{End} ▶▷ เขยช่างไฟสะใภ้ช่างยนต์ ◀◁ Up. #50 {15/03/2562}
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: {End} ▶▷ เขยช่างไฟสะใภ้ช่างยนต์ ◀◁ Up. #50 {15/03/2562}  (อ่าน 47108 ครั้ง)

ออฟไลน์ net. net_n2537

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 304
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
พอร์ชเป็นสามีที่ทนมือทนตีนดีเนอะ  :pigha2:

ออฟไลน์ เขียนสือ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
    • เขียน'สือ


เขยช่างไฟสะใภ้ช่างยนต์

{04}







            “ตกลงแล้วจะไม่บอกกันจริงๆใช่ไหมไอ้โซ่ว่าแกไปต่อยเขาเรื่องอะไร” ยายของโซ่เอ่ยถามเป็นรอบที่ร้อย ในขณะที่เจ้าตัวก็เอาแต่ปิดปากเงียบไม่ยอมบอกใครเช่นเคย



            “ผมไปหาไอ้ล้อมที่วัด ไม่ต้องรอเปิดบ้านนะ” พูดจบก็ผละเดินออกจากบ้านมา โดยที่ไม่ฟังเสียงบ่นเตือนจากคนข้างหลังแม้แต่น้อย



            ผ่านมาแล้วหนึ่งสัปดาห์หลังจากโดนทำโทษด้วยการพักการเรียน ตั้งแต่วันนั้นโซ่ก็ไม่ได้เจอกับตัวป่วนอย่างพอร์ชอีกเลย และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้โซ่รู้สึกดีมากที่ไม่ต้องหงุดหงิดรำคาญใจอะไรกับคนแปลกหน้าแบบนั้น



            “มาแล้วหรอครับท่านโซ่” บุญล้อมเอ่ยทักทายในขณะที่กวาดใบไม้อยู่ตรงลานวันอย่างทุกที เพราะตั้งแต่วันที่โดนสั่งพักการเรียน บุญล้อมก็เป็นธุระจัดการเรื่องการบ้านและรายงานรวมถึงช่วยเล่าและอธิบายถึงงานภาคปฏิบัติที่เพื่อนๆลงมือทำไปแล้วให้ฟังอีกด้วย



            “เบื่อว่ะ” ทิ้งตัวนอนหนุนแขนตัวเองบนแท่นปูนที่หลวงพ่อท่านสร้างล้อมต้นโพธ์ไว้ให้ชาวบ้านที่มาทำบุญได้มีที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจ



            “ถ้าอย่างนั้นผมเล่าเรื่องสนุกๆให้ฟังดีไหมครับ” บุญล้อมทิ้งไม้กวาดลงพื้น แล้วรีบวิ่งเสนอหน้าเข้ามานั่งข้างๆเพื่อน เพราะกำลังคันปากอยากพูดอยู่พอดี



            “ว่ามา” คำตอบที่ได้จากโซ่ทำเอาบุญล้อมตกใจตาโต เพราะน้อยครั้งนักที่โซ่จะยอมฟังเรื่องเล่าที่ออกจากปากของตน ซึ่งส่วนมากมักจะไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของคนอื่นทั้งสิ้น



            “หลังจากที่กลับมาเรียนได้สองวัน คุณต้นก็ต้องลากลับไปนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่งนะครับ”



            “เพราะกูหรอวะ” โซ่เริ่มเป็นกังวล เพราะกลัวว่าตัวจะเป็นต้นเหตุให้ใครต้องบกพร่องหรือพิการทางด้านใดไปเพียงเพราะความอารมณ์ร้อนของตัวเอง ถึงแม้ว่าจะโกรธและไม่ชอบใจในสิ่งที่ต้นดูถูกตนไว้ก็จริง



            “ไม่ใช่ครับ” ส่ายหน้าบอกอย่างมีเลศนัย ทำเอาโซ่เริ่มอยากรู้ขึ้นมาบ้าง



            “ใครวะ?”



            “คุณพอร์ชช่างยนต์ครับ”



            “เหี้ย!” โซ่สถบลั่นเมื่อได้ยินชื่อของคนที่ไม่อยากเกี่ยวข้องมากที่สุดจากปากของเพื่อน



            “ใช่ครับ…คุณต้นน่ะเหี้ยมากๆเลย ไปพูดจาดูถูกท่านโซ่กับคุณพอร์ชลั่นโรงอาหารเลย คุณพอร์ชเขาก็เลยสมนาคุณด้วยส้นตีนให้เป็นของขวัญตอบแทนอย่างดีเลยครับ”



            ป้าบ!



            “กูหมายถึงว่าไอ้เหี้ยพอร์ชนั่นแหละเหี้ย! มาเสือกอะไรด้วย เดี๋ยวพวกแม่งก็เอาไปลือกันแบบมั่วๆอีก แล้วมึงนะไอ้ล้อม มึงเป็นเด็กวัดสวดมนต์นั่งสมาธิถือศีลห้าทุกวันอย่ารึทะลึ่งพูดหยาบคายเลียนแบบพวกกู เดี๋ยวหลวงตาได้ตีตาย” ตบหัวเพื่อนรักดังเต็มแรงอย่างเตือนสติ เพราะไม่อยากให้บุญล้อมหลุดกรอบธรรมเสียคนเพราะตนเอง ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่คำพูดก็ตาม เพอยากจะให้เพื่อนเป็นผ้าขาวในหมู่มารอย่างพวกเขาตลอดไป



            “ดีแล้วครับที่คุณพอร์ชเขาเป็นคนจัดการ ถ้าไม่อย่างนั้นผมกับพวกเพื่อนๆคงจะต้องโดนสั่งพักการเรียนกันทั้งห้องเพราะกระทืบคุณต้นเหมือนอย่างที่คุณพอร์ชโดนแน่เลยครับ” พูดบอกด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความชื่นชม จนโซ่อดไม่ได้ที่จะเบ้ปากออกมาด้วยความหมั่นไส้ แลก่อนที่จะยกมือขึ้นโบกศีรษะเพื่อนรักไปอีกที



            ป้าบ!



            “โอ้ย…ตบกระผมทำไมครับท่านโซ่! ผมพูดเรื่องจริงทั้งนั้น นี่พวกเพื่อนที่ห้องคุยกันไว้ว่า ถ้าคุณต้นยังกล้าโผล่หัวกลับมาเรียน พวกเขาจะพากันกระทืบเสียให้จมส้นตีน!” ไม่เพียงแค่พูดเปล่า แต่เพื่อนรักผ้าขาวของโซ่ยังแสดงท่าทางด้วยการใช้เท้าเหยียบขยี้ใบไม้ที่พื้นเสียจนแหลกละเอียด



            “อาการหนักนะมึง ศีลที่นั่งท่องจำมาตั้งแต่เด็กแต่เล็กบินหายไปกับสายลมหมดแล้วกระมังครับไอ้คุณบุญล้อม” ส่ายหน้าพูดจาล้อเลียนเพื่อนรักด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อย ก็คงจะมีแต่บุญล้อมนี่แหละที่มีบุญ(หรือบาป?)ที่ได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของโซ่บ่อยๆ ต่างจากยศที่น้อยครั้งนักที่โซ่จะหยอกล้อพูดคุยได้อย่างเต็มอกเหมือนบุญล้อม แม้ว่าเขาทั้งสามคนจะสนิทและเติบโตขึ้นมาด้วยกันก็ตาม



            “ศีลหายก็ต่อใหม่ได้ครับ แต่จิตใจและความรู้สึกของคุณโซ่กระผมไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำลายลงไปได้หรอกครับ” ก็รู้ดีว่าบุญล้อมธรรมะธรรมโมแต่ก็ไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็น เพราะเจ้าตัวนั้นมีนิสัยกวนๆ ชอบหลอกด่าคนด้วยคำพูดสุภาพอ่อนน้อมด้วยหน้าซื่อๆ ของมัน จนเพื่อนๆในห้องต่างก็พากันตั้งฉายาให้มันว่า ‘มหาหน้าส้นตีน’ ดีขึ้นมาหน่อยก็ ‘มหาปลอม’ เพราะช่วงหลังเจ้าตัวมันเริ่มหลุดคาแรคเตอร์เด็กวัดของตัวเองไปมากโข



            “กูจะซึ้งดีมั้ยวะ?” แกล้งถามออกไปนิ่งๆ ต่างจากหัวใจที่สั่นระรัว เพราะนานมากแล้วที่ไม่มีใครเข้ามาพูดให้กำลังใจแบบนี้ ส่วนมากจะมีแต่ซ้ำเติมเสียมากกว่า จนบางทีโซ่เองก็อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองนั้นไร้ค่าเกินไปหรือเปล่า



            “ซึ้งเถอะครับ เพราะไอ้บุญล้อมคนนี้จะดีใจมาก” กระพริบตาปริบๆอย่างออดอ้อน ประหนึ่งว่าตนนั้นเป็นดั่งสาวน้อยน่ารัก



            ป้าบ!



            “พอเถอะมหากูจะอ้วก...ไอ้ห่า” และก็เป็นอีกครั้งที่บุญล้อมโดนโซ่เบิร์ดกะโหลกจนผมกระจาย ข้อหาทำให้คลื่นไส้เพราะสีหน้าและท่าทางอันน่าสยดสยองของมัน

..

..

..

            “ช~ พอร์ช~ ไอ้พอร์ช~ ไอ้ห่าพอร์ช!”



            ปึก!



            “โอ้ยป๋า! ขว้างมาได้ถ้าหัวผมแตกไปเนี่ยใครจะรับผิดชอบ”  พอร์ชร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด เพราะโดนคุณป๋าบังเกิดเกล้าลิวแฟ้มเอกสารลอยละลิ่วมาโดนเข้าจังๆที่กลางหัว



            “แล้วใครใช้ให้แกเหม่อล่ะห้ะ! แล้วนี่อะไร? เวลางานมาใส่หูฟังอย่างนี้แล้วถ้าเกิดลูกค้าเข้ามาจะรู้เรื่องกันไหม”  เสี่ยใหญ่เจ้าของร้านก้าวเดินเข้ามาหยิบแฟ้มเอกสารเล่มหนาของตัวเองคืนทั้งยังตำหนิติเตียนลูกชายคนเล็กของตนไปด้วย



            “แหม่ป๋าก็! ผมก็แค่กำลังทดลองเป็นลูกสะใภ้ป๋าเท่านั้นเอง…อยากจะรู้จริงๆว่าตอนนั้นมันกำลังคิดอะไรอยู่” ประโยคแรกก็พูดกับคนเป็นพ่ออยู่หรอก แต่ประโยคสุดท้ายเหมือนว่าจะบ่นกับตัวเองเสียมากกว่า เพราะพอร์ชกำลังทดลองเป็นโซ่หนึ่งวันเผื่อจะเข้าใจได้บ้างว่าตอนที่โซ่นั่งเหม่อโดยมีหูฟังครอบอยู่ที่หูนั้นเจ้าตัวกำลังคิดอะไรอยู่ ถึงได้มีสีหน้าไร้อารมณ์ต่างจากแววตาที่ดูเหงาหงอยเศร้าสร้อยจนน่าสงสารแบบนั้น



            “ลูกสะใภ้อะไร อย่าบอกนะว่าแกมีแฟนแล้ว” เขาถามด้วยสงสัยอยากรู้เป็นที่สุด



            “แหมป๋าก็! ทำตกใจไปได้ หล่อๆแบบผมจะมัวเป็นโสดอยู่ทำไม…น่าเสียดายจะตาย” แสร้งทำจริตบิดเนื้อบิดตัวจนหน้าหมั่นไส้ ก่อนที่จะร้องออกมาเสียงหลง เมื่อโดนคุณป๋าที่เคารพรักเขกกะโหลกเข้าให้



            โป๊ก!



            “จะไม่ให้ฉันตกใจได้ยังไง ทุกทีก็เห็นควงคนนั้นคนนี้ไปทั่วไม่เคยจริงจังกับใครสักคน แล้วทำไมถึงได้คิดจะมีเมียหรือว่าแกเบื่อที่จะเป็นเพลย์บอยแล้ว?” เพราะรู้ดีว่าลูกชายคนเล็กของตัวเองเป็นยังไงเขาถึงได้ถามออกมาอย่างรู้ทันแบบนี้ ถ้าเป็นรุ่นเขาในวัยเดียวกันกับพอร์ชในตอนนี้มันคงจะเร็วเกินไปที่จะมีแฟนหรือมีเมียเป็นตัวเป็นตน แต่หากสมัยนี้มันกลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ชินตาไปแล้ว และถ้าจะให้ห้ามนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะวัยรุ่นอยู่ในช่วงอยากรู้อยากลองเรื่องรั้นตะแบงละก็เป็นที่หนึ่ง ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ จะพาเตลิดกันไปใหญ่



            “ไม่เบื่อหรอกป๋า เพียงแต่ตอนนี้ผมเจอคนที่น่าสนใจมากกว่าสาวๆพวกนั้นก็เท่านั้นเอง” พอร์ชบอก



            “สนใจ?” เลิกคิ้วถาม



            “ใช่…สนใจมาก” พยักหน้าตอบลากเสียงยาว



            “เดี๋ยวก็ไม่พ้นคืนเหมือนเดิม เจ้าชู้อย่างแกหยุดอยู่กับใครได้ไม่นานหรอก…อย่างมากก็ไม่เกินสามวัน” ไม่ใช่ว่าจะดูถูกนะ แต่ก็อย่างที่บอกว่าเพราะเขาคนนี้รู้ดีว่าลูกชายคนเล็กของตนที่มองเรื่องความรักเป็นเรื่องฉาบฉวยไม่เคยครบใครจริงจังสักคน ต่างจากพี่ชายทั้งสองคนของเจ้าตัวที่มีรักมั่นคงและจริงจัง ไม่เคยที่จะล้อเล่นกับความรักเหมือนพอร์ชเลยสักนิด



            “โธ่ป๋า~ โคตรดูถูกกันเลยว่ะ” พอร์ชโอดครวญ



            “พอเลยๆ เลิกพูดเรื่องไร้สาระแล้วเอาเอกสารนี่ไปให้หลวงพ่อที่วัดแทนฉันที แล้วก็อย่าลืมบอกท่านล่ะว่าขาดเหลืออะไรให้โทรไปสั่งกับเฮียส่งได้เลย แล้วเดี๋ยววันศุกร์เย็นๆฉันจะเข้าไปตรวจดูรายละเอียดทีเดียวเลย” เขายื่นซองเอกสารสีน้ำตาลที่ข้างในเป็นรายละเอียดของวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างเกี่ยวกับการบูรณะซ่อมแซมศาลาการเปรียญที่หลวงตาที่วัดไหว้วานให้พ่อของพอร์ชช่วยเป็นธุระจัดการให้ เพราะเสี่ยใหญ่รู้จักคนมากและค่อนข้างกว้างขวางในระดับที่พอจะช่วยบอกบุญต่อไปได้อีกหลายไกล



            “เรื่องซ่อมศาลาหรอป๋า” พอร์ชถาม



            “เออ รีบๆไปได้แล้ว เดี๋ยวเย็นย่ำแล้วหลวงพ่อท่านจะได้พักผ่อน”



            “ค่าจ้างล่ะป๋า” กระดิกนิ้วแบมือขอค่าเสียเวลาด้วยท่าทางกวนโอ้ย



            “เดี๋ยวนี้ใช้นิดใช้หน่อยไม่ได้เลยนะไอ้พอร์ช…คิดเงินทุกอย่าง” ถึงปากจะบ่น แต่เขาก็ควักเงินในกระเป๋าสตางค์ให้ลูกชายไปจำนวนหนึ่ง



            “ช่วยไม่ได้ ทีป๋ายังไม่ยอมให้ผมผลัดจ่ายค่างวดรถเลย ทวงตรงเป๊ะตลอด” ได้ทีพอร์ชก็พูดประชดเข้าให้ เพราะเจ้าตัวมักจะโดนคุณป๋าที่เคารพตามทวงค่างวดรถเป็นประจำอยู่ทุกเดือน และต้องหาเก็บเงินผ่อนรถด้วยตัวเอง ไม่ได้มีพ่อแม่คอยปนเปรอทุกอย่างให้ที่ใครเข้าใจ



            จริงอยู่ที่ครอบครัวของเขามีฐานะความเป็นอยู่ที่เรียกว่าสุขสบาย มีกินมีใช้ไม่เคยขาด แต่ทุกอย่างล้วนแล้วก็ต้องแรกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของป๋าและแม่ที่อดรนทนลำบากช่วยกันทำงานเก็บเงินมาตั้งหลายสิบปี กว่าจะมีได้อย่างทุกวันนี้ เพราะอย่างนั้นเขาและพี่ๆจึงต้องเฝ้าร้านทำงานแรกเงินเพื่อสิ่งของที่ตัวเองอยากจะได้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่งานที่ว่ามันไม่ได้ไปไหนไกล แต่ต้องอยู่ช่วยป๋ากับแม่เฝ้าร้านทำงานเอกสาร ซ่อมรถ หรือไม่ก็ออกไปส่งรถในที่ไกลๆ มีแค่เขาคนเดียวก็ครอบคลุมทั่วทุกงาน หรือจะเรียกว่าเบ้ประจำบ้านก็ไม่ผิด แต่ก็อย่างที่เห็น เวลาของเขามักเป็นเงินเป็นทอง ใครอยากเรียกใช้ทำงานที่นอกเหนือจากงานประจำก็ได้ แต่ต้องจ่ายหนักหน่อยนะ เพราะถ้าค่าจ้างไม่ถึงมันก็ไม่คุ้มที่จะทำ

..

..

..

            “หึๆ ได้เวลาสนุกแล้วสิ” บุญล้อมที่กวาดลานวัดอยู่ไม่ไกลจากที่โซ่นอนหลับตาฟังเพลงอยู่ที่เดิมพึมพำกับตัวเองเบาๆ เมื่อเห็นหัวโจกช่างไฟขี่ดูคาติสีแดงคู่ใจของเจ้าตัวเข้ารั้ววัดมาแต่ไกล แต่โซ่ยังคงนอนหลับตาพริ้มอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวเช่นเดิม



            “หลวงตาอยู่ไหมว่ะมหา” พอร์ชหยุดรถเปิดกระจกหมวกกันน็อคถามหาหลวงตากับบุญล้อมที่ตั้งท่ารออยู่ก่อนแล้ว



            “หลวงตากำลังเตรียมตัวสวดมนต์ทำวัดเย็นในโบสถ์ครับ” บุญล้อมบอกอย่างไม่มีการขัดเขิน เพราะเขาไม่เคยคิดว่าพอร์ชหรือแก๊งช่างยนต์เป็นศัตรูและไปวิ่งไล่ต่อยตีกันเหมือนอย่างที่เพื่อนๆทำ เพราะไม่มีเหตุผลใดๆที่ต้องทำอย่างนั้น อีกทั้งยังดูไร้สาระเกินไปด้วย



            “เออๆ ขอบใจว่ะ” พูดบอกขอบคุณเสร็จพอร์ชก็ตั้งท่าเตรียมตัวจะขี่รถไปยังจุดหมายปลายทางต่อ แต่ติดที่ถูกบุญล้อมเรียกรั้งไว้เสียก่อน



            “ไม่อยู่คุยกันสักหน่อยหรอครับ” บุญล้อมถามด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์



            “เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น แล้วอีกอย่างคือกูรีบครับไอ้หมา!” พอร์ชว่า



            “ผมก็ไม่ได้บอกว่าอยากจะคุยกับคุณพอร์ชสักหน่อยนิครับ…หมายถึงคนนั้นต่างหาก” ใช้นิ้วหัวแม่มือชี้ไปทางด้านหลังของตัวเอง



            “ไอ้นิ่ง?” พอร์ชถึงกลับต้องถอดหมวกกันน็อคออกดูว่าตนนั้นไม่ได้มองผิดไป



            “ใช่แล้วครับ นั่นคือท่านโซ่ของกระผมเอง และในขณะนี้ท่านโซ่ก็กำลังอยู่ในห้วงนิทราเหมาะที่จะสร้างบรรยากาศที่สุด” นำเสนอประหนึ่งว่าโซ่เป็นตัวอะไรสักอย่างที่เจ้าตัวกำลังจัดแสดงรอให้พอร์ชมาชม



            “มึงต้องการอะไร” พอร์ชหรี่ตามองบุญล้อมอย่างจับผิด เพราะตัวเขาไม่ได้รู้จักกับบุญล้อมเป็นการส่วนตัว และช่างยนต์กับช่างไฟก็เป็นอริกันมานาน เรียกได้ว่ามองไปทางไหนแทบจะเป็นไปได้เลยที่ไอ้คนตรงหน้านี้มันจะมาทำดีกับเขาแบบที่ไม่หวังผลตอบแทน



            “ผมแค่ต้องการให้ท่านโซ่ของผมมีความสุขก็เท่านั้น ส่วนนี่เสี่ยใหญ่ฝากมาใช่ไหมครับ เดี๋ยวผมเอาไปให้หลวงตาเอง ตอนนี้ก็จะค่ำแล้ว ยังไงฝากคุณพอร์ชไปส่งคุณโซ่ด้วยนะครับ” อธิบายเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับ ทั้งถือวิสาสะหยิบฉวยซองเอกสารที่เหน็บอยู่หน้ารถของพอร์ชมาถือไว้เอง ก่อนที่จะผละเดินออกไป โดยไม่ลืมที่จะพูดย้ำให้พอร์ชไปส่งโซ่ด้วย



            “อะไรของมันว่ะ” แม้จะยังมึนงงอยู่กับคำพูดของบุญล้อมอยู่ แต่พอร์ชก็ดับเครื่องจอดรถและเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างๆกับโต๊ะหินที่โซ่นอนอยู่ดี



            “มึงมีเรื่องเครียดอะไรนักหนาว่ะไอ้นิ่ง ถึงได้ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลา ไม่พ้นแม้กระทั่งตอนนอนแบบนี้” ย่อตัวนั่งยอง จ้องมองหน้าโซ่อย่างสำรวจ นิ้วเรียวยาวเกลี่ยไปตามรูปคิ้วทั้งสองข้าง ลูบไล้ไปมาตามแพรขนตาหนา จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากได้รูป



            “ถ้ามึงยังไม่หยุดกูกระทืบแน่” เสียงนิ่งๆดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบของลานวัดที่ไร้ผู้คน ไม่มีแม้แต่หมาแมวมาวิ่งเล่นให้วุ่นวาย



            “ว้า…กูยังไม่ทันได้จูบเลย มึงจะรีบตื่นขึ้นมาทำไมวะ” พอร์ชแสร้งทำเป็นถอนหายใจด้วยท่าทางยียวนกวนประสาททั้งที่ในใจก็แอบเสียดายอยู่ไม่น้อย



            “จูบตีนกูนี่ไง” ไม่เพียงแค่พูดเปล่า แต่ยังส่งฝ่าเท้าที่ว่างเปล่าของตัวเองเข้าไปประทับอยู่บนใบหน้าของพอร์ชอย่างที่พูดจริงๆ



            “เหี้ย!” พอร์ชปัดขาโซ่ออก



            “ก็รู้ตัวนิ” ใส่รองเท้าเสร็จก็ลุกเดินหนีพอร์ชทันที



            “เอาตีนนาบหน้ากูแล้วจะหนีไปง่ายๆอย่างนี้เนี่ยนะ” พอร์ชคว้าแขนโซ่ไว้



            “ก็อย่ามาเสือกกับกูสิ” พูดจบก็สะบัดตัวเดินหนีไปอีกครั้ง แล้วก็เป็นเหมือนกับเมื่อกี้ที่พอร์ชไม่ยอมปล่อยให้หนีกลับไปง่ายๆ



            “โทษที แต่กูอยากเสือก” ลอยหน้าลอยตาตอบด้วยท่าทางกวนอารมณ์



            “มึงจะเอายังไง?” ในที่สุดโซ่ก็ทนไม่ได้ หันมาเผชิญหน้ากับพอร์ชอย่างเอาเรื่อง



            “เอา…มึง”







TBC.

ไม่สนุกหรอคะ? เงี๊ยบเงียบ

ออฟไลน์ Bk borz.

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 126
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
สนุกครับผมติดตามอยู่ตลอดเข้ามารอทุกวันแต่ไม่ได้คอมเมนท์เฉยค้าบรอนะค้าบบบ

ออฟไลน์ yowyow

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4504
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +139/-7

ออฟไลน์ net. net_n2537

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 304
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
เดี๋ยวๆพอร์ช นี่วัดนะ ต้องกลับบ้านก่อนสิ? อ้าวไม่ได้กรอ 555

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
อูย.... คุยกันไม่กี่คำ เท้าก็ถึงหน้าแล้ว  :jul3:

ออฟไลน์ day9day

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2268
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +284/-9
ชอบอ่ะ
มาต่อไวๆนะ

ออฟไลน์ ่jum

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-2

ออฟไลน์ lovenine

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 141
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
มันส์ ๆ ติดตามๆ ชอบบบบบบ

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7066
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-10
ชอบโซ่~

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ เขียนสือ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
    • เขียน'สือ


เขยช่างไฟสะใภ้ช่างยนต์

{05}







            “เอา…มึง” สองคำสั้นๆที่ออกมาจากปากพอร์ชทำเอาโซ่รู้สึกหัวร้อน โกรธจนตัวสั่น



            ปึก!



            “เอาตีนกูไปกินก่อนแล้วกัน” ประทับฝ่าเท้าเข้าหน้าพอร์ชเหมือนด้วยแรงที่มากกว่าเดิมสิบเท่า ทำเอาพอร์ชหน้าหงายไปเลย ก่อนที่จะเดินตรงเข้าไปเตรียมที่จะกระทืบซ้ำ แต่พอร์ชเองก็รู้ทัน คว้าข้อเท้าของโซ่ไว้เสียก่อนที่จะกระตุกลากให้โซ่เสียหลักหงายลงไปนอนกับพื้น ก่อนที่เจ้าตัวจะค่อมทับไว้อีกทีด้วยความเร็วแสง



            “ไม่ได้แดกกูหรอกครับน้องนิ่ง” พูดจบก็ก้มลงหอมแก้มโซ่เข้าฟอดใหญ่ ก่อนที่จะโดนจิกผมรั้งหัวจนหน้าตึง



            “มึงไม่ได้ตายดีแน่!” กัดฟันกรอดด้วยความโกรธที่พุ่งถึงขีดสุด ประเคนหมัดรัวใส่พอร์ชไม่ยั้ง พอร์ชเองก็ใช่ว่าจะยอมแพ้ แม้ว่าโซ่จะเป็นคนที่ตนชอบ แต่ก็ใช่ว่าจะยอมให้ทำร้ายกันได้ง่ายๆ กำหมัดชกสวนกลับไปไม่น้อย ซึ่งก็โดนมั่งไม่โดนมั่ง ผลัดกันต่อยคนละหมัดสองหมัด จนกระทั่งพระอาจารย์ที่วัดมาเห็นเข้านั่นแหละ ถึงได้ยอมหยุด และแยกย้ายกันไปทางเดียวกัน(?) ออกจากวัดได้โซ่ก็เดินเลาะริมน้ำไปเรื่อยตามอารมณ์ ไม่ได้ตรงกลับบ้านอย่างที่รับปากกับพระอาจารย์ไว้ ส่วนพอร์ชเองก็หน้ามึน เดินเข็นรถตามโซ่ไปเงียบๆเหมือนกัน



            มันคงจะเป็นภาพที่น่าตกใจน่าดูสำหรับผู้คนที่ได้พบเห็น เด็กวัยรุ่นสองคนที่หน้าตาเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำจากการชกต่อยมาเดินตามกันต้อยๆไปตามริมน้ำน่านที่ยังมีผู้คนหลากเพศหลายวัยพากันมาออกกำลังกาย หรือไม่ก็ยังนั่งเล่นพูดคุยกันอยู่ไม่น้อย



            โซ่ปีนขึ้นไปเดินตามขอบกำแพงกั้นริมแม่น้ำบริเวณที่เงียบสงบไร้ผู้คน หลับตา เงยหน้าขึ้นฟ้า สูดลมหายใจเข้าปอด กางแขนออกกว้าง ปล่อยจิตที่วุ่นวายไปกับสายลมและเสียงเพลงที่เปิดกล่อมตัวเองมานาน



            ชีวิตที่สงบเงียบเรียบง่ายของเขาเริ่มวุ่นวายมากขึ้นทุกวัน ตั้งแต่พอร์ชเสนอหน้าเข้ามาทักทายเขาด้วยท่าทางกวนประสาทของมัน ทำให้เขาหงุดหงิดทุกครั้งที่ได้เจอหน้า โดยเฉพาะสีหน้าและท่าทางที่สุดแสนจะมั่นใจในยามที่มันบอกว่าจะเอาเขาเมื่อกี้ ไหนจะตอนที่มันหอมแก้มเขาอีกล่ะ…มันน่ากระทืบให้จมตีนนัก!



            พรึ่บ! หมับ!



            “มึงทำเหี้ยอะไรห้ะ!” อยู่ดีๆโซ่ก็รู้สึกเหมือนถูกดึงดิ่งลงเหว ก่อนที่จะลืมตาขึ้นมาพบว่าต้นเหตุที่ทำให้ตนรู้สึกแบบนั้นคือคนๆเดียวกับที่ตนกำลังนึกถึงอยู่



            “ถ้าอยากตายก็มาตายบนอกกูนี่อย่าคิดสั้น!” รู้ตัวอีกทีโซ่ก็ตกอยู่ในอ้อมแขนของพอร์ชเป็นที่เรียบร้อย



            “มึงสิตาย! เลือกยุ่งกับกูสักทีได้ไหม” เส้นเลือดตรงขมับตอดตุบๆ เหมือนว่าใกล้จะระเบิดเต็มที



            “ไม่ได้” พอร์ชบอก



            “ทำไม?” โซ่ถาม พยายามที่จะบิดตัวหนีออกจากพอร์ช แต่ไอ้บ้านี่ก็เกาะแน่นเป็นตุ๊กแก



            “กูบอกแล้วไงว่ากูจะเอามึง ในเมื่อกูยังไม่ได้มึงมันก็เหมือนว่ายังไม่บรรลุเป้าหมาย เพราะฉะนั้นกูก็จะเป็นเงาตามติดมึงไปอย่างนี้แหละ” โซ่ถึงกับกำหมัดแน่ หลับตาสะกดกลั้นอารมณ์โกรธให้จมดิ่ง ความรู้สึกเดิมๆที่เคยฝังอยู่ในจิตใจเริ่มเอ่อล้นขึ้นมาจนเกิดน้ำตา



            “เอาสิ” พูดบอกออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ ต่างจากพอร์ชที่ตกใจตาโตอ้าปากค้างไปแล้ว



            “มึงหมายความว่าไง?” พอร์ชถามอย่างไม่เข้าใจ



            “ถ้าอยากได้ตัวกูนักก็เอาสิ! จะตรงนี้หรือตรงไหนก็ได้เอาให้จบๆไปเลย จะได้เลิกวุ่นวายกับชีวิตกูสักที…เอาสิ!” โซ่กระชากหูฟังที่แสนรักทิ้งไปอย่างไม่ใยดี ผลักพอร์ชห่างแล้วถอดเสื้อตัวเองออก เหมือนเตรียมพร้อมที่จะทำอย่างปากพูดจริงๆ ในขณะที่น้ำตาก็รินไหลไม่ขาดสาย



            “มึงเป็นบ้าอะไรเนี่ย” พอเห็นโซ่เป็นอย่างนี้พอร์ชเองก็ทำอะไรไม่ถูก เรียกว่าไปไม่เป็นกันเลยทีเดียว เมื่อคนที่เคยเห็นว่าสงบนิ่งทุกเหตุการณ์หลุดอาละวาดทั้งน้ำตาแบบนี้



            “จะเอาไม่เอา!” กระชากคอเสื้อพอร์ชเข้ามาถาม



            “มึงเป็นแบบนี้ยังคิดว่ากูจะเอาลงรึไง!” พอร์ชตะคอกกลับเสียงดังไม่ต่างกัน



            “พวกแม่งก็เป็นแบบนี้! อยากให้กูเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ พอไม่ได้อย่างที่หวังก็มาโทษกู! ไม่เห็นมีใครถามกูสักคำว่ากูคิดยังไง รู้สึกยังไง โอเคไหมกับสิ่งที่เป็น…สัส!” ผลักอกพอร์ชออกห่างอีกครั้งก่อนที่จะหันหลังเดินหนีไปทั้งอย่างนั้น สบถด่ากับตัวเองไปตลอดทาง น้ำตาที่รินไหลออกมาก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง ฝนเจ้ากรรมยังเทลงมาซ้ำ เหมือนว่าฟ้าจะสมน้ำหน้ากัน



            ครืด~ ครืด~ เปรี้ยง!



            พอร์ชที่ยังช็อคอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรีบก้มลงเก็บหูฟัง ไอพอด และเสื้อยืดที่โซ่ถอดทิ้งไว้ขึ้นมา เมื่อรู้สึกถึงหยดน้ำฝนที่ตกรดตัว ขี่รถลัดเลาะกลับไปตามทางเดิมที่มา มองหาตัวขาวๆเจ้าของเสื้อในมือ ท่ามกลางฟ้าฝนที่ไม่เป็นใจ ตกหนักขึ้นทุกที ไหนจะฟ้าผ่าฟ้าร้องสะเทือนเลื่อนลั่นดังเปรี้ยงป้างแบบไม่มีหยุดนี่อีกล่ะ…มันไม่น่ากลัวไปหน่อยหรอ?

..

..

..

            ครืด~ ครืน~ เปรี้ยง!



            เสียงกึกก้องเปรี้ยงปร้างดั่งท้องฟ้าคำรามทำเอาโซ่รีบวิ่งเข้าไปหลบอยู่ในบ้านจำลองตรงสนามเด็กเล่นที่กำลังจะเดินผ่านพอดี ทรุดตัวกอดเข่ายกสองมือขึ้นปิดหู หลับตาก้มหน้าตัวสั่นงันงกราวกับลูกนกหลงทาง ภาพความทรงจำครั้งวันวานไหลรินออกมาดั่งสายน้ำวนที่เวียนวกกลับมาสู่จุดเริ่มต้น



            เด็กชายวัยเจ็ดขวบหลบซ่อนตัวอยู่ในมุมตู้เสื้อผ้าด้านใน พยายามที่จะซ่อนตัวเองจากสายฟ้าฟาดที่กระหน่ำลงมาแบบไม่หยุดหย่อน กอดเข่าซุกตัวก้มหน้าปฏิเสธที่จะรับฟังท้องฟ้าคำราม เพราะมันน่ากลัวเกินไปสำหรับเด็กอย่างเขาที่ต้องอยู่บ้านคนเดียวมาหลายวัน



            ‘โซ่! โซ่อยู่รึเปล่า! โซ่! พี่มาแล้วนะ! โซ่!’

..

..

..

            ดูคาติสีแดงเพลิงจอดลงหน้าสนามเด็กเล่นเมื่อสังเกตเห็นเงาที่คุ้นตานั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่อย่างหน้าสงสาร ทั้งที่เขามายืนดูอยู่ตั้งนานแล้ว โซ่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะรู้ตัว ยังคงร้องเรียกใครบางคนที่เขาไม่รู้จักอย่างต่อเนื่อง



            “พี่พล! ช่วยโซ่…พี่พลช่วยโซ่…”



            พอร์ชไม่รู้จะใช้คำพูดใดมาอธิบายกับสิ่งที่ได้เห็นและได้สัมผัสกับโซ่ในช่วงเวลาแค่ไม่ถึงสองชั่วโมงที่ผ่านมาดี เพราะมันเป็นสองชั่วโมงสั้นๆที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย โซ่ที่เขาได้สัมผัสวันนี้มันไม่เหมือนกับไอ้นิ่งที่เขาได้เห็นอยู่ทุกวัน



            ไอ้นิ่งมัน สงบ เงียบ ไร้อารมณ์ และเหยือกเย็นเป็นที่หนึ่ง



            แต่ไอ้โซ่มันต่างออกไป…



            เก็บกด อ่อนไหว และน่าสงสาร



            สูดลมหายใจเข้าปอด หลับตาทำสมาธิเรียกสติเข้าร่าง เตรียมพร้อมที่จะสู้รบกับโซ่เต็มที่ แต่พอก้าวเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าโซ่แล้ว ความคิดเหล่านั้นก็มลายหายไปในพริบตา ไม่เหลือแล้วคนเก่งที่เคยจูบเขาด้วยฝ่าเท้า กระทืบเขาจนช้ำใน เหลือเพียงเด็กน้อยหลงทางที่ร้องเรียกหาใครสักคนมาเป็นที่พึ่ง ในยามที่จิตใจอ่อนแอ



            “พี่พล” เรียกชื่อใครบางคนแล้วส่งยิ้มให้พอร์ชอย่างจริงใจ รอยยิ้มที่พอร์ชเคยเก็บไปคิดเล่นๆว่าจะได้เห็น แต่ต้องเป็นรอยยิ้มที่เกิดจากตัวเขาเอง ไม่ได้เป็นตัวแทนของใครแบบนี้



            “มึงมีไข้ กลับบ้านกันเถอะ” ย่อตัวใช้หลังมือตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของโซ่ที่ขึ้นสูงจนน่าเป็นห่วง คนที่กำลังมึนงงไม่ได้สติเพราะพิษไข้พยักหน้าลุกเดินตามอย่างว่าง่าย



            สองมือจับจูงกันไปตามทางเดินแคบๆที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่น หนทางที่แสนสั้นนั้นยาวไกลกว่าที่เคยเป็นเพราะคนที่เดินตามหลังมาแทบไม่เหลือแรงเดิน



            “ขึ้นไปนั่งก่อน” พอร์ชช่วยดันตัวคนป่วยขึ้นนั่งทางด้านหลังก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนที่ตนจะขึ้นไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับ เอี้ยวตัวมาจัดท่าทาง จับสองแขนของคนป่วยมากอดเอวของตัวเองไว้กันตก ถึงได้บิดคันเร่งออกตัวไป



            ปึก!



            “อย่าหลับนะมึง” เพราะสัมผัสหนักๆลงที่กลางหลังทำให้พอร์ชต้องสละมือซ้ายออกจากแฮนด์รถมาจับบังคับสองแขนที่อ่อนแรงของคนข้างหลังไว้ เพราะกลัวว่าโซ่จะหลุดวืดตกรถไป



            “นั่นแกไปมีเรื่องมาอีกแล้วใช่ไหมไอ้พอร์ช!” เสียงตะเบ็งแข่งกับสายฝนพุ่งตรงเข้ามาถามด้วยท่าทางถมึงทึง เพราะเห็นลูกชายที่หน้าตาบวมปูดเดินประคองเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันที่เปลือยช่วงบนเดินเข้ามาในบ้านอย่างทุลักทุเล



            “เปล่านะป๋า เนี่ยไอ้โซ่มันแค่ไปตากฝนแล้วไม่สบายเท่านั้นเอง” พอร์ชรีบเอ่ยปากแก้ตัวทันที เพราะรู้ตัวดีว่ายังไม่พ้นโทษที่ไปก่อเรื่องจนโดนเรียกผู้ปกครองแถมยังโดนพักการเรียนอีกต่างหาก ถึงแม้ว่าจะไปมีเรื่องกับโซ่มาจริงๆก็เถอะ



            “นั่นใครเป็นอะไรน่ะเจ้าพอร์ช” แม่ของพอร์ชที่เพิ่งออกมาจากห้องครัวร้องทักเสียงหลง



            “เพื่อนที่วิลัยมันเป็นไข้แต่ไม่มีใครอยู่บ้านอ่ะแม่” โป้ปดออกไปด้วยความรู้สึกผิด เพราะว่าน้อยครั้งนักที่เขาจะโกหกแม่แบบนี้ แต่กับป๋าอ่ะนับไม่ถ้วน



            “ตายๆ แล้วยังจะมาทำใจเย็นยืนคุยกันอยู่ได้! รีบพาเพื่อนขึ้นไปพักบนห้องสิ แม่ขอหายาก่อน เดี๋ยวจะรีบตามขึ้นไป” ปากว่าลูก แต่หันไปฟาดมือใส่คนเป็นพ่อดังป๊าบเป็นการลงโทษที่มัวแต่ยืนคุยไร้สาระกันอยู่ได้ ก่อนที่จะแยกย้ายไปคนละทิศละทาง พอร์ชแบกโซ่ขึ้นห้องไป แม่ไปหายากับอุปกรณ์เช็ดตัว ส่วนพ่อที่ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ก็กลับไปทำงานตามหน้าที่ตัวเองต่อ



            “เดี๋ยวครบสี่ชั่วโมงก็ปลุกเพื่อนขึ้นมากินยาอีกทีนึงนะพอร์ช ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่ดีขึ้นหรือว่าคืนนี้อาการแย่กว่าเดิมแล้วค่อยพาไปให้ลุงหมอตรวจดูอีกที แล้วก็อย่ามัวแต่นอนหลับล่ะพอร์ช พามาแล้วก็ดูแลเพื่อนดีๆ” แม่พอร์ชพูดสั่งในขณะที่กำลังเก็บอุปกรณ์เช็ดตัวของโซ่ที่ให้พอร์ชเป็นคนจัดการเมื่อครู่นี้ ส่วนตัวเธอก็คอยเป็นครูสอนอยู่หน้าห้อง เพราะโซ่โตเกินกว่าที่เธอจะมาเช็ดตัวให้ได้แล้ว



            “แม่พูดเหมือนรู้อะไรเลยเนาะ” พอร์ชแกล้งถาม



            “ก็เพราะฉันเป็นแม่แกไงเจ้าพอร์ช ถ้าแค่นี้ยังมองไม่ออกก็โง่เต็มทีแล้ว” เธอหันมาจ้องตาเผชิญหน้ากับลูกชายคนสุดท้องของตน



            “แล้วแม่ไม่เสียใจหรอ” พอร์ชถาม



            “มีอะไรให้ฉันต้องเสียใจด้วยล่ะ” เธอถามกลับบ้าง



            “ก็ที่ผมจะเป็นอย่างนี้ไง”



            “ถ้าเรื่องที่แกจะเป็นเกย์เนี่ยฉันไม่เคยคิดเสียใจเลยพอร์ช ความจริงแล้วฉันทำใจได้ตั้งแต่เฮียๆแกเขาพาผู้ชายเข้าบ้านมาแล้วล่ะ เหลือแค่แกคนเดียว อยากเลือกยังไงจะเป็นอะไรก็เรื่องของแก แต่แม่ขออย่างเดียวนะพอร์ช อย่าไปตีรันฟันแทงกับใครเขานักเลย เห็นแกหัวร้างข้างแตกมาทีไรฉันล่ะหัวใจจะวายทุกที” เพราะว่าลูกชายคนโตและคนรองต่างก็มีคนรักเป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ เธอจึงทำใจปล่อยวางเรื่องคู่ชีวิตของพอร์ชไปแล้ว เจ้าตัวจะชอบผู้หญิงหรือผู้ชายยังไงก็ได้ไม่ว่ากัน ขอแค่ลูกมีความสุขก็พอ



            “ขอบคุณครับแม่” ลุกขึ้นไปสวมกอดแม่อย่างอ่อนโยน หัวใจลูกนี้สุดซึ้งที่ได้ยินในสิ่งที่แม่พร่ำสอน



            “แต่แม่ขอเตือนไว้อย่างนะพอร์ช”



            “ครับ?”



            “หัวใจของคนเราน่ะบอบบางยิ่งกว่ากระดาษจับแน่นก็ยับ เปียกน้ำก็ขาด จะทำอะไรลงไปก็คิดไตร่ตรองมองดูสักนิด ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นมันดีต่อเขาและเรารึเปล่า” แม่ของพอร์ชพูดทิ้งท้ายไว้เป็นปริศนาแต่เพียงแค่นั้น ก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้พอร์ชคอยอยู่ดูแลโซ่ด้วยตัวเอง เพราะเจ้าตัวเป็นคนพามาเองก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบหน้าที่นี้ไป



            “พี่พล…”



            “กูชักจะเกลียดไอ้พี่พลอะไรของมึงขึ้นมาแล้วสิไอ้นิ่ง…อยู่กับกูแต่เรียกหามันอยู่ได้!” สบถออกมาด้วยความหงุดหงิด เมื่อได้ยินเสียงคนป่วยเพ้อหาใครคนเดิมซ้ำๆอยู่นานนับชั่วโมง คนที่ทำให้เขารู้สึกเกลียดได้ในทันทีทั้งที่ไม่เคยได้เห็นหน้าคาดตา แต่เป็นเพราะมันออกมาจากปากของคนที่เขาคิดว่าตัวเองกำลัง ‘ชอบ’ ไม่สิ! เรียกว่า ‘ตกหลุมรัก’ ก็ได้แล้วในตอนนี้ เพราะสายตาและรอยยิ้มที่ล่องลอยในยามที่โซ่เอ่ยปากเรียกชื่อของใครคนนั้น แม้ว่าจะเป็นเพราะพิษไข้ก็ตาม แต่พอร์ชสัมผัสได้ถึง ‘ความสำคัญ’ ในทุกอากัปกิริยาที่จิตใต้สำนึกของโซ่สื่อออกมา







TBC.

จิตใจมนุษย์นั้นซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะตัดสินตัวตนใครได้ เพียงเพราะมองเห็นแค่ด้านเดียว

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
พี่พลเป็นใคร อยู่หรือตายไปแล้ว  :m21:

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +411/-25
ถึงขั้นสติแตกกันเลย

ออฟไลน์ day9day

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2268
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +284/-9
คุณแม่คือดี

รอตอนต่อๆไปนะ

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7066
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-10
ใครคือพี่พล?

ออฟไลน์ net. net_n2537

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 304
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
พี่พลคือใคร? ทำไมถึงมีอิทธิพลต่อโซ่มากขนาดนี้

ออฟไลน์ yowyow

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4504
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +139/-7

ออฟไลน์ poonbabor

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
พี่พลคือใครกันนะ ทำไมนิ่งถึงได้เพ้อถึงขนาดนี้

ออฟไลน์ เขียนสือ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
    • เขียน'สือ


เขยช่างไฟสะใภ้ช่างยนต์

{06}









            “ใครวะ?” โซ่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาตอนเช้ามืดเพราะแรงบีบรัดของใครบางคนที่
โอบกอดเขาไว้ยาวนานกว่าค่อนคืน



            “ไอ้พอร์ช?” มาตื่นเต็มตาก็ตรงที่ได้เห็นหน้าของผู้ร่วมเตียงชัดๆนี่แหละ



            ภาพความทรงจำที่เกิดขึ้นก่อนที่จะหมดสติไปไหลเข้ามาเป็นฉากๆราวกับสายน้ำวน
โซ่ไม่รู้จริงๆว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน และก่อนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้างเขาถึงได้มานอนอยู่กับมันอย่างนี้
แต่ที่รู้คือ เขาไม่อยู่รอให้มันตื่นขึ้นมาก่อนแน่ๆ เพราะตอนนี้เขาปวดหัวเกินกว่าที่จะมานั่งทะเลาะ
ต่อยตีหรือเถียงกับใครได้อีกแล้ว…มันเหนื่อยจริงๆ



            แอ๊ด…



            เขาเปิดปิดประตูด้วยความระวังไม่ให้เกิดเสียงดังมากนัก ก่อนที่จะค่อยๆ
เดินลัดเลาะไปตามทางเดินเมื่อเห็นทางลงบันไดอยู่ไม่ไกลจากสายตานัก พอหันมองไปรอบๆ
ถึงได้รู้ว่านี่คือบ้านของพอร์ช เพราะดูจากรูปครอบครัวที่ติดตกแต่งอยู่ตามผนังตั้งแต่ชั้นสี่
จนถึงชั้นสองที่เหมือนว่าจะเป็นเขตแดนส่วนตัวของครอบครัว ส่วนชั้นหนึ่งนั้นแน่นอนว่า
เป็นโชว์รูมรถอย่างที่รู้ๆกัน…ช่างเป็นครอบครัวที่น่าอิจฉาเสียจริง โดยเฉพาะกับพอร์ชที่
ดูเหมือนว่าจะเป็นศูนย์กลางของครอบครัว เพราะรูปถ่ายที่เขาเห็นนั้นมันมีพอร์ช
เป็นองค์ประกอบหลักอยู่ทุกรูปเลย



            “จะกลับแล้วหรอ” เพราะมัวแต่จมอยู่กับความคิดของตัวเอง เลยไม่ทันได้รู้ตัวว่า
มีใครบางคนก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ทางด้านหลังของตัวเองได้สักพักแล้ว



            “เอ่อ…ครับ” ด้วยความที่ไม่ทันได้ตั้งตัว โซ่จึงได้แต่หันกลับไปมองเจ้าของเสียง
แล้วตอบคำถามของเขาสั้นๆด้วยคำว่า ‘ครับ’ เพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไร อีกทั้งตอนนี้หน้าตา
เขาคงดูไม่จืด ก็หวังว่าเสี่ยใหญ่เจ้าของบ้านคนนี้จะไม่เข้าใจผิดคิดว่าเข้าเป็นขโมยหรอกนะ



            “แล้วเจ้าพอร์ชล่ะ เราไม่สบายไม่ใช่หรอ ทำไมไม่ให้มันไปส่งล่ะ” เขาจ้องหน้าถามหา
คำตอบจากเด็กหนุ่มที่ภรรยาเก็บมาเล่าให้ฟังว่าเป็นคนที่ลูกชายกำลังสนใจ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะจริงจังได้สักแค่ไหน



            “ไม่เป็นไรครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ ขอบคุณที่ช่วยเหลือครับ” โซ่ก้มหัวยกมือไหว้ขอบคุณ
เตรียมตัวที่จะชิ่งหนี เพราะไม่คุ้นชินในการพูดคุยกับคนแปลกหน้า โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ตัวเขา
ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยแบบนี้ด้วยแล้ว มันกดดันเกินไป



            “อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนสิ” เสี่ยใหญ่เอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงนิ่งๆที่มาพร้อมกับหน้าดุๆ
ตามสไตล์ตัวเอง ทำเอาโซ่รู้สึกกังวลมากขึ้นกว่าเดิมอีก



            “ผมว่าไม่…”



            “อ้าว…ตื่นแล้วหรอครับน้องโซ่ ไปทานข้าวเช้ากับแม่ดีกว่าลูก นี่แม่ตั้งใจทำสุดฝีมือเลยนะ…
ไปทานข้าวกันค่ะคุณ” ยังไม่ทันที่โซ่จะได้ปฏิเสธแม่ของพอร์ชที่บังเอิญผ่านเข้ามาเห็นสามีคุยกับ
เด็กหนุ่มที่ลูกชายพาเข้าบ้านมาพอดีก็รีบเดินแทรกบทสนทนา ก่อนที่จะเดินจูงโซ่เข้าครัวไปทันที
และไม่ลืมที่จะเรียกให้สามีของตนเดินตามเข้าไปด้วย



            “แล้วนี่เจ้าพอร์ชยังไม่ตื่นอีกหรอ แย่จริงๆเลย เป็นเจ้าของบ้านแล้วมานอนตื่นที่หลังแขก
ได้ยังไงกันนะเจ้าลูกคนนี้…ฤดีช่วยไปตามเจ้าพอร์ชลงมาหน่อยสิ” เธอจัดที่ให้โซ่นั่งข้างกันกับเธอ
พูดบ่นถึงลูกชายคนเล็กไปเรื่อย ก่อนที่จะเรียกแม่บ้านที่ควบตำแหน่งพี่เลี้ยงของลูกๆเธอมาหลายปี
ให้ขึ้นไปปลุกพอร์ชลงมาทานมื้อเช้าด้วยกัน



            “เอ่อ…”



            “ปล่อยมันนอนไปก่อนเถอะ ตื่นเมื่อไหร่เดี๋ยวมันก็ลงมาเอง” เพราะสังเกตเห็นท่าทาง
อึดอัดของเด็กหนุ่ม เสี่ยใหญ่จึงเอ่ยปรามพร้อมกับส่งสัญญาณบางอย่างผ่านสายตาไปให้ภรรยา
ที่ใช้ชีวิตด้วยกันมาหลายสิบปีได้รับรู้



            “มีลูกใหม่แล้วลืมลูกเก่าแบบผมเลยนะแม่” เสียงของบุคคลที่ดังแทรกเข้ามาท่ามกลาง
มื้ออาหารที่สุดแสนจะอึดอัดใจของโซ่ มันสร้างความลำบากใจให้เขาเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเมื่อเจ้าของ
เสียงอย่างพอร์ชนั้นเดินมายืนเกาะบ่าเขาทางด้านหลัง แล้วยืนคุยกับพ่อแม่ของตัวเองทั้งอย่างนั้น



            “แน่นอนสิยะ เพราะน้องโซ่เขาเรียบร้อยน่ารักกว่าแกเยอะ” แม่ของพอร์ชพูดชมทั้งยังเรียก
โซ่ด้วยคำนำหน้าที่แสนน่ารักน่าเอ็นดูนั่น ทำเอาโซ่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเขินขึ้นมา เพราะนานมากแล้วที่
ไม่มีใครเรียกเขาด้วยสรรพนามและน้ำเสียงที่แสนอบอุ่นและอ่อนโยนแบบนี้



            “เหอๆ ครับๆ ผมน่ารักสู้น้องโซ่ของแม่ไม่ได้หรอก…ป้าฤดีขอข้าวพอร์ชด้วยครับ” หัวเราะฝืดๆ
กับคำว่าน่ารักที่แม่ตนพูดชมโซ่ เพราะความเป็นจริงแล้วช่างแตกต่างจากที่แม่คิดเหลือเกิน ไอ้นิ่งน่ะนะ
ถึงมันจะนิ่งๆเงียบๆแต่เขามั่นใจเลยว่ามันไม่ได้น่ารักเรียบร้อยอย่างที่แม่พูดอย่างแน่นอน ถ้านับจากหมัด
และเท้าที่มันประเคนให้เขาตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้าไปทำความรู้จักกับมันอะนะ



            “ต้องทำยังไงมึงถึงจะเลิกยุ่งกับกู” โซ่เอ่ยถามขึ้นมานิ่งๆ ระหว่างที่นั่งซ้อนท้ายดูคาติคู่ใจของ
พอร์ชกลับบ้านตามความต้องการของพ่อแม่พอร์ชที่สั่งแกมบังคับมาอีกที ซึ่งพูดปฏิเสธเท่าไรก็ไม่ชนะสักที
จนท้ายที่สุดแล้วเขาก็ต้องยอมให้พอร์ชมาส่งอย่างที่เห็น



            พอร์ชไม่ตอบแต่บิดคันเร่งเลี้ยวไปทางตรงกันข้ามกับทางไปบ้านของโซ่ มุ่งตรงไปยังสถานที่
ท่องเที่ยวที่เป็นเหมือนแลนด์มาร์คประจำจังหวัดที่ค่อนข้างสงบเงียบและเป็นส่วนตัวมากในวันและเวลา
ราชการแบบนี้ เพราะไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว จะครึกครื้นอีกทีก็ตอนเย็นๆค่ำๆที่ชาวบ้านพากันมาเดินเล่น
หรือไม่ก็มาเตะบอลออกกำลังกายที่ริมหาดทรายจำลองนั่นแหละ



            “ลงสิ” พอร์ชบอกหลังจากที่ดับเครื่องจอดรถในบริเวณที่เงียบสงบไร้ผู้คน



            “กูจะกลับบ้าน” ไม่เพียงแค่พูดเปล่า แต่โซ่ทำเหมือนกับว่าจะหันหลังเดินกลับบ้านไปจริงๆ
แต่พอร์ชเรียกรั้งไว้เสียก่อน



            “มึงไม่อยากรู้แล้วหรอว่าต้องทำยังไงกูถึงจะเลิกยุ่งกับมึงได้” พอร์ชถาม



            “ว่ามาสิ” ทิ้งสะโพกพิงท่อนไม้จำประดับรอฟังคำตอบจากอีกคน



            “เป็นแฟนกับกูเจ็ดวัน ถ้ามันไปได้ด้วยดีกูจะขอคบมึงต่อเอง หลังจากนั้นก็แล้วแต่มึงแล้วล่ะ
ว่าจะตกลงหรือเปล่า แต่ถ้ามึงไม่โอเค…กูจะหายไปจากชีวิตมึงทันที” ข้อเสนอที่มาพร้อมกับแววตา
และน้ำเสียงที่มั่นคงของพอร์ชทำเอาโซ่นิ่งเงียบไปในทันที เพราะไม่คิดว่าพอร์ชจะยื่นข้อเสนอที่เป็น
ข้อผูกมัดแบบนี้ออกมา ถึงแม้ว่ามันจะแค่ระยะเวลาสั้นๆก็เถอะ



            “ก็ได้ แต่ถ้าครบกำหนดแล้วมึงยังวุ่นวายกับชีวิตกูอยู่อย่างนี้ละก็มึงไม่ได้ตายดีแน่ๆ”
ในที่สุดโซ่ก็ตอบตรงลงออกไป หลังจากที่ยืนคิดทบทวนกับตัวเองอยู่นาน



            “นั่นมันก็ขึ้นอยู่กับมึงแล้วล่ะว่าอยากจะให้กูอยู่ต่อหรือจะให้กูหายไป แต่มึงต้องเขาใจ
ด้วยนะเว้ยนิ่งว่าคำว่าแฟนของกูน่ะมันหมายถึงแฟนจริงๆ ที่พากันไปกินข้าวดูหนัง หอมแก้ม กับมือ
กอด แล้วก็ต้อง ‘จูบ’ ได้ด้วยนะโว้ย” พอร์ชยักคิ้วบอกด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์



            “อ่อ…จูบไอ้นี่อะนะ” พูดบอกพร้อมยกเท้าวาดไปตรงหน้าของพอร์ชแบบด้วยสีหน้ากวนๆ
ไม่มีทีท่าว่าจะสะทกสะท้านกับคำพูดของพอร์ชแม้แต่น้อย



            “ยกขาอย่างนี้เดี๋ยวเถอะมึง เดี๋ยวเจอพ่อจับไถนา” พอร์ชทำท่าจะพุ่งเข้าไปขย้ำโซ่
แต่ก็ถูกโซ่ใช้เท้ายันกันไว้เสียก่อน

..

..

..

            ย้อนกลับไปเมื่อตอนตีสอง…



            ด้วยความอยากรู้ที่มาพร้อมกับอาการนอนไม่หลับเพราะว่ามีโซ่มานอนหลับตาพริ้มอยู่ข้างๆกัน
พอร์ชจึงคว้าโทรศัพท์ที่วางอยู่บนหัวเตียงขึ้นมาต่อสายหา ‘แวน’ หรือที่เพื่อนๆเรียกติดปากกันว่า ‘ไอ้แว่น’
เพราะว่าตอนเด็กๆเจ้าตัวนั้นเคยติดใส่แว่นไร้เลนส์อยู่หลายปีกว่าจะเลิกได้ เพราะว่าอยากจะได้เบอร์ติดต่อ
ของบุญล้อมที่คนกว้างขวางหรือจะเรียกอีกอย่างว่าชอบเสือกเรื่องของชาวบ้านอย่างแวนน่าจะหาให้ได้ไม่ยาก



            ‘โทรมาตอนนี้มึงอยากให้บรรพบุรุษมึงนอนสะดุ้งเพราะโดนกูด่าใช่ไหมครับไอ้เหี้ยพอร์ช! กูจะนอน!’
 และก็เป็นอย่างที่พอร์ชคาดไว้ไม่มีผิดว่าจะต้องโดนแวนด่าเอาเพราะไปรบกวนเวลานอนที่แสนมีค่าของเจ้าตัว
แต่แล้วยังไงล่ะ? ก็คนมันอยากรู้นี่หว่า



            “อย่าหงุดหงิดสิครับพี่แวนสุดหล่อ น้องพอร์ชคนนี้แค่อยากจะไหว้วานให้พี่แวนช่วยอะไรสักเล็กน้อย
 แรกกับโซโลรุ่นฉลองครบสีห้าปีของแท้ที่มึงยังไม่มีเลยเอ้า…เอาไม่เอา…นี่กูทุ่มสุดตัวเลยนะเว้ย”
เพราะกลัวว่าเพื่อนจะไม่ยอมตกลงช่วยเหลือแต่โดยดี งานนี้พอร์ชเลยต้องเสนอข้อต่อรองที่น่าสนใจยื่น
ไปยั่วกิเลสเพื่อนรักสักหน่อย



            ‘เออๆ ว่ามา’ ทำเป็นหงุดหงิด แต่แท้จริงแล้วแวนแทบจะกระโดดขึ้นมากรี๊ดซะให้รู้แล้วรู้รอด
แต่กลัวว่าพ่อกับแม่ที่นอนอยู่ห้องข้องๆจะลุกขึ้นมาแพ่นกบาลแตกเสียก่อนที่จะได้โซโลตัวใหม่ที่รอคอยมาแสนนาน



            “หาเบอร์ไอ้มหาช่างไฟเพื่อนไอ้นิ่งให้กูหน่อย” พูดบอกความต้องการของตัวเองกลับไป



            ‘เอาเมื่อไหร่’



            “ตอนนี้…เดี๋ยวนี้”



            ‘โอ้ย…ไอ้พอร์ช! ไอ้ฉิบหาย! ตอนนี้มันตีสองครับเพื่อน! ตีสองนะไม่ใช่สองทุ่มใค
รเขาจะตื่นขึ้นมารับโทรศัพท์มึ๊งงง…’ เพียงแค่ได้ยินคำบอกกล่าวของเพื่อนรักที่โคตรเอาแต่ใจ
ทำเอาแวนแทบจะพ่นไฟ



            “ก็มึงนี่ไง…เอาน่า คิดซะว่าทำเพื่อท่านโซโลสุดที่รักของมึงก็แล้วกัน”
พอร์ชตอบกลับอย่างกวนๆ ย้ำเตือนถึงของกำนัลที่เพื่อนจะได้รับหากว่าทำงานที่เขาไหว้วานได้สำเร็จ



            ‘ขอสิบนาที แล้วก็อย่าลืมโซโลกูล่ะ มึงเบี้ยวเมื่อไหร่กูยุให้ไอ้โซ่กระทืบไส้แตกแน่’
แวนพูดทิ้งไว้แค่นั้นแล้วก็หายเงียบไปกับสายลม หลังจากนั้นสิบนาทีพอร์ชก็ได้เบอร์โทรของบุญล้อมอย่างที่ต้องการ



            ‘ครับ’ เสียงที่ตอบรับสายของบุญล้อมช่างสุภาพ ซึ่งแตกต่างจากเพื่อนเขาอย่างสิ้นเชิง



            “นี่เบอร์มหาใช่ไหม กูพอร์ชนะ” ทั้งที่มั่นใจว่าเป็นเสียงของบุญล้อมแน่แล้ว แต่พอร์ช
ก็เลือกที่จะเอ่ยถามกลับไปตามมารยาท



            ‘ไม่ใช่ครับ แต่ถ้าจะคุยกับลุงมหาไว้พรุ่งนี้ผมจะติดต่อกลับไปนะครับ’ บุญล้อมที่อยู่
ปลายสายก็ตอบกลับมาอย่างเกรียนๆไม่ต่างกัน เพราะรู้สึกหมั่นไส้ที่อีกฝ่ายโทรมาหาเขาแท้ๆ
แต่กลับทำตัวไร้มารยาทสิ้นดี ไม่ว่าจะเป็นเวลาโทรหรือน้ำเสียงกวนๆนั่นก็ตาม



            “เพื่อนมึงอยู่กับกู” เพราะไม่อยากจะยืดเยื้อไปมากกว่านี้ พอร์ชจึงพูดบอกไปตามตรง
แม้ว่าจะไม่ใช่ความตั้งใจแรกที่เขาจำต้องโทรหาบุญล้อมก็เถอะ แต่ดูเหมือนว่าถ้าไม่บอกออกไปแบบนี้
เจ้าตัวจะเกรียนใส่เขาไม่เลิก



            ‘อยู่ที่ไหน! คุณโซ่เป็นอะไร ทำไมถึงต้องไปอยู่กับคุณ’ ประโยคบอกเล่าสั้นๆที่ได้ยินทำ
เอาบุญล้อมตาสว่าง ในหัวมีแต่เรื่องให้คิดไปหมด เพราะเกรงว่าเพื่อนรักจะอยู่ในอันตราย
หรือเป็นอะไรร้ายแรง เพราะคนอย่างโซ่ไม่มีทางที่จะยอมค้างอ้างแรมกับพอร์ชแบบยินยอมแต่โดยดีอย่าแน่นอน



            “ใจเย็นเว้ย! มันแค่ตากฝนจนไม่สบาย แล้วที่ต้องมานอนอยู่ที่บ้านกูก็เพราะว่ามันไข้
ขึ้นจนไร้สติบอกทางกับบ้านกับกูไม่ได้ก็เท่านั้นเอง มึงอย่าทำโวยวายเหมือนกูหลอกเพื่อนมึง
มาปล้ำสิ…ถึงแม้ว่าจะอยากก็เถอะ” พอร์ชบอก



            ‘แล้วโทรมาทำไม หรือว่าจะให้ผมออกไปรับคุณโซ่’ แม้ว่าจะวางใจได้ไม่เต็มร้อย
แต่อย่างน้อยตอนนี้โซ่ก็ปลอดภัย



            “ไม่ต้องๆ เดี๋ยวมันตื่นเมื่อไหร่กูจะไปส่งมันเอง แต่ที่กูโทรมาเนี่ย”
พอร์ชเม้มปากแน่น หยุดพูดไปพักหนึ่งเมื่อเห็นว่าโซ่ขยับตัวเปลี่ยนท่านอน



            ‘ว่าไง…ตกลงแล้วคุณโทรมาหาผมทำไม’ บุญล้อมเอ่ยเร่ง เมื่อเห็นว่าพอร์ช
เงียบไปเฉยๆ ส่วนพอร์ชที่จับโทรศัพท์แนบหูฟังบุญล้อมอยู่ตลอดก็ค่อยๆขยับลุกลง
จากเตียงเบาๆ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการนอนของโซ่ ก่อนที่จะเดินย่องไปคุยตรงนอกระเบียงห้อง



            “เออๆ กูแค่อยากจะรู้ว่า เพื่อนมึงชอบคนแบบไหนก็เท่านั้นเอง” ในที่สุดพอร์ชก็ได้
เข้าถึงประเด็นสำคัญเสียที หลังจากที่พูดอ้อมโลกอยู่นาน



            ‘ชอบคนแบบไหนน่ะผมไม่รู้หรอก ผมรู้แต่ว่าคุณโซ่มักจะแพ้ทางคนตรงๆ
กล้าได้กล้าเสีย แต่ไม่โอ้อวด อบอุ่น อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ แล้วที่สำคัญเลยคือ
คนๆนั้นจะต้องเป็นหลักคอยปกป้องซับพอร์ตความรู้สึกของเขาได้ครับ อ่อ…แล้ว
ก็ห้ามบีบบังคับหรือทำให้เขาอึดอัดใจเป็นอันขาดนะครับ ไม่อย่างนั้นเขาจะปิดกลั้น
และกันตัวเองออกจากคุณไปตลอดชีวิต’



            “นั่นเพื่อนมึงหรือสูตรคณิตวะ? ซับซ้อนฉิบหาย” พอร์ชอดไม่ได้ที่จะพูดบ่นออกมา
 เมื่อได้ยินในสิ่งที่บุญล้อมบอก เขาก็รู้สึกมึนไปหมด เพราะไม่คิดว่าโซ่จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนขนาดนั้น



            ‘นั่นก็เป็นเพราะว่าในจิตใต้สำนึกของมนุษย์เรามีการสร้างกลไกลป้องกันตัวเองไงครับ
มันจึงไม่แปลกเลยที่คุณโซ่จะกันตัวเองจากทุกสิ่งอย่าง…ออกจากความทรงจำที่เจ็บปวด’
นั่นคือประโยคสุดท้ายที่บุญล้อมพูดทิ้งไว้เป็นปริศนาก่อนที่สายจะตัดไปอย่างไม่บอกกล่าว
 และพอร์ชเองก็ไม่ได้โทรกลับไปแต่อย่างใด เพราะเขาได้รู้ในสิ่งที่อยากจะรู้ทั้งหมดแล้ว
ถึงแม้ว่าจะมีอีกหลายอย่างที่รู้แต่ยังไม่เข้าใจก็ตาม…เอาเป็นว่าเขาจะค่อยๆเรียนรู้และ
ทำความเข้าใจในตัวตนของโซ่ไปด้วยตัวของตัวเองก็แล้วกัน…ถ้ามีโอกาสนะ

..

..

..

            “เดี๋ยวตอนเย็นกูมารับไปกินข้าว” หลังจากคุยกันเรื่องข้อตกลงในการเป็น
แฟนเจ็ดวันเรียบร้อยแล้ว พอร์ชก็ขับรถมาส่งโซ่ที่บ้าน เขาถึงได้รู้ว่าบ้านของโซ่นั้นคือ
ค่ายมวยชื่อดังประจำจังหวัดที่สร้างนักสู้ลูกไอ้เข้มาแล้วหลายคน



            “บ้านกูมีข้าวกิน” แต่ดูเหมือนว่าโซ่จะไม่ให้ความร่วมมือเลยแม้แต่น้อย
เพราะเจ้าตัวเอ่ยปฏิเสธด้วยคำพูดเกรียนๆที่มาพร้อมกับสีหน้าและท่าทางกวนๆนิ่งๆ
ของเจ้าตัว ก่อนที่จะหันหลังเดินเข้าบ้านไป แต่เชื่อเถอะว่า ยังไงเย็นนี้เขาก็จะกลับมา
ลากมันไปกินข้าวด้วยกันจนได้ แต่ตอนนี้ต้องปล่อยไปก่อน เพราะถึงเวลาที่เขาต้อง
กลับไปทำงานช่วยที่บ้านแลกกับเงินเดือนพิเศษที่ต้องแบ่งไปส่งเป็นค่างวดรถอยู่เกือบครึ่ง







TBC.
ใครรู้วิธีลงรูปช่วยบอกคนเขียนทีจ้า คนเขียนอัพรูปไม่ได้สักที

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
จีบให้ติดนะหลานพอร์ช  :hao3:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ่jum

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-2
พยายามเข้าล่ะ จีบให้ติดเน้อ

ออฟไลน์ ImInDragon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
เพิ่งแวะมาอ่าน อ่านรวดเดียวถึงตอนล่าสุดเลยค่ะ  :katai2-1: :katai2-1:

แหมมมม
จะจีบติดไหมล่ะเนี่ยคุณ แบบนี้ต้องล่อ เอ้ย รอดูแล้วล่ะ  :hao6:

ชอบโซ่ตอนหวาดกลัวมาก มันดี๊ดดิ้นนนน น่ารักกกกก  :heaven

ออฟไลน์ yowyow

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4504
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +139/-7

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4757
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +179/-18

ออฟไลน์ ซีเนียร์

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 744
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
เรายังอ่านอยู่นะ

รอตอนต่อไปจ้า  :L2:

ออฟไลน์ poonbabor

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
อ่าาาาา เจ้านิ่งเรามีอะไรในใจกันนะ ทำไมตั้งกำแพงไว้แบบที่บุญล้อมว่ากัน...  แต่ยังไงพี่พร้อมจะจีบแล้วพีี่ก็ทำให้เต็มที่น เจ็ดวันอันตรายยยย

ออฟไลน์ yunnutjae

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 577
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
น้องโซ่นี่มีอดีตที่ไม่สวยงามเรื่องครอบครัวรึเปล่า....ละพี่พลนี่คือใคร๊!?   :katai1:
เอาใจช่วยพอร์ชนะ เปิดใจโซ่ให้ได้ สู้ๆ แต่ก่อนหน้านั้นสภาพร่างกายนายอาจจะช้ำในได้ ทั้งโดนฝอก หมัด ตีน โอ้ย ต้องถึกเบอร์ไหน 555555555 อ่านรวดเลย สนุกกกกกกกก  o13

ออฟไลน์ goldentime

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 158
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
สู้เขาพอร์ชตื้อให้ได้ใซ่นะ

ออฟไลน์ เขียนสือ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
    • เขียน'สือ


เขยช่างไฟสะใภ้ช่างยนต์

{07}







            “ไปไงมาไงถึงได้มาด้วยกันเล่าพ่อ” แม่ค้าร้านอาหารตามสั่งที่รู้จักกับพอร์ชกับโซ่เป็น
และพวกเด็กช่างซึ่งเป็นลูกค้าประจำเป็นอย่างดี เอ่ยทักด้วยความแปลกใจ เพราะจำได้ว่า
ทั้งสองคนนั้นเรียนอยู่ในสาขาที่เป็นอริกัน เพราะลูกชายของเธอเองก็เรียนช่างอยู่ในวิทยาลัย
เทคนิคเหมือนกัน และลูกชายของเธอก็หาใช่ใครที่ไหน แต่เป็นแวนเพื่อนสนิทของพอร์ชนั่นเอง



            “คนรักกันก็ต้องมาด้วยกันสิแม่” พอร์ชที่ยังนั่งค่อมอยู่บนรถทำพูดเป็นปริศนาด้วยสีหน้า
เจ้าเล่ห์ ทำเอาแม่ของแวนถึงกลับตกใจตาโต ต่างจากโซ่ที่ได้แต่กรอกตามองฟ้าด้วยสีหน้าระอา
เพราะตลอดทางตั้งแต่ออกจากบ้านเขามา เจอใครทักเข้าพอร์ชก็จะตอบทำนองนี้ หรือไม่ก็บอก
ไปตรงๆเลยว่าเป็นแฟนกัน โดยที่มันไม่คำนึงถึงระยะเวลาอันแสนสั้นในการคบการที่เขาพยายาม
จะเตือนเลย แถมยังเถียงอีกว่า ถึงจะคบกันแค่เจ็ดวัน แต่ก็อยู่ในสถานะแฟนกันจริงๆ จึงไม่จำเป็น
ต้องปิดบังใคร ตามสไตล์คนหน้าด้านหน้าทนอย่างมันนั่นแหละ



            ปึก!



            “อุก!”



            “ข้าวผัดหมูกรอบครับแม่” ถองศอกใส่พอร์ชเสร็จก็เดินหนีเข้ามาสั่งข้าวอย่างคุ้นชิน
ซึ่งก็เป็นเมนูเดิมที่กินเป็นประจำ ไม่เคยเปลี่ยนสักที



            “ผมเอาเหมือนมันเลยแม่ แต่ขอข้าวเยอะๆเหมือนเดิมนะแม่” พอร์ชเองก็เดินมาสั่งต่อ
จากโซ่ในทันทีด้วยเมนูเดียวกัน จะได้กินข้าวพร้อมกันโดยที่ไม่ต้องเสียเวลารอ ถึงแม้จะเป็น
เมนูที่เขาไม่เคยกินมาก่อนก็เถอะ



            “ไม่เห็นเอามาเผื่อกูเลย แล้งน้ำใจสุดๆ” พอร์ชแกล้งพูดเมื่อเห็นว่าโซ่จัดการเตรียม
น้ำดื่มที่ใครมาร้านนี้ก็ต้องจัดการหากินเอง เพราะเจ้าของร้านตั้งเตรียมไว้ให้พร้อมแล้ว
เพียงแค่ลูกค้าต้องลุกไปหาตักดื่มเองก็เท่านั้น ซึ่งบนโต๊ะนั้นก็มีน้ำแค่แก้วเดียวที่เป็นของโซ่ 
แต่ไม่เห็นในส่วนของพอร์ชเลย



            “หา แดก เอง” สามคำสั้นๆได้ใจความจากปากของโซ่ ทำเอาพอร์ชแทบจะลุกเดิน
ไปตักน้ำแทบไม่ทัน คนอะไร…เฉยชาที่สุด!



            “ไปจัดการต่อได้เลยโซ่” แม่ของแวนบอกกับโซ่ในขณะที่เอาข้าวมาเสิร์ฟให้เขา
แค่จานเดียว แต่ไม่มีในส่วนของโซ่ทำให้พอร์ชรู้สึกแปลกใจ



            “มันไปทำอะไรตรงนั้นอะแม่” พอร์ชถามด้วยความอยากรู้ เมื่อเห็นโซ่เดินดุ่มเข้า
ไปตรงบริเวณที่เป็นส่วนครัวของร้านอย่างเคยชิน



            “ดูเอาเอง” เธอทิ้งปริศนาไว้เพียงแค่นั้นก่อนที่จะเดินผละออกไปทักทายกับลูกค้า
กลุ่มใหม่ที่พากันเดินเข้ามาในร้าน



            “มึงทำห่าอะไรกับข้าววะนิ่ง” พอร์ชร้องถามเสียงหลงเมื่อเห็นจานข้าวของโซ่ที่มี
ลักษณะที่แตกต่างจากของเขาไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่สั่งเมนูเดียวกันแท้ๆ แต่ในถ้วยข้าวผัด
หมูกรอบของโซ่กลับเต็มไปด้วยน้ำซุปกระดูกหมูที่แม่ของแวนหรือตามร้านอาหารทั่วไปจะ
เสิร์ฟแยกมาให้ลูกค้าต่างหากหนึ่งถ้วย แต่โซ่กลับราดมันลงไปในถ้วยข้าว
(ที่ปกติจะต้องเป็นจาน) และกินมันทั้งอย่างนั้น



            “กูทำไร?” โซ่เลิกคิ้วถามเสียงเรียบ



            “ก็ข้าวนี่ไง” พอร์ชทำหน้าตาตื่นชี้นิ้วลงไปที่ถ้วยข้าวผัดน้ำซุปของโซ่



            “ก็แค่ข้าว ถามโง่ๆ” ดูเหมือนว่าจะเป็นการพึมพำกับตัวเองมากเสียกว่า
การตอบคำถามของพอร์ช ก่อนที่จะก้มหน้าก้มตาลงมือกินข้าวของตัวเองทันที
ทำเหมือนพอร์ชเป็นแค่อากาศธาตุที่ไม่น่าสนใจ



            “มันอร่อยหรอวะ? เฮ้ย! อย่า! มึงทำแบบนี้แล้วกูจะกินได้ไงเนี่ย” แต่ดูเหมือนว่า
พอร์ชจะไม่หยุดสงสัยง่ายๆ ถึงได้แต่ตั้งคำถามออกมาอย่างนี้ โซ่เลยจัดการเทน้ำซุปจาก
ถ้วยแยกของพอร์ชลงในจานข้าวผัดแห้งๆของเจ้าตัวซะเลย จะได้เลิกถามสักที…น่ารำคาญ
ซึ่งแน่นอนว่าพอร์ชเองก็โวยวายออกมาในทันที เมื่อเห็นข้าวผัดของตัวเองกลายร่างเป็นข้าวต้ม



            “แดก! แล้วก็เลิกถามสักที…กูรำคาญ” จัดการตักข้าวผัดชุ่มน้ำซุปในถ้วยของตัวเอง
ใส่ปากของคนเจ้าเรื่องไปคำนึงเป็นการอุดปาก จะได้เลิกถามสักที



            “เออ…อร่อยดีว่ะ” พอร์ชพูดบอกหลังจากที่กลืนข้าวคำที่โซ่ป้อนไปหมดแล้ว
และรู้สึกถูกใจในรสชาติข้าวผัดน้ำซุปตามฉบับของโซ่ที่แม้ว่าตอนแรกจะรู้สึกแหยะๆไป
สักนิดดเพราะความที่ไม่คุ้นชินในรสสัมผัส ก่อนที่จะแปลเปลี่ยนเป็นรสชาติกลมกล่อมอย่างลงตัว
ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว…ที่สำคัญคืออร่อยมาก



            “หึ!” โซ่หัวเราะออกมาเบาๆ คนเดียว เมื่อเงยขึ้นมาเห็นพอร์ชกำลังก้มหน้าก้มตา
กินข้าวผัดอย่างเอร็ดอร่อย แบบที่ไม่เหลือภาพคุณชายเจ้าปัญหาอย่างตอนแรกเลยแม้แต่น้อย



            “โอะโอ…ดูเหมือนว่ากูจะเจอข่าวใหญ่แห่งปีซะแล้วว่ะ” ระหว่างที่พอร์ชและโซ่กำลัง
เพลิดเพลินอยู่กับการทานข้าวเย็นของตัวเองอยู่นั้น แวนที่เพิ่งออกจากบ้านมาเพื่อช่วยแม่เก็บ
ร้านก็เดินเข้ามาทักทายทั้งสองคนด้วยท่าทางยียวน แต่ทั้งพอร์ชและโซ่ก็หาได้ใส่ใจ เพราะรู้ดี
ว่าแวนไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดี เพียงแค่ต้องการกวนประสาทเพื่อนอย่างพอร์ชเท่านั้น



            “ต่อยมันเลยนิ่ง ปากดีนัก” พอร์ชใช้เท้าสะกิดเรียกโซ่หวังจะให้จัดการปิดปากเพื่อนรัก
ด้วยกำปั้นแทนตนสักสักหน่อย เพื่อมันจะเลิกปากมากสักที



            “เพื่อนไม่ทำเพื่อน” คำตอบสั้นจากปากของโซ่ทำเอาพอร์ชงงเป็นไก่ตาแตก



            “ห้ะ! เพื่อน? มึงกับไอ้แวนเนี่ยนะ?” จ้องหน้าอ้าปากถามทำเหมือนว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายซะงั้น



            “ก๊าก! ไอ้พอร์ชเลิกทำหน้าเหมือนหมาสงสัยสักทีเถอะ…ฮาว่ะ” แวนหัวเราะเสียงดังลั่น
ออกมาอย่างสะใจเมื่อเห็นหน้างุนงงของพอร์ช เช่นเดียวกันกับโซ่ที่ทำเป็นนั่งก้มหน้ากินข้าวอยู่เงียบๆ
แต่แท้จริงแล้วก็แอบขำอยู่เหมือนกัน



            แปะ



            “ปากว่างมากก็แดกไปเลย” พอร์ชปาแตงกวาใส่หน้าเพื่อนด้วยความหมั่นไส้



            “โอ๋ๆ ไม่งอแงนะคะพี่พอร์ช น้องแวนคนนี้ก็แค่รู้จักกับเพื่อนโซ่ก่อนพี่พอร์ชก็เท่านั้นเอง ก๊าก…”
วางระเบิดลูกสุดท้ายเสร็จก็ชิ่งหนีไปล้างจานหลังร้านตามที่แม่เอิ้นบอกทันที ปล่อยให้พอร์ชนั่งทำหน้า
หงิกหงุดหงิดอยู่อย่างนั้น



            “มึงรู้จักไอ้แวนได้ยังไง แล้วรู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมกูไม่เห็นรู้เรื่องเลย” พอร์ชถามใน
ขณะที่จอดรถติดไฟแดง เพราะก่อนหน้าที่จะออกมาจากร้านข้าวก็แอบเข้าไปถามจากแวนมาแล้ว
แต่แวนโบ้ยให้มาถามกับโซ่แทน



            “จอดตรงนี้ก่อน” โซ่ไม่ได้ให้คำตอบอะไร แถมยังสั่งให่พอร์ชจอดรถตรงบริเวณหน้าร้าน
นมปั่นอีกต่างหาก ทำเอาพอร์ชถึงกับเบรกตัวโก่ง แต่ดีว่าข้างหลังไม่มีรถขับตามมา จึงไม่มีใคร
ได้รับอันตรายแต่อย่างใด



            “โกโก้กับชาเขียวไม่หวานเพิ่มไข่มุกอย่างละแก้วครับป้า” โซ่ลงจากรถแล้วพุ่งตรงไปสั่งสิ่ง
ที่ตัวเองต้องการทันที พอได้แล้วก็กระโดดขึ้นซ้อนรถของพอร์ชตามเดิม ทำเอาพอร์ชไปไม่เป็นเลย
 เมื่อมาเจอคนที่ไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ได้อย่างโซ่ เพราะปกติแล้วคู่นอนหรือจะเรียกแบบสวยๆ
หน่อยก็คนรักชั่วคราวของเขานั้น ถ้าหากต้องการอะไรแล้วจะต้องเกริ่นก่อนสักนิดหรือไม่ก็มาออดอ้อน
เตรียมวางแผนการอยู่ประมาณสามวันเห็นจะได้ ไม่มีมาปุบปับปุ๊บปั๊บเหมือนอย่างที่โซ่เป็นนี่หรอก…
บอกตรงๆ ว่าเขาตามไม่ทันจริงๆ



            “ไม่คิดจะแบ่งกันเลยหรอวะ” พอร์ชพาโซ่ขึ้นมานั่งเล่นที่ดาดฟ้าที่อยู่เหนือตึกสี่ชั้นของ
บ้านตัวเอง ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดในตึกแถวแถบนี้แล้ว จึงทำให้เห็นท้องฟ้ากว้างสุดลูกหูลูกตา
เพราะไม่มีอะไรมาบดบังทัศนียภาพรอบด้านเลย ยกเว้นตรงจุดที่เป็นตำแหน่งที่ตั้งของ
โรงพยาบาลที่อยู่ไกลๆด้านซ้ายมือเท่านั้นเอง



            “อะไร?” โซ่ถามทั้งยังตั้งหน้าตั้งตาดูดชาไข่มุกในมือสลับกันไปมาแบบไม่มีหยุดพัก



            “ก็น้ำนั่นไง เห็นถือมาสองแก้วก็คิดว่าซื้อมาเผื่อกัน ที่ไหนได้…แดกหมดคนเดียวเลย!”
บอกตามตรงเลยว่าตอนแรกพอร์ชรู้สึกดีมาก เมื่อเห็นโซ่สั่งน้ำหวานมาสองแก้ว เพราะคิดว่าโซ่
จะมีแก่ใจคิดถึงกันบ้าง แต่ที่ไหนได้ เจ้าตัวกลับเล่นกินคนเดียวทั้งสองแก้วเลย



            ปึก!



            แต่ในขณะที่พอร์ชกำลังนั่งน้อยอกน้อยใจในความคิดไปเองของตัวเองอยู่นั้น
ก็จำต้องตกใจ เมื่อหันไปเห็นแขนยาวๆ มือขาวๆ ที่หยิบยื่นแก้วน้ำหวานสีเขียวสดใสเข้า
มากระแทกปากของตัวเองอย่างจัง



            “แดกๆเข้าไปจะได้เลิกหอนสักที” โซ่กรอกตาพูดบอกเสียงนิ่ง เมื่อพอร์ชเลิกคิ้วถาม



            ถามว่าเจ็บไหม? ก็ต้องบอกเลยว่าเจ็บ! แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเขาได้แอบจ้องตา
กับโซ่เพียงเสี้ยววินาทีที่ก้มลงไปดูดชาเขียวนั้น บอกเลยว่า โคตรฟิน~ ถ้ามีปีกเหมือนนก
นี่นะป่านนี้เขาคงได้ตีปีกบินไปไกลแล้ว ขับเคลื่อนด้วยแรงมโนของตัวเองไปจนสุดขอบโลกแล้วล่ะ



            “หวาน~” ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ทั้งสีหน้าท่าทางและน้ำเสียงของพอร์ชที่โซ่ได้เห็น
ได้ดูได้ฟังนั้นมันช่างชวนอ้วกเสียจริง…จะหวานเยิ้มไปไหนครับ!



            “หึ!” ลุกหนีมันไปเกาะขอบที่กั้นยืนดูพระอาทิตย์ที่จะตกดินเสียดีกว่าต้องมาทนดูหน้า
หมาเมากัญชาแบบมัน ไม่ใช่อะไรหรอก…แค่มันรู้สึกจักจี้ก็เท่านั้น ไม่ได้คงไม่ได้เขินอะไรมันหรอก…จริงจริ๊ง~



            แชะ!



            “ทำอะไร?” โซ่หันกลับมาจ้องถามพอร์ชอย่างจับผิด เพราะรู้สึกเหมือนว่าจะได้ยิน
เสียงชัตเตอร์ถ่ายภาพเบาๆ แต่พอหันกลับมาดูก็ไม่มีอะไร แถมพอร์ชยังคงนั่งอยู่ที่เดิม
ท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่างหาก



            “ป๊าว~”



            “หึ!” ตอนแรกก็ไม่มั่นใจหรอก แต่พอมาเจอคำปฏิเสธเสียงโคตรสูงของพอร์ชแล้ว โซ่มั่นใจเลยว่าตนจะต้องโดนอีกคนแอบถ่ายรูปไว้อย่างแน่นอน



            “ขอซื้อได้ไหมวะ? ได้เสียง ‘หึ’ ของมึงเนี่ย กูฟังทีไรขนลุกทุกที” พอร์ชขมวดคิ้ว
ถามอย่างจริงจังอย่างกับเป็นคอขาดบาดตาย



            “อยากถ่ายรูปกับกูหรอ? มาดิ” โซ่เมินกับคำถามไร้สาระของพอร์ชไป ก่อนที่จะกวักมือ
ชักชวนให่พอร์ชไปถ่ายรูปด้วยกัน ทำเอาพอร์ชถึงกับตาโตอ้าปากค้างไปเลย



            “มึง? กู? รูปคู่มึงกับกูหรอ?” ชี้นิ้วไปที่โซ่ ก่อนที่จะชี้นิ้วกับมาที่ตัวเอง ถามติดๆขัดๆ
เพราะยังตั้งตัวไม่ทันกับคำชักชวนที่กะทันหันของโซ่



            “รึมึงจะกลับไปถ่ายกับได้ด่างที่บ้านกูดี?” โซ่เอียงคอถามกวนๆด้วยหน้านิ่งๆสไตล์ตัวเอง
ในขณะที่ต้องแอบหยิกแขนตนเองจากทางด้านหลัง เพื่อบังคับไม่ให้ตัวเองหลุดขำออกมา



            “ไม่ๆ ถ่ายๆ ถ่ายกับมึงนี่แหละ” พอร์ชรีบลุกเดินจ้ำมาหาโซ่ด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลนทำเหมือน
กับว่าโซ่จะหายตัวไปภายในไม่กี่วินาทีนี้เสียอย่างนั้น แต่พอพอร์ชเดินเข้ามาถึงแล้ว โซ่กลับบอกว่า…



            “กูหลอก” ผลักหน้าพอร์ชออกจากตัวเอง แล้วชิ่งหนีเปิดประตูลงบันไดกลับเข้าไปในตัวบ้าน
 โดยมีพอร์ชเดินโวยวายตามมาติดๆ



            ปึก!



            “เฮ้ยนิ่งระวัง!” พอร์ชร้องเตือนเสียงดัง เมื่อถึงทางแยกที่จะเดินลงไปชั้นสามนั้นมี
คนเดินสวนขึ้นมาพอดีกับตอนที่โซหันมาบ่นใส่ตนเรื่องที่ตนแกล้งเตะขาเจ้าตัว จึงทำให้โซ่
โดนใครคนนั้นเดินชนจนตกบันไดไปหลายขั้น



            “อ่า…” โซ่ร้องครางออกมาด้วยความเจ็บ เพราะรู้ตัวอีกทีก็กลิ้งลงมานอนแอ้งแม้ง
อยู่ตรงบริเวณชานพักระหว่างชั้นสามกับชั้นสี่แล้ว



            “เป็นอะไรมากเปล่าวะ” พอร์ชรีบวิ่งลงมาดูอาการโซ่ทันทีด้วยความเป็นห่วง



            “ไม่เป็นไร” แม้ว่าเสียงที่ตอบกลับมานั้นจะยังนิ่งเรียบเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
แต่สีหน้าและท่าทางที่แสดงความเจ็บปวดออกมาอย่างชัดเจนนั้นมันขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง



            “โทษทีนะฉันไม่ได้ตั้งใจ พอดีรีบเดินไปหน่อย เจ็บมากหรือเปล่า” น้ำเสียงนุ่มทุ่ม
ที่เอ่ยขอโทษออกมานั้นทำเอาโซ่แทบหยุดหายใจ…ทั้งคิดถึง…ทั้งคุ้นเคย



            ตอนนี้โซ่แทบจะลืมความเจ็บปวดของร่างกายไปจนหมดสิ้น ในหัวก็มีแต่ภาพของ
ใครบางคนหมุนวนสลับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เหมือนกับกำลังนั่งดูอัลบั้มภาพความทรงจำ
ของตัวเองอยู่อย่างไงอย่างนั้น



            “นิ่ง…นิ่ง…โซ่…เฮ้ย…ไอ้โซ่” พอร์ชเขย่าตัว แหกปากร้องเรียกโซ่อยู่ใกล้ๆ
ด้วยความเป็นกังวล เมื่อเจ้าตัวแน่นิ่งไปไม่ต่างจากคนไร้สติ แต่โซ่กลับมองข้ามพอร์ช
ไปหาใครอีกคนที่ยืนอยู่ข้างหลังพอร์ช ไล่มองตามกางเกงลายพรางขึ้นไปถึงเสื้อสีเดียวกัน
ที่พับแขนขึ้นเหนือข้อศอกอย่างเป็นระเบียบ เลยไปถึงสันกรามได้รูป ริมฝีปากบาง จมูกเป็นสัน
คิ้วเข้มเรียงตัวหนาลอย เด่นเหนือดวงตาเรียวรี



            คู่กรณีทั้งสองคนจ้องมองกันอย่างไม่ละสายตา ต่างคนต่างก็สำรวจตรวจดู
ไล่เรียงตั้งแต่เท้าจรดหัว หัวจรดเท้า เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดไป
ก่อนที่จะพูดออกมาพร้อมกันว่า…



            “พี่พล! / ซอโซ่!”









TBC.

​คบกับพี่ไม่ต้องกลัวรักพัง เพราะพี่เป็นช่างพี่ซ่อมได้ #คำคมเด็กช่าง
    Ps.ย้ำเตือนกันอีกสักครั้งว่านิยายของเราเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของ
คู่รักเด็กช่างคู่หนึ่งที่ไม่ได้เน้นเรื่องทะเลาะวิวาทต่อยตี และไม่ค่อยมีเรื่องหวือหวานัก
เพราะฉะนั้นคนเขียนจึงไม่อยากให้คนอ่านคาดหวังมาก แต่อยากให้อยู่ด้วยกันไปจนจบเรื่องเลย #ด้วยรัก

ออฟไลน์ yunnutjae

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 577
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
อ้าวเฮ้ย พี่พลเป็นพี่ชายของพอร์ช?  งานหินอะ เหมือนความสัมพันพัฒนาไป1ก้าว แต่จะถอยหลังไป3ก้าว สู้ๆนะพอร์ช  :เฮ้อ:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด