|อยากให้เธอฝันยามหนุน | ฝันครั้งสุดท้าย | 02/06/2561
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: |อยากให้เธอฝันยามหนุน | ฝันครั้งสุดท้าย | 02/06/2561  (อ่าน 41447 ครั้ง)

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3382
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

เพื่อนยังคงความรู้สึกเดิมไม่เปลี่ยน

หลงรู้ใจตัวเองแล้ว

แล้วยังไงต่อ? 

ออฟไลน์ winndy

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-3
ชอบนะ เขียนดี หม่นอมหวาน และหลังจากนี้ขอให้เพื่อนมีความสุขขึ้นเรื่อย ๆ จนความหม่นเศร้าหายไปนะ

ออฟไลน์ papapajimin

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 297
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
เราเข้าใจชื่อเรื่องแล้วค่าาาา ดีจายยยย
เราชอบพี่เพื่อนกับหลงมากๆ
ตอนนี้หลงจูบเพื่อนแล้ววววว

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ฝันครั้งที่ 14


            เพื่อนหายป่วยแล้ว หายเป็นปลิดทิ้งเพราะได้หลงช่วยดูแลอย่างดี ไหนจะมาค้างที่บ้าน ไหนจะคอยโทรมาจู้จี้ยามไม่ว่างมาเจอ คนป่วยก็ทำตามบ้างเกเรบ้าง แต่ไม่ทำให้หลงรู้ว่ากำลังเกเรอยู่ก็ไม่เป็นไร

            เมื่อเข้าสู่วันทำงานชีวิตวุ่นๆ ก็กลับมาเยือนอีกครั้ง เพื่อนต้องทำเวรตอนเย็นทำให้ไม่ได้เจอกันสามวันติด ได้แต่คุยผ่านตัวหนังสือหรือฟังเสียงผ่านสาย แต่พอคิดว่าทั้งที่บ้านหลงเป็นทางผ่านแท้ๆ ทำไมถึงไม่ได้เจอ ปากมันก็ลั่นคำพูดออกมาตอนกำลังนั่งรถกลับบ้านพอดี

            "จอดซอยสิบห้าด้วยครับ"

            คนขับรถตู้เหยียบเบรกจอดตามที่ผู้โดยสารบอก เพื่อนตั้งสติอยู่ชั่วครู่ก่อนรีบเดินลงรถแล้วควานหาเหรียญจ่ายค่ารถอย่างรีบๆ

            สุดท้ายก็แวะลงกลางทางจนได้

            ตอนนี้เป็นเวลาสามทุ่มเศษ เพื่อนยืนเคว้งคว้างหน้าทางเข้าซอยที่ตัดผ่านสวนสาธารณะเล็กๆ มีไฟส่องสว่างข้างทางพอให้มองเห็น เลยลองเดินไปชะเง้อมองบ้านที่อยู่หลังสวน แล้วจู่ๆ ก็เกิดอาการสองจิตสองใจขึ้นมา ก็เล่นมาซะดึกดื่นป่านนี้ ถ้าเข้าไปหาน่าจะเป็นการรบรวนเสียมากกว่า

            เพื่อนหยิบมือถือขึ้นมาเปิดหน้าแชตที่เพิ่งคุยกับหลงตอนรอต่อรถที่ตลาด ถ้าเขาพิมพ์บอกไปว่ากำลังยืนรออยู่หน้าบ้านอีกคนจะเชื่อไหม แต่จะเชื่อไม่เชื่อก็ต้องเชื่ออยู่ดี

            เชื่อตัวเขานี่แหละที่ทำไปได้

            Yanakorn : ไปหาได้ป้ะ

            เพื่อนลองพิมพ์ไปหา รอไม่นานนักหลงก็เปิดอ่าน พร้อมการตอบกลับที่คาดไว้อยู่แล้ว

            Veerayu : มาทำไม ดึกแล้ว กลับบ้านไปนอนไป

            Yanakorn : แล้วถ้าบอกว่าตอนนี้ยืนอยู่หน้าซอยอ่ะ

            Veerayu : จริงดิ

            Yanakorn : มารับหน่อย

            Veerayu : อย่ามาอำ

            Yanakorn : ลองออกมาดูดิ

            หลงไม่ได้พิมพ์อะไรตอบกลับมา แต่เป็นเงาคนกับเสียงฝีเท้าย่ำเร็วๆ ที่เพื่อนเห็นและได้ยิน พอหันไปมองก็เจอคนตัวโตทำหน้าแปลกใจเดินเข้ามาหา เพื่อนยกยิ้มกว้าง รู้สึกหายเหนื่อยทันทีเมื่อเห็นหน้าคนที่ไม่ได้เจอมาหลายวัน

            "จะแวะมาทำไมไม่บอกก่อน"

            "เพิ่งคิดได้ตอนรถจะผ่านหน้าบ้านพอดีเลยบอกไม่ทัน" เพื่อนยิ้มแหย หลงมองแล้วส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนยิ้มตาม แม้เหตุผลที่ว่ามานั้นจะดูแถจนสีข้างถลอก

            "เข้าบ้านก่อนมั้ย"

            "ไปดิ" คนถูกชวนตอบรับอย่างยินดี เดินตามคนตัวโตเข้าซอยที่มีเพียงแสงไฟสลัวส่องทาง

            ทุกคนในครอบครัวหลงดูจะแตกตื่นเมื่อมีแขกมาเยือนอย่างไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะหยกที่กรีดร้องลั่นบ้านแบบโอเวอร์แอคติ้ง เธอปรี่เข้ามาหาเพื่อนแล้วพูดจาชวนให้เข้าใจผิด น่าหมั่นไส้เกินงามจนแม่ต้องคอยปราม ส่วนน้องชายคนกลางที่ปลีกวิเวกอยู่อีกฝั่งของบ้านแค่มองแล้วยกมือไหว้ตอนหลงแนะนำเพื่อนให้ทุกคนรู้จัก ก่อนกลับไปสนใจกีตาร์โปร่งที่กำลังดีดฮัมเพลงคลอไป ไม่ได้สนใจสมาชิกในครอบครัวคนอื่นนัก

            บ้านหลงจะเรียกว่าเป็นครอบครัวใหญ่ก็คงใช่ ความจริงซอยนี้ทั้งซอยทุกคนเป็นเครือญาติกันหมด สมัยเรียนหลงยังเคยไปช่วยกิจการร้านแก๊สของป้าแลกกับค่าขนม ส่วนครอบครัวเขาพ่อเลี้ยงทำธุรกิจค้าไม้อยู่นนทบุรี พ่อเลี้ยงที่เป็นพ่อของหยก เป็นลูกคนละพ่อกับเขาและหยงน้องชายคนกลาง ซึ่งพ่อพวกเขาเสียไปตั้งแต่ยังเด็ก แต่ถึงจะมีสายเลือดร่วมกันแค่ครึ่งเดียวทั้งสามคนก็ยังรักกันดี ด้วยความที่หยกเกิดมาเป็นเด็กผู้หญิงด้วยล่ะมั้ง

            เมื่อเห็นว่าพ่อกับแม่กำลังดูทีวีอยู่ เพื่อนเลยชวนหลงออกมานั่งเล่นที่โต๊ะม้าหินหน้าบ้านเพราะไม่อยากรบกวน โดยมีน้องสาวคนเล็กสุดแสบตามมาด้วยอีกคน พร้อมกีตาร์ในมือที่ไม่รู้ไปข่มขู่หยงมาหรือเจ้าตัวยินยอมให้ แต่เมื่อมองกลับเข้าไปในบ้านน้องชายคนรองก็หายตัวไปเสียแล้ว

            "หยกไปตบกีตาร์มาให้ เห็นพี่หลงเคยบอกว่าพี่เพื่อนเล่นกีตาร์เก่ง เล่นให้หยกดูหน่อยนะ จะถ่ายคลิปไปอวดเพื่อนว่ามีผู้ชายมาร้องเพลงจีบ" หยกว่าพลางยื่นกีตาร์ให้เพื่อนที่ยอมรับมาแต่โดยดี ต่างกับพี่ชายที่อยากจะไปหักก้านมะยมมาฟาดให้เนื้อเขียว เป็นสาวเป็นนางพูดจาแบบนี้ไม่น่ารักเลย

            "ให้มันน้อยๆ หน่อย"

            "โห พี่หลง นานๆ ทีจะมีคนหล่อๆ มาหา หยกอัดไปให้เพื่อนดูเล่นๆ เอง พี่เพื่อนยังไม่ว่าอะไรเลย"

            "นี่ก็ไม่ห้ามน้องเลย" ว่าน้องสาวไม่ได้เลยหันไปว่าเพื่อนแทน

            "อ่าว! ก็หลงบอกหยกเองไม่ใช่เหรอ แค่เล่นกีตาร์เองไม่เป็นไรหรอก" เพื่อนว่าพลางอมยิ้ม คิดไปแล้วก็ชักสงสัยว่าหลงจะเอาเรื่องเขาไปพูดให้หยกฟังว่าอะไรอีกบ้าง

            "งั้นก็ตามใจ จะเล่นก็เล่น มาเพื่อเล่นกีตาร์ให้หยกมันถ่ายคลิปไปอวดเพื่อน"

            "ไม่งอนดิ"

            "ใครงอน"

            "จะใครอีกล่ะ"

            "ปกติพี่หลงไม่ขี้งอนนะ ทำไมครั้งนี้หวงน้องอ่ะ"

            "ก็บอกว่าไม่ได้งอน"

            "ไม่หึงเพื่อนกับน้องสาวนะคะ ไม่ดี"

            โดนสองรุมหนึ่งเข้าไปหลงถึงกับนั่งเงียบไปพักหนึ่ง เขามองเพื่อนสลับกับน้องสาวอย่างนึกหมั่นไส้ เข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยเชียวนะ

            "เพื่อนมันมาหาพี่ไง ไม่ได้มาหาหยก" หลงก็อ้างได้แค่นี้ เพื่อนอุตส่าห์มาหาทั้งทีก็อยากอยู่ด้วยกันแค่สองคนบ้าง แต่มีหรือน้องสาวตัวแสบกับเพื่อนจอมกวนประสาทจะฟัง

            "พี่เพื่อนอย่าไปสนใจพี่หลงเลยค่ะ"

            "เอาเพลงอะไรดี"

            "แล้วแต่พี่เพื่อนเลย"

            "ถ้างั้น..." เพื่อนเหล่มองหลงที่ทำหน้าเซ็งจัด นิ้วจับคอร์ดก่อนแย้มยิ้มออกมา

            เอาเป็นเพลงเดียวกับที่เคยเล่นเมื่อครั้งนั้นก็แล้วกัน

 

            ม. 6 เทอม 1

            เสียงกีตาร์ดังแว่วมาจากมุมหนึ่งของสนามในคาบว่างของช่วงบ่าย เป็นคาบที่ทางโรงเรียนปล่อยให้นักเรียนระดับชั้น ม. ปลายได้มีเวลาสำหรับจัดนิทรรศการส้วมที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ ทำบ้าง เล่นบ้าง พักกินขนมบ้าง จนมีใครสักคนในห้อง ม.6/1 ถือกีตาร์มา จากที่วุ่นวายอยู่แล้วจึงมีเสียงเพลงทำให้บรรยากาศครื้นเครงขึ้นไปอีก

            งานนี้กลุ่มหลังห้องฝั่งหน้าต่างรับผิดชอบทำโมเดลชักโครกเพื่อประดับในซุ้ม หลงเป็นแม่งานเพราะฝีมือด้านประดิดประดอยดีที่สุด มีลูกมืออีกเจ็ดคนที่ช่วยทำงานจริงๆ แค่สี่คนเท่านั้น ส่วนอีกสามคนมาแนวสร้างบรรยากาศและป่วนคนอื่นเสียมากกว่า

            "ไอ้เพื่อน"

            คนที่นั่งตัดกระดาษลังละสายตาจากงานหันไปหาคนเรียก เพื่อนในห้องคนหนึ่งกวักมือเรียกเขาให้เข้าไปหา กลุ่มนั้นนั่งดีดกีตาร์ร้องเพลงมาสักพักแล้ว ไม่ต้องเดาเลยว่าคงอยากเรียกคนดังของห้องไปร่วมวง

            "แป๊บนึง ตัดไอ้นี่เสร็จก่อน" เพื่อนตะโกนกลับไปแล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงานส่วนของตัวเองให้เสร็จ คนชวนเลยลุกมาหาเองเสียเลย

            เจ้าของร่างผอมแห้งผิวคล้ำนั่งลงข้างเพื่อนพร้อมกีตาร์ในมือ เขายิ้มโชว์ฟันขาว กำลังจะเอ่ยชวนอีกรอบแต่เล็กขัดขึ้นเสียก่อน

            "มึงอย่าเพิ่งมากวนมันดิ"

            "ไรวะ เล่นเพลงเดียวเอง น้องๆ เขาขอมา"

            "น้องไหนของมึง"

            "น้อง ม.4 นั่งส่งตาหวานกันอยู่ตรงนู้น" บอกแล้วชี้ไปยังกลุ่มรุ่นน้องที่บางคนหลบหน้าบางคนโบกมือให้

            เล็กส่ายหน้าใส่อย่างเอือมระอา ขณะที่เพื่อนยังคงตัดกระดาษลังอย่างตั้งใจด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ไม่ได้สนใจเหล่ารุ่นน้องที่ส่งเสียงเรียกมาเป็นพักๆ หรือบางคนที่เข้ามาแอบถ่ายรูป จนกระทั่งทำงานของตัวเองเสร็จ วางไม่บรรทัดกับคัตเตอร์ไว้แล้วแบมือของกีตาร์ทันที

            เพื่อนชอบกีตาร์ เขาอยู่ชมรมดนตรีสากลและกีตาร์เป็นเครื่องดนตรีชนิดเดียวที่เล่นเป็น เหล่าแฟนคลับในโรงเรียนเองก็รู้ดีว่าเมื่อพี่เพื่อนอยู่กับกีตาร์นั้นเท่แค่ไหน รุ่นน้องถึงได้พากันกรี๊ดกร๊าดเมื่อพวกเธอสมหวังตามคำขอ

            "บ้าผู้ชาย" หรือบางทีก็แสดงออกมากไปจนเล็กอดว่าไม่ได้

            "มึงก็ไปว่าน้องเค้า" เพื่อนปรามไม่ได้จริงจังนัก แต่ถ้าหากออกโรงปกป้องมากกว่านี้จะเป็นเขาเองที่โดนด่า

            "หรือไม่จริง เอาแต่กรี๊ดผู้ชายเนี่ย งานการไม่ทำ"

            "มึงอิจฉามันเหรอ" ขวัญเข้ามาช่วยผสมโรง คนโดนว่าเลยรีบโวยวาย

            "อิจฉาอะไร คนอย่างกูสาวติดตรึมเว้ย"

            "เหรอ ได้ข่าวว่าเพิ่งโดนน้องแพรทิ้ง"

            "ไอ้สัด! ไอ้เก้ หุบปาก"

            "อ้าว โดนทิ้งแล้วเหรอ"

            "ไอ้โหน่ง มึงอย่ามาทับถมได้มั้ยเนี่ย วันๆ ติดแต่เมียเคยรู้อะไรกับเพื่อนบ้าง"

            "อย่างน้อยกูก็มีเมียรักเดียวใจเดียว"

            "ไม่เหมือนใครบางคน"

            "ไอ้เต้ย มึงไม่มีแฟน หยุดพูดไปเลย"

            งานเริ่มไม่เดินเพราะแต่ละคนหยุดมือเปลี่ยนมาตั้งหน้าตั้งตาเถียงกันแทน หลงถอนใจส่ายหน้า พวกผู้หญิงที่นั่งอีกฝั่งตะโกนด่า เสียงดังโหวกเหวกจนห้องอื่นหันมามอง เว้นก็แต่เพื่อน คนที่ยังเอาแต่ยิ้ม มองกีตาร์ในมือพลางนึกคอร์ดเพลงที่อยากเล่น จนเมื่อสายตาสบเข้ากับเพื่อนตัวอ้วนเพลงๆ หนึ่งก็โผล่เข้ามาในหัว

            เสียงกีตาร์โปร่งดังแทรกเสียงโวยวายจนคนที่กำลังตะโกนแข่งกันพากันเงียบ เสียงดนตรีนั้นคล้ายมนต์สะกด หลายคนหยุดฟัง อีกส่วนกลับไปตั้งใจทำงานต่อ เมโลดี้ที่คุ้นหูนั้นชวนให้โยกหัวหรือเคาะจังหวะตาม

            เพลงๆ นี้ที่เพื่อนอยากใช้มันสื่อสารกับใครคนหนึ่ง คนที่กำลังมองสบตากับเขาด้วยแววตานิ่งสงบ คนที่ทำให้เขาอยากเล่นเพลงนี้ขึ้นมา

            คนที่ทำให้เขากำลังรู้สึก...สับสนในใจ

 

          "ก็ทั้งรู้ว่าเธอเป็นใครและฉันก็ไม่คิดจะปีนขึ้นไป

คงไม่มีทางจะเป็นไปได้ก็เรานั้นมันต่างกัน

ทำได้แค่เพียงเจียมตัวมันไปวันๆ ฉันเข้าใจ

          แต่ ฉันก็ไม่รู้เพราะความบังเอิญ หรือว่าอันที่จริงฉันนั้นจงใจ

เวลาที่เธอมายืนใกล้ๆก็ยังเผลอไปสบตา

รู้ก็ทั้งรู้ว่าคงไม่มีปัญญา คงไม่มีหวัง

          ไม่อยากจะเหลียวมอง ฉันคอยบอกตัวเอง แต่ยังทำไม่ได้

ไม่อยากจะสนใจ ก็รู้ว่าไม่มีทาง แต่ก็ไม่รู้ต้องทำอย่างไร"

 

            หลายคนที่ได้ยินเสียงกีตาร์ต่างขยับปากร้องตาม เพื่อนยังคงยิ้มโชว์แก้มบุ๋มข้างขวา ร้องไปยิ้มไปขณะที่สายตายังจดจ้องอยู่ที่หลง

 

          "อดใจไม่ไหวเมื่อได้พบหน้า ยิ่งเธอส่งยิ้มคืนมายิ่งหวั่นไหว

ยังเป็นอย่างนี้อยู่ทุกวัน ฉันต้องคอยหักห้ามใจ

อดใจไม่ไหวทุกทีที่เจอ เพียงอย่าแอบเผลอมองตา จะผิดไหม

เก็บเอาไปฝันอยู่ทุกคืนฉันต้องทำ ตัวเช่นไร

ช่วยบอกได้ไหมเธอ"

 

            เพลงแรกจบลงตามด้วยเสียงเรียกร้องให้เล่นต่อ เพื่อนหลุดจากสายแรงงานเข้าสู่สายเอ็นเตอร์เทนเต็มตัว มีรุ่นน้องอู้งานเข้ามามุงดู ถ่ายคลิปบ้างถ่ายรูปบ้าง แต่เขาไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะคนที่จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกแปลกประหลาดดูเหมือนจะเป็นคนที่ถูกดวงตาสดใสคู่นี้จ้องมองแทบตลอดเวลามากกว่า

            เพื่อนเล่นกีตาร์เก่ง หลงรู้

            เพื่อนร้องเพลงเพราะ หลงก็รู้

            แต่ที่เขาไม่รู้คือเพราะอะไรสายตาคู่นั้นถึงได้มองมาที่เขาแทบจะตลอดเวลา

            สายตาที่ไม่เหมือนเดิม

            ความรื่นเริงจบลงเมื่อหัวหน้าห้องเริ่มโวยวายเพราะงานไม่เดิน กีตาร์ถูกส่งคืนให้เจ้าของมัน เพื่อนกลับมานั่งจับคัตเตอร์กรีดกระดาษลังตามรอยที่เต้ยขีดให้แล้วส่งให้ขวัญกับเก้ช่วยกันประกอบขึ้นโครง หลงกับเล็กรอระบายสีตกแต่ง ส่วนโหน่งกับมาลิกโดนเรียกตัวไปช่วยจุดอื่นเพราะทำตัวว่างเกินไป

            กว่าจะช่วยกันจัดซุ้มเสร็จก็เกือบเลยเวลาเลิกเรียน เหตุเพราะติดเล่นมากกว่าทำงาน ทุกคนช่วยกันเก็บกวาดและขนขยะไปทิ้ง เป็นอันจบภารกิจ ซุ้มของนักเรียนห้อง ม.6/1 พร้อมแล้วที่จะอวดโฉมในงานนิทรรศการวันพรุ่งนี้


-----------------------------


            หวั่นไหว

            เป็นเพลงดังเมื่อสิบกว่าปีก่อนหากแต่ไม่ได้ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา ภาพที่หลงเห็นก็เช่นกัน เด็กหนุ่มในชุดนักเรียน ม.ปลาย ดีดกีตาร์ร้องเพลงใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แววตาคู่นั้นที่มองมาทางเขายังคงเหมือนเดิม แววตาที่ส่งความรู้สึกดีๆ หากแต่มั่นคงและแน่วแน่กว่าครั้งไหนๆ

            เสียงปรบมือจากสาวน้อยหนึ่งเดียวดังขึ้นเมื่อการแสดงจบลง หยกยิ้มกว้าง กดหยุดการบันทึกวิดีโอด้วยท่าทางระริกระรี้ เท่านี้เธอก็มีคลิปหนุ่มหล่อไปโมเมหลอกเพื่อนที่โรงเรียนได้แล้ว

            "ขอบคุณนะคะ พี่เพื่อนชอบเพลงนี้เหรอ"

            "คงงั้นมั้ง" ตอบคำถามน้องสาวแต่ตาเหลือบมองพี่ชาย หลงมองกลับมานิ่งๆ ก่อนเพื่อนจะโดนหยกเรียกให้กลับไปสนใจ

            "เคยใช้จีบสาวล่ะสิ"

            "รู้ได้ไง"

            "อ้าว ถูกเหรอ หยกเดาอ่ะ ทำไมสาวคนนั้นโชคดีจัง"

            ฟังบทสนทนาของทั้งคู่แล้วคิ้วหลงก็เลิกขึ้นอย่างนึกแปลกใจ เพื่อนเคยจีบผู้หญิงก่อนด้วยงั้นเหรอ ถ้าเป็นสมัยมัธยมเขาตอบได้เลยว่าไม่ แล้วไอ้เรื่องเล่นกีตาร์ร้องเพลงจีบยิ่งแล้วใหญ่ จะบอกว่าเป็นสมัยเรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่น่าจะใช่อีก แล้วจะเป็นตอนไหนไปได้ล่ะที่เพื่อนร้องเพลงนี้ ถ้าไม่ใช่ตอนจัดซุ้มนิทรรศการส้วม

            เขาโดนจีบตั้งแต่นอนนั้นแล้วงั้นเหรอ

            "จริงๆ จะเรียกว่าจีบได้หรือเปล่าก็ไม่รู้นะ ตอนนั้นพี่ยังไม่ค่อยแน่ใจในตัวเองเท่าไร"

            แต่แล้วคำตอบของเพื่อนก็ช่วยย้ำให้ความคิดของหลงชัดเจนขึ้นมา

            "ยังไม่แน่ใจว่าชอบเหรอคะ"

            "คงงั้นล่ะมั้ง แต่ก็เริ่มรู้ตัวแล้วนะว่ามีบางอย่างแปลกไป"

            "แปลกยังไงอ่ะ" ดวงตาของเด็กสาววาวโรจน์ คำถามแสดงออกถึงความอยากรู้จนเพื่อนนึกขำ เขาเหลือบมองหลงที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ก่อนตอบคำถาม

            "คอยมองหา นึกถึงตลอดเวลา อยากอยู่ใกล้ๆ ประมาณนั้นล่ะมั้ง"

            "แบบนี้เขาเรียกตกหลุมรักแล้วหรือเปล่าคะ ไม่ใช่แค่รู้สึกแปลก"

            เพื่อนหัวเราะเบาๆ สีหน้ากับน้ำเสียงของหยกมันดูเกินจริงจนอดขำไม่ได้ และดูเหมือนว่าน้องสาวคนนี้จะไม่ยอมเลิกซักไซ้ง่ายๆ เสียด้วย

            "แล้วยังไงต่อคะ"

            "ยังไงต่อเหรอ"

            "จีบติดมั้ย ได้เป็นแฟนกันหรือเปล่าคะ"

            "อกหักล่ะ"

            "โห ไรอ่ะ ยัยคนนั้นโง่มากเลยค่ะที่ปฏิเสธพี่เพื่อน ออกจะหล่อขนาดนี้"

            คำว่า 'โง่' ย้ำชัดจนคนที่นั่งฟังเงียบๆ เผลอสะดุ้ง เพื่อนรีบส่ายหน้าคัดค้าน คนที่ปฏิเสธไม่ใช่คนโง่ และเขาไม่ใช่คนดีพอที่ทุกคนต้องตอบรับความรักที่มอบให้

            "ไม่หรอก ความหล่อไม่ใช่ทุกอย่าง ความรักมันต้องการอะไรที่มากกว่านั้น"

            "ไม่เป็นไรนะคะ ถ้าตอนนั้นหยกรู้ว่าพี่เพื่อนโดนหักอกนะ จะรีบไปดามใจให้เลย"

            "ให้มันน้อยๆ หน่อย" หลังจากเงียบฟังมานานสุดท้ายหลงก็ออกปากว่าอย่างอดไม่ได้

            หยกไม่ได้มีท่าทีสำนึกเท่าไรเพราะแค่พูดหยอกเล่นไปเรื่อย นิสัยแบบนี้เธอคิดว่าพี่ชายของเธอรู้ดี พี่เพื่อนสุดหล่อของเธอก็น่าจะรู้เช่นกันถึงได้หัวเราะเอิ๊กอ๊ากอยู่ตอนนี้

            "พี่เพื่อนก็โรแมนติกดีนะ มีร้องเพลงจีบด้วย ไม่เห็นจะมีใครมาจีบหยกแบบนี้บ้างเลย"

            "ดีดกะโหลกแบบนี้ใครจะอยากจีบ"

            "พี่หลงทำไมชอบว่าหยกอ่ะ ทีพี่หลงยังไม่เห็นมีคนมาจีบเลย"

            เจอว่าแบบนี้หลงเกือบจะหลุดปากสวนกลับไปว่า 'คนที่กำลังจีบเขาก็นั่งยิ้มหน้าแป้นแล้นอยู่นี่ไง' แต่ต้องเงียบปากเอาไว้แล้วข่มขู่น้องสาวตัวดีทางสีหน้าแทน อีกอย่างทำไมเขาต้องมาฟังสองคนนี้นินทาเรื่องสมัยมัธยมต่อหน้าด้วยก็ไม่รู้

            "ได้ตามใจแล้วก็รีบไปเลยไป" หลงไล่ เพื่อนมาหาเขา แต่ตั้งแต่มาถึงเขายังไม่ได้คุยอะไรกันเป็นเรื่องเป็นราวเลย

            "ทำไมไล่อ่ะ ไปก็ได้ หยกเข้าบ้านก่อนนะพี่เพื่อน ขอบคุณสำหรับเพลงเพราะๆ นะคะ"

            "ยินดีครับ"

            หยกยิ้มกว้างลุกจากที่นั่ง ตั้งท่าจะกระโดดเข้าบ้านด้วยความร่าเริงเหมือนเจ้าหญิงที่วิ่งในสวนดอกไม้ แต่ดันโดนพี่ชายเรียกขัดจินตนาการเอาไว้

            "หยก"

            "ว่า"

            "เอากีตาร์ไปเก็บด้วย" หลงหยิบกีตาร์ที่อยู่ในมือเพื่อนคืนให้หยก สาวน้อยแกล้งทำหน้าหงิกก่อนเปลี่ยนมายิ้มสดใส ยอมรับกีตาร์ไปถือไว้แล้วเดินเข้าบ้านไปโดยดี

            ในที่สุดก็ได้อยู่กันตามลำพัง แต่เหมือนวันนี้โชคจะไม่เข้าข้างพวกเขาเท่าไรนัก

            "แม่ตามกลับบ้านแล้วอ่ะ" เพื่อนบอกหลังจากเปิดอ่านไลน์ที่แม่ส่งมาเมื่อสักครู่ เขาลืมบอกว่าแวะบ้านหลง เพราะกลับผิดเวลาแม่เลยเป็นห่วง นี่ก็ดึกมากแล้วเขาควรกลับบ้าน หลงจะได้พักด้วย

            เมื่อเพื่อนว่ามาอย่างนั้นหลงย่อมขัดอะไรไม่ได้แม้จะเสียดาย เขาลุกขึ้นตามเพื่อน ดูนาฬิกาในมือถือแล้วคำนวณระยะเวลา

            "เดี๋ยวไปส่ง" สี่ทุ่มแล้ว แม้จะเป็นผู้ชายแต่ถนนเส้นนี้ค่อยข้างเปลี่ยว หลงไม่ได้ลำบากเรื่องเวลา จะให้ไปส่งเพื่อนที่บ้านก็ไม่ลำบากเหมือนกัน

            "ไม่เป็นไร มาเองเดี๋ยวกลับเอง มันดึกแล้ว"

            "อย่าดื้อดิ"

            "ดื้อตรงไหนเนี่ย ถ้าไปส่งกว่าหลงจะถึงบ้านเที่ยงคืนพอดี"

            "อย่าเวอร์ รออยู่นี่แหละ"

            หลงไม่ฟังคำคัดค้านใดๆ ทั้งสิ้น เขาหันหลังกลับเข้าบ้าน หยิบกุญแจเดินไปยังที่จอดรถ ขับมอเตอร์ไซค์ที่เอาไว้ใช้เฉพาะไปไหนมาไหนใกล้ๆ ออกมาหาเพื่อนที่ยืนรออยู่ คืนนี้เขาจะเป็นพี่วินพาคุณผู้โดยสารไปส่งถึงบ้านเอง

            เพื่อนรับหมวกกันน็อกที่หลงยื่นให้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม วาดขาขึ้นคร่อมซ้อนท้าย เกาะคนขับไว้ให้มั่น และกำชับก่อนออกรถ

            "ขับช้าๆ นะ"

            "กลัวเหรอ"

            "เปล่า เดี๋ยวถึงบ้านเร็ว"

            หลงยิ้มขำ ค่อยๆ บิดคันเร่งพารถออกสู่ถนนใหญ่ที่โล่งจนเหมือนถนนส่วนตัว กับความเร็วที่ใช้ไม่เกินหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง

            เพราะตอนอยู่ที่บ้านไม่ค่อยได้พูดอะไรระหว่างขับรถหลงเลยชวนคุยจ้อไม่หยุด ลำบากคนซ้อนที่ต้องตั้งใจฟังเสียงพูดที่โดนเสียงลมกลบจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง เพื่อนขยับตัวเข้าไปจนเกือบชิด ยื่นหน้าเข้าไปฟังใกล้ๆ จนเหมือนเอาคางเกยคนขับ มีพูดตอบโต้บ้าง แต่ส่วนใหญ่หลงเป็นฝ่ายพูดคนเดียวมากกว่า

            ระยะทางสิบกิโลเมตรช่างใกล้แสนใกล้ในความรู้สึก พูดเรื่องที่อยากคุยยังไม่ทันจบก็ต้องหยุดรถเมื่อมาถึงหน้าบ้านที่มีอ่างบัววางอยู่ด้านหน้า

            "ขอบคุณนะ" เพื่อนลงจากรถถอดหมวกกันน็อกคืนให้

            หลงพยักหน้ารับ มองเข้าไปในบ้านเห็นแม่เปิดประตูออกมาพอดีจึงยกมือไหว้ทักทาย และขอตัวกลับทันทีเพื่อให้เพื่อนได้มีเวลาพักผ่อน พรุ่งนี้ยังต้องตื่นเช้าไปทำงานอีก

            "กลับก่อนนะ"

            "ขับรถดีๆ"

            หลงไหว้ลาคุณแม่ของเพื่อนอีกครั้งก่อนวนรถขับออกไป ทิ้งให้เจ้าของบ้านยืนยิ้มมองตามจนแม่ต้องเรียกเข้าบ้าน

            "เข้าบ้านได้แล้ว ยืนยิ้มอยู่นั่นแหละ"

            "ก็มีความสุขอ่ะแม่" เพื่อนรีบเปิดประตูรั้วเดินเข้ามากอดแม่ ทำตัวอ้อนเหมือนเด็กไม่ยอมโต

            "ไม่ยอมกลับบ้านเพื่อไปหาผู้ชายเนี่ยนะ"

            "โหแรง"

            "ทิ้งแม่ นิสัยไม่ดี"

            "ผิดไปแล้วครับ"

            "ไปอาบน้ำไป จะได้นอน" เธอฟาดเข้าที่ไหล่ลูกชายไปหนึ่งทีไม่แรงนักอย่างนึกหมั่นไส้

            เพื่อนแกล้งทำเป็นเจ็บผละออกจากแม่เดินหนีขึ้นห้องนอน ทิ้งให้คุณนายของบ้านยืนยิ้มเท้าเอวมองพลางส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจนัก

 
TBC

 
จากนี้ความเหงาๆ หม่นๆ จะหายไป แต่ความสดใสจะเข้ามาหรือเปล่า??
อีกไม่กี่ตอนก็จบแล้วค่า ทำไมเร็ว 55555 เรื่องนี้รวมบทนำกับบทส่งท้ายก็ 21 ตอนถ้วน ^^
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า


ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3382
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

เมื่อหลงรู้ใจตนเองแล้ว

บรรยากาศมันก็มุ้งมิ้ง ๆ เนอะ

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4015
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
เขินพาร์ทอดีตสมัยนู้นมากเลยยย ร้องเพลงจีบนี่คลาสสิคมาก ใครพกกีต้าร์ไปโรงเรียนคือคนเท่  :hao5:

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ฝันครั้งที่ 15

            เพลงฮิตตามยุคสมัยที่ถูกตั้งเป็นเสียงเรียกเข้าดังขึ้นภายในร้านอาหารที่เต็มไปด้วยผู้คน เจ้าของเครื่องละมือจากช้อนที่กำลังจะตักแกงใส่จานข้าว คว้ามือถือที่กำลังแผดเสียงร้องขึ้นมาดูชื่อที่โชว์อยู่บนหน้าจอ

            'เล็ก'

            ชื่อนี้เห็นได้ไม่บ่อยนัก แถมยังเดาได้ไม่ยากว่าโทรมาหาด้วยเหตุผลใด แต่ไม่ใช่เพราะคิดถึงแน่ๆ

            "สวัสดีครับ" หลงกดรับสายอย่างสุภาพเพราะอยากกวนประสาทปลายสายเล่น

            [ไอ้หลง มึงเหรอ พูดซะเพราะ]

            "เออ ว่าไง จะชวนไปเที่ยวไหน"

            [รู้ทันอีก]

            เล็กโทรมาหาทั้งที่ขาดการติดต่อไปพักใหญ่แบบนี้มีตัวเลือกให้เดาไม่มากนัก ถ้าไม่ชวนไปเที่ยวก็คงนัดพบปะสังสรรค์ แต่นอกจากงานคืนสู่เหย้าเมื่อครั้งก่อนแล้วหลงไม่ค่อยได้ตอบตกลงไปด้วยเท่าไรเวลาถูกเล็กชวน

            "ไม่ไป"

            [เฮ้ยใจเย็น กูยังไม่ได้ชวนเลย]

            "ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างว่ะ"

            [ทำไมวะ ติดสาว หรือมีเมียแล้ว]

            หลงหัวเราะในลำคอ เอนหลังพิงพนักมองเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

            "งานกูเยอะ"

            [อย่ามาอ้าง ปกติมึงว่างตลอดนะ แต่ตอแหลอ้างงานเพราะขี้เกียจ]

            "กูไปตอแหลตอนไหน ดูมึงชวนไปแต่ละที่ เหนือสุดใต้สุด ต่างประเทศบ้างล่ะ เอาแบบใกล้ๆ กรุงเทพฯ ดิ ค้างสักคืนอะไรแบบนี้"

            [ก็ทริปนี้ไง ว่าจะไปหัวหินสองวันหนึ่งคืน สนมั้ย]

            "ขอคิดก่อน"

            [อย่าเล่นตัว ทริปนี้รวมได้ครบเลยนะเว้ย]

            "ครบเลยเหรอ"

            [เออยัง เหลือไอ้เพื่อนอีกคน ไอ้นี่ชวนยากสุด ส่วนไอ้เต้ยติดงานที่ร้านไปไม่ได้]

            ถ้าเป็นเมื่อก่อนหลงคงเห็นด้วยกับเล็ก จะชวนเพื่อนไปเที่ยวไหนแต่ละทีช่างยากเย็นแสนเข็ญ เหตุผลหลักที่มักถูกปฏิเสธคือเพื่อนอยากใช้วันหยุดอยู่บ้าน และเป็นเหตุผลเดียวกับที่เจ้าตัวโดนแฟนทิ้งบ่อยๆ จนครั้งหนึ่งพวกเขาเคยพาเพื่อนไปเที่ยวโดยอ้างว่าต้องทำงานส่งอาจารย์ แม้จะทุลักทุเลนิดหน่อยเพราะโดนรู้ทัน แต่พอลองมาคิดดูตอนนี้ ที่ชวนเพื่อนไปได้สำเร็จเป็นเพราะเพื่อนห่วงเรื่องงานจริงงั้นเหรอ หรือเป็นเพราะเหตุผลอื่นกันแน่

            เหตุผลที่หลงแอบคิดเข้าข้างตัวเอง

 

            ม. 6 เทอม 1

            วันวิสาขบูชาเป็นหัวข้อที่กลุ่มของเล็กจับสลากได้สำหรับงานวิชาศาสนา พวกเขาต้องนำเสนอชิ้นงานวันวิสาขบูชาหน้าชั้นเรียนในคาบหน้า จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสมาชิกกลุ่มถึงได้มานั่งระดมความคิดกันหลังเลิกเรียน

            งานชิ้นนี้แต่ละกลุ่มจะมีสมาชิก 5-6 คน กลุ่มหลังห้องฝั่งหน้าต่างเลยต้องแยกออกเป็นสองกลุ่ม โดยได้เพื่อนผู้หญิงเข้ามาเพิ่มแทน หลังจากพูดคุยกันคร่าวๆ ทุกคนตกลงกันว่าจะทำพาวเวอร์พอยต์นำเสนอหน้าชั้น มีการแบ่งงานกันอย่างไม่เท่าเทียมเท่าไรนัก โดยที่สองสาวทำหน้าที่หาข้อมูลและจัดเรียง เล็กกับเต้ยหารูปประกอบ เพื่อนทำพาวเวอร์พอยต์ และเก้เป็นคนพูดนำเสนองานหน้าชั้นเรียน

            ขวัญ นารอน หลง และโหน่งที่รวมอยู่กับเพื่อนคนอื่นอีกกลุ่มได้วันมาฆบูชา หลังจากปรึกษางานภายในกลุ่มกันเสร็จเล็กก็กวักมือเรียกให้เพื่อนในแก๊งมานั่งล้อมวงกันเพื่อขอความเห็นบางอย่าง

            "คืองี้ กูกับเต้ยได้รับหน้าที่หารูปประกอบ แต่จะให้ไปหาจากเน็ตกูว่ามันง่ายไปว่ะ เลยกะว่าจะชวนพวกมึงไปถ่ายรูปที่วัด ทำบุญ ถวายสังฆทานอะไรทำนองนี้ แล้วก็เอาพวกมึงนี่แหละเป็นแบบ" เล็กร่ายยาวอย่างมีแผนการ แต่สี่คนที่อยู่อีกกลุ่มย่อมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงโดนเอี่ยวด้วย

            "แล้วเกี่ยวอะไรกับพวกกูวะ" ขวัญถามคิ้วขมวด

            อย่าว่าแต่คนนอกกลุ่มเลย เพราะที่จริงแล้วคนในกลุ่มก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

            "จะได้ช่วยๆ กันไง แบ่งรูปกันใช้ กูว่าจะไปที่พระปฐมเจดีย์" เล็กยักคิ้วหลิ่วตา พยายามสื่อสารให้ทุกคนรู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงโดยใช้งานเข้ามาอ้าง เพราะถ้าหากชวนไปเที่ยวเฉยๆ คงมีใครสักคนไม่ยอมไปด้วย

            คนที่อ้าปากเถียงทันทีเมื่อได้ฟัง

            "ทำไมต้องไปไกลขนาดนั้นแค่ถ่ายรูปทำบุญถวายสังฆทาน วิสาขะต้องเวียนเทียนไม่ใช่เหรอวะ ถ้าไม่อยากใช้รูปในเน็ตไปถ่ายกันที่วัดแถวนี้ก็ได้" เพื่อนค้านอย่างไม่เข้าใจ ทำไมต้องถ่อไปตั้งไกลทั้งที่วัดแถวนี้มีตั้งเยอะแยะ

            "ที่นั่นดังไงมึง" เล็กยังพยายามแถต่อ เต้ยเท้าคางมองอย่างนึกอนาถใจจนสุดท้ายยอมเฉลยความจริงออกมา

            "พวกกูวางแผนจะไปเที่ยวกัน ทริปรถไฟไปสวนสนฯ ที่ประจวบฯ แวะนครปฐมครึ่งชั่วโมง ไปนะมึง นานๆ ไปเที่ยวด้วยกันสักที"

            พอได้ยินคำว่าไปเที่ยวคนอื่นๆ ต่างหูผึ่ง แต่คนไม่เห็นด้วยยังคงทำหน้าบึ้งไม่แสดงความเห็นอะไรอยู่ดี เพราะเขาขี้เกียจออกต่างจังหวัดในวันหยุด ไหนจะต้องตื่นเช้า แล้วกว่าจะกลับถึงบ้านอีก

            "ถ้ากูไม่ไปอ่ะ"

            เจอดักทางแบบนี้ทุกคนเลยมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พวกเขาไม่มีปัญหาทั้งเรื่องงานและเรื่องเที่ยว แล้วก็เข้าใจความคิดที่ไม่เหมือนชาวบ้านของเพื่อนที่ชื่อเพื่อนคนนี้ด้วย โหน่งเลยสะกิดให้คนที่ดูน่าเชื่อถือที่สุดในกลุ่มอย่างหลงพูดอะไรบ้าง เผื่อคนขี้เกียจจะยอมเปลี่ยนใจ

            "เพื่อน"

            เพียงแค่เอ่ยชื่อออกมาทุกคนก็พากันเงียบเพื่อรอฟัง

            "ไปด้วยกันนะ"

            แล้วใครจะเชื่อว่าแค่เพียงคำของ่ายๆ จะทำให้วันนี้พวกเขามาพร้อมหน้าพร้อมตากันที่หัวลำโพงได้

            เวลาเจ็ดโมงเช้าเด็กหนุ่มทั้งแปดคนก็มาพร้อมหน้าที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ทริปนี้เดินทางโดยรถไฟมุ่งสู่สวนสนประดิพัทธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยแวะพักที่นครปฐมครึ่งชั่วโมง จุดนี้เองคือภารกิจที่พวกเขาต้องทำให้สำเร็จ ทันทีที่รถไฟจอดเทียบชานชาลาเหล่าเด็กหนุ่มก็พากันวิ่งลงรถไฟฝ่าฝูงชนตรงไปยังพระปฐมเจดีย์

            "เร็วมึง เดี๋ยวไม่ทัน" เล็กวิ่งนำหน้า ส่วนอีกเจ็ดคนวิ่งตามหลังมาเป็นพรวน ปิดขบวนโดยคนห่วยกีฬาที่เรียกว่าเดินน่าจะถูกกว่า

            ใครจะวิ่งก็วิ่งแต่เพื่อนไม่วิ่งด้วย เขาใช้วิธีเดินเท่าที่ช่วงขาจะอำนวยซึ่งไม่ได้ช้าเท่าไรนัก มองวิถีชีวิตชาวบ้านที่อยู่โดยรอบ ร้านค้าและของกิน แล้วขามันก็ก้าวเข้าไปหาร้านผลไม้ที่กำลังเดินผ่านพอดี

            หลงที่เดินนำหน้าไปแล้วหันกลับมามองคนเดินรั้งท้ายที่อยู่ๆ ก็หายไปจากสายตา เมื่อลองมองหาดีๆ ถึงได้เห็นว่าเพื่อนอยู่ที่ร้านผลไม้รถเข็น เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนเดินย้อนกลับไปหา

            "ไม่รีบไปเดี๋ยวก็หลง"

            เพื่อนหันมองอย่างแปลกใจ ทั้งที่หลงน่าจะเดินนำไปกับคนอื่นตั้งไกลแล้วแต่ทำไมถึงยังยืนอยู่ตรงนี้ พอคิดแล้วมันเลยเกิดความรู้สึกเข้าข้างตัวเองอยู่นิดหน่อย คงเพราะเป็นห่วงหรือเปล่า

            "ไม่หลงหรอก ก็หลงอยู่นี่"

            "ตลกมั้ยเนี่ย"

            "อย่าทำหน้าเครียดดิ เดี๋ยวก็ตามทัน"

            "ไม่น่าจะทันแล้วมั้ง กว่าจะไปถึงกลับมาไม่ทันรถไฟออกพอดี" หลงว่าแล้วยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู ตอนนี้ผ่านไปแล้วห้านาที

            "โอเค ได้ละ ไปกัน" เพื่อนยื่นมือไปรับถุงผลไม้จากพ่อค้าแล้วยิ้มตาหยีให้หลง ดูไม่ได้ทุกข์ร้อนสักเท่าไรจนเพื่อนตัวอ้วนเผลอถอนใจอีกครั้ง

            หลงเดินนำเพื่อนไปตามทางที่มุ่งสู่พระปฐมเจดีย์ คนรีบก็รีบ คนชิลก็เดินไปกินไป แบ่งมะม่วงกับฝรั่งมาให้ หลงก็กินโดยไม่ปฏิเสธ ยกนาฬิกาขึ้นดูตอนมาถึงที่หมายเวลาก็ผ่านไปสิบกว่านาทีแล้ว

            ระหว่างทางที่เดินมาหลงได้รับโทรศัพท์จากเล็กว่าจะเริ่มทำงานกันก่อน เมื่อไปถึงงานก็เสร็จไปกว่าครึ่ง มีแค่รูปเซ็ตหลังที่ได้พี่เพื่อนของน้องๆ มาเป็นแบบให้ เสร็จงานทุกอย่างเหลือเวลาอีกสิบนาทีให้เดินกลับ

            รถไฟออกจากสถานีนครปฐมถึงสวนสนประดิพัทธ์ตอนใกล้เที่ยง กลุ่มเด็กชายทั้งแปดคนคว้าสัมภาระลงจากรถไฟมุ่งตรงไปยังชายหาดที่อยู่ไม่ไกล บางส่วนปูเสื่อจับจองที่นั่ง อีกบางส่วนแยกไปซื้ออาหาร ต้องกินข้าวเที่ยงเติมพลังกันก่อนจะได้เล่นได้อย่างเต็มที่

            เกมอย่างหนึ่งที่เล็กตั้งใจไว้ว่าอยากเล่นคือลิงชิงบอล ทีแรกเขาอยากชวนเพื่อนๆ ลงไปเล่นกันในทะเลแต่ในกลุ่มมีบางคนไม่ถูกกับน้ำอย่างนารอน และพี่เพื่อนของน้องๆ ที่ภายนอกสุดเท่แต่แท้จริงเป็นผู้ชายขี้กลัวคนหนึ่ง เพราะนอกจากจะกลัวสัตว์แล้ว ท่าทางของเพื่อนยังดูไม่ค่อยอยากจะลงน้ำสักเท่าไร ลิงชิงบอลเลยต้องเปลี่ยนมาเป็นเล่นเตะบอลบนหาดทรายแทน เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานให้เพื่อนด้วย

            จากแปดคนแบ่งเป็นทีมละสองคน นารอนสละสิทธิ์ขอเป็นกรรมการ ส่วนโหน่งขอเป็นช่างภาพเพราะเมื่อสองวันก่อนซุ่มซ่ามเดินตกฟุตบาธขาพลิกไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ หลังจากโอน้อยออกแบ่งฝั่งกันเรียบร้อย ทีมที่ได้คนห่วยกีฬามาอยู่ด้วยเลยโวยวายใหญ่

            "ทีมกูก็แพ้ดิแบบนี้"

            ผลการแบ่งทีมออกมาเป็น เล็ก หลง เพื่อน อีกทีมมี ขวัญ เก้ เต้ย แม้ทีมหนึ่งจะสูงตัวใหญ่หุ่นนักกีฬา แต่อีกทีมที่ตัวเล็กกว่าทักษะไม่ได้น้อยหน้ากันนัก เล็กที่ได้เพื่อนไปอยู่ด้วยถึงกับกุมขมับ งานหนักตกมาอยู่ที่เขากับหลงแน่ๆ

            "มึงดูทีมกูมีแต่ตัวเล็กๆ ไอ้หลงชนทีเดียวก็กระเด็นแล้ว" เก้แย้ง ดูไปแล้วเหมือนทีมคนแคระกับทีมคนยักษ์ยังไงชอบกล

            "พวกมึงยังเก่งกีฬาไง ไอ้ขวัญก็ตัวใหญ่ แต่มึงดูทีมกู"

            "แค่มึงกับไอ้หลงก็กินขาดแล้ว" เก้คิดแบบนั้น เล็กเคยเป็นนักกีฬาโรงเรียน หลงก็นักกีฬาห้อง ส่วนเพื่อนไม่ต้องไปนับก็ได้

            "มึงตัดดูออกเลยเหรอ" เพื่อนถามกลั้วหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ

            "มึงอยู่ก็เหมือนไม่อยู่อ่ะ ค่าเท่ากัน"

            "แพ้มาอย่าร้องนะคร้าบ"

            "มึงนั่นแหละอย่าร้อง"

            ยังไม่ทันแข่งคนที่ตัวเล็กสุดในกลุ่มกับคนอ่อนกีฬาก็เขม่นกันเข้าให้แล้ว นารอนที่เป็นกรรมการรีบโบกมือไล่ วางบอลบนหาดทรายจะได้เริ่มเกมกันเสียที

            "เริ่ม!"

            สิ้นเสียงของกรรมการ ทีมคนแคระได้สิทธิ์เขี่ยบอลก่อน เกมนี้มีไม่มีผู้รักษาประตู ต่างฝ่ายต่างรุมแย่งบอลกันอย่างไม่มีใครยอมใคร เล่นนอกกติกาบ้าง ผลักบ้าง ตีบ้าง แต่ไม่มีการถือโทษโกรธกัน เล่นไปได้ไม่กี่สิบนาทีก็พากันหอบแฮ่ก ทิ้งตัวลงนอนกับผืนทราย ปล่อยลูกบอลให้กลิ้งหลุนๆ ลงทะเล

            เพื่อนผู้อ่อนกีฬาไม่ได้ออกแรงเยอะเหมือนคนอื่น เขาเดินไปเก็บบอลก่อนกลับมานั่งข้างหลงที่นอนหลับตาบนหาทรายคล้ายอยากพักผ่อน

            หลงลืมตามองเมื่อรู้ว่ามีคนเข้ามาหา เพื่อนยิ้มโชว์แก้มบุ๋มข้างขวาแล้ววางบอลไว้ข้างตัว ก่อนหันมองท้องทะเลยามบ่ายที่ต้องแสงแดดระยิบระยับ

            สมาชิกในกลุ่มที่เริ่มหายเหนื่อยทยอยกันลงไปเล่นน้ำ หลงยันตัวลุกขึ้นนั่งเตรียมตัวลงไปสมทบกับเพื่อนๆ ก่อนเอ่ยชวนคนข้างๆ ทั้งที่รู้ว่าต้องโดนส่ายหน้าใส่

            "เล่นน้ำกัน"

            "หลงไปเลย เดี๋ยวนั่งก่อกองทรายเล่นแถวนี้แหละ"

            "ทำไมไม่ชอบน้ำอ่ะ"

            "อืม...จะว่าไงดี ไม่เชิงว่าไม่ชอบ แต่รู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัย"

            "ว่ายน้ำไม่เป็น?"

            "ก็ใช่ล่ะมั้ง"

            "เล่นตื้นๆ ก็ได้ เดี๋ยวอยู่เป็นเพื่อน มาทะเลทั้งที"

            "ไม่เป็นไร หลงไปเถอะ"

            "ไปเล่นด้วยกันน่า ลุก"

            เพื่อนไม่ยอมหลงก็ตื๊อไม่หยุด เขาดึงเพื่อนให้ลุกเดินมาด้วยกัน พามานั่งเล่นบริเวณน้ำตื้นที่สูงแค่หัวเข่า ให้คลื่นซัดเข้าหา ทำตัวงอแช่ในน้ำเห็นแค่ช่วงคอโผล่พ้นน้ำขึ้นมา

            "นั่งตรงนี้ไม่จมแน่นอน" หลงแกล้งทำเสียงหนักแน่นยืนยันเหมือนเวลาหลอกเด็ก

            "จมก็บ้าแล้ว"

            "อยากลองไปลึกกว่านี้มั้ย"

            "ไม่เอาอ่ะ"

            "ตัวก็สูงกลัวอะไร ไอ้เล็กมันไปนู่นแล้ว" หลงบุ้ยปากไปทางเล็กที่ออกไปเล่นไกลจากฝั่งหลายเมตร รายนั้นว่ายน้ำเก่ง ไหนจะเก้ เต้ย ขวัญ ที่มีห่วงยางเกาะเล่นอยู่ใกล้ๆ กัน

            "ลึกขนาดนั้น ถ้ามีผีมาดึงขาทำไงอ่ะ"

            "ไม่มีหรอก" ได้ฟังเหตุผลหลงเกือบหลุดหัวเราะออกมา เขาขำเบาๆ กับความคิดของเพื่อน ถ้ามีความเชื่อแบบนี้ฝังอยู่ในหัวเขาจะปลอบยังไงดีล่ะเนี่ย

            "ก็ไม่แน่นะ เกิดเป็นตะคริวก็จมน้ำได้"

            "เอางี้ดีมั้ย"

            เพื่อนเลิกคิ้วหันมองคนพูดที่กำลังอมยิ้ม หลงเลื่อนมือมาวางบนมือเขาแล้วกุมเอาไว้ ความอยากช่วยเหลือมาจากความบริสุทธิ์ใจของมิตรภาพ แต่เพื่อนไม่สามารถหยุดความรู้สึกแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นภายในใจได้ ความรู้สึกที่มันย้ำชัดมากขึ้นทุกที

            "จับมือไปแบบนี้ไม่จมแน่นอน"

            เพียงแค่ออกแรงดึงเบาๆ คนที่ปฏิเสธมาตลอดก็ยอมลุกขึ้นเดินมาตามโดนง่าย เพื่อนรู้สึกอุ่นใจ รู้สึกปลอดภัยเพราะมือที่กอบกุมกันไว้ตอนนี้

            ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากหัวเข่า มาที่ต้นขา ขึ้นมาที่เอว จนถึงหน้าอก เพื่อนเผลอบีบมือหลงไว้เมื่อรู้สึกว่าการก้าวเดินในน้ำเริ่มไม่มั่นคงเข้าไปทุกที แต่เมื่อฝ่ามือใหญ่ที่เหมือนเกราะป้องกันนั้นกระชับมือที่จับไว้ใต้ผืนน้ำให้แน่นขึ้นความกลัวทั้งหมดก็หายไป

            "เห็นมั้ย ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย"

            เพื่อนยิ้มรับ มันไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก จะผืนน้ำกว้างใหญ่ หรือจะผีชั่วร้ายที่จ้องมาฉุดขา หากหลงอยู่ตรงนี้ จับมือกันไว้แบบนี้ เขาก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น

            "ไม่น่ากลัวเลยสักนิด"


-----------------------------


            [คิดได้ยัง สรุปจะไปมั้ย]

            "ไอ้เล็ก มึงควรให้เวลากูคิดสักหนึ่งคืนไม่ใช่ห้านาที"

            [ลีลา]

            หลงกลอกตาใส่แต่ปลายสายย่อมไม่มีทางเห็น เขาขอเวลาคิด แต่ผ่านไปไม่ถึงนาทีเล็กดันขอคำตอบ แล้วยังจะมาด่ากันอีก

            "กูกินข้าวอยู่ เดี๋ยวโทรกลับไปบอก"

            [อย่าลืมนะมึง เออ เดี๋ยวๆ มึงเจอไอ้เพื่อนบ้างป้ะ] จะวางก็ไม่ได้วางเมื่อเล็กเปิดประเด็นใหม่มาคุย

            "เจอ"

            [มันยอมเจอมึงด้วยเหรอวะ] ปลายสายหัวเราะเสียงใส

            "ยอมดิ"

            [เออแปลก แต่บ้านพวกมึงใกล้กันก็คงเจอกันง่ายอยู่ งั้นก็ฝากลากมันไปด้วยนะ]

            "ยังไม่ได้บอกเลยว่าจะไป"

            [ไปเหอะมึง นานๆ เจอกันที]

            คาดว่าถ้าไม่ตอบตกลงเล็กคงไม่ยอมวางสาย หลงเงยหน้ามองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามหลังจากที่เหลือบมองอยู่หลายครั้งระหว่างคุย คนที่พอรู้ว่าเป็นเล็กโทรมาก็เอาแต่กินอย่างเดียว

            "เล็กชวนไปหัวหิน ไปมั้ย"

            [ฮะ อะไร มึงคุยกับกูป้ะเนี่ย]

            "เปล่า มึงเงียบๆ ไปก่อนเล็ก"

            [มึงอยู่กับใครเนี่ย]

            "ไปเที่ยวหัวหินกันมั้ย" หลงไม่ได้สนใจคำถามของเล็กเพราะต้องการคำตอบจากเพื่อนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมากกว่า ส่วนคนในสายก็ยังถามไปเลิก

            [อย่าบอกนะว่ามึงอยู่กับไอ้เพื่อนอ่ะ]

            "เออ มึงเงียบๆ ไปก่อน ขอถามเพื่อนแป๊บนึง"

            [แล้วก็ไม่บอกกูว่าอยู่ด้วยกัน]

            "ไปมั้ย" หลงเมินเล็กอีกรอบด้วยการเอามือถือออกจากหู

            "ใครไปบ้าง"

            "น่าจะครบแก๊ง"

            "หลงไปใช่มั้ย"

            "ถ้าเพื่อนไป...ก็ไป"

            คนถามยิ้มกว้าง ไร้ความลังเลในแววตา ถ้าเพื่อนไปหลงก็ไปอย่างนั้นเหรอ เพื่อนเองก็อยากจะบอกว่าถ้าหลงไปเพื่อนก็ไปเหมือนกัน

            "ไปดิ"

            หลงพยักหน้ารับก่อนเอาโทรศัพท์มาแนบหูอีกครั้ง เล็กยังพูดโวยวายแบบไม่สนใจคนฟังไปเรื่อยๆ บ่นเรื่องเดิมๆ ที่หลงลีลาไม่ยอมตอบตกลง เรื่องที่อยู่กับเพื่อนแล้วไม่ยอมบอก จนหลงต้องบอกให้หยุดเพื่อบอกข่าวดี

            "สรุปพวกกูไปนะ"

            [โอเค ดีมากมึง วันหยุดเดือนหน้านะ กูจองบ้านพักไว้แล้ว เดี๋ยวกูแปะเลขบัญชีไว้ให้ มึงพร้อมแล้วโอนเลย]

            "เออๆ"

            เดือนหน้าที่เล็กว่าก็คือสัปดาห์หน้า ซึ่งตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์พอดี หลงคิดว่าพวกเพื่อนๆ คงวางแผนกันไว้แล้วไม่งั้นที่พักไม่มีทางพร้อมแบบนี้ เหลือก็แค่กล่อมเขากับเพื่อนให้ไปด้วยกันให้สำเร็จก็พอ

            [เออว่าจะถาม พวกมึงไปสนิทกันตอนไหนวะ]

            หลงเหลือบมองคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามเมื่อได้ฟังคำถาม เพื่อนเลิกคิ้วมองขณะที่มือยังสาละวนกับการตักกับข้าวใส่จานตัวเอง

            ถ้าหากจะตอบคำถามแบบติดกวนประสาท คำตอบคงเป็นเพราะพวกเขาเป็นเพื่อนกันตั้งแต่มัธยม แต่ก็อย่างที่ทุกคนรู้ หลงไม่ได้สนิทกับเพื่อนขนาดนั้น ไหนจะช่วงเวลาเกือบทศวรรษที่ห่างกัน จะอ้างมาว่าสนิทกันอยู่แล้วคงไม่ใช่ แต่ใครจะไปบอกเหตุผลที่แท้จริงกัน

            "หลังจากงานคืนสู่เหย้าที่กูไปส่งที่บ้านนั่นแหละ ก็คุยกันมาเรื่อยๆ เพื่อนเก่าที่บ้านใกล้กันก็เหลือแค่คนเดียวมั้ยวะ"

            [ดีๆ เกาะติดมันไว้นะมึง เดี๋ยวหายตัวอีก]

            "เออ กูวางแล้วนะ กับข้าวจะหมดโต๊ะแล้วมัวแต่คุยกับมึงเนี่ย" หลงตั้งใจพูดแกมหยอกให้กระทบทั้งสองฝั่ง เพื่อนมองมาแล้วยักคิ้วใส่ ยังคงตั้งใจกินอย่างต่อเนื่อง

            [โอเคๆ ไว้คุยกันใหม่ มึงอย่าลืมโอนตังค์นะเว้ย เดี๋ยวแปะรายละเอียดไว้ในไลน์]

            "เออ"

            [กูวางละ]

            "มึงควรวางตั้งนานแล้ว"

            เล็กปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะก่อนตัดสาย หลงรีบวางมือถือไว้บนโต๊ะข้างจานข้าว กวาดตามองอาหารที่ถูกเพื่อนจัดการจนหายไปแล้วกว่าครึ่ง

            "รีบๆ กิน" แล้วยังมาใช้ส้อมชี้ไปที่จานข้าวหลงก่อนว่าอีก

            "เหลือแต่ผัก"

            "ก็มัวแต่คุยโทรศัพท์"

            "อยากคุยนานๆ ที่ไหนล่ะ"

            "อ่ะ แบ่งไก่ให้ชิ้นนึง"

            เพื่อนแบ่งไก่ชิ้นใหญ่จากแกงเขียวหวานที่เพิ่งตักใส่จานให้หลง หลังจากเขากินเนื้อทุกชนิดที่อยู่ในแกงระหว่างรอหลงคุยโทรศัพท์จนเกือบหมด ตามด้วยกุ้งจากต้มยำทะเล และไข่เจียวหมูสับ

            "เอานี่ไปด้วย อันนี้ก็อร่อย"

            "พอๆ ตักเองได้" หลงขัดอย่างไม่จริงจังนัก ปากว่าแต่ยังปล่อยให้เพื่อนทำตามใจ

            "กินเยอะๆ จะได้อ้วนๆ"

            "อยากให้กลับไปอ้วนอีกเหรอ"

            "ยังไงก็ได้"

            เพื่อนอมยิ้ม สำหรับหลงจะเป็นยังไงก็ได้ ตอนอ้วนเป็นหมีผสมหมูเข้าก็ชอบมาแล้ว หรือตอนผอมแบบนี้ก็ดูดี เขาชอบคนที่ใจใช่รูปลักษณ์ภายนอก ขอแค่หลงยังใจดีแบบนี้ ยังห่วงใยกันแบบนี้ และสุดท้าย...

            "แค่ยอมให้หนุนแขนอีกก็พอ"


TBC

 
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
จ้ะ จะแบบไหนก็รักเสมอ

ออฟไลน์ winndy

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-3
เป็นความรักที่อบอุ่นมากค่ะ ชอบ เพื่อน-หลง

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Himbeere20

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3382
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

ยังไม่ตกลงคบกันอีกเหรอ?

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3333
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ฝันครั้งที่ 16


            หัวหินคือจุดหมายปลายทางของทริปพักผ่อนในครั้งนี้ หลงขับรถมารับเพื่อนที่บ้าน จากนั้นแวะไปรับเก้กับโหน่งและแก้ว แฟนสาวรุ่นน้อง ก่อนไปสมทบกับรถคันอื่นที่จุดนัดหมาย รวมถึงรับหน้าที่เป็นรถขนของกินของใช้สำหรับทริปนี้ที่เก้เป็นคนซื้อไว้ด้วย

            "พวกมึงกะไปเมากันอย่างเดียวเลยใช่มั้ย" เห็นเครื่องดื่มแต่ละอย่างที่ขนไว้หลังรถแล้วหลงก็ไม่สามารถเดาเป็นอย่างอื่นไปได้

            "ทริปพักผ่อนไงมึง ไปแดก เมา แล้วก็นอน จบ" เก้หยักคิ้วให้ มันคือจุดประสงค์หลักของทริปนี้อยู่แล้ว

            "ทำไมต้องถ่อไปตั้งไกลวะ กินที่ไหนก็เหมือนกัน" เป็นเพื่อนคนขี้เกียจเที่ยวที่ขัดขึ้นมา

            "เปลี่ยนบรรยากาศไงมึง ไปแต่ร้านเดิมๆ มันน่าเบื่อ"

            เพื่อนส่ายหน้าใส่เดินหนีขึ้นรถเพราะไม่อยากเถียงต่อ หลงกับเก้ไหวไล่ให้กันอย่างนึกขำก่อนขึ้นรถตามไป เหลือแค่ไปรับโหน่งกับแก้วก็จะได้ออกเดินทางกันสักที

            ทริปนี้นอกจากอดีตกลุ่มหลังห้องฝั่งหน้าต่างแล้วแต่ละคนยังพ่วงคนรักหรือญาติพี่น้องมาด้วย เป็นทริปใหญ่ที่มีสมาชิกทั้งหมดสิบสี่คน น่าเสียดายที่เต้ยติดงานร้านอาหารที่เพิ่งเปิดใหม่เลยมาเที่ยวด้วยกันไม่ได้

            ด้วยความที่ทริปนี้มีสมาชิกเยอะปัญหาเลยมากตาม กว่าจะรวมตัวครบกว่าจะเดินทางถึงบ้านพักที่หัวหินก็บ่ายคล้อย ช่วยกันขนของลงจากรถ แบ่งห้องนอนกันลงตัวแล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปพักผ่อนกันตามอัธยาศัย

            หลงกับเพื่อนได้ห้องเล็กบนชั้นสอง นอนรวมกับขวัญและนารอน โดยเสียสละห้องใหญ่ให้ผู้หญิงและชาวสูงวัย ห้องนี้มีเตียงเล็กสองเตียง ระเบียงกับหน้าต่างอยู่ตรงกับสระน้ำด้านล่างฝั่งหน้าบ้านพอดี

            "กูขอเตียงในนะเตียง" เปิดเข้ามาในห้องเพื่อนก็รีบโยนกระเป๋าเป้จองเตียงด้านในไว้

            "จองไปเถอะ คืนนี้มึงจะได้นอนเหรอ" ขวัญที่เดินตามเข้ามาวางกระเป๋าบนอีกเตียงที่ว่างอยู่

            "เมายังไงก็ต้องได้นอน"

            "นอนอยู่ข้างสระอ่ะดิ"

            "กูไม่ได้เรื้อนขนาดนั้น"

            "จะรอดู"

            "แล้วเราจะทำอะไรกันต่อ" นารอนหยุดการท้าทายของขวัญกับเพื่อนโดยการถามแทรกขึ้นมา เขาวางกระเป๋าไว้ข้างเตียงด้านนอก เป็นอันสรุปว่าหลงต้องเข้าไปนอนเตียงด้านใน

            "คงนอนก่อนว่ะ" หลงตอบแล้วทิ้งตัวนอนลงบนเตียง เบียดที่จนเพื่อนที่นั่งจองไว้ก่อนหน้านี้ต้องขยับหนี

            "มึงนอนไปเลย กูว่าจะเปลี่ยนชุดไปเล่นน้ำ" ขวัญบอกระหว่างรื้อกระเป๋า เพื่อนขมวดคิ้วแย้งขึ้นมาทันที

            "เพิ่มสามโมงเองนะ"

            "สามโมงก็เล่นได้"

            เพื่อนไม่แย้งอะไรอีก ขยับตัวลุกขึ้นไปเปิดประตูบานเลื่อนออกไปนอกระเบียง มองวิวรอบๆ มีเพื่อนบ้านอีกสี่หลัง หนึ่งในนั้นมีกลุ่มที่เพิ่งมาถึงบ้านพักและกำลังขนของลงจากรถ

            "ไอ้เพื่อน ถ่ายรูปหน่อย"

            เจ้าของชื่อก้มลงมองตามเสียงเรียกที่ดังมาจากข้างล่าง เล็กถือกล้องรออยู่ เขาอมยิ้มบางๆ ไม่ได้ยกไม้ยกมือขึ้นมาโพสต์ท่าอะไร พอสิ้นเสียงชัตเตอร์ริมฝีปากที่โค้งขึ้นก็กลับมาเหยียดตรงเหมือนเดิม

            "ลงมาข้างล่างดิ จะร้องคาราโอเกะกัน" เล็กตะโกนบอก ชั้นล่างพวกสาวๆ กำลังเลือกเพลงกันอยู่ มีดีเจโหน่งคอยให้ความบันเทิง

            "เอาเลยมึง กูว่าจะนอนสักงีบ"

            "ชีวิตมึงมีอะไรบ้างวะนอกจากงานกับนอน"

            "กิน"

            "เออ เจริญเถอะ" เล็กส่ายหัวเลิกเถียงแล้วเดินหลบเข้ามาด้านใน

            เพื่อนกลับเข้ามาในห้องอีกทีขวัญกับนารอนก็หายตัวไปแล้ว เหลือเพียงคนตัวโตนอนแผ่หลาหลับอยู่บนเตียง เลยคิดว่าจะปล่อยให้หลงพักผ่อนแล้วลงไปหาคนอื่นๆ ข้างล่าง แต่เมื่อเดินถึงประตูกลับถูกเรียกเอาไว้

            "จะไปไหน"

            เพื่อนหันกลับไปมองต้นเสียง คนที่เมื่อครู่นอนหงายหลับตาบัดนี้ตะแคงข้างมองเขาอยู่ หรือเมื่อกี้แค่แกล้งหลับ

            "ไม่ได้หลับอยู่เหรอ"

            "กำลังจะหลับ"

            "งั้นนอนไปเถอะ ว่าจะลงไปข้างล่าง จะได้ไม่กวนด้วย"

            "ใครว่ากวน"

            "..."

            "มานอนด้วยกันดิ"

            เพื่อนเหยียดยิ้มมองคนที่ยังตีหน้านิ่ง มันกลายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกันนะ ไอ้ความรู้สึกแบบนี้ เขาที่เคยเป็นคนไล่ตาม กำลังจะเป็นฝ่ายถูกไล่ตามแล้วบ้างงั้นเหรอ

            "หรือไม่อยากนอน" หลงถามย้ำเพราะเพื่อนไม่ยอมตอบ จู่ๆ ก็เกิดความลังเลเล็กๆ ขึ้นในใจ

            "เดี๋ยวคนเห็น"

            "คิดอะไรไม่ดีใช่มั้ย"

            "หรือหลงไม่คิด"

            "แค่นอนเฉยๆ เอง"

            "ใสๆ นอนจับมืออ่ะนะ"

            "มือก็ไม่ให้จับ"

            "ใจร้ายว่ะ"

            หลงยันตัวลุกขึ้นนั่ง เท้าคางมองคนที่ไม่ยอมเดินเข้ามาหาตามคำชวน เพื่อนกันนอนด้วยกันแล้วมันผิดตรงไหน ยังไงคืนนี้ถ้าไม่เมาจนสลบไสลอยู่ชั้นล่างพวกเขาก็ต้องนอนด้วยกันอยู่ดี แค่ไม่เผลอกอดรัดฟัดเหวี่ยงให้มากเกินไปเป็นพอ ส่วนกรณีนอนหนุนแขนนั้น...คงไม่มีใครคิดสงสัยอะไรหรอกมั้ง

            "ไปแล้วนะ เดี๋ยวสักห้าโมงขึ้นมาปลุก" สุดท้ายก็ทำใจแข็งไม่รับคำชวน ยกยิ้มให้ก่อนเปิดประตูเดินออกไป

            หลงคงไม่อยากให้ใครรับรู้ถึงความสัมพันธ์อันคลุมเครือนี้หรอก และเขาเองก็ไม่อยากให้เพื่อนๆ มองหลงในทางที่ไม่ดีเหมือนกัน

 

            กลิ่นอาหารหอมฉุยจากฝีมือของญาติผู้ใหญ่ที่ตามมาพักผ่อนด้วยลอยออกมาจากในครัว แม่ยายของเล็กกับแม่ของนารอนเป็นแม่ครัวใหญ่ มีผู้ช่วยเป็นบรรดาสาวๆ ส่วนคุณพ่อลูกอ่อนนั้นคอยเลี้ยงลูกและคอยแจมกับเพื่อนๆ ที่เริ่มตั้งวงกันแล้วอยู่ห่างๆ รองานในครัวเสร็จเมื่อไรภรรยาจะได้มารับเจ้าตัวเล็กไปดูแลต่อ

            ห้าโมงเศษมื้อเย็นที่ประกอบไปด้วยข้าวผัด ต้มยำทะเล ไข่เจียว และอาหารซีฟู้ดกับเตาย่างก็พร้อมให้ทุกคนช่วยกันจัดการ โหน่งรับหน้าที่เป็นบาร์เทนเดอร์ เก้กับเพื่อนประจำที่เตาย่าง หลงแจกจ่ายอาหาร ส่วนขวัญกับนารอนกินได้แป๊บเดียวก็พากันกระโดดลงสระ

            เพราะทริปนี้ตั้งใจมาพักผ่อนทุกคนเลยปลดปล่อยกันเต็มที่ สาวๆ ชวนกันถ่ายรูปข้างสระน้ำ มีพร็อพเป็นบอลหลากสีที่บ้านพักเตรียมไว้ให้ มีหนุ่มๆ ที่กระโดดลงสระไปแล้วคอยแกล้ง มีเครื่องดื่มมึนเมาคอยเสิร์ฟเป็นระยะ ส่วนแม่ๆ ผู้สูงวัยนั้นเป็นผู้ปกครองคอยดูเด็กๆ ที่อายุใกล้สามสิบเล่นกัน

            "พวกมึง! ฟังทางนี้แป๊บนึงครับ"

            ทุกคนที่อยู่ในสระหยุดเล่นพากันหันไปมองต้นเสียง เห็นโหน่งกับแก้วยืนอยู่ที่ขอบสระ ทั้งคู่มองตากัน หน้าตายิ้มแย้มมีความสุข พร้อมที่จะประกาศข่าวดีให้เพื่อนๆ ได้ทราบ

            "เดือนหน้ากูกับแก้วจะแต่งงานกันแล้วนะ"

            เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังขึ้นลั่นบ้าน มันคือสิ่งที่เพื่อนๆ ทุกคนรอคอยกันมานาน คู่นี้คบกันมาเป็นสิบปี ถูกถามตลอดว่าเมื่อไรจะตบแต่งให้เป็นเรื่องเป็นราว และในที่สุดวันนั้นก็ใกล้เข้ามาถึงเสียที

            พอฟ้าเริ่มมืด ยิ่งดื่มยิ่งเล่นก็ยิ่งคึก การว่ายน้ำเล่นธรรมดาไม่มีความสนุกอีกต่อไปจึงมีการกำหนดกติกาขึ้นมา โดยใช้บอลกับตะกร้า มีคนถือตะกร้าหนึ่งคนยืนบนขอบสระ คนที่เหลือเป็นผู้เล่นแข่งกันปาบอลให้ลงตะกร้า แต่ละคนจะมีบอลสีประจำตัว ใครปาลงตะกร้าได้น้อยที่สุดต้องกระดกหมดแก้ว

            "กูไม่เล่นนะ" คนไม่อยากออกแรงยกมือเป็นคนแรก แน่นอนว่าทุกคนไม่ยอม โดยเฉพาะเล็ก

            "ไม่ได้เว้ย มึงจะเบี้ยวไม่กินใช่มั้ย"

            "กูกิน แต่กูไม่เล่น"

            "กูเล่นแต่ไม่กินได้มั้ย" เมื่อมีใครบางคนค้านคนอื่นๆ ก็มักตามมา หลงออกตัวบ้าง เขาเต็มที่ได้กับการเล่น แต่ไม่อยากเมา เดี๋ยวคนเมาไม่มีใครดูแล

            "งั้นเอางี้ มึงจับคู่กัน ถ้าไอ้หลงแพ้ ไอ้เพื่อนกิน"

            "ได้!" เพื่อนตอบรับหนักแน่น งานนี้เขาได้ผลประโยชน์เต็มๆ แต่ถึงหลงจะเล่นแพ้หรือชนะเขาก็จะกินอยู่ดี

            หลังจากตกลงกันเรียบร้อยเกมโยนบอลก็เริ่มขึ้น แฟนของโหน่งอาสาเป็นคนถือตะกร้า ส่วนโหน่งเป็นคนชงเหล้า เล่นกันเสียงดังโวยวายเหมือนเด็กๆ ตะโกนจนแสบคอ ผ่านไปหลายเกมหลงก็ไม่มีท่าทีว่าจะแพ้สักที คนเก่งกีฬามันก็น่าเบื่อแบบนี้

            "ชนะทุกตาไม่ดีนะ" เพื่อนซึ่งนั่งห้อยขาอยู่ขอบสระก้มลงบอกหลงที่ยืนอยู่ในน้ำ เกมต่อไปกำลังจะเริ่ม โดยที่เขายังไม่ได้กินเหล้าป๊อกฝีมือโหน่งเลยสักแก้ว

            "กินแค่แก้วของตัวเองก็พอแล้ว"

            "ไม่พอ"

            "เริ่มเมาแล้วใช่มั้ย"

            "ยัง กินแค่ไม่กี่แก้วเอง"

            หลงเหลือบมองแก้วที่วางอยู่ข้างสระ เขาสังเกตอยู่ตลอด แก้วนี้แก้วที่หกแล้ว ถึงจะเป็นค็อกเทลผสมเหล้าไม่เยอะ แต่แป๊บๆ หมดแก้วแบบนี้อีกไม่นานคงเมา

            "เล่นกันไปก่อนนะ ไปเข้าห้องน้ำแป๊บ" เพื่อนก้มลงมากระซิบจนริมฝีปากติดใบหู เขาหัวเราะชอบใจก่อนลุกออกไป

            หลงมองตามจนเพื่อนเดินหายเข้าบ้านไป การทรงตัวยังดูดี แต่คำพูดกับการกระทำเริ่มเปลี่ยน ถ้าปล่อยให้เมากว่านี้ เกิดใจกล้าจูบเขาต่อหน้าคนอื่นขึ้นมามันจะแย่เอา

            "กูไปห้องน้ำนะ" บอกน้ำบอกอากาศแล้วหลงก็ลุกขึ้นจากสระไปยืนอยู่หน้าประตูบานเลื่อน เขาก็ลืมไปว่าตัวเปียกโชกขนาดนี้จะเข้าบ้านได้ไง ผ้าขนหนูก็ไม่ได้เอามาด้วย สุดท้ายเลยเปลี่ยนใจเดินเบี่ยงไปยังมุมอาหารแทน

            กับข้าวบนโต๊ะที่พร่องไปเยอะแล้วเหล่าแม่ๆ ก็ทำเพิ่มมาให้หลายอย่าง หลงล้างมือแล้วนั่งแกะกุ้งกิน ตอนเล่นใช้พลังงานไปเยอะเลยหิว พวกที่อยู่ในสระก็เริ่มทยอยขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน

            เพื่อนที่เพิ่งออกมาจากห้องน้ำไม่เห็นคนตัวโตอยู่ที่สระเลยเลี้ยวไปที่โต๊ะม้าหินซึ่งเป็นมุมอาหาร เห็นหลงกำลังแกะกุ้งเผ่าน่าอร่อยแต่เขาอยากกินอย่างอื่นมากกว่าเลยไปสะกิดโหน่งแทน

            "ทำให้กูแก้วนึงดิ"

            บาร์เทนเดอร์ประจำทริปพยักหน้ารับก่อนจะทำให้ตามที่บอก กลายเป็นคนที่นั่งแกะกุ้งเผ่าที่ชะงักมือแล้วหันมามอง

            ป๊อก! ฟู่!

            เสียงกระแทกแก้วเป๊กกับพื้นตามด้วยเสียงซู่ซ่าของโซดาเรียกรอยยิ้มกว้างจากเพื่อน เขายื่นมือไปรับแล้วกระดกหมดแก้ว ก่อนร้องขออีกครั้ง

            "อีกแก้ว"

            "จัดให้" โหน่งไม่คัดค้าน จัดการให้ตามคำขอ เขามีหน้าที่ส่งแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายเพื่อนๆ อยู่แล้ว

            สองแก้ว สามแก้ว จนเข้าแก้วที่สี่ หลงมองเพื่อนที่หน้าเริ่มแดงทิ้งตัวนั่งลงเบียดเก้าอี้ตัวเดียวกัน เขาเลยแกะกุ้งแล้วยื่นไปจ่อปาก

            "กินอย่างอื่นบ้าง"

            "ก็กินข้าวไปตั้งเยอะแล้ว" เพื่อนเถียงแต่ก็ยอมอ้าปากรับมากินโดยไม่ขัดขืน โลกเริ่มเอียงหัวเริ่มมึน ถ้ากินเยอะกว่านี้อีกสักหน่อยคงเมาจนอ้วกเหมือนวันงานเลี้ยงคืนสู่เหย้าแน่

            "เมาหรือยัง"

            "นิดหน่อย"

            "จะขึ้นไปอาบน้ำก่อน อยู่ได้ใช่มั้ย"

            "ได้ดิ" เพื่อนตอบแล้วยิ้มกว้างจนเห็นแก้มบุ๋มข้างขวา

            หากเป็นตอนที่ยังไม่มีความรู้สึกพิเศษเกิดขึ้นในใจเจอถามประโยคนี้เพื่อนคงนึกขำ เพราะเขาไม่ใช่เด็กน้อยและไม่จำเป็นต้องให้ใครมาดูแล แต่พอเป็นตอนนี้ เขากลับดีใจที่ได้ฟัง รับรู้ได้ถึงความเป็นห่วงที่ส่งผ่านน้ำเสียงและแววตา...

            สายตาที่คนเป็นเพื่อนเขาไม่ใช้มองกัน

 

            หลงหายไปอาบน้ำไม่กี่นาทีกลับลงมาข้างล่างทุกคนก็ขึ้นจากสระกันหมดแล้ว เปลี่ยนมาล้อมวงนั่งกินกันที่โต๊ะม้าหิน ฟังเก้ที่เมาจนพูดไม่รู้เรื่องเล่าเรื่องเดิมวนไปวนมา แต่น่าแปลกที่ฟังกี่รอบทุกคนก็ขำตาม อาจจะเป็นเพราะคนฟังก็เมาเหมือนกันล่ะมั้งถึงไม่มีใครห้ามใคร

            "มึงเล่ามาสี่รอบแล้วนะ" เล็กท้วง รายนี้สติก็เริ่มเลอะเลือนเช่นกัน เมียกับลูกหนีไปนอนแล้วเลยปลดปล่อยได้เต็มที่

            "กูยังไม่เคยเล่า มึงอย่ามาพูดแบบนี้"

            "เอ้า! ไม่เชื่อลองถามไอ้พวกนี้ดู ถ้ามึงพูดอีกรอบกูจะอัดเสียงเก็บไว้เลย"

            "ไอ้เล็ก ไอ้เลว ใส่ร้ายกู"

            "ไอ้เก้ มึงเมา"

            "กูไม่เมา มึงแหละเมา"

            "กูไม่เมาเว้ย!"

            หลงเดินหนีคนเมาที่กำลังเถียงกันไปหาเพื่อนที่นั่งหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอยู่ไม่ห่าง ขณะที่มือหนึ่งหยิบไข่เขียวใส่ปาก ส่วนอีกมือถือแก้วเหล้า

            "ไปอาบน้ำไป"

            "หลงจะนอนแล้วเหรอ ไอ้โหน่งมันจะชงบลูฮาวาย รอกินก่อน"

            "ไปอาบน้ำก่อนค่อยลงมากินต่อ เดี๋ยวเมากว่านี้อาบไม่ไหว"

            เพื่อนเหลือบมองอย่างไม่อยากจะเชื่อฟังนัก แต่สุดท้ายก็ยอมลุกเดินเข้าบ้านเพื่อไปอาบน้ำตามที่หลงบอก โดยมีคนสั่งการเดินตามหลัง

            เข้ามาในห้องได้คนเมาก็ถอดชุดที่เปียกกองไว้หน้าประตู คว้าผ้าเช็ดตัวเดินตัวปลิวเข้าห้องน้ำ ลำบากหลงต้องเอาเสื้อผ้าพวกนั้นไปตากที่ระเบียงให้

            หลงนั่งเล่นมือถือรออยู่บนเตียงไม่นานคนเมาก็อาบน้ำเสร็จ เพื่อนพันขนหนูไว้รอบเอวโชว์หุ่นผอมแห้งที่เหมือนเดิมมาตั้งแต่มัธยม เดินไปนั่งยองๆ ข้างกระเป๋าแล้วค้นเสื้อผ้าออกมาใส่ เสร็จแล้วก็กระโดดขึ้นเตียง นอนคว่ำซุกหน้าลงกับหมอน ทั้งที่ผมยังไม่แห้ง

            "เช็ดผมก่อน" หลงดึงผ้าขนหนูผืนเล็กที่เพื่อนนอนทับขึ้นมาวางบนผมที่เปียก

            "ง่วงแล้ว"

            "เดี๋ยวไม่สบาย"

            "นอนแบบนี้เดี๋ยวมันก็แห้งเองอ่ะ" เสียงอ้อแอ้ใกล้จะหลับเต็มที

            หลงวางมือถือไว้ข้างหมอนก่อนไหลตัวลงนอนตะแคง ปัดผ้าขนหนูที่คลุมอยู่ออกเพื่อมองคนเมาที่นอนคว่ำหันหน้ามาทางเขา แม้เปลือกตาจะปิดสนิทแต่หลงรู้ว่าเพื่อนยังไม่หลับ เลยแกล้งขยับเข้าไปใกล้ทว่าอีกฝ่ายกลับลืมตาขึ้นมาเสียก่อน

            "จะทำอะไร"

            "ไม่ได้ทำอะไร"

            "แล้วเข้ามาใกล้ทำไม"

            "เข้าใกล้ไม่ได้เหรอ"

            เพื่อนไม่พูดอะไรต่อ ทั้งคู่นอนมองตากันอยู่เงียบๆ แม้จะได้ยินเสียงอึกทึกจากภายนอกอยู่บ้าง แต่ตอนนี้คือสิ่งที่เพื่อนนิยามได้ว่าช่วงเวลาดีๆ จนอยากจะลุกขึ้นไปล็อกประตูไม่ให้ใครบุกรุกเข้ามา

            "ไม่ลงไปกินบลูฮาวายแล้วเหรอ"

            "อยากกินนะ แต่เหมือนจะลุกไม่ไหว"

            "งั้นก็นอน"

            "เช็ดผมให้หน่อย"

            "ลุกก่อนดิ"

            เพื่อนยันแขนลุกขึ้นแต่แทนที่จะนั่งดีๆ กลับพลิกตัวมาทับหลงไว้ คนที่กำลังตกใจก็เผลอพลิกตัวนอนหงายรับคนตัวผอมไว้ในอ้อมแขน

            "เล่นไรเนี่ย!"

            "เช็ดผมให้หน่อย" เพื่อนบอกแล้วซุกหน้าลงที่ต้นคอ ไม่ได้คิดอะไรไม่ดีแค่อยากจะซบ ให้หลงใช้ผ้าที่ยังวางอยู่บนหัวเช็ดผมให้

            "นอนแบบนี้แล้วจะเช็ดยังไง"

            "ใช้ผ้าเช็ดไง เช็ดให้หน่อย"

            หลงถอนใจเบาๆ ก่อนทำตามที่บอก ปล่อยให้คนเมานอนทับบนตัวแล้วใช้ผ้าขนหนูซับน้ำที่เปียกผม แม้จะลำบากไปสักนิดแต่ใบหน้ากลับแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม เช็ดไปยิ้มไปอย่างอารมณ์ดี คนเมาก็ใกล้จะหลับเต็มทีแล้วเหมือนกัน

            "เมาแล้วกล้าดีเนอะ" เป็นความกล้าที่หลงคิดว่าเพื่อนในเวลาปกติไม่น่าจะทำได้ ทั้งจูบเมื่องานคืนสู่เหย้า และการทำตัวเหมือนเด็กขี้อ้อนตอนนี้ แต่คนเมากลับไม่คิดอย่างนั้น

            "ถ้าเป็นหลงตอนนี้ไม่เมาก็กล้านะ"

            "หมายถึงกล้าทำอะไร"

            "ต้องถามหลงดิ เป็นคนเปิดประเด็นไม่ใช่เหรอ" เพื่อนผงกหัวขึ้นมา สายตาท้าทายที่น้อยครั้งจะได้เห็น

            หลงใช้สายตาสู้กลับอย่างไม่ยอมแพ้ อยากจะกดหัวคนเมาลงมาแล้วมอบจูบหนักๆ ให้ แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางคนหมู่มากอะไรๆ มักไม่เป็นไปดั่งใจได้เสมอ

            "ไอ้เพื่อน!" ประตูเปิดออกพร้อมคนเมาอีกคนที่เดินเข้ามา

            หลงรีบพลิกตัวหันหลังให้ประตูทำให้คนที่นอนอยู่กลิ้งตกลงมาบนที่นอน เพื่อนส่งเสียงประท้วงแต่โดนหลงใช้ผ้าขนหนูคลุมหัวไว้ ก่อนเอี้ยวหน้ากลับไปมองขวัญที่ยืนโอนเอนคล้ายจะทรงตัวไม่อยู่

            "มีอะไรวะ"

            "ไอ้เพื่อนอยู่ไหน"

            "หลับแล้ว" หลงโกหกคำตอบโต โชคดีที่เพื่อนยอมเล่นตามด้วย ยอมนอนนิ่งๆ ไม่หือไม่อือและไม่ขยับตัวใดๆ

            "ไหนมันบอกอยากกินบลูฮาวาย ไอ้โหน่งทำเสร็จแล้ว มึงตื่นลงไปแดกเดี๋ยวนี้เลยนะ!"

            "เบาๆ ดิวะ เดี๋ยวมันตื่น"

            "แล้วพวกมึงทำอะไรกันอยู่เนี่ย!" ขวัญก้าวอาดๆ เข้ามาหา นึกสงสัยอยู่ไม่น้อยว่าเพื่อนหลับแล้วทำไมหลงต้องนอนประกบอยู่แบบนั้น แต่เขาก็ลืมไปว่าสองคนนี้แชร์เตียงกัน

            "กูเช็ดผมให้มันอยู่"

            ขวัญขมวดคิ้วมุ่นกับคำตอบที่ได้ฟัง เพราะมันคือท่าเช็ดผมที่ประหลาดที่สุดที่เขาเคยเห็นมา ใครที่ไหนเขานอนเช็ดผม

            "มึงไปกินต่อเถอะ"

            "เออๆ ถ้ามันตื่นบอกมันลงไปกินด้วยนะ" สั่งไว้เพียงเท่านี้แล้วขวัญก็เดินออกจากห้องไป

            หลงเปิดผ้าขนหนูที่คลุมหน้าเพื่อนออกก็เจอคนเมานอนมองตาแป๋ว เห็นนอนนิ่งไม่กระดุกกระดิกก็นึกว่าหลับไปแล้วจริงๆ

            "นิสัยไม่ดีเลยโกหกเพื่อน"

            "ใครบางคนก็ให้ความร่วมมืออย่างดีเลยเนอะ"

            เพื่อนไม่เถียงเพราะรู้ว่าเถียงยังไงก็ไม่ชนะ เขาอยากอยู่แบบนี้ อยู่ด้วยกันแค่สองคน อยู่เงียบๆ หรือหลงจะเล่าเรื่องลึกลับต่างมิติ วรรณคดีไทย ประวัติศาสตร์สังคมอะไรก็ได้ แต่สุดท้ายหลงกลับวกมาประเด็นเดิม

            "ลุกขึ้นมาเช็ดผมให้แห้งก่อน"

            "ก็เช็ดไปดิ ท่านี้ก็เช็ดได้"

            "อย่าดื้อ"

            "ขี้เกียจลุก"

            "ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้"

            หลงลุกขึ้นนั่งแล้วพยายามฉุดให้เพื่อนลุกตามขึ้น คนเมาก็ทำตัวอ่อนไหลเป็นของเหลว ทิ้งน้ำหนักตัวเต็มที่ให้คนตัวโตได้ออกแรงเต็มกำลัง ปลุกปล้ำกันอยู่สักพักกว่าเพื่อนจะยอมนั่งให้เช็ดผมให้ดีๆ

            พวกเขานั่งหันหน้าเข้าหากัน เพื่อนนั่งขัดสมาธิหลับตาปล่อยให้หลงใช้ผ้าขนหนูซับผมที่เปียกได้ตามใจ สบายจนจะเคลิ้มหลับมันท่านี้ และยิ่งรู้สึกดีเมื่อความนุ่มหยุ่นเข้ามาสัมผัสที่ริมฝีปาก

            อีกครั้งที่หลงเป็นฝ่ายเริ่มจูบ พอเห็นหน้าง่วงๆ นั่งหลับตาเหมือนเด็ก ไหนจะริมฝีปากเรียวบางที่เผยอออกนิดๆ มันก็อดใจไม่ไหวอยากสัมผัสขึ้นมา หลงเอียงหน้าปรับองศาให้จูบได้ถนัด ในขณะที่อีกคนนั่งนิ่งเหมือนคนหลับ ถ้าหากเพื่อนไม่จูบตอบเขาคงคิดว่ากำลังลักหลับคนเมาอยู่

            "ผมไม่แห้งสักทีแบบนี้" ผละออกจากกันได้เพื่อนก็บ่น

            "ความผิดใครล่ะ"

            "หลง"

            "ให้ตอบใหม่"

            "ก็หลงอยู่ดี"

            คนโดนใส่ร้ายใช่ผ้าขนหนูขยี้ผมแรงๆ อย่างหมั่นไส้ แต่คนโดนกระทำกลับหัวเราะร่าเริง หลงเลยใช้สองมือประกบแก้มเพื่อนไว้ให้หยุดขำ มองแววตาสุกใสกับรอยยิ้มนั้น สิ่งที่เขาหลงใหลมานาน

            หลงใหล...หากแต่ไม่รู้ตัว

            "อีกทีนะ"

 

            หลงตื่นขึ้นเพราะเสียงนาฬิกาปลุกตอนหกโมงเช้า ลุกเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาและเก็บกระเป๋า ปล่อยเพื่อนให้นอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มอย่างสบายอารมณ์โดยไม่คิดจะปลุก เพราะสุดท้ายจนกระทั่งเช้าก็ไม่มีใครกลับขึ้นมานอนบนห้องสักคน

            หลังจากอาบน้ำเตรียมตัวเสร็จหลงก็เดินลงมาสำรวจชั้นล่าง ก่อนมาเขาบอกเพื่อนไว้แล้วแต่ไม่รู้คนที่เออออแบบยังไม่ตื่นจะเข้าใจหรือเปล่า

            ที่ห้องรับแขกชั้นล่างพบชายสามคนนอนเรียงกัน ไล่จากนารอน ขวัญ และเก้ ส่วนเล็กกับโหน่งน่าจะหลงเหลือสติพาร่างขึ้นไปนอนกับคนรักได้ แต่จะว่าไปเมื่อคืนแฟนโหน่งเองก็ดื่มเยอะใช่เล่นเหมือนกัน

            ถัดจากห้องนั่งเล่นที่ประตูฝั่งขวามือเป็นห้องครัว หลงได้กลิ่นข้าวต้มหอมฉุยลอยมาเลยเข้าไปช่วยแม่ๆ ทำมื้อเช้า ใกล้เสร็จก็เดินไปปลุกพวกขี้เซา อาบน้ำอาบท่ากินข้าวเสร็จจะได้เก็บของเตรียมตัวเดินทางกลับ

            แพลนสำหรับวันนี้คือทานมื้อข้าวที่บ้านพัก เช็คเอาต์ช่วงสิบโมง แวะถ่ายรูปที่อุทยานราชภักดิ์ก่อนกลับกรุงเทพฯ

            ขากลับจากหัวหินขึ้นรถมาได้เพื่อนก็หลับเกือบตลอดทาง เขาพยายามจะถ่างตาอยู่เป็นเพื่อนคุยกับหลงแล้ว แต่พอฟังคนตัวโตพูดมากๆ เปลือกตามันก็ปิดลงมาเอง มาตาสว่างอีกทีก็ตอนเข้าเขตกรุงเทพฯ ส่งโหน่งกับเก้ที่บ้าน กว่าจะวนมาถึงบ้านเพื่อนฟ้าก็มืดพอดี

            หลงฝากของให้คุณแม่ของเพื่อนโดยไม่ได้ลงจากรถเพื่อไปทักทาย เพื่อนเองก็ซื้อขนมฝากให้ครอบครัวหลงเช่นกัน ช่วงเวลาของวันหยุดหมดลงเพียงเท่านั้น พวกเขาบอกลากัน ยิ้มให้กัน สิ่งที่ไม่เคยทำกลายเป็นสิ่งที่ทำทุกครั้งเมื่อได้จากลา

            จาก...เพื่อพบกันใหม่ในวันต่อๆ ไป


TBC


เหลืออีกไม่กี่ตอนก็จบแล้วค่า ได้ลงเอยกันเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน ^^
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า


ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3382
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

พวกเขาพร้อมจะ...กันแล้วแหละ

เหลือเพียงรอเวลา...

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
เดี่ยวนี้มีจงมีจูบกันด้วย

ออฟไลน์ oki

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
 :กอด1: น่ารักมากกก

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
แรก ๆ หม่น ๆ เศร้า ๆ ตอนนี้คือดีมาก

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ฝันครั้งที่ 17

            ความทรงจำคือสิ่งสวยงาม ไม่ว่าร้ายหรือดีสิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ทำให้คนเราเติบโตและเข้มแข็งขึ้น

            สำหรับเพื่อน ความทรงจำที่สวยงามของเขาคือช่วงมัธยม ช่วงวัยคึกคะนองที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่ทำหน้าที่ในฐานะนักเรียนดี ใช้ชีวิตยามว่างไปตามใจ อยากทำอะไรก็ทำ มีความรัก มีเพื่อนดีๆ มีคนที่เข้าใจ แม้สุดท้ายความทรงที่ควรจะสวยงามของเขามันจะจบไม่ค่อยสวยเท่าไรก็ตาม

            เพื่อนหยิบวารสารเล่มบางที่มีชื่อโรงเรียนอยู่บนปกขึ้นมาจากก้นของลิ้นชักแล้วมองมันอย่างพิจารณา เขาเปิดมันดูทีละหน้า ย้อนความทรงจำกลับไปสมัยเรียน ม.6 ภาพกิจกรรมต่างๆ ภาพหมู่และรายชื่อนักเรียนที่จบการศึกษาในปีนั้น รูปถ่ายในวารสารที่เขากับหลงได้ยืนข้างกัน

            วารสารถูกเปิดดูจนถึงหน้าสุดท้าย ที่ปกหลังเป็นรูปรวมภาพกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นตลอดปีถูกตัดแปะรวมๆ กัน และหนึ่งในนั้นเป็นภาพวันกีฬาสี หนึ่งในกิจกรรมแห่งความทรงจำสมัยมัธยม ที่ปกหลังนั้นมีรูปของชายหนุ่มตัวอ้วนปะแป้งหน้าขาวกำลังเป่าลูกโป่งจนแก้มป่องทั้งสองข้าง

            รูปของหลงที่ลงแข่งวิ่งวิบากตอน ม.6

 

            ม. 6 เทอม 2

            เข้าสู่เทอมสองกิจกรรมที่หลายคนรอคอยย่อมหนีไม่พ้นกีฬาสี หน้าที่รับผิดชอบส่วนใหญ่นั้นเป็นของ ม.5 ส่วนพี่ๆ ม.6 ที่ต้องเตรียมสอบกลายเป็นเพียงที่ปรึกษา และรอคอยความสำเร็จที่น้องๆ สามารถนำมาสู่คณะสีได้เท่านั้น

            งานกีฬาสีสำหรับคนไม่ชอบกีฬาก็เหมือนวันพักผ่อนดีๆ เพื่อนไม่ได้มีส่วนร่วมเท่าไรนัก เขามีหน้าที่คุมสแตนด์เชียร์กับเพื่อนอีกหลายชีวิต อู้บ้างเป็นส่วนใหญ่ คอยส่งเสียงเชียร์เมื่อสีเขียวของตัวเองลงแข่ง และกีฬาที่เรียกเสียงเชียร์เสียงหัวเราะได้ดีที่สุดย่อมหนีไม่พ้นการแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน

            "ต่อไปวิ่งวิบากนะครับ นักกีฬาเตรียมตัวด้วย" เพื่อนร่วมห้องที่คุมสแตนด์ประกาศออกโทรโข่งหลังเมื่อการแข่งชักเย่อกำลังจะจบลง

            กลุ่มหลังห้องฝั่งหน้าต่างที่ยังวนเวียนอยู่แถวสแตนด์เชียร์ต่างหูผึ่ง พวกเขากำลังรอดูการแข่งขันนี้ เพราะนักกีฬาเป็นสมาชิกที่ทุกคนในกลุ่มฝากความหวัง หลังจากสีเขียวแพ้กีฬาชนิดอื่นมารัวๆ

            "ไอ้หลง เขาเรียกมึงแล้ว" ขวัญป้องปากตะโกนบอกหลงที่ยืนคุยกับโหน่งอยู่หลังสแตนด์

            เพื่อนตัวอ้วนพยักหน้ารับแล้ววิ่งไปเตรียมตัวข้างสนาม โหน่งเข้ามาสมทบกับกลุ่มเพื่อน แล้วก็โดนขวัญซักไซ้ว่าเพราะอะไรถึงได้ไปยืนคุยกันอยู่ตรงนั้น

            "คุยอะไรกันวะ"

            โหน่งเงียบไปชั่วครู่ หน้านิ่งๆ เหมือนคนตื่นไม่เต็มตาทำให้ขวัญสงสัยว่าโหน่งได้ฟังสิ่งที่เขาพูดหรือเปล่า แต่ว่าก็ว่าเถอะ เห็นเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับเพื่อนแบบนี้โหน่งกลับเป็นคนที่กุมความลับของทุกคนไว้มากที่สุด ใครมีอะไรหรือเป็นอะไรก็มักเอามาปรึกษามาพูดให้ฟัง เพราะโหน่งเป็นคนที่เก็บความลับได้ดีที่สุด

            "ได้ยินกูมั้ยเนี่ย"

            "คุยเรื่องแข่งนี่แหละ มันบอกว่ามันกินช้า ไม่น่าจะชนะ"

            "ก็จริง" เต้ยที่ยืนอยู่ข้างขวัญพูดขึ้นมา ขวัญเองก็เห็นด้วย

            "ทุกคนเห็นมันอ้วนไงเลยคิดว่าจะกินเร็ว"

            "ตอนกินข้าวหมดช้ากว่าคนอื่นตลอดอ่ะมัน"

            "แล้วแบบนี้จะชนะมั้ยวะ"

            ทุกคนในกลุ่มมองหน้ากันด้วยความหวังอันริบหรี่ ตอนหานักกีฬาลงแข่งหลงถูกเสนอชื่อและยอมตกลงโดยไม่คัดค้านอะไร อาจจะเป็นเพราะเกรงใจหรือคิดว่าไม่มีใครอยากลง เพื่อนๆ ทุกคนรู้ว่าหลงตั้งใจและอยากทำมันให้เต็มที่ถึงได้เอาใจช่วย แต่ใครเล่าจะรู้ว่าแท้จริงแล้วคำตอบที่โหน่งเลือกมาตอบคำถามของขวัญนั้น...มันคนละเรื่องกัน

 

            นักกีฬาประจำที่จุดสตาร์ท สแตนด์แต่ละสีก็ส่งเสียงเชียร์ดังกระหึ่ม หลงเองมองกลับที่สแตนด์สีเขียวระหว่างเตรียมตัว เห็นเพื่อนป้องปากตะโกนบอกแบบไม่มีเสียงว่า 'สู้ๆ' แล้วยิ้มให้เขาเลยพยักหน้ารับตอบกลับไป ตั้งใจจะสู้สุดใจอยู่แล้ว แต่จะเหนือกว่าคู่แข่งอีกห้าคนมากแค่ไหนนั่นก็อีกเรื่อง

            เสียงนกหวีดเป่าเริ่มการแข่งขันนักกีฬาทั้งหกคนก็ออกวิ่งไปยังด่านแรก ด่านนี้ต้องเอาน้ำเปล่าล้างหน้าแล้วเป่าแป้งในจานเพื่อคาบเหรียญขึ้นมา ทุกคนไปถึงแทบจะพร้อมกัน สีชมพูทำสำเร็จเป็นสีแรก นักกีฬาตัวผอมสูงวิ่งไปยังด่านถัดไปท่ามกลางเสียงเชียร์จากคณะสีตัวเอง ส่วนหลงนั้นตามมาเป็นลำดับที่สาม

            ด่านที่สองต้องกินไข่ต้ม เรื่องของกินนั้นหลงไม่หวั่น เหตุผลที่เขารับเล่นเกมนี้เพราะเป็นคนที่กินได้ทุกอย่างไม่เกี่ยง แม้จะช้าไปบ้าง แต่ที่ช้าเพราะส่วนใหญ่เอาเวลากินไปพูดเสียมากกว่า เมื่อไม่มีเพื่อนให้พูดด้วยเพราะพวกมันตะโกนเชียร์เขาอยู่ข้างสนาม ไข่ต้มแค่ลูกเดียวจึงไม่เป็นปัญหานัก

            "สีเขียวแซงขึ้นมาแล้วครับ" เสียงพากย์จากพิธีกรเรียกเสียงโห่ร้องจากสีที่ถูกเอ่ยถึงได้เป็นอย่างดี

            ทุกต่างตะโกนเร่งตะโกนเชียร์อย่างออกรสออกชาติ เว้นแต่เพียงพี่เพื่อนขวัญใจน้องๆ ที่แทบจะไม่ปริปากพูดอะไรออกมาเลย เขามองการแข่งขันกลางสนามด้วยสีหน้าลุ้นระทึก มือทั้งสองข้างกำแน่น ภาวนาอยู่ในใจขอให้ชัยชนะจงมาสู่สีของตน เพื่อความภูมิใจ และเพื่อรอยยิ้มของคนที่กำลังสู้อยู่ในสนาม

            ด่านที่สามเป็นการร้อยเข็ม หลงมาถึงเป็นคนแรกแต่มันไม่ง่ายเลยที่จะรักษาตำแหน่งเอาไว้ รูเข็มเล็กๆ กับเส้นด้ายสีขาวที่สอดยังไงก็ไม่เข้ารูเสียที ทั้งเสียงเชียร์ที่เหมือนการกดดัน ทั้งคู่แข่งที่ทำสำเร็จได้ง่ายๆ เหมือนรูเข็มมันใหญ่เท่าท่อ กว่าหลงจะสอดด้ายได้สำเร็จคนอื่นๆ ก็แซงไปเกือบหมด เหลือเพียงสีส้มที่รั้งท้ายตั้งแต่เริ่มแข่ง

            ด่านที่สี่กับห้าเป็นการแข่งความเร็วในการกิน กล้วยหอมลูกใหญ่กับเป๊ปซี่ขวดเล็กหนึ่งขวด กล้วยหอมอาจจะไม่เท่าไร แต่เมื่อทุกคนไปถึงด่านเป๊ปซี่ความเร็วก็เริ่มลดลง หากฝืนกินเร็วไปดีไม่ดีไอ้ที่กินเข้าไปก่อนหน้านี้จะสวนออกมาแทน

            หลงนั่งขัดสมาธิกินเท่าที่ความเร็วจะเอื้ออำนวย กินโดยไม่สนใจรอบข้างแค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเท่านั้น ดื่มจนหมดขวดก็รีบลุกไปด่านสุดท้าย หยิบลูกโป่งขึ้นมาเป่าจนแก้มป่อง แต่เหมือนจะไม่ทันการเสียแล้ว

            ปัง!

            เสียงลูกโป่งแตกพร้อมกับชัยชนะที่ตกเป็นของสีเหลืองหลังการแข่งขันจบลง ม้ามืดที่แซงทุกคนขึ้นมาตอนสอดเข็มกับด้าย ส่วนคนที่มีปัญหากับเข็มและด้ายนั้นก็ต้องผิดหวังไปตามระเบียบ

            ลูกโป่งของสีเขียวแตกเป็นลำดับที่สี่ หลงแทบจะล้มตัวกลิ้งไปกับพื้นเมื่อพลังกายถูกใช้ไปจนแทบหมดสิ้น เขาหอบหายใจแรง ก้าวเดินอย่างเชื่องช้ามาหากลุ่มเพื่อนที่รอปลอมขวัญ ไม่ได้รางวัลไม่เป็นไร แค่เพื่อนตัวอ้วนปลอดภัยจากวิบากครั้งนี้ก็พอ

            "ไม่เป็นไรเว้ย ยังไงก็ไม่ใช่ที่โหล่" ขวัญเข้ามาตบหลังปลอบเป็นคนแรก ผิดกับคนอื่นๆ ที่ยังเจ็บใจไม่หาย โดยเฉพาะเล็ก คนที่ลงแข่งอะไรก็กวาดเหรียญมาได้หมด

            "โคตรเสียดายเลยว่ะ ร้อยด้ายมันยากตรงไหนวะ"

            "รูโคตรเล็ก ร้อยได้ก็บุญละ"

            "ถ้ากูลงนะชนะไปแล้ว"

            "แล้วทำไมไม่ลงเองเลยวะ" หลงสวนกลับ ไม่ได้เคร่งเครียดอะไรนักแม้จะรู้สึกหงุดหงิดอยู่เล็กๆ เพราะไอ้เพื่อนปากดีคนนี้

            "ไอ้ประธานมันไม่ได้ขอกูนี่หว่า แต่อย่าให้กูลงเลย สงสารสีอื่น แบ่งๆ เหรียญกันไปบ้าง"

            หลงถึงกับทำหน้าเหม็นเบื่อใส่ คำด่ากลับในหัวมีเป็นล้านแต่ไม่อยากจะพูดประเด็นนี้ต่อเลยส่ายหน้าใส่แล้วเดินเบี่ยงออกมา หลุดจากคนอื่นๆ มาได้ ก็เจอด่านสุดท้ายรออยู่

            เพื่อนที่ชื่อเพื่อน เจ้าของลักยิ้มบนแก้มขวา บุคคลที่ใครหลายคนต่างหมายปอง

            "ทำดีมาก" เป็นคำชมที่ไม่เข้ากับผลสำเร็จทำเอาคนฟังเผลอขมวดคิ้ว

            "ดีตรงไหน ได้ที่สี่ ไม่ได้รางวัลอะไรเลยนะ"

            "ที่สี่ก็ได้ชมเชยไง"

            "มีที่ไหน"

            "ชมอยู่นี่ไง เก่งมาก"

            หลงหลุดยิ้มให้กับมุกแป้กที่ทำให้รู้สึกดีขึ้นมา เป็นการปลอบที่ไม่เหมือนใคร

            "เอาน่า แค่นี้ก็ดีแล้ว"

            "แต่ถ้าได้ที่หนึ่งคงดีกว่านี้"

            "ก็...ที่หนึ่งของเพื่อนไง"

            ใจมันรู้สึกแปลกๆ รอยยิ้มที่เห็นจนชินตาในวันนี้มันดูไม่เหมือนเดิม เสียงที่จำได้ขึ้นใจมีบางอย่างที่แปลกไปซ่อนอยู่ในนั้น ดวงตาสุกใสที่มักใช้มองกันสะท้อนภาพของใครบางในแววตา

            ภาพของชายตัวอ้วนที่กำลังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นในใจ มันมากขึ้นทุกครั้ง จนกลายเป็นความหวั่นไหวที่พยายามข่มมันเอาไว้ ความรู้สึกที่ไม่ควรแสดงออกมา

            หลงได้แต่ยืนนิ่งพูดอะไรไม่ออกเมื่อเพื่อนยื่นมือมาปัดแป้งที่ติดบนหน้าเขา เขี่ยเบาๆ ที่ข้างแก้ม อมยิ้มบางๆ ที่พาลให้ใจรู้สึกไม่สงบ

            "ไปล้างหน้าล้างตาไป"

            "อืม" หลงครางตอบรับในลำคอ เขาอยากจะเดินไปล้างหน้าเร็วๆ ก็จริง แต่ถ้าเพื่อนยังไม่หยุดเขี่ยเศษแป้งแห้งๆ ที่ติดบนหน้าเขาออกแล้วจะผละออกไปได้ยังไง

            ดวงตาสองคู่สบกันนิ่ง คนหนึ่งยิ้ม อีกคนตีหน้านิ่งพยายามข่มความสับสนที่มีอยู่ภายในใจ ถ้าหากยังเป็นแบบนี้ต่อไปย่อมไม่ใช่เรื่องดี ความรู้สึกแปลกประหลากเหล่านี้มันไม่ควรเกิดขึ้น

            "พี่เพื่อนคะ"

            กรอบภวังค์ที่ล้อมรอบคนทั้งสองถูกทำลายด้วยฝีมือรุ่นน้อง ม.ต้น ต่างคณะสี เจ้าของชื่อหันไปยิ้มให้ หลงจึงได้โอกาสหลบสายตาแล้วเดินเลี่ยงออกมา

            "หนูขอถ่ายรูปหน่อยค่ะ"

            "อ๋อ ได้ๆ"

            "รูปคู่ด้วยนะคะ"

            "ไม่มีปัญหา"

            เสียงต่อบทสนทนาของเพื่อนกับสาวรุ่นน้องเบาลงเรื่อยๆ จนหายไปจากระยะการได้ยิน หลงหันไปมองเมื่อเดินพ้นเขตสนาม แต่คนที่หันมาสบตากับเขากลับเป็นโหน่ง เพื่อนผู้เงียบขรึมคนที่เขาเลือกระบายความรู้สึกแปลกประหลาดนี้ให้ฟัง โหน่งไม่ได้ซักไซ้หรือแสดงความคิดเห็นอะไรนัก เพื่อนคนนี้ทำเพียงรับฟังเงียบๆ เก็บความลับของเขาไว้ ความลับที่เขาเองก็ยังไม่ยอมรับมันเหมือนกัน

 

 

            "ดูนี่ดิ" วารสารอายุร่วมสิบปีที่เจ้าของบ้านบังเอิญค้นเจอถูกยื่นไปตรงหน้าแขก

            หลงคว้ามามันเปิดดู แล้วริมฝีปากที่เคยเหยียดตรงก็ยกยิ้มขึ้นมาเมื่อได้เห็นความทรงจำเก่าๆ

            "ดูปกหลังดิ จำได้มั้ยใคร"

            เปิดยังไม่ทันถึงหน้าสุดท้ายมือก็พลิกไปดูปกหลังตามที่บอก หลงเห็นภาพรวมกิจกรรมมากมายบนนั้น แต่ที่ชัดที่สุดย่อมหนีไม่พ้นรูปของเขาเอง รูปแสนน่าเกลียดที่ถูกถ่ายไว้ตอนลงแข่งวิ่งวิบาก

            "ไปขุดมาทำไมเนี่ย ไหนล่ะข้อสอบเก่า"

            "หาไม่เจออ่ะดิ ไม่รู้แม่เก็บไม่ไหน"

            "ไม่ใช่ทิ้งไปแล้วเหรอ"

            "แม่บอกยังไม่ได้ทิ้งนะ"

            "แล้วก็ได้ไอ้นี่มาแทน" หลงชูวารสารขึ้น ว่าอย่างไม่จริงจังแล้วหัวเราะออกจมูก ก่อนเปิดมันดูอีกรอบ

            "เดี๋ยวถามแม่ก่อน เจอแล้วจะเอาไปให้"

            เย็นวันนี้หลังเลิกงานพวกเขานัดเจอกันที่ตลาดเหมือนอย่างเคย ระหว่างมื้อเย็นในร้านขนมจีนหลงพูดเรื่องที่หยกกำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ฟัง คนเก่งที่ผลการเรียนดีเป็นเลิศเลยเสนอจะยกข้อสอบเก่าๆ ที่เคยใช้ให้ไปอ่านเผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง เป็นเหตุให้เพื่อนแวะมาที่บ้านเพื่อนก่อนกลับ แต่ข้อสอบที่อยากได้ดันกลายเป็นวารสารเก่าของโรงเรียนแทน

            "จะว่าไป..." หลงเกริ่นค้างไว้แล้วอมยิ้ม เขาหันมองเพื่อนด้วยสีหน้ามีเลศนัย

            ความทรงจำครั้งเก่ามักกระตุ้นความรู้สึกที่ถูกซ่อนไว้ทุกครั้ง ทั้งที่พยายามเก็บใส่กล่องล็อกกุญแจอย่างดี แต่เมื่อเพื่อนกลับมา สิ่งที่ตั้งใจจะลืมกลับลืมไม่ลง ซ้ำยังเปิดใจยอมรับ ยอมให้เรื่องราวในอดีตกลับมาเป็นปัจจุบันอีกครั้ง

            "อะไร"

            "ตอนนั้นก็เหมือนจะรู้สึกแปลกๆ แล้วเหมือนกัน"

            "ตอนไหน แปลกยังไง" เพื่อนขมวดคิ้วถาม บางทีอยู่ด้วยกันบ่อยๆ หลงอาจจะติดนิสัยชอบพูดไม่เกริ่นหัวเรื่องแบบเขาไปแล้วก็ได้

            "ตอนกีฬาสีไง รู้สึกแปลกเพราะเหมือนจะชอบใครบางคน"

            ดวงตาสุกใสที่หลงชอบมองเป็นประกายระยิบระยับเมื่อได้ฟัง มันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างที่หลงบอกจริงๆ เพราะเพื่อนรู้ ใครบางคนที่หลงพูดถึง รู้ว่าคนคนนั้นคือใคร ใช่คนที่อยู่ตรงนี้หรือเปล่า

            "ชอบใคร"

            "ใครที่ไม่ควรชอบ"

            "..."

            "ใครที่ไม่เคยคิดว่าจะชอบ"

            "..."

            "ใครที่สุดท้ายเลือกที่จะไม่ชอบ"

            ความหมดหวังวูบไหวอยู่ในแววตาคู่สวยชั่วครู่ เพราะจุดจบของเรื่องนี้คือความเศร้า จุดจบที่หลงเลือกจะปิดกั้นความรู้สึกและเลือกเดินในทางที่เขาคิดว่าถูกต้อง

            เพื่อนเลือกที่จะไม่ถามว่าถ้าเป็นตอนนี้สุดท้ายแล้วหลงจะเลือกทางไหน ความรู้สึกที่ปิดกั้นไว้เส้นทางมันเปิดกว้างพอที่จะให้เขาเข้าไปได้หรือยัง มั่นใจแต่ก็ไม่มั่นใจ สุดท้ายเขาจึงเลือกที่จะเป็นฝ่ายรอเพื่อให้หลงเป็นฝ่ายพูดคำนั้นออกมาด้วยตัวเอง

            "จะรอนะ"

            หลงสบตาคนตรงหน้านิ่ง เขาพยักหน้าเบาๆ เพื่อให้คำมั่นสัญญา แม้จะพูดออกไปตอนนี้เลยก็ได้แต่เขากลับเลือกที่จะเก็บมันเอาไว้ก่อน อยากให้มากกว่านี้อีกสักนิด เรื่องราว ความรู้สึก เขาอยากจำจดและระลึกถึงเรื่องทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นให้มากกว่านี้ ทั้งจุดเริ่มต้น ระหว่างทาง และจุดจบ

            "กลับบ้านไปได้แล้วไป"

            "ไล่เลยเหรอ"

            "ไป ลุกๆ" เพื่อนดึงวารสารในมือหลงคืนมาแล้ววางทิ้งไว้บนโซฟาก่อนฉุดแขนคนตัวโตให้ลุกขึ้น

            หลงแกล้งทิ้งน้ำหนักตัวไม่ยอมลุกในทีแรก หยอกเล่นกันอยู่สักพักถึงได้ยอมกลับบ้านแต่โดยดี บอกลาก่อนจาก ทั้งภาษากายและคำพูด

            "ขับรถดีๆ"

            รวมถึงความห่วงใยที่เคยมีให้กันตลอดมา และนับจากนี้ตลอดไป
 

TBC


ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า


ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 687
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
ชอบกันทั้งสองฝ่าย ฝ่ายนึงยอมรับแต่แรก อีกฝ่ายผ่านไปแปดปีค่อยจะมายอมรับ ก็ยังดีที่ทันเวลา

ออฟไลน์ anntonies

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 848
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
แอบชอบมาตัเวนานแล้วนี่นาาาา
ยิ่งอ่านยิ่งเขินนน

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3382
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ฝันครั้งที่ 18

            หนังสือกับชีทกองใหญ่ที่พี่เพื่อนผู้ใจดีขนมาให้ทำเอาเด็กสาวมองด้วยความตะลึง ตอนหลงบอกว่าเพื่อนจะเอาแนวข้อสอบเก่าที่เคยอ่านมาให้หยกไม่คิดว่ามันจะเยอะขนาดนี้ เธอรู้ว่าพี่เพื่อนหัวดีเรียนเก่ง ไม่อย่างนั้นคงไม่สอบติดคณะดีๆ แต่ก็ไม่คิดว่าผ่านมานานเกือบสิบปีของเหล่านี้จะยังเก็บไว้อยู่

            "ของพี่เพื่อนคนเดียวเลยเหรอคะ"

            "ใช่"

            "เยอะมากเลย"

            "มันเป็นปีแรกที่เริ่มใช้แกทแพทด้วย ไม่รู้ว่าข้อสอบจะเป็นไงเลยหาอ่านเยอะมาก ชีทจากกวดวิชาก็เยอะ แต่พอเข้าห้องสอบเท่านั้นแหละเอ๋อแดกเลย เชื่อมโยงอะไรก็ไม่รู้" เพื่อนว่าติดตลก รุ่นเขาเป็นรุ่นของการเปลี่ยนแปลง แถมยังมีการตั้งฉายารุ่นกันแบบขำๆ จากข้อสอบสุดปวดหัวว่ารุ่นผ้าปูโต๊ะ รุ่นต่อมาเป็นรุ่นถั่วเขียว นึกถึงแล้วก็ตลกดี

            "หยกก็งงค่ะพวกเชื่อมโยงเนี่ย ปวดหัววุ่นวายมาก พี่เพื่อนช่วยสอนหน่อยสิคะ" หยกว่าเสียงระริกระรี้ ท่าทางสนใจเพื่อนพี่ชายมากกว่ากองแนวข้อสอบ

            "พี่ลืมหมดแล้ว"

            "ก็ให้ครูสอนพิเศษติวให้ดิ หรือไม่ก็ไปอ่านกับเพื่อนนู่น ที่จริงไม่จำเป็นต้องเอามาให้หยกมันเลยนะ ชั่งกิโลขายน่าจะมีประโยชน์กว่า"

            โดนปฏิเสธทั้งทางตรงและทางอ้อมหยกถึงกับอ้าปากพะงาบๆ เถียงพี่ชายไม่ทัน

            "พี่หลง นี่น้องไง"

            "อ้าวเหรอ"

            "กวนอ่ะ พี่เพื่อนจัดการพี่หลงให้หน่อย"

            เพื่อนเอาแต่อมยิ้มไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างที่หยกขอ อย่างเขาจะไปจัดการอะไรหลงได้ โดนผลักทีเดียวก็หงายหลังแล้ว

            "พี่กลับก่อนดีกว่า"

            "อ้าว เพิ่งมาแป๊บเดียวเอง" หยกร้องเสียงดัง ทำหน้างออย่างขัดใจ มายังไม่ถึงสิบนาทีจะกลับซะแล้ว

            "พี่ต้องกลับไปกินข้าวกับแม่น่ะ"

            "เหรอคะ นึกว่าไปกินกันมาแล้วนะเนี่ย" หยกเหล่มองพี่ชายตัวเอง เห็นมาด้วยกันเธอก็คิดว่าชวนกันไปหาอะไรกินหลังเลิกงานมาแล้วเสียอีก กินเสร็จก็แวะไปเอาหนังสือกับชีทมาให้ถึงได้มาที่นี่ แบบนี้ก็เท่ากับว่าพี่เพื่อนของเธอต้องวนไปวนมาเพื่อเธอเลยสินะ ทำไมแบบนี้ยิ่งชวนให้หลงรักไปกันใหญ่

            "ก็แวะไปเอาหนังสือมาให้เด็กดื้อแถวนี้นี่แหละ สำนึกแล้วก็ตั้งใจอ่านด้วย"

            "ทำไมพี่หลงชอบว่าอ่ะ ดูพี่เพื่อนดิ ยังไม่ว่าอะไรหยกสักคำ"

            "พี่ว่าแทนให้แล้วไง ขนขึ้นห้องไปด้วย" ไม่ยกหางน้องสาวแถมหลงยังชี้นิ้วสั่ง

            หยกยู่หน้าใส่แต่ก็ยอมทำตาม แบ่งกองหนังสือทยอยถือขึ้นห้องเพียงลำพัง หลงมองแล้วยิ้มขำ ไม่มีความคิดว่าอยากจะช่วย เพราะเขายังเหลือสิ่งที่ต้องทำอยู่

            "เดี๋ยวไปส่ง"

 

            ม. 6 เทอม 2

            ชีวิตเด็ก ม.6 นอกจากเรียนแล้วเวลาที่เหลือส่วนใหญ่มักหมดไปกับการติวหนังสือเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่มหลังห้องฝั่งหน้าต่าง ทุกคนต่างขะมักเขม้นกับการหาที่เรียนต่อ ยกเว้นโหน่งที่ได้โควต้าคณะวิศวกรรมแล้วเรียบร้อย

            "กูว่าวันเสาร์นี้จะไปติวโอเน็ต พวกมึงไปมั้ย" เล็กโพล่งขึ้นมาตอนทุกคนกำลังเก็บของเตรียมกลับบ้าน

            "ที่ไหนวะ" เก้หันมาถามหลังจากสะพายกระเป๋าแล้วเรียบร้อย

            "บ้านไอ้เพื่อน"

            "ไกลชิบ"

            "มีใครไปบ้าง" ขวัญถามต่อ

            "มีกู กับ...ไอ้เพื่อน สองคน" เล็กชูสองนิ้วแล้วหัวเราะแห้งๆ อย่างที่รู้กันว่าบ้านเพื่อนไกลที่สุดในกลุ่ม แน่นอนว่าไม่มีใครอยากไป

            "พวกมึงไปกันเถอะ กูมีเรียนพิเศษแล้ว" เต้ยปฏิเสธ แล้วคนอื่นๆ ก็พากันปฏิเสธตาม จนเหลือแค่หลงคนเดียวที่ยังไม่ออกความเห็นอะไร เล็กจึงพุ่งเป้าไปที่เพื่อนตัวอ้วนทันที

            "ไอ้หลง มึงไปด้วยกันนะ อ้างว่าบ้านไกลไม่ได้นะเว้ย"

            "สิบกิโลนี่ไม่ไกลเหรอวะ"

            "เดี๋ยวกูขับมอ'ไซค์ไปรับ โอเคนะ" แล้วเล็กก็ตัดจบไม่ยอมให้หลงเถียงต่อ

            หลงไม่ได้คิดติดใจหรือโมโหอะไรที่โดนมัดมือชก วันเสาร์เขาว่างอยู่แล้ว กวดวิชาก็ไม่ได้ไปเรียนเหมือนคนอื่น แต่ในใจมันกลับคัดค้านอยู่เล็กๆ อยากจะปฏิเสธอ้างเหตุผลนู่นนี่ ยิ่งเมื่อสายตาสบเข้ากับเจ้าของบ้านสถานที่ติว เขายิ่งรู้สึกหวั่นใจ รอยยิ้มนั้น แววตาคู่นั้น มันทำให้ใจเขาไม่สงบเมื่อเผลอจ้องมอง

            เมื่อหลงไม่ตอบอะไรเล็กจึงตัดสินเอาเองว่าคือการตกลง เพื่อนๆ ต่างเก็บของทยอยออกจากห้อง เหลือเพียงหลงที่มักชอบอยู่จนเย็นเลยไม่มีใครรอ กับโหน่งที่วันนี้ไม่หายตัวไปหาแฟนรุ่นน้องเหมือนทุกที

            "เอาไงดี" คำพูดลอยๆ ที่ออกจากปากหลงคล้ายคำถามที่ไม่รู้ที่มาที่ไป แต่โหน่งนั้นรู้ดีถึงสิ่งที่เพื่อนตัวอ้วนต้องการสื่อ

            "ก็ทำตามใจดิ"

            "พูดเหมือนง่าย"

            "แล้วมันยากตรงไหน ยอมรับตัวเองให้ได้ก็พอ" โหน่งไหวไหล่ เขาเป็นเพียงผู้รับฟังไม่ใช่ผู้ชี้แนะ เขาไม่ได้เก่งเรื่องให้คำปรึกษาอะไรนัก แต่สามารถฟังคนพูดมากพล่ามอะไรต่อมิอะไรได้เป็นชั่วโมงโดยไม่หลับ เรื่องนี้ก็เหมือนกัน มันคือเรื่องของความรู้สึก เขาตัดสินใจแทนหลงไม่ได้ มีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองจริงๆ อยู่ที่ว่ากล้าที่จะยอมรับมันหรือเปล่า

            "มันไม่ถูกต้องหรือเปล่าวะ" หลงขมวดคิ้วทำหน้าเครียด นับวันเขายิ่งสับสนกับความรู้สึกของตัวเอง และยากที่จะทำใจยอมรับเข้าไปทุกที

            "ความรู้สึกมันไม่มีกำหนดถูกผิดหรอกมึง"

            "ทำไมจะไม่มี"

            "ก็มึงไม่ได้ผิดนี่หว่าที่รู้สึกแบบนั้น จิตสำนึกกับสังคมต่างหากที่มองว่าผิด"

            "กูกลัวว่ะ"

            "กูเข้าใจ มันไม่แปลกหรอกที่จะกลัว ก็เลือกทางที่มึงคิดว่าดีแล้วกัน กูไปละ แก้วรออยู่"

            "อืม" หลงพยักหน้าให้ส่งๆ ตอนโหน่งคว้ากระเป๋าลุกเดินออกไปจากห้อง

            หลงถอนหายใจออกมาเสียงดังกับความสับสนที่ตีวนอยู่ในอก เพราะเขาดันเกิดความรู้สึกแปลกๆ กับคนที่ไม่สมควร คนที่ยังไงในชีวิตนี้คงไม่หันมามองเขาในฐานะอื่นนอกจากเพื่อน เป็นความรู้สึกที่ไม่น่ายอมรับ น่าอายและไม่ถูกต้อง เป็นความรู้สึกที่เขาควรขจัดออกไปให้หมดจากใจ ลืมเลือนและอย่าได้ริอาจย้อนคิดถึงมันอีก

            ลืมเลือนและเตือนตัวเองเสมอว่ามัน...ไม่มีทางเป็นจริงไปได้

 

            ช่วงสายของวันเสาร์เล็กขับรถมอเตอร์ไซค์ไปรับหลงที่บ้าน แวะซื้อน้ำกับขนมนิดหน่อยก่อนตรงไปยังสถานที่นัดติว ห่างออกไปไกลเป็นสิบกิโลเมตร ณ บ้านที่มีอ่างบัวตั้งอยู่ด้านหน้า

            ที่บ้านเพื่อนไม่มีใครอยู่ พ่อไปทำงาน ส่วนแม่เมื่อรู้ว่าลูกชายพาเพื่อนมาบ้านก็หาเรื่องออกไปข้างนอก เพื่อนคนที่ลูกชายมักเล่าเรื่องราวดีๆ ให้เธอฟัง คนที่ทำให้เธอแปลกใจเป็นอย่างมาก หากแต่ไม่ได้แสดงการคัดค้านเพราะเธอรู้จักและเข้าใจลูกชายของตัวเองดี

            ห้องนั่งเล่นถูกใช้เป็นห้องเรียนชั่วคราว เพื่อนเอาโต๊ะญี่ปุ่นมากาง ทุกคนนั่งพื้น และมีของกินกับหนังสือล้อมรอบ ส่วนวิชาที่จะติวเป็นวิชาแรกสำหรับการสอบโอเน็ตที่เจ้าของบ้านเสนอคือภาษาไทย

            "ทำไมไม่เอาวิทย์กับคณิตก่อนวะ" เล็กขมวดคิ้วต้านขึ้นมาทันที

            "เพราะมึงอ่อนมาภาษาไทย กูด้วย"

            "กูก็อ่อนทุกวิชานะ"

            "แต่มึงโง่ภาษาไทยที่สุด"

            เล็กเหล่ตามองแต่นึกคำเถียงไม่ทัน ทั้งที่เป็นภาษาบ้านเกิดแต่เกรดวิชานี้กลับไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าไร คงโง่จริงอย่างที่เพื่อนมันว่า

            "เออๆ เอาให้กูฉลาดนะมึง อย่างน้อยต้องได้คะแนนเกินหกสิบเปอร์เซ็นต์"

            "กูอยู่ที่ตัวมึงแล้วล่ะ" เพื่อนบอกปัด ไม่รับปากและช่วยยืนยันอะไรทั้งสิ้น เพราะถึงติวไปแต่ถ้าเล็กมันไม่ขยันอ่านทวน คะแนนหกสิบที่มันหวังคงยากที่จะได้มา

 

            ตั้งใจติวกันได้ชั่วโมงกว่าตัวตั้งตัวตีที่ชวนมาอย่างเล็กก็หนีกลับบ้านกันดื้อๆ เหตุเพราะแม่โทรตามให้กลับไปอยู่เป็นเพื่อนน้องเนื่องจากไม่มีใครอยู่บ้าน ทีแรกหลงจะขอกลับด้วยแต่เล็กไม่ยอมอยากให้อยู่ติวต่อ แม้เจ้าของบ้านไม่ได้บังคับหรือออกความเห็นใด แต่สุดท้ายหลงกลับยังนั่งอยู่ที่เดิม ในบ้านที่มีบรรยากาศแปลกๆ เกิดขึ้นมา

            เมื่อเล็กกลับไปทั้งบ้านก็ตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครชวนคุย หรือปรึกษาหารืออย่างที่ควรเป็น ต่างคนต่างนั่งก้มหน้าฝึกทำข้อสอบ ดูเฉลย และอ่านทวนวนอยู่แค่นั้น

            เพื่อนรู้ดีว่าบรรยากาศน่าอึดอัดนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร แต่ไม่แน่ใจว่ามันมาจากเขาคนเดียวหรือเปล่า แล้วเหตุใดเพราะอะไรคนที่คุยเก่งอย่างหลงถึงได้เงียบเหมือนเป็นใบ้ เพราะตั้งใจอ่านหนังสืออยู่อย่างนั้นเหรอ

            เจ้าของบ้านวางปากกาเงยหน้าขึ้นแล้วยืดเส้นยืดสาย เขาลอบมองเพื่อนตัวอ้วนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม คนที่ตอนนี้ให้ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม บรรยากาศรอบตัวหลงดูเปลี่ยนไป

            "จะกลับเลยก็ได้นะ"

            หลงละสายตาจากกระดาษตรงหน้าเงยขึ้นมองเพื่อนเมื่อได้ฟัง นานแล้วที่สมาธิเขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับการติว เขากำลังจมดิ่งอยู่กับความคิด คิดวกวนเกี่ยวกับคนตรงหน้า จริงจังและเคร่งเครียดมากไปจนเกิดความรู้สึกอึดอัด

            "ไม่เป็นไร"

            "เห็นหลงทำข้อเดิมมาหลายนาทีแล้วอ่ะ คิดไม่ออกเหรอ" เพื่อนสังเกต เขาเฝ้ามองตลอดว่าหลงกำลังทำอะไร ซึ่งการทักท้วงในครั้งนี้ทำให้เพื่อนตัวอ้วนตกใจอยู่ไม่น้อย

            "เปล่า"

            "อยากกลับบ้านแล้วใช่มั้ย"

            หลงหลบตาไม่ตอบคำถาม ภายในใจเขากำลังตีกันอย่างหนัก ทั้งอยากกลับและอยากอยู่ต่อ แต่เขาก็เลือกที่จะข่มความรู้สึกที่ไม่ถูกต้องเอาไว้ ในเมื่อสัญญากับตัวเองแล้ว เขาจะไม่ยอมให้สิ่งที่ผิดอยู่เหนือความรู้สึกเด็ดขาด

            "อ่านหนังสือนานๆ มันก็น่าเบื่ออ่ะเนอะ จะกลับเลยก็ได้นะ"

            "อืม" เพราะไม่รู้จะพูดอะไรเลยครางตอบกลับไปสั้นๆ หลงเริ่มเก็บของ พลางเหลือบมองจานขนมกับแก้วน้ำที่ยังวางเกลื่อน เขาควรจะช่วยเก็บทำความสะอาดก่อนกลับ แต่เจ้าของบ้านไม่ติดใจอะไรหากจะปล่อยทิ้งไว้แบบนี้

            "ไม่เป็นไร เดี๋ยวล้างเอง" เพื่อนบอกพร้อมรอยยิ้ม

            หลงพยักหน้ารับโดยไม่ขัด สะพายกระเป๋าลุกขึ้นเดินตามเจ้าของบ้านที่ยังยิ้มแย้มออกไปข้างนอก รอยยิ้มที่มองยังไงก็ดูรู้ว่าแกล้งทำ

            "เดี๋ยวปั่นจักรยานไปส่งหน้าหมู่บ้าน"

 

            จักรยานสีฟ้าที่ได้แถมมาตอนซื้อบ้านเคลื่อนไปตามถนนเส้นตรงในหมู่บ้านที่ทอดยาวไปยังถนนใหญ่ หลงเสนอตัวเป็นคนปั่นให้เพื่อนซ้อน รู้สึกสงสารจักรยานคันนี้อยู่ไม่น้อยที่ต้องรับน้ำหนักคนอ้วนอย่างเขา ไหนจะคนซ้อนที่ตัวไม่ใช่เล็กๆ อีกคน

            "ทำไมปั่นช้า" เพื่อนแซว เมื่อความเร็วในการเคลื่อนที่ของจักรยานคันนี้ต้วมเตี้ยมเหมือนเต่า

            "จะเอาเร็วขนาดไหนล่ะ" น้ำหนักก็มาก ยางก็เหมือนจะแบน ปั่นไปข้างหน้าได้ก็ดีแค่ไหนแล้ว

            "แต่ช้าๆ ก็ดีเหมือนกัน"

            หลงเลิกคิ้วเอี้ยวไปมองแวบหนึ่งก่อนหันกลับมา เห็นเจ้าของดวงตาสุกใสยิ้มเศร้า แต่เขาไม่กล้าถามว่าเพราะอะไรเพื่อนถึงได้แสดงสีหน้าแบบนั้น จนเมื่อคำพูดอีกประโยคถูกเอื้อนเอ่ยออกมา น้ำเสียงเบาหวิวที่คล้ายคุยกับตัวเอง

            "จะได้อยู่ด้วยกันนานขึ้นอีกสักหน่อย"

            "อะไรนะ" หลงถามย้ำเพราะได้ยินไม่ชัดนัก และไม่แน่ใจว่าตัวเองจับใจความได้ถูกไหม แต่กลับถูกปฏิเสธแถมเพื่อนยังพาเปลี่ยนเรื่อง

            "เปล่า ไม่มีอะไร บ่นไปงั้น เออ แล้วหลงเลือกยังว่าจะเรียนอะไร"

            "ไม่บริหารก็รัฐศาสตร์ล่ะมั้ง"

            "ไม่เข้าจิตรกรรมแล้วเหรอ"

            "คงไม่อ่ะ ไม่น่าจะใช่แนว"

            "แค่ไม่ผ่านสอบตรงครั้งเดียวเอง ถอดใจแล้วเหรอ"

            "ปล่อยให้คนมีฝีมือเขาไปเรียนเถอะ"

            "เฮ้ย หลงก็มีฝีมือนะ"

            "รู้สึกว่ามันยากเกินไปน่ะ ขอผ่านดีกว่า"

            เพื่อนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ หลงวาดรูปได้ ไม่ได้ถึงกับชอบหรืออยากยึดเป็นอาชีพ แค่ได้ลองทำและรู้ว่ามันไม่ใช่เท่านั้นก็พอ

            "แล้วเพื่อนอยากเข้าคณะอะไร"

            "ไม่วิทยาศาสตร์ก็เทคนิคการแพทย์ล่ะมั้ง"

            "ทำไมไม่เรียนแพทย์ไปเลยอ่ะ"

            "ไม่เอาอ่ะ ไม่อยากเป็นหมอ"

            "อืม...ก็คงไม่เหมาะจริงๆ" รถหยุดในจังหวะเดียวกับที่หลงหันกลับมามอง เพื่อนคิ้วกระตุกกึก แบบนี้มันหลอกด่ากันนี่หว่า

            "ด่าเหรอ"

            "ยังไม่ได้ด่าเลย"

            "ก็บอกไม่เหมาะ"

            "อย่างเพื่อนน่าจะเรียนสัตว์แพทย์แล้วไปอยู่กับหมีโคล่ามากกว่า แข่งว่าใครจะนอนได้เยอะกว่ากัน"

            "ปากร้ายว่ะ"

            "หรือไม่จริง"

            "รีบๆ ลงไปเลย" เพื่อนดันหลังให้หลงลงจากจักรยาน หมั่นไส้ในคำพูดคำจาอย่างบอกไม่ถูก อย่างกับคนละคนกับตอนอยู่ในบ้านยังไงยังงั้น

            หลงหัวเราะอารมณ์ดียอมลงจากจักรยานคว้ากระเป๋าที่ตะกร้าด้านหน้าเดินไปยืนรอรถตรงปากทางหน้าหมู่บ้าน โดยมีเพื่อนปั่นจักรยานตามหลังมา

            เดินมาถึงจุดรอปุ๊บก็เห็นรถตู้วิ่งมาแต่ไกล หลงยกมือโบก หันกลับมามองเพื่อนที่กำลังยิ้มให้ ใจเขาอยากจะลองยกมือขึ้นโบกลาดูสักครั้ง แต่เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำทุกอย่างเลยดูยากเย็นไปเสียหมด หากทำไปแล้วจะกลายเป็นเรื่องแปลกไหม หากทำแล้วอีกคนจะสังเกตถึงสิ่งผิดปกติหรือเปล่า สุดท้ายการจากลาจึงมีเพียงความเงียบเหมือนเดิม

            รถตู้ขับออกไปแล้ว ไกลเกินพอสำหรับคนมาส่ง เพื่อนควรกลับบ้านได้แล้ว แต่เพราะกำลังคิดอะไรบางอย่างทำให้เขายืนมองรถตู้ที่หายไปจากสายตาแล้วอยู่อย่างนั้น

            อีกไม่ถึงเดือนพวกเขาจะเรียนจบ

            อีกไม่กี่เดือนพวกเขาต้องแยกจากกัน

            และอีกไม่นานที่อนาคตกำลังจะเปลี่ยนไป

            เพื่อนไม่รู้หรอกว่าหลังเรียนจบมิตรภาพของความเขาจะเป็นยังไงต่อไป เหมือนเดิมหรือเหินห่าง แต่อย่างน้อยเขาก็อยากลองเสี่ยง อยากลองพูดสิ่งที่อยู่ในใจ หวังว่าผลตอบรับคงไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก

            ขอแค่หลง...ไม่เกลียดเขาก็พอ


-----------------------------

 
            เป็นครั้งที่สองที่หลงเลือกขับมอเตอร์ไซค์มาส่งเพื่อนที่บ้าน คนพูดมากยังคงชวนคุยตลอดทาง พูดโต้ลมจนคนฟังต้องคอยขยับเข้ามาฟังใกล้ๆ ได้ยินบ้างปล่อยผ่านบ้าง ก็ไม่รู้ว่าหลงสรรหาเรื่องอะไรมาเล่าให้ฟังนักหนา จนกระทั่งถึงหน้าหมู่บ้านก็ยังพูดไม่ยอมหยุด

            "คอแห้งมั้ย" เพื่อนแซวตอนรถชะลอความเร็วเลี้ยวเข้ามาในซอย แต่คนพูดมากไม่รับมุกด้วย

            "ทำไมต้องคอแห้ง"

            "พูดมากไง พูดตลอดทางเลยเนี่ย"

            "ยังไม่ชินอีกเหรอ หรือชอบเงียบๆ"

            "หนวกหูแบบนี้แหละดีแล้ว"

            โดนว่าอีกรอบหลงเลยจอดรถมันกลางทางตรงหน้าสวนพอดิบพอดี เพื่อนงงหนัก ชะโงกหน้ามามอง แต่คนขับกลับดับเครื่องยนต์เอาขาตั้งลง เขาเลยต้องยอมลงจากรถด้วยสีหน้าจ๋อยสนิท

            "จอดทำไมอ่ะ อยากบอกนะว่าโกรธ"

            "งั้นมั้ง"

            "ดีๆ ดิ จริงจังนะเนี่ย"

            "จริงจังเหมือนกัน"

            เพื่อนไม่ได้รับรู้ถึงความโกรธจากคำว่าจริงจังที่หลงเอ่ย คนตัวโตยิ้ม ยืนพิงรถเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีดาวให้เห็นอยู่ประปราย มันคือความพิเศษอย่างหนึ่งที่คนอยู่ชานเมืองได้รับ ไร้ตึกสูง ไร้แสงสว่างที่กลบแสงจากดวงดาว เป็นสิ่งดีๆ สำหรับค่ำคืนนี้

            "แล้วสรุปจอดรถทำไมเนี่ย" เพื่อนถามติดตลกหลังมองหลงทำลีลาท่ามากอยู่สักพัก

            คนตัวโตหันมามอง ถอนใจเบาๆ หนึ่งทีอย่างช่างใจ เขากำลังคิด อยากหาช่วงเวลาเหมาะๆ เพื่อบอกในสิ่งที่ซ่อนมันเอาไว้ในใจมานาน คำที่เขาควรจะพูดมันเมื่อแปดปีก่อน แต่กลับเลือกโยนมันทิ้งลงเหวลึกแล้วเดินหนีออกมา ตอนนี้เขาอยากพูดคำๆ นั้นให้คนตรงหน้าได้ฟัง

            "แค่คิดว่าอยากจะบอกอะไรสักหน่อย"

            "บอกอะไร"

            "แต่ไว้วันหลังดีกว่า"

            "อ้าว! ชักช้าไม่ดีน้า" เพื่อนทำเสียงล้อเลียน แม้ไม่รู้ว่าสิ่งที่หลงอยากบอกคืออะไรกันแน่ แต่เขารู้สึกว่ามันต้องเป็นเรื่องดี

            "แล้วถ้าช้ากว่านี้จะรอมั้ยล่ะ"

            คำถามนี้ช่วยไขสิ่งที่ค้างคาจนกระจ่างทำให้เพื่อนยิ้มกว้าง เจ้าของดวงตาสุกใสสาวเท้าเข้ามาใกล้เพื่อย้ำคำตอบให้ได้ฟังชัดๆ

            "รอดิ ไหนๆ ก็รอมานานขนาดนี้แล้ว"

            "..."

            "แต่อย่านานนักล่ะ"

            หลงยิ้มรับโดยไม่พูดอะไร เพราะสิ่งที่เพื่อนรอมันแน่ชัดอยู่ในใจเขานานแล้ว

            นานพอ...และพร้อมที่จะเอ่ยมันออกมา


TBC

 
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้า
อีกสองตอนก็จบแล้วววววววว


ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3382
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

จะให้เพื่อนรออีกนานขนาดไหนเหรอหลง?

อ่อ...สองตอนไง  อิอิ

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
บอกเถอะรอฟังอยู่

ออฟไลน์ Naamtaan22

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 284
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
ตามมาจาก"เหวี่ยงซบฯ"ค่ะ เดินเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไปแถมตอนเปิดมาตอนแรกๆบรรยากาศอึมครึมอีก อ่านไปก็คิดนะว่าน่าจะมาม่าแน่ๆแต่คุณก็บอกไว้ว่าเป็นสายฮีลเราก็โอเคเชื่อคนเขียนค่ะ
ชอบการดำเนินเรื่องแบบสลับพาร์ทปัจจุบันกับอดีตมีความน่าสนใจดีค่ะลุ้นๆอยู่ว่าเพื่อนจะสมหวังไหมจะปวดใจจนเฟลอีกหรือเปล่า แต่พอถึงตอนที่เพื่อนถามหลงตรงๆว่าทำแบบนี้ทำไมแล้วก็ได้คำตอบกลับมาว่าตอนจบของเรื่องจะไม่เหมือนเดิม คือแบบว่าเราถอนหายใจแล้วยิ้มออกเลยล่ะเห็นเค้าลางบรรยากาศหวานๆแน่ๆแล้วถึงจะค่อยๆละมุนแต่ก็ดีต่อใจนะ
อ่านถึงตอนล่าสุดนี่แล้วน่าแฮปปี้เอนดิ้งนะคะเอาแบบนี้นะอยากอ่านโมเม้นท์หวานๆบ้างจังเลยค่ะ

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ฝันครั้งที่ 19


            'เรา...ชอบหลงว่ะ ขอโทษนะที่รู้สึกแบบนี้ แต่ยังไงก็อยากบอกก่อนจะเรียนจบ'

            ประโยคนี้ยังคงดังก้องอยู่ในความคิดของหลงแม้กาลเวลาจะผ่านมานานเกือบทศวรรษ เหตุการณ์วันนั้นที่ลานกิจกรรมข้างโรงเรียนเขายังจำได้ขึ้นใจ ท้องฟ้าฉาบไปด้วยแสงสีส้ม ลานกว้างที่ไร้ผู้คน กับคำสารภาพที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะได้ยิน

            'รู้เว้ยว่ามันแปลก ไม่ได้หวังให้หลงมาชอบกลับนะ คือจะว่าไงดี คือ...ถ้าหลงจะเปิดใจให้เราสักนิดมันคง...'

            'พะ...พูดอะไรน่ะ'

            'เราชอบหลง'

            'ไม่ตลกด้วยนะ อย่ามาล้อเล่น'

            'ไม่ได้ล้อเล่น'

            หลงยังจำรอยยิ้มนั้นได้แม่น เป็นผลตอบรับเมื่อเขาถามออกไปด้วยความตื่นตกใจ รอยยิ้มที่เขาไม่เคยเห็น รอยยิ้มที่ขาดความมั่นใจ รอยยิ้มที่ไร้เรี่ยวแรงกำลัง

            'อย่างเพื่อนน่ะเหรอจะมาชอบคนอ้วนน่าเกลียดแบบเรา อย่างเพื่อนน่ะเหรอจะชอบ...ผู้ชาย'

            หากย้อนเวลากลับไปได้หลงจะทำเพียงรับฟังเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร จะเก็บทุกความคิดแง่ลบเอาไว้ในใจ จะปิดปากเอาไว้ ความกลัวจะได้ไม่ทำให้เขาพูดสิ่งแย่ๆ ออกมา

            'จะแกล้งกันเหรอ'

            'แกล้งอะไร'

            'ใครปากโป้ง ไอ้โหน่งเหรอ มันเอาไปเรื่องนั้นไปบอกใช่มั้ย'

            'เรื่องอะไร แล้วโหน่งเกี่ยวอะไร'

            'อย่าทำเป็นไม่รู้ อย่าคิดว่าหน้าตาดีแล้วทุกคนจะชอบนะเว้ย อย่าคิดว่าจะบอกชอบใครก็ได้ อย่าคิดจะมาล้อเล่นกับความรู้สึกคน ใครจะไปเชื่อวะ สนุกกันมากมั้ย แต่กูไม่สนุก'

            'หลง!'

            'กูไม่เชื่อหรอกว่าคนอย่างมึงจะมาชอบคนอย่างกู'

            หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาอยากมีสติมากกว่านี้ เขาจะรับฟัง ปล่อยให้ความเงียบเป็นการปฏิเสธ เขาจะไม่เดินหนีโดยที่ทุกอย่างยังค้างคา

            และเขาจะ...ไม่พูดจาไร้ความยั้งคิดแบบนั้นออกไปเด็ดขาด

 

            'เลิกงานแล้วมาเจอกันที่ลานข้างโรงเรียนหน่อยนะ'

            เพื่อนลงรถตู้ที่หน้าโรงเรียนเก่าในยามที่ท้องฟ้าอาบไปด้วยสีส้ม เขาหันไปทางซ้าย เดินตรงไปยังลานกิจกรรมข้างโรงเรียนตามที่ใครบางคนนัดเอาไว้ ที่ที่สมัยเรียนเขาเคยแวะมาอยู่บ่อยครั้ง เป็นสถานที่แห่งความทรงจำ ทั้งในยามที่มีความสุขและในยามที่เจ็บปวด

            แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนความสงบยามเย็นของที่แห่งนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม ช่วงนี้ไม่มีน้องๆ นักเรียนมาทำกิจกรรมคนเลยไม่พลุ่กพล่านนัก เพียงเดินหลบมุมจากจุดเต้นแอโรบิคเข้ามาด้านในก็กลายเป็นเหมือนพื้นที่ส่วนตัว ณ ม้านั่งข้างสนามเด็กเล่นเล็กๆ ที่มีคนตัวโตนั่งรออยู่

            เพื่อนหยุดยืนอยู่ตรงหน้าม้านั่ง เอียงคอมองหลงที่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสงสัย มีคำถามหนึ่งที่ยังค้างอยู่ในใจ คำถามที่เขาอยากรู้ว่าทำไมหลงถึงต้องนัดมาที่นี่

            "นัดมาที่นี่ทำไมเนี่ย"

            หลงไม่ตอบในทันที เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนค่อยๆ ผ่อนออกมาแล้วยิ้มให้กำลังตัวเอง

            สิ่งที่เขาจะบอกไม่ใช่คำตอบของคำถาม แต่มันคือสิ่งที่เพื่อนอยากได้ยินมากที่สุด

            "เรา...ชอบเพื่อนว่ะ"

            น้ำเสียงที่เจือความกลัวอยู่เล็กๆ ทำเอาคนฟังเบิกตากว้างตกตะลึงไปชั่วขณะ เหตุการณ์นี้มันอยู่เหนือความคาดหมาย เพื่อนเคยคิด แต่ไม่คาดคิดว่าหลงจะพูดมันออกมาเร็วขนาดนี้ เขาไม่สะกิดใจเลยว่าการนัดเจอกันที่นี่จะกลายเป็นฉากสารภาพ สถานที่เดียวกันที่เขาเคยสารภาพกับหลงเมื่อแปดปีก่อน

            "ขอโทษนะที่รู้สึกตัวช้าไป แต่ยังไงก็อยากบอกก่อนเพื่อนจะเปลี่ยนใจให้ใครคนอื่น"

            ความตื่นเต้นดีใจที่มีถูกกดเอาไว้ ประโยคทำนองนี้เพื่อนจำได้ขึ้นใจ เป็นละครฉากเดิมตัวละครเหมือนเดิม เพียงแค่สลับบทกันเล่นก็เท่านั้น เขาไม่โกรธที่หลงเลือกใช้คำพูดที่เขาเคยพูด และอยากฟังต่อไปเรื่อยๆ ว่ามันจะถูกเปลี่ยนแปลงไปยังไงอีกบ้าง

            "รู้ว่ามันแปลก ก็หวังให้เพื่อนยังรักอยู่ คือจะว่าไงดี คือ...ถ้าเพื่อนจะยินดีบอกว่ายอมคบกันมันคง...'

            "พูดอะไรน่ะ"

            หลงชะงักกึกไปต่อไม่เป็นเมื่อโดนขัด มันเป็นเหมือนบทลงโทษที่เขาปรับเอาคำพูดที่เพื่อนเคยพูดกับเขามาใช้ บวกกับสายตาและน้ำเสียงที่คล้ายกับถอดแบบเขาเมื่อครั้งยังเป็นเด็กอ้วนมาไม่มีผิด ทำเอาใจที่เล็กอยู่แล้วหดเล็กลงไปอีก มันคงไม่ใช่การแก้แค้นหรอกใช่ไหม

            "เรารักเพื่อน"

            "ไม่ตลก อย่ามาล้อเล่น"

            หลงสาวท้าวเข้าไปใกล้คนที่ยืนทำหน้านิ่งเล่นบทโหด ต่อให้เป็นการแก้แค้นจริงเขาก็ไม่กลัวอยู่แล้ว จะทำให้กลับมารักเหมือนเดิมให้ได้

            "ไม่ได้ล้อเล่น"

            สายตามุ่งมั่นมองตรงมาอย่างไม่ลดละ เพื่อนไม่ยอมหลุดยิ้ม หากเป็นละครเรื่องเดิมที่สลับบทกันเล่นประโยคต่อไปเขาต้องเป็นฝ่ายพูด แต่ในเมื่อมันคือละครที่ถูกนำมาทำใหม่ ตอนจบย่อมไม่มีทางเหมือนเดิม

            "มองตาหลงนะ" หลงขยับใกล้เข้ามาอีกก้าว ชวนเล่นเกมจ้องตาที่ไม่ได้ให้ความรู้สึกโรแมนติกสักเท่าไร

            "ก็มองอยู่เนี่ย" และแล้วเพื่อนก็หลุดขำออกมา

            "อย่าหัวเราะดิ จริงจังอยู่"

            "ก็อย่าหน้าแดงดิ เขินเหรอ"

            จากความร้อนบนใบหน้าที่หลงรู้สึกหน้าเขาคงแดงอย่างที่เพื่อนว่า ก็ทำไงได้ เกิดมายังไม่เคยสารภาพรักกับใครแบบนี้มาก่อน ตอนอ้วนก็มีแค่คนคนเดียวที่หลงผิดมาชอบ พอผอมเขาก็ไม่ได้สนใจมองใครเลย

            "เขินดิ เพิ่งเคยบอกรักใครสักคนครั้งแรก"

            "อย่ามาโกหก ไม่เคยจีบใครเลยเหรอ"

            "เคยเห็นจีบมั้ยล่ะ"

            "ตอนเรียนน่ะไม่เคย แต่หลังจากนั้นใครจะรู้ หล่อแล้วนี่ ไม่เคยจีบใครแต่น่าจะมีสาวมาจีบบ้างล่ะ"

            "ก็อาจจะมีล่ะมั้งแต่ไม่ได้สนใจ"

            "ทำไมอ่ะ ไม่มีคนถูกใจเลยเหรอ"

            "ฟังนะ มีอะไรจะสารภาพ"

            เพื่อนไม่ถามอะไรต่อ ริมฝีปากยกยิ้มบางๆ รอฟังอย่างตั้งใจ หลงยังมีอะไรจะสารภาพให้ฟังอีก

            "ที่จริงก็ชอบมานานแล้วล่ะ"

            หัวใจที่พองโตอยู่แล้วฟูฟ่องยิ่งกว่าเดิม เพื่อนไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นแบบนี้มาก่อน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ารักครั้งนี้สมหวัง แต่คำสารภาพกลับมีอะไรมากกว่านั้น อะไรบางอย่างที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้มาถึงแปดปี

            "ตอนนั้นก็ชอบเพื่อนอยู่เหมือนกัน"

            "ชอบ...เหมือนกันเหรอ"

            "เพราะคิดว่าโดนแกล้งเลยพูดออกไปแบบนั้น โหน่งรู้เรื่องนี้นะ เป็นคนเดียวที่เคยไปปรึกษา แล้วก็คิดว่าโหน่งเอาเรื่องนี้ไปบอกเพื่อนแล้วมาจัดฉากแกล้งบอกรักอะไรแบบนี้ ก็ใครจะไปคิดว่าคนดังของโรงเรียนจะมาชอบคนอ้วนๆ น่าเกลียดได้ อีกอย่างเราเป็นเพื่อนกันด้วย"

            เพื่อนอ้าปากค้าง ตกตะลึงยิ่งกว่าตอนโดนสารภาพรักก่อนหน้านี้เสียอีก เขาไม่เคยคิดเลยว่าหลงจะมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อน แม้คำพูดอันโหดร้ายเมื่อแปดปีที่แล้วจะฟังดูแล้วตะขิดตะขวงใจอยู่ก็ตาม แต่เพราะเสียใจ เพราะกำลังเจ็บปวดเลยไม่ทันได้คิดว่าเรื่องจะพลิกล็อกเป็นแบบนี้

            "หลังจากนั้นก็ไปหาเรื่องไอ้โหน่งมันด้วยนะ เพราะคิดว่าร่วมมือกัน มันพยายามอธิบายให้ฟังแต่ก็โกรธกันไปพักหนึ่ง นึกถึงแล้วก็ตลกดี"

            "ทำไมมองโลกแง่ร้ายแบบนั้นล่ะ คิดว่าจะกล้าวางแผนแกล้งอะไรแบบนั้นด้วยเหรอ" เพื่อนถามอย่างไม่เขาใจ ทั้งที่เป็นเพื่อนกัน ไม่เคยมีเรื่องผิดใจกัน ไม่เคยทะเลาะกัน ไม่เคยคิดร้ายต่อกันเลยด้วยซ้ำ แล้วทำไมหลงถึงคิดว่าเขากับโหน่งจะร่วมมือกันแกล้งได้

            "ก็เพราะกลัวไง เพราะขี้ขลาด ไม่คิดว่ามันคือเรื่องจริง อายที่จะยอมรับ สังคมตอนนั้นมันเปิดกว้างซะที่ไหน เลยเลือกที่จะเดินหนีให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราวกันไป"

            เพื่อนเข้าใจแล้ว เข้าใจความรู้สึกหลงในตอนนั้นเป็นอย่างดี ด้วยความต่างและการยอมรับในสังคม เพราะกลัวจึงได้สร้างเกราะคุ้มกันตัวเองขึ้นมา แล้วตอนนี้ล่ะ หลงกล้าที่จะยอมมันจริงๆ แล้วใช่ไหม

            "แล้วตอนนี้ล่ะ"

            "ไม่กลัวแล้ว ไม่อายด้วย"

            "จริงอ่ะ"

            "ให้พิสูจน์มั้ยล่ะ" หลงขยับเข้ามาใกล้อีกก้าว เพื่อนไม่ถอยหนีแถมยังมองกลับด้วยสายตาท้าทาย

            ใบหน้าแสนน่าหลงใหล แววตาสุกใสเป็นประกาย ลักยิ้มบนแก้มขวาที่มีเสน่ห์ ใครจะคิดว่าผู้ชายที่หลายคนหมายปองจะหยุดอยู่ที่เขา ตรงหน้าชายตัวอ้วนที่เคยปฏิเสธและวิ่งหนี คนที่พยายามเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นเผื่อว่าสักวันหนึ่งคนที่เขาทอดทิ้งไว้จะกลับมา และเขาคนนั้นก็กลับมาจริงๆ

            "ขอโทษนะที่ให้รอนาน"

 

            คืนนี้หลงไม่อยากกลับบ้าน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงได้มานอนอยู่ในบ้านที่มีอ่างบัวตั้งอยู่ด้านหน้าตอนห้าทุ่มแบบนี้ หลังจากสารภาพและตกลงคบกันเป็นเรื่องเป็นราว อารมณ์มันก็คงคล้ายคู่ข้าวใหม่ปลามัน และหากถามว่าเก็บความรู้สึกมาได้นานแปดปีขนาดนี้เขามีความต้องการบ้างไหม แรกๆ ก็คงไม่ แต่มาถึงตอนนี้เขาเองก็อยากจะลองทำอะไรที่ยังไม่เคยดูเหมือนกัน

            หลงกดปลายจมูกลงบนกลุ่มผมของคนที่หนุนแขนเขาต่างหมอน ไม่เข้าใจนักหรอกว่าทำไมเพื่อนถึงได้ชอบแขนเขาขนาดนี้ จะว่านุ่มนิ่มแบบเมื่อก่อนก็ไม่ใช่ แต่ถึงจะสงสัยยังไงเขาก็ยินยอมให้อีกฝ่ายหนุนอยู่ดี

            "ทำอะไร" เสียงงัวเงียถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ เพื่อนเงยหน้าขึ้นทั้งที่ยังหลับตา เมื่อรู้สึกว่าหน้าผากสัมผัสกับอะไรบางอย่างถึงได้ลืมตามอง

            "แผนเหรอ" ริมฝีปากขยับพูดเกือบชนปลายจมูกโด่งรั้น หลงไม่สามารถคิดเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากเพื่อนแกล้งหลับ รู้ตัวว่าโดนเขาหอมผม แถมโดนหอมหน้าผากอยู่ยังไม่ยอมขยับหนี

            "แผนอะไร"

            "แผนให้ลักหลับ"

            "ทำไมต้องใช้แผน" บอกเป็นเชิงปฏิเสธแล้วก้มหน้าลงนอนหลับตาหนุนแขนเหมือนเดิม

            "จะไปรู้เหรอ"

            "อยากทำอะไรก็ทำไปแล้ว ไม่เห็นต้องใช้แผน"

            "เหรอ"

            "แต่คืนนี้ขอนอนก่อน"

            "แบบนี้ก็ได้เหรอ" หลงถามกลั้วหัวเราะ พูดเหมือนจะล่อลวงเขาทำอะไรสักอย่างแล้วก็ตัดบทไปดื้อๆ มันใช้ได้ที่ไหน

            "ได้"

            "ไม่ได้" ให้ตายยังไงหลงก็ไม่ยอม

            คนตัวโตพลิกตัวขึ้นคร่อมเพื่อนเอาไว้ ล็อกสองแขนไว้เหนือหัวทำตัวเลียนแบบพระเอกละคร ด้านคนที่โดนจู่โจมโดยไม่รู้ตัวได้แต่มองตามอย่างงงๆ ไม่มีการขัดขืนหรือบอกห้าม เพราะเพื่อนไม่เคยคิดถึงการกระทำแบบนั้นอยู่แล้ว จะขัดขืนหวงตัวไปทำไมให้เปลืองแรง

            "ดึกแล้วนะ เดี๋ยวแม่ตื่น"

            "จะร้องเสียงดังเหรอ"

            "หืม ใครร้อง"

            "จะรอฟังแล้วกัน"

            หลงก้มลงปิดปากคนช่างท้าทายด้วยปาก ทีแรกก็ไม่คิดว่าจะเล่นอะไรแบบนี้แต่พอบทพูดมันส่งเลยต้องจัดการเสียหน่อย

            "ใจเย็นดิ" เพื่อนเบี่ยงหน้าหลบหลังจากรับจูบชุดใหญ่ แขนทั้งสองข้างถูกปล่อยให้เป็นอิสระ เขาจึงผลักไหล่หลงออกไปนอนข้างๆ ก่อนจะโดนรวบเอาเข้าไปกอด

            "ยังไม่ได้ใจร้อนอะไรเลย"

            "ก็นี่อ่ะใจร้อน ไม่เคยเห็นหลงทำตัวหื่นกาม"

            "หื่นกามเลยเหรอ"

            "หรือไม่หื่น"

            "ก็คงหื่นมั้ง เกิดมาเพิ่งจะเคยโดนด่าว่าหื่นนี่แหละ"

            "ถามจริง ยังซิงอยู่ป้ะเนี่ย"

            หลงหลุดขำ ไม่คิดว่าจะโดนถามอะไรแบบนี้ ถึงเขาจะไม่เชี่ยวชาญเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แถมยังไม่เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นคน แต่เรื่องอย่างว่าก็ไม่ใช่คนอ่อนประสบการณ์อะไร

            "ไม่ซิงแล้ว"

            "ไปเอากับใครมา"

            "ถามขนาดนี้ไม่ถามเลยล่ะท่าไหน"

            "ถามได้เหรอ"

            "ประชด" น่ามันเขี้ยวจนหลงเผลอลงโทษด้วยการเขกหัวไปหนึ่งที

            เพื่อนย่นจมูกใส่ อยากประทุษร้ายคืนอยู่เหมือนกันแต่เพราะตาใกล้จะปิดเต็มทีเลยนอนนิ่งๆ หนุนแขนแบบที่ชอบให้คนตัวโตกอดอยู่อย่างนั้น

            จะว่าไปมันก็เหมือนฝัน คนหนึ่งคือเดือนที่หลายคนอยากไขว่คว้า กับอีกคนที่เป็นทรายเม็ดเล็กๆ ไม่เปล่งประกาย ไม่มีแสงสว่าง แต่มีความงดงามอยู่ในตัว หากแต่เดือนและเม็ดทรายต่างใฝ่ฝันถึงกัน เดือนที่มั่นใจ เม็ดทรายที่เจียมตัว แน่นอนว่าเม็ดทรายไม่มีทางเอื้อมถึงเดือนได้ แต่เม็ดทรายเปล่งประกายภายใต้แสงเดือนได้ อย่างเช่นในวันนี้

            ความรักเป็นจุดเริ่มต้น ความกลัวเป็นตัวทำลาย กาลเวลาคือสิ่งเยียวยา ความกล้าคือการเริ่มต้นใหม่ และการเปลี่ยนแปลงคือตัวแปรของความสำเร็จ

            หรือแท้จริงแล้วฝันที่เป็นจริงได้นั้น เป็นเพราะไม่มีใครที่เปลี่ยนแปลงไปเลย


TBC

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ ตอนหน้าบทส่งท้ายแล้วววววววว

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด