-จบ-«·´✖Defeated Heart✖`·» เสี่ยงรัก สยบหัวใจ »ส่งท้าย« 29/3/62 P.7
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: -จบ-«·´✖Defeated Heart✖`·» เสี่ยงรัก สยบหัวใจ »ส่งท้าย« 29/3/62 P.7  (อ่าน 94838 ครั้ง)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับ

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น 

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้   

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว  ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


**********************************************



สวัสดีนะคะนักอ่านทุกท่าน

วันนี้มาเปิดนิยายเรื่องใหม่

หลายคนคงจะพอคุ้นหน้าคุ้นตากับเรากันมาบ้างแล้ว

ดีใจที่ทุกคนเปิดเข้ามาอ่านเรื่องนี้กัน

สำหรับเรื่อง «·´✖Defeat Heart✖`·» เสี่ยงรัก สยบหัวใจ นี้ เป็นเรื่องใหม่ในแนวที่เราไม่เคยแต่งมาก่อนซึ่งจะออกแนวดาร์กๆ หน่อย แต่แน่นอนว่าด้วยสไตล์การแต่งของเราดราม่านั้นอย่าถามหา 555

ความรักระหว่างเจ้าพ่อค้าอาวุธXนักฆ่าชื่อดังที่ไม่มีใครล่วงรู้ตัวตนมาก่อน

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไรสามารถติดตามได้เลยค่าา
 
ขอฝากผลงานใหม่ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของทุกคนด้วยนะคะ


*ผลงานที่ผ่านมา*

   ✉ CorrespondencE สื่อรักทางจดหมาย!✉

    ◣♥◥ Precinct ►◄ อาณาเขตรักของหัวใจ ◣♥◥

   ✥ Jurassic Heart ✥ดวงใจ กลายพันธุ์รัก


   ✣Jurassic Confidant✣ คู่หู กลายพันธุ์รัก


   ❣Secret heart❣ หัวใจ แอบรัก


    Find Love  ▪พบรัก▪


.。.:*・ ۩ Creative สรรค์สร้างรัก۩・*:.。.

♧♣Touch Love♣♧ สัมผัสรัก ด้วยหัวใจ

◈Jurassic Foster◈ กลายพันธุ์รัก ใต้ธารา


My Family 彡§ Secrets Ground §彡สืบลับเชื่อมใจรัก


สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของนิยายได้ในเพจนะคะ>>nicedog<<

ขอบคุณทุกที่ติดตามค่ะ

*นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคล สถาบันหรือสถานที่ใดทั้งสิ้น*


สารบัญ

»จุดเริ่ม«»เสี่ยงรักวันที่1«
»เสี่ยงรักวันที่2«»เสี่ยงรักวันที่3«
»เสี่ยงรักวันที่4«»เสี่ยงรักวันที่5«
»เสี่ยงรักวันที่6«»เสี่ยงรักวันที่7«
»เสี่ยงรักวันที่8«»เสี่ยงรักวันที่9«
»เสี่ยงรักวันที่10«»เสี่ยงรักวันที่11«
»เสี่ยงรักวันที่12«»เสี่ยงรักวันที่13«
»เสี่ยงรักวันที่14«»เสี่ยงรักวันที่15«
»เสี่ยงรักวันที่16«»เสี่ยงรักวันที่17«
»เสี่ยงรักวันที่18«»เสี่ยงรักวันที่19«
»เสี่ยงรักวันที่20«»เสี่ยงรักวันที่21«
»เสี่ยงรักวันที่22«»เสี่ยงรักวันสุดท้าย«





nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-03-2019 12:47:50 โดย nicedog »

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
«·´จุดเริ่ม`·»


แสงสีเหลืองนวลส่องสว่างของหลอดไฟจากด้านบนเพดานถูกดับลงด้วยฝีมือของผมพร้อมกับก้าวขึ้นบนไปเตียงซึ่งมีชายรูปร่างอ้วนท้วมเอื้อมมือมาสัมผัสใบหน้าขาวเนียนแล้วค่อยๆ ไล่ต่ำลงไปจนถึงสะโพก


มือข้างเดิมลูบไล้สะโพกผ่านชุดอาบน้ำตัวบางก่อนจะซุกไซร้ใบหน้าลงยังลำคอ สัมผัสของการขบเม้มอย่างแรงทำเอาผมนิ่วหน้าเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ผลักไสออก เสียงครางเบาๆ ดังขึ้นเพื่อเพิ่มอารมณ์ให้กับผู้ชายตรงหน้าเช่นเดียวกับมือข้างหนึ่งที่วางบนแผ่นอกนั้นลากลงมายังส่วนล่างโดยมีอีกมือหนึ่งค่อยเอื้อมไปคว้าสิ่งที่เหน็บอยู่ด้านในของเสื้อคลุมอาบน้ำอย่างเชื่องช้า


เส้นผมสีน้ำตาลยาวสะบัดเล็กน้อยระหว่างดันชายร่างท้วมแนบกับเตียงแล้วขึ้นคร่อมด้วยรอยยิ้มอันแสนหวานเยิ้มและสายตายั่วยวนชวนให้หลงใหลดึงดูดจนไม่อาจละสายตาไปทางอื่นได้


“เร็วสิ...ให้ฉันเข้าไปในตัวเธอสักที” น้ำเสียงแห่งกามอารมณ์กับใบหน้าอันเต็มไปด้วยความต้องการนั่นทำให้ผมได้แต่ส่งยิ้มพลางใช้มือข้างหนึ่งกดลงไปบนแผ่นอกไม่ให้อีกฝ่ายขยับตัวมากไปกว่านี้


“อ่า ได้เข้าแน่แต่ไม่ใช่ในตัวผมหรอกนะ” พูดจบมืออีกข้างก็ยกขึ้นพร้อมมีดแสนคมกริบที่ปักลงยังหัวใจโดยไม่มีแม้แต่ความลังเล


ไม่มีแม้โลหิตที่ไหลออกมาเปื้อนหรือแม้แต่เสียงกรีดร้องในช่วงสุดท้ายของชีวิตเพราะมีดเล่มนั้นยังคงทำหน้าที่เป็นตัวกั้นไม่ให้เลือกทะลักออกมา ผมก้าวลงจากเตียงพร้อมเดินไปหยิบเสื้อผ้าที่ถอดไว้กลับมาใส่ตามเดิม


เมื่อสำรวจว่าทุกอย่างเรียบร้อยผมก็ก้าวออกจากห้องในชุดเดรสสีดำของหญิงสาวผ่านบอดี้การ์ดที่ยืนเฝ้าหน้าห้องและออกจากโรงแรมหรูในเวลาไม่นาน


ชุดเดรสสีดำและวิกผมถูกเปลี่ยนกลับเป็นเสื้อผ้าในชุดธรรมดาเพื่อไม่ให้ดูผิดสังเกตเวลาเดินในย่านรื่นเริง


ใครที่ลงมือฆ่าครั้งแรกต่างต้องตื่นกลัวกันทั้งนั้นแต่ไม่ใช่กับผมที่ทำงานนี้มาตั้งแต่จำความได้


ชินชากับร่างไร้ลมหายใจ


เคยชินกับการทำให้ร่างของอีกฝ่ายเย็นเฉียบ


มันก็คงเหมือนกับตัวผมแหละ


ที่ต่างคงมีแค่ร่างนี้ยังคงหายใจอยู่


กับเด็กที่ถูกทิ้งให้อยู่ลำพังมันมีทางเลือกอยู่ไม่มากในการมีชีวิตรอด


ในยุคนี้เงินคือทุกสิ่ง


ถ้าไม่มีเงินก็ไม่อาจมีชีวิตได้


ดังนั้นจึงเกิดอาชีพมากมายขึ้นเพื่อหากำไรเข้าตัว อาชีพที่คนปกติทำคงจะไม่พ้นค้าขายแต่การจะค้าขายได้จำเป็นต้องมีต้นทุนไม่เหมือนกับอาชีพที่ผมทำที่ไม่จำเป็นต้องมีเงินมาลงทุนแค่ต้องลงแรงนิดๆ หน่อยๆ สิ่งที่ต้องมีคือไหวพริบและทักษะเล็กน้อย
เป็นอาชีพที่เหมาะกับเด็กไม่มีใครต้องการอย่างผมจริงๆ


เงินจากการทำงานมีมากจนสามารถซื้อที่พักได้ด้วยเงินสด เพียงแต่ถ้าทำแบบนั้นก็จะเป็นจุดสงสัยผมเลยเลือกที่จะเช่าคอนโดนธรรมดาอยู่แทน


คอนโดนสูงใจกลางเมืองมีราคาตั้งแต่ระดับคนธรรมดาไปจนถึงระดับรวยล้นฟ้าซึ่งผมไม่สนใจหรอกว่าใครจะรวยหรือจน
ขอแค่ไม่เข้ามาก้าวก่ายผมก็พอ


ประตูห้องถูกเปิดพร้อมกับผมที่รีบตรงเข้าไปอาบน้ำเป็นอย่างแรก น้ำสีใสค่อยๆ ไหลลงไปตามร่างเปลือยเปล่าอย่างเชื่องช้า บริเวณลำคอที่ถูกขบเม้มถูกละเลงสบู่ลงไปแล้วถูแรงๆ จนเกิดรอยแดง


ผมอาจไม่มีทางเลือกจึงต้องมาทำงานแบบนี้แต่ผมก็ไม่คิดจะขายร่างกายนี้เพื่อแลกกับเงินหรอกนะ ถึงอย่างงั้นก็ใช่ว่าจะไม่เคยถูกบังคับให้ทำ แน่นอนว่าพวกที่คิดจะทำผมจัดการจนอีกฝ่ายขยับตัวแทบไม่ได้ไปเรียบร้อยแล้ว


ผ้าขนหนูสีขาวขยับไปมาบนเส้นผมสีดำอันเปียกปอนพลางเปิดคอมพิวเตอร์ในห้องนอนขึ้นแล้วกดเข้าอีเมลดูข้อความที่ถูกส่งเข้ามา ธุรกิจในปัจจุบันเน้นการทำผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ครีม อาหารหรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงก็ยังทำการซื้อขายผ่านออนไลน์


งานผมก็เช่นกัน


มีเพียงคนในวงการเพียงหยิบมือที่รู้ถึงเมลนี่ แต่ก็ทำได้เพียงรู้เพราะผมไม่เคยไปพบกับผู้ว่าจ้างโดยตรงหรือแม้แต่การออกไปลอบฆ่าก็ไม่เคยใช้รูปลักษณ์จริงๆ เลยสักครั้ง นั่นทำให้การหาตัวผมทวีความยากขึ้นไปอีก


“หื้ม...งานใหม่เหรอ” ผมพึมพำพร้อมกดเข้าไปยังข้อความด้านบนสุดที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน


เนื้อหาภายในกล่าวถึงเป้าหมายไปจนถึงรายละเอียดต่างของงานในครั้งนี้ตลอดจนจำนวนเงินเมื่อทำงานสำเร็จ  มือผมขยับเลื่อนเมาส์ไปเปิดไฟล์ภาพของเป้าหมายขึ้นมาแล้วพึมพำด้วยใบหน้าเฉยชา...


“หมอนี่เหรอ...เป้าหมายคนต่อไป”
....................................................

วันนี้เปิดเรื่องใหม่เป็นเหมือนบทนำ

นายเอกเรื่องอื่นๆ ของผลงานเราที่ว่าโหดบอกเลยว่านายเอกคนนี้โหดกว่าx10 555

อย่างที่บอกไปว่าเป็นแนวที่ไม่เคยแต่งมาก่อน

หวังว่าจะถูกใจทุกคนนะคะ

อีกไม่นานจะมาอัพตอนที่ 1 ให้ค่ะ

เรื่องนี้คิดไว้แล้วว่าจะมาอัพอาทิตย์ละตอน

ฝากติดตามด้วยค่า

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ MSeraph

  • This too shall pass
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1826
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-3
เห็นชื่อคนแต่งแล้วรีบกดมาเลยค่ะ
มีเรื่องใหม่มาให้ตามแล้วววว
แต่นายเอกเรื่องนี้อืมมมม... ดูโหดจริงๆด้วยค่ะ
แต่ก้นะ น้องเป็นนักฆ่าอะ
โหดแต่ไม่ได้นิสัยไม่ดีเนอะ
รอค่าาาา

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
✖`·»เสี่ยงรัก«·´✖ วันที่1



การเริ่มต้นวันใหม่ถูกปลุกด้วยเสียงท้องร้องและความแสบภายในกระเพาะอาหารที่ไม่มีอะไรลงท้องมาตั้งแต่เมื่อคืน ผ้านวมผืนหนาถูกสะบัดไปข้างเตียงท่ามกลางความเย็นเฉียบของเครื่องปรับอากาศเข้ามาปะทะร่างจนต้องรีบเอื้อมมือไปคว้าผ้าห่มขนนุ่มข้างๆ ขึ้นมาคลุมตัวไว้


“หนาวชะมัด” ผมพึมพำพลางลุกขึ้นจากเตียงตรงไปยังตู้เย็น


ห้องพักนี้เป็นห้องขนาดเล็กที่เปิดเข้ามาก็เจอห้องครัวอยู่ด้านซ้าย ห้องน้ำอยู่ด้านขวาและมีเตียงอยู่ด้านในสุดของห้อง เรียกว่าเป็นห้องธรรมดาที่มีไว้เพื่อดำรงชีวิตตามปกติ ภายในห้องไม่มีโซฟาหรือเฟอร์นิเจอร์เพราะถึงมีไปก็ไม่มีใครมาหาอยู่ดี


ผมเป็นพวกชอบเปิดแอร์แต่ไม่ชอบความหนาว


อาจฟังดูแปลกซึ่งก็ใช่


ทุกครั้งที่เปิดแอร์ ความเย็นยะเยือกจะเข้ามาเกาะผิวหน้าจนรู้สึกได้ถึงอาการสั่นเล็กๆ คล้ายจะเป็นเครื่องยืนยันว่าตอนนี้ผมยังมีชีวิต แต่เพราะไม่ชอบความหนาวเลยมักจะห่มผ้าเสมอไม่ว่าจะเดินไปส่วนไหนของห้อง


ความจริงมันอาจเป็นเพราะชุดนอนที่ใส่เป็นเพียงเสื้อคอกลมบางๆ และกางเกงขาสั้นทำให้รู้สึกหนาวกว่าปกติก็เป็นได้


เอาเถอะ


จะยังไงก็ช่าง


ประตูตู้เย็นสีเงินเปิดอ้าออกเพื่อหาของกินที่เหลืออยู่ไม่มาก ในตู้ส่วนมากจะเป็นน้ำเปล่าและอาหารแช่แข็งหรือพวกของที่หยิบกินได้เลยอย่างขนมหวาน


“พุดดิ้งหมดแล้วเหรอเนี่ย” จำได้ว่าน่าจะยังเหลืออยู่อันอันนี่นา


หรือเผลอกินไปเมื่อวันก่อนกันนะ


“...ไม่อยากกินข้าวเลยแฮะ” ผมถอนหายใจเมื่อมองไปยังถาดอาหารแช่แข็งตรงกลางชั้นที่ถูกปรับให้มีความเย็นระดับเดียวกับช่องแข็ง


ผมเป็นคนไม่ชอบกินพวกข้าวสักเท่าไหร่ ปกติถ้าไม่จวนจริงๆ ก็จะอาศัยกินพวกของหวานซะมากกว่า ให้พลังงานดีกว่าข้าวเยอะ...สำหรับผมน่ะนะ แต่เมื่อไม่มีทางเลือกผมก็หยิบอาหารแช่แข็งไปเวฟยังไมโครเวฟข้างๆ


เสียงท้องร้องยังคงแผดเสียงไม่เกรงใจเจ้าของร่างอย่างผมที่ยังง่วงนอนอยู่ เมื่อคืนกว่าจะเสร็จงานแล้วกลับมาถึงนี่ก็ปาเข้าไปเกือบตี 3 ทั้งที่เป็นแบบนั้นยังต้องมาตื่นตั้งแต่ยังไม่ 8 โมงเพราะท้องดันร้องซะได้


“รีบกินแล้วไปนอนต่อดีกว่า” บอกตัวเองเสร็จก็หยิบอาหารแช่แข็งในไมโครเวฟออกมานั่งกินยังโต๊ะคอมพิวเตอร์


ระหว่างกินมื้อเช้าผมก็เปิดคอมเข้าไปดูเมลที่มีข้อความใหม่ถูกส่งมาโดยมีหัวข้อคือแจ้งโอนเงิน ทันทีที่คลิ๊กเข้าไปดูก็เจอกับไฟล์แนบซึ่งก็คือสลิบโอนเงินค่าแรงของงานเมื่อคืนถูกส่งมาให้เรียบร้อยแล้ว


“โอนเร็วแบบนี้สิน่าทำงานให้” ผมยิ้มบางๆ กับภาพสลิปตรงหน้า


อย่างที่เคยบอกไปว่างานผมทำผ่านอินเตอร์เน็ตดังนั้นการจ่ายค่าบริการก็ต้องส่งมายืนยันที่เมลเช่นกัน การทำงานผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตอาจดูเหมือนสามารถติดตามง่ายแต่นั่นก็เป็นความคิดของพวกที่ไม่รู้ทริคว่าการทำให้อีกฝ่ายไม่รู้ที่อยู่เรามันง่ายขนาดไหน เรียกว่าง่ายกว่าการให้อีกฝ่ายทิ้งเงินไว้ตามสถานที่นัดหมายซะอีกเพราะไม่ต้องมาคอยสังเกตดูลาดราวว่ามีคนคอยมองอยู่ตรงไหนบ้าง


“ง่วง หนาว...อยากเข้าห้องน้ำด้วย” ยิ่งมีหลายอย่างในหัวก็ยิ่งพานให้ร่างกายไม่อยากขยับออกจากเก้าอี้


อยากจะหลับไปทั้งๆ แบบนี้จัง


ไม่ได้สิ บนเตียงหลับสบายกว่า


นี่ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำก่อนใช่ไหมถึงจะได้นอน


แม้จะมีคำบ่นอยู่มากมายแต่ผมก็จำต้องค่อยๆ ลุกขึ้นเดินไปเข้าห้องน้ำก่อนจะเดินกลับไปยังเตียงแล้วคว้าผ้านวมมาคลุมตัวพร้อมกับเข้าสู่ห้วงนิทราอีกรอบ


การนอนให้เต็มที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำงานให้สำเร็จ งานของผมส่วนมากจะลงมือช่วงกลางคืนทำให้ตลอดเช้าและบ่ายผมมักจะหมกตัวนอนอยู่บนเตียง ช่วงเวลาที่ผมจะตื่นเต็มตาคือช่วงบ่าย 2 เป็นต้นไป อย่างวันนี้เองผมก็ลุกขึ้นมาพลางบิดขี้เกียจด้วยท่าทางสดชื่นผิดจากเมื่อเช้าราวกับคนละคน


นอนเต็มอิ่มนี่สุดยอด


“อยากกินพุดดิ้งชะมัด” น่าแปลกที่พอรู้ว่าในตู้เย็นหมดแล้วความรู้สึกอยากกินกลับยิ่งมีมากขึ้น


สงสัยคงต้องไปซื้อซะแล้ว


การตัดใจนั้นนำพาผมออกมาจากห้องบนชั้น 3 ของคอนโดตรงไปยังร้านขนมหวานเจ้าประจำที่เต็มไปด้วยคนพลุกพล่านทั้งที่ยังไม่ถึงช่วงเลิกงาน  ผมเดินเข้าร้านในสภาพที่ปลอมตัวเป็นชายหนุ่มแนวเรียบร้อยผมสีน้ำตาลแดงพลางส่งยิ้มไปให้เหล่าหญิงสาวที่หันมามองทางผมด้วยความสนใจ


คงเป็นเรื่องแปลกละมั้งที่ผู้ชายชอบกินขนมหวาน


ทุกครั้งผมจะปลอมตัวเวลาออกไปข้างนอกเพื่อกันไม่ให้ใครรู้ถึงตัวจริง แน่นอนว่าผมไม่ทำเรื่องน่าสงสัยอย่างการปลอมตัวออกจากคอนโดเพราะมีกล้องวงจรปิดอยู่ขืนเห็นว่าเจ้าของห้องออกมาใสภาพไม่เหมือนกันในแต่ละวันคงน่าสงสัยพอดู เพราะงั้นผมเลยมักจะใช้คาแร็กเตอร์เดิมในการพาตัวเองเข้าออกคอนโดนแล้วค่อยไปปลอมตัวต่อในสถานที่ปลอดคนอีกที


พุดดิ้งรสออริจินอลบนชั้นหายเกลี้ยงในพริบตาที่ผมเดินผ่านเช่นเดียวกับแยมโรและพายสตอเบอรี่ ผมชอบร้านนี้เพราะนอกจากขนมจะรสชาติอร่อยแต่ยังมีขนมให้เลือกมากกว่าร้านอื่นอีก


“วันนี้มีเมนูพิเศษชีสเค้กนมฮอกไกโดไม่ทราบว่าจะรับเพิ่มไหมคะ” พนักงานสาวสาวเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มการค้า


“ครับ” ผมพยักหน้าด้วยใบหน้านิ่งๆ ทว่าในใจนั้นกำลังยิ้ม


ร้านนี้มักจะมีเมนูพิเศษประจำวันให้ลูกค้าเสมอ และหนึ่งในเมนูพิเศษที่ผมชื่นชอบที่สุดก็คือชีสเค้กนมฮอกไกโดนี่แหละ ด้วยสัมผัสอันนุ่มฟูของเนื้อเค้กแสนยืดหยุ่นประสานกับครีมนมฮอกไกโดเนื้อเนียนได้อย่างลงตัว


จะให้กินทั้งเดือนก็ยังไหว


“รับกี่ชิ้นดีคะ”


“7 ไม่สิ 10 ชิ้นครับ” ความจริงอยากเหมาหมดแต่ตู้แช่คงไม่พอแถมขนมเองก็อยู่ได้ไม่นานเท่าไหร่ด้วย


“ค่ะ ทั้งหมดราคา...” คิดเงินเรียบร้อยผมก็กลับคอนโดด้วยอารมณ์สดใส


วันนี้จะได้กินชีสเค้กเป็นมื้อเย็น


ไม่มีอะไรดีกว่านี้อีกแล้ว


โต๊ะกินอาหารของผมคือหน้าคอมพิวเตอร์ระหว่างกินชีสเค้กผมก็เปิดเมลขึ้นมาดูอีกรอบปรากฏว่ามีข้อความใหม่เข้ามา พอลองกฎเข้าดูก็เป็นเหมือนที่คาดไว้


“มีงานติดๆ กันเลย...ครั้งนี้เป้าหมายคือใครล่ะ” ผมพึมพำพร้อมเปิดดูไฟล์ภาพหน้าตาของเป้าหมายที่ส่งแนบมาให้ มืออีกข้างที่กำลังตักชีสเค้กเข้าปากถึงกับชะงักเมื่อเห็นภาพเป้าหมายคนต่อไปชัดๆ เส้นผมสีน้ำตาลถูกจัดแต่งอย่างดูดีเช่นเดียวกับดวงตาเรียวสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบทองและจมูกโด่งเป็นสันราวกับภาพวาดของจิตกรชื่อดัง


อาการชะงักที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะความหล่อของคนในรูปแต่เป็นเพราะคนในรูปนั้นเป็นถึงผู้มีอิทธิพลอันดับต้นๆ ของประเทศ ไม่สิ อาจเป็นลำดับต้นๆ ของโลกเลยก็ได้ หนึ่งใน 3 เสาหลักหรือสามคานผู้ขับเคลื่อนประเทศนี้


“ฮาเซล กอนซาเลซ” ไม่จำเป็นต้องเปิดข้อมูลของเป้าหมายผมก็รู้ได้ทันทีว่าเขาเป็นใคร


บุคคลที่ได้ชื่อว่าอันตรายและไม่ควรเข้าไปยุ่งด้วยมากที่สุดไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม


เรื่องของฮาเซล กอนซาเลซผมเคยได้ยินผ่านหูหลายต่อหลายครั้งถึงไม่อยากก็พลอยจำได้โดยไม่รู้ตัว เบื้องหน้าเป็นจ้าของอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ทั้งภายในประเทศและนอกประเทศรวมถึงเข้าของคลับหรูระดับไฮโซหรือพวกมีเงินถึง ทว่าเบื้องหลังนั้นเป็นผู้ปล่อยเงินกู้รายใหญ่และเป็นตัวกลางในการซื้อขายอาวุธตัวเบ้ง ภาษาบ้านๆ ก็คือยากูซ่าไม่ก็มาเฟียดีๆ นี่เอง


“งานยากมาแล้วไง”


ฮาเซล กอนซาเลซไม่ใช่คนที่จะจัดการได้ง่ายๆ แค่บอดี้การ์ดรอบตัวก็เป็นสิบคนแล้วการจะให้เข้าประชิดแล้วจัดการไม่ใช่เรื่องง่าย


“ฮื้ม?...” ไฟล์ข้อมูลของการว่าจ้างทำเอาผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อภายในมีข้อมูลว่าวันที่ 14 ฮาเซล กอนซาเลซจะเดินทางส่วนตัวด้วยรถยนต์ในช่วงบ่ายและมีบอดี้การ์ดคุ้มกันเพียง 4 คนเท่านั้น


อะไร


ทำไมลางสังหรณ์ผมมันบอกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลล่ะ


ข้อมูลระดับลึกนี่ไม่น่าจะถูกปล่อยมาให้รู้ได้ง่ายๆ แต่ทำไมถึง...


หรือว่าผู้ว่าจ้างจะเป็นคนใน


“เอายังดีนะ...จะรับหรือไม่รับ” ระหว่างตัดสินใจชีสเค้กด้านข้างก็หมดไปอีกชิ้น


ถึงผมจะทำงานแนวนี้ก็ใช่ว่าจะรับทุกงาน งานไหนคิดว่าเสี่ยงเกินไปก็จะปฏิเสธไปและถ้างานไหนรับทำก็จะตอบตกลงกลับไปทางเมลเป็นการยืนยัน


ส่วนตัวผมค่อนข้างเชื่อในลางสังหรณ์ของตัวเองว่ามันต้องมีอะไรบางอย่าง แต่การที่อีกฝ่ายจะลดการป้องกันลงจนเหลือบอดี้การ์ดแค่ 4 คนนี่ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ เป็นโอกาสที่ไม่รู้ว่าจะมีอีกไหม


“ลองดูก็ไม่เสียหาย” อย่างมากก็แค่ตาย


ไม่ได้มากมายอะไรเลย


ในเมื่อมีโอกาสก็ขอลองสักหน่อย


อีกอย่างอยากเจอตัวจริงอยู่สักครั้ง...


ฮาเซล กอนซาเลซ


ก่อนจะถึงวันลงมือการมาสำรวจสถานที่ถือเป็นหลักพื้นฐาน สถานที่ที่ว่าคือบริเวณลานจอดรถของคอนโดหรูใจกลางเมืองซึ่งเจ้าของก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเป้าหมายในการลอบฆ่าในครั้งนี้ จากข้อมูลที่รวบรวมมาเหมือนคอนโดนี้จะเป็นที่อยู่ปัจจุบัน


ก็ไม่แน่ว่ามันอาจเป็นข้อมูลเท็จ


ในยุคนี้แค่การปล่อยข่าวลวงมันทำได้ง่ายสุดๆ เพราะงั้นเลยเชื่อในข้อมูลได้เพียงครึ่งเดียว เรื่องแปลกๆ ที่เจอมีเพียงคอนโดนี้เหมือนจะไม่มียามรักษาความปลอดภัยมากนัก เท่าที่เห็นผลัดกันเดินมาก็ 4 คนซึ่งเรียกว่าน้อยจนน่าสงสัย


ไม่แน่ว่าการักษาความปลอดภัยหลักๆ อาจเป็นในตัวอาคาร


“โอเค สำรวจเรียบร้อย” พื้นที่ทุกอย่างเป็นไปตามคาดเลยไม่มีการเปลี่ยนแผนในวันจริง ที่เหลือก็แค่การปลอมตัวและแสดงละครให้สมบทบาท


เรื่องพวกนี้ผมค่อนข้างมั่นใจว่าจะทำได้ดีเพราะมันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปแล้ว การปลอมตัวเองเป็นหนึ่งในทักษะแรกๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในการทำงาน ไม่อยากคุยหรอกนะว่าผมสามารถปลอมได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย


จริงอยู่ที่รูปร่างอาจไม่ได้ตัวเล็ก หน้าหวาน ตาโตแต่ผู้หญิงก็ใช่ว่าจะเป็นแบบนั้นหมด ด้วยรูปร่างโปร่งออกเพรียวทำให้ง่ายต่อการปลอมไม่ว่าจะหญิงหรือชาย เป็นข้อดีในไม่กี่อย่างที่มี


วันลงมือผมสวมเสื้อคอกว้างสีฟ้ากับกระโปรงพองๆ สีขาว วิกผมยาวสีน้ำตาลอ่อนดัดเป็นลอนเล็กน้อยถูกเลือกมาสวมให้เหมาะกับบุคลิกของสาวหวานในวันนี้


“เอาล่ะ” เมื่อใส่คอนแทคเลนส์สีเทาและแว่นตากรอบขาวทุกอย่างก็เรียบร้อย


เวลาที่เป้าหมายจะมาถึงคือบ่ายสองครึ่งผมเลยมาเตรียมตัวรอก่อนเวลาครึ่งชั่วโมงโดยการนั่งรอยังร้านคาเฟ่ฝั่งตรงข้ามของคอนโด เมื่อใกล้ได้เวลาผมก็เดินข้ามถนนไปยังฝั่งคอนโดในขณะที่รถสีดำเงากำลังแล่นเข้าไปยังลานจอดรถ


ผมแกล้งทำเป็นเดินโซเซก่อนจะล้มลงขวางหน้ารถสีดำเงาที่เหยียบเบรกจนมิด ทั้งร่างทรุดลงราบกับพื้นท่ามกลางเสียงเปิดประตูรถออกด้วยความตื่นตกใจ


“คุณๆ เป็นอะไรไหม” หนึ่งในบอดี้การ์ดลงจากรถมาดูผมด้วยใบหน้าร้อนรน


คาดไว้อยู่แล้วว่าเป้าหมายคงไม่ลงมาเองแน่


“อึก...เจ็บ! เจ็บหน้าอก” ผมบีบเสียงด้วยท่าทางทุรนทุราย มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาขย้ำเสื้อบริเวณหน้าอกเพื่อเพิ่มความสมจริง


“ทำใจดีๆ ไว้...”


“เกิดอะไรขึ้น” เสียงทุ้มอันทรงเสน่ห์ดังขึ้นท่ามกลางเสียงร้อนรนของบอดี้การ์ด


เสียงแบบนี้...ถึงจะไม่เคยได้ยินแต่สัมผัสได้ว่าเป็นใคร


มาแล้วสินะ


ฮาเซล กอนซาเลซ


“เหมือนเธอจะเจ็บหน้าอกครับ” บอดี้การ์ดคนเดิมรายงานโดยที่มีบอดี้การ์ดอีกคนเข้ามาพยุงร่างผมที่ยังคงส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวด


“เดี๋ยวจะพาไปโรงพยาบาล” ฮาเซลคุกเข่าลงพลางช่วยพยุงผมให้ลุกขึ้นพร้อมกับบอดี้อีกคน


“เจ็บจัง...” ผมอาศัยจังหวะเหมาะทำทีเป็นเจ็บแล้วเซเข้าหาเป้าหมาย มือข้างหนึ่งกำเสื้อนอกอีกฝ่ายไว้แน่นราวกับกำลังต่อสู้กับความเจ็บปวดทว่าอีกมีกลับขยับมีดที่อยู่ในเสื้อแขนยาวให้ออกมาพร้อมใช้งาน


ประมาทกว่าที่คิดแฮะ


ไม่คิดว่ามุกนี้จะใช้ได้เลยเตรียมแผนสำรองไว้สองสามแผนแท้ๆ


โทษความประมาทของตัวเองละกันนะ


“ฉันน่าจะเจ็บกว่านะถ้าเธอใช้มีดนั่นน่ะ” เสียงทุ้มกระซิบข้างใบหูพร้อมกับมือข้างที่มีมีดถูกจับและบิดจนมีดด้ามเงินล่วงลงสู่พื้น


“บอส!!” เหล่าบอดี้การ์ดต่างเข้ามาจับตัวผมให้แยกออกจากบอสของตัวเอง


ร่างผมถูกกดลงกับพื้นด้วยฝีมือของบอดี้การ์ด 2 คนโดยปราศจากแรงต่อต้านเพราะในหัวผมตอนนี้กำลังคิดวิเคราะห์เหตุการณ์เมื่อครู่อยู่ ประโยคที่ได้ยินนั่นราวกับจะบอกว่ารู้ดีว่าผมจะมาลงมือ


มีคนไปบอก ไม่สิ ที่ถูกน่าจะเป็น...


“คนที่ว่าจ้างคือคุณงั้นเหรอ?!” ผมเงยหน้าสบกับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบทองด้วยความหงุดหงิดที่ใกล้จะปะทุเต็มที


“ฟังแค่ประโยคเดียวรู้ได้ขนาดนี้เชียว ไม่คิดว่ามีใครมาบอกฉันเรื่องของเธอรึไง” อีกฝ่ายก้มหน้าลงมาถามด้วยรอยยิ้ม


“ไม่คิด”


“อะไรที่ทำให้ไม่คิดล่ะ”


“สงสัยตั้งแต่แรกที่รับทำงานแล้วว่าทำไมถึงได้มีข้อมูลเจาะลึกถึงขนาดจำนวนบอดี้การ์ดของวันนั้นๆ แถมยังมีกำหนดเวลาเดินทางมาให้อีก อีกอย่างจำนวนยามที่นี่มันน้อยเกินกว่าจะบอกว่าไม่มีเงินจ้าง!” ถ้าให้เดาคงถูกจัดฉากเพื่อล่อให้ผมมา


บ้าจริงเชียวดันถูกตลบหลังง่ายๆ ซะได้


“ประชดกันน่าดูเลยนะ”


“ต้องการอะไร” ผมไม่มีอารมณ์มาต่อปากต่อคำหรอกนะ


การที่ล่อผมออกมาแบบนี้ต้องการอะไรกันแน่


เรื่องนี้เท่านั้นที่คิดยังไงก็คิดไม่ออก


“เป็นผู้หญิงอย่างทำหน้าโหดขนาดนั้นสิ”


“ผู้หญิง? นี่คุณจะบ้าก็ให้มีขอบเขตหน่อยผู้หญิงที่ไหนจะเสียงต่ำขนาดนี้” ไม่คิดว่าจะบ้าถึงขนาดแยกเพศไม่ออก


“ก็ไม่ได้ต่ำมากนี่ จะบอกว่าไม่ใช่ผู้หญิงทั้งที่ใส่กระโปรงแถมผมยาว?”


“มันเป็นการปลอมตัวหรอก!” นี่ผมต้องมาบอกเรื่องพวกนี้เพื่ออะไรเนี่ย


“...เป็นผู้ชายที่แต่งหญิงออกมาได้ไม่ขัดเลย” ระหว่างพูดก็เอื้อมมือมาลูบใบหน้าผมเบาๆ ความร้อนจากฝ่ามือทำเอาสะบัดหน้าหนีแทบไม่ทัน


“สรุปต้องการอะไร” ผมถามย้ำอีกรอบ


“เห็นว่าเป็นนักฆ่าที่มีฝีมือแต่ไม่มีใครเคยเห็นตัวจริง ฉันเลยอยากเจอ”


“ว่างนักรึไง!” ผมสวนกลับด้วยความโมโห


จ้างให้คนมาลอบฆ่าตัวเองเพียงเพราะอยากเจอตัวจริงเนี่ยนะ


นอกจากว่างแล้วแถมคำว่าบ้าให้ด้วยละกัน


“ก็ไม่ว่างหรอก”


“งั้นพอใจแล้วสินะ” ได้เจอสมใจแล้วนี่


“อืม...แต่ไม่คิดว่านักฆ่าที่ได้ชื่อว่ายมทูตแห่งความตายจะหมดท่าได้ง่ายขนาดนี้หรือว่าฉันส่งไปผิดเมล” คำพูดเหยียดหยามนั่นถ้าเป็นปกติผมคงทำนิ่งและปล่อยให้อีกฝ่ายพล่ามจนกว่าจะพอใจเพราะนักฆ่าจะไม่อวดฝีมือตัวเองเพราะคำยั่วยุ


แต่ตอนนี้ผมกำลังโดนอารมณ์เข้าครอบงำ


“หมดท่า...หมายถึงใครกัน”


“ก็หมายถึงเธอที่ถูกบอดี้การ์ดฉันกดอยู่ไง”


“ขอแก้หน่อย ไม่ใช่ถูกกดอยู่แต่ยอมให้กดอยู่ต่างหาก” ผมแก้คำพูดให้ถูกพร้อมกับอาศัยจังหวะที่บอดี้การ์ดทั้งคู่กำลังผ่อนแรงใช้หัวโขกจนคนหนึ่งปล่อยมือที่กดไว้แล้วใช้ขาถีบอีกคนจนกระเด็นในจังหวะเดียวกันก็คว้าปืนทั้งสองกระบอกจ่อไปยังฮาเซล กอนซาเลซ


“คิดจะยิง?”


“หึ...ก็อยากอยู่แต่ถึงยิงไปก็ไม่ได้เงินอยู่ดี”


“งั้นจะทำยังไงต่อ” อีกฝ่ายังคงถามด้วยรอยยิ้มราวกับไม่กลัวว่าผมจะลั่นไกปืนสักนิด


ผมเกลียดคนแบบนี้ ทั้งน่าโมโหและชวนให้อารมณ์เสีย


“จะกลับ”


“ให้ไปส่งไหม”


“ไปตายซะ!” ผมตะโกนใส่อีกฝ่ายด้วยความหงุดหงิด


“ใจร้ายจัง”


“บอกให้บอดี้การ์ดอีกสองคนวางปืนซะไม่งั้นผมยิงแน่” ผมบอกพลางชายตามองบอดี้การ์ดด้านหลังที่หันปืนมาทางผม


“ไหนบอกว่าจะไม่ยิงไง”


“ไม่ได้ยิงคุณแต่เป็นพวกเขาต่างหาก” เป้าของปืนกระบอกหนึ่งเล็งไปยังบอดี้การ์ดตรงหน้าส่วนอีกกระบอกก็เล็งไปยังบอกดีการ์ดบนพื้นที่ทำท่าเหมือนจะพุ่งเข้าใส่ผม


“มั่นใจว่าจะชนะได้เหรอ 1 ต่อ 4 น่ะ”


“แน่นอน” แค่ 4 คน


จัดการได้อยู่แล้ว


“ฉันชอบความมั่นใจของเธอ”


“จะให้ถอดกางเกงให้ดูเลยไหมถึงจะเลิกเรียกว่าเธอสักที!” ผมเริ่มหงุดหงิดกับการถูกกวนแล้วนะ


“จะถอดให้ดู? ขอหยิบโทรศัพท์ถ่ายเก็บไว้ได้ไหม”


“โรคจิต!” ไม่มีคำไหนเหมาะไปมากกว่านี้อีกแล้ว


“ห้ามยิง แล้วก็ไม่ต้องขยับด้วย” ฮาเซลออกคำสั่งกับบอดี้การ์ดทั้ง 4 คนของตัวเอง


“คืนให้” ผมโยนปืนทั้งสองกระบอกลงบนพื้นพร้อมกับสบตากับฮาเซลอย่างหาเรื่อง อารมณ์ในตอนนี้ถ้าได้เตะอีกฝ่ายสักทีคงจะช่วยได้เยอะ


“ไปกินมื้อเย็นกันหน่อยไหม”


“ไม่” คำตอบไม่จำเป็นต้องคิดสักนิด


ผมอยากรีบออกจากบริเวณนี้เต็มทีแล้ว


“ไว้เจอกันใหม่” อีกฝ่ายังคงพูดด้วยน้ำเสียงปกติไม่มีท่าทีจะโกรธกับการกวนของผมเลย


ยิ่งทำให้หงุดหงิดเข้าไปใหญ่


“ไม่” ตอบเสร็จก็หันหลังเดินข้ามถนนไปอีกฝั่ง


ผมไม่คิดว่าจะถูกปล่อยไปง่ายๆ จึงระวังตัวอยู่ตลอด ในเสื้อผมเองก็มีปืนอยู่แต่การจะเอามายิงในสถานที่แบบนี้คงไม่เหมาะเพราะงั้นถ้าอีกฝ่ายไม่เข้ามาผมก็ไม่คิดจะทำอะไรมากไปกว่านี้หรอก


“เดี๋ยว” เสียงทุ้มออกแนวเจ้าเล่ห์เรียก


“...” แต่มีเหรอที่ผมจะหยุดเดินแล้วหันกลับไปพร้อมถามว่ามีอะไรเหรอ


ฝันไปเถอะ


“คราวหน้าบอกชื่อกันด้วยล่ะ!” เหมือนจะรู้ว่าผมไม่คิดจะพูดด้วยเลยตะโกนเสียงดังให้ได้ยิน


คำพูดนั่นทำให้ผมกำมือแน่นอย่างข่มอารมณ์ไม่ให้หยิบปืนยิงเข้าหน้าผากอีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอดแต่ถ้าไม่ตอบโต้อะไรไปเลยมันก็หงุดหงิด เพราะงั้นเลยหันกลับไปชี้หน้าฮาเซล กอนซาเลซพร้อมเสียงตะโกนลั่น...


“ไม่!!!”

...........................................

มาต่อกับตอนแรกขอเรื่องค่ะ

มาเร็วหน่อย อยากให้ทุกคนได้เห็นพระเอก 555

เรื่องนี้พูดเลยว่าพระเอกและนายเอกไม่มีใครยอมใคร

เป็นแนวที่อยากแต่งมานานแต่ยังไม่มีโอกาสสักที ดีใจที่ในที่สุดก็สามารถแต่งออกมาได้

มารอลุ้นกันว่าทั้งคู่จะได้เจอกันอีกในสถานการณ์ไหน

ขอฝากผลงานเรื่องใหม่ของเราด้วยน้าาา

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
เรื่องใหม่ ลุ้น ๆ  :hao3:

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1066
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
 :pig4: :pig4: :pig4:
ทำไมพระเอกปล่อยไปง่ายจังหรือว่าค่อยแอบตามติดที่หลัง

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
✖`·»เสี่ยงรัก«·´✖ วันที่2




ขอมอบสามคำให้กับงานครั้งล่าสุดนี้...


หงุด หงิด มาก!


ขนาดผ่านมาหลายวันความหงุดหงิดก็ยังคงคลุกกรุ่นอยู่ภายในอก ภายในสมองผมกำลังรู้สึกผิดกับตัวเองที่ไม่ต่อยหรือเตะอีกฝ่ายไปสักทีสองที ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีอารมณ์อยากซ้อมใครมากขนาดนี้


“อย่าได้เจอกันอีกเลยชั่วชีวิต!” และต่อให้เจออย่าหวังว่าผมจะเข้าไปยุ่งด้วยอีก


แค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว


เหมือนร่างกายจะรับไม่ไหว...ผมไม่ใช่พวกชอบคุยนัก นับครั้งได้เลยกับการพูดคุยกับใครสักคนยกเว้นพนักงานร้านขนม กับฮาเซล กอนซาเลซเป็นหนึ่งในคนที่ผมคุยด้วยมากที่สุด


เพียงแค่ชื่อนี้ผุดขึ้นมาขาขวาก็ฟาดลงบนเตียงอย่างแรงแทนการระบายอารมณ์


ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงหงุดหงิดได้ขนาดนี้


ให้ตายสิ


น่ารำคาญ!


แม้ผ่านมาตั้งหลายอาทิตย์แล้วทั้งคำพูดและรอยยิ้มนั่นยังคงวนเวียนราวกับภาพย้อนอดีตที่ฉายซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่มีวันหยุด


“โอ้ย...” ผมใช้มือขยี้เส้นผมสีดำจริงๆ ของตัวเองพลางทิ้งตัวหงายหลังนอนราบลงบนเตียง


ดวงตาสีแปลกเงยหน้าขึ้นมองเพดาน เวลาอยู่ในห้องผมไม่ปลอมตัวแต่จะอยู่ในสภาพจริงๆ ของตัวเองที่ไม่มีใครเคยเห็น แม้จะถูกฮาเซลเจอตัวแต่ก็เท่านั้นเขาไม่มีทางสืบมาถึงตัวผมได้เพราะนอกจากจะรู้ว่าผมเป็นผู้ชายแล้วก็ไม่มีเบาะแสอย่างอื่นอีก ทั้งเส้นผมหรือแม้แต่สีตาเองก็ล้วนเป็นของปลอมหมด


ช่วงหลายอาทิตย์นี่ไม่มีงานเข้ามาทำให้นั่งว่างอยู่ในห้องจนรู้สึกเบื่อแถมร่างกายก็เริ่มฝืดเลยจำเป็นต้องไปออกกำลังสักหน่อย ความจริงผมก็ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำอยู่แล้วเพราะการจะจัดการใครสักคนนั้นกำลังเป็นสิ่งสำคัญ ถึงการลอบฆ่าความสามารถในการตั้งรับจะไม่จำเป็นนักแต่มันก็ช่วยได้มากเวลาเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน


ยามพระอาทิตย์ตกดินเป็นเวลาที่ผมชอบมาที่สุด แสงสีส้มแดงส่องสว่างแยงตาราวกับจะทำลายผู้เพ่งมองทว่าความร้อนแรงนั่นกลับงดงามจนแทบละสายตาไม่ได้


“โอ๊ะ...งานใหม่เหรอ” ผมพึมพำระหว่างกดเข้าไปดูเนื้อหาในเมลฉบับใหม่


ไฟล์รูปภาพและข้อมูลของงานถูกไล่อ่านโดยละเอียดทุกบรรทัดเพื่อไม่ให้ตกหล่นแม้แต่คำเดียว งานในครั้งนี้คือการลอบสังหารหนึ่งในแกนนำต่อต้านรัฐบาลซึ่งเป็นที่รู้กันในวงกว้างว่านอกจากจะเป็นตาแก่กินเงินประชาชนแล้วยังแอบทำผิดกฎหมายหลายอย่าง


เท่าที่ผมรู้ก็ข่มขืนและค้ายา


คนแบบนี้เป็นเป้าการแก้แค้นได้ง่าย


และยังเป็นเป้าหมายที่ฆ่าได้ไม่ยากด้วย


ผู้ว่าจ้างถึงจะไม่รู้ว่าเป็นใครแต่เดาได้ว่าเป็นหนึ่งในเหยื่อที่ถูกกระทำแน่ เนื้อหาช่วงสุดท้ายถามถึงจำนวนเงินของงานว่าแค่นี้พอไหม ราคาของแต่ละงานผมไม่ได้ตั้งไว้ว่าต้องเท่าไหร่ ให้เท่าไหร่ผมก็เอาเท่านั้นไม่มีการต่อรองหรือขอเพิ่ม ยังไงผู้ว่าจ้างส่วนมากมักจะให้จำนวนมหาศาลขนาดเหมาซื้อของหวานกินได้ไม่อั้นไปได้เกือบปี


“ตกลงรับงาน” มือข้างหนึ่งพิมพ์ตอบเมลกลับไปส่วนอีกข้างก็ตักพุดดิ้งสีเหลืองอร่ามเข้าปาก


ระยะเวลาในการทำงานแต่ละครั้งนั้นไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง ครั้งนี้เองคงใช้เวลานานเนื่องจากเป้าหมายเป็นพวกมีคนคุ้มกับแน่นหนายิ่งกว่าประธานาธิบดีซะอีก ไม่แน่อาจรู้ว่ามีเรื่องอะไรให้คนอยากเอาคืนเลยต้องเตรียมรับมือให้พร้อมไว้ แต่ถึงจะรับมือให้พร้อมยังไงมันก็ต้องมีสักวันที่การป้องกันนั่นอ่อนลงโดนเฉพาะกับพวกหื่นกาม


ทุกๆ เดือนจะมีสองถึงสามวันที่เป้าหมายจะเข้าไปหาเหยื่อในสถานบันเทิงซึ่งผมตรวจสอบวันเหล่านั้นไว้เรียบร้อยหมดแล้ว ไม่เพียงแค่วันแต่สเปกของเป้าหมายผมก็หามาได้


“ผู้หญิงหน้าตาน่ารัก มีความมั่นใจออกแรงนิดๆ หน้าอกใหญ่ ผมยาวตรงสีดำ...ช่างเลือกจริงนะ” ผมพึมพำระหว่างใส่วิกผมสีดำยาวสลวยและเสริมหน้าอกให้นูนขึ้น ชุดในวันนี้เน้นเซ็กซี่อย่างสายเดี่ยวสีดำเสื้อคลุมสีขาวบางและกระโปรงบานสีเทาพร้อมด้วยกำไลและสร้อยคอพองามเป็นอันเสร็จ


สถานบันเทิงใจกลางเมืองเป็นทั้งคลับและโรงแรมรวมกัน พอตกเหยื่อได้ก็พาขึ้นโรงแรมได้ทันที ไม่มีอะไรง่ายไปกว่านี้อีกแล้ว
คลับแห่งนี้ไม่ใช่คลับไฮโซอย่างของฮาเซลทำให้มีคนธรรมดาเข้าใช้บริการจำนวนมากผมเลยตีเนียนเข้าไปด้านในได้ไม่ยาก อาจดูเข้าไม่ยากแต่ระบบรักษาความปลอดที่นี่อยู่ในเกณฑ์ดีแถมโรงแรมชั้นบนนั้นยังมีรีวิวว่าหรูหราสมราคา ความมืด แสงสีและเสียงเพลงดังกระห่มตั้งแต่ด้านนอกจนถึงด้านใน โซนเป้าหมายของผมคือโซวีไอพีลึกเข้าไปด้านใน


ความยากอยู่ที่จะเข้าไปได้ยังไง


แน่นอนว่าผมไม่ได้เข้ามาโดยไม่ได้วางแผนไว้ การจะเข้าไปโซนวีไอพีก็ง่ายๆ แค่หาคนระดับนั้นแล้วพาเข้าไปก็พอ


ผมเดินไปเรื่อยๆ พลางใช้หางตามองรอบๆ ห้องเพื่อหาใครสักคนที่สามารถพาผมเข้าไปได้ ทุกย่างก้าวมีสายตาของผู้ชายหลายคู่จับจ้องมาแสดงความอยากรู้จักเต็มแก่


ไม่มีเวลาเล่นด้วยหรอกนะ...โทษทีละกัน


หมับ!


ทันทีที่ข้อมือถูกคว้าผมก็ใช้ศอกกระแทกไปด้านหลังตามสัญชาตญาณทว่ากลับถูกหยุดไว้ได้แถมยังดึงแขนผมแรงๆ จนร่างกายเซไปประชิดตัวอีกฝ่าย


“มีอะไรให้ช่วยไหม” น้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์กระซิบข้างใบหูด้วยเสียงเบาหวิวให้ได้ยินเพียงสองคน เสียงแบบนี้ถึงอยากลืมก็ลืมไปลง


“...ฮาเซล กอนซาเลซ” ผมหันกลับไปมองอีกฝ่ายพร้อมพึมพำเสียงเข้มหมดมาดหญิงสาวที่ปลอมตัวอยู่


“ดีใจที่ยังจำกันได้”


“ทำไมถึงรู้ได้” ผมถามออกไปตามตรง การปลอมตัวในครั้งนี้ต่างจากตอนไปเจอเขาก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิงทั้งสีผมหรือสีตา ดังนั้นผมเลยไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้จำผมได้


“เซ้นมั้ง”


“ปล่อย!” ผมไม่คิดจะคุยด้วยไปนานกว่านี้หรอกนะ


“ฉันพาเข้าโซนวีไอพีได้นะ”


“...” ผมเงียบลงเมื่อได้ยินคำพูดราวกับล่วงรู้ถึงทุกอย่าง


อย่าบอกนะว่าถูกหลอกให้มาอีกแล้วน่ะ


“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ แค่เห็นเธอเดินมองซ้ายขวาเหมือนหาใครก็เลยเดาเอาแค่นั้น”


“ตามผมมารึไง”


“ถ้าบอกว่าใช่จะดีใจรึเปล่าล่ะ”


“ไม่มีทาง” ผมตอบเสียงห้วน


“แค่ล้อเล่นน่า อยากเข้าไปข้างในไม่ใช่เหรอ”


“...เข้าไปแล้วก็เลิกตามด้วย” ผมครุ่นคิดสักพักก่อนจะตอบกลับไป


ไหนๆ ก็มีคนพาเข้าไม่ควรจะเรื่องมาก


รีบจัดการให้เสร็จเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี


“ดื่มด้วยกันสักแก้วเถอะ ไม่งั้นเดี๋ยวถูกสงสัยเอาหรอก” ฮาเซลบอกพร้อมพาผมเดินเข้าไปยังโซนวีไอพีด้านใน


บรรยากาศของโซนวีไอพีต่างจากข้างนอกลิบลับ เสียงเพลงดังแสบแก้วหูถูกเปลี่ยนมาเป็นดนตรีเบาๆ โต๊ะเกาอี้เองก็ถูกจัดไว้ตามมุมต่างๆ เป็นส่วนตัวกว่าด้านนอกเยอะแถมยังมีฉากกั้นเหมาะกับการนัดพบกับลับๆ เหลือเกิน


“ยินดีต้อนรับครับคุณฮาเซล วันนี้จะรับเครื่องดื่มอะไรดีครับ” พนักงานก้าวมาทักทายทันทีที่ฮาเซลเลือกที่นั่งมุมหน้าต่าง


“Vodka Martini”


“รับทราบครับ...แล้วอีกท่านจะรับอะไรดีครับ” พนักงานหันมาถามผมด้วยรอยยิ้มบางๆ แบบนี้คงต้องนั่งด้วยสักพักไม่งั้นคงเป็นที่สังเกตพอดูถ้าอยู่ๆ ลุกพรวดไป


“Cuba Libre” ผมสั่งเครื่องดื่มอันมีส่วนผสมไม่หนักอย่างโคล่าไป


“รับทราบครับ จะรับอะไรเพิ่มอีกไหมครับ”


“แค่นี้ก่อน” ฮาเซลบอก


“ครับ”


“นี่ ขยับเข้ามานั่งใกล้ๆ สิ อย่าห่างเหินนักเลย” คำพูดและมือที่กวักเรียกทำให้ผมทำหน้าตึงส่งไปให้ โซฟาของโต๊ะนี่เป็นโซฟาแบบโค้งยาวฮาเซลนั่งอยู่ตรงกลางส่วนผมนั่งอยู่ริมนอกสุด


“เหมือนจะจำไม่ได้ว่าเราสนิทกันนะ”


“งั้นก็มาสนิทกันจริงๆ สิ”


“เหมือนคุณจะว่างมากจริงๆ เนอะถึงได้มีเวลาอยากสนิทกับใครไปทั่ว” ผมเอ่ยประชด


“ใช่ว่าจะอยากสนิทไปทั่วนี่ นั่งห่างขนาดนั้นจะเป็นเป้าสายตาเอานะ” ฮาเซลบอกพลางเหล่ไปมองพนักงานหลายคนมองมาทางผมด้วยใบหน้าแปลกใจ เพราะมีสายตาหลายคู่จับจ้องผมเลยได้แต่จำใจแสดงละครขยับเข้าไปนั่งชิดพร้อมใช้มือทั้งสองข้างควงแขนอีกฝ่ายไว้แน่น


“แบบนี้พอใจรึยัง” ผมประชดต่อ


“อืม ยิ้มหวานๆ ด้วยสิ”


“ได้คืบจะเอาศอกรึไง”


“ไม่เอาหรอกศอก เมื่อกี๊ถ้ารับไม่ทันได้ทรุดไปแล้ว” ที่ฮาเซลพูดคงหมายถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ละมั้ง ความจริงก็กะเอาให้ทรุดนั่นแหละ ไม่คิดว่าจะรับได้


“หึ สั่งของหวานด้วย” ผมบอกหลังจากเครื่องดื่มมาเสิร์ฟแล้ว


“ของหวาน? ไม่เอากับแกล้มเหรอ” อีกฝ่ายสงสายตางงๆ มาให้


“เอาเค้กขึ้นชื่อของที่นี่ 3 ชิ้น”


“กินของหวานก่อนทำงานเดี๋ยวก็วิ่งไม่ไหวหรอก”


“ไม่จำเป็นต้องวิ่งนี่ สั่งมาแล้วก็จ่ายด้วย”


“ได้ตามต้องการ” รับคำแล้วฮาเซลก็เรียกพนักงานมาสั่งของหวาน


เค้กสามรสถูกยกมาเสิร์ฟท่ามกลางความพึงพอใจของผม ชิ้นแรกเป็นรสวนิลานมสดมีกลิ่นหอมหวานตั้งแต่ยกขึ้นมาแถมรสชาติยังละลายในปากด้วย


อร่อยมาก


“นี่...เป้าหมายครั้งนี้คือใครบอกได้รึเปล่า” อยู่ฮาเซลก็โอบไหล่ผมพลางกระซิบถาม


“จะรู้ไปทำไม”


“แค่อยากรู้”


“ปีเตอร์ คลาร์ม” ผมตอบระหว่างตักเค้กชิ้นที่สองเข้าปาก


“อ้อ...”


“ดูไม่ตกใจเลยนะ” ท่าทางนิ่งมากราวกับไม่สนใจว่าเป้าหมายผมจะเป็นใคร


“คนแบบนั้นสักวันต้องได้รับการลงโทษอยู่แล้ว”


“พูดเหมือนตัวเองดีซะเต็มประดาเลย”


“หึ...ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองดี การจะอยู่ในสังคมนี้แค่สีขาวน่ะอยู่ไม่ได้หรอก”


“จะบอกว่าตัวเองอยู่กึ่งกลางระหว่างสองสีคือสีเทางั้นสิ” สีขาวที่ว่าคงหมายถึงผู้คนที่ทำงานอย่างใสสะอาด


“เทาเข้มได้ไหม”


“แล้วแต่ละกัน” นี่ผมต้องมานั่งคุยเรื่องไร้สาระอีกนานไหมเนี่ย


“ดูท่าจะชอบของหวาน...”


“เปล่า” ผมปฏิเสธทันควัน


“ไม่ต้องโกหกก็ได้”


“ไม่เกี่ยวกับคุณ จะว่าไปพวกบอดี้การ์ดไม่มาด้วยรึไง” ผมถามเพราะสะกิดใจมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่าบอดี้การ์ดหายไปไหนกันหมด


“ให้รออยู่ข้างหน้า”


“ประมาทไปแล้ว ตายขึ้นมาไม่รู้ด้วย” ผู้มีอิทธิพลระดับฮาเซลมีคนจับตามองทุกฝีก้าวอยู่แล้ว เล่นเปิดช่องโล่งแบบนี้เดี๋ยวก็ไม่มีแม้แต่เวลาจะเสียใจหรอก


“ถูกเป็นห่วงแบบนี้ ดีใจนะเนี่ย”


“ใครเป็นห่วง”


“ปากแข็ง”


“พอทีผมไม่คุยด้วยแล้ว” ผมบอกพลางเตรียมตัว เป้าหมายในครั้งนี้เข้ามาด้านในพร้อมบอดี้การ์ด 6 คน


“นี่...บอกชื่อกันหน่อยสิ”


“ไม่” ผมปฏิเสธพร้อมลุกขึ้นจัดชุดให้เรียบร้อย


“ไว้เจอกัน...ระวังตัวด้วย” น้ำเสียงห่วงใยและมือที่เอื้อมมาจับหลวมๆ สร้างความรู้สึกแปลกๆ แต่ผมก็สะบัดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
เป้าหมายนั่งอยู่ด้านในถัดเข้าไปลึกเกือบในสุด ผมปั้นรอยยิ้ม รวบรวมสมาธิเรียดเลือดให้มาเลี้ยงบนใบหน้ามากกว่าปกติให้คล้ายกับคนกำลังเมา นี่เป็นหนึ่งในความสามารถพิเศษที่ติดตัวมาของผม


การทำให้ใบหน้าตัวเองแดงได้ตามต้องการ อาจดูเหมือนไม่มีประโยชน์แต่ความจริงมันมีประโยชน์อย่างมหาศาลเวลาที่ต้องเข้าถึงใครสักคนการเมาเป็นสิ่งที่ทำให้เป้าหมายลดการป้องกันแต่ถ้าเมาจริงงานเป็นอันล้มเหลวดังนั้นการแกล้งเมาได้ถือเป็นอาวุธอันร้ายกาจ


“โอ๊ะ...ขอโทษนะคะ” ผมแกล้งเดินเซไปชนเข้ากับหนึ่งในบอดี้การ์ดที่ยืนอยู่


“ไม่เป็นไรครับ” พออีกฝ่ายเห็นว่าผมหน้าแดงก่ำก็ไม้คิดถือโทษ


“ต้องโทษที่ทำให้เสียงบรรยากาศนะคะ” ผมส่งยิ้มหวานไปทางเป้าหมายด้วยใบหน้าแดงก่ำคล้ายจะเย้ายวน


“...อ่า ฉันจะยกโทษให้ถ้าเธอมาดื่มกันสักแก้ว” ดวงตาของปีเตอร์ คลาร์มจ้องผมตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะแสยะยิ้ม


ติดกับล่ะ


“แน่นอนค่ะ” ผมส่งยิ้มก่อนจะเดินไปนั่งแนบชิดร่างอ้วนท้วม


“เหมือนจะเห็นเธอนั่งอยู่กับฮาเซลใช่ไหม”


“ก็ใช่ค่ะ แต่ผู้ชายน่าเบื่อแบบนั้นฉันไม่สนหรอก” ผมบอก


“แล้วสนแบบไหนล่ะ”


“แบบคุณ” ผมขยับปากไปกระซิบข้างหูอีกฝ่าย


“อยากลองกับฉันเหรอ” คำถามตรงๆ ดังขึ้น


“ได้ไหมล่ะคะ”


“แน่นอน เธอนี่สเปกฉันเลย ไปจองห้อง” ประโยคสุดท้ายปีเตอร์หันไปบอกหนึ่งในบอดี้การ์ด


“ครับ”


พวกหื่นนี่ติดกับง่ายกันซะจริง


เหล้าหนึ่งแก้วที่ถูกให้กินเรียกว่าแรงมากสำหรับผู้หญิง ถ้าเป็นผู้หญิงคงสลบไปแล้ว แต่พอดีผมไม่ใช่ผู้หญิง ทั้งที่บอกว่าจะยอมแท้ๆ สงสัยคงกลัวหนีไม่ก็คงกันไว้เพื่อความปลอดภัยละมั้ง ผมแกล้งทำเป็นล้มพับและปล่อยให้ถูกอุ้มขึ้นไปยงห้องด้านบน บอดี้การ์ดล่างใหญ่วางผมบนไว้บนเตียงก่อนจะถูกไล่ให้ออกไปรอด้านนอก


อ่า...


แบบนี้ขากลับท่าจะแย่แฮะ


แสดงเป็นคนเมาขนาดนี้จะให้เดินกลับออกไปโต้งๆ คงลำบาก


เอาเถอะ


มีแผนสำรองเผื่อสถานการณ์นี้อยู่แล้ว


ตอนนี้ต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อน


“มาเริ่มกันเถอะสาวสวย” เสียงแรงพร้อมแรงดึงจากข้อมูลทำให้ผมทำเป็นเซล้มลงกลางเตียง


“อื้อ...ขออาบน้ำก่อนนะคะ” ผมแกล้งปรือตาขึ้นทำเหมือนเพิ่งตื่นเงยหน้าพลางสบสายตานั้นอย่างยั่วยวน รู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นพวกไม่ชอบรออะไรไม่มีทางยอมให้ไปอาบน้ำแน่ๆ


“อย่าเสียเวลาเลยน่า...” อีกฝ่ายพยายามจะปลดเสื้อผ้าผมซึ่งผมคงยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้เลยพลิกบทบาทเป็นฝ่ายอยู่ข้างบนแทน


“ฉันชอบอยู่ข้างบนมากกว่า”


“โฮ่...เอาสิ แบบนี้เร้าใจดี” สายตาหื่นกามจับจ้องมาโดยบริเวณตักที่ผมนั่งเริ่มแข็งขืนขึ้น


เป็นคนแก่ที่คึกจังนะ


รอยยิ้มหวานถูกยกขึ้นพร้อมกับฝ่ามือผมค่อยๆ ปลดเสื้อผ้าของคนตรงหน้าแล้วลูบไล้แผ่นอกนั่นลงมาจนถึงหน้าท้องเรียกเสียงครางต่ำด้วยความพึงพอใจจนคนด้านล่างหลับตาเคลิบเคลิ้ม ผมไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไปหยิบมีดขึ้นมาเตรียมในจังหวะเดียวกับไล่มือมายังขอบกางเกงแล้วใช้มีดด้ามเงินจัดการปักเข้ายังหัวใจอย่างแม่นยำ


“อึก...” มีเพียงเบาๆ เล็ดรอดออกมาหลังกดมีดลงไปจนสุดด้าม


จะเรียกว่าไปอย่างสงบคงได้อยู่มั้ง


ถือว่างานเสร็จล่ะนะ


“ถ้าจะโทษก็โทษตัวเองเถอะ” แต่จะบอกว่าเพราะเป็นคนไม่ดีถึงจำต้องถูกฆ่าก็ไม่ถูก


มันคงเป็นโชคชะตาละมั้ง


ผมไม่ได้ชอบการฆ่าเพียงแต่มันเป็นอาชีพที่ผมสามารถใช้ความสามารถของตัวเองได้เต็มที่ อีกอย่างการได้คิดวิธีฆ่าและหลบหนีก็เป็นหนึ่งในความสนุกอันน้อยนิดในชีวิตผม


“เรียบร้อย” เมื่อจัดการดูความเรียบร้อยเสร็จต่อไปคือการออกไปจากห้องนี้


ตอนเข้ามาผมถูกมองว่าเมาจนไม่มีสตินักขืนออกไปโต้งๆ คงน่าสงสัย แถมด้วยนิสัยของปีเตอร์ คลาร์มกว่าจะพอคงไม่ใช่แค่รอบสองรอบด้วย ความจริงการออกจากห้องนี้ของผมพอจัดการเสร็จก็จะทำเป็นกลัววิ่งหนีออกไปแต่ดูท่าคงต้องใช้แผนสำรองอย่างการปีนหนีไปยังห้องข้างๆ


ผมได้สำรวจทางหนีทีไล่มาอย่างดีรวมถึงแผนผังของห้องพักด้วย แต่ละห้องจะมีระเบียงที่ปิดมิดชิดไม่เห็นห้องอื่นๆ ทว่าสามารถข้ามไปได้ถึงจะเสี่ยงอันตรายไปสักหน่อยก็ตาม แค่เกาะผนังให้มั่นแล้วก้าวไปยังอีกฝากของกำแพง


“เอาล่ะ” ระเบียงของห้องสามารถไปได้แค่ทางขวาเพราะห้องนี้เป็นห้องริมสุดของทางเดิน


ทั้งที่น่าจะไม่มีอะไร


ทำไมลางสังหรณ์มันถึงร้องเตือนว่ามีบางอย่างรออยู่กัน


แผนสำรองผมมีอยู่อีกแผนก็จริงแต่พอชะโงกหน้าลงไปมองห้องชั้นล่างก็เห็นแสงไฟส่องสว่างอยู่ นั่นแปลว่าห้องด้านล่างมีคนอยู่ ส่วนห้องทางขวาที่ผมจะไปนั้นกลับปิดไฟมืดสนิท


ไม่รู้ว่าเพราะกังวลเกิดเหตุรึเปล่าลางสังหรณ์ถึงได้บอกว่าไม่ควรไป


“เลิกลังเลแล้วไปได้แล้ว” บอกตัวเองเสร็จผมก็ปีนขึ้นไปบนรั้วระเบียงโดยใช้มือข้างหนึ่งเกาะผนังไว้แน่นแล้วก้าวขาไปยังระเบียงอีกห้อง


ประตูห้องน้ำด้านในถูกเปิดออกในจังหวะเดียวกับที่ผมกระโดดลงมาจากรั้วริมระเบียง กระจกบานใสของระเบียงบวกกับแสงจากดวงจันทร์ทำให้สามารถมองเข้าไปในห้องได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดไฟ


ร่างสูงในชุดคลุมอาบน้ำหันมามองยังระเบียงเช่นเดียวกับผมที่ไม่ทันแม้แต่จะขยับตัว ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบทองสะท้อนแวววาวอยู่ในความมือสลัวกำลังสั่นเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นเฉกเช่นเดียวกับผมที่ขมวดคิ้วแน่นมองหน้าคนด้านในอย่างไม่เชื่อสายตา


ลางสังหรณ์ผมมั่นแม่นสุดๆ


ดันมาเจอคนที่ไม่อยากเจอที่สุดในชีวิตแถมยังสองครั้งในวันเดียว!


ซวย!


นี่มันวันซวยของผมรึไง!


“ฮาเซล กอนซาเลซ” เสียงที่เอ่ยออกไปใกล้เคียงกับคำว่าเอือมระอา


“อยากเจอกันบอกดีๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องลำบากปีนระเบียงเลย” น้ำเสียงกึ่งตลกดังขึ้นพร้อมคนด้านในเดินมาเปิดประตูกระจกออกกว้าง


“ถ้ารู้ว่าต้องมาเจอคุณผมขอกระโดดลงไปข้างล่างดีกว่า” ผมกัดฟันบอก


“เกลียดอะไรฉันนักนะ”


“ทุกอย่าง”


“แต่ฉันอยากรู้จักนี่ ที่มาอยู่นี่แปลว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว?”


“ไม่เกี่ยวกับคุณ”


“ไหนๆ ก็เข้ามาข้างในก่อนสิ”


“ไม่” ผมตัดบทแล้วเตรียมจะปีนระเบียงไปยังอีกห้องหนึ่ง


“นี่...อย่าเสี่ยงดีกว่าน่า อยู่ด้วยกันจนถึงเช้าเดี๋ยวก็ออกไปได้แล้วจะรีบไปทำไม”


“ไม่อยากอยู่กับคุณ” คำตอบมันง่ายๆ แต่ก็จริงอย่างที่อีกฝ่ายพูด มันเสี่ยงที่จะปีนไปอีกห้องถึงจะปิดไฟแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคน


“แต่ฉันอยาก...มานี่” พูดจบข้อมือผมก็ถูกคว้าและดึงให้เข้าไปด้านในห้อง แม้จะสามารถสะบัดหลุดได้แต่ผมก็ทำเพียงถอนหายใจแรงๆ แล้วยอมถูกลากเท่านั้น


ต่อต้านไปเรื่องคงไม่จบง่ายๆ ดูจากเหตุการณ์ก่อนๆ ก็พอเดาได้


ฮาเซล กอนซาเลซเป็นคนดื้อดึงและเอาแต่ใจสุดๆ


“ปล่อย” ผมบอกเสียงนิ่ง


“ถ้าปล่อยก็เปิดช่องให้หนีน่ะสิ” อีกฝ่ายพูดราวกับอ่านใจได้


“ไม่หนีแล้ว น่ารำคาญปล่อยสักที” ผมสะบัดมือแรงแต่ก็ยังคงสลัดมือนั่นไม่หลุด


“ทำหน้าหงุดหงิดตลอดแบบนั้นไม่เหนื่อยเหรอ”


“เหนื่อย”


“งั้นก็ยิ้มหน่อย”


“ยิ้มไปคนเดียวเหอะ บอกให้ปล่อยไง!” ผมเริ่มขึ้นเสียงเมื่อดึงยังข้อมือก็ไม่หลุดจากการจับกุม


“ปล่อยก็ได้แต่มีข้อแม้”


“หึ งั้นไม่เป็นไร มือนี่ขอละกัน” มีดอีกเล่มถูกหยิบขึ้นมาหมายจะจัดการคนตรงหน้าทว่าเป้าหมายกลับรู้ทันหลบเลี่ยงได้


“อย่าใช้อาวุธอันตรายสิ”


ผมไม่ตอบแต่เริ่มเหวี่ยงมีดใส่ฮาเซลอีกรอบ การขยับที่สามารถหลบการเคลื่อนไหวของมืดได้นั้นอยู่ในสายตาของผมทั้งหมด ท่าทางแบบนั้นทำให้รู้ได้เลยว่าคนคนนี้มีทักษะการต่อสู้แถมไม่ใช่ระดับธรรมดาด้วย


อ่านทางมีดได้อย่างเฉียบคมแถมยังหลบในจังหวะเฉียดกับร่างกายมากที่สุดอีก


“ทักษะดีนี่” ผมไม่ได้อยากชมหรอกนะ


“คงไม่เท่านาย วางมีดเถอะ”


“ทำไม หลบได้อยู่แล้วไม่ใช่?” ผมเคลื่อนไหวเร็วเข้าไปเหวี่ยงมีดใส่ใบหน้าฮาเซลในระยะประชิด ด้วยความตกใจอีกฝ่ายเลยปล่อยมือผมเป็นอิสระซึ่งจังหวะนี้ผมเตรียมหันหลังกลับวิ่งไปยังระเบียงทว่าแขนกลับถูกดึงแล้วเหวี่ยงจนร่างกายตกลงบนเตียงด้านข้าง


ฮาเซลอาศัยช่องว่านั้นขึ้นคร่อมและจับข้อมือผมบิดแรงๆ จนมีดในมือหลุดออก ผมเงยหน้าขึ้นไปสบอีกฝ่ายด้วยความโกรธและไม่พอใจ


“ลงไป” ผมไม่ชอบให้ใครมาขึ้นคร่อม


ในงานผมอาจจำใจแต่ตอนนี้ผมไม่จำเป็นต้องทน


“อย่าหนีสิ”


“ฮาเซล กอนซาเลซ!” ผมเรียกชื่อเต็มแสดงให้เห็นว่าตอนนี้อารมณ์ผมไม่ได้ดีนัก


“...เราจะญาติดีกันไม่ได้เลยเหรอ”


“ใช่” ผมสวนกลับ


“ฉันไม่ได้เกลียดท่าทางแบบนี้หรอกนะ”


“...” ผมเลือกที่จะไม่ตอบโต้แต่สบตากับคนด้านบนอย่างเอาเรื่อง


“นี่ ไม่ชอบหรือกลัว...”


“ไม่ได้กลัว!” เพียงคำว่ากลัวถูกเอ่ยขึ้นผมก็เหวี่ยงหมัดด้วยมือข้างซ้ายใส่อย่างแรง ทั้งที่ควรจะโดนเต็มๆ แต่กลับวืดซะได้


“ดูออกง่ายกว่าที่คิด”


“ฮาเซล”


“ขอโทษ” คำด่าที่กำลังจะออกจากปากถูกหยุดลงทันทีที่ได้ยินคำขอโทษจากอีกฝ่าย


“...” ขอโทษอะไร


“ฉันไม่ทำอะไรหรอก” น้ำเสียงนุ่มนวลกับฝ่ามืออุ่นที่สัมผัสใบหน้าผมเบาๆ


ความร้อนจากฝ่ามือและสายตาอันอบอุ่นมันทำให้ความรู้สึกที่ไม่เคยสัมผัสถาโถมเข้ามาภายในอก นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี...ครั้งแรกที่ถูกสัมผัสแบบนี้


คำพูดของฮาเซลราวกับรู้อดีตของผมเมื่อยามเด็ก เขาพูดถูกว่าผมกลัวการถูกคร่อมเพราะเมื่อตอนเด็กเคยถูกพวกผู้ใหญ่จะจับปล้ำผมในตอนนั้นทำได้แค่ดิ้นและส่งเสียงร้อง แรงของเด็กต่อให้พยายามแค่ไหนก็สู้ผู้ไม่ได้ ตอนนั้นเหมือนเป็นโชคช่วยที่ผมคว้าขวดแก้วได้เลยทุ่มให้อีกฝ่ายเต็มแรงจนหนีออกมาได้


ทว่ากลับฮาเซลในตอนแรกอาจกลัวแต่เมื่อถูกฝ่ามืออุ่นๆ สัมผัสอย่างอ่อนโยนราวกับกำลังถนอมสิ่งล้ำค่าผมกลับรู้สึกดี ทั้งที่รู้สึกดีแท้ๆ ทำไมจู่ๆ ความรู้สึกนึงก็แล่นเข้ามา...


น่ากลัว


คนคนนี้...น่ากลัว


“ปล่อยผม” แม้จะเอ่อยออกไปก็ทำใจไว้กว่าครึ่งว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมทำตาม


“อืม โทษทีที่ทำเรื่องที่ไม่ชอบ” ข้อมือและใบหน้าถูกปล่อยให้เป็นอิสระพร้อมฮาเซลที่ขยับไปนั่งข้างๆ


“...” ผมเงยหน้ามองคนด้านข้างในสภาพที่ยังนอนแผ่อยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกไม่เข้าใจ


บทจะปล่อยก็ปล่อยง่ายๆ


“บอกชื่อกันไม่ได้จริงๆ เหรอ ฉันอยากรู้จักนายนะ”


“ไม่...”


“ถ้ายอมบอกฉันจะยกห้องนี้ให้ทั้งคืนเลย” ข้อเสนอนั่นดูหน้าสนใจไม่น้อย


“...เชื่อได้แน่รึเปล่า”


“แน่นอน” อีกฝ่ายพยักหน้า


“...เรเวน มาเกอร์” ผมเอ่ยชื่อตัวเองออกไปเบาๆ


ครั้งแรกเลยที่บอกชื่อจริงของตัวเองออกไป


“เรเวน มาเกอร์”


“ทีนี้ก็ออกไปได้แล้ว...เฮ้ย!” ฮาเซลทิ้งตัวลงพร้อมคว้าตัวผมที่กำลังลดการป้องกันตัวไปกอดแน่น


“เรเวน...เรียกเรย์ได้ไหม”


“ปล่อย! ไหนบอกว่าจะยกห้องให้ไง ออกไปสิ!” ผมไม่สนใจประโยคที่อีกฝ่ายเอ่ยพยายามง้างแขนฮาเซลออกอย่างสุดความสามารถ


“อืม ยกห้องให้ไงแต่ไม่ได้บอกว่าจะไม่อยู่ด้วยสักหน่อย”


“คุณ!...” ผมถึงกับพูดไม่ออกเมื่อถูกผิดคำพูดแบบซึ่งๆ หน้า


ยังมีหน้ามาแถอีกนะ


น่าโมโหที่สุด


อย่าให้หยิบมีดได้นะจะแทงให้พรุนเลย!

.........................................................

มาต่อแล้วกับตอนต่อไป

ขอแจ้งอีกรอบนะคะ เรื่องนี้เราจะอัพอาทิตย์ละตอน ซึ่งจะมาช่วงกลางๆ อาทิตย์

อาจอัพไม่ถี่นักแต่ขอฝากผลงานไว้ในอ้อมอกของทุกคนด้วยนะคะ

ช่วงแรกเนื่องเรื่องยังไม่เข้มขนเข้าไหร่

อ่านสบายๆ ไปกับการกวนโมโหของฮาเซลและความโหดของเรย์

เพิ่งมานึกได้ว่าทั้งบทนำและตอนแรกยังไม่มีชื่อนายเอกออกมาเลยนี่นา 555

วันนี้ได้รู้ชื่อนายเอกกันแล้วนะคะ

ชื่อชื่อเรย์มาก ตั้งใจว่าสักวันจะให้ตัวเองในนิยายใช้ชื่อนี้แต่ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมาตั้งเป็นชื่อของนักฆ่าสุดโหดแบบนี้ พยายามคิดอยู่หลายชื่อแต่ยังรู้สึกไม่โดนเท่าชื่อเรย์ สงสัยทั้งเรย์และฮาเซลคงอยากคู่กัน อิ๊ว!

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบายค่ะ

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ onlyplease

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 339
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
มาต่อสิ มาเยอะไป อยากอ่านรวดเร็วเดียวอ่ะ

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
ในที่สุดก็ได้รู้ชื่อเสียทีนะ หนูเรย์  o18

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1066
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
พระเอกเคยรู้จักเรย์แน่เลย

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2878
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
ทำไมรู้ไปหมดเลย แถมวางแผนมาดียังไง
ก็แพ้ทางฮาเซลหมด เรเวนโดนต้อนแล้วไหมล่ะ

จะโดนกักตัวได้นานไหมน้า หรือจะยอมปล่อยไปก่อน

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
✖`·»เสี่ยงรัก«·´✖ วันที่3



ความทรงจำในคืนก่อนที่อยู่ค้างกับฮาเซล กอนซาเลซถูกเหวี่ยงทิ้งออกจากหัวทันทีที่ออกมาจากห้องนั้นได้ในเช้าวันต่อมา การถูกกอดอยู่ค่อนคืนสร้างภาระให้ร่างกายมากพอควร...ตลอดคืนผมพยายามหาช่องเผื่อจะหนีได้แต่อีกฝ่ายกลับไม่เปิดช่องเลยจนกระทั่งในช่วงเช้า


ไม่รู้ว่าจงใจหรือว่าอะไรแต่นั่นทำให้ผมรีบเด้งตัวลุกจากเตียงแล้วจากไปโดยครั้งนี้ไม่ลืมถีบอีกฝ่ายแรงๆ แทนคำขอบคุณอย่างสุดซึ้งจากผม


การออกจากโรงแรมไม่ใช่เรื่องยากอะไรเพราะก่อนออกจากห้องผมเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกชุดเพื่อไม่ให้เหมือนเป็นคนคนเดียวกัน ตอนออกมาก็แอบเหล่มองพวกบอดี้การ์ดที่กำลังเปิดประตูเข้าไปด้านใน...อีกไม่นานคงวุ่นจะให้อยู่รอเรื่องวุ่นคงไม่ใช่แนวผมด้วย ถึงภาพจากกล้องวงจรปิดอาจทำให้มีคนสงสัยถึงผู้หญิงที่เดินออกมาจากห้องของฮาเซลทั้งที่ไม่ได้เข้าไปก็เท่านั้นเพราะยังไงก็ตามสืบต่อมาถึงผมไม่ได้อยู่แล้ว อีกอย่างพวกตำรวจคงไม่มีใครกกล้าเสี่ยงจะไปขอสอบปากคำฮาเซลด้วย


วันเวลาได้ไหลผ่านไปท่ามกลางความหงุดหงิดที่เพิ่มมากขึ้น อดีตที่เหวี่ยงทิ้งไปถูกขุดขึ้นมาเป็นรอบที่สิบผ่านเนื้อหาทางเมลที่ส่งมาแทบทุกวัน วันแรกผมเปิดดูเมลตามปกติทว่าเนื้อหาของงานทำเอาผมต้องหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด


เนื้อหางานคือตอบเมลกลับตามคำถามที่ส่งไป


‘สบายดีไหมเรย์’


เนื้อหาของข้อความเพียงสองบรรทัดสร้างความปวดหัวให้ผมราวกับอ่านเนื้อหางานมาเป็นร้อยๆ หน้า มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะรู้ชื่อผมและเรียกว่าเรย์


จะเป็นใครล่ะนอกจากฮาเซล  กอนซาเลซ


คิดเหรอว่าผมจะตอบกลับไป


ไม่มีทาง!


ผมปล่อยเมลบ้าๆ นั่นไว้แล้วไปทำอย่างอื่นแต่รู้ไหมเมื่อผมกลับมาดูอีกรอบเจออะไร


เมลแจ้งโอนเงิน


จะจากใครล่ะถ้าไม่ใช่เจ้าของเมลบ้าๆ ก่อนหน้านี้


เงินของงานถูกโอนมาให้ล่วงหน้าทั้งที่ผมไม่ได้ตอบกลับไปสักคำคล้ายจะกดดันให้ผมต้องตอบ ยิ่งเหมือนถูกบีบให้ทำตามผมก็ยิ่งไม่สนใจจนทุกวันนี้เมลจากฮาเซลก็ยังคงส่งมาอยู่เรื่อยๆ ส่งมาสักพักก็จะตามด้วยการแจ้งโอนเงินเป็นแบบนี้มาเกือบเดือน


“น่ารำคาญ!” พอรู้ว่าเปิดเมลเข้าไปแล้วต้องเจอกับงานบ้าๆ อย่างชวนไปกินข้าวก็ไม่อยากเปิดเลยจริงๆ


เงินที่โอนมานี่รวมกันเกินล้านแล้ว


แลจะว่างมาก


แค่ว่างคงยังไม่พอขอเพิ่มคำว่าบ้าเพิ่มให้ด้วย


ตื้อไม่เลิกจริงๆ


ความจริงก็อยากจะตอบเมลกลับไปเพื่อให้หยุดทำบ้าแบบนี้สักทีแต่ก็กลัวว่าพออีกฝ่ายเห็นว่าผมเล่นด้วยก็จะได้ใจเข้าไปอีก ถ้าเป็นแบบนั้นเรื่องน่าปวดหัวได้ตามมาเป็นพรวนแน่


“ต้องเอาไปคืน” ผมพึมพำพลางนึกถึงเงินในบัญชี


ไม่ได้รับทำงานแต่กลับได้รับเงินมามันใช่สิ่งที่ผมชอบ


ระหว่างที่คิดว่าจะคืนยังไงเมลฉบับใหม่ก็ปรากฏขึ้นและพอกดเข้าไปอ่านเสียงถอนหายใจก็ดังขึ้นอีกรอบ เนื้อหาภายในเมลยาวเพียงสองบรรทัดเอย่างทุกๆ ครั้งนี้กลับเหลือเป็นประโยคสั้นๆ ประโยคเดียวและไม่ใช่คำถามที่ต้องการให้ตอบกลับไป


‘อยากเจอ’


ประโยคสั้นๆ พร้อมหลักฐานการโอนเงินถูกแนบมาด้วยแถมจำนวนครั้งนี้คือ...


“ยี่สิบล้าน!!” ผมถึงกับตะโกนลั่นเมื่อเห็นจำนวนเงินในใบแจ้งโอน


จะบ้าตายจริงๆ


คุณต้องการอะไรเนี่ยฮาเซล กอนซาเลซ


อยากเจอเหรอ


ได้!


“ถ้าอยากเจอมากเดี๋ยวจะไปเจอให้!” ผมพูดพลางชี้นิ้วไปทางเมล บ่นใส่ราวกับทุกคำบ่นจะถูกส่งไปถึงเจ้าของเมลได้


ไม่กี่วันต่อมาผมได้มาหยุดยืนอยู่ด้านของตึกสูงกว่า 9 ชั้นของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังในชุดคนทำงานเพื่อไม่ให้ผิดแปลกจนเกินไป เส้นผมสีดำถูกเซตเล็กน้อยให้เข้ากับบุคลิกพนักงานบริษัทมากขึ้น ตึกสีขาวล้วนตรงหน้ามีเจ้าของเป็นถึงบุคลดังระดับโลก


ใช่


จะเป็นใครล่ะถ้าไปใช่ฮาเซล กอนซาเลซเจ้าเดิม ในเมื่อทางนั้นอยากเจอนักผมก็จะทำตามต้องการโดยมาหาถึงบริษัท


“หึ...” แค่คิดถึงใบหน้าตกใจของอีกฝ่ายก็ทำอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


ผมไม่คิดว่าฮาเซลจะเดาถูกหรอกนะว่าผมจะมาหาถึงที่แบบนี้


ห้องทำงานของฮาเซลอยู่ชั้น 9 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด การจะขึ้นไปนั้นถ้าเป็นคนนอกจำเป็นต้องติดต่อเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ด้านหน้าซะก่อน แต่สำหรับผมนั้นไม่คิดจะทำอะไรแบบนั้นหรอกเพราะรู้ได้โดยไม่ต้องลองว่าพนักงานจะพูดว่าอะไร


ได้นัดไว้ไหมคะ


และเมื่อตอบว่าไม่คำพูดต่อมาก็คงไม่พ้น


ถ้าไม่ได้นัดคงให้พบไม่ได้ค่ะ


แน่ๆ


เมื่อรู้ผมเลยวางแผนมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว วิธีการเข้าไปโดยไม่ต้องผ่านเคาน์เตอร์และยังไม่น่าสงสัยก็ทำได้ง่ายมากๆ เพียงแค่เดินตรงเข้าไปด้วยใบหน้านิ่งๆ ราวกับมาที่นี่อยู่เป็นปกติ พอเจอเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็เดินผ่านไปโดยไม่ทำตัวมีพิรุจ เพียงเท่านี้ผมก็สามารถไปยังลิฟต์ได้สบายๆ


แผนนี้สามารถใช้ได้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีจำนวนพนักงานหลายร้อยไปจนถึงหลายพันคน ถึงจะมีคนรักษาความปลอดภัยสัก 10 หรือ 20 คนผมก็กล้าฟันธงเลยว่าไม่มีทางที่พวกเขาจะจำหน้าพนักงานได้หมดทุกคน ทำให้สามารถแผงตัวเข้าไปได้ไม่ยากแต่มันก็เป็นเพียงด่านแรกของการไปยังห้องเจ้าของบริษัท


ทุกบริษัทมักจะมีระบบรักษาความปลอดภัยภายในแน่นหนากว่าภายนอก เข้ามาได้แล้วก็จริงแต่การจะไปถึงยังชั้น 9 จำเป็นต้องใช้คีย์การ์ดเฉพาะซึ่งมีอยู่กับผู้บริหารระดับสูงขององค์กรไม่ก็ได้รับอนุญาติให้ขึ้นไป ผมก็พูดให้ดูยากไปงั้นแหละ ความจริงถึงไม่มีคีย์การ์ดก็ขึ้นไปชั้น 9 ได้สบายๆ คีย์การ์ดน่ะไว้ใช้กับลิฟต์...เพราะงั้นก็แค่ไม่ใช้ลิฟต์ก็พอแล้ว ได้ชื่อว่าเป็นต้องร้อยทั้งร้อยก็ต้องมีอยู่แล้ว...บันไดหนีไฟน่ะ


โดยปกติบันไดหนีไฟไม่มีใครใช้หรอกแถมยังเปิดไว้แทบตลอดไม่ได้ล๊อกไว้ ถ้าให้เดาคงไม่ล๊อกจากด้านนอกแต่ล๊อกจากด้านในแทน ถ้าจะเปิดจากด้านในก็จะมีรหัสสำหรับปลดล๊อก ด้วยฝีมือระดับผมคงไม่คิดว่ามาตรงนี้โดยไม่วางแผนอะไรไว้หรอกนะ


คืนเดียวก็มากพอแล้วสำหรับการสืบหารหัส จากข้อมูลเหมือนรหัสจะถูกเปลี่ยนทุกเดือนเพื่อความหลอดภัยและวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายก่อนรหัสใหม่จะถูกตั้ง


“111111” ผมพึมพำระหว่างกดตัวเลขบนหน้าจอบนชั้น 9


ไม่ตองถามก็รู้ว่าใครตั้งรหัส


เล่นเลขเดียวกันหมดแบบนี้คงสนุกมากเนอะฮาเซล กอนซาเลซ


ถ้ามีคนบุกเข้าไปจะขำกลิ้งให้ดู!


ในส่วนของกล้องวงจรปิด จริงอยู่ว่าในทุกๆ ชั้นของบันไดหนีไฟจะมีอยู่ 1 ตัวทว่ากล้องตัวเดียวมันหลบได้ง่ายซะจนน่าเบื่อ มุมอับของกล้องถ้าค้นคว้าสักหน่อยก็หาได้ไม่ยาก เพียงแค่ต้องฝึกหลบให้คล่องๆ หน่อยเท่านั้น


“ขอรบกวนหน่อยละกัน” บนชั้น 9 ถูกตกแต่งในโทนสีสะอาดอย่างสีขาว เงินและทองอ่อนให้ความรู้สึกหรูหราอย่างมีระดับช่างเหมาะสมกับตัวเจ้าของ


ทางเดินถูกปูด้วยกระเบื้องลวดลายแปลกตา ด้านข้างมีต้นไม้วางประดับเพิ่มความสดชื่น ทั้งชั้นมีเพียงประตูบานเดียวตรงหน้าลิฟต์ เรียกว่าพอขึ้นลิฟต์มาถึงก็ไม่ต้องเสียเวลาเดินหา หน้าต่างด้านข้างถูกติดด้วยกระจกที่ไม่สามารถมองเห็นด้านในได้ แต่ถ้ามองจากด้านในจะเห็นด้านนอกให้ชัดเลยล่ะ


ผมเดินหลบกระจกเหล่านั้นมาจนถึงบานประตูสีเงิน ด้วยสัญชาตญาณทำให้ผมทรุดตัวแล้วแนบหูฟังด้านในโดยอัตโนมัติ และเหมือนจะเป็นโชคดีที่สามารถฟังเสียงบทสนทนาภายในได้


“...เหมือนจะช้าไปนะฮาเซล กอนซาเลซ” เสียงทุ้มของใครสักคนเรียกให้ผมขยับตัวเล็กน้อยเพื่อจะได้ฟังถนัดขึ้น


“เห็นแบบนั้นเหรอ” เสียงนี้ผมจำได้เสียงของฮาเซล


“ยังนิ่งได้อยู่อีกนะ”


“แล้วทำไมฉันต้องตื่นตระหนกด้วย?” ขนาดผมเป็นเพียงผู้ฟังยังรู้สึกอารมณ์เมื่อได้ยินน้ำเสียงยียวนของฮาเซล ให้เดาอีกฝ่ายที่ได้ยินคงมีอารมณ์ไม่ต่างจากผมนัก


“นี่แกไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้รึไง” น้ำเสียงหงุดหงิดจากคู่สนทนาเพิ่มความสงสัยถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี่มากกว่าเดิมจนผมอดใจไม่ไหวที่จะแอบมองเข้าไปด้านในผ่านแผ่นกระจกที่ติดอยู่กับบนประตูซึ่งโชคดีที่สามารถมองทะลุเข้าไปด้านในได้


สถานการณ์ตรงหน้ามีภาพของคน 10 คนแยกกันออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งละ 5 คนซึ่งทั้งสองฝั่งยกวัตถุสีดำหรือก็คือปืนจ่อใส่กันอยู่ จะพูดว่าถือปืนทั้งสองฝ่ายก็ไม่ถูกเพราะเหมือนว่าฮาเซลจะเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ถือปืนไว้ ไม่สิ ไม่ใช่ไม่ถือแต่คงถือไม่ได้ดูจากสภาพมือของฮาเซลค้างอยู่ก่อนจะถึงปืนซึ่งเหน็บไว้ข้างเอว


ภาพตรงหน้าอธิบายสถานการณ์ทุกอย่างได้ชัดเจน ทั้งคู่คงมีเรื่องอะไรกันสักอย่างจนสุดท้ายก็หันมาใช้อาวุธ และดูจากสถานการณ์แล้วฮาเซลกำลังเสียเปรียบ


“ก็บอกแล้วว่าอย่าประมาท” ผมพึมพำเสียงเบา


กะจะมาให้ตกใจสักหน่อย แบบนี้จะเอายังไงต่อดีนะ


กลับดีไหม


ยังไงมันก็ไม่ใช่กงการของผมที่จะยื่นมือเข้าไปยุ่งกับเรื่องวุ่นวายโดยไม่จำเป็น


‘อยากเจอ’


อยู่ๆ ข้อความบนเมลก็ปรากฏขึ้นในหัว


ผมมองหน้าฮาเซลสลับกับคู่กรณี รูปร่างหน้าตาแบบนั้นผมเคยเห็นมาก่อน...โจ บาเลสเตอร์เจ้าของธุรกิจผิดกฎหมายมากมายนับไม่ถ้วนไล่ตั้งแต่ทำสวนปลูกฝิ่น ผลิตยาและค้าเอากำไรมหาศาลไปจนถึงธุรกิจดำมืดอย่างค้ามนุษย์ หนึ่งในผู้มีอิทธิพลระดับอันตรายทว่าถ้าเทียบกับอำอาจของฮาเซลยังต่างกันมากนัก


ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรกัน


จะกลับหรือไม่กลับดีเนี่ย


ในหัวผมกำลังไล่สองคำนี้อย่างเอาเป็นเอาตาย ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดสมอง


“เฮ้อ...” สุดท้ายเสียงถอนหายใจแผ่วๆ ก็ดังขึ้น หัวร้อนจนไม่อยากคิดอะไรอีกแล้ว ในเมื่อใช้สมองตัดสินไม่ได้ก็ใช้อย่างอื่นละกัน


“จะช่วยแค่ครั้งนี่เท่านั้น” ไม่เข้าใจว่าใช้อะไรตัดสินถึงได้คำตอบออกมาว่าช่วย


เอาเถอะ


ช่วยก็ช่วย


ดวงตาสีอ่อนภายใต้คอนแทคเลนส์สีเข้มของผมเงยขึ้นมองเพดานด้านบนก่อนจะยกยิ้มขึ้นเมื่อแผนการผุดเข้ามาในหัวเรียบร้อย ผมอาศัยของรอบๆ อย่างกระถางต้นไม้เพื่อเป็นฐานในการกระโดดขึ้นไปยังฝ้าเพดานด้านบน


ตึง!


เสียงของแรงปะทะทำให้เกิดบุคลภายในห้องส่งเสียงกระสับกระส่ายพอสมควร ด้านบนของเพดานก็เป็นอย่างที่คาด เพราะเป็นชั้นบนสุดเลยมีค่อนข้างกลวงแล้วยังมีคานสำหรับก้าวไปได้ง่ายๆ เพียงไม่กี่ก้าวผมก็มาถึงด้านในห้องส่วนด้านหลังของโจ บาเลสเตอร์


“ข้างนอกไม่มีอะไรครับบอส” ลูกน้องคนหนึ่งเดินเข้ามารายงานเจ้านายอย่างโจ


คงจะให้ไปดูต้นตอของเสียงละมั้งแต่เสียใจด้วยนะที่ช้าไปหน่อย กว่าจะออกคำสั่ง กว่าจะเดินออกมาผมก็จัดการปิดช่องว่างบนเพดานเสร็จไปนานแล้ว


“บอกมาว่านั่นเสียงอะไร” โจหันไปถามฮาเซลที่ยังคงยืนนิ่งอยู่เหมือนเดิม


“ไม่รู้สิ”


“แกยังจะมีหน้ามาเล่นอีกเหรอฮาเซล ไม่ได้รู้สถานการณ์เลยใช่ไหม”


“ฉันไม่ได้เล่นแค่ตอบไปตามตรงเท่านั้น”


“เอาเถอะ ถ้ามีอะไรตุกติกฉันจะยิงหัวแกทันทีเลย”


“กลัวจัง” ปากฮาเซลบอกว่ากลัวทว่าแววตากลับไม่แสดงออกเช่นนั้น ส่วนตัวผมนั้นแอบลอบมองผ่านช่องว่างของเพดานเพื่อหาจังหวะอยู่


“คิดจะกวนอีกนานไหม ถ้าไม่อยากตายก็ยอมตกลงซะ!” เสียงตะหวาดอย่างหมดความอดทนดังขึ้น


“บอกแล้วไงว่าไม่” แม้จะอยู่ในสถานการณ์กดดันก็ยังคงไม่ยอมง่ายๆ


ข้อตกลงที่ว่าคืออะไรกัน ถึงจะไม่รู้แต่ก็พอเดาได้ว่าข้อตกลงนั้นต้องสร้างปัญหาให้ไม่น้อยฮาเซลจึงไม่ยอมตกลงแม้จะอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ


“แกก็ค้าอาวุธอยู่แล้วทำไมถึงขายให้ฉันไม่ได้เล่า!!” โจ บาเลสเตอร์ตะโกนเสียงดัง


“...แบบนี้นี่เอง” ความสงสัยถูกไขทันทีที่ได้ยิน โจ บาเลสเตอร์คงอยากให้ฮาเซลขายอาวุธเพื่อไปทำเรื่องอะไรสักอย่างแต่ฮาเซลไม่ยอมขายก็เลยต้องใช้กำลังบังคับ


“ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องขายให้นี่นะ”


“คงรู้เรื่องที่ฉันต้องการอาวุธไปทำอะไรสินะ คิดจะทำตัวเป็นคนดีรึงไง”


“เปล่า คนดีที่ไหนค้าอาวุธล่ะ” ฮาเซลกวนกลับ รอยยิ้มมุมปากนั่นน่าโมโห


“ถ้าไม่ยอมตกลงคงไม่มีทางเลือกนอกจากให้แกตาย” น้ำเสียงเอาจริงนั่นดูจะไม่ใช่คำขู่ ปืนกระบอกสีดำขยับเข้าใกล้ฮาเซลมากขึ้นพร้อมนิ้วที่กำลังจะเหนี่ยวไก “ตกลงสิ ถ้าฉันสั่งให้ยิคนของแกรวมทั้งแกก็จะตายทันที!”


“...” ฮาเซลยืนนิ่งๆ โดยใช้สายตาจับจ้องไปยังโจ บาเลสเตอร์


“ทำไมทำหน้าแบบนั้น แค่ปืนกระบอกเดียวยังหยิบไม่ได้คิดว่าจะทำอะไรในสถานการณ์นี้ได้รึไง!” เสียงตะโกนอย่างขาดสติถือเป็นจังหวะเหมาะให้ผมถีบเพดานแล้วกระโดดลงไปด้านล่าง


วัตถุสีดำหรือปืนขนาดพกพาส่วนตัวของผมจ่อเข้าบริเวณศีรษะของโจ บาเลสเตอร์ ความเย็นของปืนที่แนบสนิทดูจะทำให้อีกฝ่ายชะงักด้วยความหวาดกลัวพอสมควรเพราะร่างกายนั่นเริ่มสั่นน้อยๆ


ทั้งห้องเงียบสนิท ไม่มีแม้แต่เสียงตื่นตระหนกทั้งที่มีผมเพิ่มเข้ามาในห้องอีกคน ความจริงทุกคนต่างตกใจทว่าไม่มีใครกล้าขยับตัวอาจเพราะถ้าเบี่ยงปืนมาทางนี้ก็เผยโอกาสให้อีกฝ่ายหนึ่งยิงสวน สายตาทุกคู่เหล่มองมาทางผมด้วยความสงสัยว่าเป็นใคร มาจากไหนและมาทำไม จากที่ดูคงมีแค่ฮาเซลคนเดียวที่รู้ว่าผมคือใคร รอยยิ้มมุมปากกับดวงตาสีสว่างมองมายังร่างผมคล้ายจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง


“ให้ยิงไหม” ผมเอ่ยถามตรงๆ ในเมื่อไม่มีใครเปิดการสนทนาผมเลยเลือกเป็นคนเปิดเอง


ถือปืนนานๆ เมื่อยใช่เล่นนะ


“จะยิงฉันไปด้วยงั้นสิ”


“หึ...น่าสนแฮะ” จะว่าไปตำแหน่งยืนนี่ถ้ามีปืนดีๆ คงยิงได้ทีเดียวสองคนรวด


“แต่ปืนนั่นคงมาไม่ถึงฉันล่ะมั้ง” ฮาเซลพูด


“รู้ดี” พูดถูกแล้ว  ปืนนี่ไม่ได้มีประสิทธิภาพขนาดนั้นก็แค่พกไว้ป้องกันตัวเผื่อกรณีฉุกเฉิน พลังในการทะลวงให้ได้ถึงสองคนน่ะทำไม่ได้หรอก แต่ถ้ายิงคนนึงให้ล้มก่อนก็เป็นอีกเรื่อง


“ฮาเซล แกวางแผนไว้” เสียงสั่นปนโกรธแค้นดังขึ้นจากโจ บาเลสเตอร์


“เปล่า”


“อย่ามาโกหก แกทำให้ตอนแรกฉันดูเหนือกว่าแล้วก็ให้ลูกน้องมาซ่อน...”


“เดี๋ยวๆ คุณโจ บาเลสเตอร์ ผมขอแทรกหน่อยนะ คือผมไม่ใช่ลูกน้องเขา” ผมรีบพูดแทรกก่อนที่หลายๆ คนจะเข้าใจผิดไป ท่าทางและการกระทำของผมในตอนนี้เหมือนเป็นลูกน้องของฮาเซลตรงไหนกัน


“ไม่ต้องมาไขสือ ถ้าแกไม่ใช่ลูกน้องมันแล้วมาจะเข้ามายุ่งเรื่องนี้ทำไม!”


“พอดีเดินผ่านมาแล้วเกิดสงสัยนิดหน่อย  จะเอายังไงมือผมเมื่อยแล้วนะ” ผมมองหน้าฮาเซลเพื่อเอาคำตอบ การถือปืนนานๆ ไม่ใช่งานถนัดของผม เข้าประชิดตัวอีกฝ่ายแล้วยิงอย่างรวดเร็วนั่นต่างหากเป็นสิ่งที่ผมถนัดกว่า


“ไหนบอกไม่ใช่ลูกน้องฉันไง จะฟังที่ฉันสั่งเหรอ” รอยยิ้มกวนๆ นั่นทำให้รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา


“หึ ทิ้งปืนให้หมด ผมหมายถึงทุกคนที่ถือปืน” ผมบอกกับคนทั้งห้องแต่ดูเหมือนบอดี้การ์ดของฮาเซลจะคิดว่าผมให้พวกลูกน้องโจ บาเลสเตอร์ทิ้งปืนเท่านั้นเลยยังถือปืนอยู่ พอได้ยินอีกรอบพวกเขาก็ทำหน้างงแต่ก็ยอมทิ้งปืนโดยดี


“คิดจะทำอะไร” โจ บาเลสเตอร์ถาม


“นั่นสิ เอาตรงๆ นะว่าผมไม่อยากวุ่นวายแล้วก็ไม่อยากยิงปืนด้วยเดี๋ยวเลือดกระเด็นมาโดนจะแย่เปล่าๆ ” ความจริงคือกระสุนมันแพงแทนที่จะเอาเงินไปซื้อกระสุนเอาไปนั่งร้านบุฟเฟ่ของหวานคุ้มกว่ากันเยอะ ถ้าให้เลือกระหว่างยิงกระสุนกับสู้มือเปล่าผมคงเลือกมือเปล่าโดยไม่ลังเลเลย


จะได้เก็บกระสุนไปใช้งานอื่นที่จำเป็นกว่า


“...แกเป็นใคร” คำพูดผมเหมือนจะทำให้อีกฝ่ายเดาได้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา


“ไม่จำเป็นต้องบอก”


“...”


“ในเมื่อผมเป็นคนคุมสถานการณ์นี้ก็ขอจัดการแบบนี้ละกัน เอาเป็นว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นพวกคุณก็กลับไปซะเถอะ”  การฆ่าโดยไม่ใช่งานมันไม่ใช่แนวทางผมถึงจะสามารถฆ่าได้ก็ตาม


“เข้าใจแล้ว...”


“ดี” ผมละปืนออกมาจากหัวอีกฝ่าย


“คิดว่าฉันจะพูดแบบนั้นรึไง! จัดการมัน! ถ้าไม่ใช่ลูกน้องของฮาเซลมันก็ไม่มีพวกหรอก!” คำสั่งจากโจ บาเลสเตอร์ดังขึ้นทันทีที่ผมลดปืนลง ลูกน้องสี่คนวิ่งตรงเข้ามาหาด้วยร่างกายอันกำยำไม่ว่าใครมองก็รู้ทันทีว่าใครเสียเปรียบ ถ้าดูแค่ภายนอกล่ะก็นะ...


หมัดขวาของหนึ่งในลูกน้องพุ่งมาจากมุมอับในด้านหลังทว่าผมกลับเบี่ยงหลบหมัดได้ในเสี้ยววินาทีก่อนหมัดนั้นจะถึงตัวและใช้ศอกสวนกลับไป


“อุก...” ร่างอันกำยำทรุดลงไปกองกับพื้นในเวลาไม่นาน อีกสามคนชะงักเมื่อเห็นทักษะของผมแต่มีเหรอที่ผมจะปล่อยไปง่ายๆ
ผมให้โอกาสกลับไปดีๆ แต่พวกเขาไม่รับไว้เองจะมาโทษกันที่หลังไม่ได้นะ


ผมพุ่งตัวเข้าไปหาคนแรกพร้อมใช้มือคว้าคออีกฝ่ายแล้วเสยเข่าเข้าใบหน้าไปเต็มๆ อีกคนที่อยู่ไม่ไกลตั้งการ์ดขึ้นเพื่อป้องกันลำตัวโดยที่ไม่รู้ว่าผมเล็งช่วงขาไม่ใช่ช่วงลำตัว...มันอาจดูยากในการล้มคนตัวใหญ่แต่สำหรับผมไม่ใช่


เพียงแค่เตะเข้าไปยังข้อเท้าให้ขายกขึ้นแล้วอาศัยจังหวะนั้นเตะเข้ายังขาอีกข้างร่างของชายร่างกำยำก็ล้มลงกองกับพื้น ผมเอื้อมมือไปคว้าแขนคนสุดท้ายไว้แล้วดึงเพื่อให้เสียศูนย์...อาจเพราะเห็นฝีมือผมเลยทำให้อีกฝ่ายมีท่าทีหวาดกลัวนั่นเลยเป็นจุดให้ผมชกเข้ายังท้องได้เต็มๆ หมัด


“อ้อ...เหมือนจะเหลืออีกคน” ผมทำท่านึกออกพลางเดินไปหาโจ บาเลสเตอร์ที่ขยับหนีจนหลังแนบสนิทกับผนังห้อง


“จะ...ทำอะไร ฉันจะกลับแล้ว”


“โทษทีนะ ตอนนี้คงให้กลับไปง่ายๆ ไม่ได้หรอก” ผมมองหน้าอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มมุมปากก่อนจะหมัดขึ้นเหวี่ยงเข้าใบหน้าอวบสุดแรง


คู่ต่อสู่ 4 คนและอีก 1 บอสถูกจัดการเรียบในเวลาไม่กี่นาที


บอกให้กลับดีๆ ไม่ยอมผมเลยต้องมาเสียเหงื่อเลยเห็นไหม


“สุดยอด” เสียงตบมือจากฮาเซล กอนซาเลซดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ


“อยากโดนแบบเดียวกัน?”


“อย่าพูดแบบนั้นน่า ช่วยได้พอดีเลย”


“บอกแล้วไงว่าอย่าประมาท คุณประมาทเกินไปถึงได้เกือบแย่แบบนี้ไง” ถ้าผมไม่มาป่านนี้คงถูกยิงตายไปแล้วมั้ง


“อืม”


“ตายขึ้นมาผมจะตามไปหัวเราะถึงในงานเลย”


“ไม่ตายหรอก”


“มั่นใจจังนะทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังถูกปืนจ่ออยู่เลย”


“ต่อให้ถูกปืนจ่อใช่ว่าจะจัดการไม่ได้ คงไม่ลืมนะว่านี่คือห้องฉัน”


“หมายความว่าไง” จะบอกว่าสามารถรอดจากสถานการณ์นั้นได้งั้นเหรอ


“เห็นนี่ไหม” ฮาเซลชี้ลงไปยังพื้นกระเบื้องบริเวณปลายเท้า


“...อะไร”


“มันเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน แค่กดลงไปนอกจากจะเรียกบอดี้การ์ดคนอื่นมาแล้วยังปล่อยระเบิดควันด้วย”


“...” ผมถึงกับเงียบเมื่อได้ยิน


แปลว่าต่อให้ไม่มีผมฮาเซลก็สามารถกดปุ่มนั่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจแล้วหยิบปืนขึ้นมาแถมยังเรียกคนมาเพิ่ม เรียกว่าสถานการณ์พลิกกลับอย่างสมบูรณ์ นั่นหมายความว่าถึงผมไม่มาก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน


บ้าเอ้ย!


นี่ผมทำอะไรลงไปเนี่ย


เหมือนเอาฝีมือมาอวดเลย


น่าขายหน้า!


น่าขำ!


อายจนอยากแทรกแผ่นดินหนีแล้ว!


“ตกใจที่เห็นนะเรย์”


“ขอตัว” ผมเตรียมหมุนตัวเดินออกจากห้อง


อยากออกไปจากสถานการณ์นี้แล้วล้างสมองลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้นซะให้หมดไม่ว่าจะความโง่หรือความอับอายของตัวเองที่ดันหลงเข้ามาช่วยอีกฝ่ายที่ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือเลยสักนิดเดียว


“เดี๋ยวสิ” อีกฝ่ายเอื้อมมือมาคว้าแขนผมไว้ในจังหวะที่นึกเหตุผลของการมาเยือนที่นี่ออกพอดิบพอดี


“อ้อ ลืมธุระที่มานี่เลย” ผมดึงมืออีกฝ่ายทิ้งแล้วหยิบเช็คเงินล่าสุดที่ได้ยื่นให้เจ้าของ


“อะไร”


“ไม่ต้องมาทำหน้างง เงินที่คุณโอนมาไง อยากจะบ่นมานานแล้ว เลิกส่งเมลมากวนกันทุกวันสักทีแล้วก็เลิกโอนเงินมาให้ได้แล้ว ถ้าว่างนักก็เอาเวลาไปกลิ้งตัวทำความสะอาดพื้นห้องไป!” ผมระบายทุกอย่างที่อัดอั้นออกไป


เงินทุกบาทถูกเขียนอยู่บนเช็กนี่หมดแล้ว


“ฉันไม่รับ”


“รวยมากจนทิ้งเงินยี่สิบล้านได้ง่ายๆ เลย?”


“เปล่า...ก็นายทำงานสำเร็จนี่ก็ต้องให้ค่าจ้างถูกแล้ว”


“ทำงานสำเร็จ? พูดอะไร” ผมยังไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง


“ทำหน้างง เมลเมื่อวันก่อนเขียนไว้ว่าอะไรจำได้รึเปล่า” คำถามของฮาเซลเรียกให้ดวงตาสีอ่อนของผมเบิกกว้างขึ้น


“...อยากเจอ” นั่นคือประโยคเดียวที่เขียนอยู่ในเมล


“ใช่ ฉันเจอและก็ได้เจอจริงๆ เพราะงั้นเงินนี่เป็นของเรย์”


“เอาเงินมาเล่นไร้สาระ”


“งั้นเหรอ”


“ยังไงผมก็จะคืน” ผมไม่ยอมรับเงินจำนวนขนาดนี้เพียงแค่งานง่ายๆ อย่างมาเจอหรอก


“ฉันไม่รับ”


“ฮาเซล!”


“อะไร”


“อย่ามากวน รับเช็คนี่ไป” ผมคว้ามืออีกฝ่ายให้แบบอกและวางเช็คลงทว่าฮาเซลกลับจับมือผมไว้แน่นแล้วเอาเช็คใบเดิมยัดใส่มือผมอีกรอบ


“ไม่”


“คุณนี่มัน...”


“นี่เรย์ ถ้าลำบากใจงั้นช่วยรับทำงานให้ฉันได้ไหมล่ะ” อยู่ๆ น้ำเสียงกวนๆ ก็แฝงความจริงจังขึ้นมา


“...งานอะไร” ผมนิ่งสักพักก่อนถามกลับ


“มาเป็นบอดี้การ์ดให้ฉัน”


“มีอยู่แล้วไม่ใช่” ผมพูดพลางมองไปยังบอดี้การ์ดที่กำลังจัดการกับร่างของเหล่าลูกน้องโจ บาเลสเตอร์อยู่รอบๆ นอกจากนี้การค้นหาข้อมูลเมื่อครั้งก่อนลิสรายชื่อของบอดีการ์ดที่ฮาเซลจ้างมานั้นยาวเป็นหางว่าว นับคร่าวๆ ก็เกิน 20 คนได้


มีเยอะขนาดนั้นยังจะให้ผมมาเป็นบอดี้การ์ดอีกเพื่อ?


“ช่วงนี้ค่อนข้างอันตรายเลยอยากได้คนมีฝีมือมาช่วยเผื่อเกิดอะไรขึ้น”


“ก็อยากทำเรื่องให้คนอื่นหมันไส้ทำไมล่ะ” ผมกวนกลับ ไม่ว่าใครก็คงไม่ชอบให้ใครเด่นมากนักหรอก...กับฮาเซลนอกจากจะเด่นแล้วยังเปี่ยมไปด้วยอิทธิพลและอำนาจ


ไม่แปลกใจที่จะมีหลายคนไม่ชอบหน้าหรืออยากกำจัดให้พ้นทาง


“ฉันผิด?”


“ขอข้อมูลมากกว่านี้” แค่นี้มันไม่พอที่จะตัดสินใจหรอก


“อยากรู้อะไรล่ะ”


“ระยะเวลา สถานที่ที่ผมต้องดูแลคุณและอื่นๆ อย่างพวกต้องการให้ผมปลอมตัวยังไง”


“ระยะเวลาไม่แน่นอนอาจจนกว่าจะจัดการคนที่อยู่เบื้องหลังได้”


“อย่างอื่นล่ะ”


“ถ้าเป็นไปได้อยากให้คอยคุ้มกันตลอด ส่วนเรื่องปลอมตัวแล้วแต่นายเลย”


“ตลอดเวลานี่คิดจะให้ผมไปอยู่ด้วย?”


“แน่นอน มานอนด้วยกันเถอะ อุ๊ก!...” ไม่ต้องรอให้พูดจบประโยคผมจัดการชกเข้าที่ท้องอีกฝ่ายจนนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด


“ผมรับงาน เพียงแต่ถ้ามาก้าวก่ายกันเกินไปมือไม้ผมอาจกระตุกได้ง่ายๆ ”

................................................

มาต่อแล้วค่า

ความโหดของเรย์ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นยามได้อยู่กับฮาเซล 55

ถึงอย่างงั้นก็ยังมีมุมที่อยากมาหา อิ๊วว

พอได้แต่งถึงได้รู้ว่าเรานี่สงสัยจะชอบให้เคะโหดนะเนี่ย พอเห็นพระเอกถูกกระทำแล้วรู้สึกชอบอย่างบอกไม่ถูก

หวังว่าทุกคนเองก็คงจะชอบทั้งเรย์และฮาเซลนะคะ

ตอนหน้ามันส์แน่แถมเป็นพาทที่ฮาเซลเล่าเรื่อง บอกได้แค่ไม่ธรรมดาาา...ขอสปอยเล็กๆ อิอิ

ขอบคุณทุกๆ คอมเม้นท์นะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบายค่ะ

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ Cyclopbee

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 178
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ฮาเซลก็ตรงเกิ๊นนน 
รออ่านพาร์ทพระเอก  :-[

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
ได้งานแบบนี้ ทำไปเลยลูกเรย์ เอาเงินไว้ก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากัน  :hao3:

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2878
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
55555 เรย์ต้องแพ้ทางฮาเซลแน่เลย
ฮาเซลก็ชัดเจนมาก ตรงไปอีก
อยากรู้แล้วว่าทำไมถึงเหมือนรู้ตัวตนเรย์

ออฟไลน์ PK.Kenaf

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ชอบบบบบบ มีความตอบโต้กันไปมา หุยๆ อ่านไปยิ้มไปเลยค้าบบบ

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
✖`·»เสี่ยงรัก«·´✖ วันที่4




ช่วงเช้าของการเริ่มต้นวันใหม่อันแสนน่าเบื่อกลับดูตื่นเต้นขึ้นมาหลังจากเหตุการณ์เมื่อวาน บ้านหลังใหญ่เทียบเคียงกับคฤหาสน์มีระบบรักษาความปลอดภัยชั้นยอดตั้งแต่หน้าประตูมาจนถึงในตัวบ้าน ทุกๆ วันจะมีบอดี้การ์ดอย่างน้อย 4-6 คนคอยตามประกบอยู่แทบทุกฝีก้าว ทั้งที่ความจริงต่อให้ไม่มีบอดี้การ์ดเจ้าของคฤหาสน์อย่างผมก็มั่นใจในฝีมือตัวเองอยู่พอตัว


แต่ก็เอาเถอะ


“ท่านฮาเซล” เสียงเรียกชื่อผมดังขึ้นหลังจากมาถึงยังห้องทำงาน


ฮาเซล กอนซาเลซคือชื่อของผมที่ใครได้ยินเป็นต้องรู้จัก เพราะไม่ใช่เพียงเจ้าของบริษัทอสังหาระดับแนวหน้าแต่ยังพ่วงด้วยเจ้าของคลับหรูและแถมท้ายด้วยค้าอาวุธทำให้มีทั้งอิทธิพลและอำนาจค่อนข้างมาก อาจเพราะแบบนั้นทำให้มีคนไม่ชอบหน้าหรือตั้งตัวเป็นศัตรูอยู่พอสมควร


ยิ่งช่วงนี้ก็เหมือนกำลังถูกล้วงข้อมูลอะไรบางอย่างอยู่ด้วย


ตัวการคือใคร ต้องการอะไร และจะใช้วิธีไหน ผมไม่รู้อะไรเลยสักอย่างเลยให้ลูกน้องคนสนิทไปรวบรวมข้อมูลพ่วงไปเข้าประชุมในที่ต่างๆ แทน


“ไงมากส์” ผมหันไปทักทายหนึ่งในลูกน้องคนสนิทที่เพิ่งกลับมาจากการไปต่างประเทศมาเมื่อคืน


“พวกลูกน้องรายงานว่าเมื่อวานเกิดเรื่องเหรอครับ” มากส์ถามด้วยใบหน้านิ่งๆ


“นิดหน่อย”


“สงสัยผมต้องเทรนพวกลูกน้องใหม่ซะแล้ว” ใบหน้าของมากส์เริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดผม มากส์เป็นชายรู้ร่างออกกำยำแต่ไม่มาก เขาเป็นอดีตทหารผ่านศึกที่มาทำงานให้ผมตั้งแต่สิบปีก่อน สำหรับมากส์ผมไว้ใจเขาได้ เวลามีอะไรก็มักจะให้มากส์ไปจัดการแทน


“เทรนให้พอดีละกัน แล้วแซมไม่ได้มาด้วยกัน?” ผมถามต่อ แซมที่ว่าเป็นหนึ่งในลูกน้องคนสนิทของผมเช่นกัน


“มาครับ เหมือนจะลงไปเอากาแฟแต่ 20 นาทีแล้วยังไม่มาสักที” มากส์บอกพลางขมวดคิ้วแน่นด้วยความไม่พอใจ


“หึ...หลีสาวน่ะสิ” นิสัยของแซมเป็นที่รู้กันดีว่าชอบหลีสาวเป็นชีวิตจิตใจ


“น่าจะหาวิธีจัดการนิสัยนี้นะครับ...”


“อะไรกันครับ...พูดถึงผมรึเปล่า” ยังไม่ทันที่มากส์จะพูดจบน้ำเสียงทะเล้นออกแนวขี้เล่นก็ดังพร้อมเจ้าของร่างสูงในชุดบอดี้การ์ดโผล่เข้ามาในห้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม


“ไหนว่าไปเอากาแฟ” มากส์ถามพลางจ้องไปยังมือทั้งสองข้างของอีกฝ่ายซึ่งปราศจากแก้วกาแฟใดๆ


“จัดการหมดแล้ว บอสพวกผมไปจัดการโจ บาเลสเตอร์มาแล้วนะ”


“จัดการ?”


“ไม่ได้ฆ่าหรอก แค่เตือนว่าอย่ามาหยามบอสเท่านั้นเอง เนอะ” แซมบอกแล้วหันไปขอความเห็นมากส์


“แค่อยากให้พวกนั้นรู้ว่าหันปืนใส่ผิดคน” มากส์พูดต่อ


“ทำอะไรไรบอกกันหน่อยสิ” นี่ผมเพิ่งรู้เรื่องหลังจัดการเรียบร้อยแล้วแบบนี้มันก็เหมือนผมสั่งลูกน้องไปจัดการน่ะสิ


ถ้ารู้ว่าพวกมากส์จะไปผมคงจะไปด้วยแล้ว


“ขืนให้บอสไปเดี๋ยวก็ได้พลั้งมือฆ่าหมอนั่นพอดี” แซมบอก


“เห็นฉันเป็นแบบนั้น?” ผมไม่ใช่พวกโมโหร้ายหรือป่าเถื่อนสักหน่อย


ฆ่าเหรอ...


ถ้าไม่จำเป็นไม่คิดจะทำหรอก


“ถ้าโมโหล่ะก็ต่อให้เป็นพวกเราก็หยุดไม่อยู่หรอก ว่าแต่เมื่อวานเกิดอะไรขึ้นครับเห็นพวกลูกน้องเล่าว่ามีอีกคนเข้ามาช่วย?” มากส์เอ่ยถามด้วยใบหน้าสงสัย แซมที่ยืนข้างๆ เองก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน


การรายงานเหตุการณ์แต่ละวันเป็นเรื่องปกติที่พวกลูกน้องต้องทำอยู่แล้ว แน่นอนว่าเหตุการณ์เมื่อวานต้องถูกรายงานไปด้วยอยู่แล้ว


“ช่วยเหรอ...นั่นสิ” ภาพของชายหนุ่มท่าทางเรียบร้อยจ่อปืนไปยังศีรษะของโจ บาเลสเตอร์ด้วยสายตาของนักล่าช่างดูมีเสน่ห์เหลือเกิน


ไม่คิดว่าจะเป็นคนน่าสนใจขนาดนี้


ในตอนแรกก็แค่อยากรู้ว่านักฆ่าที่ได้ชื่อว่ายมทูตแห่งความตายจะเป็นยังไง กิติศักดิ์ของเขาผ่านหูผมมานานมาก หลายคนก็บอกว่าเป็นสาวสวยสุดเซ็กซี่ บางคนก็บอกว่าเป็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำ บ้างก็บอกว่าเป็นหนุ่มน้อยน่ารัก เรียกว่าพูดกันไปคนละทาง


พอได้เจอจริงๆ ก็ทำเอาตกใจไม่น้อย ใบหน้าขาวเรียวกับดวงตาอันทรงเสน่ห์ปรากฏตัวในร่างของหญิงสาว ไม่น่าเชื่อว่าจะมีผู้ชายที่แต่เป็นหญิงแล้วไม่รู้สึกขัดอยู่ด้วย ความสงสัยเมื่อเจอกันมีมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นชื่อหรือใบหน้าจริงๆ ยามไม่ได้ปลอมตัว ทุกครั้งที่เจอกันเขาไม่เคยแสดงตัวตนจริงๆ ออกมาให้เห็นไม่ว่าจะเป็นสีผมหรือสีตาก็มักจะถูกปลอมอยู่ตลอด


ยิ่งปกปิดก็ยิ่งอยากจะล้วงเข้าไปหาจนกว่าจะเจอ


ภายใต้การปลอมตัวอันสมบูรณ์แบบจะมีอะไรอยู่กันนะ


น่าสนใจจริงๆ


“ท่านฮาเซล” เสียงเรียกจากมากส์เรียกสติผมให้กลับมา


พอเป็นเรื่องของนักฆ่านามว่าเรเวน มาเกอร์ก็ทำให้เป็นแบบนี้ทุกทีสิน่า


ราวกับจมอยู่ในความคิดของตัวเอง ใบหน้าบึ้งตึงกับคำพูดคมๆ นั่นตราตรึงอย่างบอกไม่ถูก และถือเป็นโชคดีที่อีกฝ่ายยอมรับงานง่ายๆ ไม่อย่างงั้นผมคงได้เมลไปก่อกวนจนอีกฝ่ายต้องก้าวเข้ามาหาด้วยความหงุดหงิดพร้อมจ่อปืนที่ขมับผมชัวร์ๆ


“อืม วันนี้จะมีบอดี้การ์ดใหม่มา” ผมบอกกับทั้งคู่


“บอดี้การ์ดใหม่?” ทั้งคู่ประสานเสียงแฝงความตกใจไม่น้อย จำนวนบอดี้การ์ดในตอนนี้ก็นับว่าค่อยข้างมากแล้วพวกเขาเลยแปลกใจที่ผมหาบอดี้การ์ดมาเพิ่มอีก


“ใช่ แต่ไม่รู้หรอกนะว่าจะมาตอนไหน” เมื่อวานหลังจากถูกชกเข้าเต็มท้องเรย์ก็ก้าวฉับๆ ออกจากห้องไป


ผมไม่สงสัยว่าอีกฝ่ายลักลอบเข้ามาได้ยังไงเพราะด้วยฝีมือระดับนั้นแค่ลอบเข้าบริษัทไม่ใช่เรื่องยากอะไรหรอก ที่สงสัยกว่าคือทักษะการต่อสู้ประชิดตัวที่เห็นเต็มๆ สองตาต่างหาก


เคยได้ยินว่านักฆ่าจะไม่เรียนพวกศิลปะป้องกันตัวในแนวของการตั้งรับมากนักเพราะไม่มีความจำเป็นต้องใช้ หน้าที่ของนักฆ่าคือเข้าประชิดโดยไม่ให้เป้าหมายรู้ก่อนจะจัดการแล้วจากไปเงียบๆ ดังนั้นพวกศิลปะการปัดป้องเลยไม่จำเป็นนัก


“ใครครับบอส อย่าบอกนะว่าไปจ้างพวกบริษัทรักษาความปลอดภัยน่ะ”


“ไม่ใช่...แต่ก็จ้างอย่างที่ว่าแหละ”


“จ้างไปเท่าไหร่ครับ” มากส์ถามบ้าง


“ยี่สิบล้านได้มั้ง” ผมยิ้มมุมปากนิดๆ ระหว่างตอบ


นี่ยังไม่นับรวมจำนวนเงินก่อนหน้านี้ที่โอนไปให้อีกนะ


“ยี่สิบล้าน!”


“ท่านฮาเซล แบบนี้มันไม่มากไปหน่อยเหรอครับ ต่อให้ฝีมือดีขนาดไหนแต่จำนวนเงินขนาดนั้นมันค่อนข้างจะ...”


“แค่ยี่สิบล้านไม่ใช่จำนวนเงินมากมายอะไรหรอก” ถ้าเทียบกับการได้เห็นใบหน้าหงุดหงิดเวลาถูกแหย่ใกล้ๆ เกือบตลอดเวลาแบบนี้นับว่าคุ้มค่ากับเงินแค่ไม่กี่สิบล้านที่ต้องเสียไป เงินจำนวนแค่นั้นผมสามารถหาคืนได้ในไม่กี่วันด้วยซ้ำ


“แปลว่าเก่งมากสินะครับ” มากส์ถามเสียงจริงจัง ดวงตาสีน้ำตาลจ้องมายังผมเพื่อรอคำตอบ ท่าทางของมากส์เหมือนกำลังไม่ไว้ใจผู้มาใหม่


“มาก” ผมเพิ่มความมั่นใจให้ ฝีมือที่แสดงออกเมื่อวานดูเหมือนจะยังไม่ใช่ทั้งหมดแต่นั่นก็มากพอให้คะเนความสามารถของอีกฝ่ายได้


ฝีมือของเรย์ไม่ใช่ระดับธรรมดา


“พวกเราจะรอเจอ” มากส์เหล่มองแซมเล็กน้อยก่อนจะขอตัวออกไปจัดการงานอื่นๆ ต่อ


นอกจากทั้งคู่จะเป็นบอดี้การ์ดคนสนิทแล้วยังเป็นเหมือนเลขาส่วนตัวที่สามารถจัดการงานได้แทบทุกอย่าง เวลาผมไม่อยากไปประชุมหรือเข้าร่วมงานที่ไหนก็จะส่งพวกเขาไป การทำงานในช่วงเช้าผ่านไปจนถึงช่วงเย็นของวันทว่ากลับไม่มีวี่แววของเรเวน มาเกอร์เลยสักนิด


จะว่าไปพวกเราก็ยังไม่ได้คุยรายละเอียดของงานให้ชัดเจนเท่าไหร่


ที่ผมบอกไปก็มีแค่ให้คอยมาอยู่ข้างๆ


“หรือไม่ได้บอกว่าให้เริ่มงานวันนี้?” ผมชักเริ่มไม่แน่ใจซะแล้วสิ เล่นไม่ปรากฏตัวออกมาตลอดวันแบบนี้


พอหมดเวลาทำงานพวกมากส์พ่วงด้วยบอดี้การ์ดอีก 4 คนก็เข้ามารับผมลงไปยังรถที่จอดซึ่งอยู่ด้านล่าง เมื่อมากส์และแซมกลับมาการป้องกันรอบตัวผมก็ยิ่งทวีความแน่นหนามากขึ้น รถสีดำเงาตรงหน้าเองไม่เพียงแค่มีระบบรักษาความปลอดภัยชั้นยอดแต่ยังมีความทนทานสูงจึงไม่ต้องห่วงเรื่องการถูกยิงล้อหรือเบียดจนรถเสียหาย


“ฮื้ม...” มุมปากผมยกขึ้นเล็กน้อยเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นใครบางคนยืนกอดอกพิงเสาอยู่ไม่ไกลจากตัวรถ  ไม่ใช่เพียงผมแค่ที่เห็นแต่ทั้งมากส์และแซมเองก็เหลือบมองโดยไม่แสดงออกมากนัก ถึงจะปกปิดตัวเองด้วยการใช้ผมปกหน้าไม่ให้เห็นดวงตาแถมยังเปลี่ยนสีผมเป็นสีดำสนิททว่ากลับไม่สามารถปิดบังตัวจริงของอีกฝ่ายไว้ได้


จะว่าเป็นเซ้นส์ของผมก็ได้ล่ะมั้งที่สามารถรู้ได้แม้อีกฝ่ายจะปลอมตัวเป็นใคร


เพียงแค่ใช้สายตามองก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร


เรเวน มาเกอร์


มาทำงานสายนะ


ผมอยากจะเอ่ยประโยคนั้นออกไปถ้าไม่ติดที่ถูกสายตาคู่นั้นเบนมาสบโดยไม่มีคำพูดละก็นะ สายตาแบบนั้นกำลังบอกว่าอย่ามาเอ่ยทักเชียว เขาไม่ใช่พวกที่ชอบตามติดในระยะประชิด แปลว่าคงคอยดูผมอยู่จากที่ไกลๆ และมีความเป็นไปได้สูงที่คอยดูมาตลอดเพียงแต่ผมไม่ทันรู้สึกก็แค่นั้น อาจเพราะผมแสดงสีหน้าหรือท่าทางบ่งบอกว่ากำลังหาตัวอยู่ อีกฝ่ายเลยยอมเผยตัวตนออกมาให้เห็น


“บอส...หมอนั่นมองมาทางนี้ ไม่แน่ว่าอาจเป็นพวก...”


“หม่อนั่นไม่ใช่ศัตรู” ผมบอกแซม


“รู้จักเหรอครับ?”


“อืม บอดี้การ์ดคนใหม่ไง”


“หมอนั่นน่ะเหรอ ท่านฮาเซล...รูปร่างแบบนั้นไม่น่าไหว”


“คิดเหมือนฉันเลย” ผมยกยิ้ม ตอนที่เจอกับเรย์ครั้งแรกก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน


รูปร่างแบบนั้นจะไปสู้ใครได้ แค่จะเหวี่ยงหมัดยังดูไม่มีแรงเลย ไม่ต้องพูดถึงการต่อสู้แบบตัวต่อตัวร่างกายอย่างงั้นแค่จะหลบยังไม่ไหวเลยด้วยซ้ำ


“งั้นทำไมถึงได้จ้าง”


“ไว้ไปคุยเรื่องที่บ้าน ติดต่อไปที่บ้านด้วยว่าให้เขาเข้าไปได้” ผมบอกมากส์ก่อนจะเข้าไปนั่งในรถ


“แล้วเรื่องการตรวจร่างกายเขา...”


“ไม่จำเป็น” ตรวจไปก็เท่านั้น ความสามารถจริงๆ ของนักฆ่าต่อให้ไม่มีอาวุธก็สามารถหยิบเอาวัตถุแถวนั้นมาใช้ได้อยู่ดี หากเขาต้องการจะฆ่าต่อให้เนื้อตัวปราศาจากอาวุธก็ยังสามารถฆ่าได้อยู่ดี


“ครับ”


รถคันสีดำเงาของผมแล่นออกจากบริษัทโดยมีมากส์และแซมนั่งอยู่ด้านหน้า ด้านหลังมีรถยนต์แบบเดียวกับซึ่งมีบอดี้การ์ดอีก 4 คนขับตามท้ายมา ถัดออกไปไม่ไกลมีรถมอเตอร์ไซค์ขับตามมาเช่นกัน รูปลักษณ์การแต่งตัวของเรย์ในวันนี้ออกแนวเซอร์ๆ เลยเข้ากับมอเตอร์ไซค์ธรรมดาค่อนข้างมาก


ใช้เวลาไม่นานมากรถยนต์สองคนและมอเตอร์ไซค์อีกคันก็เข้ามาจอดภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ ทั้งมากส์แซมและเหล่าบอดี้การ์ดดูจะสงสัยกับผู้มาใหม่อยู่พอควร ส่วนของผู้มาใหม่นั้นกลับเมินเฉยไม่สนสายตาที่ถูกจับจ้องไปแถมยังยืนนิ่งๆ อยู่ไกลๆ อีก


“มานี่สิเรย์” ผมเอ่ยปากเรียกเป็นครั้งแรกของวัน


“อย่าเรียกผมด้วยชื่อนั้น” คนถูกเรียกก้าวฉับๆ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ


“ทำท่าทางแบบนี้ใส่ผู้ว่าจ้างไม่ดีนะ” น้ำเสียงออกแนวไม่พอใจจากมากส์ดังขึ้น เขาคงเห็นเรย์แสดงท่าทางไม่เหมาะสมกับผมละมั้ง


กับคนอื่นผมอาจไม่ชอบแต่กับเรย์ผมมองว่าท่าทางโมโหออกแนวไม่พอใจนี่ดูน่ามองดี อยากให้ดวงตานั้นสะท้อนภาพของตัวเองอยู่ภายใน


“ถ้าไม่พอใจกับท่าทางผมก็ขอโทษด้วย” เรย์ก้มหัวโค้งขอโทษเล็กๆ ทำเอาทั้งผมและคนอื่นๆ งงกันเป็นแถว


ทำไมถึงยอมก้มหัวได้ง่ายๆ ขนาดนี้


“บอสบอกว่านายจะมาเป็นบอดี้การ์ดคนใหม่” ชะงักไปสักพักมากส์ก็ถามต่อ


“จะว่าใช่ก็คงใช่”


“ดูท่าทางไม่อยากทำเท่าไหร่นะ”


“ผมดูออกง่ายขนาดนั้นเลย?” นอบน้อมเสร็จอยู่ๆ ก็เปลี่ยนมากวน ปกติเรย์จะปกปิดความรู้สึกได้ดีดังนั้นการที่แสดงออกมามากขนาดนี้แปลว่าจงใจให้รู้


“งานนี้อันตรายมาก ถ้าคิดจะมาทำเล่นๆ หรือส่งๆ ก็กลับไปซะ” คำพูดของมากส์ดูจริงจังจนฝ่ายเรย์เริ่มเงียบไป


“ผมขอบอกไว้หน่อยนะว่าจริงอยู่ที่ผมไม่ได้อยากรับงานนี้เท่าไหร่ แต่ในเมื่อผมรับแล้วนั่นหมายความว่างานจะต้องสำเร็จ ไม่ต้องกังวลว่าผมจะมาทำเล่นๆ” เรย์ตอบมากส์ด้วยน้ำเสียงจริงจังไม่แพ้กัน


“มีความมั่นใจดี แต่แค่ความมั่นใจไม่ได้หมายความว่าพวกเราจะไว้ใจให้เข้าใกล้ท่านฮาเซลได้”


“ความหมายคืออยากเห็นฝีมือผม?” เรย์ถามกลับตรงๆ


“ประมาณนั้น”


“เอาตรงๆ ผมไม่เก่งศิลปะป้องกันตัว”


“...คิดจะถ่อมตัว?” เหมือนมากส์จะไม่ใช่ในสิ่งที่เรย์พูด


ไม่ว่าใครก็คงจะคิดแบบเดียวกัน บอดี้การ์ดที่ผมจ้างด้วยเงินถึงยี่สิบล้านจะไม่เก่งศิลปะป้องกันตัวได้ยังไง แต่สำหรับผมคิดว่าคำพูดนั่นไม่ได้จะถ่อมตัวแต่กำลังบอกความจริงออกมา ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจความหมายของคำพูดนั้นเหมือนกัน


“ผมพูดจริง”


“ถ้าเป็นเรื่องจริงแล้วคิดว่าจะสามารถปกป้องท่านฮาเซลได้รึไง”


“ได้สิ ผมจะใช้วิธีของตัวเอง”


“คิดว่าเราจะเชื่อคนที่แค่ศิลปะป้องกันตัวยังไม่เก่งเหรอ”


“เหมือนคุณอยากจะดูฝีมือผม?” เรย์ถามกลับพลางสบสายตากับมากส์ตรงๆ


“ใช่”


“กับคุณ?”


“เปล่า แซม” สิ้นเสียงเรียกจากมากส์แซมก็เหวี่ยงหมัดใส่เรย์อย่างแรงทันทีทว่าฝ่ายเรย์กลับมองหมัดนั้นออกและสามารถหลบได้เพียงแค่เอียงคอเล็กน้อยเท่านั้น


ทั้งมากส์และแซมต่างหรี่ตามองการเคลื่อนไหวนั้นด้วยใบหน้ากึ่งตกใจเล็กๆ แซมไม่ปล่อยให้ทิ้งช่วงนานเหวี่ยงหมัดอีกข้างใส่พร้อมยกขาขึ้นถีบเข้ายังหน้าท้องซึ่งหมัดที่เหวี่ยงไปนั้นใช้เป็นตัวหลอกเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายสังเกตเห็นการโจมตีจากด้านล่าง


ไม่ว่าใครได้เจอท่านี้ก็มักจะหลงกลทุกรายแต่เหมือนเรย์จะไม่ใช่ ดวงตาสีเรียวจ้องมองหมัดที่ปล่อยในเสี้ยววินาทีก่อนจะตัดสินใจกระโดดถอยไปด้านหลังเพื่อทิ้งระยะห่างไม่ให้ทั้งหมัดและขาโจมตีมาโดนได้


“ผมไม่อยากสู้” เรย์บอกเสียงนิ่ง แม้จะโดนจู่โจมถึงสองครั้งเรย์ก็ไม่มีทีท่าจะตอบโต้


“คงไม่ได้ ฉันชักอยากเห็นฝีมือจริงๆ ของนายแล้วสิ” แซมพูดกับเรย์เป็นครั้งแรกด้วยสายตาทอประกายเหมือนคนกำลังเจอเรื่องสนุก พูดจบแซมขยับเคลื่อนไหวอีกครั้งด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นกว่าในตอนแรกเข้าประชิดตัวเรย์หมายจะหาโอกาสโจมตี


ดูจากแววตาแซมคงเริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่างในตัวเรย์ และอาจไม่ได้มีแค่แซมแต่มากส์เองก็เช่นกัน


“...จะจบการต่อสู้นี้ได้ยังไง” เรย์ถามระหว่างหลบการโจมตีจากหมัดซ้ายขวา เขาคงรู้แล้วว่าขืนไม่สู้ต่อไปก็เปล่าประโยชน์
ผมเองไม่คิดจะเข้าไปขวางการต่อสู้เพื่อดูฝีมือในครั้งนี้เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะให้ทุกคนเห็นฝีมือของผู้มาใหม่ ตอนนี้บอดี้การ์ดจากในและนอกบ้านมาล้อมวงเพื่อดูการต่อสู้ของผู้ที่ได้ชื่อว่าคนสนิทอย่างแซมกับบอดี้การ์ดผู้มาใหม่


“ง่ายๆ แค่โจมตีฉันให้โดน” คำประกาศจากแซมเรียกร้อยยิ้มมุมปากของเรย์ให้ยกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั่นเหมือนกำลังดีใจราวกับได้โจทย์เลขที่สามารถแก้ได้ไม่ยาก


แซมเองก็เหมือนจะรับรู้ได้ถึงรอยยิ้มจึงได้ถอยหลังเพื่อตั้งหลักรอรับการโจมตีที่ไม่รู้จะมายังไง เรย์มองการเคลื่อนไหวของแซมเล็กน้อยก่อนจะก้าวเข้าไปหาตรงๆ ด้วยความเร็วคงที่ ไม่มีแม้การขยับตัวหลอกล่อใดๆ สายตาทุกคู่มองผู้มาใหม่อย่างไม่เข้าใจซึ่งผมเองก็เหมือนกัน


เดินเข้าไปตรงๆ แบบนั้นคิดจะทำอะไร


เสี้ยววินาทีหลังจากคิดเรย์ก็เอื้อมมือซ้ายเข้าใส่โดยที่แซมอ่านการเคลื่อนไหวออกจึงหลบไปอีกฝั่งซึ่งนั่นเหมือนเป็นสิ่งที่เรย์คาดการณ์เอาไว้แล้วจึงอาศัยจังหวะเดียวกับที่แซมเบี่ยงตัวหลบพุ่งเข้าไปด้านหลังแล้วใช้ปลายนิ้วจ่อเข้ายังลำคอของแซมอย่างรวดเร็วในเสี้ยววินาที


ภาพของเหตุการณ์เกิดขึ้นในชั่วพริบตาและมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวทุกอย่าง สำหรับหลายๆ คนคงเห็นแค่อยู่ๆ เรย์ก็มาปรากฏตัวอยู่ด้านหลังแซม...ไม่ได้เห็นการเคลื่อนไหวทั้งหมดอย่างที่ผมและมากส์เห็น


สิ่งที่เรย์แสดงให้เห็นมันไม่ใช่ศิลปะการต่อสู้แต่เป็นการลอบสังหาร แถมยังเป็นการลอบสังหารต่อหน้าต่อตาอีกต่างหาก ทั้งที่แซมระวังตัวแต่กลับไม่สามารถหยุดการเคลื่อนไหวของเรย์ได้


ฝีมือสุดยอด!


สมแล้วกับชื่อยมทูตแห่งความตาย


ทุกงานที่รับทำมีอัตราสำเร็จคือร้อยเปอร์เซ็นต์ ได้มาเห็นกับตาแบบนี้ผมรู้เลยว่าข่าวพวกนั้นเป็นความจริง ขนาดมองเห็นอยู่ตรงหน้ายังไม่สามารถทำอะไรได้ประสาอะไรกับการลอบฆ่า เหยี่อพวกนั้นคงไม่ทันได้รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองถูกดับลมหายใจไปแล้ว


“แบบนี้ก็จบแล้วสินะ” เรย์ลดนิ้วที่จ่อคอแซมออกพร้อมกับถาม


“...ทำไมถึงโกหกเรื่องไม่เก่งการต่อสู้” นิ่งไปสักพักแซมก็ถามกลับ  เหล่าบอดี้การ์ดรอบๆ ต่างไม่เชื่อสายตาว่าแซมที่เป็นถึงบอดี้การ์ดคงสนิทของผมแถมมีฝีมือดีจากการเรียนมวยจะมาแพ้ให้กับคนท่าทางอ่อนแอได้ในเวลาไม่กี่นาที


“ผมไม่ได้บอกว่าไม่เก่งการต่อสู้ แค่บอกว่าไม่เก่งศิลปะป้องกันตัวต่างหาก” คำตอบของเรย์ทำเอาหลายคนขมวดคิ้วกันเป็นแถบ


“จะกวนกันรึไง”


“เปล่า มันเป็นความจริง...ดูจากการเคลื่อนไหวของคุณคงเรียนมวยใช่ไหม”


“ใช่”


“สำหรับคนที่เรียนศิลปะป้องกันตัวมักจะติดการเคลื่อนไหวเป็นสไตล์เฉพาะของศาสน์นั้นๆ ซึ่งที่บอกว่าไม่เก่งคือผมไม่ได้เรียนศิลปะป้องกันตัวจึงได้บอกว่าไม่เก่ง”


“จะบอกว่าทักษะขนาดนั้นไม่ได้เรียน?” แซมถามต่อด้วยแววตาไม่เชื่อ


ไม่ใช่แค่แซมหรอกที่ไม่เชื่อ ด้วยทักษะเมื่อครู่ไม่ว่าใครได้มาเห็นกับตาก็ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันแน่ว่าได้รับการฝึกฝนมาอย่างหนักถึงเชี่ยวชาญได้ขนาดนี้


“อืม ผมไม่ได้เรียน”


“...เรียนรู้ด้วยตัวเองจากประสบการณ์สินะ” ผมพึมพำสิ่งที่คิดออกไป จากที่ฟังมีเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น


ถ้าทักษะเหล่านั้นไม่ได้มาจากการเรียนที่ไหนแปลว่าทุกอย่างเรย์เรียนรู้ด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวหรือวิธีการโจมตีหลอก การจะทำได้ขนาดนั้นไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาในการสะสมประสบการณ์สักเท่าไหร่ถึงจะมีฝีมือระดับนี้


มันไม่ง่ายที่จะเรียนเรื่องพวกนี้ด้วยตัวเอง


ก็ว่าอยู่...การเคลื่อนไหวของคนเรียนมามักจะเป็นแบบแผนแต่ท่าทางการเคลื่อนไหวของเรย์แทบเดาไม่ได้เลยว่าจะทำอะไรต่อ


“เท่านี้พอแล้วใช่ไหม” เรย์ถามต่อ


“มากส์ แซม” ผมเรียกทั้งคู่


“ครับ...พวกเรายอมรับฝีมือของนาย มาช่วยปกป้องท่านฮาเซลด้วยกันเถอะ ฉันชื่อมากส์ มาสัน ครอฟ” มากส์เอื้อมมือไปตรงหน้าเรย์แสดงถึงการยอมรับ


“...เทเลอร์ ยินดีที่รู้จัก” เรย์ยื่นมือไปจับตอบ


“ชื่อนาย?” ผมถามพลางมองไปยังใบหน้าเรียบเฉยที่เริ่มมองมาขวางๆ


“ผมไม่คิดจะบอกชื่อจริงให้ใครต่อใครรู้หรอกนะ”


“แปลว่าฉันที่รู้ก็เป็นคนพิเศษเหรอเนี่ย ดีใจจัง” ผมพยักหน้าพลางส่งยิ้มกวนๆ ไปให้


“หึ พิเศษมากเลยล่ะ” น้ำเสียงออกแนวประชดเรียกร้อยยิ้มผมให้กว้างขึ้น


คนอะไรขนาดประชดยังน่ามอง


หลังจากจบเรื่องทุกคนต่างแยกย้ายกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง ส่วนเรย์ผมให้พักอยู่ห้องในชั้น 1 ของบ้านซึ่งห้องของเรย์อยู่ด้านล่างห้องผมพอดี เนื้อหาของงานครั้งนี้ผมอธิบายให้อีกฝ่ายฟังให้ละเอียดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่รู้ว่าศัตรูคือใครไม่จนถึงเรื่องการปกป้องผม


ด้วยความที่ผมมีบอดี้การ์ดคอยตาติดแทบตลอดเวลาอยู่แล้วผมเลยบอกให้เรย์ทำตามใจตัวเองได้เลยไม่ว่าจะมาร่วมกลุ่มกับพวกมากส์หรือจะคอยสังเกตการอยู่รอบนอก ชีวิตอันแสนน่าเบื่อเหมือนมีสีสันขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


“นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้รู้สึกแบบนี้” ผมพึมพำระหว่างเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีจากระเบียงห้องนอนบนชั้นสอง


ความรู้สึกสนุกยามเห็นท่าทางของเรย์มันมีมากจนตัวเองยังแปลกใจ เช่นเดียวกับความสงสัยที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ เรย์ปิดบังตัวจริงได้เก่งมาก แค่รู้ชื่อจริงกับนามสกุลก็ถือว่ามากแล้วแต่สำหรับผมมันยังไม่พอ...


อยากรู้มากกว่านี้


อยากรู้สิ่งที่มีเพียงผมเท่านั้นที่รู้


และเพราะความอยากรู้นั่นทำให้ผมก้าวมาหยุดอยู่หน้าห้องอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว




(มีต่อค่ะ)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
(ต่อนะคะ)


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


แกร๊ก!


“...ฮาเซล?” ไม่นานหลังเคาะบานประตูตรงหน้าก็เปิดอ้าออกพร้อมร่างโปร่งออกบางโผล่ออกมาจากห้อง ชุดนอนธรรมดาอย่างเสื้อคอกลมกับกางเกงขาสั้นดูเหมาะกับบุคลิกของเรย์อย่างบอกไม่ถูก ความเย็นเฉียบจากในห้องทำให้ผมขมวดคิ้วแต่ไม่ได้ถามอะไรออกไป


“มีเรื่องจะคุยด้วย”


“เข้ามาสิ” อีกฝ่ายเปิดประตูต้อนรับก่อนจะเดินกลับเข้าไปทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงขนาดสามฟุต


“ไม่ระวังตัวแบบนี้จะดีเหรอ” ผมบอกหลังจากเดินเข้ามาในห้องแล้ว ไม่คิดว่าจะถูกเชิญเข้าห้องง่ายๆ แบบนี้ ว่าแต่ในห้องนี้เย็นไปไหมเนี่ย


“ตรงไหนของผมที่แสดงออกว่าไม่ระวังตัว?” เรย์ถามกลับ


“ก็การให้คนเข้าห้องไง”


“จะบอกว่าผมควรไล่คุณออกจากห้องสินะ”


“ยังใส่คอนแทคเลนส์อยู่อีกเหรอ” ผมเปลี่ยนการสนทนาเมื่อสบสายตาอีกฝ่ายแล้วเห็นว่าสีตานั้นยังเป็นสีเดียวกับก่อนหน้านี้


“ทำไมถึงคิดว่าเป็นคอนแทคเลนส์ล่ะ มันอาจเป็นสีตาจริงๆ ของผมก็ได้นี่”


“เซ้นส์มั้ง” เหมือนมีอะไรบางอย่างบอกว่านี่ไม่ใช่สีตาจริงๆ


“...ผมเกลียดคนแบบคุณ” เรย์บอกพลางมองสบตาผมโดยไม่หนี


“ขอบคุณ” ผมยิ้มตอบรับประโยคนั้นด้วยความเต็มใจ


ในโลกที่ผมอยู่แบ่งคนออกได้ไม่กี่ประเภทหนึ่งในประเภทเหล่านั้นคือคนที่ประจบสอพลอ เอาแต่พูดถ้อยคำหวานเพื่อหวาดล้อมให้ผมสนใจโดยไม่รู้เลยว่าผมสามารถมองออกได้ง่ายดายขนาดไหน ก็เข้าใจว่าสังคมมันเต็มไปด้วยการตบตาและหลอกลวงเพียงแต่ผมไม่ชอบอะไรแบบนั้น


ดังนั้นการได้ยินคำว่าเกลียดออกมาจากปากเรย์พร้อมน้ำเสียงเน้นย้ำขนาดนั้นผมเลยไม่รู้สึกโกรธเลยสักนิด ผมว่าการพูดความจริงมันดีกว่าการโกหกซะอีก


เพิ่งเคยถูกพูดว่าเกลียดตรงๆ ก็ครั้งนี้


น่าประทับใจใช่เล่น


“...มีอะไรจะคุย” เรย์เปิดประเด็นก่อน


สงสัยคงอยากให้ผมคุยให้เสร็จๆ แล้วกลับไปสักที


“มีหลายเรื่อง แต่ตอนนี้มีเรื่องเดียว”


“คือ?”


“สีตาจริงๆ ของเรย์คือสีอะไร” ตลอดการพูดผมจับสังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายอยู่ตลอด การที่ปลอมตัวทุกครั้งแล้วเปลี่ยนสีตาไปเรื่อยๆ มันอาจเป็นการป้องกันตัวไม่ให้คนจำได้แต่ผมว่ามันน่าจะมีอะไรอยู่มากกว่านั้น


“ทำไมถึงถามเรื่องนี้”


“เซ้นส์มั้ง” อาจดูเหมือนกวนก็จริง ผมไม่รู้จะอธิบายมันออกมายังไงเหมือนกัน


“ผมเกลียดเซ้นส์คุณ”


“ฉันควรดีใจที่ถูกบอกว่าเกลียดสองรอบติดไหม”


“เอาที่สบายใจเถอะ”


“ที่ว่าเกลียดเซ้นส์ฉันหมายความว่ามีอะไรจริงๆ สินะ” ผมยิงคำถามต่อ


“หึ...ถึงคุณจะเป็นนายจ้างก็ไม่ได้หมายความว่าผมต้องตอบทุกคำถามนะ”


“แปลว่าจะไม่บอก?”


“ผมไม่เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องบอกนี่”


“แล้วคิดว่าฉันจะยอมถอยง่ายๆ ”


“ไม่” อีกฝ่ายตอบกลับทันที


“รู้ดีจัง” เจอกันไม่กี่ครั้งแท้ๆ ทำไมถึงรับรู้ตัวตนของอีกฝ่ายได้มากขนาดนี้กัน


“อย่ายุ่งเรื่องส่วนตัวผม” สายตาคมๆ จับจ้องมาเพื่อย้ำในประโยคที่พูด


“ก็อยากรู้”


“แล้วก็เลิกกวนด้วย”


“เปล่ากวนสักหน่อย”


“คงไม่คิดนะว่าผมไม่รู้ว่าคุณกำลังสนุกกับการได้เห็นท่าทางของผมน่ะ” เรย์พูดสวนกลับพลางหรี่ดวงตาลงอย่างรู้ทัน สังเกตจากสีหน้าดูเหมือนผมจะเริ่มทำให้อีกฝ่ายหงุดหงิดซะแล้ว


“รู้สิ” ตัวผมเองยังรับรู้เลยว่ากำลังแสดงออกว่าสนุกออกไป


“ถ้าว่างนักก็ไปปีนต้นไม้เล่นไป”


“สีตาของนาย...บอกหน่อยสิ” ผมย้ำสิ่งที่อยากรู้อีกรอบ


“ไม่” คำตอบเดิมๆ ดังขึ้น


“งั้นสีผมก็ได้” ยังไงวันนี้ผมก็รู้เรื่องอีกฝ่ายเพิ่มอีกสักอย่างให้ได้ ถ้าไม่ได้รู้อย่าคิดว่าผมจะยอมกลับหรือยอมถอยง่ายๆ นะ


“แลว่างเนอะ” เรย์พูดพลางมองผมด้วยสีหน้าหน่ายๆ


“ไม่ว่างสักหน่อย ถ้าได้คำตอบของสักคำถามจะเลิกกวนเลย” ผมยื่นข้อเสนอ


“ไม่ใช่แค่เลิกกวนแต่ต้องออกไปด้วย” เหมือนประสบการณ์ตอนโดนผมเล่นแง่ด้วยคำพูดจะทำให้อีกฝ่ายระแวงจนต้องเพิ่มรายละเอียดให้ชัดเจน


“เข้าใจแล้ว” รุกมากเกินไปก็ใช่ว่าจะดี วันนี้ผมยอมก่อนก็ได้ถ้าการยอมนี่จะทำให้รู้ถึงความลับบางอย่างเพิ่มขึ้นมาล่ะก็


“สีดำ” คำพึมพำดังขึ้นโดยไม่มีประธานนำหน้าประโยค


“หมายถึงสีผม?”


“ใช่ สีผมจริงๆ คือสีดำ”


“ขอดูด้วย”


“เหมือนจะไม่ได้อยู่ในข้อตกลงนะฮาเซล กอนซาเลซ” ดูเหมือนจะเริ่มไม่พอใจแล้ว เวลาเคืองเรย์มักจะเรียกชื่อเต็มผมเสมอ


“ไม่แน่ว่าอาจโกหกก็ได้นี่ แค่พูดใครๆ ก็พูดได้”


“คิดว่าผมโกหก?”


“เปล่า แค่อยากเห็นเท่านั้น”


“...พอใจรึยัง” วิกผมสีดำสนิทถูกดึงออกแรงๆ จนเส้นผมสีเดียวกันทว่าดูนุ่มลื่นและยาวกว่าสยายลงมา เส้นผมสีดำซอยประบ่าดูนุ่มสลวยน่าสัมผัส ยิ่งประกอบกับดวงตาเรียวคมที่มองมาด้วยความไม่พอใจนั่นดูคล้ายเด็กวัยรุ่นไม่ใช่นักฆ่าฝีมือฉกาจ


เส้นผมสีเข้มแปลว่าคงมีเชื้อสายมาจากคนละที่กับผม


“นุ่มจัง...ดูแลดีนี่นา” ผมพึมพำพลางเอื้อมมือไปสัมผัสเส้นผมสีเข้มเบาๆ โดยอาศัยโอกาสตอนเรย์กำลังจ้องมองผมด้วยสายตาหงุดหงิด


เมื่อคนเริ่มโมโหหรือหงุดหงิดก็จะโฟกัสอยู่เพียงที่เดียวผมเลยใช้จังหวะนี้ให้เป็นประโยชน์ แต่ไม่กี่วินาทีต่อมามือผมก็ถูกอีกฝ่ายปัดเต็มแรงพร้อมหมัดขวาที่พุ่งเข้าหาลำตัวอย่างหนักหน่วงจนผมแทบทรุดลงไปกองกับพื้น


“อึก...” ผมได้แต่สกัดกั้นความเจ็บปวดที่มี


หมัดหนักมาก!


เห็นยอมให้จับใครจะคิดล่ะว่าจะเจอหมัดสวนกลับเลยไม่ได้เตรียมตั้งรับไว้


“ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าผมไม่ระวังตัวที่ให้เข้าห้องได้ง่ายๆ สินะ ผมขอบอกไว้หน่อยนะว่าผมระวังตัวทุกฝีก้าวอยู่แล้วโดยเฉพาะกับคนที่ชื่อว่าฮาเซล กอนซาเลซ!”

.....................................

ใครอ่านตอนนี้จบโทรเรียกรถพยาบาลมาให้ฮาเซลหน่อยนะคะ 555

รู้สึกสนุกมากที่ได้แต่งพาทของฮาเซลมาสลับบ้าง

ได้เห็นถึงความรู้สึกในอีกมุมนึง

จะว่าไปฮาเซลนี่จะใช้คำว่าน่ารักคงจะแปลกเกินไปแต่ไม่รู้ทำไมพอแต่งแล้วรู้สึกว่าเป็นผู้ชายกวนๆ ที่แลน่ารักซะเหลือเกิน

เราชอบคอมเม้นท์นึงที่เขียนมาว่าตอนจบพระเอกจะช้ำในตายมากเลย อ่านแล้วขำไม่หยุด

บอกตรงๆ ว่าเราก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ถ้าเป็นคนปกติโดยไปขนาดนั้นคงต้องเข้าโรงพยาบาลแล้วแต่ฮาเซลแข็งแกร่งยังทนได้อีกนาน 555

ขอบคุณสำหรับทุกๆ คอมเม้นท์และทุกๆ กำลังใจนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
จุกไหมอ่ะ ดีนะที่ไม่ใช่ตรงหว่างขา  :hao3:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ onlyplease

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 339
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
ช้ำในตายแน่ๆอ่ะ

ออฟไลน์ PK.Kenaf

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เนี้ยไปกวนเขามาก สมแล้ว 555555

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
✖`·»เสี่ยงรัก«·´✖ วันที่5




งานบอดี้การ์ดครั้งแรกสำหรับนักฆ่าอย่างผมค่อนข้างต้องใช้เวลาปรับตัวมากโดยเฉพาะการควบคุมอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ให้ตัวเองเผลอควักมีดออกมากระหน่ำแทงผู้ว่าจ้างอย่างฮาเซล กอนซาเลซจนตายจมกองเลือดกันไปข้าง เปิดช่องว่างหรือเผลอเพียงเล็กน้อยก็จะถูกสวนกลับอย่างไม่รู้ตัว


รู้อีกทีฝ่ามืออุ่นๆ ก็สัมผัสเส้นผมจริงๆ ของผมอยู่ซะแล้ว


นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ผมจะเผยสีผมจริงๆ ให้คนอื่นรู้ ยิ่งกับฮาเซลผมยิ่งไม่อยาก


ดวงตาสีอ่อนที่ทอประกายความสนุกยามได้เห็นอาการร้อนรนหรือหงุดหงิดของผมมันน่าเตะก้านคอไปสักที  เขาอาจสนุกที่ได้เห็นท่าทางของผมแต่คนโดนแหย่ไม่ได้สนุกด้วย


ไม่อยากคิดเลยว่าต้องอยู่ร่วมกันไปอีกนานในสภาพอารมณ์แบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน ปกติผมไม่ใช่คนระเบิดอารมณ์ออกมาง่ายเหมือนอย่างตอนอยู่กับฮาเซล


“สงสัยต้องฝึกสมาธิแล้วมั้ง” พึมพำเสร็จผมก็คว้าเสื้อนอกสีดำสนิทมาสวมทับเสื้อเชิ้ตสีขาวด้านใน เครื่องแบบสำหรับบอดี้การ์ดถูกจัดหาและมาถึงมือผมเมื่อเย็นวาน ดูเผินๆ คงเหมือนกับชุดบอดี้การ์ดปกติทว่าชุดนี่กลับแฝงไปด้วยความลับหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเล็กๆ ที่ถูกทำขึ้นด้านในแขนเสื้อหรือด้านในของเสื้อคลุม


อีกทั้งเสื้อเชิ้ตสีขาวแลดูธรรมดาทำเอาผมต้องยกยิ้มขึ้นเมื่อได้สัมผัสกับเนื้อผ้าตรงๆ เส้นใยของเนื้อผ้าทั้งแข็งแรงและดูทนทานต่อการเสียดสีพ่วงด้วยแผ่นกันกระสุนเล็กๆ บริเวณหัวใจ


“อยากฝากคำขอบคุณไปให้คนทำเลยนะเนี่ย” ไม่คิดว่าจะทำได้ดีขนาดนี้ ด้วยขนาดของแผ่นกันกระสุนอาจกันปืนที่มีการทะลวงสูงๆ ไม่ได้แต่ถ้าเป็นพวกปืนธรรมดาก็คงได้รับความเสียหายแค่รอยซ้ำเท่านั้น


วันนี้ผมเลือกเข้าร่วมเป็นหนึ่งในบอดี้การ์ดคอยติดตามเจ้านายสุดกวนแทนที่จะปลอมตัวตามไปเนื่องจากสามารถสอดส่องได้ในระยะใกล้กว่า


แต่งตัวเสร็จนาฬิกาบอกเวลาเกือบเจ็ดโมงเช้าผมเดินออกไปรวมตัวกับเหล่าบอดี้การ์ดด้านข้างของคฤหาสน์ขนาดใหญ่ตามปกติเหมือนอย่างที่เห็นทุกๆ วัน ตลอดระยะเวลาหลายวันที่อาศัยอยู่นี่ผมสังเกตแทบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทุกเช้าเหล่าบอดี้การ์ดจะมารวมตัวกันหรือทุกเย็นมักจะมีการเทรนฝึกต่อสู้จริงกับพวกมากส์และแซม


พูดถึงมากส์และแซมก็อดชื่นชมในความสามารถไม่ได้ วันก่อนผมได้ดูการฝึกต่อสู้จริงของพวกเขาทั้งคู่ทำให้รู้ว่าทั้งทักษะและฝีมือต่างอยู่ในระดับสูง การต่อสู้ในวันแรกที่เจอผมอาจเอาชนะได้เพราะอีกฝ่ายไม่รู้ถึงความสามารถของผมและยังเผลออยู่ไม่น้อยแต่ถ้ามีการต่อสู้อีกรอบผลอาจไม่ได้เป็นเหมือนเดิม


แม้จะได้ชื่อว่านักฆ่าแต่พูดตรงๆ ว่าตัวผมไม่คิดว่าตัวเองเก่งที่สุดหรอกนะ


การประมาณตนเป็นสิ่งสำคัญ


“มาเร็วนี่เทเลอร์” ชื่อปลอมผมถูกเรียกจากมากส์ซึ่งเป็นหัวหน้าของเหล่าบอดี้การ์ดพ่วงด้วยตำแหน่งคนสนิทของฮาเซล


“ครับ”


“ไม่ต้องสุภาพไง บอกกี่รอบแล้ว” เมื่อเห็นผมพูดสุภาพอีกฝ่ายก็เริ่มบ่น


“เข้าใจแล้ว” ไม่สุภาพก็ไม่สุภาพ


ไม่นานเหล่าบอดี้การ์ดหลายสิบชีวิตก็มายืนรวมกับโดยมีมากส์และแซมยืนอยู่ด้านหน้า หลายคนที่เห็นผมต่างขยับตัวถอยออกไปคนละนิดราวกับฝังใจการต่อสู้เมื่อหลายวันก่อนอยู่ หลายวันที่ผ่านมาผมตามฮาเซลด้วยการปลอมตัวแต่ก็ค้นพบว่ามันช่างน่ารำคาญที่ต้องมายืนรออยู่หน้าบริษัทไม่ก็เดินทำเนียนไปตามแต่ละชั้นของบริษัทผมเลยตัดสินใจว่าตั้งแต่วันนี้ขอมาเล่นบทบอดี้การ์ดละกัน


“เอาล่ะ ในเมื่อมากันครบแล้ว วันนี้จะแบ่งกลุ่มคนที่จะอยู่เฝ้านี่และติดตามท่านฮาเซล แซม” พูดเสร็จก็หันไปเรียกเพือนสนิทด้านข้างให้พูดต่อ


“วันนี้ทีมซีไปคุ้มกันท่านฮาเซล ทีมดีคอยตามอยู่ห่างๆ เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือมีคนน่าสงสัยส่วนที่เหลือจัดการที่นี่”


“ครับ” คำขานรับจากบอดี้การ์ดหลายสิบคนดังขึ้นพร้อมกันยกเว้นผมที่ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ทีมไหน


ดูเหมือนจะมีการจัดทีมเพื่อผลัดกันคอยคุ้มกันโดยทีมนึงตอนนี้จากสี่คนเพิ่มเป็นหกคนเมื่อไม่กี่วันก่อนเพื่อเพิ่มการคุ้มกันให้หนาแน่นขึ้น


“แล้วผมอยู่ทีมไหน” พอมีโอกาสผมก็เดินเข้าไปถาม บอดี้การ์ดคนอื่นต่างรู้หน้าที่ตัวเองจึงแยกย้ายกันออกไป


“อ้อ นายอยู่กับพวกเรา” แซมตอบ


“หมายถึงให้ดูแลคนคนนั้นในระยะประชิด?” ผมถามกลับ


“ตามที่เข้าใจ พวกเรามีหลายๆ งานที่ไม่สามารถดูแลบอสได้ตลอดเวลาจึงมอบหน้าที่นี้ให้กับนาย” แซมอธิบายต่อ


“...เข้าใจแล้ว” ต้องอยู่ประกบตลอดวันเลยเหรอเนี่ย


ขอไปทำสมาธิความคุมสติไม่ให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลสักสองชั่วโมงได้ไหมนะ


เรื่องของคนคุ้มกันมากส์ได้บอกกับเจ้านายหรือฮาเซลในเวลาต่อมาช่วงก่อนขึ้นรถไปยังบริษัท ท่าทีของฮาเซลยามรู้ว่าผมเป็นคนคุ้มกันนั่นดูเหมือนเด็กที่พ่อแม่บอกจะพาไปสวนสนุกต่างกับผมที่ถอนหายใจเป็นรอบที่สิบได้แล้ว


ไม่อยากคิดเลยว่าจะถูกกวนถูกแหย่อะไรบ้าง


“เทเลอร์ ถ้าเกิดอะไรขึ้นนายมีสิทธิ์สั่งทีมซีได้เลยเข้าใจนะ” ก่อนมากส์จะต้องออกไปประชุมอีกที่ได้เดินมาพูดย้ำกับผม


“อืม” ผมพยักหน้ารับแล้วเดินตามฮาเซลพร้อมบอดี้การ์ดอีกหกคนขึ้นไปยังห้องทำงานบนชั้น 9


ภายในบริษัทไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาความปลอดภายหรือข้อมูลการทำงานของแต่ละชั้นผมต่างรู้ดีเนื่องจากตีเนียนเดินเล่นไปมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา


“พวกนายออกไปเฝ้าข้างนอก” คำสั่งจากเจ้านายอย่างฮาเซลดังขึ้นเมื่อนั่งลงบนโต๊ะให้ห้องทำงานแล้ว


“ครับ” บอดี้การ์ดทุกคนต่างขานรับแล้วเดินออกไปด้านนอกไม่เว้นแต่ผมที่แอบดีใจอยู่ไม่น้อย


อยู่ข้างนอกก็ดีจะได้ไม่ต้องเห็นหน้ากัน


“ที่พูดไม่ได้รวมนายนะเรย์” ประโยคต่อมาทำเอาขาที่กำลังจะก้าวถึงกับชะงักพร้อมหันกลับไปมองคนด้านในด้วยสายตานิ่งๆ


“ผมคิดว่าคุณจะมีสมาธิกว่าถ้าทำงานเพียงคนเดียว ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นค่อยเรียกผมก็ได้” จากประโยคที่พูดออกไปมีความหมายกลายๆ ว่าผมไม่อยากอยู่กับคุณ


“แล้วถ้าไม่มีโอกาสให้ส่งเสียงเรียกจะทำยังไงอย่างมีใครบุกมาจากเพดานแล้วเอาปืนจ่อหัวฉันอะไรแบบนี้” ภาพเหตุการณ์เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนถูกกลับมาเล่าใหม่อีกครั้ง


“นี่คิดจะเหน็บแนมผมรึไง” ถึงรู้ว่าเป็นนายจ้างแต่ก็ใช่ว่าจะทนได้ทุกอย่าง


ผมไม่ใช่พวกเก่งการสื่อสารงานที่ผมรับจึงมีแค่การสังหาร ไม่จำเป็นต้องพูดคุยอะไรกับผู้ว่าจ้างให้อารมณ์เสีย และไม่จำเป็นต้องมาวุ่นวายควบคุมหรือจัดการกับอารมณ์ตัวเองด้วย


“อารมณ์เสียแต่เช้าแบบนี้ลืมกินข้าวรึไง”


“ใครล่ะเป็นคนเริ่มก่อน” ผมว่าคนเริ่มไม่ใช่ผมนะ


“ฉันแค่ยกตัวอย่าง”


“ถ้าไม่ใช่ระดับนักฆ่าหรือพวกมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทำแบบนั้นไม่ได้หรอก” ที่ผมพูดหมายถึงการจะใช้กระถางต้นไม้เป็นฐานแล้วกระโดดขึ้นไปบนเพดาน การจะทำได้ต้องเน้นการเคลื่อนไหวและการทรงตัว พวกตัวใหญ่หรือก้ามปูตัดทิ้งไปได้เลย


“ไม่แน่นี่ ขนาดนักฆ่าบางคนยังเก่งทั้งการต่อสู้และการปัดป้องในระยะประชิดเลย”


“บอกชื่อเลยก็ได้มั้ง” ไม่ต้องพูดหรอกว่าบางคงบางคนจะพูดถึงผมก็บอกมาเลยดีกว่า


“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะกวนแค่อยากชื่นชม”


“งั้นก็ต้องขอบคุณ”


“อย่าตัดการสนทนาเหมือนไม่อยากคุยกันแบบนั้นสิ”


“คุณก็รู้ตัวนี่” ดวงตาสีอ่อนใต้คอนแทคเลนส์ของผมหันไปสบกับเจ้าของบริษัทตรงๆ


“ท่าทางแบบนี้ฉันก็ไม่ได้เกลียดหรอกนะ” อีกฝ่ายพึมพำพลางยกยิ้มขึ้น


“ผมจะถือว่าเป็นคำชม คุณจัดการงานของตัวเองให้เสร็จเถอะกองท่วมหัวแล้ว” คำพูดผมไม่ได้ประชดเพียงแค่บอกสถานการณ์ให้เข้าใจ แฟ้มเอกสารสูงเกือบสิบชั้นถูกวางตั้งไว้โดยแบ่งเป็นสองแถว เมื่อมองภานั้นแล้วในหัวผมก็เริ่มภวนา...


ภวนาให้แฟ้มพวกนั้นล่วงใส่หัวอีกฝ่ายจังๆ ไปเลย!


“ถ้างั้นมากินมื้อกลางวันด้วยกัน...”


“ไม่” แทบไม่ต้องให้เอ่ยจบประโยคผมก็สงนกลับทันที


“นี่ฉันเป็นนายจ้างนะ”


“ผมเคยบอกแล้วนะว่าถึงคุณจะเป็นนายจ้างแต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะทำทุกอย่างตามที่คุณต้องการ”


“ก็ได้ ฉันจะไม่เรียกนายมากินมื้อกลางวันด้วย”


“...” ผมได้แต่มองอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้ใจ


ยอมแพ้ง่ายเกินไป


แปลว่าต้องมีอะไรแน่


แล้วอะไรที่ว่าคืออะไรล่ะ


“จ้องกันแบบนี้หรือว่าความจริงอยากมากินด้วยกันจริงๆ”


“ไม่!” ตอบเสร็จผมหันหลังกลับเดินออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว


บอดี้การ์ดทั้งหกคนต่างทำหน้าดีเยี่ยมคอยเฝ้าระวังทุกที่เข้าออกห้องของฮาเซล มีหลายครั้งผมสั่งให้บอดี้การ์ดสองถึงสามคนเข้าไปประกบฮาเซลด้านในเมื่อมีแขกมาเยือน


สาเหตุที่ผมไม่เข้าไปประกบฮาเซลเองเพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นมาสามารถใช้ทักษะที่มีเข้าจัดการจากด้านนอกได้แต่ถ้าเกิดให้ผมเข้าไปแล้วเกิดเหตุอะไรขึ้นพูดเลยว่าผมคงทำอะไรมากไม่ได้เพราะไม่มีประสบการณ์การถูกปืนจ่อตรงๆ หรือการสู้ซึ่งๆ หน้านัก
ทำแบบนี้เหมาะกับผมมากกว่า


ช่วงพักเที่ยงผมลงซื้อข้าวยังโรงอาหารของบริษัทซึ่งผมให้บอดี้การ์ดทั้งหกคนลงมากินก่อนหน้านี้แล้ว ถือเป็นการผลัดกันทำงาน โรงอาหารของบริษัทก็เหมือนกับโรงอาหารในบริษัททั่วๆ ไปเว้นแต่การตกแต่งของโรงอาหารที่ออกแนวหรูหราราวกับกำลังกินอยู่ในร้านอาหารสักร้าน


จานอาหารง่ายๆ ถูกยกมาถึงมุมด้านในสุดที่ไม่ค่อยมีคน อาจด้วยนิสัยของนักฆ่าทำให้มักจะชอบหลบมุมไม่ให้เป็นที่สังเกตของใครหลายๆ คน


สถานที่อย่างโรงอาหารถือเป็นแหล่งเก็บข้อมูลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นใครทำอาชีพอะไรก็มักจะมารวมตัวพูดคุยกันตามร้านอาหารและพูดคุยระหว่างมื้ออาหารทั้งนั้น การจะได้ข้อมูลเหล่านั้นก็ง่ายแสนง่ายเพียงทำตัวไม่เป็นจุดสนใจก็สามารถแอบฟังได้ไม่ยาก ผมใช้วิธีนี้มาหลายสิบครั้งแล้ว บอกเลยว่าได้ผลดี ยิ่งเป็นผู้หญิงยิ่งคลายการระวังเข้าไปอีก


“...รสชาติไม่เลว” ผมพึมพำหลังจากตักคำแรกเข้าปาก


“เหรอ แบบนี้ฉันคงต้องไปสั่งบ้างแล้ว” เสียงตอบกลับอันคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมเก้าอี้อีกฝั่งที่ถูกเลื่อนออก


“...” ผมได้แต่เงียบทำเป็นไม่สนใจว่าเจ้าของบริษัทอย่างฮาเซล กอนซาเลสจะลงมายังโรงอาหารเพื่ออะไร


คำพูดเมื่อเช้าอย่าง...


‘ฉันจะไม่เรียกนายมากินมื้อกลางวันด้วย’


ผุดเข้ามาในหัวก่อนจะเข้าใจว่าความหมายของมันคืออะไร


ไม่เรียกมากินด้วยแต่ไม่ได้บอกว่าจะไม่มากินด้วยสักหน่อย


หึ


เรื่องง่ายๆ ทำไมเพิ่งนึกได้นะ


กวนไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ ถ้าอีกฝ่ายกวนมาผมก็จะนิ่งกลับ มาลองดูกันว่าในสถานการณ์นี้ฝ่ายไหนจะประสาทเสียก่อน


“นี่เรย์ จะไม่ตกใจหน่อยเหรอ”


“...” ผมยังคงเงียบและไม่หันไปมองหน้าอีกฝ่าย บริเวณนี้อยู่ด้านในสุดของโรงหารและยังนั่งติดกับกระจกบานใหญ่ กระจกนี่สามารถมองวิวได้ไม่มากเนื่องจากอยู่ที่ชั้น 1 วิวส่วนมากที่เห็นคือลานจอดรถด้านข้างบริษัท


“ไม่สนใจกันเลยนะเรย์”


“...” อาหารที่นี่ก็ทำได้อร่อยพอใช้ทีเดียว ถ้าจะให้ดีกว่านี้คือมีร้านขนมหวานขายสักร้านสองร้านไม่ใช่มีแต่ร้านข้าว น้ำตาลถือเป็นพลังงานสำคัญที่ร่างกายจะขาดไม่ได้ในแต่ละวันโดยเฉพาะผมถ้าไม่ได้กินของหวานในแต่ละวันคงได้หมดเรี่ยวหมดแรงกันตั้งแต่หัววันพอดี


“นี่เรย์”


“...” ส่วนมื้อเย็นมีเชฟใหญ่ในคฤหาสน์คอยทำให้แถมฝีมือนี่บอกได้เลยว่าระดับภัตตาคาร ครั้งแรกที่ได้ชิมทำให้รู้เลยว่าอาหารอร่อยมันเป็นแบบนี้นี่เอง


“...” ครั้งนี้ฮาเซลเงียบลงบ้างนั่นทำให้ผมแอบยิ้มในใจที่ทำให้อีกฝ่ายประสาทเสียได้สำเร็จ


น่าจะคิดวิธีนี้ได้ตั้งนานแล้ว


บรรยากาศเงียบเริ่มนานขึ้นทีละน้อยจนผมเริ่มเกร็งขึ้นมา ถ้าเพียงแค่บรรยากาศเงียบๆ คงไม่ทำให้ผมเกร็งได้หรอกทว่าผมสัมผัสได้ถึงสายตาที่จับจ้องและคงไม่ต้องหันไปมองก็สามารถรู้ได้ว่าใคร ผมค่อยๆ ตัดสินใจหันไปมองอีกฝ่ายช้าๆ ก่อนจะเจอเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบทองจ้องมองมาพร้อมกับริมฝีปากเรียวที่เผยรอยยิ้มยามมองมาทางผม


สีหน้าและรอยยิ้มนั่นทำเอาผมทำตัวไม่ถูกขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง ถ้าเป็นผู้หญิงลงละลายเป็นไอไปแล้ว


“มองอะไร” ผมถามออกไป


“เห็นไม่ตอบนึกว่าอยากนั่งจ้องตากันซะอีก”


“ไม่มีทาง!” ผมสวนกลับทันควัน คิดได้ยังไงว่าอยากนั่งจ้องตากัน


 “นั่งมองกันเงียบๆ แบบนี้ก็ดีนะ โรแมนติกดี” พูดจบฮาเซลก็ส่งยิ้มมุมปากมาให้


“ก็บอกว่าไม่ใช่ไง”


“ไม่ต้องเขินน่า ตอนฉันมานั่งนายก็ไม่ไล่นี่ ความจริงอยากให้มากินด้วยกันใช่ไหมล่ะ” นอกจากจะไม่สนใจคำพูดผมแล้วยังคิดเข้าข้างตัวเองแบบสุดๆ อีกต่างหาก


“ไม่ใช่!” คนเริ่มอย่างผมกลับเป็นฝ่ายถูกกวนประสาทซะแล้ว


นี่ผมคิดตื้นไปเหรอเนี่ย


“น่ารัก”


ควับ!


ส้อมบนจานถูกคว้าพร้อมกับร่างกายที่ลุกขึ้นอย่างฉันพลัน มือข้างที่ถือส้อมจ่อไปยังคำคออีกฝ่ายด้วยสีหน้าของนักฆ่าที่กำลังจะลงมือปลิดชีพ


“ถ้ากล้าพูดคำนั้นอีกอย่าหาว่าผมไม่เตือน” นอกจากการขึ้นคร่อมแล้วคำว่าน่ารักเป็นอีกสิ่งที่ผมไม่ชอบให้ใครมาพูด


ไม่ใช่เพราะกลัวแต่เป็นไม่ชอบ คำที่แสดงความหมายอ่อนแอแถมยังเหมาะกับผู้หญิงแบบนั้นผมไม่ชอบ และไม่ต้องการที่จะได้ยินด้วย


“น่ารักเป็นคำชมนะ” ฮาเซลดูไม่กังวลกับส้อมซึ่งจ่อคออยู่สักนิด


“สำหรับผมมันไม่ใช่”


“เพราะมันเป็นคำที่สื่อความหมายไปในทางสิ่งเล็กๆ แลดูอ่อนแอเหรอ”


“...” ผมไม่ตอบแต่ชักมือกลับและวางส้อมกลับบนจานเหมือนเดิม


ขู่แล้วไม่ได้ผลก็ไม่จำเป็นต้องทำต่อให้เปลืองแรง


เป็นอย่างที่เคยคิดจริงๆ ด้วย...ผมเกลียดเซ้นส์ของหมอนี่จริงๆ


“ไม่ตอบฉันคิดเอาเองว่าใช่นะ”


“คุณก็ปักใจเชื่อไปแล้วนี่”


“ฉันไม่รู้ว่าน่ารักสำหรับนายมองว่าไม่เหมาะหรืออะไรแต่สำหรับฉันที่ชมเรย์ว่าน่ารักไม่ใช่ดูตัวเล็ก น่าทะนุทะนอมหรือดูอ่อนแอแต่เป็นน่ามอง...”


“ฮะ?” น่ามอง...ความหมายคืออะไร


“การกระทำของเรย์ไม่ว่าจะทำหน้านิ่ง หงุดหงิด โกรธหรือโมโหต่างน่ามองไปหมดเพราะน่ามองเลยน่ารัก” คำพูดพร้อมรอยยิ้มของฮาเซลทำเอาผมนิ่งไป


ไม่รู้เลยว่าจะพูดต่อไปทางไหนดี


“...เอาเวลาพูดไปกินข้าวไป” เมื่อไม่รู้ว่าจะต่อไปทางไหนผมเลยตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องซะ


“นี่เรย์”


“อะไรอีก”


“ถ้ามีคนชมว่าน่ารักจะเจอแบบที่ฉันโดนรึเปล่า”


“แน่นอน จะเฉือนเส้นเลือดให้ขาดเลย”


“พูดแบบนั้นแปลว่าถึงฉันพูดว่าน่ารักอีกก็จะไม่โดนปาดคอใช่ไหม”


“ใครบอก ถ้าคุณกล้าพูดอีกนอกจากปาดคอแล้วจะใช้มีดแทงทะลุหัวใจก่อนจะกระทืบซ้ำเลยด้วย” เรื่องเคืองยิ่งมีเยอะๆ อยู่ อย่าให้สบโอกาสนะผมจัดการไม่เลี้ยงแน่


จะรวมทุกลิสรายการแล้วบวกเพิ่มดอกเบี้ยเข้าไปด้วย!


“โหด”


“ก็ไม่เคยบอกนะว่าใจดี”



(มีต่อนะคะ)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
(ต่อค่ะ)


หลังจากนั้นมื้อกลางวันของประธานบริษัทอย่างฮาเซลและผมก็ผ่านพ้นไป ทั้งที่ตั้งใจแล้วว่าจะนิ่งจนให้อีกฝ่ายประสาทเสียแต่กลับถูกกวน ยั่วยุและหลอกล่อจนเป็นฝ่ายต้องประสาทเสียซะเอง


ในช่วงเย็นแซมเดินมาบอกผมว่าก่อนกลับต้องแวะไปยังคลับแห่งหนึ่งก่อน เห็นว่ามีการนัดเจอกันอย่างกะทันหันกับใครสักคน...ผมเองก็ไม่ได้สนใจอะไรมากเลยตามมาจนถึงคลับหรูแห่งหนึ่งในย่านใจกลางเมือง


คลับนี้ตั้งอยู่บนชั้น 5 ของตึกซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่แม้พื้นที่จะมีเพียงชั้นเดียวทว่าจัดรูปแบบร้านออกมาให้มีพื้นที่ใช้สอยมากที่สุดไม่ว่าจะเป็นส่วนของบาร์ด้านข้างที่ทำยาวเป็นเส้นตรงหลายเมตรและมีส่วนสำหรับมาเป็นหมู่คณะรวมทั้งต้องการพื้นที่ส่วนตัวให้บริการครบทุกรูปแบบในพื้นที่จำกัด


ผมเดินตามหลังมากส์ แซมและฮาเซลไปจนด้านในของร้านบริเวณมุมขวาสุดติดกับกระจกบานใหญ่ โต๊ะกลมสีเข้มดูตัดกับโซฟากำมะหยี่สีตัดกันเพิ่มความดูดีให้มากขึ้นไปอีก โต๊ะตรงหน้ามีชายวัยกลางคนและหญิงสาวซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นลูกสาวนั่งอยู่ เมื่อเห็นฮาเซลเดินไปถึงทั้งคู่ก็ลุกขึ้นทักทายด้วยรอยยิ้ม


“ไง ไม่ได้เจอกันานนะฮาเซล ฉันรบกวนเวลารึเปล่า” ชายท่าทาภูมิฐานตรงหน้าพูด แสงไฟสลัวๆ ทำให้เห็นใบหน้าฝ่ายตรงข้ามไม่ชัดแต่เมื่อลุกขึ้นผมก็สามารถบอกชื่ออีกฝ่ายได้โดยไม่ต้องถาม


สมกับเป็นฮาเซลรู้จักแต่คนระดับสูงๆ ทั้งนั้น คนตรงหน้าคือโรเบิร์ต เกลสัน ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้กุมอำนาจทางทหารและตำรวจได้อย่างอยู่หมัด ง่ายๆ คือผู้บัญชาการสูงสุดนั่นแหละ


“ไม่เลยครับ ไม่ได้เจอกันพักใหญ่ผมก็เป็นห่วงอยู่” ฮาเซลตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพ


“กว่าจะจัดการหลายๆ อย่างเสร็จกินเวลานานอยู่ นั่งๆ วันนี้ฉันเลี้ยงเอง”


“สวัสดีค่ะ ท่านฮาเซล” หญิงสาวในสุดเดรสสีขาวสะอาดเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม เธอคนนี้ลูกสาวของจอมพล...เดโรซ่า เกลสัน
หญิงสาวที่เป็นที่หมายปองของเหล่าชายหนุ่ม เส้นผมสีทองสว่างประกอบกับดวงตาสีฟ้าสดใสสามารถทำให้ผู้พบเห็นเชื่อได้ว่าเธอคือเจ้าหญิงองค์หนึ่ง ด้วยความงามทั้งภายนอกและภายในนั่นทำเอาชายทั้งหลายต่างอยากได้มาครอบครอง ยิ่งมองใกล้ๆ ก็ยิ่งหมดข้อกังขาในความงามนั้น


“ครับคุณเดโรซ่า”


พอทักทายพอเป็นพิธีเสร็จทั้งสามก็นั่งลงก่อนจะเริ่มพูดคุยกันหลังเครื่องดื่มเสร็จ สำหรับเหล่าบอดี้การ์ดต่างคอยเฝ้าระวังอยู่ทางด้านหลังโซฟาไปจนถึงด้านข้าง ไม่ใช่เพียงบอดี้การ์ดของฮาเซลเท่านั้นแต่ยังมีทหารนอกเครื่องแบบของฝั่งโรเบิร์ต เกลสันด้วย
รูปร่างแบบนั้นคงถูกฝึกมาอย่างดีแน่ๆ แม้จะอยู่นอกเครื่องแบบความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อกลับปรากฏอย่างชัดเจนจนผมต้องจ้องมองไล่ทีละคนๆ


อยากได้บางแฮะกล้ามเนื้อนั่น แต่คงไม่เหมาะกับสายงานแบบผมเท่าไหร่


“เรย์” เสียงเรียกชื่อดังขึ้นพร้อมกระดิกนิ้วเรียกผมให้ก้มลงไปหา


“...มีอะไรครับ” หรือว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น ผมว่าตัวเองคอยจับสังเกตการเคลื่อนไหวรอบตัวแล้วนะ แต่ยังไม่พบอะไรผิดปกติเลยสักอย่าง


“สนใจลูกน้องของคุณโรเบิร์ตเหรอ”


“ถ้าจะเรียกมาเพื่อกวนก็รบกวนกรุณาอย่าเรียกผมอีกนะครับ” ผมกัดฟันส่งยิ้มพร้อมตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ความจริงอยากจะตอบกลับไปแรงกว่านี้แต่เห็นว่ามีสายตาหลายคู่จับจ้องมาอยู่


“เพิ่งเคยเห็นเธอแซวลูกน้องครั้งแรกนะเนี่ย” โรเบิร์ต เกลสันหัวเราะเล็กน้อย


“ก็มีบ้าง ผมเพิ่งเคยเห็นเขาจ้องใครตาเป็นมันส์ขนาดนี้” ระหว่างพูดสายตาก็เหลือบมามองผมเล็กน้อย


“โฮ่...หรือว่ารู้จักกันมาก่อน?” ผู้บัญชาการโรเบิร์ตเอ่ยถามโดยสายตาจับจ้องมาให้ผมเป็นคนตอบ


“เปล่าครับ ผมเพียงแค่ดูว่าพวกเขามีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเลยรู้สึกสนใจเท่านั้นเพราะท่านก็เห็นว่ารูปร่างผมเป็นยังไง” ผมตอบกลับไปอย่างมีมารยาท


“แบบนี้นี่เอง...รูปร่างแบบเธอถ้าจะให้ได้แบบนั้นคงต้องฝึกกันนานเลย”


“ผมก็ว่าเช่นนั้น”


“คุณโรเบิร์ตผมว่าเราเข้าเรื่องกันเลยดีไหม” ฮาเซลที่เห็นว่าถึงเวลาก็เข้าเรื่อง


“รีบร้อนเหมือนเคยนะ ที่เรียกมาคือจะบอกว่าจับตัวโจ บาเลสเตอร์ได้แล้วเป็นเพราะได้ความข้อมูลจากเธอแท้ๆ”


“เล็กน้อยครับ” ฮาเซลตอบกลับพลางยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นมาจิบ


“อีกเรื่องคือช่วงนี้เหมือนมีการลักลอบค้าอาวุธเข้ามาแต่ไม่รู้ว่าเป็นพวกไหน ข้อมูลจากปากโจ บาเลสเตอร์เห็นว่ามีกลุ่มหนึ่งกำลังทำการล้างบางพวกกลุ่มอำนาจเล็กๆ อยู่” ประโยคต่อมาเป็นข้อมูลน่าสนใจที่ผมต้องรีบทำการเก็บไว้ในหัวทันที


“มาบอกผมนี่คิดว่าเกี่ยวข้องกับการที่ผมกำลังถูกจ้อง?”


“ใช่ อยากให้เธอระวังตัวมากขึ้น อำนาจและอิทธิพลของเธอมันสูงมาก ถ้าเกิดอะไรคานอำนาจอาจทลายลงได้ง่ายๆ” พูดจบโรเบิร์ต เกลสันก็เอื้อมมือมาแตะไหล่ฮาเซลเบาๆ


“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ผมเพิ่งได้มือดีมาร่วม” ฮาเซลตอบพร้อมยกยิ้มขึ้น


“มือดี? ออกปากชมขนาดนี้ชักอยากเห็นแล้วสิ” ดูจากท่าทางคงจะสนใจอยู่ไม่น้อย


“ผมคงให้เจอไม่ได้หรอก”


“ทำไมล่ะ”


“ผมหวง” รอยยิ้มและสายตาทอประกายนั่นทำเอาคนที่รอฟังถึงกับนิ่งไป


“พูดแบบนั้นยิ่งทำให้อยากเห็นเข้าไปใหญ่”


“หึหึ...”


“ผู้บัญชาการครับ” บอดี้การ์ดด้านหลังเข้ามาสะกิดเรียกก่อนกระซิบอะไรบางอย่าง


“เข้าใจแล้ว โทษทีนะฮาเซลพอดีมีเรื่องต้องไปจัดการต่อน่ะ”


“ครับ งั้นผมคงต้องขอตัวเช่นกัน”


“เดี๋ยวสิ...ไหนๆ ก็มาแล้วอยู่คุยเล่นกับเดโรซ่าหน่อยเถอะ” พูดจบก็ลุกขึ้นแล้วขยับให้ลูกสาวเข้ามานั่งใกล้กับฮาเซลแทน


ผมว่านี่ต้องเป็นแผนการแน่ๆ คงอยากให้ลูกสาวทำความรู้จักและสนิทกับฮาเซลมากขึ้นไม่งั้นคงไม่มีพ่อคนไหนพาลูกสาวมาในที่แบบนี้ในขณะคุยเรื่องค้าอาวุธหรอก


“...ครับ” เหมือนฮาเซลไม่อยากเท่าไหร่แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับ ไม่นานจอมพลโรเบิร์ตก็ออกไปโดยเหลือลูกน้องสี่คนคอยเฝ้าดูแลลูกสาว


“ท่านฮาเซล” เสียงหวานๆ ดังขึ้น


“ครับ” ฮาเซลเองก็ขานด้วยรอยยิ้ม


“ถ้าไม่ว่าอะไรเราไปที่อื่นกันดีไหมคะ ฉันไม่ค่อยถนัดสถานที่แบบนี้เท่าไหร่”


“เรื่องนั้นก็อยากจะไปต่ออยู่หรอกแต่พอดีนัดคนรักไว้น่ะ”


“...” ความเงียบบังเกิดขึ้นทันทีที่ฮาเซลพูดประโยคนั้นออกมา ไม่เพียงแค่เดโรซ่า เกลสันที่เงียบแต่บอดี้การ์ดฝั่งนี้แทบทุกคนต่างขมวดคิ้วกันเป็นแถว


คนรัก?


ใคร?


ผมว่าทั้งมากส์และแซมคงมีสองคำนี้วนอยู่ในหัว ผมเองก็งงอยู่ไม่น้อยจากข้อมูลที่หามาไม่เคยรู้ว่าอีกฝ่ายมีแฟนหรือคนรักอยู่ในตอนนี้


“เรย์จะไปพาแฟนฉันมา เนอะ” ผมถึงกับก้มลงไปมองใบหน้าของฮาเซล กอนซาเลสด้วยสายตากลืนไม่เข้าคายไม่ออก


ให้ไปพามาเหรอ


ที่ไหน


แล้วใครเล่า!


“...จะให้ผมไปพาจากไหน” ผมก้มลงไปกระซิบถามด้วยเสียงอันเบาที่สุด


“นายไง” คำตอบเบาทำเอาคิ้วผมขมวดแน่นขึ้นกว่าเดิม


“ว่าไงนะ นี่คิดจะให้ผม...” เพียงคำพูดเดียวผมก็สามารถเดาได้ถึงสิ่งที่ฮาเซลต้องการ นี่คิดจะให้ผมปลอมเป็นหญิงเพื่อหลอกงั้นเหรอ


“ตามนั้น นี่เป็นเหตุผลที่ปฏิเสธได้ง่ายสุดแล้ว”


“ง่ายคุณแต่ไม่ง่ายผมนี่”


“น่า”


“ไม่ต้องมาน่าเลย...ปฏิเสธไม่ตรงๆ ก็จบแล้วจะทำให้เรื่องยุ่งยากทำไม”


“อยากเห็นเรย์เวอร์ชั่นผู้หญิง”


“คุณว่างนักรึไง มาอยากอะไรตอนนี้!”


“เอ่อ ท่านฮาเซล” เสียงของเดโรซ่าดังขึ้นเมื่อเห็นผมซุบซิบกันมาได้สักพัก


“ผมแค่บอกสถานที่ไปรับเท่านั้นแหละ รบกวนด้วยนะ” พูดจบก็หันมาส่งยิ้มปิดท้าย


รบกวนด้วยอะไรเล่า!


“โรซ่าไม่เคยได้ยินว่าตอนนี้ท่านฮาเซลมีคนรักด้วย”


“ผมเพิ่งคบกับเธอได้ไม่นานเท่าไหร่”


“...เป็นโรซ่าไม่ได้เหรอคะ” หญิงสาวตรงหน้าเอ่ยถามตรงๆ


“ผมไม่อยากทำลายความสัมพันธ์ในตอนนี้ลง” ความหมายของคำพูดนั่นคงไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ของทั้งคู่แต่รวมไปถึงความสัมพันธ์กับผู้บัญชาการอย่างโรเบิร์ต เกลสันด้วย


“แต่โรซ่ารักท่านฮาเซล...”


“อีกอย่างผมไม่ได้คิดกับคุณในแง่นั้น”


“ท่านฮาเซล...”


“หวังว่าคงเข้าใจ”


“...ถ้าอย่างงั้นขอฉันได้เจอกับคนรักของท่านได้ไหมคะเห็นบอกว่ากำลังไปรับ” นิ่งไปสักพักเธอก็พูดต่อ ผมเหรออุตส่าห์รู้สึกดีใจที่เรื่องอาจจบโดยไม่ต้องแต่งหญิง


“ได้สิ” และฝ่ายชายก็ดันตบปากรับคำไปง่ายๆ ซะอีก


ในเมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้ผมก็ได้แต่จำใจเดินออกไปจัดการปลอมตัวเป็นหญิงสาวในมุมอับของร้านที่ไม่มีใครอยู่ สำหรับเสื้อผ้า วิกผมหรือแม้แต่เครื่องสำอางผมมีติดตัวไว้เสมอเรียกว่ากลายเป็นเรื่องปกติที่ผมมักจะพกอุปกรณ์ปลอมตัวไปไหนมาไหนด้วยเสมอ


ครั้งนี้ผมเลือกวิกยาวสีน้ำตาลอ่อนกับคอนแทคเลนส์สีน้ำตาลเข้มและชุดเดรสยาวสีฟ้าอ่อน เครื่องสำอางถูกแต่งรีบๆ โดยทำเพียงปัดๆ ให้รู้ว่าแต่งแต่ไม่ได้แต่งออกมาให้ดีนักเนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลา


ถ้าคิดว่าสามารถแต่งหน้าได้ภายในสิบนาทีละก็คิดผิดแล้ว


เวลาในการปลอมตัวครั้งนี้ทำลายทุกสถิติเพราะใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาทีผมก็เดินเข้ามาปรากฏตรงหน้าโต๊ะของฮาเซลด้วยรอยยิ้ม เหล่าบอดี้การ์ดด้านหลังต่างจับจ้องมายังผมอย่างพินิจพิเคราะห์ซึ่งก็ไม่แปลกที่จะสงสัยหรอก บอดี้การ์ดที่คอยตาม 24 ชั่วโมงกลับไม่เคยเจอหน้าคนรักของเจ้านายทว่าอยู่กลับมีคนรักปรากฏตัวออกมาซะอย่างนั้น


“ฮาเซล” ผมดัดเสียงเรียกอีกฝ่ายให้ดูหวานขึ้น


“เรย์ไม่ได้มาด้วยเหรอ” คำถามนั้นราวกับกลั่นแกล้งทั้งที่รู้ความจริงแท้ๆ ว่าผมคือใคร


“...เขาบอกว่ามีธุระเลยพาฉันมาส่งแล้วขอตัวกลับไปก่อน” ผมพยายามหาข้อแก้ตัว


“เหรอ มานี่สิ” ฮาเซลกวักมือเรียกผมให้เข้าไปนั่งใกล้ๆ ซึ่งผมก็ทำตามโดยดี บนใบหน้าผมพยายามค้างรอยยิ้มใสๆ ไว้อย่างสุดความสามารถ


“ถ้าไม่อยากโดนชกก็เอามืออกไป” ผมแกล้งทำทีเป็นซบไหล่พร้อมพูดเสียงเข้มให้ได้ยินกันสองคน ที่ผมไม่พอใจคือมือข้างหนึ่งที่เริ่มโอบเอวผมไว้


“อยากพูดแบบนั้นสิ คนรักที่ไหนก็โอบเอวกันทั้งนั้นแหละ”


“แค่แกล้งทำเป็นโอบก็พอแล้วจะจับแน่นทำไม” ผมกัดฟันพูดต่อ


“น่าๆ เดโรซ่านี่คือแฟนของผม เอเรน่า เฟอร์เมท”


“...” ผมถึงกับเงยหน้าขึ้นไปมองอีกฝ่ายอึ้งๆ


นี่ถึงขนาดคิดชื่อไว้เลย


ผมยังนึกอยู่เลยว่าต้องคิดเอง


“ค่ะ สวัสดีค่ะ ฉันเดโรซ่า เกลสัน” พูดจบอีกฝ่ายก็เอื้อมมือมามาทักทาย


“ยินดีเช่นกัน” ผมตอบรับคำทักทายด้วยน้ำเสียงที่พยายามดัดให้หวานที่สุด


“อาจดูทำตัวเป็นศัตรูแต่ฉันอยากบอกว่าไม่ยอมแพ้คุณหรอกนะคะ ถึงท่านฮาเซลจะไม่ได้รักฉันแต่ในอนาคตก็ไม่แน่ เพราะงั้นฉันจะพยายามพัฒนาตัวเองให้เป็นแบบที่ท่านฮาเซลต้องการค่ะ จะให้ดีกว่าคุณเอเรน่าด้วย”


“เอ่อ...” ตอนนี้คุณดีมากอยู่แล้วไม่ต้องพัฒนาอะไรหรอก


ผมอยากบอกออกไปแบบนั้นจริงๆ


ขนาดผมยังคิดว่าอีกฝ่ายทั้งสวยและเพียบพร้อมเลย


จะให้ดีกว่าผมเหรอ...บอกเลยว่าดีกว่าอยู่แล้ว


“ขอตัวค่ะ” พูดจบเธอก็ลุกพร้อมก้มหัวเอ่ยลาก่อนจะเดินจากไปกับเหล่าบอดี้การ์ด


จบแล้วสินะ


ผมถอนหายใจและลดการป้องกันทันใดนั้นฝ่ามือที่โอบเอวอยู่ก็กระชับดึงร่างผมให้เข้าไปประชิดตัวมากขึ้น หัวผมเอียงไปซบบริเวณแผ่นอกตามแรงโน้มถ่วงโดยในหัวกำลังประมวลสถานการณ์ที่เกิดขึ้น


“ไปซบต่อบนห้องได้นะ” เพียงประโยคเดียวที่ได้ยิน


สมองผมก็ไม่จำเป็นต้องประมวลอะไรอีกต่อไป


ผั๊วะ!


หมัดหนักๆ พุ่งเข้าสีข้างของฮาเซล กอนซาเลสโดยไม่ให้เหล่าบอดี้การ์ดด้านหลังสังเกตเห็น และเหมือนหมัดผมจะถูกคาดการณ์ไว้อีกฝ่ายเลยใช้มืออีกข้างตั้งรับได้ทัน


“ฮาเซล กอนซาเลส” ผมพึมพำชื่อด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด


“คราวหน้าฉันจะซื้อชุดให้นะ อย่าทำหน้าหงิกน่าที่รัก”


จะเล่นแบบนี้ใช่ไหม


จัดให้!


“เราเลิกกัน!!” ผมเด้งตัวลุกขึ้นจากโซฟาด้วยใบหน้าบึ้งตึงจนบอดี้การ์ดด้านหลังและลูกค้าหลายโต๊ะหันมามองอย่างสนใจปนตกตะลึงเพราะคงไม่มีใครคิดหรอกว่าจะมีผู้หญิงกล้าบอกเลิกฮาเซล กอนซาเลสโต้งๆ แบบนี้


“...ฮะ?”


“ฉันทนคุณต่อไปไม่ไหวแล้ว คนนิสัยแย่ๆ แบบคุณน่ะเฉาตายไปเถอะ ลาก่อน!” พูดจบผมก็ทำท่าปาดน้ำตาก่อนจะวิ่งจากไป


หึ...ให้รู้ซะบ้างว่าเล่นอยู่กับใคร


ชื่อเสียงที่มีขอทำลายสักหน่อยละกันแต่ถ้าคิดว่าทำแค่นี้แล้วจบละบอกเลยว่าไม่ใช่


อย่าได้เผลอเชียวผมจะโต้กลับให้อับอายกันไปข้างเลย!

...................................................

มาต่อแล้วค่าา

ครั้งที่แล้วให้บทฮาเซลไปเต็มๆ ครั้งนี้กลับมาที่เรย์บ้าง

ยิ่งแต่งยิ่งรู้สึกเหมือนฮาเซลเป็นพวกมาโซ

ทั้งที่รู้ตัวว่าต้องโดนเรย์โกรธและโต้กลับแต่ก็ยังไม่วายไปแหย่เขาเล่น

ได้อ่านคอมเม้นท์จากทุกคนแล้วเหมือนทุกคนจะอยากให้ฮาเซลโดนเรย์เอาคืนโทษฐานที่ชอบแหย่ เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่อยากให้ฮาเซลถูกเอาคืน

สนุกมากเลยค่ะที่ได้แต่งให้ฮาเซลถูกเรย์เอาคืน555

ขอบคุณสำหรับทุกๆ คอมเม้นและกำลังใจนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบายค่ะ

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
หื่นจนโดนบอกเลิก ทำไงต่อดีน่ะ.  :hao3:

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 922
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +526/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ o13

ออฟไลน์ PK.Kenaf

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
✖`·»เสี่ยงรัก«·´✖ วันที่6



หน้าที่ของบอดี้การ์ดคือการเฝ้าระวังทุกสิ่งรอบๆ ตัวของเจ้านายไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ต้องระวังเอาไว้ก่อนเพราะสิ่งเล็กน้อยเหล่านั้นอาจทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงตามมาได้ ซึ่งนั่นหมายถึงบอดี้การ์ดมืออาชีพใช้กับผมไม่ได้หรอก


นักฆ่าไม่จำเป็นต้องเฝ้าระวังให้ใครนอกจากตัวเองเพราะแบบนั้นการปรับตัวมาเป็นบอดี้การ์ดจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเคยชินได้ในวันสองวัน แม้จะผ่านไปหลายวันก็ยังไม่ชินสักทีโดยเฉพาะท่าทีของเจ้านายอย่างฮาเซล กอนซาเลสที่มักจะหาเรื่องมาแหย่อารมณ์กันได้อยู่เรื่อย


อารมณ์ดีกลับติดลบได้ในชั่วพริบตาช่างเป็นพรสวรรค์ของฮาเซลจริงๆ


วันนี้ก็เป็นอีกวันของการเป็นบอดี้การ์ดทว่าเมื่อเช้าผมได้รับข่าวดีจากมากส์และแซมซึ่งเป็นหัวหน้าว่าวันนี้ให้ผมเฝ้าอยู่ที่คฤหาสน์ไม่ต้องตามไปยังบริษัทพร้อมแอบกระซิบว่าอยากให้ผมพักบ้างเพราะเห็นถูกกวนตลอด


แล้วมีเหรอที่ผมจะไม่ตกลง


จริงอยู่ว่างานผมคือการดูแลฮาเซลจนกว่าจะจัดการตัวการได้แต่ไม่ได้บอกนี่ว่าห้ามพัก ด้วยฝีมือของมากส์และแซมน่าจะเพียงพอในการดูแลฮาเซล อีกอย่างเจ้าตัวเองฝีมือใช่ย่อยซะที่ไหน ต่อให้ไม่มีบอดี้การ์ดผมว่าคงไม่มีปัญหาด้วยซ้ำ


ฮาเซลเองดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยนักกับการให้ผมอยู่เฝ้าคฤหาสน์แต่ก็ไม่ได้บอกให้ตามไป ผมว่าเขาคงรู้ตัวว่ากวนผมไว้เยอะเลยยอมปล่อยให้พักผ่อนละมั้ง


“... อีก5นาทีจะมีการจัดโปรโมชั่นพิเศษ ชีสเค้กทุกรสชาติซื้อหนึ่งฟรีหนึ่งจนกว่าจะหมดกันไปเลย ใครสนใจเตรียมตัวมาหยิบ มาจับจองกันได้นะครับ” เสียงประกาศจากร้านขนมหวานถัดออกไปด้านหน้าประมาณหนึ่งร้อยเมตรเรียกสติผมให้เงยหน้าขึ้นไปมองระหว่างขาก้าวไปยังต้นเสียงเต็มกำลัง


ชีสเค้กงั้นเหรอ


แถมยังซื้อหนึ่งแถมหนึ่งอีก


ตอนนี้ผมกำลังโดดการเฝ้าระวังคฤหาสน์ออกมาเดินยังย่านร้านค้าในถนนสายหนึ่งไม่ไกลจากคฤหาสน์ของฮาเซลนัก ด้วยเส้นทางที่ไม่เคยผ่านทำให้ผมต้องจำเส้นทางที่ผ่านมาตลอดการเดิน แต่ตอนนี้ช่างเส้นทางก่อนเถอะ


ชีสเค้กน่ะไม่ใช่ว่าทุกร้านจะทำได้อร่อยหรอกนะ มีหลายร้านที่ทำแล้วไม่ได้คงรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของชีสเค้กไว้...หลายคนคงไม่รู้ต่างกับผมที่เป็นแฟนตัวยงของขนมหวานแทบทุกอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งชีสเค้ก


ก้าวตรงไปไม่กี่ก้าวก็มาถึงร้านที่พูดประกาศจัดโปรโมชั่นเรียบร้อย ร้านกระจกขนาดไม่ใหญ่ตกแต่งด้วยโทนสีครีมสลับกับชมพูอ่อนดูแล้วน่ารักสบายตา ด้านหน้าร้านมีโต๊ะตัวยาวแล้วชีสเค้กเกือบสิบแบบวางเรียงให้เลือกตามใจ


นั่นยังไม่ดึงดูผมเท่ากับป้ายชื่อร้านซึ่งเป็นหนึ่งในร้านขึ้นชื่อสำหรับคนรักชีสเค้กที่ต้องมากินให้ได้ ผมเคยอ่านข้อมูลของร้านนี้มาก่อนและเคยอยากไปสักครั้งทว่ากลับไม่มีสาขาเปิดใกล้ๆ เลย แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ


ผมไม่เห็นรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย...


“วันนี้ทางร้านจัดโปรโมชั่นฉลองเปิดสาขาใหม่...ใครที่สนใจสามารถเข้ามาเลือกซื้อกันได้นะครับ ชีสเค้กซื้อหนึ่งฟรีหนึ่งกันไปเลย ช้าหมดอดนะครับ” ความสงสัยถูกคลายทันทีที่ได้ยินเสียงประกาศอีกรอบ


เปิดสาขาใหม่นี่เอง


ครืดดด~ ครืดดด~


แรงสั่นจากเครื่องมือสื่อสารในกระเป๋าดังขึ้น ผมหยิบโทรศัพท์ออกมาพร้อมรับสายโดยสายตายังจับจ้องไปยังกลุ่มเด็กสาวในชุดนักศึกษาที่กำลังเดินเข้าไปซื้อชีสเค้ก


“ครับ”


เอาเถอะ ช่วงบ่ายแบบนี้คงไม่มีใครมาเดินซื้อนักหรอกเพราะงั้นไม่ต้องรีบก็ได้


(เรย์) เสียงจากปลายสายดังขึ้น


มีแค่คนเดียวเท่านั้นแหละที่เรียกผมด้วยชื่อนี้


นี่ผมจะไม่ได้พักเลยจริงๆ สินะ


“มีอะไรครับคุณฮาเซล กอนซาเลส”


(อยู่ไหน ไม่ได้อยู่บ้านใช่ไหม)


“...ทำไมถึงรู้” ผมขมวดคิ้วพลางหันซ้ายขวามองรอบตัวทันควัน นี่คงไม่ได้ถูกตามหรือสะกดรอยอยู่หรอกนะ


(ตอนนี้ฉันอยู่บ้าน)


เข้าใจล่ะ


แค่นี้ก็ตอบคำถามที่ว่าทำไมถึงรู้ได้แล้ว


“กลับเร็วนะ” พึ่งช่วงบ่ายแท้ๆ ปกติกว่าจะกลับมาก็พระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว


(คิดถึงนี่)


“หึ...คิดถึงคุณเชขนาดนั้นเลย?” คุณเชที่ว่าคือเชฟวัย 60 ของบ้าน ฝีมือของเขาน่ะเรียกว่าสุดยอดไม่ว่าจะเป็นอาหารแนวไหนก็สามารถทำได้หมด ผมเองก็กำลังพยายามสนิทกับอีกฝ่ายเผื่อจะขอให้ทำขนมให้กินบ้าง


ตั้งแต่อยู่คฤหาสน์นี้มาได้รู้ข้อมูลของเจ้าบ้านอย่างฮาเซล กอนซาเลสหลายอย่างหนึ่งในนั้นคือไม่ชอบของหวานจึงไม่มีการทำขนมหลังอาหารไม่ว่าจะมื้อไหนก็ตาม


(คิดถึงเรย์ต่างหาก)


“แต่ผมไม่ยักคิดถึงคุณแฮะ...ถ้าไม่มีอะไรแค่นี้นะผมกำลังยุ่ง” ผมรีบตัดบทเพราะไม่รู้ว่าเป็นเวลาเลิกเรียนหรือยังไงถึงได้มีกลุ่มนักศึกษาหลายสิบคนวิ่งเข้าไปยังร้านเปิดใหม่จนแน่นหน้าร้านไปหมด


ถ้าไม่รีบอดแน่ๆ


(เดี๋ยวสิเรย์ สรุปนายอยู่ไหน)


“อยู่แถวนี้แหละน่า แค่นี้นะผมรีบ...”


(เดี๋ยว ห้ามวางสายนะ ทำอะไรอยู่น่ะทำไมเสียงดังๆ) เสียงที่ว่าคงเป็นเสียงประกาศและเสียงแย่งชิงชีสเค้กที่เหลืออยู่ไม่มาก


ผมไม่มีเวลาแม้แต่จะวางสายเลยยัดโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋าเสื้อปล่อยให้ปลายสายพูดคนเดียวไปโดยผมนั้นก็ทำการใช้ทักษะของนักฆ่าค่อยดันและเบียดตัวเองเข้าไปอยู่ด้านหน้าในเวลาไม่นาน รอยยิ้มยามนึกถึงชีสเค้กยกขึ้นทว่าถาดตรงหน้าผมนั้นกลับว่างเปล่า...


ไม่ใช่สิ ไม่ใช่แค่หน้าผมแต่ทั้งโต๊ะว่างเปล่าเหลือเพียงถาดเปล่าๆ เท่านั้น


ไม่จริง


อย่าบอกนะว่า...


“อ่า น่าเสียดายสำหรับหลายๆ ท่านนะครับตอนนี้โปรโมชั่นชีสเค้กซื้อหนึ่งแถมหนึ่งได้หมดลงแล้วครับ ถ้าลูกค้าท่านใดสนใจสามารถเข้าไปเลือกซื้อขนมอื่นๆ ด้านในได้นะครับแต่สำหรับชีสเค้กจะเริ่มขายขายวันพรุ่งนี้นะครับ!”


“...” คำประกาศด้วยน้ำเสียงร่าเริงไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกตามเลยสักนิด


ทั้งที่ผมได้ยินเสียงประกาศก่อน


ทั้งที่ผมเห็นร้านก่อน


ทั้งที่ผมมาถึงก่อน


แล้วทำไมถึงไม่ทันล่ะ


ชีสเค้กของผม!


(...เรย์...นี่เรย์)


นี่ไงสาเหตุ


“เพราะคุณคนเดียวฮาเซล กอนซาเลส!!” ผมคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาตะโกนด้วยเสียงหงุดหงิด


ถ้าไม่ต้องมารับโทรศัพท์ก็ซื้อทันแล้วแท้ๆ


แบบนี้จะรับผิดชอบยังไง!


(...ฉันทำอะไร) ปลายสายดูตกใจไม่น้อยที่ได้ยินเสียงผมตะโกน


“จะทำอะไรล่ะก็เล่นโทรมาในช่วงเวลาสำคัญไง คุณต้องรับผิดชอบด้วย!”


(รับผิดชอบ?)


รู้ไหมว่าเวลาอยากกินอะไรแล้วไม่ได้กินมันหงุดหงิดขนาดไหน


ในเมื่อเป็นต้นเหตุก็จงเตรียมตัวให้ดี


“ใช่ พาผมไปที่ร้านKäse konditorei&torteเลย!”


เมื่อวางสายเรียบร้อยผมก็ตรงกลับบ้านหลังยักษ์ด้วยใบหน้าสงบนิ่งทว่าภายใต้ความสงบกลับแฝงไปด้วยอารมณ์ที่ใกล้ระเบิดเต็มที เหล่าบอดี้การ์ดที่เฝ้าประตูบ้านเองคงจะสัมผัสได้เลยสะดุ้งกันเป็นแถบยามผมเดินผ่านเข้าไปด้านใน


ตัวต้นเหตุอย่างฮาเซล กอนซาเลสยืนอยู่หน้าลานจอดรถพอเห็นผมก็ส่งยิ้มทักทายมาให้แน่นอนว่าผมไม่ได้โบกมือยิ้มตอบแต่อย่างใด


“เตรียมตัวรับผิดชอบรึยัง” ผมไม่เกริ่นหรือทักทายเจ้านายสักนิด


“ฉันยังไม่เข้าใจเลยว่าทำอะไรให้ต้องโกรธขนาดนั้น...แต่ไม่เป็นไร ให้รับผิดชอบงั้นแต่งงานกันเลยไหม”


“ผมไม่ตลกด้วยนะ” ผมตอบอีกฝ่ายกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ


“...ให้พาไปร้านที่บอกก่อนหน้านี้ก็จะหายโกรธใช่ไหม” เหมือนฮาเซลจะรู้ว่าผมไม่ได้อยู่ในอารมณ์เล่นด้วยเลยเข้าเรื่อง


“ใช่” ผมพยักหน้ายืนยัน


“งั้นเดี๋ยวฉันขับรถพาไป”


“คุณจะขับ?” ผมถามเสียงสูงเพราะปกติมักจะให้แซม มากส์ไม่ก็ใครสักคนเป็นคนขับให้เสมอ


“อืม ไปข้างนอกกับเรย์ทั้งทีอยากไปกันแค่สองคน”


“ไม่ใช่ว่าช่วงนี้ต้องระวังตัวรึไง” ผมถามกลับพลางหันไปมองหน้ามากส์ที่ยืนอยู่ข้างๆ เป็นเชิงขอความเห็น


“นั่นสิครับท่านฮาเซล ถ้ายังไงให้พวกผมไปด้วย...”


“แค่มีเรย์ไปด้วยคงไม่เป็นไรมั้ง” ฮาเซลพูด


“มั่นใจไปแล้ว ผมบอกแล้วไงว่าไม่ค่อยเก่งพวกศิลปะป้องกันตัว” อีกอย่างถ้าอีกฝ่ายมีจำนวนเยอะผมก็ไม่คิดว่าจะไหวหรอกนะ ยังไงพวกการต่อสู้โดยเผชิญหน้ากันตรงๆ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมถนัดเท่าไหร่


“ถ้าอยู่กันสองคนน่าจะทำอะไรได้บ้างแหละ”


“เอางี้ไหมบอส บอสก็ไปกับเขาสองคนส่วนพวกเราจะใช้รถอีกคันตามไป อ้อ ไม่ต้องห่วงว่าพวกเราจะตามเข้าไปในร้านหรอกนะ ไม่อยากรบกวนการเดทของบอส” แซมเสนอความเห็นด้วยรอยยิ้ม


“ไม่ใช่เดทสักหน่อย” ผมบออกแซมเสียงเข้ม


“ไม่ต้องเขินน่าเรย์”


“คุณน่ะเงียบไปเลย” ผมหันควับมองหน้าอีกฝ่าย ระยะเวลาที่อยู่นี่มาทำให้ทั้งมากส์และแซมต่างเข้าใจถึงลักษณะนิสัยหรือแม้แต่ท่าทางที่ผมแสดงออกกับเจ้านายอย่างฮาเซลเวลาว่าเป็นยังไงและสาเหตุที่ทำให้ผมต้องแสดงออกแบบนั้นคืออะไร


ช่วงแรกๆ มากส์ก็เข้ามาบอกให้ผมนอบน้อมหน่อยแต่พอเห็นเจ้านายตัวเองแหย่ผมได้อยู่แทบทุกวันก็เหมือนจะเข้าใจแถมยังมีพูดด้วยว่าปกติฮาเซลไม่ใช่คนชอบแหย่หรือกวนใครแบบที่ทำกับผม


ซึ่งผมก็รู้แหละว่าฮาเซลกวนอยู่แค่กับผม คงสนุกที่ได้เห็นผมอารมณ์ขึ้นละมั้ง


อีกอย่างคือเรื่องชื่อ ชื่อที่ผมแนะนำตัวออกไปกับฮาเซลเรียกเป็นคนละชื่อทั้งที่เป็นแบบนั้นกลับไม่มีใครเอ่ยถามหาความจริงเรื่องนี้ แถมยังเรียกผมด้วยชื่อปลอมๆ นั่นด้วย ถ้าให้เดาพวกเขาคงไม่อยากก้าวก่ายหรือเข้ามายุ่งเรื่องของกับฮาเซลมากไปกว่านี้


“สรุปเอาตามนี้นะ มากส์เราไปเตรียมรถเถอะ” เหมือนแซมจะไม่อยากดูการเถียงของผมและฮาเซลเลยทำการตัดจบแล้วสรุปเอง


“นั่นสิ ฝากบอสด้วย ถ้าเกิดอะไรขึ้นฉันคิดว่านายสามารถจัดการได้อยู่แล้ว” มากส์เดินมาแตะไหล่ผมพร้อมบอกเสียงเบา


“หมายถึงจัดการกับบอสคุณหรืออย่างอื่น” ผมถามกลับ


“ทั้งสองอย่าง”


จากนั้นพวกเราก็แยกย้ายโดยผมและฮาเซลใช้รถคันสีดำขับออกจากคฤหาสน์ตรงไปยังสถานที่ตามคำบอกทางของผม ร้านที่ผมจะไปเป็นร้านติดอันดับต้นๆ ของร้านขนมหวานแต่เพราะไม่ได้บอกอีกคนไว้ว่าเป็นร้านอะไรทำให้พอมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูกระจกสีสมพูดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบทองของฮาเซลก็เบิกกว้างพร้อมหันมามองหน้าผม


ร้านKäse konditorei&torteเรียกได้ว่าเป็นร้านขนมของคนรักขนมอย่างแท้จริง ใครที่ลองมาสักครั้งรับรองจะติดใจแถมยังเป็นร้านสำหรับพวกคอขนมเพราะร้านนี้อยู่บนชั้นสองของตึกโดยมีชั้นล่างเป็นธนาคาร ใครที่เดินผ่านคงไม่รู้ว่ามีร้านขนมอยู่ชั้นสอง


ผมเองได้ที่อยู่ร้านนี้มาระหว่างต่อแถวซื้อพุดดิ้งนมสดอยู่ และนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือน ประตูกระจกตรงหน้าใสปิ๊งจนเห็นบรรยากาศด้านได้ของร้านซึ่งมีสีชมพูเป็นตัวนำได้อย่างดี ผมเหลือบมองใบหน้าของฮาเซลก่อนจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ฮาเซลไม่ชอบของหวานหรือขนมแทบทุกชนิดดังนั้นการพามาร้านขนมถือเป็นการทรมานซึ่งๆ หน้า


ไม่มีอะไรจะแก้แค้นดีไปกว่านี้แล้ว


“อย่ายืนนิ่งสิ เข้าไปกัน” ผมเปิดประตูเข้าไปด้านในพลางดึงแขนอีกฝ่ายให้ก้าวตามเข้ามา เสียงกระดิ่งด้านหน้าเรียกพนักงานในชุดผ้ากันเปื้อนสีสดใสหันมามองด้วยรอยยิ้ม


“ยินดีต้อนรับค่า สองท่านนะคะ” พนักงานสาวในชุดเมดสีฟ้าอ่อนเดินมาต้อนรับ


“ครับ ขอเป็นมุมหน้าต่างนะครับ” ผมบอกพนักงานหลังมองไปรอบๆ ร้านแล้ว บริเวณที่ดีที่สุดถูกวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว


“รับทราบค่ะ เชิญด้านนี้เลยค่า” พนักงานสาวผายมือก่อนจะเดินนำพวกเราไปยังโต๊ะสำหรับสองที่ริมกระจกบานใหญ่


กระเบื้องสีขาวสลับชมพูกับกำแพงสีครีมชมพูดนั้นดูหวานแหวนเข้าคู่กับชุดโต๊ะเก้าอี้สีโทนเดียวกัน บริเวณกลางร้านมีการจัดวางขนมอย่างหรูหราคล้ายของต่างชาติที่จะมีการจัดวางขนมอยู่บนภาชนะ 3 ชั้น


“ไม่ทราบว่าจะรับเป็นเมนูปกติหรือบุฟเฟ่ดีคะ” พนักงานคนเดิมถามเมื่อเห็นพวกเรานั่งเรียบร้อย


“บุฟเฟ่ครับ” ผมตอบโดยไม่ขอความเห็นอีกคน


ผมเช็กทุกอย่างไว้หมดแล้ว ร้านนี้เป็นร้านขนมที่มีราคาค่อนข้างสูงซึ่งเหมาะสมกับรสชาติที่ใครกินก็เห็นว่าต้องติดใจ เค้กชิ้นหนึ่งราคาก็เลขสามหลักได้แต่ถ้าเลือกเป็นบุฟเฟ่แม้ราคาจะสูงทว่ากลับสามารถทานได้ไม่อั้น


พูดได้แค่คุ้มสุดๆ สำหรับคนชอบทานขนมล่ะนะ


“เดี๋ยวเรย์ถามกันก่อนสิ” ฮาเซลที่ปกติจะพูดมากครั้งนี้กลับสามารถเงียบได้กว่า 10 นาทีตั้งแต่ก้าวมาถึงร้าน


“คุณต้องเลี้ยงด้วย”


“เรื่องเลี้ยงไม่มีปัญหาหรอก ฉันขอแค่ชาก็พอ...”


“ไม่ได้ มาร้านนี้ทั้งทีจะสั่งแค่ชาได้ยังไง บุฟเฟ่ 2 ที่ครับ ชาของเป็นมาริยาจ แฟรร์” ผมหันไปสั่งพนักงานสาวด้านข้าง


“รับทราบค่ะ บุฟเฟ่เค้กสองที่และชามาริยาจ แฟรร์นะคะ ไม่ทราบว่าลูกค้าพึ่งมาเป็นครั้งแรกรึเปล่าคะ?”


“ครับ” ผมพยักหน้า


“ถ้างั้นทางเราขอแนะนำสักนิดนะคะ สำหรับบุฟเฟ่ลูกค้าสามารถเดินไปเลือกเค้กบริเวณโต๊ะกลางร้านได้ตามต้องการ นอกจากนี้ถ้าต้องการจะสั่งเมนูพิเศษอย่างชีสเค้กอบไอน้ำ บานอฟฟี่ชีสเค้กหรือเมนูอื่นๆ สามารถเรียกพนักงานเพื่อสั่งได้นะคะ สำหรับเมนูพิเศษรบกวนลูกค้ารอประมาณ 15-20 นาทีค่ะ ไม่ต้องกังวลเรื่องเวลานะคะเพราะทางร้านเราไม่มีการจับเวลาค่ะ”


“ขอชีสเค้กอบไอน้ำกับบานอฟฟี่ชีสเค้กอย่างละ 2 ครับ” ผมรีบสั่งเมนูพิเศษที่ต้องใช้เวลาในการทำก่อน ความจริงข้อมูลพวกนี้ผมก็รู้แล้ว...พนักงานที่นี่ทำงานดีจริง สมแล้วกับที่ได้รับการประเมินว่ามีทั้งรสชาติและการบริการอันยอดเยี่ยม


“ชีสเค้กอบไอน้ำกับบานอฟฟี่ชีสเค้กอย่างละ 2 ชิ้นนะคะ รับทราบค่ะ” พูดจบพนักงานสาวก็จากไปพร้อมรอยยิ้ม


“...เรย์”


“ฮืม?” ตอนนี้อารมณ์ผมเริ่มดีขึ้นแล้ว กลิ่นหอมของเค้กและขนมรวมทั้งเครื่องดื่มช่างอบอวนชวนให้เคลิ้มจริงๆ อารมรณ์หงุดหงิดค่อยดีขึ้นมาหน่อย


“ฉันไม่ค่อยชอบของหวานเท่าไหร่”


“ผมรู้” ผมตอบทันที เรื่องแค่นี้ทำไมจะไม่รู้ล่ะ


“รู้แล้วทำไมถึง...”


“ถือเป็นการแก้แค้นที่ทำให้ผมซื้อชีสเค้กไม่ทัน” ไม่ต้องฟังคำถามจบก็รู้ว่าอีกฝ่ายจะบอกอะไร


“เฮ้อ แล้วหายโกรธรึยัง”


“นิดนึง”


“หลังกินเสร็จค่อยหายสนิทสินะ”


“คิดงั้น?”


“ใช่”


“รู้ดีนี่”


“แค่เรื่องของเรย์หรอก” ฮาเซลเปลี่ยนท่ามาเป็นเท้าแขนข้างหนึ่งลงบนโต๊ะก่อนตอบกลับพร้อมดวงตาสีน้ำตาลจนเกือบทองที่ประสานมา


“หึ จะรู้สักแค่ไหนเชียว” ต่อให้อยู่ด้วยกันก็ใช่ว่าผมจะเผยเรื่องของตัวเองให้ใครรู้ง่ายๆ


“รู้มากกว่าที่เรย์คิดละกัน” รอยยิ้มเต็มไปด้วยความมั่นใจนั่นดูไม่เหมือนคนโกหก


“ชามาริยาจ แฟรร์ได้แล้วค่ะ” พนักงานสาวคนเดิมเดินมาเสิร์ฟชาก่อนจะกลับไป


กลิ่นหอมของชาอันดับหนึ่งของฝรั่งเศสไม่ใช่แค่เรื่องเล่า กลิ่นหอมของใบชาลอยขึ้นมาจากกาสีขาวนวลส่งกลิ่นน่าลิ้มลอง


“ชานี่คุณคงชอบ” ผมบอกพลางยกแก้วสีเดียวกับกาขึ้นมาจิบ ได้ชื่อว่าชาหลายคนจะคิดว่ามีรสขมทว่ากับชานี่กลับอมหวานละมุนเล็กๆ ให้ความรู้สึกสดชื่นยามจิบ


“เลือกของดีเลยนี่” เหมือนฮาเซลเองก็จะรู้จักมาริยาจ แฟรร์อยู่ไม่น้อย


ก็สมแล้วกับการที่ต้องไปเจรจาธุรกิจหลายๆ ที่


“ผมจะไปตักเค้ก เอาไหม” ผมลุกพลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มนึกสนุก


“...ก็รู้คำตอบอยู่ยังจะถามอีกนะ”


“เอา 5 ชิ้นเหรอ ได้สิ เดี๋ยวผมตักให้” ผมแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินแล้วเดินไปยังโต๊ะวางขนมหวานใจกลางห้อง


ภาชนะทรงสูงสีเงินประมาณ 5 อันวางเรียงเป็นจุดๆ บนโต๊ะตัวสั้นที่วางจัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมโดยมีผ้าปูโต๊ะสีสันสดใสและดอกไม้ดอกเล็กๆ ประดับให้ความรู้สึกสบายตา


ผมหยิบจานพร้อมเดินกวาดสายตามองทุกเมนูอย่างพินิจ เมนูแรกอย่างชิฟฟ่อนเค้กเนื้อนุ่มวางลงบนจานก่อนจะตามมาด้วยมูสวนิลาเนื้อละเอียดและเค้กหน้าตาแปลกใหม่ จานแรกเสร็จอีกจานก็ถูกหยิบขึ้น...จานนี้ผมเลือกมินิแซนด์วิช แครกเกอร์เนื้อกรอบและทาร์ตไข่


เดินมาถึงโต๊ะจานแรกถูกวางทางฝั่งผมส่วนอีกจานวางไว้ตรงหน้าของฮาเซล อีกฝ่ายที่เห็นจานวางตรงหน้าก็ขมวดคิ้วเงยหน้าขึ้นมามองงงๆ


“บอกแล้วไงว่าจะหยิบมาเผื่อ” ผมบอก


“ฉันไม่ชอบของหวาน...”


“บนจานนั่นไม่ถือเป็นขนมหรอกแค่ของทานเล่น” ไม่มีใครเรียกแซนด์วิชว่าเป็นขนมหรอก อาจมีแค่ทาร์ตไข่ละมั้งที่เรียกว่าขนมแต่รสชาติไม่ได้หวานมากเหมือนอย่างเค้ก


“ดูเรย์จะชอบของหวานจริงๆ นะเนี่ย” ฮาเซลพึมพำเสียงเบาขณะมองผมตักมูสวนิลาเนื้อละเอียดเข้าปากคำแล้วคำเล่า


“...ก็ไม่ได้เกลียด”


“มาถึงที่นี่คงไม่ใช่แค่ไม่ได้เกลียดหรอกมั้ง”


“กินของตัวเองไปเถอะ”


“อืม” ฮาเซลยิ้มบางๆ ส่งมาให้ก่อนจะตักมินิแซนด์วิชเข้าปาก


ขนมสามอย่างในจานแรกหมดไปในเวลาไม่นานจนผมต้องลุกไปตักอีกรอบ รอบใหม่นี้ผมได้พุดดิ้งเนื้อเนียน เครปเค้กสายรุ้งราดคาราเมลและก็คุกกี้ธัญพืชมา


จากการคำนวณคาดว่าอีกไม่นานชีสเค้กอบไอน้ำและบานอฟฟี่ชีสเค้กก็จะมาถึงแล้ว เมนูพิเศษที่ต้องสั่งไม่ได้มีเพียงสองเมนูนี้แต่ยังมีอีกหลายเมนูอย่างแพนเค้กหรือฮันนี่โทสเป็นต้น พื้นที่ของร้านมีไม่มากนับดูคร่าวๆ มีประมาณ 10-15 โต๊ะ และช่วงนี้ก็ยังไม่ใช่ช่วงเลิกงานเลยมีลูกค้าไม่มากรวมโต๊ะผมก็มีประมาณ 7 โต๊ะได้


ถือว่าเยอะพอดูเลย


“กลิ่นนี่มัน...” กลิ่นหอมคลุ้งลอยมาแตะจมูกแบบนี้ไม่ผิดแน่


ชีสเค้กอบไอน้ำ


หอมมาก


อีกอันที่ได้กลิ่นคงเป็นบานอฟฟี่ชีสเค้กสินะ


อยากกินแล้ว!


“น้ำลายไหลแล้วแหนะ” สิ้นเสียงของฮาเซลผมรีบยกแขนขึ้นมาเช็ดปากทันที


“ไม่มีสักหน่อย” ไม่เห็นจะเปียกเลย


“หึ...ทำหน้ามีความสุขแบบนั้นฉันก็มีความสุขไปด้วย”


“เอาคำพูดนั้นไปใช้จีบหญิงเถอะ” คำหยอดหวานใช้ไม่ได้กับผู้ชาย ยิ่งกับผมยิ่งใช่ไม่ได้ใหญ่


“ผู้หญิงฉันไม่จำเป็นต้องจีบนี่” ความหมายนั่นคือมีผู้หญิงมาหลงโดยไม่ต้องจีบล่ะสิ


“พ่อคนเนื้อหอม”


“เรย์เคยดมตอนไหนทำไมฉันไม่ยักจำได้ อ้อ ตอนที่เรานอนด้วยกันในห้อง...”


“ถ้าคุณยังไม่หยุดพุดดิ้งนี่ได้ถูกกรอกลงปากคุณแน่” ผมยกแก้วพุดดิ้งขึ้นเพื่อให้ฮาเซลเห็นว่าผมไม่ได้ล้อเล่น


“...อย่าหงุดหงิดสิ พนักงานกำลังยกมาเสิร์ฟแล้วนั่น” ผมหันควับไปมองตาคำพูดอีกฝ่ายซึ่งเป็นอย่างฮาเซลบอกพนักงานหญิงกำลังยกถาดมาเสิร์ฟ


อีกแค่อึดใจเดียวก็จะได้กินแล้วชีสเค้ก อุปสรรคก่อนหน้านี้ก็เป็นเพียงเรื่องเล็กที่จะทำให้ผมได้มาลิ้มรสชีสเค้กนี่


กริ๋งๆ


ปัง!


เพียงเสี้ยววินาทีที่เสียงกระดิ่งประตูดังขึ้นเสียงของวัตถุอันแสนคุ้นเคยก็ดังตามมา ทั้งร้านอยู่ในสภาพเงียบกริบราวกับไม่เข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบันนัก ร่างกำยำของชายสามคนเดินก้าวเข้ามาในสภาพใบหน้าถูกปิดด้วยโหม่งสีดำทำให้เห็นเพียงดวงตาเท่านั้น


“ถ้าไม่อยากตายก็หุบปากแล้วเดินมารวมกันตรงนี้ ส่งเครื่องมือสื่อสารมาให้หมดด้วย!!” เสียงทุ้มจากชายถือปืนตะโกนดังลั่น
ไม่ต้องคิดอะไรมากก็เดาสถานการณ์ได้ง่ายๆ


กลุ่มคนปิดหน้าถืออาวุธ


ชั้นแรกของตึกคือธนาคาร


และช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ไม่มีคนพลุกพล่าน


จะเป็นอะไรได้นอกจากจะเป็นการปล้นธนาคาร ที่ขึ้นมาบนชั้นสองคงเผื่อช่วงกำลังดำเนินแผนการแล้วมีใครเปิดประตูลงไปละมั้ง แปลว่าไม่ได้มีแค่สามคนแต่มีด้านล่างอีก


เรื่องปล้นธนาคารจะยังไงก็ช่าง ตอนนี้เรื่องสำคัญไม่ใช่เรื่องนั้นแต่เป็นเรื่องที่พนักงานสาววางถาดที่จะเสิร์ฟลงแล้วเดินไปรวมกลุ่มตามคำสั่งของชายถือปืน


ชีสเค้กอบไอน้ำของผม


จะได้กินอยู่แล้วเชียว


วันนี้มันวันอะไรเนี่ย


ตอนสายก็ทีนึงแล้ว


ทำไมอุปสรรคมันมากแบบนี้!



(มีต่อค่ะ)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
(ต่อนะคะ)


“เรย์” ฮาเซลเรียกพลางคว้าแขนผมให้เดินไปรวมกับคนอื่น


“คุณจัดการเรื่องนี้ได้ไหม” ผมกระซิบถามระหว่างเดินไป


“หมายถึงให้ฉันสู้?”


“เปล่า หมายถึงถ้าผมจัดการพวกนั้นจะไม่โดนข้อหาพยายามฆ่าใช่ไหม” อารมณ์หงุดหงิดในตอนนี้กำลังปะทุขึ้น ถ้าไม่ระบายออกมาคงไม่หายเป็นแน่


“คิดจะเล่นหนักขนาดไหนน่ะ” ฮาเซลมองมาหวาดๆ


“ความผิดของการมาขัดเวลากินชีสเค้กผมมันหนักมากนะ”


“พวกแกซุบซิบอะไรกัน ส่งโทรศัพท์มาไม่งั้นลูกปืนได้เจาะหัวแน่” เสียงตะหวาดและถ้อยคำข่มขู่พร้อมจ่ออาวุธมาตรงหน้าไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกกลัวสักนิด


ผมอยู่วงการนี้มานาน


ชินกับการใช้อาวุธและการฆ่า


มืออาชีพอย่างผมพูดได้เลยว่าพวกนี้เป็นมือใหม่


ดวงตาสีอ่อนใต้คอนแทคเลนส์ของผมมองกระบอกปืนสีดำตรงหน้าพร้อมกับเหลือบมองไปยังกระบอกปืนของอีกสองคนด้านหลัง เพียงแค่มองผมก็เลิกคิ้วขึ้นแล้วหันไปมองหน้าฮาเซลเล็กน้อยเพื่อขอความมั่นใจว่าสิ่งที่คิดถูกต้องหรือไม่


ทันทีที่ฮาเซลพยักหน้าตอบกลับรอยยิ้มผมก็ปรากฏขึ้น มือทั้งสองข้างเอื้อมไปคว้าบอกกระบอกปืนแล้วจัดการล๊อคมันซะ ปืนทุกชนิดมีกลไกลการล๊อคไม่เหมือนกันแต่ก็ไม่ได้เกินความสามารถในการจำ


“แกทำอะไร...”


ผั๊วะ!


หมัดแรกไม่ได้พุ่งเข้าใส่ชายตรงหน้าแต่เป็นชายอีกคนที่กำลังเปิดช่องอยู่ เพียงแค่หมัดเดียวเข้าโจมตียังใบหน้าอย่างรุนแรงจนร่างนั้นล้มลงกับพื้นในเสี้ยวนาที แน่นอนว่าผมไม่คิดจะปล่อยชายคนแรกไปนานเลยจัดการอาศัยช่วงกำลังงงกับสถานการเตะเข้าบริเวณหน้าท้องพร้อมใช้ขาอีกข้างเตะเข้ายังข้อเท้าอย่างจังจนร่างเซใกล้ล้ม


“อ๊าก...”


โคร่ม!


ฮาเซลเหมือนจะรู้ว่าอีกฝ่ายต้องร้องออกมาเลยปิดฉากโดยการชกเข้ายังหน้าท้องอีกรอบทำให้เสียงที่กำลังจะดังขึ้นเงียบลงทันตา  ร่างกายอันกำยำร่วงลงไปกองกับพื้นตามเพื่อนคนแรกไปอย่างรวดเร็ว


คนสุดท้ายเมื่อเห็นเพื่อนสองคนถูกจัดการแสดงท่าทีร้อนรนขึ้นมา มือข้างหนึ่งเตรียมควักเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาติดต่อพรรคพวกด้านล่างแต่มีเหรอที่ผมจะยอมปล่อยให้ทำได้ง่ายๆ ชั่วพริบตาผมเคลื่อนที่เข้าไปใกล้ปัดเครื่องมือสื่อสารนั่นลงพื้นก่อนศอกขวาจะซัดอีกฝ่ายหมอบตามไปติดๆ


ได้ระบายออกไปก็ช่วยให้ความหงุดหงิดทุเลาลงได้พอสมควร


“ฉันคงไม่กล้าแหย่นายเรื่องของหวานแน่นอน” ฮาเซลส่ายหน้าพลางมองชายสามคนบนพื้น ทั้งพนักงานและลูกค้าคนอื่นต่างยืนอึ้งราวกับตามสถานการณ์ไม่ทัน


“คุณเองก็มีส่วนนะ” โทษกันคนเดียวได้ไง


“ฉันแค่ป้องกันตัว”


“ผมควรเชื่อ?”


“เอาน่า พวกนี้เลือกเวลาผิดสุดๆ น่าสงสารแฮะ” ฮาเซลเปลี่ยนเรื่อง


“นั่นสิ” ข้อนี้ผมเห็นด้วย


ถ้าเลือกลงมอวันอื่นที่ผมและฮาเซลไม่ได้มาแผนอาจสำเร็จไปด้วยดีไม่เหมือนวันนี้ที่มีทั้งนักฆ่าและผู้ทรงอำนาจควบค้าอาวุธ ปืนกระบอกแรกที่ใช้ยิงอาจเป็นของจริงแต่อีกสองกระบอกเป็นของปลอม


สายตาของผมมองออกด้วยประสบการณ์ ด้วยความไม่แน่ใจเลยหันไปขอความเห็นผู้ช่วยชาญและคำตอบก็เป็นอย่างที่เดา ก็เข้าใจอยู่ ปืนกระบอกนึงใช่ว่าจะหาง่ายและราคาถูก


“จะเอาไงต่อ” ฮาเซลถาม


“กินชีสเค้ก” ตอบแบบไม่ต้องคิดเลย เป้าหมายของการมานี่คือชีสเค้กดังนั้นผมไม่คิดจะกลับก่อนได้กินหรอก


“ยังจะกินต่อ?” ดูฮาเซลอะตกใจไม่น้อยกับคำตอบที่ได้ยิน


“คุณก็โทรแจ้งตำรวจสิ” เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับผมอยู่แล้ว


จะมองว่าผมไม่ดีก็ได้ซึ่งก็ถูก ผมไม่ได้เป็นคนดีที่จะช่วยทุกคน สังคมในปัจจุบันเป็นแบบนี้แหละผู้ที่อ่อนแอกว่าย่อมตกเป็นเหยื่อ มันเป็นเรื่องปกติ


ถ้าฝ่ายปล้นธนาคารได้เงินไปแปลว่าทางธนาคารไม่มีการเตรียมตัวรับมอสถานการณ์ดีมากพอ ในทางกลับกันถ้าทางธนาคารสามารถจัดการพวกโจรได้ก็หมายความว่ามีการเตรียมตัวรับมือครบถ้วน


“โทรแล้ว แต่จะรอให้ตำรวจมาจัดการโจรคงกลับไปแล้วมั้ง”


“สถานีใกล้สุดกว่าจะมาถึงอย่างเร็ว 10 นาที” ผมคำนวณเวลาคร่าวๆ ดู แต่นั่นแค่เวลามาถึงยังไม่รวมเวลาปฏิบัติการณ์ที่ไม่รู้จะกินเวลาไปอีกเท่าไหร่


“ฉันมีนัดกินเลี้ยง 5 โมง” ฮาเซลบอกพร้อมยกนาฬิกาขึ้นมาชี้ไปยังหน้าปัด


เข็มสั้นชี้ไปเกือบถึงเลข 5 โดยเข็มยาวนั้นชี้ไปยังเลข 11


ความหมายคือสี่โมงห้าสิบห้า


งานเลี้ยงเริ่ม 5 โมง


“ทำไมเพิ่งมาบอกเล่า!” ผมบ่นเสียงสูงทันควัน เห็นกลับมาเร็วนึกว่าว่างซะอีก


“ขืนรอตำรวจจัดการคงสายล่ะนะ”


“ต่อให้ผมจัดการก็สายอยู่ดีเหอะ” จะให้จัดการให้จบแล้วตรงไปงานเลี้ยงใน 5 นาทีเนี่ยนะไม่มีทาง


“อย่างน้อยก็เร็วกว่ารอตำรวจ” ก็จริงอย่างที่ฮาเซลว่า


ถ้าจัดการเองเร็วกว่าแน่ๆ


“ติกต่อมากส์กับแซมรึยัง” ผมถามต่อ ทั้งคู่ขับรถตามมาด้วยถึงจะได้เข้ามาในร้านแต่น่าจะรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี่


“อืม บอกให้ไปหาชุดสูทเข้างานเตรียมไว้แล้ว” ฮาเซลยกโทรศัพท์ในมือขึ้นมาให้ผมเห็น


“บอกให้เข้ามาช่วยสิ!” แทนที่จะให้เข้ามาช่วยดันให้ไปทำเรื่องไร้สาระซะได้


ถ้ามีมากส์และแซมโอกาศที่จัดจัดการเรื่องนี้ในเวลาไม่นานย่อมเป็นไปได้สูงกว่าให้จัดการกันอยู่แค่สองคน


“น่า แค่นี้เราจัดการกันเองเถอะ” สีหน้าของฮาเซลไม่ได้กังวลว่าจะไปงานสายหรือเข้าร่วมงานไม่ทัน สีหน้านั้นกำลังสนุกกับสถานการณ์ที่กำลังจะเผชิญ


“เฮ้อ ขอชีสเค้กอบไอน้ำกับบานอฟฟี่ชีสเค้กใส่กล่องด้วยครับ” ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนหันไปบอกพนักงานด้านข้าง


“คะ...ค่ะ รอสักครู่” อ้ำอึ้งสักพักก็รีบวิ่งไปจัดการตามคำขอ


“สรุปคือ?”


“รีบจัดการให้จบก่อนคุณจะไปงานเลี้ยงสายเถอะ”


เมื่อได้ของหวานอย่างชีสเค้กอบไอน้ำและบานอฟฟี่ชีสเค้กฮาเซลก็เตรียมจะจ่ายเงินทว่าทางร้านกลับบอกว่าไม่คิดเงิน ง่ายๆ คือให้พวกเราทานฟรีแทนการขอบคุณที่ช่วยพวกเขาไว้ แน่นอนว่าผมน้อมรับด้วยความยินดี


บันไดริมผนังถูกสร้างขึ้นติดริมกำแพงซึ่งเป็นบันไดแบบวนทำให้มีความเสี่ยงสูงว่าจะถูกมองเห็น เพราะแบบนั้นผมเลยมองดูลาดราวคร่าวๆ ก่อนจะอาศัยจังหวะที่ไม่เห็นคนกระโดดลงมาจากชั้นสองโดยใช้ราวบันไดเป็นตัวยึด ขืนค่อยๆ ลงทีละขั้นคงช้าเกินไปแถมเสียงของแต่ละก้าวอาจทำให้คนด้านล่างรู้ตัว


ผมเงยหน้าขึ้นมองด้านบนพร้อมกวักมือเรียกฮาเซล อีกฝ่ายพยักหน้าตอบแล้วกระโดดลงมาเช่นเดียวกับผม ท้วงท่านั่นบอกได้แค่ต้องมีทักษะเฉพาะพอๆ กันถึงจะสามารถทำได้  บางทีผมก็คิดนะว่าอยากเห็นฝีมือจริงๆ ของฮาเซลสักครั้ง


พวกเราทั้งคู่หลบอยู่หลังเสาต้นใกล้สุดเพื่อสังเกตการณ์ ถัดออกไปไม่ไกลมีกลุ่มพนักงานธนาคารและผู้มาให้บริการนั่งเบียดกันอยู่ ตรงหน้าของพวกเขามีคนในชุดโม่งถือปืนคอยคุมและมีอีกสี่คนกระจายอยู่รอบๆ อีกฝั่งหนึ่งมีคนร้ายอีกคนกำลังบังคับพนักงานให้เอาเงินสดใส่กระเป๋าหนังสือดำ


“เอาไงเรย์” ฮาเซลกระซิบถาม


“6 คน...ไม่ใช่จำนวนที่เยอะอะไร” ผมบอกไปตามตรง ยิ่งมีฮาเซลอยู่ด้วยผมคิดว่าแค่ 6 คนไม่น่าจะหยุดพวกเราได้ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรประมาท


“ถูก อีกอย่างปืนนั่นมีของจริงอยู่แค่อันเดียว” เหมือนผมกับฮาเซลจะเห็นตรงกัน


ปืนกระบอกเดียวที่เป็นของจริงอยู่ในมือของชายคนหนึ่งในกลุ่มที่กำลังเฝ้ากลุ่มพนักงานและลูกค้า ดูท่าแล้วคงเป็นหัวหน้า


“ผมจะออกไปล่อ” ผมเอ่ยบอก


มันเป็นทางที่สามารถจัดการได้ง่ายสุด


ผมไม่จำเป็นต้องกังวลปืนของคนนอกจากคนเพียงคนเดียวที่ถือของจริง ซึ่งถ้าอีกฝ่ายยิงมาผมมั่นใจเกินครึ่งได้ว่าสามารถหลบพ้น ชนิดของปืนไม่ใช่สำหรับเล็งระยะไกลแถมยังมีสปีดในการเคลื่อนที่ช้ากว่าชนิดอื่น


ถึงในกรณีที่พลาดก็ยังสามารถให้ฮาเซลใช้ปืนที่พกไว้จัดการต่อได้ ผมเองก็มีปืนพกอยู่เพียงแต่ถ้ายิงออกไปคงจะทำให้จัดการกับสถานการณ์ลำบากขึ้น ดีไม่ดีอาจมีการจับตัวประกันเป็นโล่


“ฉันไม่คิดว่าเป็นทางเลือกที่ถูก” ฮาเซลค้าน


“แล้วทางที่ถูกคืออะไรล่ะ” ขอฟังความคิดหน่อยละกัน


“เรย์ นายเป็นนักฆ่านะ...สิ่งที่ถนัดสุดไม่ใช่การเป็นนกต่อหรือเหยื่อล่อเป็นเป็นการเข้าประชิดเป้าหมายและจัดการอย่างแม่นยำโดยไม่มีใครรู้ตัว”


“ก็ถูก แต่ไม่ใช่ว่าผมจะล่อไม่ได้นี่ คิดจะให้ผมค่อยๆ จัดการที่ละคนเหรอ” ผมถามต่อ


“เปล่า เราจะช่วยกัน และฉันจะเป็นคนล่อเอง”


“อย่ามาพูดบ้าๆ น่าฮาเซล กอนซาเลส” ให้เขาเป็นเหยื่อล่อเนี่ยนะ


บ้าไปแล้ว


ไม่มีทาง


หน้าที่ผมคือปกป้องเขา


จะให้คนที่ต้องปกป้องมาเป็นเหยื่อล่อได้ยังไง!


“เราจะแยกกัน ฉันจะดึงความสนใจคนที่ใช้ปืนจริง...ระหว่างนั้นเรย์ก็จัดการทีละคนซะ”


“อย่าพูดเหมือนสามารถจัดการคน 5 คนได้ในครั้งเดียวสิ”


“ค่อยๆ จัดการไป ไม่ต้องรีบ”


“ไม่รีบได้ยังไงนี่เลยเวลางานเลี้ยงแล้ว” ผมยกนาฬิกาขึ้นพร้อมชี้ไปยังหน้าปัดที่บอกเวลา 5 โมง 5 นาทีเข้าไปแล้ว


“น่า”


“ถ้าถูกยิงไปจะทำยังไง”


“ฉันคิดว่าน่าจะหลบได้”


“...ผมไม่คิดจะให้คนที่ใช้คำว่าน่าจะออกไปล่อหรอกนะ”


“ก็ได้ ฉันหลบได้” ฮาเซลเปลี่ยนคำพูด


“แล้วถ้าหลบไม่ได้ล่ะ”


“ฉันยอมให้จูบเลย โอ๊ะ แบบนี้ยอมโดนถากๆ ดีกว่าไหมนะ” ฮาเซลทำท่าคิดหนักกับประโยคที่ตัวเองเพิ่งเอ่ยออกไป


“ฮาเซล กอนซาเลส!” นี่ใช่เวลามามัวเล่นรึไง


“ล้อเล่นๆ สรุปเอาตามนี้”


พรึ่บ!


ยังไม่ทันที่ผมจะตอบตกลงร่างของฮาเซลก็ออกไปจากเสาพร้อมเดินเข้าไปหากลุ่มของคนร้านตรงๆ ทั้งคนร้ายหรือแม้แค่กลุ่มคนด้านหลังต่างก็ตกใจกับการปรากฏตัวของเขา


เอาเข้าไปสิ!


แบบนี้คงมีแต่ต้องทำเท่านั้น


ผมหลับตาลงเพื่อเรียกสมาธิก่อนจะอาศัยจังหวะที่ทุกสายตาจับจ้องไปยังฮาเซลเพื่อเคลื่อนที่ไปยังเคาน์เตอร์ด้านใน ชายสวมโม่งกำลังง่วนอยู่กับการบังคับให้พนักงานรีบเอาเงินใส่กระเป๋าโดยไม่สนใจสิ่งรอบตัว เมื่อถูกความโลภเข้าครอบงำก็เป็นกันซะแบบนี้


“โทษทีนะ” พึมพำจบผมก็เอื้อมมือไปปิดปากและจมูกของอีกฝ่ายพร้อมออกแรงบิดเข้าบริเวณลำคออย่างแรง เพียงเสียงกระดูกดังขึ้นเบาๆ ก่อนร่างกายนั้นก็อ่อนยวบลง


“ชู่ อย่าเสียงดัง” ผมบอกพนักงานที่ทำตาโตกับภาพเหตุการณ์


“...” อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรแต่พยักหน้าให้แทน


“แกเป็นใคร!” เสียงตะโกนจากอีกฝั่งดังขึ้น


“แค่คนธรรมดาที่มากินของหวาน” ฮาเซลตอบกลับด้วยท่าทีสบายๆ น่าแปลกที่ไม่รู้จักฮาเซล


ที่บ้านไม่มีโทรทัศน์รึไง


“หัวหน้า หมอนี่มันฮาเซล กอนซาเลสนี่” ลูกน้องคนหนึ่งพูดขึ้น


ในที่สุดก็มีคนรู้จักสักที


“ฮาเซล กอนซาเลส...คนที่ค้าอาวุธน่ะเหรอ”


“นั่นไม่ใช่ธุรกิจหลัก แค่งานอดิเรก” ฮาเซลตอบด้วยใบหน้านิ่งๆ


“ต่อให้เป็นฮาเซล กอนซาเลสแล้วไง ถ้าไม่อยากโดนยิงก็อยู่เฉยๆ” อีกฝ่ายบอกพลางยกกระบอกปืนเข้าใส่


“พอดีฉันรีบ ขอออกไปก่อนได้ไหม”


“หึ คงไม่ได้ ไหนๆ แกก็มานี่คงต้องขอเงินค่าปล่อยตัวสักหน่อย” ผมพยักหน้าให้กับความหัวหน้า ช่างหัวหมอจริงๆ ค่าไถ่ตัวฮาเซลดีไม่ได้อาจได้มากกว่าเงินของธนาคารก็เป็นได้


“โทษที พอดีไม่ใช่คนที่จะใช้เงินไปกับเรื่องไร้สาระ”


“ว่าไงนะ อยากโดนสักรูสินะ”


ปัง!


ปัง!


เสียงปืนดังขึ้นพร้อมการขยับตัวเบี่ยงหลบของฮาเซลในจังหวะเดียวกันกับที่ควักปืนออกมายิงสวนจนปืนในมือนั่นกระเด็นตกไปบนพื้น


“อ๊ากก~ นิ่งอยู่ทำไมยิงมันเลย” กระสุนฝีมือฮาเซลเหมือนจะโดนมือหัวหน้า


“ครับ” หนึ่งในลูกน้องหยิบปืนที่กระเด็นไปขึ้นมาแล้วเล็งด้วยมือสั่นๆ


คงไม่เคยยิงล่ะสิ


ผมหันมองรอบตัวเพื่อหาอะไรบางอย่างก่อนจะพบเข้ากับอาวุธที่น่าสนใจอย่างปากกาหมึกซึมหัวแหลม


ฟิ้ว!


ปัง!


“อ๊ากกก~” เสียงร้องโอดครวญดังขึ้นในเสี้ยววินาทีจากหนึ่งในลูกน้องที่กำลังจะเหนี่ยวไกลปืน ปากกาหมึกซึมถูกผมเควี้ยงไปเต็มแรงโดยเล็งไปยังมือข้างถือปืน ด้วยแรงเคลื่อนทำเอาปากกาด้ามนั้นปักเข้าบนฝ่ามือจนเลือดไหลอาบ


ฝีมือยังแม่นไม่ตกนะเนี่ย


“ใครกัน!” พรรคพวกอีกสามคนมองซ้ายขวาเพื่อหาที่มาของอาวุธ


“มองที่ไหนน่ะ” ผมพูดเสียงเบาก่อนกระโดดข้ามเคาน์เตอร์พุ่งตัวไปกระโดถีบหนึ่งในคนร้ายจนล้มลงไปนอนแน่นิ่ง อีกสองคนหันมามองผมด้วยความตื่นตกใจซึ่งผมก็ส่งยิ้มบางๆ กลับไปให้พร้อมหมัดและศอกที่เข้าโจมตีทั้งคู่ในเวลาไล่เลี่ยกัน


“แก...ต้องเจอนี่...”


ปัง!


เสียงอาวุธปืนดังสนั่น ในตอนที่ผมหันกลับไปมองสถานการณ์ก็พบกับร่างของหัวหน้าคนร้ายที่จมกองเลือดโดยในมือถือกระบอกปืนหันมาทางผม ปืนคงกระเด็นกลับไปแน่ๆ และฮาเซลคงจัดการเขาก่อนกระสุนจะถูกยิงออกมา


ลั่นไกเพียงครั้งเดียวเข้ากลางศีรษะอย่างแม่นยำ


หมดโอกาสรอด


ดวงตาสีน้ำตาลจนเกือบทองที่มักทอประกายกวนประสาทและขี้เล่นกลับสงบนิ่ง เฉยชาและแฝงไปด้วยอารมณ์รุนแรงยังคงจ่อปืนไปยังร่างไร้ลมหายใจ


ผมเคยบอกว่าอยากเห็นฝีมืออีกฝ่าย


ตอนนี้ขอถอนคำพูด


สายตาและท่าทางนั่นมันสัตว์ร้ายที่จ้องขย้ำเหยื่อให้ตายคาที่ชัดๆ

..............................................

จบแล้วกับตอนที่6

ฉากบู๊เป็นสิ่งที่สนุกมากเวลาแต่งราวกับตัวเองเป็นคนเคลื่อนไหว 555

พระเอกเหมือนจะโหดซึ่งก็ใช่ แต่พออยู่ต่อหน้าเรย์ก็เป็นได้แค่พวกกวน...แค่ก

บอกเลยพอวางให้เรย์ชอบของหวานดันกบายเป็นว่าเราต้องหาของหวานมากินตอนกลางคืนระหว่างแต่งด้วย //น้ำหนักไม่ขึ้นให้รู้ไป

ได้อ่านคอมเม้นท์ของทุกๆ คนเหมือนได้รับกำลังใจมาอย่างมากมาย

ขอบคุณนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด