|อยากให้เธอฝันยามหนุน | ฝันครั้งสุดท้าย | 02/06/2561
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: |อยากให้เธอฝันยามหนุน | ฝันครั้งสุดท้าย | 02/06/2561  (อ่าน 41464 ครั้ง)

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************

เรื่องยาว
เหวี่ยง ซบ พบ(รัก)เธอ [จบแล้ว]
ความน่ารักชนะทุกอย่าง [จบแล้ว]
8 วัน 7 คืน [จบแล้ว]
To...คนที่ได้อ่านสิ่งนี้ในวันที่ผมจากไปแล้ว[จบแล้ว]
อยากให้เธอฝันยามหนุน [จบแล้ว]
My Egg #ไข่ต้มเพื่อนผม [จบแล้ว]
P H O T O (X) ความลับในภาพถ่าย [จบแล้ว]
เหนือลิขิต [จบแล้ว]


เรื่องสั้น
★  สองแถวกับสองเรา
★  อยากบอกว่าชอบเธอ
★  พรหมลิขิตไม่มีอยู่จริง


========================


อยากให้เธอฝันยามหนุน

8 ปีที่ผ่านไป...
คนคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเพื่อเป็นคนใหม่
กับอีกคนที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย
ความทรงจำ มิตรภาพ และความรัก
เพื่อนที่ชื่อเพื่อน...
คนที่กลับมาทำให้เขานึกถึงความทรงจำครั้งวัยเยาว์อีกครั้ง

#อยากให้เธอฝันยามหนุน


Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-12-2019 20:55:52 โดย kinsang »

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5
ก่อนจะฝัน


            'ไปนะมึง'

            ระบบแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชั่นยอดฮิตอย่างไลน์สั่นขึ้นไม่รู้ครั้งที่เท่าไรของวัน ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังจดจ่ออยู่กับงานต้องละสายตาไปมองสมาร์ทโฟนรุ่นเก่าเก็บที่วางอยู่ข้างโน้ตบุ๊กสภาพคร่ำครึพอกัน ทั้งที่ร้อยวันพันปีไม่เคยจะมีใครทักมานอกจากหัวหน้างาน

            'ไม่ได้เจอหน้ากันมาหลายปีแล้วนะ'

            'นานๆ ทีโรงเรียนจะจัดคืนสู่เหย้า'

            'ทุกคนตกลงมาหมด'

            'ยกเว้นมึงที่ไม่ตอบกูเนี่ย'

            เขาได้แต่นั่งมองข้อความบนหน้าจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ เด้งขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นลักษณะการอ่านที่ไม่ยอมแสดงตัวว่าอ่านและไม่ตอบ จนกระทั่งข้อความหนึ่งเด้งขึ้นมา

            'ไอ้เพื่อนก็มานะมึง'

            อ่านจบมือก็เอื้อมไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาปลดล็อกแทบจะในทันที ข้อความจากเพื่อนเก่าสมัยมัธยมปลายยังขึ้นเด้งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่เพียงเพราะชื่อของคนคนเดียวกลับทำให้เขาสนใจที่จะคุยมากกว่าเดิม

            'ตั้งแต่เรียนจบกูยังไม่เคยเจอหน้ามันเลย'

            'ได้ข่าวว่ามันกลับมาอยู่บ้านได้เป็นสองสามเดือนแล้ว'

            'ถ้าน้ำกับคชาไม่บังเอิญไปเจอคงไม่เห็นหัวมันจริงๆ'

            เขานั่งนิ่งมองหน้าจอมือถืออยู่นาน คำบอกเล่าของเพื่อนเก่าช่วยขุดความทรงจำสมัยมัธยมให้หวนกลับไปนึกถึง

คิดถึงห้องเรียน คิดถึงความวุ่นวาย คิดถึงเสียงหัวเราะ คิดถึงมิตรภาพ คิดถึงเพื่อน และคิดถึงใครบางคนที่ชื่อ 'เพื่อน'

            'ไอ้หลง สรุปว่าไงมึง จะมาไหม'

            คำถามเริ่มทำให้เขาคิดหนัก ก่อนหน้านี้ปฏิเสธไปเป็นร้อยรอบแล้วว่าไม่ไปเพราะงานที่กองอยู่ท่วมหัวจนต้องอยู่ทำโอทีทุกวัน แต่จิตใจคนเราย่อมเปลี่ยนกันได้เมื่อมีบางอย่างเข้ามากระตุ้น เอาเป็นว่าเขาจะยอมเคลียร์งานทั้งหมดให้เสร็จเพื่อไปงานที่โดนตื้อมาร่วมสัปดาห์นี้แล้วกัน

            'กูไปก็ได้'

 

            งานคืนสู่เหย้าจัดขึ้นในคืนวันเสาร์ เคลียร์งานที่ออฟฟิศเสร็จหลงก็บึ่งรถกลับบ้านอาบน้ำอาบท่าถึงได้เดินทางไปที่โรงเรียนต่อ

            เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนกับสแลคสีดำถูกเลือกเป็นเครื่องแต่งกายสำหรับคืนนี้ ความจริงแล้วมันไม่ได้ต่างจากชุดที่ใส่ไปทำงานทุกวันนัก เพราะชีวิตของหลงไม่ได้มีอะไรมากกว่าการไปทำงานและช่วยกิจการในครอบครัว

            รถกระบะสี่ประตูที่ได้เป็นของขวัญเรียนจบเมื่อสามปีก่อนแล่นไปตามถนนโล่งๆ ในช่วงเย็นของวันหยุด ลานกิจกรรมโล่งๆ ข้างโรงเรียนถูกใช้เป็นที่จอดรถชั่วคราว ดับเครื่องยนต์ยังไม่ทันจะลงรถเพื่อนตัวดีที่ตามจิกตลอดสัปดาห์ก็โทรมา

            (อยู่ไหนแล้วมึง)

            "ลานโล่ง กำลังจะเข้างาน"

            (กูก็เพิ่งถึง รอหน้าโรงเรียนนะ เดี๋ยวเข้าพร้อมกัน)

            "โอเค"

            เสียงดนตรีจากในโรงเรียนดังมาถึงข้างสวนเมื่อก้าวลงจากรถ เดินไปถึงหน้าโรงเรียนก็เจอกับเล็ก พ่อลูกอ่อนร่างสูงชะลูดตัวโตไม่สมกับชื่อยืนก้มหน้าจิ้มโทรศัพท์อยู่ คาดว่าคงโทรตามจิกเพื่อนคนอื่นที่ยังมาไม่ถึง

            "ไอ้เล็ก" เรียกชื่อออกไปคนที่ก้มหน้าก้มตาอยู่ถึงได้เงยขึ้นมามอง รอยยิ้มกว้างฉายบนใบหน้าก่อนฝ่ามือใหญ่จะฟาดเข้าที่ต้นแขนเต็มรัก

            "ไงมึง ไม่เจอซะนาน ซูบลงอีกแล้วป่ะวะ"

            "สัด! เจ็บ"

            "ไปๆ เข้างาน พวกไอ้ขวัญมาถึงตั้งนานแล้ว" เล็กหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีวาดแขนโอบรอบคอเพื่อนแล้วพาเดินเข้างาน

            ที่นี่เป็นโรงเรียนมัธยมเก่าแก่อายุเกือบร้อยปี ปีๆ หนึ่งมีนักเรียนประมาณสองถึงสามพันคน สนามกีฬาที่อยู่ใต้โดมขนาดใหญ่ถูกใช้สำหรับจัดโต๊ะจีน เวทีตั้งอยู่หน้าเสาธง แต่ด้วยพื้นที่โรงเรียนที่มีอยู่น้อยนิดเลยทำให้ดูแออัดไปสักหน่อย ไหนจะจำนวนคนที่ทยอยเข้ามาในงานเรื่อยๆ ดูไปแล้วสถานที่แห่งนี้ไม่น่าจะจุแขกทั้งหมดได้พอ

            สองหนุ่มเดินลัดเลาะไปตามขอบสนาม โต๊ะของพวกเขาอยู่ค่อนไปทางด้านหลังเกือบจะท้ายสุด ถูกจับจองด้วยชายหนุ่มห้าคนห้าสไตล์กับอีกหนึ่งสาวที่กำลังโบกมือส่งเสียงทักทายมาให้

            "ไงมึง กว่าจะโผล่มา" คนแรกที่ทักขึ้นคือขวัญ ตี๋จ้ำหม่ำอดีตเพื่อนที่เคยซี้ที่สุดของหลงสมัยเรียน

            "งานมันยุ่ง"

            "อ้างงานตลอด" เสริมด้วยโหน่ง วิศวกรผิวเข้มผอมแห้งที่หนีบเอาแฟนสาวรุ่นน้องมาด้วย คบกันมานานตั้งแต่สมัย ม.สี่ แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะประกาศแต่งสักที

            "มึงรู้มั้ยวันๆ กูต้องเจอกับอะไรบ้าง" หลงทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ว่างใกล้ๆ ติดกับขวัญแล้วก็เล็ก จากนั้นก็เริ่มสาธยายงานของตัวเองให้เพื่อนฟัง แต่พูดได้ไม่กี่ประโยคก็โดนยกมือห้าม

            'หลงหลับ' คือฉายที่สมัยก่อนเพื่อนชอบเรียก ถ้าเปิดโอกาสให้พูดอย่าหวังว่าใครจะเข้ามาขัดได้ พูดจนเพื่อนหลับมาแล้วก็เคย

            "แล้วเมื่อไรเจ้าภาพจะมาวะ" เก้ ไกด์เกาหลีตัวเล็กที่สุดในกลุ่มร้องถามพาลทำให้ทั้งโต๊ะเงียบกริบ หันไปมองเล็กที่ยังจดจ่อกับมือถืออย่างพร้อมเพรียงกัน

            "ใกล้ถึงแล้ว แต่มันบอกว่าไม่มีบัตรเข้างานว่ะ"

            "เอ้า!" ทั้งโต๊ะร้องขึ้นพร้อมกัน

            เหตุผลหนึ่งที่พวกเขานัดรวมพลกันมาครบแก๊งก็เพราะวันนี้เป็นวันสำคัญของคนที่ยังมาไม่มีถึง เป็นวันเกิดที่ตรงกับวันจัดงานคืนสู่เหย้า ทุกคนเลยเห็นพ้องต้องกันว่ายังไงสมาชิกก็ต้องมากลับมาเจอกันในวันนี้ ถือเป็นการฉลองที่ได้กลับคืนถิ่นและฉลองงานวันเกิดให้เพื่อนในกลุ่มไปเลยทีเดียว

            "ให้มันซื้อบัตรหน้างานแล้วรีบๆ เข้ามา มึงออกไปรอรับมันเลยเล็ก" นารอน หนุ่มอิสลามเพียงคนเดียวในกลุ่มเสนอ ในขณะที่คนโดนใช้ยังจดจ่อกับมือถือไม่เลิก แล้วคำตอบที่ได้กลับมาทำให้ทุกคนแทบจะล้มโต๊ะ

            "มันบอกไม่มีตังค์"

            "ห่ามันหนิ" เต้ย หนุ่มจากอีสานโผงออกมาทันที

            แล้วทุกคนในกลุ่มก็ได้แต่นั่งกุมขมับกับความเยอะแยะวุ่นวายของเพื่อนที่ชื่อ 'เพื่อน'

            สุดท้ายทุกคนเลยช่วยกันออกเงินซื้อบัตรเข้างานให้เจ้าภาพที่เพิ่งทราบว่ามารออยู่หน้าโรงเรียนแล้วเป็นที่เรียบร้อย โดยที่ขวัญอาสาเป็นคนออกไปรับด้วยตัวเอง

            หายไปไม่ถึงสิบนาทีตี๋ใหญ่จากสระแก้วก็เดินบ่นเป็นหมีกินผึ้งโดยมีผู้ชายตัวสูงผมซอยชี้ไม่เป็นทรงยิ้มแห้งๆ ฟังคำบ่นเดินตามหลัง ทันทีที่หันไปเห็นผู้มาใหม่ทั้งโต๊ะแทบจะลุกขึ้นพร้อมกัน เป้าหมายคือเพื่อนที่ชื่อเพื่อน อยากจะตบกบาลสักคนละทีให้หายหมั่นไส้โทษฐานที่ตามตัวยากเสียเหลือเกิน

            "ไม่เคยจะติดต่อกลับ"

            "กูนึกว่าตายห่าอยู่เชียงรายไปแล้ว"

            "ขาวขึ้นป้ะวะ"

            "มึงเป็นแวมไพรป้ะเนี่ย หน้าไม่เปลี่ยนเลย"

            "มานี่เลยมึงมานี่" เล็กคว้าแขนผู้มาใหม่แหวงฝูงเพื่อนที่รายล้อมให้มานั่งลงที่โต๊ะ กลุ่มแร้งทึ้งถึงได้สลายกลับไปนั่งที่ใครที่มัน

            เพื่อนถูกจับให้นั่งหันหลังให้เวที เสียงโหวกเหวกโวยวายสอบถามสารทุกข์สุขดิบจากคนในกลุ่มเริ่มดังขึ้น ทว่าสายตาของเพื่อนกลับจับจ้องอยู่ที่ใครบางคนจนไม่อาจละไปไหนได้ คนที่เหมือนจะรู้จักแต่ก็ไม่รู้จัก ผู้ชายหน้าตาคุ้นแสนคุ้นที่นั่งตรงข้ามกับเขา

            "ไงมึง อึ้งเลย" เก้ที่นั่งข้างกันเอี้ยวตัวมากอดคอ ยักคิ้วหลิ่วตาชอบอกชอบใจ

            "ให้มึงทาย" ขวัญใช้ศอกกระทุ้งแล้วพยักพเยิดหน้าไปยังคนที่ทำให้เพื่อนแปลกใจจนกระทั่งป่านนี้ก็ยังนั่งนิ่งอยู่

            ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจ้องมองบุคคลปริศนาอย่างใช้ความคิด มองคนตรงหน้าสลับกับกลุ่มเพื่อนแล้วตาสองชั้นหลบในก็เบิกกว้าง เมื่อคำตอบที่น่าจะใช่ที่สุดปรากฏขึ้นมาในใจ

            "หลง?" ถามออกไปอย่างไม่แน่ใจนัก แต่เมื่อได้รับคำตอบเป็นการพยักหน้ายิ่งทำให้ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นกว่าเดิม

            หลง คนที่เคยมีน้ำหนักมากที่สุดในกลุ่มตอนนี้เปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม จากเด็กอ้วนกลายเป็นหนุ่มหล่อ กับตัวเขาที่แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย


----ติดตามตอนต่อไป----


แอบมาเปิดเรื่องใหม่ เพราะรู้สึกว่าถ้าไม่เปิดไม่ยอมลงไว้ก็จะไม่เสร็จสักที TT

ฝากหลงเพื่อนด้วยนะคะ เป็นชื่อเล่นของเรื่องเลย

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน เจอกันตอนหน้าค่า

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-12-2017 20:10:13 โดย kinsang »

ออฟไลน์ ImInDragon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 58
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
เข้ามารอออค่าาาา

ออฟไลน์ yasperjer

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 500
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
เนื้อเรื่องน่าสนใจมาก รอติดตามนะคะ
ตอนนี้ยัวเดาโพสิชั่นไม่ออก รอตอนหน้าค่า

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4015
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
หลงแอบชอบเพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนหรือเปล่าคะเนี่ย?  ชอบชื่อเล่นของเรื่อง ถ้าติดแท็ก #หลงเพื่อน ต้องน่ารักมากแน่ๆค่ะ  :o8:

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ฝันครั้งที่ 1

            กลุ่มเพื่อนรักที่ห่างเหินกันไปนานพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติท่ามกลางเสียงอึกทึกโดยรอบ ทุกคนต่างแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้พบเจอ การงาน ความรัก ครอบครัว เว้นก็แต่เจ้าของวันเกิดที่นั่งเงียบไม่พูดไม่จา สายตาของเขาจับจ้องที่ใครคนหนึ่ง คนที่ทำให้แปลกใจไม่หาย เพราะเหตุใดกันจึงเปลี่ยนไปได้เพียงนี้

            "ไอ้เพื่อน อยากเป่าเค้กมั้ย" เสียงเรียกจากขวัญทำให้เพื่อนละสายตาจากบุคคลที่จ้องมองอยู่ เขาส่ายหน้าปฏิเสธ แต่เป็นเล็กที่พูดสวนขึ้นมาแทน

            "ส่ายหน้าได้ไงวะ กูอุตส่าห์ไปซื้อมา ร้านซาซากิเลยนะมึง โหน่งเอาขึ้นมาดิ๊"

            "แท่น แท้น" โหน่งหยิบเค้กที่วางอยู่บนตักขึ้นมาพร้อมทำเสียงประกอบ

            "กูก็นึกว่าเค้กปอนด์" เก้ว่า

            "เค้กมอคค่าชิ้นละสี่สิบบาท" เสริมด้วยนารอน

            "เออน่า กินๆ ไป กูรู้เพื่อนมันชอบเหล้ามากกว่าของหวานเลยเอาไอ้นี่มาด้วย" ถุงผ้าถูกหยิบขึ้นมาวางบนโต๊ะ เล็กยิ้มกริ่มเปิดของขวัญจริงๆ ที่ตั้งใจเอามาฝากให้เพื่อนดู แล้วทุกคนก็ส่งเสียงโห่ร้องอย่างชอบใจ

            งานนี้งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ มันถูกระบุชัดเจนบนบัตรเข้างาน แต่มีหรือศิษย์ที่ขยันแหกกฎเป็นกิจวัตรจะยอมเชื่อฟังโดยง่าย ในเมื่อในงานไม่เสิร์ฟเอามาเองก็สิ้นเรื่อง เป็นงานฉลองทั้งทีจะขาดสิ่งนี้ไปได้อย่างไร

            เทียนเล่มเล็กปักบนเค้กราคาสี่สิบบาทให้เจ้าของวันเกิดเป่าพอเป็นพิธี เพื่อนๆ ต่างพากันอวยพร ใครพูดอะไรบ้างก็จับใจความไม่ค่อยได้นักเพราะแต่ละคนเสียงดังโวยวายเสียเหลือเกิน ทว่ามีเพียงคำอวยพรเดียวที่เพื่อนได้ยิน คำอวยพรจากคนที่เขาเอาแต่จับจ้องตั้งแต่ได้นั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน

            "มีความสุขมากๆ นะ"

            ก็แค่คำอวยพรธรรมดาๆ ไร้ความพิเศษไร้ความหวือหวา แต่กลับมีความสุขกว่าครั้งไหนๆ ที่ได้ยิน

            การแสดงบนเวทีจากนักเรียนรุ่นปัจจุบันเริ่มขึ้นพร้อมๆ กับแอลกอฮอล์ที่ซึมซาบเข้าสู่ร่างกาย เพลงจังหวะแบบนี้ ดนตรีที่ทันสมัย รวมถึงท่าเต้นอันพร้อมเพรียง มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นเพลงฮิตจากเกาหลี ทำเอาความทรงจำครั้งวัยเยาว์ถูกขุดขึ้นมาจนพากันหัวเราะครื้นทั้งโต๊ะ

            "มึงจำได้ป้ะ ไอ้ขวัญกับไอ้เพื่อน"

            "เออแม่ง สมัยนั้นโคตรฮอต รุ่นน้องกรี๊ดกันกระจาย"

            "พี่เพื่อนขา พี่ขวัญขา"

            "ขอถ่ายรูปหน่อยค่ะ"

            เจ้าของชื่อทั้งสองที่โดนแซวแสดงท่าทีออกมาแตกต่างกัน ขวัญโวยวาย ในขณะที่เพื่อนเอาแต่ยิ้มจนเห็นลักยิ้มน้อยๆ ที่แก้มขวา ยกแก้วเหล้าขึ้นจิบก่อนสบตาคนที่นั่งอยู่ฝั่งข้าม

            ใช่...เขายังจำได้ดี จำได้แม่น เพราะมันคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้สนิทสนมจนกลายเป็นเพื่อนกัน

 

            ม.4 เทอม 2

            มันเป็นเรื่องสมัยมัธยมปลาย ผ่านมาเก้าถึงสิบปีเห็นจะได้ ตอนนั้นพวกเขาเรียนอยู่ ม.5 มีเพื่อนร่วมก๊วนทั้งหมดแปดคน ทุกคนไม่ได้สนิทกันมาตั้งแต่แรก รวมแก๊งได้ยังไงก็ไม่แน่ใจนัก คับคล้ายคับคลาว่ามาจากการเต้นโคฟเวอร์วงเกาหลี กิจกรรมยอดฮิตที่เพื่อนตาตี่คลั่งไคล้เสียเหลือเกิน

            "ไปเต้นด้วยกันนะ ขาดอีกสองตำแหน่ง สาวกรี๊ดเยอะนะเว้ย"

            "ไม่เอาอ่ะ เต้นไม่เป็น"

            "ไม่เป็นไรฝึกได้"

            "ไม่ดีกว่า"

            บทสนทนานี้เป็นของขวัญกับเพื่อน หนุ่มตาตี่กับหนุ่มหน้าตาดีขวัญใจรุ่นพี่รุ่นน้องรวมถึงเพื่อนร่วมห้อง ตอนนี้ขวัญกำลังจีบเพื่อนอยู่ จีบในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าจะเอามาเป็นแฟน แต่จีบเพื่อชวนไปเข้าวงโคฟเวอร์แดนซ์เกาหลีที่ขวัญกับเพื่อนต่างโรงเรียนช่วยกันฟอร์มวงขึ้นมา

            "มึงช่วยกูพูดหน่อยดิ" แล้วขวัญก็หันมาขอความช่วยเหลือจากหลง หนุ่มอ้วนน้ำหนักเกือบร้อยกิโลที่ได้แต่กะพริบตามองปริบๆ ก็ไอ้นักร้องที่เพื่อนพูดถึงกันอยู่เขารู้จักเสียที่ไหน แล้วจะชักชวนให้น่าสนใจได้ยังไงในเมื่อเขายังไม่เข้าใจคำว่าโคฟเวอร์แดนซ์เลย แต่คนใจดีอย่างหลงก็ยังช่วยเท่าที่จะช่วยได้

            "ช่วยมันหน่อยนะ"

            คนถูกชวนยิ้มบางๆ จนเห็นลักยิ้ม ยิ้มแบบที่พวกรุ่นพี่รุ่นน้องชอบ ยิ้มแล้วตาหยีๆ พาบรรยากาศรอบตัวสดใสไปหมด เพื่อนไม่ได้มีท่าทีรำคาญแต่คงลำบากใจอยู่ไม่น้อย เพราะโดนขวัญตามตื้อมาเป็นอาทิตย์แล้ว

            "เถอะนะๆ เดือนหน้าจะไปออดิชั่นแล้วคนยังไม่ครบเลย"

            "เต้นวงอะไรนะ"

            "ซุปเปอร์จูเนียร์"

            "ไม่รู้จักอะ"

            "ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวช่วยเอง"

            เพื่อนเงียบเหมือนกำลังคิด คนชวนก็พลอยลุ้นตามไปด้วย ใครก็อยากได้คนหน้าตาดีมาร่วมทีม เรื่องเต้นมันฝึกกันได้ จากที่สังเกตการณ์มาอยู่สักพัก สกิลการขยับร่างกายของเพื่อนเองก็ไม่เลวเท่าไร

            นิ่งคิดอยู่นานจนเกือบจะถอดใจอีกรอบลักยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนแก้มขวา เพื่อนยิ้ม ขวัญกับหลงก็ยิ้ม พร้อมคำตอบที่ทำให้ต้องร้องเฮออกมาดังๆ

            "ลองดูก็ได้"

            "ขอบใจว่ะเพื่อน"

            แล้วการตามจีบเพื่อนของขวัญก็จบลงด้วยประการฉะนี้

            หลังจากหาคนได้ครบวงทั้งสองก็นัดแนะกันไปซ้อมเต้นแถวรังสิตเพราะเด็กในวงส่วนใหญ่อยู่แถวนั้น หลงไม่ได้ตามไปด้วยแต่ขวัญชอบเอาข่าวคราวมาอัพเดตให้ฟังประจำ จนวันออดิชั่นเพื่อนๆ ถึงได้ตามไปดู ผลที่ออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจนักแต่ก็ถือว่าทำได้ดีในระดับหนึ่ง วงสมัครออดิชั่นเป็นร้อยวงผ่านแค่สิบกว่าวง ถ้าวงน้องใหม่โนเนมผ่านเข้าไปได้คงเซอร์ไพรส์กันน่าดู

            หลังจากผ่านงานออดิชั่นงานเดียววงที่อุตส่าห์รวมรวบกันมาเป็นเดือนก็แตกกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง ขวัญกับเพื่อนเลิกเต้น แต่กิจกรรมดังกล่าวก็ทำให้สนิทสนมกันมากขึ้น จนรวมกลุ่มเพื่อนสองกลุ่มเข้าด้วยกัน กลุ่มเพื่อนมีสี่คน กลุ่มขวัญก็มีสี่คน รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่แปดคนครองมุมซ้ายหลังห้องเรียน

            แต่ถึงจะเลิกเต้นไปความโด่งดังของเพื่อนก็ไม่ได้ลดลงเท่าไร แน่ล่ะ ก็ในเมื่อชื่อเสียงนั้นมีมาอยู่ก่อนแล้ว หลังจากได้เปิดตัวให้ชาวโลกรู้จักมีแต่จะดังขึ้นเสียด้วยซ้ำ ความโด่งดังในระยะสั้นๆ และไม่ยั่งยืน

 

            ความครื้นเครงในงานคืนสู่เหย้ายังคงดำเนินต่อไปจนเข็มนาฬิกาวนมาที่เลขสิบ สติที่เคยครบถ้วนเริ่มขาดหาย ภาพที่เคยชัดก็เหมือนน้ำนิ่งที่มีคนปาหินลงไป กว่าจะรู้ตัวว่าเมาก็ตอนของเหลวสีอำพันเหลืออยู่เพียงก้นขวด

            "ไหวมั้ยเนี่ย" คนที่แทบไม่แตะแอลกอฮอล์เลยอย่างเล็กเอ่ยถาม เขาต้องขับรถกลับเอง ผิดกับเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างกัน รายนี้ไม่มีรถ เลยคิดว่ากินได้เต็มที่จนหัวแทบจะตั้งไม่อยู่อยู่แล้ว

            "ไหว"

            "แต่กูว่าไม่ไหว กินคนเดียวจะหมดขวด มีมึงเมาอยู่คนเดียวเนี่ย"

            "กูไม่เมา"

            "คนเมาแม่งก็ชอบพูดแบบนี้"

            คนโดนว่าฉีกยิ้มกว้างโชว์แก้มปุ๋มข้างขวา แต่แล้วก็ปรับโหมดกะทันหันนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา พยายามครองสติที่เหลืออยู่น้อยนิด ถ้าลองได้ล้มตัวสักหน่อยล่ะก็คงนอนยาวเป็นแน่ แต่ตอนนี้เขาอยากจะอ้วกมากกว่า

            "เดี๋ยวมานะ" เพื่อนบอกก่อนค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน ภาพด้านหน้าโคลงเคลงคล้ายแผ่นดินไหวจนต้องหาหลักคว้าเอาไว้ เวียนหัวมวนท้อง ไอ้สิ่งที่กินลงไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนก็อยากจะออกมาเสียเหลือเกิน

            "มึงจะไปไหน ห้องน้ำเหรอ" เล็กช่วยลุกขึ้นพยุง แต่ดูท่าเพื่อนของเขาจะไม่สะดวกตอบนัก มือที่ยกขึ้นปิดปากกับสีหน้าพะอืดพะอมแทนคำตอบได้เป็นอย่างดี

            "กูว่าแม่งจะอ้วก"

            "เล็กพามันไปห้องน้ำดิ๊"

            สมาชิกบนโต๊ะต่างรู้คำตอบ พากันโบกมือให้เล็กรีบพยุงเพื่อนออกไป

            เพื่อนไม่ชอบเวลาเมาเหล้า หรือถ้ากินก็ไม่ได้อยากกินให้เมาหนักนัก เวลาเมามันมึนหัวและทรมาน แต่พอได้กินแล้วก็ห้ามไม่อยู่ทุกที ถ้าไม่เมาจนอ้วกก็จะไม่เลิกกิน สมัยเรียนมหา'ลัยเคยไปนั่งกินคนเดียวจนเมาเละกลับหอไม่ไหวอยู่หลายครั้ง เดือดร้อนรูมเมทต้องมาหิ้วกลับไป บางครั้งมันทนไม่ไหวทิ้งให้นอนข้างทางก็มี แต่นั่นมันเรื่องสมัยก่อน หากลองนับนิ้วดูเขาไม่ได้ดื่มหนักมาร่วมปีแล้ว นานจนเกือบลืมไปว่าความทรมานตอนเมามันเป็นยังไง

            ประคองมาจนถึงห้องน้ำเพื่อนก็พุ่งเข้าหาอ่างล้างมือที่อยู่ด้านหน้า ปล่อยให้สิ่งที่มันพยายามจะออกมาทิ้งลงอ่างโดยมีเล็กคอยลูบหลังพร้อมบ่นไปด้วย

            "ใครให้มึงกินเยอะขนาดนี้วะ"

            ...ก็พวกมึงไม่ใช่เหรอ รินเอาๆ...

            "กินเหมือนไม่เคยกิน"

            ...ก็ห่างมานานเหมือนกัน...

            "ทั้งโต๊ะมีมึงเมาอยู่คนเดียวเนี่ย"

            ...มันก็มีเหตุผล...

            "เออ แล้วจะให้ใครไปส่งมึงดีวะ กูไม่ได้อยู่เส้นนั้นแล้วนะ"

            ...รู้อยู่แล้ว...

            "คงต้องให้ไอ้หลงไปส่ง"

            เพื่อนกวักน้ำล้างปากล้างหน้าก่อนปิดก๊อก พอยันตัวให้ยืนตรงก็เซอีกรอบจนเล็กต้องคว้าแขนเอาไว้แล้วส่ายหน้า

            "ไป กลับบ้านได้แล้วมึง" แล้วเขาก็ถูกเล็กลากกลับไปที่โต๊ะ

            งานยังไม่เลิกแต่โต๊ะนี้ถึงเวลาอันสมควรที่ต้องแยกย้าย โหน่งกับแฟนสาวรุ่นน้อง เก้ ขวัญและเต้ยจะไปต่อกันที่อื่น ส่วนที่เหลือนั้นตรงกลับบ้าน มีการตกลงแกมบังคับให้หลงไปส่งเพื่อนเพราะบ้านอยู่ทางเดียวกัน ถึงจะไกลกันเป็นสิบกว่ากิโลก็ตาม

            เล็กกับหลงช่วยกันพยุงเพื่อนไปขึ้นรถ ก่อนพ่อลูกอ่อนจะขอตัวบึ่งรถกลับไปหาภรรยาที่บ้าน เหลือไว้เพียงคนเมาที่นั่งหลับคอพับอยู่บนเบาะข้างคนขับ ความเงียบสงัดกับบรรยากาศแปลกๆ ที่ยากจะรับมือ

            ความห่างเหินมักทำให้บางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนแปลง ความสัมพันธ์ระหว่างเขาทั้งสองก็คงเช่นกัน

            หลงดึงเข็มขัดนิรภัยคาดให้คนเมาก่อนขึ้นระจำที่นั่งตัวเอง ออกรถขับไปตามทางเงียบๆ ไร้เสียงเพลงจากวิทยุคลื่นโปรดที่ชอบฟังขณะขับรถ มีเพียงสมองที่กำลังทำงานอย่างหนัก เขาจะทำอย่างไรกับคนที่เมาไม่ได้สติดี ครั้นปลุกมาคุยก็คงพูดไม่รู้เรื่องนัก จะพากลับบ้านที่เขาเคยไปแค่ไม่กี่ครั้ง หรือพาไปนอนบ้านตัวเอง ทุกตัวเลือกล้วนเป็นสิ่งที่หลงคิดไม่ตก เพราะบางสิ่งบางอย่างที่ยังค้างคา เพราะอดีตที่คล้ายจะจบไม่สวย เพราะความคิดอันขัดแย้งสับสน เขาควรจะทำยังไงกับสถานการณ์ตอนนี้ดี

            "หลง"

            แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมา คนที่เขาคิดว่าเมาหลับไปแล้วกำลังมองมาทางนี้ มองด้วยสายตาที่ใช้มองเขาตลอดเวลาที่อยู่ในงาน

            "นึกว่าหลับ"

            "ไม่ได้หลับ ปวดหัว"

            "ก็เมาซะขนาดนี้"

            "จะไปไหน"

            "กลับบ้านไง"

            "บ้านใคร"

            คำถามจากเพื่อนทำให้หลงชะงักไปชั่วครู่ บ้านใครงั้นเหรอ เขาเองก็ยังไม่ได้คำตอบเหมือนกัน

            "บ้านเพื่อนก็ได้ เดี๋ยวไปส่งที่บ้าน"

            คำตอบกับสรรพนามที่ใช้เรียกทำให้คนเมาหลุดยิ้ม มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเรียน น่าแปลกที่กับเพื่อนในกลุ่มต่างใช้สรรพนามแทนตัวว่ามึงกู แต่กับเขา คนที่ไม่ได้คุยกันบ่อยนัก หลงกลับเรียกเขาด้วยชื่อเล่น และแทบไม่มีสักครั้งที่คนคนนี้จะแทนตัวเองว่ากู

            เพราะความห่างเหินที่มีมาตั้งแต่เรียนด้วยกันอย่างนั้นเหรอ

            ไม่ใช่เสียหน่อย

            "เปลี่ยนไปเยอะเลยนะ"

            คำพูดลอยๆ คล้ายกับไร้ที่มาที่ไปทำให้หลงหันไปมองคนเมาก่อนกลับมาถนนใจถนนตรงหน้าที่ถูกรายล้อมไปด้วยความมืด ที่นี่อยู่ชายขอบกรุงเทพฯ เป็นถนนเส้นยาวกว่ายี่สิบกิโลเมตรโดยที่ไม่มีไฟแดง ไม่ถึงกับทันสมัยแต่ก็ใช่ว่าไม่มีความเจริญ อย่างน้อยถนนเส้นนี้ก็เป็นถนนหกเลนที่มีตลาด ร้านค้า ร้านอาหาร และหมู่บ้านเล็กใหญ่ตลอดเส้นทาง

            รถกระบะสี่ประตูทำความเร็วเกือบร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงวิ่งผ่านสวนสาธารณะเล็กๆ หลังจากเลี้ยวเข้ามาในถนนเส้นนี้ได้ไม่นาน เพื่อนผงกหัวขึ้นมองตาม เขาไม่ได้อยากจะชมสวนตอนกลางคืน แต่มองเลยเข้าไปยังสถานที่ที่อยู่หลังสวน

            "เลยบ้านแล้ว"

            "จำได้เหรอ"

            "จำได้ดิ แล้วหลงจำบ้านเราได้เปล่า"

            "ได้มั้ง"

            "ทำไมมั้ง...อุ้บ!"

            หลงเหล่มองคนเมาที่จู่ๆ ก็ทำหน้าพะอืดพะอมขึ้นมา หลังจากอ้วกไปแล้วรอบหนึ่งอาการเพื่อนก็เหมือนจะดีขึ้น แต่จะปล่อยให้มาอ้วกบนรถแบบนี้ไม่ดีแน่

            "ไหวเปล่า ให้จอดก่อนมั้ย"

            คนเมาส่ายหน้า หลับตาเอนหัวพิงเบาะก่อนสงบปากสงบคำไม่พูดอะไรอีก อาการแบบนี้เดาได้ไม่ยาก คงจะฝืนสังขารมากไป

            ความเงียบเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง รถแล่นไปตามถนนเส้นตรง แถวนี้ยิ่งดึกยิ่งเงียบ อันที่จริงตอนกลางวันก็ไม่ได้คึกคักเท่าไรนอกจากมีงานเทศกาลตามวัดตามห้างสรรพสินค้า หรือไม่ก็บ้านใดบ้านหนึ่งจัดงานแต่งงานบวช

            เลยมาไกลจนเกือบถึงสำนักงานเขต หลงก็เลี้ยวรถเข้าซอยของหมู่บ้านหนึ่งบนถนนเส้นนี้ หมู่บ้านที่เขาเคยมาสมัยมัธยมแค่ไม่กี่ครั้งแต่กลับจำเส้นทางได้ขึ้นใจ บ้านหลังไหน เลขที่เท่าไร ที่นี่เปลี่ยนแปลงไปไม่มากนัก บ้านเดี่ยวสองชั้นที่มีอ่างบัวตั้งอยู่หน้าบ้านก็เช่นกัน

            "ถึงบ้านแล้ว" หลงเขย่าไหล่ปลุกเพื่อนให้ตื่น

            คนเมางัวเงียลืมตาขึ้นมองไปนอกรถด้วยสีหน้ามึนงง บ้านเลขที่นี้มีอ่างบัวหน้าบ้านหลังนี้คือบ้านเพื่อนแน่นอนหลงจำได้แม่น แม้ไฟในบ้านจะปิดทุกดวงกระทั่งหน้าบ้านก็ตาม

            "ถึงแล้ว"

            "ไปส่งในบ้านหน่อย" คนเมาร้องขอพลางปลดเข็มขัด เปิดประตูจะก้าวลงจนหลงต้องคว้าแขนเอาไว้ เพราะขืนปล่อยให้กระโดดลงสองขาลงไปแบบนี้มีหวังหัวทิ่มแน่ รถกระบะมันสูงไม่เหมือนรถเก๋ง

            "รอก่อน นั่งเฉยๆ นี่แหละ" ดึงแขนเพื่อนให้กลับมานั่งที่เดิมได้หลงก็ดับเครื่อง ปลดเข็มขัดเปิดประตูเดินอ้อมไปประตูอีกฝั่งก่อนช่วยพยุงเพื่อนลงมา

            "ขอบใจ" เท้าแตะพื้นทรงตัวได้ก็ยิ้มโชว์ลักยิ้ม เดินเอียงอย่างคนทรงตัวไม่อยู่ไปหน้าประตูรั้วใช้เวลาหลายนาทีกว่าจะหากุญแจเจอ และอีกหลายนาทีกว่าจะเข้าบ้านได้สำเร็จ

            ไฟในบ้านเปิดสว่างเพื่อนก็เซไปล้มตัวนอนบนโซฟา คนเป็นแขกเลยต้องช่วยปิดประตูให้พลางมองสำรวจภายในบ้านที่การตกแต่งดูจะต่างจากเมื่อหลายปีก่อนค่อนข้างมาก แต่ที่สะดุดตาหลงที่สุดเห็นจะเป็นรูปวาดหมีโคล่าที่ใส่กรอบตั้งอยู่บนชั้นวางทีวี

            "ไม่มีใครอยู่"

            แต่ก่อนจะได้รำลึกความหลังอะไรมากไปกว่านี้เจ้าของบ้านก็ขัดจังหวะขึ้นมา เพื่อนยันตัวลุกขึ้นนั่งพลางตบที่ว่างข้างๆ บนโซฟา

            "มานั่งก่อน"

            หลงมองอย่างช่างใจ ไม่มีข้ออ้างที่จะใช้ปฏิเสธ ใช่ว่าไม่อยากอยู่ แต่บางอย่างที่ยังติดค้างในใจบอกให้เขารีบกลับจะดีกว่า

            "รีบกลับเหรอ คุยกันก่อนดิ ไม่ได้เจอตั้งนาน"

            ทว่าเมื่อถูกเอ่ยชวนอีกรอบขาเจ้ากรรมดันก้าวเข้าไปหาอย่างห้ามไม่ได้ ยอมให้ทุกครั้ง ไม่เคยจะขัดใจได้เลยสิน่า

            เพื่อนยิ้มตาเยิ้มตามแบบฉบับคนเมา คล้ายคนไม่มีสติแต่ก็เหมือนรับรู้ทุกสิ่งอย่าง ระหว่างเขาสองคนมีเรื่องราวที่กลุ่มเพื่อนไม่เคยรับรู้เกิดขึ้น เรื่องราวบางอย่างที่ทำให้เพื่อนคนนี้หนีไปไกลถึงเชียงใหม่ ปิดกั้น ไร้การติดต่อ มันดูเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับเพื่อนในกลุ่มเพราะนิสัยที่ไม่ค่อยชอบสุงสิงกับผู้คนเป็นทุนเดิม อารมณ์ติสท์ชอบทำอะไรคนเดียว แต่หลงรู้ รู้ว่าที่เพื่อนหายหน้าหายตาไปกว่าเจ็ดแปดปีเป็นเพราะอะไร

            คงเพราะอยากจะตัดให้ขาด...ตัดขาดจากหลงคนนี้

            ออกจากวังวนที่รู้ว่าแม้พยายามแค่ไหนมันก็ยังคงไร้ค่าเหมือนเดิม

            "ผอมลงเยอะเลยนะ"

            เพื่อนทักขึ้น เป็นความเปลี่ยนแปลงแรกที่เห็นในตัวหลงตั้งแต่อยู่ในงาน คนที่เคยน้ำหนักร่วมร้อยกิโลผ่านไปแปดปีที่ไม่ได้เจอหน้ากลับเปลี่ยนไปจนจำแทบไม่ได้ หากเดินสวนกันในที่สาธารณะเขาคงไม่คิดว่าเพื่อนคนนี้คือหลง เจ้าของท่อนแขนจ้ำม่ำนุ่มนิ่มที่เขาชอบ

            "อืม ก็ลดมาเรื่อยๆ"

            "มีแฟนเหรอ"

            "เปล่า"

            "ไม่น่าเชื่อ"

            จากคนที่เคยพูดมากจนเพื่อนหลับเวลานี้หลงกลับนึกคำต่อบทสนทนาไม่ออก ความรู้สึกผิดยังฝังลึกอยู่ในใจ แม้ความจริงมันไม่ใช่เรื่องที่เขาควรรู้สึกก็ตาม แล้วเพื่อนล่ะรู้สึกอะไรบ้างไหมในตอนนี้ ตอนที่อยู่ด้วยกันตามลำพัง ไม่เจ็บ ไม่โกรธเคืองอะไรบ้างเลยหรือ

            หรือเพราะเวลามันช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้ มันช่วยทำให้ลืมอดีตเลวร้ายไปหมดแล้ว

            รอยยิ้มกับลักยิ้มที่ใครๆ ต่างชื่นชอบยังเป็นเอกลักษณ์ที่น่าจดจำไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อนขยับตัวเข้ามาใกล้ ย่นระยะห่างให้น้อยลงอีกนิดในขณะที่อีกฝ่ายทำได้เพียงนั่งตัวแข็งทื่อ มองท่อนแขนของตัวเองที่มีเพียงกล้ามเนื้อไร้ไขมันนุ่มๆ อย่างเมื่อแปดปีก่อนถูกเพื่อนจับขึ้นมา

            "ไม่น่าหนุนแล้วว่ะ"

            และสิ่งที่ได้ฟังก็ทำให้หลงเจ็บในใจอย่างบอกไม่ถูก

            แขนถูกปล่อยให้วางลงข้างตัวเหมือนเดิม หลงยิ้มแหย สบตากับเพื่อนที่แทบไม่เปลี่ยนไปเลยตลอดแปดปี หน้าตา ส่วนสูง ผมที่ชี้โด่เด่ไม่ค่อยเป็นทรง รอยยิ้มและลักยิ้มข้างขวาที่เขาเองก็ชอบมอง กับความแปลกเฉพาะตัวอีกข้อ การเริ่มต้นพูดอะไรสักอย่างโดยไร้หัวข้อและที่มาที่ไป

            "ทำไงดีวะ"

            "ทำ...อะไร" หลงถามอย่างไม่แน่ใจนัก แต่เหมือนคนเมาไม่ได้คิดจะตอบอย่างตรงไปตรงมา

            "ผอมลงแล้ว"

            "..."

            "หน้าตาก็ดีแล้ว"

            "..."

            "แบบนี้ก็..."

            ประโยคถูกเว้นจังหวะเอาไว้ ระยะห่างที่น้อยลงอยู่แล้วถูกย่นให้ใกล้ยิ่งขึ้นเมื่อเพื่อนขยับเข้าหา คล้ายกับถูกสะกดไม่ให้ขัดขืน หลงนั่งนิ่งเหมือนโดนเชือกมัดเอาไว้ สบตา สัมผัสลมหายใจ และฟังเสียงที่อีกฝ่ายเอื้อนเอ่ยออกมา

            "จีบได้แล้วใช่มั้ย"

            ริมฝีปากถูกปิดไม่ให้ตอบ มันคือบัญชาจากเพื่อนว่าห้ามปฏิเสธ สัมผัสนุ่มที่เข้ามาฉวยโอกาสทีเผลอ แนบแน่น โหยหา แต่ไม่โลภมากจนเกินพอดี จูบแทนความคิดถึง แทนความรู้สึก แทนให้กับทุกอย่างที่ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทิ้งให้ได้รู้สึกอบอุ่นเพียงชั่วครู่ก็ผละออกมา

            หลงมองการกระทำสุดบ้าบอของเพื่อนด้วยอาการตกตะลึง หากเป็นคนอื่นเขาคงประเคนหมัดหนักๆ ให้สักที แต่เพราะเป็นเพื่อนคนนี้ เพราะสมองถูกสั่งให้ยั้งมือและทำเพียงแค่มองดู ไม่ต้องเอ่ยถามหรือทักท้วงใดๆ เพราะคำตอบที่อยากรู้มันแน่ชัดอยู่แล้ว

            คนเมาเอนหลังนอนหลับตาพิงโซฟา สังขารที่อุตส่าห์อดทนฝืนไว้มาได้ไกลเพียงเท่านี้ ทิ้งให้หลงอยู่ในความเคว้งคว้างกลางห้องนั่งเล่นที่ไม่คุ้นเคย กับคนที่จะเรียกว่าคุ้นเคยหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจนัก แต่ตอนนี้มีเพียงเรื่องเดียวที่เขายังแน่ใจ

            เพื่อนที่ชื่อเพื่อน

            แปดปีกับสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

            ความรักที่เคยมีให้กับเขาคนนี้ก็เช่นเดียวกัน


----------- ติดตามตอนต่อไป -----------

 
มันก็จะย้อนไปย้อนมาแบบนี้นะคะ คำเตือนว่ามีทุกตอน
ตอนนี้กระจ่างแล้วว่าใครจีบใคร แต่โพสิชั่นน้านเราทำให้สับสนอีกหรือเปล่า ฮา
ที่จริงอยากให้ #หลงเพื่อน อยู่นะคะ ใช้แท็กนี้ก็ได้นะ เราชอบ
ที่จริงเรื่องนี้ตั้งใจจะลงต่อจากเหวี่ยงซบแล้วค่ะ แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่างทำให้เขียนได้แค่บทนำ
แล้วก็ดองไว้ซะปีกว่าๆ เลยตั้งใจว่าต้องเอามาเขียนให้จบได้แล้วล่ะ
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน เจอกันตอนหน้าค่า

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-01-2018 20:41:58 โดย kinsang »

ออฟไลน์ FeaRes

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 738
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-2

ออฟไลน์ ImInDragon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 58
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
เห็นชืื่อเรื่องแล้วทำใจหาย ฝัน หลับตาฝัน มันจะดราม่าใช่ไหม เตรียมอุ่นตับค่ะ ฮื่อๆๆๆ

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4015
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
แล้วทำไมถึงไม่รับรักตั้งแต่นู้นนนน ฮื่อ ขอยังไม่เดาโพสิชั่น เดี๋ยวจะเงิบ รู้สึกว่าไทม์ไลน์เรื่องดูเรียลมากค่ะ เต้นโคฟเวอร์นี่ย้อนไปเจ็ดแปดปีเลย 55555555

ออฟไลน์ yasperjer

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 500
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
เดาโพสิชั่นไม่ออก แต่เรื่องปลื้มกับต้นส้นเดาออกแต่เเรกเลย รอดูตอนต่อไป...

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Readyaoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
ขออย่าม่า happy endป่ะคะ ถามก่อนเลย555

ออฟไลน์ oki

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
หืมม จากกันแบบไม่เคลียร์ใจกันมันต้องมีความซับซ้อนแน่เลย รึป่าว ฮ่าๆ :katai4:
มาติดตามเรื่องใหม่ทั้งสองเรื่องจ้า

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ฝันครั้งที่ 2

            เขาว่ากันว่าอย่าถือคนบ้าอย่าว่าคนเมา เพราะฉะนั้นหลงเองก็จะไม่ถือสาเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน และเพื่อนเองก็ไม่มีสิทธิ์มาถือสาเรื่องที่เขาปล่อยให้นอนเมาหลับที่โซฟาห้องนั่งเล่นเหมือนกัน

            เมื่อคืนหลังจากเพื่อนหลับไปหลงก็ขับรถหนีกลับบ้าน คำพูดและจูบกะทันหันนั้นทำเอาเขานอนไม่หลับ มัวแต่คิดมากว่าถ้าหากเจอกันอีกจะปั้นหน้ายังไง จะสามารถทำตัวเป็นปกติได้ไหม แล้วคนเมาจะจำเรื่องที่เกิดขึ้นได้หรือเปล่า

            หลงนั่งนิ่งพิงโซฟามองทีวีตรงหน้าแต่สายตาไม่ได้จับจ้องรายการที่กำลังฉาย ในหัวเขายังคงคิดถึงแต่เรื่องเมื่อคืน คิดย้ำแล้วย้ำอีกถึงสิ่งที่เพื่อนกระทำ อย่างกับว่าเหตุการณ์ครั้งเก่ากำลังถูกจับมาเล่าใหม่อีกครั้งโดยเจ้าของเรื่องคนเดิม เรื่องราวที่ตอนจบอาจจะเปลี่ยนแปลงไป

            "เฮ้อ!~" คิดแล้วก็เผลอถอนหายใจเฮือกใหญ่จนน้องสาวที่เพิ่งเดินผ่านหน้าไปหันกลับมามอง

            "พี่หลงเป็นอะไร"

            "เป็นอะไร?"

            "ถอนหายใจดังขนาดนั้น"

            "เปล่า"

            น้องสาววัยมัธยมปลายเอียงคอมอง ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปโดยไม่สนใจพี่ชายคนโตที่ยังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดไม่เลิก

            หลงหยิบรีโมทมากดปิดทีวีตั้งใจจะขึ้นไปนอนทำตัวขี้เกียจบนห้องให้สมกับเป็นวันหยุด แต่ยังไม่ทันก้าวถึงบันไดเสียงน้องสาวที่เพิ่งสะพายกระเป๋าออกไปก็ดังแว่วมา เหมือนเขาจะได้ยินคำว่า...

            "เพื่อนเหรอคะ"

            ช่วงขายาวชะงักทันที หลงเดินย้อนกลับมาที่ประตูบ้านแล้วก็ต้องรีบมุดตัวกลับเข้ามาเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ตรงนั้น

คนที่กำลังยืนคุยกับน้องสาวของเขา

            เพื่อนที่ชื่อเพื่อน

            "อ๋อ หนูจำได้ละ พี่เพื่อน หน้าตาไม่เปลี่ยนเลยนะเนี่ย หล่อเหมือนเดิม"

            เพราะยืนหลบอยู่ด้านหลังทำให้หลงไม่รู้ว่าน้องสาวเขากับเพื่อนมีสีหน้ายังไง ถ้าให้เดาคนถูกชมคงจะยิ้มจนตาหยีโชว์ลักยิ้มที่แก้มขวา ส่วนน้องสาวตัวดีคงจะยิ้มหน้าระรื่นทำตัวเป็นสาวน้อยใจกล้าแซวผู้ชายหน้าตาดีไปทั่ว

            "พี่หลงอยู่ในบ้านเลยค่ะ"

            "พี่เข้าไปได้ใช่มั้ย"

            "ได้ค่ะ เข้าไปเลยๆ เดี๋ยวหนูไปก่อนนะนัดเพื่อนไว้"

            "ครับ"

            บทสนทนาของทั้งคู่จบลงแค่นั้น สมัยมัธยมเพื่อนๆ เคยนัดมาทำงานกลุ่มที่บ้านหลงสองสามครั้ง ด้วยความที่น้องสาวเขาเป็นเด็กผู้หญิงแก่แดดแถมชอบผู้ชายหน้าตาดีช่วงนั้นเธอเลยหลงใหลได้ปลื้มเพื่อนเป็นพิเศษ ถึงขนาดเอามาพูดให้ฟังว่าพี่เพื่อนดีอย่างนั้นพี่เพื่อนดีอย่างนี้ทั้งที่ได้เจอกันเพียงไม่กี่ครั้ง หรืออาจจะเป็นเพราะครั้งนั้นเธอโดนพิษรักไอศกรีมแท่งละห้าบาทที่เพื่อนซื้อมาฝากก็เป็นได้

            บ้านของหลงนั้นอยู่หลังสวนสาธารณะเล็กๆ ติดถนนใหญ่ มีซอยเข้าบ้านผ่านกลางสวน เพราะบ้านมีก่อนแต่สวนเพิ่งมาสร้างทีหลัง เป็นบ้านที่ไร้รั้วรอบขอบชิด มีเพียงบ้านสองชั้นหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ต้นซอย ถัดไปอีกหลายเมตรถึงจะมีบ้านอีกหลัง พื้นที่ว่างด้านหน้าเป็นลานจอดรถ ดูร่มรื่นเหมือนบ้านสวนก็ไม่ปาน

            ในเมื่อถูกเชื้อเชิญให้เข้าบ้านขนาดนี้ก็ไม่มีความจำเป็นที่หลงต้องหลบซ่อนตัวอีกต่อไป เขาเดินออกมายืนหน้าประตู มองเพื่อนที่ส่งยิ้มกลับมาให้ แววตาสุกใสนั่นช่วยเสริมให้อีกฝ่ายดูมีเสน่ห์เปล่งประกาย ก่อนเพื่อนจะก้าวเข้ามาหาอย่างอารมณ์ดี

            "ไง" เพราะไม่รู้จะเริ่มบทสนทนายังไงหลงเลยทักออกไปแบบนี้ ใจจริงเขาอยากจะถามออกไปว่า 'มาได้ยังไง' หรือ 'มีธุระอะไร' แต่ก็เกรงใจเกินกว่าจะพูดอย่างนั้น

            "น้องสาวโตขึ้นเยอะเลย ชื่ออะไรนะ" เพื่อนเอี้ยวตัวหันกลับไปมองเด็กสาวที่เดินออกไปจนเกือบจะถึงหน้าถนนใหญ่แล้วยิ้มแหย เขาจำหน้าได้ แต่เป็นพวกจำชื่อคนไม่ค่อยเก่งเท่าไร

            "หยก"

            "ใช่ น้องหยก สวยขึ้นด้วย"

            "เข้ามาในบ้านก่อนดิ"

            คำชวนที่รอคอยทำให้เพื่อนยิ้มกว้างกว่าเดิม รีบถอดรองเท้าวางไว้อย่างเป็นระเบียนก่อนเดินตามหลงเข้าบ้าน

เพื่อนจำไม่ค่อยได้นักว่าสมัยมัธยมการตกแต่งของบ้านหลังนี้เป็นยังไง จำได้ลางๆ ว่าตรงกลางมีพื้นที่ว่างสามารถรองรับเพื่อนได้ทั้งกลุ่ม มองไปแล้วก็ไม่ต่างจากตอนนี้นัก โถงด้านล่างโล่งกว้าง มีเพียงโซฟาไม้ตัวยาวตั้งติดขอบผนังด้านหนึ่งเป็นมุมสำหรับดูทีวี ตู้โชว์สองหลังใหญ่ ห้องน้ำใกล้กับบันได ห้องครัวอยู่ทางประตูหลังบ้าน มีโต๊ะทานข้าวสำหรับครอบครัว มีหน้าต่างเปิดรับลม เหมาะสำหรับเอาไว้จัดงานฉลองยิ่งนัก

            หลงเชิญแขกนั่งที่โซฟาไม้ ก่อนเดินไปหาน้ำหาท่ามาให้ วันนี้มีเขาอยู่เฝ้าบ้านแค่คนเดียว พ่อเลี้ยง แม่ แล้วก็น้องชายคนรองไปเยี่ยมญาติที่สระบุรี น้องสาวคนเล็กก็อย่างที่เห็น เพิ่งแต่งตัวสวยเดินออกไปจากบ้านเมื่อกี้นี้ เหลือเพียงเขา คนที่เมื่อวานกลับบ้านมาก็เลยเที่ยงคืนไปแล้ว ตื่นมาอีกทีก็โดนทุกคนทิ้งไปหมด

            "หายเมาแล้วเหรอ" เห็นหน้าตาเพื่อนสดใสอย่างกับคนละคนกับเมื่อคืนหลงก็อดถามไม่ได้ แต่พอถามแล้วก็พาลให้คิดถึงคำถามของคนเมาขึ้นมา หรือว่าเขาควรจะเปลี่ยนประเด็นไปคุยเรื่องอื่น

            "แค่นั้นไม่แฮงค์หรอกน่า"

            "อืม" ส่งเสียงตอบรับไปแล้วต่างคนก็ต่างเงียบ

            บรรยากาศวังเวงแปลกๆ เริ่มเข้ามาปกคลุมจนทำให้หลงชักรู้สึกอึดอัด คนพูดมากไม่กล้าหยิบหยกเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาพูด ไม่กล้าเปิดประเด็น ไม่กล้าจะซักถามอะไรต่อทั้งนั้นเพราะกลัวจะไปกระตุ้นต่อมความจำของเพื่อนเข้า ไม่ใช่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนทำให้เขารังเกียจหรือนึกเกลียดเพื่อนขึ้นมา แต่เพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วเกินไป แม้มันจะเหมือนหนังที่ถูกฉายซ้ำกับเมื่อแปดปีที่แล้วมันก็ยังเร็วไปจนตั้งตัวไม่ทันอยู่ดี

            พอหลงเงียบใส่เพื่อนก็เงียบไปด้วย ความเงียบไม่ใช่สิ่งที่เพื่อนเกลียดเพราะเขาค่อนข้างคุ้นชินกับมัน แต่เขาชอบเวลาที่หลงพูดมากมากกว่า ชอบเวลาหลงเล่าเรื่องต่างๆ ให้เพื่อนๆ ในกลุ่มฟัง ความรู้สึกคล้ายกับเวลาฟังคุณครูเล่านิทาน เพลิดเพลินชวนให้เคลิ้มหลับ และเขารู้ว่าทำไมคนที่เคยพูดเป็นต่อยหอยถึงได้เงียบเป็นเป่าสากแบบนี้ เหตุผลนั้นมาจากตัวเขาเอง

            "เมื่อคืน"

            เพียงแค่เกริ่นออกมาคำเดียวสีหน้าหลงก็เปลี่ยนจนเพื่อนจับสังเกตได้ไม่ยาก เล่นทำตาโตเลิ่กลั่กแบบนี้ไม่เนียนเอาเสียเลย

            "ขอบคุณที่ไปส่ง"

            "อ๋อ อืม ไม่เป็นไร"

            "แล้วกลับมาถึงบ้านกี่โมง"

            "ประมาณเที่ยงคืน"

            เพื่อนพยักหน้าแล้วยิ้มรับจนเห็นแก้มปุ๋มข้างขวา เขายืดตัวขึ้นพิงพนัก นึกขำหลงอยู่ไม่น้อยทั้งที่ในใจตัวเองยังรู้สึกหวาดหวั่น เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเพราะเมาหนัก ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าทำอะไรแบบนั้นลงไป การกระทำที่เสี่ยงโดนปฏิเสธเป็นครั้งที่สอง แต่ถ้าหากถามว่าเสียใจที่ทำลงไปไหมเขาตอบได้เลยว่าไม่ ปฏิกิริยาตอบกลับในวันนี้ของหลงไม่ได้แย่นัก และนั่นทำให้เขาอยากเดินหน้าสู้ต่อ แม้จะรู้ว่ามันยากไม่ต่างจากเมื่อแปดปีก่อนเลยก็ตาม

            เพราะถ้าไม่เคยรู้สึก...พยายามให้ตายยังไงก็คงไม่มีวันรู้สึกอยู่ดี

            "เออ หลงมีแฟนยัง"

            "ก็...ยัง"

            "ยังไม่มีเหมือนกัน"

            "ใช่เหรอ"

            คนโดนดักคอหัวเราะเบาๆ คนอย่างเพื่อนที่ทุกคนในกลุ่มรู้จักโสดได้ไม่เกินสองเดือนเดี๋ยวก็มีคนมาดามหัวใจ แต่ใครจะรู้ว่าเวลาผ่านไปอะไรๆ มันก็เปลี่ยน

            "โสดมาหลายปีแล้ว"

            "..."

            "รอคนที่สารภาพรักไว้เมื่อแปดปีก่อนมาเป็นแฟนอยู่"

 

            ม. 4 เทอม 2

            หากจะพูดถึงแฟนของเพื่อนสมัยมัธยม ก็มักจะนึกถึงคำหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมานิยามการคบหาแบบรักๆ ใคร่ๆ ของเพื่อนในสมัยนั้น คล้ายกับเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คำที่หลงไม่แน่ใจว่าเพื่อนยังเป็นแบบนั้นอยู่หรือเปล่า

            ในเมื่อหลงคือ 'หลงหลับ' ฉะนั้นแล้วนิยามสำหรับเพื่อนก็คือ 'เพื่อนไม่เลือก'

            คำๆ นี้เป็นใครได้ยินคงรู้สึกไม่ดีนัก แต่ในความหมายที่เพื่อนๆ เข้าใจไม่ใช่แบบนั้น เพราะเพื่อนก็แค่คบหาใครสักคนเป็นแฟนโดยไม่สนหน้าตาเท่านั้นเอง

            "แฟนมึงแต่ละคน"

            แฟนคนใหม่ของเพื่อนกลายเป็นประเด็นสนทนาหลักของกลุ่มในวันนี้ กับสาวรุ่นพี่ที่พยายามขายขนมจีบให้น้อง ม.4 ขวัญใจสาวๆ ในโรงเรียนมานานแรมเดือน จนสุดท้ายก็ได้สมหวังเสียที แต่สิ่งที่เล็กติดใจไม่ใช่เพราะเพื่อนคบรุ่นพี่ แต่เป็นฉายา 'พี่ผี' กับความสวยที่หาได้น้อยมากจากตัวรุ่นพี่คนนั้นต่างหาก

            "ทำไมไม่หาแฟนสวยๆ หน่อยวะ" เก้เองก็เห็นด้วย

            "สวยสุดคงเป็นน้องใหม่มั้ง แต่คนนั้นไม่ใช่แฟนนี่หว่า เหมือนมากุ๊กกิ๊กๆ กันพักเดียว" ขวัญว่าพลางทำท่านึก น้องใหม่ที่ว่าก็สวยใช้ได้ อย่างน้อยก็สวยกว่าพี่ผี

            เพื่อนส่ายหน้าน้อยๆ กับคำวิจารณ์ที่ได้รับ เขาไม่โกรธ เพราะรู้อยู่แล้วว่าผลตอบรับจากกลุ่มเพื่อนจะเป็นแบบนี้

            "ไม่ได้เลือกคบที่หน้าตานี่หว่า"

            "แล้วพี่ผีนี่ดีตรงไหน อ๋อ ดีเพราะมึงได้กินขนมฟรีใช่มั้ย" เล็กสวนขึ้นทันควัน คนโดนดักคอก็ได้แต่ยิ้มอีกรอบ ไม่ตอบรับแต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ เก้เลยช่วยยืนยันความคิดเล็กอีกแรง

            "กูว่าต้องใช่แน่ๆ"

            "เห็นกูเป็นคนเห็นแก่กินเหรอวะ"

            "หรือไม่ใช่"

            เพื่อนหัวเราะแทนคำตอบ ได้กินของฟรีก็ส่วนหนึ่ง แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลหลักทั้งหมดเสียหน่อย การจะคบใครสักคนเป็นแฟนต้องมีความรู้สึกดีๆ ให้กัน กับพี่ผี คนที่คอยเข้ามาวอแวเอาใจใส่มีหรือที่ใจจะไม่รู้สึก อย่างน้อยเพื่อนเองก็มีความชอบพออยู่บ้าง แต่จะพัฒนาเป็นความรักได้หรือไม่นั้นต้องให้อนาคตตัดสิน

            "แล้วไง จะกลับด้วยกันมั้ย หรือจะไปไหนกับพี่ผีมั้ย" เล็กถาม ปกติเขากับเพื่อนจะกลับบ้านด้วยกัน ความจริงมีหลงด้วยอีกคนแต่รายนี้ไม่ค่อยได้กลับด้วยกันนัก หากเรียงตามระยะทางแล้วบ้านหลงอยู่ใกล้ที่สุด ถัดมาเป็นเล็ก และเพื่อนที่อยู่เลยไปอีกเขตแต่ยังเป็นถนนเส้นเดียวกันอยู่

            "พี่เค้านัดไปหาอะไรกินที่ตลาด"

            "นัดกันที่ไหน"

            "ก็..."

            "น้องเพื่อน"

            พูดยังไม่ทันขาดคำเจ้าของฉายาพี่ผีก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้วมาก่อนตัว รุ่นน้องผู้น่ารักพากันยกมือไหว้ เธอเองก็รับไหว้พร้อมรอยยิ้มสดใส ไม่ได้มีท่าทีคุกคามทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ แค่ยืนห่างๆ รอให้แฟนหนุ่มขวัญใจของใครหลายๆ คนลุกขึ้นมาหาเอง

            "งั้นไปก่อนนะ"

            "เออๆ เจอกันพรุ่งนี้"

            "เที่ยวให้สนุกนะครับ"

            เพื่อนลุกออกจากโต๊ะไปหาแฟนสาวก่อนทั้งคู่จะเดินเคียงข้างออกไปพร้อมกัน จะว่าไปก็ดูเหมาะสมกันดี ไม่จำเป็นต้องเท่าเทียมกันในทุกเรื่อง ไม่ต้องหล่อไม่ต้องสวย ขอแค่มีความสุข มันจะกลายเป็นความเหมาะสมที่น่าอิจฉาขึ้นมาเอง

            อย่างน้อยหลงก็คิดแบบนั้น

            ไม่ว่าเพื่อนจะคบหากับใคร เขาก็ทำให้คนคนนั้นดูน่าเหมาะสมได้อย่างน่าประหลาด

 

            ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนกับพี่ผีดำเนินไปท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่ารุ่นพี่รุ่นน้องในโรงเรียน บางกลุ่มเชียร์ บางกลุ่มแช่ง ถึงอย่างนั้นเรื่องราวความรักมักไม่จบด้วยความสวยงามเสมอไป อย่างน้อยก็กับเพื่อน ผู้ชายหน้าตาดีที่ถูกผู้หญิงบอกเลิกเป็นส่วนใหญ่ แม้กระทั่งกับพี่ผี

            "เกือบห้าเดือน คนนี้นานสุด" เล็กชูนิ้วที่นับได้ให้เพื่อนดูอย่างภาคภูมิใจ เขาไม่ใช่คนที่อาลัยอาวรณ์กับความรักของเพื่อนนัก เพราะคนอักหกยังนั่งกินข้าวได้อย่างปกติสุขอยู่เลย

            "แล้วทำไมถึงโดนบอกเลิกอีกวะ" ขวัญถามบ้าง เขาเองมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว เหตุผลของการเลิกราครั้งนี้คงไม่ต่างจากเดิมนัก แต่ที่เพิ่งถามและนึกอยากรู้เพราะเมื่อสองวันก่อนแผลเพื่อนยังสด ทำตัวซึมกระทือไม่พูดไม่จา พอเห็นวันนี้สีหน้ากลับมาสดใสเหมือนเดิมแถมมีเล็กเปิดประเด็นให้เลยอดที่จะถามบ้างไม่ได้

            "ก็เหมือนเดิม"

            "ไม่มีเวลาให้"

            "อยากนอนมากกว่า"

            "อยากมีเวลาส่วนตัว"

            "ไม่ใช่ไม่รักนะ"

            "แต่คนเราก็อยากอยู่บ้านบ้าง"

            "บางทีก็ขี้เกียจ"

            "กูว่ามึงยังไม่พร้อมมีแฟนว่ะ"

            ได้ฟังคำตอบเพื่อนทั้งกลุ่มก็พูดต่อกันเหมือนเล่นต่อเพลงโดยปิดท้ายด้วยความคิดเห็นของเล็ก ทุกประโยคนั้นเพื่อนเคยพูดไว้ทุกคนไม่ได้ใส่ร้าย เพื่อนเป็นคนติสท์ มักมีอารมณ์ศิลปิน บางเวลาไม่ชอบให้ใครมารบกวน แต่ถึงเวลาทุ่มก็ทุ่มเต็มที่ คาดว่าสาวรุ่นพี่คงไม่เข้าใจถึงจุดนี้ รวมถึงสาวๆ ที่โบกมือลาไปก่อนหน้านี้ด้วย

            "เขาขอเวลาในตอนที่อยากพัก ขอในตอนที่รู้สึกไม่ไหว บางทีมันก็ไม่อยากให้ไง"

            "ขออะไรพูดให้เคลียร์ๆ" เต้ยขัดขึ้นจนเพื่อนมองตาขวางใส่ แต่คนสวนกลับกลายเป็นขวัญ

            "ขอเอามั้ง มึงอย่าเพิ่งขัดได้มั้ยวะ"

            "เห็นหน้าเครียดๆ ก็เผื่อจะตลกไง แล้วสรุปมึงโอเคหรือยังวะ"

            "อืม ถ้าเขาไม่อยากอยู่แล้วกูก็ไม่รั้งหรอก"

            "แต่บางทีเขาอาจจะอยากให้มึงรั้งก็ได้นะ"

            "ไม่อยากรั้งคนที่ไม่เข้าใจในตัวกูว่ะ" คนพูดยังก้มหน้าก้มตาเขี่ยข้าวในจาน กลุ่มเพื่อนๆ เองก็ไม่ได้ว่าหรือคัดค้านในการตัดสินใจครั้งนี้

            แต่ละคนนั้นมีความคิดและทัศนคติต่อความรักแตกต่างกันไป สำหรับผู้ชายตัวอ้วนเพียงคนเดียวในกลุ่มที่ไม่เคยมีแฟนเขาจึงไม่ค่อยเข้าใจนัก เพราะอะไรความรักของเพื่อนถึงเกิดขึ้นได้ง่ายและจบลงอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ แม้กระทั่งตอนนี้เองเขาก็ยังไม่เข้าใจเช่นกัน

            ว่าเพราะอะไรความรักที่เพื่อนมีให้เขา...ถึงยังยาวนานมาจนถึงตอนนี้

 

            หลงทำหูดับ แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่เพื่อนเพิ่งพูดไปเมื่อครู่นี้ ไหนจะเรื่องเมื่อคืนอีก ทุกอย่างมันดูเร็วเกินไป เขายังไม่พร้อมรับอะไรทั้งสิ้น และไม่คิดว่าจะพร้อมในเวลาอันใกล้นี้ด้วย

            "หินข้าวยัง"

            แต่แล้วประเด็นกลับถูกเปลี่ยนอย่างกะทันหันจากเพื่อนที่ชื่อเพื่อน

            "เอ่อ...ก็ ยัง"

            "งั้นไปกินข้าวกัน"

            "ที่ไหน"

            "หลงอยากไปที่ไหน"

            คลังร้านอาหารแถวบ้านมีอยู่ในหัวหลายสิบร้านแต่ตอนนี้หลงกลับนึกไม่ออก กินอะไรดี ตอนนี้เขาอยากกินอะไร แล้วเพื่อนล่ะอยากกินอะไร ยังชอบกินก๋วยเตี๋ยวเหมือนเมื่อก่อนอยู่หรือเปล่า

            "ก๋วยเตี๋ยวเรือ"

            "แถวนี้มีด้วยเหรอ"

            "มี"

            หลงไม่แปลกใจนักที่คนไม่ค่อยช่างสังเกตอย่างเพื่อนจะไม่รู้ จากที่นี่ไปตั้งหลายปีทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด อะไรๆ ก็ไม่เหมือนสมัยมัธยม ร้านนั้นปิดตัวร้านนี้เปิดใหม่ ก๋วยเตี๋ยวเรือที่ไม่เคยมีก็มี

            "งั้นไปกินก๋วยเตี๋ยวกัน"

            "อืม" ทำไมถึงไม่อาจปฏิเสธคำชวนนี้ได้ หลงยังนึกแปลกใจในตัวเองอยู่เหมือนกัน

            เพื่อนยิ้มตาปิด โชว์ลักยิ้มที่แก้มขวาบ่งบอกถึงความอารมณ์ดี ก็เป็นซะแบบนี้ใครจะไปปฏิเสธลง หลงไม่อยากเห็นเพื่อนทำหน้าเศร้า เขาไม่ชอบบรรยากาศขมุกขมัวรอบตัวเพื่อนนัก ผู้ชายคนนี้เหมาะกับความสดใส เหมาะกับโทนสีฟ้าหรือไม่ก็เขียว นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่กล้าปฏิเสธ

            คำปฏิเสธที่ทำให้เพื่อนต้องเศร้าเหมือนเมื่อแปดปีก่อน 

 
-------------- ติดตามตอนต่อไป --------------

 
แอบเพิ่มรายละเอียดเรื่องเวลานิดหน่อย
เรื่องนี้เรานับเวลาหลายรอบมากค่ะ อยากให้ตรงกับเวลาจริงๆ
ส่วนม่าไม่ม่านั้น เราสายฮีลค่ะ จะไม่ขอผิดคอนเซ็ป อิ_อิ
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน เจอกันตอนหน้าค่า


ออฟไลน์ oki

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
ทำไมอ่านแล้วเพื่อนดูลึกลับชอบกล-0-...

ออฟไลน์ papapajimin

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 297
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
สรุปคือ..เพื่อนสารภาพรักหลง แต่หลงปฏิเสธใช่ไหม เราเข้าใจถูกใช่ไหม

แต่ทำไมตอนแรกเราคิดว่าหลงสารภาพรักอ่ะ โอยยยง งงตัวเอง

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ฝันครั้งที่ 3

            ชีวิตคนวัยทำงานอย่างหลงไม่มีอะไรน่าสนใจนัก เช้ามาตื่นนอน อาบน้ำแต่งตัวขับรถไปบริษัท ทำงานตั้งโต๊ะในตำแหน่งธุรการตามที่รุ่นพี่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทชักชวนมาทำ วันหยุดถ้าไม่ใช้เวลาอยู่ที่บ้านก็ออกไปไหนมาไหนกับครอบครัว ไม่ก็หมดไปกับการสะสางปัญหาธุระต่างๆ ชีวิตของเขาที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายจนกระทั่งเมื่ออาทิตย์ก่อน

            วันที่เขาได้เจอกับเพื่อนที่ชื่อเพื่อนอีกครั้ง

            หลังจากกดรับคำขอเป็นเพื่อนไป หลงก็ได้รับข้อความทักทายจากเพื่อนทุกวัน กล่องข้อความในเฟซบุ๊กที่แทบไม่ได้คุยกับใครนอกจากเพื่อนร่วมงานช่วงนี้จึงคึกคักเป็นพิเศษ เริ่มด้วยการส่งสติ๊กเกอร์ เมื่อตอบกลับคำถามทั่วไปอย่างเรื่องงาน เรื่องของกิน หรือกระทั่งคำว่าทำอะไรอยู่ก็ถูกส่งกลับมา อย่างกับพวกวัยรุ่นที่เริ่มจีบกันใหม่ๆ แต่จะว่าไปเพื่อนก็กำลังทำแบบนั้นอยู่จริงๆ เพื่อนกำลังพยายามจะจีบเขาอยู่จริงๆ

            "เฮ้อ~" หลงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังเผชิญ ตอนนี้เขาเริ่มปรับตัวได้แล้ว รู้ตัวและกำลังทำความเข้าใจเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด เพราะเขาไม่อยากทำให้เพื่อนต้องเศร้าด้วยคำพูดโหดร้ายนั่นอีก

            งานยังสุมหัวอยู่เต็มโต๊ะแต่หลงกลับไม่มีแรงจูงใจจะทำมันเท่าไรนัก จอคอมฯ เปลี่ยนเป็นหน้าเฟซบุ๊ก กดเข้าชื่อเพื่อนที่ทักมาเมื่อชั่วโมงก่อนแล้วก็หายเงียบไป รูปที่ไม่รู้ถ่ายตั้งแต่สมัยไหนถูกตั้งเป็นภาพโปรไฟล์ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีเพื่อนคนนั้นแทบจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเลย หนำซ้ำหน้าไทม์ไลน์ยังไม่มีการอัพเดทมาแล้วหลายเดือน เป็นมนุษย์ที่ไม่ชอบเปิดเผยการเคลื่อนไหว เขาจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนอื่นๆ ในกลุ่มถึงไม่รู้ว่าเพื่อนเป็นตายร้ายดียังไง ขนาดเขาเองยังได้เป็นเพื่อนกันทางโซเชียลไม่ครบหนึ่งอาทิตย์ดีด้วยซ้ำ

            หลงเลื่อนเมาส์ลงมาเรื่อยๆ ผ่านหน้าไทม์ไลน์ที่เคยผ่านมาสายตามาแล้ว เขาแค่อยากดู ไม่มีเหตุผลอะไรอื่น ดูรูปเก่าๆ ของเพื่อนที่หนีไปเรียนไกลถึงเชียงใหม่ เรียนจบย้ายไปทำงานเป็นนักรังสีการแพทย์ที่เชียงราย ก่อนกลับมาประจำอยู่โรงพยาบาลทันตกรรมในกรุงเทพฯ เมื่อสามเดือนก่อน

            หน้าจอเฟซบุ๊กถูกปิดลงเพื่อกลับเข้าสู่ช่วงเวลาของการทำงานอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าเวลานี้จะเป็นเวลาว่างของคนที่หลงเพิ่งเข้าไปส่องเฟซบุ๊กเมื่อกี้นี้ ข้อความที่ทิ้งห่างไปนานร่วมชั่วโมงจึงถูกตอบกลับมา

            Yanakorn : คนไข้เยอะมาก

            Yanakorn : ข้าวที่กินไปย่อยหมดแล้ว

            Veerayu : ตั้งใจทำงานไป

            Yanakorn : ก็ตั้งใจตลอด

            Yanakorn : ตอนนี้ว่างละ

            Veerayu : อืม

            เพื่อนว่างแต่หลงไม่ว่าง เพราะเขายังมีงานรอให้เคลียร์อีกเป็นตั้ง เลยตอบกลับไปเป็นคำสั้นๆ ก่อนจะโดนอีกฝ่ายว่ากลับมา

            Yanakorn : ไม่ชอบเลยคำนี้ เหมือนไม่อยากคุย

            Veerayu : แล้วจะให้ตอบว่าไง

            Yanakorn : สติ๊กเกอร์โง่ๆ ก็ยังดี

            'ทำตัวเป็นเด็กผู้หญิงขี้งอน' หลงอยากจะว่าเพื่อนกลับไปแบบนั้น ก็แค่คำว่า 'อืม' ทำไมต้องคิดว่าไม่อยากคุย มันก็เป็นเพียงแค่การตอบรับแบบหนึ่ง เวลาเขาโดนเพื่อนๆ พิมพ์คำนี้ใส่ยังไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย แต่สุดท้ายก็ยอมส่งสติ๊กเกอร์กลับไปแทน

            Veerayu : ทำงานก่อน

            Yanakorn : OK

            หลงปิดหน้าจอลงเพื่อกลับไปเคลียร์งานที่ค้างอยู่ แต่ทิ้งเวลาไว้ไม่ถึงสามวินาทีแถบด้านล่างก็แจ้งเตือนว่ามีข้อความเข้า จากเพื่อนเจ้าเก่าเจ้าเดิม

            Yanakorn : ทิ้งเบอร์ไว้ให้หน่อย ว่าจะขอตั้งนานแล้วแต่ลืม เผื่อมีอะไรฉุกเฉิน

            'มันจะมีอะไรให้ฉุกเฉิน' หลงได้แต่คิดในใจ ขนาดไม่ได้ติดต่อกันตั้งแปดปียังมีชีวิตรอดกลับมาเจอกันได้ แต่ถึงจะคิดอย่างนั้นมือเจ้ากรรมดันพิมพ์ตัวเลขสิบหลักลงไปอย่างรวดเร็ว กว่าจะรู้ก็ตอนอีกฝ่ายบอกขอบคุณกลับมา

            สมองคัดค้านแต่ใจกลับเปิดรับ อยากดันเพื่อนให้ห่างออกหรือดึงให้เข้ามาใกล้กันแน่ตอนนี้หลงยังสับสนในตัวเอง

 

            ม. 4 เทอม 2

            กลายเป็นเรื่องปกติที่หลงเห็นจนชินตา ภาพรุ่นน้อง ม.ต้น วิ่งตามเพื่อนของเขา คนที่มีดวงตาเปล่งประกายสุกใสกับลักยิ้มที่แก้มขวา แต่เหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้สนใจเท่าไรว่าตัวเองเป็นที่นิยมในโรงเรียนขนาดไหน เพราะเพื่อนก็คือเพื่อน คนที่ยิ้มให้กับทุกอย่างและไม่เคยทำตัวทุกข์ร้อนกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามา

            "พี่เพื่อนคะ"

            คนที่เดินรั้งท้ายกลุ่มหยุดเท้าหันไปมองตามเสียงเรียกทำให้เพื่อนทั้งกลุ่มหยุดตาม สาวน้อยในชุดนักเรียนคอซองยืนยิ้มอย่างเหนียมอายท่าทางกล้าๆ กลัวๆ จนเจ้าของชื่อที่ถูกรั้งไว้ต้องเป็นฝ่ายเอ่ยถามหาเหตุผลแทน

            "น้องมีอะไรหรือเปล่า"

            "คือหนู...ขออีเมลได้มั้ยคะ"

            จบคำขอเพื่อนๆ ก็พากันโห่ร้องแซว ทำเอาสาวน้อยใจกล้าสะดุ้งตัวโยนทำท่าจะหลบฉากหนี จนเพื่อนต้องสั่งให้เพื่อนหยุดส่งเสียงอันเสียมารยาทลงก่อน

            "พวกมึงเงียบ! น้องเขากลัวหมดแล้วเนี่ย"

            แต่มีหรือเหล่าทโมนจะยอมกันง่ายๆ

            "ถ้ากล้ามาขอขนาดนี้ก็ไม่ต้องกลัวแล้วจ้ะน้อง"

            "มาได้ถูกเวลาซะด้วย มันกำลังหาคนมาดามใจอยู่พอดี"

            "อย่างกับรู้ว่ามันเพิ่งอกหัก"

            "ข่าวมันก็ออกจะดังป้ะวะ"

            "หุบปากไปเลยพวกมึง" โดนแซวหนักๆ เพื่อนเลยโพล่งออกมาอย่างสุดทน ถึงเขาไม่ได้อยากจะให้ตามที่รุ่นน้องคนนี้ขอแต่การที่พวกมันเอาเรื่องแบบนี้มาพูดล้อเล่นมันก็ทำให้เขานึกหงุดหงิดอยู่ดี

            "ออกโรงแบบนี้แสดงว่าจะให้"

            "น้องเอากระดาษมาจดเลยครับ มาๆ" กลายเป็นเล็กที่เจ้ากี้เจ้าการ เป็นคนเดินไปหารุ่นน้องแถมยังช่วยดันหลังให้เดินเข้ามาใกล้

            สมุดปกอ่อนที่เปิดหน้าสุดท้ายเอาไว้ถูกยื่นมาให้พร้อมปากกา สาวน้อยยังยิ้มหวาดๆ ก่อนบอกถึงความเป็นมาเป็นไปให้เพื่อนได้ฟังอีกข้อ แต่ใครๆ ก็มักใช้ข้ออ้างนี้กันทั้งนั้น

            "คือหนูขอให้เพื่อนค่ะ"

            "ไม่ใช่ของน้องเหรอ"

            "ค่ะ"

            "งั้นพี่ไม่ให้ครับ"

            "อ้าว!" เสียงที่แสดงถึงความผิดหวังมาจากกลุ่มเพื่อนๆ แทนที่จะเป็นรุ่นน้องใจกล้า แต่เธอไม่ยอมลดละความพยายามลงง่ายๆ

            "นะคะพี่เพื่อน เพื่อนหนูมันขี้อาย แต่มันอยากรู้จักกับพี่จริงๆ"

            "อยากรู้จักแล้วทำไมไม่มาทำความรู้จักเองล่ะครับ"

            "มันเขินค่ะ"

            "งั้นพี่ก็เขินครับ ไม่กล้าให้" ตอบรุ่นน้องเพียงเท่านี้เพื่อนก็ทำท่าจะถอยหลังเดินหนี คนปากหนักเลยต้องยอมรับอย่างช่วยไม่ได้

            "ของหนูเองค่ะ หนูขอเอง"

            เท้าที่กำลังก้าวถอยหลังหยุดนิ่ง เพื่อนยกยิ้มจนเห็นรอยบุ๋มที่แก้มขวา เหล่ากองเชียร์ทโมนก็อดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้เหมือนกัน

            "ก็แค่นี้" เพื่อนยื่นมือไปรับสมุดกับปากกาที่เด็กหญิงรุ่นน้องถือค้างเอาไว้ ก่อนบรรจงเขียนอีเมลของตัวเองลงไป

            แต่มนุษย์ย่อมมีความโลภมาก ได้คืบจะจะเอาศอก ถึงอย่างนั้นเพื่อนก็ไม่ได้ถือสาอะไรนัก

            "แล้วถ้าขอเบอร์"

            "ให้มันน้อยๆ หน่อยๆ"

            เพื่อนเขียนเฉพาะอีเมลตามที่เธอขอแล้วยื่นสมุดกลับไปให้ ก่อนทั้งกลุ่มจะเดินตรงไปยังอาคารเพื่อเข้าเรียนในคาบบ่าย ส่วนพ่อคนดังนั้นก็โดนแซวไปตามระเบียบ

            เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ขออีเมล ขอเบอร์โทร ขอถ่ายรูป แปลกหน่อยก็เอาบันทึกมาให้เขียน เอาคำถามร้อยข้อมาให้ตอบ หลงเฝ้ามองเหตุการณ์ทุกอย่างโดยไม่เคยออกความเห็นใดๆ และเขาก็ไม่เคยเห็นเพื่อนบ่นรำคาญหรือพูดถึงคนเหล่านั้นในทางที่ไม่ดีเหมือนกัน ถ้าหากทุกคนที่เข้าหานั้นมาพร้อมกับความจริงใจ

            บางคนเข้าหาเพื่ออยากรู้จัก เข้ามาเพราะความนับถือ เข้ามาเพราะชอบที่หน้าตาเลยอยากยกให้เป็นรุ่นพี่สุดหล่อในความทรงจำ หรือบางคนอาจจะเข้ามาเพราะหวังมากกว่านั้น หลงรู้สึกชื่นชมทุกครั้งที่เห็นเพื่อนมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เขารู้สึกว่าคนคนนี้เหมาะที่จะอยู่ท่ามกลางผู้คน แต่ดูเหมือนนั่นจะไม่ใช่สิ่งที่เพื่อนต้องการอย่างแท้จริง

 

            เสียงมือถือที่ดังขึ้นมาเรียกให้หลงหลุดออกจากภวังค์ความคิด เบอร์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนโชว์อยู่บนหน้าจอ เขารีบคว้ามันมากดรับอย่างไม่คิดอะไร เพราะคิดว่าจะเป็นเบอรของลูกค้า

            "สวัสดีครับ"

            (สวัสดีครับ คุณวีรายุ)

            หลงขมวดคิ้วฉับดึงมือถือออกจากหูเพื่อดูเบอร์อีกครั้ง เบอร์แปลกแต่น้ำเสียงกลับคุ้นอย่างบอกไม่ถูก จนเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นแจ้งเตือนจากเฟซบุ๊กหลงก็เริ่มเข้าใจ

            Yanakorn : เดี๋ยวยิงไป

            งั้นก็ผิดที่เขาใช่ไหมที่ดันกดรับ

            "เพื่อน"

            (รับซะเร็ว)

            "เพิ่งเห็นที่ส่งมา"

            (นี่เบอร์เพื่อนนะ)

            "รู้แล้ว"

            เสียงหัวเราะดังแว่วมาจากปลายสาย หลงเผลอยิ้ม อยู่ๆ ก็นึกหน้าเพื่อนสมัยมัธยมตอนกำลังหัวเราะขึ้นมา ใบหน้าเปื้อนยิ้มดูมีความสุขนั้นยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำของเขา

            (จะบอกแค่นี้แหละ)

            "ว่างอยู่เหรอ"

            (ว่างเป็นช่วงๆ)

            "อะไรคือว่างเป็นช่วงๆ"

            (ก็คนไข้มาไม่สม่ำเสมอไง เดี๋ยวอีกแป๊บเดียวจะไม่ว่าละ แล้วหลงว่างเหรอ)

            "ไม่ว่าง"

            (อ้าว)

            "ก็บอกไปแล้วว่าจะทำงาน"

            (โอเค งั้นวางละ)

            "อืม"

            หลงยังถือสายรออยู่อย่างนั้นแต่เสียงตัดสายกลับไม่ดังขึ้นสักทีจนชักสงสัย แต่เมื่อนึกถึงคำที่ตอบรับออกไปเมื่อครู่ก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่าไอ้ความเงียบแปลกๆ มันมีที่มาจากอะไร

            "สวัสดีครับ"

            (สวัสดีครับ)

            กดวางสายแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เพื่อนเป็นคนติสท์ แถมยังมีระบบความคิดที่ซับซ้อน ถ้ายังคิดจะคุยกันต่อนับว่าเป็นปัญหาใหญ่ของเขาเลยสินะ

            ไอ้คำว่า 'อืม' เนี่ย



TBC


เรื่องนี้เพื่อนเป็นฝ่ายสารภาพค่ะ แงงงง เราทำให้งงหรือเปล่าคะ
จะทบทวนดูอีกทีค่ะ เพราะเราเข้าใจเองอยู่แล้วเลยอาจจะบรรยายออกมาไม่ชัดเจน
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า

ออฟไลน์ yasperjer

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 500
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
เราอ่านแล้วเข้าใจนะคะว่าเพื่อนเป็นฝ่ายบอกรัก
ส่วนในเรื่องของโพสิชั่นนั้น ยังคงไม่กล้าฟันธงต่อไป แฮ่ๆ :katai3:

ออฟไลน์ papapajimin

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 297
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
เพื่อนพยายามจีบหลง น่าร้ากกกก
เราชอบอ่านเรื่องตอนเด็กจัง ชอบที่คุยกับเด็กผญ.นะ น่ารักดีจัง มีความหยอก

ออฟไลน์ Meercorn

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 55
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
เพื่อนนี่ติสดีจัง หลงก็ดูอ่อนให้อยู่นะ แต่ก็ต้องยอมใจเพื่อนจริงๆชอบหลงมาตลอดแปดปีเลยหรอ หรือมีอะไรเบื้องหลังหว่าา แอบชอบตอนย้อนไปช่วงสมัยเด็กเหมือนกัน น่ารักดี

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ฝันครั้งที่ 4

            'ไปดูหนังกัน'

            คำชวนที่คาดไว้ว่าอาจจะได้รับเด้งขึ้นมาจากกล่องข้อความเฟซบุ๊ก หลงซึ่งกำลังนั่งทำงานอย่างตั้งอกตั้งใจเหลือบมองที่มุมขวาล่างของหน้าจอคอมฯ ทั้งที่คิดว่าจะทิ้งไว้สักพักแล้วค่อยตอบ แต่มือดันไวเลื่อนเม้าท์คลิกเข้าไปอ่านเสียอย่างนั้น

            วันนี้เป็นวันเสาร์ เป็นวันหยุดแต่หลงต้องมาทำโอที เพื่อนเองก็เช่นกัน ข้อความจากกล่องเฟซบุ๊กดังแจ้งเตือนตั้งแต่เช้าอย่างกับรายงานสถานการณ์ข่าว ก่อนจะหายไปครึ่งค่อนวันและกลับมาอีกครั้งพร้อมคำชวนที่ไม่ทันได้ตั้งตัว แต่หลังจากเลิกงานบ่ายนี้เขาไม่มีธุระสลักสำคัญอะไรอยู่แล้ว นานๆ ทีจะเข้าโรงหนังบ้างคงไม่เสียหาย

            Veerayu : กี่โมง

            Yanakorn : ห้าโมงเย็น

            Veerayu : ได้

            Yanakorn : โอเค แล้วเจอกัน

            Veerayu : อืม

            ด้วยความชินและลืมตัวทำให้หลงพิมพ์คำต้องห้ามออกไป เพียงเท่านั้นคนที่นิสัยติดจะกวนประสาทนิดๆ ก็ออกฤทธิ์ทันที

            Yanakorn : อืม

            Yanakorn : อืม

            Yanakorn : อืม

            Yanakorn : อืม

            ให้มันได้อย่างนี้สิ

            Veerayu : โอเคๆ เจอกันห้าโมง

            หลงถอนหายใจเฮือกใหญ่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้มองข้อความที่โชว์อยู่ด้วยความรู้สึกหลายอย่างตีวนอยู่ในอก มันบอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไงกับการกลับมาของเพื่อนครั้งนี้ กลับมาเพื่อนสานต่อ หรือที่จริงต้องการแก้แค้นกันแน่ เขาที่ไม่มีอะไรดี เขาที่ปฏิเสธความรัก เขาที่ยังไม่มีความมั่นใจใดๆ แล้วเพื่อนยังจะเลือกเขาจริงๆ อย่างนั้นเหรอ

            บางเรื่องที่ต้องใช้สมองมากๆ ก็อาจจะทำให้เขามีความคิดเพี้ยนๆ ก็เป็นได้

 

            หลงมาถึงสถานที่นัดหมายก่อนเวลานัดสิบนาที เขาได้รับข้อความจากเพื่อนว่ามาถึงก่อนหน้านี้ไม่นานนัก แถมยังซื้อตั๋วหนังไว้แล้วเรียบร้อย หลงกวาดตามองหาหลังจากขึ้นมาชั้นโรงหนัง แต่คนสดใสอย่างเพื่อนโดดเด่นกว่าใครเสมอ และสายตาเขาก็มักถูกสะกดให้จับจ้องไปยังคนคนนั้นทุกครั้งไป

            เพื่อนยืนเท้าแขนกับราวที่กั้น มองลงไปข้างล่าง ด้านข้าง กวาดสายตาไปเรื่อยอย่างไม่มีจุดหมาย ท่าทางธรรมดาๆ ที่ไม่น่าสนใจ แต่คนที่เดินผ่านไปผ่านมากลับหยุดสายตาไว้ที่เขาเมื่อเดินผ่าน

            ยังเป็นแบบนี้ไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

            หลงสาวเท้าเข้าไปใกล้อย่างเงียบเชียบโดยไม่เอ่ยทัก ยกมือขึ้นแตะไหล่ให้อีกคนหันมา

            เพื่อนไม่ได้มีท่าทีตกใจหรือทักทายอะไรเป็นพิเศษ เขาทำเพียงยิ้ม โชว์ลักยิ้มที่แก้มขวาก่อนเอ่ยถาม

            "กินข้าวยัง"

            "ยัง"

            "งั้นไปกินข้าวกัน"

            ไม่รอให้หลงตอบเพื่อนก็เดินนำหน้าไปยังศูนย์อาหารที่อยู่ข้างโรงหนัง ขณะที่ปากก็เอาแต่จ้อไม่หยุด

            "วันนี้โคตรเหนื่อยเลย คนไข้อย่างเยอะ มีเคสแปลกๆ ด้วยนะ คุยกันไม่รู้เรื่อง เจอแบบนี้บ่อยๆ จะเป็นบ้าเอา...หนึ่งร้อยครับ" ปากพูดมือขยับหยิบเงินในกระเป๋าสตางค์เพื่อแลกการ์ดไปซื้ออาหาร เพื่อนชอบทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเวลาพูดถึงเรื่องงาน เขาเบื่อกับการต้องมารองรับอารมณ์คนแปลกๆ วันๆ เจอคนหลักร้อย ถ้าเจอบ่อยๆ มีหวังเป็นโรคประสาทแน่

            "แปลกยังไง"

            "เป็นฝรั่งแต่พูดไทยได้...ขอบคุณครับ" ตอบคำถามยังไม่ทันจบเพื่อนก็ตัดบทรับการ์ดจากพนักงานหลงเลยใช้จังหวะนี้แกล้งแซวอีกฝ่ายเล่น

            "แค่ฝรั่งพูดไทยได้แปลกตรงไหน"

            "เดี๋ยวดิยังไม่จบ" หันมาขมวดคิ้วใส่ก่อนเดินหลบฉากออกมายืนรอด้านข้างเพื่อให้หลงได้แลกการ์ดของตัวเองบ้าง

            ใบหน้าที่ผอมเรียวกว่าเมื่อหลานปีก่อนยังคงแต้มไปด้วยรอยยิ้มขณะยื่นเงินให้พนักงานและรับการ์ดสำหรับซื้ออาหารกลับมา เมื่อเดินเข้ามาหาเพื่อนคนเก็บกดเรื่องงานก็เริ่มสาธยายอีกรอบ

            "ไม่ใช่แค่ฝรั่งพูดไทยได้"

            "ทำไมอะ เขาพูดภาษาอื่นได้ด้วยเหรอ"

            "พูดมากอะดิ" เพื่อนยังคงขมวดคิ้วเล่าถึงคนไข้ที่น่าปวดหัวสำหรับเขาระหว่างเดินหาร้านที่อยากกิน

            "โดนด่าเหรอ"

            "ใช่ แต่มันไม่ใช่ความผิดเราไง มันเป็นที่ระบบ ทางโรง'บาลเขาให้ทำแบบนี้ ถ้าไม่ทำตามก็ซวยที่เราอีก แล้วดันโชคร้ายได้เคสตานี่พอดี โดนวีนใส่เฉย ด่าฉอดๆ ภาษาไทยแบบชัดมาก อธิบายก็ไม่ฟัง ทำตัวเหมือนเด็ก" เหมือนความอัดอั้นทั้งหมดถูกปลดปล่อยมาลงที่หลง เพื่อนใส่อารมณ์เต็มที่ นึกถึงหน้าตาฝรั่งคนนั้นแล้วก็ยังไม่โมโหไม่หาย แต่พอคิดอีกมุมก็ตลกดี บนโลกยังมีคนที่มีความคิดแปลกๆ ไม่ตรงกันอีกมากมาย และเขาเองก็ต้องเจอคนเหล่านี้ไปอีกนานเหมือนกัน

            "ก็ยังดีที่เขาพูดภาษาไทย"

            "ภาษาอังกฤษก็มาเถอะ ไม่กลัว"

            "จ้า พ่อคนเก่ง"

            เพื่อนยืดอกทำหน้าภูมิใจ เขาเป็นคนหัวดี ถนัดวิชาการมากกว่ากิจกรรม แม้ไม่ได้ตั้งใจเรียนแบบเอาเป็นเอาตายแต่ผลการเรียนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจเสมอ ดีจนบางทีหลงยังนึกอิจฉา คนที่เวลาว่างส่วนใหญ่หมดไปกับการนอน ตอนขึ้น ม.6 ทำตัวเหมือนเด็กภาคบ่ายเข้าเรียนสายเป็นกิจวัตร แต่เมื่อผลสอบออกมาเพื่อนกลับทำได้ดีอย่างกับรู้ข้อสอบล่วงหน้า เป็นคนที่ขี้โกงทั้งเรื่องหน้าตาและหัวสมอง

            "หลงจะกินอะไร" ได้บ่นจนพอใจถึงได้วกกลับมาเรื่องกิน เพื่อนเล็งร้านที่อยากกินเอาไว้แล้ว แถมยังเดินเลยมาแล้วด้วย ถ้าหากร้านนั้นไม่ใช่ร้านเดียวกัน เขากับหลงคงต้องแยกกันที่ตรงนี้

            "ร้านนั้น" หลงชี้ไปด้านหน้าที่อยู่ถัดไปอีกสองสามร้าน

            "งั้นแยกกันซื้อแล้วเจอกันตรงนั้น" เพื่อนชี้ไปยังโต๊ะว่างที่อยู่ระหว่างทาของร้านทั้งสองพอดี

            หลังจากตกลงกันได้ทั้งคู่ก็หันหลังให้กันก่อนเดินแยกย้ายไปยังร้านที่ตัวเองเล็งเอาไว้

            อาหารจานเดียวตั้งอยู่ตรงหน้าเพื่อนกับหลงหลังจากไปเลือกซื้อของที่อยากกินมา หลงกินข้าวคลุกกะปิ ส่วนเพื่อนกินยำมาม่า เมนูโปรดอีกหนึ่งเมนูตั้งแต่สมัยเรียน ยำมาม่าโปะหน้าด้วยไก่ทอด หลงยังจำเมนูนี้ได้ดี

            "เหมือนจะเผ็ด" เห็นสีแสบสันกับเม็ดพริกที่อยู่ในจานแล้วหลงรู้สึกแสบท้องแทน ถ้าเขาจำไม่ผิดเพื่อนเป็นพวกกินเผ็ดไม่ค่อยเก่ง แล้วทำไมถึงได้สั่งรสชาติซะน่ากลัวแบบนี้

            "บอกเขาว่าไม่เผ็ด"

            "ใช่เหรอ"

            "เขาคงหูไม่ค่อยดีมั้ง" เพื่อนบอกแล้วขำแห้งก่อนจิ้มไส้กรอกเข้าปากเพื่อลองชิม เผ็ดจริงจังแบบไม่ต้องสืบ

            "เป็นไง"

            "เผ็ดดิ"

            "แล้วกินได้เปล่า"

            "ได้ๆ" พยักหน้าตอบรับแข็งขันแล้วใช้ส้อมม้วนเส้นมาม่าส่งเข้าปาก ถึงจะเผ็ดแต่พอมีรสเปรี้ยวมาตัดอาการมันเลยไม่ร้ายแรงนัก แต่หลังกินเสร็จขอของหวานล้างปากสักหน่อยก็ดี

            หลงกินไปก็คอยสังเกตอาการเพื่อนไปอย่างนึกเป็นห่วง ปากเริ่มแดงเหงื่อเริ่มออกแต่ท่าทางกลับดูมีความสุข ที่เขาบอกว่ากินเผ็ดจะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟินที่ทำให้รู้สึกมีความสุขท่าทางจะจริง ถ้าเกิดไม่ท้องเสียก็คงจะดี

            นิสัยการกินของหลงกับเพื่อนนั้นแตกต่างกัน หลงไปพวกชอบกินไปคุยไปตามฉายาหลงหลับ คนตัวใหญ่ที่หลายคิดว่าน่าจะกินเร็วกลับกินหมดช้ากว่าชาวบ้านประจำเพราะมัวแต่พูด ส่วนเพื่อนเป็นพวกตั้งใจกิน พอมีของกินที่ชอบอยู่ตรงหน้าก็เหมือนจะไม่สนใจอย่างอื่น กินไปฟังหลงพูดไป สลับกันบ่นเรื่องสัพเพเหระให้กันละกันฟัง

            "พรุ่งนี้เพื่อนหยุดใช่มั้ย"

            คนที่กำลังใช้ส้อมม้วนเส้นมาม่าเข้าปากพยักหน้ารับ

            "หลงไม่ได้หยุดต้องเข้าบริษัท โคตรเซ็งเลย"

            "ทำไมอะ"

            "หัวหน้าเข้าเลยต้องเข้าตาม โอทีก็ไม่ได้ เห็นว่าเป็นรุ่นน้องที่มหา'ลัยเลยใช้งานใหญ่ บางทีพี่แม่งพาลูกมาให้เลี้ยงก็มี โคตรกันเอง แต่จริงๆ ทำที่นี่มันก็โอเคนะ ใกล้บ้าน รถไม่ติด ไม่อึดอัด ถึงงานจะเยอะไปหน่อยแต่สบายใจดี สิ้นปีมีพาไปเที่ยว สวัสดิการอะไรก็โอเค"

            เพื่อนอมยิ้มหลังจากฟังเพื่อนเล่าจบ คำถามที่ตั้งใจจะถามแทรกให้รับรู้ว่าฟังอยู่ไม่ได้พูดออกไปสักพยางค์เดียว เพราะหลงเล่นพูดยาวแบบไม่มีเว้นช่วง บ่นเองชมเองเสร็จสรรพ ก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่มัธยม ถ้าได้พูดเมื่อไรอย่างหวังเลยว่าใครจะขัดได้

            "ดีแล้วจะได้ไปหากันสะดวก"

            "ใครจะหาใคร" หลงแกล้งถาม รู้อยู่แล้วว่าเพื่อนหมายถึงใคร คนบ้านใกล้มีใครบางที่เพื่อนรู้จัก ตัดเล็กออกไปเพราะมันย้ายบ้านแล้วก็เหลือแค่เขาคนเดียว ที่จริงไม่ต้องคิดเรื่องคนที่เพื่อนอยากเจออยากไปหาให้ปวดหัวเลยด้วยซ้ำ

            "ยังจะถาม"

            "เผื่อมีเพื่อนคนอื่นไง"

            "ไม่มีหรอก ถ้าไม่มีหลงก็ไม่เหลือใครแล้ว"

            "น่าสงสาร"

            "ใช่มั้ย" เพื่อนพยายามทำหน้าตาให้ดูน่าสงสารเต็มที่ ปูมาขนาดนี้จะไม่เล่นด้วยก็ยังไงอยู่ สิ่งเหล่านี้มันก็แค่ช่องว่างเล็กๆ น้อยๆ ที่พอจะแทรกเข้าไปได้ เขาไม่รู้ ไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วหลงรู้สึกยังไง เปิดใจให้กันแล้วหรือยัง ที่ได้มาอยู่ด้วยกันวันนี้ ยอมติดต่อกันอยู่อย่างนี้มันก็ดีเกินพอแล้ว ดีจนคิดว่าให้เป็นเพื่อนกันตลอดไปก็ยังได้ แต่เขาไม่อยากให้เป็นแบบนั้น

            เพื่อนไม่อยากเป็นแค่เพื่อน

            "แล้วทำงานไกลบ้านแบบนี้ไม่เหนื่อยเหรอ" หลงเลือกที่จะเปลี่ยนประเด็น มันไม่ได้ไกลจากที่คุยกันอยู่นักแต่ก็ดีกว่าพูดวนเวียนเกี่ยวกับความรู้สึกอยู่แบบนั้น

            "ก็มีบ้าง แต่พอได้กลับบ้านก็หาย"

            "ทำไมไม่ซื้อรถขับ ต้องตื่นเช้ากลับดึก เดี๋ยวร่างกายก็ไม่ไหวเอาหรอก"

            "ขี้เกียจขับ เดี๋ยวไม่ได้นอน"

            คำตอบจากเพื่อนไม่ผิดจากที่หลงคิดไว้นัก เพื่อนจอมขี้เซา เพื่อนจอมขี้เกียจ เพื่อนผู้เฉื่อยชา

            "นอนบนรถตู้มันดีตรงไหน สัปหงกปวดคอเดี๋ยวเลยป้ายอีก ดีไม่ดีเจอขโมยของตอนหลับ รถตู้สมัยนี้ก็ขับซิ่ง อันตราย"

            "พอๆ กินข้าว จะหมดมั้ยนั่น จะได้เวลาแล้ว" เพื่อนต้องรีบเบรกก่อนจะโดนบ่นไปมากกว่านี้ เขาหัวเราะเบาๆ ไม่ได้คิดจริงจังกับข้อคิดเห็นของหลงนัก

            หลังจากโดนเบรกหลงถึงได้รู้ตัวว่าเพื่อนจัดการยำมาม่าของตัวเองหมดแล้ว เหลือแค่เขาที่ยังกินไม่หมด เพราะเวลาพูดมือที่จับช้อนส้อมชอบอยู่นิ่งๆ มากกว่าตักอาหารใส่ปากเหมือนอีกฝ่าย แต่พอได้มองหน้าเพื่อนชัดๆ หลงก็ชักเป็นห่วง ปากบวมหน้าแดง โดนยำมาม่าทำพิษเสียแล้ว

            "ปากบวมหมดแล้ว"

            "ขอไปหาขนมกินก่อนนะ" พูดจบเพื่อนก็ลุกเดินเร็วๆ ไปยังร้านขนมหวาน เขาคงเป็นคนที่น่าสงสารจริงๆ นั่นแหละ

 

            หนังที่เพื่อนชวนมาดูวันนี้เป็นแนวบู๊แอคชั่นที่เขาเลือกสุ่มมาเพราะคิดว่าน่าดูที่สุดจากหนังที่กำลังฉายในช่วงนี้ ที่จริงแอบเห็นผ่านตาในโซเชียลมาบ้างแต่ไม่ได้รู้รายละเอียดเยอะนัก มีคนชมแสดงว่าต้องสนุก เขาไม่ใช่คนเลือกมากเรื่องหนัง ถ้าไม่น่าเบื่อจนเกินไปเขาคิดว่าทุกเรื่องสนุกหมด

            เพราะเป็นวันหยุดแถมห้างนี้เป็นที่เดียวที่มีโรงหนังในแถบนี้คนเลยเยอะเป็นพิเศษ ที่นั่งเต็มไปครึ่งโรง เพื่อนเลือกที่นั่งด้านหลังเพราะเคยมีประวัติ เวลาได้นั่งใกล้จอทีไรเป็นอันต้องมึนหัวจะอ้วกทุกที

            ตั้งแต่รู้จักกันมาเป็นสิบปีเพื่อนเคยดูหนังกับหลงแค่ครั้งเดียวสมัยเรียน ตอนนั้นมาดูกันทั้งกลุ่มแถมยังได้ส่วนลดราคานักเรียน ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นเรื่องอวตาร ตอนนั้นทั้งคู่ได้นั่งข้างกันเพราะหลงเดินช้าส่วนเพื่อนติดนิสัยเดินรั้งท้าย และเป็นการดูหนังที่เฮฮาที่สุดเท่าที่จำความได้

            แม้จะเป็นในโรงหนังที่ต้องอยู่ในความเงียบหลงยังใช้ช่วงเวลาที่เอฟเฟคในหนังดังๆ ชวนเพื่อนคุยได้ตลอดเวลา ออกความเห็นนั่นนี่เหมือนนักวิจารณ์หนัง พูดมากจนเพื่อนต้องยกมือขึ้นจุ๊ปากส่งเสียงชู่วเพื่อบอกให้อีกฝ่ายเลือกชวนคุย

            "ดูหนังก่อน"

            หลงเงียบทันทีที่โดนว่า ตัวที่เคยเอนมาหาขยับออกห่างเพื่อนเลยคว้าแขนไว้ไม่ให้ขยับหนีแล้วกระซิบถามข้างหู

            "งอน?"

            "เปล่า" คนตอบหน้าตรงมองจอ ไม่ใช่ว่าเขางอน แล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่อยากหันหน้าไปคุย แต่เพราะเพื่อนเข้ามาใกล้เกินไป ถ้าหันหน้าไปอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นก็ได้

            "แล้วขยับหนีทำไม"

            "จะได้เลิกคุยไง"

            "เลิกคุยก็ไม่จำเป็นต้องขยับหนี" สรุปเองเสร็จสรรพแถมยังไม่ยอมปล่อยแขนที่คล้องไว้อยู่ เพื่อนชอบแขนของคนคนนี้ เขาอยากจะทำมากกว่าคล้องมันไว้ด้วยซ้ำ อยากได้มันมาครอบครองเหมือนเมื่อก่อน แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไรถึงจะกลับไปทำแบบนั้นได้โดยที่อีกฝ่ายเต็มใจ

            หลงไม่ขัดขืนไม่ชวนคุยอีกตามที่บอก รอให้เพื่อนเป็นฝ่ายเข้ามากระซิบคุยเองบ้างนานๆ ครั้ง เอนตัวเข้าหากันจนเหมือนรังเกียจคนข้างๆ หรืออาจจะเป็นเพราะว่าโลกเขาเริ่มเอนเอียงแล้วก็เป็นได้

           

            กว่าหนังจะจบฟ้าก็มืด ร้านค้าในห้างทยอยกันปิดหมดจนเหลือแค่ไม่กี่ร้าน มีเพียงฝั่งโรงหนังโซนเดียวที่ยังคึกคัก จะสามทุ่มแล้วแต่คนยังเดินเข้าออกไม่ขาดสาย

            "คราวหลังมาดูรอบดึกกันมั้ย"

            ความคิดของเพื่อนน่าสนใจไม่หยอก หลงดูหนังไม่บ่อยและไม่เคยมาดูตอนกลางคืน อย่างช่วงสี่ห้าทุ่ม กลับถึงบ้านคงเลยเที่ยงคืนตีหนึ่ง มีหวังโดนแม่บ่นแน่ๆ

            "แล้วจะดูเรื่องอะไร"

            "หนังผีดิ" ว่าแล้วเพื่อนก็ชี้ไปที่โปสเตอร์หนังที่กำลังจะเข้าฉายเร็วๆ นี้

            "ไม่ดีกว่า"

            "กลัวผีด้วยเหรอ"

            "ก็นิดหน่อย"

            "เฮ้ย อันนี้เพิ่งรู้"

            เพื่อนดูท่าทางดีใจแต่หลงกลับไม่รู้สึกดีด้วยเลยสักนิด อย่างกับบอกจุดอ่อนให้คนไม่น่าไว้ใจรู้ แล้วแบบนี้คราวหลังจะไม่โดนหลอกมาดูหนังผีหรอกเหรอ

            "งั้นการ์ตูนดูได้ใช่มั้ย" เมื่อรู้ว่าหลงไม่ชอบหนังผีเพื่อนเลยเปลี่ยนเป้าหมายเป็นอนิเมชั่นที่ป้ายถูกแขวนอยู่ข้างๆ กันแทน

            "ก็ได้อยู่"

            "โอเค งั้นเดือนหน้ามาดูเรื่องนี้"

            ตารางชีวิตเดือนหน้าถูกแปะป้ายไว้ว่าไม่ว่างอีกหนึ่งวัน หลงไม่ได้ตอบตกลงหรือปฏิเสธ แต่การไม่พูดก็กลายเป็นการยอมรับไปโดยปริยาย เพราะถึงยังไงเขาก็ไม่มีทางปฏิเสธคำชวนจากเพื่อนได้อยู่ดี

            เพราะเพื่อนไม่มีรถหลงเลยอาสาขับไปส่งที่บ้านแม้อีกคนจะปฏิเสธเนื่องจากบ้านทั้งคู่ไกลกันเป็นสิบกิโล แต่หลงไม่ใช่คนคิดมากเรื่องเวลาไม่กี่สิบนาที ตอนนี้มันดึกแล้ว รถตู้ยังพอมีแต่คนที่จะนั่งเป็นเพื่อนคนบ้านไกลจะเหลืออยู่สักกี่คน เพราะฉะนั้นให้เขาเป็นคนไปส่งปลอดภัยที่สุด

            รถกระบะสี่ประตูจอดหน้าบ้านที่มีอ่างบัวตั้งอยู่ คุณแม่ของเพื่อนที่วันนี้ทำหน้าที่อยู่เฝ้าบ้านเปิดประตูออกมาดู เห็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนมีคนขับรถมาส่งถึงหน้าบ้านก็ได้แต่ทำหน้างง แม้คนบนรถจะเปิดประตูลงมาก็ยังมีสีหน้าสงสัยไม่หายอยู่ดี

            "แม่ นี่หลง"

            "สวัสดีครับ" หลงยกมือไหว้หญิงวัยห้าสิบกว่าอย่างนอบน้อม เขาเจอแม่เพื่อนอยู่ไม่กี่ครั้ง แต่ด้วยความสาวและสวยทำให้ตรึงตาตรึงใจจนมาถึงตอนนี้ แม้จะผ่านไปเป็นสิบปีแต่ผู้หญิงคนนี้กลับยังสวยไม่เป็นแปลง ไม่รู้ว่าคนบ้านนี้เป็นแวมไพร์กันหรืออย่างไร

            "สวัสดีจ้ะ เข้าบ้านก่อนมั้ยลูก" คนเป็นแม่รับไหว้เชื้อเชิญแขกเข้าบ้าน อาการงงงวยในทีแรกหายไปเหลือเพียงรอยยิ้มหวานๆ ที่ดูสดใสไม่แพ้ลูกชาย เธอรู้จักเด็กผู้ชายที่ชื่อหลงดี เพื่อนในกลุ่มที่ลูกชายของเธอชอบเล่าให้ฟังบ่อยๆ แต่ไม่คิดเหมือนกันว่าจากเด็กอ้วนที่ลดน้ำหนักแล้วจะทำให้ดูดีผิดหูผิดตาได้ขนาดนี้

            "ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมกลับเลย สวัสดีครับ" หลงปฏิเสธ ยกมือไหว้อีกครั้งก่อนเดินกลับขึ้นรถ

            เพื่อนยืนรอส่งจนหลงวนรถออกไป มองคุณแม่สุดสวยที่ส่งยิ้มมาให้อย่างมีเลศนัยแล้วเดินเข้าไปสวมกอด

            "ไงเรา"

            "เพื่อนจะพยายามอีกครั้งนะแม่"

            "แม่จะรอฟังข่าวดี" เธอกระชับกอดแน่นเพื่อนส่งกำลังใจ หอมหัวลูกชายจอมดื้ออีกหนึ่งทีถึงได้ปล่อยออก

            เพื่อนยิ้มกว้างเดินอารมณ์ดีเข้าบ้าน ตอนนี้เขาอยู่กับแม่แค่สองคนเพราะพ่อถูกส่งตัวไปทำงานต่างประเทศ ความจริงถ้าพ่อไม่ไปเขาก็คงจะอยู่เชียงรายยาวๆ แต่เพราะเป็นห่วงแม่เลยต้องกลับมา กลับมาดูแลแม่ กลับมาดูแลครอบครัว

            กลับมาหาคนที่เข้าใจและคนที่รักเขามากที่สุด


TBC.


ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ yasperjer

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 500
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
สู้ๆนะเพื่อนเป็นกำลังใจให้

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ฝันครั้งที่ 5


            Yanakorn : ช่วยเลือกของขวัญหน่อย

            ข้อความแรกจากเพื่อนเด้งขึ้นมาในช่วงสายของวัน หลงละสายตาจากงานเลื่อนสายตามาที่มองมุมขวาล่างของหน้าจอ คลิกเมาส์ที่แจ้งเตือนเพื่อเข้าไปพิมพ์ข้อความตอบกลับไป

            Veerayu : ของขวัญอะไร

            Veerayu : วันเกิดเหรอ

            หลงลองเดาสุ่ม วันปีใหม่ก็เลยมาตั้งนานแล้ว วันเกิดเพื่อนในกลุ่มก็ไม่ใช่ แล้วเพื่อนจะซื้อของขวัญไปให้ใครกัน เพื่อนที่ทำงานงั้นเหรอ

            Yanakorn : ของขวัญบัดดี้

            Yanakorn : ที่ทำงานเล่นบัดดี้กันจะเฉลยพรุ่งนี้

            Yanakorn : เลยว่าจะหาซื้อของขวัญให้

            หลงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจแม้อีกฝ่ายจะมองไม่เห็น เล่นบัดดี้กันอย่างนั้นเหรอ โตเป็นผู้ใหญ่ทำงานแล้วก็ยังเล่นอะไรแบบนี้ได้อยู่สินะ มาคิดๆ ดูแล้วเขาเองก็อยากลองเล่นกับที่ทำงานเหมือนกัน แต่บริษัทเล็กที่มีพนักงานแค่ไม่กี่คนแถมยังมีแต่ผู้สูงวัยคงไม่น่าสนุกเท่าไร

            Veerayu : บัดดี้เป็นหญิงหรือาย

            Yanakorn : ผู้หญิง ทีนี่ส่วนใหญ่มีแต่ผู้หญิง มีผู้ชายแค่สามคนเอง

            Veerayu : คิดไว้หรือยังว่าอยากซื้ออะไร

            Yanakorn : ตอนแรกว่าจะให้แคบหมูกับน้ำพริกหนุ่ม

            Yanakorn : แต่คงไม่เหมาะมั้ง 55555

            หลงหลุดยิ้มออกมากับความคิดของเพื่อน จะว่าไปของขวัญชิ้นนี้มันจะไม่คุ้นเคยไปหน่อยเหรอ แคบหมูกับน้ำพริกหนุ่ม

            Veerayu : อย่าลอกดิ คิดเองๆ

            Yanakorn : ลอกอะไร ไม่ได้ลอกเลย

            หลงส่ายหน้า คิดเองที่ไหน แบบนี้มันลอกกันชัดๆ อีกอย่าง ผู้หญิงคนนั้นอาจจะไม่ได้อยากได้แคบหมูกับน้ำพริกหนุ่มเหมือนใครบางคนก็ได้

            Veerayu : ตกลงจะซื้ออะไร

            Yanakorn : ยังคิดไม่ออกเลย ว่าจะชวนไปเดินดูด้วยกัน

            Yanakorn : ไปมั้ย

            'ข้ออ้าง' คำนี้โผล่เข้ามาในหัวเมื่อคิดถึงเรื่องของขวัญที่เพื่อนชวนไปช่วยเลือก ในละครก็ชอบใช้มุกนี้ออกจะบ่อย แต่หลงกลับไม่คิดอยากปฏิเสธเลยสักนิด เพราะไม่ว่าจะเป็นข้ออ้างหรือเรื่องจริง เขาก็เลือกที่จะตอบตกลงอยู่ดี

            Veerayu : ไปดิ

           

            ม. 5 เทอม 2

            ญาณากร

            หลงมองชื่อที่เขียนไว้บนแผ่นกระดาษเล็กๆ สลับกับมองเจ้าของชื่อที่นั่งอยู่แถวข้างๆ แล้วได้แต่คิดว่ามันดีหรือไม่ดีกันแน่ ที่จับได้เพื่อนกลุ่มเดียวกันตอนเล่นบัดดี้แบบนี้

            "ได้ใครวะ" โหน่งที่นั่งคู่กับหลงชะโงกหน้ามาดูแต่โดนเบี่ยงตัวหลบ

            "ไม่บอก"

            "ผู้หญิงผู้ชาย"

            "ไม่บอก"

            "เฮ้ยใบ้หน่อย กูได้ผู้หญิง"

            หลงเหล่มองอย่างไม่ไว้ใจ ได้คนใกล้ตัวมีสิทธิ์โดนจับได้ไงอยู่แล้ว แต่เมื่อลองเทียบจำนวนนักเรียนหญิงชายในห้องแล้วต่างกันอยู่ไม่มากนัก งั้นเขาจะยอมใบ้ก็ได้

            "ผู้ชาย"

            "กี่ชื่อพยางค์"

            "พอ"

            "ไม่สนุกเลย"

            สุดท้ายโหน่งก็เลิกตื้อเมื่อรู้ว่าไม่ได้ผล กลับไปนั่งคิดถึงสิ่งดีๆ ที่จะทำให้คู่บัดดี้ตลอดสัปดาห์นี้ หลงเองก็เช่นกัน จะเทคแคร์ยังไงให้เพื่อนไม่รู้ตัว ในเมื่อปกติแล้วพวกเขาเรียกได้ว่าสนิทกันน้อยที่สุดในกลุ่มเลยด้วยซ้ำ

 

            เพื่อนเป็นคนคนขี้เซา หลงไม่รู้ว่าเพื่อนไปอดหลับอดนอนมาจากไหนหรือเอาเวลาช่วงกลางคืนไปทำอะไรหมด แปดสิบเปอร์เซ็นต์นอกจากเวลาเรียนจึงมักเห็นเพื่อนคนนี้ฟุบหลับบนโต๊ะเรียนเป็นประจำ อย่างเช่นตอนนี้

            คนในกลุ่มกำลังคุยโม้ไม่ก็ปรึกษากันเรื่องบัดดี้ จากที่หลงฟังมาคงมีแต่เขาเท่านั้นที่ได้เพื่อนในกลุ่ม เพราะบางคนถึงขนาดยอมเอ่ยชื่อออกมาว่าจับได้ใคร

            กลุ่มของหลงนั้นจับจองมุมหลังห้องติดหน้าต่าง ที่นั่งเป็นแถวคู่ หากไล่จากแถวหลังขึ้นไปจะเป็นนารอนกับขวัญ เพื่อนกับเล็ก เก้กับเต้ย ส่วนหลงกับโหน่งนั้นจองที่ไม่ทันเลยได้นั่งแถวถัดไปข้างๆ เพื่อนกับเล็กแทน

             ตอนนี้เป็นช่วงพักสิบนาทีของคาบเช้า เพื่อนฟุบหลับ เล็กไปกับเต้ยไปเข้าห้องน้ำ ส่วนที่เหลือก็คุยห้ามหัวกันไปมา เห็นแล้วนึกสงสารเพื่อนอยู่ไม่น้อย หลงเลยแอบขยับไปนั่งที่เล็ก ตั้งใจจะทำอะไรสักอย่างให้เพื่อน แต่เพียงแค่หย่อนก้นนั่งลงคนที่ฟุบอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมา

            คนตัวอ้วนใหญ่เทอะทะอย่างเขาจะทำให้มันเงียบสงบไร้การเคลื่อนไหวคงไม่รอดสินะ

            เพื่อนเงยหน้าขึ้นมาแล้วส่งยิ้มบางๆ พวกเขาคุยกันไม่บ่อย แต่ใช่ว่าจะรู้สึกอึดอัดเวลาอยู่ด้วยกัน

            "ทำให้ตื่นป้ะเนี่ย"

            "แค่ไม่กี่นาทีเอง ยังไม่หลับหรอก"

            "เสียงดังด้วยใช่มั้ย"

            "เสียงดังไม่เท่าไร แต่หมอนมันไม่นุ่ม" เพื่อนบอกแล้วก็หัวเราะพลางโชว์แขนของตัวเองให้ดู

            หลงยิ้มแหยกลับ มองท่อนแขนที่ไม่ถึงกับสุขภาพดีและไม่ผอมจนเกินไป เห็นเส้นเลือดปูดโปนออกมาดูแล้วสมกับความเป็นชาย แล้วมันก็คงไม่นุ่มน่าหนุนจริงอย่างที่ว่า

            "แต่อันนี้น่าจะนุ่มดี" แล้วอยู่ๆ เพื่อนก็ชี้มาที่แขนของหลง

            หลงมองท่อนแขนอวบอ้วนของตัวเองแล้วเลิกคิ้ว แขนที่มีแต่ไขมันนุ่มนิ่มแบบนี้คงหนุนแล้วหลับสบายกว่าแขนที่มีแต่กล้ามเนื้อ และถ้าบัดดี้อยากจะหนุน เขาเองก็ยินดี

            "จะลองหนุนมั้ยล่ะ"

            "ได้เหรอ"

            "อืม"

            เพื่อนยิ้มแฉ่งจนเห็นลักยิ้มตอนหลงวางแขนลงบนโต๊ะ เขาฟุบตัวลงหนุนแขน หันหน้าตะแคงข้างไปทางหลงโดยที่รอยยิ้มจะแต้มอยู่บนริมฝีปาก กะแล้วว่าแขนของหลงต้องนุ่มอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด

            "หนุนแขนหลงดีกว่าจริงด้วยแฮะ"

            หลงมองคนพูดกับริมฝีปากที่กำลังแย้มยิ้มอย่างไม่อาจละสายตา อีกทั้งดวงตาที่เปล่งประกายสดใสคล้ายกับกำลังถูกสะกดทุกครั้งที่มอง เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใครต่อใครถึงได้หลงใหลในตัวเพื่อนคนนี้ เพราะถ้าหากเขาเป็นผู้หญิง เขาก็คงจะเผลอหลงเสน่ห์นี้เหมือนกัน

            เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วินาทีเพื่อนก็ยันตัวลุกขึ้นนั่งหลังตรงเหมือนเดิม เขายังคงยิ้ม และบอกออกมาอย่างเสียดาย

            "วันนี้เวลาไม่พอ ไว้จะใช้บริการใหม่นะ"

            หลงได้แต่พยักหน้ารับ ก่อนเจ้าของโต๊ะตัวจริงจะกลับมา

            ความอบอุ่นจากสัมผัสเพียงชั่วครู่หายไปอย่างรวดเร็ว หลงย้ายกลับไปนั่งโต๊ะตัวเอง ร่วมวงสนทนากับเพื่อนๆ และกลายร่างเป็นหลงหลับจนขวัญต้องออกปากห้าม ส่วนคนที่ทำตัวง่วงเหงาหาวนอนก่อนหน้านี้กำลังหัวเราะชอบใจ ไร้คำพูดไร้ข้อคิดเห็น มีเพียงเสียงหัวเราะกับรอยยิ้มชอบใจที่ใครต่อใครต่างชอบมัน

 

            และแล้วก็มาถึงวันสุดท้ายของการเล่นบัดดี้ หลงรู้สึกว่าเขายังเทคแคร์บัดดี้ของตัวเองได้ไม่ดีนัก แต่การที่เพื่อนมักออกปากขอยืมแขนเขาหนุนก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้รู้สึกภูมิใจขึ้นมา อย่างน้อยเขาก็ทำให้เพื่อนมีความสุขได้บ้างนอกจากของกินที่แอบเอาไปซ่อนไว้ให้ใต้โต๊ะ

            วันเฉลยนั้นทุกคนในตกลงกันว่าจะจัดในห้องเรียน โดยให้บัดเดอร์เตรียมของขวัญมาคนละชิ้นจะเป็นอะไรก็ได้ไม่จำเป็น และนำไปมอบให้บัดดี้ของตนที่โต๊ะ

            กิจกรรมเฉลยบัดดี้จัดขึ้นหลังเรียนในวันศุกร์ บรรยากาศเป็นไปด้วยความสนุกสนานเฮฮา ของขวัญที่แต่ละคนเลือกสรรมานั้นเพื่อบัดดี้ของตนโดยเฉพาะ ถูกใจบ้าง น่าโมโหบ้าง บางคนทายถูก บางคนนึกไม่ออกเลยก็มี แล้วเพื่อนล่ะจะรู้ตัวไหมว่าใครเป็นบัดดี้ของตัวเอง

            เลขที่ของหลงนั้นอยู่เกือบลำดับท้ายๆ เมื่อถึงคิวตัวเองเขาก็หยิบถุงกระดาษที่เตรียมมาเดินไปยืนข้างโต๊ะของเล็ก แต่เล็กนั้นได้รับของขวัญไปแล้ว คนที่รู้ตัวแล้วว่าได้เป็นบัดดี้ของหลงเลยยิ้มกว้างยกมือชี้หน้าตัวเอง

            "หวังว่าจะชอบ" หลงยื่นถุงใบนั้นให้เพื่อน เพื่อนๆ ในกลุ่มเริ่มส่งเสียงโวยวายเพราะจับได้คนในกลุ่มกันเองแต่ไม่มีใครรู้ ก็คงจะมีแต่เพื่อนเท่านั้นที่ดูดีใจและไม่โวยวายไปกับเขา

            "ขอบใจนะ"

            หลงไม่รู้ว่าเพื่อนชอบอะไรเป็นพิเศษ การ์ตูน หนัง ศิลปะหรือดนตรี เขารู้เพียงว่าเพื่อนชอบกิน อาจจะมีเมนูบางอย่างเป็นพิเศษ แต่ถ้าขึ้นชื่อว่าของกินเพื่อนก็ชอบหมด เป็นคนชอบกินแล้วยังเป็นคนที่น่าอิจฉาอีก น่าอิจฉาที่เพื่อนกินเท่าไรก็ไม่อ้วนตุ๊ต๊ะอย่างเขา

            การเฉลยบัดดี้ยังดำเนินต่อไปหลังจากหลงเดินกลับมานั่งที่ เขาแอบชะเง้อมองตอนเพื่อนเปิดดูของในถุง เพื่อนเองก็ชะโงกมามองเขาและยิ้มให้เช่นกัน หวังว่าจะชอบนะ

            แคบหมูกับน้ำพริกหนุ่มเจ้าเด็ดในตลาดที่เขาซื้อให้เป็นของขวัญ

 

            เพราะบ้านอยู่ถนนเส้นเดียวกัน แถมที่ทำงานของหลงยังใกล้บ้านเพื่อนมากกว่าบ้านตัวเองเสียอีก ทำให้การนัดเจอกันในแต่ละครั้งของทั้งสองกลายเป็นเรื่องง่าย เพื่อนเลิกงานสี่โมงครึ่งในวันที่ไม่มีเวรตอนเย็น ส่วนหลงเลิกงานหกโมง คำนวณจากเวลาแล้ว เมื่อเพื่อนกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาเลิกงานของหลงพอดี

            ตลาดใกล้สำนักงานเขตซึ่งอยู่ระหว่างที่ทำงานหลงกับบ้านเพื่อนกลายเป็นจุดนัดพบ ตลาดแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าเล็กๆ พ่อค้าแม่ค้าเริ่มตั้งร้านช่วงบ่ายสามโมงและเริ่มเก็บร้านตอนสองทุ่ม หลงเองช่วงหลังเลิกงานก็มักจะแวะซื้อของกินที่นี่บ่อยๆ

            "คิดออกหรือยังว่าจะซื้ออะไร" ทันทีที่เจอหน้ากันหลงก็โยนคำถามใส่

            เพื่อนทำท่านึก คนที่เป็นบัดดี้เขาเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน ถ้าพูดถึงจุดเด่นของเธอคงเป็นผมที่ยาวดำสลวย แต่น่าเสียดายที่มันถูกเก็บไว้อย่างเรียบร้อยตามกฎของโรงพยาบาล แต่เหล่าสาวๆ ยังสามารถหาสิ่งสวยๆ งามๆ มาใส่ให้มันดูไม่ธรรมดาได้เสมอ

            และถ้าหากพูดถึงเรื่องความสวยความงาม สิ่งที่เขาคิดว่าน่าจะเหมาะกับเธอคงเป็น...

            "เน็ตคลุมผม"

            "เน็ต?" หลงเลิกคิ้วถามกลับ เขาไม่ค่อยคุ้นกับคำนี้นัก และไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร

            "ที่มันมีโบว์แล้วก็มีตาข่ายเอาไว้เก็บผมยาวๆ อ่ะ"

            "อ๋อ"

            "เอาไอ้นั่นแหละ"

            "ช่างเลือก"

            "มันน่าจะเหมาะดี"

            "กับผู้หญิงคนนั้นน่ะเหรอ"

            "ใช่ หาอันที่มันสวยๆ เวอร์ๆ หน่อยน่าจะเหมาะ" เพื่อนอมยิ้มแล้วนึกภูมิใจกับความคิดของตัวเอง ปกติเขาเป็นคนเลือกของขวัญไม่ค่อยเก่ง แค่ซื้อของที่อยากซื้อโดยไม่ได้คิดว่าคนรับอยากจะได้หรือไม่ แต่ครั้งนี้เขากลับรู้สึกว่าเธอต้องชอบของที่เขาเลือกให้แน่ๆ

            "ร้านตรงนั้นน่าจะมี" หลงชี้ไปยังร้านที่อยู่ใกล้ทางออก ร้านนี้ขายของน่ารักๆ ที่พวกผู้หญิงชอบ เขาเองก็เคยพาหยกแวะมาซื้อโบว์ผูกผมที่ร้านนี้เหมือนกัน

            ร้านสำหรับผู้หญิงดูแล้วไม่เหมาะกับผู้ชายตัวโตๆ อย่างพวกเขาเท่าไร โชคดีที่ตอนนี้ไม่มีลูกค้าคนอื่นในร้าน ทว่ารอยยิ้มกับสายตาของแม่ค้าที่มองมากลับทำให้คนถูกรู้สึกอึดอัด คงจะเป็นอะไรที่แปลกเมื่อผู้ชายสองคนกำลังยืนเลือกเครื่องประดับของผู้หญิง แต่คนถูกมองคงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วมันเป็นน่ารักสำหรับผู้พบเห็น

            ผู้ชายสองคนในร้านกิ๊ฟช็อปเครื่องประดับผู้หญิง ในความคิดของคนมองก็แค่ผู้ชายที่กำลังเลือกซื้อของให้ผู้หญิง มาว่าจะเป็นแฟน น้องสาว หรือเพื่อน ก็เท่านั้นเอง

            ที่ร้านนี้มีเน็ตคลุมผมไม่มากนัก หลงยืนข้างเพื่อนคอยออกความเห็นเมื่อเน็ตคลุมผมแต่ละอันถูกหยิบมาดู ผ่านไปอันแล้วอันเล่าจนในที่สุดก็ได้ของที่ถูกใจ เพื่อนยิ้มกว้างส่งให้แม่ค้าคิดเงิน ได้ของขวัญสำหรับบัดดี้แล้วก็เก็บใส่กระเป๋า รีบเดินนำออกจากร้าน

            "เออใช่ แล้วก็มีของจะให้สำหรับบัดเดอร์ด้วย" เดินพ้นเขตร้านมาได้ไม่เท่าไรเพื่อนก็หมุนตัวกลับมาหา เขายิ้มกว้าง มองหลงที่เอียงคอทำหน้างง

            "บัดเดอร์ใคร"

            "บัดเดอร์เมื่อตอน ม. 5"

            พูดจบเพื่อนก็เปิดกระเป๋าหยิบถุงบางอย่างออกมา เพราะเป็นสีทึบหลงจึงเดาไม่ออก จนเมื่อมันถูกยื่นมาให้พร้อมคำเฉลยถึงได้เข้าใจ

            "แคบหมูกับน้ำพริกหนุ่มจากเชียงใหม่"

            แต่หลงกลับไม่คิดว่ามันคือของขวัญ ในเมื่อเพื่อนเพิ่งกลับจากงานแต่งเพื่อนที่เชียงใหม่เมื่อวาน เพราะฉะนั้นมันควรเรียกว่าของฝากมากกว่า

            "ไม่ใช่ของฝากหรอกเหรอ"

            "มันก็เหมือนกันแหละน่า"

            "ไม่เห็นจะเหมือน"

            "เหมือนดิ"

            "เหมือนตรงไหน ไม่ได้เล่นบัดดี้บัดเดอร์กันสักหน่อย"

            เพื่อนมองคนที่เถียงอย่างไม่ยอมแล้วอมยิ้ม ตอนนี้มีมุกเสี่ยวๆ ลอยอยู่ในหัวเขาเต็มไปหมดแต่ยังลังเลว่าควรจะเล่นดีหรือเปล่า เกิดหลงไม่ชอบโดนทำมึนตึงใส่ขึ้นมาคงลำบาก อีกอย่างเขาไม่ใช่สายแจกมุก เกิดมาก็ยังไม่เคยเดินหน้าจีบใครเป็นจริงเป็นจังเพราะเป็นฝ่ายถูกเข้าหามาโดยตลอด พอมาลองคิดๆ ดูแล้วสงบปากเอาไว้น่าจะดีกว่า ถ้าไม่เมาเขาคงไม่กล้าทำเรื่องบ้าๆ กับหลงจริงๆ

            "ยิ้มอยู่นั่นแหละ"

            "เป็นแค่ของฝากก่อนก็ได้" สุดท้ายของที่ตั้งใจซื้อมาให้เพื่อเล่นมุกเสี่ยวก็กลายเป็นแค่ของฝากธรรมดา

            หลงยิ้มขำส่ายหน้าให้กับอาการแปลกๆ ของเพื่อนที่เขาเข้าใจดี ถึงจะติสท์ ดูเอื่อยเฉื่อยไม่สนใจรอบข้าง แต่เขารู้ดีว่าเพื่อนคนนี้ห่วงความรู้สึกคนอื่นมากแค่ไหน อะไรเลี่ยงได้ก็เลี่ยง อะไรที่พอทำได้ก็ทำ

            "ซื้ออะไรอีกมั้ย"

            เพื่อนส่ายหน้ารัวๆ เมื่อโดนถาม เขาตั้งใจมาซื้อแค่ของขวัญให้บัดดี้กับเอาของฝากจากเชียงใหม่มาให้หลง แม้มันจะเป็นข้ออ้างในการนัดเจอกันครั้งนี้ก็ตาม

            "กลับเลยมั้ยจะได้ไปส่ง"

            "กลับเลยก็ได้" เพื่อนพยักหน้ารับ ก่อนเดินตามหลงไปยังลานจอดรถ

            คนเดินนำหน้าอมยิ้มกับตัวเอง นึกขำคนที่ไม่ยอมเอ่ยปากขอทั้งที่น่าจะมีอะไรอยู่ในใจ เพราะสีหน้าหงอยๆ ที่แสดงออกมานั้นเดาได้ไม่ยาก แค่ลองเอ่ยปากออกมาว่า 'ยังไม่อยากกลับ' แค่นั้นเขาก็พร้อมจะยืดเวลาเพื่อให้อยู่ด้วยกันให้นานกว่านี้

            อยู่กับเพื่อนที่ชื่อเพื่อน

            อยู่กับเพื่อน คนที่ไม่ได้อยากรู้จักกับเขาแค่ในสถานะเพื่อน

 
TBC

 
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า


ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ฝันครั้งที่ 6

            รถตู้โดยสารจอดหน้าตลาดที่เกือบจะเป็นป้ายสุดท้ายของเส้นทางเดินรถ ชายหนุ่มผู้มีรอยยิ้มสดใสเป็นเอกลักษณ์กับผู้โดยสารอีกหลายคนทยอยกันจ่ายเงินกับคนขับก่อนลงจากรถ มองขวาซ้ายเจอช่วงจังหวะรถว่างก็ข้ามถนนมาอีกฝั่ง เพื่อนยกยิ้มจนโชว์แก้มบุ๋มข้างขวาเมื่อเห็นชายร่างสูงใหญ่ยืนอยู่หน้าเซเว่น

            วันนี้เพื่อนนัดหลงมาเจอกันที่ตลาด พอมีเวลาว่างหลังเลิกงานเลยอยากหาเรื่องมาเจอกัน แค่เดินเล่นที่ตลาดไม่กี่นาทีก็ยังดี

            หลงหันมาเห็นเพื่อนก่อนจะทันเดินไปถึงตัว ทำเพียงแค่พยักหน้าให้ทั้งสองคนก็เดินเคียงคู่กันไปยังทางเข้าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ผ่านศาลเจ้าประจำตลาดกับวินรถพ่วงข้างมอเตอร์ไซด์ที่กำลังต่อคิวจอดรอรับผู้โดยสาร

            "จะซื้ออะไรบ้าง" เพื่อนถามตอนพวกเขาเดินผ่านมาได้ไม่กี่ร้าน ก่อนหน้านี้หลงบอกว่าจะแวะซื้อของให้แม่เขาเลยถือโอกาสแวะมาหาแล้วก็หาอะไรกินไปด้วย

            "แม่ฝากซื้อต้มเลือดหมู แล้วเพื่อนอยากกินอะไร"

            "ไม่รู้ดิ เดินๆ ไปก่อนก็ได้"

            หลงพยักหน้ารับแล้วเดินไปตามทางเรื่อยๆ อย่างไม่เร่งรีบ เขาซื้อของไม่มากเพราะคิดไว้แล้วว่าจะซื้ออะไรบ้าง ผิดกับอีกคนที่เจอร้านไหนน่ากินก็แวะ ซื้อย่างนิดอย่างหน่อยจนเต็มมือ มองอะไรก็บอกว่าน่ากินไปหมด ไม่รู้ว่าหิวโซมาจากไหน หรือการทำงานวันนี้มันหนักจนเผาผลาญพลังงานจนหมด

            "ซื้อไปเนี่ยกินหมดเหรอ"

            "ไม่น่าจะเหลือ" เพื่อนตอบด้วยความภาคภูมิใจแล้วยิ้มแฉ่ง

            "เอาไปซ่อนไว้ไหนหมด" มองหุ่นคนผอมสูงตัวบางแล้วหลงก็ได้แต่นึกสงสัย ถ้าลองเอาสายวัดมาวัดจะได้รอบเอวเท่าไรกัน สามสิบนิ้ว ไม่ล่ะมั้ง อาจจะแค่ยี่สิบห้า

            "ไม่รู้ดิ คงไปอ้วนตอนแก่มั้ง"

            "ตอนนี้ยังไม่แก่อีกเหรอ"

            "ใจเย็น เพิ่งยี่สิบหก หลงแก่กว่าอีก"

            "แค่สี่เดือน"

            "นั่นแหละ อยากกินอะไรก็กินๆ ไปเถอะ" เพื่อนว่าอย่างไม่ใส่ใจก่อนจิ้มลูกชิ้นที่เพิ่งซื้อมาใส่ปากแล้วแบ่งให้หลงงับอีกลูกที่เหลืออยู่ไปกิน

            เพื่อนคนนี้กินเก่งมาตั้งแต่สมัยเรียนข้อนี้หลงรู้ดี แต่กินเท่าไรก็ไม่ยักอ้วน ผิดกับเขาที่กินนิดหน่อยก็อ้วนเอาๆ ต้องคอยควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกาย จากคนอ้วนร่วมร้อยกิโลลดได้หุ่นขนาดนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว

            "เออว่าจะถาม หลงลดน้ำหนักยังไงถึงได้ผอมขนาดนี้" คนถามดูสงสัยจริงจัง ตั้งแต่กลับมาเจอหลงเพื่อนยังไม่รู้เลยว่าอะไรทำให้คนคนนี้เปลี่ยนใจหันกลับมาดูแลตัวเอง แล้วทำยังไงถึงได้เปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้

            "ก็ค่อยๆ ลด ออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร ประมาณนั้น"

            "ออกกำลังกายที่สวนหน้าบ้านน่ะนะ"

            "ที่นั่นไม่ค่อยได้ใช้หรอก มีเข้าฟิสเนตบ้าง หรือไม่ก็ไปเตะบอลกับพวกไอ้เล็ก" หลงส่ายหน้า สวนหน้าบ้านเขาไม่กว้างแต่ยาวเลียบไปกับถนนใหญ่ร่วมกิโล ไม่มีเครื่องเล่นมีแต่ลู่วิ่งอย่างเดียว แถมคนยังใช้เยอะอีกด้วย

            "ยังเล่นกีฬาเก่งเหมือนเดิมสินะ"

            "ก็คงประมาณนั้น"

            กีฬาเป็นอีกเรื่องที่หลงยืดอกยอมรับได้อย่างภาคภูมิใจ ถึงสมัยก่อนเขาจะตัวอ้วนใหญ่ผิดกับอีกคนที่หุ่นดูเป็นนักกีฬามากกว่า

            "วันหลังนัดกันไปเตะบอลบ้างดิ" พูดถึงเรื่องกีฬาเพื่อนเองก็ชักอยากออกกำลังกายบ้างเหมือนกัน

            "จะดีเหรอ"

            "ทำไมอะ"

            หลงเหล่มองคล้ายจะถาม เพื่อนไม่รู้จริงเหรอว่าที่เขาถามหมายถึงอะไร

            ก็เพื่อนที่ชื่อเพื่อนคนนี้น่ะ เรื่องกีฬาไม่เอาไหนเสียเลย

 

            ม. 5 เทอม 2

            แฮนด์บอลเป็นกีฬาที่ถูกกำหนดให้เรียนในระดับชั้น ม.5 เทอม 1 มีการจัดแข่งขันระหว่างห้องเพื่อเก็บคะแนนโดยแบ่งเป็นทีมชายหญิง และทีม ม.5/1 ได้วางตัวนักกีฬาตัวจริงไว้แล้วเรียบร้อย

            "พี่เพื่อนไม่ลงเหรอ"

            "ทำไมพี่เพื่อนไม่ได้เล่น"

            "อยากดูพี่เพื่อนอะ"

            อดกรี๊ดพี่เพื่อนเลย เซ็ง"

            เสียงบ่นของสาวๆ รุ่นน้องดังกันระงมเมื่อถึงวันแข่งแฮนด์บอลระหว่าง ม. 5/1 กับ ม.5/4 เพราะรุ่นพี่คนโปรดที่อยากเห็นในมาดนักกีฬาดันนั่งเป็นตัวสำรองอยู่ข้างสนาม แม้จะอยู่ในชุดนักกีฬาสุดเท่ให้พอกรี๊ดได้อยู่บ้างแต่มันก็ไม่สมใจเท่าได้เห็นลงเล่นในสนามอยู่ดี

            กีฬาแฮนด์บอลมีนักกีฬาตัวจริงทั้งหมดเจ็ดคน สมาชิกกลุ่มหลังห้องข้างหน้าต่างติดตัวจริงสามคนคือเล็ก เต้ย และหลงเป็นผู้รักษาประตู ด้วยสัดส่วนที่เพื่อนๆ คิดว่าน่าจะป้องกันลูกได้ดี รวมถึงทักษะกีฬาที่ไม่เป็นสองรองใครแม้ร่างกายจะอ้วนท้วมดูเชื่องช้าก็ตาม

            การแข่งขันนัดนี้จัดขึ้นหลังเลิกเรียนจึงมีนักเรียนรอดูอยู่เป็นจำนวนมาก หลังจากให้กำลังใจเรียกความฮึกเหิมกันเรียบร้อยก็ได้เวลาลงสนาม เพื่อนยิ้มสดใสบอกคำว่า 'สู้ตาย' กับทุกคน แต่หลงกลับได้คำที่พิเศษกว่านั้น

            "กันให้ได้ทุกลูกนะ"

            "ยากไป"

            เพื่อนหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ฟังหลงตอบกลับมา เพราะคำขอของเขามันยากไปจริงๆ

            "งั้นชนะให้ได้ก็พอ"

            หลงยิ้มแล้วพยักหน้ารับก่อนเดินลงสนามตามเพื่อนๆ ไป คล้ายกับว่าเพื่อนกับเขาเริ่มใกล้กันเข้ามาอีกนิด แบบนี้คงเรียกว่าสนิทกันกว่าเดิมได้แล้วล่ะมั้ง

            การแข่งขันระหว่างห้องหนึ่งกับห้องสี่เป็นไปอย่างสูสี ผลัดกันรุกผลัดกันไล่ กระทั่งจบครึ่งแรกห้องหนึ่งทำแต้มนำไปได้นิดหน่อย นักกีฬาเดินมาพักข้างสนามและมีการพูดคุยถึงเรื่องเปลี่ยนตัว

            "ครึ่งหลังมึงลงนะ ให้ไอ้เอกพักก่อน" กัปตันทีมว่าพร้อมชี้ไปที่เพื่อนซึ่งกำลังช่วยพัดวีให้นักกีฬา แต่ประโยคนั้นกลับทำให้หลายคนแตกตื่น

            "เอาจริงเหรอวะ" เล็กถามอย่างไม่เชื่อหูตัวเองนัก เพื่อนคนนี้ขึ้นชื่อนักเรื่องกีฬา ที่ต้องลงตัวสำรองเพราะประชากรชายในห้องที่พอจะพึ่งพาได้มีอยู่เท่านี้

            "สักห้านาทีก็พอ มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นมั้ยวะ น้องสาวกูมันร้องอยากเห็น ลงไปวิ่งเรียกเสียงกรี๊ดปั่นประสาทไอ้ห้องสี่มันไง ตอนนี้นำอยู่ไม่เป็นไรหรอก"

            ทุกคนมองหน้ากันไปมา รู้ดีด้วยว่ากัปตันมันโดนน้องสาวตื้อมาอีกที แล้วก็รู้ดีด้วยว่าพี่เพื่อนของน้องๆ นั้นเล่นกีฬาได้เลิศเลอขนาดไหน

            เลิศเลอขนาดที่ว่าถ้าลงแล้วไม่แพ้นั่นถือเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ได้เลย

            "จะให้ลงจริงดิ" ขนาดเจ้าของชื่อยังไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลยด้วยซ้ำ

            "เออ ถ้าคิดว่าไม่ไหวลงไปวิ่งสักสองสามนาทีก็ได้ มึงแค่ส่งลูกให้แม่นๆ ก็พอ มีไอ้เล็กคอยช่วยอยู่ น่าจะโอเค"

            และแล้วการพูดคุยตกลงเพื่อเปลี่ยนตัวผู้เล่นก็จบลงเพียงเท่านี้ หลังจากหมดเวลาพักสิบนาทีเกมการแข่งขันก็ดำเนินต่อ พร้อมกับเสียงกองเชียร์ของสาวๆ ที่ดูคึกคักขึ้นถนัดตา

            "พี่เพื่อนนนน!!~"

            "สู้ๆ นะคะพี่เพื่อน"

            "กรี๊ดดดด!!~"

            เสียงเชียร์จากรุ่นน้องสาวๆ ดังมาจากมุมหนึ่งของสนาม ความจริงใช่ว่าโรงเรียนนี้ไม่มีรุ่นพี่หน้าตาดี รุ่นพี่เท่ๆ ที่เป็นที่นิยมคนอื่น แต่ถ้าหากพูดถึงรุ่นพี่ ม.5 คนที่หลายคนนึกถึงก็คือ...

            "พี่เพื่อนสู้เขานะค้าาา!~"

            เสียงหัวเราะครื้นดังมาจากกลุ่มนักกีฬา ทั้งคนถูกเรียก ทั้งคนที่มองดูอยู่ ไม่มีใครคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าหมั่นไส้ที่เพื่อนถูกเชียร์ออกนอกหน้า แต่เพราะทุกคนคือเพื่อนกันจึงเข้าใจ และคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือสีสันของวัยมัธยม

            เพื่อนหันไปส่งยิ้มให้กลุ่มกองเชียร์ก่อนเสียงนกหวีดเริ่มการแข่งขันจะดังขึ้น ห้องสี่เป็นฝ่ายบุกก่อน ดูเชิงกันอยู่สักพักสุดท้ายก็โดนหนึ่งบุกกลับ เล็กแย่งบอลมาได้แล้วส่งให้เพื่อนร่วมทีม ทุกเล่นกันได้อย่างเข้าขายกเว้นก็แต่คนที่ทุกคนเป็นห่วงที่สุด

            "เพื่อน!" เต้ยตะโกนเรียกก่อนส่งบอลมาให้

            ร่างสูงติดผอมไปนิดวิ่งสุดแรงเพื่อคว้าบอลเอาไว้ แต่เหมือนจะกะจังหวะผิดไปนิดบอลเลยเด้งผ่านมือไป เพื่อนรีบหมุนตัวกลับยืดมือไปสุดแขนแล้วคว้ามันไว้ได้ในที่สุดท่ามกลางเสียงเชียร์จากสาวๆ รุ่นน้อง

            ม. 5/1 รอดตัวไปได้ในวิกฤตครั้งแรก

            เกมยังดำเนินต่อไปโดยที่ห้องหนึ่งยังสามารถเป็นผู้คุมเกมไว้ได้ นั่นอาจเป็นเพราะจุดอ่อนของทีมไม่ได้ครองบอลเท่าไรนัก และอีกหนึ่งนาทีจะหมดเวลาห้านาที ช่วงเวลาที่จะได้ชื่นชมพี่เพื่อนในลุคนักกีฬาของสาวๆ

            หลังจากเปิดเกมรุกได้ไม่นานห้องหนึ่งต้องเป็นฝ่ายเล่นเกมรับบ้าง ห้องสี่พาบอลมาใกล้หน้าประตู หลงตั้งท่ารอรับ แต่ในจังหวะที่ไม่มีใครคาดฝัน บอลถูกขว้างไปข้างหน้าเพื่อส่งต่อให้ผู้ทำประตู ด้วยความที่อยู่ใกล้ที่สุดรวมถึงไฟในหัวใจที่กำลังลุกโชนเพื่อนจึงพุ่งตัวตรงไปทางบอลลูกนั้น ตั้งใจจะปัดมันทิ้งเพื่อตัดโอกาสการทำประตูโดยลืมนึกไปว่าความสามารถด้านกีฬาของตัวเองนั้นต่ำเตี้ยแค่ไหน

            ตุบ!

            ทั้งสนามเงียบกริบเมื่อทุกคนต่างอ้าปากค้าง แม้กระทั่งสาวๆ ยังยกมือขึ้นปิดปากไม่กล้าส่งเสียง ลูกที่ถูกขว้างเข้าประตูตกลงพื้นไล่เลี่ยกับร่างผอมสูงที่ไถลราบไปกับพื้นเช่นกัน จนเมื่อตั้งสติได้เพื่อนๆ ถึงได้เดินเข้ามาดูอาการ

            "ไอ้เพื่อน!"

            "เป็นไงบ้างวะ"

            "เขาให้ปัดบอลไม่ใช่ปัดอากาศ ลุกไหวมั้ยมึง"

            "หน้าเสียโฉมป้ะวะ"

            ทุกคนต่างถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงขณะที่เพื่อนค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง ปัดเศษฝุ่นที่ติดตามร่างกายออกก่อนยิ้มเขินที่ดันมาโชว์ห่วยกลางสนามแบบนี้

            "กู...ไม่เป็นไร"

            "งั้นก็ลุก ไปพัก เอาไอ้เอกลงต่อ"

            เพื่อนลุกขึ้นตามแรงพยุงจากเพื่อนๆ ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าอีกรอบ เขายังยิ้มเขินไม่กล้ามองรอบสนามหากแต่มองไปยังหลงที่เอาแต่ยืนขมวดคิ้วตั้งแต่วิ่งมาดูอาการ

            หลงไม่ได้เอ่ยปากถามและเพื่อนไม่ได้พูดอะไรออกมา เขายังยิ้ม ยิ้มให้รู้ว่าไม่เป็นอะไร ยิ้มให้รู้ว่าเขาปลอดภัย แค่ล้มหน้ากระแทกนิดหน่อยมันไม่เจ็บสักเท่าไรหรอก

            คนเจ็บนั่งพักอยู่ข้างสนามโดยมีสาวๆ ล้อมหน้าล้อมหลัง เห็นหน้าตายังยิ้มแย้มสดใสเพื่อนๆ ก็หายห่วง มีแรงฮึดกลับมาเล่นได้เต็มที่ ผู้รักษาประตูอย่างหลงเองก็โชว์ฟอร์มได้เยี่ยม รักษาสัญญาที่ได้ให้ไว้ และรักษารอยยิ้มนั้นให้สว่างสดใสได้ดังเดิม

            สุดท้ายห้อง ม.5/1 ก็สามารถเอาชนะ ม.5/4 ได้อย่างขาดลอย

 

 

            "ไม่ต้องเล่นหรอกกีฬาน่ะ เดี๋ยวก็เจ็บตัวอีก" อดีตที่ติดอยู่ในความทรงจำทำให้หลงบอกออกไปแบบนั้น ให้ทำตัวปวกเปียกแบบนี้ต่อไปนั่นดีแล้ว หรือถ้าอยากออกกำลังกายให้เขาพาไปเล่นที่ฟิตเนตก็ได้ แต่ออกห่างมันเถอะจากกีฬาน่ะ

            "ตอนนี้อาจจะเก่งขึ้นแล้วก็ได้นะ"

            "อาจจะ?"

            "ก็อาจจะไง"

            "ตอนเรียนมหา'ลัยเป็นนักกีฬาเหรอ"

            "เปล่า"

            "แล้วทำอะไรกับเขาบ้าง"

            เพื่อนส่ายหน้าแล้วยิ้ม ประสบการณ์ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยของเขาไม่ได้น่าจดจำสักเท่าไร ไม่ใช่ว่าสังคมไม่ดี แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพราะตัวเขาเอง ทำไว้เองรับกรรมเอง ถึงอย่างนั้นหลังจากผ่านช่วงปีหนึ่งมาได้เส้นทางที่เคยมืดมนก็เริ่มสว่างมากขึ้น

            "เล่าให้ฟังได้มั้ย" หลงถามขึ้นมาลอยๆ เขาอยากรู้แต่ไม่อยากบังคับ

            ตั้งแต่กลับมาเจอกันในรอบแปดปีเรื่องราวในอดีตไม่ได้ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงบ่อยนัก ช่วงที่หายไปเป็นยังไง เกิดอะไรขึ้น หลงได้แต่คิดอยู่ในภวังค์ของตัวเอง คาดเดาไปต่างๆ นานา แต่ตอนนี้เขาควรจะรู้ได้แล้ว รู้...และทำสิ่งที่มันเลือนลางให้ชัดเจนขึ้นมาเสียที

            "ชีวิตตอนเรียนมหา'ลัย"

            "มันไม่น่าฟังเท่าไรหรอก"

            "เล่ามาเถอะ อยากฟัง"

            เพื่อนอมยิ้มน้อยๆ เงยหน้าขึ้นมองฟ้าแล้วถอนหายใจออกมา ถึงอย่างนั้นใบหน้าที่สดใสแทบตลอดเวลานั้นก็ยังแต้มด้วยรอยยิ้ม

            "มันก็ลำบากนิดหน่อยนะกับการปรับตัว ตอนปีหนึ่งไม่ชอบเข้าร่วมกิจกรรมเลยโดนเพื่อนแบน ขนาดรูมเมทยังไม่เอาเลย การเรียนก็ไม่ดีได้แค่หนึ่งกว่าๆ ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ย่ำแย่สุดๆ แต่ก็ชินแล้ว"

            หลงรับฟังอยู่เงียบๆ หากแต่ในใจกลับรู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูก คนคนนี้ที่เหมาะกับความสดใสไม่ควรเจอเรื่องแบบนั้น คนที่เคยถูกผู้คนห้อมล้อมกลับต้องอยู่ตัวคนเดียว ความจริงแล้วคนที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นั้นเป็นเพราะตัวเพื่อนเองนั้นเหรอ หรือเป็นเพราะเขากันแน่

            "แต่พอขึ้นปีสองก็เริ่มโอเคขึ้นนะ มีเพื่อนกับเขาสักที"

            เพื่อนหัวเราะเบาๆ แต่หลงไม่รู้สึกขำด้วยเลยสักนิด เขาขยับมือไปแตะหลังมือทำให้คนที่ทำตัวร่าเริงเมื่อครู่นี้เปลี่ยนสีหน้าทันที รอยยิ้มกับดวงตาสุกใสหายไปเป็นความโศกเศร้าเข้ามาแทนที่

            ปลายนิ้วยังสัมผัสที่หลังมือ สองขาหยุดนิ่ง ปล่อยให้กระแสผู้คนผ่านเลยไปโดยไม่คิดที่จะสนใจ เพื่อนเม้มปากก่อนหันมามอง เขาพลิกมือเพื่อกอบกุมสัมผัสที่คิดถึงนี้ไว้ เพียงเล็กน้อย ให้รู้สึกอบอุ่นใจขึ้นอีกสักหน่อยก็ยังดี

            สิบวินาที ไม่สิ อาจจะไม่ถึงห้าวินาทีเท่านั้นที่หลงรู้สึก ความอบอุ่นนั้นก็มลายหายไปเมื่อเพื่อนปล่อยมือออก รอยยิ้มสดใสกลับมาแต่งแต้มบนใบหน้าที่ใครๆ ต่างหลงใหลอีกครั้ง สองขาออกเดิน มือหยิบลูกชิ้นอีกไม้ที่เหลืออยู่ขึ้นมากินก่อนเอ่ยปากชวน แต่มันกลับเป็นคำที่หลงยังไม่อยากจะได้ยิน

            "กลับบ้านกันเถอะ"

 
TBC

 
จริงๆ เรื่องนี้เรากะจะดองยาวแล้วนะ เพราะเหลืออีกแค่ห้าตอนก็จะเขียนจบแล้ว
วางแผนไว้ว่าจะเขียนให้จบไว้ภายในเดือนนี้ ก็ไม่รู้จะทำได้มั้ย เลยคิดว่าอยากเขียนให้จบแล้วลงทีเดียว
แต่ก็ห่วงคนรอค่ะ ถึงจะมีน้อยมากก็ตาม เลยคิดว่าอัพต่อไปดีกว่า
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า


ออฟไลน์ tawanna

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
อ่านแล้วหน่วงหัวใจจังเลยครับ สงสารเทั้งเพื่อนและหลงเลย
 :hao5:

ออฟไลน์ moonmoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 2
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
แอบรออยู่เงียบๆ ทุกตอนนะจ๊ะ

ออฟไลน์ yasperjer

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 500
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
เป็นกำลังใจให้คนเขียนนะคะ เราเป็นหนึ่งในคนที่อ่าน และรอนิยายเรื่องนี้นะคะ สู้ๆค่าม :katai2-1:

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

ออฟไลน์ oki

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
อ่านแล้วรู้สึกเหงาๆเลย มัธยมเป็นความทรงจำที่ดีจริงๆ ถึงแม่จะไม่สมหวังแต่ก็ยังมีโอกาศได้มาเจอกันอีกครั้ง
สู้ๆนะคะคนเขียน ติดตามอยู่เด้อ

ออฟไลน์ Plavann

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 52
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
มาแล้วๆ หลงคิดแบบนี้แปลว่าจะตอบรับเพื่อนเหรอ?

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5


ฝันครั้งที่ 7

 
            เหมือนกับว่าเหตุการณ์นี้มันเคยเกิดขึ้นมาก่อน

            เสียงโทรศัพท์ของหลงดังขึ้นเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วพร้อมกับคำขอที่ทำให้รู้สึกสับสนอยู่หน่อยๆ

            เพื่อนโทรมาหาเขาก่อนเลิกงานราวสิบนาที น้ำเสียงฟังดูเกรงใจกับเสียงหัวเราะแห้งๆ ทำให้ไม่กล้าเอ่ยปฏิเสธ เมื่อถูกขอว่า...

            'มาอยู่เป็นเพื่อนหน่อย เข้าบ้านไม่ได้ ต้องรอแม่กลับบ้านตอนสองทุ่ม'

            เพราะเหตุนี้ทำให้หลงมีตัวเลือกอยู่สองทาง คือหนึ่ง นัดเจอกันที่ตลาดหรือห้างแถวบ้าน เดินเล่นกินข้าวเย็นฆ่าเวลา และสอง ไปหาเพื่อนที่หมู่บ้าน ที่นั่นมีสวนให้นั่งเล่น อยู่รอเป็นเพื่อนจนกว่าแม่ของเพื่อนจะกลับมา

            จากสองข้อนี้ตัวเลือกที่หนึ่งดูจะเป็นอะไรที่น่าสนใจกว่า แต่หลงเบื่อแล้ว ทุกวันนี้เมื่อไรที่เพื่อนเลิกงานเร็วก็มักจะชวนเขาไปเดินเล่นที่ตลาดก่อนกลับบ้านเป็นประจำ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงได้มาจอดรถอยู่ที่หน้าสวนในหมู่บ้านของเพื่อนแบบนี้

            สวนที่ว่าไม่ได้ถูกจัดตบแต่งจนสวยงามอะไรนัก แค่สวนหญ้าธรรมดาที่ด้านหัวและท้ายสวนเป็นบ้านคน มีถนนเส้นเล็กๆ สำหรับสัญจรในหมู่บ้านตัดผ่าน แถมข้างๆ ยังเป็นทุ่งนา เรียกได้ว่าเป็นจุดที่เงียบที่สุดและสัมผัสกับความร่มรื่นของธรรมชาติได้อย่างเต็มที่เลยก็ว่าได้

            ดับเครื่องยนต์ลงจากรถหลงก็เดินไปหาคนที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นหญ้าริมบ่อเลี้ยงปลาคาร์ฟกับเต่า หลงนั่งลงข้างเพื่อน เจ้าของแววตาสุกใสหันมายิ้มให้พร้อมเอ่ยขอบคุณ

            "ขอบคุณที่มานะ"

            "ไม่เป็นไร"

            มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่พวกเขาต้องมาเจอกัน เพียงแค่วันนี้เปลี่ยนสถานที่เท่านั้นเอง

            "แล้วไปทำยังไงถึงเข้าบ้านไม่ได้" หลงถามถึงสาเหตุเพราะเขายังไม่ได้คุยถึงรายละเอียดเรื่องนี้ เพียงแค่ถูกขอให้มาก็ยอมมาอย่างง่ายดาย

            "ลืมไว้ในบ้าน"

            "ออกจากบ้านแต่ไม่เอากุญแจมาด้วยเนี่ยนะ"

            "อืม"

            "ดีจริงๆ"

            "ก็มันลืม ให้ทำไง"

            "ก็ทำอย่างนี้ไง นั่งรอ"

            เพื่อนหัวเราะ ไม่ได้คิดว่าการลืมกุญแจบ้านเป็นเรื่องตลกแต่ขำเพราะการแดกดันของหลงมากกว่า เขาผิดจริงๆ ผิดไปแล้ว

            "ขอโทษ"

            "ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย"

            "เมื่อกี้เพิ่งว่า"

            "ว่าที่ไหน พูดความจริง"

            เพื่อนเถียงไม่ออก ขอบคุณไปแล้ว ขอโทษไปแล้ว รอบนี้เลยเงียบใส่ หันไปสนใจเจ้าเต่าที่เกาะอยู่บนก้อนหินแล้วโผล่หัวมาแอบฟังพวกเขาคุยกันแทน

            แม้จะอยู่ในตัวกรุงเทพฯ แต่ที่นี่คือขอบชายแดน ความเจริญยังไม่รุดหน้าเต็มที่ ตึกสูงก็ไม่มี บรรยากาศจึงเหมือนต่างจังหวัดมากกว่าเมืองหลวง มีทุ่งนา มีต้นไม้ มีสายลมเย็นๆ หากฟ้ามืดสนิทบางคืนยังมองเห็นดาวด้วยซ้ำ หลงเกิดและโตที่นี่เขาจึงชอบที่นี่ ชอบมันมากๆ และคิดว่าคนที่ย้ายมาอยู่ตอนเรียนมัธยมอย่างเพื่อนจะชอบที่นี่ด้วย

            "แล้วทำไงอะ"

            "ทำอะไร"

            อยู่ๆ เพื่อนก็ถามขึ้นมาจนหลงตามไม่ทัน ไอ้นิสัยชอบพูดลอยๆ ไม่มีเกริ่นนำนี่แก้ไม่หายจริงๆ สินะ

            "ไม่ได้ไปเดินตลาดหลงไม่เบื่อเหรอ" คนถามเอียงคอมอง ดวงตาเป็นประกายเต็มไปด้วยความสงสัย แต่เชื่อเถอะว่าการเดินตลาดไม่ได้ทำให้หลงหายเบื่อสักเท่าไร

            "เดินตลาดใช่ว่าจะหายเบื่อ"

            "แสดงว่าที่ชวนไปเดินบ่อยๆ นี่เบื่อเหรอ"

            "แล้วคิดว่าไง"

            ความมั่นใจหายวับไปจากแววตาคู่นั้น หลงนึกขำจนหลุดยิ้ม เพื่อนต้องใช้ความกล้าแค่ไหนกับแปดปีที่ผ่านมา ต้องพยายามขนาดไหน ต้องทุกข์ทรมานเท่าไรกับความรู้สึกที่ไม่สมหวังและรักที่โดนปฏิเสธ ถามว่าตอนนี้เขายอมรับได้งั้นเหรอ แน่นอนว่าคำตอบคือยัง แต่เขาไม่คิดจะทำร้ายหรือตัดความหวังอย่างครั้งก่อน แค่อยากให้เพื่อนรู้ว่าเขากำลังค่อยๆ เปิดใจ ให้ลองพยายามดูอีกสักนิด อีกไม่นานสิ่งที่อยู่ในใจเขาอาจจะชัดเจนขึ้นมาก็ได้

            เวลาได้อยู่กับเพื่อนที่ชื่อเพื่อน ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะมีคำว่า 'เบื่อ' แวบขึ้นมาในความคิดของเขา

            "ไม่เคยเบื่อเลยต่างหาก"

 

            ม. 5 เทอม 1

            (มึงอยู่ไหนวะหลง) เสียงร้อนรนของเล็กดังผ่านสายทันทีที่หลงกดรับโทรศัพท์ เขากำลังจะออกจากโรงเรียนหลังจากแวะไปส่งงานที่ห้องพักครู ส่วนเพื่อนๆ แยกย้ายกันกลับบ้านไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อน

            "กำลังจะกลับ"

            (ยังไม่ออกจากโรงเรียนใช่ป้ะ)

            "อืม กำลังจะออก"

            (เออ มึงอยู่รอไอ้เพื่อนแป๊บนึง มันกำลังวิ่งกลับไปโรงเรียน)

            "ทำไมวะ"

            (กุญแจบ้านมันหาย)

            หลงคุยกับเล็กอีกต่อนิดหน่อย ยังไม่ทันได้ถามอะไรมากเพื่อนก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้าโรงเรียนมา พอเห็นหลงนั่งรอที่ม้านั่งใกล้ๆ ทางเข้าก็เดินยิ้มเข้ามาหาทั้งที่อกยังขยับขึ้นลงเป็นจังหวะถี่

            "หลงยังไม่กลับเหรอ"

            คำทักทายนี้ทำให้หลงนึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย ก็ในเมื่อเล็กบอกให้เขารอเพื่อนอยู่แต่ดันโดนถามแบบนี้ หรือสองคนนั้นไม่ได้คุยกัน เป็นเล็กคนเดียวที่โทรมาไหว้วานให้เขาช่วย

            "ก็อยู่รอช่วยหากุญแจ"

            "เฮ้ย! รู้ได้ไง" เพื่อนถามเสียงสูงด้วยความแปลกใจ แล้วก็เป็นอย่างที่หลงคิดไว้

            "เล็กบอกมา"

            "อ๋อ"

            "แล้วไปทำหายที่ไหน"

            "คิดว่าคงเป็นห้องเรียน หรือไม่ก็ที่ชมรม"

            "ไป เดี๋ยวช่วยหา"

            เพื่อนยิ้มกว้างพยักหน้ารับตอนหลงลุกมาหา ทั้งคู่เดินเลียบไปตามทางหน้าตึกเพื่อผ่านไปยังห้องเรียนที่อยู่เลยไปอีกอาคาร

            ตอนนี้ห้าโมงครึ่งแล้ว มีนักเรียนเหลืออยู่แค่ไม่กี่คน บรรยากาศในโรงเรียนเลยค่อนข้างเงียบเหงา ทำให้เสียงของคนทั้งสองที่กำลังเดินขึ้นบันไดดังก้องไปทั่วบริเวณแม้จะใช้เสียงปกติในการพูดคุยก็ตาม

            "แล้วหลงไม่รีบกลับบ้านเหรอ"

            "ไม่อะ"

            "ทำไมวันนี้อยู่เย็นจัง"

            "แดดมันร้อนจี้เกียจกลับเร็วเลยนั่งทำการบ้านเลขรอ"

            "ทำเสร็จแล้วเหรอ"

            "อืม"

            "ขอดูบ้างดิ"

            "ส่งไปแล้ว"

            "อ่าว"

            "ไม่ต้องดูหรอกมั้ง ง่ายๆ"

            เพื่อนยิ้มรับคำบอก หลงไม่ได้ยอและไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่ง แต่ถ้าจะพูดถึงคนเก่งจริงก็คงเป็นเพื่อนคนนี้นี่แหละ ผลการเรียนอยู่ในอันดับต้นๆ ของห้อง การบ้านเลขแค่นั้นอย่างเพื่อนไม่จำเป็นต้องดูของเขาเลยสักนิด

            ห้อง ม.5/1 อยู่ห้องแรกเมื่อขึ้นบันไดมาถึงชั้นสาม ทั้งสองถอดรองเท้าไว้หน้าห้องก่อนเข้าไปด้านใน เพื่อนก้มๆ เงยๆ หาอยู่ที่โต๊ะของตัวเอง ส่วนหลงช่วยเดินดูรอบห้อง แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอสักที

            "อาจจะหล่นที่ห้องชมรมมั้ง"

            วันนี้คาบชมรมเป็นวิชาสุดท้ายของตาราง เพื่อนเก็บกระเป๋าไปอยู่ที่นั่นจนกระทั่งเลิกเรียน ทั้งสองจึงออกจากห้อง ม.5/1 เดินลงจากอาคารเพื่อไปยังชมรมดนตรีสากลที่อยู่อีกตึก

            ห้องดนตรีตั้งอยู่ชั้นล่างติดกับห้องศิลปะ เย็นป่านนี้แล้วเพื่อนไม่แน่ใจอาจารย์จะกลับไปหรือยัง เลยลองเลื่อนประตูกระจกออกเล็กน้อยแล้วยื่นหน้าเข้าไปดู โชคดีที่มันยังเปิดได้และอาจารย์พิชัย ชายสูงอายุร่างใหญ่ยังคงอยู่ในห้อง

            "ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอญาณากร" อาจารย์พิชัยละสายตาจากงานบนโต๊ะแล้วเอ่ยถาม เพื่อนรีบยกมือไหว้ก่อนตอบ

            "กลับแล้วครับครูแต่ลืมของ ไม่รู้ทำตกไว้ที่นี่หรือเปล่า"

            "ลืมอะไร"

            "กุญแจบ้านครับ"

            "เข้ามาหาสิ"

            ได้รับคำอนุญาตเพื่อนก็พยักหน้าให้หลงก่อนถอดรองเท้าเดินนำเข้าไป หนุ่มอ้วนยกมือไหว้อาจารย์อาวุโสที่ไม่ค่อยคุ้นเคยนักเพราะเขาไม่ได้อยู่ชมรมดนตรีเหมือนเพื่อน อีกทั้งยังไม่ค่อยสันทัดเรื่องพวกนี้เท่าไรนัก

            ในห้องดนตรีเป็นห้องโล่งๆ ที่มีตู้เก็บเครื่องดนตรีวางชิดมุม คีย์บอร์ด กลองประเภทต่างๆ พวกเครื่องสีเครื่องเป่าที่วงโยธวาทิตใช้เล่นตอนเข้าแถวหน้าเสาธง รวมถึงกีตาร์หลายตัวที่แขวนบนผนัง 

            ทั้งสองคนช่วยกันหาจนรอบห้องโดยมีอาจารย์คอยร้องถามความคืบหน้าเป็นระยะ แต่สุดท้ายก็ยังหาไม่เจอ ได้แต่เดินหน้านิ่วคิ้วขมวดบอกลาอาจารย์พิชัยแล้วเดินจากมาอย่างหมดความหวัง

            "จะเอาไงต่อ"

            "คงต้องรอแม่เลิกงานตอนสองทุ่ม"

            "สองทุ่มเลยเหรอ แล้วจะไปอยู่ไหน"

            "เดินเล่นในตลาดมั้ง ตอนแรกว่าจะเข้าร้านเกมแต่ตังค์เหลือไม่พอ"

            หลงพยักหน้ารับ กว่าจะถึงสองทุ่มไม่ใช่ช่วงเวลาสั้นๆ มันควรจะมีทางเลือกที่ดีกว่านี้นอกจากเดินเล่นในตลาดทั้งที่ไม่มีเงินติดตัว หลงพยายามคิดหาทางช่วยที่จะไม่ทำให้เพื่อนลำบาก พวกเขาเดินออกจากโรงเรียน ผ่านลานกิจกรรมกว้างๆ ที่มีของเล่นเด็ก มีเก้าอี้ให้นั่ง มีของกินขายนิดหน่อย และมีคนเต้นแอโรบิค

            "นั่งรอที่นี่ก่อนมั้ย" หลงชี้นิ้วไปยังม้านั่งใกล้ๆ ลานเด็กเล่น

            "ก็ดีเหมือนกันแฮะ ถ้าแม่กลับจากที่ทำงานจะได้แวะรับเลย หลงก็กลับบ้านดีๆ นะ" เพื่อนยิ้มและบอกลา แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่หลงตั้งใจไว้ บ้านเขาอยู่ใกล้ จะกลับเมื่อไรไม่มีใครว่าอะไรหรอก

            "เดี๋ยวอยู่เป็นเพื่อน"

            "จะดีเหรอ"

            "อืม"

            ไม่รอให้โดนขัดเจ้าของความคิดนี้ก็เดินนำไปยังม้านั่งตัวนั้น จับจองที่ไว้ด้านหนึ่ง วางกระเป๋านักเรียนไว้บนพื้น มองผู้คนที่เข้ามาใช้พื้นที่ในลานแห่งนี้ทำกิจกรรมต่างๆ พร้อมกับเสียงของคนที่เพิ่งหย่อนตัวนั่งลงข้างๆ เอ่ยขอบคุณออกมา

            "ขอบใจนะ"

            "ไม่เป็นไร"

            หลงหันไปมองคนที่ยังยิ้มโชว์แก้มบุ๋มข้างขวา องค์ประกอบบนใบหน้าที่ดูดี ดวงตาเป็นประกายวิบวับเหมือนผืนน้ำที่ต้องแสงแดด คิดไปแล้วบางทีหลงก็ชักสงสัย หากต้องอยู่ตัวคนเดียว คนคนนี้จะยังสดใสแบบนี้อยู่ไหมนะ แต่พอคิดดูอีกที ให้เพื่อนคนนี้มีแต่ความสดใสอยู่รอบตัวนั่นแหละดีแล้ว

            "เพื่อนกัน มีอะไรก็ช่วยกัน" อย่างน้อยช่วยทำให้เพื่อนยิ้มได้เวลาเจอปัญหาก็ยังดี

            ทั้งสองคนนั่งคุยเรื่องสัพเพเหระกันไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่ได้สนใจเวลา แต่ดูเหมือนว่าฉายาหลงหลับกำลังประสบปัญหา ดันกลายเป็นเพื่อนที่แย่งพูดได้มากกว่าเสียอย่างนั้น เหตุเพราะพวกเขาเพิ่งรู้ว่าชอบอ่านการ์ตูนเรื่องเดียวกัน และเพื่อนคลั่งไคล้การ์ตูนเรื่องนี้มากเสียด้วย

            "เออใช่ เพิ่งซื้อเล่มใหม่มา" ว่าแล้วเพื่อนก็หยิบกระเป๋านักเรียนรกๆ ของตัวเองมาค้น เพราะเริ่มมืดบวกกับแสงสว่างที่สาดมาไม่ถึงทำให้มองเห็นของในกระเป๋าไม่ชัดเลยได้แต่ควานไปมาสะเปะสะปะ แต่แทนที่จะเป็นหนังสือการ์ตูนที่ถูกหยิบออกมากลับกลายเป็นโลหะสีเงินที่ส่งเสียงกุ๊งกิ๊งยามกระทบกันแทน

            หลงมองสิ่งที่เพื่อนถือโชว์อยู่ด้วยความงุนงง ขณะที่เจ้าตัวก็มีสีหน้าไม่ต่างกันนัก ของที่เดินหากันจนทั่ว แท้จริงแล้วมันซ่อนตัวอยู่ในกระเป๋ารกๆ ใบนี้

            "มาได้ไง"

            "หาไม่ดีล่ะสิ" หลงสรุปให้และไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้ เพราะค้นไม่ทั่วและคิดว่ามันหาย สุดท้ายเลยมานั่งกันอยู่ตรงนี้

            เพื่อนหมดคำจะแก้ตัว เขาสะเพร่าเอง หาไม่ดีเอง แถมยังทำให้เพื่อนเดือดร้อนอีก

            "ขอโทษ"

            "ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย"

            "งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้เลี้ยงน้ำไถ่โทษแก้วหนึ่ง"

            "ไม่เป็นไร"

            "ไม่ได้ ตกลงตามนี้"

            คัดค้านไม่ได้หลงจำต้องพยักหน้ารับ ลุกขึ้นสะพายกระเป๋าเตรียมตัวกลับ โชคดีแค่ไหนแล้วที่ไม่ต้องรอยันสองทุ่ม

เพื่อนรีบเก็บของใส่กระเป๋า โดยเฉพาะกุญแจบ้านเจ้าปัญหาที่ต้องหาช่องดีๆ ใส่ไว้ หาไม่เจออีกจะยุ่งยากเอา จัดการเรียบร้อยก็ลุกขึ้นเดินไปหาหลง เพื่อนที่โดยสารรถสายเดียวกัน และยังเป็นครั้งแรกของพวกเขาที่ได้กลับบ้านพร้อมกันอีกด้วย

            "กลับบ้านกัน"

 

           

            ความทรงจำที่มีค่ามักสร้างรอยยิ้มให้ได้เสมอ พวกเขานั่งอยู่ตรงนี้นานเท่าไรแล้วก็ไม่ได้สนใจนัก จนกระทั่งฟ้ามืด ไฟข้างทางเปิดสว่าง หลงเหลือบมองคนที่เอาแต่นั่งจ้องหน้าเต่าในบ่อ ก่อนมองเลยไปยังกระเป๋าสะพายที่วางอยู่ข้างตัว

            "ไม่ใช่ว่าลืมไว้ในกระเป๋าอีกนะ" คำแซวทำให้เพื่อนรีบหันขวับกลับมาแก้ตัว

            "ไม่ลืม จำได้ว่าวางไว้ในห้องนอนไม่ได้หยิบมาด้วย

            "แน่ใจ"

            "แน่ใจดิ"

            "ลองค้นกระเป๋ายัง"

            "ค้นแล้วไม่มี"

            หลงไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ ไม่ได้บอกตัวเองให้เชื่อหรือไม่เชื่อ เพราะถึงจะจริงหรือไม่จริงเขาก็มานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว ถ้าหากมันเป็นแผนเขาก็คือคนที่ยอมเดินตามแผนตั้งแต่แรก และเขาจะไม่ยอมเสียใจกับสิ่งที่ได้ตัดสินใจทำลงไปอีก

            "หรือหลงจะกลับเลยก็ได้นะ" เงียบไปไม่ทันไรเพื่อนก็พูดขึ้นมา คงเก็บคำสิ่งที่หลงพูดไปคิด คิดว่าเบื่อที่จะอยู่ด้วยอีกตามเคย

            "ไม่ล่ะ จะอยู่เป็นเพื่อน"

            "อยู่เป็นเพื่อน..."

            "อะไร"

            เพราะพยางค์สุดท้ายถูกลากเสียงยาวหลงเลยเผลอตวัดเสียงถาม เพื่อนอมยิ้มไม่ยอมตอบ บางทีก็อยากจะเล่นมุกบ้างแต่ไม่รู้ว่าคนข้างๆ อยากจะเล่นด้วยหรือเปล่า อีกอย่างเวลาพูดเรื่องแบบนี้ทีไรมักจะโดนเงียบใส่เสมอ เขาไม่แน่ใจ ไม่รู้เลยว่าสรุปแล้วหลงกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ดูยินดีให้เข้าหา พร้อมที่จะเปิดรับ แต่ก็เหมือนไม่รู้สึกจนไม่กล้าที่จะถามอะไรอีก เพราะเขายังอยากมีความสุขแบบนี้อยู่ ยังอยากใช้เวลากับคนคนนี้ แม้จะไม่ได้อะไรตอบกลับมาก็ตาม

            "ท่ามาก" หลงยกมือขึ้นผลักหัวเพื่อนด้วยวามรู้สึกหมั่นไส้เล็กๆ เป็นการกระทำที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

            "เดี๋ยวนี้เล่นแรง"

            "แรงตรงไหน"

            "ก็ผลักหัว"

            "ทำไม ผลักไม่ได้" ว่าแล้วทำท่าจะผลักอีก

            "ไม่ให้ผลัก" เพื่อนทำท่าโยกตัวหลบฝ่ามือใหญ่ๆ ที่ยกค้างไว้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนโดนผลักแบบนี้ล่ะก็ได้ล้มหงายหลังไปแล้วแน่ๆ  หลงเป็นคนแรงเยอะ อย่างน้อยก็เยอะกว่าเขา เลยไม่อยากเล่นอะไรที่เสี่ยงต่อการโดนทำร้ายร่างกาย

            "ทำเป็นหวง"

            สุดท้ายก็โดนผลักอยู่ดี

            เพื่อนคว้ามือหลงเอาไว้ไม่ยอมปล่อย เจ้าของมือก็จ้องหน้าคล้ายจะหาเรื่อง เขาไม่ได้หวงตัว แค่อยากทำอย่างอื่นมากกว่าการเล่นผลักหัวกันแบบนี้

            "ปล่อยเลย"

            "แล้วถ้าไม่ปล่อยอ่ะ"

            "งั้น...ก็แล้วแต่"

            ไม่รู้เหตุใดถึงได้ยอมแพ้ง่ายนัก หลงเลิกสนใจให้เพื่อนจับมือไว้แบบนั้น ก่อนมันจะถูกวงลงบนตักแล้วกุมไว้โดยที่เจ้าตัวไม่มีท่าทีว่าจะดึงออก

            ฝ่ามือใหญ่ที่ยังอบอุ่นกับท่อนแขนที่คิดถึง ถ้ามันอวบอ้วนและนุ่มนิ่มเหมือนเมื่อแปดปีก่อนก็คงดี

            ยิ่งมืดบริเวณสวนก็ยิ่งวังเวง แม้จะมีไฟส่องสว่างแต่คนในหมู่บ้านไม่มีใครมานั่งตากยุงตากน้ำค้างในเวลาแบบนี้ หลงชวนเพื่อนไปรอในรถ เปิดเพลงฟังนั่งคุยกันไปเรื่อยเปื่อยจนใกล้เวลาสองทุ่มแม่ของเพื่อนก็กลับมาถึง หลงถูกชักชวนให้เข้าไปด้วยกันแต่เขาปฏิเสธ ได้ทักทายคุณแม่นิดหน่อยแล้วรีบขอตัวกลับ โดยได้ค่าตอบแทนเป็นการเลี้ยงข้าวสักมื้อหรือหนังสักเรื่องในครั้งหน้า แต่ก็ปฏิเสธอีก

            "เบื่อกินข้าว ไม่อยากดูหนัง"

            "แล้วหลงอยากทำอะไร"

            "ติดไว้ก่อน"

            เพื่อนมองหลงอย่างไม่ไว้ใจนัก ตั้งแต่สมัยเรียนหลงดูไม่ใช่คนเจ้าเล่ห์ ออกจะซื่อและเถรตรง แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้ดูเจ้าแผนการนัก

            "นึกได้แล้วจะบอก"

            "เอางั้นก็ได้" ถึงอย่างนั้นก็ยอมตอบตกลงไปอยู่ดี

            หลงไม่ได้บอกลา พวกเขาไม่เคยพูดคำนั้นหรือแม้แต่การแสดงท่าทางเมื่อต้องแยกจากกัน ทำเพียงแค่ยิ้ม เฝ้ามอง และเดินจากมา เหมือนเดิมตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงตอนนี้

            เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง
 

TBC

 
เป็นนิยายที่มีบรรยากาศเหงาๆ เนอะเรื่องนี้
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า


 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด