[ ___________© โคตรหวง © ___________ ] # EP .06 # หน้า5 #- 14.04.2019 -
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [ ___________© โคตรหวง © ___________ ] # EP .06 # หน้า5 #- 14.04.2019 -  (อ่าน 13757 ครั้ง)

ออฟไลน์ yasperjer

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 576
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-2
คิดถึงน้องบุญญญญญญญญญญญญ

ออฟไลน์ masochism2018

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 492
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1
พระเอกตัวจริงมาฉุดบุญไปจากไอบ้านี่หน่อยเร้ววว

ออฟไลน์ palmiers

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0

ออฟไลน์ manami_01

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1051
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-1
เฮ้ยสงสารบุญ อยากให้ครามได้บทเรียนอ่ะว่าถ้าบุญตัดขาดความสัมพันธ์แล้วไม่คิดหวนคืนจะเป็นยังไง :m16:

ออฟไลน์ ผู้หญิงสีขาว

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
ตอนที่ 3


เสียงนาฬิกาปลุกเตือนเจ้าของผ่านทางโทรศัพท์ เรือนร่างเซ็กซี่ที่กำลังนอนซบแผงอกอุ่นรีบผงกหัวขึ้นมากดปิดเสียง

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ”

แรงขยับเบาๆทำให้หญิงสาวละสายตาหันมามอง  เธอเอ่ยเสียงหวานเหมือนหน้าตาขณะมองดูชายหนุ่มที่ค่อยๆเผยอเปลือกตาขึ้นมา แม้ตอนพึ่งตื่นหมาดๆแต่ใบหน้าคมยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์ล้นเหลือจนเธออดจะชื่นชมไม่ได้

“ฮันนี่ทำให้ครามหลับสบายขนาดนี้เลยเหรอคะ” หญิงสาวหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นสีหน้าสะลืมสะลือของคนพึ่งตื่น  สาวเจ้าขยับตัวเอาหัวไปนอนซบบนอกแกร่งเหมือนเดิม ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้ผลักไสแต่อย่างใดกลับกันคนตัวสูงเลือกที่จะกระชับร่างบางเข้ามากอดจนเเทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

“วันนี้เราไปดูหนังกันดีมั้ยคะ” เธอถามเสียงอ้อน


“อยากดูหรอ”


“ใช่ค่ะ ฮันนี่อยากดูหนังกับครามสักเรื่อง”


“ว้าแย่จัง เผอิญว่าฉันอยากจะทำแค่กอดนี่สิ”

เขากระตุกยิ้มร้าย มือหนาวนลูบไปทั่วแผ่นหลังบางก่อนจะเปลี่ยนมาบีบขยำทรวงอกสล้างอย่างมันมือเเล้วกระตุกผ้าห่มให้หลุดออกเมื่อมันช่างเกะกะสายตาเหลือเกิน เผยแผ่ร่างอรชรเปลือยเปล่าที่ไร้เสื้อผ้าห่อหุ้มไม่ต่างจากเขา หญิงสาวร้องวี๊ดว้ายอย่างคนมีจริตแต่ท่าทางหมายมั่นรอคอยให้ฝ่ายชายเริ่มต้นบทรักเร่าร้อนเหมือนเมื่อคืน

“อ๊ะ ไม่เอานะคะเมื่อวานก็หลายรอบแล้ว”

“ทำไงได้ฉันยังไม่อิ่ม”

“กินจุจังเลยน้าไม่สงสารฮันนี่บ้างเลย”

บทสนทนาทั้งคู่ยังคงดำเนินไปด้วยเรื่องอย่างว่า สาวเจ้าย้ายมานั่งอยู่บนตักของชายหนุ่มใช้แขนโอบรอบลำคอของเขาเอาไว้  คนสองคนกำลังจะได้เสียเหงื่อตอนฟ้าสว่างแล้วถ้าเกิดไม่มีเสียงน่ารำคาญดังขึ้นมาขัดจังหวะ ครามหยุดมือที่กำลังฟ้อนเฟ้นร่างบางก่อนจะถอนหายใจใหญ่พลางเอนตัวไปหยิบมือถือที่ตั้งอยู่แถวโคมไฟหัวเตียง


“ไปอาบน้ำ” เพียงเเค่เห็นรายชื่อคนที่โทรเข้ามาก็หันไปพูดกับคู่นอนด้วยน้ำเสียงโทนปกติแต่ใช้สายตาบังคับ

หญิงสาวได้ยินก็แอบเบ้หน้าขัดใจแต่ก็ยอมเดินลงจากเตียงเพราะไม่กล้าขัดคำสั่งเขา เธอหยิบผ้าเช็ดตัวมาห่อร่างกายโดยไม่ลืมก้มเก็บเสื้อผ้าที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาถือไว้ก่อนจะก้าวพรวดเข้าห้องน้ำไป

“ครับพ่อ”
ลับหลังหญิงสาวเขาจึงกดรับสายผู้มีพระคุณ


[ครามพรุ่งนี้ลูกว่างหรือเปล่า]


“ว่างครับ ผมไม่มีเรียน”


[พรุ่งนี้ครามเข้าไปดูไร่แทนพ่อได้ไหม เผอิญว่าพ่อติดประชุม]

ไร่ที่ว่าคือสวนผลไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่แถบภาคเหนือ มันคือธุรกิจที่ทำให้ตระกูลของเขามีรายได้มหาศาลจนถึงทุกวันนี้ เเม้มีลูกน้องอยู่หลายร้อยชีวิตคอยคุมงานให้อย่างดีเพียงใดแต่ทุกๆเดือนนายจ้างก็ต้องเข้าไปตรวจเช็กทุกอย่างด้วยตัวเองให้ระเอียด หากวันไหนที่คนพ่อไม่ว่างคนลูกถึงจะเข้าไปจัดการดูแลแทน

“ได้ครับ ประมาณเที่ยงๆผมจะเข้าไป”


[พ่อว่าชวนบุญไปด้วยก็ดีนะ รายนั้นน่ะพ่อเห็นไปทีไรชอบแอบย่องเข้าไปถ่ายรูปในสวนตลอด]

คนเป็นพ่อยิ้มทั้งปากทั้งตายามพูดชื่อของไอ้ตัวเล็กออกมา..ไม่ต่างจากคนฟัง


“พ่อไม่บอกผมก็พาไปอยู่แล้ว”


[โอเค  งั้นแค่นี้ก่อนล่ะพ่อมีนัดคุยงานกับคุณอธิป ]

ยังไม่ทันได้ตอบกลับพ่อก็ชิงวางสายไปก่อน เขาไม่ปล่อยให้เสียเวลาตัดสินใจนานรีบต่อสายหาอีกเบอร์โดยเร็ว พลันรอยยิ้มก็ต้องจางหายจากใบหน้าหล่ออย่างรวดเร็วเพราะไม่มีคนกดรับ คิ้วเข้มขมวดมุ่นทว่ามือยังคงกดโทรออกครั้งแล้วครั้งเล่าเกือบๆสิบสายแต่ก็เปล่าประโยชน์

“ครามคะฮันนี้เสร็จแล้วนะ”

หญิงสาวเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยเสื้อผ้าครบทุกชิ้นโดยลืมสังเกตสีหน้าที่เปลี่ยนไปของชายหนุ่ม เธอปรี่เข้ามานั่งกอดแขนออเซาะเขาเหมือนทุกที ในหัวคิดแต่จะอ้อนให้เขาซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมให้อีกใบ

“ครามไม่สนใจฮันนี่เลย ฮันนี่อาบน้ำเสร็จแล้วน้า”


“เงียบก่อน”
 ปากพูดทว่าตาจับจ้องเเต่หน้าจอโทรศัพท์


“ครามโทรหาใครเหรอคะ”


เขาเอาหูทวนลมเพราะเริ่มรำคาญ


“ครามคะฟังฮันนี่...”


“ไม่หุบปากก็ออกไปซะ รำคาญ”

น้ำเสียงแข็งกระด้างเอ่ยไล่ไม่ไว้หน้า หญิงสาวช็อกฉับพลันก่อนจะยืนขึ้นเต็มความสูง ปากตะโกนใส่หน้าชายหนุ่มปาวๆอย่างคนไม่ยอมแพ้

 “ครามกล้าไล่ฮันนี่หรอคะ !”


“อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำสอง”

ครามพูดเสียงกร้าวพร้อมชี้นิ้วไปทางประตู  วินาทีนี้ชายหนุ่มต้องการแค่เพียงให้เธอรีบไสหัวออกไปให้พ้นหูพ้นตาโดยเร็วก่อนที่เขาจะเผลอระเบิดอารมณ์ไปมากกว่านี้

 “แต่ครามรับปากกับฮันนี่แล้วนะว่าจะพาไปดูหนัง” เธอเสียงอ่อนลงแต่ยังไม่เลิกตอแย

เขาเสยผมหงุดหงิดมือก็ไม่ยอมหยุดกดปุ่มโทรออก ถ้าเกิดรู้ว่าเจ้าหล่อนจะพูดยากพูดเย็นขนาดนี้เขาน่าจะหยุดแค่วันไนท์สแตนด์ให้มันจบๆไป ไม่น่ายืดเยื้อความสับพันธ์ทางกายนานจนอีกฝ่ายได้ใจหลงนึกว่าเป็นคนพิเศษจนกล้าพองขนใส่เขา  ร่างใหญ่หยิบกระเป๋าสตางค์แล้วลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับหญิงสาวก่อนจะยัดธนบัตรสีเทาแปดถึงเก้าใบใส่ในมือเธอ


“พอใจยัง ถ้าหมดธุระแล้วก็กรุณาออกไปได้แล้ว อ้อแล้วอย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีกไม่งั้นอย่าหาว่าฉันใจร้าย”


“กรี๊ดดด ครามทำกับฮันนี้แบบนี้ไม่ได้นะ” เธอกระแทกเสียงใส่


“แล้วทำไมจะไม่ได้ ฉันได้ตัวเธอส่วนเธอได้เงินจากฉัน” คราวนี้ถึงกับชี้หน้าพร้อมเพิ่มระดับเสียงข่ม“ รีบออกไปก่อนที่เธอจะไม่ได้อะไรจากฉันสักอย่างเดียว”

หญิงสาวฟึดฟัดขัดใจเดินปึงปังออกจากห้อง ในอกร้อนรุ่นไปด้วยความโกรธเคืองแต่คงทำอะไรไม่ได้ในเมื่อเธอรู้ดีว่าคำพูดของเขาเด็ดขาดเพียงใด นึกเจ็บใจอยู่ไม่น้อยที่ไม่สามารถเป็นตัวจริงของผู้ชายใจร้ายคนนี้ได้

 


แสงแดดอ่อนๆสาดส่องเข้ามาผ่านบานหน้าต่างที่ถูกเปิดอ้าเอาไว้ ผ้าม่านพลิ้วไหวไปตามแรงลมที่ลอยละล่องพัดผ่าน เก้าโมงเช้าแล้วแต่เจ้าของห้องยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเเม้เเต่น้ำดื่ม เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ปาไปเกือบตีสาม

ครั้นตื่นขึ้นมาก็ต้องรีบลุกมานั่งปั่นงานงกๆอยู่บนเตียงจนไม่เป็นอันทำอะไร เสียงกดแป้นพิมพ์ดังสลับเสียงเข็มนาฬิกาบนผนังห้องที่มีแต่จะเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆเหมือนกับเวลาทำงานของคนในห้องที่ยังคงหมุนไป หมุนไป

นิ้วชี้กระทบลงบนปุ่มบันทึกไฟล์ นั่นหมายความว่ารายงานของเขาได้เสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยพลันเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นมาพอดี

บุญเงยหน้าจากจอโน้ตบุ๊คหันไปมองบานประตูด้วยความแปลกใจ..คงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากคนๆนั้น

แต่ทำไมถึงมาวันนี้ ?

“บุญเปิดประตู”

ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ก่อนจะลุกขึ้นไปเปิดประตูให้คนด้านนอก ไม่ทันไรคนตัวสูงกว่าก็รีบเบียดตัวเข้ามาในห้องก่อนจะผลักประตูปิดจนเกิดเสียงดังปัง บุญสะดุ้งตกใจปากกำลังจะเอ่ยถามทว่าอีกคนไวกว่า

“โทรศัพท์อยู่ไหน”

ครามยิงคำถามใส่โดยที่เขายังจับต้นชนปลายอะไรไม่ถูกบวกกับน้ำเสียงและสีหน้าราวกับกำลังโมโหเขาอยู่นั่นยิ่งทำให้บุญไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรผิด

“พี่ถามว่าโทรศัพท์อยู่ไหน”

ตะคอกเสียงดังจนบุญสะดุ้งอีกรอบ ร่างเล็กไม่ชอบเสียงดังยิ่งเวลาครามขึ้นเสียงใส่ยิ่งรู้สึกไม่ดีเเต่ก็ทำได้เพียงปล่อยผ่าน..เขาเลือกวิธีชี้นิ้วไปทางห้องนอนเเทนการพูดด้วยเสียง จากนั้นจึงเดินตามหลังอีกฝ่ายต้อยๆ ครั้นกำลังจะหยิบมือถือที่ตั้งไว้ข้างหมอนกลับคว้าได้เพียงลม ความเร็วของเขายังติดลบนักเมื่อเทียบกับใครบางคน
ครามใส่รหัสผ่านเสมือนเป็นมือถือของตัวเองก่อนจะหันหน้าจอสี่เหลี่ยมมาทางเขา

“ช่วยตอบพี่หน่อยว่าเรามีโทรศัพท์ไว้ทำไม”

ตาเรียวเบิกกว้างนิดๆตอนเห็นสายที่เขาไม่ได้รับสิบกว่าสาย ความสงสัยต่างๆมลายหายไม่เหลือ เข้าใจทุกสิ่งจนหายคาใจว่าเพราะอะไรครามถึงโผล่มาที่ห้องในวันที่เขาไม่มีเรียน ทำไมถึงต้องโมโหใส่ ตอนนี้เขากระจ่างเเจ้งทุกอย่างเเล้ว

“ผมลืมเปิดเสียงแต่ก็ไม่ได้ออกไปไหนนะนั่งทำรายงานอยู่ในห้องอย่างเดียว ขอโทษที่ไม่ได้รับสาย”

ตอบยาวตามความจริงไม่มีโกหก ปกติตอนเรียนเขาจะปิดเสียงไว้ตลอดแต่เมื่อวานพอได้รับข้อความจากชายหนุ่มบุญก็หลงลืมทุกสิ่ง รู้เพียงว่าต้องกลับมานอนที่ห้องตัวเอง เเม้จะรู้สึกเคว้งคว้างไม่น้อยที่ต้องอยู่คนเดียวก็ไม่เป็นไร..เขายังรับไหว

“อย่าให้มีครั้งหน้า”


“อือ” ตอบทั้งที่หันหน้าไปอีกทาง

ครามไม่ชอบเวลาคนตรงหน้าหลบตาจึงใช้สองมือประคองใบหน้าเล็กให้เงยหน้ามาสบตากันตรงๆ นิ้วโป้งเกลี่ยเบาๆตรงแก้มนุ่ม พยายามควบคุมน้ำเสียงให้อ่อนลง

“อย่าทำให้พี่เป็นห่วง” เขาสารภาพเลยว่าตอนที่โทรไปแล้วไม่มีคนรับ หัวใจของเขาตื่นตระหนกเพียงใด  กลัวไปต่างๆนาๆกลัวว่าบุญจะเป็นอะไรเเละกลัวว่าจะหนีเขาไปเสียเเล้ว

“จะทำอะไรก็ทำ”

พูดสั้นๆแล้วผละตัวออกมานั่งตรงโซฟา ครามไม่ได้คืนโทรศัพท์ให้เจ้าของเพราะเขายังต้องไล่อ่านข้อความส่วนตัวที่บุญมักคุยกับเพื่อน เช็กทั้งไลน์และเบอร์แปลกที่ไม่รู้จัก ทุกอย่างในชีวิตของคนๆนี้เขาต้องรับรู้ทุกเรือง

“ไม่กลับเหรอ”

ตาคมละออกจากจอสี่เหลี่ยมเพื่อหันไปมองคนถามที่กำลังเก็บข้าวของบนเตียงให้เข้าที่เข้าทาง ปากถามเขาทว่ามือเอาแต่ก้มเก็บชีสงานที่กองระเนระนาดใส่แฟ้มแล้วเอาไปวางไว้บนชั้นเก็บเอกสารจนเป็นระเบียบ จากนั้นจึงเดินกลับมาพับผ้าห่มและปัดไรฝุ่นออกจากเตียง ใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะเสร็จ

หึ..เป็นแมวที่เนี้ยบจริงๆ


“ไม่”

มุมปากกระตุกยิ้มตอนเห็นคนตัวเล็กแอบบึนปาก คงคิดว่าเขาไม่ทันสังเกตเห็นถึงกล้าทำหน้าแบบนั้นแต่เจ้าตัวคงไม่รู้เลยว่าทุกอิริยาบถของตัวเองมันน่ามองเพียงไร พอจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเจ้าของห้องดันเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาเสียก่อน

“ครามวันนี้วันเสาร์”


“พี่รู้”


“มันตรงกับวันหยุด”


“เรื่องนี้พี่ก็รู้”


“แสดงว่าวันนี้คือวันของผม”


“เปลี่ยนเป็นวันของเราสองคนวันนึง”

ในห้องกว้างเงียบลงทันใดเมื่อจบประโยคของเขา คนตัวเล็กคงรู้ตัวดีว่าตัวเองไม่สามารถต่อร้องต่อเถียงกับเขาได้จึงเลี่ยงเดินออกไปอีกด้านไม่ลืมหยิบผ้าเช็ดตัวมาหนึ่งผืนก่อนจะก้าวยาวๆเข้าห้องน้ำเพื่อชำระร่างกายปล่อยให้ร่างสูงนั่งไขว่ห้างบนโซฟาตามลำพัง



ครืด ครืด

แรงสั่นเล็กน้อยจากมือถือของคนที่อยู่ในห้องน้ำทำให้ครามรีบคลิกเข้าไปอ่าน ข้อความในแอปพลิเคชั่นไลน์แสดงชื่อผู้ส่งคือคนชื่อโจที่เป็นรุ่นพี่ในคณะของบุญ นอกจากเพื่อนที่ชื่อซันแล้วก็มีโจนี่แหละที่เขารู้จักผ่านการบอกเล่าจากปากของบุญเอง ทั้งสองคอยช่วยเหลือคนของเขาอยู่ตลอด

เหตุผลเหล่านี้ที่ทำให้เขาวางใจไปเปราะหนึ่งยอมให้ฝ่ายนั้นมีสิทธิ์ติดต่อกับบุญได้

เพื่อน..คนสนิท..หรือคนรู้จักในชีวิตของบุญล้วนมีเขาเป็นผู้ตัดสินใจว่าควรคบคนเเบบไหนเเละห้ามยุ่งกับใคร



JOEWATAPAT 

ตกลงเอาไง จะไปป่ะ

เพียงข้อความสั้นๆส่งผลให้เขาต้องเลื่อนอ่านข้อความเก่าๆที่ทั้งสองคนเคยคุยกันจนสามารถสรุปได้ว่าโจต้องการให้บุญไปดูงานกับทางคณะซึ่งมันคือการศึกษาดูงานนอกสถานที่ มันไม่ใช่งานบังคับที่ทุกคนต้องไปหมด ใครสนใจก็สมัครเอาส่วนจังหวัดที่ไปคือจังหวังน่าน..ไกลมากเขาไม่มีทางให้ไป

Bun

ไม่ไป


JOEWATAPAT 

ไหนทีแรกบอกสนใจอยากไปไง


Bun

เปลี่ยนใจแล้ว อย่าถามมากไม่ไปคือไม่ไป

JOEWATAPAT 

เคๆ พี่แค่ลองถามดู

ครามกดปิดหน้าจอเมื่อจบบทสนทนาแม้จะไม่ใช่เรื่องของตัวเองก็ตาม..ดวงตาสีดำขลับหันมองรอบห้องที่ถูกตกแต่งด้วยเครื่องใช้ทันสมัยราคาสูงไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือของใช้ส่วนตัวล้วนมีเขาเป็นคนจัดการไม่ต่างจากห้องนี้ที่เขาซื้อให้คนตัวเล็กอาศัยเกือบสองปีเต็ม ความปลอดภัยของคอนโดดีเยี่ยมจนไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ร่างสูงหยัดกายขึ้นยืนแล้วเดินสำรวจรอบห้อง บุญเรียนเอกภาพถ่ายเพราะชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่มอปลายจำได้เลยแต่ก่อนยังไม่มีกล้องเป็นของตัวเองยังชอบเอาโทรศัพท์รุ่นธรรมดาที่ปรับค่าความคมชัดอะไรแทบไม่ได้ถ่ายนู่นถ่ายนี่ไปเรื่อยเปื่อย

ไม่แปลกหากตามฝาผนังห้องจะถูกประดับไปด้วยรูปที่ถ่ายจากกล้องโพลารอยด์หลายสิบใบหรืออาจจะมากกว่านั้นโดยเฉพาะบริเวณหัวเตียง มีทั้งภาพท้องฟ้า ภาพดอกไม้ ภาพตึกอาคารและภาพที่มีเขา

มันคือภาพตอนที่เขาใส่ชุดนักเรียนชูสองนิ้วและฉีกยิ้มกว้างที่สุดในชีวิต

                “ขอยิ้มกว้างๆนะ”

                “ไม่ได้เดี๋ยวตีนกาขึ้น”

                “ยังเด็กอยู่เลยไม่ขึ้นหรอก”

                “แล้วจะถ่ายไปทำไม”


                “เอาไว้ดูก่อนนอนจะได้หลับฝันดี”

ความทรงจำที่เต็มไปด้วยความสุขแวบเข้ามาในหัวจนเขาเผลออมยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว มือหมายมั่นจะดึงภาพใบนั้นออกมาเชยชมทว่าเสียงที่คุ้นหูก็แทรกเข้ามาห้ามไว้ก่อน

“อย่าดึงออก” คนพึ่งอาบน้ำเสร็จรีบพูดทันควันยามเห็นอีกฝ่ายเริ่มอยู่ไม่นิ่ง


“แต่พี่เป็นนายแบบนะ” เขาแย้งแบบไม่จริงจังนัก


“แต่ผมเป็นคนถ่ายเพราะฉะนั้นมันคือของของผม ครามห้ามยุ่ง”


“ขี้หวงนะเราน่ะ”


“ก็ดีกว่าละเลย”

ประโยคสุดท้ายบุญเอ่ยเสียงแผ่วจนไม่มีใครได้ยินนอกจากตัวเอง ร่างบางเลิกสนใจผู้มาเยือนก่อนจะเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าขณะที่มีเพียงผ้าขนหนูพันรอบสะโพก เสื้อยืดสีขาวกำลังจะถูกเอาออกมาสวมใส่แต่มีมือดีถือวิสาสะเอากลับไปแขวนไว้ดังเดิม

“คราม”


“ไม่ให้ใส่ตัวนี้” เจ้าของชื่อเข้ามายืนประชิดตัวพลางยกมือไล่หาชุดที่ตัวเองอยากให้เจ้าของห้องใส่ จนเจอตัวที่เขามองว่าเหมาะสมก่อนจะยื่นเสื้อเชิ๊ตสีฟ้าอ่อนมาให้ “เอาตัวนี้”


“ออกไปก่อน” เสียงเบาจนอีกคนฟังไม่ถนัด


“พูดว่าไงนะ” ร่างสูงก้มหน้าลงมาเอาคางเกยบนไหล่ของคนตัวเล็ก จมูกเผลอสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆเข้าเต็มปอด


“บอกว่าออกไปก่อน”


“กล้าไล่พี่แล้วหรอเดี๋ยวนี้”


“ไม่ได้ไล่แค่อยากให้ทำตาม”


“หึ ไม่ไปยุ่งอยู่”

คำว่ายุ่งของครามคือการแต่งตัวให้เขาใช่ไหม..บุญคิดในใจขณะถูกจับให้หันมาเผชิญหน้า ผ้าขนหนูถูกดึงออกไปโดยฝีมือคนที่สูงกว่าบุญหลายคืบ ตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวของบุญไม่มีอะไรปกปิดกายสักชิ้นเดียว ร่างบางหันหน้าหนีไปอีกทางหลบหลีกสายตาเจ้าเล่ห์ที่จ้องมายังเขาเหมือนเขาเป็นสัตว์ตัวเล็กๆที่คิดอยากจะแกล้งยังไงก็ได้ 

“แก้มแดงนี่เขินหรือว่าอาย”


“คราม !” เผลอขึ้นเสียงแต่อีกฝ่ายไม่ถือสาหนำซ้ำยังหลุดขำที่เห็นเขาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ


“พี่เห็นเราทุกรูขุมขนแล้วหน่า จะอายทำไม เอ๊ะหรือเขิน”


“ไม่ใช่ทั้งสอง”


“โกหกเก่ง”         


“ใส่กางเกงให้ได้แล้ว”

ครามมองหน้าคนที่กำลังกลบเกลื่อนความเขินด้วยการเปลี่ยนเรื่องเฉย  ปากพูดได้แต่ร่างกายกลับสวนทางกันลิบลับ หน้าแดงลามถึงใบหูยังไม่ยอมรับอีก..ครามจัดการติดกระดุมจนครบทุกเม็ดก่อนจะหยิบกางเกงยีนส์สีซีดรวมถึงชั้นในมาไว้ในมือแล้วย่อตัวนั่งลงจนเข่าติดพื้นเพื่อให้ตุ๊กตาของเขาเอาขาเข้ามาใส่ง่ายๆ มือเรียวจับไหล่กว้างตามสัญชาตญาณไม่นานบุญก็มีเสื้อผ้าใส่ไม่ได้เป็นชีเปลือยแบบเมื่อครู่

“เดี๋ยวเเวะไปตัดผมด้วย” ครามลูบเส้นผมนุ่มสลวยที่ยาวรดต้นคออีกฝ่าย ผมด้านหน้าก็ยาวจนแทบจะทิ่มตาเรียวสวยอยู่รอมร่อ


“ไม่เอาค่อยตัดวันหลัง”


“เมื่อวานนอนกี่โมง”  อดถามไม่ได้เมื่อขอบตาบุญดำคล้ำอย่างเห็นได้ชัด


“ตีสอง ก็ทำรายงานไงบอกไปแล้ว”


“นึกว่านอนไม่หลับเพราะพี่ไม่ได้กอดซะอีก”

บุญชะงักมือที่กำลังลูบใบหน้าตัวเองก่อนจะทำเหมือนไม่ได้ยินประโยคเมื่อครู่

“จะพาไปไหน”

ละล่ำละลักถามเมื่ออยู่ๆก็ถูกจูงมือลากออกจากห้องโดยมีคนเผด็จการยึดคีย์การ์ดของเขาไปใส่ในมือตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“กินข้าว”

 

 
 

เวลาเกือบเที่ยงตรงกับอาหารมื้อแรกของทั้งสองคน

เมนูขึ้นชื่อของทางร้านถูกมายกเสิร์ฟวางเรียงตรงหน้าโต๊ะ แม้จะมีเต็มไปด้วยอาหารที่บุญไม่ค่อยจะโปรดมันสักเท่าไหร่แต่หากท้องร้องประท้วงแล้วล่ะก็อะไรเขาก็กินได้ไม่เกี่ยงว่ามันจะมีรสชาติยังไง

“เขี่ยผักออกอีกแล้ว”

ยกเว้นจำพวกผักสีเขียวเพราะมันไม่ถูกปากเขาจริงๆ มีครั้งหนึ่งเคยฝืนกินจนถึงกับสำลักออกมา ส่วนคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามก็คงรู้หน้าที่ดีถึงได้เอื้อมมืมาตักใบคะน้าในจานของเขาไปใส่ในจานตัวเอง

แลกกับการต้องนั่งฟังเสียงบ่นตามเคย

“เคยบอกแล้วไงว่าให้ลองกินทีละน้อยก่อนจะได้ชินกับรสของมัน”


“ขม”


“มันไม่ได้ขมเราแค่ไม่ชอบแล้วอคติไปเองว่ามันขมมันไม่อร่อยอย่างงั้นอย่างงี้แล้วเป็นไงล่ะผอมแห้งแรงน้อยไม่ต่างจากคนขาดสารอาหารแล้วตอนนี้”


“ครามพูดเกินจริง”


“ไม่ได้พูดเกินจริงเพราะมันคือความจริง เอ้ากินนี้ด้วย”

ปากบ่นเรื่องไม่กินผักแต่เลือกที่จะคีบเนื้อหมูชิ้นโตมาให้แทน เห็นแบบนี้ก็ต้องเม้มปากแน่นเพราะไม่อยากหลุดยิ้มให้อีกฝ่ายได้เห็น เขาตักข้าวใส่ปากเคี้ยวเงียบๆมีบ้างที่เหลือบตามองร่างสูงเป็นระยะจนกระทั่งสังเกตเห็นว่าแขนของครามชนเข้ากับแก้วน้ำที่ตั้งอยู่ตรงขอบโต๊ะอย่างจัง บุญวางซ้อนส้อมก่อนจะยืดแขนจนสุดรีบคว้าแก้วทรงหรูที่เกือบจะร่วงตกลงไปที่พื้นหากจับไว้ไม่ทัน

“ไม่ระวังเลย” ร่างเล็กพรูลมหายใจอย่างโล่งอกแต่เหมือนตัวต้นเหตุจะไม่ใส่ใจเลย


“โทษทีพี่ไม่ทันมอง”ครามพูดส่งๆมือยังกดโทรศัพท์ตลอด ชายหนุ่มทำเหมือนเมื่อกี้ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น


“ดีที่แก้วไม่แตก”


“ก็เราจับไว้ทันจะแตกได้ไง”


“แล้วถ้า..”


“เงียบก่อนมีคนโทรมา”

นัยน์ตาคู่สวยคอยจับจ้องร่างที่กำลังคุยสายอยู่กับใครสักคน ครามไม่ใช่คนซุ่มซ่ามแต่ความผิดพลาดเล็กๆน้อยย่อมเกิดขึ้นได้เสมอหากไม่ทันระวัง ค่าเสียหายไม่กี่บาทคงไม่ทำให้จำนวนเงินในบัตรเครดิตของผู้ชายคนนี้สั่นสะเทือนได้หรอก

ของตกแตกเป็นเเค่เรื่องรอง เรื่องหลักคือเขากลัวว่าน้ำจะหกเลอะชุดของครามต่างหาก

แต่อีกคนคงไม่รู้


“กูไม่ได้อยู่ห้องกูอยู่ข้างนอกกับบุญ” เสียงห้าวลอยเข้ามาในโสตประสาท ไม่ได้อยากเสียมารยาทฟังนัก หากไม่มีชื่อตัวเองหลุดออกมาจากบทสนทนา บุญจับใจความอะไรไม่ได้เยอะรู้เเค่ว่าครามต้องไปที่ไหนสักแห่ง  “ไหนมึงบอกเกือบเสร็จแล้ว เออๆได้เดี๋ยวกูเข้าไป”


“อิ่มหรือยัง” หลังวางสายก็หันมาถามคนร่วมโต๊ะ


“อิ่มแล้ว”


“เช็คบิลเลยแล้วกัน”


“ครามจะไปไหน”


“บ้านไอ้ว่านเพื่อนพี่”


“ผมต้องไปด้วยเหรอ”


“ใช่ แต่ไปไม่นานหรอก”

บุญเงียบไปอึดใจก่อนจะทำใจกล้าขอร้องอีกฝ่ายเผื่อมันจะได้ผล


“ไม่ไปได้มั้ยเดี๋ยวผมนั่งแท็กซี่กลับเองก็ได้”


“อย่าเรื่องเยอะได้ป่ะ ก็บอกอยู่ว่าไปแปปเดียว”

น้ำเสียงแข็งกระด้าง แววตาดูหงุดหงิดเต็มประดาจนเขาไม่กล้าเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาอีก หลงลืมไปว่าการขัดใจอีกฝ่ายคือเรื่องที่ไม่ควรทำ..หลังจากจัดการกับค่าอาหารเสร็จสรรพครามก็ขับรถพาเขามุ่งหน้ามาถึงบ้านหลังใหญ่ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที อาจเพราะระยะทางอยู่ไม่ไกลจากร้านอาหารที่เราพึ่งจะออกมา



มีต่อนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-01-2019 23:23:42 โดย ผู้หญิงสีขาว »

ออฟไลน์ ผู้หญิงสีขาว

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
ครามบีบแตรสั้นๆหนึ่งครั้ง


“มาแล้วๆ” ไม่นานร่างสูงโปร่งที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของครามก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินออกมาเปิดประตูให้ บุญปลดเข็มขัดนิรภัยช้าๆไม่อยากลงจากรถเลยให้ตายสิ เขาขอรออยู่ในรถไม่ได้หรือไง

“บุญลงมา” แต่ก็นั่นแหละเคยตามใจตัวเองได้ที่ไหน ขาเล็กก้าวลงจากรถพลันสายตาดันเผลอไปสบเข้ากับดวงตาสีรัตติกาลที่กำลังมองมาทางเขาอยู่ก่อนแล้ว

พี่ว่านตัวสูงพอๆกับคราม ใบหน้าหล่อเหลานั่นดูไม่ค่อยน่าไว้ใจสำหรับเขาเท่าไหร่ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเผอิญเผลอไปสบตากับพี่ว่าน.. มันหลายครั้งหลายหนแม้พวกเขาไม่เคยคุยกันก็ตาม คงแปลกไม่น้อยที่เขากับบรรดาเพื่อนๆของครามไม่สนิทกัน ไม่รู้เป็นเพราะเขาเป็นคนเก็บตัวหรือเพราะทางฝั่งนั้นไม่อยากจะข้องแวะด้วย

ซึ่งมันดีแล้ว

“มาเร็วดีว่ะ” ว่านละสายตาหันไปคุยกับมิตรสหายที่ยืนใกล้ๆแทน


“กูอยู่แถวนี้พอดี ไหนจะให้กูช่วยอะไร”


“ช่วยวิเคราห์แบบให้กูใหม่ที กูจนปัญญาแล้วจริงๆว่ะ”


“ตอนแรกบอกกูว่าง่าย”


“เออหน่า ได้มึงงานกูก็รอด”

ราวกับเป็นเพียงอากาศธาตุที่ถูกลืมไม่มีใครสนใจ บุญก้าวตามแผ่นหลังของผู้ชายทั้งสองคนเงียบๆ เสียงพูดคุยทั้งคู่ดังออกมาให้ได้ฟัง ไม่เกี่ยวกับวิจัยก็งานอะไรสักอย่างที่พี่ว่านต้องการให้ใครสักคนมาช่วยแก้ไขแล้วใครคนคนนั้นดันเป็นครามทว่าบุญกลับไม่แปลกใจเลยสักนิดเขารู้ดีว่าครามเรียนเก่งมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เช่นนั้นคงสอบเข้าคณะที่ใช้คะแนนสูงขนาดนี้ไม่ได้หรอก

“บุญรอพี่อยู่ตรงนี้ห้ามหายไปไหน ” ครามหันมาบอกคนที่ยืนเจียมตัวอยู่ด้านหลังก่อนจะพาร่างตัวเองเดินขึ้นบันไดไปยังห้องนอนของเพื่อนสนิท ไอ้ว่านไม่ได้เอาโน้ตบุ๊คลงมาเขาจึงต้องเสียเวลาเป็นฝ่ายขึ้นไปเเก้งานให้มันถึงบนห้อง

ทิ้งใครอีกคนไว้ด้านล่างตรงห้องนั่งเล่น บุญลอบถอนหายใจอีกระลอกขณะหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟาสีน้ำทะเล บ้านหลังนี้ใหญ่มาก ใหญ่พอๆกับบ้านของครามเพียงแต่สไตล์การตกเเต่งอาจจะออกไปทางฝั่งยุโรปทำให้ตัวบ้านแฝงไปด้วยความสวยงามอันซับซ้อน เขาไล่สายตากวาดดูเรื่อยเปื่อยจนไม่ทันสังเกตเห็นเจ้าของบ้านที่พึ่งเดินออกมาจากห้องครัว


“อยากเล่นกับแมวป่าว”

เสียงทุ้มตามด้วยกายสูงที่เข้ามาใกล้ตัวทำให้บุญหันไปมองตาม คิ้วเรียวชนกันตอนเห็นแมวเปอร์เซียตัวอ้วนสีขาวนอนอยู่ในอ้อมแขนของคนอายุมากกว่า อยู่คนเดียวก็เกร็งจะแย่แล้วนี่ยังต้องมาอยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้อีก ครั้นจะขอปลีกตัวไปรอข้างนอกก็ทำไม่ได้

“ตกลงไม่ชอบแมวจริงๆหรอเนี่ย”
บุญเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ๆก็ถูกยิงคำถามใส่ อดประหม่าเล็กน้อยกับการพูดคุยครั้งแรก

“ไม่ถึงขั้นเกลียด” บุญตอบโดยไม่มองหน้าคู่สนทนา ไม่ได้อยากใส่ร้ายแต่เขารู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาอยู่ใกล้พี่ว่านมันเหมือนถูกคุกคามทางสายตา..อึดอัด

“แต่ก็ไม่ได้ชอบ ?”


“ครับ”


“เป็นคนตรงดีแฮะ”

ว่านหัวเราะในลำคอแล้วปล่อยแมวอ้วนให้เดินเอง ก่อนจะก้าวยาวๆมานั่งแหมะบนโซฟาตัวเดียวกับเขา ไม่ได้ชิดใกล้แต่ก็ไม่ได้ห่างเหินจนเกินไป ทั้งห้องมีเพียงเสียงจากเครื่องปรับอากาศที่ถ่ายเทออกมา แม้ไม่ได้หันไปมองทว่าบุญกลับรู้ตลอดว่าหนุ่มรุ่นพี่ลอบมองเขาอยู่บ่อยครั้ง ถ้าให้เฉลยระดับความอึดอัดตอนนี้เขาคงให้เกินร้อย..

ผ่านไปห้านาทีถึงมีคนทำลายความเงียบ

“อยากขึ้นไปหาไอ้ครามมั้ย”

“ไม่ครับ ครามให้รอข้างล่าง” ตอบด้วยน้ำเสียงเบาหวิว นึกอยากเถียงคำพูดเมื่อกี้เสียจริง หากแปลไทยเป็นไทยนั่นหมายความว่าเขาติดครามจนห่างกันนานๆไม่ได้

เลอะเทอะ

“เป็นเด็กดีที่เชื่อฟังไอ้ครามทุกอย่างจริงๆสินะ”


“ไม่ใช่นะครับผมแค่ไม่อยากรบกวน”

ว่านเว้นจังหวะไปชั่วครู่ก่อนจะเป็นฝ่ายเปิดประเด็นออกมาอีกครั้ง

“แต่ความดีมันไม่สามารถแลกความรักได้หรอก”


“…” คนตัวเล็กใบ้กิน ไปต่อไม่ถูกยิ่งเห็นรอยยิ้มร้ายบนใบหน้าอีกคนยิ่งรู้สึกวูบโหวงในใจ


“พี่พูดเรื่อยเปื่อยน่ะอย่าใส่ใจเลย ” ว่านหัวเราะเต็มเสียงทำเหมือนเมื่อครู่ไม่ได้ปล่อยประโยคลึกลับออกมา“อย่าทำหน้างั้นดิเดี๋ยวพี่ก็โดนไอ้ครามเล่นงานหรอก”

เขาคงทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเป็นแน่ ไม่อยากเดามั่วซั่ว ไม่อยากคิดไปเอง คำพูดของคนตรงหน้าทำให้เขารู้สึกไม่ดีเอามากๆ อย่างที่บอกเขากับเพื่อนของครามไม่ได้สนิทกันจึงไม่ใช่เรื่องจำเป็นเลยที่จะต้องรักษาน้ำใจกัน ท่องไว้ว่าเขาไม่ได้รู้จักเราดี เราไม่สนิทกัน อย่าไปใส่ใจ

“ไอ้ว่านเดี๋ยวมึงขึ้นไปเคลียร์ต่อเลยกูทำแค่ส่วนที่ยากให้”

เสียงห้าวจากชั้นบนทำให้บุญดีใจจนรีบลุกขึ้นทว่า

“เดี๋ยวก่อน”


“อ๊ะ”

เอวบางถูกวงแขนใหญ่รวบตัวเข้าไปกอด จมูกโด่งประทับบนแก้มใสหนักๆ ความใกล้ชิดกะทันหันส่งผลให้บุญตกใจและลุกลี้ลุกลนรีบดันตัวออกมาจากคนฉวยโอกาสอย่างรวดเร็วขณะหูก็ฟังเสียงย่ำพื้นที่ค่อยๆใกล้เข้ามา ไม่รู้จะเรียกมันว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่พื้นที่บ้านหลังนี้ใหญ่มากจนต้องสร้างบันไดหลายสิบขั้นเพราะมันทำให้ครามเดินลงมาถึงช้ากว่าปกติ

“ชู่ว แค่กอดเอง” ว่านกระซิบตรงกกหูนิ่มแล้วกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น เขาพอจะรู้เหตุผลบ้างแล้วว่าทำไมเพื่อนตัวดีถึงได้หวงเด็กคนนี้นัก


“ทำบ้าอะไร” บุญกัดฟันถาม แม้จะกลัวครามได้ยินแต่ก็ไม่วายขึงตาใส่อีกฝ่าย


“อยากให้ไอ้ครามเห็นภาพนี้หรอ ?” ชายหนุ่มพ่นลมหายใจรดหลังคอร่างเล็กก่อนจะก้มหน้าลงไปกระซิบบางสิ่งให้ได้ยินกันสองคนแบบชัดทุกถ้อยคำ“อย่าลืมว่าพี่กับมันเป็นเพื่อนกัน”

จบประโยคชายหนุ่มก็ปล่อยอีกคนเป็นอิสระพลางยืนเต็มความสูงแล้วหันไปทางร่างของเพื่อนซี้ที่พึ่งจะลงมา หางตาเหลือบเห็นว่าบุญกำลังลุกขึ้นยืนเช่นกันติดตรงสองมือที่สั่นไหวยากเกินจะควบคุมนั่น มันทำให้มุมปากว่านกระตุกอัตโนมัติ

นี่แค่เริ่มต้น


“ขอบใจมากเว้ยที่ช่วยให้กูมีงานทันส่งอาจารย์”

“กูจะช่วยมึงได้เต็มที่ถ้าหากว่างานไม่ได้กำหนดส่งภายในวันนี้”

“เอาหน่า ยังไงมึงก็มาช่วยกูอยู่ดี”

“เหอะ กูกลับก่อนล่ะมีไรโทรมา”

มันได้ได้หนักหนาอะไรกับแค่มาช่วยแก้โครงงานของไอ้ว่านให้ดีขึ้น ร่างสูงผละออกแล้วเดินดุ่มๆไปที่ริมประตูเเปลกใจเล็กน้อยที่ไอ้ตัวเล็กย้ายมายืนตรงนี้เเถมยังจ้องหน้าเขาไม่วางตา ราวกับต้องการให้เขาเดินให้เร็วที่สุด

“เป็นอะไร”


“อยากกลับแล้ว”

เขาไม่สงสัยกับคำพูดของอีกฝ่าย คิดตื้นๆเเค่ว่าบุญคงเบื่อกับการที่ต้องมานั่งรออะไรนานๆโดยหลงลืมไปว่าบุญเป็นคนใจเย็นและไม่เคยเกี่ยงหากต้องใช้เสียเวลานานในการรอถ้ามันเกี่ยวกับธุระของเขา

ครามกุมมือนุ่มหลวมๆขณะพาเดินมาที่รถโดยมีของเจ้าของบ้านมองตามจนลับสายตา

"คาดเข็มขัดด้วย”


“กลับเลยนะ” บุญทำตามปากก็ขยับพูด


“วันนี้นอนห้องพี่”


“…” บุญไม่ตอบแต่พยักหน้าเข้าใจ ตอนนี้ร่างกายเขาเหนื่อยล้าจนอยากพักผ่อน


“ลืมบอก พรุ่งนี้ต้องเข้าสวนแต่เช้า” เมื่อไม่ได้ยินสุ้มเสียงของคนข้างๆก็เอ่ยย้ำรอบสอง “เข้าใจมั้ยที่พี่พูดน่ะ”


“ผม..ไม่อยากไป”


“ทำไม”


“ครามมีคนไปด้วยอยู่เเล้ว”


“บุญ” ครามคิ้วกระตุกเมื่อบุญเริ่มพูดไม่รู้เรื่องหรือเรียกอีกอย่างว่าอาการงอเเงเอาเเต่ใจตัวเอง


“ผมเหนื่อย” บุญอยากอธิบายให้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งแต่ทั้งร่างกายเเละจิตใจไม่เอื้ออำนวย เมื่อวานก็นอนไปไม่กี่ชั่วโมงหากต้องเดินทางไกลบวกกับเช้าตรู่อีกเขายิ่งไม่อยากไป "ขอไม่ไปได้ไหม"


“ปกติเราไม่เป็นแบบนี้”


“ขอแค่ครั้งเดียว”


“เผื่อเราลืมพี่จะย้ำให้ฟังอีกสักรอบ”

“…”

“เราต้องยอมไม่ได้ให้เลือก”



             

 ขอโทษที่หายไปนานนะคะ ตอนนี้เคลียร์ทุกอย่างหมดเเล้วจะพยายามกลับมาอัพบ่อยๆนะคะ ขอบคุณที่ติดตามน้าา   :katai4:

 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-10-2018 10:05:17 โดย ผู้หญิงสีขาว »

ออฟไลน์ catka12

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 687
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
 :a5: เพื่อนว่าน นี่มันยังไงงงงงงง  :a5:
แล้วคนพี่นี่... นิสัยน่า  :z6: ...ทำน้องเสียใจ  :z6:

ออฟไลน์ parn11

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-2
ห่อเหี่ยวจิตใจ

ออฟไลน์ ammchun

  • Don't Worry,Be Happy
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1637
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-4
เฮ้อ  อึดอัดจริงๆ :katai1: :katai1:

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4747
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +179/-18

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ 19th

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 275
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
เอาแล้ว ลางร้ายมาแต่ไกล  :เฮ้อ:

ออฟไลน์ Noname_memi

  • 7 or never, 7 or nothing
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1473
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
 :ling2: สงสารบุญ  :o12: ตอนม่านี่เราคงตาบวมมากแน่ๆ ฮือ

ออฟไลน์ palmiers

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ว่านนี่คิดไม่ซื่อกับบุญหรือคิดไม่ซื่อกับคราม
ทำไมบุญต้องยอมตลอดเลยล่ะ สงสารน้อง

ออฟไลน์ wikawee

  • มีชีวิตอยู่เพื่อทำฝันให้เป็นจริง
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1323
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-6
มีแค่คนนิสัยไม่เเต็มไปหมดเลย อึดอัดแทนน้อง  :katai1: :katai1: :katai1:

ออฟไลน์ manami_01

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1051
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-1
เกลียดทั้งพี่และเพื่อนพี่มันอ่ะ มาทำแบบนี้กับบุญทำไม!!!!!

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1079
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0

ออฟไลน์ yasperjer

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 576
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-2
ว่านจะทำอะไรน้องงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง  :z3:

ออฟไลน์ เพียงเพื่อน

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 223
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
สงสารน้องบุญจังลูกกก  :hao5: :hao5: :hao5:

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13955
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +412/-25

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8283
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +140/-8

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Sky

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1079
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
ขอไม่ดราม่ามากได้มั้ย :hao5:

ออฟไลน์ Ladyladyy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 2
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
รออยู่นะคะ :katai2-1:

ออฟไลน์ mkianit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 351
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-1
ว่านคิดจะทำไรอะ

ออฟไลน์ cho_co_late

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 339
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
คนพี่ถึงขั้นให้แหวนแล้วยังใส่ที่นิ้วนางข้างซ้ายให้เอง แต่ยังไงก็ควรชัดเจนกว่านี้มั้ย
จะบอกว่าให้ดูการกระทำ แต่น้องมันอยู่ในฐานะไหนมาตลอดก็คงไม่กล้าคิดเกินกว่านี้หรอก
รู้สึกตัวเร็วๆเถอะครามเอ้ย
ส่วนว่าน คิดจะทำอะไร จะช่วยเพื่อนหรือจะตีท้ายครัวเพื่อนกันแน่

ออฟไลน์ ก้อนขี้เกียจ

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 762
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-1
ทำไมน้องต้องมาเจออะไรแบบนี้ สงสารรร

ออฟไลน์ เจเจจัง

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 201
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
เราว่าว่านชอบครามนะเลยทำแบบนี้. แต่ผิดหวังกับบุญ ดูฉลาดไม่น่ายอมครามขนาดนี้ ไม่ว่าจะรักหรือไม่รัก. ครามมันมั่ว เลี้ยงบุญเหมือนทาส ไม่ว่าจะเพราะรักหรือเพราะเงินบุญน่าจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้นะ

ออฟไลน์ wanirahot

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 557
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
รอน๊าาาาา

ออฟไลน์ ผู้หญิงสีขาว

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
ตอนที่ 4


“เราต้องยอมไม่ได้ให้เลือก”


ราวกับโดนหมัดหนักๆกระแทกใส่หน้าอย่างจัง คำพูดที่หลุดออกจากปากของคนตรงหน้าไม่ต่างจากอาวุธร้ายที่คอยกัดกร่อนหัวใจของผมให้แย่ลงเข้าไปทุกที

แย่ลง..จนกลายเป็นอาการสาหัส

เขารู้บ้างหรือเปล่าว่าถ้อยคำเหล่านั้นมันทำร้ายจิตใจผมมากแค่ไหน..หรือเพราะรู้ถึงได้เลือกพูดมันออกมากรีดเเทงใจผมเล่น

“พี่ไม่ชอบเด็กดื้อ อย่าให้ต้องย้ำหลายรอบ” เสียงทุ้มแว่วเข้ามา ผมไม่ได้หันไปตอบโต้ทำเพียงพยักหน้ารับส่งๆ หากครามเริ่มพูดให้ฟังบ่อยๆนั่นแสดงว่าเขาเริ่มไม่พอใจการกระทำของผมแล้ว ส่วนสิ่งที่ผมทำได้น่ะหรอ คงเป็นการอยู่นิ่งๆห้ามเถียง ห้ามทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบ ต้องทำตัวให้เหมือนหุ่นยนต์เข้าไว้มีหน้าที่แค่คอยรับคำสั่งเท่านั้น

หลายครั้งที่เผลอคิดถึงเรื่องราวในอดีตของผมกับเขา เมื่อก่อนรอยยิ้มของผมคือความสุขของเขา เสียงร้องไห้ของผมคือหยดน้ำตาของเขา..ต่างจากตอนนี้ที่แม้แต่คำร้องขอของผมก็ไม่สามารถส่งไปถึงหัวใจของครามได้เลย

รถค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากรั้วประตู ผมเบนสายตากลับไปมองบ้านหลังใหญ่ด้วยความรู้สึกไม่สู้ดีเท่าไหร่ เป็นไปได้จะไม่ขอมาเหยียบที่นี่อีก จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าพี่ว่านต้องการอะไรจากผม เกิดคิดบ้าอะไรขึ้นมา ต่างคนต่างอยู่มันก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ..
เพราะความเหนื่อยล้าส่งผลให้ผมเลือกจะปิดเปลือกตาลง เรื่องราวที่พึ่งพบเจอมันทำให้ผมโคตรปวดหัว

กับครามคนเดียวชีวิตผมก็ยุ่งเหยิงพอแล้ว


“จะกลับไปเอากล้องไหม ?”
เขารู้ว่าผมไม่ได้หลับจึงถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ ผมลอบถอนหายใจทิ้งไม่ให้อีกคนสังเกตเห็น ถามแบบนี้แสดงว่ายังไงพรุ่งนี้ผมก็ต้องเสียวันหยุดไปหนึ่งวันจริงๆสินะ
ผมลืมตาทว่ายังไม่ยอมหันหน้าไปคุยกับครามดีๆ วินาทีนี้ทิวทัศน์ด้านนอกยังน่ามองกว่าเป็นไหนๆ

“ไม่เอา ถ่ายจนเบื่อแล้ว” 

และผมเลือกที่จะโกหก


“แล้วแต่”

ถึงจะฟังดูแบบไม่ใส่ใจแต่ผมทันเห็นนะ เมื่อกี้ครามเกือบจะเลี้ยวเข้าไปในซอยคอนโดที่ผมพักอยู่ เเต่พอผมบอกไปแบบนั้นครามจึงเปลี่ยนเส้นทางเป็นขับแนวตรงแทน

ผมไม่อยากชวนเขาคุยหรือถามเซ้าซี้ให้มากความเพราะกลัวอีกฝ่ายจะรำคาญ บางทีเราก็ควรปล่อยให้ความเงียบได้ทำหน้าที่ของมันบ้างก็ดีเหมือนกัน

ผ่านไปสักพักรถสปอร์ตสีดำก็หยุดนิ่งบริเวณลานจอดรถในคอนโดชื่อดังที่คนตัวสูงเป็นเจ้าของ


เพราะผมมัวแต่ทำอะไรชักช้าหรือเขารีบเร่งเกินความจำเป็น ขณะที่ผมพึ่งจะปลดเข็มขัดนิรภัยเสร็จเป็นเวลาเดียวกับที่ครามเดินลงจากรถไปก่อนแล้ว ทิ้งให้ผมกึ่งวิ่งกึ่งเดินตามอยู่ข้างหลัง ครั้นเห็นประตูลิฟท์เปิดออก สองขารีบก้าวจ้ำๆเอย่างไวแต่ก็ต้องชะงักค้างเมื่อข้อมือถูกร่างสูงดึงรั้งไว้

“คนเยอะ” เขาว่านิ่งๆพร้อมกับจูงมือผมให้ถอยออกมายืนรออยู่ตรงหน้าลิฟท์ตัวถัดไป คำว่าคนเยอะของครามมีประมาณห้าถึงหกคนเห็นจะได้ อีกอย่างข้างในลิฟท์ก็กว้างพอสมควร แต่ก็นะในเมื่อเขาบอกว่าคนเยอะก็ต้องเชื่ออย่างนั้น ยืนรอได้ไม่นานลิฟท์อีกตัวก็เปิด คราวนี้ไม่มีคนอื่นตามเข้ามามีเพียงผมและเขา

เราสองคนยังตกอยู่ในห้วงความเงียบกระทั่งประตูเปิดกว้าง ครามเดินนำออกไปก่อนทว่าก็ยังไม่ปล่อยมือผมให้เป็นอิสระ เขากุมมือผมไว้ตลอดทางจวบจนเดินมาถึงในห้อง ครามถึงยอมปล่อยให้มือของผมว่าง

สิ่งแรกที่ผมทำคือรีบถอดรองเท้าออกก่อนจะเดินตัวปลิวขึ้นไปนอนแผ่หลาอยู่บนเตียงด้วยความรวดเร็ว

เหนื่อยทั้งใจเหนื่อยทั้งกาย


“ง่วง ? ”

“อือ”

คนตัวสูงถามขณะสองมือปลดกระดุมเสื้อให้หลุดออกจนเหลือเพียงกางเกงยีนส์ขายาวติดกาย ครามเดินไปดื่มน้ำหนึ่งแก้วก่อนจะก้าวพรวดขึ้นมานั่งพิงหัวเตียงใกล้ๆผม จากนั้นจึงหยิบมือถือขึ้นมากดเล่นส่วนมืออีกข้างวางแปะลงบนหัวผม  ฝ่ามือใหญ่สอดเข้ามาในเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนแล้วขยำเบาเหมือนกำลังเล่นขนแมวยังไงอย่างงั้น

เขาเคยบอกว่าชอบเส้นผมของผมมากมันนุ่มและลื่นมือดี ซึ่งไม่อยากจะยอมรับเลยว่าผมดันชอบให้เขาเล่นด้วยนี่สิ

ผมลอบมองใบหน้าของครามเพลินๆ ไล่ดูตั้งแต่ตาเรียวที่มีแพขนตายาวเรียงสวย มาจนถึงจมูกโค้งโด่งเป็นสันและริมฝีปากรูปกระจับ ทุกอย่างดูลงตัวเหมือนรูปปั้นที่ถูกบรรจงสร้างขึ้นมาอย่างทะนุถนอม รวมถึงผิวขาวๆของเขายิ่งช่วยเสริมให้ผู้ชายตรงหน้าดูดีจนไร้ที่ติ

หน้าตาดีเเต่นิสัยอย่าถามถึง

ผมปรือตามองหน้าเขาเนิ่นนานจนผล็อยหลับไป ผมปิดสวิตซ์ร่างกายตัวเองไปพร้อมๆกับสัมผัสเจือจางบนหัว

เพียงแค่ผมหลับตาภาพความทรงจำในอดีตก็เริ่มหลั่งใหลเข้ามาให้เห็นเป็นฉากๆ

ในวันที่ผมอายุครบสิบหกปีบริบูรณ์

ก้อนเมฆสีอึมครึม หยดน้ำใสร่วงหล่นลงมาจากผืนฟ้าใบใหญ่ แสงแดดสีเหลืองอ่อนดูเลือนรางจนแทบมองไม่เห็น ตอนนั้นผมยังเป็นแค่เด็กนักเรียนชั้นมอสี่คนนึงที่มีหน้าที่อยู่ไม่กี่อย่างที่ต้องทำ หลักๆคือเรียนหนังสือ แล้วพอเลิกเรียนปุ๊บก็เดินออกมายืนรอแถวๆหน้าประตูโรงเรียนเพื่อรอแม่มารับกลับบ้าน

ไม่บ่อยที่แม่จะอาสามารับผมถึงโรงเรียนเพราะปกติผมจะเป็นฝ่ายนั่งรถเมล์กลับไปหาท่าน เพียงแต่แม่ดันย้ำผมนักหนาว่าวันนี้แม่จะเป็นคนมารับให้อยู่รอ ห้ามหนีกลับก่อน
แต่…ผ่านมาเกือบชั่วโมงแล้ว ผมก็ยังติดแหงกอยู่ที่เดิม โทรหาก็ไม่ยอมรับสายอีก

ผมพรูลมหายใจทิ้งแข่งกับสายฝนที่ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก สองแขนโอบกอดร่างตัวเองเสมือนมันสามารถสร้างความอบอุ่นให้ได้

ทว่าไม่ใช่เลย..ยิ่งนานผมก็ยิ่งหนาว ละอองฝนบวกกับลมเย็นๆลอยเข้ามากระทบผิวเนื้อจนตัวผมเริ่มสั่น

พลันหูได้ยินเหมือนเสียงเครื่องยนต์ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆจากที่กำลังยืนก้มหน้าดูปลายเท้าตัวเองถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมามอง สิ่งแรกที่เห็นคือรถเก๋งสีขาวขับเคลื่อนเข้ามาจอดเทียบบริเวณฟุตบาทซึ่งมันจอดห่างจากบริเวณที่ผมยืนอยู่เพียงไม่กี่ก้าว ผมมองเพียงปราดเดียวก่อนจะละสายตาไปทางอื่นเพราะคิดว่าคงเป็นรถผู้ปกครองของใครสักคน


“บุญ”
หากไม่มีน้ำเสียงที่ผมรอคอยดังแทรกขึ้นท่ามกลางสายฝน

“อย่ามัวแต่ยืนนิ่ง รีบขึ้นรถเร็วเข้า”
แม่ลดกระจกจนสุดพร้อมกับกวักมือเรียกให้ผมรีบเดินไปหาท่าน ผมหลี่ตามองลอดเข้าไปข้างในหมายจะดูว่าใครนั่งใกล้แม่ กระทั่งใบหน้าที่คุ้นเคยนั่นหันมาทางผม เท่านั้นแหละผมถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ

ไม่รอให้แม่เอ่ยเร่งผมจัดการยกกระเป๋านักเรียนมาไว้เหนือหัว วิ่งฉับๆไปเปิดประตูรถ รีบแทรกตัวเข้าไปนั่งตรงเบาะหลัง

“บุญสวัสดีอาโชคก่อน” ยังไม่ทันได้พักหายใจน้ำเสียงติดเคร่งก็ดังขึ้น ผมเอากระเป๋ามาวางไว้บนหน้าตักจากนั้นจึงยกมือไหว้ผู้ชายที่นั่งประจำอยู่ฝั่งคนขับด้วยความนอบน้อม อาโชคไม่ได้พูดอะไรเขาเพียงแค่ส่งรอยยิ้มใจดีผ่านกระจกเล็กๆที่ติดไว้บนเหนือหัว


“หิวยังลูก” แม่เอี้ยวตัวมาถามผม


“มากๆ ทำไมแม่มาช้า” ความน้อยใจแล่นเข้ามาจุกในอกจนต้องย้อนถามแม่กลับ


“อย่างอนแม่เลยคนเก่ง รถแม่สตาร์ทไม่ติดเลยต้องโทรให้อาโชคมารับ อีกอย่างวันนี้ที่อำเภอคนก็เยอะ กว่าจะถึงคิวแม่ก็ปาไปเกือบสองชั่วโมง”


“แม่ไปทำอะไรที่อำเภอ” แม่พูดยาวมากทว่าผมกลับไม่สนใจนอกจากคำว่าอำเภอ แม่ไปทำอะไรที่นั่น ?


“จดทะเบียนสมรสกับอา” ครั้งนี้แม่ไม่ได้เป็นคนตอบผม อาโชคที่นั่งฟังเงียบๆพึ่งจะปริปากพูดขึ้นมา เราสบตากันผ่านกระจก แววตาของเขาที่ส่งมามันเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและจริงใจ


 “อีกหนึ่งอาทิตย์จะมีงานแต่งงานเกิดขึ้น”
คราวนี้อาโชคทำการสรุปให้เสร็จสรรพ หัวใจผมแทบจะทะลุออกจากอก สองมือชื้นไปด้วยเหงื่อ อยากจะพูดอะไรสักอย่างทว่าปากกลับไม่ยอมขยับ

เพราะผมเอาแต่เงียบแม่เลยทนไม่ไหวต้องเอี้ยวตัวมามองผมอีกครั้ง ดวงตาอ่อนโยนที่ท่านใช้มองผมดูโรยราราวกับกำลังวิตกกังวลอย่างหนัก


“ขอโทษที่แม่ไม่ได้บอกบุญก่อน ลูกโอเคใช่ไหมถ้าแม่กับอาโชคจะแต่งงานกัน”
อาโชคหยุดรถในขณะที่แม่เอื้อมมือหมายจะดึงมือของผมเข้าไปจับทว่าผมกลับชักมือหลบ


“บุญ” น้ำเสียงสั่นเครือบวกกับใบหน้าหม่นแสงทำให้ผมมีสติ เมื่อครู่ผมคงตกใจมากจนทำอะไรผิดๆถูกๆ นึกก่นด่าตัวเองในใจที่เผลอแสดงกิริยาไม่เหมาะสมต่อท่าน ทั้งที่ความจริงแล้วโคตรผมดีใจ ดีใจที่วันนี้มาถึง วันที่แม่ของผมจะมีความสุขเหมือนคนอื่นๆไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการคิดถึงคนที่จากไป ไม่ใช่ว่าผมเกลียดพ่อหรือไม่ได้รักพ่อนะ ผมรักท่านเพราะท่านคือพ่อของผมแต่ผมก็รักแม่ของผมมากเช่นกัน
หากผมจะเกลียดใครสักคนผมคงเลือกเกลียดตัวเอง เกลียดที่ยังจดจำเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆได้ไม่เคยลืม ยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งพ่อเคยทุบตีแม่กี่ครั้ง แม่ร้องไห้หนักมากแค่ไหนตอนโดนพ่อทำร้ายร่างกายและเกลียดตัวเองที่ไม่เคยลืมว่าพ่อทอดทิ้งเราสองคนแม่ลูกเพื่อไปหาผู้หญิงคนอื่น

ความหวังของผมคืออยากเห็นแม่เริ่มต้นใหม่กับใครสักคนที่เขารักแม่โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน รักที่เกิดจากความรักจริงๆ


“อารักแม่ผมมากไหม”


“บุญ” แม่ปรามเสียงสั่น ดวงตาสองข้างเศร้าโศกจนผมใจหาย


“ผมแค่อยากรู้..”
ยังพูดไม่ทันจบประโยค คนถูกถามก็ชิงตอบขึ้นมาก่อน


“รักเท่าที่ผู้ชายคนนึงจะรักได้”


“ความรักที่อามีต่อแม่ของเธอมันมากจนเธอคาดไม่ถึงเลยล่ะ เธอยังเด็กอาจยังไม่เข้าใจความรักในรูปแบบของผู้ใหญ่แต่อาสัญญา ว่าจะไม่มีวันทำให้แม่เธอต้องเสียใจอีก”


ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วรถ อาโชคไม่ได้หันหน้ามาพูดกับผมตรงๆ เราสองคนยังคงเล่นเกมจ้องตากันผ่านทางกระจก น้ำเสียงหนักแน่นและแววตาซื่อตรงนั่นมันทำให้ผมรู้สึกอยากขอบคุณเขาเหลือเกิน สองปีก่อนผมได้รู้จักกับผู้ชายคนนี้เพราะแม่พาเขามาแนะนำกับผม แม่บอกให้ผมเรียกเขาว่าอาโชคและบอกแค่ว่าเขาเป็นเพื่อนเก่าของแม่ที่ไม่ได้พบกันมานาน  อาโชคเป็นผู้ชายวัยสี่สิบปลายๆทว่ายังคงดูดี ไม่ได้แก่ผมหงอกเต็มหัว อาจเป็นเพราะเขาเป็นลูกคนรวยด้วยแหละ เสื้อผ้า รองเท้า นาฬิกาข้อมือที่เขาสวมใส่ล้วนเป็นของแบรนด์เนมทั้งนั้น ทว่าอาโชคกลับเป็นคนไม่ถือตัวเลย เขาไม่ได้รังเกียจหรือดูถูกคนที่ด้อยกว่า อีกทั้งยังใจดีชอบติวการบ้านให้ผมอยู่บ่อยๆ ของกินอร่อยๆเขาก็เป็นคนซื้อมาฝาก ตอนนั้นผมยังไม่รู้อะไรมากนักว่าทำไมเขาต้องดีกับพวกเราสองคนขนาดนี้ ทั้งที่เป็นแค่เพื่อนกัน  จนกระทั่งวันนี้ผมเข้าใจทุกอย่างแล้ว


เพราะอาโชครักแม่และแม่ก็น่าจะรักอาโชคมากเหมือนกัน

สักพักใหญ่ผมถึงหันกลับมามองใบหน้าที่ผมรักที่สุดในชีวิต แม่ยังคงมองผมอยู่ตลอด ท่านคงกลัวว่าผมจะรับเรื่องนี้ไม่ได้

แต่เปล่าเลยผมกลับรับได้และยินดีด้วยซ้ำ


“วันนี้วันเกิดบุญ”
หน้าของแม่เหวอเล็กน้อย คงตกใจที่จู่ๆผมก็เปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย


“แม่จำได้” แม่พูดทั้งที่หน้าตายังเต็มไปด้วยความหนักใจ


“บุญชอบของขวัญที่แม่มอบให้นะ”
ไม่ใช่เพียงผมที่ยิ้มกว้างแต่แม่ก็ยิ้มกว้างมากเช่นกัน มันคือรอยยิ้มที่ผมไม่ได้เห็นมานาน ฝ่ามืออุ่นหยิกแก้มผมเบาๆราวกับมันเขี้ยวในการพูดจาชั่งเปรียบของผม พลันสายตาดันเหลือบไปเห็นใครอีกคนกำลังอมยิ้มบางๆอยู่พอดี อ่า..คงไม่ใช่แค่แม่คนเดียวสินะที่ดีใจ


“แต่อย่าลืมนะครับว่าวันนี้บุญต้องได้เป่าเค้ก” ผมท้วงไม่จริงจังนัก


“เนี่ยเดี๋ยวแม่จะพาไปซื้อ” 


“แต่อาขอแวะรับหลานแปปนึงนะ” อาโชคแทรกขึ้นแล้วกลับมาขับรถต่อ


“ได้ครับ”
ผมเอนตัวพิงพนักเบาะ ไม่ได้ใส่ใจเรื่องหลานของอาโชคสักเท่าไหร่ ตอนนี้ผมคิดอยู่อย่างเดียวคืออยากให้อาโชคขับรถเร็วๆจะได้รีบซื้อเค้กและรีบกลับ

ซึ่งคำขอของผมก็เป็นจริงอยู่ครึ่งหนึ่งเพราะแปปๆอาโชคก็หยุดรถ ผมเอาหน้าพิงขอบกระจก ทอดสายตามองออกไปด้านนอก ภาพที่เห็นคือเด็กนักเรียนหลากหลายโรงเรียนทั้งเด็กโตและเด็กเล็กต่างพากันเดินกรูออกมาจากบานประตูเลื่อนที่เปิดค้างไว้ พออ่านตัวอักษรที่สลักบนป้ายอันใหญ่ก็ถึงบ้างอ้อ..สถาบันกวดวิชา

“อยู่ไหน รออยู่ข้างหน้าเลย เออๆรีบออกมาล่ะ”
อาโชคคงโทรเรียกให้หลานตัวเองเดินออกมาจากฝูงชนกลุ่มใหญ่พลางคอยสอดสายตามองหาอยู่ตลอด ทว่ารออยู่นานหลานรักของอาก็ยังไม่ยอมโผล่หน้ามาให้เห็น ผมก้มดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือที่สวมไว้แล้วต้องลอบถอนหายใจ จะหกโมงครึ่งแล้วมัวทำอะไรอยู่ ทำคนอื่นพลอยเสียเวลาไปด้วย

ก๊อก

ผมสะดุ้งหวือเมื่อจู่ๆก็มีใครไม่รู้มาเคาะประตูด้านที่ผมนั่ง

“มาสักที”อาโชคบ่นลอยๆก่อนจะกดปุ่มปลดล็อคให้เสร็จสรรพทว่าผมยังไม่ทันได้กระเถิบตัวไปนั่งอีกฝั่ง คนด้านนอกก็ชิงเปิดประตูพรวดเข้ามาสักก่อน

“บุญกระเถิบให้พี่เขานั่งด้วยลูก”

ตุ๊บ !

ขณะกำลังขยับตัวเพื่อย้ายที่นั่ง โทรศัพท์มือถือที่ยัดอยู่ในกระเป๋ากางเกงดันร่วงหล่นลงบนพื้นพรมซะก่อน ครั้นจะก้มตัวลงไปหยิบดันมีมือดีไวกว่าเก็บขึ้นมาให้ คนมาใหม่ไม่ได้พูดอะไรนอกจากยื่นมือถือมาตรงหน้าผม


“ขอบคุณครับ”
ผมหยิบของมาไว้ในมือแล้วเอ่ยคำขอบคุณตามมารยาทก่อนจะค่อยๆเงยหน้าขึ้นเพื่อมองใบหน้าของคนที่อยู่สูงกว่า
และผมถึงได้รู้ว่าเขาก็กำลังมองผมอยู่เช่นกัน
ดวงตาสีดำสนิทของผู้มาใหม่จับจ้องมาในดวงตาสีน้ำตาลธรรมชาติของผมเเละเป็นผมเองที่ตัดสินใจเบี่ยงระยะสายตาหันไปอีกด้านพร้อมทั้งกระเถิบตัวไปนั่งชิดขอบประตูอีกฝั่งแทน
หางตาเหลือบเห็นเบาะข้างๆยุบลงเล็กน้อยก็รู้สึกเกร็งอย่างไม่มีสาเหตุ ความอึดอัดเข้าครอบงำเมื่อต้องมานั่งใกล้คนที่ไม่รู้จัก

“สวัสดีครับน้าพร”

“สวัสดีจ๊ะ”
ผมมุ่นคิ้วเมื่อได้ยินคนข้างๆเรียกชื่อเล่นแม่ผม มันแสดงให้เห็นว่าทั้งสองคนต้องสนิทกันพอสมควร มันก็ไม่น่าแปลกหรอกหากแม่กับฝั่งนั้นจะดูสนิทกันเพราะอีกไม่นานแม่กับอาโชคก็ต้องกลายเป็นครอบครัวเดียวกันเเละตลอดเวลาที่ผ่านมาผมมั่นใจว่าเเม่ต้องรู้จักคนอื่นๆในตระกูลของฝ่ายชายครบทุกคนเเล้วถึงได้ยอมตกลงเเต่งงานกับอาโชค

 “ทำไมออกมาช้า”

คงไม่อยากให้ในรถเงียบจนเกินไปอาโชคจึงเป็นคนเริ่มต้นบทสนทนาขึ้นมา


“สอนการบ้านให้เพื่อนอยู่”
ซึ่งอีกคนดันตอบแบบขอไปทีเหมือนไม่อยากคุยกับญาติตัวเอง


“แล้วบอกให้ฉันมารับเร็วๆ ถ้าทีหลังยังมัวชักช้าแบบนี้อยู่ก็นั่งแท็กซี่กลับเองไปเลย”


“โห่ ถ้าพ่อไม่ยึดรถผมไป ผมก็ไม่ต้องมาขอพึ่งลุงหรอก”


 “เหอะ สมน้ำหน้าอยากมัวแต่เที่ยวเตร่เองช่วยไม่ได้ ”


“มันเรื่องของผมป่ะ แล้วนั่นลุงจะเลี้ยวไปไหนมันไม่ใช่ทางกลับบ้านสักหน่อย ”


“ต้องพาน้องไปซื้อเค้กก่อน”
ผมหายใจไม่ทั่วท้องทันควันยามหูได้ยินประโยคเมื่อครู่ จากที่นั่งตัวเกร็งอยู่แล้วก็เกร็งเข้าไปใหญ่เมื่อรับรู้ถึงรังสีที่แผ่ออกมาจากคนข้างๆ เขากำลังจ้องผมอยู่ ครั้นจะหันไปมองตอบก็ไม่กล้าพอ

ส่วนคนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาเถียงกับลุงตัวเองถึงกับชะงัก หลงลืมไปว่าในรถมีอีกหนึ่งชีวิตเล็กๆที่เขายังไม่เคยเห็นหน้าและยังไม่ได้ทำความคุ้นเคย

“อายุเท่าไหร่” 

ประโยคห้วนๆและน้ำเสียงราบเรียบดังมาจากที่นั่งตรงข้าม ผมก้มหน้างุด สองมือจิกเข้าหากันอัตโนมัติ


“สิบหก” ผมอ้อมแอ้มตอบ


“พี่สิบแปด”


“แสดงว่าเราห่างกันสองปี”
คนถามพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ แม้จะฟังดูเป็นมิตรแต่ผมก็ยังไม่กล้าหันไปเผชิญหน้าตรงๆอยู่ดี กำแพงที่ผมมีต่อคนภายนอกมันแน่นหนาพอสมควรและมันก็เป็นข้อเสียอีกอย่างที่ผมยังไม่สามารถแก้มันได้


 “เล่นบาสเป็นป่ะ”
แต่ดูเหมือนใครบางคนจะจัดอยู่ในหมวดประเภท
เฟรนลี่


“ไม่เป็นครับ”
ตอบเสียงเบากว่าเดิมพร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธ


“บอลอ่ะ”
ผมส่ายหน้าอีกครั้ง



“ปิงปอง”
และอีกครั้ง..


“ว่าละต้องเล่นไม่เป็น”
ผมเงยหน้ามองคนอายุมากกว่าโดยไม่ตั้งใจ ทั้งคำพูดและน้ำเสียงเยาะเย้ยนั่นทำให้ผมเม้มริมฝีปากแน่น
พึ่งเจอกันไม่ถึงชั่วโมงเเท้ๆ..ผมไม่ได้เถียงหรือพูดแก้ต่างอะไรสิ่งที่เลือกทำคือการผินหน้าไปอีกทางเพื่อหลีกเลี่ยงการพูดคุย

ทว่าหากผมไม่ได้ตาฝาดไป เมื่อกี้ผมเห็นมุมปากอีกคนกระตุกยิ้ม..

ผ่านไปราวๆห้านาทีเสียงของแม่ก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่ค่อยๆดับลง
“ให้แม่เข้าไปด้วยไหม” ท่านถามขณะล้วงหาอะไรสักอย่างในกระเป๋าสะพายข้างสีครีม
ไม่ต้องเสียเวลาคิดผมรีบส่ายหน้าเป็นคำตอบ เพราะรู้ดีว่าขาด้านซ้ายของแม่ไม่ค่อยดีอีกทั้งร้านก็อยู่ตรงหน้านี่เอง

“อย่าเลือกนานล่ะ”
ท่านว่ายิ้มๆแล้วส่งกระเป๋าสตางค์มาให้ ผมยกมือไหว้แล้วรับมาไว้ในมือก่อนจะเปิดประตูทางฝั่งตัวเอง เดินดุ่มๆเข้าไปในร้านเบเกอรี่ที่ผมมาบ่อย บางทีก็เดือนละครั้ง ไม่ก็อาทิตย์ละครั้งบ้างล่ะ สลับผลัดเปลี่ยนไปตามความอยากของปาก

เสียงกระดิ่งดังขึ้นหนึ่งครั้งเมื่อผมผลักประตูเข้าไป ผมก้าวยาวๆไปที่โซนขนมเค้ก พี่พนักงานประจำเคาร์เตอร์ฉีกยิ้มหวานต้อนรับในขณะที่ผมเพียงส่งยิ้มบางๆให้เหมือนทุกครั้ง
ในตู้แช่ขนาดใหญ่มีเค้กมากหน้าหลายตาวางเกลื่อนจนแทบล้น มันมีหลายหน้า หลายรสชาติ หลายขนาดให้เลือกซื้อ ซึ่งผมดันเป็นคนน่าเบื่อชอบกินอะไรที่มันจำเจเลยไม่ต้องเสียเวลาในการเลือกนานเหมือนลูกค้าคนอื่น


“เอาชิ้นนี้ครับ”
ผมชี้ไปที่เค้กขนาดหนึ่งปอนด์ที่ถูกตกแต่งราบเรียบไม่ได้มีสีสันเยอะแยะเหมือนก้อนอื่นๆและไม่ต้องเขียนข้อความซึ้งๆบนหน้าเค้กด้วย ผมไม่ใช่คนซีเรียสกับเรื่องวันเกิดขนาดนั้น ประเด็กหลักคือแค่อยากกินรวมถึงอยากฟังคำอวยพรจากแม่ปากเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

ครั้นกำลังจะจ่ายตังเสียงห้าวที่พึ่งได้ฟังไม่กี่นาทีก็ลอยเข้ามาในหู

“ทำไมไม่เอาวานิลลา”
นั่งในรถก็ดีอยู่แล้วจะตามเข้ามาเพื่อ..


“ผมชอบช็อกโกแลต”
ผมส่งแบงค์สีเทาให้พี่พนักงาน ทำเป็นไม่สนใจผู้ชายที่ก้าวเข้ามายืนประชิดตัว


“แต่วานิลลาก็อร่อย” แต่คงยากเพราะอีกคนยังคงถามจ้อไม่หยุด


“เคยกินแล้ว”


“เป็นไง?”


ผมกรอกตามองบน มือยื่นไปรับเงินทอนกับถุงขนม พยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจเมื่อคนข้างๆยังไม่เลิกเซ้าซี้
“เฉยๆ”


“อืม ผมเอาชิ้นนี้ครับ”
แขนยาวชี้ไปที่เค้กชิ้นเล็กๆที่ถูกตัดออกมาไว้แบ่งขาย ไม่ใช่เค้กเป็นปอนด์เหมือนของผม
คนตัวสูงเดินเข้าไปจ่ายตังกับพี่พนักงานจากนั้นจึงเดินกลับมาหาผมพร้อมกับยื่นถุงที่ข้างในมีกล่องเค้กรสวานิลลามาให้


 “เอาไป”


“แต่ผมไม่ชอบ”


“แอบดื้อนี่หว่า”
เขาเดาะลิ้นพร้อมกับถอนหายใจเสียงดังก่อนจะถือวิสาสะยัดมันมาใส่ในมือผม ทำให้ตอนนี้ทั้งมือซ้ายและมือขวาของผมมีเค้กสองกล่องจับจองอยู่


“บุญ”


“ครับ ?”
ผมขานรับแบบงงๆเมื่ออยู่ๆคนตรงหน้าก็เรียกชื่อผมขึ้นมา


“พี่รู้ชื่อเรา แล้วเรารู้มั้ยว่าพี่ชื่ออะไร”

ผมกระพริบตาปริบพลางส่ายหัวไปมา รู้สึกเมื่อยคอหน่อยๆที่ต้องเงยหน้าคุยกับคู่สนทนา เพราะเขาตัวสูงกว่าผมพอสมควร หัวของผมสูงถึงเเค่ปลายคางของเขาเท่านั้น..


“จะไปรู้ได้ไงในเมื่อพี่ไม่ได้บอก”


“คราม”
เสียงโทนปกติมาพร้อมสัมผัสเบาๆแตะลงบนหัว


“พี่ชื่อคราม”
เส้นผมพลิ้วไหวไปตามแรงมือของอีกคน เขาขยี้หัวผมราวกับกำลังทำความรู้จักในสไตล์ของเขา


“อย่าลืมชื่อพี่’
เราสบตากันอีกครั้งและครั้งนี้ผมมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด



“เพราะเราสองคนคงต้องได้เจอกันอีก”


นับว่าเป็นครั้งเเรกเลยมั้งที่เผลอใจเต้นให้กับรอยยิ้มของผู้ชายด้วยกัน




ขอกำลังใจหน่อยน้าาา  :katai4:



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-01-2019 17:58:48 โดย ผู้หญิงสีขาว »

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1079
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
ครามบังคับบุญตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันเลยเหรอบุญชอบช๊อกโกเลตบังคับให้กินวานิลา วางอำนาจตั้งแต่เด็กร้ายจริง

ออฟไลน์ kawisara

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1577
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +98/-4
เหนื่อยใจแทน น้องบุญ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด