Tasty Blood เลือดหวานของผม ❤ บทที่ 22 (14-08-18)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Tasty Blood เลือดหวานของผม ❤ บทที่ 22 (14-08-18)  (อ่าน 35259 ครั้ง)

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
อ้างถึง
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะ ครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรัก ชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้าม แจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะ ปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของ แต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้าม จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิด เดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม

6.การ พูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอม ให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้าม ลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อ ขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ด นิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยาย ที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง

16.นิยาย เรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วน หรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมด ออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้าม แจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

18.ใคร จะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17

เวปไซต์ แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่าง ประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

Tasty Blood เลือดหวานของผม ❤

(¯―¯٥) ლ(´ڡ`ლ)

-^-^-^-^-^-^^-^-^^-^-
เรื่องราวของแวมไพร์ตัวน้อย ที่ต้องอาศัยอยู่ร่วมกับรูมเมทที่เป็นมนุษย์
แต่เขาจะห้ามใจอย่างไร ในเมื่ออีกฝ่ายได้เลือดกลับมาทุกวัน!
-^-^-^-^-^-^^-^-^^-^-

นิยายของ Janeta
◮เซ็ตผิดแผน◮  (เรื่องสั้น)
║.♪.เสียงของคุณ.♪.║ (เรื่องสั้น)
At Night in the Rain (เรื่องสั้นตอนเดียวจบ)
❤ Inside love: เปลี่ยนยังไงสุดท้ายก็มึง ❤ (นิยาย)
☂เหตุเกิดเพราะชอบคุณ☂(นิยาย)

สารบัญ
บทนำ
บทที่ 1 บทที่ 2 บทที่ 3 บทที่ 4 บทที่ 5
บทที่ 6 บทที่ 7 บทที่ 8 บทที่ 9 บทที่ 10
บทที่ 11 บทที่ 12 บทที่ 13บทที่ 14 บทที่ 15
บทที่ 16 บทที่ 17 บทที่ 18 บทที่ 19 บทที่ 20
บทที่ 21 บทที่ 22 END

#เลือดหวานของผม

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-08-2018 01:12:15 โดย janeta »

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทนำ




แวมไพร์ มีช่วงชีวิตยาวนานกว่ามนุษย์ เร้นกายแฝงอยู่ในเงามืดมาหลายร้อยปี หลายคนรู้จักแวมไพร์ผ่านหนังสือ บ้างก็ว่าแวมไพร์โหดร้าย ดูดเลือดมนุษย์เป็นอาหาร เป็นภัยร้ายต่อมวลมนุษยชาติ หากพบจะต้องฆ่ามันก่อนที่มันจะฆ่าเรา


นั่นคือแวมไพร์ที่คุณรู้จักใช่ไหม
 
 

 
“เอ่อ ผมไม่มีเงินหรอกครับ” เด็กหนุ่มไร้เดียงสากอดกระเป๋าตัวเองไว้แน่น ขณะที่ชายร่างสูงสามคนรายล้อมดักทาง ไม่ให้เด็กหนุ่มหลบหนีไปได้ เพราะนานๆ ทีจะเห็นเด็กหน้าตาซื่อๆ ผ่านมาให้พวกเขาไถเงิน


“อย่ามาโกหก ดูท่าพ่อแม่เอ็งคงจะรวยไม่น้อย” ชายคนแรกสำรวจเสื้อผ้าที่เด็กหนุ่มสวมใส่ ถึงไม่รู้ว่ายี่ห้ออะไรแต่ก็ดูสะอาดสะอ้านเหมือนได้รับการซักรีดมาอย่างดี ไหนจะนาฬิกาสีดำที่เขาเห็นชื่อแวบๆ casio แล้วแบบนี้ยังมาพูดว่าไม่มีเงินอีก เห็นทีหมาหมู่อย่างพวกเขาคงต้องแย่งมาอย่างเดียวเท่านั้น “เฮ้ย จับตัวมันไว้”


สหายอีกสองคนรับคำก่อนจะก้าวเข้ามาเรื่อยจนเด็กหนุ่มอยากจะร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ ด้วยรู้ดีว่าจะต้องมีคนมาช่วยเขาอย่างแน่นอน แต่ก่อนที่เสียงจะถูกเปล่งออกไปความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวทันที


‘ไม่ เราจะมาอ่อนแอแค่นี้ไม่ได้’


เด็กหนุ่มฝืนทน กอดกระเป๋าตัวเองและพยายามก้มหน้าลงต่ำ ไม่ให้ ‘ความลับ’ ถูกเปิดเผย


“เฮ้ย! ทำอะไรวะ” เสียงทุ้มดังขึ้นไกลๆ ก่อนคนทั้งสามที่ล้อมเด็กหนุ่มไว้จะหันไปมองผู้มาใหม่ คนๆ นั้นที่สูงกว่าพวกเขาแถมใบหน้ายังดูโหดจนคนที่มองเริ่มตัวสั่น


“ยะ...ยุ่งอะไรด้วยวะ” หัวหน้าแก๊งไถเงินเงยหน้าประจันกับอีกฝ่าย ก่อนจะถูกมองด้วยหางตาคมกริบพร้อมกับเสียงตวาดที่ดังกว่า


“รังแกเด็กไม่มีทางสู้นึกว่าเท่เหรอวะห้ะ! โตแล้วก็หัดทำมาหากินเองได้แล้ว หรือว่าเป็นควายเลยทำได้แต่ไถเงินคนอื่น!” คนตัวสูงก้าวเข้ามายืนบังเด็กหนุ่มแล้วว่าต่อ “ถ้าอยากสู้นักก็มาสู้กับฉันตัวต่อตัว”


ทั้งสามคนมองหน้ากันเลิกลั่ก เมื่อผู้ชายตรงหน้าดูเหนือกว่าทั้งสรีระและพลังอำนาจ ยิ่งตอนที่อีกฝ่ายถอดเสื้อ เผยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องแน่นของคนที่ออกกำลังกายอย่างหนัก พวกเขาที่เอาแต่รีดไถเงินคนอื่นๆ จะไปสู้ได้อย่างไร สุดท้ายก็ชักชวนกันวิ่งหนีออกไปหวังให้ลับสายตาผู้ชายคนนั้น เชี่ย ทำไมกลายเป็นพวกกูที่วิ่งหางจุกตูดวะ


“หึ ไม่แน่จริงนี่หว่า” พูดจบร่างสูงก็สวมเสื้อกลับตามเดิม ก่อนจะหันมามองเด็กหนุ่มที่ยังคงก้มหน้าตัวสั่น ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองเขา


หรือว่าหมอนี่จะกลัวเขาไปอีกคน


ร่างสูงลอบถอนหายใจ ก็เป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้วนี่นะ ใบหน้าที่ดูเหมือนคนชอบหาเรื่องอยู่ตลอดเวลาทั้งที่ตัวเองออกจะรักสงบแท้ๆ แต่ก็ไม่วายถูกลากไปดวลทุกที ถ้าไม่ฝึกตัวเองให้แกร่งก็คงเป็นได้แค่เป้าซ้อมให้พวกคนที่ไม่ชอบหน้ารุม


ขณะที่เขากำลังตัดสินใจจะเดินจากไปนั้น เด็กหนุ่มที่ยืนเงียบก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มาจากใจ


“ขอบคุณครับ”


ก่อนจะวิ่งออกไปทันที ทิ้งให้ชายหนุ่มมองตามด้วยรอยยิ้มบาง ถึงแม้เขาจะไม่ค่อยเก่งเรื่องการแสดงสีหน้า แต่เรื่องเสียงจากความรู้สึกเขารับรู้ได้เสมอ


“เอาล่ะ เลี่ยงทางหลักแล้วกลับบ้านดีกว่า จะได้ไม่เจอพวกเอซ” เขาถอนหายใจ ไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่ถูกท้าดวลตัวต่อตัว โดยเฉพาะพวกหัวหน้าแก๊งค์ที่ขยันมาหาเรื่องเขาทุกเช้าเย็น ชายหนุ่มเดินจากไปในทิศทางตรงกลับบ้าน ขณะที่เด็กหนุ่มผู้ถูกช่วยชีวิตไว้ได้แต่มองด้วยรอยยิ้ม


“ขอบคุณที่ช่วยชีวิตพวกเขา” เพราะถ้าช้ากว่านั้นอีกนิด เด็กหนุ่มก็ไม่รู้แล้วว่าชะตากรรมของทั้งสามคนนั้นจะเป็นอย่างไร เขาผู้ซึ่งหิวกระหายมาตลอดทั้งวันอุตส่าห์เลี่ยงมาทางลัดเพื่อให้พบมนุษย์น้อยที่สุด เกือบจะเผลอฝังเขี้ยวงับคอมนุษย์พวกนั้นเสียแล้ว


“ใจเย็นไว้เมล” ปลอบใจตัวเองเรียบร้อยเมลก็เร่งฝีเท้าไปยังบ้านแสนรัก ที่ๆ มีอาหารแสนอร่อยรออยู่





“กลับมาแล้วเหรอตัวแสบ”


“คร้าบบบ” เมลยิ้มร่าไหว้สวัสดีคุณพ่ออย่างน่ารัก ก่อนจะเดินตัวปลิวไปหาตู้เย็นที่เต็มเปี่ยมด้วยเลือดหลายถุง เขาเลือกเลือดหมูแสนหวานเทใส่แก้วแล้วดื่มอย่างเอร็ดอร่อย โดยมีสายตาของพ่อที่มองมาอย่างกังวลจนเมลรู้สึกได้


“มีอะไรเปล่าพ่อ” วางแก้วเสร็จก็หันไปหาพ่อของตน ที่กำลังเตรียมอาหารสำหรับพี่ชายทั้งสองของเขาที่ยังไม่กลับจากที่ทำงาน อ้อ พี่ชายของเขาเป็นมนุษย์นี่นะ จะกินเลือดแบบเขาได้ยังไงกัน


“เฮ้อ” มานพลอบถอนหายใจเมื่อมองลูกชายบุญธรรมที่เขารับเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ใจเขาก็รักเด็กคนนี้ไม่ต่างกับลูกชายทั้งสอง แต่เวลาเห็นเมลดื่มเลือดทีไร เขาก็อดกังวลไม่ได้ทุกที


“ไปมหาวิทยาลัยวันแรกเป็นไงบ้าง มีใครที่...” น่ากินไหม มานพไม่กล้าเอ่ยประโยคในใจ แต่เมลก็พอจะรู้ว่าพ่อหมายถึงอะไร เขาจึงตอบไปตามความจริง


“ก็มีครับ แต่ผมไม่จำเป็นต้องกินพวกเขานี่นา ผมมีนี่เป็นของโปรดอยู่แล้ว” เมลชูแก้วใสที่ยังคงมีคราบเลือดหมูก่อนจะลงมือล้างด้วยตัวเอง เช็ดด้วยผ้าสะอาดแล้ววางเก็บไว้ข้างๆ แก้วของพ่อและพี่ชายทั้งสองที่มีลายสกรีนต่างกันไป


“พ่อไม่อยากให้ตัวตนของลูกถูกเปิดเผย เข้าใจพ่อใช่ไหม” มานพวางมือลงบนไหล่ลูกชายที่เขารัก เฝ้าทะนุถนอม จึงหลีกเลี่ยงที่จะให้เมลเรียนร่วมกับเด็กคนอื่นมาสิบกว่าปีเพราะกลัวว่าเมลจะเผลอทำร้ายเด็กเหล่านั้น และอย่างร้ายที่สุดคือเขาอาจเสียลูกไปตลอดกาล จนถึงตอนนี้เขาก็ยังคงกังวล แม้เมลจะยืนกรานว่าเขาโตแล้วและการเรียนมหาวิทยาลัยจะไม่เป็นปัญหาก็ตาม


“ผมรู้” เมลกอดพ่อแน่น แม้จะต่างสายพันธุ์กัน แต่เมลรักคนในอ้อมกอดมากกว่าสิ่งใด คนที่ให้ความรัก ความอบอุ่น ให้การศึกษาที่ดีแก่เขา จนกระทั่งวันที่เขาเลือกเส้นทางชีวิต พ่อของเขาก็ยังให้โอกาสในการตัดสินใจเสมอ








...........................................................................
เมลอยู่กับพ่อและพี่ชายตลอดช่วงสุดสัปดาห์ พอถึงเย็นวันอาทิตย์พี่ชายคนรองก็มาส่งเมลกลับหอพักของมหาวิทยาลัย เพราะพี่คนโตติดประชุมด่วน ทำได้แค่จุ๊บแก้มน้องชายคนเล็กก่อนจะขึ้นรถแท็กซี่ออกไปทันที


เมลเดินขึ้นบันไดพลางสำรวจหอใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ อันที่จริงพ่อก็คัดค้านเรื่องที่เขาต้องมาอยู่หอไกลหูไกลตา แต่เมลก็บอกว่าเขาอยู่ได้ เขาอยากเรียนรู้วิถีชีวิตแบบมนุษย์ทั่วไปจึงอยากลองอยู่ด้วยตัวเอง พี่ชายคนโตจึงส่งตู้เย็นแบบตู้เซฟมาให้ พร้อมบรรจุเลือดหมูจากฟาร์มเกรดเอของเขาเป็นรสชาติที่ถูกใจเมลที่สุด โชคดีที่เมลอยู่คนเดียวจึงดื่มเลือดได้อย่างสบายใจ


แต่ขณะที่เมลกำลังคิดว่าจะกินเลือดหมูพร้อมดูภาพยนตร์เรื่องอะไรนั้น เสียงดนตรีแผ่วๆ ก็ดังเล็ดลอดมาจากห้องของเขา


“เราลืมปิดทีวีเหรอวะ” เมลพยายามนึก แต่มั่นใจว่าเขาไม่ได้เปิดทีวีเลยตั้งแต่ตอนเก็บกระเป๋ากลับบ้าน


ขณะไขกุญแจเข้าไปนั้นก็พบว่ากลอนประตูไม่ได้ล็อก พร้อมกับประตูที่เปิดออกเผยให้เห็นคนตัวสูงที่นอนราบเปลือยท่อนบนอยู่บนเตียงฝั่งขวาสายตาคมกริบตวัดมองนิ่งจนเมลขนลุกซู่ ก่อนเจ้าของสายตานั้นจะเอ่ยทักขึ้นด้วยน้ำเสียงใจดีผิดกับใบหน้า


“ไง”


นี่...ใช่คนที่ช่วยผมเมื่อวันก่อนหรือเปล่านะ
 
 






..................
สวัสดีค่า นักอ่านทุกท่าน แอบมาเปิดเรื่องใหม่แล้วค่ะ แฟนตาซีนิดๆ หวังว่าจะถูกใจกันน้า ชอบไม่ชอบเม้นบอกกันด้วยน้า  :mew1:

 
 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-02-2018 00:43:55 โดย janeta »

ออฟไลน์ ซีเนียร์

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 778
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
ติดตามจ้า :L2:

ออฟไลน์ kun

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +122/-10
รออ่านจ้า

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทที่ 1
รูมเมทที่น่าคบ


 

 
“ไง...” เมลทักตอบ คงไม่ต้องถามแล้วว่าอีกฝ่ายเข้ามาในห้องนี้ได้อย่างไร ในเมื่อรุ่นพี่หัวหน้าหอบอกไว้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าพักแล้วว่าหนึ่งห้องพักได้สองคน เมลคิดว่าเขาอยู่มาหนึ่งสัปดาห์แล้วยังไม่เห็นรูมเมทคนใหม่ ก็เข้าใจว่าห้องเขาคงไม่มีใครมาเพิ่มอีก


สุดท้ายก็กลายเป็นเขา คนที่ช่วยเมลไว้เมื่อวันก่อนนี่เอง


“เอ่อ นายชื่ออะไรเหรอ” เมลวางกระเป๋าลงพื้นแล้วนั่งบนเตียง ในเมื่อเป็นรูมเมทกันแล้ว เขาก็ควรจะรู้ชื่ออีกฝ่าย จะได้เรียกชื่อถูก


“ไอซ์” ร่างสูงตอบสั้นๆ ก่อนจะลุกขึ้นนั่งดีๆ พลางมองคนผิวขาวที่รู้สึกคุ้นหน้าเหมือนเคยเจอแต่ไม่ได้เอ่ยถามออกไป ไอซ์แค่รอให้อีกฝ่ายแนะนำตัวเพราะเขาก็ไม่ค่อยถนัดพูดถามสักเท่าไร ถ้าปะทะคารมก็ว่าไปอย่าง


“เราเมลนะ” เมลยิ้มให้เพื่อนใหม่นิด ขณะที่ไอซ์มองท่าทางเกาแก้มเก้อๆ ของอีกฝ่าย ก่อนจะหลุดพูดบางคำที่อยูในใจออกไป


“แมว”


“หืม...”


“เปล่า” ไอซ์สะบัดหัวไล่ความคิดประหลาดของตัวเอง กลัวจะหลุดพูดออกมาอีก เขาเห็นผู้ชายตรงหน้าคล้ายลูกแมวไปได้ยังไงกันนะ




ติ้ง


เสียงข้อความในไลน์ขัดจังหวะความคิดของเขา


แดน คิวบ์ๆ: เมทมึงหน้าตาเป็นไงวะกูอยากรู้


แดน คิวบ์ๆ: ไม่สิ


แดน คิวบ์ๆ: กูต้องถามว่ามึงกับมันใครหน้าโหดกว่ากัน


ไอซ์ลอบมองรูมเมทที่หยิบเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าแล้วโยนใส่ตะกร้าผ้าที่อยู่ปลายเตียงอย่างแม่นยำ ไม่มีเค้าลางของผู้ชายนุ่มนิ่มเลยสักนิด ผิดกับขนาดตัวที่ดูบอบบางอย่างกับเด็กๆ


Ice Atipan: ก็ต้องกูไหมล่ะ มันก็ดูเป็นผู้ชายแมนๆ ปกติทั่วไป ไม่ได้กลัวกูหัวหดเหมือนมึง


แดน คิวบ์ๆ: แหมๆ ได้เพื่อนใหม่ลืมเพื่อนเก่าเลยจ้า เออ งั้นมันคงไม่ว่าอะไรใช่ไหมถ้ากูจะขอเสนอหน้าไปนอนห้องมึง


Ice Atipan: จะมานอนห้องกูทำไม นอนกับเมทมึงโน่น!


แดน คิวบ์ๆ: ก็ไอ้เชี่ยนี่มันมองกูแปลกๆ อะ ไม่เอา คืนนี้กูไม่นอนที่ห้องแน่ๆ มึงจะใจร้ายไส้ระกำปล่อยเพื่อนนอนตากยุงนอกห้องรึไง


Ice Atipan: เออ


กดส่งข้อความเรียบร้อยไอซ์ก็กดปิดเครื่อง หยุดการติดต่อจากเพื่อนเจ้าปัญหาทันที เขารู้ว่าแดนไม่มีทางออกมาทนลำบากนอนนอกห้องแน่ๆ และถึงมันจะออกมาจริงๆ เขาก็ไม่สนใจ เตียงของเขาก็เล็กนิดเดียวจะให้มันมานอนเบียดก็ใช่เรื่อง


ไอซ์แอบมองเมลอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้คนตัวผอมกำลังนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ อยู่บนเตียง นิ่งสนิทเหมือนรูปปั้น มีเพียงการเปลี่ยนหน้ากระดาษเท่านั้นที่ทำให้รู้สึกว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่


กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา


ไอซ์อ่านทวนซ้ำในใจพลางจ้องมองปกหนังสือเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เขาเห็นเป็นเรื่องจริง


หรือว่าเมลจะเรียนแพทย์วะ



ไอซ์คิดในใจ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามออกไป เพราะเขาไม่ใช่คนชอบยุ่งเรื่องส่วนตัวของคนอื่นอยู่แล้ว อีกฝ่ายจะเรียนอะไร อ่านหนังสือเพื่ออะไรก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเขา เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้นน่ะ...


ครืดๆ


มาแล้ว...


ไอซ์ยิ้มเงียบๆ อยู่กับตัวเอง เมื่อโทรศัพท์สั่นพร้อมกับรูปเจ้าของเบอร์ที่โทรเข้ามา เขาไม่ลังเลเลยที่จะกดรับ ก่อนจะเดินไปยังระเบียงเพื่อไม่ให้เสียงของเขารบกวนคนอ่านหนังสือ


(นอนยัง)


“ฮื่อ ยังไม่นอนหรอก” ไอซ์ยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่หากใครได้เห็นก็คงจะตกหลุมรักไม่ยาก เพียงแต่ไอซ์ไม่ใช่คนชอบยิ้ม เขาจะยิ้มให้เฉพาะคนสำคัญเท่านั้น โดยเฉพาะคนปลายสายที่ส่งเสียงเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังเช่นเคย


(แล้วก็นะ...เขาน่ะ) แค่ได้ยินคำว่าเขา รอยยิ้มของไอซ์ก็เจือจางลง รู้ทั้งรู้ว่าทุกครั้งที่อีกฝ่ายโทรมา ก็คงไม่พ้นเล่าเรื่อง ‘เขาคนนั้น’ ให้ฟังอยู่เสมอ (...เฮ้ นายฟังอยู่หรือเปล่าน่ะ)


“อืม...” แค่เอ่ยตอบก็แทบไม่มีแรงแล้ว “แล้วเป็นไง เขาจำนายได้ไหม” แต่ก็ตอบไปให้อีกฝ่ายสบายใจว่าเขาโอเคเสมอ


(จำได้สิ...เขาบอกว่าดีใจที่ได้เจอเราด้วย นายว่า...เราจะพอมีหวังไหมนะ)


“ก็ต้องมีสิ นี่ใคร นี่พายนะ น่ารักๆ แบบพายยังไงก็ต้องมีคนชอบอยู่แล้ว” ใช่ น่ารักอย่างพาย ใครๆ ก็ต้องชอบ


ไม่เว้นแม้แต่เขา ที่แอบชอบพายมาหลายปี



(แต่เราเป็นผู้ชายนะไอซ์...เขาอาจจะ...อาจจะชอบผู้หญิงก็ได้) น้ำเสียงไม่มั่นใจที่ดูไม่เข้ากับเขานัก พายเป็นคนมั่นใจเสมอ ทุกสิ่งที่เขาตั้งใจทำ เขาทำได้ทุกอย่าง


แต่ตอนนี้เขาอยากให้พายไม่มั่นใจแบบนี้ตลอดไป ให้พายไม่กล้าสารภาพรักและเลิกชอบเขาคนนั้นไปซะ


“เชื่อในตัวเองสิพาย พายจะแอบมองเขาแบบนั้นไปอีกนานแค่ไหนล่ะ อยากให้สาวๆ มาแย่งไปเหรอ” ไอซ์พูดติดหัวเราะ แต่หัวใจของเขาหัวเราะไม่ออก มันมีแต่น้ำตาที่ท่วมซึมจนล้นออกมา


(อื้ม! พายจะสู้ ขอกำลังใจหน่อยยยยยยยย)


“สู้ๆ นะ”


(อ่า ได้รับพลังจากเพื่อนซี้แบบนี้เราก็พร้อมสู้ล่ะ ฮ้าว ง่วงนอนชะมัด คุยกับนายทีไรเราหลับสบายทุกทีเลย ขอบใจน้า)


“อื้ม”


(ไว้ไอซ์มีความรักเมื่อไหร่เราช่วยเต็มที่แน่นอน สู้ๆ)


“อือ...”


ปลายสายตัดไปแล้ว แต่คนที่ควรจะนอนหลับอย่างเขากลับไม่กล้าแม้แต่จะหลับตาลง


ไม่อยาก...ให้พรุ่งนี้มาถึง


ไอซ์นั่งพิงประตูระเบียง กอดเข่าแล้วปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบๆ







เมลละสายตาจากหนังสือ เขาค่อนข้างประสาทไวเรื่องกลิ่น โดยเฉพาะเวลากลางคืน แม้กลิ่นนั้นจะเบาบางแต่เขาก็รู้ว่าเป็นกลิ่นของน้ำตา เมลมองไปที่ระเบียง ที่ซึ่งรูมเมทตัวโตของเขานั่งกอดเข่าอยู่เงียบๆ แต่เมลรู้ว่าไอซ์กำลังร้องไห้


เมลยืนชั่งใจอยู่สักพัก ก่อนจะหยิบผ้าห่มของเตียงข้างเดินไปยังประตูระเบียง







ไอซ์เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด เมลยิ้มให้เขานิดๆ ก่อนจะยื่นผ้าห่มลายเกล็ดหิมะส่งให้แล้วหันหลังเดินกลับเข้าห้องไป


ไม่มีคำถามว่าเขาเป็นอะไร ร้องไห้ทำไม


แค่ปล่อยให้เขาอยู่กับตัวเอง


มอบไออุ่นให้ ในยามที่เขาหนาวเหน็บ


ไอซ์คลี่ยิ้มนิดๆ เขาคิดว่ารูมเมทคนนี้นิสัยไม่เลวเลย แต่ไอซ์ก็ไม่ได้กลับเข้าห้องเพื่อขอบคุณ เขาแค่คลี่ผ้าห่มคลุมตัวเองพลางกระชับผ้าห่มผืนน้อยกันลมหนาว


ของขวัญจากพาย


ของขวัญ...ที่เขาห่มนอนทุกคืน

 

 

 



.................................................

เช้าวันใหม่มาเยือน เมลปิดหนังสือลงพลางมองเพื่อนร่วมห้องที่หลับพริ้มอยู่บนเตียง เมื่อคืนเขาอุ้มคนตัวโตกลับเข้ามานอนในห้องเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะตากน้ำค้างจนไม่สบาย ต้องขอบคุณกำลังเหนือมนุษย์ของเขาที่ช่วยให้การอุ้มง่ายขึ้นเยอะ หากเป็นเวลาปกติเขาคงไม่กล้าโชว์พรสวรรค์พิเศษนี้ ด้วยกลัวว่าจะถูกกล่าวหาว่าไม่ใช่มนุษย์


แม้ความจริงเขาจะไม่ใช่มนุษย์ก็ตาม


หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย เมลก็กดเปิดเซฟด้วยรหัสลับที่มีเพียงเขาและครอบครัวเท่านั้นที่รู้ หยิบเลือดบรรจุกล่องน้ำผลไม้ออกมาจากตู้เย็นแล้วเจาะหลอดดื่ม ต้องขอบคุณพี่ชายคนโตของเขาที่สรรหาวิธีตบตามนุษย์ด้วยวิธีนี้ เขาจึงพกอาหารติดตัวไปได้ทุกที่โดยที่ไม่มีใครสงสัย อาจจะมองแปลกๆ บ้างที่เห็นเขากินน้ำสตอเบอร์รี่ แต่เขาไม่สนใจหรอก ขอเพียงตัวตนของเขาไม่ถูกเปิดเผยก็พอแล้ว


“อือ”


มนุษย์ขี้เซาคงถึงเวลาตื่นแล้วสินะ


ไอซ์ลืมตาขึ้น เขารู้สึกปวดหน่วงในตาคงเพราะร้องไห้จนตาบวม พอลุกขึ้นนั่งเขาถึงรู้ว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียง เขาชะงักไปนิดเมื่อความคิดพิลึกพิลั่นแล่นวาบเข้ามาในหัว สายตาก็เบนไปหารูมเมทที่จัดหนังสือใส่กระเป๋าเตรียมพร้อมไปเรียน


อ่า นั่นสิ วันนี้มีเรียนนี่หว่า


เขารีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปพร้อมกับผ้าขนหนู อาบน้ำลวกๆ ให้พอทันเวลาแล้ววิ่งออกมา พอดีกับที่เมลเดินสวนไปทางประตู


“ไปก่อนนะ ฉันมีเข้าห้องกิจกรรมก่อนเริ่มเรียนน่ะ” เมลบอกเพื่อนร่วมห้องที่หันมามองเขาพร้อมกับเสื้อนิสิตที่ยังไม่ติดกระดุมสักเม็ด


“อืม”


เมลเปิดประตูออกไปแต่ถูกอีกฝ่ายรั้งไว้ด้วยคำสั้น


“ขอบคุณ...สำหรับเมื่อคืน”


คนตัวผอมไม่ได้หันไปมองว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าอย่างไร เขาแค่ยิ้มนิดๆ ก้าวออกจากห้องแล้วปิดประตูลง


พอดีกับที่นอนอยู่หน้าห้องฝั่งตรงข้ามลืมตาอย่างงัวเงียขึ้นเพราะได้ยินเสียงปิดประตู


ทั้งสองสบตากันชั่วครู่ ก่อนเมลจะละสายตาแล้วเดินลงบันไดไป เขาก็แค่แปลกใจที่เห็นคนออกมานอนนอกห้องเท่านั้น


ขณะที่อีกคนกำลังตกอยู่ในภวังค์ ก่อนจะเบนสายตาไปยังหมายเลขห้องฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นห้องที่เพื่อนสนิทของเขาอย่างไอ้ไอซ์ซุกหัวนอนอยู่ พลางทวนคำที่เพื่อนพูดทิ้งไว้เมื่อคืนเรื่องรูมเมท


มันก็ดูเป็นผู้ชายแมนๆ ปกติทั่วไป ไม่ได้กลัวกูหัวหดเหมือนมึง


มันก็ดูเป็นผู้ชายแมนๆ ปกติทั่วไป


เป็นผู้ชายแมนๆ


“แมนเชี่ยอะไร! โคตรน่ารักเลยต่างหาก” แดนจิ๊ปากอย่างขัดใจ รู้อย่างนี้เขายอมเคาะประตูห้องมันอย่างเสียมารยาทเลยดีกว่า จะได้นอนมองคนน่ารักหลับอยู่เตียงข้างๆ


แล้วก็เนียนละเมอไปนอนเตียงเดียวกัน


“แดน...”


“แดน!”


“ไอ้แดนโว้ย!”


เสียงกระโชกโฮกฮากตามนิสัยส่วนตัว เรียกให้แดนหลุดจากภวังค์


“มึงนี่มัน!”


“อะไร กูทำไม” ไอซ์ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ แต่กลับดูเหมือนกำลังหาเรื่องแดน จนหลายคนที่เปิดประตูออกมาเพื่อจะไปเรียนถึงกับรีบเข้าห้องทันทีเพราะกลัวโดนลูกหลง


“มีคนน่ารักเป็นรูมเมททำไมไม่บอกกู!”


“เมลอะนะ”


“ชื่อเมลเหรอวะ เชี่ย ขนาดชื่อยังน่ารักเลย เรียนคณะอะไรวะ”


“ไม่รู้ กูไม่ได้ถาม” ไอซ์ยกนาฬกาขึ้นดู ก่อนจะบอกข่าวร้ายแก่เพื่อน “เหลืออีก 10 นาทีก่อนเข้าเรียนวิชาแรก” พูดจบก็ตบบ่าเพื่อนแล้วรีบวิ่งลงบันไดไปทันที ไม่ทันฟังเสียงด่าไล่หลัง และเสียงปิดประตูลั่นของคนตื่นสาย


“แล้วกูจะไปทันไหมเนี่ย!”

 

 

 

 

..................

มาเสิร์ฟตอนแรกค่ะ พระเอกของเราเขายังมีคนในใจอยู่โน๊ะ ส่วนน้องเมล ตอนนี้เขาก็มองไอซ์เป็นเพียงเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่ง ถึงจะเคยช่วยกันไว้ก่อนหน้าก็เป็นแค่ความประทับใจยังไม่ได้ชอบกันค่ะ แต่ดูเหมือนคุณแดนจะตกหลุมเมลไปเต็มๆ แล้วนี่สิ ฮ่าๆ เอาใจช่วยคุณแดน? เอ้ย พระเอกของเราด้วยนะคะ  :mew1:


 

 

 

ออฟไลน์ kun

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +122/-10
พระเอกเรานิ่งจัง เดี่ยวก็เชียร์แดนซะเลย อ่ะล้นเล่น
รออออออ

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทที่ 2
มุกไม่ฮาพาเพื่อนห่วง

 
 
เมลทักทายเพื่อนร่วมเซคเช่นเคย ก่อนจะนั่งลงข้าง ‘พาย’ และ ‘นที’ เพื่อนใหม่ของเขา พายเป็นเพื่อนที่เขารู้จักในวันรับน้อง จากนั้นก็ตัวติดกันตลอดเพราะมักจะโดนพวกพี่ๆ แกล้งแหย่เล่นเพื่อสร้างสีสันในแต่ละวัน


ส่วนนทีเป็นเพื่อนร่วมคณะที่รู้จักกันตั้งแต่วันสอบสัมภาษณ์ ได้เจอกันเฉพาะบางวิชาที่เรียนรวมเท่านั้น และเขามั่นใจว่าไม่เคยแนะนำทั้งคู่ให้รู้จักกัน จึงอดแปลกใจไม่ได้เมื่อเห็นพายที่ยิ้มและหัวเราะขณะฟังนทีเล่าเรื่องตลก ก่อนเรื่องที่เล่าจะหยุดลงเมื่อทั้งคู่สังเกตเห็นเมล


“เมล~” พายเป็นคนแรกที่ทักทายเพื่อนตัวขาวด้วยน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง


“หวัดดี” เมลยิ้มรับ “เล่าเรื่องอะไรกันอยู่ ไม่เห็นบอกกันบ้างเลย”


“อ้าว นี่รู้จักกันเหรอ” นทีถามขึ้นอย่างงงๆ เพราะเขาเพิ่งจะเผาเพื่อนอย่างเมลให้พายฟังเมื่อครู่นี้เอง


“ก็ต้องรู้จักสิ นี่ไงเพื่อนที่เราเล่าให้ฟังเมื่อวาน คนที่ซุ่มซ่ามเหมือนเพื่อนทีเลย” พายว่าพลางกอดแขนเพื่อนใหม่อย่างสนิทสนม


“หืม นายเอาเราไปเผาเหรอพาย”


“เอ่อ...นิดนึงเอง” พายยกนิ้วจีบ บอกจำนวนว่าน้อยมาก เพราะความซุ่มซ่ามของเมลน่ะมีเยอะกว่าที่เขาเล่าอีก


“เฮ้อ มนุษย์ซุ่มซ่ามของแท้ งั้นเราขอแนะนำเพื่อนร่วมคณะที่เราพูดถึงนะพาย เขาคนนั้นก็คือเมลนี่ล่ะ” นทีผายมือมาทางเมลที่ชี้หน้าตัวเองอย่างงงๆ นี่เขากลายเป็นเรื่องเล่าสร้างสีสันของเพื่อนๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่


ทั้งคู่หัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าของเมล ซึ่งเมลก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาชอบบรรยากาศที่ได้ฟังเสียงหัวเราะของเพื่อน เห็นสายตาและรอยยิ้มจริงใจที่ทั้งคู่มอบให้ สำหรับแวมไพร์ที่มีแต่ครอบครัวอย่างเขา การมีเพื่อนถือเป็นประสบการณ์ใหม่ที่เขาหลงรักเลยทีเดียว


“อ้ะ อาจารย์มาแล้ว...” และเมื่ออาจารย์เดินเข้ามาในห้องทุกคนก็เข้าสู่โหมดตั้งใจเรียนทันที




.......................................

บ่ายวันนั้น เมลแยกกับพายและนที เพราะทั้งคู่มีวิชาเลือกที่ต้องเรียนร่วมกัน ขณะที่เมลเลือกลงอีกวิชาเพราะความชอบส่วนตัว


เขาชอบร่างกายมนุษย์


บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเพราะอะไร เขาแค่ชอบศึกษาเพราะอยากรู้ว่าตัวเองต่างจากมนุษย์อย่างไร เพราะนอกจากชอบกินเลือดและไม่จำเป็นต้องนอนแล้ว ชีวิตประจำวันของเขาก็ไม่ได้ต่างจากมนุษย์เท่าไรนัก


เขาไม่ได้กลัวแสงแดดอย่างแวมไพร์ในหนังสือ แต่ออกแดดมันร้อนและแสบตาก็เลยต้องสวมแว่นกรองแสงและเสื้อคลุมเท่านั้น มนุษย์ขี้ร้อนคนอื่นๆ ก็ไม่ต่างจากเขา ส่วนเรื่องกลิ่นกระเทียม เมลยอมรับก็ได้ว่าเขาไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่เขาคิดว่ามนุษย์บางคนก็คงมีบ้างที่ไม่ชอบกระเทียม และบางคนก็แพ้ แต่พวกเขาก็ยังคงเป็นมนุษย์ปกติ


สองเท้าเดินเข้ามาในห้องเรียนที่เต็มไปด้วยหุ่นจำลองกายวิภาคและโปสเตอร์อธิบายส่วนต่างๆ ของร่างกายที่เมลอ่านจบไปแล้วหลายรอบ คงเพราะอยากจำให้ขึ้นใจ เขาจึงใช้เวลาทั้งคืนอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า


มีสองคนที่เขาคุ้นหน้านั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง คนหนึ่งคือรูมเมทของเขาที่กำลังคุยกับคนที่อุตรินอนนอกห้อง เมลสังเกตว่ามีเพียงโต๊ะที่ติดกับสองคนนั้นที่ว่างอยู่จึงไม่ลังเลที่จะนั่งลงข้างไอซ์


“เมล!” เสียงเรียกดังลั่นจนคนเกือบทั้งห้องหันมามองทางเมล ก่อนจะรีบหลบตาเมื่อคนที่นั่งติดหน้าต่างตวัดสายตามอง


ซึ่งความจริงแล้วไอซ์ก็แค่มองเฉยๆ เพราะเพิ่งสังเกตเห็นเมลนั่งเก้าอี้ข้างๆ ตน


“ไง”


“ไง”


คำทักทายสั้นๆ ประจำตัวทั้งคู่เอ่ยขึ้นเพียงไม่นาน ก่อนจะถูกแทรกด้วยแดนที่รีบยื่นหน้าเข้ามามีส่วนร่วมทันที


“เราแดนนะ เพื่อนไอซ์รูมเมทนาย” แดนรีบแนะนำตัว ซึ่งเมลก็ไม่รังเกียจที่จะคบหาเพื่อนใหม่จึงส่งยิ้มเป็นมิตรให้เช่นเคย


“เราเมลนะ ยินดีที่ได้รู้จัก”


“โอ้ย...แดนตายแล้ว” แดนที่ถูกแอทแทคความน่ารักกระแทกใจ กุมหัวใจตัวเองไว้ด้วยสีหน้ามีความสุข ขณะที่เมลได้แต่ยิ้มค้างเพราะไม่รู้ว่าแดนเป็นอะไร ทำไมถึงทำท่าแบบนั้น


ผลัวะ


เสียงฟาดมือลงบนศีรษะอย่างไม่เบาแรงนั้นทำเอาคนในห้องสะดุ้ง แต่คนถูกทำร้ายกลับแค่ลูบหัวตัวเองปอยๆ ก่อนจะเสียงดังใส่เพื่อนที่ทำเสียมารยาทต่อหน้าหนุ่มน้อยที่หมายปอง


“เล่นอะไรของมึงเนี่ย! อุ้ย ไม่มีอะไรครับเมล เพื่อนเล่นกันเฉยๆ” แดนส่งสายตาอาฆาตใส่เพื่อนที่ทำให้เขาหลุดคำหยาบให้ระคายหูคนน่ารัก


ไอซ์ลอยหน้าลอยตา ความจริงเขาก็แค่หมันไส้เพื่อนที่กล้าพูดกล้าทำไปเสียทุกเรื่อง ขณะที่ตัวเขากลับไม่มีความกล้าใด เช่นเดียวกับสายตาที่เหลือบไปเห็นพายเดินคู่อยู่กับ ‘เขา’ หัวใจก็พลันเจ็บแปลบขึ้นมาทันที อยากละสายตาก็ทำไม่ได้ เพราะสายตาของเขามีไว้มองแค่พายที่กำลังยิ้มหัวเราะกับคนข้างกาย
 





“ฮ่าๆ”


เมลพยายามหัวเราะกับพูดที่เขาไม่เข้าใจนักของแดน ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นไอซ์มองออกไปนอกหน้าต่าง ใบหน้าเศร้าๆ เหมือนเมื่อคืนไม่มีผิด เขาจึงคิดหาวิธีที่จะทำให้ไอซ์หัวเราะเหมือนที่นทีทำให้พายหัวเราะได้


“เอ่อ เรามีเรื่องเล่าน่ะ” แค่เกริ่น เมลก็เห็นแดนก็กระดิกหางรอฟังเหมือนเจ้าตูบใต้หอ เขาแอบขำนิดๆ ก่อนจะกระแอมไอเรียกสติคนที่เหม่อมองไปข้างนอกให้หันกลับมามองเขา


“อะแฮ่มๆ” เสียงกระแอมไอ เรียกให้ไอซ์ต้องหันกลับมา ก่อนเมลจะเริ่มต้นเล่า “คือเมื่อเช้าอาจารย์บอกให้เราช่วยยกเอกสารไปไว้ที่ห้องเรียน แต่เราสะดุด กลิ้งตกบันไดไปเลย เอกสารงี้กระจายเกลื่อนทางเดินอะ ฮ่าๆ”


เมลหัวเราะเพื่อให้เรื่องดูน่าตลกสำหรับเพื่อนๆ แต่ว่าทั้งคู่กลับขำไม่ออก


"ลุก" พูดจบไอซ์ก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป


"หืม..." เมลเอียงคอสงสัย หันมองแดนเพื่อถามที่มาของคำถาม แต่แดนกลับยิ้มเพราะเขารู้ดีว่าเพื่อนจะทำอะไร


"ไอซ์มันบอกนายนั่นแหละ ตามไปสิเมล เดี๋ยวยักษ์ก็พิโรธหรอก"


"ห้ะ" เมลยังคงไม่เข้าใจเนื้อหาที่เพื่อนสื่อความ แต่ก็ลุกเดินตามไอซ์ออกไป ไอซ์หนังมามองคนตัวเล็กก็จะเอ่ยบอกแดนข้ามหัวเมล


“ฝากบอกอาจารย์ให้ด้วย” แดนพยักหน้ารับคำเพื่อน มองไอซ์ที่เดินนำเมลไปยังห้องพยาบาลก่อนจะหลุดยิ้ม


“มีใครที่ไหนเขาขำเรื่องที่ตัวเองบาดเจ็บบ้างเนี่ย” แล้วดูทำหน้าเข้าเหมือนกำลังลุ้นให้เขากับไอซ์หัวเราะอีก


"แต่ก็...น่ารักดีแฮะ"
 



.......................................

“นายจะพาเราไปไหนน่ะ อีกแป๊บเดียวก็จะเริ่มคลาสแล้วนะ” เมลร้องบอก เพราะใจเขาตอนนี้อยู่ที่การเรียนการสอนเท่านั้น และตอนนี้ก็ใกล้เวลาเรียนแล้วด้วย


ไอซ์ไม่ตอบ เขาเดินนำหน้าผ่านห้องแล้วห้องเล่า ไปจนถึงห้องเล็กที่อยู่หัวมุมอาคาร


ห้องพยาบาล


ไอซ์เคาะประตูอย่างมีมารยาทก่อนจะเดินเข้าไปท่ามกลางนักศึกษาที่รอรับยาจากอาจารย์ห้องพยาบาล


“เพื่อนผมตกบันได” ทันทีที่ร่างสูงเอ่ย ทุกคนก็พร้อมใจแหวกทางให้ไอซ์พาเมลไปนั่งที่เตียง พอดีกับอาจารย์ห้องพยาบาลที่เดินเข้ามาสอบถามอาการ


“ผมไม่เป็นไรมากครับอาจารย์” เมลยิ้มยืนยัน เพราะเขาไม่ได้เจ็บอะไร อีกอย่างเขาเป็นแวมไพร์ เรื่องแค่นี้ฟื้นตัวง่ายมาก ปัญหาที่น่ากลัวกว่าก็คือการตรวจร่างกาย ตัวเขาเย็นแบบนี้ คงถูกส่งโรงพยาบาลกลายเป็นเรื่องใหญ่โตไปอีก


“เอ่อ เพื่อนผมก็แค่กังวลเกินไป ผมไม่เป็นอะไรมากแล้ว งั้นขอตัวไปเรียนก่อนนะครับ ผมไม่อยากขาดคาบนี้”


พูดจบเมลก็กระโดดลงจากเตียงด้วยท่วงท่าที่แสดงได้อย่างดีว่าเขาไม่ได้เจ็บอะไร แล้วรีบเดินออกจากห้องพยาบาลไปทันที


“เพื่อนเราหน้าซีดๆ นะ” อาจารย์ห้องพยาบาลเอ่ยขึ้น ซึ่งไอซ์ก็พยักหน้ารับ ตอนที่จับแขนพาไปนั่งที่เตียง ตัวเมลเย็นเหมือนคนป่วยเขาคิดว่าควรจะให้อาจารย์หมอตรวจสักหน่อยก็ยังดี แต่อีกฝ่ายกลับลุกหนีอย่างกับกระต่ายขี้กลัว


หรือจะกลัวหมอ


แต่เขาเรียนหมอไม่ใช่เหรอ



“ถ้าเขาอาการไม่ดีค่อยพามาอีกทีละกัน ตอนนี้รีบตามเพื่อนไปก่อน เดี๋ยวเป็นลมเป็นแล้งขึ้นมาจะแย่” ไอซ์พยักหน้ารับ เขารีบเดินตามเพื่อนตัวเล็กที่แม้จะเดินเร็วแต่ก็ยังช้ากว่าช่วงขาของเขาอยู่ดี


“เดินช้าๆ” ไอซ์พูดเสียงดุ เมลหันมองนิดๆ อย่างไม่แน่ใจ แต่เมื่ออีกฝ่ายไม่มีท่าทีจะลากเขากลับห้องพยาบาล เมลก็ผ่อนฝีเท้าลง เดินเคียงข้างกันกลับไปยังห้องเรียนที่อาจารย์กำลังสอนเรื่องทฤษฎีพอดี เมลและไอซ์เอ่ยขออนุญาตก่อนจะเดินเข้าไปนั่งประจำที่


แดนยื่นหน้าจะเข้ามาถามว่าเมลอาการเป็นอย่างไรเป็นอันต้องหุบปากฉับเมื่อเห็นเมลตั้งท่าตั้งใจเรียน แม้แต่ไอซ์ที่นั่งข้างๆ ก็อดแปลกใจไม่ได้ ปกติคนเราคงไม่ตั้งใจเรียนในทันทีหรอก กว่าจะจูนสติให้จดจ่ออยู่กับการเรียนได้ก็ล่อเข้าไปเกือบครึ่งชั่วโมง


แต่กับเมลกลายเป็นข้อยกเว้น เพราะเขาตัดขาดทุกอย่างโดยสิ้นเชิง สนใจเพียงเนื้อหาที่อาจารย์สอนเท่านั้น ไม่มีวอกแวก ตาดูหูฟังมือจด จนคนที่ลอบมองทั้งสองรู้สึกอยากทำตาม ต่างก็หันไปสนใจเนื้อหาที่ไม่ได้อยากเรียนมาตั้งแต่ต้น


ไอซ์ก็แค่ถูกแดนลากมาเข้าเรียนด้วยเนื่องจากสาวที่แดนแอบชอบเลือกเรียนวิชานี้ แต่ปรากฏว่าเธอคนนั้นถอนวิชาเรียนไปก่อนแล้ว เดิมทีก็ตั้งใจจะขออาจารย์ถอนวิชาแล้วเดินออกไปชิลๆ คิดไม่ถึงว่าการนั่งข้างเมล จะทำให้ทั้งคู่จดจ่อกับการเรียนจนจบคาบได้โดยไม่แอบหลับเหมือนเพื่อนแถวหลัง


“เฮ้ย ไม่คิดเลยว่าวิชานี้ก็สนุกเหมือนกัน” แดนพูดขึ้นหลังจากอาจารย์เดินออกจากห้องไป “เมลมีเรียนอะไรต่อไหม” เพราะคาบนี้เป็นวิชาสุดท้ายของแดนและไอซ์ เขาก็เลยลองถามเผื่อจะได้ชวนเมลไปหาอะไรอร่อยๆ กินด้วยกัน เขากินข้าวกับไอซ์จนเบื่อแล้ว แต่ถ้ามีเมลไปด้วยก็คงดีทีเดียว


“เรานัดเพื่อนไว้แล้วน่ะ” เมลตอบ ก้มนาฬิกาดูเวลานัดหมาย ดูเหมือนเขาจะเลิกช้ากว่าเพื่อนครึ่งชั่วโมง ป่านนี้พายกับนทีคงนั่งรอเขาอยู่ที่คณะ


“ว้า เสียดายจัง เราอยากกินข้าวกับเมลนะ” แดนหยอดเพิ่มอีกนิด แต่ดูเหมือนเมลจะเข้าใจคนละแบบ


“ไปกินด้วยกันก็ได้นะ” เขาไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้วเรื่องไปกินข้าวกับเพื่อนๆ ดีซะอีก แดนจะได้ไม่น้อยใจที่ไม่ได้กินข้าวกับเขา


เพราะยังไงเขาก็กิน ‘ข้าว’ แบบที่เพื่อนๆ กินไม่ได้อยู่ดี
 
 
 
 



 
Tbc.
 
 
 
 
 
 
..................
น้องเมลเขาไม่รู้อะไรกับแกทั้งนั้นแหละคุณแดน ฮ่าๆ ส่วนคนในใจพายเป็นใครทุกคนคงรู้อยู่แล้วโน๊ะ ตอนหน้าจะเกิดอะไรขึ้นนั้น...โปรดติดตามตอนต่อไป
เม้นบอกเราหน่อยนะจ้ะว่าสนุกไหม เป็นกำลังใจให้กันเน้อ  :mew2:

 
 
 


ออฟไลน์ kun

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +122/-10
โลกมันกลม
ขนาดแดนหยอดไปแล้วเมลยังไม่รู้ตัว แล้วแบบนี้ถึวเวลาไอซ์จีบ เมลจะเจ้าใจไหมเนี่ย ฮ่าๆๆๆ

ออฟไลน์ wanirahot

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 485
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
เมื่อไหร่จะได้ชิมเลือดหวานๆน๊า

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทที่ 3
ขอชิมหน่อยนะ




ไอซ์ไม่ได้เตรียมใจกับการพบกันอย่างกะทันหันนี้ เขาแค่ถูกแดนลากให้มาด้วยกันเพราะไม่อยากรู้สึกแปลกๆ เมื่อต้องอยู่ท่ามกลางคนที่ไม่รู้จัก


แต่กลับกลายเป็นว่าเราทุกคนรู้จักกันดี


“พาย!” คนที่บอกว่ากลัวกลับวิ่งเข้าไปหาเพื่อนเก่าทันที ซึ่งพายเองก็ไม่ถือเนื้อถือตัวยอมให้กอดแน่นไม่บ่น แม้จะอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่ก็ยากที่จะได้เจอเพื่อนเก่าเพราะเรียนต่างคณะ


“ไงเมล อนาโตมีสนุกไหม” นทีถามเมลที่ยิ้มร่าถูกใจวิชาเรียน มือหนาขยี้ผมอีกฝ่ายไปมาตามประสาคนขี้แกล้ง จนเมลร้องแหง่วๆ ถึงได้ยอมหยุด ก่อนนทีจะหันไปมองคนที่ยืนนิ่งๆ ไม่ร่วมสังคมกับใครเหมือนสมัยมัธยมต้นไม่มีผิด


“ไอซ์”


“อือ” เสียงตอบแบบไม่ยินดียินร้ายที่ได้พบ แต่ก็ไม่ได้ทำให้นทีรู้สึกแย่ เพราะไอซ์ก็เป็นแบบนี้มาตลอด


“ไงแดนไม่เจอกันตั้งหลายปี ยังจำกันได้ไหมเนี่ย” ต่างจากอีกคนที่ดีอกดีใจที่ได้เจอเพื่อนเก่าอย่างพาย จนป่านนี้ก็ยังพูดไม่หยุดเลย แล้วดูทำหน้าเข้า อะไรจะมีความสุขขนาดนั้น


“เฮ้ย มึงใช่นทีหรือเปล่าวะ” ร่างสูงยิ้มขำ กว่ามันจะสังเกตเห็นเขาที่ยิ้มจนเหงือกแห้ง


“อืม คนเดิม เพิ่มเติมคือหล่อมาก” นทียักคิ้วกวนๆ ขณะที่แดนพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของนทีพลางสำรวจรอบตัวเพื่อนที่ไม่เจอกันตั้งสามปี เพราะหลังจากเรียนจบม.3 นทีก็ตามครอบครัวไปต่างประเทศแล้วเรียนต่อที่นั่นเลย


ซึ่งเขายังจำวันนั้นได้ดี


วันที่พายร้องไห้ เพราะมาไม่ทันส่งนที


และเป็นวันที่ไอซ์ร้องไห้ เพราะได้รู้ความจริงว่าพาย...ชอบใคร


พอนึกถึงวันนั้น คนกลางของทุกเรื่องอย่างแดนก็ไม่รู้จะทำตัวอย่างไร ได้แต่เหลือบมองเพื่อนที่ยืนนิ่งๆ เหมือนดูปกติ แต่เพื่อนสนิทอย่างแดนรู้ดีว่าเรื่องนี้คงสะเทือนใจไอซ์ไม่น้อย





“อ่า...รู้จักกันหมดเลยนะ” เสียงเมลทำลายเรื่องที่แดนกังวลไปจนหมดสิ้น นั่นสิ ตอนนี้อย่าไปสนใจเรื่องของพวกมันเลย สนใจคนน่ารักดีกว่า


“ครับ เป็นเพื่อนกันหมดนี่เลยล่ะ” แดนตอบ ก่อนจะชวนเพื่อนๆ ไปกินอาหารด้วยกัน มีเขาเดินนำหน้าตามด้วยพายและนทีที่พลัดกันคุยกับแดน ขณะที่ไอซ์เดินรั้งท้ายอยู่ข้างๆ เมล แม้จะอยากเข้าไปมีส่วนร่วมกับพาย แต่ด้วยนิสัยของเขาแล้ว นอกจากพายและแดน เขาไม่ค่อยพูดมากกับใครนัก


โดยเฉพาะนที...คนที่พายแอบชอบ


เมลเองก็ไม่ได้พยายามหาเรื่องคุยกับไอซ์ เพราะผลจากการคุยกันเมื่อคาบที่แล้วก็เกือบทำความลับของเขาแตก เขาจึงเดินเงียบๆ ตามทุกคนไป ส่วนเรื่องเมนูอาหารที่แดนหันมาถามเป็นระยะนั่นเขาก็พอตอบได้บ้างเพราะเห็นพ่อทำให้พี่ๆ กินบ่อย แต่สำหรับเขาแล้วอาหารพวกนั้นคงรสชาติเหมือนขี้เถ้า ไม่อร่อยสำหรับลิ้นของแวมไพร์


“อ้ะ เมลกินน้ำผลไม้อีกแล้วนะ เดี๋ยวก็อิ่มอีกน่ะสิ” พายร้องขึ้นเมื่อเห็นเมลดูดน้ำผลไม้เอื้อกๆ เหมือนคนหิวโหย ซึ่งเขาก็หิวมากจริงๆ แถมจะให้กินอาหารที่เพื่อนๆ สั่งมาก็คงไม่ได้ เลยชิงกินน้ำผลไม้แล้วบอกกับเพื่อนๆ ง่ายๆ ตามสไตล์เมล ที่พายและนทีรู้จักดี เพราะกินข้าวด้วยกันบ่อย


ไม่สิ ต้องบอกว่านทีกับพายน่ะกินข้าว ส่วนเมลน่ะกินเพียงน้ำผลไม้


“อิ่มแล้ว”


“เดี๋ยวสิ” แดนเบรก “นายอิ่มแล้วเนี่ยนะ ได้ไงอะ อาหารยังไม่มาเลยสักอย่าง”


“คราวหน้าฉันจะยึดน้ำผลไม้ของนาย” นทีพูดต่อ ชี้กล่องน้ำผลไม้ที่เมลเก็บใส่ถุงเรียบร้อย เขาตั้งใจจะเอากล่องไปล้างคราบเลือดก่อนแล้วค่อยทิ้ง ไม่อย่างนั้นน้ำสตอเบอร์รี่สดจากไร่ของพี่ชายอาจต้องเสียชื่อเพราะมีคราบเลือดปนอยู่ในกล่อง


เมลทำหน้าไม่รู้ไปชี้ ก่อนสายตาจะหยุดลงที่ไอซ์ คนที่ไม่มีส่วนร่วมในโต๊ะเลย กระทั่งอาหารมาเสิร์ฟ ก็ไม่แม้แต่จะเอื้อมมือมาตักกับไปกิน กดโทรศัพท์เล่นไปมาอยู่อย่างนั้นจนเมลทนไม่ได้ เขาเตะขาอีกฝ่ายใต้โต๊ะจนไอซ์หันมามอง


เมลมองจานข้าวอีกฝ่ายที่เขาตักกับข้าวไว้ให้ แม้เขาจะกินไม่ได้เพราะเป็นแวมไพร์ แต่คนข้างตัวน่ะเป็นมนุษย์ ต่อให้ไม่หิวก็ต้องกิน


“กินซะ” เพียงแค่เมลเปล่งเสียงพร้อมกับจ้องตา ร่างสูงก็คล้ายต้องมนตร์ ตักอาหารใส่ปากเหมือนคนที่หิวโหยมานาน


เมลลอบถอนหายใจ เขาไม่อยากใช้มนตร์สะกดเพื่อนตัวเอง แต่ตอนนี้จำเป็นต้องทำเพราะดูแล้วไอซ์คงไม่ยอมกินข้าวมื้อนี้แน่ๆ ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอะไร รู้แค่แปลกมาตั้งแต่ตอนที่ทุกคนพบกัน ไอซ์เงียบลงและทำสีหน้าเหมือนคนที่คิดอะไรอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่กล้าพูดออกมา
 

“เมลดูหน้าซีดๆ นะ อ้ะ ไก่ทอด” พายตักเนื้อไก่ใส่จานเพื่อน แม้เมลจะสูงกว่าเขา แต่ก็ผอมบาง พายกลัวเพื่อนจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจึงรีบตักกับข้าวใส่จานอย่างด่วนจี๋


เมลได้แต่ร้องไห้ในใจ


ใครจะไปกินขี้เถ้าลง



ครืดๆ


โชคดีที่พี่ชายของเขาโทรเข้ามาพอดี เมลจึงขอตัวออกไปรับโทรศัพท์นอกร้าน


และเมื่อเมลอยู่ห่างออกไป ไอซ์ก็วางช้อนลงทันทีที่มนตร์เสื่อมคลาย เขาได้แต่สงสัยว่าทำไมถึงได้กินข้าวเข้าไปเยอะขนาดนั้น


“หิวรึไงมึง” แดนถามพลางหยิบทิชชู่ส่งให้เพื่อนเช็ดปาก


“เปล่า” ไอซ์พูดจบก็หันหน้าหนีไปทางอื่นเมื่อเห็นศัตรูหัวใจมองมา


และเหมือนโชคชะตาชอบกลั่นแกล้งเขาเหลือเกิน


“กูไปก่อนนะ” ไอซ์ควักแบงค์ร้อยวางลงบนโต๊ะก่อนจะรีบเดินเลี่ยงออกมาให้ห่างจากโต๊ะของเพื่อนๆ เวลาเดี๋ยวกับ ‘เฮซ’ ชายหนุ่มรูปร่างกำยำ หัวหน้าถิ่นแถวนี้กำลังเดินกร่างเข้ามาพร้อมลูกน้องอีก 6 คน


“ไหนมึงว่าไอ้หน้าโหดอยู่แถวนี้ไง” เฮซถามพลางมองไปทั่วร้านอาหารที่เช่าที่ของพ่อเขาอยู่ เจ้าของร้านที่ยืนตัวสั่นอยู่ตรงนั้นไม่ได้อยู่ในสายตาของเขา หากแต่เป็นใครบางคนที่มีฝีมือมากพอให้เขาต่อสู้ด้วยอย่างเหมาะมือ


และเขาก็อยากได้เสือพยศตัวนั้นมาเป็นมือขวาของตัวเอง


“ผมเห็นมันเดินมากับไอ้เด็กที่ผมไถเงินเมื่อวันก่อนจริงๆ นะครับนาย” สายตาก็กวาดมองไปรอบๆ เพื่อหาเป้าหมาย ก่อนจะเห็นคนผอมบางยืนอยู่นอกร้านคนเดียว “อ้ะ นั่นไงครับ ไอ้เด็กนั่นมันยืนคุยโทรศัพท์อยู่นอกร้าน”


ผู้เป็นหัวหน้าอย่างเฮซหันไปมองตาม วินาทีเดียวกับที่ไอซ์วิ่งตัดหน้าพร้อมกระชากแขนเมลให้วิ่งหนีตามกันไป


“เฮ้ย มันหนีแล้ว รีบตามมันไปเดี๋ยวนี้เลย!” เฮซสั่งลูกน้องให้วิ่งตาม ก่อนจะยกโขยงวิ่งออกไปจากร้านไปจนหมด









 
“เมื่อกี้กูไม่ได้ตาฝาดใช่ไหม...” แดนลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ภาพที่เขาเห็นเมื่อครู่คือนักเลงหัวไม้กลุ่มหนึ่งเดินที่เข้ามาเหมือนจะถล่มร้าน แต่จู่ๆ ก็วิ่งกันออกไป แดนจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจเล็กน้อย


ใช่ เขาใจเสาะ แค่เห็นคนท่าทางหน้ากลัวเข้ามาใกล้ เขาก็ทำอะไรไม่ถูกแล้ว โชคดีที่เมลอยู่ข้างนอกก็เลยไม่ต้องทนเห็นสภาพขี้ขลาดตาขาวของเขา...


เดี๋ยวนะ


เมลอยู่ข้างนอกตอนที่พวกนั้นวิ่งออกไป!
แดนผุดลุกขึ้น มองไปยังทิศทางที่เคยมีเมลยืนอยู่ แต่ตอนนี้กลับไม่เห็นแม้แต่เงา เขารีบเดินออกไปหน้าร้านท่ามกลางความสงสัยของเพื่อนทั้งสองที่เดินตามกันออกมา


“มีอะไรเหรอแดน” พายถาม


“เมล...”


“เมลทำไม” คราวนี้เป็นนทีที่ขมวดคิ้ว ก่อนจะเริ่มปะติดปะต่ออย่างรวดเร็ว เขาล้วงหามือถือในกระเป๋ากางเกง ต่อสายหาเพื่อนที่ควรจะอยู่หน้าร้านในตอนนี้ “เมลไม่รับสายเลย”


“พวกมันจับเมลไปหรือเปล่าวะ”


“อาจจะอยู่กับไอซ์ก็ได้นะ” พายพยายามมองโลกในแง่ดีทั้งที่ก็เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีเหมือนเพื่อนอีกสองคน ยิ่งไอซ์ไม่รับสายเขาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนก็ยิ่งรู้สึกร้อนรน


ขอให้ทั้งคู่อย่าเป็นอะไรไปเลย
 
 





.........................................

“แฮ่กๆ” ไอซ์ดึงแขนเมลให้วิ่งตามเข้ามาในซอกตึก ก่อนจะดันคนตัวเล็กกว่าเข้าไปนั่งหลบด้านในโดยใช้ตัวเขาเป็นเกาะกำบัง
ไอซ์เงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าหลายคู่ใกล้เขามาทางพวกเขา แล้วโอบเมลเข้ามาชิดตัวเพื่อหลบใต้เงาถึงขยะไม่ให้พวกนั้นเห็นหรือตามเจอ


“ตามหาให้ทั่ว!” เสียงสั่งการทำคนตัวเล็กสะดุ้ง เขาไม่ค่อยชอบเสียงดังจึงยกมือปิดหู


ไอซ์เห็นท่าทางของเพื่อนจึงลูบหลังปลอบประโลมคนขี้กลัว เขาเองก็เพิ่งจำได้ว่าเคยช่วยเด็กคนหนึ่งไว้จากแก๊งรีดไถเงินเมื่อสัปดาห์ก่อน


คิดไม่ถึงว่าเมลกับเด็กคนนั้นจะเป็นคนเดียวกัน


“ฉันอยู่ด้วย นายไม่เป็นไรหรอก” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยปลอบ


เขาจะไม่ทำให้เพื่อนต้องเดือดร้อน


เมลยิ้มนิดๆ เงยหน้ามองร่างสูงที่กวาดสายตาไปทั่วเพื่อระวังภัย เขารู้อยู่แล้วว่าไอซ์ปกป้องเขาได้ และเขาก็เชื่อมั่นในตัวเพื่อนคนนี้ คนที่จิตใจดีแม้หน้าตาจะดูหาเรื่องไปหน่อย แต่ก็เชื่อถือได้ว่าอยู่ใกล้แล้วจะปลอดภัย


แต่ถ้าถึงขั้นวิกฤตอันตราย เขาก็พร้อมจะปกป้องเพื่อนมนุษย์คนนี้


ไอซ์ชะโงกหน้าออกไปดูลาดเลาข้างนอกตรอก เมื่อไม่เห็นใครและไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ ก็รีบฉุดแขนเมลให้ลุกขึ้น พวกเขาต้องรีบหนีในตอนที่ยังมีโอกาสจะได้หลีกเลี่ยงการต่อสู้ แม้เขาสู้ตัวต่อตัวได้สบายๆ แต่ตอนนี้มีเมลอยู่ด้วย เขารับประกันไม่ได้เลยว่าเพื่อนจะไม่บาดเจ็บหรือโดนลูกหลง


“ไม่น่ามีใครตามมาแล้วมั้ง...”


ตุบ


“ไอซ์!” เมลร้องลั่น อ้าแขนรับเพื่อนตัวโตไว้ทั้งตัว ด้านหลังมีใครบางคนที่เขาไม่รู้จักยืนถือไม้หน้าสามพร้อมกับยิ้มแสยะ อย่างสะใจที่ล้มคนไม่มีทางสู้ได้


โดยเฉพาะคนที่ลูกพี่ให้ความสนใจจนอยากได้มาเป็นมือขวาของตัวเอง


“ฉันจะปล่อยแกไปก็ได้นะไอ้เด็กตุ๊ด ทิ้งไอ้หนุ่มนั่นไว้แล้วไปซะ” เขาตั้งใจจะปล่อยเมลไปอยู่แล้ว แต่ด้วยปากที่ไม่ดีนักจึงเติมคำที่ไม่เหมาะสมลงไป โดยไม่รู้ว่าคำๆ นั้น กำลังจุดไฟหายนะแก่ตัวเอง


“หืม...” เมลส่งเสียงในลำคอด้วยอารมณ์ที่เริ่มปะทุ “เมื่อกี้นาย...ว่าใครตุ๊ดนะ”


ชายคนนั้นแกล้งมองซ้ายมองขวาอย่างยียวน ก่อนจะจ้องหน้าเมลแล้วฉีกยิ้ม


“ก็แกไงล่ะน้องหนู”


ผลัวะ!


เมลฉุนขาด จากที่ตั้งใจจะใช้มนตร์สะกดใจสงบศึกเงียบๆ กลับต้องยกหมัดชกหน้าอีกฝ่ายอย่างเต็มแรง คนตรงหน้าคงอยากได้เลือดมากสินะถึงได้ยั่วโมโหเขาด้วยถ้อยคำต้องห้ามแบบนี้


ตุ๊ด


เขาไม่ชอบคำนี้ เพราะมันติดตัวเขามาตั้งจำความได้ เมื่อไรก็ตามที่ออกไปเล่นนอกบ้านกับพี่ๆ จะต้องเจอพวกเด็กเกเรล้อว่าเขาเป็นตุ๊ด ตอนแรกไม่รู้ความหมายก็เลยปล่อยผ่าน จนกระทั่งหาความรู้ใส่หัวเองได้ถึงได้เข้าใจว่าถูกล้อ หลังจากนั้นมาเขาก็พยายามฝึกฝนตัวเองให้ดูแมนขึ้น โชคดีที่เด็กพวกนั้นโตแล้วก็เลิกพูดไปเอง


ส่วนเด็กที่ยังไม่เลิกล้อน่ะเหรอ


“ไอ้เด็กตุ๊ด กล้าดียังไงมาต่อยกูห้ะ!” ชายคนนั้นโวยวาย ก่อนจะคว้าไม้หน้าสามง้างขึ้นหมายจะทุบตีเมลให้หลาบจำที่บังอาจต่อยเขา


แต่ไม้กลับไม่ขยับตามใจคนสั่ง


เมลตรึงไม้นั้นด้วยพลังจิต ไม้นั้นก็ค่อยๆ ขยับจนพอดีกับ ‘เป้าหมาย’ ที่เขาอยากให้ตี


“เชี่ยอะไรวะเนี่ย” ชายคนนั้นตกตะลึงเมื่อไม้ของเขาขยับไปเอง แถมยังตั้งท่าพร้อมตี ‘ของสงวน’ ของเขาอีกต่างหาก ฉับพลันสายตาคู่นั้นก็ตวัดมองเมลเหมือนตัวประหลาด “มึงเป็นตัวอะไรกันแน่! หยุด! หยุดเดี๋ยวนี้นะโว้ย!”


เมลไม่สนใจคำต่อว่า เขาก้าวเท้าเข้าใกล้ชายคนนั้น แล้วหยิบยื่นข้อเสนอสงบศึกเป็นครั้งสุดท้าย


“สัญญากับฉัน”


แม้ใจอยากจะสั่งสอน แต่เขาก็คิดว่าการทำลายระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์เป็นบทลงโทษที่รุนแรงเกินไป


“สัญญา...อะไร” เมื่อเอ่ยปาก ดวงตาของชายคนนั้นค่อยๆ เลื่อนลอยไร้สติ เข้าสู่ภวังค์คำมั่นสัญญา


“เลิกเรียกคนอื่นว่าตุ๊ด หัดมีมารยาทซะบ้าง”


“จะเลิกเรียกคนอื่นว่าตุ๊ด...”


“แล้วก็เลิกยุ่งเกี่ยวกับเขา” เมลชี้ไปที่ไอซ์ “ถ้าเห็นก็ต้องแกล้งทำเป็นไม่เห็น”


“แต่ลูกพี่ฉันอยากได้มัน...”


“ก็ทำทุกวิถีทางให้ลูกพี่ของนายเปลี่ยนใจ ไม่อยากได้เขาอีกต่อไป”


“ก็ได้...ฉันจะทำ”


“ดีมาก เอาล่ะ ตอนนี้ก็หลับตาซะ แล้วลืมว่าเคยเห็นพวกเรา ลืมว่าฉันทำอะไรได้ และนายก็แค่ดื่มมากไปก็เลยนอนอยู่ตรงนี้”


“อืม...”


ไม่ถึงนาที ชายคนนั้นหลับตาลง ก่อนจะเอนตัวนอนราบไปกับพื้น หลับใหลเข้าสู่ห้วงนิทราไป เมลถอนใจอย่างโล่งอก หมดไปอีกหนึ่งปัญหา...


โครก~


อ่า ความหิวมาเยือนแล้วสินะ เราคงต้องรีบกลับไปเติมพลังงานที่ห้องแล้วล่ะ...


หืม...กลิ่นอะไรน่ะ


เมลสูดจมูกตามหากลิ่นที่หอมหวานยิ่งกว่าเลือดหมูอาหารโปรดของเขา ก่อนขาสองข้างจะหยุดลงเมื่อกลิ่นที่ว่าอยู่ใกล้เขามากเหลือเกิน


กลิ่นของไอซ์ ที่เขาแบกอยู่


เมลยื่นจมูกดมตัวเพื่อนอย่างแปลกใจ เพราะตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา 2 วัน เขาไม่เคยได้กลิ่นนี้ จนกระทั่งเจอต้นตอของกลิ่นอยู่บริเวณท้ายทอย หัวใจของเมลเริ่มรู้สึกสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็น


หอม หอมจังเลย


จมูกเล็กค่อยๆ ยื่นเข้าไปใกล้แผลสดตรงท้ายทอยของร่างสูงอย่างเผลอไผล พลางสูดดมกลิ่นเลือดสดที่ค่อยๆ ไหลออกมา


“อึก”


เมลลอบกลืนน้ำลายอย่างสุดจะทน ความรู้สึกแรงกล้าบางอย่างกำลังเรียกร้องให้เขาก้มลงชิมเลือดของคนตรงหน้าเพื่อชดเชยพลังงานที่สูญเสียไป


ไม่ได้! เขาจะกินเพื่อนตัวเองได้ยังไง



เมลสะบัดหัวไปมา หวังไล่ความกระหายออกไป โดยไม่รู้ตัวเลยว่าดวงตาสีดำของเขากำลังกลายเป็นสีแดง เช่นเดียวกับเส้นผมที่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นสีทอง


“นะ...นิดเดียวคงไม่เป็นไรมั้ง”


“ขะ...ขอชิมหน่อยนะ”


เมลไม่รอคำตอบ เพราะปากเล็กของเขาค่อยๆ อ้าออกพร้อมกับลิ้นเล็กๆ ยื่นออกมา สายตาจับจ้องเพียงเลือดแสนหวานที่ไหลเอื่อยๆ เชิญชวนเขาให้ดื่มกิน...
 





Tbc.







..................
น้องเมลจะได้กินไหมน้า~  :hao7:
ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ค่ะ  :call: เย้! มีคนอ่าน 555  :pig4:  :กอด1:  :L2:


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ buathongfin

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-3
ขอชิมนะ  :m20:

ออฟไลน์ kun

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +122/-10
ตะบะแตกแล้ว ฮ่าๆๆๆๆๆ

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทที่ 4
ได้ลองชิม...แล้วติดใจ




ฮือ กินเพื่อนไปซะแล้ว


เมลนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง มองเพื่อนร่วมห้องที่สลบไม่ได้สติมาชั่วโมงกว่าและไม่มีวี่แววว่าจะตื่นขึ้นเร็วๆ นี้ เมลถอนหายใจอีกครั้งและอีกครั้ง เขากลัวว่าตัวเองอาจจะเผลอดูดเลือดเยอะจนเพื่อนเสียเลือดมากเกินไปถึงได้หลับใหลไม่ตื่นแบบนี้ แต่จะให้พาเขาพาไอซ์ไปโรงพยาบาลก็ทำไม่ได้อยู่ดี


ก็น้ำลายของเขาน่ะสมานแผลให้อีกฝ่ายไปแล้วนี่สิ


สุดท้ายเมลก็ทำได้เพียงแบกเพื่อนตัวโตกลับมาที่ห้อง โชคดีที่เขามีมนตร์สะกด ก็เลยตะโกนลั่นว่า “อย่าเห็นฉันนะ” ซ้ำขณะเดินผ่านเพื่อนมนุษย์ให้มองไม่เห็นพวกเขา จนถึงห้องอย่างปลอดภัย


“เอาวะ แค่ครั้งเดียวคงไม่เป็นอะไร...มั้ง” เมลปลอบใจตัวเอง มนุษย์ยังทำเรื่องผิดพลาดได้ แล้วทำไมแวมไพร์จะเผลอกินเพื่อนไม่ได้ล่ะ


พอสรุปได้อย่างนั้น เมลก็ลงจากเตียงด้วยความรู้สึกแจ่มใส ลุกไปซักเสื้อนักศึกษาของตัวเองอย่างคล่องแคล่วตามประสาเด็กที่พ่อสอนให้หัดทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ก่อนคนตัวเล็กจะมองไอซ์ที่ยังคงสวมเสื้อตัวเดิมที่มีรอยเลือด เขาเดินเข้าไปใกล้รูมเมทหวังจะแอบเอาเสื้อไปซักให้จึงค่อยๆ ปลดกระดุมอีกฝ่ายออกด้วยมือสั่นเทา


ทะ...ทำไมมือของเราสั่นแบบนี้ล่ะ


ไม่ใช่แค่มือที่สั่น หัวใจของเมลก็สั่นด้วย เขารู้สึกแปลกขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเปิดสาบเสื้อออกเผยให้เห็นซิคแพ็คเรียงตัวสวยของคนชอบออกกำลังกาย และโดยไม่รู้ตัว เมลค่อยๆ แตะนิ้วลงที่ผิวเนื้อของคนใต้ร่าง


เขาได้ยินเสียงของเส้นเลือดทั้งหลายในกายของอีกฝ่ายกำลังเต้นตุบตับรอให้เขาฝังเขี้ยวลงไป...


ถ้าเขามีเขี้ยวล่ะก็นะ


อาจจะฟังดูแปลกที่เขาไม่มีเขี้ยวยาวพร้อมดูดเลือดเหมือนแวมไพร์ในภาพยนตร์ เขามีเพียงฟันเขี้ยวเล็กๆ สองข้างเท่านั้น อาศัยการดื่มเลือดด้วยภาชนะอย่างแก้วหรือหลอดดูด และเขาเพิ่งจะได้ใช้ลิ้นตัวเองเลียอาหารเหมือนสุนัขก็เมื่อชั่วโมงที่แล้วนี่เอง


“อ่า...เรียบร้อย”


ในที่สุดเมลก็ดึงเสื้อออกมาจากตัวไอซ์ได้ เขาต้องอดทนอย่างมากที่จะไม่โน้มตัวลงไปขบกัดอีกฝ่ายจนได้เลือด
ขอให้คืนนี้อย่าได้เกิดอะไรขึ้นอีกเลย


“อือ...”


เสียงครางแผ่วจากคนที่หลับใหลทำเมลสะดุ้งเฮือกเพราะเขาถือเสื้อของอีกฝ่ายไว้อยู่ คนตัวเล็กรีบขยำเสื้อแล้วซ่อนไว้ข้างหลัง ขณะที่ไอซ์ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งด้วยสภาพงัวเงีย


“นายมายืนทำอะไรน่ะ”


“ฉะ...ฉันเหรอ” เมลก้าวถอยหลังเล็กน้อย พยายามเก็บให้เสื้อพ้นสายตาคนตัวสูงมากที่สุด ซึ่งดูเหมือนไอซ์จะไม่ได้เอะใจในท่าทีของเขา แต่กลับเป็นฝ่ายอ้าแขนกว้างพร้อมรอยยิ้มซื่อๆ เหมือนเด็กๆ


“มาให้เรากอดเร็ว ‘ตัวเล็ก’”


“ตัวเล็ก?” เมลงุนงงเล็กน้อยกับคำพูดที่อีกฝ่ายเรียกเขา ก่อนสองขาจะเดินเข้าไปใกล้อย่างลังเล แต่เมื่อดูท่าทีของอีกฝ่ายแล้วก็ทำใจกล้าใช้นิ้วจิ้มเบาๆ ที่หน้าผากของเพื่อน กระทั่งคนตัวโตเอนหลังลงไปนอนตามเดิมนั่นแหละ เขาถึงเข้าใจว่าตัวเองคิดถูก


ละเมอ...สินะ


“เฮ้อ เกือบหัวใจวายตายแล้วไหมล่ะ” เมลลูบอกตัวเองเบาๆ ก่อนจะถือเสื้อของไอซ์เดินกลับเข้าไปซักผ้าในห้องน้ำต่อจนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย


“ฟู่ว เสร็จไปอีกอย่าง ทีนี้มาทำรายงานต่อดีกว่า” เมลกระตือรือล้นที่จะทำงานตามอาจารย์สั่งอย่างมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่มีคนให้การบ้านเขานอกจากพ่อและพี่ชายทั้งสอง อีกทั้งเขามีเวลาหาข้อมูลทั้งคืน เขาจึงค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ อย่างเพลิดเพลินจนรายงานเย็บเล่มพร้อมส่งเรียบร้อย


เมลมองรายงานชิ้นแรกของตัวเองด้วยความปลาบปลื้ม โชคดีได้ความประณีตมาตั้งแต่ตอนที่ช่วยพี่ชายทำรายงานสมัยเรียน รายงานจึงออกมาสมบูรณ์เช่นนี้


ติ้ง


เมลเหลือบมองข้อความจากนทีที่ส่งถึงเขา เดาว่าอีกฝ่ายคงเพิ่งตื่นนอน เพราะตอนนี้เป็นเวลาตีห้าครึ่งแล้ว ปกตินทีจะชอบตื่นมาออกกำลังกายเวลานี้เสมอ และมักจะชวนเมลไปสูดอากาศยามเช้าด้วยกันทุกที


เมื่อคืนเมลโทรประชุมสายกับเพื่อนๆ แล้วร่ายมนตร์เปลี่ยนแปลงความทรงจำของทุกคนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือเขาและไอซ์ขอแยกกลับก่อนเพราะมีธุระ รวมทั้งกระซิบข้างหูเพื่อนตัวโตว่าไอซ์น่ะปวดหัวมากก็เลยรีบกลับมานอนที่ห้อง และเปลี่ยนเสื้อด้วยตัวเอง


เพียงเท่านี้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว


เมลพิมพ์ข้อความตกลงส่งกลับไปให้นที ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นเพื่อให้วิ่งได้ถนัด แม้การวิ่งจะไม่มีผลต่อร่างกายแวมไพร์เท่าไรนัก แต่การได้สูดอากาศยามเช้าก็ทำให้สมองเขาปลอดโปร่งดี






“เมล~”


“พาย...” เมลหันมองนทีที่เกาหัวเขินอย่างคนทำตัวไม่ถูก และไม่มีคำตอบให้เขาว่าทำไมเช้านี้ถึงมีสมาชิกเพิ่มมาอีกหนึ่งคน


ไม่สิ มีอีกหนึ่งคนที่ซ่อนอยู่ตรงพุ่มไม้


“จ๊ะเอ๋!” แดนที่แอบหลบอยู่รีบพุ่งออกจากต้นไม้หวังให้เมลตกใจ แล้วเขาจะได้เนียนกอดปลอบ


แต่สำหรับเมลแล้ว ภาพที่เห็นไม่ได้น่ากลัว แต่กลับดูตลกจนเขาอดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้ ขณะที่เพื่อนอีกสองคนแม้จะรู้แผนการมาก่อนก็อดขำไม่ได้เหมือนกัน


“ไงล่ะ ตั้งใจจะแกล้งเขา โดนหัวเราะใส่เฉยเลย” พายว่าก่อนจะเดินมากอดคอเมลอย่างเคยชิน


“โห่เมล เราอุตส่าห์หลอกให้เมลกลัวนะ ทำไมเมลมาขำเราล่ะ” แดนเบะปากงอนๆ จนนทีอดหมันไส้ไม่ได้เลยตีปากเพื่อนไปหนึ่งที


“มึงมาตีปากกูทำไมเนี่ย”


“พูดมาก เดี๋ยวก็ไม่ได้วิ่งกันพอดี” พูดจบนทีก็ชักชวนเพื่อนตัวเล็กทั้งสองให้ไปวิ่งพร้อมกันกับเขา ส่วนแดนน่ะเหรอ ปล่อยให้มันงอนอยู่ตรงนั้นต่อไปเถอะ


“เฮ้ยๆ รอกูด้วย” จากที่ยืนแอคท่างอนให้เพื่อนง้อกลายเป็นว่าต้องวิ่งตามเพื่อนๆ ที่วิ่งนำไปก่อนแล้ว


เฮ้อ เกิดมาเป็นแดน ทุกข์ใจจังครับ เพื่อนไม่แคร์เลยสักคน


...........................

“เจอกัน 10 โมงนะเมล เราขอไปนอนก่อน ไม่ไหวแล้วววว” พายโอดครวญ เข้าเพิ่งเคยมาวิ่งกับเพื่อนๆ ครั้งแรก ก็รู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งตัว ถ้าไม่ใช่เพราะนทีชวนและมีเมลมาด้วย เขาจะไม่ยอมลุกจากเตียงเด็ดขาด


“เออ ไม่ไหวเหมือนกัน แต่มีเรียนว่ะ เฮ้อ” แดนบ่น เพราะเขามีเรียนตอนเก้าโมงเช้า แม้จะได้รับพลังงานด้านบวกจากเมลที่วันนี้แต่งตัวได้น่ารักถูกใจเขา แต่ก็ไม่มากพอที่จะทำให้เขามีแรงไปตั้งใจเรียนในอีก 2 ชั่วโมงข้างหน้า


ไม่เอาแล้ว ออกไปวิ่งตอนเช้าเนี่ย


“หึๆ คงเหลือแค่เราสองคนล่ะมั้งเมลที่ยังวิ่งไหวอยู่” นทีพูดยิ้มๆ ครั้งแรกที่ชวนเมลมาวิ่งก็แค่อยากหาเรื่องให้คนตัวเล็กออกกำลังให้เหงื่อออกจะได้แข็งแรง แต่เมลกลับวิ่งได้เรื่อยๆ ดูไม่เหนื่อยแม้แต่น้อย และกลายเป็นเขาเองที่หอบตั้งแต่วันแรกที่ชวนเพื่อนมาวิ่งด้วยกัน


คราวนี้ก็เลยชวนเพื่อนอีกสองคนมาวิ่งด้วยกันสบายๆ แต่เขาลืมไปว่าตัวเองกับเมลวิ่งมานานแล้ว ร่างกายย่อมแข็งแรงกว่า ต่างจากเพื่อนทั้งสองที่ยังไม่เคยวิ่งแล้วต้องมาวิ่งตามพวกเขาให้ทัน คงเหนื่อยไม่น้อยเลย


“พายอยู่หอเดียวกับเรา เดี๋ยวกลับด้วยกัน ส่วนแดน นายอยู่หอเดียวกับเมลก็ฝากด้วยแล้วกัน”


“โอ้ย สบาย อยู่กับแดนหายห่วง”


“หมายถึงฝากนายให้เมลช่วยดูต่างหาก ขาสั่นพับๆ แบบนั้นเดินไหวแน่เหรอ”


“ไอ้นที!” พอรู้ความหมายที่นทีพูด แดนก็คาดโทษเพื่อนไว้ในใจ แต่ก็จริงอย่างที่นทีว่า ขาเขาอ่อนแรงจนก้าวแทบไม่ไหวแล้ว


“มา เราช่วย” เมลอาสาเมื่อเห็นเพื่อนพยายามก้าวขาสั่นๆ ของตัวเอง เขายกแขนแดนขึ้นคล้องคอ สอดแขนโอบไหล่อีกฝ่ายที่สูงกว่าเขาเพื่อช่วยพยุงเดิน


“แหม่ ชีวิตดีจังเลยนะไอ้แดน” นทียิ้มกวน แต่วินาทีนั้นแดนไม่สนใจแล้ว หัวใจของเขากำลังเต้นแรงที่เมลเข้ามาช่วยเหลือเขาโดยไม่ต้องร้องขอ


“เดินไหวไหม”


“ไม่...ไม่ค่อยไหว” เขายอมพูดความจริงก็ได้ ดูอ่อนแอก็ได้ หากทำแล้วได้รับความใส่ใจจากเมลเขาก็ยินดี


“งั้นเดี๋ยวเราพาแดนกลับห้องก่อน เจอกันที่ห้องเรียนนะพาย”


“อื้อ”


“ปะ เดี๋ยวเราพาไปส่งถึงห้องเลย” เมลพูดยิ้มๆ ประคองเพื่อนตัวโตเดินเท้าไปยังหอพักซึ่งอยู่ไม่ไกล โดยไม่เห็นสายตาของแดนที่มองเขาอย่างอบอุ่น


ได้แบบนี้ทุกวัน ให้วิ่งทุกเช้าก็ยอมวะ




หลังจากส่งแดนกลับห้องเรียบร้อย เมลเปิดประตูเข้าห้องตัวเอง เขาเห็นรูมเมทนุ่งผ้าขนหนูตัวเดียว พลางขยี้ผมที่เปียกด้วยท่วงท่าเซ็กซี่น่ากิน


เอ๊ะ นี่เขามองว่าไอซ์น่ากินอย่างนั้นเหรอ


“เมื่อวานเกิดอะไรขึ้น” ไอซ์หยุดเช็ดผม ขมวดคิ้วอย่างสับสนกับภาพที่ยังวนอยู่ในหัวตั้งแต่ตื่นนอน เขาจำได้ว่าเมื่อวานพาเมลวิ่งหนีแก๊งอันธพาล เขาถูกตีหัว แต่ตอนนี้กลับไม่เจ็บเลยสักนิด แล้วรอดกลับมาที่ห้องได้อย่างไร ทำไมเขาจำอะไรไม่ได้สักอย่าง


“นายว่าไงนะ!” เมลเลิกสนใจความรู้สึกของตัวเองเมื่อครู่ ตรงดิ่งเข้ามาถามไอซ์อย่างไม่เข้าใจ “นาย...จำเรื่องเมื่อวานได้เหรอ”


“ก็ต้องจำได้สิ ฉันพานายวิ่งหนีคนพวกนั้น ก่อนจะโดน...ตีหัว” เขาเริ่มไม่แน่ใจในประโยคหลัง หรือว่าเขาแค่ฝันไปเอง


“นายฝันแล้ว!” เมลตะโกนขึ้นเพื่อทำลายทุกสิ่งที่จะทำให้ไอซ์ปะติปะต่อเรื่องทั้งหมด “ฝันจริงๆ นะ เมื่อวานนายละเมอตะโกนลั่นห้องเลย บอกให้ฉันรีบตามนายไป”


ไอซ์ขมวดคิ้ว เรื่องละเมอเมื่อก่อนเขาก็เป็นบ่อย ช่วงนี้กลับมาเป็นซ้ำอีกแล้วเหรอเนี่ย


“แล้วเรากลับห้องมาตอนไหนล่ะ ฉันไม่เห็นจำได้เลย” เขาถามต่อในเรื่องที่ยังติดค้างในใจ ทุกอย่างสิ้นสุดเมื่อเขาถูกตีหัว ข้อสันนิษฐานเดียวที่เป็นไปได้คือเมลแบกเขากลับ


แต่ดูจากขนาดตัวแล้ว...เหอะๆ ให้ช้างคลอดลูกเป็นไข่เขาถึงจะยอมเชื่อ


“นายบอกว่าปวดหัวอยากกลับมานอนน่ะ ตอนนั้นคงมึนๆ มั้งก็เลยจำไม่ค่อยได้”


“ทำไมไม่เห็นมีเรื่องที่นายว่าอยู่ในหัวเลยล่ะ” ไอซ์ขยี้หัวตัวเองอย่างหงุดหงิด เขาไม่ค่อยชอบเรื่องที่เหมือนมีม่านหมอกปกคลุมแบบนี้ ทั้งที่เหมือนจะใช่แต่ก็ไม่ใช่


“อย่าไปสนใจนักเลยน่า ลืมๆ ไปเถอะ”


“แล้วที่นายถามว่าฉันจำได้เรื่องเมื่อวานได้เหรอ นั่นน่ะหมายถึงอะไร” ไอซ์ยังไม่ยอมจบง่ายๆ เขาต้องไขข้อข้องใจให้ได้ก่อนว่าสรุปแล้วเมื่อวานเกิดอะไรขึ้นบ้าง


“เอ่อ...” เมลพยายามควานหาคำตอบในสมองของเขา ถึงจะตอบโจทย์คณิตศาสตร์ไม่ผิดสักข้อ แต่กับการหาเหตุผลในสถานการณ์แบบนี้ก็ยากพอตัว เพราะมันจะต้องเป็นคำตอบที่เขาไม่อยากให้ไอซ์รู้ แต่ก็ต้องไม่ใช่ความจริงที่ยังไงก็บอกไม่ได้


“ว่าไงล่ะ เกิดอะไรขึ้นเมื่อวานกันแน่ นายถึงอยากให้ฉันลืมๆ ไปซะ” ไอซ์ลุกจากเตียง ก้าวเข้าหาเมลที่หันรีหันขวางหาทางหนี ก่อนแผ่นหลังจะชิดผนัง ถูกกักอยู่ระหว่างแขนสองข้างของไอซ์ที่กำลังจ้องหน้าเขาเพื่อเค้นเอาคำตอบ


“ฉันพูดไม่ได้” ไม่ใช่แค่พูดไม่ได้ แต่ไม่มีอะไรจะพูดเลยต่างหาก


“บอกมา...”


ก็บอกว่าไม่มีไงเล่า! เมลตะโกนในใจ ก่อนความคิดดีๆ จะกลับเข้ามาในหัว นั่นสิ ฉันมีมนตร์สะกดใจนี่นา


“งั้นฟังฉันดีๆ นะ” เมลเริ่มร่ายมนตร์สะกดด้วยเสียงและจ้องตาไอซ์เพื่อให้ง่ายต่อการชักจูง “มันไม่มีอะไรจริงๆ นายแค่กลับมานอน เท่านั้นเอง” เมลกลั้นใจ ภาวนาให้มนตร์ของเขาสัมฤทธิ์ผล


“ฉันไม่เชื่อว่าแค่นี้ เล่ามา!” คนหน้าดุทำเสียงโหด เข้าไม่เข้าใจว่าเมลปิดบังอะไร ทำไมถึงบอกไม่ได้ในเมื่อมันเป็นเรื่องของเขา
สมองเมลชะงักไปชั่วครู่ เขาไม่ชอบเสียงดัง แต่เสียงนั่นก็ดึงสติและทำให้เขาคิดบางอย่างที่ออกจะเพี้ยนๆ แต่น่าจะได้ผลดี
บางอย่างที่อาจทำให้ไอซ์รู้สึกแย่ก็ได้


แต่ก็เอาวะ มันเป็นทางเดียวที่จะยุติการคาดคั้นเอาคำตอบ ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะเผลอ ‘กิน’ เพื่อนอีกก็ได้


“นายจูบฉัน!”


เมลหลับตาปี๋ ช่างมันทุกสิ่งอย่าง เพราะมันน่าอายมากที่มาพูดเรื่องแบบนี้กับเพศเดียวกัน แถมยังเสี่ยงที่ถูกต่อยหน้าอีกด้วย
แต่อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ฮือ ต่อยมาเลย! ตะ...แต่ แค่ครั้งเดียวพอนะ


“...”


เมลลืมตาข้างเดียวเพื่อดูปฏิกิริยาของคนตรงหน้า ซึ่งดูเหมือนสติไอซ์จะหลุดลอยไปไกลเสียแล้ว เมลลองแตะแขนเพื่อนตัวโตเพื่อเรียกสติ ก่อนอีกฝ่ายจะรู้สึกตัวแล้วเผลอก้าวถอยหลังทันทีเหมือนรับการกระทำของตัวเองไม่ได้


คนตัวเล็กถอนหายใจ เขาไม่น่าพูดเลยจริงๆ ตอนนี้ไอซ์คงจะรู้สึกแย่จนพูดไม่ออกแล้วล่ะมั้ง


“ขอโทษ” เสียงแผ่วเบาดังมาจากด้านบน เมลเงยหน้าขึ้นก็เห็นสีหน้ารู้สึกผิดของไอซ์


“หืม...”


“ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำ” ร่างสูงขยี้หัวตัวเองอย่างหงุดหงิดเพราะเขาจำไม่ได้สักอย่าง


‘จะจำได้ไงเล่า ก็มันเป็นเรื่องโกหก’ เมลคิดในใจ แต่ตบไหล่ปลอบใจเพื่อนตัวโต


“ช่างมันเถอะ ฉันไม่อยากให้นายมาคิดมากกับเรื่องแค่นี้” เมลยักไหล่สบายๆ ก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อผ้าและผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำไป


ไอซ์เครียดได้ไม่นาน เพราะพอเหลือบไปเห็นนาฬิกาแขวนผนังที่บอกว่าใกล้เวลาเข้าเรียนแล้ว เขาก็รีบแต่งตัวก่อนจะวิ่งออกจากห้องไปทันที


ปัง


เมลที่เพิ่งออกจากห้องน้ำมองประตูที่เพิ่งปิดลง โชคดีที่เขาหาเรื่องโกหกได้ทัน ไม่อย่างนั้นความลับที่เขาซ่อนไว้จะต้องถูกเปิดเผยแน่นอน เมลเดินไปเปิดเซฟตู้เย็นแล้วหยิบกล่องเลือดออกมาเจาะหลอดดูด พลางสงสัยว่าทำไมมนตร์สะกดของเขาถึงใช้กับไอซ์ไม่ได้


“แค่กๆ”


เมลสำลักเลือดหมูรสโปรดของตัวเอง


“นี่มันอะไรวะเนี่ย...”


ทำไมเลือดหมูของโปรดเขาถึงได้จืดสนิทแบบนี้ล่ะ!?






Tbc.




..................
โถ่เมล เลือดรสโปรดจืดไปแล้ว ทีนี้ทำยังไงดีล่ะจ๊ะ~
ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ค่ะ เย้! มีคนอ่าน 555  :กอด1: :L2:  :pig4:


ออฟไลน์ ลูฟ่า

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
มนต์สะกดไม่ได้ผลเสียแล้วเมล ถถถถถถถ

ออฟไลน์ wanirahot

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 485
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
เพราะกินเลือดไอซ์ เลยทำให้มนต์ไม่ได้ผลหรอ

ออฟไลน์ Shonteen

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 501
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-2
สนุกกกกกกมากกกกจ้าาาาาา

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทที่ 5
ถ้าไม่ไหวก็ร้องไห้ออกมานะ




เมลคิดว่าเลือดที่เขากินไปคงจะเสียจึงหยิบกล่องมาเจาะดื่ม แต่รสเลือดก็เหมือนกันทุกกล่อง


ไร้รสชาติ เหมือนน้ำเปล่า


แม้เขาจะอิ่มจากการกินเลือดไปหลายกล่อง แต่ความรู้สึกที่ไร้ความอร่อยก็ทำให้เขาตื่นกลัว เพราะหากการดื่มเลือดสัตว์ไม่อาจเติมเต็มความอยากของเขาได้อย่างที่เคย บางทีเขาอาจจะกลายเป็นปีศาจร้ายอย่างที่ในหนังสือบอกก็ได้


ครืดดดดด


แรงสั่นสะเทือนในกระเป๋ากางเกงปลุกเขาออกจากภวังค์ เมลสะบัดหัวไล่ความกลัวออกไป ตอนนี้เขามีอย่างอื่นที่สำคัญมากกว่าจะมากังวลเรื่องนี้ และเขาก็บอกพ่อหรือพี่ๆ ไม่ได้ด้วย


เพราะถ้าทุกคนรู้ว่าเขากลายเป็นแบบนี้ ตลอดหลายปีที่เขาพยายามทำตัวดีๆ เพื่อออกมาสู่โลกกว้างก็จะไม่มีความหมาย


เขาไม่อยากกลับไปอยู่ในห้องที่มีเพียงตัวเองอีกแล้ว ถึงบ้านหลังนั้นจะมีแต่คนที่เขารักและรักเขา แต่พ่อและพวกพี่ชายก็ต้องทำงาน ไม่อาจอยู่บ้านกับเขาได้ตลอดเวลา


เขาไม่อยากกลับไม่เหงาแบบนั้นอีก



............................

“เมล ทางนี้ๆ” พายโบกมือเรียกเมลที่เดินเหม่อๆ เมลยิ้มบางให้เพื่อนก่อนจะถามหานที


“ทีไปซื้อแซนวิชน่ะ อ้ะ เมลกินข้าวเช้ามาหรือยัง เดี๋ยวเราโทรบอกทีให้ซื้อมาเผื่อ” เมลรีบโบกมือปฏิเสธเพื่อน


“เรากินมาแล้ว ไม่เป็นไร” แม้จะไม่อร่อยก็เถอะ “แล้วนี่พายทำอะไรอยู่เหรอ” เมลสังเกตเห็นเพื่อนนั่งเหลาดินสอ EE ด้วยมีดคัทเตอร์มานานสองนานแล้ว ที่ถามก็เพราะว่าทั้งเขาและเมลไม่ได้เรียนเอกศิลปะ ไม่จำเป็นต้องเหลาดินสอไว้วาดภาพสักหน่อย จะมีก็แต่...


“ของทีน่ะ เราเห็นว่ามันทื่อแล้วก็เลยช่วยเหลา” พายตอบเสียงเบาแล้วเร่งเหลาให้เสร็จไป เขาจะได้ไม่รู้สึกอายไปมากกว่านี้ เมลยิ้มขำท่าทางที่จู่ๆ ก็เงอะงะของเพื่อน จนกระทั่งนิ้วเรียวเข้าไปอยู่ในวิถีของปลายมีด


“ระวัง!” เมลร้องเตือน แต่ไม่ทันเสียแล้ว


“โอ้ย!” พายร้องเสียงหลงเมื่อใบมีดคัตเตอร์บาดนิ้วจนเลือดไหลออกมา “ซี๊ด เจ็บจังเลย”


เมลค่อยๆ หยิบมีดและดินสอออกจากมือเพื่อน จ้องมองเลือดสีสดที่ไหลออกมาจากนิ้วชีของพายแล้วลอบกลืนน้ำลาย เสี้ยววินาทีหนึ่งเขาอยากลองลิ้มเลือดของพายว่าจะหวานเหมือนของไอซ์หรือไม่


“นายเลือดออกนี่!” นทีที่เดินถือถุงแซนวิชเดินเข้ามาใกล้วางถุงลงบนโต๊ะแล้วคว้ามือพายมาดูทันที สีหน้าเคร่งเครียดอย่างที่พายไม่เคยเห็นทำหัวใจเขาชุ่มชื่นเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงเขา


“นิดหน่อยเอง” แม้จะเจ็บแต่พายก็รู้สึกดี กลับเป็นนทีเสียเองที่ส่ายหน้าแล้วฉุดพายให้ลุกขึ้น


“บอกแล้วว่าไม่ต้องเหลา เป็นไงเจ็บตัวเลยเห็นไหม” นทีเคาะหัวพายเบาๆ ไปหนึ่งที “เดี๋ยวเราพาเจ้าซุ่มซ่ามสองไปทำแผลก่อนนะเมล เดี๋ยวมา” นทีบอกเมลที่พยักหน้ารับรัวๆ


รีบไปเถอะ เพราะกลิ่นพายก็น่ากินเหมือนกันนะ


เมื่อเพื่อนสองคนเดินจากไป เมลก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แนบหน้าลงบนโต๊ะที่มีแซนวิชร้อนวางอยู่ แต่กลิ่นหอมสำหรับมนุษย์กลับเหมือนกลิ่นกระดาษไหม้สำหรับเขา เมลพลิกหน้าหันไปอีกด้าน ก็เห็นหยดเลือดของพายที่ยังไม่แห้งอยู่บนโต๊ะ


อึก


เมลลอบกลืนน้ำลาย ถ้าเขาแอบกินแบบนี้คงจะไม่เป็นไรใช่ไหม เขาไม่ได้ดูดเลือดจากตัวเพื่อนนี่นา ก็...แค่อยากรู้ว่าจะรสชาติเหมือนไอซ์ไหมก็เท่านั้นเอง


คนตัวเล็กมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะแอบยื่นนิ้วปาดเลือดหยดนั้นเข้าปากตัวเองอยากรวดเร็ว


“หืม...” เมลพยายามลิ้มรสเลือดอย่างคุ้มค่ามากที่สุด แต่กลับกลายเป็นว่ารสเลือดของเมลนั้นเทียบได้กับเลือดหมูรสโปรดของเขาเท่านั้นเอง น่าแปลกที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่รสชาติไม่ได้หวานหอมเป็นพิเศษเหมือนของไอซ์





“เมลจ๋า” เมลสะดุ้งเฮือก หันมองด้านหลังที่มีแดนผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มเช่นเคย และไอซ์ที่ยังดูกระอักกระอ่วนไม่กล้าสบตาเขา “ยังไม่เข้าเรียนอีกเหรอ” แดนถามพร้อมกับนั่งลงข้างเขา


“รอพายน่ะ นทีพาไปทำแผลที่ห้องพยาบาล”


“พายเป็นอะไร!” ไอซ์ที่หลบตาเมลมาตั้งนานรีบพุ่งเข้ามาถามเสียงดัง คนตัวเล็กพยายามปลอบใจตัวเองให้สงบลงก่อนจะชี้ไปที่มีดคัตเตอร์และดินสอบนโต๊ะ


“โดนมีดบาดน่ะ...”


พรึ่บ


แล้วไอซ์ก็หันหลังกลับวิ่งไปทางห้องพยาบาลอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เมลมองตามด้วยความหนักใจบางอย่าง เพราะเขาคิดว่าเขาพอจะรู้แล้วว่าต้นเหตุที่ทำให้ไอซ์ร้องไห้ในวันนั้นคืออะไร


“เฮ้อ ความรักที่มันยากจังเลยน้า” แดนเอ่ยขึ้นก่อนจะเงยหน้ามองฟ้า “เมลเคยมีไหม ความรักน่ะ”

“อืม ก็มีนะ” เขานึกถึงพ่อและพี่ชายทั้งสอง หากให้นิยามความรัก เขาคิดว่าคนในครอบครัวนี่ล่ะที่เป็นความรักของเขา


“ห้ะ! เมลมีแฟนแล้วเหรอ” แดนหันควับมาจ้องคนตัวเล็กที่เขาหมายจะจีบ ไม่สิ เขาก็พยายามจีบอยู่ตลอดนั่นล่ะ แต่เจ้าตัวดูไม่รู้เรื่องอะไรบ้างเลย


“แฟน? อ่อ  ความรักแบบนั้นน่ะยังหรอก” เขาจะไปมีความรักแบบนั้นได้ยังไงกัน เขาคนละเผ่าพันธุ์กับมนุษย์นะ ถึงจะรักกันมากแค่ไหนก็อยู่ร่วมกันไม่ได้อยู่ดี


“เยส!” แดนชูมือขึ้นอย่างดีอกดีใจ จนเมลสงสัยว่าการไม่มีคนรักเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับมนุษย์สินะ


เอ...จะว่าไปพี่ชายทั้งสองของเขาอายุปาเข้าไปสามสิบกว่าแล้วก็ยังไม่มีคนรักเลยเหมือนกันนี่นา แถมยังย้ำกับเขาอีกว่าความรักแบบผู้ใหญ่เป็นสิ่งที่ เด็กๆ อย่างเขายังไม่ควรจะมี


แล้วต้องโตแค่ไหนถึงจะมีได้นะ


“นี่ๆ งั้นเรามาเป็นแฟนกันไหม...” แดนรุกทันทีที่มีโอกาส ใครจะว่าเขาขอเป็นแฟนไม่โรแมนติกก็ช่าง เขารู้แค่ว่าถ้าไม่คว้าโอกาสไว้จะต้องเสียใจอย่างแน่นอน


ครืดๆ


“แป๊บนะ นทีโทรมา” เมล ยกมือขอเวลานอกแล้วกดรับสาย “ฮัลโหล...”


ไอ้เชี่ยนที มึงอีกแล้วนะ


แดนกัดฟันอย่างข่มอารมณ์ โอกาสงามๆ แบบนี้เขาอุตส่าห์หามาอย่างยากลำบาก ทำไมต้องพังเพราะนทีทุกทีเลย


“อ่า...งั้นเดี๋ยวเราขึ้นเรียนก่อนนะ ฝากพายด้วย” เมลกดวางสาย ก่อนจะหันมองแดนด้วยความลำบากใจนิดๆ ที่ต้องเสียมารยาทขึ้นเรียนก่อน “เราต้องไปเรียนแล้วนะ ไว้เจอกันตอนเที่ยง” เมลโบกมือบ้ายบาย หยิบของบนโต๊ะ แล้วรีบวิ่งขึ้นอาคารเรียนไปทันที ไม่ทันให้แดนได้ถามซ้ำถึงคำถามก่อนหน้า


“อ่า บ้ายบาย” แดนโบกมือลาคนที่เพิ่งเดินจากไป เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยหัวใจห่อเหี่ยว “สงสัยจะแห้วอีกแล้วสินะเรา”




................................

“เราไม่เป็นอะไรมากหรอก แค่นี้เอง” พายอ้อมแอ้มตอบ เมื่อนทีเปิดก็อกน้ำบนอ่างล้างมือแล้วล้างเลือดออกจากมือเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่ยอมผ่อนปรน


“ก็เราเตือนแล้วไงว่าไม่ต้องทำ เดี๋ยวมีดมันบาดมือ แล้วเป็นยังไงล่ะ เจ็บตัวเลยเห็นไหม” นทียังคงบ่น แต่พายก็ยิ้ม มองหน้าร่างสูงที่ดูเป็นกังวลเพียงเพราะนิ้วของเขาถูกบาด

มีความสุขจังเลย


“อาจารย์ไม่อยู่ งั้นเราทำแผลให้ละกัน แต่เดี๋ยวโทรบอกให้เมลขึ้นเรียนก่อน รายนั้นยิ่งบ้าเรียนอยู่ด้วย” เมื่อพูดถึงเมล ทั้งคู่ก็ยิ้มให้กัน เพราะเพื่อนคนนั้นดูตั้งใจเรียนมาก และพวกเขาก็คงยอมตั้งใจเรียนเป็นเพื่อนดีกว่าทำให้คนรักการเรียนต้องเสียสมาธิ


พอนทีวางสายเสร็จประตูก็ถูกเปิดพรวดเข้ามาพร้อมกับเพื่อนตัวโต พายมองไอซ์ที่เดินเข้ามาอย่างงงๆ ก่อนจะสำรวจรอบตัวว่าเพื่อนตัวร้ายไปชกต่อยกับใครจนได้แผลมาหรือเปล่า


“เป็นไงบ้าง” ไอซ์จับมือพายขึ้นมาอย่างแผ่วเบาราวกับแตะขนนก พอเห็นรอยบาดที่นิ้วก็ตวัดสายตาไปยังนทีที่ยกมือสองขึ้นยอมแพ้ เพราะคนที่ชอบทำให้พายต้องเจ็บอยู่เสมอก็คือคนคนนี้


“เราไม่เป็นไรหรอกนะ” พายยิ้มให้เพื่อน ที่แท้ก็มาห้องพยาบาลเพราะห่วงเขานี่เอง ดีแล้วที่ไม่ได้บาดเจ็บอะไร “เดี๋ยวนทีทำแผลให้ก็เสร็จเรียบร้อย”


ทำไมต้องเป็นมันทุกทีที่ได้ดูแลนาย...


ไอซ์วางมือพายลงช้าๆ ไม่ให้กระทบกระเทือนแผล ข่มความเจ็บปวดของตัวเองแล้วหันกลับไปหานทีที่เตรียมสำลีและแอลกอฮอล์เช็ดแผลอยู่แต่ไม่กล้าเดินเข้ามา


“ฝากด้วย” ไอซ์พูดออกไปสั้นๆ แต่ก็ทำคนฟังนิ่งไปนิดก่อนจะตอบกลับพร้อมกับพยักหน้า


“อืม”


ทั้งคู่สบตากันเล็กน้อย ก่อนไอซ์จะหันหลังเดินออกจากห้องไป


แม้จะเป็นเพียงประโยคสั้นๆ แต่ในใจของทั้งคู่ก็รู้ดีว่าภายใต้คำพูดนั้นแฝงไปด้วยความหมายของการยินยอมปล่อยมือ และคำมั่นสัญญาที่จะรักษาสิ่งที่ได้รับไว้อย่างหนักแน่น ทั้งคู่ต้องการเพียงเท่านี้ เพื่อให้ฝ่ายหนึ่งหยุดความรู้สึกของตัวเอง และอีกฝ่ายจะได้เดินหน้าต่อไปโดยไม่ให้ความรู้สึกของเขาต้องทำลายความเป็นเพื่อนของใครไป


พอเดินออกมาไกลแล้วไอซ์ก็ยืนพิงเสาท่ามกลางสิงห์อมควันคนอื่นๆ เขาผ่อนลมหายใจหนักๆ ก่อนขอบุหรี่จากคนข้างๆ


บุหรี่ที่พายไม่ชอบ และเขาก็ยอมเลิกเพื่อพาย


แต่ต่อไปนี้เขาจะทำทุกอย่างที่อยากทำ จะไม่ฝืนตัวเองเพื่อความรักอีก ส่วนเรื่องความรู้สึกที่เขามีให้พาย แม้จะยังตัดใจไม่ได้ในทันที แต่เขาจะค่อยๆ ยอมรับความจริงที่ว่า พายไม่เคยมองเขามากไปกว่าคำว่าเพื่อน


ความเจ็บปวดจะจางลงไปในสักวันหนึ่ง เขาเชื่อเช่นนั้น






...........................................

“เหอะ กูไม่คิดเลยว่าจะเจอมึงแถวนี้” แดนที่โดดเรียนมาดูหนังคลายเศร้า บังเอิญเจอไอซ์ที่กำลังควงสาวหน้ารักคนหนึ่งอยู่ สาวคนนั้นแอบยิ้มให้แดนเล็กน้อย ซึ่งแดนก็ยิ้มตอบอย่างไม่ปิดบัง เพราะเขารู้ว่าเพื่อนไม่ได้ใส่ใจผู้หญิงคนนั้นมากพอที่จะหึงหวง


ไม่สิ ต้องบอกว่ามันไม่สนใจหล่อนเลยมากกว่า


“แล้วมึงทำอะไร นี่วิชาเรียนโปรดของมึงนี่ ได้เจอเมลด้วย” ไอซ์เอ่ยขึ้น กว่าสองสัปดาห์หนึ่งแล้วที่ไอซ์ไม่ได้กลับห้องพัก เขาแวะเวียนไปหลับนอนกับสาวคนนั้นคนนี้อย่างที่เป็นก่อนนทีจะไปเรียนต่างประเทศ


แต่เมื่อเขารู้ว่าศัตรูหัวใจจากไป เขาจึงเริ่มทำดีทุกวิถีทางเพื่อให้พายชอบเขาก่อนที่นทีจะกลับมา


แต่สุดท้ายก็แพ้อยู่ดี สามปีที่เขาพยายาม ไม่มีความหมายอะไรเลย


คำว่าชอบของเขาเทียบไม่ได้เลยกับการกระทำเล็กน้อยของนที


พายไม่เคยใจสั่นกับสิ่งดีๆ ที่เขาทำให้ และย้ำด้วยคำเดิมเสมอว่าเราเป็นเพื่อนกัน และเป็นได้แค่นั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลง


“เฮ้อ กูไม่อยากจะเล่า” ดูเหมือนแดนมีเรื่องจะเล่าให้เขาฟัง ไอซ์จึงบอกให้หญิงสาวกลับไปก่อน แม้เธอจะดูงอนๆ และไม่พอใจที่เขาเลือกจะทิ้งเธอ แต่พอสบตาคมกริบคู่นั้นเธอก็ยอมกลับไปง่ายๆ เพราะอย่างน้อยวันนี้เธอก็ได้ของขวัญจากเขามามากมาย


“เล่ามา” ไอซ์นั่งลงข้างๆ เพื่อน เพราะเขาไม่ได้กลับห้องนานก็เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เช้าไปเรียนก็แค่ให้อาจารย์เช็คชื่อแล้วฟุบนอนบนโต๊ะ พอเลิกเรียนก็กลับ เขาคิดว่าแดนจะไปหาเมลทุกวันซะอีก


“กูขอเมลเป็นแฟน แต่ไอ้นทีดันโทรมาขัด แล้วพอกูจะถามซ้ำเมลก็ขอขึ้นห้องเรียนไปเลย มึงจะให้กูคิดยังไงวะ เขาไม่มีใจแม้แต่จะตอบคำถามกูด้วยซ้ำ”


ผลัวะ


ไอซ์ตบหัวเพื่อนแรงๆ ไปหนึ่งที เพราะจากที่ฟังแดนพูด มันคิดเองเออเองไปคนเดียวไม่ใช่รึไง เมลยังไม่ได้พูดปฏิเสธมันสักคำ


“มึงก็น่าจะรู้นะว่าเมลเป็นคนยังไง”


“กูจะไปรู้ได้ไงว่าเขาเป็นคนยังไงวะ!” เห็นแดนขึ้นเสียงแบบนี้ ไอซ์ก็ส่ายหน้าอย่างเอือมๆ


“เมลเป็นคนตั้งใจเรียนมาก แล้วคนที่เวลาเรียนเป็นเงินเป็นทองแบบนั้น เขาจะเสียเวลามาตอบมึงก่อนไหมล่ะ บางทีเขาอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามึงถามอะไรไป”


คำพูดของเพื่อนหน้าดุทำให้แดนฉุกคิดได้ว่าเมลเป็นอย่างที่ไอซ์ว่าจริงๆ บางทีเมลอาจจะฟังไม่ทันด้วยซ้ำว่าเขาถามอะไรเพราะนทีโทรมาขัดก่อน


“เออว่ะ ไม่ได้การล่ะ ไอ้เจมส์ยิ่งพูดๆ อยู่ว่าอยากลองจีบเมล เชี่ย ตอนนั้นกูก็คิดว่าคนหล่ออย่างกูยังไม่มีความหวัง ไอ้เจมส์คงติดลบ ไม่ๆ กูยอมไม่ได้ล่ะ ไปก่อนนะมึง ขอบใจมาก” แดนตบไหล่เพื่อนที่ช่วยเรียกสติเขา ก่อนจะรีบวิ่งกลับมหาวิทยาลัยเพื่อหาโอกาสคุยกับเมลให้รู้เรื่อง


ไอซ์มองเพื่อนที่เพิ่งวิ่งออกไป เขาหวังว่าความซื่อตรงของแดนจะชนะใจเมลได้ คนแบบนี้สิสมควรจะมีความรัก


ไอซ์เดินไปตามทางเดินที่เงียบสงบมาตลอดสองสัปดาห์ แรกๆ เขาก็คิดว่าคงได้ปล่อยหมัดใส่ใครเพื่อระบายอารมณ์ แต่คนพวกนั้นกลับหายเข้ากลีบเมฆไปจนหมด


“อ้าวๆ นี่มันไอ้หน้าโหดนี่หว่า” แก๊งค์อันธพานเจ้าเก่านำโดยเฮซที่หายหน้าหายตาไปหลายวันเดินดาหน้าเข้ามาขวางไอซ์ แม้จะแปลกใจที่ตลอดสองสัปดาห์พวกนี้ไม่เข้ามาหาเรื่องเขาเลย แต่ก็ดีที่ได้เจอ วันนี้เขาอยากคลายเครียดสักหน่อย


ผลัวะ


คนโง่ๆ มักเข้ามาเปิดเกมกับเขาก่อนเสมอ และสุดท้ายก็ถูกถีบออกไปเต็มฝ่าเท้า พวกที่เหลืออยู่จึงกรูเข้ามาทั้งหมดเพื่อจัดการเขาทีเดียว แต่ไอซ์ก็ไม่ได้โง่ จัดการพวกนั้นไปเต็มแรงเหมือนกัน ทั้งต่อยทั้งเตะด้วยท่วงท่าที่เขาเคยถูกกระทำมาก่อน


“ปี๊ด หยุดนะไอ้พวกเด็กเลว!” เสียงตำรวจที่เข้ามาใกล้ทำให้พวกเขาต้องรีบสลายตัวอย่างรวดเร็ว ไอซ์เองก็วิ่งหนีไปทางลัดที่เขารู้จักดี ก่อนจะเจอเมลที่ถือถุงเซเว่นเดินมึนๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้า ไอซ์ไม่ได้หยุดวิ่งแต่คว้าแขนคนตัวเล็กให้วิ่งตามเขามาทันที


ทั้งทีความจริงเมลไม่จำเป็นต้องวิ่งมาด้วยเลย ในเมื่อคนตัวเล็กไม่ได้ผิดอะไร แต่เขาก็ไม่ว่าอะไรถ้าเพื่อนจะพาเขาวิ่งไปด้วยกัน


“แฮ่กๆ” เมื่อวิ่งต่อไม่ไหว ไอซ์ก็หยุดวิ่งพลางหอบหายใจ ขณะที่เมลยืนสบายๆ อยู่ข้างๆ แต่ก็เริ่มจะอยู่ไม่สุขเมื่อได้กลิ่นหอมหวานจากเลือดของคนใกล้ตัว มุมปากของไอซ์มีรอยช้ำเลือดไหลอยู่นิดหน่อย


“นายบาดเจ็บเหรอ” เมลเอ่ยถามก่อนจะก้าวถอยหลังออกไปนิด ด้วยกลัวว่าความกระหายของเขาจะกำเริบอีกครั้ง


“อือ นิดหน่อยน่ะ” ไอซ์ยืดตัวยืนตรง หันกลับไปด้านหลังที่เงียบสงบเมื่อไม่มีใครตามมา ก่อนจะก้มมองถุงเซเว่นในมือเพื่อนเพราะจำได้ว่านอกจากน้ำผลไม้สูตรพิเศษของเจ้าตัวแล้ว เขาไม่เห็นเมลจะชอบกินอะไรเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ


“อ่อ ของแดนน่ะ เห็นบ่นหิวก็เลยออกมาซื้อให้” เมลตอบเมื่อคนตัวสูงจ้องถุงในมือเขา


“แดน? คบกันแล้ว” ไอซ์คิดไม่ถึงว่าคนอย่างแดนดูจะคืบหน้าเรื่องความรักรวดเร็วแบบนี้ เขาเพิ่งบอกให้มันมีสติเมื่อไม่กี่ชั่วโมงนี้เอง


“ห้ะ เปล่าหรอก เราปฏิเสธแดนไปน่ะ” เมลเอ่ยจบก็กดรับสายจากแดนที่โทรมาเรียกร้องของกิน ไถ่โทษที่เมลกล้าปฏิเสธเขา แถมยังขอให้วีดีโอคอลเพื่อจะได้เห็นหน้าอีกด้วย


“อื้อ กำลังจะกลับ เอาอะไรเพิ่มไหม”


(ไม่เอา อยากเจอเมล มาให้เราจ้องหน้าเดี๋ยวนี้เลย!)


“เอ่อ...” เมลเหลือบมองคนข้างที่ทำหน้าพะอืดพะอมเมื่อได้ยินประโยคที่ปลายสายพูด ก่อนร่างสูงจะคว้าโทรศัพท์เมลมาคุยเอง


“ใครสอนให้มึงพูดจาเลี่ยนหูแบบนี้ห้ะ! กูจะไปต่อยหน้ามันเดี๋ยวนี้เลย”


(ไอซ์ นี่มึงอยู่กับเมลเหรอ เฮ้ย รีบออกห่างจากคนน่ารักของกูเดี๋ยวนี้เลยนะ!)


“ไม่ออก” ไอซ์กวนเพื่อนแถมดึงแขนเมลเข้ามาใกล้ “กูอยู่ใกล้กับเมลของมึงม๊ากมากเลยล่ะ เห็นไหม”


(ไอ้ไอซ์!...) ไอซ์โบกมือลาเพื่อนด้วยรอยยิ้มร้ายแล้วกดตัดสายทิ้ง พอแดนโทรมาอีกครั้งเขาก็กดปิดเครื่องเมลซะเลย


“ทำแบบนี้จะดีเหรอ” เมลถามเมื่อรับโทรศัพท์จากไอซ์มาเก็บไว้กับตัวโดยไม่เปิดเครื่อง


“มันไม่เป็นไรหรอก...ถ้ามันยังโวยวายได้ในสถานการณ์ที่นายปฏิเสธมันไปแล้ว ก็วางใจเถอะว่ามันโอเค” ไอซ์ขยี้หัวเมลที่มีสีหน้ากังวล





“แล้วนายล่ะ...โอเคไหม”


ไอซ์เลิกคิ้วสูง เขาไม่คิดว่าเมลจะรู้เรื่องของเขา หรือว่าแดนบอก...


“แดนไม่ได้บอกเราหรอก เราแค่เห็นว่านายเป็นแบบนี้มาสักพักแล้ว และยิ่งตอนนี้ที่พายกับนทีคบกันอีก...” เมลยกมือขึ้นปิดปากเมื่อรู้ตัวว่าเขาหลุดคำที่ไม่ควรพูดออกไป เพราะเรื่องนี้มีแค่เขาที่รู้


“คบกันแล้วเหรอ...” แววตาของไอซ์เศร้าลงเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจแล้วแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางที่มุมปาก “ดีจังนะ”


“...” เมลเงียบเพราะเขาไม่รู้ว่าควรพูดอะไร


“ฉันไม่เป็นไรหรอกน่า” ยกยิ้มอีกครั้งเพื่อให้คนตัวเล็กสบายใจ


เมลมองใบหน้าที่ดูฝืนทนของเพื่อนแล้วยกสองแขนเข้าสวมกอด เพราะการกอดเป็นยาชั้นดีประจำครอบครัวเขา เรากอดกันเสมอเมื่อใครสักคนในบ้านรู้สึกไม่ดี และเมลคิดว่าการกอดให้ผลที่ดีกว่ายาชนิดไหน แม้ว่าเขาจะไม่เคยป่วยเลยก็ตาม


“ถ้าไม่ไหวก็ร้องไห้ออกมานะ” เมลกระชับอ้อมแขน ลูบหลังคนตัวโตที่ยืนนิ่ง


“อือ...” ในช่วงแรกทั้งคู่ต่างก็ยืนเงียบ ร่างสูงไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือผลักเมลออก แค่อยู่นิ่งๆ จนกระทั่งสองแขนของไอซ์ยกขึ้นกอดเมลตอบ และกอดแน่นขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับซุกใบหน้าที่ไหล่ของเพื่อนตัวเล็ก


ความอบอุ่นที่ได้กอดใครสักคนเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยได้พบ แม้แต่กับครอบครัวเดียวกันเขาก็พบว่ามันช่างเย็นชาเหลือเกิน แต่ละวันแค่ได้พบหน้ากันก็ยากพอแล้ว หากหวังให้แสดงความรักต่อกันก็คงจะยากขึ้นไปอีก


กระทั่งกระบอกตาร้อนผ่าว น้ำตาที่พยายามกักกลั้นก็ไหลออกมาอย่างไม่อายใคร ความรู้สึกหลากหลายที่เขาเก็บไว้ในใจก็ค่อยๆ หลุดออกมาพร้อมกับเสียงร้องไห้แผ่วเบาที่มีเพียงเมลเท่านั้นที่ได้ยิน คนตัวเล็กไม่พูดอะไร ไม่ย้ำให้เขาร้องไห้ไปมากกว่านี้


เขาแค่ลูบหลังปลอบประโลมเงียบๆ จนกว่าคนในอ้อมแขนจะหายทุกข์ใจ








Tbc.




..................
เอาใจช่วยไอซ์ให้ตัดใจจากพายได้ในเร็วๆ จะได้มองคนใกล้ตัวบ้างโน๊ะ ส่วนเมลนั้นท่าจะห้ามใจยากขึ้นเรื่อยๆ แล้วล่ะสิ คิคิ
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์จ้า  :กอด1: เจอกันตอนหน้าค่ะ  :mew1:


ออฟไลน์ Shonteen

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 501
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-2
กรี๊ดดดดดดดดด

ออฟไลน์ kun

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +122/-10
กว่าไอซ์จะรู้ตัว สงสัยต้องมียาเร่งซะแล้ว อิอิ

ออฟไลน์ wanirahot

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 485
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
นึกว่าเมลจะเผลอเลียปากไอซ์ซะแล้วววว

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทที่ 6

อยากกินมากกว่านี้




พอร้องไห้จนไม่เหลือน้ำตาแล้วเขาก็ผละเมลออกเบาๆ ยกหลังมือเช็ดน้ำตาตัวเองลวกๆ แล้วหลบหน้าไปทางอื่นไม่ให้คนตัวเล็กเห็นสภาพบอบช้ำของตัวเอง


เมลเห็นท่าทีของไอซ์แบบนั้นก็เลยคิดวิธีที่จะช่วยให้เพื่อนสบายใจมากขึ้น


“เราหลับตาแล้ว ไม่เห็นหน้านายหรอก” เมลจับชายเสื้อร่างสูงไว้แล้วหลับตาปี๋ “แต่นายต้องเป็นคนพาเรากลับนะเพราะเรามองไม่เห็นแล้ว”


ร่างสูงอึ้งไปนิด แต่พอหันกลับมาก็เห็นว่าคนตัวเล็กกว่าหลับตาลงเรียบร้อย กระตุกชายเสื้อเขารัวๆ เมื่อไม่ยอมออกเดินสักที ไอซ์จึงจำใจเดินไปตามทางข้างหน้า ท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนรอบข้างที่หันมาเห็นสภาพของพวกเขาพอดี


ก็คนหน้าโหดแบบเขาถูกสั่งเหมือนเป็นม้า และต้องเดินนำทางเจ้านายตัวกระเปี๊ยกนี่สิ


“น่าอายชะมัด” ไอซ์บ่นเล็กน้อย แต่ก็หลุดยิ้มเพราะการกระทำของคนข้างหลัง


เหมือนได้ปลดโซ่ตรวนที่รั้งหัวใจเขามาตลอดสองอาทิตย์ ตอนนี้เขาสบายใจ และเพิ่งคิดได้ว่าต่อให้หาผู้หญิงมาเติมเต็มความต้องการมากเท่าไหร่ เขาก็พบว่ามันไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเลย


แต่กับการร้องไห้ตามคำแนะนำของคนตัวเล็ก กลับทำให้เขารู้สึกโล่งไปทั้งใจ


“ขอบใจนะ” ไอซ์กระซิบบอกคนข้างหลังที่ส่งยิ้มให้ทั้งที่ยังหลับตา


“ยินดีอย่างยิ่ง”




พอทั้งคู่เดินมาถึงตีนบันไดหอพักไอซ์ก็บอกให้เมลลืมตาขึ้นก่อนจะรีบหันหลังกลับไป


“ต้องเดินขึ้นบันไดอีกหลายขั้น ขืนหลับตาเดี๋ยวนายก็สะดุดล้มหรอก ยิ่งซุ่มซ่ามอยู่นี่”


ได้ฟังแล้วเมลก็ยิ้มขำ สงสัยกิตติศัพท์เรื่องความซุ่มซ่ามของเขาคงถูกบอกเล่าต่อๆ กันมาจนทั่วหอพักแล้วล่ะมั้ง จำได้ว่าตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาลื่นตกบันไดไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว ไหนจะเดินชนประตูอีก ไม่รู้เขาไปขุดเอาความซุ่มซ่ามเหล่านั้นมาจากไหนเหมือนกัน


เมลเดินตามไอซ์ขึ้นไปจนถึงชั้นสามก็เห็นเจ้าของถุงขนมยืนพิงประตูห้องเขาอยู่ และทันทีที่อีกฝ่ายหันมาเมลก็รู้สึกถึงลางร้ายแปลกๆ


“เมล ไอ้ไอซ์มันทำอะไรนายหรือเปล่า! ” แดนรีบเดินเข้ามาหาเมล ก่อนจะหันขวับจ้องหน้าเพื่อนที่บังอาจลักพาเมลตัวน้อยของเขาไปหวังจะด่าสักสองสามประโยค แต่พอเห็นดวงตาแดงช้ำที่พยายามเบือนหนี เขาจึงเปลี่ยนเป็นตั้งคำถามแทน


“มึงเป็นอะไร”


“เปล่า” ไอซ์เดินเลี่ยงหมายจะเข้าห้องหนีการซักไซ้ของเพื่อน แต่แดนก็พูดขัดขึ้นเสียก่อน


“กูไม่ใช่เพื่อนมึงเหรอ...” เขาชะงักสองขาที่กำลังก้าวเดิน “กูเป็นห่าอะไรกูก็เล่าให้มึงฟังทุกเรื่อง แต่พอมึงเจ็บ ทำไมไม่นึกถึงเพื่อนอย่างกูบ้าง”


“กู...” ไอซ์เงียบลง เขารู้ว่าเพื่อนเป็นห่วง เพราะเขาเข้มแข็งมาตลอด น้อยครั้งจะร้องไห้ออกมา


“กูเป็นห่วงมึงนะโว้ย! ” แดนคว้าไหล่ไอซ์ให้กลับมาเผชิญหน้ากัน “มีอะไรก็บอกกูสิวะ...”


“กู...ขอโทษนะ”


“เออ ช่างมัน เอาเป็นว่ามึงเลี้ยงเหล้ากูสามขวดแล้วกูจะหายโกรธ” ไอซ์เงยหน้าขึ้นอย่างงงๆ มองแดนยักคิ้วกวนๆ ไม่มีเค้าลางโกรธเคืองเหมือนน้ำเสียงที่พูดไปเมื่อครู่ เขาก็ยิ้มบาง เพื่อนซี้ดูจะไม่โกรธเขาแล้ว


“เออ อยากแดกกี่ขวดกูเลี้ยงหมดนั่นแหละ”


“เห็นไหมครับเมล แดนเป็นคนดี๊ดี โกรธเพื่อนก็ไม่นาน ไม่รับพิจารณาไว้บ้างเหรอครับ” แถมยังหันไปออเซาะเมลจนน่ารำคาญ จนคนตัวเล็กเองต้องหันมาทำสีหน้าขอความช่วยเหลือจากเขา


“เมลปฏิเสธมึงไปแล้ว ทำไมยังหน้าด้านตามราวีไม่เลิกเนี่ย”


“เรื่องของกูไหมครับ ทีมึงยังเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ก็ยังไม่ยอมแพ้สักทีเลย” คนหน้าโหดสะอึกไปนิด เพราะตอนนี้เขากลายเป็นคนที่ตรงกันข้ามกับคำพูดของแดนไปแล้ว


“แต่กูยอมแพ้ไปแล้วว่ะ...” ไอซ์รีบเปิดประตูเข้าห้อง โดยไม่ลืมลากเมลให้ตามเข้ามาด้วยกัน


“ห้ะ! ” กว่าแดนจะรู้ว่าเพื่อนคายความลับออกมา มันก็หนีเข้าห้องไปแล้ว “มึงออกมาคุยกับกูเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้ไอซ์! ” แดนพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด แล้วเคาะประตูถี่รัวให้คนในห้องรีบออกมาเปิดสักที


กูอยากรู้มากกว่านั้นโว้ย ใครจะว่าเสือกก็ช่างเถอะ



“ฉันขออาบน้ำก่อนนะ” ไอซ์ถอดเสื้อออกแล้วคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไป ไม่ใส่ใจเสียงร้องแง่วๆ ของเพื่อนที่ยืนทุบประตูอยู่นอกห้อง


เมลมองประตูห้องน้ำที่ปิดลง ก่อนจะหันกลับไปชะเง้อคอมองประตูที่ยังคงมีเสียงเคาะ ก้มมองถุงขนมที่ยังไม่ได้ให้แดนแล้วตัดสินใจเดินออกไปแง้มประตูเล็กน้อย ซึ่งคนที่รออยู่ก็ทำท่าจะพุ่งเข้ามาทันทีที่ประตูเปิด


แต่พอเห็นเมลยิ้มแห้งๆ พร้อมกับยื่นถุงขนมให้ก็ใจอ่อนยวบ


“กินซะนะ แล้วก็กลับห้องไปได้แล้ว” เมลแอบร่ายมนตร์ใส่คำพูดของเขา ซึ่งอันที่จริงไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นก็ได้เพราะแดนก็พร้อมจะเชื่อฟังเขาอยู่แล้ว


“อื้อ” แดนพยักหน้ารัวๆ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้องฝั่งตรงข้าม หันมามองเมลยิ้มๆ พร้อมกับโบกมือลา จากนั้นก็ประตูห้องฝั่งตรงข้ามก็ปิดลง


เมลลอบถอนหายใจ ชาตินี้เขาจะไม่มีวันแตะเลือดแดนแน่นอน เพราะหากมนตร์ของเขาใช้ไม่ได้กับแดนขึ้นมา ไม่อยากคิดเลยว่าชะตากรรมของเขาจะเป็นอย่างไร แม้ไม่รังเกียจความรู้สึกดีๆ ของเพื่อน แต่ถ้ามากเกินไปเขาก็รับไม่ไหวเหมือนกัน


“ซี๊ด... พวกนั้นเล่นซะหนักเลยแฮะ” และก็เป็นอีกครั้งที่เมลต้องห้ามใจไม่ให้ตื่นเต้นกับร่างกายของไอซ์ที่นุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวออกมาจากห้องน้ำ เขารีบเดินไปที่เซฟตู้เย็น กดรหัสด้วยมือสั่นๆ เพื่อหยิบกล่องเลือดหมูมาเติมเต็มความอยากอาหารของตัวเอง


แต่ในนั้นกลับว่างเปล่า


แย่ล่ะ ลืมบอกพี่ว่าอาหารหมดแล้ว


“น้ำผลไม้รสโปรดหมดเหรอ” ไอซ์เอ่ยถามเมื่อเห็นว่าตู้เย็นของเพื่อนว่างเปล่า เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำเป็นลึกลับเหมือนมีเอกสารสำคัญ ทั้งที่เป็นเพียงน้ำผลไม้กล่องบรรจุกล่อง


หรือจะเป็นสูตรพิเศษออแกนิคอะไรเทือกนั้น เลยหวงไม่ให้เรากิน


“อะ...อืม” เมลรีบปิดเซฟ เดินกลับไปที่เตียงแล้วนอนคลุมโปง แม้แวมไพร์อย่างเขาจะไม่จำเป็นต้องนอน แต่ในเวลานี้การอยู่ในผ้าห่มดูเหมือนจะปลอดภัยกับรูมเมทเขามากที่สุด


ไม่ได้กลิ่น เราไม่ได้กลิ่นอะไรทั้งนั้น


ไอซ์เอียงคออย่างไม่เข้าใจนัก เขาเดินไปหยิบเสื้อและกางเกงออกมาสวม เหลือบมองเสื้อผ้าและเสื้อนักศึกษาที่รีดเรียบร้อยอยู่ในตู้แล้วหันกลับไปมองคนที่นอนคลุมโปง


ทั้งที่ตัวเขาไม่อยู่ แต่ก็ช่วยดูแลเสื้อผ้าเขาอย่างดีเลยสินะ


ไอซ์เดินกลับมานั่งที่เตียง ยกผ้าห่มขึ้นพาดตัว กลิ่นหอมจางๆ ที่เคยได้กลิ่นจากเสื้อผ้าเมลก็ทำเขายิ้มบาง กระทั่งของพวกนี้ก็ยังใส่ใจ เขาห่มผ้าผืนนั้นแล้วเอนตัวลงนอน พลิกตัวหันไปมองเตียงข้างๆ ที่คนตัวเล็กยังคงนอนคลุมโปง


และเขาก็มองอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งหลับไป




เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอจากเตียงข้างๆ เมลก็ผลักผ้าห่มออกจากตัวทันที เท้าขาวก้าวลงเหยียบพื้นด้วยฝีเท้าแผ่วเบาและเงียบเชียบ เส้นผมที่เคยเป็นสีดำก็กลับมาเป็นสีทองอีกครั้ง พร้อมกับดวงตาแดงก่ำที่จับจ้องคนหลับพริ้มบนเตียงข้างๆ


ที่มุมปากของอีกฝ่ายเหลือเพียงรอยแผลที่เพิ่งสมาน เมลเยื้องย่างเข้าไปใกล้ ค่อยๆ นั่งลงที่พื้นข้างเตียง แล้วใช้เล็บยาวไม่มากของตัวเองสะกิดแผลที่มุมปากของไอซ์อย่างช้าๆ


ไอซ์ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกเจ็บ แต่เมื่อฝ่ามือเย็นข้างหนึ่งลูบแก้มเขาเบาๆ ความเจ็บก็พลันหายไป เขายึดมือนั้นไว้เป็นหลักแล้วซุกหน้าเข้าหา ขณะที่เมลจ้องมองเลือดที่มุมปากของอีกฝ่ายพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากตัวเอง


น่ากินจังเลย


และเมื่อเลือดค่อยๆ ไหลออกมา เมลก็ไม่ลังเลที่จะก้มลงชิมรสชาติหวาน ดูดดึงเลือดจากแผลเล็กๆ ที่มุมปาก ทั้งขบกัด ลามไปถึงริมฝีปากของคนที่หลับใหล ซึ่งเขาก็กัดเพียงแค่พอให้เลือดซึม แล้วดูดเลือดพร้อมกับการขบริมฝีปากเพื่อให้ได้รสหวานติดปลายลิ้น


เมลรู้สึกเหมือนกำลังชิมไอศกรีมรสหวาน แบบเดียวกับที่พี่ชายคนรองเคยกินให้ดู พี่บอกว่ารสชาติของไอศกรีมนั้นทั้งหวานและนุ่มกินเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ ซึ่งตอนนี้เมลกำลังรู้สึกแบบเดียวกับพี่ชาย


เขาอร่อยกับรสเลือดของคนใต้ร่าง จนรู้สึกว่ามันเริ่มไม่พอสำหรับเขาเสียแล้ว...


เขาอยากกินมากกว่านี้...





ซ่า!


เมลเปิดฝักบัวรดหัวเพื่อลดความร้อนรุ่มในกายของเขา เขากำลังรู้สึกบางอย่างมากกว่าที่เคย มันอึดอัดจนเมลไม่รู้จะทำอย่างไร ตอนนี้เป็นเวลาตีห้าแล้ว และมือไม้ของเขาก็อยู่ไม่สุขเอาซะเลย อยากจะพุ่งเขาหาไอซ์อยู่ตลอด


“เราคงแค่หิวล่ะมั้ง” เมลปลอบใจตัวเอง เขายืนอาบน้ำอยู่สักพักก็ออกมาสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าที่ตั้งใจจะนำกลับไปค้างที่บ้านตลอดช่วงสุดสัปดาห์ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ไอซ์ในเวลานี้น่าจะดีที่สุด





“พ่อคร้าบบบบบ” เมลยืนโบกมือให้พ่อที่ยืนรดน้ำต้นไม่อยู่หน้าบ้าน


มานพยิ้มให้ลูกชายที่พุ่งเข้ามาสวมกอดเขาด้วยความคิดถึง เขาเองก็คิดถึงลูกชายที่ช่วงนี้ดูตั้งใจเรียนจนไม่ยอมกลับบ้านเลย


“ไงล่ะเจ้าแสบ เพิ่งจะคิดถึงพ่อรึไง”


“เมลเปล่านะพ่อ เมลก็คิดถึงพ่อกับพี่ๆ ทุกวันนั่นแหละ สองคนนั้นยังไม่ตื่นเหรอครับ”


“วันหยุดทั้งที ให้พี่ๆ เขาตื่นสายบ้างเถอะ”


“ได้ไงล่ะพ่อ เมลกลับบ้านมาทั้งทีต้องเซอร์ไพรซ์หน่อยแล้ว! ” คนตัวเล็กวิ่งพรวดเข้าไปในบ้าน ก่อนจะขึ้นบันไดไปยังห้องนอนของพี่ชายทั้งสอง พี่มอคค่า และพี่มัคคิอาโต้ เมลแอบเข้าห้องพี่ชายคนโตอย่างพี่มอคก่อน ห้องเรียบหรูพร้อมของตกแต่งดีไซน์เท่ๆ และของสะสมอย่างพวกโมเดลต่างๆ วางประดับอยู่ในตู้กระจกใสอย่างดี


บนเตียงมีร่างสูงพี่ชายขี้ร้อนที่ชอบนอนถอดเสื้อแต่ก็ไม่เคยขาดผ้าห่มนอนหลับอยู่ เมลค่อยๆ คลานขึ้นไปบนเตียงกว้างแล้วลงมืองับแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของพี่ชายตัวโตทันที


“แง่มๆ” เมลกัดเบาๆ แต่ทำพี่ชายสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ แต่พอเห็นว่าเป็นน้องชายตัวเองก็คว้าคนตัวเล็กเข้ามากอดแล้วหลับตาลง


“งื้อ พี่มอคปล่อยเมลน้า” เมลดิ้นออกจากอ้อมแขนพี่ชาย “เมลจะไปปลุกพี่มัคต่อ ปล่อยเมลเลย”


“ไอ้มัคน่ะ แค่เมลเปิดประตูมันก็รู้ตัวแล้ว นอนอยู่กับพี่นี่แหละ” คนเป็นพี่ว่าจบก็นอนกอดน้องต่อ


“พี่มอคอะ...” เมลเบะปากเมื่อเริ่มจะไม่ได้ดั่งใจแล้ว ซึ่งพี่ชายที่เลี้ยงน้องมากับมือก็พอจะรู้สึกว่าไม่ควรแกล้งไปมากกว่านี้จึงยอมปล่อยแขนออก


“เย่” เมลดิ้นออกจากอ้อมแขนพี่ชายแล้วลงไปยืนข้างเตียง ก่อนจะก้มลงจุ๊บแก้มพี่ชาย ซึ่งมอคค่าก็เพียงแค่ยิ้มๆ แล้วพลิกตัวนอนต่อ เมลจึงเริ่มปฏิบัติการที่ห้องถัดไปทันที


แต่เพียงแค่เมลเปิดประตู คนบนเตียงก็ลืมตาขึ้นเหมือนสั่งได้ เขามองเมลด้วยแววตาอ่อนโยนแล้วอ้าแขนพร้อมรับน้องชายตัวเล็กเข้าสู่อ้อมกอด


“ไม่เห็นสนุกเลย พี่มัคตื่นแล้ว” เมลบ่นนิดๆ เขาไม่เคยเซอร์ไพรซ์พี่ชายคนนี้ได้เลยสักครั้ง เพราะอีกฝ่ายเล่นรู้ตัวก่อนที่เขาจะเริ่มทำอะไรซะอีก


“พี่ตื่นก็เพราะเรานั่นแหละ พ่อกับพี่มอคไม่มีทางบุกมาหาพี่ถึงเตียงอยู่แล้วถ้าไม่มีเรื่องสำคัญ”


“งั้นถ้าเมลไม่ขึ้นมาพี่มัคก็จะไม่ตื่นสินะ” มัคพยักรับยิ้มๆ ก่อนจะลุกขึ้นนั่งกอดน้องชายที่กำลังงอนเขาอยู่


“พี่ต้องอยู่เวรนะเมล เห็นใจพี่หน่อยนะครับ” พอพี่ชายคนรองยอมง้อ เมลก็พยักหน้ายอมหายงอน ด้วยรู้ว่างานของพี่มัคเองก็หนักไม่ต่างกับพี่มอคเลย สองคนนี้ถึงต้องกลับบ้านดึกๆ ทุกวัน ได้นอนบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เขาก็ใจร้ายมาปลุกทั้งคู่เสียได้


“ไม่ต้องเศร้าไปน้องรัก พี่โอเคแล้ว แข็งแรงพร้อมวิ่งเล่นกับเราทั้งวันเลย”


“พี่มัคผมโตแล้วนะครับ” เมลบ่นเล็กน้อยก่อนจะขยับตัวลงจากเตียงพี่ชาย “ลงไปทานข้าวกันครับ ผมหิวแล้ว”


“โอเคครับคนเก่ง พี่ขอล้างหน้าแล้วจะตามลงไปนะ” มัคลูบหัวน้องชายที่พยักหน้าว่าตามง่ายๆ


“ครับ” เมลจุ๊บแก้มพี่ชายแล้วเดินออกจากห้องไป




“ไงตัวแสบ หิวไหมเดี๋ยวพ่อรินเลือดให้เรากินก่อน”


เมลพยักหน้ารับ ไม่ใช่เพราะหิวแต่เขาจำเป็นต้องกินเพื่อให้ลืมรสชาติของไอซ์ แต่พอกินแล้วความรู้สึกกลับเหมือนเดิม


เลือดของไอซ์อร่อยกว่า


“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะตัวเล็ก” พี่ชายคนโตเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าปลงตกของน้องชาย “มีใครทำให้เมลรู้สึกแย่เหรอ”


“เปล่าครับ...” เมลส่ายหน้า ยังไงก็บอกเรื่องของไอซ์ไม่ได้เด็ดขาด “แต่เลือดในตู้เย็นหมดแล้วอะพี่มอค” เมลอ้อนพี่ชายคนโตที่สวมเพียงเสื้อคลุมสีเทาโชว์ซิกแพ็คที่สาวๆ เห็นคงกรี๊ดสลบ แถมไม่ยอมผูกสายคาดเอวอีก


“เดี๋ยวพี่ให้คนเอาไปเพิ่มก็แล้วกัน” ‘คน’ ที่ว่าเมลคิดว่าคงเป็นคุณเลขาของพี่ชาย คนที่มีหน้าอ่อนกว่าวัย และชอบแอบเข้าไปใส่กล่องเลือดในตู้เย็นให้เขาเสมอ


“แต่ตอนนี้เมลมีรูมเมทแล้วนะครับ คนนอกแอบเข้าไปคงไม่ดีมั้ง” เมลนึกถึงไอซ์ที่คงจะลุกพรวดมาชกคนแปลกหน้าอย่างเลขาพี่ชายเขาแน่ๆ


“รูมเมท? ไม่เห็นเมลบอกพวกพี่เลยว่ามีมนุษย์มาพักอยู่ด้วย” พี่มัคในสภาพที่แต่งตัวเรียบร้อยนั่งลงข้างๆ พี่มอคแล้วจ้องหน้าเมลที่หลุบตาลงพร้อมกับดูดเลือดในแก้วตัวเอง


“เมล พี่ไม่โอเคนะที่จะมีมนุษย์มาอยู่ร่วมกันกับเมลน่ะ เมลก็รู้ว่าพวกเราห่วงเมลมากแค่ไหน แล้วถ้าความลับแตกล่ะจะเป็นยังไง”


“เมลรู้ๆ แต่พี่ๆ วางใจเถอะ เรื่องของเมลน่ะปลอดภัยแน่ๆ เพื่อนเมลคนนี้ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร เขาก็อยู่ส่วนเขาเมลก็อยู่ส่วนเมล”


“แล้วถ้าเมลเกิดอยากกินเพื่อนขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ”


เมลก็หนีกลับมาบ้านไง เมลตอบในใจ


“เอาน่าๆ ไอ้แสบมันคงอยู่ได้แหละ พวกเราก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าน้องระวังตัวจะตายไป โดนแกล้งก็ไม่ยอมสู้ กลัวจะเผลอดูดเลือดคนพวกนั้น แถมเขี้ยวไม่มีแบบนี้น้องจะไปกินเลือดคนอื่นได้ไง”


เมลเม้มปากไม่ให้เผลอพูดออกไป ก่อนจะทำตัวปกติดื่มเลือดจนหมดแก้ว


“ทีหลังอย่าปิดบังพวกพี่ อีกรู้ไหม พี่ไม่อยากให้เมลตกอยู่ในอันตรายเพียงเพราะความลับที่เมลปิดบังเรา” พี่มอคเอ่ยเตือน ลูบหัวน้องชายที่พยักหน้ารับเงียบๆ


“ช่างเถอะ สองวันนี้วันหยุดเราสี่คนพ่อลูก ออกไปเที่ยวกันหน่อยไหมครับ” พี่มัคเสนอไอเดีย ซึ่งคนที่ยกมือคนแรกก็คือเมล


“ไปๆ ผมอยากไปเที่ยว”


“อยากไปก็ขึ้นไปเก็บของเลยตัวเล็ก วันนี้เราจะไปขึ้นภูกัน” เมลพยักหน้ายิ้มๆ ก่อนจะรีบวิ่งขึ้นบันไดไป


มอคและมัคมองตามหลังน้องชายยิ้มๆ ก่อนทั้งคู่จะหันกลับมาสบตากันเพื่อปรึกษา


“นายไปสืบประวัติเด็กนั่น ส่วนฉันจะหาสาเหตุที่เมลโกหกเรา ฉันเชื่อว่ามีมากกว่านี้ที่น้องไม่ได้บอก และฉันสังหรณ์ใจไม่ดีเลย”


“อืม...” มอคกดโทรหาเลขาของเขาแล้วบอกให้อีกฝ่ายตามสืบประวัติคนที่อยู่ร่วมห้องกับน้องชายเขา พลางเหลือบมองน้องคนรองที่มีสีหน้าเคร่งเครียดกว่าที่เคย ทั้งที่ปกติจะยิ้มร่าให้คนไข้สบายใจเสมอ แต่ตอนนี้คุณเภสัชผู้แสนใจดีกำลังจมอยู่กับความคิดตัวเอง










..................................

“ฮ้า สดชื่นจังเลย” เมลกางแขนออกกว้าง มองรอบข้างที่เต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวอย่างมีความสุข เขาจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่เคยขึ้นภูนั้นเมื่อไหร่


“ช้าหน่อยเจ้าเมล พ่อแก่แล้วนะโว้ย” มานพนั่งพักที่ท่อนซุงท่อนหนึ่ง มองลูกชายคนเล็กที่วิ่งไปวิ่งมาเหมือนลูกลิง ดูตื่นเต้นและมีความสุขกว่าก่อนหน้านี้มากนัก หรือบางทีอาจเป็นเพราะเขาที่กักขังลูกไว้ในบ้านนานเกินไป เมลจึงไม่ได้มีชีวิตแบบเด็กๆ อย่างใครเขา


“งั้นพ่อรออยู่นี่นะ เมลขึ้นไปข้างบนแป๊บเดียวเดี๋ยวกลับมา” เมลที่ตื่นเต้นมาก เขามองทางขึ้นเขาด้วยดวงตาเปล่งประกาย แต่ไม่ทันที่ฝีเท้าจะได้ก้าวเดิน พี่ชายคนโตก็คว้าคอเสื้อเขาไว้ก่อน


“หยุดเลยนะเมล ห้ามไปไหนคนเดียวเด็ดขาด รอมัคก่อน” มอคเบรกน้องไว้ก่อนที่เจ้าแสบจะวิ่งซนจนหายไป เรื่องเหนื่อยเขาไม่กังวลหรอก เห็นๆ กันอยู่ว่าพละกำลังน้องมากกว่าพวกเขาสองคนรวมกันซะอีก


“มาแล้ว” มัคเดินเข้ามาใกล้พี่ชายและน้องชายที่เขารัก ก่อนจะหันไปบอกลาพ่อ “เจอกันข้างบนครับ” เพราะคนจากรีสอร์ทบนเขาจะขับรถมารับพ่อของเขาเอง ซึ่งถนนเส้นนั้นอยู่ห่างไปไม่มาก แต่น้อยคนนักที่จะรู้ เพราะนโยบายของรีสอร์ทเน้นให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นเขาไปจนถึงที่พักมากกว่า


แต่ก็นะ พ่อเขาน่ะมีอภิสิทธิ์เป็นถึงเพื่อนเจ้าของรีสอร์ทนี่นา


“ห้ามวิ่งเร็วนะเมลเดี๋ยวหกล้ม” มัคเตือนน้องชายที่ตะกรุยเท้าเตรียมวิ่ง เห็นแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า เขากับพี่ชายก็อายุไม่น้อยแล้ว ถึงจะออกกำลังกายทุกวันก็ใช่ว่าจะวิ่งตามน้องทัน


“รับทราบ! ” ไม่ทันได้เอ่ยห้ามอะไรอีก เมลก็วิ่งตัวปลิวนำมัคและมอคไปไกลแล้ว


“เฮ้อ คำพูดของเราไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้วละมั้งพี่มอค”


“คงงั้น น้องเจอโลกกว้างจนกล้าตัดสินใจเองแล้วว่าจะฟังหรือไม่ฟังเรา”


“เอาเถอะๆ รีบตามไปก่อนน้องจะหลงเข้าป่าดีกว่า” มัคเตรียมจะวิ่งตามน้องไป แต่มอคเอ่ยขัดขึ้นก่อน


“นายจำที่นี่ได้ไหม”


“ใครจะไปลืมกัน...” มัคยิ้มเล็กน้อยแล้วเริ่มออกวิ่ง “ที่นี่ทำให้เราเจอเมลนี่นา”


“นั่นสิ ได้น้องชายมาอีกคนก็เพราะนายหลงป่านี่นะ” มอคเองก็เริ่มออกวิ่งเคียงข้างน้องชาย


“ตอนนั้นเมลร้องไห้จ้าเลย แต่พอพี่บอกว่า ‘โอ๋ๆ อย่าร้องนะ’ เมลเงียบสนิทเลย ฮ่าๆ นั่นล่ะมั้งที่ทำให้เราหลงรักจนขอพ่อให้เลี้ยงน้องเพิ่มอีกคน” มัคนึกถึงความทรงจำดีๆ ตอนที่เขายังวัยรุ่น และเพราะความคึกคะนองจึงเลือกที่จะเดินออกนอกเส้นทางเดินป่า


โชคดีที่พี่ชายออกมาตามหา ไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับเด็กวัยสามขวบที่กำลังหวาดกลัว เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือด ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็กลายเป็นเด็กความจำเสื่อม ไม่สิ เหมือนเด็กทารกเลยต่างหาก น้องไม่รู้แม้กระทั่งวิธีการกินอาหาร วิธีขับถ่าย กลายเป็นว่าทุกคนในบ้านต้องร่วมใจกันสอนพื้นฐานแก่สมาชิกใหม่


และได้ค้นพบความลับว่าน้องเป็นแวมไพร์ กินอะไรไม่ได้นอกจากเลือดหมูที่พ่อตั้งใจจะใช้ทำก๋วยเตี๋ยวน้ำตกให้พวกเขากิน ตอนแรกก็หวาดกลัวเพราะน้องเป็นเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างจากพวกเขา แต่พอเห็นน้องส่งยิ้มร่ามาทีไร พวกเขาก็เหมือนตกหลุมรักเมลมากขึ้นทุกที


ตั้งแต่นั้นมา เขาที่เคยเกเรหาเรื่องเที่ยวเตร่หลังเลิกเรียนก็รีบตรงดิ่งกลับบ้านเพื่อเล่นกับน้องชาย พี่มอคเคยบอกว่าเขาเห่อน้องหลงน้องมากเกินไป แต่เจ้าตัวก็เลิกทำงานพาร์ทไทม์เพื่อมาเล่นกับน้องเหมือนกันนั่นแหละ


“มอค”


“หืม...” นึกถึงน้องทีไรใจเขาก็มีแต่ความสุข กระทั่งพี่เรียกก็ได้แต่ครางรับเพราะยังนึกถึงวันวานอันแสนสุข


“เมลหายไปไหนแล้ว...” ประโยคถัดมาของพี่มอคเรียกสติมัคออกจากอดีตแสนหวาน เขากวาดตามองหาน้องชายตัวแสบที่วิ่งหายไปจากระยะสายตาจนได้


อีกแล้วนะเมล! ถ้าเจอตัวพี่จะตีให้ก้นลายเลยเชียว











Tbc.

















..................

เมลแอบกินเพื่อนอีกแล้วค่ะ ฮ่าๆ คราวนี้เลยหนีหน้ามาอยู่กับครอบครัว แถมยังจะซ่าวิ่งขึ้นภูไปคนเดียวอีก โดนพี่ๆ ตีแน่ๆ เลย เอาใจช่วย (? ) คุณพี่ชายตามหาน้องกันนะคะ ฮ่าๆ

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์ค่ะ  :pig4: :mew1: เจอกันตอนหน้าค่ะ



ออฟไลน์ wanirahot

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 485
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
ทั้งดูดทั้งเลียขนาดนั้น ไอซ์รู้ตัวแล้วมั้งเมลจ๋า

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทที่ 7
แมวกับผีเสื้อ




ครืด


เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียงปลุกเขาจากความฝันอันแสนประหลาด ความฝันที่ว่าเขาถูกลูกแมวตัวเล็กเลียปาก และเขาก็ปล่อยให้มันทำอย่างนั้นไม่รู้เป็นเพราะอะไร


เมื่อควานหาโทรศัพท์บนหัวเตียงได้ และเห็นว่าปลายสายเป็นใครเขาก็รีบกดรับทันที


“ครับ”


(อย่าลืมนัดวันนี้...ติ๊ด) แล้วสายก็ถูกตัดไปอีกตามเคย ไม่ให้โอกาสเขาได้ตอบตกลงหรือปฏิเสธนัดเลยสักครั้ง


แต่ก็ชินแล้วล่ะ เขามันก็แค่ลูกที่เกิดมาเพื่อผลประโยชน์อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องถามความเห็นใดๆ


ไอซ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหลือบตามองเตียงข้างๆ ก็พบเพียงความว่างเปล่า รองเท้าคู่โปรดของเจ้าตัวก็หายไป ไอซ์คิดได้เพียงอย่างเดียวว่าเมลคงออกไปข้างนอกแล้ว


เขาเดินเข้าห้องน้ำไปพร้อมผ้าเช็ดตัว นึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อยเพราะเพิ่งได้แผลมาจากการชกต่อย ถ้าพ่อเห็นเข้าเขาคงถูกตำหนิชุดใหญ่ที่หาเรื่องใส่ตัวไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยเป็นคนเริ่มก่อน แต่ก็ไม่รู้จะแก้ตัวไปเพื่ออะไรในเมื่อไม่เคยมีใครฟังเขาอยู่แล้ว


ไม่เหมือนเมล


แค่นึกถึงคนตัวเล็ก รอยยิ้มบางก็ผุดขึ้นที่มุมปาก น้อยครั้งนักที่เขาจะรู้สึกดีที่มีคนรับฟัง กับแดน รายนั้นมักจะถามเขาเพื่อให้รู้เรื่องทั้งหมดก่อนแล้วค่อยแนะนำเชิงให้สู้ต่อไป เป็นกำลังใจให้เขาเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งก็ได้ผลเฉพาะบางเรื่อง


แต่กับเมล คนตัวเล็กแค่ฟังเขา ปล่อยให้เขาระบายจนกว่าจะพอใจ ก็เท่านั้น


ไอซ์เงยหน้าส่องกระจก ตั้งใจจะหาข้อแก้ตัวเรื่องรอยแผล แต่พอเพ่งมองชัดๆ ในกระจก ใบหน้าของเขากลับไร้รอยฟกช้ำใดๆ แผลที่มุมปากก็หายไปราวกับไม่เคยมี เขาแตะไปทั่วใบหน้าแต่ก็ไม่รู้สึกเจ็บที่ใดเลย


นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเนี่ย


หากเขาเมา เขายังเชื่อว่าตัวเองฝัน แต่เขาไม่ได้เมา และมีสติครบถ้วนกระทั่งก่อนนอน แล้วแผลพวกนั้นหายไปไหนหมด


ติ๊ดๆ


เสียงนาฬิกาปลุกที่เขาตั้งไว้เพิ่งจะส่งเสียง ร่างสูงจึงเก็บความสงสัยนั้นไว้แล้วรีบอาบน้ำแต่งตัว เขายังต้องเดินทางอีกไกลกว่าจะถึงสถานที่ที่นัดหมายของครอบครัว


............................

“มาได้สักทีนะ” น้ำเสียงเย็นชาจากหัวหน้าครอบครัวคือคำทักทายแรก เขายกมือไหว้พ่อ เดินค้อมหลังเข้าไปนั่งโซฟาอีกตัวที่ว่างอยู่ แล้วก้มหน้าอยู่อย่างนั้นเพราะไม่อยากฟังคำเสียดแทงใดๆ แต่ก็ไม่วายถูกกล่าวว่าเรื่องหน้าตาตัวเอง


“คุณคะ หน้าตาบอกบุญไม่รับแบบนี้เราจะให้หมั้นกับคุณหนูใหญ่ได้ยังไง เสียหน้าหมด พิสไม่ยอม ตาเอกยังเหมาะกว่าด้วยซ้ำ”
หนึ่งคำใจร้ายจากหญิงสาวที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่เลี้ยงของเขาที่ตอนนี้รีบเสนอลูกชายของเธอที่นั่งอยู่ข้างๆ ทันที


“เธอก็รู้ว่าเป็นเจ้าเอกไม่ได้ บ้านนั้นเขาเคร่งเรื่องสายเลือดของตระกูล และเขาก็คงรู้อยู่แล้วว่าเจ้าเอกไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของฉัน” ได้ฟังเท่านั้นพิสมัยก็สะบัดหน้าใส่สามีทันที


“หึ ใช่สิคะ ใครจะไปเพียบพร้อมอย่างลูกชายคุณกัน” เธอปรายตามองไอซ์อย่างสมเพชเช่นเคย ถึงแม้ใบหน้าของไอซ์จะหล่อเหลาไม่แพ้พ่อของเขาตอนยังหนุ่ม แต่เวลาทำหน้านิ่งๆ กลับดูเหมือนพวกนักเลงพร้อมหาเรื่องอยู่ตลอดเวลา


“หยุดพูดประชดสักที เดี๋ยวทางนั้นก็มาแล้ว คุณไปเตรียมอาหารไป ส่วนเอก ลูกไปพักก่อนเถอะเพิ่งจะบินมาเหนื่อยๆ”


“ครับคุณพ่อ ถ้ามีอะไรเรียกใช้ผมได้เลยนะครับ เพื่อคุณพ่อผมยินดี”


“อืม ขอบใจ”


เมื่อพี่เอกเดินออกไป ไอซ์ก็รีบพูดขึ้นทันที


“ผมไม่หมั้น” หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรเขาก็ไม่มีวันหมั้นกับคนที่เขาไม่ได้รัก ยิ่งในช่วงเวลาที่แผลใจเขาเพิ่งสมาน เขายังไม่พร้อมจะเรียนรู้ความรักจากใคร


“ยังไงแกก็ต้องหมั้น ฉันคุยกับทางนั้นไว้แล้ว ที่เรียกแกมาก็แค่ให้พบหน้ากันเท่านั้น”


“พ่อ!”


“อย่ามาขึ้นเสียงใส่ฉัน! สิทธิ์ในตัวแกเป็นของฉันตั้งแต่วันที่แกเกิดแล้ว! และแกก็ทำได้แค่ฟังคำสั่งฉันเท่านั้น” พ่อมองเขาด้วยสายตาอ่านยาก ก่อนจะกลับไปนิ่งเรียบตามเดิม


“เพราะผมทำให้แม่ตายใช่ไหม...” ไอซ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “พ่อไม่เคยรักผมเพราะผมพรากแม่ไปจากพ่อใช่ไหมล่ะ”


“แกจะพูดให้มันได้อะไรขึ้นมา” เสียงเข้มตวาดลั่นเมื่อความเจ็บปวดในคราวที่สูญเสียภรรยาเริ่มกลับเข้ามาในความทรงจำ เขาไม่มีวันยอมรับความสูญเสียครั้งนั้นได้เลย


“หึ ความรักจากพ่อมั้ง” ร่างสูงก้มหน้าลง เขารู้สึกเหนื่อยเหลือเกินกับการพยายามเป็นลูกที่ดีให้พ่อรัก พยายามเท่าไหร่ก็ไม่เคยได้กลับคืนมา ยิ่งพอเขาหันไปทำตัวเกเรให้พ่อสนใจ ความรู้สึกด้านลบต่อตัวเขาก็ยิ่งเพิ่มพูน


เขาไม่รู้แล้วว่าสำหรับพ่อ เขากลายเป็นตัวอะไร


“แล้วนั่นแกจะไปไหน”


“ไปเตรียมตัวเป็นลูกที่ดีให้พ่อไงครับ” ไอซ์ส่งยิ้มเศร้าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินออกมา


“คุณหนูจะไปไหนครับ” คุณลุงคนสวนของรีสอร์ตรีบเข้ามาถามเขาอย่างนอบน้อม “เดี๋ยวผมพาคุณหนูไปเอง”


“ไม่เป็นไรครับลุง ผมแค่อยากเดินเที่ยวรีสอร์ตของเราก็เท่านั้น” ไอซ์มองไปรอบๆ อย่างสนใจ เขาไม่เคยมาที่นี่เลยสักครั้ง โชคดีที่พ่อส่งคนไปรับ ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องปีนเขาเหมือนนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ เหนื่อยจะตายชัก


“ครับคุณหนู แต่อย่าเข้าไปในป่าลึกนะครับ มันมีคนบ้าเที่ยวถือมีดไล่ทำร้ายคนอื่นไปทั่ว ผมล่ะกลัวเหลือเกิน พวกรปภ.ก็หาตัวมันไม่เจอเลย ผมเองได้แต่เตือนนักท่องเที่ยวให้เขาระวัง แต่ชิชะ เขามองว่าผมนี่แหละบ้า”


“ฮ่าๆ” ไอซ์หัวเราะเพราะคิดว่าที่ลุงพูดเป็นมุกตลก แต่พอเห็นแววตาเป็นห่วงของคนสูงวัยผู้ใจดีกับเขาเสมอมา ไอซ์ก็พยักหน้าตกลง “ครับ ผมจะระวังตัวนะ”


“ดีครับคุณหนู งั้นผมไปทำงานก่อนนะครับ ต้องรีบจัดสวนตามคำสั่งคุณนายเขา เห็นว่ามีแขกผู้ใหญ่มา”


“ครับ...” แขกที่เขาไม่เคยคิดอยากเจอ เป็นไปได้ก็อยากให้งานนี้ล่มไปซะเลย


“อ้ะ! รอก่อนสิคุณผีเสื้อ” เสียงเล็กๆ อันคุ้นเคย เรียกความสนใจให้เขาหันไปมอง ชายหนุ่มร่างเล็กสวมหมวกเดินป่าสีน้ำตาลอ่อน สะพายเป้ใบเล็กสีน้ำเงินยี่ห้อดังที่รูมเมทของเขาชอบใช้เป็นประจำ รวมถึงรองเท้าคู่โปรดที่เจ้าตัวใส่ไปทุกที่ ทำให้เขาไม่ต้องเดาแล้วว่าเมลหายไปไหน


“หึ แมววิ่งไล่จับผีเสื้อเหรอ” เขายิ้มนิดๆ เปลี่ยนทิศทางการเดินสำรวจรอบรีสอร์ตเป็นเดินตามคนตัวเล็กเข้าป่าไปง่ายๆ


เพราะเขาเองก็อยากรู้ ว่าแมวตัวน้อยจะไล่จับผีเสื้อตัวนั้นได้ไหม






 

Tbc.








..................
ที่สงสัยว่าเมลหายไปไหนนั้น เจ้าตัวดีหนีมาไล่จับผีเสื้อจ้า แถมคนตาไวก็เห็นพอดีซะด้วย ไม่ตามไปก็คงไม่ได้แล้วโน๊ะ 5555
ฝากเม้นต์กันด้วยเน้อ  :hao5: เจอกันตอนหน้าค่ะ  :mew1: 

#เลือดหวานของผม

ออฟไลน์ kun

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +122/-10
แบบนี้จะหลงป่าไหมน่ะ อิอิ

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทที่ 8

ฉันเปล่าอยากกินนายนะ







เมลรู้สึกได้ว่ามีใครบางคนเดินตามเขาหลังมา แต่ก็ทำทีเป็นเดินลึกเข้าไปในป่าต่อไป สายตาก็มองไปรอบๆ อย่างสนใจ ไม่บ่อยนักที่เมลจะได้เข้าป่าแบบนี้ พี่มัคบอกว่าเคยมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นกับเขา แต่เมลจำไม่ได้เลยสักนิด คิดให้หัวระเบิดก็พบเพียงความว่างเปล่า


“สวยจังนะผีเสื้อ” ทั้งอิสระและสวยงาม เมลยิ้มบาง เขาปล่อยผีเสื้อตัวนั้นให้บินไปตามทางของมัน ไม่คิดไล่ตามอีก และรอใครอีกคนที่เดินเข้าใกล้เขามากขึ้นเรื่อยๆ


“เฮ้ยเดี๋ยวสิ! นี่ฉันเอง” มือที่คว้าคออีกฝ่ายเตรียมลงทุ่มพื้นชะงักไป เมื่อเห็นว่าเป็นใคร


“ไอซ์”


“ก็ฉันน่ะสิ” ไอซ์เหล่มองมือขาวที่กำคอเสื้อเขาไว้แน่น จนคนตัวเล็กรู้ตัวถึงได้ละมือออกไป


“โทษที” เมลจับสายสะพายกระเป๋าแน่น ระวังมือไม้ของตัวเองไม่ให้เผลอไปยุ่งเกี่ยวกับร่างสูงอีก หัวคิ้วก็ขมวดด้วยความสงสัยว่าทำไมไอซ์ถึงโผล่มาอยู่ที่นี่ได้ เขาอุตส่าห์หนีมาตั้งไกลอีกฝ่ายก็ยังตามมาถูกอีก


พระเจ้าจงใจกลั่นแกล้งผมเหรอครับ


ก็เหมือนกับพูดถึงอาหารแล้วหิว การที่เขาเห็นไอซ์ก็ทำให้กระเพาะอาหารที่ว่างเปล่าส่งเสียงร้องได้เหมือนกัน


โครก~


“หึๆ” เสียงหัวเราะในลำคอของคนข้างกายสร้างความอับอายแก่เมล เขารีบหันหน้าหนีแล้วเดินนำลิ่วเข้าป่าไปทันที


“นายจะตามมาทำไมเล่า! ” ยิ่งหนี ขายาวของอีกฝ่ายยิ่งไล่ตามทัน แถมใบหน้าล้อเลียนนั่นก็ทำให้เขาหงุดหงิดเล็กๆ อีก


“เดี๋ยวก็หลงหรอก”


“ไม่มีทาง! ” เมลเถียง “อ้ะ! ”


หมับ


มืออุ่นรั้งแขนเขาไว้ได้ทันก่อนเท้าของเขาจะก้าวตกหลุมไป


“ระวังหน่อยสิ”


“อะ...อืม” เมลหลุบตามองหลุมลึกประมาณ 3 เมตรพลางคิดว่าทำไมถึงมีคนมาสร้างกับดักในที่แบบนี้ โชคดีที่ไอซ์รั้งเขาไว้ทันไม่อย่างนั้นเขาคงร่วงลงหลุมไปแล้ว


“แล้วนายมาทำอะไรที่นี่” พอช่วงอับอายผ่านไปเมลก็เอ่ยถามเพื่อนได้เต็มเสียง เขาไม่คิดหลงตัวเองว่าอีกฝ่ายแอบตามมาด้วยหรอก ก็เล่นนอนหลับสนิทจนโดนเขาทำมิดีมิร้ายไปตั้งหลายครั้งยังไม่ตื่นเลยด้วยซ้ำ


ไอซ์ผ่อนลมหายใจก่อนจะเดินนำไปยังท่อนซุง นั่งลงแล้วกวักมือเรียกเมลให้มานั่งข้างกัน เมื่อคนตัวเล็กยอมนั่งลงไอซ์ก็เริ่มพูดด้วยน้ำเสียงหนักใจแต่ทว่าไม่ได้อึดอัดอะไร


“พ่อให้ฉันมาพบว่าที่คู่หมั้นที่นี่น่ะ” เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องบอกเมล ยิ่งพอสบตาคู่นั้นที่ฟังอย่างตั้งใจ สิ่งที่เขาคิดก็ค่อยๆ ส่งผ่านทางคำพูด


“แต่ฉันไม่อยากหมั้น ฉันยัง...ชอบพายอยู่ และต่อให้ฉันเลิกชอบพายแล้ว ฉันก็แต่งกับคนที่ฉันไม่ได้รักไม่ได้อยู่ดี”


ไอซ์มองเมลว่ามีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ คนตัวเล็กรีบพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย


“ถ้าหัวใจนายไม่ได้รักเธอ การแต่งงานก็คงมีแต่หายนะ” เมลลูบคางตัวเองอย่างคิดไม่ตก ถ้าเขาเป็นฝ่ายโดนพ่อบังคับให้แต่งงานเขาจะรู้สึกยังไงนะ...


เอ้อ แต่คงไม่มีวันนั้นหรอก เขาเป็นเพียงสัตว์กินเลือด จะอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้ยังไง ทันทีที่คนรักของเขารู้ความจริงเธอคงตีจากไปอย่างง่ายดาย สุดท้ายก็เหลือเพียงตัวเขาที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวต่อไป


อย่าคาดหวังนักเลยเมล


“ทำไมทำหน้าแบบนั้น”


“หืม หน้าแบบไหนเหรอ” เมลลูบหน้าตัวเอง เขาเผลอแสดงสีหน้าแบบไหนนะ


“หน้าแปลกๆ” ไอซ์ยื่นมือมายืดแก้มนิ่มสองข้างยืดออกพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี


“อำอะไออองอาย” (ทำอะไรของนาย) เมลมุ่ยหน้า ปัดมือเพื่อนออกแล้วถามต่อ “แล้วนายจะแต่งกับเธอเหรอ”


“ก็บอกอยู่ว่าไม่แต่ง ไม่ได้ฟังรึไง” กำปั้นหนาเขกลงบนหัวเมลอย่างมันเขี้ยว ตลกดีที่เห็นคนตัวเล็กทำหน้ามุ่ยหงุดหงิดเขา เพราะส่วนใหญ่แล้วเมลจะยิ้มเกลื่อนไปทั่วจนคนเขาหลงเสน่ห์กันทั่วมหาวิทยาลัย ถึงจะไม่ได้ตั้งใจแต่หลายคนก็ตกหลุมแมวตัวนี้ไปแล้ว


ยิ่งเวลาตั้งใจทำอะไรบางอย่างก็จะดูน่ารัก มองเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ...


แล้วนี่เขามานั่งวิเคราะห์เพื่อนไปเพื่ออะไรวะเนี่ย


ไอซ์สะบัดหัวไล่ความคิดแปลกๆ แล้วลุกขึ้นยืน “ไปกันเถอะ” เขาชวนเมลกลับเพราะเห็นว่าพระอาทิตย์เริ่มคล้อยลงแล้ว ป่านนี้บ้านของเขาคงลุกเป็นไฟที่เขาหายตัวไปแบบนี้


ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจหรอก แต่พอเดินตามแมวน้อยเข้ามาเขาก็ลืมไปแล้วว่าหน้าที่ลูกชายที่ดีเป็นยังไง


แถมยังลืมด้วยว่าทางที่เข้ามาคือทางไหน


“ไปสิ” คนข้างหลังกระชับกระเป๋าพร้อมเดินต่อเรียบร้อย แต่คนข้างหน้ากลับยืนนิ่งด้วยสีหน้ามึนงงไปชั่วครู่ “มีอะไร ทำไมไม่เดินต่อ”


“นายจำทางกลับรีสอร์ตได้ไหม” ไอซ์เอ่ยถามอย่างไม่อาย แม้เขาจะเป็นถึงลูกชายเจ้าของรีสอร์ตแห่งนี้ แต่ก็ใช่ว่าเขาจะรู้ว่าตัวเองกับเพื่อนอยู่ส่วนไหนของป่า แถมรอบข้างเป็นต้นไม้เหมือนกันหมดแบบนี้ เขายิ่งไม่รู้อะไรเลย


“ฉัน...ก็จำไม่ได้” เมลมึนงงไปชั่วขณะ เขาคิดว่าความจำเขาค่อนข้างดีมาก แต่เส้นทางที่เขาคุ้นเคยกลับหายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่


คล้ายบางอย่างกำลังลวงตาพวกเขา


ฟิ้ว


“ไอซ์! ” เมลดึงร่างสูงเข้าประชิดตัว ก่อนที่ลูกธนูปลายแหลมจะเสียบเข้าลำตัวเพื่อน


“ธนูมาจากไหน” ไอซ์มองไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง รีบดึงเมลให้หลบอยู่หลังเขา คนตัวเล็กเองก็มองรอบๆ พร้อมกับใช้สัญชาตญาณของตัวเองเต็มที่เพื่อหาตัวคนร้าย แต่สัมผัสที่ได้รับก็เบาบางเหลือเกิน เหมือนละอองอากาศที่รู้ว่ามีอยู่รอบตัวแต่กลับมองไม่เห็น


“ระวังด้วย” เมลบอกเพื่อนเสียงแผ่ว เขารู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ร่างกายพลันรู้สึกชาไปหมดทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาออกจะแข็งแรงดี


“เสียงอะไรน่ะ” ไอซ์จับมือเมลไว้แน่น พร้อมกับเสียงพึมพำที่ค่อยๆ ดังให้ทั้งคู่ได้ยิน ทิศทางของเสียงนั้นมาจากชายชรารูปร่างผอมแห้งสะพายกระบอกธนูไม้ไผ่ด้านหลัง เส้นผมพันกันยุ่งไปหมด ใบหน้าของเขาขาวซีดถูกแต่งแต้มด้วยดวงตาสีดำมาดร้าย และริมฝีปากม่วงคล้ำเต็มที่ไปด้วยรอยแตกกำลังขยับปากร่ายคาถาจองจำเขา!


ใช่ คาถาจองจำ เมลรู้เรื่องพวกนี้พอๆ กับมนตร์สะกดของตัวเอง เพราะเขาต้องระมัดระวังไม่เข้าใกล้คนพวกนั้นมากเกินไป คนที่จ้องจะกำจัดคนอย่างพวกเขา


มือหุ้มกระดูกดึงมีดคมกริบออกจากฝักก่อนจะวิ่งพรวดมาทางพวกเขา ไม่ลังเลเลยว่าพวกเขาอาจจะเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แวมไพร์อย่างที่เขาคิด


“ตายซะไอ้สัตว์นรก! ”


“วิ่ง! ” ไอซ์จับมือเมล กระชากคนตัวเล็กกว่าให้วิ่งหนีทันที ถึงเขาจะสู้เก่งมากแค่ไหน แต่กับคนที่ตั้งใจจะฆ่าพวกเขาให้ตายแบบนั้น เขาเกรงว่าจะไม่มีโอกาสรอดกลับไปได้เลย


‘อย่าเข้าไปในป่าลึกนะครับ มันมีคนบ้าเที่ยวถือมีดไล่ทำร้ายคนอื่นไปทั่ว’


หรือจะเป็นคนบ้าที่ลุงหมายถึง


“ตายซะ! ” คนบ้าที่ว่ายังคงวิ่งตามมาไม่ลดละ ไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหนถึงได้วิ่งตามพวกเขาทัน ไอซ์รีบดึงเมลหลบหลังต้นไม้ใหญ่ หรี่ตามองคนบ้าที่ถือมีดวิ่งผ่านไป รอจนกระทั่งอีกฝ่ายหายลับสายตา เขาก็ดึงเมลวิ่งกลับไปทางเดิม


“อดทนหน่อยนะ” เขากลัวเพื่อนจะเหนื่อยเกินไปจึงขอให้อดทนอีกนิด หากถึงที่ปลอดภัยแล้วเขาจะปล่อยให้เพื่อนได้พักเต็มที่


ถ้าเป็นเมลในเวลาปกติเขาคงก็อวดว่าวิ่งแค่นี้ทำอะไรเขาไม่ได้ แต่ในสภาวะที่ถูกดึงพลังบางส่วนออกไป อีกทั้งยังหิวโซแบบนี้ เขาจึงไม่ต่างจากคนทั่วไปที่ขนาดตัวเท่ากันมากนัก เขากำลังเหนื่อยอย่างที่ไม่เคยเป็น


“แฮ่กๆ” เมลพยายามหายใจให้ทันกับระยะทางที่ต้องวิ่งต่อไป ความรู้สึกเจ็บไปทั้งซี่โครงคือสิ่งที่เขาไม่เคยสัมผัส หากเป็นก่อนหน้านี้เขาคงยินดีที่ได้รู้สึกเหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่ตอนนี้เมลสังหรณ์ใจไม่ดีเลย


“หึหึหึหึหึหึหึหึหึหึหึ” จู่ๆ เสียงหัวเราะน่าขนลุกดังขึ้นทุกทิศทาง ไอซ์ดึงเมลหลบข้างหลังพลางสอดส่ายสายตาหาเจ้าของเสียง


“#$@^$%&%^*&” บทสวดถูกร่ายขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับร่างของเมลที่ทรุดลงอย่างคนไม่มีแรง ไอซ์รีบหันกลับมารับตัวเพื่อนได้ทันก่อนที่เมลจะล้มพับลงไป สีหน้าที่ซีดเซียวอยู่แล้วยิ่งซีดเข้าไปอีก


“เมล นายเป็นอะไร”


“หนี...ไป” เมลรู้ตัวว่าเขามีไม่แรงจะปกป้องเพื่อน ทางเดียวที่เหลืออยู่คือบอกให้ไอซ์รีบหนีไปซะ เขาเป็นแวมไพร์ โดนสักแผลสองแผลก็ยังฟื้นตัวได้ แต่มนุษย์อย่างไอซ์มีเพียงชีวิตเดียว และเมลก็ไม่ยอมให้เพื่อนเอาชีวิตมาทิ้งเพียงเพราะต้องการช่วยเหลือเขา


“จะไปก็ไปด้วยกัน” ไอซ์เตรียมจะยกตัวเมลขึ้นพาดบ่า แต่กลับช้ากว่าปลายมีดที่พุ่งเข้ามาหมายเอาชีวิต


พลั่ก


ร่างของเมลถูกปล่อยลงกระแทกพื้นพร้อมกับคมมีดที่แทงลึกเข้าช่องท้องร่างสูง


“ไอซ์! ”


เลือดอุ่นค่อยๆ ไหลลงสู่พื้น ดวงตาของเมลวาววับเมื่อเห็นหยดเลือดที่เขาปรารถนา ฉับพลันร่างกายก็ร้อนรุ่มเหมือนถูกแผดเผาพร้อมเส้นผมสีดำที่จางลงก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีทองประกาย เช่นเดียวกับด้วยตาที่เพียงกะพริบก็เปลี่ยนเป็นแดงก่ำน่ากลัว


“แก! ไอ้ปีศาจ! ” คนบ้าที่เคยใจกล้าตอนนี้กลับยกนิ้วชี้หน้าเมลสั่นๆ อย่างตื่นกลัว สองขาก้าวถอยหลังทันที


“งั้นเหรอ” เมลขยับยิ้มแสยะ สีหน้าไม่ยินดียินร้ายกับคำกล่าวหานั้น คล้ายถูกครอบงำจนไร้สติควบคุมใดๆ “นายอยาก ‘ฆ่า’ ฉันเหรอ”


“ฉันจะฆ่าแก! ไอ้ปีศาจ! ”


“นายจะไม่มีวันฆ่าฉัน หรือฆ่าใครที่เป็นแบบฉันอีก” เมลสบตาขลาดกลัวนั้นอย่างผู้ชนะ “สัญญากับฉัน...”


“สะ...สัญญาอะไร” เขายกมือปิดหู ไม่ยอมจำนนต่อเวทมนตร์ของเมล แต่คนตัวเล็กก็ไม่ได้สนใจท่าทีต่อต้านนั้น เพราะเขากำลังพูดในความคิดของอีกฝ่ายต่างหาก


“นายจะกลับไปเป็นคนปกติ เลิกตามล่าแวมไพร์แบบฉัน แล้วใช้ชีวิตอย่างสงบสุขจนกว่าจะหมดลมหายใจ” เมลคิดว่าสิ่งนี้คือวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดแล้ว เขาไม่คิดแก้แค้นอีกฝ่ายถึงขั้นเอาชีวิต เพราะถึงตายไปเมลก็ไม่รู้สึกขึ้นดีเลย


เขาไม่ชอบการพรากชีวิตใคร


“อืม...” ชายชรานิ่งฟังคำพูดนั้น ซึมซับลงในจิตใจอันบอบช้ำ แม้จะดื้อดึงจนวินาทีสุดท้ายที่มนตราครอบงำเพราะไม่อยากลืมความเจ็บปวดในอดีต แต่เรี่ยวแรงของมนุษย์ก็ไม่อาจต้านทานพลังอำนาจนั้นได้


เขาหันหลังกลับเข้าไปในป่า ที่ซึ่งเมลก็ไม่รู้ว่าคือที่ไหน และเขาก็ไม่คิดจะตามไปให้หนักใจไปมากกว่านี้ การอยู่ใกล้กันรังแต่จะทำให้เกิดความสงสัย และยิ่งสงสัยมากเท่าไรมนตร์ยิ่งถูกทำลายเร็วขึ้นเท่านั้น


หืม...เหมือนเขาลืมอะไรไปนะ


เมลค่อยๆ หันกลับไปข้างหลัง เขาสะดุ้งสุดตัวเมื่อปะทะใบหน้านิ่งๆ ของคนตัวโตที่ยืนตัวงอกุมแผล สายตาคู่นั้นกำลังคาดคั้นคำตอบจากเขาอยู่ ทั้งที่น่าจะรู้ความลับเกือบหมดแล้ว


“ไม่ต้องหันหน้าหนีเลยนะ” ร่างสูงว่าเสียงดุ ไม่มีท่าทีของคนหวาดกลัวสิ่งที่ต่างไปจากตัวเอง


ไอซ์ไม่ได้มองเขาเปลี่ยนไป...


“เราเปล่านะ” เมลกะพริบตาปริบๆ ดวงตาสีแดงเปลี่ยนกลับเป็นสีดำดังเดิม พร้อมกับความหิวโหยที่จู่โจมเขาอย่างหนัก


แย่ล่ะสิ


คนตัวเล็กยกมือขึ้นปิดจมูกหันหลังให้เขาทันที ไอซ์ก้มมองความเจ็บปวดบริเวณช่องท้องของตัวเอง เลือดสีสดยังคงไหลออกจากบาดแผลและดูน่าอันตรายมากขึ้นทุกที ตอนนี้เขาหลงทางและยังหาวิธีกลับบ้านไม่ได้


แถมยังอยู่กับ ‘แวมไพร’ ผู้หิวโหยอีกต่างหาก


โครก~


“เราเปล่าอยากกินนายนะ! ”


นายพูดหมดเปลือกแบบนี้ แล้วฉันจะรอดกลับไปไหมนะ...











Tbc.








แวมไพร์ผู้หิวโซ กับเหยื่อที่รู้ตัวแล้ว 5555 มาลุ้นว่าทั้งคู่จะอยู่กันยังไงในป่าแบบนี้

ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์น้า เจอกันตอนหน้าค่ะ



ออฟไลน์ kun

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +122/-10
มันฮ่าอ่ะ

ออฟไลน์ wanirahot

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 485
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
เมล นั่นปฏิเสธ รึ สารภาพ จ้ะลูก

ออฟไลน์ titansyui

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-0

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2665
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
เลือดหมดตัวแน่ๆ

ออฟไลน์ zuu_zaa

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2004
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +115/-1

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด