LOTTO สื่อรัก #คนบ้าหวย2018 *** แจ้งข่าวค่ะ 11/03/2019
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: LOTTO สื่อรัก #คนบ้าหวย2018 *** แจ้งข่าวค่ะ 11/03/2019  (อ่าน 57692 ครั้ง)

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13269
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
จะขายบ้านขายรถซื้อเลยเนี่ย528 เลขแม่ตะเคียนทอง 5555

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
จะขายบ้านขายรถซื้อเลยเนี่ย528 เลขแม่ตะเคียนทอง 5555

82 เพิ่งออกไปนะคะ >< งืดดดด สองงวดก่อนไม่แน่ใจค่ะ

ออฟไลน์ Readyaoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
ตอนหน้าขอก่อนหวยออกนะ555

ออฟไลน์ winndy

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-3
528 งวดนี้หรือเปล่าค๊ะ เรื่องสนุกดีนะค๊ีะ ชอบ

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2635
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7

ออฟไลน์ colorofthewind21

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1657
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-1
ผู้กองทำไมชอบเปรียบเทียบแฟนเก่าตัวเองกับน้ำหรอคะ คิดอะไรกับน้ำป่ะเนี่ยยย

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1866
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
น้ำน่ารักนะ อ่านแรกๆ รู้สึกว่าติ้งต๊อง แต่จริงๆแล้วจิตใจดี มิน่าละแม่ตะเคียนถึงได้มาจีบ
 :really2: :really2:

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ คุณซี

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 205
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
หรือว่าเรื่องนี้จะใบ้หวยได้จริงๆ อิฉันต้องซื้อตามแล้ว!!

ออฟไลน์ Patsz

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 165
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
น้ำน่ารัก บ้านนี้จิตใจดีกันทั้งบ้านเลย
ผู้กองเริ่มรูสึกดีกันน้องน้ำแล้ว

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 377
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-3

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter


งวดสิบเอ็ด อยากรู้แต่ไม่อยากถาม

 

            หวยออกไปไม่กี่วัน ไอ้น้ำก็ไปทำบุญที่วัดอีกครั้ง คราวนี้แม่น้อยปวดท้องตั้งแต่เช้ามืดเลยให้ไอ้น้ำ บุตรชายมาวัดตามลำพังเพราะไม่อยากให้ของที่เตรียมถวายพระตั้งแต่เมื่อคืนนั้นต้องเสียความตั้งใจ และเมื่อถึงวัดไอ้น้ำก็รีบปฏิบัติตัวและทำตามขั้นตอนอย่างเวลาที่มาวัดทุกครั้ง





            ไอ้น้ำมองซ้ายมองขวาหาใครสักคนในศาลาวัด เขากำลังจะหาตัวช่วย และเขาก็เจอเป้าหมายนั่งถัดจากข้างหลังเขาไปสักสามแถวนั่นเอง



            “ผู้กอง..เดี๋ยวก่อน” น้ำเห็นผู้กองเดินเข้ามาใกล้แล้วจึงเรียกอีกฝ่ายออกไป ในขณะที่ไอ้น้ำ คนเรียกรีบเทน้ำลงบริเวณใต้ต้นไม้ภายในวัด



            “ครับ?” ไอ้น้ำไม่ค่อยชินเวลาที่ผู้กองพูดจาสุภาพแบบนี้สักเท่าไหร่ ไม่รู้ทำไมใจมันสั่นแปลกๆ บอกไม่ถูก



            “เรื่อง...” น้ำยังพูดไม่จบก็ถูกผู้กองพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน



            “อืม ฉันกำลังจะมาถามนายเรื่องนี้อยู่พอดี ไม่เห็นส่งข้อความมาสักที แล้วสะดวกที่ไหน” ผู้กองหนุ่มพูดต่อ คราแรกน้ำยังจับต้นชนปลายไม่ถูก และเขาก็คิดได้เองว่าคงเป็นเรื่องคดีคุณพัดเป็นแน่ แต่เรื่องที่เขาจะพูดมันไม่ใช่เรื่องนี้สักหน่อย เป็นเรื่องของแม่ตะเคียนต่างหากล่ะ



            “ไปส่งที่บ้านหน่อย จะไปเอาของแล้วเดินไปท่าน้ำศาลาหน้าวัดด้วยกัน ตกลงปะ” น้ำเนียนหาคนไปเป็นเพื่อนเอาชุดไทยไปให้แม่ตะเคียน



            “ได้” ผู้กองคิดว่าน้ำคงหาสถานที่คุยจึงตอบตกลงโดยไม่รู้ว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือ



            “แม่เด็กเป็นยังไงบ้าง” ออกเดินจากวัดไปที่บ้านน้ำด้วยกันสักครู่ ผู้กองก็ถามขึ้น



            “แม่เด็ก?” น้ำไม่เข้าใจ ผู้กองหมายถึงใคร



            “ก็แม่เด็กที่นายเคยยืมเงินฉันให้เด็กไป จำได้มั้ย” ปรานต์ทวนความจำคนข้างๆ



            “อ๋อ.. สบายดี ตอนนี้กลับไปทำงานแล้วล่ะ” แม่ของไอ้จ้อยไม่ได้ป่วยเป็นอะไรมาก พอได้กินยา นอนหลับพักผ่อน ทานอาหารที่มีประโยชน์ ร่างกายก็ฟื้นฟู แต่น้ำขี้เกียจขยายความให้คนที่ถามฟังเพิ่ม



            “อย่างนั้นก็ดี”



            “รอตรงนี้แป๊ปนะ เดี๋ยวผมไปหยิบของก่อน” ไอ้น้ำบอกผู้กองหนุ่ม แล้วก็ผลุบหายขึ้นไปบนบ้าน ก็ได้ยินเสียงคนที่เพิ่งหายไปคุยกับแม่



            “แม่เป็นยังไงบ้าง หายปวดท้องหรือยังจ๊ะ กินข้าวกินยาหรือยัง” น้ำถามมารดาด้วยความเป็นห่วง แม่ของเขาไม่ค่อยป่วยบ่อยเท่าไหร่นัก ผู้กองที่ยืนรออยู่ด้านล่างได้ยินเสียงคนข้างบนคุยกับมารดาก็คลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว







            จะว่ายังไงดีล่ะ เขาชอบเวลาครอบครัวนี้คุยกัน คำพูดไม่ได้อ่อนหวานแต่มันกลับเต็มไปด้วยความห่วงใยคนในครอบครัวอย่างล้นเหลือ ไม่ใช่ว่าบ้านของเขาจะไม่รักกัน แต่ละคนงานยุ่งเหลือเกินจึงต้องฝากคนในบ้านเป็นหูเป็นตาแทนให้





            “ดีขึ้นแล้ว ข้าเพิ่งกินข้าวไปเมื่อตะกี้เอง” น้ำเสียงของแม่น้อยติดจะแหบเล็กน้อย เป็นไปได้ว่าอาจจะไม่สบาย ผู้กองไม่แน่ใจว่าถ้าขึ้นไปหาแม่ของน้ำในเวลานี้จะเหมาะหรือเปล่า เพราะแม่น้อยอาจจะไม่พร้อมรับแขกก็ได้ อย่างนั้นเขาควรรอถามน้ำก่อนน่าจะดีกว่า



            “ทำไมจู่ๆ ถึงปวดท้องได้ กินอะไรผิดสำแดงหรือเปล่า แม่ไปหาหมอมั้ย เดี๋ยวฉันพาไป”



            “ปวดท้องของผู้หญิงเขา เอ็งไม่ต้องสนใจหรอก” แม่น้อยอธิบายเพิ่ม น้ำเริ่มเข้าใจขึ้นมาแล้ว



            “งั้นวันนี้ไม่ต้องเข้าไปที่สวนล่ะ ถ้าฉันกลับมาแล้วแม่ไม่อยู่บ้าน ฉันจะตามไปตีแม่ถึงสวนเลย” ไอ้น้ำขู่





            “ไอ้ลูกคนนี้ ข้าเป็นแม่เอ็งนะโว้ย จะกล้ามาตีข้าได้ยังไง”



            “ไม่รู้ล่ะ แม่บอกเองถ้าดื้อก็ต้องถูกตี” น้ำย้อนคำพูดของมารดาเวลาที่เขากับน้ำฝนนั้นดื้อหรือแสดงฤทธิ์เดชต่อมารดา



            “ไม่เหมือนกันนี่หว่า”



            “ครอบครัวเดียวกัน กฎเดียวกันทั้งบ้านจ้ะ แม่นอนพักล่ะ ถ้าไม่ไหวโทรบอกฉันทันทีเลยนะ เดี๋ยวฉันกลับมา แป๊ปเดียว”



            “แล้วเอ็งจะไปไหน”



            “นี่ไง แม่ตะเคียนขอไว้” น้ำชูชุดไทยที่ใส่อยู่ในไม้แขวนเสื้ออย่างดี ชุดไทยที่เขาไปซื้อมาหลังวันหวยออกได้สองสามวัน ทว่าผู้กองที่ได้ยินบทสนทนานั้น ต้องขมวดคิ้วเล็กน้อยว่า น้ำพูดถึงอะไร



            “อืม ขอเลขมาด้วยล่ะ”



            “ยังจะห่วงหวยอีก นอนได้แล้ว ฉันไปนะ”



            “เออ”



            “โทษทีที่ให้รอนาน พอดีแม่ฉันไม่ค่อยสบาย เป็นห่วงเลยถามไถ่ก่อนออกมา” น้ำรีบกระวีกระวาดลงบันไดลงมาพร้อมยกมือขึ้นสูงเพื่อไม่ให้ชุดไทยต้องมาด้วย และผู้กองก็เข้าใจแล้วว่า คำว่า ‘นี่ไง’ของน้ำ หมายถึงอะไร



            “ไม่เป็นไร ฉันควรขึ้นไปไหว้แม่น้อยมั้ย” ผู้กองถาม



            “อย่าเพิ่งเลย ถ้าผู้กองขึ้นไป แม่ก็ต้องลุกมาต้อนรับด้วยความเกรงใจอีก ให้แกนอนสบายๆ เถอะ”



            “อืม แล้วนี่อะไร” ผู้กองชี้ไปยังชุดไทยที่ไอ้น้ำถือมา



            “ชุดไทย ไม่รู้จักเหรอ” น้ำย้อนถาม



            “รู้จัก แต่เอาไปทำไม” ผู้กองอยากจะกลอกตาให้คำตอบที่กลายเป็นคำถามของอีกฝ่ายนั้นเหลือเกิน



            “เอาไปให้แม่ตะเคียน ตรงเรือไม้ที่ไปขูดหวยเมื่อวันก่อนอะ”



            “อ่อ... เอาไปให้ทำไม”



            “อยากให้ โอเคมั้ย” น้ำอยากพูดว่าเลิกถามได้มั้ย มันเรื่องของเขา แต่ก็ดูจะเสียมารยาทเกินไป เขาเลยออกเดินนำอีกฝ่ายออกมาจากบ้านทันทีเพื่อตัดบท



            “โอเค” ปรานต์ดูเข้าใจว่าน้ำไม่อยากพูด เขาจึงเดินตามไปเดินขนาบข้าง



            “ฉันถือให้มั้ย” ผู้กองถามเพราะเห็นท่าทางของน้ำที่ต้องชูแขนขึ้นไป เพื่อไม่ให้ชุดไทยต้องเลอะพื้นดิน เขาเองก็ตัวสูงกว่าน้ำพอประมาณ น่าจะถือได้สบายกว่า



            “ไม่เป็นไร เกรงใจ” น้ำตอบพลางบ่นตัวเองในใจ ไม่น่าซื้อความยาวของชุดที่ยาวที่สุดเลย ใครจะไปรู้ว่าแม่ตะเคียนตัวสูงเท่าไหร่กันล่ะ จะซื้อตัวสั้นหน่อยก็กลัวไม่สวย แถมสไบก็จะสั้นไปด้วย



            “ฉันถือให้ดีกว่า ชุดจะได้ไม่เปื้อน” ผู้กองยืนยันคำเดิม





            “ขอบคุณครับ” น้ำเลิกเล่นตัว เลิกเกรงใจ ยื่นชุดไทยให้อีกฝ่ายเพราะเขาก็อยากให้แม่ตะเคียนได้ใส่ชุดสวยๆ ไม่เลอะเปรอะเปื้อนไปก่อน ซ้ำพอเห็นหน้าของผู้กองตอนที่เอ่ยปากจะช่วยนั้น ไอ้น้ำก็รู้ได้ว่าผู้กองยินดีช่วยจริงๆ ทั้งแววตาและน้ำเสียงไม่ได้ประชดประชันหรือรำคาญอะไรเขาเลย



            “เรื่องคดี” ผู้กองรับชุดไทยไปถือแล้วก็ถามถึงคดีคุณพัด ไอ้น้ำหันไปมองอีกฝ่ายก็เห็นว่าคนมีน้ำใจถือง่ายกว่าเขาจริงๆ แค่ยกแขนนิดหน่อย สไบก็สูงจากพื้นพอประมาณเลย ทำให้เขารู้สึกผิดเล็กน้อยที่พูดตัดบทด้วยความรำคาญตอนที่  ผู้กองถามที่เขาเอาชุดไทยไปให้แม่ตะเคียนทำไม





            “ผมเอาชุดไทยไปให้แม่ตะเคียนเพราะรับปากแม่ตะเคียนว่าจะเอาชุดไทยมาให้ ส่วนเรื่องคดีนั้นผมฟังๆ ถามๆ คนในตลาดมา เรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้ ป้าสอนก็ใจดีกับคุณพัดอยู่นะ มีแต่พี่สินที่ชอบทุบตีคุณพัดด้วยความหึงหวง” ไอ้น้ำพูดโดยไม่มองหน้าผู้กอง เอาแต่มองทางข้างหน้า ผู้กองได้ยินก็ยิ้มนิดๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหน้านิ่ง สุดท้ายน้ำก็ยอมอธิบายเรื่องชุดไทย เด็กแสบนี่จะพูดเฉยๆ ก็กลัวเสียหน้าสินะ



            “อืม แล้วไงอีก” ผู้กองปรานต์ตอบเสียงขรึมกลบเกลื่อน ทำให้น้ำรู้สึกว่าเวลานี้อีกฝ่ายคงจริงจังกับเรื่องงาน น้ำเหลือบมองผู้กองเห็นใบหน้าด้านข้าง ดวงตาที่มองตรงไปด้านหน้า ไม่ได้มองมายังเขา กับริมฝีปากที่หุบสนิท





  คิดในใจว่า น่ากลัวเหมือนกันแฮะ

         



          “แฟนเก่าคุณพัดกลับมาวนเวียนอยู่แถวบ้านป้าสอน หลังจากที่คุณพัดโดนทุบตีจากพี่สินบ่อยๆ คนในตลาดพูดว่าคุณไม้ แฟนเก่าคุณพัดน่ะ คงกลับมาเพราะเป็นห่วงคุณพัดเพราะทั้งสองเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก”



            “หมายถึง เป็นเพื่อน กลายเป็นแฟน แล้วก็กลับมาเป็นเพื่อน ใช่มั้ย” ผู้กองทวนความเข้าใจพร้อมคิดตามไปด้วย



            “ใช่”



            “อย่างนั้นสองคนนี้คงยังติดต่อกันอยู่เสมอ”



            “ลุงขายขนมในตลาดบอกแบบนั้นนะ” ไอ้น้ำบอก เรื่องพวกนี้คือเรื่องที่เขาได้ยินมาทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องที่มาจากที่เขาคิด



            “อืม”



            “คุณได้เรียกคุณไม้มาสอบปากคำหรือยังล่ะ”



            “เรียกมาแล้ว พอให้ปากคำเสร็จหลังจากนั้นเขาก็หายไป”



            “อย่างนั้นเหรอ ผู้กองสงสัยคุณไม้หรือเปล่า” น้ำถามด้วยความอยากรู้



            “เวลานี้ใครก็น่าสงสัยทั้งนั้น มีเรื่องอีกอื่นมั้ย” ผู้กองตอบกำกวมอีกแล้ว ไอ้น้ำรู้สึกเซ็ง นึกว่าจะได้รู้อะไรเพิ่ม



            “ก็...หลังจากที่คุณพัดตาย วันต่อมาไอ้สัน หลานป้าสอน ก็ไปซื้อยาทาที่ร้านขายยา” น้ำเล่าต่อ



            “รู้ได้ยังไง” ผู้กองนิ่วหน้าพลางถาม



            “ผมได้ยินเภสัชกรถามไอ้สันที่มาซื้อขนมในตลาดว่า อาการดีขึ้นมั้ย แต่ไอ้สินไม่ตอบ ผมเห็นว่าแปลกๆ เลยถามเภสัชกร เขาเลยเล่าให้ฟัง”



            “รู้มั้ย ว่าซื้อยาอะไร”



            “ไม่รู้อะ ผมไม่ได้ถาม อยากรู้เพิ่มเหรอ ไว้จะไปถามให้”



            “ไม่เป็นไร นายทำงานเก่งมาก ไว้ฉันจะเรียกเภสัชกรคนนี้มาให้ปากคำ” ผู้กองปรานต์เอ่ยชมคนสืบข่าวคนนี้ ทำให้ไอ้น้ำ อดไม่ได้ที่จะยิ้มหน้าบานออกมา เหมือนตัวเองทำงานสำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดี







ผู้กองเองก็ดีใจเช่นกัน เพราะเภสัชกรคนนี้เป็นตัวละครใหม่ในคดี อาจจะมีเบาะแสให้เขาสืบเพิ่มมากกว่านี้ ตอนนี้จ่าสมคิดและจ่าสมหมาย ต่างพากันผลัดไปเฝ้านายไม้ ทำให้ผู้กองทำงานไม่ค่อยถนัดนักเพราะขาดลูกมือไปหนึ่งคน แต่ว่าไม่ใช่จะไม่มีอะไรคืบหน้า





“ถึงแล้ว ขอชุดไทยคืนด้วย” น้ำบอกเมื่อถึงปลายเท้าหยุดอยู่ที่เรือของแม่ตะเคียน



“.....” ผู้กองหนุ่มยื่นให้อัตโนมัติ แต่สมองกำลังคิดอย่างหนักเกี่ยวกับเรื่องคดี ทำไมสินถึงไปซื้อยาที่ร้าน และยาที่ว่านั่นเป็นยาอะไร







ไอ้น้ำถือชุดไทยแล้วมองหาที่ที่พอจะแขวนชุดไทยแล้วก็แขวนให้





“ขอบใจจ้ะ พ่อน้ำ วันนี้ก็พาแฟนรูปหล่อมาหาฉันอีกแล้วเหรอ”เสียงเย็นๆ ของแม่ตะเคียนดังขึ้น ไอ้น้ำขนลุกซู่ทันที เพราะอากาศบริเวณนี้เย็นลงอย่างรวดเร็ว







“ทำไมอากาศถึงหนาว” แม้แต่ผู้กองที่กำลังคิดเรื่องคดีอยู่ต้องหยุดชะงักเมื่อรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของบริเวณนี้



“จู่ๆ ก็พูดขึ้นมาแบบนี้ ฉันกลัวนะ ทำไมฉันต้องได้ยินเสียงแม่ตะเคียนคนเดียวล่ะ” อารามตกใจ น้ำรีบจับมือของผู้กองแน่น มือของไอ้น้ำเย็นจนผู้กองรับรู้ได้ทันที เขาจึงบีบมือตอบอีกฝ่ายและก็ได้ยินเสียงคนที่เขากำลังจับมืออยู่พูดขึ้น





‘พูดคนเดียว งั้นเหรอ’ ผู้กองหนุ่มคิดในใจ





“พ่อน้ำเป็นคนจิตใจดีจ้ะ ฉันเลยสื่อจิตกับพ่อได้ง่าย”แม่ตะเคียนตอบ





“ฉันไม่ได้เป็นคนจิตใจดีหรอกแม่ตะเคียน แล้วรู้มั้ยงวดนี้สามตัวไม่เห็นถูกเลย” ไอ้น้ำกล่าวโทษแม่ตะเคียนด้วยเสียงไม่ดังนัก แต่เงียบขนาดนี้ คนยืนอยู่ใกล้ๆ ย่อมได้ยิน ผู้กองก็เช่นกัน





‘คุยกับใคร’ ผู้กองสงสัย







“ฉันขอโทษจ้ะ แต่สองตัวก็ถูกนี่จ๊ะ” แม่ตะเคียนขอลุแก่โทษด้วยความรู้สึกผิด





“ก็ใช่ งั้นเอางวดหน้ามาแก้ตัวเลย ถ้าถูกเดี๋ยวเอาชุดไทยมาให้อีก” น้ำบอกให้แม่ตะเคียนบอกเลขไถ่โทษมา







“ไม่ไหวล่ะพ่อ ฉันก็เหนื่อยเหมือนกันนะ” แม่ตะเคียนบ่นออกมา





“อะไรกันล่ะ ให้หวยไม่ถูก ยังกล้าเหนื่อยอีกเหรอ” น้ำต่อว่าแม่ตะเคียน ในใจก็กลัวอยู่เหมือนกันถ้าแม่ตะเคียนโกรธขึ้นมาเขาจะทำยังไง







ผู้กองได้ยินแต่เสียงของน้ำ ไม่ได้ยินเสียงคู่สนทนา





“อย่าโกรธฉันเลยนะพ่อน้ำ”







“ฉันล้อเล่นจ้ะ รู้มั้ยว่างวดที่แล้วเพราะเลขของแม่ตะเคียน เด็กที่ชื่อไอ้จ้อยมันเลยถูกหวยมีเงินให้แม่มัน” น้ำบอกความดีความชอบของแม่ตะเคียนให้เจ้าตัวฟัง









มาถึงตรงนี้ ผู้กองคิดว่าเขากำลังเข้าใจอะไรได้ลางๆ แล้วล่ะ มือที่เย็นเฉียบและคำพูดของอีกฝ่ายนั้นบอกเขาได้ดี





“จริงเหรอจ๊ะ ดีแล้วล่ะ”





“วันนี้ทำบุญกรวดน้ำไปให้ ได้รับหรือเปล่า”



“ได้รับจ้ะ ขอบใจพ่อมากนะ ชุดไทยนี่ด้วย”



“ไม่เป็นไร ขอหวยแม่นๆ ก็พอ ฉันคงไม่ได้มาบ่อยหรอกเพราะแม่ตะเคียนกับฉันอยู่คนละโลกกัน” น้ำตอบด้วยเสียงหวาดๆ







            “นึกว่าไม่กลัวฉันแล้ว ดูพ่อหนุ่มข้างหลังยังไม่กลัวเลย เห็นมั้ยจ๊ะ”



            “เขาไม่ได้ยินเสียงแม่ตะเคียนเหมือนฉันนี่”



            “แต่ฉันคิดว่าเขารู้นะจ๊ะว่าพ่อน้ำกำลังคุยกับฉัน”



            “เออว่ะ ลืมเลย” กว่าจะรู้ตัวไอ้น้ำก็คุยกับแม่ตะเคียนไปไม่รู้กี่บท กี่คำแล้ว ถ้าผู้กองไม่คิดว่าเขาบ้า ก็ต้องรู้ว่ากำลังคุยอยู่กับใครอย่างที่แม่ตะเคียนพูดนั่นล่ะ







            ไอ้น้ำหันไปมองคนที่จับมือเขาไว้พร้อมกับยิ้มแหยๆ ให้อีกฝ่าย และเขาก็ได้พบสายตาของผู้กองที่มองนิ่งๆ มาที่เขาได้เป็นอย่างดี







            เขายังไม่ถูกจับส่งโรงพยาบาลจิตเวชใช่มั้ย





            “เอ่อ..คือ ผู้กอง..คือ” น้ำตะกุกตะกักเพราะกำลังหาจุดเริ่มต้นที่จะอธิบายเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้



            “นายคุยกับแม่ตะเคียน?”





            “ก็..ไม่เชิงคุย..แต่ก็คือคุย..” น้ำตอบวกวนไปมา





            “คุยหรือไม่คุย?” ผู้กองถามย้ำ



            “คุย..คุย”



            “ที่เลือกมาคุยเรื่องคดีระหว่างทางก็เพราะจะให้ฉันมาเป็นเพื่อน?” ผู้กองยังถามไล่ต้อนไอ้น้ำต่อ



            “แหะ...ใช่..” น้ำหัวเราะไม่เต็มเสียงพร้อมกับยอมรับโดยสดุดี



            “คราวหน้าถ้าจะมาที่นี่ก็บอกกันตามตรง อย่าโกหกอีก ฉันไม่ชอบ” ผู้กองดุไอ้น้ำเพื่อเป็นการเตือนว่าไม่ให้ทำอีก



            “ครับ ผมขอโทษ” น้ำตอบรับอย่างสงบเสงี่ยม พูดให้น้อย พูดให้เพราะ ทำท่าทางสำนึกผิดออกมาให้มากที่สุด เขากำลังงัดลูกไม้ทั้งหมดเวลาที่อ้อนแม่ให้หายโกรธมาใช้



            “ไม่เป็นไร” เดิมทีผู้กองปรานต์ก็ไม่ได้คิดจะบ่นอะไรน้ำมากมายอยู่แล้ว แต่พอเห็นคนสำนึกผิดดูเสียใจจริง เขาก็ยิ่งไม่อยากจะบ่นอะไรอีก ทำท่าทางว่าเสียใจขนาดนี้ ถ้าเขายังต่อว่าไม่หยุด เขาคงจะกลายเป็นฝ่ายที่ไม่ยอมจบมากกว่า



            “ผู้กองไปทำงานต่อเลยหรือเปล่า” น้ำเป็นฝ่ายชวนคุยเมื่อเห็นว่าคลื่นมรสุมที่ก่อตัวนั้นได้หายไปอย่างสงบแล้ว



            “ใช่ เดี๋ยวไปส่งนายที่บ้านแล้วก็จะกลับไปเปลี่ยนชุด” ผู้กองตอบแล้วเดินตรงไปทางบ้านไอ้น้ำ



            “นี่ผู้กอง มาอยู่ที่นี่ ไม่คิดถึงบ้าน คิดถึงแฟนเหรอ...” น้ำไม่รู้จะถามอะไร ก็เลยสอบถามความรู้สึกของคนที่มาอยู่ต่างถิ่น



            “อืม”



            “อืม นี่แปลว่าคิดถึงหรือเปล่า” น้ำถามย้ำอีกครั้งเพราะอีกฝ่ายตั้งใจไม่ตอบคำถาม



            “บ้านน่ะต้องคิดถึงอยู่แล้ว แต่แฟนน่ะไม่....เพราะไม่มีแฟน” ผู้กองตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ



            “อ้าว เหรอ ไม่น่าเชื่อ” น้ำพูดตรงอย่างที่ใจคิด ไม่น่าเชื่อว่าคนที่มีรูปร่าง หน้าตา พร้อมทั้งหน้าที่การงานดีอย่าง  ผู้กองจะไม่มีแฟน



            “เพิ่งเลิก” ผู้กองพูดออกมาอย่างกับรู้ความคิดของไอ้น้ำ คนที่ได้ยินถึงกับอึ้งไป



            “ขอโทษ พอดีผมไม่รู้” น้ำขอโทษอีกฝ่ายเพราะเขาถามทีเล่นทีจริงแต่กลายเป็นทำให้อีกคนต้องเสียความรู้สึก



            “ไม่เป็นไร” นับเป็นคำที่สองของวันที่ผู้กองให้อภัยคนที่ขอโทษเขา



            “ถ้าอย่างนั้น ถามต่อได้หรือเปล่า ว่าเลิกกันเพราะอะไรอะ” และผู้กองก็เข้าใจผิดคิดว่าคนข้างๆ จะสลดที่ถามเรื่องไม่ควรถาม แต่หน้าตามที่อยากรู้อยากเห็นนั้น ท่าทางคงไม่ได้สำนึกจริง



            “คอยสืบเรื่องคดีในตลาดก็พอแล้วมั้ง ไม่ต้องอยากรู้เรื่องส่วนตัวฉันหรอก” ผู้กองตอบพร้อมกับถอนหายใจใส่คนข้างๆ



            “อ่อ เผือกให้ถูกเรื่อง...แต่ว่าผู้กอง” น้ำพูดพลางเสียดาย อดรู้เลย แต่จิตวิญญาณอยากรู้มันไม่ยอมหยุดแค่นั้น เขาตั้งท่าจะถามต่อ แต่ก็เห็นผู้กองหยิบโทรศัพท์มือถือที่กำลังแผดเสียงขึ้นมาเสียก่อน



            “ไม่รับอะ” น้ำบอกอีกฝ่าย เพราะโทรศัพท์ในมือของคุณตำรวจยังส่งเสียงดังต่อเนื่องไม่หยุด ผู้กองก็เอาแต่มองโทรศัพท์แต่ไม่กดรับเสียที น้ำขัดใจ



            “....”



            “ผู้กอง รับสายเสียที โทรมาสองรอบแล้วนี่ ท่าทางจะเป็นธุระด่วนหรือเปล่า” น้ำก็อยากจะเฉยอยู่หรอก แต่เสียงโทรศัพท์มันดังไม่หยุด พอตัดไปแล้วรอบแรก เสียงก็ดังขึ้นมาอีก ปลายทางอาจจะมีเรื่องร้อนรนก็เป็นได้ ว่าก็ว่าเถอะ ไอ้น้ำเองก็อยากรู้เหมือนกัน



            “....” ผู้กองยังนิ่งไม่ตอบ



            “อ้าว ถ้าไม่รับก็ตัดสายไปสิ จะปล่อยให้ดังทำไม” เมื่อเสียงเรียกเข้าดังขึ้นมาเป็นครั้งที่สาม คราวนี้ น้ำเริ่มทนไม่ไหว เขารำคาญขึ้นมาบ้างแล้ว





            “แฟนเก่าน่ะ” ผู้กองบอกสั้นๆ  ไอ้น้ำที่เลิกสนใจแล้วหันกลับมามองตาโต





            “พูดถึงแฟนเก่า แฟนเก่าก็โทรมาเลยแฮะ ไม่สะดวกใจจะรับเหรอ”



            “ไม่เชิง เคยโทรมาก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่งและก็รับไปแล้ว” ตอนนั้นผู้กองรับสายของวรันต์เพราะคิดว่าวรันต์อาจจะมีเรื่องเดือดร้อนมาขอความช่วยเหลือจากเขา แต่ทว่าไม่ใช่ อีกฝ่ายโทรมาเพื่อขอให้กลับมาคบกันเหมือนเดิม



            “โทรมาขอคืนดีแน่เลย” น้ำเดาจากสถานการณ์



            “อืม...ใช่”









            ‘เดาถูกด้วยเว้ย’   ไอ้น้ำคิด









            “แล้วผู้กองอยากคืนดีปะ อยากล่ะสิ ถึงทำท่าลำบากใจแบบนี้ อยากคืนดีก็บอกเขาไปเลย คิดอะไรมากเรื่องแค่นี้เอง” ไอ้น้ำตอบประหนึ่งเป็นกูรูเชี่ยวชาญด้านความรัก



            “รับสายให้หน่อยสิ” ผู้กองปรานต์ยื่นโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นเป็นครั้งที่สี่ให้น้ำ



            “รับทำไม ไม่เอาอะ เรื่องคนสองคน ผมไม่ยุ่งหรอก ไม่อยากเป็นหมา” น้ำปฏิเสธ ไม่ยอม

ช่วย



            “ฉันยังช่วยนายมาหาแม่ตะเคียน นายก็ช่วยฉันคืนหน่อยไม่ได้เหรอไง” ผู้กองหนุ่มทวงบุญคุณจากอีกฝ่าย



            “ช่วยอะไร ช่วยยากๆ ไม่เอานะ” น้ำบ่น เขายอมช่วยก็ได้เห็นว่าผู้กองช่วยเขามาก่อน



            “รับสายรัน แล้วบอกเขาว่าฉันไม่ว่างรับสาย”







น้ำฟังอีกฝ่ายอย่างงุนงง ทำไมถึงใช้คำว่า ‘เขา’ แทนคำว่า ‘เธอ’  กันล่ะ







            ผู้กองปรานต์ตอบและกดรับสายส่งโทรศัพท์มือถือให้น้ำทันที









            งานเข้ากูแล้วมั้ยล่ะ ไอ้น้ำเอ๊ย ตายแน่ๆ





=======================

เขม : น้ำ
น้ำ : ว่าไงลูกพี่
เขม : ชุดไทยน่ะ ฝากแก้บน แม่ตะเคียนด้วยนะ
น้ำ : เจ๊ไปเองดิ ฉันฝากด้วย
เขม : เฮอะ มีผู้กองไปด้วยแล้ว ไม่ต้องมาเนียน
น้ำ : .....
เขม : อย่าทำเป็นเงียบ ไปจัดการเลย
น้ำ: โหด
เขม : ขอบน้ำใจเอ็งมาก (ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้)


ติด Tag ได้เลยค่ะ #LOTTOสื่อรัก #คนบ้าหวย2018

เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13269
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
เกือบจะซื้อตามแล้วนะเนี่ย มองแผงลอตเตอรี่บ่อยมาก 528 แต่ออก 526
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-04-2018 22:46:26 โดย B52 »

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2635
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7

ออฟไลน์ colorofthewind21

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1657
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-1
เอ้าน้ำช่วยผู้กองเขาหน่อยยย

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1866
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
คราวนี้น้ำคงทำตาโต ที่รู้ว่าแฟนผู้กองเป็นผู้ชาย
 :hao3:

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ Readyaoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1

ออฟไลน์ ▶August5th◀

  • it was fate
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +184/-2
เพิ่งเข้ามาอ่าน สนุกมากกกกกกก

น้ำนี่ฮามากๆ ชอบเวลากวนกับผู้กอง ฮ่าๆ

ว่าแต่สงสัยตอนที่กินข้าว อาหารที่น้ำชอบ
แล้วผู้กองบอกว่าอาหารเด็ก  อยากรู้มีอะไรบ้างอ่ะ ฮ่าๆๆ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter

งวดสิบสอง  อยากรู้นะเนี่ย


 
            “เฮ้ย...ฮะ...ฮัลโหล” ไอ้น้ำตกใจเกือบโวยวายแล้วโยนโทรศัพท์ทิ้งไปแล้วมั้ยล่ะ
 


           “พี่ปรานต์ครับ ติดธุระเหรอ รันโทรหาตั้งหลายครั้งแต่พี่ไม่รับเลย เอ๊ะ ไม่ใช่พี่ปรานต์นี่ นั่นใคร” วรันต์ดีใจที่อีกฝ่ายรับ จึงเรียกชื่อคนรักเก่าด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน แต่เมื่อสักครู่นี้ เสียงที่พูดกลับมา ไม่ใช่เสียงของพี่ปรานต์ของเขาเลย น้ำเสียงของวรันต์แปรเปลี่ยนทันที เขาตะคอกถามปลายสายเสียงดัง


            “แล้วใครว่าใช่” น้ำยียวนกลับไป คนไม่รู้จักกันสักหน่อย ทำไมถึงไม่พูดกันดีๆ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร ก็โวยวายตะคอกถามเขาเสียแล้ว


            “แกเป็นใคร มารับโทรศัพท์ของพี่ปรานต์ได้ยังไง แล้วเขาไปไหน เอาโทรศัพท์นี่ไปให้เขาคุยเดี๋ยวนี้!” วรันต์โวยปลายสาย รัวออกมาเป็นชุด ผู้ชายคนนี้เป็นใคร ปกติแล้วปรานต์ไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายของใช้ส่วนตัวถ้าเจ้าตัวไม่อนุญาต แม้กระทั่งเขาเอง ยังไม่มีโอกาสได้แตะโทรศัพท์อีกฝ่ายเลย



             จังหวะนั้นไอ้น้ำก็รีบดึงโทรศัพท์ออกจากหูทันที กลัวว่าหูจะหนวกไปเสียก่อน เขามองผู้กองอย่างคาดโทษ ให้เขามาคุยกับคนบ้าที่ไหนเนี่ย



            “ช่วยพูดดีๆ หน่อยได้มั้ย แล้วผมจะเป็นใครก็ช่างเถอะ คุณไม่ต้องสนใจหรอก รู้ว่าเขาให้ผมรับโทรศัพท์แทนก็พอ และเขาฝากให้ผมบอกคุณว่าตอนนี้เขาไม่สะดวกรับสาย เข้าใจนะครับ ผมวางสายนะ” น้ำพยายามพูดสุภาพกับอีกฝ่ายให้มากที่สุด การที่คนคนหนึ่งพูดไม่ดีกับเขา เขาเองก็ไม่จำเป็นต้องพูดไม่ดีกลับไป

            “เดี๋ยว!! ฉันรู้ว่าเขาอยู่ข้างๆ แกใช่มั้ย เอาโทรศัพท์ไปให้เขา!” น้ำลดโทรศัพท์ลงแล้วถามผู้กอง

            “ถามเขาให้หน่อยว่ามีธุระอะไร” ผู้กองหนุ่มฝากถาม

            “ทำไมไม่คุยกันเองวะ” น้ำบ่นพึมพำ แต่ก็ยอมถามให้

            “เงิน...เรื่องเงิน” วรันต์ตอบห้วน

            ไอ้น้ำถอนหายใจก่อนจะกลายเป็นผู้ส่งสาร เป็นตัวกลางส่งข้อความให้ผู้กอง

            “ส่งโทรศัพท์มา เดี๋ยวฉันคุยเอง” ด้วยความเป็นห่วงคนโทรมา ผู้กองจึงตัดสินใจรับสาย

            “คุยกันแต่แรกก็จบ โยนไปโยนมาให้มากความ” ไอ้น้ำบ่นตามหลังผู้กองที่ยืนห่างออกไปเล็กน้อยเพื่อคุยกับสายปลายทาง

            “ว่าไงครับ” ผู้กองกรอกเสียงลงไป ไอ้น้ำได้ยินคำแรกถึงกับเบ้ปาก พูดเพราะเหลือเกินนะพ่อคุณ

            “ไม่ต้องคืนเงินพี่หรอก เรื่องคอนโดกับรถ พี่ตั้งใจซื้อให้รันตั้งแต่ทีแรกอยู่แล้ว”




           ‘โอ้โห สายเปย์ตัวพ่อนี่หว่า’     น้ำได้ยินแล้วก็อุทานอยู่ในใจ




             น้ำบอกตัวเอง เขาไม่ได้แอบฟังคนคุยโทรศัพท์กันเสียหน่อย แต่อีกฝ่ายคุยเสียงดังจนเขาได้ยินเอง ช่วยไม่ได้



            “ไม่ต้องเกรงใจ รับไว้เถอะ”




            ‘อื้อหือ ใจป้ำ ป๋าสุดๆ’   น้ำยังคิดต่อ เรื่องนี้สนุกแฮะ



            “พี่ไม่เคยโกรธรันเลยครับ”




            ‘จะคืนดีกันมั้ยวะ’      น้ำคิดว่าถ้าดีกัน ตัวเขาคงจะกลายเป็นหมาตามปากแน่นอน




            “อย่ามาเลย ที่นี่ไม่มีที่เที่ยว พี่ไม่อยากให้รันเบื่อ”





            ‘โอย อยากรู้จริงๆ ว่าคุยอะไรกัน เผือกไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเลย ขัดใจโว้ย’



            “ไม่งอนนะครับ พี่ต้องกลับไปทำงานแล้ว แค่นี้นะครับ” ผู้กองพูดจบก็กดวางสาย หันกลับมาเจอคนอายุน้อยกว่าจ้องมองเขาตาแป๋ว ผู้กองมองแล้วคิดขึ้นมา นี่เจ้าเด็กคนนี้ได้ยินอะไรไปบ้างมากน้อยแค่ไหน แต่ทำหน้าทำตาอยากรู้อยากเห็นเพิ่มแบบนี้สงสัยจะได้ยินเรื่องทั้งหมดล่ะมั้ง ไม่เป็นไรหรอก ไม่ได้มีอะไรต้องปิดบังอยู่แล้ว


           .
           .
           .
           .
           .

            “นี่ผู้กอง” หลังจากผ่านวิกฤติโทรศัพท์สายจากแฟนเก่ามาแล้ว น้ำก็ถามอีกฝ่ายขึ้น เมื่อเดินใกล้จะถึงบ้านของตัวเองแล้ว

            “ครับ?” ไอ้น้ำเริ่มจับทางของน้ำเสียงนี้ได้แล้ว คำพูดคำเดียวกัน แต่น้ำเสียงกลับต่างกัน ตอนที่ผู้กองคุยกับแฟนเก่าหรือกลับมาเป็นแฟนคนปัจจุบันนั้น น้ำเสียงติดจะอ่อนโยนกว่านี้มาก ผู้กองคงรักแฟนมากเหมือนกันนะ



            มันช่างคล้ายกันเหลือเกิน คล้ายตัวเขาเวลาที่พูดกับแฟนเหมือนกัน



            แฟน....เก่า....



            “แฟนผู้กองเป็นผู้ชายเหรอ” หลังจากหายตกใจและปะติดปะต่อได้แล้วว่าทำไม ผู้กองถึงใช้คำว่า ‘เขา’แทนคำว่า ‘เธอ’เขาก็เข้าใจ

            “ใช่ ตกใจมั้ย” ผู้กองถาม เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่ใครได้ยินแล้วจะยอมรับมันได้ง่าย


            “ทีแรก งง ต่อมาตกใจ ตอนนี้หายละ” น้ำไล่ตอบความรู้สึกของตัวเองที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

            “ดีแล้ว”

            “ผู้กองโอเคนะ” น้ำอยากรู้เรื่องอื่นๆ ด้วย แต่มารยาทและสามัญสำนึกมันค้ำคออยู่ เขาจึงทำได้เพียงถามอีกฝ่ายแค่คำพูดนี้เท่านั้น

            “อืม ฉันไม่เป็นไร” ผู้กองเองก็ไม่คิดว่าจะได้ยินคำถามนี้เหมือนกัน ไม่เคยมีใครถามเขาว่าเป็นยังไง รู้สึกยังไง แม้กระทั่งวรันต์ คนรักเก่าของเขาเองก็ไม่เคยจะถามเขาสักคำว่า เขาโอเคหรือสบายดีหรือเปล่า เลยสักครั้งเดียว

            “มีอะไรก็บอกผมมาได้ตลอดนะ” น้ำบอกด้วยความเต็มใจ

            “เป็นห่วง?”

            “ใช่ ในฐานะเพื่อนมนุษย์”

            “เปล่าหรอก...ที่ถามแบบนั้นว่าเป็นห่วงฉันหรือเปล่า เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นห่วงหรืออยากรู้กันแน่”


            “อย่ารู้ทันได้มั้ยเล่า” น้ำโวยวายเรื่องที่เขาหว่านพืชหวังผลนั้นถูกจับได้ เขาเลยรีบขึ้นบันไดเข้าบ้านทันทีโดยไม่บอกอีกลาอีกฝ่ายเพราะมันน่าอายที่ถูกมองออก แล้วยิ่งน่าโมโหไปอีกเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะดังไล่หลังตามมา




            ทางด้านของวรันต์หลังจากที่วางสายของคนรักเก่า เขาก็อยากจะทำลายข้าวของภายในห้องทิ้งให้หมด ผู้ชายคนนั้นมันเป็นใคร พี่ปรานต์ถึงให้มันมารับโทรศัพท์ได้ เขาจะต้องไปพิสูจน์ให้เห็นกับตาให้ได้ พี่ปรานต์จะไปจากเขาไม่ได้ เขาไม่ยอม และเขาไม่มีวันยกพี่ปรานต์ให้ใครเป็นอันขาด




            วรันต์ขอประกาศไว้ตรงนี้เลย!



            ชายหนุ่มอยากจะทึ้งหัวตัวเองออกมาให้หายโง่นัก เขาไม่น่าพลั้งปากท้าให้ปรานต์ต้องเลือกระหว่างเขากับงานเลย ปรานต์ที่ใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจมาตั้งแต่เด็ก จนบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้แล้ว ยังไงก็ต้องเลือกงานที่ตัวเองรักมากว่าคนรักแน่นอน



            ตอนนั้น วรันต์เองก็มีชายหนุ่มหน้าใหม่เข้ามา คนใหม่คนนั้นมีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูแล้วน่าจะมีเงินทองไม่น้อยกว่าปรานต์ ยิ่งพอปรานต์บอกเขาว่าจะถูกย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดที่เข้าขั้นเป็นชนบทหรือหมู่บ้านเล็กๆ นั้นก็ทำให้เขากลัวว่าจะถูกอีกฝ่ายขอให้ตามไปอยู่ด้วย เขาทนอยู่ที่นั่นไม่ได้หรอก ยิ่งตอนที่ปรานต์เลือกงานมากกว่าเขาตอนนั้นลึกๆ แล้วเขารู้สึกดีใจเหลือเกิน




            ชีวิตของวรันต์มันต้องเจิดจรัส ไม่ใช่ไปลำบากที่บ้านนอกคอกนาอย่างนั้น



            เขาโมโหที่เดินหมากผิด เพราะไม่คิดว่าผู้ชายคนใหม่นั้นมันก็มาแต่ตัวเหมือนกับเขานั่นแหละ กว่าจะรู้เช่นเห็นชาติก็ผ่านไปร่วมเดือน ทิ้งเพชรงามในมืออย่างผู้กองปรานต์ไปแล้ว โชคยังดีที่เขาไหวตัวทันว่าแฟนใหม่ของเขานั้นเริ่มมีพฤติกรรมขอหยิบยืมเงิน จากหลักพันแล้วเริ่มเข้าหลักหมื่น ทีแรกก็คืนเงินเขา พอเงินเป็นหมื่นก็เริ่มบ่ายเบี่ยงอ้างนั่นอ้างนี่




            เขาแน่ใจแล้วว่ามันต้องไม่มีเงินแน่ๆ ทำไมเขาถึงแน่ใจน่ะเหรอ




            ก็....เพราะนี่มันเป็นมุกเดียวกันกับเขา เวลาที่เขาจะขอเงินจากปรานต์ยังไงล่ะ!



            วรันต์นึกย้อนกลับไป เขายังจำได้ดีว่าวันนั้นเขากำลังเดินอยู่ในซอยกำลังจะกลับบ้าน ระหว่างนั้นก็หยิบโทรศัพท์ออกมาเพื่อรับสายจากเจ้าหนี้ที่ชอบโทรมา ทวงเงินอยู่เป็นประจำ เขาไม่ได้หนีหนี้ ถ้ามีก็ให้ ถ้าไม่มีก็ไม่ให้ ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย จะทำอะไรเขาล่ะ เขาสะดวกแบบนี้ แต่จังหวะที่รับสายก็ถูกมอเตอร์ไซค์ฉกมือถือของเขาไปต่อหน้าต่อตา



            เขาไปถึงสถานีตำรวจก็แจ้งความกับร้อยเวรคนหนึ่ง แต่ด้วยความร้อนใจ วรันต์กลัวไม่ได้โทรศัพท์คืนเพราะรู้ตัวว่าไม่ได้มีเงินมากมายอะไรนัก บ้านของเขายากจนแค่อยู่รอดไปวันๆ เขาเองเรียนไม่จบและไม่อยากทำงานด้วย งานหนักเงินน้อย เขาไม่อยากทำ แล้วถ้าต้องหาเงินมาซื้อโทรศัพท์ใหม่คงจะต้องเดือดร้อนอย่างหนัก แต่ที่เขาห่วงมากที่สุดก็คือเบอร์โทรศัพท์ในเครื่องต่างหาก ถ้ามีลูกค้าโทรหาเขาแล้วไม่ติด เขาจะเอาเงินที่ไหนมาใช้กันล่ะ คิดแล้วก็อยากอาละวาดเพื่อระบายอารมณ์จริงๆ



            “แล้วคุณตำรวจจะจับตัวคนร้ายได้เมื่อไหร่” วรันต์ถามเสียงขุ่น ไร้หางเสียง ไม่มีความสุภาพใดๆ ตอนนี้เขาร้อนใจจะแย่แล้ว ความคุกรุ่นกำลังก่อตัวอยู่ภายใน

            “ทางเราจะรีบจับตัวคนร้ายมาให้ได้ครับ” ตำรวจตอบอย่างสุภาพ

            “ก็แล้วเมื่อไหร่ล่ะ” วรันต์เร่งอีก

            “ทุกอย่างก็เป็นไปตามขั้นตอนครับ”

            “ขั้นตอนอะไรล่ะ ผมอยากได้โทรศัพท์คืนเร็วๆ” วรันต์เริ่มเสียงดังจนคนรอบข้างมอง แต่เขาไม่อายหรอก เขาเรียนรู้มาว่า คนเรามักหน้าบางเพราะเกรงกลัวต่อสายตาคนอื่น แต่เขาไม่กลัวเพราะมันจะทำให้เขาได้สิ่งที่ต้องการเร็วขึ้น


            “มีเรื่องอะไรเหรอ หมวด” เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังของวรันต์ ทำให้ชายหนุ่มต้องเอี้ยวตัวหันไปมอง

            “คุณคนนี้ มาแจ้งความว่าถูกกระชากโทรศัพท์จากคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์ครับ หมวดปรานต์” ร้อยเวรรายงานเพราะตอนนั้นร้อยเวรยศตำแหน่งเป็นร้อยตำรวจตรีแต่คนที่เขากำลังพูดด้วยนั้นยศสูงกว่าเขาหนึ่งขั้น



            วรันต์มองคนถามแล้วก็ถูกใจในรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณก็ดี แต่เสียดายที่เป็นแค่หมวดต๊อกต๋อย มาดแบบนี้น่าจะมียศใหญ่กว่านี้ คิดแล้วก็เสียดาย แต่ถ้าเขาจีบคนนี้ติดแล้วเอาไว้ควงโชว์เพื่อนๆ ก็น่าจะถูกอิจฉาไม่น้อย วรันต์ยิ้มให้ผู้หมวดพร้อมส่งยิ้มหวานไปให้



            เขาดูออกว่าผู้ชายคนตรงหน้าก็เป็นคนมีรสนิยมประเภทเดียวกันกับเขา



            วรันต์หาทางตีสนิทผู้หมวดคนนี้ โดยใช้เรื่องคดีเป็นข้ออ้าง จนในที่สุดปรานต์ที่ตอนนั้นยังเป็นแค่ผู้หมวดก็ใจอ่อน เขาไม่ค่อยรู้เรื่องของปรานต์มากนักเพราะอีกฝ่ายไม่ค่อยพูดถึงเรื่องตัวเองเท่าไหร่ วรันต์จึงรบเร้าขอให้ปรานต์พาเขาไปกราบคุณพ่อคุณแม่ของอีกฝ่ายสักครั้ง อย่างน้อยสถานภาพของตัวบ้านหรือสภาพแวดล้อมก็น่าจะบ่งบอกว่าเขาควรจะทำยังไงต่อกับความสัมพันธ์ของเขากับผู้หมวดปรานต์ และอย่างที่ใจคิด ปรานต์ไม่ได้ขัดใจ



            บ้านหลังใหญ่เด่นตระหง่าน กินพื้นที่ไม่รู้กี่ไร่ต่อกี่ไร่ กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา วรันต์คิดในใจว่าบุญหล่นทับเขาแล้ว ถ้าอยู่กับปรานต์ได้เขาไม่มีวันอดตาย นอกบ้านดูโอ่อ่ายิ่งใหญ่ พอเข้าไปในบ้านก็ยิ่งตะลึง ตื่นตากับเฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้ที่ล้วนเป็นของมีค่ามีราคา ยังไม่นับของเก่าที่วางตั้งโชว์ หรือรูปภาพที่แขวนไว้ มูลค่าคงตีเป็นตัวเลขไม่ได้

            “สวัสดีครับ ผมชื่อวรันต์” วรันต์ยกมือไหว้บิดามารดาของปรานต์ เขามีทำหน้าเลิ่กลั่กเล็กน้อยเพราะคนทั้งคู่ดูมีอายุค่อนข้างมากเลยทีเดียว ดูไม่น่าจะเป็นพ่อแม่ของปรานต์เลยด้วยซ้ำ

            “ไหว้พระเถอะจ้ะ น้องรัน แปลกใจหรือเปล่า พ่อกับแม่ดูเป็นปู่ย่าของตาปรานต์ใช่หรือเปล่าจ๊ะ” คุณหญิงรับไหว้พร้อมกับยิ้มแย้มดูเป็นมิตรกับแฟนของลูกชาย พลางเอ่ยถามราวกับเจอกับเรื่องพวกนี้เป็นปกติ

            “ปะ..เปล่าเลยครับ” วรันต์ปฏิเสธ  ใครจะกล้ายอมรับกันล่ะ


            “ปรานต์ เขาเป็นลูกหลงจ้ะ หลังจากที่แม่คลอดตาปรัชญ์มา พี่ชายของปรานต์เขาน่ะ แม่ก็พยายามที่จะมีลูกให้พ่อเขาอีกคน พยายามทุกทางจนหมดหวัง ไม่นึกว่าผ่านมาอีกสิบห้าปี ฟ้าจะส่งปรานต์มาเกิดจ้ะ”

            “เหรอครับ”

            “ทุกคนเลยรุมเอาใจใหญ่เลยล่ะ ยิ่งพ่อกับพี่ชายเขานะ ทั้งรักทั้งหลงเขาเลยล่ะ” คุณหญิงเล่าด้วยความเอ็นดู

            “มีแต่ผมเสียที่ไหนที่เห่อลูก คุณเองก็ใช่ย่อย ประคบประหงมตาปรานต์จนเกือบจะเสียคน ยิ่งพอรู้ว่าอยากเป็นตำรวจ ใครกันล่ะที่ร้องไห้จนเหนื่อย เพราะกลัวลูกจะเจ็บ” คุณปราบ เจ้าของบ้านทนอยู่เฉยไม่ไหว เลยพูดชี้แจงขึ้นมาบ้าง

            “พ่อกับแม่ อย่าเล่าเลยครับ รันเขางงไปหมดแล้ว” ปรานต์รู้สึกเขินที่พ่อกับแม่พูดเรื่องของเขาให้คนรักฟัง

            “ไม่เป็นไรครับ น่ารักดี คุณแม่เล่าเยอะๆ สิครับ พี่ปรานต์ เขาไม่ค่อยเล่าเรื่องตัวเองให้รันฟังเลย” วรันต์ตอบพลางประจบมารดาของอีกฝ่าย ในใจก็คิดว่าเขาช่างโชคดีอะไรเช่นนี้ พ่อแม่ทั้งรุมรักตามใจ เขาคงจะหาเงินจากอีกฝ่ายได้ไม่ยาก




            บทสนทนาดำเนินต่อไปได้อย่างไหลลื่นเพราะวรันต์มีเป็นคนคุยเก่งอยู่แล้ว เขาชวนเจ้าบ้านและทุกคนคุยด้วยไม่มีอาการเก้อเขินแต่อย่างใด ปรานต์เห็นอย่างนั้นก็เบาใจที่วรันต์เข้ากับครอบครัวของเขาได้ นอกเสียจากสายตาของคนอาบน้ำร้อนมาก่อนทั้งสองคนจะมองออกว่า เรื่องที่วรันต์คุยมันมีแต่ทรัพย์สิน หุ้น บริษัทของบ้านนี้ต่างหากล่ะ



            แต่เอาเถอะ คุณหญิงถือคติว่า ลูกเรารักใคร เราก็ต้องรักด้วย


            “พี่ปรานต์ วันนี้ว่างหรือเปล่าครับ” วรันต์โทรหาคนรักในวันหนึ่งพร้อมใส่น้ำเสียงหวานลงไปเล็กน้อย

            “วันนี้พี่ว่างช่วงบ่ายครับ ตอนเช้าพี่จะพาคุณแม่ไปโรงพยาบาลก่อนครับ”

            “คุณแม่เป็นอะไรหรือครับ” วรันต์ถามไปตามมารยาท แสร้งใส่ความร้อนรนลงไปด้วย ปรานต์ได้ยินก็ดีใจที่คนรักเป็นห่วงมารดาของเขา


            “คุณแม่สบายดี พี่พาคุณแม่ไปตรวจสุขภาพประจำปีเฉยๆ”


            “เหรอครับ โล่งอกไปที”

            “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวช่วงบ่าย พอส่งคุณแม่เสร็จแล้วให้พี่เข้าไปรับที่บ้านมั้ย” ปรานต์เสนอตัว
เหมือนเช่นเคย


“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวรันให้คนที่บ้านไปส่ง พี่ปรานต์อย่าลำบากเลย ไปเจอกันที่นี่นะครับ” วรันต์บอกสถานที่พร้อมกับเลือกปฏิเสธเหมือนทุกครั้ง จะให้อีกฝ่ายมาเห็นบ้านซอมซ่อของเขาได้ยังไง ความก็แตกกันพอดี


            “ครับ”

            “รันจะดูคอนโดเหรอ” สถานที่นัดหมายของวรันต์คือโชว์รูมคอนโดแห่งหนึ่ง

            “ครับ ที่อยู่ที่เดิมมันแคบแล้วของรันก็เยอะ เข้าไปดูกันนะครับ”

            “เอาสิ พี่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องพวกนี้ รันอาจจะเบื่อแต่ถ้ารันอยากดูก็เข้าไปดูกันก่อนก็ได้ครับ”

            “ครับ” วรันต์ตอบพลางกดจมูกลงแก้มอีกฝ่ายเพื่อเอาใจ แผนการแรกกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี

            “ชอบหรือเปล่า” เดินดูห้องตัวอย่างจนครบ ปรานต์ก็เอ่ยถามวรันต์

            “ชอบครับ แต่...”

            “หืม อะไรเหรอ”

            “รันอยากย้ายตอนนี้เลย แต่ติดว่าคุณแม่อยากให้รันขายห้องเก่าให้ได้ก่อน บ่นว่าไม่อยากให้รันเคยตัว ได้ของอะไรมาง่ายๆ รันเลยต้องรอขายห้องก่อนแล้วสมัยนี้ห้องก็ขายยากเหลือเกิน” วรันต์ตีหน้าเศร้า ห้อง เหิ้ง เขามีที่ไหนกันล่ะ มันก็เป็นแค่ข้ออ้างที่จะขอเท่านั้นแหละ

            “มีอะไรให้พี่ช่วยหรือเปล่า”

            “คือ...รันอยากจะขอยืมเงินพี่ปรานต์ก่อน ระหว่างนี้รันจะผ่อนกับพี่เอง แล้วถ้าห้องขายได้เมื่อไหร่ รันจะโอนเงินให้พี่คืนหมดเลย ได้มั้ยครับ” วรันต์สบโอกาสเหมาะรีบบอกความต้องการพร้อมกับช้อนตามองปรานต์ ดวงตาและท่าทางแบบนี้มันใช้ได้ผลทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ดูจะเป็นเงินมูลค่าของที่สูงไปเสียหน่อย แต่วรันต์ก็มั่นใจว่า ปรานต์ไม่น่าจะติดใจเรื่องเงิน

            “อืม...เอาอย่างนั้นเหรอ”

            “นะครับ รันอยากได้จริงๆ” วรันต์ส่งลูกอ้อนไปอีกหนึ่งลูก

            “ตกลง ถ้าอย่างนั้นรอแป๊ปพี่ไปหยิบสมุดเช็คที่รถก่อน”

            “ขอบคุณครับ พี่ปรานต์ ใจดีที่สุดเลย วันนี้รันจะดูแลพี่ปรานต์อย่างดีเลยนะครับ” วรันต์กระโดดกอดพร้อมทั้งหอมแก้มอีกฝ่าย โดยไม่ได้สนใจสายตาของคนอื่น โชคดีว่าทั้งคู่อยู่ในห้องตัวอย่างและพนักงานที่มาแนะนำก็เพิ่งเดินออกไปเมื่อสักครู่นี้

            “ไม่เป็นไร พี่เต็มใจ”




            ในที่สุดเช็คใบนั้นก็มาอยู่ในมือของวรันต์ คนรักของเขาใจดีพร้อมกับบวกเงินค่าตกแต่งมาให้ด้วย วรันต์มองตัวเลขเจ็ดหลักในกระดาษใบนั้นแล้วก็ยิ้มให้กับความโชคดีของตัวเอง  เห็นตัวเลขแล้วก็พลันเสียดาย ด้วยกลัวว่าปรานต์จะไม่มีเงินสดจ่ายคอนโด เขาเลยเลือกไกลเมืองออกมาสักหน่อยเพราะจะได้ราคาถูกลง แต่ที่ไหนได้อีกฝ่ายกลับมีสมุดเช็คพร้อมเซ็นอยู่ในรถ น่าจะเอาที่แพงกว่านี้อีกสักหน่อย ถ้าอย่างนั้น ของชิ้นใหม่ รถยนต์ต้องราคาสูงสักหน่อยล่ะ




            วรันต์หาวิธีที่จะเอาเงินจากปรานต์มาได้ไม่น้อย ไม่ว่าจะทำเป็นขอยืม ทำเป็นเงินขาดมือกะทันหัน สารพัดจะเอาข้ออ้างต่างๆ นานามาใช้ ตั้งแต่คบกับอีกฝ่าย ทำให้เขาก็ไม่เคยต้องรับลูกค้าอีกเลย เพราะปรานต์จ่ายให้เขามากกว่าเสี่ยพวกนั้นเสียอีก เขาอยากได้อะไร ปรานต์ก็ซื้อให้โดยไม่เคยขัด แม้แต่เรื่องบนเตียง เห็นผู้หมวดนิ่งๆ แบบนั้น ลีลาแพรวพราวไม่เบา ถ้าจะมีข้อเสียก็คงเป็นอย่างเดียว



            ปรานต์น่าเบื่อเกินไป ผู้หมวดใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ค่อยแสดงฐานะของตัวเอง วันๆ ทำแต่งาน ทำให้คนชอบเข้าสังคมอย่างเขารู้สึกอึดอัดไม่น้อย ยิ่งเวลาไปเที่ยวกลางคืน ปรานต์จะมาทำหน้าที่แค่มารับเขากลับคอนโดเท่านั้น แต่ไม่เข้ามาร่วมวงด้วย มันทำให้เขาค่อนข้างเบื่อชีวิตที่ไร้รสชาติของคนรัก




            ชายหนุ่มเคยคิดที่จะตีตนออกห่างจากปรานต์หลังจากที่ได้ทั้งคอนโดและรถ เพราะความน่าเบื่อ แต่เขาก็ตัดใจเลิกอีกฝ่ายไม่ลงสักทีเพราะข้อดีของผู้หมวดปรานต์ก็ทำให้เขาลังเล



            เพราะผู้หมวดนั้นโง่



            โง่ที่ให้เขาหลอกง่ายเหลือเกิน



            ถ้าเขาหาข้าวสารถังใหม่ได้เมื่อไหร่ เขาคงจะสลัดผู้ชายคนนี้ไปอย่างไม่ใยดี วรันต์มั่นใจว่าเขาฉลาดดูคนออก แต่เขาก็พลาดที่คิดว่าถังใบใหญ่ใบใหม่นั้นคงมีข้าวสารเต็มถัง แต่พอเปิดดูกลับพบว่าถังนั้นว่างเปล่า ซ้ำถังใบเก่า เขาก็เทข้าวสารนั้นทิ้งไปจนหมดแล้ว



            ตอนนี้เขาจึงไม่เหลือข้าวสารสักถัง





            ไอ้น้ำพอขึ้นบันไดบ้านมาก็ข่มอาการเขินของตนเองไว้ได้แล้ว จึงเดินไปเคาะประตูห้องเพื่อเข้าไปหามารดา ตั้งใจจะถามไถ่อาการอีกครั้ง เคาะได้สองสามครั้งก็เงียบ เขาจึงตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป พบแม่น้อยนอนหลับอยู่แต่เหงื่อซึมผุดเต็มหน้าผาก น้ำเห็นก็เอะใจ รีบจับตัวแม่น้อย ตัวเย็นเฉียบ เขาจะต้องรีบพาแม่ไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้




            เขาจะต้องรีบหารถเพื่อพาแม่ไปในเมืองอย่างเร่งด่วน ข้อเสียที่เขาลืมคิดที่ไม่ซื้อรถยนต์ไว้
ติดบ้านก็คือเรื่องนี้ เขาน่าจะคิดได้ พอมาถึงนาทีฉุกเฉินแบบนี้ มันก็ไม่ทันแล้ว



            “แม่ๆ แม่จ๊ะ ตื่นสิแม่ แม่ตื่นขึ้นมาก่อน แม่อย่าเป็นอะไรนะ ฉันอยู่ไม่ได้นะแม่” น้ำตะโกนปลุกแม่เสียงดังพร้อมเขย่าตัวไปด้วย แต่มารดาก็ไม่ได้สติ เขาร้อนรนจะทำอะไรจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว

            “เกิดอะไรขึ้น น้ำ” ผู้กองที่กำลังจะเดินกลับไปบ้านพักได้ยินเสียงของน้ำดังลั่นบ้าน เขาจึงรีบวิ่งขึ้นบันไดไปดูตามต้นเสียงที่ดัง

            “แม่.. แม่เป็นอะไรไม่รู้ ตัวเย็นเฉียบเลย” น้ำรีบบอกผู้กอง

            “รอฉันอยู่นี่ เดี๋ยวฉันไปเอารถก่อน”

            “อือ มาเร็วๆ นะ” เขาออกคำสั่งกับผู้กอง คนที่มีน้ำใจช่วยเหลือ นาทีนี้น้ำไม่สนใจแล้ว ความปลอดภัยของแม่น้อยสำคัญต่อเขาที่สุด



            ไม่รู้ว่าผู้กองรีบไปแค่ไหน ถึงขับรถมาจอดหน้าบ้านเขาได้ภายในเวลาไม่กี่นาที แต่เขารู้สึกว่าการรอคอยนั้นมันยาวนานเหลือเกิน เขากำลังจะขาดใจเพราะผู้หญิงที่เขารักมากที่สุด




            ความเจ็บปวดมันกัดกินใจเขาอย่างรวดเร็ว มันทรมานเหลือเกิน ความรู้สึกนี้มันเทียบไม่ได้เลยกับตอนนั้นที่เขาอกหัก จากผู้หญิงคนหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเขา คนที่เขาเคยคิดว่ารักมากที่สุดเช่นกัน




            น้ำอุ้มแม่น้อยลงบันไดไปขึ้นรถที่เปิดประตูด้านหลังรอไว้อยู่แล้ว เขานั่งอยู่ด้านหลังโดยมีแม่นอนหนุนตักเขาอยู่
เขาลูบเนื้อลูบตัวของมารดา พลางเรียกอีกฝ่ายเป็นระยะ หวังให้แม่น้อยได้ยินเสียงของตนเอง


            “น้ำ” เสียงเรียกดังจากผู้กองที่กำลังขับรถให้



            “หือ” น้ำเอ่ยรับ โดยไม่ละสายตาจากแม่น้อยเลย



            “อย่าร้องไห้เลย แม่น้อยไม่เป็นไรอะไรหรอก” ผู้กองปลอบ





            น้ำไม่รู้ตัวเลยว่าเขากำลังร้องไห้อยู่ จนกระทั่งผู้กองทักขึ้นมา





=======================

ขออภัยที่หายไปในวันศุกร์นะคะ พอดีเขมไปทำภารกิจ ตามปู้จาย ไอ้น้ำของทุกคนเลยมาช้าไปหน่อย  :mew3:

และเราก็ได้รู้จักชีวิตรักของผู้กองมากขึ้นอีกนิดแล้ววววววววววว กับความเผือกของไอ้น้ำนั้น ฮ่าาา
ตอนนี้มีหลายโหมดหน่อย ปรับอารมณ์กันทันมั้ยคะ

อ่านอย่างมีความสุขนะคะ

รักค่าา // เขมกันต์


ติด Tag ได้เลยค่ะ #LOTTOสื่อรัก #คนบ้าหวย2018


เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan


ออฟไลน์ colorofthewind21

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1657
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-1
คุณแม่อย่าเป็นอะไรนะ แต่แฟนเก่าผู้กองนิสัยแย่มากนะ ผู้กองดูไม่ออกจริงๆเหรอ หรือความรักมันบังตา

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1866
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
 :a5:
คุณแม่อย่าเป็นอะไรนะ สงสารน้ำจัง แฟนเก่าผู้หมวดนี่ร้ายไม่เบาเลยนะ

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2635
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7

ออฟไลน์ Readyaoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
แม่น้ำเป็นอะไรฮืออ

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Pin_12442

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 249
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
แม่น้อย อย่าเป็นไรนะ

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter


งวดสิบสาม อยู่ๆ ก็มีแต่เธอปรากฎในหัวใจ





 
            น้ำกระวีกระวาดอุ้มแม่น้อยลงจากรถเมื่อถึงที่หมาย บุรุษพยาบาลรีบเข็นเตียงมารับคนไข้และเข็นเข้าห้องฉุกเฉินไปอย่างรวดเร็ว ไอ้น้ำที่เตรียมจะเข้าไปด้วยก็ถูกกันไว้ให้ยืนรออยู่ด้านนอก เขาไม่รู้จะทำตัวยังไง จะนั่งเฉยก็ทนไม่ไหว จึงลุกขึ้นเดินไปเดินมาอยู่หน้าห้องนั้นไม่หยุด



            “จ่าสมคิด วันนี้ผมติดธุระนิดหน่อย จะเข้าไปที่สถานีตำรวจสายหน่อย ถ้ามีเรื่องด่วนโทรเข้ามือถือผมได้ตลอดเวลาเลยนะจ่า” ผู้กองปรานต์โทรศัพท์บอกผู้ใต้บังคับบัญชา


            “ครับ ผู้กอง”

            “จับตาดูเภสัชกร ร้านขายยาที่ตลาดให้ด้วย”

            “ผู้กองสงสัยคนขายยาเหรอครับ”

            “ใครก็น่าสงสัยทั้งนั้น จริงมั้ยจ่า” ผู้กองตอบเหมือนกับที่ตอบไอ้น้ำไม่ผิดเพี้ยน ถ้าไอ้น้ำได้ยินคงดีใจว่าผู้กองไม่ได้ตั้งใจปิดบังคดีกับเขาเพียงคนเดียว

            “ครับ” จ่าสมคิดรับคำ ผู้กองได้ยินแล้วจึงกดวางสายเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงก็พลันเห็นคนเดินเป็นหนูติดจั่นอยู่ตรงหน้าห้องฉุกเฉิน

            “น้ำ หยุดเดินได้แล้ว” ผู้กองเข้าไปจับไหล่ของน้ำเอาไว้ เพราะเด็กห่วงแม่คนนี้กำลังทำให้เขาตาลาย

            “แม่จะเป็นอะไรมั้ย ผู้กอง”

            “ถึงมือหมอแล้วไม่ต้องห่วง แม่น้อยไม่เป็นอะไรหรอก แล้วก็หยุดร้องไห้เถอะ ไม่อายคนอื่นเหรอ” ผู้ชายคนหนึ่งอายุอานามก็เข้าสู่เบญจเพส มายืนร้องไห้แบบนี้ คนก็พากันมอง

            “ผู้กองว่าอย่างนั้นเหรอ” ไอ้น้ำยกมือเช็ดน้ำตาที่อาบแก้มลวกๆ เขาไม่ใช่คนที่ชอบร้องไห้เท่าไหร่ นับจากครั้งสุดท้ายที่อกหักแล้ว ก็ไม่เคยร้องไห้อีกเลย

            “เช็ดเบาๆ สิ เช็ดแรงแบบนั้น หน้าก็ช้ำหมดพอดี” ผู้กองหนุ่มฉวยข้อมือของอีกฝ่ายได้ทัน ก่อนจะล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดให้คนร้องไห้อย่างเบามือ น้ำที่ไม่รู้ตัวเลยมีอาการตกใจ ยืนตัวแข็งทื่อตรงหน้าผู้กอง เขาไม่คิดว่าจะได้รับความอ่อนโยนจากผู้กองในสถานการณ์แบบนี้

            “เอ่อ..ผู้กอง.. ดะ...เดี๋ยวฉันเช็ดเอง” น้ำบอกเมื่อหายตกใจ แต่ความเขินอายกลับเข้ามาแทนที่

            “อืม...เอ้านี่” ผู้กองหนุ่มก็ได้สติคืนมาเหมือนกัน เลยยื่นผ้าเช็ดหน้าของตนเองให้ไป พร้อมกับดึงร่างของน้ำให้มานั่งเสียที



            บุตรชายของแม่น้อยนั่งกระสับกระส่ายรอคุณหมอออกมาจากประตูห้องฉุกเฉิน เขาอยากจะลุกเดินไปเกาะหน้าประตูนั้นเสียจริง ถ้าไม่ติดสายตาของผู้กองที่มองปรามมาที่เขาเป็นระยะ ทำให้เขาต้องพยายามทำตัวนั่งเฉยๆ ให้มากที่สุด แต่ในใจแทบทะลุไปหลังประตูกั้นนั้นแล้ว



            ในที่สุดประตูที่เขารอคอยเฝ้ามองอยู่ตลอดเวลาก็ถูกเปิดออกมา น้ำรีบปรี่เข้าไปหาคุณหมอโดยไม่รอช้า เขาเป็นห่วงอาการของแม่น้อยจนเกินจะทนอดทนไหวแล้ว ผู้กองเห็นก็ไม่ว่าอะไร ลุกขึ้นตามอีกฝ่ายไป

            “คุณหมอ แม่ผมเป็นยังไงบ้างครับ” น้ำถามคุณหมออย่างรวดเร็ว

            “แม่ของคุณตอนนี้ หมอคงต้องให้นอนพักที่โรงพยาบาลเพื่อรอดูอาการสักคืนสองคืน อ้าวผู้กองปรานต์ สวัสดีครับ” คุณหมอบอกคนตรงหน้าที่เป็นญาติของคนไข้ เมื่อมองเลยมาทางด้านหลังจึงพบผู้กองที่เขาเคยเจอเมื่อครั้งก่อนที่ไปชันสูตรศพของคุณพัด

            “สวัสดีครับ คุณหมอหัสนัย”

            “มาด้วยกันเหรอครับ” คุณหมอถาม

            “ใช่ครับ พอดีแม่ของน้ำเขาไม่สบาย ผมอยู่แถวนั้นพอดีเลยพามาส่งโรงพยาบาล” ผู้กองอธิบาย

            “อ่อ ผู้กองนี่เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริงเลยนะครับ” คุณหมอกล่าวชมจากใจ

            “ไม่ถึงอย่างนั้นหรอกครับ ช่วยอะไรได้ก็ช่วยๆ กันไปครับ” ผู้กองหนุ่มตอบแก้ความกระดากที่ถูกชมต่อหน้า

            “กลับไปคุยกันที่บ้านมั้ยครับ ผมขอถามอาการของคุณแม่ของผมก่อนได้มั้ย” น้ำเหล่มองคนทั้งคู่ อะไรกัน เขาเป็นห่วงแม่แทบแย่ ทั้งสองคนยังมายืนคุยด้วยเรื่องอะไรก็ไม่รู้

            “ขอโทษครับ คุณน้ำใช่มั้ย เมื่อสักครู่นี้ผมได้ยินผู้กองเรียก”

            “ครับ”

            “คืออย่างนี้ครับ คนไข้เป็นอาหารเป็นพิษครับ โชคดีมากที่คุณพาคนไข้มาได้ทันก่อนจะช็อคไปเสียก่อน” คุณหมออธิบายด้วยท่าทีนิ่งสงบเพราะไม่อยากให้ญาติคนไข้ตกใจ แต่ก็ดูเหมือนไม่ได้ช่วยอะไรเพราะดวงตาของไอ้น้ำเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจอย่างที่สุด

            “แม่ไม่เป็นไรอะไรแล้วเหรอครับ” คุณหมอบอกไม่ต้องเป็นห่วงแม่น้อย ได้รู้ว่าเป็นโรคอะไรแบบนี้จะไม่ห่วงได้ยังไง ถึงกับนอนไม่ได้สติแบบนั้น

            “หมอยังตอบไม่ได้ครับ เลยอยากให้คนไข้พักที่นี่เพื่อรอดูอาการครับ ถ้าไม่มีอะไรน่าวิตก วันสองวันก็กลับบ้านได้”

            “แม่ผมจะไม่เป็นไรใช่มั้ย คุณหมอ” ไอ้น้ำถาม เขาไม่มีอะไรรับประกันได้เลยนอกจากคำพูดของคุณหมอที่จะทำให้เบาใจขึ้น

            “ผมจะให้พยาบาลเฝ้าดูอาการอย่างไม่ให้คลาดสายตาเลยนะครับ ยังไงแล้วรบกวนคุณน้ำไปทำเรื่องจองเตียงกับพยาบาลได้เลย ไม่ติดอะไรใช่มั้ยครับ” คุณหมอถามเพราะเขาบอกไปตามหน้าที่ แต่เรื่องเงินก็มีความจำเป็นเหมือนกัน เลยต้องสอบถามญาติคนไข้ก่อน

            “ไม่ติดครับ เดี๋ยวผมจะไปทำเรื่องเดี๋ยวนี้เลยครับ ขอบคุณครับคุณหมอ”

            “ไม่เป็นไรครับ หน้าที่ของหมออยู่แล้ว ขอตัวนะครับ คุณน้ำ ผู้กอง” คุณหมอหัสนัยผงกศีรษะเป็นเชิงขอตัวกลับไปทำงานต่อ

            “เชิญครับ” ผู้กองตอบแล้วหันไปมองไอ้น้ำที่ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างกับเขา

            “ผู้กองกลับไปก่อนก็ได้นะ ไม่ต้องอยู่รอฉันหรอก เสียเวลาเปล่าๆ ฉันยังต้องไปทำเรื่องอีกหลายอย่าง”

            “ไม่เป็นไร นายไม่ต้องห่วงฉันหรอก”

            “ไม่ได้เป็นห่วงผู้กอง แต่ไม่อยากให้ขาดงาน”

            “ฉันบอกจ่าที่ สน. เอาไว้แล้ว”

            “อืม ถ้าอย่างนั้นฉันไปทำเรื่องจองเตียงก่อน”

            “ฉันไปด้วย” ทั้งสองคนเดินตามพยาบาลไปทำเรื่องจนทุกอย่างเรียบร้อย



            ไอ้น้ำจองห้องที่ดีที่สุดให้มารดาเท่าที่เขาจะจ่ายไหว โชคดีว่าเป็นโรงพยาบาลตามต่างจังหวัดมันเลยไม่ได้แพงจนหูฉี่เมื่อเทียบเท่ากับราคาห้องในกรุงเทพฯ บวกกับความรอบคอบของแม่น้อยที่ทำประกันไว้มากมายนั้นก็ช่วยสถานการณ์พวกนี้ได้ดีทีเดียว เขาแค่สำรองจ่ายไปก่อน ภายหลังก็ทำเรื่องเบิกเงินคืน


            เขาเดินเข้าห้องพักที่แม่ของเขาถูกย้ายเข้ามานอนอยู่ก่อนแล้ว แม่น้อยมีสีหน้าดีขึ้นมาก ไม่ขาวซีดอย่างทีแรก คาดว่าอาการปวดท้องคงจะทุเลาลงบ้างแล้ว แต่ยังหลับอยู่เพราะฤทธิ์ยาที่คุณหมอจ่ายให้ผ่านทางสายน้ำเกลือ เห็นใบหน้าของแม่เริ่มสดใส ไอ้น้อยก็เริ่มหายใจคล่องคอ

            “รู้สึกดีขึ้นมั้ย” ผู้กองปรานต์ถามน้ำที่ยืนจับมือแม่ของตนเองอยู่ข้างเตียง

            “อืม ขอบคุณนะผู้กองที่พามา ถ้าไม่ได้ผู้กอง ฉันคงต้องไปหารถมารับแม่อีกพักใหญ่ ไม่รู้ตอนนั้นแม่จะเป็นยังไงบ้าง” พอพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนเช้า ไอ้น้ำก็ใจหายอีกครา ใจของเขาลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม มันทรมานแค่ไหนไม่มีใครจะรู้ซึ้งได้เท่าเขา

            “เรื่องมันผ่านไปแล้ว ไม่ต้องกลับไปคิดอีกหรอก” ผู้กองบอก

            “ครับ”

            “แล้วนี่จะกลับบ้านหรือยังไง”

            “ฉันตั้งใจจะกลับไปเอาของแล้วจะมานอนเฝ้าแม่”

            “ถ้าเอ็งมาเฝ้าแม่แล้วใครจะอยู่เป็นเพื่อนยายฝนล่ะ ไม่ได้นะ แม่เป็นห่วง” จู่ๆ คนที่คิดว่ากำลังหลับก็พูดขึ้น

            “แม่ ตื่นแล้วเหรอจ๊ะ”

            “ยัง ข้าละเมอ” แม่น้อยถึงจะเจ็บแต่ก็ไม่ลืมที่จะมีอารมณ์ตลกขบขัน

            “แม่ก็ ยังล้อฉันเล่นอีก แล้วเป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนมั้ย หรือไม่สบายตัวตรงไหนหรือเปล่า” น้ำถามด้วยความเป็นห่วง

            “ดีขึ้นแล้ว ข้าไม่ได้เป็นอะไรมาก เอ็งก็วิตกเกินไป” แม่น้อยตบหลังมือของบุตรชาย

            “จะไม่ให้วิตกได้ยังไง แม่นอนไม่ได้สติแบบนั้น ฉันก็กลัวสิ”

            “สวัสดีครับ แม่น้อย” ผู้กองยกมือไหว้

            “อ้าว ผู้กองมาได้ยังไงจ๊ะ”

            “ผู้กองเขาขับรถมาส่งเราสองคนจ้ะแม่” น้ำอธิบายให้มารดาฟัง

            “จริงเหรอ ขอบคุณมากนะจ๊ะผู้กอง” แม่น้อยประหลาดใจรีบกล่าวขอบคุณในน้ำใจของผู้กอง

            “ไม่เป็นไรครับ ผมเต็มใจ”

            “คืนนี้ฉันมานอนเฝ้าแม่นะ”

            “ได้ยังไง แล้วยายฝนเล่า อยู่บ้านคนเดียว อันตรายๆ น้องเป็นผู้หญิง ไม่ได้ แม่เป็นห่วง”
แม่น้อยอดไม่สบายใจไม่ได้ น้ำฝนยิ่งอยู่ในวัยกำลังโตอยู่ด้วย นางยิ่งเป็นห่วงเหลือเกิน

            “ฉันก็เป็นห่วงแม่เหมือนกันนี่นา” น้ำบ่นอุบ

            “เอาอย่างนี้ ให้ยายฝนมานอนกับแม่ ส่วนเอ็งก็นอนเฝ้าบ้านไปดีมั้ย” แม่น้อยออกความเห็นที่พอจะแก้ปัญหาได้ทั้งสองฝ่าย


            “ไม่ดีจ้ะ ถ้าอย่างนั้น ฉันกับยายฝนมานอนที่นี่เลยละกัน” น้ำไม่เห็นด้วย เขาก็อยากมานอน
เฝ้าแม่เหมือนกับน้องสาว

            “จะนอนได้ยังไง เอ็งเห็นมั้ย ที่นอนมีพอแค่สำหรับคนเดียว แถมยังเป็นโซฟาอันเล็ก ขืนเอ็งมานอนก็จะได้นอนขดเป็นกุ้งพอดี พอดีพอร้ายจะปวดหลังไปอีก ไม่ต้องหรอกให้ยายฝนมานอนเป็นเพื่อนแม่น่ะดีแล้ว” แม่น้อยตัดสินใจสรุปเรื่อง

            “แม่...แต่ฉันอยากมาเฝ้า” น้ำยังไม่ยอมละความพยายาม

            “อย่าทู่ซี้เถียงข้าเป็นเด็กๆ ได้มั้ย เอ็งโตแล้วนะไอ้น้ำ ไม่อายผู้กองเขาบ้างหรือ” เห็นว่าลูกชายของตนเองคงจะดื้อแพ่งต่อไปแน่ๆ แม่น้อยจึงดุบุตรชาย

            “ก็ได้จ้ะ” น้ำรับคำแต่ก็หน้ามุ่ยลง เขาก็อยากเฝ้าแม่เหมือนกันนี่นา

            “ข้ารู้ว่าเอ็งหวังดี อยากเฝ้าข้า แต่ให้ยายฝนมาดูแลข้าดีกว่า ผู้หญิงเหมือนกัน เอ็งก็เฝ้าบ้านเถอะ ถ้าเอ็งไม่อยู่ข้าก็คงอดห่วงบ้านไม่ได้” แม่น้อยลูบหลังมือของบุตรชายเบาๆ เป็นการปลอบใจ

            “จ้ะ แล้วแม่อยากได้อะไรมั้ย ฉันจะกลับไปเตรียมไว้ให้ พอยายฝนกลับบ้านก็จะให้ถือติดมือมาที่นี่ด้วย”

            “อืม ข้าวของเครื่องใช้นั่นแหละ ยายฝนมันรู้ บอกมันก็ได้ เดี๋ยวมันจัดการเอง เอ็งไปหยิบเงินให้ยายฝนแล้วกัน มาเป็นค่าใช้จ่ายของข้า” แม่น้อยบอก เรื่องเงินพวกนี้ ไอ้น้ำรู้ที่อยู่ของมันเป็นอย่างดี นางเลยไม่ต้องกระอักกระอ่วนบอกที่เก็บเงินต่อหน้าคนนอกอย่างผู้กอง



            ก๊อก...ก๊อก...



            “ขอวัดความดันหน่อยค่ะ” พยาบาลเคาะประตูบอกเป็นสัญญาณแล้วลากรถเข็นที่มีเครื่องวัดความดันเข้ามา พร้อมส่งรอยยิ้มมาให้คนในห้องขณะที่เดินเข้ามา

            “จ้ะ”

            “ถ้าอย่างนั้นฉันกลับบ้านก่อนนะแม่ ขาดเหลืออะไรก็โทรบอกฉันได้เลย เดี๋ยวฉันจดเบอร์ทิ้งไว้ตรงนี้” ไอ้น้ำจดเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองลงบนกระดาษที่อยู่ตรงข้างโทรศัพท์ใกล้ๆ เตียงของแม่

            “อืม กลับดีๆ ล่ะ”

            “จ้ะ”

            “ขอบคุณมากนะ ผู้กอง” แม่น้อยไม่ลืมขอบคุณผู้กองปรานต์อีกครั้ง

            “ครับ” ผู้กองยิ้มให้แม่น้อย จังหวะเดียวกับที่นางพยาบาลที่อายุอานามน่าจะรุ่นๆ เดียวกับไอ้น้ำหันมาพอดี ถึงกับมองผู้กองอย่างกับโดนมนต์สะกดยังไงอย่างนั้น



            ไอ้น้ำเห็นแล้วก็เบ้ปาก เสน่ห์แรงจริงพ่อคุ๊ณ


            ชายหนุ่มคันปากยิบๆ อยากบอกนางพยาบาลคนนั้นว่า ต่อให้คุณพยาบาลจะสวยหยาดฟ้ามาดินมากแค่ไหน ผู้กองคนนี้ก็ไม่มองหรอก เพราะเขาไม่ได้ชอบผู้หญิง อกหักตั้งแต่ไม่เริ่มเลยล่ะนะ ขอแสดงความเสียใจมา ณ ที่นี้

            “ไปไหนต่อ หรือต้องไปรอรับน้ำฝนที่โรงเรียน” ผู้กองถามพลางขณะขับรถออกมาจากโรงพยาบาล

            “กลับบ้านเลย ขืนไปรอตอนนี้คงรอหลายชั่วโมงกว่าโรงเรียนจะเลิก” น้ำหันไปบอกคนข้างๆ เพราะตอนนี้ เพิ่งจะเที่ยงตรง

            “แล้วน้ำฝนจะกลับบ้านยังไง”

            “มีรถประจำมารับมาส่งระหว่างบ้านกับโรงเรียน ผู้กองไม่ต้องเป็นห่วงมันหรอก”

            “อย่างนั้นเหรอ เหมือนรถตู้โรงเรียนใช่มั้ย” ผู้กองปรานต์ถาม เขาเคยเห็นรถตู้ที่เขียนข้างหลังว่ารถโรงเรียน ไม่รู้ว่าที่ต่างจังหวัดก็จะมีแบบนั้นด้วย

            “อืม ใช่แบบนั้นนั่นแหละ” น้ำตอบก่อนจะหันไปมองข้างทางที่รถกำลังวิ่งผ่าน

            “เป็นอะไร”

            “ใจมันยังแกว่งอยู่เลย ฉันไม่เคยเห็นแม่เป็นลมแบบนี้มาก่อน” น้ำพูดเบาๆ เขายังจำความรู้สึกในเวลานั้นได้ดี

            “อย่าคิดมาก ตอนนี้แม่น้อยก็ดูหน้าตาสดใสขึ้นแล้ว พูดคุยได้เป็นปกติ ไม่น่ามีอะไรวิตกแล้วล่ะ”

            “ก็จริงอย่างที่ผู้กองว่า”

            “เลิกคิดมากได้แล้ว”

            “ขอบคุณมากนะครับ ถ้าผู้กองมีอะไรให้ผมช่วย ผมจะไม่ปฏิเสธเลย” น้ำหันไปทางคนขับ พร้อมพนมมือไหว้ ไม่ได้สนใจว่าผู้กองจะเห็นหรือเปล่า แค่คิดว่าอยากทำก็เท่านั้น เรื่องที่ผู้กองช่วยถึงมันจะดูเล็กน้อย แต่ในตอนนั้นมันเป็นความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่สำหรับเขามาก



            น้ำเลยตั้งใจว่า จากนี้เขาจะพูดจากับผู้กองดีเสียที ไม่ใช่แค่พูดดีเพราะแม่น้อยบอกเหมือนที่ผ่านมาแต่ถ้าผู้กองกวนเขาก่อน ก็ช่วยไม่ได้นะ เขาไม่ยอมถูกกระทำฝ่ายเดียวแน่

            “เฮ้ย ไม่ต้องไหว้หรอก ฉันเต็มใจ” ผู้กองหันมาเห็นพอดี รู้สึกตกใจอยู่ไม่น้อย ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยกมือไหว้เขา ไม่ใช่ว่าจะไม่มีใครมาไหว้เขา ด้วยยศ ด้วยตำแหน่ง ใครๆ ก็พากันไหว้เขาทั้งนั้นเพราะผลประโยชน์ต่างๆ นานา จะมีสักกี่คนกันที่ทำออกมาจากใจอย่างที่เขารู้สึกว่าน้ำตั้งใจไหว้เพื่อขอบคุณเขาจากใจจริง
           

            “ผมก็เต็มใจ” ทีแรกได้ยินอีกฝ่ายขอบคุณก็นึกว่าหูฝาดที่น้ำแทนตัวเองว่า‘ผม’ทั้งที่ปกติจะแทนตัวเองว่า ‘ฉัน’พอได้ยินอีกครั้ง เขาเลยคิดว่าได้ยินไม่ผิดแล้ว เกิดอะไรกับคนข้างๆ เนี่ยกันล่ะ หรือเป็นเพราะที่เขาช่วยเหลือครั้งนี้ อย่างนั้นเหรอ

            “แล้วน้ำฝนจะไปโรงพยาบาลยังไง” ผู้กองถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง บ้านนี้ไม่มีรถยนต์ใช้ไม่ใช่หรือ

            “ก็เดี๋ยวจ้างคนแถวนี้ไปน่ะผู้กอง เรื่องแค่นี้ไม่ต้องเป็นห่วง”

            “ขับรถเป็นหรือเปล่า”

            “เป็นสิ ก็แม่บังคับให้ไปเรียนตั้งแต่อายุทำใบขับขี่ได้นั่นแหละ พออีแก่ที่บ้านมันเสียก็เลยไม่ได้ขับอีก ถามทำไมเหรอ” น้ำสงสัย ผู้กองจะอยากรู้ไปทำไมว่าเขาจะขับรถได้หรือไม่ได้

            “ระหว่างนี้ก็เอารถฉันไปใช้สิ”

            “ไม่เอาหรอก รถของผู้กองดูก็รู้ว่าราคาไม่ได้ธรรมดา ขืนขับไปแล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา แม่ด่าผมบ้านแตก แถมไม่มีปัญญาชดใช้อีก” น้ำรีบบอก ขนาดเขาไม่ใช่คนรู้เรื่องรถอะไรมากนัก ยังดูรู้เลยว่าคันนี้เนี่ย ต้องมีหลักล้านขึ้นไป เผลอๆ จะมากกว่านี้ไม่รู้กี่มากน้อยด้วยซ้ำ

            “ก็อย่าขับให้มันเกิดอุบัติเหตุสิ อีกอย่างรถมันจอดทิ้งไว้เฉยๆ เอาไปใช้เถอะ ฉันไม่ได้มีธุระอะไร”

            “ไม่เอาๆ” น้ำยืนกรานปฏิเสธ

            “ไม่ต้องเกรงใจหรอก ถือซะว่าเป็นค่าตอบแทนที่ฉันให้นายช่วยตามสืบคดีคุณพัดดีมั้ย”

            “จะดีเหรอ” น้ำเริ่มเอนเอียงเมื่อรู้ว่าผู้กองไม่ได้ให้ยืมใช้ฟรีๆ แต่เป็นเพราะตอบแทน ไอ้น้ำ
ก็หูผึ่งเพราะรู้สึกไม่ได้เป็นฝ่ายที่เอาเปรียบผู้กองอยู่เพียงฝ่ายเดียว



            เป็นอย่างที่ตำรวจหนุ่มคิด น้ำเกรงใจเขาถ้าบอกให้ยืมเปล่าๆ อีกฝ่ายไม่มีทางที่จะยอมตกลงแน่นอน


            “อืม ใช่สิ ฉันให้เงินนายไม่ได้ ก็ให้รถคันนี้ช่วยก็แล้วกัน”

            “ถ้าอย่างนั้น ขอบคุณนะครับ” น้ำบอกอย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องหารถไปส่งน้ำฝนตอนกลางคืน

            “ไม่เป็นไร”

            “ตอนค่ำ ผมจะเข้าไปเอารถนะ” น้ำบอกช่วงเวลาให้อีกฝ่ายได้รับรู้

            “ไม่ต้องหรอก เอารถไปไว้ที่บ้านนายเลย เดี๋ยวฉันขับไปที่บ้านพักแล้วจะเปลี่ยนชุดไปทำงานต่อ นายก็ขับรถออกไปเลย ไม่ต้องรอ”

            “จะดีเหรอ”

            “อืม ตามนี้แหละถ้าฉันจะใช้รถเมื่อไหร่จะบอกเอง”

            “ขอบคุณครับ” ผู้กองเหลือบมองคนข้างๆ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะพูดจากับเขารื่นหูมากขึ้น ไม่รู้ว่าอะไรดลใจหรืออาจะเป็นเพราะเรื่องที่เขาช่วยอีกฝ่ายในวันนี้ก็ได้ล่ะมั้ง



            ผู้กองหนุ่มยกยิ้มที่มุมปาก แบบนี้ก็ดี เขาก็เหมือนกับทุกคนนั่นแหละที่ชอบฟังสิ่งที่เป็นมิตรกับหูมากกว่าคำพูดที่ไม่น่าฟัง



            พูดแบบนี้ก็น่ารักดีเหมือนกัน



            เอ๊ะ... น่ารักอย่างนั้นเหรอ



            ปรานต์ประหลาดใจในความคิดของตัวเอง ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขามองว่าการกระทำหรือคำพูดของคนข้างๆ ของไอ้เด็กแสบ เถียงคำไม่ตกฟากนี้มันน่ารัก



           น้ำเองก็เหลือบมองคนที่กำลังขับรถเหมือนกัน คนด้านข้างเดี๋ยวก็ทำท่าทางเหมือนกำลังยิ้ม สักพักก็สลับเป็นหน้านิ่วคิ้วขมวด สักพักก็กลับมาทำหน้านิ่ง ไม่รู้ว่าผู้กองคิดผิดหรือเปล่าที่อนุญาตให้เขาเอารถของเจ้าตัวมาใช้ได้ แต่ไม่รู้ล่ะ คำพูดต้องเป็นคำพูด ให้ยืมก็แปลว่าให้ยืม




            ห้ามกลับคำล่ะ เพราะไอ้น้ำขี้เกียจไปหารถ และเขาขอบอกกับตัวเองเลย ถ้าแม่ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ จะต้องไปซื้อรถยนต์มาติดบ้านไว้ใช้งานเผื่อเวลาฉุกเฉินเหมือนกับคราวนี้สักคันหนึ่งให้ได้ ไม่ว่าแม่จะค้านยังไงเขาจะต้องพูดให้แม่ใจอ่อนให้ได้



 
             เพราะเงินที่ซื้อรถนั่นน่ะ มันเป็นเงินแม่!






=======================

นั่นแน่ ผู้กองปรานต์ คิดอะไรอยู่ค้า


ติด Tag ได้เลยค่ะ #LOTTOสื่อรัก #คนบ้าหวย2018

เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan



ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3336
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
ไอ้น้ำน่ารักกว่าคนเก่าเยอะ อย่าคิดมาก :katai3:

 :L2: :pig4:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-04-2018 21:17:35 โดย Billie »

ออฟไลน์ colorofthewind21

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1657
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-1
ต่างคนเริ่มเห็นอะไรดีๆในตัวอีกฝ่ายแล้วล่ะสิ คึคึ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด