-จบ-«·´✖Defeated Heart✖`·» เสี่ยงรัก สยบหัวใจ »ส่งท้าย« 29/3/62 P.7
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: -จบ-«·´✖Defeated Heart✖`·» เสี่ยงรัก สยบหัวใจ »ส่งท้าย« 29/3/62 P.7  (อ่าน 94186 ครั้ง)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
✖`·»เสี่ยงรัก«·´✖ วันที่12



เสียงฝีเท้าเหยียบลงบนพื้นจนเกิดเสียงก้องกังวานในระยะใกล้ส่งผลให้สติที่ดับวูบค่อยๆ กลับเข้าร่างทีละนิด ดวงตาสีม่วงใต้คอนแทคเลนส์สีน้ำตาลปรือขึ้นโดยไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวซึ่งอาจสร้างพิรุจ ภาพแรกยามดวงตาลืมขึ้นคือพื้นคอนกรีดและกลิ่นของเหล็กลอยอยู่รอบๆ


มือทั้งสองข้างถูกจับมัดไพร่หลังไว้กับเสาเหล็กด้านหลังอย่างแน่นหนาในสภาพนั่งทรุดอยู่บนพื้นซึ่งด้านข้างมีน้ำนองอยู่เช่นเดียวกับปากที่ภายในถูกผ้าขึงมัดไว้ให้สามารถเปล่งเสียงขอความช่วยเหลือได้


ความทรงจำก่อนหน้านี้ทยอยปรากฏขึ้นคล้ายกับจะหาถึงสาเหตุของการมาอยู่ตรงนี้...


จำได้ว่าผมและฮาเซลกลับจากการร่วมประชุม MG เมื่อหลายวันก่อนพร้อมกับข่าวอันน่าตกใจที่มากส์กับแซมถูกลอบทำร้ายจนบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาล สภาพร่างกายของทั้งคู่อาจปลอดภัยรอดพ้นจากความตายมาได้ทว่ากลับต้องรักษาตัวอยู่หลายวันถึงจะสามารถออกจากโรงพยาบาลได้


ฮาเซลเองดูร้อนรนรีบถามถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และคำตอบพวกนั้นไม่เพียงแค่ทำให้ผมนิ่งไปแต่ฮาเซลถึงกับแผ่รังสีความโกรธปนโมโหออกมาเต็มห้องจนบอดี้การ์ดคนอื่นถอยหนีกับไปรวมอยู่มุมห้อง คงจำเหตุการณ์ตอนฮาเซลเกือบถูกเล็งยิงด้วยปืนไรเฟิ้ลได้สินะ จากการสอบสวนและสอบปากคำอย่างยาวนานในที่สุดหมอนั่นก็ยอมเปิดปากเรื่องสถานที่แห่งหนึ่งขึ้นมา พวกมากส์เลยพาบอดี้การ์ดเข้าไปตรวจสอบก่อนจะพบว่านั่นเป็นกับดังที่ไม่รู้ว่าวางแผนไว้ตั้งแต่ตอนไหน ทั้งคู่ถูกอีกฝ่ายที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นใครละดมยิงจนต้องรีบถอยออกมา


แม้จะถอยออกมาได้ทางฝ่ายนั้นก็กัดไม่ปล่อยคว้างระเบิดมือมายังรถจนพุ่งตกทะเล โชคยังดีที่ทั้งคู่สามารถจัดการกับสถานการณ์ได้อย่างยอดเยี่ยมจึงได้มานอนพักอยู่ในโรงพยาบาลแบบนี้


ผมรู้ถึงชะตาของตัวการณ์ให้ข้อมูลเลยว่าต้องเจอกับจุดจบแบบไหน ฮาเซลอาจเหมือนคนกวนประสาทไม่สนใจใครแต่เมื่อลูกน้องคนสนิทโดนแบบนี้เข้าคงไม่อยู่เฉย


ไม่รู้ว่าฮาเซลคิดจะทำอะไร ที่แน่ๆ คือเขาออกไปคุยอะไรสักอย่างกับใครบางคนที่ดูแล้วคนไม่ใช่บุคคลธรรมดาอย่างแน่นอน หลายวันต่อมาผมซึ่งได้รับหน้าที่จากแซมและมากส์ให้ดูแลฮาเซลอย่างใกล้ชิดก็เดินตามอีกฝ่ายเข้ามายังโรงพยาบาลเหมือนเช่นทุกวัน และเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นขณะผมเผลอเพียงเสี้ยววินาทีตอนมีรถเข็นฉุกเฉินวิ่งตรงมาตามทาง ความเจ็บแปล๊บบริเวณศีรษะแล่นเข้ามาก่อนสติก็ดับวูบไปอย่างรวดเร็ว


พอตื่นขึ้นมาก็มาอยู่ที่นี่ซะแล้ว


ผมบังคับลมหายใจตัวเองให้ช้าลงเหมือนตอนหมดสติเพื่อไม่ให้ฝ่ายศัตรูจับได้ว่าผมมีสติกลับมาแล้ว เสียงฝีเท้าโดยรอบดังก้องอยู่ในหัวพร้อมพร้อมกับเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์


จำนวนมีเยอะ...ไม่ใช่เยอะธรรมดาแต่เป็นเยอะมาก


ฟังดูแล้วก็หลายสิบคู่ มีทั้งเดิน ทั้งวิ่งหรือแม้แต่นั่งใช่เท้าเคาะกับตู้คอนเทนเนอร์


อย่าบอกนะว่าคือแหล่งกบดานน่ะ


งานเข้าของแท้!


เดี๋ยวก่อนสิ มีบางอย่างที่ต้องหาคำตอบให้เจอก่อนจะตัดสินใจต่อว่าจะทำยังไง ทำไมถึงจับตัวผมมาแถมยังแบบมีลมหายใจ ถ้าเป็นผมหลังทำให้สลบคงปลิดชีวิตอีกฝ่ายทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาหาเชือกมามัด ความจริงคือควรฆ่าซะแต่แรกไม่ใช่มาเก็บไว้แบบนี้


นั่นแปลว่าต้องมีอะไรบางอย่าง


สาเหตุอะไรบางอย่างที่ทำให้อีกฝ่ายละชีวิตผมไว้


แต่มันคืออะไรล่ะ


รอบกายมีแสงไฟส่องสว่างเป็นจุดๆ หมายความว่าตอนนี้อยู่ในช่วงกลางคืน ฮาเซลตอนนี้คงรู้แล้วว่าผมหายไป


เอาเถอะ


ตอนนี้ต้องคิดถึงสถานการณ์ตรงหน้าก่อน ในเมื่อหาเหตุผลของการไว้ชีวิตไม่เจอก็เหลือแค่ทางเดียวคือถามเอาจากปากศัตรูตรงๆ


“อึก...” ผมแกล้งสะดุ้งตัวพร้อมส่งเสียงออกไปเบาๆ ไม่กี่วิต่อมาใบหน้าก็เงยขึ้นสอดส่องสายตาไปรอบๆ ด้วยอาการแสร้งทำเป็นตื่นตระหนก


นี่เป็นโอกาสให้ผมได้สังเกตสถานที่แห่งนี้มากขึ้น ไล่ตั้งแต่ด้านข้างทั้งสองฝากเต็มไปด้วยตู้คอนเทนเนอร์เรียงรายอยู่เต็มพื้นที่ชั้นเดียวบ้าง สองชั้นบ้าง สามชั้นบ้าง โดยแต่ละตู้คอนเทนเนอร์ผมเห็นแสงสว่างที่ลอดมาจากด้านในหมายถึงพวกนี้ใช้ตู้คอนเทนเนอร์เป็นที่อยู่ มองดูรอบๆ ได้ราวสองครั้งในสมองทำการวิเคราะห์และประมวลอย่างรวดเร็วจนได้คำตอบว่าที่นี่คือโกดังขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ติดทะเลเนื่องจากพอเอี้ยหูฟังแล้วได้ยินเสียงคลื่น


บุคคลหลายสิบชีวิตมีรูปร่างแตกต่างกันไปตั้งแต่บอบบางไปจนถึงกำยำ ส่วนมากจะรูปร่างกลางๆ ซะมากกว่า ไม่ใช่รูปร่างที่ทำให้ผมรู้สึกหวาดหวั่นแต่เป็นกล่องลังไม้ด้านข้างหลายสิบลังต่างหาก ฝาของลังไม้กล่องหนึ่งถูกเลื่อนออกจนเห็นอาวุธปืนถูกวางอยู่ภายใน และอาวุธปืนคงไม่ใช่เพียงอย่างเดียว ที่อยู่ในลังนั่น


นี่มันเป็นคลังอาวุธชัดๆ คิดจะก่อการร้ายระดับไหนกันถึงได้ต้องตุนอาวุธไว้มากขนาดนี้


“โอ๊ะ เหมือนคนที่จับมาจะฟื้นแล้วนะเหว่ย” น้ำเสียงร่าเริงกับใบหน้านวลของหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมดังขึ้นพลางกวักมือเรียกใครบางคน


“อย่าเสียงดังไปเปอร์” ชายชื่อเหว่ยเดินมาจากในมุมมืด รูปร่างสูงสมส่วนกับใบหน้าคมนั่นดูคล้ายพวกมหาเศรษฐีของประเทศไหนสักที่


“พวกคุณเป็นใคร” ผมเอ่ยถามออกไปตามตรงในขณะใช้สายตาจับจ้องไปยังอีกฝ่ายเพื่อสังเกตทุกการเคลื่อนไหว


“เรื่องนั้นบอกไม่ได้” คนชื่อเหว่ยตอบ


“...จับผมมาทำไม” เมื่อคำถามแรกใช้ไม่ได้เลยยิงอีกคำถาม


ผมต้องการข้อมูลมากกว่านี้ ดังนั้นจึงควรหาเรื่องพูดคุยต่อเผื่อจะได้ข้อมูลอะไรเพิ่ม


“ลูกน้องของฮาเซลนี่โง่ขนาดนี้เลยเหรอ” ถ้อยคำสบประมาทจากชายหนุ่มในวัยเดียวกันอาจทำให้หลุดความหงุดหงิดออกไปได้ง่ายๆ ทว่าผมควบคุมตัวเองให้อยู่อย่างสงบนิ่งไม่ไปต่อปากต่อคำ


“ถึงจะเป็นลูกน้องแต่เพิ่งมาอยู่ได้ 6 เดือนเองนี่” ประโยคนั่นทำให้คิ้วผมเริ่มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย


การเคลื่อนไหวของฮาเซลถูกจับตามองอยู่ตลอดตั้งแต่ก่อนผมจะเข้ามาเป็นหนึ่งในบอดี้การ์ด


ไม่อยากเชื่อว่าจะสามารถจับตาดูได้โดยไม่มีใครรู้สึกตัวแม้แต่ผมที่ค่อนข้างมั่นใจเรื่องประสาทสัมผัสของตัวอยู่พอสมควรยังไม่เอะใจเลยว่าถูกจับตามองมาตลอด 6 เดือนแบบนี้


ไม่สิ ใจเย็นก่อน


การจะจับตาดูโดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัวไม่ใช่สิ่งยากขนาดนั้น การจับตามองในระยะใกล้มีความเสี่ยงสูงในการถูกจับได้ดังนั้นถ้าต้องการเพิ่มความปลอดภัยก็แค่เว้นระยะให้ห่างขึ้น แปลว่าถึงภาพรวมจะถูกจับตาแต่ก็ไม่มีข้อมูลชัดเจนอย่างเรื่องบทสนทนา


เรื่องที่ผมเป็นนักฆ่าเองคงยังไม่ถูกเปิดเผยเพราะผมค่อนข้างมั่นใจว่าทุกครั้งก่อนจะทำอะไรสังเกตรอบด้านอยู่เสมอ อีกอย่างคนธรรมดาไม่มีทางจับตามองการเคลื่อนไหวในระยะไกลได้...เมื่อนำข้อมูลมารวมกันทุกอย่างก็เริ่มปะติดปะต่อ...คนกลุ่มนี้เป็นนักฆ่าเหมือนผมไม่ก็ต้องเป็นสายลับ


“...พวกคุณเป็นนักฆ่า?” ผมพูดเสียงเบาหวิวพร้อมแกล้งทำดวงตาให้สั่นระริกคล้ายหวาดกลัว การจะหลอกหาข้อมูลจะทำได้ง่ายสุดต่อเมื่อทำให้อีกฝ่ายเห็นว่าตัวเองอยู่เหนือกว่า เพียงทำเป็นหวาดกลัวเดี๋ยวข้อมูลอะไรๆ ก็จะปรากฏขึ้นมาเอง


“โอ้...เริ่มฉลาดแล้วนี่”


ผมยกยิ้มมุมปากเมื่อได้รับคำตอบ


ว่าแล้วเชียว หากเป็นอาชีพเดียวกันคงไม่ง่ายในการจับสัมผัส


“ไม่ต้องกลัวขนาดนั้นหรอก ในเมื่อยังไม่มีคำสั่งให้กำจัดนายพวกเราก็ไม่คิดจะให้มือเปื้อนเลือดหรอก” คนชื่อเปอร์อธิบายด้วยรอยยิ้มยามเห็นร่างกายผมเริ่มสั่นน้อยๆ


นักฆ่าส่วนมากก็เป็นแบบนี้ ถึงจะมีฝีมือในการฆ่าแต่พวกเราก็ไม่ได้อยากนองเลือดใครโดยไม่จำเป็น หากพบกันในรูปแบบอื่นผมอาจจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับอีกฝ่ายก็เป็นได้


“คำสั่งนั่นมาจากคนที่จ้องเล่นงานฮาเซลอยู่ในช่วงนี้สินะ” ผมลองหยอดเผื่ออีกฝ่ายจะเปิดปากกว่านี้


อยากรู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเป็นใคร


ใครกันที่จ้องเล่นงานฮาเซลอยู่


“เดาได้ดี พวกนายคงกำลังตามสืบอยู่สินะแต่เสียใจด้วยที่ต่อให้สืบไปอีก 10 ชาติก็คงไม่เจอคำตอบ”


“หมายถึงอะไร” จะบอกว่าไม่มีทางรู้ว่าใครเป็นตัวการงั้นเหรอ


“คุณเหว่ย เจ้านายติดต่อมาบอกว่ากำลังจะมาที่นี่!” เสียงตะโกนของชายบนตู้คอนเทนเนอร์ด้านข้างสร้างความสนใจให้กับทุกคนโดยรอบ


“มาด้วยตัวเอง?”


“ใช่ อีกเดี๋ยวคงถึง พวกเราต้องเตรียมทำอาหารไหม?” ไม่รู้ว่าเป็นการเล่นตลกหรือจริงจังแต่ถ้าจริงจังคงเป็นภาพที่น่าดูไม่น้อย กลุ่มนักฆ่าหลายสิบคนนั่งหั่นผัก ทอดปลาเตรียมจัดโต๊ะสำหรับมื้ออาหาร


ถึงไม่ต้องถามต่อผมก็ปักใจเชื่อทันทีว่าพวกนี้เป็นกลุ่มนักฆ่าไม่ใช่เพียงแค่คนหรือสองคน และยิ่งแน่ใจมากขึ้นเมื่อเห็นทักษะการเคลื่อนไหวของชายด้านหน้าที่ใช้เท้ากระโดดม่วนตัวขึ้นไปยังด้านบนของตู้คอนเทนเนอร์ก่อนจะตบหัวคนเอ่ยถึงการทำอาหารก่อนหน้านี้จนหัวทิ่ม


“มีเวลามาทำอาหารที่ไหนเล่า!”


“ผมแค่พูดเล่นเอง”


“นายน่ะดูหายกลัวแล้วนี่ ปรับตัวได้เร็วดี” เหว่ยพูดระหว่างมองสำรวจผมตั้งแต่ใบหน้า


แย่ล่ะดันทำตัวนิ่งเร็วเกินไป หวังว่าจะไม่ถูกจับได้นะ


“...ขอบคุณ”


“ฉันจะบอกอะไรให้สักอย่างนะ พวกเราเป็นกลุ่มนักฆ่ารับจ้างซึ่งทำงานในเงามืดหากมีใครเห็นตัวจริงของเราก็ไม่อาจไว้ชีวิตได้” ความหมายคือต่อให้ผู้ว่างจ้างบอกให้ปล่อยผมก็อาจทำทีเป็นปล่อยก่อนจะตามเก็บในอีกไม่กี่ก้าวสินะ


เรื่องนี้ผมเข้าใจดี


สำหรับนักฆ่าการถูกล่วงรู้ใบหน้าก็เปรียบเหมือนการพ่ายแพ้ทั้งที่ยังไม่ต้องสู้ ดังนั้นการทำงานทุกครั้งจึงต้องทำการปกปิดตัวเองไม่ว่าจะกับผู้ว่าจ้างหรือฝ่ายศัตรูก็ตาม


“งั้นทำไมถึงไม่ปกปิดไว้ล่ะ” ผมถามกลับ ถ้าเป็นแบบนั้นควรแต่งหน้าปกปิดไม่ใช่โชว์หน้าหลาทั้งที่ผู้ว่าจ้างกำลังมา


คงไม่บอกนะว่าเสร็จงานก็จะฆ่าผู้ว่าจ้างด้วยน่ะ


“กับคนคนนั้นไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไร” น้ำเสียงแสดงถึงความจงรักภักดีจนผมได้แต่ทำหน้านิ่งอย่างไม่เข้าใจ


อะไรที่ทำให้อีกฝ่ายเชื่อใจได้ขนาดนั้นกัน


ผ่านไปหลายสิบนาทีประตูด้านหน้าโกดังก็เปิดออกพร้อมกับร่างสูงใหญ่และกำยำของชายคนหนึ่งเดินเข้ามา เหล่านักฆ่ารับจ้างหลายสิบคนพากันก้มหัวให้ตลอดทางจนอีกฝ่ายมาหยุดอยู่ตรงหน้า แสงไฟด้านข้างช่วยให้ผมเห็นใบหน้าคมเข้มที่ดูเลยวัยหนุ่มไปค่อนข้างเยอะได้อย่างชัดเจน และเมื่อได้เห็นใบหน้านั่นเต็มตาขนทั้งร่างต่างพากันลุกตั้งชันด้วยความตกตะลึง


ไม่อยากเชื่อว่าจะได้เห็นใบหน้านั่นอีกครั้ง ไม่สิ ต้องบอกว่าทำไมถึงยังมีชีวิตอยู่?!


คิง จามาน่า ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในคานทั้งสามต้นของประเทศนี้ก่อนหน้าฮาเซล กอนซาเลสจะขึ้นครองตำแหน่ง ว่าง่ายๆ คือชายคนนี้คือบุคคลระสูงผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงมืดอย่างค้าแรงงานตั้งแต่ระดับหัวกะทิไปจนถึงแรงงานระดับต่ำ เพียงค้าแรงงานคงไม่ทำให้ขึ้นไปอยู่บนคานมหาอำนาจได้ง่ายๆ แต่เพราะลูกน้องของเขาต่างเป็นนักฆ่าฝีมือเยี่ยมหาใครต่อกร


ช่วงที่คิง จามาน่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลอยู่คือก่อนหน้านี้ประมาณ 7 ปี มีข่าวลือออกมาว่าหนึ่งในสามคานหลักของประเทศถูกลอบสังหารซึ่งแทบไม่มีใครเชื่อข่าวลือนั่นเนื่องจากรู้กันดีถึงพรรคพวกนักฆ่าฝีมือเยี่ยม นักฆ่าธรรมดาไม่มีทางเทียบฝีมือของพวกเขาได้ แต่แล้วหลังจากข่าวนั่นถูกปล่อยออกมาคิง จามาน่าก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย


ไม่มีใครรู้ถึงสาเหตุหรือเรื่องราวใดๆ


รู้เพียงว่าอยู่ๆ ก็หายไป


และไม่กี่วันต่อมาฮาเซล กอนซาเลสได้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในคานมหาอำนาจทั้งสามของประเทศ แต่แล้ว 7 ปีผ่านไปชายผู้หายสาบสูญกลับมายืนอยู่ตรงหน้าผมโดยรวมกลุ่มนักฆ่ามืออาชีพหมายจะจัดการฮาเซล เรื่องนี้มันเป็นยังไงกันแน่เนี่ย


“ทำหน้าแบบนั้นคงรู้สินะว่าฉันเป็นใคร” น้ำเสียงแหบกร้านดังขึ้นพร้อมกับฝ่ามือแข็งๆ ที่เชยคางผมขึ้นไปด้านบนจนสามารถสบสายตากับอีกฝ่ายได้ ดวงตาสีควันบุหรี่กับบริเวณหัวที่ไร้เส้นผมนั่นเป็นคิง จามาน่าตัวจริง


“...คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักคุณ” ผมบอกไปตามตรง


“หึ ตอบได้ดี ไอ้ฮาเซลคงปลื้มแกน่าดูเลยสิเพิ่งเข้าใหม่ดันได้ติดตามใกล้ชิดขนาดนั้น”


“...” ผมเงียบไม่ตอบอะไรกลับไป ยังไงประโยคนั่นก็ไม่ใช่ประโยคคำถามอยู่แล้ว


“เหว่ย ใครจะเป็นคนทำตามแผนที่ฉันให้ไป” คิง จามาน่าปล่อยมือจากคางผมก่อนจะหันไปถามคนด้านข้าง


“เปอร์ครับ ด้วยรูปร่างที่คล้ายกันประกอบกับทักษะ ความสามารถของเขาจะทำให้ภารกิจประสบความสำเร็จแน่นอนครับ” เหว่ยตอบเจ้านายแล้วดันร่างเปอร์ให้มาอยู่ตรงหน้า


“จับมันยืนขึ้น” คิง จามาน่าชี้มายังผม ชายสองคนที่อยู่ไม่ไกลรีบเข้ามากระชากร่างผมให้รีบลุกขึ้นจนข้อมือที่ถูกจับไพร่หลังเสียดสีไปกับราวเหล็กจนต้องข่มความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น


“โอ๊ย!...” แม้จะข่มความเจ็บปวดได้แต่ผมเลือกส่งเสียงร้องออกไปให้ดูเป็นธรรมชาติ ศีรษะผมโครงเครงเล็กน้อยซบเข้ากับไหล่ชายคนด้านขวา ชายคนนั้นออกแรงผลักหัวผมออกในจังหวะเดียวกับของชิ้นเล็กตกใส่มือพอดิบพอดี ในมือผมไม่มีอะไรมากนอกจากเส้นผมเส้นเรียวเล็กของตัวเอง


อาจดูเหมือนของไร้ประโยชน์แต่เชื่อไหมว่าผมสามารถหลุดจากการมัดนี้ได้โดยใช้เส้นผมเพียงเส้นเดียวจัดการเชือกที่มัดอยู่ได้


“อืม รูปร่าง ส่วนสูงเหมือนกันแป๊ะ ผิวเองก็สีเดียวกัน...ถ้าปลอมตัวสักหน่อยคงแยกไม่ออกว่าใครเป็นตัวจริง” คำพูดจากคิง จามาน่าดูพอใจกับการมองร่างผมกับชายหนุ่มชื่อเปอร์สลับกันไปมา


“เรื่องการปลอมตัวผมมั่นใจว่าไม่มีใครเทียบ รับรองว่าจะไม่ทำให้หัวหน้าผิดหวังครับ” เปอร์พูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ


“เหรอ แต่ฉันว่ามีคนที่เก่งกว่านะ...ยมทูตแห่งความตาย” ทั้งโกดังตกอยู่ในความเงียบหลังจากชื่อยมทูตแห่งความตายถูกเอ่ยออกมาแม้แต่ตัวผมยังเผลอเกร็งร่างขึ้นโดยอัตโนมัติ


ยมทูตแห่งความตาย


ฉายาของผมเอง


ที่มาของฉายาก็ตรงตามชื่อ ทุกงานที่ได้รับมอบหมาย ทุกภารกิจที่ต้องการให้ทำ ทุกการปลอบตัวที่ไม่มีสามารถแยกหรือจดจำได้ อีกอย่างคืออัตราความสำเร็จของภาระกิจ 100 เปอร์เซ็น ไม่มีงานไหนที่ผมพลาด ทุกอย่างทำโดยคนเพียงคนเดียวไม่มีพรรคพวกหรือคนสนับสนุน


ถือมีดราวกับเคียว เก็บเกี่ยวชีวิตของอีกฝ่ายราวกับผู้มาปลดเปลื้องกายหยาบด้วยภาพลักษณ์อันทรงเสน่ห์เย้ายวนทั้งชายและหญิง


นั่นจึงเป็นที่มาของฉายายมทูตแห่งความนี้


ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตั้งแต่ผมว่ามันก็เหมาะดี


ถ้าเจอก็อยากจะขอบคุณคนตั้งฉายานี่ให้สักหน่อย


“เรื่องของยมทูตแห่งความตายพวกเราเคยได้ยินมาบ้างเหมือนกัน” เหว่ยเอ่ยหลังจากนิ่งเงียบมาสักพัก


“ฉันเองอยากจะได้เจ้านั่นมาร่วมด้วยแต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงไม่มีการตอบรับภารกิจทางเมล” คนฟังอย่างผมเบิกตากว้างเมื่อนึกได้ว่าตลอดการมาเป็นบอดี้การ์ดให้ฮาเซลนั้นทำให้ไม่ได้เปิดดูเมลเลยสักครั้ง


เรียกว่าลืมก็ไม่ผิดซะทีเดียว


แต่ใครจะคิดละว่ามีงานมาจากคิง จามาน่า ถึงเปิดเมลดูความเป็นไปได้ที่จะรู้ว่าผู้ว่าจ้างเป็นใครก็แทบเป็นศูนย์ยกเว้นเมลจากคิง จามาน่าซึ่งจะมีตัวอักษรเป็นเหมือนสัญลักษณ์พิเศษที่ในหมู่นักฆ่าต่างรู้จักกันดี


“ไม่แน่ว่าอาจตายไปแล้ว” เหว่ยเสนอความเห็นที่ทำเอาผมแสดงสีหน้าตึงๆ ออกไปก่อนจะรีบเปลี่ยนกลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว


“หึ ก็ไม่รู้สิแต่ถ้าตายง่ายๆ แบบนั้นฉันก็ไม่ต้องการ” คิง จามาน่าพูด


ผมเองก็ไม่คิดจะรับงานง่ายๆ หรอกนะ


“ครับ เพราะงั้นเจ้านายเชื่อใจพวกเราได้เลย เปอร์ถูกฝึกมาอย่างดีรับรองว่าต้องลอบสังหารฮาเซลสำเร็จแน่” ผมหรี่ตามองร่างของเปอร์ที่อยู่ตรงหน้าก่อนสำรวจ ไม่ว่าจะเป็นส่วนสูง รูปร่าง สีผิวก็เป็นอย่างที่อีกฝ่ายบอกคือคล้ายผมมากถ้าเพิ่มทักษะในการปลอมตัวเข้าไปคงเหมือนจนแยกไม่ออก


“ฝึกมาดีก็ใช่ แต่ปัญหาคือคนที่ต้องสวมรอยเป็นผู้มาใหม่ที่แทบไม่มีข้อมูล ไม่รู้ว่าเป็นคนขององค์กรไหนถึงสามารถปกปิดตัวตนได้แต่ในสถานการณ์นี้คงรู้นะว่าถ้าไม่ทำตามจะเกิดอะไร” พูดจบเท้าหนักๆ ก็ตรงเข้ายังหน้าท้องผม


“อุ๊ก!...” ความเจ็บแล่นเข้าสู่หัวพร้อมร่างกายที่แทบจะทรุดลงพื้นถ้าไม่ยันกายไว้


“ยอมทำตามดีๆ จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว...หรือว่าชอบความเจ็บปวดล่ะ” ไม่พูดเปล่าคิง จามาน่าดึงเส้นผมสีดำของผมขึ้นแรงจนเหมือนหนังหัวจะหลุด


ดีนะที่ช่วงนี้ผมเลือกที่จะไม่ใช้วิก ขืนใส่วิกแล้วถูกดึงขนาดนี้ความคงแตกกันพอดี


“...ต้องการอะไร” ผมถามด้วยใบหน้าเจ็บปวด


“ข้อมูลของตัวแก ทุกอย่าง ไม่ว่าจะคำที่ใช้เรียกไอ้ฮาเซล นิสัยหรือแม้แต่ของกินที่ชอบ คายออกมาให้หมดซะ” มือหยาบยังคงดึงเส้นผมสีดำขึ้นก่อนจะออกแรงกระแทกหัวผมกับเสาด้านหลัง


“อึก...เข้าใจแล้ว ผมจะบอก”


“อ้อ...ถ้าคิดจะโกหกเตรียมตัวตายได้เลย เหว่ยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาแค่การโกหกดูออกแน่” อีกฝ่ายขู่อีกรอบ มือหยาบถูกเปลี่ยนจากเส้นผมสีดำมาบีบคางแรงๆ ทีนึงก่อนปล่อยผมให้เป็นอิสระ


“โอ๊ย!” ผมร้องออกมาเบาๆ


“เหว่ย จัดการเรื่องนี้แล้วรายงานผลมา”


“ครับเจ้านาย”


“แกด้วย จำไว้ว่าต่อให้ตายก็ต้องแทงไอ้ฮาเซลให้ได้สักแผล” สั่งการเหว่ยเสร็จก็หันไปพูดกับเปอร์ต่อ


คิง จามาน่าคุยกับพวกเหว่ยต่ออีกไม่กี่ประโยคเสียงโทรศัพท์ดังแทรกพร้อมกับร่างของผู้คุ้มกันเดินมาจาด้านนอก เจ้านายอย่างคิง จามาน่าหันไปมองผู้มาใหม่สักพักพร้อมพยักหน้าเดินออกจากโกดังไป จากนั้นชายชื่อเปอร์หันหลังเดินจากไปก่อนจะกลับมาในอีกไม่กี่นาทีต่อมาพร้อมกล่องอุปกรณ์ปลอมตัวและแต่งหน้า


“เอาล่ะ นั่งดีๆ ให้ฉันมองหน้านายตรงๆ” คอนแทคเลนส์สีน้ำตาลออกเข้มถูกหยิบออกมาจากกล่องคอนแทคเลนส์ที่ดูแล้วน่าจะมีอยู่หลายสิบสี


ของครบเลยนี่


ผมเองมีคอนแทกเลนส์อยู่ทุกสีเช่นเดียวกัน สีตาไม่ใช่มีเพียงสีฟ้า น้ำตาล เขียว ทองหรือดำแต่ยังมีโทนสีที่ต่างกันไปอย่างน้ำตาลมีทั้งน้ำตาลอ่อน น้ำตาลเข้ม  การจะปลอมตัวให้เหมือนจึงต้องใช้มีอุปกรณ์ครบครัน ดวงตาของเปอร์จริงๆเป็นสีเทาอ่อนพอสวมคอนแทคเลนส์สีน้ำตาลเข้าไปทำให้ดูเปลี่ยนไปพอสมควรเช่นเดียวกับสีผมที่ถูกทำให้เป็นสีดำสนิท


ด้วยอายุใกล้ๆ กันทำให้การปลอมตัวกินเวลาไม่มาก ไม่กี่นาทีแฝดคนละฝาก็ถือกำเนิดขึ้น จากการมองตั้งแต่สีผมไล่ลงมาจนถึงต้นคอทุกส่วนถูกแต่งเสริมให้เหมือนกับใบหน้าผมแบบเป๊ะๆ


นี่ถ้าไม่โดนมัดผมคงชูนิ้วโป้งชมอีกฝ่ายไปแล้ว


“ได้เวลาบอกข้อมูลแล้ว เหว่ย” เปอร์หันไปกวักมือเรียกเหว่ยให้มานั่งใกล้ๆ คอยสังเกตอาการผิดปกติของผม


“อย่าคิดโกหกเชียว ไม่งั้นนิ้วนายอาจหายไปได้ง่ายๆ” คำขู่นั่นไม่ได้น่ากลัวแต่ผมก็แกล้งตัวสั่นเล็กๆ


“...เข้าใจแล้ว”


“เริ่มจากนายชื่ออะไร” ดูจากคำถามแรกอีกฝ่ายคงไม่มีข้อมูลของผมเลยสักอย่างนอกจากมาทำงานเป็นบอดี้การ์ดของฮาเซลเมื่อ 6 เดือนก่อน


แบบนี้สิน่าสนุก


“เทเลอร์” ผมตอบไปด้วยท่าทางสบายๆ


“ฮาเซลเรียกนายว่าไง แล้วนายเรียกเขาว่าไง” อีกสองคำถามตามมาติดๆ


“ฮาเซลเรียกผมว่าเรย์ ส่วนผมเรียกว่าคุณฮาเซล” คำโกหกจังๆ ถูกเอ่ยออกไปอย่างแนบเนียนราวกับกำลังพูดเรื่องจริง


การจับสังเกตหรือศาสตร์จิตวิทยาเป็นสิ่งที่น่ากลัว ทว่าพวกเขาพลาดตั้งแต่ให้ผมรู้แล้วว่าจะมีคนคอยจับผิด ยิ่งรู้ว่ามีผู้เชี่ยวชาญยิ่งง่ายต่อการโกหกหรือหลบเลี่ยง


ผมรู้เรื่องการจับโกหกดี ไม่เพียงดูจังหวะการเต้นหรือการบีบของหัวใจอย่างเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์แต่ยังสามารถดูการกระพริบของตาที่จะต่างไปหากมีการพูดโกหก แล้วยังมีจังหวะการหายใจ...คนเวลาโกหกมักจะหายใจเร็วกว่าปกติอีกทั้งอาจมีการพูดติดอ่าง ซึ่งพวกนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่ถึงจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญก็สามารถทำได้ทว่าเหว่ยเป็นผู้เชี่ยวชาญแปลว่ามีมากกว่านั้น...


ถ้าให้เดาว่าเป็นอะไรคงเป็นดวงตา...ไม่ใช่การกระพริบตาแต่เป็นการเคลื่อนไหวของสายตา สัญชาตญาณของมนุษย์เวลาทำผิดมักหลบสายตาไปด้านขวาทว่ามีหลายคนที่ไม่ใช่จึงต้องอาศัยการสังเกตทุกการเคลื่อนไหวถึงจะบอกได้ว่าโกหกหรือพูดจริง

สำหรับผมแค่ตอบด้วยท่าทีเหมือนเดิมก็ไม่มีปัญหา


“บอกนิสัยของนายมา” เปอร์ถามต่อ คำตอบทุกอย่างถูกจดลงในสมุดบันทึกอย่างละเอียด


“ผมเป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยชอบพูดกับใครเท่าไหร่นอกจากเวลาที่คุณฮาเซลถามและเขาเป็นคนเดียวที่ผมมักส่งยิ้มให้”


“แปลว่าคุยกับฮาเซลมากสุด”


“อืม...มีแค่คุณฮาเซลที่ผมจะตอบทุกคำถาม”


“ปกติฮาเซลคุยอะไรกับนาย”


“เอ่อ...เรื่องนั้น...” ผมแสร้งทำเป็นหลบหน้าด้วยใบหน้าแดงๆ


“อย่าคิดโกหกไม่งั้นนิ้วขาดแน่” เหว่ยที่อยู่ไม่ไกลควักมีดออกมาเตรียมจัดการหากผมไม่พูด


“ขะ เข้าใจแล้ว คือปกติผมจะเข้าไปคุยกับคุณฮาเซลในห้องนอน...ตอนกลางคืน” ผมเอ่ยประโยคหลังสุดด้วยเสียงเบาหวิวคล้ายไม่อยากตอบ


ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายใดๆ เพิ่มเติมทั้งเหว่ยและเปอร์ต่างรู้ดีถึงความหมายของประโยค พูดคุยในห้องตอนกลางคืน ความหมายของมันคือผมกับฮาเซลเป็นอะไรที่มากกว่าบอดี้การ์ดปกติ


“...หน้าตาแบบนายจะเป็นที่สนใจของฮาเซลคงไม่แปลกใจเท่าไหร่” นิ่งไปไม่นานเปอร์ก็พูดต่อ


“อย่าบอกนะว่าที่ได้อยู่ข้างกายฮาเซลเพราะเรื่องนี้” เหว่ยถามบ้าง


“...” ผมไม่ตอบแต่ดวงตาสีม่วงใต้คอนแทคเลนส์สั่นน้อยๆ แทนคำโกหกที่ถูกส่งไป


“หึ เหมือนฉันจะได้คำตอบแล้ว”


“นิสัยอย่างอื่นล่ะ”


“ผมเป็นคนขี้หนาวเลยไม่ค่อยชอบเปิดแอร์เย็น เวลาอยู่กับคุณฮาเซลผมมักจะเดินไปปรับแอร์ให้อุ่นขึ้น” ก็ไม่ได้โกหกไปซะทั้งหมดนะ ผมขี้หนาวจริงนะเออแค่ชอบเปิดแอร์ให้ห้องมันเย็นๆ แค่นั้นเอง


“กิจวัตรประจำวันล่ะ” เปอร์ยังคงถามต่อ


“ติดตามท่านฮาเซลทุกที่ บางวันผมจะได้รับเวลาพักก็จะอยู่แค่ในห้องตัวเอง”


“อาหารหรือขนมที่ชอบล่ะ”


“ผมไม่ชอบของหวาน คุณฮาเซลเองก็ไม่ชอบพวกเราเลยมักดื่มกาแฟด้วยกับตอนเช้า...อาหารที่ผมชอบคืออาหารจีน” ซะทีไหน ผมไม่ชอบอาหารจีนเพราะมีน้ำมันเยอะ


การโกหกรอบนี้ไม่ธรรมดา...ผมยังแปลกใจเลยที่ตัวเองกล้าพูดว่าไม่ชอบของหวาน ยังไงผมต้องให้ข้อมูลปลอมๆ เพื่อให้ฮาเซลรู้ว่านั่นไม่ใช่ผมตัวจริง เรื่องยากคือต่อจากนี้ไป หลังจากฮาเซลรู้แล้วผมจะบอกที่อยู่ยังไงดี จริงอยู่ที่ผมพอจำกัดบริเวณได้ว่าอยู่ตรงไหนแต่การจะบอกฮาเซลโดยผ่านศัตรูไม่ใช่เรื่องง่าย


“มีอะไรที่นายต้องทำเป็นประจำบ้างไหม พวกนิสัยติดตัวน่ะ” พอเปอร์ถามมาผมก็นึกวิธีในการสื่อสารกับฮาเซลขึ้นมาได้


“มีสิ...ผมน่ะ...” การถามตอบยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ คำถามของเปอร์ผมถือว่าครอบคลุมและมากพอในการจะปลอมเป็นใครสักคนไม่ว่าจะเป็นการถามถึงห้องที่ผมอาศัยหรือลักษณะการแต่งตัว เรียกว่าเป็นคนมีฝีมือคนหนึ่งเลย


แต่แค่มีฝีมือคงจัดการฮาเซลไม่ได้หรอก ขนาดผมยังพ่ายแพ้มาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่


ไม่มีทางที่นักฆ่าอย่างเปอร์จะทำอะไรฮาเซลได้


ที่เหลือก็แค่รอ...


รอให้ฮาเซลรู้ถึงข้อความและจัดการกับเรื่องยุ่งยากนี่


ผมมั่นใจว่าฮาเซลจะรู้ว่านั่นคือตัวปลอมจากเซ้นส์ที่ผมเกลียดแสนเกลียดนั่น


ลองไม่รู้ผมจะตามไปจัดการถึงภพหน้าเลยฮาเซล กอนซาเลส!


หากเรื่องครั้งนี้จบลง...งานของผมคงจะจบลงเช่นเดียวกัน น่าแปลกที่กลับไม่ค่อยรู้สึกดีใจเลยเมื่อคิดถึงเรื่องราวยามกลับไปอยู่คนเดียวแม้ในความจริงผมจะชินกับการอยู่คนเดียวมานับสิบปีแล้วก็ตาม

...................................................

สวัสดีค่า

ตอนนี้บอกเลยว่าแต่งค่อนข้างยากสำหรับเราเนื่องจากปกติจะชินกับการให้เรย์โต้ตอบกับฮสเซลซะมากกว่า พอในตอนนี้ไม่มีฮาเซลเลยค่อนข้างสั้นไปนิดนึง

ถึงเรย์จะเก่งแต่ก็อย่างว่าไม่ว่าจะเก่งหรือมีฝีมือแค่ไหนก็ต้องมีช่วงที่เผลอหรือไม่ระวังตัวบ้าง

ฉากเรย์ถูกจับตัวนี่เป็นหนึ่งในฉากในวางไว้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่คิดจะแต่งเรื่องนี้เลย

ตอนหน้าจะเป็นพาทของฮาเซล มารอลุ้นไปด้วยกันว่าคนที่ปลอมตัวแฝงเข้าไปเป็นเรย์จะสามารถสังหารฮาเซลได้ไหม หรือฮาเซลจะรู้ตัวก่อน และช่วยเรย์ได้อย่างไร

คงต้องให้รอลุ้นกันอาทิตย์หน้า

ขอบคุณทุกๆ คอมเม้นท์ที่ติดตามเสมอนะคะ

ไว้เจอกันใหม่

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
อยากรู้ผลตอนหน้าเร็วๆ จัง  :hao3:

ออฟไลน์ ่jum

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3780
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-4
ทิ้งความอยากรู้ไว้ ตอนต่อไปอยู่ไหน  :ling1:

ออฟไลน์ HanATarO

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2223
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-2
ขอให้เรย์ปลอดภัย

ออฟไลน์ PK.Kenaf

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เดาว่าแค่เห็นฮาเซลก็รู้เลย อวดอ้างมาเยอะ แหมมม ขอให้เรย์ปลอดภัยนะๆ

ออฟไลน์ Zetnezz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6512
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
เรย์แสบอ่ะ
ขนาดโดนจับตัวมายังทำได้ขนาดนี้

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
✖`·»เสี่ยงรัก«·´✖ วันที่13



ความว้าวุ่นภายในใจแผ่ซ่านไปทั้งร่างตั้งแต่รู้ว่าเรย์หายไปจากโรงพยาบาล โทรศัพท์มือถือที่มีก็ไม่สามารถติดต่อได้แม้จะกลับไปดูยังคฤหาสน์สิ่งเห็นเห็นมีเพียงห้องอันว่างเปล่า เหล่าบอดี้การ์ดเองต่างไม่มีใครรู้ถึงการหายตัวไปของเรย์เลยสักคน


จะให้โทษพวกเขาก็ไม่ถูก


คนที่ควรจะโทษคือตัวผมเองที่ไม่รู้ว่าเรย์หายไปจากสายตา


ลางสังหรณ์บอกว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น แต่ไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นอะไร


ด้วยฝีมือของเรย์อาจมีมากเมื่อเทียบกับคนอื่นทว่าไม่มีใครที่จะเก่งไปได้ตลอด ทุกคนล้วนมีเวลาประมาทหรือเผลอกันทั้งนั้นและนั่นจะสร้างโอกาสให้ถูกโจมตีได้ง่ายๆ


เรย์


ขออย่าให้เป็นอะไรเลย


ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องไม่ดี...วันนี้มากส์และแซมได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วหลังจากถูกศัตรูลอบกัดจนเกือบเอาชีวิตไปทิ้ง เรื่องราวในครั้งนี้ผมคงไม่สามารถนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป วันก่อนเลยโทรหาหนึ่งในเพื่อนสนิทอย่างซิลเลอร์ เบนซ์ผู้สื่อข่าวพ่วงด้วยพ่อค้าข้อมูลระดับโลกเพื่อหาข้อมูลทุกอย่างมาให้ผม


“ท่านฮาเซล...ไปนอนพักสักหน่อยไหมครับ” มากส์บอกเมื่อเห็นผมนั่งอยู่ยังโซฟาในห้องรับแขกมาตั้งแต่ช่วงเย็นของเมื่อวานจนถึงเช้าวันใหม่


“ฉันไม่ง่วง” ในหัวตอนนี้มีเพียงความกังวลใจ


เรย์ไม่ใช่พวกประมาท หากมีใครที่สามารถเร่งงานเรย์ได้คงไม่ใช่คนธรรมดา


“ให้ผมส่งคนออกไปหาไหมบอส” แซมที่ยืนอยู่ข้างๆ เสนอ


“ไม่ต้องหรอก...” ต่อให้ส่งออกไปหาผมไม่คิดว่าจะเจอโดยง่าย เรย์มีทักษะการซ่อนตัวอยู่ในระดับสูงจึงไม่ง่ายเลยในการตามแกะรอย ขนาดรู้ชื่อแล้วข้อมูลที่หาได้ยังแทบไม่มีราวกับไม่มีบุคคลชื่อเรเวน มาเกอร์อยู่ในโลกนี้


ไม่แน่ว่าชื่อนั่นอาจจะตั้งขึ้นมาเองก็เป็นได้


“บอสทางประตูติดต่อมาว่าเทเลอร์กลับมาแล้วครับ” สิ้นเสียงของแซมผมเด้งตัวลุกขึ้นวิ่งตรงไปยังประตูหน้าโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ความใจร้อนเดิมก็มีมากอยู่แล้วกลับมากขึ้นไปอีกเมื่อเป็นเรื่องของเรย์


ขาดสติและความยับยั้ง


ถ้าอีกฝ่ายรู้ว่าผมเป็นแบบนี้คงหัวเราะแน่ๆ ผมยังอยากหัวเราะตัวเองเลย แค่รอให้เรย์เข้ามาหาคงไม่นานเพียงแค่ผมไม่อยากรอ


“เรย์!” ผมตะโกนเรียกชายร่างโปร่งในชุดบอดี้การ์ดที่ขาดลุ่ยเล็กน้อยด้วยความเป็นห่วง ทว่าความรู้สึกบางอย่างทำให้ขาที่กำลังก้าวไปหาหยุดชะงัก ใบหน้าขาวเนียน ดวงตาสีน้ำตาลและเส้นผมสีดำ ทุกอย่างคือใบหน้าของเรย์...แล้วทำไมความรู้สึกไม่ใช่ถึงได้มีมากขนาดนี้


“คุณฮาเซล” คำที่ใช้เรียกทำเอาคิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันแน่น


เรย์ไม่เคยเรียกผมแบบนั้น


“เรย์” ผมเรียกอีกฝ่ายเสียงเบา


“ครับคุณฮาเซล...ผมขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงพอดีผมถูกจับตัวไปเลยใช้เวลานานกว่าจะจัดการเสร็จ” อีกฝ่ายอธิบายพร้อมยกมือข้างนึงกุมไหล่คล้ายจะบ่งบอกถึงความเจ็บ


นี่ไม่ใช่เรย์


เพียงสองประโยคที่ได้สนทนากันผมก็สามารถสรุปได้ทันที ความจริงผมเชื่อในเซ้นส์ตัวเองกว่า 99 เปอร์เซ็นต์เพราะเซ็นต์ของผมมันใช้ได้ดีกับเรื่องของเรย์อยู่แล้ว ในเมื่อคนตรงหน้าไม่ใช่เรย์ แล้วเรย์ตัวจริงอยู่ที่ไหน


อยากจะกระชากตัวอีกฝ่ายมาคาดคั้นหาคำตอบแต่ก็ต้องกำมือสองข้างแน่นไม่ให้เผลอทำแบบนั้นออกไป หากเรย์ถูกสลับตัวแปลว่าเป้าหมายคือการเข้าใกล้ตัวผมซึ่งการเลือกเรย์อาจเพราะเพิ่งเข้ามาอยู่กับผมไม่กี่เดือนแถมยังอยู่ในตำแหน่งเหมือนคนสนิทอีก


ด้วยทักษะการปลอมตัวและการแสดงบอกได้เพียงคนตรงหน้าคือนักฆ่าเช่นเดียวกับเรย์ การส่งนักฆ่าแฝงตัวเข้ามาเป้าหมายเดียวคือจัดการผมในจังหวะเผลอ ถ้าผมจัดการอีกฝ่ายลงตรงนี้อาจส่งอันตรายต่อเรย์ที่ถูกจับไว้เพราะทางนั้นคงต้องการการติดต่อบอกความคืบหน้าอยู่เป็นระยะหากไม่ได้รับข้อมูลอาจคิดว่าแผนล้มเหลวและเรย์จะเป็นอันตราย


ด้วยคำเรียก รอยยิ้มและท่าทางคนตรงหน้าไม่มีอะไรเหมือนเรย์เลยแต่ก็ยังแสดงออกด้วยความมั่นใจแปลว่าได้ถามถึงลักษณะนิสัยจากเจ้าตัวโดยตรง แน่นอนว่าเรย์คงบอกคำโกหกถึงได้ออกมาในรูปแบบนี้ แปลว่าต้องการให้ผมรู้สินะว่าเป็นตัวปลอม


ผมไม่คิดว่าเรย์จะจบลงเพียงแค่ให้ผมรู้ว่าเป็นตัวปลอมหรอก


ต้องมีอะไรอีก


ต้องมีอะไรบางอย่าง


อาจจะเป็นสถานที่หรือบริเวณคร่าวๆ หรืออะไรสักอย่าง ตอนนี้สิ่งเดียวที่ทำได้คือรอให้อีกฝ่ายเผยข้อมูลจากเรย์เท่านั้น


“เจ็บมากไหม” ผมถามออกไปพอเป็นพิธี


“ไม่เป็นไรครับ ผมดีใจที่คุณฮาเซลเป็นห่วง”


“อืม...ไปพักผ่อนเถอะ” ผมล่ะอยากให้เรย์ตัวจริงพูดแบบนี้บ้างจังนะ


“ครับ” เรย์ตัวปลอมเดินกลับเข้าไปยังตัวบ้านพร้อมกับผมก่อนจะขอตัวกลับไปพักยังห้องของตนเอง ทิศทางของอีกฝ่ายเดินไปโดยไม่มีความลังเล คงถามห้องพักมาด้วยสินะ รอบครอบกว่าที่คาด


“มากส์ แซม” รอหลังเรย์ตัวปลอมเดินจากไปผมเรียกบอดี้การ์ดคนสนิททั้งคู่ขึ้นมาบนห้องส่วนตัว


“ครับท่านฮาเซล”


“ให้ผมตามหมอมารักษาเทเลอร์ไหมครับ” แซมรีบเสนอ


“ไม่ต้อง” ผมตอบโดยไม่ต้องคิดทำให้ทั้งคู่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย จะสงสัยคงไม่แปลก ถ้าเป็นผมปกติคงให้ไปตามหมอหรือพาไปโรงพยาบาลแล้ว


“เกิดอะไรขึ้นครับ ปกติบอสห่วงเทเลอร์จะตาย” แซมถามต่อ


“อืม ถ้าเป็นตัวจริงละก็นะ” ผมพึมพำเสียงเบาให้ได้ยินในวงแคบ ความเงียบจากบอดี้การ์ดทั้งสองบ่งบอกว่าทั้งคู่กำลังคิดประมวลคำพูดผมเมื่อครู่อยู่ ไม่นานใบหน้าสงสัยหรืองงงวยก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างรวดเร็ว


“ให้ผมไปจัดการ...”


“อย่าทำอะไร” ผมรีบพูดแทรก


“งั้นให้ผมส่งคนของเราไปตามหา”


“นั่นจะยิ่งทำให้สงสัยมากกว่าเดิม” ไม่ควรจะเคลื่อนไหวอะไรในตอนนี้


“งั้นจะให้ศัตรูมาอยู่ในคฤหาสน์เหรอครับ มันอันตรายเกินไป” มากส์ไม่เห็นด้วย


“ถ้าเฝ้าระวังดีๆ ก็ไม่อันตรายหรอก เป้าหมายคือฉันเพราะงั้นไม่เป็นไร”


“ไม่เป็นไรที่ไหนบอส ไม่แน่ว่าเทเลอร์ตัวจริงอาจกำลังตกอยู่ในอันตราย”


“...” ผมเงียบลงเมื่อได้ยินคำพูดของแซม


นั่นเป็นสิ่งที่ผมกำลังกังวลอยู่


“ขอโทษบอส...ผมไม่ได้อยากให้บอสกังวลแต่...”


“ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจ”


“เราจะปล่อยไว้แบบนี้จริงๆ เหรอบอส” มากส์ถามอีกครั้ง


“ใช่...ฉันคิดว่าเรย์ใช้หมอนี่มาบอกข้อความบางอย่างกับเรา” ผมบอกไปตามที่คิด


“ใช้มาบอก? เป็นไปไม่ได้แน่นอนจะมีศัตรูคนไหนเอาข้อความมาบอกกัน”


“คงไม่ใช่ข้อความตรงๆ เดี๋ยวฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง” ถ้าเป็นข้อความจากเรย์ผมค่อนข้างมั่นใจว่าจะไขได้


“แล้วจากนี้...”


“จากนี้ให้ทำตัวปกติอย่าให้อีกฝ่ายรู้ได้ว่าพวกเรารู้แล้ว ระวังตัวให้มากมีความเป็นไปได้สูงที่อีกฝ่ายจะเป็นนักฆ่า” ผมเอ่ยเตือน


“นักฆ่า?....ก็พอเดาได้ แต่คงไม่ใช่คนที่ได้ฉายาว่ายมทูตแห่งความตายหรอกนะ” แซมพึมพำพลางหันไปขอความเห็นจากมากส์


“ขออย่าให้เป็นละกัน ถ้านักฆ่าฉายายมทูตแห่งความตายมาลงมือเองพวกเราคงเจอศึกหนัก”


ทั้งมากส์และแซมต่างรู้ดีถึงข้อมูลของนักฆ่าฉายายมทูตแห่งความตาย ไม่ว่าใครหากอยู่ในวงการสีเทาต่างรู้จักชื่อนี้กันทั้งนั้น ฉายาที่มอบให้กับนักฆ่าที่ไม่มีใครล่วงรู้ถึงตัวตน ไม่ว่าจะเป็นชื่อ หน้าตาหรือแม้แต่เพศ ทุกงานที่ตกลงต่างสำเร็จอย่างงดงามโดยไม่มีใครสามารถสืบหาตัวตนได้


มีเพียงคนคนเดียวที่รู้ว่ายมทูตแห่งความตายคือใคร


คนคนนั้นก็ผมนี่แหละ


เรเวน มาเกอร์


อาชีพนักฆ่า


ฉายายมทูตแห่งความตาย


ข้อมูลนี้หากเอาไปขายคงมีราคาสูงลิ่วแต่แค่เศษเงินพวกนั้นไม่มีค่าพอให้ผมพูดความลับนี่กับใครหรอก


“ไม่ต้องกังวล หมอนั่นไม่ใช่ยมทูตแห่งความตาย” ผมบอกทั้งคู่


“ทำไมบอสดูแน่ใจขนาดนั้น?”


“หึ...ไม่รู้สิ” รายยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นราวกับกำลังมีความสุขกับความลับเล็กๆ ของตัวเองกับเรย์


หลังจากทุกอย่างเรียบร้อย การดำเนินชีวิตประจำวันก็เป็นไปตามธรรมชาติ...ผมให้มากส์เอางานมาทำบนห้องโดยให้แซมไปเข้าประชุมประจำสัปดาห์แทน เรย์ตัวปลอมพอถึงกลางวันก็ปรากฏตัวขึ้นด้วยใบหน้านิ่งๆ พอเห็นผมก็ส่งยิ้มมาให้


ผมไม่รู้ว่าเรย์เล่าข้อมูลตัวเองออกไปแบบไหนแต่มันแทบจะไม่มีอะไรจริงเลยสักอย่างเดียว ปกติเรย์แทบไม่ยิ้มให้ผมมีแต่ทำหน้าหงุดหงิดยามถูกแหย่ ของโปรดของเรย์เองเป็นที่รู้กันว่าคือของหวานทุกชนิดโดยเฉพาะชีสเค้กทว่ามื้อเย็นผมได้ยินคำปฏิเสธขนมหวานที่เชฟเชทำให้ด้วยเหตุผลว่าไม่ชอบ


ผมอยากจะหลุดขำออกมาให้รู้แล้วรู้รอด ไม่รู้ว่าเรย์ทำหน้าแบบไหนตอนบอกข้อมูลตัวเอง ทำขนาดนี้ต่อให้ไม่ใช่ผมก็ต้องมีระแคะระคายบ้างแหละ ที่น่าตกใจที่สุดไม่ใช่เรื่องนิสัยหรือการกินแต่เป็นเรย์ตัวเป็นๆ ที่มาเคาะประตูห้องผมยามวิกาลในชุดนอนด้วยใบหน้าเขอะเขิน


“ผมมาช้าเพราะอาบน้ำนานไปหน่อย...ขอโทษนะครับ” อีกฝ่ายอธิบายด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด


ฮื้อ?


“...ไม่เป็นไร เข้ามาสิ” ผมได้แต่เล่นไปตามน้ำ เรย์คงบอกไปละมั้งว่ามานอนห้องผมทุกคืน


 “ผมจะมาเล่าเรื่องต่อจากเมื่อคืน” อีกฝ่ายบอกระหว่างขยับตัวขึ้นมาบนเตียงเดียวกับผม


“เล่าเรื่อง? อ้อ...เอาสิฉันยังคาใจอยู่เลยว่าตอนต่อเป็นยังไง” ผมพยายามแสดงละครอย่างแนบเนียนก่อนจะหันหน้าหนีหลุดยิ้มกว้างออกมาอย่างช่วยไม่ได้


แย่ล่ะ...อยากขำชะมัด


ปกติแค่จะชวนกินข้าวยังต้องใช้สารพัดวิธีแต่นี่กลับเดินเข้ามาหาถึงห้องนอน ถ้าเป็นเรย์ตัวจริงฉากต่อไปคือผลักผมลงบนเตียงก่อนจะใช้มีดที่ซุกไปแทงหัวใจผมไม่ใช่มาเล่าอะไรให้ฟังแบบนี้ รอกลับมาก่อนเถอะผมจะลากเรย์มาเล่าตอนต่อไปให้ฟังต่อบนเตียงนี่เลย ขนาดอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดแต่เรย์ก็ยังช่วยให้ผมผ่อนคลายได้เสมอแม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ได้อยู่ข้างๆ ก็ตาม


“เมื่อวานผมเล่าถึงตอนที่อัญมนีถูกขโมยไป วันนี้ผมจะมาต่อจากนั้นนะครับ....อัญมณีสีม่วงอันเป็นสมบัติของพ่อมดได้ถูกเจ้าชายองค์หนึ่งขโมยไปด้วยความต้องการพลังอำนาจซึ่งอยู่ในอัญมณีนั้น พ่อมดทำทุกวิถีทางเพื่อตามหาอัญมณีสีม่วงแสนงดงามทุกที่ไม่ว่าจะเป็นในราชวังขององค์ชายหรือสวนขนาดใหญ่...”


ระหว่างฟังเรื่องเล่าในหัวผมก็จับใจความบางอย่างได้ อัญมณีสีม่วงหมายถึงตัวเรย์ที่โดนจับไปส่วนพ่อมดคงหมายถึงผมละมั้ง


หึ...ขอเป็นเจ้าชายไม่ได้รึไง


แต่ไม่เป็นไรแค่ได้เป็นเจ้าของอัญมณีสีม่วงก็เพียงพอแล้ว


สีม่วง...สีของดวงตาเรย์


เห็นกี่ทีก็ยังรู้สึกหลงใหล


อยากเห็นจังนะ


“เหตุที่พ่อมดหาอัญมณีไม่เจอเพราะองค์ชายนั้นนำไปซ่อนยังบ้านพักตากอากาศริมทะเลด้านตะวันออกใกล้สะพานข้ามไปยังอีกเมือง ซึ่งความจริงแล้วองค์ชายคนนั้นไม่ใช่องค์ชายตัวจริงแต่เป็นพ่อมดรุ่นพี่ที่หายตัวไปจากเวทย์มนต์เผาตัวเอง และต้องการหวนกลับมาเป็นพ่อมดที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยการขโมยอัญมณีสีม่วง...พอพ่อมดรู้ถึงความจริงก็ได้ตามไปเอาอัญมณีคืนโดยต่อสู้กับพ่อมดซึ่งเป็นรุ่นก่อนจะได้รับชัยชนะ” เสียงของอีกฝ่ายที่เงียบลงเป็นสัญญาณบอกว่าเรื่องราวจบลงเพียงเท่านี้


ในหัวผมกำลังตีความหมายของหลายๆ อย่าง อย่างแรกคือสถานที่...ริมทะเลแล้วมีสะพานข้ามไปยังอีกเมือง ถ้าบวกลบเรื่องเวลา สถานที่ที่ตรงและอยู่ในบริเวณนี้มีแห่งเดียว แต่มีประเด็นสำคัญที่ผมยังไขไม่ได้...องค์ชายความจริงเป็นพ่อมดรุ่นพี่ แปลว่าเป็นคนที่ผมรู้จักและมีอายุมากกว่า ไม่แน่ว่าอาจทำงานในวงการเดียวกันหรือมีฐานะอะไรสักอย่างที่เชื่อมเข้ากับผมได้ อีกอย่างที่ติดอยู่คือทำไมต้องพูดถึงเวทมนต์ไฟเผาตัวเองด้วย


เดี๋ยวนะ...เผาตัวเอง


ตายหรือแกล้งตาย


รุ่นพี่ในวงการ


อาชีพหรือตำแหน่งเดียวกัน


พ่อมดเป็นตัวละครที่ทั้งดีและชั่วแปลว่าอยู่ในธุรกิจสีเทาค่อนไปทางดำ


“...ไม่จริงน่า” ผมพึมพำออกมาอย่างเกินคาดเมื่อนำทุกอย่างมารวมเข้าด้วยกัน


“คุณฮาเซล” คนข้างๆ เรียกพลางขยับตัวเข้ามาใกล้ มือข้างนึงวางบนต้นขาผมก่อนจะลูบไล้ด้วยท่าทางยั่วยวนชวนหลงใหลทว่าสำหรับผมเสน่ห์ของเรย์ไม่ได้มีแค่นี้


ไม่จำเป็นต้องสัมผัสหรือแสดงท่าทียั่วเย้าก็ทำให้ผมหลงใหลได้ นี่ทำให้ผมรู้ว่าถึงจะมีใบหน้าเหมือนกันแต่ถ้าภายในไม่ใช่เรเวน มาเกอร์ผมก็ไม่รู้สึกอะไร


“โทษทีนะ...ขอบคุณสำหรับข้อมูล” ผมขยับใบหน้าเข้าไปกระซิบข้างใบหูพร้อมใช้มือข้างหนึ่งกดด้ามมีดที่กำลังจะถูกชักออกกลับลงไปอยู่ในฝักตามเดิม


อีกฝ่ายเบิกตากว้างด้วยความตกใจปนตระหนกไม่กี่วิต่อมาก็เหวี่ยงหมัดใส่ซึ่งผมสามารถหลบได้ง่ายๆ มืออีกข้างกดไหล่อีกฝ่ายลงกับเตียงด้วยพละกำลังจนได้ยินเสียงครางด้วยความปวดร้าว ด้ามมีดบริเวณเอวถูกเหวี่ยงทิ้งไปข้างเตียงเมื่อมีจังหวะ


“...อึก...ทำไมถึงรู้ได้” ใบหน้าอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความสงสัย


“เซ้นส์มันบอก อย่าคิดจะกัดลิ้นดีกว่านะ” ผมยกยิ้มระหว่างตอบคำถาม


“บ้าเอ้ย...ต่อให้จับผมได้แล้วไง ไม่สนตัวประกันรึไง หมอนั่นมันคู่นอนนายนี่”


“คู่นอน?” ผมเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินอะไรแปลกๆ


“ใช่ หมอนั่นมันบอกว่ามาหานายที่ห้องทุกคืน”


“หึ...ฉันก็อยากให้เป็นแบบนั้นเหมือนกัน” คงดีไม่น้อยเลยถ้าได้นอนกอดอีกฝ่ายระหว่างจมอยู่ในห้วงนิทราทุกวัน


“นายฆ่าฉันไม่ได้หรอก”


“เสียใจด้วยนะ พอดีฉันรู้แล้วว่าคู่นอนของตัวเองอยู่ไหน”


“โกหก!” อีกฝ่ายตะโกนด้วยสีหน้าไม่เชื่อ


“ต้องขอบใจนายที่เอาข้อความจากเรย์มาให้”


“ข้อความเหรอ...หมอนั่นโกหก? เป็นไปไม่ได้ทางผมมีผู้เชี่ยวชาญเวลาจับโกหกไม่มีทางที่คนธรรมดาจะหลอกเขาได้!” ได้ข้อมูลมาอีกอย่างแล้ว


ดูท่าจะมีพวกตามที่คิดไว้


“พอดีคนที่พวกนายจับไปไม่ใช่คนธรรมดาล่ะนะ” บอกตรงๆ ว่าผมตกใจไม่น้อยเลยที่สามารถปกปิดแล้วแอบส่งข้อความมาหาผมได้แบบนี้


ไม่ธรรมดา


ฉายายมทูตแห่งความตายไม่ใช่แค่ฉายาที่ตั้งไปงั้นๆ


เสียงเอะอะภายในห้องเรียกให้มากส์และแซมเปิดประตูเข้ามาภายในห้องผมโดยไม่มีการเคาะเรียกหรือขออนุญาตใดๆ พอเห็นผมกำลังยึดตัวอีกฝ่ายกดไว้กับเตียงมากส์ก็รีบเข้ามาจัดการต่อผมเลยถือโอกาสปล่อยตัวนักฆ่าในคราบเรย์ให้มากส์


“บอส ไหนบอกว่าให้ปล่อยไปก่อนไงครับ” แซมหันมาถาม


“พอดีได้ข้อมูลมาแล้ว” คำตอบของผมสร้างความตกใจให้กับบอดี้การ์ดทั้งสองไม่น้อย


“ได้แล้ว? หมายความว่ายังไงบอส”


“ทางตะวันออกติดกับทะเล และมีสะพานเชื่อมไปต่างเมืองอยู่ไม่ไกล...คิดว่าคงเป็นหนึ่งในโกดังโทสน์” ผมบอกข้อมูลหลังการวิเคราะห์ให้ทั้งคู่รู้


“ทำไมถึงรู้ว่าเป็นที่นั่น” ฝ่ายศัตรูที่โดนจับตัวไว้พึมพำด้วยใบหน้าไม่อยากเชื่อ


“นิทานที่นายเล่าไง” ไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไร


“...หมอนั่นมันกล้าซ้อนแผนพวกเรา ไม่กลัวตายเลยรึไง” คำพูดนั่นคงหมายถึงเรย์สินะ


“เอาล่ะ ฉันขอถามว่าเป็นโกดังไหน ฉันไม่อยากใช้กำลังเข้าไปจัดการทุกโกดังโดยไม่จำเป็นหรอกนะ” ผมเดินเข้าไปถามอีกฝ่ายด้วยใบหน้านิ่งๆ ทั้งที่ภายในใจกำลังร้อนรนอยู่ไม่น้อย


หากสถานที่คือโกดังมีความเป็นไปได้สูงที่ฝ่ายศัตรูจะมีจำนวนไม่น้อย อีกทั้งข้อมูลจากเรย์บอกให้ผมเห็นถึงบุคคลอันตรายเบื้องหลังเหตุการณ์นี้ ไม่ใช่แค่อันตรายธรรมดาแต่อันตรายสุดๆ


“...ฉันไม่จำเป็นต้องบอก”


“คิง จามาน่า” ทันทีที่ชื่อนี้ดังขึ้นร่างโปร่งของนักฆ่าก็กระตุกเกร็งเป็นสัญญาณบอกว่ามากกว่าแค่รู้จัก


ตรงกับการวิเคราะห์เลย


คิง จามาน่าหนึ่งในสามคานหลักผู้อยู่เหนือสุดของประเทศและมีอำอาจในวงกว้างไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศทว่ากลับมีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เขาหายไปอย่างไร้ร่องรอย มีข่าวลือมากมายบอกว่าเขาตายไปแล้วซึ่งในความจริงก็ควรเป็นตามข่าวลือนั่นเพราะผมเองที่เป็นคนยิงหมอนั่นจนตกลงไปกลางทะเล


ช่วง 7 ปีก่อนผมอาจไม่ได้มีอำนาจในมือมากมายเหมือนปัจจุบันทว่ามีบุคคลมากมายคอยหนุนหลังและต้องการให้ผมขึ้นไปแทนที่คิง จามาน่าด้วยเหตุผลง่ายๆ คือคิง จามาน่าคิดวางแผนการใหญ่คือโค่นล้มคานอีก 2 ต้นลงและขึ้นไปเป็นที่หนึ่ง คานทั้งสามต้นถ้าไม่นับคิง จามาน่า ก็มีจอมพลผู้ควบคุมวงการความปลอดภัยในทุกๆ ด้านอย่าง โรเบิร์ต  เกลสันตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดซึ่งมีอำนาจเด็ดขาดไม่ว่าจะในองค์กรทหารด้วยกันหรือองค์กรความปลอดภัยอื่นๆ อย่างตำรวจ


อีกหนึ่งคานที่คอยค้ำจุนประเทศคือแองเจริก้า โรเตริส หญิงสาวในวัน 40 ต้นๆ ผู้เป็นเจ้าแม่แห่งการคมนาคมและการขนส่ง ประเทศจะทำการค้าไม่ได้เลยหากไม่ได้รับการอนุมัติจากเธอคนนี้ และตำแหน่งคานต้นสุดท้ายปัจจุบันเป็นของผม เจ้าของอสังหาริมทรัพย์อันดับหนึ่งในประเทศพ่วงด้วยเจ้าพ่อค้าอาวุธสงครามตั้งแต่มีดสั้นไปจนถึงอาวุธร้ายแรงที่ห้ามซื้อขายอย่างขีปนาวุธ


คานทั้งสามต้นจะเกี่ยวพันกันโดยไม่มีคนไหนสูงกว่าเนื่องจากการทำลายหนึ่งในคานจะสร้างหายนะให้เกิดขึ้นอย่างร้ายแรง เมื่อคิง จามาน่าต้องการโค่นอีกสองคนมีเหรอที่พวกเขาจะยอมถูกโค่น ผมในตอนนั้นเป็นตัวเก็งอยู่จึงอาศัยความช่วยเหลือจากอีก 2 คนจัดการคิง จามาน่าลงไปได้ แต่ใครจะคิดว่าเขายังไม่ตาย


การกลับมาครั้งนี้ของคิง จามาน่าคงวางเป้าหมายหลักคือจัดการผมก่อนจะเล็งไปอีก 2 คนที่เหลือซึ่งก็ถือว่าถูก หากจัดการผู้ค้าอาวุธลงได้ก็เหมือนตัดไฟตั้งแต่ต้นลม


“มากส์ แซม” ผมเรียกทั้งคู่


“ครับ”


“ไปเตรียมคน อนุญาตให้ใช้อาวุธรุนแรงได้ ครั้งนี้ศัตรูไม่ธรรมดาห้ามประมาท”


“ท่านฮาเซลหมายถึงคิง จามาน่า? ผมคิดว่าคนคนนั้นตายไปแล้ว...”


“เขาไม่ได้ตาย!” คนของฝ่ายศัตรูเพียงคนเดียวตะโกนขึ้น คงจะเป็นข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์พอดู


“บอกมาว่าโกดังไหน” เป็นอีกครั้งที่ผมถาม


“ใครจะบอก อั๊ก!” เสียงกระดูกซี่โครงปริร้าวดังประสานกับเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดทันทีที่ผมใช้เท้าเตะอีกฝ่ายพร้อมออกแรงเหยียบลงบริเวณซี่โครง


“ฉันไม่มีเวลามาทรมานแก” คำสรรพนามแปรเปลี่ยนไปตามอารมณ์ที่กำลังพุ่งทะยานสูง สถานภาพของเรย์ในตอนนี้อาจหมดความจำเป็นแล้ว สิ่งที่จะทำกับคนหมดประโยชน์ไม่ว่าใครต่างก็รู้ดีคือการปลิดชีวิตนั้นลง


คิง จามาน่าได้ชื่อว่าสามารถรวบรวมนักฆ่าให้มาสวามิภักได้นั่นแปลว่าต่อให้เป็นนักฆ่ามือฉมังค์อย่างเรย์ก็ไม่อาจต่อกรกับนักฆ่าจำนวนมากได้ด้วยตัวคนเดียว


“...อึก ไม่”


ครืดดด~  ครืดดดด~


แรงสั่นจากเครื่องมือสื่อสารบนหัวเตียงเรียกให้ผมเดินไปกดรับสายอย่างรวดเร็ว ปลายสายคือหนึ่งในเพื่อนสนิทอันทรงอิทธิพล  ซิลเลอร์ เบนซ์


“บอกข้อมูลมา” ผมแทบไม่เอ่ยทักทาย ในใจตอนนี้กำลังว้าวุ่นจนแทบคุมตัวเองไม่อยู่ อีกอย่างถ้าซิลโทรมาแปลว่าได้ข้อมูลแล้ว


(อย่าใจร้อนสิ  ฉันเพิ่งได้ข้อมูลสุดยอมมา...รู้ไหมว่าเจ้าของคานคนก่อน...)


“คิง จามาน่ายังมีชีวิตอยู่” ผมพูดแทรกเพราะรู้เรื่องแล้ว


(รู้แล้ว? จากไหนกัน)


“เรย์โดนจับตัวไป มีนักฆ่าปลอมตัวเป็นเขาเข้ามาใกล้ฉันและเรย์ฝากข้อความเหล่านั้นมาบอก” คำอธิบายสั้นดูเหมือนปลายสายต้องใช้เวลาสักพักในการประมวล


(ดูเหมือนว่าเรย์ของนายจะไม่ใช่คนธรรมดาอย่างที่คิด)


“หึ ฉันไม่เคยบอกนี่ว่าเขาเป็นคนธรรมดา”


(เหมือนลุงกำลังพูดอวดหลานสาวเลย)


“ใช้ว่าแฟนกำลังอวดคนรักแทนดีกว่ามั้ง” ใช้คำว่าลุงมันดูแก่ไป


(แล้วไง...รู้รึยังว่าเรย์อยู่ไหน)


“รู้บริเวณแต่ไม่รู้พิกัดชัดๆ ”


(โกดังโทสน์หมายเลข859-41)


“...เอาข้อมูลมากจากไหน” ผมหรี่ตาลงระหว่างถามกลับ


(จะจากไหนล่ะถ้าไม่ใช่คนในน่ะ รีบไปจัดการเถอะ...ฉันอยากรีบบินไปหาตอนนี้เลย ไม่แน่ว่าอาจได้เห็นใครบางคนเอาจริง)


“เงียบไปเลย” ผมวางสายลงพร้อมกับเดินไปจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าให้อยู่ในชุดที่เคลื่อนไหวสะดวกกว่านี้


“ท่านฮาเซล”


“โกดังโทสน์หมายเลข859-41”


“...” นักฆ่าตัวจ้อยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง แปลว่าข้อมูลที่ได้มาถูกสินะ


“ผมตามคนมาแล้วบอส อีก 5 นาทีจะมาถึง” แซมบอกต่อ


“ไม่ต้องให้มานี่ ไปรวมกันที่โกดังนั่นเลย”


“ตอนนี้ยังมืดอยู่เลยนะบอส” อย่างที่แซมบอกตอนนี้เป็นเวลาตี1 เป็นเวลาของการนิทราของใครหลายๆ คน


“แซม”


“...เข้าใจแล้วบอส จะสั่งการทันที” เพียงเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ แซมก็รู้ถึงความหมายโดยไม่จำเป็นต้องขยายความเพิ่ม


จะให้ผมรอถึงเช้าค่อยเข้าไปจัดการเหรอ


ไม่มีทาง


(มีต่อค่ะ)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
(ต่อนะคะ)


ผมรอนานขนาดนั้นไม่ได้ ในเมื่อรู้ทั้งที่อยู่ มีทั้งกำลังคนไม่มีเหตุผลอะไรเเลยที่ต้องรอคอยให้ถึงช่วงเช้า จริงอยู่การเข้าจู่โจมในความมืดอาจสร้างความลำบากให้แต่ก็มีข้อดีคืออีกฝ่ายไม่มีโอกาสได้ตั้งตัว ความมืดเองไม่ใช่แค่ฝั่งผมที่มองลำบากแต่ฝั่งนั้นเองก็เช่นกัน


โกดังโทสน์อยู่ทางตะวันออกของประเทศติดกับทะเลและสะพานข้ามไปยังเมืองข้างๆ เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ซึ่งเอาไว้สำหรับให้นักธุรกิจเช่าโกดังเก็บของ กว่าพวกเราจะมาถึงก็กินเวลาไปหลายชั่วโมงเนื่องจากต้องมีการจัดเตรียมอาวุธอีกหลายอย่าง


ตอนนี้ทั้งผมและคนด้านหลังมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูโกดังหมายเลย859-41ด้วยเสียงอันเงียบกริบ บอดี้การ์ดและคนคุ้มกันกว่า 100 คนถูกจัดตำแหน่งให้กระจายไปรอบๆ ตัวโกดัง ร่างของนักฆ่าที่ปลอมเป็นเรย์ถูกผมดึงและลากไปยังประตูหน้าโกดังด้วยพละกำลังอันเหนือกว่าในสภาพถูกปิดปากไม่ใช่ส่งเสียงพูดออกมาได้


ตึง!


บึ้ม!


ด้วยความแข็งแกร่งของประตูทำให้การโจมตีเดียวไม่อาจทำให้มันพังเลยจำเป็นต้องมีการใช้ระเบิดสักเล็กน้อย ควันและเสียงจากการระเบิดดังพอๆ กับแรงถีบประตูโกดังให้ล้มเข้าไปด้านในพร้อมกับผมที่ดึงนักฆ่าฝ่ายศัตรูให้ตามเข้ามา


สภาพด้านในมีแสงไฟจุดอยู่เป็นจุดๆ ซึ่งมีบริเวณเดียวที่มีแสงไฟสว่างสุด ภาพของใบหน้าขาวนวลบัดนี้เต็มไปด้วยรอยแผลฟกซ้ำ มือและขาถูกเชือกมัดยึดติดอยู่กับเสา ดวงตาสีม่วงใต้คอนแทคเลนส์ปรือขึ้นมามองหน้าผมช้าๆ ยามได้ยินเสียงดังอึกกะทึกก่อนจะเบิกตากว้างขึ้นคล้ายกำลังตกใจที่เห็นผมเดินเข้ามา


“...ฮาเซล” แม้จะได้ยินเสียงเพียงแผ่วเบาแต่ก็มากพอจะทำให้ผมยิ้มออก


นี่สิเรย์ตัวจริง


“พวกแก...ฮาเซล กอนซาเลส” ชายรูปร่างสูงโปร่งก้าวมาตรงหน้าผมพร้อมกับลูกน้องอีกหลายสิบคนที่เริ่มตื่นตัวกับเสียงระเบิดก่อนหน้านี้ บนตู้คอนเทรนเนอร์ปรากฏร่างของหลายๆ คนโดยในมือเล็งปืนมายังร่างผมทว่ากลับไม่ยิงเนื่องจากผมใช้ร่างของนักฆ่าก่อนหน้านี้มาเป็นโล่


พวกนั้นคงรู้ว่าเป็นพวกเดียวกันจึงไม่คิดจะยิง ไม่แน่อาจรอโอกาสเผลอแล้วค่อยยิงก็เป็นได้


ผมไม่คิดว่าอาชีพนักฆ่าจะรักและสามัคคีกันในหมู่พวกพ้องถึงขนาดไม่ยอมทำร้ายพวกเดียวกันหรอก มีหลายงานที่ต้องทิ้งพวกเดียวกันเพื่อให้ภารกิจประสบความสำเร็จ


“ทำไมถึงรู้ว่าเป็นที่นี่” ชายตรงหน้าคล้ายจะเป็นหัวหน้าก้าวเข้ามาถามด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ แต่ไม่สามารถปิดบังได้ว่าดวงตาคู่นั้นกำลังจ้องมองร่างของหนุ่มนักฆ่าในมือผม


“หมอนี่บอกมา” ผมดึงคอเสื้อนักฆ่าคนเดิมขึ้นเล็กน้อย


“อย่ามาโกหก พวกเราไม่มีวันทรยศกันแน่นอน” น้ำเสียงมั่นใจนั่นไม่เลวเลย


“ไม่ได้ทรยศแค่บอกที่อยู่ให้ฉันรู้เท่านั้น” ผมบอกไปตามจริง ตอนนี้ทุกการสนใจมาอยู่ที่ตัวผมโดยไม่มีใครสนใจเรย์ที่ถูกจับมัดอยู่ด้านหลังเลย มีเพียงผมคนเดียวมั้งที่เห็นการเคลื่อนไหวของเรย์...เขาค่อยๆ ทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นแล้วพยายามทำอะไรบางอย่าง สายตานั่นสื่อความหมายบอกให้ถ่วงเวลาให้อีกสักนิด


น่าแปลก...ทำไมถึงเข้าใจได้นะ


เพราะเป็นเรย์งั้นเหรอ


เอาเถอะ...ก็ไม่ผิด


เพราะเป็นเรย์ผมถึงเข้าใจ


ในหัวใจผมตอนนี้มันอาจถูกนักฆ่าคนหนึ่งครอบครองไปกว่าครึ่งแล้วก็เป็นได้


“...บุกมานี่คิดจะทำอะไร โชว์ตัวเป็นฮีโร่มาช่วยคู่นอนรึไง” อีกฝ่ายพยายามไม่แสดงความหวั่นไหวออกมา


“ใช่ จะมาช่วยคนรักตัวเองมันผิดรึไง” บอกตรงๆ ว่าผมไม่ชอบคำว่าคู่นอนเท่าไหร่


“หึ โจนยิงหัวคู่นอนมันเลย” เสียงสั่นการดังขึ้นโดยที่ผมไม่รู้ว่าคนชื่อโจนนั่นคือใครและอยู่บริเวณไหน แต่ในความนิ่งไม่มีใครเคลื่อนไหวกับมีคนหนึ่งบนตู้คอนเทรนเนอร์หันกระบอกปืนไปทางเรย์ที่ยังคงนั่งทรุดตัวอยู่กับพื้น


“เรย์!” ผมตะโกนส่งเสียงเตือนด้วยความตระหนก


ปัง!


แทบจะจังหวะเดียวกับเสียงตะโกนกระสุนจากปืนไรเฟิ้ลก็ถูกยิงออกไป ร่างกายผมขยับไปเอง ปล่อยร่างของนักฆ่าฝ่ายศัตรูลงพื้นอย่างไม่แยแสรีบวิ่งตรงเข้าไปหาเรย์ทว่ากลับถูกสกัดไว้ด้วยกระบอกปืนสีดำที่จ่อบริเวณหน้าผากในระยะใกล้


อีกแล้ว


พอเป็นเรื่องของเรย์ทีไรร่างกายมันขยับไปเองโดยไม่มีแม้แต่การวางแผนใดๆ ทุกทีสิ


ตึง!


เสียงจากตู้คอนเทรนเนอร์เสียงความสนใจของทุกคนให้หันไปมองพร้อมกับภาพของเรย์กระโดดม้วนตัวขึ้นไปเหนือหัวชายที่ยิงกระสุนออกไปเมื่อครู่ ด้วยแรงดิ่งและทักษะการเคลื่อนไหวอันยอดเยี่ยมส่งผลให้เรย์ปล่อยลูกเตะใส่หน้าอีกฝ่ายได้ในขณะลอยตัวอยู่บนอากาศ เป็นภาพที่ทำเอาบรรยากาศทั้งโกดังเงียบสนิทราวกับไม่มีคนอยู่ เรย์ไม่รอช้าเมื่อขาลงพื้นก็รีบคว้าปืนไรเฟิ้ลขึ้นมาเล็งเป้าโดยไม่มีแม้ความลังเล


“ฮาเซล!” เสียงนุ่มของเรย์เรียกสติผมให้ปัดกระบอกปืนสีดำตรงหน้าทิ้งพร้อมหยิบปืนสองกระบอกของตัวเองขึ้นมา กระบอกหนึ่งเล็งไปยังหัวของคนที่อาจเป็นหัวหน้า ส่วนอีกกระบอกก็เล็งไปยังคนด้านข้าง


เพียงไม่กี่วินาทีหลังเสียงปืนดังการพลิกสถานการณ์ก็เกิดขึ้นถึงสองครั้ง และครั้งนี้ฝ่ายที่ได้เปรียบคือฝั่งผมที่มีนักฆ่าฉายายมทูตแห่งความตายเป็นหนึ่งในทีม


“มากส์! แซม!” ทันทีที่ผมตะโกนเรียกการเข้าปะทะกันของสองกลุ่มก็เกิดขึ้นอย่างรุนแรงมีการใช้ทั้งมีด ปีนหรือแม้แต่ระเบิดมือ ต่างฝ่ายต่างพยายามสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นมากที่สุด


ตัวผมถูกมากส์และแซมบอกให้ถอยไปรอข้างนอกอย่างช่วยไม่ได้ แม้จะอยากเข้าไปร่วมแต่การดูสถานการณ์ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ หากเกิดอะไรขึ้นผมจะรีบเข้าไปสบทบ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบทองของผมมองไปยังการต่อสู้ซึ่งทวีความดุเดือนพร้อมมองหาใครคนหนึ่งใจกลางสมรภูมิ ใบหน้าขาวอันเต็มไปด้วยรอยฟกซ้ำควรจะดูเหนื่อยอ่อนแต่ในความเป็นจริงกับแสดงฝีมือออกมามากว่าใครๆ


ทักษะการเคลื่อนไหวในระยะประชิดเฉียบคมขึ้นเรื่อยๆ จากการฝึกกับแซมและมากส์ ประกอบการความอ่อนตัว ไหวพริบและสัญชาตญาณทำให้สามารถจัดการคู่ต่อสู่ได้ในเสี้ยววินาที ท่วงท่าและการเคลื่อนไหวเหล่านั้นไม่เสียเปล่าเลย แม้จะถูกรุมแต่เพียงมองก็รู้ได้เลยว่าการเข้าไปช่วยเหลือนั้นไม่จำเป็น


“ฮาเซล!” เสียงตะโกนของเรย์ดังขึ้นก่อนไรเฟิ้ลในมือเรย์จะถูกยิงออกมาทางผม


ปัง!


ไม่สิ...ด้านหลัง


ปัง!


ผมหันควับไปมองด้านหลังและเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณที่ได้ยินเสียงปืน กระสุนเฉี่ยวแก้มผมไปเพียงไม่กี่มิลเท่านั้น ด้านหน้าผมมีร่างสูงกำยำ ผิวสีแทน ศีรษะโล้นไร้เส้นผม...ใบหน้านั่น...


“คิง จามาน่า” ผมกัดฟันเรียกคนตรงหน้า ก็รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่แต่พอมาเจอจริงแล้วกลับอดไม่ได้ที่จะตกใจ


“ไง ต้องบอกสวัสดียามรุ่งสางรึเปล่าล่ะไอ้ฮาเซล!” น้ำเสียงหงุดหงิดออกแนวเครียดแค้นนั่นผมสัมผัสได้อย่างชัดเจน ไม่แปลกถ้าเขาจะแค้น


“งั้นฉันควรพูดว่ายินดีที่ได้พบกันอีกสินะ”


“หึ...ปากแบบนั้นฉันจะยิงให้เละเลย”


ปัง!


และกระสุนปืนรัวๆ ก็ดังขึ้นอีกระลอก ผมวิ่งหาที่หลบสลับกับยิงใส่อีกฝ่ายบ้างแต่ด้วยความที่ฝั่งนั้นมีลูกน้อยคอยคุ้มกันทำให้ไม่มีโอกาสได้ยิงโดน


“ผมจะจัดการคนคุ้มกันให้!” เสียงตะโกนอันคุ้นเคยของเรย์เรียกให้ผมหันไปมองด้านหลังก่อนจะเห็นร่างของเรย์วิ่งผ่านหน้าไป เรย์ไม่ได้ประมาทถึงขนาดบุกลุยฝ่ายห่ากระสุนตรงๆ แต่อาศัยหน้าต่างบานข้างๆ เป็นทางออก


“เดี๋ยวเรย์!” ผมส่งเสียงห้ามแน่นอนว่าไม่ทัน


ร่างของเรย์เข้าปะทะกับผู้คุ้มกันคนแรก ผู้ติดตามที่เหลือรวมทั้งคิง จามาน่าเปลี่ยนเป้าหมายมายังเรย์อย่างรวดเร็ว ผมสถบเสียงดังพร้อมวิ่งเข้าไปร่วมวงจัดการด้วย คนคุ้มกันร่างกายกำยำถูกผมเข่าลอยเข้าเต็มๆ แผ่นอกจนร่างล้มลงไปนอนแน่นิ่งในขณะที่เรย์โยนไรเฟิ้ลในมือขึ้นเหนือหัวเพื่อเรียกความสนใจจากคู่ต่อสู่แล้วจัดการกระโดดใช้ขาล๊อคคออีกฝ่ายโดยมือทั้งสองข้างคว้าคอคนที่อยู่ใกล้อีกคนไว้แน่นก่อนจะออกแรงบิดแรงๆ จนเกิดเสียงหักของกระดูกขึ้นพร้อมกัน


ผมเบิกตากว้างกับภาพเมื่อครู่...ในหัวนึกภาพออกเลยว่าถ้ากวนอารมณ์เรย์มากๆ ท่านั้นคงได้ถูกใช้ออกมาแน่นอน การจะรับมือกับท่านั้นทำได้ง่ายๆ แค่มีส่วนคอที่แข็งแรงจนไม่สามารถบิดหักได้ก็พอ เพียงแต่ไม่มีมนุษย์คนไหนจะคอแข็งแรงได้ขนาดนั้น


“เจ้านั่นมันเป็นใคร!” เสียงตะโกนแบบไม่ต้องการคำตอบจากคิง จามาน่าดังขึ้นเมื่อได้เห็นฝีมือของเรย์


“คนรักฉันเอง!” ผมถือโอกาสเข้าประชิดพร้อมออกหมัดชกอีกฝ่ายทว่าคิง จามาน่าก็ไม่ใช่คนอ่อนหัดขนาดจะหลบการโจมตีง่ายๆ ไม่ได้


“ผมไม่ใช่คนรักคุณ!” เรย์ตะโกนตอบด้วยสีหน้าไม่พอใจ


“อย่าเขินน่า” ผมหมุนตัวเตะเข้าบริเวณหน้าท้องของคิง จามาน่าจนอีกฝ่ายกระเด็นไปพอสมควร


“ไม่ได้เขิน เลิกพูดสักทีจัดการให้เรียบร้อยก่อนเถอะ” พูดจับศอกแหลมๆ ของเรย์ก็โจมตีเข้าใส่ใบหน้าของหนึ่งในผู้คุ้มกันจนทรุดตัวลงกับพื้นทันควัน ด้วยสภาพร่างกายไม่น่าจะเหลือกำลังมากขนาดนี้ ไม่รู้เอาแรงมาจากไหน ฟังจากเสียงของการโจมตีที่ปล่อยออกไปอย่างต่อเนื่องนั่นยังทรงพลังอยู่เลย


“บ้าเอ้ย!” คิง จามาน่าหันมองซ้ายขวาไม่นานก็หันหลังวิ่งหนีไปยังด้านข้างโกดัง


“ไม่ให้หนีหรอก!” ผมวิ่งตามไปโดยปล่อยอีก 3 คนที่เหลือให้เรย์จัดการซึ่งผมคิดว่าเรย์สามารถจัดการได้ไม่ยากอยู่แล้ว


คิง จามาน่าวิ่งหนีจนในที่สุดก็มาหยุดอยู่บริเวณทางตันซึ่งด้านหลังเป็นผนังฉาบปูนไม่มีอะไรพอจะให้ปีนได้มีเพียงด้านขวามือที่เป็นน้ำทะเลลึก ผมมองการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายก่อนจะตัดสินใจยกกระบอกปืนขึ้นเล็งและยิงอีกฝ่ายในจังหวะเดียวกับที่คิดจะกระโดดหนีลงทะเล


ปัง!


“อ๊ากก~!...”


ตู้ม!


น้ำทะเลบริเวณที่อีกฝ่ายตกไปมีน้ำสีแดงแผ่กระจายเป็นวง...สีของเลือดแปลว่าคงยิงโดน


แต่ยิงโดนใช่ว่าจะตาย


ยิ่งร่างนั้นจมหายไปในทะเล ไม่มีอะไรยืนยันว่าคิง จามาน่าจะตายแล้วแต่ฟองอากาศที่หายไปอาจเป็นสัญญาณว่าร่างนั้นไร้ชีวิตก็เป็นได้


ผมยืนมองบริเวณน้ำทะเลสีแดงอยู่สักพักจึงหันหลังเดินกลับไปทางเดิม เมื่อกลับมาถึงโกดังโทนส์หมายเลย 859-41 ทกอย่างดูเหมือนจะจบลงเรียบร้อยโดยมีฝ่ายชนะคือพวกเรา มากส์และแซมวิ่งเข้ามาหาผมพร้อมกับถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเจ็บตรงไหนบ้าง พอบอกว่าไม่เป็นไรมากส์ก็รายงานว่ามีนักฆ่าหลายคนที่หลบหนีไปได้...เห็นว่าเหล่าคนที่มารวมกันอยู่ในโกดังไม่ได้มีเพียงนักฆ่าแต่ยังมีทหารรับจ้างและอื่นๆ อีก


“เรย์อยู่ไหน” ผมเอ่ยถามพลางมองไปรอบกาย ปกติต่อให้อยู่ท่ามกลางผู้คนผมก็สามารถมองหาเรย์ได้ทันที


“พวกเราไม่รู้ พอออกมาจากโกดังก็เห็นร่างของชายหลายคนนอนกองอยู่บนพื้น ไม่เห็นเทเลอร์เลย” คำอธิบายจากมากส์ทำให้ผมเริ่มขมวดคิ้ว


“เดี๋ยวมา” ผมวิ่งออกไปอีกทางด้วยท่าทีรีบร้อน


ดวงตาสองข้างมองซ้ายขวาเพื่อหาร่างของคนที่น่าจะยังไปได้ไม่ไกลก่อนจะเห็นแผ่นหลังอันคุ้นเคยจากบริเวณไกลๆ กำลังหลบไปยังหลังโกดังแห่งหนึ่ง


“เรย์!” ผมวิ่งเข้าไปพร้อมส่งเสียงเรียก เรย์ที่ได้ยินชะงักเล็กน้อยไม่นานก็หันกลับมามองผม ใบหน้าอันเต็มไปด้วยแผลฟกซ้ำเรียกขาผมให้ก้าวเข้าไปใกล้แล้วเอื้อมมือลูบไล้แผลนั้นอย่างอ่อนโยน...อ่อนโยนจนตัวเองยังไม่อยากเชื่อ


“ฮาเซล...”


“ไปโรงพยาบาลกัน” ผมพูดแล้วเตรียมคว้ามืออีกฝ่ายทว่าเรย์กลับชักมือหนีก่อนก้าวถอยหลัง


“จัดการคิง จามาน่าแล้วใช่ไหม” อีกฝ่ายเอ่ยถาม


“อืม ฉันยิงหมอนั่นระหว่างหนีไปทางทะเล”


“งั้นก็แปลว่างานของผมสิ้นสุดลงแล้ว”


“...” ครั้งนี้เป็นฝ่ายผมที่ยืนนิ่ง ประมวลถ้อยคำของเรย์เมื่อครู่


“ในเมื่องานเสร็จผมก็คงต้องขอตัว”


“ฉันไม่ให้ไป” ผมรีบคว้ามืออีกฝ่ายที่กำลังจะหันหลังหนีทันที


อยู่ๆ ก็บอกว่าจะไป


นี่ถ้าผมไม่วิ่งตามมาเขาจะไปโดยไม่มีการบอกลาอะไรเลยเหรอ


“ฮาเซล...คุณน่าจะเข้าใจนะว่าผมเป็นนักฆ่าไม่ใช่บอดี้การ์ด คุณไม่มีสิทธิ์มาบอกให้ผมไม่ไป”


“เรย์...”


“เรื่องมันจบลงด้วยดี คุณจัดการศัตรูได้ ผมปกป้องคุณได้ จากนี้ก็ต่างคนต่างไป” เรย์พูดโดยไม่หันมาทางผม


“นายไม่รู้สึกอะไรที่เราต้องจากกันเลยเหรอ”


“...ไม่”


“มีแค่ฉันเหรอที่ไม่อยากให้ทุกอย่างมันเป็นเพียงอดีต” ผมยังคงถามต่อ


“...ใช่”


“งั้นก็หันมาบอกฉันตรงๆ สิไม่ใช่หันหลังให้กันแบบนี้” ผมรู้จักเรย์ดี เวลาเรย์ตอบหรือสวนผมกลับแทบจะไม่มีการเว้นวรรคหรือนิ่งไป แต่กับสองคำถามก่อนหน้านี้เรย์นิ่งไปก่อนตอบนั่นแสดงถึงความลังเลที่เกิดขึ้น


“ฮาเซล คุณสนุกกับผมมาพอแล้ว เลิกยุ่งกับผมเถอะ” เรย์บอกพร้อมกับถอดคอนแทคเลนส์ออก ดวงตาสีม่วงที่ปราศจากคอนแทคเลนส์หันมาสบกับผมตรงๆ จนเผลอมองอย่างหลงใหล ใบหน้าของเรย์นิ่งจนเหมือนไม่มีอารมณ์ใดๆ


นั่นคือคำตอบเหรอเรย์


“ฉันชอบนายนะเรย์” ผมเอ่ยเสียงเบา มันอาจเป็นฉากสารภาพรักที่ไร้ความโรเมนติกที่สุดในโลก ฉากคือโกดังเก่าๆ สภาพของเราสองคนมีทั้งเลือดและแผลฟกช้ำ


“คิดจะแหย่ผมเล่นก่อนจากรึไง”


“ฉันพูดจริง” ผมย้ำเมื่อเห็นว่าเรย์ไม่มีทีท่าจะเชื่อ


“ผมไม่เชื่อ และต่อให้จริงผมก็คงต้องขอปฏิเสธ”


“ทำไม...”


“ผมชอบชีวิตที่มีเพียงตัวเอง ชอบการอยู่ในห้องโดยไม่ต้องพูดคุยกับใครๆ ชอบที่จะป่วยแล้วไม่มีคนดูแล!” ยังไม่ทันที่ผมจะถามจบเรย์ก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ


“นายก็แค่ไม่อยากจะชินกับการอยู่กับฉัน” ผมบอกออกไป สิ่งที่เรย์กำลังแสดงออกคือการปฏิเสธทุกอย่างตลอดเวลาหลายเดือนที่พวกเราใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ปฏิเสธราวกับคนกำลังหวาดกลัวต่อความรู้สึกของตัวเอง


“...ก็อาจใช่ ผมไม่อยากชินกับการมีคุณอยู่ข้างๆ”


“แต่ฉันอยากให้เรย์มาอยู่ข้างๆ”


“ผมไม่เหมาะกับตำแหน่งนั้นหรอกฮาเซล ปล่อยผมไปเถอะ” พูดจบมือของเรย์เอื้อมมาสัมผัสกับมือข้างที่ผมรั้งอีกฝ่ายไว้แล้วค่อยๆ ชักมือออก


“กลัวเหรอเรย์ กลัวจะรักฉันเหรอ” ผมยอมปล่อยมือแต่ไม่ยอมให้เรย์จากไปทั้งที่ค้างคาแน่ๆ


“...” ความเงียบเป็นคำตอบอย่างดี


“ฉันรักนาย” ผมพูดอีกรอบ


“ผมเกลียดคุณ” ครั้งนี้เรย์ไม่ได้นิ่งแต่พูดออกมาทันที ดวงตาสีม่วงเงยขึ้นมาสบราวกับจะสื่อความเกลียดออกมาตามประโยคทว่าสำหรับผมกลับมองว่าดวงตานั่นไม่ได้สื่อออกมาแค่ความเกลียด มีบางอย่างที่มากกว่านั้น


“ฉันรักนาย”


“แต่ผมเกลียดคุณ!” เป็นอีกครั้งที่คำว่าเกลียดดังขึ้นติดๆ กัน


ทั้งที่เป็นคำว่าเกลียดแต่กลับทำให้ผมยิ้มออก


บ้าจริงๆ เลยตัวผมเนี่ย


จะฝืนให้ยอมรับทั้งที่เรย์ยังสับสนและลังเลก็ดูน่าสงสารเกินไป


“เราจะได้เจอกันอีกใช่ไหม” ครั้งนี้ผมจะยอมถอยให้หนึ่งก้าว


“...” เรย์ไม่ตอบ ดวงตาสีแปลกประสานกับดวงตาผมสักพักก่อนจะผละออกแล้วหันหลังเดินจากไป


ไม่มีการเรียกหรือรั้งไว้แม้ภายในใจอยากจะวิ่งตามไปกระชากอีกฝ่ายให้เข้ามาอยู่ในอ้อมกอด


ผมจะยอมให้แค่ครั้งนี้


ถ้าวันหนึ่งเรย์เป็นฝ่ายก้าวเข้ามาหาผมรับรองเลยว่าจะดึงเขาให้มาอยู่ข้างกายโดยไม่ปล่อยให้ไปไหนอีก การจากกันครั้งนี้ไม่ใช่การจากตลอดไปแต่เป็นการจากเพื่อเจอกันใหม่ในวันหนึ่ง


ความเงียบของเรย์นั่นสื่อประโยคหนึ่งออกมาโดยปราศจากคำพูดใดๆ...


ไว้เจอกันใหม่

................................................

มาต่อแล้วค่าา

สำหรับตอนนี้เรียกว่าเป็นตอนที่เศร้าที่สุดของเรื่องก็ว่าได้

พยายามจะแต่งให้เศร้าแต่ก็เศร้าได้แค่นี้เพราะไม่ค่อยชอบฉากเสียน้ำตาเท่าไหร่แต่ถ้าไม่มีเลยก็จะเหมือนขาดอะไรไป

การจากกันในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการพบเจอกันในวันใหม่

แล้วมาลุ้นไปด้วยกันนะคะว่าทั้งคู่จะลงเอยกันได้อย่างไร

ผ่านมาเกินครึ่งแล้วขอบคุณทุกคนที่คอยคอมเม้นท์และเป็นกำลังใจให้เสมอนะคะ

ช่วยเอ็นดูเรย์และฮาเซลจนจบเรื่องด้วยน้า

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6512
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
เราว่าฮาเซลเตรียมชุดใหญ่ไว้รอเรย์แน่ ๆ
ดีไม่ดี คงนัดให้เรย์มาฆ่าแบบน่าปวดหัวหนักกว่าเดิม 55555

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ nattacha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
คิง จามาน่า ไม่น่าตายง่ายขนาดนี้ มีอะไรต่ออีกรึป่าวนะ

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
จากเพื่อพบกันใหม่  :กอด1:

ออฟไลน์ PK.Kenaf

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
อยากรู้ว่าจะกลับมาเจอกันได้ยังไง ลุ้นๆ

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2877
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
โอยยย ลุ้นมากเลยค่ะ

คนร้ายตัวจริงโผล่มาแล้ว แล้วเหมือนรอดได้อีกรอบ
เพราะฮาเซลรีบมาตามหาเรย์ซะก่อน กลัวไม่ได้บอกรัก

เรย์สามารถมาก เล่าได้แบบจับโกหกไม่ได้น่ะ
สงสารเรย์นะ คนไม่อยากรัก ไม่อยากเจ็บปวด
ฮาเซลก็เซนส์ดีมากค่ะ หลอกล่อซะตัวปลอมเชื่อ




ออฟไลน์ HanATarO

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2223
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-2
หวังว่า คิง จามาน่า จะตายแล้วนะ กลัวจะมีพลิกจัง

หากเจอกันครั้งหน้าขอให้เป็นการเจอกันที่ไม่มีวันจากนะ

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
✖`·»เสี่ยงรัก«·´✖ วันที่14



ความหนาวเย็นจากเครื่องปรับอากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมแผ่เข้ามาถึงด้านในของผ้านวมผ่านช่องว่างเล็กๆ ยามพลิกตัวไปด้านข้างเรียกให้เจ้าของห้องอย่างผมสะดุ้งขึ้นพร้อมขยับผ้านวมปิดช่องว่างนั้น...นาฬิกาดิจิตอลด้านข้างบอกเวลาเที่ยงครึ่ง


“...ยังง่วงอยู่เลย” พึมพำเสร็จผมก็ล้มตัวขดเข้าไปในผ้านวมอีกครั้ง


งานใหม่ที่รับมาผมเพิ่งจัดการเสร็จไปตอนรุ่งสางของวันนี่เอง แม้ร่างกายจะอยากพักและนอนต่อแทบขาดใจแต่ก็รู้ๆ กันดีว่ามีอวัยวะหนึ่งที่ไม่ยอมทำตาม ความแสบร้อนของกรดในกระเพาะทำเอาผมสะบัดผ้านวมออกด้วยความไม่พอใจนัก ประตูตู้เย็นถูกเปิดอย่างแรงก่อนจะหยิบทั้งแยมโรลชาเขียว ชูครีมรสกาแฟและนมสดหนึ่งขวดออกมาวางหน้าคอมแล้วเริ่มลงมือกินท่ามกลางอากาศเย็นๆ จากแอร์ที่เปิดทิ้งไว้


ระหว่างจัดการมื้อเช้าควบกลางวันดวงตาสีม่วงของผมก็ไล่ดูเมลมากมายที่ถูกส่งมา ตั้งแต่เสร็จงานของฮาเซลผมพบว่ามีเมลเรื่องงานเข้ามาหลายสิบเมลโดยหนึ่งในนั้นมีเมลจากคิง จามาน่ารวมอยู่ด้วย เนื้อหาของงานคือให้ผมปลอมตัวเข้าไปใกล้คิดและสังหารฮาเซลซะ


ผมคิดนะว่าเป็นงานที่ง่ายเหลือเกินเพราะผมอยู่ข้างกายฮาเซลในฐานะบอดี้การ์ดอยู่แล้ว ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ผมไม่มีความคิดจะหักหลังหรือทรยศฮาเซล


“หึ...ไม่ใช่ลูกน้องหมอนั่นสักหน่อย คิดอะไรบ้าๆ” ผมบ่นตัวเองสลับกระดกขวดนมสดเข้าปาก


เรื่องของฮาเซลผ่านมาหลายอาทิตย์แล้ว ทั้งที่น่าจะลืมเหมือนกับงานอื่นๆ ไม่รู้ทำไมถึงยังนึกถึงอยู่ตลอด ความรู้สึกเหงาปากนี่ถือเป็นครั้งแรกเลย ตลอด 6 เดือนผมพูดมากกว่าในช่วงหลายปีรวมกันซะอีก


ตั้งแต่วันที่ฮาเซลปล่อยผมอีกฝ่ายติดต่อมาตลอดทางโทรศัพท์มือถือที่ให้ไว้แน่นอนว่าผมไม่คิดจะรับสายหรือตอบข้อความใดๆ กลับไป เมื่องานจบผมไม่คิดจะสานต่อความสัมพันธ์ใดๆ การมีสัมพันธ์กับใครสักคนมันทำให้งานยากขึ้นและยังมีห่วง


ผมไม่ชอบความรู้สึกแบบนั้น...ถึงจะไม่เคยมีก็เถอะ


ฮาเซลพูดว่าผมกลัวที่จะชินเวลามีเขาอยู่ข้างๆ


ใช่...ผมยอมรับว่าผมกลัว


ผมอยู่คนเดียวมาตลอด อยู่จนชินชากับความเหงาและโดดเดี่ยวและอยู่ๆ ก็มีคนคนหนึ่งเข้ามาทำลายกำแพงสูงลิ่วของผมจนไม่เหลือชิ้นดี ทั้งคอยแหย่ คอยพูดคุย คอยดูและและคอยเอาใจใส่ มีใครบ้างจะไม่รู้สึกกลัว...กลัวจะชินกับการมีอีกฝ่ายอยู่ข้างกายจนไม่สามารถอยู่ตามลำพังได้อีก


“โอ๊ะ...” ผมหยุดการเลื่อนเม้าส์แล้วกดคลิกเข้าไปดูเนื้อหางานด้านใน


งานหลายๆ ชิ้นที่ผมทำผู้ว่าจ้างส่วนมากจะไม่บอกว่าตัวเองเป็นใครแต่ก็มีส่วนน้อยที่จะบอก อย่างเมลนี่เองก็เป็นหนึ่งในส่วนน้อยนั่น ชื่อของหนึ่งสามคานผู้คอยขับเคลื่อนประเทศอย่างผู้บัญชาการโรเบิร์ต เกลสันอันเปี่ยมไปด้วยอิทธิพลและอำนาจ มือขวาทำการเลื่อนเนื้อหาของงานเพื่ออ่านและทำความเข้าใจในทุกๆ บรรทัด ยิ่งอ่านนานเข้าคิ้วทั้งสองข้างค่อยๆ ขมวดเข้าหากันทีละน้อย


งานนี้ไม่ใช่การลอบสังหารแต่เป็นการเก็บข้อมูลและล่อลวงเป้าหมายก่อนจะส่งให้ทางการจัดการต่อ เป็นงานไม่ยากทว่าเป้าหมายค่อนข้างจะต้องใช้วิธีเฉพาะในการเข้าถึง


“รับหรือไม่รับ” ถามตัวเองพลางเคี้ยวแยมโรลชาเขียวไปพลาง


มีไม่น้อยหรอกที่จะมีงานพวกหาข้อมูลหรือล่อลวงเป้าหมายเข้ามาเพียงแค่ผมมักจะไม่ค่อยรับเนื่องจากมันมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกดึงเข้าไปเกี่ยวในการปฏิบัติการต่อจากนั้น ดีไม่ดีอาจพลอยโดยลูกหลงไปด้วย ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เคยมีใครจับผมได้สักคน


ไม่อยากชมตัวเองหรอก...ผมนี่เก่งใช่เล่นนะเนี่ย!


“รับก็ได้ ไม่ได้ทำงานแบบนี้มานานแล้ว” งานที่ได้เงินโดยไม่ต้องพรากชีวิตใครถือเป็นหนึ่งในงานดีๆ ที่นอกจากจะไม่ค่อยจะมีผ่านเข้ามาแล้วผมมักจะไม่รับทำสักเท่าไหร่ เพราะถ้าต้องการข้อมูลไปหาพวกขายข่าวจะง่ายกว่าหรือถ้าต้องการลวงเป้าหมายแค่จ้างบริษัทสักแห่งเป็นอันจบไม่จำเป็นต้องมาจ้างนักฆ่าอย่างผมหรอก


สำหรับงานของโรเบิร์ต เกลสันถือเป็นหนึ่งในข้อยกเว้นเนื่องจากเป้าหมายไม่ใช่คนที่มีเพียงข้อมูลจะสามารถจัดการได้ ต่อให้จ้างบริษัทใดเพื่อทำการล่อลวงให้ตกอยู่ในแผนก็มีความเป็นไปได้สูงที่บริษัทเหล่านั้นจะรับมือไม่ได้


เมลตกลงรับงานถูกส่งกลับไปพร้อมกับชูครีมรสกาแฟชิ้นสุดท้ายถูกกลืนลงท้อง ความง่วงก่อนหน้านี้ยังคงหลงเหลืออยู่พอสมควรผมเลยเดินตรงไปยังเตียงทิ้งตัวลงและม้วนตัวขดอยู่ใต้ผ้านวมอีกครั้ง


หลายวันต่อมาการเตรียมการทุกอย่างก็เสร็จสิ้นและเป็นวันเดียวกับที่ทางโรเบิร์ต เกลสันกำหนดด้วย งานครั้งนี้จำเป็นต้องมีการกะจังหวะเวลาให้ดีไม่อย่างนั้นจะเสี่ยงกับการเปิดเผยตัวตนของผม ยามนาฬิกาบอกเวลา 5 โมงผมในชุดเด็กนั่งดริ้งสีเลือดหมูแนวจีนก็เดินออกมาเรียงหน้ากระดานพร้อมกับเหล่าชายหนุ่มในชุดแบบเดียวกันต่างกันเพียงสีอีกประมาณ 20 คน โดยมีผู้หญิงจำนวนเท่าๆ กันยืนอยู่แถวหน้า ด้านหน้ามีหญิงเจ้าของสถานที่เริงรมย์ยินทำหน้าตึงด้วยชุดสีแดงสดมือด้านขวากางพัดออกพร้อมส่ายเบาๆ ให้เกิดลม


ตอนนี้ผมอยู่ในสถานเริงรมย์ชื่อดังของเมืองตำแหน่งพนักงานนั่งดริ้งชาย วันก่อนผมได้มาสมัครเข้าทำงานด้วยใบหน้าและดวงตาเรียวคมจากการแต่งหน้าช่วยเสริมภาพลักษณ์ผมให้ดูดีและน่ามองโดดเด่นกว่าคนอื่นที่มาสมัครผมเลยได้รับคัดเลือกเข้าทำงานทันที สาเหตุของการเข้าทำงานในสถานเริงรมย์มีอย่างเดียวคือเป้าหมายในครั้งนี้คือเจ้าของสถานเริงรมย์ขึ้นชื่อหรือก็คือผู้หญิงในชุดแดงตรงหน้าผมนี่เอง


ชื่อของเธอคือเชิง ต้าเกว๋ย ดูเผินๆ ร้านนี้ก็เป็นเพียงสถานเริงรมย์ธรรมดาแต่ความจริงแล้วไม่ใช่...เจ้าของร้านหรือเชิง ต้าเกว๋ยมีรสนิยมทางเพศแบบรุนแรงและมักจะบังคับให้ชายที่เธอชอบต้องขึ้นเตียงและจบลงด้วยบาดแผลหลายแห่ง ถ้าแค่นั้นจอมพลอย่างโรเบิร์ต เกลสันคงไม่เข้ามายุ่งทว่าด้วยความรุนแรงทำให้มีคนตายไปหลายคนทางหน่วยรักษาความปลอดภัยจึงได้เริ่มเคลื่อนไหว


ด้วยความที่เชิง ต้าเกว๋ยมีอำอาจไม่มากจึงไม่สามารถหลบการตรวจสอบพื้นที่เมื่อถูกตั้งให้เป็นผู้ต้องสงสัย แต่แล้วหลังจบการตวรจสอบกลับไม่เจอทั้งเลือดหรือเครื่องมืออะไรเลยทั้งในบ้านและสถานเริงรมย์แห่งนี้  จากขอมูลที่ทางจอมพลโรเบิร์ต เกลสันให้มาทำให้รู้ว่าในสถานเริงรมย์นี้น่าจะมีห้องลับอยู่ งานของผมคือหามันและทำให้เชิง ต้าเกว๋ยใช้ห้องนั้น ถ้าถูกจับได้คาหนังคาเขาคงจะดิ้นไม่หลุด


แน่นอนว่าเรื่องนี้มันไม่ง่าย


ผมเลยต้องเริ่มจากการเข้ามาเป็นพนักงานนั่งดริ้งแล้วพยายามส่งสายตาให้เธอสนใจตลอด ช่วงหลายวันมานี้เหมือนจะให้ความสนใจผมมากพอดู คิดว่าวันนี้แหละผมสามารถให้เธอพาไปยังห้องลับนั่นได้


“...คงเข้าใจนะว่าเจ๊ไม่อยากรุนแรงแต่หากมีเรื่องแบบเมื่อวานเกิดขึ้นอีกเจ๊ก็มีวิธีการเด็ดขาดจัดการ” ตอนนี้เชิง ต้าเกว๋ยกำลังพูดเตือนพนักงานสาวในสุดสีฟ้าแนวจีนด้วยน้ำเสียงตำหนิเมื่อวานเองก็ตำหนิไปทีแล้วเนื่องจากผู้หญิงคนนั้นเผลอตบหน้าชายซึ่งเป็นลูกค้าจนหน้าหันจากการโดนลวนลาม


อาชีพนี้เป็นปกติที่จะโดนลวนลาม มีไม่น้อยหากลูกค้าถูกใจก็จะจบลงด้วยการขึ้นไปเปิดห้องหรือโรงแรมข้างบน คนที่มาทำอาชีพนี้ต่างรู้ดีทว่าหลายคนไม่ได้มาทำด้วยความยากแต่เป็นการบังคับ จำยอมหรือถูกซื้อขายในตลาดแรงงาน


ผมได้แต่ยืนมองเจ้าของร้านกล่าวตำหนิด้วยใบหน้านิ่งๆ เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับผม...ไม่ใช่ว่าผมใจร้ายหรืออะไรหรอกถ้าเข้าไปช่วยมีโอกาสสูงที่ผู้หญิงคนนั้นจะโดนหนักกว่านี้ อีกอย่างเรื่องนี้มันขึ้นอยู่กับวิธีจัดการของแต่ละคน


อย่างผมเองใช่ว่าจะไม่โดนลวนลาม บอกเลยว่าโดนทั้งชายและหญิง ในจำนวนนั้นมีมากกว่าครึ่งพยายามจะพาผมขึ้นเตียง แน่นอนว่าผมมีวิธีจัดการ ถ้าง่ายๆ ก็แค่มอมเหล้าหนักๆ จนขึ้นเตียงไม่ไหว ในกรณีที่เปิดห้องได้ผมก็อาศัยช่องว่างสับต้นคออีกฝ่ายจนสลบถึงเช้าวันต่อมาแล้วทำท่าว่าโดนกระทำเรียบร้อย สำหรับผู้หญิงผมใช้วิธีนิ่มนวลกว่านั้นหน่อยแต่ง่ายๆ ก็มอมเหล้านั่นแหละ


“วันนี้เจ๊ก็ไม่มีอะไรจะพูดมากนักหรอก...พยายามทำงานให้ดี แยกย้ายได้” คำเกริ่นหลังจากพูดมาครึ่งชั่วโมงทำเอาทั้งห้องเลิกคิ้วครึ่งอย่างพร้อมเพรียงกัน


นี่ขนาดไม่มีอะไรจะพูดนะเนี่ย


“คุณต้าเกว๋ย” ผมเดินเข้าไปเรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงคมคาย


“แหม วันนี้ก็หล่อเหมือนเดิมเลยนะโจ” เจ้าของร้านหันมามองผมด้วยรอยยิ้มพลางยกมือลูบตั้งแต่แผ่นอกไล่ลงมาถึงหน้าท้องแน่นอนว่าผมได้แต่คงรอยยิ้มไว้ ชื่อเรียกในภารกิจนี้ผมใช้ชื่อว่าโจ


“คุณก็สวยเหมือนเดิมเช่นกัน ชุดสีแดงเหมาะกับคุณกว่าสีอื่นเยอะเลย”


“เจ๊ก็ว่าสีแดงนี่เหมาะกับเจ๊สุดเหมือนกัน ตาถึงนะเราน่ะ แล้วเจ๊บอกแล้วนี่ว่าให้เรียกว่าอะไร” พูดจบอีกฝ่ายขยับหน้าเข้าใกล้ นิ้วมีหยาบๆ เอื้อมมาแตะริมฝีบางผมเบาๆ


“เจ๊ต้าเกว๋ย” ผมเรียก


“เด็กดี แบบนี้สิเจ๊ชอบ”


“ผมก็ชอบเจ๊นะ” คำพูดนี้ผมขยับใบหน้าเขาไปกระซิบให้อีกฝ่ายได้ยินเบาๆ น้ำเสียงเชิญชวนนี้ผมไม่คิดว่าเชิง ต้าเกว๋ยจะไม่รู้ ขึ้นอยู่กับว่าจะยอมติดกับไหม


“...แน่ใจนะ เจ๊ไม่ชอบแบบธรรมดาหรอกนะหนุ่มน้อย”


“ผมก็ไม่ชอบแบบธรรมดาเหมือนกัน” ผมกระซิบต่อ


“...เลิกงานแล้วมาหาเจ๊ที่ห้อง874”


“ครับเจ๊” ผมยกยิ้มเมื่อเหยื่อติดเบ็ด


การทำงานของสถานเริงรมย์แห่งนี้อาจต่างกับที่อื่นเล็กน้อยตรงบรรยากาศแนวจีนประยุกต์ให้ดูหรูหราและสมัยใหม่มากขึ้น พนักงานนั่งดริ้งชายหญิงอย่างพวกผมจะถูกจัดให้อยู่บริเวณทางเข้า เมื่อมีแขกเข้ามาสามารถเลือกคนที่ต้องการแล้วพาไปได้เลย ไม่มีห้องกระจกกั้น ไม่มีหมายเลขติดอก...มีเพียงสีเสื้อที่แตกต่างกันไปตามแต่ละคน


การยืนรอแขกเลือกเป็นเวลาค่อนข้างน่าเบื่อสำหรับผม แต่ก็มีมุมน่าสนุกเช่นกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ หากมีลูกค้าเข้ามาแต่ดูเป็นพวกรับมือยากผมจะลบตัวตนของตัวเองออกไปให้มากที่สุด จะกลืนอยู่กับคนอื่นๆ ไม่ให้ลูกค้าคนนั้นรับรู้ถึงการมีอยู่ของผม แค่เรื่องงานก็จัดการยากแล้วผมไม่อยากมาวุ่นวายจัดการกับลูกค้าอีก


ช่วงเวลาเปิดร้านคืน 6 โมงเย็น ลูกค้าส่วนมากเป็นผู้ที่มีเชื้อสายจีนหรือชื่นชอบบรรยากาศหรูหราสไตล์จีนประยุกต์ มีตั้งแต่ชายหนุ่มหญิงสาวไปจนถึงผู้สูงวัยที่อยากมาหาความสุขสำราญยามค่ำคืน ลูกค้าหลายคนเดินเข้ามาก่อนเลือกพนักงานไปนั่งดื่มด้วย ทางร้านไม่มีกฎว่าลูกค้าสามารถเลือกได้เพียงคนเดียวจึงมีไม่น้อยเลือกคนไปนั่งด้วย 2-3 คน


ผมยืนนิ่งกลืนตัวเองกับบริเวณมุมเพื่อไม่ให้ลูกค้าเลือกไปนั่งดื่มด้วย วันนี้ผมไม่อยากรับลูกค้าเพราะต้องเตรียมรับมือกับเชิง ต้าเกว๋ยหลังปิดร้าน ดีไม่ดีผมอาจไปหาเธอก่อนร้านปิดจะได้มีเวลาจัดการหลายๆ อย่าง


“ยินดีตอบรับครับ โอ๊ะ...ท่านฮาเซล กอนซาเลส” ทันทีที่พนักงานต้อนรับพูดชื่อลูกค้าตรงหน้าร่างทั้งร่างของผมก็เกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติ ดวงตาสีม่วงใต้คอนแทคเลนส์สีน้ำเงินเข้มหันไปมองภาพของฮาเซลในชุดนักธุรกิจเหมือนอย่างทุกทีเดินเข้ามาพร้อมกับบอดี้การ์ดคนสนิทอย่างมากส์และแซม


ภาพความทรงจำเก่าๆ เวลาอยู่กับพวกเขาผุดขึ้นมาจนผมต้องกำมือแน่นและสะบัดทุกอย่างทิ้งไป ผมก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อใช้ชายหนุ่มข้างๆ เป็นเกราะกำบังไม่ให้ฮาเซลเห็น ทั้งทำตัวกลืนและหลบขนาดนี้หวังว่าสายตาและเซ้นส์ของฮาเซลคงใช้ไม่ได้นะ


“ฉันเลือกคนริมด้านในสุด” เสียงทุ้มอันทรงเสน่ห์นั่นไม่ได้ทำให้ผมหลงใหลตรงกันข้ามกลับรู้สึกหมันไส้จนอยากเหวี่ยงหมัดใส่สักที


คนริมด้านในสุดที่ว่าไม่ใช่ใครนอกจากผมเอง


มองแค่พริบตาเดียวก็รู้เลยเหรอว่าเป็นผม


บุคลิก ท่าทาง สีผม สีตาหรือแม้แต่ใบหน้าต่างไม่ใช่ปกติของผมแล้วทำไมถึงรู้ได้


คำตอบนั้นผมรู้อยู่แล้ว


จะให้พูดอีกกี่ครั้งก็ได้


ผมเกลียดเซ้นส์ของฮาเซลจริงๆ


“โจ มานี่” เสียงพนักงานต้อนรับเรียกผมที่ไม่ยอมเดินออกไปด้วยสายตาตำหนิอยู่ไม่น้อย ปกติเมื่อมีคนเรียกพวกเราต้องรีบเดินออกไปทักทายด้วยรอยยิ้ม ในเมื่อมาแบบนี้ผมจะแกล้งสวมบทเป็นคนอื่นให้ฮาเซลเขวไปเลย


“ครับ ขอโทษที่ออกมาช้านะครับ พอดีผมตกใจที่คนระดับคุณเรียกผมให้ไปเป็นเพื่อนนั่งดื่ม” ผมก้าวเข้าไปประชิดฮาเซลพร้อมยกมือข้างนึงแนบแผ่นอกนั่นเบาๆ


“...” ฮาเซลไม่พูดอะไร เขาทำเพียงจ้องมองผมที่ส่งยิ้มยั่วยวนไปให้ราวกับกำลังวิเคราะห์ว่าเป็นผมจริงหรือคนอื่น


แบบนี้สิดี


จะตีบทให้แตกจนไม่รู้เลยว่าเป็นผม


“ท่านฮาเซลจะเลือกอีกสักคนไหมครับ ทางเรามีหญิงสาวที่เพิ่งเข้ามาใหม่อีกหลายคนเลยนะครับ” พนักงานต้อนรับบอกต่อ


“ไม่ล่ะ สำหรับฉันแค่คนเดียวก็พอแล้ว” ประโยคสุดท้ายนั้นแผ่วเบาราวกับจะบอกให้ได้ยินกันเพียงสองคน


“ถ้าต้องการอะไรเพิ่มบอกโจได้เลยนะครับ”


“อืม”


“ต้องการโซนไหนดีครับ” ผมถามก่อนจะออกเดิน มากส์และแซมด้านหลังเหมือนจะจำไม่ได้ว่าเป็นผมเช่นกัน ก็เข้าใจ ปกติไม่มีใครแยกแยะหรือจำผมได้หรอกจะมีก็ฮาเซลคนเดียวเท่านั้นแหละที่ไม่ว่าผมจะอยู่ในรูปลักษณ์หรือสีผมอะไรอีกฝ่ายก็มักจะแยกได้เสมอ


“ส่วนตัว ขอเป็นแบบไม่มีใครมายุ่ง” ฮาเซลตอบ


“เชิญทางนี้ครับ” ผมผายมือไปด้านข้างก่อนจะเดินนำไปยังด้านในเกือบสุดของร้านบนชั้น 3 ซึ่งเป็นมุมส่วนตัวมากที่สุดเมื่อเทียบกับบริเวณอื่นที่มีเพียงฉากกั้นแต่บริเวณนี้นอกจากจะมีฉากไม้ขนาดใหญ่กั้นแล้วยังเป็นมุมอับของร้านทำให้เป็นส่วนตัวกว่า


“มากส์ แซม” ฮาเซลเรียกบอดี้การ์ดคนสนิท


“ครับท่านฮาเซล”


“ฉันขออยู่ตามลำพัง”


“...แต่ว่า...” เหมือนมากส์จะไม่เห็นด้วยกับการท่าเซลจะอยู่ตามลำพังกับเด็กนั่งดื่มที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า ผมคิดว่ามากส์คงรู้แล้วถึงเรื่องก่อนหน้านี้มีนักฆ่าปลอมตัวเป็นเทเลอร์เพื่อเข้ามาใกล้จึงต้องทำการป้องกันทุกวิถีทางไม่ให้ฮาเซลเป็นอันตราย


ข้อนี้ผมเห็นด้วย ขืนปล่อยให้ผมอยู่กับเขาสองต่อสองอาจมีการลงมือเกิดขึ้นนอกเหนือภารกิจหลัก


“มากส์”


“...พวกเราจะอยู่โต๊ะด้านนั้น” สุดท้ายมากส์ก็ทำตามคำขอของเจ้านายอย่างเลี่ยงไม่ได้


พอบอดี้การ์ดทั้งสองคนเดินไปนั่งยังโต๊ะห่างออกไปไม่ไกลฮาเซลก็นั่งลงบนเก้าอี้ยาวหรูสไตล์จีน โต๊ะมุมนี้เป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมเตี้ยๆ กับเก้าอี้ยาวเพียงตัวเดียวผมจึงจำเป็นต้องนั่งข้างๆ อีกฝ่ายแม้ในใจนะอยากไปหาเก้าอีกอีกตัวมานั่ง แต่แบบนั้นคงจะยิ่งทำให้สงสัยมากขึ้น


“จะรับเครื่องดื่มหรือกับแกล้มอะไรไหมครับ” ผมเอ่ยถาม


“Spirytus96%”


“...ครับ?” ผมอดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้างเมื่อได้ยินชื่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่แรงที่สุดออกมาจากปากของฮาเซล


Spirytus96%เป็นเหล้าที่มีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ถึง96% หากดื่มเข้าไปเพียวๆ จะได้เจออาการคล้ายกับโดนชกท้องแรงๆ 
สั่งของแรงขนาดนั้นคิดจะให้มากส์กับแซมลากกลับบ้านรึไง


“ถ้าไม่แรงขนาดนี้คงมอมนายไม่ได้ใช่ไหมล่ะ” เหมือนฮาเซลจะอ่านออกว่าผมกำลังสงสัยเลยพูดต่อด้วยรอยยิ้มมุมปากอันทรงเสน่ห์ ใครได้เห็นรอยยิ้มนี่คงหน้าแดงละลายกลายไปไอแน่


“...เป็นเกรียติอย่างยิ่งที่คุณประเมินผมสูงขนาดนั้น” ผมพยายามเลี่ยงอะไรก็ตามที่อาจทำให้อีกฝ่ายรู้ความจริง สำหรับ Spirytus96%ผมเลยดื่มอยู่หลายครั้ง และขนาดผมที่คอแข็งยังไม่สามารถดื่มหมดขวดได้...ความหมายคือถ้าคิดจะมอมผมคงไม่มีอะไรดีเท่านี้


“ที่นี่มีของหวานไหม” อยู่ฮาเซลก็เปลี่ยนเรื่อง


“มีครับ มีของหวานพวกของหวานทางประเทศจีนอย่างสาลี่ตุ๋นลำไย หิมะลอยน้ำ บัวลอยน้ำขิงและพวกถั่วตัด” ผมบอกเมนูของหวานให้อีกฝ่ายรู้ ร้านนี้ไม่ได้มีเมนูของหวานเหมือนปกติเนื่องจากเน้นเป็นสไตล์จีน


แต่ชื่อว่าของหวานผมก็ชอบหมดแหละอย่างหิมะลอยน้ำเป็นของขึ้นชื่อของร้านเหมาะสำหรับสาวๆ ที่ต้องการบำรุงผิวพรรณเนื่องจากใช้เห็ดหูหนูขาวมาเคี่ยว ผมยังไม่เคยลองเพราะจะเสียภาพลักษณ์เลยกะว่าถ้ามีโอกาสอาจไปหาซื้อกินสักครั้ง


“เอามาอย่างละอัน”


“ครับ” ผมไม่ได้ถามว่าทำไมถึงสั่งทั้งที่ไม่ชอบกินเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้ถึงตัวตน


ถึงจะพูดไปแบบนั้นผมก็เดาได้แล้วแหละว่าฮาเซลรู้แล้วว่าเป็นผม


เครื่องดื่มและของหวานตามสั่งถูกเสิร์ฟลงบนโต๊ะพร้อมกับแกล้มสองสามอย่างที่ผมถือวิสาสะสั่งมาเอง ผมกลับมานั่งข้างฮาเซลแล้วเริ่มชงเครื่องดื่มให้อีกฝ่ายด้วยความคล่องแคล่ว


“คล่องจังนะ” น้ำเสียงอันคุ้นเคยพูดขึ้น พอเหล่มองก็พบว่าตัวเองกำลังถูกฮาเซลจ้องมองอยู่


“ผมทำมานานน่ะครับ” การที่เขาไม่พูดชื่อผมมีอยู่สองทาง ทางแรกคือเขาไม่รู้ว่าเป็นผม อีกทางคือเขารู้แต่ทำเป็นไม่รู้ อีกความหมายคือต้องการรักษาระยะห่างซึ่งผมก็ว่าดี ขืนเขามาทำตัวสนิทสนมเหมือนก่อนหน้านี้ผมคง...


“ทำไมมาทำงานนี้ล่ะ ถ้าไม่มีเงินก็รับงานฉันสิ...เรย์” เสียงกระซิบแสนเบาหวิวนั่นทำเอามือที่ถือแก้วเกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติ
ว่าแล้วเชียว


จำได้จริงๆ ด้วย


ไม่ว่าจะแต่งยังไง ไม่ว่าจะปลอมเป็นใคร


หลอกฮาเซลไม่เคยได้!


“ผมไม่รู้ว่าคุณพูดอะไร ผมชื่อโจ” ผมจะแถให้สุดทางเลยคอยดูสิ


“คิดว่าฉันจะจำคนรักตัวเองไม่ได้เหรอ”


“ผมไม่ใช่คนรักคุณฮาเซล กอนซาเลส” เมื่ออารมณ์ปะทุขึ้นน้ำเสียงที่ดัดและบุคลิกที่คงไว้ทุกอย่างล้วนละลายหายไปในพริบตา

 
“ฮืม? ไหนบอกไม่ใช่เรย์ไง ฉันพูดถึงคนรักที่ชื่อเรเวน มาเกอร์ต่างหาก” พอผมหลุดตัวจริงออกมาฮาเซลก็เผยรอยยิ้มกว้างที่ทำเอาใจผมกระตุกออกมาพร้อมประโยคกวนๆ ตามแบบฉบับ


“นี่คุณ...” ผมควรจะตอบกลับไปยังไงให้อีกฝ่ายรู้ถึงความหงุดหงิดนี้ดี


ใช้ที่เปิดขวดแทงคอซะเลยดีไหม!


“พูดเพราะๆ ด้วยเสียงหวานๆ ฉันก็ชอบนะ แต่ชอบแบบนี้มากกว่า คิดถึงนะเรย์” พอเอ่ยประโยคสุดท้ายจบอีกฝ่ายก็คว้าเอวผมให้ขยับเข้าไปใกล้มากขึ้น


“...รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าเป็นผม” ครั้งนี้ผมไม่ลุกหรือขยับหนีเหมือนทุกครั้ง


“ตั้งแต่แรกที่เดินเข้ามา”


“ผมว่าตัวเองมีทักษะดีแล้วนะ” ผมหมายถึงทักษะด้านการทำตัวไม่ให้เป็นที่สนใจ


“อืม แต่ใช้กับฉันไม่ได้”


“จะบอกว่าเพราะเซ้นส์สินะ”


“รู้ใจนี่ สมแล้วที่เป็นคนรักของฉัน”


“ผมไม่ได้เป็นคนรักของคุณ” ผมพูดย้ำอีกรอบ


“ฉันอยากให้เรย์มาเป็นคนรัก” ฮาเซลบอก ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบทองที่ไม่ได้เห็นมานานมันตราตรึงอย่างบอกไม่ถูก


“...อย่ามาแหย่ผมเล่นเลย”


“นายรู้ดีว่ามันไม่ใช่การแหย่” ผมนิ่งเมื่อได้ยินคำพูดของฮาเซล


ใช่...ผมสัมผัสได้ว่ามันไม่ใช่การแหย่หรือหยอกเล่น


แต่ถ้าฮาเซลคาดหวังในคำตอบผมคงไม่สามารถให้ได้ ต่อให้รับรู้ผมก็จะทำเป็นไม่รู้


“คุณมาทำอะไรที่นี่” ผมเปลี่ยนหัวข้อสนทนา


“โรเบิร์ต เกลสันให้ฉันมานี่เผื่อคนที่จ้างทำงานพลาด”


“คุณรู้ว่าเขาจ้างผม?” ผมรีบหันควับไปถามทันที  ความจริงฮาเซลไม่ใช่คนจะมาสถานที่แบบนี้ ผมยังแปลกใจเลยที่เห็นเข้าก้าวเข้ามาในร้านแต่ถ้าบอกว่าเป็นหนึ่งในแผนของโรเบิร์ต เกลสันค่อยพอเป็นไปได้หน่อย


“เปล่า ทางนั้นไม่ได้บอกว่าจ้างใคร พูดแค่ว่าเป็นมือดี...ฉันแค่มาเป็นตัวกลาง หากมีเรื่องอะไรจะให้พวกหน่วยรักษาความปลอดภัยด้านนอกเข้ามา”


“แบบนี้นี่เอง” ให้ฮาเซลที่ดูไม่มีส่วนเกี่ยวข้องมาเป็นตัวประสานงาน


เลือกได้ดี


ทางโรเบิร์ต เกลสันคงไม่สามารถบุกเข้ามาได้ตรงๆ หากไม่เกิดเรื่อง ในกรณีที่ผมทำงานสำเร็จแต่ไม่มีใครส่งสัญญาณนั่นอาจทำให้ทุกอย่างพังไม่เป็นท่า


“ใครจะคิดล่ะว่าพอมานี่แล้วจะได้เจอกับคนที่อยากเจอที่สุด รู้งี้มาตั้งแต่เปิดร้านแล้ว” ฮาเซลพูดพลางเอื้อมมือมาสัมผัสใบหน้าผมให้แหงนขึ้นไปสบกับดวงตาเรียวคมด้านบน


“ผมไม่ยักอยากเจอคุณนะ”


“ฉันไม่คิดแบบนั้น”


“...หึ” ผมไม่ปฏิเสธเพราะรู้ตัวดีว่าตอนเห็นหน้าของฮาเซลมีเศษเสี้ยวหนึ่งที่แสดงความดีใจออกมา


“ไม่ปฏิเสธแบบนี้ฉันดีใจนะ”


“ผมแกล้งให้คุณดีใจต่างหาก”


“ฉันยอมถูกแกล้ง ถ้าเป็นนาย”


“ไม่ต้องมาหยอด ใช้กับผมไม่ได้หรอก” คำหยอดพวกนั้นใช้ไม่ได้ผล อย่างน้อยๆ ก็ตอนนี้


“ทำงานที่นี่คงไม่ได้ถูก...หรอกนะ” แม้ฮาเซลจะเว้นบางคำแต่ผมก็เดาได้ถึงความหมายของประโยคนั้น


“หมายถึงถูกลวนลามหรือพาขึ้นห้องล่ะ” ผมถามกลับก่อนจะยกยิ้มขึ้นท้าทายอีกฝ่ายด้วยสายตานิ่งๆ


“อย่าแหย่ฉันแบบนี้เรย์” คิ้วสีน้ำตาลของฮาเซลเริ่มขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นโดยที่ดวงตาสีสว่างเองก็กำลังทอประกายของความหงุดหงิดจนปิดไม่มิด



(มีต่อค่ะ)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
(ต่อนะคะ)


“ผมไม่ได้แหย่ แค่พูดความจริง” ผมย้ำอีกรอบ


“...” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบทองหรี่ลงเล็กน้อยจ้องมองผมด้วยสายตาอันคมกริมราวกับกำลังทำโทษ


“อาชีพผมคืออะไรคุณก็รู้ คิดเหรอว่าผมจะไม่เคยถูกทำอะไรแบบนั้น” ใช่ ผมถูกทั้งลวนลามและพาขึ้นห้องแต่ไม่ได้พูดนี่ว่านอนกับพวกนั้นแล้ว


“รู้ไหมว่าตอนนี้ฉันกำลังคิดอะไรอยู่” ฮาเซลถามโดยยังไม่ปล่อยมือจากใบหน้าผม


“รังเกียจผมมั้ง” ยอมโดนลวนลาม ยอมขึ้นห้องกับใครไปทั่ว


“ไม่ใช่ ฉันกำลังคิดจะเก็บพวกที่มาลวนลามนายยังไงดี จับตัวมาขังในห้องเทงูใส่ทางหน้าต่างขังไว้สัก 2 วันหรือให้ไปว่ายน้ำเล่นกับฉลามดี”


“คิก...” พอนึกภาพตามผมก็เผลอหลุดหัวเราะออกมา


วิธีการสมกับเป็นฮาเซล


“ฉันรู้ว่าอาชีพนายเป็นยังไง มันห้ามไม่ได้ที่จะถูกแตะหรือสัมผัสแต่ฉันมันใจว่ายังไม่มีใครได้ครั้งแรกของนายไป”


“อะไรที่ทำให้มั่นใจขนาดนั้น”


“แค่ฉันขึ้นคร่อมก็สั่นระริกแถมทั้งถีบทั้งต่อย ไม่มีใครรับมือเรย์บนเตียงได้นอกจากฉันหรอก อีกอย่างเซ้นส์มันบอก” น้ำเสียงมั่นใจนั่นน่าหงุดหงิดจริงๆ


“ถ้าใช้เซ้นส์ก็ไม่มีอะไรต้องพูดแล้ว” คนเดียวที่ผมไม่อยากเป็นศัตรูด้วยก็คือฮาเซลนี่แหละ


ผมไม่รู้ว่าจะเอาชนะเซ้นส์เขาได้ยังไง


“จะจัดการเชิง ต้าเกว๋ยยังไง”


“หลังปิดร้านเธอเรียกผมให้ไปหาบนห้อง แต่ผมว่าจะไปก่อน”


“ใช้เวลากี่วันถึงได้เข้าใกล้ได้ขนาดนี้” ฮาเซลถามต่อ


“อาทิตย์กว่ามั้ง” ผมลองนับคร่าวๆ


“ต้องบอกว่าสมกับฉายายมทูตแห่งความตายสินะ”


“แน่นอน”


“ห้องไหน”


“ถามทำไม”


“เผื่อจะเข้าไปร่วมด้วย”


“หึ...จะถีบออกนอกห้องเลย 874” ผมโน้มหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูฮาเซลทว่าพอจะผละออกกลับถูกแขนทั้งสองข้างโอบกอดจนไม่สามารถขยับหนีได้


ไออุ่นจากร่างกายแผ่ซ่านออกมาจนสัมผัสได้แม้จะมีเสื้อผ้าคั่นกลาง อาการขัดขืนมีในช่วงแรกก่อนจะหายไปเมื่อมือข้างหนึ่งของฮาเซลลูบไล้เส้นผมสีเข้มของผมไปมา ใบหน้าคมซุกเข้ายังลำคอแล้วสูดกลิ่นอายจากร่างกายราวกับจะจดจำกลิ่นนี้ไว้


ผมปล่อยให้ฮาเซลกอดแลละสัมผัสตามใจโดยไม่กอดตอบหนีขยับหนี ที่ทำมีเพียงหลับตาลงพร้อมเก็บไออุ่นและทุกสัมผัสนี้เอาไว้ หากผ้านวมที่ผมห่มทุกคืนอุ่นเหมือนอ้อมกอดนี้ก็คงจะดีไม่น้อย


“...เรย์”


“พอรึยัง?” ผมถามเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกอดมานานพอสมควรแล้ว


“ยัง...ขออีก 3 ปี”


“นานไป” ไม่รู้ว่าพูดเล่นหรือพูดจริง


“งั้นขอเป็นสองปีกับอีก 11 เดือน”


“ฮาเซล ผมต้องไปแล้ว” ควรรีบจัดการให้เสร็จระหว่างที่ยังมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการอยู่


“อีกแป๊บ” ฮาเซลนอกจากไม่ยอมปล่อยแล้วยังกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีก


“ฮาเซล”


“...รับโทรศัพท์กันหน่อยสิ อย่างน้อยตอบไลน์มาก็ได้” ฮาเซลพึมพำให้ได้ยินกันสองคน


“แบตหมดไปแล้ว” ผมบอกความจริงไป โทรศัพท์ที่ฮาเซลให้ตอนทำงานเป็นบอดี้การ์ดตอนนี้ถูกทิ้งไว้บนโต๊ะคอมโดยไม่เสียบชาร์ตมาหลายอาทิตย์แล้ว


“งั้นบอกเบอร์ของเรย์หน่อย มีโทรศัพท์อีกเครื่องใช่ไหม”


“ผมไม่บอกคุณหรอก”


“ทำไม”


“เพราะผมมั่นใจว่าถ้าบอกผมอาจโดนกระหน่ำโทรไม่ก็ส่งข้อความมากวน”


“ถ้ารับสายฉันก็ไม่กวนนานหรอกน่า”


“ขอปฏิเสธ”


“งั้นมาพนันกัน”


“พนัน?”


“ใช่ ถ้าใน 1 เดือนต่อจากนี้ฉันเจอนายต้องบอกเบอร์ให้ฉันรู้” การพนันครั้งนี้อยู่นอกเหนือการคาดการผมเลยนิ่งเพื่อใช้ความคิด การที่ใน 1 เดือนจะเจอฮาเซล มีความเป็นไปได้แต่น้อยมากเพราะผมไม่ได้รับงานบ่อย และถึงรับงานก็ใช่ว่าฮาเซลจะมาเจอผมประจวบเหมาะได้ตลอด


เอาเถอะ


แค่พนันคงไม่เสียหายเท่าไหร่


“ได้ ผมตกลง ปล่อยได้แล้ว” ครั้งนี้ผมไม่อยู่นิ่งให้อีกฝ่ายกอดแต่เริ่มขยับตัว มือข้างขวากำแน่นเตรียมจะชกเข้าบริเวณชายโครงทว่าฮาเซลกลับผละผมออกคล้ายกับรู้ล่วงหน้าว่าผมจะโจมตี


“อย่าใช้กำลังสิ”


“ก็พูดดีๆ คุณฟังที่ไหนล่ะ” บอกให้ปล่อยเป็นสิบรอบก็ยังเหมือนเดิม


“แล้วเจอกันใหม่”


ผมไม่ได้ตอบอะไรกับคำพูดนั่น เมื่อลุกขึ้นผมมองฮาเซลเล็กน้อยก่อนจะก้าวขึ้นไปยังห้อง 874 ตามที่เชิง ต้าเกว๋ยนัดไว้ เคาะประตูไม่กี่ครั้งคนด้านในห้องก็ส่งเสียงอนุญาตให้เข้าไปด้านในได้ ภายในห้องถูกจัดฉากเหมือนอยู่ในประเทศจีนทั้งผนังห้องสีสด เตียงสี่เสามีผ้าระบายสีแดงสดดูหรูหราและคงความเป็นจีนไว้  ด้านข้างมีประตูห้องน้ำ ตู้เสื้อผ้ารวมถึงชุดโต๊ะไม้เล็กสามเก้าอี้สำหรับนั่งจิบชาหรือพูดคุย


นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้ามาในห้องของเชิง ต้าเกว๋ย หมายเลขห้อง 874 อาจดูเหมือนเป็นห้องทั่วไปแต่ความจริงเป็นห้องของเธอ จากการสำรวจรอบๆ โดยไม่ให้มีพิรุจผมไม่เห็นถึงความผิดปกติไม่ว่าจะเป็นประตูลับหรืออุปกรณ์ทรมานใดๆ


“มาเร็วจังนะ” เชิง ต้าเกว๋ยในชุดนอนสายเดี่ยวสีแดงสั้นกุดเอ่ยถามพร้อมยกขาข้างหนึ่งขึ้นไขว้ข้างจนเห็นผิวขาวเนียนมากยิ่งขึ้น


“ผมรอแทบไม่ไหวแล้ว” ผมก้าวเข้าไปหาแล้วคลุกเข่านั่งลงด้านหน้าเธอ ดวงตาสีม่วงใต้คอนแทคเลนส์สีน้ำเงินเงยขึ้นไปสบสายตาคนด้านบนคล้ายคนกำลังร้องขอบางสิ่ง


“เจ๊จะรอดูว่าเธอจะเหมาะสมกับเจ๊รึเปล่า” พูดจบปลายคางผมก็ถูกบีบอย่างแรงจนปวด


“อื้อ...แรงอีกสิครับเจ๊” ผมร้องขอด้วยร่างกายที่แกล้งทำเป็นสั่น


“เยี่ยม ถูกใจจริงหนุ่มน้อย” สายตาอันเป็นประกายของเชิง ต้าเกว๋ยเป็นตัวบอกอย่างดีว่าอีกฝ่ายติดกับผมเข้าอย่างจัง


“...เริ่มกันเลยเถอะครับ”


“เจ๊มีสถานที่ที่เหมาะกับคนอย่างเธอ มานี่สิ” เชิง ต้าเกว๋ยลุกขึ้นเดินไปยังตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ พอเปิดออกเสื้อผ้าหลายสิบตัวที่แขวนอยู่ก็ถูกเควี้ยงออกมากองด้านนอกกระจัดกระจายเต็มพื้น ผนังไม้ด้านในถูกเปิดออกกว้างก่อนเจ้าของห้องจะหายตัวเข้าไปด้านใน


เข้าใจแล้วว่าทำไมทางการถึงหาไม่เจอ พอเห็นว่าเป็นตู้เสื้อผ้าคงแค่มองผ่านๆ ไม่ได้ตรวจด้านในอย่างจริงจังเพราะประตูลับส่วนมากมักจะอยู่ใต้เตียงหรือตามผนังไม่ใช่ในตู้เสื้อผ้า ผมเดินก้าวตามอีกฝ่ายเข้าไปด้านใน ภาพของของสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีขาวสะอาดมีกลิ่นคาวเลือดอบอวนแต่นั่นไม่ใช่สิ่งน่าตกใจเท่ากับเครื่องมือทรมานหลายสิบชิ้นที่ตั้งอยู่ตามมุมต่างๆ ของห้องโดยมีเตียงขนาดใหญ่สีแดงอยู่กลางห้อง


อื้อฮือ...รสนิยมสุดๆ ไปเลย


เสี้ยววินาทีหลังสำรวจทั้งห้องเสร็จเสียงของแส้ที่หวดลงบนพื้นกระเบื้องก็ดังก้องสะท้อนไปทั่วทั้งห้อง เชิง ต้าเกว๋ยในชุดนอนสีแดงกำลังหวดแส้ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข


“มานี่สิโจ มาใกล้ๆ เจ๊” น้ำเสียงแหบพร่าคล้ายคนกำลังมีอารมณ์นั่นทำเอาผมอยากถอนหายใจออกมาดังๆ ถ้าไม่ติดที่ว่ากำลังทำงานอยู่


“ก่อนจะใช้แส้นั่นผมอยากให้เจ๊จับผมไว้ด้วยกุญแจมือ อยากถูกจับล๊อกจนหนีไปไหนไม่ได้” ผมพยายามอย่างมากในการใช้น้ำเสียงสื่ออารมณ์คล้ายคนโรคจิต


“ดี ดีมาก ถูกใจเจ๊จริง อยากได้กุญแจมือแบบไหนดีล่ะ มาเลือกเลยโจ” อีกฝ่ายกวักมือผมให้เข้าไปเลือกกุญแจมือในกล่องพลาสติกสีใสริมผนัง กุญแจมือหลากหลายสไตล์ถูกเรียงเก็บอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย


“ผมชอบแบบนุ่มสีเทานี่” ผมบอกพลางหยิบกุญแจมือที่ถูกหุ้มด้วยขนนุ่มๆ


“เลือกได้แล้วเราก็มาเริ่มกันเถอะ” เชิง ต้าเกว๋ยพูดพร้อมดึงมือผมให้เดินไปยังข้างเตียงพร้อมดึงเหล็กสำหรับล๊อคกุญแจมือลงมา ผมมองภาพนั่นด้วยความตะลึงในความเพียบพร้อมของสถานที่


“ช่วยผมล๊อคหน่อยสิครับ” ผมส่งเสียงออดอ้อนจนอีกฝ่ายหลงทำตาม ทันทีที่มือนั้นเข้ามาใกล้ผมก็จัดการล๊อกข้อมือทั้งสองข้างเข้ากับคานเหล็กอย่างรวดเร็ว และไม่กี่วินาทีต่อมาผ้าเช็ดหน้าก็ถูกคาดปิดปากเพื่อไม่ให้เจ้าของร้านส่งเสียงร้องหรือขอความช่วยเหลือได้


เชิง ต้าเกว๋ยดิ้นไปมาไม่หยุดด้วยสีหน้าของคนกำลังตื่นตระหนก ผมได้แต่ส่งยิ้มบางๆ ก่อนจากกันไปให้แล้วเดินออกมาทางประตูลับในตู้เสื้อผ้า ประตูเสื้อผ้าถูกผมเปิดอ้าให้กว้างพอที่ถ้ามีคนเข้ามาต้องนึกเอะใจหรือสงสัย


หลังสำรวจความเรียบร้อยบานประตูห้อง 874 ก็ถูกปิดลงพร้อมกับร่างผมที่เดินกลับเข้าไปในร้านโดยไม่ใครรู้สึกผิดสังเกต ผ่านชั้นสามผมเหลือบเห็นฮาเซลและบอดี้การ์ดคนสนิททั้งสองนั่งดื่มอยู่ในมุมปกติ คงเพราะผมจ้องนานไปฮาเซลเลยจับสัมผัสได้ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบทองเงยขึ้นมาสบและแสดงท่าทีตกใจผ่านทางสายตาคล้ายจะพูดว่าจัดการเสร็จแล้วเหรอ


ผมยกยิ้มมุมปากพลางพยักหน้าเบาๆ


ไม่มีการเข้าไปหา


ไม่มีการพูดคุย


ไม่มีแม้การสนทนาหรือส่งรหัสใดๆ


เพียงแค่สบตากันผมก็รู้ว่าทุกถ้อยคำสื่อไปถึงฮาเซลได้ มองกันสักพักผมหลับตาลงแล้วหันหลังเดินจากไปท่ามกลางผู้คนที่เข้ามาใช้บริการ กลืนไปกับคลื่นของมนุษย์นับสิบและออกไปด้านนอกโดยไม่มีใครจับได้ดังฉายาของนักฆ่ามือหนึ่ง...ยมทูตแห่งความตาย

..........................................

มาแล้วค่าา

อ่านจบแล้วรู้สึกยังไงกันบ้างคะ

หลายคนน่าจะอยากให้เรย์กลับมาอยู่กับฮาเซลเลย

แต่ด้วยนิสัยของเรย์ที่ก็รู้ๆ กันอยู่ แค่มาเจอกันก็นับว่าเป็นพรหมลิขิตแล้ว

ได้เจอกันอีกครั้งหลังไม่ได้เจอกันตั้งนานเลยรู้สึกว่าบทสนทนาของทั้งคู่หวานเป็นพิเศษ

ตอนนี้แต่แล้วลื่นไหลมาก

หวังว่าทุกคนจะชอบนะคะ

ขอบคุณสำหรับทุกๆ กำลังใจ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบายค่ะ

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ PK.Kenaf

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ดีต่อใจ หุยยย น้องเขาชอบอ้อมกอดพี่เด้อ แต่มีความต่างคนต่างกวน 555555 เราว่าฮาเซลได้เบอร์แน่ๆเลย

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
ให้เวลาน้องเขาหน่อย 3 ปีเอง จิ๊บๆ  :hao4:

ออฟไลน์ HanATarO

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2223
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-2
เจอกันรอบหน้าฮาเซลต้องได้เบอร์ของเรย์แน่นอน เลย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ่jum

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3780
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-4

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6512
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
มีการส่งสายตาหากันแล้วก็แยกย้าย

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2877
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
เซนส์ฮาเซลแรงเกินไปแล้ว ร้ายกาจมาก
คืออยู่ตรงไหนก็จับติดน่ะ ต้องรักมากขนาดไหน

เรย์แนบเนียนมาก และสมจริงมาก
แต่ระวังตัวบ้างน้า กลัวพลาดจัง

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
✖`·»เสี่ยงรัก«·´✖ วันที่15




อาชีพมือสังหารหรือนักฆ่ามีการทำงานในขอบเขตค่อนข้างกว้าง เมื่อมีภารกิจเข้ามาและตกลงรับต่อให้อยู่นอกเมือง ต่างประเทศ ในน้ำหรือแม้แต่บนฟ้าก็จำต้องเดินทางไปจัดการเช่นเดียวกับงานในวันนี้ สถานที่ไม่เพียงอยู่นอกเมืองเท่านั้น...


บรรยากาศสีเขียวชอุ่ม ต้นไม้สูงเตี้ยนาๆ พรรณขึ้นแตกใบออกดอกจนเต็มภูเขาทั้งลูก หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวอันลือเลื่องอุทยานแห่งชาติฟีโอซึ่งกินพื้นที่ภูเขาถึง 2 ลูก นอกจากพื้นที่ภูเขาและป่าไม้แล้วยังมีโรงแรมขนาดกลางถูกสร้างโดยวัสดุธรรมชาติอย่างไม้ทำให้ภายนอกดูกลืนไปกับป่า ภายในเองคงจะให้ความรู้สึกเหมือนนอนในโพรงไม้ละมั้ง


ในหัวผมคิดพลางกระชับกระเป๋าเป้ยาวสีดำให้แน่นขึ้นระหว่างเดินลัดเลาะจากด้านล่างของอุทยานมาจนถึงด้านบนใกล้กับโรงแรมสำหรับพักของทั้งแขกและบุคคลากรภายใน ฤดูนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิบนพื้นดินทุกย่างก้าวเลยค่อนข้างชุ่มชื้นเต็มไปด้วยต้นหญ้าหรือพุ่มไม้ พอเงยหน้าขึ้นมองด้านบนกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ก็เข้ามาอยู่ในสายตา...ท้องฟ้าสีครามนั่นมองเห็นเพียงช่องว่างตรงกลางลอดผ่านกิ่งไม้เข้ามา


ถึงจะดูทึบแต่ไม่ได้อึดอัด ป่าที่นี่เป็นป่าโปร่งเลยมีบรรยากาศเย็นสบายแม้จะมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นติดๆ กันนับพันต้น ความทึบของต้นไม้เป็นส่วนหนึ่งในแผนการที่เตรียมมาหากเป็นฤดูใบไม้ร่วงคงใช้วิธีนี้ไม่ได้


ขาสองข้างของผมหยุดเดินเมื่อเห็นหลังคาของโรงแรมด้านหน้าในระยะประมาณ 100 เมตร ไม่กี่วินาทีต่อมาผมก็อาศัยกิ่งก้านของต้นไม้เล็กใหญ่เป็นฐานเพื่อส่งตัวเองให้ขึ้นไปยังบริเวณที่ต้องการ บริเวณนั้นคือกิ่งไม้ขนาดใหญ่อันเต็มไปด้วยใบไม้ปกคลุมช่วยอำพรางร่างผมได้อย่างดี


ดวงตาสีม่วงใต้คอนแทคเลนส์สีน้ำตาลมองตรงไปยังห้องบนชั้น 4 มุมขวาสุดระหว่างมือทั้งสองข้างหยิบอาวุธสีดำคลับออกมาจากกระเป๋าเป้ยาวด้านหลัง ปืนไรเฟิ้ลถูกประกอบอย่างเชื่องช้าและจบลงหลังติดกล้องส่องลงไป


ไรเฟิ้ลกระบอกดำถูกตั้งบนฐานยิงพร้อมเล็งไปยังห้องมุมขวาสุดบนชั้น 4 ภายในห้องมีเป้าหมายของวันนี้เข้าพักอยู่ โจโจลี่ แครริ่งหรือพ่อค้าอาวุธพ่วงด้วยพ่อค้ายาระดับกลางค่อนไปทางล่าง...คนคนนี้มีศัตรูอยู่เยอะเนื่องจากชอบโกงและหลอกลวงคนอื่นเพื่อล้วงเอาความลับหรือใช้ประโยชน์ก่อนจะหักหลังหน้าตายเฉย


จากการหาข้อมูลผมได้รู้ว่าโจโจลี่ แครริ่งจะมายังอุทยานนี่และเข้าพักยังห้องมุมขวาบนชั้นที่ 4 ซึ่งสาเหตุของการมาที่นี่ทั้งที่เจ้าตัวไม่ใช่พวกรักธรรมชาติผมก็ไม่รู้และไม่จำเป็นต้องรู้ด้วย การรอบสังหารปกติผมจะไม่ใช้อาวุธปืนหรือพวกไรเฟิ้ลด้วยเหตุผลง่ายๆ คือจัดการยาก เคยบอกว่าบางคนมีเซ้นส์สามารถหลบปืนได้ง่ายๆ ทว่าครั้งนี้ผมเลือกใช้อาวุธปืนเพราะเหตุผลอันสมควรหลายๆ ข้อ


ข้อแรกการจะลอบเข้าไปจัดการโจโจลี่ แครริ่งในระยะใกล้ทำได้ยาก...เขาไม่ใช่พวกที่จะหลอกล่อด้วยสาวสวยหรือหนุ่มหล่อ ข้อสอง...โจโจลี่ แครริ่งมีผู้ติดตามกว่า 10 คนซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องมีบอดี้การ์ดมากมายด้วย ข้อสุดท้ายคือมันไม่ง่ายที่จะลอบเข้าไปในโรงแรมของทางอุทยาน จริงอยู่ที่มีนักท่องเที่ยวมากมายมาพักยังอุทยานแห่งนี้แต่งไม่ใช่โรงแรมนี้ ในอุทยานจะมีโรงแรมความสูง 4 ชั้นอยู่ทั้งหมด 5 แห่งและมีเพียงที่นี่เท่านั้นที่มีการคุ้มกันแน่นหนาสุดสำหรับพวกค่อนข้างมีอิทธิพลไปจนถึงผู้มีอิทธิพลระดับสูง


ผมไม่อยากเสี่ยงกับภารกิจลอบสังหารธรรมดานี่เลยเลือกใช้ไรเฟิ้ลในการจัดการ อีกอย่างเล็งจากตรงนี้ไม่มีพวกคนคุ้มกันคอยบัง ไม่มีใครบ้าขนาดพาบอดี้การ์ดเข้ามานอนในห้องด้วยทั้ง 10 คนหรอก ระหว่างรอเป้าหมายให้เข้ามาอยู่ในระยะยิงก็มีเสียงรถมาจอดด้านหน้าโรงแรม จากที่ฟังมาหลายคันแล้วด้วย...จะว่าไปวันนี้เหมือนจะมีการจัดงานอะไรสักอย่างในแวดวงของผู้มีอิทธิพล เหมือนจะเป็นงานสังสรรค์ว่าด้วยจะคืนธรรมชาติให้กับโลกได้ยังไง


อยากขำออกมาดังๆ


ผมสามารถตอบได้เลยว่าจะทำยังไง


อย่างแรกก็เลิกใส่เสื้อขนสัตว์


อย่างที่สองก็เลิกให้กระเป๋าหนังสัตว์


และอย่างที่สามก็เลิกซื้อพรมขนสัตว์ไปเดินเหยียบเล่นในบ้าน แค่นี้ก็ช่วยคืนธรรมชาติให้กับโลกได้มากโขแล้ว


“หืม?...” ผมพึมพำพลางหันเลนส์ปืนไปยังประตูรถสีดำสนิทที่เพิ่งถูกเปิดอ้าออก ร่างของชายในชุดนักธุรกิจสีน้ำเงินเข้มกับเส้นผมสีน้ำตาลและดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบทองอันแสนคุ้นเคยนั่นทำเอาผมเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย


ไม่คิดว่าจะเจอกันในสถานที่แบบนี้เลย...


ฮาเซล กอนซาเลส


ตั้งแต่วันนั้นในสถานเริงรมย์แบบจีนประยุกต์ผมก็ไม่เจอฮาเซลอีกเลย ผ่านมาเกือบเดือนได้แล้วมั้ง


“ช่างสิ ไม่เกี่ยวอะไรกับผมสักหน่อย” เขาจะไปไหนมาไหนก็ไม่เกี่ยวอะไร ตอนนี้ต้องมีสมาธิกับการทำงานก่อน


ชายร่างผอมผิวสีซีดของโจโจลี่ แครริ่งเดินออกจากห้องมายืนรับลมยังระเบียงด้านข้าง ผมหันกระบอกปืนไปหาเป้าหมายในเสี้ยววินาทีพร้อมรวบรวมสติและสมาธิ เสียงลมหายใจดังขึ้นอย่างแผ่วเบาเพียงเสี้ยววินาทีไกปืนถูกเหนี่ยวพร้อมกระสุนที่พุ่งตรงไปยังเป้าหมายโดยจุดหมายของลูกกระสุนคือกลางหน้าผากของโจโจลี่ แครริ่งพอดิบพอดี


ร่างนั้นเอนตัวไปมาเล็กน้อยก่อนจะหงายหลังล้มตึงไปบนพื้นห้อง ผมมองเช็คสักพักว่าร่างนั้นไร้วิญญาณแล้วจริงๆ ค่อยทำการถอดปืนไรเฟิ้ลเก็บเข้ายังกระเป๋าซึ่งอยู่ไม่ไกล ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นผมเตรียมจะกระโดดลงไปยังพื้นด้านล่างทว่าด้วยความที่อยู่สูงทำให้สายตามองเห็นได้ไกลจนสามารถเห็นควันอะไรสักอย่างได้อย่างชัดเจน


ผมหรี่ตามองบริเวณดังกล่าวด้วยความสงสัย  ในเมื่องานเสร็จผมก็ควรกลับ แต่มีบางอย่างบอกให้ผมตามกลุ่มควันนั่นไป


“สัญชาตญาณเหรอ” ผมพึมพำกับตัวเอง


ก็อาจใช่


ลองไปดูก็ไม่เสียหายนี่นะ


ได้ข้อสรุปแบบนั้นผมก็เปลี่ยนจากกระโดดลงไปด้านล่างเป็นกระโดดไปยังกิ่งไปด้านข้างแทน ความสูงจากตรงนี้ถึงพื้นคงมากพอจะทำให้กระดูกหลายซี่หักดีไม่ดีอาจตายได้จึงไม่ควรกระโดดเล่นอย่างที่ผมทำโดยไม่มีทักษะ


ผมกระโดดผ่านต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่าไปยังบริเวณควันไฟอย่างคล่องแคล่ว พอเข้าใกล้กลุ่มควันการเคลื่อนไหวค่อยๆ ช้าลงและทำทุกการขยับให้เงียบกริบราวกับไม่มีตัวตนจนมาหยุดอยู่ยังกิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่มีใบไม้แตกเป็นพุ่มหนา  ดวงตาผมแอบมองลงไปด้านล่างทันทีที่หมอบตัวลงกับกิ่งไม้ ภาพตรงหน้าทำเอาดวงตาสีม่วงใต้คอนแทคเลนส์เบิกกว้างขึ้น คิ้วสองข้างเองขมวดเข้าหากันแน่นเมื่อทำการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านล่าง ภาพของกลุ่มคนหลายสิบคนมีทั้งยืนและนั่งอยู่รอบกองฟืนโดยรอบๆ มีลังไม้ขนาดกลางหลายสิบลังวางซ้อนกันไว้เป็นจุดๆ


“เฮ้ย! เราลองของนี่หน่อยได้ไหมวะ” เสียงพูดคุยของคนด้านล่างดังขึ้น ชายร่างกายสูงใหญ่เดินไปเปิดกล่องลังดังข้างแล้วหยิบถุงสีขุ่นขนาดเล็กขึ้นมาโยนเล่นบนฝ่ามือ


ถุงนั่นมันหรือว่าจะเป็น...


ยาเสพติด


“หยุดเลย นั่นมันของซื้อขายนะโว้ยขืนขาดหายไปสักเม็ดได้วุ่นพอดี” ชายอีกคนที่อยู่ไม่ไกลตะโกนบอก


“ก็ไม่แน่นี่ว่าจะขายได้ เจ้าโจโจลี่ แครริ่งมันอาจโกงเราก็ได้” ชื่อของโจโจลี่ แครริ่งทำให้ผมเริ่มขมวดคิ้วมากขึ้น สัญชาตญาณผมกำลังบอกว่ากำลังมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น


“หึ ลองมันโกงสิระเบิดที่แอบไปติดไว้ทั้งในและนอกโรงแรมได้ถูกจุดพร้อมกันแน่ ถ้ามันมาช้ากว่าเที่ยงคืนแม้แต่วิเดียวโรงแรมนั่นจะบึ้มทันที” พอพูดจบเสียงหัวเราะราวกับฟังเรื่องตลกของคนหลายสิบคนก็ดังขึ้นผิดจากผมที่ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลา
ตอนนี้เป็นเวลา 5 โมงครึ่ง เหลือเวลาอีกประมาณ 6 ชั่วโมงครึ่งก่อนระเบิด


ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าโจโจลี่ แครริ่งมาทำอะไรที่นี่ หมอนั่นทำการซื้อขายยาเสพติดจำนวนมากโดยใช้ป่าไม้เป็นเครื่องอำพราง และผมเป็นคนจัดการโจโจลี่ แครริ่งก่อนจะได้มาทำการซื้อขายนี้


ผมน่าสืบเรื่องนี้ก่อนจะได้ลงมือหลังจากนั้น


ไม่คิดว่าฝ่ายนี้จะหัวร้อนขนาดกล้าวางระเบิดโรงแรมกลางอุทยาน นี่ถือเป็นความรับผิดชอบผม หากผมยังไม่ลงมือมีสิทธิ์สูงที่โจโจลี่ แครริ่งจะมาทำการซื้อขาย


“งานเข้าอีกแล้ว” ผมพึมพำพลางใช้หัวคิดหาทางออก


“พวกแกไปเช็คอาวุธด้วยว่าครบตามจำนวนไหม” เสียงจากด้านล่างยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชายร่างสูงใหญ่ดูจะเป็นหัวหน้าสั่งลูกน้องให้เดินไปเปิดลังไม้ด้านข้าง อาวุธนับสิบทั้งปืน มีดและระเบิดมือต่างเรียงรายอยู่ในลัง ถ้าให้ผมเดาคงไม่ได้มีแค่ลังเดียวหรอก


“ทำการค้าครั้งนี้คุ้มชะมัดเลยเนอะลูกพี่ เจ้าโจโจลี่ แครริ่งไม่ต่อรองราคาด้วย” ลูกน้องคนหนึ่งพูดไปหัวเราะไป


“นั่นสิ ลูกค้าแบบนี้สิดี ดีไม่ดีต่อไปพวกเราอาจมีอำนาจเหนือกว่าพ่อค้าอาวุธอย่างฮาเซล กอนซาเลสก็ได้ ฮ่าฮ่าฮ่า” ผมส่ายหัวไปมาทันทีที่ได้ยิน


ไม่มีทาง


พ่อค้าอาวุธรายย่อยจะขึ้นไปเทียบชั้นฮาเซลเนี่ยนะ แทบเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ


ฮาเซลเป็นเพื่อสนิทกับผู้ผลิตอาวุธข้ามชาติอย่างคริสโตลีนี่ คิวเบิร์กทำให้มีคลังอาวุธขนาดใหญ่อีกทั้งยังรู้จักและสนิทกับหนึ่งในสามคานอย่างโรเบิร์ต เกลสัน หากไม่ฆ่าฮาเซลให้ตายก็ไม่มีทางที่พ่อค้าเล็กๆ จะขึ้นไปทัดเทียมกันฮาเซลได้ แต่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน เรื่องสำคัญคือจะจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้ายังไง


ผมอาจมีปืนไรเฟิ้ลแต่กระสุนไม่เพียงพอจะจัดการหมดทุกคน ต่อให้พอก็ไม่คิดว่าจะสามารถจัดการทุกคนด้วยไรเฟิ้ลเพียงอย่างเดียวได้ วิถีกระสุนคาดเดาได้ง่ายยิ่งเล็งยิงจากจุดเดียวผมอาจจัดการได้ประมาณ 5-6 คนแต่พวกที่เหลือจะหันปืนมาระดมยิงผมกลับแน่ หรือจะให้ลงไปจัดการทีละคนก็ดูไม่เข้าท่า แทบไม่เป็นไปไม่เลยที่พวกเขาจะไม่ไหวตัวหากเพื่อนร่วมทีมค่อยๆ หายไปทีละคน ต่อให้เป็นผมการเผชิญหน้ากับคนหลายสิบคนไม่ใช่เรื่องง่าย อาวุธนอกจากไรเฟิ้ลผมมีมีด ลวด ด้ายและปืนกระบอกเล็กทว่าการจะใช้อาวุธเหล่านี้จัดการทั้งหมด...


เสี่ยงเกินไป


ดีไม่ดีพวกมันอาจกดระเบิดโรงแรมเมื่อเห็นท่าไม่ดี ผมไม่รู้ว่าเป็นระเบิดชนิดไหนแต่ระยะของมันคงไม่น้อยคนในโรงแรมคงตายกันเป็นแทบ...


“เดี๋ยวนะ คนในโรงแรม?” ผมพึมพำระหว่างนึกย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้


มีนี่นา...วิธีจัดการน่ะ


ถ้าคนเดียวไม่ไหวก็หาเพิ่มซะ


ถ้าอาวุธไม่พอก็ไปขอสิ


หึ...นี่ผมจะเป็นฝ่ายไปหาเองถึง 2 ครั้งเลยนะฮาเซล


เมื่อนึกแผนได้จะให้อยู่ตรงนี้ต่อไปก็ไม่ใช่เรื่อง ผมค่อยๆ ขยับตัวเคลื่อนไหวโดยไม่ให้คนด้านล่างสงสัยหรือจับสังเกตได้ กิ่งไม้กิ่งแล้วกิ่งเล่าถูกใช้เป็นฐานในการกระโดดตรงไปยังโรงแรมด้วยเส้นทางที่รวดเร็วกว่าวิ่งบนพื้นหลายเท่า


ไม่นานนักหลังคาไม้ของโรงแรมก็เข้ามาอยู่ในสายตา ตอนนี้มีปัญหาหลักคือผมจะลอบเข้าไปบอกฮาเซลเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ได้ยังไงในเมื่อโรงแรมนี้มีคนคุ้มกันแน่นหนาและยิ่งแน่นหนาขึ้นเมื่อมีการจัดงานในช่วงหัวค่ำ ผู้คุ้มกันต้องทำหน้าที่อย่างดีเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงอันทำให้บุคคลด้านในต้องตื่นตระหนกหรือบาดเจ็บ แค่ได้ยินเสียงหรือเจอสิ่งผิดปกติจำต้องรีบค้นหาต้นตอและจัดการโดยด่วน


“โอ๊ะ ใช้แผนนั้นดีกว่า” ความจริงจะเรียกว่าแผนก็ไม่เชิง


เป็นแค่ทริกแสนง่ายที่สามารถเลียนแบบไปใช้ได้ง่ายๆ ล่ะนะ ผมลงมาจากต้นไม้สูงเปลี่ยนมาเคลื่อนไหวบนพื้นดินซึ่งคล่องแคล่วกว่าบนต้นไม้พอสมควร ประตูด้านหลังโรงแรมเป็นจุดบอดแม้จะมีคนเฝ้าแต่มีเพียงแค่ 3 คนเท่านั้น ไม่มากมายอะไรเลย


ก้อนหินขนาดกลางถูกวางไว้ด้านบนของกิ่งไม้โดยมีฐานเป็นก้อนหินอีกก้องไว้คอยถ่วงดุลน้ำหนัก ด้ายในกระเป๋ากางเกงถูกเอาออกมาผูกเป็นเงื่อนกระตุกง่ายๆ ก่อนผมจะลัดเลาะไปยังอีกฝั่งอาศัยพุ่มไม้เป็นเกราะกำบัง ทันทีที่กระตุกด้ายก้อนหินด้านบนก็เด้งขึ้นสูงเรียกความสนใจจากคนเฝ้าประตูได้ทั้งสามคนในครั้งเดียว อาวุธอย่างด้ายถูกม้วนเก็บในเสี้ยววินาที


“อะไรน่ะ” เสียงคนเฝ้าคนแรกดังขึ้น


“ตามไปดูเร็ว!”


“เดี๋ยวฉันไปด้วย นายเฝ้าประตูไว้ดีๆ ”


“ได้!” บทสนทนาดังขึ้นโดยที่ไม่มีใครสังเกตถึงการมาเยือนของนักฆ่าฉายายมทูตแห่งความตายเลยสักคน แม้จะมีคนยืนเฝ้าประตูทว่าสายตาของเขากลับมองไปยังเพื่อนอีกสองคนจึงง่ายมาในการลอบไปด้านหลัง จัดการเปิดประตูและเข้าไปได้โดยไม่มีการต่อสู้เกิดขึ้น


หละหลวมไปนิดแฮะ


แบบนี้กันพวกนักฆ่าไม่ได้หรอก


“เอาล่ะ ต่อไปคือหาฮาเซล” พอก้าวเข้ามาด้านในสิ่งแรกที่ทำคือมองไปด้านบนของกำแพงเพื่อดูกล้องวงจรปิด กล้องวงจรปิดถูกติดไว้ในทุกๆ 10 เมตรเรียกว่าพยายามยังไงก็หลบทุกตัวไม่ได้


ผมถอนหายใจพลางยกมือขึ้นขยี้เส้นผมสีดำสนิทของตัวเองจนฟูฟ่อง แว่นแฟนซีถูกหยิบมาใส่ เสื้อเชิ้ตสีขาวถูกปล่อยไว้นอกกางเกงเหมือนพวกเซอร์ ไรเฟิ้ลข้างหลังเลยกลายเป็นเครื่องดนตรีประดับหลังไปในที่สุด การเตรียมตัวทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาไม่กี่วินาทีก่อนเริ่มก้าวเข้าด้านในเนื่องจากวางแผนเอาไว้เรียบร้อย ต่อให้ถูกจับภาพเชื่อเถอะว่าไม่มีใครสืบมาถึงตัวตนของผมได้


ในชั้น 1 เหมือนจะเป็นลอบบี้โรงแรมและห้องอาหารผมจึงเดินขึ้นไปยังชั้น 2 ซึ่งเป็นห้องโถงสำหรับจัดการเลี้ยงในวันนี้ การที่ฮาเซลมาที่นี่มีเหตุผลเดียวคือมาร่วมงาน แทบเป็นไปไม่ได้หากฮาเซลจะอยากมารับลมธรรมชาติเอาวันนี้ พอมาถึงชั้น 2 ดูเหมือนโชคจะเข้าข้างหรือพรมลิขิตก็ช่างเถอะ คนที่ผมกำลังตามหากำลังเดินออกจากลิฟต์โดยมีมากส์และแซมตามอยู่ด้านหลัง


เยี่ยมเลย ถ้ามีมากส์และแซมมาช่วยคงจัดการได้ง่ายขึ้นเยอะ


ผมไม่รอช้าเดินตรงเข้าไปหาทั้งสามคน ฮาเซลเองเหมือนจะไม่ได้สังเกตผมเลยอาศัยจังหวะที่พนักงานโรงหันไปสนใจฮาเซลวิ่งเข้าไปกระแทกอีกฝ่ายจนเกือบเซล้ม


“บอส”


“ท่านฮาเซล” มากส์และแซมรวมไปถึงพนักงานในโรงแรมต่างตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งผมไม่สนใจว่าใครกำลังมองมาหรือจะมีใครมาลากผมให้ออกจากฮาเซล


ตอนนี้มีเรื่องสำคัญต้องจัดการ


“ฮาเซล” ผมขยับใบหน้าใต้เลนส์แว่นกระซิบเรียกอีกฝ่ายเสียงเบา ร่างของฮาเซลชะงักเกร็งคล้ายคนกำลังตกใจแต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมามือของเขาก็คว้าเอวผมไปกอดไว้หลวมๆ


“คนนี้เป็นคนรู้จักฉันเอง” คำเดียวทำเอาบรรยากาศต่อตระหนกและความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้นหายไปทันตา


“ท่านฮาเซล...หมอนี่...”


“มากส์ แซม กลับห้อง” ฮาเซลบอกทั้งสองคนพร้อมหันตัวเดินกลับไปยังลิฟต์ท่ามกลางความสงสัยของหลายๆ คน แม้แต่ตอนนี้ผมยังโดยฮาเซลกอดเอวไว้จนไม่สามารถขยับออกห่างอีกฝ่ายได้


บานประตูลิฟต์ปิดลงโดยมีผม ฮาเซล มากส์และแซมอยู่เพียง 4 คน สายตาของบอดี้การ์ดคนสนิทมองมายังผมด้วยสายตาระแวดระวัง ส่วนผมก็ใช้ศอกกระทุ้งเข้ายังเอวของฮาเซลแทนการบอกให้ปล่อย พอเป็นอิสระผมเสยเส้นผมยุ่งให้กลับเข้าที่แล้วเก็บแว่นแฟนซีลง สภาพผมจากคนมาดเซอร์กลายเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาอย่าเทเลอร์จนมากส์และแซมเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ตกใจไม่นานทั้งคู่ก้าวมาแทรกกลางระหว่างผมและฮาเซลด้วยสายตาไม่เป็นมิตร


“ไม่ใช่เทเลอร์ใช่ไหม” เหมือนนั่นจะเป็นคำถามนะ


ผมไม่แปลกใจกับท่าทีของพวกเขาเพราะก่อนหน้านี่เคยมีคนปลอมตัวเป็นผมเพื่อเข้าใกล้ฮาเซลมาแล้ว และการปรากฏตัวครั้งนี้ค่อนข้างจะกะทันหัน


ไม่แปลกที่จะสงสัย


“ผมคือเทเลอร์ ไม่ได้เจอกันนานนะมากส์ แซม ขอโทษที่อยู่ๆ มากะทันหันพอดีมีเรื่องด่วน” ผมอธิบายคร่าวๆ


“ไม่แน่ว่าอาจเป็นตัวปลอมก็ได้” เหมือนมากส์จะยังไม่มั่นใจ


“นั่นเป็นตัวจริง” ฮาเซลบอกทั้งคู่


“บอสแน่ใจได้ยังไง”


“เซ้นส์มันบอก ไม่สิ หัวใจมันบอกใช่ไหมเรย์” พูดจบฮาเซลก็ก้าวเข้ามาหาหมายจะรบผมเข้าไปยังอ้อมกอดทว่าผมกับหมุนตัวหลบไปยังอีกฝั่งของลิฟต์


“ไม่ใช่!” หัวใจบ้าอะไรกัน


“...พวกเราคิดว่าเป็นตัวจริงแล้วล่ะ” มากส์และแซมหันไปมองหน้ากันสักพักก่อนแซมจะพูดออกมา


การกระทำผมคงบอกทั้งคู่ได้เป็นอย่างดี ทุกครั้งที่ฮาเซลเข้ามาใกล้เกินไปผมก็มักจะสวนกลับไปด้วยท่าทางต่างๆ เพื่อให้อีกฝ่ายเลิกกวนหรือแหย่เล่น


“ฉันดีใจที่เรย์เป็นฝ่ายมาหาเองแบบนี้” ฮาเซลเดินออกจากลิฟต์ตรงไปยังห้องตรงกลางของชั้น 4 ถัดออกไปไม่กี่ห้องคงมีร่างไร้วิญญาณของโจโจลี่ แครริ่งนอนอยู่สินะ ในเมื่อยังไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายแปลว่ายังไม่มีใครพบศพ


“วันนี้ผมไม่มีอารมณ์มาเล่นนะฮาเซล ผมอยากขอความช่วยเหลือหน่อย” น้ำเสียงจริงจังดังขึ้นทันทีที่ประตูห้องพักถูกปิดลง ภายในห้องนอกจากผมและฮาเซลยังมีบอดี้การ์ดคนสนิทที่ผมบอกอยากให้พวกเขาเข้ามาฟังด้วย


“เกิดอะไรขึ้น” พอได้ยินว่าผมขอความช่วยเหลือน้ำเสียงกวนๆ ของฮาเซลเปลี่ยนมาจริงจังทันที


“มีคนวางระเบิดโรงแรมนี้และพวกนั้นจะกดระเบิดหากโจโจลี่ แครริ่งไม่ไปตามนัดตอนเที่ยงคืน” สถานการณ์ทุกอย่างถูกอธิบายด้วยความรวบลัด


“แล้วโจโจลี่ แครริ่งจะไม่ไปตามนัด?” ฮาเซลถามกลับ


“ไปไม่ได้ต่างหาก” เพียงประโยคเดียวคนอย่างฮาเซลรู้อยู่แล้วว่าผมหมายถึงอะไร


“เข้าใจล่ะ แล้วต้องการอะไรบ้าง”


“ผมอยากได้อาวุธสักหน่อย พวกนั้นมีประมาณ 30 คน เหมือนจะเป็นพ่อค้าอาวุธและยาเสพติด ตอนแรกผมคิดจะจัดการคนเดียวแต่ดูท่าคงไม่ไหว”


“ไม่ไหวอยู่แล้ว คนเดียวจะสู้กับคน 30 คนโดยอาวุธครบมือได้ยังไง” ฮาเซลสวนกลับเมื่อได้ยินเรื่องราวก่อนหน้า


“ผมถึงได้มาขอให้คุณช่วยไง” ผมทำอะไรผิดอีกล่ะถึงต้องส่งสายตาไม่พอใจมาให้


“ฉันเป็นห่วงนะรู้ไหม ต่อให้เจอแค่ 10 คนแต่ถ้าไม่ไหวก็ให้มาบอกฉันจะช่วย”


“ถ้ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตคุณผมจะบอก...”


“ต่อให้เป็นชีวิตของเรย์ก็ต้องบอก นี่เรย์ไม่เข้าใจเลยเหรอว่าฉันห่วงขนาดไหนน่ะ” น้ำเสียงหงุดหงิดราวกับคนไม่ได้ดั่งใจทำให้ผมขมวดคิ้วแน่น


“ใช่ ผมไม่เข้าใจว่าคุณจะห่วงผมทำไม”


“ฉันบอกไปหลายรอบแล้วนะว่ารักนายน่ะ เรย์” คำบอกรักครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้เอ่ยออกมา


“...เหมือนผมจะปฏิเสธไปหลายรอบแล้วเหมือนกัน” นิ่งไปสักพักผมก็ตอบกลับไป ผมไม่อยากนึกถึงถ้อยคำบอกรักเหล่านั้น จะจำไปทำไมในเมื่อสุดท้ายก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน ผมยังอยากอยู่ในพื้นที่ของตัวเองโดยไม่มีใครก้าวเข้ามา


“ฉันจะพูดจนกว่าจะได้ก้าวเข้าไปในพื้นที่ของนาย” น้ำเสียงและสายตาที่สบมานั่นมีทั้งความจริงจังและมั่นใจจนเป็นฝ่ายผมเองที่ต้องเงียบลง


จะก้าวเข้ามาเหรอ...


อย่าก้าวเข้ามาอีกเลย


ตอนนี้แม้จะไม่มีใครก้าวเข้ามาในพื้นที่ของผมได้ทว่าตรงหน้าเส้นกั้นนั่นมีฮาเซลยืนอยู่ และอีกเพียงก้าวเดียวละมั้งที่เขาจะสามารถก้าวเข้ามาหาผมได้ เพราะงั้นอย่าก้าวต่อเลย หยุดแล้วหันหลังกลับไปเถอะ



(มีต่อค่ะ)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
(ต่อนะคะ)


“เอ่อ ผมว่าตอนนี้เราควรจัดการเรื่องระเบิดก่อนดีไหม” แซมที่เห็นบรรยากาศในห้องเริ่มเปลี่ยนไปจึงเรียกให้ทุกคนกลับเข้ามาอยู่ในสถานการณ์ตรงหน้าก่อน


“ก็ได้ เราจะคุยกันหลังเรื่องนี้จบ”


“ผมไม่...” ผมกลืนคำว่าไม่ลงคอไปเมื่อถูกสายตาคมคายของฮาเซลจับจ้องมา


“จะให้ฉันเรียกลูกน้องมาเพิ่มไหม” ฮาเซลกลับเข้าเรื่อง


“ถ้าเป็นการหาระเบิดผมว่าควรเรียกผู้เชี่ยวชาญแต่ต้องไม่ให้เป็นที่สังเกต ส่วนเรื่องจัดการกับพวกนั้นผมคิดว่าแค่พวกเรา 4 คนน่าจะพอ” ผมบอกไปตามที่คิด


“อืม แซมติดต่อคุณโรเบิร์ต”


“ครับบอส”


“พวกเราแค่ 4 คนจะไม่หนักมือไปเหรอ” มากส์หันมาถาม


“ก็อาจหนักไปสักหน่อยแต่หากใช้คนมากๆ พวกนั้นจะไหวตัวทันและอาจกดระเบิด อีกอย่างยิ่งจำนวนคนมากการสูญเสียก็จะมากตามไปด้วย ผมคิดว่าด้วยฝีมือของพวกเราจัดการได้อยู่แล้ว” ไม่ได้ยกยอตัวเองหรือประมาทคู่ต่อสู้เพียงแต่ผมวิเคราะห์มาแล้ว ฝีมือและทักษะของพวกเรารวมกัน 4 คนมากกว่าอีกฝ่าย ต่อให้ทางนั้นมีอาวุธครบมือแต่ถ้าใช้ไม่ได้อาวุธก็เป็นเพียงหินถ่วงเท่านั้น


“เหมือนนายจะไม่ใช่แค่บอดี้การ์ดที่ท่านฮาเซลจ้างมาจริงๆ สินะ” คำพูดพร้อมรอยยิ้มมุมปากของมากส์ราวกับเดาได้ว่าผมไม่ใช่คนธรรมดา


“ผมก็ไม่เคยบอกนะว่าเป็นแค่บอดี้การ์ด”


“ท่านฮาเซลเชื่อใจนายมาก ฉันคิดว่านายเองจะไม่ทรยศความรู้สึกของท่านฮาเซล” มากส์บอกด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ


“เรื่องนั้นมันไม่แน่นอน หากท่านฮาเซลของมากส์ยังไม่หยุดลูบเอวผม ก่อนจะไปจัดการพวกนั้นผมอาจเตะขาเขาแล้วทุ่มลงพื้นสักที” ผมตอบกลับก่อนจะหันไปมองฮาเซลที่เอื้อมมือมาลูบเอวผมเล่นตั้งแต่เริ่มสั่งแซมให้โทรหาคุณโรเบิร์ต เกลสันหนึ่งใน 3 คานผู้คอยขับเคลื่อนประเทศ


“ท่านฮาเซล นี่ผมกำลังพูดเรื่องสำคัญอยู่นะครับ อย่าเพิ่งแหย่เทเลอร์สิครับ” มากส์หันไปบอกเจ้านายตัวเอง


“ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรหรอก ฉันเชื่อเพราะอยากเชื่อไม่จำเป็นต้องให้อีกฝ่ายรู้สึกเหมือนกันหรอก แค่ครั้งนี้ยอมมาขอความช่วยเหลือฉันก็ดีใจจะแย่แล้ว เรย์อยากได้อาวุธอะไรเป็นพิเศษไหมฉันจะให้แซมหามาให้” บอกมากส์เสร็จก็หันมาถามผมต่อ


“มีอาวุธทุกอย่างเลยเหรอ” ผมถามกลับทั้งที่รู้คำตอบ


“หึ คิดว่าพูดอยู่กับใครล่ะเรย์”


“นั่นสิ...นี่ผมไม่ต้องเสียเงินใช่ไหม”


“ถ้าให้หัวใจนายมาจะเอาอาวุธเท่าไหร่ก็ตามสบายเลย” พูดจบรอยยิ้มมุมปากของฮาเซลก็ปรากฏขึ้น


“งั้นขอจ่ายเงินดีกว่านะ”


“ฉันล้อเล่นน่า อยากได้อะไรว่ามาเลย”


“ผมอยากได้...”


หลังจากบอกความต้องการไปจนหมดตอนนี้เหลือเพียงรอเวลาให้คนของทางโรเบิร์ต เกลสันและอาวุธถูกนำมาเท่านั้น เวลาตอนนี้คือ 3 ทุ่มมีเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงก่อนพวกนั้นจะจุดระเบิด ทันทีที่ทุกอย่างมาพร้อมพวกเราทั้ง 4 คนรีบออกจากโรงแรมเข้าไปด้านในของป่าโดยปล่อยให้คนของโรเบิร์ต เกลสันจัดการเรื่องระเบิดอย่างเงียบๆ


“พวกนั้นอยู่ไกลไหม” ฮาเซลหลังพวกเราก้าวเข้ามาในป่าได้สักพัก


“พอสมควร อีกประมาณ 300 เมตรได้ ผมเดินไม่ค่อยถนัดขอนำไปด้วยวิธีอื่นได้ไหม” ผมหันไปขอ ตอนก้าวขาไปตามพื้นดินนี่ต้องคอยมองพื้นเพื่อไม่ให้สะดุดหรือเกิดเสียงดังซึ่งมันค่อนข้างน่ารำคาญไปหน่อยสำหรับผม


“วิธีอื่น? ยังไง” ไม่เพียงแค่ฮาเซลที่มีแววตาสงสัยบอดี้การ์ดคนสนิทอีกสองคนเองก็มองมาด้วยความสงสัยเดียวกัน


ผมยกยิ้มแทนการตอบคำถามก่อนจะอาศัยขอนไม้ด้านล่างเป็นฐานเพื่อกระโดดไปยังกิ่งไม้กิ่งแรก แล้วกระโดดต่อไปจนถึงกิ่งไม้ด้านบนซึ่งอยู่เหนือหัวฮาเซลประมาณ 10 เมตรได้ ใบหน้าของทั้งสามคนดูเหมือนกำลังตกใจกับท่าทางและทักษะของผมมากพอดู


ก็นะ...คนปกติกระโดดขึ้นมาบนนี้ไม่ได้ง่ายๆ หรอกต่อให้เป็นฮาเซลเองผมว่าคงทำไม่ได้เช่นกัน ใช่ว่าแค่ทักษะจะเพียงพอมันต้องอาศัยความอ่อนตัว การรักษาสมดุลและความเบาของร่างกาย คนตัวใหญ่ๆ น่ะทำไม่ได้หรอก


“บอส บางทีผมก็คิดนะว่าคนที่เหมาะกับบอสคงมีแต่เทเลอร์นี่แหละ” แซมพูดพลางไล่มองฐานที่ผมใช้แทนแท่นกระโดดทีละอัน


“ฉันก็ว่างั้น แต่มีฝีมือมากเกินไปก็ลำบากจะกอดแต่ละทีเหมือนต้องฝ่าสงครามสักที่” ฮาเซลทำหน้าลำบากใจเล็กน้อยระหว่างพูด


“เพราะผมไม่อยากโดนกอดต่างหาก” ผมสวนกลับ คำหมายของฮาเซลคงจะสื่อว่ากว่าจะได้กอดผมทีต้องทั้งหลบหมัดหลบลูกเตะ ใครจะยอมให้กอดง่ายๆ กันล่ะ


ไม่มีทาง!


“พวกเราไม่ได้มาเดินป่าเล่นนะ ช่วยเงียบเสียงแล้วไปจัดการต่อเถอะทุกคน” เป็นอีกครั้งที่มากส์ต้องเข้ามาห้ามทัพ


ผมได้แต่ส่งความหงุดหงิดผ่านสายตาไปให้ฮาเซลแล้วกระโดดไปยังต้นไม้ต้นต่อๆ ไปพอใกล้ถึงบริเวณที่มีควันผมชะลอการเคลื่อนไหวโดยอัตโนมัติคนด้านล่างเองเหมือนจะรู้เลยลดความเร็วก่อนจะเตรียมพร้อมหยิบอาวุธขึ้นมา


สำหรับแผนการผมได้อธิบายไปแล้ว เรียกว่าแค่ประโยคเดียวเท่านั้น ผมว่าแค่นั้นมากพอแล้วล่ะสำหรับการจะจัดการพวกนี้น่ะ ไร้ซึ่งการป้องกันตัวไม่มีแม้แต่วางกับดักไว้โดยรอบเพื่อมีคนผ่านเข้ามา


ประมาทเกินไป


แบบนี้จัดการได้ไม่ยาก


ผมหมอบร่างกายลงต่ำยามมาอยู่เหนือกลุ่มค้าอาวุธและยาเสพติด มองไปด้านล่างเห็นฮาเซล มากส์และแซมต่างกระจายตัวออกไปโดยรอบตามแผน การอยู่ในมุมสูงถือเป็นเรื่องดีเพราะสามารถมองเห็นภาพรวมจากด้านบนได้หมดแม้จะมืดไปหน่อยก็ตาม


อาวุธใหม่ที่เพิ่งขอฮาเซลมาอย่างแรกถูกหยิบออกมาจากกระเป๋ากางเกง ปืนไรเฟิ้ลผมวางไว้ตรงโคนต้นไม้เผื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉินต้องการใช้ ในมือผมมีวัตถุทรงกลมสีดำอยู่สามลูก แน่นอนว่าผมไม่คิดจะใช้ระเบิดเพื่อจัดการรวดเดียวแม้มันจะง่ายกว่าแต่มันจะเป็นปัญหาใหญ่ตามมาทีหลัง


ก่อนจะเริ่มแผนผมหันไปมองพรรคพวกทั้ง 3 คนแล้วพยักหน้าเบาๆ แทนการส่งสัญญาณ ทุกคนรวมทั้งผมต่างหลับตาลงวัตถุในมือถูกปลดการทำงานแล้วขว้างลงไปยังพื้นด้านล่างสุดแรง จริงอยู่ที่ชื่ออาวุธในมือมีชื่อขึ้นต้นว่าระเบิดแต่มันไม่ไม่ได้ทำอันตรายกับร่างกายเพียงแค่ช่วยให้ฝ่ายศัตรูตื่นตระหนกและลดการป้องกันลง นั่นคือระเบิดแสง


ทันทีที่ระเบิดแสงทำงานแสงสว่างสีเหลืองนวลส่องแสงจ้าขนาดผมที่หลับตายังสัมผัสได้ถึงความสว่าง ไม่ต้องพูดถึงคนด้านล่าง...


“อะไรวะเนี่ย!”


“แสบตา มองไม่เห็น!” เสียงตะโกนโวยวายเป็นสัญญาณให้ผมและอีกสามคนออกจากที่หลบเพื่อจัดการเรียงคน


ผมกระโดดลงมาจากบนกิ่งไม้พร้อมอาวุธใหม่อีกชิ้นอย่างลวด จริงอยู่ว่าผมมีลวดของตัวเองอยู่แล้วเพียงแต่ลวดอันนี้ถูกทำขึ้นจากวัสดุพิเศษที่นอกจากจะมีความยืดหยุ่นสูงแล้วยังแข็งแรงกว่ามาก ลวดสีเงินถูกกางออกกว้างในจังหวะเดียวกับใช้ลวดนั่นรัดคอคนที่อยู่ใกล้สุดก็หมุนตัวกลางอากาศกางขาเป็นเส้นตรงจัดการไปได้อีกสองคนก่อนจะลงสู่พื้นอย่างสวยงาม ฝ่ายศัตรูยังคงเจอฤทธิ์ของระเบิดแสงจนหมดทางตอบโต้ อีกหนึ่งคนถูกผมชกเข้ายังหน้าท้องแล้วทุ่มลงพื้นทับร่างคนด้านหลังอีกหนึ่งคน ฝ่ายฮาเซลและพวกมากส์ใช้หมัดสลับกับปืนจนเก็บไปได้อีกหลายคน


“พวกมันมีแค่ 4 คน  จัดการมันสิโว้ย!” ฟังจากเสียงตะโกนพวกนั้นคงกลับมาสู่สภาพปกติแล้ว แต่ก็เท่านั้นเพราะตอนนี้เหลือคนอยู่ไม่ถึงครึ่ง


กระบอกปืนหลายกระบอกถูกหันมาทางนี้ทว่าผมไม่ปล่อยให้พวกเขาได้มีโอกาสได้เล็งเป้าหรือเหนี่ยวไก มีสั้นถูกหยิบขึ้นมาปาใส่คนที่อยู่ไกลระยะโจมตีมากสุดโดยพวกใกล้ๆ ผมอาศัยความเร็วเข้าไปประชิดก่อนจะจัดการทั้งปล่อยหมัด ทั้งจับทุ่มในชั่วพริบตา


“พวกแกเป็นใคร คนของโจโจลี่ แครริ่งเหรอ ฉันจะกดระเบิด อั๊ก!” ไม่ต้องรอให้หัวหน้าฝ่ายศัตรูพูดจบผมจัดการเตะล่างเข้ายังเข่าของอีกฝ่ายจนเสียหลักนั่นทำให้ผมสบโอกาสใช้ท่าเข่าลอยกระแทกเข่าเข้ายังใบหน้านั้นสุดแรง เมื่อตัวจุดฉนวนระเบิดมาอยู่ในมือผมทุกอย่างคนจบแล้วล่ะ


“ผมได้ที่จุดระเบิดมาแล้ว!” ผมตะโกนบอกพวกฮาเซล


“เยี่ยม สมแล้วที่เป็นคนรักฉัน”


“ถ้าคุณยังไม่หยุดพูดผมจะปามีดใส่หัวคุณ!” ผมตะโกนกลับพลางปล่อยหมัดกระแทกคางและปิดท้ายการใช้ศอกโจมตีบริเวณคอจนชายอีกสองคนทรุดลงไปกองบนพื้นอย่างรวดเร็ว


เสียงปืนหลายนัดสลับกับสียงร้องโอดครวญของฝ่ายศัตรู ผมหันไปมองฮาเซลที่ยืนยิ่งๆ อยู่ท่ามกลางวงล้อมของคนเกือบ 10 คนด้วยความสนใจ ผมไม่เคยเห็นฮาเซลต่อสู้แบบถูกรุมขนาดนี้มาก่อน อาจจะได้เห็นอะไรที่น่าสนใจก็เป็นได้


ดวงตาสีม่วงใต้คอนแทคเลนส์จับจ้องไปยังภาพตรงหน้าราวกับกำลังชมภาพยนตร์โปรดสักเรื่อง ร่างของฮาเซลไม่ได้ขยับหนีหรือวิ่งฝ่าวงล้อมไปด้านใดด้านหนึ่งอย่างที่ผมคิดแต่เขากลับรอให้อีกฝ่ายพุ่งเข้ามาหาแล้วจัดการสอยไปทีละคนสลับกับหลบกระสุนปืนที่เล็งไป


ทางด้านแซมและมากส์ก็ไม่น้อยหน้า ด้วยทักษะของทั้งสองคนสามารถจัดการคนที่เข้ามารุมล้อมได้โดยไม่ต้องยิงกระสุนให้เปลืองโดยเฉพาะมากส์ ทักษะของเขาค่อนข้างน่าสนใจเพราะมีท่วงท่าปรับเปลี่ยนไปตลอดไม่ใช่ศิลปะการต่อสู้เพียงอย่างเดียวเหมือนแซม การต่อสู้จริงพวกศิลปะการต่อสู้น่ะเอามาใช้เพียวๆ ไม่ได้หรอกต้องมีการประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม แซมเองถึงเป็นเป็นมวยแต่มีหลายครั้งที่โต้ตอบกลับไปด้วยการทุ่มอีกฝ่ายลงพื้น


ทุกอย่างถูกจัดการเสร็จภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง แม้จะมีจำนวนคนเพียง 4 คนแต่สามารถเอาชนะคนกว่า 30 คนได้ไม่ยากแม้จะเหนื่อยพอสมควรก็ตาม การต่อสู้กับคนจำนวนมากๆ ต้องอาศัยสมาธิสูงเพราะนอกจากต้องคอยสังเกตศัตรูรอบกายแล้วยังต้องสวนกลับก่อนโดนรุมจู่โจมด้วย สำหรับผมไม่ค่อยชินกับการต่อสู้แบบนี้นัก ปกติงานจะให้จัดการเป้าหมายแค่คนเดียว ไม่ค่อยมีหรอกที่จะจ้างนักฆ่าจัดการสังหารหมู่น่ะ


“จากนี้ก็ฝากด้วยละกัน ผมขอตัว” ผมเดินไปบอกฮาเซล เมื่อทุกอย่างจบผมก็ได้เวลาไปแล้วยังไงมีคนของทางการอยู่ที่โรงแรมเรียกมาจัดการต่อคงไม่อยากสำหรับฮาเซลหรอก


ไม่อยากถูกดึงไปเกี่ยวหรือถูกสอบปากคำเพราะงั้นคงต้องขอตัว


“เดี๋ยวสิเรย์ ไหนบอกว่าจบการต่อสู้แล้วจะคุยเรื่องของเราต่อไง” ฮาเซลคว้าข้อมือผมไว้


“เรื่องของเรา?” หมายถึงเรื่องของผมกับฮาเซล?


น่าขำ พวกเรามีเรื่องอะไรต้องคุยกันอีกเหรอ


ผมจำได้ว่าไม่มีนะ


“นี่คงไม่ได้ลืมพนันของเราหรอกใช่ไหม”


“...พนัน” จะว่าไปนึกได้ลางๆ ว่าพนันอะไรสักอย่างกับฮาเซลไว้ที่สถานเริงรมย์ก่อนหน้านี้


“ถ้าเราเจอกันอีกภายใน 1 เดือน เรย์ต้องบอดเบอร์โทรศัพท์มาให้ฉันรู้”


“...” คำพูดของฮาเซลทำให้ความทรงจำถูกขุดขึ้นมาทันที


จริงด้วย


ผมเคยพนันเอาไว้แบบนั้น


วันนี้เกือบจะครบ 1 เดือนแล้ว และผมดันเป็นฝ่ายโผล่ไปหาเขาก่อนอีก


“อยากบอกเบอร์ฉันไม่เห็นต้องทำเรื่องวุ่นวายเลย” ฮาเซลอมยิ้มด้วยใบหน้ากวนๆ


“ผมไม่ได้อยากบอก” ถ้าจำเรื่องพนันได้ผมคงเสี่ยงจัดการพวกนี้ตามลำพังไปแล้ว


“อย่าเขินสิ”


“ไม่ได้เขิน”


“หน้าแดงนะ”


“เพราะโมโหต่างหาก!” ผมตะโกนสวนกลับด้วยความหงุดหงิด


ให้ตายสิ อย่าบอกนะว่าทั้งหมดนี่เป็นแผนของฮาเซลน่ะ


เวลานี้ผมไม่รู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร มีอะไรให้โทษผมจะโทษหมดแหละ


“ขอเบอร์ที่รักหน่อยครับ” พูดจบฮาเซลก็ยื่นโทรศัพท์มือถือมาให้


“ฮึ้ย!...” ผมได้แต่ทำหน้าหงุดหงิดแล้วกดเบอร์ตัวเองใส่ลงไป หงุดหงิดมากจนไม่ได้ยินว่าอีกฝ่ายพูดอะไรด้วยซ้ำ


“ไม่ปฏิเสธที่ฉันเรียกว่าที่รักด้วย แปลว่าเรียกได้...เฮ้ย!” หมัดหนักถูกเหวี่ยงข้ายังใบหน้าของคนพูดทันที ฮาเซลแม้จะหลบได้ในระยะประชิดแต่ก็ต้องยอมปล่อยมือที่จับผมไว้


“อย่าทำให้ผมหงุดหงิดมากไปกว่านี้ฮาเซล กอนซาเลส!” ผมก้าวถอยหลังพลางเอ่ยบอกฮาเซล ตอนนี้อารมณ์ผมไม่ได้ดีเหมือนก่อนหน้านี้


“แค่ให้เบอร์ฉันทำให้นายหงุดหงิดขนาดนั้นเลย?”


“ใช่”


“ทำไมล่ะ”


“คุณก็รู้ว่าผมไม่ชอบให้ใครเข้ามายุ่งในพื้นที่ส่วนตัวของผมแต่คุณกลับก้าวเข้ามาเหยียบๆ ๆ แล้วก็เหยียบในพื้นที่ผม อีกอย่างพอได้เบอร์ไปผมรู้เลยว่าต่อไปนี้คงหาความสงบไม่ได้!” ขนาดตอนยังไม่มีเบอร์ยังเมลมาหาจนผมอยากจะบล็อกเมลนั่นทิ้งซะจริงๆ แล้วนี่ถ้ามีเบอร์ผมไม่ต้องบล็อกเบอร์เขาด้วยรึไง


ความสงบผมมันจะหายไป ไม่สิ ไม่ใช่จะหายแต่มันหายไปตั้งแต่รู้จักกับคนชื่อฮาเซล กอนซาเลสแล้ว!

.........................................

ในที่สุด...ฮาเซลก็ได้เบอร์เรย์มาจนได้

จากนี้เรย์คงต้องมาปวดหัวกับการโทรของฮาเซลเป็นแน่

ตอนนี้ได้แต่งในฉากที่ต่างออกไป รู้สึกสนุกมากเลยกับการได้แต่งฉากที่เรย์ใช้ไรเฟิล

หวังว่าทุกคนเองจะสนุกด้วยเช่นกันนะคะ

ขอบคุณสำหรับทุกๆ กำลังใจค่ะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้านะคะ

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6512
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
เดี๋ยวๆ นี่แผนฮาเซลเรอะ

ออฟไลน์ HanATarO

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2223
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-2
ถึงกับขนาดวีนแตกเลยนะเรย์
ต่อไปนี้ฮาเซลต้องโทรหาจนกว่าเรย์จะรับสายแน่นอน 5555

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
ก็มั่ว ๆ เบอร์ให้ไปก็ได้นิ เรย์  :hao3:

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2877
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
เอ๊ะ อย่าบอกนะว่าคนจ้างเป็นฮาเซล

เรย์เอ้ยยย คนเราก็ต้องมีพลาดบ้างแหละเนาะ
แต่เข้าทางฮาเซลหลายอย่างเลยจ้า 5555

สงสารเรย์นะ ไม่อยากผูกติดกับใคร มีความหลังอีก

ออฟไลน์ ่jum

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3780
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-4

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด