———— ลั่นดาล ———— (ตอนพิเศษ๑) ๐๔.๐๑.๖๒
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ———— ลั่นดาล ———— (ตอนพิเศษ๑) ๐๔.๐๑.๖๒  (อ่าน 92756 ครั้ง)

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1512
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
Re: ———— ลั่นดาล ———— (๑๔) ๒๙.๐๗.๖๑
«ตอบ #120 เมื่อ29-07-2018 23:04:46 »

อห.ตอนนี้เก็ทหลายเรื่อง คลายปมได้ระดับนึงเลย แต่สรุปแล้วคือทุกคนก็เลวเสมอกันดีอ่ะ 5555 น้องชอบอยากแย่งของพี่ แย่งให้ได้มาไม่ว่าจะชอบจะสนใจหรือไม่ ขอแค่ได้แย่ง พี่ดันพลาดทำมินท้องและด้วยความที่ไม่ยอมแพ้ พอรู้ความจริงว่าชอบถูกแย่งก็ต้องการเอาคืนบ้าง พี่น้องพอกันเลย 555 ภัค ธันวา มินตรา กลายเป็นหมากวิ่งวนในเกมส์สองพี่น้องไปแบบงงๆไม่รู้ตัวเลย 5555 แต่น้องดันพลาดก่อนซะงั้น แล้วคนที่ได้ประโยชน์จากวังวน4คนนั้นสุด .....หึหึ!! ตั้งใจหรือมันเข้าทางพอดีวะ? 555555 //เคยเดาไว้ มินฆ่า ธันอำพราง ภัคปกปิด ขอเดาใหม่อีกที มิน+ธันฆ่า ธันอำพราง ภัคปกปิดแต่หลักฐานชี้ชัดไปที่มิน เดาแบบนี้ละกัน เปลี่ยนแผนเดาทุกตอน 5555 สนุกมาก แม้ว่าอย่างไรยังไงก็อยากให้จบดีนะ อยากให้ภัครักคิมหันต์จริงๆจากใจไม่ใช่เพราะต้องเลือกทางที่ดี แต่คิมคงต้องง้อหนักหน่อยเมื่อภัครู้ความจริง แต่ภัคก็คงไม่งอนเยอะ ตัวเองก็ใช่ว่าจะไม่ผิด เดี๋ยวๆรอดูตอนต่อไปดีกว่า รอตอนต่อไปค่ะ ชอบๆสนุกๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-07-2018 21:13:31 โดย blove »

ออฟไลน์ TanyaPuech

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4394
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +530/-23
Re: ———— ลั่นดาล ———— (๑๔) ๒๙.๐๗.๖๑
«ตอบ #121 เมื่อ30-07-2018 02:11:33 »

 :pigha2:  เดาไม่ผิด คิมหันต์ร้ายสุด
คิมหันต์นี่แหล่ะฆาตกรตัวจริง

ออฟไลน์ naruxiah

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 947
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
Re: ———— ลั่นดาล ———— (๑๔) ๒๙.๐๗.๖๑
«ตอบ #122 เมื่อ30-07-2018 07:06:36 »

อ้าว​ รึจะเป็นคิมที่ฆ่าเหม​  :katai1:

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4158
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
Re: ———— ลั่นดาล ———— (๑๔) ๒๙.๐๗.๖๑
«ตอบ #123 เมื่อ30-07-2018 18:16:36 »

ทำไมเกมพลิกกลายเป็นคิมน่าจะฆ่าแล้ว เราทีมธันวา รักกก

ออฟไลน์ Justccwpo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: ———— ลั่นดาล ———— (๑๔) ๒๙.๐๗.๖๑
«ตอบ #124 เมื่อ31-07-2018 00:25:42 »

มันไม่พอจริงๆค่ะ

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
Re: ———— ลั่นดาล ———— (๑๔) ๒๙.๐๗.๖๑
«ตอบ #125 เมื่อ01-08-2018 17:51:56 »

ปมเยอะมาก :z3:

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2877
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
Re: ———— ลั่นดาล ———— (๑๔) ๒๙.๐๗.๖๑
«ตอบ #126 เมื่อ13-08-2018 07:53:53 »

ที่หนูดาเห็นคืนนั้นคือพ่อตัวจริงเลยใช่ไหม

ตอนนี้เริ่มมีเค้าลางบ้างแล้ว ซับซ้อนมากค่ะ
อำนาจในมือ ถือไว้ระวังหนักนะคิมหันต์

ตอนนี้สงสารธันวา แต่ต่อไปภัคจะน่าสงสารกว่าไหม

ออฟไลน์ Toxic

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: ———— ลั่นดาล ———— (๑๔) ๒๙.๐๗.๖๑
«ตอบ #127 เมื่อ16-08-2018 08:20:14 »

ธันจะถูกทำให้เป็นแพะรึเปล่าคะ? :really2:

ออฟไลน์ กระเหี้ยนกระหือรือ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 86
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
Re: ———— ลั่นดาล ———— (๑๔) ๒๙.๐๗.๖๑
«ตอบ #128 เมื่อ29-08-2018 22:23:07 »

๑๖




“ช่วงนี้มีเรื่องอะไรดี ๆ เกิดขึ้นหรือเปล่า ผมเห็นคุณเอาแต่ยิ้ม” 

“แค่สบายใจน่ะ”

“สบายใจ…? สบายใจเรื่องอะไรเหรอครับ”

“ก็หลาย ๆ เรื่อง ยกเว้น…”  คิมหันต์รวบช้อนในจานเมื่อทานเสร็จและดื่มน้ำตามเป็นการปิดท้ายแล้วถึงได้ปริปากว่ายกเว้นเรื่องอะไร  “…ยกเว้นเรื่องของนาย”  มองด้วยสายตายากจะคาดเดาระหว่างกล่าวด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง   

“เรื่องของผม…?”  ภัคที่กำลังวางแก้วน้ำลงเลิกคิ้วเหมือนจะถามความต่อ ก่อนจะร้องอ่อในใจ คิดออกได้อยู่เรื่องหนึ่งซึ่งกลายเป็นชนักติดหลังมาจนถึงปัจจุบันแถมอาจจะนำไปสู่ข้อพิพาทในอนาคต แน่นอนว่าประเด็นนี้จะวนเวียนเพื่อรอวันถูกขุดขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีปากเสียงกัน  “ถ้าเป็นเรื่องระหว่างผมกับธัน ผมบอกเขาไปแล้วนะเรื่องที่เราตกลงกันว่าจะให้เขาออกจากบ้าน”

“แล้วหมอนั่นว่ายังไง”

“ก็ไม่ว่ายังไง เขายอมไปแต่โดยดี”

“ง่าย ๆ อย่างนั้นเลย”  ถามไปอย่างนั้นแท้จริงแล้วก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจ ก็เป็นไปตามคาด

ถ้าคนอย่างธันวาหันมาต่อต้านนั่นแหละถึงจะน่าแปลกใจ ความจริงก็เสียดายความจงรักภักดีที่อีกคนมีต่อคนตรงหน้า ร่างบางจะรู้ไหมนะว่าใกล้จะเสียคนที่รักตัวเองมาก ๆ อีกคนไปและแต่ก่อนที่ทุกรายจะจากไป ตนจะทำให้มั่นใจว่าจะย้อนกลับมาแวงกัดไม่ได้อีก 
 
“มีอะไรหรือเปล่าครับ”  เห็นนายตำรวจนั่งใจลอยก็พลอยเป็นห่วงเป็นใย 

“สองสามวันนี้บ้านเรามีแต่เรื่องวุ่นวายพอว่างเลยเพิ่งคิดอะไรออกน่ะ เรื่องสาเหตุการตายที่แท้จริงของเหมันต์”

ภัคหมดอารมณ์ทานมื้อค่ำไปโดยปริยายและรีบหลบสายตาหลุบมองผ้าปูโต๊ะด้วยสีหน้าเลิ่กลั่ก พอเกิดช่องว่างระหว่างบทสนทนา ก็ทำทีท่าว่าจะเก็บจานไปล้าง ลุกออกจากเก้าอี้อย่างร้อนรนขณะโดนจับตามองทุกฝีก้าว แม้ร่างบางจะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เอนจอยกับหัวข้อสำคัญ แต่คิมหันต์ก็ยังอุตส่าห์เดินตามมาถึงในห้องครัว ราวกับจงใจทำลายช่วงเวลาหัวค่ำที่แสนเรียบง่ายของร่างบางเสียอย่างนั้น 
   
“ฉันรู้มาว่ามีวิธีนึงที่ฆาตกรสามารถเข้าหาตัวเหยื่อได้โดยที่เหยื่อไม่ระวังตัว นั่นคือการมีเพศสัมพันธ์และจากการชันสูตรศพ หมอพบความผิดปกติบางอย่างทางร่างกายของเหมันต์แล้วถึงถามฉันว่ารู้จักออโต้อีโรติคไหม ฉันตอบไปว่าไม่ เธอเลยบอกให้ฉันลองหาข้อมูลออโต้อีโรติคชนิดขาดอากาศหายใจอ่านดู”

“มัน… คืออะไรเหรอครับ”  ทำเหมือนอยากมีส่วนร่วมในบทสนทนาเผื่อจะลดอาการพิรุธได้ทั้งที่อยากหนีไปจากตรงนี้ใจจะขาด เป็นครั้งแรกที่รู้สึกอยากสลัดนายตำรวจออกจากชีวิต นี่อาจจะเป็นหมายถึงสิ่งที่ธันพยายามเตือนมาโดยตลอด ว่าฆาตกรจะรักกับตำรวจไม่ได้ แต่ถ้ารักไปแล้วก็ลำบากหน่อย ต้องคอยแบกรับความอกสั่นขวัญแขวนไว้เพียงลำพัง   

“มันคือการมีเซ็กแบบวิตถาร แบบทำให้ขาดอากาศหายใจเพื่อสำเร็จความใคร่อะไรประมาณนั้น”

ภัคหันกลับมาเห็นนายตำรวจสาธิตประกอบคำอธิบายด้วยการบีบคอตัวเองอย่างไม่จริงจัง ก่อนจะถูกสวมกอดจากด้านหลัง หมดหนทางปลีกตัวออกไปจากความกระอักกระอ่วนในขณะที่อีกคนยังชวนคุยเรื่องเก่า  “มีบทความบอกว่าออโต้อีโรติคชนิดขาดอากาศหายใจสามารถทำได้ทั้งด้วยตัวเองหรือมีคู่นอน ต้องอาศัยความไว้ใจกันมาก ๆ ต้องผ่านการศึกษา ผ่านการซ้อมหรือคุยกันอย่างจริงจัง แถมคนที่มีรสนิยมแบบนี้ก็ไม่จำเป็นว่าต้องมีปมในอดีต น่าสนใจดีแฮะ”

ออโต้อีโรติค ถือเป็นหัวข้อใหญ่ ใช้เรียกแทนการเบี่ยงเบนทางเพศ ในแง่ของการสำเร็จความใคร่ด้วยวิธีต่าง ๆ นานา ส่วนชนิดขาดอากาศหายใจก็ถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งในนั้น จะนิยมตัดออกซิเจนที่ไปเลี้ยงสมองเพื่อให้เกิดความรู้สึกเบา  เข้าข่ายลักษณะคล้ายกับ มาโซคิสม์ คือสุขสุดยอดเมื่อตนเองเจ็บปวดเจียนตาย

โดยเฉพาะขณะจวนเจียนใกล้ขาดอากาศหายใจจนใบหน้าขึ้นสีคล้ำ

“แต่ฉันคิดสภาพน้องชายตัวเองไม่ออกเลย เหมันต์ขี้ขลาดจะตาย ไม่น่ายอมทำเรื่องเสี่ยงอันตรายขนาดนั้น”

“ฟังดูน่ากลัวจังครับ” 

ยิ่งลงรายละเอียดลึกคนถูกกอดยิ่งรู้สึกมืดแปดด้าน เกิดภาวะความดันต่ำ หูอือตาลายคล้ายจะวิงเวียนจนต้องจับเคาน์เตอร์เป็นหลัก คงเป็นผลข้างเคียงจากการพยายามปกปิด ประหนึ่งเป็นอีกรายที่กำลังโดนคิดบัญชี     

“บางทีเหมันต์อาจจะทำด้วยตัวเอง”  นายตำรวจด่วนสรุปด้วยความไวจนภัคเผลอถอนหายใจโล่งอก หลงกลกับการหลอกให้ตายใจก่อนใบหน้าจะกลับมาขาวซีดอีกครั้งหลังได้ยินประโยคที่กระซิบข้างหู  “…หรืออาจทำกับใครสักคน”

ไม่ต่างจากการโดนปั่นหัว แต่เพราะความหวาดกลัวบดบังทัศนียภาพเลยไม่ทันระแคะระคายไอ้พฤติกรรมรู้มาก ถ้าเพียงแต่จะสังเกตคงเห็นสีหน้าสนุกสนานของคิมหันต์ ดูเหมือนจะมีอะไรมากกว่าแค่ข้อมูลทั่วไปที่อ่านมา  “ก่อนที่โมรีจะตายเธอให้การว่าเหมันต์มีกิจกรรมทางเพศที่ปกติดี แล้วนายล่ะ นายอยู่ที่นี่มานานไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นอะไรเลยเหรอ”

“พี่มินน่าจะพอตอบคุณได้”

“พี่สาวนายบอกว่าไม่เคยนอนกับเหมันต์อีกเลยนับตั้งแต่วันนั้น”  วันที่เข้าใจว่าถูกแฝดน้องข่มขืน ส่วนแฝดพี่ยืนหลับหูหลับตาอยู่ห่าง ๆ  “ภัค”  เว้นช่องไฟไว้ให้ลุ้นอีกตามเคย ก่อนจะเอ่ยบางอย่างทางอ้อมและไม่ว่าอีกคนจะยินยอมหรือไม่ก็พร้อมโน้มนาวใจด้วยน้ำเสียงบางเบาราวกับคนหลงทาง  “ฉันแค่อยากเข้าใจความรู้สึกนั้น…” 

สงสัยเครียดกับงานจนสมองกลับ นายตำรวจถึงหลุดปากร้องขอในเรื่องที่สุดแสนอันตราย คิดจะให้ร่างบางรับหน้าที่สำคัญทั้งที่มันร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตถ้าหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา นับเป็นความกล้าที่บ้าบิ่นและการตัดสินใจโดยพลการ แต่เพราะเอ่ยขอต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญคิมหันต์จึงวางใจในระดับหนึ่ง

เป็นภัคที่คาดไม่ถึงและส่ายหัวเหมือนไม่เข้าใจคำขอนั้น ปฏิเสธด้วยกิริยาพึมพำว่าพูดเรื่องอะไรของคุณก่อนจะถูกหมุนตัวให้กลับมาเผชิญกับความอ้อนวอนทางสายตา ร่างบางหลบเลี่ยงด้วยการเซมองไปไกลขณะคนเป็นแฝดพี่ปักใจเชื่อว่ามันสัมพันธ์กับความฝันที่เกิดขึ้นบ่อยอย่างแน่นอน

ตอนมีชีวิตพวกเขาสื่อถึงกันแต่พอเหมันต์ตายคิมหันต์ก็ไม่ฝันว่าถูกรัดคอหรือถูกครอบหัวอีก

“ผมไม่เข้าใจว่าคุณกำลังพูดเรื่องอะไร”  เอ่ยอย่างอ่อนแรง อ่อนล้ากับการแสแสร้งเต็มทนจนแทบร้องไห้ อยากจะพูดให้อีกคนตระหนักถึงความเป็นความตายแต่ก็น้ำลายท่วมปาก ถ้าทำอย่างนั้นก็เท่ากับแบไต๋ ได้แต่ถอนหายใจเสียงดังแล้วมองสีหน้าจริงจังเหมือนอยากจะเตือนว่าคุณไม่รู้หรอกว่ากำลังเล่นอยู่กับอะไร นั่นเสี่ยงยิ่งกว่าแขวนชีวิตไว้บนเส้นด้ายด้วยซ้ำ อีกอย่างคือไม่อยากกลับไปคิดถึงมัน ต้องการปิดตายความทรงจำส่วนนั้นไปให้หมด   
 

‘ฉันเชื่อใจนายได้ใช่ไหม’
‘จะถามแบบนี้ทุกครั้งที่มีอะไรกันหรือไง’
‘ก็แค่อยากมั่นใจ’



เสมือนใบหน้าแฝดน้องซ้อนทับกับแฝดพี่ ริมฝีปากหนาขยับถามคำถามเดียวกัน  “ฉันเชื่อใจนายได้ใช่ไหม”
   









“คุณไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยนะ”  แทนที่จะคล้อยตามกับการเล้าโลมกลับกระวนกระวายจนไม่มีอารมณ์วาบหวาม นอกจากเอียงหนีการซุกไซ้เสมือนไม่เต็มใจให้สัมผัสเลยสักนิด หัวสมองก็เอาแต่คิดจะหาทางออก สองมือพยายามดันไหล่กว้างหวังให้หยุดล่วงเกินเพื่อเจรจากันก่อน  “ถ้าคุณต้องการผมยอมทำให้คุณก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ในห้องนี้”

บรรยากาศเก่า ๆ เคล้าความวังเวงทำให้ร่างบางกลัวหัวหด ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเจาะจงทำในห้องของคนตาย ร่วมรักในห้องหนูดาเหมือนเดิมก็ได้ในเมื่อกล่อมหลานสาวหลับไปแล้วแต่ตอนค่ำ ไม่จำเป็นต้องถ่อมาถึงที่นี่

ที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นห้องนอนของเหมันต์และยังเป็นสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม   

“เดี๋ยวคุณ…”  ทัดทานไปก็เปล่าประโยชน์ เหมือนพูดให้คนหูหนวกฟัง

ภัคถูกผลักลงเตียงนอนที่ห่างหายจากการใช้งานมานานและถูกจับพลิกด้านเป็นนอนคว่ำ โดยมือใหญ่ข้างหนึ่งจับร่างบางถอดท่อนล่างระหว่างที่อีกมือควักแก่นกายตัวเองออกมาสาวให้แข็ง แหกก้นงอนแล้วสอดใส่ส่วนปลายฝ่าความแห้งเหือด ตามด้วยการเขยื้อนเข้าออกอย่างใจร้อน ไม่ผ่อนแรงแถมกระแทกซ้ำอย่างหนักหน่วง ราวกับจวกแทงด้วยท่อนเนื้ออย่างฉุนเฉียว 

ห้องของเหมันต์ก่อเกิดความรู้สึกที่รุนแรง สภาพแวดล้อมมีผลต่อความต้องการและแทรกความเย้ยหยันลงไปในทุกจังหวะ ขณะทำรักก็ยืนเท้าเอวอย่างวางอำนาจ คิมหันต์กวาดนัยน์ตามองทั่วบริเวณระหว่างเล่นลิ้นเลียริมฝีปาก ส่วนภัคจากตอนต้นไม่มีอารมณ์ร่วมแต่พอโดนกระทำจนอ่วมอรทัยก็ปล่อยตัวปล่อยใจ ความเสียวเบียดความเจ็บตกไหล่ทาง ทอดกายให้ชำเราอย่างป่าเถื่อนท่ามกลางเสียงเตียงเคลื่อนอย่างดุดัน

ยกแรกผ่านไปใช้เวลาประมาณสถิติเก่า พอถดกายเข้าออกจนคายของเหลวเจือจางก็ชักกลับ

แล้วปล่อยให้คนร่านรักตามประกบ อ้าปากอมแก่นกายไว้ใช้ลิ้นตะวัดอย่างช่ำชองขณะช้อนมองอย่างยั่วยวน นายตำรวจใช้เวลานั้นจัดการถอดเสื้อตัวเองอย่างเชื่องช้า สลับสายตามองระหว่างดวงหน้าแดงก่ำของภัคกับตู้เสื้อผ้าที่ปิดไว้อย่างดีและก่อนที่จะหลั่งอีกรอบ ร่างบางได้ลิ้มรสชาติแค่พอหอมปากหอมคอเพราะอีกคนชัดแก่นกายออกจากปาก

พอร่างบางถามว่าเป็นอะไรก็ไม่ตอบ แค่เดินอ้อมเตียงขนาดหกฟุตไปยังตู้เสื้อผ้าแล้วลงมือค้นหาบางอย่าง โดยภัคนั่งมองตามด้วยความสงสัยจนเมื่อเห็นมือใหญ่ไล่มือตามลิ้นชักก็ขนลุกตั้งแต่หัวจรดเท้า ลืมเป้าหมายการมาถึงห้องนี้ไปเสียสนิท เมื่อเปิดลิ้นชักก็พบกับเนกไทมีลวดลายไปยันสีเรียบเนียน 

คิมหันต์หยิบเนกไทออกมาหนึ่งเส้น เป็นคนเลือกเองว่าจะให้ลายไหนประดับอยู่บนลำคอแล้วก็เดินย้อนกลับมาที่เตียง กวักมือเรียกภัคอย่างมีความหมายและล้มตัวนอนหงายจนอวัยวะเพศตั้งตระหง่าน ร่างบางเขยิบมาบริการอย่างอิดออด ขึ้นร่อนสะโพกอย่างเนิบนาบขณะทำสีหน้าลำบากใจ สุดท้ายก็ขอให้คนชอบความท้าทายลองคิดทบทวนดูอีกทีเพราะบทรักครั้งนี้มีแต่จะเสี่ยงกับเสี่ยงตาย อีกความจริงที่ปิดบังไว้ก็คือตนห่างหายจากการทำอย่างนั้นมาพักใหญ่

ก็ตั้งแต่เหมันต์ตาย ก็ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องน่ารังเกียจอีกต่อไป

ลึก ๆ ก็กลัวใจถ้าควบคุมน้ำหนักมือตัวเองไม่ได้ เหตุการณ์จะเลยเถิดแค่ไหน 

ทั้งที่เพิ่มแรงควบจวบจนตัวเองหลั่งรดกล้ามหน้าท้อง ของลับของนายตำรวจก็ยังแข็งค้างอย่างกับว่ารูทวารไม่อาจบันดาลและเติมเต็มความสุขได้อีกต่อไป ใจจดใจจ่อกับหนทางไปสู่สวรรค์ด้วยวิธีอื่น คิมหันต์ยื่นและยัดเนกไทใส่มือเรียวอย่างมุ่งมั่นพร้อมบอกเสร็จสรรพว่าการเขย่าแขนหลายทีคือสัญญาณผ่อนแรงในกรณีฉุกเฉิน

ภัคก้มมองเนกไทในมือด้วยแววตาหวาดหวั่น มันคืออันเดียวกับคืนนั้น โชคร้ายที่ดันจำรายละเอียดได้แม่นยำ

ขณะบั้นท้ายถูกประคองให้ขยับเพื่อขับเคลื่อนความปรารถนาไปข้างหน้า มือเรียวก็เผลอลูบผ้าด้วยความเคยชิน สัมผัสมันติดอยู่ที่ปลายนิ้วมาโดยตลอด ความทรงจำในวันวานย้อนกลับมาเล่นงานภายใต้ความเงียบงัน ตอกย้ำว่าไม่มีวันหนีสิ่งที่ตัวเองเคยทำพ้นและมันจะหลอกหลอนไปจนวันตาย ในเมื่อสลัดยังไงก็ไม่หลุดก็ต้องเลิกมุดหัวอยู่แต่ในกระดอง 

คิมหันต์ฝากชีวิตไว้ในมือของร่างบางอย่างกล้าหาญ

ก่อนภัคจะเริ่มลงมือย้อนรอยการฆ่าอย่างเลือดเย็น

มือเรียวค่อยเป็นค่อยไป ใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการเริ่มสอดเนกไทจากท้ายทอยมาด้านหน้า คล้องกับลำคอแกร่งโดยแบ่งปลายความยาวผ้าข้างละเท่า ๆ กัน ทำอย่างพิถีพิถันและประณีต เป็นความอ่อนโยนที่เคลือบยาพิษ จะถูกปลิดชีพเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ นัยน์ตาดำหลุบมองปลายเนกไทเล็กน้อยแล้วค่อยเงยจ้องใบหน้าสวยที่นิ่งสงบจนดูน่ากลัวไว้ 

ภัคใจเย็นผิดหูผิดตาละทิ้งความประหม่าไปจนหมด

รอยยิ้มหวานปรากฏเหมือนจะบอกว่าอดทนแค่ชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น ยึดปลายเนกไทสองด้านไว้มั่นแล้วพันรอบลำคอก่อนจะออกแรงรัด แรก ๆ เป็นความอึดอัดที่พอรับไหวแต่ก็เล่นทำเอาหายใจไม่สะดวก กระทั่งห้วงหนึ่งเกิดความรู้สึกรักตัวกลัวตาย เป็นกลไกอัตโนมัติของร่างกายที่คว้าเนกไทเอาไว้ไม่ให้มันรัดหลอดลมมากไปกว่านี้

ก่อนคิมหันต์จะโดนดูถูกว่าเป็นพวกไอ้ขี้ขลาดผ่านทางสายตา ขายขี้หน้าร่างบางที่ยักยิ้มมุมปากให้อย่างมีเลศนัย พอทำใจได้แล้วถึงยอมให้อีกคนแกะมือออกจากเนกไท  “ไม่เจ็บหรอก…รับรองคุณจะมีความสุข”  พูดปลอบใจให้คลายความกังวล เพื่อลดความตึงเครียดเปลี่ยนมาสอนนายตำรวจให้ปล่อยตัวตามสบาย  “ไม่ต้องเกร็งนะ”  หลอกล่อด้วยวาจาอ่อนหวานแล้วลงมือรัดคอด้วยแรงทั้งหมดที่มี จนใบหน้าสมส่วนขึ้นสีคล้ำ

ตามทฤษฎีก่อนหมดสติ พอสมองเริ่มขาดออกซิเจน ร่างกายจะหลั่งอดรีนาลินเพื่อลดความเสียหายของสมองและทำให้บางคนถึงจุดสุดยอดง่ายขึ้น ขณะถึงจุดสุดยอดช่วงเวลาสวรรค์ของผู้ชายจะเกิดขึ้นแค่ภายในช่วงไม่กี่วินาทีแต่ยามที่สลบไปจะรู้สึกว่ายาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์ ซึ่งหลังจากฟื้น อาการมึนงงมักถูกแทนที่ด้วยการความรู้สึกตื่นเต้น ภาวะเลือดเป็นกรดเล็กน้อยไม่คงเหลือในร่างกาย

ระหว่างปล่อยให้นายตำรวจดื่มด่ำกับความทรมานจนตกอยู่ในสภาพน่าสังเวช ภัคเฝ้ามองสีหน้าเหยเกด้วยสายตาเย็นชา ไม่รู้ว่าอีกคนกำลังสุขหรือทุกข์แถมกระตุกตอนเพิ่มแรงอีกก่อนคิมหันต์จะเป็นฝ่ายแน่นิ่งไป อยู่ในภาวะสลบไสลหลังสำเร็จความใคร่เป็นที่เรียบร้อย ได้ปลดปล่อยสารคัดหลั่งมากกว่าครั้งไหน ๆ ในโพรงที่ยังตีบตัน เมื่อตอดรัดแก่นกายสมใจภัคคลายมือออกจากเนกไทแล้วยกบั้นท้ายหนีเพื่อคืนอิสรภาพให้กับท่อนเนื้อที่เอนลงไปซบต้นขาหนาขณะยังมีน้ำซึมตรงส่วนปลาย สิ้นฤทธิ์ไม่ต่างจากเจ้าของของมัน

แต่เมื่อหันกลับมาตรงหน้าก็พบว่าคนที่หมดสติไปกำลังนอนจ้องตาแข็งแล้วพูดจายุยงแปลก ๆ สร้างความงุนงง   

“เอาเลยสิ  ฆ่าฉันเหมือนที่นายเคยทำ…”

มือนั้นกำรอบมือเรียวทั้งสองข้างแล้วยังบังคับให้จับเนกไทอีกครั้ง  “ฆ่าฉันสิภัค! ฆ่าฉัน!”

บอกเจตจำนงเสียงดังจนร่างบางตระหนกตกใจ พยายามยื้อมือไว้สุดแรงเกิด สถานการณ์ดำเนินไปอย่างรวดเร็วพอ ๆ กับความกระโชกโฮกฮากที่เปลี่ยนเป็นตัดพ้ออย่างน้อยเนื้อต่ำใจ  “นายฆ่าฉันทำไม…”  ก่อนจะกลายเป็นการถามซ้ำ  “นายฆ่าฉันทำไม”  ครั้งแล้วครั้งเล่าจนความกระวนกระวายเข้ามาแทนที่ความหวาดกลัวทีละนิดระหว่างหันรีหันขวาง เสียงที่เพิ่มระดับขึ้นเรื่อย ๆ ดังลั่นไปทั่วห้องนอนและไม่นานมันจะลอดออกไปจากช่องใต้ประตู ภัครู้เพียงว่าต้องทำให้อีกคนหุบปากให้ได้ก่อนใครจะมาได้ยินเข้า จงใจฆ่าเงาของเหมันต์ ครั้งแรกอาจพออ้างว่าพลาดได้แต่ไม่ใช่กับครั้งที่สอง ออกแรงรัดเนกไทอย่างหนักกัดปากแถมใบหน้ายังบิดเบี้ยว มองจากเสี้ยวหน้าด้านข้างไม่ปรากฏความลังเลเลยแม้แต่นิดเดียว

“ฉันไม่มีทางตายอีกครั้ง…”  ทั้งที่ถูกรัดคอ นอกจากจะลอยหน้าลอยตายังพูดจาถากถ่าง  “มีปัญญาแค่นี้เหรอ”   
 
ต่างจากภัคที่ทุ่มแรงจนเหนื่อย เลือดไม่ไปเลี้ยงมือจนรู้สึกชาและไม่รู้เลยว่าคิมหันต์ผวาตื่น ฟื้นขึ้นมาด้วยอาการตาเหลือกก่อนจะพยายามกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดจากห้วงมรณะ ระหว่างทุรนทรายพอคว้าแขนขาวได้ก็รีบเขย่าอย่างเอาเป็นเอาตาย ส่งสัญญาณให้ปล่อยมืออย่างที่เตี๊ยมกันไว้แต่แรก เขย่าด้วยแรงมากจนกระทั่งแรงเริ่มตก แต่ก็ยังคงทำต่อเนื่องกระเตื้องร่างบางจนได้สติในที่สุด เหมือนมีมือปริศนาฉุดกระชากออกจากโลกที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ภาพมายาคงไว้ซึ่งกิริยาอ้าปากค้าง

ภัคปล่อยมือจากเนกไทอัตโนมัติและช่วยแก้ส่วนที่รัดคอออกระหว่างละล้าละลังขอโทษยกใหญ่ สติแตกไปชั่วขณะ ลนลานหาทางแก้ไขแต่พอแตะโดนร่างกายก็ถูกปัดมือออกราวกับอีกคนไม่พอใจ ทำได้แค่นั่งมองนายตำรวจไอโครกโก่งคอเหมือนจะสำรอกทั้งที่สองมือตัวเองยังสั่น เกือบต้องโทษฐานฆ่าคนตายแต่ก็รอดมาได้อย่างหวุดหวิด ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยเกือบทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม





มีต่อด้านล่าง...



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-09-2018 22:57:27 โดย กระเหี้ยนกระหือรือ »

ออฟไลน์ กระเหี้ยนกระหือรือ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 86
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
Re: ———— ลั่นดาล ———— (๑๔) ๒๙.๐๗.๖๑
«ตอบ #129 เมื่อ29-08-2018 22:27:38 »




กลุ่มเมฆลอยตัวต่ำเหนือหลังคาบ้านตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้น ภัคปลีกตัวออกมายืนใจลอยอยู่ในครัวตามลำพัง มองต้นไม้นอกหน้าต่างสภาพอย่างกับคนอดหลับอดนอน ดูอ่อนเพลียและไม่สดใสเพราะค่อนคืนให้หลังถัดจากเรื่องที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถข่มตาหลับได้ลง แม้สุดท้ายแล้วนายตำรวจจะยกโทษให้เพราะเข้าใจว่าเป็นเหตุสุดวิสัยแต่ก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี

ไม่มีหน้าจะมองตอบตรง ๆ คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าความรู้สึกบางอย่างที่ติดอยู่ในใจจะเจือจาง 

“เมื่อคืนฉันเห็นแกพาคิมเข้าไปในห้องเหม”  เหมือนความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก เรื่องแรกยังไม่ทันคลี่คลาย พี่สาวใจร้ายก็บังคับวีลแชร์ไฟฟ้าเข้ามาหาเรื่องถึงที่ ตามราวีได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย

ต่างจากภัคที่ตอนนี้อ่อนล้าเกินกว่าจะต่อปากต่อคำจึงทำแค่ถอนหายใจกับแก้ความเข้าใจผิดเสียใหม่   

“ต้องพูดว่าพี่คิมพาผมเข้าไปในห้องของพี่เหมต่างหาก”  เอ่ยอย่างสบาย ๆ ถ้าเป็นเมื่อวานคงได้ฉะกันฉากสองฉาก แต่วันนี้อย่างกับหนังคนละม้วน ไม่มีการพูดจายียวนกวนประสาท ขนาดน้ำเสียงที่ใช้ยังเป็นไปในเชิงบวกหาใช่การประชดประชัน ดูท่าฝนจะตกฟ้าจะร้องเมื่อจู่ ๆ คนเป็นน้องชายหันมาพูดจาธรรมดากับพี่สาวเหมือนชาวบ้านเขา

ระหว่างรอกาต้มน้ำเดือดเมื่อเห็นสัญญาณไฟแจ้งเตือนว่าเดือดแล้วก็หยิบแก้วน้ำที่คว่ำไว้มาวางตั้งบนเคาน์เตอร์

“ถ้าแกไม่อ่อยเขาแล้วเขาจะพาแกเข้าไปเหรอห๊ะ”

นาน ๆ ทีจะมีความเห็นใจให้สักครั้ง ทั้งสังเวชและสงสาร อยากถามว่าเหนื่อยไหมกับการพยายามทำให้ทุกสิ่งเป็นไปอย่างที่ต้องการแต่ผลที่ออกมาดันตรงกันข้าม เห็น ๆ อยู่ว่าพยายามไปก็เสียแรงเปล่า ควรจะเตือนเธอเพราะเห็นแก่ความเป็นพี่สาว แต่บางทีก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราจะต้องเกิดมาเกลียดกันมากมาย ทำไมไม่ปรองดองเหมือนอย่างพี่น้องคู่อื่น

เจตนาของภัคมีแค่อยากปลุกมินตราให้ตื่นจากฝันหวานและหันมายอมรับความจริง 

“ผมอ่อยเขาแล้วผิดตรงไหนในเมื่อเราเป็นคนรักกัน พี่น่าจะเลิกหลอกตัวเองได้แล้วนะ”  แต่ขณะที่ก้มหน้าก้มตากดน้ำร้อนใส่แก้วเซรามิก ไม่ทันระวังหญิงสาวก็ปรี่เข้าประชิดด้านหลังแล้วกระชากผมอย่างแรงจนหน้าหงาย จู่ ๆ ก็เกิดเหตุทำร้ายร่างกายระหว่างสายเลือดเดียวกัน ท่ามกลางความชุลมุนน้องชายพยายามงัดมือพี่สาวออกจากศีรษะ เจ็บจนน้ำตาเล็ด ราวกับหนังหัวจะหลุดออกเป็นแผ่น ๆ แรงแค้นของสาวเจ้าเอาชนะแรงชาย สามารถกดหัวกลมลงไปจนใบหน้าแนบกับเคาน์เตอร์ครัวอีกที 

“อย่าสะเออะมาสอนฉัน…”  กระซิบเสียงลอดไรฟันก่อนจะจับศีรษะคนดิ้นขัดขืนกระแทกปูนแข็ง ๆ ไปทีแล้วถึงยอมที่จะปล่อยมือ หลังได้แสดงออกถึงพละกำลังที่เหนือกว่า คิดว่าข่มน้องได้ มินตราก็เดินกลับไปนั่งวีลแชร์อย่างเก่า

ส่วนภัคเงยตัวขึ้นอย่างเชื่องช้าด้วยสภาพนัยน์ตาดูไร้แวว รู้เหตุผลแล้วว่าทำไมเราถึงไม่มีวันญาติดีกันได้ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คนนึงยอมอ่อนข้ออีกคนก็จะได้ใจและลงท้ายด้วยการเอาชนะ เราไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรักกัน เราเกิดมาเพื่อริษยาซึ่งกันและกัน จมอยู่กับความอาฆาตพยาบาทและมันจะเป็นอย่างนั้นไปตลอด

มือเรียวแนบจับกับแก้วที่ร้อนฉ่า มินตราแปลว่ากระถินพืชริมรั้วชนิดตายยากแต่ถ้าหากโดนน้ำร้อนสาดก็ไม่แน่

แปลกที่คนเป็นน้องแค่เดินถือแก้วน้ำที่กำลังขึ้นไอกรุ่น ๆ เข้าหา คนเป็นพี่สาวก็ออกอาการร้อนรนจนกระทั่งบังคับวีลแชร์ถอยหลังและชนกับตู้เข้าอย่างจัง ในระหว่างที่กำลังปรับเปลี่ยนเส้นทางวีลแชร์ลืมว่าแค่ลุกเดินจากไปยังง่ายกว่า น้อยชายก็หยุดยืนตรงเบื้องหน้าพร้อมสายตาเย็นชา เลือกจะไม่ทำให้เสียโฉมผ่านการราดตั้งแต่ศีรษะ นับว่าปรานีที่เทลงกระโปรงอย่างช้า ๆ ความร้อนคงซึมถึงต้นขาถึงได้กรีดร้องอย่างกับว่าเป็นหมูถูกเชือด  กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด

เสียงนั้นดังพอจะปลุกคนทั้งบ้าน รวมถึงคิมหันต์ที่ผลัดแป้งแต่งตัวเตรียมออกไปราชการทั้งที่เมื่อคืนเพิ่งผ่านความเป็นความตายมาหยก ๆ และไม่นับเป็นความบังเอิญเมื่อเดินลงบันไดมาแล้วเห็นมินตราตรงหน้าประตูทางออก แน่นอนว่ารออยู่ก่อนแล้วด้วยสถาพเปียกม่อล่อกม่อแลก เธอฟ้องว่าถูกน้องชายกลั่นแกล้งโดยเลือกไม่เล่าว่าตอนแรกตัวเองเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เธอต้องการให้นายตำรวจช่วยทวงคืนความยุติธรรม ไปนำตัวมันคนผิดมากราบกรานขอโทษหรือให้ตนสาดน้ำร้อนคืนเผื่อจะหายเป็นหมาบ้า จะอย่างไหนก็ได้เหมือนกัน

“คิมต้องจัดการมันให้มินนะ”

“มินดูละครมากไปหรือเปล่า” 

“แล้วกระโปรงที่เปียกมันหมายความว่ายังไง คิดว่ามินลงทุนราดตัวเองเหรอ มันราดน้ำร้อนใส่ขามินเชียวนะ” 

เธอเลิกกระโปรงขึ้นถึงหน้าขาอย่างไร้ความอาย เพื่อโชว์ผิวหนังที่ได้รับความระคายเคืองจากน้ำร้อน
กระทั่งคิมหันต์บอกให้เอาชายกระโปรงลงก่อนเพราะตอนนั้นสายตาเหลือบเห็นมากกว่าผิวที่แดงก่ำ

“ขาคุณรู้สึกเหรอถึงรู้ว่ามันเป็นน้ำร้อน”  ถามด้วยความสงสัยค่อนเข้าไปทางจับผิดอย่างไม่จริงจัง 

“ก็…!”  มินตราชะงักหลังหลุดปากพาตัวเองเกือบซวย ถ้าความลับที่ว่าเดินได้มาแตกเอาตอนนี้มีหวังความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคิมหันต์คงจบไม่สวยแน่ ๆ  “ก็ฉันเห็นกับตาว่ามันกดน้ำร้อนใส่แก้ว”

“ผมมีงานต้องรีบไปทำ”  พอได้ฟังคำตอบนายตำรวจก็ออกตัวว่าไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านทันที  “ผมเป็นแค่คนนอก คุณสองพี่น้องจัดการกันเองดีกว่า”  ตัดบทง่ายดาย ยิ้มให้เล็กน้อยแล้วค่อยสวมแว่นตาดำกับเดินลวงกระเป๋าออกไป
   
ปล่อยให้หญิงสาวเรียกตามไล่หลังเป็นวรรคเป็นเวร  “เดี๋ยวสิคิม! คิม! คิม!”  ถ้าไม่ติดว่าตัวเองต้องเล่นละครเป็นคนพิการ คงวิ่งตามออกไปนอกตัวบ้านแทนการนั่งมองเฉย ๆ ด้วยความรู้สึกขัดใจอย่างนี้ บางครั้งก็อดสงสัยไม่ว่าสองพี่น้องฝาแฝดนี่ตกลงมันยังไงกัน ตอนแรกก็อยากได้เธอจนตัวสั่นแต่พอได้สมใจแล้วก็หันไปต่อมน้องชายตัวดีเหมือนแมลงวันต่อมขี้กันหมด สองสามวันก่อนเธอมีค่าเป็นแค่หมากตัวนึงในเกมการประชดและพอหมดประโยชน์ก็โดยเขี่ยทิ้งอย่างไม่ใยดี หรือบางทีเธอควรยอมแพ้…? ไม่หรอก เธอไม่ควร ยิ่งแพ้ให้กับน้องชั่วอย่างภัค จ้างให้ก็ไม่มีวัน   

มินตรารีบหมุนวีลแชร์เข้ามาในตัวบ้าน เธอต้องการขึ้นข้างบนจึงเรียกหาคนดูแลลั่นและล้อที่เคลื่อนไปกับพื้นก็ทับนกกระดาษของหนูดาจนแบนพอดี เด็กหญิงที่เล่นอยู่ไม่ไกลอาศัยหลบหลังแจกันยักษ์ระหว่างสบตาแม่ที่มองมาสลับกับหลุบตาจ้องซากนกกระดาษของตัวเองตาย แล้วร่างเล็กก็ยังคงรักษาระยะห่างไว้เมื่อมารดาเรียกให้ตามขึ้นไปด้านบน   

เท้าเล็กเหยียบขั้นบันไดตามยามที่แม่มีคนดูแลคอยเดินอุ้มขึ้นบันได หลังหย่อนตัวลงนั่งบนวีลแชร์ที่ถูกย้ายขึ้นมาก่อนอีกหนคนเป็นแม่ก็ออกมาปากเรียกอีกครั้ง  “มาสิ”  เด็กหญิงที่แสดงท่าทางเกรงกลัวค่อยเข้าใกล้และยอมให้มินตราจับมือจูงเดินเข้าห้อง สองขาสั้นขยับพอดีกันกับสองล้อใหญ่เพื่อเข้ามาข้างใน ก่อนเสียงเรียบของหญิงสาวจะบอกให้ธันวาที่เป็นคนเข็นวีลแชร์เข้ามาออกไป  “ออกไปก่อน ฉันอยากอยู่กับลูกตามลำพัง

ร้อยวันพันปีไม่เคยอยากนับญาติมันน่าประหลาดใจ ธันมองหน้าเด็กน้อยที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกของเจ้านายอย่างกังวล เพราะหนนึงเธอเกือบตายเพราะแม่ใจยักษ์ กลัวว่าถ้าปล่อยให้อยู่กันตามลำพังแล้วจะเกิดเหตุการณ์ที่มากกว่าตกบันได…  “ออกไปสิ”  เห็นว่าลีลาเลยออกปากไล่ เธอรอจนธันยอมออกไปและปิดประตู จึงบอกให้หนูดาไปนั่ง

เด็กหญิงปีนขึ้นเตียงสูงตามคำสั่งอย่างว่าง่าย นั่งห้อยขาตรงปลายเตียงอย่างน่ารัก แถมตัวแค่นี้ยังรู้จักประหม่า เป็นครั้งแรกที่ได้เข้ามาในห้องของแม่จากที่เคยทำได้แค่จินตนาการว่ามันจะหน้าตาเหมือนห้องของตัวเองไหม แม่จะนอนกอดตุ๊กตาแล้วหลับไปเหมือนกันหรือเปล่า แต่พอเห็นว่าบนเตียงนอนว่างเปล่าไร้เงาตุ๊กตาก็อยากจะกลับไปที่ห้องของตัวเองเพื่อรื้อเจ้าพวกสิงสาราสัตว์ออกให้หมด ที่แม่ไม่ยอมเข้าหาตนเหตุผลเป็นเพราะพวกตุ๊กตาแน่ ๆ

แค่บอกมาว่าไม่ชอบก็พร้อมจะสละทุกอย่าง ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้แม่รัก

ส่วนเรื่องผลักตกบันได… เด็กหญิงให้อภัยไปแล้วล่ะ

มินตราค่อย ๆ ลุกเดินมานั่งด้านข้างระหว่างลูกน้อยคอยกวาดสายตาสำรวจรอบบริเวณ แถมนั่งนิ่งปล่อยให้เด็กหญิงเล่นปรอยผมเงางามและลูบคลำลวดลายลูกไม้ที่ชายเสื้อด้วยความสนอกสนใจ จดจำว่าแบบไหนสีอะไรเพื่อที่ว่าโตขึ้นจะได้ซื้อใส่ เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่ได้ใกล้ชิดสนิทสนม นับตั้งแต่กินนมจากเต้าได้เดือนเดียวแล้วแม่บังคับให้หย่าก็เกือบห้าปีที่ถูกชิงชัง แต่ถึงจะปฏิเสธเลือดเนื้อเชื้อไขอย่างไร ความคล้ายคลึงและความรักสวยรักงามก็ถ่ายทอดทางพันธุกรรม มือเล็กสัมผัสผิวเนียนละเอียดของมารดาอย่างหลงใหล กลัวจะเจ็บเลยแตะใบหน้าด้านข้างเบา ๆ

คนเป็นแม่เองก็เพิ่งมีโอกาสได้จ้องหน้าลูกสาวใกล้ ๆ ความอ่อนโยนและอ่อนหวานพานทำให้เกิดความคิดถึง ครั้งหนึ่งเธอก็เคยเป็นเด็กที่มีจิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่องและดีใจที่มีน้องชาย ตอนภัคตัวเท่านี้ก็ขี้สงสัยอยากรู้อยากเห็นไปเสียหมดจนบ่อยครั้งก็รำคาญ แต่นั่นเพราะอีกคนทำบางอย่างให้ถึงได้เกิดความรู้สึกด้านลบ แต่กับกรณีของเด็กข้างกายแค่อยู่นิ่ง ๆ ก็ให้ความรู้สึกขวางหูขวางตา ทำไมเด็กน่ารักคนหนึ่งถึงถูกเมิน  “ทำไมแกไม่ไปเกิดกับครอบครัวที่ดีกว่านี้นะ”

แต่ลูกที่เกิดมาด้วยความไม่ตั้งใจ เหตุผลแค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เกลียด

“คุณแม่หายเจ็บขาแล้วเหรอคะ”

“น้าภัคของแกบอกว่าฉันเจ็บขาเหรอ”  คนเป็นลูกพยักหน้าหงึกงัก มองระหว่างแม่กับวีลแชร์  “อยากลองนั่งไหม”

จู่ ๆ หญิงสาวก็ถามความต้องการขึ้นมาซ้ำไม่ห้ามด้วยถ้าอยากจะลองนั่งดู หนูดาต้องถามย้ำว่าได้เหรอคะ

มินตรายืนยันว่าได้และความใจดีของหญิงสาวยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เธอยอมให้ลูกสาวเอาชุดตัวเองมาสวมใส่ ขนาดตัวที่ไม่เท่ากันทำให้ต้องดัดแปลงกระโปรงยาวลายลูกไม้ให้กลายเป็นเดรสเกาะอก เธอลงมือแต่งหน้าบาง ๆ ให้กับร่างเล็ก มองเด็กน้อยผ่านเงาสะท้อนในกระจกตรงโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วเลือกทาปากเล็กด้วยลิปสติกสีแดงสดเหมือนผลเชอรี่

หนูดามีท่าทีพออกพอใจกับสิ่งที่มารดาบรรจงทำให้จนยิ้มไม่หุบ ผมที่รุมรามถูกรวบขึ้นสูงแต่ก็ยังเหลือลูกผมที่ต้องตามเก็บด้วยการทัดหู แม้จะไม่ประณีตแต่ก็ดูตั้งใจ ค่อยหยิบผมทีละช่อคล้องกับใบหูเล็ก เด็กหญิงดูมีความสุขกว่าวันไหน ๆ โดยไม่เอะใจว่าสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แม่ทำให้แฝงไปด้วยจุดประสงค์อื่น มินตราหวังเรียกคืนค่าเหนื่อยด้วยการให้หนูดาทำอะไรบางอย่าง โดยอ้างความเป็นมารดา  “ทำอะไรสักอย่างเพื่อแม่ได้ไหมคะคนดี”












------------------------------
อีก3ตอนก็จะจบแล้วค่าาาา ฮื่ออออออ ตุ๊กติ๊กจะลบล้างอาถรรพ์ได้หรือป่าวมาลองเอาใจช่วยกัน
แท็ก #ลั่น_ดาล

ติดตามข่าวสาร
◕‿◕。 นิยายที่แต่งจบแล้ว ---> เหมายัน 

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ———— ลั่นดาล ———— (๑๔) ๒๙.๐๗.๖๑
« ตอบ #129 เมื่อ: 29-08-2018 22:27:38 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ suck_love

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 799
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-1
Re: ———— ลั่นดาล ———— (๑๕) ๒๙.๐๘.๖๑
«ตอบ #130 เมื่อ29-08-2018 22:34:54 »

สรุปภัคเผลอฆ่าตอนมีอะไรกัน

แล้วมินตราจะทำอะไร หึ้ยยยย  :katai1:

ออฟไลน์ Meen2495

  • is allergic to drama.
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-4
Re: ———— ลั่นดาล ———— (๑๕) ๒๙.๐๘.๖๑
«ตอบ #131 เมื่อ29-08-2018 23:51:21 »

เริ่มเหนื่อยกับอารมณ์ค้างคาแล้วค่ะ
คุณคนเขียนบอกว่า เหลืออีกสามตอนจบ ?
ก็คงอีกสักประมาณ 3 เดือนเนาะ อิอิ

งั้นรอปิดป้าย END แล้วค่อยกลับมาย้อนอ่านใหม่นะคะ
หัวใจอ่อนล้ากับการรอ … ไม่ไหวแล้วค่ะ ฮือ ฮือ

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1885
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
Re: ———— ลั่นดาล ———— (๑๕) ๒๙.๐๘.๖๑
«ตอบ #132 เมื่อ30-08-2018 10:02:09 »

นานมากเกือบลืมไปแล้ว แต่ก็ดีใจที่มาต่อนะ จะรอไปจนจบ สงสารแต่เด็กที่เป็นเครื่องมือของผู้ใหญ่  :เฮ้อ:

ออฟไลน์ yasperjer

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 507
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
Re: ———— ลั่นดาล ———— (๑๕) ๒๙.๐๘.๖๑
«ตอบ #133 เมื่อ30-08-2018 10:18:54 »

สรุปภัคฆ่าเหมจริงๆด้วยอ่ะ คิดว่าจะหักมุมว่าคนอื่นทำงี้ แต่ยังไงก็รักภัคอยู่ดีนะ 555555555555
มินตราจะสั่งให้น้องดาทำอะไรรรรรรรรรรรรร  :katai1: :angry2:

ออฟไลน์ manami1155

  • ~I Still Love You~
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1750
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-1
Re: ———— ลั่นดาล ———— (๑๕) ๒๙.๐๘.๖๑
«ตอบ #134 เมื่อ31-08-2018 23:37:06 »

เฮ้ยยยยยยยยยย
สรุปเปนภัคจริงๆไม่ผิดโพล
แต่คงเผลอฆ่าตอนกำลังถึงจุด
แล้วจะยังงัยต่อดีหนอ คิดหนักเลยทีนี้

แล้วมินตราจะทำอะไรอีก
หนูดาลูกออกมาให้ห่างๆแม่แบบนั้น

รอตอนต่อไปนะคะ
เปนกำลังใจให้เขียนได้ราบรื่นจนจบค่า

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4158
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
Re: ———— ลั่นดาล ———— (๑๕) ๒๙.๐๘.๖๑
«ตอบ #135 เมื่อ03-09-2018 15:01:38 »

อะไรก็ได้ แต่อย่าให้หนูดาเป็นอะไรเลยค่ะ   :hao5:

ออฟไลน์ กระเหี้ยนกระหือรือ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 86
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
Re: ———— ลั่นดาล ———— (๑๕) ๒๙.๐๘.๖๑
«ตอบ #136 เมื่อ22-09-2018 21:59:41 »

๑๗




“หนูปวดหัว”

“แต่เมื่อกลางวันยังดี ๆ อยู่เลยนะเรา”

ตกค่ำพออาบน้ำจับใส่ชุดนอนเรียบร้อยหลานสาวก็เอาแต่พร่ำบอกบ่อยขึ้นว่าปวดหัวตุบ ๆ 

แม้น้าชายจะลองวัดไข้ผ่านการสัมผัสมุมอับตามร่างกายและไม่พบความร้อน หนูดาก็ยังอ้อนว่าไม่สบาย สุดท้ายจึงจับป้อนยาน้ำและพาลงนอนตามเก่า ก่อนภัคจะหาทิชชู่มาเช็ดคราบสีแดงออกจากริมฝีปากเล็กอย่างเบามือ

“หนูอยากหาคุณพ่อ”  ระหว่างนอนห่มผ้าก็บอกความปรารถนาเสียงอ้อมแอ้ม 

“อ้อนเก่งเชียวนะ สงสัยจะป่วยจริง ๆ ด้วย”  ภัครวบกระดาษใช้แล้วไว้ในมือ กะว่าจะถือไปทิ้งแล้วค่อยออกไปตามคิมหันต์ แต่นายตำรวจดันเป็นฝ่ายเปิดประตูเข้ามาในห้องเสียเองจึงบอกว่าเด็กหญิงกำลังต้องการตัว  “หนูดาอยากหาคุณพอดีเลย แกบ่นปวดหัว ดูท่าจะไม่สบายน่ะ”

คิมหันต์พยักหน้ารับ ถามร่างบางกลับว่าให้หนูดากินยาหรือยัง อย่างน้อยถ้ากินยาแล้วอาการแย่ลงจะได้นำส่งโรงพยาบาล ร่างบางพยักหน้าตอบเล็กน้อยก่อนจะปล่อยให้พ่อลูกได้ใช้เวลาร่วมกัน ส่วนตัวเองก็เขยิบมาหาที่วัดไข้ตามลิ้นชัก   
 
“ไหน อาการมันเป็นยังไงเล่าให้พ่อฟังซิ”

ร่างใหญ่ล้มตัวลงนอนด้านข้างร่างเล็ก กกกอดเด็กหญิงที่พลิกตัวเข้าหาแล้วฟัดแก้มอูมอย่างไม่กลัวว่าจะติดไข้

“ทำอะไรกันอยู่เหรอคะ”  กระทั่งการมาใหม่ของแขกไม่ได้รับเชิญ ประตูที่เปิดค้างไว้กับไฟที่ติดอยู่ทำให้มินตราอยากมาดูว่าคนในบ้านทำอะไรกันบ้างก่อนนอน ภัคที่ซ่อนรอยนูนจากการหน้าผากกระแทกไว้ใต้ปรอยผมหน้าเหลือบมองด้วยหางตา ชัดเจนแล้วหนึ่งว่าไม่ต้อนรับ ส่วนคิมหันต์ก็เงียบเป็นคำตอบ เหลือหนูดาที่ลอบมองใบหน้าของมารดาและเห็นสัญลักษณ์ การพยักหน้าให้ราวกับกำลังส่งซิก เด็กหญิงจึงถามขัดความเงียบ  “ให้คุณแม่เข้ามาได้ไหมคะ”

‘อยากมีน้องไหม ถ้าอยากก็ต้องทำให้พ่อกับแม่ได้อยู่ด้วยกันนะ’

เห็นแก่ที่ว่าเด็กป่วย ไม่อย่างนั้นเสือสองตัวคงไม่ยอมอยู่ด้วยกันในห้องเดียว

ภัคมองนายตำรวจวางร่างพี่สาวลงบนเตียงเพื่อนั่งเคียงลูกน้อยด้วยความรู้สึกหึงหวง แต่ไม่ต้องห่วงว่าจะทำอะไรบุ่มบ่าม ตนไม่มีทางดิ้นไปตามเกมของมินตรา แค่จ้องหน้าอย่างอาฆาต โดยมีคิมหันต์รับบทคนกลางที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็โดนทั้งขึ้นทั้งร่อง สบตาคนน้องระหว่างต้องช่วยเหลือคนพี่ หลีกหนีความวุ่นวายไม่เคยพ้นเพราะเป็นคนพาตัวเองเข้ามาแต่แรก การที่มีคนสองคนกำลังแย่งเราเอาเข้าจริงก็ไม่ได้สนุกอย่างที่คิด ออกจะน่าปวดหัว บางทีอาจเป็นตัวเองที่ต้องการยามากกว่าหนูดา เป็นยานอนหลับสำหรับช้างได้เลยยิ่งดี จะได้ตื่นอีกทีในวันที่โลกพบเจอกับสันติภาพแล้ว

ถ้าไม่เพราะแก้วตาดวงใจนอนอยู่ตรงนี้ ก็อาจจะปล่อยให้สองพี่น้องตีกันเพื่อเฟ้นหาผู้ชนะ
ใครเก่งกว่าเอาตนไปและมั่นใจว่าคน ๆ นั้นต้องเป็นภัคอย่างแน่นอน   

“แม่คะ หนูไม่สบาย”  ร่างเล็กหนึ่งเดียวที่ไม่รู้ว่าผู้ใหญ่กำลังเล่นสงครามประสาทเรียกคะแนนความสงสารด้วยการออเซาะและขอนอนตัก คนเป็นแม่ยิ้มกว้างแถมยังช่วยประคองศีรษะเล็กเสมือนไม่เคยชิงชังลูกตัวเองมาก่อน พูดจาก็อ่อนหวาน เล่นทำเอาอีกสองคนงงไปตาม ๆ กัน 

“ไปหาหมอไหมคะคนดี เดี๋ยวแม่พาไป”

“เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ”  เป็นการพูดในใจที่ดังจนได้ยินกันหมด คงลืมว่าตัวเองอยู่ในคราบคนพิการ ลำพังจากวีลแชร์มาเตียงยังต้องให้คนอุ้ม แล้วนับประสาอะไรกับการพาเด็กคนหนึ่งไปหาหมอ ไม่แคล้วก็ต้องรอให้คนอื่นช่วย

พี่สาวสบตาน้องชายเหมือนจะถามว่าใครคุยกับแกด้วยมิทราบ ทนระงับความเคืองโกรธไว้ เพราะเป้าหมายของการมาเยือนยิ่งใหญ่เกินกว่าจะใส่ใจเรื่องหยุมหยิม   

“คืนนี้คุณพ่อกับคุณแม่นอนกับหนูที่นี่ได้ไหมคะ”

“แล้วน้าภัคละคะ”  มินตรายังอุตส่าห์ถามเผื่อเมื่อเตียงกว้างพอแค่สำหรับสามคน ต่อให้ขนตุ๊กตาออกไปพื้นที่ก็ยังไม่มากพอสำหรับคนที่สี่และแน่นอนว่าในที่นี่ต้องมีคนเสียสละ  “หนูดาจะให้น้าภัคนอนพื้นเหรอคะ”  พูดเองเออเอง ร่างเล็กยังไม่ได้เอ่ยปากสักคำ หนูดาไม่อาจต่อบทติดเมื่อคุณแม่คิดด้นสด  “เรานอนด้วยกันทั้งหมดไม่ได้เหรอคะ”

“ไม่ได้ค่ะ” 

ภัคตอบแทนเสียงกระด้างเพราะกำลังน้อยใจ ยอมเป็นฝ่ายไปง่ายดาย เพราะไหน ๆ ก็กลายเป็นหมาหัวเน่าแล้ว

“ผมไปนอนห้องพี่คิมนะ”  คิดว่าจะจากไปอย่างผู้แพ้แต่เปล่าเลย

เอ่ยกับนายตำรวจเสียงขุ่น มองหน้าเหมือนจะให้ช่วยพูดอะไรสักหน่อย     

“งั้นก็ออกไปสักทีสิ พ่อแม่ลูกเขาจะนอนด้วยกัน”  มินตราออกปากไล่กอขอคอ

ขอความเป็นส่วนตัวให้กับครอบครัวหลอก ๆ รออย่างใจเย็นจนน้องชายออกไปปิดประตูไล่หลังดังปัง ตอนมายังสวมเสื้อคลุมทับไว้ พอหมดก้างขวางคอก็ได้คลายเชือกคาดเอวออก ถอดตัวนอกเพื่อเผยตัวในที่เลือกมาแล้วว่าต้องสร้างความประทับใจ ชุดนอนผ้ามันกับการโนชั้นในเรียกนัยน์ตาดำด้านที่กำลังเงยขึ้นจากใบหน้าลูกให้หันมอง สองเต้าเด่นชัดยอดปทุมถันดันผ้าจนขึ้นรูปนูน พอดีกับที่หนูดาพูดความต้องการอันแรงกล้า แม่บอกว่าถ้าถอดเสื้อคลุมแล้วก็ให้พูดได้   
 
“หนูอยากมีน้อง”

“ดูสิ ใครสั่งใครสอนให้พูดจาแบบนี้นะ”  ก็ตัวเองยังไงล่ะยังมีหน้าถาม 

หญิงสาวโน้มตัวลงต่ำเพื่อหอมหน้าผากแคบแบบไม่ทันระวังเลยเห็นทั้งยวง ชุดนอนแหวกลึกทำให้เห็นทรวงอกเปลือยเปล่า ทำเอาคิมหันต์ต้องเลี่ยงมองไปทางอื่นอย่างเสียไม่ได้ ธรรมดาผู้ชายคงชอบมองแต่เพราะรักกับคนน้องแล้วจึงไม่มีความหมาย นายตำรวจแค่กำลังรอเวลาให้ลูกสาวหลับ ไม่มีความคิดจะนอนด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูกแต่แรกอยู่แล้ว โชคดีว่ายาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ห้านาทีถัดมาหนูดาก็หลับคาท่าจับมือพ่อกับแม่ไว้ 

“คุณนอนที่นี่ไปนะ เดี๋ยวผมจะกลับไปนอนที่ห้อง”  มินตราช้อนตามองคนลุกขึ้นยืนพรวดพราดแล้วตะวัดคว้าข้อแขนหนาไว้ได้ทัน ถ้าปล่อยไปก็เท่ากับว่าคิมหันต์จะได้กลับไปนอนกับภัค ส่วนแผนการยั่วยวนที่เธอวางไว้ก็จะล้มไม่เป็นท่า เธอไม่ได้จงใจโนบราเพราะแค่ว่าอยากให้อีกคนดูแล้วก็ไป เธออยากเป็นฝ่ายถูกเชยชมบ้าง เธอไม่เชื่อหรอกว่านายตำรวจหมดรักเธอแล้ว ดูจากแววตาสั่นไหวตอนได้สัมผัสเนินนมอย่างเนิบนาบภายใต้การบังคับจับมือให้ลองขย้ำ

หญิงสาวขยับปลดสายชุดนอนตัวบาง สายเดี่ยวตกจากไหล่และตัวชุดไหลฮวบลงสู่หน้าตักขาว มินตรานั่งเปลือยท่อนบนท่ามกลางลมหนาวจากเครื่องปรับอากาศและยื้อมือคิมหันต์ไว้ให้ลองลูบคลำหน้าอกทรงสวยระหว่างพูดจาโน้มน้าวไปด้วยอย่างอ่อนหวาน เธอรู้จักสันดานผู้ชาย ยังไงของแท้ก็ต้องจูงใจได้มากกว่าของเทียม  “มินรู้ว่าคิมเอ็นดูหนูดาถึงยอมให้เรียกว่าพ่อ ในเมื่อหนูดาเข้าใจว่าคิมเป็นพ่อไปแล้ว งั้นทำไมเราไม่ทำให้กลายเป็นครอบครัวจริง ๆ ไปเลยล่ะ ครอบครัวที่เราปรารถนามาตลอดไง”  ก็แค่สวมรอยเป็นพ่อแทนไปตลอดกาล เหมันต์ก็ตายไปแล้วยังจะต้องกังวลอะไร

แต่นอกจากความลับที่ว่าเป็นพ่อบังเกิดเกล้า อีกอย่างที่นายตำรวจไม่เคยบอกใครก็คือเขาไม่ต้องการของแถม
ไม่เอาแม่ อยากได้แค่ลูกมา  “จะต้องให้พูดเรื่องนี้กันอีกกี่ครั้งมินถึงจะเข้าใจ นี่เราไม่ได้พูดภาษาเดียวกันเหรอ” 

บิดข้อมือออกทันทีที่สบโอกาสแล้วพยายามโฟกัสสายตาแค่ที่ใบหน้าของหญิงสาว

เต้านมไม่อาจหลอกล่อให้ติดกับ แต่ของลับของผู้หญิงก็เคยทำให้ผู้ชายทำสงครามแย่งชิงกันมาแล้ว  “ฉันยอมเป็นน้อยก็ได้ ให้ภัคเป็นหลวง ที่ฉันต้องการมีแค่ขอให้คิมมาหาฉันบ้าง”  ความสามารถอย่างเดียวที่เธอมีในตอนนี้คือการให้กำเนิดบุตรและเธอจะทำสุดความสามารถเพื่อให้ตั้งครรภ์อีกครั้งหากมันจะช่วยรั้งนายตำรวจไว้กับเธอ  “ลูกเอ่ยปากเองเลยนะว่าอยากได้น้อง”  อ้างความต้องการของเด็กที่หลับไปเหมือนย้ำให้คิมหันต์ยิ่งเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง   
 
“ให้หนูดาโกหกว่าป่วยแบบนี้ไม่ดีเลยนะ ตุ๊กตาหรือว่าขนมล่ะที่คุณใช้ติดสินบน”

“น้อง… ฉันบอกว่าจะมีน้องให้แกอีกคน”  คว้ามือใหญ่แล้วกุมไว้อย่างมีความหวัง ผู้หญิงอย่างเธอไม่เหลือศักดิ์ศรีไว้ให้ต้องรักษา รู้แต่ว่าด้านได้อายอด  “หนูดาต้องดีใจมากแน่ ๆ คิมไม่อยากให้แกมีความสุขเหรอคะ”  ถือวิสาสะลูบเป้าที่อยู่เสมอสายตาแล้วบีบเบา ๆ เป็นการกระตุ้นความกำหนัด ระหว่างนั้นก็พูดจาน่าอายประหนึ่งโสเภณีขายลายทาง บทร่านรักอาจเรียกร้องความสนใจได้มากกว่า  “ดูสิแข็งหมดแล้ว” 

จนนายตำรวจต้องเป็นฝ่ายล่าถอย คอยรวบมือเรียวทั้งสองข้างไว้  “พอเถอะมิน”  แต่ขณะผลักไสก็เสียหลักให้กับหญิงสาวที่จงใจดึงให้ล้มทับ ก่อเกิดความใกล้ชิดชนิดหายใจรดใบหน้ากัน  “แค่เพราะฉันพิการเหรอคะ”  กระซิบถามด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจขณะใช้ปลายจมูกคลอเคลียกับแก้มกร้าน  “ขาฉันอาจจะไม่มีความรู้สึก แต่อย่างอื่นยังรู้สึกอยู่นะ”

มินตราเริ่มควบคุมมือใหญ่อีกครั้งโดยที่นายตำรวจก็ไม่ได้ขัดขืนอย่างที่ควรจะทำ นัยน์ตาดำเพียงจ้องดวงหน้าเชิญชวนนิ่ง ๆ คราวนี้หญิงสาวพาเคลื่อนลงด้านล่างผ่านหว่างขาที่อ้าออกเพื่อให้สัมผัสกับตรงนั้นที่เจิงนองอยู่ก่อน แต่ยังไม่ทันได้สอดแก่นนิ้วเข้าช่องคลอด พายุฤดูร้อนก็พัดผ่านมาจนพากระจัดกระจายไปคนละทิศทาง ภัคที่จะกลับมาเอาของเปิดประตูเข้ามาในห้องก็ต้องตกใจ  “ทำอะไรกันน่ะ!”  ผลักร่างนายตำรวจที่คร่อมพี่สาวอยู่ออกแล้วมองทั้งคู่ตาแข็ง 

มินตราที่นอนแยกขาค่อยดันศอกลุกขึ้นมานั่ง ระหว่างแต่งตัวให้เรียบร้อยก็คอยยิ้มมุมปากยั่วน้องชาย  “แกก็ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะภัค ยังจะต้องถามอีกเหรอว่าเรากำลังทำอะไรกัน”  แต่แทนที่จะฟังความข้างเดียวจากคนที่ชอบใส่สีตีไข่ ร่างบางอยากได้ความจริงจากปากคนรักมากกว่า 

“จริงเหรอ” 

เกรงว่าจะเป็นการต่อความยาวสาวความยืด คิมหันต์ที่ยืนขึ้นจึงตัดความรำคาญด้วยการไม่เอ่ยถึงเรื่องก่อนหน้า

“ฉันจะไปนอน”  โดยนายตำรวจหารู้ไม่ว่าความไม่ชัดเจนนั้นแหละที่จะทำให้ไม่ได้นอน

ภาพตำตาไม่ได้ทำให้ภัคเป็นเดือดเป็นร้อนเท่าไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจ ถ้าปฏิเสธแต่แรกอย่างลูกผู้ชายว่าไม่มีอะไรในก่อไผ่ เรื่องคงจบลงอย่างง่ายดายและต่างฝ่ายต่างยอมแยกย้ายไปนอนทันที แต่นี่เล่นเติมเชื้อไฟด้วยการทำให้เรื่องมันยิ่งกำกวมและจู่ ๆ น้องชายที่มีความแค้นอยู่ในใจท่วมท้นก็เดินเข้าหาคนเป็นพี่แล้วตบหน้าไปทีท่ามกลางความงงงวย

แม้ความจริงแล้วอาจเป็นความผิดด้วยกัน แต่ภัคเลือกจะบันดาลโทสะใส่แค่พี่สาว  “ตบนี้สำหรับเรื่องเมื่อเช้า” 

มินตราที่หน้าหันไปอีกทางสะบัดหน้ากลับมามองตรงอย่างตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าน้องชายจะกล้าทำตัวร้ายกาจต่อหน้าต่อหน้านายตำรวจ เธอประเมินคู่ต่อสู้ต่ำไปแถมยังต้องมาเจ็บตัวซ้ำสองโดยที่ไม่ทันได้ปัดป้อง แรงตบมากพอจะทำให้เลือดตกยางออกที่มุมปาก เป็นราคาที่ต้องจ่ายสำหรับพวกที่ชอบมายุ่งกับของรักของหวงของคนอื่น  “ตบนี้สำหรับที่ให้ท่าคนของผม”  ภัคเช็ดมือที่ใช้ตบพี่สาวกับชายเสื้อและเพื่อแสดงออกว่ารักนี้จะไม่มีวันร้าวฉานเพราะคนนอก ร่างบางแค่คว้ามือคิมหันต์แล้วจะพากันเดินออกจากห้องพัก แต่แล้วก็โดนพูดดัก  “…ตบมือข้างเดียวมันไม่ดังหรอกนะน้องรัก”

ภัคชะงักกึก  “ถ้าแกไม่เข้ามาคิดว่ามันจะไปจบที่ตรงไหนล่ะ ดูท่าคงไม่ใช่แค่รอบเดียวแน่ ๆ”

“ทุเรศ”

“จะเป็นไรไปถ้าเราใช้ผู้ชายคนเดียวกัน ขนาดแกมาทีหลังฉันยังไม่ว่าอะไรเลยนะ”

มินตรากำลังฝันถึงครอบครัวที่อยู่ด้วยกันสามคนผัวเมีย ส่วนภัคก็พยายามเขี่ยความเพ้อผกนั้นด้วยเท้าเปล่า 

“พี่ไม่ใช่เจ้าของเขา”

“แกก็ไม่ใช่…”  ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเรากำลังอยู่ในยุคที่ผู้ชายเป็นใหญ่ กฎหมายบอกว่าผู้ชายจดทะเบียนสมรสได้แค่หนึ่งครั้งแต่ความจริงจะมีเมียสักกี่คนก็ย่อมได้  “ทำไมไม่ให้ผู้ชายเลือกเองเลยล่ะ หรือว่าแกกลัวว่าเขาจะไม่เลือกแก”

งานเข้านายตำรวจอย่างจัง จากที่ใช้สิทธิ์งดออกเสียงอยู่นานก็ถึงช่วงเวลาสำคัญที่ต้องเลือกระหว่างพี่หรือน้อง

“ผมบอกไปแล้วนะมินว่าเรากลับไปเป็นอย่างเดิมไม่ได้”

ได้ยินประโยคทำนองนี้บ่อยจนชินชา แรก ๆ มันก็เจ็บที่หน้าอกอยู่หรอกแต่เพราะส่วนหนึ่งอยากเอาชนะน้องชายถึงได้หน้าด้านหน้าทน ไม่บ่นแม้โดนทำร้ายจิตใจจนแหลกละเอียด บางทีเธอก็เกลียดตัวเองที่ไม่รู้จักยอมแพ้ไปซะ สิ้นหวังอยู่แล้วก็ยังจะทำให้สิ้นหวังเข้าไปอีกเพื่อต้องย้ำว่าความจริงเธอไม่เป็นที่ต้องการ  “ตกลงคิมจะเลือกฉันหรือเลือกมันคะ”  หญิงสาวทำหูทวนลมขณะอมยิ้มบาง ๆ เธอต้องการปั่นให้ทั้งคู่ตีกันจากภายในโดยใช้นิสัยไม่ชอบตอบตรงประเด็นของนายตำรวจให้เป็นประโยชน์ รอจนกว่าความสัมพันธ์จะสั่นคลอนแล้วค่อยเข้าเสียบตอนนั้นก็ยังไม่สาย   
   
“ผมไม่เลือก”

“ต้องเลือก”  เป็นภัคที่เข้าร่วมกดดัน ประกาศให้ชัดเจนไปเลย พี่สาวจอมหน้าด้านจะได้เลิกเกาะแกะ 

“นี่นายก็เป็นไปกับเขาด้วยเหรอ ขนาดนี้แล้วนายคิดว่าฉันจะเลือกใคร”  คิมหันต์ย้อนถามนัยน์ตาดุ อยู่ไปก็ไม่น่าจะเข้าท่า อยากบ้าก็เชิญบ้ากันตามสบาย นายตำรวจแค่เดินออกมาจากกับดักระเบิดและมีภัคเดินถือชนวนตามออกมา แน่นอนว่าถ้าไม่ได้รับคำตอบภายในคืนนี้ก็คงไม่มีทางข่มตาหลับลง

“แค่พูดออกมามันยากมากเลยหรือไง” 

“นายไม่รู้หรือไงว่ากำลังถูกพี่สาวปั่นหัว”

“เลือกมาสิ”  แค่คิดว่าคนตรงหน้าอาจจะเป็นประเภทเผื่อรักเผื่อเลือกก็จะพร้อมจะทำตัวงี่เง่า ลึก ๆ ก็ระแวงว่าถ่านไฟเก่าจะปะทุเพราะเล่นอยู่บ้านเดียวกัน จากคนที่เคยบอกว่าไม่อยากจำกัดสถานะสู่คนที่อยากจะฟังคำตอบที่มันเป็นเรื่องเป็นราวและชัดเจน แต่พอรบเร้าเข้ามาก ๆ ก็ถูกผลักกระเด็นจนล้มลงไปนั่งกับพื้นขณะนายตำรวจยกมือขึ้นประสานไว้ที่ท้ายทอย ท่าที่พบได้บ่อยเวลาเครียดและรู้ตัวว่าทำพลาดลงไป หลังจากที่เผลอใช้กำลังก็เดินไปเดินมาอย่างคนคิดไม่ตก

เหตุการณ์ลงไม้ลงมือสร้างความตลกขบขันให้กับมินตราที่นั่งมองจากในห้องและเฉลิมฉลองฉากรักร้าวในละครน้ำเน่าด้วยการตบมือ ถือเป็นการให้กำลังใจนักแสดงทั้งสอง เห็นนายตำรวจเข้าประคองแต่ถูกน้องชายตัวดีของตัวเองผลักคืนก็หัวเราะครื้น เป็นคืนที่เธอสุขที่สุดและก็อาจจะคืนที่ทุกข์ขนัดที่สุดเช่นกัน

ธันวาได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทและทันเปิดประตูออกมาเห็นท่าทางพ่อแง่แม่งอนระหว่างภัคกับคิมหันต์ พอหันไปอีกฝั่งก็เห็นมินตรากำลังหัวเราะสะใจจนเห็นไรฟัน ดูเหมือนการมีอยู่ของเธอจะคอยแต่สร้างปัญหาให้กับคู่รัก ตราบใดที่ยังไม่หายไป บ้านก็คงไม่สงบสุขสักที ธันไม่ได้เพิ่งคิดออกเดี๋ยวนี้ว่าจะจัดการปัญหาคดีที่คาราคาซังอย่างไร ใช้เวลาสองวันเต็มในการคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อจะทำให้การใจสลายครั้งนี้ไม่สูญเปล่า จึงตัดสินใจได้ว่าจะเล่าความเท็จ ในฐานะที่เป็นผู้ร่วมรู้ร่วมคิดฆ่าเหมันต์ จะช่วยร่างบางกำจัดมารคอหอย จนวินาทีสุดท้ายก็ยังคอยทำเพื่อภัค

ซึ่งมันคือการ… หวังดีประสงค์ร้าย 

ชายผิวซีดเดินเข้ามาช่วยประคองร่างบางให้ยืนขึ้นอีกแรง ตอนแรกนายตำรวจทำท่าจะไล่ไม่ใช่เรื่องของแก แต่ต้องมีอันชะงักหลังได้ยินประโยคคำถามที่ย้อนความไปตอนสอบปากคำ  “ที่คุณเคยถามว่าผมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของน้องชายคุณหรือเปล่า จำได้ไหมครับ” 

“ถ้าจำได้แล้วมันจะยังไง”  นายตำรวจถามกลับ ไม่เข้าใจว่าพูดขึ้นมายามนี้ทำไม

“ผม… มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของน้องชายคุณ”  ธันพูดด้วยท่าทีสงบท่ามกลางลมเอื่อย ๆ ที่พัดไหลเวียนอยู่ภายในตัวบ้าน คำสารภาพนั้นทำเอาคนที่เหลืออึ้งกิมกี่ไปตาม ๆ กัน ไม่มีใครทันตั้งหลัก

ขนาดมินตรายังช็อกกับความจริง หญิงสาวส่ายหน้าว่าไม่มีทาง

ปกติแล้วคนผิดจะยอมรับสารภาพยามถูกสถานการณ์บังคับ แต่สำหรับธันวาที่อีกไม่กี่วันก็จะถูกเนรเทศออกจากบ้าน การพูดความจริงกึ่งหนึ่งง่ายดายกว่าการเริ่มต้นชีวิตใหม่ รู้สึกเข้าตาจนทั้งที่แค่ถูกไล่ออกจากงาน ถ้าร่างบางบอกให้ไปตายคงง่ายกว่าการคิดว่าพรุ่งนี้จะทำอะไร อย่างน้อยการติดคุกก็มีข้าวให้กินมีที่ไว้ให้ซุกหัวนอน ดีกว่าออกไปเร่ร่อนข้างทาง แค่อยากถูกจับเข้าลูกกรงแล้วหันหลังให้กับโลกที่แสนโหดร้าย เจอคนนิสัยไม่ดีจนหน่าย จึงอยากถูกกักขังไว้ชั่วกัปชั่วกัลป์ ยังไงซะตนก็มีความผิดฐานฆ่าโมรีอยู่แล้ว ก็สมควรได้รับการชดใช้ที่สาสม     

“แล้วก็ที่คุณถามว่าผมพยายามปกป้องใครอยู่…”   

ประโยคนี้ดูจะมีผลกับภัคมากกว่าใคร ๆ  ร่างบางใจเต้นระส่ำกำชายเสื้อตัวเองไว้แน่นหนาขณะช้อนนัยน์ตาสั่นระริกมองธัน เข้าใจว่าถึงตอนอวสาน คิดว่านี่อาจเป็นการเอาคืนกับสิ่งที่ตัวเองเคยกระทำกับอีกคนไว้ เห็นภาพตัวเองยืนใส่กุญแจมืออยู่หลังลูกกรง สีหน้านายตำรวจเองก็กังวลอย่างไม่ปกปิด คงมีแต่มินตราที่อยากรู้ใจจะขาดว่าใครคืออีกคนที่ร่วมฆ่าเหมันต์ เธอจะได้จัดงานเลี้ยงขอบคุณถูกคน จนกระทั่งได้ยินชื่อตัวเองเต็มชัดสองรูหู 

“มินตรา …คุณมินตราครับที่ผมพยายามปกป้องอยู่” 

คำตอบเหนือความคาดหมายทำเอาสองคนโล่งใจ กับอีกคนโวยวายเสียงดัง  “แกว่าอะไรนะไอ้ธัน!”

“เธอเกลียดคุณเหมันต์เรื่องนั้นเราทุกคนรู้ดี เธอบอกกับผมว่าเกลียดคุณเหมันต์จนอยากฆ่าให้ตาย”  ตนไม่ใช่พระเจ้าเที่ยวตัดสินใคร แต่การที่ครั้งหนึ่งหญิงสาวเคยพยายามฆ่าลูกตัวเองให้ตายด้วยการผลักตกบันได โทษมันก็ร้ายแรงมากพอจะติดคุก บางทีการไม่มีแม่แบบนั้นอาจจะดีต่อตัวลูกสาวอย่างหนูดา  “คืนนั้นเธอมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคุณเหมันต์แต่พลาดทำให้เขาหมดสติ มีแค่ผมกับคุณมินตราเท่านั้นที่รู้ว่ารสนิยมทางเพศของคุณเหมันต์เป็นยังไง”

“แล้วทำไมนายถึงรู้”  คิมหันต์ถามท่าทางผ่อนคลายกว่าเก่า

“เพราะคุณมินตราจะกลับมาเล่าให้ผมฟังเสมอ”

“ไม่จริง! รสนิยมทางเพศบ้าบออะไร ฉันไม่รู้เรื่อง!”  หญิงสาวตะโกนปาว ๆ จนลูกสาวสะลึมสะลือตื่นจากนิทรา
 
“เธอรัดคอเขาด้วยเนกไทจนขาดอากาศหายใจและสลบไป เธอเลือกใช้วิธีนั้นเพราะมันเข้าถึงตัวง่ายที่สุด เธออยากให้เขาตายและมั่นใจว่าจะตายแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงเลยขอให้ผมช่วย ผมจับเขาแขวนคอด้วยผ้าห่ม …เราร่วมมือกัน”

“ฉันถูกใส่ร้าย! ฉันถูกปรักปรำ! คิมอย่าไปเชื่อมันนะ!”  ไม่แปลกที่เธอจะแก้ต่าง ใครบ้างอยากกลายเป็นฆาตกรฆ่าคนและจบหนทางชีวิตด้วยการยอมเดิมเข้าซังเต เธอไม่ได้ทำแล้วทำไมต้องมารับกรรมแทนคนอื่น

ภัคยืนมองหน้าธันที่เล่าเหตุการณ์ได้อย่างเป็นธรรมชาติผ่านแววตาสับสน ไม่เข้าใจเหตุผลว่าทำไมชายผิวซีดถึงยอมปลดเปลื้องพันธนาการให้ ไม่กล้าแม้แต่จะแทรกแซงบทสนทนาเพราะกลัวว่าเสียงตัวเองจะรบกวนใจคนฟัง ทั้งที่มีเรื่องอยากพูดด้วยมากมายแต่อะไรบางอย่างบอกว่าควรเอาไว้ทีหลัง อย่าทำร้ายความตั้งใจใครแม้จะต้องกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวก็ตาม แต่นิยายที่แต่งขึ้นมาใหม่ก็ทำให้มินตรายิ่งโกรธเคือง เรื่องมันเลยเถิดไปใหญ่เรียกว่าการใส่ความกันชัด ๆ เป็นครั้งแรกที่รู้สึกอึดอัดกับการหลอกว่าเป็นคนพิการ ไม่อย่างนั้นคงลุกไปทุบตีคนดูแล ไม่ใช่แค่ปาหมอนออกมาจากในห้อง 

“เธอเดินได้ครับ เธอแค่โกหกเพื่อให้เข้าข่ายผู้ต้องสงสัยน้อยที่สุด” 

“ไอ้ธัน!”  มันเหลืออดจนเผลอลุกขึ้นยืนชี้หน้า ตอกย้ำความจริงที่ว่าเธอปิดบังเรื่องเดินได้ สอดคล้องกับคำให้การเพื่อให้ถูกสงสัยน้อยที่สุด อะไร ๆ ก็ชี้เป้าไปที่ภรรยาผู้ตายที่รู้ตัวเมื่อสาย ดวงตาหลายคู่เห็นแล้วอย่างพร้อมเพรียงกันว่าเธอสามารถยืนได้ด้วยขาตัวเอง  “คิมคะ… ฉันอธิบายได้ ฉันว่าจะบอกคุณอยู่เรื่องที่เดินได้ ฉันไม่ได้มีเจตนาจะโกหกเลยนะ”

“พอเถอะมินตรา” 

“ฉันไม่ได้ทำ ไม่ใช่ฉันสักหน่อยที่นอนกับเขา โมรี โมรีไง ยัยนั่นก็เคยนอนกับเหมันต์ไม่ใช่เหรอ” 

“แต่เธอตายแล้วนะ”

“งั้นก็ยังมีอีกคน”  พี่สาวจ้องตาน้องชายเขม็ง  “แกนี่เอง ไอ้ภัค…”

“อย่ากล่าวหาใครโดยไม่มีหลักฐาน”  คิมหันต์ปราม
 
มินตรารู้สึกเหมือนผู้ชายสองคนกำลังปกป้องน้องชายของเธอยังไงยังงั้นและได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม

โดยลืมไปว่าตัวเองมีความผิดจริงฐานบงการฆ่าภรรยาน้อยของสามี 

“คุณมินตราเป็นคนบงการฆ่าคุณโมรีด้วยครับ”

สิ้นคำสารภาพความเงียบก็เข้าคลอบงำตัวบ้านไว้อีกรอบ

ธันยอมรับว่าเป็นคนลงมือฆ่าภายใต้คำสั่งของหญิงสาวจอมลวงโลกและถ้านายตำรวจอยากดูหลักฐานก็พร้อมจะเปิดฝาเก็บน้ำของชักโครกให้ คิมหันต์จึงขอตัวเข้าไปในห้องกับธันวา ปล่อยสองพี่น้องยืนมองหน้ากันอย่างไม่ลดละ   

วูบหนึ่งน้องชายแสดงออกทางสายตาว่าเห็นใจในโชคชะตาของพี่สาวขณะที่เธอก้าวเท้าเข้ามาใกล้พร้อมคำถาม  “แกใช่ไหม…”  ภัคไร้การตอบสนอง ก้มมองปลายราวกับรู้สึกผิด  “ฉันถามว่าเป็นแกใช่ไหม”  มินตราผลักไหล่ พออีกคนไม่ตอบโต้ก็ยิ่งผลักแรงขึ้นกว่าเก่า เหมือนตอนยังเยาว์ที่พี่สาวพยายามหาตัวคนตัดผมตุ๊กตา ไม่ว่าจะทำหรือไม่ได้ทำก็ตาม น้องชายก็ต้องยอมรับผิด กลายเป็นแพะรับบาปจากความริษยา แต่คราวนี้จะแตกต่างไป มินตราควรได้ริมรสชาตินั้นบ้าง 

ภัคยอมรับตาใส  “ใช่ ฉันทำเอง…”  ลงมือตบตัวเองจนเกิดเสียงดัง แถมยังฉีกเสื้อให้ขาดก่อนจะปัดผมให้ยุ่ง ทำเหมือนว่าถูกทำร้ายและลงไปนั่งกองกับพื้นพร้อมกรีดร้อง จนคนในห้องทั้งสองรีบเปิดประตูออกมา เป็นจังหวะที่มินตราเงื้อมือในอากาศ ส่วนน้องชายก็อยู่ในอาการหวาดผวาขณะพูดเสียงดัง  “ยอมรับผิดเถอะครับ โทษหนักจะได้กลายเป็นเบา”  แม้จะถูกพี่สาวทำร้ายก็ยังจะมีกะจิตกะใจเป็นห่วง นั่งกุมแก้มน้ำตาร่วง ตีบทแตกกระจายตอนมองนายตำรวจเดินเข้ามารวบตัวหญิงสาว คว้ากุญแจมือจากกระเป๋าหลังอย่างคล่องแคล้วแล้วใช้มันล็อกข้อมือทั้งสองข้างของมินตรา

เสียงดังกึกสะท้อนในโสตประสาท คิมหันต์ไม่ลืมบอกสิทธิของผู้ต้องหา  “คุณมีสิทธิจะไม่พูดและเรียกทนาย”














« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-09-2018 22:57:06 โดย กระเหี้ยนกระหือรือ »

ออฟไลน์ กระเหี้ยนกระหือรือ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 86
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
Re: ———— ลั่นดาล ———— (๑๕) ๒๙.๐๘.๖๑
«ตอบ #137 เมื่อ22-09-2018 22:19:29 »

บทส่งท้าย




ไฟหน้าจากรถหลายคันที่จอดซ้อนกันถูกเปิดทิ้งไว้ แสงสีส้มกระจัดกระจายอยู่รอบบริเวณหน้าบ้าน ณ ยามวิกาล คนพลุกพล่านทั่วเคหะสถานเสมือนเช้าวันนั้นที่พบศพเหมันต์ คิมหันต์เป็นคนโทรแจ้งลูกน้องให้มารับตัวผู้ต้องหาถึงสองคนกลางดึกก่อนจะถูกงานดึงไว้จนไม่มีเวลาปลีกตัวออกมา ระหว่างนั้นภัคก็อยู่เป็นเพื่อนหลานบนห้อง พยายามลองกล่อมให้หลับอีกครั้งแต่หนูดาก็ยังเอาแต่นอนมองออกมาข้างนอก จ้องบานประตูห้องมารดาเหมือนรู้ว่ามีเรื่องแย่ ๆ เกิดขึ้นกับแม่ น้าชายทำได้แค่ลูบหัว กระทั่งเห็นธันถูกควบคุมตัวออกมาจากห้องโดยสองมือถูกพันธนาการแล้วมีผ้าพันทับไว้อีกรอบ 

“หนูดารอนี่นะคะ” 

คิดว่าเป็นจังหวะดีที่จะได้กล่าวคำอำลา จึงบอกหลานว่าอย่าไปไหน

แล้วตัวเองก็เป็นฝ่ายเดินออกมาดักหน้าเจ้าพนักงานตรงบริเวณขั้นบันไดสุด 

“ขอผมคุยกับเขาเป็นการส่วนตัวได้ไหมครับ”  ก่อนจะถูกนำตัวออกไปขอแค่ได้ขอบคุณก็ยังดี
 
เห็นแก่ที่เป็นญาติของคิมหันต์ ตำรวจสองนายจึงยอมขยับออกไปไกลพอเพื่อให้ได้พูดคุยกันตามลำพัง

ภัคแตะหลังมือกร้านแผ่วเบาตอนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ  “ขอบคุณนะ สำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา”  รู้ดีว่าไม่ควรรู้สึกตื้นตันใจในเวลาที่คนตรงหน้ากำลังจะติดคุกเพราะตัวเองแต่มันก็อดไม่ได้และความภักดีจนวินาทีสุดท้ายก็ทำให้ร่างบางยิ่งรู้สึกละอายใจ ตอนอยู่ไม่เคยดูดำดูดี พอตอนนี้จะไปกลับมาอาลัยอาวรณ์ ภัคซ่อนความรู้สึกผิดและเสียใจไว้ไม่มิด

โดยธันยินดีรับความรู้สึกทั้งสองไว้ด้วยใจ แต่ไม่รับคำขอบคุณ  “ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ ผมไม่ได้ทำเพื่อคุณ …ผมทำเพื่อตัวเอง”  คำพูดเหล่านั้นสร้างความงงงวยให้กับร่างบางอย่างมาก ธันอาจให้ความกระจ่างในสิ่งที่ตัวเองพูดไม่ได้ แต่บอกได้ว่าความลับอะไรที่เก็บงำไว้มาโดยตลอด ตอนที่ตำรวจมองไปทางอื่น ชายผิวซีดแค่ยื่นใบหน้าเข้าใกล้ เพื่อกระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคนเท่านั้น  “ผมไม่ได้เป็นคนแขวนคอคุณเหมันต์…” เป็นความลับที่พยายามหาโอกาสสารภาพอยู่ตลอดเวลาแต่ก็ถูกปฏิเสธการฟังอยู่ร่ำไป แต่เมื่อมาถึงขนาดนี้แล้วก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องปิดบัง มันเป็นสิ่งที่ร่างบางควรได้รู้  “…เขาถูกแขวนคออยู่ก่อนแล้วตอนที่ผมเข้าไป” 

ภัคก็นิ่งงันราวกับโดยสาป ได้ยินแต่ไม่เข้าใจและไม่ทันได้ถามความต่อ ตำรวจสองนายก็เข้ามาพาตัวผู้ต้องหาเดินลงบันไดไป ทิ้งให้ร่างบางมองตามจากข้างบนด้วยความสับสน หมายความว่าไงที่ว่าไม่ได้เป็นคนแขวนคอและเหมันต์ก็ถูกแขวนอยู่ก่อนแล้วตอนที่เข้าไป หลายคำถามประดังประเดเข้ามา ถ้าไม่ได้เป็นคนทำแล้วรับสารภาพว่าทำทำไม ถ้าไม่ใช่ธันแล้วอย่างนั้นจะเป็นใครกันล่ะ ในเมื่อ ‘คืนนั้น’ อีกคนก็กลับมาพูดเองว่าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

ยังจำแววตาและท่าทีเป็นกังวลของคนที่โดนปลุกขึ้นมากลางดึกได้แม่นยำ เป็นคืนที่เข้าไปขอความช่วยเหลือถึงในห้องนอนทั้งอาการรนรานหลังจากที่พลาดทำเหมันต์ขาดอากาศหายใจ จากการลองเขย่าแรง ๆ ตนที่สติแตกก็มั่นใจว่าพี่เขยตายแล้วและไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ บุกเข้าไปหาเพราะต้องการคำปรึกษา ย้ำเสมอว่าไม่ได้ตั้งใจ พูดจาวกไปวนมาอยู่เกือบยี่สิบนาที สุดท้ายธันวาที่กลายมาเป็นเสาหลักจึงบอกให้ตั้งสติและรออยู่แต่ในห้อง เดี๋ยวจะเป็นคนออกไปเก็บกวาด

พยายามคิดขั้นตอนการอำพรางที่ชาญฉลาด แต่ตอนนั้นสมองก็ว่างเปล่าพอกัน ไร้แผนการดี ๆ คิดแค่ว่าจะต้องไม่มีใครสาวถึงตัวคนที่รักได้ ก่อนสัมผัสลูกบิดก็แค่ใช้ผ้าที่ถือติดมือมารองก่อนหมุนลูกบิด ตามที่ร่างบางเล่าทำให้จินตนาการเอาว่าเหมันต์นอนตายบนเตียงอย่างเดียวดาย แต่ภาพที่เห็นหลังจากที่ได้เปิดประตูกลับเป็นเจ้าของบ้านห้อยต่องแต่งอยู่ในอากาศ สภาพหมุนคว้างอย่างกับพัดลมเพดานที่เคลื่อนไหวเชื่องช้าก่อนจะหยุดนิ่งกับที่   
 
เป็นฝีมือใครสงสัยแต่ไม่ถาม ตอนนั้นยอมรับว่าแค่อยากได้ความดีความชอบก็เท่านั้น จึงสมอ้างว่าเป็นคนจัดฉาก หวังตื้น ๆ ว่าสิ่งที่ทำจะช่วยเหนี่ยวรั้งความสัมพันธ์ให้ยิ่งยากจะตัดขาด จงใจผูกมัดด้วยความลับและหากินกับคำโกหก โดยไม่ได้คำนึงถึงผลที่ตามมา ถ้าไม่มีคิมหันต์สักคนบทสรุปอาจไม่ลงเอยเช่นนี้ เขาทั้งคู่คงมีความสุขกันอยู่ที่ไหนสักแห่ง แม้จะรู้แต่แรกว่าร่างบางเป็นคนมากรักก็ยังจะพยายามเปลี่ยนใจ ตอนนี้รู้แล้วว่ามันไม่มีทางและตระหนักไว้ว่าโทษในคุกมันไม่สาสมกับคนแบบนั้น …การแก้แค้นร่างบางที่แยบยลคือการปล่อยให้อยู่กับคนอย่างคิมหันต์ไปชั่วกัลปาวสาน

ผู้ต้องหาถูกดันตัวเข้าในรถที่ติดเครื่องยนต์ไว้ ได้นั่งตรงกลางโดยมีนายตำรวจสองนายนั่งขนาบข้าง ระหว่างที่ล้อค่อยเคลื่อนออกมาตามทางและมีตัวบ้านหลังใหญ่เป็นฉากหลัง เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ชายผิวซีดยกยิ้มจาง ๆ ไม่ใช่เย้ยหยันอย่างผู้ชนะแต่ว่าสุขใจในฐานะผู้หลุดพ้น 

รถตำรวจอีกคันขับเข้ามาจอดเทียบท่าบันไดหน้าบ้าน เพื่อรอรับตัวผู้ต้องหาอีกรายที่ไม่ง่ายต่อการใช้กำลังบังคับ มินตราพยายามดิ้นรนและขัดขืนตลอดการจับกุม ตำรวจหญิงรุมล้อมอยู่รอบตัวหญิงสาวที่น้ำตานองหน้า หาใช่ความโศกเศร้าร้องไห้ราวขาดใจเพราะคับแค้นในอก แถมหกคะล้มจับกบเพราะขาเกิดไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาเสียดื้อ ๆ พยายามยื้อร่างไว้เล่นทำเอาเจ้าพนักงานเหนื่อยไปตาม ๆ กัน กว่าจะพาตัวออกจากบ้านได้สำเร็จระยะไม่กี่เมตรเหมือนยาวเป็นสิบ ๆ กิโล   

ก่อนหนูดาที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนจะเข้าขัดขวาง มือเล็กไล่ผลักทุกคนที่เข้าใกล้มารดา  “อย่าทำแม่หนูนะ!”  เด็กหญิงวิ่งปรี่มาจากชั้นสองเพราะได้ยินเสียงกรีดร้องของแม่ ด้วยสัญชาตญาณความเป็นลูกเห็นแม่ถูกรังแกก็พยายามจะปกป้อง รักของเด็กบริสุทธิ์ดุจน้ำนมจากเต้า ลูกสาวกอดขาคนเป็นแม่ไว้ก่อนจะเริ่มร้องไห้จนนำมาซึ่งภาพสะเทือนใจ

พวกผู้ใหญ่ที่ทำตามหน้าที่เบือนหน้าหนีเพราะรู้สึกเศร้าสลด กฎหมายก็ส่วนกฎหมาย ความเห็นใจก็ส่วนความเห็นใจ ต้องแยกให้ออก ภาพสองแม่ลูกกันกลมจนคนแม่เป็นลมลงไปทำเอาชุลมุนวุ่นวายกันหมด ก่อนหนูดาจะถูกใครสักคนเหยียบจนร่างหัก คนเป็นหัวหน้าเจ้าพนักงานก็เข้ามาจัดการ คิมหันต์ช้อนตัวหนูดาขึ้นจากพื้นง่ายดายแล้วส่งคืนน้าชายที่วิ่งมารับนัยน์ตาแดงก่ำ สภาพหลานน่าสงสารจนเกือบกลั้นน้ำตาแทบไม่อยู่

หนูดาร้องเรียกหาแม่เสียงหลง “แม่จ๋า!”  พยายามส่งมืออกไปให้จับตอนที่ร่างมารดาถูกหามขึ้นรถ 

สร้างความทุลักทุเลให้กับคนอุ้มไม่น้อย แม้จะต้องได้ชื่อว่าเป็นคนพรากลูกพรากแม่ แต่ภัคก็ไม่สามารถปล่อยร่างเล็กไปได้เหมือนกัน ทำทั้งหมดก็เพื่อร่างเล็กทั้งนั้น รีบคุกเข่าเพื่อกอดรัดตัวหลานสาวไว้ ขอโทษในใจนับร้อยนับพันครั้งระหว่างเรียกชื่อให้ได้สติ  “หนูดา หนูดาอยู่กับน้าภัคนะ”  พยายามถ่วงเวลาจนกระทั่งมินตราถูกพาขึ้นด้วยสภาพอเนจอนาถ หนูดาปล่อยโฮเมื่อยานพาหนะสี่ล้อขับออกไปแล้วหันกลับมาสะอึกสะอื้นในอ้อมแขน ภัคกอดเด็กหญิงไว้แน่นหนา ทำหน้าที่ปลอบแทนแม่บังเกิดเกล้า ทุกอย่างที่พี่สาวขาดตกบกพร่องไป

นับจากนี้ตนจะแก้ไขและให้สัญญาว่าจะดูแลเด็กหญิงพิมพ์มาดาอย่างดี











พิธีเผาศพของเหมันต์เกิดขึ้นหนึ่งอาทิตย์ถัดมาและบรรยากาศก็เป็นไปอย่างเรียบง่ายภายในวัดเดียวกันกับที่เก็บอัฐิของแม่แท้ ๆ หลังจากที่ธันวาและมินตราถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย คิมหันต์ก็ได้ทำเรื่องขอร่างน้องชายกลับบ้านเพื่อนำมาประกอบพิธีทางศาสนา แขกที่เชิญมาในงานวันนี้มีบางตา ทุกคนสวมเสื้อผ้าสีดำเพื่อร่วมไว้อาลัย ยกเว้นหนูดาที่ใส่ชุดขาวยืนมองลูกไฟในเตาเผาด้วยความเศร้าสร้อย เด็กน้อยยังทำใจเรื่องที่แม่ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นสักพักไม่ได้ โชคดีว่ายังมีน้าชายยืนกุมมืออยู่ข้าง ๆ ภัคกระชับมือเล็กไว้ขณะที่มืออีกข้างถูกคว้าไปกอบกุม นัยน์ตาสีน้ำตาลหลุบมองมือใหญ่แล้วเงยมองใบหน้าสมส่วน วันนี้นายตำรวจแต่งตัวเต็มยศเพื่อเป็นเกียรติให้แก่คนตาย แต่สายตานั้นกลับเรียบเฉยกว่าทุกวัน 

คงรู้ว่าทำตัวเย็นชาเกินไปจึงหันมายิ้มให้ร่างบาง เหมือนจะแสดงออกเป็นนัย ว่านี่คือหนึ่งในท่าทางอันเป็นผลข้างเคียงมาจากการเสียคนในครอบครัวไปก็เท่านั้น แล้วค่อยหันมองไปข้างหน้า จ้องเปลวไฟโลมเลียร่างน้องชายฝาแฝดจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน อัฐิของเหมันต์จะถูกเก็บไว้ที่นี่ด้วยเหมือนกัน จะไม่มีใครนำกลับบ้านให้เป็นที่น่าหวาดหวั่น

สองพ่อลูกเดินลงบันไดล่วงหน้าไปก่อนเพราะต้องทยอยส่งแขกเรื่อ เหลือภัคที่ยังยืนอยู่บนเมรุเป็นคนสุดท้าย ไม่รู้จะพูดอะไรกับรูปภาพเลย ‘ขออโหสิกรรม’ ในใจ แล้วถึงได้ยินเสียงเรียกหา คิมหันต์สัญญากับหนูดาว่าจะพาไปกินไอติม ทั้งคู่จึงกวักมือเรียกร่างบางให้รีบลงมา ภัคพยักหน้าแล้วยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะมีแมวดำปริศนากระโดดตัดหน้าทำเอาหวาดผวา มีโอกาสได้จ้องตามัน เจ้าแมวจ้องตอบอย่างอาฆาตเหมือนจะบอกว่าไม่มีวันอโหสิกรรมให้ คนกลัวจึงไล่ไปให้พ้นทางแล้วรีบเดินลงจากบันไดและเมื่อเผลอหันมองเหลียวหลังก็เหมือนถูกดวงตาคนตายในรูปภาพมองตามไม่วางตา 
 
คืนนั้นร่างบางต้องเผชิญกับสภาวะนอนไม่หลับ ภายใต้แสงสีส้มจากโคมไฟภัคพลิกตัวกลับไปกลับมาก่อนจะลงเอยด้วยท่านอนตะแคงข้าง มองเสี้ยวหน้าของทั้งสองพ่อลูกที่นอนกอดกันกลมภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันอย่างคิดไม่ตก   

ทั้งที่ทุกอย่างมันจบลงไปแล้วแต่กลับรู้สึกไม่เป็นอย่างนั้น

คำพูดของธันยังตามหลอกหลอน  ‘…เขาถูกแขวนคออยู่ก่อนแล้วตอนที่ผมเข้าไป’ 

มันหมายความว่าอย่างไรกัน จะมีวันได้รู้คำตอบหรือไม่

บ้านหลังใหญ่เงียบเหงาลงถนัดตาเมื่อสมาชิกหลายคนหายไป คงต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะชิน

ช่วงนี้พวกเขาอาศัยกินข้าวนอกบ้านเป็นหลัก พักผ่อนด้วยการช็อปปิ้งและจบหนึ่งวันด้วยการที่เด็กหญิงให้พาแวะสวนสาธารณะใกล้บ้านเพราะเพิ่งเห็นว่ามีการเอาเครื่องเล่นเด็กเล็กมาลงใหม่ พอได้ลงเดินเองเท่านั้นแหละ หนูดาก็ปรี่เข้าหาชิงช้าก่อนเป็นอันดับแรก แต่เล่นแป๊บ ๆ ก็ย้ายไปเครื่องเล่นใหม่เหมือนกลัวพวกมันจะน้อยใจถ้าเล่นไม่ครบ

ภัคตามประกบหลานสาวทุกฝีก้าว เฝ้าหนูดาที่เล่นสไลเดอร์อย่างสนุกสนานแต่ระหว่างนั้นก็มีบ้างที่ใจลอย ปล่อยให้คำพูดของคนอื่นเข้ามามีอิทธิพลและลองคิดย้อนไปตั้งแต่ต้น เริ่มตั้งแต่คืนที่ฝนตกกระหน่ำ หลังธันกลับเข้ามาในห้องพร้อมบอกว่าจัดการเรียบร้อย ตนก็ค่อยออกมาข้างนอกและเห็นว่าหนูดากำลังเคาะห้องพ่อตัวเองอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย แน่นอนว่าตนรู้ว่าเหมันต์จะลุกมาเปิดประตูให้ไม่ได้และไม่มีวันออกมา แต่ตอนนั้นร่างเล็กกลับบอกว่าเห็นคุณพ่อที่ด้านล่าง แล้วถ้าคุณพ่อที่เห็นไม่ใช่วิญญาณเหมันต์อย่างที่คิดล่ะ คนตายมีฝาแฝดเป็นคิมหันต์ ทั้งคู่หน้าตาเหมือนกัน… 

พอลองผนวกเข้ากับคำพูดของธันวาขนก็พากันลุกชัน เสียวสันหลังวาบอย่างกับคนที่เพิ่งประจักษ์กับความจริงว่าสิงสู่อยู่กับวิญญาณร้าย ‘เขาถูกแขวนคออยู่ก่อนแล้วตอนที่ผมเข้าไป’ ภัคส่ายหน้าแทนการพูดว่าเป็นไปไม่ได้ สะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป แต่ถึงจะไม่เชื่อ เพื่อไขข้อข้องใจของตัวเองจึงอยากให้เด็กหญิงช่วยยืนยันว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิด 

หนูดาเล่นคลุกดินคลุกทราย วิ่งวนรอบตัวน้าชายและเครื่องเล่นสไลเดอร์เพื่อที่จะเล่นซ้ำอีกหลาย ๆ ครั้ง ส่วนภัคที่อยากได้คำตอบยอมเดินตามทุกความเคลื่อนไหว ระหว่างรอรับร่างก็ถามเสียงเครียดไปด้วย  “หนูดาคะ หนูดาจำวันที่เห็นคุณพ่อโบกมือให้ได้ไหมคะ คืนที่หนูดาอยากนอนกับคุณพ่อไง”

เด็กหญิงที่สไลเข้าวงแขนพอดีค่อยลุกยืนตามความช่วยเหลือและเท้าคางเมื่อต้องครุ่นคิด  “อืม...” 

คิมหันต์และเหมันต์เหมือนกันแทบทุกอย่าง ยกเว้นลักษณะการแต่งกาย เหมันต์เป็นนักธุรกิจเพราะฉะนั้นก็จะชอบใส่สูทผูกไท ส่วนคิมหันต์เป็นตำรวจก็ชอบใส่ชุดที่ทะมัดทะแมงแจ็คเก็ตหนังกับกางเกงยีนส์ ถ้าจะแยกทั้งสองคนออกจากกันโดยสิ้นเชิงก็ต้องดูที่การแต่งกายเป็นอันดับแรก 

“จำได้ไหมคะว่าวันนั้นคุณพ่อแต่งตัวแบบไหน”  คืนนั้นเหมันต์ใส่สูทผูกไทแน่นอน

ภัคร้อนใจแต่ก็ไม่อยากเร่งเด็กหญิงที่คิดหนักเพราะมันก็ผ่านมาตั้งหลายสัปดาห์ จนกระทั่งเห็นคุณพ่อเดินเข้ามาในสนามเดินเล่น เห็นตัวอย่างจึงนึกออก  “แบบนั้นค่ะ”  ปลายนิ้วหันไปทางคิมหันต์ที่นั่งลงบนชิงช้าขนาดกะทัดรัดก่อนจะออกแรงดันขา ไกวชิงช้าเองอย่างอืดอาดขณะควักมวนบุหรี่ออกมาจุดสูบท่ามกลางบรรยากาศพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า

ท้องนภามีสีส้มอมแดง นายตำรวจนั่งอาบแสงสุดท้ายของวันด้วยท่าทางสบายใจ

ทั้งที่ไม่เคยสูบบุหรี่ให้ใครเห็นมาก่อน แต่เลือกจะทำขึ้นมาเพราะไม่มีความจำเป็นจะต้องหลบซ่อนอีกต่อไป   

ในเมื่อ ‘อะไร ๆ’ ก็เข้าทางและลงล็อกอย่างที่หวังไว้

“ไม่ยักรู้ว่าคุณสูบบุหรี่ด้วย”  คิมหันต์เหลือบมองภัคที่เอ่ยถามอย่างประหม่าระหว่างเดินมาทรุดตัวลงนั่งที่ชิงช้าด้านข้าง ร่างบางมีท่าทีแปลกไป ไม่กล้าสบสายตาเพราะคำตอบของหนูดาทำกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เงยมองท้องฟ้าสีวิปริตผิดแผกกว่าวันไหน ๆ ด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในใจ เคยคิดว่ารู้จักผู้ชายข้างกายเป็นอย่างดีจนมาวันนี้ต้องเริ่มคิดใหม่

ลืมไปว่ามีเด็กเล็กอยู่ด้วย  “ขอโทษที”  บุหรี่จึงถูกปาลงดินแล้วปลายมวนที่ติดไฟก็โดนรองเท้าใหญ่เหยียบจนดับ

จู่ ๆ ร่างบางก็รู้สึกเหมือนได้รับคำเตือนผ่านภาษากายว่าถ้าไม่ระวังปากสักวันจะเป็นเหมือนบุหรี่ที่ถูกบดขยี้จนบี้แบน ดังนั้นแทนที่จะถามจึงนั่งสงบปากสงบคำและจมอยู่กับความอึดอัด ว่ากันว่าเรื่องบางเรื่องไม่รู้น่าจะดีกว่า แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอยู่กับความคลางแคลงใจไปได้นานแค่ไหน เป็นนายตำรวจที่ทลายความเงียบงันกลั้นยิ้มอย่างอารมณ์ดี
 
“มีอะไรอยากถามก็ถามมาเถอะภัค” 

ร่างบางที่ได้รับโอกาสซักถามถอนหายใจเพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มจับต้นชนปลายจากตรงไหน ความคับข้องใจมีมากมายเหลือคณาและก็ไม่แน่ใจว่าถ้ารู้ไปแล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับตัวเองหรือกับเด็กหญิง แต่ยิ่งนิ่งก็เหมือนยิ่งเผยพิรุธ สุดท้ายจึงเอ่ยปากถามเกี่ยวกับเรื่องคืนนั้นอย่างระมัดระวัง เลือกใช้ทางอ้อมยอมเสียเวลา  “…คุณจำเรื่องกระดุมได้ไหม”

กระดุมที่ภัคเข้าใจว่าหลุดจากรังตอนที่ถอดเสื้อผ้าชักช้าจนพี่เขยเปลี่ยนมากระชากชุดนอนแทน

“จำได้สิ”  คิมหันต์ตอบทันทีเหมือนนี่เป็นเรื่องเดียวที่ฝั่งแน่นอยู่ในความทรงจำ 

“ถ้าผมจะถามว่าคุณไปเจอมันที่ไหน…”

“ในสถานที่เกิดเหตุน่ะ”  ตอบอย่างตรงไปตรงมาหน้าระรื่นพลางกลั้วขำ  “ไม่เห็นต้องทำหน้าตกใจขนาดนั้นเลยภัค”  นายตำรวจหันมองไปทางหนูดาระหว่างเปรยเสียงเบา  “ฉันเก็บมันได้ก่อนที่ใครจะผ่านมาเห็นเข้า ไม่มีอะไรจะสาวถึงตัวนายได้หรอก”  สองนัยน์ตาหันสบกันเนิ่นนาน ลูกตาสีดำด้านเหมือนจะดูดวิญญาณของร่างบางออกจากร่างยังไงยังงั้น

แล้วความแปลกใจก็แทนที่ด้วยความหวาดกลัว  “คะ คุณรู้…?” 

“เรื่องไหนล่ะ เรื่องที่ว่านายเคยนอนกับน้องชายฝาแฝดฉันหรือว่าเรื่องที่นายพลาดเกือบฆ่าคนตายซึ่งก็คือน้องชายฝาแฝดของฉันอีกเหมือนกัน”  ที่ถามเพื่อที่จะได้ให้คำตอบถูกและถ้าต้องการจับร่างบางเข้าคุกคงทำไปนานแล้ว ไม่ปล่อยให้ลอยนวลแบบนี้หรอก  “หรือว่าจะถามว่ารู้ได้ยังไง…?”

ภัคใบ้กินลิ้นจุกอยู่ในปาก ลังเลว่าควรจะกัดลิ้นให้ตายไปเลยหรืออยู่รอฟังคำเฉลยของคิมหันต์ก่อน

กว่าจะตัดสินใจได้ นายตำรวจก็พอย้อนถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น เลือกจะเล่าแต่ฉากสำคัญ ตัดน้ำเหลือแต่เนื้อและเพื่อปกปิดความลับที่ว่ามีเจตนาจะเข้าไปขโมยเอกสารสำคัญจากน้องชายจึงได้ข้ามช่วงนี้ไป แทนช่องว่างด้วยการบอกว่าน้องขายเป็นคนนัดเจอช่วงดึกแต่ดูเหมือนว่าตัวเองจะมาถึงก่อนเวลานัดจนตกเป็นพยานปากเอกโดยไม่ได้ตั้งใจ 
   
แต่ความจริงแล้วคิมหันต์ลอบเข้ามาในบ้านก็เพื่อขโมยผลตรวจสุขภาพของเหมันต์โดยใช้ความชำนาญทางวิชาชีพให้เป็นประโยชน์ คลุกคลีกับโจรและได้รู้กลยุทธ์มาจนสามารถสะเดาะกลอนบ้านหลังไหนก็ได้ ไม่ลืมสวมถุงมือเพื่อป้องกันการทิ้งรอยนิ้วไว้ตามวัตถุต่าง ๆ หลังจากเข้ามาในบ้านที่มืดสนิทได้เรียบร้อยก็ค่อยออกเดินสำรวจอย่างใจเย็น ทั่วบริเวณชั้นล่างว่างเปล่าไร้ผู้คน คงอยู่ด้านบนกันหมดเพราะเวลาที่เลือกกระโดดข้ามรั้วเข้ามาเกือบจะยี่สิบสี่นาฬิกาแล้ว
   
ก่อนจะต้องหลบตามแนวบันไดเมื่อเห็นใครบางคนเดินออกมาจากห้องอย่างระมัดระวัง เป็นภัคที่เดินไปยังอีกห้องและตอนนั้นเองก็เห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างของน้องชายที่เป็นฝ่ายเดินมาเปิดประตู ดูเหมือนทั้งคู่จะนัดแนะกันไว้และหายเข้าไปในห้อง เป็นใครก็ต้องเดาออกว่าทั้งสองคนหายไปทำอะไร เสียงแว่วจากด้านในช่วยยืนยันว่าเกิดกิจกามกลางดึกและนายตำรวจที่ย่องขึ้นมาด้านบนก็อดจินตนาการถึงท่าทางร่วมรักของภัคไม่ได้ อย่างที่รู้ว่าตนมีใจให้ร่างบาง เสียงครางช่วยเบนความสนใจให้ลืมเรื่องเอกสารไปชั่วครู่ เปลี่ยนมายืนเงี่ยหูฟังหน้าห้อง โดยรู้ดีว่าความเจ็บปวดเป็นของคู่กันกับความอยากรู้อยากเห็น มันเป็นสิ่งที่ต้องแลกกัน ตัดสินใจหมุนลูกบิดแผ่วเบาแล้วดันบานประตูเข้าด้านในพอให้เกิดช่องว่าง เพื่อผันตัวมาเป็นนักถ้ำมอง สองนัยน์ตาดำสะท้อนภาพสองชายกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงจนเตียงสั่นไหว

ก็เหมือนกิจกรรมทางเพศทั่วไป จนเมื่อมีเนกไทเข้ามาเป็นส่วนประกอบก็เริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล การแอบดูทำให้รู้ว่าน้องชายฝาแฝดตัวเองมีรสนิยมทางเพศแบบไหนและไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะต้องมาเห็นภาพนาทีชีวิตของใคร เมื่อเซ็กส์แบบวิตถารนำไปสู่อันตรายถึงขั้นหมดลม แม้จะชำนาญแต่ถ้าพลาดนิดเดียวก็จบกัน ตอนแรกก็เหมือนจะผ่านไปได้ด้วยดี กระทั่งแฝดพี่เห็นแฝดน้องพูดอะไรบ้างอย่างและร่างบางก็ลงน้ำหนักมือเพิ่มขึ้นก่อนจะตื่นจากการอาการเหม่อลอย

ตอนที่ปล่อยเนกไทด้วยความตระหนก หัวของเหมันต์ก็ตกลงสู่หมอนและท่อนแขนห้อยลงข้างเตียง ส่วนภัคที่ไม่ได้ตั้งใจมาฆ่าใครแต่แรกก็ออกอาการสติแตก ลองเขย่าร่างแน่นิ่งอย่างแรงแต่ไม่กล้าจะเอามืออังจมูก รีบลุกขึ้นสวมชุดนอนด้วยความร้อนรน เพราะคำพูดคะนองปากของคน ๆ เดียว ประสบการณ์เสียวจึงกลายเป็นประสบการณ์สยอง

เพราะเหมันต์บอกอย่างติดตลกว่าไม่ใช่พ่อของหนูดาและจะเอาเด็กหญิงไปขาย

ก็แค่พ่อที่ไม่เอาไหนที่ล้อเล่นในเรื่องอ่อนไหวเลยต้องมาตายกลางคัน เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานอย่าได้ริอาจพูดพล่อย ไม่อย่างนั้นเกิดเหตุการณ์ก็จะพลอยจบลงแบบนี้

โชคดีว่าหลบได้ทันจึงไม่เกิดการปะทะกันระหว่างคนแอบมองกับคนที่เดินออกมาจากห้องหน้าตาตื่น ร่างบางเดินไปเปิดประตูห้องอื่นและหายเข้าไปขณะมีนายตำรวจมองตามก่อนจะหันกลับมามองน้องชายที่นอนแน่นิ่งผ่านประตูที่ปิดไม่สนิท วูบหนึ่งเกิดความคิดร้าย ๆ ว่าถ้าเหมันต์หายไปสักคน บนโลกนี้ก็จะไม่เหลือใครที่ล่วงรู้ความลับ เห็นเหมันต์ตายแล้วแต่ก็อยากได้ความมั่นใจ แผนอำพรางคดีให้ใครไม่เคยอยู่ในหัวมาก่อน แต่เผอิญฆาตกรคือคนที่ชอบ มันคงเป็นการยอมทำเพื่อคนรักที่น่าขนลุก เหมันต์บุกเดี่ยวเข้ามาในห้องแล้วจับน้องชายสวมเสื้อผ้าก่อนจะทำลายหลักฐานการมีอยู่ของภัค ลบล้างลายนิ้วมือด้วยการเช็ดตามที่ต่าง ๆ ทำทุกอย่างภายในเวลาจำกัด รีบเอาผ้าห่มมาพันเป็นเกี้ยวแล้วโยนขึ้นคล้องกับโคมไฟระย้าบนเพดาน ลองดึงว่ามันจะรับน้ำหนักไหวไหม ทำอยู่หลายครั้งจนมั่นใจจึงได้มัดเป็นห่วงขนาดพอดี

ก่อนจะแบกร่างที่หนักเอาเรื่องจากเตียงมายังตำแหน่งที่เตรียมไว้ เปลี่ยนมาอุ้มน้องชายแนวตั้งแล้วยกร่างขึ้นอย่างเชื่องช้าจนบริเวณใบหน้าสอดเข้าไปในห่วงผ้า กระทั่งเกิดเหตุไม่คาดฝัน เหมันต์ดันตื่นจากการสลบไสลคว้าผ้าไว้ด้วยอาการผวา นับเป็นวินาทีเป็นวินาทีตาย คนเป็นพี่ชายเองก็ตกใจและไวเท่าความคิด ตัดสินใจปล่อยมือจากร่างน้องจนคอเข้าล็อกกับผ้าและปล่อยให้คนจะตายพยายามกระเสือกกระสน ดิ้นด้วยความทุรนทุราย คิมหันต์มองวาระสุดท้ายนั้นด้วยสายตาเลือดเย็น จนเห็นสองขาที่เตะในอากาศเริ่มอ่อนแรงและแข็งค้างในที่สุด เมื่อนั้นจึงรู้ว่าอีกคนหัวใจหยุดเต้นแล้ว 
     
“ทั้งหมดนี่ก็เพื่อนาย”  เป็นการแสดงออกถึงความรักอันยิ่งใหญ่

แต่แม้จะลงท้ายและอ้างว่าทำไปเพราะรัก ภัคก็ไม่ได้รู้สึกประทับใจหรือสามารถปั้นหน้าได้ว่าดีใจ   
กลับกันคืออยากร้องไห้ แต่ไม่มีแรงแม้แต่จะกลั่นหยาดน้ำตา   

“ฉันแอบออกมาจากห้องก่อนที่ธันจะเปิดประตูเข้าไป”  ไม่เล่าช่วงที่ตามหาเอกสารสำคัญให้วุ่นวายและดินชนปลายเท้าน้องชายก่อนเดินออกมา  “ตอนแอบดูฉันก็ลุ้นอยู่ว่าหมอนั่นจะทำยังไง ไม่ได้คิดด้วยว่าหมอนั่นจะปกป้องนายจนยอมติดคุกเอง แม้ลึก ๆ จะคาดหวังก็เถอะ หมอนั่นรักนายมากนะ ฉันล่ะนับถือใจ” 

‘เขาไม่ได้ดีอย่างที่คุณคิดหรอก’  ภัคเข้าใจความหมายประโยคนั้นจากธันอย่างถ่องแท้
ทั้งที่อีกคนพยายามเตือนมาตลอด แต่ก็ยังตาบอดเพราะความลุ่มหลง
ร่างบางไม่ได้แสดงท่าทางกระโตกกระตาก เหมือนนั่งคุยเรื่องสัพเพเหระ
ที่จริงน้ำตาตกใน ใจบอกให้หนีไปแต่รู้ดีว่าไม่มีทางทำอย่างนั้น 

“งั้นคุณก็รู้อยู่แล้วว่าพี่มินตราไม่ได้เป็นคนทำ”

“ถ้าฉันไม่จับพี่สาวนาย นายจะได้มานั่งอยู่ตรงนี้เหรอ”

“แต่คุณโกหกหน้าตาย”

“นายก็โกหก เราทุกคนล้วนโกหก”

ไม่ว่าจะหยิบยกประเด็นไหนมาพูดก็เหมือนจะเข้าตัวไปเสียหมด แถมอีกคนยังพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ขณะที่ตนต้องจมอยู่กับความหวาดระแวงว่าเรื่องจะแดงขึ้นมาเมื่อไหร่ ร่างบางรู้สึกเหมือนถูกหลอกใช้

แล้วถ้าถามว่าใครได้ประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ คงไม่พ้นเป็นนายตำรวจที่คิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เพราะความลับที่รู้ระหว่างกันและกันจะเป็นหลักประกันในชีวิตรัก เริ่มจากทำให้ร่างบางกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดและมีคดีร้ายแรงติดตัว หลังจากนั้นก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดความสัมพันธ์

รวมกันเราอยู่ ทิ้งกูมึงตาย 
ทางเดียวคือร่วมหัวจมท้ายไปจนกาลอวสาน

“แต่ตอนนั้นพี่เหมันต์ยังไม่ตาย”  ก็เท่ากับว่าตนไม่มีความผิดในฐานฆ่าคน แต่พี่เขยตายด้วยน้ำมือชายผู้โหดเหี้ยมตรงหน้า ควรเป็นอีกคนมากกว่าที่ต้องแบกรับสถานนะฆาตกรตัวจริงไว้  “คุณฆ่าเขา”  คิมหันต์ส่ายหน้าราวกับว่าภัคพูดผิด ยังเหลือโทษฐานช่วยกันปกปิดและส่งมินตราเข้าตะราง ต้องพูดว่า  “เราร่วมมือกันต่างหากล่ะ”  ถึงจะถูก   













จบบริบูรณ์
---------------------------------------------------
ทอร์คอยู่ด้านล่าง อย่าลืมอ่านกันนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-09-2018 16:47:11 โดย กระเหี้ยนกระหือรือ »

ออฟไลน์ กระเหี้ยนกระหือรือ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 86
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
Re: ———— ลั่นดาล ———— (๑๕) ๒๙.๐๘.๖๑
«ตอบ #138 เมื่อ22-09-2018 22:21:40 »

จากตุ๊กติ๊ก
--------------------------------------------------------------
ในที่สุดก็ได้พิมพ์คำว่าจบบริบูรณ์สักที ฮื่อออออ อย่างที่รู้กันว่าเรื่องลั่นดาลแปลงมาจากฟิคชั่นที่แต่งไม่จบ เรียกว่าถูกทิ้งไว้กลางทาง แต่งไว้ตั้งแต่ปี2017 แต่พล็อตมาจริงๆคือปี2016 นับๆแล้วก็สองปีกับการหยุดพักไปหลายช่วง ระหว่างทางมันท้อแท้มากเลยค่ะ ได้รับเม้นน้อยมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ก็ได้แต่คิดว่าเราเขียนอะไรยาก ๆ เองมั้ง นักอ่านคงไม่ชอบกันเท่าไหร่ เลยเลือกจะหยุดไว้กลางคัน จนวันนึงครึ้มอกครึ้มใจอยากนำมาปัดฝุ่นใหม่ในรูปแบบของวายพร้อมความกดดันเพิ่มเป็นสองเท่า55555555555 55 เพราะครั้งแรกเคยล้มเหลวไปแล้วก็กลัวว่าจะล้มเหลวอีก แต่ก็พยายามฮึบไว้เพราะถ้าไม่แต่งต่อพล็อตมันก็จะไม่ไปไหน วนเวียนอยู่ในสมองไม่จบไม่สิ้น มันคาใจ อยากสานต่อให้จบ แต่อารมณ์ก็ขึ้น ๆ ลง ๆ เดี๋ยวนอยด์เดี๋ยวท้อเดี๋ยวก็มีกำลังใจ หลายอารมณ์วนไปค่ะ ช่วงเนื้อเรื่องครึ่งหลังมาจะเห็นว่าก็พักเขียนไปนานเลย ตรงนี้ต้องขอโทษมากๆที่ปล่อยให้ทุกคนรอ อ่อนแอเองยอมรับค่ะ ;-; แต่หนทางที่จะทำให้วัฏจักรนี้จบลงก็คือต้องแต่งให้จบ จนสุดท้ายก็มีวันนี้ ;-;  เสียน้ำตาไปหลายลิตร แต่ถ้าถามว่าลั่นดาลยังมีข้อผิดพลาดตรงไหนไหม แน่นอนว่ามีค่ะ ตุ๊กติ๊กว่ามีนะ ในทุกๆเรื่องที่แต่งเลย อยากเข้าใกล้แต่ความจริงอาจไม่เฉียดความสมบูรณ์แบบเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าถามว่าภูมิใจหรือเปล่า ภูมิใจมากๆค่ะ อย่างน้อยก็ลบล้างอาถรรพ์ของตัวเองได้ โดยที่เนื้อเรื่องก็เป็นไปตามเป้าหมาย ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่(สำหรับในความคิดตัวเอง) ฮ่า มาถึงขนาดนี้แล้วจะไม่พิมพ์ขอบคุณทุกคนก็ไม่ได้ ตุ๊กติ๊กคลานมาถึงจุดหมายได้เพราะแรงใจจากทุกคนเลยค่ะ ดีใจที่ทุกคนพยายามวิเคราะห์ไปพร้อม ๆ กัน คอมเม้นหรือแท็กทั้งหลายมันทำให้รู้สึกว่าเราก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนี่  ระหว่างทางยังมีคนรอให้กำลังใจเราอยู่นะ อยากจะขอบคุณมากๆเลยค่ะ ขอบคุณทุกความเมตตา ทุกความบอกต่อและที่ต้องขอบคุณเป็นพิเศษก็คือคุณหมีคุก  ตอนเหมายันไม่มีโอกาสได้ขอบคุณเป็นลายลักษณ์อักษรเลยค่ะ คือระหว่างที่กำลังจะตายเพราะใช้พลังไปหมด คุณหมีคุกเหมือนโยนหน้ากากออกซิเจนมาให้ และไม่ว่าจะทราบหรือไม่ทราบก็ตาม ทุกคนคือความสุขของตุ๊กติ๊กนะคะ ขอบคุณมากค่ะ และจะรู้สึกขอบคุณตลอดไป
ปล1.ไม่พูดถึงเนื้อหาในเรื่องเลยเพราะคิดว่าได้บอกทุกอย่างไปในเนื้อเรื่องแล้วค่ะ
ปล2.ตอนแรกบอกเหลือ3ตอน ความจริงคือรันเลขผิดค่ะ รันเลขตอนผิดหมดเลย ฮ่า
ยังไงฝากติดตามนิยายเรื่องใหม่ๆของตุ๊กติ๊กด้วยค่ะ อ่านตอนนี้แล้วอย่าลืมคอมเม้นหรือติดแท็กกันนะ ตุ๊กติ๊กจะตามไปอ่านว่าขาดตกบกพร่องตรงไหน เป็นกำลังใจให้ตุ๊กติ๊กด้วยนะคะ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ  。◕‿◕。
9crimes - นายคราม FANPAGE




ออฟไลน์ Meen2495

  • is allergic to drama.
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-4
อูยยยยยยยยยยย  :mew1:
จบแล้ว จบแล้ว ... และอ่านจบแล้วทุกตัวอักษร

ดีงามค่ะ

และเข้าใจเลย ... ลั่นดาลขังภัคไว้กับคนเลวในคราบนักบุญ
ทรมานไปชั่วชีวิตแน่นอน

ขอบคุณนะคะสำหรับเรื่องดี ๆ
จะรอตามงานชิ้นต่อไปค่ะ
 :bye2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1063
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
 :pig4: :pig4:สนุกค่ะเป็นกำลังใจให้นะคะจะรอติดตามผลงานเรื่องใหม่น้า

ออฟไลน์ Justccwpo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
สนุกมากกกๆๆๆลุ้นมากกกๆ อยากอ่านตินพิเศษต่อจากนี้ว่าชีวิตหลังจากรุ้ความจริงละจะเปนยังไงต่อ

ออฟไลน์ q.tr

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 375
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
เป็นนิยายที่แบบ สุดๆไปเลยยยย

เข้าใจกับชื่อเรื่อง 'ลั่นดาล' ที่แท้จริง

 :serius2:

ออฟไลน์ manami1155

  • ~I Still Love You~
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1750
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-1
ฮืออออออออออ
ในที่สุดก้รู้สักทีว่าใครคือฆาตกรตัวจริง
แต่กลายเปนความคนที่ไว้ใจร้ายที่สุด
ภัคเอ๋ยต้องร่วมหัวจมท้ายไปกับคนอย่างคิมหันต์
ชีวิตหลังจากนี้จะเปนยังงัยหนอ
ไม่รู้ว่าคุณตุ๊กติ๊กจะมีตอนพิเศษไหม
แต่ยังงัยก้เปนกำลังใจให้เสมอนะคะ
จะรอติดตามผลงานใหม่ๆด้วยน้า
 :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ Mod40

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
จบได้สุดยอดมาก สมชื่อเรื่อง  :z3:

ออฟไลน์ yasperjer

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 507
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
จบแล้ววววววววววว​ เป็นเรื่องที่ภาษาดีมาก​ แบบทากจริงๆไม่รู้จะอวยยังไงดี​ สรุปคนที่ร้ายที่สุดในเรื่องนี้ก็คือคิมหันต์จริงๆด้วย​ เป็นฆาตกรที่แท้จริง​
ธันวาไปอยู่ในนั้นคงจะดีกว่าอยู่แล้วต้องทนเห็นภัคทุกวันๆอ่ะ​ ส่วนหนูภัคไปไหนไม่ได้อีกแล้วต้องติดอยู่กับคนเลวแบบคิมต่อไป​  :ling3:

เป็นกำลังใจให้คุณตุ๊กติ๊กนะคะจะติดตามเรื่องใหม่ๆ​ อย่าท้อใจนะคะ​ มีนักอ่านอีกหลายคนที่ติดตามแน่นอน​ สู้ๆค่าาา

ออฟไลน์ titansyui

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2428
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-0

ออฟไลน์ aisen

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1365
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +75/-1
ชอบมาก เรื่องค่ะ จบได้สุดยอดจริงๆ

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4158
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
ดีใจที่ธันวาหลุดพ้นจากบ่วงที่รัดคอมาตลอด ส่วนภัคก็ได้อยู่กับคิมและหนูดาแบบครอบครัว ขอให้ได้อยู่ด้วยกันตลอดไปเลยนะคะ วินาทีที่หนูดาชี้เราไม่อยากจะยอมรับแต่ก็นั่นล่ะค่ะ คนศีลเสมอกันอยู่ด้วยกันเหมาะสมดี ขอบคุณคุณตุ๊กติ๊กสำหรับนิยายสนุกๆ อีกเรื่องนะคะ จะติดตามทุกผลงานตลอดไป  :กอด1:

ออฟไลน์ กระเหี้ยนกระหือรือ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 86
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
End credit


ศุกร์เว้นศุกร์… ทุกคราวเด็กสาววัยสิบแปดจะมาทัณฑสถานหญิงทั้งยูนิฟอร์มโรงเรียนดังเพราะอยากให้ใครบางคนภาคภูมิใจ บนกระเป๋าผ้าใบขนาดกลางปักชื่อสถาบันนานาชาติ เธอได้รับการศึกษาอย่างดีเยี่ยงเด็กธรรมดาทั่วไป แต่ที่ไม่เหมือนกับเพื่อนก็คือการมีแม่อยู่ในเรือนจำ

หนูดาที่กำลังจะเอ็นทรานซ์เข้ามหาลัยฯ มาหามินตราเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย

เพราะว่ากันว่าไม่มีพรใดประเสริฐเท่ากับพรของพ่อแม่

“แกดูโตขึ้นนะ”  เทียบจากครั้งล่าสุดที่เจอกัน ผ่านไปสิบสี่วัน นานเหมือนศตวรรษ 

สองแม่ลูกนั่งเผชิญหน้ากันผ่านกระจกและจำต้องปฏิบัติตามกฎด้วยการยกหูโทรศัพท์เพื่อสื่อสารท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม นอกหน้าต่างนั้นครึ้มฟ้าครึ้มฝนจนอาณาบริเวณเหมือนดินแดนเร้นลับ เหมือนภาพที่ย้อมไปด้วยสีน้ำเงินอมดำ   

“แม่สบายดีไหมคะ”  เด็กสาวหน้าตาสะสวยถามด้วยน้ำเสียงเศร้า 

มินตราไม่ได้ตอบกลับ ให้สภาพทรุดโทรมทางกายเล่าเรื่องเอง ต่างจากเด็กสาวที่ดูผิวพรรณเปล่งปลั่ง การนั่งมองลูกทำให้เธอห้วนคิดถึงอดีต ชีวิตที่เป็นของเรา ความสาวที่มอบให้กับชายคนรักและหวังว่าจะมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่สุดท้ายแล้วเธอก็แทบไม่ได้เฉียดเข้าใกล้ความรู้สึกนั้นเลย เคยคิดว่าเป็นเพราะอะไร เวลาในคุกมีมากมายให้ขุดคุ้ยความจริงจนพบว่าสิ่งที่ถ่วงเธอไว้ หาใช่เพราะการกระทำของคนอื่นแต่เป็นของตัวเธอทั้งสิ้น บางทีถ้าเลือกจะซื่อสัตย์กับตัวเองสักนิด ชีวิตก็อาจไม่ลงเอยแบบนี้ คนอื่นมีความลับแล้วทำไมเธอจะมีบ้างไม่ได้ ความลับที่ว่าเด็กสาวตรงหน้าเป็นลูกของชายอื่น คืนนั้นเธอเลือกจะเมามายกับสองพี่น้องฝาแฝดหลังจากตรวจพบว่าตั้งครรภ์กับผู้ชายที่แอบวันไนท์สแตนด้วย

เธอดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปเผื่อว่ามันจะซึมผ่านสายรกและช่วยทำลายก้อนเนื้อระยะหกสัปดาห์ เธอนอกใจฝาแฝดคนพี่และก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะถูกฝาแฝดคนน้องข่มขืนซ้ำ แน่นอนว่าเธอรับในสิ่งที่อีกคนกระทำกับเธอไม่ได้ แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีทางออก แม้จะต้องแต่งงานกับคนน้องก็ยังดีกว่าท้องไม่มีพ่อและแม้ว่าจะคลอดแล้วแต่เหมันต์ก็ยังระแคะระคายอยู่ตลอดจนตอนนั้นทะเลาะกันหนักถึงขั้นหักพวงมาลัยรถจนเกิดอุบัติเหตุ เพราะเหมันต์ต้องการให้ตรวจดีเอ็นเอเพื่อความมั่นใจ อาการบาดเจ็บที่ขาช่วยประวิงเวลาไม่ให้เธอถูกรบเร้าเอาความ เหมันต์รับผิดชอบอุบัติเหตุด้วยการเลิกพูดถึงเรื่องตรวจดีเอ็นเอ แต่เพื่อลบล้างข้อครหา วันนึงหลังจากที่กลับมาจากทำกายภาพบำบัดที่โรงบาลฯ เธอยื่นใบตรวจดีเอ็นเอให้เหมันต์เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ใบตรวจผลเท็จ คัดลอกรหัสดีเอ็นเอมาจากเส้นผมของเหมันต์ที่ตกตามทาง เธอยอมจ่ายราคาแพงเพื่อแลกกับการไม่ถูกขับไล่ออกจากบ้าน เรื่องนี้แม้แต่ธันวาเองก็ไม่รู้และจะไม่มีใครล่วงรู้รวมถึงหนูดา

ในฐานะแม่ เธอทำได้แค่ปกปิดเป็นความลับเพื่อไม่ให้ลูกสาวต้องพบเจอกับความลำบาก
เป็นหนทางเดียวที่เธอจะชดใช้ให้ลูกได้   














 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด