Tasty Blood เลือดหวานของผม ❤ บทที่ 22 (14-08-18)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Tasty Blood เลือดหวานของผม ❤ บทที่ 22 (14-08-18)  (อ่าน 35153 ครั้ง)

ออฟไลน์ sangzaja122

  • บึนปากให้ทุกๆอย่าง
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 95
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตามมาจากเปลี่ยนยังไงค่ะ  :hao3:  การลุ้นโพสิชั่นก็ถือเป็นเรื่องสนุกอย่างนึงโนะ :laugh: :laugh:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2

บทที่ 9
นายจะไม่ทันรู้สึกเจ็บอะไรเลย




สายตาวาววับทั้งที่มือปิดจมูกอยู่นั้นทำไอซ์หัวเราะไม่ออกจะร้องไห้ก็ไม่ได้ แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะกวักมือเรียกเพื่อนให้เข้ามาช่วยพยุงตน ทั้งที่อาจจะเสี่ยงต่อการถูกกินมากขึ้นก็ตาม


เมลชี้นิ้วเข้าหาตัวเองยืนยันว่าไอซ์เรียกหาเขาใช่หรือไม่ เพราะถ้าใช่เมลก็พร้อมพุ่งเข้าไปหาทันที เลือดของไอซ์เหมือนอาหารที่เพิ่งปรุงเสร็จใหม่ๆ ทั้งอุ่นร้อนและหอมกรุ่น ส่วนเขาเป็นเหมือนขอทานที่ไม่มีเงินซื้ออาหาร แค่ได้กลิ่นใกล้ๆ ก็ดีต่อใจเขามากแล้ว


ยังไม่กินตอนนี้ก็ได้


คนตัวยกแขนเพื่อนขึ้นพาดบ่าอย่างว่าง่าย อีกแขนโอบรอบลำตัวพยุงเดินไปด้วยกัน ในหัวของเมลมีแต่เรื่องเลือดของไอซ์ว่าเขาจะขออีกฝ่ายชิมสักเล็กน้อยได้ไหม ในเมื่อมันไหลทิ้งตามทางน่าเสียดายแบบนั้น ให้เขากินยังสร้างพลังงานได้มากกว่าเสียอีก


ร่างสูงมองตรงไปข้างหน้า เขาคิดว่าพอจะจำทางกลับได้จึงชี้นิ้วบอกเมลที่จ้องแต่ท้องเขาให้รีบเดิน แต่เมลก็เถียงว่าทางนั้นไม่ใช่ทางกลับแต่เป็นอีกทาง เจ้าตัวชี้ไปยังป่าอีกด้านที่ทั้งมืดและน่ากลัว แม้จะไม่อยากคิดไปในแง่นั้น แต่ไอซ์ก็คิดไปแล้ว


“นายจะหาทางฆ่าฉันรึไง” เขาหลุดพูดคำทำร้ายน้ำใจเพื่อนไปโดยไม่ตั้งใจ กว่าจะรู้ตัวก็ไม่ทันแล้ว เขาลอบมองคนตัวเล็กที่นิ่งไปอย่างคนใช้ความคิดแล้วตอบกลับมาด้วยเหตุผล


“ถ้าฉันจะฆ่านาย ฉันไม่จำเป็นต้องแบกนายมาด้วยซ้ำ” ขณะที่พูดอยู่เมลไม่ปล่อยมือจากเขาเลย สายตาคู่นั้นสบตาเขาไม่หวั่นไหวใดๆ “และไม่ควรพยายามพานายออกไป ทั้งที่นายอาจจะเปิดเผยความลับของฉันก็ได้”


“ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น!” การเปิดเผยตัวตนเพื่อนไม่ได้อยู่ความคิดของเขาเลย เขาแค่กังวลว่าเมลจะทนไม่ไหวจัดการเขาก่อนก็เท่านั้น เป็นเรื่องปกติที่มนุษย์ทั่วไปควรกังวลไม่ใช่เหรอ


“ฉันไม่กินนายหรอก” เมลตอบเสียงแผ่ว “แต่นายจะเสียเลือดจนหมดตัวถ้าเรามัวแต่ทะเลาะกันแบบนี้”


ได้ยินคนตัวเล็กพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจที่เขาไม่เชื่อใจกัน ไอซ์ก็รู้สึกผิด เขามองทางข้างหน้าที่มั่นใจว่าใช่ทางออกอย่างปลงๆ แล้วเลือกที่จะเชื่อใจให้เพื่อนนำไป


“งั้นก็ตามใจนาย นำไปสิ” ไอซ์พูดเท่านั้นก็ยกมือกุมแผล เลือดยังคงไหลออกมาเรื่อยๆ และเมลก็เสียสละเสื้อกันหนาวของตนให้เขากดปากแผลไว้


“อย่างน้อยก็น่าจะห้ามเลือดได้นานหน่อย” แถมปิดกลิ่นได้ด้วย เมลคิดต่อในใจแล้วพาเพื่อนก้าวลึกเข้าไปในป่า ทั้งคู่เดินต่อไปเรื่อยๆ อย่างมุ่งมั่นที่จะพบทางออกในไม่กี่นาทีข้างหน้า


แต่สุดท้ายก็วนกลับมาทางเดิม


“ไหนนายบอกว่านี่เป็นทางออกไง!” ไอซ์ตะโกนใส่เมลอย่างสุดจะทน ให้เขาคำนวณก็น่าจะเกือบชั่วโมงแล้วที่ตัดสินใจเดินมาทางนี้ ทั้งที่คิดว่าจะเจอทางออก แต่รอยเลือดหย่อมใหญ่บนพื้นที่แห้งกรังก็บอกได้ดีว่าพวกเขาเดินวนกลับมาที่เดิม


“ก็ไม่รู้อะ!” เมลเถียงเสียงแข็ง สัญชาตญาณเขาไม่เคยผิด ความจำเขาก็ดีมากด้วย แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ ถ้ารู้ว่าจะหลงป่าเมลจะไม่แอบเอาโทรศัพท์ตัวเองใส่กระเป๋าพี่ชายเลย เขาแค่ว่าจะหนีการติดตามของพี่ ใครจะไปคิดว่าตัวเองจะติดอยู่ในป่านานแบบนี้


“โถ่โว้ย! อึก” ร่างสูงทรุดตัวลงนั่ง เมลจึงต้องรีบนั่งลงตาม ใบหน้าซีดเซียวของคนหน้าโหดบอกได้ดีว่าอีกฝ่ายเสียเลือดมากแค่ไหน ยิ่งเลือดไม่ยอมหยุดไหลแบบนี้เมลกลัวว่าร่างสูงจะเข้าสู่ภาวะช็อกไปก่อนจริงๆ


“นายไม่ต้องกลัวนะ”


“กลัวอะไร” ไอซ์เอ่ยขึ้นอย่างไม่ไว้ใจเมื่อเมลมีท่าทีคุกคามอย่างเห็นได้ชัด


“ฉันแค่จะรักษาแผลนายก็เท่านั้น นายจะไม่ทันรู้สึกเจ็บอะไรเลย” เมลพูดพร้อมกับกลืนน้ำลายดังเอื้อก ร่างสูงโวยลั่นทันที


“ไม่เอาโว้ย! หยุด หยุดอยู่ตรงนั้นนะ” ไอซ์ดันหน้าผากเมลออกไป แขนอีกข้างก็ปัดมือขาวที่ยื่นเข้ามาดึงเสื้อกันหนาวของตนออกไป


“ซี้ด...” ความเจ็บที่หน้าท้องทำให้ไอซ์เผลองอตัว กลายเป็นช่องทางให้เมลพุ่งเข้าผลักไอซ์ลงนอนราบกับพื้นหญ้า ยกตัวนั่งทับขาร่างสูงไม่ให้ขยับตัวใดๆ มือเล็กรวบสองมือใหญ่ไว้ด้วยมือเดียว บวกกับพละกำลังที่เหนือกว่าทำให้ไอซ์ตกอยู่ใต้อาณัติทันที


“นายจะทำอะไรน่ะ!” ไอซ์ตาเหลือก ไม่รู้เกิดบ้าอะไรขึ้นกับเพื่อนของเขา มือขาวค่อยๆ เลิกเสื้อชุ่มเลือดของไอซ์ขึ้น รอยแผลลึกปรากฏในสายตาเช่นเดียวกับเลือดที่ยังคงไหลซึมออกมา


เมลปรามหัวใจตัวเองไม่ให้เต้นแรงไปมากกว่านี้ เอ่ยปลอบเพื่อนที่กำลังเสียขวัญเพราะท่าทางของเขา


“ฉันไม่ฆ่านายหรอกน่า แค่จะรักษาให้ก็เท่านั้น” ว่าแล้วก็ก้มหน้าลงสูดกลิ่นหอมของอาหาร


“ไม่ต้อง!” ไอซ์ร้องลั่น ยิ่งใบหน้าเล็กๆ นั่นเข้าใกล้แผลเขามากเท่าไหร่ เขายิ่งดิ้นหนีมากเท่านั้น


แต่ยิ่งหนีเลือดยิ่งไหลออกมาเป็นที่พอใจของแวมไพร์ตัวน้อยอย่างมาก เมลแลบลิ้นเลียริมฝีปาก เรื่องกินน่ะเรื่องรอง เขาต้องรีบปิดปากแผลเพื่อนก่อน แล้วค่อยเลียคราบเลือดรอบๆ ก็ยังไม่สาย


คิดได้ดังนั้นเมลก็เริ่มปฏิบัติการทันที เริ่มจากมุมแผล ลิ้นเล็กค่อยๆ ลิ้มชิมรสไปพร้อมกับการผสานรอยแยก ดื่มด่ำกับรสเลือดอุ่นร้อนและหอมหวานอย่างช้าๆ กระทั่งถึงปลายรอยแผลคนตัวเล็กก็เผลอดูดแรงๆ ส่งท้ายเพื่อเป็นรางวัลทำแผลดีเด่น เขาเชื่อว่าศัลยแพทย์ที่เก่งกาจแค่ไหนก็ไม่มีทางลบรอยแผลได้เร็วเท่าเขา


เมลยังคงขยับลิ้นไปทั่วแผ่นท้องที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อหวังเก็บเลือดทุกหยาดหยดไม่ให้เหลือ ถ้าเทียบกับมนุษย์ก็คงเรียกได้ว่าอร่อยจนต้องเลียจานกันเลยทีเดียว ไม่รู้ว่าชีวิตนี้เขาจะมีโอกาสดื่มด่ำอาหารรสเลิศแบบนี้อีกเมื่อไหร่ เขาต้องตักตวงให้มากที่สุด


เพราะหลังจากนี้ไอซ์อาจจะเลิกคบเขาไปเลยก็ได้


“เสร็จละ” เมลปาดคราบเลือดบนแก้มแล้วชิมรสบนหลังมือเป็นครั้งสุดท้าย อื้อ อร่อยมากจริงๆ


คนตัวโตก้มมองบาดแผลที่หายไปราวกับเสกได้สลับกับเพื่อนที่นั่งยองๆ อยู่ข้างๆ เมลยิ้มร่าให้เขาจนไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นคนเดียวที่ทำท่าอิโรติกให้เขาดูเมื่อครู่


ใช่ เป็นการยั่วยวนที่ดูใสซื่อมากทีเดียว


ไอซ์ยอมรับว่าเขาก็ผ่านผู้หญิงมาไม่น้อย และส่วนใหญ่ก็มักจะชอบทำให้เขาสุขสมด้วยการขึ้นมาอยู่บนตัวเขา แต่กับเมลที่สนใจเพียงเลือดของเขากลับน่าดึงดูดใจมากกว่า เขาเคยบอกแล้วนี่ว่าถ้าเมลตั้งใจทำอะไรมากๆ เขาจะน่ารักน่ามองมากแค่ไหน แล้วการที่เขาตั้งใจทำแผลให้ก็อยู่ในสายตาไอซ์ตลอด


อันตราย!


คำนี้ดังก้องอยู่ในหัวของไอซ์ เขารีบขยับหนีเมลทันที คนตัวเล็กพอเห็นท่าทางแบบนั้นก็ทำเพียงยักไหล่ คิดอยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ ยังดีที่เมลกอบโกยความอร่อยไว้อย่างคุ้มค่าเขาจึงไม่เสียใจมากนักที่ถูกเพื่อนรังเกียจ


กลับไปซบเลือดหมูก็ได้


“ทีนี้เราก็กลับกันได้แล้วล่ะ นายเป็นคนเลือกละกัน” เมลลุกขึ้นยืน ไม่กล้าแม้แต่จะยื่นมือไปฉุดเพื่อนลุกขึ้นด้วยกลัวว่าเพื่อนจะกลัวที่จะต้องสัมผัสเขา


ไอซ์มองคนตัวเล็กที่ยืนนิ่งๆ แต่แววตาสั่นๆ ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยไม่อาจรอดพ้นจากสายตาร่างสูงไปได้


“ช่วยหน่อยสิ” เขายื่นมือไปหาเมล และรอให้คนตัวเล็กเป็นคนตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อ จริงอยู่ที่เขามีแรงมากพอจะลุกขึ้นด้วยตัวเอง แต่อีกใจก็รู้สึกว่าเมลต้องการมือคู่นี้ของเขาเป็นเครื่องยืนยันอะไรบางอย่าง


ความเป็นเพื่อนเหรอ...


ไม่ใช่ว่าเขามอบให้อีกฝ่ายไปตั้งนานแล้วหรือไงกัน


ไม่สำคัญหรอกว่าเมลกลายเป็นอะไร เพราะหากเมลยังเป็นคนเดิมที่เขารู้จักก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ


“นายจะเป็นอะไรมันก็ไม่สำคัญหรอกนะ” เขายืนยัน เมลก้มมองเขาชั่วครู่ ก่อนมือขาวจะยื่นมาฉุดให้ลุกขึ้นยืนข้างกัน รอยยิ้มค่อยๆ ผลิบานบนใบหน้าของเมล และไอซ์ก็คิดว่าเขาคิดถูกแล้วที่เลือกทำแบบนี้


“ขอบใจ”


“ยินดีอย่างยิ่ง”


“นายก็อปคำพูดเรานี่”


“ถือว่าเป็นคำพูดเฉพาะของเราเลยไหมล่ะ” ไอซ์ยิ้มกวน แต่ก็เรียกรอยยิ้มขำจากคนตัวเล็กได้เขาก็คิดว่าคุ้มแล้ว


“ก็ตามใจ” เมลยักไหล่ ยกนิ้วชี้ไปยังทางข้างหน้า “นายเลือกมาสิว่าคราวนี้เราจะไปทางไหนดี”


“ทางนั้น” ไอซ์ชี้ไปยังต้นไม้ที่เขาจำได้ดี เป็นต้นเดียวกับที่บอกเมลก่อนที่พวกเขาจะหลงทาง “แต่ฉันต้องทิ้งเสื้อตัวนี้ก่อน เสื้อของนายด้วย คงไม่ดีถ้าเรากลับไปในสภาพโชกเลือดแบบนี้”


“อ่า...นั่นสิ แต่มันเสื้อตัวโปรดของฉันเลยนะ” เมลรับเสื้อสีเหลืองที่มีคราบเลือดมาถือไว้อย่างเศร้าๆ เสื้อตัวนี้เขาได้เป็นของขวัญวันคริสต์มาสจากพี่มัคเมื่อหลายปีก่อน และเขาก็ชอบมากเลยทีเดียว  “แต่คงต้องเผาทิ้งทำลายหลักฐาน” นี่เป็นวิธีเดียวที่จะเก็บเรื่องที่เกิดขึ้นไว้เป็นความลับได้


“เราฝังไว้ไม่ได้เหรอ” ดูเป็นความคิดเด็กๆ แต่ไอซ์ก็เดินนำไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง “เก็บไว้เป็นอนุสรณ์ความลับของเรา ไว้อีกสิบปีเรามาเปิดดูกัน”


“นายเป็นเด็กเหรอ” เมลถามพลางหัวเราะ ก็ดูคนตัวโตที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้นี่สิ นั่งคุกเข่าก้มลงขุดดินแล้ว แถมยังดูตั้งใจด้วยจะไม่ให้เขาขำได้ยังไงกัน


“ก็ไม่เคยได้ทำอะไรแบบเด็กๆ สักครั้ง มีโอกาสก็อยากลองทำดู” เรื่องแบบนี้เขาเคยคิดจะทำกับพาย ฝังของรักของหวงของเราไว้ด้วยกัน และรอวันที่ความรักสุกงอมเราจะกลับมาขุดด้วยกันสักครั้ง


แต่ก็คงเป็นได้แค่ฝันเพราะตอนนี้อีกฝ่ายมีคนรักไปแล้ว


“โอ๋ๆ ไม่เอาไม่ทำหน้าเศร้า เดี๋ยวพี่เมลช่วยขุด” เมลที่คิดว่าเพื่อนน้อยใจก้มลงขุดดินด้วยเรี่ยวแรงผิดมนุษย์ คงเพราะเติมพลังงานเต็มเปี่ยมและยังไม่เสียเพื่อนไป กำลังใจจึงทำให้เขาเร่งขุดจนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย


“นายนี่มัน...” ไอซ์หมดคำพูด เมื่อครู่ เขาเห็นมือสองข้างกลายเป็นเครื่องจักรขุดดิน กระทั่งตอนนี้ก็แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง


“นายเป็นแบบนี้ตลอดเหรอ”


“อื้อ ได้กินเลือดนายก็แข็งแรงเต็มเปี่ยม คราวนั้นยังอุ้มนายเข้ามานอนในห้องได้เลย”


“ห้ะ!” ไอซ์นึกไปถึงวันที่เขาตื่นขึ้นมาบนเตียงทั้งที่นอนอยู่ริมระเบียง เขายังคิดอยู่เลยว่าเป็นไปไม่ได้ แต่กับเมลคงเป็นเรื่องง่ายๆ เลยสินะ


“งั้นที่แผลบนหน้าฉันหายไป ก็เพราะนายเหรอ...” นี่เขาโดนทำอะไรไปบ้างเนี่ย ไอซ์ยกแขนกอดตัวเอง มองเพื่อนอย่างหวาดๆ


“เอ่อ...” เมลเกาหัวนิดๆ แล้วเอ่ยสารภาพออกไป “ก็ฉันหิวนี่นา แถมเลือกนายก็อร่อยกว่าเลือดหมูของฉันอีก ก็เลย...”


“นาย...” ไอซ์ถอนหายใจ “อย่าทำอีกก็แล้วกัน” เขาไม่อยากนึกภาพตอนที่เมลกินเลือดเขาเลย กลัวอะไรจะเตลิดเปิดเปิงไปหมด


“อื้อ ไม่กินแล้ว” เมลสัญญากับไอซ์และกับตัวเอง อร่อยแค่ไหนก็ต้องห้ามใจ ยิ่งอีกฝ่ายรู้ตัวแบบนี้ก็ยิ่งยากที่จะได้เลือดมา เอาไว้ตอนหลับ...


“ตอนฉันหลับก็ห้าม!” ไอซ์ยกนิ้วชี้หน้าเมลที่ทำหน้าเหมือนมีแผนการอยู่ในหัว


คนตัวเล็กพยักหน้าเล็กน้อยอย่างจำยอม เป็นอันต้องพับเก็บความคิดนั้นไป


“เลือดฉันอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ” เขาวางเสื้อเปื้อนเลือดของตัวเองลงไปก่อน ยื่นมือไปรับของอีกคนที่ส่งให้แล้วตอบยิ้มๆ


“อร่อยมาก! อร่อยยิ่งกว่าอะไรที่ฉันเคยกินมาเลย”


“ขนาดนั้นเลยเหรอ” ไอซ์ยิ้มบาง “ขาดเลือดฉันไปนายจะไม่หิวโซใช่ไหม”


“ฮื่อ” เมลส่ายหน้า “ฉันมีเลือดให้กินอยู่แล้วน่ะ น้ำผลไม้ที่นายเห็นไง”


“อ้อ” ก็ว่าอยู่ว่าเมลไปหาเลือดใครที่ไหนกินกัน ที่แท้ก็มีบรรจุกล่องอย่างดีนี่เอง “เดี๋ยวนี้แวมไพร์เขาพัฒนากันขนาดนี้แล้วเหรอ”


“เอ่อ...เท่าที่รู้ก็มีแค่ฉันนะที่เป็นแวมไพร์ ส่วนกล่องนั้นพี่ชายฉันเขาทำให้โดยเฉพาะน่ะ เอาไว้ใส่เลือดหมูจากฟาร์มให้ฉันกินตอนหิว ไม่ใช่เลือดมนุษย์ที่ไหนหรอกนะ”


“พี่นาย...เป็นมนุษย์เหรอ” นี่ยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่ มีมนุษย์ที่ไหนเขาเป็นมิตรกับสิ่งมีชีวิตแบบเมลกันบ้าง


เอ่อ แต่เขาก็เป็นมิตรกับเมลนี่นะ


“ใช่” แค่พูดถึงพี่ชายเมลก็ยิ้มอบอุ่น “พวกเขาเป็นคนที่ฉันรักมากที่สุดเลยล่ะ อ้ะ! แย่ล่ะ” เมลมองท้องฟ้าอย่างกังวล เขาไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว ป่านนี้พ่อกับพี่ชายจะห่วงแค่ไหนที่เขาหายมานานขนาดนี้


“ทำไม มีอะไร” ไอซ์กำลังฝังกลบเป็นครั้งสุดท้ายเอ่ยถามเพื่อนที่หันไปหันมาอย่างกังวล


“เราต้องรีบกลับเดี๋ยวนี้เลย!”






................................


โชคดีที่ไอซ์เลือกเส้นทางถูก หลังจากเดินมาเรื่อยๆ ทั้งคู่ก็พบทางออก เมลสังเกตเห็นบ้านพักหลังแรกจึงรีบฉุดแขนไอซ์ให้วิ่งตามกันออกมาทันที


“เมล!” มัคเป็นคนแรกที่เห็นเมลจึงรีบพุ่งเข้ามาหาน้องชาย จากที่ตั้งใจว่าจะตีให้ก้นลายเหลือเพียงความเป็นห่วงเมื่อค่ำแล้วน้องยังไม่ถึงที่พัก อยากแจ้งตำรวจแทบขาดใจแต่ก็ทำไม่ได้ เขากับพี่มอคจึงทำได้แค่วิ่งไปทั่วเพื่อหาตัวน้องชาย เพื่อนของพ่อก็สั่งให้คนงานช่วยออกตามหาแต่ก็ยังไม่พบวี่แวว


“หายไปไหนมา พี่เป็นห่วงแทบแย่!” จับตัวได้มัคก็ดุน้องทันที ไม่ได้สังเกตว่ามีใครอีกคนยืนอยู่ข้างเมลเลย


“คือว่า...”


“เราหลงป่าครับ” ไอซ์พูดแทรก มัคหันมองร่างสูงเปลือยท่อนบนที่ข้างกายน้องชาย รวมถึงใบหน้าอย่างคนชอบหาเรื่องสร้างความไม่พอใจเล็กๆ ในใจมัค เขาหันกลับไปหาน้องชายที่ยืนก้มหน้างุดอย่างคนรู้ตัวว่าผิดแล้วหิ้วปีกคนตัวเล็กให้เดินตามมา


“พี่จะไม่ยอมอ่อนข้อยกโทษให้เราง่ายๆ แน่” นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ไอซ์ได้ยินก่อนสองพี่น้องจะเดินนำไป เมลหันมาหาเขา ขยับปากบอกเขาว่าห้ามพูดอะไร ซึ่งเขาก็เพียงแค่พยักหน้ารับให้คนตัวเล็กสบายใจแล้วเดินแยกไปอีกทาง



“กลับมาแล้วเหรอพ่อตัวดี!” คุณหญิงพิสมัยจิกตาใส่เขาอย่างไม่เป็นมิตร ขณะที่พี่เอกลูบแขนแม่ตัวเองเพื่อห้ามปราม มองเขาเป็นเชิงตำหนิที่เขาหายตัวไปแบบนี้


ไอซ์เมินไปทางอื่น เขาไม่เห็นพ่ออยู่แถวนั้น แต่คิดว่าน่าจะอยู่ในบ้านหลังนี้


“คุณพ่ออยู่ข้างบน ท่านบอกว่าถ้ากลับนายมาให้ขึ้นไปหาที่ห้องทำงาน” พี่เอกเป็นคนตอบ ก่อนจะพาคุณหญิงพิสมัยไปนั่งโซฟาดูรายการโปรดของท่าน


“ก็เป็นซะแบบนี้ จะหวังความก้าวหน้าอะไรได้ล่ะ” หนึ่งประโยคจากคุณนายแทงลึกเข้าไปในใจไอซ์ เขารู้ว่าตัวเองทำเรื่องแย่ๆ มามาก แต่เรื่องวันนี้เขาไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้นเลย ไม่ได้ตั้งใจจะหักหน้าพ่อด้วยวิธีนี้


ไอซ์ก้าวขึ้นบันไดไปเงียบๆ จนถึงหน้าห้องของพ่อเขาก็ยกมือเคาะประตู เมื่อได้รับเสียงขานรับเชิงอนุญาตก็เปิดประตูเข้าไป
พ่อยืนหันหลังให้เขา มองไปนอกหน้าต่างที่มีสายฝนโปรยปราย คงเพิ่งตกหลังจากที่เขากลับเข้ามาในบ้าน


“ฉันจะไม่ถามว่าแกหนีไปเพราะอะไร เพราะเห็นได้ชัดว่าแกไม่อยากหมั้น”


“ครับ”


“เพราะฉะนั้นฉันมีอีกทางเลือกให้แก” พ่อหันกลับมาเขา ใบหน้าเรียบเฉยดูดุดันขึ้นกว่าที่เคย “ตั้งใจเรียนซะ ถ้าเกรดแกไม่ถึงสามแกต้องแต่งงานกับเขา”


“พ่อ...”


“แกต้องมีดีอะไรสักอย่างติดตัวไว้บ้าง ได้ชื่อว่าเป็นลูกฉันก็ไม่ควรเหยาะแหยะไร้สาระไปวันๆ” ผู้เป็นพ่อกอดอกจ้องเขม็งใส่ลูกชายเมื่อสังเกตเห็นรอยแผลเป็นบนเนื้อตัว เรื่องราวชกต่อยถูกเล่าขานผ่านคุณหญิงเจ้าของบ้านถึงหูเขาตลอด แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าลูกชายไม่เคยเป็นฝ่ายหาเรื่องใครก่อน แต่ก็พลั้งปากดุลูกทุกที จะแก้นิสัยตัวเองก็ไม่ทันเสียแล้ว


เมื่อได้ฟังคำพ่อร่างสูงก็ชะงักไป เขาคิดทบทวนในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลังเลว่าตัวเองอาจจะตีความหมายผิดไปก็ได้ แต่พอคิดดูดีๆ เขาก็ดีใจเหลือเกินที่พ่อพูดแบบนี้ ทั้งให้ทางเลือกแก่เขาและยังเป็นห่วงอนาคตของเขาอีก บางทีการที่ให้เขาหมั้นกับหญิงสาวคนนั้นก็เพื่อเป็นหลักประกันว่าชีวิตของเขาจะสุขสบาย ถ้าเขาไม่อยากหมั้นก็ต้องตั้งใจเรียนเพื่อมีความรู้ติดตัวไว้เลี้ยงตัวเอง พ่อหมายความว่าอย่างนั้นใช่ไหม


“ไปได้แล้ว” พ่อทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ หยิบแฟ้มเอกสารมาอ่านทำทีเป็นไล่เขา แต่สำหรับไอซ์เท่านี้เขาก็พอใจมากแล้ว


“ครับ ผมจะไม่ทำให้พ่อผิดหวัง” เกรดสามเหรอ ถึงจะไม่ง่ายแต่เขาจะทำให้ได้เลย


เสียงประตูปิดลงพร้อมกับรอยยิ้มจางบนมุมปากผู้เป็นพ่อ


ถ้ารู้ว่าทุกอย่างจะง่ายแบบนี้ฉันเชื่อนายตั้งแต่แรกแล้วมานพ







Tbc.








..................
 :mc4: ฉลองให้น้องเมลที่ได้กินเลือดสมใจอยาก แถมเจ้าของเลือดทำอะไรไม่ได้เลย 555

ตามมาจากเปลี่ยนยังไงค่ะ  :hao3:  การลุ้นโพสิชั่นก็ถือเป็นเรื่องสนุกอย่างนึงโนะ :laugh: :laugh:

เฮ้ยๆ เธอรู้ได้ไง 5555

ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ค่า ดีใจที่มาเมนต์กันอิอิ  :katai2-1:
โพซิชั่นจะเปลี่ยนไปไหม โปรดติดตามกันต่อไปจ้า  :hao6:





ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2665
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
มาแล้วว ขอบคุณจ้า

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทที่ 10
นายบอกจะให้เลือดฉัน





ปึก!


กองหนังสือกว่าสิบเล่มถูกวางลงบนโต๊ะของเมล ก่อนร่างสูงคุ้นหน้าคุ้นตาดีจะนั่งลงข้างกัน หยิบหนังสือเล่มหนาไม่ต่ำกว่าสามร้อยหน้าเปิดอ่านอย่างตั้งใจ


จะว่าไปนี่ก็เป็นวันที่สามแล้วที่ไอซ์เข้ามาอ่านหนังสือในหอสมุดพร้อมกับเขา ไม่ได้ไปหาเรื่องชกต่อยกับใครอย่างที่เคย


“เมลจ๋า” แดนเองก็เข้ามาอ่านหนังสือในหอสมุดเช่นเดียวกัน ต่างกันที่ในมือของคนขี้เล่นมีแต่หนังสือการ์ตูน ซึ่งเจ้าตัวให้เหตุผลว่าอ่านหนังสือเรียนมาเยอะแล้วอยากขอพักผ่อนสมองบ้าง


“เงียบน่า” ไอซ์ดุเพื่อน ก้มลงอ่านหนังสือต่ออย่างตั้งใจ โดยไม่ลืมย่อโน้ตลงสมุดเล่มเล็กที่ลากเมลไปซื้อเมื่อวันก่อน


“มึงนี่มันตัวขัดความสุขกูจริงๆ จะอ่านหนังสือก็ไม่ต้องมานั่งข้างเมลของกูสิ” แดนบ่นเพื่อนก่อนจะโดนสวนกลับมา


“นี่หอสมุด ถ้ามึงไม่อ่านหนังสือก็ออกไปไป๊”


“ชิ” แดนจิ๊ปากขัดใจ ก่อนจะหันมาหาคนตัวเล็กที่ก้มลงอ่านหนังสือต่อเงียบๆ ได้สักพักแล้ว แดนเห็นดังนั้นก็หุบปากฉับกลัวว่าตนจะทำลายสมาธิคนน่ารักเลยเปลี่ยนเป็นนั่งเท้าคางมองอีกฝ่ายด้วยความชื่นชม


“อ้าว มาอยู่ที่นี่กันนี่เอง” เสียงใสขัดสมาธิทุกคนในโต๊ะ ไอซ์เป็นคนแรกที่เงยหน้าขึ้นมองพาย ความรู้สึกดีๆ ยังคงอยู่ในใจเขาไม่เสื่อมคลาย และมันง่ายมากที่จะทำให้เขายิ้มเพียงแค่ได้มองหน้าอีกฝ่าย


“นทีล่ะ” เมลเอ่ยถามหาเพื่อนอีกคน


“ไปเลือกหนังสืออยู่น่ะ มีรายงานที่ต้องทำส่งด้วยกัน” พายพูดยิ้มๆ ซึ่งไอซ์ก็ทำได้เพียงแตะอกปลอบใจตัวเองเบาๆ เขายังคงเจ็บอยู่แต่ไม่ทุรนทุรายเหมือนวันแรกๆ


“โทษที หนังสือหายากไปหน่อย มีคนวางสลับที่น่ะ” นทีนั่งลงข้างคนรัก เหลือบมองคนหน้าโหดที่ตอนนี้ไม่ได้มีท่าทีขัดขวางเขาก็เบาใจ


พวกเขาไม่ได้เจออีกฝ่ายนานเป็นสัปดาห์ พายเองก็ถามหา แต่สิ่งที่รู้มาจากสาวๆ คณะอื่นก็ทำให้เขาต้องโกหกคนรักว่าไอซ์แค่เรียนหนักเท่านั้นเอง


โชคดีที่วันนี้อีกฝ่ายหอบหนังสือมาอ่านอย่างจริงจัง คำโกหกของเขาจึงพอจะน่าเชื่อถืออยู่บ้าง


“ช่วงนี้นายเรียนหนักเหรอ หายไปตั้งสองอาทิตย์” พายเอ่ยถามเพื่อนสนิทที่เงียบหายไปหลายวัน ไอซ์เงยหน้ามองพาย เขาไม่รู้จะตอบอะไรเลยบุ้ยปากไปทางเมลที่นั่งมึนๆ


“อยู่กับเมลน่ะ”


“เอ่อ” คนที่ถูกโบ้ยว่าอยู่ด้วยกันถึงกับไปต่อไม่ถูก จริงอยู่ที่ไอซ์มานั่งอ่านหนังสือกับเขาและกลับห้องพร้อมกัน แต่ก็เพิ่ง 3 วันนี้เองนะ ก่อนหน้านั้นเขาก็ไม่รู้ว่าไอซ์หายไปไหนเหมือนกัน


“อย่ามามั่ว เมลเรียนกับเรากินข้าวกับเรา นายเอาเวลาที่ไหนมาอยู่กับเมล”


“ก็เวลานอนไง” ไอซ์ตอบสั้นๆ ก้มลงอ่านหนังสือต่อ ตั้งใจจะปัดคำถามที่ว่าเขาหายไปไหนมา


ก็แค่...ไม่อยากให้พายผิดหวังในตัวเขา


“อ่า นายสองคนเป็นรูมเมทกันนี่นะ” นทีแทรกขึ้นเมื่อเห็นว่าแล้วบรรยากาศไม่ค่อยดีเท่าไร เขาจับมือคนรักที่จ้องเพื่อนสนิทด้วยความเป็นห่วง


ก็อยากจะหวงหรอกนะแต่คงห้ามไม่ได้ สองคนนี้เป็นเพื่อนสมัยเด็กกันมาหลายปี จะให้ปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจกันคงทำไม่ได้


“ไม่ได้ไปมีเรื่องมาใช่ไหม” พายเลือกจะเอ่ยถามออกไปแม้จะรู้ว่าผลลัพธ์ที่ได้จะตรงกันข้าม


“หึ” ไอซ์แค่นหัวเราะ เขาวางหนังสือลงแล้วหันไปมองหน้าอีกฝ่าย ดวงตาเศร้าๆ สบตาพายเพียงชั่วครู่ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราด


“ฉันจะทำอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับนาย นายมันก็แค่เพื่อน” ไอซ์ลุกจากเก้าอี้หยิบกระเป๋าเดินออกไปอย่างหัวเสีย เขารู้ว่าตัวเองพาลแต่ก็ทำลงไปแล้ว จะให้หันกลับไปขอโทษเขาก็ทำไม่ได้เช่นกัน


พาย...ไม่เคยมองปัจจุบันของเขาเลย


“เดี๋ยวเราตามไปเอง” เมลเอ่ยบอกเพื่อนที่เหลือ สบตาพายที่อ้อนวอนเขาให้ช่วยปลอบใจไอซ์ ซึ่งเมลพยักหน้ารับก่อนจะเดินออกไปจากหอสมุด




“เชี่ยเอ๊ย! กูทำอะไรลงไปวะ” ไอซ์เขกหัวกับเสาหน้าหอสมุด ใช่ เขาไปได้ไม่ไกลหรอก แค่พ้นสายตาเพื่อนๆ เขาก็กลายเป็นเพียงเด็กน้อยที่รู้สึกผิดกับคำพูดของตัวเอง


“โขกไปก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้นหรอกนะ”


“นายตามฉันมาทำไม” ร่างสูงพ่นลมหายใจ มองเพื่อนร่วมห้องที่หยุดยืนอยู่ข้างกายเขาก่อนจะนั่งยองๆ แล้วหยิบบุหรี่ขึ้นจุดสูบอย่างเซ็งๆ


“มารอให้เลือดนายออก เผื่อฉันจะได้ชิมให้ชื่นใจ” เมลตอบกวนๆ แต่ถ้าไอซ์เลือดออกจริงๆ เขาก็ไม่ลังเลที่จะช่วยสมานแผล เพราะตั้งแต่วันที่พวกเขาพบกันในป่าก็ไม่มีเหตุให้ไอซ์เลือดออกเลย


คนหน้าโหดกลับใจทำตัวดีขึ้น อ่านหนังสือดึกดื่นทุกวัน และก็หลับคาหนังสือให้เมลต้องช่วยอุ้มไปนอนที่เตียงเสมอ


“ไม่มีทาง” ไอซ์หรี่ตาใส่เมลที่ดูเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยและเขาก็เพิ่งสังเกตเห็น “นายสูงขึ้นได้ด้วยเหรอ”


“หืม” เมลมองคนที่สูงกว่าอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะตระหนักได้ว่าเขาสูงถึงไหล่ไอซ์แล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาสูงเพียงระดับอกของอีกฝ่ายเท่านั้นเอง


“ว้าว เลือดนายอาจจะมีแคลเซียมเพิ่มความสูงให้ฉันก็ได้นะ” เมลแลบลิ้นเลียริมฝีปาก “ขอฉันกินเลือดนายหน่อยสิ เผื่อฉันจะได้สูงเท่ากับนาย”


“ฝันไปเถอะ” ไอซ์พ่นควันใส่หน้าเมล ก่อนจะดับบนที่เขี่ยบุหรี่ “ฉันหิวข้าวแล้ว เดี๋ยวแวะซื้อร้านใต้หอแล้วค่อยขึ้นห้องกัน” ว่าจบร่างสูงก็เดินนำไป โดยมีร่างโปร่งเดินตามไปเงียบๆ เหมือนทุกวัน



...........................

“อ่า กะเพราเจ้านี้โคตรเผ็ดเลย” ไอซ์หยิบแก้วน้ำที่เมลเพิ่งรินให้ยกขึ้นดื่มด้วยความกระหาย รสชาติจัดจ้านกำลังทำพิษอย่างแรง เขารู้สึกแสบท้องไปหมด


“ไหวไหม” เมลวางกล่องเลือดลง พิจารณาสีหน้าของเพื่อนที่ดูทรมานก็ลุกไปช่วยพยุงพาไอซ์ไปนั่งที่เตียง “นั่งพักไปก่อนนะ ฉันจะไปหยิบยา อย่าเพิ่งนอนล่ะเดี๋ยวเป็นกรดไหลย้อน”


ไอซ์มองตามคนตัวบางที่วิ่งวุ่นไปทั่วห้องพักของพวกเขา ก่อนใบหน้าใสจะประดับด้วยรอยยิ้มเมื่อพบกล่องพยาบาล

“โชคดีที่ยายังไม่หมด” เมลยื่นยาจำนวนหนึ่งตามด้วยแก้วน้ำส่งให้เพื่อน


ไอซ์ตบยาเข้าปากตามด้วยน้ำแล้วนั่งพิงเตียงอย่างหมดสภาพ


“ไม่ได้นายฉันต้องแย่แน่ๆ”


“เล็กน้อยน่ะ” เมลเอ่ยยิ้มๆ หยิบกล่องยาไปเก็บที่เดิม


“ว่าแต่นายเป็นแวมไพร์...แล้วพกกล่องยาทำไม แวมไพร์เป็นอมตะไม่ใช่เหรอ”


“อ้อ...ว่างๆ ฉันชอบศึกษาอะไรไปเรื่อยน่ะ ก่อนนายมาก็ศึกษาพวกตัวยาที่ใช้ในการรักษามนุษย์...เอ่อ นายคงไม่ว่าฉันแปลกใช่ไหมที่เป็นแวมไพร์แต่มาสนใจอะไรพวกนี้” เมลถามอย่างไม่แน่ใจ


“ถ้ามันเป็นความชอบของนายใครจะว่าแปลกก็เรื่องของเขาสิ” ไอซ์ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจแต่ได้ใจร่างโปร่งไปเต็มๆ


“ฉันชอบศึกษามนุษย์น่ะ...” เมื่อสบายใจแล้วว่าเพื่อนไม่ได้มองว่าสิ่งที่เขาชอบเป็นเรื่องแปลก เมลก็อดไม่ได้ที่จะเล่าทุกเรื่องให้ไอซ์ฟัง


ระหว่างที่เล่าคนหน้าโหดก็ตั้งใจฟังอย่างดี มีอุทานเหลือเชื่อบ้างพยักหน้าเห็นด้วยบ้าง ซึ่งก็ทำให้เมลรู้สึกดีที่ได้เล่าความชอบของเขาให้เพื่อนฟัง


“แล้วก็นะ พี่ๆ ของฉันน่ะ...”


“คร่อก”


อ่า หลับซะแล้ว


เมลยิ้มบาง มือขาวเอื้อมไปหยิบผ้านวมปลายเตียงห่มให้อีกฝ่าย ยื่นนิ้วชี้วางลงระหว่างหัวคิ้วของคนหลับที่เขาไม่รู้ว่ามีเรื่องเครียดอะไรนักหนา แต่เมลก็ทำแบบนี้ให้เพื่อนทุกวัน


หมับ


“อย่าทิ้งเราไปนะ...พาย”


มืออีกข้างของเมลแตะทับมือไอซ์ ก้มลงจุมพิตบนหน้าผากปลอบโยนคนที่กำลังฝันร้าย เช่นเดียวกับที่เคยทำให้พี่ชายเสมอ


เมลมองว่าไอซ์เป็นเหมือนครอบครัวคนหนึ่งของเขาที่ปรารถนาดีและอยู่เคียงข้างกันเสมอ รู้ความลับแต่ก็ไม่คิดเปิดโปงกัน และหากอะไรก็ตามที่จะช่วยทำให้ไอซ์มีความสุข เมลก็พร้อมทำให้เสมอ



“ถึงเราไม่ใช่พายที่จะทำให้นายมีความสุข...แต่เราจะเป็นเมลที่ดูแลนายอยู่เงียบๆ ตรงนี้”




....................................

“เฮ้อ ทำไมไม่เข้าหัวเลยวะ” ไอซ์โยนชีททิ้งทันที เขาอ่านหนังสือกว่า 3 ชั่วโมงแล้ว แต่ไม่เข้าใจเนื้อหาเลยสักนิด มองคนข้างๆ ที่ตั้งใจอ่านแล้วหงุดหงิด อะไรจะมีสมาธิขนาดนั้น


“นี่” ร่างสูงสะกิดเมล ตั้งใจจะกวนคนขยันแต่อีกฝ่ายแค่หยุดอ่าน เงยหน้ามองเขาแล้วก้มลงอ่านต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


“นี่...ฉันหิวแล้ว ไปหาอะไรกินกัน” ไอซ์พยายามหลอกล่อเมลให้หลุดจากสมาธิ ซึ่งคนตัวขาวก็เอ่ยขึ้นโดยไม่ละจากเนื้อหา


“นายเพิ่งกินข้าวไปเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วเองนะ อีกอย่างฉันกินเลือดไปแล้ว ไม่หิว”


“ก็ฉันหิวนี่ ไปเป็นเพื่อนหน่อย”


“ไม่ไป”


“งั้นเหรอ...”


ฉึก


ไอซ์หยิบคิดเตอร์อันเล็กมากรีดนิ้วตัวเองให้เป็นแผลเล็กๆ ปล่อยให้เลือดซึมไหลออกมาแล้วยื่นไปหาเมล


“ไม่หิวจริงอะ”


เมลไม่มีทางต้านทานกลิ่นเลือดหอมหวานของไอซ์ได้หรอก แค่เลือดซึมออกมาคนตัวขาวก็แทบจะตะครุบมาดื่มให้ชื่นใจ สมกับที่ไม่ได้แตะมาเกือบสัปดาห์ แต่ทว่านิ้วยาวยกหลบได้ทันพร้อมกับร่างสูงที่ลุกขึ้นยืนส่งยิ้มยียวน


“นายไม่หิวนี่” เมลหน้ามุ่ย เตรียมพุ่งเข้าประชิดตัวไอซ์แต่ก็ถูกมือหนายันหน้าผากไว้ เขาทำได้เพียงยื่นมือสองข้างไขว่คว้า แต่แขนเขาก็สั้นกว่าอีกฝ่ายอยู่ดี


“ถ้านายสัญญาว่าจะออกไปกับฉันดีๆ ฉันจะให้นี่กับนาย” ไอซ์ยกนิ้วชี้พลางยิ้มขัน มองแมวตัวน้อยได้แต่น้องแง่วๆ เมื่อไม่ได้อาหารที่ต้องการ


“นายสัญญาแล้วนะ” เมลกอดอก เขายอมอ่อนข้อให้ก็ได้เพราะเมื่อได้งับนิ้วนั่นเขาจะดูดให้อีกฝ่ายตัวซีดไปเลย หึ!


“ตามนี้ นายไปเปลี่ยนเสื้อไป”


“ทำไม” เมลเอียงคอสงสัย ก้มมองเสื้อตัวใหญ่ที่แม้คอจะกว้างไปนิดแต่ก็ใส่สบายดี


“เถอะน่า ออกไปข้างนอกกับฉันแต่งตัวให้มันดีหน่อย”


“เรื่องเยอะ” เมลเถียงแต่ก็ยอมเดินไปเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดสีเหลืองลายเป็ดน้อยที่เขาชอบ มองคนหน้าโหดที่ส่ายหน้าอย่างปลงๆ ก็ได้แต่ขมวดคิ้ว เสื้อตัวนี้ก็ยังไม่ดีอีกเหรอ


“เฮ้อ เสื้อในตู้นายแบรนด์เนมนายตั้งเยอะ ทำไมใส่เสื้อเป็ดนี่ล่ะ”


“ก็นายซื้อให้ฉันนี่ เสื้อตัวโปรดเลยนะ” วันที่ไอซ์ลากเขาไปซื้อสมุดเลคเชอร์ ตอนเดินผ่านร้านเสื้อยืดราคาร้อยเดียว ไอซ์ก็เลยซื้อเสื้อตอบแทนเมลที่ยอมมาด้วยกัน และเมลก็ชอบมาก เขาใส่บ่อยยิ่งกว่าเสื้อตัวไหนๆ


“เด็กน้อยชะมัด” ไอซ์โยกหัวเมลเบาๆ ก่อนจะเดินนำไปที่ประตู ยอมให้ใส่เดินกับเขาวันหนึ่งก็ได้ เห็นว่าเป็นเสื้อตัวโปรดหรอกนะ


“อ้ะ” พายที่เตรียมจะเคาะประตูห้องชะงักไปเมื่อเห็นไอซ์ เขาหลุบตาลงก่อนจะเอ่ยถามเมล “จะไปไหนกันเหรอ”


“ไอซ์หิวน่ะ” เมลตอบซื่อๆ ก่อนจะเบี่ยงตัวออกมาจากห้อง เขาตั้งใจจะลงไปรอไอซ์ข้างล่างเพื่อเปิดทางให้ทั้งคู่คืนดีกัน อันที่จริงตั้งใจจะรอให้พายมาหาที่ห้อง


แต่เจ้าคนหน้าโหดนี่เกิดหิวขึ้นมา แถมยังล่อเขาด้วยเลือดอีก เมลจะทำอย่างไรได้นอกจากยอมออกไปด้วยกัน


หมับ


“จะรีบไปไหน” ร่างสูงคว้าคอเสื้อเมลได้ทันก่อนอีกฝ่ายจะผลุบหายไป ตอนนี้เขาไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับพายด้วยตัวคนเดียว เขาอยากขอโทษอีกฝ่ายแต่ก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะพูดออกไป


“เอ่อ เราทำกับข้าวมาฝาก” พายชูถุงกับข้าวน่าทานขึ้น “ถ้าไม่รังเกียจ เก็บไว้กินก็ได้นะ”


“โห หอมมากเลย” เมลรีบรับถุงแกงมาถือไว้ ยกขึ้นสูดดมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มทั้งที่ใจอยากวิ่งไปอ้วกเหลือเกิน


ฮือ...กลิ่นมันไม่ต่างจากของเน่าเลย


“ไปดมทำไมล่ะเจ้าบ้า” ไอซ์ดึงถุงแกงมาถือไว้เอง เขารู้ดีว่าอาหารของมนุษย์เปรียบได้กับของเน่าเสียสำหรับแวมไพร์ เมลเคยบอกเขาอย่างนั้น แล้วการที่อีกฝ่ายฝืนทำแบบเมื่อกี้ก็คงทรมานน่าดู


“ขอบใจ” ไอซ์ตอบพายสั้นๆ


“อื้อ ไม่ต้องหวงเมลหรอกนะ ถ้าพวกนายอยากกินอีกเดี๋ยวเราทำมาให้ใหม่” พายที่เข้าใจไปแล้วว่าการกระทำของไอซ์กลับเป็นเหมือนเมื่อก่อนก็ดีใจ ทุกครั้งที่เขาให้อะไรแก่แดนและไอซ์ ไอซ์จะแย่งของแดนเสมอ คงหวงของที่เขาให้อย่างที่เคย


“ไม่เป็นไร...เอ่อ”


“หืม”


“ขอโทษนะ ที่ว่านาย” ไอซ์กุมมือเมลไว้แน่น ถ้า...ถ้าพายไม่ให้อภัย เขาจะทำอย่างไร ฉุดเมลวิ่งหนีไปเลยดีไหม


“อื้อ เราก็ขอโทษที่พูดแบบนั้น เราแค่ห่วงนายนะไอซ์” พายยิ้มทั้งน้ำตา เขาเองก็รู้สึกผิดที่พูดเหมือนไม่เชื่อใจเพื่อน แต่เขารู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อเพื่อนสนิทห่างหายไปจากสายตา รวมถึงข่าวแย่ๆ ของไอซ์ที่ผ่านเข้าหูทำให้เขาเผลอพูดแบบนั้นออกไป


“ไม่ร้องสิ” ไอซ์ปล่อยมือเมล ไล้นิ้วปาดน้ำตาของเพื่อนรักด้วยความเอ็นดู “ร้องไห้ขี้มูกโป่งเลยนะตัวเล็ก”


“อื้อ อย่ามาบีบจมูกกันเซ่” พายแกล้งงอนเพื่อน ก่อนทั้งคู่จะหัวเราะออกมาทั้งสีหน้าและแววตา สบตากันยิ้มๆ พลางนึกถึงวัยเด็กของทั้งคู่


“คิดถึงวันเก่าๆ โน๊ะ ทะเลาะกันเป็นเด็กๆ แล้วก็ดีกันแบบเด็กๆ”


“อื้อ ไม่อยากโตขึ้นเลย” คนตัวเล็กบุ้ยปาก “นายสูงกว่าฉันตั้งเยอะ”


“พายไม่กินนมไง หึหึ”


“ไอซ์เข้าใจไหมว่ามันเป็นกรรมพันธุ์”


“อะเหรอ เตี้ยเอ๊ย” ไอซ์ขยี้หัวเพื่อนจนยุ่งไปหมด ก่อนจะหันกลับมาหาคนข้างๆ ที่ส่งยิ้มให้อย่างยินดี คิดว่าเขาไม่รู้รึไงว่าใครทำให้พายโผล่มาหน้าห้องเขา


คนดื้ออย่างพายน่ะไม่มีวันง้อใครก่อนถึงจะเป็นฝ่ายผิดก็ตาม แต่ถ้าได้คนพูดจูงใจสักนิดพายก็ยอมอ่อนข้อได้ง่ายๆ เลย ซึ่งคนอย่างนทีน่ะ ไม่มีทางฝืนใจพายได้หรอก จะมีก็แต่...


“ขอบใจนะเมล งื้อ” พายโผเข้ากอดเมลพลางถูกไถใบหน้าใสอย่างมีความสุข


“อื้อ ไม่เป็นไร เรายินดี” เมลแตะไหล่เพื่อนตัวเล็กเบาๆ เมื่อเดือนที่แล้วเขาเตี้ยกว่าพาย มาตอนนี้เขากลับสูงนำไปซะแล้ว


“พอๆ กลับไปหาได้แฟนได้ล่ะ ป่านนี้รอเป็นหมาหงอยแล้วมั้ง” ไอซ์ว่าร้ายนทีพลางดึงเมลออกจากการเกาะกุมของคนตัวเล็ก


“อ้ะ จริงด้วย ป่านนี้ทีรอเราแย่เลย...แต่เดี๋ยวนะ” พายเบิกตากว้าง มองเพื่อนหน้าโหดอย่างตกใจ “นายรู้ได้ไง หรือว่า...” พายเบนสายตาไปยังเมลที่สะดุ้งจนไอซ์รู้สึกได้


“เจอกันแต่ละทีมีแต่ประกายความรัก ฉันไม่ได้โง่นะถึงจะมองไม่ออก” และเขาก็เลือกที่จะโกหกออกไป แต่สิ่งที่ทั้งคู่แสดงออกมันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นอะไรกันไม่ใช่เหรอ ไม่ถือว่าเป็นการโกหกพายหรอก


“อ่า งั้นเหรอ” พายเกาหัวเก้อๆ ด้วยสีหน้าเขินอาย


“ไปได้แล้ว” ไอซ์จับตัวพายหันไปทางบันได “ขอบใจสำหรับกับข้าว”


“อื้อ ไว้เจอกันวันจันทร์นะ”


“อืม”


เมื่อคนตัวเล็กเดินลงบันไดไป ไอซ์ก็เงยหน้าขึ้นปล่อยน้ำตาออกมา มือเย็นเฉียบกุมมือเขาไว้แล้วบีบเบาๆ


“มันจบแล้วเมล” ใช่จบแล้ว รักแรกของเขาได้จบลงอย่างสมบูรณ์ ต่อจากนี้ไปเขาจะเป็นเพื่อนที่ดีของพาย  และอวยพรให้รักของทั้งคู่ผ่านไปอย่างราบรื่น


“นายบอกจะให้เลือดฉัน...”


“ห้ะ” ไอซ์ก้มมองเมล น้ำตงน้ำตาเขาหยุดไหลไปทันที ดวงตากลมโตสบตาเขาปริบๆ


“ก็เลือดนายไง” เมลพยายามแงะนิ้วชี้ของไอซ์ออกมาด้วยแรงเหนือมนุษย์ ร่างสูงยื้อไว้สุดแรงแล้วโวยวายลั่น


“เฮ้! นายจะมากินอะไรตอนนี้ ไม่หิวไม่ใช่รึไง”


“ก็ตอนนี้หิวแล้วอะ กินนะ”


“เข้าห้องก่อนโว้ย เข้าห้องก่อน!” ไอซ์รีบเปิดประตูห้องแล้วดึงเมลตามเข้าไปก่อนที่จะมีใครทันเห็นแวมไพร์หน้าเลือดนี่


หมด หมดอารมณ์ซึ้งแล้ว ปล่อยให้เจ้าแวมไพร์บ้านี่ดื่มเลือดให้พอใจไปเลย!







TBC.








.................
มาต่อแล้วจ้า ตัวขัดอารมณ์ไอซ์ก็น้องเมลนี่ล่ะ 5555 นายไม่มีทางเศร้าได้นานหรอกไอซ์ ตราบใดที่น้องเมลอยู่ข้างๆ แบบนี้ คิคิ ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ค่ะ เจอกันตอนหน้า จุ๊บๆ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-02-2018 17:02:30 โดย janeta »

ออฟไลน์ wanirahot

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 485
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
เอาละ มีลุ้นว่าเมลจะตัวโตขึ้น จะโตจนใหญ่กว่าไอซ์เลยไหมนะ

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทที่ 11
กลัวว่าจะไม่ได้เจอนายอีก




“ร้องไห้ขี้มูกโป่งเลยนะตัวเล็ก”


ตอนนี้เมลเข้าใจแล้วว่าตัวเล็กที่ไอซ์เคยละเมอถึงคือใคร


เขามองร่างสูงที่หลับไปตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ใบหน้าคมมีรอยยิ้มประดับอยู่ราวกับว่ากำลังฝันดีต่างจากคนที่ยังตื่นอยู่อย่างสิ้นเชิง เมลลุกออกไปยืนที่ระเบียง มองท้องฟ้าดำสนิทในคืนเดือนมืดไม่มีทั้งแสงจันทร์และแสงดาว จู่ๆ ก็รู้สึกถึงบางอย่างที่อยู่ในก้อนเนื้อข้างซ้าย


ความเศร้ากำลังบีบรัดหัวใจของเขา และเมลรู้ดีว่าเหตุผลนั้นคืออะไร


เขากำลังตกหลุมรัก และเป็นรักที่เขาไม่สมควรมี


ไม่รู้ว่าตัวเองชอบไอซ์ตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ อาจเพราะได้ชิมรสเลือดที่หอมหวาน หรือเพราะสายตาดุที่มองมาที่เขาเสมอ แต่ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลใดสำหรับเขาและไอซ์เรื่องของเราไม่มีวันเป็นไปได้


ครืด


เมลหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านข้อความจากใครบางคนที่สำคัญไม่แพ้ครอบครัวของเขา


‘ลูซ’


‘มิคาเอล ได้โปรดมาพบฉันที่ร้าน...’


และเมลก็เลือกที่จะกระโดดลงจากระเบียงแทนการออกประตูหน้าเพื่อความรวดเร็วในการไปพบใครคนนั้น


“ยินดีที่ได้พบเธออีกครั้ง มิคาเอล” ชายผมยาวปรกหน้าทว่าไม่อาจบดบังใบหน้าอันหล่อเหลาไร้กาลเวลาได้


ดวงตาสีดำสนิทเช่นเดียวกับเส้นผมจับจ้องเมลไม่วางตา ตั้งแต่ร่างผอมเดินเข้าประตูหน้าของคลับหรูใจกลางเมืองเช่นนี้ แม้เสื้อผ้าที่อีกฝ่ายใส่จะเป็นแค่เสื้อยืดคอกลมลายเป็ดเหลืองและกางเกงขาสั้นพอดีเข่าแต่ก็ไม่มีใครเข้าไปขวางให้เสียมารยาทเจ้าของคลับ


เพราะคนที่เห็นที่แห่งนี้ได้ย่อมได้รับการอนุญาตจากท่านลูซแล้ว


“ผมชื่อเมลที่มาจากคาราเมลครับคุณลูซ อย่าเรียกชื่อกันมั่วๆ สิ” เมลพูดยิ้มๆ หยิบแก้มไวน์ยกขึ้นดมกลิ่นหอมหวานของเลือดสดก่อนจะวางลง “ธุรกิจของคุณไปได้สวยนะครับ”


“แน่นอนสิ ได้รับความสนใจอย่างมากเชียวล่ะ ไม่อย่างนั้นพี่ชายเธอจะมาร่วมหุ้นกับฉันเหรอ”


“นั่นสิครับ” เมลมองไปรอบๆ อย่างสนใจ คลับแห่งนี้เป็นหนึ่งในธุรกิจของลูซ แวมไพร์ผู้มีอายุยืนยาวหลายร้อยปี เมลได้รู้จักเขาตอนที่ยังเด็ก พ่อส่งเขาให้อยู่ในความดูแลของลูซเกือบหนึ่งปี


ลูซสอนให้เขาดื่มเลือดสัตว์และสอนวิธีระงับความกระหายที่อยู่ภายใน ครั้งหนึ่งลูซเคยผลักเขาเข้าไปในห้องมืดก่อนมื้ออาหาร ทิ้งให้เขาอยู่กับพี่ชายทั้งสองที่หลับใหลอยู่บนเตียง เมลต้องระงับความหิวโหย เขาจึงเลือกที่จะข่มตาหลับข้างกายพี่ชายทั้งสอง ซบเข้าหาไออุ่นที่ทำให้ความกระหายนั้นดับมอดลง


นั่นเป็นความสุขหนึ่งที่เขาได้ค้นพบ เขาอยู่ข้างกายพี่ๆ ได้โดยไม่ทรมาน


“เธอดูสูงขึ้น” ดวงตาดำสนิทจับจ้องเมลโดยไม่มีรอยยิ้มอย่างที่เคย “มันไม่ควรเป็นแบบนั้น โดยเฉพาะแวมไพร์อย่างเธอ”


“ทะ...ทำไมเหรอครับ” แวบหนึ่งเมลนึกถึงไอซ์ เขาหลบตาเรียวที่จ้องมองมากลัวจะหลุดพูดความลับออกไป


“เธอจำได้ไหมว่าเราสัญญากันว่ายังไงก่อนฉันจะปล่อยเธอไป”


เมลนึกถึงคำสัญญาก่อนที่ลูซจะอนุญาตให้เขาออกมาอยู่ร่วมกับมนุษย์


‘อย่าแตะเลือดมนุษย์ที่หอมหวานกว่าน้ำตาล’


“จำได้ครับ...”


“เธอกินมันไปแล้วใช่ไหม” สายตาที่จับจ้องไม่ใช่การเอ่ยถาม แต่เชื่อไปเรียบร้อยแล้วว่าเขาทำอะไรลงไป เมลจึงได้แต่นิ่งเงียบลอบมองอีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะหลุบตาลงด้วยสำนึกผิด


“ครับ”


“งั้นก็คงต้องฆ่ามนุษย์คนนั้นซะ ชาร์ป!”


“อย่านะ!” เมลเงยหน้าขึ้นจ้องผู้เป็นอาจารย์เขม็งไม่ยอมอ่อนลงใดๆ “ลูซห้ามยุ่งกับเขา นายด้วยชาร์ป” ร่างโปร่งสบตาลูกน้องคนสนิทของลูซด้วยดวงตาแดงก่ำ


“เธอตกหลุมรักมันเข้าแล้วยิ่งต้องฆ่า”


“ผมบอกว่าอย่า!” เสียงคำรามทำแก้วใสบนโต๊ะแตกกระจาย เช่นเดียวกับแชนเดอเลียด้านบนที่ตกลงมาแตกกลางฟลอร์เต้นรำด้านล่าง เรียกเสียงหวีดร้องของคนที่กำลังเต้นอยู่ดังอื้ออึง


ลูซมองความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ เขาสบตาลูกน้องให้ไปจัดการเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนจะฉุดแขนเมลให้ลุกตามไปด้วยกัน


“เธอต้องมีสติเดี๋ยวนี้มิคาเอล” เส้นผมสีทองพลิ้วไหวทำหัวใจร่างสูงเจ็บแปลบ บางอย่างในอดีตกำลังหวนคืนมาแต่เขากดมันไว้แล้วสบตาขุ่นเคืองของคนตรงหน้า “หรือเธอจะฆ่าทุกคนที่เธอรัก!”


เมลชะงัก ภาพความทรงจำในวัยเยาว์หัวกลับมาในความคิด ทั้งพ่อ พี่มอค พี่มัค หรือแม้กระทั่งไอซ์ พาย นที และแดน ภาพเหล่านั้นกำลังถูกเผาไหม้เพราะความไร้สติของเขา


“ไม่...ผมไม่อยากทำร้ายใคร” ร่างโปร่งส่ายหัวไปมา เขาทรุดตัวลงในบนโซฟาภายในห้องพักของลูซ ยกมือปิดดวงตาร้อนผ่าว เขาไม่อยากให้เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น


“ดี ทีนี้ฟังฉัน” ลูซจับมือทั้งสองข้างของเมล “เธอจะต้องไม่ดื่มเลือดเขาอีกเด็ดขาด เลือดนั่นจะดึงสัญชาตญาณของเธอออกมา เมื่อไหร่ที่ได้ลิ้มรสอย่างสมบูรณ์ความเป็นเมลจะไม่เหลืออยู่และเธอจะฆ่าเขาอย่างไม่ลังเลเลย สัญญากับฉันได้ไหมว่ามันจะไม่เกิดขึ้น”


“ผมสัญญา ถ้ามันจะทำให้ผมไม่ทำร้ายใคร”


“ดี...ดีมาก” ลูซกอดปลอบร่างโปร่งที่กำลังสั่นเทา “เธอต้องออกห่างจากเขาแล้วเขาจะปลอดภัย”


“อืม ผมสัญญา” แม้หัวใจจะเจ็บปวดกับการลาจาก แต่คงมีแค่วิธีนี้ที่จะรักษาชีวิตของอีกฝ่ายไว้ได้
.
.
.
“เมลดื่มเลือดหวานไปแล้ว”


(นายว่ายังไงนะ)


“ก็ตามนั้น เป็นคนเดียวกับที่พี่ชายนายตามสืบด้วย”


(เวรเอ๊ย เป็นลูกชายเพื่อนพ่ออีกหาวิธีกำจัดยากฉิบหาย)


“แล้วนายจะทำยังไง” ลูซลูบหัวกล่อมเมลให้หลับใหลไปพร้อมกับมนต์ที่เขาสอนอีกฝ่ายด้วยตัวเอง ไม่มีทางที่ร่างโปร่งจะได้ยินคำพูดของเขา


(ให้เมลกลับมาอยู่บ้าน ไม่ต้องเจอไอ้เด็กนั่นไปชั่วชีวิตเลย)


“นายขังมิคาเอลไม่ได้หรอก เขาจะหาทางหนีออกไปอย่างแน่นอน และเขาจะซ่อนจนนายไม่มีทางหาเจอ” เพราะดูแลเป็นคนแรกลูซรู้ดีว่าเมลคิดอะไร และจะทำอะไรต่อไปหากถูกขังเหมือนนกในกรงทองอีกครั้ง


(แล้วฉันทำอะไรได้บ้าง)


“นายไม่ต้อง ฉันจะกำจัดเสี้ยนหนามนี้เอง มันจะต้องไม่ซ้ำรอยอีกเด็ดขาด” ลูซกำหมัดแน่น


(ซ้ำรอยอะไร)


“เปล่า ไม่มีอะไร นายแค่อยู่เป็นพี่ที่ดีของมิคาเอลก็พอ ที่เหลือฉันจัดการเอง” เขาก้มลงจูบแก้มเมลก่อนจะผละออก


(จะทำอะไรก็เรื่องของนาย ขอแค่เมลปลอดภัยก็พอ)


“แน่นอน” ลูซยิ้มบาง


เพราะคนที่ต้องหายไปจากโลกคือคนที่ขโมยหัวใจมิคาเอลไปต่างหาก


.................................

ไอซ์สะดุ้งตื่น เขาฝันประหลาด ฝันว่าเมลมองเขาด้วยดวงตาเรียบเฉยก่อนจะกระโดดลงจากหน้าผาปล่อยให้ฝูงค้างคาวรุมกินเขาอย่างเดียวดาย ทั้งที่ความจริงค้างคาวมันกินกล้วยไม่ใช่เหรอ


เขาสะบัดหัวไล่ความฝันบ้าบอนั่น มองเตียงข้างๆ ที่ควรจะมีเมลนั่งอ่านหนังสืออย่างที่เคยเพราะยังไม่ถึงเวลาที่อีกฝ่ายจะไปวิ่งกับนที แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า เช่นเดียวกับห้องน้ำที่ปิดไฟสนิท


เมลหายไปไหน


ลมกลางคืนพัดเข้ามาทำเขาขนลุกซู่จึงหันมองประตูระเบียงที่เปิดอยู่ แวบหนึ่งเขาคิดตลกๆ ว่าเมลกระโดดลงไป ก่อนจะวิ่งเหมือนคนบ้าไปที่ระเบียงชะโงกหน้ามองด้านล่างที่ว่างเปล่าก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก


“คิดบ้าอะไรของกูวะเนี่ย”


ครืดๆ


‘นที’


“มีไร” ถึงจะเป็นแฟนพาย เขาก็ไม่คิดจะดีด้วยหรอกนะ


(เมลอยู่กับมึงไหม) น้ำเสียงตึงเครียดจากปลายสายทำให้ไอซ์ขมวดคิ้ว


“ไม่อยู่ มีอะไร”


(เชี่ยเอ๊ย! ติ๊ด) แล้วสายก็ตัดไป


ไอซ์ต่อสายหาพายทันที อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นแฟนตัวดีของอีกฝ่ายถึงตัดสายเขาแบบนั้น


(อือ...ว่าไง) น้ำเสียงัวเงียของอีกฝ่ายทำเขารู้สึกผิดนิดๆ ที่โทรมาปลุกก่อนจะเอ่ยขอโทษแล้วโกหกว่ามือเผลอไปโดน ซึ่งพายก็

ไม่ติดใจสงสัยอะไรแล้ววางสายไป


ไม่ได้อยู่กับพาย แล้วมันอยู่ไหนเกิดอะไรขึ้นกับเมลหรือเปล่า


ไอซ์โทรกลับหานทีอีกครั้งแต่ได้ยินเพียงระบบฝากข้อความ บ่งบอกว่าอีกฝ่ายปิดเครื่องหนีไปแล้ว ไอซ์โทรซ้ำเกือบครึ่งชั่วโมงก่อนจะทนไม่ไหวสบถลั่น


“โถ่โว้ย!” เขาคว้ากุญแจรถ รีบเปิดประตูออกจากห้องเพื่อจะไปตามหาเมล


“อ้าว ไปไหนอะ” คนหน้าใสถามยิ้มๆ มือสองข้างถือถุงขนมที่เจ้าตัวกินไม่ได้เต็มสองมือ


“หายไปไหนมา” ไอซ์กระชากแขนเมลเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูเสียงดัง ร่างโปร่งหลบตาเขา ขืนแขนออกจากการเกาะกุมแล้วเดินไปวางขนมลงบนโต๊ะก่อนจะหันกลับมายิ้มร่า


“ก็ไปซื้อขนมให้นายไง” เมลไม่ได้โกหก เขาทำอย่างที่บอกไปจริงๆ ลูซช่วยพาเขามาส่งที่ร้านค้าใกล้ๆ กอดปลอบเขาเป็นครั้ง

สุดท้ายก่อนจะขึ้นรถไป


พอดีกับนทีโผล่พรวดเข้ามาหาเขา จับเนื้อตัวเขาสำรวจด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าจะถูกทำร้ายพร้อมกับเล่ากิตติศัพท์ความชั่วร้ายของลูซว่าคู่นอนของอีกฝ่ายหายตัวไปอย่างลึกลับ


ซึ่งเมลรู้ดีว่ามนุษย์พวกนั้นหายไปไหน แต่เขาเข้าไปไม่ยุ่มย่ามไม่ได้ เมลทำได้เพียงไม่ยุ่งกับเลือดมนุษย์มากจนเกินไป ไม่สิ ตอนนี้เขายุ่งไม่ได้อีกแล้ว


“ไอ้นทีมันถามหานายแล้วตัดสายไป ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรใช่ไหม”


“อ้อ เจอกันพอดีน่ะ นทีคงเป็นห่วงที่เห็นฉันเดินคนเดียว”


ไอซ์ยังคงไม่เชื่อในสิ่งที่เมลเล่า แต่เขาก็เบาใจลงแล้วว่าไม่ได้เกิดเรื่องเลวร้ายอะไรขึ้น ขณะที่เมลได้แต่วางแผนบางอย่างในใจ เขาลบความทรงจำที่นทีเห็นเขากับลูซไปแล้วจึงต้องเพิ่มเติมในส่วนของเขาใหม่จะได้ไม่ดูแปลกเมื่อทั้งคู่พบกัน


“มานี่สิ” คนหน้าโหดกวักมือเรียกเมลเข้าไปหา พอระยะห่างสั้นลงแขนสองข้างก็โอบกอดเมลไว้ “ฉันฝันร้าย”


เมลปลอบหัวใจให้เต้นเบาๆ แล้วเอ่ยถาม


“นายฝันว่าอะไรเหรอ” ฝันร้ายเหมือนฉันหรือเปล่า ฝันว่าเราต้องจากกัน


“นายทิ้งฉันให้อยู่คนเดียว” ไอซ์กระชับอ้อมแขน “ตื่นมาก็ไม่เจอนาย ฉัน...กลัวว่ะ”


“หน้าโหดแบบนายกลัวอะไร ฮะๆ” เมลจงใจหัวเราะให้ดูตลก แต่ในใจของเขาวูบโหวง จึงได้แต่กอดอีกฝ่ายตอบทุเลาความเศร้าในใจ


การรู้ตัวว่าตกหลุมรักคนที่ไม่ควร ยังไม่เจ็บปวดเท่าการจากลา


พรุ่งนี้เขาต้องย้ายออก แต่เขาจะบอกไอซ์อย่างไร


“กลัวว่าจะไม่ได้เจอนายอีก” ประโยคสั้นๆ เพียงคำเดียวเรียกน้ำตาเมลให้ไหลออกมาอย่างง่ายดาย เมลรีบผละออกมาแล้วหันหลังให้


“ฉันก็อยู่ที่นี่แล้วไง ไม่ได้...ไปไหนสักหน่อย”


“นายร้องไห้...ฮ่าๆ นี่นายซึ้งที่ฉันพูดขนาดนั้นเชียวเหรอ” ฝ่ามือหนาขยี้หัวเขาอย่างเอ็นดู


“เออสิ นายทำฉันซึ้งน้ำตาไหลหมดแล้วเนี่ย” เมลเช็ดน้ำตาลวกๆ พยายามคืนความเป็นตัวเองให้เร็วที่สุด


“หึ งั้นถือว่าเป็นของปลอบใจ” ไอซ์เดินไปหยิบมีดคัทเตอร์ เตรียมจะกรีดเนื้อตัวเองเพื่อให้เลือดเขา “ทำอะไร”


“ไม่เอาแล้ว...” เมลดึงมีดออกจากมือไอซ์ วางลงบนที่ของมัน “นายไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้”


“ทำไม นายชอบเลือดของฉันไม่ใช่เหรอ”


“ไม่แล้วล่ะ” ขอโทษที่โกหกนะ “ฉันเจอเลือดที่อร่อยกว่านายแล้ว นายไม่ต้องกังวลว่าจะ...อื้อ”


ร่างสูงดึงคนตัวเล็กกว่าเข้าประกบจูบทันทีที่ได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย เมลหมายความว่ายังไงที่ว่ามีเลือดคนอื่นอร่อยกว่าเลือดของเขา เมลจะเข้าหาคนพวกนั้นเหมือนที่ทำกับเขาเหรอ


เขาไม่ยอม


ไอซ์รั้งใบหน้าเมลเข้ามาใกล้ บดเบียดริมฝีปากลงไปไม่ให้เหลือช่องว่างระหว่างกัน ริมฝีปากเย็นเฉียบทำให้เขานึกถึงน้ำแข็งไสสัญชาติเกาหลีที่ทั้งหวานและเย็นแถมยังนุ่มละมุนลิ้นกินเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ


“ปะ...ปล่อย”เมลมีโอกาสได้พูดเพียงไม่กี่วินาทีก่อนจะถูกดูดกลืนอีกครั้ง เขารู้สึกดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับรู้สึกแย่หากปล่อยให้ความรู้สึกบานปลายไปมากกว่านี้


พลั่ก


เมลผลักไอซ์กระแทกผนัง เขาตั้งท่าจะเข้าไปหาแต่กลับก้มมองมือตัวเองที่เผลอทำรุนแรงลงไป ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่าตั้งแต่ที่เขาดื่มเลือดของคนหน้าโหดพละกำลังของเขาก็มากขึ้นกว่าที่เคย แต่เขาเลือกที่จะปัดความสงสัยนั้นทิ้งไปเพียงเพื่อให้ได้ชิมรสชาตินั้นอีกครั้ง


ถ้าเขาหยุดตั้งแต่วันนั้น...ทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้


“เฮ้ ฉันไม่ได้เป็นอะไร” ไอซ์ที่สังเกตว่าเมลก้มมองมือตัวเองอยู่นานก็พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกยังไงจึงตั้งใจจะเอ่ยปลอบ


“ใช่ นายจะไม่เป็นอะไร” ขอแค่เขาไม่ได้อยู่ใกล้ๆ ไอซ์ก็จะปลอดภัย


“แล้วนายจะไปไหน” คนหน้าโหดขมวดคิ้ว เขาจับแขนเย็นชืดของอีกฝ่ายไว้อย่างตื่นกลัวเมื่อเห็นเมลกำลังเดินผ่านเขาไปทางประตู


เมลหันมายิ้มให้เขา ยกตัวขึ้นจุมพิตที่ริมฝีปากแล้วผละออก


ร่างโปรงเปิดประตูออกไปขณะที่ไอซ์เผลอ เมื่อไอซ์วิ่งตามออกมาก็ไม่เห็นรูมเมทของตัวเองอีกแล้ว







TBC.






......................................
ดราม่าเล็กน้อยพอกรุบกริบ ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์จ้า  :mew1:  เจอกันตอนหน้าค่ะ

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2665
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
อยู่ๆ ดราม่าเฉย คิดว่าครอบครัวเมลที่หวังดี อาจไม่ได้หวังดีอย่างที่คิด

ออฟไลน์ wanirahot

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 485
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
อ้าว งงเฉยเลย ดราม่ามาไง

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทที่ 12

ไม่อยากเสียนายไปว่ะ



“เมล”


“อือ”


“นายเป็นอะไรหรือเปล่า” แดนทรุดตัวลงข้างๆ คนตัวขาวที่จู่ๆ ก็พุ่งพรวดเข้ามาในห้องเขาไม่บอกกล่าว แล้วยังนั่งชันเข่าพิงประตูเงียบๆ มาสักพักแล้ว


“เราไม่ได้เป็นอะไร” เมลตอบสั้นๆ แดนอ้าปากจะถามต่อเป็นอันต้องหุบปากลงเพราะนี่เป็นครั้งที่สี่แล้วที่เมลตอบแบบนี้ เขารู้ว่าคำตอบคงเหมือนเดิมจึงลุกไปทำรายงานต่อ มือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถือไว้ตั้งใจจะต่อสายหาเพื่อนที่อยู่ห้องฝั่งตรงข้ามถามสาเหตุที่เมลมาอยู่ห้องเขา แต่ไม่ทันได้โทรออกคนที่นั่งหงอยก็พุ่งมาคว้าโทรศัพท์ไป


“อย่าบอกไอซ์ได้ไหมว่าเราอยู่ที่นี่” เมลส่งโทรศัพท์คืนแดน เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้ารับร่างโปร่งก็กลับไปนั่งตรงมุมเดิม เมลกอดเข่าตัวเองไว้เขายังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับไอซ์ เช่นเดียวกับยังไม่พร้อมจะจากไปอย่างที่ใจคิด


เฮ้อ ถ้ามีทางเลือกมากกว่านี้ก็คงดี


ก๊อกๆ


“หืม...” แดนลุกไปส่องตาแมวก่อนจะหันกลับมาหาคนที่นั่งหงอยอยู่ข้างประตู “ไอ้ไอซ์มา”


เมลสะดุ้งเฮือก เขารีบลุกขึ้นมองหาที่ซ่อนก่อนจะวิ่งเข้าไปในห้องน้ำแล้วปิดประตูลง เสียงปึงปังในนั้นบอกได้ดีว่าคนตัวขาวคงซุ่มซ่ามทำอยู่ในนั้นอย่างแน่นอน นิสัยแก้ไม่หายนี้รู้กันหมดทั้งกลุ่ม


“มีไร” แดนถามเพื่อนซี้ที่ก้าวเข้ามาในห้องแล้วกวาดตาไปทั่วก่อนจะหันมาเขา


“เมลติดต่อมึงมาบ้างไหม”


“ก็ไม่นะ มึงเคยบอกว่ากูทำตัวน่าขนลุกไม่ใช่เหรอ เมลคงจะมาหากูหรอก” แดนพูดตามคำเพื่อนเคยว่าเขา ก็จะหัวเราะในใจเพราะตอนนี้คนที่เมลไว้ใจมากที่สุดก็คือเขานี่ล่ะ


“พายก็ไม่รู้ นทีก็ไม่รู้ นี่กูไม่รู้แล้วว่าเมลหายไปไหน” ไอซ์นั่งลงบนเตียงเพื่อน หลังจากวิ่งตามออกมาจากห้องแล้วไม่พบตัวรูมเมทเขาก็รีบขับรถไปหาพายกับนทีทันที สองคนนั้นกำลังออกมาจากหอพักพอดีและเขาไม่เห็นแม้แต่เงาของเมล


“มึงไปทำอะไรเขาหรือเปล่า” แดนแสร้งทำหน้าดุ “กล้าดียังไงมายุ่มย่ามกับเมลของกู”


“เขาไปเป็นของมึงตั้งแต่เมื่อไหร่”


“เป็นตั้งแต่ครั้งแรกที่สบตากันล่ะ”


“ไอ้ขี้มโน” คนหน้าโหดเหน็บเพื่อนก่อนจะถอนหายใจอย่างกลุ้มใจ “แต่กูก็ทำผิดกับเมลจริงๆ ว่ะ” ไอซ์ไม่รู้จะหาทางขอโทษเมลยังไงที่ทำเรื่องแบบนั้นลงไป แต่คิดในอีกแง่เมลก็จูบเขากลับไม่ใช่เหรอ แล้วมันจะผิดอะไรหากเราทั้งคู่เริ่มรู้สึกดีต่อกัน


“เอาดีๆ มึงทำอะไรเมล” แดนทำเสียงเข้ม กอดอกจ้องเพื่อนตัวโตไม่วางตา เมลดูเหม่อๆ หงอยๆ แต่ก็ไม่ยอมบอกว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าอย่างนั้นเขาคงต้องเค้นจากไอ้เพื่อนตัวแสบนี่เท่านั้นล่ะ


“กู...” ไอซ์หลบตาเพื่อนแล้วพูดเสียงเบา “จูบเมล”


“ห้ะ!” คนหูดีหัวร้อนขึ้นมาทันที “มึงเป็นบ้าเหรอ! มึงเพิ่งเฮิร์ทจากพายนะโว้ย แล้วมึง...มึงมาจูบเมลได้ไงวะ”


“กูก็ไม่รู้ กูโมโหที่...” เมลไปชอบเลือดคนอื่น “ช่างเถอะ ถ้าเมลติดต่อมามึงรีบบอกกูเลยนะ”


“กูไม่บอก! ต่อให้เมลอยู่ห้องกู กูก็จะไม่บอกมึง!” แดนตะโกนใส่หน้าไอซ์อย่างสุดจะทน ก็รู้ว่าเขาชอบเมล ยังจะกล้ามาตัดหน้าจูบคนตัวเล็กไปก่อนเขาอีก ไอ้เพื่อนเลว ไอ้เพื่อนชั่ว!


“เมลอยู่นี่งั้นเหรอ” ไอซ์ไม่เสียเวลาสนใจเพื่อนที่กำลังหัวเสีย เขากวาดตาไปรอบห้องแคบๆ ที่มีเพียงเตียงสองฝั่งและห้องน้ำที่ปิดสนิท สองขายาวจึงก้าวเข้าใกล้ห้องน้ำทันทีก่อนจะถูกรั้งเต็มแรงจากเพื่อนที่อยู่ข้างหลัง


“มึงจะทำบ้าอะไร ในห้องน้ำนั่นเมทกู” แดนพูดอย่างลนลาน ซึ่งไอซ์ก็จับพิรุธนั้นได้เพราะเพื่อนเขาโกหกไม่เก่ง คนหน้าโหดสะบัดแขนออกจากเพื่อนก่อนจะพุ่งเข้าไปบิดลูกบิดประตูอย่างแรง


“เมล อยู่ในนั้นใช่ไหม ออกมาคุยกันก่อน” ไอซ์พยายามกระชากลูกบิดประตูให้หลุดออก สายตามองหาของแข็งที่พอจะพังประตูได้ “ถ้านายไม่ยอมออกมาฉันพังประตูแน่”


“ไอ้เชี่ยไอซ์! อย่านะมึง” แดนรีบจับตัวเพื่อนที่พุ่งเข้าไปหากล่องเครื่องมือช่างของเพื่อนร่วมห้อง ไอ้ห่า ถ้ามึงยุ่งกับของๆ มันคนที่ซวยจะเป็นกูนะโว้ย


ฉุดกระชากกันอยู่ไม่นานนัก ประตูห้องน้ำก็เปิดออกมาโดยคนอุตส่าห์หนีเข้าไปซ่อนตัว แต่จะให้ไอซ์พังประตูเข้าไปลากเขาออกมาเมลก็สงสารแดนที่จะต้องซ่อมประตูห้องน้ำใหม่ เขายอมออกมาก็ได้จะได้จบๆ


ไอซ์สะบัดเพื่อนให้หลุดออกก่อนจะเดินเร็วเข้ามาหาเมลที่เบือนหน้าหนีไปทางอื่น ร่างสูงชะงักเมื่อเห็นปฏิกิริยาจากอีกฝ่ายแต่ความเป็นห่วงมีมากกว่าจึงดึงเมลเข้ามาในอ้อมแขน


“ขอโทษ”


“...”


เมลไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อ ในเมื่อคนผิดคือเขาไม่ใช่ไอซ์ และเขาก็เลือกแล้วว่าจะหันหลังให้กับความรู้สึกที่กำลังก่อตัวขึ้น


“นายไม่ได้ผิดหรอกไอซ์” เมลผละตัวออก “คนที่ผิดคือฉันเอง”


“เอ่อ...ช่วยอธิบายได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น” แดนพูดแทรกสองคนตรงหน้าที่เริ่มสร้างโลกส่วนตัวสองเรากันอยู่ ความรู้สึกคันยุบยิบในใจยังคงอยู่แต่เขาก็เลือกจะปัดมันทิ้งตั้งแต่เห็นเพื่อนสนิทคลั่งจนถึงขั้นจะพังประตูห้องน้ำเขา


ไหนจะสายตาของคนที่เขาแอบชอบกำลังมองเพื่อนเขาด้วยความรู้สึกชัดเจนแบบนั้น หน้าหนาแค่ไหนเขาก็คงต้องขอถอยทัพอย่างจริงจังแล้วว่ะ


“ขอโทษนะแดน” ดวงตากลมโตเปลี่ยนเป็นสีแดงทำให้แดนประหลาดใจเพียงไม่กี่วินาทีก่อนคาถานั้นจะเริ่มกล่อมแดนให้หลับใหล


แขนขาวกางออกเตรียมรับคนตัวสูงที่อยู่ภายใต้มนตร์สะกดที่เริ่มโงนเงน เขาแค่อยากให้เพื่อนหลับไปเพราะแดนไม่จำเป็นต้องรู้ความลับของเขาเพิ่มอีกคน


“ฉันเอง” ไอซ์อาสารับร่างเพื่อนสนิทที่ตัวหนักพอๆ กับควาย แล้วเลือกที่จะหิ้วปีกพาไปส่งถึงเตียงซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าใช่เตียงมันหรือเปล่า แต่ช่างเถอะ


“ทีนี้ก็บอกมาได้แล้ว ที่ว่าเป็นความผิดของนายเองมันหมายความว่ายังไง” ไอซ์จับจ้องร่างโปร่งที่หลุบตาลงก่อนจะจับแขนเมลให้หันมามองกัน


“ฉันจะกลายเป็นปีศาจร้าย ถ้ายังดื่มเลือดนายอยู่” เมลกลั้นใจพูดออกไปเพื่อหวังให้ไอซ์หยุดบีบคั้นเขาสักที


“แค่นี้เนี่ยนะ”


ร่างโปร่งเงยหน้ามองคนหน้าโหดที่ส่งยิ้มเอ็นดูเขา


“แค่นายไม่กินเลือดฉันเราก็อยู่ร่วมกันได้แล้วไม่ใช่เหรอ คิดบ๊องๆ อะไรของนาย” แล้วเมลก็โดนเขกหัวไปอีกหนึ่งที แรงที่ถูกกระทำไม่ได้เจ็บนักแต่กลับทำให้เมฆหมอกที่บังตาเขาสลายไป


นั่นสิ แค่เขาไม่ดื่มเลือดไอซ์ก็พอแล้วนี่ ทำไมเรื่องแค่นี้เขาคิดไม่ได้นะ


“ไปโดนใครเขาเป่าหูมาหรือเปล่าเนี่ย” ไอซ์เลิกคิ้วถามกวนๆ แต่เมลไม่ได้ใส่ใจ เขาตื่นเต้นมากจนต้องต่อสายหาลูซเพื่อบอกความเป็นไปได้ที่เขาจะอยู่ร่วมกับทุกคนโดยไม่ทำร้ายใคร


“ลูซ...”


(ว่าไงครับ)


“ผมอยากอยู่ร่วมกับพวกเขา เพื่อนๆ ของผม” เมลหันมองไอซ์ที่ส่งยิ้มให้ “ผมจะไม่กินเลือดเขาผมสัญญา ให้ผมอยู่ที่นี่ต่อเถอะนะ”


(เธอมั่นใจเหรอว่าจะห้ามใจได้ ความหิวมัน...)


“ผมทำได้ คุณก็รู้ผมทำได้ทุกอย่าง” เมลนึกย้อนไปถึงวันที่ถูกทิ้งไว้กับพี่ชาย แม้จะหิวแทบขาดใจแต่เขาเลือกที่จะไม่กินพี่ชายตัวเอง เขาอดทนได้ข้อนั้นลูซรู้ดี แม้ก่อนหน้านี้จะเผลออดใจไม่ไหวแอบชิมเลือดไอซ์มากไปหน่อยก็ตาม แต่ถ้าเขาเคร่งครัดกับตัวเองเขาก็ต้องทำได้


(เมล...ฉันว่า)


“นะ” เขาเริ่มทำเสียงอ้อนแบบเด็กที่มีเพียงคนในครอบครัวเท่านั้นที่เคยได้ยิน “นะครับ”


(เฮ้อ...เล่นทำแบบนี้แล้วฉันจะใจร้ายกับเธอได้ยังไง) ฟังเสียงที่อ่อนลงแล้วเมลก็อมยิ้มร่า ในที่สุดก็พิชิตใจลูซได้อีกครั้ง


“ผมรักลูซที่สุดเลย”


(มากกว่านั้นได้ไหม..)


“หืม ลูซว่าไงนะ” เพราะอีกฝ่ายพูดเสียงเบาเมลจึงไม่ได้ยินที่ลูซพูด


(เปล่าหรอก ฉันแค่อวยพรให้เธอมีสุขภาพดี และอย่าแตะต้องเลือดหวานอีกเป็นอันขาด) ลูซกำชับเรื่องสำคัญอีกครั้ง


“รับทราบครับ” เมลยิ้มร่าเมื่อได้รับอนุญาตจากคนสำคัญ เขาหันกลับมาหาคนหน้าโหดที่ยังคงจ้องเขาไม่วางตา เมลเกาหัวเก้อๆ อย่างทำตัวไม่ถูก ก่อนจะเอ่ยบอกไอซ์ออกไป


“ฉันอยู่ต่อได้แล้ว งั้น...เรากลับห้องกันเถอะ” เมลหันหลังเตรียมตัวออกจากห้อง แต่ก็ถูกคนข้างหลังรั้งแขนไว้


“จะไม่หายไปไหนแล้วใช่ไหม” แววตาคู่นั้นดูเว้าวอนให้เขาตอบตกลง ซึ่งเมลก็พยักหน้ารับหงึกหงัก เขาไม่คิดจะไปไหนอีกแล้วขอแค่ควบคุมความต้องการได้ทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม


“ขอบคุณ” ไอซ์ยิ้มนิดๆ ก่อนจะฉวยโอกาสจับมือเมลเดินนำไปยังห้องฝั่งตรงข้ามที่เป็นห้องพักของพวกเขา


ขอบคุณที่กลับมา




......................

“นายท่านจะปล่อยคุณเมลไปเหรอครับ”


“ไม่หรอกชาร์ป ฉันไม่มีวันเสียเขาไปเป็นครั้งที่สอง ฉันแค่แสร้งเป็นลูซที่แสนดีของเมลเพื่อที่วันจากลาจริงๆ ของเขามาถึงเมลจะได้อยู่ข้างฉันอย่างสมบูรณ์”


“คุณเมลจะไม่เสียใจเหรอครับ”


ลูซทอดสายตาออกไปไกล เขารู้ว่าเมลจะต้องเสียใจที่จะต้องแยกจากคนอื่นๆ แต่เมื่อวันนั้นมาถึง เมลจะเข้าใจสักทีว่าตัวเองเป็นแวมไพร์ไม่ใช่มนุษย์ การเล่นเป็นเพื่อนกับอาหารควรจะจบลงได้แล้ว มิคาเอลควรกลับเข้าสู่อ้อมกอดของเขาไม่ใช่เจ้ามนุษย์นั่น


“นายท่านครับ ไฟ...”


“โอ๊ะ โทษทีๆ ฉันเผลอเผานายอีกแล้ว” ลูซสะบัดมือไล่เปลวไฟที่ลามไปทั่วแขนลูกน้องคนสนิท เพียงแค่เห็นมันสัมผัสเมลในความคิดเขาก็อยากเผาชายคนนั้นให้เป็นจุณ


“ผมจะรีบไปนำเหยื่อมาให้นายท่าน...”


“ไม่ต้อง” ลูซปรายตามองชาร์ปที่มักจะพาตัวหญิงสาวและชายหนุ่มนิสัยเลวทรามมาเป็นเหยื่อให้เขาเสมอ เพราะเลือดมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความชั่วนั้นรสชาติจะเข้มข้นกว่ามนุษย์บริสุทธิ์มากนัก “วันนี้ฉันจะไปขอเลือดจากมอคค่าสักหน่อย”


“แต่รสชาติจืดสนิทเลยนะครับ”


“หึ เป็นรสจืดที่มีค่ามากเลยทีเดียว”


“นายท่านไม่ควรยั่วโมโหเขา”


“หรือฉันควรจะฆ่าเขาเสียเลยดี”


“นายท่านไม่อยากเสียคุณเมลไปหรอกครับ” แวมไพร์อาวุโสนิ่งไปนิด


“หึ นายนี่ชอบขู่ฉันอยู่เรื่อยเลยนะ” ลูซเลือกที่จะนั่งลงตามเดิมแล้วนั่งคิดหาเรื่องสนุกๆ ให้พี่ชายเมลต้องปวดหัวเล่น “นายคิดว่าถ้ามิคาเอลรู้ว่าเลือดที่เขากินมาจากไหน นายคิดว่าเขาจะทำยังไง”


“ผมไม่ทราบครับ”


“ทำไมทีแบบนี้นายไม่รู้” ลูซเลิกคิ้วถาม ปกติหากถามความคิดเห็นเรื่องเมล ชาร์ปจะรีบลำดับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างแม่นยำราวกับหยั่งรู้อนาคต


“เรื่องนี้อ่อนไหวเกินไปสำหรับคุณเมล ผมคาดเดาไม่ได้ว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป”


“แต่ฉันรู้” ลูซมั่นใจความคิดตัวเอง หากเป็นเมลที่เขาดูแลมากับมือยังไงก็ต้องหนีเตลิดไม่มีวันกลับไปหาครอบครัวอย่างแน่นอน เพราะเบื้องหลังคำโกหกนั้นคือสิ่งที่เมลหลีกเลี่ยงมาตลอดชีวิต


“ไปเตรียมการให้ฉันด้วย และอย่าลืมว่าต้องทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญ”


“ครับ นายท่าน”


เสี้ยนหนามตำหัวใจควรจะถูกกำจัดไปให้เร็วที่สุด



..........................

“เลิกจ้องหน้าฉันได้แล้ว” เมลบ่นใส่คนที่นอนจ้องเขาบนเตียงฝั่งตรงข้าม สมาธิในการอ่านหนังสือของเขาหายวับไปหมดแล้ว


“ก็กลัวว่านายหายไป” ร่างสูงลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงจ้องคนตัวขาวต่อไป


“ฉันไม่หายไปไหนหรอก ไม่ได้กินเลือดนายฉันก็อยู่ได้” เมลชูกล่องเลือดที่เขาเพิ่งดื่มหมดไป ว่าแล้วก็ทักไลน์ไปหาพี่ชายด้วยความคิดถึง พี่มอคยังคงตอบเร็วเสมอต้นเสมอปลายแม้ตอนนี้จะยังอยู่ในเวลาประชุม


ต่างจากพี่มัคที่มาตอบแล้วหายไปสักพักแล้วกลับมาตอบอีกครั้งเมลเลยบอกให้อีกฝ่ายไปทำงานก่อน พี่มัคจึงส่งสติ๊กเกอร์กลับมาอีกครั้งก่อนจะเงียบหายไปเลย


“โทรหาพ่อดีกว่า” ตอนนี้สี่ทุ่มกว่าแล้วก็จริง แต่พ่อของเขามักจะดูซีรีย์ช่วงดึกเสมอเขาจึงต่อสายไปหาได้เลย


“พ่อครับ”


(ไงเจ้าตัวแสบ เพิ่งว่างโทรหาพ่อรึไงเรา)


“เมลเปล่าน้า” ร่างโปร่งเอนตัวลงพิงหัวเตียง “คิดถึงต่างหากก็เลยโทรหา”


(แสดงว่าวันอื่นๆ ไม่คิดถึงพ่อ?)


“เปล่าครับ คิดถึงทุกวันแหละ” เมลเหลือบมองคนหน้าโหดที่ยังคงมองหน้าเขา จะจ้องอะไรขนาดนั้น


(มีอะไรหรือเปล่าเมล)


“ไม่มีครับ เมล...เอ่อ เมลไปนอนก่อนนะ ฝันดีครับ”


(อ้าว...เราไม่นอนไม่ใช่ ติ๊ด) เมลรีบกดตัดสายพร้อมกับมองคนตัวโตที่จู่ๆ ก็ลุกพรวดมานอนเตียงเขา เตียงกว้างก็จริงแต่พอมีอีกคนเข้ามาเสริมเตียงกลับดูเล็กลงทันตา


“นายมานอนเตียงฉันทำไม”


“ร้อน”


“ห้ะ ร้อนก็ไปเปิดแอร์สิ”


“ไม่เอา” ไอซ์เขยิบตัวเข้าใกล้เมลก่อนจะจับมือขาววางลงบนแก้มตัวเอง “ตัวนายเย็น ขอนอนข้างๆ หน่อย”


“เดี๋ยวนะ...แบบนี้ก็ได้เหรอ” เมลหมดคำพูดเมื่ออีกฝ่ายยกขาข้างหนึ่งพาดทับบนลำตัวเขา


“ได้สิ ฉันอุตส่าห์ไม่เร่งรัดเอาคำตอบนะ นายอยากคิดนานแค่ไหนก็คิดไปเถอะ”


คนตัวขาวได้แต่หวนนึกไปถึงช่วงบ่ายแก่หลังจากที่พวกเขากลับห้องมาด้วยกัน ไอซ์ยืนขวางตรงหน้าแล้วพูดขึ้นโดยไม่กล้าสบตาเขา




‘ฉันรู้...ว่าเรื่องที่ฉันกำลังจะพูดมันดูไม่น่าเชื่อถือเลย แต่ว่า...’ คนตัวโตเม้มปากนิดๆ


‘ฉันรู้สึกดีกับนายว่ะ’


เมลจำได้ว่าตอนนั้นสมองเขามึนเบลอไปครู่หนึ่ง ก็จริงอยู่ที่คำพูดนั้นไม่น่าเชื่อถือเอาซะเลย แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจเต้นแรงกับคำพูดของไอซ์


‘นายคงไม่เชื่อว่าคนที่แอบชอบเพื่อนตัวเองมานานจะเปลี่ยนใจมาชอบนายง่ายๆ แบบนี้’ ร่างสูงขยับเข้าใกล้เขา ‘จริงๆ ฉันก็ยังไม่มั่นใจในตัวเองเลย ตอนนี้ฉันรู้สึกแค่ว่า...”


“ไม่อยากเสียนายไปว่ะ’


“เรามาลองทำความรู้จักกันไหม แบบที่ต่างออกไปจากเพื่อน”


“เอ่อ”


“ก็ไม่ได้เร่งรัดจะเอาคำตอบหรอกนะ ถ้าอยากให้เป็นเพื่อนก็จะแสดงเป็นเพื่อนให้” ร่างสูงยักไหล่


“แต่เรื่องความรู้สึกนายห้ามฉันไม่ได้หรอก”


“เพราะคราวนี้ฉันจะทำทุกวิถีทางให้เรื่องระหว่างเรามันเป็นไปได้ และจะไม่ยอมแพ้เหมือนครั้งก่อนอีกนายเตรียมใจไว้ได้เลย”


เมื่อไอซ์ยืนยันหนักแน่นแบบนั้น แวมไพร์อย่างเขาจะทำอะไรได้นอกจากก้มหน้างุดเดินไปหยิบหนังสือเรียนมาอ่านแก้เขิน แล้วก็อ่านอยู่อย่างนั้นโดยที่มีสายตาของใครบางคนจ้องมองมาตลอดหลายชั่วโมง


เช่นเดียวบนเตียงเขาที่อีกฝ่ายยังคงไม่ละสายตาไปทางอื่นเลย


“นายเป็นแวมไพร์ได้ไง ในเมื่อคนในครอบครัวนายเป็นมนุษย์” ไอซ์ที่รู้เรื่องครอบครัวเมลอยู่แล้วเลือกที่จะเอ่ยถามคำถามคาใจ “แล้วนายเคยร่ายมนตร์ให้ใครตกหลุมรักไหม”


เมลนิ่งคิด คำถามเรื่องเขาเป็นแวมไพร์ได้อย่างไรนั้นไม่มีคำตอบมาตั้งแต่แรก และเขาพอใจในครอบครัวตัวเองจึงไม่คิดจะขวนขวายหาคำตอบเรื่องชาติกำเนิด


“เรื่องแรกเคยบอกนายแล้วนี่ว่าฉันเป็นลูกบุญธรรม ครอบครัวฉันไม่มีใครรู้หรอกว่าฉันมาจากไหน” ส่วนอย่างหลังเมลก็ได้แต่อ้อมแอ้มตอบ “ส่วนเรื่องมนตร์สะกดแบบนั้นฉันไม่เคยทำสักหน่อย”


“จริงเร้อ มีคนวนเวียนมาขายขนมจีบทุกวันยังจะกล้าปฏิเสธอีก”


“หืม...พวกเขามีน้ำใจต่างหาก” เมลนึกถึงเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยที่แวะเวียนซื้อของมาฝาก แม้เขาจะกินไม่ได้แต่ก็เป็นของว่างระหว่างวันให้เพื่อนๆ ในกลุ่มเขาได้ หนึ่งในนั้นก็ไอซ์ไม่ใช่เหรอที่แย่งกินเยอะที่สุด


“นายมันซื่อบื้อ เจ้าเหมียวซื่อบื้อ” มืออุ่นบีบจมูกเขาอย่างมันเขี้ยว เมลปัดมือไอซ์ออกก่อนจะไล่อีกคนให้กลับเตียงตัวเองไปได้แล้ว ถึงเขาไม่ได้นอนแต่เขาก็ต้องการพื้นที่อ่านหนังสือนะ


“ไม่ไป บอกแล้วไงว่าร้อนนอนกอดแมวสบายใจกว่า” ข้ออ้างแบบไหนกันล่ะนี่


เมลอ่อนใจจะไล่อีกฝ่ายที่ตีมึนเอามือเขาแนบหน้าราวกับผ้าเย็น เขาจึงก้มอ่านหนังสือทบทวนก่อนสอบอย่างตั้งใจ ปล่อยให้ฮีตเตอร์ที่อยู่ข้างกายทำความร้อนต่อไป


อืม ก็อุ่นดีเหมือนกันนะ










TBC.









......................................

55555 ตอนที่แล้วคงทำทุกคนงงกันยกใหญ่ ไม่ต้องกังวลจ้าเรื่องนี้ฟีลกู้ดเน้อ จบแฮปปี้ค่า เดี๋ยวเราส่งเจ้าเด็กหูเบาให้ตีก้นเลย (ถ้าคนอ่านไม่กลัวคนหน้าโหดตามราวีนะจ๊ะ) ส่วนคุณลูซผู้เป็นพี่ชายที่แสนดี (?) ของเมลจะมีแผนการร้ายกาจอะไรซ่อนอยู่ โปรดติดตามตอนต่อไป... ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์ค่ะ เจอกันตอนหน้า  :mew1:  :กอด1:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทที่ 13

เลือดพวกนั้นมาจากไหน





แสงแดดยามเช้าเป็นสิ่งแรกที่ดึงสายตาเมลให้หันเหไปทางอื่นนอกจากใบหน้าของไอซ์ เขาจ้องคนหลับมาตลอดหลายชั่วโมงพร้อมนิ่งฟังเสียงหัวใจของอีกฝ่ายที่กำลังเต้นอยู่ข้างใน หากเขาหลับได้เหมือนมนุษย์เสียงนี้คงกล่อมเขาหลับสบาย เช่นเดียวอ้อมแขนอบอุ่นยังคงกอดเอวเขาไว้ไม่ยอมปล่อยราวกับกลัวว่าเขาจะหายไป


ดูเป็นเรื่องธรรมดาแต่กลับทำให้เมลอบอุ่นในหัวใจ


คนตัวขาวดึงแขนไอซ์ออกจากลำตัวตอนนี้ได้เวลาที่เขาจะไปวิ่งออกกำลังกายกับนทีแล้ว แต่จะหายหัวไปเฉยๆ คนหน้าโหดคงได้ร้องไห้เข้าแน่ๆ เขาจึงเขียนโน้ตแล้วแปะหน้าผากอีกฝ่ายไว้ก่อนจะลุกไปเปลี่ยนเป็นชุดวอร์มสบายๆ พร้อมกับรองเท้าคู่ใจที่เริ่มสึกมากขึ้น


“ไง” เมลเอ่ยทักนทีที่มาช้ากว่ากำหนดเล็กน้อย


“ไง นึกว่านายหายตัวไปอย่างที่ไอซ์ว่าอีกพายจะร้องไห้วิ่งโร่ไปหาตำรวจอยู่แล้ว”


“ฝากขอโทษพายด้วยนะที่ทำให้เป็นห่วง”


“นายปลอดภัยก็ดีแล้วล่ะ” นทีเริ่มวิ่งเหยาะๆ เคียงข้างเมลที่พูดขึ้นยิ้มๆ


“มีเพื่อนมันดีจริงๆ นะ” เมลคิดไม่ออกเลยว่าหากเขาเลือกที่จะไปกับลูซเขาจะเจอเพื่อนดีๆ แบบนี้หรือเปล่า เพื่อนที่เป็นห่วงกันเมื่อหายไป เพื่อนที่คอยช่วยเหลือกันยามทุกข์ใจ เขาไม่รู้ว่าแวมไพร์จะใจดีเหมือนกันหรือเปล่าเพราะชีวิตนี้เขารู้จักแวมไพร์แค่สองตนคือลูซและชาร์ป


“แฮ่กๆ พอก่อนเมล นี่รอบที่สิบแล้ว” เมลที่คิดอะไรเพลินๆ ถึงกับหยุดชะงัก นี่เขามองข้ามขีดจำกัดของเพื่อนไปอีกแล้วสินะ


“โอเค” เมลเดินย้อนกลับไปหานทีที่นั่งบนเก้าอี้เหล็ก คนตัวสูงปาดเหงื่อออกเล็กน้อยก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขั้นมาต่อสายหาพาย


“ตื่นหรือยังครับ”


(อือ เช้าแล้วเหรอ)


สองเสียงพูดคุยกันงุ้งงิ้งทำให้เมลรู้สึกจั๊กจี้ในใจ เขาไม่เคยรู้เลยว่าเมื่อคนเรามีความรักจะมีบางอย่างที่เชื่อมเข้าด้วยกันมากกว่าเดิม อย่างนทีกับพายสองคนนี้เคยพูดกันแบบเพื่อนและไม่กล้าเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายมากนัก


แต่พอเป็นแฟนกันเหมือนโลกของทั้งสองหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว พวกเขากล้าที่จะถามเรื่องส่วนตัวกันอย่างไม่ขัดเขินและเป็นธรรมชาติเหมือนเป็นเรื่องของตัวเอง


“เดี๋ยวเราซื้อแชมพูเข้าไปให้นะ นายบอกว่าหมดแล้วนี่”


(ทีไม่ต้องซื้อมาเราให้หรอก)


“ทำไม นายซื้อแล้วเหรอ”


(เปล่า...เราอยากไปซื้อพร้อมทีไง)


“อืม...งั้นเลิกเรียนเราไปซื้อด้วยกันนะ”


(อื้ม!)


ความรัก...ก็ดีแบบนี้ล่ะน้า


“งั้นฉันกลับก่อนนะเมล” นทีเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าก่อนจะยีหัวเพื่อน “แล้วก็ห้ามไปซุ่มซ่ามแถวไหนอีกล่ะ”


“ฉันไม่ใช่คนซุ่มซ่ามสักหน่อย” เมลเถียงแต่ก็ได้รับรอยยิ้มเอ็นดูจากคนตัวสูงที่ขยี้ผมเขาหนักกว่าเดิม


“เออๆ ทำบุญบ้างเผื่อนายจะซวยน้อยลง”


เมลโบกมือไล่เพื่อนที่มาว่าเขาดวงซวยก่อนจะหันหลังออกเดินกลับหอบ้าง


พลั่ก


แรงชนไม่เบานักทำเมลเซไปนิดแต่คนชนกลับล้มลงกลิ้งไปข้างทางสีข้างถลอกเป็นแผล ร่างโปร่งคุกเข่าลงเพื่อจะประคองอีกฝ่าย แต่เสียงฝีเท้านับสิบที่วิ่งเข้ามาใกล้ทำให้คนตัวขาวตัดสินใจฉุดคนที่เพิ่งล้มวิ่งไปหลบหลังพุ่มไม้ทันที


เขารู้สึกว่าคนคนนี้กำลังถูกตามล่า


“มันหายไปไหนวะ!”


“อย่าให้เจอนะ กูจะจับมันฉีกร่างให้หมากินเลย กล้าดียังไงมาขโมยเงินกู!”


“ไปดูทางโน้นกัน” แล้วเหล่านักเลงกลุ่มใหญ่ก็วิ่งพากันไปอีกทาง


“ฟู่ นายปลอดภัยนะ” เมลหันมาหาคนเจ็บที่นั่งคุกเข่าจ้องเขาตาแป๋ว ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายจนเมลสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายกำลังดีใจที่ได้พบเขา แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรกันนะ


“นายเป็นแวมไพร์ เย่! ฉันรอดแล้ว” เด็กน้อยหน้าตามอมแมมยิ้มร่า เนื้อตัวที่เคยเป็นแผลถลอกก็ค่อยๆ กลับมาสมานดังเดิมเหมือนไม่เคยบาดเจ็บ


“นาย...เป็นแวมไพร์เหรอ” สิ่งที่เห็นทำให้เมลตื่นตะลึง เขาคิดว่าบนโลกใบนี้ไม่มีแวมไพร์ตนไหนนอกจากเขาและพวกลูซ แต่แวมไพร์ตรงหน้าเป็นเหมือนความหวังที่ทำให้เขาได้รู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น


“ช่าย...เพราะงั้นเราเป็นเพื่อนกันแล้ว ฉันชื่อมิลค์” คนตัวเล็กจับมือเขาเขย่าเบาๆ “นายล่ะ”


“เมล...เราชื่อเมล”


“ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อน! ว่าแต่นายพอจะมีเลือดให้ฉันกินบ้างไหม ฉันหิวเหลือเกิน...” มิลค์ลูบท้องด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย จะว่าไปตัวเขาก็ผอมกะหร่องเหมือนคนขาดสารอาหาร


“นายไม่ได้กินเลือดมานานแค่ไหนแล้ว”


“อืม...สองวันแล้ว” คนตัวเล็กนับนิ้ว “ฉันคลาดกับครอบครัว เราเดินทางมาตามหาเบาะแสพี่ชายฉันที่หายตัวไปน่ะ แถมที่นี่ยังมีกฎห้ามกัดอีกฉันก็เลยไม่ได้กินเลือดมนุษย์เลย”


“กฎ? หมายความว่ามีแวมไพร์คอยควบคุมที่นี่เหรอ ที่นี่มีแวมไพร์อยู่เท่าไหร่กัน” เมลถามอย่างตื่นเต้น ไม่เห็นลูซเคยบอกเลยว่าที่นี่มีกฎอะไรแบบนั้นทั้งที่เขาก็อยู่มานาน


“นายไม่รู้จักท่านลูเซียสเหรอ เขาเป็นประธานก่อตั้งการอยู่ร่วมกันของมนุษย์และแวมไพร์เลยนะ วิชาที่เรียนมีท่านอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์มาตั้งหลายร้อยปีแล้ว”


“นาย...ว่ายังไงนะ”


“ดูเหมือนนายจะไม่มีเลือดติดตัวมานะ” มิลค์กวาดตาไปรอบตัวเขาก่อนจะแบมือสองข้าง “งั้นฉันขอยืมเงินก่อนถ้าเจอพ่อกับแม่แล้วฉันจะคืนให้”


“เงิน?”


“ก็เงินไง ฉันจะเอาไปซื้อเลือด เร็วเข้า ถ้าฉันขาดเลือดนานเกินไปฉันจะคลุ้มคลั่งฆ่ามนุษย์ได้นะ แล้วครอบครัวของฉันก็จะถูกแบนจากโลกใบนี้ นายไม่สงสารเด็กน้อยตาดำๆ อย่างฉันเหรอ” หลังจากร่ายยาวก็จบท้ายด้วยดวงตากลมที่กะพริบปริบๆ


“อะ...โอเค” เมลยื่นเงินให้อีกฝ่ายที่รับไปถือไว้อย่างดีใจแล้วถือวิสาสะลากเมลไปยังร้านสะดวกซื้อที่อยู่ไม่ไกลจากสวนสาธารณะ ลืมเรื่องลูเซียสที่ตั้งใจจะเอ่ยถามไปเสียสนิท


“นายดูมึนๆ นะ ปกติไม่ได้ซื้อเลือดดื่มเหรอ อ้ะ น้ำหวานสูตรพิเศษสองครับ” มิลค์ถามเขาก่อนจะหันไปบอกพนักงานต้อนรับที่ก้มลงไปหยิบของใต้เคาน์เตอร์แล้วสแกนบาร์โค้ดก่อนส่งน้ำหวานสองกล่องให้พวกเขา


กล่องที่มีเครื่องหมายการค้าเช่นเดียวกับอาหารที่เขาดื่มอยู่ทุกวัน


“นี่เงินครับ” มิลค์ส่งแบงก์ร้อยให้ก่อนจะรับเลือดสองกล่องมาถือไว้อย่างทะนุถนอมแล้วพาเมลออกจากร้าน


“อะ นี่ของนาย” คนตัวเล็กยื่นน้ำสตอเบอรี่ให้เพื่อนใหม่ก่อนจะเจาะหลอดดื่มเพียงรวดเดียวก็หมดกล่อง ขณะที่ร่างโปร่งยังไม่เข้าใจว่าอาหารลับๆ ของเขาออกขายเกลื่อนแบบนี้ได้อย่างไร


“นาย...กินแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้ว”


“หืม...ก็ตั้งแต่เกิดนะ” มิลค์แลบลิ้นเลียเลือดที่มุมปาก “แวมไพร์อย่างเราไม่ได้ดื่มนมแม่แบบมนุษย์นี่นาก็เลยกินเลือดมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วล่ะ โชคดีที่บริษัทนี้ผลิตเลือดมนุษย์ต่อเนื่องมาหลายปีไม่อย่างนั้นพวกเราชาวแวมไพร์ได้ล่ามนุษย์อย่างจริงจังแน่นอน”


“เลือดมนุษย์ นายหมายความว่ายังไง ที่นายกินน่ะเลือดหมูชัดๆ” เมลก้มดูกล่องเลือดในมือ ใช่สิ นี่มันเลือดหมูเกรดเอจากฟาร์มของพี่ชาย


“พูดอะไรของนาย เราดื่มเลือดสัตว์ไม่ได้หรอกเพราะเรายังไม่โตเต็มวัยถ้าเรากินเราก็จะแพ้ เลือดที่กินได้มีแค่เลือดมนุษย์เท่านั้นแหละ”


ไม่จริง...


เมลรู้สึกชาวาบไปทั้งตัวแต่นั่นยังไม่แรงเท่าที่รู้สึกอยากขย้อนของเก่าออกจากปากทั้งที่รู้ดีว่านอกจากเลือดแล้วไม่มีอะไรเจือปน ความทรงจำที่เขาไม่ฉุกคิดกำลังกลับเข้ามาในหัว


‘เลือดพายจืดเหมือนเลือดหมูของเขาเลย’


ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าเลือดพายรสเหมือนเลือดหมูของเขา แต่เพราะเป็นเลือดมนุษย์เหมือนกันถึงมีรสชาติเดียวกัน


“เฮ้” มิลค์โบกมือผ่านหน้าเมลแต่อีกฝ่ายยืนนิ่งราวกับรูปปั้น “ถ้านายไม่กินฉันขอนะ ต้องออกแรงตามหาครอบครัวอีก”


คนตัวเล็กค่อยๆ ดึงกล่องเลือดออกจากมือเมลอย่างง่ายดายเพราะอีกฝ่ายไม่คิดจะรั้งไว้เลย เพราะยิ่งสัมผัสเขายิ่งกลัวความจริงที่ชัดเจนขึ้นทุกขณะ


“เฮ้ นายจะไปไหนน่ะ” ยังไม่ทันได้ขอบคุณความใจดีของร่างโปร่งที่ให้เลือดแก่เขาอีกฝ่ายก็วิ่งหายไปอีกทางเสียแล้ว


................

“คุณคะ เข้าไม่ได้นะคะ” พนักงานต้อนรับรีบเข้ามาขวางเมลที่กำลังจะกระโดดข้ามเครื่องเสียบบัตรพนักงาน ร่างโปร่งปรายตามองเธอแล้วสะกดให้เธอใช้บัตรผ่านประตูเพื่อให้เขาเข้าไปอย่างง่ายดาย


เมลรีบเบียดเสียดมวลมนุษย์เข้าไปลิฟต์แล้วกดไปยังชั้นที่พี่ชายอยู่ด้วยความรู้สึกสองจิตสองใจ เขาอยากถามพี่ชายออกไปตรงๆ เช่นเดียวกับไม่กล้าเพราะกลัวว่าทุกอย่างจะเป็นเรื่องจริง


“พี่มอคผมว่าเราต้องคุยเรื่องนี้กันอย่างจริงจังแล้วนะพี่” เสียงพี่ชายคนรองทำให้เมลที่เพิ่งออกจากลิฟต์รีบหลบเข้ามุมเสาทันที เงี่ยหูฟังพี่ชายทั้งสองนั่งคุยกันอยู่ที่โซฟาด้านนอกเพียงสองคน


“เมลแค่ดื่มเลือดหวานนายจะตกใจไปทำไม ปกติเมลก็ดื่มเลือดมนุษย์อยู่แล้ว” ความจริงจากปากพี่ชายทำหัวใจเขาเจ็บร้าว เป็นความจริงอย่างนั้นเหรอ เมลอยากจะเข้าไปถามพี่ชายให้ชัดๆ อีกสักครั้งว่าที่ผ่านมาเขาดื่มเลือดมนุษย์จริงๆ เหรอ แล้วทำไมต้องโกหกเขาว่าเป็นเลือดหมู เพราะอะไรกัน


“มันไม่เหมือนกัน เลือดนั่นจะกระตุ้นให้เมลอยากอาหารมากขึ้น ลูเซียสบอกว่า...”


“เลิกเชื่อลูเซียสนั่นได้แล้วมัค เขาพยายามจะหาทางเก็บเมลไว้ข้างตัวถ้าไม่อยากเสียเมลไปก็อย่าหลงกลมัน”


“พี่มอค”


“กลับไปทำงานได้แล้ว”


“ฮึ่ย ยังไงผมก็ต้องปกป้องน้องให้ได้!” มัคไม่สนว่าวิธีการของเขาจะทำให้ตัวเองต้องเข้าไปนอนในคุกหรือไม่ เขาแค่อยากปกป้องน้องชายที่รักให้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นไอ้เด็กนั่นต้องหายไป


เมลมองพี่ชายคนรองที่หายเข้าไปในลิฟต์พร้อมกับตัวเลขที่ค่อยๆ ลดจำนวนลงก่อนจะก้าวออกมาจากที่ซ่อน


“คุณเมล” เสียงทุ้มต่ำของเลขาพี่ชายเป็นเสียงที่เขาจำได้ดี “มาหาคุณมอคเหรอครับ”


เมลนิ่งคิด หากเขาถามพี่ชายไปตรงๆ พี่มอคจะตอบความจริงหรือเปล่า


“เปล่าครับผมมาหาพี่ไผ่ต่างหาก” เลขาหนุ่มนิ่งมองน้องชายเจ้านายที่ไม่ร่าเริงเหมือนเคยก่อนจะเดินนำไปยังห้องรับรองโดยไม่ลืมหยิบขนมชิ้นเล็กติดมือมา


“นี่ครับ” เขาส่งขนมชิ้นนั้นให้อีกฝ่าย “เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่คุณมอคคิดค้นเพื่อคุณเมลเลยครับ ช็อกโกแลตเลือด” ไผ่แนะนำสรรพคุณอาหารชนิดใหม่อย่างดีตามที่ได้ฟังเจ้านายพูดในวันพรีเซ้นต์กับคณะกรรมการท่านอื่นๆ


ขณะที่เมลพิจารณาช็อกโกแลตเลือดทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสบรรจุห่ออย่างดีไม่ต่างกับช็อกโกแลตยี่ห้ออื่นที่หาซื้อได้ทั่วไป


“พี่มอคคิดเพื่อผมอย่างนั้นเหรอ”


“ใช่ครับ ว่าแต่คุณเมลมีอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ”


“คุณรู้ใช่ไหมว่าผมเป็นอะไร” เมลเริ่มถามจากเรื่องง่ายๆ


“ครับผมรู้”


“แล้วคุณรู้ไหมว่าข้างนอกนั่นมีแวมไพร์ที่เป็นเหมือนผมอยู่อีกมาก พวกเขาเองก็กินดื่มเหมือนกับผม ผมไม่ได้หมายถึงเลือดแต่ผมหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่คุณบอกว่าพี่คิดเพื่อผม”


“คุณเมล...” เลขาหนุ่มเริ่มเข้าใจแล้วว่าน้องชายเจ้านายกำลังจะถามอะไรเขา


“ขอแค่คำถามเดียว...เลือดพวกนั้นมาจากไหน” เมลภาวนาว่าอย่าให้เป็นอย่างที่เขากำลังคิดเลยเพราะการพรากชีวิตคือสิ่งที่เมลไม่ต้องการที่สุด


“เรื่องนี้คงต้องให้คุณมอค”


“ผมถามพี่อยู่!”


“เป็นเลือดบริจาค” น้ำเสียงคุ้นเคยเป็นฝ่ายตอบแทน เมลหันไปหาพี่ชายที่เดินเข้ามาแตะไหล่เลขาแล้วบอกให้อีกฝ่ายไปทำงานก่อนจะนั่งลงแทนที่ “มีอะไรก็ถามพี่ แล้วทำไมมาไม่บอกไม่กล่าว”


“เลือดบริจาคนั่นมาจากไหน พี่ปล้นโรงพยาบาลมาเหรอ” เมลถามประชดแล้วหลบตาพี่ชาย ต่อให้รู้ความจริงเมลกลับไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับมัน โดยเฉพาะพี่ชายที่เขาเคารพรักกำลังโกหกเขามาตลอด


“เฮ้อ พี่รู้อยู่แล้วว่าวันนี้จะต้องมาถึง ยังไงสักวันก็ต้องเล่าให้เราฟัง” มอคประสานมือวางบนโต๊ะ “พวกเขาบริจาคเลือดแลกกับเงิน จะเรียกว่าเป็นการซื้อขายที่ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายก็ได้”


“...”


“พี่ไม่ได้ทำร้ายใครเพื่อเอาเลือดมาให้เมลกินหรอกนะ พวกเขาเต็มใจที่จะสละเลือดนั้นแลกกับเงินที่จะนำไปใช้จุนเจือครอบครัว ก็วินวินทั้งสองฝ่ายไม่ใช่เหรอ”


“แล้วทำไมพี่ไม่บอกผมตรงๆ ทำไมต้องโกหกว่าเป็นเลือดหมู”


“พี่ไม่อยากให้เมลกลัว การที่เมลกินเลือดได้อย่างสบายใจเพราะเมลรู้ว่าไม่ได้กินเลือดจากเผ่าพันธุ์เดียวกับพวกพี่ อีกอย่างเลือดสัตว์ที่ว่าเมลกินไม่ได้สักอย่างพ่อถึงส่งเราไปหาลูเซียสไง ให้น้องเชื่อว่าเลือดที่กำลังกินเป็นเลือดสัตว์เมลถึงได้กลับมากินเลือดเหมือนแวมไพร์ทั่วๆ ไป”


ร่างโปร่งนิ่งไป สุดท้ายก็เป็นเพราะเขาอีกแล้วสินะ


“อย่าโทษว่าเป็นความผิดตัวเองล่ะ” มอคแตะไหล่น้องชายที่พอเรื่องทุกอย่างผิดไปจากที่คิดก็มักจะเริ่มโทษตัวเองทุกครั้ง ใบหน้าเศร้าๆ ของน้องเป็นสิ่งที่มอคไม่ชอบเลยแต่เขาคิดว่าหลังจากได้พูดคุยกันตรงๆ เมลคงจะเข้าใจเรื่องราวมากขึ้น


เขารู้ว่าน้องเข้มแข็งยิ่งกว่าใคร ต่อให้น้องไม่อยากจะยอมรับแต่เลือดมนุษย์ก็เป็นสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงชีวิตเมลต่อไปได้


“มีแวมไพร์มากเท่าไหร่ครับ” เมลเอ่ยถามพี่ชายเพราะหากถึงขั้นออกจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อได้อาหารก็ต้องมีปริมาณเพียงพอสำหรับแวมไพร์


“อืม...เรื่องนี้พี่ตอบไม่ได้หรอก คนที่ดูแลแวมไพร์คือลูเซียส พี่เป็นแค่คนจัดหาอาหารให้เท่านั้น บริษัทเราพัฒนาสิ่งที่มีอยู่เพื่อให้แวมไพร์ได้มีชีวิตเหมือนมนุษย์ทั่วๆ ไป อย่างเจ้าช็อกโกแลตนี่พี่ก็แค่อยากให้พวกเขารู้สึกเหมือนมนุษย์ที่กำลังกินช็อกโกแลตอร่อยๆ อืม เมลลองสักหน่อยไหม” เขาดันจานขนมให้น้องชาย


“ก็ได้ครับ...” เมลแกะฟรอยช็อกโกแลตเลือดออกก่อนจะส่งเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ เหมือนแฮมสเตอร์ตัวน้อย เขาลอบมองพี่ชายที่นั่งลุ้นตาเป็นประกายก็รู้สึกว่าขนมชิ้นนี้ช่างอร่อยเหลือเกิน


อร่อย...เพราะน้ำใจของพี่ที่มีต่อเผ่าพันธุ์ของเขา ถ้ามิลค์รู้ว่ามีเจ้าช็อกโกแลตนี้เขาคงพกไว้ประทังความหิวได้แน่นอน


“ขอบคุณครับอร่อยมากเลย” เมลยิ้มบาง ความรู้สึกหนักๆ ในใจบรรเทาลงมากแล้ว เหลือแค่เขาที่ต้องยอมรับให้ได้


“พี่ดีใจที่เราชอบ เอาไว้พี่จะฝากไผ่ไปไว้ที่ห้องให้นะ”


“ครับ”


“ขอบคุณนะเมล”


“ครับ?”


“ขอบคุณที่เข้าใจสิ่งที่พี่ทำ พี่รู้ว่าเบื้องหลังมันไม่ได้สวยงามอย่างที่เคยบอกน้องไว้” เขายิ้ม “พี่แค่อยากให้น้องได้เป็นอย่างที่น้องอยากเป็น พี่รู้ว่าเราอยากใช้ชีวิตเหมือนพวกพี่ ได้กินอาหารอร่อยๆ ได้ออกไปท่องโลกกว้าง มีเพื่อนดีๆ รวมถึงมีความรัก...”


“พี่มอค...”


“ชู่ พี่จะไม่บอกเรื่องนี้กับใครหรอก พี่อยากให้น้องเข้าใจความรู้สึกนั้นด้วยตัวเอง” ใบหน้าของพี่ชายคนโตเปื้อนยิ้มจนเมลอดจะแซวกลับไม่ได้


“นี่พี่ชายผมขายออกแล้วเหรอเนี่ย ถึงได้พูดเรื่องความรักด้วยใบหน้ายิ้มๆ แบบนี้ได้”


“คนเราพอถึงเวลาก็จะพบมันด้วยตัวเองนั่นล่ะ เราเองก็เหมือนกัน” มอคลูบหัวน้องชายด้วยความรัก ถามว่าเขาหวงเมลไหม แน่นอนว่าไม่ต่างจากมัคหรอก แต่เขาเข้าใจความรักได้เร็วกว่าดังนั้นเขาจึงรู้ดีว่าการขัดขวางไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด


เขาอยากให้น้องได้เรียนรู้ความรักในแบบที่น้องต้องการมากกว่า


“บอกได้ไหมว่าสาวผู้โชคดีคนนั้นเป็นใคร” เมลกอดเอวพี่ชายเอาหน้าถูไถอย่างอ้อนๆ “ผมจะได้ทำตัวดีๆ กับเธอ”


“ไม่ต้องเลย เราเพิ่งทำเขาเครียดไปเองนะ” ว่าแล้วก็เคาะหัวน้องชายไปอีกหนึ่งที “พี่ไปทำงานก่อน เราเองก็ควรไปเรียนได้แล้ว นี่แอบโดดเรียนมาหาพี่ใช่ไหม”


“เดี๋ยวสิพี่มอค คนที่ว่านี่ใช่คนเดียวกับ...”


แอด


“คุณมอคครับ” เลขาหนุ่มโผล่หน้าเข้ามาดูลาดเลาก่อนจะเอ่ยต่อเมื่อเจ้านายอนุญาต “ใกล้เวลาประชุมเช้าแล้วครับ”


“จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ”


“พี่ไผ่...อุ๊บ” คนตัวโตปิดปากน้องชายได้ทันก่อนจะโบกมือไล่เลขาให้ออกไปก่อน ซึ่งไผ่ก็พยักหน้ารับแล้วปิดประตูลงเห็นท่าทีสนิทสนมแล้วเขาก็เบาใจที่พี่น้องคืนดีกันสักที


“ยังไงครับยังไง”


“มันเป็นเรื่องของพี่กับเขาเราไม่เกี่ยว ไปๆ ไปเรียนได้แล้ว”


“ไล่น้องเฉยเลย”


“ไป-เรียน-ได้-แล้ว ห้ามเซ้าซี้พี่เด็ดขาด”


“งั้นเมลไปเซ้าซี้พี่ไผ่ก็ได้”


“หยุดเลยนะตัวแสบ!” แล้วเขาก็ต้องวิ่งไล่จับเจ้าน้องชายตัวดีก่อนอีกฝ่ายจะโผล่ไปยุ่มย่ามเลขาหนุ่ม เขาจึงเลือกที่พาน้องมาส่งหอพักของมหาวิทยาลัย ยอมพลาดการประชุมยามเช้าแถมยังโดนน้องชายก่อกวนไปตลอดทาง


“ก็ว่าทำไมพี่มอคตาคล้ำๆ เหมือนคนอดนอน”


“อะไรของนาย”


“ที่แท้ก็ยอมเป็นแพนด้า เพราะอยากกินไผ่นี่เอง”


“เมล!”









TBC.









......................................

แล้วดราม่าข้างต้นก็กลายเป็นมุกแซวพี่ชายในตอนท้ายจ้า 555 ขอคอมเมนต์จากคนอ่านหน่อยเน้อ สนุกกันไหมเอ่ย  :mew6:



CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ wanirahot

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 485
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
เอ้า ดราม่าหายไปเฉย แต่แบบนี้ก็ดีนะคะ ชอบ เพลิน

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทที่ 14
ข้อความบนโน้ต




“เจ้าแมวบ้าเอ๊ย” ไอซ์ดึงกระดาษโน้ตออกจากหน้าผาก มองลายมือเป็นระเบียบของรูมเมทที่บังอาจเขียนแปะหน้าผากเขาด้วยรอยยิ้มบาง นึกเสียดายที่เขาเป็นคนหลับลึกจนไม่รู้สึกถึงการขยับตัวของอีกฝ่ายไม่อย่างนั้นเขาคงตามเมลไปวิ่งไม่ต้องนั่งมองประตูเหมือนหมารอเจ้าของอยู่แบบนี้


“ทำอะไรของเขาอยู่นะ” นี่ก็ใกล้เวลาเรียนของเขาแล้ว อยากเจอหน้าเมลก่อนไปเรียนสักแวบก็ยังดีแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือเลย เข็มยาวเข้าใกล้เลขสิบสองมากขึ้นเรื่อยๆ ไอซ์จึงตัดสินใจเขียนใส่กระดาษโน้ตแล้วติดไว้ที่ประตู อ่านทวนซ้ำอีกรอบเพื่อไม่ให้ข้อความของเขาตกหล่นก่อนจะละสายตาเมื่อแดนมาเคาะประตูห้องแล้วเร่งให้ไปเรียนพร้อมกัน




“มึงมันเพื่อนเลว”


ตลอดคาบแรกไอซ์ได้ฟังประโยคนี้จากแดนจนเขาขี้เกียจนับแล้วว่าโดนด่าไปกี่ครั้ง คิดว่าคงเพราะเรื่องเมื่อวานที่เขาสารภาพกับมันว่าจูบเมล และที่ความทรงจำทรงจำของแดนยังอยู่ก็เพราะเขาบอกให้เมลไม่ต้องลบ เขาอยากให้มันรับรู้ไปเลยว่าตอนนี้เขาเองก็ชอบเมลเหมือนกัน


“เออกูมันเลว แล้วไง” ไอซ์ยักไหล่ มองข้อความที่ส่งไปหาเมลกว่าสิบข้อความแต่กลับไม่ขึ้นอ่านเลยสักข้อความ


“กูเสียดายคนน่ารักอย่างเมลฉิบหาย” แดนบ่นงุบงิบก่อนจะฟุบนอนทับแขนตัวเองแล้วหันหน้ามาทางเขา “กูถามจริงๆ มึงลืมพายได้แล้วเหรอ ลืมความรักหลายปีของมึงเพื่อเริ่มต้นใหม่กับเมล มึงแน่ใจแล้วเหรอวะ”


ไอซ์นิ่งไป ครุ่นคิดอยู่กับตัวเองชั่วครู่เพื่อหาคำตอบในใจ


“กูไม่เคยลืมความสุขที่ได้ชอบพาย...” เขาไม่เคยลืมหรอกว่าความสุขของการได้ชอบใครสักคนเป็นอย่างไร เช่นเดียวกับความเสียใจที่ยังคงอยู่กับเขาตลอดไอซ์ไม่คิดจะลืมเลยสักอย่าง และการที่เขาเปิดใจรับใครสักคนก็ไม่ได้หมายความว่าต้องลบทุกอย่างในอดีตไป เพราะหากใจเขามั่นคงแล้วเรื่องในวันวานก็เป็นเพียงแค่ความทรงจำที่ผ่านเลยไป


และตอนนี้พายเป็นเพียงเพื่อนที่เขาผูกพันมากคนหนึ่ง เขาไม่คิดที่จะตัดอีกฝ่ายออกไปจากชีวิตเพียงเพราะพายไม่ได้รักเขา


“แล้วมึง...” แดนเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียดก่อนที่คนหน้าโหดจะพูดแทรกออกมา


“กูไม่คิดจะกลับไปชอบพายแล้ว แต่เขายังอยู่ในนี้เสมอ” ไอซ์ยกนิ้วแตะที่ขมับ “เป็นความทรงจำที่ดีของกูมาตลอดหลายปี เขาทำให้ชีวิตกูดีขึ้นและต่อให้กูไปชอบคนอื่นที่ไม่ใช่เมลเขาก็ยังคงอยู่ในนี้”


ไอซ์แตะเหนืออกข้างซ้าย “ส่วนที่ตรงนี้มันถูกทิ้งให้ว่างเปล่ามานานแล้วมึง จนกระทั่งกูรู้สึกกับเมล” เขายิ้มบาง วินาทีที่รู้ตัวว่าตกหลุมรักแวมไพร์ เขาไม่กังวลเลยว่าจะถูกเมลฆ่าหรือกลายเป็นอาหารให้อีกฝ่ายไปตลอดชีวิต เขายินดีที่จะสละทุกส่วนในร่างกายให้เมล


“มันเป็นไปได้เหรอวะ คือกูไม่ได้จะต่อว่าความรู้สึกของมึงนะ กูแค่อยากให้มึงแน่ใจว่าชอบเขาจริงๆ ไม่ใช่เคว้งแล้วใช้เขาเป็นตัวแทนของพายเพราะถ้าเป็นแบบนั้นกูต่อยมึงแน่” แดนยกหมัดขึ้นเล็กน้อยก่อนจะถูกคนหน้าโหดปัดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย


“กูไม่เคยเห็นใครเป็นตัวแทนของใคร กูแค่...ไม่อยากรอเหมือนกูคนก่อนที่แม่งช้าจนทุกอย่างพังไปหมด” ไอซ์ผ่อนลมหายใจ “ตอนที่เมลหายไปมึงรู้ไหมว่ากูโคตรกลัวเลย กลัวยิ่งกว่าตอนที่รู้ว่าพายชอบนทีอีก เพราะอย่างน้อยถ้าสองคนนั้นรักกันอย่างน้อยพายก็ยังอยู่ในสายตากู แต่กับเมล วินาทีที่เมลหายไปกูกลัวว่าเขาจะไม่กลับเข้ามาอยู่ในสายตากูอีก กูถึงเสียเวลาไม่ได้อีกแล้ว ต่อให้โดนเกลียดโดนเมินแต่กูแน่ใจว่าเมลจะไม่หายไป”


“กูชอบเมลมากจริงๆ อย่าขัดขวางกูเลย” เขาเอ่ยประโยคสุดท้ายกับเพื่อนสนิทที่หันไปอีกทางเพราะทนมองคนหน้าโหดส่งสายตาอ้อนวอนไม่ได้


เหมือนควายวอนโดนตีน


“ห่า กูหมดมุกจะขวางตั้งแต่มึงบอกว่าไม่เห็นเมลเป็นตัวแทนพายแล้ว” แดนเม้มปากนิดๆ “จีบให้ติดละกัน” เขาอวยพรได้แค่นี้ อย่าหวังว่าเขาจะช่วยขอพรให้รักมันสมหวัง หึ บังอาจมาแย่งคนน่ารักไปจากเขา งั้นของอนเพื่อนอย่างมันสักคาบก็แล้วกัน


................................

“เอ๊ะ ใครมาส่งอะเมลรถหรูเชียว” พายมองแอสตัน มาร์ตินสีฟ้าตาวาว นึกสงสัยว่าคนขับเป็นใครและเกี่ยวข้องอย่างไรกับเพื่อนตัวดีเพราะเมลเล่นโดดคาบเช้าทิ้งให้เขาต้องนั่งเหงาอยู่คนเดียว


“พี่ชายเราเอง” เมลพูดยิ้มๆ ก้มมองชุดนิสิตตัวใหม่ที่พี่ชายซื้อให้เพื่อที่เขาจะไม่ต้องกลับไปเปลี่ยนที่ห้องให้เสียเวลา


ทั้งคู่เดินลัดสนามเพื่อไปยังโรงอาหารที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ก่อนหน้านี้พายอยู่โรงอาหารกับนทีแต่พอโทรหาเมลแล้วรู้ว่าอีกฝ่ายใกล้ถึงมหาวิทยาลัยแล้วเขาก็รีบวิ่งมารอรับทันที


“เมลยิ้มแล้วน่ารักจัง” คนตัวเล็กกว่าเอ่ยชม สังเกตมานานแล้วว่ารอยยิ้มของเมลเหมือนมีมนตร์สะกดให้คนเห็นแล้วต้องยิ้มตาม จะว่าไปชายหนุ่มสองคนที่อยู่ใต้ร่มไม้ก็กำลังมองมาที่เมลด้วยสายตาเพ้อๆ อยู่เหมือนกันนะ


“หืม เราน่ะเหรอ” เมลชี้นิ้วเข้าหาตัวเองก่อนจะเกาแก้มเก้อๆ ไม่คาดคิดว่าจะถูกชมกะทันหันแบบนี้


“อื้อ ยิ้มบ่อยๆ นะ รู้สึกเหมือนได้ฮีลตัวเองเลย”


“อ่า ได้สิ” เขาเป็นคนยิ้มง่ายอยู่แล้วและยินดีหากรอยยิ้มของเขาช่วยเพื่อนสบายใจได้


“หายไปไหนมาห้ะเราน่ะ” นทีขยี้ผมเมลอย่างมันเขี้ยวก่อนจะนั่งลงข้างแฟนตัวเอง “โดดเรียนเช้าปล่อยให้พายอยู่คนเดียวได้ไง” นทีมองคาดโทษเพื่อนที่นั่งหน้าบูดเพราะต้องจัดทรงผมใหม่


“ขอโทษครับคุณนที ทีหลังผมจะไม่ปล่อยให้แฟนคุณนั่งเหงาคนเดียวอีกแล้ว”


“ดีมาก อะเอาไปกินซะ นายยังไม่ได้กินข้าวมาล่ะสิ” นทียื่นจานข้าวของตนให้เพื่อนอย่างมีน้ำใจ นึกดูแล้วเขาไม่เคยเห็นเมลกินข้าวที่มหาวิทยาลัยเลยสักครั้ง ไม่รู้ว่าวันๆ เพื่อนได้กินข้าวบ้างหรือเปล่า


“เอ่อ” จานข้าวตรงหน้าทำให้เมลรู้สึกคลื่นเหียน “เรากินมาแล้ว อิ่มมากเลย” เขาลูบท้องตัวเองให้เพื่อนดูประกอบแต่นทีไม่มีท่าทางจะเชื่อลงได้เลย


“ผอมอย่างกับไม้เสียบลูกชิ้นยังจะมาไดเอตอดข้าวอีก” นทีตักอาหารจนพูนช้อนแล้วยื่นไปหาเมล “กินเลย”


“...” เมลมองผักใบเขียวด้วยสีหน้าพะอืดพะอม เขาพยามกลั้นลมหายใจอย่างสุดความสามารถเพื่อไม่ให้กลิ่นเน่าเข้าจมูก


“อั้ม” ปากกว้างงับช้อนเข้าเต็มคำก่อนกวาดต้อนอาหารทั้งหมดเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ ไม่สนใจสามคนที่นั่งหน้าเหวอเพราะการปรากฏตัวของเขา


“ทำไม กินไม่ได้” ร่างสูงลอยหน้าลอยตามองนทีที่วางช้อนลงอย่างหงุดหงิด เขาตั้งใจจะต้อนเมลให้กินข้าวแต่ทำไมกลายเป็นไอซ์มาแย่งกินไปซะอย่างนั้น


“หิวก็เดินไปสั่งข้าวทำไมต้องมาแย่งของเมล”


“แล้วได้ถามเมลหรือยังว่าเขาอยากกินหรือเปล่า” เจอคนหน้าโหดสวนกลับนทีก็ชะงักไป เขามองคนตัวขาวที่กะพริบตาปริบๆ ไม่ปฏิเสธคำพูดของไอซ์ก็รู้สึกผิดเล็กน้อยที่บังคับฝืนใจเพื่อน เขาแค่อยากให้เมลกินอิ่มเท่านั้นเอง


“ขอโทษที่บังคับนาย” นทีเอ่ยเสียงเบา เขาเป็นห่วงเมลมากเกินไปถึงได้ทำเกินเหตุ เมลคงจะเพิ่งกินอิ่มมากอย่างที่เจ้าตัวบอกถึงได้ทำหน้าเหยเกตอนเขายื่นช้อนไปหา


“ไม่เป็นไร” เมลยิ้มให้เพื่อน เขารู้ว่านทีหวังดีอยากให้เขากินข้าวเยอะๆ จะได้แข็งแรง แต่เขาจะบอกเพื่อนได้อย่างไรว่าเขากินข้าวไม่ได้


“เออๆ ช่างมันเถอะ ข้าวจานนี้ไหนๆ ฉันก็กินไปแล้วงั้นขอเลยละกัน” ความหน้าทนของไอซ์ชนะทุกอย่าง นทีไม่มีอะไรจะพูดนอกจากปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจานข้าวไป


“เดี๋ยวเราไปซื้อน้ำให้ เอาอะไรกันบ้าง” พายเอ่ยถาม ระหว่างศึกเล็กๆ บนโต๊ะอาหารเขาก็แอบกินข้าวหมดไปแล้ว จึงไล่ถามทีละคนรวมถึงแดนที่เพิ่งถือจานข้าวสองจานมา ได้รายการครบพายก็ชวนนทีไปซื้อน้ำด้วยกัน


“อ้าว ไหนบอกจะแดกข้าวขาหมู” แดนมองจานข้าวในมือด้วยสายตาว่างเปล่าเมื่อเพื่อนตัวโตก็เล่นเคี้ยวข้าวแกงเต็มปากเต็มคำจนข้าวขาหมูของเขาเป็นหมันไปเลย


“เมลกินไหม เจ้านี้อร่อยมากเลยนะ” แดนดันจานข้าวนั้นส่งให้เมล ในเมื่อคนสั่งกินไม่ได้ก็ยกให้คนน่ารักกินเลยแล้วกัน แต่ก่อนที่เจ้าตัวจะได้ปฏิเสธร่างสูงข้างกายก็ฉวยข้าวจานนั้นมากินต่อทันที


“มึงหิวเหรอวะ” แดนมองท่าทางของเพื่อนที่สวาปาม ไม่สิ เขมือบเลยมากกว่า พริบตาเดียวข้าวสองจานก็ลงกระเพาะไปหมดแล้ว


“เออ ช่วงนี้กูหิวง่าย” เขาตอบแดนที่เริ่มจับช้อนยัดข้าวใส่ด้วยความหิวก่อนจะมองก้มเมลที่นั่งเงียบแล้วกระแซะไหล่เบาๆ “ไลน์ไปทำไมไม่ตอบ”


“หืม นายส่งข้อความมาเหรอ” เมลเงยหน้าอย่างงงๆ รีบหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าแต่หน้าจอมืดสนิทก็เป็นคำตอบให้อีกฝ่ายว่าทำไมเมลไม่เห็นข้อความของเขา


“ช่างเถอะ ว่าแต่” ไอซ์หันหน้าไปอีกทาง “ที่หน้าประตูอะ”


“?”


“ก็ที่หน้าประตูไง”


“ประตู?” ประตูอะไร


“นายไม่ได้กลับห้องเหรอ” เขาเอ่ยถามตามตรง ดูเหมือนเมลจะไม่ได้รับข้อความที่เขาแปะไว้บนประตูห้องเลยสักนิด ทำหน้างงเอียงคอน่ารักอยู่ได้ หัวใจคนมองมันทำงานหนักรู้ตัวบ้างไหม


“อื้ม แวะไปหาพี่มอคมาแล้วก็มามหาวิทยาลัยเลย”


หมดกันความหวานที่เขาแอบสร้างไว้ คงต้องรีบกลับไปดึงออกก่อนเจ้าแมวบื้อนี่จะเห็น คิดแล้วก็อายชะมัดที่เขียนอะไรแบบนั้นลงไป


“มีอะไรหรือเปล่า” เมลกังวลนิดว่าเขาอาจจะพลาดเซอร์ไพรซ์บางอย่างที่ไอซ์ตั้งใจทำให้ แต่เมื่ออีกฝ่ายโบกมือปฏิเสธด้วยท่าทีไม่ใส่ใจเขาก็คลายกังวลลงบ้าง คงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร


“เออเมล ศุกร์นี้ว่างปะ” แดนกินข้าวเสร็จก็รีบเอ่ยถาม


“ว่างนะ มีอะไรเหรอ”


“วันเกิดเราเอง จองร้านไว้แล้วไปกินข้าวด้วยกันน้า” คนทะเล้นถือวิสาสะจับมือเมลแล้วทำหน้าอ้อนจนร่างสูงที่นั่งข้างๆ กอดอกแล้วเอ่ยถามเสียงนิ่ง


“ชวนกูหรือยัง” ได้ฟังคำเพื่อนเจ้าของวันเกิดก็กลอกตาอย่างเซ็งๆ


“กูไม่ชวนมึงก็เสนอหน้าไปตลอดไหมล่ะ แดกเหล้าแทนน้ำไม่เคยเกรงใจเงินกูเลย”


“วันเกิดกูกูก็เลี้ยงมึงนะ”


“ซื้อเหล้ามานั่งแดกที่ห้องแล้วเปิดหนังเอ...เชี่ย! มึงโยนคะน้าใส่หน้ากูทำไมเนี่ย” แดนปัดใบคะน้าออกจากใบหน้าแล้วจ้องหน้าเพื่อนอย่างหงุดหงิด


“พูดมาก” เขาหลบตาใสๆ ของคนข้างตัว เรื่องอะไรจะปล่อยให้แดนพูดจาพล่อยๆ จนเขาดูเป็นคนไม่ดีแบบนั้นล่ะ ถึงจะไม่ใช่คนดีเท่าไรแต่ก็ไม่อยากให้เมลมองว่าเขาเป็นพวกหื่นกามอะไรแบบนั้นนะ


“จ้าๆ พ่อคนคลีนแต่หัวจรดเท้า ว่าไงเมล ไปไหมเราเลี้ยงเอง” แซะเพื่อนเสร็จแล้วก็เอ่ยถามหนุ่มในดวงใจ แม้อนาคตจะไม่มีโอกาสได้ดองกันแต่แดนก็ชอบที่ได้อยู่ใกล้เมลแบบนี้


“เอาสิ” เรายังไม่เคยดื่มเหล้าเลย เมลเอ่ยต่อในใจ เขาไม่เคยแตะต้องของมึนเมาเลยสักครั้ง พ่อบอกว่าเขายังเด็กเกินไป ส่วนพี่ชายทั้งสองก็ทำหน้าดุใส่แล้วก็ห้าม ห้าม ห้าม อย่างเดียวเลย


“งั้นตามนี้ครับ” แดนยิ้มร่า


“คุยอะไรกันเหรอ” พายส่งน้ำให้แดนที่ยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีก่อนจะส่งน้ำให้เมลและไอซ์


“วันเกิดไอ้แดนไง พายไปไหม” ไอซ์เอ่ยถามก่อนจะได้รับสายตาเคลือบแคลงจากคนที่นั่งอยู่ข้างเมลอีกด้าน นี่มันยังไม่เลิกสงสัยความรู้สึกที่เขามีต่อพายอีกหรือไง


“เอ่อ” พายสบตาคนรักก่อนจะตอบเสียงเบา “เรามีนัดกับนทีแล้วอะ”


“หืม นัดอะไร” แดนถามอย่างใคร่รู้เพราะปกติพายไม่เคยพลาดวันเกิดเขา เพราะพายเองก็เป็นหนึ่งในเซียนเหล้าที่เปิดขวดใหม่ไม่เกรงใจเงินในกระเป๋าของเขาเลย


“คือว่า...”


“จะพาพายไปเยี่ยมพ่อน่ะ” นทีเอ่ยตอบแทน ขณะที่คนอื่นๆ ยกเว้นเมลนิ่งเงียบไป


“เอองั้นไม่เป็นไรหรอกพวกมึงไปเยี่ยมพ่อเถอะ” แดนพยักหน้าเข้าใจ


เมลดึงเสื้อไอซ์เบาๆ แล้วกระซิบถาม “ทำไมทุกคนดูเศร้าจัง”


ความรู้สึกเศร้าใจที่แผ่ออกมาจากทุกคนเมลรู้สึกได้ทันที ยิ่งกับเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกายไอซ์กลิ่นความเศร้าที่แผ่ออกมาจึงมากกว่าคนอื่นๆ


“พ่อของนทีเป็นคุณครูของพวกเราน่ะ ท่าน...เสียไปหลายปีแล้ว” คำตอบที่ได้รู้ทำให้คนตัวขาวหันไปมองเพื่อนตัวสูงที่ยืนยิ้มอยู่เงียบๆ เขาไม่รู้เลยว่าภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้มนั้นนทีรู้สึกอะไรอยู่


“อ่า งั้นเหรอ” เมลเข้าใจแล้วว่าทำไมบรรยากาศถึงดูเศร้าๆ เพราะถ้าเขาสูญเสียคนที่รักไปก็คงเศร้าไม่ต่างกัน ทุกคนคงผูกพันกับคุณครูมาก และนทีที่เป็นลูกคงไม่ต้องถามเลยว่าเขาจะเสียใจมากแค่ไหน


“ไม่ต้องมาหน้าทำเศร้ากันเลย” นทีเอ่ยขึ้น “พายถึงไม่อยากบอกให้พวกนายรู้ไงว่าเราจะไปไหนกัน”


“ยังไงก็ฝากทักทายครูด้วยละกัน บอกว่าไอ้จ๋อตัวแสบก็สอบเข้ามหาลัยได้แล้วนะไม่ต้องห่วง” แดนทุบอกอย่างภาคภูมิใจที่นำความรู้ที่ครูสอนมาใช้อย่างดี


“เออ เดี๋ยวกูบอกพ่อให้” นทียิ้มเมื่อเพื่อนๆ ยังคงนึกถึงพ่อของเขาเสมอ เขาเองก็เช่นกัน ไม่เคยมีวันไหนที่เขาลืมพ่อได้เลย และตอนนี้เขาก็อยากให้พ่อได้รู้จักกับพายคนที่เขาเลือกแล้วว่าจะฝากหัวใจไว้ให้ มือหนากุมมือคนรักไว้และพายก็หันมายิ้มให้กำลังใจเขาอย่างที่เคย


“งั้นกูกลับก่อนละกัน มีนัดสาว” แดนเอ่ยขึ้น เตรียมนัดสาวรุ่นน้องไปดูหนังคลายความเศร้าเมื่อนึกถึงครูที่เคารพรัก


“อืม งั้นเราแยกย้ายกันไปเรียนเถอะ” เมลพูดต่อ เดินไปพร้อมกับพายและนทีเพราะพวกเขาเรียนวิชาเรียนรวมเช่นเดียวกัน


“ไปด้วย โอ๊ย” เสียงสุดท้ายมาจากคนหน้าโหดที่ดึงกระเป๋าสะพายเมลไว้หวังจะให้อีกฝ่ายหยุด แต่กลับเป็นเขาซะเองที่พุ่งเข้าชนหลังเมลเมื่ออีกฝ่ายเดินต่อ


“โทษที” เมลเอ่ยขอโทษพลางแอบขำ ขณะที่ร่างสูงเดินหน้ามุ่ยเคียงข้างเมลไปยังห้องเรียนต่างคณะ ทั้งที่จะกลับไปนอนรอที่ห้องเลยก็ได้


แต่ไอซ์ก็เลือกที่จะอยู่กับเมลนานขึ้นอีกนิดเพื่อชดเชยช่วงเช้าที่ไม่ได้เจอกัน


.............................

“นี่...”


“หืม”


“เราเข้าห้องได้ยัง”


“แป๊บนึง”


ไอซ์ดันหัวเมลออกไปเมื่ออีกฝ่ายเปิดประตูแล้วยื่นหน้าเข้ามา อีกมือก็ดึงกระดาษโน้ตหลากสีที่แปะอยู่เต็มประตูมาขยำแล้วยัดใส่กระเป๋ากางเกง รีบทำลายหลักฐานน่าอายทิ้งให้สิ้นซาก รู้อย่างนี้กลับมาก่อนดีกว่า


“เราหิวแล้วอะ” เมลมองตู้เย็นตาละห้อย เมื่อเช้าไม่ได้เอาอาหารติดตัวไปกระเพาะถึงได้ร้องจ๊อกๆ ตลอดคาบบ่าย นทีก็แซวอยู่นั่นแหละว่าเป็นเพราะเขาไม่ยอมกินข้าว พายก็แสนใจดียื่นโดรายากิให้เขากินประทังความหิว ส่วนไอซ์ก็หลับตั้งแต่อาจารย์เริ่มสอนแล้วเขาจึงไม่มีใครช่วย ได้แต่ฝืนกินเข้าไปเต็มคำ เคี้ยวได้ไม่ถึงนาทีก็ต้องขออนุญาตอาจารย์ไปเข้าห้องน้ำเพื่อออกมาคายทิ้ง


ใครจะไปทนรสชาติกระดาษห่อแกลบได้ล่ะ


“เออๆ เข้าได้ล่ะ” ไอซ์ยัดกระดาษแหว่งวิ่งแผ่นสุดท้ายใส่กระเป๋าแล้วขยับให้เมลเข้ามาในห้อง


“มีลับลมคมในอะไรกัน” เมลหรี่ตามองตามกระเป๋ากางเกงที่ดูตุงกว่าปกติ เขาเห็นกระดาษแผ่นเล็กโผล่ออกมาแต่ก็ทำเป็นมองไม่เห็นแล้วเดินไปหยิบกล่องเลือดในตู้เย็นไซส์มินิของเขา


“ไม่มีอะไรสักหน่อย” คนหน้าโหดวางกระเป๋าแล้วถอดเปลี่ยนเสื้อตัวใหม่ “เดี๋ยวฉันจะออกไปซื้อข้าวข้างล่าง นายอยู่นี่แหละ ได้กลิ่นอาหารเดี๋ยวก็พะอืดพะอมอ้วกเป็นเลือดออกมาหรอก”


“นายพูดซะน่ากลัวเลยนะ” เมลนึกขำ หากเขาเป็นมนุษย์คนรอบข้างคงพาเขาส่งโรงพยาบาลเพราะอาเจียนออกมาเป็นเลือด
“ก็แค่เป็นห่วง ทนไม่ได้ก็ไม่ต้องฝืนหรอก ปฏิเสธไปบ้างไม่มีใครไม่โกรธหรอก”


“ฉันรู้น่า” เมลรู้มาตลอดว่าทุกคนเป็นห่วงเขา แม้แต่คนตรงหน้าที่คอยช่วยเหลือเขาอยู่เงียบๆ เมลก็รับรู้เช่นกัน


“ขอบคุณนะที่เป็นห่วงนะ”


“อือ” ไอซ์รับคำขอบคุณนั้นมาเก็บไว้ในใจ มองหน้าคนยิ้มกว้างแล้วนึกมันเขี้ยวอยากดึงเข้ามาจูบให้ปากเจ่อแต่ก็อดทนไว้ สติ สมาธิ ปัญญา เฮ้อ เขาควรหาเวลาไปนั่งสมาธิเพื่อสงบใจสักหน่อยดีไหมเนี่ย ในหัวคิดแต่อยากทำให้เมลตัวช้ำ แต่ก่อนจะได้ทำแบบนั้นเขาอาจโดนต่อยน่วมเสียก่อน อิจฉาเรี่ยวแรงแวมไพร์ชะมัด


“ไปนะ ไม่ถามหรอกนะว่านายอยากได้อะไรไหมเพราะรู้ว่าถามไปนายก็กินไม่ได้อยู่ดี”


“อ่าหะ เดินไปเดินกลับดีๆ ล่ะ” เมลเปิดแล็ปท็อปแล้วสวมแว่นตาเตรียมทำรายงานวิชาที่เขาเพิ่งเรียนไป


“ไม่คิดจะไปส่งหน่อยเหรอ” ไอซ์เลิกคิ้วมองเมลที่จมอยู่กับการเลือกหนังสือจากห้องสมุด และอีกฝ่ายก็ตอบกลับมาโดยไม่มองหน้า


“ประตูอยู่ใกล้แค่นั้นเอง เดินไปสิ” แล้วเมลก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาเปิดอ่าน คนตัวโตได้แต่มองค้อนอย่างงอนๆ แล้วถอนหายใจเล็กน้อย


เมลก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้วและเขาก็ชอบที่เมลเป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือไง จะให้เปลี่ยนบุคลิกเปลี่ยนนิสัยของอีกฝ่ายก็คงไม่ใช่เรื่อง


“อืม จะรีบไปรีบกลับนะ” ไอซ์บอกทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกจากห้องไป


พอประตูปิดลง คนที่แกล้งนั่งเงียบก็พุ่งไปที่ถังขยะทันทีเขาแอบเห็นไอซ์ทิ้งกระดาษโน้ตไว้ในนี้จึงอยากรู้ข้อความในนั้นคืออะไร ทำไมต้องซ่อนจากเขา เมลหยิบกระดาษสีชมพูมาคลี่ออกแล้วอ่านข้อความในนั้น


'ฉัน'


ฉัน ฉันอะไรกัน



เขาหยิบกระดาษสีเหลืองแผ่นต่อไปขึ้นมาเปิดอ่าน


‘นาย’


เมลเดาไม่ออกเลยว่าข้อความเหล่านี้คืออะไรเขาจึงตัดสินใจหยิบทุกแผ่นมาคลี่ออกแล้วเรียงเป็นประโยคใหม่


‘รีบ


กลับ


มา


ได้


แล้ว


ฉัน


คิด


ถึง


นาย’




รอยยิ้มเล็กๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าใส เขาหันไปมองประตูและเฝ้ารอคนที่บอกว่าจะรีบกลับมา






TBC.






......................................
เอาความหวานมาเสิร์ฟจ้า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-03-2018 00:08:52 โดย janeta »

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2665
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
รอเมลตัวโตอยู่นะ ถถถถ

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทที่ 15
ฉันไม่บอกใครหรอก



 

ก่อนถึงวันเกิดของแดนทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบง่าย เมลยังคงเก็บความลับที่ไอซ์ซ่อนไว้อย่างดีไม่เผยพิรุธให้ใครรู้ สายตาก็คอยมองเจ้าของโน้ตก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออย่างจริงจังเพราะสัปดาห์หน้าจะเริ่มสอบกลางภาคแล้ว โชคดีที่เขามีเวลาอ่านทั้งวันทั้งคืนจึงไม่ต้องเครียดมากนัก


“แอบมองทำไม” เสียงทุ้มเอ่ยถามก่อนจะเงยหน้าโหดมองเมลสะดุ้งอย่างกับแมว


“เปล่านิ” เมลหลบตา ทำทีจะเปิดอ่านหนังสือเล่มเดิมแต่ถูกมือหนาวางทับไว้เสียก่อน ไอซ์ไม่เปิดช่องว่างให้เมลหลบหลีกเพราะเขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าอีกฝ่ายแอบมองเขาทำไม


“อ้ะ แดนๆ ทางนี้” เมลกวักมือเรียกแดนที่หันซ้ายหันขวาหาพวกเขาอยู่ แล้วลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อแดนยิ้มร่าเข้ามานั่งเก้าอี้ว่างระหว่างเขากับไอซ์


“พร้อมยัง” แดนดูตื่นเต้นเป็นพิเศษจนเมลอดแปลกใจไม่ได้ แต่เขาก็ยินดีที่จะตอบคำถามเพื่อนมากกว่าคนหน้าโหดที่รอคำตอบจากเขาอยู่


“อื้ม พร้อมแล้ว ชุดนี้คงไม่ดูแย่ใช่ไหม” เมลก้มมองเสื้อเชิ้ตขาวและยีนสีเข้มยี่ห้อเดียวกันอย่างไม่มั่นใจนัก แต่ก็ทำเอาคนมองหน้าม้านไปเลย


รวมราคาเสื้อผ้านายแล้ว...ปิดซอยเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้านเราได้เลยนะเมล


“ไปกันเถอะ กูหิวล่ะ” ไอซ์รวบหนังสือทั้งหมดมาถือไว้ก่อนจะเดินไปวางไว้ที่ชั้นพักหนังสือแล้วกลับมาหาพวกเขา แดนมองเพื่อนตั้งแต่หัวจรดเท้า


สองคนนี้ตั้งใจมาเกทับกูหรือเปล่าวะ ทำไมแต่งตัวดูดีกว่าเจ้าของวันเกิดอย่างกูอีก


“ไปๆ เอารถมึงไปนะไอซ์วันนี้กูจะเมาเละ”


“อ้าว อย่างนี้กูก็ไม่ได้แดกสิ อะไรวะ”


“ก็แดกไปสิ ที่ร้านเขามีห้องให้คนเมาอยู่แล้วตอนเช้าค่อยกลับไง” แดนเดินนำไปยังรถคันหรูของเพื่อนปล่อยให้สองคนข้างจมอยู่กับความคิดตัวเอง เมลไม่ค่อยชินนักหากเขาเมาแล้วต้องอยู่กับคนหมู่มาก ขณะที่ไอซ์ได้แต่ส่ายหน้าให้กับความคิดเพื่อน เขารู้ความนัยของแดนที่บอกว่าจะค้างน่ะหมายถึงอะไรถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาก็ไม่ปฏิเสธที่จะทำแบบเพื่อนหรอก แต่ตอนนี้...


เขาลอบมองแวมไพร์ตัวน้อยที่ดวงตาเป็นประกายเพราะจะได้ดื่มของมึนเมาแล้วหัวเราะในใจ คืนนี้คงน่าสนใจน่าดูเลยล่ะ


ทั้งสามเดินทางมายังคลับแห่งหนึ่ง แวมไพร์ตัวน้อยกวาดตามองรอบๆ อย่างตื่นตาตื่นใจจากเสียงเพลงและผู้คนที่เบียดเสียดจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน ที่นี่ไม่เหมือนร้านของลูซเพราะที่นั่นค่อนข้างสงบ มีเพลงจังหวะช้าๆ และค่อนข้างเป็นที่นิยมของคนสูงวัย เท่าที่เมลสังเกตเห็นล่ะนะ


“เราต้องไปทางไหน!” เมลตะโกนเสียงเพลงถามไอซ์แต่อีกฝ่ายไม่ได้ยินเสียงเขา


“นายว่าไงนะ!”


ดูท่าแล้วการสื่อสารแบบปกติคงทำให้คอพวกเขาแหบแห้ง เมลจึงใช้วิธีใหม่


‘เราต้องไปทางไหนเหรอ ฉันหาแดนไม่เจอแล้ว’


‘คุยกันทางนี้ได้ด้วยเหรอ...เจ๋งชะมัด’


‘หาแดนก่อนเร็ว เขาอาจจะหลงทางนะ’


‘หึๆ นายนี่มันซื่อชะมัด ไม่ต้องหามันหรอก โน่น’ ไอซ์จับหัวเมลหันไปยังสองคนที่กำลังนัวเนียอยู่ไม่ไกลนัก ‘เห็นยัง มันกำลังสุขจนร้อนแล้ว’


แก้มเมลร้อนฉ่าแต่ใบหน้าของเขาก็ซีดเกินกว่าจะมีเลือดฝาด เขาหลบตาจากภาพนั้นแต่ก็อดเหลือบมองอีกไม่ได้ ไปๆ มาๆ ไอซ์ก็ชวนเขานั่งที่โต๊ะใกล้ๆ แล้วปล่อยให้เขามองภาพนั้นต่อไปจนกว่าจะพอใจ


‘ยินดีสอนให้นะ ไม่คิดเงินเลยสักบาท’


‘ไม่เอาหรอก แค่ครั้งนั้นก็แทบคลั่งแล้ว’


‘หืม...ครั้งนั้น?’


‘เปล่าๆ’ เมลรีบปิดกั้นความคิดตนไม่ให้ไอซ์รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ความทรงจำครั้งเก่าที่เขาแอบชิมเลือดไอซ์หวนกลับเข้ามาในความคิดไม่หยุดหย่อน รวมกับความหิวกระหายเลือดของไอซ์ทำให้เขาต้องทำสมาธิอยู่นานกว่าจะกลับเป็นปกติได้


“ว้าว เลือกที่นั่งดีนี่” แดนนั่งลงบนโซฟา เส้นผมยุ่งเหยิงและริมฝีปากเปื้อนลิปสติกสีแดงสดดูเย้ายวนแบบแปลกๆ


“มึงบอกว่าจองที่ไว้ไม่ใช่เหรอ ตรงไหนล่ะ” ไอซ์เตรียมจะลุกไปนั่งที่ใหม่แม้จะสั่งเครื่องดื่มไปแล้ว


“กูพูดงั้นเหรอ ว้า ลืมซะแล้ว”


“ไอ้เพื่อนเวร ถ้าไม่มีโต๊ะกูไม่อยู่ต่อแน่” ไอซ์ชี้หน้าคาดโทษเพื่อนที่ยิ้มเผล่กวนอารมณ์ เพราะถ้าต้องปล่อยให้คนตัวขาวยืนเซ่อๆ อยู่กลางฝูงหมาป่าเมลคงได้ถูกล่าเข้าแน่ๆ


“มึงก็ซีเรียสไปได้เรามาแฮงค์เอาท์กันนะเพื่อน ปะออกไปสนุกกัน” แดนหันมาชวนเมลแต่ถูกคนหน้าโหดขัดไว้ก่อน


“ไม่ต้องเลยมึงเดี๋ยวเมลก็ถูกใครฉุดไปหรอก”


“ฉันไม่ได้บอบบางขนาดนั้นนะ” คนตัวขาวเถียง เขาพร้อมแล้วที่จะออกไปเต้นเหมือนคนอื่นๆ


“เออ จริงด้วยว่ะ” แดนพยักหน้าเห็นด้วยกับเพื่อน เมลน่ารักขนาดนี้พวกเหลือบไรคงรีบปรี่เข้ามาทำความรู้จักแน่ๆ


“แดน...” เมลอ้อนแต่กลับไม่ได้ผลเมื่อแดนถูกสะกิดยิกๆ จากเท้าเพื่อน


“เชื่อไอซ์มันเถอะเมล มาครั้งแรกนั่งดื่มที่โต๊ะไปก่อนไว้มาบ่อยกว่านี้เราจะพาไปโชว์สเต็ป เค้” แล้วแดนตบไหล่เมลก่อนจะพุ่งเข้าหาฝูงชนแล้วหายลับไปจากสายตาเมล


“ทำหน้าแบบนั้นทำไม พวกฉันก็แค่เป็นห่วง” ไอซ์ชงเหล้าให้ตัวเองแต่ก่อนจะได้ดื่มก็ถูกมือขาวคว้าไปถือไว้ด้วยใบหน้างองุ้ม


“มาทั้งทีก็อยากสนุกบ้างนี่” ริมฝีปากบางจิบเหล้าเพียงเล็กน้อยก่อนจะเบ้หน้า “ขมจัง”


“ฮ่าๆ เหล้าก็ต้องขมเป็นธรรมดาสิ” ไอซ์เอื้อมมือไปคว้าแก้วหวังจะเอากลับคืนมาแต่คนตัวขาวหวงไว้กับตัว “เอามานี่เลย ขมแล้วจะกินทำไม”


“ขออีกนิดสิ เผื่อจะอร่อย” เมลมองแก้วในมือก่อนจะกลั้นใจดื่มรวดเดียวหมดแก้ว “แค่กๆ”


“เฮ้ย ใครเขาให้ดื่มแบบนั้น” ไอซ์ดึงแก้วเปล่ากลับมาแม้จะรู้ว่าไม่ทันแต่ก็อดไม่ได้ที่จะดุเมล “กินแบบนั้นก็เมากันพอดี เฮ้ หรือว่าเมาไปแล้ววะ” คนหน้าโหดจับคางเมลเงยขึ้น ดวงตากลมโตหวานเชื่อมมองเขาพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง


“เลือดหวานนี่นา งั่ม!”


“โอ๊ยเมล! นี่แขนคนนะโว้ยไม่ใช่เนื้อหมู” เขาดันหน้าเมลไว้ไม่ให้ฟันคมไร้เขี้ยวนั่นงับแขนเขาอีก


“ในกล่องพวกนั้นก็ไม่ใช่หมูเหมือนกัน” เมลพึมพำเสียงเบา ความรู้สึกที่เขาพยายามกดไว้กำลังทะลักออกมา “เมลไม่อยากทำร้ายใครเลยนะ เมลแค่ต้องใช้มันเพื่อมีชีวิตอยู่” เขากอดแขนไอซ์ไว้เป็นที่พึ่งแล้วซุกหน้าอยู่นิ่งๆ


“นายพูดอะไรฉันไม่ได้ยินเลย” ไอซ์ก้มลงไปหาเมลแต่เสียงในคลับดังเกินไป


“อือ” ดูท่าเมลจะเมาเพราะเหล้าแก้วเดียวจริงๆ แม้ไอซ์จะเซ็งนิดๆ ที่มาแล้วไม่ได้ดื่มให้สะใจเสียก่อนแต่เขาก็ห่วงเมลเกินกว่าจะเอาแต่ใจตัวเอง สองแขนประคองคนที่กอดแขนเขาแล้วงับเล่นๆ เหมือนลูกหมากลับไปจนถึงรถ ไลน์ไปบอกแดนที่คงตอบเขาอีกทีตอนเช้า แล้วหันมองคนหลับไม่รู้เรื่องรู้ราว


เมลตอนหลับคงเป็นแบบนี้สินะ


เพราะเมลไม่เคยหลับเขาจึงไม่รู้ว่าสีหน้าผ่อนคลายของอีกฝ่ายเป็นอย่างไร คงมีแต่เมลที่เห็นเขานอนน้ำลายยืดน่าเกลียดอยู่คนเดียว


“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ฉันขอจ้องหน้านาย จนกว่านายจะตื่นบ้างก็แล้วกันนะ”


................................

การพาเมลกลับห้องควรจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับไอซ์ แต่ความจริงแล้วกลับตรงข้ามกับที่เขาคิดอย่างสิ้นเชิง


“ยื่นคอของนายมาเดี๋ยวนี้!” ดวงตาแดงก่ำของคนข้างตัวจ้องเขม็งใส่เขาตั้งแต่ขับรถออกมาได้ไม่ถึงสิบนาที คนที่ควรจะหลับเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์กลับแผลงฤทธิ์พร้อมกับแยกเขี้ยวที่เจ้าตัวเคยบอกเขาว่าไม่มี


ไอซ์ก็อยากกลัวหรอกนะ แต่แก้มขาวๆ แดงก่ำ ดวงตาฉ่ำเยิ้ม แถมยังกัดริมฝีปากด้วยท่าทางเย้ายวนแบบนั้น ดูอย่างไรก็เหมือนหนุ่มหน้าหวานสวมชุดคอสเพลย์มากกว่าเป็นแวมไพร์จริงๆ เสียอีก


น่ารักเกินไปแล้วโว้ย


“เดี๋ยวก็ถึงห้องแล้วจะให้กัดตามใจอยากเลยโอเคไหม” ร่างสูงพยายามเกลี้ยกล่อมเพราะถ้าให้กัดตรงนี้คงได้แหกโค้งขึ้นหน้าหนึ่งแน่ๆ ไม่ใช่เพราะตาย แต่เพราะรอดชีวิตต่างหาก ซึ่งแวมไพร์ตัวน้อยก็ดูเหมือนจะยอมอ่อนลงถึงจะเลิกจ้องเขาแล้วเปลี่ยนมาจ้องมือเขาแทน


“ทำไม อยากจับเหรอ” ไอซ์ยื่นมือข้างซ้ายให้เมล การขับรถด้วยมือข้างเดียวไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา ฝ่ายแวมไพร์ที่จ้องเลือดหวานไม่ละสายตาพอได้มืออุ่นมาจับไว้ก็เหลือบมองคนขับนิดๆ เมื่อไอซ์ที่ไม่มีท่าทีจะชักมือกลับ เขาก็อ้าปากงับเข้าเต็มคำ


งั่ม!


เขี้ยวคมกัดลงบนปลายนิ้วของเขาก่อนลิ้นชื้นจะตวัดเลียเลือดที่ไหลออกมาแล้วดูดดื่มอย่างหิวกระหาย เมลแลบลิ้นเลียริมฝีปากก่อนจะกัดซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมกับรักษาแผลไปในตัว


“เมล พอก่อนจะถึงหอแล้ว” เขาพยายามชักมือกลับแต่ได้รับสายตากร้าวตวัดใส่ เมลยื้อมือไอซ์ไว้สุดแรงแถมยังฝังคมเขี้ยวลงบนข้อมือของเขาอีก


“มันเจ็บนะเมล” บริเวณแผลที่เพิ่งได้รับการสมานแดงช้ำซึ่งก็สมควรเป็นเช่นนั้นในเมื่อเมลยังไม่หยุดสักที


“ถ้าขึ้นห้องจะได้กินทั้งตัวไหม” ท่าทางของแวมไพร์ผู้หิวกระหายแอบลอบกลืนน้ำลายนั้นอยู่ในสายตาของเหยื่อที่ถอนหายใจอย่างปลงๆ


“อย่าให้ฉันตายก็แล้วกัน” ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าเขาจะอยู่รอดถึงวันพรุ่งนี้ ยิ่งกับเมลผู้ไร้สติด้วยแล้วเขาไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่หากปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่คนเดียวเมลคงได้คลุ้มคลั่งทำร้ายคนอื่นเข้าแน่ๆ ดังนั้นให้เขาเป็นอาหารเมลนั่นล่ะดีที่สุดแล้ว


“อื้อ” คนตัวขาวพยักหน้ารัวๆ ให้ตายสิ หมอนี่คงอยากกินเขามากสิเลยนะ


ไอซ์จอดรถเข้าซองก่อนจะรีบพุ่งออกไปรับคนเมาที่บอกว่าจะรีบขึ้นห้องเพื่อรอกินเขา แต่ตัวเองเดินได้ไม่กี่ก้าวก็ร่วงแล้ว กลายเป็นภาระให้เขาต้องประคองพาเดินไปจนถึงห้องเสียอย่างนั้น


เฮ้อ เมลนะเมล


หลังจากวางเมลลงบนเตียงของเจ้าตัวไอซ์ก็เข้าไปอาบน้ำใหม่อีกครั้งแล้วออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูและกะละมังใส่น้ำ ไอซ์นั่งลงบนเตียงรูมเมท บิดผ้าเปียกหมาดก่อนจะซับไปตามใบหน้าและเนื้อตัวของคนหลับใหล เขายกกะละมังไปเทน้ำทิ้งและตากผ้าไว้ที่ระเบียงก่อนจะเดินกลับเข้ามา


เมลหลับนิ่งเช่นเดียวกับเนื้อตัวเย็นชืด หากเป็นคนปกติเขาคงรีบพาเพื่อนไปโรงพยาบาล แต่เพราะไม่ใช่มนุษย์ไอซ์จึงแทรกตัวเข้าไปในผ้าห่มแล้วเอนตัวลงนอนข้างๆ พร้อมดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดไว้


ใครจะเรียกว่าฉวยโอกาสก็ช่าง ในเมื่อเมลไม่เคยแสดงท่าทีว่าไม่ชอบการกระทำถึงเนื้อถึงตัวของเขา เขาก็จะขอฉกฉวยช่วงเวลาดีๆ นี้ไว้กับตัว


จุ๊บ


“ฝันดีนะเมล”


แม้จะจูบหน้าผากและบอกฝันดี แต่ร่างสูงก็ไม่มีทีท่าว่าจะหลับตามไป ก็อย่างที่เขาเคยพูดไว้ เขาจะจ้องใบหน้าคนหลับจนกว่าจะตื่นเลยล่ะ




“แฮ่กๆ อย่า! อย่าทำผม อย่านะ!” เสียงหวีดร้องของคนหลับดังลั่นจนคนเผลอหลับสะดุ้งตื่น เขาลุกขึ้นนั่งพลางจับตัวเมลที่กางกรงเล็บสะเปะสะปะไปทั่วจนกรีดแขนเขาเป็นทางยาวก่อนจะดิ้นหนีไปจากเขา “อย่าเข้ามาได้โปรด อย่าทำร้ายผมเลย”


ร่างกายของเมลสั่นเทา เขาขยับชิดผนังด้านหนึ่งแล้วกอดตัวเองไว้ ดวงตาคู่สวยยังคงปิดสนิทไม่รับรู้สิ่งรอบข้างจมดิ่งอยู่ในความทรงจำที่ถูกลบเลือนไป เมลไม่อยากจำและเขาทำสำเร็จที่ลืมมันมาตลอดหลายปี


แต่วันนี้ความทรงจำเหล่านั้นกำลังย้อนกลับมาทำร้ายเขา


“เมล นี่ฉันไง” ไอซ์พยายามเรียกสติเมล เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายฝันร้ายอะไร แต่เขาอยากให้เมลลืมตาขึ้นจะได้เห็นว่ามีเขาอยู่ตรงนี้ ฝันร้ายพวกนั้นไม่มีทางทำร้ายเมลได้


“เมล นายกำลังฝันอยู่ ลืมตาเถอะนะ”


เสียงของไอซ์ดึงสติเมลกลับมา ดวงตาแดงก่ำลืมขึ้นอย่างจำยอมพร้อมกับน้ำตาไหลซึมจากดวงตาคู่นั้น


“ไอซ์...”


“ไม่เป็นไรแล้ว ฉันอยู่ตรงนี้” ร่างสูงอ้าแขนออกรอรับแวมไพร์ตัวน้อยที่ยังคงลังเลไม่กล้าเข้ามาหา เมลมองบาดแผลบนแขนของไอซ์ ก็เข้าใจว่ารอยกรีดนั้นคงมาจากเขาเอง นี่เขาทำให้เพื่อนต้องบาดเจ็บอีกแล้วเหรอ


“มันไม่ใช่ความผิดนาย ฉันยื่นแขนเข้าไปเอง” ไอซ์จับมือเมลไว้จนได้ “ถ้าอยากให้มันหายนายก็รักษาสิ”


“ฉันทำไม่ได้นายก็รู้”


“ฉันไม่บอกใครหรอก” เขาขยับเข้าใกล้เมล ยื่นท่อนแขนที่ยังคงมีเลือดไหลซึมให้อีกฝ่าย “แค่นี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”


“แต่...”


“นายอยากให้เพื่อนๆ ของเราถามเหรอว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน” เขารู้ว่าเมลเองก็ไม่มีทางเลือกนอกจากช่วยรักษาเขา หรืออีกทางหนึ่งก็ช่วยเยียวยาเมลให้ดีขึ้น เมลเคยบอกว่าเลือดของเขาทำให้เมลรู้สึกดี ถ้าอย่างนั้นขอให้เลือดของเขาได้ช่วยเมลอีกสักครั้งเถอะ


“ฉันไม่อยากแยกจากนาย”


“ฉันก็เหมือนกัน” เขากุมมือเย็นเฉียบไว้ รอให้เมลพร้อมและปล่อยให้ร่างโปร่งทำตามขั้นตอนจนกระทั่งแผลสมานเรียบร้อย มือเรียวปาดคราบเลือดออกจากข้างแก้มก่อนจะขยับตัวพิงหัวเตียงพลางทอดสายตาออกไปไกล


“ฉันฝันร้าย”


“อือ”


“จำไม่ได้ว่าฝันอะไร รู้แค่ว่ามันเจ็บปวดเหลือเกิน เจ็บ...ไปหมดเลย” เมลกอดตัวเองไว้ ความรู้สึกเหมือนถูกเผายังคงฝังลึกอยู่ในใจ เขาจำอะไรไม่ได้เลยนอกจากความร้อนและความเจ็บปวดไปทั้งร่าง


“ก็แค่ความฝัน ฉันอยู่ข้างนายตรงนี้ใครจะทำอะไรนายได้” อ้อมแขนอบอุ่นโอบกระชับช่วยคลายความเศร้าของเมลไปได้บ้าง แม้ใจเขาจะยังคงหวาดกลัวแต่ก็เชื่อว่ามันเป็นเพียงความฝันอย่างที่ไอซ์ว่าไว้


“ขอบคุณนะ” เมลเอ่ยได้เท่านั้นก็ได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของคนที่พิงไหล่เขาอยู่ “อ้าว หลับซะแล้ว”


ริมฝีปากบางขยับยิ้ม ประคองศีรษะคนหลับให้นอนลงบนเตียงจะได้หลับสบายขึ้นก่อนจะเบนสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง พระอาทิตย์ดวงโตกำลังทอแสงอยู่บนฟ้า


เช้าวันใหม่มาเยือนแล้ว


ความฝันก็คงเป็นแค่ความฝันละมั้ง





.......................................................

ความฝันจริงหรือไม่โปรดติดตามตอนต่อไปจ้า ช่วงนี้มาช้าหน่อยงานชุกมากเลยฮือ ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ
  :mew1:


ออฟไลน์ wanirahot

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 485
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
อ้าว เมลหลับได้เว้ย แค่ต้องเมาก่อน

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
ตอนที่ 16

คุณปู่





“เมล พี่มีเรื่องให้ช่วยหน่อย”


ในวันสอบวันสุดท้ายจู่ๆ พี่ชายคนรองที่ขับรถมาหาเขาถึงมหาวิทยาลัย พี่มัคไม่ได้บอกว่าจะให้เขาช่วยเรื่องอะไร แต่ฉุดเมลขึ้นรถท่ามกลางสายตาของพายและนทีที่มองมาด้วยความเป็นห่วง จึงต้องตะโกนบอกว่าพี่มัคเป็นพี่ชายอีกคนของเขา


อ่า พี่มัคมีเรื่องอะไรกันนะ วันนี้เรามีนัดกับไอซ์ด้วยสิ เมลก้มมองโทรศัพท์ก่อนจะส่งไลน์ไปหาไอซ์ว่านัดของเราวันนี้คงต้องยกเลิก


“เราจะไปไหนกันเหรอพี่มัค”


“เดี๋ยวถึงแล้วพี่จะบอกอีกที เสื้ออยู่หลังรถรีบเปลี่ยนซะ”


“ครับ” เมลเอี้ยวตัวไปด้านข้างก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเสื้อเชิ้ตสีฟ้า “ต้องสวมเนกไทด์ด้วยเหรอครับ” เขาสังเกตเห็นเนกไทด์ที่วางอยู่บนเบาะหลัง ซึ่งดูแล้วพี่ชายสวมสูทเต็มยศคงไม่จำเป็นต้องใช้


“ใช่ ใส่เป็นไหม” มัคเลี้ยวรถเข้ามาในซอย เหลือบมองน้องชายที่ทำหน้ายุ่งอยู่กับเทกไทด์ก็อดขำไม่ได้


“หัวเราะอะไรครับ”


“ไว้พี่จะสอนผูกนะ” รถจอดเข้าซองเรียบร้อย พี่ชายตัวโตก็หันมาจัดการผูกเทกไทด์เมลให้อย่างดี ดูความเรียบร้อยของน้องชายเสร็จก็รีบลงจากรถพร้อมกับส่งกระเช้ารังนกให้เมลถือไว้


“มาเยี่ยมใครเหรอครับ” เมลกวาดตามองรอบๆ ลานจอดรถที่คุ้นเคยดีเพราะเคยตามพี่มอคมารับพี่มัคสมัยที่ยังฝึกงานอยู่ที่นี่


“อือ เดี๋ยวพาไปเจอ” พี่มัคพูดเท่านั้นก่อนจะเดินนำไป เขาจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินตามและพยายามสงบใจเมื่อห้องเลือดอยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่เขาอยู่


เลือดมนุษย์ยังคงมีกลิ่นหอมเย้ายวนเสมอ


“โทษทีพี่ลืมไปเลย” มัคลืมไปสนิทว่าน้องชายของเขาไม่ใช่มนุษย์ การอยู่ในโรงพยาบาลซึ่งมีกลิ่นเลือดอบอวลคงสร้างความลำบากใจให้เมลไม่น้อยเลย แต่เขาหาใครมาเป็นตัวแทนครอบครัวไม่ได้แล้วจริงๆ พี่มอคกับพ่อเพิ่งเดินทางไปต่างประเทศเมื่อวานนี้ กำหนดกลับตั้งอาทิตย์หน้า


“ไม่เป็นไรครับผมทนได้”


“โอเค ทางนี้” มัคเดินไปไม่กี่ก้าวก็หยุดยืนอยู่ที่หน้าประตู อ่านชื่อคนไข้ซ้ำสองรอบก่อนจะเปิดประตูเข้าไป


“สวัสดีครับผอ.” พี่มัคยกมือไหว้ใครบางคน เมลไม่เห็นหน้าของอีกฝ่ายเพราะชายชราผู้นั้นหันหลังให้พวกเขา ทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง


“เอ่อ คุณปู่...” ประโยคต่อมาของพี่ชายทำให้เมลรู้สึกอยู่ผิดที่ผิดทางชั่วขณะ พี่มอคไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าของเขาเพราะกำลังเดินเข้าไปใกล้ชายชราคนนั้นซึ่งกำลังหันกลับมาพอดี


“เรียกถูกสักทีนะเจ้าหลานชายไม่ได้เรื่อง” ชายชราคนนั้นหันมองเมลเพียงแวบเดียวอย่างไม่ใส่ใจ แต่กลับทำให้แวมไพร์หนึ่งเดียวในนั้นรู้สึกชาไปทั้งร่าง


คนคนนี้...


“โถ่คุณปู่อย่างอนสิครับ นี่...ผมพาน้องชายมาหาด้วยล่ะ” มัคกวักมือเรียกร่างโปร่งให้รีบเข้ามาหา เมลจึงยกมือไหว้ชายชรา ก่อนจะวางกระเช้าไว้ที่โต๊ะข้างๆ แล้วยืนเงียบ


“น้องชาย? เจ้ามานพมันแอบไปมีเมียเล็กเมียน้อยตั้งแต่เมื่อไหร่” เรื่องที่ลูกสะใภ้จากไปด้วยโรคร้ายเขายังจำได้ดี ดังนั้นเด็กคนนี้ไม่มีทางเกิดจากสะใภ้ผู้เพียบพร้อมได้


“เอ่อ...”


“แค่ลูกบุญธรรมครับ” เมลเป็นฝ่ายตอบ ก่อนจะได้รับสายตาเคลือบแคลงส่งมา เขาจึงฝืนพูดต่อ “ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันจริงๆ ครับ” เขารู้สึกว่าชายชราไม่ชอบเขา หากทำตัวสนิทสนมเกินควรรังแต่จะทำให้ถูกเกลียดมากยิ่งขึ้น


“หึ ไม่ใช่ลูกแท้ๆ อย่าคิดเทียบ” ชายชราหันไปสนใจหลานชายที่บัดนี้โตเป็นหนุ่มหล่อขวัญใจสาวๆ ในโรงพยาบาล จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่พบกันนั้นหลานชายของเขายังเป็นเด็กอยู่เลย


“คุณปู่หายไปไหนมาตั้งหลายปีครับ พวกเราคิดว่า...” มัคละคำไว้อย่างรู้ความ มองคุณปู่ที่เขาเคารพรักร่างกายซูบผอม


“ปู่ไม่รู้” จู่ๆ อายุก็เพิ่มขึ้น ความทรงจำขาดหายไปหลายส่วน อีกทั้งยังคุ้นหน้าเจ้าเด็กบุญธรรมของลูกชายอีก


“แน่ใจนะว่าเราไม่เคยเจอกัน” ชายชราเอ่ยถามคนที่ยืนหน้าซีดอยู่ข้างๆ ความรู้สึกคุ้นเคยในด้านลบทวีความรุนแรงในหัวใจ แต่ชายชราก็คิดว่าเป็นเพราะเด็กคนนี้เข้ามาเป็นส่วนเกินในครอบครัวหลายชายเท่านั้น


“ไม่ ไม่ครับ” เมลส่ายหน้า เรียกความสงสารจากพี่ชายคนรองที่รีบออกปากปกป้องน้อง


“ไม่หรอกครับคุณปู่ เมลเพิ่งมาอยู่กับเราได้ไม่นาน หลังคุณปู่หายไปตั้งหลายปี”


“งั้นเหรอ” ชายชราแสร้งละความสนใจไป ดวงตาคู่คมยังคงเก็บเรื่องเด็กบุญธรรมคนนี้ไว้สืบหาต้นตอต่อไป ลางสังหรณ์ของเขาไม่เคยผิดพลาด เด็กคนนี้มีบางอย่างที่ปิดบังอยู่


“อ่า คุณปู่ครับ ผมต้องกลับไปทำงานก่อน...” มัคเห็นใบหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของน้องชายก็ต้องรีบหาทางออกจากสถานการณ์นี้ก่อน คุณปู่พยักหน้าพลางกำชับว่าให้มาเยี่ยมท่านบ่อยๆ ส่วนพ่อและพี่ชายนั้นไว้กลับมาแล้วค่อยบอกว่าคุณปู่กลับมาแล้ว


“ไปกันเถอะ” มัคกุมมือเย็นเฉียบของน้องชายไว้แล้วพาออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว


“คุณปู่ท่านเป็นแบบนี้แหละ เมลอย่าถือสาท่านเลยนะ” มัคเป็นห่วงความรู้สึกของเมล แต่ก็อยากให้คุณปู่รับรู้ว่าครอบครัวของเขามีสมาชิกใหม่ที่ทั้งน่ารักและน่าเอ็นดู แม้ตอนนี้คุณปู่จะต่อต้านแต่มัคเชื่อว่าอีกไม่นานคุณปู่จะต้องรักเมลอย่างที่พวกเขารัก


“ไม่หรอกครับ ท่านไม่ชอบผมก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร” เมลรู้ตัวเองดีว่าเป็นเพียงคนนอก จะหวังให้คุณปู่รักและเอ็นดูเขาแบบพี่ชายได้อย่างไร


อีกอย่าง ระหว่างเขากับคุณปู่ก็มีเรื่องซับซ้อนเกินกว่าจะดีกันได้อย่างสนิทใจ


“ไอซ์”


(อืม พายบอกแล้วล่ะ ถ้านายมีธุระก็ไม่เป็นไรหรอก ฉันรอที่หอได้)


“...ช่วยมารับฉันที่นี่ได้ไหม” เมลเอ่ยสวนกลับไปพลางนั่งลงบนเก้าอี้หน้าแผนกจ่ายยา พี่ชายของเขากลับเข้าประจำตำแหน่งด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขเมื่อได้พบคนสำคัญในครอบครัวที่หายตัวไปเนิ่นนาน


คนที่เขาเกือบจะพลั้งมือฆ่าเมื่อคราวที่หลงอยู่ในป่ากับไอซ์เพียงสองคน



...........................


“มันไม่ใช่ความผิดของนาย” ไอซ์เอ่ยขึ้นเมื่อรถติดไฟแดง หันมาหาคนที่นั่งเงียบหลังจากเล่าทุกอย่างให้เขาฟัง


เมลก้มมองมือตัวเอง ถ้าเขาขาดสติเพียงนิดเดียวจะเกิดอะไรขึ้น หากวันหนึ่งเขากลายเป็นแบบที่ลูซว่า กลายเป็นปีศาจร้ายที่ไล่ฆ่าทุกคน...


หมับ


มืออุ่นดึงมือเมลไปกุมไว้ก่อนจะเอ่ยปลอบใจคนเสียขวัญที่ดูท่าจะคิดเตลิดไปไกล


“เขายังอยู่ก็เพราะนายไม่ใช่เหรอ จะมาคิดฟุ้งซ่านทำไมว่าถ้านายฆ่าเขาแล้วจะเป็นยังไง”


“ก็มัน...อดคิดไม่ได้นี่”


“นายควรอยู่กับปัจจุบันมากกว่าอดีตนะเมล ทุกอย่างมันผ่านไปแล้ว เขาจำอะไรไม่ได้และนายเองก็ควรจะลืมมันซะ”


‘ทำได้ง่ายๆ ที่ไหนกันล่ะ’ เมลบ่นในใจ ถ้าเขาร่ายมนตร์ให้ตัวเองลืมได้ก็คงดี


“เฮ้อ” ว่าแล้วก็ถอนหายใจอีกรอบ


“พอเลย ถอนหายใจเดี๋ยวอายุสั้น”


“ไม่ให้ถอนหายใจแล้วจะให้ทำยังไง ก็คนมันเครียดนี่นา” เมลทิ้งตัวพิงเบาะ แม้เรื่องราวที่เกิดขึ้นจะน่าหนักใจ แต่พอได้คุยกับคนที่อยู่ในเหตุการณ์เดียวกันความรู้สึกหนักๆ ก็พอบรรเทาลงบ้าง


“ดูดเลือดฉันสิ”


“ห้ะ” เมลจำได้ว่าเพิ่งบอกไอซ์ไปว่าเขาไม่ควรทำแบบนั้นอีก ทำไมอีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมืออีกแล้วล่ะ “นายจะบ้าเหรอ”


“ไม่บ้า ฉันมาคิดๆ ดูแล้ว นายไม่ได้ทำผิดอะไรสักหน่อย ถ้านายล่าฉันเหมือนพวกแวมไพร์ในนิยายทำกันค่อยน่าจับแยก จะตอกหมุดกลางอกล้างความผิดก็แล้วไป แต่นี่ฉันเต็มใจให้เลือดนาย ผิดตรงไหนกัน”


“...” เมลไม่รู้จะอธิบายคนเต็มใจให้คนนี้อย่างไรดี มันไม่ได้อยู่ที่การให้เลือด แต่เป็นเพราะเลือดของไอซ์พิเศษต่างหาก เมลไม่รู้เลยว่าผลลัพธ์สุดท้ายที่เลือดหวานจะให้เขาคืออะไร พละกำลังหรือชีวิตเจ้าของเลือด


เขาไม่อยากเสี่ยง อยู่แบบนี้ก็ไม่ได้แย่อะไร


“ทำหน้ามุ่ยอีกล่ะ ฉันก็แค่ไม่อยากให้นายเครียด นายไม่อยากกินฉันก็ไม่บังคับแต่ถ้าอยากกินฉันก็พร้อมที่จะให้”


“นายใจดีเกินไปแล้ว ถ้าฉันโลภกินเลือดนายหมดตัวจะทำยังไง”


“ก็ให้ไง”


“นาย...”


“พอๆ ไม่พูดเรื่องนี้แล้วฉันหิว ขอแวะซื้อขนมก่อน” ไอซ์เตรียมจอดเทียบฟุตบาทแต่เมลขัดไว้ก่อน


“ขับไปอีกหน่อยก็ถึงร้านอาหารแล้ว กินข้าวดีกว่านะมีประโยชน์กว่านะ” จะว่าไปช่วงนี้เขารู้สึกว่าไอซ์ผอมลงไปนิดหน่อย คงเพราะโหมอ่านหนังสือก่อนสอบตลอดสัปดาห์ แถมเรื่องอาหารเจ้าตัวก็ขี้เกียจไปหากินเดือดร้อนเมลต้องสวมผ้าปิดจมูกไปซื้อให้บางครั้ง


“เออ ก็จริงแฮะ กินขนมเดี๋ยวนายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ”


“เดี๋ยวๆ ฉันยังไม่ได้พูดสักคำว่าจะกินเลือดนายนะ”


“ก็เตรียมไว้ก่อนไง”


แล้วเมลจะเถียงอะไรได้นอกจากมองตามอีกฝ่ายที่รีบลงไปซื้ออาหารด้วยสีหน้าระรื่นแล้วผุดยิ้มขึ้นที่มุมปาก


แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว




...................................


“เมลจ๋า” แดนยิ้มร่าทันทีที่เห็นหนุ่มในดวงใจ


“ไสหัวไปไกลๆ ” คนพูดไม่ใช่เมล แต่เป็นร่างสูงข้างๆ ที่ชิงแทรกพูดออกมา


“มึงก็เหี้ยมโหดกับกูตลอดเลยนะไอ้เพื่อนเลว” ไอซ์ไม่สนใจเพื่อนซี้แต่หันไปมองคนข้างกายเพื่อนที่มีรังสีไม่ชอบมาพากลกำลังจ้องเมลด้วยสีหน้าที่เขาอ่านไม่ออก


“ไอ้นี่ใคร” ร่างสูงพูดขัดจังหวะ


“รูมเมทกูเอง” แดนตอบ ขณะที่เมลเองก็หันมาเห็นคนข้างๆ แดนพอดี


ดวงตาสองคู่สบกันเงียบๆ ก่อนจะถูกขัดจังหวะอีกครั้งด้วยคนคนเดิม


“มองอะไร” ถึงคราวที่จะใช้หน้าตาตัวเองให้เป็นประโยชน์แล้ว ไอซ์จ้องหน้าพร้อมหาเรื่องอีกฝ่ายที่กำลังจ้องคนตัวขาวข้างกายเขา แต่กลับเป็นเพื่อนซี้ที่สอดตัวเข้ามาขวางพร้อมกับดันอกเขาให้ออกห่างไอ้หน้าหนวดนั่น


“มึงๆ กูขอล่ะ คนนี้มึงอย่ามีเรื่องกับมันเลยนะ” แดนเอ่ยขึ้นอย่างขอร้อง เพราะความซวยมักจะพุ่งมาหาเขาทุกทีที่คนข้างๆ ถูกหาเรื่อง เขาเองก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน


“ขอคุยด้วยได้ไหม” กลับเป็นเมลที่เอ่ยแทรกทะลุกลางปล้อง แถมยังพูดกับคนที่เขาไม่ชอบขี้หน้าด้วย


“จะไปคุยกับมันทำไม”


“แป๊บเดียว เดี๋ยวเล่าให้ฟังนะ” เมลกระซิบเสียงเบาก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปในตัวอาคาร ขณะที่ไอซ์ทำหน้ายิ้มสลับกับหงุดหงิดอย่างกับคนเสียสติ เขาดีใจที่เมลเห็นเขาสำคัญพอที่จะเล่าอะไรก็ตามที่คุยกับไอ้บ้านั่นให้เขาฟัง ขณะเดียวกันก็หงุดหงิดที่สองคนนั้นอยู่ด้วยกันตามลำพัง


“เป็นบ้าอะไรของมึง” แดนกอดอกมองเพื่อนที่ดูท่าจะบ้าอย่างที่เขาพูดจริง


ส่วนไอซ์ก็ได้แต่มองเพื่อนซี้แล้วกลอกตาไปมา ถ้าไม่ใช่เพราะแดนอยู่ตรงนี้ เขาก็คงฟังด้วยได้แน่ๆ


“เพราะมึงเลย! ”


“ห้ะ? อะไรของมึงอีกล่ะ”


แดนได้แต่เกาหัวแกรกๆ อยู่เฉยๆ ก็โดยเพื่อนหงุดหงิด หันไปมองทิศทางที่สองคนนั้นคุยกัน อยู่ๆ ในใจก็คันยุบยิบแปลกๆ ก่อนจะสรุปกับตัวเองด้วยการกอดคอเพื่อนสนิท


“กูเข้าใจมึงนะเพื่อน” ใครที่แอบชอบเมลอยู่ แล้วเห็นเมลอยู่กับชายอื่นเหมือนพวกเขาก็คงรู้สึกแบบเดียวกันละมั้ง




...................................

ขณะที่สองหนุ่มมองภาพบาดตาอยู่ห่างๆ สองหนุ่มที่ตั้งใจจะคุยกันกลับจ้องตากันเงียบๆ จนคนที่ผ่านไปผ่านมานึกว่าทั้งคู่ตกหลุมรักกันเสียแล้ว


‘นายเป็นแวมไพร์เหมือนฉัน’ เมลเอ่ยขึ้นก่อนในความคิด


‘ใช่’


‘นายไม่ได้ทำอะไรแดนใช่ไหม’ สิ่งที่เมลเป็นห่วงคือแวมไพร์ตนนี้อยู่กับแดนทุกวัน ขนาดเขายังห้ามใจไม่ให้แตะต้องเลือดไอซ์ยังยากเลย แล้วอีกฝ่ายล่ะจะห้ามใจได้ไหม แดนล่ะ รู้หรือเปล่าว่าเขาเป็นแวมไพร์


‘คิดอะไรเยอะแยะ เลือดหมอนั่นไม่ได้ดึงดูดฉัน’


‘แล้ว...นายกินอะไรล่ะ’


‘ก็คงเหมือนนาย’ เขาเดินเข้าใกล้เมล ดมกลิ่นบนตัวอีกฝ่ายก่อนจะยิ้มบาง ‘อ่า อย่างนี้นี่เอง เรากินไม่เหมือนกันซะทีเดียว เพราะนายมีกลิ่นของไอ้หมาบ้านั่น’


‘หืม...กลิ่นไอซ์เหรอ’ เมลไม่ถือสาที่อีกฝ่ายว่าไอซ์แบบนั้นพลางดมฟุดฟิดตัวเอง แต่เขาไม่ได้กลิ่นอะไรเลย


‘ใช่ ฟุ้งเต็มตัวเลย นายคงเจอเลือดหวานเข้าแล้วสินะ’


‘นายรู้จักเลือดหวาน! ' เมลตื่นเต้นที่อีกฝ่ายรู้จักเลือดหวาน สิ่งมหัศจรรย์ที่ลูซไม่เคยบอกอะไรนอกจากให้เลิกยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด


‘แน่นอนสิ...แต่แย่หน่อยที่ฉันไม่ได้ครอบครองแบบนาย’


‘หมายความว่ายังไง’


‘ก็หมายความว่า...’


เมลลุ้นไปกับคำพูดของอีกฝ่ายที่อ้าปากจะพูดแต่กลับไม่ยอมเปล่งเสียงออกมา


‘ว่าไงล่ะ’ เมลเร่ง เขาอยากรู้ว่าทำไม่อีกฝ่ายถึงไม่ได้ครอบครองเลือดหวาน เพราะคนคนนั้นไม่ยินยอมหรือเพราะอีกฝ่ายไม่มีความปรารถนาในเลือดเหมือนกับเมล


"หมายความว่า..."


ประโยคสุดท้าย แวมไพร์ตรงหน้าเลือกที่จะเอ่ยกับเมลด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่กลับสั่นคลอนหัวใจเมลอย่างรุนแรง


“...ว่าเขาตายยังไงล่ะ”








Tbc.





................

มาอัพแล้วค่า ขออภัยที่หายตัวไปหลายวัน ช่วงนี้งานชุกจ้า แต่รับรองว่าไม่เท ว่างเมื่อไหร่จะรีบมาต่อน้า อย่าเพิ่งหายกันไปนะคะ   :m15: :katai4:

ออฟไลน์ wanirahot

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 485
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
หมายความว่าเขาตาย แปลว่าอะรายยยยยยยยยยย หือออออ ค้างคา อยากเผือกมาก รอค่ะรอ

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
ตอนที่ 17
ความลับของเลือดหวาน






“ตาย...งั้นเหรอ” น้ำเสียงแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปากบาง อยากทวนถามอีกสักครั้งแต่สมองก็ปฏิเสธไม่อยากรับรู้ความจริงว่าสักวันเลือดหวานของเขาจะมีจุดจบแบบเดียวกัน ถ้าเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นกับไอซ์ เมลคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำตามที่ลูซบอก


ขณะที่สมองแวมไพร์ตัวน้อยกำลังวิ่งวุ่นหาทางออกที่ดีที่สุด คนก่อเรื่องกลับหลุดยิ้มขันออกมา เฝ้ามองปฏิกิริยาของคนตรงหน้าที่ดูจริงจังกับการช่วยเหลือเลือดหวานของตัวเอง


เจ้านี่มันซื่อชะมัด


“นี่...” เขาเอ่ยเรียกสติอีกฝ่ายที่ดูจะตกอยู่ในภวังค์นานเกินไปแล้ว


“อ้ะ มีอะไรเหรอ”


“นายยืนนิ่งมาสิบนาทีแล้ว ขืนนานกว่านี้รากได้งอกออกมาพอดี” ความจริงเขาแค่รำคาญสายตาคมที่จ้องทะลุหลังเขาเท่านั้นแหละ ไหนจะคำนินทาของรูมเมทพูดมากนั่นอีก ถึงจะอยู่ไกลแค่เขาก็ได้ยินนะ


“เอ่อ อืม งั้นเราขอตัวก่อนนะ” เมลรวบรวมสติแล้วก้าวเท้าจากมา แต่ยังไม่พ้นระยะคว้าของร่างสูงที่ฉุดเขากลับไปยืนที่เดิม เมลเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างงงๆ


“ฉันมายด์” เขาแนะนำตัวเอง “และฉันยังพูดเรื่องเลือดหวานไม่จบ”


เมลพยักหน้ารับ เขายินดีที่จะฟังเรื่องนี้อยู่แล้วหากพอจะมีวิธีใดช่วยให้ไอซ์ปลอดภัยเขายินดีที่จะทำทุกอย่าง


“เลือดหวานน่ะ” มายด์ออกเดิน เมื่อสัมผัสได้ว่าสองคนข้างหลังเดินตามมาก็เปลี่ยนจากคำพูดจากปากเป็นส่งผ่านทางความคิด ‘คือเนื้อคู่ของนาย’


“ห้ะ! ” เมลอุทานเสียงดังก่อนจะรีบตะครุบปากแล้วถามทันที ‘นายหมายความว่าไง แวมไพร์มีเนื้อคู่เป็นมนุษย์เหรอ!’


แถมยังเป็นผู้ชายอีก


‘ไม่ใช่สักหน่อย’ มายด์ตัดบท ‘จะเพศไหน สายพันธุ์ใดไม่มีใครกำหนดได้หรอก เลือดหวานมีเพียงหนึ่งเดียว และอยู่ที่แวมไพร์ตนนั้นเลือกว่าจะรับหรือทิ้งไปก็เท่านั้น พวกเราจะไม่มีวันรู้สึกถึงเลือดหวานตราบใดที่เลือดนั้นไม่ไหลออกมา และต้องลิ้มลองเท่านั้นจึงจะค้นพบ


แวมไพร์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจเลือดหวานนักหรอก ออกจะรังเกียจด้วยซ้ำโดยเฉพาะแวมไพร์ที่ผูกสัญญารักกันแล้วหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งค้นพบเลือดหวาน คู่ของตนก็จะรีบหาทางกำจัดทันทีก่อนคนรักของเขาจะเปลี่ยนใจไป’


‘ทำไมต้องทำกับเลือดหวานแบบนั้น เขาไม่ได้ผิดอะไรสักหน่อย’


‘นายอยู่กับเลือดหวานและดื่มเลือดเขามาสักพักแล้วนายรู้สึกยังไงล่ะ’


‘เอ่อ...ก็’ เมลลังเลที่จะพูด ไอซ์ยังไม่เคยได้ยินความรู้สึกของเขา จะให้คนอื่นมารู้ก่อนได้ยังไงกัน


‘รู้สึกดีใช่ไหมล่ะ’ คนตัวขาวสะดุ้ง มายด์กล่าวได้ตรงใจ เขาจึงพยักหน้ารับอย่างช้าๆ


‘เพราะรู้สึกดีนั่นล่ะ แวมไพร์หลายตนจึงเลือกทิ้งคู่ครองแล้วผูกหัวใจไว้กับเลือดหวานทั้งที่เลือดหวานเหล่านั้นไม่ได้แยแสความรู้สึกของเราเลย’ มายด์นิ่งไปนิดแล้วเอ่ยต่อ


‘เขารู้ใช่ไหมว่านายเป็นแวมไพร์’


‘อืม’ เมลพยักหน้ารับน้อยๆ


‘งั้นนายก็โชคดีที่เลือดหวานถูกใจนาย คงได้กลิ่นเขาสินะ ตามติดเราอย่างกับกลัวว่าฉันจะทำอะไรนาย’


‘เขาแค่เป็นห่วงน่ะ เราเดินออกมาไกลจากหอมากแล้ว’ เมลมองรอบข้างที่เริ่มมืดลง


‘งั้นฉันจะรีบเล่าต่อให้จบก็แล้วกัน’


‘อื้ม’


ทั้งคู่ออกเพื่อย้อนกลับไปยังหอพัก เหลือบมองสองคนที่รีบฉุดกระชากกันหลบหลังพุ่มไม้ ดูท่าคงลงทุนทิ้งตัวนอนบนหญ้าไม่ให้เห็นแน่ๆ เมลหลุดยิ้มออกมานิดๆ ก่อนจะตั้งใจฟังเรื่องราวต่อไป


‘เลือดหวานไม่ได้มีความรู้สึกแรงกล้าเหมือนกับเรา เพราะแม้เลือดหวานจะเป็นเนื้อคู่ของเรา แต่เรา...ไม่ใช่เนื้อคู่ของเลือดหวาน


บทสรุปของความรู้สึกนั้นหากไม่ใช่ความเจ็บปวดของแวมไพร์ก็ต้องเป็นความตายของเลือดหวาน แวมไพร์ตนนั้นจะเป็นฝ่ายเลือกว่าจะยอมถอยไปอย่างเจ็บปวด หรือตอบแทนความผิดหวังด้วยความตายของเลือดหวาน’


‘ทำไมต้องเป็นแบบนั้น ไม่มีเรื่องสมหวังระหว่างแวมไพร์กับเลือดหวานเลยเหรอ’ เมลเอ่ยถามเสียงเบา


‘มีสิ’ คนชอบแกล้งแอบยิ้ม มองคนหน้าเศร้าเปลี่ยนแววตาเป็นเปล่งประกายขึ้นมาทันใด เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าแวมไพร์ตนนี้ไปอยู่ที่ไหนมา กระทั่งเลือดหวานก็ยังไม่รู้จักแต่กลับได้ครอบครองเสียแล้ว


‘คู่ของนายไง’


‘คู่...ของฉันเหรอ’


‘ใช่ มันเป็นจริงได้หากเลือดหวานเองก็มีใจให้นาย ไม่ต้องทุกข์ใจ และไม่มีความแค้นจากการไม่ได้ครอบครอง’ สัมผัสพิเศษของเขาไม่เคยผิดพลาด สองคนนี้มีใจที่ผูกพันกัน ยอมรับตัวตนของกันและกันได้ซึ่งหาได้อยากจากรักต่างพันธุ์ที่พอรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นแวมไพร์ก็จะหนีจากไปด้วยความกลัว


‘แล้ว...ฉันดื่มเลือดเขาจะไม่เป็นอะไรเหรอ’ เพราะลูซเคยเตือนไว้ว่าเลือดหวานจะทำให้เขากลายเป็นปีศาจร้ายทำลายทุกคน เมลจึงกลัวที่จะแตะต้องเลือดหวานของไอซ์ตลอดเวลา


‘เลือดหวานไม่เคยให้โทษแก่แวมไพร์ มีแต่จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น ฉันเคยได้ยินมาว่าหากดูดเลือดหวานจนหมดตัวจะได้พลังพิเศษมาหนึ่งอย่าง และนั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความรักระหว่างแวมไพร์กับเลือดหวานไม่มีทางเป็นจริงได้


แวมไพร์ส่วนใหญ่กระหายในอำนาจและมีความสุขกับการช่วงชิงชีวิต แม้จะเป็นการทำลายหัวใจตัวเองแต่หากแลกกับพลังพิเศษก็คุ้มค่าที่จะลอง’


‘เลือดหวานของนายก็ตายด้วยสาเหตุนี้เหรอ’ เมลระแวงอีกฝ่ายขึ้นมาทันที สองขาก้าวขยับห่างเล็กน้อย ต้องเลือดเย็นแค่ไหนกันถึงได้ทำลายหัวใจตัวเองแบบนั้น


‘เธอไม่ได้ตายเพราะฉัน แต่ตายเพราะหมดอายุขัยแล้วต่างหาก’ เขานึกถึงวันวานที่ได้นั่งมองพระอาทิตย์ตกร่วมกับเลือดหวานของเขา ความทรงจำสุดท้ายที่ยังคงฝังลึกอยู่ในใจ


‘โตได้แล้วนะมายด์ ฉันเป็นเลือดหวานให้เธอไม่ได้อีกแล้ว’

‘ฮึก ผมไม่อยากให้คุณตาย ดื่มเลือดผมสิ เลือดผมช่วยให้คุณเป็นอมตะได้นะ!’

‘อย่าเลยเด็กน้อย เวลาของฉันหมดลงแล้ว ฉันไม่อยากทนมองลูกๆ และสามีของฉันตายจากไปทีละคน’

‘อยู่กับผมไง อยู่ด้วยกันตลอดไป’

‘โถ่มายด์ สักวันเธอจะได้เจอเลือดหวานคนใหม่ที่พร้อมจะอยู่กับเธอตลอดไป ไม่ใช่สาวขี้โรคใกล้ตายอย่างฉัน’


เธออุ้มเด็กชายวัยสามขวบซึ่งเกาะติดเธอแจมาหลายเดือนนับตั้งแต่เธอเข้ารักษาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ แล้วสวมกอดเข้าเต็มรักเหมือนกอดลูกชายทั้งสองที่เธอคงไม่มีโอกาสพบหน้าเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยรู้ดีว่าอาการของเธอไม่อาจรอดพ้นคืนนี้


‘ขอบคุณที่อยู่ข้างฉันจนถึงวินาทีสุดท้าย’



ประโยคสุดท้ายที่เขาได้ฟังก่อนเสียงหัวใจเต้นจะค่อยๆ หยุดลง


‘นายไม่ต้องกังวลหรอก การดูดเลือดบางครั้งก็เป็นการแสดงความรักในแบบของเรา แต่อย่าอดกลั้นเก็บไว้ดูดรวดเดียวล่ะ นายจะฆ่าเขาได้’


‘ใครจะไปตะกละแบบนั้นกัน’ เมลเขินหน้าแดง แม้ภาพที่เขาดูดเลือดไอซ์จะผุดขึ้นมาฟ้องอยู่ตลอดว่าเขาน่ะหิวตลอดเวลา


‘ดูแลเขาให้ได้รับสารอาหารเพียงพอเถอะ เขาจะได้อยู่กับนายไปนานๆ อายุขัยของมนุษย์น่ะสั้นมากนะ...’


‘แล้วเราอยู่ได้นานแค่ไหนเหรอ’


‘ถ้านายรู้จักลูเซียส นายจะรู้เองว่านานที่ว่านั้นนานแค่ไหน’


‘อ่า...’ แน่นอนว่าเขารู้จักลูเซียสดีทีเดียว


ร้อยปีเลยเหรอเนี่ย จะได้เจอไอซ์คนที่สองไหมนะ...


ไม่สิ เราจะอยู่กับไอซ์หนึ่งให้นานที่สุด อืม คงต้องชวนไปออกกำลังกายตอนเช้า พาไปกินอาหารให้ครบห้าหมู่ แล้วก็นอนก่อนสี่ทุ่ม อืม...มีอะไรต้องดูแลอีกนะ



“ฮ่าๆ” จู่ๆ มายด์ก็หัวเราะออกมา นอกจากเมลจะแปลกใจแล้ว สองคนที่ชะโงกหน้าอยู่ข้างหลังก็สงสัยเหมือนกัน


‘มีอะไรเหรอ’


‘เปล่าๆ ’ มายด์บอกปัดก่อนจะกลับมาทำหน้าขรึมแบบปกติ ห้ามใจไม่ให้ขำกับความคิดแบบคุณแม่ของเมล ทำแบบนั้นเลือดหวานจะไม่หนีหายไปก่อนรึไงกัน


‘แล้วมีอะไรที่ฉันต้องดูแลเลือดหวานเป็นพิเศษไหม’


‘ไม่ต้องดูแลเป็นพิเศษอะไรหรอก หมาบ้าแบบนั้นดูแลตัวเองได้ดีเกินไปด้วยซ้ำ’


‘ไม่หรอก ไอซ์น่ะชอบฝืนตัวเองอยู่บ่อยๆ ฉันต้องคอยดูแลเขาไม่อย่างนั้นเขาจะป่วยได้’


‘แล้วแต่นายเถอะ’ เขากลอกตาไปมาแล้วเดินเข้าหอพักไป ไม่ได้หยุดรอเหมือนร่างโปร่งที่ยิ้มบางเมื่อคนตัวโตก้าวเข้ามาหา คิ้วขมวดค่อยๆ คลายออกพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก มายด์มองภาพนั้นแล้วได้แต่อวยพรให้ความรักของทั้งคู่ราบรื่น อย่าต้องพรากจากเหมือนความรักของเขา


“คุยอะไรกันตั้งนาน นายบอกจะเล่าให้ฉันฟังไม่ใช่เหรอ” มาถึงก็ทวงถามทันที เมลสัญญาแล้วว่าจะเล่าให้เขาฟัง งั้นเขาขอฟังเดี๋ยวนี้เลย ไม่รู้อีกฝ่ายพูดอะไรเมลของเขาถึงทำหน้าเครียด ตกใจ ยิ้ม เขิน ได้น่ารักแบบนั้นเขาอยากรู้จริงๆ


“อือ อยากรู้เหมือนกัน” เสียงบุคคลที่สามเอ่ยถามนัยน์ตาใสซื่อก่อนจะถูกเพื่อนรักดันหน้าผากออกห่างทันที


“จะไปไหนก็ไปไป๊”


“ไล่กูเหมือนหมาทันทีเลยนะ” แดนกุมหน้าผากแล้วเบะปากใส่เพื่อน


“เออ! ไปเมลขึ้นห้อง” ไอซ์หันไปกระแทกเสียงใส่แดนก่อนจะดึงแขนเมลพากลับห้องพัก เขาต้องรู้ทุกเรื่องวันนี้!


พอเข้าห้องพักไม่ทันได้ถามซ้ำเมลก็วิ่งพรวดเข้าห้องน้ำพร้อมผ้าขนหนูและเสื้อผ้าทันที


“เมล! ห้ามเบี้ยวนะ! ” ตะโกนไล่หลังเสร็จเสียงเรียกเข้าของเมลก็ดังขึ้นทันที เขามองหน้าจอขึ้นชื่อว่าลูเซียสก็ขมวดคิ้วสงสัย จำได้ว่าเมลมีพี่ชายสองคนชื่อมอคค่ากับมัคคิอาโต้ เพื่อนสนิทก็แค่พายกับนที


แล้วไอ้นี่ใคร...


แม้อยากจะกดรับแล้วถามว่าอีกฝ่ายเกี่ยวข้องอะไรกับเมลของเขา แต่ไอซ์ก็มีมารยาทมากพอที่จะไม่ยุ่งกับของส่วนตัวของเมล เขาในตอนนี้เป็นเพียงแค่เพื่อน ไว้ขยับสถานะเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน


สายตาคมกริบจ้องประตูและรอคอยเวลา เมลไม่ใช่คนอาบน้ำนาน หลังฟังเรื่องของเมลแล้วเขาจะรุกถามเรื่องของเราทันที


ว่ามีโอกาสแค่ไหนที่จะเลื่อนจากเพื่อน...ไปเป็นแฟน




..............................





Tbc.






ขออภัยที่มาช้ามากๆ ค่ะ  :hao5:  ขอบคุณ คุณ wanirahot ที่คอมเมนต์ให้กันตลอด :กอด1: :L2: และขอบคุณนักอ่านท่านอื่นๆที่แวะเวียนเข้ามาอ่านน้าาา ช่วงนี้ฝนตก รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ มรสุมเองก็เข้าชีวิตเราเหมือนกัน 5555
เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ  :katai4:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทที่ 18
รสชาติแสนหวาน





อย่างไอซ์คาดไว้ไม่มีผิด เมลไม่ใช่คนอาบน้ำนาน เพียงไม่ถึงยี่สิบนาทีก็เดินตัวหอมออกมาจากห้องน้ำ ดวงตากลมโตเบิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นรูมเมทนั่งจ้องเขาตาไม่กะพริบ


“มะ มองอะไรของนายน่ะ” เขาเลี่ยงเอาผ้าเช็ดตัวไปตาก หยิบผ้าขนหนูสะอาดผืนเล็กเดินกลับมาเช็ดผมต่อบนเตียง


“เล่ามาซะดีๆ เราไม่เคยมีความลับต่อกันนะ”


“ก็...ไม่ใช่ความลับอะไรหรอก” แต่จะให้บอกว่าเราเป็นเนื้อคู่กัน พูดแบบนั้นใครจะไปเชื่อลง


“งั้นก็พูดมา ฉันรอฟังนายอยู่”


คนตัวขาวช่างใจเล็กน้อยก่อนจะเล่าเรื่องที่คุยกับมายด์ให้อีกฝ่ายฟัง คนตัวสูงก็นั่งนิ่งไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ จนเมลรู้สึกว่าบางทีไอซ์คงจะไม่เชื่อในสิ่งที่เขาเล่า อาจจะมองว่าความต้องการของเขาไม่ต่างจากแวมไพร์กระหายเลือดที่หาข้ออ้างเพื่อแย่งชิงเลือดมนุษย์ก็เป็นได้ ส่วนความรักก็เป็นเพียงเรื่องหลอกลวง


กระทั่งตัวเขาเองยังตอบไม่ได้เลยว่าสิ่งที่รู้สึกกับไอซ์คืออะไรกันแน่


เป็นความรัก หรือความหลงใหลต่อเลือดหวานตามสัญชาตญาณเท่านั้น


“งั้นเหรอ” ไอซ์รับคำสั้นๆ เขาครุ่นคิดอยู่กับตัวเอง ไม่ได้สนใจเมลที่ก้มหน้านิ่งบีบมือตัวเองด้วยกังวลว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะจบลงในค่ำคืนนี้


“ดีจัง”


หืม


เมลเงยหน้าขึ้นก่อนร่างสูงจะโถมตัวเข้าโอบกอดเขาแน่นเร่งความอบอุ่นให้แผ่ซ่านไปทั้งใจ แขนขาวโอบกอดตอบเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เขาสัมผัสคือความจริงไม่ใช่ความฝัน


“โชคดีที่ฉันได้เป็นเลือดหวานของนาย”


“...”


“ทีนี้ก็ไม่จำเป็นต้องไปจากฉันแล้ว เลือดหวานของนายคนนี้ก็ไม่คิดจะไปจากนายเช่นกัน”


“ไอซ์...”


“ฉันชอบนาย เราอยู่ด้วยกันแบบนี้ตลอดไปก็ได้นะ”


เมลอึ้งไปนิดก่อนจะหลับตาลงซึมซับความสุขที่จู่โจมกะทันหัน เขาไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งจะรู้สึกแบบนี้ได้ จู่ๆ ภาพอนาคตที่มีเราสองคนก็ฉายวาบเข้ามาในหัว


“ได้เหรอ เราอยู่ด้วยกันแบบนี้ได้เหรอ แบบที่ฉันกินนาย...”


“เฮ้ พูดเรื่องกินน่ะเติมคำว่าเลือดเข้าไปด้วยสิ”


“หืม”


“กินแบบนั้นน่ะ มันต้องเป็นฉันต่างหาก” คนตัวโตเถียงขาดใจโดยที่เมลยังไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร


“ฉันกินนาย ฉันพูดผิดตรงไหน นายกินเลือดฉันไม่ได้สักหน่อย”


“เออๆ ช่างเรื่องกินนั่นเถอะ” อ้อมแขนอุ่นกระชับแน่น “กอดกันแบบนี้สบายใจกว่าเยอะเลย”


‘โครกคราก’


“เอ่อ...” พอพูดถึงเลือดท้องเขาก็ร้องประท้วงขึ้นมาทันที ไอซ์ผละออกเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าอย่างเซ็งๆ


“หิวแล้วล่ะสิ” มือหนาปลดกระดุมเสื้อออกทีละเม็ดอย่างใจเย็นตรงกันข้ามกับแวมไพร์ตรงหน้าที่สะดุ้งสุดตัว


“ละ แล้วนายจะถอดเสื้อทำไมน่ะ”


“ก็ให้เลือดนายไง ของขวัญต้อนรับ ‘คุณแฟน’ ของฉัน”


“ไม่ดีมั้งไอซ์ ฉันหิวมากเลยนะ มันอันตรายเกินไป” เมลไม่ทันฟังว่าอีกฝ่ายต้อนรับอะไร แค่ประโยคแรกมือขาวก็เอื้อมไปติดกระดุมพร้อมกับจงใจหลบเลี่ยงไม่ให้สบเข้ากับแผ่นอกน่ากินนั่น


เอื้อก


แย่ล่ะ เขาเผลอกลืนน้ำลาย กลิ่นไอซ์หอมหวานเกินไป เมลรีบบีบจมูกเตรียมพุ่งไปหาเลือดหมูของเขาที่อยู่ใกล้เพียงระยะเอื้อมมือ ได้กินสักหน่อยคงลดความอยากเลือดหวานลงได้บ้าง


“ไม่มีทางอะ วันนี้ยังไงก็ต้องให้นายกินเลือดฉัน” สำหรับเขาการให้เลือดเมลครั้งแรกของการคบกันเป็นเรื่องสำคัญ เหมือนกับการสาบานด้วยเลือด และเขาก็เต็มใจมากหากได้ให้เลือดของตนแก่อีกฝ่าย


“ไม่เอา” แรงดิ้นมหาศาลจนไอซ์แทบจะรั้งไว้ไม่อยู่ แต่ก็ใช้แรงเฮือกสุดท้ายกระชากเมลกลับลงมาบนเตียง


“แฮ่กๆ” คนหน้าโหดหอบหายใจอย่างหนักหน่วงกักคนตัวขาวไว้อย่างแน่นหนา คาดไม่ถึงว่าหากเมลเอาจริงพละกำลังแทบจะเหนือกว่าเขาด้วยซ้ำ


“ทำไมถึงปฏิเสธกันขนาดนั้น เลือดฉันไม่ทำร้ายนายไม่ใช่เหรอ”


“เอ่อ ฉัน...” เมลอ้ำอึ้งก่อนสายตาคมจะคาดคั้นเอาคำตอบจนต้องเอ่ยปาก “กลัวจะหยุดกินนายไม่ได้น่ะ” เมลหยุดดิ้นแล้วกอดร่างสูงไว้


“มายด์เตือนฉันว่ากินเลือดหวานได้ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ ฉันไม่ได้ยุ่งกับเลือดนายมานานเลยกลัวว่า...จะคลุ้มคลั่งดูดเลือดนายจนหมดตัว”


“งั้นก็เริ่มวันนี้เลย”


“ห้ะ”


“กินเลือดฉันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป วันละนิดวันละหน่อย เดี๋ยวนายก็ชิน”


“มีมนุษย์ที่ไหนเขาเป็นแบบนายบ้างเนี่ย” เมลถอนหายใจอย่างปลงๆ กับท่าทีพร้อมให้เลือดของอีกฝ่าย


“เชื่อฉันสิ แล้วนายจะไม่อยากกลับไปกินเลือดหมูอีกเลย”


“จะผูกขาดเลือดนายคนเดียวหรือไงกัน”


“อื้อ เลือดหวานคนนี้เป็นของนาย” มืออุ่นจับมือขาวแตะที่อกข้างซ้าย “หัวใจนี้ก็เป็นของนาย อยากกินเมื่อไหร่ก็เอาไปได้เลย”


แวมไพร์ตัวน้อยสบตาดวงตาคมคู่นั้น มองหาความลังเล หวาดกลัว หรืออะไรก็ตามที่เมลพอจะใช้เป็นข้ออ้างไม่ให้ยอมสยบแก่ความต้องการ หากแต่ความซื่อตรงที่ฉายผ่านแววตาและรอยยิ้มที่น้อยนักจะแสดงออกก็ทำให้เมลต้องยอมรับ


“หลับตาสิ”


“ฉันเหรอ” ไอซ์ชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง เมื่อคนตัวขาวพยักหน้ารับเขาจึงหลับตาลง


เมลคงอายถ้าเราเห็นเขาดูดเลือดล่ะสิ หึหึ


ดวงตากลมโตมองดวงหน้าเบิกบานของคนตรงหน้า ไล่สายตาจากหน้าผาก คิ้วหนา ดวงตาที่ปิดสนิท มาจนถึงจมูก และริมฝีปากบาง ใบหน้าคนที่ใครๆ ก็หวาดกลัวจะเข้าใกล้ ไม่กล้าเข้ามารู้จักตัวตนของอีกฝ่าย บางครั้งก็เข้าใจผิดคิดว่าถูกจ้องหน้าหาเรื่องทั้งที่เป็นใบหน้าตาปกติของเขา


มือขาวประคองแก้มนุ่มที่คนอื่นคงมองว่าหยาบกระด้าง สัมผัสไออุ่นและลมหายใจที่แผ่ออกมาเบาๆ นึกถึงวันที่ไอซ์ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็นได้ ไม่รังเกียจหรือหนีหายไป ที่จริงเพียงเท่านั้นเขาก็ซาบซึ้งมากแล้ว แต่ชายหนุ่มพร้อมจะมอบเลือดและหัวใจให้แก่เขา เมลยิ่งรู้สึกมากขึ้นจนหัวใจเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง ความรู้สึกอยากครอบครองค่อยๆ ครอบงำเขาทีละส่วน


งับ


ริมฝีปากเย็นเฉียบขบเม้มริมฝีปากล่างของอีกฝ่ายอย่างเชื่องช้า ใช้เขี้ยวเล็กๆ กัดเบาๆ จนเนื้อนุ่มฉีกออกเล็กน้อยพาให้เลือดสีสดไหลริน ลิ้นเล็กตวัดชิมรสหวานด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าจนเจ้าของเลือดสะท้านในอก


ร่างสูงลืมตามองคนตรงหน้าที่หลับตาพริ้มละเลียดปากเขาราวกับเป็นของหวานเมนูโปรดที่ไม่อยากให้หมดเร็วนัก สองมือแกร่งจึงดึงอีกฝ่ายเข้ามาใกล้พร้อมกับบดจูบกลับไปด้วยความรู้สึกยินดี


ให้เลือดด้วยวิธีแบบนี้ เขาอยากให้ทุกมื้ออาหารเลย

.
.
.


“อิ่มแน่เหรอ” บทจูบร้อนรุ่มผ่านพ้นไปกว่าชั่วโมง เจ้าของเลือดแม้ปากบวมฉึ่งยังยิ้มร่าพร้อมสานต่อ ขณะที่แวมไพร์ตัวน้อยซุกใบหน้าเข้ากับแผ่นอกของอีกฝ่าย


“อือ” เขินชะมัดเลย ทำไมเขาต้องเขินเรื่องแบบนี้ด้วยนะ


“ซอกคอพร้อมบริการนะครับ เชิญฝังเขี้ยวได้ตามสะดวก” ร่างสูงเอ่ยพลางปลดกระดุมแล้วกระชากเสื้อออกเล็กน้อยพอให้เห็นลำคอและเส้นเลือดชัดเจน


“ใครเขามีเขี้ยวกัน” จำได้ว่าเขาเคยบอกไอซ์ไปแล้วนะว่าเขี้ยวเขาไม่งอก


“ก็นายไง วันนั้นยังฝังเขี้ยวซะข้อมือฉันช้ำเลย”


“เมื่อไหร่! ” เมลลุกพรวดขึ้นนั่ง นึกทบทวนเท่าไรเขาก็จำไม่ได้ว่าเคยทำแบบนั้น


“วันที่ไปกินเหล้ากับไอ้แดนไง วันนั้นนายขอกินฉันด้วย แต่ไม่ทันได้กินก็หลับไปก่อน”


“ฉันจำไม่ได้เลย” เมลสบตาอีกฝ่ายด้วยแววตารู้สึกผิด เขาจะไม่แตะเหล้าอีกแล้วมันอันตรายเกินไปที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง หากเขาไม่หลับไปก่อนแล้วดูดเลือดไอซ์หมดตัวขึ้นมาจริงๆ เขาคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต


“เฮ้ ฉันไม่เป็นไร สดชื่นเข้าไว้สิ กินเลือดฉันแล้วต้องรู้สึกดีนะรู้ไหม” มืออุ่นขยี้ผมเมลเบาๆ คนตัวขาวจึงช้อนตามองแล้วยิ้มบ้าง นั่นสิ เรื่องมันเกิดไปแล้ว เราแค่ต้องระวังมากขึ้นไม่ให้ไอซ์ต้องเป็นอันตราย


“อือ ฉันรู้สึกดีมากที่ได้ดื่มเลือดนาย”


“ต้องแบบนี้สิ” อ้อมแขนอุ่นโอบกระชับก่อนจะเคลื่อนใบหน้าลงมาพร้อมกับจูบบนริมฝีปากเย็นเบาๆ แล้วผละออก “ฉันคงบอกฝันดีกับนายไม่ได้เพราะนายไม่หลับ แต่ว่า...”


“เจอกันตอนฉันตื่นนะ”


“อื้ม”


“หิวก็กินได้เลยนะ ฉันอนุญาต”


“อื้ม” ปฏิเสธไปนายก็ไม่ฟังฉันอยู่ดี เมลบ่นอุบในใจพลางตบไหล่กล่อมคนตัวสูงที่ดูเหมือนจะตัวเล็กลงในอ้อมแขน ฟังเสียงลมหายใจค่อยๆ ผ่อนลงเป็นจังหวะบ่งบอกว่าอีกฝ่ายกำลังเข้าสู่นิทรา


จนกระทั่งไอซ์หลับสนิทแล้วจริงๆ เมลจึงค่อยๆ ผละออกมา จัดท่าให้ไอซ์นอนหลับสบายที่สุดแล้วห่มผ้าให้ สองขาก้าวลงจากเตียงพร้อมกับหยิบมือถือที่ส่งแสงสว่างวาบตลอดสองชั่วโมงที่เมลกล่อมร่างสูง


หนึ่งร้อยยี่สิบสายจากลูซ


เขาเปิดประตูออกไปยืนริมระเบียงแล้วกดโทรกลับไปหาลูซ หลังสัญญาณดังเพียงครั้งเดียวปลายสายก็เอ่ยถามทันที


(ทำไมเธอไม่รับสายฉัน) เสียงนั้นไม่มั่นคงเท่าที่ควร ดูท่าลูซจะดื่มไม่น้อยเลยทีเดียว


“ผมไม่สะดวกรับน่ะ” เมลหันกลับไปมองบนเตียงของตัวเองที่ไอซ์นอนขดอยู่ “คุณมีอะไรเหรอ”


(มาหาฉัน)


“ผมไปไม่ได้”


(สำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ)


"อือ สำคัญมากเลย" ว่าแล้วก็หันกลับไปมองไอซ์อีกครั้ง แววตาอ่อนโยนฉายชัดในดวงตาชวนให้น้ำเสียงอ่อนลงจนคนฟังรู้สึกได้


(เมล! ตั้งสติซะ เลือดหวานนั่นจะทำลายเธอ ออกห่างจากมันซะถ้าไม่อยากกลายเป็นปีศาจร้ายฆ่าคนตาย)


“ลูซ...” เมลถอนหายใจ “คุณโกหกทำไม”


(! ) ปลายสายชะงัก สร่างเมาแทบทันที


“ผมรู้ความลับของเลือดหวานหมดแล้ว แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณต้องโกหกผม”


(ใครบอกเธอ)


“จะใครก็ไม่สำคัญหรอกครับ แต่บอกผมหน่อยได้ไหม ทำไมถึงตัดสินให้เลือดหวานเป็นอันตรายขนาดนั้น คุณอยู่มานานกว่าผมคงรู้เรื่องนี้มากกว่า...” เมลเงียบไปนิด ก่อนจะตัดสินใจถามเรื่องที่ค้างคาใจ “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับคุณหรือครับ”






..................


(ปิดบังเธอไม่ได้สินะ) ลูเซียสไม่รู้ว่าเป็นเรื่องน่ายินดีหรือไม่ที่เมลดูออกว่าเกิดบางอย่างขึ้นกับเขา


บางอย่างที่เขาอยากให้อดีตฝังกลบทับไป


‘นายครับ’ ชาร์ปเอ่ยเรียกพร้อมกับโน้ตบุ๊กที่เต็มไปด้วยภาพครอบครัวหนึ่งถูกจับมัดไว้ ใบหน้าตื่นกลัวของแต่ละคนทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมากจริงๆ


“ถ้าเธออยากรู้เรื่องทุกอย่างก็มาหาฉัน ฉันจะเล่าทุกเรื่องให้ฟังไม่ปิดบังเลย”


(ผมจะไปแน่นอน แต่...)


“แต่อะไร” ลูเซียสโบกมือไล่ลูกน้องคนสนิทก่อนจะลุกขึ้นเดินไปทางระเบียงห้องเช่าเล็กๆ ที่ซื้อไว้ในราคาถูก หยิบกล้องส่องทางไกลมาส่องดูว่าคนปลายสายลังเลอะไรจึงมาพบเขาทันทีไม่ได้


(ผมอยากให้ ‘เขา’ ไปกับผมด้วย)


กล้องส่องทางไกลราคาแพงแหลกละเอียดคามือหนา ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นผ่านกล้องคือรอยยิ้มของเมลที่หันมองกลับไปข้างใน


เขาเคยมีความสุขที่เห็นเมลยิ้มแต่ตอนนี้เขาเจ็บปวดใจเพียงเพราะเมลยิ้มให้คนอื่น


ลูเซียสยอมตกลงในสิ่งที่เมลต้องการแล้วกดวางสาย ไม่ถึงสองนาทีลูกน้องคนสนิทก็ก้าวเข้ามาในห้องอย่างรู้ใจ


“จัดการตามแผน” เขาสั่งลูกน้องพลางเหลือบมองภาพตัวประกันที่จะใช้วัดใจใครบางคนในวันพรุ่งนี้


และมิคาเอลจะได้รู้สักทีว่าคนที่รักเขามีเพียงลูเซียสคนเดียวเท่านั้น








Tbc.





...................

มาต่อแล้วจ้า ลูเซียสมีแผนอะไร ติดตามต่อในตอนหน้าจ้า
เม้นให้เราหน่อยน้า  :hao5:  :mew6:


ออฟไลน์ พันวา

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 126
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +191/-5
มาเม้นให้กำลังใจคนเขียน   

ถามก่อนดราม่าหรือเปล่าเรากลัวม่า :hao5: :hao5: :hao5: :hao5: :hao5:

เนื้อหาดีภาษาสวยนะ เราชอบ รออ่านตอนต่อไปเลย สู้ๆน๊า o13 o13 o13 o13 o13

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Reddy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 1
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เป็นนิยายที่ดี่มากเลยค่ะ จนเราต้องสมัครเพื่อมาเม้นเป็นคนอ่านเงานิสัยไม่ดีมานาน เราลุ้นตลอดเลยค่ะว่ามันจะเป็นยังไงอะไรแบบไหน ชอบมากนะคะ :กอด1:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทที่ 19
ในกองเพลิง






“อ้าว ตื่นแล้วเหรอ” เมลก้าวเข้ามาในห้องก็เห็นไอซ์ยืนแต่งตัวอยู่หน้ากระจก ทั้งที่เวลานี้ยังเช้าเกินกว่าที่อีกฝ่ายจะตื่นขึ้นมา ไอซ์หันกลับมายิ้มให้เมลนิดๆ ก่อนจะยื่นกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งให้เมล


“เมื่อเช้ามีคนฝากมาให้นาย”


เมลก้มมองข้อความบนกระดาษ


‘เจอกันที่เดิม...ลูซ’


“! ” คนตัวขาวรีบเงยหน้ามองร่างสูง กวาดตามองไปทั่วแต่ไม่เห็นความผิดปกติอะไร กระทั่งไอซ์เลิกคิ้วเชิงถาม เมลจึงส่ายหน้าไปมา


ลูซคงไม่ทำอะไรกับไอซ์หรอกมั้ง


“เขาบอกให้ฉันไปด้วย” ไอซ์ก้มหน้านิดๆ พลางติดกระดุมเม็ดสุดท้าย “นายอยากให้ฉันไปด้วยไหม”


“ไปสิ! ” เมลรีบบอกเขา มือคว้าแขนอีกฝ่ายไว้ด้วยกลัวจะเข้าใจผิดว่าเขาไม่อยากให้ไปด้วยกัน “ฉันบอกเขาแล้วว่าจะพานายไปด้วย”


“อืม งั้นก็ไปอาบน้ำได้แล้ว” ไอซ์ดันหลังเมลไปทางห้องน้ำ มองอีกฝ่ายที่เหลียวกลับมาหาด้วยแววตากังวลก็ส่งยิ้มให้ รอจนกว่าเมลจะสบายใจแล้วปิดประตูลง เขาก็ถอนหายใจหนักๆ ออกมา


แม่งเอ๊ย! ไอ้ลูเซียสนั่น!

.
.
.
.


ครึ่งชั่วโมงก่อน



ก๊อกๆ


เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะการนอนของเขา เสียงสองเคาะแรกไม่เท่าไหร่ แต่สองเคาะต่อมาเสียงดังจนเข้าสะดุ้งตื่น เกาหัวยุ่งๆ ของตัวเองด้วยความรำคาญใจ ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญละก็เข้าจะตั้นหน้าไอ้คนเคาะประตูให้หงายท้องไปเลย


“...มาหาใครครับ” บุคคลไม่คุ้นหน้ายืนนิ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะค้อมตัวนิดๆ แล้วกล่าวทักทายเขา


“สวัสดีครับคุณไอซ์ ผมชาร์ปเป็นข้ารับใช้ของท่านลูเซียส เป็นเกียรติที่ได้มาเชิญท่านด้วยตัวเอง”


ไอ้คำอลังการนี่มันอะไรกัน ไอซ์ยืนกอดอกพลางนึกถึงชื่อที่คุ้นเหมือนเพิ่งเคยผ่านตาไป ก่อนความทรงจำล่าสุดจะแวบเข้ามา ‘ลูเซียส’ คนที่โทรเข้ามาหาเมลนี่เอง แล้วหมอนั่นมีธุระอะไรกับเขา


“ท่านลูเซียสให้มาเชิญท่านกับคุณเมลไปพบวันนี้ครับ ท่านบอกว่ามีเรื่อง ‘สำคัญ’ จะพูดกับคุณทั้งสอง”


“เรื่องอะไร”


“อย่างที่เราก็ทราบกันดีว่าคุณเมลไม่เหมือนคนอื่น” ดวงตาสีดำเปลี่ยนกลับเป็นแดงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาเป็นสีดำดังเดิม ชาร์ปแย้มยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาตื่นกลัวของคนตรงหน้า แม้จะซ่อนได้เร็วแค่ไหนแต่มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์


“เช่นเดียวกับความจริงที่ว่า...ครอบครัวของคุณเป็นอะไร”


“นาย...รู้อะไร” ไอซ์ลอบมองอีกฝ่ายด้วยความเคลือบแคลง จริงอยู่ว่าเรื่องครอบครัวของเขาไม่ใช่ความลับอะไร แต่เจตนาของอีกฝ่ายต่างหากที่จะใช้เรื่องนี้ทำอะไร


“ผมคิดว่าเรื่องความสัมพันธ์ของคุณกับคุณเมล ไม่ควรให้รู้ถึงหูพ่อของคุณนะ”


“ต้องการอะไร” ไอซ์กอดอกเครียดๆ ปรายตามองอีกฝ่ายอย่างมาดร้าย ทั้งที่หากสู้กันจริงๆ ตัวเขาต่างหากที่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ


คนตรงหน้าไม่ตอบไอซ์ แต่ยื่นรูปถ่ายและกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งให้เขา


“ไปหาท่านลูเซียสพร้อมกับคุณเมล ไม่ว่าท่านจะพูดอะไรคุณต้องเล่นไปตามนั้น ถ้าตุกติกทุกคนที่อยู่ในรูปจะไม่เหลือเลือดแม้แต่หยดเดียว”


“มึง! ” ไอซ์ถลาเข้าไปกระชากคอเสื้อของชาร์ป แต่นอกจากเขาจะไม่หลบแล้วยังส่งยิ้มบางมาให้


“คุณมีเวลาตัดสินใจ 25 นาที จะเลือกทางไหนก็แล้วแต่คุณ” ชาร์ปดึงมือของไอซ์ออกโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า หน้าที่ของเขาจบลงแล้ว เหลือเพียงไอซ์ที่ต้องตัดสินใจ เขาโค้งศีรษะให้คนตรงหน้าก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป


“โถ่โว้ย! ”


ไอซ์ก้มมองภาพถ่ายในมือทั้งที่จะไม่แยแสก็ได้ แต่เขาก็ทำไม่ลงจริงๆ




....................


“เขานัดนายที่นี่เหรอ” ไอซ์เหล่มองคฤหาสน์หลังใหญ่ที่มีกลิ่นอายโบราณ รายล้อมด้วยป่าไม้หนาตา ก่อนความเย็นเหยียบจะคืบคลานเข้ามาพาให้แขนขาของเขาสั่นไปหมด ไอซ์เห็นใครบางคนก้าวออกมาจากมุมมืด ผมสีดำขลับและดวงตาสีรัตติกาลสะกดให้ลุ่มหลงและมัวเมาในเสน่ห์ไร้กาลเวลานั้น


หมับ


สัมผัสเย็นวาบฉุดเขาให้รู้สึกตัว มือขาวกุมมือเขาไว้แน่นก่อนจะส่งยิ้มแหยๆ ให้เขา แน่สิ เมลรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอะไร ไม่ว่าใครก็ตกหลุมเสน่ห์ของลูซอย่างไม่อาจต้านทาน แต่เขาไม่ยอมหรอก ไอซ์เป็นของเขา เขาไม่ยอมให้ลูซแย่งไปเด็ดขาด


“ลูซ เลิกมองเขาได้แล้ว” เมลกระชับมือไอซ์แล้วเดินเข้าไปหาลูซที่ส่งยิ้มมาให้ ไม่ทันได้ทักทาย แวมไพร์อาวุโสก็ดึงเมลเข้าไปกอดจนมือคู่นั้นหลุดออกจากกัน ลูซพึงพอใจ เมื่อผละออกจากเมลก็โอบไหล่คนตัวบางพาเข้าคฤหาสน์ไปทันที


“ฉันไม่เคยมองใครนอกจากนายสักหน่อย” ลูซเอ่ย ปรายตามองคนข้างหลังที่กำหมัดแน่น “เชิญครับ คฤหาสน์ของเราไม่ได้ต้อนรับมนุษย์มานานเหลือเกิน”


แม้น้ำเสียงจะเป็นมิตรแค่ไหน แต่แววตาเย็นเหยียบก็ไม่อาจปิดบังได้ว่าอีกฝ่ายเกลียดชังเขามากเพียงใด จู่ๆ ขาของเขาก็ก้าวไม่ออก ความรู้สึกอยากวิ่งหนีไปให้ไกลๆ เรียกร้องเขาอย่างแรงกล้า แต่ไอซ์กลับทำไมไม่ได้ ตัวเขาสั่นเทิ้มไปทั้งตัว กลัวจนกระทั่งใบหน้าหวานใสหันกลับมา


เมลผละออกจากลูซเซียสแล้วรีบเดินเข้าไปหาไอซ์ เมื่อดวงตาสองคู่สบกัน ความกลัวทั้งหมดก็พลันสลายไป


“นายโอเคไหม ถ้านายไม่ไหวเราจะกลับกันเดี๋ยวนี้เลย” เมลเห็นท่าทางของไอซ์ก็อดเป็นห่วงไม่ได้


“ฉันไหว ให้ฉันอยู่กับนายเถอะ” เขากุมมือขาวไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็จะอยู่กับเมล ต่อให้คนคนนั้นจะพยายามทำให้เขากลัวมากแค่ไหน เขาก็จะไม่ปล่อยมือจากเมล


“อืม”


ลูเซียสหันหลังเดินเข้าไปในตัวบ้านด้วยความรู้สึกหงุดหงิดใจ เขามองภาพหญิงสาวบนกรอบรูปใหญ่ที่เฝ้าคิดถึงเสมอมาก่อนจะคลายมนตร์บังตาเผยให้คนที่เดินตามหลังมาชะงักงันเมื่อเห็นภาพนั้น


“เธอ...เป็นใคร”


ใบหหน้าซีดขาวจ้องมองภาพนั้นไม่ยอมละสายตา หญิงสาวคนนั้นมีเส้นผมสีทองยาวไล้กรอบหน้า ทอดมองมาด้วยสายตาอ่อนโยน ดวงตาสีแดงก่ำหยีเล็กพร้อมรอยยิ้มกว้างที่หยุดหัวใจคนมองให้ตกหลุมรักอย่างง่ายดาย


ใบหน้าที่เหมือนเมลราวกับแกะ...


“แมรี่...” ลูเซียสเอ่ยเท่านั้นก่อนจะก้าวเดินต่อ ผนังที่เคยว่างเปล่าทุกครั้งที่เมลมาเยือนค่อยๆ ถูกเติมเต็มด้วยรูปของหญิงสาวคนเดิมในทุกอริยบถ ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งแต่งงาน...


“นั่นรูปคุณ...กับเธอ” เมลที่ก้าวเดินตามหลังลูเซียส ดวงตาเต็มไปด้วยด้วยความสับสน ภาพทั้งหมดนี้คืออะไรกัน


ไอซ์นิ่วหน้า แรงบีบมือนั้นแทบจะบดขยี้มือของเขาโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลย


“มือของเขาจะหักได้นะเมล” ลูเซียสปรายตามองมือคู่นั้นด้วยแววตาเข้มขึ้น เขาไม่เคยปรารถนาให้เมลจับมือใครนอกจากตัวเอง


“อ้ะ! ฉันขอโทษ” เมลรีบคลายมือแต่ไม่ยอมปล่อยแล้วจะก้าวเข้าหาลูเซียสเพื่อถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น


“อธิบายเรื่องทั้งหมดให้ผมฟังที...มันหมายความว่าไง ผม...กับคุณ” เราเป็นอะไรกัน เมลไม่กล้าเอ่ยถาม เพราะถ้าสิ่งที่เมลคิดเป็นเรื่องจริง แล้วทำไมลูซไม่บอกความจริงแต่แรก


“ฉันจะเล่าสิ่งที่นายอยากรู้ให้ฟังทั้งหมด นั่งสิ เรื่องนี้มันเกี่ยวกับคนที่อยู่ข้างกายนายด้วยนะ”


“เกี่ยวอะไรกับไอซ์” เมลหันมองคนข้างตัวที่มีสีหน้าขรึมลง ไอซ์จ้องเขม็งไปยังลูเซียสเพราะไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายจะกุเรื่องอะไรขึ้นมาให้เขาตามน้ำกันแน่


“ไม่ต้องมองฉันในแง่ร้ายขนาดนั้น” ลูเซียสยกน้ำขึ้นจิบ “ทุกเรื่องเป็นเรื่องจริงที่นายเองก็รู้”


เมลมองทั้งคู่สลับกันอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ส่งสายตาให้ลูเซียสรีบเล่าความจริงมาเดี๋ยวนี้


“นานเหลือเกินที่ฉันได้รู้จักแมรี่...”


ลูเซียสได้พบแมรี่ตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก แมรี่เป็นเลือดหวานเพียงหนึ่งเดียวของลูเซียส และเขาก็มอบหัวใจให้เธอเพียงคนเดียว อีกเพียงไม่ถึงสัปดาห์ทั้งคู่จะได้แต่งงานกัน ทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว


แต่เพียงสามวันก่อนถึงวันงาน ลูเซียสจำเป็นต้องเดินทางไปลงนามยุติสงครามระหว่างมนุษย์และแวมไพร์ ในที่สุดเขาก็สามารถทำให้ทั้งสองโลกอยู่ร่วมกันได้ตามที่แมรี่ปรารถนา เธอเป็นคุณครูที่รักเด็กมนุษย์มากเหลือเกิน และเธอก็ฝันไว้ว่าวันหนึ่งลูกๆ ของเธอจะอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้อย่างปกติสุข


แต่แล้ววันหนึ่ง ขณะที่แมรี่ออกไปซื้อของ ระหว่างทางมีชายคนหนึ่งกำลังวิ่งหนีแก๊งอันธพาลถูกยิ่งเข้า เลือดจึงพุ่งเข้าใส่หน้าเธอพร้อมกับตัวชายคนนั้นที่ล้มลงในอ้อมแขนของเธอ รสชาติหวานที่เธอไม่เคยสัมผัสทำให้สัญชาตญาณดิบของเธอเผยออกมา จึงเพ่งจิตไล่ชายเหล่านั้นภายในพริบตา ก่อนจะพาเลือดหวานที่สลบไสลไปส่งโรงพยาบาล


ลูเซียสโทรหาเธอตลอดทั้งวันแต่เธอไม่รับสาย ก่อนจะเห็นเธอเดินเข้ามาในบ้านด้วยเนื้อตัวเปรอะเปื้อนเลือดสีสด แต่แววตากลับสดใสเหมือนค้นพบอะไรบางอย่างที่ตามหามานาน ตอนนั้นลูเซียสไม่เชื่อในสัญชาตญาณตัวเองแต่กลับห่วงความปลอดภัยของแมรี่มากกว่า เธอบอกว่าแค่ช่วยห้ามเลือดมนุษย์ไว้และพาเขาส่งโรงพยาบาล ซึ่งภายหลังที่ลูเซียสให้ลูกน้องไปสืบก็ได้ความตามนั้นเขาจึงไม่ติดใจสงสัยอะไร


จนกระทั่งวันที่พวกเขามายังโบสถ์ สถานที่ที่ตรงข้ามกับแวมไพร์อย่างพวกเขาเพื่อซักซ้อมพิธีการ แมรี่ก็ได้พบเลือดหวานของเธอทำหน้าที่เป็นบาทหลวง ณ ที่แห่งนั้น ใจของเธอมีความปรารถนามากขึ้นเรื่อยๆ จนแม้แต่ลูเซียสก็ยังรู้สึกได้ เขาจึงหันไปมองยังชายที่ยืนยิ้มอยู่หน้าแท่นพิธี โดยไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นอะไร


“ยินดีกับการแต่งงานด้วยนะครับ คุณลูเซียส คุณแมรี่” ดวงตากลมโตคู่นั้นสดใส ใครเห็นก็อดยิ้มตามไม่ได้ เขาคอยช่วยเหลือให้ทั้งคู่ซักซ้อมตามลำดับขั้นตอน จนกระทั่งถึงเวลาที่แมรี่ก้าวเข้ามาในโบสถ์ด้วยรอยยิ้ม แต่ขณะนั้นสายตาของเธอกลับไม่ได้มองที่ลูเซียสเลย


และนั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ลูเซียสรับรู้ถึงอันตราย แต่ก็ช้าเกินไป แมรี่จะหายตัวไปในวันแต่งงาน


“เกิดอะไรขึ้นกับเธอครับ เธอหายตัวไปได้ยังไง”


“ความรู้สึกที่มีต่อเลือดหวานมันลึกล้ำยิ่งกว่าอะไร ฉันรู้สึกอย่างไรต่อแมรี่ แมรี่ก็รู้สึกแบบเดียวกันกับบาทหลวงคนนั้น” ลูเซียสปรายตามองไอซ์อย่างเย็นชาแล้วเล่าต่อ


แมรี่ตกหลุมรักบทหลวงคนนั้น และเธอก็ใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้เขารักเธอแม้จะเป็นเพียงเวทมนตร์ก็ตาม เธอและเขาจึงเดินทางหนีไปโดยทิ้งไว้เพียงจดหมายฉบับเดียว เธอขอโทษที่ไม่อาจแต่งานกับเขาได้ เธอได้รู้แล้วว่าการตกหลุมรักเลือดหวานเป็นอย่างไร เธอหวังให้ลูเซียสเข้าใจความรักของเธอ เขาจึงทำได้เพียงเจ็บปวดอยู่คนเดียวในคฤหาสน์ว่างเปล่า


“ฉันไม่เคยคิดตามล่าแมรี่กับบาทหลวงคนนั้น แต่ฉันเป็นห่วงแมรี่จึงได้ส่งชาร์ปไปตามหาเธอ เฝ้าดูความเป็นไปของแมรี่และหวังว่าเธอจะอยู่ดีมีสุข”


“แต่เวทมนตร์ ต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนก็มีวันเสื่อม”


แมรี่ลุ่มหลงในเลือดหวานของบาทหลวงคนนั้น เธอดื่มเลือดของเขามากขึ้นและนานขึ้นทุกวัน จนกระทั่งบางอย่างไม่อาจบังคับด้วยเวทมนตร์ได้อีก ความรักที่บาทหลวงมีต่อเธอก็ค่อยๆ จางลง จนกระทั่งกลางดึกคืนหนึ่งเขาได้ตื่นขึ้นขณะที่เธอดื่มเลือดเขา เขาตกใจกลัวและหนีออกไปจากบ้านหลังนั้น


แมรี่ออกตามหาเขาทั้งที่อุ้มท้องเด็กคนหนึ่ง เธอดื่มเลือดจากสัตว์ป่าและออกตามหาเขาทุกวัน แต่ในช่วงเดือนสุดท้ายในที่สุดเธอก็ยอมกลับบ้านและเฝ้ารอการกำเนิดของเด็กน้อยอย่างสงบ โดยมีลูเซียสเดินทางมาหาบ้างในบางครั้งและชักชวนเธอให้กลับไปอยู่ด้วยกัน เขาพร้อมจะรับเด็กคนนี้เป็นลูกแต่แมรี่ปฏิเสธ เธอยังคงเฝ้ารอบาทหลวงคนนั้นและเลี้ยงลูกด้วยตัวคนเดียวเสมอมา


ลูเซียสไม่ได้กลับไปหาเธออีก ทั้งยังสั่งให้คนที่เฝ้าอยู่ถอยกลับออกมาตามความต้องการของแมรี่ แต่คาดไม่ถึงเลยว่าเพียงไม่นานหลังจากนั้นแม่รี่จะตายในกองเพลิง


“ฉันคิดว่าเธอตายไปพร้อมกับแมรี่” ลูเซียสลูบใบหน้าเมลด้วยความรักใคร่ ความเจ็บปวดในวันนั้นยังคงฝังลึกอยู่ในใจเขา ทุกสิ่งเหลือเพียงเถ้าถ่านจนเขาคิดว่าแมรี่และมิคาเอลตัวน้อยได้จากไปแล้ว


“จนกระทั่งฉันสืบเจอบางอย่าง” ลูเซียสหรี่ตามองไอซ์ที่นั่งอยู่ข้างกายเมล สีหน้าของอีกฝ่ายซีดเซียวด้วยความกลัวว่าความลับบางอย่างจะถูกเปิดเผย


“บาทหลวงคนนั้นร่วมมือกับบาทหลวงอีกหนึ่งคนและฮันเตอร์อีกหนึ่ง ฉันคิดว่านายรู้จักบาทหลวงคนนั้นดีทีเดียว...”


เมลหันมองตามสายตาของลูเซียส คนข้างกายหลบสายตาพลางปะติดปะต่อเรื่องได้หมดทุกอย่าง


เขาคิดว่าตัวเองเป็นโรคนอนละเมอตั้งแต่เด็ก ทุกคืนเขาจะได้ยินเสียงกรีดร้อง ลืมตาขึ้นทีไรก็จะหยุดยืนที่หน้าต่างทุกที เวลาผ่านไปจนกระทั่งสามขวบ เขาก็ยังคงตื่นมาพร้อมกับการยืนมองห้องเก็บของด้านหลังที่มีเสียงตะกุยแผ่วเบาก่อนจะกลับไปนอนต่อ พ่อบอกเขาว่าในนั้นมีสัตว์ร้ายและไม่อนุญาตให้เขาเข้าไปเด็ดขาด


จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาเดินละเมอมาหยุดอยู่ที่เดิม แต่คราวนี้ต่างออกไป เขาได้ยินเสียงเรียก


‘ช่วยฉันด้วย ช่วยด้วย! ยะ...อย่าฆ่าผม’ เสียงนั้นดังอยู่ในหัวจนเขาตื่น เมื่อลืมตาก็เห็นไฟกำลังโหมไหม้ห้องเก็บของหลังนั้น โดยมีพ่อของเขา เพื่อนสนิทของพ่อ และคุณลุงคนหนึ่ง ยืนมองด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะพากันหันหลังเดินกลับไป


ไอซ์ไม่รู้ว่าทำไมถึงคิดว่าเสียงที่อยู่ในหัวนั้นดังมาจากในบ้าน เขาจึงแอบลงมาจากห้อง เงี่ยหูฟังเสียงผู้ใหญ่ที่คุยกันอยู่ในครัว


‘จบสิ้นปัญหากันเสียที คุณได้ข้อมูลที่ต้องการแล้วใช่ไหมครับ’ เพื่อนของพ่อเอ่ยถามคุณลุง


‘ขอบใจพวกเธอมาก ฉันตามล่าพวกมันมานานแต่ก็พลั้งมือฆ่าไปทุกที กว่าจะรวบรวมวิธีหาประโยชน์จากมันได้ไม่ใช่ง่ายๆ เลย’


‘แล้วทำไมถึงไม่เก็บไว้ศึกษาอีกละครับ ผมพร้อมจะสละบ้านเพื่ออุทิศให้กับงานวิจัยของอาจารย์อยู่แล้ว’


‘อย่าเลย ครั้งนั้นนายก็สูญเสียมากเกินพอแล้ว’ คุณลุงเอ่ยด้วยใบหน้ารู้สึกผิด เพื่อนของพ่อก็ตบบ่าพ่อเบาๆ


‘ผมอยากให้พวกมันตายไปจากโลก’


‘เราทุกคนก็เหมือนกัน’


พวกเขาหันหลังให้กับประตูครัว ไอซ์จึงได้โอกาสวิ่งไปยังบ้านเล็กๆ หลังนั้น


เขาฉีดสายยางที่อยู่ใกล้เพื่อหวังดับไฟ พลางฟังเสียงในความคิดที่ค่อยๆ แผ่วลง ‘ช่วยด้วย...’


‘ฉันกำลังช่วย อดทนไว้นะ’ ไอซ์ไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ในกองเพลิงคืออะไร แต่เขาอยากช่วยมันออกมาให้ได้


‘อือ’


ช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีที่ไฟด้านหนึ่งมอดลง แรงผลักก็พุ่งออกมาจากด้านในจนเศษไม้บาดแก้มเขา ไอซ์ปาดเลือดบนในหน้าก่อนจะเห็นร่างผอมแห้งเนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลก้าวเข้ามาหาเขาด้วยเท้าเปลือยเปล่า ก่อนจะจับหน้าเขาแล้วอ้าปากแลบลิ้นเลียเลือดบนแก้มเขาจนสะอาดหมดจด ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายแบบแปลกๆ


‘ขอบคุณ’


‘เฮ้ย! อย่ายุ่งกับลูกของฉันนะ’ เสียงโหวกเหวกดังขึ้นที่ด้านหนึ่ง ก่อนร่างผอมนั้นจะพุ่งตัวผ่านเขาเข้าไปในป่า


‘ฉันจะล่ามันเอง’ แล้วคุณลุงก็สวมหมวกพลางวิ่งเข้าไปในป่าแห่งนั้น


‘พ่อบอกแล้วไงว่าอย่ามาที่นี่!’ เสียงตวาดทำให้เด็กน้อยเบะปากร้องไห้ แขนเล็กถูกพ่อลากเข้าไปในบ้านก่อนจะส่งตัวให้คนรับใช้มารับตัวไป


“ว่าไง นายรู้จักคนพวกนั้นไหม โดยเฉพาะบาทหลวงที่มาช่วยกำจัดแมรี่คนนั้นน่ะ” ลูเซียสเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่คอยสังเกตท่าทางนั้นเป็นอย่างดี ไอซ์สบตาแวมไพร์ที่เบือนสายตาไปยังภาพถ่ายที่ลูกน้องคนสนิทชูภาพขึ้นขู่ก่อนจะรีบเก็บกลับเมื่อเมลหันมองตาม


แรงกดดันนั้นทำให้ไอซ์ต้องยอมรับความจริง


“อืม...ฉันรู้จัก”


“! ” ดวงตากลมโตเบิกกว้าง หันกลับมาหาไอซ์อย่างไม่เข้าใจ


ใบหน้าของคนตัวขาวซ้อนทับกับเด็กคนนั้นในอดีต และไอซ์ละอายเกินกว่าจะสบตา พ่อของเขาทำเกินไปมากจริงๆ ทำกับเด็กบริสุทธิ์อย่างเมลได้ยังไงกัน


“เขาเป็นใครเหรอ นายรู้จักเขาได้ยังไง” ลูเซียสพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ ยกน้ำขึ้นจิบพลางเหลือบมองเขาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก


“เขาเป็น...” ร่างสูงสบตาเมลด้วยแววตาขอโทษ


“เป็น...พ่อของฉันเอง”



.......................

เฉลยปมแล้วค่ะ ยะ...อย่าเพิ่งตีเราน้าที่ตัดจบก่อน คือถ้าเล่าต่อมันจะยาว ขอตัดไปตอนหน้านะคะ 5555 เรื่องนี้แฮปปี้แอนด์ดิ้ง ไม่ต้องกลัวจ้า แต่ก่อนจะไปถึงตอนนั้นก็ต้องเคลียร์ปัญหานี้ก่อน 555 ลูเซียสเล่นยกเรื่องจริงมาพูด ต่อให้ไอซ์จะหาทางปฏิเสธอย่างไรมันก็เป็นความจริงที่เขาเองก็รู้แถมโดนขู่อีกต่างหาก เขาไม่มีทางเลือกจริงๆ นะเออ

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์และกำลังใจจากคนอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้า เลิฟๆ

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทที่ 20

ลาก่อนนะ...ไอซ์







สิ้นเสียงของไอซ์ ดวงตากลมโตที่สะท้อนภาพเขาอยู่เสมอก็เบือนหลบไป หัวใจของเขาเจ็บแปลบแต่กลับทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง



เขาไม่กล้าแม้แต่จะขอให้เมลอภัยให้ แม้เขาจะไม่ใช่คนผิด แต่ก็ไม่อาจลบล้างความผิดที่พ่อทำกับอีกฝ่ายได้เลย



“เป็นนายนี่เอง” คนตัวขาวส่งยิ้มบางให้ร่างสูงก่อนจะยกมือไอซ์แนบแก้มตัวเองท่ามกลางความงุนงงของคนอื่นๆ



“เมล...”



“ฉันฝันถึงมาตลอด เด็กผู้ชายที่คุยกับฉัน...คนที่พาฉันออกมาจากที่นั่นคือนายใช่ไหม” แม้ฝันร้ายจะเป็นสิ่งที่เมลใช้พลังลบเลือนออกไปจนหมดสิ้น แต่ความใจดีของเด็กชายคนนั้นเมลไม่เคยลบออกไปจากใจ



แม้จะจำหน้าไม่ได้และทึกทักเอาเองว่าเป็นพี่ชายทั้งสองที่ช่วยเหลือเขาไว้ก็ตาม เมลจึงรักครอบครัวของเขามากยิ่งกว่าใคร



“นายไม่เกลียดฉันเหรอ พ่อฉัน...ทำเรื่องเลวร้ายกับนายมากเหลือเกิน” เขาลูบแก้มขาวที่เอนซบด้วยความยินดี ความรู้สึกหนักอึ้งพลันเจือจางลงเมื่อคนที่เขากลัวว่าจะตีจากไปยังคงเหมือนเดิม



“เรื่องมันผ่านมานานแล้ว อีกอย่างนายเคยพูดไว้ว่าเราควรอยู่กับปัจจุบันมากกว่าอดีตไม่ใช่หรือไง” สำหรับเมล เขาไม่สนใจอดีตเหล่านั้นอีกแล้ว แม้ความทรงจำทั้งหมดจะค่อยๆ ปะติดปะต่อจนเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้ไม่ยาก นับตั้งแต่ช่วงเวลาที่เขาทุกข์ทรมานกับการถูกเฉือนเนื้อเพื่ออุทิศให้กับการทดลองของบาทหลวงพวกนั้น มันเลวร้ายจนเขาไม่อยากมีชีวิตอยู่



แต่ความแค้นนั้นได้จบลงไปพร้อมกับชีวิตหนึ่ง และเมลไม่อยากกรีดแผลตัวเองซ้ำแม้จะสามารถรักษาเองได้ก็ตาม ที่เขามาหาลูซวันนี้ก็เพราะสาเหตุอื่นต่างหาก



เมลเลื่อนมือลงมากุมมือไอซ์ไว้เพื่อขอกำลังใจก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับคนที่เลี้ยงดูเขามาไม่ต่างจากครอบครัว



“ผมไม่ใช่แมรี่ ไม่ใช่ตัวแทนของแม่ คุณควรจบมันได้แล้วลูเซียส”



“เมล ฉันไม่เคยคิดแบบนั้น!” ดวงตาแดงก่ำวาวโรจน์เมื่อถูกจี้ใจอย่างรุนแรง



“คุณจะบอกว่าคุณรักผมเหมือนที่รักเธอเหรอครับ...” เมลถอนหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปสบดวงตาคู่คมโดยปราศจากความกลัว “คุณกำลังแก้แค้นเลือดเนื้อเชื้อไขของเธอต่างหาก!”



“เมล!” ลูเซียสลุกขึ้นด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด แต่ดวงตาคู่นั้นเจือความเสียใจที่เมลเลือกมองข้ามไป



“ทุกสิ่งที่คุณทำคือการเหนี่ยวรั้งผมไว้ให้เป็นของคุณ เพื่อที่คุณจะได้รู้สึกดีที่ได้ครอบครองผมเหมือนกับการได้ครอบครองแมรี่”



“หยุดพูดนะ!”



“และที่พยายามทำลายความรักของผมก็เพราะว่าคุณทำลายความรักของแมรี่ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ”



“เมล!”





เปรี้ยง!



ฉับพลันหลอดไฟทุกดวงก็แตกออกพร้อมกับหัวใจของแวมไพร์ตนหนึ่งที่กำลังแตกสลาย



ดวงตาคมกริบมองผ่านความมืดไปยังมนุษย์เพียงหนึ่งเดียวที่ยังคงอยู่ข้างกายเมล



ถ้าไม่มีมัน!



“อึก” ร่างสูงของไอซ์ถูกผลักออกจากเมลพาตัวเขาพุ่งไปกระแทกผนังด้านหนึ่ง ก่อนแรงมหาศาลจะบีบรัดรอบคอทำให้เขาหายใจไม่ออก



“ไอซ์! หยุดนะลูเซียส เขาไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลย!”



“เธอจะไม่โกรธเกลียดมันก็ตามใจเธอ แต่ฉันไม่มีวันให้อภัยคนที่ทำร้ายแมรี่ แม้แต่ครอบครัวของมันก็ต้องตายไปด้วยเหมือนกัน!”



“ลูเซียส!” เมลตะโกนลั่น ขณะที่ความคิดหนึ่งแล่นวาบเข้ามาในหัว ความคิดอันตรายที่ไม่ควรทำ ดวงตากลมโตสบตาไอซ์ที่มีสีหน้าบิดเบี้ยวอย่างทรมาน แต่กลับไม่ปริปากของความช่วยเหลือใดๆ จากเขาเลย



มันไม่ใช่ความผิดของนาย



นายไม่ใช่คนที่ต้องชดใช้ให้กับเรื่องนี้



หากจะมี...ก็แค่คนเดียวเท่านั้น








“#%@*&^) (&^*%^&#”



“เมล...” ลูเซียสหันกลับมาหาคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล ดวงตาแดงก่ำที่เคยลุกโชนไปด้วยความแค้นเปลี่ยนกลับมาเป็นสีดำดังเดิม มือข้างนั้นคลายออกทั้งที่รู้ว่าอีกไม่กี่นาทีมนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยก็จะไม่มีลมหายใจเหลืออยู่



เพราะบางอย่างสำคัญกับเขามากกว่า



“หยุดนะเมล” ความร้อนที่แผดเผาร่างไม่อาจเทียบเท่ากับความเจ็บปวดในหัวใจของเขา ร่างกายจะไร้เรี่ยวแรงแค่ไหนก็ยังไม่เจ็บเท่าคนตรงหน้าที่เอื้อนเอ่ยภาษาต้องห้ามนั้นออกมา



“ได้โปรด...อย่าทำแบบนี้” ขาของลูเซียสหมดแรง ล้มลงคุกเข่าอ้อนวอนคนที่ยืนน้ำตาไหลอยู่ตรงหน้าเขา ต่างกันตรงที่น้ำตานั้นคือเลือดของเมล!



“ขอร้องเถอะครับคุณเมล! หยุดร่ายคาถานั้นเถอะนะครับ คุณจะรับมันไม่ไหวแล้ว!” ไม่ไกลจากนั้น ข้ารับใช้ผู้ภักดีของลูเซียสอย่างชาร์ปก็คลานเข้ามาหา คาถานั้นทำร้ายเขากับท่านลูเซียสได้ไม่มากนักเพราะพวกเขาอยู่มานานเรียนรู้วิธีป้องกันได้ในระดับนึง แต่กับคุณเมลนั้นคนละเรื่องกันเลย



‘สาบานกับฉันว่านายจะไม่ทำร้ายไอซ์และจะพาเขาไปยังที่ปลอดภัย ฉันถึงจะยอมหยุด’



‘ผมขอสาบาน’ ชาร์ปกรีดเลือดของเขาออกมาเพื่อทำสัญญา สำหรับแวมไพร์ที่กล่าวคำสาบานเลือด รอยแผลนั้นจะเป็นเครื่องหมายของพันธสัญญาไม่จางหายไปเหมือนกับรอยแผลอื่นๆ



ชาร์ปเข้าไปใกล้ร่างสูงที่สลบไสลแล้วใช้แรงทั้งหมดลากเขาออกไปจากรัศมีการร่ายมนตร์



ลาก่อนนะ...ไอซ์





“ชาร์ปไปแล้ว เมลหยุดเถอะนะ” ลูเซียสก้าวเข้าหาเมลที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยแผลที่ผุดวาบขึ้นมาไม่หยุดหย่อน เมื่ออีกฝ่ายหยุดท่องเรี่ยวแรงของลูเซียสก็ค่อยๆ ฟื้นกลับคืนมา ขณะที่ก้าวถึงตัวเมล คนตัวขาวก็ร่วงลงในอ้อมแขนของเขาพอดี



“ทำไมถึงทำแบบนี้...” เขาลูบเนื้อตัวเมลหวังเวทมนตร์ของเขาจะช่วยลบบาดแผลเหล่านั้น แต่เพราะเป็นคาถาที่มุ่งจะกรีดแทงให้เจ็บปวด ทุกแผลที่เมลเคยเผชิญมาจึงเกิดขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง



“ถ้าไม่ทำ ไอซ์จะต้องตายแน่ๆ”



“...”



“เขายอมรับความตายเพื่อชดเชยให้กับผม”



“...”



“ผมยอมไม่ได้หรอกนะ”



“แล้วคิดว่าฉันจะยอมให้เธอตายได้เหรอ! เธอคิดโง่ๆ อย่างนี้ได้ยังไง!” ลูเซียสข่มความโกรธ ก่อนความกลัวจะเข้ามาแทนที่ในทันใด “ฉันไม่ปฏิเสธที่ฉันเห็นแมรี่ในตัวเธอ แต่ฉันไม่ได้มองเธอด้วยความหลงใหลแบบนั้น...”



“ผมรู้” เมลพูดแทรก เขารู้ดีว่าสายตาที่ลูเซียสมองมานั้นเป็นอย่างไร มันเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย ปรารถนาจะปกป้องเขาไม่ให้ต้องมีจุดจบเหมือนกับแมรี่ เขาเพิ่งรู้เมื่อได้สบตาเมื่อไม่กี่นาทีก่อน แต่ก็สายเกินกว่าจะแก้ เรื่องถึงได้เลยเถิดมาจนถึงตอนนี้



“ฉันจะรักษาเธอให้ได้...” ลูเซียสอุ้มคนตัวขาวขึ้นอย่างทะนุถนอม ระวังไม่โดนบาดแผลบนเนื้อตัวของอีกฝ่าย แต่ก็ทำได้ยากเหลือเกิน



ทั่วทั้งตัวเมลเต็มไปด้วยแผลถูกกรีดนับร้อย รอยเข็มฉีดยาบนข้อมือก็ราวกับย้ำเตือนคืนวันที่ต้องถูกทดลองซ้ำไปซ้ำมา สารพิษที่แล่นเข้ามาในกายแทบจะลิดรอนชีวิตของเขาทุกชั่วขณะ



“ฉันกำลังช่วย อดทนไว้นะ”



เสียงเล็กๆ นั้นปลอบโยนเขาเสมอ



“ไม่เป็นไรแล้ว ฉันอยู่ตรงนี้”



“ก็แค่ความฝัน ฉันอยู่ข้างนายตรงนี้ใครจะทำอะไรนายได้”




เสียงของไอซ์ปลอบโยนเขาในวันที่ฝันร้าย อ้อมแขนอบอุ่นช่วยเขาผ่านความกลัวนั้นไปอย่างง่ายดาย



แต่หลังจากนี้ ฉันจะยังมีโอกาสอยู่ในอ้อมกอดของนายอีกหรือเปล่านะ



“เมล...”



“เมลอย่าหลับตาสิ”



“เมล ขอร้อง...”

.

.

.

.

.

“พ่อครับ”



“มาแล้วเหรอมัค” มานพนั่งปลอกแอปเปิลระหว่างรอพ่อของเขาตื่นเผื่อจะได้รับประทาน แต่เผลอเฉือนนิ้วตัวเองเข้าให้ “อุ้ย! เลือดออกเลย หึๆ ถ้าเจ้าเมลเห็นเข้าคงตาลุกวาวเชียวล่ะ” ว่าแล้วก็นึกถึงลูกชายคนเล็กที่หายหน้าหายตาไปนานจนเขาอดคิดถึงไม่ได้ แต่จะโทรไปหาก็เกรงว่าลูกจะกำลังสนุกอยู่กับเพื่อนๆ เขาไม่อยากรบกวนเวลาแสนสุขเหล่านั้น



“เหอะๆ มีถุงเลือดเดินได้อยู่กับตัวคงจะดี๊ด๊าน่าดู” เขาอดกัดน้องชายตัวแสบไม่ได้ พี่กำลังวางแผนกำจัดไอ้เลือดหวานคนนั้นอย่างดิบดี ที่ไหนได้แอบไปคบกันซะแล้ว ถ้าพี่มอคไม่บอกก่อนเขาคงได้กลายเป็นพี่ชายตัวร้ายของน้องชายไปตลอดกาล



ใจหนึ่งเขาก็เชื่อลูเซียสว่าเลือดหวานจะกระตุ้นสัญชาตญาณแวมไพร์ แต่อีกใจ...เขาก็รักน้องมากกว่าใคร มากเกินกว่าจะทำลายความสุขน้อง หลังจากตามติดเป็นสโตรกเกอร์อยู่นานแต่เรื่องเลวร้ายที่ว่าก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง มัคจึงจำต้องปล่อยมือ แต่ก็ไม่วายวางแผนทดสอบใจคนรักของน้องชายอีกสักครั้งเพื่อเป็นปราการด่านสุดท้ายก่อนต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวของเขาอย่างสมบูรณ์



“ลูกว่าไงนะ”



“เปล่าครับพ่อ คุณปู่ยังไม่ตื่นเหรอครับ” มัคเบนสายตาไปยังคนบนเตียงที่ยังหลับอยู่



“ยังเลย” มานพถอนใจ อันที่จริงเขายังไม่รู้จะเผชิญหน้ากับพ่อตัวเองอย่างไร พวกเขาจากกันกว่ายี่สิบปี แม้ในที่สุดจะได้เจอกันแล้วแต่เขาก็อดกังวลไม่ได้



“อาเมธก็เสียไปนานแล้ว ถ้าคุณปู่รู้เข้าจะเป็นอะไรไหมครับพ่อ” มัคเอ่ยถึงน้องชายของพ่อที่เสียชีวิตเมื่อหลายปีก่อน หลังจากคุณปู่กับคุณย่าแยกทางกันพ่อก็ไม่ได้เจอกับอาเมธอีกเลย



จนกระทั่งวันที่พวกเขาได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ว่าอาเสียแล้วก็อดเป็นห่วงคุณปู่ไม่ได้ เพราะทั้งคู่ชอบออกเดินทางทดลองวิจัยด้วยกัน แต่อาเมธกลับถูกคลื่นซัดมาติดอวนประมงพร้อมกับบาดแผลฉกรรจ์ พวกเขาก็แทบหมดหวังว่าคุณปู่ยังมีชีวิตอยู่ ยิ่งช่วงนั้นรับเมลมาเลี้ยงต้องทำความเข้าใจน้องชายที่แตกต่างไปจากพวกเขา สุดท้ายก็ลืมเลือนเรื่องคุณปู่ไปจนหมดสิ้น



“อย่าเพิ่งให้รู้เลยดีกว่า” เขามองริ้วรอยบนใบหน้าของพ่อ นึกถึงวันคืนสุขสันต์ที่ครอบครัวยังอยู่ด้วยกัน น่าเสียดายที่แม่และน้องชายมาด่วนจากไปก่อน ไม่อย่างนั้นครอบครัวของเขาคงได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง



“เมธ...อย่าจากพ่อไป” เสียงแหบแห้งของคนบนเตียงเรียกสติมานพ เขาก้าวไปหยุดอยู่ข้างเตียงแล้วกอบกุมมือผอมแห้งนั้นไว้



“พ่อ...”



เปลือกตาคนสูงวัยค่อยๆ ขยับเปิดด้วยหวังว่าจะเป็นลูกชายที่เขาเรียกหา



“...” แววตานั้นเจือความผิดหวัง แม้จะรู้ว่าสิ่งที่เขาปรารถนานั้นไม่มีวันเป็นจริง เมธ...จากไปแล้ว จากไปพร้อมการทำลายเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง



“เมลอยู่ที่ไหน”



และเขาก็จำเด็กคนนั้นได้...



“เลิกตามล่าแวมไพร์แบบฉัน แล้วใช้ชีวิตอย่างสงบสุขจนกว่าจะหมดลมหายใจ” ใบหน้านั้นไม่มีความเคียดแค้นใดๆ ต่อแวมไพร์ฮันเตอร์อย่างเขา



ทั้งที่จะฆ่าเขาก็ย่อมได้ แต่เด็กคนนั้นกลับเลือกที่จะปล่อยเขาไป ทั้งยังอวยพรให้เขามีชีวิตที่ดี ต่างจากเขาที่ถูกความแค้นบังตาทุกข์ทรมานจากการสูญเสียลูกชายมาหลายปี...



“คุณปู่ถามหาเมลทำไมเหรอครับ” มอคที่เพิ่งกลับจากที่ทำงานเปิดประตูเข้ามาได้ยินพอดี เขาวางกระเป๋าเอกสารบนโซฟาก่อนจะยกมือไหว้สวัสดีคุณปู่



“ปู่มีเรื่องจะคุยกับเขา เรียกมาให้ปู่ที”



“ปู่จะแกล้งน้องอีกหรือเปล่า ถ้าใช่ผมไม่ช่วยหรอกนะ” มัคออกตัวก่อน คราวนั้นเมลน่าสงสารจะตายคุณปู่พูดอะไรก็เป็นเด็กดีไม่โต้เถียง



“เป็นแวมไพร์จะมากลัวอะไรกับคนแก่อย่างปู่ล่ะ”



“!!!” ทั้งสามคนชะงักไป หันมองหน้ากันราวกับถามว่าใครแพร่งพรายเรื่องของเมล แต่พอเห็นสีหน้าของแต่ละคนก็มั่นใจว่าไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องนี้เลย



“คุณปู่เอาอะไรมาพูดครับเนี่ย ฮ่าๆ เมลเหรอครับจะเป็นแวมไพร์ ฮ่าๆ ตลกจัง” มัคหัวเราะด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนหวังให้ปู่คิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่นเหมือนกัน แต่สีหน้าผู้สูงวัยไม่คล้อยตาม เบือนหน้าไปอีกทางก่อนจะเอ่ยขึ้นสั้นๆ



“ถ้าอยากให้ยอมรับเป็นหลานก็เรียกตัวมา”







Tbc.



.......................................

แอบมาอัพ แล้วหลบหายไป 555 จะจบแล้วนะ เม้นต์ให้เราหน่อยเร็ววววววววว  :call:








ออฟไลน์ พันวา

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 126
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +191/-5
มานั่งรอค่ะ อย่าม่าเยอะนะ เรากลัวมาม่า 55555


สงสารน้องเมลเนอะ สงสารพี่ไอซ์ สงสารลูซด้วยฮืออออ ทำไมเรื่องนี้มีแต่คนน่าสงสาร  :z3: :z3: :z3:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทที่ 21 บ้าน







2 ปี ผ่านไป



ยามหมอกจัดในฤดูฝนต้นฤดูหนาวเปรียบเหมือนผ้าห่มผืนหนาที่ห่อหุ้มร่างกายเปล่าเปลือยอันอ้างว้างและโดดเดี่ยว ดวงตาคู่หนึ่งจับจ้องทิวทัศน์ผ่านสายหมอกที่บังตา แต่ไม่อาจมองเห็นอะไรได้อย่างที่ใจต้องการ



“อาหารเสร็จแล้วน้า~”



เสียงใสก้องกังวานเรียกเขาจากภวังค์ ร่างสูงหันกลับไปหาชายตัวเล็กที่เดินยิ้มร่าเข้ามาหา



“มายืนเหม่อตรงนี้อีกล่ะ ไปเร็ว ฉันทำไส้กรอกรมควัน ทอดไข่ดาว แถมยังรีดนมวัวสดๆ ให้นายด้วยนะ ไม่กินแล้วจะเสียดาย”



“อื้ม ขอบใจนะ ที่จริงนายไม่ต้องลำบากมาดูแลฉันก็ได้” ร่างสูงตอบกลับ เขาเดินตามคนตัวเล็กกลับเข้ามาภายในห้องพัก นั่งลงบนเก้าอี้ประจำตัว พิจารณาอาหารน่าทานซึ่งเมนูเดียวที่อีกฝ่ายทำให้กินไม่รู้จักเบื่อ



“ได้ไง เราเป็นเพื่อนซี้กันนะ แค่นี้สบายมากหึหึ” คนตัวเล็กยืดอกอย่างภาคภูมิใจ



“นายล่ะ กินพร้อมกันเลยไหม” เขาถามพลางมองหาอาหารของอีกฝ่าย



“ไม่ล่ะ ฉันไม่อยากเห็นนายอาเจียน เสียดายของ”



“ตามใจ” เขาจิ้มไส้กรอกใส่ปากแล้วจัดการเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างอารมณ์ดี ถึงจะเป็นอาหารแบบเดิมเหมือนทุกวัน แต่ก็ติดใจรสชาติจนไม่คิดจะเปลี่ยนไปกินอย่างอื่น อีกอย่างเขาทำอาหารไม่เป็นหรอก พึ่งอีกฝ่ายแบบนี้ก็สะดวกดีเหมือนกัน



“ว่าแต่...” คนตัวเล็กเลื่อนเก้าอี้แล้วนั่งลงข้างๆ กัน “นายตัดสินใจจะกลับไปเมื่อไหร่เหรอ...เมล”



ร่างสูงชะงักไปนิดก่อนจะจิ้มไข่ดาวเข้าปากแล้วเคี้ยวต่อเหมือนไม่ได้ยินคำถามนั้น



“อย่ามาทำเงียบนะ ตอนนี้นายก็หายเป็นปกติแล้ว ได้เวลาที่จะกลับไปหาครอบครัวของนาย ฉันแอบไปสอดแนมมา ถึงพวกเขาจะดูยิ้มแย้มเหมือนปกติดีแต่ตอนที่อยู่คนเดียวฉันก็เห็นพวกเขาแอบหยิบภาพนายมาดูทุกที”



“...”



“โดยเฉพาะคนที่ชื่อ ‘ไอซ์’ ดูเหมือนจะโทรมลงทุกวันด้วยนะ ทุกวันนี้ยังไม่เลิกตามหานายเลย ดีที่เพื่อนๆ เขาคอยแวะมาหาลากไปเรียนด้วยก็เลยไม่ถูกไล่ออก...”



“...”



“ไม่พูดแล้วก็ได้” คนตัวเล็กถอนหายใจ เขาพูดเรื่องนี้มาตลอดหลายเดือนแต่คนตรงหน้ากลับไม่คิดจะใส่ใจเลยสักนิด





ออด~



“ลูซ~” คนตัวเล็กรีบถลาไปยังประตูบ้านทันที เมลมองไปยังทิศทางนั้นก็เห็นลูเซียสเดินเข้ามาพร้อมถุงขนมสารพัดที่เมลรู้จักแต่ไม่เคยกิน ทั้งสองยิ้มให้กันเล็กน้อยก่อนลูเซียสจะเอ่ยถาม



“เป็นไงบ้างเมล ไม่ได้เจอกันตั้งสองเดือนมิลค์แกล้งอะไรเธอหรือเปล่า” เขาวางถุงลงบนโต๊ะก่อนจะเลื่อนไปหาอีกฝ่าย



“โห่ ผมจะไปแกล้งอะไรเขาล่ะครับ พูดด้วยก็เงียบใส่ เหอะๆ”



“เขาพูดมาก เธอคงรำคาญใช่ไหม อืม...งั้นย้ายไปอยู่กับฉันดีกว่านะ” ลูเซียสรวบรัดตัดบทก่อนแวมไพร์ตัวเล็กจะถลาเข้ามาคั่นกลางระหว่างเขากับเมล



“ไม่ได้นะครับ เมลเป็นของผม” เขากอดแขนเพื่อนแน่นพลางส่งสายตามาดร้ายไปหาแวมไพร์ผู้อาวุโสกว่าเขาไม่กี่สิบปี แม้เขาจะอายุมากกว่าปู่ของเมลหลายเท่าแต่ก็จะเนียนเป็นเด็กอายุ 18 อย่างนี้ตลอดไป



“ตอนนี้เมลมีชีวิตใหม่เป็นของตัวเองแล้ว นายหรือฉันก็ไม่มีสิทธิ์ยึดเป็นของตัวเองหรอกนะ” ลูเซียสกอดอกปรายตามองอีกฝ่าย แค่ขอให้ช่วยแสร้งเปิดเผยที่มาของเลือดที่เมลดื่มอยู่ทุกวัน ไม่รู้ทำไมอีกฝ่ายถึงได้ติดใจเมลขนาดนั้น แถมยังใจดีสละพลังมหาศาลของตัวเองเพื่อยื้อลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเมลอีก



ลูเซียสไม่ค่อยเข้าใจเพื่อนเก่าแก่คนนี้เท่าไรนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าน้ำใจของอีกฝ่ายช่วยให้คนสำคัญของเขาฟื้นคืนชีวิตอีกครั้ง แม้จะในสถานะใหม่ก็ตาม



“ฉันไม่เคยคิดจะรั้งเขาไว้หรอก” มิลค์หลบตา หากลูเซียสรู้ว่าเขาพูดอะไรก่อนหน้านี้คงรีบสาปให้เมลไม่เห็นเขาไปตลอดกาลแน่ๆ



ก็คนที่หวังจะเก็บเมลไว้ข้างตัวก็คือตาแก่นี่ไม่ใช่หรือไงกัน



“ไม่ต้องทะเลาะกันหรอกครับ ผมจะอยู่เป็นภาระให้พวกคุณแบบนี้ไปอีกนานเลย” เมลยิ้ม คว้าแก้วนมขึ้นดื่มอย่างไม่นึกรังเกียจ นมอุ่นหอมละมุนชวนให้นึกถึงใครบางคนที่คิดถึงอยู่เสมอ



แต่ไม่กล้าที่จะกลับไปหา…



“ไหนๆ ก็มาแล้ว ไปช่วยผมรีดนมวัวเลยครับ อีกตั้งหลายตัว อ้อ ขับรถพาผมไปส่งนมด้วยนะ”



“เดี๋ยวๆ นายลืมไปรึเปล่าว่าฉันเป็นใคร นมวัว...เนี่ยนะ”



“เมลชอบนมวัวมากเลยนะครับ” มิลค์แอบกระซิบเมื่อเห็นเมลละเลียดนมอุ่นอย่างช้าๆ พอลูซมองตามเขาก็เริ่มแผนทันที “ถ้าอนาคตเมลกลับไปอยู่กับคุณแล้วอยากกินนมสดขึ้นมา คุณก็รีดนมวัวให้เขากินได้ด้วยนะ ไม่สนใจเหรอ”



“...” ใบหน้าเคร่งขรึมนั้นทำเขาเกือบหลุดหัวเราะแต่ก็อดใจไว้ แรงงานฟรีแถวนี้ไม่ได้หากันง่ายๆ ด้วยสิ บ้านเขาอยู่บนเขาห่างไกลจากผู้คนจะไปจ้างใครได้ล่ะ ลอบสังเกตอยู่สักพักคนข้างๆ ก็ถอนหายใจก่อนจะพับแขนเสื้อขึ้นทั้งสองข้าง



มิลค์มองตามแวมไพร์อาวุโสที่บอกเมลว่าจะไปช่วยงานเขาก่อนเดินนำไปทางประตู “ไปสิ”



“อื้อ!” เขาพยักหน้าก่อนหันกลับมาหาเมล “อย่าลืมคิดทบทวนเรื่องที่ฉันพูดล่ะ ถ้านายอยากกลับก็บอกฉันพร้อมจะพาไปส่ง ไม่ต้องไปสนใจตาแก่นั่นหรอกนะ” คนตัวเล็กรีบพูดก่อนรีบวิ่งตามลูเซียสไป



เมื่อสองคนนั้นหายไปแล้ว ความเงียบก็กลับเข้ามาอีกครั้ง เมลยกจานและแก้วไปล้างเก็บเรียบร้อยก็กลับมายืนเหม่อที่ระเบียงตามเดิม



ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดเรื่องที่มิลค์ว่า เขาคิดมาตลอด 1 ปี หลังฟื้นจากความตาย ตอนนี้เขาไม่ใช่แวมไพร์อีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งจากการช่วยเหลือของมิลค์ที่ยอมสละพลังวิเศษบางส่วนเพื่อกำจัดคาถานั้นไป



เขาควรจะดีใจที่เป็นมนุษย์และรีบกลับไปหาทุกคนที่รัก



แต่ตอนนี้เขากลับไม่แน่ใจว่าจะ ‘รัก’ เหมือนเดิมหรือเปล่า



เขาไม่มีความปรารถนาในเลือดหวานเหมือนแวมไพร์ ไม่มีสายใยของคู่ลิขิต แล้วเขาจะมั่นใจได้อย่างไรว่าหากพบหน้ากัน ความรู้สึกที่เขามีต่ออีกฝ่ายจะไม่เปลี่ยนไป







“กลิ่นบ้านี่ฉันไม่ทนแล้ว!”



เสียงเอะอะด้านล่างมาพร้อมร่างสูงของลูซที่ใบหน้าบูดบึ้งเนื้อตัวเปรอะเปื้อนด้วยคราบคาวสีขาว ตามหลังมาด้วยหัวทุยๆ ของมิลค์ที่ลอบยิ้มสะใจแต่พอเหลือบมาเห็นเขาก็เลิกคิ้วใส่ไม่ทุกข์ร้อนอย่างที่เคยกล่าวไว้



มิลค์ไม่เคยกลัวใคร แม้กระทั่งลูซที่อายุมากกว่าเขา



เมลอยากมีความกล้าแบบนั้นบ้างสักนิดก็ยังดี

.

.

.

มื้อค่ำผ่านไปอย่างเรียบง่าย แวมไพร์ทั้งสองจัดการกินอาหารเรียบร้อยก่อนจะนั่งเป็นเพื่อนเมลกินข้าว ทั้งสามนั่งดูทีวีด้วยกันเงียบๆ นานๆ จะขยับตัวทีตามนิสัยแวมไพร์ แต่มนุษย์หมาดๆ อย่างเมลนั้นผ่านไปไม่ถึงชั่วโมงหลับแล้ว ลูซจึงอุ้มเมลกลับไปนอนที่เตียง ห่มผ้าให้ แล้วเดินออกไปเงียบๆ พร้อมกับมิลค์



“คุณจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหน”



“จนกว่าเมลจะเปลี่ยนใจกลับไปอยู่กับฉัน”



“คงไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่ แล้วงานคุณล่ะ”



“ให้ชาร์ปจัดการไป ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนเมลเอง ส่วนนาย...ก็ไปไหนก็ไปเถอะ”



“อย่าลืมว่าที่นี่บ้านผม”



“ฉันจะรีบพาเมลไป ไม่กวนนายนานนักหรอก”



“คุณจะอดใจไหวเหรอ...” มิลค์เว้นจังหวะ “ผมหมายถึงตอนนี้เมลไม่ใช่แวมไพร์แล้ว เขาเป็นมนุษย์และมีเลือดอุ่นที่หอมอร่อย ผมน่ะไม่เท่าไรหรอก ผมอยู่กับพวกวัวมานาน มีอาหารที่ดีเติมเต็มชีวิตอยู่แล้ว อยู่กับเมลก็ไม่รู้สึกหิวอะไร แต่คุณล่ะ...”



“ฉันทำไม หึ นายคิดว่าแค่เขาเป็นมนุษย์มันจะเปลี่ยนอะไรได้งั้นเหรอ”



“ใช่ และเปลี่ยนไปมากกว่าที่คุณคิดอีก ตอนนี้คุณยังไม่รู้สึกอะไรหรอก คุณยังฝืนมันได้ แต่ตราบใดที่เมลไม่ใช่เลือดหวานของคุณ ก็ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าคุณจะไม่ฆ่าเขา”



“อย่ามาคิดแทนฉัน ฉันไม่ใช่นายที่ฆ่าได้แม้กระทั่งเลือดหวานของตัวเอง!”



“...” ดวงตาของมิลค์สั่นไหววูบเดียวก่อนจะเลือนหายไป “มันเป็นโชคชะตาที่ฟ้าลิขิตไว้แล้ว เช่นเดียวกับพลังนั้นที่ช่วยเมลกลับมาจากความตาย”



“...” ลูเซียสกำหมัดแน่นแต่ก็ต้องยอมรับอย่างจนใจ เพราะคนเดียวที่เข้ามาช่วยเขาจากความสิ้นหวังก็คือแวมไพร์ตนนี้ ไม่มีใครเรียกอีกฝ่ายมา แต่กลับปรากฏตัวอยู่หน้าบ้านเขาพร้อมกับตำราหนึ่งเล่มที่แลกมาด้วยชีวิตเลือดหวานของตัวเอง



“ผมกล้าพูดเพราะผมเป็นห่วงเมล แล้วคุณล่ะ รักเขามากพอที่จะปล่อยไปหรือเปล่า”



“...”



“ผมไม่เร่งรัดคุณหรอกเพราะท้ายที่สุดก็อย่างที่คุณว่าไว้ การตัดสินใจในชีวิตใหม่นี้เป็นของเมลคุณหรือผมไม่มีสิทธิ์ยึดเขาไว้กับตัว”



“...”



“ช่วยนำคำพูดของผมกลับไปคิดด้วยนะ” มิลค์เดินแยกไปอีกทาง เขาไม่กลัวที่จะปล่อยให้ลูเซียสอยู่ใกล้เมล เพราะบางทีช่วงเวลานี้อาจช่วยพิสูจน์ให้แวมไพร์ผู้มีอายุยาวนานได้รู้ว่า...ความจริงแล้วตอนนี้เขาเห็นเมลอะไรกันแน่

.

.

.

“มึง ไปกินข้าวกันก่อนเถอะ ใบปลิวอันเก่ายังอยู่ตรงนั้นไม่ต้องรีบแปะเพิ่มหรอก” แดนมองผนังปูนสาธารณะที่มีภาพเด็กหนุ่มคนหนึ่งส่งยิ้มน่ารักสีซีดจางเพราะผ่านแดดฝนมาเกือบปีถูกปิดทับด้วยภาพใหม่สีสดใส หากไม่เห็นว่าเป็นประกาศคนหายเขาคงคิดว่าอยู่ในนิทรรศการภาพถ่าย



ภาพใบหนึ่งปลิวหลุดมือเพื่อนไป เขามองตามก่อนจะก้าวไปเก็บ แต่ภาพนั้นร่วงลงพื้นก่อนจะถูกเหยียบซ้ำจากคนที่เดินผ่านไป



หากเป็นปีก่อนไอซ์จะต้องถลาเข้าไปหาเรื่องทุกคนที่กล้าเหยียบภาพเมล แต่ตอนนี้ร่างสูงซูบผอมค่อยๆ นั่งยองๆ ก่อนจะหยิบภาพนั้นมาปัดรอยเปื้อนแล้วส่งยิ้มให้คนในภาพ จากนั้นก็แปะภาพบนผนังต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น



แดนทนไม่ได้ที่เห็นเพื่อนเป็นแบบนี้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก ได้แต่ตะล่อมให้เพื่อนยอมทำตามด้วยข้ออ้างเดิมๆ



“ถ้าไม่กินข้าวเมลจะเป็นห่วงนะ”



“อือ ขอแปะอีกภาพ” มือข้างนั้นลูบไปตามผิวกระดาษ เมื่อมั่นใจว่าจะไม่หลุดง่ายๆ เขาก็ผละออกจากผนังแล้วเดินตามหลังเพื่อนไป



คล้อยหลังสองคนที่เดินจากไปไม่นาน ร่างสูงของใครบางคนก็ก้าวมาหยุดที่ผนังภาพเหล่านั้น



คำพูดที่ได้ยินมาตลอดหนึ่งปีว่าอีกฝ่ายตามหากันตลอดไม่ผิดไปจากความจริงเลย เขาหันมองรอบข้างเผื่อว่าจะได้พบเจ้าของใบปลิว



“เมล!”



เสียงเรียกจากคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทำเขาตกใจ แต่พอหันกลับไปร่างสูงที่คุ้นเคยก็วิ่งข้ามถนนอย่างไม่กลัวตายก่อนรวบตัวเขาไปกอดไว้อย่างโหยหา “น้องกลับมาหาพี่แล้ว กลับมาแล้วจริงๆ”



“พี่มัค...” เขาเอ่ยเท่านั้นก่อนจะปล่อยให้ความเงียบปกคลุมระหว่างกัน ไหล่ของเขาเปียกชื้นจากคนที่สวมกอด เช่นเดียวกับน้ำตาของเขาที่ค่อยๆ ไหลออกมาด้วยความคิดถึงไม่แพ้กัน



“บ้าเอ๊ย!” พี่มัคจับแขนข้างหนึ่งของเขาไว้ มืออีกข้างก็แอบเช็ดน้ำตาตัวเองด้วยกลัวว่าเขาจะเห็น เมลอดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ พี่ชายที่ตัวร้ายของเขาก็มีมุมอ่อนแอเหมือนกัน



“ไม่ต้องมาหัวเราะเลยนะตัวแสบ หายตัวไปแบบนี้ได้ยังไง! ถ้าลูเซียสไม่บอกว่าน้องปลอดภัยดีพี่ต้องเป็นบ้าแน่ๆ”



“ผมขอโทษ” เมลใช้ลูกอ้อนอย่างที่เขาเคยทำให้พี่ชายใจอ่อนด้วยการกอดแขนพี่แล้วส่งสายตาปริบๆ แต่เพราะขนาดตัวที่โตขึ้นกว่าเดิมทำให้ภาพที่เห็นดูเหมือนเจ้าหมาตัวโตมากกว่า



“ไม่ต้องมาอ้อนเลย ทุกคนรอเราอยู่ที่บ้าน พี่มอคถึงขั้นยกเลิกการประชุมทั้งหมดเพื่อรอเมลเลยนะ”



“ปกติพี่มอคก็ทำแบบนั้นไม่ใช่เหรอครับ” เมลเดินตามพี่ชายข้ามไปยังถนนฝั่งตรงข้ามเพื่อไปขึ้นรถที่จอดอยู่ไม่ไกล



หลังจากวันนั้นเมลก็คิดทบทวนต่ออีก 1 เดือน แล้วตัดสินใจกลับมายังบ้านของเขาอีกครั้ง เขาบอกความต้องการนั้นแก่แวมไพร์ทั้งสอง มิลค์ดีใจที่เขาตัดสินใจแบบนี้ ส่วนลูซแม้จะดูไม่เต็มใจนักแต่ก็ช่วยติดต่อนัดแนะเขาให้กับพี่มัคได้พบกันในสัปดาห์ต่อมาส่วนจุดนัดพบนั้นมิลค์เป็นคนเสนอ



“ตอนนี้ธุรกิจขอพี่มอคไม่ใช่เล็กๆ แล้วนะเมล ตอนนี้พี่ชายของเราขึ้นแท่นเศรษฐีคนใหม่แล้ว นัดลูกค้ารายใหญ่ไว้กี่คนก็ยกเลิกหมดเพื่อเมลเลยนะ” มอคขยี้ผมน้องชายด้วยความเอ็นดู “แถมมีของขวัญต้องรับเมลด้วยล่ะ”



เขานึกถึงผลิตภัณฑ์จากเลือดแนวใหม่ที่น้องจะต้องชอบเขาก็แทบจะอดใจบอกไม่ไหว มอคสูดหายใจเข้าออกเพื่อระงับความตื่นเต้นแทนน้องก่อนจะเอ่ยต่อ



“เมลจะต้องชอบมากแน่ๆ เชื่อพี่สิ”



“ครับ” เมลพยักหน้ารับ พี่ชายอยากให้อะไรเขาก็เต็มใจรับเสมอ



เมลหันกลับไปมองผนังฝั่งตรงข้ามอีกครั้งก่อนจะถูกพี่ชายดันหลังขึ้นรถไป เมื่อทั้งคู่ประจำที่เรียบร้อยรถก็ค่อยๆ เคลื่อนตรงกลับสู่บ้านหลังเดิม ผ่านชายหนุ่มสองคนที่เพิ่งเดินออกจากร้านข้าว



ขวับ



“มีอะไรวะมึง” แดนดูดน้ำปั่นดับร้อนพลางมองตามรถที่เพิ่งแล่นผ่านไป



“ไม่มีอะไร” เขาส่ายหน้าแล้วเดินต่อ ยังมีอีกหลายที่ที่เขาต้องไปติดประกาศ

.

.

.

“พวกเขาจะไม่ตกใจผมใช่ไหม” เมลมองเงาตัวเองที่สะท้อนผ่านกระจก มัคมองน้องชาย 2 ปีที่ผ่านมาเมลเปลี่ยนไปมากจริงๆ แต่ถึงจะโตยังไง น้องก็ยังเป็นเมลคนเดิมสำหรับเขา



“ไม่หรอก พี่ยังไม่ตกใจเลยเห็นไหม” ว่าจบมัคก็เคาะประตูบ้าน เป็นสัญญาณให้คนด้านในรีบเตรียมตัว



แอด~



“!”



“เซอร์ไพรส์ อ้ะ!” สามคนที่อยู่หลังประตูชะงักไปนิดเมื่อเห็นเขา โดยเฉพาะชายชราที่อยู่ตรงกลางระหว่างพ่อกับพี่มอค



กลิ่นชวนคลื่นเหียนโชยมาจากจานเค้กที่เขาถืออยู่ มือขาวยกขึ้นบีบจมูกตามสัญชาตญาณก่อนจะหันหลังวิ่งออกจากประตูบ้าน



“!!!!” คราวนี้ทุกคนกรูกันออกมาหาเมล ยกเว้นชายชราที่มีสีหน้าเศร้าหมองลง เขามองเค้กที่ถูกลูกชายยื่นให้ถือรับขวัญหลานชาย แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเพียงเห็นหน้าเขาเมลจะรีบวิ่งหน้าซีดออกไปแบบนั้น



เขาไม่ได้คิดจะฆ่าแกงหลานในไส้สักหน่อย!



“เป็นอะไรเมล” มัคถามน้องที่สูดหายใจเข้าออกอย่างหนัก ซึ่งพอได้รับอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มที่เมลก็บอกครอบครัวของเขาไปตามตรง



“ผม คือว่าผม”



“ว่าไงลูก ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”



“น้องแข็งแรงกว่าเรารวมกันอีกนะพ่อ” พี่มอคหัวเราะในลำคอ ก่อนเสียงหัวเราะนั้นจะค้างไปเมื่อได้ยินประโยคที่เมลเอ่ยต่อ



“เอ่อ คือว่า...ผมไม่ได้เป็นแวมไพร์แล้วครับ”



“...”



“ผมกลายเป็นมนุษย์ ตามเลือดครึ่งหนึ่งที่ตัวเองมีครับ” การแก้คาถานั้นความจริงแล้วหากไม่ใช่เลือดผสมอย่างเขาก็คงไม่รอด



“กะ...ก็ว่าทำไมเมลตัวอุ่นๆ” ว่าแล้วมัคก็จับแขนน้องเพื่อพิสูจน์ทันที เขารู้สึกถึงอุณหภูมิปกติของร่างกายมนุษย์และชักชวนให้พ่อกับพี่ชายลองจับตัวเมลดู ทั้งคู่ก็ทำตาม จากนั้นความประหลาดใจก็เปลี่ยนเป็นความยินดี



“งั้นเมลก็กินข้าวฝีมือพ่อได้แล้วสินะ” มานพยิ้มกว้างพลางนึกเมนูอาหารต่างๆ ที่จะทำต้อนรับลูกชายคนเล็กกลับบ้าน



“นั่นสิ พี่เองก็จะได้พาเราไปชิมขนมทุกสาขาที่พี่เปิดเลย”



“ขอตอนนี้ก่อนได้ไหมพี่มอค อย่าว่าแต่น้องเลย พ่อ ผมหิวข้าวอะ” มัคลูบท้องตัวเอง



“เดี๋ยวพ่อทำให้กินทั้งคู่เลย แต่แกต้องไปช่วยพ่อเก็บของในบ้านก่อน กลิ่นเลือดคละคลุ้งแบบนั้นเมลคงไม่กล้าเข้าบ้านกันพอดี จมูกไวเหมือนกันนะเรา” มานพลูบหัวลูกชายก่อนจะสวมกอดร่างอุ่นที่ทำให้เขามีความสุขมากกว่าสิ่งใด



“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ เมล”



“ครับพ่อ”



“รออยู่นี่ล่ะ เดี๋ยวพ่อกับพี่ๆ จะไปจัดการกลิ่นในบ้านก่อน พี่แกก็ช่างคิดนัก ทำพัดลมไอเลือดหวังให้น้องอุ่นใจที่มีกลิ่นอาหารอยู่ใกล้ตัวตลอดเวลา”



“ผมอยากให้น้องมีความสุขนี่ครับ” มอคสวมกอดน้องชายคนเล็ก “แต่ดูเหมือนคงไม่จำเป็นแล้ว ไว้พี่จะหาอย่างอื่นมาให้เรานะ”



“ไม่ต้องหรอกครับ แค่ได้กลับมาอยู่กับทุกคนผมก็มีความสุขมากแล้ว”



มอคขยี้ผมเมลอีกครั้ง ก่อนจะเดินตามพ่อกับน้องชายคนรองเข้าไปจัดการข้าวของที่เขาตั้งใจจะเซอร์ไพรซ์น้องชาย





ร่างสูงโยกม้านั่งไปมาก่อนจะเบรกสุดแรงเมื่อเห็นชายชราเขาสู่ระยะเหวี่ยงของเขา



“...”



“...”



ต่างคนต่างเงียบกว่าสิบนาที ลอบมองกันเล็กน้อยก่อนจะหันหนีไปทางอื่นเมื่ออีกฝ่ายมองมา



“คุณปะ...มีอะไรหรือเปล่าครับ”



“เรียกคุณปู่”



“ครับ...คุณปู่”



“ได้ยินว่ากลายเป็นมนุษย์แล้ว”



“ครับ”



“แต่ถึงจะเป็นมนุษย์หรือแวมไพร์ก็ไม่ได้ต่างกันนักหรอก” ชายชราพูดเท่านั้นก็เงียบไป เขากำลังสรรหาคำมาพูดอย่างเคร่งเครียด แต่เมลต่อบทสนทนาก่อน



“คุณปู่ครับ ผมเคยเป็นแวมไพร์ที่คุณปู่เกลียด แต่ตอนนี้ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่อยากอยู่ในของครอบครัวนี้ ผมพอจะมีโอกาสบ้างไหมครับ”



“...”



“ผมไม่คิดอยากได้สมบัติของพ่อหรือพี่ๆ หรอกครับ คุณปู่ไม่ต้องกังวล ส่วนเรื่องนั้นในอดีตนั้น...”



“ช่างมันเถอะ ไม่ต้องรื้อฟื้นขึ้นมาหรอก เธอเจ็บปวด ฉันเจ็บปวด ก็ให้มันเป็นแค่อดีตไปก็แล้วกัน” เขาพอจะเดาจากสีหน้าออกว่าเมลรู้เรื่องทั้งหมดได้แล้ว



“ปู่ขอโทษที่ใช้ชีวิตของหลานเป็นหนูทดลอง ปู่....”



“ไม่เป็นไร ผม...ให้อภัยครับ” เขาไม่อยากให้ชายชราต้องหวนนึกถึงอดีตที่ขมขื่นจึงเอ่ยต่อ “เราต่างก็สูญเสียคนสำคัญไป ตอนนี้ครอบครัวเราเหลือกันแค่นี้ ผมไม่อยากให้คุณปู่โทษตัวเองเวลาอยู่กับผม”



เมลจับมือเหี่ยวย่นแล้วส่งยิ้มให้ชายชรา “เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะครับคุณปู่”



“อืม” ชายชรายิ้มตอบ มืออุ่นที่จับมือเขาไว้ช่างอบอุ่นเหมือนดวงอาทิตย์ยามเช้า รอยยิ้มและดวงตาคู่นี้เหมือนเมธมากจริงๆ











Tbc.







.......................

มาอัพก่อนจะลาพักกลับต่างจังหวัดจ้า ขอบคุณสำหรับคอมเม้นนะคะ กำลังใจเต็มเปี่ยมมาก ตอนหน้าจบแล้ว เมลกับไอซ์จะได้เจอกันไหมเนี่ย อิอิ

บทนี้ตามชื่อตอนเลยค่ะ “บ้าน” (เพราะคนเขียนอยากกลับบ้าน! ไม่ใช่แล้ว 555) เป็นตอนเคลียร์ใจของเมลและคุณปู่ เราไม่อยากให้ทั้งคู่ต้องบาดหมางกันไปตลอดชีวิตจึงเขียนแบบนี้ เพราะสำหรับเรายังไงครอบครัวก็คือครอบครัว อาจทำผิดต่อกันไปบ้าง แต่ถ้าให้อภัยกันได้ คุยกันให้มากขึ้น เราอาจเข้าใจกันมากกว่าเดิม ความจริงอดีตของทั้งคู่ค่อนข้างดาร์กนะ แต่เพราะเราเขียนให้เมลอยู่ท่ามกลางความรักของพ่อและพี่ชาย คาแรคเตอร์ของเมลจึงเป็นเด็กดีแบบนี้ตั้งแต่ต้นเรื่อง ถึงจะวอกแวกไปกินไอซ์ (?) แต่ก็ให้อภัยคนอื่นง่ายเพราะพ่อกับพี่ๆ สอนมาดี เมลไม่ทำร้ายใครก่อน และเราก็รักที่เมลเป็นแบบนี้ 555 เรื่องนี้เริ่มต้นจากเมล และตอนหน้าก็จะจบพร้อมกับเมลค่ะ

ส่วนเรื่องโพซิชั่นนั้น...

เจอกันตอนหน้าค่ะ :)







ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
บทที่ 22
บทส่งท้าย



วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่คนหน้าโหดอย่างเขาหอบใบปลิวเดินเท้าไปตามทาง ไอซ์หยุดฝีเท้าลงข้างกำแพงแห่งใหม่ ดวงตาเรียวจ้องมองภาพถ่ายเพียงใบเดียวที่เขามี นึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสถ่ายภาพที่ดีกว่านั้นได้


มือเรียวหยิบกระดาษออกจากกอง ตั้งใจจะติดบนผนัง แต่ลมหอบใหญ่ปริศนาพัดกระดาษปลิวไปจากเขา หากเป็นกระดาษทั่วไปเขาก็คงไม่ใส่ใจ แต่เพราะเป็นภาพของคนที่เขาคิดถึงสองขาจึงก้าวตามไปเพื่อนำกลับมา


แปะ


กระดาษแผ่นนั้นแนบอยู่บนแผ่นหลังกว้างของใครบางคนที่ยืนหันหลังให้เขาอยู่ ทั้งที่ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับคนในความคิด แต่หัวใจกลับเต้นรัวอย่างไร้สาเหตุ ทุกขณะที่ก้าวเข้าหาหัวใจยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น


มือสั่นเทาเอื้อมเข้าไปใกล้ก่อนจะแตะเข้ากับกระดาษแผ่นนั้นแล้วคว้าได้ทันก่อนอีกฝ่ายจะก้าวจากไป


ไม่ใช่หรอก


ไอซ์หันหลังกลับตั้งใจจะไปติดใบประกาศต่อแต่เสียงเรียกชื่อใครบางคนด้านหลัง ฉุดรั้งเขาให้หันกลับมา


“เมล! ทางนี้!”


“อื้อ”


คนเรียกคือพายอย่างไม่ต้องสงสัย เขาเห็นเพื่อนตัวเล็กโบกมืออยู่ไม่ไกลก่อนอีกฝ่ายชะงักไปเมื่อเห็นเขา


“ไอซ์...”


ขวับ


ใครคนนั้นหันมาหาเขา แม้โครงหน้าและขนาดตัวจะเปลี่ยนไป แต่ดวงตาคู่นั้นที่สะท้อนภาพเขาเสมอไม่เคยเปลี่ยนแปลง


“เมล...”


เขาปล่อยทุกอย่างในมือทิ้งแล้วพุ่งตัวไปหาเมล สวมกอดอีกฝ่ายด้วยแรงทั้งหมดที่มีเพื่อยืนยันว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ภาพลวงตาที่เขาสร้างมาตลอดสองปี





“...”


เมลไม่รู้ว่าควรรับมืออย่างไรกับสถานการณ์ตรงหน้า ทุกอย่างรวดเร็วจนเขาตั้งตัวไม่ทัน ทั้งที่ตั้งใจจะเข้าหาเพื่อนคนอื่นๆ ก่อน แต่กลับกลายเป็นว่าคนที่เขาอยากเจอเป็นคนสุดท้ายจู่ๆ ก็โผล่มาแถมยังกอดเขาไว้ในอ้อมแขน


เมลค่อยๆ พิจารณาคนที่ไม่ได้เจอกันตลอด 2 ปี ไอซ์ผอมลงมากกว่าที่เขาคิดไว้มาก กล้ามเนื้อที่แข็งแรงเพราะออกกำลังกายเป็นประจำเหลือเพียงผิวหนังนุ่มนิ่ม แต่ก็ทำให้เมลตระหนักว่าเนื้อตัวของไอซ์อุ่นร้อนกว่าที่ควรเป็น เขารีบผละออกจากไอซ์ มือขาวแตะหน้าผากอีกฝ่ายเพื่อวัดอุณหภูมิและรู้โดยสัญชาตญาณว่าคนตรงหน้าไข้ขึ้นสูง


“ไอซ์ไม่สบาย” เมลบอกพาย ซึ่งคนตัวเล็กก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจและมีน้ำใจเรียกแท็กซี่ให้ทันที เมื่อแท็กซี่มาเมลดันไอซ์เข้าไปในรถก่อนจะก้าวเข้าไปนั่งด้วยกัน “ไปโรงพยาบาลxxครับ”


“...”


คนตัวขาวหันกลับมาหาคนข้างๆ เขาสบดวงตาคมที่ไม่ละออกจากใบหน้าของเขาเลย


“มองอะไร”


“2 ปี 1 เดือน กับอีก 8 วัน” มืออุ่นร้อนยกมือเมลขึ้นแนบแก้มแล้วหลับตาลง “คิดถึง”


ภาพตรงหน้าทำหัวใจเมลสั่นจนเจ็บแปลบ ความโหยหา กังวล รู้สึกผิด และหวาดกลัว ปะปนกันจนเมลไม่รู้เลยว่าความรู้สึกไหนมีมากกว่ากัน


แต่สิ่งหนึ่งที่เขาพอจะยืนยันได้ก็คือ...


“ฉันก็คิดถึงนาย” เมลรวบตัวไอซ์เข้ามากอดไว้ เขาคิดถึงอีกฝ่ายมากจริงๆ มากจนไม่รู้จะบรรยายอย่างไร สิ่งที่เขาคิดตลอดสองปียังไม่หนักหน่วงเท่าตอนที่เราได้พบกันและกอดกันแบบนี้


“นาย...จะไม่ไปไหนแล้วใช่ไหม”


เมลกดจูบลงบนกลุ่มผมนุ่ม “อืม ฉันก็ไม่อยากทรมานแบบนี้อีกแล้วเหมือนกัน”

.

.

.

มือขาวลูบหัวกล่อมคนบนเตียงช้าๆ หวังให้อีกฝ่ายได้หลับพักผ่อนอย่างที่ควรเป็นมากกว่าเอาแต่จ้องหน้าเขาเพราะกลัวว่าจะหายไป


“มือก็ให้จับแล้วยังจะกลัวอะไรอีก”


“กลัวสิ” มือข้างนั้นของเมลถูกกอบกุมแน่นขึ้น ดวงตาแดงก่ำเพราะพิษไข้ยังคงฝืนลืมตาไม่ยอมเลิกรา


“ถ้านายไม่ยอมหลับ...ฉันก็จะลุกไปต่อหน้านายนี่แหละ”


“อย่าไปนะ!” ไอซ์ใช้เรี่ยวแรงอันน้อยนิดรั้งเขาไว้ “หลับแล้ว” ดวงตาเรียวปิดลงอย่างไม่เต็มใจนัก เช่นเดียวกับคิ้วที่ยังขมวดแน่น เมลจึงจำต้องละมือที่ลูบหัวไปจิ้มระหว่างคิ้วเบาๆ เพื่อให้คลายออก


“หลับเถอะ ฉันไม่ไปไหนหรอก...” ริมฝีปากบางแตะลงบนหน้าผากของคนหลับอย่างแผ่วเบา ไม่กี่นาทีต่อมาก็ดูเหมือนว่าไอซ์จะได้หลับพักผ่อนสักที และเพราะเมลไม่ใช่แวมไพร์อีกต่อไปแล้วความง่วงจึงมาหาเขาในเวลาต่อมา


หลังจากผ่านไปกว่าชั่วโมง คนที่แสร้งหลับก็ลืมตาขึ้นด้วยความกังวลก่อนจะสลายไปเมื่อเห็นเมลยังอยู่กับเขา สองแขนที่ไร้เรี่ยวแรงพอจะเรียกกำลังมาได้บ้างก็ฉุดคนหลับขึ้นมานอนบนเตียงพยาบาลด้วยกันอย่างทุลักทุเล กระทั่งทั้งตัวเมลขึ้นมานอนข้างเขาได้ไอซ์จึงเพิ่งฉุกคิดว่าทำไมเมลถึงหลับ


ฟุดฟิด


กลิ่นเหล้าก็ไม่มี


เสียงลมหายใจสม่ำเสมอทำให้เขาไม่กล้าปลุกเมลมาถามหาความ แต่เลือกที่จะซุกตัวเข้าหาไออุ่น...


อุ่นเหรอ จะเป็นไปได้ยังไงกัน


ไอซ์ตั้งคำถามกับตัวเองแล้วปล่อยให้ความง่วงนำเขากับเมลเข้าสู่ห้วงฝัน






เช้าวันต่อมาคนตัวขาวก็ยังคงทำหน้าที่พยาบาลส่วนตัวของไอซ์อย่างเต็มที่ เขาโทรบอกครอบครัวแล้วว่ามาเฝ้าไข้เพื่อนที่โรงพยาบาล พี่มัครู้เข้าก็แวะมาหาเขา พอเห็นว่าดูแลใครอยู่ก็อยู่แซวเล็กน้อยแล้วไปทำงานต่อ ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ ช่วงสายก็พากันยกโขยงมาส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวจนคุณพยาบาลว่าก่อนจะขอตัวแยกย้ายกันไป


“กินอีกหน่อยสิ”


“ไม่เอาแล้ว มันไม่อร่อย”


“อีกคำนะ” เขายื่นช้อนจ่อปากคนไข้ที่ยังคงลังเล แต่สุดท้ายไอซ์ก็ยอมกิน เมลจึงจัดการยกถาดอาหารไปไว้ที่โต๊ะอีกด้าน ขณะเดียวกันประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามาอย่างรีบร้อน


หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งก้าวเท้าเร็วเข้าประชิดเตียง โดยมีชายหนุ่มอีกคนถือกระเช้าตามมา ชายหนุ่มคนนั้นเห็นเขาก็ส่งยิ้มให้นิดๆ ก่อนจะยื่นกระเช้าให้


“คุณคงเป็นเพื่อนไอซ์”


“ครับ เอ่อ แล้วคุณ”


“ผมเอก เป็นพี่ชายเขาครับ...แต่ดูเหมือนเขาไม่อยากนับเป็นพี่กันสักเท่าไร”


“อ่อ ครับพี่เอก” เมลหันไปหาคนบนเตียงที่หันหลังใหญ่คนมาใหม่โดยไม่ไว้หน้าเลยสักนิด


“ฉันรู้ว่าเธอตื่นแล้ว อย่ามาหันหลังใส่ฉันนะ”


“ผมไม่ได้อยากเจอหน้าคุณสักหน่อย” เสียงอู้อี้ในผ้าห่มทำให้แม่เลี้ยงปากร้ายจำยอมอ่อนลง


“เลิกมุดได้แล้วเดี๋ยวหายใจไม่ออก” เธอดึงผ้าห่มออกจากคนไข้ไร้เรี่ยวแรง ร่างกายซูบผอมที่เธอเห็นมาตลอด จะกี่ครั้งก็ไม่เคยชิน แม้ปากจะขับไล่ไสส่งแต่บางครั้งก็ต้องโทรเช็กกับแดนว่าลูกเลี้ยงของเธอทานข้าวหรือยัง


“มาทำไม...ครับ” เมื่ออีกฝ่ายยอมอ่อนลงไอซ์ก็ยอมลงให้บ้าง หลังจากเกิดเหตุการณ์ลักพาตัวในครั้งนั้น ทั้งครอบครัวก็ปฏิบัติต่อเขาในทางที่ดีขึ้น แม้จะไม่มีใครรู้เลยก็ตามว่าพวกเขาถูกจับตัวไปเพราะอะไร ทุกคนรู้แค่ใครคนนั้นคงมีความแค้นบางอย่างกับไอซ์จึงมาลงที่พวกเขา


พิสมัยเองก็โกรธเคืองที่ครอบครัวของเธอต้องมารับเคราะห์เพราะลูกเลี้ยงคนหนึ่ง แต่พอก้าวเท้าเข้ามาในบ้านเห็นสภาพสะบักสะบอมของคนที่นอนสลบอยู่บนโซฟา เธอก็คิดว่าไอซ์ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้พวกเขาปลอดภัย จึงยอมดูแลเขาในฐานะแม่เป็นครั้งแรก


“กินข้าวหรือยัง”


“กินแล้ว” พิสมัยมองตามสายตาไอซ์ก็ปะเข้ากับใครบางคนที่ยืนยิ้มให้เธอคนที่มีเค้าโครงคล้ายกับใครบางคนที่ลูกเลี้ยงตามหามานานกว่าสองปี


“เธอคือเมลเหรอ” พิสมัยได้ยินชื่อนี้มาจากแดนเมื่อเอ่ยถามถึงคนในภาพประกาศคนหายที่เธอพบในห้องนอนลูกเลี้ยง แดนบอกอย่างไม่มีปิดบังว่าไอซ์ชอบคนคนนี้มาก แต่จู่ๆ เขาก็หายตัวไป และไอซ์ก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟังถึงสาเหตุนั้น


เขาโทษว่าทั้งหมดเป็นเพราะเขาเอง


“สวัสดีครับ”


“อืม” แม้จะรับรู้คร่าวๆ ว่าความชอบของไอซ์ต่างจากผู้ชายทั่วไป แต่เธอก็ยังทำตัวไม่ถูกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริง ยังดีที่ลูกชายของเธอสร้างความมั่นใจว่าชอบผู้หญิงจึงพอจะเบาใจได้บ้างว่าครอบครัวนี้จะมีผู้สืบสกุล ส่วนเรื่องของไอซ์นั้นเธอยกให้เขาเป็นคนตัดสินใจ


“เธอตามหาเขามาหลายปี ในที่สุดก็ได้เจอกันแล้ว...จะทำอะไรต่อไปก็ตามใจเธอแล้วกัน”


“คุณ!” ไอซ์ตกใจ เมื่อคนที่เขาไม่อยากให้รับรู้เพราะกลัวถูกซ้ำเติมกลับรู้เรื่องทั้งหมด


“เรื่องพ่อเธอไม่ต้องกังวลหรอกเดี๋ยวฉันจะคุยให้ ส่วนเรื่องหมั้นที่ตกลงกันไว้ตาเอกจะรับช่วงต่อใช่ไหมลูก”


“ครับแม่ นายไม่ต้องกังวลหรอก ฉันชอบคุณลลิดาจากใจจริงไม่ใช่เพราะถูกบังคับให้แต่งกับเธอแทนนาย”


“ใครกังวลกัน” ไอซ์หลบตาสองคนที่มองมาก่อนจะหันไปหาเมลที่ยืนทำหน้าไม่ถูกแล้วอดอมยิ้มไม่ได้


ไอซ์หันกลับมาหาสองแม่ลูกที่เขาไม่คิดจะเกี่ยวดองด้วย แต่กลับเป็นคนที่ยื่นมือเขามาช่วยเหลือเขาในวันนี้


“ขอบคุณครับ คุณแม่ พี่เอก”


“!!” ทั้งสองคนทำสีหน้าตกใจเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนจากบรรยากาศกระอักกระอ่วนเป็นธรรมชาติอย่างช้าๆ


“รีบๆ หายแล้วกลับบ้านเรากันนะ” พิสมัยพูดทิ้งท้ายก่อนจะชวนลูกชายคนโตกลับบ้าน ส่วนลูกชายคนเล็กคงมีคนดูแลอย่างดีอยู่แล้ว เธอไม่จำเป็นต้องอยู่ดูแลเขาเหมือนที่ผ่านมา


ระหว่างเดินไปยังประตู เธอหันมาหาเมลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ฝากดูแลเขาด้วยนะ”


“ครับ คุณแม่ไม่ต้องกังวล”


“ขอบใจจ้ะ”


เมื่อประตูปิดลงเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่จากคนบนเตียงก็ดึงความสนใจเขาให้หันกลับไป “มีอะไรเหรอ”


“เปล่า แค่รู้สึก...ดีไปหน่อย” ไอซ์ยกแขนขึ้นสองข้างแล้วกวักมือเรียกเมลเข้าไปหา ร่างสูงจึงก้าวเข้าใกล้ก่อนจะถูกรวบตัวไปกอดแน่น “ดีใจที่มีนายอยู่ข้างๆ ในวันนี้”


“ขนาดนั้นเลยเหรอ”


“มากที่สุด” ไอซ์ตัดสินใจเล็กน้อยก่อนจะกัดปากตัวเองจนเลือดไหลซึม ป่านนี้เมลคงหิวข้าวแย่แล้ว เขายอมสละตัวเองเพื่ออีกฝ่ายเลยนะ “ได้กลิ่นหอมอร่อยไหม”


“หืม” เมลสูดจมูกฟุดฟิด เขาไม่ได้กลิ่นอาหารเลยสักนิด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเริ่มหิวแล้วเหมือนกัน ตั้งแต่กลายเป็นมนุษย์เขาก็กินเยอะจนตกใจตัวเอง ทั้งที่ปกติเลือดกล่องเดียวก็พอแล้วแท้ๆ


“อืม ฉันเริ่มหิวข้าวล่ะ” เมลผละออกตั้งใจว่าจะขอตัวไปกินข้าวที่โรงอาหารก่อนแล้วค่อยกลับขึ้นมาดูแลไอซ์ แต่พอเห็นเลือดบนริมฝีปากอีกฝ่ายเขาก็ตกใจ “นายเป็นอะไรน่ะ!”


“ห้ะ!” เขาชี้ที่ปากตัวเอง “ฉันกัดเอง นายจะได้กินไง อะ กินสิ” ไอซ์เงยหน้าพร้อมรับจูบหวานละมุน แต่กลับได้ทิชชู่แผ่นหนาโปะซับเลือดเสียอย่างนั้น


“ทำอะไรเขานายเนี่ย” นอกจากจะไม่ชอบเลือดแล้วพอได้กลิ่นยิ่งรู้สึกเวียนหัว เมลไม่แน่ใจว่าเป็นกระบวนการต่อต้านเลือดหรืออย่างไรจึงทำให้เขาทนกลิ่นนี้ไม่ค่อยได้ “อย่าทำแบบนี้อีกนะ ตอนนี้ฉันไม่ใช่เมลคนเดิมแล้ว”


“ไม่ใช่คนเดิม...” หรือว่าเมลไม่รู้สึกว่าเลือดของเขาหวานแล้ว “นาย...มีเลือดหวานคนใหม่เหรอ” แม้จะไม่อยากรู้แต่ก็ไม่อยากคาใจ ไอซ์จึงตัดสินใจถามไปตรงๆ หรือนี่คือสาเหตุที่แท้จริงที่เมลไปจากเขา


“ไม่ใช่อย่างนั้น” เมลคอยซับเลือดต่อไป อีกมือก็ยกมืออีกฝ่ายขึ้นแนบใบหน้าของเขา “แต่ฉันไม่ใช่แวมไพร์แล้ว นายไม่รู้สึกว่าฉันตัวอุ่นบ้างเหรอ”


“...” ไอซ์ยกมือทั้งสองข้างจับใบหน้าเมลอย่างพิศวง ความอุ่นและแก้มแดงๆ ที่เห็นอยู่ตรงหน้าเป็นสิ่งที่เขาจินตนาการไม่รู้กี่ร้อยครั้ง เขาเคยฝันถึงช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน กอดกันด้วยความอบอุ่นในฤดูหนาวซึ่งดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้มาโดยตลอด


แต่วันนี้เป็นไปได้แล้วจริงๆ


“ดีใจที่สุดเลย” ไอซ์ไม่สนใจว่าปากเขาจะยังมีเลือดไหม เขาอยากสำรวจว่าเมื่อเมลเป็นมนุษย์จะอุ่นร้อนเพียงใด


ริมฝีปากร้อนของคนเป็นไข้ยังคงร้อนรุ่มแต่คงไม่เท่าคนถูกจู่โจมที่จะได้รับจูบกี่ครั้งก็คงยังไม่ชิน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งที่เมลไม่ชอบกลับกลายเป็นความดิบเถื่อนที่ชวนหวามไหว ลิ้นอุ่นแทรกเขามาช้าๆ กวาดต้อนความหวานจากเขาก่อนจะดูดดึงริมฝีปากล่างเบาๆ แล้วผละออกก่อนจะสานต่ออย่างแนบแน่น


ความร้อนของพวกเขาที่กำลังพุ่งขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งบางอย่างดุนดันขาของเมลอยู่ ขณะพักหายใจเพียงเล็กน้อยเมลจึงเอ่ยถาม


“แฮ่กๆ นาย...รู้สึกเหรอ” ดวงตาเรียวสบตาเขาไม่มีปิดบัง และยังดึงมือเขาไปสัมผัสสิ่งนั้นโดยไม่มีแม้แต่ความอาย


“กับนาย รู้สึกมากยิ่งกว่าอะไร” ไอซ์จูบข้างแก้มเมล “และไม่เคยแตะต้องใครตลอดสองปีนี้เลย”


“นายไม่จำเป็นต้องทนเพราะฉัน ถ้าฉันไม่กลับมานายจะทนแบบนี้ต่อไปเหรอ”


“ไม่ใช่นายฉันก็ไม่ต้องการใครหรอกนะ” เขากอดคนตัวอุ่น “แต่เพราะเป็นนาย ฉันจะไม่ทนอีกต่อไปเหมือนกัน”


“อ้ะ เดี๋ยว นายป่วยอยู่นะ” เมลรีบห้ามคนที่ดึงเขามานอนทับบนตัว สิ่งที่ดันต้นขาเขาเรียกความร้อนแล่นพล่านไปทั้งใบหน้า ซึ่งพอเห็นท่าทางเขินอายนั้นไอซ์ก็รีบฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัวโน้มศีรษะเมลลงเพื่อมอบจุมพิตอันแสนหวานให้ ซึ่งดูเหมือนร่างสูงจะยอมจำนนแต่โดยดี


แอด


“เมล พี่ซื้อบะหมี่เกี๊ยวมะ...เฮ้! หนุ่มๆ นี่โรงพยาบาลนะ!” มัคร้องลั่นก่อนจะรีบปิดประตู เรียกสติสองคนที่กำลังมัวเมาให้ผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว อันที่จริงไอซ์ไม่อยากผละออกแต่เมลกระดากเกินจะให้พี่ชายเห็นภาพนั้น เขารีบลงจากเตียงแล้วมายืนข้างพี่ชายที่หรี่ตามองเขาอย่างจับผิด ก่อนจะหันไปหาตัวการที่นอนยกแขนหนุนหัวท่าทางไม่ยี่หระอะไร


พรึบ


“อุจาดตา” มัคกรอกตาหลังจากยกผ้าห่มผืนหน้าปิดบังบางอย่างที่ชี้โด่วอย่างไม่ไว้หน้าแขกอย่างเขา


“พี่มัค...”


“เราเองก็อย่าไปยอมมันง่าย เห็นมันป่วยแบบนี้ยิ่งไม่ควรไว้ใจ” แม้จะรับรู้ว่าอีกฝ่ายตามหาเมลจนล้มป่วยแต่ด้วยความเป็นพี่เรื่องอะไรจะให้มันกดน้องเขาง่ายๆ ล่ะ “เราเองก็โตแล้ว ตัดสินใจได้แล้วว่าจะอยู่ล่าง...หรืออยู่บน”


“!”


“เฮ้ คุณพี่ชายผมว่าเราสองคนตัดสินใจไปแล้วนะ พี่ไม่เกี่ยว” ได้ยินชื่อมัคเขาก็รู้แล้วว่าคนคนนี้เป็นพี่ชายเมล แต่เรื่องอะไรมาชี้โพรงให้กระรอกแบบนั้น โดยเฉพาะในสภาพที่เขาเป็นแบบนี้!


“ในเมื่อยังไม่เกิดทำไมจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ล่ะจริงไหม” เขาลูบหัวน้องชายก่อนจะส่งบะหมี่เกี๊ยวเจ้าอร่อยให้เมล “คิดดีๆ นะ น้องมีเวลาตัดสินใจอีกเยอะ อย่าให้...” เขาปรายตาไปทางไอซ์ที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่บนเตียง แล้วส่งยิ้ม “...ใครมากำหนดว่าเราต้องเป็นเมีย”


“!”


“พี่ไปทำงานล่ะ” มัคตบไหล่น้องชายเบาๆ แล้วก้าวออกจากห้องไปด้วยรอยยิ้มสะใจ ทิ้งให้สองหนุ่มในห้องตกอยู่ในความเงียบด้วยความรู้สึกต่างกัน


บ้าเอ้ย เขาอุตส่าห์กล่อมเมลได้แล้ว ทำไมพี่ชายเมลต้องมาทำให้เสียแผนด้วยนะ


มะ...เมีย หมายถึงเรากับไอซ์อย่างนั้นเหรอ


เมลหันไปทางไอซ์ที่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแล้วนึกภาพตาม...


ไม่ เราต้องไม่เป็นเมียสิ!


เมลตั้งปณิธานไว้แน่วแน่ เมื่อไอซ์จงใจสร้างบรรยากาศเมื่อไหร่เขาจะรีบทำลายมันทันที


และตลอดสามวันนั้น ความสุขที่ไอซ์ตั้งใจสร้างกับเมลนั้นก็พังทลายไปจนกระทั่งเขาออกจากโรงพยาบาล




มีต่อด้านล่างค่ะ

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2




(คิดถึง มาหาหน่อยสิ)


“ตอนนี้เราพาคุณปู่มาตรวจสุขภาพน่ะ” เมลมองห้องพยาบาลที่ปู่ของเขาเข้าไปพลางนึกถึงคนเพิ่งสร่างไข้ที่กลับไปพักที่บ้านเรียบร้อยแล้ว


(งั้นเดี๋ยวไปหานะ)


“เอ่อ ไว้คราวหน้าได้ไหม เดี๋ยวคุณปู่ก็ออกมาแล้ว”


(นี่นายคราวหน้ามาสองอาทิตย์แล้วนะเมล อาทิตย์ที่แล้วนายก็ไปต่างประเทศกับครอบครัว วันก่อนก็เข้าไปโรงงานอะไรก็ไม่รู้กับพี่ชาย วันนี้ก็ไปกับคุณปู่อีก นายไม่มีเวลาให้ฉันเลยนะ)


“เอ่อ...”


(ไม่ชอบกันแล้วก็บอกมาดีๆ อย่ามาให้ความหวังกันแบบนี้สิ...ติ๊ด) ไอซ์พูดเสียงเหนื่อยๆ ก่อนสายจะตัดไป


“หืม” เมลกดโทรกลับไปหาไอซ์แต่กลับกลายเป็นระบบฝากข้อความแทน


“เมล ปู่ให้หมอตรวจเสร็จแล้ว กลับบ้านกันเถอะ”


“เอ่อ...ครับ”


“ทำไมทำหน้าแบบนั้น เป็นอะไรหรือเปล่า”


“ผม...” เมลก้มมองมือถือของเขาที่หน้าจอดับไปพอดี “อ้าว ดูเหมือนแบตจะหมดครับ”


“ยืมของปู่ก่อนไหม มีธุระด่วนหรือเปล่าปู่กลับเองได้นะ”


“ไม่หรอกครับ เดี๋ยวผมไปส่งปู่ก่อนก็ได้” เมลพยักหน้ากับตัวเอง เดี๋ยวเขาค่อยไปง้อไอซ์ที่บ้านก็ได้นี่นา


เขาขับรถไปส่งปู่ที่บ้านก่อนจะขับออกไปยังเส้นทางที่จุดหมายเป็นบ้านไอซ์


“ไอซ์เหรอจ๊ะ เห็นรีบร้อนขับรถออกไปน่ะ ดูสิมือถือก็ไม่ได้เอาไป” เมลมองมือถือที่เสียบชาร์จอยู่ แต่เจ้าของกลับไม่อยู่บ้านก็เริ่มกังวลใจ


ไอซ์คงไม่โกรธที่เราไม่มีเวลาให้จนอยากเลิกกันหรอกนะ


“งั้นผมขอนั่งรอได้ไหมครับคุณแม่”


“ได้สิจ๊ะ เดี๋ยวแม่ให้เด็กยกขนมมาให้นะ” แล้วพิสมัยก็เดินเข้าไปในครัว สั่งเด็กรับใช้ให้เตรียมขนมให้เมลก่อนจะขอตัวไปงานการกุศลช่วงเย็น และเนื่องจากสามีและลูกชายคนโตจะตามไปที่งานเลยจึงไม่มีใครกลับเข้าบ้าน รวมถึงเหล่าคนรับใช้ที่เมื่อเลิกงานก็แยกย้ายกันกลับบ้านไปตามเวลา


ทั้งบ้านจึงตกอยู่ในความเงียบและความมืด คล้ายกับสถานการณ์ที่เมลเคยเผชิญเมื่อหลายปีก่อน เขาเฝ้ารอเด็กชายที่ได้ยินเสียงเขามาช่วยเหลือแต่เด็กคนนั้นกลับไม่เคยมา โชคดีที่ในครั้งสุดท้ายขณะที่เขาอยู่ท่ามกลางกองเพลิง ในที่สุดเด็กชายคนนั้นก็มาช่วยเขาจนได้


“นายจะต้องมา...ใช่ไหม”


แกรก


“เฮ้อ...ไปไหนของเขากันนะ มือถือก็ไม่ได้เอาไปอีก” เสียงทุ้มดังมาพร้อมฝีเท้าที่ก้าวเข้าใกล้ห้องนั่งเล่น พอสังเกตเห็นเงาตะคุ่มบนโซฟาเข้าพอดีก็นึกถึงพี่ชาย “พี่เอกไม่ได้ไปกับพ่อแม่เหรอ...เมล!”


ร่างสูงที่ออกกำลังกายอย่างหนักตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลดูแข็งแรงขึ้นกว่าที่เมลคาดไว้ แม้จะไม่ได้มีกล้ามเนื้อเท่าเมื่อก่อนแต่ก็ถือว่าฟื้นตัวเร็ว เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวเมล พอเห็นเขาก่อนจะถอนหายใจใส่


เมลไม่คิดว่าจะได้รับกิริยาเช่นนี้ก็อดรู้สึกแย่ไม่ได้


“ทำไมไม่พกมือถือ คนอื่นเขาเป็นห่วงรู้ไหม”


“...”


ไอซ์นั่งลงข้างเมล “ทีหลังจะไปไหนบอกคนที่บ้านนายด้วยสิ ฉันไปรอกับพวกเขาตั้งนานนายก็ไม่กลับมา พี่มัคเขาก็เลยเดาว่านายมาบ้านฉัน ดีนะที่ใช่ ไม่งั้น...”


หมับ


เมลโถมเข้ากอดไอซ์เต็มแรง ซึ่งพอคนหน้าโหดได้สติก็ยกแขนขึ้นโอบเมล เขาไม่รู้ว่าคนตัวขาวเป็นอะไร แต่คงต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาแน่ๆ อีกฝ่ายถึงมารออยู่ที่นี่แถมยังปิดไฟมืดอีก


“เป็นอะไรหรือเปล่า”


“ขอโทษที่ไม่มีเวลาให้นะ”


เรื่องนี้เองหรอกเหรอ เขาเองก็อยากแกล้งงอนอยู่หรอกนะ แต่พอเห็นท่าทางไม่คงที่ของเมลก็ยอมทิ้งเรื่องแกล้งแล้วกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นแทน


“ช่างมันเถอะ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้ว่าทำไมนายหลบหน้ากันแบบนั้น” ตั้งแต่พี่ชายเมลทิ้งระเบิดไว้ เมลก็ดูเหมือนจงใจหลีกเลี่ยงสถานการณ์หวานแหววระหว่างพวกเขา สร้างสถานการณ์ทีไรเป็นต้องถูกพังลงทุกที เขาเองก็จนใจจึงยอมอยู่ไปแบบขาดน้ำตาล เพราะสำหรับเขาการมีเมลอยู่ข้างๆ สำคัญกว่าเรื่องบนเตียง


แต่ดูเหมือนเมลจะฝังใจกับคำที่พี่ชายพูดไว้แล้วค่อยๆ หลบหน้าเขาไป ซึ่งหากเขายังปล่อยไว้ก็คงไม่ดีกับความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาอย่างแน่นอน


“เรื่องนั้น...”


“นายคงรอฉันนานแล้ว เดี๋ยวฉันทำอาหารให้กินแล้วกัน” ไอซ์หลีกเลี่ยงเรื่องที่จะทำให้เขาสองคนต้องห่างเหินกันไปอีกแต่ชายเสื้อกลับถูกรั้งโดยคนที่อยู่ด้านหลัง


“ฉันยังพูดไม่จบ” เมลเงยหน้าขึ้นมองเขาพร้อมกับกัดปากเล็กน้อยแล้วเอ่ยต่อ “เรามาทำเรื่องนั้นกันเถอะ”


“ห้ะ!”


“ฉันคิดทบทวนมาดีแล้ว...เรามาเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันเถอะนะ” เมลก้มหน้างุด เขาไม่รู้ว่าไอซ์เข้าใจความหมายที่เขาต้องการจะสื่อไหม แต่เขาคิดแบบนั้นจริงๆ ไม่สำคัญหรอกว่าสถานะของเราจะเป็นแบบไหน ขอแค่ไม่ต้องทะเลาะกันอีกก็พอ


“แน่ใจเหรอ” แม้จะถามเสียงเข้มแต่ในใจเขายิ้มกริ่ม นึกถึงของสารพัดอย่างที่เตรียมไว้ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล แต่เพราะเมลเอาแต่บ่ายเบี่ยงไอซ์ก็เลยต้องเก็บมันไว้ต่อไปเงียบๆ


“อือ” เมลตอบเสียงเบา ก่อนแขนขาวจะถูกฉุดรั้งให้ลุกขึ้นแล้วพาเดินตามขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน ณ ห้องในสุดที่เก็บเสียงดียิ่งกว่าอะไร


ภายในห้องเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าที่เมลคาด โดยเฉพาะกลองชุดที่มุมห้อง ซึ่งพอเมลหันมาถามทางสายตาไอซ์ก็เฉลยให้


“ฉันเคยเล่นกลองอยู่ช่วงหนึ่ง ที่บ้านหนวกหูก็เลยต้องรีโนเวทห้องใหม่ให้เก็บเสียงน่ะ” ไอซ์ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ “ซึ่งก็หมายความว่าต่อให้เราจะทำ ‘อะไรๆ’ ก็ไม่ต้องกลัวว่าคนข้างนอกจะได้ยินหรอกนะ”


“นาย!”


จุ๊บ


ก่อนที่เมลจะโวยวายไปมากกว่านั้น คนหน้าโหดก็จัดการเรียกความปรารถนาของเมลผ่านรสจูบที่เร่าร่อน ฉีกกระชากเสื้อราคาแพงของเมลออกอย่างไม่ไยดี คนตัวขาวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะถูกเบี่ยงเบนความสนใจเมื่อลิ้นร้อนแทรกผ่านเขามา มืออุ่นไล่ไปตามผิวเนื้อของเขาอย่างช้าๆ อย่างระมัดระวังไม่ให้ตื่นตกใจ


นิ้วเรียวสะกิดยอดอกเบาๆ ชวนหวามไหวจนต้องส่งเสียงออกมา


“อะ”


“ปล่อยไปตามสบาย ไม่ต้องกังวลนะ” ไอซ์จูบลงบนซอกคอหอมกรุ่น ใช้อีกมือลูบหลังปลอบประโลม ถึงจะเป็นผู้ชายเหมือนกันแต่ใช่ว่าเมลจะเคยมีประสบการณ์อย่างเขา อย่างมากก็คงแค่ช่วยตัวเอง


“ให้ฉันช่วยนะ” ไอซ์ไล้มือลงต่ำ รูดรั้งแก่นกายของเมลที่กำลังตื่นขึ้นตามจังหวะที่เขาเป็นคนกำหนด ไม่นานธารขาวขุ่นก็พุ่งพรวด ไอซ์ปาดน้ำนั้นแล้วค่อยๆ แทรกเข้าไปในกายเมล ซึ่งแน่นเกินกว่าจะเข้าไปได้


“เจ็บ”


“มันจะดีกว่านี้” ไอซ์จูบลงบนริมฝีปากนุ่ม “ฉันสัญญา” เขารอจนเมลพยักหน้าแล้วเอื้อมมือไปยังเก๊ะหัวเตียง หยิบขวดใสที่เตรียมมากว่าสัปดาห์เทลงที่ส่วนนั้นแล้วชำแรกนิ้วเขาไป ก่อนค่อยๆ เพิ่มจำนวนตามเวลา


“อึก มัน...” เมลจิกนิ้วลงบนหมอน


ไอซ์โน้มตัวลงมอบจุมพิตแสนหวานก่อนจะแทรกตัวตนเข้าไป แช่นิ่งอยู่อย่างนั้นก่อนจะผละออกมาดูสีหน้าเมลที่แดงก่ำหลบตาเขา เขาแตะแก้มเมลให้หันมามองกัน อีกมือก็กุมมือเมลไว้แน่น


“จะไม่ปล่อยไปไหนอีกแล้วนะ” คำพูดนั้นสร้างความอบอุ่นไปทั้งใจ เมลเอียงหน้าซบมือข้างนั้นแล้วพยักหน้า


“ไม่ไปไหนอีกแล้วเหมือนกัน”


“ขอบคุณ” ไอซ์จูบลงบนผิวเนื้อเปล่าเปลือยเหนือหัวใจเมลก่อนจะเริ่มขยับเร่งอุณหภูมิภายในห้องให้พุ่งสูงยิ่งขึ้น เสียงหยาบโลนดังสะท้อนจนเมลอยากยกมือขึ้นปิดหู ติดที่ถูกกุมไว้อย่างแน่นหนาและคนที่อยู่บนตัวเขาก็คงไม่ยอมแน่ ถึงได้เร่งความเร็วขึ้นแบบนั้น


“ระ...เร็วไป”


“ยังไม่พอหรอกนะ”


พูดจบเมลความอุ่นร้อนด้านล่างหลุดออกไปจนกระทั่งไอซ์พลิกตัวเขาให้นอนคว่ำแล้วสานต่อบนรักร้อนแรงต่อเนื่องจนเมลหัวหมุน นอกจากต้องหันมารับจูบจากคนด้านหลังก็ทำได้เพียงร้องครางเสียงอู้อี้อยู่กับหมอนใบโต ทั้งตัวโยกคลอนไปตามแรงปรารถนาของคนรักที่ดูเหมือนจะสะสมมานานเกินไป จบลงเพียงสองครั้งเมลก็ขอหลับไปก่อน ส่วนหลังจากนั้นเมลปล่อยให้ไอซ์จัดการตัวเอง






เช้าวันต่อมา เมลสาบานกับตัวเองว่าจะไม่ให้ไอซ์แตะต้องเขาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เขาหอบร่างอันเหนื่อยล้าใส่เสื้อผ้าแล้วรีบออกจากบ้านไอซ์ไปก่อนคนในบ้านจะตื่น ระหว่างขับรถก็ทรมานกับความระบมช่วงล่างแต่ก็ฝืนเดินทางมาจนถึงคอนโดหรูของพี่ชายคนโต


“ครับมาแล้วครับ” เสียงจากข้างในมาพร้อมกลับเสียงปลดล็อกประตู ทันทีที่เห็นว่าเป็นเลขาพี่ชายเมลก็ชะงักไป ส่วนไผ่พอเห็นเมลก็ส่งยิ้มใจดีให้แล้วเบี่ยงตัวให้เมลเข้าไปด้านใน


“คุณมอคยังไม่ตื่นครับ เอ่อ คุณเมลอย่าเข้าใจผิดครับ ผมมาช่วยคุณมอคเคลียร์เอกสารเมื่อคืน เขาเห็นว่าดึกแล้วก็เลยชวนผมค้าง เมื่อคืนผมนอนที่โซฟาตรงโน้นครับ”


“ผมยังไม่ได้ว่าอะไรพี่ไผ่สักหน่อยครับ” เมลยิ้มบางก่อนจะลากสังขารตัวเองไปนั่งบนโซฟา สูดกลิ่นหอมของอาหารร้อนๆ ที่เพิ่งเทจากกระทะ “หิวจัง ผมขอกินมื้อเช้าด้วยนะครับ”


“ครับ เดี๋ยวผมเตรียมให้ทันที ดีใจที่คุณเมลเป็นมนุษย์แล้วนะครับ ถึงผมจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร แต่ก็ดีใจที่เวลาคุณมอคไปร้านอาหารจะได้ชวนคุณเมลไปได้”


เมลมองว่าที่พี่สะใภ้ทำงานคล่องแคล่วแล้วอมยิ้มน้อยๆ


“ทำไมเหรอครับ พี่มอคชอบไปกินข้าวคนเดียวเหรอ”


“เปล่าครับ แต่ชวนผมไปด้วยนี่สิ ยิ่งร้านขนมหวานตกแต่งน่ารักๆ คุณมอคเสียดายที่คุณเมลทานไม่ได้ก็เลยให้ผมช่วยชิมแล้วบอกว่าเป็นยังไงคุณมอคจะได้ไปเล่าให้คุณเมลฟังไงครับ”


“อ้อ เหรอครับ” เอาน้องบังหน้านี่นา เมลหัวเราะนิดๆ แต่สะเทือนไปถึงช่วงล่าง ยังไม่ทันลุกไปแกล้งปลุกพี่ชายก็ได้ยินเสียงร้องลั่นมาจากข้างใน


“อะไรนะ! เมลเป็นอะไร!” แล้วจู่ๆ ประตูก็ถูกเปิดพรวดออกมา มอคสังเกตเห็นเมลก่อนก็กดวางสายแล้วรีบเข้ามาจับตัวน้องพลางกวาดตาไปทั่ว


“นี่...ไม่ใช่อย่างที่พี่คิดใช่ไหม” ใจปฏิเสธอย่างไร รอยรักบนซอกคอน้องก็ยืนยันแทนเรียบร้อยแล้ว มอคทิ้งแขนลงบนโซฟา เรื่องที่น้องชายคนรองว่าถูกต้องไม่ผิดเพี้ยนเลย แถมไอ้เด็กนั่นยังไปรอเมลที่บ้านอีก


“ไม่ต้องกลับบ้านนะ อยู่กับพี่ที่นี่แหละ”


“ครับ?”


“คนที่ทำแบบนี้กับน้องรอเราอยู่ที่บ้าน อยากเจอหรือเปล่า”


ไอซ์เหรอ


“ยังไม่อยากเจอครับ” ขอเขาฟื้นตัวก่อนเถอะ เรื่องอื่นค่อยว่ากัน มอคพยักหน้าอย่างพึงพอใจก่อนจะต่อสายหาน้องชายคนรองเพื่อบอกเล่าแผนการของพวกเขา หลังจากนั้นก็มานั่งกินข้าวอย่างอารมณ์ดี แล้วออกไปทำงานพร้อมกับเลขาคนสำคัญ


ห้องว่างที่เงียบเหงาทำให้เขาหวนนึกถึงวันเก่าๆ ก่อนจะได้ออกไปเรียนมหาวิทยาลัย เขาต้องอยู่คนเดียวเพราะพ่อและพี่ๆ ไปทำงาน เวลานี้ก็ไม่ต่างกัน ทั้งที่รู้ดีแต่ก็อดเหงาไม่ได้


ถ้ามีไอซ์...เขารู้ว่าจะต้องไม่เหงาแน่นอน


อะไรกัน อุตส่าห์คิดว่าจะไม่เจอหน้าแล้วแท้ๆ


เมลถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วยอมแพ้ ต่อสายโทรศัพท์ภายในห้องไปยังคนที่รออยู่


“มารับทีสิ”


เมลไม่ได้บอกที่อยู่คอนโดพี่ชาย แต่บอกที่ตั้งร้านกาแฟใกล้ๆ จากนั้นก็ลงไปข้างล่างโดยไม่ลืมทิ้งโน้ตไว้


‘ผมไปกับไอซ์นะ’


เมลยืนรออยู่หน้าร้านพร้อมกาแฟสองแก้ว เรียกความสนใจจากสาวๆ ที่เดินผ่านมา รวมทั้งแก๊งอันธพาลประจำซอยที่จำเขาได้


“นี่มันไอ้แหยที่เคยอยู่กับไอ้หน้าโหดนี่ เดี๋ยวนี้โตขึ้นเยอะเลยนะ”


“หึ ก็คงแหยเหมือนเดิมนั่นแหละวะ เอาไง ลุยเลยไหม ไอ้หน้าโหดนั่นสุดท้ายลูกพี่ก็ยอมปล่อยไปล่ะ เห็นสภาพแล้วรับเข้าแก๊งไม่ไหว แต่ไอ้นี่หน่วยก้านดี เอามาฝึกอีกหน่อยคงไม่แหยแล้ว”


“เออ ลากคอมันไปถวายลูกพี่ดีกว่า” คนที่สามพยักหน้าเห็นด้วย


คนตัวขาวดูดกาแฟอย่างอารมณ์ดีก่อนสายตาจะหันไปเห็นชายสามคนที่เขาคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเจอมาก่อน พอนึกขึ้นได้ก็เท้าความนานถึงช่วงปีหนึ่งที่เขาถูกหาเรื่องในซอยใกล้บ้าน จะว่าไปก็กลุ่มคนเดิมนี่!


ยิ่งเห็นความคุกคามที่เพิ่มขึ้น เมลก็ค่อยๆ ถอยออกจากหน้าร้านกาแฟก่อนแผ่นหลังจะปะทะเข้ากับใครบางคน


“อ้ะ ขอโทษครับ”


“ไปยืนตรงโน้น” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยคือไอซ์ที่เขานัดมานั่นเอง เมลเดินหลบมุมไปอีกทาง เปิดฉากการปะทะกันของคู่กรณีเก่า ที่สามคนแรกวิ่งหนีไปอีกทางแทบในทันที


“เหอะๆ” ไอซ์หันหลังกลับมาหาเมล “เจอกันครั้งแรกก็คล้ายๆ แบบนี้นะ”


“อืม นึกถึงวันนั้นทีไรก็อดขอบใจนายไม่ได้ทุกที” เมลเริ่มออกเดิน เคียงข้างด้วยไอซ์ซึ่งรับกาแฟไปพอดี “ถ้าวันนั้นนายมาช้าฉันต้องเผลอฆ่าพวกเขา และถ้าฉันทำแบบนั้นคงถูกขังลืมแน่ๆ”


“งั้นก็ดีแล้ว” ไอซ์รั้งคอคนข้างๆ เข้าหาตัว “ดีที่ฉันไปทางนั้น ดีแล้วที่เราเจอกัน อย่างน้อยชีวิตต่อจากนั้นของฉันก็ดีกว่าที่เป็นอยู่”


“นายเกือบตายเพราะฉันเนี่ยนะดี”


“แค่เกือบ ผลลัพธ์มันคุ้มกว่านั้นมาก การมีนายอยู่ข้างๆ สำคัญมากเลยนะ” เขาหยุดเท้าแล้วจับมือเมลกุมไว้แนบอก “จากนี้เรามาอยู่ด้วยกันไปนานๆ นะ ฉันไม่ใช่เลือดหวานของนายแล้ว ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่านายจะรักฉันตลอดไป แต่ฉันจะทำมันให้ดี”


“...”


“นายพร้อมจะเป็นเลือดหวานของฉันไหม”


“ไอซ์...”


“เป็นเลือดหวานคนเดียวของกันและกัน เอ่อ ถึงเราจะกินเลือดกันไม่ได้ก็เถอะ” ไอซ์โขกหัวตัวเองเล็กน้อยที่พูดเรื่องไร้สาระออกมา เขากังวลคำตอบจากเมลเลยหวังคลายเครียดด้วยมุกตลกที่ตัวเองสร้างขึ้น


“เป็นสิ”


“!”


“ถึงฉันจะไม่ยึดติดนายเหมือนตอนเป็นแวมไพร์ แต่ความรู้สึกเดียวกันนั้นไม่เคยลดลงเลย นายยังคงเป็นเลือดหวานของฉัน ไม่สิ”


เมลขยับตัวเข้าใกล้ กระซิบชิดริมฝีปาก “คุณจะเป็นเลือดหวานของผมตลอดไป” เสียงนั้นจบลงเมื่อริมฝีปากของทั้งคู่แนบชิดกัน


หลังผ่านจูบร้อนแรงขยี้สายตาคนรอบข้าง ทั้งสองก็จูงมือกันเดินจากไปพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าที่ไม่ว่าใครมองเห็นก็รับรู้ถึงความรักของทั้งคู่









END





คำว่าเลือดหวาน อาจไม่ได้หมายถึงการเป็นอาหารที่แสนอร่อยสำหรับทั้งคู่ แต่คือการเป็นคนรักที่ผูกพันยิ่งกว่าสิ่งใด

ตอนนี้คงต้องบอกว่า “จบแล้วจ้า” กับการเขียนกว่า 6 เดือน ขอบคุณคนอ่านทุกท่านที่ติดตาม แวะเข้ามาอ่าน มาให้กำลังใจ มาคอมเม้นต์ให้ เราอ่านทุกข้อความ ล้วนเป็นกำลังใจให้เราได้เสมอ สำหรับเรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องที่สามแล้วที่เขียน และยังต้องปรับปรุงพัฒนาอีกมาก หากมีข้อบกพร่องตรงไหนก็ขออภัยด้วยนะคะ หรือหากมีข้อเสนอแนะก็คอมเม้นต์บอกเราได้เลยค่ะ ยินดี

สุดท้ายนี้หวังว่าจะได้พบกันในเรื่องใหม่นะคะ  :bye2:

LOVE YOU MY READER  :mew1:

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 918
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0
ขอบคุณครับ กด +1 แต้มนะครับ :a2:

ออฟไลน์ บีเวอร์

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 394
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-1

ออฟไลน์ mint_852

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 736
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-1
เป็นเรื่องเรื่อยๆดีค่ะ
มือใหม่แต่งได้ขนาดนี้
เก่งมากๆ เลยค่ะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด