BEGIN AGAIN ที่เก่าเวลาเดิม แต่ EP30- It's been you and always will [9.9.20 UP!]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: BEGIN AGAIN ที่เก่าเวลาเดิม แต่ EP30- It's been you and always will [9.9.20 UP!]  (อ่าน 9921 ครั้ง)

ออฟไลน์ B2Fictions

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม



xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

BEGIN AGAIN


xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx


intro




‘ตัง เบลว่าเราเลิกกันเถอะ’

‘อยู่กันไปก็ไม่มีอะไรดีกว่านี้หรอก’

‘บอกตามตรงนะตัง เบลมองไม่เห็นอนาคตของเราเลย’


“เชี่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย” ผมสบถดังๆก่อนจะกระดกเหล้าเข้าปากเมื่อคำบอกเลิกยังคงดังวนไปวนมาอยู่ในหัวสลัดยังไงก็ไม่หลุดเหนียวแน่นยิ่งกว่าติดด้วยกาวตราช้างก็ไม่ปาน

“สัดตังมึงจะเสียงดังหาพ่อมึงเหรอ” ฝ่ามือลุ่นๆตบลงมาบนหัวพร้อมกับคำด่าเล่นเอาผมต้องหันไปมองค้อน เหี้ยนี่ตบมาได้หน้ากูเกือบคว่ำ

“ไอ้สัดป่าน!” ผมโวย เงื้อมือขึ้นแม่งก็หลบวืด

“นั่นไอ้ปอ” ไอ้คนที่หน้าเหมือนไอ้เหี้ยที่ตบหัวผมพูดขึ้นมา ผมมองหน้ามันสองคนสลับไปมาก่อนจะถอนหายใจแรงๆ ผมล่ะเกลียดความแฝดที่โคตรเหมือนของมันสองคนซะชิบ

“ช่างแม่งพวกมึง” เหล้าแก้วเดิมถูกยกขึ้นมาดืมอีกครั้งจนหมดก่อนที่ผมจะกระแทกแก้วลงวางที่เดิม

“โว้ยยยยยยย กูอกหัก กูโดนทิ้ง มึงเข้าใจกูไหมไอ้พวกเหี้ย!!” ผมโวยวาย ไม่สนห่าสนเหวอะไรแล้วตอนนี้ ใครจะมองก็ช่างแม่ง กูเมากูเฮิร์ต พวกมึงไม่เคยเป็นกันเหรอมองมาทำเหี้ยไรทั้งร้านวะ

“ไอ้สัด ขอโทษครับ เพื่อนผมมันเพิ่งโดนเมียทิ้งมาครับ ขอโทษครับๆ” ไอ้หมาแฝดตัวนึงมันด่าผมก่อนจะเอามือเค็มๆของมันมาปิดปากแล้วหันไปส่งยิ้มเรี่ยราดรอบทิศทาง

“ถ้ามึงยังไม่หุบปากก็กลับไปแดกที่ห้องมึงนู่น ไอ้เหี้ย โวยวายเรียกส้นตีนชาวบ้านอยู่ได้” เดาว่านี่คงเป็นไอ้ป่านที่ด่า ผมสลัดไอ้คนที่มันล็อคคอปิดปากผมอยู่ให้พ้นจากตัว มันมองหน้าผมก่อนจะยอมถอยออกไปดีๆเมื่อตอนนี้ผมเงียบปากลง

“ผู้หญิงคนเดียวว่ะ” ฝ่ามือหนาๆตบลงบนไหล่ผม

“มึงไม่เข้าใจกูหรอก”

“เอาน่ะ ถ้ามึงรักเขาขนาดนั้น พรุ่งนี้มึงก็ลองไปง้อเขาดูสิวะ” ไอ้แฝดมันบอก ผมพยักหน้ารับแกนๆก่อนจะหยิบแก้วขึ้นมาดื่มต่อ จริงๆถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็คงจะดีกว่า….


ใช่ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้…..


“ตกลงเอ็งจะรับข้อเสนอของข้าหรือเปล่า?” เสียงของคนที่นั่งอยู่ที่เบาะข้างๆผมดังขึ้นมาอีกครั้ง ตอนนี้ในสมองผมกำลังสับสนชิบหาย

เดี๋ยวนะ ผมขอเวลานอกรำลึกเหตุการณ์แปบ

เมื่อเย็นผมโดนเบลบอกเลิก จากนั้นก็ไปกินเหล้ากับไอ้แฝด จากนั้นก็ขับรถจะกลับบ้าน แต่เสือกฟูมฟายอย่างหนักจนต้องหักพวงมาลัยหลบสิบล้ออย่างฉิวเฉียดจนรถลงข้างทางมาหยุดอยู่ตรงหน้าต้นไม้ใหญ่พร้อมเสียงโวยลั่นของอะไรบางอย่างที่พุ่งออกมาจากต้นไม้นั่น กลุ่มควันขาวๆม้วนตัวเป็นพายุหมุนเล็กๆก่อนจะวาบมาปรากฎเป็นคนอยู่ที่เบาะข้างๆผม

เชี่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย นี่ผมโดนผีหลอกเหรอวะ?

“ไอ้เด็กนี่ ก็ข้าบอกแล้วไงว่าข้าเป็นเทวดา” เสียงทุ้มๆดังขึ้นอีกจนผมต้องหันไปมองคนข้างๆอย่างเต็มตา

“ทะ ท่าน ระ รู้ได้ไง”

“แหมมม นั่งใกล้ขนาดนี้ คิดอะไรก็ได้ยินหมดแหละน่า” สิ่งที่บอกว่าตัวเองเป็นเทวดาส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะพูดกลั้วขำ นี่มันความคิดนะเว้ย กูคิดคนเดียวไม่ได้พูดซักหน่อยป่ะวะ

“เอ้า ยังๆ ก็ข้าเป็นเทวดานี่” ท่านเทวดาถลึงตาใส่จนผมต้องหดคอหลบอย่างหวาดๆ เทวดาจะไม่หลอกคนเหมือนผีใช่ไหม?

“ข้าถือศีลจะหลอกเอ็งได้ยังไง” นั่น ตอบความคิดผมอีกละ

“แล้วจะตอบข้าได้หรือยังว่าเอ็งจะรับข้อเสนอข้าหรือไม่?” ท่านเทวดาทวงคำตอบอีกครั้งเมื่อผมยังนั่งเงียบลำลึกถึงข้อเสนอที่ท่านเทวดาบอกเมื่อซักครู่

‘เจ้ามีโอกาสสองครั้งเพื่อที่จะย้อนไปแก้ไขอดีตที่ผิดพลาด ถ้าตกลงให้หลับตาแล้วพยักหน้าสองครั้ง ถ้าหากไม่รับให้พูดว่าไม่ แล้วข้าจะหายตัวไปทันที’

“ก็จำได้นี่ ตกลงว่าไง?” ท่านเทวดากอดอกแล้วยักคิ้วให้ผมข้างนึง ตอนนี้สมองของผมมันมึนงงไปหมด นี่มันคือความฝันหรือความจริง หรือนี่ผมเมาจนหลอน หรือมันอะไรกันแน่

แต่… ถ้าย้อนเวลาได้จริงๆ ผมก็จะไม่ลังเลที่ย้อนกลับไปเลย

ผมหลับตาลงก่อนจะพยักหน้าสองครั้ง ทันใดนั้นเสียงลมหมุนก็ดังขึ้นรอบตัวผมจนหูอื้อไปหมด

“ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก” ผมตะโกนสุดเสียงเมื่อตอนนี้รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเล่นรถไฟเหาะตีลังกายังไงหยั่งงั้น

แต่...เดี๋ยวนะ

ผมยังไม่ได้บอกท่านเลยว่าผมอยากจะย้อนไปตอนไหน


เฮ้ย เราต้องตกลงกันก่อนสิ 


ท่านเทวดาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!!!!



xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx


สวัสดีทุกคนนะคะ ดีใจที่กดเข้ามาอ่านกันค่ะ
นิยายเรื่องนี้จะลงทุกวันศุกร์ ฉะนั้นตอนแรกจะมาลงพรุ่งนี้นะคะ
สำหรับคนที่เล่นทวิตเตอร์ เจอกันได้ที่ #ที่เก่าเวลาเดิมแต่ #ดินแดนของตัง รอเจอทุกคนอยู่นะค้าาา >///<

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-09-2020 16:45:18 โดย B2Fictions »

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 930
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0
รอติดตามต่อคราบบบ ให้ +1 นะครับ :a2:

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2700
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
มารอ

ออฟไลน์ B2Fictions

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Begin Again ที่เก่าเวลาเดิม แต่….

#1






“ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก” ผมตะโกนสุดเสียงทั้งที่ยังหลับตาปี๋ แต่ทำไมรู้สึกแปลกๆวะ เสียงลมหมุนเงียบไปแล้ว ตอนนี้แม่งเงียบกริบเลย

“คุณไม่พอใจอะไรผมหรือเปล่า?” คำถามที่ได้ยินเรียกให้ผมเบิกตาโพล่ง มองไปรอบๆก็เห็นทุกสายตากำลังจดจ้องมาที่ผมที่ยืนผ่าเหล่าผ่ากออยู่คนเดียวในวงล้อมคนที่กำลังนั่งอยู่นับร้อยชีวิต

ทุกคนเงียบกริบ....

“ว่ายังไงครับ คุณ...ตัง” คนที่กำลังสาวเท้าเข้ามาหาผมหรี่สายตามองป้ายชื่อที่คล้องคอผมอยู่

ป้ายชื่อ!


ผมหันไปมองรอบๆตัวอีกครั้ง ทุกคนที่นั่งอยู่ก็คล้องป้ายชื่อกันหมดทุกคนไม่เว้นไอ้ฝาแฝดปอป่านที่นั่งเงยหน้ามองผมเหวอๆนี่ก็คล้องป้ายชื่อเหมือนกัน อย่าบอกนะว่านี่ผมย้อนเวลากลับมาตอนรับน้องปี1เลยอ่ะ เห้ยยย มันย้อนเยอะไปไหม ตอนนี้ผมอยู่ปี3แล้วนะ!

“คุณมีปัญหาอะไรกับผมงั้นเหรอ? ผมถาม ทำไมคุณถึงไม่ตอบ?” เสียงทุ้มๆเข้มขึ้นเกือบขั้นสุด ดวงตาคมปราดมองมาที่ผมจนผมกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ คราวซวยอะไรของผมวะ ไอ้เชี่ย นี่มันพี่ดินแดนในตำนานเลยนะ แม่งโหดแค่ไหนไม่ต้องอธิบายอ่ะ โอ้ยยยผมจะตายคาตีนมันไหมเนี่ยยยยยยย

“มะ ไม่มีครับ” ผมหลบสายตาคมก่อนจะตอบออกไปเสียงอ่อย

“แล้วคุณลุกขึ้นแหกปากขัดจังหวะผมทำไมไม่ทราบ?” คนตัวสูงกอดอกแล้วปรายสายตาลงมามองที่ผม ต้องพูดว่าปรายสายตาครับ ก็พี่แม่งสูงตั้งเกือบ 190 ส่วนผมมาตรฐานชายไทยครับ 175 พอดีเป๊ะๆ

“คือ…” ผมอ้ำอึ้ง เห็นสายตาพี่มันแล้วรู้สึกมือเย็นขึ้นมาเลยกู

“คือ...มดมันกัดครับพี่” เอาวะม้งมดตอบแม่งไปก่อน เหลือบตาขึ้นดูก็เห็นมุมปากพี่มันยกขึ้นข้างนึงก่อนจะแค่นหึออกมาเบาๆ

“โอเค ต่อจากที่ผมพูดเมื่อกี้ จับกลุ่มครับ” พูดจบก็เกิดเหตุโกลาหลครับ ย้ายตูดกันให้อุตลุด เดี๋ยวนะ ตอนนั้นผมต้องได้อยู่กลุ่มเดียวกับเบลสิ ใช่...วันนี้เป็นวันที่ผมได้รู้จักเบลเป็นวันแรก ผมหันหลังมองไปทางที่จำได้ว่าเบลนั่งอยู่ตรงนั้น แต่วันนี้มันกลับไม่เหมือนเดิมตรงที่มีร่างหนาๆของไอ้พี่ดินแดนมันยืนขวางสายตาผมอยู่

“ไอ้ตังมานี่” ไอ้ป่านมันฉุดมือผม แต่ผมก็ยังยื้อเอาไว้ ผมต้องอยู่กลุ่มเดียวกับเบล!

“ครบแล้วนั่งครับ….ผมรับประกันเลยว่าคุณไม่อยากเป็นกลุ่มสุดท้ายแน่นอน” พี่ดินแดนมันพูดเสียงเรียบในประโยคแรก แต่ไอ้ประโยคหลังมันเย็นเยียบจนผมขนลุก จะไม่ให้ขนลุกได้ไงล่ะ ก็ตาพี่แม่งจ้องอยู่บนหน้าผมเนี่ย เหี้ยเอ้ย!

“นั่งสิโว้ย” ไอ้ป่านมันกระชากพรวดเดียวคราวนี้ผมลงไปนั่งพับเพียบเลยครับ แม่งงง

เอาเป็นว่าวันนี้ผมก็หมดกิจกรรมรับน้องไปแบบมึนๆโดยไม่ได้พูดกับเบลเลยซักคำ แล้วทีนี้จะเอาไงต่อดีวะ? ถ้าเป็นวันนี้ในตอนนั้น คือ..ไม่งงกันใช่ไหม ผมหมายถึงวันนี้ในอดีตที่ผมไม้ได้ย้อนเวลากลับมาน่ะ เออ หรือยิ่งอธิบายยิ่งงง เอาเป็นว่าช่างแม่งก่อน ผมจะบอกว่าถ้าเป็นตอนนั้นเวลานี้ผมคงกำลังขับรถไปส่งเบลที่บ้านแล้วครับ ไม่ต้องมานั่งเหี่ยวเป็นผักบุ้งตากแดดอยู่แบบนี้หรอก คิดแล้วเซ็ง

“โว้ยยยยยยยยยยยยย” ผมแหกปากอย่างสุดทน คงไม่มีใครสนใจหรอกครับ ก็ตอนนี้แม่งไม่มีใครอยู่ตรงนี้นี่ ป่านนี้เขากลับหอกลับบ้านกลับช่องกันไปหมดแล้วมั้ง แล้วทำไมผมยังไม่กลับอ่ะเหรอ ก็มันเซ็งอ่ะ แบบโคตรเซ็งเลยมาหาที่นั่งเงียบๆทำใจอยู่เนี่ย

“ท่านเทวดา!!” ลองเรียกดูหน่อยดิ๊ ยังเงียบครับ แต่ช่างดิ่ พูดต่อแม่งเลย เป็นเทวดาต้องได้ยินดิ่วะ ขนาดคิดในใจยังได้ยินเลย

“ผมว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันอ่ะ!” แล้วอยู่ๆผมก็ได้ยินเสียงในหูดัง คลิ๊ก เหมือนเวลาที่เข็มนาฬิกาหยุดเดินก่อนที่ทุกอย่างรอบตัวจะมืดไปหมดเหลือเพียงแสงสปอร์ตไลท์ที่ส่องมาที่ตัวผม

“ไหนมีอะไรว่ามาซิ” คน...ไม่สิ เทวดาที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาสีแดงยกถ้วยชาขึ้นดื่มก่อนจะถามผมแบบชิลสุดๆ

“คืออะไรของท่านเนี่ย ผมแม่งงงไปหมดละอ่ะ” ผมพ่นลมหายใจก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งยองๆอย่างหมดแรง

“แล้วเอ็งงงอะไรล่ะ ถามมาแบบชัดๆหน่อย ข้ามีเวลาให้เอ็งไม่มากนะ”

“ก็ผมย้อนเวลามาแล้วใช่มะ แล้วแบบ...ทำไมมันไม่เหมือนเดิมอ่ะ?” ถ้าย้อนมาแล้วผมไม่ได้รู้จักกับเบลแบบนี้ ผมจะย้อนกลับมาทำไมวะ? เรียนคณะเดียวกันก็จริงแต่คนละเอกมันก็ไม่ใช่ว่าจะได้เจอกันบ่อยๆนะเว่ย

“หึ ก็ถ้าย้อนเวลากลับมาแล้วมันเหมือนเดิม มันก็จะลงเอยเหมือนเดิมไงไอ้เด็กโง่ ที่ข้าให้เอ็งย้อนกลับมา ก็เพื่อให้แก้ไขสิ่งที่มันพลาดไป เอ็งมีโอกาสขนาดนี้แล้วเอ็งก็ต้องมีความพยายามด้วยสิวะ”

ผมถอนหายใจแรงๆเพื่อระบายอารมณ์ เออ...จริงๆท่านก็พูดถูก

“แล้วข้าจะบอกอะไรเอ็งหน่อย ข้าให้พรเอ็งไปแล้วใช่ว่าข้าจะต้องคอยออกมาเจอเอ็งทุกครั้งที่เอ็งเรียกหรอกนะ ข้าไม่ได้ว่างขนาดนั้นเด็กน้อย” ท่านเทวดาลุกขึ้นจากโซฟาสีแดง ถ้วยชาในมือหายวับไปกับตาเมื่อท่านสะบัดข้อมือแล้วดึงสูธสีเทาให้เข้าที่ มันเป็นคนละชุดกับครั้งแรกที่เจอ จำได้ว่าตอนนั้นท่านใส่เสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนส์ อ่านไม่ผิดหรอกครับ เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนส์จริงๆครับ ผมสาบาน

“มีอะไรจะถามอีกไหม? วันนี้ข้ามีธุระ”

“แล้วผมต้องเป็นเด็กปี 1 อยู่แบบนี้อ่ะเหรอ?” ผมถาม ใช่ มันเป็นคำถามที่โคตรโง่เลย

“เออเอ็งคิดถูกแล้ว ไอ้เด็กโง่” นั่นแหละครับ อ่านใจมาด่าผมอีกแล้ว

“ขอให้สนุกกับชีวิตเฟรชชี่นะเด็กน้อย ข้าไปล่ะ” แสงสีทองวาบขึ้นมาแล้วทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม

“เออ จะมาก็มาจะไปก็ไปซะงั้นน่ะ” ผมลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปคว้ากระเป๋าที่วางไว้บนโต๊ะก่อนจะต้องชะงักเท้าเมื่อมีใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้น รูปร่างสูงๆ ตาคมๆ มุมปากที่ยกยิ้มข้างเดียวนั่นไม่ต้องบอกก็รู้ใช่ไหมล่ะว่าเป็นใคร

“พี่มาทำอะไรตรงนี้วะ?” ผมหลุดปากพูดออกไปก่อนจะรีบยกมือขึ้นปิดปาก เชี่ย มึงไปทักมันทำไมมมม

“กูผ่านมา บังเอิญได้ยินเสียงคนบ้ามันแหกปากเลยเดินมาดู” น้ำเสียงทุ้มๆเอ่ยตอบผม ลับหลังแบบนี้คุณๆผมๆไม่มีแน่น้อน เวลาอยู่ต่อหน้าคนเยอะๆทำพูดจาดี ผมว่าจริงๆแม่งก็เถื่อนเหมือนหน้าตาแม่งแหละ แต่เดี๋ยว...ผมแค่นินทามันในใจ แต่แม่งด่าผมเห็นๆเลยนี่หว่า

“ผมไม่ได้บ้าเหอะ” ผมตอบ อยากจะตบปากตัวเองให้รางวัลแก่ความปากไวจริงๆ ผมจะไปเถียงแม่งทำไมเนี่ย

“งั้น งั้นผมไปก่อนนะ” ผมบอกก่อนจะรีบสาวเท้าเดินออกไปอย่างเร็ว

เอ้า… แล้วพี่แม่งเดินตามผมมาทำไมวะ?

ผมรีบเดินจ้ำอ้าวไม่สนใจเสียงฝีเท้าที่แม่งแทบจะตามมาติดๆ ยิ่งเดินไปข้างหน้ายิ่งรู้สึกว่าเสียงฝีเท้ามันจะใกล้ขึ้นทุกที เอาก็เอาวะ ผมหยุดเดินก่อนจะหันหลังกลับไปทันที

“เหวออ” ผมร้องเสียงหลง แม่งใกล้ป่ะล่ะ หน้าผมนี่แทบจะทิ่มเข้าไปที่หน้าอกแม่งเลยอ่ะ

“พะ พี่ตามผมมาทำไมวะ?” ผมถอยหลังมาก้าวนึงก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไอ้คนที่หยุดเดินตามผม พี่มันถอนหายใจ ตาคมๆของมันมองมาที่ผมแบบไม่อยากจะเสวนาก่อนที่มันจะก้มลงมาพูดใส่หน้าผมเต็มๆ

“หยุดเดินทำเหี้ยอะไร เกะกะกู”

พูดจบมันก็เดินออกไปแล้วไม่หันกลับมาอีกเลย

ไอ้พี่ดินแดน

ไอ้ตะกวดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!



⇤  BEGIN AGAIN  ⇥



“มึงจะกัดหลอดกูทำเชี่ยอะไรไอ้สัด! แหวะ” ไอ้ปอมันโวยวายลั่นแล้วดึงหลอดน้ำในแก้วของมันที่ผมเผลอกัดซะบี้แบนโยนลงข้างโต๊ะ

“แค่นี้ทำรังเกียจ”

“ขโมยแดกน้ำกูแล้วยังสันดาน” มันยังบ่นอุบใส่ ผมยักไหล่ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมากดเล่น เมื่อคืนผมนอนไม่หลับเลยเอาจริงๆ คือเรื่องที่มันกำลังเกิดขึ้นกับผมตอนนี้มันเป็นเรื่องจริงใช่ไหมวะ?

แต่...มาถึงขั้นนี้ก็น่าจะจริงอ่ะนะ

ข้อความแจ้งเตือนเฟซบุ๊คที่ขึ้นมาเป็นร้อยเรียกให้ผมต้องกดเข้าไปเปิดดู ตอนนี้สเตตัสของผมขึ้นว่า ‘Single’ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้มันเคยขึ้นว่า ‘In a relationship with’ กับเบลอยู่เลย เห็นแล้วน้ำตาจะไหลว่ะแม่ง

‘เอ็งต้องมีความพยายามด้วยสิวะ’

ผมสูดลมหายใจเข้าเมื่ออยู่ๆคำพูดของท่านเทวดาเมื่อวานก็ดังขึ้นมาในหู ใช่ ต้องพยายามดิ่วะ! ผมปิดหน้าจอมือถือลงก่อนจะยัดมันใส่กระเป๋าโดยที่ไม่ได้ส่งคำขอเป็นเพื่อนกับเบลเหมือนที่ผมนั่งจ้องเฟซบุ๊คของเบลมาทั้งคืน ความประทับใจแรกเจอมันต้องเกิดขึ้นกับคนจริงๆดิ่!

“ไอ้ปอ มึงมีตารางเรียนเอกอิงก์ป่ะวะ?” ผมถาม มันละสายตาจากหน้าจอมือถือขึ้นมามองหน้าผม

“นั่นแน่ะ จะเอาไปทำไรวะ?” มุมปากมันยกยิ้มเหมือนคนมีเลสนัยอะไรซักอย่าง ไอ้เชี่ยแม่งทำหน้ากวนตีนแบบไอ้พี่ดินแดนไม่มีผิด

“เอามาเถอะน่า”

“เออ แปบ” มันบอกก่อนที่ผมจะเห็นมันเปิดไลน์กลุ่มที่มันมักจะใช้เวลาแชตอยู่ในนั้นมากกว่าคุยกับเพื่อนกับฝูง มันเคยลากผมเข้ากลุ่มนะครับ แต่เอาจริงๆนะ ผมอยู่ได้ชั่วโมงเดียวต้องออก ไอ้เหี้ยแจ้งเตือนชั่วโมงเป็นพัน มึงเอาเวลาไปตั้งใจเรียนกันดีไหม ใช่ครับ มันชื่อกลุ่มว่า ‘คนเสือกแห่งมทก59’ 

“มาละๆ” มันบอก ผมรีบกดเปิดไลน์ดูเมื่อเห็นแจ้งเตือนที่หน้าจอ

วันนี้วันพุธ ผมไล่สายตาดูตารางก็เห็นว่าวันนี้เอกอิงก์ปี1 ก็เรียนถึงแค่เที่ยง ตอนนี้บ่ายกว่าแล้ว แต่...วันนี้มีเรียกรวมตอนบ่ายสามนี่หว่า เห้ยยยย

“กูไปเยี่ยวแปบ” ผมบอกไอ้สองแฝด ไม่มีใครตอบรับอะไร อีกคนนั่งจมอยู่ในกลุ่มแชต ส่วนอีกคนนั่งดูเอ็มวี AKB48  เออ...ช่างแม่งพวกมัน

ผมวิ่งหอบแฮ่กๆมาที่โถงใต้ตึก9 เบลกับเพื่อนๆนั่งอยู่ตรงนั้นจริงๆด้วย ผมยืนเกาหัวแกร่กๆ อยู่ๆจะเดินเข้าไปหาแล้วบอกว่า “เบล นี่ตังไง แฟนเธอในอนาคตอ่ะ” ก็ไม่ง่ายงั้นป่ะวะ? มองซ้ายแลขวาเห็นซุ้มขายขนมอยู่ข้างตึกพอดี เออ ฟอร์มซื้อขนมไปนั่งกินรอเรียกรวมอยู่แถวนั้นก็ได้นี่หว่า

“ป้า เอาโค้กแก้วนึง ขนมนี่ด้วย”

 แล้วก็…

‘พลั่กกกกก’

“เชี่ยยยยยยยย” ผมสบถออกมาดังๆ สบัดมือที่เคยถือแก้วโค้กด้วยความเจ็บเมื่อผมกระแทกเข้ากับอะไรข้างหน้าเข้าเต็มๆ ตรงนี้มันมีกำแพงตั้งแต่เมื่อไหร่วะ? สัดเอ้ยยย ทั้งเจ็บทั้งเปียก แต่พอเงยหน้าขึ้นมาเท่านั้นแหละครับ

เหี้ย ไอ้พี่ดินแดน!

พี่มันจ้องหน้าผมนิ่ง ฝ่ามือใหญ่ๆของมันก็สะบัดคราบโค้กของผมที่เปียกอยู่เต็มอกออกไปด้วย

“ขอ ขอโทษครับพี่” ผมรีบโพล่งออกไป ดวงตาคมยังจ้องหน้าผมเขม็ง

“ขอโทษแล้วกูหายเปียกไหม?” เสียงเย็นๆถามผมนิ่งๆ

“ก็ผมไม่ได้ตั้งใจ” ผมตอบ แต่ก็ยังไม่กล้ามองหน้าพี่มันตรงๆอยู่ดี

“เป็นบ้าแล้วยังซุ่มซ่ามอีกนะมึง”

“เอ้า ไอ้แดน” เสียงคนมาใหม่เรียกให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมอง เป็นพี่เต๋ากับพี่บอยเพื่อนสนิทพี่มันแหละครับที่กำลังเดินเข้ามา

“เดี๋ยวนี้ชอบใครให้สาดโค้กงี้เหรอ?” พี่เต๋าพูดยิ้มๆ แบบแม่งไม่ได้แคร์สายตาโหดๆของเพื่อนแม่งเลย แต่เดี๋ยวนะ พี่มันว่าไงนะ?

“เห้ย ผมเปล่านะเว่ย ผมไม่ได้ชอบเพื่อนพี่ซักหน่อย” ผมพลั้งตอบออกไปแบบอัตโนมัติ ไอ้นิสัยชอบพูดคำหยาบแบบคิดไม่ทันคิดนี่แม่ง…..

“อ่าวววว” พี่บอยหัวเราะ มันตลกตรงไหนวะครับพี่

“เงียบปากไปเลยไอ้สัด” ไอ้คนหน้านิ่งพูดเสียงเย็นก่อนจะหันมาฉุดข้อมือผมอย่างแรง

“มานี่”

“เช็ด” คำสั่งสั้นๆจากคนที่ยืนพิงอ่างล้างมือในห้องน้ำเรียกให้ผมต้องเอานิ้วชี้ย้อนมาชี้หน้าตัวเอง

“สั่งผม?”

“สั่งหมามั้ง?” พี่มันพูดเสียงเรียบๆ แต่หน้าแม่งอย่างกวนตีนเลย เกลียดแม่งว่ะ

“เร็ว กูรีบ” รีบมากก็เช็ดเองดิ่วะ ก็ได้แต่พูดในใจอ่ะนะ ผมมองหน้าพี่มันนิดๆก่อนจะหันไปเปิดก๊อกน้ำ แต่ยังไม่ทันไร เสื้อนักศึกษาเปื้อนโค้กก็คลุมพึ่บลงบนหัวซะก่อน

“เฮ้ยย พี่ทำไรวะ มันเปื้อนนะเว่ย!” ผมสบถ

“ก็มึงลีลาชิบหาย” แม่งด่ากูอีกละไง ไอ้ตะกวดยักษ์เอ้ย

ผมดึงเสื้อที่คลุมหัวออกก่อนจะต้องสะดุ้งโหยง แต่จะถอยหลังก็ไม่ได้เพราะติดอ่างล้างมือ ซ้ายขวาก็ขยับไม่ได้อีก เพราะไอ้พี่ดินแดนมันท้าวแขนลงบนอ่างล้างมือคร่อมผมเอาไว้ทั้งตัว

อกแม่งอย่างแน่นอ่ะ….

ซิกแพคห่าเหวนั่นอีก….

เหี้ยยยย กูใจเต้นทำไมวะ?

“ถะ ถอยไป ดะ ดิ่วะ!” ผมผลักพี่มันออกให้พ้นตัว เอาดิ่ถึงกูสั่นก็สั่นสู้นะโว้ย แต่คนโดนผลักมันดันยิ้มมุมปากเฉย ไม่มีทีท่าโกรธอะไร บนในหน้าคมๆนั่นมีแต่ความกวนตีนล้วนๆ พี่มันถอยหลังก่อนจะไปยืนหันหลังพิงอ่างล้างหน้าแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเล่นซะเฉยๆ ผมเลยหันไปเปิดก๊อกน้ำแล้วหันด้านที่เปื้อนไปล้างน้ำให้มันหมดคราบแล้วบิดเอาน้ำออก

อยากจะสะบัดใส่หน้าแม่ง แต่พอหันไปจะแกล้งสะบัดใส่ไอ้ชีเปลือยมันดันกอดอกมองผมอยู่นิ่งๆซะงั้น สัด เมื่อกี้กูยังแอบเห็นมึงเล่นมือถืออยู่เลย

พรึ่บ! ผมหันไปสะบัดเสื้ออีกด้านอย่างเร็ว ไอ้เหี้ยเอ้ยยย ละอองน้ำเข้าหน้ากูเต็มๆครับท่านผู้ชม

“โง่” เออ กูรู้ตัว ซ้ำเติมกูอีก

“เอาเสื้อพี่คืนไป” ผมยื่นเสื้อนักศึกษาสีขาวที่เปียกเป็นหย่อมๆคืนให้พี่มัน

“ที่หลังก็อย่าซุ่มซ่ามอีกล่ะ” ไอ้พี่ดินแดนบอกก่อนจะวางมือหนาๆของมันบนหัวผมแล้วเดินออกไป อะไรบางอย่างทำให้ผมต้องยกมือขึ้นจับบนหัวตัวเอง และมันก็ทำให้ผมรู้ว่าสิ่งนั้นมันคือผ้าเช็ดหน้า


ผ้าเช็ดหน้าสีเทาของไอ้พี่ดินแดน….



xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx


สวัสดีทุกคนนะคะ ดีใจที่กดเข้ามาอ่านกันค่ะ  :pig4:
สำหรับคนที่เล่นทวิตเตอร์เจอกันได้ที่แท๊ก #ที่เก่าเวลาเดิมแต่ #ดินแดนของตัง
เจอกันอีกทีวันศุกร์ที่ 13 นะคะ
B2

ออฟไลน์ B2Fictions

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Begin Again ที่เก่าเวลาเดิม แต่….
#2





“พี่ดินแดนน่ากลัวมากอ่ะ”

“ใช่ๆ เราไม่กล้าสบตาพี่เขาเลย”

“เราก็เหมือนกัน”

นี่เป็นบทสนทนาของสาวๆที่ผมได้มาเป็นส่วนหนึ่งหลังจากเหตุการณ์สาดโค้กของผมเมื่อกี้ เอาจริงๆถ้ารู้ว่าผมจะต้องเสียโค้กไปฟรีๆรู้งี้ผมเอาสาดใส่หน้าแม่งไปเลยดีกว่า สะใจกว่าเยอะอ่ะ แต่จะว่าก็ว่าครับ ในความซวยก็มีเรื่องดีๆเหมือนกัน

ใช่แล้ว ตอนนี้ผมมานั่งแป้นแล้นอยู่ในกลุ่มของเบลแล้วคร้าบบบบ

คือเรื่องมันเป็นงี้ พวกสาวๆเขาเห็นที่ผมชนกับไอ้พี่ดินแดนที่หน้าซุ้มโค้กเมื่อกี้ครับ แล้วยังมีกลุ่มรุ่นพี่เพื่อนของไอ้พี่ดินแดนเข้ามาประกบอีกก็เลยเรียกผมมานั่งเพื่อที่จะถามเหตุการณ์ เออ พวกผู้หญิงนี่ก็ใฝ่รู้กันดีนะครับ

“แล้วพี่ดินแดนจูงมือตังเข้าไปในห้องน้ำทำไมเหรอ?” เอ๊ะ ทำไมผมรู้สึกว่าคำถามนี้มันแปลกๆวะ จูงมงจูงมืออะไร แม่งลากกูครับ ลาก

ตาประกายวิบวับยังจ้องผมไม่ละสายตา จำได้ว่านี่คือลูกน้ำ จริงๆผมก็จำสาวๆกลุ่มนี้ได้ทุกคนน่ะแหละ ก็พวกนี้เป็นเพื่อนสนิทเบลนี่ครับ

“เขาให้เราซักเสื้อให้” ผมตอบออกไปตรงๆผสมน้ำเสียงที่โคตรน่าเห็นใจลงไปนิดหน่อย

“ต้องขนาดนั้นเลยเหรอ นิสัยแย่ชะมัด” นี่ไงครับแฟนผม มองคนเก่งเหมือนผมเลยเห็นป่ะ

“แต่เอาจริงนะ ถ้าตัดความโหดออก พี่แม่งหล่อมากกกกกอ่ะ” คราวนี้เป็นอีกสาว คนนี้ชื่อแตงครับ

“จริง” คราวนี้ทุกคนครับที่พูดพร้อมกัน เฮ้ย หล่อตรงไหนวะ สู้ตังคนนี้ไม่ได้เลยเหอะ

“ตังก็น่ารักนะ” คำชมของลูกน้ำเล่นเอาผมอดยิ้มไม่ได้ แต่ก็ต้องหุบยิ้มดังฉับเมื่อได้ยินประโยคต่อมา

“เหมาะกับพี่ดินแดนมากเลย”

ลูกน้ำ เธอเป็นบ้าเหรออออออออออ!!!


“น้องๆทุกคนได้กระดาษกันหมดแล้วใช่ไหมคะ ทีนี้พี่อยากจะให้น้องๆเขียนชื่อเพื่อนที่คิดว่าสวยหล่อที่สุดลงไปอย่างละหนึ่งชื่อค่ะ” อันนี้พี่น้ำว้าคนสวยรุ่นพี่เอกของผมเองครับ

“เสร็จแล้วเอาไปใส่กล่องที่พี่แดนเลยนะคะ” ได้ยินชื่อแล้วแอบเซ็งว่ะครับ แม่งใช้ผมเช็ดเสื้อให้แต่ดันเปลี่ยนมาใส่เสื้อรุ่นเฉยเลย ไอ้สันขวานเอ้ย แต่ช่างแม่งก่อน ผมหันไปมองเบลที่นั่งถัดจากผมไปสองแถว จังหวะเดียวกับที่เบลก็หันมายิ้มให้ผมพอดี โอ้ยย โคตรน่ารักเลยว่ะแฟนผม เออ ผมยังไม่ได้อวดใช่ป่ะครับว่าเบลเนี่ยแหละที่เป็นดาวคณะศิลปศาตร์ของเราปีนี้

ผมจรดปากกาลงเขียนชื่อเบลลงไปแบบไม่ต้องคิดเลยครับ แล้วผู้ชายนี่จะเขียนใครดี ตอนนั้นใครเป็นเดือนคณะวะ?

“ไอ้ตัง คนหมวยๆ ตู้มๆนั่นใครวะ กูอ่านชื่อไม่เห็น” ไอ้ป่านมันสะกิดผมยิกๆ ผมจิ๊ปากใส่ ไอ้สัดนั่นแฟนกูเว่ย!

“เบลไงมึง” อันนี้ไม่ใช่ผมตอบหรอก ไอ้ปอพี่ชายฝาแฝดมันแหละครับที่ตอบ ไอ้สัดนี่ก็เสือกรู้ทุกเรื่อง

“ไอ้ฟายยย มั่นหน้าสัดๆอ่ะเขียนชื่อตัวเอง” ไอ้ปอมันโบกหัวผมหน้าเกือบทิ่ม ไอ้สัดนี่ทำร้ายร่างกายกู

“ก็กูหล่อ” ผมตอบก่อนจะโบกหัวมันคืน มันส่ายหัวแล้วหันไปมองหน้าฝาแฝดมันแล้วสามัคคีกันเบ้ปากใส่ผม แล้วไง ใครแคร์วะ

“น้องเบล น้องนัทออกมายืนข้างหน้าเพื่อนเลยค่ะ” เสียงพี่น้ำว้าดังขึ้นเสียงจอแจก็เงียบลงทันที เออ..ผมนึกออกละอีนัทตี้นี่เองเดือนคณะ มันแมนอยู่เดือนเดียวแหละครับ จากนั้นก็วิ่งกรี๊ดผู้ชายไปทั่ว

หลังจากไอ้เรื่องเดือนดาวก็ต่อด้วยกิจกรรมรับน้องเหมือนเดิมๆที่ผมผ่านมาหลายปีจนหมดอารมณ์ตื่นเต้นไปหมดละ แล้วไอ้เอะอ่ะก้มเอะอ่ะก้มนี่ขอซื้อได้ไหมวะ ก้มจนหน้ามืดดาวขึ้นแล้วโว้ยยยย

“เบล” ผมเรียกคนที่กำลังหยิบกระเป๋า เบลหันมามองก่อนจะยิ้มน้อยๆให้ผม โอ้ยยย น่ารักโว้ยย

“วันนี้กลับด้วยกันไหม?”

“แหมมม ตังชวนแต่เบลเหรอ แล้วแตงล่ะ?”

“ก็ชวนทุกคนแหละครับ” ผมตอบกลับไปยิ้มๆ จีบเพื่อนเขาก็ต้องเอาใจขาซักหน่อย

“เราล้อเล่นหรอก บ้านอยู่แถวนี้เองกลับเองดีกว่า ไม่ไปเป็นก้างหรอก” แตงแซวยิ้มๆ ผมก็ยิ้มรับ

“พูดอะไรน่ะแตง” เบลพูดเสียงดุ แต่ดูยังไงก็น่ารักมากอ่ะครับ

“เจอกันพรุ่งนี้นะ ไปส่งเพื่อนเราดีๆนะตัง” แตงพูดแล้วผละออกไปก่อน ผมหันไปมองหน้าเบลก่อนจะยิ้มน้อยๆแบบตังสไตล์

“มาเดี๋ยวเราช่วยถือ” ผมเอื้อมมือไปดึงหนังสือเล่มหนาจากฝ่ามือบาง

“อ๊ะ..” เบลร้องขึ้นมาเบาๆ ผมหันไปมองก็เห็นฝ่ามือบางอีกข้างกำลังกำปลายนิ้วเรียวอยู่ ผมรีบวางหนังสือก่อนจะเอื้อมมือไปแกะมือเบลออก

“เลือดออกเลย เจ็บหรือเปล่า?”

“ไม่เท่าไหร่หรอก กระดาษบาดน่ะ”

“เดี๋ยวนะ” ผมล้วงกระเป๋ากางเกงตัวเองเมื่อนึกได้ว่ามีผ้าเช็ดหน้าอยู่ในนั้น ขอยืมก่อนแล้วกันนะไอ้พี่ดินแดน

“ขอบคุณนะ” เบลร้องบอกขณะที่ผมทาบผ้าเช็ดหน้าสีเทาลงบนปลายนิ้วเรียว

“ไม่เป็น...ไร ครับ” ผมตอบ แต่ก็ไม่ได้เต็มเสียงนักเมื่อเงยหน้าขึ้นมาสบกับสายตาคมของใครบางคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก สายตาที่อ่านไม่ออกว่าหมายความว่าอะไรจ้องมองมาทำให้ผมรู้สึกเหมือนจะทำอะไรไม่ถูก มันรู้สึกปั่นป่วนแปลกๆ แต่ใบหน้านิ่งขึงนั้นก็หันกลับไปแล้ว แผ่นหลังกว้างก็ไกลออกไปเรื่อยๆจนสุดสายตา ผมก้มลงไปมองฝ่ามือที่กำลังกำผ้าเช็ดหน้าแน่นของตัวเอง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ผมผละมือออกจากเบลแล้วเผลอกำผ้าเช็ดหน้าผืนเรียบนี้จนยับ

และก็ไม่รู้ว่าทำไม….

ผมต้องรู้สึกผิดกับพี่มันด้วยวะ ?


⇤  BEGIN AGAIN  ⇥


สามวันมาแล้วที่ผมไม่มีโอกาสได้เจอกับไอ้พี่ดินแดนแบบที่สามารถจะพูดคุยกับพี่มันได้เลย เวลาไม่อยากเจอก็เจอตลอด ทีเวลาอยากเจอแม่งก็ไม่ได้เจอ เออ โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าผมพิสวาทพี่มันล่ะ ผมแค่อยากจะขอโทษเรื่องผ้าเช็ดหน้าแค่นั้นแหละ แต่ช่างมันก่อนก็ได้ มาอัพเดทเรื่องผมกับเบลกันดีกว่า สามวันที่ผ่านมาเรามีพัฒนาการที่ดีมากครับ มีไลน์คุยกันทุกวันก่อนนอน กินข้าวกลางวันด้วยกันบ้าง และกลับบ้านด้วยกันเกือบจะทุกวัน โคตรจะแฮปปี้อ่ะ

“สรุปมึงจีบเบลถูกมะ?” ไอ้ปอมันถาม

“เออไง”

“สัด แล้วทำเงียบ” ผมยักไหล่แบบไม่สนใจก่อนจะตั้งใจกินข้าวต่อ วันนี้ผมมากินข้าวที่โรงอาหารกลางเพราะไอ้แฝดมันอยากจะมาเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง จริงๆน่าจะเรียกว่าเปลี่ยนที่ส่องสาวมากกว่า ห่า เป็นแค่ปีหนึ่งเสือกเร่ร่อนมาถึงนี่

ผมนั่งดูดโค้กอย่างสบายใจเมื่อซัดข้าวมันไก่เจ้าอร่อยจนเกลี้ยง เจ้านี้อร่อยจริงนะผมกินมาหลายปีแล้ว เออ ไม่งงกันเนอะ

“อ่าว..พี่เต๋าหวัดดีครับ” ทันทีที่ผมรู้สึกว่ามีคนเดินมาหยุดอยู่ข้างหลังไอ้ปอก็ส่งเสียงทักทันที ผมรีบหันควับก็เห็นว่าพี่มันยืนยิ้มเผล่

“ผมนั่งด้วยคนได้ไหม โต๊ะมันเต็ม”

“ตามสบายครับพี่” ไอ้ป่านตอบพลางขยับสัมภาระไปสุดมุมโต๊ะ

“มองหาใครเหรอครับน้องตัง?” พี่เต๋าหันมาถามผม รอยยิ้มพี่มันดูกวนตีนพิกล

“เปล่าครับ แล้วนี่พี่เต๋ามาคนเดียวเหรอครับ?”

“ก็มากันครบแหละ นั่นไง” พี่เต๋าโบกมือหยอยๆไอ้คนหน้านิ่งที่ถือข้าวมันไก่สองจานก็เดินตรงเข้ามาพร้อมกับพี่บอยที่ประคองชามก๋วยเตี๋ยวของตัวเองมาด้วย

“สัด กูบอกให้มึงไปซื้อน้ำไง” คนที่นั่งลงตรงข้ามกับผมพูดก่อนจะวางจานข้าวมันไก่ลงตรงหน้าพี่เต๋า นั่งตรงข้ามกันก็จริงแต่แม้แต่หางตาพี่มันยังไม่มองผมเลยครับ

“ก็มาหาโต๊ะให้พวกมึงนั่งก่อนนี่ไง ถูกใจป่ะล่ะ?” พี่เต๋ามันยิ้ม ผมนี่ขยี้ตาแรง ตรรกะแก๊งค์นี้มันเพี้ยนหรือไงวะ อีกคนก็ทำหน้าเหมือนโกรธใครมาซักสิบปี อีกคนก็ระรื่นหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อน

“รีบไปให้ไว” พี่บอยบอกก่อนที่พี่เต๋าจะลุกเดินออกไปโดยดี

ผมหยิบมือถือขึ้นมากดดูแจ้งเตือนไปพลางๆ แม่งโคตรกระอักกระอ่วนยังไงบอกไม่ถูก เป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้เพราะไม่ได้นับที่ผมลอบมองใบหน้าของคนที่ยังกินข้าวนิ่งๆไม่สนใจคนรอบข้าง แบบ...มันไม่มีจังหวะให้ผมแทรกเข้าโลกส่วนตัวมันได้เลย พี่เต๋ากับพี่บอยแม่งก็ไม่สนใจจะคุยกับเพื่อนมันเลยเหรอวะ? เห็นแม่งยุกยิกๆกันอยู่แค่สองคน เออ ไอ้ปอกับไอ้ป่านแม่งก็ไม่สนใจผมเหมือนกันแหละ

“พี่..” ผมตัดสินใจเรียกคนตรงหน้าเบาๆเมื่อมันวางช้อนส้อมแล้วหยิบแก้วโค้กขึ้นดื่ม พี่มันไม่ได้ตอบรับอะไรแค่มองหน้าผมนิ่งๆ

“เรื่องผ้าเช็ดหน้า ผม...ขอ”

“ช่างเถอะ กูตั้งใจจะทิ้งอยู่แล้ว” มันพูดก่อนจะหยิบจานข้าวของตัวเองแล้วลุกขึ้นเดินออกไปซะเฉยๆ เหวอเลยกู คือนี่กูต้องรู้สึกผิดต่อหรือควรจะเลิกสนใจแม่งดี ไอ้สันขวานดินแดน!


และแล้วช่วงเวลาแห่งความวิงเวียนก็กลับมาอีกกครั้ง วันนี้พี่ว้ากแม่งดูจะขยันเป็นพิเศษสั่งก้มแล้วก้มอีกจนผมแทบจะขย้อนเอาข้าวมันไก่ออกมาดูเล่น

“ใครที่รู้ตัวว่าตัวเองทำผิด ผมขอให้ลุกขึ้นยืนด้วยครับ” ไอ้พี่ดินแดนพูดเสียงเย็น จากนั้นเสียงงึมงำก็ดังขึ้นระงมเพราะตอนนี้ทุกคนกำลังถูกสั่งให้ก้มหน้ากันอยู่ ใครพูดอะไรมันเลยฟังไม่ค่อยจะได้ศัพท์

“น้องสี่คนออกมาข้างหน้าเพื่อนเลยครับ เอาล่ะ ทุกคนเงยหน้าได้” ประโยคนี้พี่ว้ากเบอร์สองนั่นก็คือพี่วินเป็นคนพูดต่อ ผมเงยหน้าขึ้นก่อนที่จะเห็นว่าเบลก็เป็นคนนึงที่ยืนอยู่ตรงนั้น ความทรงจำของผมวิ่งย้อนกลับมาแทบจะทันที

“เนคไทด์คุณไปไหนครับ?” คำถามแรกกับเพื่อนคนที่ยืนอยู่ริมสุด

“มะ มันหายครับ”

“แล้วคุณล่ะ?” นี่ก็อีกคนที่ไม่มีเนคไทด์ ผมว่าพวกมันโดนเพื่อนแกล้งชัวร์ๆ

“หะ หาย มะ เหมือนกันครับ”

“แล้วคุณล่ะ ป้ายชื่อของคุณไปไหน?” คำถามนี้เป็นของเบลครับ ไอ้พี่ดินแดนมันกอดอกนิ่งๆ แม้แต่กับผู้หญิงน่ารักๆมันยังทำหน้าเฉยเมยไร้อารมณ์ได้ขนาดนี้เลยเหรอวะ!

“ลืมไว้บนห้องกิจกรรมค่ะ”

“ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าป้ายชื่อเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับปีหนึ่งทุกคนคุณกลับไม่ใส่ใจกับมัน หรือคุณคิดว่าใครๆก็จำคุณได้งั้นเหรอ?” พี่วินพูดเสียงดังลั่นจนทุกคนเงียบกริบ

“คุณ ยืนขึ้นครับ” พี่วินมองตรงมาที่ข้างๆผม มันคือไอ้ป่านครับ

“เพื่อนคุณคนนี้ชื่ออะไรครับ?”

“เบลครับ” พี่วินและพี่ว้ากคนอื่นๆพยักหน้า มีอยู่แค่คนเดียวที่ยังคงตีหน้านิ่งสนิท

“สรุปว่าพวกคุณทุกคนรู้จักเพื่อนคนนี้?” พี่วินขึ้นเสียงสูงท้ายประโยคเป็นคำถาม ทุกคนยังเงียบสนิท

“รู้จักครับ” ใช่ครับ ผมเอง

“น่าดีใจมาก ปีหนึ่งปีนี้รู้จักกันดีจริงๆ” พี่วินยิ้มก่อนจะหันไปสบตากับไอ้คนหน้านิ่งนั่น พี่ดินแดนก้าวออกมาข้างหน้าสองก้าวก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆตามสไตล์

“ปีหนึ่งทุกคนหันป้ายชื่อเข้าหาตัวครับ” 

“คุณ” ไอ้พี่ดินแดนชี้มือมาที่ผม

“เพื่อนคุณคนนั้นชื่ออะไร?” นิ้วเรียวยาวชี้ไปที่เด็กเอกอิงก์ที่นั่งอยู่ในแถวอีกฟาก นึกย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อนไอ้ห่านี่เป็นคนที่ทำให้ผมเหนื่อยแทบปางตาย เพราะผมจำชื่อมันไม่ได้  แต่คราวนี้ไม่ได้กินกูหรอกครับ

“เจมส์ครับ” ไอ้เจมส์จิหันป้ายกลับมา ทำให้ผมยิ้มเหนือ หึหึ

“คนนั้นล่ะ?”

“มิวครับ” อึ้งครับทุกคนอึ้ง เจ้าตัวมันยังอึ้งเลยครับว่าผมรู้ได้ยังไง กูรู้จักมึงมาสามปีแล้วครับ เออ หรือผมจะไปรับจ๊อบเป็นหมอดูดีวะ บอกเลยว่าแม่นแน่นวลลลล

“แล้วคนนั้นล่ะ?”

“.......”

เหี้ยแล้วไง ไอ้ห่านั่นมันเป็นใครวะ?   

ผมพยายามนึก แต่หน้าตาแบบนี้ไม่มีผุดขึ้นมาเลยในความทรงจำที่ผ่านมา กูว่ามึงต้องซิ่วไปนานแล้วชัวร์ ไอ้สันดานนนน

“หันป้ายชื่อมาครับ” ไอ้หน้าจืดหันป้ายชื่อมาข้างหน้า ‘น้องจิ้ง’  จิ้งพ่องสิ

“ปีหนึ่งตบมือให้เพื่อนคุณด้วยครับ” พี่วินพูดพร้อมตบมือนำเป็นตัวอย่าง

“ผมยกย่องคุณในเรื่องความกล้า แต่การที่เข้ามาช่วยเหลือเพื่อนแบบผิดๆยังไงคุณก็ต้องถูกลงโทษด้วยเช่นกัน” พี่วินพูดต่อก่อนที่ใครบางคนจะก้าวมายืนคู่กัน แล้วภาพนี้ผมก็ยังคงจำได้ดี มันเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมได้รู้จักกับไอ้พี่ดินแดนเป็นครั้งแรกเมื่อสามปีก่อน ไอ้พี่ดินแดน ไอ้โหดดดดด

“ผมเห็นแก่ความที่คุณเป็นคนรักเพื่อนมาก ดังนั้น ทุกคนกลับไปนั่งที่ของตัวเองได้ครับ” คำพูดของพี่มันทำให้พวกเพื่อนๆถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วหันมาขอบคุณผมเป็นการใหญ่ แต่แม่งงงง นรกกำลังจะเกิดขึ้นกับกูครับ

“ส่วนคุณ วิ่งรอบสนามฟุตบอล 10 รอบ เชิญครับ” ผมมองหน้านิ่งๆของคนสั่ง ดวงตาคมก็มองผมตอบ

“พี่ครับ” เป็นไอ้ป่านเพื่อนรักผมครับที่ร้องท้วง แม่งโคตรซึ้งใจ

“ผมไม่รับคำอุธรณ์”

สาดดดดดดดดดดดดด


“ไหนว่าเป็นเทวดาไม่โกหกไงวะ?” ผมแอบบ่นในใจ จะได้ยินก็ได้ยินไปเถอะ ไม่อยากจะคบละเทวดาขี้โกหกเนี่ย

“เอ็งด่าใครไอ้เด็กโง่” นั่นไง ที่งี้ล่ะออกมาไวเลย แล้วชุดวอร์มสีแดงแจ้ดนี่มันอะไรกัน คิดดูเหอะ แดงยันรองเท้าวิ่งอ่ะ

“ท่านก็น่าจะรู้ป่ะ?”

“แล้วข้าไปโกหกอะไรเอ็ง”

“ก็ไหนบอกว่ามันจะไม่เหมือนเดิมไง โห้ยนี่วิ่ง 10 รอบเหมือนเดิมเป๊ะๆ”

“ถ้าไม่อยากให้เหมือนเดิมแล้วเอ็งทำเหมือนเดิมทำไมล่ะ? จะว่าไป มันไม่ดีเหรอ ข้าแอบเห็นนะว่าสาวประทับใจ” ท่านเทวดาที่วิ่งข้างๆผมตอบเสียงสบายๆ วิ่งอะไรเหงื่อไม่ออกซักหยด ผมนี่เปียกตั้งแต่รักแร้ยันไข่ละ

“ไม่อยากจะด่าว่าโง่” เสียงที่ลอยตามลมมาว่างี้

“ก็รู้หรอกว่าอ่านใจคนได้ แต่ผมคิดอะไรก็ปล่อยข้ามๆไปบ้างก็ได้ป่ะ?”

“ก็เรื่องของข้าป่ะ?” เลียนแบบกันงี้ก็ได้เหรอ

“แต่จริงๆ มันก็ไม่ได้เหมือนเดิมไปซะทีเดียวหรอก” ผมหันไปมองท่านเทวดาที่หยุดวิ่งแต่กลับมองไม่เห็นเทวดาซักองค์ที่ยืนอยู่ตรงนั้น แต่มันก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ผมเห็นใครบางคนวางอะไรบางอย่างที่ข้างกระเป๋าของผมบนสแตนด์เชียร์

ที่ผมจำได้ก็คือหลังจากที่พี่เต๋าเดินเข้ามาบอกผมให้หยุดวิ่ง พอกลับไปสิ่งที่วางอยู่ข้างกระเป๋ามันคือขวดน้ำกับอมยิ้มรสคาราเมลที่ผมคิดมาตลอดว่าเบลเป็นคนเอามาวางไว้ให้ แต่รูปร่างของคนที่เห็นในวันนี้มันแตกต่างจากเบลอย่างสิ้นเชิง ถึงมันจะไกลจนมองแทบไม่ออกว่าเป็นใคร แต่คนที่ผมเห็นตรงนั้นเป็นผู้ชาย และเป็นผู้ชายที่ตัวสูงมากๆด้วย

รูปร่างท่าทางแบบนั้น...

“ตัง น้องตัง พอแล้วล่ะ” พี่เต๋าเรียกให้ผมตื่นจากภวังค์ ผมหันไปพยักหน้ารับเบาๆโดยไม่ได้ถามหาเหตุผลอะไรเหมือนครั้งก่อนเพราะตอนนี้มันมีสิ่งที่ผมสนใจมากกว่านั้น

เจ้าของอมยิ้มคาราเมลหวานๆนั่น เป็นพี่เองเหรอวะ ?

แม่ง

ตบหัวแล้วลูบหลังกันนี่หว่า...



xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

มาแล้วค่าาา
ขอบคุณทุกคนที่กดเข้ามาอ่านน้า  :pig4:
สำหรับคนที่เล่นทวิตเตอร์เจอกันได้ที่แท๊ก #ที่เก่าเวลาเดิมแต่ #ดินแดนของตัง
เจอกันตอนหน้าวันศุกร์ที่ 20 ค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-07-2018 15:49:24 โดย B2Fictions »

ออฟไลน์ B2Fictions

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Begin Again ที่เก่าเวลาเดิม แต่….
#3




ในที่สุดก็ถึงวันนี้ที่รอยคอย รับน้องใหญ่ซักทีโว้ยยยยย

มาถึงตอนนี้บอกได้เลยว่าความสัมพันธ์ของผมกับเบลก้าวหน้าแบบสุดๆเลยครับ แต่เอาจริงๆแว้บนึงผมก็แอบเบื่อนะ แม่ง คิดถึงชีวิตปี3 ของผมจังว่ะ

“พี่เขาเรียกรวมแล้ว” ผมพยักหน้าเนือยๆกับคำพูดของไอ้ป่าน ก้มลงมองสารรูปตัวเอง กางเกงวอร์มขายาวสีดำกับเสื้อสีน้ำเงินเข้มที่มองยังไงมันก็คือผ้าขี้ริ้วดีๆนี่แหละ นี่เลือกแบบเน่าสุดเลยนะเอาจริง นึกย้อนไปตอนนั้นเสื้อยืดจิออดาโน่สีดำของผมที่กลายเป็นของสังเวยถังขยะแล้วอยากร้องไห้

“แนะนำตัวค่ะ” นี่เสียงพี่น้ำว้าคนสวยครับผมจำได้ ตอนนี้พวกผมกำลังยืนอยู่ที่ซุ้มแรกหลังจากโดนปิดตาเป็นที่เรียบร้อย

“ผมชื่อ ชัยภัส อรุณมา ชื่อเล่นชื่อ ป่าน ครับ”

“ชัยพล อรุณมา ปอ ครับ”

“ธนพัฒน์ อัครเดชาภา ตัง ครับ” ต่อจากไอ้แฝดก็คือผมเองพ่วงด้วยเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกเจ็ดคน

“น้องหน้าดูซีดๆกันนะคะวันนี้” โปรดอย่าคิดว่าพวกพี่เขาเป็นห่วงครับ

“มาค่ะ เดี๋ยวพี่แต่งหน้าให้” หลังจากนั้นหน้าพวกผมก็บรรลัยไปด้วยลิปสติกสีแดง แหมม ละเลงกันสนุกไปครับ  แต่นี่หน้าคนนะเว่ยไม่ใช่กระดานเล่นเอ็กซ์โอ!

“หมุนตัวหนึ่งรอบแล้วไปต่อได้ค่ะ!”

ผมสูดหายใจเฮือกใหญ่เตรียมรับชะตากรรม 

สู้โว้ยยยยยยยยยยยยยยยยย!   แต่จริงๆมันก็ไม่ขนาดนั้นหรอก

“ก้มหัวแล้วมุดเข้าไปเลยค่ะ” ได้ยินเสียงรุ่นพี่สาวๆคอยบอกอยู่ข้างหู ก่อนจะได้ยินเสียงซอกแซ่กๆของใบมะพร้าวที่เอามามัดเป็นซุ้ม

“อ้ากกก ตัวเหี้ยอะไรวะเนี่ย!?” เอาละครับไอ้ป่านเปิดประเด็นแล้ว

“ไอ้เหี้ยๆ ๆ ๆ” 

“เหี้ยยยยยยยยยยยย”

“กรี้ดดดดดด”

“ไม่เอาาาาาาาา ฮึก หนูกลัว ฮืออออ”

แล้วก็ตามมาเป็นสิบๆเสียง เอาจริงๆตอนนั้นผมนี่ก็แหกปากดังไม่ใช่เบาครับ แต่ตอนนี้เบๆครับ เกลียดอย่างเดียวแม่งเลอะเทอะชิบหาย

“เหี้ย ไส้เดือน!”

“กรี้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”

จ้าล่ะหวั่นกันล่ะทีนี้เพราะทุกคนในกลุ่มที่กำลังคลานอยู่ในซุ้มกำลังแตกแถวฮือ เพราะไส้เดือนของไอ้ป่าน จริงๆแล้วมันคือเส้นเฉาก๊วยครับพี่น้องค้าบบบ

“ไอ้เชี่ยปอ นี่มันเฉาก๊วยโว้ยย!” ผมโพล่งออกไปลั่นเมื่อได้ยินเสียงมันแหกปากร้องไม่หยุด จากนั้นความอลม่านก็สงบลงชั่วครู่ ก่อนที่เสียงเรียบๆจะดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกล

“อย่าให้ผมรู้นะครับว่าใครถอดผ้าปิดตาออกหรือแอบมอง” จำไม่ผิดนี่คือเสียงพี่วิน ใช่ครับในซุ้มจะต้องมีรุ่นพี่สองสามคนคอยยืนอยู่ด้านในเพื่อคอยช่วยไม่ให้พวกน้องๆเหยียบกันเอง ปีผมไอ้ปอไอ้ป่านก็อยู่ในนี้ครับแต่ผมอยู่ด่านถัดไปกับพวกสาวๆ คือขี้เกียจเลอะเทอะอ่ะ

“ยกขาครับระวังสะดุด!” เสียงร้องเตือนมาเป็นระยะๆ พ่วงด้วยเสียงหัวเราะในลำคอ แม่ง กูรู้หรอกมึงหลอกให้พวกกูยกขาหลบอากาศน่ะ!

“เฮ้ย ไอ้วินระวัง!” ไม่ถึงเสี้ยววินาทีที่เสียงนี้ดังขึ้นอะไรบางอย่างก็กระแทกผมอย่างจังจนหงายหลังไปนั่งจ้ำเบ้าบนพื้นที่เต็มไปด้วยน้ำโคลนเฉอะแฉะ

“โทษทีๆ น้องเป็นไงบ้าง?”

“สัด” ผมได้ยินเสียงสบถเบาๆอยู่ข้างหูก่อนที่ความแสบจะเล่นงานข้อเท้าผมอย่างจัง ตอนนั้นมันไม่ได้เป็นแบบนี้นี่หว่า....

“ไอ้....ให้กูช่วยไหม?” เสียงของพี่วินขาดห้วงไปก่อนจะพูดต่อ ผมไม่ได้ยินคู่สนทนาอีกฝ่ายโต้ตอบอะไรออกไป แต่รู้สึกว่ามีคนประคองผมให้ลุกขึ้นยืนแล้วหิ้วปีกผมเดินออกไป

“โอ้ย” ผมเผลอร้องออกไปไม่ดังนักก่อนจะเม้มปากแน่น สำออยไม่ดีครับเสียฟอร์ม แต่แม่งแสบชิบหายเลยโว้ยยยย

“พี่ ผมเปิดตานะ” ผมบอกออกไปเมื่อถูกประคองมานั่งลงบนเก้าอี้ ตรงนี้น่าจะเป็นซุ้มหน่วยพยาบาลนะคิดว่า

“.......”

“พี่” ผมเรียกย้ำอีกครั้งเมื่อคนที่พาผมมาแม่งไม่ยอมตอบ จะเปิดเลยก็เดี๋ยวแม่งด่าอีก

“.......”

“ถ้าพี่ไม่ตอบงั้นผมเปิดเลยนะ” ผมดึงผ้าที่ผูกปิดตาออกก็เห็นพี่แก้มส่งยิ้มน้อยๆให้ผม

“แสบหน่อยนะคะ” ผมพยักหน้ารับก่อนจะมองเลยไปด้านหลังของพี่แก้ม ที่นอกเต้นท์นั่นก็มีคนเดินไปเดินมาขวักไขว่แต่ดูที่ท่าแล้วพวกนั้นก็ไม่น่าจะใช่คนที่พาผมมาตรงนี้นะ

“เขาไปแล้วค่ะ” พี่แก้มพูดยิ้มๆ แถมน้ำเสียงยังดูมีนัยแปลกๆยังไงไม่รู้อ่ะ คือไรวะ?

ผมนั่งมองข้อเท้าตัวเองที่ตอนนี้ถูกพันด้วยผ้าก๊อซสีขาวไว้อย่างเรียบร้อย จริงๆผมก็ยังเดินไหวเพราะไม่ได้เจ็บอะไรมาก แผลมันไม่ได้ลึกมากแต่เป็นรอยขูดยาวๆแล้วก็ถลอกน่าจะไปขูดกับอะไรซักอย่างตอนที่ลื่นล้ม แต่ยังไงผมก็ไม่ได้รับอนุญาติให้ไปร่วมกิจกรรมรับน้องต่ออยู่ดี จะว่าไปมันก็ดีนะ ไม่ต้องไปถึงด่านแดกนรกนั่น บรเพชเคลือบน้ำตาลยังหลอนผมไม่หาย ใครแม่งเป็นคนคิดผมก็อยากจะรู้ ขมจนขนหัวลุกไปหมด!

‘คลิ๊ก’

อยู่ๆรอบตัวผมก็มืดลง คนที่กำลังเดินผ่านไปผ่านมาก็หยุดนิ่งไม่ขยับ แสงสปอร์ตไลต์ส่องมาที่หน้าผมแว้บนึงจนต้องยกมือขึ้นมาบังไว้

“เป็นไงบ้างไอ้เดี้ยง?” เทวดาที่ใส่ชุดกราวน์คุณหมอถามผม แหมห้อยสเตทไว้ที่คอซะด้วย พร้อบท่านนี่พร้อมเหลือเกิ้นนน

“ก็เจ็บอ่ะดิ่” ผมตอบ ท่านเทวดาหัวเราะก่อนจะนั่งลงบนอากาศธาตุที่อยู่ๆก็กลายเป็นโซฟานวมอย่างดีซะอย่างนั้น

“แล้ววันนี้เล่นเป็นคุณหมอเหรอ?”

“เผื่อเอ็งเจ็บหนักไงข้าจะได้รักษาทัน”

“เฮ้ย ท่านทำได้ด้วยเหรอ!?” ผมออกจะตื่นเต้นนิดๆ แต่เป็นเทวดาก็น่าจะทำได้อยู่แล้วนี่เนอะ

“ล้อเล่น”

“อ่าว...ไหนบอกเทวดาโกหกไม่ได้ไง?”

“ก็ไม่ได้โกหกแค่ล้อเล่นป่ะ”

“เบื่อจะเถียง” ผมบอกแล้วถอนหายใจ ได้ยินท่านเทวดาหัวเราะหึหึก่อนที่โซฟานวมจะหายไปเมื่อท่านลุกขึ้นยืน

“ข้าไปดีกว่า”

“เอ้า มาแค่เนี้ยะ?” ไหนบอกว่าเทวดางานยุ่งไงวะ

“ก็ยุ่ง แต่อยากมาดูหน้าคนเดี้ยงอ่ะมีไรป่ะ?” จบประโยคปุ๊บรอบๆตัวผมก็สว่างทันตา คนที่ยืนหยุดอยู่กับที่ก็ออกเดินต่อไปเหมือนก่อนหน้านี้ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน เออดีเนอะ

“น้องตัง เดี๋ยวไปรอเรียกรวมที่ใต้ตึกเก้าได้เลยนะ” พี่แก้มเดินมาบอกผม ก่อนจะใช้นิ้วชี้วนๆตรงหน้าตัวเองแล้วอมยิ้ม

“เอ่อ...ครับ” ผมตอบรับ เชี่ย ตารางเอ็กซ์โอบนหน้ากู! แล้วก็ไม่มีใครเตือนกูเลยทั้งคนทั้งเทวดา ถึงว่าใครเดินผ่านมาก็ทำหน้ากลั้นขำใส่ แม่งงงงง

ผมเดินไปเข้าห้องน้ำที่ดูสภาพก็รู้ว่าผ่านสมรภูมิรบมาโชกโชนขนาดไหน ทั้งกระดาษทิชชู่เปื้อนลิปสติกสีแดงแปรดที่ล้นออกมาจากถังขยะ ทั้งซากไส้เดือนเฉาก๊วยที่นองเต็มพื้น ทุกคนคงเข้ามาล้างกันหมดแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เอาเข้าจริงมันไม่ได้ทำให้สะอาดขึ้นเท่าไหร่หรอกเพราะมีเวลาล้างแค่ 5 นาทีเท่านั้นแหละ

ผมเปิดก๊อกน้ำก่อนจะวักน้ำขึ้นมาล้างหน้า แม่งถูยังไงก็ถูไม่ออก ตอนนี้โฟมล้างหน้าไม่ต้องพูดถึงแค่ทิชชู่ยังไม่มีเลย จะเอาไอ้เสื้อเน่าๆที่ใส่อยู่มาเช็ดก็… ห่า หน้าแหกพอดี!

“หน้ามึงแม่งโคตรน่าเกลียดอ่ะ”

เสียงทักที่หน้าห้องน้ำดังขึ้นทันทีที่ผมก้าวออกไป ไม่ต้องเดาก็รู้ใช่ไหมว่าใคร มันนั่นแหละ ไอ้คนหน้านิ่งที่ชอบกระตุกยิ้มด้วยมุมปากข้างเดียวคนนั้นนั่นแหละ ผมถอนหายใจก่อนจะก้าวขาเดินต่อ แต่พี่แม่งก็เดินมาขวางตรงหน้าผมพอดี

“พี่มีไรกับผมหนักหนาวะ?” ผมโพล่งออกไป เอาอีกแล้วไงกู หยาบคายไม่คิดอีกละ

“สงเคราะห์ให้” พี่มันพูดก่อนที่ฝ่ามือใหญ่ๆที่ถือผ้าเช็ดหน้าจะโปะลงมาบนหน้าผมเต็มๆจนผมต้องรีบแกะมือมันออก

“อื้อออ” กูหายใจไม่ออกตายไปทำไงวะ!

ผมหน้ามุ่ยอย่างอารมณ์เสียแต่พี่มันกลับยิ้ม แถมยิ้มกว้างซะด้วย

“จับมือกู ชอบกูเหรอ?” ไอ้พี่ดินแดนมันชูมือข้างที่ผมจับมือมันไว้พร้อมกับผ้าเช็ดหน้าขึ้นมา ผมรีบสะบัดออกแทบไม่ทัน

“บ้าบออะไรล่ะ”

“หึหึ” ไอ้คนกวนประสาทมันหัวเราะในลำคอเบาๆก่อนจะยัดผ้าเช็ดหน้าสีน้ำเงินเข้มใส่มือผม

“เปื้อนหน้ามึงแล้วเอาไปซักให้ด้วย ถอย จะไปฉี่” พูดจบมันก็เดินผ่านผมก้าวเข้าห้องน้ำไปซะเฉยๆ แบบนี้ก็ได้เหรอวะ?

แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้เดินไปไหนก็มีเสียงเข้มๆดังขึ้นจากข้างหลังก่อนที่จะได้ยินเสียงประตูห้องน้ำปิดลง

“อันนี้ไม่ได้ทิ้ง อย่าเอาไปให้คนอื่นใช้อีกล่ะ”


⇤  BEGIN AGAIN  ⇥


วันนี้ก็ครบอาทิตย์พอดีหลังจากวันรับน้องใหญ่วันนั้น แผลที่ขาผมก็หายดีแล้ว ทุกอย่างดูเหมือนปกติดีแต่จริงๆในใจผมว่ามันไม่ใช่ว่ะ ผมคิดว่าช่วงชีวิตของผมในตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมด เปลี่ยนไปแม้กระทั่งความรู้สึกของผมเองด้วยซ้ำ…

ผมพยายามจะสลัดบางสิ่งบางอย่างที่มันคาใจผมออกไปให้หมดแล้วสานสัมพันธ์กับเบลให้ก้าวหน้ากว่านี้ แต่แว้บนึงในห้วงของความคิดมันกลับไปนึกถึงการกระทำหลายๆอย่างของใครบางคนทุกทีไป

โว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

ผมแหกปากในใจดังลั่นก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างตบแปะที่ข้างแก้มตัวเอง เบล เบล เบล ผมท่องชื่อคนที่ควรจะคิดถึงก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ไลน์ส่งให้เธอ


                                                                                           
‘เย็นนี้ว่างป่ะครับ ไปดูหนังกัน’

‘พรุ่งนี้เช้าเรามีควิซ ไว้วันอื่นได้ไหม?’

                                                                                                                         
‘ครับ’

ผมพิมพ์ตอบกลับไปก่อนจะยัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงเหมือนเดิม บทสนทนาของเราสั้นมาก และมันก็สั้นขึ้นทุกทีในช่วงหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา และมันก็น่าแปลกมากที่ผมไม่ได้ผิดหวังกับการปฏิเสธของเบลแบบที่คิดไว้เลย…

“สัด แม่งซุ่ม” ไอ้ป่านมันแขวะผมหลังจากที่ดูผลควิซที่ติดไว้บนกระดาน ผมได้เต็มไง ควิซง่ายๆของปีหนึ่ง ถ้าไม่เต็มก็ควายละครับ

“ซุ่มพ่อง” ผมเตะข้อพับมันไปทีก่อนจะเดินหนีออกมาก่อน

“ไปไหนกันดีวะ สยามมะ?”

“เออ กูอยากแดกชาบู”

เสียงไอ้แฝดสยามมันเดินคุยกันเรื่อยเปื่อยตามหลังผมมา ผมที่กำลังจะหันไปร่วมบทสนทนาก็ต้องชะงักเมื่อเห็นใครบางคนจากประตูกระจกของห้องกิจกรรมภาษาอังกฤษเข้าซะก่อน

“ไอ้ตัง...เชี่ยตัง”

“ไอ้เชี่ยตัง!”

“ฮะ...อะ อะไรของพวกมึงวะ?” ไอ้แฝดมันประสานเสียงจนผมสะดุ้งเฮือก

“มึงจะไปไหมสยามอ่ะ?” ไอ้ปอถาม

“ไปดิ่ แต่เดี๋ยวกูตามไปนะ พวกมึงไปกันก่อนเลย”

ผมตัดสินใจหยุดยืนอยู่ที่มุมบันไดด้านล่างเพื่อรอใครบางคน เออ ก็ไอ้พี่ดินแดนน่ะแหละ เดี๋ยว อย่าเพิ่งคิดกันไปไกล มันไม่ได้เป็นแบบที่พวกคุณคิดหรอก เชื่อดิ่

“พี่ดินแดน” ผมส่งเสียงเรียกเมื่อเห็นเป้าหมายกำลังเดินลงบันไดมาพร้อมกับพี่เต๋า

“อ้าว น้องตัง” ไม่ใช่พี่มันหรอกที่ทักทายกลับมา ไอ้พี่ดินแดนมันได้แต่เลิกคิ้วเป็นคำถาม

“หวัดดีครับพี่เต๋า” ผมยกมือไหว้ พี่เต๋ายิ้มรับก่อนจะหันไปตบไหล่หนาๆของเพื่อตัวเองเบาๆสองสามที

“งั้นกูไปก่อนนะไอ้แดน ปล่อยเหี้ยบอยแม่งรอนานเดี๋ยวแดกหัวกูอีก”

“เออ”

“ฝากพาเพื่อนพี่ไปกินข้าวทีนะ” หะ ผมเอานิ้วชี้มาทีตัวเองเป็นเชิงถามว่าพี่มึงพูดกับกูเหรอครับ? พี่เต๋ามันพยักหน้ายิ้มๆก่อนจะโบกมือบายๆแล้วเดินหนีไปเลย แบบนี้ก็ได้เหรอ? 

“มีอะไร?” คำถามสั้นๆเปล่งออกมาจากคนยืนอยู่ข้างหน้า ผมเงยหน้าขึ้นมองพี่มันก่อนจะเปิดกระเป๋าสะพายแล้วล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าที่พกติดตัวมาทั้งอาทิตย์ยื่นคืนให้

“เอาของพี่คืนไป” ทำไมประโยคนี้วันนี้มันทำให้ผมรู้สึกแปลกๆวะ

ไอ้พี่ดินแดนไม่ตอบรับอะไร ฝ่ามือกว้างยื่นมารับผ้าเช็ดหน้าในมือผมแล้วใส่ลงในกระเป๋าเสื้อ

“งั้นผม…”

“อยากกินซูชิ ไปกินด้วยกันหน่อยดิ่”

“.......” ผมเงยหน้าขึ้นมองคนที่พูด พี่มันถอนหายใจเบาๆก่อนจะคว้าข้อมือผมแล้วพาเดินออกไปซะเฉยๆ

“เห้ยพี่!” ผมร้องท้วงแต่สองขาก็ไม่ได้หยุดเดินเพราะคนที่กำลังจับข้อมือผมไว้ไม่ยอมหยุด ใบหน้านิ่งๆหันกลับมามองผม ฝ่ามือใหญ่คลายออกนิดหน่อยแต่ก็ยังไม่ปล่อยมือออกไป

“ก็มึงช้า” คนที่หันหน้ากลับไปแล้วพูดแบบนั้นแล้วเดินต่อไปโดยที่ไม่หันหน้ากลับมาอีกเลย

แต่….

พี่ดินแดนมันต้องพาผมเดินเร็วมากแน่ๆหัวใจผมถึงได้เต้นเร็วและแรงขนาดนี้ แดดแม่งก็คงแรงมากเหมือนกันเพราะมันทำให้ผมรู้สึกร้อนหน้าไปหมด แต่ถ้าจะถามว่าทำไมผมยังยอมให้พี่มันจับมือผมเดินไปถึงรถได้ล่ะก็…..

ผมแม่งก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย




“กินยาลืมเขย่าขวดเหรอ?” อยู่ๆไอ้พี่ดินแดนมันก็พูดขึ้นมาทำให้ผมถลึงตาใส่

“พี่อ่ะเหรอ?”

“มึงน่ะแหละ”

“ผมทำไม?”

“ก็มึงเงียบ ปกติต้องโวยวายดิ่” คนพูดยังทำหน้านิ่งเหมือนเดิมแต่น้ำเสียงพี่มันเจือเสียงหัวเราะอยู่นิดๆ

“บ้าบอ” ผมพูดก่อนจะหันหน้าหนีสายตาคมๆนั่นไปมองสายพานของซูชิแทน แซลมอน โอโทโระ อุนิ โฮตาเตะ อะไรทั้งหลายแหล่มันเลื่อนผ่านหน้าผมไปเรื่อยๆโดยที่ผมไม่คิดจะหยิบมัน

เอาจริงๆ ผมเรียนเอกญี่ปุ่นแต่ผมก็ไม่ชอบกินซูชิหรอกนะ เออ คือมันก็ไม่เกี่ยวกันเนอะ ดูอย่างไอ้คนเรียนเอกอิงก์ข้างๆผมสิมันซัดเอาๆจนจานเรียงกันเป็นสิบชั้นละ แลดูหิวโหยมากกก

ผมนั่งมองคนที่กำลังกดสั่งอะไรในจอข้างๆนั่นด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก พี่ดินแดนในตอนนี้มันไม่เหมือนกับความทรงจำที่ผ่านมาของผมเลยซักนิด ถ้าตอนนี้คือตัวตนจริงๆ ตอนนั้นก็คงต้องเรียกว่าผมไม่ได้รู้จักอะไรพี่มันเลยดีกว่า

“ทีรามิสุค่ะ” เสียงพนักงานในร้านดังขึ้นทำให้ผมต้องหันไปมอง

“ขอบคุณครับ” 

อ่าว….แม่งสั่งของหวานไม่บอกกูเลย ห่า

และตอนที่ผมกำลังค้อนมันในใจอยู่ๆจานเค้กก็ย้ายมาวางข้างหน้าผมแทน

“เอาไป กูไม่กิน”

“ไม่กินแล้วสั่งมาไมล่ะ?”

“.........” พี่มันเงียบไม่ยอมตอบ แต่ฝ่ามือใหญ่ๆมันเอื้อมมาจะหยิบจานเค้าทำให้ผมต้องรีบดึงเข้าหาตัว 

“ให้แล้วห้ามเอาคืนดิ่วะ”

“หึหึ” ฝ่ามือกว้างหดกลับไปพร้อมๆกับที่พี่มันหัวเราะเบาๆในลำคอ ห่านี่!



“ตังงงงงงงงงงงงง” เสียงเรียกชื่อผมยาวๆดังขึ้นจากข้างหลังทำให้ผมต้องหันหลังกลับไปมอง เป็นแตงที่โบกมือแล้วยิ้มให้

“หวัดดี” ผมเดินย้อนไปหาแตงที่ยืนอยู่ตรงทางเดินไปห้องน้ำ

“แอบมาเดทกับสาวเหรอ นอกใจเพื่อนเราป่ะเนี่ย?”

“บ้าดิ่ มากินข้าวเฉยๆหรอก แล้วแตงล่ะมาเดทเหรอ?”

“ถ้ามีคู่เดทก็ดีนะ เรามาซื้อหนังสือกับเบล เนี่ยเข้าห้องน้ำอยู่”

“อ้าว ตัง” เบลเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วยิ้มให้ผม ยิ้มของเบลยังสดใสเหมือนเคย

“ขอโทษนะ ไว้วันหลังเราไถ่โทษ”

“ไม่เป็นไรครับ แต่สัญญาแล้วนะว่าจะไถ่โทษอ่ะ” ผมยิ้มตอบ เบลก็พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มน้อยๆ

“จ้า ไม่ลืมแน่นอน”

“แหมมม ไถ่โทษอะไรกันเหรอออ” แตงแซวยิ้มๆ

“ความลับครับ แล้ว..” ผมชะงักเมื่ออยู่ๆก็มีมือใครบางคนมาวางบนไหล่

“ก็ว่าทำไมถึงเข้าห้องน้ำโคตรนาน”

“พี่ดินแดนสวัสดีค่ะ” เบลกับแตงยกมือขึ้นสวัสดีคนที่เพิ่งเข้ามาขัดจังหวะการสนทนาของพวกเรา คนหน้านิ่งไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่พยักหน้ารับเบาๆ

“อ่าว ตังมากินข้าวกับพี่ดินแดนเหรอ?”

“ครับ” แตงถาม แต่คนที่ตอบไม่ใช่ผมหรอก ไอ้ห่านี่

“กลับได้ยัง?”

“ถ้าพี่มีธุระ เดี๋ยวผมรอกลับพร้อมเพื่อนก็ได้ครับ” ผมหันไปบอกคนที่ยังยืนอยู่ข้างๆ เลือกพูดด้วยคำพูดแบบสุภาพนิดหน่อยเพื่อแสดงความไม่สนิทสนม

ย้ำ ไม่สนิทสนม!

แต่ไอ้คนข้างๆแม่งก็ไม่ให้ความร่วมมือกับกูเลยครับ เพราะฝ่ามือกว้างที่จับไหล่ผมตอนนี้มันเลื่อนมาโอบผมเต็มๆเลย


“มาด้วยกันก็ต้องกลับด้วยกันสิ”



xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

มาแล้วค่าาา
ขอบคุณทุกคนที่กดเข้ามาอ่านน้า  :pig4:
สำหรับคนที่เล่นทวิตเตอร์เจอกันได้ที่แท๊ก #ที่เก่าเวลาเดิมแต่ #ดินแดนของตัง
เจอกันตอนหน้าวันศุกร์ที่ 27 ค่ะ

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ B2Fictions

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Begin Again ที่เก่าเวลาเดิม แต่….
#4





“ไอ้ตัง นี่มันอะไรยังไง” เสียงไอ้ปอมันจี้ดเข้าเส้นประสาทผมแต่เช้าเพิ่มความปวดกะบาลให้ผมอีกเท่าตัว แต่จริงๆอาจจะเป็นเพราะเมื่อคืนผมนอนไม่ค่อยหลับด้วยก็ได้มั้ง

“อะไรของมึงวะ?”

“กูต้องถามมึงมากกว่านี่มันอะไร?” น้ำเสียงหนักๆของมันเรียกให้ผมต้องดึงเอาโทรศัพท์ของมันเข้ามาดูให้เต็มๆตา

“เหี้ย ใครถ่ายวะ!?” ผมสบถเสียงดังลั่น มองหน้าไอ้ปอมันก็ได้แต่ทำหน้าจริงจังใส่

“ที่มึงเบี้ยวพวกกูเพราะพี่ดินแดนเหรอวะ ไปสนิทกันตอนไหน มีเดินโอบกันงี้เลยเหรอ?” ไอ้ป่านมันร่ายยาวจนผมรู้สึกเหมือนน้ำในหูไม่เท่ากันแบบกระทันหัน ไอ้ที่ปวดหัวอยู่แล้วยิ่งจี้ดหนัก  ผมกดลบภาพที่มีใครซักคนโพสต์ลงในกลุ่มไลน์คนเสือกของไอ้ปอออกอย่างหัวเสีย อะไรมันจะจังหวะดีขนาดนั้นวะ

คือไอ้พี่ดินแดนมันโอบไหล่ผมไม่ถึงสองนาทีด้วยซ้ำ ย้ำ ไม่ถึงสองนาที!

“มันแค่เหตุสุดวิสัยโว้ย”

“ฟังไม่ขึ้นว่ะ” ไอ้ปอว่าต่อ สีหน้ามันยังเคร่งเครียด

“เล่าความจริงมาดีกว่า” ไอ้ป่านเสริม หน้าตามันก็จริงจังไม่แพ้กัน

“ความจริงเหี้ยอะไร?” ผมโพล่งเสียงดังเมื่อตอนนี้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นจำเลยในคดีฆาตรกรรมอะไรทำนองนั้น กูไม่ใช่ฆาตรกรโว้ยไอ้พวกเหี้ยนี่

ไอ้ป่านมันถอนหายใจแรงๆก่อนจะทำเป็นพูดเสียงเรียบ

“มึงแอบคบกันตอนไหนวะ?”

“คบพ่อมึงสิไอ้สัด!”

“แค่นี้เล่นถึงพ่อกูเลยเหรอวะ” ไอ้ปอมันพูดก่อนจะหัวเราะ ความจริงจังเมื่อกี้หายเกลี้ยง แม่งทำเนียนจะล้วงความลับกูอ่ะดิ่

“ก็มึงอ่ะไอ้เหี้ย ความคิดหมาโคตรๆ อย่างกูจะไปคบกับพี่มันได้ไง กูผู้ชายนะเว้ย แมนๆเลยด้วย แล้วจะไปคบกันยังไง คบกันตอนไหน คบกันทำไม” สงสัยผมจะพูดรัวไป หัวใจผมนี่เต้นเร็วอย่างกับกลอง 

“โวยวายขนาดนี้พิรุธมาก” พูดจบไอ้ป่านมันก็หันไปสบตากับแฝดของมัน ส่วนไอ้ปอก็พยักหน้ารับ แม่งส่งภาษาแฝดนรกอะไรกันอีกแล้ววะ

“พิรุธอะไร มึงพูดมาดีๆ”

“ก็เปล๊าววว” มันประสานเสียงกันตอบ

“แล้วอย่าให้กูรู้นะว่าใครเป็นคนถ่ายรูปเหี้ยๆนั่น กูจะกระทืบให้ไส้แตก” ผมกัดฟันตอบ แต่ไอ้สองแฝดแม่งกลับทำหน้าระรื่นจนน่าถีบ



เอาเป็นว่าตลอดช่วงเช้าวันนี้ผมเรียนไม่รู้เรื่องเลย รู้สึกว่าทุกคนในห้องแม่งมองผมแปลกๆไงไม่รู้ว่ะ มานั่งคิดๆดูแล้วขนาดเพื่อนสนิทอย่างไอ้แฝดนรกมันยังคิด แล้วคนอื่นจะไม่คิดได้ไง

เห้ยยยยยยย หรือจริงๆแล้วที่เบลไม่ตอบไลน์ผมตั้งแต่เมื่อคืนก็จะไม่ใช่เพราะอ่านหนังสืออยู่อย่างที่ผมเข้าใจ ไม่นะเว่ย ผมจะมาพลาดการเป็นแฟนกับเบลเพราะเรื่องเข้าใจผิดแบบนี้ไม่ได้!

ผมรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูไลน์ที่ส่งหาเบลไปเมื่อคืน มันขึ้นว่าถูกอ่านแล้ว แต่ไร้ซึ่งการตอบกลับใดๆทั้งสิ้น

“เหี้ยเอ้ย” ผมสบถก่อนจะเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง เห็นไอ้แฝดมันสะดุ้งนิดหน่อยก่อนจะหันมามองหน้าผม

“กูไปหาเบลนะ” พวกมันพยักหน้าหงึกหงักแล้วก็ไม่ได้สนใจผมอีก ดีมากไอ้เพื่อนเวร




‘นั่นป่ะ’

‘น่ารักอ่ะ’

‘มาหาพี่ดินแดนแหงเลยอ่ะแกกก’


โอเค รู้ซึ้งถึงการเป็นเป้าสายตา แรกๆก็ยังพอทนแต่ไอ้ประโยคสุดท้ายนี่แทบจะทำให้อยากกัดลิ้นตายตรงนี้แม่งจะได้จบๆ รู้งี้ลากไอ้แฝดเวรมาด้วยดีกว่า อย่างน้อยก็รู้สึกดีกว่านี้อ่ะ

ผมฟุบหน้าลงกับโต๊ะหินหน้าแผนกเพราะไม่รู้จะทำหน้ายังไง จะแหกปากโวยวายก็ไม่ใช่ถิ่น แถมตอนนี้ผมก็เป็นแค่ไอ้เด็กปี 1 ที่ไร้ซึ่งอำนาจใดๆอีกต่างหาก อดทนไว้ธนพัฒน์ อดทนไว้

‘แกกก พี่ดินแดนมาแล้วววว’

ประโยคที่แว่วเข้าหูมาเรียกให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นทันที เป็นอย่างที่ได้ยิน แก๊งค์สามทหารเสือแม่งกำลังเดินเข้ามาหาผมเลย

“โอ๊ะโอ” พี่เต๋ามันทำเสียงประหลาดไม่พอแม่งยังยิ้มกรุ่มกริ่มใส่ผมอีก แล้วอะไรคือไอ้พวกพี่ๆมันมานั่งล้อมวงที่โต๊ะหินกับผมด้วยซะงั้นล่ะ

“เอ่อ..” กูจะไล่มันยังไงดีวะ

“ป่ะบอย” ไอ้พี่เต๋ามันพูดขึ้น

“น้องตังเอาน้ำไรดี? โค้กใช่ป่ะ?” พี่บอยถาม แต่ผมว่าแม่งไม่ได้จริงจังกับคำถามอ่ะ เพราะมันพูดจบแม่งก็เดินฉับๆออกไปเลย

“พี่มานั่งอะไรตรงนี้วะ?” ผมโผล่งออกไปทันที ไอ้คนที่นั่งฝั่งตรงกันข้ามมันเลิกคิ้ว

“นี่โต๊ะประจำกู มึงนั่นแหละมานั่งโง่อะไรตรงนี้” คำตอบพี่แม่งแทบจะทำให้ผมยกมือขึ้นบีบคอ เออ บีบคอตัวกูเองเนี่ยแหละ เหี้ยเอ้ย มาอยู่ในถิ่นมันยังเสือกมานั่งโต๊ะประจำมันให้เป็นขี้ปากเพิ่มไปอี้กกกกกกกกกกกก

“งั้นลาล่ะ”

“ไอ้บอยมันซื้อน้ำให้มึงอยู่”

“งั้นผมไปนั่งรอโต๊ะนั้นดีกว่า” ผมตอบแล้วย้ายตัวเองไปอีกโต๊ะ มองไปที่หน้าตึกก็ยังไม่มีท่าทีว่าเบลจะเดินออกมาเลย แล้วทำไมแดดมันต้องส่องตรงโต๊ะนี้โต๊ะเดียววะ ถึงว่าแม่งไม่มีคนนั่งเลย

‘งอนกันแน่ๆ’ ไอ้เสียงพรายกระซิบนี่แม่งก็ไม่หยุดง่ายๆ งอนบ้าบออะไร ห่าเอ้ย ร้อนก็ร้อนเดี๋ยวพ่ออะละวาดแม่ง ผมปาดเหงื่อที่ไรผมออกก่อนจะรู้สึกว่ามีเงาพาดมาจากด้านหลัง

‘อร้ายยยยยยยยย’ ซาวด์ประกอบห่าเหวอะไรอีกล่ะ

“ไปนั่งที่เดิม เดี๋ยวกูย้ายที่เอง” เสียงเรียบๆดังขึ้นก่อนที่เจ้าตัวมันจะเดินไปเก็บกระเป๋าของเพื่อนอีกสองคนบนโต๊ะไปโยนไว้บนโต๊ะที่มีคนนั่งอยู่แล้ว ก็น่าจะเป็นเพื่อนๆในเซคเดียวกับพี่มันนั่นแหละมั้ง

คือความจริงผมก็อยากจะหยิ่งไม่ลุกไปนั่งที่เดิมหรอกนะ แต่แม่งร้อนว่ะครับ แดดแม่งส่องตาเชี่ยๆด้วย ผมเลยจำใจ(จริงๆ)ที่ต้องย้ายมานั่งที่เดิม

คนเดียว…..

แผ่นหลังกว้างของคนที่ลุกไปนั่งรวมกับเพื่อนๆคนอื่นเป็นจุดรวมสายตาของผมในตอนนี้ ผมไม่ได้ยินเสียงพี่มันพูดอะไรเลยแม้ผมจะตั้งใจฟังขนาดไหน ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ผมควรจะรู้สึกยังไง แต่ลึกๆแล้วมัน….แย่ว่ะ



‘คลิ๊ก’

เสียงเข็มนาฬิกาหยุดเดินดังขึ้นในหัวก่อนที่รอบตัวจะมืดลงและทุกคนก็หยุดการเคลื่อนไหว อินโทรมาแบบนี้ก็ไม่ใช่ใครหรอก เทวดาที่คุณก็รู้ว่าเป็นเทวดาน่ะแหละ

“เหงาป่ะ มานั่งเป็นเพื่อน” ผมเหล่ตามองเทวดาที่นั่งลงข้างๆ วันนี้แต่งตัวปกติแฮะ เสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงยีนส์สีดำ เออ แต่จริงๆแบบนี้เรียกปกติป่ะวะ

“ปกติดิ่ ตามยุคสมัยไง จะให้ข้าใส่ชุดราชปะแตนก็ไม่ใช่แล้ว”

“นั่นสิเนอะ” ผมหัวเราะ ว่าไปก็อดนึกภาพตามไม่ได้

“แล้วว่างเหรอไง วันนี้ท่านถึงมานั่งเป็นเพื่อนผมได้เนี่ย”

“ก็ไม่เชิง แต่เดี๋ยวอีกไม่กี่วันนี้คงไม่ว่างยาวเลย” คำตอบของท่านเทวดาเล่นเอาผมต้องขมวดคิ้ว

“ไม่ต้องถามนะ ข้าตอบเอ็งไม่ได้หรอก”

“เออว่าแต่ว่า ท่านมาแบบนี้เวลาผมก็ยิ่งเดินช้าอ่ะดิ่” ผมมองไปรอบๆตัวที่ตอนนี้ทุกคนหยุดนิ่งอย่างกับรูปปั้นหิน ท่านเทวดาหัวเราะก่อนจะแว้บไปยืนตรงโต๊ะที่ใครอีกคนนั่งหันหลังให้ผมอยู่

“ก็จริงของเอ็ง”

“งั้นท่านก็ไปเหอะ ผมหิวข้าวละเนี่ย”

“อ่าว เดี๋ยวนี้มีไล่กันแล้ว?” ท่านเทวดาทำเสียงสูงแบบไม่ได้จริงจังอะไร

“ใครจะไปกล้า”

“ก็เอ็งไล่ข้าอยู่หยกๆ” ท่านเทวดาว่า ผมก็ได้แต่ยิ้มตอบกลับไป แล้วอยู่ๆก็มีBGMเป็นเพลงคนไม่จำเป็นดังขึ้นมาซะแบบนั้น

“ท่านนี่ก็เล่นใหญ่ไป้” ผมหัวเราะ เทวดานี่ทำหน้างอนได้ด้วยเหรอ

“ตัง” อยู่ๆท่านเทวดาก็เรียกชื่อทำให้ผมต้องหยุดหัวเราะ จะว่าไปนี่เป็นครั้งแรกที่ท่านเรียกชื่อผมนะ ปกติต้องเรียกว่าไอ้เด็กโง่สิ นั่นไง คิดจบปุ๊บก็ได้ยินท่านเทวดาหัวเราะเบาๆในลำคอปั๊บ

“ก็บอกว่าปล่อยผ่านมั่งก็ได้ไงท่าน”

“เอ็งก็อย่าคิดต่อหน้าข้าสิ บอกแล้วไงว่าเวลาอยู่ใกล้ๆข้าได้ยินชัดเป๊ะเลย” ผมเงยหน้าขึ้นสบตากันท่านเทวดาที่มองมาที่ผมอยู่ก่อนแล้ว ท่านยิ้มน้อยๆก่อนจะพูดประโยคทิ้งท้ายแล้วหายตัวไปซะเฉยๆเหมือนเคย


“ถ้าเหงาตอนนี้ก็เลือกคนที่พร้อมจะนั่งเป็นเพื่อนเราตอนนี้สิ อย่ารออนาคตที่เราก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นหรือเปล่าเลย”

ผมเนี่ยนะเหงา….

ถ้าคิดแบบนั้นล่ะก็ เรื่องที่ผมเคยบอกว่าท่านเทวดาอ่านใจคนได้น่ะ

ผมขอถอนคำพูดเดี๋ยวนี้เลย!!
 



⇤  BEGIN AGAIN  ⇥


“ขอโทษนะตัง เราลืมเอาโทรศัพท์มาอ่ะ เมื่อเช้ารีบมากเลย”

“อ่า...ครับ”

“แล้ววันนี้เราจะดูเรื่องอะไรกันดี?”

“.........”

“ตัง”

“.........”

“ตังคะ”

“หะ ขอโทษทีครับ” ผมเงยหน้าขึ้นมองเบลที่นั่งขมวดคิ้วอยู่ด้านตรงข้าม เดี๋ยว ผมขอตั้งสติแปบ อืม...ตอนนี้ผมกำลังนั่งอยู่ที่คาเฟ่เล็กๆในพารากอนกับเบลหลังจากที่ผมไปนั่งหน้าบื้อเป็นขี้ปากชาวบ้านรอเบลที่หน้าแผนกอิงก์ และผมก็ได้คำตอบจากเบลแล้วว่าทำไมเบลถึงไม่ตอบไลน์ผม แล้ว แล้วไงต่อวะ

“เมื่อกี้เบลว่าอะไรนะครับ?”

“เราถามว่าวันนี้จะดูเรื่องอะไรกันดี?”

“อ่อ”

“แต่เอาไว้วันหลังก็ได้นะ” คำพูดของเบลทำให้ผมเลิกคิ้วเป็นคำถาม น้ำเสียงเบลแปร่งๆเหมือนไม่พอใจนิดหน่อย

“เหมือนตังไม่อยากดูอ่ะ แล้วจริงๆเราก็ไม่ค่อยอยากดูเท่าไหร่เหมือนกัน” เบลพูดต่อออกมาโดยไม่ต้องรอให้ผมถาม ถ้าผมไม่รู้จักเบลมาก่อนผมก็คงจะคิดว่าเบลคิดแบบที่พูดออกมาจริงๆ แต่นี่
ผมว่าเบลกำลังไม่พอใจผมอยู่แน่นอน

“ขอโทษที่ไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่ตังอยากดูหนังกับเบลจริงๆครับ” ผมบอกออกไปโดยเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเป็นแบบที่เราเคยใช้พูดกัน

“นะ ไปดูหนังกับตังนะ” ผมอ้อนเมื่อใบหน้าสวยมีรอยยิ้มผุดขึ้นเล็กๆ เบลเม้มริมฝีปากสีพีชหวานๆก่อนจะพูดตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงน่ารักแบบที่ผมชอบมาตลอดเมื่อง้อให้เบลหายงอนได้

“ถ้าตังอยากดู เราไปด้วยก็ได้”

ผมยิ้มรับกับคำพูดปนความเขินอายนั้นถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ทำให้หัวใจผมชุ่มช่ำอย่างที่คิดไว้ก็ตาม…

ทำไมวะ ?



“อ่าว เจอกันอีกแล้วน้องตัง” พี่บอยทักผมยิ้มๆ ไอ้คำว่าเจอกันอีกแล้วของพี่มันเนี่ยมันห่างจากที่เราเจอกันครั้งก่อนมาสามวันแล้วเหอะ แล้วทำไมกูจำแม่นจังวะ

“หวัดดีครับ” ผมยกมือไหว้ เห็นไอ้ป่านมันยืนโบกมือหยอยๆอยู่อีกมุมหนึ่งของโรงอาหารคณะที่ผมไม่ค่อยจะเห็นพวกไอ้พี่ดินแดนมันจะมานั่งกันซักเท่าไหร่ แต่พอเห็นกองกระดาษกองชีทบนโต๊ะที่กางอยู่ก็พอจะรู้ว่าคงจะกำลังปั่นงานกันอยู่ ผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นธรรมเนียมอะไรของคณะนี้ที่ชอบมาปั่นงานบนโต๊ะกินข้าวแบบนี้อ่ะ

“ผมขอตัวก่อนนะพี่ เพื่อนเรียก”

“เดี๋ยวดิ่ นั่งนี่ก่อน” พี่บอยฉุดผมให้นั่งลงข้างๆ แล้วโบกมือไล่ไอ้ป่านให้มันนั่งลงที่เดิมซะงั้น พี่เต๋ากับคนหน้านิ่งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผมกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนงานโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาสนใจ แต่กลับเป็นคนรอบข้างที่หันมามองผมแทน เป็นอีกครั้งที่โดนห้อมล้อมด้วยประชากรชาวอิงก์ คือถึงจะคณะเดียวกันแต่ปกติแล้วมันจะนั่งแยกกันคนละโซนอ่ะ แล้วยิ่งเป็นผมที่มานั่งอยู่ในโซนอิงก์โต๊ะเดียวกับไอ้พี่ดินแดนอีกแล้วล่ะก็…..

“ขอชื่อนามสกุลหน่อยครับ?” พี่บอยจรดปลายปากกาลงบนกระดาษ ก่อนที่พี่เต๋าจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ผมรวมถึงไอ้คนที่นั่งตรงกันข้ามด้วย แต่ไอ้คนนี้มันไม่ยิ้มครับ หน้ายังนิ่งเหมือนเดิม

“อะไรอะพี่?”

“สัมภาษณ์หน่อย”

“อันนี้จริงจัง” พี่เต๋าย้ำทำให้ผมพยักหน้าเบาๆแบบงงๆ

“เริ่มใหม่นะ ชื่อนามสกุลครับ”

“ธนพัฒน์ อัครเดชาภา”

“อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก”

“อายุ 20 เอ้ย 18 สูง 175 หนัก 60”

“สถานภาพ”

ผมเลิกคิ้วก่นจะตอบเบาๆ

“โสดครับ”

“โอเค จีบได้” พี่เต๋าหัวเราะก่อนจะพูดกลั้วขำให้ผมร้องเสียงหลง

“บ้านพี่ดิ่!”

“ฮ่าๆๆ ล้อเล่นๆ” แม่ง พูดกับกูทำไมตบไหล่คนอื่นวะพี่เต๋า คนหน้านิ่งกระตุกยิ้มมุมปากทำให้ผมต้องเสมองไปอีกทางเมื่อถูกจับได้ว่าแอบมองใบหน้านิ่งๆนั่น

“แล้วถามอะไรของพี่เนี่ย สำรวจสัมโนประชากรเหรอ?” ผมหันไปพูดกับพี่บอยที่ตอนนี้กลั้นยิ้มจนตาหยี่ ได้ยินเสียงคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามหัวเราะเบาๆในลำคอก็ไม่อยากจะหันไปมอง แม่งงงงงง ทำใจกูเต้นผิดจังหวะแล้วยังจะมาหัวเราะอีก!

“เอามานี่” เสียงทุ้มๆดังขึ้นก่อนที่ฝ่ามือกว้างจะยื่นมาดึงกระดาษในมือพี่บอยแล้วอ่านคำถามที่เขียนบนกระดาษแทน

“คุณคิดว่าอะไรคือจุดแข็งของสินค้าแบรนด์เนม?”

“หะ?” ผมอ้าปากเหวอ อะไรคำถามมันจะเปลี่ยนทิศได้เร็วขนาดนี้วะ?

“อันนี้จริง เมื่อกี้มันไร้สาระ”

“อ่าว…” ผมเหล่ตามองไปที่พี่บอยแม่งก็ได้แต่หัวเราะ

“เค้าเรียกคำถามสนอง need ไง” นี้ดพ่องดิ่ แม่งกวนตีนจริง

“ตอบได้ยัง?” เสียงเรียบๆตัดบท ดวงตาคมมองมาที่ผม หน้ามันนิ่งแต่ไม่ให้ความรู้สึกไม่ดีอะไร มันกลับตรงกันข้ามด้วยซ้ำ

“คุณภาพที่สมราคา...มั้ง”

“คุณคิดว่าการโปรโมทสินค้าด้วยบุคคลที่มีชื่อเสียงนั้นมีผลต่อยอดขายหรือไม่”

“คิดว่ามีนะ”

“อืม” คนตรงหน้าจรดปากกาเขียนคำตอบของผมแต่เป็นภาษาอังกฤษลงในกระดาษก่อนจะวางปากกาแล้วส่งกระดาษคืนให้พี่บอย

“จบ”

“แต้งกิ้วครับน้องตัง” พี่บอยบอกกับผม เอาจริงๆนะ กูไม่ชอบเลยไอ้เสียงสองของมึงเนี่ยพี่บอย ผมรู้นะว่าพี่มันเจ้าชู้ แต่แบบ กูเป็นผู้ชายนะโว้ยยยยยยย   

“ไปหาเพื่อนได้แล้ว” ไอ้คนหน้านิ่งพูดเรียบๆ ผมพยักหน้าก่อนจะลุกขึ้นเต็มความสูงโดยที่พี่มันก็ลุกขึ้นด้วยเช่นกัน

“กูจะไปซื้อน้ำ” พี่มันว่าแบบนั้นแล้วเดินนำหน้าผมออกไป และผมก็ได้ยินเสียงงึมงำของพรายกระซิบตลอดทางเดินเช่นเคย นี่กูควรจะชินหรือจะหันไปแยกเขี้ยวใส่พวกแม่งดี

“หยับดิ๊” ผมนั่งลงที่โต๊ะเมื่อเดินมาถึง ยังไม่ทันได้หายใจหายคอหรือหันไปหาไอ้ป่านที่ทำหน้าเหมือนอยากจะพูดอะไรซักอย่างแก้วนมเย็นสีชมพูก็ถูกวางลงตรงหน้าผมพอดี

“ค่าตัวเมื่อกี้” เสียงทุ้มบอกแบบนั้นก่อนที่เจ้าตัวจะเดินออกไปพร้อมกับแก้วชานมที่ถืออยู่อีกมือโดยไม่ได้สนใจหันกลับมามองที่ผมอีก สัด ค่าตัวพ่องดิ่ กูไม่ใช่อีหนูของมึงนะไอ้พี่ดินแดน!!!

“เชี่ยยยยย นี่มันเด็กนั่งดริ้งค์ชัดๆ”

“นั่งกับพี่สิบนาทีมีค่าตัวนะจ๊ะ”

“พ่องสิไอ้สัด!” ผมโวยใส่ไอ้แฝดนรกที่แม่งยังแซวผมไม่หยุด จริงๆอยากจะด่าแม่งทั้งโต๊ะ สายตาที่มองกูนี่กรุ่มกริ่มซะเหลือเกิ้นนนนนน

“เออไอ้ตัง” ไอ้ป่านมันสะกิดต้นแขน ผมถอนหายใจก่อนจะเหล่ตามองมัน

“ไร”

“แล้วพี่ดินแดนรู้ได้ไงวะว่านมมึงอ่ะสีชมพู”

“ไอ้เหี้ยป่าน!” ผมผลักหน้าที่ทำเป็นมากระซิบข้างหูแต่เสียงดังจนได้ยินกันทั้งโต๊ะอย่างเหลืออด  ไอ้หน้าเหี้ยนี่หัวเราะจนตัวงอ

“ไม่เกรี้ยวกราดสิครับน้องตัง” มันยังไม่ยอมเลิกจนผมต้องยกกำปั้นขึ้นขู่

“กูน้องพ่อมึงเหรอ?”

“อุ้ย แรงงงง” ไอ้ป่านมันทำเป็นคอหดไปแอบอยู่หลังไอ้ปอที่ยกมือขึ้นปิดปากแล้วส่ายหัวไปมา พวกเหี้ยนี่เดี๋ยวก่อนนะ เดี๋ยวก่อน กูขอไปจัดการไอ้ตัวต้นเหตุก่อน พวกมึงคือรายต่อไป กูบอกเลย

“เดี๋ยวกูมา” ผมลุกขึ้นก่อนจะหยิบไอ้นมชมพูเจ้าปัญหาติดมือไปด้วย

“เอาของพี่คืนไป” ผมกระแทกแก้วลงตรงหน้าไอ้คนหน้าตาย พี่มันเลิกคิ้วก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปากกวนประสาทเหมือนเคย

“โอ๊ะโอ นมชมพู” พี่บอยมันทำหน้ากรุ่มกริ่ม ผมเกลียดหน้าแม่งว่ะ เดี๋ยวกูเอานมสาดหน้าเลยไอ้ห่า เออ สาดไอ้ห่าดินแดนด้วยอีกคนนึง

“พี่แม่งกวนตีน” ผมพูดอย่างเหลืออด ตายเป็นตายวะแม่ง กูไม่กลัวแล้วโว้ยยยย

“กูหวังดีหรอกไอ้เตี้ย” โอ้โห้ เจ็บจึ่กเลยไอ้ตะกวดยักษ์ ใครจะสูงเป็นเสาไฟฟ้าแบบมึงวะ

“ดีตายห่า” ผมพึมพำ หน้าตาแม่งโคตรจะจริงใจเลย สัด

“เต๋าๆ โหลดเพลงทำไงวะ?” อยู่ดีๆไอ้พี่บอยมันก็ล้วงไอโฟนขึ้นมาจากกระเป๋า แม่งมาโหลดพงโหลดเพลงอะไรตอนนี้วะ

“จะโหลดเพลงอะไรครับบอย?” นี่ก็ทำน้ำเสียงกระดี๋กระด๋าสุดตีน แม่งห่าเหวอะไรของพวกมันเนี่ย

“หวังดีประสงค์รักอ่ะครับ ฮิ้วววว” เออ แบบนี้ก็ได้ พูดเองโห่เองไม่ต้องรอลูกคู่ 

แต่เดี๋ยวนะ เสียงหัวเราะคิกคักรอบๆตัวกูนี่มันอะไร….

เชี่ยยยยยยยยยยยยยย

นี่กูอยู่โรงอาหารนี่หว่า

โอ้ยยยย หมดกัน ชีวิตกูป่นปี้หมดแล้วโว้ยยยยยยยยยยยยยย



XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX


วันนี้มาเร็วกว่าปกติ 1 วัน เพราะหยุดยาวนี้จะแอบหนีเที่ยวแหละ
ขอบคุณทุกคนที่กดเข้ามาอ่านนะคะ รวมทั้งคอมเม้นต์และคำติชมด้วยค่ะ :pig4:
สำหรับคนที่เล่นทวิตเตอร์ฟอลโล่ที่แอค @B2YFICTION ไว้พูดคุยกันได้นะคะ
หรือเจอกันได้ที่แท๊ก #ที่เก่าเวลาเดิมแต่ #ดินแดนของตัง
เจอกันตอนหน้าวันศุกร์ที่ 3 สิงหาค่ะ  :mew1:

ออฟไลน์ nlygust13

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
รอมาอัพนะคะ  #ทีมพี่ดินแดน  :heaven

ออฟไลน์ B2Fictions

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Begin Again ที่เก่าเวลาเดิม แต่….
#5




หงุดหงิด

หงุดหงิด

และ หงุดหงิดโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

เป็นอีกวันที่ผมเป็นบ้าแหกปากอยู่ในใจ เพราะไอ้ตะกวดยักษ์พวกนั้นแท้ๆที่ทำให้ผมพลาดคะแนนเต็มจากควิซไวยกรณ์เบสิกที่โคตรง่ายของบ่ายนี้ไป

“ห่านี่ซุ่มอีกละ” ได้ยินเสียงไอ้ป่านมันแว่วเข้ามาในโสตประสาทแบบนั้น

“ช่วงนี้สมองมึงทำงานดีเกินไปป่ะ สัด ทำได้ไงวะผิดข้อเดียว กูนี่ปาไปเกือบสิบ” ไอ้ปอมันพูดต่อ ไอ้ที่โง่นั่นมันกูในอดีตไง ตอนนี้กูต้องได้เต็มโว้ยยย

“ตัง วันนี้มึงจะไปสยามกับพวกกูป่ะ? ไอ้ป่านมันจะไปเอาซีดี”

“ก็อยากไปว่ะ” ผมตอบมันออกไปแบบเซ็งๆ ผมอยากไปกับมันจริงๆนะวันนี้ อยากไปมากถ้าไอ้เจ้ากรรมนายเวรผมมันไม่ได้ยืนหัวโด่เป็นเสาไฟฟ้าอยู่ตรงโน้นอ่ะ โธ่เว้ยยย

“อะไรของมึงวะ?” ไอ้ป่านมันขมวดคิ้ว แต่มันก็สงสัยได้ไม่นานหรอกครับ ไม่ต้องเดากันให้เมื่อยด้วยว่าเพราะอะไร ก็นั่นแหละ ไอ้พี่ดินแดนมันเดินตรงเข้ามาหาผมแบบไม่สนสายตาประชาชีชาวแจ๊ปปี1ที่เพิ่งจะทยอยกันเดินลงมาจากแผนกเลย

“อั่ยย่ะ” กูล่ะเกลียดเสียงอุทานของมึงจัง ไอ้สัดป่าน

“วันนี้เอารถมาหรือเปล่า?” นี่คือคำทักทายเหรอ

“อือ”

“งั้นก็ไปรถมึง กูไม่ได้เอารถมา” พี่มันบอก ไอ้แฝดมันมองหน้าพี่ดินแดนก่อนจะหันมามองหน้าผมสลับกันไปมาก่อนจะพยักหน้าให้กันโดยไม่ต้องพูดอะไร ผมเคยบอกแล้วใช่ไหมว่ามันสองคนชอบใช้ภาษาฝาแฝดที่รู้กันแค่สองคนน่ะ

“โอเค แยกย้าย หวัดดีครับพี่ดินแดน” มันประสานเสียงกันแล้วยกมือไหว้ไอ้เสาไฟฟ้าอย่างพร้อมเพรียงก่อนจะกอดคอกันเดินออกไปโดยไม่ได้สนใจผมเลยซักนิด เออดี ไอ้เพื่อนฟวย



“เลี้ยวซ้ายข้างหน้า” ตุ๊กตาตะกวดหน้ารถมันสั่ง ผมเบ้ปากแต่ก็ต้องยอมทำตามที่มันบอกอยู่ดี เอาเป็นว่าเพื่อความไม่งง ผมจะเล่าเรื่องความซวยย่อๆให้ฟัง จำได้ใช่ไหมที่ผมเอาไอ้นมสีชมพูห่าเหวนั่นไปคืนมันเมื่อกลางวันน่ะ ผมได้สาดมันเต็มๆอย่างที่เคยบอกเลยแหละ ช้งชีทเปียกไม่เหลือ แหม คิดแล้วก็แอบสะใจลึกๆ แต่จะว่าสาดก็ดูจงใจไป จริงๆมันเป็นอุบัติเหตุอ่ะ มันเสือกจับยัดใส่มือผมเองนี่หว่า แต่ผมไม่รับไงเลยร่วงโป๊ะ กระจายแม่งทั้งโต๊ะ เออ แต่มันก็เป็นต้นเหตุแห่งความซวยไง ชีทวิชา English for public relation ของมันเปียกยกปึก  อย่าให้ผมจินตนการถึงหน้าพี่มันตอนนั้นเลย ไอ้คำว่า ‘มึงควรรับผิดชอบ’ ของแม่งทำเอาผมขนลุกซู่

ผมเดินทอดน่องตามหลังไอ้เจ้านายคนใหม่อยู่ห่างๆ ก่อนที่คนที่เดินนำหน้ามันจะหยุดอยู่หน้าห้องเลขที่ 2906 แล้วเปิดประตูเข้าไป

“เข้ามาแล้วรีบปิดประตูด้วย” เจ้าของห้องมันร้องสั่งในขณะที่วางกองเท็กซ์บุ๊คและชีทไว้ที่โต๊ะกระจกตัวเตี้ยกลางห้องนั่งเล่น ผมเดินตามมันเข้ามาก็ไม่ลืมที่จะสังเกตุการณ์ไปด้วย คือห้องแม่งโคตรกว้างอ่ะ แถมยังแบ่งเป็นสัดส่วนเรียบร้อยอีกต่างหาก

“จะกินอะไรหยิบเอาในตู้เย็นนะ” พี่มันยื่นหน้ามาบอกก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้อง ผมเอนหลังพิงกับโซฟาสีเทานุ่มๆอย่างขี้เกียจ แม่งแอบง่วงว่ะ

‘ตุ๊บ’

 เสียงวัตถุประหลาดตกลงบนหน้าตักทำให้ผมสะดุ้งโหยงแล้วเบิกตาโพล่ง

“เห้ยยยย”

“เมี๊ยว” ไอ้ก้อนกลมๆสีเทาบนหน้าตักผมส่งเสียงทักทาย หุ้ยยย น่ารักกกกกก ผมขยับตัวนั่งดีๆแล้วใช้สองมือโกยไอ้ก้อนกลมมาอุ้มไว้ในอ้อมกอด หื้ออ ขนมันนิ่มมากกกกก นิ่มจนอยากเอาหน้าไปไถพุงแต่ไม่กล้ากลัวหน้าแหกเพราะโดนข่วนน่ะสิ

“คอตตอน come on” มนุษย์เจ้าของห้องมันที่เข้าไปเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงบอลทีมอาร์เซนอลนั่งยองๆแล้วส่งเสียงเรียก ไอ้ก้อนกลมๆพันธุ์บริทติช ชอร์ตแฮร์ก็รีบสะบัดตัวออกจากตักผมวิ่งไปหาคนที่กำลังเทอาหารเม็ดลงในชามทันที เห็นแก่กินนี่หว่าไอ้อ้วนเอ้ย

“หิวหรือเปล่า?”

“........”

“ตัง”

ผมเงยหน้ามองคนที่มายืนอยู่ข้างหน้า อยู่ๆหัวใจมันก็เต้นตุ๊บตั๊บ สมองประมวลไม่ได้เลยว่าเมื่อกี้พี่มันถามว่าอะไร กูเป็นไรวะ? ตกใจชื่อตัวเองทำไมเนี่ย 

“ถามว่าหิวไหม?”

“นะ นิดหน่อย ไหน พี่จะให้ผมทำไรวะ รีบทำจะได้เสร็จๆ” ผมพูดตัดบทแล้วกุลีกุจอรื้อกองชีทที่เปื้อนคราบสีชมพูจางๆออกมาโดยไม่มองหน้าคนที่ยังยืนอยู่ ได้ยินเสียงมันหัวเราะหึหึในลำคอก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงข้างๆผม

“ไม่ต้องใจร้อนน่า คืนนี้ยังอีกยาวไกล” ผมเหล่สายตามองคนพูดที่มันทำท่าทางไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไรทั้งสิ้น แม่งกวนตีนว่ะ

“บ้าบอ”

“หึหึ”ไอ้คนกวนประสาทมันหัวเราะเบาๆก่อนจะเปิดหน้าจอโน๊ตบุ๊คขึ้นมาคลิ๊กนู่นนี่ซักพักแล้วหันมาหาผม

“พิมพ์คำตอบทั้งหมดในกระดาษลงในฟอร์มนี้ อันไหนเลือนๆมองไม่เห็นก็เอาปากกาติ๊กไว้ก่อนเดี๋ยวจะมาอ่านให้”

“อ่าหะ”

“ง่ายๆแค่นี้คงทำได้นะ”

“ก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้นป่ะ?” ผมพูดแบบไม่สบอารมณ์ เหล่ตามองคนข้างๆก็เห็นมันกระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนจะลุกขึ้นขยี้หัวผมแรงๆ

“ครับ พ่อคนฉลาด”    

โว้ยยยยยยยยยยยย ผมแอบแหกปากในใจดังลั่น(อีกแล้ว) ในห้องนี้มันต้องมีพลังงานอะไรบางอย่างแน่ๆที่ทำให้ผมหัวใจเต้นแรงจนเหนื่อยขนาดนี้ ผมเอาหน้าฟุบลงกับโต๊ะด้วยความรู้สึกแบบโคตรเหนื่อย(หัวใจ) แต่ไอ้ก้อนกลมๆนิ่มๆก็เอาตัวมาถูไถจนต้องเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีเหลืองเข้มจ้องหน้าผมตาแป๋วก่อนจะกระโดดขึ้นมานั่งตักผมอีกครั้ง หึ ขี้อ้อนขัดกับหน้าตาจริงๆนะไอ้ก้อนเอ้ย

ผมอุ้มเจ้าแมวอ้วนด้วยสองมือก่อนจะขยับลงไปนั่งกับพื้นพรมเพื่อความสะดวกในการทำงาน แต่ก็ยังปล่อยให้ก้อนกลมๆนิ่มๆนอนอยู่บนตักเหมือนเดิม เจ้านี่ว่าง่ายจังแฮะ ไม่เหมือนไอ้เฮงเฮงของเจ้ตวงที่หน้าผมมันยังไม่อยากจะมองแต่จ้องจะกระโดดกัดส้นเท้าผมตลอดที่เดินผ่านซะอย่างนั้น

ไอ้เจ้าของห้องมันหายไปเกือบจะครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่เสียงก๊อกแก๊กๆพร้อมกลิ่นหอมๆของการทำอาหารก็ทำให้ผมรู้ว่าพี่มันอยู่ไหน แอบแปลกใจอยู่หน่อยๆว่าพี่มันทำอาหารกินเองได้ด้วยเหรอวะ? กูนี่ทอดไข่ดาวยังไหม้ แม่ง ยิ่งได้กลิ่นก็ยิ่งหิว ตาลายจนอ่านตัวหนังสือแทบไม่ออกแล้ววววว

“มานี่สิ” เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าเสียงของพี่ดินแดนแม่งโคตรจะน่าฟัง ผมรีบลุกพรวดไปที่โต๊ะอาหารขนาดย่อมๆที่หน้าเค้าท์เตอร์ห้องครัวทันที (แต่ก็ไม่ลืมที่จะอุ้มไอ้ก้อนกลมไปด้วย) พาสต้าแซลม่อนรมควันผัดใส่ใบอะไรซักอย่างส่งกลิ่นหอมกระแทกจมูกหนักกว่าเมื่อกี้ซะอีก

“ไปล้างมือก่อน” ผมชะงักเมื่อจานพาสต้าถูกยกออกไปต่อหน้าต่อตา ไอ้คนตัวสูงมันยักคิ้วไปทางซิ้งค์ล้างมือทำให้ผมต้องปล่อยไอ้ก้อนกลมให้กระโดดลงจากตักและเดินไปแต่โดยดี

พาสต้าหอมๆถูกส่งมาวางข้างหน้าผมอีกครั้ง กลิ่นที่โคตรหอมทำให้ผมรีบจ้วงมันเข้าปากทันที

อื้อหื้อออ ทำไมอร่อยจังวะ

ก้มหน้าก้มตากินไปได้ซักพักความรู้สึกบางอย่างก็ทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม และก็เป็นไปตามที่รู้สึกเมื่อคนๆนั้นกำลังมองมาที่ผม ใบหน้าคมมีรอยยิ้มเล็กๆระบายอยู่บนนั้น ผมก้มหน้าลงหลบสายตาคมนั่นก่อนจะเหลือบตาขึ้นมองอีกครั้งแต่ท่าทีของพี่ดินแดนก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง พี่มันยังคงยิ้มให้ผม ไม่อยากจะยอมรับกับตัวเองว่ายิ้มของพี่มันทำให้ผมทำอะไรไม่ถูกเลยตอนนี้

แม่ง….ใจผมมันเต้นแรงอีกแล้วว่ะ

“มองไรวะพี่?” ผมโพล่งออกไป เมื่อรู้สึกถึงความรู้สึกแปลกประหลาดที่กำลังก่อตัวขึ้นในอก คนตรงข้ามไม่ตอบอะไร มันยักไหล่ก่อนจะก้มหน้าหน้ากินพาสต้าในจานของตัวเองต่อไปเงียบๆ



ผมเดินกลับมาที่โต๊ะกระจกตัวเตี้ยอีกครั้งหลังจากที่ล้างจานเสร็จตามคำสั่งของเจ้าของห้องที่ตอนนี้มันกำลังนั่งพิมพ์คำตอบจากกระดาษลงในโน๊ตบุ๊คโดยมีเจ้าก้อนกลมนอนขดอยู่บนตัก ผมทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาสีเทาเมื่อคนที่ดูเหมือนกำลังตั้งใจทำงานไม่ได้พูดอะไรกับผม เออดี ทำเองไปเลยนะ

ผมหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง กดเปิดๆปิดๆไลน์อยู่หลายครั้งก่อนจะเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋ากางเกงเมื่อรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรน่าสนใจเลย

พี่ดินแดนมันยังคงเงียบ เออ เพิ่งจะสังเกตุว่าตอนนี้พี่มันใส่แว่นด้วยล่ะ แล้วทำไมจมูกมันถึงโด่งจังวะ แล้วไอ้ริมฝีปากบางสีธรรมชาตินั่นอีก แม่งดูดีไปหมด กูนี่อิจฉาจนใจสั่นไปหมดแล้วเนี่ย! 

“พี่”

“แปบ”

และคำว่าแปบของมันก็ผ่านไปแล้ว 10 นาทีโดยที่ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเลยซักอย่าง

“พี่ดินแดน”

“เดี๋ยว” อะไรของแม่งวะ

“ถ้าพี่ทำเองผมก็จะกลับแล้วนะ” ในที่สุดมันก็หันมาสนใจผมจนได้

“ฝากคอตตอนหน่อย เมื่อย” ไอ้โย่งมันตอบแค่นั้นก่อนจะอุ้มเจ้าก้อนกลมมาวางที่ตักผมแทนแล้วหันกลับไปนั่งพิมพ์งานต่ออีกครั้ง

คือไรวะ?

เจ้าก้อนกลมอ้าปากหาวก่อนจะซุกหน้าลงที่หน้าท้องผมแล้วนอนต่อ มันเป็นแมวขนสั้นแต่ว่าขนมันนิ่มลื่นมือมากบ่งบอกว่าเจ้าของมันดูแลเป็นอย่างดี
 
นี่เป็นอีกมุมที่ผมมองต่างออกไป พี่ดินแดนในตอนนี้ก็เป็นอีกคนที่ผมไม่เคยรู้จัก ไม่สิ ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไม่เคยเข้ามาอยู่ในชีวิตพี่มันเหมือนอย่างในตอนนี้เลยนี่นะ รู้จักแค่ผิวเผิน ไม่เคยพูดคุยกันแบบเป็นเรื่องเป็นราวเลยซักครั้ง

หรือถ้าเรื่องราวต่างที่เกิดขึ้รก่อนหน้านั้นมันคืออคติของผมเองฝ่ายเดียว งั้นตอนนี้ จะถือว่ามันเป็นความผิดพลาดที่ถูกแก้ไขแล้วใช่ไหมนะ...?





⇤  BEGIN AGAIN  ⇥




“ตัง”

“ตัง”

“ไอ้เด็กโง่!”

“เห้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย” ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็เห็นหน้าท่านเทวดาที่อยู่ในระยะประชิดก่อนจะหายตัวแว้บไปโผล่ที่มุมเตียงอีกด้านนึงแทน

“ท่านเล่นอะไรแต่เช้าเนี่ย?” ผมถามเทวดาที่อยู่ในชุดพนักงานรูมเซอร์วิสของโรงแรมระดับห้าดาวโรงแรมหนึ่ง

“บริการปลุกพร้อมอาหารเช้า” ท่านเทวดาฉีกยิ้มกว้างก่อนจะเข็นรถเสิร์ฟอาหารมาที่ข้างเตียงด้านที่ผมนั่งอยู่

เตียง!

ที่นี่มันที่ไหนวะ!?

ผมหันซ้ายหันขวาก่อนจะเริ่มประมวลผลในสมองอย่างรวดเร็ว เมื่อวานนี้…….

เชี่ย!

ผมรีบก้มลงมองสภาพของตัวเองในตอนนี้ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอกเมื่อชุดนักศึกษายังอยู่ครบ

“เป็นอะไรไอ้บ๊อง?” ท่านเทวดาพูดกลั้วขำก่อนจะหายตัวแว้บไปนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือข้างหน้าต่างแต่สายตาคมก็ยังมองมาที่ผม

“ผมมานอนในนี้ได้ไง?”

“เรื่องอะไรมาถามข้า” ท่านเทวดายักไหล่ไม่สนใจก่อนจะหันไปยิ้มกับไอ้ก้อนกลมที่ยืนจ้องหน้าท่านตาแป๋ว

“ว่ายังไงไอ้ตัวนิ่ม”   

“เมี๊ยว” ไอ้ตัวนิ่มของท่านเทวดาร้องตอบก่อนจะกระโดดขึ้นไปนอนตักกว้าง ฝ่ามือหนาๆลูบขนเจ้าแมวอ้วนไปมาเบาๆ ดูสนิทสนมกันดีเหลือเกิน

“เฮ้ย สนใจผมหน่อยดิ่ท่าน” คนฟังเลิกคิ้ว แต่ดูจากท่าทางแล้วยังไงท่านเทวดาก็คงไม่คิดจะตอบคำถามผมแน่นอน

“ไม่รีบเดี๋ยวสายนะ”

“........” ผมเหล่ตามองคนที่พูด เอาจริงๆนะ เคืองว่ะ

“อย่ามาทำหน้างอนใส่ข้า”

“เฮ้อออ เบื่อหน้าคนโง่จังเนอะ” ผมค้อนควับ แม่งมีไปด่ากูให้แมวฟังอีกนะ!

“บอกให้ก็ได้” 

“นู่นแน่ะ” พูดจบก็แว่บหายไปทันตาเหลือเพียงแมวตัวอ้วนที่กลายเป็นว่าไปนอนขดอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือแทน เออแปลก...วันนี้ไม่ยักกะหยุดเวลาแฮะ

ผมลุกขึ้นเดินไปทางประตูห้องน้ำตามที่ท่านเทวดาพยักพเยิดเมื่อซักครู่ก็เห็นว่ามีเมมโม่สีฟ้าแปะอยู่ตรงระดับสายตาของผมพอดี

‘คีย์การ์ดอยู่บนโต๊ะ อย่าให้อาหารคอตตอน เพราะมันกินแล้ว ถึงมอแล้วโทรมา 085-558-XXXX ’

แม่งไม่เห็นมีคำตอบแบบที่ผมอยากรู้ซักหน่อย โกหกผมอีกแล้วนะท่านเทวดา!

ผมกำจัดคำถามที่อยู่ในหัวออกไปก่อนจะจัดแจงตัวเองให้รีบออกจากห้องนี้ให้เร็วที่สุดเมื่อไอ้ป่านมันโทรมาถามว่าผมถึงไหนแล้ว จริงๆมันอีกเป็นชั่วโมงกว่าจะเริ่มคลาสแต่ปกติแล้วผมต้องไปนั่งกินข้าวพร้อมท่องคำศัพท์สำหรับทำควิซของเช้านี้กับพวกไอ้แฝดก่อนน่ะสิ

โชคดีที่ในห้องน้ำมีแปรงสีฟันที่ยังไม่ได้แกะกล่องวางอยู่ที่อ่างล่างหน้าด้วยผมเลยหยิบเอามาใช้แม่งซะเลย เห็นผ้าขนหนูสีน้ำเงินเข้มพับวางอยู่ใกล้ๆแต่ก็ไม่กล้าหยิบมาใช้เลยดึงเสื้อตัวเองขึ้นมาเช็ดแทน เดี๋ยวค่อยไปเปลี่ยนเสื้อใหม่ในรถเอาก็ได้วะ

“ไปนะเจ้าอ้วน” ผมอุ้มไอ้ก้อนกลมขึ้นมากอดก่อนจะวางมันไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือตามเดิมแล้วรีบสไลด์ตัวออกจากห้องนอนอย่างเร็วแต่ก็ไม่ลืมที่จะเดินแวะไปที่โต๊ะหน้าเค้าท์เตอร์ครัว และสิ่งที่วางทับอยู่บนคีย์การ์ดนั่นก็ทำให้ผมต้องเม้มปากอย่างชั่งใจ แต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจหยิบมันติดมือออกไปด้วยจนได้...



“โห้ไอ้เชี่ยตังอีก 15 นาทีเองนะเว้ยยย” ไอ้ป่านมันร้องทักเมื่อผมเดินมาหยุดอยู่ที่โต๊ะประจำหน้าแผนก

“สัด อย่าเสียงดังดิ่วะกูจำไม่ได้” ไอ้ปอมันตบหัวฝาแฝดมันดังป้าบก่อนจะก้มหน้าก้มตาท่องศัพท์ต่อ

“ท่องไปยังไงมึงก็โง่ไอ้ควาย” ไอ้ป่านมันผลักหัวไอ้ปอแรงๆก่อนจะหันมาคุยกับผมต่อ

“แล้วมึงแดกอะไรมายัง?”

“ยัง”

“ไปหาไรแดกไป้ไอ้ห่า”

“เออๆ มึงท่องศัพท์ไปเหอะไม่ต้องห่วงกูหรอก”

ผมมองเพื่อนๆที่เริ่มทะยอยกันเดินขึ้นตึกกันไปก่อนจะหยิบห่อกระดาษที่หยิบติดมือมาจากห้องไอ้พี่ดินแดนออกมาจากกระเป๋าเป้ ดูจากห่อก็รู้ว่ามันต้องเป็นแซนด์วิชแน่นอน

“เชี่ย น่ากินว่ะ” ไอ้ปอมันยื่นหน้าเข้ามาใกล้ตอนผมแกะห่อกระดาษออกเป็นที่เรียบร้อย มันคือ แซนด์วิชแซลม่อนรมควันกับอะโวคาโด ก็แบบ...น่ากินอย่างที่ไอ้ปอมันบอกน่ะแหละ

“ร้านไหนวะ วันหลังซื้อมาเผื่อกูด้วยดิ่”

“.......” ผมไม่ได้ตอบ รีบก้มหน้าก้มตากินให้หมดไอ้ปอจะได้เลิกสนใจผมซักที

“แต่เอ….” นั่นไง สันดานความเสือกมันเริ่มออกมาละ

“ดูๆแล้วกูว่าห่อแบบนี้มึงไม่ได้ซื้อมาหรอก” ผมเหลือบสายตามองดูไอ้เพื่อนแสนรู้ก่อนจะเอาแซนด์วิชที่กินเหลืออยู่ในมือยัดปิดปากมันไป

“อยากแดกก็แดกๆไปซะ!”



“ตัวมึง” ไอ้ป่านมันสะกิดหัวไหล่ผมยิกๆตั้งแต่เซนเซย์ยังไม่ออกประตู ผมที่กำลังก้มเก็บหนังสือลงกระเป๋าอยู่พอเงยหน้าขึ้นมาก็ต้องสะดุ้งเมื่อตอนนี้ทุกคนในห้องกำลังหันมองมาที่ผมเป็นจุดเดียวจนผมต้องก้มลงสำรวจตัวเองว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า กูเขางอกเหรอวะ?

“ไม่ได้อ่านเมมโม่หรือไง?” เงาตะคุ่มๆพร้อมด้วยเสียงทุ้มต่ำที่โคตรจะคุ้นหูดังขึ้นจนต้องรีบเงยหน้าขึ้นมอง ไอ้เชี่ยพี่ดินแดน! มึงมาได้ไงวะ!?

“..........” ในห้องที่น่าจะโหวกเหวกเพราะเพิ่งเลิกคลาสกลับเงียบกริบ ดวงตาใฝ่รู้ของทุกคนกำลังจ้องมองมาที่ผมกับไอ้ตะกวดยักษ์ที่บุกขึ้นมาถึงนี่ ร่างสูงๆยังคงยืนล้วงกระเป๋านิ่งๆเหมือนไม่ได้แคร์ห่าอะไรทั้งสิ้น

“เอ่อ...เพื่อนผมมันไปทำไรให้พี่ป่าวครับ?” ไอ้ปอมันถาม แต่น้ำเสียงมันดูแบบกระตือลือล้นเป็นพิเศษ ไอ้เชี่ยแม่งก็แค่อยากเสือกอย่างใกล้ชิดสินะ คนตัวสูงเหลือบตามาที่ผมเหมือนจะขอความเห็นจนผมต้องตาลีตาเหลือกลุกขึ้นจากเก้าอี้เลคเชอร์อย่างเร็ว

“กูไปก่อนนะ!” ผมบอกลาเพื่อนก่อนจะดึงแขนเสื้อของมนุษย์เสาไฟฟ้าให้เดินตามออกมาอย่างเร็ว

“พี่มาทำไมวะ?” ผมร้องถามมันเสียงดังอย่างเหลืออด ป่านนี้กลายเป็นขี้ปากชาวบ้านไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แม่ง

“......” ไอ้พี่ดินแดนมันยืนกอดอกแต่ไม่ตอบอะไร สายตาคมมองมาที่ตัวผมเหมือนกับกำลังสำรวจอะไรบางอย่าง

“มองไร?”

“ไม่ได้อาบน้ำ?”

“.....!.”  เชี่ย แม่งรู้ได้ไงวะ นี่กูเปลี่ยนเสื้อตัวใหม่ละนะ

“มั่ว”

“แล้วทำไมไม่เห็นเมมโม่”

“ทำไมจะไม่เห็น นี่ไง” ผมล้วงเอากระดาษสีฟ้าออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้มันดู

“แล้วสั่งว่าอะไร?”

“ก็ลืม” ผมหยักไหล่ตอบก่อนจะล้วงกระเป๋าหยิบคีย์การ์ดที่ห้อยพวงกุญแจแมวเนียนบอร์ดสีดำส่งคืนให้คนตรงหน้า
 
“อ่ะ เอาคืนไป” ฝ่ามือกว้างยื่นออกมารับโดยที่เจ้าตัวมันไม่ได้พูดอะไร

“เออ พี่ดินแดน” ผมเรียกคนตรงหน้าอีกครั้ง คิ้วหนาๆเลิกขึ้นน้อยๆเป็นเชิงว่ากำลังรอฟังสิ่งที่ผมกำลังจะพูดต่อ

“แซนด์วิชพี่ผมกินหมดแล้วนะ” ก็ไม่รู้พี่มันลืมหยิบมาหรือมันทำไว้ให้ใครหรือเปล่าก็เลยต้องบอกให้เจ้าตัวมันรู้ซักหน่อย เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่มีมารยาท

“อืม” พี่มันตอบรับในลำคอเบาๆ ดวงตาคมยังมองมาที่ผมเหมือนกำลังรอฟังผมพูดต่อทั้งๆที่ผมเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว

“ผม…”

“ไม่ได้เอาอาหารให้คอตตอนด้วย”

ริมฝีปากบางยักยิ้มก่อนที่ฝ่ามือใหญ่จะวางลงบนหัวผมแล้วขยี้เบาๆ

“ดีมาก”

แม่ง….

“นี่หัวคนนะเว่ย” ผมโวยก่อนจะดึงฝ่ามือกว้างออกจากหัวเมื่อถูกพี่มันขยี้ผมจนยุ่งเหยิงไปหมด กูไม่ใช่แมวมึงนะไอ้บ้า

“หึหึ จับมือกูอีกแล้ว” เชี่ยแม่ง ผมรีบสะบัดมือใหญ่ๆนั่นออกอย่างเร็ว เดี๋ยวแม่งจะหาว่าชอบมันอีก สันดาน

“ไม่มีไรแล้วผมไปนะ เพื่อนรอ” ผมพูดแล้วหันหลังผละออกมาก่อน แต่เดินออกมาได้แค่ไม่กี่ก้าวผมก็ตัดสินใจหยุดและหันมองกลับไปเพียงเพราะความเงียบเมื่อไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร พี่ดินแดนมันยังคงยืนอยู่ตรงนั้นและมุมปากหยักก็ยักยิ้มขึ้นทันทีที่เราสบตากัน

ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกที่ก่อขึ้นในใจตอนนี้มันเรียกว่าอะไร รอยยิ้มนั่นทำให้หัวใจของผมเต้นเป็นจังหวะแปลกๆ แต่มันก็กลับตรึงสายตาของผมเอาไว้ไม่ให้ละไปไหน เงาของร่างกายสูงที่ทอดยาวมาข้างหน้าค่อยๆสาดเข้ามาใกล้ รู้สึกตัวอีกทีปลายรองเท้าโอนิซึกะก็อยู่ห่างจากไนกี้แอร์จอร์แดนของผมเพียงแค่ไม่ถึงก้าว


“ไปกินข้าวด้วยกันไหม…?”



XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX


1 ก้าว   
2 ก้าว   
3 ก้าว
คนพี่ก็แค่เดิมพันไว้ในใจว่าคนน้องจะหันกลับมามั๊ยน้าาาา >//<


ขอบคุณทุกคนที่กดเข้ามาอ่านนะคะ รวมทั้งคอมเม้นต์และคำติชมด้วยค่ะ :pig4:
สำหรับคนที่เล่นทวิตเตอร์ฟอลโล่ที่แอค @B2YFICTION ไว้พูดคุยกันได้นะคะ
หรือเจอกันได้ที่แท๊ก #ที่เก่าเวลาเดิมแต่ #ดินแดนของตัง
เจอกันตอนหน้าวันศุกร์ที่ 10 สิงหาค่ะ  :mew1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-08-2018 16:28:56 โดย B2Fictions »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ nlygust13

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ B2Fictions

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Begin Again ที่เก่าเวลาเดิม แต่….
#6





“เชี่ย!” ผมสบถออกมาเบาๆแต่ก็สะดุ้งแรงจนถังป๊อปคอร์นในมือแทบร่วงจากตักเมื่ออยู่ๆก็มีผีซอมบี้พุ่งออกมาจากมุมมืดในตึกร้าง ตัวละครในจอภาพกำลังวิ่งหนีกันจ้าละหวั่นไร้ทิศทาง ผมจ้องมองภาพการเอาตัวรอดของผู้คนอย่างใจจดใจจ่อโดยคราวนี้เอามือกอดถังป๊อปคอร์นเอาไว้แน่นขนัด

“หึหึ” เสียงแมลงหวี่แมลงวันมันดังขึ้นใกล้ๆตัวจนผมต้องเหล่สายตาไปมอง ดีที่ตอนนี้ตัวละครที่กำลังหนีตายกันหนีรอดไปหมดละเลยไม่มีอะไรให้ลุ้น

“กลัวถูกแย่งกินขนาดนั้นเลย?”

“......!” ผมสะดุ้งตัวน้อยๆเมื่อคนที่นั่งข้างๆหันหน้ามาทางผมซะเต็มตัว ถึงในโรงหนังจะมืดแต่แสงสว่างจากจอภาพก็ทำให้ผมเห็นว่าใบหน้าที่มักจะนิ่งเฉยของมันกำลังยิ้ม แถมดวงตาคมยังหลุบต่ำมองถังป๊อปคอร์นในตักผมอีกตังหาก

“บ้าดิ่ พี่เอาไปถือเองเลยไป” ผมยกถังป๊อปคอร์นรสชีสดันใส่หน้าอกกว้างๆของมันให้ถอยออกไป ไอ้พี่ดินแดนมันหัวเราะเบาๆก่อนจะรับถังป๊อปคอร์นไปถือไว้แล้วเอนหลังพิงพนักพิงนั่งดูหนังที่ฉายอยู่บนจอภาพแบบสบายๆ ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองไหม? แต่ผมรู้สึกว่าพี่มันยิ้มง่ายกว่าที่เคยเห็นซะอีก

อาจจะเป็นเพราะแบบนี้หรือเปล่าที่ทำให้ความอึดอัดของผมมันน้อยลงทุกครั้งที่เราได้อยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือตอนที่นั่งกินชาบูด้วยกันก่อนหน้านี้

“เฮ้ย อะไรของพี่วะ” ผมโวยเมื่อแซลม่อนโรลถูกคีบมาวางในจาน

“เอาคืนไป ผมไม่ชอบ”

“ไม่ชอบแซลม่อน? แต่เมื่อวานมึงก็กินนะ”

“อันนี้มันดิบ”

“อ๋อ”  พี่ดินแดนมันตอบรับก่อนจะคีบใส่ปากตัวเองแทน

“พี่ชอบเหรอ?”

“มาก”

“พี่ไม่ตอกไข่อ่ะ?”

“หึ กูไม่กินไข่ดิบ”

“แต่พี่กินปลาดิบ”

“แล้วไง”

“มันแปลก”

“งั้นมึงก็แปลก มึงกินไข่ดิบแต่ไม่กินปลาดิบนะตัง”

“เออว่ะ”

“มันมีแค่ชอบกับไม่ชอบ ความรู้สึกน่ะมันไม่มีกฏเกณฑ์หรอกนะ”

ก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่านอกจากจะไม่อึดอัดแล้วผมยังสามารถคุยเรื่องชอบหรือไม่ชอบอะไรกับพี่มันได้ด้วย….

“อ่ะพี่” ผมส่งเงินให้คนตัวสูงหลังจากที่เดินออกมาจากโรงหนังเพราะพี่มันเป็นคนจ่ายก่อน จริงๆที่ตัดสินใจจะดูหนังกันมันกระทันหันน่ะ แต่ก็ดีนะ เข้าโรงปุ๊บหนังก็เริ่มฉายเลย

“ไว้คราวหน้ามึงจ่าย”

“ไม่เอาดิ่ ไม่ชอบเป็นหนี้ใครนาน” ผมปฏิเสธ อันนี้ผมพูดจริงป๊าม๊าสอนไว้ตั้งแต่เด็ก จำจนขึ้นใจ

“โอเค” พี่มันดึงเงินออกจากมือผมแล้วพับให้เล็กลงก่อนจะยัดใส่มือผมคืนเหมือนเดิม

“ฝากหน่อย” เอ้า แบบนี้ก็ได้เหรอวะ

“ฝากผมไม่มีดอกนะเว่ย”

“ก็ไม่ได้อยากได้”

“อยากได้มึงมาดูหนังด้วยมากกว่า”

“.....!”

“แอคติ้งมึงเยอะดี หนังเขาเครียดๆแม่งตลกขึ้นมาเลย กูชอบ”

ไอ้ดินแดน ไอ้เชี่ย แม่งกวนตีนชิบ!



⇤  BEGIN AGAIN  ⇥



“หวัดดีเจ้”

“เมื่อคืนแกไปไหนมา ม๊าบอกแกไม่กลับบ้าน”

“ไปค้างหอเพื่อน แล้วเฮียกิจไปไหนอ่ะ ปล่อยเมียเฝ้าร้านคนเดียวได้ไง” ผมเปลี่ยนประเด็นขี้เกียจตอบคำถามเลยเป็นคนถามซะเอง พวกผู้หญิงนี่ข่าวไวจริงๆ ขนาดเจ้ตวงไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับผมกับป๊าม๊านะ

“พาน้องต่อไปซื้อขนม แล้วลมอะไรหอบแกมา”

“ลมขี้เกียจขับรถ” ผมตอบก่อนจะเอนหลังพิงโซฟาสำหรับลูกค้าตรงโถงร้าน ใกล้ๆค่ำแบบนี้ไม่ค่อยจะมีลูกค้าแล้วล่ะครับ

เออ ยังไม่ได้บอกใช่ไหมว่าบ้านผมขายทองอ่ะ ร้านนี้เป็นสาขา3 ที่เจ้ตวงเป็นคนดูแล ส่วนสาขาใหญ่ตอนนี้เฮียเต้ยึดจากป๊าม๊าไปละ ส่วนผมอ่ะเหรอ ไม่มีสมบัติอะไรกับเขาหรอก ฉะนั้นนอกจากเป็นนักศึกษาแล้วก็ยึดอาชีพเกาะม๊าเกาะป๊ากินไง ลูกดีเด่นป่ะล่ะ

“เออ มาก็ดี ฝากครีมไปให้ม๊าด้วย”

“อ่าหะ”

“แล้วจะกินข้าวเย็นด้วยกันไหม?”

“ไม่อ่ะ ยังอิ่มอยู่เลย”

“ไม่ใช่นัดสาวที่ไหนไว้เหรอ?”

“เออ…..” อันนี้ผมไม่ได้ตอบเจ้ตวงหรอก แค่กำลังคิด ผมน่าจะชวนเบลไปกินข้าวเย็นวันนี้ดีป่ะวะ

“นั่นไง” เจ้ตวงส่ายหัวยิ้มๆ   

“คิดออกเพราะเจ้เลยนะเนี่ย” ผมได้โอกาสล้วงไอโฟนออกมาจากกระเป๋าแล้วกดโทรออกทันที

“เย็นนี้ว่างป่ะครับ?” ผมกรอกเสียงลงไปเมื่อได้ยินเสียงทักทายจากเบลที่ปลายสาย

“ยังอยู่ที่คณะเหรอ? งั้นเดี๋ยวตังไปรับ ได้ครับ เจอกันนะ” โชคดีจริงๆที่ผมมาแวะร้านเจ้ตวงก่อน เพราะจากร้านไปมหาลัยใกล้นิดเดียวเอง

“อ่าวตัง”

“หวัดดีครับเฮีย”

“กู๋ตังงง” เจ้าหลานชายตัวกลมวิ่งมาโถมตัวใส่ผมจนแทบจุก พี่สาวผมคงเลี้ยงลูกดีไปหน่อย หุ่นเสี่ยตั้งกะ5ขวบอ่ะคิดดู

“โห้ น้องต่อซื้อไรมาเยอะแยะเลย แบ่งให้กู๋ด้วยได้ป่ะ?” ผมแกล้งถาม นิ้วชี้เล็กๆจิ้มแก้มป่องๆของตัวเองเมื่อใช้ความคิด

“อันนี้ของหม่าม๊า อันนี้ของต่อ อันนี้ของป่ะป๊า อืมมม อันนี้ให้กู๋ตังก็ได้” ซองขนมสำหรับแมวถูกยื่นออกมาให้ผม ไม่ต้องสงสัยเลยนี่ของไอ้เฮงเฮงชัวร์

“แต่อันนี้มันของเฮงเฮงไม่ใช่เหรอ?”

“อื้อ”

“แต่เฮงเฮงบอกให้กู๋ตังได้” ผมรับซองขนมสำหรับแมวมาถือไว้ก่อนจะฟัดแก้มป่องๆไปสองที ไม่นานไอ้แมวหน้าไร้อารมณ์ก็เดินตรงเข้ามาสีตัวที่ขาของผมจนต้องอุ้มมันขึ้นมานั่งบนตัก โห้ ไม่เจอกันแปบเดียวมึงอ้วนขึ้นอีกแล้วเหรอไอ้แมวยักษ์ 

ผมแกะซองขนมแมวรสปลาแซลม่อนได้ไม่ทันเสร็จไอ้ตัวอ้วนก็ตะปบมือผมแทบจะทันที ผมปล่อยให้ไอ้เฮงเฮงมันเลียขนมในมืออย่างเอร็ดอร่อย ลูบหลังแบนๆไปก็อดนึกถึงไอ้ก้อนกลมนิ่มๆอีกตัวไม่ได้ ถ้าจะให้เทียบกันล่ะก็เรื่องความอ้วนนั้นไอ้เฮงเฮงชนะขาด แต่ถ้าเรื่องความนุ่มนิ่มล่ะก็เจ้าคอตตอนชนะขาดลอยไปเลย

“ตัง”

“หื้อ?”

“ไม่รีบไปเหรอ?”

“เห้ยย” ผมหันไปมองนาฬิกาแล้วอดแหกปากไม่ได้ ผมแม่งเป็นอะไรวะ ได้จับตัวแมวอ้วนๆทีไรเหมือนโดนมนต์สะกด เพลินจนลืมเวลาทุกทีสิน่า!



ผมขับรถมาจอดที่ข้างตึกคณะ มีรถจอดอยู่สองสามคันแล้วหนึ่งในนั้นมันก็คุ้นตามาก มันเหมือนรถของเจ้ากรรมนายเวรผมเลยอ่ะ เดินเข้าไปดูทะเบียนใกล้ๆถึงจะจำเลขไม่ได้แต่ทะเบียน ‘เชียงใหม่’ นี่ผมว่าใช่แน่นอน แม่งมาทำไรวะ กูนึกว่ากลับบ้านกลับช่องไปละนะ

“ตัง ทางนี้” แตงครับเป็นคนหันมาเห็นผมคนแรกเลยลุกขึ้นโบกมือหยอยๆ

“หวัดดี แล้วเบลล่ะ?” ผมถามหาเมื่อมองซ้ายแลขวาก็ยังไม่เจอเป้าหมายของผม

“อ๋อ เบลกับลูกน้ำไปช่วยรุ่นพี่เขาถือของน่ะ”

“แล้วนี่ทำไรกันเหรอ?”

“ก็งานคณะปีนี้ไง อะไรพวกเอกแจ๊ปยังไม่เตรียมตัวกันอีกเหรอ?”

“อ๋อ ก็คุยๆกันแล้วเหมือนกัน เอกอิงก์นี่ฟิตกันจัง” ผมตอบกลับไปบ้าง ไอ้งานคณะที่พูดกันอยู่นี่ก็คืองานวัฒนธรรมครับ ซึ่งปี1ของแต่ละเอกจะต้องทำการแสดงละครเวทีสั้นๆ จริงๆผมว่าแม่งเหมือนงานสังเวยอาจารย์และรุ่นพี่ปีสูงอ่ะ จำได้ว่าตอนนั้น (เออ ซึ่งมันก็คือตอนนี้อ่ะแหละ)เซคผมแสดงลิเกเรื่องบ้านทรายทอง ลิเกภาษาญี่ปุ่นซะด้วย ไม่ต้องถามว่าผมแสดงเป็นตัวอะไรนะ หล่อๆอย่างผมก็ทำพรอบไง ถุ้ย

“แล้วเอกอิงก์เล่นเรื่องอะไรเหรอ?”

“ความลับดิ่” แตงพูดแล้วหัวเราะ เดี๋ยวขอนึกแปบ...ตอนนั้นเอกอิงก์เล่นเรื่องอะไรวะ?

อ๋อ…

จำได้แล้วว่าเบลได้เล่นเป็นนางเอก

จำได้ว่าเรื่อง…..

ผมยันตัวลุกขึ้นยืนทันที อยู่ๆอารมณ์ของผมมันก็ตึงๆขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นว่าเบลกำลังเดินมากับใคร ที่ผมเห็นในตอนนี้คือใครอีกคนที่หิ้วถุงอะไรไม่รู้อยู่เต็มสองมือนั่น เบลกำลังยิ้มนิดหน่อยและถึงอีกคนมันจะไม่ยิ้มแต่มันก็ไม่ได้ไร้อารมณ์เหมือนอย่างทุกที

“อ่าวตัง มาแล้วเหรอ?” เบลยิ้มทักผมทันทีที่เดินเข้ามาใกล้ ผิดกับไอ้คนที่มาด้วยที่ตอนนี้หน้าของมันดูไร้อารมณ์ขึ้นมาทันทีที่สบตากับผม

“ครับ”

“นพมารับของหน่อย” สายตาคมยังคงมองหน้าผม แต่มันไร้การทักทาย มือกว้างส่งของให้รุ่นน้องอีกคนก่อนที่มันจะหันหลังเดินออกไปตามทางที่เดินมาก่อนหน้านี้

“รอเราอีกแปบได้ไหม? ใกล้จะกลับกันแล้วล่ะ” เบลบอกผมแล้วนั่งลงบนพื้นที่มันเต็มไปด้วยกองกระดาษสีสันต่างๆข้างๆกับแตง ผมพยักหน้าก่อนจะนั่งลงตามโดยที่ไม่ได้พูดอะไร

“แล้วลูกน้ำล่ะ?”

“กำลังเดินมากับพวกพี่บอย” เบลตอบข้อสงสัยที่แตงถามได้ไม่ทันจบก็เห็น พี่บอย พี่เต๋า พี่โอ แล้วก็ปี1อีกสองสามคนรวมทั้งลูกน้ำและไอ้คนหน้าไร้อารมณ์บอกบุญไม่รับกำลังเดินถือของกันมาพะรุงพะรัง

ต่อจากนั้นก็ถึงช่วงเวลาเดธแอร์ครับ ความรู้สึกของการเป็นส่วนเกินมันเป็นแบบนี้นี่เอง ผมนั่งมองคนที่กำลังนั่งคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวโดยที่เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง พอมีเวลาก็นึกออกว่าเรื่องที่พวกเอกอิงก์แสดงในตอนนั้นก็คือเรื่อง Letter to Juliet ซึ่งจากวันนั้นจนถึงทุกวันนี้ผมก็ยังไม่เคยดู

นพซึ่งผมคิดว่าน่าจะรับเป็นคนเขียนบทกำลังพยักหน้าหงึกหงักแล้วพิมพ์ทุกอย่างที่เพื่อนพูดลงในโน๊ตบุ๊ค ส่วนพวกปี2ก็คอยเสริมรายละเอียดเล็กๆน้อยๆจากประสบการณ์ที่ตัวเองเจอมาเมื่อปีที่แล้ว โดยไม่มีใครพูดกับกูเลยครับ ทำอะไรไม่ได้ก็นั่งตบยุงโชว์แม่ง

พี่แดนคะ” ผมหันไปสนใจทันทีเมื่อสิ้นเสียงเรียก ก็ไม่รู้ว่าแม่งเป็นอะไรความรู้สึกคันยุบยิบในอกทำให้ผมต้องเม้มปากแน่น เมื่อไม่กี่วันก่อนผมยังจำได้ว่าเบลยังเรียกไอ้โย่งนี่ว่าพี่ดินแดนอยู่เลย แล้วแม่งไปสนิทสนมกันตอนไหนวะ

“ว่าไงครับน้องเบล

“.......” ทุกอย่างรอบตัวมันดูเงียบและมืดไปหมด ถ้าตอนนี้ทุกคนไม่ได้ขยับตัวผมคงคิดว่าท่านเทวดาคงแวะมาทักทายผมแน่ๆ

แต่เอาเข้าจริงส่วนที่มืดนั้นมันคือตัวผมเองนี่หว่า คนที่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนมันก็คือตัวผมเอง คนที่หูดับฟังอะไรไม่ได้ยินในตอนนี้มันก็ตัวกูเองอีกนี่แหละ ความรู้สึกตอนนี้มันคืออะไรวะ แม่ง! อยู่ๆก็รู้สึกเหมือนเลือดขึ้นหน้าจนต้องเอ่ยปากทำลายความเงียบในหูของตัวเองโดยการส่งเสียงพูดออกไป

“เบลครับ”

“อุ้ย โทษทีนะตัง”

“งั้นเราขอตัวก่อนนะ พอดีตังมารอนานแล้วด้วย” เบลรีบหันไปบอกกับเพื่อน ก็ยังทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง ที่อย่างน้อยเบลก็ยังเห็นหัวผม ไม่เหมือนกับใครบางคน ทำตัวหยั่งกับคนเป็นไบโพล่า ทั้งๆที่เมื่อบ่ายยังเดินหัวเราะเรื่องไร้สาระด้วยกันอยู่เลย ไอ้บ้าเอ้ย

“พี่เต๋า พี่บอย พี่โอ พี่แดน พี่หม่อน เบลขอตัวกลับก่อนนะคะ”

“หวัดดีครับ” ผมยกมือไหว้แบบรวดเดียวก่อนจะดึงหนังสือในมือเบลมาถือเอาไว้ซะเอง พี่บอยมันส่งยิ้มแห้งๆแล้วโบกมือบายๆให้ผมโดยไม่ได้แซวอะไรบ้าบอเหมือนทุกที เออ อย่างงี้ก็ดีเหมือนกัน

“เอกแจ๊ปยังไม่เตรียมตัวกันอีกเหรอ?” เบลชวนผมคุยในขณะที่กำลังเดินออกไปด้วยกัน

“ยังครับ” เอาจริงพวกผมไม่ค่อยจริงจังกันหรอกเน้นฮาไว้ก่อน

“ไม่กลัวไม่ทันเหรอ อีกเดือนเดียวเองนะ” ผมยิ้มแห้งๆให้กับคำถามเพราะไม่รู้จะตอบว่าอะไรดีแต่เบลก็ยังคงชวนผมคุยไปเรื่อยๆ

“นี่เรายังกลัวไม่ทันเลย ยังดีที่วันนี้พวกพี่ปี2มาช่วยแนะแนวให้ด้วย”

“......”

“เออ จะว่าไปพี่แดนเขาใจดีมากเลยนะตัง ไม่เหมือนตอนรับน้องเลยล่ะ” และชื่อของบุคคลที่สามก็ทำให้ผมต้องเม้มปาก ทั้งๆที่ผมพาเบลออกมาจากตรงนั้นแล้วเบลก็ยังจะพูดเรื่องของคนๆนั้นอยู่ดี ผมแม่งไม่ชอบเลยว่ะ

“งั้นเหรอ แล้ว….เบลหิวไหมครับ ไปหาอะไรกินกันนะ”

“คือ...มันดึกแล้วอ่ะ เราไม่อยากกินอะไรแล้ว” ผมพยักหน้าเข้าใจก่อนจะขับรถต่อไปโดยไม่ได้ถามอะไรเบลอีก ถ้านับเป็นคะแนน ความก้าวหน้าของผมกับเบลวันนี้คงเป็นศูนย์

แต่นั่น…

มันกลับไม่ใช่เรื่องที่ค้างคาใจของผมอยู่ในตอนนี้เลย




ผมนั่งจ้องหน้าจอไอโฟนที่กดเบอร์ใครบางคนค้างเอาไว้แต่จ้องมันจนจอดับไปก็ไม่ได้โทรออกไปซักที

แต่เอาจริงๆ แม่งหงุดหงิดว่ะ

ผมกดเปิดหน้าจออีกครั้งก่อนจะหลับหูหลับตากดโทรออกไปทันที เสียงรอสายดังขึ้นได้ไม่นานปลายสายก็กรอกเสียงตอบรับกลับมา

“ฮัลโหล” 

“......”

“นี่ผมเอง”

“.......” และก็เป็นคราวที่อีกฝ่ายไม่ตอบกลับมาบ้าง และมันก็นานซะด้วย

“พี่เป็นไรวะ?”

“......”

“แม่ง” ผมสบถใส่ ก็ไม่รู้จะพูดอะไรเพราะอีกฝ่ายแม่งก็เอาแต่เงียบ

“Hotel Transylvania หรือ Pan เลือกมาเลย” อยู่ๆปลายสายก็พูดออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย อะไรของแม่งวะ

“ให้เวลาเลือกสิบวิ”

“......”

“โอเค Pan”

“เฮ้ย พี่แม่งอย่ามั่วดิ่วะ!” ผมแย้ง ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆจากปลายสายอย่างอารมณ์ดี แม่งไบโพล่าจริงๆสินะมึง

“พี่ดินแดน”

“ผมไม่ได้โทรมาชวนพี่ดูหนังซักหน่อย”

“แล้วไง คิดถึงเหรอ?”

“ประสาทกลับเหรอไง” ผมแย้งกลับไป แม่งอยู่ดีๆมากวนตีนเฉย ใครมันจะคิดถึงมึงไม่ทราบ

“หึหึ....แล้วโทรมาทำไม?” นั่นดิ่ กูโทรหามันทำไมวะ โอเคไม่เล่นละ ผมสูดหายใจเฮือกใหญ่ที่ก่อนจะ

“ก็…วันนี้....” พี่เมินผมทำไมวะ? แต่แล้วคำถามมันก็ถูกกลืนลงไปในลำคอเมื่อรู้สึกถึงความร้อนบนใบหน้า

“ผมกำลังคุยๆกับเบลอยู่” แต่นี่คือสิ่งที่ผมเลือกที่จะพูดออกไปแทนคำถามนั้น

“แล้วมาบอกกูทำไม?”

“ก็บอกไว้ก่อน”

“.......”

“พี่ห้ามยุ่งนะเว่ย”

“แล้วกูต้องเชื่อมึงด้วยเหรอ?”

“พี่หมายความว่าไง?”

“ระวังตัวไว้ให้ดีๆเถอะ” เสียงเรียบๆพูดเป็นประโยคสุดท้ายก่อนที่สายจะตัดไป และถึงผมจะกดโทรซ้ำไปอีกเท่าไหร่มันก็ไม่รับสายอีกเลย…

โว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

ไอ้พี่ดินแดนมันก็ชอบเบลเหมือนกันเหรอวะ !?



XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX


วันนี้มาเร็ว ฉลองวันแมวโลก 5555
ขอบคุณทุกคนที่กดเข้ามาอ่านนะคะ รวมทั้งคอมเม้นต์และคำติชมด้วยค่ะ :pig4:
สำหรับคนที่เล่นทวิตเตอร์ ฟอลโล่ที่แอค @B2YFICTION ไว้พูดคุยกันได้นะคะ
หรือเจอกันได้ที่แท๊ก #ที่เก่าเวลาเดิมแต่ #ดินแดนของตัง
เจอกันตอนหน้าวันศุกร์ที่ 10 สิงหาเหมือนเดิมค่ะ
อาทิตย์นี้แถม ลง 2 ตอนไปเลย!  :mew1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-08-2018 20:54:36 โดย B2Fictions »

ออฟไลน์ B2Fictions

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Begin Again ที่เก่าเวลาเดิม แต่….
#7





ผ่านไปสามวันความสงสัยของผมก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เอาจริงๆกูคิดมากจนประสาทจะแดกละ จากวันนั้นผมก็ยังไม่เจอหน้าไอ้สันขวานดินแดนอีกเลย รวมถึงเบลด้วยเหมือนกัน แต่ก็เพราะตอนนี้พวกเราต่างก็ยุ่งเรื่องการเตรียมงานคณะกันอยู่ ก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร….ละมั้ง

“ไอ้เชี่ยตังทาแบบมึงชาติไหนเสร็จ” ไอ้ปอมันเดินมาแย่งแปรงทาสีในมือผมแล้วลงมือทาเองไปเป็นที่เรียบร้อยหลังจากที่ก่อนหน้านี้มันนั่งจ้องจอมือถืออยู่เกือบจะชั่วโมง!

“ก็ยังดีกว่ามึงล่ะวะ” ผมเถียง

“แล้วมึงเหม่อหาส้นตีนไรอยู่ สีไหลลงข้อศอกแล้วยังไม่รู้เรื่องเลย” ไอ้ปอมันใช้แปรงทาสีชี้ๆมาทำให้ผมต้องรีบยกแขนขึ้นดู ไอ้เหี้ยเอ้ยยยยย ไม่เหลือดีเลยกู

“เชี่ยแม่ง”

“ไปล้างไปไอ้ควาย”

“ไปด้วยๆ กูปวดเยี่ยว” ไอ้ป่านมันวางกระป๋องสีลงกับพื้นแล้วเดินปรี่เข้ามาหาผม

“เชี่ยป่าน กลับมาซื้อน้ำมาให้กูแดกด้วยนะ”

“เออ”

“เอากุญแจรถมาเดี๋ยวกูไปเอาเสื้อให้”

“เออ ขอบใจ”

“แล้วมึงเอาโค้กใช่มะ?”

“อ่าหะ” ไอ้ป่านมันพยักหน้าตอบรับก่อนจะปลีกตัวเดินออกไปเหลือแต่ผมที่ยืนถอดเสื้อโชว์หัวนมอยู่ในห้องน้ำใต้ตึก แม่งก็ขนลุกแปลกๆอยู่นะเนี่ย ผมโยนไอ้เสื้อนักศึกษาเคราะห์ร้ายลงในถังขยะเพราะคิดว่ายังไงมันก็ซักไม่ออก ก็ยังโชคดีที่มันเป็นเสื้อแขนยาวเลยทำให้สีไม่ซึมมาโดนผิวเนื้อซักเท่าไหร่ ไม่งั้นคงต้องยืนถูจนหนังกำพร้าหลุดแหงๆ ยืนกอดอกหันหลังพิงอ่างล้างหน้าได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินใกล้เข้ามา และมันก็เป็นไอ้ป่านที่โผล่เข้ามาอย่างที่คิด

“อ่ะ” มันยื่นเสื้อให้ผม แต่ท่าทางมันดูกระหืดกระหอบชอบกล

“เห้ยตัง” มันเกริ่นก่อนจะเว้นจังหวะไปแปบนึง จนผมที่กำลังติดกระดุมเสื้อต้องเงยหน้าขึ้นสบตากับมันผ่านกระจกเงาที่อยู่ตรงหน้า

“มึงกับเบลนี่ยังไงวะ?”

“ก็คุยๆกันอยู่” ผมตอบก่อนจะหันหน้าไปหา ไอ้ป่านมันขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรจนผมต้องถามมันต่อ

“มีไรวะ?”

“เมื่อกี้...กูเห็นเบลกับพี่ดิน..”

“เออ กูก็เห็น” คำตอบของผมทำให้ไอ้ป่านชะงักเท้าก่อนจะเงยหน้ามองตามสิ่งที่ผมกำลังมองอยู่เมื่อเราเดินออกมาจากห้องน้ำได้ไม่ถึงสิบก้าว ที่หน้าบอร์ดประชาสัมพันธ์ใหญ่ของคณะมีคนสองคนกำลังยืนอยู่และก็กำลังช่วยกันแปะโปสเตอร์อะไรบางอย่าง

“แต่คือ...มันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้...เนอะ”

“อืม” ผมครางรับในลำคอ แต่ก็ยังไม่ได้ละสายตาไปจากภาพที่มองเห็น ภาพที่คนสองคนกำลังยืนคุยกันถึงมันจะไกลจนผมไม่ได้ยินแต่จากท่าทางก็พอจะเดาว่าคงจะไม่ใช่เรื่องซีเรียส เบลกำลังยิ้มในขณะที่คนตัวสูงก็ดูจะมีความสุขดี

แม่งเจ็บจี๊ดเลยว่ะ


“มึงจะเอาไงต่อวะไอ้ตัง?” ไอ้ปอมันเปิดประเด็นหลังจากที่ไอ้แฝดนรกของมันส่งโทรจิตเล่าเรื่องของผมจนจบ

“เอาไงคืออะไร?”

“เอาจริงๆตอนแรกกูนึกว่าพี่ดินแดนมันจีบมึงซะอีก”

“จีบเหี้ยอะไรล่ะไอ้สัด!”

“เอ้า เพิ่งรู้ว่ากูมีเพื่อนเป็นเหี้ย” มันลอยหน้าลอยตาพูดจนผมต้องใช้ตีนยันมันออกไปให้ไกลๆ

“กูก็ว่างั้นอ่ะ” ไอ้แฝดน้องมันเสริม ว่างั้นนี่ว่าไง ว่ากูเป็นเหี้ย?

“ไม่ๆ กูหมายความว่ากูก็คิดว่าพี่ดินแดนมันจีบมึงเหมือนกัน” ไอ้ป่านอธิบาย สงสัยว่ามันจะอ่านสายตาผมออก

“เห็นเทียวไปเทียวมาอยู่ดีๆ ที่ไหนได้” คนพูดมันยักไหล่ก่อนจะดูดโค้กอึกใหญ่ เปิดโอกาสให้แฝดผู้พี่มันพูดต่อ

“คู่แข่งมึงน่ากลัวมาก”

“เหมือนกำลังเดินนำหน้าแล้วถูกยิงธนูปักเข่า”

“ล้มเลยสัด”

“โดยเหยียบซ้ำแบบเนียนๆ”

“รู้สึกตัวอีกทีเขาได้เสียเป็นเมียผัวแล้วงี้”

“พ่อมึงสิไอ้เพื่อนเหี้ย!” ผมโพล่งด่าออกไป เห็นกูเงียบเข้าละเอาใหญ่เลยนะ สัด

“แต่แบบ กูว่ามันแปลกๆว่ะ” ไอ้ปอมันเอามือจับคางตัวเองแล้วทำหน้าครุ่นคิดเหมือนพระเอกหนังสืบสวน ถึงหน้าจะไม่ให้ก็เหอะ

“แปลกยังไงวะ?” ผมถาม

“ก็แปลกตรง...มึงนี่แหละ”

“กูเนี่ยนะ?” ผมชี้หน้าตัวเองมันก็พยักหน้าหงึกหงัก กูแปลกยังไง เขางอกหางโผล่งี้เหรอ

“เออ”

“แล้วกูแปลกยังไง?”

“กูว่ากูไม่ควรตอบ” ไอ้ปอมันยักไหล่

“กูว่ามึงคิดถูกไอ้พี่ชาย” ไอ้ป่านมันตบไหล่ไอ้ปอปุๆก่อนจะพากันเดินไปเติมสีแบบไม่สนใจอะไรผมอีก ห่าเหวอะไรของพวกแม่งอีกวะ ไอ้เพื่อนเวร



คุณเคยเป็นไหม? เมื่อเรากำลังรู้สึกหรือหมกมุ่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันก็มักจะมีสิ่งที่สนับสนุนความคิดนั้นเสมอ ใช่ และนี่ก็เป็นครั้งที่2ของวันที่ผมเห็นเบลกับไอ้พี่ดินแดนอยู่ด้วยกันตามลำพังอีกแล้วโว้ยยยย แม่งจะไม่ให้เวลากูตั้งหลักเลยช้ะ?

เอาก็เอาดิ่วะ แม่งมาถึงขั้นนี้ละ!

ผมสูดลมหายใจลึกๆก่อนที่จะเดินเข้าไปที่โต๊ะม้าหินหน้าแผนกอิ้งก์อย่างช้าๆ ยิ้มเข้าไว้ไอ้ตัง ยิ้มเข้าไว้

“เบลครับ” ผมส่งเสียงเรียกคนที่นั่งหันหลังให้ก่อนที่เธอจะหันมา ไอ้คนตัวสูงเลิกคิ้วใส่แต่ผมก็เลือกที่จะไม่สบตามันตอบ

“มานั่งด้วยกันสิตัง” ผมยิ้มรับก่อนที่จะนั่งลงที่เก้าอี้อีกตัวที่ว่างอยู่

“อ่าว พี่ดินแดนก็อยู่เหรอครับ ผมไม่ทันเห็น” ผมหันไปฉีกยิ้มใส่ไอ้คนที่ตีหน้านิ่ง ดวงตาคมจ้องหน้าผมก่อนที่มุมปากบางจะกระตุกยิ้มเล็กๆ

“มาทำอะไรที่นี่เหรอครับน้องตัง?” มุมปากมันยิ้ม แต่น้ำเสียงที่มันเปล่งออกมานี่อย่างเย็น ไม่
ได้เย็นใจนะ เย็นยะเยียบเลยต่างหาก

“ผมมารับเบลอ่ะครับ”

“พี่คิดว่าอีกนาน เราต้องทำอะไรกันอีกเยอะ น้องตังกลับไปก่อนเถอะครับ” น้ำเสียงเย็นเริ่มมีแววขุ่น แต่ก็ไม่เท่ากับคำว่าเราที่มันเปล่งออกมาจากริมฝีปากนั้น มันทำให้ผมรู้สึกเสียดในหน้าอกแปลกๆ

“นั่นน่ะสิคะตัง วันนี้เราคงจะดึกแน่ๆเลย”

“ตังรอได้ครับ” ผมตอบก่อนจะเม้มปากข่มใจตัวเองหนักๆ

“อืมมม ถ้าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ แต่ถ้ารอไม่ไหวจะกลับก่อนก็ได้นะ” เบลสบตาผมก่อนจะหันไปอ่านข้อความไลน์ที่หน้าจอโทรศัพท์ของตัวเอง


“งั้นเดี๋ยวเราขึ้นไปที่ห้องกิจกรรมก่อนนะ” เบลบอกผมก่อนจะหันไปมองอีกคนเป็นเชิงถาม ไอ้คนตัวสูงมันยิ้มน้อยๆก่อนพยักหน้าเบาๆ

“เดี๋ยวพี่ตามขึ้นไปครับ”

“พี่แม่งจะเอายังไงกับผมวะ!?” ผมโพล่งออกมาอย่างหมดความอดทน ตอนนี้กูเย็นไม่ไหวละแม่ง

“แล้วมึงอยากจะเอาแบบไหนล่ะ?” ไอ้คนหน้านิ่งมันถามกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ มันเหมือนจะกวนตีน แต่น้ำเสียงก็เหมือนคนที่กำลังโกรธ

“ผมบอกพี่แล้วว่าผมจีบเบลอยู่ พี่ก็ไม่มีสิทธิ์มายุ่งกับเบลป่ะวะ?”

“แล้วมึงมีสิทธิ์อะไรมาห้าม มึงจีบได้ กูก็จีบได้

“แม่งเหี้ยไปป่ะ” ผมพูดเสียงรอดไรฟัน ความรู้สึกในตอนนี้มันอัดแน่นจนต้องระเบิดออกมา ผมไม่รู้ว่ากำลังโกรธหรือไม่พอใจมากขนาดไหน ผมรู้อย่างเดียวว่าผมเกลียดคำพูดของมันทุกคำในตอนนี้ เกลียดน้ำเสียงของมันจนอยากจะต่อยหน้าแม่งให้คว่ำ

“ถ้ามึงยังไม่รู้นะตัง” ไอ้พี่ดินแดนมันยืนเต็มความสูงก่อนจะก้าวออกมายืนที่ข้างโต๊ะโดยที่ผมก็ทำเหมือนมันเช่นกัน

“กูไม่เคยยอมให้ใครมาด่าฟรีๆแบบนี้หรอกนะ”

ดวงตาคมมองมาโดยที่ผมก็จ้องตอบ คนตัวสูงขยับเข้ามาใกล้พร้อมกับฝ่ามือกว้างที่ยื่นออกมาจนผมต้องห่อไหล่แล้วหลับตาปี๋อย่างอัตโนมัติ ทุกสิ่งรอบตัวเงียบลงไปชั่ววินาทีก่อนที่สัมผัสอุ่นๆจะเกิดขึ้นที่ข้างแก้มจนผมต้องค่อยๆลืมตาขึ้นด้วยความไม่เข้าใจก่อนที่เสียงทุ้มๆจะเอ่ยคำพูดต่อออกมาพร้อมกับดวงตาคมนั้นที่ยังคงจ้องตรงมาที่ผม

“ถ้าคนๆนั้น ไม่พิเศษพอ”


⇤  BEGIN AGAIN  ⇥


เสียงฝีเท้าของกลุ่มคนที่ค่อยๆใกล้เข้ามาเรื่อยๆเรียกให้ผมเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอไอโฟนที่นั่งจ้องมันอยู่นานสองนาน เบลกำลังเดินมาทางผมพร้อมกับลูกน้ำและแตง รวมไปถึงพี่เต๋ากับเพื่อนมันที่ผมไม่อยากจะเอ่ยชื่อเท่าไหร่ด้วยอีกคน

โทษนะเว่ยไอ้แดน แต่กูรีบจริงๆว่ะ” ไอ้พี่เต๋ามันบอกก่อนจะตีไหล่หนาๆของเพื่อนสนิทสองสามทีแล้วผละตัวออกไปอย่างเร็ว ผมหลุบสายตาหลบเมื่อรู้สึกได้ว่าคนตัวสูงกำลังจะจับได้ว่าผมกำลังมองมันอยู่

“เรานึกว่าตังจะหนีกลับไปแล้วซะอีก” เบลยิ้มเมื่อมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า

“ตังไม่ทำงั้นหรอก สำหรับเบลแค่ไหนก็รอได้” ผมยิ้มตอบรอยยิ้มน่ารักนั้น ใช่ เบลน่ารัก น่ารักมากๆด้วย

“หู้ยยย เหม็นความรัก ” แตงแซวก่อนจะหัวเราะเบาๆ

“เราไปดีกว่า ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ หวัดดีค่ะพี่แดน บายๆทุกคน”

“ตังคะ วันนี้ช่วยไปส่งพี่แดนด้วยได้ไหม?” คำพูดของเบลทำให้ผมต้องเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม ไอ้คนตัวสูงนั่นยังทำหน้านิ่ง ดวงตาคมฉายแววแปลกๆ เหมือนไม่พอใจ แต่ก็ไม่

“ถ้าคุณไม่สะดวกผมไม่รบกวนดีกว่า” น้ำเสียงทุ้มตัดบทเมื่อผมไม่ตอบคำถามของเบล

“พี่กลับรถไฟฟ้าได้ครับน้องเบล” มุมปากบางยกยิ้มขึ้นเล็กๆก่อนจะผละตัวออกไป ผมเม้มปากก่อนจะตัดสินใจเปล่งคำพูดออกไปสั้นๆแล้วเดินนำไปอีกทาง

“ผมสะดวก เชิญครับ”


ผมจอดรถเทียบอยู่ที่หน้าตึกคอนโดของผู้โดยสารคนสุดท้ายหลังจากที่แวะส่งเบลและลูกน้ำแล้วเป็นที่เรียบร้อย ห้านาทีผ่านไปทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม ผมนั่งนิ่ง คนข้างๆมันก็นิ่ง

“พี่ดินแดน” ผมเรียก ได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆจากคนที่นั่งเบาะข้างๆก่อนที่หางตาจะเห็นว่าไอ้คนตัวสูงมันหยิบไอโฟนออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วเปิดแอพอะไรซักอย่างดูโดยไม่มีทีท่าว่าจะปลดเบล์ทออกเพื่อลงจากรถ

“นั่งรอที่หน้าประตูแบบนี้คงจะหิวข้าวแล้วล่ะสิ” เสียงทุ้มงึมงำเหมือนพูดกับตัวเองแต่ก็ดังพอที่ผมจะได้ยินด้วยเหมือนกัน หน้าจอโทรศัพท์ที่กำลังแสดงภาพจากกล้องCCTVทำให้ผมเห็นเจ้าก้อนกลมๆสีเทากำลังนอนขดกลมอยู่ตรงหน้าประตูนั่น

“พี่ดินแดน” ใบหน้าคมหันมาตาคำเรียกแต่ก็ไม่ยอมพูดอะไรก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองอีกครั้ง ผมถอนหายใจก่อนจะตัดสินใจใส่เกียร์เดินหน้าเพื่อเข้าไปยังที่จอดรถด้านใน

โอเค สงครามประสาทคราวนี้ผมแพ้ แพ้ให้กับไอ้ก้อนกลมขนสีเทานั่น ผมก็แค่ไม่อยากให้มันกินอาหารผิดเวลาก็เท่านั้น!

ผมเดินนำหน้าคนขายาวที่วันนี้มันดูจะเดินช้าเป็นพิเศษ ตั้งแต่จอดรถเมื่อกี้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดประตูลงจากรถก็เป็นผมที่ต้องทำก่อนทุกอย่าง แม่งจะกวนตีนกูไปถึงไหนวะ

“เปิดดิ่” ผมหันไปบอกกับคนที่เดินมาข้างหลัง มุมปากบางกระตุกยิ้มน้อยๆก่อนที่ฝ่ามือใหญ่จะทาบคีย์การ์ดที่ประตูโดยที่เจ้าตัวมันยังยืนซ้อนอยู่ข้างหลังจนผมต้องรีบผลักประตูเข้าไปก่อนเพื่อหนีวงแขนที่เหมือนจะโอบผมอยู่กรายๆนั่น

“เมี๊ยว” เจ้าก้อนกลมส่งเสียงทักทาย หางยาวๆโบกไปมาช้าๆก่อนที่มันจะเสียดสีลำตัวกับขาของผมไปมาแล้วเดินเลยไปหาเจ้าของมัน ตากลมโตสีเหลืองจ้องหน้าไอ้คนตัวสูงตาแป๋ว เจ้าของมันอมยิ้มมุมปากก่อนจะคว้าร่างนิ่มๆขึ้นมากอด

“ขอโทษได้ป่ะล่ะ”

“เมี๊ยว!”

“ดีกันน่า” เจ้าของมันว่าแล้วก็ใช้ปลายจมูกโด่งๆถูกับปลายจมูกชื้นๆของเจ้าแมวเหมียวจนมันต้องย่นคอหนี หึ คนอะไรแมวยังรำคาญเลย

แล้วกูจะไปยืนจ้องมันทำบ้าอะไรเนี่ย!

“ฝากหน่อย” เสียงทุ้มเอ่ยบอกก่อนจะยัดแมวตัวอ้วนใส่อ้อมแขนผมแล้วปลีกตัวเข้าไปหลังเค้าท์เตอร์ส่วนของห้องครัวไปซะดื้อๆ ผมเลยต้องจำใจอุ้มเจ้าก้อนกลมไปนั่งลงบนโซฟาสีเทานุ่มๆแทนที่จะเปิดประตูห้องแล้วเดินออกไป เชื่อสิ ผมจำใจจริงๆนะ

“คอตตอน come on” ไม่ทันจะสิ้นเสียงเจ้าของมันเรียกเจ้าก้อนกลมกูลุกขึ้นจะโดดออกจากตักของผมวิ่งไปที่ชามอาหารทันที หิวมากเลยสิไอ้อ้วน ผมเดินตามร่างกลมๆนั่นก่อนจะไปหยุดยืนมองเจ้าอ้วนที่เอาหน้ามุดชามอาหารไม่ยอมเงย หางสีเทาแกว่งไปมาเบาๆ ดูแล้วหน้าหมั่นเขี้ยวเป็นบ้า

“กินมันบดได้ไหม?” อยู่ดีๆไอ้คนที่นั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆแมวตัวกลมก็เงยหน้าขึ้นมาถาม ก่อนจะอธิบายเพิ่มเมื่อผมทำหน้าไม่เข้าใจ

“พอดีวันนี้ไม่มีข้าวน่ะ”

“.…” แล้วยังไงวะ ชวนกินข้าว?

“ตัง”

“อื้อ”



เจ้าก้อนกลมที่ซัดอาหารเปียกจนอิ่มแปล้เดินมาทิ้งตัวนอนลงบนเท้าของผมก่อนจะกลิ้งตัวไปมา พอหาท่าเหมาะๆได้ก็หยุดนอนผึ่งพุงไม่ขยับไปไหน เสียงก็อกแก็กพร้อมกับกลิ่นอาหารที่ลอยมาเป็นระยะๆยิ่งทำให้ผมตอบคำถามในใจของตัวเองไม่ได้

ทำไมผมยังนั่งอยู่ตรงนี้วะ?

อย่าว่าแต่ทำไมยังนั่งอยู่ตรงนี้เลย เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชีวิตผมในตอนนี้มันคืออะไรก็ยังตอบไม่ได้ซักอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของไอ้เจ้าของห้องนี้นี่แหละ ตกลงผมกับพี่มันเป็นอะไรกันวะ?

เป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง…..อันนี้ใช่

สนิทกันไหม…. อันนี้คงไม่ใช่...มั้ง แล้วทำไมกูต้องไม่แน่ใจด้วยวะ

และถึงมันจะโคตรกวนประสาทขนาดไหน แต่บางครั้งก็อดยอมรับไม่ได้ว่าพี่มันก็ใจดีกับผมมากเหมือนกัน

แต่ไม่สิ!

ตอนนี้มันกำลังจะแย่งเบลไปจากผม ฉะนั้น ตอนนี้พี่มึงคือศัตรู!

“หึหึ” เสียงหัวเราะในลำคอเบาๆเรียกให้ผมหันควับไปมองไอ้คนตัวโตที่ทิ้งตัวนั่งข้างๆผม กลิ่นหอมเนยจางๆทำให้ผมเผลอเลียริมฝีปากอย่างอดไม่ได้ ท้องกูร้องเลยแบบนี้

“ขมวดคิ้วขนาดนั้นหิวมากเหรอไง”

“บ้าดิ่” เพราะมึงน่ะแหละ

“เป็นปมเลยเนี่ย” นิ้วชี้ยาวๆจิ้มลงระหว่างคิ้วของผม แล้วอยู่ๆก็เหมือนไฟฟ้าช็อตแปล๊บจนต้องรีบขยับหน้าหนี   

“พะ เพื่อนเล่นเหรอ?”

“ก็ไม่ได้อยากเป็น”  คนพูดมันยักไหล่ก่อนจะลุกขึ้นยืน

“ลุกดิ่ เดี๋ยวก็หิวตายหรอก”

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตอนนี้เจ้าก้อนกลมตัวนิ่มเดินตามมาถูไถขาผมที่ใต้โต๊ะไม่หยุด ก็ไอ้สเต๊กแซลม่อนชิ้นหนาที่อยู่ในจานตรงหน้าผมนี่สิ ขนาดคนยังห้ามใจไม่ไหวแล้วแมวล่ะจะเหลือเหรอ

“ห้ามขาด” คำสั่งสั้นๆพร้อมฝ่ามือกว้างที่เอื้อมมาจับมือผมไว้ทำเอาผมชะงัก

“เดี๋ยวมันเสียนิสัย”

“นิดนึงก็ไม่ได้เหรอ?” ผมถาม ก็ดูเจ้าก้อนกลมมันมองผมดิ่

“ไม่ได้”

“เสียใจนะเจ้าก้อน พ่อแกมันใจร้าย” ผมก้มลงไปพูดกับเจ้าแมวอ้วนก่อนจะเงยหน้าขึ้นยู่หน้าใส่ไอ้คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามแต่มันกลับยิ้มมุมปาก

“แต่ดูเหมือนแม่มันใจดีนะ”

“แค่กๆ” ผมรีบหยิบแก้วน้ำขึ้นมากระดกทันที นี่มันสเต๊กปลาบ้าบออะไรเนี่ย นอกจากจะทำให้สำลักแล้วยังทำให้ใจเต้นแรงอีกต่างหาก บ้าเอ้ย!



ผมนั่งลูบขนนุ่มของเจ้าก้อนกลมที่นอนขดตัวอยู่บนตักอย่างเพลินมือเมื่อถูกไอ้เจ้าของห้องมันไล่ให้มานั่งตรงนี้ทั้งคนทั้งแมว ไอ้พี่ดินแดนมันยังคงมุ่นอยู่หลังเค้าท์เตอร์ในครัว ก็ไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่ แต่ว่าก็ว่าเถอะ พอหนังท้องตึงหนังตามันก็หย่อนอ่ะ ผมเอนหลังพิงโซฟาก่อนจะหลับตาลงเพื่อพักสายตา

นึกถึงครั้งแรกตอนที่มาที่ห้องนี้ ใช่ตอนนั้นผมก็นั่งหลับอยู่ตรงนี้ แต่พอตื่นมาผมกลับไปนอนอยู่บนเตียงของไอ้พี่ดินแดน…ได้ยังไงวะ!? ผมลืมที่จะถามคำถามนี้กับพี่มันไปได้ยังไงเนี่ย!

ไม่ทันที่สมองของผมจะได้คิดอะไรอีก เสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามากลับทำให้ผมต้องแกล้งหลับตาต่อ ไม่รู้ว่าเพื่ออะไรแต่สมองของผมมันสั่งให้ทำไปโดยอัตโนมัติ เสียงฝีเท้าเงียบไปแล้ว แต่โซฟาข้างๆผมกลับไม่ได้ยุบลงอย่างที่คิด อยู่ๆก็รู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆที่เป่ารดที่ปลายจมูกจนต้องเกร็งตัวนิ่ง

 และความอุ่นชื้นก็เกิดขึ้นบนหน้าผากผมเบาๆแต่กลับทำให้หัวใจของผมปลิดปลิวไปไกล ผมควรจะลุกขึ้นแหกปากโวยวาย แต่จิตใจที่มันเป๋ไปแล้วทำให้ผมทำอะไรไม่ถูก เสียงหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในหูทำให้ผมได้แต่ภาวนาว่าไอ้คนที่กำลังทำอะไรบ้าๆนี่จะไม่ได้ยิน

“แมวอะไรไม่ระวังตัวเลย” เสียงทุ้มที่เบาราวกับกระซิบนั้นกลั้วขำในลำคอก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงฝีเท้าเดินห่างออกไปตามด้วยเสียงเปิดประตูที่ดูเหมือนจะเบากว่าปกติ แต่นั่นมันก็ดังพอที่ทำให้ผมเบิกตาโพล่งแล้วรีบพาตัวเองลุกออกไปจากโซฟาทันที

เจ้าก้อนกลมเงยหน้าขึ้นมองผมเหมือนจะตำหนิกรายๆที่ทำให้มันตกใจตื่น แต่ตอนนี้ผมคงไม่มีเวลาที่จะมาง้อเจ้าแมวอ้วนนี่แล้ว ผมควรจะรีบพาตัวเองออกไปจากที่นี่ ไม่ว่าสมองของผมจะอึนจนเบลอขนาดไหน

แต่ตอนนี้…

ผมจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว!


XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXxxxxXXXXXXX


มาต่อแล้วค่าา ดึกไปหน่อย ขอโทษน้าาา ขอบคุณทุกคนที่กดเข้ามาอ่านนะคะ รวมทั้งคอมเม้นต์และคำติชมด้วยค่ะ :pig4:
สำหรับคนที่เล่นทวิตเตอร์ ฟอลโล่ที่แอค @B2YFICTION ไว้พูดคุยกันได้นะคะ หรือเจอกันได้ที่แท๊ก #ที่เก่าเวลาเดิมแต่ #ดินแดนของตัง
เจอกันตอนหน้าวันศุกร์ที่ 17 สิงหา ฝากติดตามกันด้วยนะ!
 :mew1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-08-2018 14:55:40 โดย B2Fictions »

ออฟไลน์ B2Fictions

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Begin Again ที่เก่าเวลาเดิม แต่….

#8




‘ติ้ง’


ผมมองจอไอโฟนที่แจ้งเตือนข้อความอะไรซักอย่างจากไอ้ปอก่อนจะทิ้งมันลงข้างหมอนแบบไม่เปิดอ่าน อาการปวดหัวตุ๊บๆเรียกให้ผมปิดตาลงอีกครั้ง โชคดีที่วันนี้เป็นวันเสาร์ผมเลยไม่จำเป็นต้องรีบตื่นไปมหาลัย และนั่นมันก็ดีมากที่ผมจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับใครบางคน

‘ติ้ง’

‘ติ้ง’

และเสียงแจ้งเตือนรัวๆกก็ทำให้ผมต้องหยิบขึ้นมาดูอีกจนได้ 

‘イケメンPOR Sent you a photo’ เชี่ยปอแม่งส่งรูปห่าเหวไรมานักหนาวะ ผมสไลด์หน้าจอเพื่อปลดล็อคก่อนจะจิ้มเข้าแอฟไลน์อย่างรวดเร็ว

“เห้ยยยยยยยยยยย” ผมกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งจนเตียงสะเทือนก่อนจะเอามือขยี้เอาขี้ตาออกแล้วเพ่งมองรูปที่หน้าจออีกครั้ง นี่มันเหี้ยอะไรกันเนี่ย กูเคยเห็นแต่รูปข่าวก็อซซิปดาราในเฟซบุ๊ค แต่ไอ้ที่เห็นหราอยู่นี่หน้ากูเองครับ โอโห้ชีวิตเศษเล็บสัดๆ เลื่อนดูรูปต่อๆไปมันก็เป็นช็อตต่อๆกัน มันเป็นรูปเมื่อวันพุธที่ผ่านมานี่เอง มันเป็นตอนที่ผมเดินออกมาจากโรงหนังกับไอ้โย่งไบโพล่านั่น แล้วไอ้รูปที่มันกำลังยัดเงินใส่มือผม(ซึ่งมองจากมุมแล้วไม่เห็นแบ้งซักใบ)

พอเป็นภาพนิ่งแล้วทำไมมันดูมุ้งมิ้งจังวะ สัด!

イケメンPOR : อ่านแล้วไม่ตอบว่ะ
             
เหี้ยอะไร ไอ้สัด ผมพิมพ์ตอบกลับไปก่อนจะกำไอโฟนไว้ในมือเมื่อกำลังใช้ความคิด แม่งไม่รู้จะรู้สึกยังไงอ่ะตอนนี้ มันห่าเหวไปหมด

“ท่านเทวดา” ผมลองส่งเสียงเรียกแบบไม่ดังเท่าไหร่และมันก็ไร้ซึ่งคำตอบรับใดๆ จะว่าไปผมก็ไม่ได้เจอท่านเทวดามาหลายวันแล้วล่ะ ก็คงจะยุ่งแบบที่บอกจริงๆล่ะมั้ง

“เฮ้อออออ” ไม่รู้จะทำอะไรก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาหนักๆแล้วทึ้งผมตัวเองแรงๆสองสามทีเพื่อเรียกสติ แต่สติแม่งยังมาไม่ทันครบก็ต้องเตลิดไปอีกเมื่อเสียงทุบประตูที่หน้าห้องนอนผมดังขึ้นอย่างกะฟ้าจะถล่ม

‘ปังๆๆ’

“ไอ้สัดตังเปิดประตู” ผมถอนหายใจหนักๆก่อนจะวาดขาลงขางเตียงแล้วเดินไปปลดล๊อคที่ประตู

“มึงเคยเกรงใจป๊ากับม๊ากูบ้างป่ะ?”

“ป๊ากับม๊ามึงไม่อยู่ พี่แป้งบอกว่าเฮียเต้มารับไปตั้งแต่เช้าแล้ว” ไอ้ปอมันตอบหน้าตาเฉย กูก็ได้แต่ถอนหายใจดิ่ ก็แม่งเข้าออกบ้านผมมาตั้งแต่ม.1อ่ะ ไม่ต้องแปลกใจเลยใช่ไหมที่มันจะรู้จักตั้งแต่เหล่าม่ายันแม่บ้านน่ะ

“แล้วนี่จะนอนให้หนอนแดกเหรอไอ้สัด จะเที่ยงอยู่ละ” ไอ้ป่านมันพูดก่อนจะกระโดดขึ้นมานอนเกยตื้นอยู่ใกล้ๆผม

“รีโมททีวีอยู่ไหน?”

“หาเอง” ผมตอบก่อนจะลุกขึ้นยืน

“กูไปอาบน้ำนะ”

“อ่าหะ” ไอ้ปอมันตอบรับในลำคอก่อนจะขึ้นไปนอนเกยตื้นใกล้ๆน้องมัน เพื่อ...แย่งรีโมทีวี เออ ดีเนอะพวกมึง



ผมเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วเดินไปนั่งที่มุมหัวเตียงเงียบๆ รายการที่ฉายอยู่ในทีวีตอนนี้ก็คือรายการแข่งสวาปามมหาโหดของญี่ปุ่นรายการนึงที่ไอ้ปอมันชอบดูมากมาแต่ไหนแต่ไร แต่คราวนี้เป็นผู้หญิงแข่งกันแฮะ ไอ้ปอกับไอ้ป่านมันยังนอนดูทีวีกันเงียบๆ ผมก็เลยเงียบเพราะไม่อยากจะเป็นผู้เปิดประเด็น เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่ามันสองคนมาหาผมเพราะอะไร

“มึงเข้าใจหรือยังล่ะว่ามันแปลก” และคำพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆก็แหวกอากาศขึ้นมา ไอ้ปอมันถาม แต่ตามันยังจ้องอยู่กับจอทีวี

“.....” ไม่มีคำพูดอะไรที่ผมสามารถจะตอบออกไปได้เมื่อเข้าใจดีในสิ่งที่ไอ้ปอมันพูด

“พี่มันชอบมึง กูไม่แปลกใจเลย”

“แล้วมึงล่ะตัง ชอบเขาเหรอถึงได้ทำตัวเหมือนกำลังคบกับพี่มันแบบนี้” ไอ้ปอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่มันกลับแทงใจผมจนเจ็บแปลบไปหมด ผมสูดหายใจเข้าก่อนจะโพล่งใส่มันเสียงดัง 

“คบเชี่ยอะไร! กูไม่ได้คบ ไม่ได้เป็นอะไรกับแม่งทั้งนั้นแหละ กูชอบเบล กูกำลังจีบเบลอยู่มึงก็รู้” ไอ้ปอมันหันมามองผมเต็มๆตัวก่อนจะกดรีโมทปิดทีวีทันที

“ตัง มึงตั้งสติ”

“มึงสิต้องตั้งสติไอ้ปอ!” ผมตะคอกมันกลับไปเสียงดัง

“.....” ไอ้ปอมันเงียบไปก่อนจะถอนหายใจยาวๆออกมา

“งั้นกูก็ขอโทษแล้วกัน” มันบอกแล้วทิ้งตัวพิงหัวเตียงก่อนจะกดรีโมทให้ทีวีเปิดอีกครั้ง ผมกับมันไม่ได้คุยอะไรกันต่อได้แต่มองภาพเคลื่อนไหวในทีวีไปเรื่อยๆ แม้ว่าผมจะโฟกัสอะไรไม่ได้เลย จนกระทั่งไอ้ป่านมันเกริ่นออกมาเบาๆ

“แต่ถ้ามึงแค่อาย กูจะบอกว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องน่าอายอะไรเลยที่มึงจะยอมรับว่าคบอยู่กับพี่เขา กูสองคนไม่ได้จะคิดมากหรือรังเกียจอะไรที่เพื่อนชอบผู้ชายหรอกนะ”

ไม่รู้กี่วินาทีที่สมองของผมเผลอประมวนเรื่องที่ไอ้ปอกับไอ้ป่านมันพูดออกมา ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงได้รู้สึกอึดอัดแปลกๆ ใบหน้าและการกระทำของใครบางคนที่วนเวียนเข้ามาในหัวของผมอีกครั้งทำให้ผมต้องเม้มปากตัวเองแน่นก่อนจะย้ำคำพูดที่ค้างคาใจมาตลอดทั้งคืนออกมา

“กูไม่ได้เป็น...เกย์




หมดวันหยุดไปหนึ่งวันกับการนอนดูทีวีและเล่นเกมส์กับไอ้แฝดที่ตอนนี้มันหนีผมกลับบ้านมันไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย และนี่ก็เป็นครั้งแรกในรอบวันที่ผมหันไปสนใจไอโฟนที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนที่นอนก่อนจะตัดสินใจหยิบมันขึ้นมาปลดล็อคหน้าจอ ตัวเลขสีแดงที่ขึ้นโชว์อยู่หน้าแอปต่างๆเยอะแยะจนผมไม่สนใจจะเปิดดู แต่นอกจากนั้นยังมีอีก 1 missed call ที่ผมจงใจไม่รับมันมาตั้งแต่เมื่อคืน

“ท่านจะทิ้งผมไปจริงๆน่ะเหรอ” ผมเปรยออกไปกับท้องฟ้าสีดำที่นอกหน้าต่างในมือก็ยังคงกำไอโฟนเอาไว้เมื่อไม่รู้จะทำอะไรกับมันดี

“ตอนนี้ผมโคตรแย่เลยนะ” ผมบอกแล้วทิ้งตัวลงนอนก่อนจะสะดุ้งเมื่อแทนที่หัวจะสัมผัสลงบนหมอนกับสัมผัสลงที่ตักของท่านเทวดาแทน

“เห้ย ตกใจนะเนี่ย” ผมพูดกับเทวดาที่หัวเราะเบาๆในลำคอ

“ไม่เอาดิ่ ห้ามลุก” ผมท้วงก่อนจะเอามือจับหัวเข่าเทวดาที่กำลังจะลุกออกไป ไม่รู้สิ ตอนนี้มันรู้สึกเบาใจอย่างบอกไม่ถูก

“ท่านยุ่งมากเลยเหรอ?”

“ก็พอดู”

“ผม…ไม่ชอบความรู้สึกตอนนี้เลย”

“แม่ง...ผิดปกติไปหมด”

“หึหึ เด็กเอ้ย” ฝ่ามืออุ่นๆลูบลงบนหัวผมเบาๆ ก่อนที่ท่านเทวดาจะเกริ่นคำพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ

“เอางี้ ไถ่โทษที่ข้าไม่ได้ถามเอ็งเมื่อคราวก่อนก็แล้วกัน” ผมยันตัวขึ้นนั่งเมื่อท่านเทวดาหยุดคำพูดของตัวเองเอาไว้

“อยากจะข้ามไปไหม?”

“.....!”

“เอ้า ทำหน้าโง่อีก”

“ท่านหมายความว่า….” ผมเม้มปากอย่างช่างใจ อย่างที่ผมคิด ก็หมายความว่าผมจะข้ามไปอนาคตได้เลย....ใช่ป่ะวะ?

“เออ ก็อย่างที่เอ็งคิดน่ะแหละ”

“......”

“ว่าไง”

“......”

“ข้ามีเวลาไม่มากแล้วนะ”

“ผม……” เสียงหัวใจที่มันดังก้องอยู่ในหูทำเอาผมแทบจะไม่มีสมาธิที่จะคิดอะไรได้ ผมไม่รู้ว่าความเจ็บแปลบๆที่หน้าอกในตอนนี้มันจะตีความหมายได้ว่ายังไง ภาพเหตุการณ์ทุกอย่างตั้งแต่วันที่ผมย้อนกลับมาถูกรื้อฟื้นขึ้นในสมองจนสับสนปนเปกันไปหมด

‘ตัง’

‘ตังคะ’


น้ำเสียงของคนสองคนที่เรียกชื่อผมดังสลับกันไปมาไม่หยุด ภาพเคลื่นไหวในสมองเริ่มหมุนเร็วขึ้นเหมือนกับพายุทอร์นาโดจนผมต้องหลับตาแล้วยกมือขึ้นปิดหูทั้งสองข้างเพื่อปิดกั้นภาพและเสียงทุกอย่างที่จะรบกวนการตัดสินใจของผมในตอนนี้ออกไป

“2 ปี”

“ผมขอข้ามไปอีก 2 ปี”

พายุความคิดของผมสงบลงพร้อมกับความมืดมิด แม้ความครางแครงใจจะยังคงไม่หมดไป แต่นี่ก็คงจะเป็นทางเดียวที่ผมจะหนีไปจากความรู้สึกสับสนในตอนนี้ได้

“เราคงจะไม่ได้เจอกันซักพักนะ”

สติของผมค่อยๆเลือนลางลงไปพร้อมกับเสียงสุดท้ายของท่านเทวดาที่ผมไม่สามารถตั้งคำถามหรือโต้แย้งอะไรออกไปได้อีก

“ฝันดีเด็กน้อย”



⇤  BEGIN AGAIN  ⇥


ความรู้สึกเหมือนกำลังตกจากที่สูงทำให้ผมสะดุ้งสุดตัวก่อนจะเบิกตาโพล่ง จังหวะหัวใจที่เต้นรัวจนเหมือนจะกระดอนออกมานอกอกทำให้ผมต้องหลับตาลงอีกครั้งแล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจช้าๆ มันเป็นความฝันสินะ แต่ก็เป็นความฝันที่โคตรเหมือนจริงซะชิบ

ผมลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความรู้สึกไม่คุ้นชินของอะไรบางอย่างทำให้ผมต้องขมวดคิ้วเป็นปมแล้วยันตัวขึ้นนั่งพิงหัวเตียงก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ ของใช้ทุกอย่างในห้องนี้มันแม็ตช์อยู่ในโทนเดียวกัน หลักๆมีอยู่แค่สามสีก็คือ สีดำ สีขาว และสีเทา แต่ก็มีสีเขียวจากต้นไม้เล็กๆที่ประดับอยู่ตามขอบหน้าต่างบ้างประปราย บนโต๊ะอ่านหนังสือมีแม็คบุ๊คที่เปิดจอค้างเอาไว้ และชั้นหนังสือข้างๆก็มีเท็กซ์บุ๊คที่สันเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดเรียงรายกันแน่นขนัด มันเป็นห้องที่เรียกได้ว่าโคตรจะเป็นระเบียบมาก

เป็นระเบียบ เหมือน…..ไม่!

ไม่นะ ไม่

ไม่

ไม่!

ความรู้สึกไม่คุ้นชินเริ่มหายไปเมื่อผมเริ่มรู้สึกว่าเคยเห็นห้องๆนี้มาก่อน ใช่ ผมเคยมาที่นี่ เคยนอนตรงนี้ และแม้จะแค่ครั้งเดียว แต่ผมก็จำมันได้

“ไม่ๆ มึงฝันอยู่” ผมตบแก้มตัวเองก่อนจะหลับตาแล้วลืมตาขึ้นใหม่ แต่ภาพที่เห็นก็ยังไม่เปลี่ยนไปบวกกับความเจ็บน้อยๆที่ข้างแก้มมันก็เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ดีว่านี่คือความจริง

ผมไม่ได้ฝัน!

“เมี๊ยว” ก้อนกลมๆสีเทาที่มุดผ้าห่มออกมาปีนขึ้นบนตักยิ่งตอกย้ำอย่างชัดเจนว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน ดวงตาสีเหลืองเข้มจ้องมองผมก่อนที่มันจะเอียงคอเหมือนสงสัยอะไรบางอย่าง

“คะ คอตตอน เหรอ..?”

“เมี๊ยว!”

เหมือนความรู้สึกเย็นวาบที่ปลายนิ้วลุกลามไปทั่วร่างกาย สมองของผมเบลอจนคิดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะแปลกๆมันเต้นแรงจนรู้สึกเจ็บหน้าอกไปหมด ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกในตอนนี้มันควรจะเรียกว่าอะไร จะบอกว่าแม่งโคตรช็อคเลยก็คงได้มั้ง

เจ้าคอตตอนเดินลงจากตักไปขดตัวนอนกลมอยู่ที่ปลายเตียงเหมือนจะรู้ว่าผมกำลังต้องการเวลาและไม่พร้อมจะเล่นกับมันในตอนนี้ ผมเสยผมตัวเองแรงๆก่อนจะชันเข่าขึ้นมานั่งกอดมันเอาไว้ คำถามมากมายถ่าโถมเข้ามาจนผมเริ่มจะเก็บมันเอาไว้ไม่อยู่

“ท่านเทวดา!”

ทุกอย่างในห้องเงียบสนิทมีเพียงเสียงหายใจครืดคราดของเจ้าคอตตอนที่ดังสลับกับเสียงลมเบาๆของแอร์เท่านั้นที่ผมได้ยินตอบกลับมา

“ท่านเทวดา…”

“ท่าน..”

“จะไม่ออกมาจริงๆใช่ไหม?” ผมยังคงคุยกับดินฟ้าอากาศ และมันก็ยังไรซึ่งปฏิกิริยาใดๆ ความรู้สึกร้อนๆที่ขอบตาเรียกให้ผมต้องเม้มปากแน่น มันไม่ใช่ความรู้สึกเสียใจ ผมรู้ แต่มันเป็นความรู้สึกอึดอัด เหมือนคนโง่ เหมือนตัวเหี้ยอะไรซักอย่าง

แม่ง!

ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมอยู่ซักพักก่อนที่ผมจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วปาดคราบน้ำตาที่ข้างแก้มออกอย่างลวกๆ โอเค ในเมื่อไม่มีใครให้คำตอบอะไรได้ ผมก็ควรจะต้องเป็นฝ่ายหาคำตอบเอง ผมล้วงมือเข้าไปใต้หมอนก็เจอสิ่งที่ตัวเองกำลังต้องการอย่างที่คิด มันคือไอโฟนสีขาวรุ่นที่ต่างจากตอนที่ผมย้อนอดีตกลับไปซึ่งมันก็แน่นอนอยู่แล้ว แต่ที่แปลกก็คืถึงมันจะเป็นรุ่นเดียวกับตอนก่อนที่ผมจะย้อนอดีตกลับไปแต่มันก็คนละสีอยู่ดี

ผมถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะสไลด์หน้าจอเพื่อปลดล็อค รูปที่อยู่บนหน้าจอก็เป็นหน้ากลมๆของเจ้าแมวคอตตอนที่มีมือผมกำลังยืดแก้มนิ่มๆนั่นอยู่ พอกดเข้าไปในฟังค์ชั่นรูปโทรศัพท์แล้ว ชื่อแรกที่ปรากฏอยู่บนนั้นก็ทำให้ผมต้องเม้มปากอย่างใช้ความคิด มันเป็นชื่อที่ผมแอบคิดว่าจะต้องเจออยู่ในใจ และมันก็เป็นไปตามที่คิดซะด้วย เชี่ยเอ้ย

‘พี่แดน’

ใช่ ชื่อของไอ้คนๆนั้นน่ะแหละ แล้วนอกจากนั้นก็เป็น เจ้ตวง ไอ้ปอ ป๊า ม๊า และคนอื่นๆรวมทั้งเบอร์ที่ไม่ได้เมมไว้อีกประปราย แต่ทั้งหมดนั่นก็ไม่มีชื่อของเบล ทั้งสายที่โทรเข้าหรือแม้แต่โทรออกก็ตาม

ผมกดกลับมาที่หน้าจอก่อนจะกดเข้าไปที่แอพพลิเคชั่นสีเขียวๆ และชื่อแรกที่ผมเจอก็เป็นคนๆเดียวกับเมื่อกี้ พร้อมกับข้อความล่าสุดที่ปรากฏอยู่ที่ด้านล่างของชื่อ เป็นข้อความสั้นๆว่า ‘อื้อ’

เปิด ไม่เปิด เปิด ไม่เปิด

เปิด

ผมขยับนิ้วโป้งไปมาก่อนที่จะพ่ายแพ้ต่อความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง หัวใจผมเริ่มเต้นแรงขึ้นตั้งแต่ข้อความแรกที่สายตาโฟกัสได้ ปลายนิ้วเย็นๆเริ่มรู้สึกว่ามันชื้นไปด้วยเหงื่อ

‘คิดถึงแล้ว’

เหี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!

อยากจะเหี้ยไปให้ถึงดาวอังคาร แม่งเอ้ย มึงประสาทหลอนเหรอไอ้ตังถึงได้ส่งข้อความอะไรแบบนั้นออกไปได้น่ะ!

“โว้ยยยยยยยยยย” ผมกดปิดหน้าจอก่อนจะโยนสมาร์ทโฟนเจ้าปัญหาลงบนพื้นที่ว่างบนเตียงเหมือนมันเป็นของร้อนแล้วล้มตัวลงนอนอีกครั้ง

“ไม่ไม่ไม่ ไม่ ไม่!!” ไม่รู้จะทำอะไรก็ได้แต่แหกปากสุดเสียงเพื่อกลบเกลื่อนเสียงดังโหวกเหวกที่อยู่ในหัว ทั้งเสียงหัวใจทั้งอะไรต่อมิอะไรมันดังจนหูอื้อไปหมด


โว้ยยยยยยยย กูอยากจะหลับให้แม่งตายๆไปซะ!



xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx


ขอกำลังใจให้น้องตังคนงงกันหน่อยน้าา ตั้งตัวไม่ถูกแล้ววววว 5555

ขอบคุณทุกคนที่กดเข้ามาอ่าน ดีใจมากๆค่ะ  :pig4:
สำหรับคนที่เล่นทวิตเตอร์ใช้แท๊ก #ที่เก่าเวลาเดิมแต่ #ดินแดนของตัง ไว้เม้ามอยกันนะคะ อยากคุยมาก 555
เจอกันอีกทีวันศุกร์ที่ 24 ค่ะ
 
B2

ออฟไลน์ B2Fictions

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Begin Again ที่เก่าเวลาเดิม แต่….
#9





เสียงก๊อกแก๊กอะไรซักอย่างทำให้ผมค่อยๆปรือตาขึ้นอีกครั้ง เห้ย นี่ผมหลับไปจริงๆเหรอวะเนี่ย แล้วนี่หลับไปนานแค่ไหน แล้วนี่ตายหรือยังมีชีวิตอยู่?

เออ ผมมันเพ้อเจ้อ

“ซ้อมตายอยู่เหรอ?” เสียงทักของเงาลางๆที่เดินผ่านประตูห้องเข้ามาทำให้ผมขยี้ตาแรงๆ ก่อนจะสะดุ้งตัวพรวดพราดขึ้นนั่งเมื่อสมองเริ่มประมวลอะไรได้

“ไอ้ พะ พี่ดินแดน!” ไอ้โย่งมันขมวดคิ้วหนาๆเข้าหากันก่อนจะเดินมาทิ้งตัวนั่งที่ข้างเตียงจนผมต้องรีบขยับตัวหนีเพราะไม่ทันได้ตั้งตัว

“หื้ม?”

“อย่ามาใกล้ดิ่วะ” ผมร้องบอกเมื่อร่างหนาๆขยับเข้ามาใกล้ คิ้วเข้มๆเริ่มขมวดเป็นปมใหญ่

“เป็นอะไร?”

“ผะ ผมฝันไม่ค่อยดีอ่ะ” ผมหาข้ออ้างระงับการคุกคาม และดูเหมือนมันก็ได้ผลเมื่อฝ่ามือกว้างหยุดที่จะยื่นเข้ามาหาก่อนที่พี่ดินแดนมันจะกระตุกมุมปากขึ้นยิ้ม

“ไอ้เด็กบ๊อง” 

“ตื่นแล้วก็ลุก แม่ฝากของกินมาให้เพียบเลยนะ” แม่ แม่ใครวะ?

“ยังอีก” ไอ้คนตัวโตมันเหล่ตามองก่อนทำท่าจะขยับเข้ามาใกล้ผมเลยต้องรีบดีดตัวลอยออกจากที่นอนแล้ววิ่งรี่เข้าไปในห้องน้ำอย่างเร็ว แม่งเอ้ย กูต้องอยู่แบบนี้ไปอีกกี่วันวะเนี่ย!

“กลับมาถึงได้ซักกำแล้วครับ” ผมเดินตามเสียงทุ้มๆที่กำลังพูดภาษาท้องถิ่นมาที่หน้าโต๊ะกินข้าวหน้าเค้าท์เตอร์ในครัว จำได้ว่าไอ้พี่ดินแดนมันเป็นคนเชียงใหม่ แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้ยินมันพูดภาษาเหนือ

มาพอดีเลย กำนึ่งนะครับแม่ ตังแม่จะคุยด้วย” ผมมองไอโฟนรุ่นเดียวกับของผมแต่เป็นสีดำที่ยื่นมาข้างหน้าอย่างชั่งใจก่อนจะค่อยๆยื่นมือออกไปรับเพราะกลัวคนที่ปลายสายจะรอนานเกินไป

“สวัสดีครับ”

“อ่า ครับ ขอบคุณครับ”

“เอ่อ..แล้ว คุณ คุณแม่สบายดีไหมครับ?” และเรื่องราวอีกมากมายก่ายกองที่คนปลายสายชวนผมคุยไม่หยุด ฟังจากน้ำเสียงแล้วดูท่าทางท่านจะเป็นคนที่ใจดีมากๆ หลายคำถามที่ผมตอบไม่ได้ ก็ได้แต่เออออไปบ้าง ส่องสายตาหาไอ้คนตัวสูงมันก็หันหลังไปทำอะไรก๊อกๆแก๊กๆอยู่หลังเค้าท์เตอร์ครัวซะแล้ว

“ครับ สวัสดีครับ” ผมกดวางโทรศัพท์และวางมันลงบนโต๊ะกินข้าว ไอ้พี่ดินแดนยังคงไม่ได้หันกลับมา แผ่นหลังกว้างๆนั่นมันให้ความรู้สึกแบบที่ผมเองก็อธิบายไม่ถูก

“เมี๊ยว” ไอ้ก้อนกลมๆที่เดินมาถูลำตัวกับขาทำให้ผมต้องยกมันขึ้นมาวางบนโต๊ะแล้วเอาคางเกยบนหัวนุ่มนิ่มนั่น เจ้าคอตตอนไม่ได้ขัดขืนอะไรเหมือนกับมันเคยชินซะด้วยซ้ำ

เคยชิน....เหรอวะ

“ตัง” พี่มันเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าทำให้ผมต้องเหลือบสายตาขึ้นมอง

“ไม่สบายหรือเปล่า?” ผมส่ายหน้า ไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอะไร มันเหมือนกับตัวเองเป็นคนความจำเสื่อมยังไงยังงั้น

“งอนพี่เหรอ?”

และคำถามของมันก็ทำให้ผมสะดุ้งนั่งตัวตรง
 
“บ้าบออะไรล่ะ” งอนพ่องดิ่ กูจะงอนมึงทำสันขวานอะไรไม่ทราบ ผมแหวใส่แต่มันดันยกมุมปากยิ้มซะอย่างนั้น
 
“รู้ครับว่าคิดถึง” พูดจบริมฝีปากร้อนๆก็ฝังลงมาที่หน้าผากของผมทันที ความร้อนที่วิ่งพล่านเฉียบพลันทำให้ผมได้แต่อ้าปากพะงาบๆพูดอะไรไม่ออก โลกกลมๆหมุนเคว้งคว้างจนสติหลุดวิญญาณแทบออกจากร่าง

ไอ้เหี้ยพี่ดินแดน มึงจูบหน้าผากกูอีกแล้วนะ!!




สติมาปัญญาเกิด แต่ถ้าสติเตลิด….ก็ชิบหายสิโว้ยยยยยยยยย

เอาใหม่ๆ ไอ้ตังมึงต้องตั้งสติก่อน

ผมยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆก่อนจะเสยผมขึ้นไปให้เข้าที่เข้าทางแล้วล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบสมาร์ทโฟนสีขาวออกมาปลดล็อคหน้าจอที่ยังเป็นรูปเจ้าก้อนกลมอยู่เหมือนเดิม

“เชี่ย!” จ้องไปจ้องมาอยู่ดีๆเจ้าไอโฟนก็สั่นเป็นเจ้าเข้าตกใจจนแทบจะโยนทิ้ง ห่านี่

“ว่าไง?” ผมกรอกเสียงลงไปทันที่ที่รับสาย เป็นไอ้ป่านเองครับที่โทรมา

‘พรุ่งนี้เจอกันใต้ตึกเจ็ด  9โมง มึงอย่าลืมเอกสารส่งตัวด้วยนะเว่ย’

“หะ ใครจะไปไหนวะ?” ผมยกมือขึ้นเกาหัวแกร่กๆ แน่นอนว่ามันไม่มีอะไรอยู่ในความทรงจำเลยซักนิด

‘งงเชี่ยอะไร ไข้แดกจนประสาทกลับเหรอ?’

“เออ ตอบกูมาเหอะน่า”

‘ฝึกงานไงครับ ฝึกงาน จำได้ยังครับคุณตัง’

“ฝึกงาน….”

‘ครับท่าน’

“.........”

‘ไอ้ตัง ?’

“เออๆ รู้แล้วๆ” ผมตอบรับไปส่งๆแบบตัดรำคาญ เอกสารอะไรนั่นเดี๋ยวค่อยออกไปรื้อหาเอาก็ได้วะ

เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงได้ก็เปิดน้ำจากก๊อกขึ้นมาลูบหน้าเรียกสติ เออ ตอนนี้ผมอยู่ในห้องน้ำ จริงๆคืออยู่มานานซักพักแล้วด้วย ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะตัดสินใจบิดลูกบิดประตูแล้วเดินออกไป ไอ้พี่ดินแดนมันกำลังอ่านหนังสืออะไรซักอย่าง ดวงตาคมถูกบดบังด้วยแว่นสายตาที่ผมเคยเห็นพี่มันใส่มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังอดที่จะคิดไม่ได้ว่าเวลาใส่แว่นแม่งดูดีจังวะ!

ผมเนียนเดินเลี่ยงไปที่ตู้ทรงเตี้ยข้างๆโต๊ะเขียนหนังสือแล้วเปิดมันออก มันเหมือนสัญชาตญาณอะไรบางอย่างที่บอกผมว่ากระเป๋าใส่ชีทเรียนของผมมันต้องอยู่ในนี้ แล้วมันก็อยู่จริงๆด้วย รุ่นมันเปลี่ยนไปก็จริง แต่ยี่ห้อนี้ของผมแน่นอน

แล้วไหนวะเอกสารส่งตัว ค้นดูทุกช่องแล้วก็ยังหาไม่เจอเลย

“ตัง” เสียงทุ้มๆดังขึ้นเรียกให้ผมต้องเหลือบสายตาขึ้นมอง

“พี่เห็นเอกสารส่งตัวฝึกงานผมไหมอ่ะ?” ก็ถามไปงั้น พี่แม่งจะรู้ได้ไง

“ล่าสุดเอาไปเขียนตรงไหนล่ะ” มือหนาพับหน้าหนังสือเข้าหากันก่อนจะวางมันไว้ที่ข้างหัวเตียง

“..........”

“เลิกทำหน้ายุ่งแล้วเดินไปที่โต๊ะหน้าทีวีไป” เอ้า แม่ง เสือกรู้อีก ผมยันตัวลุกขึ้นยืนก่อนจะวิ่งตัวปลิวออกไปตามที่พี่มันบอก เอกสารสองสามชุดที่วางอยู่บนโต๊ะถูกรีโมทวางทับเอาไว้ พอหยิบขึ้นมาดูมันก็เป็นเอกสารที่ผมกำลังหาอยู่พอดี ช่องว่างทุกช่องถูกกรอกรายละเอียดเอาไว้ครบแล้ว ลองมานึกๆดูอีกที ชื่อบริษัทนี้ก็เป็นบริษัทที่ผมยื่นฝึกงานไปก่อนที่เรื่องยุ่งๆทั้งหมดนี่มันจะเกิดขึ้น เอาจริงๆผมควรจะฝึกงานจบไปแล้วด้วยซ้ำ

“เจอแล้วก็นอนได้แล้ว” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นข้างหูเรียกให้ผมสะดุ้งเฮือก ลมหายใจร้อนๆที่เป่ารดต้นคอทำให้ผมต้องรีบยกมือขึ้นมาจับเอาไว้ก่อนจะรีบหันไปเผชิญหน้ากับคนที่เดินมายืนซ้อนที่ด้านหลัง

“พี่แม่ง…” 

“แม่ง...อะไรครับ?”

‘ตึ่ก’
‘ตึ่ก’
‘ตึ่ก’
‘ตึ่ก’

เออ นี่เสียงหัวใจกูเอง!

แม่งพูดเพราะทำเหี้ยอะไรวะ แล้วใครไม่เห็นแต่กูเห็นไง ไอ้สายตาวิบวับใต้กรอบแว่นนั่น ไอ้เชี่ยขนลุกไปทั้งตัวเลยกู

“พะ พี่ไปนอนก่อนเลย ผม ผมยังต้องเตรียมตัวอีกนาน” ผมละล่ำละลักพูดออกไป คิ้วหนาขมวดเข้าหากันน้อยๆ

“หื้ม?”

“หมายถึง ต้องจัดเอกสารอีกนานไง พรุ่งนี้ผมต้องไปที่ฝึกงานอ่ะ” พี่มันเงียบผมเลยต้องพล่ามต่อ

“ยังไม่ได้เก็บอะไรเลย”

“เอกสารนี่ยังไม่รู้ต้องเขียนอะไรบ้างเนี่ย”

“แล้ว แล้ว” แล้วอะไรอีกดีวะ แต่ไม่ทันได้พูดต่อเพราะคิดไม่ออกฝ่ามือกว้างก็ดึงเอกสารในมือผมไปพลิกดู

“กรอกแล้วทุกช่องเลย”

“อ้าว เหรอ” ผมยิ้มเจื่อนก่อนจะรับเอาเอกสารคืนมาถือไว้ ไอ้พี่ดินแดนมันส่ายหัวก่อนที่มันจะกระทำอุกอาจรวบตัวผมเข้าไปกอดจนจมูกผมแทบจะกระแทกซอกคอมัน เกิดดั้งกูยุบขึ้นมาทำไงวะ

“ไม่ได้กอดตั้งหลายวัน นอนไม่หลับเลย”

“.........”

“พี่...”

“ไว้พรุ่งนี้เช้านะ” แรงกอดจากวงแขนกว้างกระชับเข้ามาอีก ปลายคางที่เกยอยู่บนหัวแปรเปลี่ยนเป็นลมหายใจร้อนๆจากปลายจมูก เหมือนความคิดในหัวของผมหยุดชะงัก ข้ออ้างอะไรต่างๆนานาพลันหายออกไปจากความคิด ความรู้สึกต่อต้านเหมือนถูกกดเอาไว้ด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มนั่น

อาจเป็นเพราะว่าผมเหนื่อยเกินไปจากการใช้ความคิดมาตลอดทั้งวันที่ผ่านมาก็เป็นได้ที่ทำให้ผมปล่อยให้วงแขนกว้างกระชับกอดผมจนแน่น กลิ่นกายที่ไม่คุ้นชินแต่กลับคุ้นเคยด้วยสัญชาตญาณทำให้ผมพยักหน้ารับในอ้อมอกกว้าง

“อือ”

วงแขนที่คลายออกทำให้ผมเบี่ยงตัวออกได้ถนัดขึ้นก่อนจะเป็นฝ่ายผละเดินออกไปก่อน เสียงฝีเท้าหนักๆเดินตามหลังมาตามด้วยเสียงประตูห้องที่ปิดลงในตอนที่ผมล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มนี้อีกครั้ง ไฟที่ปิดลงพร้อมกับใครอีกคนที่ล้มตัวนอนข้างๆกันทำให้ผมต้องนอนตะแคงหันหน้าไปอีกทาง อีกฝ่ายไม่ได้พูดหรือร้องขอให้ผมทำอะไร มีเพียงวงแขนกว้างที่กอดกระชับผมจากด้านหลังพร้อมเสียงกระซิบเบาๆว่าฝันดีเท่านั้น

เป็นครั้งแรกที่ความมืดมิดไม่ได้ทำให้ผมหลับตาลงได้ หัวใจผมที่เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ก็หวังว่าคนที่นอนอยู่ด้วยกันจะไม่ได้ยิน

มันจะต้องเป็นแบบนี้อีกนานไหมท่านเทวดา ?

บอกตามตรงเลยนะท่านว่าผมกลัวว่ะ….



⇤  BEGIN AGAIN  ⇥


“โอ้โห้ไอ้ตัง ถ้าจะสายขนาดนี้มึงไม่มาพรุ่งนี้เลยล่ะ” คำทักทายแรกจากไอ้ป่านครับ ทักแบบนี้เดี๋ยวกูหันหลังกลับเลยนะ ยิ่งง่วงๆอยู่

“แค่สิบนาทีป่ะล่ะ”

“แดกอะไรมายัง?” คราวนี้เป็นไอ้ปอที่เงยหน้าจากจอโทรศัพท์ขึ้นมาถาม

“แล้ว” ผมตอบสั้นๆ แล้วหย่อนตูดลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

“ลืมไปว่าผัวมึงเลี้ยงดี”

“ผัวเหี้ยอะไร ไอ้สัดปอ มึงพูดให้มันดีๆนะ” ผมแหวใส่ไอ้สองแฝดที่เลิกคิ้วทำตาโตใส่ผมงงๆ เอ้า กูพูดผิดอะไรตรงไหนวะ

“เมื่อเช้าพี่แดนเอาไรให้มึงแดกวะ วันนี้แปลกๆนะมึงเนี่ย”

“เออนั่นดิ่ กูไม่เห็นมึงสะดิ้งกับคำว่ามีผัวมานานละนะ” ไอ้ป่านมันเสริม เหี้ยเอ้ยยย นี่กูยอมรับกับการมีผัวเป็นตัวเป็นตนขนาดนั้นเลยเหรอวะ?

มีผัว….

ผัว

หมายความว่า……….. ว้อท เดอะ ฟ้าคคคคคคคคคคคค

กูเสียอาณานิคมให้แม่งไปแล้วเหรอวะ!?

ไม่นะ

ไม่

ไม่

ไอ้เหี้ย ชีวิตกูป่นปี้ไปหมดแล้วโว้ยยยยย

“เอ้า เป็นเหี้ยไรอีก ทำหน้าเหมือนแดกไบก้อนเลยไอ้สัดตัง”

“มะ ไม่มีอะไร จะไปกันได้ยัง?” ผมตัดบทแล้วพยายามกอบกู้สติของตัวเองกลับมาให้ได้มากที่สุด

จำไว้ไอ้ตัง อดีตที่ไม่ได้อยู่ในความทรงจำแสดงว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นจริงเว่ย! มึงยังเป็นมึงคนเดิม โอเคนะ

“ไอ้ตัง มึงขนกระเป๋าอะไรมาเยอะแยะวะ?” ไอ้ป่านมันเกิดความสงสัยทันทีที่เปิดประตูเข้ามาในรถผมเพราะว่าวันนี้พวกแม่งไม่เอารถมาครับ กะประหยัดน้ำมันไง สันดาน

“กูจะกลับบ้าน”

“เอาจริงไอ้ตัง มึงทะเลาะกับพี่แดนเหรอ?” เสียงไอ้ป่านแลดูจริงจังขึ้นมานิดหน่อย

“เปล่า” นี่เรื่องจริงเลยไม่ได้โกหก แค่หยิบของยัดใส่กระเป๋ามาตอนพี่มันอาบน้ำอยู่แค่นั้นเอง

“ขนมาซะอย่างกะจะย้ายบ้านหนีเจ้าหนี้”

“...วยเหอะ”

“แค่นี้ต้องหยาบคาบ แม่งมีเงี่ยนงำนะเนี่ย” ถุ้ย เงื่อนงำไหมไอ้สัด

“น้องมึงเงี่ยนว่ะไอ้ปอ”

“กลับไปเด้าหมอนที่บ้านไปไอ้ป่าน”

“...วยครับ ไอ้พี่เหี้ย”

“เห้ยอันนี้จริงจัง เขาจะรับเราสามคนฝึกงานจริงเหรอวะ?” ผมถาม ก็ปกติเวลาหาที่ฝึกงานส่วนใหญ่เขาจะรับเป็นคู่ แต่นี่พวกผมโผล่มาสามหน่อเลยไง

“รับดิ่ กูคุยกับพี่กุ๊กไว้แล้ว อาจารย์ก็โอเคด้วย เพราะบริษัทนี้ญี่ปุ่นแม่งเยอะสัด” พี่กุ๊กนี่คือพี่สาวข้างบ้านไอ้แฝดมันครับ เห็นว่าเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลที่บริษัทนี้

“เออ กูเคยเอาของมาให้พี่กุ๊กครั้งนึง ไอ้สัดนึกว่าหลุดเข้าไปในออฟฟิศที่ญี่ปุ่น” ไอ้ป่านมันเสริมต่อ

“มีน่ารักๆเยอะป่ะวะ?” ผมอดที่จะถามไม่ได้  แหม เป็นผู้ชายมันก็ต้องมีนิดนึง

“มึงไม่มีสิทธิ์แล้วป่ะวะ”  ไอ้สัดป่านนี่ก็ดักคอกูจัง
       
“กูแค่อยากรู้ไม่ได้เหรอ?”

“สาระแน”

“ไอ้สัด” ผมยกนิ้วกลางใส่หน้ามันก่อนที่มันจะหัวเราะบ้าบอจนผมต้องหัวเราะตาม ได้อยู่กับเพื่อนมันก็ดีนะ ถึงแม้จะต้องทนความผีบ้าของมันบ้างก็เหอะ



“พี่กุ๊กคนสวย ตอนนี้ป่านอยู่หน้าประตูแล้วครับ” ไอ้ป่านกรอกเสียงพูดเข้าไปในโทรศัพท์ทันทีที่พาพวกผมขึ้นลิฟท์มาที่ชั้น 20 ของตึกเอกชนแห่งหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งบริษัทที่พวกผมจะมาฝึกงานนั้นเช่าเหมาชั้นทั้งชั้นนี้เลยครับ ความปลอดภัยดีมาก เพราะต้องมีคีย์การ์ดถึงจะเข้าไปในส่วนของออฟฟิศได้

“หวัดดีครับพี่กุ๊ก” ไอ้ปอไอ้ป่านยกมือไหว้ ผมเองก็ทำตามไปด้วย พี่กุ๊กเป็นผู้หญิงที่พูดได้เลยว่าสวยมาก หุ่นนี่แม่งโคตรดี ถึงจะดูมีอายุเล็กน้อย แต่แบบโคตรสวยอยู่ดีอ่ะ

“ตามพี่มาเลยหนุ่มๆ พี่ออยกำลังรออยู่เลย” ริมฝีปากสีเปรี้ยวจี๊ดแย้มยิ้มก่อนจะเดินนำพวกผมเข้าไปข้างใน บอกเลยครับว่าที่ไอ้ป่านเคยพูดไว้ไม่ได้เว่อร์เลย คนญี่ปุ่นแม่งเกือบร้อยเลยครับ เชี่ยยยยยยย พวกกูเหมือนกลายเป็นกระเหรี่ยงหลงดอยไปเลยว่ะ

“อร้ายยย น่ารักจริงๆด้วย” ทันทีที่พวกผมย้ายตัวเองตามพี่กุ๊กเข้ามาในห้องที่เขียนว่าฝ่ายธุรการเท่านั้น เสียงทักทายจากคนที่ผมคาดว่าน่าจะเป็นพี่ออยก็ดังขึ้นทันที

“ไหน มายืนใกล้ๆพี่หน่อยสิคะลูก” พูดแบบนั้นแต่จริงๆพี่แกย้ายร่างมาตรงหน้าพวกผมแล้วครับ

“หวะ หวัดดีครับ” ประสานเสียงกันตะกุกตะกักเลยครับงานนี้

“ดีจ่ะ คนนี้หน้าไม่เหมือนเพื่อน ต้องเป็นน้องตังแน่นอน”

“ครับ”

“หวานมาก กรุบกริบๆ” เอ่อ...นี่ผมคนครับ ไม่ใช่ขนม

“โอ้ย พอก่อนค่ะพี่ออย น้องเกร็งจนตัวลีบไปหมดแล้วค่ะ” พี่กุ๊กหัวเราะก่อนจะจูงมือพี่ออยกลับไปนั่งที่โต๊ะประจำตำแหน่งเหมือนเดิม

“เด็กๆคะ นี่พี่ออยผู้จัดการฝ่ายการเงิน ส่วนคนนั้นพี่แพรวบัญชี”

“หวัดดีครับ”

“พี่อยากเปย์หนูมากลูกแต่ก็เกรงใจนามสกุล” พี่ออยทำหน้าเสียดายเต็มที่ ผมก็ได้แต่หัวเราะแหะๆ แต่ในใจก็แอบขอบคุณป๊า ไม่ใช่อะไรครับกลัวโดนพี่ออยเปย์ไง เพราะดูจากหน่วยก้านแล้วผมคงขัดขืนไม่ไหวอ่ะ

“ที่นี่มีคนไทยทั้งหมด 4 คนนะคะ คือพี่ พี่ออย พี่แพรว แล้วก็พี่ตาต้าแต่ตอนนี้ออกไปข้างนอกกับโฮริอิซัง”

“ยังไงเดี๋ยววันนี้ออกไปทานข้าวเที่ยงด้วยกันเนอะแล้วค่อยกลับ” พี่กุ๊กยิ้มใจดีก่อนจะเคลียร์เก้าอี้ให้พวกผมได้นั่งรอกันแบบสบายๆ แอบมองผ่านกระจกออกไปด้านนอกโซนที่คนญี่ปุ่นนั่งทำงานกัน เพิ่งสังเกตุครับว่าทุกคนใส่เฮดโฟนกันหมด อยากรู้เหมือนกันว่าเขาทำงานอะไรกันอ่ะ แต่ไว้เดี๋ยวสนิทก่อนค่อยถาม

“พี่กุ๊ก ห้องน้ำอยู่ไหนอ่ะครับ?” ไอ้ปอมันกระซิบเสียงแผ่วก่อนจะรีบลุกขึ้นยืน

“อยู่ด้านนอกจ้า น้องปอเอาคีย์การ์ดพี่ไปใช้ก่อนแล้วกัน” รับคีย์การ์ดจากพี่กุ๊กได้มันก็รีบตะกายไปเปิดประตูทันที สงสัยแม่งจะอั้นมานาน แต่

‘ปั่ก!’   

เสียงของแข็งกระแทกเข้ากับอะไรอย่างจัง ผมว่าแน่ๆต้องเป็นหัวคนเพราะได้ยินเสียงร้องดังตามมาติดๆ

“いって!” (เจ็บ!)

“เฮ้ย” ไอ้ปอมันร้องเสียงหลงเมื่อบานประตูเปิดออกแล้วเห็นใครบางคนไปนั่งจ้ำเบ้าอยู่หน้าประตู คราวนี้จากที่ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาทำงานก็หันมาเป็นตาเดียวเลยครับ

“ว้าย โยเนะ大丈夫?” (เป็นอะไรไหม?)

“น้องปอช่วยพยุงพี่เขาเข้ามาก่อนค่ะ” ไอ้ปอรีบพุ่งไปทันทีที่พี่กุ๊กบอก แต่ไม่ถึงตัวเขาหรอกครับ ฝ่ามือเล็กๆของคนที่ลงไปนั่งจ้ำเบ้าปัดมือไอ้ปอออกดังเพี้ยะก่อนจะพยุงตัวลุกขึ้นเดินเข้ามาในห้องเอง

“ドア閉めてよ” (ปิดประตูดิ่) คนตัวเล็กที่ทำหน้าบูดบึ้งร้องบอกไอ้ปอที่ยังยืนทำหน้าอึ้งๆก่อนที่มันจะหรี่ตามองแบบไม่ค่อยจะสบอารมณ์แต่ก็ยอมปิดประตูห้องแต่โดยดี ผมว่ารังสีแปลกๆเริ่มแพร่ในอากาศแล้วว่ะตอนนี้

“ごめん” (โทษที)  โอ้โห้มึงขอโทษเขาแต่ท่าทางเหมือนจะท้าต่อยชิบหาย ไอ้ปอ ไอ้เหี้ยย

“ไม่เต็มใจก็ไม่ต้อง” ภาษาไทยครับ ชัดๆเลย แม่งโคตรพีค

“งั้นก็ขอคืน” จบประโยคปุ๊บคนฟังก็วาดค้อนใส่ไอ้ปอวงใหญ่ ดวงตากลมๆจ้องหน้ากวนประสาทของไอ้ปอเขม็ง แต่ดูแล้วผมก็อดขำไม่ได้ อารมณ์มันแบบชิวาว่ากำลังขู่ไซบีเรียนฮัสกี้อ่ะครับ จริงๆไอ้ปอมันก็ไม่ได้สูงกว่าผมซักเท่าไหร่ แต่โยเนะนี่ตัวเล็กมาก ฟันธงว่าคงสูงไม่เกิน 165 แน่นอน

“เดี๋ยวๆ หยุดก่อนค่ะเด็กๆ ไหน ขอพี่ดูหัวหน่อยค่ะ” พี่กุ๊กร้องปรามก่อนจะเข้าไปลูบหัวคนตัวเล็กกว่าเบาๆ

“น้องปอไม่ได้ตั้งใจค่ะ โยเนะอย่าโกรธน้องปอเลยนะคะ” พี่กุ๊กพูดเป็นภาษาไทยแบบช้าๆชัดๆ คนฟังพยักหน้าเข้าใจแต่ก็ยังเงยหน้าขึ้นมาค้อนใส่ไอ้ปอตาเขียวปัดก่อนจะพูดกับพี่กุ๊กเสียงอ่อย

“ผมเจ็บมากเลยพี่กุ๊ก” เห้ย เอาจริงๆคนญี่ปุ่นเวอร์ชั่นนี้ผมเพิ่งเคยเจออ่ะ

“สำออยไปอีก” ไอ้ปอมันพึมพำเบาๆก่อนจะเบ้ปากใส่ ได้ยินเสียงพี่ออยหัวเราะเบาๆในลำคอก่อนจะหยิบเอกสารมาทำเป็นเปิดพลิกไปพลิกมาแต่ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนถูกใจอะไรซักอย่าง

“ปอขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะพี่กุ๊ก” พูดจบมันก็เดินลิ่วออกไปตามด้วยไอ้น้องฝาแฝดมันที่เดินตามออกไปติดๆ

ผมว่านะ ฝึกงานคราวนี้แม่งต้องมีเรื่องปวดกะบาลอ่ะ แน่นอนเลย




xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx


มาต่อแล้วค่าา ขอบคุณทุกคนที่กดเข้ามาอ่านนะคะ รวมทั้งคอมเม้นต์และคำติชมด้วยค่ะ :pig4:
แต่วันนี้คนพี่ค่าตัวแพง ขอออกน้อยนิดนึงเนอะ 5555

สำหรับคนที่เล่นทวิตเตอร์ ฟอลโล่ที่แอค @B2YFICTION ไว้พูดคุยกันได้นะคะ หรือเจอกันได้ที่แท๊ก #ที่เก่าเวลาเดิมแต่ #ดินแดนของตัง
เจอกันตอนหน้าวันศุกร์ที่ 31 สิงหา ฝากติดตามกันด้วยนะ!  :กอด1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-09-2018 09:14:39 โดย B2Fictions »

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 930
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ :a2:

ออฟไลน์ B2Fictions

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Begin Again ที่เก่าเวลาเดิม แต่….
#10


“เชี่ย เอาไงดีวะ” ผมสบถเบาๆเมื่อขับรถเข้ามาจอดบริเวณที่จอดรถในบ้านตัวเองหลังจากที่ไปส่งไอ้แฝดนรกที่บ้านมันเป็นที่เรียบร้อย และที่ต้องสบถออกมาแบบนี้เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะไอ้รถToyota Camry Hybrid สีขาวป้ายทะเบียนเชียงใหม่มันจอดอยู่ข้างๆรถผมน่ะสิ!

บอกตามตรงว่าตอนนี้คิดอะไรไม่ออกเลยได้แต่นั่งกุมขมับ นี่กูกับพี่มันคบกันจริงจังขนาดเข้านอกออกในบ้านกันได้แบบนี้เลยเหรอวะ? เอาจริงๆที่ผมตัดสินใจกลับมาตั้งหลักที่บ้านก็เป็นเพราะคิดไม่ถึงว่าพี่มันจะตามมาไง คือไม่ใช่คิดว่าพี่มันไม่รู้จักบ้านผมหรอกนะ แต่ป๊าไม่ใช่คนที่ยอมรับไอ้เรื่องแบบนี้ง่ายๆไง คิดว่าเรา หมายถึง...ผมกับพี่มันน่ะ คงไม่ถึงขั้นเปิดเผยความสัมพันธ์ให้ป๊ารู้หรอก

แต่คิดไปคิดมา หรือจริงๆป๊าอาจจะยังไม่รู้ก็ได้มั้ง ไม่งั้นผมคงถูกตัดออกจากกองมรดกไปแล้วแหละ เอ๊ะ หรือจริงๆคือถูกตัดไปแล้ว…. โว้ยยยยย ไม่ดิ่ ไม่ ไม่

“ท่านเทวดา...”

คำพูดของผมยังคงไร้การตอบสนอง มีเพียงเสียงเพลงจากเครื่องเสียงรถยนต์เท่านั้นที่ยังคงดังอยู่เหมือนเดิม

“ท่าน…”

“ท่านไม่ว่างออกมาหาผมซักนิดเลยเหรอ?”

“แค่ 2 นาทีก็ได้”

“นะ” ไม่ว่าผมจะทำเสียงเหมือนหมาหงอยยังไงก็ยังคงไร้คำตอบรับอยู่ดี

เออ ให้มันได้งี้ดิ่!

“เอาวะ เป็นไงเป็นกัน” ผมดับเครื่องยนต์ก่อนจะสูดหายใจแรงๆเป็นการเรียกพลัง ใจเย็นไอ้ตัง มึงอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ดิ่วะ นิ่งไว้เดี๋ยวดีเองเชื่อกูดิ่ (เหรอวะ?)

“มาแล้วเหรอไอ้ตัวแสบ” คำทักทายแรกจากเฮียเต้ โอ้โห นี่มันวันรวมญาติเหรอวะ เรียกได้ว่ามากันพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัวเลยครับ แม่งงง

“หวัดดีเฮีย มาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”

“มาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เจ้าแดนคุยอยู่กับป๊าที่สวนแน่ะ” เฮียเต้พยัดเพยิดไปที่สวนบอนไซสุดโปรดปรานของป๊าที่ข้างบ้าน ผมได้แต่พยักหน้ารับแกนๆ จากสรรพนามแลดูสนิดสนิทเนอะ 

“ระ เหรอ”

ผมเลี่ยงเดินออกไปที่ประตูเชื่อมด้านข้างตัวบ้านก่อนที่พวกเด็กๆจะเห็นแล้วส่งเสียงเรียก แอบยืนส่องอยู่ข้างกำแพงก็เห็นแค่ป๊ากำลังยืนแต่งกิ่งบอนไซต้นโปรดอยู่คนเดียว ไร้วี่แววเงาหัวของไอ้คนที่เฮียเต้พูดถึง แต่พอกำลังจะถอนหายใจก็รู้สึกว่ามีฝีเท้าหนักๆเดินมาหยุดอยู่ที่ข้างหลัง

“แอบดูอะไร”

“อุ่ย” ผมสะดุ้งเมื่อหันหลังกลับไปสบตากับพี่มันเต็มๆ สายตาคมมองหน้าผมนิ่งๆแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

“อ่าว ไอ้ตัวแสบ”

“ครับป๊า” ผมรีบดีดตัวออกไปทันทีที่ป๊าหันมาเจอหน้าผม

“ต้นนั้นป๊าตัดเสร็จแล้ว ทาได้เลย” และก็ได้แต่ยืนยิ้มแห้ง เพราะป๊าไม่ได้พูดกับผมครับ เขาพูดกับไอ้พี่ดินแดนมันนู่น 

“ครับ” พี่มันตอบรับนิ่งๆก่อนจะลงมือป้ายน้ำสีเขียวๆลงบนรอยตัดบนกิ่งไม้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่ออ่ะ ท่าทางพี่มันดูชำนานมากเหมือนเคยทำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เอาจริงๆผมเนี่ยยังไม่เคยได้แตะต้องคุณบอนไซของป๊าเลยซักครั้ง

“มีอะไรก็คุยกันไป ป๊าเข้าบ้านก่อนล่ะ” ป๊าบอกก่อนจะเก็บอุปกรณ์แต่งกิ่งลงในกล่องแล้วเดินผละออกไป ผมเม้มปากไปมาเบาๆเพราะไม่รู้จะพูดอะไร จนคนที่เอาแต่สนใจต้นไม้หันหลังกลับมามองที่ผม

“เป็นอะไร?” คำถามสั้นๆที่เปล่งออกมาถามผม มันอาจจะเป็นคำถามง่ายๆ แต่มันแบบ ตอบโคตรยากเลยว่ะ

“ก็...เปล่า”

“แล้วทำไมไม่รับโทรศัพท์?”

“คุยธุระอยู่ แล้วพี่ก็โทรมาแค่ครั้งเดียว” คิ้วหนาๆนั่นขมวดเข้าหากันเมื่อได้ยินคำตอบ พี่มันทำหน้าเหมือนกับว่าผมพูดอะไรผิดไปซะอย่างนั้น

“ช่างเถอะ” พี่ดินแดนมันถอนหายใจก่อนจะหันไปยกกล่องใส่อุปกรณ์แต่งกิ่งของป๊ามาถือเอาไว้แล้วเดินเลี่ยงออกไปทางหลังบ้าน

แม่ง! ผมสบถออกมาไม่ดังนักเมื่อรู้สึกถึงความอึดอัดแปลกๆ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ดวงตาคมนั่นมันทำให้ผมรู้สึกผิดชิบหาย

ก็แค่ไม่รับโทรศัพท์แล้วไม่โทรกลับ ทั้งๆที่คิดว่าช่างมันเถอะ แต่พอมาเจอหน้าพี่มันแล้วแม่งกลับรู้สึกผิดจนจุกไปเลยว่ะ



“ตกลงวันนี้จะค้างที่นี่กันใช่ไหมลูก ม๊าจะได้ให้พี่แป้งเขาทำความสะอาดห้องให้” ม๊าถามในขณะที่เรากับลังทานข้าวเย็นกันพร้อมหน้า ทั้งเฮียเต้กับอาซ้อ น้องพลอย น้องพริ้ง หลานสาวตัวเล็กของผม เจ้ตวงกับเฮียกิจ และ น้องต่อที่ตอนนี้ดูโตขึ้นจากตอนที่ผมเจอคราวก่อนอยู่เล็กน้อย รวมไปถึงไอ้คนหน้านิ่งที่นั่งอยู่ข้างๆผมนี่ด้วย

“ตวงกลับค่ะม๊า พรุ่งนี้น้องต่อมีเรียนพิเศษตอนเช้า”

“ผมก็ต้องกลับเหมือนกัน ไม่ได้เข้าร้านมา 2 วันแล้ว”

“ตังค้าง” ผมตอบสั้นๆเป็นคนสุดท้ายก่อนจะเหลือบสายตาไปมองคนที่นั่งข้างๆ พี่มันส่งยิ้มน้อยๆให้กับม๊าก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่ดูสุภาพ

“ไม่ต้องให้พี่แป้งจัดห้องให้ผมนะครับม๊า พรุ่งนี้ผมต้องรีบบินแต่เช้า” ม๊าพยักหน้ารับเบาๆก่อนจะเริ่มทานข้าวกันต่อ แต่คำตอบของพี่มันยังคงค้างอยู่ในหัว มันเพิ่งกลับมาไม่ใช่เหรอ แล้วมันจะไปไหนอีกล่ะ

“ยุ่งเลยสิตอนนี้” เป็นป๊าครับที่พูดประโยคนี้

“ก็นิดหน่อยครับป๊า แต่ผมก็อยากให้เรื่องมันลงตัวเร็วๆเหมือนกันครับ”

“ไว้ปิดโครงการเมื่อไหร่ป๊ากับม๊าจะขึ้นไปดูแล้วกัน” นี่ยิ่งทำให้ผมงงตาแตก ต่อมความใฝ่รู้เริ่มทำงานหนัก คือกูฟังเขาพูดไม่รู้เรื่องเลยไง ให้ตายดิ่วะ

“ขอบคุณครับ”

“แล้วเราล่ะว่าไงเจ้าตัง เห็นว่าวันนี้ไปยื่นเอกสารฝึกงาน” คราวนี้ก็ถึงตาผมบ้าง ถ้าถามว่าทำไมป๊าม๊าไม่ค่อยคุยกับเฮียกับเจ้อ่ะเหรอครับ ง่ายๆเลยก็สองรายนั้นมัวแต่วุ่นวายกับการกินข้าวของลูกตัวเองอยู่น่ะสิ นู่นไงน้องพริ้งแทบจะเอาเป็ดย่างไปถูหัวน้องพลอยแล้วครับ

“ก็เรียบร้อยดีป๊า เริ่มฝึกสิ้นเดือนนี้แล้ว”

“ที่เดียวกันทั้งแก๊งค์เลยใช่ไหม?”

“ใช่เลย”

“คิดแล้วปวดหัวแทนเขาจริงๆ”

“โห่ป๊า นี่ตังไง ตังลูกชายป๊าอ่ะ”

“อ่าวเหรอ”

“โห่ ป๊าาาา”

มันอาจจะเป็นรีแอคชั่นอัตโนมัติที่ทำให้ผมหันไปมองหน้าคนข้างๆเหมือนขอความเห็นใจ มุมปากสีธรรมชาตินั่นจุดรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปากแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ผมรู้สึกว่าใจมันสั่นแปลกๆแต่ก็เหมือนกับว่าคุ้นเคยกับรอยยิ้มนั่นอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน



“พี่...จะไปไหน..เหรอ?” ผมเลียบๆเคียงๆถามคนที่นั่งดูทีวีอยู่ที่ห้องรับแขก ตอนนี้ทุกคนกลับไปหมดแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ป๊ากับม๊าก็ขึ้นห้องนอนไปแล้วเหมือนกัน

“เชียงใหม่” เสียงเรียบๆนั้นเอ่ยสั้นๆ แต่คำตอบกลับทำให้ผมต้องขมวดคิ้วและเอ่ยคำพูดออกไปไวกว่าสมองจะยั้งคิด

“แต่พี่เพิ่งกลับมา” คิ้วหนาเลิกขึ้นน้อยๆเป็นเชิงสนใจ ผมเม้มปากก่อนจะย้ำคำพูดออกมาเบาๆอีกครั้ง

“ก็จริงนี่”

“นึกว่าไม่สนใจกันแล้ว” น้ำเสียงทุ้มๆนั้นคลายความแข็งลงนิดหน่อย ฝ่ามือกว้างเอื้อมมาจับที่หัวผมแล้วลูบเล่นเบาๆ อึดใจแรกผมอยากจะเบี่ยงตัวหนี แต่ก็ไม่รู้ทำไมผมถึงทำแบบนั้นไม่ได้เหมือนกัน

“ก็...เปล่าซะหน่อย”

“ตัง” เสียงนุ่มทุ้มนั้นเอ่ยชื่อผมเบาๆ พอหันไปหาต้นเสียงใบหน้าคมเข้มก็กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ ก่อนที่ลมหายใจอุ่นจะปะทะที่ปลายจมูกของผมบ่งบอกถึงสัญญาณอันตรายจนผมต้องกลั้นหายใจ เสียงหัวใจที่เต้นโครมครามรบกวนสมาธิของผมซะจนคิดอะไรไม่ออก

ไม่ดิ่ กูไม่เคยจูบกับผู้ชายโว้ยยยย

ผมหันหน้าหลบริมฝีปากสีธรรมชาตินั่นได้ในเสี้ยววินาทีแต่แม่งกลับกลายเป็นว่าผมหันแก้มให้พี่มันจูบเฉย ห่าเอ้ย!

“ฮึ้ยยยย” ผมเอี้ยวตัวหลบก่อนจะดันใบหน้าคมนั่นให้ขยับออกไปไกลๆ คิ้วหนาเลิกขึ้นนิดๆก่อนที่มันจะหัวเราะหึหึในลำคอ เชี่ย สายตาแม่งไม่น่าไว้ใจเลยว่ะ

“ดะ เดี๋ยว มีคนเห็น” ผมละล่ำละลักก่อนจะรีบเอามือยันหน้าอกกว้างๆนั่นเมื่อพี่มันเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้อีกครั้ง

“งั้น...” ดวงตาคมที่ประกายวิบวับเหลือบไปที่บันไดเป็นนัย

“ไม่เอา!” ผมปฏิเสธเสียงหลง สายตาแม่งน่ากลัวฉิบหาย มึงจะจับกูแดกเหรอ!?

พี่มันเงียบแต่ก็ยังไม่เลิกใช้สายตาวิบวับคุกคามผมอยู่ดี

“พี่ ดะ แดน” ผมปรามมันเสียงอ่อย พอเรียกสั้นๆแบบนี้รู้สึกแม่งเขินปากพิกล

“ว่าไงครับ?” ดวงตาคมยังคงพราวระยับ น้ำเสียงนุ่มๆมันทุ้มเข้าไปในใจจนผมแทบจะนั่งไม่ติดโซฟา

“พี่แม่ง...” เป็นอีกครั้งที่ผมต้องสบถคำนี้เพราะสมองรวนจนคิดคำพูดอะไรไม่ออก เสียงหัวใจมันเต้นดังโครมครามไปหมด รู้สึกร้อนหน้าจนอยากจะมุดเข้าไปในตู้เย็นให้มันรู้แล้วรู้รอด

เออ กูเขิน เขินเหี้ยอะไรก็ไม่รู้เนี่ย แม่ง!

“หึหึ ไอ้เด็กบ๊อง” ปลายนิ้วกลางยาวๆดีดลงที่หน้าผากผมดังป๊อกก่อนที่พี่มันจะเอนหลังพิงโซฟาแล้วหยิบรีโมทมากดเปลี่ยนช่อง ผมนั่งประเมินเหตุการณ์อยู่ซักพักก่อนจะทิ้งหลังพิงโซฟาแล้วหันไปสนใจที่หน้าจอทีวีเหมือนพี่มันบ้าง

เราไม่ได้คุยอะไรกันต่ออีกเพียงแค่นั่งดูทีวีอยู่ด้วยกันเงียบๆจนดึกดื่น ไม่รู้ว่าผมลืมความรู้สึกอึดอัดที่ต้องนั่งอยู่กับพี่มันไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ฝ่ามือกว้างๆนั่นกุมมือผมเอาไว้

แล้วก็ไม่รู้ทำไม….

หัวใจของผมมันต้องรู้สึกอบอุ่นแบบแปลกๆด้วยวะ



⇤  BEGIN AGAIN  ⇥



“อ่าวน้องตัง ตื่นแล้วเหรอลูก?” ม๊าหันมาทักทันทีที่ผมโผล่หัวเข้าไปในครัว

“วันนี้มีอะไรกินบ้างอ่ะม๊า? โอ้โห้หอมเชียว” ผมสอดแขนเข้าไปกอดม๊าก่อนจะหอมแก้มนุ่มนิ่มแรงๆไปหนึ่งที

“ปากหวานนะคะ แต่ม๊าไม่อินหรอกค่ะคุณลูก”

“โห้ ใจร้าวเลย” ผมพูดเสียงหงอยขนาดนี้ม๊ายังมีหน้ามาหัวเราะอีก ใช่ซิ ผมไม่ใช่ป๊านี่ 

“แล้วตกลงม๊าทำอะไรอ่ะ?”

“กระเพาะปลาค่ะ”

“แล้วกินได้ยังอ่า แหะๆ ตังหิว”

“ไปรอที่โต๊ะเลย เดี๋ยวม๊าให้พี่แป้งเอาไปให้ค่ะ” ม๊าตีแขนผมที่โอบรอบเอวเบาๆก่อนจะผละออกไปล้างมือแล้วหันไปคุยกับพี่แป้งสองสามประโยคแล้วเดินนำผมออกไปที่โต๊ะกินข้าว

“น้องตังงอนอะไรพี่แดนหรือเปล่า?” ม๊าเปิดประเด็นทันทีที่ผมทิ้งตัวนั่ง แง่ะ หลังยังไม่ทันเอนถึงพนักอิงเลยอ่ะ

“เปล่านะม๊า แต้งกิ้วพี่แป้ง” ผมตอบ พอดีกับที่พี่แป้งยกชามกะเพาะปลามาวางตรงหน้าพอดี หุ้ยย น่ากินมากกก

“แล้วยังไงคะ อ้อนให้พี่เขากลับมาแล้วหนีมานอนที่บ้านทำไมคะ?”

“อะไรม๊า ตังไม่ได้อ้อนพี่มันซักหน่อย” ผมหน้ามุ่ย ม๊าหรี่ตามองผม อะไรอ่ะ ทำหน้าจับผิดผมทำไมเนี่ย ก็ผมพูดเรื่องจริงอ่ะ

“แม่ง ขี้ฟ้อง”

“พี่แดนเขาไม่ได้พูดอะไรเลยค่ะลูก” ผมพึมพำแต่ม๊าก็ยังได้ยินอีกแน่ะ

“แค่พี่แดนเขามาที่บ้านโดยที่น้องตังไม่ได้มาด้วยม๊าก็รู้แล้วค่ะ งอนทีไรก็หนีพี่เขามาทุกที มีอะไรก็พูดกับพี่เขาดีๆสิลูก พี่เขาเหนื่อยนะคะ ต้องบินไปบินมาทั้งๆที่งานก็ยังไม่เรียบร้อย”

สิ่งที่ม๊าพูดทำให้ผมต้องเงียบฟัง ดูเหมือนในตอนนี้จะมีแค่ผมคนเดียวที่ไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับตัวพี่มันเลยซักอย่าง ในความคิดผมพี่มันก็เป็นแค่นักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบกลายเป็นบัณฑิตเร็วๆนี้ก็เท่านั้น จริงๆแล้วตอนนี้พี่มันกำลังทำอะไรอยู่บ้างนะ

“เอาล่ะ ถ้างอนก็รีบหายนะคะ ม๊าล่ะยอมใจพี่แดนจริงๆที่ทนความเอาแต่ใจของทั้งป๊าทั้งลูกชายป๊าได้ขนาดนี้” ม๊าพูดยิ้มๆก่อนจะลุกเดินหายไปทิ้งไว้แค่ผมกับชามกะเพาะปลาตรงหน้า

2ปีที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้นบ้างนะ ใจนึงผมก็อยากรู้ แต่อีกใจก็ไม่อ่ะ มันรู้สึกหน่วงในใจแบบแปลกๆ ผมบอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไงกับเรื่องราวของผมที่กลับกลายมาเป็นแบบนี้ ทำไมผมกับพี่มันถึงมาคบกันได้ทั้งๆที่ผมไม่เคยชอบผู้ชาย และไม่เคยคิดจะชอบผู้ชายด้วยกันเองเลยด้วย ไม่เลย

‘ติ๊ง’

เสียงแจ้งเตือนจากไลน์เรียกให้ผมหยิบเจ้าไอโฟนสีขาวออกมากดดู แล้วก็ไม่ใช่ใครเลยที่ส่งข้อความมา อืม ก็พี่มันนั่นแหละ

'ถ้าจะค้างที่บ้านก็ไปรับคอตตอนมาด้วยนะ'

'อืม'

ผมตอบกลับไปสั้นๆ ลืมไปเลยว่าถ้าผมกับพี่มันไม่อยู่ที่ห้องแล้วใครจะเป็นคนหาข้าวหาน้ำให้เจ้าก้อนกลมมันกินล่ะ ถ้าผอมขึ้นมาล่ะก็หมดหล่อแหงๆ

“จะรีบกลับนะ”

อีกข้อความที่ถูกส่งกลับมา ผมมองมันอยู่ครู่ใหญ่ๆเพราะไม่รู้จะตอบรับยังไง จะบอกว่าก็ช่างพี่ดิ่ มันก็คงไม่ดีมั้งวะ ว่าแต่...กูจะคิดมากทำไม?

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมไม่ตอบหรืออะไรยังไงพี่มันถึงได้ส่งสติ๊กเกอร์กลับมา เป็นสติ๊กเกอร์แมวหน้ากวนๆกำลังส่งจูบพร้อมข้อความภาษาอังกฤษสั้นๆที่ผมเห็นแล้วต้องคว่ำหน้าจอไอโฟนลงกับโต๊ะกินข้าวแรงๆอย่างลืมตัว

‘Miss U Babe’  คิดถึงเตี่ยมึงดิ่ไอ้บ้า! แล้วนี่ใครปิดแอร์วะ อยู่ๆแม่งร้อนเฉย

“พี่แป้งค้าบบบ รีโมทแอร์หายไปไหนเนี่ยยยยยยยยยยย!”



หลังจากที่ถกเถียงกับพี่แป้งเรื่องแอร์เสียไม่เสีย(และแน่นอนว่าผมแพ้)เสร็จแล้วผมก็คว้ากุญแจรถออกจากบ้านมาทันที ไม่ต้องเดาให้ยากว่าผมไปไหน ก็ไปรับลูกใครบางคนที่พ่อมันทิ้งให้อยู่ห้องตัวเดียวนั่นแหละ

“เมี๊ยว” เจ้าก้อนกลมร้องก่อนจะยืดตัวบิดขี้เกียจเมื่อรู้สึกตัวตื่นเพราะผมนั่งลงบนเตียงกว้างที่มันนอนยึดเอาไว้

“หิวไหมฮึ?” ผมยกก้อนกลมๆขึ้นมาวางบนตัก เจ้าตัวมันก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี นอนนิ่งให้ผมเกาหัวเกาคางอย่างสบายอารมณ์

“นิ่งแบบนี้แสดงว่าอิ่ม พ่อแกคงเอาอาหารให้กินก่อนไปแล้วล่ะสิ”

“ฮึบ” ผมทิ้งตัวลงนอนโดยที่เจ้าก้อนกลมยังนอนหลับตาพริ้มอยู่บนตัก หน้ากลมๆของมันดูฟินกับการนอนจนผมต้องล้วงเอาโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเอาไว้

อัพลงไอจีดีกว่า

‘หลับเก่ง’  ใส่แคปชั่นก่อนจะกดโพสต์ จะว่าไปตั้งแต่ข้ามเวลามาผมยังไม่ได้เข้าไอจีเลยแฮะ

“หึหึ” ผมหัวเราะเมื่อกดเข้ามาที่หน้าโปรไฟล์ รูปหน้าตาประหลาดๆของเจ้าก้อนกลมมันอัดแน่นไปหมด แต่มันก็คั่นด้วยรูปของกินอยู่ประปราย

ผมเลื่อนดูไปเรื่อยๆสายตาก็ไปสะดุดที่ภาพๆนึงจนต้องกดเข้าไปขยายดู เป็นภาพที่ใครบางคนกำลังถือชามข้าวต้มด้วยมือข้างเดียวโดยที่อีกมือกำลังถือช้อนที่กำลังตักข้าวต้มในชาม ในภาพเห็นแค่ใต้คางลงมาจนถึงหน้าอก แต่ถึงจะไม่เห็นหน้าผมก็รู้ว่าคนๆนั้นเป็นใคร

ผมแคปชั่นไว้แค่สั้นๆว่า ‘いつもありがとう’ โดยที่ไม่ได้แท็กถึงใคร

ขอบคุณในทุกๆครั้ง

มันเป็นสิ่งที่ผมแทบจะไม่อยากเชื่อว่าผมเป็นคนที่โพสต์อะไรแบบนี้ มันตรงกับความรู้สึกมากเกินไป มาก….เกินไปจริงๆ

แต่พออ่านคอมเม้นต์ข้างล่างก็ต้องจิ๊ปากแรงๆอย่างขัดใจ

ikemenpor คนอวดผัว 2018
urboy69 @dindanvongvrp คนโอ๋เมีย 2018

จี๊ดเลยกู จี๊ดเลย ไอ้พวกเชี่ย!

ใช่ครับ คนแรกคือไอ้ปอ ที่ชื่อแอคเค้าท์ทุกอย่างต้องมีคำว่า ‘ปอคนหล่อ’ ก็ไม่มีใครชมเลยต้องชมตัวเองอ่ะนะ  ส่วนแอคเค้าท์ข้างล่างผมคิดว่าน่าจะเป็นพี่บอย เพราะว่ามันแท็กถึงคนที่คุณก็รู้ว่าใคร ผมเม้มปากชั่งใจก่อนจะกดเข้าไปตามชื่อนั่น

ไอจีของพี่ดินแดน

เรียบๆธรรมดา ไม่มีการคุมโทนอะไร มันมีแค่ภาพอะไรไม่กี่อย่าง นั่นคือ ภาพอาหาร เจ้าก้อนกลม และอย่างสุดท้าย สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า....

ผมเอง



xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

มาต่อแล้วค่าา ขอโทษที่ช้าค่ะ แต่เมื่อวานเราไม่ไหวจริงๆ ปั่นงานเสร็จก็สลบไปเลย :hao5: 
ขอบคุณทุกคนที่กดเข้ามาอ่านนะคะ รวมทั้งคอมเม้นต์และคำติชมด้วยค่ะ :pig4:
สำหรับคนที่เล่นทวิตเตอร์ ฟอลโล่ที่แอค @B2YFICTION ไว้พูดคุยกันได้นะคะ หรือเจอกันได้ที่แท๊ก #ที่เก่าเวลาเดิมแต่ #ดินแดนของตัง
เจอกันตอนหน้าวันศุกร์ที่ 7 กันยา ฝากติดตามกันด้วยนะ!  :กอด1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-09-2018 22:02:41 โดย B2Fictions »

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 930
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ :a2: :katai2-1: o13 o18 :man1: :z2: :m4: :จุ๊บๆ: :oni1:

ออฟไลน์ Pa'veaw

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1312
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +98/-1
น่าติดตามมากๆเลยค่ะ

ตังคงสับสนน่าดู คนอ่านก็อยากรู้เรื่องที่เกิด 2 ปีเหมือนกัน

รอตอนต่อไปนะคะ

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3391
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

เอาช่วงเวลาที่วาร์ปไปคืนมาเด๋วเน้

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ naruxiah

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 946
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
เนื้อเรื่อง​สนุกชวนติดตามมากค่ะ​ เราอ่านรวดเดียวเลย​ เราเป็นตังเราก็งงนะ​ วาปมาสองปีเป็นแหนกันเลยจากที่สับสนในตัวเองว่าชอบเค้ารึป่าวสองปีผ่านไปอยู่ด้วยกันแล้ว​ พี่แดนน่ารักน้องตังก็น่าเอ็นดู​

ออฟไลน์ B2Fictions

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Begin Again ที่เก่าเวลาเดิม แต่….
#11


ผมเลื่อนผ่านรูปที่เป็นช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆนับร้อยรูปโดยที่ไม่ได้กดขยายใหญ่เพราะยังไม่พร้อมที่จะอ่านแคปชั่นหรือคอมเม้นต์ใดๆในตอนนี้ รูปภาพของผมมันมีหลายอิริยาบทซะจนไม่คิดว่าคนอย่างไอ้พี่ดินแดนจะขยันถ่ายอะไรแบบนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นรูปที่ผมยิ้ม ผมหัวเราะ ผมหน้าบึ้ง ผมเหม่อ หรือผมหลับ ไม่เว้นแม้แต่รูปที่ผมนั่งทำหน้าโง่ๆนั่นอีก แม่ง ไม่น่าเชื่อว่าการที่ต้องดูรูปของตัวเองมันจะทำให้รู้สึกหน่วงในใจได้ขนาดนี้เลย

ให้ตายสิวะ!

“เมี๊ยว” หัวกลมๆเลื่อนมาไถที่ข้างแก้มทำให้ผมหันไปสนใจ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเจ้าคอตตอนโดดลงจากตักไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีมันก็มาเอาหัวมาไถแก้มซะแล้ว

“กลับบ้านกันดีกว่าเนอะ” ผมกดออกจากแอพแล้วล็อคหน้าจอก่อนจะยัดไอโฟนใส่ในกระเป๋ากางเกง เจ้าก้อนกลมกระโดดลงจากเตียงเดินนำออกจากห้องไปแล้ว ผมก็เลยต้องว่าง่ายเดินตามเจ้านายเขาออกไปด้วย

ใช้เวลาไม่นานผมก็หยิบของที่คิดว่าจำเป็นทั้งหมดมาจนครบ บอกตามตรงว่าผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าไม่ว่าของจะวางอยู่ตรงไหนผมก็เดินไปหยิบถูกแทบจะทุกที่ ทั้งๆที่ตัวตนของผมเพิ่งจะข้ามเวลามาตอนนี้แท้ๆ

“เข้าไปอยู่ในนี้ก่อนนะ” ผมอุ้มเจ้าก้อนกลมใส่ไปในกระเป๋าใส่สัตว์เลี้ยงก่อนจะรูดซิปแล้วพากันออกจากห้องไป

กดรอลิฟต์ได้ซักพักประตูมันก็เปิดออกเพื่อรับผมเข้าไปเป็นผู้โดยสารแค่หนึ่งคนกับอีกหนึ่งตัวในนั้น  แต่สัญญาณไฟตัวเลขที่แสดงอยู่ก็ทำให้ผมรู้ว่ามันจะเปิดรับผู้โดยสารคนอื่นอีกที่ชั้น4 ผมขยับตัวไปด้านหลังเพราะไม่รู้ว่ามีคนที่รออยู่ตรงนั้นกี่คน แต่พอประตูลิฟต์เปิดออกหัวใจผมมันก็เหมือนจะหยุดเต้นไปซะแบบนั้น

“เบล…”

ใบหน้าสวยเงยขึ้นมองมาที่ผมโดยที่ไม่ฉายแววใดๆ ไม่ขุ่นเคืองแต่ก็ไม่ได้ยินดี

“จะพาคอตตอนไปไหนเหรอ” เป็นประโยคที่เธอทักทายผม

“บ้าน..เรา น่ะ” ผมตอบออกไปเบาๆ มันไม่รู้จะแทนตัวว่าอะไร ในท้องมันรู้สึกปั่นป่วนไปหมด ผมไม่รู้ว่าความสัมพันธุ์ของเราในตอนนี้มันเป็นยังไง 2ปีมานี้มันเกิดเรื่องราวอะไรขึ้นบ้าง ใบหน้าของเบลมันทำให้ผมรู้สึกผิดขึ้นมาในใจจนเอ่อล้นไปหมด

ผมลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าที่ผมข้ามเวลามาตอนนี้มัน...เพื่ออะไร ?

‘ติ๊ง’

เสียงลิฟต์ที่ดังขึ้นเหมือนแย่งซีนทุกอย่าง เบลยิ้มน้อยๆให้ผมก่อนจะเป็นฝ่ายก้าวออกจากลิฟท์ไปก่อน

“เราไปนะ”

คำพูดของเบลที่ทิ้งท้ายเอาไว้โดยที่ผมไม่ทันได้ตอบรับอะไร แผ่นหลังบางไกลออกไปเรื่อยๆเหมือนเป็นสิ่งที่ผมจับต้องไม่ได้

ทำไมแม่งปวดใจแบบนี้วะ


“เฮ้ออ” ผมถอนหายใจก่อนจะดีดตัวนั่งดีๆแล้วเปิดหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมาหลังจากปล่อยตัวเองนั่งโง่ๆมาได้ซักพักใหญ่ ส่วนเจ้านายของผมตอนนี้นอนหงายท้องหายใจครืดคราดอย่างสบายอกสบายใจอยู่บนเตียงนู่น

หลังจากที่ได้เจอเบลวันนี้มันทำให้ผมตัดสินใจที่จะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ถึงมันจะไม่เหมือนในละครที่จะมีสมุดบันทึกที่มีเรื่องราวของตัวเองเขียนอยู่ในนั้นไว้ให้อ่าน แต่นี่มันยุคไทยแลนด์ 4.0 ไง เปิดดูตามในเฟซบุ๊คก็ได้นี่

ล็อคอินเข้าในแอคเค้าท์ตัวเองก็ไม่พ้นได้เห็นหน้ากลมๆของเจ้าคอตตอน แต่ก็ยังดีที่ยังมีเบ้าหน้าของผมอยู่ในเฟรมเดียวกันด้วย ดูจากสเตตัสแล้ว อืม...เหมือนผมจะไม่ค่อยได้เล่นอะไรเลยนะ โว้ยยย น้ำตาจะไหล

ถ้าถามว่าทำไมไม่เปิดไลน์ดู จะบอกไว้ก่อนเลยว่าช่องสนทนาว่างเปล่าครับ อาจจะเป็นเพราะผม(อาจจะ)ซื้อเจ้าไอโฟนเครื่องนี้มาใหม่ด้วยก็ได้ ผมกดเปิดเข้าไปในช่องib ก็มีข้อความประปรายจากไอ้ปอบ้าง ไอ้ป่านบ้าง เพื่อนคนอื่นๆบ้าง จนเลื่อนไปเกือบจะท้ายสุดถึงได้เจอข้อความที่ผมได้คุยกับเบลเอาไว้

ผมยกมือที่ชื้นเหงื่อของตัวเองขึ้นมาลูบหน้าเพื่อตั้งสติก่อนจะคลิ๊กเข้าไปอ่าน ข้อความสุดท้ายเป็นของเมื่อต้นปีที่แล้ว นับเวลาดูก็เกือบจะ 2 ปีเลยนะ

‘ถ้าถึงเวลานั้นเราคงได้คุยกันอีก’

มันเป็นข้อความสุดท้ายจากเบล โดยคำตอบรับของผมคือคำว่า ‘เราขอโทษ’

นั่น...มันคือการจากลาโดยไม่ต้องสงสัย ไม่มีถ้อยคำรุนแรงอะไรแต่มันต้องเป็นแผลที่ใหญ่พอสมควรสำหรับผมกับเบล ผมเลื่อนข้อความขึ้นไปดูถึงต้นตอเพื่อประติดประต่อความ ถึงจะรู้สึกเสียดในใจจนแน่นหน้าอกแทบหายใจไม่ออก แต่ในเมื่อผมตัดสินใจแล้วผมก็ต้องเดินต่อไป

‘ขอโทษนะที่ไม่รับโทรศัพท์ บอกตรงๆว่าเรายังทำใจที่จะคุยกับตังตรงๆไม่ได้ แต่ก็ขอบคุณนะที่อย่างน้อยตังก็พยายามจะบอก’

‘เราขอโทษ เราไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้ เรามันเห็นแก่ตัว แต่เราไม่อยากให้ใครต้องเจ็บไปมากกว่านี้อีกแล้ว’


‘ใครคนนั้นของตังหมายถึงพี่แดนสินะ’ ผมเม้มปากแน่นเมื่ออ่านถึงข้อความนี้ ข้อความโต้ตอบจากผมหายไปหลายนาที ตอนนั้นผมคงจะรู้สึกผิดและแย่ไม่แพ้จากตอนนี้แน่นอน

‘ขอโทษนะเบล’

ผมไม่ได้ปฏิเสธคำพูดของเบล ผมยอมรับว่ามันเป็นแบบนั้นงั้นเหรอ ?

‘ไม่ต้องขอโทษหรอก มันไม่มีใครผิด เราบังคับให้ใครรักหรือไม่รักเราไม่ได้หรอกนะ มันเป็นกฏเกณฑ์ของความรักที่เราต้องยอมรับมันให้ได้ แต่ถึงเราจะบอกตังแบบนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะกลับไปพูดคุยกับตังได้เหมือนเดิมหรอกนะ’

‘แต่….ก็คงมีซักวันล่ะมั้ง’

‘ถ้าถึงเวลานั้นเราคงได้คุยกันอีก’


และนี่ก็เป็นประโยคสุดท้ายที่ผมเลื่อนมาเจอมันอีกครั้ง ความร้อนที่เบ้าตาทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นแต่นั่นมันก็ไม่สามารถจะหยุดแรงโน้มถ่วงของโลกได้ ผมปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมาอย่างไม่คิดจะกลั้นหวังแค่ให้ความปวดที่อัดแน่นในหน้าอกมันไหลออกมากกับน้ำตา ผมไม่ใช่คนอ่อนไหวอะไร แต่เรื่องนี้มันก็หนักเกินไปอยู่ดี

อยู่ๆเจ้าก้อนกลมที่นอนสบยอยู่บนที่นอนก็เดินมากระโดดขึ้นที่ตักจนผมต้องกอดมันเอาไว้ แต่ยิ่งเห็นมันน้ำตาผมก็ยิ่งไหล ความรู้สึกผิดความสับสนมันผสมปนเปกันจนมั่วไปหมด

ผมรักเบลมาก นั่นคือความจริง

แต่ถึงผมจะคิดว่ารักมากมายขนาดไหน ตัวผมที่ย้อนเวลากลับไปก็ยังสร้างความเจ็บปวดให้เบลอยู่ดี ผมรักคนอื่นไปแล้วจริงๆเหรอ ?

ไอ้พี่ดินแดนคนนั้น…

มีผลกับหัวใจของผมมากมายขนาดนี้เลยเหรอวะ ?



⇤  BEGIN AGAIN  ⇥



“ปอ..วันนี้มึงว่างป่ะวะ?” ผมกรอกเสียงลงไปทันทีที่มีคนรับสาย ไอ้ปอมันตอบรับก่อนจะบอกว่ากำลังขับรถมาทำธุระให้แม่แถวๆบ้านผมพอดี ไอ้ป่านก็อยู่ด้วย จังหวะโคตรเหมาะ

“เออ งั้นก็แวะมาบ้านกูหน่อยดิ่” 

“อือ เจอกัน” ผมวางสาย อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงพวกมันคงมาถึง มีหลายอย่างที่ผมอยากจะถามอยากจะระบาย ถึงจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้พวกมันฟังไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าเก็บไว้คนเดียวอ่ะ ท่านเทวดาก็ไม่รู้หายหัวไปไหน เอาผมมาทิ้งไว้แล้วก็หายตัวเงียบจ้อย

เออ ผมจำได้ว่าท่านจะบอกว่าคงไม่ได้เจอกันซักพัก แต่ไอ้ซักพักของเทวดานี่มันนานขนาดไหนวะเนี่ย ผมใกล้จะอกแตกตายอยู่แล้วนะท่าน!

“เมื่อไหร่จะโผล่มาซักทีเนี่ยยย” ผมตะโกนออกไปกับฟ้ากับอากาศ หวังว่าท่านเทวดาคนดีของผมจะได้ยินบ้าง และอยู่ๆไม่ถึงนาทีประตูห้องผมก็เปิดผลั่วะออกอย่างแรง

“ว่าไงคุณชาย ม๊าบอกข้าวปลาไม่ลงไปแดก” คำทักทายแรกจากแฝดนรกผู้บุกรุก มาถึงมันก็ทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนแบบไม่มีคำว่าเกรงใจเจ้าของห้องอย่างผมเลยซักนิด

“กูไม่หิว” ผมตอบเนือยๆ อยู่ๆไอ้ปอมันก็เด้งตัวลุกขึ้นมาลากเก้าอี้ผมไปจนหัวเข่าผมชนกับเข่ามันที่ทิ้งตัวนั่งลงบนที่นอน

“โกหก” ไอ้ปอมันว่าก่อนที่ไอ้ป่านจะแทรกหัวเข้ามาใต้รักแร้พี่มันแล้วยื่นมือมาอุ้มเจ้าก้อนกลมออกไปจากตักผม

“คอตตอนมาเล่นกับพี่ป่านดีกว่า” มันว่างั้นน่ะ

“เฮ้อออ” ผมถอนหายใจ ตอนนี้ไอ้ปอมันทำท่าคุกคามผมเต็มที่ มันยื่นมือทั้งสองข้างมาจับที่วางแขนเก้าอี้ของผมเอาไว้ กลายเป็นว่าตอนนี้ผมหนีมันไปไหนไม่ได้เลย

“มึง… กูคุยกับเบลครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่วะ?” ผมถามในสิ่งที่อยากรู้ ไอ้ปอมันเบะปากทำท่างงๆ แต่ก็ยอมตอบออกมา

“เมื่องานคณะมั้ง ที่กูเห็นอ่ะนะ”

“แล้วกูคุยอะไรมึงรู้ป่ะ?”

“เอ้า คุยเองเสือกมาถามกู แล้วเป็นห่าอะไรขึ้นมาอีกอ่ะ?”

“ตอบมาเหอะน่า” ผมเผลอเสียงดังอย่างไม่ได้ตั้งใจ ไอ้ปอมันขมวดคิ้วใส่

“เออ ขอโทษ”

“ก็ทักทายปกติ ไม่ได้คุยอะไรเป็นเรื่องเป็นราว”

“เหรอ..”

“มีอะไรหรือเปล่า ?” ไอ้ปอถาม ผมส่ายหน้าก่อนจะพูดต่อ

“วันนี้กูเจอเบลที่คอนโดตอนไปรับคอตตอน”

“อ่าหะ แล้ว?”

“ก็ไม่มีอะไร ทักทายกัน...ปกติ” ผมพยามบังคับเสียงตัวเองให้เรียบๆ ไอ้ปอทำหน้าเหมือนประเมินผมอยู่แปบนึงก่อนที่มันจะผละตัวออกไปทิ้งลงตัวลงนอนข้างๆไอ้ป่านแล้วแย่งเจ้าก้อนกลมออกจากมือไอ้ป่าน

“แล้วพ่อมันกลับเมื่อไหร่?”

“วันศุกร์หน้ามั้ง” ผมตอบเพราะรู้ว่าไอ้ป่านมันคงจะหมายถึงไอ้เจ้าของแมวก้อนกลมนั่น

“แลดูไม่งอแง” สิ่งที่ไอ้ป่านพูดทำเอาผมขมวดคิ้ว หมายถึงใครวะ แมว ?

“ก็กูรับมาอยู่ด้วยแล้วนี่ไง” จบประโยค ไอ้แฝดมันหันหน้ามองกันก่อนจะทำหน้าเหมือนเอือมความโง่

“มึงน่ะ”

“พ่องสิ” ผมขว้างหมอนใส่หน้ามันก่อนจะขึ้นไปนอนเบียดกับพวกแม่งอีกคนบนเตียง นอนมองมันสองพี่น้องเล่นแมวไปเงียบๆแต่ก็อดไม่ได้ที่จะเปรยคำถามออกมาเบาๆ

“มึงว่า พี่มัน...เป็นยังไงวะ?”

“คือ ?”

“ก็...เป็นคนยังไง อะไรแบบเนี้ยะ” อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากรู้จริงๆ ก็เพราะคนรอบตัวผมดูเหมือนจะสนิทสนมชอบพอกับพี่มันพอตัว ไม่เว้นแม้กระทั่งป๊ากับม๊า

“มึงเป็นอะไรตัง ช่วงนี้มึงดูแปลกๆนะ”

“ก็...เปล่า”

“ก็ดูมึงถามดิ่ มึงคบกับพี่แดนมาจะ 2 ปีแล้วนะ มันเป็นคำถามที่ต้องเอามาถามพวกกูตอนนี้เหรอ?” ไอ้ป่านมันทำหน้าไม่เข้าใจ

“ไม่ว่ามึงคิดจะทำอะไรนะตัง” ไอ้ปอมันเกริ่นประโยคด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่ผมกับไอ้ป่านก็เงียบเพื่อรอฟัง

“อย่าลืมว่ามึงกับพี่แดนต้องผ่านอะไรมาบ้าง มันยากแค่ไหนกว่าจะมาถึงจุดนี้”

“และ...ถ้าถามกูว่าพี่มันเป็นคนยังไง กูบอกได้เลยว่าพี่มันเป็นผู้ชายในแบบที่กูไม่คิดจะเอาชนะ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม” 

ผมปล่อยให้เวลาผ่านไปกับการนอนมองเพดานเงียบๆ ปล่อยให้ไอ้สองแฝดมันนอนเล่นเกมส์ของมันไป ตอนนี้เจ้าคอตตอนย้ายมานอนขดอยู่ข้างตัวผมแล้ว สงสัยจะรำคาญเสียงเกมส์ในมือถือของไอ้แฝดนรกนั่น

“ไปกินข้าวกันเถอะ” ผมดีดตัวขึ้นมานั่งโดยที่เจ้าก้อนกลมก็ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจไปด้วย ผมหยุดคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มันวุ่นวายอยู่ในสมอง มีเวลาอีกเกือบอาทิตย์ที่จะคิดทบทวนทุกอย่างก่อนที่พี่มันจะกลับมา ฉะนั้นตอนนี้ผมควรจะทำในสิ่งที่ควรทำก่อนนั่นก็คือการให้อาหารแมวนั่นเอง

“กูก็นึกว่าเรียกกู” ไอ้ป่านมันเด้งตัวตามมา แต่ตามันก็ยังจ้องที่จอมือถือ

“หิวก็ลงไปแดกสิ” ผมพูดแบบไม่อยากจะใส่ใจมันเท่าไหร่ก่อนจะเทอาหารเม็ดลงในชามของเจ้าแมวเห็นแก่กิน

“อีกสิบนาที” มันพูดกับหน้าจอมือถืออีกครั้ง ผมส่ายหน้าก่อนจะลุกเดินออกไปเปิดประตูระเบียงโดยมีเจ้าก้อนกลมวิ่งตามมาติดๆ

พอวางชามลงหัวกลมๆก็มุดลงในชามแทบจะทันที มันตลกอ่ะ หัวกลมๆนั่นมันใหญ่กว่าชามข้าวซะอีกนะ ผมล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปเอาไว้ ชั่งใจอยู่ครู่นึงก่อนที่จะเปิดไลน์แล้วส่งภาพไปให้เจ้าของมันดู

‘กินข้าวอยู่’

ผมพิมพ์ข้อความไปสั้นๆ พอมันขึ้นว่าถูกอ่านไม่ถึงสิบวินาทีด้วยซ้ำก็มีวีดีโอคอลกลับมาแทนที่จะเป็นข้อความตอบกลับแบบปกติ

“ว่าไงพี่?”

“แล้วคนล่ะกินข้าวหรือยัง?” พี่มันหรี่ตาใส่ผมเหมือนจับผิด แต่มุมปากก็จุดรอยยิ้มเล็กๆ แม่งใครไปบอกมันอีกล่ะ

“ยังไม่หิว”

“หวัดดีครับพี่แดน” ไอ้ปอที่เดินตามออกมาทิ้งตัวลงนั่งข้างๆผมก่อนจะเสนอหน้าเข้ามาในกล้องบ้าง

“อ่าวปอ” พี่มันทัก จะว่าไปพี่มันแยกไอ้ปอกับไอ้ป่านออกด้วยเหรอวะเนี่ย?

“แม่นเหมือนเดิมนะพี่” ไอ้ปอมันหัวเราะ ก่อนจะเฟดตัวเองออกจากกล้องให้ผมได้คุยกับพี่มันต่อ

“ไปกินข้าวได้แล้ว” พี่มันไล่ แต่ก็ยังไม่ยอมวางสาย เพิ่งสังเกตุว่าหน้าพี่มันดูแปลกตาไปนิดหน่อย มันผอมลง...ใช่ไหมนะ?

“แล้วพี่อ่ะกินยัง?”

“ก็...ยังครับ” ว่าแล้ว เดาจากรีแอคชั่นได้ไม่ผิดเลย

“ว่าแต่คนอื่น” ผมพึมพำบอก ได้ยินเสียงไอ้ปอมันหัวเราะเบาๆในลำคอก่อนจะเดินเลี่ยงกลับเข้าไปในห้อง

“แม่บ่นคิดถึงนะ”

“เปลี่ยนเรื่อง” ผมว่าไอ้คนที่ยกยิ้มมุมปาก

“ก็เดี๋ยวกำลังจะไปกิน แต่รอพี่ธารก่อน” นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมต้องหาคำตอบใช่ไหม พี่ธารคือใครวะ

“ว่าพี่เปลี่ยนเรื่อง แล้วตังล่ะ ทุ่มกว่านี่เลยเวลากินข้าวของป๊ามานานแล้วนะ” ใช่ครับ คือบ้านผมมีกฏอยู่ว่าถ้าอยู่กันพร้อมหน้าคือต้องกินข้าวพร้อมกันตอน6โมงครึ่งซึ่งเป็นเวลาที่ป๊าเป็นคนกำหนด

“ก็บอกแล้วนี่ว่ายังไม่หิว”

“งั้นก็หิวได้แล้ว”

“เอ้า หิวไม่หิวมันสั่งกะเพาะได้ด้วยเหรอวะพี่?”

“หึหึ” ปลายสายหัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะหันหลังกลับไปที่หน้าประตูห้องที่ผมได้ยินแว่วๆเหมือนว่ามีคนกำลังเคาะมันอยู่แล้วตะโกนโต้ตอบออกไป

“เดี๋ยวแดนลงไปครับ”

“ไปเลย” ผมบอก

“ไล่พี่เหรอครับที่รัก” ผมแทบจะสำลักอากาศตาย มุมปากบางมันยักยิ้มซุกซนจนผมล่ะล่ำละลักจนด่าไม่ออก

“เออ!” ได้แต่กระแทกเสียงใส่ก่อนจะกดวางทันทีอย่างไม่ต้องรีรอ

ก็แบบนี้ไงผมถึงไม่อยากจะคุยกับพี่มัน แม่งคุยกันทีไรหยอดกูเป็นกระปุกเลยไอ้ห่านี่!

ผมหัว(หน้า)ร้อนเดินกลับเข้าไปในห้อง ไอ้แฝดนรกก็ยังนอนหงายท้องแอ้งแม้งเล่นโทรศัพท์ไม่ยอมเลิก

“พวกมึงก็ลุกสิ กูหิวแล้วไอ้สัด”

“อ้าว เมื่อกี้ใครนะบอกไม่หิว”

“ก็ตอนนี้เค้าหิวแล้วนี่ที่รัก” สิ้นเสียงไอ้ปอผมที่เดินนำหน้าเลยหยุดชะงักกึกก่อนจะหันไปตาเขียวใส่ไอ้แฝดที่มันอมยิ้มกรุ่มกริ่ม

“ที่รักพ่องสิ!”




xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

มาต่อแล้วค่าา ดึกไปหน่อยขอโทษนะคะ :hao5: 
ขอบคุณคุณมากๆที่กดเข้ามาอ่าน ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นต์ด้วย ฝากติดตามกันต่อไปจนจบด้วยนะคะ :pig4:
เจอกันตอนหน้าวันศุกร์ที่ 14 กันยา ฝากติดตามกันด้วยนะ!  :กอด1:
Twitter : @B2YFICTION
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-09-2018 15:45:13 โดย B2Fictions »

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3391
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

อยากรู้เหตุการณ์ตอนวาร์ป

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 930
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0
ขอบคุณครับ กด +1 ให้นะครับ :a9:

ออฟไลน์ B2Fictions

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Begin Again ที่เก่าเวลาเดิม แต่….
#12


เมื่อวานวันพุธ งั้นวันนี้ก็ต้องเป็นวันพฤหัส และพรุ่งนี้ก็คือวันศุกร์ พี่มันจะกลับมาแล้วโว้ยยยย!!

ไอ้ที่บอกจะคิดทบทวนห่าเหวอะไรนั่นบอกตามตรงว่าไม่ได้คิดอะไรเลย 4-5วันที่ผ่านมา นอกจากจะแบกสมองกลวงๆไปสอบไฟนอล (พอกลับมาอยู่ปี3แล้วทำไมต้องกลับมาโง่เหมือนเดิมด้วยวะ บ้าบอที่สุด!) กลับบ้านก็เอาแต่นัวเนียอยู่กับเจ้าก้อนกลมตลอด ก็มีบ้างที่พี่มันวีดีโอคอลมาหา จะว่าบ้าง ก็วันละครั้งก่อนนอน เขาเรียกว่าบ้างป่ะวะ เออ ก็นั่นแหละ แต่ไม่ต้องถามว่าคุยอะไรกันนะ แม่งหาเนื้อหาสาระอะไรไม่ได้หรอก แต่ก็บ้าบอมากที่แม่งกินเวลาเป็นชั่วโมงๆทุกทีสิน่า!

ส่วนเรื่องของเบล ตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่ได้เจอกับเบลอีกเลย ได้เจอแค่ลูกน้ำกับแตงครั้งนึงที่โรงอาหารกลาง ผมยิ้มทักทายไปซึ่งสองสาวก็ยิ้มตอบกลับมาแบบปกติ มันทำให้นึกย้อนไปตอนที่เจอกับเบลวันนั้น มาคิดแบบไตร่ตรองดูอีกที น้ำเสียงของเบลที่พูดกับผมมันดูไม่ได้แฝงความรู้สึกใดๆ เหมือนคนที่รู้จักกันทักทายกันตามปกติมากกว่า และนั่นมันก็ทำให้ผมคิดอะไรบางอย่างได้

บางอย่างที่บอกผมว่า เวลาจะเยียวยาทุกสิ่งเอง ในตอนนี้ ผมกับเบลจบกันไปแล้ว และนี่มันเป็นความจริงที่ผมต้องยอมรับให้ได้ จริงๆเหรอวะ ?

แต่ ต้องไม่ใช่ดิ่!

ไม่งั้นมันจะมีประโยชน์อะไรที่ผมต้องมาเจอเรื่องบ้าๆอะไรแบบนี้ด้วยล่ะวะ!

“เฮ้ออออ” ถอนหายใจรอบที่สองล้านแปด ใครไม่รู้บอกว่าการถอนหายใจจะทำให้อายุสั้นลง เออ กูคงจะอยู่ได้อีกไม่ถึง 3 เดือนแล้วละมั้ง

“เฮ้ออ” นั่นไง เอาอีกแล้วกู ตายเร็วเข้าไปทุกทีๆ

ผมอุ้มเจ้าก้อนกลมที่นอนขดอยู่ข้างๆขึ้นมาวางบนพุงแล้วกอดเอาไว้ มันก็ไม่ได้ขัดขืนอะไรแค่ซบหน้าลงกับอุ้งเท้าอวบๆแล้วหลับต่อ

ทำไมวันนี้กูรู้สึกว่างจังวะ มองไปที่นาฬิกามันก็บอกว่าตอนนี้4ทุ่มกว่าแล้ว กำลังจะถอนหายใจก็นึกขึ้นมาได้ว่าเดี๋ยวอายุสั้นเลยยั้งเอาไว้ก่อน เกือบไปละ

ผมหยิบไอโฟนขึ้นมาปลดล็อคอีกครั้งก็ไม่ได้มีแจ้งเตือนอะไรที่รู้สึกว่าสำคัญซักอย่าง ก็แล้วทำไมพี่มันไม่โทรมาซะทีวะ…

“บ้าบอ” ผมสบถใส่ความคิดตัวเองก่อนจะเอามือโขกหัวตัวเองแรงๆ ว่างจัดมั้งกูถึงได้ฟุ้งซ่านขนาดนี้

ผมมองหน้าจอก่อนที่มือจะกดเข้าไปในไลน์ ข้อความของคนที่มักจะอยู่บนสุดเป็นอันดับหนึ่งตอนนี้หล่นไปอยู่ที่สามต่อจากของไลน์กลุ่มปี3ที่กำลังชวนกันออกเที่ยวเพราะวันนี้เป็นวันสอบวันสุดท้าย ถ้าถามว่าทำไมผมถึงไม่ไปกับเขาน่ะเหรอ บอกตามตรงตั้งแต่ย้อนเวลากลับไปจนวาร์ปกลับมาตอนนี้ ผมไม่รู้สึกสนิทใจกับใครเลยนอกจากไอ้ปอกับไอ้ป่าน คือแบบ ไม่รู้ดิ่มันแปลกๆ
 
ผมเลือกที่จะจิ้มนิ้วลงไปที่ช่องข้อความของพี่มันก่อนจะชะงักนิ้วที่กำลังจะกดโทรออกไปและเลือกที่จะปิดแอปและล็อคหน้าจออีกครั้งก่อนจะโยนมันไว้ใกล้ๆตัว

“ช่างแม่งดิ่วะ”   



“อื้อ” ความอึดอัดเรียกให้ผมต้องครางในลำคออย่างรำคาญ จะขยับตัวหนีก็ขยับไม่ได้

“อื้อออออ” ผมดิ้นแรงขึ้น คราวนี้มันได้ผล อะไรซักอย่างที่รัดเอวผมไว้คลายออกทันทีพร้อมกับเสียงงึมงำอะไรบางอย่างทำให้ผมค่อยๆปรือตาขึ้นดู ยังไม่ทันโฟกัสอะไรตรงหน้าได้ฝ่ามืออุ่นๆก็ขยี้ลงบนหัวผมเบาๆซะก่อน

“เด็กขี้เซา” เสียงพูดกลั้วขำเบาๆบอกออกมาแบบนั้น ถึงจะยังง่วงๆเบลอๆก็จำได้แหละว่าใคร

“อย่ากวนดิ่วะ คนจะนอน” ผมปัดมือมันออกก่อนจะพลิกตัวนอนหันหลังให้

‘ปุ๊บ’

“อื้อออ” คราวนี้เป็นอุ้งตีนแมว เออ เต็มๆหน้าเลย ผมลืมตาโพล่งก่อนจะดีดตัวขึ้นนั่ง เจ้าก้อนกลมมันเงยหน้ามองผมตาแป๋ว เสียงหัวเราะหึหึจากข้างหลังทำให้ผมต้องหันไปเหวี่ยงค้อนใส่อย่างนึกโมโห แม่งกวนประสาททั้งคนทั้งแมว

“พี่แม่ง!” ผมสบถ พี่มันไม่ได้พูดอะไรได้แต่ส่ายหัวยิ้มๆ แต่กูไม่ขำเว่ย กูง่วง!

“ออกไปเลยไป” ผมบอกอีกแต่พี่มันเงียบ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันน้อยๆ ดวงตาคมนั่นทำผมเดาอารมณ์มันไม่ออก ตอนนี้สติผมเริ่มมา เริ่มตื่นเต็มตา ก็มันเงียบแบบนี้ผมก็เริ่มหวาดระแวงไง

“พี่ แดน….” ผมเรียกเสียงอ่อย และมันก็ทำให้คนเงียบยกยิ้มน้อยๆ ไม่ทันที่ผมจะได้ตั้งตัวทัน ใบหน้าคมนั่นก็เคลื่อนเข้ามาใกล้ก่อนที่ปลายจมูกโด่งรั้นจะฝังลงที่แก้มผมแรงๆจนตัวเอียง

“มอร์นิ่งครับ”

ไอ้เชี่ยยยยยยยยยยยย

ผมได้แต่ตาค้างสมองตายทำอะไรไม่ถูก ไอ้คนที่กระทำการอุกอาจมันยิ้มก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงแล้วยีหัวผมแรงๆเหมือนหมั่นเขี้ยวอะไรแบบนั้น

“รีบตามลงมานะ คอตตอน come on”

และไอ้ก้อนกลมสีเทาก็กระโดดลงจากเตียงแล้วเดินหางตั้งตามเจ้าของมันไป ทิ้งไว้แต่กูเนี่ยที่ยังเก็บสติตัวเองไม่ครบ

ฉิบหาย หัวใจกูนี่ก็อะไร เต้นแรงจนแทบจะวายตายแล้วโว้ยยยยยยยยยย 




“วันนี้ตื่นเช้านะคะลูกชาย” ม๊าทักเมื่อผมเดินมาถึงโต๊ะกินข้าวที่ตอนนี้เหมือนจะเป็นสภากาแฟตอนเช้าอยู่ ป๊ากับไอ้ตัวโย่งนั่นกำลังคุยอะไรกันซักอย่าง ในมือพี่มันถือไอแพดอยู่แล้วป๊าก็กำลังมองอะไรจากในนั้น

“คนบ้ามันกวน” ผมพึมพำ แต่สิ่งที่ได้รับจากม๊าคือการถูกตีแขนเบาๆหนึ่งที

“พี่แป้ง ตังขอกาแฟเข้มๆเลยนะ” ผมยู่หน้าใส่ม๊าก่อนจะหันไปบอกกับพี่แป้งที่เดินออกจากครัวมาที่โต๊ะพอดี

“ได้ค่ะน้องตัง”

“ขอขนมปังด้วย” ผมบอกต่อ พี่แป้งยิ้มรับแต่ไม่ได้พูดอะไร ซักพักก็เดินออกมาพร้อมกับถาดที่มีแก้วกาแฟและจานอาหารเช้ามาวางไว้ข้างหน้าผมก่อนจะพยัดเพยิดไปทางไอ้พี่แดนแล้วอมยิ้มน้อยๆ แซนด์วิชอโวคาโดกับแซลม่อนรมควันท๊อปปิ้งด้วยไข่ดาว ไม่ต้องบอกก็รู้ใช่ป่ะล่ะว่าฝีมือใคร แม่งบินไฟล์ทไหนวะถึงมาบ้านผมได้เช้าขนาดนี้

“ป๊า ม๊าอยากไปดูสวนแล้วค่ะ” ม๊าหันไปสะกิดป๊าก่อนจะพากันเดินเลี่ยงออกไปทางสวนบอนไซข้างบ้าน ทิ้งไว้แค่ผมกับไอ้ตัวโย่งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะกัน

“อยากไปไหนไหม?” พี่มันถาม ผมส่ายหน้าก่อนจะเป็นฝ่ายถามมันบ้าง

“พี่ไม่ง่วงเหรอวะ?”

“นอนมาเต็มที่แล้ว”

“บ้าละ นี่มันเพิ่ง8โมงเช้าเองนะเว่ย” ผมบอกก่อนที่จะฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้

“พี่มาเมื่อไหร่?”

“เมื่อคืนนี้” พี่มันตอบ ถึงว่ามันไม่โทรมาหาผม แต่เดี๋ยวนะ ถึงยังไงก่อนขึ้นเครื่องมันก็โทรได้นี่หว่า

“แล้วทำไม..” เกือบจะถามแต่ก็ยั้งปากทัน พี่มันเลิกคิ้วเหมือนจะบอกผมว่ากำลังรอฟังผมเลยเลือกที่จะส่ายหน้าแล้วยกกาแฟขึ้นซดแทน

สรุปกินอาหารเช้าเสร็จผมก็ไปนอนเกยตื้นดูทีวีอยู่ที่ห้องนั่งเล่นโดยมีผู้ติดตามชีวิตตั้งแต่ตื่นนอนวันนี้มันนั่งเหยียดขายาวๆอยู่ข้างๆ เพิ่งสังเกตุว่าวันนี้พี่มันใส่เสื้อเชิ๊ตแขนยาวแต่พับแขนไว้ตรงข้อศอก โห้อากาศร้อนปานนี้เนอะ


อยู่ๆสายตาคมก็ทอดมองกลับมาจนผมที่กำลังแอบมองมันอยู่หลบสายตาไม่ทัน รอยยิ้มน้อยๆผุดขึ้นที่ริมฝีปากบางจนผมต้องยู่หน้าใส่แล้วหันไปมองจอทีวีเหมือนเดิม แต่ฝ่ามือกว้างๆนั่นก็ตามลงมาคุกคามผมจนได้

พี่มันขยี้มือเบาๆที่หัวก่อนจะค่อยๆเลื่อนมาที่ข้างแก้มจนถึงริมฝีปาก ปลายนิ้วอุ่นคลึงไปมาเบาๆ ความรู้สึกวาบหวามในอกทำให้ผมหายใจไม่สะดวก ใบหน้าคมก้มลงมาใกล้โดยที่ดวงตาคู่นั้นยังคงจับจ้อง เหมือนผมกำลังต้องมนต์อะไรบางอย่าง มันไม่สามารถหลบสายตาหรือขยับตัวไปไหนได้อีก เสี้ยววินนาทีนั้น….

‘ตึ่ก’
‘ตึ่ก’
‘ตึ่ก’


“เห้ยย” ผมผลักหน้าอกของพี่มันด้วยสองมือเมื่อเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ดังขึ้นดึงสติผมกลับมา พี่มันถอยหลังกลับไปก่อนจะยกฝ่ามือขึ้นลูบหน้าตัวเองในขณะที่ผมดีดตัวขึ้นยืนตัวตรง

“ฮะ ฮะโหล” ผมกรอกเสียงลงไปแบบไม่ทันดูด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนโทรมา สองขาก็ก้าวเดินออกไปเรื่อยๆโดยที่ไม่รู้จุดหมายว่าจะเดินไปไหน

‘น้องตังก่ะ นี่แม่นะลูก’ สำเนียงแปลกหูทำให้ผมชะงักฝีเท้าก่อนจะเอาโทรศัพท์ออกจากหูเพื่อดูหน้าจอ ผมเมมไว้ว่าแม่เอื้อง ตอนนี้ก็พอจะเดาได้แล้วครับว่าใคร

“สวัสดีครับแม่”

‘ตอนนี้อ้ายแดนอยู่กับน้องตังแล้วแม่นก่อ’

“ครับ”

‘แบบนี้แม่กะเบาใจ๋ เจ็บตั๋วอยู่แต้ๆก็ยังจะดื้อ ห้ามอะหยังบ่าเกยได้เลยลูกคนนี้’

“แม่หมายความว่ายังไงครับ?” ผมย้อนถาม ถึงจะฟังไม่ค่อยออกแต่ก็พอเข้าใจว่าพี่มันต้องเป็นอะไรซักอย่าง

‘ท่าจะยังบ่ายอมบอกน้องตังเตื่อนิ’

แม่เอื้องถอนหายใจเบาๆก่อนจะเล่าให้ผมฟังเรื่องที่คนงานทำไม้ที่วางขัดนั่งร้านร่วงลงมาฟาดที่ต้นแขนซ้ายพี่มันอย่างแรง เสี้ยนไม้ขูดจนเสื้อขาดแขนถลอกช้ำเลือดเป็นทางยาว อักเสบจนไข้ขึ้น ปล่อยให้อยู่โรงพยาบาลคนเดียวแค่พักเดียวพอคนงานที่บ้านไปถึงก็หายตัวจ้อย

‘โทรมาหาแม่แหมกำก่ะอยู่ตี่สนามบินแล้ว’

ผมได้แต่เงียบเพราะไม่รู้ว่าจะตอบโต้ออกไปยังไง ทำไมแม่งถึงได้บ้าบิ่นขนาดนี้วะ

‘แม่ฝากน้องตังผ่ออ้ายแดนหื้อแม่ตวยเน่อ หยิกหื้อแม่ซักกำตวยกะดี’

พูดจบคุณแม่ก็วางสายไปปล่อยให้ผมยืนกำโทรศัพท์อยู่เงียบๆคนเดียว สิ่งที่ได้ฟังทำให้ผมลำดับเหตุการณ์ได้หลายๆอย่าง อยู่ๆก็หงุดหงิดอยากจะโมโหขึ้นมาซะอย่างนั้น เดินกลับไปที่ห้องนั่งเล่นก็เห็นไอ้คนทำตัวน่าหงุดหงิดนั่งเอนหลังดูทีวีอยู่เงียบๆ

“พี่แดน”

“ครับ?” มันตอบรับ ประเมินดูแล้วเหมือนมันจะพอเดาได้แล้วว่าผมคุยโทรศัพท์กับใคร

“มึงคิดว่าตัวเองเป็นกัปตันอเมริกาเหรอ?”

แต่พี่มันเงียบไม่ตอบ

“เป็นใบ้เหรอวะ?” ผมผลักหน้าอกมันเมื่อมันกำลังเดินเข้ามาใกล้ แล้วก็ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกโกรธมันมากขนาดนี้กก็ไม่รู้เหมือนกัน

“เก่งนักเหรอ” ผมผลักพี่มันออกอีกครั้งแต่ก็ต้องหยุดเมื่อถูกรวบตัวเข้าไปกอดเอาไว้แน่น และแค่ผมขยับตัวดิ้นนิดเดียวพี่มันก็เบ้หน้าด้วยความเจ็บ ใช่ เพราะมันเจ็บผมถึงต้องยอมให้มันกอดนิ่งๆถึงแม้อารมณ์ตอนนี้อยากจะผลักมันออกไปให้พ้นขนาดไหนก็ตาม

“กินยาแล้วครับ เดี๋ยวก็หาย” พี่มันพึมพำอยู่ข้างหู เสียงทุ้มๆนั่นทำให้ผมเม้นปากแน่น 

“มึงมันบ้า” ผมสบถด่ากับแผ่นอกหนาๆนั่น ไม่มีคำโต้แย้งอะไรกลับมามีเพียงเสียงหัวเราะเบาๆในลำคอและความอุ่นชื้นจากปลายจมูกโด่งรั้นที่กดลงมาข้างขมับเท่านั้น



⇤  BEGIN AGAIN  ⇥




“กุญแจ” ผมยื่นมือไปตรงหน้าพี่มันหลังจากที่อยู่กินข้าวเย็นกับป๊าม๊าเรียบร้อยแล้ว วันนี้ผมตัดสินใจจะกลับไปคอนโดกับไอ้คนที่มันอวดเก่งไม่ยอมพกยามาด้วย ไม่ได้พิสวาทอะไรมันหรอกนะ แค่เวทนามันต่างหาก

“เร็วๆ” ผมเร่งเมื่อพี่มันเอาแต่อมยิ้มจนต้องจิ๊ปากใส่มันถึงได้ล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบออกมาให้ ทำเป็นลีลา เดี๋ยวก็เหนี่ยวแม่งซะเลยนี่

แต่แม่ง การขับรถออกจากบ้านในช่วงเย็นวันเสาร์นี่เป็นอะไรที่โคตรคิดผิด ถ้ารถจะติดขนาดนี้เดี๋ยวกูก็จอดทิ้งไว้ตรงนี้แม่งซะหรอก ผมเอนหลังพิงลงไปกับเบาะ หันหน้าไปมองคนข้างๆที่เงียบไปพักใหญ่ เอ้า แม่งหลับเฉยเลย แบบนี้ก็ได้เหรอวะ

“พี่…” ผมเอ่ยปากเบาๆก่อนจะตัดใจไม่เรียกมันอีก พอคิดดูแล้วเรียกไปก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับพี่มันอยู่ดีก็เลยทัชหน้าจอเครื่องเสียงแล้วกดฟังเพลงแทน อืมมม มีแต่ Ed Sheeran ไม่ใช่แนวผมเลยอ่ะ แต่จะว่าไปก็เพิ่งรู้นะว่าพี่มันชอบฟังเพลงแนวนี้

ขับเข้ามาถึงลานจอดรถของคอนโดพี่มันก็ยังไม่มีวี่แววจะตื่น ผมดับเครื่องก่อนจะเขย่าที่ไหล่ขวามันเบาๆ

“พี่”

“พี่แดน”

“อื้อ” พี่มันค่อยๆปรือตาขึ้นมามอง อะไรจะหลับลึกปานนั้นวะ

“ถึงแล้ว” ผมบอก มันพยักหน้ารับแต่ไม่ได้พูดอะไร ท่าทางมันดูเพลียๆเหมือนไปตากแดดแบกกระสอบข้าวสารมาครึ่งวันอะไรแบบนั้น

“พี่เดินไปก่อนเลย เดี๋ยวผมเอาคอตตอนไปเอง” ก็ไม่รู้มันฟังหรือเปล่าแต่ผมก็เปิดประตูรถลงไปจัดแจงกระเป๋าใส่สัตว์เลี้ยงที่มีเจ้าก้อนกลมนอนขดตัวเงียบอยู่ในนั้น พอเงยหน้าออกจากรถก็เห็นพี่มันยืนพิงกระโปรงรถอยู่

“พี่โอเคป่ะเนี่ย”

“โอเค” มันตอบก่อนจะเด้งตัวออกมาแล้วเดินนำเข้าไปในตัวตึก เออปกติพี่มันเป็นคนพูดน้อยก็เข้าใจ แต่ตอนนี้มันยิ่งน้อยกว่าปกติ ผมว่าจริงๆมันไม่โอเคแล้วล่ะ


รอลิฟท์ไม่นานก็มาถึงห้องซะที ผมปล่อยเจ้าคอตตอนออกจากกระเป๋าเป็นอย่างแรก ออกมาได้ก็บิดขี้เกียจซะยกใหญ่ก่อนที่มันจะเดินไปคลอเคลียเจ้าของมันที่นั่งอยู่ที่โซฟา ผมจัดแจงเดินไปเปิดไฟเปิดแอร์ในห้องนอนก่อนจะเดินกลับออกมาที่ห้องนั่งเล่นอีกครั้ง พี่มันยังนั่งหลับตาพิงพนักโซฟาอยู่เหมือนเดิม

“เชี่ยยย” ผมอุทานออกมาเมื่ออิงหลังมือไปบนหน้าผากของคนที่นั่งอยู่ มันร้อนมาก ร้อนจนต้องมือออกด้วยความตกใจ

“ยาอยู่ไหนวะ” ผมพึมพำพลางหันรีหันขวางแต่อยู่ๆฝ่ามือร้อนๆของพี่มันก็คว้ามือผมเอาไว้

“บนโต๊ะในห้อง”

ผมพยักหน้าก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องอีกครั้ง ไม่ลืมแวะหยิบขวดน้ำจากในครัวติดมือออกมาด้วย

“ขอบคุณนะครับ” พี่มันยิ้มเนือยๆ ก่อนจะพูดต่อแบบคนอวดเก่งอ่ะ

“ตังไปอาบน้ำเถอะ พี่โอเค”

ผมยืนมองพี่มันนิ่งๆก่อนจะตัดสินใจทิ้งตัวลงนั่งข้างๆแล้วแย่งถุงยามาไว้ที่ตัวเอง

“อยู่เฉยๆ” ผมออกคำสั่ง และก็ดีที่พี่มันก็ยอมทำตามโดยดี

ผมขยับตัวลงไปยืนเข่าที่พื้นหน้าโซฟาก่อนจะปลดกระดุมเสื้อเชิ๊ตสีน้ำเงินเข้มที่พี่มันใส่อยู่ออก อยากจะสบถหยาบๆใส่หน้าแม่งว่ะ มึงไปเอาเวลาที่ไหนออกกำลังกายวะซิกแพคมึงถึงได้แน่นขนาดนี้ โว้ยยย แต่พอแกะผ้าพันแผลที่มีรอยเลือดซึมนั่นออกแผลบวมช้ำก็ทำให้ผมต้องเม้มปากแล้วเบือนหน้าหนีนิดหน่อย คือแค่เห็นมันก็เจ็บแล้วอ่ะ

“ซี้ด..”

เสียงสูดลมหายใจของพี่มันทำให้ผมหยุดมือ ฟันซี่คมกัดอยู่ที่ริมฝีปากแน่นเพื่อระงับความเจ็บ อยากจะสมน้ำหน้าที่แม่งเสือกดื้อหนีกลับมา แต่พอเห็นสีหน้าพี่มันตอนนี้แล้ว…

“อีกแปบเดียว จะเสร็จแล้ว” ผมบอกมันเสียงเบาและค่อยๆป้ายยาลงไปอีกครั้งแล้วพันด้วยผ้าพันแผลทับลงไปก่อนจะผละออกไปล้างมือ พี่มันลุกขึ้นจากโซฟาไอ้เจ้าแมวก้อนกลมนั่นก็ลุกขึ้นตามก่อนจะพากันเดินเข้าไปที่ห้อง เห็นแบบนั้นผมก็เลยตัดสินใจไปอาบน้ำก่อนเลยดีกว่า

“พี่แดน” ผมส่งเสียงเรียกเมื่อในห้องมันเงียบเชียบ อดส่ายหัวกับสภาพพี่แม่งไม่ได้ อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ยามั้งมันถึงได้หลับไม่รู้เรื่องแบบนี้ พี่มันนอนตะแคงข้างเอาด้านที่เจ็บไว้ด้านบน ในอ้อมกอดมีเจ้าก้อนกลมๆซุกอยู่ด้วย ชิ รักกันจนน่าหมั่นไส้

“พี่ ลุกขึ้นมาใส่เสื้อก่อน” ผมเขย่าแขนมันเบาๆ ก็เข้าใจว่ามันหลับไปแแล้ว แต่มันจะมานอนเปลือยท่อนบนแบบนี้ไม่ได้ไง อย่างน้อยมันควรจะเกรงใจไข้ที่ขึ้นสูงของมันด้วยดิ่

“พี่แดน” พี่มันขยับตัวแต่ก็ยังไม่ยอมลืมตา กลายเป็นว่าเจ้าก้อนกลมนั่นกลับมุดออกจากอ้อมแขนแกร่งเดินหนีไปนอนที่อีกมุมของเตียงแทน

ผมส่ายหัวอย่างยอมแพ้ก่อนจะดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นคลุมตัวคนที่นอนหลับ แต่ไม่ทันได้ตั้งตัว วงแขนกว้างกลับตวัดรอบเอวผมแล้วดึงเข้าไปกอดซะอย่างนั้น

“พี่” ผมพยายามขยับตัวออก ตอนนี้คนที่ผมคิดว่าหลับไปแล้วมันดันลืมตาขึ้นมาซะเฉยๆ และวงแขนแกร่งนั่นก็ยังไม่ละออกไปจากตัวผม

“ถ้าขยับตัวช้ากว่านี้ คงไม่ได้กลับมาแล้ว” เสียงนุ่มเจือเสียงหัวเราะแกนๆในลำคอถูกเอ่ยออกมาเบาๆ แต่ผมกลับรู้สึกหน่วงในใจแบบตั้งตัวไม่ทัน

“คงไม่ได้กอดตังเอาไว้แบบนี้” วงแขนแกร่งกระชับกอดผมแน่นจนรู้สึกเจ็บจนผมต้องจับท่อนแขนแกร่งที่ร้อนผ่าวนั้นไว้

“พี่แดน ผม..”

“คงไม่ทันได้รู้ ว่าพี่รักตังมากขนาดไหน”


“มันโคตรดีเลยจริงๆ ที่ได้กลับมา…”





xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

ขอโทษที่มาต่อช้ามากๆนะคะ :hao5: 
ขอบคุณทุกคนมากๆที่กดเข้ามาอ่านแล้วก็ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นต์ด้วยค่ะ(เป็นกำลังใจที่ดีมากเลย :กอด1: )
แต่ก็มีเรื่องจะแจ้งนิดนึง คือตอนนี้เรางานยุ่งมากๆ เลยจะขอเปลี่ยนมาลงนิยายทุกวันที่ 10 20 30 แทนนะคะ ขอโทษจริงๆค่ะ
แต่ยังไงก็ฝากติดตามกันต่อไปจนจบด้วยนะคะ :pig4:
เจอกันตอนหน้าวันอาทิตย์ที่ 30 กันยาค่ะ  :กอด1:

ป.ล. ตอนนี้มีภาษาเหนือเยอะเลย ถ้าไม่เข้าใจบอกนะคะ จะมาใส่คำแปลให้ค่ะ

Twitter : @B2YFICTION
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-09-2018 16:23:06 โดย B2Fictions »

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3391
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

มาช้าไม่เป็นไร  แต่ขอให้มาสม่ำเสมอ นาจา

ออฟไลน์ B2Fictions

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Begin Again ที่เก่าเวลาเดิม แต่….
#13


ผ่านมาหลายวันแล้วหลังจากคืนนั้น….

เดี๋ยวๆ

อย่าเพิ่งคิดลึก มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบที่พวกคุณคิดหรอกนะ บทสนทนามันจบลงแค่นั้น และผมก็แค่...โดนคนตัวร้อนๆนั่นนอนกอดจนหลับไปด้วยกันตอนไหนก็ไม่รู้นั่นแหละ

แม่ง แล้วทำไมกูจะต้องมานึกถึงมันอีกวะเนี่ย!

ผมมองไอ้ตัวต้นเหตุที่ตั้งอกตั้งใจอ่านฉลากบนแพ็คสินค้าเหมือนจะจำไปทำข้อสอบอะไรแบบนั้น ฝ่ามือใหญ่หยิบผักสดที่บรรจุเป็นแพ็คอันนู้นทีอันนี้ที พลิกไปพลิกมาจนน่าปวดหัวก่อนจะหยิบใส่รถเข็น ก็ไม่อยากจะเชื่อนะว่าการออกจากห้องในรอบหลายวันของผมจะเป็นการออกมาเดินซุปเปอร์เพื่อซื้อของเข้าครัว โคตรอะเมซซิ่ง

“อันนั้นเอาไปทำไรวะพี่?” ผมถามคนที่กำลังเลือกผักใส่ในรถเข็น พี่แดนมันเลิกคิ้วก่อนจะชูถุงผักในมือขึ้นเป็นเชิงถามกลับว่าไอ้นี่น่ะเหรอ

“อ่าหะ” ผมพยักหน้า

“ก็หลายอย่าง” พี่มันตอบพลางหยิบไอ้ผักใบเขียวหยิกๆใสลงมาอีกสองสามแพ็ค ผมแอบหยิบขึ้นมาจ้องใกล้ๆ มันเขียนว่า kale แบบสีแม่งเขียวปี๋จนสยอง

“แล้วคิดออกหรือยังว่าจะกินอะไร?” เสียงทุ้มเอ่ยถาม แต่ดวงตาคมก็ยังจดจ่ออยู่กับผักบนชั้นตรงหน้า

“ชาบู”

ไอ้คนตัวสูงกว่ามันยกยิ้มมุมปากก่อนจะส่ายหัวเบาๆ

“ไม่ได้?” ผมเหลือบสายตาขึ้นมอง พี่มันหัวเราะก่อนจะวาดแขนมาจับที่หน้ารถเข็นแล้วยื่นหน้าที่อมยิ้มกวนประสาทมาข้างหน้าผม

“พี่พูดเหรอครับ” เออ ไม่พูดก็ไม่พูดจะยื่นหน้ามาใกล้ทำหอกอะไรล่ะ ผมย่นจมูกใส่ก่อนจะเดินฉับๆออกไปตรงแผนกเนื้อสัตว์ทิ้งให้มันยื่นหัวโด่อยู่ในดงผักนั่นแหละ

“พี่..” ผมหยิบเนื้อสไลด์สองแพ็คไว้ในมือหันหลังกลับไปคนที่เข็นรถเดินตามมาเมื่อกี้มันกลับหายไปซะเฉยๆ

“พี่แดน” ผมชะโงกไปอีกฝั่งถึงได้เห็นพี่มันยืนคุยอะไรอยู่กับสาวผมทองอยู่ที่สุดมุมล็อกพอดี ไม่ได้ยินหรอกว่าพี่มันคุยอะไรกับเขา แต่มุมปากหยักยกยิ้มนิดๆ เหอะ แม่งโคตรน่าหมั่นไส้ นึกว่าหล่อมากมั้ง ผู้หญิงคนนั้นยืนหันหลังให้ผม เธอไม่เห็นผมคงไม่แปลก แต่คนบางคนที่มันหันหน้ามาทางผมแต่กลับไม่ได้มองผมนี่แม่ง…

แต่พอหันหลังกำลังจะเดินกลับไปหยิบตะกร้ามาใส่ของเอง เพราะจะได้ไม่ต้องไปรบกวนใครบางคนให้มันเสียเวลาหลีสาว อยู่ๆไอ้คนตัวสูงมันก็ชี้มือมาที่ผมก่อนที่ผู้หญิงคนนั้นจะหันตามมาแล้วส่งยิ้มเจื่อนๆมาให้ ก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองกำลังทำหน้าแบบไหนแต่ผู้หญิงคนนั้นก็เดินผละออกไปทันที ผมเดินเอาเนื้อสไลด์ไปใส่ลงในรถเข็นเพราะถือไว้นานจนโคตรเย็นมือแล้ว แต่ไอ้คนที่ยืนจับรถเข็นเอาไว้มันกลับอมยิ้มแปลกๆ

“ยิ้มไรวะ”

“ตลกคนคิ้วขมวด” ปลายนิ้วยาวๆจิ้มลงตรงระหว่างคิ้วผมก่อนจะชักออกเพราะผมยกมือขึ้นจะตี มัน ผมก็เลยได้แต่จิ๊ปากอย่างขัดใจ

“เขาขอให้ช่วยหยิบของให้หน่อย” พี่มันพูดพลางเดินเข็นรถมายืนขนาบข้างก่อนจะโน้มหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูผม

“แต่พอบอกว่า my bae’s coming เขาก็เดินหนีไปเลย” พูดจบมันก็เดินเข็นรถไปซะเฉยๆ ทิ้งให้ผมยืนเก็บสติอยู่พักใหญ่

ไอ้ ไอ้ ไอ้ โว้ยยยยยยยยยยยยยย



“โอเค ตามนี้” ผมพูดก่อนจะกดวางสาย ไหนๆก็ซื้อของมาซะเต็มท้ายรถละ ก็เลยโทรชวนไอ้ปอกับไอ้ป่านมันมากินด้วยกันซะเลย

“เออพี่แล้วตกลงพี่บอยกับพี่เต๋าจะมาป่ะ?” จะว่าไปตั้งแต่วาร์ปมาตอนนี้ก็ยังไม่ได้เจอพี่บอยกับพี่เต๋าเลยอ่ะ พี่มันจะเปลี่ยนไปบ้างหรือเปล่านะ

“เปิดไลน์ดูสิ” พี่มันตอบก่อนจะหยิบเจ้าไอโฟนที่วางตรงช่องประตูฝั่งคนขับส่งมาให้ ผมสไลด์หน้าจอเพื่อปลดล็อคแล้วก็ต้องกรอกตามองบน เคยป่ะ อยู่ดีๆก็เกลียดหน้าตัวเองอ่ะ แม่งยิ้มแป้นแล้นแน่นหน้าจอเลยให้ตายดิ่!

ทนดูไม่ได้นานเลยต้องรีบจิ้มนิ้วเข้าไอ้แอปสีเขียว ในไลน์กลุ่มพี่มันมีตัวเลขแจ้งเตือนข้อความใหม่อยู่ 4 ข้อความ สรุปใจความง่ายๆว่าพี่เต๋าเพิ่งกลับมาจากบ้านที่สมุยเมื่อเช้าแต่ก็จะมา ส่วนพี่บอยไม่ได้ตอบอะไร

“พี่เต๋ามา แต่พี่บอยไม่ตอบ” ผมบอก

“ก็คงมาน่ะแหละ” พี่มันตอบเสียงสบายๆผมเลยไม่ถามต่อ ปิดแอปล็อคหน้าจอแล้วก็วางโทรศัพท์พี่มันลงที่ช่องข้างๆเกียร์แล้วหยิบของตัวเองออกมาไถต่อ ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษพอๆกับการที่ต้องนั่งมองสองข้างที่รถขับผ่านอยู่ตอนนี้น่ะแหละ

“พี่…”

“หื้ม”

“เรา…”

“เปล่า ไม่มีอะไร” ผมส่ายหัวก่อนจะหันหน้าไปมองที่ข้างทางอีกครั้ง ไม่รู้ว่าพี่มันหันมามองที่ผมหรือเปล่า พอสมองมันคิดอะไรเพี้ยนๆขึ้นมาผมก็ไม่กล้าสู้หน้าพี่มันขึ้นมาซะอย่างนั้น อยากจะเอาหัวโขกกระจกแรงๆซักสองสามทีให้สิ่งที่กำลังคิดอยู่มันหายไปจากสมอง  เราไปเที่ยวที่ไหนกันไหม?

ก็แล้วทำไมถึงต้องอยากชวนมันไปด้วยวะ ?



ห้องนั่งเล่นตอนนี้ดูแคบไปถนัดตาเมื่อมีผู้ชายตัวใหญ่ๆมาอัดรวมกันอยู่4-5คน โซฟาสีดำกับโต๊ะกระจกตัวเตี้ยที่เคยตั้งอยู่กลางห้องตอนนี้ถูกดันไปจนติดกำแพงอีกฝั่งเปิดที่ว่างตรงกลางห้องเอาไว้วางเตาแก๊ซกระป๋องกับหม้อชาบูที่พี่แดนมันกำลังไปเตรียมอยู่หลังเค้าท์เตอร์ครัว

“เดี๋ยวผมยกเอง” ผมยื่นหน้าเข้าไปบอกเมื่อนั่งมองอยู่ตรงโต๊ะกินข้าวขนาดเล็กหน้าเค้าท์เตอร์อยู่พักใหญ่

ตั้งแต่กลับมาถึงห้องพี่มันก็เปลี่ยนไปใส่เสื้อคัตออฟสีดำแทนเสื้อเชิ๊ตที่ใส่ออกไปข้างนอกทันที ขนาดเปิดแอร์อยู่แบบนี้ผมยังเห็นเหงื่อเล็กๆผุดพราวเต็มใบหน้าคมนั่น ส่วนแผลที่แขนพี่มันดีขึ้นมากแล้วก็จริงแต่ผมว่ามันก็ยังไม่ควรยกอะไรหนักๆโดยไม่จำเป็นอยู่ดี

“พี่เอาไรเพิ่มป่ะ เดี๋ยวผมจะลงไปซื้อน้ำแข็งกับพี่เต๋า” ไอ้ปอมันเดินมาเคาะนิ้วบนโต๊ะกินข้าวตามจังหวะเพลงที่ใครซักคนมันเปิดอยู่ตอนนี้

“ไม่ดีกว่า”

“มา กูยกเอง” ไอ้ปอมันพยักหน้าก่อนจะเดินเข้ามาแย่งของในมือผมไปซะเฉยๆ
 
“โห้ ซาบซึ้ง” ผมตบไหล่มันแปะๆ ก่อนจะคว้าพวกถ้วยชามเดินตามมันออกมาติดๆ

“มึงถือกูกลัวไม่ได้แดกไง” มันวางหม้อที่มีน้ำซุปลงบนเตาก่อนจะหันมาพูดกับผมหน้าตาเฉย แถมยังยีหัวผมเหมือนยีขนหมาซะด้วย

“สัด” ผมด่าเสียงรอดไรฟัน ไม่ทันจะได้ง้างมือไปฟาดกะบาลไอ้คนตรงหน้าก็มีวงแขนของใครบางคนมาพาดไว้บนไหล่ซะก่อน

“พี่ดูมันดิ่” ผมหันไปหาแนวร่วม ก่อนที่ไอ้ปอมันจะคว่ำปากใส่

“สู้กูไม่ได้ก็ฟ้องผัว ไปกันเหอะพี่เต๋า ลำคนว่ะ” พูดจบมันก็รีบแจ้นออกประตูไปทันที โวะ ไอ้เพื่อนเหี้ยนี่

“ไม่ต้องมาค้อน กูไม่รู้เรื่องด้วย” ไอ้ป่านมันรีบออกตัว ได้ยินเสียงคนที่ยืนท้าวแขนบนไหล่ผมมันหัวเราะในลำคอเบาๆก่อนจะดันผมให้ไปนั่งลงที่โซฟาด้วยกัน

“เบียร์นะ” พี่บอยหันมาถาม พอพี่แดนพยักหน้ารับพี่มันก็ส่งกระป๋องสีเงินมาให้สองกระป๋อง พี่แดนมันส่งต่อให้ผมกระป๋องนึงก่อนจะเปิดอีกกระป๋องที่เหลือแล้วยกขึ้นดื่ม เห็นแบบนั้นผมเลยทำตามมันบ้าง

ความเย็นของเบียร์ที่ไหลลงคอมันรู้สึกดีจนทำให้ผมกระดกมันขึ้นดื่มอย่างต่อเนื่อง มันนานแล้วเหมือนกันนะที่ผมไม่ได้ดื่มเลย จำได้ว่าครั้งสุดท้าย…. ใช่ ตอนที่เบลบอกเลิกผม วันนั้นที่ผมได้เจอกับท่านเทวดา

เทวดา….

ใช่ เทวดาที่เอาผมมาทิ้งไว้นี่ แล้วหายจ้อยไปซะเฉยๆน่ะ คิดแล้วก็ยังเคืองไม่หาย

“เบาน้องเบา” พี่บอยมันพูดเสียงกลั้วขำแต่ก็ส่งเบียร์กระป๋องใหม่มาให้เมื่อผมจัดการกระป๋องเก่าไปแล้วเรียบร้อย

“กินอะไรรองท้องบ้างก่อน” พี่ดินแดนมันยกมือขึ้นขยี้หัวผมก่อนจะเลื่อนลงมาที่ท้ายทอยแล้วจับปอยผมของผมเล่นเบาๆ น้ำเสียงสบายๆพร้อมกับสายตาที่ส่งมานั่นไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดหรืออยากจะต่อต้านอะไร มันเป็นความรู้สึกทุ้มในใจเล็กๆที่ทำให้ผมลดมือที่กำลังยกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่มลงมาถือเอาไว้ พี่มันไม่ได้ห้ามไม่ให้ผมดื่ม และน้ำเสียงที่เปล่งออกมานั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่ากำลังถูกต่อว่าหรือถูกบังคับ และนั่นมันทำให้ผมรู้สึกดีอย่างคิดไม่ถึงเลยทีเดียว

“มึงลงมาได้ละไอ้ตัง” ไอ้ป่านมันกวักมือเรียก ผมเลยเด้งตัวลุกขึ้นลงไปนั่งข้างๆมัน น้ำซุปในหม้อที่กำลังเดือดพล่านส่งกลิ่นหอมมาเตะจมูกอย่างแรง ผมกับไอ้ป่านจัดการเทผักลงหม้อไปจนหมดเหลือไว้แต่พวกเนื้อสัตว์ที่เวลาจะกินค่อยเอาไปจุ่มๆให้พอสุก ซักพักพี่แดนกับพี่บอยก็ตามลงมานั่งร่วมวงรวมถึงไอ้ปอกับพี่เต๋าที่กลับจากไปซื้อเครื่องดื่มมาเพิ่มพอดี

เกือบจะค่อนคืนที่พวกเรากินกันไปดื่มกันไปรวมทั้งเปิดทีวีนั่งดูฟุตบอลกันไปด้วย พี่แดนมันเป็นแฟนอาร์เซนอลซึ่งผมก็ไม่ได้แปลกใจเมื่อนึกได้ว่าในตู้เสื้อผ้ามันมีเสื้อบอลของทีมนี้แขวนอยู่หลายตัวทีเดียว ส่วนผมไม่ได้ชอบทีมไหนเป็นพิเศษ แต่ยังไงการนั่งดูบอลไปด้วยดื่มไปด้วยมันก็เป็นอะไรที่สนุกดี ทั้งๆที่แม้กระทั่งเกมจะจบด้วยสกอร์ 0-0 แบ่งคนละหนึ่งแต้มกลับบ้านกันไปทั้งคู่ก็เถอะ

“พวกผมกลับก่อนนะพี่” ผมจำได้ว่านี่มันเป็นเสียงไอ้ปอ ถึงจะเหมือนกับว่ามันดังมาจากที่ไกลๆก็ตาม

“อืม ขับดีๆระวังโดนเป่า” เสียงตอบรับเจือเสียงหัวเราะของพี่มันก็เหมือนกัน ทำไมมันเหมือนอยู่ไกลจังวะ อยากจะลืมตาขึ้นดูแต่ก็รู้สึกง่วงและขี้เกียจเกินกว่าจะทำ 

“ผมเก็บมันให้ไหม?” หื้ม ใครจะไปเก็บอะไรที่ไหนวะ?

“ไม่เป็นไร”

“อื้ออออออออ” ผมครางอย่างรำคาญเมื่อรู้สึกเหมือนโดนยกตัวขึ้นพาดอะไรบางอย่างจนหัวห้อยต่องแต่ง ไม่นานก็รู้สึกถึงความนุ่มสบายจนต้องซุกหน้ามุดลงไปกับความนุ่มนิ่มนั่นก่อนที่ความรู้สึกนึกคิดจะถูกตัดจบแบบมืดสนิทไปเลย



⇤  BEGIN AGAIN  ⇥



หลังจากหมดวันหยุดสุดท้ายไปกับการนอนดูทีวี เล่นเกมส์ แล้วก็กินสมูธตี้ไอ้ผักใบเขียวที่พี่มันซื้อมาวันก่อนที่ถึงสีมันจะเขียวจนสยดสยองแต่แม่งก็ดันอร่อยแบบแปลกๆซะอย่างนั้น

แล้ววันนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องเริ่มฝึกงานซักที เช้านี้ผมขับรถออกมาเองเพราะพี่แดนมันออกไปสนามบินตั้งแต่เช้า อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์พี่มันก็ต้องไปอยู่เชียงใหม่อีกแล้ว ผมขับรถเข้าจอดในอาคารจอดรถ ก่อนจะลงก็หยิบเนคไทด์ที่วางอยู่เบาะข้างๆขึ้นมาผูก วันแรกก็ต้องเรียบร้อยหน่อยไงครับ

“เออ กูจอดรถแล้ว” ผมกรอกเสียงลงไปเมื่อไอ้ป่านมันโทรมาตาม สองขาก็รีบเดินไปที่ลิฟต์เพราะไอ้สองแฝดนั่นมันรออยู่ที่หน้าประตูออฟฟิศแล้ว

“สวัสดีครับ” พวกผมประสานเสียงกันพลางยกมือไหว้เมื่อพี่กุ๊กพาเดินเข้ามาในห้องที่เขียนว่าฝ่ายธุรการ พูดก็พูด มันดูเหมือนหลุมหลบภัยของคนไทยในดงยุ่นมากกว่า

“โอ๊ยยย แต่งตัวเต็มยศแบบนี้ก็น่ารักไปอีก” พี่ออยลุกขึ้นมาเดินวนรอบตัวจนพวกผมได้แต่หัวเราะแหะๆ

“ก่อนจะเริ่มงานเรามาพูดถึงกฏระเบียบอันน้อยนิดของบริษัทกันก่อนดีกว่าเนอะ” พี่กุ๊กเกริ่นก่อนจะพูดต่อ

“ตั้งแต่พรุ่งนี้ไม่ต้องใส่ชุดนักศึกษามาก็ได้ค่ะ แต่งตัวตามสบายเลย แล้วเดี๋ยวพี่จะให้คีย์การ์ดพวกเราคนละหนึ่งใบเพื่อใช้เข้าออก”

“ครับ”

“ห้ามมาสายเด็ดขาด แต่ถ้ามีธุระด่วนให้โทรมาแจ้งพี่ล่วงหน้า ห้ามคุยกับพนักงานคนญี่ปุ่นนอกเหนือจากเวลาพักเบรก” พี่กุ๊กพูดเสียงนิ่งก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาและพูดประโยคถัดไป

“ยกเว้นเวลาที่อยู่ในห้องนี้ คุยได้เลยเต็มที่ แต่อย่าลืมปิดประตูก่อนล่ะ”

“โอเคครับ”

“ส่วนตอนนี้ส่งรูปที่หล่อที่สุดเข้าไลน์ให้พี่ด้วยค่ะ พี่จะทำบัตรประจำตัวให้”

“ปอหล่อทุกรูปอยู่แล้ว” ไอ้ปอมันยิ้มกริ่มจนผมอดจะคว่ำปากใส่ไม่ได้

“จ้ะ พ่อคุณ” พี่กุ๊กหัวเราะก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะประจำตำแหน่งอีกครั้งแล้วลงมือทำบัตรแบบสมาร์ทการ์ดให้พวกผมคนละใบ โอ้โห้ คนหล่อแบบผมนี่ยังไงมันก็หล่อจริงๆเลยแฮะ



เงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาที่ตอนนี้มันบอกว่าใกล้จะ5โมงเย็นแล้ว เฮ้อออ หมดหนึ่งวันไปแบบมึนๆเลย สรุปแล้วผมทั้งสามคนก็ไม่ได้เกาะกลุ่มอยู่กันเป็นบอยแบนด์อย่างที่คิดเอาไว้ ไอ้ปอถูกดึงไปอยู่กับโฮริอิซัง(ที่วันนั้นพวกผมมาแล้วเธอไม่อยู่) หลักๆเป็นงานออกไปข้างนอก และวันนี้มันก็ได้ออกไปแล้วด้วย ส่วนไอ้ป่านที่กะดี๊กระด๊ากับการได้นั่งอยู่หน้าจอคอมนั่นได้เป็นผู้ช่วยพี่กุ๊กทำเอกสารเกี่ยวกับการขอวีซ่าให้คนญี่ปุ่น ส่วนผมน่ะเหรอ…

ตอนนี้เหมือนเป็นส่วนเกินยังไงก็ไม่รู้ว่ะ 

“น้องตังมาหาพี่หน่อยลูก” พี่ตาต้ากวักมือเรียกผมหยอยๆให้ไปหาที่โต๊ะ

“ช่วยโทรไปที่ TPR ให้พี่หน่อยแล้วบอกว่าขอเลื่อนคลาสของครูปอนด์ไปเป็น 2 ทุ่มนะ” ผมรับสมุดนามบัตรจากพี่ตาต้ามาถือไว้ก่อนจะเดินไปใช้โทรศัพท์บนโต๊ะโฮริอิซังที่ตอนนี้เจ้าของไม่อยู่

“จัดตารางผิดอีกแล้วเหรอยะยัยต้า” ได้ยินเสียงพี่กุ๊กหันไปคุยกับพี่ตาต้าขณะรอสาย พี่ตาต้าเบะปากก่อนจะพูดเสียงเบาจนเหมือนจะกระซิบ

“ที่ไหนล่ะพี่กุ๊ก ก็อีตาสุดะเจ้าเดิมน่ะแหละ ให้พนักงานทำโอกระทันหันอีกละ” จบประโยคพี่กุ๊กก็พยักหน้าแบบปลงๆ

“คุณไซโต้กลับมาคราวนี้พี่คงต้องขอคุยแล้ว ไม่ไหวจริงๆ”

“ฮัลโหล เอ่อ โทรจากบริษัท JNP นะครับ คือวันนี้จะขอเลื่อนคลาสของครูปอนด์เป็น 2 ทุ่ม อ่าว...งั้นเหรอครับ” ผมพูดไปตามที่พี่ตาต้าบอก ทั้งๆที่ก็ยังไม่เข้าใจเท่าไหร่ว่ามันเป็นคลาสเรียนอะไรแล้วเกี่ยวอะไรกับงานของบริษัท แต่ยังไม่ทันจะพูดจบได้ความฝ่ายตรงข้ามก็แย้งมาบอกว่าตอนนี้ครูปอนด์ออกจากที่โรงเรียนมาแล้ว

“พี่ต้าครับ คือเขาบอกว่าครูปอนด์ออกมาแล้วครับ” ผมเงยหน้าขึ้นมาบอก พี่ตาต้าพยักหน้าก่อนจะทำมือเป็นสัณญาณบอกให้ผมวางโทรศัพท์ได้

“ครับ สวัสดีครับ” ผมกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ก่อนจะวางสายแล้วเอาสมุดนามบัตรไปส่งคืนให้พี่เขา

“โอ้ย ต้องให้ครูปอนด์รออีกแล้วเหรอเนี่ย น่าสงสารจริงๆ” พี่ตาต้าทำหน้าจ๋อยสนิทก่อนที่พี่กุ๊กจะหัวเราะเบาๆ

“เธอก็ชวนเขาไปนั่งกินกาแฟรอข้างล่างตึกสิยัยต้า”

“โธ่พี่กุ๊ก ถ้าเขายอมไปกับต้าก็ดีสิคะ”

“ก็ไม่แน่หรอก”

“แต่ยังไงวันนี้ต้าก็ต้องอยูรอขอโทษเขาอยู่ดีแหละค่ะ”

“ 頑張ってね” (พยายามเข้านะ)

“พี่กุ๊กอ่ะ” พี่ตาต้าหัวเราะเขินๆก่อนจะหันหน้าเข้าหาจอคอมของตัวเองอีกครั้ง ผมกับไอ้ป่านหันหน้าสบตากันงงๆก่อนที่พี่กุ๊กจะขยายความให้ฟัง

“บริษัทเรามีสวัสดิการให้พนักงานคนญี่ปุ่นเลือกอีกอย่างหนึ่งก็คือการเรียนภาษาไทย แล้ว TPR เนี่ยก็เป็นโรงเรียนสอนภาษาไทยค่ะ ส่วนครูปอนด์นี่ขวัญใจพี่ต้าเขา” พี่กุ๊กพูดเจือเสียงหัวเราะในประโยคสุดท้ายทำเอาพี่ตาต้ายิ่งเขินเข้าไปใหญ่  ส่วนผมกับไอ้ปอก็ได้แต่ร้องอ๋อแล้วพยักหน้าพร้อมกัน บริษัทนี้แม่งโคตรคูลเลย ถึงว่าพนักงานญี่ปุ่นหลายคนถึงพูดภาษาไทยได้

“แล้ววันนี้น้องป่านจะกลับยังไงคะ ต้องรอน้องปอไหม?” พี่กุ๊กหันไปถามเมื่อยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา ตอนนี้มันก็5โมงกว่าไปแล้ว

“ป่านกลับกับพี่กุ๊กได้ไหมอ่ะครับ?”

“ได้สิคะ”

“แล้ววันนี้มึงกลับบ้านหรือคอนโดอ่ะตัง” ไอ้ป่านมันหันมาถาม เพราะผมเล่าให้มันฟังไปแล้วเมื่อตอนกลางวันว่าวันนี้พี่แดนมันไม่อยู่

“ไปรับไอ้ก้อนก่อนแล้วจะกลับบ้าน”

“งั้นพรุ่งนี้มาพร้อมพวกกูป่ะล่ะ?” ไอ้ป่านมันเสนอ เพราะจริงๆบ้านผมกับพวกมันก็ทางเดียวกัน และก็ไม่ไกลกันซักเท่าไหร่

“เออ มารับกูด้วย”

“เค เจอกันพรุ่งนี้” ไอ้ป่านมันตบไหล่ผมเบาๆก่อนจะผละไปเก็บของบ้าง

ล่ำลากับพี่กุ๊กและไอ้ป่านเรียบร้อยผมก็ก้าวออกจากลิฟต์เมื่อถึงชั้นที่ตัวเองจอดรถเอาไว้ซึ่งมันคนละชั้นกับที่พี่กุ๊กจอดพวกนั้นเลยต้องลงไปอีก

ผมสะบัดหัวไล่ความปวดเมื่อยออกไปก่อนจะเลี้ยวตรงมุมระหว่างทางเข้าลิฟต์กับตัวอาคารจอดรถ แต่ไม่ทันจะก้าวออกไปก็ชนกับใครบางคนเจ้าอย่างจัง เชี่ยเอ้ย แม่งอย่างเจ็บเลย


“ขอโทษที ผมไม่ทันเห็นคุณ”



xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx


ขอบคุณทุกคนมากๆที่กดเข้ามาอ่านแล้วก็ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นต์ด้วยค่ะ (เป็นกำลังใจที่ดีมากๆเลย :กอด1: )
ฝากติดตามกันต่อไปจนจบด้วยนะคะ :pig4: เจอกันตอนหน้าวันพุธที่ 10 ตุลาค่ะ 

B2
Twitter : @B2YFICTION
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-10-2018 14:55:58 โดย B2Fictions »

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3391
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

ใครโผล่มาหนอ?   ครูปอนด์?

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3336
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 930
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ o13

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด