-จบ-«·´✖Defeated Heart✖`·» เสี่ยงรัก สยบหัวใจ »ส่งท้าย« 29/3/62 P.7
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: -จบ-«·´✖Defeated Heart✖`·» เสี่ยงรัก สยบหัวใจ »ส่งท้าย« 29/3/62 P.7  (อ่าน 94188 ครั้ง)

ออฟไลน์ ROCKLOBSTER

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 806
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +141/-4

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
✖`·»เสี่ยงรัก«·´✖ วันที่7




ท้องฟ้าสีดำโปรยปรายไปด้วยหยาดน้ำฝน ด้วยความที่ฝนตกทำให้อากาศเย็นกว่าวันอื่น...ผมเหม่อมองสายฝนตกปรอยๆ ผ่านทางหน้าต่างในห้องนอน หลังจากผ่านเหตุการณ์โจรปล้นธนาคารก็ผ่านมาสักพักใหญ่ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมอย่างผ่านมา


สายตาของสัตว์ป่าตอนนี้กลับมากวนประสาทเหมือนเดิม


ผมไม่ค่อยชอบฝนนักเพราะมันทำให้การทำงานยากขึ้น ถ้าไม่นับเรื่องนั้นผมก็ชอบฝนอยู่ไม่น้อย


ทั้งเย็น ทั้งเปียกชื้น


รู้สึกดี


กระจกบานใสตรงหน้าสะท้อนภาพสวนด้านข้างตัวบ้านและต้นไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล ดวงตาผมหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเห็นบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่บริเวณพื้นหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่


ผมไม่ชอบปล่อยให้ความสงสัยครอบงำนานเลยตัดสินใจเปิดหน้าต่างออก ขอบหน้าต่างถูกใช้เป็นฐานรองขณะผมกระโดดออกไปด้านนอก สายฝนตกเข้าใส่จนเสื้อผ้าและร่างกายเปียกปอนในเวลาไม่นาน


เท้าเปล่าๆ เหยียบย่ำพื้นดินแฉะๆ ไปจนถึงต้นไม้ใหญ่ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กส่งเสียงร้องแข่งกับสายฝนโดยมีอีกหลายเสียงดังประสานอยู่ด้านบน ผมนั่งลงพลางอุ้มสิ่งมีชีวิตตัวเล็กอย่างนกกระจอกขึ้นแล้วเงยหน้ามองด้านบนต้นไม้


ในความมืดอาจมองยากอยู่สักหน่อยแต่ก็สามารถมองเห็นได้ในที่สุด รังขนาดเล็กของนกอยู่เยื้องไปด้านบนไม่มากเท่าไหร่ ผมเลยตัดสินใจปีนต้นไปขึ้นไปด้วยมือข้างเดียว อีกข้างกุมร่างสั่นๆ ของนกตัวน้อยไว้ เสียงร้องของตัวที่คาดว่าเป็นพ่อแม่และลูกๆ ที่เหลือดังอยู่ไม่ขาด


คงอยากช่วยแต่ไม่รู้จะทำยังไง


ปีนขึ้นมาถึงผมวางร่างเล็กๆ ลงในรังก่อนกระโดดกลับลงมายังพื้น ผมช่วยเท่าที่ทำได้แล้วที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวเล็กนั่นว่าจะแข็งแรงพอที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไหม ความสูงที่ตกอาจไม่มากแต่มีน้ำฝนกระเด็นโดนอาจทำให้ป่วยและตายได้ง่ายๆ


“หวังว่าจะรอดนะ” ผมพึมพำเสียงเบาระหว่างเตรียมก้าวกลับห้อง


แกร็ก!


“เรย์” เสียงเปิดหน้าต่างดังขึ้นพร้อมเสียงเรียกจากชั้นสอง


“...ฮาเซล” ผมมองหน้าชายในชุดนอนสีเรียบ ห้องนอนผมอยู่ข้างล่างห้องของฮาเซลพอดีจึงไม่แปลกที่เขาจะเห็นผมผ่านทางหน้าต่าง


“ทำอะไรน่ะออกมาตากฝนเดี๋ยวก็ป่วยหรอก”


“ไม่เป็นไร” ผมตอบกลับไป


จะป่วยหรือไม่ผมก็ไม่ได้สนใจเพราะต่อให้ป่วยก็ไม่มีอะไรต่าง


ไม่มีใครคอยห่วงหรือดูแลอยู่แล้ว


ที่ต่างอาจมีแค่ทำงานลำบากขึ้นละมั้ง


“จะไม่เป็นไรได้ยังไง สรุปทำอะไร ไม่สิ รีบเข้าห้องไปอาบน้ำเช็ดหัวให้แห้งก่อนนอนเลย” น้ำเสียงอันแฝงความห่วงใยทำเอาหัวใจผมอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด ปกติชอบแหย่ชอบกวนแท้ๆ ทีตอนนี้มาทำเป็นใจดี


“คุณก็รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้ออกเช้านี่” ผมเตือนความจำพรุ่งนี้ฮาเซลต้องออกตั้งแต่ตี 5 เพื่อไปคุยงานกับที่ไหนสักแห่งไปจนถึงช่วงเย็นที่เห็นว่าจะไปคลับหรูที่ไม่ได้ไปมานาน


“เรย์ก็ไปนี่”


“อืม” ผมพยักหน้า วันพรุ่งนี้ผมเองก็ต้องไปด้วย


“ฝันดีเรย์”


“...เช่นกัน” ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงได้รู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้ยินถ้อยคำธรรมดาพวกนี้


อาจเพราะผมไม่เคยมีใครบอกแบบนี้มาก่อน


การมีคนบอกเลยทำให้ผมทำตัวไม่ถูกและก็ไม่ชินด้วย


เข้ามาในห้องเสร็จผมก็เปิดแอร์พลางใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมหลังออกมาจากห้องอาบน้ำ ผมไม่ได้ทำตามคำสั่งฮาเซลเพียงแต่ทั้งเท้าทั้งตัวเปียกน้ำและดินเลยจำต้องอาบอีกรอบเท่านั้น นิสัยของผมอย่างที่เคยบอกไปว่าชอบเปิดแอร์เย็นๆ แล้วมุดอยู่ใต้ผ้านวมผืนหนา ความอบอุ่นท่ามกลางความเย็นทำให้ผมรู้สึกดีไม่น้อย


ช่วงเช้าตรู่ของวันใหม่ผมค่อยๆ โผล่หัวออกมาจากผ้านวม แสงสว่างสลัวๆ ยามพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นบวกกับความเย็นจากเครื่องปรับอากาศทำให้บรรยากาศเย็นยะเยือกไปทั่วทั้งห้อง


“...หัว” ผมยกมือขึ้นมากุมหัวตัวเองเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงความปวดปนมึน


หรือเพราะเมื่อคืนนอนทั้งที่ผมยังเช็ดไม่แห้ง


หรือเพราะเปิดแอร์เย็นไป


หรือเพราะตากฝน


อ่า...สาเหตุมีเยอะจนเดาไม่ออก


“ต้องเตรียมตัว” ผมบอกตัวเองก่อนจะลุกขึ้นปิดแอร์แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป


ตั้งแต่มาอยู่นี่ผมใช้คาแรกเตอร์เดียวในการแต่งคือเส้นผมสีดำกับดวงตาสีน้ำตาล บางวันก็เป็นผมจริงบางวันก็เป็นวิกซึ่งวันนี้ผมใช้ผมจริงๆ ของตัวเองโดยมัดรวบครึ่งหัวไม่ให้ดูรุ่มร่ามเกินไป


เสื้อผ้าเองก็เป็นชุดเครื่องแบบของบอดี้การ์ดเหมือนคนอื่นๆ เตรียมตัวเสร็จก็เหลือเวลาไม่มากก่อนจะรวมตัว...ในวันออกเช้ามืดแบบนี้จะไม่มีการไปรวมกลุ่มกันแบบวันก่อนๆ


สถานที่นัดคือประตูหน้าบ้าน


ป่านนี้คงมากันพร้อมแล้ว


ผมคิดพลางเปิดประตูออกไปทว่าด้าหน้าที่ควรว่างเปล่ากลับมีร่างอันคุ้นเคยของเจ้าของบ้านยืนอยู่โดยในมือข้างหนึ่งรีบกำบางสิ่งแล้วเอาไปซ่อนไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว  อาจเร็วแต่ไม่เท่าผมที่เห็นหรอก...ในมือนั่นคือกุญแจ ซึ่งการมีกุญแจสำรองไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่แปลกคือคุญแจนี่มันอยู่ในมือฮาเซลได้ยังไง


“ฮาเซล กอนซาเลส” ผมเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยสายตานิ่งๆ


“อรุณสวัสดิ์ นี่เปิดแอร์เย็นขนาดนี้นอนเหรอ”


“ในมือมีอะไร” ผมไม่ยอมให้อีกฝ่ายเลี่ยงหรือเปลี่ยนเรื่องหรอก


“อะไร ไม่มี” ฮาเซลส่ายหัวดิ๊กๆ พร้อมยกมือทั้งสองข้างแบให้ผมดู


“หันหลัง” ในเมื่อไม่อยู่ในมือก็ต้องกระเป๋ากางเกง


“จะสายแล้ว พวกเราควรรีบไป...”


“กุญแจห้องผมใช่ไหม” ผมถามออกไปตรงๆ


“...”


“ฮาเซล”


“แค่เห็นว่ามาช้าเลยเป็นห่วง”


“นั่นคือเหตุผลที่มีกุญแจห้องผม?”


“ประมาณนั้น”


“งั้นผมขอ” พูดจบผมก้าวตรงเข้าไปฮาเซลพร้อมใช้มือเอื้อมไปยังกระเป๋ากางเกงทว่าอีกฝ่ายรู้การเคลื่อนไหวนี้เลยเอี้ยวตัวหลบแล้วก้าวถอยหลังเว้นระยะห่างออกไป


“ฉันแค่เก็บไว้เฉยๆ น่า”


“ถ้าแค่เก็บไว้เฉยๆ ก็ให้ผมเอาไปคืนคุณหลุยส์ละกัน” คุณหลุยส์คือหัวหน้าพ่อบ้านของคฤหาสน์นี่ กุญแจทุกดอกถูกคุณหลุยส์ถือครองไว้ การที่ฮาเซลมีแปลว่าไปขอมาผมแค่จะเอากลับไปคืนเท่านั้น


“ไม่เชื่อใจฉันรึไง”


“เชื่อสิ เชื่อว่าถ้ากุญแจนี่อยู่ในมือคุณคงมีอะไรเกิดขึ้นแน่!” ลางสังหรณ์และสัญชาตญาณมันร้องเตือนถึงอันตราย ดังนั้นผมจะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ถือครองกุญแจห้องผมไว้แน่


“ใจร้ายจัง”


“ฮาเซล!”


“ถ้าฉันไม่ให้เรย์จะทำยังไงต่อ” ฮาเซลถามพลางหยิบกุญแจมาถือไว้ในมือ


“ง่ายๆ แย่งมาไง!” ตะโกนประโยคสุดท้ายจบผมก็คว้าหมับเข้ายังมือข้างที่ถือกุญแจ


“อยากจับมือกันบอกดีๆ ก็ได้” อีกฝ่ายยกยิ้มขึ้น


“สนุกจังนะ” ใบหน้านั่นกำลังสนุกกับการได้แหย่ผม


“สนุกสิ ได้อยู่กับเรย์แล้วสนุกกว่าทุกคนเลย อยากจะสนุกกว่านี้อยู่หรอกแต่สายแล้ว ไปกัน” พูดจบก็หันหลังเดินไปทิ้งผมมองแผ่นหลังนั้นด้วยความรู้สึกใกล้ระเบิด


หัวก็ปวดๆ อยู่ยังมาทำให้ปวดกว่าเดิมอีก


คอยดูเถอะสักวันจะต้องหาทางแก้แค้นให้ได้เลย!


การออกไปทำงานตั้งแต่เช้าเหมือนจะไม่เป็นปัญหาสำหรับฮาเซลเพราะนอกจากจะอารมณ์ดีตลอดทางแล้วยังคอยแหย่ผมได้ตลอด กุญแจห้องผมถูกแกว่งไปมาหลายต่อหลายรอบแต่พอจะคว้ามันมากลับไม่เคยได้สักครั้ง


ไม่เป็นไร รอให้เผลอก่อน อย่าว่าแต่กุญแจเลยปากที่ยกยิ้มน่าหงุดหงิดนั่นผมจะถีบมันให้โดนสักทีสองทีแทนคำขอบคุณที่กวนผมได้ตลอดทางแบบนี้


“เป็นอะไรรึเปล่า” คำถามเบาๆ ดังขึ้นจากแซมที่ยืนอยู่ข้างๆ ตอนนี้พวกเราอยู่หน้าห้องของเจนิเดฟ ซีโทรหนึ่งในคู่ค้าสำคัญของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของฮาเซล


ไม่รู้ว่าคุยอะไรกันถึงได้นานกว่า 2 ชั่วโมงเข้าไปแล้ว ภายในห้องมีมากส์ ฮาเซล เจนิเดฟและคนของเขาอีกคน เหมือนจะอยากคุยเป็นการส่วนตัวเลยกำหนดจำนวนคนที่เข้าไปด้านใน


“เปล่า...คุณเถอะถ้าจะส่งสายตาขนาดนั้นเดินไปหาเลยก็ได้นะ” ผมพูดหลังจากมองอีกฝ่ายส่งสายตาให้สาวในห้องฝั่งตรงข้ามามาได้ระยะหนึ่งแล้ว


“ฉันทำงานอยู่”


“แค่ยืนเฉยๆ ไม่ถือเป็นงานหรอก”


“เดี๋ยวฉันได้โดนบอสบ่นน่ะสิ”


“ไม่เห็นก็พอ”


“งั้นนายต้องช่วยฉันนะ ถ้าบอสกับมากส์เปิดประตูออกมาให้รีบโทรหาฉันเลย”


“ผมว่าไม่ทันล่ะมั้ง” ต่อให้รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาก็กินเวลาหลายวินาทีไม่มีที่อีกฝ่ายจะกลับมาทันโดยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้


“ลองดูก่อนน่า...”


แกร็ก!


“ลองอะไร” เสียงเปิดประตูตามมาด้วยคำถามดังตามมาติดๆ ทำเอาแซมถึงกับสะดุ้ง


“เปล่าครับบอส” แซมรีบตอบด้วยน้ำเสียงสั่นๆ


“เรย์” พอไม่ได้คำตอบก็หันมาถามผมแทน


“...” ผมเลือกจะเงียบแทนคำตอบ


“ท่านฮาเซล จากนี้ต้องกลับบริษัทแล้วก็ไปคลับในตอนเย็นนะครับ” มากส์บอกกำหนดการณ์ต่อไป


“อืม เรย์ เป็นอะไร...หิวข้าวเหรอ” ฮาเซลก้มหน้าลงมองผมเล็กน้อย


“ไม่ได้หิว” แค่รู้สึกมึนๆ หัวเท่านั้นเอง


“หรืออยากเข้าห้องน้ำ”


“นั่นคุณมากกว่ามั้ง” ผมสวนกลับ กวนกันอีกแล้ว


“สมแล้วที่เป็นเรย์ รู้ใจจริง”


“คุณนี่มัน...” ผมไม่รู้จะต่อไปยังไงเลย


“แซม จะไปจีบสาวก็ไม่ว่าแต่อย่าเอาเรย์ไปเกี่ยวด้วย” ฮาเซลบอกระหว่างพวกเราเดินไปเข้าลิฟต์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากประตูหน้าห้องนัก


“เขานั่นแหละที่บอกให้ผมไป”


“จริงเหรอเรย์” ฮาเซลหันมา


“ใช่ ก็เห็นยืนส่งสายตาให้กันอยู่นั่นนี่”


“แปลว่าเรย์มองอยู่?”


“...ก็ใช่” ผมไม่เข้าใจว่าจะถามทำไม


“สนใจผู้หญิงคนนั้นเหมือนแซมเหรอ” สายตากับน้ำเสียงเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย


สนใจผู้หญิงคนนั้น?


“เปล่า...แค่สังเกตรอบตัวเท่านั้นเอง” มันเป็นเหมือนนิสัยติดตัวไปแล้ว ระวังรอบกายเพื่อให้ปลอดภัยมากที่สุดเพราะไม่แน่ว่าสิ่งที่อยู่รอบตัวอาจส่งผลในทางดีและไม่ดีให้ได้


“งั้นก็แล้วไป”


“แล้วไปอะไร” ผมยังไม่เข้าใจถึงความหมายของคำถามนั่นเลย


“ถ้าเรย์สนฉันคงอกหักแน่ๆ” พูดจบก็หันมาส่งสายตาเศร้ามาให้


“คุณนี่บ้าจริงๆ สินะ” ผมหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อยกับท่าทางที่เห็น ใบหน้าเหมือนคนกำลังใจสลายนั่นตลกยิ่งกว่ารายการตลกในโทรทัศน์ซะอีก


ไปเอาดีด้านตลกน่าจะรุ่งนะฮาเซล


“ยิ้มแล้วๆ นานจะได้เห็นสักทีของถ่ายเก็บไว้หน่อยละกัน”


“ถ้าคุณกล้าถ่ายผมจะโยนโทรศัพท์นั่นให้ปลากิน!”



จากนั้นพวกเราก็เดินทางกลับบริษัทแล้วแยกกันไปทำงานของตัวเอง สำหรับผมนั้นมีหน้าที่คอยดูแลฮาเซลต่างจากมากส์และแซมที่ดูเหมือนจะพ่วงด้วยตำแหน่งเลขาส่วนตัว พอกลับมาถึงก็วิ่งไปมาฝ่ายต่างๆ จนผมอดไม่ได้ที่จะชื่นชม ถ้าจะให้ผมไปทำงานแบบนั้นคงไม่ไหวหรอก ทักษะก็ไม่มี


วันๆ ได้แต่ยืนเฝ้าเจ้าของบริษัทอย่างฮาเซลเปิดแฟ้มเอกสารอ่านสิ่งภายในแล้วเขียนลายเซ็นลงไปเท่านั้นเอง มีบ้างที่สลับเป็นมากส์หรือแซมมาเฝ้าแทน


ตกเย็นรถสีดำเงาก็แล่นออกจากบริษัทตรงเข้าไปใจกลางเมืองย่านอันพลุกพล่านไปด้วยผู้คน จากการสำรวจประชากรพบว่ามีคนอาศัยอยู่บริเวณนี้เป็นมากเป็นอันดับหนึ่ง เพราะแบบนั้นย่านนี้จึงเป็นไปด้วยธุรกิจค้าขายไปจนถึงธุรกิจบริการ


หนึ่งในธุรกิจค้าขายและบริการอันเป็นที่นิยมก็ไม่พ้นคลับหรูใจกลางเมืองซึ่งมีเจ้าของคือฮาเซล กอนซาเลส เหมือนจะเคยบอกไปแล้วว่าคลับของฮาเซลมีเพียงผู้ถือบัตรสมาชิกเท่านั้นที่จะได้เข้าไปด้านในซึ่งการได้บัตรมานั้นไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนระดับสูงหรือมีอำนาจอะไรมากมายเพียงแค่ทำการสมัครสมาชิกผ่านเว็บไซต์ถ้าผ่านเกณฑ์ก็สามารถเข้ามาเป็นสมาชิกได้ไม่อยาก แต่ส่วนมากเขาต่างรู้กันว่ามีเพียงระดับไฮโซที่กล้าเข้าไปคนปกติหรือคนธรรมดาไม่มีทางจ่ายเงินราคาแพงให้กับอาหาร เครื่องดื่มราคาแพงพวกนั้นหรอก


ด้วยภาพลักษณ์และรูปแบบการบริการทำให้หลายคนต่างรู้กันว่าผู้ที่เข้าไปใช้บริการนั้นถือเป็นระดับสูง ไม่ว่าจะด้วยราคาหรือการบริการต่างก็เป็นระดับ 4 ดาวอย่างต่ำ  จากข้อมูลที่หามาบอกแบบนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะจริงอย่างที่บอกหรือไม่


ผมเดินตามหลังเจ้าของคลับผ่านประตูหรูติดกับที่จอดรถ ด้วยความที่อยู่ในตัวเมืองจึงทำให้ไม่มีพื้นที่ในการจอดรถมากนัก หลายๆ ธุรกิจเลยมักจะมีสถานที่จอดรถให้ลูกค้า สำหรับคลับแห่งนี้ก็เช่นกันทว่าที่จอดรถนั้นอยู่ในตัวอาคารตั้งแต่ชั้น 1-3 โดยทุกชั้นจะมีลิฟต์สำหรับขึ้นไปยังชั้น 4 หรือทางเข้าคลับนั่นเอง


การออกแบบโครงสร้างตัวตึกอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าได้อย่างดี และผมว่ายังมีเหตุผลอื่นที่สร้างที่จอดรถถึง 3 ชั้น  ถ้าให้เดาคงเพราะบรรยากาศ ไม่ว่าใครที่ออกมาเที่ยวหรือดื่มต่างต้องการความรู้สึกผ่อนคลายซึ่งความรู้สึกนั้นจะเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่การบริการหรือเมนูของร้านแต่เป็นบรรยากาศยามมองออกไปด้านนอก บรรยากาศดีๆ มักจะอยู่บนชั้นที่สูงเสมอ อย่างคลับของฮาเซลนี่ก็ 6 ชั้น แต่ละชั้นต่างรองรับลูกค้าคนละประเภท


บนชั้น 3 ประตูทางเข้าคลับสีขาวลายทองดูหรูหราประกอบกับพนักงานด้านหน้าชายหญิงส่งยิ้มมาให้เมื่อเห็นลูกค้าแสดงให้เห็นถึงการต้อนรับเยี่ยงโรงแรมระดับ 5 ดาว


“ยินดีต้อนรับครับ/ค่ะ ท่านฮาเซล” พนักงานชายหญิงต่างโค้งหัวลงพร้อมเปิดประตูให้พวกเราเดินเข้าไปด้านใน


ฮาเซลเดินผ่านชั้น 3 ขึ้นไปยังชั้น 4 ความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่กระทบกับผิวค่อนข้างเย็นแต่ไม่มากเท่าที่ผมเปิด นอกจากชุดโต๊ะเก้าอี้จะตกแต่งด้วยสีฟ้าครามแล้วด้านนอกประตูกระจกบานใหญ่ยังมีสระว่ายกลางแจ้งขนาดใหญ่อีกด้วย


ต่อกันบนชั้น 5 ซึ่งชั้นนี้ต่างจากชั้นแรกราวกับอยู่คนละสถานที่ เป็นโซนสำหรับดูการแสดงเนื่องจากมีเวทีขนาดการตั้งอยู่กลางห้อง ชุดโต๊ะเก้าอี้โทนสีเนื้อและน้ำตาลดูเข้ากับแสงไฟสีออกส้มได้อย่างลงตัว ดูเผินๆ ราวกับอยู่ในราชวัง ส่วนชั้น 6 เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างมีสีดำเงาไม่เว้นแม้แต่เคาน์เตอร์บาร์ตรงกลางห้อง ถ้าต้องการความสงบและความเป็นส่วนตัวชั้น 6 นี่แหละตอบโจทย์ที่สุดแล้ว


“ด้านบนนั่น...” ผมพึมพำเมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองด้านบนแล้วพบกับดวงดาวทอประกายอยู่ ดวงดาวนั่นไม่ใช่การฉายหรือลงสีแต่เป็นดาวจริงๆ ที่สะท้อนผ่านกระจกใสซึ่งใช้แทนหลังคาสีทึบ


เคยไปคลับมาก็มากแต่เพิ่งเคยเจอแบบนี้เป็นครั้งแรก


หรูเกินกว่าที่คาดไว้มาก


ผมสังเกตมองรอบตัวด้วยความสนใจในหลายๆ สิ่งที่ผ่านเข้ามา ฮาเซลเดินไปทั่วในทุกๆ ชั้นราวกับสำรวจความเรียบร้อย มีไม่น้อยที่เข้าไปคุยอะไรสักอย่างกับพนักงานหรือลูกค้าที่ส่งเสียงเรียก บนชั้น 6 หรือชั้น 5 ยังไม่เท่าไหร่แต่พอลงมายังชั้น 4 สาวๆ จากหลายโต๊ะก็เดินมาลุมล้อมจนผมและพวกมากส์ค่อยๆ ถูกดันออกมาอยู่วงนอก


สาวติดตรึมเลยนี่


ก็สมแล้วกับใบหน้าหล่อๆ นั่น


“คุณฮาเซลมาดื่มกับพวกเราไหมคะ” หญิงสาวคนหนึ่งชวน


“ไม่ได้เจอกันนานคิดถึงมากเลยนะคะ มาโต๊ะเราดีกว่า” สาวอีกกลุ่มเองก็ไม่ยอมน้อยหน้าส่งยิ้มหวานพร้อมควงแขนฮาเซล
“โทษที วันนี้ฉันไม่ว่าง” คำบอกปัดทำเอาสาวๆ ส่งเสียงเสียดายออกมาเป็นแถบ


น่าแปลกสำหรับคนที่ถูกรุมล้อมขนาดนี้แต่ไม่ยักจะเคยได้ยินข่าวชู้สาวสักเท่าไหร่ ถ้าเป็นคนอื่นคงได้มีข่าวเที่ยวสาวไม่เว้นวันไปแล้ว


ไม่รู้ว่าไม่สนใจหรือเสื่อมสมรรถภาพกันแน่


“ปวดหัวอีกแล้ว” ผมพูดพลางยกมือขึ้นจับหัวตัวเอง อาจเพราะความเย็นเลยทำให้อาการปวดหัวกำเริบขึ้นมาอีกรอบ


“อีกนิดเดียว เดี๋ยวก็กลับแล้ว” บอกกับตัวเองเสร็จผมก็พิงหลังเข้ากับประตูกระจกโดยที่สายตามองไปยังสระน้ำด้านนอก


สระน้ำด้านนอกแม้จะเป็นช่วงค่ำก็ยังคงมีคนลงเล่นอยู่ไม่ขาดสาย รอบๆ สระก็เต็มไปด้วยชายหญิงในชุดว่ายน้ำเดินเต็มไปหมด ลูกค้าเยอะขนาดนี้รายได้ต่อวันคงไม่ใช่น้อยๆ แน่


“สนใจสระน้ำเหรอเรย์” คำถามดังขึ้นข้างใบหู


“ออกมาจากสาวๆ ได้แล้ว?” คงเพราะอาการปวดหัวนี่ทำให้สัมผัสรอบตัวเริ่มทื่อลงเลยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเข้ามาประชิด

 
แบบนี้ท่าจะแย่แฮะสัมผัสทื่อไปหมดถ้าเกิดอะไรขึ้นนอกจากจะช่วยอีกฝ่ายไม่ได้แล้วยังอาจเป็นตัวถ่วงด้วยซ้ำ


“อะไร...นี่หึงฉัน?” อีกฝ่ายยกยิ้มขึ้นระหว่างถาม


“ไม่” ผมเองก็ไม่เสียเวลาตอบเช่นกัน


“ออกไปสูดอากาศไหมสีหน้าดูไม่ค่อยดีเลย” ใบหน้าอันหล่อเหลาขยับเข้ามาใกล้ คิ้วทั้งสองข้างของฮาเซลขมวดเข้าหากันแน่นราวกับกำลังกังวล


“ไม่เป็นไรสักหน่อย”


“ข้างนอกอากาศดีนะ มาสิ” ข้อมือผมถูกรวบก่อนจะดึงให้ก้าวตามออกไปด้านนอก อากาศบริเวณนี้อุ่นกว่าด้านในมากอาการปวดหัวเลยดีขึ้นนิดหน่อย


ตอนนี้ผมอยากกลับไปห้องแล้วพักผ่อนสักที


“บอส!” เสียงแซมตะโกนเรียกฮาเซลพร้อมพยักหน้าเล็กน้อยเป็นสัญญาณให้เดินไปหา


“มาด้วยกันเรย์” ฮาเซลบอกพลางกำข้อมือผมแน่นขึ้น


“คุณไปเถอะ ผมอยากเดินดูรอบๆ หน่อย” ผมขืนก่อนปฏิเสธ


“แต่ท่าทางนายเหมือนไม่โอเค” ผมขมวดคิ้วกับสิ่งที่ฮาเซลบอก


อย่าบอกนะว่าเป็นเซ้นส์อีกแล้วน่ะที่รู้ว่าผมไม่โอเค


“ผมโอเคดี” พูดจบก็ดึงมืออีกฝ่ายออกแล้วหันหลังกลับเดินไปยังสระน้ำด้านหน้า


อาจเหมือนการหนีซึ่งก็ใช่ ผมไม่ชอบให้ใครก้าวเข้ามายังพื้นที่ของผมมากนักซึ่งฮาเซลล่วงล้ำเข้ามาเกินไป


ผมไม่ชอบ


จะให้ย้ำอีกครั้งก็ได้ว่าผมไม่ชอบ!


ตัวผมใช่ว่าจะมีคนสนิท แค่คนที่พูดด้วยยังแทบไม่มีเลย ถ้าถามว่าใครที่ผมคุยด้วยมากที่สุด ในตอนนี้คำตอบก็คงไม่พ้นเป็นฮาเซล ผมชอบการอยู่คนเดียวและไม่อยากให้มันเปลี่ยนแปลงไปเพียงเพราะคนคนนึง


“คิดบ้าอะไรเนี่ย” ต้องเป็นอาการปวดหัวนี้แน่ที่ทำให้ในหัวผมคิดเพ้อเจ้อแบบนี้


ระหว่างกำลังต่อสู้กับอาการปวดหัวเสียงเอะอะก็ดังขึ้น พอหันไปมองกลุ่มคนที่ส่งเสียงดังก็พบว่ามีฮาเซล มากส์และแซมยืนเผชิญหน้าอยู่กับกลุ่มชายหนุ่มท่าทางเหมือนวัยรุ่นประมาณ 5 คน  ฝ่ายที่ส่งเสียงดังคือกลุ่มวัยรุ่นซึ่งดูแล้วคงมีอำนาจอยู่พอดูไม่งั้นคงไม่มีทางกล้าขึ้นเสียงใส่เจ้าของคลับอย่างฮาเซลแน่ๆ


“คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของจะทำอะไรก็ได้รึไง!”เสียงของวัยรุ่นคนเดิมพูดด้วยน้ำเสียงข่มๆ


ช่างกล้าจริงแฮะ


“แล้วผิดรึไงล่ะ” ฮาเซลตอบกลับ


“พวกฉันเป็นลูกค้านะจะมาไล่กันแบบนี้ได้ที่ไหน!” อีกฝ่ายดูเหมือนจะเริ่มอารมณ์เสียซะแล้ว


“กับพวกที่ก่อกวนคนอื่นไปทั่วฉันไม่นับว่าเป็นลูกค้าหรอก”


“แก...” น้ำเสียงโมโหนั้นแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน


ผมมองดูเหตุการณ์มาสักพักก็เข้าใจสถานการณ์อยู่พอสมควร เหมือนกลุ่มวัยรุ่นนี้จะสร้างความรำคาญให้กับลูกค้าสาวๆ ที่นั่งอยู่ริมสระน้ำ มากส์และแซมที่เห็นคงคิดจะเข้าไปห้ามปรามสถานการณ์นี้แต่ดูเหมือนจะปรามไม่อยู่จนต้องเรียกฮาเซลเข้าไปจัดการ และผลของการจัดการนี่ก็เป็นอย่างที่เห็นคืออีกฝ่ายไม่ยอมออกไปดีๆ


ใบหน้าของวัยรุ่น 5 คนทำเอาผมขมวดคิ้วแน่น ไม่ใช่เพราะรู้จักแต่เป็นไม่รู้จักต่างหาก ด้วยสายงานของผมรู้จักคนระดับสูงอยู่มากมายตลอดจนลูกหลานของพวกเขา แต่ผมไม่รู้สึกคุ้นหน้าเด็กๆ พวกนั้นเลย แปลว่าอาจเป็นกลุ่มของผู้มีอิทธิพลแต่อยู่ในระดับล่างๆ


“เล่นผิดคนแล้ว” ผมพึมพำพลางมองไปยังฮาเซลที่ยืนนิ่งไม่พูดอะไร


ผู้ใหญ่ดีๆ เขาไม่คิดจะเอาคำพูดเด็กมาทำให้อารมณ์ขึ้นกันหรอก


“ถ้าไม่ยอมออกไปดีๆ ฉันคงไม่มีทางเลือก” น้ำเสียงของฮาเซลทำให้กลุ่มวัยรุ่นถึงกับสะดุ้งกันเป็นแถบ เด็กด้านหลังสะกิดเพื่อนหน้าสุดพร้อมบอกว่าพอเถอะทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอมทั้งที่ร่างกายกำลังสั่นอยู่ไม่น้อย


“แกจะทำอะไร กล้าทำลูกชายของอาเทียเจ็บถึงเป็นแกก็ไม่รอดแน่ๆ” คำตะโกนนั่นเรียกคิ้วผมให้ยกขึ้นข้างนึงเมื่อชื่ออาเทียปรากฏขึ้น


อาเทียที่ว่าอย่าบอกนะว่า อาเทีย เบียโซเต้น่ะ


อยากจะหัวเราะออกมาดังๆ ที่กล้าเอาชื่อนั่นมาขู่ฮาเซล


อาเทีย เบียโซเต้เจ้าของธุรกิจใสสะอาดอย่างแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไม้ชนิดต่างๆ ตั้งแต่พวงกุญแจไม่จนถึงของใหญ่ๆ อย่างพวกรูปแกะสลักต่างๆ ส่งออกไปททั้งในและนอกประเททศ จะบอกว่ามีอำนาจก็ใช่อยู่แต่ถ้าให้เทียบกับฮาเซล


หึ


คิดว่าคนที่ทำธุรกิจแค่ฉากหน้านั้นจะมีอำนาจเท่าคนที่นอกจากจะค้าอาวุธแล้วยังรู้จักกับผู้บัญชาการเหรอ ผมตอบให้เลยว่าไม่ นี่ยังไม่รวมตำแหน่งหนึ่งในสามคานหลักอีกนะ


“เหมือนพวกนายจะยังไม่รู้จักฉันดี” ฮาเซลบอกเสียงนิ่ง


“หมายความว่าไง”


“ถ้าเทียบกันแค่ธุรกิจด้านหน้าคลับฉันอาจแพ้ธุรกิจของครอบครัวนาย...”


“ธุรกิจด้านหน้า?” น้ำเสียงงงๆ นั่นเป็นตัวบอกอย่างดีว่าอีกฝ่ายคิดว่าฮาเซลเป็นเพียงเจ้าของคลับธุรกิจธรรมดาที่ไม่มีอำนาจอะไรมากมาย


“ฉันไม่อยากมีเรื่องกับเด็กหรอกนะ ถ้ายอมกลับไปดีๆ ฉันจะไม่ทำอะไร”


ผมแอบตบมืออยู่ในใจให้กับความใจกว้างของฮาเซล ถ้าเป็นผมรับรองเลยว่าไม่จบแค่กลับออกไปแน่ๆ การแสดงท่าทีเหนือกว่าแสดงได้แต่ควรจะดูคนหน่อย อำนาจที่ฮาเซลมีสามารถกำจัดอีกฝ่ายโดยไม่มีใครรู้ได้ง่ายๆ ด้วยซ้ำ


“คิดว่าฉันจะกลัวคำขู่นั่นเหรอ...”


“ไร้สาระ!” ผมพูดโดยจงใจให้กลุ่มวัยรุ่นนั้นได้ยิน


ตอนนี้ไม่ได้มีเพียงกลุ่มของฮาเซลและคู่กรณีแต่ยังมีลูกค้าหลายสิบคนที่มุงดูเหตุการณ์อยู่รอบๆ ผมอยากให้จบเหตุการณ์นี่ไปสักที


ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว อยากกลับไปนอนเต็มที ถ้าขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ได้อะไรนอกจากการถกเถียงที่ยืดยาว เพราะแบบนั้นผมเลยเลือกจะเข้าไปจัดการ ยังไงผมก็ไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไรกับที่นี่คงลงมือได้ง่ายและเร็วกว่า


“แกว่าอะไรนะไอ้ขี้ก้าง!” คำหยาบคายดังขึ้นพร้อมอีกฝ่ายที่ก้าวเข้ามาใกล้ กระชากคอเสื้อผมแรงๆ จนร่างเซไปเล็กน้อย


ยิ่งปวดๆ หัวอยู่อย่ามาทำให้ปวดมากขึ้นได้ไหม


“จะมีเรื่องกับใครช่วยสืบข้อมูลอีกฝ่ายสักหน่อยเถอะ” ข้อมูลของฮาเซล กอนซาเลสหาได้ง่ายจะตายแค่พิมพ์ชื่อไปทุกอย่างก็ขึ้นมาให้อ่านหมดไม่ว่าจะเป็นวันเกิดหรือธุรกิจที่ทำทั้งหน้าฉากและหลังฉาก


“อยากมีเรื่องอีกคนสินะ”


“เปล่า ผมแค่อยากให้รีบจบเรื่องไร้สาระนี่สักที” อยากกลับไปนอนเต็มแก่แล้ว


“จบแน่ถ้ามันมาก้มหัวขอโทษฉัน” พูดจบก็หันไปมองยังฮาเซลด้วยสายตาหาเรื่องเต็มที่


“เฮ้อ” ผมส่ายหน้าเบาๆ


เล่นผิดคนซะแล้ว


“อะไรของแก” อีกฝ่ายขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นผมถอนหายใจยาว


“ไม่รู้สิ” ผมไม่จำเป็นต้องบอกนี่


“ฉันจะจัดการแกเป็นคนแรกเลย!” ตะโกนเสร็จหมัดขวาทื่อๆ ก็พุ่งเข้าใส่ผมในระยะประชิด แน่นนอนว่าผมสามารถหลบได้ไม่ยาก


“ถ้าผมตอบโต้จะถือเป็นการป้องกันตัวไหม” ผมหันไปถามฮาเซล ไม่แน่ว่าเรื่องนี้อาจทำให้เรื่องถึงตำรวจ  ผมต้องหาลู่ทางป้องกันตัวไว้ก่อน


“อย่ารุนแรงละกัน”


ผมยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยหันกลับไปจ้องยังวัยรุ่นตรงหน้า ส่วนสูงอาจมากกว่าผมอยู่หน่อยแต่แค่นั่นไม่ได้ทำให้ผมเสียเปรียบหรอก การเคลื่อนไหวช้าๆ ออกแนวอืดอาดกับหมัดที่เหวี่ยงสลับซ้ายขวาทำให้ผมถอนหายใจออกมาเล็กน้อย สภาพผมไม่เต็มร้อยก็จริงแต่ถ้าคู่ต่อสู้ฝีมือแค่นี้ไม่เป็นปัญหา


“แก...เป็นใครกันแน่” ผมปล่อยให้อีกฝ่ายเหวี่ยงหมัดจนเหนื่อยหอบไปเอง แต่เพราะหลบซ้ายขวาติดๆ กันหลายรอบหัวที่มึนอยู่แล้วเลยมึนมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว


แย่ล่ะ เหมือนสติจะวูบเลย


“ครั้งนี้โดนแน่!” เสียงตะโกนและหมัดขวาตรงพุ่งเข้าโจมตีใบหน้าผมทว่าด้วยสัญชาตญาณทำให้เบี่ยงหลบหมัดนั้นได้แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น บริเวณที่ผมยืนอยู่คือตรงขอบของสระน้ำทำให้เท้าที่ขยับถอยหลังไปนั้นลื่นจนทั้งร่างตกลงไปในน้ำอย่างไม่รู้ตัว


“เรย์!!” ฮาเซลตะโกนลั่นด้วยน้ำเสียงตกใจ


ผมรับรู้ว่าตัวเองอยู่ในน้ำ


รู้ว่าต้องว่ายขึ้นไปด้านบน


แต่ร่างกายมันหนักไปหมด


หัวก็ปวดจนสติวูบดับ ไม่รับรู้อะไรนอกจากความเปียกชื้นของน้ำในสระและสัมผัสของอะไรบางอย่างที่ดึงตัวผมเข้าไปประชิด

.............................................

สวัสดีค่ะ

อ่านจบแล้วหลายคนคงแบบ...ค้าง!

ก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ค้างแต่เราอยากเปลี่ยนให้จากนี้เป็นบทฮาเซลซะหน่อยเลยขอตัดฉับตรงนี้เลยละกัน อิอิ

ตอนนี้จะได้เห็นเรย์ในมุมอ่อนโยนบ้างอย่างอุ้มลูกนกกลับขึ้นไปบนรัง

โดยส่วนตัวชอบฉากแย่งกุญแจห้องเรย์มาก เหมือนคนรักกำลังมุ๋งมิ๋งกัน

แต่งเองยิ้มเอง ท่าจะบ้าไปแล้ว 555

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามเสมอนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
อ้าว.... ไงมาพลาดแบบง่ายๆ อย่างนี้  :mew5:

ออฟไลน์ HanATarO

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2223
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-2
อ่านรวดเดียวจนทัน เรย์ มีบุคลิกที่น่าสนใจมาก
ฮาเซล ก็เหมือนจะรู้จักตัวตนของเรย์อยู่บ้างนะ

แต่ตอนล่าสุด ดูเหมือนเรย์จะพลาดง่ายไปนิดนึง

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
✖`·»เสี่ยงรัก«·´✖ วันที่8



“เรย์!!” ราวกับสติถูกระงับมีเพียงสัญชาตญาณที่บอกให้กระโดดลงไปยังสระด้านข้างยามไม่เห็นร่างที่ควรจะว่ายขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ความเย็นของน้ำด้านล่างไม่ได้ทำให้รู้สึกอะไรได้เท่ากับร่างไร้สติในอ้อมแขนยามพาขึ้นมาเหนือผิวน้ำได้สำเร็จ


“มากส์!” ผมตะโกนเรียก


“ครับ” มากส์ขานรับพร้อมรับตัวเรย์จากผมไปโดยมีแซมวิ่งตามมาดูอาการไม่ห่าง


“เฮ้” แซมพยายามเข่าร่างนั้นเบาๆ ทว่าไม่มีทีท่าจะลืมตาตื่นสักนิด


“เรย์!” ผมรีบขึ้นมาจากบนน้ำแล้วเข้าไปอุ้มร่างของเรย์ขึ้นมามอง ลมหายใจแผ่วๆ ที่ได้ยินทำให้ผมเบาใจไปได้เปราะหนึ่งก่อนจะใช้มือเลื่อนไปสัมผัสหน้าผากอันเปียกปอน...ความร้อนแผ่ซ่านออกมาดั่งเปลวไฟที่ปะทุออกมาจากร่าง


ไม่ใช่แค่ตัวร้อนธรรมดา...


ตัวร้อนมาก


ร้อนขนาดที่ว่าแค่สัมผัสยังต้องรับชักมือออก


ทั้งที่น่าจะทรงตัวแทบไม่ได้ในอาการนี้แต่กลับทำท่าเหมือนไม่เป็นไรได้ทั้งวัน ผมไม่เชื่อเด็ดขาดว่าอีกฝ่ายเพิ่งจะไม่สบายตอนตกลงไปในน้ำ อาการหนักขนาดนี้ต้องฝืนมาอย่างน้อยหลายชั่วโมง เป็นไปได้ว่าอาจเริ่มมีอาการหลังจากเมื่อคืนที่ผมเห็นอีกฝ่ายออกไปตากฝนนอกบ้าน


“บอส”


“ตัวร้อนมาก โทรตามหมอมา” ผมหันไปบอกแซมแล้วเตรียมอุ้มร่างของเรย์เข้าไปด้านใน


“เดี๋ยวผมอุ้มให้...”


“ไม่ต้อง ฉันอุ้มเอง” ผมปฏิเสธการช่วยเหลือของมากส์ก่อนจะอุ้มร่างอันไร้สติขึ้น


“เดี๋ยวสิ คิดจะหนีไปง่ายๆ รึไง!” น้ำเสียงหาเรื่องตะโกนก่อนจะเดินเข้ามาหา


ดวงตาสีน้ำตาลจนเกือบทองของผมหันไปสบด้วยอารมณ์โกรธที่ใกล้ปะทุ ก่อนหน้านี้คงไม่ถือสาเด็กพวกนี้ทว่าตอนนี้ไม่ใช่ พวกเขาอาจไม่ได้เป็นคนทำให้เรย์ตกน้ำแต่ก็เป็นเหมือนสาเหตุของเรื่องนี้ พอเป็นเรื่องของเรย์การควบคุมอารมณ์มักจะเป็นไปโดยไม่มีสตินัก


ไม่อยากให้ใครมาแตะต้อง ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม


ตั้งแต่คำพูดจาของอีกฝ่ายที่ว่าเรย์แล้ว


ถ้าอยากเจอดีนักก็จะจัดให้


จะทำให้รู้เลยว่าเล่นผิดคน!


“มากส์” ผมเรียกลูกน้องคนสนิทเสียงนิ่ง


“ครับ”


“บริษัทของอาเทีย ปิดมันซะ” เพียงคำสั่งเดียวสร้างความเงียบให้เกิดขึ้นแม้แต่เสียงซุบซิบโดยรอบยังหยุดชะงัก เงียบกริบราวกับไม่มีใครอยู่ทั้งที่รอบๆ เต็มไปด้วยผู้คนที่เข้ามาใช้บริการ


“ได้ครับท่านฮาเซล” มากส์รับคำพลางมองไปยังใบหน้าของลูกชายเจ้าของบริษัทอาเทียที่มีสีหน้าตกตะลึง


“แกคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้ามาพูดแบบนี้!”


“ผมคงต้องขอให้หยุดพูดก่อนที่เจ้านายผมจะอารมณ์เสียมากไปกว่านี้ เดี๋ยวผมจัดการต่อเองครับ” มากส์เข้าไปยืนขวางเด็กที่กำลังจะเหวี่ยงหมัดเข้าใส่ผม


การกระทำนั่นผมรู้ว่าไม่ใช่เพื่อปกป้องผมแต่เป็นเด็กคนนั้น อารมณ์แบบนี้ผมอาจลงไม้ลงมือได้ง่ายๆ


“อืม อ้อ...ฉันขอพูดอะไรหน่อยนะเจ้าหนู”


“...อะไร” ถึงจะทำเสียงแข็งแต่ร่างกายยังคงสั่นไม่หยุด


มันคงเป็นสัญชาตญาณระวังภัยละมั้ง


“คนที่นายบอกว่าขี้ก้างสามารถปลิดชีวิตนายได้โดยไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ ครั้งหน้าจะทำอะไรเลือกคนหน่อยนะ” ผมบอกแล้วเดินพาร่างของเรย์มาด้านใน


ครั้งหน้าเหรอ...


อาจไม่มีก็ได้นะ


บริษัทของอาเทียอาจใหญ่โตแต่ไม่ยากเลยในการจะโค่นมันลง การใช้อำอาจจริงๆ เป็นยังไงผมจะแสดงให้ดูเป็นขวัญตาเอง ตอบแทนการกระทำของเขา


“แค่ก...” เสียงไอจากเรย์เรียกสติให้ผมรีบพาร่างเปียกๆ เข้าไปยังห้องสำหรับพนักงานด้านหลัง ผ้าขนหนูสีขาวหลายผืนถูกหยิบมาวางข้างๆ เพื่อเตรียมสำหรับเช็ดตัว


สูทสีดำซึ่งเป็นเครื่องแบบของบอดี้การ์ดถูกถอดออกไปก่อนจะตามไปด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวด้านในไม่เว้นแม้แต่กางเกงขายาวจนร่างของเรย์ตอนนี้แทบเปลือยเปล่ามีเพียงกางเกงในตัวเดียวเท่านั้น


ผิวสีขาวน้ำนมราวกับคนที่ไม่เคยผ่านการออกแดดกับกล้ามเนื้อพองามนั่นเรียกความรู้สึกแปลกๆ ให้ตื่นขึ้น ร่างกายนี่ไม่แปลกใจเลยที่สามารถปลอมเป็นผู้หญิงได้ รูปร่างแบบนี้ผู้หญิงบางคนยังต้องอายด้วยซ้ำ


น่าสัมผัส


เหมือนร่างกายจะตอบสนองกับสมองโดยไม่ผ่านสติ รู้ตัวอีกทีมือของผมก็เอื้อมสัมผัสผิวกายนั่นซะแล้ว หากเป็นยามปกติอย่าว่าแต่สัมผัสแบบนี้เลยแค่จะยอมให้แตะตัวก็ต้องยากยิ่งกว่าผ่านสมรภูมิรบซะอีก


“อื้อ...”


กึก!


มือที่ขยับหยุดชะทันทีที่เสียงครางเบาๆ ดังออกมาจากริมฝีปากบาง อารมณ์เฉพาะตัวของผู้ชายตื่นขึ้นเต็มตาจนผมต้องรีบสะบัดมันทิ้งไปก่อนจะคว้าเสื้อแถวนั้นมาสวมใส่ให้เรย์


นี่ผม...


กำลังเกิดอารมณ์


แถมยังเป็นผู้ชาย?


ข้อมูลของเรย์ที่ว่าสามารถลอบเข้าไปประชิดเหยื่อด้วยเสน่ห์ยั่วยวนไม่ว่าใครเห็นเป็นต้องหลงนั่นผุดเข้ามาในหัวพร้อมความรู้สึกหงุดหงิดที่ประทังเข้ามาเพียงแค่คิดว่าร่างกายขาวๆ และเสียงครางนี่มีคนอื่นเคยได้สัมผัสนอกจากตัวเอง


“...ต้องบอกว่าสมแล้วกับที่ได้ยินมาสินะ” ได้มาเจอกับตัวก็รู้เลยว่าถ้าเกิดวันนึงผมเป็นเหยื่อและถูกเรย์ล่อลวงด้วยเสน่ห์นี่ผมคงเป็นอีกคนที่ไม่รอด


ขนาดไม่ใช้เสน่ห์ผมยังแทบละสายตาไปจากเขาไม่ได้เลย


แกร็ก!


“ตามหมอมาแล้วครับบอส” ประตูถูกเปิดออกก่อนแซมจะลากหมอเข้ามาด้านใน


“ดูอาการแล้วจัดยามา” ผมลุกพลางบอกหมอที่พยักหน้ารัวๆ ทำตามคำสั่ง


“บอส เดี๋ยวผมเฝ้าให้ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะครับ” แซมพูดต่อ พอแซมพูดถึงนึกได้ว่าตัวผมก็อยู่ในสภาพเปียกโชกแค่ไหน นี่ผมร้อนรนเรื่องเรย์ขนาดไหนกันแน่นะ


“ฝากด้วย” บอกเสร็จผมก็จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่


ตอนกลับมาผมถือเสื้อผ้าชุดใหม่มาเผื่อเรย์ด้วย ในคลับมีเสื้อผ้าที่ผมทิ้งเอาไว้เผื่อฉุกเฉินไว้เยอะเลยง่ายเวลาเกิดเรื่องไม่คาดฝันแต่ด้วยขนาดตัวของเรย์คงจะหลวมไปไม่น้อยแต่ก็ดีกว่าใส่เสื้อของใครก็ไม่รู้


“จากที่ตรวจดูเหมือนจะฝืนร่างกายมาก ถ้าตอนมีอาการแรกๆ กินยาแล้วพักผ่อนคงไม่เป็นหนักขนาดนี้ ผมฉีดยาเข้าเส้นให้เรียบร้อยส่วนยานี่ให้เขากินวันละสามครั้งหลังอาหาร...สำหรับผู้ป่วยคงไม่อยากอาหารแต่ต้องให้ฝืนกินไม่งั้นร่างกายอาจทรุดได้” คำอธิบายอาการจากปากหมอทำให้ผมขมวดคิ้วตลอดการฟัง


หมายความว่าเรย์ฝืนร่างกายมาตั้งแต่เช้าอย่างที่ผมคิดไว้จริงๆ ด้วย


ว่าแล้วเชียว ท่าทางของเรย์มีบางอย่างผิดปกติ


เซ้นส์ผมบอกแบบนั้นแต่กลับไม่เอะใจว่าจะตัวร้อนจนล้มไปแบบนี้


“ทำไมต้องฝืนขนาดนี้ด้วยเรย์” ผมพึมพำถามเสียงแผ่วในขณะที่ตรงกลับบ้านหลังใหญ่ ซึ่งขากลับไม่ได้มีมากส์มาด้วย...สาเหตุคงไม่พ้นเรื่องการปิดบริษัทของอาเทีย ต่อให้ตอนนี้ผมใจเย็นลงก็ไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว


เมื่อกลับมาถึงผมพาร่างไร้สติไปนอนบนเตียงในห้องของเจ้าตัวก่อนจะจัดการเตรียมผ้าและกะละมังเตรียมไว้สำหรับเช็ดตัวหรือแปะหน้าผากเพื่อลดไข้


“บอส เดี๋ยวผมทำเอง บอสไปพักเถอะ” แซมห้ามแล้วคว้ากะละมังจากมือผมถือไปวางไว้ข้างเตียง


“ฉันทำเอง”


“บอสดูแลคนป่วยเป็นเหรอ” อีกฝ่ายถามด้วยใบหน้าแปลกใจ


“...จะยากอะไร” ผมนิ่งไปเล็กน้อยเมื่อคำพูดของแซมแทงใจอย่างจัง


ก็ถูก


ผมดูแลใครไม่เป็นหรอก


ไม่มีทั้งครอบครัวหรือใครให้ต้องดูแล


ขนาดกับพวกลูกน้องเองอย่างมากแค่พาไปเลี้ยงข้าว


ไม่เคยดูแลคนป่วยสักครั้ง


แต่กลับเรย์ผมไม่อยากปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ ความรู้สึกหน่วงในอกคล้ายอารมณ์กังวลนั่นผมไม่ได้มีมานานมากแล้ว ถ้าให้หาคำง่ายๆ มาอธิบายความรู้สึกในตอนนี้ก็คือ...


ห่วง


ผมเป็นห่วงเรย์


“บอส บิดผ้าด้วยครับ ขืนวางผ้าเปียกขนาดนั้นคงอาการหนักกว่าเดิม” คำพูดของแซมทำเอามือที่ถือผ้าเปียกชุ่มชะงัก  ผมยืนกรานจะเป็นคนดูแลเรย์แซมเลยยืนดูใกล้ๆ ทว่าแค่เริ่มต้นก็พลาดซะแล้ว


“ฉันกำลังจะบิดหรอก” ผ้าชุ่มๆ ในมือถูกบีบจนเกือบแห้งสนิทและนำไปวางไว้บนหน้าผากคนบนเตียงอย่างไม่รีบร้อน


“ผมว่าให้จัดคนมาดูแลดีกว่านะบอส หรือไม่ก็ให้ผมดูเอง...บอสควรจะพักผ่อนได้แล้วพรุ่งนี้มีประชุม...”


“นายไปเข้าแทน” ไม่ต้องรอให้พูดจบผมก็จัดการบอกวิธีแก้ไขทันที


“บอส!”


“ถ้าพรุ่งนี้เรย์ไม่ดีขึ้นฉันจะให้นายไปประชุมแทน” ผมย้ำในสิ่งที่คิดอีกรอบ


“แต่นี่เป็นการประชุมลับเกี่ยวกับการซื้อขายอาวุธนะครับ” น้ำเสียงของแซมไม่เห็นด้วยกับความคิดผม


แซมพูดถูกการประชุมพรุ่งนี้ไม่ใช่การประชุมธรรมดาที่จะให้แซมหรือมากส์เข้าไปจัดการแทน มีหลายอย่างที่ต้องเป็นผมเท่านั้นถึงจะจัดการได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักของคำพูด อำนาจหรือการต่อรอง ถึงแบบนั้นถ้าให้เอามาเทียบกับเรย์...


น่าแปลก...ความลังเลแทบจะไม่มีเลย


“พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน” ผมตัดบทพลางนั่งลงบนเตียงมองใบหน้าขาวกำลังเห่อแดงด้วยพิษไข้


“ถ้าอยากพักผ่อนเรียกผมให้มาดูต่อได้นะครับ”


“อืม” ผมพยักหน้ารับพอเป็นพิธี แซมเองก็ทำเพียงมองมาอย่างห่วงๆ แล้วเดินออกจากห้องไป


เมื่อทั้งห้องเหลือผมและคนป่วยไร้สติความเงียบก็บังเกิด ผมเอื้อมมือไปสัมผัสแก้มแดงๆ อย่างเบามือ...ความร้อนยังคงแผ่ซ่านออกมาไม่มีทีท่าว่าไข้จะลดลงเลยสักนิด


หรือว่ายาจะไม่ได้ผล...ผมควรจะเรียกหมอมาตรวจใหม่ดีไหมนะ


“อื้อ! ร้อน...” ใบหน้าแดงสะบัดหนีสัมผัสพร้อมเอ่ยละเมอ


“เปิดแอร์ได้ไหมนะ” ผมถามตัวเอง


ไม่แน่ใจว่าคนป่วยให้นอนในห้องแอร์ได้ไหม


แต่คิดว่าไม่เป็นไรผมเลยเดินไปเปิดแอร์ให้ความเย็นปกคลุมห้อง ด้วยความที่ยืนอยู่หน้าแอร์พอกดเปิดอุณหภูมิของแอร์ที่ตั้งไว้ก็พุ่งตรงใส่หน้าผมจะแทบหันหน้าหนีเพราะความเย็นเฉียบราวกับอยู่ในเขตขั้วโลกเหนือ


อุณหภูมิบนหน้าจอทำเอาผมต้องยกรีโมทขึ้นมามองใกล้ๆ อย่างไม่เชื่อสายตา ต่อให้ช่วงนี้อยู่ในฤดูร้อนก็ไม่มีใครตั้งความเย็นแอร์อยู่ที่ 13 องศาหรอก


“อย่าบอกนะว่านอนแบบนี้ทุกวันน่ะ”


หนาวขนาดนี้ไม่ป่วยก็แปลกแล้ว


ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงต้องเปิดแอร์เย็นขนาดนี้


หรือเป็นคนขี้ร้อน?


“ถึงเปิดแอร์ยังไงก็ต้องห่มผ้านะ”


รีโมทแอร์ถูกปรับให้อยู่ค่ามาตรฐานคือ 25 องศาเพื่อให้อากาศในห้องไม่เย็นจนเกินไป แต่ถึงจะไม่เย็นมากคนป่วยก็ไม่ควรโดนแอร์ตรงๆ


ผมเลื่อนผ้านวมมาคลุมตัวเรย์จนถึงระดับหน้าอก ในจังหวะที่ก้มลงไปมองใกล้ๆ ดวงตาของเขาก็ค่อยๆ ปรือขึ้น ไม่รู้ว่าเพราะไข้หรืออาการเบลอทำให้อีกฝ่ายเหวี่ยงหมัดตรงเข้าใส่พร้อมกับขาที่ตะหวัดขึ้นเฉียดใบหน้าผมไปไม่กี่มิล


“เรย์?!” ผมเรียกก่อนจะรับหมดนั่นไว้ด้วยมือข้างเดียว แรงทั้งหมดถูกใช้ไปกับการหยุดการเคลื่อนไหวของคนป่วยที่ดูไม่เหมือนป่วยสักนิด


ตอนนี้มือทั้งสองข้างของผมยึดแขนอีกฝ่ายไว้แน่นกันไม่ให้หมัดถูกปล่อยออกมาอีกโดยขาผมก็ไม่ได้อยู่ว่างเลยเนื่องจากต้องใช้กดขาอีกฝ่ายที่พร้อมจะยกขึ้นมาเตะสวนผมได้ทุกเมื่อ


“อึก...ไม่...ไม่” แรงขัดขืน การต่อต้านและท่าทางของเรย์ดูเหมือนคนกำลังดิ้นรน


จะว่าไป เหมือนจะไม่ชอบให้ขึ้นคร่อมนี่นา


“เรย์”


“ไม่...ปล่อย...”


“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร...ฉันไม่ได้จะทำอะไร” มือที่ยึนเปลี่ยนมาคว้าอีกฝ่ายเข้ามาไว้ในอ้อมแขนพลางลูบเส้นผมสีดำสนิทอย่างเบามือ


ผมไม่รู้ว่ามีเรื่องหรือความหลังอะไร


ผมเพียงอยากจะให้เรย์ได้รู้ว่าไม่เป็นไร...ไม่มีใครมาทำอะไรเขาได้


“...ปล่อย...” เสียงงึมงำกับแรงผลักเบาๆ ไม่ได้ทำให้ผมสะเทือนสักนิด


สภาพแบบนี้ยังหลบหมัดได้ขอชื่นชมจริงๆ


“ไม่ปล่อย ขืนปล่อยฉันก็เจ็บตัวน่ะสิ” ถึงจะไม่มีพละกำลังเหมือนอย่างปกติแต่ก็ใช่ว่าจะไม่ได้ผลโดยเฉพาะกับลูกเตะเมื่อครู่ เพิ่งเคยเห็นเรย์แสดงความอ่อนแอออกมาชัดก็ครั้งนี้ ตอนปกติคงไม่มีทางจะได้เห็นแถมยังจะถูกสวนกลับอย่างไม่ทันตั้งตัวอีก


“อึก...เจ็บ...”


“เจ็บอะไร...” คำถามถูกกลืนหายไปยามก้มลงมองดวงตาที่ปรือขึ้นอีกครั้งทว่าครั้งนี้ดวงตาสีน้ำตาลที่เคยเห็นมาตลอดกลับไม่เหมือนเดิม คอนแทคเลนส์สีน้ำตาลนั้นคอยปกปิดสีอันแท้จริงมาตลอดแต่ตอนนี้กลับเลื่อนหลุดจนเผยให้เห็นถึงความจริงอันน่าตกตะลึง


สีม่วง


ดวงตาของเรย์ที่ปราศจากคอนแทคเลนส์คือสีม่วง


ผมพอจะรู้ว่าสีน้ำตาลไม่ใช่สีตาจริงๆ ของเรย์ แต่ไม่นึกว่าจะเป็นสีม่วง สีของดวงตาที่เกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรมซึ่งหาได้ยากยิ่ง และมีเพียงไม่กี่คนบนโลกเท่านั้น


ไม่แปลกที่เรย์ไม่อยากบอกขนาดนั้น


“ลืมตาก่อนเรย์ เอาคอนแทคเลนส์อีกข้างออกก่อน” ผมขยับร่างอีกฝ่ายให้นอนหงายพร้อมจัดการกับคอนแทคเลนส์อีกข้าง พอผมถอดคอนแทคเลนส์ให้เสร็จดูเหมือนจะทำให้อีกฝ่ายสบายตัวขึ้นมากถึงได้ผลอยหลับไปอีกครั้ง


อยากจะเห็นดวงตาสีม่วงอีกสักนิดแท้ๆ


แต่ไม่เป็นไร


“ไว้พรุ่งนี้ขอฉันดูด้วยล่ะ”


รุ่งเช้าของวันต่อมาอาการของเรย์ยังไม่ดีขึ้นมากนัก ตัวยังคงร้อนอยู่แม้ว่าจะไม่มากเท่าเมื่อวานแต่ก็ยังถือว่าร้อนมาก ตลอดคืนผมคอยเปลี่ยนจากผ้าเป็นเจลลดไข้หลายต่อหลายรอบเพราะความร้อนที่แผ่ออกมาทำให้ผ้าหรือเจลเย็นๆ อุ่นได้ในไม่กี่ชั่วโมง


“บอส” แซมเปิดประตูเข้ามาหาหลังจากเคาะประตูเล็กน้อย


คงจะมาถามเรื่องไปประชุมวันนี้


“เรย์ยังตัวร้อนอยู่” ความหมายของคำพูดผมคือจะไม่ไปเข้าร่วมประชุมวันนี้


“ให้คุณหลุยส์มาดูแลแทนได้นะบอส” แซมพยายามยื่นข้อเสนอ


“ไม่ล่ะ”


“ผมเพิ่งเคยเห็นบอสเป็นแบบนี้”


“แบบนี้?” หมายถึงแบบไหนกัน


“ก็ที่ห่วงคนอื่นไง ดีใจอยู่หรอกแต่วันนี้บอสต้องเข้าร่วมประชุมจริงๆ นะ ก็รู้อยู่ว่าคนที่จะเข้าร่วมประชุมนี่ไม่ใช่คนที่ผมหรือมากส์จะต่อรองด้วยง่ายๆ”


“งั้นก็วิดีโอคอล” คำพูดผมทำให้แซมถอนหายใจออกมายาวๆ ราวกับรู้ว่าต่อให้บทสนทนายืดยาวไปก็ไม่ได้ทำให้คำตอบเปลี่ยนไป


ผมเข้าร่วมประชุมได้เพียงแต่จะประชุมจากที่นี่ ผมไม่คิดจะปล่อยให้เรย์อยู่นอกสายตาถึจะคิดว่าคนอื่นคงจะดูแลเรย์ได้คล่องกว่าผมก็ตาม


“เข้าใจแล้วครับ ผมจะเป็นตัวแทนไปเข้าร่วมประชุมแทนบอสเองแต่เนื้อหาบอสต้องจัดการเองนะ”


“ตามนั้น วิดีโอคอลมา”


“ครับ เหมือนไข้จะลดลงนิดเดียวเองนะเนี่ย” พยักหน้าเสร็จแซมก็เดินมาวัดไข้เรย์ที่ยังคงหลับสนิท


“กำลังคิดอยู่ว่าจะตามหมอมาอีกรอบ”


“ไข้ไม่ลดลงทันทีหรอกครับโดยเฉพาะกับคนที่อาการหนักแบบนี้ ผมว่าปลุกให้มากินข้าวกินยาแล้วให้พักผ่อนต่อจะดีกว่า” แซมออกความเห็น


“ไปบอกเชให้ทำข้าวต้มมาด้วย” ไหนๆ แซมก็จะออกไปอยู่แล้วผมเลยให้ไปจัดการมื้อเช้าซะเลย


“ครับ นี่บอส”


“อะไร”


“พักหน่อยดีกว่านนะ หน้าบอสเหมือนคนไม่ได้นอนเลย แล้วก็บอสคงไม่ลืมนะว่าถ้าเขาทำงานจบแล้วก็ต้องไปจากบอสน่ะ” แซมบอกก่อนจะขอตัวออกจากห้องไป


คำพูดของแซมทำให้ผมคิด...


ถ้างานจบแล้วเหรอ


นั่นสินะ ตอนนี้ที่เรย์ยังอยู่เป็นเพราะงานและสัญญาที่ให้ไว้ ถ้าจบเรื่องทุกอย่างแล้ว...เรย์ก็คงต้องกลับไปอยู่ในสถานที่ของตัวเองซึ่งที่นั่นไม่มีผมอยู่ด้วย


ความรู้สึกไม่ชอบใจนี่คืออะไร


ผมไม่อยากให้เรย์กลับไปงั้นเหรอ


หรือแค่ไม่อยากให้ความสนุกในแต่ละวันนี่หายไป


ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงข้าวต้มร้อนๆ และมื้อเช้าของผมก็เข้ามาเสิร์ฟถึงในห้อง มื้อเช้าของตัวเองผมเอาไว้ที่หลังตอนนี้ต้องปลุกเรย์ขึ้นมากินก่อน


“เรย์ ตื่นก่อน” ผมนั่งบริเวณขอบเตียงพร้อมเรียกอีกฝ่ายเบาๆ


“อื้อ...”


“กินข้าวก่อน” ไม่ง่ายเลยที่จะปลุกคนป่วยให้ตื่น


เรย์เหมือนรู้สึกตัวแต่ยังคงไม่ลืมตา เขาหลีกหนีสัมผัสของมือที่ผมเขย่าโดยการพลิกตัวตะแคงไปอีกฝั่งหนึ่ง พอผมเอื้อมมือไปแตะอีกรอบคราวนี้อีกฝ่ายถึงกับดึงผ้านวมขึ้นคลุมหัวซุกตัวอยู่ด้านในราวกับดักแด้ในวัยกำลังเติบโต


“เรย์” ทำท่าทางเหมือนเด็กๆ เลย


“...ปล่อยผมไว้แบบนี้แหละ” เสียงงึมงำดังลอดผ่านผ้านวมออกมา


“จะปล่อยได้ยังไง”


“อย่ามายุ่งกับผม...”


“...เรย์”


“อย่ามายุ่งมากไปกว่านี้”


“เรย์เป็นอะไร” เหมือนคนกำลังระบายอะไรออกมาโดยไม่มีสติ ปกติเรย์จะไม่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแอแบบนี้


ผมพยายามดึงผ้านวมที่คลุมตัวเรย์อยู่ออกแต่คนด้านในเองก็ขืนไว้ทั้งๆ ที่อ่อนแออยู่ด้วยพิษไข้จึงไม่สามารถขืนได้นาน จะว่ารังแกคนป่วยก็ไม่ได้อยากดื้อเองนี่ ผ้านวมผืนหนาถูกเหวี่ยงไปอยู่ปลายเตียงก่อนเรย์จะพลิกตัวกลับมาพลางปรือตามองมาทางผม ดวงตาสีม่วงแปลกตานั่นราวกับจะดึงดูดผู้พบเห็นให้หลงใหลจนไม่อาจละสายตาออกมาได้


“เกลียด...”


“เกลียดฉัน?” ผมถามตรงๆ


มองมาทางนี้แล้วพูดว่าเกลียดคงไม่มีอย่างอื่น


“เกลียด...”


“อืม รู้แล้ว ลุกมากินอะไรหน่อยเถอะ” ผมวางมือลูบเส้นผมสีดำสนิทด้างข้างเบาๆ


“อย่ามาลูบ” อีกฝ่ายเตรียมสะบัดหน้าหนีทว่าผมกลับไม่ยอมให้ทำตามใจได้ ขืนปล่อยให้สะบัดหัวอาการปวดหัวคงปะทุขึ้นมาอีก


“อย่าขยับสิ”


“...ทำไมต้องมาดูแลผมด้วย” เงียบไปสักพักเรย์ก็ถามต่อ


“ก็เป็นห่วงนี่”


บอกตรงๆ เลยนะผมไม่ชินเลย...


น้ำเสียงเหมือนคนกำลังอดกลั้น


ดวงตาสีสวยที่กำลังสั่นระริก


ผมไม่ชินกับเรย์ที่ดูอ่อนแอราวกับจะแตกหักได้ทุกเมื่อแบบนี้


“เกลียดที่สุด...”


“ครับๆ” เรียกว่าเป็นการทำลายสติเก่าอย่างหมดจด


นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกพูดว่าเกลียดติดๆ กันในเวลาไม่กี่นาที ก็รู้ว่าเรย์ไม่ชอบผมนักแต่ไม่คิดว่าจะเกลียดกันขนาดนั้น สงสัยเพราะชอบแหย่เขาอยู่ตลอดเลยโดนเกลียดซะละมั้ง


ก็ใบหน้าตอนโดนแหย่มันน่ามองนี่นาจะให้อดใจยังไงไหว


“อย่าทำแบบนี้...”


“ฉันทำอะไรล่ะ ยังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” ผมบอกพลางลูบเส้นผมสีดำสนิทเรื่อยๆ


“อย่าลูบหัว...”


“ทำท่าเหมือนชอบนี่นา” ทุกครั้งที่ผมทำมีอาการต่อต้านอย่างชัดเจนก็จริงแต่ผมกลับรู้สึกว่าเรย์ไม่ได้ไม่ชอบ


“อย่ามาอ่อนโยน...”


“อย่ามาดูแล...”


“อย่ามาเป็นห่วง...”


ผมนั่งนิ่งคอยฟังทุกคำพูดที่ถูกเอ่ยออกมาอย่างตั้งใจ ช่วงอาการเบลอๆ แบบนี้อาจเป็นช่วงเดียวที่จะได้รู้ถึงความจริงในหลายๆ อย่าง คนป่วยกับคนเมามักจะไม่โกหก ดังนั้นสิ่งที่ผมกำลังได้ยินมันเป็นความรู้สึกจริงๆ ที่เรย์ซ่อนเอาไว้ตลอดมา


“แล้วอะไรต่อ” ผมถามต่อ


“อย่าทำให้ผมชินเวลามีคุณอยู่ข้างๆ” เรย์เอ่อยออกมาพร้อมกับมือที่กำปลายผ้านวมแน่น


หลายๆ คำพูดของเรย์มันช่วยให้ผมตีความได้ในหลายเรื่อง เรย์ไม่ชินกับการอยู่ร่วมกันไม่ใช่แค่ผมแต่รวมไปถึงพวกมากส์หรือแซมด้วยซึ่งผมพอจะเดาได้จากงานของเขา และตอนนี้ผมยิ่งมันใจ นักฆ่าไม่จำเป็นต้องมีใคร ไม่จำเป็นต้องพูดกับใคร เป็นคนโดดเดี่ยวปราศจากเพื่อนหรือครอบครัว


อยู่คนเดียวมาตลอด


ผมไม่อยากนึกว่านานแค่ไหนแต่คงไม่ใช่ช่วงเวลาแค่ปีหรือสองปี อดีตของเรย์ผมไม่รู้แต่พอจะคาดเดาได้...ถูกทิ้งตั้งแต่เด็ก ไม่มีทางเลือกนอกจากดิ้นรนให้มีชีวิตรอดจนได้เป็นอาชีพนักฆ่า ดูเหมือนผมอาจเป็นคนแรกที่เรย์อยู่และคุยด้วยนานขนาดนี้


“ดีใจแฮะ” ผมยกยิ้มขึ้นมาระหว่างมองดูเรย์ที่ยังคงระบายทุกอย่างออกมา


เขาเกลียดผมที่เข้าหาเพราะกลัวจะชินกับการอยู่ด้วยกันซึ่งนั่นจะทำให้ความผูกพันมันเกิดขึ้น ซึ่งผมอยากจะบอกกับเรย์คำนึง...


“สายไปแล้วล่ะ” มาห้ามตอนนี้มันสายไปแล้ว


ยิ่งผมรู้ผมจะยิ่งไม่ถอย จะทำให้ชินกับการมีผมอยู่


เหมือนจะเป็นครั้งแรกที่ผมไม่อยากจับตัวคนร้ายที่กำลังจะจ้องเล่นตัวเองอยู่ ไม่อยากให้งานของเรย์ต้องจบลงและลงท้ายด้วยการกลับไปอยู่คนเดียว


ทำเพื่อเรย์เหรอ


ไม่ใช่


ผมทำเพื่อตัวเองต่างหาก


ความรู้สึกไม่อยากปล่อยไปนี่มันคืออะไร


เพิ่งเคยรู้สึกมากขนาดนี้เป็นครั้งแรก

..............................................

สวัสดีค่ะ

happy halloweenนะคะ

คอมเม้นท์จากตอนที่แล้วมีแต่คนบอกว่าเรย์พลาดง่ายไป 555

จะนำคอมเม้นท์ไปปรับปรุงต่อไปนะคะ ทุกคำคอมเม้นท์เราจะเอาไปปรับปรุงการเขียนให้ดีขึ้นนะคะ อย่างตอนที่แล้วที่หลายคนบอกว่าเรย์พลาดท่าง่ายไปเราแต่งโดยคิดว่าเรย์กำลังป่วยหนักแต่ก็ฝืนออกมาทำงานการเคลื่อนไหวหรือประสาทสัมผัสเลยทื่อไป

สำหรับตอนนี้เป็นเหมือนช่วงต่อจากตอนที่แล้ว

เราวางเรื่องให้เรย์ป่วยเพื่อจะได้เผยความอ่อนแอออกมาให้ได้เห็นกัน

ฉากอ่อนแอจะหมดลงตอนนี้ค่ะ ตั้งแต่ตอนหน้าจะกลับมาบู๊แล้ว

รอชมได้เลยยย

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ HanATarO

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2223
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-2
ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วนะเรย์ คราวหน้าอย่าฝืนร่างกายมากนะ

ฮาเซลเริ่มอยากให้เรย์มาอยู่ข้างๆ แล้ว



ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
ชอบเรย์ตอนป่วย เหมือนลูกแมวเลย  :mew4:

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2877
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
นี่แหละน้า ความสนใจเป็นบ่อเกิดความชอบ
จนตอนนี้เหลอๆ ฮาเซลอาจจะรักไปแล้วด้วย

เรย์น่าสงสารนะ จากชีวิตตัวคนเดียว
พอมาเจอใครที่เป็นห่วงแบบนี้
ก็กลัวว่าจะเผลอดีใจ และถ้าขาดไปอีก
เรย์จะยิ่งบอบช้ำหนัก


ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
✖`·»เสี่ยงรัก«·´✖ วันที่9




“อรุณสวัสดิ์เรย์!” เสียงตะโกนทักทายดังขึ้นจากชั้น 2 ของคฤหาสน์หลังใหญ่ทำเอาคนถูกเรียกอย่างผมหันควับไปมองด้วยความไม่พอใจเนื่องจากเสียงตะโกนนั่นทำให้สมาธิในการเตรียมเคลื่อนไหวร่างกายหายไป


ช่วงเช้าถ้ามีเวลาผมมักจะมาออกกำลังกายชื่นชมเหล่านกที่ส่งเสียงร้องตอนรับเช้าวันใหม่ด้วยอารมณ์สุนทรีทว่าไม่กี่วันก่อนหลังจากหมดสติไปรู้สึกตัวอีกทีก็พบกับเจ้าของบ้านหรือเจ้านายอย่างฮาเซล กอนซาเลสนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ บอกตามตรงคือไม่มีความทรงจำตลอดสองวันที่หมดสติไปเลยสักนิด


พอถามฮาเซลคำตอบที่ได้นั่นทำเอาแทบจะหยุดหมัดตัวเองไม่ให้พุ่งใส่หน้าอีกฝ่ายไว้ไม่อยู่


‘เรย์สารภาพรักกับฉันด้วย’


สารภาพรักบ้าบออะไรเล่า!


ไม่มีทาง!


แล้วยังมารู้จากแซมทีหลังอีกว่าฮาเซลยอมไม่เข้าประชุมลับเพียงเพราะต้องการดูแลผม ถึงจะใช้วิดีโอคอลแทนก็ไม่ช่วยให้ความหงุดหงิดนี้ลดลง


ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องลงทุนขนาดนี้


ผมป่วยแล้วไง


ปล่อยเอาไว้เฉยๆ เดี๋ยวก็หายเอง ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่ป่วย


เพราะความหงุดหงิดนั่นผมเลยจัดการเดินเข้าไปบ่นฮาเซลทว่านอกจากจะไม่สะทกสะท้านแล้วยังยิ้มอยู่ตลอดการสนทนา


ขอพูดเลยนะ...หงุดหงิดกว่าเดิมอีกหลายสิบเท่า!


“เรย์ ได้ยินรึเปล่า!” ฮาเซลตะโกนอีกรอบ


“จะตะโกนทักทายคนข้างบ้านรึไง” ผมสวนกลับ


“เห็นไม่ตอบนึกว่าไม่ได้ยิน”


“ดังขนาดนั้นไม่ได้ยินก็แปลกละ”


“เพิ่งหายป่วยอย่าหักโหมสิ”


“แค่ออกกำลังกายนิดหน่อยหักโหมตรงไหน” การออกกำลังกายไม่เพียงช่วยขัดเกลาการเคลื่อนไหวให้ดีขึ้นแต่ยังเป็นการระบายอารมณ์ไปในตัวด้วย ลองนึกภาพว่าตรงหน้ามีฮาเซลยืนยิ้มอยู่สิพลังในการเตะทวีความรุนแรงขึ้นอีกหลายเท่า


“ออกมาจะ 45 นาทีแล้ว พักบ้างเถอะ”


“นี่คุณมองอยู่?” ไม่ใช่ว่าเพิ่งออกมาตอนส่งเสียงทักเมื่อครู่หรอกเหรอ


“ใช่ ตั้งแต่เรย์ลุกจากเตียงแล้ว”


“หึ ผมเช็คแล้วว่าในห้องไม่มีกล้อง” ผมกอดอกเงยหน้ามองฮาเซลตรงๆ การสำรวจห้องพักเป็นเรื่องแรกที่ต้องทำเพราะผมต้องรักษาความปลอดภัยของตัวเองให้มากที่สุด


“เช็กเมื่อไหร่ ฉันเพิ่งเอาไปติดตอนนายป่วย”


“ว่าไงนะ” คิ้วทั้งสองข้างของผมขมวดเข้าหากันทันทีที่ได้ยิน


“ล้อเล่นน่า”


“ฮาเซล กอนซาเลส” คิดจะหาเรื่องกันเริ่มต้นเช้าวันใหม่เลยสินะ


“นี่เรย์”


“ผมไม่ว่างคุยแล้ว ขอตัว” อยู่ต่อไปนอกจากจะไม่ได้ออกกำลังแล้วยังจะพลอยทำให้อารมณ์ขึ้นอีก กลับไปอาบน้ำแต่งตัวเตรียมออกไปทำงานดีกว่า


“ฉันอยากเห็นตาสีม่วงของนายอีก”


กึก!


ขาที่ก้าวถึงกับหยุดชะงัก อาการเกร็งแผ่ซ่านมาทั่วร่างก่อนผมจะหันไปสบตากับฮาเซลตรงๆ อีกรอบ ความลับที่ผมไม่เคยบอกใครทำไมฮาเซลถึงได้รู้ได้


ดวงตาจริงๆ ของผมคือสีม่วง ซึ่งผมไม่ชอบด้วยเหตุผลง่ายๆ คือมันเด่น


คิดดูว่าอาชีพผมจำเป็นต้องทำตัวกลืนกับทุกสิ่งรอบตัว ต้องไม่เป็นจุดเด่นและไม่เป็นจุดด้อยซึ่งถ้ามีคนเห็นดวงตาสีม่วงคงจะกลายเป็นจุดเด่นให้คนจดจำขึ้นมาทันที นั่นจึงเห็นสาเหตุที่ผมไม่เคยให้ใครได้เห็นหรือล่วงรู้ถึงสีตาจริงๆ ของตัวเอง แต่ตอนนี้กลับมีคนนึงที่รู้


ก็ว่าแปลกตั้งแต่ตื่นมาแล้วไม่ได้ใส่คอนแทคเลนส์


เห็นไม่มีใครพูดถึงก็นึกว่าตัวผมเป็นคนถอดเอง


“คุณเป็นถอด?”


“หมายถึงเสื้อผ้าหรือคอนแทคเลนส์ล่ะ” ผมถึงกับคิ้วกระตุกผิดกับอีกฝ่ายที่ส่งยิ้มมาให้ ฮาเซลไม่ใช่คนยิ้มกว้างแบบนี้บ่อยแต่ต้องบอกเลยว่าใบหน้าตอนยิ้มกว้างกวนบาทากว่าตอนยิ้มปกติถึง 1,000 เท่า


“ทั้งสองอย่าง!” จะบอกว่าเสื้อผ้าผมฮาเซลเป็นคนเปลี่ยนให้เหรอ


อยากหัวเราะดังๆ


ผู้ทรงอิทธิพลอันดับต้นๆ จะมานั่งเปลี่ยนเสื้อผ้าให้คนธรรมดารึไง คงให้แซมไม่ก็คุณหลุยส์เปลี่ยนให้นั่นแหละ ที่พูดถึงเรื่องนี้คงแค่อยากแกล้งผม


“อืม ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าและถอดคอนแทคเลนส์ให้เอง”


“...โกหก”


“จะโกหกทำไม ฉันเป็นคนถอดเสื้อผ้าของเรย์ออกจนร่างกายเปลือยเปล่าเผยให้เห็นผิวสีขาวดูมีน้ำมีนวลและกล้ามเนื้อพองาม...”


“หยุดพูดนะ!” ผมรีบตะโกนขัด


“ส่วนคอนแทคเลนส์ตอนนอนอยู่เรย์ละเมอออกมาว่าฮาเซลผมเจ็บจังเลย ช่วยผมที ฉันเลยช่วยถอดคอนแทคเลนส์ออกให้ แต่ใครจะคิดละว่าภายใต้คอนแทคเลนส์จะมีดวงตาสีม่วง...”


“ฮาเซล!”


เกลียด


ผมเกลียดเขาจริงๆ เลย


ทั้งชอบแกล้ง ชอบแหย่


จะปั่นหัวผมให้แหลกเลยรึไงกัน!


“ฉันดีใจนะที่ได้เห็นสีตาของนายเป็นคนแรก” อยู่น้ำเสียงกวนๆ ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดวงตาสีน้ำตาลจนเกือบทองจับจ้องมาพร้อมรอยยิ้มอันหล่อเหลาพานทำให้ใจเต้นแรงถ้าเป็นเป็นผู้หญิงล่ะก็นะ


“คุณรู้ได้ไงว่าเป็นคนแรก” ดูจะมั่นใจซะเหลือเกินนะ


“เซ้นส์มันบอก”


“ผมเกลียดเซ้นส์คุณ” ยิ่งกว่าเกลียดเจ้าตัวก็เป็นเซ้นส์นี่แหละ


จะแม่นเกินไปแล้ว


การถกเถียงยามเช้าผ่านพ้นไปจนถึงมื้อเช้าที่ผมมายืนรวมตัวอยู่ในห้องอาหารโดยมีฮาเซลนั่งอยู่หัวโต๊ะและมีมากส์ แซมและบอดี้การ์ดคนอื่นๆ ยืนกระจายอยู่ไม่ไกล


ทำไมถึงเรียกมารวมกันที่นี่นะ


ปกติจะเรียกไปประชุมอีกที่หนึ่งไม่ใช่ห้องอาหารแบบวันนี้


“เชิญรับเครื่องดื่มคนละแก้วครับ” น้ำเสียงทุ้มต่ำออกแนวสูงอายุเรียกความสนใจจากคนทั้งห้องให้หันไปมอง คนที่เดินออกมาพร้อมกับสาวใช้ 5 คนคือคุณเชเชฟประจำคฤหาสน์หลังนี้ มื้อเช้าหลังจากทำให้ฮาเซลแล้วก็ทำเผื่อของเหล่าบอดี้การ์ดต่อ เหมือนจะเคยบอกไปแล้วว่ารสชาติฝีมือคุณเชนั้นสุดยอดเพียงแต่เขาไม่ทำของหวานเนื่องจากเจ้าของบ้านไม่ชอบกิน


“มีอะไรรึเปล่าเช” ฮาเซลถามพลางมองแก้วที่คุณเชเดินมาเสิร์ฟด้วยตัวเอง สาวใช้ทั้ง 5 คนต่างเดินถือถาดให้ทุกคนต่างหยิบแก้วที่ด้านในมีของเหลวสีน้ำเข้มอยู่


กลิ่นนี่มัน...


“ช็อกโกแลต...” ผมพึมพำเมื่อหยิบแก้วหนึ่งขึ้นมา เป็นกลิ่นอันคุ้นเคยเพราะในของหวานมีหลายชนิดเลยที่มีส่วนผสมของช็อกโกแลต แต่จากกลิ่นนี่ไม่ใช่ช็อกโกแลตระดับธรรมดา


“ลองดื่มเลยครับท่านฮาเซล” คุณเชยิ้มพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม


“...กาแฟรสชาติไม่เหมือนทุกทีนะ รสนี่...ช็อกโกแลต?” ฮาเซลเหมือนไม่แน่ใจกับคำตอบตัวเองนัก ดูเหมือนแก้วของาเซลจะไม่ใช่ช็อกโกแลตเพียงอย่างเดียวเหมือนอย่างแก้วอื่นๆ


ก็แน่ล่ะ ถ้าขืนเอาช็อกโกแลตเพียวๆ มาให้เขาคงไม่กินหรอก


ไม่ชอบของหวานซะขนาดนั้น


“ใช่ครับ วันนี้ถือเป็นวันพิเศษผมเลยขอมอบช็อกโกแลตให้กับทุกคน สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับ” คำพูดของคุณเชทำเอาทั้งห้องเงียบกริบไม่เว้นแม้แต่ผม


จะว่าไปวันนี้วันที่ 14 กุภาพันธ์


อ่า...วันเทศกาลระดับโลกนี่นา


วันแห่งความรัก


ลืมสนิทเลย


ถึงว่าอยู่เมื่อวานเห็นขายดอกกุหลาบกันเต็มแนวถนน


“วันนี้แล้วเหรอ” ใบหน้าของฮาเซลดูไม่ยินดีกับวันนี้สักเท่าไหร่


พอจะเข้าใจหน้าตาแบบนั้นคงมีสาวๆ มอบช็อกโกแลตแทนใจให้นับร้อยแต่เจ้าตัวกลับไม่ชอบของหวานเข้าไส้ เรียกว่าเป็นเทศกาลแห่งความทรมานสำหรับคนไม่ชอบของหวาน


“บอสไม่ต้องห่วง ผมกับมากส์บอกพนักงานแล้วว่าห้ามให้ช็อกโกแลตบอส แต่ให้พวกผมได้” แซมเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงร่าเริง แปลว่าเตรียมตัวช็อกโกแลตจากสาวพร้อมแล้วสินะ


สำหรับวันแห่งความรักไม่ได้พิเศษอะไร อ้อ จะว่าไม่พิเศษก็ไม่ใช่ มีพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือร้านของหวานจะมีเมนูพิเศษเฉพาะช่วงเทศกาล


คิดแล้วอยากไปเหมือนกันแฮะ ช่วงพักหาเวลาออกไปหาซื้อดีกว่า


“ขอบคุณเช” ฮาเซลส่งยิ้มให้กับเจ้าของเซอร์ไพรสน์เล็กๆ


“ยินดีครับ ถึงท่านจะไม่ชอบของหวานแต่หากผสมเล็กน้อยกับกาแฟก็จะให้รสชาติกลอมกล่อมขึ้นมาก”


“พูดถูก ฉันดื่มได้ทั้งที่รู้ว่ามีช็อกโกแลตอยู่” ฮาเซลย้ำด้วยการยกแก้วขึ้นมาจิบอีกรอบ


ถ้าใส่น้ำตาลอีกหน่อยผลคงไม่เป็นแบบนี้แน่ ผมว่าคุณเชคงรู้ว่าฮาเซลไม่ชอบรสหวานเลยใช้กาแฟเป็นตัวหลัก หากเป็นผมคงไม่ต้องทำขนาดนั้นเพราะชื่นชอบของหวานอยู่แล้ว อย่างช็อกโกแลตในมือนี้ก็รสชาติดีไม่หวานมากเกินไป


อยากกินอีกสักแก้ว...จะได้ไหมนะ


“คุณเทเลอร์รสชาติถูกปากไหมครับ” คุณเชส่งเสียงถาม


“อร่อยมากเลยครับ ผมยังอยากเติมอีกสักถ้วยเลย ขอบคุณมากนะครับ” ผมเดินเข้าไปขอบคุณตามมารยาทเผื่อว่าจะได้อีกสักแก้ว


“เติมได้เลยครับเดี๋ยวให้จีไปเติมให้” พูดจบก็กวักมือเรียกหนึ่งในสาวใช้ให้มารับแก้วจากผมไป


“ขอบคุณครับ” ผมเอ่ยขอบคุณโดยพยายามกลั้นยิ้มไว้อย่างสุดความสามารถ


อารมณ์ดีสุดเลย


ได้กินของหวานตั้งแต่เช้าแบบนี้


“เรย์ชอบช็อกโกแลต?” ฮาเซลเงยหน้าขึ้นมาถาม


“เปล่านี่” ชอบทุกอย่างที่เป็นขนมต่างหาก


“เล่นกระดกครั้งเดียวหมดแบบนั้นอย่าโกหกเลย”


“ใครกระดกครั้งเดียวหมดกัน” ผมไม่ได้ทำอะไรเสียมารยาทแบบนั้นนะ อย่างน้อยก็สองครั้งหมดเหอะ


“เรย์ไง”


“แหย่ผมนี่สนุกมากไหม” ถึงไม่ต้องตอบผมก็พอจะเดาได้อยู่แล้ว เล่นทำหน้ามีความสุขซะเต็มประดาขนาดนั้น


“มาก นี่เรย์ถึงฉันจะไม่รับช็อกโกแลตจากใครแต่ถ้าเรย์ให้ฉันจะรับนะ” พูดจบก็ยักคิ้วข้างหนึ่งส่งมาให้


“งั้นต้องขอโทษที่ทำให้เสียใจเพราะผมไม่คิดจะให้คุณ”


“พูดแบบนั้นหมายความว่ามีคนที่จะให้?” ฮาเซลยิงคำถามต่อ


“ไม่รู้สิ” ผมไม่ตอบแล้วเดินไปรับแก้วช็อกโกแลตมาจิบต่อ


“เรย์” ใบหน้าสงสัยปนไม่เข้าใจนั่นทำให้ผมยกยิ้มขึ้น


“ผมเคยบอกแล้วนะว่าถึงเป็นเจ้านายผมก็ไม่บอกทุกอย่างน่ะ”


บรรยากาศภายในบริษัทต่างจากวันอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัดไม่ว่าจะเป็นหน้าตาของพนักงานที่ดูสดชื่นร่าเริงขึ้นหรือแม้แต่เสื้อผ้าก็ใส่ชุดมีสีสันสดใส วัยทำงานเองดูเหมือนจะชื่นชอบเทศกาลอยู่ไม่น้อยสินะ ว่าไม่ได้หรอกวันวาเลนไทน์ทั้งทีผู้ชายก็อยากได้ช็อกโกแลตส่วนผู้หญิงก็อยากสารภาพรักและให้ช็อกโกแลตกับคนที่ชอบ


งานของผมวันนี้เหมือนทุกๆ วันคือดูแลฮาเซลผลัดกับออกมาพักบ้าง ช่วงกลางวันผมลงมากินมื้อเที่ยงตามปกติทว่ามีบางอย่างไม่ปกติ อาจเพราะอาชีพผมเลยทำให้สัมผัสถึงบางอย่างได้ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูดคุยหรือสายตาที่จับจ้องมายังผม


“เอ่อ ขอเวลาสักครู่ได้ไหมคะ” ผมหันกลับไปมองหญิงสาวในชุดเดรสด้วยท่าทีสบายๆ ไม่ได้ตกใจกับการเรียกเพราะได้ยินเสียงฝีเท้าเข้าใกล้ก่อนหน้านี้แล้ว


“มีอะไรครับ” ผมถามกลับเสียงสุภาพพลางมองสไตล์การแต่งหน้าโทนสีนู้ดอย่างพินิจ ครั้งหน้าถ้าปลอมเป็นผู้หญิงผมแต่งแบบนี้ดีกว่า


ไม่จัดจ้านหรืออ่อนจนเกินไป


กำลังดี


ทักษะการแต่งหน้าไม่ได้มากจากข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตอย่างเดียวแต่ต้องหาข้อมูลจริงซึ่งก็คือจากสาวๆ นี่แหละ


“อยากให้ช่วยรับนี่ไว้ได้ไหมคะ” พูดจบเธอก็ยืนกล่องรูปหัวใจสีชมพูอ่อนมาตรงหน้า


“...ให้ผม?” ที่ถามเพราะไม่แน่ใจเท่าไหร่ ไม่แน่ว่าอาจต้องการฝากผมไปให้ใครสักคน


“ใช่ค่ะ ให้คุณ” เธอพยักหน้าด้วยใบหน้าแดงๆ


ครั้งแรกเลยนะที่ได้รับช็อกโกแลต อาจเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมเปิดเผยตัวเข้ามาอยู่ร่วมกับสังคมปกติก็ได้ ปกติผมจะอยู่แค่กับตัวเองไม่ได้สนใจจะเข้ากลุ่มหรือสังคมเลยไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้


“ผมตอบรับความรู้สึกคุณไม่ได้หรอกนะ” ไม่อยากให้ความหวังใครผมจึงพูดไปตามตรง


“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันแค่อยากให้คุณรับรู้เท่านั้น”


“ถ้าแค่รับก็โอเค” ผมพูดพร้อมรับกล่องรูปหัวใจสีชมพูมา


ผมไม่ปฏิเสธของหวานหรอกนะ


แบบนี้ก็มีขนมกินเล่นแล้ว


“ขอบคุณมากค่ะ” เธอก้มหัวอยู่สองสามครั้งก่อนจะหันหลังวิ่งออกไป


ผมคิดว่าทุกอย่างคงจบแต่ไม่ใช่พอมีคนแรกวิ่งออกไปสาวๆ อีกหลายคนต่างก็ลุกขึ้นก่อนจะตรงมาหาผมพร้อมกล่องหรือถุงกระดาษในมือ ไม่เพียงผู้หญิงที่ล้อมรอบในจำนวนนี้ยังมีผู้ชายอยู่หลายคนด้วย


“รับช็อกโกแลตของฉันด้วยค่ะ”


“ฉันหลงรักคุณตั้งแต่แรกเห็นช่วยรับความรู้สึกนี้ไว้ด้วยค่ะ”


“ผมรู้สึกสนใจคุณมาก ช่วยรับช็อกโกแลตนะครับ”


“ผมเห็นคุณอยู่นานแล้วอยากทำความรู้จัก...”


ผมได้แต่ยืนนิ่งๆ อยู่กลางวงล้อมเพราะไม่รู้จะจัดการกับสถานการณ์นี้ยังไง บอกแล้วว่าผมไม่เก่งการเผชิญหน้าตรงๆ ไม่รู้จะหนียังไงด้วยซ้ำ เมื่อคิดหาทางออกไม่ได้ทางเลือกเดียวของผมคือรับช็อกโกแลตของทุกคนพร้อมเอ่ยพูดประโยคเดิมๆ อย่าง...


‘ผมไม่สามารถตอบรับความรู้สึกคุณได้’


กับ


‘ขอบคุณสำหรับความรู้สึกแต่ผมไม่ได้รู้สึกกับคุณในแง่นั้น’


รู้ไหมผมพูดสองประโยคนั้นหลายสิบรอบจนรู้สึกเหนื่อยแถมในอ้อมแขนผมก็เต็มไปด้วยกล่องและถุงช็อกโกแลตมากมาย โชคดีที่บางคนให้มาพร้อมถุงใบใหญ่ผมเลยเอากล่องอื่นๆ ใส่รวมไว้เป็นถุงเดียว


ผมเสียเวลากับเรื่องนี้นานจนต้องรีบวิ่งลงไปรวมกับมากส์และแซมที่โทรตามให้ผมไปคุ้มกับฮาเซลออกไปข้างนอก


“ขอโทษที่มาช้า” ผมเอ่ยด้วยความสำนึกผิด


ไม่คิดว่าจะใช้เวลานานขนาดนี้


“นั่นอะไร” น้ำเสียงไม่พอใจจากฮาเซลดังขึ้นเปิดบทสนทนา


“พอดีมีคนให้...”


“นายรับความรู้สึกของพวกเขา?”


“ก็แค่รับไว้ ผมบอกทุกคนแล้วว่าไม่สามารถตอบรับความรู้สึกได้ ถ้ารู้ว่ายอมคนนึงแล้วจะเป็นแบบนี้ผมคงไม่รับหรอก” ผมตอบฮาเซลไปตามตรง ถึงจะชอบขนมขนาดไหนแต่เรื่องวุ่นวายแถมน่ารำคาญแบบนี้คงต้องขอบาย อย่าหวังเลยว่าจะมีครั้งหน้าอีก


“เนื้อหอมใช่เล่นนะ” แซมพูดพลางมองมายังถุงช็อกโกแลตทั้งสองข้างในมือ


“ของแซมก็เยอะนี่” ผมเห็นนะว่าสาวๆ ต่อแถวให้ช็อกโกแลตเป็นสิบๆ คน มากส์เองก็เหมือนกัน


“ก็นะ ของแบบนี้อยู่ที่หน้าตาแต่ถ้าบอสยอมรับช็อกโกแลตคงจะมากที่สุดแน่นอน เนอะมากส์” แซมหันไปขอความเห็นมากส์


“ตอนที่ไม่ตั้งกฎห้ามให้ช็อกโกแลตกับท่านฮาเซลถือเป็นปรากฏการณ์ที่ผู้หญิงและชายทั้งในและนอกบริษัทมาต่อคิวให้ช็อกโกแลตอยู่นานจนแทบไม่ได้ทำงาน” มากส์เล่าเหตุการณ์ในอดีตให้ฟัง


“ผมพอจะเดาได้อยู่” ถ้าไม่มีสาวติดสิแปลก มีทั้งหน้าตา ทั้งเงิน ทั้งอำนาจและทั้งอิทธิพล


มีใครบ้างไม่อยากได้


“คนที่ให้นี่แค่ผู้หญิงใช่ไหม” ฮาเซลที่เงียบมานานถามต่อ


“มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย” ถามทำไมน่ะ?


“ผู้ชายด้วย?”


“แล้วผิดตรงไหน” ไม่มีกฎห้ามผู้ชายให้ช็อกโกแลตในวันวาเลนไทน์นี่


“งั้นช็อกโกแลตของฉันล่ะ” ฮาเซลแบมือระหว่างพูด


“ของคุณ?” หมายถึงอะไร


“เรย์ไม่มีช็อกโกแลตให้ฉันเหรอ”


“ผมจำไม่ได้นะว่าจะให้” เหมือนเมื่อเช้าผมจะบอกไปชัดเจนแล้วนะว่าไม่ให้


“ไม่ให้ฉันแต่ไปรับช็อกโกแลตจากคนอื่นแบบนี้ไม่แฟร์นะ”


“ไม่แฟร์? ตรงไหน” ผมยังไม่เห็นว่าจะมีตรงไหนไม่แฟร์เลย การที่ผมรับช็อกโกแลตคนอื่นแต่ไม่ได้ให้ฮาเซลมันไม่แฟร์ตรงไหน
งงไปหมดแล้วเนี่ย


“ช็อกโกแลตฉัน” ฮาเซลยังคงแบมือมาตรงหน้าผมอย่างไม่ย่อท้อ


“แค่ให้ก็พอใช่ไหม” ผมถอดหายใจเบาๆ ก่อนจะหยิบช็อกโกแลตในถุงเตรียมยื่นให้อีกฝ่าย


“ฉันไม่รับช็อกโกแลตที่มาจากคนอื่น” ฮาเซลชักมือกลับ


“คุณเป็นเด็กรึไง” ผมตอบกลับพลางทอดสายตาออกไปด้านนอกเพื่อสงบสติอารมณ์แต่แล้วสายตาผมกลับไปสะดุดเข้ากับบุคคลน่าสงสัยที่ทำท่าเดินผ่านหน้าบริษัท รูปลักษณ์ภายนอกอาจไม่ทำให้เกิดความสงสัยทว่าวิธีการก้าวที่ช้ากว่าปกติกับสายตาที่เหลือบมองมาเป็นระยะนั่นไม่รอดตาผมไปได้หรอก


น่าสงสัย


“ฉันอยากได้ช็อกโกแลตจากเรย์นี่”


“โอเค งั้นเดี๋ยวผมออกไปซื้อให้”


“...” ฮาเซลถึงกับอึ้งไปเมื่อได้ยินคำพูดผม ใบหน้าตกตะลึงราวกับไม่เชื่อว่าผมจะทำตามที่พูดจริงๆ


“ทำหน้าแบบนั้นชกหน้าผมเถอะ”


“ชกไม่ลงหรอก” อีกฝ่ายยกยิ้มขึ้น


“ใช้คำผิดไปนิดนะ ไม่ใช่ชกไม่ลงแต่เป็นชกไม่โดนต่างหาก” ผมแก้ให้ หากเป็นตอนที่ผมลับประสาทสัมผัสแบบนี้ค่อนข้างมั่นใจมากทีเดียวว่าต่อให้เป็นฮาเซลก็ไม่มีทางชกโดน


“เรื่องนั้นช่างก่อนเถอะ จะไปซื้อช็อกโกแลตให้จริงน่ะ”


“ใช่ เพราะงั้นรออยู่นี่ก่อน แล้วก็อย่าทำตัวมีพิรุจ” ประโยคสุดท้ายทำเอาเซล มากส์และแซมชะงักไปเล็กน้อยแต่แค่นี้คนที่มองอยู่คงไม่รู้หรอก


“มีอะไรเรย์” ฮาเซลเริ่มถามเสียงเบาขึ้น


“ไม่แน่ใจแต่น่าสงสัย”


“อะไรที่ว่าน่าสงสัย” มากส์ถามบ้าง


“อย่าเพิ่งหันไปมองนะ ข้างหน้าบริษัทมีคนน่าสงสัยเดินผ่านอยู่”


“อาจจะแค่เดินผ่านเฉยก็ได้นี่” แซมพยายามเหล่มองด้านหน้าอย่างไม่ให้ผิดสังเกต


“คนเดินผ่านเฉยๆ คงไม่เดินผ่านแล้วยืนพิงต้นไม้แกล้งทำเป็นโทรศัพท์อยู่หน้าบริษัทหรอก” ผมอธิบายต่อ ฝ่ายนั้นคงคิดว่าต้องทำไม่ให้ผิดสังเกตแต่เสียใจด้วยที่ผมดูออก


ผมเคยสอดแนมและเคยใช้วิธีคล้ายๆ กัน บอกเลยว่ามันมีข้อเสียอยู่มากไม่ว่าจะเป็นสายตาที่ถึงจะมือโปรยังไงก็มักจะไปหยุดอยู่ตรงเป้าหมายอย่างไม่รู้ตัว หรือจะเป็นการแต่งตัวที่ดูเหมือนจะช่วยปิดบังตัวจริงแต่ความจริงนั้นกลับทำให้เป็นจุดเด่นมากขึ้น


แปลว่ายังอ่อนประสบการณ์อยู่


“ท่านฮาเซลให้ผม...”


“ไม่ ให้ผมจัดการเองดีกว่า” ผมรีบขัดสิ่งที่มากส์พูด


“ขอเหตุผล” ฮาเซลถาม


“การจะให้คนสนิทอย่างมากส์หรือแซมหายไปมันจะเป็นจุดเด่นเกินไป เราควรคิดว่าอีกฝ่ายรู้กำหนดการณ์ของเราดังนั้นพวกเขาคงรู้ว่าทั้งมากส์และแซมจะไปด้วยแต่ถ้าเกิดหายไปคนนึงอาจทำให้อีกฝ่ายไหวตัวทัน ซึ่งถ้าเป็นผมที่เพิ่งมาเข้าร่วมได้ไม่นานจะปลีกตัวไปจัดการได้ง่ายกว่า”


“แค่อีกฝ่ายเห็นชุดคงเพ่นหนีแล้วมั้ง” แซมพูดพลางมองชุดบอดี้การ์ดที่ผมใส่อยู่


“ก็อย่าใส่ชุดนี้ไปสิ” ผมบอกพร้อมยกยิ้มขึ้นก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปสบกับดวงตาสีน้ำตาลจนเกือบทองของฮาเซล ถ้าเป็นฮาเซลต้องเข้าใจแน่


แค่ปลอมตัวออกไปจัดการ


ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย


“ให้เวลาครึ่งชั่วโมง” นิ่งไปสักพักฮาเซลก็พูดต่อ


“15 นาทีก็พอแล้ว เดี๋ยวไปข้างนอกช้าหรอก”


“ระวังตัวด้วย”


ผมหันหลังกลับเดินจากไปอย่างเนียนๆ ปล่อยให้พวกฮาเซลเปลี่ยนไปนั่งยังโซฟารับรองข้างๆ เพื่อรอการติดต่อจากผมหลังจัดการเรื่องเสร็จ การปลอมตัวครั้งนี้เร็วกว่าทุกๆ ครั้งเพราะไม่ต้องแต่งหน้าหรือเลือกชุดเหมือนอย่างทุกทีเพราะครั้งนี้ผมปลอมตัวเป็นหนุ่มวัยรุ่นที่มีผมสีทองเข้ม


(มีต่อค่ะ)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
(ต่อนะคะ)


หากปลอมเป็นผู้หญิงสิ่งที่จำเป็นคือวิกผมทรงต่างๆ แต่เมื่อปลอมเป็นผู้ชายทุกอย่างจึงง่ายขึ้นอย่างสเปรย์เปลี่ยนสีผมทำให้ไม่จำเป็นต้องพกวิกไปไหนมาไหนเหมือนวิกผู้หญิง ปลอมตัวเสร็จผมก็อ้อมออกไปทางประตูหลังของบริษัทซึ่งอีกฝั่งของถนนเต็มไปด้วยร้านค้า และหนึ่งในร้านค้านั้นมีร้านขายขนมที่กำลังพูดไมค์จัดโปรโมชั่นวันวาเลนไทน์แม้เวลาจะล่วงเลยมาจนถึงช่วงบ่ายแล้วก็ตาม


ไม่มีร้านค้าไหนอยากเก็บของในวันเทศกาลไว้หรอกเพราะโอกาสที่จะขายได้มันน้อยลง


จะว่าไปผมบอกว่าจะออกมาซื้อช็อกโกแลตให้นี่นะ แต่มันก็เป็นแค่ข้ออ้างไม่รู้ว่าฮาเซลจะคิดจริงจังรึเปล่า ถ้าไม่คิดก็ดีไปแต่ถ้าคิดคงได้แบมือขอเหมือนเด็กๆ อีกแน่


“ช่วยไม่ได้แฮะ” ผมเดินข้ามไปยังอีกฝั่งของถนนก่อนจะเลือกช็อกโกแลตชิ้นเล็กที่มีราคาค่อนข้างแพงมา จากที่อ่านข้อมูลเหมือนจะเป็นดาร์กช็อกโกแลตซึ่งเหมาะกับฮาเซลที่ไม่ชอบของหวาน


เอาล่ะ


เคลียร์ไปปัญหาหนึ่งเหลืออีกหนึ่ง


เนื่องจากเสียเวลาไปประมาณ 5 นาทีผมเลยจำต้องเร่งมือในการวิ่งไปด้านหน้าบริษัท ชายหนุ่มน่าสงสัยยังคงยืนเอาหลังพิงกำแพงโดยสายตาจับจ้องไปยังด้านในทั้งที่อีกมือถือโทรศัพท์ขึ้นแนบหู ผมสูดลมหายใจเข้าปอดยาวๆ พร้อมตั้งสมาธิในจังหวะเดียวกับเดินตรงเข้าไปหาเป้าหมายนิ่งๆ คล้ายกับคนธรรมดาที่เดินผ่านมาทว่าจังหวะที่ผมเอื้อมมือเข้าไปใกล้อีกฝ่ายก็รู้ตัวแล้วเริ่มวิ่งหนี


คิ้วทั้งสองข้างของผมขมวดเข้าหากันแน่นทั้งๆ ที่ขากำลังวิ่งตามอีกฝ่าย ด้วยการเคลื่อนไหวผมนั้นมีความเร็วมากกว่าจึงไล่ตามทันได้ในเสี้ยววินาที


หมับ!


“เฮ้ย ปล่อยฉัน!” ฝ่ายถูกคว้าคอเสื้อดิ้นอย่างสุดกำลัง


“คงไม่ได้” ทันทีที่ตอบเสร็จผมจัดการทุ่มอีกฝ่ายลงกับพื้นอย่างแรงจนได้ยินเสียงร้องโอดครวญ แน่นอนว่าผมไม่ได้ประมาทรีบทำการค้นหาอาวุธทั้งในเสื้อและกางเกงแต่แล้วความไม่ชอบมาพากลก็มาเยื่อน


คนคนนี้ไม่มีอาวุธ


ต่อให้มาคอยสังเกตการณ์แต่ไม่พกอาวุธเลยนี่แทบเป็นไปไม่ได้ ขนาดผมยังต้องมีมีดไม่ก็ปืนพกติดตัวไปด้วยทุกที่เพื่อความปลอดภัย


หมายความว่ายังไง


อีกอย่างที่ผมติดใจคือคนคนนี้ไม่น่ามีสัญชาตญาณดีขนาดจับการณ์เคลื่อนไหวของผมเมื่อเข้าประชิดได้ง่ายๆ แบบนี้ การลบตัวตนหรือแม้แต่การแสดงตบตาผมมั่นใจว่าไม่มีทางที่จะถูกมองออกได้ง่ายๆ


ต้องมีอะไรแน่ อะไรบางอย่าง


“เรียบร้อยแล้วนี่ สมกับเป็นเรย์” เสียงของฮาเซลที่เข้ามาใกล้ทำให้ผมเบิกตากว้างเมื่ออยู่ๆ ชิ้นส่วนทุกอย่างก็ประกอบเข้าด้วยกัน
ดวงตาสีม่วงภายใต้คอนแทคเลนส์ของผมหันไปมองรอบตัวอย่างระแวดระวังไม่ว่าจะเป็นมุมตึก ระเบียงห้องหรือแม้แต่รถรอบๆ ที่จอดนิ่งอยู่


“เรย์?” เหมือนฮาเซลจะรู้ว่ามีอะไรผิดปกติจากท่าทางของผม


หาไม่เจอ


ไม่มีอะไรน่าสงสัยเลย


หรือว่าจะคิดไปเอง


“บอสเดี๋ยวผมจัดการหมอนี่เอง” แซมเดินเข้ามาจับคอเสื้อผู้ต้องสงสัยด้วยรอยยิ้มทอประกาย


“อืม เป็นอะไรเรย์”


“มีบางอย่างผิดปกติ” ผมบอกเสียงเครียด


เดี๋ยวนะ...ยังเหลืออีกที่


สายตาผมมองแค่ระดับพื้นดินยังเหลือด้านบน ผมเงยหน้ามองบนยอดตึกก่อนสายตาจะเจอเข้ากับปืนไรเฟิ้ลที่เล็งมาทางผม ไม่สิ เป้าหมายจริงๆ ของปืนนั่นคือ...


ปัง!


“ฮาเซล หมอบลง!” ผมตะโกนพร้อมคว้าแขนอีกฝ่ายให้ทรุดลงกับพื้นในจังหวะเดียวกับกระสุนปืนดังขึ้น


“ท่านฮาเซล!” มากส์ขยับตัวมาข้างหน้าแล้วหยิบปืนขึ้นมาถือไว้


“คิดจะหนีเหรอ!” ผมตะโกนเสียงดังเมื่อเห็นมือปืนบนตึกหายไป


“เรย์!!”


ตอนนี้ผมไม่สนแม้กระทั่งเสียงเรียกของฮาเซลวิ่งไปยังด้านหลังตึกสีขาวโดยมีจุดหมายคือบันไดหนีไฟ ไม่มีทางที่มือปืนจะเข้าไปในตัวตึกเพราะอาวุธนั้นเด่นมากเกิดวิ่งเข้าไปคงมีหลายคนจำหน้าได้ ดีไม่ดีอาจถูกกักตัวไว้


ทางหนีอันรวดเร็วที่สุดคือบันไดหนีไฟซึ่งปลอดคน


“เจอล่ะ” ผมวิ่งมาหยุดอยู่หน้าบันไดหนีไฟ ชายสวมหมวกสีเขียวกำลังหอบกระเป๋าขนาดใหญ่กำลังวิ่งลงบันไดหนีไฟมาแต่เมื่ออีกฝ่ายเห็นผมก็เปลี่ยนการเคลื่อนไหวโดยการใช้ราวบันไดเป็นฐานในการกระโดดไปยังกองลังกระดาษมุมตึก


บ้าเอ้ย!


ผมน่าจะหยุดรอแล้วค่อยเข้าไปจัดการไม่ใช่ดักรอแบบนี้


ตัดสินใจพลาดซะได้


ผมไม่มีเวลามาสำนึกผิดนานนัก สิ่งที่ทำได้คือไล่ตามและจัดการให้ได้ ถ้าคิดว่าจะรอดจากผมไปได้ก็คิดผิดแล้วคุณมือปืน


ในหัวนึกภาพของแผนที่ละแวกนี้ขึ้นมาก่อนจะตัดสินใจในเสี้ยววินาทีเพื่ออ้อมไปดักอีกฝั่ง การคาดคะเนมันไม่ได้มีสูตรอะไร  ผมไม่ใช่พวกใช้หัวมากมายส่วนมากจึงใช้สัญชาตญาณและดวงที่จะช่วยให้แผนสำเร็จ


วิ่งออกมาจากซอยได้ก็เลี้ยวขวา


ขาผมวิ่งตามเส้นทางในสมองอย่างเม่นยำเลี้ยวขวาออกมาจนเจอเข้ากับมือปืนกำลังวิ่งฝ่ากลุ่มคนอยู่ในระยะค่อนข้างไกล ถ้าขืนเข้าไปวิ่งตามในกลุ่มคนมีสิทธิ์สูงมากที่จะคลาดกัน


“หึ...อยากลองสักครั้งมานานแล้ว” ผมยกยิ้มพร้อมกับกระโดดขึ้นไปบนเสาสแตนเลสสีเงินต้นเล็กที่เรียงรายไปจนสุดความยาวของถนนแทนแนวกั้นไม่ให้รถขับเกินขึ้นมาบนฟุตบาทและกันไม่ให้ใครลงไปเดินบนถนน


ผมทรงตัวพร้อมกระโดดไปตามเสาในการตามหลังมือปืนท่ามกลางฝูงคน ผมไม่บ้าพอจะวิ่งตามบนถนนที่เต็มไปด้วยรถและไม่มีความอดทนพอจะฝ่ากลุ่มคนตามไป


ทางเดียวที่เหมาะกับคือนี่แหละ


เพียงแค่ผมไม่เคยใช้วิธีนี้มาก่อนด้วยเหตุผลง่ายๆ คือเด่น ตลอดทางมีสายตาหลายสิบคู่จับจ้องราวกับมองว่าผมทำอะไร ถ้าเป็นตอนลอบฆ่าเหยื่อคงรู้ตัวไปแล้ว ทว่าตอนนี้ไม่ใช่...ผมในตอนนี้ไม่ใช่นักฆ่าแต่เป็นเพียงบอดี้การ์ดคนนึงเท่านั้น


พึ่บ!


แกร็ก!


เมื่อมาถึงจุดหมายผมควักปืนออกไปจ่อยังหัวอีกฝ่ายท่ามกลางกลุ่มคนส่งเสียงกรีดร้องและเว้นระยะห่างออกจากจุดที่ผมยืนอยู่ นั่นทำให้เห็นว่าฝ่ายมือปืนเองก็จ่อปืนมายังบริเวณท้องผมเช่นกัน


ถือว่าไหวพริบดีและปฏิกิริยารวดเร็วมาก แม้ว่าจะเลือกผิดตำแหน่งไปหน่อยก็ตาม


“จะลองยิงดูไหมว่าใครจะตายก่อน” ผมเริ่มบทสนทนาด้วยรอยยิ้ม


ด้วยความเร็วของการเหนี่ยวไกในระยะนี้คงพอๆ กันดังนั้นการตัดสินอยู่ที่ตำแหน่งการยิง ระหว่างหัวกับท้อง คำตอบไม่ต้องคิดก็รู้ว่าฝ่ายไหนจะตายก่อน


“...ก็ยิงเลยสิ แกไม่กล้าฆ่าใครหรอก” น้ำเสียงท้าทายนั่นเหมือนกำลังยั่วยุให้ผมยิง


“ยั่วยุไปก็เท่านั้น เอาปืนทิ้งลงบนพื้น” ไม้นี้ใช้กับผมไม่ได้


มีมืออาชีพหลายคนยอมสละตัวเองเวลาทำภารกิจล้มเหลวซึ่งคนพวกนี้น่ากลัวเพราะต่อให้พยายามคาดคั้นยังไงก็คงไม่มีทางได้ข้อมูลอะไรเพิ่ม ความจงรักภักดีและศักดิ์ศรีมันเหนือความตาย


“ได้...ซะที่ไหนเล่า!”


ปัง!


กระสุนนัดแรกถูกยิงออกมาพร้อมกลุ่มคนรอบๆ ส่งเสียงกรีดร้องและพยายามวิ่งหนี คิดจะใช้ความกลหนนี่เพื่อจะหนีไปงั้นเหรอ
โทษทีนะที่ผมคงไม่ยอมง่ายๆ


หมับ!


แกร็ก!


เป็นอีกครั้งที่ปืนจออยู่บริเวณศีรษะทว่าครั้งนี้ฝ่ายที่เตรียมยิงไม่ใช่ผมแต่เป็นมือปืนตรงหน้า จะบอกว่าผมแพ้คงไม่ใช่เพราะมีปืนอีกกระบอกจ่ออยู่ยังบริเวณหลังด้านซ้ายหรือหัวใจจากด้านหลังนั่นเอง มีเพียงคนเดียวเท่านั้นแหละที่หาผมเจอตลอดไม่ว่าจะปลอมตัวเป็นใครหรืออยู่ที่ไหน


“ฮาเซล กอนซาเลส” ผมรู้ว่าเขาวิ่งตามมา แต่ไม่คิดว่าจะมาเจอกันตรงนี้ได้แถมในจังหวะประจวบเหมาะซะเหลือเกิน


“...ฮาเซลงั้นเหรอ” ฝ่ายมือปืนเริ่มมีใบหน้าซีดขึ้นเรื่อยๆ อาจเพราะหันหลังให้เลยไม่รู้ว่าฮาเซลอยู่ด้านหลัง


“ฉันขอบอกไว้เลยนะว่าฉันไม่คิดจะยิง แต่ถ้านายลั่นไกฉันบอกได้เลยว่าสิ่งที่ต้องเจอจะยิ่งกว่าความตายซะอีก” น้ำเสียงของฮาเซลทำเอามือที่ถือปืนสั่นระริกก่อนจะปล่อยปืนนั่นตกลงพื้นไป


ไม่รู้หรอกนะว่าสิ่งที่ยิ่งกว่าความตายคืออะไรแต่ถ้าเป็นผมคงไม่เสี่ยงที่จะเจอมันแน่น


“ตามมาถูกด้วยเนอะ” ผมพูดเสียงเบา


“เซ้นส์มันบอกว่าเรย์อยู่นี่”


“ว่าแล้วเชียว” ไอ้เซ้นส์นี่อีกแล้ว


“ไม่คิดว่าจะพลาดท่าง่ายๆ นะ”


“ใครพลาด?”


“ใครล่ะโดนปืนจ่อหัว” ฮาเซลย้อนถามขณะชักปืนเก็บ


“โดนจ่อหัวแล้วคือพลาดท่า?”


“จะบอกว่าไม่ใช่?”


“ผมล๊อกปืนนั่นไว้แล้วต่อให้ยิงกระสุนก็ไม่ออกหรอก” ผมบอกไปตามตรง การล๊อกปืนนั้นสำเร็จตั้งแต่มือปืนนั่นหันหลังเตรียมหนีผมเข้าไปยังกลุ่มคนแล้ว


“...สมกับเป็นเรย์” ฮาเซลยกยิ้มขึ้นหลังได้ยินคำอธิบาย


“แล้วจะทำยังไงกับคนคนนี้” ผมถามพลางก้มลงมองมือปืนที่ทรุดตัวทำหน้าซีดอยู่บนพื้น


“ให้มากส์จัดการ”


“อืม...อะไร?” ผมถามเมื่อฮาเซลแบมือมาตรงหน้าเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่ทราบ


“ช็อกโกแลตที่บอกจะให้ฉันล่ะ”


“คิก คุณนี่มัน...” ผมหลุดหัวเราะออกมาอย่างไม่อายใครกับท่าแบบมือและถ้อยคำน้ำเสียงเหมือนเด็กกำลังขอขนม


เคยจิตนาการไว้แต่นี่มันเกินกว่าที่คาด


ไม่ได้เข้ากับเจ้าพ่อค้าอาวุธพ่วงด้วยผู้มีอิทธิพลระดับแนวหน้าเลย


“นานๆ ทีจะเห็นหัวเราะนะเรย์”


“คนที่ทำให้หัวเราะก็คุณนี่”


“จะบอกว่ามีแค่ฉันที่ทำให้เรย์หัวเราะสินะ ดีใจนะเนี่ย”


“คิดไปเองแล้ว” ผมบอกตอนไหนว่าเป็นตามที่ว่า


“ช็อกโกแลตล่ะ” สุดท้ายฮาเซลก็วนกลับมาเรื่องเดิมทั้งที่แบมือมาตลอดตั้งแต่ก่อนหน้านี้


“ผมไม่ได้ซื้อ”


“อย่าโกหกน่า”


“ผมเปล่า”


“เรย์”


“ผมไม่มีจริงๆ” ผมต้องกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถกับท่าทางของฮาเซล


“เรย์”


“เฮ้อ...พอใจรึยัง” แกล้งมาได้สักพักช็อกโกแลตในกระเป๋าเสื้อก็ถูกวางบนมือฮาเซล


“ไม่ได้เอาของคนอื่นมาให้ใช่ไหม” เหมือนจะยังระแวงอยู่เลยถามย้ำ


“ถ้าไม่เอาผมขอคืน” จังหวะที่ผมกำลังเอื้อมมือไปหยิบฮาเซลกลับชัดมือกลับแล้วเก็บช็อกโกแลตเข้ากระเป๋าอย่างรวดเร็ว


“ให้แล้วห้ามขอคืน”


“คุณไม่ชอบของหวานไม่ใช่เหรอ” ถึงจะเป็นดาร์กช็อกโกแลตแต่ก็ใช่ว่าจะไม่หวาน


“อืม ไม่ชอบ”


“ไม่ชอบแล้วจะอยากได้ทำไมกัน” ไม่เห็นเข้าใจเลย


“อยากได้จากเรย์”


“...” ผมถึงกับเงียบกับสิ่งที่ได้ยิน สมองกำลังทำการประมวลผลถึงความหายของประโยค


“ไม่ต้องห่วงนะฉันรับความรู้สึกมาแล้ว เดี๋ยววันไวท์เดย์จะมาให้คำตอบ”


“ฮะ? พูดอะไรของคุณ...”


“การให้ช็อกโกแลตก็เหมือนสารภาพรักแหละ คนที่ได้รับช็อกโกแลตจะให้คำตอบกับอีกฝ่ายในวันไวท์เดย์เพราะงั้นรอคำตอบหน่อยนะ อ้อ...ความจริงให้คำตอบเลยก็ได้นี่นะ”


“ผมไม่ได้อยากได้คำตอบ...”


“แต่ฉันอยากให้”


“ฮาเซล!”


นี่ผมโดนปั่นหัวอยู่ใช่ไหมเนี่ย


สารภาพรักอะไร


รอคำตอบอะไร


ผมไม่ได้อยากจะให้ช็อกโกแลตเขาสักหน่อย!


มัดมือชกกันชัดๆ

.........................................

สวัสดีค่ะ

จบไปแล้วอีก

ก็รู้ว่ายังไม่ใช่ช่วงของวาเลนไทน์แต่ทำไงได้...อยากแต่งนี่นา 555

ตอนนี้ค่อนข้างยาวและมีเนื้อหาเยอะทีเดียว

ได้แต่งฉากต่อสู้หลังจากไม่ได้แต่งมาสักพักใหญ่รู้สึกมันส์มากเลย

หวังว่าทุกคนจะชอบนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ่jum

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3780
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-4

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
 o11 ส่งที่เหลือมาแบ่งกันบ้างซิ กินคนเดียวฟันจะผุเอานะ

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2877
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
55555 สงสารเรย์ขึ้นมาเลยน่ะ
โดนฮาเซลปั่นมาก ก่อกวนมาก
ได้มีหลุดกันสักวันแน่

โอ๊ยยยย เรย์ ถึงจะมั่นใจยังไง
แต่คนเราก็อาจพลาดได้นะ
ดีนะที่ดูทางออก ไวเวอร์


ออฟไลน์ ่jum

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3780
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-4

ออฟไลน์ Psycho

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 394
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-1
นี่เรย์จะได้เอาคืนจริงๆมั้ย ดูจะเข้าทางฮาเซลไปหมด

ออฟไลน์ PK.Kenaf

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เรย์คนซึน น่ารักกกกก

ออฟไลน์ HanATarO

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2223
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-2
ระวังจะได้ของขวัญวันไวท์เดย์เป็นช็อคโกแลตเคลือบยาพิษนะ ฮาเซล 555

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
✖`·»เสี่ยงรัก«·´✖ วันที่10



เหตุการณ์ฮาเซลถูกลอบยิงได้ผ่านไปประมาณสองสามสัปดาห์แล้ว ทั้งสองคนที่ถูกจับได้นั้นมากส์และแซมได้พาตัวไปสอบสวนที่ไหนสักแห่งโดยไม่มีการแจ้งตำรวจซึ่งผมก็เข้าใจเรื่องนี้ถ้าให้ตำรวจระดับล่างๆ เข้ามายุ่งมีแต่จะทำให้เรื่องยากขึ้นทางที่ดีที่สุดคือจัดการด้วยตัวเอง


หลายสัปดาห์ที่ผ่านมามากส์และแซมแทบไม่อยู่อาลักขาฮาเซลผมจึงอยู่ดูแลแทน และวันนี้ทั้งคู่กลับมาอยู่พร้อมหน้าแถมยังเรียกผมให้เข้ามาในห้องส่วนตัวด้วย ปกติผมมักจะออกมารอด้านนอกห้องเพราะเข้าใจว่าบทสนทนาหลายๆ อย่างนั้นถือเป็นความลับไม่อาจให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้ได้


“ให้ผมเข้ามาฟังจะดีเหรอ” ผมพูดไปตามตรง ถึงผมจะเป็นคนจับผู้ต้องสงสัยสองคนได้แต่ไม่คิดว่าจะให้ผมมาฟังรายงานการสอบสวนด้วย


“ฉันเชื่อใจนาย” ฮาเซลตอบ


“ตอนนี้ผมอาจยังเชื่อใจได้แต่ถ้าสัญญาระหว่างเราสิ้นสุดลงคุณจะยังคิดแบบนั้นอยู่รึเปล่า” เขาคงไม่ลืมหรอกใช่ไหมว่าหากจบเรื่องผมต้องกลับไปและรับงานอื่นต่อเรื่อยๆ หากมีวันหนึ่งงานที่เข้ามานั้นต้องการข้อมูลของฮาเซลผมอาจบอกมันออกไปได้ง่ายๆ


ฮาเซลไม่ควรเชื่อใจคนที่จ้างมา


“พูดเหมือนเรย์อยากให้เรื่องจบเร็วๆ เลยนะ”


“ยิ่งจบเร็วก็ยิ่งดีกับตัวคุณ” ปล่อยให้รอบตัวอันตรายนานๆ มันเสี่ยงมาก


“ห่วงฉันเหรอ” น้ำเสียงเปี่ยมสุขกับรอยยิ้มมุมปากนั่นทำเอาผมเบนหน้าหลบสายตาอีกฝ่ายโดยอัตโนมัติ ช่วงนี้เหมือนฮาเซลจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย สายตาและน้ำเสียงที่ส่งมาคล้ายกับจะสื่อถึงบางสิ่งซึ่งผมไม่อาจเข้าใจได้และในใจลึกผมไม่อยากจะเข้าใจด้วย


“เข้าเรื่องเถอะ”


“ก็ได้ มากส์ แซม”


“ครับ เรายังไม่ได้ข้อมูลอะไรจากทั้งสองคนที่จับมาได้ว่ามีใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้คาดว่าอีกไม่นานพวกผมน่าจะจัดการให้คลายข้อมูลออกมาได้” มากส์อธิบายสถานการณ์


ฮืม...ผ่านมาตั้งนานแล้วยังสืบอะไรไม่ได้แปลว่ามีความภักดีสูงพอดู


แบบนี้ถ้าเกิดฆ่าตัวตายขึ้นมาคงยากที่จะสืบไปถึงผู้บงการ


“แล้วสาเหตุที่มานี่ล่ะแถมยังบอกให้เรียกเรย์เข้ามาอีก” ฮาเซลถามต่อ ผมเองก็สงสัยแบบเดียวกัน ในเมื่อยังไม่มีความคืบหน้าแล้วจะมารายงานฮาเซลทำไม เรื่องนี้มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น


“เหมือนบอสจะลืมนะเนี่ย ดีแล้วที่เรามาเตือน” แซมพูดบ้าง


“วันที่ 27 มีงานMG”


“ฮืม ถึงแล้วเหรอเนี่ย” ฮาเซลจะนึกออกแล้ว


งานประชุมMGคืองานประชุมระดับโลกที่รวมผู้มีอิทธิพลในทุกแวดวงเข้าร่วม แม้จะพูดว่าประชุมแต่ก็เป็นงานพบปะระหว่างผู้ทรงอิทธิของแต่ละประเทศ


ผมเคยได้ยินมาเหมือนกัน


อย่าถามนะว่าเคยเข้าร่วมรึเปล่า งานระดับนั้นคนปกติธรรมดาเข้าไปไม่ได้หรอก


“พวกเราต้องทำการสืบสวนต่อเพราะงั้น...” พูดมาถึงตรงนี้สายตาของมากส์และแซมก็หันมามองผมอย่างพร้อมเพียง ผมที่ถูกมองเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเข้าใจถึงความหมายอ้อมๆ ของการเว้นว่างนั้น อย่าบอกนะว่า...


“จะให้นายไปอาลักขาบอสแทนพวกเรา” แซมพูดต่อประโยคสุดท้าย


ว่าแล้วเชียว


เป็นอย่างที่คิด


“กฎของงานคือแต่ละคนสามารถพาคนติดตามไปได้ 3 คน ถ้าอยากให้ใครไปเพิ่มก็ตามสะดวกเลย”


“ผมว่าพวกคุณควรไปด้วย” ไม่ใช่ว่าผมไม่มั่นใจในฝีมือตัวเองหรอกนะ แต่การจะให้ปกป้องฮาเซลในสภาพแวดล้อมไม่คุ้นเคยมันลำบาก ต่อให้พาไปได้อีก 2 คนก็ไม่ต่าง บอดี้การ์ดของฮาเซลอาจมีฝีมือทว่าไม่ได้โดดเด่นเท่ามากส์หรือแซม อีกอย่างคือผมไม่เก่งการออกคำสั่งหรือเป็นผู้นำ ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นผมไม่มั่นใจว่าจะสามารถสั่งการณ์ได้อย่างดีพอ


“ก็อยากไปอยู่ แต่ไม่ได้...เรื่องนี้ต้องรีบจัดการสืบหาคนเบื้องหลังให้เร็วที่สุด” มากส์บอก


“อีกอย่างการรักษาความปลอดภัยที่นั่นอยู่ในระดับสูง ไม่ต้องกังวลไป”


“...ยังไงผมก็ต้องไปเหรอ”


“มีอะไรรึเปล่าเรย์ เหมือนจะไม่อยากไปนะ” ฮาเซลหันมาถาม


“ผมไม่เคยไปประเทศอื่นนี่” ตั้งแต่จำความได้ก็อยู่แต่ในพื้นที่นี้มีบ้างออกไปทำงานไกลแต่ไม่ถึงกับต่างประเทศ มันเลยค่อยข้างกังวล


“ดีเลย ถือว่าไปฮันนีมูนละกันเนอะ”


“เนอะบ้าอะไรเล่า!”


ฮันนีมูนเหรอ


อยากขำ!


“ได้ไปค้างคืนกับเรย์ต่างประเทศ น่าสนุกจัง” น้ำเสียงร่าเริงของฮาเซลทำเอาผมแอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เหมือนทุกอย่างถูกตัดสินไปแล้วว่าผมต้องไป


จากนั้นสองวันผมและฮาเซลก็นั่งอยู่บนเครื่องบินส่วนตัวตรงไปยังประเทศที่จัดงานประชุมตั้งแต่ช่วงสายของวันซึ่งกว่าจะเดินทางมาถึงก็ใช้เวลาไปกว่าครึ่งวันไม่ว่าจะนั่งเครื่อง 6 ชั่วโมง นั่งเรือ 3 ชั่วโมงและนั่งรถอีก 2 ชั่วโมง


การเดินทางอันแสนยาวนานสิ้นสุดลงเมื่อรถหรูที่มารับจอดลงด้านหน้าประตูทางเข้าโรงแรมสีทองอร่าม กระจกสีใสกับสีทองและเหลืองนวลทำให้โรงแรมราวกับถูกสร้างขึ้นมาจากทองคำบริสุทธิ์ อีกทั้งความใหญ่โตยังไม่ใช่ธรรมดา ของประดับแทบทุกอย่างล้วนเลือกสรรมาอย่างเหมาะสมกับภาพลักษณ์หรูหราทั้งสิ้น


“เรย์” เสียงเรียกเบาๆ จากฮาเซลดังขึ้น


“อืม” ผมพยักหน้าก่อนเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปด้านในโรงแรม ประตูหน้าสีทองอร่ามนั้นเพียงมองก็รู้ทันทีว่ามีอุปกรณ์บางอย่างติดตั้งไว้ภายในและคนไม่พ้นเครื่องสแกนอาวุธ


ปิ๊บ! ปิ๊บ! ปิ๊บ!


เสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นเมื่อฮาเซลเดินผ่านประตูเข้าไป พนักงานด้านข้างไม่ได้มีท่าทีตกใจกับเสียงเตือนนั่นอาจเพราะชินแล้วก็ได้ สถานที่นัดพบของผู้ทรงอิทธิพลระดับโลกคงไม่มีใครเข้ามาโดยไม่มีอาวุธติดตัวหรอก อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีปืนพกติดตัวกันคนละกระบอกสองกระบอก


“ท่านฮาเซล กอนซาเลสพาผู้ติดตามมาแค่คนเดียวเหรอครับ” พนักงานชายรูปร่างสมส่วนถามด้วยความสุภาพ  คงแปลกใจละมั้งเพราะปีนี้มากส์กับแซมไม่ได้มา หรือสาเหตุที่แปลกใจอาจเป็นเพราะพาผู้ติดตามมาแค่คนเดียวทั้งที่มีกำหนดให้ถึง 3 คน


“ใช่”


“ท่านคงรู้กฎของทางเราอยู่แล้ว กรุณาวางอาวุธไว้ที่นี่ด้วยครับ” คำพูดของพนักงานทำเอาผมขมวดคิ้วด้วยความสงสัย


“งานนี่ห้ามพกอาวุธเข้าไปไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องฝากอาวุธไว้ที่นี่” ฮาเซลหันมากระซิบบอก คงเห็นผมทำหน้าสงสัยละมั้ง
เหมือนอย่างที่มากส์กับแซมพูดไว้ก่อนหน้านี่เลยว่าการรักษาความปลอดภัยอยู่ในระดับสูง ถ้าทำการยึดอาวุธไว้ก็สามารถลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นได้มาก กรณีมีเรื่องกันสิ่งเดียวที่ใช้ปะทะคือร่างกายล้วนๆ


เป็นกฎที่น่าสนใจดี แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีช่องว่าง


“หมายถึงอาวุธที่จะดังเมื่อผ่านเครื่องนั่นสินะ” ผมพึมพำเสียงเบาพลางเงยหน้าสบตากับฮาเซลที่ส่งยิ้มมุมปากมาให้ราวกับจะชมว่าเก่งมากที่หาช่องว่างเจอในเวลาไม่กี่วินาทีหลังรู้กฎ


เครื่องสแกนอาวุธจะตรวจจับของจำพวกโลหะ สแตนเลสหรืออะไรก็ตามที่เป็นวัสดุใช้ทำปืนหรือมีดแต่ถ้าไม่ใช่อาวุธที่มีวัสดุเหล่านั่นเครื่องก็จะไม่ร้องเตือน ในตัวผมมีปืนและมีดซึ่งเครื่องสแกนคงร้องเตือนแต่ก็มีอาวุธง่ายๆ ที่สามารถใช้ลอบสังหารได้อยู่หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นลวด ด้าย มีดจากไม้หรือยาสลบชนิดพกพา


ต่อให้วางปืนและมีดไว้ก็ไม่ทำให้ผมไร้อาวุธ ฮาเซลเองก็คงรู้ ไม่สิ ผมคิดว่าหลายๆ คนที่มาร่วมงานนี่ต่างรู้กันทั้งนั้น ยอมให้เอาอาวุธไปเพื่อแสดงให้เห็นว่าไร้ทางสู้ทว่าความเป็นจริงกลับไม่ใช่


ชักน่าสนุกแล้วสิงานนี้น่ะ


พอผ่านประตูหน้าเข้ามาได้พนักงานต้อนรับสาวสวยเดินมาต้อนรับพร้อมพาขึ้นไปยังห้องพักหรูบนชั้น 40 ของโรงแรม ห้องผมและฮาเซลอยู่ด้านในสุดของชั้นโดยห้องผมอยู่ถัดจากฮาเซลไปอีกห้อง เรียกง่ายๆ ก็ห้องติดกันนั่นแหละ


“ทำหน้าแบบนั้นทำไมฮาเซล” ผมถามออกไปตามตรง ใบหน้าตอนรู้ว่านอนคนละห้องฮาเซลดูไม่พอใจเล็กๆ


“นึกว่ามากันแค่สองคนจะให้นอนห้องเดียวกันซะอีก”


“บอดี้การ์ดที่ไหนเขานอนห้องเดียวกับเจ้านายล่ะ” ถ้าไม่ใช่กรณีร้ายแรงไม่มีบอดี้การ์ดคนไหนพักห้องเดียวกันหรอก


“เรย์ไม่ใช่บอดี้การ์ดซะหน่อย”


“ตอนนี้ผมเป็นบอดี้การ์ด” ถึงความจริงจะไม่ใช่ก็ตาม


“เปล่า ฉันหมายถึงวันนี้เรามาฮันนีมูนกันก็ควรเป็นคนรักไม่ใช่บอดี้การ์ด เฮ้ย! เดี๋ยวก่อนเรย์” ฮาเซลถึงกับเบี่ยงตัวหลบเมื่อใช้ตาเตะสูงเข้ายังหน้าท้องอีกฝ่ายโดยไม่มีการออมแรง


“เลิกเล่นเลยฮาเซล คุณควรระวังตัวให้ดีนะไม่แน่ว่าคนที่ทำร้ายคุณอาจมานี่ด้วยก็ได้” ซึ่งผมว่ามีความเป็นไปได้แต่ไม่สูงมากนัก แต่ยังไงก็ควรกันเอาไว้ก่อน


“ถ้าห่วงฉันก็มานอนด้วยกันสิ”


“ฮาเซล!” ยังจะเล่นอีก


“ไม่ต้องระวังขนาดนั้นน่า ก็เห็นนี่ว่าไม่มีใครเอาอาวุธเข้ามาได้” ฮาเซลพูด


“ที่เอาเข้ามาไม่ได้คืออาวุธที่ถูกตรวจจับได้ต่างหาก” ผมแก้ อาวุธที่ตรวจจับไม่ได้น่ะมีมากกว่าที่ตรวจจับได้อีก แถมในโรงแรมนี่มีของใช้แทนอาวุธอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นแจกัน มีดในครัวหรือแม้แต่ส้อม ถ้าจะใช้ไม่ว่าอะไรก็สามารถเป็นอาวุธได้ทั้งนั้น


“ถ้าเกิดอะไรขึ้นเดี๋ยวเจ้าของที่นี่ก็จัดการเอง”


“คุณรู้จัก?” ผมถามกลับเพราะประโยคที่พูดมาสื่อความหมายได้แบบนั้น


“ก็นะ”


“ไว้ใจได้แน่นะ” ไม่ได้อยากจะละลาบละล้วงหรอกแต่ในสังคมปัจจุบันการหักหลังมันมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะวงการไหนก็ตาม การหักหลังที่ได้ผลดีและเป็นที่นิยมที่สุดก็คือการถูกคนสนิทหักหลังนี่แหละ


“ต้องดูเป็นเรื่องๆ ไปแต่ถ้าหักหลังไม่มีทาง” ความมั่นใจของฮาเซลสื่อผ่านยังผม


“แบบนั้นก็ดี”


“งานจะเริ่มตอน 6 โมง ปรับเวลาเป็นของประเทศนี้รึยัง” ฮาเซลถามต่อ


“เรียบร้อยแล้ว งั้นก่อน 6 โมงผมจะมาเคาะประตูละกัน” ผมบอกแล้วเตรียมเดินเข้าห้องพักตัวเอง


“อยู่ด้วยกันดีกว่าแท้ๆ”


“ผมขอตัวล่ะ” ผมเมินคำพูดของฮาเซลเปิดประตูเข้าห้องตัวเองอย่างรวดเร็ว


คำพูดของฮาเซลผมบอกเลยว่าไม่รู้อันไหนแกล้ง แหย่หรือจริงจัง เพราะบางทีคำพูดจริงจังก็แฝงไปด้วยการหยอกเย้าจนเอาแน่ไม่ได้ ผมไม่อยากให้ใครมามีอิทธิพลกับตัวเองมากเกินไป ตอนนี้ฮาเซลกำลังเข้ามามีอิทธิพลไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเพราะงั้นผมถึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดมัน สาเหตุอาจเป็นเพราะผมไม่เคยได้แสดงออกหรืออยู่ใกล้ใครนานเท่ากับฮาเซลก็เป็นได้


คิดอะไรเพลินๆ ภายในห้องพักโทนสีน้ำตาลทองสุดหรูสักพักใหญ่นาฬิกาข้อมือก็บอกเวลาก่อน 6 โมงซึ่งใกล้เวลาเริ่มงานเลี้ยง เสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงสีดำถูกถอดออกก่อนจะสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน สูทสีกรมท่ากับกางเกงสีเดียวกันตามธีมของงานที่ได้รับมาก่อนหน้านี้


เหมือนต้องใส่ชุดสูทถึงจะสามารเข้างานได้


เนคไทน์สีเงินถูกจัดอย่างประณีตพร้อมกับคอนแทคเลนส์สีน้ำตาลและรวบเส้นผมสีดำมัดเป็นมวยเล็กๆ ด้านหลัง ความจริงก็อยากจะทำผมสีน้ำตาลอยู่หรอกแต่ฮาเซลบอกว่าสีดำจะหาเจอง่ายกว่าเวลาหลงกัน แน่นอนว่าผมไม่เข้าใจว่าจะหลงกันได้ยังไงในเมื่อผมต้องตามติดคอยอารักขาเขาทุกฝีก้าว แต่ก็เอาเถอะ


“ฮาเซลได้เวลาแล้ว” ผมเคาะประตูห้องอีกฝ่ายระหว่างส่งเสียงเรียกไปด้วย


ประตูสีน้ำตาลทองเปิดออกกว้างพร้อมร่างสูงของฮาเซลในชุดสูทโทนสีน้ำตาลออกแนวหรูหรา ผมสีน้ำตาลถูกเซ็ตจัดทรงเล็กน้อยดูแปลกตาสำหรับผมที่ไม่เคยเห็นอีกฝ่ายในลุกส์นี้


ดูดีมาก...มากจนน่าโมโห


“จ้องแบบนั้นฉันเขินนะเรย์” ฮาเซลพูดพลางส่งยิ้มกวนๆ มาให้


“มีของแปลกก็ต้องดูสิ” กวนมาก็กวนกลับ


“แปลกตรงไหน”


“หึ...ไม่รู้สิ” ไม่จำเป็นต้องชมนี่ว่าดูดีน่ะ


บอกได้เลยว่าสาวๆ ต้องมาตอมตรึมแน่นอน


พวกเราลงลิฟต์ลงมายังชั้น 10 ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานในครั้งนี้ ประตูไม้สีน้ำตาลสองบานใหญ่แสดงให้เห็นว่าด้านในต้องเป็นห้องโถงขนาดใหญ่โตไม่แพ้ขนาดของโรงแรม


“เรย์” อยู่ๆ ฮาเซลก็เรียกพอหันไปมองก็พบอีกฝ่ายยืนทำหน้าเครียดพร้อมสองมือที่ล้วงเข้าออกตามกระเป๋าเสื้อและกางเกง


“มีอะไรฮาเซล”


“ฉันลืมบัตรเข้างาน”


“ขี้ลืม”


“ถึงจะขี้ลืมแต่ฉันก็ไม่เคยลืมเรย์นะ” มุขเสี่ยวๆ ดังขึ้นจากปากของฮาเซลแถมยังส่งแววตาหวานเยิ้มมาให้อีก


“...” ผมมอบความเงียบกับสายตาเฉยชาให้ประโยคที่ได้ยินเมื่อครู่


มุขหยอดหญิงให้กับผมไม่ได้หรอก เพราะเคยโดนมาเยอะล่ะนะเลยค่อนข้างมีภูมิต้านทานดีพอสมควร ไม่มีแม้แต่อาการใจเต้นหรือหวั่นไหวด้วยซ้ำ


“ฉันพอก็ได้ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ” ฮาเซลยกมือสองข้างพลางส่ายหัวไปมาคล้ายจนปัญญา


“ให้ผมไปเอาให้ไหม ไว้ตรงไหนล่ะ” ผมกลับเข้าเรื่อง


“ไม่เป็นไรเดี๋ยวฉันไปเอาเองเรย์รออยู่ตรงนี้ห้ามตามคนแปลกหน้าไปไหนนะเข้าใจไหม” คำพูดราวกับบอกเด็กตัวเล็กๆ นั่นทำเอาผมถึงกับส่ายหน้าเบาๆ กลับไปให้


“เข้าใจแล้วครับคุณลุง” ขอประชดกลับสักนิด


“เรียกที่รักดีกว่านะ”


“...” และผมก็มอบความเงียบกับสายตาเอือมๆ ไปให้อีกรอบ


ฮาเซลที่เห็นปฏิกิริยาของผมก็รีบก้าวตรงไปยังลิฟต์ขึ้นไปบนชั้น 40 ของโรงแรม ผมยืนรอโดยพิงหลังเข้ากับกำแพงมองดูผู้ทรงอิทธิในแวดวงต่างๆ เดินเข้าไปด้านใน ผมว่ามันค่อนข้างมองง่ายทีเดียวสำหรับใครที่มีอิทธิพลจริงๆ บรรยากาศของคนเหล่านั้นน่าเกรงขามและสัมผัสได้ได้ว่าไม่ควรเข้าใกล้


กับฮาเซลเองผมรับรู้ได้ถึงแม้ผมจะเถียงกับเขาอยู่ตลอดแต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำตัวกร่างหรือเหนือกว่าเพราะรู้ว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นใบหน้ากวนๆ นั่นจะเปลี่ยนไปราวกับคนละคน ท้ายที่สุดแล้วฮาเซล กอนซาเลสก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม อีกอย่างฮาเซลเป็นพวกมองคนเก่งไม่รู้ว่าด้วยเซ้นส์หรือการสังเกตแต่ผมไม่ชอบมันเอามากๆ


“ไม่ทราบว่ารอใครอยู่รึเปล่าครับ” เสียงทุ้มออกแนวสุภาพดังขึ้นจากจุดบอดด้านข้าง ผมสะดุ้งเพียงเล็กน้อยก่อนจะปรับทุกอย่างให้สู่สภาพปกติโดยเพิ่มการระวังตัวให้มากขึ้น


“ครับ ผมรอเจ้านายอยู่” ผมตอบกลับอย่างมีมารยาทพร้อมสังเกตอีกฝ่ายไปด้วย รูปร่างสูงโปร่งกับใบหน้าใสออกแนวหนุ่มเพลย์บอยดูเข้ากับเส้นผมสีทองกับดวงตาสีน้ำเงินมากพอดู ราวกับเจ้าชายในนิทานก่อนนอนของเด็ก ทว่าด้วยอาชีพผมทำให้รู้ว่ากำลังถูกอีกฝ่ายจ้องมาคล้ายสำรวจอยู่แม้จะไม่โจ่งแจ้งก็ตาม


“เจ้านายที่ว่าคือใครเหรอครับ” อีกฝ่ายถามต่อ


“ผมคงบอกให้คนน่าสงสัยไม่ได้ครับ” ขอดูหน่อยว่าจะตอบกลับมายังไง


“อ่า ผมไม่ใช่คนน่าสงสัยหรอกครับ...แค่อยากทำความรู้จักคุณเท่านั้นเอง”


“รู้จักผม?”


“ครับ ผมรู้สึกสนใจคุณตั้งแต่แรกเห็นก็เลยเข้ามาทักทาย”


“...” เป็นฝ่ายผมที่ไม่รู้จะตอบกลับไปว่างยังไงดี


โดนจีบแบบโต้งๆ เลยแฮะ


“ผมไม่ได้มีเจตนาไม่ดีนะแค่อยากรู้จักคุณเท่านั้น โอ๊ะ ลืมแนะนำตัวอีกแล้วผม...”


“คิดจะทำอะไรกับคนของฉันคริส” ยังไม่ทันได้พูดจบประโยคเสียงอันคุ้นเคยของฮาเซลก็ดังขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะก้าวยาวๆ มาคว้าตัวผมให้ไปยืนหลบด้านหลัง เนื่องจากกำลังประมวลสถานการณ์อยู่ผมเลยไม่ได้ทำการป้องกันจึงถูกดึงให้ไปอยู่ด้านหลังได้อย่างง่ายดาย


“อะไร นี่อย่าบอกนะว่าเจ้านายที่ว่าคือนายน่ะฮาเซล” น้ำเสียงและคำพูดนั่นราวกับอีกฝ่ายรู้จักกับฮาเซลมาก่อน...แล้วน่าจะสนิทกันพอสมควรด้วย


“ใช่ จะจีบใครก็ตามสบายแต่คนนี้อย่ายุ่ง” ฮาเซลพูดต่อ


“เอ๋...เพิ่งเคยเห็นนายเป็นแบบนี้นะเนี่ย หรือว่าจะเป็นนั่น” พูดจบก็ยักคิ้วส่งมาด้วยใบหน้ากวนๆ ต่างจากตอนคุยกับผมลิบลับ


“หึ แค่อยากเตือนไว้เพราะถ้าคิดจะฟันแล้วทิ้งเหมือนทุกทีฉันบอกได้เลยว่าไม่จบแค่แขนขาหัก”


“...พูดจริง?” อีกฝ่ายนิ่งไปสักพักระหว่างมองหน้าผมเพื่อสำรวจ


“ไม่รู้สิ”


“ถ้าไม่รู้ฉันขอลองได้รึเปล่าล่ะ” สายตาโลมเลียทำเอาเริ่มเข้าโหมดป้องกันตัว


“ไม่ได้”


“ขี้หวงนี่หว่า”


“ก็ไม่ได้ปฏิเสธ” ฮาเซลยักไหล่เบาๆ


“ชิ เลิกๆ ได้ยินแบบนั้นฉันก็ไม่อย่างเสี่ยงหรอกเพราะงั้นอย่าตั้งท่าเหมือนถ้าฉันก้าวเข้าไปใกล้จะถูกขาสวยๆ นั่นถีบกลับได้ไหม” คำขอของอีกฝ่ายผมยอมทำตามโดยลดการป้องกันลงช้าๆ


“คุณรู้จักเขาเหรอ” ผมถามฮาเซล


“จะว่ารู้ก็รู้อยู่ หมอนี่แหละเจ้าของโรงแรมพ่วงด้วยผู้จัดงานMG” คำพูดของฮาเซลทำเอาผมเบิกตากว้างขึ้น


เจ้าของโรงแรมนี่แถมยังเป็นผู้จัดการประชุมMGขึ้น ผู้ทรงอิทธิพลธรรมดาหรือเจ้าของโรงแรมปกติไม่มีทางทำแบบนี้ได้หรอกแปลว่าต้องมีเบื้องหลังอะไรอีก


“ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะ คริสโตลีนี่ คิวเบิร์กยินดีที่ได้รู้จัก” แนะนำตัวเสร็จก็ยื่นมือมาตรงหน้าผม


“...เทเลอร์ครับ” ผมจับมือทักทาย


 คริสโตลีนี่ คิวเบิร์ก


เคยได้ยินมาก่อน


แต่ที่ไหนและยังไงนั้นผมแทบจำไม่ได้แล้ว


อาจจะเคยได้ยินผ่านๆ หูมา อย่างที่เคยบอกว่าผมไม่เคยออกนอกประเทศเพราะงั้นบุคคลจากต่างแดนผมแทบไม่มีความรู้ ต้องลองสืบดูซะแล้ว


“ฉันเป็นเพื่อนสนิทกับฮาเซล ดังนั้นเราก็ถือว่าเป็นเพื่อนเช่นกันนะ มีอะไรบอกได้” ท่าทางสบายๆ ออกแนวไม่สนใจใครและไม่มีการวางมาดอย่างคนอื่นๆ ทำให้เขาดูแตกต่าง


เหมาะกับที่รู้จักกับฮาเซล


“ครับ”


“ไม่เอาคำสุภาพสิ เรียกฉันคริสละกันเทเลอร์”


“อืม” ผมพยักหน้าเบาๆ เข้ากับคนง่ายกว่าที่คิด


ไม่มีการถือตัวด้วย


แปลกคน


“แบบนั้นแหละ...อย่ามองสิฮาเซลฉันไม่ยุ่งแล้วน่า” คริสหันไปบอกเพื่อนสนิทอย่างฮาเซล


“เชื่อได้? กับคนที่นอนกับคนไม่ซ้ำหน้าทั้งชายหญิงอ่ะนะ”


“มันเป็นเรื่องปกติของวัยต่างหาก นายเถอะไม่ปลดปล่อยบ้างเดี๋ยวขาดใจตายหรอก”


“ใครจะไปตายกับเรื่องนั้น”


“เอ้าๆ ไม่รู้อะไรซะแล้ว รู้ไหมว่ามีงานวิจัยออกมาว่าเราควรมีเซ็กอย่างน้อยวันละครั้งนะ”


“คนวิจัยนี่ก็ว่างจัง” ฮาเซลพึมพำ


“เอาเถอะ เข้าไปในงานได้แล้วมั้ง ดีไม่ดีอาจมีเบาะแสคนที่จ้องเล่นงานนายอยู่ก็ได้” คริสบอก


“คุณรู้เหรอว่าใครที่จ้องทำร้ายฮาเซล” ผมถามต่อ ถ้ามีเบาะแสอะไรผมก็อยากจะรู้เอาไว้


“ถ้ารู้ก็บอกไปแล้ว ทางฉันเองก็พยายามหาเบาะแสอยู่แต่การที่แทบไม่มีอะไรเลยแปลว่าต้องมีใครสักคนพยายามปิด พูดแบบนี้คงเข้าใจใช่ไหม”


“ใครสักคนนั่นต้องมีอิทธิพลไม่ก็อำนาจมากพอในการปิดข่าว” ผมต่อตามที่คิดได้


“ถูกต้อง ดังนั้นงานนี่อาจมีเบาะแสอยู่ อ้อ ฮาเซล...ปีนี้ฉันลองเปิดให้พวกระดับกลางๆ เข้าร่วมด้วยถ้ามีอะไรก็อย่าใจร้อนปล่อยผ่านๆ ไปเถอะนะ มากส์กับแซมไม่มาด้วยนี่แค่หนุ่มน้อยจะไหวไหมนะ” คริสพูดพลางมองมายังผม


หนุ่มน้อยที่ว่าหมายถึงผมสินะ


“ไหวนี่หมายถึงอะไร...”


“อะไรกันนี่ไม่รู้เหรอว่าหมอนนี่น่ะใจร้อนตัวพ่อเลย ใครมาทำให้โกรธหรือโมโหอาจหายไปในชั่วข้ามคืน ถึงตอนนี้จะเย็นลงมามากแล้วก็เหอะ” ยังถามไม่ทันจบประโยคคริสก็คว้าคอผมไปกระซิบเล่าให้ฟัง


“คริส” เสียงนิ่งๆ ของฮาเซลทำเอามือที่กอดคอผมละออกไปแทบไม่ทัน


“รู้แล้วน่า แค่นิดหน่อยเอง”


“นิดหน่อยก็ไม่ได้”


“นี่มันหวงเกินปกติไปหน่อยมั้ง...หรือว่าจะ...”


“ไปเตรียมเปิดงานไป” ฮาเซลไม่ปล่อยให้คริสพูดมากไปกว่านี้


“แหม กำลังสนุกเลย ไว้เจอกันในงานนะทั้งคู่ บ๊ายบาย~” คริสโบกมือลาด้วยรอยยิ้มก็จะวิ่งไปตามทางเดิน


มาเร็วไปเร็วจริงๆ


“ไม่โดนทำอะไรใช่ไหม” คำถามของฮาเซลทำให้ผมขมวดคิ้วงงๆ


“ทำอะไรที่ว่าคืออะไรล่ะ?”


“หมอนั่นมันพวกมือไวเที่ยวแตะคนอื่นไปทั่ว”


“คุณคิดว่าผมจะยอมให้ใครมาลวนลามง่ายๆ เหรอ” ถ้าแค่แตะอาจพอได้แต่ถ้ามากกว่านั้นต่อให้มีอิทธิพลขนาดไหนผมก็ไม่คิดจะยอมให้ง่ายๆ หรอก


“ไม่” ฮาเซลตอบกลับทันทีราวกับไม่ต้องเสียเวลาคิดเลย


“ก็รู้นี่”


“แต่ถ้าทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้นใช่ไหมล่ะ” ฮาเซลพูดต่อ


“ข้อยกเว้น?”


“ใช่ ยกเว้นฉันสักคนละกันเนอะ” พูดจบมือทั้งสองข้างก็เตรียมจะเอื้อมมาจับทว่าผมกลับก้าวถอยหลังให้พ้นระยะด้วยความรวดเร็ว


“กับคุณน่ะอยู่ในแบล็กลิสไปตลอดกาลเลย!”



(มีต่อค่ะ)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
(ต่อนะคะ)

ทะเลาะถกเถียงกันได้สักพักพวกเราก็เข้าไปภายในห้องโถงซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน เหล่าผู้ทรงอิทธิพลต่างอยู่ในชุดสูทตามธีมของงานส่วนผู้หญิงนั้นก็สวมชุดราตรีต่างเฉดสี ดูรวมๆ แล้วนึกว่าหลุดมาในโลกแห่งนิทานฉากงานเต้นรำ


ผมมองดูรอบๆ ได้ไม่นานก็ต้องชะงัก...กลิ่นหอมอ่อนๆ ของนม เนยและน้ำตาลนั้นเรียกความสนใจผมจากทุกอย่างรอบตัว ห้องโถงขนาดใหญ่ถูกตกแต่งเป็นโทนสีทอง น้ำตาลและเหลืองอ่อนโดยมีโต๊ะอาหารจัดให้บริเวณอยู่เป็นจุดไม่ว่าจะเป็นกลางห้องหรือมุมห้องก็ตาม ผ้าปูโต๊ะสีขาวลิ่มทองส่งเสริมให้อาหารและขนมด้านบนดูน่าอร่อยมากขึ้น


“ผมขอไปด้านนั้นหน่อยนะ” ผมพึมพำบอกฮาเซล


“จะไปกินขนม?”


“...เซ้นส์อีกแล้วเหรอ” รู้ดีเกินไปแล้ว


“อันนี้ไม่ใช่เซ้นส์แต่เป็นเพราะฉันรู้ว่าเรย์ชอบอะไร” น้ำเสียงอ่อนโยนทำให้ผมหันหน้าหนีไปอีกทาง ผมไม่ชินเวลาที่ถูกพูดด้วยน้ำเสียงแบบนั้น


จะว่ารู้สึกดีก็ใช้จะว่าไม่ดีก็ไม่เชิง


“...เสียงแบบนั้นเอาไว้พูดกับผู้หญิงเถอะ” ไม่จำเป็นต้องมาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแบบนั้นกับผม


“จะเอาไว้พูดกับเรย์”


“ฮาเซล”


“จะไปกินขนมไม่ใช่เหรอ ไปสิ” ฮาเซลคว้าข้อมือผมเดินไปยังโต๊ะขนมด้านข้าง


“คุณไม่ชอบนี่”


“อืม...แต่เวลาเห็นเรย์กินรู้สึกชอบขึ้นมาเลย”


“ว่าอะไรนะ” ผมถามย้ำเพราะประโยคสุดท้ายนั่นฮาเซลพึมพำเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน


“เปล่า”


โต๊ะขนมหวานตรงหน้าทำเอาดวงตาสีม่วงภายใต้คอนแทคเลนส์สั่นระริกด้วยความตื่นเต้นแกมปิติยินดี ของหวานตรงหน้าไม่ได้มีเพียงแค่เค้กหรือคุกกี้แต่มีขนมหวานของนานาประเทศที่ผมไม่เคยเห็นอยู่เยอะมากๆ โชคดีที่ด้านหน้าของแต่ละอย่างมีป้ายชื่อเขียนไว้ด้วย


“นี่มันอ่านว่าอะไร...ดาอิ...” ผมพยายามอ่านป้ายชื่อขนมตรงหน้า


“ไดฟุกุ” ฮาเซลออกเสียงให้ฟัง


“ไดฟุกุ?”


“ของหวานของประเทศเล็กๆ แต่มีวิทยาการอันล้ำสมัย” ฮาเซลอธิบายเพิ่ม


“หืม...รู้ดีจัง”


“ฉันเคยไป”


“แล้วเคยกินไหม” ผมถามต่อพลางมองก้อนกลมแป้งแลดูเนื้อนุ่มด้วยความสงสัย


“ก็รู้นี่ว่าฉันไม่กินของหวาน”


“นั่นสิ ลองเลยดีกว่า” พูดจบผมหยิบไดฟุกุสีเขียวตรงหน้าเข้าปาก รสชาติหวานหอมและความเหนียวนุ่มของแป้งเข้ากับไส้ถั่วหวานๆ ได้อย่างลงตัว


อร่อย


อร่อยมาก


“บนหน้าผากเขียนไว้ว่าอร่อยมากนะ”


“ไม่ได้เขียนไว้สักหน่อย” ผมแสดงออกทางสีหน้ามากไปเหรอ


“ไว้ฉันจะให้เชทำให้”


“พูดจริงเหรอ ว่าแต่คุณเชทำได้?”


“เขาทำได้ทุกอย่างแหละ แถมอร่อยด้วย”


“ข้อนี้ไม่เถียง” คุณเชทำอาหารอร่อยแทบทุกอย่างดังนั้นของหวานเองคงไม่ต่างกัน


“ดื่มสักหน่อย อย่าเอาแต่กินเดี๋ยวติดคอ” ฮาเซลหยิบเครื่องดื่มจากถาดบนมือพนักงานเสิร์ฟใกล้ๆ ส่งมาให้


“ขอบคุณ แล้วคุณไม่เดินไปพูดคุยหรือทักทายอะไรกับคนอื่นหน่อยเหรอ” ผมถามพลางยกเครื่องดื่มสีสวยขึ้นมาจิบ รสชาติหวานอมขมนี่อร่อยใช่เล่น


“กำลังมองอยู่ว่าจะเข้าไปคุยกับใครบ้าง”


“เลือกคุยสินะ” สมแล้วกับที่เป็นฮาเซล


คนระดับบนต้องดูและเลือกคนไม่ใช่คุยไปทั่ว ก็จริงที่การมีคอนเน็กชั่นมากก็จะสื่อถึงอิทธิพลที่กระจายไปทั่วทว่าอีกแง่การรู้จัดเลือกเพียงบุคคลระดับสูงนั้นมีผลดีมากกว่า ขึ้นอยู่กับคนมองละนะ


“ฉันมันหล่อเลือกได้นี่” พูดเสร็จก็ยักคิ้วส่งมา


“หึ...ครับๆ ไปกันเถอะ”


“อิ่มแล้วเหรอ”


“ขนมไม่ทำให้อิ่มท้องหรอก ไปคุยเถอะ ระหว่างคุยผมจะหยิบนู่นนี่กินเอง” จะให้เจ้านายมารอเพราะความเห็นแก่กินของตัวเองได้ยังไง


“ก็ได้ เริ่มจากหมอนั่นละกัน...ซิลเลอร์ เบนซ์” ฮาเซลบอกพร้อมกับเดินไปยังกลุ่มคนกลางห้อง


“รอด้วย...”


ตุบ!


“อ๊ะ...ขอโทษครับ” ผมรีบเอ่ยขอโทษทันทีที่เครื่องดื่มบนมือหกรสเสื้อสูทสีแดงเลือดหมูของชายร่างท้วมเนื่องจากผมกำลังรีบตามฮาเซลไปเลยไม่ทันระวัง


“นี่แกกล้าทำสูทฉันเปียกเหรอ?!” เสียงตะหวาดพร้อมแรงของมือผลักผมอย่างแรงจนต้องก้าวถอยหลังเพื่อตั้งหลัก


ดูท่าจะไปชนกับคนเจ้าอารมณ์ซะแล้ว


“ขอโทษจริงๆ ครับ” ผมยังคงใช้น้ำเย็นเข้าลูบเพราะไม่อยากมีเรื่อง


“ไม่ยกโทษให้เว้ย! ดูหน้าแล้วแกคงเป็นลูกน้องของใครสักคนสินะ เจ้านายแกอยู่ไหนล่ะหรือว่ากลัวหัวหดจนไม่กล้าออกมา...”


“พูดถึงฉันเหรอ” ฮาเซลเดินกลับมาหาผมด้วยท่าทางนิ่งๆ


“ฮาเซล...”


“เกิดอะไรขึ้น” ฮาเซลก้มลงมากระซิบถามเสียงเบา


“ผมเดินชนเลยทำให้เสื้อเขาเปียก” ผมบอกไปตามตรง


“แค่นั้นถึงกับต้องเสียงดังเลยเหรอ” ประโยคนี้ฮาเซลไม่ได้กระซิบแต่พูดเสียงดังให้อีกฝ่ายได้ยินด้วย


“ฮาเซล กอนซาเลส...ผู้ทรงอิทธิพลอันดับต้นๆ ในแทบตะวันออก” เหมือนอีกฝ่ายจะรู้จักฮาเซลนะแต่ผมไม่คุ้นหน้าอีกฝ่ายเลยน่ะสิ


ผมน่าจะหาข้อมูลก่อนจะมา


จะมัวจมอยู่กับความผิดพลาดก็ไม่ใช่ผม โทรศัพท์ในมือถูกหยิบขึ้นมาค้นข้อมูลในชั่วพริบตาก่อนจะรู้ว่าคนตรงหน้าคือกาโต้ เชอบัลเนียผู้มีอิทธิพลระดับกลางๆ ในด้านการขนส่งและธุรกิจสีเทาอย่างขายแรงงานข้ามชาติ


“หาข้อมูลเหรอเรย์” ฮาเซลแอบมองมายังหน้าจอโทรศัพท์ผมก่อนเอ่ยถาม


“อืม ก็ผมไม่รู้จักเขานี่นา” สาบานได้ว่าประโยคนี้ผมไม่ได้ตั้งใจจะกวนหรือยั่วโมโหใครทว่าฝ่ายกาโต้ไม่ได้คิดแบบนั้น


“นี่แก คิดว่าเป็นลูกน้องฮาเซลแล้วฉันจะกลัวรึไง!”


“ผมไม่ได้คิดแบบนั้น” น่าจะคิดก่อนพูดหน่อยเรื่องจะได้ไม่แย่ลงไปกว่าเดิม


“ฉันไม่เชื่อ เรื่องนี้แกต้องชดใช้” อีกฝ่ายยืนกรานพร้อมชี้หน้าผมอย่างเอาเรื่อง


“เจ้านายอย่างฉันจะชดใช้แทนละกัน ค่าซักรีดเท่าไหร่ล่ะ” ฮาเซลตอบแทน


“ฮาเซล...” ผมเรียกเสียงเบาเพื่อจะบอกว่าไม่จำเป็น ในเมื่อเป็นคนก่อเรื่องก็ควรต้องจัดการเอง


“หึ ระดับฮาเซลออกตัวปกป้องขนาดนี้ขอเป็นสัญญาซื้อขายอาวุธแทนได้ไหมล่ะ”


“ไม่ได้” ฮาเซลตอบทันที


“เอางี้ไหม ให้คนของแกกับคนของฉันสู้กันถ้าฉันแพ้ถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นแต่ถ้าฉันชนะแกต้องยอมรับสัญญา” กาโต้อธิบายเพิ่ม


“ฉันไม่คิดจะตกลงถ้ายังไม่รู้เนื้อหาของสัญญา” สมกับเป็นฮาเซล รอบครอบจริงๆ


แต่พูดแบบนั้นเหมือนจะบอกว่าผมต้องแพ้เลยนะ ก็อาจจะแพ้จริงๆ ก็ได้ คนของกาโต้เป็นคนผิวสีรูปร่างกำยำคล้ายทหารผ่านศึกที่ถูกจ้างมา แค่ส่วนสูงกับรูปร่างผมก็แพ้อย่างหลุดลุ่ย ด้านพละกำลังไม่ต้องพูดถึงมีมากกว่าผมไม่รู้ต่อกี่เท่า


ถ้าสู้ปกติผมไม่คิดว่าจะชนะได้ง่ายๆ


“แหม พูดเหมือนมาลางบอกว่าจะแพ้เลยนะ” กาโต้หัวเราะเสียงดังใส่


“แค่อยากรู้เฉยๆ ว่าสัญญานั่นจะคุ้มกับสิ่งที่คนของคุณต้องโดนรึเปล่า” ฮาเซลพูดพลางยกยิ้มขึ้น บทสนทนาของทั้งคู่เรียกความสนใจจากคนโดยรอบให้มามุงดูเรื่องน่าสนุก


ไม่มีการเข้ามาช่วยเหลือหรือห้ามทัพ


คนพวกนี้นี่ชอบดูคนมีเรื่องกันสินะ


“มั่นใจจังนะ แปลว่าตกลงงั้นสิ”


“ยังไม่ได้พูดว่าตกลงสักหน่อย ดูขนาดตัวก็รู้ว่าทางนี้เสียเปรียบ”


“งั้นให้ทางนั้นตั้งกติกาก็ได้”


“สามารถใช้อาวุธได้” ฮาเซลเอ่ยทันทีคล้ายคิดเรื่องนี้ไว้ในหัวอยู่แล้ว ดีไม่ดีบทสนทนาทั้งหมดอาจต้องการให้มาจบลงแบบนี้ก็เป็นได้


“แค่นั้น?” เหมือนกาโต้จะตกใจไม่น้อยที่ฮาเซลตั้งกฎเพียงแค่ข้อเดียวทั้งที่สามารถคิดกฎให้ทางตัวเองได้เปรียบมากกว่านี้ แน่นอนว่าก่อนเข้ามาภายในโรงแรมทุกคนถูกริบอาวุธทว่าทุกคนต่างรู้ดีว่าอาวุธที่ถูกริบไปนั่นเป็นเพียงหนึ่งในอาวุธที่มีติดตัวเท่านั้น


“แค่นี้ก็พอแล้ว ใช่ไหมเรย์?” ประโยคสุดท้ายฮาเซลหันมามองผม


“อืม” ผมพยักหน้าด้วยรอยยิ้มมุมปาก


บอกแล้วว่าถ้าต่อสู้ปกติผมคงไม่ชนะได้ง่ายๆ แต่ถ้าให้ใช้อาวุธละก็...ต่อให้ตัวใหญ่เท่าตึกผมก็มั่นใจว่าชนะได้ ทักษะการใช้อาวุธของนักฆ่ากับทหารรับจ้างต่างกันราวฟ้ากับดิน


ไม่ต้องเฉลยคงเดากันได้ว่าฝ่ายไหนคือฟ้า


“ความมั่นใจนั่นจะกระชากให้แหละเลย บิส เค เบย์” ทั้งสามชื่อที่กาโต้เรียกก้าวมาหยุดยืนตรงหน้าผมอย่างพร้อมเพรียง ด้วยความสูงอันแตกต่างผมเลยจำเป็นต้องเงยหน้ามองอีกฝ่าย


“หมายความว่าไง” ฮาเซลถึงกับขมวดคิ้วเมื่อเห็นอีกฝ่ายส่งคนมาถึง 3


“แกไม่ได้บอกนี่ว่าฝ่ายละกี่คนน่ะ ถ้าแกมีคนเพิ่มก็เรียกมาได้นะแต่เหมือนจะไม่มีนี่หรือจะร่วมด้วยฉันก็ไม่ว่าอะไรนะ” น้ำเสียงสะใจนั่นกวนโมโหจริงๆ


อาศัยช่องว่างของกฎได้ดี


ฮาเซลไม่ได้บอกว่าต้อง 1 ต่อ 1 จึงไม่แปลกถ้าจะส่งมาทั้งหมดเพื่อให้ง่ายต่อการเอาชนะ ขอปรบมือให้รัวๆ เลยกับความคิดนี้


“ฮาเซล” ผมคว้าแขนเสื้อแล้วดึงเบาๆ


“เรย์?” ใบหน้านั่นกำลังกังวล ถ้าเป็น 1 ต่อ 1 คงไม่กังวลขนาดนี้สินะ


“ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็จบแล้ว”


“จัดการ 3 คนได้แน่นะ”


“คุณก็เคยเห็นว่า 5 คนผมก็จัดการมาแล้ว”


“นั่นสินะ ถ้าไม่ไหวก็ตะโกนบอกฉันนะว่าฮาเซลช่วยเรย์ด้วย” น้ำเสียงดัดสูงนั่นทำเอาผมหลุดหัวเราะออกมาก่อนจะชกเข้าไปยังหน้าท้องอีกฝ่ายเบาๆ


“ถ้าให้พูดประโยคนั่นผมขอจัดการคนเดียวดีกว่า” บอกเสร็จผมก็เดินไปเผชิญหน้ากับพี่ก้ามปูทั้งสามคน คนรอบๆ ต่างถอยหลังตีวงกว้างขึ้นเพื่อให้มีพื้นที่ในการต่อสู้ ฮาเซลเองก็ถอยห่างออกไปเล็กน้อย


ไม่มีสัญญาณในการเริ่มมีเพียงหมัดสามหมัดที่เหวี่ยงเข้าหาร่างผมจนต้องกระโดดถอยหลังไปเท่านั้น ทางนั้นไม่ปล่อยให้ผมได้ตั้งหลักวิ่งกรูมาปล่อยหมัดหมายจะหยุดการเคลื่อนไหวทว่าผมไม่ปล่อยให้ถูกหยุดการเคลื่อนไหวได้ง่ายๆ


สายตาผมมองไปยังร่างกายกำยำของทั้งสามคนเพื่อหาทางโจมตีกลับ และเหมือนอยู่ๆ ในหัวก็นึกอะไรน่าสนุกขึ้นมาได้ วิธีที่สามารถจัดการพร้อมกันได้ทั้งสามคน


“ขอลองหน่อยละกัน” ผมพึมพำจบอาวุธเส้นเล็กจากในกระเป๋าก็ถูกนำขึ้นมาในเสี้ยววินาทีก่อนพุ่งตัวเข้าไปหาทั้งสามคน


ด้วยรูปร่าง ร่างกายและหลายๆ อย่างทำให้ความเร็วผมเหนือกว่าพวกเขาอย่างชัดเจน จึงอาศัยข้อดีนั้นพันด้ายเข้ากับข้อมือของคนแรกก่อนจะอ้อมไปจัดการพันท้องและใช้ขากระโดดเหยียบร่างของคนแรกที่ทรุดลงจากการถูกดึงเป็นฐานก่อนจัดการคนสุดท้ายด้วยการพันด้ายพอรอบคอใหญ่นั่น


แค่นี้ยังไม่พอหรอก


ผมยึดด้ายในมือไว้มั่นพร้อมกระโดดลงมายังพื้นด้านล่างทำให้ด้ายเพียงเส้นเดียวที่พันทั้งสามคนไว้ถูกกระตุกอย่างรุนแรงพร้อมกับเสียงกรีดร้อง ด้ายอาจดูเหมือนวัสดุที่ขาดได้ง่ายๆ แต่หากเลือกชนิดที่แข็งบวกกับการกะจังหวะในการกระชากอย่างเหมาะสมก็มากพอที่จะเฉือนเนื้อมนุษย์ได้


“อ๊ากกกก~!” เสียงร้องครวญครางดังขึ้นก่อนร่างอันกำยำจะดิ้นและทรุดลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวด หลายคนอาจไม่รู้ว่าอาวุธอย่างด้ายมันมีพลังการทำลายมากกว่าปืนหรือมีดซะอีก ความคมกริบนั้นสามารถตัดคอเหยื่อได้ในเสี้ยววินาที


เท่านี้ก็จบแล้ว


“เฮ้อ...” ผมถอนหายใจยาวระหว่างผ่อนแรงไม่ให้ด้ายนั้นรัดอีกฝ่ายจนอะไรๆ ขาดไป


ความเงียบเข้าปกคลุมในทั้งห้องไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุย ภาพตรงสถานการณ์ตรงหน้าอาจสร้างตกตะลึงให้กับหลายๆ คนในที่นี้ นักฆ่าอย่างผมไม่ชอบการแสดงฝีมือให้ใครดูแต่ในเมื่อตอนนี้เป็นบอดี้การ์ดก็ช่วยไม่ได้ ถือว่าเป็นเหตุสุวิสัยละกัน


“เยี่ยมเลยเรย์” ฮาเซลปรบมือเสียงดังเป็นคนแรกก่อนคนอื่นๆ จะพากันปรบมือตาม


“อย่าทำให้เป็นจุดเด่นสิ” ผมพึมพำบอกฮาเซล


“ทำขนาดนี้จะไม่เด่นได้ยังไง”


“...” ก็จริง เล่นทำขนาดนี้ไม่เด่นสิแปลก


“เหมือนคนชนะจะเป็นฉันนะกาโต้ เชอบัลเนีย” ฮาเซลเดินเข้าไปหาชายร่างท้วมด้วยรอยยิ้มของผู้ชนะ


“มันโกงชัดๆ”


“โกงตรงไหน กฎก็บอกอยู่ว่าใช้อาวุธได้ ถ้าจะบอกว่าโกงแล้วทางนั้นที่ส่ง 3 คนมาล่ะไม่โกงรึไง” ฮาเซลพูดต่อ สิ่งเดียวที่อาจพูดได้ว่าโกงคือการที่ผมมีทักษะฝีมือมากกว่าอีกฝ่ายนอกนั้นผมเล่นตามกฎกติตาทุกอย่าง


“อึก...ยังไงเรื่องนี้ฉันก็ไม่ยอมรับ...”


“ในเมื่อแพ้ก็ควรยอมรับนะคุณกาโต้ เชอบัลเนีย” น้ำเสียงนิ่งๆ ของผู้มาใหม่ดังขึ้น ร่างสูงสมส่วนเส้นผมสีควันบุหรี่กับดวงตาสีทองนั่นเพียงแค่มองก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา


“ไงซิล นึกว่าจะไม่มาช่วยกันซะแล้ว” ฮาเซลหันไปทักทายผู้มาใหม่


ซิลเหรอ หรือว่าจะเป็นซิลเลอร์ เบนซ์ที่ฮาเซลบอกจะเข้าไปคุยด้วย


“ดูไม่เหมือนคนต้องการความช่วยเหลือนี่ อีกอย่างได้ดูอะไรสนุกๆ บ้างก็ไม่เลว” ประโยคสุดท้ายเขาหันมามองหน้าผมสลับกับชายร่างใหญ่ 3 คนที่กองอยู่บนพื้นใกล้ๆ


“แล้วเข้ามาร่วมทำไม” ฮาเซลถามกลับ


“แค่สงสารน่ะ ขืนทำให้นายโกรธเดี๋ยวฉันต้องลงมาช่วยปิดข่าวอีก อีกอย่างควรรีบทำให้จบก่อนเจ้าของงานจะมาเห็น...”


“พูดถึงฉันเหรอพรรคพวก” ซิลยังไม่ทันพูดจบเจ้าของงานอย่างคริสโตลีนี่ คิวเบิร์กก็โผล่ออกมาจากด้านหลังกลุ่มคนมุง


“อยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่” ซิลหันไปถาม


“แต่แรกเลย”


“ไม่คิดจะห้ามรึไง”


“แหม ก็อยากเห็นฝีมือของเทเลอร์นี่นา ฮาเซลหวงขนาดนั้นนึกว่าสู้ไม่เป็นซะอีก”


“หมอนี่น่ะเหรอฮาเซลหวง?” เป็นอีกครั้งที่ซิลหันมามองหน้าผม


“ใช่ ฝีมือจัดว่าเยี่ยมเหมือนไม่ใช่บอดี้การ์ดปกติ” สายตาของคริสจับจ้องมายังผมอย่างสังเกต


สมแล้ว...แค่การต่อสู้เมื่อครู่ก็รู้ได้ หากเป็นคนที่มีประสบการณ์การจะแยกแยะทักษะหรือฝีมือของแต่ละคนไม่ใช่เรื่องยาก ยิ่งกับทักษะเฉพาะไม่ง่ายเลยที่จะรอดสายตาของพวกเซียนๆ ไปได้


“จัดการเรื่องนี้ก่อนดีไหม” ฮาเซลพูดบ้าง


“นั่นสิ เอาไงดี ปีนี้ฉันอุตส่าห์ยอมให้พวกนายเข้ามาร่วมงานแต่มาวางอำนาจแบบนี้ไม่ค่อยดีเลยนะ กาโต้ เชอบัลเนีย” ดวงตาของกาโต้สั่นระริกด้วยความหวาดกลัวแทบจะทันที


“นายจะจัดการ?” ฮาเซลถาม


“ขอละกัน นายก็ไม่ได้โกรธอะไรนี่จริงไหม” คริสถามกลับ


“ก็ใช่ ยังไงเรย์ก็ไม่ได้เจ็บอะไร” ฮาเซลมองสำรวจร่างกายผมสักพักก่อนตอบไป


“หวงจริงๆ ด้วย” ซิลพึมพำเสียงเบา


“หรือจะใช้ว่าห่วงดีล่ะ” คริสพูดต่อ


“หึ ใช้ทั้งสองคำเลยก็ได้” ฮาเซลมองหน้าผมพร้อมคลี่ยิ้มออกมาบ้างๆ


และแล้วเรื่องก็จบลงโดยมีคริสพาตัวกาโต้ เชอบัลเนียออกไปแล้วกล่าวเปิดงานประชุมMGหรือปาร์ตี้MGขึ้นอย่างเป็นทางการ อาจเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนในงานพากันสงบเสงี่ยมขึ้น ฮาเซลเองก็พาผมไปแนะนำกับซิลเลอร์ เบนซ์เพื่อนสนิทอีกหนึ่งที่เป็นเจ้าของสำนักข่าวระดับโลก ข้อมูลแทบทุกอย่างเขาคนนี้รู้เกือบหมด


ไม่รู้ว่าทั้งสามคนไปรู้จักกันตอนไหน


แต่ผมรู้เกี่ยวกับฮาเซลอีกอย่าง


คนรอบตัวฮาเซลมีแต่คนไม่ธรรมดา

................................................

จบกันไปอีกตอนกับเรื่องราวของทั้งคู่

ได้แต่งตอนเรย์ใช้ลวดในการจู่โจมนั้นเป็นอะไรที่ชอบมากๆ เลย

ก่อนหน้านี้เคยแต่งแต่ใช้ปืนพอได้ลองเปลี่ยนเป็นลวดแล้วรู้สึกติดใจมาก

หลังจากนี้จะให้เรย์ให้ลวดบ่อยๆ ค่ะ 555

สำหรับตอนหน้าบอกเลยว่าบู๊หนักแบบจัดเต็ม

ฝากติดตามด้วยนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ HanATarO

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2223
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-2
ฮาเซลขี้ห่วงเหมือนกันนะเนี่ย


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
เรย์ก็ไม่ธรรมดาเกมือนกันนะ  :hao3:

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6512
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
ในเรื่องนี้ไม่มีใครธรรมดาซักคน

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 922
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +526/-0

ออฟไลน์ ่jum

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3780
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-4

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2877
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
จ๊ะ ไปฮันนีมูน เป็นไงล่ะ มันส์เลย
เรย์เยี่ยมมาก สมควรแล้วที่เป็นนักฆ่า
ฮาเซลจะห่วงก็ไม่สุด แต่หวงนี่ไม่ต้องบอก

เพื่อนแต่ละคนไม่ธรรมดานะคะ
จะมีอะไรรออยู่อีกนะ เอ็นดูเรย์

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
✖`·»เสี่ยงรัก«·´✖ วันที่11



ตกดึกหลังงานเลี้ยงเลิกลาผมกับฮาเซลต่างแยกกันกลับห้องของตัวเองเพื่อพักผ่อนเอาแรงไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ที่มีทั้งการเข้าประชุมและงานเลี้ยงน้ำชาในช่วงเที่ยง งานนี้จัด 2 วันซึ่งได้มีกำหนดการแนบมาให้ตั้งแต่ตอนเข้าโรงแรมมาแล้ว


บรรยากาศมืดสนิทบวกกับสีของท้องฟ้ายามราตรีและความเหนื่อยล้าจากการเดินทางมายังต่างประเทศครั้งแรกส่งผลทำให้ความง่วงเข้าครอบงำอย่างง่ายดายทว่าเสียงเปิดประตูเบาๆ นั่นเปลี่ยนความง่วงให้เป็นสัญชาตญาณระวังตัวฉับพลัน


ดวงตาสีม่วงของผมหลับลงพร้อมผ่อนลมหายใจราวกับกำลังอยู่ในห้วงนิทรารอดูว่าผู้บุกลุกนั่นเป็นใครและมาทำอะไร ประตูที่นี่เป็นแบบคีการ์ดหากอยู่ด้านในสามารถเปิดปิดได้ปกติแต่การจะเปิดจากด้านนอกนั้นจำเป็นต้องใช้คีการ์ด อาจไปของอันสำรองหรือทำของปลอมขึ้นมา


ไม่แน่ว่าอาจเป็นคนที่จ้องทำร้ายฮาเซลก็ได้


ต้องให้เข้ามาใกล้กว่านี้


เสียงฝีเท้าเบาๆ แสดงถึงฝีมือระดับไม่ธรรมดา


ใกล้กว่านี้อีก...


ผมยังคงหลับตานอนนิ่งจับสัมผัสทุกการเคลื่อนไหวที่ขยับเดินเข้ามาใกล้จนถึงข้างเตียง แรงกดจากฝ่ามือจนเตียงยุบและสัมผัสของอีกฝ่ายที่เข้าใกล้อยู่ในระยะต่อสู้ผมไม่รอช้าลืมตาขึ้นก่อนจัดการพลิกตัวตวัดหมัดตามด้วยใช้เท้าฟาดลงยังเป้าหมายเต็มแรง


ตึง!


ความมืดยามค่ำคืนอาจมองเห็นยากแต่ไม่ใช่กับผมที่ค่อนข้างชินกับความมืดแบบนี้ ผมเห็นว่าอีกฝ่ายหลบการโจมตีได้ในเสี้ยววินาทีที่ผมขยับตัว ถึงจะแปลกใจเล็กน้อยเมื่อไม่มีการโต้กลับก็ตาม


เรื่องนั้นช่างเถอะ


การโจมตีรอบแรกถูกปัดหลบได้ผมจึงโจมตีรอบสองต่อเนื่องโดยไม่เปิดช่องปล่อยอีกฝ่ายให้มีโอกาสได้โจมตีกลับ หมัดซ้ายขวาถูกปล่อยสลับกันไปมา...การต่อสู้เปลี่ยนจากบนเตียงมาเป็นบนพื้นห้องจากการถอยหนีคนผู้บุกรุก


“เดี๋ยวเรย์ นี่ฉันเอง!”


กึก!


ขาที่กำลังจะเตะสูงเล็งไปยังคอหยุดชะงักในระยะใกล้จนเกือบประชิด ผมหรี่ตามองในความมืดเพื่อจะได้เห็นชัดขึ้นแม้จะบอกว่ามองเห็นทว่าไม่ชัดเจนจนแยกใครได้ จะว่าไปรูปร่างแบบนี้ก็คุ้นจริงๆ นั่นแหละ


“ฮาเซล กอนซาเลส” ผมกัดฟันเรียกชื่อคนตรงหน้าออกไปด้วยอารมณ์อันหลากหลาย


“ถ้าฉันไม่ส่งเสียงนี่คิดจะเตะก้านคอฉันจริงเหรอ”


“แน่นอน และพอรู้ว่าเป็นคุณผมยิ่งอยากใส่แรงมากกว่าเป็นสิบเท่า!” ว่าแล้วผมก็เปลี่ยนจากขาเป็นศอกกระทุ้งไปยังหน้าอกอีกฝ่ายแรงๆ


“อุก! เจ็บนะเรย์” ฮาเซลยกมือสองข้างขึ้นกุมบริเวณที่ถูกโจมตี


“ก็ทำให้เจ็บน่ะสิ เล่นบุกเข้ามาในห้องคนอื่นยามวิกาลแบบนี้ต่อให้ผมเผลออัดคุณจนสลบก็ไม่มีสิทธิ์มาโทษด้วยซ้ำ” ผมบอกเสียงดัง คนปกติที่ไหนแอบย่องเข้าห้องคนอื่นตอนดึกๆ ไม่ว่าใครก็คิดว่าเป็นศัตรูทั้งนั้น


“แค่อยากมานอน...เอ้ย...อยากมาอยู่กับเรย์เฉยๆ”


“กลับไปนอนห้องคุณเดี๋ยวนี้” ผมบอกเสียงดังฟังชัด


“ถ้าเรย์มานอนด้วยฉันจะกลับ”


“ฮาเซล กอนซาเลส” มือสองข้างผมยกเท้าเอวโดยอัตโนมัติยามรู้สึกไม่พอใจ


“ไม่รู้ล่ะ ฉันจะนอนนี่” ฮาเซลยื่นคำขาด เมินคำพูดผลโดยสินเชิง


“ได้ คุณก็นอนไปผมจะไปนอนห้องอื่น เฮ้ย!” ผมร้องลั่นเมื่อถูกฮาเซลคว้าคอลากไปยังเตียงแม้พยายามดิ้นก็ไม่สามารถหลุดไปได้


เมื่อดิ้นไม่ผลผมเลยเปลี่ยนมาใช้หมัดเตรียมชกทว่าฮาเซลรู้ทันเหวี่ยงตัวผมให้นอนราบลงบนเตียงก่อนจะขึ้นคร่อม เพียงเสี้ยววินาทีปฏิกิริยาของร่างกายก็เกิดขึ้น...ทั้งมือและขาต่างชกและถีบอีกฝ่ายให้ออกไปให้พ้น


ผมไม่ชอบให้ใครมาคร่อม!


“ออกไปนะฮาเซล”


“ไม่ออก”


“แกล้งแบบนี้ผมไม่สนุกด้วย” ผมบอกต่อ


“ฉันไม่ได้แกล้ง ใจเย็นเรย์ตัวนายสั่นอยู่แหน่ะ”


“สั่นเพราะโกรธต่างหาก” น้ำเสียงแข็งๆ ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง พูดให้ถูกคือผมพยายามจะทำให้เสียงแข็งเข้าไปเพราะภายในใจกำลังระงับตัวเองให้เลิกกลัวสักที


“ฉันรู้ว่าไม่ใช่”


“ฮาเซล ปล่อย...”


“ไม่เป็นไรเรย์ ไม่เป็นไร” น้ำเสียงอันอบอุ่นกับสัมผัสของฝ่ามือที่ลูบเส้นผมสีดำสนิทของผมไปมานั่นทำเอาร่างกายชาจนขยับไม่ได้


“...” ผมได้แต่เงียบเพราะไม่รู้จะเอ่ยอะไรออกไปในสถานการณ์แบบนี้ ไม่ชอบให้ใครมาขึ้นคร่อมทว่าสัมผัสของฝ่ามือนั่นรู้สึกดีอย่างไม่เคยเป็นจนลืมไปเลยว่าตอนนี้ตัวเองกำลังโดนทำอะไรอยู่


“คืนนี้นอนด้วยกันนะ” ถ้อยคำอันแสนอ่อนโยนกับน้ำเสียงแกมร้องขอนั่นกระซิบเบาๆ ข้างใบหูเรียกเสียงหัวใจให้เต้นแรงขึ้นอย่างไม่อาจห้ามได้ ไม่เพียงห้ามไม่ได้เท่านั้นแม้แต่คำพูดปฏิเสธสั้นๆ ผมยังไม่สามารถเอ่ยมันออกมาได้เลย


สิ่งที่ทำมีเพียงหลับตาที่กำลังสั่นระริกลงและยกแขนข้างหนึ่งขึ้นมากำเสื้อฮาเซลเอาไว้อย่างเชื่องช้าปล่อยสติให้หายไปพร้อมกับความรู้สึกดียามถูกอีกฝ่ายสัมผัสด้วยหัวใจที่เต้นรัวกว่าครั้งไหนๆ


ความเงียบสงบที่กลืนกินทั้งห้องอยู่ๆ กลับมีเสียงใบพัดดังขึ้นในระยะใกล้ทำให้สัญชาตญาณพาสติเข้าร่าง ผมเด้งตัวลุกขึ้นมองดูด้านนอกผ่านกระจกใส


เสียงมาจากด้านบน


เสียงแบบนี้...


“เฮอร์ริคอปเตอร์” ฮาเซลพึมพำก่อนจะลุกขึ้นมานั่งด้วยอีกคน


“ข้างบนมีลานจอดเหรอ” ผมถาม


ไม่แน่ว่ามันอาจเป็นเรื่องปกติก็ได้


“มีแต่ไม่คิดว่าจะมาทีหลายลำแบบนี้หรอกนะ”


“...” คำตอบของฮาเซลสร้างความตรึงเครียดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พูดถูกเสียงที่ได้ยินไม่ได้มีเฮอร์ริคอปเตอร์แค่ลำเดียวแต่มากกว่านั้น


ถ้าบอกว่าปกติคงไม่ได้แล้ว


“มานี่เรย์” ฮาเซลกระโดดลงจากเตียงพร้อมดึงผมให้เข้าหลบอยู่ด้วยกันในตู้เสื้อผ้าด้านข้างในจังหวะเดียวกับเงาสีดำบางอย่างห้อยตัวลงมา


เคร้ง!


เสี้ยววินาทีที่ปิดประตูตู้เสื้อผ้าเสียงกระจกแตกก็ดังสนั่น ผมเงยหน้ามองฮาเซลราวกับถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นตอนนี้ มือของฮาเซลโอบกระชับเอวผมให้แน่นเช่นเดียวกับขยับร่างเข้ามาประชิดใกล้มากกว่าเดิม


“ถอยไป” ผมพึมพำบอกอีกฝ่าย


“ถอยได้ที่ไหน เล่นเปิดแอร์ซะเย็นมันหนาวนี่” ฮาเซลกระซิบตอบ


“มาหนาวอะไรตอนนี้” ก่อนหน้าที่นอนยังไม่บ่นเลยสักคำ


ถึงจะไม่เถียงเรื่องเปิดแอร์เย็นก็เถอะ


ผมบอกแล้วว่าชอบเปิดแอร์อุณหภูมิต่ำเพื่อให้ห้องเย็นแล้วขดตัวอยู่ในผ้านวมผืนหนา


“ก่อนหน้านี้กอดเรย์อยู่เลยไม่หนาว อุก...” ไม่ทันได้พูดจับประโยคผมก็จัดการชกเบาๆ เข้ายังท้องของฮาเซล


“เลิกเล่นฮาเซล”


สถานการณ์ในตอนนี้เป็นยังไงก็ไม่รู้


ไม่มีทั้งข้อมูล แถมยังไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ด้านนอกได้อีกด้วย สถานการณ์แบบนี้ทั้งเสี่ยงและอันตรายมากหากเผลอประมาทอาจไม่จบลงแค่การบาดเจ็บเหมือนอย่างทุกที


“ห้องนี้มันหนาวเป็นบ้าเลยว่ะ” เสียงทุ้มของชายวัยกลางคนทำให้ผมและฮาเซลเงียบลง


“นั่นสิ เปิดแอร์เย็นขนาดนี้เลี้ยงเพนกวินรึไง”


“ฮะฮะฮะ เพกวิน คิดได้ไงวะ” บุคคลที่สองและสามพูดต่อด้วยน้ำเสียงร่าเริง


เฮอะ ถ้าจะเลี้ยงสัตว์ผมไม่เลี้ยงเพนกวินหรอกขอเป็นจิ้งจอกหิมะดีกว่า


“แปลว่าต้องมีคนอยู่” เสียงของคนต่อมาดังขึ้นพร้อมผมและฮาเซลที่สะดุ้งตัวเล็กน้อย


ถ้าให้เดาหมอนี่ต้องเป็นผู้นำ


“หาไหมลูกพี่”


“เอาสิ ต้องจัดการให้หมด”


“รับทราบ” อีกสามคนตอบรับพร้อมเสียงฝีเท้ากระจายกันออกหาตามบริเวณต่างๆ ของห้อง ได้ยินเสียงเปิดประตูห้องน้ำแว่วมาด้วย


“ฮาเซล” ผมเรียกคนตรงหน้าเสียงเบา


“ชู่ อย่าเสียงดังสิเรย์” ฮาเซลกระซิบก่อนจะขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ แม้จะอยู่ในความมืดทว่าดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบทองนั่นกลับเด่นชัดออกมา เป็นดวงตาคู่แรกที่เข้ามาใกล้ผมได้ถึงขนาดนี้


ผมมองนัยตานั่นโดยไม่รู้ตัวซึ่งฮาเซลยังไม่หยุดขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ รู้ตัวอีกทีก็สัมผัสได้ถึงริมฝีปากที่แนบสนิทลงมาอย่างแผ่วเบาพร้อมขบเม้มจนผมเผยอปากออกโดยไม่รู้ตัว สัมผัสของปลายลิ้นทำเอาความร้อนค่อยๆ ก่อตัวตัวมา สติที่มีเริ่มหายไปทว่าแรงของฝ่ามือที่ลูบบั้นท้ายผมทำให้สติและทุกอย่างกลับมา


โคร่ม!


ผมแทบไม่ต้องรอให้สมองสั่งการร่างกายก็จัดการถีบอีกฝ่ายจนหงายหลังออกจากตู้เสื้อผ้าไป แค่นั้นยังไม่พอใจผมเดินออกไปแล้วยกเท้าขึ้นกระทืบเข้ายังหน้าท้องฮาเซลแบบไม่ยั้ง


“อั๊ก! ใจเย็นเรย์ โอ๊ย!...” ฮาเซลรีบหลบเท้าที่กำลังจะเหยียบลงไปอีกรอบ


“ใจเย็น? หึ ไม่มีทางซะล่ะ”


แกร็ก!


“พวกฉันว่าใจเย็นทั้งคู่ดีกว่านะ” เสียงของบุคคลที่สามดังขึ้นพร้อมปากกระบอกปืนจ่อยังบริเวณท้ายทอยผม


ลืมไปเลยว่าข้างนอกสถานการณ์เป็นยังไง


ถ้าผมตายเตรียมโดนหลอกหลอนชั่วชีวิตได้เลยฮาเซล กอนซาเลส!


“เล่นออกมาเองแบบนี้ไม่กลัวตายกันซะเลยนะ” ชายอีกคนเดินเข้าไปจ่อปืนยังหัวของฮาเซลที่ลุกขึ้นมานั่งบนพื้นหลังหลบการโจมตีผม


งานเข้าซะแล้ว


จะเอายังไงต่อไปดี


ผมมองฮาเซลเพื่อดูปฏิกิริยา อีกฝ่ายเองเหมือนรู้เลยเงยหน้ามองผมพลางเลิกคิ้วขึ้นข้างนึงเป็นเชิงถามกลับว่าจะทำยังไงกับสถานการณ์นี้


เอาเข้าไปสิ


อาวุธก็ไม่มีแถมยังถูกปืนจ่อหัวไว้ทั้งคู่อีก


ขืนโจมตีอาจจัดการได้คนหรือสองแต่ที่เหลือคงเล็งปืนและยิงมาโดยไม่ลังเล ผมพยายามหาทางออกโดยการมองไปรอบๆ ห้องว่าพอมีอะไรช่วยได้ไหมตั้งแต่บนพื้นพรหมไปจนถึงประตูหน้าที่ถูกเปิดอ้าออก


จะให้วิ่งอกไปก็ดูไม่ใช่ทางเลือกที่ถูก


ถ้าคู่ต่อสู้มีแค่สองต่อให้มีอาวุธผมก็มั่นใจว่าจะจัดการได้ แต่สี่คนแล้วถืออาวุธเล็งมามันเสี่ยงเกินไป


หื้ม?


แปลว่าถ้าแบ่งเป็นสองก็หมดปัญหาน่ะสิ


ดวงตาสีม่วงของผมหันไปสบตากับฮาเซลเพื่อสื่อความหมายในสิ่งที่กำลังคิดอยู่ ฝ่ายฮาเซลมองตาผมสักพักก่อนมองไปยังศัตรูที่จ่อปืนด้านข้างและอีกคนที่อยู่เยื้องออกไป


อย่างนี้นี่เอง


ความคิดดีนี่ฮาเซล


ผมยกยิ้มขึ้นแทนการชื่นชมฮาเซล สายตานั่นบอกว่าให้ผมจัดการสองคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามส่วนฮาเซลจะจัดการอีกสองคนที่อยู่ด้านหลังผม ซึ่งผมเห็นด้วยมาก...มันง่ายกว่าถ้าจะให้พุ่งตัวไปจัดการศัตรูด้านหน้ามากกว่าด้านหลัง เพียงแต่วิธีนี้ถ้าไม่เชื่อในฝีมืออีกฝ่ายจริงๆ ก็ไม่ควรจะเสี่ยงทำเพราะหากจัดการไม่ได้มีสิทธิ์ถูกยิงได้ง่ายๆ


“มองอะไรกันน่ะ คิดจะส่งซิกรึไง ฉันอนุญาตให้พูดออกมาเลยก็ได้นะถ้าพวกแกคิดว่ามีวิธีรอดจากสถานการณ์ในตอนนี้น่ะ” สัมผัสของปืนจ่อแนบกับหัวผมแรงขึ้นก่อนทั้งสี่คนจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน


“งั้นก็ขอพูดเลยละกัน เรย์!” พอฮาเซลเรียกชื่อผมพุ่งออกไปมือปัดปืนพร้อมยกเข่าขึ้นกระทุ้งเข้ายังหน้าท้องของศัตรูคนแรกด้วยความเร็วสูง


ปัง!


จัดการคนแรกเสร็จคนต่อมาก็ยกปืนขึ้นเล็งมาทว่าผมมกลับเบี่ยงหลบได้แบบฉิวเฉียด ดวงตาสีม่วงสะท้อนกับแสงจากดวงจันทร์จับจ้องไปยังอีกฝ่าย ไม่รู้ว่าเพราะตกใจกับสีตาหรืออะไรแต่อีกฝ่ายชะงักไปซึ่งนั่นเป็นโอกาสให้ผมรีบเหวี่ยงหมัดเข้าใส่จนร่างนั้นล้มลง


“ฮาเซล!” ผมหัวควับไปมองเผื่อจะได้เข้าไปช่วยสมทบแต่แล้วกลับเห็นฮาเซลยืนมองผมอยู่ด้วยรอยยิ้มโดยมีอีกสองคนกองอยู่บนพื้นห้อง


จัดการได้เร็วกว่าผมอีกเหรอ


นี่มันไม่ใช่ระดับธรรมดาแล้ว


“เอาไงต่อดี” ฮาเซลเอ่ยถามระหว่างเก็บปืนของทั้งสี่คนขึ้นมาแล้วส่งให้ผมสองกระบอก


“คุณว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น” ผมถามกลับ


“ถ้าให้เดาคงเกี่ยวกับคริส”


“คริสโตลีนี่ คิวเบิร์ก?”


“ใช่”


“ยังไง”


“ไม่รู้สิ”


“...” ผมเงียบกับคำตอบที่ได้ยิน


สรุปคือไม่รู้เลยสินะ


“ที่รู้แน่ๆ คือมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นและพวกที่บุกมาคงไม่ใช่แค่กลุ่มนี้กลุ่มเดียว” ฮาเซลบอกพลางมองคนสี่คนบนพื้น


“ผมเห็นด้วย” ไม่มีทางที่จะบุกเข้ามาด้วยจำนวนคนแค่นี้


“ไปข้างบนกัน” พูดจบฮาเซลก็ถือปืนวิ่งออกไปจากห้อง


ผมเองก็ได้แต่วิ่งตาหลังฮาเซลออกไปจนถึงบันไดหนีไฟ ทุกห้องที่วิ่งผ่านมีจุดร่วมเดียวกันคือประตูห้องถูกเปิดออก พอลองเข้าไปดูมีหลายห้องที่พบศพและศพนั่นไม่ใช่พวกศัตรูเพราะสังเกตจากชุด แปลว่าบุกมาจากเฮอร์ริคอปเตอร์ด้านบนพร้อมกับหลายห้อง เมื่อเจอคนก็คงถูกจัดการในทันที


แบบนี้เข้าข่ายอันตราย


ไม่รู้จำนวน


ไม่มีข้อมูล


แถมอาวุธในมือสามารถยิงได้จำกัดเพียงไม่กี่นัด


“ฮาเซล คุณจะไปไหน” ผมถามเมื่อเห็นฮาเซลกำลังวิ่งขึ้นไปบนบันไดหนีไฟทั้งที่ชั้นนี้คือชั้น 40 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดเว้นดาดฟ้าตึก


“ไปเอาอาวุธ”


“อาวุธ?” แม้ผมจะไม่เข้าใจแต่ก็ตามขึ้นไปด้านบน ประตูดาดฟ้าถูกเปิดอ้าไว้โดยปราศจากเฮอริคอปเตอร์สักลำ


“ทางนี้” เสียงของฮาเซลเรียกให้ผมหันไปมองก่อนจะเบิกตากว้างกับภาพประตูบานสีเหลืองนวลถูกเปิดออกทั้งที่มือผมจับประตูบนดาดฟ้าอยู่


มีอีกประตูซ่อนเอาไว้?


ตอนขึ้นมาผมยังไม่เห็นเลยว่ามี


“ฮาเซลนี่มัน...”


“ประตูนี่สร้างมาให้เป็นเนื้อเดียวกับพนังมากที่สุดจึงเป็นเรื่องยากถ้าจะมีใครหาเจอ แถมชั้นนี้ถือเป็นเขตหวงห้ามถ้าไม่ได้รับอนุญาติก่อนก็ขึ้นมาไม่ได้”


“งั้นทำไม...”


“เข้ามาแล้วจะรู้เอง” ฮาเซลกวักมือเรียก


“อืม” ผมเดินตามเข้าไปก่อนปิดประตูลง


ประตูด้านนอกว่าน่าตกใจแล้วยังไม่มากเท่าด้านในที่ราวกับสรวงสวรรค์...ใช่สวรรค์ของคนรักอาวุธน่ะนะ ห้องขนาดใหญ่เต็มไปด้วยอาวุธไม่ว่าจะบนผนังหรือในกล่องนบพื้น เรียกว่าเป็นคลังอาวุธขนาดใหญ่ มีตั้งแต่มีด ปืนไม่จนถึงระเบิดมือ


แกร็ก!


ควับ!


ผมและฮาเซลเตรียมเหนี่ยวไกจ่อไปยังบานประตูทันทีที่ได้ยินเสียงเปิด ถ้าเกิดเป็นศัตรูจะได้จัดการทันที...ครั้งนี้ไม่พลาดท่าเหมือนก่อนหน้านี้แน่


“โอ๊ะ มากันก่อนแล้วเหรอเนี่ย” น้ำเสียงเพลย์บอยอันคุ้นเคยของเจ้าของโรงแรมพ่วงด้วยผู้จัดงานMGอย่างคริสโตลีนี่ คิวเบิร์กดังขึ้น ด้านหลังมีซิลเลอร์ เบนซ์ก้าวตามเข้ามาด้านในอีกคน


“เร็วดีนี่” ซิลมองผมและฮาเซลสลับกัน


“ทางนั้นช้าเองมั้ง” ฮาเซลตอบ


“ช้าตรงวิ่งขึ้นบันไดนี่แหละ” คริสตอบพร้อมโยนปืนในมือทิ้งลงบนพื้น


“ฉันถึงบอกให้ไปชั้น 20 ไง” ซิลหันไปบอกคริสด้วยสีหน้าเอือมๆ


“เราอยู่ชั้น 38 นะจะให้วิ่งลงไปชั้น 20 รึไง”


“งั้นก็อย่าบ่น”


“ไม่ได้บ่นสักหน่อย โอ๊ะ นั่นๆ ตาสีม่วงนี่” คำพูดของคริสดังขึ้นพร้อมขยับหน้าเข้ามามองผมใกล้ๆ จนต้องก้าวถอยหลังไป


แย่ล่ะ ดันลืมหยิบคอนแทคเลนส์


“ของจริงสินะ” ซิลเองก็มองมาเช่นเดียวกัน


“เลิกมายุ่งกับคนของฉันแล้วบอกสถานการณ์มาดีกว่าคริส” ฮาเซลเดินเข้ามาแทรกกลางระหว่างผมกับคริสก่อนจะดันตัวผมให้ถอยห่างออกไปอีกนิด


“หวงอะไรขนาดนั้นฮาเซล แต่ก็เข้าใจล่ะนะ...ถ้าเป็นของฉันคงหวงเหมือนกัน” พูดจบคริสก็ส่งยิ้มมาให้


“คริส” ฮาเซลเริ่มสงสายตาไม่พอใจไปให้เพื่อนตัวเอง


“รักแฟนจังนะ”


“ขอโทษที่ต้องพูดแต่ผมไม่ได้เป็นแฟนหรือของฮาเซล” ผมจำเป็นต้องเอ่ยออกไปก่อนที่หลายๆ คนจะเข้าใจผิดไปในทางเดียวกัน


“ไม่ใช่เหรอ?” คริสตาลุกวาวด้วยความอยากรู้


“เรย์” ฮาเซลเองก็มองมาอย่างไม่พอใจนัก


“ผมไม่ได้โกหกนี่” มองมาแบบนั้นคิดว่าผมจะกลัวรึไง


“หึหึ ฮาเซล กอนซาเลสตกอยู่ในจินตนาการตัวเอง ได้ข่าวใหม่แล้ว” ซิลที่ยืนอยู่เงียบๆ ยกยิ้มขึ้นก่อนจะหยิบสมุดเล่มเล็กขึ้นมาจดอะไรบางอย่างลงไป


“ซิล ฉันอนุญาตให้ลงได้แค่ข่าวแต่งงานของฉันกับเรย์”


“ผมไม่คิดจะแต่งกับคุณ!” ผมพูดเสียงดัง


ทำไมบทสนทนามันถึงกลายเป็นแบบนี้ได้


“ไม่ต้องรีบเรย์เดี๋ยวรอฉันขอแล้วค่อยแต่งกัน”


“ฮาเซล!”


“ชักน่าสนุกขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ ฉันเป็นกำลังใจให้ทั้งคู่นะ” คริสพูดพลางแตะใหล่ผมและฮาเซลเบาๆ แทนการให้กำลังใจ


“กลับเข้าเรื่องดีกว่าไหม ไม่งั้นจะไม่ทันการเอา” ทันทีที่ซิลเปิดประเด็นบรรยากาศทั้งห้องก็กลับเข้าสู่ความตึงเครียด


“นั่นสิ เรื่องนี้ต้องรีบจัดการ” คริสพยักหน้าเล็กน้อย


“ขอข้อมูลให้ฉันด้วยคริส” ฮาเซลบอก


“ได้ ยังไงพวกเราก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว...”


“เหมือนฉันยังไม่บอกนะว่าจะลงเรือด้วย ถ้ามีความเสี่ยงฉันขอกระโดดเปลี่ยนเรือละกัน” ฮาเซลรีบพูดแทรก


“เฮ้ย! จะทิ้งเพื่อนไว้ไม่ได้นะ เนอะซิล” คริสหันไปถามเพื่อนสนิทอีกคน


“เห็นด้วยกันฮาเซล” ซิลยกมือขึ้นประกอบ


“เพื่อนทรยศ!”


“รีบพูดมาได้แล้ว” ฮาเซลเร่ง


“ครับๆ ง่ายๆ ก็คือมีพวกพ่อค้าอาวุธที่อยากตั้งตัวเองว่าเป็นที่ 1 ของการผลิตและส่งออกอาวุธเลยคิดจะจัดการฉันซึ่งมีอำนาจสูงสุด แค่นั้น” คริสอธิบายแล้วยักไหล่เบาๆ ราวกับไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร


“มีเรื่องแบบนั้นยังกล้าจัดงานอีกนะ”


“อ้าว ถ้าไม่จัดพวกนายก็ไม่มานี่น่ะสิ”


“จะบอกว่าวางแผนให้พวกเรามาทั้งที่รู้ว่าจะมีเรื่อง?” ซิลมองหน้าเพื่อนตัวเองด้วยสายตาเย็นเฉียบ


“เอ่อ ฉันคากว่าคงมีเรื่องเกิดขึ้นแต่ไม่คิดว่าจะเป็นนี้...ตั้งแต่เริ่มงานฉันจัดคนคอยคุ้มกันอย่างแน่นหนาตั้งแต่ก่อนทางเข้าโรงแรมไปจนถึงด้านในแต่...”


“ไม่ได้ป้องกันบนอากาศ” ฮาเซลต่อประโยคสุดท้ายให้


“...อืม” คริสพยักหน้ารับผิด


“น่าจะบอกกันก่อน” ผมเห็นด้วยกับที่ฮาเซลพูดนะ สถานการณ์แบบนี้ก็ควรจะบอกเพื่อจะได้เตรียมป้องกันหรือระวังตัวไม่ใช่เพิ่งมารู้เอาป่านนี้ ถ้าไม่ใช่พวกเราที่มีประสามสัมผัสและฝีมืออยู่ละก็ไม่มีทางรอดออกมาจากห้องได้ในสภาพครอบ 32 แบบนี้หรอก


“ขอโทษที”


“พวกนั้นบุกมาทางเฮริคอปเตอร์อย่างเดียวรึเปล่า” ฮาเซลถามต่อ


“เปล่า บุกมาข้างหน้าด้วยแต่ด้านนั้นคนของฉันกำลังจัดการอยู่และคิดว่าคงเจาะเข้ามาด้านในไม่ได้”


“แปลว่าถ้าจัดการข้างในได้หมดทุกอย่างก็จบ” ซิลพูดบ้าง


“ใช่ เพราะงั้นเราสี่คนมาช่วยกันจัดการให้เสร็จเถอะ”


“แผนล่ะ”


“ไล่ไปทีละชั้น เจอศัตรูก็จัดการทิ้งซะ”


“...” ผมถึงกับเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ฟังแผนการอันแยบยล...


แยบยลที่ไหนเล่า!


เรียกว่าไม่มีแผนเลยมากกว่า


“เสี่ยงไป ต่อให้ไล่จัดการแต่จำนวนอาวุธที่ติดตัวไปได้มีจำกัด เราไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีจำนวนเท่าไหร่ถ้าเกิดกระสุนหมดระหว่างนั้นทำให้พวกเราเสียเปรียบ” ซิลอธิบายช่องโหว่งของแผนการแสนจะแยบยลของคริส


“กระสุนหมดก็ใช้อย่างอื่นสู้สิ อย่าลืมนะว่าพวกเรากำลังอยู่ในคลังเก็บอาวุธของผู้ผลิตอาวุธอันดับหนึ่งของประเทศและเป็นอันดับต้นๆ ของโลกน่ะ” คริสยืนอกพูดด้วยความภูมิใจ


ผมว่าแล้วเชียวว่าทำไมถึงมีอาวุธมากขนาดนี้ในโรงแรม


คริสไม่ใช่คนธรรมดาอย่างที่คาด


มีทั้งผู้ผลิตอาวุธอย่างคริส


ผู้ค้าอาวุธอย่างฮาเซล


และผู้สื่อข่าวอย่างซิล


แถมแต่ละคนยังทรงอิทธิพลกันทั้งนั้น อยากถามเหลือเกินว่าไปสนิทกันได้ยังไง



(มีต่อค่ะ)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
(ต่อนะคะ)


“เรย์ คิดว่าไง” นิ่งไปสักพักฮาเซลก็หันมาขอความเห็นผม


“...ผมว่าการไล่จัดการทีละชั้นไม่ใช่แผนที่ดีเท่าไหร่เพราะพวกเราคงเหนื่อยตั้งแต่กลางทาง” จำนวน 40 ชั้นไม่ใช่น้อยๆ เลย ต่อให้เป็นผมจะให้วิ่งลงพร้อมจัดการทั้ง 40 ชั้นก็ขอบอกตรงนี้เลยว่าเป็นไปไม่ได้


“ฉันเหนื่อยตั้งแต่ 5 ชั้นแรกแล้ว” คริสเสริม


“เฮ้อ แล้วนายมีแผนอย่างอื่นไหม” ซิลถอนหายใจใส่เพื่อนตัวเองก็ถามต่อ


“แผนไม่มีหรอก แค่คิดว่าถ้ารวมอีกฝ่ายไว้ที่เดียวกันได้เราคงจัดการง่าย” ผมบอกตามที่คิดออกไป


“ความคิดดีนี่ แต่การจะรวมคงไม่ง่าย”


“ใช่” มันไม่ง่ายเลย


“แต่ก็ไม่ได้ยากสักเท่าไหร่” ซิลพูดต่อพร้อมยกยิ้มขึ้น


“มีแผน?” คริสหันควับไปมองหน้าซิลด้วยความหวัง


“ในเมื่อพวกนั้นมีเป้าหมายอยู่นี้หมอนี้เราก็ใช้เป็นเหยื่อล่อพวกมันมารวมกันแล้วจัดการ ง่ายๆ”


“ให้ฉันเป็นเหยื่อล่อ? ไม่ดีมั้งถ้าถูกยิงขึ้นมาจะทำไงเล่า ฉันไม่ได้เก่งกาจเหมือนพวกนายที่จะหลบกระสุนได้นะ”


“ไม่เก่งพวกหลบหลีกแต่ถ้าปะทะตรงๆ ก็ไม่ธรรมดานี่” คำพูดของฮาเซลทำให้รู้ว่าคริสเองก็มีความสามารถในการต่อสู้อยู่ไม่น้อยซึ่งผมก็คาดไว้แล้ว การทำธุรกิจระดับนี้หากไม่มีทักษะติดตัวคงอยู่ไม่รอดถึงปัจจุบันหรอก


“ถึงบอกให้ลุยทีละชั้นไง เหนื่อยก็พักไป”


“ระหว่างนายพักได้มีคนตายเพิ่มพอดี”


“...ก็ถูก แต่จะให้ใช้ลิฟต์ก็ไม่ใช่ ขืนถูกตัดสายได้ดิ่งตกกันแน่”


“น่าจะมีแผนอะไรที่ดีกว่านี้” ทั้งสามคนต่างเงียบลงราวกับกำลังพยายามคิดหาแผนการณ์


“ทำไมไม่ลองใช้กลลวงสักหน่อยล่ะ” ผมเสนอเผื่อทุกคนจะสนใจ


“กลลวง? คิดอะไรได้เรย์” ฮาเซลถาม


“ไม่จำเป็นที่คริสต้องออกไปล่อศัตรูเองแต่เราจะใช้เสียง”


“เสียง?”


“ที่นี่เป็นโรงแรม ผมคิดว่ามีเครื่องกระจายเสียอยู่แล้ว ดังนั้นเราก็แค่ทำเป็นว่าเป็นหนึ่งในคนของคุณแล้วบอกไปว่าคริสอยู่ไหนจากนั้นก็แค่ทำเป็นตกใจว่าเครื่องกระจายมันดังอยู่ อาจดูเป็นแผนตลกหลอกเด็กแต่เชื่อเลยว่าต้องมีไม่น้อยที่เชื่อ” ผมอธิบายแผนในหัวให้ทุกคนฟัง


จริงอยู่แผนนี้มันค่อนข้างจะดูเด็กและไม่แนบเนียนมีแค่ในนิยายที่เอาไปใช้กันทว่าในสถานการณ์คับขันที่หาตัวเป้าหมายไม่เจอฝ่ายศัตรูเองคงต้องเร่งรีบและกระสับกระส่าย ด้วยพฤติกรรมของมนุษย์ยามนั้นจะทำให้การตัดสินใจขาดความแม่นยำ


ผมเคยลองวิธีนี้มาก่อนเลยรู้ดี


“นายไม่ใช่บอดี้การ์ดสินะ” ซิลมองผมระหว่างถาม


“ตอนนี้ผมเป็นบอดี้การ์ด” แค่ตอนนี้น่ะนะ


“หึ เอาอย่างที่เขาบอก คริสโทรไปบอกพวกลูกน้องให้จัดการซะ”


“ได้เลย ระหว่างนี้ก็เลือกอาวุธกันได้ตามสบายเลย ใช้ได้ไม่อั้น” พูดจบคริสก็เดินไปโทรศัพท์ด้านข้าง


พวกเราอีกสามคนจึงแยกกันดูอาวุธภายในห้อง ทางผมเดินไปยังโซนของมีด กริซและอาวุธไร้เสียงอื่นๆ อีกมากมาย มีดสั้นเล่มสีเงินมีส่วนใบมีดบางเฉียบกว่ามีดปกตินั่นช่างดึงดูสายตานักฆ่าอย่างผมซะเหลือเกิน ผมหยิบมีดเล่มนั้นเหน็บไปยังเอวก่อนหันไปมองฮาเซลที่กำลังใส่กระสุนลงยังปืนสั้นสีดำสนิททั้งสองกระบอก ส่วนซิลเองก็กำลังเดินเลือกปืนอยู่เช่นกัน


เหมือนว่าทุกคนต่างชอบปืนมากกว่าอาวุธอื่นอาจเพราะด้วยพลังการทำลายและความปลอดภัยเนื่องจากระยะของการยิง ต่างจากผมที่ชินกับพวกมีดหรือลวดซึ่งเป็นการต่อสู้ระยะประชิดและไร้เสียงเหมาะกับการลอบจู่โจมมากกว่าให้ถือปืนเล็งยิงศัตรู แต่ใช่ว่าจะใช้ไม่คล่องหรอกนะ


“เลือกเสร็จแล้วเหรอเรย์” ฮาเซลถาม


“อืม” ผมพยักหน้าตอบ


“พกปืนไปสักกระบอกสิ” พูดจบก็ส่งปืนอีกกระบอกมาให้ผม


คงเห็นละมั้งว่าอาวุธที่ผมมีนั้นไม่ใช่ปืน


“ขอบคุณ” ผมรับปืนนั้นมาก่อนจับทำความคุ้นเคย กระบอกนี้เหมาะกับมือผมมาก


“ฉันเลือกได้ถูกใจใช่ไหมล่ะ”


“เซ้นส์อีกแล้วเหรอ” ผมยกยิ้มระหว่างถามกลับ


“ประมาณนั้น” ฮาเซลเองก็ยิ้มตอบเช่นกัน


“ถ้าผมมีเงินเยอะๆ สิ่งแรกที่ผมจะซื้อคุณคิดว่าเป็นอะไร” ผมถามพลางเงยหน้ามองอีกฝ่าย


“หืม ขนมมั้ง”


“ผิด”


“เฉลยมา”


“เซ้นส์คุณ” ผมตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง ผมไม่รู้ว่าเซ้นส์ของฮาเซลใช้ได้กับทุกคนไหมแต่มันใช้กับผมได้ดีเหลือเกินซึ่งผมไม่ชอบเลยสักนิด


“โปรโมชั่นตอนนี้ซื้อเซ้นส์แถมร่างกายนะครับ”


“หึ รอหมดโปรโมชั่นผมค่อยซื้อละกัน” กวนมาก็ขอกวนกลับ


“ใจร้าย”


“ผมไม่เคยบอกนี่ว่าใจดี”


ถกเถียงกันได้สักพักการเตรียมการณ์ทุกอย่างก็เรียบร้อย ทุกคนล้วนได้อาวุธที่เหมาะมือมาคนละสองสามอย่างก่อนจะตรงไปยังสถานที่สำหรับวางกลยุทธ์ เมื่อมาถึงชั้น 30 เสียงจากเครื่องกระจายเสียงประกาศบอกว่าคริสอยู่ชั้น 30 ก็ดังขึ้น ระหว่างทางไม่มีการปะทะใดๆ เพราะพวกเราใช้บันไดหนีไฟเป็นทางผ่าน


“มากันเยอะเลยแฮะ” ฮาเซลพึมพำระหว่างลอบมองศัตรูที่พากันวิ่งมายังชั้น 30


ตอนนี้พวกเราแยกกันเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือซิลกับคริส...ทั้งสองคนจะจัดการตั้งแต่ด้านในสุดของชั้นส่วนผมและฮาเซลนั้นจะจัดการตั้งแต่ทางเข้าหรือก็คือหน้าบันได ลิฟต์และทางหนีไฟไล่ไปด้านใน อาจดูเหมือนเยอะแต่บันได ลิฟต์และทางหนีไฟนั้นอยู่ในบริเวณเดียวกันจึงทำให้สามารถดูได้ทั่วถึง


“รออีกหน่อยเถอะ” ผมกระซิบบอก จากเสียงฝีเท้ายังมีมาอีกเรื่อยๆ


“เคยใช่แผนนี้มาก่อนสินะ” อยู่ฮาเซลก็พูดขึ้น


“ใช่ เมื่อนานมาแล้ว”


“ไว้จบแล้วเล่าให้ฟังหน่อยนะ”


“ทำไมผมต้องเล่า?” ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมต้องเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟังนี่


“เพราะอยากรู้”


“นั่นไม่ใช่เหตุผล”


“บอกหน่อยน่า”


“จบเรื่องค่อยว่ากัน ออกไปจัดการได้แล้ว” ผมบอกเมื่อเสียงฝีเท่าเงียบไป


“ระวังตัวด้วย”


“คุณเองก็ระวังด้วย” ผมบอกก่อนจะวิ่งออกจากมุมตรงไปยังบันไดแล้วก้มมองด้านบนว่างมีคนกำลังวิ่งลงมาอยู่อีกไหม
ด้านบนไม่มีก็เหลือด้านล่าง...


ปัง!


เสียงกระสุนดังขึ้นจากบันได้ด้านล่างพร้อมกับร่างของชายคนหลายคนวิ่งขึ้นมา โชคดีที่ผมเบี่ยงตัวหลบได้ทัน...ของกลมๆ ในกระเป๋าถูกหยิบขึ้นมาทำการดึงฉนวนแล้วคว้างลงไปตามบันได ทันทีที่ของนั่นลงไปถึงฝ่ายศัตรูเสียงแตกตื่นก็ดังขึ้นเช่นเดียวกับเสียงระเบิดและควันจำนวนมากที่แผ่ขึ้นมาด้านบน บอกก่อนนะว่านั่นไม่ใช่ระเบิดแต่เป็นระเบิดควัน


ผมไม่เสี่ยงใช่ระเบิดจริงภายในตึก 40 ชั้นหรอก


แว่นกันควันถูกสวมใส่ก่อนผมจะพุ่งตัวเข้าไปด้านในกลุ่มควัน เสียงแตกตื่นทำให้ผมกะระยะการโจมตีได้ง่ายจึงสามารถจัดการทั้งสี่คนในภายในเวลาอันรวดเร็ว พอกลับขึ้นมาผมก็ตามฮาเซลเข้าไปด้านในทว่าเท้าผมกลับหยุดชะงักเมื่อสังเกตถึงความผิดปกติบางอย่าง ความจริงก็ไม่ใช่สังเกตเห็นแต่เป็นอะไรบางอย่างดัง ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด


เสียงแบบนี้อย่างบอกนะว่า...


ผมเดินตามเสียงจนถึงด้านหลังของกระถางต้นไม้ วัตถุสี่เหลี่ยมมีหน้าปัดนับเวลาถอยหลังอยู่ที่10:12


“ระเบิด” ผมพึมพำเสียงเบา


งานเข้า!


และผมไม่คิดว่ามีแค่ลูกเดียวด้วย


เดี๋ยวนะ


ระเบิดนี่ต้องมีรีโมทบังคับอยู่ที่ใครสักคนแน่ แบบนี้ต้องรีบไปบอกฮาเซล


ผมวิ่งเข้าไปด้านในโดยใช้เสียงเบาที่สุดจนถึงห้องโถงห้องหนึ่ง ด้วยสัญชาตญาณผมเอาหลังแนบกับประตูพร้อมใช้หูฟังบทสนทนาด้านในทันที


“ลองยิงมาสิ ฉันจะกดให้ระเบิดทั้ง 10 ลูกทำงานพร้อมกัน!” เพียงประโยคเดียวก็สามารถอธิบายสถานการณ์ทุกอย่างได้


รีโมทที่ผมตามหาอยู่นั่น


“งั้นแกก็คงไม่รอดด้วย” เสียงของซิลดังขึ้น


ผมแอบมองไปยังด้านและพบกับกองเหล่าศัตรูที่ทรุดลงบนพื้นโดยตรงกลางมีคริส ฮาเซล ซิลและศัตรูอีกหนึ่งที่ถือรีโมทชูขึ้น


จัดการกันเร็วเกินไปแล้ว


บางทีผมก็ไม่เข้าใจนะว่าจะจ้างคนคุ้มกันหรือบอดี้การ์ดไปทำไมถ้าฝีมือดีกันขนาดนี้ แต่ไม่แน่ว่าอาจจ้างมาในสถานนี้ก็เป็นได้


ไม่สามารถขยับตัวหรือยิง แม้แต่การจะโต้ตอบก็ยังทำไม่ได้


ดูท่าแล้วผมคงต้องเป็นคนจัดการสินะ


ดวงตาสีม่วงลอบมองไปยังรอบๆ ห้องเพื่อสังเกตทุกสิ่งตั้งแต่ศัตรูบนพื้นไปจนถึงบนกำแพงว่ามีอะไรที่ดูน่าสงสัยอยู่ไหมแล้วก็พบเข้ากับระเบิดลูกใหญ่ที่ถูกติดตั้งอยู่บนกำแพง ถ้าให้เดาอีกฝ่ายคงเตรียมแผนมาแล้วว่าจะระเบิดจึงสร้างสถานการณ์ให้แตกตื่นเพื่อไม่ให้คิดได้ว่าเล็งการใช้ระเบิดไว้


“เฮ้อ...” ผมถอนหายใจพร้อมหยิบมีดออกมาโดยสายตาเล็งไปยังมือข้างที่ชูขึ้น


ฉึก!


เพียงพริบตาของการขว้างมีดสีเงินก็ทะลุผ่านมือนั่นพร้อมรีโมทกระเด็นไปยังฮาเซล


“อ๊ากกก~!” เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและร่างที่ทรุดลงกับพื้นไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกสงสารแต่เป็นปลงซะมากกว่า ผมไม่ค่อยจะใช้ปืนเพราะพวกเก่งๆ มักจะมีเซ้นส์หลังจากได้เสียงยิงจึงมีไม่น้อยเลยที่สามารถหลบกระสุนได้ แต่ถ้าเป็นมีดหากไม่ได้มองอยู่ก็หลบไม่พ้นหรอก


“รีบหยุดระเบิด!” ผมก้าวเข้าไปพร้อมตะโกนบอก


“เล็งแม่นนะเรย์” ฮาเซลเอ่ยชมหลังมองมีดเล่มบางบนฝ่ามืออาบเลือดด้านล่าง


“นิดหน่อย” ผมค่อนข้างมั่นใจเวลาปามืดมากกว่ายิงปืน


คงเพราะใช้บ่อยละมั้ง


“เรย์หมอบลง”


ปัง!


ปัง!


เสียงตะโกนของฮาเซลดังขึ้นก่อนเสียงปืนเพียงเสี้ยววินาทีแต่นั่นก็นานพอให้ผมหมอบลงตามคำพูดนั่นโดยไม่มีความลังเล ผมหันกลับไปมองยังประตูห้องโถงที่ตอนนี้มีศัตรูมาเพิ่มอีก 5 คนแถมถือปืนกันอยู่ครบ


“ยังไม่หมดเหรอเนี่ย” คริสบ่น


“ห้องนี้ไม่มีที่หลบด้วย” ซิบพึมพำต่อ


“ไม่จำเป็นต้องหลบนี่” ผมพูดบ้าง


“เฮ้! คิดจะทำอะไรน่ะเรย์” ฮาเซลพูดเมื่อเห็นผมพุ่งตัวไปด้านหน้า


“ผมจะล่อให้ จัดการคนละนัดก็จบแล้ว” ผมบอกพร้อมวิ่งตรงไปด้านหน้า


ปัง!


ปัง!


ดวงตาสีม่วงของผมมองดูฝ่ายศัตรูทั้ง 5 คนราวกับล๊อคเป้าหมายไว้ เพียงการขยับนิ้วเหนี่ยวไกเล็กน้อยก็ทำให้ผมหลบได้ไม่ยากเพราะเสียงปืนดังเพียงสองนัดเท่านั้น


ปัง!


ปัง!


เสียงปืนอีกสองนัดดังขึ้นจากด้านหลังซึ่งไม่ต้องหันไปก็เดาได้ว่าเป็นใคร การเล็งอันแม่นยำทำเอาอีกฝ่ายล้มลงแทบจะทันที เมื่อเห็นท่าไม่ดีอีกสามคนที่เหลือก็เตรียมจะเล็งปืนใส่ผมพร้อมกันทว่าผมเข้ามาถึงในระยะโจมตีแล้ว มีดอีกเล่มถูกหยิบขึ้นมาและกรีดยังบริเวณลำคออย่างแม่นยำในจังหวะเดียวกับหมุนตัวใช้เท้ากระโดดถีบคนข้างๆ ได้อีกหนึ่ง


ปัง!


เสียงปืนนัดสุดท้ายคือสัญญาณของการจบการต่อสู้นี้ลง แน่นอนว่าฝ่ายชนะคือพวกผม...แม้จะมีจำนวนน้อยกว่าก็ใช่กว่าจะแพ้เสมอไป ทุกอย่างมันอยู่ที่การวางแผน ฝีมือและประสบการณ์


“เรย์ อย่าวิ่งเข้าหาปืนแบบนั้นอีกเข้าใจไหม!” ฮาเซลก้าวยาวๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้าผมพร้อมเสียงบ่น


“ถ้าผมไม่ล่อ พวกเราอาจตายกันหมด” เพราะผมพุ่งเข้าไปอีกฝ่ายจึงเปลี่ยนเป้าจากเล็งทุกคนมาเป็นผมคนเดียวนั่นทำให้คนที่เหลือสามารถเล็งได้ง่ายขึ้น


“ถึงแบบนั้นก็อันตราย”


“ผมไม่ได้อ่อนแอ” ผมเงยหน้าสบกับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบทองตรงๆ คำพูดของฮาเซลเหมือนจะบอกว่าผมอ่อนแอ


“ฉันไม่ได้คิดว่านายอ่อนแอ ก็แค่...บ้าเอ้ย!” ฮาเซลสะบัดหัวแรงก่อนจะคว้าตัวผมเข้าไปกอดไว้แน่น


“ฮาเซล ทำอะไรน่ะ ปล่อย!” ผมพยายามดิ้น


“ไม่”


“ฮาเซล!”


“ฉันไม่เคยคิดว่าเรย์อ่อนแอ เพียงแค่เป็นห่วงเท่านั้น...เป็นห่วงจริงๆ” คำพูด แรงสัมผัสและไออุ่นจากร่างกายทำให้ผมเงียบลง


คำว่าเป็นห่วง


ฮาเซลเป็นคนแรกที่มอบให้


เขาเป็นคนแรกของหลายๆ อย่างสำหรับผมที่อยู่มาเพียงลำพัง


เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าฮาเซลอันตราย


ใช่...เขาอันตราย อันตรายมากกับหัวใจของผม


อยากจะรีบจบงานนี่สักที...ก่อนที่อะไรบางอย่างมันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

.............................................

สวัสดีค่า

ตอนนี้บู๊แบบจัดเต็ม จัดหนัก แทบไม่มีให้ได้หยุดพักกันเลยทีเดียว

แต่งเองก็รู้สึกสนุกเอง ชอบมากเลยเวลาได้เห็นเรย์ต่อสู้

หวังว่าทุกคนจะชอบเช่นกันนะคะ

ขอบคุณสำหรับทุกๆ คอมเม้นท์และทุกๆ กำลังใจค่ะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊าบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
เป็นการออกกำลังกายก่อนนอนที่ดุเดือดมาก  :katai2-1:

ออฟไลน์ HanATarO

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2223
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-2
ตอนนี้ดุเดือดมาก เรย์เริ่มหวั่นไหวกับฮาเซลแล้ว

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6512
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด