ฉากรักซ่อนร้าย บทส่งท้าย [22-09-62]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ฉากรักซ่อนร้าย บทส่งท้าย [22-09-62]  (อ่าน 25018 ครั้ง)

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 13 [01-04-62]
«ตอบ #30 เมื่อ01-04-2019 23:15:20 »

บทที่ 13



โกเมนกุลพูดไม่ออกเมื่อเห็นคนสองคนกอดจูบกันด้วยความห่วงหา แม้จะมีกล้องและคนรอบข้างมากมายแต่หัวใจของเขาก็ยังเจ็บแปลบ


แค่มาช้าเพียงไม่กี่วินาที ทุกอย่างก็สายไป


แม้จะทำใจยาก แต่สุดท้ายโกเมนกุลก็เลือกจะคลายหมัดออกแล้วก้าวเข้าไปในกองถ่ายอย่างเงียบๆ ด้วยรู้ดีว่าต้นหยางรักการแสดงมากแค่ไหน หากพุ่งไปคว้าอีกฝ่ายออกมาอย่างคนไร้สติ เขาคงถูกเกลียด แถมยังทำให้ทั้งคู่ต้องจูบใหม่ซ้ำอีกครั้งรังแต่จะทำให้เจ็บปวดใจมากกว่าเดิมเปล่าๆ


และเขาไม่อยากให้เป็นแบบนั้น...ต่อให้คนที่จูบต้นหยางจะเป็นเพื่อนสนิทของเขาก็ตาม

 

ต้นหยางเห็นโกเมนกุลเดินเข้ามาเงียบๆ ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แผนการที่เขาสร้างไว้ในหัวนั้นนักเขียนหนุ่มควรจะเข้าไปชกหน้านาวินสักหมัดพอให้นักข่าวที่แอบเข้ามาเก็บภาพไปลงหนังสือพิมพ์ได้ แต่คนที่เขาคิดว่าจะเดือดกลับยืนพิงกำแพงด้วยท่าทางหมดแรง ดวงตามองตรงไปยังทั้งสองคนที่ตอนนี้ผละออกจากกันแล้ว


“จูบเก่งเหมือนกันนะคุณนาวิน” ตั้นยกนิ้วปาดน้ำใสที่มุมปากของคนตรงหน้าพลางสังเกตสีหน้าของใครบางคนที่เฝ้ามองมาอย่างเงียบๆ แล้วเบนสายตาไปยังพี่ชายฝาแฝดซึ่งยกนิ้วโป้งสองข้างส่งให้เขา


‘หึ นิสัยไม่เคยเปลี่ยน’


“คุณก็...เหมือนกัน” นาวินพูดเสียงงืมงำก่อนจะเดินอย่างเงอะงะไปทางผู้กำกับเพื่อถามว่าเขาต้องถ่ายอีกไหม พอได้รับคำตอบว่าโอเคแล้วนาวินก็รีบเดินไปทางห้องน้ำทันที


ตั้นยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีประหม่าของนาวิน เขาแสร้งมองไม่เห็นโกเมนกุลแล้วรีบเดินไปยังห้องแต่งตัวเพื่อจัดการพี่ชายจอมวางแผนของตัวเองบ้าง


“ไง สนุกไหมน้องชาย” ต้นหยางที่กลับเข้ามาก่อนเอ่ยถามพลางเก็บของเพื่อเตรียมตัวไปยังสถานที่ถ่ายทำถัดไป


“ต้องถามมึงมากกว่า แกล้งคนที่ชอบสนุกมากไหม”


คนฟังชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้น้องชาย “พูดอะไรแบบนั้น เรื่องพรรค์นั้นไม่มีวันเกิดขึ้นหรอกนะ”


ใช่ ของแบบนั้น ให้ตายก็ไม่มีวันเกิดขึ้นกับเขาเป็นครั้งที่สองหรอก


“กูรู้จักมึงมาตั้งแต่เกิด สิ่งที่มึงชอบหรือไม่ชอบทำไมกูจะไม่รู้” ตั้นเลิกคิ้ว “ยิ่งมึงชอบมากเท่าไหร่ มึงก็ยิ่งแกล้งเขาให้เจ็บปวดเจียนตายมากขึ้นเท่านั้น หรือกูพูดผิด”


“...”


“มึงจะชอบมันกูก็ไม่ได้ว่าหรอกนะ” ตั้นตบบ่าพี่ชาย “แต่ถ้ามึงไม่ได้ชอบมันจริงก็อย่าไปเล่นกับใจมันให้หนักนักเลย ถ้าวันหนึ่งกูได้หลักฐานส่งพ่อมันเข้าคุกแล้วมันยังถูกมึงทิ้งไปอีก ใจมันจะรับไม่ไหวเอานะ”


“มึงเป็นห่วงคนอื่นตั้งแต่เมื่อไหร่”


“คนที่กูห่วงมีแค่มึง...กลัวมึงจะทำร้ายหัวใจตัวเองอีก” ตั้นพูดเพียงเท่านั้นก็ถอดเสื้อผ้าเปลี่ยนกลับไปใส่ชุดตัวเอง พลางสวมแมสปิดปากก่อนจะก้าวออกจากห้องไป ทิ้งพี่ชายฝาแฝดที่ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องกว้างเพียงคนเดียว


ก๊อกๆ


“ต้น ผมกุลนะ ผมขอเข้าไปได้ไหม” สิ้นเสียงคนพูดไม่ทันไรประตูก็เปิดเข้ามา ต้นหยางปรับสีหน้าเพียงเล็กน้อยก็ยิ้มร่าสดใสทันที


“กุล” เขาลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเข้าไปหาคนที่เดินเข้ามาแล้วพูดต่อ “มาได้ยังไงครับ พ่อคุณไม่ว่าเหรอ”


“ผมไม่ได้บอกพ่อ” โกเมนกุลลุบตามองริมฝีปากชมพูอ่อนพลางกดข่มความหงุดหงิดใจแล้วรีบเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น “คุณมีถ่ายต่อที่ไหน ผมไปด้วยได้ไหมครับ”


“ได้สิครับ มีกุลไปด้วยผมก็อุ่นใจ” ต้นหยางหันไปหยิบกระเป๋าหนังสะพายข้างมาถือไว้ แต่อีกคนกลับรับไปถือให้อย่างยินดี


“กุลครับ ผมไม่ใช่ผู้หญิงนะของแค่นั้นผมถือเองได้”


“ผมอยากดูแลคุณบ้าง ไม่ได้เหรอ”


ได้ฟังแบบนั้น คนที่ยื่นมือออกไปหวังจะแย่งคืนก็เก็บมือกลับมาไว้ข้างตัวดังเดิม ต้นหยางคิดว่าคงเป็นเพราะไม่เคยมีใครดูแลเขานอกจากน้องชายมาก่อน พอได้รับน้ำใจก็เลยดีใจเล็กน้อยก็เท่านั้น ไม่ได้สนใจหัวใจที่เต้นด้วยจังหวะผิดแปลกไปจากเดิม


“ได้สิครับ”


ทั้งคู่เดินตามกันมาจากห้องแต่งตัวนักแสดง พอดีกับนาวินที่เพิ่งออกจากห้องน้ำพอดี นาวินพยายามส่งยิ้มให้เพื่อนแล้ว แต่พอเห็นสายตาดุคู่นั้นเขาก็ยกมือสองข้างยอมแพ้เดินก้าวถอยหลังห่างไป เป็นอันรู้กันดีว่าเวลาโกเมนกุลอารมณ์ไม่ดีอย่าเข้าไปยุ่งเลยดีกว่า


“คุณนาวินไปด้วยกันไหมครับ” ต้นหยางชวนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มไม่เข้ากับบรรยากาศอึมครึมระหว่างสองเพื่อนซี้ ทำเอานาวินแช่งชักหักกระดูกอีกฝ่ายในใจ แต่พอต้นหยางพูดประโยคถัดไปเขาก็รู้สึกผิดขึ้นมาที่คิดแบบนั้น


“ดูเหมือนฝนจะตกนะครับ ให้คุณขับชอปเปอร์ไปเองผมเกรงว่าคุณจะไม่สบายเอาได้”


“ขอบคุณนะครับ” นาวินซาบซึ้งในน้ำใจว่าที่แฟนเพื่อน แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมาะเลยที่เขาจะเสนอหน้าอยู่ใกล้ต้นหยางโดยไม่จำเป็น นาวินพยายามคิดหาทางออกก็หันไปเห็นผู้กำกับยืนอยู่ไม่ไกล “ผมว่าจะนั่งรถไปกับอาเมธครับ พอดีอ่านบทแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”


เพื่อไม่ให้ต้นหยางได้แย้งอะไรอีก นาวินจึงรีบเดินไปหาผู้กำกับเพื่อขอติดรถไปยังสถานที่ถ่ายทำถัดไปโดยไม่หันกลับไปมองสองคนข้างหลังอีกเลย


“งั้นเราไปเลยไหมครับ” ต้นหยางถามคนข้างๆ


“ครับ” โกเมนกุลมีสีหน้าอ่อนลงเมื่อในที่สุดเขากับต้นหยางจะได้อยู่ด้วยกันเพียงลำพังสักที สองคนเดินไปยังรถของโกเมนกุลโดยไม่สังเกตว่านักข่าวคนหนึ่งแอบตามเก็บภาพของพวกเขาอย่างใกล้ชิดมาสักพักแล้ว


“หึ งานนี้ขายได้หลายแส...อึก” นักข่าวคนนั้นพูดไม่ทันจบประโยคก็โดนสันมือสับเข้าที่ต้นคอจนสลบไป มือเรียวหยิบกล้องถ่ายภาพมาแกะเมมโมรี่การ์ดออกก่อนจะหักทิ้งอย่างไม่ไยดี


ตั้นมองตามรถยนต์ที่แล่นไปข้างหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่งก่อนจะหันหลังเดินจากไป

.......................................


 
“คัท! เอาใหม่ วินอย่าขยับยุกยิกสิ” เมธาเริ่มโมโหหลานชายตัวเองเล็กน้อย กับแค่การนอนอยู่ในอ่างน้ำนิ่งๆ ไม่ได้ยากอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่หลานชายของเขากลับทำไม่ได้


“ขอโทษครับ” นาวินก็ไม่ได้อยากขยับยุกยิกหรอก แต่พอต้นหยางก้าวเข้ามาในอ่างอาบน้ำแล้วนอนกอดเขาไว้ทั้งตัวพลางร้องไห้สะอึกสะอื้น จู่ๆ เขาก็รู้สึกขนลุกขึ้นมา พาลให้ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้านอย่างที่ทุกคนเห็น


“ผู้กำกับครับ” โกเมนกุลก้าวเข้ามาในฉาก “ถ้าถ่ายแค่ช่วงอก ผมทำแทนได้ไหมครับ พวกคุณถ่ายฉากนี้มาสองชั่วโมงแล้ว ถ้านานกว่านี้พวกเขาจะไม่สบายเอานะครับ”


“นั่นสิคะ ต้นหยางมีถ่ายรายการต่อตอนค่ำ ถ้าเขาป่วยขึ้นมาแย่เลยนะคะ คุณนาวินเองก็คงถ่ายฉากนี้ไม่ได้แน่ๆ เราลองเปลี่ยนคนดูก่อนไหมคะ หุ่นของพวกเขาก็ไม่ต่างกันมาก คนดูไม่รู้หรอกค่ะ”


“อืม..." เมธาชั่งใจ ใจจริงเขาอยากถ่ายแบบลองเทคต่อเนื่องกันจนจบฉาก แต่ถ้าไม่ได้ก็คงต้องใช้มุมกล้องสับเปลี่ยนแทน “ก็ได้ครับ เราจะได้ไม่เสียเวลากันมากไปกว่านี้”


ผู้กำกับพูดจบปั๊บนาวินก็ลุกขึ้นจากน้ำเดินก้าวพรวดๆ คว้าแขนเพื่อนพาไปเปลี่ยนชุดทันที ไม่นานนักนาวินก็เดินกลับมาพร้อมกับโกเมนกุลที่สวมเสื้อดำเปียกชุ่มแนบเนื้อชวนให้สาวๆ หลายคนตาลุกวาว


ต้นหยางเองก็มองเขาอยู่เช่นกัน แม้เขาจะเคยจินตนาการว่าหากโกเมนกุลเล่นฉากนี้จะเป็นอย่างไร แต่ภาพในหัวเขาก็ยังคุณภาพไม่ดีเท่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า ช่างเป็นคนที่มีเซ็กส์แอพพีลสูงจริงๆ


“ซ่อนรูปเหมือนกันนะครับกุล” ต้นหยางเอ่ยชมคนที่ก้าวเข้ามาอยู่ในอ่างเดียวกับเขา ยิ่งพอเห็นหน้าใกล้ๆ เขายิ่งรับรู้ถึงเสน่ห์ของโกเมนกุล คนที่หากสวมเสื้อผ้าสีอ่อนดูเป็นชายหนุ่มผู้ใสซื่อ แต่พอเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าสีเข้มกลับดูแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ดูถูกไม่ได้เลยจริงๆ


“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับต้น” โกเมนกุลเกาหลังคอด้วยความเก้อเขิน


“ทั้งคู่พร้อมไหม” ผู้กำกับเอ่ยถาม พอเห็นทั้งสองพยักหน้าจึงเริ่มการถ่ายทำ


ฉากนี้ต้นหยางต้องแสดงความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนที่รักไปตลอดกาล เขาหวาดกลัวว่าคนรักจะจากไปจึงเป็นผู้ลงมือเหนี่ยวรั้งไม่ให้อีกฝ่ายจากไปเหมือนคนก่อน


ต้นหยางกอดโกเมนกุลแน่นขึ้นพลางร้องไห้อย่างเจ็บปวด เสียงของนักแสดงหนุ่มสะเทือนใจของร่างสูงอย่างมาก โกเมนกุลอยากกอดปลอบต้นหยางแล้วบอกอีกฝ่ายว่าเขาไม่ได้จากไปไหน เขายังอยู่ข้างๆ ตรงนี้เสมอ แต่สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงแสดงเป็นคนไร้วิญญาณ ขยับไหวตามแต่ต้นหยางจะต้องการ


เมธามองภาพผ่านจอมอนิเตอร์แล้วเกิดไอเดียใหม่ขึ้นมากะทันหัน เขาสั่งคัททันที ก่อนจะเดินเข้าไปหานักแสดงทั้งสอง


“ต้นหยาง พี่คิดว่าเราต้องแก้บทใหม่นิดหน่อย ตามเดิมคือตอนจบตายคู่ถูกไหม แต่พี่ว่าแบบนั้นมันเศร้าเกินไป เอาแบบนี้ไหม ให้ต้นหยางเห็นภาพว่าเขายังมีชีวิตอยู่ในจินตนาการของตัวเอง เท่านี้เรื่องก็จะสื่อความได้แบบที่เพลงต้องการจะสื่อออกไป”


ต้นหยางนึกท่อนหนึ่งในเพลงเพลงนั้น


ผมต้องทำอย่างไรเพื่อรั้งคุณไว้ข้างกาย หรือทำได้เพียงกักขังคุณไว้ในความทรงจำของผม


“นั่นสินะครับ” ต้นหยางพยักหน้า เขาเข้าใจสิ่งที่ผู้กำกับต้องการจึงหันไปหาโกเมนกุลที่กำลังจะลุกจากอ่างอาบน้ำ


“ไม่เป็นไรๆ กุลแสดงได้ ฉากนี้เห็นแค่หน้าต้นหยางคนเดียว ขืนให้วินเล่นเดี๋ยวเสียเรื่องอีก”


“โถ่ อาเมธครับ ก็ผมไม่ใช่นักแสดงนี่นา” นาวินพูดเท่านั้นก็เดินตามผู้กำกับกลับมานั่งดูจอมอนิเตอร์ด้วยกัน


“เออ อาก็ว่าเราไม่รุ่งด้านนี้จริงๆ นั่นแหละ” เมธาตบไหล่หลานชายก่อนจะหันไปคุยกับตากล้องเพื่อถ่ายทำฉากใหม่ที่เพิ่งคิดสดๆ ร้อนๆ


“กุลไม่ต้องกังวลนะพอผู้กำกับให้สัญญาณคุณก็กอดผมได้เลย” ต้นหยางเริ่มต้นร้องไห้ใหม่อีกครั้งเมื่อผู้กำกับสั่งเริ่ม โกเมนกุลจึงได้แต่นอนนิ่งรอสัญญาณที่ว่า แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครบอกอะไรเขาเลย


เนื้อตัวของต้นหยางเย็นเฉียบจนเขากังวล มือสองข้างจึงยกขึ้นกอดโดยอัตโนมัติ หวังให้ความอบอุ่นของตัวเองส่งผ่านไปถึงต้นหยาง คนที่กำลังสะอื้นสุดตัวจึงค่อยๆ สงบลง ใบหน้าแนบอยู่บนอกของเขาพลางหลับตาลงด้วยรอยยิ้ม


โกเมนกุลลูบหัวอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน ไม่ว่าใครที่เห็นภาพนั้นต่างก็รู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ แม้แต่เมธายังนึกเสียดายที่พระเอกอีกคนไม่ใช่โกเมนกุล สีหน้านั้นหากถ่ายโคลสอัพคงสื่ออารมณ์รักแบบเศร้าๆ ได้ดีทีเดียว


“คัท!”


สองคนที่นอนกอดกันอยู่ในอ่างอาบน้ำค่อยๆ ผละออกจากกัน ต้นหยางยกตัวขึ้นพลางเท้าแขนสองข้างวางบนขอบอ่าง  เกิดเป็นภาพที่ทำเอาโกเมนกุลควบคุมสติไม่ค่อยได้


ต้นหยางสวมเชิ้ตขาวตัวเปียกชุ่มแนบเนื้อเขารู้ดี ตอนมองอยู่นอกฉากก็ร้อนรุ่มในใจพอสมควรที่คนในอ่างอาบน้ำไม่ใช่เขา แต่พอเห็นอีกฝ่ายอยู่บนตัว ผมเปียกลู่แนบใบหน้า โกเมนกุลก็รู้สึกหัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาข้างนอก


ทั้งที่เป็นผู้ชายเหมือนกัน สรีระร่างกายก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่เขากลับหลงใหลต้นหยางมากขึ้นไปอีกจนไม่รู้ความความรู้สึกนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไร หรือบางทีอาจจะไม่มีวันนั้นเลยก็ได้


“จ้องผมแบบนั้นผมก็เขินสิครับ” ต้นหยางส่งยิ้มให้โกเมนกุลก่อนจะลุกขึ้นจากอ่างโดยไม่ลืมยื่นมือไปฉุดอีกคนให้ลุกขึ้นมาด้วยกัน


บรรยากาศหวานๆ อบอวลไปทั่วกองถ่าย คนที่แสร้งไม่เห็นก็แสร้งไป ส่วนคนที่รู้ดีอย่างนาวินก็ได้แต่กดถ่ายภาพทั้งคู่ยิกๆ ตั้งใจว่าจะเก็บไว้ต่อรองกับโกเมนกุลในวันหน้า แน่นอนว่ารูปคู่แบบนี้ต้องเป็นข้อต่อรองที่เพื่อนสนิทไม่มีทางปฏิเสธ

....................................

 
คฤหาสน์อัปสรการกล


กรกรรณนั่งดูภาพเหตุการณ์ที่สร้างชนักติดหลังเขาตลอดหลายปีมาสองชั่วโมงแล้ว แม้ว่าเจ้าสัวนาวาเพื่อนสนิทจะบอกให้เขาลบคลิปไปเสียจะได้ไม่ต้องมานั่งกังวล แต่เขากลับทำใจลบไม่ได้จนต้องมานั่งดูซ้ำๆ เพื่อย้อนดูความผิดที่เขาไม่ได้ก่อ


วันนั้นเขาตามเพื่อนไปกองถ่ายเล็กๆ แถบชนบท เพื่อถ่ายหนังสั้นที่ตั้งใจจะใช้เซอร์ไพรซ์ขอแฟนสาวที่คบกันมาหลายปีแต่งงาน ตอนนั้นเขาคิดว่าทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่จู่ๆ คนรักของเขาก็โทรมาขอเลิกเพราะมีข่าวว่าเขากำลังจะแต่งงานกับคู่หมั้นสาวลูกนายตำรวจใหญ่


กรกรรณรู้ว่าเธอคนนั้นจงใจให้แฟนสาวของเขารู้จึงรีบเดินทางกลับไปปรับความเข้าใจกับคนรัก เขาขอยืมรถของเพื่อนสนิทมาใช้ เขาขับอย่างรวดเร็วเพราะถนนโล่ง และเขาเองก็อยากกลับไปหาคนรักโดยเร็วที่สุด


ช่วงวินาทีสั้นๆ ที่กรกรรณเร่งความเร็ว เขาเห็นบางอย่างไหวๆ พุ่งเข้ามาจากด้านข้าง ทันใดนั้นร่างของใครบางคนประทะเข้ากับหน้ารถ จนตัวลอยสูงก่อนตกลงมาห่างไปไม่ไกล


ตอนนั้นเขาได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องของทีมงานที่ติดรถมาด้วย ส่วนตัวเขาที่กำลังตกใจก็เผลอเหยียบคันเร่งพุ่งชนต้นไม้ข้างทาง จากนั้นทุกอย่างก็ขาวโพลนจำอะไรไม่ได้เลย มารู้ตัวอีกทีตอนที่อยู่โรงพยาบาลแล้ว


เรื่องคดีที่เกิดขึ้นคู่หมั้นของเขาก็ใช้อำนาจของพ่อตัวเองจัดการเรื่องราวทั้งหมด เธอเอาคลิปนี้มาขู่เขาเพื่อให้แต่งงานกับเธอ ซึ่งด้วยตำแหน่งข้าราชการของเขาในตอนนั้นความเชื่อถือคือสิ่งสำคัญ


หากชีวิตของเขาจบลงในคุก เขาไม่รู้เลยว่าจะมีหน้ากลับไปพบคนที่รักได้อย่างไร


กรกรรณลูบหน้าตัวเองอย่างเหนื่อยล้า หากวันนั้นเขายอมเข้าคุก บางที...เขากับคนรักอาจจะได้อยู่ร่วมกันอย่างที่ต้องการก็ได้ กุลเองก็จะไม่ต้องบินข้ามประเทศเพียงเพื่อไปพบแม่ของเขากับครอบครัวใหม่


“พ่อครับ” เสียงลูกชายดังขึ้นพร้อมกับใบหน้ายิ้มๆ ที่โผล่เข้าจากช่องประตู “ทานข้าวกันครับ”


“ไปสิ” กรกรรณพูดจบก็พับหน้าจอโน้ตบุ๊กลงแล้วเดินตามลูกชายออกไปจากห้อง


“สวัสดีครับท่าน” ต้นหยางยกมือไหว้ทักทายอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม แต่คนรับไหว้กลับขมวดคิ้วแล้วหันไปหาลูกชายตัวดีที่ยืนอยู่ข้างๆ


“พาเขามาทำไม พ่อไม่เคยบอกว่าอนุญาตให้เขามาที่นี่นะ”


“...”


“พ่อครับ...เขาแค่มาขอค้างคืนเดียว อีกอย่างบ้านเราก็อยู่ใกล้ๆ กองถ่ายด้วย...”


“โรงแรมข้างนอกก็มี ดาราอย่างเขามีหรือจะไม่มีปัญญาจ่าย” กรกรรณพิจารณาใบหน้าของนักแสดงหนุ่ม แม้จะดูใสซื่อแต่เขาก็ไม่คิดจะไว้ใจ คนที่โกเมนกุลคบหาก่อนหน้าก็ดูซื่อๆ แบบนี้ บอกว่าเป็นเพื่อนกัน แต่สุดท้ายพอลูกชายเขาไม่ให้ยืมเงิน ก็แทบจะป่าวประกาศบอกคนทั้งโลกว่าพวกเขาสองคนเป็นอะไรกัน


“นั่นสิครับกุล ผมไปหาโรงแรมข้างนอกอยู่ก็ได้ รบกวนคุณกับท่านเปล่าๆ”


“ไม่รบกวนเลยครับ พ่อครับ...” โกเมนกุลส่งสายตาอ้อนวอนพ่อตัวเอง ซึ่งน้อยนักที่ต้นหยางจะเห็นโกเมนกุลอ้อนขออะไรใคร มุมปากของนักแสดงหนุ่มจึงยกยิ้มเอ็นดูไปโดยไม่รู้ตัว


“แค่คืนเดียวเท่านั้น อย่าพาเขามาให้พ่อเห็นหน้าอีก” สุดท้ายคนเป็นพ่อก็ยอมใจอ่อน เขาเหลือบมองนักแสดงหนุ่มอย่างไม่สบอารมณ์แต่ก็ตั้งใจจะรอดูว่าเมื่อไหร่ต้นหยางจะหางโผล่ ลูกชายของเขาจะได้ตาสว่างสักที


“ขอบคุณนะครับ” ต้นหยางส่งยิ้มที่เขาคิดว่าจริงใจที่สุดให้กรกรรณ พลางนึกถึงแฟลชไดร์ที่ถูกเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงของเขาตั้งแต่ตอนที่โกเมนกุลชวนให้มาพักที่บ้านหลังนี้ เพื่อรอการถ่ายทำภาพยนตร์ในวันรุ่งขึ้น


‘จบหน้าที่นี้เมื่อไหร่ ฉันจะตัดสินใจเองว่าจะทำยังไงต่อไป’






tbc.

...................................

หายไปเกือบเดือน แหะๆ มาอัพต่อแล้วจ้า ขอบคุณที่ยังติดตามกันอยู่นะคะ ^^ เห็นคอมเม้นต์แล้วชื่นใจจริงๆ ค่ะ

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 13 [01-04-62]
«ตอบ #31 เมื่อ03-04-2019 00:43:04 »

ขำวินอ่ะ อะไรจะเกร็งขนาดนั้น กลัวโดนกินหัวสินะ 55

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 14 [15-04-62]
«ตอบ #32 เมื่อ15-04-2019 21:04:33 »

บทที่ 14


ต้นหยางรับประทานอาหารเย็นร่วมกับสองพ่อลูก แต่กินไปเพียงไม่กี่คำกรกรรณก็ขอตัวกลับขึ้นห้องไป ดวงตาคู่นั้นยังคงมองต้นหยางอย่างไม่ไว้ใจ แต่นักแสดงหนุ่มก็ไม่เสียมารยาทรีบส่งยิ้มกลับไปให้อีกฝ่ายทันที


“ดูเหมือนพ่อของคุณจะไม่ชอบผมเลยนะ”


“พ่อค่อนข้างจะระวังตัวกับคนที่ท่านไม่คุ้นเคยน่ะครับ อีกอย่างคนที่รู้เรื่องของผมกับพ่อก็มีไม่มาก พ่อคงแค่กังวลน่ะ”


“แต่คุณไม่ได้คิดแบบเดียวกับพ่อของคุณใช่ไหม” ต้นหยางวางช้อนแล้วสบตาโกเมนกุลด้วยสีหน้าจริงจัง “ว่าผมจะหักหลังพวกคุณ”


“ไม่มีวัน” มืออุ่นทาบทับบนมือของคนที่อยู่ข้างๆ “ผมรู้ว่าผมเชื่อใจคุณได้ แม้เราจะรู้จักกันไม่นานก็ตาม”


“อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้น” ต้นหยางก้มมองมือของโกเมนกุลที่จับมือเขาพลิกไปกุมอย่างหลวมๆ “คุณไม่กลัวเหรอถ้าวันหนึ่ง...”


“ผมเชื่อว่าจะไม่มีวันนั้นหรอก” คนตรงหน้าส่งยิ้มให้ต้นหยางแล้วรับประทานอาหารต่อ โดยที่มืออีกข้างก็ไม่คิดจะปล่อยจากต้นหยาง


นักแสดงหนุ่มมองใบหน้าด้านข้างของโกเมนกุล เขารู้ว่าวันนี้อย่างไรก็ต้องมาถึง ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรเขาก็ต้องทวงคืนความยุติธรรมให้กับพ่อ แม้จะรู้ดีว่าโกเมนกุลไม่ใช่คนผิด ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับความผิดของกรกรรณ  ชายหนุ่มแค่เกิดมาในครอบครัวนี้ก็เท่านั้น หากเลือกได้ต้นหยางก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องเจ็บปวดกับความจริงอันโหดร้าย


แต่เพราะความแค้นของเขาบังตา ต้นหยางจึงเลือกมองข้ามความรู้สึกเหล่านั้น และคิดเพียงว่าจะทำอย่างไรให้คนผิดได้รับผลกรรมที่ก่อไว้


หลังจากรับประทานอาหารเสร็จโกเมนกุลก็เดินนำขึ้นไปยังชั้นสองที่เป็นห้องของตัวเอง ด้วยเหตุผลที่ดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไรนัก


“ห้องคุณยังไม่เรียบร้อยดี คืนนี้พักห้องผมไปก่อนนะ”


“ห้องคุณนาวินล่ะครับ ผมได้ยินว่าเขามาพักบ้านคุณบ่อย ถ้าเป็นห้องนั้นคงได้ใช่ไหมครับ”


ใบหน้าคมเรียบนิ่งขึ้นมาทันใด เรียกรอยยิ้มต้นหยางให้กว้างมากขึ้นจนสุดท้ายคนที่มองอยู่ก็เข้าใจว่าถูกหยอกเล่นใบหน้านิ่งขึงจึงคลายลงแทนที่ด้วยรอยยิ้ม ปากก็เอ่ยตอบไปตามความจริง


“วินเคยมาพักครับ แต่ไม่ได้มานานแล้ว หยากไย่น่าจะขึ้นเต็มห้องเลย ยังไงพักห้องผมก็น่าจะสะดวกที่สุดนะครับ”


“ก็ได้ครับ ถ้ากุลยืนยันอย่างนั้น” ต้นหยางเดินตามอีกฝ่ายไปอย่างเชื่อฟัง ในเมื่อต่อรองนอนห้องอื่นไม่ได้ก็นอนด้วยกันไปนั่นล่ะ


“ห้องนี้ครับ” โกเมนกุลเปิดประตูแล้วเดินนำเข้าไปด้าน ภายในห้องตกแต่งอย่างเรียบง่ายดูเข้ากับคุณชายอย่างโกเมนกุลอย่างมาก ของประดับตกแต่งทุกชิ้นเป็นโทนสีฟ้าพาสเทลตุ่นๆ เข้ากับผนังสีเทาอ่อน บนผนังด้านหนึ่งมีภาพสีน้ำมันขนาดครึ่งตัว ดูแล้วน่าจะเป็นช่วงที่ต้นหยางเพิ่งเข้าวงการ


โกเมนกุลไม่คิดจะปิดบังความชอบที่มีต่อเขาเลยสินะ


มืออุ่นสอดเข้ามาโอบกอดเขาจากด้านหลัง เสียงหัวใจที่เต้นแรงจนรู้สึกได้เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดี ต้นหยางทาบมือลงบนมือของโกเมนกุลพลางมองรูปภาพของตัวเอง กว่าเขาจะดิ้นรนจนได้รับรางวัลนั้นมาไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด


เขาต้องตื่นตั้งแต่ไก่ยังไม่ขันเพื่อเดินทางไปถ่ายทำฉากตัวประกอบโง่ๆ ที่แม้แต่บทพูดก็ไม่มี ต้องรอจนฟ้ามืดกว่านักแสดงหลักจะเดินทางมาถึง และพอถ่ายทำจริงก็ได้อยู่หน้ากล้องเพียงไม่กี่นาที


ตอนที่เขาพาน้องชายไปดูภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาด้วยกันครั้งแรก ตั้นยังถามเขาเลยว่าที่ทำอยู่นี้คุ้มแล้วเหรอ แม้จะดูดีเมื่ออยู่บนหน้าจอ แต่ก็ไม่มีใครการันตีได้ว่าเขาจะได้เป็นนักแสดงดังอย่างที่ฝัน เมื่อผู้คนมากมายต่างก็มีประสบการณ์ มีเส้นสาย มีหน้าตาที่ดีกว่าเขามาก ต้นหยางจะเอาอะไรไปสู้กับคนเหล่านั้นได้


แต่เพราะพี่อินเห็นบางอย่างในตัวเขาแล้วทาบทามให้เข้าบริษัทต้นสังกัดเธอ พาเขาไปเรียนการแสดงให้เป็นเรื่องเป็นราว และพยายามป้อนงานทุกอย่างที่มีให้ ให้เขาเข้าถึงโอกาสมากขึ้นจนกลายเป็นนักแสดงดังอย่างทุกวันนี้


“คุณชอบไหม” เสียงกระซิบข้างหูดึงต้นหยางออกมาจากภวังค์


“ชอบครับ ภาพนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของผมเลย”


“ภาพนี้...ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของผมเหมือนกัน” โกเมนกุลวางคางลงบนไหล่ต้นหยาง “ผมเคยมีเพื่อนที่สนิทมากๆ อยู่คนหนึ่ง ผมสนิทกับเขามากกว่าวินด้วยซ้ำ เราเข้าใจกันทุกเรื่องเพราะรสนิยมเราเหมือนกัน แต่เขาทรยศผมกับพ่อ เพียงเพราะผมปฏิเสธที่จะให้เงินเขาไปใช้กับการพนัน ครั้งแรกยังพอว่า ใช้หนี้ผมก็เต็มใจช่วยเหลือ แต่พอเขาไม่หยุดผมก็จำเป็นต้องเด็ดขาด ผมคิดแค่ว่าถ้าผมไม่ช่วยหาเงินให้เขาเดี๋ยวเขาก็คงหยุดเอง


แต่ไม่เลย เขาขายความลับของผมกับพ่อให้นักข่าวแลกกับเศษเงินเพียงไม่กี่หมื่นเพื่อเล่นการพนัน พ่อผมต้องใช้เงินเป็นล้านเพื่อหยุดภาพพวกนั้น และผมรู้สึกผิดต่อพ่อจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่...”


“กุล” ต้นหยางขยับตัวจะหันกลับไปหาคนข้างหลังแต่โกเมนกุลสวมกอดเขาแน่นขึ้น


“แต่เพราะวันนั้นผมได้เจอคุณ เห็นคุณที่กำลังเจ็บปวดเช่นเดียวกับผม คงเพราะเวลานั้นคลื่นอารมณ์ของเราตรงกัน ผมถึงรู้สึกเหมือนเห็นตัวเองสะท้อนอยู่ในตัวคุณ รู้ไหมต้นหยาง คุณทำให้ผมอยากเจอคุณอีกครั้ง แม้จะเป็นเพียงภาพฉายบนภาพยนตร์แค่ไม่กี่วินาทีก็ตาม คุณทำให้ผมอยากอยู่ต่อเพื่อตามหาคุณให้พบแล้วกอดคุณไว้แบบนี้”


“ก็แค่การแสดงเองครับกุล”


“ผมรู้ว่าลึกๆ ในใจคุณรู้สึกอะไรมากกว่านั้น” โกเมนกุลจับตัวเขาให้หันหน้ามามองกัน แล้วแตะแก้มต้นหยางแผ่วเบา“ทุกครั้งที่ผมเห็นคุณ คุณมักจะยิ้มมาให้เสมอ แต่ดวงตาของคุณเศร้าอยู่ตลอด บอกผมได้ไหมว่าตอนนี้คุณรู้สึกอะไร ให้ผมได้ช่วยคุณบ้างได้ไหม”


นักแสดงหนุ่มสบตาคนตรงหน้า มือเรียวจับแขนของโกเมนกุลแล้วจูบลงบนฝ่ามืออุ่นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกระซิบ


“ผมอยากให้คุณกอดผมอย่างที่คุณพูด คุณทำให้ผมได้ไหม”


ดวงตาสองคู่ประสานกันเพียงช่วงสั้นๆ ยากเหลือเกินที่ชายหนุ่มจะห้ามไม่ให้ตนเองสัมผัสต้นหยางอย่างที่ใจอยาก


มือข้างหนึ่งของโกเมนกุลรั้งศีรษะต้นหยางให้เข้ามาแนบชิดจนกระทั่งลมหายใจกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน เขาสอดลิ้นร้อนแทรกเข้าไปด้านใน  เมื่อนักแสดงหนุ่มไม่มีท่าทีต่อต้านเขาก็ยิ่งย่ามใจตักตวงความหวานล้ำจากรสจูบ ความร้อนระอุแผ่ลามไปทั่วผิวกาย กระตุ้นความรู้สึกบางอย่างจนเอ่อล้นออกมา


เขาตกหลุมรักคนตรงหน้าจนถอนตัวไม่ขึ้น


อ้อมแขนอบอุ่นโอบกอดต้นหยางไว้ทั้งตัว แม้จะเข้าใจความนัยที่ต้นหยางแฝงมาในคำพูด แต่เขายังไม่พร้อมที่จะทำเรื่องแบบนั้นกับต้นหยางในตอนนี้


“พรุ่งนี้คุณมีถ่ายภาพยนตร์ คงไม่เหมาะเท่าไหร่” โกเมนกุลกระซิบชิดริมฝีปากนุ่มก่อนจะจูบทับอีกครั้งแล้วผละออก “เราเข้านอนกันเถอะครับ ผมสัญญาว่าจะกอดคุณไว้ทั้งคืน”


“...” ต้นหยางหมดคำพูด ทั้งที่เขาเป็นฝ่ายเสนอ แต่ทำไมโกเมนกุลถึงไม่คล้อยตาม


ทั้งๆ ที่เขา...ช่างมันเถอะ


ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนหลุบมองสัมผัสอุ่นที่กุมมือเขา และแผ่นหลังแกร่งที่เดินนำไปที่เตียงโดยไม่มีอะไรแอบแฝง หัวใจที่ด้านชาของเขาก็ค่อยๆ ถูกกะเทาะเปลือกออกทีละนิด และคนที่ทำแบบนี้ได้ก็คงมีแค่คนคนเดียว
หากไม่ใช่ลูกชายของกรกรรณ...ก็คงดี


ในคืนนั้น หลังจากที่ต้นหยางเฝ้ารอให้ลมหายใจของโกเมนกุลสม่ำเสมออยู่ค่อนคืน มือเรียวก็ค่อยๆ ยกแขนที่พาดผ่านลำตัวเขาวางลงข้างเตียง แม้จะเสียดายความอบอุ่นชวนให้หลับใหลไปด้วยกัน แต่เพราะโอกาสเข้ามาที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้นหยางมั่นใจว่ากรกรรณจะไม่ให้โอกาสเขาเข้ามาเหยียบย่างอีกเป็นครั้งที่สอง เขาจึงใช้โอกาสเดียวนี้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด


แต่เพียงแค่เห็นใบหน้าของคนที่หลับใหลอยู่บนเตียง ความรู้สึกผิดแล่นผ่านเข้ามาในส่วนลึกของจิตใจ เขาเบือนหน้าหนีไปทางอื่น แล้วเดินตรงไปที่ประตูเพื่อทำสิ่งที่ควรทำ ขอเพียงตั้นหาหลักฐานเอาผิดกรกรรณได้ เขาสัญญาว่าจะไม่ไปจากโกเมนกุลเร็วเกินไปนัก


มือเรียวปิดประตูลงอย่างแผ่วเบาแล้วก้าวเดินด้วยฝีเท้าเบาที่สุดไปยังห้องทำงานของกรกรรณ เขาสังเกตเห็นตั้งแต่ตอนที่โกเมนกุลขึ้นไปตามพ่อของตนเพื่อลงมาทำมื้อค่ำร่วมกัน ห้องนั้นอยู่ติดกับบันไดทางขึ้นจึงหาทางไปไม่ยาก หากมีคนเห็นเข้าเขาก็ยังพอแสร้งได้ว่าจะลงไปหาน้ำดื่มข้างล่าง


ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกวาดมองไปรอบข้างอย่างระมัดระวัง เขาเห็นพวกบอดิการ์ดเดินวนอยู่บริเวณด้านนอก ส่วนด้านในก็เพิ่งมีสองคนเดินลงบันไดไปชั้นล่างก่อนจะเดินหายไปอีกทาง เขารออยู่สักพักไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรในระยะใกล้อีกก็รีบเปิดประตูเข้าไปในห้องทันที


ต้นหยางเพ่งมองรอบข้างอยู่ท่ามกลางความมืด รอปรับสายตาเพียงไม่นานก็สังเกตเห็นโน้ตบุ๊กเครื่องหนึ่งพับหน้าจอลงอยู่บนโต๊ะจึงรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้พลางล้วงแฟลชไดร์ออกมาเสียบเข้ากับโน้ตบุ๊กที่ยังมีสัญญาณไฟค้างอยู่


ต้นหยางคิดไม่ถึงว่ากรกรรณจะเลินเล่อถึงขนาดนี้ มือเรียวซุกซนจึงอดไม่ได้เปิดบานพับหน้าจอขึ้นเพื่อดูว่ารัฐมนตรีคนนั้นซ่อนอะไรไว้บ้าง


แต่เมื่อหน้าจอสว่างวาบภาพตรงหน้าก็ทำเอาเขาเซ็งไปไม่น้อย


ต้องใส่รหัสผ่าน


แล้วกับคนที่ไม่เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์อย่างเขาจะไปถอดรหัสเก่งอย่างตั้นได้อย่างไรกัน คิดได้อย่างนั้นต้นหยางก็รีบต่อสายหาน้องชายเพื่อจะขอรหัสผ่าน แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไร คนปลายสายก็พูดแทรกเข้ามาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดผิดปกติ


(ต้น มึงไม่เป็นไรใช่ไหม)


“เป็นอะไร” ต้นหยางเอนตัวพิงพนักด้วยท่าทีสบายๆ เมื่อปลายสายไม่ตอบ เขาก็ถามเรื่องรหัสผ่านเข้าเครื่องของกรกรรณ “กูอยากรู้ว่าข้างในมีอะไร ถอดรหัสให้หน่อยสิ”


(ไม่ได้...กูโหลดข้อมูลอยู่ มึงเองก็รีบๆ ไปจากตรงนั้นได้แล้ว เกิดใครมาเห็นเข้าจะซวยแย่)


“ทำตัวมีพิรุธนะตั้น” ต้นหยางเคาะนิ้วกับโต๊ะ “ข้อแรก แฟลชไดร์ยังเสียบอยู่ยังไงกูก็เอาต้องไปทำลายทิ้ง จะออกไปเลยได้ยังไง ข้อสองเสียงมึงจริงจังผิดปกติเหมือนรู้ว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีกับกู บอกมามึงรู้อะไร หรือข้อมูลพวกนั้นมีอะไรที่กระทบกูใช่ไหม”


(ไม่มีอะไร ทำให้มึงตกใจเล่นก็น่าสนุกดี)


“หึ ไม่อยากบอกก็แล้วแต่ ขอแค่เปิดโปงความชั่วของกรกรรณได้ กูไม่สนหรอกว่าจะเกิดเรื่องอะไร”


(...)


“เงียบแบบนี้แสดงว่ามีอะไร”


(ติ๊ด...)


ต้นหยางเลิกคิ้วขึ้นเพียงเล็กน้อยก่อน ริมฝีปากเจือรอยยิ้มบาง สำหรับชีวิตเด็กกำพร้าอย่างเขา ตั้นเป็นคนเดียวในครอบครัวที่เขาเหลืออยู่ ต้นหยางรู้ว่าน้องชายรักเขายิ่งกว่าอะไร ต่อให้เรื่องที่ตั้นปิดบังอยู่จะร้ายแรงมากแค่ไหน เขาก็ยังเชื่อมั่นว่าฝาแฝดของตนจะไม่มีทางปล่อยให้เขาตกอยู่ในอันตราย


ต้นนั่งรอสักพักก็ได้รับข้อความจากน้องชายว่าได้รับข้อมูลทั้งหมดแล้ว มือเรียวดึงแฟลชไดร์ออกจากช่องเสียบก่อนจะทุบจนแตกเหลือเพียงซาก จากนั้นก็เก็บใส่กระเป๋ากางเกงตามเดิม พรุ่งนี้เขาค่อยหาทางกำจัดทิ้งอีกที


เขาเดินกลับไปทางเดิม คอยสังเกตรอบข้างเพื่อระวังพวกบอดิการ์ดที่เดินตรวจตราตลอดคืน จนกระทั่งถึงห้องของโกเมนกุล ต้นหยางก้าวเข้าไปหยุดอยู่ข้างเตียงของชายหนุ่มก่อนจะย่อตัวลงนั่งข้างเตียง ไล้สายตาไปตามกรอบหน้าของคนที่หลับใหลก่อนจะยกมือขึ้นแตะข้างแก้มอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกหลากหลาย


ไม่ง่ายเลยที่ต้นหยางจะเปิดใจรับใครเข้ามาในชีวิต ยิ่งกับคนที่ไม่มีทางไปด้วยกันได้อย่างโกเมนกุลเขายิ่งไม่เคยคิดฝัน ทุกการกระทำที่ผ่านมาล้วนเป็นสิ่งที่เขาปรุงแต่งขึ้นเพื่อเข้าใกล้อีกฝ่าย ใช้โอกาสที่มียึดครองพื้นที่หัวใจ ให้โกเมนกุลหยุดสายตาไว้ที่เขาเพียงคนเดียว


แต่หากวันหนึ่งโกเมนกุลรู้ว่าเขาไม่ได้แสนดีอย่างที่คิดไว้ เป็นเพียงคนมีที่มีแต่ความแค้น และจ้องที่จะลากกรกรรณเข้าคุกอยู่ตลอดเวลา อีกฝ่ายจะยังคงเป็นกุลของเขาอีกหรือเปล่า...


ต้นหยางสะบัดหัวไล่ความคิดเพ้อฝันของตัวเองแล้วยืดตัวขึ้น แต่ชั่วขณะที่กำลังจะผละออกไป มือข้างหนึ่งของโกเมนกุลก็รั้งแขนเขาไว้ ก่อนจะลืมตาขึ้นราวกับที่มีสติตื่นรู้อยู่ตลอดเวลา ภายในดวงตาคู่นั้นปราศจากความอบอุ่นและเต็มไปด้วยความเย็นชาแบบที่ต้นหยางไม่คิดว่าจะได้รับจากโกเมนกุล


“กุล...” ต้นหยางเรียกอีกฝ่ายเสียงเบา แรงบีบอันหนักหน่วงจึงคลายลงพร้อมกับดวงตาที่ปรือปิดของคนบนเตียง


ภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เงียบกระทั่งต้นหยางได้ยินเสียงลมแอร์และเสียงหัวใจตนเองที่เต้นแรงอย่างตื่นตระหนก ทั้งที่คิดว่าเตรียมใจมาดีแล้ว แต่พอเห็นสายตาคู่นั้นของโกเมนกุล เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดกลัว


แต่พอคิดถึงเหตุผลของการกระทำทั้งหมด ต้นหยางก็สงบใจลงได้ ต่อโกเมนกุลรู้ความจริงแล้วยังไง สุดท้ายต้นหยางก็ยังคงดำเนินตามแผนทั้งหมดของตนอยู่ดี


...........................................
เช้าวันต่อมา ต้นหยางเดินทางมาที่สตูดิโอ ซึ่งทีมงานได้จัดการเซ็ตฉากไว้สำหรับการถ่ายภาพยนตร์ของกุหลาบสีชาดไว้เรียบร้อยแล้ว บริเวณลานน้ำพุถูกประดับด้วยต้นไม้หลากสีสันเข้ากับบรรยากาศยามเช้า


ในฉากนี้แซ็คออกมาทำภารกิจตามใบสั่งโดยตีเนียนเป็นนักท่องเที่ยวถ่ายภาพไปเรื่อยๆ พลางลอบสังเกตเป้าหมายผ่านเลนส์กล้อง ในชั่วขณะที่เป้าหมายเดินมาหยุดอยู่ที่ลานน้ำพุแซ็คก็สังเกตเห็นเด็กหนุ่มหน้าตาคุ้นเคยนั่งอยู่บริเวณนั้น ดวงตากลมสอดส่ายหาใครบางคน ขณะที่มือก็ทุบขาตัวเองคลายเมื่อยคาดว่าคงเดินตามหาแซ็คมาสักพักแล้ว


แน่นอนว่าแซ็คไม่อาจยิงเป้าหมายต่อหน้าเด็กหนุ่มได้ จึงทำได้เพียงรอคอยให้หลงลุกออกไปเพื่อที่จะปฏิบัติภารกิจได้อย่างลุล่วง แต่เด็กหนุ่มกลับไม่มีทีท่าจะลุกออกไป แซ็คจึงทำได้เพียงมองตามเหยื่อที่เดินจากไปพร้อมกับสายลับฝีมือฉกาจคนหนึ่ง
โอกาสของเขาหมดลงแล้ว


แม้แซ็คมีใบหน้าเรียบเฉยแต่ภายในกลับคุกกรุ่นด้วยความหงุดหงิดที่ภารกิจไม่สำเร็จ เขาก้าวเข้าไปหาเด็กหนุ่มที่ยิ้มร่าแล้วดุอีกฝ่ายเล็กน้อยที่แอบตามมา พอเห็นเด็กหนุ่มมีสีหน้าแย่ลงเรื่อยๆ แซ็คก็ใจอ่อนลูบหัวหลงปลอบใจก่อนจะเดินไปอีกทางเพื่อหาน้ำมาให้เด็กหนุ่มดื่ม


คล้อยหลังแซ็คเดินจากไปเพียงไม่กี่ก้าว ใบหน้าสดใสของเด็กหนุ่มก็เปลี่ยนไป


“คัท! เนรัญนายกำลังจะหักหลังต้นหยางนะ ไม่ใช่บอกรักเขา ช่วยทำให้สีหน้าให้เลือดเย็นกว่านั้นหน่อย!”


“ครับผู้กำกับ” เนรัญพูดเสียงอ่อยก่อนจะหันไปขอโทษไอดอลของตัวเองที่ต้องมาถ่ายทำร่วมกับเขาซ้ำซากไม่เสร็จสิ้นสักที ตอนนี้ก็พักกองเป็นครั้งที่สามแล้ว หากเขายังทำไม่ได้อีกก็คงก็เปลี่ยนไปถ่ายทำใหม่ในวันพรุ่งนี้ “ผมไม่ได้เรื่องเลยใช่ไหมครับ”


ต้นหยางยิ้มบางก่อนจะยกมือขยี้หัวรุ่นน้องในวงการอย่างมันเขี้ยว แม้เนรัญจะยังอ่อนประสบการณ์แต่ก็เป็นเพชรเม็ดงาม หากได้รับการขัดเกลาย่อมเปล่งประกายยิ่งกว่าเขา อีกอย่างบทที่เนรัญต้องแสดงต่างกับบทอื่นๆ ที่เคยแสดงย่อมต้องไม่คุ้นเคยเป็นธรรมดา


“นายมองหน้าพี่แล้วลองเลียนแบบสีหน้านั้นนะ พี่รู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแต่พี่เชื่อในพรสวรรค์ของนาย” พูดจบต้นหยางก็เปลี่ยนสีหน้า เขายิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อยแล้วสื่อความหมายทั้งหมดผ่านทางดวงตา


เนรัญที่ไม่ทันตั้งตัวสบแววตาคู่นั้น ความรู้สึกที่ถูกรังเกียจทำให้เขาขยะแขยงตัวเอง แต่ก่อนที่จะเอ่ยถามว่าเขาทำอะไรให้ต้นหยางไม่ชอบใจ ดวงตาคู่นั้นก็เปลี่ยนกลับมาสดใส เป็นไอดอลที่แสนดีของเขาคนเดิม


“พี่ต้น! พี่เกือบทำผมหัวใจวายแล้วนะครับ!”


“เห็นความรู้สึกที่พี่ส่งไปให้แล้วใช่ไหม นี่คือความรู้สึกเกลียดชังที่หลงต้องมี นายอินไปกับบทบาทของตัวเอง อย่าลืมสิว่าพี่คือฆาตกรที่ทำให้พ่อของนายตาย อย่าใจอ่อนเด็ดขาด”


“ก็พี่เก่งนิ” เนรัญบ่นอุบ ใช่ว่าเขาไม่พยายาม แต่ความเกลียดระดับนั้นเขายังเข้าไม่ถึงจึงไม่รู้ว่าควรแสดงออกมาอย่างไร ผู้จัดการเคยพาเขาไปเรียนเสริมในส่วนนี้แต่เขาก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร แม้จะหวนนึกถึงวันที่แฟนสาวทิ้งเขาไป ความรู้สึกในวันนั้นก็มีเพียงความเศร้า ไม่ได้โกรธแค้นรุนแรงอย่างคิดไว้


เนรัญเหลือบมองต้นหยางที่ยืนอ่านบทอยู่ข้างๆ นึกถึงวันนั้นที่ความเสียใจถาโถมจนคิดสั้น หากไม่ได้ต้นหยางที่บังเอิญผ่านมาช่วยไว้ วันนี้ก็คงไม่มีเนรัญ นักแสดงหนุ่มดาวรุ่งผู้สร้างชื่อเสียงไปทั่วเอเชีย


“มีอะไรหรือเปล่า” ต้นหยางถามโดยไม่หันมามอง ก่อนจะเงยหน้าจากบทภาพยนตร์แล้วหันไปตามทิศทางที่รู้สึกถึงการจ้องมอง ที่ตรงนั้นเป็นโกเมนกุลที่ยืนกอดอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม กระทั่งสบตาเขาก็ไม่เปลี่ยนสีหน้า จะว่าไปตั้งแต่ต้นหยางตื่นมาก็ไม่เจออีกฝ่ายแล้ว มีเพียงแม่บ้านและคนขับรถที่คอยช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกพาเขามาส่งที่กองถ่าย


“พี่ต้น คือว่า...ผมมีเรื่องอยากถามพี่หน่อยครับ”


“ว่ามาสิ” ต้นหยางละสายตาจากโกเมนกุลแล้วตั้งใจฟังเรื่องที่เนรัญอยากจะถามเขา


“คือพี่...กับคุณกุลเป็นอะไรกันเหรอครับ เอ่อ ถ้าพี่ไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไรนะ” แม้จะพูดประโยคสุดท้ายไปแบบนั้นแต่เนรัญก็แอบอยากได้คำตอบที่ชัดเจน เขาติดตามต้นหยางมาตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ ไอดอลของเขาไม่เคยมีเรื่องเสียหายกับผู้หญิง กระทั่งกับผู้ชายก็ยังวางตัวดีเกินกว่าที่สื่อจะเอาไปใส่สีตีไข่เกินจริง


แต่ทำไม...กับคนที่จู่ๆ ก็โผล่มาคนนั้น ถึงเลยเถิดถึงขั้นจูบกับต้นหยางได้


“กับเขาน่ะเหรอ...” ต้นหยางเหล่มองคนด้านหลังเล็กน้อยก่อนจะหันมาตอบเนรัญอย่างคลุมเครือ “ไมรู้สิ นายคิดว่าเราสองคนเป็นอะไรกันเหรอ”


“...” เนรัญพูดไม่ออก ยิ่งเห็นคนด้านหลังจ้องพวกเขาไม่วางตา เขาก็เริ่มเข้าใจบางอย่าง


“พร้อมหรือยังหนุ่มๆ” อินทิราเดินเข้ามาหาทั้งคู่ก่อนจะยื่นน้ำให้คนละขวด แล้วพูดกับนักแสดงหนุ่มด้วยใบหน้าจริงจัง “ต้นหยาง พรุ่งนี้พี่ต้องบินไปเซ็นสัญญากับนักแสดงในสังกัดคนใหม่ ถ้ามีบริษัทหรือนักข่าวติดต่อมาอย่าเพิ่งไปตกปากรับคำพวกเขานะ”


“ครับพี่อิน” ต้นหยางยิ้มให้ผู้จัดการวางใจ พรุ่งนี้จะเป็นวันเปิดตัวเอ็มวีเพลงใหม่ของวง Mania หลังจากปล่อยซิงเกิ้ลเพียง หนึ่งวันก็ขึ้นท็อปชาร์ตในประเทศ และค้างอยู่อันดับหนึ่งมาตลอดสัปดาห์ แฟนเพลงต่างก็เรียกร้องให้ปล่อยเอ็มวีออกมาสักทีจะได้คลายความสงสัยว่าเรื่องต้นหยางพูดเป็นจริงหรือโกหก


แต่ค่ายเพลงและต้นสังกัดของต้นหยางก็ยังรอคอยอย่างใจเย็น เพื่อให้ได้ผลงานคุณภาพที่จะเสริมให้วง Mania และ ต้นหยางไปได้ไกลยิ่งกว่าเดิม สำหรับการรับงานของต้นหยาง ทีมงานได้เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว หากกระแสตอบรับดีก็จะเพิ่มงานในส่วนที่เป็นยูนิเซ็กส์ ประเภทสินค้า เสื้อผ้า และเครื่องประดับ ที่กำลังจ่อคิวรอการตอบรับ แต่หากกระแสเป็นไปในทางลบก็อาจจะลดงานบางอย่างที่ส่อไปในทางที่ไม่ดีต่อภาพลักษณ์ของต้นหยาง


“พรุ่งนี้เอ็มวีก็จะออกแล้วสินะครับ” เนรัญเอ่ยถามหลังจากอินทิราเดินจากไป ต้นหยางพยักหน้าเล็กน้อยก่อนต่อบทกับเด็กหนุ่มโดยไม่ปรานี ด้วยสถานการณ์นี้หากไม่กระตุ้นพัฒนาการให้เนรัญ การถ่ายทำคงยืดยาวต่อไปไม่สิ้นสุดสักที


“...” โกเมนกุลเห็นต้นหยางเข้มงวดกับนักแสดงรุ่นน้อง อะไรที่ควรติก็พูดไปตามตรงไม่อ้อมค้อม จึงยอมละสายตาไปทางอื่น เห็นเพื่อนสนิทที่เดินเข้ามาพอดีจึงเอ่ยถามความคืบหน้าเรื่องทะเบียนรถ


“เรื่องนั้นยังสืบหาอะไรไม่ได้อะไรเลยว่ะ” นาวินหลบตาพลางมองไปที่นักแสดงหนุ่มแล้วชี้ชวนให้โกเมนกุลหันเหความสนใจไปที่ต้นหยางมากกว่าเรื่องทะเบียนรถคันนั้น “แกดูสิ แซ็คกำลังจะถูกหักหลังจากคนที่เขาเชื่อใจมากที่สุด เฮ้อ โดนแบบนั้นคงเจ็บใจน่าดู”


ได้ฟังคำพูดเพื่อน เจ้าของบทภาพยนตร์อย่างโกเมนกุลก็มองไปทางต้นหยางที่อยู่ในฉาก นักแสดงหนุ่มรับบทเป็นนักฆ่าไร้หัวใจที่มีประสาทเฉียบไวกับทุกภารกิจ แต่กลับปล่อยให้คนแปลกหน้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตจนละทิ้งสัญชาตญาณของตัวเอง


สายตาของโกเมนกุลเปลี่ยนไปจากเดิม ความอบอุ่นที่เจืออยู่ในแววตาเสมอยามมองนักแสดงหนุ่มที่เขาชื่นชอบกลายเป็นความเย็นเยือกด้านชาที่ใครได้สบตาเข้าก็ต้องสั่นสะท้าน เขาแค่นยิ้มก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่น


แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปทางเดิม


......................................
สวัสดีวันปีใหม่ไทยค่ะ ขอให้สนุกกับนิยายน้าาาาาา

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 15 [20-04-62]
«ตอบ #33 เมื่อ20-04-2019 03:19:54 »

บทที่ 15



นาวินถอนหายใจอย่างโล่งอกที่เพื่อนสนิทไม่ถามถึงเรื่องนั้นอีกต่อไปแล้ว เขาทอดสายตาไปยังต้นหยางที่ยิ้มอย่างภาคภูมิใจเมื่อเนรัญแสดงบทร้ายลึกได้สำเร็จ พลางนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน


วันก่อน


นาวินได้รับเบาะแสสำคัญหลังจากที่หว่านลูกน้องกระจายไปทั่วทุกพื้นที่เพื่อสืบคดี เขาเกรงว่าโกเมนกุลจะไม่ได้ขอให้เขาช่วยเพียงคนเดียว จึงส่งสายออกไปตามหาข้อมูลพร้อมกับทำลายหลักฐานทิ้ง เพราะตราบใดที่เขายังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้น โกเมนกุลกับต้นหยางก็ยังไม่ควรรู้เรื่องพวกนี้เด็ดขาด


แต่เขาก็มาช้าไปเพียงก้าวเดียว


“ญาติของผู้ป่วยมาขอประวัติไปแล้วค่ะ คลาดกับวินไม่กี่นาทีเอง”


“เขาชื่ออะไรเหรอครับ”


“น้าคงบอกไม่ได้หรอก เขาเป็นคนมีชื่อเสียงเดี๋ยวจะเสียหาย”


“ต้นหยางใช่ไหม”


“ทำไมวินรู้ล่ะ”


“ผมช่วยพ่อเขาสืบคดีอยู่น่ะครับ ไม่เห็นเขาบอกเลยว่าพ่อตัวเองเคยรักษาอยู่ที่นี่”


“คงไม่มีใครอยากป่าวประกาศไปทั่วหรอกนะว่าพ่อตัวเองป่วยเป็นโรคทางจิตเวชน่ะ อีกอย่างตอนที่เขามาคุยกับน้าเขาก็มีสีหน้าไม่ค่อยดีเหมือนกัน”


“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับน้า ไว้ผมจะมาเยี่ยมใหม่” นาวินยกมือไหว้แพทย์หญิงผู้มีศักดิ์เป็นน้องสาวของแม่เขาก่อนจะรีบออกไปตามหาต้นหยาง เขารู้ว่าเรื่องนี้คงหนักหนาสำหรับอีกฝ่ายมากทีเดียว


ชายหนุ่มก้าวออกจากโรงพยาบาล ปลายนิ้วกดเบอร์โทรศัพท์เพื่อจะต่อสายหาต้นหยาง แต่ยังไม่ทันได้กดโทรออกสายตาก็เหลือบไปเห็นร่างสูงยืนพิงกำแพงบริเวณที่สูบบุหรี่ด้วยสายตาเรียบนิ่งไม่บ่งบอกอารมณ์


นาวินก้าวไปหาอย่างไม่แน่ใจนัก แต่สุดท้ายก็ไปหยุดยืนข้างๆ พลางยืนมือไปขอบุหรี่จากนักแสดงหนุ่ม


ตั้นลุบตามองมือข้างหนึ่งที่ยื่นมาทางเขาแล้วไล่สายตาไปเรื่อยๆ จนถึงใบหน้าเกลี้ยงเกลาของนาวินที่ส่งยิ้มให้เขาอย่างคนไม่กลัวตาย อารมณ์ที่ว่างเปล่าของเขาก็ค่อยๆ ปรับเป็นปกติเพื่อคงความเป็นต้นหยาง


“สวัสดีครับคุณนาวิน” ตั้นส่งยิ้มที่ดูจริงใจที่สุดให้อีกฝ่าย “มาทำอะไรที่นี่เหรอครับ”


“ก็...มาสืบเรื่องพ่อคุณน่ะสิครับ” นาวินเอนพิงผนังเช่นเดียวกับคนข้างๆ เมื่อไม่เห็นต้นหยางส่งบุหรี่ให้เขาสักทีก็กระดิกมือยิกๆ “คุณจะใจร้ายไม่ให้ผมสูบด้วยเหรอครับ”


ตั้นผุดยิ้มที่มุมปากก่อนจะยื่นกล่องบุหรี่ยี่ห้อแพงให้อีกฝ่ายพร้อมจุดไฟให้อย่างใจดี “ไม่ยักรู้ว่าคุณสูบบุหรี่”


“ก็ไม่ได้สูบนานแล้วครับ” นาวินพ่นควันบุหรี่ “ตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่ดูแลบริษัทผมก็ต้องดูดีเสมอ เรื่องแบบนี้ไม่ค่อยได้ทำ”


“แล้วทำไมวันนี้ถึงสูบล่ะครับ คุณดูไม่ใช่คนที่จะมีเรื่องเครียดเลย”


“สูบเป็นเพื่อนคุณไงครับ” นาวินพูดจบก็ขยี้ปลายบุหรี่ลงกับที่เขี่ยบุหรี่ก่อนจะหันมาหาคนข้างๆ ด้วยสีหน้าจริงจัง “คุณคงรู้เรื่องพ่อของคุณแล้ว คุณคิดว่าเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น...”


“อย่าเพิ่งด่วนสรุปอะไรสิครับคุณนาวิน” ตั้นกดเสียงต่ำก่อนจะเหลือบมองนาวินด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรนัก “ผมยังไม่รู้ว่าเจ้าของรถเป็นใครเลย แล้วทางคุณไม่มีความคืบหน้าเลยเหรอครับ”


นาวินสะอึก นอกจากเรื่องที่พ่อของเขาเป็นเจ้าของรถโดยชอบธรรมแล้ว ก็ไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นครั้งนั้นจะเป็นคนอื่นไปได้


“ขอเวลาผมสืบอีกนิดนะครับ ข้อมูลผ่านมาหลายปีเลยค่อนข้างหายาก อีกอย่าง...แถวนั้นก็ไม่มีกล้องวงจรปิดด้วย”


ตั้นรู้ว่านาวินจงใจหลีกเลี่ยง แต่อีกไม่นานนาวินจะรู้ความจริง


ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองตรงไปข้างหน้า เขาเห็นพ่อลูกคู่หนึ่งจูงมือกันผ่านหน้าโรงพยาบาลไป ตั้นจำไม่ได้แล้วว่าเขากับพ่อเคยจับมือกันแบบนั้นหรือเปล่า เพราะตอนเด็กๆ เขาเคยประสบอุบัติเหตุจนความจำเสื่อม หลังจากวันนั้นทุกช่วงของชีวิตมีเพียงต้นหยาง ครอบครัวเพียงคนเดียวของเขา ต้นหยางอยากแก้แค้นให้พ่อเขาก็จะช่วย


แต่เมื่อเรื่องเป็นแบบนี้เขาก็ชักจะห่วงพี่ชายขึ้นมา ต้นหยางเป็นคนเล่าให้เขาฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ทำให้เขาเชื่อฝังหัวว่าพ่อถูกคนชนแล้วหนี ซึ่งสิ่งเดียวที่จะพิสูจน์ว่าคำพูดของพี่ชายเป็นเรื่องจริงก็คือหลักฐานที่อยู่กับกรกรรณ


ชั่วขณะที่ตัดสินใจได้ ตั้นก็ก้าวเดินไปข้างหน้า ส่วนนาวินที่ลอบมองอยู่ตลอดก็ตามไปด้วยเช่นกัน


“คุณจะไปไหนน่ะ”


“ไปตามหาความจริง” ตั้นโบกมือเรียกวินมอเตอร์ไซค์ เขาตั้งใจจะแฮกเข้าระบบรักษาความปลอดภัยบ้านของกรกรรณก่อนแล้วค่อยลอบเข้าไปขโมยข้อมูล ต่อให้ไม่เชี่ยวชาญด้านนี้แต่เขาก็ต้องลองดู หากรอให้ต้นหยางเข้าไปด้วยตัวเอง เขาไม่รู้เลยว่าพี่ชายจะเจอเข้ากับอะไร


มือข้างหนึ่งดึงแขนเขาลง “ไปรถผมดีกว่า คุณอยากไปไหนก็บอกผมได้” นาวินพูดจบก็เดินนำไปที่รถของตนที่จอดอยู่ไม่ไกลก่อนจะหยิบหมวกกันน็อคส่งให้นักแสดงหนุ่ม “สมหมวกด้วยครับเดี๋ยวไอ้กุลโมโหที่ผมดูแลคุณไม่ดี”


“...”


นาวินขึ้นคร่อมรถก่อนจะตบเบาะด้านหลัง “ขึ้นมาสิครับ”


ตั้นถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะจับหมวกกันน็อคสวมลงบนหัวนาวินพร้อมทั้งคาดสายรัดคางให้ชายหนุ่มอย่างเรียบร้อย


“คุณเป็นคนขับรถก็ควรจะใส่ใจความปลอดภัยของตัวเองเป็นอันดับแรกนะครับ” พูดจบตั้นก็ขึ้นซ้อนท้ายรถของนาวิน มือสองข้างสวมกอดเอวของอีกฝ่ายโดยไม่สนใจสีหน้าอึ้งๆ ของนาวิน “ถ้ากลัวผมเป็นอันตรายก็อย่าขับเร็ว อีกอย่างผมกอดคุณไว้แบบนี้ก็คงไม่เป็นไรมั้ง”


“!” นาวินตัวเกร็งเมื่อถูกกอดแน่นจากด้านหลัง ดวงตาเรียวหันกลับไปมองคนข้างหลังที่เอียงคอพลางเลิกคิ้วว่าทำไมเขายังไม่ออกรถสักที นาวินจึงรีบหันหน้ากลับมาแล้วสะบัดหัวไล่ความคิดแปลกๆ ออกไป


“คุณจะไปที่ไหนเหรอครับ”


“ร้านราเม็ง”


“ห้ะ... ไหนคุณบอกว่าจะไปตามหาความจริง”


“ผมหิว”


“เอ่อ...ครับ” นาวินพยักหน้าก่อนจะบิดคันเร่งขับรถไปตามการบอกทางของคนที่อยู่ข้างหลัง


ชอปเปอร์คันหรูขับมาถึงร้านอาหารญี่ปุ่นเล็กเจ้าประจำ ตั้นก้าวลงจากรถ ใบหน้าสวมผ้าปิดปากและแว่นตาอำพรางตัวพร้อมสรรพ แต่ไม่ว่านาวินจะมองยังไงอีกฝ่ายก็ยังดูเป็นต้นหยางอยู่ดี


“ผมรู้ว่าของพวกนี้ปิดบังตัวตนของผมได้ไม่มากนัก แต่อย่างน้อยก็ไม่ชัดเจนจนเกินไปว่าผมเป็นใคร” ตั้นพูดเท่านั้นก็ก้าวเข้าไปในร้าน ภายในมีลูกค้าประปรายซึ่งส่วนใหญ่ต่างก็สนใจที่จะสนทนากันเองมากกว่าคนรอบข้าง ตั้นเล็งโต๊ะมุมหนึ่งของร้านแล้วนั่งลง นาวินเองก็ตามมานั่งด้วยพลางมองไปรอบๆ อย่างสนใจ


เขาจำได้ว่าต้นหยางเคยบอกกับสื่อว่าหากให้เลือกอาหารที่นึกถึงเป็นอันดับแรก นักแสดงหนุ่มจะเลือกสเต็กอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนอาหารที่เขาจะเลือกเป็นอันดับสุดท้ายก็คืออาหารประเภทเส้น แล้วทำไมวันนี้ต้นหยางถึงเลือกที่จะกินราเม็งล่ะ


นาวินไม่ได้เอ่ยถาม แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้กับตัว


หลังจากจัดการราเม็งเรียบร้อยแล้วทั้งคู่ก็ก้าวออกจากร้านโดยไม่มีใครสังเกตเห็นพวกเขา นาวินถามต้นหยางว่าต้องการให้เขาไปส่งที่ไหน แต่ไม่ทันที่ต้นหยางจะตอบพวกเขาก็ได้ยินเสียงหนึ่งพูดขึ้น


“อ้าววิน มาทำอะไรแถวนี้จ๊ะ”


นาวินทำเป็นไม่เห็นพี่สาวต่างแม่อย่างลิซแล้วถามนักแสดงหนุ่มอีกครั้ง “ว่าไง ให้ผมไปส่งคุณที่ไหนดี”


“นาวิน! กล้าดียังไงถึงเมินฉัน ฉันเป็นพี่สาวนายนะ!”


“แค่ในนาม” นาวินกอดอกด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง


เสียงส้นสูงกระทบพื้นก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็วตามอารมณ์ของผู้สวมใส่ นาวินที่รู้ชะตากรรมตัวเองอยู่แล้วยกแขนขึ้นบังไม่ให้เธอทุบกระเป๋าใส่ใบหน้า แต่ผ่านไปหลายวินาทีกลับไม่โดนแม้แต่แรงกระแทก เขาลืมตาขึ้นก็เห็นต้นหยางเข้ามาขวางแล้วจับแขนลิซบิดไปข้างหลัง


“โอ้ยไอ้เกย์นี่! แกกล้าดียังไงมาทำกับฉันแบบนี้ห้ะ! ฉันจะบอกพ่อให้ขับแกออกจากวงการบันเทิงเลย!”


“หุบปากเสียๆ ของเธอซะถ้ายังอยากมีแขนไว้ใช้งาน” ตั้นกระซิบข้างหูเธอ เมื่อรู้สึกถึงร่างกายสั่นเทาของลิซเขาก็ปล่อยแขนเธอแล้วผลักออกห่างตัว ดวงตาคู่นั้นหวาดกลัวเขาอย่างที่ตั้นต้องการ


เขายิ้มแสยะใส่เธอก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเมื่อหันกลับไปหานาวิน


“พวกเราไปกันเถอะครับคุณนาวิน”


ตั้นหันหลังแล้วเดินนำชายหนุ่มไปอีกทาง เพราะหากยังอยู่ตรงนี้เขาคงอดไม่ได้ที่จะทำร้ายผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงที่กล้าข่มขู่ว่าจะทำลายความฝันของต้นหยาง หากหล่อนทำจริงละก็ เขาจะทำให้ผู้หญิงคนนั้นไม่เหลืออะไรให้ฝันถึงได้อีกเลย


นาวินเหลือบมองพี่สาวต่างสายเลือดเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์แล้วพานักแสดงหนุ่มนั่งรถจากไป


“เดี๋ยวคุณส่งผมตรงสวนสาธารณะนั้นก็ได้ ผมมีงานต้องไปถ่ายทำต่อ”


“อ่า ผมลืมไปเลยว่าคุณมีถ่ายแบบช่วงบ่าย...” นาวินขับรถไปจอดเทียบฟุตบาตแล้วรอนักแสดงหนุ่มลงจากรถ “แล้วกินอาหารไปแบบนั้น...จะไม่เป็นอะไรเหรอครับ คุณอินเคยบอกผมว่าคุณไม่กินอาหารก่อนถ่ายแบบ”


“พี่อินเขาบอกให้กินน่ะครับ ช่วงนี้หากนึกขึ้นได้ผมก็จะกิน แต่ถ้าลืมผมก็แค่ปล่อยผ่าน จะให้เปลี่ยนปุบปับก็คงยากเกินไป” ตั้นตอบไปตามที่ต้นหยางเคยบอกเขา เวลาที่เขาเตือนให้อีกฝ่ายกินข้าวดีๆ แต่สุดท้ายคนที่ห่วงรูปลักษณ์อย่างต้นหยางก็ยังคงเลือกที่จะไม่กินอาหารก่อนถ่ายแบบอยู่ดี


“ยังไงก็ทำตามที่คุณอินบอกเถอะนะครับ อย่างน้อยก็เพื่อสุขภาพคุณเอง”


“ครับ”


“แล้วเรื่องที่คุณบอกว่าจะไปตามหาความจริง...”


“ไว้ทำงานเสร็จค่อยไปจัดการก็ได้ครับ” ตั้นสบตานาวินก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจัง “คุณนาวิน เรื่องพ่อของผมที่เรารู้กันในวันนี้ผมขอไม่ให้คุณบอกกุล และอย่าพูดถึงเรื่องนี้ตอนอยู่กับผมได้ไหมครับ”


นาวินนิ่งไป เขาพอจะเข้าใจว่าต้นหยางรู้สึกอย่างไร ยิ่งกับเรื่องอ่อนไหวแบบนี้พูดถึงก็คงเหมือนกับตอกย้ำความเจ็บปวดของอีกฝ่าย นาวินพยักหน้า เขารับปากว่าจะไม่พูดถึงเรื่องวันนี้กับต้นหยางอีก




“คุณนาวิน มาด้วยเหรอครับ” ต้นหยางก้าวออกจากฉากพลางรับน้ำยกขึ้นดื่มอย่างกระหาย


“ครับ” นาวินส่งยิ้มให้ต้นหยาง เห็นสีหน้าท่าทางอีกฝ่ายดูเป็นปกติดีก็โล่งใจ เพราะหากต้นหยางแสดงออกเหมือนเมื่อวานก็คงยากที่จะปิดบังไม่ให้โกเมนกุลรู้ “วันนี้คุณต้นมีคิวถ่ายต่อที่ไหนอีกไหมครับ”


“เรื่องงานไม่มีครับ แต่นัดกับเนรัญไว้ว่าจะไปดื่มกับเขาหลังเลิกกอง คุณนาวินไปด้วยกันไหมครับ”


“อ่า...เรื่องนั้นคงไม่ได้ครับ ผมต้องกลับเข้าบริษัทไปทำงานต่อ”


“ว้า เสียดายจังนะครับ มีคุณนาวินอยู่ผมกับเนรัญจะได้ดื่มเหล้าฟรี”


“คุณไปร้านไหนล่ะ เดี๋ยวผมจัดการเรื่องบิลให้”


“ก็...”


“ไม่จำเป็น” เสียงหนึ่งพูดขึ้นแทรก “ผมจะไปกับคุณด้วย คุณอยากดื่มเท่าไหร่ก็ดื่มเถอะ เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง”


“โห ไอ้กุล อย่างแกน่ะดื่มแอลกอฮอล์ได้เหรอ…” นาวินพูดเท่านั้นก็หุบปากฉับ เห็นสายตาคมกริบที่มองมาอย่างไม่เป็นมิตรนาวินก็เข้าใจ “คุณต้นผมไปก่อนนะครับ ดูเหมือนคนข้างๆ จะเริ่มไม่ชอบขี้หน้าผมเข้าแล้ว”


ต้นหยางเห็นโกเมนกุลเบือนหน้าไปทางอื่นก็อดยิ้มไม่ได้ เขาพยักหน้าให้นาวินที่โบกมือลาก่อนจะแตะต้นแขนคนข้างๆ พลางพูดเสียงนุ่ม “ผมจำได้ว่ากุลไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่จำเป็นต้องฝืนตามผมไปหรอกนะครับ”


“ผมไม่ได้ฝืน” โกเมนกุลไม่ยอมหันหน้ากลับมา เพราะดวงตาของเขายังคุกกรุ่นด้วยความโกรธและกำลังพยายามห้ามตัวเองไม่ให้แสดงออกจนผิดสังเกต เขาอยากปัดมือต้นหยางออก แต่อีกใจก็ยังอยากสัมผัสความอ่อนโยนนั้นอยู่ สุดท้ายก็เลือกจะปล่อยไว้แบบนั้น


“ตามใจกุลครับ”


“พี่ต้น ผมไม่ค่อยเข้าใจบทตรงนี้เท่าไหร่น่ะครับ” เนรัญถือบทเดินเข้ามาหาต้นหยางด้วยใบหน้าเครียดๆ แต่พอเห็นว่าต้นหยางอยู่กับใครก็หน้าซีด แววตาอันตรายที่จ้องมองเขาตลอดการถ่ายทำทำเอาเขาต้องฝืนใจเค้นพลังแสดงจนผ่านมาได้ แต่หากถูกมองแบบนั้นนอกจออีก ขวัญเขาคงหนีหายไม่กลับเข้าร่างอีกแน่นอน


“ตรงไหนเหรอ” ต้นหยางผละออกจากโกเมกุล แต่ยังไม่ทันก้าวเข้าไปหาเนรัญ คนข้างๆ ก็ตามติดจนแผ่นอกชนหลังของนักแสดงหนุ่ม ต้นหยางหันไปมองคนที่เข้ามาประชิดตัวเขาก่อนจะหลุดยิ้ม ใบหน้าเรียบนิ่งนั้นแฝงความไม่พอใจอยู่หลายส่วน


“ผม...ไปถามผู้กำกับก็ได้ครับ” พูดจบเนรัญก็รีบเดินไปอีกทาง


“อ้าว เดี๋ยวสิ” ต้นหยางร้องเรียกแต่ไม่เป็นผล เขาจึงหันกลับมาหาโกเมนกุลที่ไม่คิดจะผละห่างออกไป “กุลครับ เนรัญเป็นรุ่นน้องนักแสดงที่ผมสนิทคนหนึ่ง อีกอย่างเขาชอบผู้หญิง คุณไม่ต้องกังวลหรอกนะ”


“ผมเปล่า”


“หน้ากุลบอกบุญไม่รับแบบนี้ยังเปล่าอีกเหรอครับ”


ต้นหยางจับมืออีกฝ่ายมากุมไว้ ก่อนจะพาเดินไปทางห้องแต่งตัวนักแสดงที่ปราศจากผู้คน เขาดันตัวโกเมนกุลเข้าไปด้านในก่อนจะปิดประตูลง


“กุลมีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าครับ” ต้นหยางเดินไปเปิดขวดน้ำแล้วเทใส่แก้วส่งให้โกเมนกุล “ดื่มน้ำก่อนครับปากคุณแห้งมากเลย”


โกเมนกุลรับน้ำไปดื่มจนหมดแก้วแล้ววางลงบนโต๊ะข้างตัว ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในสตูดิโอก็ไม่มีใครเห็นหัวเขาเลย ผิดกับนาวินที่เห็นเมื่อไรก็เข้าไปดูแลอย่างดี นาวินต้องการอะไรพวกเขาก็หาให้ได้ แต่กับเขาที่ไร้ชื่อนั้นไม่มีใครสนใจจะสอบถามเลยด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่


โกเมนกุลตัดสินใจอะไรได้บางอย่าง เขาจึงเอ่ยบอกต้นหยางด้วยใบหน้าจริงจัง


“ผม...จะบอกกับสื่อว่าผมคือกุหลาบสีชาด”


“กุล...”


“ทุกคนรู้ว่ากุหลาบสีชาดชอบคุณมากแค่ไหน แต่ตัวตนจริงๆ ของผมกลับบอกใครไม่ได้ว่าชอบคุณ”


“แล้วเรื่องพ่อกุลล่ะ กุลปิดมานานขนาดนี้ ถ้าแสดงตัวออกไปสื่อจะขุดคุ้ยประวัติคุณอย่างละเอียดเลยนะครับ”


“ยังไงนามสกุลของผมก็เป็นนามสกุลของแม่ผม พ่อเองก็จดทะเบียนกับคนอื่นมาตั้งแต่แรก พวกเขาตามสืบไม่ได้หรอกครับ”


“แล้วกุลคุยกับพ่อหรือยังครับ”


“ผมจะกลับไปคุยกับพ่อวันนี้” เขาสบตาต้นหยาง มองหาความกระหายในชัยชนะของอีกฝ่ายเมื่อเขาเลือกที่จะเปิดเผยตัวตนซึ่งอาจมีผลให้คนภายนอกล่วงรู้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อ แต่สิ่งที่เขาเห็นจากแววตาคู่นั้นกลับมีเพียงความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง ความกังวลที่แสดงผ่านใบหน้านักแสดงหนุ่มนั้นไม่ได้เสแสร้งอย่างที่เขาคาดคิด


โกเมลกุลลุบตาลงพลางกลอกตาไปมาอย่างสับสน แต่พอนึกถึงประโยคที่ได้ยินผ่านประตูห้องทำงานพ่อ เขาก็กำหมัดแน่นอย่างควบคุมไม่อยู่ ทั้งคำพูดและน้ำเสียงที่ออกจากปากต้นหยางล้วนเป็นเรื่องจริงที่เขาปฏิเสธไม่ได้


ความโกรธแล่นไปทั่วร่าง แต่โกเมนกุลก็เก็บสีหน้าได้เป็นอย่างดี


“คุณเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะ” เขาพูดโดยไม่สบตาต้นหยาง เตรียมจะผละออกไปจากห้อง แต่คนด้านหลังกลับรั้งแขนเขาไว้ไม่ยอมให้ก้าวเดินต่อ


“กุลมีอะไรอยากถามผมหรือเปล่าครับ” ต้นหยางถามชายหนุ่ม “ถ้ามีอะไรที่อยากรู้ก็ถามผมได้นะ ผมจะตอบทุกคำถามที่คุณอยากรู้”


เขาเปิดโอกาสให้โกเมนกุลทุกอย่างแล้ว แค่ได้เห็นแววตาและท่าทีแปลกไปก็บ่งบอกได้ชัดเจนว่าโกเมนกุลรู้อะไรบางอย่าง หากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก็ไม่น่าแปลกใจนักที่จะเปลี่ยนไปในพริบตาแบบนี้


โกเมนกุลหันร่างขวับ ใบหน้าเย็นชาจนน่าใจหาย มือข้างหนึ่งรั้งศีรษะของต้นหยางเข้าหาแล้วจูบปิดปากที่พร่ำบอกให้เขาถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเขาเกลียดการถูกทรยศ และรู้ดีว่าเขาเคยมีบาดแผลในเรื่องนั้นแต่ก็ยังทำลงไป


เขาจับคางของต้นหยางให้เงยหน้าขึ้นรับจูบหนักหน่วง ไม่คิดจะเว้นระยะให้อีกฝ่ายได้หายใจ ความโกรธทำให้เขาอยากบดขยี้ต้นหยางให้พังทลาย โกเมนกุลไล่จูบไปตามซอกคอจนผิวเนื้อขาวเริ่มแดงระเรื่อ แล้วกัดลงไปอย่างแรงจนต้นหยางสั่นเทาไปทั้งร่าง


“อึก” มือเรียวจิกไหล่โกเมนกุลแล้วดันตัวเขาออก พลางสะบัดหัวไล่ความทรงจำเลวร้ายที่หวนกลับมาในห้วงความคิด


 

เพี๊ยะ!


“มึงจะดีดดิ้นเป็นเด็กผู้หญิงไปทำไมห้ะ! ไอ้ต้น”


“อย่าทำผมเลยนะพ่อ”
เด็กชายยกมือไหว้พ่อบุญธรรมด้วยน้ำตานองหน้า “ผมกับน้องจะไม่หนีออกจากบ้านอีกแล้ว”


“ไม่ต้องมาไหว้กู แค่นอนอ้าขาให้กูเอาก็จบแล้ว หรือมึงอยากให้น้องมึงมาเป็นเมียกูด้วยอีกคน!”


“อย่านะ!” เด็กชายตื่นตระหนก รั้งแขนคนที่จะละออกจากตัว “อย่าทำตั้น”


“ถ้าอย่างนั้นมึงก็ต้องเป็นเด็กดี” เขาผลักเด็กชายนอนลงบนเตียงก่อนจะขึ้นคร่อมด้วยใบหน้ายิ้มแย้มใจดีหลอกคนรอบข้างมาได้ตลอดหลายปี


เด็กชายกำหมัดแน่น หลับตายอมรับชะตากรรมด้วยร่างกายสั่นเทา





“ต้น...ต้น!” แรงบีบที่ต้นแขนดึงสติต้นหยางกลับมา คนตรงหน้ายังคงเป็นโกเมนกุล แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือแววตาที่ไม่ได้เย็นชาเหมือนตอนแรกอีกแล้ว



“กุล...” เขาจับมืออุ่นของชายหนุ่มก่อนจะดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดแน่นหวังลบล้างความทรงจำเลวร้ายนั้น



“...”



โกเมนกุลลูบหลังปลอบใจ ตอนแรกเขาคิดว่าตัวเองรุนแรงเกินไปจนต้นหยางรับไม่ได้ แต่ชั่วขณะที่ต้นหยางนิ่งไปแล้วเขาผละออกมา ดวงตาว่างเปล่าคู่นั้นก็ทำให้เขารู้สึกใจหาย รีบเขย่าเรียกสติอีกฝ่ายกลับคืนมา



“พี่ต้นครับ พี่ต้นอยู่ข้างในไหมครับ” เสียงเนรัญดังแทรกเข้ามา ต้นหยางผละออกจากโกเมนกุลแล้วเปิดประตูก้าวออกจากห้องด้วยสีหน้าของคนหมดแรง



“ผู้กำกับให้มาตามครับ เอ่อ พี่ต้น...ที่คอน่ะ”



ต้นหยางแตะลำคอ ความรู้สึกเจ็บทำให้เขาหวนนึกสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องแต่งตัว ทั้งที่ควรจะรู้สึกยินดี แต่ความกลัวกลับแทรกเข้ามาในทุกอณูของความรู้สึก



แอด



เสียงปิดประตูตามหลังดึงความสนใจของเนรัญให้หันกลับไปมอง  พอเห็นว่าเป็นใคร ก็เข้าใจที่มาของรอยบนต้นคอนักแสดงรุ่นพี่ ปากที่กำลังจะอ้าถามจึงหุบลง เปลี่ยนเป็นเสนอวิธีปกปิดรอยแดงน่ากลัวนั้น



“เดี๋ยวผมไปขอรองพื้นจากทีมงานให้นะครับ” พูดจบเนรัญก็รีบจ้ำไปทางช่างแต่งหน้า แล้วขอรองพื้นกลับมาให้ต้นหยาง โชคดีที่ทีมงานคิดว่าเด็กหนุ่มอยากเสริมหล่อจึงไม่มีใครถามอะไร



“พี่จัดการเอง” มือเรียวรับขวดรองพื้นมาถือไว้ แล้วกลับเข้าห้องแต่งตัวโดยไม่ลืมล็อคประตู



คล้อยหลังประตูปิดลงสองหนุ่มก็แยกย้ายกันไปคนละทาง คนหนึ่งเลือกไปคุยกับนักแสดงคนอื่นๆ ระหว่างรอต้นหยางจัดการตัวเอง ส่วนอีกคนก็หาที่ยืนพิงผนังและเฝ้ามองประตูนั้นเปิดออก





ต้นหยางที่อยู่หลังประตูทิ้งตัวลงนั่งอย่างอ่อนแรง หัวใจบีบรัดด้วยความกลัว และมือของเขาก็สั่นเทาอย่างห้ามไม่ได้ ยิ่งต้นหยางอยู่คนเดียวความคิดฟุ้งซ่านว่าน้องชายไม่ปลอดภัยก็ยิ่งทวีความรุนแรง



ครืดๆ



มือเรียวหยิบโทรศัพท์มากดรับสาย



(พรุ่งนี้วันหยุดมึงใช่ไหม กูว่าจะไปเยี่ยมพ่อ มึงจะไปด้วยกันหรือเปล่า)



แค่ได้ยินเสียงของน้องชายหัวใจของเขาก็สงบลงจนเป็นปกติ ต้นหยางรีบตอบกลับไปก่อนที่ตั้นจะสงสัย



“ไปสิ แต่มึงขับรถนะ”



(เออ มึงก็ใช้กูตลอดไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวพรุ่งนี้กูไปหาที่คอนโด มึงอย่าลืมไปซื้อของไหว้กับดอกไม้ธูปเทียนนะ)



“แล้วทำไมไม่ซื้อไปเลย”



(กูไม่รู้ว่าพ่อชอบอะไร เป็นมึงนั่นแหละดีแล้ว)



“อืม”



(มึงเป็นอะไรหรือเปล่า เมื่อกี้กูรู้สึกใจหายแปลกๆ เลยโทรหามึง)



“คงเพราะกูคิดถึงมึงมาก เลยโทรจิตไปหามึง” เขาพูดกลั้วหัวเราะให้คนปลายสายสบายใจ



(เหอะๆ แล้วนี่ไม่มีถ่ายหนังหรือไง)



“เออ มึงพูดขึ้นมาก็ดีแล้ว กูก็เกือบลืมไปเลย งั้นแค่นี้นะ ทีมงานเขารอกูอยู่” เขากดวางสาย สอดโทรศัพท์ลงใส่กระเป๋ากางเกงตามเดิม ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกระจ่างใส เขาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะผ่อนออกอย่างช้าๆ แล้วเดินไปที่หน้ากระจก



ต้นหยางกดปั๊มรองพื้นลงปลายนิ้ว แล้วแต้มลงบนต้นคอ กดย้ำอยู่สองสามครั้งก็ปกปิดรอยช้ำจนเนียนกริบ



เขายิ้มให้กับเงาสะท้อนบนกระจก แล้วเอ่ยขึ้นเสียงเบา



“มึงทำได้ต้นหยาง แบบที่มึงก็ทำได้มาโดยตลอด” เขาเรียกกำลังใจให้ตัวเอง แล้วเปิดประตูออกไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม



การแสดงเป็นสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุด



และเขาจะแสดงต่อไป ตราบเท่าที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางแสงสปอร์ตไลท์





Tbc.



.......................................

มาต่อแล้วจ้า สนุกกันไหมเม้นต์บอกกันบ้างน้าาาาาา  :mew6:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 16 [04-05-62]
«ตอบ #34 เมื่อ04-05-2019 21:24:27 »

บทที่ 16




รถยนต์ของนักแสดงหนุ่มเลี้ยวเขาไปในวัดย่านชนบทแห่งหนึ่ง วันนี้เป็นวันหยุดในรอบสัปดาห์ของต้นหยาง เขากับน้องชายจึงมาทำบุญให้กับพ่อผู้ล่วงลับตามที่ตกลงกันไว้ เมื่อจอดรถเสร็จเรียบร้อยทั้งคู่ช่วยกันหยิบของลงจากรถแล้วเดินไปยังกุฏิเจ้าอาวาสเพื่อถวายอาหาร ดอกไม้ และเครื่องสังฆทาน


“โยมต้นโยมตั้น หายหน้าหายตากันไปนานเลยนะ” เจ้าอาวาสเห็นสองพี่น้องขึ้นกุฎิมาก็ทักทายอย่างยินดี


“ช่วงนี้ผมยุ่งๆ ครับหลวงพ่อ” ต้นหยางยิ้มก่อนจะนั่งลงพร้อมน้องชายแล้วยกมือพนม “หลวงพ่อเป็นอย่างไรบ้างครับ”


“ก็เป็นปกติตามประสาพระนั่นล่ะ เมื่อกี้โยมสายบัวก็มาเล่าให้อาตมาฟังว่าโยมต้นดังใหญ่แล้วถึงขั้นเล่นหนังของ...ของใครนะ”


“กุหลาบสีชาดครับ”


“ใช่ๆ อะไรสีชาดๆ นี่ล่ะ แล้วโยมตั้นล่ะ เดี๋ยวนี้ยังทำงานรับจ้างอยู่หรือเปล่า”


“ครับหลวงพ่อ”


“ดีแล้ว ช่วยกันทำมาหากินกันสองพี่น้อง โยมตรัยจะได้หมดห่วง” หลวงพ่อยิ้มให้สองพี่น้องกำพร้าพ่อแม่ เสียดายแทน ‘ตรัยรัตน์’ รุ่นน้องของเขา ที่ไม่มีโอกาสได้อยู่เห็นความสำเร็จของลูกทั้งสอง


ต้นกับตั้นช่วยกันประเคนของถวายเจ้าอาวาสแล้วตั้งใจกรวดน้ำแผ่กุศลไปให้พ่อผู้ล่วงลับ หลังจากนั้นก็อยู่พูดคุยสารทุกข์สุขดิบกับหลวงพ่อสักพักก็ขอตัวลา ปล่อยให้ชาวบ้านที่มาทำบุญได้เข้าไปหาเจ้าอาวาสบ้าง


พอลงจากกุฏิทั้งสองก็เดินเลียบกำแพงวัดไปเรื่อยๆ จนถึงป้ายอัฐิของพ่อ ต้นหยางคุกเข่าลงแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนเช็ดไปตามกรอบภาพซีดจางก่อนจะแตะปลายนิ้วไล้ไปตามใบหน้าของพ่อตน


เกือบสองปีแล้วที่เขาไม่ได้มาหาพ่อ...ตั้งแต่วันนั้นที่เขาได้รู้ความจริงบางอย่าง


สองปีที่แล้วกรกรรณมาที่นี่ มาก่อนตั้นกับต้นหยางเพียงไม่กี่นาที ตอนนั้นตั้นแยกตัวไปเข้าห้องน้ำ เหลือเพียงต้นหยางที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ เขาเห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าป้ายอัฐิของพ่อเขา จำได้ว่าอีกฝ่ายเป็นรัฐมนตรีที่มีชื่อเสียง แต่ไม่เข้าใจความเกี่ยวโยงระหว่างพ่อของตนกับกรกรรณจึงแอบฟังอยู่เงียบๆ


“วันนั้นที่ผมขับรถชนคุณ...ลูกชายคุณเห็นมันทั้งหมดใช่ไหม”


“!”



หัวใจต้นหยางเต้นแรงขึ้นอย่างตื่นตระหนก ภาพในอดีตที่เขาลบทิ้งไปหวนกลับมาอย่างห้ามไม่ได้ พ่อของเขาถูกรถชน และคนที่ขับรถชนก็ดูคล้ายกับชายคนนี้ ตอนนั้นเขายังเด็กเกินไปจึงลืมเลือนใบหน้าของคนคนนั้นไปแล้ว หากอีกฝ่ายไม่พูดขึ้นมาเขาก็คงจำไม่ได้


ต้นหยางกำหมัดแน่น เขาพร้อมที่จะเข้าไปจัดการกรกรรณเพื่อชำระหนี้แค้น แต่ไม่ทันที่จะก้าวขาแขนของเขาถูกน้องชายรั้งไว้สุดแรง ตั้นส่ายหน้าแล้วดึงเขาเดินไปอีกทาง


“มึงอย่าโง่ไอ้ต้น อย่าเอาความฝันของมึงไปเสี่ยงกับคนพรรค์นั้น” ตั้นเตือนสติเขา ช่วงนั้นต้นหยางอยู่ในระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์จากนวนิยายชื่อดัง กว่าจะแคสติ้งเข้าไปได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ยิ่งกับวงการบันเทิงที่มีเส้นสายอยู่ทุกแขนง ดาราระดับกลางๆ เฉียดล่างอย่างเขายิ่งต้องพยายามเป็นเท่าตัว หากมีข่าวออกมาว่าต้นหยางชกหน้ารัฐมนตรี นอกจากจะถูกจับเข้าคุกข้อหาทำร้ายร่างกายแล้วยังอาจถูกถอดจากภาพยนตร์เรื่องนั้นอีกด้วย


“คิดถึงช่วงเวลาที่มึงทนตากแดดตากฝนไปนั่งทำตัวโง่ๆ เพื่อแคสบทงี่เง่านั้นสิ หรืออยากจะทิ้งทุกอย่างแล้วชกหน้ามันก็เอาเลย กูไม่ห้าม” ตั้นปล่อยมือจากเขาแล้วกอดอด “โตแล้ว มึงคิดเองได้ว่าจะให้ความโกรธอยู่เหนืองานที่มึงรักหรือเปล่า”


ต้นหยางยังคงกำหมัดแน่น ดวงตาแดงก่ำจ้องมองแผ่นหลังของกรกรรณด้วยความเกลียดชังก่อนจะหันหลังกลับแล้วก้าวขาเดินออกไป ในใจตั้งมั่นเพียงการแก้แค้น แม้จะสู้ด้วยหมัดไม่ได้แต่เขาจะทำให้ชีวิตของกรกรรณไม่มีวันสงบสุขอีกต่อไป



นึกถึงเรื่องในวันนั้นขึ้นมาต้นหยางก็เอ่ยถามน้องชาย


“ที่กูส่งข้อมูลของกรกรรณไปให้ มึงได้เรื่องอะไรแล้วบ้าง” ต้นหยางเก็บผ้าเช็ดหน้าแล้วยืดตัวขึ้น ใบหน้าของเขาเรียบนิ่งปราศจากรอยยิ้มจนคนข้างๆ ก็รู้สึกได้ว่าพี่ชายจริงจังกับคำถามนี้มากแค่ไหน


“ถ้ากูบอกว่าไม่ได้อะไรเลย มึงจะทำยังไง” ตั้นพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ เขายกมือไหว้ลาพ่อแล้วหันไปเผชิญหน้ากับฝาแฝด


“กูไม่เชื่อ”


“ไม่เชื่อก็เรื่องของมึง แต่กรกรรณไม่มีประวัติทำเรื่องผิดกฎหมาย ถ้าอยากแก้แค้นก็มีวิธีเดียวเท่านั้น” ตั้นหยิบโทรศัพท์ออกมา


กดเข้าหน้าทวิตเตอร์ของกุหลาบสีชาดแล้วยื่นให้ต้นหยาง “คนของมึงก็จัดการให้แล้ว กูว่านี่ก็เป็นวิธีแก้แค้นที่ไม่เลวนะ”


ต้นหยางรับโทรศัพท์น้องชายมาอ่านข้อความล่าสุดบนไทม์ไลน์ของกุหลาบสีชาด


10.45 น. พวกคุณจะได้รู้ว่าผมเป็นใคร


ต้นหยางกดดูภาพใต้ข้อความก็เห็นแบ็คดรอปงานแถลงข่าวเปิดตัวกุหลาบสีชาด ในนั้นระบุสถานที่และเวลาแถลงข่าวซึ่งจะเกิดขึ้นในอีกครึ่งชั่วโมง


ต้นหยางคืนโทรศัพท์น้องชาย แล้วรีบหยิบโทรศัพท์ของตนต่อสายหาโกเมนกุลทันที


“กลับ” ต้นหยางพูดสั้นๆ แล้วเดินจ้ำกลับไปที่รถของตัวเอง ส่วนน้องชายที่เดินตามหลังก็ได้แต่ส่ายหน้าให้กับพี่ชายที่ปากไม่ตรงกับใจ


อยากแก้แค้นพ่อเขาแทบตาย แต่กลับห่วงลูกชายเขายิ่งกว่า


ตั้นขับรถออกจากวัดอย่างไม่รีบร้อน เขารู้ว่าอีกไม่กี่นาทีพี่ชายจะโมโหแต่ก็ไม่คิดจะเร่งความเร็วให้ทันใจต้นหยาง เขาไม่สนใจชีวิตหรือชื่อเสียงของโกเมนกุลจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องหยุดงานแถลงข่าวนี้


“มึงขับให้มันเร็วกว่านี้หน่อยได้ไหม” ต้นหยางบอกน้องชายก่อนจะกดโทรออกซ้ำอีก 4-5 ครั้ง แต่โกเมนกุลไม่รับสายเขาเลย ขณะที่ต้นหยางกำลังตัดสินใจจะโทรหานาวินอีกคน ตั้นก็พูดขัดขึ้นเสียก่อน


“มีคนตามเรามา”


ต้นหยางเหลือบมองกระจกมองหลัง เห็นรถที่ขับตามมาไม่มีป้ายทะเบียนก็รู้สึกไม่ชอบมาพากล อีกทั้งสองข้างทางก็เต็มไปด้วยต้นไม้จึงไม่มีที่พวกเขาหนีจนกว่าจะถึงถนนใหญ่


“ข้างหน้าเป็นทางโค้งมีพุ่มไม้ใหญ่อยู่ เดี๋ยวพอกูจอดมึงรีบลงไปซ่อนตัวซะ ที่เหลือกูจัดการเอง” พูดจบตั้นก็คว้าโทรศัพท์ของต้นหยางมาวางไว้ที่ตักก่อนจะโยนมือถือของตัวเองส่งให้พี่ชาย


"มึงรับมือไหวใช่ไหม"


"กูดริฟท์รถมาหลายปี แค่นี้สลัดมันไม่ยากหรอก" ตั้นมองกระจกข้างรถเป็นระยะ เมื่อเข้าสู่เส้นทางคดเคี้ยวจนไม่เห็นรถคันหลังก็สบโอกาสเร่งเครื่องยนต์เพื่อเตรียมจอดส่งพี่ชายลงข้างทาง “รีบลงไปซะ”


ต้นหยางลังเลที่จะปล่อยให้น้องชายเผชิญหน้ากับอันตราย แต่เพราะเชื่อว่าน้องเก่งพอที่จะดูแลตัวเองได้เขาจึงรีบลงจากรถเพื่อซ่อนตัว เพียงเสี้ยวนาทีที่รถของต้นหยางเคลื่อนตัวต่อไปด้วยความเร็วปกติรถไร้ป้ายทะเบียนก็แล่นผ่านทางโค้งเข้ามาพอดี


ตั้นลอบมองกระจกหลังอย่างพึงพอใจเมื่อคนในรถคันนั้นไม่สังเกตเห็นต้นหยาง เขาจึงเหยียบคันเร่งด้วยความเร็วสูงสุดอย่างที่ชอบทำเวลาอยู่ในสนามแข่งรถจึงสามารถทิ้งระยะห่างจากรถคันหลังจนแทบไม่ติดฝุ่น


ครืดๆ


ตั้นเห็นชื่อโกเมนกุลโทรเข้ามา ตอนแรกตั้งใจจะทำเฉย แต่เพราะการทำแบบนั้นไม่ใช่นิสัยของต้นหยางที่ปฏิบัติต่อโกเมนกุลเขาจึงจำใจกดรับสายที่ปุ่มบริเวณคอนโซลรถ


(คุณต้น พอดีกุลมันแถลงข่าวอยู่ครับมีอะไรหรือเปล่า ผมเห็นคุณโทรเข้ามาหลายสาย)


“อ้อ เรื่องนั้น”


บรึ้นนนน


เสียงเร่งเครื่องยนต์ดังมาจากด้านหลังตามด้วยแรงกระแทกที่ท้ายรถ โทรศัพท์บนตักเขาร่วงหล่น ขณะเดียวกันเสียงจากปลายสายก็ตะโกนเข้ามา


(คุณต้น! คุณต้นครับ เกิดอะไรขึ้น)


ตั้นเหลือบมองกระจกหลังก่อนจะเร่งความเร็วมุ่งตรงไปข้างหน้า พลางทบทวนเส้นทางในใจ


อีกไม่ถึง 500 เมตร จะเข้าสู่ถนนเส้นหลัก มีรถหลายคันและมีถนนหลายเส้นให้อำพราง แต่หากเขาหนีไปอย่างไร้ร่องรอยอย่างที่เคยทำมาโดยตลอด คนพวกนั้นก็จะระวังตัวกับต้นหยางมากขึ้น และอาจทำอะไรที่เหนือกว่าความคาดหมายของเขาก็เป็นได้


ตั้นจำเป็นต้องเลือกอีกทาง แม้จะเสี่ยงต่อชีวิต แต่พี่ชายของเขาจะไม่ตกเป้าหมายไปอีกสักพักใหญ่ ซึ่งนั่นก็คงนานพอให้เขาตามหาคนที่อยู่เบื้องหลัง


“คุณนาวิน มีคนตามผมอยู่ รถของเขาไม่มีป้ายทะเบียน ผมไม่รู้เจตนาของเขาแต่คิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติ” ตั้นรู้สึกหายใจติดขัดเมื่อใกล้ถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจทำเรื่องสำคัญ  “ผมจะส่งโลเคชั่นไปให้คุณ ผมรู้ว่าคุณพอจะมีเส้นสายอยู่บ้าง แจ้งตำรวจให้ผมที”


(คุณต้น...) ตั้นกดวางสายก่อนจะละมือข้างหนึ่งจากพวงมาลัยเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์เพื่อกดแชร์ที่อยู่ปัจจุบันของเขา


ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองตรงไปข้างหน้า อีกไม่กี่นาทีจะถึงถนนใหญ่ บริเวณนั้นมีต้นไม้หนาตาพอที่จะรองรับแรงกระแทก หากคิดจะใช้แรงจากรถคันหลังเป็นแรงส่งให้รถของตนพุ่งไปยังพุ่มไม้ก็คงไม่ยาก เพียงแต่เขาเร่งความเร็วอีกนิด แล้วเหยียบเบรกกะทันหัน


โครม!


ทุกอย่างก็จะเป็นไปตามแผน


.............................................

งานแถลงข่าวกุหลาบสีชาด โรงแรม xxx


ชายหนุ่มเจ้าของนามปากกากุหลาบสีชาดนั่งหลังตรงตอบคำถามนักข่าวอย่างดีมาตลอด 1 ชั่วโมงเต็ม เขาพักจิบน้ำที่ทีมงานนำมาให้พลางมองหาเพื่อนสนิทที่ไม่เห็นมาสักพักแล้ว เขาคิดว่านาวินคงไปห้องน้ำจึงผายมือให้นักข่าวสาวที่อยู่ด้านหน้าถามต่อ


“เหตุผลที่คุณเปิดเผยตัวคืออะไรคะ”


โกเมนกุลยิ้มนิดๆ เขาคาดไว้แล้วว่าอย่างไรก็ต้องมีคำถามนี้จึงตอบออกไปโดยไม่คิดจะปิดบัง “ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผมจะออกมาพิสูจน์ตัวเองในฐานะโกเมนกุล เพราะผมอยากเป็นคนที่คู่ควรสำหรับคนที่ผมรัก”


เมื่อชายหนุ่มพูดจบ รอบข้างก็เต็มไปด้วยเสียงอื้ออึง หลายคนอมยิ้มกับความรักของนักเขียนหนุ่มที่ผลักดันให้เขากล้าที่จะเปิดเผยตัวตน


“คนรักของคุณทราบไหมครับว่าคุณเป็นนักเขียนชื่อดัง เป็นกุหลาบสีชาดที่หลายคนจับตามอง”


“ทราบครับ เขาเป็นคนแรกที่รู้เรื่องนี้”


“แล้วคุณไม่คิดว่าที่เขาชอบคุณเป็นเพราะเขารู้ว่าคุณเป็นใครเหรอครับ” นักข่าวหนุ่มถามต่อ เรื่องประเด็นความรักกับชื่อเสียงเป็นเรื่องที่นำมาเขียนได้ไม่รู้เบื่อ ผู้คนชอบอ่านเรื่องราวแบบนี้ ยิ่งหากความรักนั้นมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องยิ่งน่าสนใจสำหรับนักข่าวอย่างพวกเขา


“ตั้งแต่แรกเขาไม่ได้มองว่าผมเป็นคนพิเศษอย่างที่พวกคุณหรือคนในวงการคนอื่นๆ คิดว่าผมเป็น เขามองผมเป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งสำหรับเขา ในวันที่เขารู้ว่าผมเป็นกุหลาบสีชาด สายตาเขาระแวงเหมือนผมเป็นคนโรคจิตที่มาหลอกลวงเขาด้วยซ้ำ”


เขายิ้มเมื่อนึกถึงวันแรกที่ได้พบต้นหยาง ดวงตาคู่นั้นไม่ไว้ใจเขาเลยสักนิด แต่ใบหน้ายังคงยิ้มแย้มมอบไมตรีให้จนกระทั่งเขาลุกจากไป และเพราะแบบนั้น เขาจึงยิ่งสนใจและอยากรู้จักอีกฝ่ายมากขึ้น


“ช่วยบอกได้ไหมครับว่าเขาเป็นใคร เป็นคนนอกวงการในวงการครับ”


“เป็นคนในวงการครับและทุกท่านก็รู้จักกันดี แต่ผมคงบอกตอนนี้ไม่ได้”


“ใช่ต้นหยางไหมคะ” นักข่าวสาวคนหนึ่งตะโกนขึ้น “หลายคนเคยเห็นคุณไปที่กองถ่ายของต้นหยางบ่อยๆ แต่ต้นหยางแนะนำว่าคุณเป็นเพื่อนเขา ทั้งที่พวกคุณดูมีอะไรมากกว่านั้น”


โกเมนกุลยิ้ม ไม่ตอบคำถามเธอแต่ผายมือไปยังนักข่าววัยกลางคนคนหนึ่งที่ยกมือรอมาสักพักแล้ว “เชิญครับ”


“พ่อแม่คุณทำอาชีพอะไรครับ เกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์หรือเปล่า ผมมีภาพถ่ายของคุณกับคุณนาวาและคุณนาวินไปรับประทานอาหารด้วยกันบ่อยๆ ไม่ทราบว่าพวกคุณเกี่ยวข้องกันไหมครับ”


รอบข้างส่งเสียงฮือฮากันอีกรอบ นักข่าวหลายคนรู้ดีว่าสมัยหนุ่มๆ เจ้าสัวนาวาเป็นคนเจ้าชู้ ควงดารานางแบบไม่ซ้ำหน้า หากจะมีลูกคนหนึ่งโผล่มาก็ไม่น่าประหลาดใจ อีกทั้งบทภาพยนตร์อันเฉียบคมของกุหลาบสีชาดเป็นที่ประจักษ์ในวงการ หาตัวจับยาก แต่ก็มีสไตล์คล้ายคลึงกับการเรียบเรียงของเจ้าสัวนาวาที่วางมือไปนานแล้วเช่นกัน


“ผมเป็นเพื่อนกับนาวินครับ และนาวินเองเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ทั้งหมดของผมด้วย”


“!!!!!!!”


“อย่างที่ทุกคนทราบดี ผมเริ่มต้นจากการเขียนนวนิยายในอินเทอร์เน็ต นาวินเป็นเพื่อนคนแรกที่อ่านนิยายเรื่องนั้น และต้องการที่สร้างให้เป็นภาพยนตร์ ส่วนผมไม่ได้มีความคิดนั้นแต่แรกเพราะไม่อยากให้ใครเข้ามายุ่งกับงานเขียนของผม และเพราะอย่างนั้นคุณนาวาพ่อของนาวินจึงสละเวลาเล็กน้อยในแต่ละวันสอนให้ผมได้เรียนรู้ที่จะปรับแก้งานเขียนให้เป็นบทภาพยนตร์ครับ”


“แล้วเงินทุนพวกนั้นมาจากไหนครับ”


“เริ่มต้นมาจากคุณนาวาครับ แต่หลังจากภาพยนตร์เรื่องแรกออกฉายและได้รับการตอบรับอย่างดี พวกเราก็คืนเงินทุนก้อนนั้น แล้วนำรายได้ที่เหลือไปสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่ครับ โชคดีที่เราได้ผู้กำกับ ทีมงาน และนักแสดงที่ดี เงินที่สร้างภาพยนตร์แต่ละครั้งจึงไม่เคยสูญเปล่า อีกทั้งเรายังมีสปอนเซอร์อีกหลายบริษัทที่อยากลงทุนกับเรา ภาพยนตร์เรื่องต่อๆ มาจึงสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นอย่างที่ทุกคนเห็น...”


“นี่ๆ เห็นข่าวนี้หรือยัง!” เสียงบางคนในหมู่นักข่าวร้องเบาๆ ก่อนจะส่งต่อข้อมูลไปยังคนข้างๆ อย่างรวดเร็ว “ต้นหยางๆ”


โกเมนกุลหันขวับ แค่ได้ยินชื่อต้นหยางหัวใจเขาก็กระตุกวูบ ยิ่งเห็นสีหน้าตื่นตระหนกและท่าทางปิดปากขณะอ่านข่าวของนักข่าวสองคนนั้นหัวใจเขายิ่งเต้นแรง


เกิดอะไรขึ้นกับต้นหยาง


“ขอโทษนะครับ”  นักข่าวหนุ่มยกมือขึ้น ส่วนมืออีกข้างก็เลื่อนข่าวในไอแพดพลางอ่านเนื้อหาไปด้วยเช่นกัน แม้ว่าภาพข่าวรถยุบไปครึ่งคันไม่ใช่ภาพน่าพิสมัยสำหรับเขา แต่เพราะเกี่ยวข้องกับนักแสดงหนุ่มที่แสดงภาพยนตร์ของกุหลาบสีชาด นักข่าวหนุ่มจึงตั้งประเด็นคำถามขึ้นมา “ถ้าภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของคุณกุหลาบสีชาด ต้นหยางเขาแสดงไม่ได้แล้ว คุณคิดจะเปลี่ยนตัวนักแสดงไหมครับ”


“หมายความว่ายังไงครับ” คิ้วเข้มขมวด


นักข่าวหนุ่มก้มลงอ่านอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าแหล่งข่าวที่ส่งเรื่องมาเป็นนักข่าวเบอร์ใหญ่ที่เชื่อถือได้ก็พูดออกไปทันที


“ต้นหยางประสบอุบัติเหตุครับ อาการสาหัสมากทีเดียว...” นักข่าวหนุ่มพูดไม่ทันจบ คนที่เขารอคำตอบก็ทิ้งไมค์แล้ววิ่งลงจากเวทีไป “อ้าว แล้วเขาไปไหนล่ะนั่น”


เพื่อนร่วมอาชีพของเขาเองก็ไม่รู้ แต่พอได้ยินเรื่องที่นักข่าวหนุ่มพูด พวกเขาก็รีบโทรหาสายข่าวของตัวเองเพื่อสืบหาเรื่องที่เกิดขึ้นกับต้นหยาง บางส่วนก็รีบเก็บของเตรียมตัวเดินทางไปสมทบกับเพื่อนนักข่าวที่รออยู่ที่โรงพยาบาลและสถานีตำรวจทันที


..........................................

“ฉันสั่งให้ไปฆ่ามัน ทำไมลูกน้องแกถึงโง่แบบนี้”


“ขอโทษครับนาย เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกครับ”


ชายวัยกลางปรายตามองลูกน้องคนสนิทที่ยืนก้มหน้าอยู่ข้างๆ ก่อนจะเปิดประตูระเบียงแล้วก้าวออกไปด้านนอก “วินอยู่ไหน”


“คุณชายอยู่ที่โรงพยาบาลกับต้นหยางครับ นายครับ ถ้าคุณชายรู้เรื่องนี้...”


“คิดว่าลูกของฉันโง่หรือไง” เจ้าสัวตวาดใส่ลูกน้อง “วินรู้แต่แรกว่ารถคันนั้นเป็นของฉันแต่ก็ไม่ได้แพร่งพรายบอกใคร นั่นก็เป็นคำตอบได้แล้วว่ามันจะไม่ทรยศฉัน”


“แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 กว่าปีก่อน นายท่านไม่ได้ทำ คนที่ทำน่ะ...”


“หุบปากซะ!” นาวาพูดขัดขึ้น เขายังจำวันที่เพื่อนสนิทนอนอยู่ในห้องฉุกเฉินได้ดี


ตอนที่เห็นกรกรรณเลือดอาบไปทั้งตัวหัวใจของเขาแทบจะฉีกออกจากกัน ยิ่งเมื่อรับรู้ว่าเปอร์เซ็นต์การมีชีวิตอยู่ของกรกรรณลดลงไปเรื่อยๆ กระทั่งพยาบาลร้องถามหาเลือดกรุ๊ปเดียวกับกรกรรณเขายังให้เลือดไม่ได้ด้วยซ้ำ เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนไร้ประโยชน์และไร้ค่าที่สุด


คนเดียวที่เขานึกถึงในตอนนั้นก็คือคู่หมั้นของเพื่อนสนิท คนที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้กรกรรณมีชีวิตอยู่ และเขาเองก็เหมือนกับเธอ นาวายอมที่จะผลักเด็กสองคนนั้นลงนรกเพื่อให้เพื่อนของเขาได้มีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องกังวลกับเรื่องที่เกิดขึ้น


“นายท่านทำเรื่องทั้งหมดก็เพื่อคุณกรกรรณใช่ไหมครับ”


ได้ยินคำถามของลูกน้อง นาวาก็นิ่งไป คำถามนี้เขามีคำตอบในใจมานานแล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องบอกให้ใครรับรู้
ดวงตาเศร้าสร้อยทอดมองไปยังดวงตะวันที่ครึ่งหนึ่งจมหายไปในผิวน้ำทะเล ก่อนความมืดจะค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในใจของเขา เปลี่ยนแววตาคู่นั้นเป็นเย็นเฉียบลงในฉับพลัน


“ตามหาฝาแฝดอีกคนของต้นหยางแล้วรีบจัดการซะ ฉันปล่อยให้พวกมันอยู่อย่างสงบสุขโดยไม่ทำอะไรก็ถือว่าให้โอกาสมากพอแล้ว หากยังล้ำเส้นสืบเรื่องนี้ไม่ยอมจบ พวกมันก็ไม่จำเป็นต้องอยู่”


“ครับนายท่าน” ชายหนุ่มโค้งคำนับก่อนจะก้าวเดินออกจากประตูไป เหลือเพียงเจ้าสัวนาวาเคาะนิ้วบนราวระเบียงอย่างใช้ความคิด


..............................................


นาวินเดินไปเดินมาอยู่ที่เดิมอย่างกังวล เขาเหลือบมองสัญญาณไฟด้านบนที่ยังคงเป็นสีแดงตั้งแต่ก่อนที่เขาจะมาถึง กระทั่งผ่านไปเป็นชั่วโมงก็ไม่มีท่าทีว่าหมอหรือพยาบาลจะก้าวออกมาจากห้องนั้น


“วิน!” โกเมนกุลที่เห็นนาวินยืนอยู่หน้าห้องฉุกเฉินก็ถลาเข้าไปกระชากคอเสื้อเพื่อนทันที “ต้นหยางเกิดเรื่องทำไมไม่บอกฉัน!”


“ใจเย็นๆ ก่อนไอ้กุล ฉันก็ไม่คิดว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้” นาวินดึงแขนโกเมนกุลออกจากคอเสื้อเขาแล้วส่งโทรศัพท์ให้อีกฝ่าย


“เขาโทรหาแกตั้งหลายสาย แต่ตอนนั้นแกอยู่บนเวทีฉันก็เลยโทรกลับถึงได้รู้ว่าเกิดเรื่องขึ้น”


“แล้วคนทำเป็นใคร ต้องการอะไร” ก่อนเดินทางมาถึงที่นี่โกเมนกุลได้ฟังวิทยุเล่าถึงข่าวที่เกิดขึ้นกับต้นหยาง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดูอย่างไรก็เป็นการพยายามฆ่ามากกว่าอุบัติเหตุ


“ตำรวจสันนิษฐานว่าคนร้ายตั้งใจจะปล้นต้นหยางก็เลยก่อเหตุขึ้น...” นาวินพูดไม่ทันจบประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออกพร้อมกับไฟด้านบนที่ดับลง


“ญาติคนไข้หรือเปล่าครับ” นายแพทย์หนุ่มถาม เขามองชายหนุ่มทั้งสองสลับกันแต่ไม่มีใครมีใบหน้าคล้ายคลึงกับคนไข้ของเขาเลย


“ผมเป็นแฟนเขาครับ” โกเมนกุลก้าวขึ้นมาข้างหน้า “เขาเป็นยังไงบ้าง”


“คนไข้ปลอดภัยดีครับ เดี๋ยวผมจะย้ายเขาไปที่ห้องพิเศษนะครับ” นายแพทย์หนุ่มบอกทั้งสองก่อนจะขอตัวไปดูคนไข้รายอื่น


“เขาปลอดภัยแล้ว” นาวินตบบ่าปลอบใจเพื่อนแล้วยืนรออยู่ด้วยกัน ไม่นานนักเตียงพยาบาลก็เคลื่อนออกมาจากห้องฉุกเฉิน


“ต้น...” โกเมนกุลพูดเพียงเท่านั้นก็เงียบไป รอยช้ำบนตัวของต้นหยางทำให้เขาเจ็บปวดไปทั้งใจ สองมือเกาะราวเตียงพยาบาลไม่ยอมห่าง เช่นเดียวดวงตาคู่นั้นจดจ้องอยู่ที่ใบหน้านักแสดงหนุ่มเพียงคนเดียว


ตลอดสองวันนั้นโกเมนกุลไม่ยอมห่างจากต้นหยางเลยสักครั้ง ต่อให้นาวินพูดจนปากเปียกปากแฉะ สิ่งเดียวที่โกเมนกุลให้ความสำคัญก็ยังคงเป็นต้นหยาง


“ฉันกลับก่อน ถ้าเขาฟื้นแล้วโทรบอกด้วย” นาวินพูดเท่านั้นก็ออกจากห้องไป


โกเมนกุลยังคงเฝ้ารอให้คนรักของเขาตื่นขึ้นมา เขาไม่สนใจกระแสภายนอกที่รับรู้แล้วว่าเขาทิ้งงานแถลงข่าวไปเพราะอะไร  เพราะคนเหล่านั้นไม่เคยมีความหมายต่อเขามากเท่าคนตรงหน้า


“ผมรอคุณตื่นอยู่นะต้นหยาง” โกเมนกุลจับมือข้างหนึ่งของอีกฝ่ายขึ้นมาแนบแก้ม ความอุ่นใต้ฝ่ามือเป็นสิ่งเดียวที่บอกได้ว่าต้นหยางยังคงอยู่กับเขา และเขาจะรอไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม


เปลือกตาที่ปิดสนิทขยับเล็กน้อยก่อนจะลืมขึ้นอย่างช้า ความเจ็บที่เกิดขึ้นทั่วร่างทำให้เขารับรู้ว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่ รอยยิ้มบางผุดขึ้นที่มุมปากเพียงช่วงสั้นๆ ก่อนจะเลือนหาย เมื่อตื่นเต็มตาแล้วเห็นโกเมนกุลกุมมือของเขาแนบใบหน้าอยู่


ตั้นขยับนิ้วด้วยความรู้สึกขยะแขยง เพราะนอกจากพี่ชายของเขาแล้วเขาไม่ชอบให้ใครมาแตะต้องตัว


โกเมนกุลเห็นนิ้วเรียวขยับก็รีบหันขวับไปทันที แต่ต้นหยางตรงหน้าเขากลับมีท่าทีที่แปลกไป ดวงตาคู่นั้นมองเขาอย่างไม่เป็นมิตรแถมยังดึงมือออกจากการเกาะกุมอย่างไม่ชอบใจนัก


“กุล” น้ำเสียงแปร่งๆ ที่ออกมาจากปากชายหนุ่ม พอให้เขาใจชื้นได้ว่าต้นหยางไม่ได้ความจำเสื่อมจนแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์ใส่เขา แต่เพราะใบหน้าและท่าทางนั้นยังคงเหมือนเดิม ไม่ได้อ่อนโยนแบบต้นหยางที่เขาเคยรู้จัก โกเมนกุลจึงเข้าใจบางอย่างและยอมปล่อยมืออย่างง่ายดาย


“ต้นหยางอยู่ที่ไหน” โกเมนกุลถามเสียงเครียดเมื่อมั่นใจว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่ใช่ต้นหยางตัวจริง “ฉันถามว่าเขาอยู่ที่ไหน”
คราวนี้เป็นตั้นที่ชะงักไป เขาอ่านสายตาคู่นั้นเพื่อค้นหาว่าอีกฝ่ายกำลังทดสอบอะไรอยู่กันแน่ แต่กลับพบเพียงความมั่นใจและต้องการคาดคั้นเอาคำตอบจากเขา


“นายรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” ตั้นไม่ตอบคำถามแต่เลือกที่จะถามกลับ “ถ้านายไม่พูด ก็อย่าหวังว่าฉันจะพูด”
โกเมนกุลตอบโดยไม่ลังเล “วันนั้นที่กองถ่าย นายให้แฟลชไดร์เขา”


นักเขียนหนุ่มจำวันนั้นได้ดี เขาคอยมองต้นหยางอยู่ตลอด กระทั่งเห็นว่าต้นหยางลุกออกไปเงียบๆ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเดินตามไป จนกระทั่งได้เห็นว่ามีผู้ชายอีกคนที่มีใบหน้าเหมือนกับต้นหยางทุกประการ ต้นหยางคนนั้นมีใบหน้าเรียบเฉย แต่ต้นหยางของเขาชอบยิ้มแย้มมากกว่า โกเมนกุลไม่รู้ว่าทั้งสองพูดอะไร เขาเห็นเพียงผู้ชายคนนั้นโยนแฟลชไดร์ให้ต้นหยางก่อนทั้งคู่จะพากันไปยังห้องแต่งตัวนักแสดง เขารู้สึกไม่วางใจจึงต้องหาข้ออ้างร้องเรียกต้นหยางที่หน้าประตู


“แล้วนายรู้หรือเปล่าว่าเขาเอาไปทำอะไร”


“...”


“นายรู้ทุกเรื่อง หึ ฮ่าๆ” ตั้นหัวเราะออกมาก่อนจะเบ้หน้าเมื่อรู้สึกเจ็บแผลที่ช่องท้อง ดวงตาแบบเดียวกับต้นหยางเหล่มองโกเมนกุลอย่างพิจารณา “ฉันจะมั่นใจได้ยังไงว่าแกรู้ที่อยู่ต้นหยางแล้วจะไม่ตามไปฆ่าเขา”


“ฉันไม่เคยคิดจะทำร้ายเขา”


“แน่ใจเหรอ”


โกเมนกุลหวนนึกขึ้นตอนที่ต้นหยางยอมให้เขาถามเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้น แต่เขาไม่กล้าที่จะฟังคำตอบจนเผลอทำรุนแรงไป ต่อให้หลังจากนั้นต้นหยางจะไม่ถือสาเอาความแต่เขาก็ยังรู้สึกผิดอยู่นิดๆ


“เรื่องรอยบนต้นคอฉันจะไม่ถือสา แต่ถ้าฉันรู้ว่าแกทำให้ต้นหยางเสียใจ ก็อย่าหวังว่าจะได้เจอกันอีก” ตั้นพยุงตัวเองขึ้นนั่งแล้วยืมโทรศัพท์โกเมนกุลล็อกอินเข้าอีเมล์ ก่อนจะส่งข้อความไปหาพี่ชายว่าเขาปลอดภัยดี และนัดแนะให้มาพบกันในคืนนี้


โกเมนกุลรับโทรศัพท์คืน เขาเห็นว่าชายหนุ่มกดเข้าอีเมล์แต่กลับไม่มีประวัติการล็อกอินอีเมล์อื่นในเครื่องของเขา


“ฉันไม่ได้โง่ให้นายแกะรอยง่ายๆ หรอกนะ รออยู่ที่นี่เฉยๆ คืนนี้ต้นหยางจะมาที่นี่ และทางที่ดีนายช่วยหาบอดิการ์ดเก่งๆ มาเฝ้ายามด้วยก็ดี”


“คนร้ายตายในที่เกิดเหตุแล้ว นายไม่ต้องกลัว”


“หึ ใครบอกว่าฉันกลัว” ต้นหยางเหลือบมองโกเมนกุลอย่างดูแคลน “ถ้าฉันกลัวฉันไม่ขับรถชนต้นไม้หรอกนะ อีกอย่างคนที่ตายก็แค่ถูกคนอื่นจ้างมา”


“...”


“คนที่อยากให้ต้นหยางตายจริงๆ น่ะ จะมาคืนนี้ต่างหาก”




Tbc.


 :bye2:

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 16 [04-05-62]
«ตอบ #35 เมื่อ05-05-2019 00:02:17 »

เครียดดดดดดดดด

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 17 [31-05-62]
«ตอบ #36 เมื่อ31-05-2019 22:37:19 »

บทที่ 17

 
กลางดึกวันเดียวกัน หลังจากไฟในห้องพักผู้ป่วยดับลงร่างสูงโปร่งที่เฝ้ารออยู่ด้านนอกก็เข้ามาในโรงพยาบาล เขาเดินไปตามโถงทางเดินพลางกระชับเสื้อกาวน์ให้เข้าที่เพื่อทำตัวกลมกลืนกับคนรอบข้าง สายตากวาดมองไปรอบๆ จนกระทั่งพบหมายเลขห้องพักผู้ป่วยที่เขาจำได้ขึ้นใจจึงรีบเปิดประตูก้าวเข้าไปด้านในแล้วปิดลงอย่างเงียบเชียบ


เมื่ออยู่ท่ามกลางความมืดและมั่นใจว่าปลอดภัยมือเรียวก็กระชากหน้ากากอนามัยออกแล้วทิ้งลงบนพื้นก่อนจะเดินไปหาตัวการที่ทำให้ใจว้าวุ่นอยู่ไม่สุข พอเห็นดวงตาที่ถอดแบบเดียวกันคู่นั้นมองมายิ้มๆ ก็อดไม่ได้จับคอเสื้ออีกฝ่ายแล้วตะคอกใส่หน้า


“กล้าดียังไงถึงทำให้ตัวเองบาดเจ็บห้ะ!” ต้นหยางพยายามพูดให้เสียงเบาที่สุด ความโกรธฉายชัดบนดวงตาของเขา “ถ้ามึงกล้าทำแบบนี้อีกเป็นครั้งที่สอง กูจะทำให้มึงเจ็บยิ่งกว่ากูอีก”


“ขอโทษที่ไม่ระวัง” ตั้นแตะหลังมือพี่ชายก่อนจะดึงมากุมไว้ “แต่มึงห้ามแก้แค้นกูด้วยการทำร้ายตัวเองเด็ดขาด ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว อย่าให้กูต้องเห็นมึงในสภาพนั้นอีก”


เขากำชับก่อนจะเบนสายตาไปยังบุคคลที่นั่งบนโซฟาด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ดวงตาคู่นั้นดูไม่พอใจที่ต้นหยางมองข้ามเขา


“มองอะไร” ต้นหยางหันไปตามสายตาน้องชายก่อนจะชะงักไปเมื่อเห็นคนคุ้นเคย คนที่เขาไม่คาดคิดเลยว่าจะพบกันในสถานการณ์แบบนี้


โกเมนกุลลุกขึ้นจากโซฟาแล้วคว้าแขนของต้นหยางไว้เพื่อยืนยันว่าคนตรงหน้าคือต้นหยาง ไม่ใช่แฝดคนไหนๆ ของทั้งคู่อีก แต่กลับถูกสะบัดออกอย่างไร้เยื่อใยพร้อมหันหน้ากลับไปหาน้องชายเพื่อรอคำตอบว่าทำไมโกเมนกุลถึงอยู่ที่นี่


“เขารู้ว่ามึงมีฝาแฝดตั้งแต่ตอนที่กูส่งแฟลชไดร์ให้มึง” ตั้นเหล่มองโกเมนกุลก่อนจะยิ้มแสยะ “แถมยังรู้ด้วยว่ามึงเอาแฟลชไดร์ไปทำอะไร” เขาพูดเรื่องที่ควรพูดแล้ว ต้นหยางจะตัดสินใจอย่างไรต่อไปไม่ใช่หน้าที่ของเขา


“รู้แล้วทำไมไม่แจ้งตำรวจ” ต้นหยางถาม แต่สิ่งที่เขาถามไม่ใช่สิ่งที่เขาพูดออกไป หากแต่เป็นส่วนลึกในใจที่พวกเขาต่างก็รู้ดี


วันนั้นต้นหยางไม่คิดจะปิดบังสิ่งที่ทำ โกเมนกุลเองก็รู้ แต่ทำไมถึงทำเหมือนไม่มีอะไร เขาต้องการอะไรกันแน่


“ผมอยากรู้เหตุผลของคุณ”


“คุณรู้ดีอยู่แล้วจะถามผมทำไมอีก”


“พ่อผมไม่ผิด คุณเองก็เห็นว่า...”


เพล้ง!


เสียงแจกันที่ตั้นปาใส่ฝาผนังขัดคำพูดของทั้งคู่ ต้นหยางหันไปมองน้องชายอย่างไม่เข้าใจ “ทำบ้าอะไรของมึง”


“กูไม่มีเวลามารอพวกมึงปรับความเข้าใจกันหรอกนะ ตอนนี้พวกมันคงรู้ว่าต้นหยางฟื้นแล้ว”


“คนร้ายจะรู้ได้ยังไง คนที่รู้มีแค่ฉันกับนาวิน”โกเมนกุลขมวดคิ้ว


“มึงให้เขาบอกนาวินเหรอ” ต้นหยางถามน้องชายอย่างไม่เชื่อสายตา “มึงมันบ้าไปแล้ว ทำแบบนั้นไปทำไม”


“อยากจะล่อเสือออกจากถ้ำมีแต่ต้องใช่เหยื่อล่อเท่านั้น เรื่องที่ให้จัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”


ตั้นหันไปถามโกเมนกุล พอเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ารับเขาก็ดันหลังพี่ชายไปหาโกเมนกุลทันที “พามันไปด้วย อยู่กับมึงน่าจะปลอดภัยกว่าอยู่กับกู”


“กูไม่ไป” ต้นหยางนั่งลงข้างเตียงพลางจับมือน้องชายไว้ “เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นยังคิดจะไล่กูไปซ่อนอีกเหรอ ไม่มีทาง กูไม่ปล่อยมึงไว้คนเดียวอีกแล้ว”


“ต้นหยาง” เขาบีบมือพี่ชายเต็มแรง แต่นอกจากต้นหยางจะไม่เปลี่ยนสีหน้าแล้ว เขายังจับมือฝาแฝดของตนไว้ไม่ยอมปล่อยเช่นกัน ต่างคนต่างใช้กำลังเต็มที่เพื่อยืนยันในสิ่งที่ตนคิด


ตั้นทำให้ตัวเองเจ็บหนึ่งในนั้นเพื่อให้ต้นหยางตาสว่างว่าในสถานการณ์นี้เขาคุ้มครองพี่ชายไม่ได้ ส่วนต้นหยางแม้จะเข้าใจแต่ก็ไม่คิดจะทิ้งฝาแฝดไว้เพียงลำพัง


“ไปกับกู” ต้นหยางพูดกับน้องชายก่อนจะหันไปหาโกเมนกุล “ช่วยไปหารถเข็นมาให้ผมหน่อย”


ชายหนุ่มพยักหน้าก่อนจะเดินออกจากห้องผู้ป่วยไป ทิ้งให้สองฝาแฝดอยู่ในความมืดรอบด้านนิ่งสนิทจนได้ยินเสียงหัวใจสองดวงเต้นในจังหวะเดียวกัน ต้นหยางยื่นใบหน้าแนบหน้าผากน้องชาย


“ต่อให้กูต้องสูญเสียอะไรไปก็ต้องไม่ใช่มึง เข้าใจไหมตั้น” เขากอดน้องชายไว้อย่างหวงแหน ร่างกายนี้ก็เป็นครึ่งหนึ่งของชีวิตต้นหยาง หากไม่มีตั้นเขาก็ไม่รู้จะสู้ต่อไปเพื่ออะไร หากไม่มีตั้นเขาก็คงปล่อยให้ชีวิตเน่าตายไปตั้งแต่วันที่ศักดิ์ศรีถูกย่ำยีแล้ว


“กูจะอยู่กับมึงเสมอต้นหยาง”


ฉึก


ความรู้สึกเจ็บที่ต้นคอทำให้ต้นหยางต้องรีบผละออกจากน้องชาย ในมือของตั้นถือเข็มฉีดยาอันเล็ก ต้นหยางไม่แน่ใจว่าคืออะไร แต่โลกของเขากำลังเหวี่ยงหมุนไปเรื่อยๆ จนใครบางคนรับตัวเขาไว้ได้ทันก่อนที่เขาจะหมดสติไป


“รีบพาเขาไปซะ” ตั้นเบือนหน้าไปอีกทาง ส่วนโกเมนกุลก็ประคองต้นหยางให้นั่งลงบนรถเข็นดีๆ เตรียมจะพาออกไปจากโรงพยาบาล แต่ก่อนทั้งคู่จะจากไปตั้นก็เรียกชายหนุ่มไว้


“อย่าบอกเรื่องพ่อของฉันให้ต้นหยางรู้ฉันไม่อยากให้นายพูดเรื่องนั้นในตอนนี้”


“เขาบอกว่าเขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แล้วทำไม...”


“สักวันนายจะรู้เองว่าทำไม” ตั้นขยับเข้าไปหาพี่ชายแล้วก้มลงจูบบนหน้าผากมนแผ่วเบาก่อนจะผละออกไป เขาปล่อยให้โกเมนกุลพาฝาแฝดออกไปโดยที่สายตายังคงมองตามจนกระทั่งประตูปิดลง



วันต่อมาข่าวทุกช่องได้นำเสนอโศกนาฏกรรมที่พรากชีวิตบุคคลบันเทิงถึงสองคนด้วยกัน ตอนนั้นเป็นเวลาตีหนึ่งครึ่ง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้รับแจ้งเหตุจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งว่าเกิดเพลิงไหม้โดยไม่ทราบสาเหตุ สปริงเกอร์ดับเพลิงไม่ทำงาน ส่วนถังดับเพลิงที่ควรอยู่ประจำจุดก็หายไป หมอและพยาบาลพยายามใช้น้ำดับเพลิงแล้วแต่ไฟก็ลามไปยังห้องพักอื่นทุกคนจึงได้แต่ช่วยกันอพยพคนไข้ออกไปจากตึกระหว่างที่รอเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาถึง


ขณะที่กำลังเช็คชื่อคนไข้ทั้งหมดพยาบาลจึงได้รู้ว่าคนไข้คนหนึ่งของเธอหายไปซึ่งก็คือต้นหยาง เธอรีบบอกเจ้าหน้าที่ให้รีบช่วยเขาออกมาแต่ก็ช้าเกินไป ไฟลามไปทั่วทั้งห้องแล้วต่อให้ดับไฟได้สองคนที่อยู่ในนั้นก็กลายเป็นเพียงซากไหม้เกรียม


ตำรวจเข้าไปตรวจดูหลักฐานต่างๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของเพลิงไหม้แต่ก็ไม่พบจึงสันนิษฐานว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร


ส่วนฝ่ายนิติเวชก็ยืนยันออกมาแล้วว่าผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุคือ ต้นหยางและโกเมนกุล ข่าวนั้นสร้างความเศร้าโศกให้กับแฟนคลับของทั้งคู่เป็นอย่างมาก


รวมถึงรัฐมนตรีกรกรรณที่ได้รู้ข่าวตอนรุ่งสาง แม้จะได้รับคำยืนยันว่าลูกชายเขาเสียแล้วจริงๆ แต่เขาก็ยังไม่ปักใจเชื่อรีบส่งลูกน้องลงพื้นที่สืบหาเบื้องหลังของเรื่องนี้ทันที


“ท่านครับ ท่านนาวามาหาท่านครับ” เลขาคนสนิทค้อมตัวลงเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องไป สวนทางกับนาวาที่เร่งเดินทางมาเมื่อรู้ข่าว


“กร...”


“ไม่ใช่กุล ฉันแน่ใจว่าเขาไม่ได้อยู่ในนั้น” กรกรรณจ้องโทรศัพท์มือถือของตนเพื่อรอสายเข้าจากลูกน้องอย่างใจจดใจจ่อ นาวาจึงปล่อยให้อีกฝ่ายทำใจเพราะเขาได้รับคำยืนยันตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าโกเมนกุลได้จากโลกนี้ไปตลอดกาล


“นายครับ แย่แล้วครับ ไอ้เปี้ยกที่ผมจ้างมามันบอกว่าเผลอยิงพลาดไปโดนคุณกุลเข้าครับ ตอนนั้นคุณกุลกำลังจะพาต้นหยางหนีไปจากโรงพยาบาลพอดี”


“อะไรนะ แล้วรีบส่งกุลให้หมอหรือยัง”


“คือนายครับ...มันยิงตัดขั้วหัวใจคุณกุลไปแล้ว มันบอกว่าคุณกุล...ไม่หายใจแล้ว”


นาวาจ้องไปที่ลูกน้องคนนั้นอย่างเลือดเย็นก่อนจะคว้าปืนยิงเจาะกะโหลกคนพูดทันที ลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างๆ ร่างไร้วิญญาณรีบจัดการลากศพออกไปโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าทั้งที่ใจหวาดหวั่น แต่เพราะรู้จักนิสัยเจ้านายดีจึงไม่มีใครพูดอะไร


ไม่นานนักแม่บ้านก็รีบกุลีจุจอเข้ามาทำความสะอาดคราบเลือด ส่วนนาวาก็ให้ลูกน้องโทรหาคนชื่อเปี๊ยกแล้วส่งโทรศัพท์มาให้เขา



“จัดการศพให้เรียบร้อย ทำยังไงก็ได้ให้ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ”
เขาย้ำแล้วกดตัดสาย แน่นอนว่าสิ่งที่เขาพูดเหมารวมถึงนักแสดงหนุ่มที่อีกฝ่ายยังไม่ได้กำจัด เจ้าสัวนาวาทิ้งตัวลงนั่งก่อนจะซองหยิบเอกสารที่เขาแอบขโมยมาจากห้องของลูกชาย


ในนั้นมีใบมรณะบัตรที่มีชื่อ-นามสกุลของฝาแฝดต้นหยาง เด็กหนุ่มคนนั้นตายในเหตุการณ์จับกุมพ่อค้าอาวุธเถื่อนซึ่งเป็นพ่อบุญธรรมของสองแฝด ส่วนต้นหยางที่พยายามสืบความจริงของเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ตายตามใบสั่งของเขา


กระทั่งโกเมนกุลก็ไม่อยู่บนโลกอีกต่อไปต่อไปนี้กรกรรณของเขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรอีก


ความปีติยินดีผุดขึ้นบนใบหน้าของเจ้าสัวนาวา หมดเสี้ยนหนามที่จะทำลายกรกรรณของเขาแล้ว


“ฉันรู้ว่านายยังทำใจไม่ได้” นาวาแตะไหล่เพื่อนแล้วบีบเบาๆ “แต่กุลไปดีแล้ว และฉันคิดว่าเขาเองก็คงไม่อยากเห็นนายมานั่งเสียใจเพราะเขาหรอกนะ”


กรกรรณยกมือลูบหน้าตัวเองแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า “ขอฉันอยู่คนเดียวสักพักได้ไหม”


นาวาไม่อยากปล่อยให้เพื่อนอยู่คนเดียวในสถานการณ์นี้ แต่ก่อนที่เขาจะพูดขัดความต้องการของกรกรรณออกไปเลขาคนสนิทของอีกฝ่ายก็เดินเข้ามาเสียก่อน


“ท่านครับ ได้เวลาเดินทางไปกระทรวงแล้วครับ”


“อืม” กรกรรณพยักหน้า เขาลุกจากโซฟาแล้วหันไปหาเพื่อน “ฉันไม่เป็นไรหรอก นายกลับไปก่อนเถอะ”


“ถ้านายรู้สึกไม่ดี...”


“ฉันไม่เป็นไร” กรกรรณยิ้มให้เพื่อนก่อนจะเดินตามเลขาคนสนิทไป เขาแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวอย่างชัดเจนมาโดยตลอด ต่อให้ข้างในจะรู้สึกแย่มากแค่ไหนแต่เขาก็ต้องทำหน้าที่รัฐมนตรีของตนให้ดีที่สุด


“ท่านครับ”


“มีอะไร” กรกรรณเปิดเอกสารการประชุมเมื่อรถเริ่มแล่นออกสู่ถนนใหญ่ แต่ไม่ทันได้อ่านอย่างที่ตั้งใจลูกน้องของเขาก็เอ่ยแทรกก่อน


“คุณกุลอยู่ในสายครับ”


กรกรรณรับโทรศัพท์จากลูกน้องมาแนบหูทันที ถ้อยคำที่ตั้งใจต่อว่าลูกชายอัดแน่นอยู่ในสมอง แต่พอต้องพูดออกไปจริงๆ เขากลับเหลือคำพูดเพียงประโยคเดียว


“กุล...ไม่เป็นไรใช่ไหมลูก”





“ผมปลอดภัยดีครับพ่อ” โกเมนกุลตอบปลายสายก่อนจะเปิดประตูห้องพักในเรือสำราญ เขามองหานักแสดงหนุ่มที่เดินออกมาก่อนเห็นอีกฝ่ายเดินลิ่วไปทางห้องอาหารโดยไม่คิดจะรอเขาเลย อันที่จริงตั้งแต่ขึ้นเรือลำนี้มาต้นหยางไม่ยอมพูดอะไรกับเขาสักคำ ทำราวกับเขาเป็นธาตุอากาศ นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกันมาที่ต้นหยางเมินเฉยเขาแบบนี้


แต่โกเมนกุลก็เข้าใจดี เขากับตั้นจัดการทุกอย่างโดยไม่ถามความสมัครใจของต้นหยาง ก็คงไม่แปลกที่อีกฝ่ายจะโกรธแล้วพาลไม่พูดกับเขาเพราะสาเหตุนี้


(บอกพ่อได้ไหมว่านี่มันเรื่องอะไร แล้วตอนนี้ลูกอยู่ที่ไหน)


“ผมบอกพ่อไม่ได้ เรื่องนี้มันซับซ้อนเกินไป ผมต้องหาคำตอบให้ได้ก่อนว่าใครคิดจะทำร้ายต้นหยางและทำไปทำไม ถ้าได้คำตอบแล้วผมจะกลับไปเอง”


(ให้พ่อช่วยสืบไหม)


“ไม่ต้องครับ พ่อห้ามเคลื่อนไหวหรือสั่งใครให้ตามหาผมเด็ดขาด พ่อต้องทำเหมือนผมตายไปแล้ว อย่าบอกใครว่าผมยังอยู่ต่อให้เขาจะสนิทกับพ่อมากแค่ไหนก็ตาม ผมไว้ใจแค่พ่อกับบอดิการ์ดของผมเท่านั้น”โกเมนกุลเดินไปตามทางจนถึงห้องอาหาร กวาดตามองรอบหนึ่งก็เห็นต้นหยางยืนตักของกินอยู่ตรงโซนบุฟเฟ่ต์โดยมีหนุ่มฝรั่งผิวแทนเดินตามอยู่ข้างๆ


โกเมนกุลไม่รู้ว่าสองคนนั้นคุยอะไรกัน แต่เขาไม่พอใจอย่างมากที่มีคนอื่นมายุ่งวุ่นวายกับคนของเขา


(ก็ได้...เอาตามที่กุลว่า พ่อสัญญาว่าจะไม่บอกใครเรื่องนี้ แต่ถ้าต้องการความช่วยเหลือกุลต้องโทรหาพ่อทันทีนะ)


“ครับพ่อ”พูดจบโกเมนกุลก็กดตัดสายเขารีบเดินเข้าไปหาต้นหยางแล้วโอบเอวอีกฝ่ายเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของทันที


“มีธุระอะไรกับคนของผม”


“โอ้ สามีของผมมาแล้ว”ต้นหยางหอมแก้มคนข้างกายอย่างเป็นธรรมชาติก่อนจะหันตอบเพื่อนใหม่ด้วยสำเนียงอังกฤษชัดเจนราวกับเจ้าของภาษา“ขอโทษนะครับจอร์ชผมคงต้องปฏิเสธความรักของคุณ”


“ว้าน่าเสียดายจัง ผมอุตส่าห์เล็งคุณไว้ตั้งแต่ตอนขึ้นเรือ คิดว่าเขาเป็นแค่เพื่อนคุณซะอีก” หนุ่มตาฟ้าถอนหายใจอย่างเซ็งๆ ก่อนจะขอตัวเดินกลับไปหากลุ่มเพื่อนของเขาที่นั่งรับประทานอาหารอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องอาหาร


“คุณไม่ควรสนิทกับใครสุ่มสี่สุ่มห้านะ”


“เพราะผมกลายเป็นคนตายไปแล้วน่ะเหรอ” ต้นหยางดึงมืออีกฝ่ายออกแล้วถือจานอาหารเดินไปหาโต๊ะว่างนั่ง โชคดีที่โต๊ะติดหน้าต่างว่างพอดี เขาจึงถือโอกาสนั่งมองทะเลไปทานอาหารไปเงียบๆ แม้รสชาติจะไม่ถูกปากนักแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้กินอะไรเลย


ไม่นานนักเก้าอี้ข้างๆ ต้นหยางถูกเลื่อนออกพร้อมกับโกเมนกุลที่นั่งลงแล้วตักอาหารทานไปมองต้นหยางไปจนคนถูกมองยกมือขึ้นเท้าคางแล้วมองกลับบ้าง


“มีอะไรจะพูดกับผมไหม”


นักเขียนหนุ่มหันมาสบตาต้นหยางเข้าพอดีจึงคิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่จะต้องอธิบายทุกอย่างให้คนตรงหน้าได้รับรู้


“ผมขอโทษที่ไม่ได้ถามคุณก่อน แต่น้องชายคุณบอกว่าถ้าคุณรู้คุณจะปฏิเสธไม่หนีมากับผม”


“แหงล่ะ ผมจะทิ้งน้องตัวเองให้เป็นเป้าล่อทำไม อีกอย่างตั้นก็บาดเจ็บอยู่คุณพาผมมาแบบนี้แล้วน้องผมจะเป็นยังไง”


“ต้นหยาง...น้องคุณไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นหรอกนะ” โกเมนกุลถอนหายใจก่อนจะเล่าถึงวีรกรรมที่น้องชายของต้นหยางจัดการล้มผู้ชายสองคนด้วยตัวคนเดียว ตอนที่เพื่อนสนิทของเขาไปถึงแล้วเห็นภาพนั้น นาวินก็แทบจะล้มเลิกทุกอย่างแล้วแจ้งความจับตั้นข้อหาฆาตกรรมแทน


“คุณนาวินรู้เรื่องที่ผมมีฝาแฝดเหรอ”


“อืม แต่วินไม่รู้หรอกว่าน้องชายฝาแฝดของคุณยังมีชีวิตอยู่ เขาบอกผมว่ามีหลักฐานว่าน้องชายคุณตายไปหลายปีแล้ว” โกเมนกุลขมวดคิ้ว “แต่จะเป็นไปได้ยังในเมื่อเขายังอยู่”


“พอดีน้องผมทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิดน่ะ” ต้นหยางยกน้ำขึ้นดื่มก่อนจะวางแก้วลง “แล้วแผนต่อไปล่ะ น้องผมบอกคุณไหมว่าจะให้ผมอยู่แบบนี้ไปอีกนานเท่าไร”


“เขาไม่ได้บอกอะไรเลย นอกจากให้ผมพาคุณไปให้ไกลที่สุดเท่านั้น”


“พาผมไปให้ไกลที่สุดเหรอ หึ ผมคิดจะทำอะไรคุณก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจนะ อีกอย่างในเมื่อคุณรู้ความจริงแล้วผมก็ไม่จำเป็นต้องเล่นละครเอาใจคุณด้วย แล้วอย่างนี้การอยู่กับผมจะไปเกิดประโยชน์อะไร”


“ตั้นให้ผมเลือกว่าระหว่างไม่ได้เจอคุณไปตลอดชีวิตกับการทิ้งชีวิตเพื่ออยู่กับคุณ ผมจะเลือกอะไร” โกเมนกุลสบตาต้นหยางด้วยความจริงใจ


“ผมรู้ว่าคุณรู้สึกไม่ดีกับพ่อของผม และสิ่งที่ผมพอจะทำได้ก็คือพาคุณออกห่างจากเขา มันอาจจะชดเชยความสูญเสียที่คุณรู้สึกไม่ได้ แต่ผมจะชดใช้ทุกสิ่งแทนพ่อของผมเอง”


“...”


“ขอให้ผมได้มีโอกาสดูแลคุณนะ” โกเมนกุลจับมือต้นหยางแล้วรอคอยคำตอบ เขารู้ว่าสิ่งที่ขอนั้นฟังดูโลภมากเกินไป แต่เขาก็ไม่อยากให้สองคนที่เขารักต้องโกรธเคืองกันเพราะเรื่องในอดีต อีกทั้งยังอยากอยู่ข้างๆ ต้นหยางแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ต่อให้อีกฝ่ายไม่แยแสเขา แต่เขาจะไม่มีวันยอมแพ้ความรักครั้งนี้เด็ดขาด


ต้นหยางยิ้มแล้วดึงมือตัวเองออก“ก็ได้ ในเมื่อคุณขอโอกาสผมก็จะให้ ผมเองก็อยากจะรู้ว่าคุณจะทนผมได้นานสักแค่ไหน”


นักแสดงหนุ่มมองจานตัวเอง ในนั้นมีผักชนิดหนึ่งที่โกเมนกุลไม่ชอบและมักจะเขี่ยออกทุกครั้ง ซึ่งต้นหยางไม่ลังเลเลยที่จะตักไปวางบนจานของโกเมนกุล จากนั้นก็นั่งเท้าคางพูดยิ้มๆ


“กินสิ”

 



 Tbc.





มาช้าเพราะดันทำตัวละคร OOC ค่ะ // เลยขอเวลาไปแก้มา ขอบคุณที่ยังรอกันนะคะ

 

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-06-2019 12:05:07 โดย janeta »

ออฟไลน์ naruxiah

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 913
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 17 [31-05-62]
«ตอบ #37 เมื่อ01-06-2019 15:10:36 »

สนุกมากๆเลยค่ะ​ อ่านรวดเดียว​เลย​ ชอบทั้งสองคู่เลย​ หวังว่าความรักของกุลจะเยียวยาต้นได้นะคะ​ คู่ตั้นวินก็ชอบค่ะ

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 17 [31-05-62]
«ตอบ #38 เมื่อ01-06-2019 22:26:39 »

ซับซ้อนมากกกกก แต่เจ้าสัวนาวาใช้คำพูดสื่อมากกกกกกก
เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อรึเปล่าคะ 55555

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 18 [16-06-62]
«ตอบ #39 เมื่อ16-06-2019 14:09:05 »

บทที่ 18


“กินสิครับ” ต้นหยางย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าขมวดคิ้วจ้องผักสีเขียวที่เขาตักให้โดยไม่มีทีท่าว่าจะกิน “หรือแค่นี้ก็ยอมแพ้แล้ว?”


โกเมนกุลลังเลอยู่สักพักสุดท้ายก็จิ้มผักกาดหอมเข้าปากแล้วฝืนกลืนลงคอลงไปโดยไม่เคี้ยวเลยสักนิด รสชาติขมติดโคนลิ้นทำให้เขารู้สึกอยากขย้อนออกมาแต่พอเห็นแววตานึกสนุกของต้นหยางเขาก็เก็บอาการได้ในที่สุด


“เห็นไหม กินผักไม่ได้ยากอะไรขนาดนั้น” ต้นหยางตักสลัดใจจานเคี้ยวอย่างอารมณ์ดี ต่อให้ตอนนี้ไม่ได้เป็นดาราแล้วแต่เขาก็ยังติดนิสัยรักสุขภาพอยู่เสมอ “เห็นคุณทานน่าอร่อย ผมไปตักเพิ่มดีกว่า”


“ไม่...” ยังไม่ทันให้โกเมนกุลได้ปฏิเสธ นักแสดงหนุ่มก็ลุกจากโต๊ะเดินไปโซนสลัดผักเรียบร้อยแล้ว เขามองตามหลังต้นหยางพลางถอนหายใจ รู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่ชอบแต่จงใจแกล้งเขาชัดๆ


ครืดๆ

โกเมนกุลหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู พอเห็นว่าเป็นนาวินโทรมาก็กดรับสาย “ว่าไงวิน”


(ขอคุยกับต้นหน่อย) เสียงทุ้มจากปลายสายเป็นโทนเดียวกับต้นหยางแทบทุกประการ หากไม่เห็นนักแสดงหนุ่มอยู่ในสายตาเขาคงคิดว่าต้นหยางโทรมาอำเล่น


“รอเดี๋ยวนะ” เขามองหาต้นหยาง เห็นอีกฝ่ายเดินยิ้มร่าถือสลัดพูนจานมาก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนก่อนยื่นโทรศัพท์ไปให้ “ตั้นขอคุยด้วยน่ะ”


“อ้อ” มือเรียวรับโทรศัพท์มาถือไว้ กดตัดสายแล้วปิดเครื่องก่อนจะส่งคืนโกเมนกุล “ผมไม่อยากคุยกับเขาหวังว่าคุณจะเข้าใจนะ”


“ผมนึกว่าคุณแคร์เขามากซะอีก” โกเมนกุลนึกถึงก่อนที่ต้นหยางจะแยกจากน้องชาย ตอนนั้นอีกฝ่ายดูเหมือนคนที่ต่อให้โลกถล่มตรงหน้าก็จะคว้าตั้นไว้สุดกำลัง แต่ตอนนี้กลับปฏิเสธแม้แต่การพูดคุย พาลให้เขากังวลว่าหากไม่ทำตามที่ต้นหยางบอกตัวเขาเองก็จะถูกปฏิเสธเช่นเดียวกัน จึงทำใจกล้าดึงสลัดจานนั้นมาไว้ตรงหน้าตัวเอง


“ก็เพราะผมแคร์เขามากไม่ใช่เหรอผมถึงต้องมาอยู่ที่นี่ ถ้าวันนั้นผมไม่ไปหาตั้น ทุกอย่างก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม...อ่า จริงสิ ทุกอย่างควรจะเป็นเหมือนเดิม...” ต้นหยางเงียบเสียงไปก่อนจะลอบยิ้มแล้วหันมาสบตานักเขียนหนุ่ม


“มีอะไรเหรอ” โกเมนกุลตักผักสลัดใส่ปากเพื่อแสดงให้ต้นหยางเห็นว่ายอมกินแล้วจริงๆ ขณะที่ต้นหยางเห็นสีหน้าฝืนทนก็หัวเราะ ดึงส้อมออกจากมือเขาก่อนจะยกจานสลัดกลับมาไว้ตรงหน้าตัวเอง


“ผมมีเรื่องอยากให้คุณช่วยหน่อย แลกกับการที่คุณจะไม่ต้องกินผักทั้งหมดในจานนี้”


“คุณอยากให้ผมทำอะไร”


“ก็...”


.........................................
“แกว่าไงนะ” นาวินถามซ้ำเผื่อว่าเขาจะหูฝาดได้ยินผิดไป แต่พอโกเมนกุลอธิบายสิ่งที่ต้องการพร้อมเหตุผลก็ทำให้นาวินคล้อยตามได้ไม่ยาก


(ฉันรู้ว่าเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา แต่ฉันอยากให้เขาอยู่ในความทรงจำของทุกคนก่อนจะหายไปจากวงการ)


“แกไม่กลัวทีมงานปากมากเอาเรื่องนี้ไปพูดต่อเหรอว่าต้นหยางยังไม่ตายน่ะ”


(ข่าวลือหรือจะสู้ข่าวจริง นายก็แค่จัดการยึดโทรศัพท์ของพวกเขาก็ไม่มีใครเก็บหลักฐานอะไรกลับไปได้)


“กุล ต่อให้พวกเขาไม่มีหลักฐานแต่ข่าวลือที่พูดเหมือนกันหมดจะไม่มีใครเชื่อได้ยังไง”


(ฉันเชื่อฝีมือการจัดการของนาย ฝากภาพยนตร์ของฉันด้วย ฉันอยากให้เขาแสดงเรื่องนี้จนจบลงด้วยดี เหลือถ่ายแค่ไม่กี่ซีนเท่านั้นเอง)


“แล้วนายจะกลับมาไหม ทิ้งให้เขาอยู่กับฉันจะไม่เป็นไรแน่เหรอ” นาวินเหลือบมองชายหนุ่มที่ตั้งแต่มาพักอาศัยอยู่ด้วยกันก็เอาแค่อยู่หน้าจอคอมกดแป้นรัวๆ โดยไม่สนใจใคร แต่พอเขาแอบชะโงกหน้าไปดูหน้าจอก็ถูกสับเปลี่ยนเป็นภาพเคลื่อนไหวของอนิเมชั่นที่ตัวละครเอกเป็นเด็กแต่สมองเป็นผู้ใหญ่ที่เขาหันไปกี่ครั้งเด็กชายก็มักจะพูดอยู่หลังโบว์อยู่ตลอด


(ฉันจะกลับไปเมื่อถึงเวลา)


“นายอยากคุยกับเขาไหม” นาวินเสนอ เพราะตั้งแต่เมื่อวานที่โกเมนกุลปิดเครื่องไปนักแสดงหนุ่มก็ดูหงุดหงิดงุ่นง่านตลอดทั้งวัน เขาเองก็อยากจะถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างทั้งสองคน แต่พอเห็นสายตาคู่นั้นตวัดมองมาเขาก็คิดว่าควรหุบปากไว้จะดีกว่า


(ไม่จำเป็น) พูดจบเพื่อนสนิทของเขาก็ตัดสายไป เขาสงสัยว่าเพียงชั่วข้ามคืนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ย่ำแย่ขนาดนี้เลยเหรอฟังจากน้ำเสียงตอนที่พูดถึงต้นหยางก็ดูห่างเหินแบบแปลกๆ จนนาวินอดเป็นห่วงไม่ได้


“มีอะไรหรือเปล่าครับคุณนาวิน” ตั้นเงยหน้าจากจอโน้ตบุ๊กเมื่อรู้สึกถึงสายตาที่มองเขามาสักพักแล้ว


“คือว่าเมื่อกี้กุลโทรมาครับคุณต้น บอกว่าอยากให้คุณแสดงภาพยนตร์ของเราต่อจนจบเรื่องก่อนจะออกจากวงการครับ อย่างน้อยก็อยากให้มีอะไรทิ้งท้ายให้แฟนคลับของเขาและของคุณสักอย่างก็ยังดี" นาวินบีบมือตัวเองอย่างเครียดๆ เมื่อเห็นว่าสีหน้าของต้นหยางไม่เปลี่ยนไปจากเดิม


ตั้นกอดอกด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใครเป็นคนต้นคิดเรื่องนี้ ดูเหมือนพี่ชายของเขาจะอยากแก้แค้นเขามาก นอกจากจะไม่ยอมรับสายเขาแล้วยังจะหาเรื่องให้เขาวุ่นวายใจอีก


“เหลืออีกกี่ฉากครับ”


“ก็...ไม่มากครับ ถ่ายสามวันเต็มก็คงเสร็จพอดี น่าจะทันฉายปลายปีด้วย”


“เอาตามที่คุณว่าก็ได้ครับ อ้อ ผมขอบทที่ผมต้องพูดด้วย”


“ได้ครับ” นาวินยิ้มบางก่อนจะรีบโทรบอกเลขาให้ส่งบทภาพยนตร์มาทางอีเมล์ของเขา จากนั้นก็โทรประสานงานกับทีมผู้กำกับว่าต้องการถ่ายทำฉากที่เหลือให้เร็วที่สุด แม้จะได้รับคำถามจากอาของเขา แต่นาวินก็ไม่ได้ปริปากพูดอะไร เขาบอกเพียงว่าได้พบแสตนอินที่มีใบหน้าคล้ายกับต้นหยาง จับแต่งตัวสักหน่อยก็น่าจะแทนกันได้


(อาว่า...)


“ช่วยผมหน่อยนะอาเมธ ผลงานเรื่องนี้กุลตั้งใจมากต้นหยางเองก็เป็นนักแสดงในฝันของเขา ผมอยากถ่ายทำเรื่องนี้ให้จบเพื่อเป็นของขวัญอำลาเพื่อนรักของผม”


(แล้วพ่อเราล่ะ เขาว่ายังไง)


“เรื่องนี้ห้ามบอกพ่อนะครับอา ถ้าพ่อรู้เข้าพ่อต้องห้ามแน่ๆ และอาเองก็จะไม่ได้เงินครบตามที่เราตกลงกันไว้”


(ขู่อาเรื่องเงินเก่งจริงนะ ก็ได้ๆ เรื่องนี้อาจะไม่พูด แต่เรื่องเงินอาหวังว่าจะมีโบนัสเพิ่มสักหน่อยนะ)


“อาอยากได้เท่าไหร่ผมไม่อั้น ขอแค่อาทำตามที่เราตกลงกันไว้ได้ก็พอ”


เมื่อได้รับคำตอบรับนาวินก็วางสายแล้วนั่งบนโซฟา เขาเหลือบมองกล่องอาหารสำเร็จรูปที่กองอยู่บนพื้นก่อนหยิบมาทิ้งลงถังขยะ ดูแล้วหากเขาไม่อยู่ด้วยอีกฝ่ายคงกินแต่อาหารแช่แข็งที่เขาซื้อมาหมดตู้แน่ๆ


“คุณไม่ไปทำงานเหรอ” ตั้นเหลือบมองนาฬิกา ปกติเวลานี้นาวินจะรีบเร่งเดินทางไปทำงาน แต่วันนี้กลับเอื่อยเฉื่อยตั้งแต่เช้าและยังไม่อาบน้ำแต่งตัวอย่างที่ควรทำ


“วันนี้ผมจะช่วยคุณซ้อมบท อีกอย่างผมก็กำลังทำตัวเป็นเพื่อนสนิทของคนที่ตายไปแล้ว จะให้ทำหน้าแจ่มใสร่าเริงไปทำงานปกติทุกวันได้ยังไง” เขาให้เหตุผลง่ายๆ ก่อนจะเหลือบมองชุดสูทสีดำที่พ่อของเขาสั่งให้คนนำมาส่งเพิ่ม “ตอนเย็นผมยังต้องไปงานศพปลอมๆ ของกุลอีกก็เลยอยากจะขอเทคนิคการแสดงจากคุณสักหน่อย เพราะอย่างที่คุณรู้ผมแสดงไม่เก่งเอาซะเลย”


“คุณลองคิดว่าเขาตายก็แค่นั้น จะไปยากอะไร”


“คุณพูดง่ายสิ แต่กับผมมันไม่ง่ายเลยนะ ”


ตั้นวางมือจากแป้นพิมพ์แล้วนั่งกอดอก “ลองคิดว่าคุณกำลังเดินเข้าไปในงานที่รายล้อมด้วยพวงหลีดและผู้คนที่กำลังร้องไห้กับการจากไปของกุล ตอนนั้นคุณเหลือบไปเห็นโลงตั้งอยู่ด้านในประดับด้วยดอกไม้และมีภาพขาวดำของกุลตั้งอยู่ไม่ไกล คุณรู้สึกยังไง”


“ผม...” น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาโดยที่นาวินไม่รู้ตัว เขาเพียงแต่คิดตามที่อีกฝ่ายพูดไม่ทันได้ฉุกคิดว่าเรื่องที่เล่าไม่ใช่เรื่องจริง “ผมรู้สึกแย่มากเลย”


ตั้นหยิบทิชชู่แถวนั้นยื่นให้อีกฝ่ายซับน้ำตา “จำความรู้สึกนั้นไว้และไม่ต้องพูดกับใคร พวกเขาจะเข้าใจว่าคุณเสียใจอยู่”


“ขอบคุณนะครับ คุณนี่สมกับเป็นนักแสดงจริงๆ”


ตั้นยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจ เขาไม่ได้เก่งหรือเป็นนักแสดงเหมือนต้นหยาง แต่เพราะเขาเคยผ่านเหตุการณ์นั้นมาด้วยตนเองจึงเข้าใจ วันที่เขากับพี่ชายต้องไปเคารพศพแม่บุญธรรมที่ต้องตายเพราะปกป้องพวกเขา ความรู้สึกนั้นยังจุกอยู่ในอกเขาตลอดมา


ยิ่งกับต้นหยางที่เห็นคนที่รักล่วงหล่นไปต่อหน้าต่อตา ความฝังใจนั้นทำให้เขาไม่อาจยืนอยู่บนที่สูงได้อย่างที่ใจต้องการ และเพราะข้อด้อยข้อเดียวของเขาจึงทำให้ต้นหยางไม่อาจรับบทเด่นที่ต้องห้อยโหนหรือปีนป่ายได้ หรือกระทั่งการถ่ายทำที่ต่างประเทศก็ล้วนเป็นข้อห้ามสำหรับเขา


เขาอยากเห็นพี่ชายไปได้ไกลกว่านี้จึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อคลายปมในใจของต้นหยาง แต่สำหรับปมสุดท้ายนี้ เขาไม่รู้เลยว่าหากคลายลงได้แล้วจะช่วยฝาแฝดของตนได้หรือไม่


หรือบางทีเขาอาจต้องฝากความหวังสุดท้ายไว้ที่โกเมนกุล คนที่เขาเชื่อมั่นว่าจะไม่มีวันทรยศต้นหยาง


.................................................................
“คุณต้น น้ำครับ” นาวินยื่นน้ำให้นักแสดงหนุ่มระหว่างที่นักแสดงคนอื่นๆ เข้าฉากกันอย่างดุเดือดในห้องจำลอง ในฉากนั้นนักแสดงหนุ่มขวัญใจมหาชนอย่างเนรัญได้สลัดคราบลูกแกะน้อยกลายเป็นตัวร้ายที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด


หลงมีชื่อจริงว่าชิน ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลใหญ่ที่กุมอำนาจของเศรษฐกิจในประเทศ ฉากหน้าเขาเป็นคุณชายผู้แสนเอาแต่ใจ แต่เบื้องหลังเขาคอยบงการนักฆ่าทุกคนให้กำจัดศัตรูทางธุรกิจของเขา เช่นเดียวกับคนที่เขารอดูความตายอย่างเลือดเย็นอยู่ที่ลานน้ำพุแต่แซ็คกลับล้มเลิกการฆ่าเพียงเพราะเขาอยู่ที่นั่น


แต่ไม่เป็นไร สำหรับเขาโอกาสฆ่าคนพวกนั้นยังเหลืออยู่อีกมาก แต่กับแซ็คนักฆ่าผู้ใสซื่อของเขากลับเป็นเรื่องที่น่ากังวลยิ่งกว่า แซ็คพยายามเชื่อมโยงเหตุผลที่กลุ่มนักธุรกิจใหญ่ถูกลอบฆ่าทีละคนและใกล้ที่จะสืบรู้แล้วว่าเขาเป็นใคร ดังนั้นชินจึงกำจัดหลักฐานการด้วยการจัดฉากล่อนักฆ่ามาฆ่าทีละคน


ความวิปริตของเขาเกินมนุษย์ไปมาก ตั้นที่คอยสังเกตอยู่ด้านนอกอดนับถือเด็กหนุ่มไม่ได้ สมแล้วที่ต้นหยางชมให้เขาฟังอยู่ตลอดว่าเนรัญเป็นนักแสดงน้ำเอก ขอเพียงยื่นบทให้เขาแล้วเขาจะเป็นทุกอย่างให้คุณอย่างไม่มีข้อแม้ เขาคิดว่าหากเรื่องนี้ออกฉายจริงเนรัญจะก้าวไปไกลยิ่งกว่าเดิม


เด็กหนุ่มเช็ดคราบเลือดบนเนื้อตัวก่อนจะก้าวออกจากฉากแล้วพร้อมกับเสียคัทจากผู้กำกับ


“พี่ต้นผมทำได้ดีไหม” เนรัญเดินยิ้มร่าเข้ามาหาชายหนุ่ม แม้ผู้จัดการของเขาจะบอกว่าคนที่นั่งข้างนาวินเป็นเพียงแสตนอินที่มีใบหน้าคล้ายกับต้นหยางแต่เนรัญก็ยังคงเชื่อมั่นว่าไอดอลของเขายังคงอยู่ที่ไหนสักแห่งในโลกใบนี้ ไม่ได้จากไปตามที่นักข่าวกล่าวอ้าง


“ผมไม่ใช่คุณต้นหยาง ผมชื่อติณ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ตั้นยื่นมือไปหาอีกฝ่ายด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้รอยยิ้ม แต่เนรัญก็จับมืออย่างสนิทสนมแล้วนั่งลงข้างๆ ไม่ยอมลุกไปไหนจนกระทั่งผู้จัดการสาวต้องมาตาม


“รัญ ไปเปลี่ยนชุดได้แล้วฉากต่อไปนายต้องแสดงกับเขานะ”


ได้ยินดังนั้นเนรัญก็รีบทำตามคำบอกทันที เพราะเขาเฝ้ารอที่จะได้แสดงกับไอดอลของเขาอย่างใจจดใจจ่อ “พี่ต้นรอผมแป๊บนึงนะครับ”


ตั้นพยักหน้ารับโดยไม่ได้หันไปมอง เขากำลังจำบทสนทนาที่ไม่เข้าหัวสักทีพลางผ่อนลมหายใจอย่างเคร่งเครียด แม้จะเคยถูกพี่ชายฝาแฝดหลอกมาใช้งานอยู่บ่อยๆ แต่สิ่งที่ต้องทำก็แค่อยู่เฉยๆ หน้ากล้องไม่ได้มีบทพูดยืดยาวแบบนี้


“สีหน้าคุณไม่ค่อยดี เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” นาวินกระซิบถาม


“ผมจำบทไม่ได้”


“ห้ะ!” นาวินรีบตะครุบปากตัวเองแล้วพูดต่อเสียงเบา “คุณว่าไงนะ คุณน่ะเหรอจะจำบทไม่ได้ เมื่อวานเราเพิ่งซ้อมกันไปเองนะครับคุณลืมแล้วเหรอ”


“ใช่ ผมลืมหมดแล้ว” ตั้นส่งบทกลับไปให้นาวินแล้วหยิบมือถือในมืออีกฝ่ายมากดโทรออกหาโกเมนกุลแล้วลุกออกจากบริเวณนั้นไป รอไม่นานปลายสายก็กดรับเขาจึงรีบบอกโกเมนกุลทันที “ฉันขอสายต้นหยาง บอกเขาว่านาวินจะคุยด้วย”


(ตั้น นี่มึงคิดว่าพี่ชายมึงเป็นไอ้โง่เหรอ ต้นหยางอยู่กับนาวินจะอยากคุยกับต้นหยางที่อยู่กับกุลได้ยังไง) เสียงปลายสายที่ตอบกลับมาเป็นฝาแฝดของเขา


“กูแสดงแทนมึงไม่ได้”


(...อ่าฮะ นั่นแหละเหตุผลที่กูให้มึงไปเล่นหนังเรื่องนั้น)


“มันไม่ตลกนะ”


(ก็ไม่ได้ให้ไปเล่นตลก และไม่ได้คิดจะแก้แค้นมึงอย่างเดียวด้วย กูกำลังให้โอกาสมึงได้สัมผัสงานของกู งานที่มึงเคยถามกูว่าจะลำบากไปทำไม... มึงรู้ไหม การแสดงเป็นเพียงสิ่งเดียวที่กูสามารถเป็นได้ทุกอย่าง กูจะบ้าเท่าไหร่ก็ไม่มีใครดูออก ต่อให้กูจะร้องไห้จนขาดใจก็ไม่มีใครคิดว่ากูเจ็บจริงๆ) ปลายสายเงียบไปเล็กน้อย


(กูอยากให้มึงแสดงออกในด้านที่มึงไม่เคยบอกให้กูรู้ ลองปล่อยมันออกมา เจ็บก็อย่ากลั้นไว้ มึงไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งเพราะตอนนี้กูไม่ได้มองมึงอยู่)


“กูไม่ได้เจ็บ”


(แต่มึงกำลังเสียใจที่ปล่อยกูไปไม่ใช่เหรอ) คำพูดของต้นหยางแทงเข้ามาในใจของตั้นอย่างแรง ความจริงแล้วเขายังคงเป็นน้องน้อยขี้แยติดพี่ชายไม่ต่างจากเมื่อก่อน ความรู้สึกที่ต้องปล่อยมันแย่จนเขาแทบไม่อยากหายใจ เขาเคยเห็นพี่ชายอยู่ในสายตาตลอด แต่ตอนนี้เหลือเพียงแค่เสียงที่ยืนยันว่าต้นหยางยังอยู่กับเขา


(บทที่มึงจะต้องแสดงก็คือการปล่อยอีกฝ่ายไป ลองนึกถึงการทิ้งกูดูสิ ตอนนี้เนรัญก็คือกู และเขาเป็นตัวร้ายที่มึงต้องตัดใจ ส่วนบทพูดจะเป็นยังไงช่างมัน)


“...”


(...กูต้องลงจากเรือแล้ว หวังว่ามึงจะไม่ถอดใจทิ้งผลงานชิ้นเอกของกูไปเพียงเพราะพูดตามบทไม่ได้หรอกนะ) สายถูกตัดไปพร้อมความหน่วงที่หนักอึ้งอยู่ในใจของตั้น เขาผ่อนลมหายใจนึกอยากโทรกลับไปเพื่อขอกำลังใจแต่สุดท้ายก็เดินกลับไปหานาวินที่นั่งรออยู่ที่เดิม


นาวินคิดว่านักแสดงหนุ่มอยากพูดคุยกับเพื่อนสนิทของเขาเป็นการส่วนตัวจึงไม่เข้าไปก้าวก่าย แต่พอเห็นสีหน้าย่ำแย่และมือถือที่ถูกส่งมาก็พอจะเดาได้ว่าการพูดคุยครั้งนี้จบลงไม่ดีเท่าไรนัก


“ไม่ต้องกังวลนะครับ ผมเชื่อว่าคุณทำได้” นาวินยกนิ้วโป้งขึ้นชูพลางยิ้มกว้างให้กำลังใจอย่างเต็มที่


ตั้นยิ้มนิดๆ ในช่วงเวลาที่เขาต้องการกำลังใจหรือต้องการความเชื่อมั่นบางอย่าง นาวินมักจะอยู่กับเขาในช่วงเวลานั้นเสมอ กระทั่งตอนที่เขากำจัดศพพวกนั้นนาวินจะทิ้งเขาไว้วิ่งโร่ไปบอกตำรวจก็ได้แต่กลับไม่ทำ ยังมีการมาถามเขาว่าให้ช่วยไหม สุดท้ายก็กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดก่อคดีใหญ่ร่วมกัน


บางที...เขาก็สงสัยว่าภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้มนั้นซ่อนอะไรอยู่กันแน่
............................................



มาต่อแล้วจ้า ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ ^^ เจอกันตอนหน้าค่ะ
ซับซ้อนมากกกกก แต่เจ้าสัวนาวาใช้คำพูดสื่อมากกกกกกก
เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อรึเปล่าคะ 55555
เรื่องของเจ้าสัวนาวานั้นหุหุ พิรุธของเขายังมีอีกมากค่ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 18 [16-06-62]
« ตอบ #39 เมื่อ: 16-06-2019 14:09:05 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Keane

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 247
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +192/-0
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 18 [16-06-62]
«ตอบ #40 เมื่อ21-06-2019 08:41:23 »

 :L1: :pig4:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 19 [02-07-62]
«ตอบ #41 เมื่อ02-07-2019 21:33:10 »

บทที่ 19



“เยี่ยมเลย อานึกว่าต้นหยางฟื้นจากความตายมาเล่นเรื่องนี้ซะอีก เข้าถึงบทบาทของฆาตกรเลือดเย็นได้ดีกว่าต้นหยางอีกนะ นี่...อาถามหน่อยเถอะ วินไปขุดเจอเพชรเม็ดงามนี้ที่ไหนมา”


“ผมก็แค่บังเอิญเจอน่ะครับ ตอนแรกก็นึกว่าผีซะอีก โชคดีว่าเขาแค่คนหน้าเหมือน จับแต่งตัวก็เลยพอเข้าเค้าอยู่บ้าง” นาวินหลบตาไปทางอื่นก่อนจะลอบชูนิ้วโป้งให้นักแสดงหนุ่มที่ยืนอยู่ไม่ไกล


ตั้นที่เหลือบมาเห็นนาวินพอดีพยักหน้ารับเงียบๆ ก่อนจะก้าวออกจากฉาก ปลีกตัวจากคนรอบข้างเดินกลับไปยังห้องแต่งตัว ท่าทางที่ตั้นแสดงออกตรงกันข้ามกับต้นหยางแทบทุกประการ ต่อให้ตอนแรกทีมงานในกองถ่ายจะมั่นใจมากแค่ไหน แต่ยิ่งเฝ้ามองก็ยิ่งเห็นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงของคนทั้งคู่


ชายหนุ่มไม่ใส่ใจว่าใครจะมองว่าเขาเป็นต้นหยางหรือไม่ เขาคิดเพียงอยากรีบถ่ายทำให้เสร็จจะได้กลับไปพักผ่อน แต่ในขณะที่อีกไม่กี่ก้าวจะถึงหน้าประตูสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นใครบางคนยืนหลบอยู่มุมเสา เขาแสร้งก้มลงผูกเชือกรองเท้าแล้วมองผ่านกระจกเงาที่สะท้อนภาพทีมงานคนหนึ่งคุยโทรศัพท์พลางเหลือบมองมาที่เขาเป็นระยะ


ตั้นไม่รีบร้อน เขาลุกขึ้นยืนแล้วเปิดประตูเข้าไปในห้องแต่งตัวด้วยท่วงท่าปกติ แต่ทันทีที่ประตูปิดลงเขารีบหยิบโทรศัพท์กดโทรหานาวินพลางเปลี่ยนชุดที่ใช้แสดงฉากต่อไป


ใช้เวลาไม่นานก็แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแต่นาวินกลับไม่รับสายของเขาเลย ตั้นรู้สึกถึงความผิดปกตินั้น จึงสวมเสื้อเกราะกันกระสุนของนักแสดงสมทบทับเสื้อเชิ้ตแล้วเงี่ยหูฟังชิดริมประตู


เสียงด้านนอกเงียบราวกับไม่มีใครอยู่ ทั้งที่ก่อนเขาจะเข้ามายังมีเสียงโหวกเหวกโวยวายของทีมงานเล็ดลอดเข้ามาเป็นระยะ เมื่อตั้นแน่ใจแล้วว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นข้างนอกจริงๆ ก็กวาดตามองหาช่องทางอื่น ก่อนจะสบเข้ากับช่องแอร์เก่าๆ ที่พอจะให้เขามุดตัวหนีไปได้


ก๊อกๆ


“คุณต้นหยาง อยู่ข้างในหรือเปล่าครับ” เสียงทุ้มต่ำที่เขาไม่รู้จักร้องเรียกอยู่ด้านนอก หากเป็นทีมงานในกองถ่าย นอกจากนาวินและเนรัญที่เรียกเขาด้วยชื่อนี้แล้ว คนอื่นจะเรียกเขาว่าติณเท่านั้น ดังนั้นคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของประตูก็คงไม่ใช่ทีมงาน


มือเรียวเร่งเปิดช่องแอร์แล้วแทรกตัวเข้าไปด้านใน จากนั้นก็รีบยกฝาปิดได้ทันก่อนที่ประตูจะเปิดออกเพียงเสี้ยววินาที


ตั้นหยุดนิ่งอยู่กับที่พลางเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าหลายคู่ที่ก้าวเข้ามาใกล้


“หายไปไหนแล้วล่ะ เมื่อกี้ผมเห็นเขาเข้ามาในนี้จริงๆ นะครับ”


“พวกแกไปหาดู ส่วนไอ้หนุ่มนี่แกเอาไปมัดรวมกับพวกผู้หญิง”


“เฮ้! คุณตกลงกับผมแล้วนะว่าถ้าผมบอกว่าต้นหยางอยู่ที่ไหนคุณจะปล่อยผมไปน่ะ"


กริ๊ก


“อยากไปแบบเป็นหรือแบบตายก็เลือกเอา”


“ปะ...เป็นครับ”


“ค้นดูให้ทั่ว พวกที่เหลือตามกูมา ยังไงก็ต้องหาตัวมาให้ได้ไม่อย่างนั้นเจ้าสัวไม่เอาพวกมึงไว้แน่”


“ครับ!”


ตั้นฟังเพียงเท่านั้นก่อนจะค่อยๆ คลานไปตามทางโดยอาศัยความจำตอนที่ก้าวเข้ามาในสติโอแห่งนี้ แม้จะยังเดินสำรวจไม่ทั่ว แต่พอจะคาดเดาได้ว่าควรไปทางไหนถึงจะใกล้ทางออกมากที่สุด


“วิน พ่อบอกแล้วใช่ไหมว่าให้เลิกยุ่งเรื่องนี้!” เสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านเข้ามาทำให้ตั้นชะงักขาที่กำลังคลานอยู่ ต้นเสียงมาจากช่องแอร์ที่อยู่ห่างจากเขาไม่ไกล ตั้นจึงเปลี่ยนทิศทางไปตามเสียงนั้น


“ทำไม...พ่อกำลังจะทำอะไรที่ไม่ดีอีกแล้วใช่ไหม”


“นาวิน!”


“ผมพยายามแล้วที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องที่พ่อทำ แต่นี่มันเกินไป! พ่อสั่งฆ่าเพื่อนผมได้ยังไง! ไหนจะต้นหยางอีก พ่อทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร ฆ่าพ่อเขายังไม่พออีกเหรอ!”


เพี๊ยะ!


หน้าของนาวินหันไปตามแรงตบของฝ่ามือ ผู้เป็นพ่อมองเขาด้วยดวงตาวาวโรจน์แต่นาวินกลับคิดว่าสิ่งที่เขาพูดไม่มีส่วนไหนผิดทั้งนั้น สิ่งที่เขารู้มาทั้งหมดเขาพยายามมองข้ามไป เพื่อที่เรื่องราวในอดีตจะไม่ถูกรื้อฟื้นกลับมา ทั้งโกหกเพื่อน โกหกต้นหยางเพื่อไม่ให้ทั้งคู่สืบเจอว่าพ่อของเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหมด


เขาทำทุกอย่างเพื่อปกป้องพ่อ แต่ทำไมพ่อของเขาถึงไม่ยอมจบ!


“อย่าคิดว่าพ่อไม่รู้ว่าแกกำลังทำอะไรอยู่” นาวาสบตาลูกชายแล้วพูดต่อ “แกคิดว่าพ่อไม่รู้เหรอว่าตอนนี้กุลอยู่ที่ไหน”


“พ่อ! พ่ออย่าทำอะไรเพื่อนผมนะ!”


“หึ พูดแค่นี้แกก็ยอมคายความลับออกมาจนได้” นาวาหันไปสั่งลูกน้องที่ยืนอยู่ใกล้ๆ “เอาโทรศัพท์นาวินมา ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าตอนนี้โกเมนกุลอยู่ที่ไหน”


นาวินเบิกตากว้างรีบหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขว้างออกไปนอกหน้าต่างทันที เขาจะให้พ่อรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าเพื่อนของเขาอยู่ที่ไหน เพราะหากพ่อรู้เพื่อนของเขาคงไม่รอด ต่อให้อากรกรรณอยู่เหนือกฎหมายก็คงช่วยเพื่อนของเขาไม่ทัน


เจ้าสัวนาวาเห็นโทรศัพท์ร่วงตกไปในสระน้ำก็โมโหบีบคางลูกชายตัวเองก่อนจะพูดเสียงลอดไรฟัน “แกจะขัดขวางพ่อไปถึงเมื่อไหร่!”


“จนกว่าพ่อจะจบเรื่องพวกนี้แล้วปล่อยพวกเขาไป” นาวินสบตาพ่อของตนด้วยดวงตาแดงก่ำ


“วิน แกควรรู้ไว้ว่าคนที่เริ่มเรื่องนี้ไม่ใช่พ่อ พ่อปล่อยพวกมันไปใช้ชีวิตตามปกติแล้วแต่พวกมันต่างหากที่ไม่ยอมหยุด แกรู้ไหมทำไมพ่อต้องร้อนรนหาทางจับตัวพวกมันมาให้ได้ ก็เพราะหลักฐานที่พวกมันลอบส่งไปให้อัยการ หลักฐานที่จะเอาผิดพ่อของแกยังไงล่ะ!”


“!!!”


“บอกที่อยู่ของมันมา ถ้าแกไม่อยากเห็นพ่อต้องนอนตายในคุก!”


นาวินส่ายหน้า “ผมบอกไม่ได้ ไม่ใช่เพราะอยากเห็นพ่อเข้าคุก แต่ผมไม่รู้ว่าพวกเขาไปที่ไหน”


“หมายความว่ายังไง” นาวาจับไหล่นาวิน “กุลต้องบอกแกสิ ไม่มีเรื่องไหนที่กุลไม่บอกแกนิ ใช่ไหม”


“แต่เรื่องนี้เขาไม่ได้บอกผม กุลบอกแค่ว่าจะกลับมาเมื่อถึงเวลา”


“กลับมาเมื่อถึงเวลางั้นเหรอ หึ พ่อแกไม่ได้มีเวลารอมากขนาดนั้นหรอกนะ” เจ้าสัวนาวาปล่อยตัวลูกชายก่อนจะหันไปหาลูกน้อง “หาต้นหยางเจอหรือยัง”


“ยังไม่มีใครหาเจอเลยครับนาย”


“หาตัวให้เจอ จับเป็นไม่ได้ก็จับตายซะ” พูดจบเขาก็ก้าวออกจากประตูไปแต่ไม่วายสั่งลูกน้องให้เฝ้าหน้าประตูไว้


“พ่อ! พ่ออย่าทำอะไรต้นหยางนะ พ่อ!” นาวินตะโกนลั่นพลางทุบประตู พยายามส่งเสียงให้ดังที่สุดเผื่อว่าพ่อของเขาจะละเว้นต้นหยาง


แกรกๆ


เสียงโลหะถูกดันออกจากด้านในไม่ได้รับความสนใจจากนาวินที่ยืนทุบประตูอยู่ ตั้นกระโดดลงพื้นด้วยฝีเท้าแผ่วเบาแล้วก้าวเดินเข้าไปด้านหลังนาวินโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว ก่อนจะฟาดสันมือลงบนต้นคอของนาวินอย่างตรงจุด เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ชายหนุ่มเซล้มลงในอ้อมแขนของเขา


ตั้นไม่รอช้ารีบนำตัวนาวินยัดช่องแอร์แล้วส่งตัวเองตามขึ้นไป พอถึงด้านบนเขาจับร่างที่สลบไสลซ้อนทับบนหลังของตนโดยจับแขนปวกเปียกทั้งสองข้างพาดไหล่แล้วเริ่มคลานไปตามทาง


แม้จิตใต้สำนึกจะบอกว่าการพานาวินติดสอยหอยตามมาด้วยไม่ใช่เรื่องดี แต่ในสถานการณ์ที่ตัวประกันเป็นคนสำคัญของศัตรูก็อาจจะช่วยให้เขามีแต้มต่อมากขึ้นในการเดินหมากครั้งนี้


......................


ณ ประเทศ A


นักท่องเที่ยวหลายคนก้าวขึ้นฝั่งอย่างตื่นเต้นเมื่อจะได้แวะท่องเที่ยวที่ประเทศ A หนึ่งวันเต็ม แตกต่างกับชายหนุ่มสองคนที่ยืนรั้งท้ายปล่อยให้คลื่นมหาชนเดินนำกันออกไปก่อน ต้นหยางยังไม่ก้าวเดินไปเพราะหันมาเห็นว่าโกเมนกุลยังคงจับผมตัวเองอย่างไม่มั่นใจนัก


“ผมบอกคุณไปหลายครั้งแล้วนะว่าคุณตัดผมแล้วดูดีมาก ทำไมคุณไม่เชื่อผมล่ะ”


“ผมไม่ใช่คุณนะที่ทำทรงไหนก็ออกมาดีน่ะ อีกอย่าง...ผมไม่เคยตัดผมสั้นขนาดนี้”


“ไม่เคยสิดี ถ้าคนพวกนั้นตามเจอจะได้ไม่คิดว่าเป็นคุณ ส่วนผมแค่เปลี่ยนสีผมก็ดูเด็กลงจนไม่น่าจะเป็นนักแสดงแล้ว” ต้นหยางหยิบแว่นไร้กรอบทรงกลมมาใส่แสร้งทำตัวเป็นหนุ่มนักศึกษาเดินคู่ไปกับโกเมนกุล “แบบนี้ผมค่อยรู้สึกรุ่นราวคราวเดียวกับคุณหน่อย”


โกเมนกุลยิ้มนิดๆ ความจริงอายุของพวกเขาห่างกันไม่มาก แต่หากเลือกได้เขาก็อยากให้ต้นหยางอายุเท่ากับตัวเอง จะได้มีโอกาสได้รู้จักอีกฝ่ายในช่วงวัยรุ่นมากขึ้น เขาอยากรู้นักว่าตอนนั้นต้นหยางทำอะไร อยู่ที่ไหน หรือสนใจอะไร


“ตอนวัยรุ่นคุณชอบทำอะไรเหรอ”


“วัยรุ่นของผมเหรอ...” ต้นหยางก้าวขึ้นฝั่งก่อนจะทอดสายตาไปข้างหน้า เห็นนักท่องเที่ยวเริงร่าคุยกันสนุกสนานก็อดนึกถึงช่วงวัยรุ่นอันขมขื่นของตัวเองไม่ได้ เขาเลือกที่จะเก็บมันไว้แล้วบอกอีกด้านหนึ่งของชีวิตตัวเองไป “ผมตั้งใจเรียนมากเลยล่ะ เวลาเรียนผมไม่คุยกับเพื่อนคนไหนเลยด้วยซ้ำ แถมเป็นหัวหน้าห้องอีกต่างหาก”


“ผมก็คิดว่าคุณคงเป็นคนแบบนั้น ผมเองก็เป็นเด็กเรียนเหมือนกัน เพราะนอกจากเรียนแล้วผมทำอะไรไม่เป็นเลยสักอย่าง”


“ตอนนี้คุณเป็นนักเขียนด้วยไม่ใช่เหรอ เก่งเพิ่มอีกตั้งหนึ่งอย่างนะ”


“คุณเองก็เป็นนักแสดงที่เก่งมากๆ เหมือนกัน”


“ไม่ต้องมาชมผมหรอก ชมผมไปก็ไม่ได้อะไร อยู่ที่นี่ผมตัวเปล่าแถมยังต้องให้คุณเลี้ยงอีกต่างหาก”


“ผมเต็มใจ”


“ผมรู้” ต้นหยางยิ้มนิดๆ ก่อนจะเดินตามนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ไป “อ้อ แต่อยู่ที่นี่คุณไม่ควรใช้บัตรใดๆ ที่คุณมีนะ ต่อให้คนร้ายจะคิดว่าเราตายไปแล้ว แต่บัตรของคุณนาวินไม่ควรถูกใช้ในที่ที่คุณนาวินไม่ได้อยู่”


“...”


“อย่าบอกนะว่าคุณไม่ได้คิดเรื่องนี้ไว้เลยน่ะ”


“...”


“ให้ตายสิ” ต้นหยางลูบหน้าตัวเองก่อนจะถอนหายใจหนักๆ “คุณที่มันคุณชายจริงๆ เลย”


“ผมขอโทษ”


“ช่างเถอะ” ต้นหยางมองไปรอบๆ เผื่อจะมีร้านค้าที่ไหนสนใจรับเขาไปเป็นคนลูกจ้างชั่วคราว แต่ดูเหมือนจะไม่มีร้านไหนต้องการคนเพิ่มเลย


ในขณะที่ต้นหยางรู้สึกท้อแท้ใจ เขาเหลือบไปเห็นหนุ่มใหญ่คนหนึ่งทำตัวลับๆ ล่อๆ แอบส่งเงินให้ชายเฝ้าประตู ฝ่ายนั้นพอได้รับเงินก็ยิ้มร่ารีบเปิดประตูให้หนุ่มใหญ่ทันที ซึ่งท่าทางของคนทั้งสองนั้นดูอย่างไรก็ไม่ชอบมาพากล


“กุล ตอนนี้คุณมีเงินสดติดตัวเท่าไหร่”


“ก็ไม่มาก”


“เอามาให้ผมทั้งหมดเลย” ต้นหยางเร่ง ขณะเดียวกันก็คอยมองคนเฝ้ายามคนนั้นอยู่ตลอด เห็นฝ่ายนั้นนับธนบัตรในมือก็พอจะกะเกณฑ์ได้ว่าจำเป็นต้องใช้ค่าผ่านประตูเท่าไหร่


โกเมนกุลล้วงเงินในกระเป๋าเป้ของตนส่งให้ต้นหยาง นักแสดงหนุ่มหยิบไปนับแยกออกมาจำนวนหนึ่งก่อนจะคืนส่วนที่เหลือให้โกเมนกุลเก็บไว้


“คุณจะทำอะไร”


“หาเงินต่อเงินไง” พูดจบต้นหยางก็ยิ้มร่าเดินเข้าไปหายามเฝ้าประตู “ขอโทษนะครับ ผมอยากเข้าไปด้านใน ไม่ทราบว่าพอจะเป็นไปได้ไหม” ต้นหยางพูดภาษาถิ่นอย่างคล่องแคล่วพลางชูเงินในมือโบกไปมาล่อสายตายามเฝ้าประตูอย่างมาก


หมับ


“ได้สิ อยากเข้าไปนานแค่ไหนก็ตามใจเลย” ชายคนนั้นรับเงินทั้งหมดจากมือต้นหยางก่อนจะผายมือเชิญเข้าไปอย่างยินดี “ขอให้เฮงเฮงเฮง”


“ต้น...ที่นี่คงไม่ใช่อย่างที่ผมคิดใช่ไหม” โกเมนกุลมองไปรอบๆ อย่างเป็นกังวล แม้จะเขียนนิยายเกี่ยวที่ตัวละครเกี่ยวข้องกับด้านมืดมากแค่ไหน แต่ในชีวิตจริงเขาไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องผิดกฎหมายเลยสักครั้ง


“คุณคิดอะไรอยู่ก็ตามนั้นแหละครับ เราต้องหาเงินนะกุล เงินในกระเป๋าคุณไม่พอให้เราอยู่ถึงหนึ่งอาทิตย์ด้วยซ้ำ หลังจากนี้เราจะเป็นยังไงคุณคิดไว้บ้างหรือเปล่า”


“เราถอนเงินแค่ครั้งเดียวก็ได้ ไม่นานเราก็ขึ้นเรือแล้ว คนพวกนั้นตามมาไม่ทันหรอก”


“นั่นอันตรายเกินไป ผมเสี่ยงให้พวกนั้นรู้ที่อยู่ของเราหรือที่ที่เราเคยอยู่ไม่ได้”


“ที่นี่ก็เสี่ยงเหมือนกันไม่ใช่เหรอ ถ้าคุณแพ้เราจะไม่เหลืออะไรเลยนะ”


“ยังไงก็ต้องลองเสี่ยง ผมดวงดีเรื่องเงิน ลองสักครั้งจะเป็นอะไรไป” ต้นหยางพูดยิ้มๆ แล้วเดินต่อ เสียงที่แทรกดังออกมาจากหลังม่านทำให้ต้นหยางนึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ช่วงหนึ่ง ตอนนั้นเขาเป็นดีลเลอร์คอยสับไพ่ให้กับลูกค้า แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนบทบาทมาเป็นลูกค้าเสียเอง


นักแสดงหนุ่มกวาดตามองไปทั่วบ่อนพนันผิดกฎหมายก่อนจะเดินไปแลกชิพที่เคาน์เตอร์ด้วยเงินครึ่งหนึ่งที่โกเมนกุลมีติดกระเป๋า


“ต้นหยาง มันมากเกินไปหรือเปล่า”


“อยากได้มากก็ต้องเสี่ยงมาก คุณนาวินไม่ได้สอนคุณเรื่องการลงทุนเหรอ เขาหาเงินกับหุ้นเก่งมากเลยนะ”


“...”


“เชื่อใจผมสักครั้งเถอะกุล ถ้าผมพลาดตานี้ผมยอมออกจากที่นี่ไปเลย”


“ครั้งเดียว”


“อื้ม!” ต้นหยางพยักหน้ารับก่อนจะเดินไปนั่งเก้าอี้ว่างโดยมีโกเมนกุลยืนด้านหลัง


“หนุ่มน้อย เด็กขนาดนี้หัดเล่นการพนันแล้วเหรอ”


“ผมอยากลองสักครั้ง ยังไงพี่ๆ ก็ช่วยออมมือให้ผมหน่อยนะครับ”


“การพนันไม่ใช่การแข่งขัน เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ดวง เอ้า น้องใหม่เริ่มเลย นายจะเล่นเท่าไหร่”


ต้นหยางมองกองชิพของคนรอบข้างตาวาว คิดรวบทั้งหมดนั้นในคราวเดียวก็ดูจะเกินไปหน่อย มือเรียวจึงหยิบชิพวางด้านหน้าเพียงจำนวนหนึ่งแล้วผายมือให้คนอื่นๆ ลงเงินบ้าง หลายคนเห็นเขาใจเสาะลงเงินเพียงน้อยนิดก็ได้แต่หัวเราะคิดว่าคงมาลองของเล่นๆ


แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งเล่นนานเท่าไหร่เงินของพวกเขาต่างหากที่ค่อยๆ ลดน้อยลงโดยไม่รู้ตัว


ตลอดเวลาที่ต้นหยางเล่นเขาจะแอบส่งชิพให้โกเมนกุลไปแลกกลับเป็นเงินสดอยู่ตลอด บนโต๊ะของเขาจึงดูเหมือนเสียเงินไปบ้างแต่ยังมีชิพให้เล่นต่อไปได้ บางรอบเขาก็แกล้งแพ้จึงไม่มีใครสงสัยว่าเขาโกง ตลอดเวลาที่เล่นก็เริ่มลงชิพน้อยลงจนคนรอบโต๊ะดูถูกความขี้กลัวของเขา


“เล่นแบบนี้จะไปรวยได้ยังไง มาๆ คราวนี้เทหมดหน้าตักเลยดีกว่า” ชายสูงวัยสังเกตว่าเงินตนเองน้อยลงไปกว่าครึ่งก็คิดหาวิธีถอนทุนคืน เห็นท่าทางต้นหยางดูซื่อๆ ก็คิดจะฉกฉวยเงินน้อยนิดที่เหลืออยู่นั้นมาเป็นของตัวเอง


“จะดีเหรอครับ เงินผมเหลือแค่นี้เอง”


“ดีสิ ถ้าชนะได้หมดนี่เลยนะไม่ดีใจเหรอ”


“ดวงผมไม่ค่อยดีเท่าไหร่น่ะครับ” ต้นหยางแสร้งตีหน้าเศร้า พลางเริ่มนับเงินบนโต๊ะทั้งหมด หากชนะตานี้ก็คงไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องไปอีกพักใหญ่


“เอาน่า ลงๆ มาเถอะ ถ้าแพ้ลุงจะพาไปเลี้ยงข้าวมื้อหนึ่งเลย” คนพูดเทหมดหน้าตักตัวเองแล้วยิ้มร่า คนอื่นๆ เองก็ลงตาม
ต้นหยางมีสีหน้าจนใจแต่ก็ตัดสินใจทุ่มเงินทั้งหมดของตนไปกับการพนันครั้งนี้


“ต้นหยาง...” โกเมนกุลร้องห้าม แม้เงินจำนวนนี้จะไม่มากเท่าเงินที่ต้นหยางให้เขาไปแลกมา แต่ก็ไม่ควรเสี่ยงให้หมดไปเพียงเพราะคำยั่วยุของชายตรงหน้า ต้นหยางตบหลังมือที่จับไหล่เขาไว้เบาๆ ก่อนจะตั้งใจเสี่ยงดวงครั้งสุดท้าย


“เฮ่!”


ชายสูงวัยที่อยู่ข้างต้นหยางร้องลั่นเมื่อเห็นว่าตนเป็นผู้ชนะในตานี้ เขารีบกวาดเงินของคนอื่นๆ กลับมาที่หน้าตักของตนอย่างอิ่มเอมใจ ขณะที่คนรอบข้างสิ้นเนื้อประดาตัวมีสีหน้าย่ำแย่ไม่ต่างกันมากนัก ต้นหยางเองก็ไม่คิดว่าตานี้เขาจะพลาด แต่เมื่อพลาดไปแล้วเขาก็ทำอะไรไม่ได้


“เอ้า” ชายสูงวัยวางชิพสองอันลงตรงหน้าต้นหยาง แม้มูลค่าไม่มากนักแต่ก็พอจะแลกเงินกินข้าวได้คนละมื้อ “ถือว่าลุงเลี้ยงข้าวก็แล้วกัน” พูดจบอีกฝ่ายก็ลุกจากโต๊ะเดินกร่างไปแลกเงินด้วยสีหน้าเบิกบานใจ แต่ไม่ทันได้รับเงินสดก็มีชายอันธพาลกลุ่มหนึ่งเดินมาขวางเขาไว้ก่อน


“ไปเถอะ” ต้นหยางฉุดแขนโกเมนกุลให้เดินตามไปโดยไม่คิดจะเข้าไปช่วยเหลือหรือยุ่งเกี่ยวกับชายสูงวัยคนนั้นเลยแม้แต่น้อย สำหรับคนที่เคยยุ่งเกี่ยวกับวงการนี้มาก่อน ต้นหยางไม่เคยคำนวณพลาด ดังนั้นการที่ผลลัพธ์เปลี่ยนแปลงไปย่อมหมายความว่ามีคนโกง และคนโกงที่อยู่ในบ่อนพนันนั้น หากถูกจับได้ก็มักจะมีชีวิตที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก


“จากนี้เราคงต้องใช้เงินประหยัดๆ กันหน่อยนะกุล ผมไม่อยากหาเงินด้วยวิธีนี้เท่าไหร่” แม้ต้นหยางจะรู้ทริคการพนันมากกว่าคนทั่วไป แต่เขาก็ไม่คิดที่จะใช้วิธีนี้หาเงินไปเรื่อยๆ หากไม่ได้ตกอยู่ในสภาวะวิกฤตทางการเงินและเสี่ยงต่อชีวิตของตนเอง เขาก็คงไม่เลือกทางลัดนี้


“โชคดีที่โรงแรมเราจองไว้ตั้งแต่แรก ไม่อย่างนั้นคงหมดเงินไปอีกเยอะเลย” โกเมนกุลพูดยิ้มๆ ก่อนจะมองหาโรงแรมที่เขาจองไว้ ซึ่งป้ายสีแดงที่เด่นหราอยู่ไม่ไกลนั้นคือชื่อที่พักของพวกเขาในคืนนี้


“เดี๋ยวนะ...” ต้นหยางรั้งแขนอีกฝ่ายให้หันกลับมาก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียจริงจัง “อย่าบอกนะว่าคุณจองโรงแรมในชื่อตัวเองน่ะ”


“...”


ต้นหยางนวดขมับตัวเองก่อนจะลากอีกฝ่ายออกห่างจากโรงแรมแห่งนั้นทันที


“คุณมันบ้าจริงๆ มีคนตายที่ไหนเขาจองโรงแรมกันได้บ้าง!”




Tbc.


แหะๆ หายไปนาน มาต่อแล้วน้า ช่วงนี้สองแฝดก็จะเหนื่อยๆ หน่อย อยู่คนละที่แต่ปัญหาไม่ลดเลยจ้า 55555 เจอกันตอนหน้าจ้า

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2034
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 19 [02-07-62]
«ตอบ #42 เมื่อ03-07-2019 00:32:37 »

 o13
 :pig4:

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 19 [02-07-62]
«ตอบ #43 เมื่อ03-07-2019 01:01:25 »

ตามอ่านสองตอนรวด โอ้ยยย ปัญหาเยอะมาก ทั้ง 2 ฝั่งเลย
จะรอดกันไหมเนี่ย

ออฟไลน์ nut2557

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 112
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 19 [02-07-62]
«ตอบ #44 เมื่อ03-07-2019 12:18:57 »

กุลไม่รอบคอบเอาเสียเลยอันตรายมาก

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 20 [16-07-62]
«ตอบ #45 เมื่อ16-07-2019 16:18:43 »

บทที่ 20



ต้นหยางดุนักเขียนหนุ่มแค่พอประมาณ เพราะแค่เห็นสีหน้า หงอยๆของโกเมนกุลที่เดินก้มหน้าตามมาเงียบๆ ก็อดใจอ่อนไม่ได้ จนต้องยื่นมือไปคว้าแขนอีกฝ่ายให้รีบเดินตามมา


โกเมนกุลรับรู้ถึงความห่วงใยของต้นหยางที่ส่งผ่านมือข้างนั้นก็รีบจับมือนักแสดงหนุ่มมากุมไว้ ก่อนหน้านี้เขาทำได้เพียงจินตนาการว่าตัวเองเป็นตัวละครเอกในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ต้นหยางแสดงและถูกปกป้องจากอันตราย แต่จินตนาการกลับไม่สวยงามเท่าสิ่งที่เขาได้รับในตอนนี้


แค่ต้นหยางหันกลับมามองเขาเพียงเสี้ยววินาที หัวใจก็เต้นแรงอย่างห้ามไม่ได้ ทั้งที่สถานการณ์ในตอนนี้ไม่ปลอดภัยเลยด้วยซ้ำ แต่โกเมนกุลกลับมีความสุขที่ได้อยู่กับต้นหยาง ความรู้สึกนี้เอ่อล้นจนเขาอยากย้ำความคิดของตัวเอง


“ผมชอบคุณจังเลย”


ต้นหยางชะงัก เขาหันมาหาคนพูดที่ส่งยิ้มมาให้


“ผมชอบคุณ ชอบ...ไม่รู้จะพูดอะไร ถ้าคุณก็รู้สึกเหมือนกันช่วยบอกให้ผมมั่นใจได้ไหม”


แววตาของต้นหยางสั่นไหวเขาจึงหลบตาไปด้านข้างด้วยไม่กล้าเผยความในใจ นาทีนั้นเขาสังเกตเห็นชายวัยกลางคนสองคนที่อยู่เยื้องพวกเขาไม่ไกลมีท่าทีพิรุธ เมื่อเห็นต้นหยางมองมาทั้งคู่ก็รีบเดินหนีออกไปทันที


“ไม่ใช่ตอนนี้กุล” ต้นหยางหันกลับมาตอบโกเมนกุลด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะรีบเดินไปทางเรือของพวกเขาที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล


อีกแค่ไม่กี่ก้าวพวกเขาก็จะไปถึงแล้ว แต่กลับมีกลุ่มคนมาขวางไว้เสียก่อน ชายฉกรรจ์คนหน้าสุดทิ้งบุหรี่ลงกับพื้นก่อนจะใช้ปลายเท้าขยี้ดับบุหรี่ พลางมองภาพถ่ายในมือสลับกับใบหน้าของพวกเขา


“คิดว่าเปลี่ยนสีผมแล้วจะตามตัวไม่เจอเหรอ...ต้นหยาง”


ต้นหยางรีบขยับถอยหลังไปหาโกเมนกุลก่อนจะเอาตัวเองบังไว้ “พวกแกเป็นใคร”


“ก็เป็นคนที่จะพานายกลับไปหาน้องชายไง” คนพูดยิ้มแสยะ “นายของพวกเราเจอตัวมันแล้ว แต่มันปากแข็งไม่ยอมบอกว่านายอยู่ที่ไหน แต่ก็ต้องขอบคุณไอ้หนุ่มข้างหลังนะที่โง่บอกตำแหน่งตัวเอง พวกเราเลยว่างมาดักรอนายที่นี่”


“เขาไม่เกี่ยว”


“หึ มาด้วยกันก็ต้องกลับไปด้วยกันสิ” ชายคนนั้นก้าวเข้ามาจะคว้าแขนต้นหยาง แต่นักแสดงหนุ่มไหวตัวหลบได้ทันก่อนจะพาโกเมนกุลออกวิ่งทันที แต่ไปได้ไม่ไกล คนอีกกลุ่มที่ดูมาดดีกว่ากลุ่มก่อนหน้าก็เข้ามาขวางไว้


“กช! ทำไมนายมาอยู่ที่นี่” โกเมนกุลร้องขึ้นด้วยความยินดี ขณะที่ต้นหยางมองอีกฝ่ายอย่างระแวดระวังเพราะจำได้ว่าหนึ่งในนั้นคือคนของกรกรรณ และเขาไม่มีทางไว้ใจคนเหล่านี้


“นายท่านให้เรามาช่วยเหลือคุณชายครับ” กชค้อมตัวลงเล็กน้อยก่อนจะปรายตามาทางต้นหยางที่จ้องเขาไม่วางตา ราวกับว่าหากกชมีท่าทีต้องการจับตัวเขา เขาจะปล่อยมือโกเมนกุลแล้วหนีไปทันที


“มีคนตามพวกเรามา นายช่วยจัดการพวกเขาได้ไหม” โกเมนกุลตั้งความหวัง แม้จะมีจำนวนคนน้อยกว่า แต่เรื่องฝีมือเขาเชื่อมั่นในบอดิการ์ดของเขา


กชมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย คุณชายของพวกเขาขอร้องมีหรือจะปฏิเสธได้ เพียงแต่สิ่งที่คุณชายขอกลับเป็นข้อห้ามเดียวที่ทำให้เจ้าถิ่นอนุญาตให้พวกเขาพาคุณชายกลับไปได้ สิ่งที่ฝ่ายนั้นต้องการไม่ใช่โกเมนกุลแต่เป็นต้นหยาง

 
พวกเขามาที่นี่เพียงเพื่อพาลูกชายของเจ้านายกลับไปอย่างปลอดภัย ซึ่งไม่ได้รวมถึงนักแสดงหนุ่มคนนี้


ต้นหยางอ่านสายตาบอดิการ์ดทุกคนออก เขาจึงปล่อยมือคนข้างๆ ก่อนจะดันแผ่นหลังกว้างไปหาบอดิการ์ดพวกนั้น


“ในเมื่อคนของคุณมารับแล้วก็รีบกลับไปกับพวกเขาซะ”


“คุณต้องไปกับผมด้วย”


“ไม่ได้” ต้นหยางขัดขึ้น “คนพวกนั้นจับน้องผมไป ผมกลับไปกับคุณไม่ได้”


“งั้นผมจะไปกับคุณ”


“คุณจะไปเป็นภาระผมทำไม!” ต้นหยางขึ้นเสียง ก่อนจะหันไปสบตาบอดิการ์ดที่จับตัวโกเมนกุลไว้ “ดูคุณชายของพวกคุณไว้ให้ดี อย่าให้หลุดมาเกะกะขวางทางผม”


“ครับ” กชค้อมตัวลงเล็กน้อย เขาเข้าใจสิ่งที่ต้นหยางต้องการจะบอก แม้คำพูดที่สื่อสารออกมาจะเป็นการขับไล่ไสส่ง แต่สิ่งที่แฝงไว้ไม่พ้นการขอร้องให้พวกเขารีบพาโกเมนกุลไปจากที่นี่ อย่าเข้ามาข้องเกี่ยวกับสิ่งที่ต้นหยางกำลังจะทำ


“ต้นหยาง! ผมไม่ไปไหนทั้งนั้น ผมจะอยู่กับคุณ!” เสียงตะโกนดังไล่หลังมา แต่ต้นหยางไม่คิดจะหยุดเดิน เพราะสิ่งเดียวที่เขาทำได้ตอนนี้คือการเดินออกไปให้ห่างจากชีวิตของโกเมนกุล


ต้นหยางเดินกลับไปทางเดิมซึ่งคนกลุ่มนั้นยืนยิ้มแย้มรอเขาอยู่ ราวกับรู้ว่าอย่างไรเขาก็ต้องกลับมา


“หึ พวกเราก็นึกว่านายจะหนีไปไหนได้ ตกลงยอมแพ้แล้วเหรอ”


“น้องชายฉันอยู่ไหน”


“ตามพวกเรามาดีๆ อย่าขัดขืน แล้วเราจะพานายไปหาน้องชายนายเอง”


ต้นหยางเดินตามคนกลุ่มนั้นไป แต่ไม่วายหันกลับมามองด้านหลังที่ไม่เห็นแม้แต่เงาของโกเมนกุล


“ถ้าคุณก็รู้สึกเหมือนกันช่วยบอกให้ผมมั่นใจได้ไหม”


“คำคำนั้น...ผมคงไม่มีโอกาสบอกให้คุณฟัง” ต้นหยางพูดกับตัวเองเสียงเบาก่อนจะก้าวขึ้นเรือไป


คล้อยหลังเรือแล่นออกไปไม่นาน โกเมนกุลที่หลุดออกจากการเกาะกุมของบอดิการ์ดก็วิ่งมาถึงท่าเรือ แต่ไม่ว่าจะกวาดตามองไปทางไหนก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของต้นหยาง


...........................................

ณ ห้องพักรายวันแห่งหนึ่ง


ชายหนุ่มสองคนนั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่หน้าจอโทรทัศน์ ซึ่งช่องทีวีดังของประเทศกำลังรายงานข่าวของชายคนหนึ่งที่มีใบหน้าเหมือน ‘ต้นหยาง’ ที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายวันก่อน จู่ๆ ก็ปรากฏตัวอยู่ที่ร้านกาแฟหรูแห่งหนึ่งใจกลางเมือง สร้างความตกใจให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการเป็นอย่างมาก ข่าวนี้ออกติดกันมาสองวันแล้ว


วันแรกที่คลิปถูกเผยแพร่ยังไม่มีใครมั่นใจว่าเป็นต้นหยาง แต่เมื่อต้นสังกัดของต้นหยางจัดงานแถลงข่าว ทุกคนจึงได้ทราบว่าคนที่อยู่ในคลิปนั้นคือต้นหยางตัวจริง ซึ่งหลังจากเกิดอุบัติเหตุครั้งนั้นเขาก็เกิดสภาวะความจำเสื่อมชั่วคราว ผู้จัดการสาวจึงพาเขาไปพักฟื้นที่ต่างจังหวัด


ที่นั่นไม่มีสัญญาณโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต กว่าพวกเขาจะรู้ข่าวเรื่องทุกอย่างก็ลุกลามไปไกลแล้ว ต่อมาต้นหยางกลับมาจำได้เขาจึงจำเป็นต้องออกมาแถลงข่าวเพื่อปกป้องชื่อเสียงตัวเอง


ตำรวจเองก็ไม่นิ่งนอนใจสืบสาวราวเรื่องจนได้ความว่ามีแฮกเกอร์ฝีมือแอบสลับข้อมูลของผู้ตายเปลี่ยนเป็นชื่อต้นหยาง ทั้งหลักฐานทางทันตกรรม หลักฐานทางการแพทย์อื่นๆ เมื่อล้างมลทินให้ตนเองแล้วต้นหยางจึงหวนกลับสู่บัลลังก์นักแสดงหนุ่มดาวรุ่งดังเดิม


ส่วนโกเมนกุลแม้ไม่ได้แสดงตัวว่ายังมีชีวิตอยู่ แต่งานเขียนที่อัพเดตใหม่อย่างสม่ำเสมอก็ยืนยันได้ว่าเขายังอยู่ดี


“คุณต้นหยางกลับมาแล้ว คุณจะทำยังไงต่อ”


“ไม่ต้องทำอะไร ดูก็รู้ว่าพ่อคุณไม่กล้าเคลื่อนไหวอะไรมาก” ตั้นพูดเท่านั้นก็ก้มลงกินบะหมี่ในถ้วยของตนด้วยท่าทีปกติ ยิ่งเห็นว่าต้นหยางถูกผลักให้ออกมารับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็เข้าใจว่าเจ้าสัวนาวาต้องการทำอะไร


คิดว่าเขาจะกลัวพี่ชายรับมือไม่ได้จนต้องวิ่งแจ้นออกไปช่วยเหลือเหรอ เหอะ เอาเวลาไประวังพี่ชายเขาก่อเรื่องน่าจะดีกว่านะ ฝาแฝดของเขาน่ะตีบทแตกทั้งนอกและในวงการ ไม่อย่างนั้นจะได้ชื่อว่านักแสดงดาวรุ่งผู้วางตัวดีได้ยังไง


นาวินวางถ้วยบะหมี่ลง “ดีนะที่คุณไหวพริบดีพาผมออกมาด้วย ไม่อย่างนั้นคงต่อกรกับพ่อผมยากเลย”


“หึ คุณก็ดูไม่เดือดร้อนอะไรเลยนะ ตกลงแล้วผมลักพาตัวคุณหรือคุณสมัครใจมากันแน่”


“ก็คุณไม่ได้ทำร้ายผมนิ” นาวินยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “อีกอย่างมีผมอยู่กับคุณก็ช่วยรับประกันความปลอดภัยของคุณต้นหยางได้ด้วย”


“ก็แค่ตอนนี้เท่านั้น” ตั้นไม่ลังเลเลยสักนิด ถ้าต้องทำร้ายนาวินเพื่อต้นหยางเขาก็จะทำ


“โอ...เค แค่เห็นสายตาคุณผมเดาได้ว่าคุณจะทำอะไร หวังว่าผมจะไม่ต้องเป็นเหยื่อรายต่อไปของคุณก็พอ”


นาวินขยาดกับฉากฆาตกรรมหลายฉากในช่วงหลายวันนี้ ตั้นพาเขาหนีพวกลูกน้องของพ่อหัวซุกหัวซุน หากไม่มีใครห้ามว่าให้ระวังเขาบาดเจ็บร่างเขาคงถูกกระสุนยิงพรุนไปแล้ว โชคดีที่ทักษะของตั้นเองก็ใช่ย่อย เขาเหมือนตัวละครแซ็คในชีวิตจริงที่ชีวิตหมกมุ่นอยู่แค่การฆ่า หากอีกฝ่ายเป็นนักฆ่านาวินก็ไม่สงสัยอะไรเลย


“ผมถามจริง ตอนที่คุณต้นหยางเป็นดาราอยู่ข้างนอก คุณทำอะไรเหรอ...คงไม่ได้รับจ้างฆ่าใครหรอกใช่ไหม” นาวินยื่นหน้าเข้าไปถามด้วยความสงสัย


“คุณดูหนังมากไปแล้ว” ตั้นดันหน้าผากอีกฝ่ายออกห่างก่อนจะวางถ้วยบะหมี่ที่หมดแล้วลงบนโต๊ะ “แต่ถ้าคุณอยากรู้ ก็บอกผมมาก่อนว่าคุณรู้ได้ยังไงว่าผมไม่ใช่ต้นหยาง”


“เรื่องแค่นี้เอง” นาวินจับคางตัวเองก่อนจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ตั้นฟัง


ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ที่โรงพยาบาล นาวินได้รับข้อมูลจากสายสืบที่เขาจ้างวานในราคาสูงลิบลิ่ว นั่นคือหลักฐานการเสียชีวิตของฝาแฝดต้นหยาง หากคนทั่วไปเห็นเอกสารนั้นก็คงปักใจเชื่อไปแล้วว่าตั้นตาย แต่นาวินไม่ใช่คนที่เชื่ออะไรง่ายๆ เขาจึงหาวิธีพิสูจน์ความคิดตัวเอง


ยังไม่ทันทำอะไร แค่เห็นการฆาตกรรมในโรงพยาบาลต่อหน้าต่อตา เขาก็เชื่อเกินกว่าครึ่งว่าผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่ต้นหยาง เพียงแต่เขาไม่มีหลักฐานที่จะยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นหลังจากที่ชายหนุ่มยืมโทรศัพท์ของเขาไปโทรหาเพื่อนสนิทของเขาครั้งแรก เขาจึงคิดวิธีการใหม่ด้วยการติดเครื่องดักฟังไว้ในโทรศัพท์ของตัวเอง


แต่หลังจากครั้งนั้นคนที่อยู่กับเขากลับไม่ใช้โทรศัพท์ของเขาโทรหาโกเมนกุลอีกเลย ความลังเลจึงเกิดขึ้นในใจนาวินอีกครั้ง เพราะชายหนุ่มทำตัวปกติไม่ต่างจากต้นหยาง แต่แล้ววันที่ถ่ายทำภาพยนตร์ นักแสดงหนุ่มก็หยิบโทรศัพท์ของเขาโทรหาโกเมนกุล นาวินจึงใช้โทรศัพท์อีกเครื่องแอบฟังบทสนทนา และได้รู้ว่าแท้จริงแล้วคนที่อยู่กับเขามาตลอดคือน้องชายฝาแฝดของต้นหยาง


“ผมเพิ่งรู้ตอนที่ได้ยินพวกคุณคุยกัน เพราะก่อนหน้านั้นผมแค่สงสัยว่าทำไมต้นหยางดูไม่เหมือนต้นหยางที่ผมรู้จัก หากไม่ได้ยินกับหูว่าคุณคุยกับต้นหยางผมก็คงไม่มั่นใจแบบนี้” นาวินพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ขณะที่ตั้นโทษความประมาทเลินเล่อของตัวเอง หากคนที่ดักฟังไม่ใช่นาวินคงอันตรายขึ้นอีกเท่าตัว


“ถือว่าคุณชนะ” พูดจบตั้นก็ลุกขึ้นจากโซฟา แต่นาวินจับแขนเขาไว้ได้ทันก่อนชายหนุ่มจะบ่ายเบี่ยงไม่ตอบคำถามเขา


“เดี๋ยวสิ แล้วเรื่องของคุณล่ะ”


“คุณจะอยากรู้ไปทำไม”


“ผมอยากรู้ว่าตอนนี้ผมอยู่กับคนแบบไหน อย่างน้อยเป้าหมายเราก็เหมือนกัน ผมเองก็อยากให้คุณต้นหยางปลอดภัย”


“นายชอบเขาเหรอ”


“ห้ะ! เปล่า! ผมไม่ได้ชอบเขานะ ผมหมายถึงเขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม...เดี๋ยวสิ ผมถามเรื่องของคุณอยู่นะทำไมเปลี่ยนเรื่องเฉยเลยล่ะ”


“หึ อยากรู้เหรอ” ต้นหยิบโทรศัพท์เครื่องหนึ่งมาโยนให้นาวิน “ไปเทรดหุ้นมาให้ได้พันล้านแล้วจะตอบ”


“นี่...คุณไม่อยากตอบผมขนาดนั้นเลยเหรอ” นาวินก้มลงดูการเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นอย่างสนใจ พักใหญ่แล้วที่เขาไม่ได้ใช้


กิจกรรมยามว่างฆ่าเวลาเพราะต้องหนีการไล่ล่าของลูกน้องพ่อตัวเอง “คุณจะเอาเงินไปทำอะไรเยอะแยะ”


“ไว้ผมจะบอกตอนคุณทำได้แล้ว” ตั้นคว้าโน้ตบุ๊กบนโต๊ะมากดคีย์รหัสก่อนเริ่มจะจัดการข้อมูลในคอมพิวเตอร์ไปทีละส่วน
พอเห็นว่าคนข้างๆ จดจ่ออยู่กับโค้ดรหัสมากมายนาวินก็ไม่เซ้าซี้อีก เขากดดูหุ้นที่น่าสนใจแล้วเลือกเทรดในแบบของตัวเอง


ทั้งสองอยู่ด้วยกันใช้ชีวิตด้วยกันเช่นเดิมไปเรื่อยๆ ติดตามข่าวสารของต้นหยางบ้างเป็นบางครั้งแค่พอให้รู้ว่ายังปกติสุขดี เวลาก็ล่วงเลยมาถึง 6 เดือน


“อะ” นาวินยื่นโทรศัพท์ที่ตั้นเคยให้เมื่อหกเดือนก่อนแก่เขา “ขอแสดงความยินดีด้วยคุณติณณ์ ตอนนี้คุณมีเงินหนึ่งพันล้านอยู่ในบัญชีเรียบร้อยแล้ว”


ตั้นปรายตามองยอดเงินในนั้นก่อนเงยหน้ามองนาวินที่ส่งยิ้มให้อย่างที่เคย ติดที่ดูจะอ้วนขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัดเพราะวันๆ นอกจากกินอีกฝ่ายก็ง่วนอยู่กับหุ้นในตลาดโลก


“วันนี้ต้นหยางเป็นยังไงบ้าง” ตั้นถามข่าวสารพี่ชาย เพราะนอกจากเรื่องหุ้นเขายังให้นาวินตามดูสถานการณ์ของพี่ชายอย่างใกล้ชิดขณะที่เขารวบรวมข้อมูลผิดกฎหมายของเจ้าสัวนาวาโดยไม่ให้นาวินรู้


“ผมไม่แน่ใจว่าเรียกปัญหาได้ไหม คือว่า เขามีไฟล์ทที่ต้องบินไปทำงานที่ต่างประเทศเร็วๆ นี้ แต่ผมว่าผมเคยอ่านเจอว่า...”


“คุณว่าอะไรนะ! ไปต่างประเทศ เมื่อไหร่” ตั้นคาดคั้นคำถามจากนาวินทันที เรื่องที่พี่ชายเขากลัวการขึ้นเครื่องบินใครบ้างจะไม่รู้


“อีกสามวัน ผมคิดว่าถ้าคุณต้นมีปัญหาคงปฏิเสธไปแล้วล่ะ คุณใจเย็นๆ ก่อนนะ” นาวินตบไหล่ตั้นเบาๆ


ตั้นถอนหายใจอย่างหนักหน่วง กังวลว่าการเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้จะไม่ใช่ความสมัครใจของต้นหยาง


.............................................

“คุณต้นหยางครับ ที่มีข่าวว่าจะเดินทางไปถ่ายแบบที่ต่างประเทศเป็นยังไงกันแน่ครับ”


“คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่ากลัวความสูงจึงไม่รับงานนอกประเทศ หรือว่าอาการกลัวที่สูงของคุณหายดีแล้ว”


“คุณต้นหยาง...คุณต้นหยาง!” เสียงนักข่าวตะโกนเรียกไล่หลังสร้างความรำคาญจนนักแสดงหนุ่มแทบจะเก็บสีหน้าไม่อยู่ แต่เขาก็ยังคงวางมาดชายหนุ่มอัธยาศัยดีต่อไปจนกระทั่งถึงรถของผู้จัดการส่วนตัวที่เปิดประตูรอรับเป็นอย่างดี


“เฮ้อ นึกว่าจะโดนทึ้งหัวอยู่แล้ว” ต้นหยางหยิบขวดน้ำมาเปิดดื่มอย่างกระหายก่อนจะวางลงเมื่อสังเกตเห็นว่าคนขับรถประจำตัวเขาเปลี่ยนไป ไม่ใช่ลูกน้องคนใดคนหนึ่งของเจ้าสัวนาวา และไม่แน่ว่าน้ำที่เขาเพิ่งดื่มไปอาจจะมียานอนหลับผสมอยู่ก็ได้


“นายเป็นใคร”


“ไม่เจอกันนานนะครับคุณต้นหยาง”


นักแสดงหนุ่มขมวดคิ้วเมื่อเสียงที่ไม่ใช่คนคุ้นเคยก่อน เขาจึงชะโงกหน้าเข้าไปมองถึงจำได้ว่าเป็นบอดิการ์ดคนหนึ่งของโกเมนกุล


“คุณนั่นเอง มาหาผมมีเรื่องอะไรเหรอ”


“คุณกุลอยากพบคุณ”


“เหอะๆ แต่ผมไม่อยากเจอเขา” ต้นหยางปฏิเสธทันควัน ต่อให้อีกฝ่ายจะส่งบอดิการ์ดประจำตัวมาลักพาตัวเขาไป ต้นหยางก็คงต้องขอปฏิเสธ “อีกอย่างรถคันนี้ติด GPS คุณพาผมออกนอกเส้นทางนิดเดียวรถอีกสิบคันจะตามประกบเราทันที ผมว่าคุณอย่าเสี่ยงทำอะไรโง่ๆ ดีกว่า”


“เขาเก่งขึ้นมากแล้วนะครับคุณต้นหยาง คุณชายของพวกเราฝึกหนักทุกวันเพื่อให้สามารถดูแลคุณได้”


“ผมไม่ต้องการคนดูแล ตลอด 6 เดือนนี้มาผมปกป้องชีวิตตัวเองได้ด้วยตัวเอง คุณไม่ต้องพยายามยัดเยียดเขามาให้ผม”


“แต่คุณกุล...”


“ผมจะลงตรงร้านกาแฟข้างหน้า อ้อ ผมลืมบอกคุณไป คนพวกนั้นฝังชิพระเบิดไว้ในตัวผม ต่อผมหนีไปได้ก็มีเพียงความตายที่รอเราอยู่ หวังว่าบอดิการ์ดที่จงรักภักดีอย่างพวกคุณจะเลือกได้ว่าควรปล่อยให้เขาอยู่กับผมแล้วตาย หรืออยู่อย่างปลอดภัยภายใต้การคุ้มครองของพวกคุณ”


“คุณต้นหยาง...”


“บอกเขาให้ลืมผมไปซะ อย่ามาเสียเวลากับผมเลย”


ต้นหยางเปิดประตูลงไป เขารอจนกระทั่งรถเคลื่อนที่ออกไปจึงค่อยเดินเข้าไปในร้านกาแฟ ร้านเดิมที่ต้นหยางแวะเวียนมาบ่อยๆ ตลอดช่วง 6 เดือนนี้ นักแสดงหนุ่มเดินไปนั่งที่โต๊ะตัวเดิม พนักงานที่คุ้นเคยกันดีรีบยกน้ำเปล่ามาเสิร์ฟให้ด้วยรอยยิ้มก่อนจะเดินไปรับออเดอร์ลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามา


ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ว่างเปล่า ภาพในวันเก่าๆ หวนกลับเข้ามาในความคิดเป็นฉากๆ


“สวัสดีครับ” ชายหนุ่มผงกหัวเล็กน้อย “ผมกุหลาบสีชาด มาพบคุณตามที่สัญญาไว้แล้ว”


วันแรกที่พบกัน ตอนนั้นเขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็นแฟนคลับโรคจิตที่แอบอ้างเป็นกุหลาบสีชาดด้วยซ้ำไป


“ผมลืมเอาบทมา ไว้เราค่อยนัดพบกันวันหลังดีกว่าครับ”


ครั้งที่สองที่ได้เจอ โกเมนกุลอ้างกับเขาว่าไม่ได้เอาบทละครมา ทั้งที่เขาเห็นอยู่ตำตาว่าบทละครอยู่ในกระเป๋าของอีกฝ่าย


“ผมมาเที่ยวกับเพื่อน”


ครั้งนั้นที่ทะเล โกเมนกุลอ้างว่ามาเที่ยวกับนาวิน แต่พอนาวินไปเขากลับไม่ไปด้วย และดูแลต้นหยางที่เมามายไม่ได้สติเป็นอย่างดี


“ผมมานะ” โกเมนกุลยื่นกุหลาบให้กับต้นหยาง “สำหรับคุณ”


วันนั้นที่ได้รับดอกไม้ ต้นหยางรู้สึกดีจนอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา เพราะเขาเองก็รอคอยนักเขียนหนุ่มคนนี้ที่หายหน้าหายตาไปนานเหมือนกัน


“ผมก็ชอบคุณนะต้น ชอบมากที่สุด”


คำสารภาพหลังจากจูบอันเร่าร้อนที่เขาเป็นคนเริ่ม และโกเมนกุลเป็นผู้สานต่อจนกลายเป็นข่าวบันเทิงหน้าหนึ่ง


“ผมอยู่ข้างคุณนะต้น ผมจะปกป้องคุณเอง”


คำสัญญาที่โกเมนกุลบอกเขาหลังที่เขาร้องขอความเป็นธรรมให้กับพ่อ สองแขนที่โอบกอดและคำปลอบโยนที่มอบให้ในช่วงเวลาที่เขาอ่อนแอนั้นต้นหยางไม่เคยลืม


ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนยังคงมองเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามพลางคิดทบทวนถึงสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ


สำหรับการขอให้โกเมนกุลอยู่ข้างๆ เขาไม่ใช่เรื่องยาก และต้นหยางเชื่อว่าชายหนุ่มเต็มใจที่จะกลับมาหาเขาอยู่ตลอด แต่สิ่งที่เขาบอกบอดิการ์ดคนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องโกหก เขาจึงไม่อยากเป็นคนเห็นแก่ตัวดึงโกเมนกุลมาอยู่กับเขาในนรกขุมนี้


ยิ่งกับน้องชายฝาแฝดที่ลักพาตัวนาวินไป หากเป็นไปได้เขาก็หวังให้ตั้นไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย เขาทนได้หากต้องอยู่คนเดียว แต่เขาจะไม่ยอมทนหากใครต้องเดือดร้อนเพราะเขา


ครืดๆ


ต้นหยางเหลือบมองเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่ได้ตั้งชื่อไว้ก่อนกดรับสาย ขณะเดียวกันก็วางเงินไว้บนโต๊ะแล้วลุกเดินออกไปจากร้าน


(อยู่ที่ไหน)


“ผมเหรอ...คุณดู GPS ก็น่าจะรู้นิ ผมอยู่ร้านกาแฟร้านเดิม”


(ไปทำอะไรที่นั่น หรือว่านัดพบฝาแฝด)


“คุณให้คนดักซุ่มอยู่รอบตัวผมแล้วยังต้องโทรถามผมอีกเหรอ” ต้นหยางมองเข้าไปด้านในร้านที่ชายคนหนึ่งกำลังเดินตามเขาออกมา หันมองด้านข้างทั้งซ้ายและขวา ว่าจะคนที่แสร้งทำเป็นอ่านหนังสือพิมพ์อยู่มุมเสาหรือคนที่จูงหมาเดินผ่านหน้าร้านกาแฟ ต่างก็เป็นคนที่เขาคุ้นเคยตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา


(กลับไปเก็บของให้เรียบร้อย พรุ่งนี้นายมีไฟล์ทบินตอนเช้า)


“คุณไม่เห็นใบรับรองแพทย์ของผมเหรอ ผมมีโอกาสช็อคได้นะถ้าขึ้นเครื่องบินน่ะ”


(มั่นใจได้ว่านายจะไม่ตาย ฉันสั่งให้คนพาหมอขึ้นเครื่องไปกับนายแล้ว อย่าทำตัวให้มันยุ่งยากมากนัก)


“คุณต่างหากที่ยุ่งยาก” ต้นหยางบ่นใส่โทรศัพท์ที่เพิ่งวางสาย ไม่นานนักรถคันหนึ่งก็มาจอดตรงหน้าเพื่อรอรับเขาไปส่งที่พัก
นักแสดงหนุ่มหันไปหาลูกน้องของเจ้าสัวนาวา “พวกคุณก็ขึ้นรถมาด้วยกันนี่แหละ ยังไงก็พักอยู่ตึกเดียวกัน พรุ่งนี้ก็ต้องไปต่างประเทศด้วยกันอีก อ้อ เย็นนี้ผมจะทำข้าวผัด พวกคุณก็มากินสิ”


“ครับ” ทั้งสามคนตอบรับด้วยความยินดีก่อนจะรีบขึ้นรถตามต้นหยางไป หากไม่ใช่ว่ารับใช้เจ้าสัวนาวาแล้วได้เงินดี พวกเขาก็คงจะแปรพักมาอยู่กับต้นหยางนานแล้ว เพราะไม่ว่านักแสดงหนุ่มจะทำอะไร อยู่ที่ไหน ก็ใส่ใจพวกเขาเสมอ


เช่นเดียวกับวันนี้ที่ต้นหยางอยู่ที่ห้อง ชายหนุ่มก็จะชวนทั้งสามคนมากินข้าวด้วยกันตลอด ด้วยข้ออ้างว่า ‘ไหนๆ ก็ถูกจับตามองแล้ว กินข้าวด้วยกันด้วยเลยดีกว่า’


พวกเขาจึงรู้สึกดีกับต้นหยางและหวังว่าอีกฝ่ายจะไม่ก่อเรื่องหรือทำให้พวกเขาต้องถูกปลดจากหน้าที่ ‘จับตามอง’ อันแสนสบายนี้



Tbc.



 :กอด1: :L2: ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์จ้า เจอกันตอนหน้าน้า

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 20 [16-07-62]
«ตอบ #46 เมื่อ16-07-2019 21:50:05 »

เจ้าสัวนาวานี่นังไงนะ ดูจัดแจงทุกสิ่งอย่างได้แบบเหนือคนมากกกกก

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 21 [05-08-62]
«ตอบ #47 เมื่อ05-08-2019 21:01:04 »

บทที่ 21


เช้าวันถัดมา แม้ต้นหยางจะอิดออดไม่อยากลุกจากเตียงมากแค่ไหน แต่สุดท้ายเมื่อเห็นนาฬิกาบนหัวเตียงบอกเวลา เขาก็ต้องจำใจลุกมาอาบน้ำแต่งตัวอย่างเสียไม่ได้


เขาหยิบเสื้อผ้าที่สวมใส่สบายที่สุดแต่ก็ยังคงความเป็นแฟชั่นอยู่เสมอ เพราะด้วยหน้าที่การงานของเขาต่อให้ไม่ได้เดินอยู่บนแคทวอล์กก็ต้องดูดีอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นอย่างไรหากอาการกำเริบ แต่อย่างน้อยหากเป็นลมก็ต้องอยู่ในสภาพที่ดีหน่อย


มือเรียวเดินลากกระเป๋าออกจากห้องไปด้วยใบหน้าไม่แจ่มใสนัก และยิ่งเจอกลุ่มบอดิการ์ดหลายคนรอเขาอยู่หน้าประตู ความกังวลใจของเขายิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ


“แน่ใจนะว่าเขาส่งพวกคุณมาคุ้มกันผม ไม่ใช่เตรียมฆาตกรรมอำพราง” ต้นหยางบ่นใส่ ‘เช’หัวหน้ากลุ่มบอดิการ์ดที่คอยสั่งการอยู่เบื้องหลัง ในบรรดาผู้ติดตามทั้งหมด เชเป็นคนเดียวที่สุขุมพอจะคุยด้วยได้และไม่วุ่นวายกับเขาเกินความจำเป็น ต้นหยางจึงรู้สึกสนิทใจในระดับนึง แต่ไม่ถึงขั้นไว้ใจจนสามารถพูดทุกสิ่งที่คิดได้


“ต่อให้พวกเขาคิดจะทำก็ทำไม่ได้หรอกครับ ผมอยู่กับคุณทั้งคน”


“คุณหมอที่จะเดินทางไปกับผมอยู่ที่ไหนแล้ว”


“กำลังเดินทางไปสนามบินครับ คุณจะพบเขาที่นั่น”


ต้นหยางถอนหายใจ แม้จะพยายามทำใจมากแค่ไหนแต่ความกังวลกลับไม่ลดลงเลย ดังนั้นระหว่างนั่งรถจึงถือโอกาสมองไปนอกหน้าต่างเผื่อวิวทิวทัศน์จะช่วยปลอบประโลมเขาได้บ้าง


ชั่วขณะที่รถข้างๆ แล่นผ่าน บางอย่างที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นในสายตาของเขา ต้นหยางจึงมองตามไปเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่เพราะตาฝาด


เป็นโกเมนกุลที่นั่งอยู่บนเบาะหลังรถคันข้างๆ กำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่งอย่างมีสมาธิ ในสายตาของต้นหยางชายหนุ่มยังคงเหมือนเดิม แม้ว่าอาจจะผิดแปลกไปบ้างตรงที่ดูสุขุมขึ้นและสวมสูทไม่ใช่เสื้อเชิ้ตอย่างที่ชอบใส่ ดูเหมือนข่าวที่บอกว่าโกเมนกุลคุมบังเหียนบริษัทผลิตภาพยนตร์ของนาวินจะเป็นเรื่องจริง เพราะนาวินหายไป จึงเป็นหน้าที่ของผู้ถือหุ้นอีกครึ่งหนึ่งอย่างนักเขียนหนุ่มต้องมาบริหารแทน


“คุณต้นหยาง...” เสียงเรียกจากด้านข้างดึงความสนใจของต้นหยางให้หันกลับมา บอดิการ์ดหนุ่มยื่นกล่องอาหารสำเร็จรูปเจ้าเดิมที่กินประจำในวันเร่งรีบให้เขา


ต้นหยางรับกล่องทัพเพอร์แวร์มาเปิดออก อาหารหอมฉุยอุ่นร้อนส่งกลิ่นไปทั่วห้องโดยสาร โชคดีที่บอดิการ์ดคนอื่นๆ รับประทานอาหารมาก่อนหน้านี้แล้วจึงไม่รู้สึกอะไร แต่สำหรับต้นหยางที่รักการกินอาหารมื้อเช้าอดยิ้มนิดๆ ไม่ได้


“เอาไว้กลับจากต่างประเทศคุณช่วยพาผมไปรู้จักกับเจ้าของร้านหน่อยนะ ผมอยากร่วมทุนกับเขาเปิดร้านอาหารอย่างจริงจัง จะให้ทำอาหารโฮมเมดแบบนี้ต่อไปก็น่าเสียดายแย่เลย”


“เจ้าของร้านเขาไม่ต้องการกำไรครับ เพราะเขาทำคนเดียว จะจ้างคนก็กลัวว่าคุณภาพจะไม่ได้มาตรฐานอย่างที่เขาทำ”


“อืม...” ต้นหยางเคี้ยวอาหารอย่างเอร็ดอร่อย “ก็ถูกอย่างที่คุณพูด แต่ผมก็รู้สึกเสียดายฝีมือเขามากจริงๆ”


หลังจากกินอาหารจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่เม็ดข้าว ต้นหยางก็ส่งกล่องเปล่าคืนก่อนจะหันไปมองด้านข้างที่ปราศจากรถของโกเมนกุล พลางยิ้มสมเพชให้กับตัวเองที่เวลาเขามาหาก็ผลักไส แต่พอเขาไปก็คอยมองหาราวกับคนบ้า


“ถึงแล้วครับ” เชเรียกคนข้างๆ ที่ยังคงเหม่อมองออกไปด้านนอก เมื่ออีกฝ่ายหันกลับมาเขาก็เชิญต้นหยางลงจากรถเพราะพวกเขาต้องไปทำเรื่องพานักแสดงหนุ่มขึ้นเครื่องโดยไม่ผ่านเครื่องแสกนเนื่องจากบนตัวต้นหยางฝังชิพระเบิดไว้ หากตรวจแบบทั่วไปคงไม่รอดสายตาตำรวจ


“อืม” ต้นหยางก้าวลงจากรถพร้อมบอดิการ์ดอีกกว่าสิบคน ดึงดูดคนรอบข้างให้มองมาที่เขา


นักแสดงหนุ่มหยิบแว่นมาสวมก่อนจะเดินอยู่กลางวงล้อมของเหล่าบอดิการ์ดที่รีบกันแฟนคลับของเขาออกห่างทันที ส่วนต้นหยางก็ส่งยิ้มให้ทุกคนที่โบกมือให้เขาอย่างเป็นกันเอง เขาไม่คาดคิดเลยว่าเช้าอย่างนี้จะได้เจอแฟนคลับมากมายรออยู่


“พวกคุณคงไม่ได้นอนที่นี่หรอกใช่ไหม” ต้นหยางถามคนที่เบียดเข้ามาใกล้เขามากที่สุด ใบหน้าเธอดูอ่อนล้าแต่ดวงตาสดใสเป็นประกาย ต้นหยางหยุดเดินและจงใจเมินสายตาบอดิการ์ดที่กดดันเขาให้เดินต่อ


“พะ...พวกเราอยากเจอพี่ต้นค่ะ แต่ไม่รู้ว่าพี่ต้นไปกี่โมงก็เลยมารอกันที่นี่”


“งั้นได้เจอผมแล้วก็รีบกลับไปพักผ่อนกันนะครับ ผมเป็นห่วง” ต้นหยางส่งยิ้มทิ้งท้ายก่อนจะขยิบตาใส่กล้องที่อยู่ใกล้ๆ แล้วเดินไปตามเส้นทางที่ถูกจัดการให้เรียบร้อยแล้ว


“เดินทางปลอดภัยนะคะ!” ได้ยินเสียงตะโกนดังไล่หลัง ต้นหยางโบกมือให้เหล่าแฟนคลับแล้วเดินเข้าห้องรับรองของสนามบิน ในนั้นมีเจ้าหน้าที่รอตรวจพาสปอร์ตและกระเป๋าของเขาตามขั้นตอน มีเพียงตัวเขาที่ไม่ต้องตรวจ


นักแสดงหนุ่มเห็นว่าเชยื่นซองสีน้ำตาลดูหนาพอสมควรให้กับผู้ดูแล ก่อนฝ่ายนั้นจะยิ้มร่าพาพวกเขาเดินทางไปขึ้นเครื่อง


ระหว่างนั้นต้นหยางถามบอดิการ์ดข้างๆ ซ้ำไปซ้ำมาว่าคุณหมอที่ว่าอยู่ไหนแล้ว แต่เชกลับตอบเขาไม่ได้ บอกแค่ว่าคุณหมอเดินทางไปด้วยกันอย่างแน่นอน อาจจะกำลังเช็คอิน ตรวจกระเป๋า หรืออยู่บนเครื่องแล้วก็เป็นไปได้


“บ้าเอ๊ย” ต้นหยางสบถเบาๆ ในหัวของเขาเต็มไปด้วยความกังวล ยิ่งเข้าใกล้เครื่องบินมากเท่าไหร่มือของเขายิ่งสั่นมากเท่านั้น


“คุณแน่ใจนะว่าเขาจะมา ไม่ใช่ว่าเครื่องขึ้นแล้วเขายังไม่โผล่หัว”


“คุณต้นหยางใจเย็นก่อนนะครับ”


“ผมจะเย็นได้ยังไง” เขาเม้มปาก ไม่ทันได้พูดต่อก็ต้องลงจากรถเพื่อขึ้นเครื่องแล้ว “ผม...ผมไม่ไปแล้วได้ไหม”


“...” เชไม่พูดอะไร นอกจากล็อคตัวนักแสดงหนุ่มไว้แล้วพาลุกจากที่นั่ง จากนั้นก็พาเดินขึ้นบันไดสู่ห้องโดยสารภายในเครื่องบิน ซึ่งทุกขั้นตอนที่เขาทำกับต้นหยางนั้น อีกฝ่ายไม่ได้ลืมตามองเลย “ถึงแล้วครับ”


“ถึงไหน”


“ที่นั่งของคุณ” เชดันตัวต้นหยางเข้าไปนั่งด้านในก่อนจะสอดบัตรประชาชน พาสปอร์ตและตั๋วโดยสารใส่กระเป๋าแล้ววางบนตักของนักแสดงหนุ่ม “ผมไปก่อนนะครับ”


“เดี๋ยวสิ แล้วนายจะไปไหน ไม่นั่งด้วยกันเหรอ”ต้นหยางจับแขนเชไม่ยอมปล่อยด้วยกลัวว่าจะถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวบนเครื่องบิน


“ผมกับพวกนั้นนั่งอยู่แถวหลัง ถ้าเกิดอะไรขึ้นคุณเรียกผมได้เลย” พูดจบบอดิการ์ดหนุ่มก็แกะมืออีกฝ่ายออกอย่างรวดเร็วก่อนจะหมุนตัวเดินไปนั่งด้านหลังพร้อมกับพรรคพวก


คนถูกทิ้งมองตามหลังผู้พิทักษ์ทั้งสามด้วยสายตาแดงๆ ก่อนจะหันกลับมาแล้วหายใจเข้าลึกๆ เพื่อข่มความกลัว ตอนนี้แม้อยากจะผลักไสมากแค่ไหนเขาก็ยังอยากมีน้องชายอยู่ข้างๆ ขอเพียงนึกถึงตั้นเข้าไว้ความกลัวทั้งหมดก็คงหายไป


ต้นหยางหลับตาลงเอนหัวพิงเบาะที่นั่ง พยายามคิดว่าเดี๋ยวหมอก็มา พอหมอมาเขาจะขอยานอนหลับขนานแรงเอาให้หลับเป็นตายไม่ต้องรู้ว่าเขาบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปตอนไหนเลย


พึ่บ


เสียงขยับตัวของใครบางคนเข้ามาใกล้ก่อนจะนั่งลงข้างๆ ต้นหยาง ดวงตาคู่นั้นมองนักแสดงหนุ่มที่ยังคงหลับตาไม่สนใจคนรอบข้าง จนกระทั่งเสียงประกาศแจ้งให้ทุกคนคาดเข็มขัดนิรภัย ต้นหยางก็ยังคงนั่งตัวเกร็งหน้าซีดและไม่ลืมตาเหมือนเดิม สุดท้ายคนข้างๆ อย่างเขาจึงเอื้อมมือไปคาดเข็มขัดให้อีกฝ่ายอย่างเบามือก่อนจะจัดการในส่วนของตัวเอง


“ขอบคุณนะครับ” ต้นหยางเอ่ยขอบคุณเบาๆ แล้วทำใจกล้าลืมตาขึ้นมองด้านหน้า ด้านซ้ายและหันกลับมาทางขวา ซึ่งมีร่างสูงของใครบางคนที่คุ้นเคยกำลังเปิดหนังสืออ่านด้วยท่าทีปกติ


“...”


ทำไมโกเมนกุลถึงมาอยู่ที่นี่ และยังเป็นที่นั่งติดกับเขาอีก...


ต้นหยางรีบลุกขึ้นแต่ติดที่เข็มขัดนิรภัยรั้งตัวเขาไว้ มือเรียวจึงพยายามจะกระชากออกแต่ก็ทำไม่ได้อย่างที่ใจต้องการ


“แค่เจอหน้าผมก็ต้องวิ่งหนีเลยเหรอ” โกเมนกุลพูดต่อโดยไม่หันกลับมา แต่สายตาชำเลืองมองคนที่พยายามปลดเข็มขัดนิรภัยแต่ทำไม่เป็น ซึ่งเขาเองก็ไม่คิดจะช่วย


สุดท้ายเมื่อจัดการเข็มขัดนิรภัยไม่ได้ต้นหยางก็ปล่อยมือแล้วผ่อนลมหายใจหนักๆ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนพิจารณาคนที่อยู่ข้างๆ อย่างละเอียดเพิ่มอีกนิด ก่อนหน้านี้เห็นผ่านกระจกยังไม่ชัดเจนนัก แต่พอมาอยู่ใกล้ๆ กันเขายิ่งรู้สึกว่าชายหนุ่มต่างจากเดิมมากทีเดียว กระทั่งหนังสือที่อ่านก็ไม่ใช่นวนิยายแนวสืบสวนอย่างที่เจ้าตัวเคยชอบ


“สนใจเหรอ” เสียงทุ้มเอ่ยถามก่อนดวงตาคู่นั้นจะเบนมาหาต้นหยางที่รีบหันหน้าไปทางอื่นทันที


โกเมนกุลยิ้มมุมปากนิดๆ ก่อนจะเลือนหายไปเมื่อนักแสดงหนุ่มหันกลับมา


“ก็แค่แปลกใจที่คุณอ่านหนังสือแบบนั้น” ต้นหยางเห็นปกก็รู้แล้วว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำธุรกิจ ซึ่งจากที่เขารู้จักอีกฝ่ายมาหลายเดือนหนังสือประเภทนี้ไม่ใช่สไตล์ของโกเมนกุลเลยสักนิด


“ผมไม่ได้อ่านให้คุณเห็นไม่ได้แปลว่าผมไม่ได้สนใจด้านนี้” โกเมนกุลปิดหนังสือลงก่อนจะหันมาหาต้นหยาง “แล้วเรื่องที่คุณกลัวการขึ้นเครื่องบิน ตกลงว่าก็แค่หลอกตาคนอื่นสินะครับ”


ต้นหยางสบตาคู่นั้นโดยไม่คิดจะหลบตาก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ “ผมก็แค่สร้างเรื่องให้ดูมีปมคนอื่นจะได้สงสาร ที่จริงผมแค่ขี้เกียจเดินทางไปทำงานต่างประเทศเท่านั้นเอง”


“อืม...เป็นดาราที่แสดงได้หลายบทบาทดีนะครับ ผมนับถือเลย” โกเมนกุลปรบมือให้ราวกับประชดก่อนจะเปิดหนังสืออ่านต่อโดยไม่สนใจนักแสดงหนุ่มอีก


ต้นหยางหันกลับมาพลางผ่อนลมหายใจที่เริ่มติดขัดเมื่อรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของเครื่องบิน ดวงตาสั่นระริกมองไปรอบๆ อย่างกังวล มือสองข้างกำแน่นอยู่ข้างตัว ขณะที่กำลังจะทนไม่ไหวแอร์โฮสเตสสาวก็เดินผ่านมาพอดี ต้นหยางขอให้เธอช่วยปลดเข็มขัดนิรภัยให้เขาก่อนจะรีบเดินไปทางห้องน้ำทันที


แต่ยังไม่ทันเลื่อนประตูปิดใครบางคนก็แทรกตัวเข้าไปในห้องน้ำพร้อมเขาแล้วปิดประตู ต้นหยางเงยหน้ามองคนตรงหน้าที่เอื้อมมาจับมือสั่นระริกของเขา


“คุณเป็นขนาดนี้จะขึ้นเครื่องมาทำไม”


“ผม...” พูดได้เท่านั้นต้นหยางก็ทรุดตัวลงไปนั่งบนพื้น แขนขาไร้เรี่ยวแรงสิ้นสภาพนักแสดงหนุ่มปากเก่งเหมือนก่อนหน้า


“ต้นหยางมองผม” โกเมนกุลจับคางต้นหยางให้หันมามองหน้าเขา แต่เมื่อเห็นดวงตาคู่สวยคลอหน่วงด้วยน้ำตา ความพยายามตลอดหกเดือนก็พังทลายลง เขาไม่อาจปล่อยให้ต้นหยางอยู่คนเดียวต่อไปได้อีกแล้ว


หมับ


ร่างสูงโอบกอดต้นหยางไว้ทั้งตัว ปลอบประโลมคนขี้กลัวที่ตัวสั่นอยู่ในอ้อมแขนเขา “ผมจะอยู่ตรงนี้กับคุณเอง ไม่ต้องกลัวนะ”


“ผม...” ต้นหยางกำเสื้อสูทของโกเมนกุลแน่น ความกลัวที่แล่นผ่านเข้ามายังคงอยู่ เพียงแต่ความรู้สึกของเขาคล้ายกับได้รับการปกป้องจากเกราะที่โอบล้อมเขาไว้ทั้งตัว จากที่รู้สึกแน่นจนหายใจไม่ออกก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลงอย่างช้าๆ


ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนปิดลงอย่างเหนื่อยอ่อนพลางเอนศีรษะพิงไหล่คนข้างกายด้วยความรู้สึกสบายใจที่คุ้นเคยดี อาจเพราะอีกฝ่ายคือโกเมนกุล คนที่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไว้ใจอยู่เสมอ


ก๊อกๆ


“คุณต้นหยางเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” หัวหน้าบอดิการ์ดเรียกนักแสดงหนุ่มอยู่ที่หน้าประตู แม้จะรู้ว่าต้นหยางไม่ได้อยู่ข้างในคนเดียว แต่เขาก็ยังกังวลว่าโกเมนกุลจะรับมือกับอาการของต้นหยางไม่ได้ “ผมพาหมอมาด้วยครับ เผื่อว่าคุณรู้สึกไม่ดี”


“ผมไม่เป็นไร” ต้นหยางส่งเสียงตอบแล้วขยับตัวออกจากอ้อมแขนของโกเมนกุลพลางสบตาคู่นั้นที่ไม่เคยเปลี่ยนไป


“จะออกไปพร้อมผมหรือจะให้ผมออกไปก่อน” ไม่ทันให้ต้นหยางได้ตอบโกเมนกุลก็พูดสรุปเอง “ไปพร้อมผมก็แล้วกัน”


ร่างสูงจับแขนต้นหยางพาดไหล่เขา ส่วนมืออีกข้างก็สอดเข้าที่เอวเพื่อประคองอีกฝ่ายลุกขึ้นยืน จากนั้นมือเรียวจึงเลื่อนประตูเปิด เผยให้เห็นชายหนุ่มสองคนยืนรอพวกเขาอยู่ด้านนอก


เชจ้องชายหนุ่มทั้งสองที่ประคองกันออกมาอย่างกังวล แต่เมื่อเห็นสีหน้าของต้นหยางไม่แย่อย่างที่คิดไว้เขาก็เบาใจไปเปลาะหนึ่งจึงเอ่ยปากเชิญคุณหมอกลับไปยังที่นั่งโดยสาร


“มีอะไรให้ช่วยไหมคะ” แอร์โฮสเตสสาวเดินเข้ามาหาพวกเขาพลางเอื้อมมือมาช่วยประคอง แต่โกเมนกุลไวกว่า เลื่อนมือของตัวเองแตะไหล่ต้นหยางแล้วโน้มตัวอีกฝ่ายเข้าหาตัวเองไม่ทันให้ปลายนิ้วของเธอแตะต้องตัวเขา


“ไม่เป็นไรครับ ผมดูแลเขาเอง”


“ขอบคุณครับ ผมไม่เป็นไร” ต้นหยางยิ้มให้เธอด้วยใบหน้าซีดเซียวแล้วก้าวตามคนใจร้อนข้างๆ กลับไปยังที่นั่งเดิมของตน


โกเมนกุลจัดการคาดเข็มขัดให้ต้นหยางแล้วคอยสังเกตอาการของอีกฝ่ายเป็นระยะ เมื่อต้นหยางมีท่าทีไม่ดีเวลาที่เครื่องตกหลุมอากาศ นักเขียนหนุ่มก็จะขยับตัวเข้าไปใกล้โดยอัตโนมัติแล้วใช้ตัวเองเป็นเครื่องมือระบายความกังวลให้กับต้นหยางแทนการปล่อยให้อีกฝ่ายจิกเนื้อแขนตัวเอง เหตุการณ์เหล่านี้ดำเนินวนลูบต่อเนื่องนานหลายชั่วโมงโดยที่พวกเขาไม่ได้พูดกันเลยแม้แต่คำเดียว


เมื่อต้นหยางลืมตาขึ้นอีกครั้งก็ได้ยินเสียงแจ้งว่าอีกไม่กี่นาทีจะถึงจุดหมายปลายทาง เขาหันมองคนข้างๆ ที่ยังคงหลับอยู่โดยที่มือข้างนั้นยังคงจับมือเขาไว้ไม่ยอมปล่อยต้นหยางจึงเขย่ามือของตนเป็นการปลุกอีกฝ่ายไปในตัว


“จะถึงแล้ว”


“อืม ได้ยินแล้ว” โกเมนกุลตอบเขาโดยไม่ปล่อยมือ และไม่มีทีท่าว่าจะลืมตาหรือเตรียมตัวเก็บของก่อนลงจากเครื่องเลย


“คุณมาทำอะไรที่นี่กันแน่” ต้นหยางเอ่ยถามในสิ่งที่เขาสงสัย ตั้งแต่โกเมนกุลได้ที่นั่งติดกับเขา รวมถึงหัวหน้าบอดิการ์ดอย่างเชไม่คิดจะระวังให้เขาอยู่ห่างจากโกเมนกุลทั้งที่เป็นคนแปลกหน้าเลยสักนิด ทุกอย่างแปลกประหลาดราวกับถูกวางแผนไว้อย่างแยบยล


“มาทำงาน”


“งานอะไร”


“แล้วคุณล่ะมาทำอะไร” กลายเป็นโกเมนกุลที่ถามเขากลับ โดยที่คำถามนั้นแม้แต่ต้นหยางก็ยังไม่รู้ว่าเจ้าสัวนาวาส่งเขามาที่นี่เพื่ออะไร


“มาทำงาน”


“งานอะไรถึงทำให้คุณต้องเสี่ยงตายขึ้นเครื่องบินมาถึงที่นี่”


“งานของผม คุณไม่จำเป็นต้องรู้หรอก” ต้นหยางใช้จังหวะที่โกเมนกุลพูดกับเขาดึงมือตัวเองออกก่อนจะปลดสายเข็มขัดนิรภัยตามที่แอร์โฮสเตสทำให้เขาก่อนหน้านี้


“ขอบคุณที่ช่วยผม และหวังว่าหลังจากนี้เราจะไม่เจอกันอีก” ต้นหยางหยิบกระเป๋าของตัวเองก่อนจะลุกจากที่นั่งแล้วเดินตามเหล่าบอดิการ์ดที่รอประกบหน้าหลังเขาอยู่


“ก็ไม่แน่หรอกต้นหยาง...” โกเมนกุลพูดกับตัวเองพลางมองส่งต้นหยางจนกระทั่งร่างสูงโปร่งเดินหายลับไปจากสายตา




TBC.

มาต่อแล้วจ้า เจอกันตอนหน้าน้าาาาา ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์ค่ะ :)
เจ้าสัวนาวานี่นังไงนะ ดูจัดแจงทุกสิ่งอย่างได้แบบเหนือคนมากกกกก
เจ้าสัวเป็นคนร้ายๆ ค่ะ ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ มีเงินมีอำนาจตอนนี้ที่ขาดคือลูกชายที่ถูกลักพาตัวปายยยย

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 22 [13-08-62]
«ตอบ #48 เมื่อ13-08-2019 21:10:07 »

บทที่ 22




กลุ่มบอดิการ์ดเดินนำนักแสดงหนุ่มมาส่งถึงรถลีมูซีนที่จอดรออยู่หน้าสนามบิน ต้นหยางมองผ่านกระจกเข้าไปด้านในก็เห็นตัวการสร้างเรื่องที่ทำให้เขาต้องบินมาประเทศ A นั่งอยู่ที่เบาะหลังก็แค่นหัวเราะก่อนจะเปิดประตูขึ้นไปนั่งข้างกัน


“ก็ยังไม่ตายนี่” เจ้าสัวนาวาเริ่มต้นด้วยประโยคพลางสำรวจต้นหยางที่ดูปกติดี ต่างจากที่คิดไว้ว่าอีกฝ่ายจะกลัวจนตัวสั่นหรือถึงขั้นต้องหามส่งโรงพยาบาล โชคดีที่ต้นหยางไม่มีอาการที่ว่าเขาจึงดำเนินการตามแผนต่อได้ทันที ไม่ต้องพาอีกฝ่ายไปสงบสติอารมณ์เสียก่อน


“พระเจ้าคงอยากให้ผมอยู่บนโลกมนุษย์เพื่อทำให้ใครบางคนกลับใจละมั้งครับ” ต้นหยางพูดพลางเปิดโทรศัพท์อ่านข่าวที่กำลังเป็นกระแสร้อนในช่วงนี้โดยเฉพาะข่าวของคนข้างๆ ที่ฉาวไปทั้งวงการ ทั้งจัดดาราในสังกัดไปให้พวกนักการเมืองเล่นสนุก รวมถึงมีอะไรกับลูกเลี้ยงตัวเองจนภาพว่อนไปทั่วทั้งอินเทอร์เน็ต ฝ่ายหญิงสาวที่เพิ่งหมั้นหมายจึงถูกถอนหมั้นและหนีอายไปอยู่ประเทศอื่น แม้ข่าวพวกนี้จะเคยถูกเจ้าสัวนาวาตามเก็บไม่มีเหลือแต่ฝาแฝดของเขาก็สืบหามาตีแผ่จนได้ สร้างความสะใจให้กับต้นหยางมากจริงๆ


“กลับใจเหรอ...หึ ฉันเดินมาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับแล้วล่ะต้นหยาง” เจ้าสัวนาวาตวัดสายตามายังต้นหยางก่อนจะสั่งเชให้จับตัวนักแสดงหนุ่มไว้


“จะทำอะไร”


“รังเกียจฉันมากนักไม่ใช่เหรอ” เขาเชยคางต้นหยางขึ้นก่อนก้มลงบดจูบจนริมฝีปากนั้นบวมช้ำ ลิ้นร้อนพยายามจะสอดเข้าไปแต่ต้นหยางขัดขืนสุดแรง เขารังเกียจทุกสัมผัสที่ถูกบังคับนี้แต่กลับทำอะไรไม่ได้เมื่อถูกล็อกไว้จากด้านหลัง จนกระทั่งถูกบีบกรามให้อ้าออกเขาจึงฉวยโอกาสนั้นกัดลิ้นที่แทรกเข้ามาทันที


“โอ้ย! ไอ้เวรนี่!”


เจ้าสัวนาวาเหวี่ยงหมัดชกเข้าที่หน้าท้องของต้นหยางอย่างแรงจนนักแสดงหนุ่มตัวงอ “ถ้าไม่ติดว่าคนที่เราจะไปเจอเขาต้องการเห็นใบหน้านายสมบูรณ์ ฉันตบหน้านายไปแล้ว!”


ต้นหยางกัดฟันแน่น จ้องเขม็งไม่ยอมจำนน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาถูกทำร้ายร่ายกายในส่วนที่คนภายนอกไม่เห็น ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา เขาต้องกัดฟันทนทุกครั้งที่เจ้าสัวนาวาอารมณ์เสียเพราะน้องชายของเขาทยอยส่งหลักฐานต่างๆให้อัยการอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้หลายสิ่งที่อีกฝ่ายเคยครอบครองถูกเปลี่ยนมือจนแทบจะไม่หลงเหลืออะไรเป็นของตัวเอง


ยิ่งข่าวที่ประโคมว่าในอดีตเขาเคยลอบวางเพลิงสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า สร้างความสะเทือนใจให้คนในวงการเป็นอย่างมาก  แต่ที่สะเทือนใจหนักที่สุดก็คงเป็นรัฐมนตรีกรกรรณที่ล้มป่วยเข้าโรงพยาบาลจากนั้นก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งกะทันหัน ต้นหยางไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องกันหรือไม่ กรกรรณอาจจะรู้สึกผิดที่เพื่อนของเขามีส่วนในการทำลายชีวิตเขากับน้องชาย หรือไม่ก็อาจป่วยจนขอลาออกเอง


แต่ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะเป็นเพราะอะไร กรกรรณก็ไม่ใช่รัฐมนตรีที่มีอำนาจอีกต่อไปแล้ว และต้นหยางเชื่อว่าน้องชายของเขาคงกำลังหาหลักฐานเอาผิดอีกฝ่ายอยู่อย่างแน่นอน


“อึก!”


หมัดที่สองกระแทกเข้าที่ช่องท้องอีกครั้ง ต้นหยางกัดปากตัวเองแน่นไม่ให้ส่งเสียงร้องออกไปไม่ยอมให้เจ้าสัวนาวาเห็นว่าเขาอ่อนแอเด็ดขาด


“เจ้านาย...เราใกล้จะถึงที่หมายแล้วครับ ผมคิดว่า...” คนขับรถประจำตัวต้นหยางเอ่ยขัดก่อนหมัดที่สามจะถูกส่งไปเขาหวังเพียงอย่างน้อยจะช่วยให้นักแสดงหนุ่มไม่ทรมานมากนักเพราะตลอดระยะเวลาที่ต้นหยางอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าสัวนาวา แม้จะถูกเจ้านายบังคับและขู่ทำร้ายอยู่บ่อยๆ แต่นักแสดงหนุ่มแยกแยะคนจากความแค้น ใครที่ไม่ตั้งใจทำร้ายเขาล้วนได้รับน้ำใจเสมอ กระทั่งคนขับรถที่แทบไม่มีใครใส่ใจ ต้นหยางก็ยังให้หัวหน้าบอดิการ์ดซื้ออาหารมาให้ประจำ


“นั่นสิ นายพูดถูก” เจ้าสัวนาวาชักมือกลับมาพลางจัดสูทให้เข้าที่เมื่อรถชะลอจอดเทียบ ณ ร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งที่ถูกเหมาร้านเพื่อการเจรจาในครั้งนี้ “ตามฉันเข้าไปเงียบๆ ห้ามสอดปากเด็ดขาดเข้าใจไหม”


ต้นหยางไม่ตอบอะไรเพียงก้าวลงจากรถอย่างสงบเสงี่ยมขึ้นเขาตามเจ้าสัวนาวาไปด้วยความรู้สึกว่างเปล่า ในสถานการณ์นี้ไม่มีทางเลือกอื่นไม่อย่างนั้นเขาคงถูกระเบิดทิ้งเป็นเศษเนื้อเละๆ ถูกทิ้งลงถังขยะโดยไม่มีใครรู้หากเป็นเช่นนั้น ทำตามแล้วมีชีวิตอยู่ยังดีเสียกว่า


“สวัสดีครับคุณติณ” เจ้าสัวนาวาเอ่ยทักชายชราที่นั่งอยู่ในร้านอาหารที่ปราศจากผู้คนก่อนดึงแขนต้นหยางให้เข้ามาใกล้ “นี่คือสินค้าที่คุณต้องการครับ”


ต้นหยางหันไปมองหน้าเจ้าสัวนาวาที่เต็มไปด้วยความโลภจึงพอจะเดาเจตนาได้ว่าของอีกฝ่ายสั่งให้เขาบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่ออะไร “คุณจะทำอะไร!”


“ฉันสั่งไว้ว่ายังไงต้นหยาง” เจ้าสัวนาวากระซิบเสียงเบา ส่วนเชที่ยืนขนาบนักแสดงหนุ่มก็เอาปืนจ่อหลังอย่างทันท่วงที ต้นหยางได้แต่กำหมัดแน่นก่อนจะหันไปหาชายชราที่ต้องการซื้อตัวเขา


“ใจเย็นๆ เจ้าสัว ต้นหยางเขาคงตกใจที่เราไม่บอกเขาก่อนน่ะ แต่ผมไม่ถือสาหรอกนะ พยศก็ดีจะได้มีสีสันบนเตียง”


“ไอ้...” ต้นหยางกัดปากแน่นเมื่อปืนกระบอกนั้นกดเข้ามาในเนื้อเขาแล้วบังคับให้นักแสดงหนุ่มนั่งโต๊ะร่วมกัน


“ถ้าอย่างนั้นเรามาคุยเรื่องของแลกเปลี่ยนกันดีกว่าครับ”


“ได้เลยครับ” ชายชราดีดนิ้วเรียกลูกน้อง จากนั้นร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์จึงเดินถือกระเป๋าเข้ามาหาพวกเขาแล้ววางกระเป๋าสองใบลงบนโต๊ะเบาๆก่อนจะเดินออกไป


“ทั้งหมดห้าร้อยล้านแลกกับสัญญาจ้างสิบปีที่เขาเซ็นกับคุณไปก่อนหน้านี้” ชายชราพูดด้วยน้ำเสียงใจดีก่อนจะดันกระเป๋าเงินนั้นให้บอดิการ์ดของเจ้าสัวนาวานับ เมื่อตรวจดูแล้วครบถ้วนบอดิการ์ดคนนั้นก็พยักหน้าให้เจ้านาย


“สัญญาฉบับจริงเป็นของคุณแล้ว” เจ้าสัวนาวายื่นเอกสารให้ชายชรา ซึ่งผู้รับเอกสารนั้นไปคือทนายที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ต้นหยางรู้จักเขาผ่านรายการโทรทัศน์ และตั้นเคยบอกเขาว่าทนายคนนี้ฝีมือดี เคยช่วยลูกค้าของตั้นหลายคนสู้คดีกลับดำเป็นขาวได้อย่างแยบยล แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่จำเลยมีหลักฐานมากพอเท่านั้น


ทนายรับหนังสือสัญญาไปอ่านพลางเหล่มองนักแสดงหนุ่มที่ช่างโง่งมเซ็นสัญญาสิบปีโดยรับเงินเดือนไม่ถึงสองหมื่น ทั้งที่ค่าตัวต่อชิ้นของเขาอย่างต่ำก็ครึ่งแสน


“สัญญาไม่มีปัญหาครับคุณติณ” ทนายกล่าวจบก็สอดเอกสารใส่ซองแล้วส่งคืนผู้ว่าจ้างเขา ซึ่งเมื่อชายชรารับไปก็ฉีกเอกสารแผ่นนั้นต่อหน้าทุกคนทันที


“ถ้าอย่างนั้นเขาก็เป็นของผมแล้ว มานี่สิต้นหยาง” ชายชราส่งยิ้มอย่างมีเลศนัยมาให้ต้นหยาง เมื่อเห็นนักแสดงหนุ่มไม่ยอมลุกจากเก้าอี้แถมยังมองกระดาษที่ถูกฉีกทิ้งกระจายอย่างไม่เข้าใจ เขาจึงเป็นฝ่ายลุกแล้วกระชากแขนอีกฝ่ายขึ้นอย่างไร้ความปรานี “ไปกับผมเถอะนะเด็กดี”


ต้นหยางอยากกระชากแขนออกแต่ทำไม่ได้ เรี่ยวแรงคนหนุ่มอย่างเขาดูเหมือนจะแพ้ตาแก่ผมหงอกคนนี้จนน่าแปลกใจ แต่สุดท้ายก็เดินตามไปเพราะคิดแผนบางอย่างขึ้นมาได้พอดี


เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงหน้าร้านต้นหยางหยุดเดินแล้วหันพูดกับคนข้างๆ


“คุณติณ ผมเห็นว่าคุณใจดีฉีกสัญญาแผ่นนั้นให้ผม ดังนั้นผมจะบอกความลับบางอย่างให้คุณรู้ไว้” นักแสดงหนุ่มพูดกับอีกฝ่ายด้วยสีหน้าจริงจัง “ในตัวผมฝังชิพระเบิดไว้อยู่ คุณซื้อผมไปก็เท่ากับฆ่าตัวตาย ทางที่ดีคุณรีบหนีไป...”


“ขึ้นรถ” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยขัดคำพูดของต้นหยางก่อนจะดันแผ่นหลังนักแสดงหนุ่มขึ้นรถแล้วก้าวตามขึ้นไป จากนั้นรถคันหรูก็เคลื่อนไปตามถนนตรงไปยังโรงแรมใจกลางเมืองที่ต่อให้เป็นเจ้าสัวนาวามีเงินล้นฟ้ามากแค่ไหนก็ไม่มีโอกาสได้เข้าพัก


“มึง...” ต้นหยางพูดเพียงเท่านั้นก็ง้างหมัดเตรียมจะชกคนตรงหน้า แต่คนขับรถด้านหน้าร้องขึ้นมาเสียก่อน


“คุณต้นใจเย็นก่อนนะครับ”


“!” ต้นหยางหันขวับไปทางเจ้าของเสียงที่กำลังขับรถอยู่ “คุณนาวิน...”


“ครับผมเอง และนั่นก็...”


“ไอ้ตั้น ผมรู้แล้ว แต่คุณน่ะทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ แล้วยัง...” ต้นหยางสับสนทำไมนาวินถึงร่วมมือกับตั้นหลอกพ่อตัวเอง อีกอย่างพวกเขาควรจะหลบซ่อนอยู่ที่ประเทศนั้นไม่ใช่เหรอ


“พวกกูก็มาช่วยมึงไง” ตั้นกอดคอพี่ชายพลางกระชากหน้ากากซิลีโคนออกจากใบหน้า


“แต่นั่นพ่อคุณ”ต้นหยางไม่สนใจน้องชาย แต่จ้องแผ่นหลังของนาวินด้วยสายตากดดัน เขาพูดได้เต็มปากว่าไม่ไว้ใจนาวินเลยแม้แต่น้อยเพราะเขารู้ดีว่าความเป็นพ่อลูกต่อให้ตายก็ไม่มีวันตัดขาด แล้วนาวินมาช่วยเขาด้วยเหตุผลใดกันแน่ “คุณคิดดีแล้วเหรอที่ทำแบบนี้”


“ครับคุณต้น และเพราะเขาเป็นพ่อของผม ผมถึงยอมให้พ่อทำแบบนั้นกับคุณต่อไปไม่ได้” นาวินตอบกลับไปด้วยความรู้สึกผิด เขาอยากให้ตัวเองเข้มแข็งและกล้าเผชิญหน้ากับพ่อมากกว่านี้ แต่เขาทำไม่ได้ ยิ่งตอนที่พอพยายามจะขายต้นหยางเพื่อแลกกับเศษเงินนาวินก็รู้สึกราวกับว่าเขายังรู้จักพ่อของตัวเองไม่ดีพอ


หากไม่ใช่เพราะตั้นเอะใจเรื่องการเดินทางกะทันหันของต้นหยางแล้วสืบจากข้อมูลในตลาดมืดจนรู้ว่ามีเศรษฐีชรานิยมเสพสุขกับนักแสดงหนุ่มชาวเอเชีย และนัดแลกเปลี่ยนคนกับเงินกันที่ประเทศ A ตอนนี้พวกเขาก็คงเสียต้นหยางไปแล้ว


“แต่คุณทำแบบนี้ไปก็ไม่มีความหมายอะไรหรอกนะ” ต้นหยางแตะหลังต้นคอตัวเอง บริเวณที่ฝังชิพระเบิดไว้ เขาไม่มีทางคาดเดาใจของเจ้าสัวนาวาได้เลยว่าจะกดปุ่มระเบิดสมองเขาเมื่อไหร่ หากเขาอยู่กับสองคนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการฉุดพวกเขาให้ตายไปพร้อมกัน


“กูรู้” ตั้นสวมกอดหลวมๆ พี่ชาย ในที่สุดเขาก็ได้ฝาแฝดของตนกลับคืนแล้ว ความเครียดที่ผ่านมาทั้งหมดล้วนไม่สำคัญอีกต่อไป ขอเพียงมีต้นหยางต่อให้ต้องระเบิดไปพร้อมกันตั้นก็ไม่กลัว “อีกอย่างกูไม่คิดจะปล่อยให้บนตัวมึงติดตั้งระเบิดแบบนี้ตลอดไปหรอกนะ ที่พวกกูวางแผนทั้งหมด ไม่ใช่แค่ชิงตัวมึง แต่กำลังฉวยโอกาสที่มึงรอดพ้นจากสายตาของคนพวกนั้นเอาระเบิดออกจากตัวมึง”


“ตั้น มึงอย่าบ้าให้มันมากนัก ถ้าจัดการระเบิดไม่ถูกวิธีพวกเราตายกันหมดแน่”


“ไม่ตายหรอก ต่อให้กูยอมตายไปกับมึงก็มีคนไม่ยอมให้มึงตายอยู่ดี”ตั้นพูดอย่างมีเลศนัยระหว่างที่รถเลี้ยวเข้าไปในโรงแรมหรู ตั้นหยิบหน้ากากมาสวมใส่อีกครั้งแล้วก้าวลงจากรถไป


“ที่มึงพูดหมายถึง...”


“คนที่มึงคิดนั่นแหละ” ตั้นจับแขนพี่ชายพลางทำทีเป็นคนแก่เดินไม่ไหว ทักษะเหล่านี้เขาได้มาจากต้นหยางที่ขยันแกล้งทำเป็นอ่อนแอให้เขาดูแลอยู่ตลอด เขาจึงเอาคืนบ้างให้พี่ชายพาจูงไปจนถึงห้องพักที่เขาได้นัดพบโกเมนกุลไว้ก่อนหน้านี้


ในตอนที่ตั้นรู้ว่าพี่ชายถูกติดตั้งระเบิดจากปากของโกเมนกุล เขาแทบจะล้มเลิกแผนการทั้งหมดแล้วชิงตัวพี่ชายมาเดี๋ยวนั้น แต่นักเขียนหนุ่มห้ามไว้และบอกถึงแผนการที่พวกเขาสามารถร่วมมือกันได้ ตั้นและนาวินเป็นฝ่ายจัดการเศรษฐีมักมากคนนั้นแล้วแทนที่ด้วยตัวเองไปเจรจาแลกเปลี่ยนต้นหยางมาจากเจ้าสัวนาวา


ตอนนั้นตั้นยังคิดอยู่เลยว่านาวินจะเผยตัวให้พ่อตนเองรู้ และเขากับพี่ชายก็คงไม่มีโอกาสรอดออกมาจากที่นั่น แต่พอเห็นอีกฝ่ายตั้งใจแสดงอย่างแนบเนียน อีกทั้งยังบอกถึงลักษณะที่ไม่ควรแสดงออกต่อหน้าเจ้าสัวนาวาให้เป็นที่สงสัยเขาจึงไว้ใจนาวินมากขึ้น อย่างน้อยความสัมพันธ์ของพวกเขาตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นว่านาวินใส่ใจต้นหยางมากกว่าที่เขาคิด


ตอนนี้กลับกลายเป็นความสัมพันธ์ของต้นหยางและโกเมนกุลเสียอีกที่ตั้นเป็นห่วง ทั้งคู่ไม่ได้ติดต่อกันเลยแต่ต้องมาเจอกันในสถานการณ์นี้ ตั้นคาดเดาไม่ได้ว่าพี่ชายของเขาจะจัดการความรู้สึกของตัวเองอย่างไร เพราะแฝดผู้พี่ของเขายอมให้ตัวเองอยู่ท่ามกลางห่าธนูเพียงคนเดียวมากว่าลากคนอื่นไปตายด้วย ดังนั้นเขาจึงคิดว่าสองคนนี้ไม่มีทางจากกันด้วยดี และการเผชิญหน้ากันครั้งนี้พี่ชายของเขาคงลำบากใจพอสมควร


“เข้าไปสิ”ตั้นดันหลังพี่ชายให้ก้าวไปข้างหน้า แต่ต้นหยางกลับไม่ยอมขยับเลยแม้แต่น้อย “หรือมึงกลัวอะไร”


“กูไม่ได้กลัว...แต่กูไม่อยากให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นตอนที่พวกเราอยู่ด้วยกัน”


“มึงตายกูตายเรื่องก็จบ กูไม่ได้แคร์การอยู่บนโลกใบนี้เท่ากับการไม่มีมึงนะต้นหยาง” ตั้นถอนหายใจก่อนจะยกมือเคาะประตู รอเพียงเสี้ยวนาทีประตูก็ถูกเปิดออกจากด้านในพร้อมกับคนที่เพิ่งจากกันบนเครื่องบินยืนอยู่ตรงหน้าต้นหยาง


ทั้งสองมองหน้ากันเงียบๆ ไม่มีใครเอ่ยทักทายใครก่อน กลับเป็นตั้นที่ยืนกอดอกอยู่ข้างที่ทนไม่ไหวผลักต้นหยางเข้าห้องไปด้วยแรงไม่เบานักจนเกือบเซถลาเข้าไปในอ้อมแขนของโกเมนกุลแล้ว หากไม่ใช่เพราะมือเรียวเอื้อมไปจับแขนน้องชายตัวดีได้เสียก่อน


“ทำอะไรของมึง”ต้นหยางหันกลับมาหาน้องชายที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แล้วเดินเข้าห้องไป เหลือเพียงนักแสดงหนุ่มที่ละล้าละหลังไม่รู้ว่าควรจะก้าวตามเข้าไปหรือไม่


“พบกันอีกแล้วนะครับ” โกเมนกุลเอ่ยทักก่อนจะผายมือเข้าไปด้านใน “เข้ามาก่อนสิครับ”


“อืม” ต้นหยางหลบสายตาที่จ้องมาแล้วก้าวผ่านนักเขียนหนุ่มไป ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกวาดมองไปรอบๆ ห้องที่ตกแต่งอย่างหรูหรา บนโซฟาที่ตั้นเดินไปนั่งมีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ดูคุ้นตาอย่างมาก จนกระทั่งฝ่ายนั้นหันมาต้นหยางจึงนึกได้ว่าอีกฝ่ายคือนายแพทย์ที่เชพามา


“หมอ...มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”ที่ต้นหยางอยากจะถามมากกว่านั้นคือนายจ้างอีกฝ่ายคือเจ้าสัวนาวาไม่ใช่เหรอ


นายแพทย์ดันแว่นให้เข้าที่ก่อนจะมองผ่านเขาไปยังคนด้านหลังที่เพิ่งเดินตามมา “พอดีเพื่อนผมให้มาช่วยผ่าตัดคุณน่ะครับ ไง จะให้ฉันผ่าตัดเลยไหม แฟนฉันรออยู่นะ”


“คุณพร้อมไหม”โกเมนกุลถามคนที่อยู่ข้างๆ


ต้นหยางพยักหน้าก่อนจะเดินตามหมอเข้าไปในห้อง แต่ก่อนที่ประตูจะปิดลงเขาหันกลับไปหาน้องชายที่ส่งยิ้มเป็นกำลังใจให้เขาจากนั้นก็เลื่อนสายตามายังคนที่ยืนอยู่ข้างกัน ขยับปากจะเอ่ยบางคำแต่กลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว


โกเมนกุลแตะแก้มอุ่นพลางปาดน้ำตาที่ไหลโดยที่นักแสดงหนุ่มไม่รู้ตัว “อย่ากลัว ผมไม่ยอมให้คุณเป็นอะไรหรอก”เขายิ้มให้ต้นหยางก่อนจะเลื่อนมือไปกุมอีกฝ่ายไว้หลวมๆ แล้วพากันเดินเข้าไปในห้องที่นายแพทย์เตรียมเครื่องมือพร้อมเรียบร้อยแล้ว


คล้อยหลังประตูปิดลง นาวินก็เปิดประตูเข้ามาในห้องแล้วเดินมานั่งที่โซฟา ดูจากการที่เหลือเพียงตั้นแสดงว่าคนที่เหลือเข้าห้องผ่าตัดไปแล้ว นาวินแตะไหล่คนข้างๆ ที่มือปิดหน้าตัวเอง แม้จะไร้เสียงสะอื้นแต่น้ำตาที่ไหลอยู่ใต้คางก็บอกเขาได้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร


ต้นหยางเปรียบเหมือนทุกอย่างในชีวิตของตั้น หากต้องเสียพี่ชายไปนาวินไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าเขาจะจัดการพ่อของเขาอย่างไร แม้นาวินจะรักพ่อของตัวเองมากแค่ไหนแต่ก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อความสัมพันธ์ของฝาแฝดคู่นี้


“เขาจะไม่เป็นไร” นาวินเอ่ยปลอบคนข้างๆ ก่อนจะตบกระเป๋าเสื้อสูทแล้วหยิบซองบุหรี่ส่งให้ตั้น “สักหน่อยไหม”


คนที่นั่งปิดหน้าได้กลิ่นคุ้นเคยก็ยิ้มมุมปากก่อนจะปาดคราบน้ำตาทิ้งอย่างไม่ใส่ใจแล้วคว้ากล่องบุหรี่มาถือไว้ “ยังคงเป็นคุณที่อยู่กับผมในช่วงเวลาแบบนี้”


“ก็เราเป็นเพื่อนกันไง” นาวินชนไหล่ตั้นก่อนจะยิ้มนิดๆ “มีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้านเป็นไง ผมเป็นเพื่อนที่ดีใช่ไหมล่ะ”


“ดูเหมือนจะดีถ้าไม่มีพุงย้วยๆ นั่น”


“นี่...อย่าย้ำมากได้ไหมคุณ ถ้าไม่ใช่เพราะต้องหนีคนของพ่อ ผมคงออกไปวิ่งฟิตหุ่นทุกวันแล้ว ใครจะอยากปล่อยให้อึดอัดตัวแบบนี้ล่ะ”


“ก็ผมบอกว่าจะช่วยเบิร์นให้ แต่คุณไม่เอานี่”


“...อะแฮ่ม ไอ้วิธีแบบนั้นน่ะไม่ได้หรอกนะ ผมเป็นผู้ชาย” นาวินขยับถอยออกจากตั้นเล็กน้อย ไม่รู้ว่าทำไมเวลาเขาพูดถึงเรื่องนี้อีกฝ่ายถึงโยงไปเรื่องนั้นได้


“ทำไมไม่ได้ คุณเปิดใจรับความสัมพันธ์ของพวกเขาแต่ไม่เปิดใจรับเรื่องของพวกเราเหรอ”


“...มันไม่เหมือนกัน”


“ไม่เหมือนกันยังไง หรือว่าที่ผ่านมาผมยังชัดเจนกับคุณไม่มากพอ”


“...”


“ผมไม่อยากเป็นเพื่อนกับคุณ...นาวิน”



ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนสบตาคนข้างๆ ก่อนจะลุกจากโซฟา ปล่อยให้นาวินทบทวนถึงสิ่งที่ผ่านมาระหว่างพวกเขา หากชายหนุ่มคิดว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแค่ความสัมพันธ์ของเพื่อนที่รู้จักกัน ตั้นก็ไม่จำเป็นต้องยึดนาวินให้อยู่ข้างเขาอีกต่อไป

 





Tbc.




มะ...ไม่มีคนอ่านแล้วเหรอ  :ruready   :ling2:

ออฟไลน์ pktherabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 22 [13-08-62]
«ตอบ #49 เมื่อ13-08-2019 23:47:18 »

เพิ่เข้ามาอ่าน​22ตอนรวด
สนุกและลุ้นดี
คนเขียนสู้ๆ​

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 22 [13-08-62]
« ตอบ #49 เมื่อ: 13-08-2019 23:47:18 »





ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 23 [03-09-62]
«ตอบ #50 เมื่อ03-09-2019 23:06:31 »

บทที่ 23

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง นับตั้งแต่เริ่มต้นผ่าตัดนำชิพฝังระเบิดออกจากร่างของต้นหยาง นักแสดงหนุ่มนอนคว่ำอยู่บนเตียงท่อนบนเปลือยเปล่า ที่หลังต้นคอถูกปิดด้วยผ้าพันแผล ด้วยความเชี่ยวชาญของคุณหมอมือหนึ่งของโรงพยาบาล บาดแผลของต้นหยางจึงถูกเย็บอย่างเรียบร้อยไม่มีรอยซึมของเลือดปรากฏให้เห็น แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นโกเมนกุลก็ยังไม่วางใจ เขาลูบแก้มของอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนเบนสายตาไปยังมือเรียวที่จับเขาไว้ไม่ยอมปล่อย


แม้อีกฝ่ายเลือกที่จะไม่ปริปากพูด ทุกนาทีที่ต้นหยางต้องทนเขารับรู้ทั้งหมด


“ถ้าคุณตื่น คุณจะไปจากผมหรือเปล่าต้นหยาง” นักเขียนหนุ่มเอ่ยถามเสียงเบา ดวงตาอ่อนล้าแต่ไม่กล้าละจากใบหน้ากำลังหลับใหล ด้วยกลัวว่าหากเขาเผลอหลับ ต้นหยางจะหนีหายไปจากเขาอีก


ก๊อกๆ


โกเมนกุลหันไปมอง เป็นพ่อของเขาที่เปิดประตูเข้ามาพร้อมถาดอาหารโดยมีตั้นเดินตามมาด้านหลังด้วยสีหน้าไม่ยินดียินร้าย ตั้งแต่ตอนที่พ่อของเขาแวะมาเมื่อช่วงบ่าย ตั้นก็แค่มองมาแล้วหันไปจดจ่ออยู่กับโทรศัพท์ของตน จนเขาอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่เคียดแค้นพ่อของเขาอย่างที่ต้นหยางแสดงออก


ขณะที่สบตากันช่วงสั้นๆ ตั้นเหมือนจะเดาความคิดเขาได้ แต่เลือกเดินไปนั่งข้างเตียงฝั่งตรงข้ามโกเมนกุลโดยไม่เอ่ยพูดอะไร กลับเป็นพ่อของเขาเสียเองที่ทำลายความเงียบ


“เขาเป็นยังไงบ้าง”


“หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรแล้วครับ”


“แล้วระเบิดนั่นล่ะ”


“กชเอาไปจัดการให้แล้วครับ และต่อไปนี้ผมจะยอมให้ใครทำกับเขาแบบนี้อีก” ต่อให้คนที่อยู่เบื้องหลังคือเพื่อนสนิทของพ่อ เป็นพ่อของนาวิน โกเมนกุลก็ไม่คิดจะเกรงใจ


กรกรรณตบบ่าลูกชาย รู้สึกละอายเกินกว่าจะพูดอะไร เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดล้วนเกิดจากตัวเขา เขาเป็นต้นเหตุให้พ่อของต้นหยางเสียชีวิต แม้รูปการณ์จะเอนเอียงว่าฝ่ายนั้นพยายามจบชีวิตตัวเองแต่เขาก็ไม่อาจปัดความผิดในส่วนของตน หากตอนนั้นเขาใส่ใจเด็กทั้งสองสักนิดเรื่องราวทั้งหมดก็คงไม่กลายเป็นแบบนี้


“พวกคุณจะเอายังไงต่อ” ตั้นเอ่ยถามพลางเขี่ยปอยผมพี่ชายเล่น คล้ายไม่ใส่ใจแต่รอฟังคำตอบอยู่ในที “ต้นหยางไม่ใช่คนที่จะหายบ้าได้เพียงเพราะคุณขอโทษ”


“เธอมีวิธีอะไรก็เสนอมาเถอะ” กรกรรณยอมหมดแล้วทุกอย่างหากจะช่วยชำระบาปที่เขาก่อได้บ้าง


“หึ ถ้าผมมีวิธีพวกคุณสองพ่อลูกก็คงไม่เดือดร้อนวุ่นวายกันแบบนี้หรอก” ตั้นเหลือบไปมองโกเมนกุลที่สายตายังคงหยุดอยู่ที่พี่ชายฝาแฝดของเขาก็ลอบถอนใจ หากโกเมนกุลแค้นพี่ชายเขาสักนิดหรือต้นหยางเกลียดอีกฝ่ายเข้าไส้ ทุกอย่างคงง่ายกว่านี้


“ผมคิดว่าต้นหยางต้องการหมอ” ตั้นเอ่ยพลางลุกจากเตียง เผชิญหน้ากับทั้งคู่อย่างตรงไปตรงมา “และต้องเป็นหมอจิตเวชที่จะไม่มีวันแพร่งพรายเรื่องของเขาให้ใครรู้”



....................................
ในฝันของต้นหยาง เสียงนุ่มนวลของพ่อดังแว่วอยู่ไม่ไกล แต่เมื่อเขาหันไปกลับเห็นเพียงม่านหมอกสีขาวขุ่นลอยฟุ้ง เท้าทั้งสองเดินสะเปะสะปะไปทั่วไล่ตามเจ้าของเสียงที่ห่างไปไกลเรื่อยๆ


“พ่อ พ่ออยู่ไหนน่ะ!” ต้นหยางวิ่งตามไปด้วยหัวใจเต้นรัว เขาได้ยินเสียงรถแล่นมาด้วยความเร็วและกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนจะปะทะเข้ากับบางอย่างแล้วเงียบไป


“พ่อ...พ่อจ๋า พ่อ!” เด็กชายตะโกนจนเสียงแหบแห้งก่อนม่านหมอกที่เคยปกคลุมค่อยๆ จางไป เหลือเพียงร่างชายหนุ่มที่นอนอาบเลือดแน่นิ่งอยู่บนถนน เด็กชายวิ่งไปหาพ่อแล้วเขย่าตัวเขาเท่าที่แรงของเด็กคนหนึ่งพอจะมี


ต้นหยางมองภาพนั้นด้วยหัวใจสั่นไหว สองขาก้าวไม่ออกได้แต่ยืนตัวแข็งค้างอยู่ที่เดิม


“ต้น...” เสียงพูดมาพร้อมแรงบีบบนบ่า ต้นหยางหันไปตามเสียงและเห็นพ่อของเขาส่งยิ้มมาให้อย่างที่เคย “พ่ออยู่นี่ อยู่กับต้นไงลูก”


“พ่อ” ต้นหยางโผเข้ากอดพ่อเต็มแรง และรู้สึกได้ถึงมือที่อบอุ่นตบหลังเขาเบาเพื่อปลอบประโลม


“พ่อขอโทษที่ทำให้ต้นเป็นทุกข์นะลูก”


“ผม...ผม”


“เป็นพ่อที่อ่อนแอเอง พ่อเป็นพ่อที่ไม่ดี พ่อผิดเอง...”


“ไม่ พ่อไม่ผิด” เขากอดพ่อแน่นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไป “เป็นผมเอง ผมพูดจาไม่ดี ทำให้พ่อต้องเสียใจ”


“ขอโทษน้องแทนพ่อด้วยนะ พ่อไม่ได้ตั้งใจ ตั้นคงจำพ่อไม่ได้แล้ว หรือต่อให้จำได้ พ่อก็ไม่ใช่พ่อที่ดีสำหรับเขาแล้ว”


“ตั้นไม่โกรธพ่อหรอก”


“พ่อเองก็ไม่โกรธต้นนะ เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของลูก และเรื่องทั้งหมดลูกก็ไม่จำเป็นต้องแบกรับคนเดียว”


“...”


“ให้อภัยตัวเองนะต้น ให้โอกาสตัวเองได้เป็นอิสระจากความทุกข์”


“ฮึก...ผม...”


“พ่อจะอยู่กับลูกเสมอ”


“พ่อ...พ่อ” ต้นหยางร้องเรียกเมื่อความอบอุ่นหายไปจากอ้อมแขนของเขา “ผมขอโทษ...”



......................
“พ่อของผมซึมเศร้ามาหลายปีหลังจากแม่ของเราจากไป บางทีก็อารมณ์ดี แต่บางครั้งก็อารมณ์ร้ายจนน่ากลัว ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าสิ่งที่พ่อเป็นคืออะไร คิดว่าเขาคงแค่หงุดหงิดจากเรื่องงานเดี๋ยวก็กลับมาเป็นปกติ  ใครจะไปคิดว่าตอนนั้นเขาคิดจะฆ่าลูกชายให้ตายไปพร้อมตัวเอง เพื่อจะได้ไปเจอแม่ของเราในยมโลก”


วันนั้นตั้นคิดว่าพ่อคงลืมไปว่ามีลูกชายฝาแฝด เพราะทุกครั้งที่พ่อเรียกหามักเป็นพี่ชายเขามากกว่า ต้นหยางเป็นเด็กหัวกะทิและมีจิตใจดี วันนั้นพี่ชายเขาไปช่วยสอนหนังสือให้เพื่อนบ้านที่ฐานะยากจนไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ เหลือเพียงเขาอยู่ในบ้านพยายามอ่านหนังสือให้ออกจะได้ตามพี่ไปช่วยสอนคนอื่นบ้าง


แต่ยังไม่ทันที่ตั้นจะเอ่ยตอบพ่อว่าต้นหยางไปไหน พ่อก็สั่งให้เขาเงียบด้วยสีหน้าดุดันแล้วพาเขาขึ้นไปบนชั้นสอง แล้วเข้าไปในห้องของนอนที่ยังคงมีข้าวของเครื่องใช้ของแม่วางอยู่ที่เดิม


ตั้นลอบมองสีหน้าของพ่อก็เห็นเพียงสายตาว่างเปล่าที่ทอดมองไปด้านหน้า ริมระเบียงด้านนอกมีลมพัดโชยเข้ามาหอบใหญ่จนเขารู้สึกหนาวสั่น ขณะเดียวกันพ่อก็หยุดยืนโดยที่ยังอุ้มเขาไว้ เขาคิดว่าพ่อคงอยากพาเขามาดูแปลงดอกไม้ช่วงต้นฤดูหนาวที่บานสะพรั่ง แต่ใครจะรู้ จู่ๆ พ่อยกเขาขึ้นสูงก่อนจะปล่อยทิ้งราวกับสิ่งของ


ตอนนั้นเขาตกใจกลัวจนหัวใจแทบหยุดเต้น และสิ่งเดียวผ่านเข้ามาในสายตาคือร่างเล็กๆ ของพี่ชายที่วิ่งมารับตัวเขาด้วยแรงทั้งหมดที่มี แต่ก็ยังช้าเกินไป เขาเจ็บเกินกว่าจะทนไหวและหมดสติไปหลายวัน พอลืมตาตื่นขึ้นมากระทั่งรูปหน้าโลงศพเป็นใครตั้นก็ลืมเลือนไปจนหมดสิ้น แต่ในสายตาของเขามีเพียงพี่ชายฝาแฝดที่หน้าตาเหมือนกัน คนอื่นๆ ล้วนไม่สำคัญ


หากไม่ใช่เพราะสืบเรื่องราวของพ่อเพื่อต้นหยาง ตั้นก็คงไม่รู้ว่าความทรงจำที่ไม่ชัดเจนในสมองเขาคืออะไร ดังนั้นเมื่อเขาจำได้ก็ย่อมรู้สาเหตุที่พี่ชายเขาไม่ยอมรับความจริง


วันนั้นก่อนที่เขาจะหมดสติ ตั้นได้ยินเสียงพี่ชายร้องตะโกนบอกคนด้านบน


“พ่อเป็นบ้าเหรอ! อยากตายทำไมไม่ตายไปคนเดียวล่ะ! ทำไมต้องทำร้ายตั้นด้วย!”


ด้วยวัยเด็กต้นหยางอาจไม่ได้คิดมากกับคำๆ นั้น แต่สำหรับพ่อที่อ่อนไหว คำนั้นราวกับเข็มที่ทิ่มแทงหัวใจและทำให้พ่อตัดสินใจจบชีวิตลง


และการตายของพ่อก็สร้างบาดแผลในใจของต้นหยาง เขาโทษว่าเป็นความผิดตัวเองขณะเดียวกันก็สร้างกำแพงขึ้นมาว่าต้องแก้แค้นคนที่พรากชีวิตพ่อไปตลอดกาล ดังนั้นไม่ใช่แค่กรกรรณที่ต้องขอโทษและรับการให้อภัย แต่ต้นหยางก็จำเป็นต้องให้อภัยตัวเองเช่นเดียวกัน



ตั้นเล่าเรื่องทั้งหมดให้โกเมนกุลและกรกรรณฟังพลางลอบสังเกตสีหน้าของทั้งคู่ กรกรรณดูเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ไม่นานนักก็ขอตัวออกไปด้านนอกพร้อมกดโทรศัพท์โทรออกหาใครบางคน ส่วนโกเมนกุล นอกจากดวงตาสั่นไหวที่จับจ้องพี่ชายเขาแล้วอีกฝ่ายก็ไม่เอ่ยพูดอะไร


“ที่ฉันถามว่าจะเอายังไงต่อ นายให้คำตอบฉันได้หรือยัง” ตั้นเอ่ยถามโกเมนกุลอีกครั้ง


นักเขียนหนุ่มหันไปสบตาอีกฝ่ายด้วยแววตาจริงจัง “เขาไปที่ไหน ฉันก็จะไปกับเขา”


“ดี...” ตั้นพูดพลางหลับตาลง “ฝากพี่ชายฉันด้วย ตอนนี้เขาเหลือแค่นายแล้ว”


“หมายความว่าไง นายจะไปไหน” โกเมนกุลขมวดคิ้ว น้อยครั้งที่เขาจะสนใจความเป็นไปของตั้น แต่หากเรื่องนั้นเกี่ยวพันกับต้นหยางเขาจำเป็นต้องใส่ใจทุกเรื่อง


“ฉันรอคำตอบจากคนคนหนึ่งอยู่” ตั้นหันไปมองบานประตูที่ปิดสนิทอยู่ แต่เงาที่สะท้อนอยู่ใต้ประตูบ่งบอกว่ามีใครบางคนกำลังแอบฟังการสนทนาของพวกเขาอย่างใจจดใจจ่อ “ได้คำตอบเมื่อไร...ฉันจะไปตามทางของฉัน”


“แล้วต้นหยาง...นายจะปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวเหรอ”


“เขาไม่จำเป็นต้องมีฉันแล้ว 6 เดือนที่ผ่านมา พี่ชายฉันพิสูจน์แล้วว่าเขาอยู่ด้วยตัวเองได้ ต่อจากนี้ชีวิตของเขาจะเป็นอิสระไม่ต้องยึดติดอยู่กับฉัน ฉันเองก็เหมือนกัน ต่อจากนี้ฉันจะออกไปทำสิ่งที่อยากทำและมันคงไม่ดีนักถ้าต้นหยางต้องมายุ่งเกี่ยวด้วย”


“...”


“ดูแลเขาให้ดีกว่าที่ฉันทำ ถือว่าเป็นคำขอจากครอบครัวเพียงคนเดียวของเขา” ตั้นจับมือของพี่ชายวางลงบนฝ่ามือของนักเขียนหนุ่ม บีบมือของทั้งคู่แล้วปล่อยออก จากนั้นก็ลุกจากเตียงพลางเปิดประตูออกไปด้านนอก


โกเมนกุลมองตามอีกฝ่ายไปก่อนจะหันกลับมาหาคนหลับที่น้ำตาไหลซึมออกมาจากหางตา นิ้วเรียวปาดออกอย่างเบามือ ส่วนมืออีกข้างก็ไม่คิดจะปล่อยออก


ต้นหยางยังไม่อยากตื่นก็ไม่เป็นไร เขาจะนั่งอยู่ข้างๆ อยู่ตรงนี้เอง



ตอนที่ตั้นออกมาหน้าห้องนอนก็ปราศจากคนเฝ้าประตู เหลือเพียงคนที่ทำทีเป็นนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโซฟาอย่างสนอกสนใจ เขาเดินไปนั่งบนโซฟาอีกตัวถัดจากนาวิน จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์มากดจองไฟล์ทบินที่จะออกเดินทางในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า


เรื่องล่ำลาพี่ชายหรือฝากฝังอีกฝ่ายไว้กับโกเมนกุลเขาทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ต่อให้ฝาแฝดของเขาจะดูเหมือนหลับอยู่ แต่เขานอนข้างต้นหยางมาตั้งแต่เด็กย่อมดูออกว่าพี่ชายแสร้งหลับ และการที่ต้นหยางไม่จะตื่นมาขัดขวางก็หมายความว่าอีกฝ่ายยอมปล่อยเขาไปตามทางแล้ว


ตอนนี้ก็เหลือเพียงนาวินที่ต้องให้คำตอบเขาสักที


“ผมจะไปแล้ว คุณคิดว่ายังไง”


“หืม...อะไรเหรอ” นาวินทำหน้าเหรอหราแต่ดวงตาหลุกหลิก ตั้นเห็นท่าทีนั้นก็ยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยถาม


“คุณจะเอายังไงกับเรื่องของเรา”


“ผม...ผมบอกแล้วไงว่าเรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้” นาวินก้มหน้าลง ใบหน้าเคร่งเครียดราวกับคิดไม่ตกว่าควรทำอย่างไรต่อไป แม้จะเอ่ยปฏิเสธไปแต่ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี แต่จะให้ตกลงเขาก็ทำไม่ได้เช่นกัน


“โอเค” ตั้นพูดเพียงเท่านั้นก็ลุกขึ้นจากโซฟา “งั้นก็ลาก่อนครับคุณนาวิน”


หมับ


นาวินเผลอจับชายเสื้ออีกฝ่ายไว้โดยไม่รู้ตัว พอได้สติจึงปล่อยมือแล้วละล่ำละลักถามถึงต้นหยาง “คุณต้นหยางยังไม่ฟื้น คุณจะไปแบบนี้ได้ยังไง ไม่อยู่ลาเขาก่อนเหรอ”


“ผมบอกลาเขาแล้ว และคุณ...ก็เป็นคนสุดท้ายที่ผมบอกลา”


“...”


“ผมไปล่ะ” ตั้นก้าวเดินจากไปด้วยฝีเท้ามั่นคง เขาให้เวลาอีกฝ่ายตัดสินใจแล้ว หากคำตอบคือไม่เขาก็สัญญากับตัวเองแล้วว่าจะไม่ฝืนใจนาวิน ดังนั้นตั้นจึงเปิดประตูออกไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองคนที่นั่งมองเขาตาละห้อย


นาวินยังคงนั่งอยู่ที่เดิมด้วยหัวใจห่อเหี่ยวลง เพราะรู้ดีกว่าการตามอีกฝ่ายไปเท่ากับทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง


แล้วเขาจะทิ้งพ่อทิ้งบริษัทที่พ่อสร้างไปได้อย่างไร


ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เขารู้มาโดยตลอดว่าตั้นสร้างปัญหาให้พ่อเขามากแค่ไหน แต่เขาแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าใครใส่ความพ่อเขา เพียงเพราะอยากจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะทำแบบนั้นไปจนถึงเมื่อไหร่ และจะให้อภัยพ่อของเขาได้หรือไม่ แต่เวลาที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าตั้นจะไม่หยุดจนกว่าต้นหยางจะปลอดภัย


และแม้ว่าต้นหยางจะปลอดภัย ตั้นกับพ่อของเขาก็ไม่ต่างกับต้นหยางและคุณอากรกรรณ พวกเขาอยู่ร่วมกันไม่ได้ หากนาวินต้องเลือก...เขาก็ต้องเลือกครอบครัวของเขามาก่อนอยู่ดี


“เฮ้อ” นาวินเอนตัวพิงพนักโซฟาพลางเงยหน้ามองเพดานห้อง พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา “อย่าขี้แงดิวะไอ้วิน เรากับเขาก็แค่ผ่านเข้ามาเจอกันในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นเอง” เขากระพริบตาถี่ แต่ยิ่งกระพริบน้ำตาที่คิดว่าจะเลือนหายกลับยิ่งไหลออกมา สุดท้ายนาวินก็ทำได้เพียงหลับตาลงแล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ควรเป็น




............
แอบมาบอกว่าตอนหน้าจะจบแล้วนะคะ TT  :mew4:


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2034
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 23 [03-09-62]
«ตอบ #51 เมื่อ06-09-2019 22:03:25 »

 :pig4:
 :กอด1:
 :3123:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทส่งท้าย



นับจากวันที่ตั้นเดินจากไป นาวินก็กลับไปอยู่ข้างกายพ่อของเขาตามเดิม เขาเล่าให้เจ้าสัวนาวาฟังว่าตนใช้โอกาสที่ตั้นมัวแต่สนใจต้นหยางที่ถูกผู้มีอิทธิพลซื้อตัวไปหลบหนีออกมา เจ้าสัวนาวาได้ฟังก็มิได้ติดใจสงสัย เพราะเป็นเขาที่ถวายต้นหยางใส่พานให้ตาแก่ตัณหากลับคนนั้นด้วยตนเอง


นาวินเห็นพ่อเลิกสนใจฝาแฝดคู่นั้นก็เบาใจ คิดว่าเรื่องทุกอย่างคงจบลงแล้ว จึงตั้งหน้าตั้งตาสะสางงานที่พ่อของเขาโยนทิ้งไว้ทันที ซึ่งด้วยความสามารถอันโดดเด่นของเขา ไม่นานนักปัญหาทุกอย่างก็ถูกจัดการอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย กระทั่งสัญญากับนักแสดงวัยรุ่นชื่อดังอย่างเนรัญที่เพิ่งหมดสัญญากับบริษัทเก่า นาวินก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมทั้งหมดที่มีดึงตัวเข้าสังกัดตนได้ในที่สุด


ทุกอย่างกำลังไปได้สวย นาวินได้เตรียมตั๋วเดินทางกลับสำหรับเขาและพ่อเรียบร้อยแล้ว


แต่เขาไม่คาดคิดว่าพ่อของเขาจะก้าวพลาดล่วงเกินคนใหญ่คนโตจนถูกเล่นงาน พาให้เรื่องราวฉาวโฉ่ไปทั้งวงการบันเทิง แม้พ่อของเขายืนกรานว่าไม่ผิด แต่หลักฐานที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดกลับทวีความรุนแรง ดังนั้นต่อให้นาวินวิ่งเต้นมากแค่ไหนก็ไร้ปัญญา จำใจให้พ่อถูกคุมขังจนกว่าจะพ้นโทษ


ขณะเดียวกัน เพราะเรื่องที่เจ้าสัวสร้างขึ้นส่งผลให้หุ้นของบริษัทจึงดิ่งลงเหว นาวินจึงต้องเจรจาเกลี้ยกล่อมผู้ถือหุ้นไม่ให้เทขายหุ้น ด้วยกลัวว่าคู่แข่งจะใช้โอกาสนี้ล้มกิจการของพ่อ ซึ่งหากคนพวกนั้นช้อนซื้อไปได้ ตัวเขาเองคงกลายเป็นเพียงผู้ถือหุ้นคนหนึ่งที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ได้แต่มองบริษัทของพ่อล่มสลาย


โชคดีที่เขามีเพื่อนให้พึ่งพาได้หลายคน หุ้นที่ถูกซื้อกระจายไปจึงถูกถ่ายโอนกลับมาให้นาวินในที่สุด ทำให้เขารักษาจุดยืนของตนไว้ได้ ซึ่งแม้เพื่อนๆ จะเต็มใจช่วย แต่นาวินถือคติไม่เป็นหนี้บุญคุณใคร ดังนั้นตลอดหลายเดือนจึงหมดไปกับการกอบกู้ชื่อเสียงของบริษัทและทยอยจ่ายหนี้เพื่อนจนครบทุกคน

ส่วนต้นหยาง หลังจากรักษาตัวจนหายดีก็กลับมารับงานในสถานะนักแสดงไร้สังกัด พร้อมทั้งติดต่ออินทิราให้กลับมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวของเขาอีกครั้ง เพราะเธอเป็นเพียงคนเดียวที่เข้าใจว่าต้นหยางต้องการรับงานแบบไหน ซึ่งผู้จัดการสาวก็กระตือรือร้นรีบหางานที่ต้นหยางพึงพอใจ จนตอนนี้ตารางงานของนักแสดงหนุ่มแน่นเอี๊ยดไปถึงช่วงสิ้นปี
ต้นหยางไม่มีปัญหากับการทำงาน แต่คนที่มีปัญหาคือโกเมนกุลที่มานั่งเฝ้าเขาทุกวันต่างหาก


“ท่านประธานครับ ช่วยเซ็นตรงนี้ด้วยครับ” เลขาหนุ่มเอ่ยเรียกเมื่อเห็นว่าท่านประธานเริ่มสนใจคนในฉากจนงานตรงหน้าไม่คืบหน้า


“คุณรอก่อนได้ไหม ผมขอดูเขาแสดงก่อน” โกเมนกุลพูดจบก็หันไปดูฉากที่ต้นหยางชี้หน้านักแสดงอีกคนด้วยสีหน้าอดทนอดกลั้นก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากฉากไป จากนั้นก็หยุดยืนอยู่กับที่แล้วเฝ้ารอสัญญาณเพื่อจะกลับเข้าไปในฉากอีกครั้ง


โกเมนกุลอดยกยิ้มไม่ได้ แม้ว่าต้นหยางจะไม่ได้ทำอะไรนอกจากยืนอยู่เฉยๆ แต่การมองอีกฝ่ายเคลื่อนไหวไปมาเป็นความเพลินตาอย่างหนึ่งของเขา


“ท่านประธานครับ”


“เอกสารฉบับสุดท้ายแล้วใช่ไหม เสร็จแล้วคุณก็กลับบ้านได้ ช่วงเย็นผมไม่เข้าบริษัท” โกเมนกุลรับเอกสารมาอ่านอย่างรอบคอบอีกครู่หนึ่งแล้วตวัดปากกาเซ็นอย่างรวดเร็ว


“กุล คุณไล่เลขากลับไปอีกแล้วเหรอ” ต้นหยางถามพลางมองตามหลังเลขาของโกเมนกุลที่มักจะโผล่มาที่กองถ่ายของเขาไม่ต่างกับเจ้านาย “ผมบอกแล้วไงว่าไม่ต้องมาเฝ้าผมทำงานมันเสียเวลา”


“ถ้าไม่มาหาผมก็คงไม่ได้เจอคุณ รู้ไหมว่าสัปดาห์นี้เราเจอกันกี่วัน”


“...”


“คุณไม่จำเป็นต้องออกทุกสื่อแบบนี้ทุกวันก็ได้ ผมคิดว่าเขามีช่องทางที่จะรู้ว่าคุณยังอยู่ดีมีสุข และสักวันถ้าเขาพร้อม ผมเชื่อว่าเขาจะกลับมาหาคุณอย่างแน่นอน” โกเมนกุลกล่าวปลอบใจ ทางเขาก็พยายามสืบหาเต็มที่แต่กลับไม่พบร่องรอยของน้องชายฝาแฝดต้นหยางเลยแม้แต่น้อย


“ผมรู้” ต้นหยางถอนใจ นึกถึงตั้นที่ไม่เคยติดต่อกลับมา ไม่มีแม้แต่ช่องทางให้เขาได้ตามหาว่าตั้นอยู่ที่ไหน เป็นอย่างไรบ้าง อย่างน้อยให้เขาได้รู้ว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ก็ยังดี


“งานคุณเสร็จแล้วใช่ไหม งั้นไปทานข้าวกัน”


“กับพ่อคุณเหรอ”


“อืม” โกเมนกุลกุมมือต้นหยางพลางสังเกตสีหน้าไม่มั่นใจของอีกฝ่าย “คุณกลัวจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่เหรอ หมอบอกแล้วไงตอนนี้อาการคุณดีมากแล้ว ไปเจอเขาบ่อยๆ อาจจะช่วยคุณได้”


“แล้วคุณไม่กังวลเหรอ”


“ผมเชื่อว่าคุณทำได้ต้นหยาง เราลองกันมาหลายวิธีแล้วไม่ใช่เหรอ คุณคุยกับพ่อผมผ่านโทรศัพท์ได้ แชทกับเขาก็ได้ ตอนนี้ก็แค่ไปทานข้าวด้วยกัน สัปดาห์ก่อนคุณทำได้ วันนี้คุณก็ทำได้”


“อืม...งั้นก็ไปกันเถอะ” ต้นหยางตัดสินใจ อย่างไรเข้าก็ต้องเผชิญหน้ากับกรกรรณให้ได้ คราวที่แล้วคือก้าวแรกที่ต้องเผชิญ มันไม่ง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะเมื่อความทรงจำบิดเบี้ยวกลับขาวเป็นดำ ต่อให้เขาเป็นนักแสดงที่เก่งแค่ไหนเมื่อถึงคราวอ่อนแอก็ยากที่ฝืนปั้นหน้ายิ้มต่อหน้ากรกรรณ


หลายเดือนมานี้เขาพยายามอย่างมาก ทั้งเข้ารับการบำบัดกับแพทย์ควบคู่ไปกับการกินยา และบำบัดด้วยการพูดคุยกับคนที่เขาเกลียดผ่านข้อความ ผ่านเสียง บางครั้งเขาถึงขั้นอยากล้มเลิกทุกอย่างแล้วต่างคนต่างอยู่


แต่พอเห็นคนรักของเขาลำบากใจเมื่อต้องอยู่ตรงกลางระหว่างเขากับพ่อ อีกทั้งกรกรรณก็พยายามชดเชยความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับเขาและน้องชายอยู่เสมอ แม้จะไม่เคยบอกเขาตามตรง แต่ข่าวการจับกุมการค้ามนุษย์ในช่วงนี้ก็เป็นผลงานสำคัญของอดีตรัฐมนตรีที่กลับใจใช้ชีวิตเพื่อสังคมด้วยการช่วยเหลือเด็กมากมายที่ตกเป็นเหยื่อ ต้นหยางจึงคิดว่าคนเช่นนี้สมควรได้รับการให้อภัย


“มากันแล้วเหรอ วันนี้พ่อทำอาหารหลายอย่างเลย มีของโปรดต้นด้วย” กรกรรณยิ้มกว้างรีบเดินกลับเข้าไปในครัวแล้วยกอาหารน่ารับประทานหลายอย่างมาวางบนโต๊ะ พลางลอบสังเกตสีหน้าแฟนลูกชายที่มองมาทางเขาพอดี “อยากได้อะไรเพิ่มเติมไหมเดี๋ยวอาทำให้”


“ไม่ต้องหรอกครับ แค่นี้ก็เยอะแล้ว” ต้นหยางตอบแล้วรอให้กรกรรณนั่งลงก่อนค่อยนั่งลงพร้อมโกเมนกุล จากนั้นพวกเขาก็รับประทานอาหารไปคุยไปอย่างไม่รีบร้อน แม้บทสนทนาจะไม่ต่างจากการคุยผ่านโทรศัพท์แต่ต้นหยางคิดว่าการคุยต่อหน้าทำให้เขาได้เห็นกรกรรณในแบบที่เป็น ไม่ใช่จินตนาการแง่ลบที่เสี้ยมให้เขาระแวงอีกฝ่าย 


“อาทิตย์หน้าพ่อจะบินไปประเทศ A ” พูดจบกรกรรณก็ชะงักไป เขาลอบสังเกตต้นหยาง พอเห็นอีกฝ่ายไม่ได้ชักสีหน้าก็เบาใจแล้วกล่าวต่อ “อาแค่ไปทำธุระไม่ได้คิดจะเข้าไปยุ่งกับเรื่องไม่ควรยุ่ง ต้นไม่ต้องกังวล” ตอนนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาดีขึ้นมากแล้ว กรกรรณจึงไม่อยากให้ต้นหยางคิดว่าเขาจะไปช่วยนาวาออกจากคุกเพื่อมาล้างแค้นอีกฝ่าย


“คุณอาไม่ต้องกังวลขนาดนั้นหรอกครับ” ต้นหยางยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเป็นฝ่ายตักกับข้าวให้กรกรรณ ซึ่งฝ่ายหลังอดรู้สึกดีไม่ได้ที่ได้รับการใส่ใจจากนักแสดงหนุ่ม เจ้าตัวรีบกุลีกุจอตักของโปรดให้ต้นหยางเช่นกัน


“อาไม่กังวลแล้ว ต้นกินเยอะๆ นะ”


“ครับ อากรทำอะไรก็อร่อยไว้ผมจะขอมาฝากท้องอีกนะ”


เห็นต้นหยางยิ้มให้กรกรรณก็รู้สึกตื้นตันใจ เขารู้ว่าไม่ง่ายที่อีกฝ่ายจะเอ่ยพูดคำเหล่านี้ ตลอดหลายเดือนผ่านมาที่เขาคุยกับต้นหยางผ่านช่องทางต่างๆ เขาแทบไม่มีหวัง แต่โกเมนกุบบอกว่าต้นหยางกำลังพยายาม และคนที่จะช่วยให้เขาพ้นทุกข์ได้ก็คือกรกรรณเท่านั้น หากยอมอดทนไปด้วยกัน ต้นหยางจะได้ยอมละทิ้งความแค้นแล้วมองความเป็นจริงเสียที และตัวกรกรรณเองก็จะได้บรรเทาความเจ็บปวดในอดีตด้วย


“ขอบคุณนะ” กรกรรณแตะหลังมือนักแสดงหนุ่มแล้วตบเบาๆ ต้นหยางจึงรีบวางมือทับบนมืออีกฝ่ายแล้วกล่าวต่อ


“ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องขอบคุณหรือขอโทษอีกแล้วครับ จากนี้ไปผมจะเลิกโทษตัวเอง เลิกโทษคุณอา เรามาเริ่มต้นไหมดีไหมครับ”


“...ดี ดีสิ” ดวงตาของกรกรรณเปล่งประกายและวาวรื้นด้วยน้ำตาแห่งความปลื้มปีติที่ได้คลายความแค้นให้กับต้นหยาง มืออีกข้างก็เลื่อนไปจับมือลูกชายที่ส่งยิ้มเป็นกำลังใจให้เขา ซึ่งโกเมนกุลโอบไหล่ต้นหยางด้วยแววตายินดีที่คนรักหลุดพ้นจากความทุกข์ในใจได้เสียที


หลังจากรับประทานอาหาร โกเมนกุลก็เอ่ยลาพ่อแล้วขอตัวกลับไปพร้อมกับต้นหยาง ตอนนี้พวกเขาอาศัยอยู่ด้วยกันที่คอนโดของโกเมนกุล แต่หากวันไหนที่ต้นหยางติดงานใกล้ๆ คอนโดของเขา โกเมนกุลก็จะเป็นฝ่ายไปนอนที่ห้องของต้นหยางแทน


“ขอบคุณนะที่คุณยอมให้อภัยพ่อผม” โกเมนกุลพูดยิ้มๆ พลางกุมมือต้นหยางไว้ไม่ยอมปล่อย “ผมอยากให้วันนี้มาถึงเร็วๆ แต่ก็ไม่อยากเร่งรัดคุณ แต่พอได้เห็นพวกคุณในวันนี้ผมดีใจมากจริงๆ เพราะทั้งคุณและพ่อต่างก็เป็นคนที่ผมรัก”


ต้นหยางยิ้มรับ เขาเองก็โล่งใจที่ได้ให้อภัยกรกรรณด้วยใจจริงของเขา แม้การปล่อยวางจะไม่ใช่เรื่องง่ายแต่หากทำได้ความหนักอึ้งในอกก็จะบรรเทาลง เขาเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของโกเมนกุลแล้วเอ่ยถามในสิ่งที่เขาขบคิดมาโดยตลอด


“แล้วถ้าผมให้อภัยพ่อคุณไม่ได้ไปตลอดชีวิต คุณจะอยู่แบบนี้ต่อไปได้เหรอ”


โกเมนกุลตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ผมรักคุณต้นหยาง ต่อให้คุณกับพ่อเป็นเส้นขนานที่ไม่อาจบรรจบกันได้ ผมก็จะเป็นสะพานที่อยู่ระหว่างพวกคุณเอง ผมจะดูแลพ่อในฐานะลูกชายของเขา และดูแลคุณในฐานะคนรักไม่ให้คุณต้องโดดเดี่ยวไปตลอดชีวิต”


โกเมนกุลยึดมั่นในคำสัญญาของเขา และเพราะต้นหยางเชื่อเช่นนั้นจึงเอ่ยคำพูดบางคำที่คนข้างๆ เฝ้ารอมาโดยตลอด


“ผมก็รักคุณนะกุล หากไม่ใช่เพราะคุณผมคงไม่คิดจะพยายามเปลี่ยนแปลงความแค้นในใจแล้วให้อภัยคนอื่นได้อย่างง่ายดายแบบนี้”


ต้นหยางเคยโกรธเกลียดคนทั้งโลก เกลียดโชคชะตาที่เอาความทุกข์ทั้งหมดมาให้เขาและน้องชาย และเมื่อผ่านกาลเวลาหัวใจก็เริ่มด้านชา ค่อยๆ สร้างฉากหน้าขึ้นมาเพื่อซ่อนตัวตนที่แท้จริงไว้ภายใน


แต่เพราะความรัก ความพยายาม และความเอาใจใส่ของโกเมนกุลแทรกซึมเข้ามาในใจของต้นหยางทีละน้อย ยอมทิ้งทุกอย่างเพียงเพื่อให้เขาปลอดภัย สิ่งเหล่านั้นล้วนทำให้ต้นหยางเริ่มเข้าใจความรู้สึกของการได้รับการปกป้องจากคนอื่น และเมื่อความรู้สึกนั้นเพิ่มพูน เปลือกนอกของเขาจึงค่อยๆ ถูกกะเทาะจนยอมรับความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองได้


“ขอบคุณที่คุณยอมพูดคำนี้สักที ผมคิดว่าต้องรอไปจนแก่ซะแล้ว”


“ผมไม่ยอมให้คุณแก่ง่ายๆ หรอก” พูดจบต้นหยางก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ พลางลูบแก้มอีกฝ่ายเบาๆอย่างนึกสนุก “วันนี้ผมอยากนอนกับคุณ”


เอี๊ยด!


โกเมนกุลเบรกรถกะทันหันก่อนจะรีบขับไปจอดข้างทางเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ “ต้นหยาง คุณกำลังทดสอบความอดทนของผมอยู่เหรอ” โกเมนกุลหันมาสบตาอีกฝ่ายด้วยแววตาจริงจัง


ต้นหยางยิ้มก่อนจะหันไปอีกทาง “ถือว่าเป็นรางวัลของคนเก่งที่อดทนกับผมมาตลอดหลายเดือน ถ้าคุณไม่สนใจก็ช่างมันเถอะ”


โกเมนกุลอดทนกับเขามาโดยตลอดและต้นหยางรู้สึกถึงความต้องการของคนรักดี แต่เป็นเขาเองที่ไม่พร้อม แม้ว่าจะผ่านเรื่องราวเลวร้ายเหล่านั้นมาแล้วกี่ปี ความกลัวยังคงฝังลึกอยู่ในใจ เขาเคยคิดจะคบผู้หญิง คบผู้ชาย แต่พอถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับความสัมพันธ์เชิงนั้นเขากลับทำไม่ได้


ในเมื่อวันนี้ต้นหยางก้าวผ่านความทุกข์ในใจมาได้ในที่สุด เขาจึงอยากลองที่จะเปิดใจแล้วเติมเต็มความรักให้โกเมนกุลเหมือนที่คนรักเขาทำกัน


“ต้นหยาง ถ้าคุณยังไม่พร้อมผมรอได้ เรื่องพวกนั้น...” โกเมนกุลได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดของต้นหยางก่อนที่อีกฝ่ายจะเข้าพบจิตแพทย์ ที่ผ่านมาเขาจึงระมัดระวังการกระทำอยู่เสมอ ไม่ให้ต้นหยางต้องรู้สึกอึดอัดเมื่ออยู่ด้วยกันกับเขา แต่ตอนนี้ต้นหยางกลับเป็นฝ่ายเสนอตัวเสียเอง แม้จะดีใจจนเนื้อเต้นแต่เขาก็ไม่อยากฝืนบังคับจิตใจของอีกฝ่าย


“คุณทำไม่เป็นก็บอกมาเถอะ ผมไม่ฝืนใจ” ต้นหยางแสร้งยอมแพ้แล้วถอนหายใจ “ใครๆ ก็รู้ว่าคุณไม่เคยคบใคร ไม่มีประสบการณ์เรื่องแบบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก...อะไร คุณมองผมแบบนั้นหมายความว่ายังไง”


“ในเมื่อเตรียมใจมาแล้ว ก็อย่าหวังว่าคุณจะได้ลุกจากเตียงเลยต้นหยาง!” พูดจบโกเมนกุลก็เร่งเครื่องยนต์ด้วยความเร็วสูงพุ่งทยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าต้นหยางจะเปลี่ยนใจ


และแน่นอนว่าพอถึงห้อง ต้นหยางก็ไม่มีโอกาสได้ลุกจากเตียงอีกเลย


ทันทีที่ทั้งสองก้าวเข้ามาในห้อง โกเมนกุลก็ประคองสองแก้มของต้นหยางแล้วเลื่อนริมฝีปากเข้าหาโดยไม่คิดจะเสียเวลาอีกต่อไป พวกเขาจูบกันอย่างเร่าร้อน หัวใจเต้นรัวจนแทบเป็นจังหวะเดียวกัน


“ถอดเสื้อให้ผมหน่อยสิ” ต้นหยางกระซิบพลางช้อนตามองอีกฝ่ายด้วยดวงตาฉ่ำน้ำ พลางยกแขนขึ้นคล้องคออีกฝ่ายด้วยท่าทียั่วยวน โกเมนกุลก็ตอบสนองให้อย่างรวดเร็ว ปลดกระดุมทั้งหมดภายในเสี้ยววินาที เผยให้เห็นแผ่นอกขาวเนียนและกล้ามเนื้อท้องของนักแสดงหนุ่มที่ออกกำลังกายอยู่บ่อยครั้ง


เขาปล่อยให้ต้นหยางปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตน ขณะเดียวกันก็ลูบไล้ไปตามผิวเนื้อนวลเนียนปลุกปั่นอารมณ์หวามไหวเพื่อไม่ให้ต้นหยางเกร็งจนเกินไป


“คุณแน่ใจแล้วใช่ไหม”


ต้นหยางจูบลงบนอกข้างซ้ายของโกเมนกุลด้วยสัมผัสเบาบางก่อนจะสบตาคนรักด้วยสายตาร้อนแรง “ผมยินดีเป็นของกุล”


สิ้นคำนั้นโกเมนกุลก็ไม่คิดที่จะถามซ้ำซาก ดันอีกฝ่ายนอนลงบนเตียงแล้วมอบจูบลึกซึ้งตอบแทนความรู้สึกดีที่เขาได้รับจากต้นหยาง แม้ปกติพวกเขาจะรู้ใจกัน แต่ต้นหยางไม่เคยแสดงออกในเชิงพิศวาสเขาเช่นนี้ เมื่อได้เห็นเขาจึงควบคุมความรู้สึกอยากครอบครองอีกฝ่ายไม่ได้อีกต่อไป


“ผมจะอ่อนโยนกับคุณ ถ้ารู้สึกไม่ดีต้องบอกผมนะ”


“อื้อ” ต้นหยางตอบรับ ก่อนจะเลื่อนมือลงต่ำเพื่อช่วยรูดรั้งกระตุ้นเร้าส่วนอ่อนไหวของโกเมนกุล ขณะที่นิ้วของอีกฝ่ายเปียกชุ่มด้วยเจลหล่อลื่นค่อยๆ แทรกเข้ามาที่ขยับขยายช่องทางด้านหลังของเขาอย่างอ่อนโยน


“อ้ะ”


โกเมนกุลชะงักไปก่อนกดลึกลงไปแล้วขยับต่ออีกสักพักจนอีกฝ่ายปลดปล่อยออกมา “รู้สึกดีไหม”


ต้นหยางไม่ตอบ แต่รั้งต้นคอโกเมนกุลลงมาจูบอย่างดูดดื่มพลางขยับบั้นท้ายของตนเข้าหาส่วนอ่อนไหวของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกต้องการ “เข้ามาเถอะ”


โกเมนกุลอดทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาแยกต้นขาเรียวออกจากกันก่อนจะกดแทรกกายเข้าไปในร่างของอีกฝ่าย ความรู้สึกของการเชื่อมต่อกันทำให้เขาหน้าร้อนอย่างควบคุมไม่ได้


“คุณเขินเหรอ” ต้นหยางยิ้มล้อ เพราะรู้ดีว่าตนเป็นคนแรกของคนรักจึงพูดปลอบประโลม “ไม่ต้องเกร็ง ผมช่วยคุณเอง”


“ไม่ต้อง” โกเมนกุลปฏิเสธแล้วเริ่มขยับกายพลางเฝ้ามองสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปของต้นหยาง มุมปากยกยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อยินเสียงครางหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากของนักแสดงหนุ่ม


“อ้ะ...กุล ช้าๆ หน่อย”


โกเมนกุลไม่สนใจคำขอของต้นหยาง จับสะโพกอีกฝ่ายขึ้นกระแทกกระทั้นอย่างหนักหน่วงหลายครั้ง และตอนที่เขาใกล้จะถึงฝั่งฝัน ช่องทางด้านหลังกลับบีบรัดเขาไม่ยอมให้ปลดปล่อย โกเมนกุลไม่แน่ใจแล้วว่าใครเป็นฝ่ายเหนือกว่าในบทรักครั้งนี้


“ต้นหยาง...คุณทำแบบนี้เพราะไม่อยากให้ผมหยุดใช่ไหม” เขาพลิกตัวนักแสดงหนุ่มให้หันหลังก่อนจะสอดใส่ความต้องการเข้าไปอีกครั้งมือของเขาทำหน้าที่ปรนเปรอให้อีกฝ่ายอย่างไม่ขาดตกบกพร่องจนต้นหยางปลดปล่อยไปก่อนหน้านี้ แต่กลับมีเพียงเขาที่ยังไม่สมปรารถนา


“ผมเปล่า...” ไม่ทันให้ต้นหยางได้พูดจบเสียงเนื้อสอดลึกเข้ามาด้านในก็ทำให้นักแสดงที่เล่นฉากรักมานับไม่ถ้วนต้องหลุดเสียงร้องครางออกมาเพราะความสุขสมที่คนรักมอบให้ “อย่าหยุดนะ”


“ไม่มีทาง ผมบอกคุณแล้ว...” โกเมนกุลกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “อย่าหวังว่าจะได้ลุกจากเตียง” เขาช้อนตัวต้นหยางขึ้นนั่งคร่อมบนตักตัวเองแล้วประกบจูบอย่างร้อนแรง แต่กับคนที่ผ่านฉากจูบมาอย่างช่ำชองย่อมไม่มีทางแพ้ โกเมนกุลจึงเคลื่อนไหวส่วนล่างดึงความสนใจของต้นหยางแล้วครอบครองริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างดูดดื่ม ก่อนจะผละออกมาจ้องใบหน้าแดงระเรื่อด้วยอารมณ์ของอีกฝ่ายอย่างพึงพอใจ


ความเสียวซ่านที่ได้รับทำให้ต้นหยางลืมเลือนตัวตน ปล่อยให้สัญชาตญาณขับเคลื่อนร่างกาย โยกไหวไปตามความรู้สึกและมีความสุขกับรสรักที่เขาเคยหวาดกลัว เมื่อได้ทำกับคนรัก ความทรงจำเลวร้ายเหล่านั้นก็ถูกกลบฝังไปจนหมดสิ้น ในสายตาของเขามีเพียงโกเมนกุล ดวงตาคู่นั้นยังคงจับจ้องที่เขาไม่เคยเปลี่ยน และเมื่อความรู้สึกของพวกเขาได้รับการเติมเต็มทั้งคู่ก็เอนซบกันอยู่บนเตียง

“คุณไปเรียนรู้มาจากไหน” ต้นหยางถามด้วความแปลกใจ เขารู้จักโกเมนกุลมานาน แม้บางครั้งโกเมนกุลจะดูมีความต้องการแต่ก็ดูเป็นธรรชาติเหมือนผู้ชายทั่วไป ไม่ได้เจนจัดเรื่องบนเตียงอย่างที่ทำกับเขาเมื่อครู่นี้


โกเมนกุลลูบผมต้นหยางอย่างอ่อนโยนแล้วจูบบนหน้าผากก่อนจะตอบคำถาม “ตลอด 6 เดือนที่คุณทิ้งผมไป นอกจากเรียนรู้งานบริหาร เรียนรู้การต่อสู้ เรื่องพวกนี้ผมก็ศึกษามาไม่น้อยเหมือนกัน ผมมีความฝันว่าอยากให้คุณรู้สึกดีเวลาที่เราทำรักกัน ถึงตอนนั้นจะแทบไม่มีหวังว่าคุณจะกลับมาหาผมเลยก็ตาม”


“แต่คุณก็เรียนรู้ดีเลยทีเดียว” ต้นหยางจูบปลายคางคนรักอย่างเอาใจ “ขอโทษที่ทิ้งคุณไปแบบนั้น แต่เพราะผมคิดว่าการให้คุณกลับไปเป็นโกเมนกุลคนเดิมปลอดภัยกว่าอยู่กับผม ตอนนั้นผมไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าจะปกป้องคุณได้ และถ้าไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านั้น บางทีผมอาจจะจบชีวิตตัวเองไปแล้ว”


“อย่าพูดว่าคุณจะทำแบบนั้นอีก” พูดจบโกเมนกุลก็จูบต้นหยางเบาๆ แล้วผละออก “สัญญากับผมว่าจะไม่ทำแบบนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”


“ทุกอย่างจบลงแล้ว ผมจะทำแบบนั้นไปทำไม” เขาจูบตอบโกเมนกุลแทนคำสัญญา “เรียกได้ว่าฉากรักซ่อนร้ายของผมล้มเหลวอย่างสมบูรณ์ ตอนแรกตั้งใจจะหลอกให้คุณรัก แต่ตอนนี้กลับตกหลุมรักคุณเสียเอง”


“ต่อให้คุณไม่หลอก ผมก็รักคุณไปแล้ว” โกเมนกุลกอดต้นหยาง พลางยิ้มให้กันอย่างมีความสุข
นับจากนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่มีความแค้นใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง มีเพียงคนสองคนที่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน และเรียนรู้กันและกันด้วยความจริงใจ


END


.........................
ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่ติดตามและคอมเม้นต์ให้กันมาจนถึงวันนี้ ตรงไหนติดขัดก็ขออภัยด้วยนะคะ

สำหรับเราบทสุดท้าย NC เขียนยากค่ะ 55555555 แต่ก็เป็นเซอร์วิสเล็กๆ ปิดท้ายที่อยากมอบให้ทุกคนได้ละมุนไปพร้อมกับเรา สำหรับใครที่คิดถึงอีกคู่ รอติดตามได้เลย!

จากกันเพื่อพบกันใหม่ รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ  :bye2:

ออฟไลน์ nishihimitsu

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ตามอ่านรวดเดียวจนจบเลย สนุกดีค่ะ ยังมีคำผิดประปราย เนื้อหาของเรื่องน่าสนใจ เเต่อ่านเจอบางตรงเรายังงงๆค่ะ เเต่โดยรวมๆคือดีค่ะ ขอบคุณสำหรับนิยายนะคะ


Sent from my iPhone using Tapatalk

ออฟไลน์ moonoi1000

  • I'm a realist dreaming the impossible
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
สนุกมากกกกกกก ดีมากกกกกก

ออฟไลน์ ReiiHarem

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 887
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-3
หักมุมมมม สรุปเป็นนาวาทำหมดเลย เรื่องนี้อ่านสนุกมากค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ

ออฟไลน์ Somsitwiegel

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 o13 :o8: จบได้ดีค่ะชอบมาก อ่านจนจบเลย เป็นกำลังใจให้ นักเขียนนะคะ

ออฟไลน์ MIwEMInE

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 238
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
งงๆเรื่องพอนิดหน่อย
เหมือนต้นจะมีพ่อ2คน ใครทำอะไรกับต้น หรือเราอ่านข้ามอ่านเบลอ ต้องขอโทษด้วยนะ

ออฟไลน์ noina

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-0
สนุกเด้อออ  อยากอ่านเรื่องของตั้นจัง จะแต่งต่อมั้ยหว่า

ออฟไลน์ nOn†ღ

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +502/-6
 :pig4:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด