แจ้งข่าว :♣♣♣ ลำนำกาล ♣♣♣ ตอนพิเศษ @ซองแดง (15/2/61) P.8
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: แจ้งข่าว :♣♣♣ ลำนำกาล ♣♣♣ ตอนพิเศษ @ซองแดง (15/2/61) P.8  (อ่าน 43664 ครั้ง)

ออฟไลน์ poppycake

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2670
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-4
ตลกมากกกกกก 555555555
รออ่านต่อๆไปจร้า ^^

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
อื้อฮือ กาลมามิติที่ตระกูลตัวเองร่ำรวยสุดๆ
มีเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวซะด้วย
พี่พุด นี่หลงรักกาลแทบจะกลืนกินเลย  :ling1: :ling1: :ling1:

หลวงตา หน้าตาเป็นหลวงตาคนเดิมด้วย
แล้วนี่กาล  จะทำอะไรต่อไป  :z3:
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ p-n-t

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
    • https://www.facebook.com/JiaJia.novels/
บทที่ 3 @วัดใหญ่ - รู้สึกได้รับพร ๒

   “ซู้ดดด... อาห์”

   ท่านเจ้าประคุณถึงกับชะงักนิ่งงันไปทันที เมื่อได้ยินเสียงซดน้ำเสียงดังลอยมาเข้าหู ดวงตาที่หลับลงเพื่อย้อนระลึกเล่าถึงความหลังพลันกระตุกเปิดขึ้น ทันเห็นเจ้าตัวดีวางถ้วยน้ำชาลงแล้วใช้หลังมือป้ายปากเช็ดกับโจงอย่างลวกๆ

   “รับน้ำชาซักถ้วยไหมจ๊ะหลวงตา”

   ยัง... ยังมีหน้ามายิ้มแฉ่งชวนกินน้ำชาเสียอีก เจ้าเด็กนี่มันยังไงหนา กิริยาวาจาจึงได้กระโดกกระเดกนัก เส้นเลือดที่ขมับของภิกษุแห่งวัดใหญ่เต้นตุบๆ ได้แต่สูดลมหายใจเข้าออกลึกยาว ไม่โกรธหนอ ไม่โมโหหนอ นานเป็นครู่จึงพยักหน้าแล้วรับน้ำชามาดื่มไปอึกใหญ่ จึงค่อยบรรเทาอารมณ์กรุ่นๆ ลงได้

   “ไม่อยากรู้เรื่องแล้วฤาเจ้า จึงได้ทำหน้าเหม็นเบื่อฉวยนู่นคว้านี่เข้าปากไปเรื่อยเฉื่อยเยี่ยงนั้น” ท่านเจ้าประคุณพยักพเยิดไปที่เปลือกเกาลัดและเมล็ดเชอร์รี่ที่วางเรียงรายอยู่รอบตัวเวลา

   กาลได้แต่ยิ้มหัวเราะแหะๆ พลางใช้มือเขี่ยเศษซากอารยะธรรมไปไว้ด้านข้างกล่าวบ่นเสียงอุบอิบ

   “ก็ฟังมาตั้งนาน ยังไม่เห็นตรงไหนจะเกี่ยวกับหนูเลยนี่จ๊ะ แล้วของกินที่คุณมาตรีเอามาถวายหลวงตาก็มีเย้อเยอะ หนูก็กลัวหลวงตาจะฉันไม่ทัน เดี๋ยวก็เป็นงานเน่าคากุฏิให้หลวงตาต้องมาเก็บกวาด หนูเลยช่วยหลวงตาไปได้บ้างบางส่วนแล้วจ้ะ”

   เออ... ความผิดไม่มี ความชอบยังมากล้นอีกต่างหาก!!

   ท่านเจ้าประคุณได้แต่ส่ายหน้า

   “ผลมันสืบเนื่องมาจากเหตุ ข้าก็กำลังเล่าเหตุอยู่นี่ไงเจ้า”

   “หนูรอตั้งนานยังหาผลไม่เจอ มีแต่เหตุ” ปากอิ่มยื่นออกมา เพราะฟังมาตั้งนาน เรื่องยังไม่ไปถึงไหนสักที จนเมื่อเห็นหนังตาของท่านเจ้าประคุณกระตุก กาลจึงรีบนั่งตัวตรงแน่ว เอื้อมมือไปบีบนวดแขนของภิกษุชราแล้วเอ่ยประจบประแจงทันที

   “หลวงตาเล่าต่อสิจ๊ะ หนูรอฟังอยู่จ้ะ เอ้า... แล้วหลวงตาจะขยำจีวรแน่นทำไมอย่างนั้นล่ะจ๊ะ เดี๋ยวก็ยับหมดหรอก”

   ก็ใครกันเล่าหนาที่ขัดจังหวะจนต้องหยุดเล่าเรื่อง มัวมานั่งต่อปากต่อคำกับเจ้าเด็กนี่ เห็นทีเส้นเลือดในสมองจะแตกเสียละกระมัง รีบเล่าเสียให้สิ้นเรื่องคงจักดี จะได้แล้วกันไป คิดพลางท่านเจ้าประคุณก็คลายมือที่กำจีวรเพราะลมสว้านทำท่าจะตีขึ้นออก มือจับรีดจีรให้เรียบหาใช่กลัวไม่เรียบร้อย แต่เป็นการสงบสติอารมณ์ก่อนจะเปล่งเสียงเนิบๆ เล่าเรื่องต่อไป

****************************************************************

   “ปริก... สำรับเย็นวันนี้ เครื่องไทยหรือเครื่องฝรั่ง”

   คุณมารตีถามไป มือเรียวยาวก็ตวัดเขียนจดหมายตอบรับคำอนุมัติขอซื้อตัวนักเตะเพิ่มในสโมสรดังที่คุณมารตีเป็นแบ็คอัพให้อย่างลับๆ

   ปริกชะโงกหน้ามองแผ่นเอกสารในมือของคุณมารตีแล้วก็ได้แต่ส่ายหัว

   “คุณรตีอนุมัติอัฐให้ปีศาจแดงอีกแล้วฤาเจ้าคะ กะเดี๋ยวท่านอำนาจรู้ความจักไม่แล่นไปสั่งเสริมทัพให้หงส์แดงกระนั้นรึ ผัวเมียคู่นี้นี่ก็ช่างกระไร เอาชนะคะคานกันเป็นเด็กๆ เทียว ทุ่มอัฐกันไม่มียั้งมือ เพื่อให้ทีมรักได้เป็นแชมป์”

   ท่านอำนาจเป็นคนรักเมีย หลงเมีย ตามใจเมียทุกสิ่งอย่าง ชี้นกแล้วบอกเป็นสล็อต ท่านยังพยักหน้าแย้มยิ้มเห็นดีเห็นงามด้วย เว้นไว้ก็แต่เพียงเรื่องเดียว ที่หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่เคยโอนอ่อนผ่อนตาม เรื่องสโมสรฟุตบอลทีมรักนั้น ใครก็อย่าหมายมาโน้มน้าวให้เปลี่ยนใจ

   คุณมารตีหัวเราะคิก

   “เถอะน่าปริก... ฉันถึงได้ถามอยู่นี่อย่างไร ว่าวันนี้เครื่องไทยหรือเครื่องฝรั่ง จักได้จัดการเอาอกเอาใจคุณพี่ท่านได้ถูก ตอนรับข้าวชวนท่านคุยให้มากขึ้นอีกนิด ขี้คร้านคุณพี่จะลืมถามเรื่องนี้ กว่าคุณพี่จะรู้ตัวอีกทีก็นู่นแน่ะ... ตลาดนักเตะปิดไปเสียแล้ว ถึงตอนนั้นจะไปสั่งเสริมทัพเยี่ยงไรก็คงไม่ทัน”

   “วันนี้เครื่องญี่ปุ่นเจ้าค่ะ มีข้าวปลาไหลย่าง สลัดอโวคาโด เต้าหู้ แล้วก็ซุปเจ้าค่ะ”

   “ดีจริง เปลี่ยนเครื่องรับเสียบ้าง จะว่าไปหมู่นี้คุณพี่รับข้าวน้อยลงว่าไหมเล่าปริก”

   เมื่อประเด็นที่ตนเองกำลังใคร่รู้ถูกจุด ปริกตาเป็นประกาย ตบเข่าดังฉาด รีบผสมโรงร่วมทันที

   “อิฉันก็นึกวาคิดไปเองคนเดียวเสียอีกเจ้าค่ะ นอกจากจะรับสำรับได้น้อยแล้ว หน้าตาท่าทางก็ดูอิดโรยด้วยนะเจ้าคะ คุณรตีได้สังเกตบ้างหรือไม่”

   คุณมารตีพยักหน้ารับหลังจากนิ่งคิดแล้วเห็นเป็นจริงตามที่ปริกเล่า

   ปริกลดเสียงให้เบาลงพลางกระซิบกระซาบ

   “บางคราตอนดึกๆ อิฉันเห็นท่านอำนาจแอบย่องออกมาควานหาอะไรกุกๆ กักๆ ด้วยหนา”

   คุณมารตีห่อปากตาโต

   “ฤาว่าคุณพี่... จะมีนางเล็กๆ แอบซุกไว้ฤาไม่”

   ปริกส่ายหน้าคอแทบหัก คิ้วขมวดอย่างเป็นกังวล

   “นางเล็กๆ หัวเด็ดตีนขาดยังไงท่านอำนาจก็หากล้าไม่เจ้าค่ะ อิฉันกลัวแต่ว่า...”

   “ว่าเยี่ยงไร... อย่ามัวมาทำอมพะนำ”

   “ว่าท่านอำนาจจักโดนของน่ะสิเจ้าคะ!!”

   ปริกโพล่งออกมาก็คล้ายยกภูเขาออกจากอกด้วย เฝ้าสังเกตอาการและพฤติกรรมแปลกๆ ของท่านอำนาจมาสักพัก แต่ก็ได้เพียงสงสัย มิกล้าเอ่ยปากเล่ากับใคร ครั้นได้ระบายความสงสัยออกไปก็เบาใจขึ้นโข เพียงแต่ฝ่ายรับฟังอย่างคุณมารตีกลับเป็นฝ่ายหนักใจขึ้นมาแทน

   “ตั้งแต่เมื่อใดรึแม่ปริก” คุณมารตีกระซิบถามเสียงสั่น

   “ตั้งแต่กลับจากเมืองสยามน่ะเจ้าค่ะ อิฉันว่าน่าจะช่วงประมาณนั้น”

   “เอ... ฤาจะไปโดนคุณไสยมาจากสยาม แต่ก็มิน่าจะใช่กระมัง เพราะครานั้นพวกเราไปกันหมดมิใช่รึ ดูอย่างฉันสิ ตั้งกะกลับมา ไม่ว่าเครื่องไหน สำรับใดล้วนถูกปากไปเสียสิ้น กินก็อิ่ม นอนก็หลับ”

   “นั่นสิเจ้าคะ ช่วงนี้คุณรตีแลดูมีน้ำมีนวล ผุดผาดกว่าแต่ก่อนขึ้นอีกโข ถ้าเยี่ยงนั้นก็ไม่น่าจะใช่เรื่องคุณไสย...”

   ยังไม่ทันจะเอ่ยข้อสมมติฐานอันใดออกมา หางตาก็พลันเหลือบไปเห็นตาชดกำลังพยุงท่านอำนาจที่หน้าตาซีดเซียวเดินขึ้นบันไดเรือนมา จึงได้แต่อุทาน

   “ว๊าย! ตาเถร!! ท่านอำนาจ”

   ฝ่ายคุณมารตีกลับกรากไปถึงตัวสามี ประคองเข้าที่เอวอย่างรวดเร็ว พลางเอ่ยปากละล่ำละลักถามในขณะที่เร่งพาร่างกายที่แลสะโหลสะเหลไปเอนนอนบนตั่งยกพื้นที่ระเบียง

   “ตายแล้วตาชด คุณพี่เป็นอะไร เหตุใดจึงมีสภาพเช่นนี้เล่า ปริก... ปริกไปตามบ่าวทำอะไรร้อนๆ ง่ายๆ มาให้คุณพี่ที ก่อนไปแวะเอาเชี่ยนหมากบนตั่งมาให้ด้วยหนา ในนั้นมียาดมส้มโอมืออยู่”

   วิ่งวุ่นกันอยู่เป็นครู่ คุณมารตีที่บีบนวดไปตาท่อนแขนของท่านอำนาจจึงได้หันไปซักไซ้เอาความกับตาชดอีกครั้ง
   “ว่ายังไงตาชด เล่ามาให้หมดเทียวว่าเหตุใดคุณพี่จึงเป็นเยี่ยงนี้”

   ชดส่ายศีรษะ เล่าไปด้วยสีหน้านิ่งๆ

   “กระผมก็มิรู้ได้ว่าท่านอำนาจเป็นอันใดขอรับ รู้เพียงช่วงนี้ท่านดูไม่ใคร่จะแข็งแรงสักเท่าใด วิงเวียนบ่อยๆ เบื่ออาหาร เช้านี้ยิ่งหนักขอรับ อาเจียนโอ้กอ้ากอยู่เป็นนาน ตอนแรกก็ยังจะฝืนไปประชุมโอเป็คให้ได้ แต่ฝืนเพียงใดก็สู้สภาพร่างกายตัวเองไม่ไหว สั่งยกเลิกประชุมไปแล้วขอรับ”

   คุณมารตีเห็นสามีนอนแบ็บ หน้าซีด ริมฝีปากแทบไม่มีสีเลือด นอนมองตนเองตาปรอยก็ให้นึกสงสารนัก เห็นว่าอาเจียนจนหมดแรง คงจะท้องว่างหิวแย่กระมัง จึงเลื่อนชามข้าวต้มหมูคุโรบูตะสับยกขึ้นมาตักคำน้อย เป่าให้พออุ่น แล้วยื่นป้อนให้ หากช้อนยังไม่ทันถึงริมฝีปากดี ท่านอำนาจกลับเบี่ยงหน้าหลบ กระถดตัวออกนอกตั่ง ตั้งท่าโก่งคออาเจียนเอาน้ำดีขมๆ ออกมาอีกรอบ

   “อะพิโธ่ คุณพี่” คุณมารตีคราง

   “ขอโทษเถิดหนาแม่รตี” ท่านอำนาจครางเสียงแผ่วตอบ หลังจากที่บ้วนปากด้วยน้ำชาแล้วเสร็จ

   “พี่เหม็นกระเทียมเจียวที่โรยหน้านัก ปากคอมันก็จืดชืดไปหมด รับอะไรไม่ค่อยจะได้ มีก็แต่พวกเปรี้ยวๆ อย่างมะยม มะดัน จิ้มพริกเกลือน่ะแม่ ที่รับเท่าใดก็ไม่รู้อิ่ม นี่พูดแล้วน้ำลายก็สอตามกระพุ้งแก้มเทียว เมื่อคืนก่อนพี่ถึงกับต้องลุกออกมากินกลางดึก เวลามันอยากขึ้นมา ใจมันจะขาดเทียวแม่รตี ว่าแล้วรตีก็ช่วยสงเคราะห์พี่หน่อยเถิดหนา สั่งบ่าวให้หามาให้พี่ที”

   บ่าวไพร่แลคุณรตีได้ฟังท่านอำนาจก็ยิ่งให้สงสัย เจ็บป่วยครานี้อาการท่านอำนาจแปลกพิกลนัก ในขณะที่ทุกคนต่างมุ่นคิ้วงงงวย กลับมีเพียงนางปริกที่ผุดลุกสาวเท้าจ้ำอ้าวไปทางตู้เก็บยาสามัญประจำเรือน ค้นหาอะไรกุกกักอยู่พักใหญ่ ก็แล่นถลามาอย่างรวดเร็ว ไม่เกรงใจหุ่นห้างที่ออกจะอวบเกินพิกัดของตนเองสักนิด ชะโงกหน้าเข้ากระซิบกระซาบกับคุณมารตีเพียงสองคน ก่อนจะยัดกล่องอันใดมิรู้ได้ใส่มือนายหญิงของเรือนเศรษฐทรัพย์อนันต์ไพศาล ได้ยินเพียงคุณมารตีร้อง

   “ฮ้าย” เสียงแหลม พลางส่ายหน้า แต่แม่ปริกก็ยังจะยัดกล่องพลางพยักพเยิดให้เข้าไปในเรือนนอน

   คุณมารตีได้แต่กระมิดกระเมี้ยนขยับลุกไปด้วยอาการเอียงอายหน้าแดง หูแดงไปหมด ระหว่างที่คนอื่นๆ ล้วนจับต้นชนปลายไม่ถูก ปริกก็สั่งการให้บ่าวไพร่คนอื่นๆ ไปหาผลไม้รสเปรี้ยวมาให้ท่านอำนาจซึ่งนอนมองตาปริบๆ อยู่บนตั่ง

   ผ่านไปครู่ใหญ่ ก็เห็นคุณมารตีเดินออกมาจากเรือนนอนด้วยสีหน้าปลื้มปริ่มเหลือประมาณ ใบหน้าแดงซ่านเนื่องด้วยโลหิตฉีดขึ้นด้วยความตื่นเต้น ตามองสบประสานกับแม่ปริกพลางพยักหน้าให้น้อยๆ ก็เล่นเอาปริกถึงกับตบเข่าฉาด

   “นั่นปะไร อิฉันว่าแล้ว”

   คุณมารตีค่อยๆ ย่างเท้ามานั่งข้างท่านอำนาจที่กำลังจิ้มมะยมลงในถ้วยพริกเกลืออย่างเมามัน เมื่อเห็นภรรยามานั่งเคียงจึงตัดใจรามือจากชามมะยมอย่างอาวรณ์ ก่อนจะยกมือรับไหว้จากคุณมารตีแทบไม่ทัน

   “เป็นอันใดแม่รตี มีอันใดขุ่นข้องหมองใจรึแม่”

   “หาได้มีสิ่งใดให้ต้องหมองใจเจ้าค่ะคุณพี่ น้องมีแต่ความยินดีต่างหาก น้องขอบพระคุณสำหรับของขวัญชิ้นนี้หนา”

   พูดจบคุณมารตีก็ส่งอุปกรณ์ตรวจครรภ์ด้วยตนเองให้ท่านอำนาจดู แถบสีแดงสองขีดกับเครื่องมือเล็กๆ นี้มีสิ่งใดให้แม่รตีต้องขอบอกขอบใจกันเล่า ท่านอำนาจขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นฉีกยิ้มกว้าง น้ำเสียงละล่ำละลักตื่นเต้นดีใจ

   “จริงแท้หรือแม่รตี”

   “น้องก็มิใคร่มั่นใจนัก แต่... แต่ระดูก็คลาดเคลื่อนมาสองเดือนแล้วเจ้าค่ะ”

   ภาพที่ท่านอำนาจรวบกอดคุณมารตีเข้าแนบอกด้วยความตื้นตันจนน้ำตาซึม ยังคงเป็นภาพที่บรรดาบ่าวไพร่จดจำไม่รู้ลืมมาจนถึงเดี๋ยวนี้

   “เอ่อ...” เสียงของชดที่ขัดบรรยากาศชื่นมื่นทำให้นางปริกหันขวับทันที

   “มีกระไรยะ ไม่เห็นหรือว่าท่านอำนาจกับคุณมารตีท่านกำลังซาบซึ้งกันอยู่น่ะ”

   ชดเกาหัวแกรก ก่อนจะกลั้นใจถาม

   “แล้วเรื่องตามหมอ ยังต้องให้ไปตามอยู่ฤาไม่”

   นางปริกปล่อยเสียงหัวเราะออกมาเต็มที่ ทำลายบรรยากาศชื่นมื่นไปเสียสิ้น นานเป็นครู่จึงยกผ้าแถบขึ้นซับน้ำตาที่หางตา เพราะหัวเราะมากเกินไป

   “ไม่ต้องตงต้องตามแล้วพ่อคู้ณณ... ท่านอำนาจหาได้เจ็บไข้อันใดไม่”

   “ก็ทั้งอาเจียน ทั้งหน้าซีด เรี่ยวแรงก็มิใคร่จักมี จักว่ามิได้เจ็บได้ไข้อย่างไรกัน”

   นางปริกหูตาพราวระยับ พยายามกลั้นขำสุดความสามารถ ก่อนจะบอกคำตอบด้วยเสียงดังฟังชัดเจนได้ยินกันถ้วนทั่ว

   “ท่านอำนาจ ท่านแพ้ท้องแทนเมียน่ะ!!”

   ช่วงเวลาต่อจากนั้น ก็เป็นการบำรุงบำเรอคนท้องกันเป็นการใหญ่ อยากรับสิ่งใดขอเพียงแค่เอ่ยคำ ต่อให้ครึ่งค่อนโลก ท่านอำนาจก็พร้อมจะบินไปซื้อหามาให้ ถึงแม้ว่าอาหารที่แม่มารตีอยากรับจะชวนคลื่นเหียนสำหรับท่านอำนาจปานใด สักคำน้อยก็มิมีเอ่ยปากบ่น ยอมถึงขนาดขับเรือเหาะเจ็ทด้วยตนเองไป อาเจียนไปก็เคยมี

   ต่อเมื่อคุณมารตีนึกถึงคำบนบานขอลูกขึ้นมาได้ เมื่อครรภ์มีอายุได้ ๓ เดือน จึงเอ่ยปากเตือนผู้เป็นสามี แต่ท่านอำนาจกลับบ่ายเบี่ยง ด้วยช่วงอายุครรภ์สามเดือนแรกเป็นช่วงที่ต้องระวังให้จงหนัก จึงมิอยากทิ้งให้คุณมารตีอยู่กับเรือนแต่เพียงผู้เดียว จึงได้ผัดผ่อนเรื่อยไป

   หากทุกครั้งที่กล่าวดึงเวลาออกไป ในใจท่านอำนาจรู้ดี ว่าที่ตนยกแม่น้ำทั้งห้ามาเป็นเหตุผลสนับสนุนให้ดูน่าเชื่อถือนั้น สาเหตุแท้จริงกลับมีเพียงหนึ่งเดียวคือ กรูอาย!!! ฮือๆ ได้แต่ร่ำร้องในอก เมื่อครานั้นมิน่าหลุดปากสบถสาบานออกไป เพลานี้คำขอสมหวังจะให้ผิดคำสาบานก็หาได้ไม่ ได้แต่ประวิงเวลา ขอทำใจอีกสักระยะหนึ่งเถิด

   “คุณพี่เจ้าขา อีกไม่กี่วันน้องก็จะคลอดแล้วนะเจ้าคะ คุณพี่จักมัวมาโยกโย้บ่ายเบี่ยงเช่นนี้หาได้ไม่ ยิ่งคุณพี่ทอดเวลาออกไปเท่าใด น้องก็ยิ่งกังวลนะเจ้าคะ เรื่องนี้เกี่ยวพันกับชีวิตลูก กับชีวิตน้อง ใจคอคุณพี่จะไม่สงสารเอ็นดูบ้างเลยฤา”

   น้ำตาสตรีคือสิ่งที่ท่านอำนาจหาเคยทนได้ ยิ่งเป็นน้ำตาเมียรัก... ยอมหมดทุกสิ่งเลยแม่คุณเอ๋ย มันจะกระไรกันนักเชียว กะอีแค่วิ่ง แค่ผ้าผ่อนมิต้องใส่ ขี้คร้านจะสบายตัวเวลาก้าวขา ปลุกปลอบใจตนเองได้ดังนี้แล้ว ท่านอำนาจก็เตรียมตัวเดินทางไปสยาม ด้วยไฟในการวิ่งแก้บนอันลุกโชน

   หากจังหวะที่กำลังจะลุกขึ้น ก็รู้สึกถึงแรงดึงที่ข้างโจง ก้มลงมองก็เห็นมือน้อยจับยึดไว้แน่น มองระเรื่อยไปตามแขนขาวสล้างเรียวงาม ไล่ไปตามหัวไหล่กลมมน แลก็ได้สบตาที่ฉ่ำน้ำตาคู่นั้นของคุณมารตี อย่าเชียวหนา อย่าขอตามไปด้วยเชียวหนา

   “คุณพี่เจ้าคะ...”

   น้ำตาเม็ดโตกลิ้งลงบนแก้มนวล ใจท่านอำนาจเต้นตึ้ก แต่พยายามข่มอารมณ์แสร้งตีหน้าเคร่ง เอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

   “แม่รตี... น้องต้องเข้าใจหนาเจ้า ท้องแก่ใกล้คลอดเยี่ยงนี้ แค่จะเดินจะเหินยังอุ้ยอ้ายเต็มที หากต้องขึ้นเรือเหาะต่อรถไปศาลเจ้าพ่อมะยมอีกทอด พี่กลัวจะกระเทือนถึงลูกในท้องเอาได้”

   ฝ่ายแม่ปริกเห็นฉากยื้อยุดกลับไม่ห้ามปราม คลานตุ้บตั้บเข้าเรือนนอนรื้อหีบเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้จำเป็นกลับออกมาได้ก็ไม่ชายตาแลสองผัวเมียให้เสียเวลา เดินตัดผ่านยกพื้นกลางเรือน เดินตรงดิ่งเข้าเรือนนอนคุณมารตีต่อทันที

   “เหตุที่คุณพี่ต้องยอมตากหน้าวิ่งแก้ผ้าแก้บนในครานี้ ล้วนเป็นเพราะน้องเป็นสาเหตุ น้องช่วยเหลือสิ่งใดคุณพี่มิได้สักอย่าง ทำได้เพียงสิ่งเดียวคือขอตามติดไปให้กำลังใจแก่คุณพี่เถิดเจ้าค่ะ”

   อาการก้มหน้าพูดไปสะอื้นไปจนไหล่ทั้งสองข้างสั่นสะท้าน ทำให้ท่านอำนาจต้องทรุดตัวลงนั่งบนตั่งอีกครั้ง โอบประคองคุณมารตีไว้แนบอก ลูบหลังลูบไหล่ปลอบอยู่เป็นครู่ จึงโน้มตัวกระซิบกระซาบที่ข้างหูภรรยา คุณมารตียิ้มแย้มดุจดังดอกไม้งามฉ่ำน้ำฝนได้รับแสงอาทิตย์ ทั้งๆ ที่ดวงตาคู่งามยังชื้นจากร่องรอยน้ำตา แต่รอยยิ้มสมใจกลับช่างแลดูสดใสนัก

   “ปริก!!” ท่านอำนาจขานเรียกเสียงดัง

   ตุบ!! กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ถูกวางไว้แทบเท้าท่านอำนาจแทบจะทันทีกับที่เสียงเรียกชื่อสิ้นสุดลง

   นางปริกค้อนลมค้อนแล้งไปตามประสา มือก็จับนับกระเป๋า ตรวจดูสิ่งของเครื่องใช้ ปากก็ตอบอย่างคล่องแคล่ว

   “อิฉันรู้ว่าท่านอำนาจจะยอมพาคุณรตีไปด้วยตั้งกะมีการคว้ายึดโจงไว้แน่นแล้วเจ้าค่ะ กี่ครั้งกี่หนที่เป็นเยี่ยงนี้ล่ะเจ้าคะ ไม่ว่าท่านอำนาจจะทำวางท่าเคร่งขรึมคัดค้านสักเพียงไร สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ให้น้ำตาคุณมารตีเธอเสียทุกรอบ ยิ่งพอเห็นน้ำตาคุณมารตีไหลลงนองหน้า อิฉันก็เลยไปเก็บของรอเสียเลยดีกว่า ยังไงท่านอำนาจก็ต้องพาคุณรตีไปอยู่ดี อิฉันฟันธง!!”

   ****************************************************************

(มีต่อค่ะ)

ออฟไลน์ p-n-t

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
    • https://www.facebook.com/JiaJia.novels/

   “อ้าว... ก็ท่านอำนาจก็กำลังจะไปแก้บนแล้วนี่ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนี่จ๊ะ”

   กาลหยุดบีบนวดท่านเจ้าประคุณแล้วเอียงคอถาม ฝ่ายภิกษุชรา เมื่อเห็นคนฟังเริ่มเข้าถึงอารมณ์ของเรื่องก็กลับไม่รีบตอบ จับขยับจีวรให้เข้าที่เข้าทางอีกสักพักกว่าจะเอ่ยวาจา

   “เมื่อไปถึงสยามประเทศ คุณมารตีก็เจ็บท้องคลอดเสียก่อน ครานั้นท่านอำนาจก็วุ่นวายนัก เหมาชั้น V.I.P. ของโรงพยาบาลที่สยามไว้ให้คุณมารตีเธอคลอด สั่งปิดตึกห้ามคนเข้าออก นอกจากหมอและพยาบาลที่เกี่ยวข้อง นึกขึ้นมาทีไรข้าก็เพลียใจกับท่านอำนาจเสียจริง”

   กาลเลิกคิ้วสูงให้กับคำว่า ‘เพลียใจ’ จนท่านเจ้าประคุณกระแอมในลำคอก่อนจะแก้เบาๆ

   “ละเหี่ยใจน่ะเจ้า”

   “เรื่องราวเข้มข้นเป็นละครดราม่าหลังข่าวเลยจ้ะหลวงตา ต่อๆ หนูกำลังมัน ตกลงท่านอำนาจก็เลยไม่ได้แก้บนเหรอจ๊ะ”

   “แก้สิเจ้า แต่เป็นหลังจากที่คุณมารตีเธอคลอดแล้ว ลืมตามาได้ เธอก็สั่งให้ท่านอำนาจไปดำเนินการแก้บนเสียให้แล้วเสร็จ”

   “ว้า”

   เวลาขยับตัวนั่งขัดสมาธิทำหน้าไม่สบอารมณ์

   “นึกว่าจะซับซ้อนซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศกันมากกว่านี้ แก้บนก็แก้ไปแล้ว แล้วยังจะมีปัญหาอะไรอีกล่ะจ๊ะหลวงตา”

   ท่านเจ้าประคุณขยับกายบิดไล่ความเมื่อยขบ รับถ้วยชาจากกาลมาจิบแก้กระหาย เนื่องจากเล่าต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน พลางทำหน้าเคร่งขรึมเมื่อเรื่องดำเนินมาสู่จุดสำคัญ

   “ผลที่เจ้ารอฟังมันอยู่ตรงนี้แหละหนา เจ้าพ่อมะยมไม่พอใจเป็นอันมากที่ท่านอำนาจปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาถึง ๙ เดือนโดยมิทำอันใดเลย ด้วยเหตุนั้น ช่วงที่คลอดทารกออกมาจึงส่งวิญญาณอีกกึ่งหนึ่งไปเกิดยังโลกคู่ขนานอย่างไรเล่า”

   “...”

   ถ้าปากของกาลสามารถอ้ากว้างได้มากกว่านี้ ป่านนี้ริมฝีปากล่างคงแตะพื้นกุฏิไปเป็นที่เรียบร้อย อาการนั่งนิ่งตะลึงลานทำให้ท่านเจ้าประคุณค่อนข้าง... สะใจเล็กๆ เออหนอ! ถ้ารู้ว่าพูดถึงตรงนี้แล้วเจ้าเด็กนี่จะเงียบเป็นเป่าสาก คงจะมิต้องเล่าละเอียดให้มากความ บอกไปตรงๆ แต่แรกก็คงจักเงียบได้เสียนานแล้ว

   “สะ... แสดงว่าหนูกับไอ้คุณหนูนี่คือคนเดียวกัน? หนูว่า... หนูไม่มีนิสัยเสียๆ แบบเจ้าของร่าง เอ่อ... แบบไอ้คุณหนูกาลนี่ซะหน่อยนะจ๊ะหลวงตา”

   ท่านเจ้าประคุณปรายตามองอย่างรำคาญเต็มที เป็นคนไม่คิดอะไรเลยเสียละกระมัง ไอ้ที่ควรจะวิตกมันใช่เรื่องว่าตนเองมีนิสัยไม่เหมือนคุณหนูกาลในโลกนี้ฤาไม่ แต่ก็เอาเถอะ รับฟังเรื่องราวได้ง่ายๆ ไม่ตีโพยตีพายเช่นนี้ก็ดีไปเสียอย่าง นึง ท่านถอนหายใจยาว ก่อนจะอธิบายเนิบๆ ต่อไป

   “เอ็งเคยเห็นใครสมบูรณ์พร้อมไหมเล่าเจ้ากาล เอ็งที่โลกนี้มีพร้อมทั้งพ่อแม่ บริวารและทรัพย์สิน เป็นข้อดี ด้านนิสัยใจคอที่เอาแต่ใจ จกหัวด่าบ่าวไพร่จึงเป็นข้อด้อย ในทางกลับกัน โลกที่เอ็งเคยอยู่ เอ็งมีเพียงหลวงตาของเอ็งที่คอยชุบเลี้ยง มีเพื่อนพ้องรักใคร่ หากแต่เอ็งก็มิได้มีอำนาจฤาเงินตราอยู่ในมือ”

   กาลพยักหน้าช้าๆ คล้ายๆ จะเข้าใจ แต่ก็ยังไม่แจ่มแจ้ง

   “แล้วคุณหนูกาลคนเก่าหายไปไหนล่ะจ๊ะ?”

   “มิได้หายไปที่ใด เพียงแต่หลอมรวมอยู่ในกายเนื้อเดียวกับเจ้า แต่ด้วยนิสัยใจคออันดีงาม ซึ่งข้าขอยกเป็นความดีความชอบให้กับหลวงตาของเอ็งที่บ่มเพาะเอ็งมาดี ทำให้ดวงจิตด้านดีของเอ็งตื่นรู้นำหน้าดวงจิตด้านร้ายของคุณหนูกาล ขอเพียงใช้ชีวิตเยี่ยงนี้ต่อไปอีกสักพักก็จะค่อยๆ จำเรื่องราวสมัยคุณหนูกาลยังเล็กๆ จนเติบใหญ่ขึ้นมาได้ทั้งหมด เพราะทั้งเอ็ง ทั้งคุณหนูกาล ต่างก็เป็นชีวิตเดียวกันอย่างไรเล่า”

   “เดี๋ยวนะจ๊ะ แล้วหลวงตาที่นี่กับหลวงตาที่โน่นก็เป็นคนเดียวกันเหรอจ๊ะ... ถึงว่า... ชมจังว่าทางนั้นเลี้ยงมาดี หลงตัวเองก็ได้นะคนเรา”

   “เอ็งว่ากระไรนะ!!”

   กาลส่ายหน้ารัวๆ เป็นกลองป๋องแป๋งทันที ถ้ากาลกับคุณหนูกาลยังมีภาคใจดีใจร้ายแล้ว หลวงตากับท่านเจ้าประคุณก็น่าจะเหมือนกัน ทางโน้นใจดี๊ ใจดี ไม่อยากนึกเลยว่าทางนี้จะเป็นยังไง กาลอ้าปากเตรียมซักไซ้ต่อให้สิ้นสงสัย แต่ภิกษุชราโบกมือไล่เอาเสียก่อน

   “วันนี้พอแค่นี้แหละหนา หลักใหญ่ใจความก็รู้ไปหมดสิ้นแล้ว รายละเอียดปลีกย่อยอื่นใดก็ค่อยมาถามหาเอาวันหลังเถิด คุยกับเอ็งมากๆ แล้วข้าปวดหัวนัก”

   โดนไล่เอาซึ่งๆ หน้าขนาดนี้แล้ว กาลจะทำยังไงได้ นอกจากกราบลาท่านเจ้าประคุณเตรียมตัวกลับเรือน ช่วงที่กำลังจะก้าวลงจากกุฏิก็ได้ยินเสียงเตือนตามหลังมา

   “ทำดีกับคุณมารตีแลท่านอำนาจให้จงหนักเถิดหนา ให้สมกับที่ท่านรัก ท่านทะนุถนอมกันมา ช่วยทดแทนในส่วนที่คุณหนูกาลมิได้กระทำให้สมรัก เยี่ยงไรท่านทั้งสองก็เป็นพ่อเป็นแม่แท้ๆ ของเอ็ง มิต้องตะขิดตะขวงใจไปดอก กตัญญูกตเวทิตาเข้าไว้ จักทำการสิ่งใดก็สำเร็จสมดังใจหวัง!!”

   กาลพินิจดูเห็นเป็นจริงตามที่ท่านเจ้าประคุณว่า จึงก้มลงกราบ เปล่งเสียง

   “สาธุ” น้อมรับคำสอนนั้นไว้ด้วยความยินดี จังหวะก้าวลงบันไดไปได้เพียงหนึ่งขั้น นึกขึ้นได้จึงหันไปตะโกน

   “บ่ายแล้วหลวงตารีบไปนอนเถอะจ้ะ เดี๋ยวจะลืมเอา”

   “ลืมกระไร”

   “ลืมวัด ก็ ‘จำวัด’ ไม่ได้น่ะสิหลวงตา”

   “เอ็ง... เอ็ง...”

   ท่านเจ้าประคุณชี้มือชี้ไม้ โมโหจนสั่นไปทั้งตัว ส่วนเสียงที่ล้งเล้งตามมาจะด่าว่าอะไร กาลก็ไม่ได้อยู่รอฟัง ก้าวกระโดดพรวดๆ ลงมาทีละสองขั้นอย่างนึกสนุก

   ปึ้ก!

   “โอ๊ย!”

   มือเรียวยาวคว้าราวบันไดไว้ได้ทันก่อนจะล้มกลิ้ง ดีนะว่าเป็นขั้นสุดท้ายแล้ว เลยไม่น่าหวาดเสียวเท่าไหร่ ใครก็ช่างเอากำแพงมาตั้งขวางทางเดินขึ้นลงบันไดแบบนี้ กาลนึกบ่นไปด้วย ใช้มือกุมหน้าผากไปด้วยอย่างหัวเสีย

   “กระโดดโลดเต้นยิ่งกว่าเด็กอีกหนาเจ้า”

   เสียงของ ‘กำแพง’ ที่ดังขึ้น ทำให้กาลที่เจ็บจนหยีตาค่อยๆ หรี่ตามอง

   “อ้าว! พี่พุด มายังไงจ๊ะนี่ เมื่อเช้าคุณแม่บอกว่าพี่ไปญี่ปุ่นกับคุณพ่อ กลับมาเมื่อไหร่จ๊ะ แล้วนี่คนอื่นๆ ไปไหนกันหมด”

   กาลหันซ้ายหันขวา บริเวณใต้ถุนกุฏิและลานด้านหน้าล้วนว่างเปล่าไม่มีใครอยู่สักคน มือที่คลำหัวก็ขยี้ไป เท้าก็เขย่งชะโงกข้ามไหล่ของพุดมองกราดไปมาทั่วบริเวณไป

   “ก่อนตอบคำถามของคุณหนูกาล ขอกระผม...”

   “พี่!!”

   “ขอรับๆ ขอพี่ดูหน้าผากหน่อยเถิดหนา พี่ขอโทษที่ยืนขวางทาง ไหนดูสิเจ้า แดงเป็นปื้นเทียว เจ็บมากไหมขอรับ”

   มือหนา บรรจงคลึงรอยแดงให้อย่างตั้งอกตั้งใจ พลางเอ่ยถาม กาลส่ายหน้าตอบเสียงใสว่าไม่เจ็บ แต่ก็ต้องครางอูยออกมาเมื่อนิ้วสากลูบลงบนรอยแดงที่ดูจะช้ำที่สุด

   “ผิวคุณหนูยิ่งบางๆ อยู่ด้วย รีบกลับเรือนกันเถิดขอรับจะได้หาหยูกหายามาใส่”

   กาลคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของพุดพลางส่ายหน้า แล้วเดินลากลิ่วๆ ไปที่ท่าน้ำซึ่งมีเรือลำน้อยไว้คอยท่า

   “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะพี่พุด เจ็บนิดเดียว ไกลหัวใจตั้งเยอะ ไม่ต้องรีบกลับหรอก ค่อยๆ พายเรือเล่นกันดีกว่า จะได้ชมวิวสองข้างทางด้วย”

   “ไกลหัวใจเจ้า แต่ใกล้หัวใจพี่หนา”

   พุดได้แต่บ่นพึมพำ สองขาก้าวตามแรงจูงของคนเดินนำหน้า สายตาจ้องอยู่ที่ข้อมือตนเองแล้วก็ได้แต่ใจสั่น แรงกระตุกที่ข้อมือเบาๆ ทำให้คนถูกจูงได้แต่เงยหน้ามอง

   “มีกระไรหรือขอรับ”

   “พี่พุดลงไปก่อน เดี๋ยวหนูค่อยลงตาม เรือมันโคลงเคลง หนูกลัวล่ม”

   คำตอบใสซื่อที่ได้รับ เล่นเอาอยากจะหัวเราะ แต่ก็ทำเพียงอมยิ้มมองแล้วก้าวขาลงเรือไปเป็นหลักให้คุณหนูเกาะเพื่อจะก้าวลงมา พอลงนั่งได้กาลก็นั่งจุมปุ๊ก ตามองกล่องเล็กข้างตัวของพุดตาเป็นประกาย พุดคว้าไม้พายวางพาดบนตัก ก่อนจะแกล้งทำเป็นไม่เห็นสายตาวิบวับที่จ้องกล่องอย่างคาดหวัง เสตอบคำถามเมื่อครู่ถ่วงเวลาเพื่อแกล้งคนเล่น

   “พี่กลับมาถึงเรือนพร้อมกับท่านอำนาจได้สักครู่ใหญ่แล้ว พอคุณมารตีเธอได้รับโทรศัพท์แจ้งจึงได้กลับเรือนไป เพราะเห็นว่าท่านเจ้าประคุณคงจะสนทนากับคุณหนูอีกนาน จากนั้นคุณรตีจึงให้พี่มารอรับคุณหนูกาลกลับเรือนน่ะขอรับ”

   เห็นคุณหนูของตนพยักหน้ารับ แต่ตามิได้มองสบมาทางตนแม้แต่น้อย ครานี้จึงหลุดหัวเราะออกมาจนได้ เสียงที่ออกปากถามจึงมีแววสรรพยอกยั่วเย้า

   “คุณมารตีท่านว่าคุณหนูถามหาพี่ตั้งกะตอนสายๆ เพลานี้พี่นั่งอยู่เบื้องหน้าเจ้า กลับมิชายตาแลเลยแม้เพียงนิด สรุปแล้วถามหาพี่ ฤาถามหาของฝากกันแน่ขอรับคุณหนู”

   ผิวแก้มที่ระเรื่อขึ้นทั้งสองข้างทำให้พุดอิ่มใจนัก ไม่เสียแรงเลยเทียวที่ตนได้ไปยืนต่อแถวอยู่ร่วมสองชั่วโมง เพื่อเมนู ‘สตรอว์เบอร์รี่ ช็อตเค้ก’ กล่องน้อยนี่ ร้านนี้มีอัฐอย่างเดียวก็หาซื้อได้ไม่ วันๆ หนึ่ง จำกัดการขายอยู่แค่ ๑๐ ชิ้นต่อวันเท่านั้นเอง ขนาดว่ารีบไปยืนต่อคิวแล้วหนา ยังได้เป็นลำดับที่ ๘ แต่ได้มาเห็นแก้มนวลซับสีเลือดเช่นนี้ ก็ให้รู้สึกคุ้มนัก มือหนายื่นกล่องสีขาวส่งให้ก่อนจะเอ่ย

   “สตรอว์เบอร์รี่ ช็อตเค้กขอรับ เห็นว่าเป็นร้านดัง พี่ผ่านไปแถวนั้นจึงซื้อมาฝาก คุณหนูลองชิมดูเถิดขอรับว่าถูกปากหรือไม่ วิปปิ้งครีมด้านบนอาจจะละลายเล็กน้อยนะขอรับ ตอนเร่งเอาขึ้นเครื่องมาก็ยังมีที่เก็บความเย็นอยู่บ้าง แต่ตอนพายเรือมาที่วัดพี่รีบนัก จนคว้าเอามาแต่เพียงกล่องขนม หาได้เอาใส่ที่เก็บความเย็นมาด้วยไม่”

   พุดไม่พูดถึงความลำบากแม้แต่น้อยที่ต้องเร่งไปรอต่อคิว ตัวเขาจะเป็นเช่นไรก็ช่างเถิด เพียงได้เห็นแววตาเป็นประกายลิงโลดยามเปิดกล่อง เห็นรอยยิ้มกว้างยามตักขนมคำแรกเข้าสู่ปาก ไอ้พุดก็สุขใจนัก

   “โอ๊ย... พี่พุด ครีมนี่ละลายในปากสุดๆ สตรอว์เบอร์รี่ก็หวานอมเปรี้ยว อร่อยมากเลยพี่”

   พุดได้แต่วาดไม้พายไปมองหน้าคนเคี้ยวขนมจนแก้มตุ่ยไป ขอเพียงให้ชอบเถิดหนาเจ้า ต่อให้ต้องบินไปกลับญี่ปุ่นทุกวันเพื่อไปต่อแถวรอ พี่พุดก็ยอม!!
   

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

อยากเรี่ยไรเงินค่าตัวให้พี่พุดจังค่ะ สองบทมานี่ พี่มานิ้ดดดเดียวเอง  :hao7:

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

ู^-^alternative ท่านอำนาจหลงเมียหนักมากค่ะ 5555 น่าเอ็นดู๊ ยื่นพี่พุดให้ดมหลายๆ ดอกด้วยฟามร๊ากกกกก  :L2:
ู^-^♥lvl♀‘O’Deal2♥ มาแล้วค่าาาาาาา  :mew1:
ู^-^qq_oo ปลื้มมากเหมือนกันค่ะ ดีใจที่ชอบนะคะ ตอนเขียนลื่นๆ มันก็จะบันเทิงมากค่ะ 5555  :laugh:
ู^-^Billie ขอบคุณค่า มาแล้วนะคะ  :L2:
ู^-^puiiz ขอบคุณมากกกค่ะ  :L2:
ู^-^poppycake ดีใจที่ชอบค่า มาแล้วววววววววว  :L2:
ู^-^♥►MAGNOLIA◄♥ อยากรวยเหมือนกาลเลยค่ะ มโนเอาก็ยังดี 555555555 พี่พุดนี่พอๆ กับท่านอำนาจเลยค่ะ หลง...หนักมากกกก  :laugh:


ขอบคุณที่สนใจที่แวะมาอ่านและให้กำลังใจกันนะคะ  :impress2:
กราบแนบอกงามๆ

 :mew1: :L2: :L1: :L2: :mew1:
 :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3384
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4
อยากได้แบบพี่พุดสักคน   :m1: :m1:

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3336
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
 :L2: :L1:  :pig4:

มาต่อแล้ว ดีใจ

ความรักบังตาพี่พุด เด็กเพี้ยนยังมองว่าน่ารัก55
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-10-2017 15:58:11 โดย Billie »

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
 :เฮ้อ: :เฮ้อ: :เฮ้อ:   อ่านจบแล้ว ก็อยากอ่านอีก  :ling1: :ling1: :ling1:

พี่พุด น่ารัก หลงกาลมากกกกกกกก
แสดงว่าเสน่ห์ดูงดูดใจของกาลถ่ายทอดมาจากแม่สู่ลูกจริงๆ
พี่พุดกับท่านอำนาจถึงหลง......เหมือนกัน

ไหนๆไปถึงญี่ปุ่น
พี่พุด น่าจะซื้อ ชีสเค้ก มาให้กาลกินด้วยนะ น้ำลายไหลและ
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8927
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ qq_oo

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1749
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +143/-4
หนูกาลนี่กวนมากขนาดหลวงตายังปวดหัวเลย
555
 ปล.รอๆๆอยากให้มาอัพตอนใหม่ทุกวันเลย

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
แหม่ ช่างยอกย้อนท่านเจ้าประคุณได้น่าดีดหน้าผากยิ่งนัก!

พี่พุดจ๊ะ โผล่มาออกฉากน๊านนนนนน...นานนนนนนน

ตดยังไม่ทันได้กลิ่น พี่ก็หายไปกับช็อตเค้กเสียแล้ว

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2694
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
ดีที่ไม่โดนหลวงตาเอาก้านมะยมไล่ฟาด แสบจริงๆ

ออฟไลน์ poppycake

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2670
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-4
หลวงตาคงปวดหัวน่าดูเลยนะจ๊ะ โดนคุณหนูกาล(เก๊) แกล้งวกวนไปมา 5555555
เจ้าพ่อมะยมเคร่งครัด และโหดมากเลยเจ้าค่ะ พอเลยช่วงแก้บนไปปุ๊ป ส่งไปโลกคู่ขนานปั๊ป 5555555

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7593
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8

ออฟไลน์ maneethewa

  • มณีเทวา
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 184
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-1
    • Maneethewa - มณีเทวา
ปักหลักรออออออออออออ
 :impress2: :impress2: :impress2:

ออฟไลน์ p-n-t

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
    • https://www.facebook.com/JiaJia.novels/
บทที่ 4 @สำนักศึกษาประจำ - รู้สึกไฮโซ

   “ถึงแล้วขอรับคุณหนู”

   กาลนั่งห่อเหี่ยว ไม่มีกะจิตกะใจแม้แต่จะปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากตัวเสียด้วยซ้ำ ได้ยินเสียงพุดพึมพำขอโทษอะไรสักอย่าง ก่อนจะเอื้อมมือมาปลดเข็มขัดนิรภัยออกให้อย่างเบามือ

   “เฮ้อ...”

   เสียงถอนหายใจยาวทำให้พุดได้แต่ปลอบประโลม

   “อย่ากังวลไปเลยขอรับ ท่านอำนาจท่านโทรมาย้ำกับทางสำนักศึกษาเสียเป็นหลายรอบ ว่าคุณหนูความจำเสื่อม อย่าได้บังคับกะเกณฑ์สิ่งใดเอากะคุณหนูมากเกินไป สิ่งใดปล่อยผ่านได้ก็จงปล่อยผ่าน ทางสถานศึกษาเองก็รับคำเสียเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมิกระทำการใดให้คุณหนูต้องขัดเคืองใจ ประเดี๋ยวจะกระทบกับอาการป่วยได้”

   มือหนากุมลงบนมือขาวที่กำแน่น ดูก็รู้ว่าคงประหม่านัก เห็นคนหน้าซีดทำท่าอึกๆ อักๆ แล้วก็ให้สงสาร จึงพยายามพูดให้กำลังใจด้วยเสียงอันอบอุ่น

   “เรื่องภาษาพูดจาก็มิมีอันใดดอก เมื่อวานทั้งท่านอำนาจ คุณมารตี รวมถึงบ่าวทุกคนที่เรือนลองทดสอบพูดจากับคุณหนูด้วยหลายๆ ภาษา คุณหนูก็ฟังรู้เรื่องหมดใช่ไหมขอรับ”

   เรื่องภาษาเป็นเรื่องที่กาลกังวลมากที่สุด พอบอกความวิตกนี้ให้ทุกคนฟังว่าตนความจำเสื่อม จึงกลัวจะพูดจะฟังไม่รู้เรื่อง ร้อนถึงทุกคนบนเรือนที่ถูกส่งไปเรียนยังประเทศต่างๆ ถูกเกณฑ์กันมาสนทนาโต้ตอบกับกาลกันให้จ้าละหวั่น

   กาลกัดริมฝีปาก แต่ก็พยักหน้ารับ เนื่องจากเขาฟังเข้าใจจริง ไม่เพียงเข้าใจได้ทุกภาษาที่ทุกคนพูดจากับเขา หากยังสามารถโต้ตอบได้คล่องแคล่ว ประหนึ่งเป็นภาษาแม่ของตนเองก็ไม่ปาน ฟังก็รู้เรื่อง พูดก็เข้าใจ แต่ว่ามัน... ตื่นเต้นนี่นา

   “เรียนแค่ครึ่งวันเองขอรับ เวลาที่เหลือเป็นชั่วโมงค้นคว้าศึกษาด้วยตนเอง ไม่ก็เข้าชมรมเล่นกีฬา แต่หากคุณหนูไม่คุ้นชิน พอเรียนเสร็จครึ่งเช้า เดี๋ยวพี่จะรีบไปรับกลับเรือนดีไหมขอรับ”

   กาลพยักหน้าถี่รัว เห็นด้วยกับความคิดนี้มาก แค่มาอยู่โลกนี้ เขาก็ปรับตัวไม่ค่อยจะทันอยู่แล้ว ดีว่าคนที่เรือนค่อนข้างจะรักใคร่ตามใจอยู่มาก เขาจึงอยู่ด้วยได้อย่างสบายใจ แต่ให้ปรับตัวเข้ากับโรงเรียนนี่สิจะทำยังไง เพื่อนพ้องของไอ้คุณหนูกาลเป็นใครบ้างก็ไม่รู้ ปกติอยู่โรงเรียนทำตัวยังไง ครูบาอาจารย์ชอบหน้ารึเปล่า มีแต่เรื่องให้เครียดกังวล ในความกังวลก็ยังคงมีความโชคดีอยู่บ้าง ตรงที่ไอ้คุณหนูกาลเก่งโคตร พูดได้หลายภาษามาก อานิสงค์ของความเก่งเลยเผื่อแผ่มาถึงไอ้กาลคนนี้ พูดได้ ฟังได้ ถามได้ ตอบได้ อับดุลเอ๊ย!! เอ๊ย!!!

   ฝืนลุกขึ้นยืนตามแรงฉุดของพุดด้วยหัวใจอันหนักอึ้ง แล้วเดินตามคนที่ทำหน้าเป็นห่วงเหมือนพาลูกชายมาโรงเรียนวันแรกจนเผลอหลุดขำออกมา

   “หนูไปก่อนนะจ๊ะตาชด”

   กาลกระพุ่มมือไหว้ตาชดที่วันนี้ทำหน้าที่เป็นพลขับ พากาลบินข้ามทวีปมาส่งถึงอังกฤษ บุญตูดของไอ้กาลมันแท้ๆ ได้นั่งเรือเหาะเจ็ทมาโรงเรียนเชียวนะ

   ก้าวลงมาจากเครื่องบินเจ็ท เดินต่อไปอีกหน่อยก็ถึงโรงเก็บรถยนต์ที่มีรถหรูจอดเรียงรายอยู่ พุดทำท่าจะถามว่าวันนี้คุณหนูจะเลือกคันไหนดี ก็นึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่ความจำเสื่อมมา เธอก็น่ารักนัก ไม่เคยเลือกมาก ใครถามกระไร เธอก็ว่ายังไงก็ได้ อะไรก็ได้ พุดจึงตัดสินใจเลือก บูกัตติ เวย์รอน สปอร์ต 2 ที่นั่ง ที่คุณหนูเคยโปรดปรานมาเป็นพาหนะในการไปส่งคุณหนูไปสำนักศึกษาในครานี้

   หย่อนก้นลงบนเบาะได้ พุดก็ปิดประตูให้ก่อนจะเดินอ้อมไปขึ้นทางฝั่งคนขับ โน้มตัวรัดเข็มขัดนิรภัยให้เสร็จก็มีอันต้องชะงัก เมื่อเห็นคุณหนูกาลยิ้มกริ่มมองตนเองอยู่

   “มีกระไรขอรับ”

   พุดถามใจเต้นตึ้กตั้ก คงมิใช่ไม่พอใจกระมัง คุณหนูกาลไม่ชอบให้ถูกเนื้อต้องตัวเธอเท่าไรนัก แต่หลังๆ มาเธอก็มิได้ว่ากระไร หรือว่าครานี้เธอจะรำคาญเสียแล้ว พุดอยากดูแลรับใช้ใกล้ชิดมาตลอด แต่คุณหนูกาลเธอก็ผลักไส มีเพียงช่วงความจำเสื่อมนี่แหละหนาที่ยิ่งน่าเอ็นดู ทำสิ่งใดให้ก็ยิ้มรับ เสียดายจริงหนา หากเธอมิใครให้ดูแลอีกแล้ว

   “พี่พุดนี่เป็นคนช่างเอาใจนะเนี่ย เปิดประตูรถให้เอย ช่วยรัดเข็มขัดนิรภัยให้เอย พี่อย่าไปทำแบบนี้ให้สาวๆ ที่ไหนเข้าล่ะ เขาจะนึกว่าพี่แอบชอบเขาเข้า”

   เสียงใสกระเซ้าเย้าแหย่ พุดถอนใจยาวอย่างโล่งอก หันมองหน้าคนที่หัวเราะคิกคักแล้วก็ได้แต่หนักใจ มิเคยทำให้ใครนอกจากเจ้าดอกหนา...

   ตลอดระยะเวลาการเดินทาง กาลตื่นเต้นกับสีเขียวสดชื่นของสองข้างทางเป็นอย่างมาก ถึงกับขอให้พุดช่วยลดกระจกลงเพื่อสูดหายใจรับอากาศบริสุทธิ์เข้าไปให้เต็มปอด ความเย็นชื้นที่ผ่านเข้าร่างกายคล้ายๆ จะช่วยพาความกังวลออกไปยามหายใจออกจากความชื้นก็กลายเป็นละอองฝนโปรยปราย พุดรีบเลื่อนกระจกขึ้นทันที เมื่อเด็กซนข้างตัวเริ่มยื่นมือออกไปเล่นน้ำฝน

   “อากาศที่นี่เอาแน่เอานอนมิใคร่จักได้นะขอรับ คุณหนูก็อย่ามัวแต่ห่วงเล่น ประเดี๋ยวจับไข้เอาจะทำเช่นไร”

   กาลเบะปากทิ้งตัวลงนั่งพิงเบาะอย่างขัดใจ ได้แต่บ่นพึมพำๆ

   “เมื่อกี๊ยังชมอยู่แหม็บๆ ว่าเป็นคนช่างเอาใจ ขอเก็บคำชมคืนได้ไหมเนี่ย”

   คนฟังถึงกับลอบกลั้นยิ้มจนเมื่อยแก้ม เออหนอ พอขัดใจขึ้นมาก็กระบึงกระบอนเป็นเด็กๆ เทียว ผิดกันอยู่ที่เด็กๆ เวลางอนจะน่าเอ็นดู แต่กับคุณหนูกาลเวลาเธองอนกลับน่าดู... เอ่อ ดูแล แค่กๆๆๆ

   เสียงไอค่อกแค่กจากคนข้างตัวทำให้กาลปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่างเต็มที่

   “เป็นยังไงล่ะพี่พุด อยากไม่ให้หนูเล่นน้ำฝนดีนัก ขนาดน้ำลายยังเป็นใจไปช่วยขัดคอพี่พุดเล้ย”

   พุดได้แต่ไอไปสำนึกผิดไป

   อย่าหัวเราะสดใสเช่นนี้ได้ไหมเจ้า พี่ละอายต่อความคิดตนเองจะแย่แล้ว หากก็ได้เพียงนึกขอโทษขอโพยอยู่ในใจ ไหนเลยจะมีความกล้าไปบอกกับคุณหนูว่าเมื่อครู่ตนเองแอบคิดไม่ดีไม่งาม

   พาหนะสีดำทรงสปอร์ตขับเคลื่อนไปตามทางได้สักครู่ รถก็เริ่มไต่ระดับขึ้นเนิน และเพียงอยู่บนจุดสูงสุดบนเนินก่อนที่จะไต่ระดับลงมานั้น กาลก็ได้แต่อ้าปากกว้างให้กับภาพตรงหน้า

   ภาพปราสาทหลังงามซึ่งมีอาณาบริเวณใหญ่โตสุดๆ ทำเอากาลตกตะลึง ได้แต่หันไปสะกิดพุดแล้วถามเสียงติดจะสั่นด้วยความตื่นเต้น

   “นั่น...  นั่น”

   “โรงเรียน X ไงขอรับ อพิโธ่ พี่นี่ก็แย่นักเทียว ลืมไปเสียสนิทใจว่าคุณหนูจำเรื่องราวแต่หนหลังมิได้” จากนั้นไกด์กิตติมศักดิ์ในชุดสูทอาร์มานีสั่งตัดพอดีตัวก็เริ่มบรรยายให้ฟังถึง ‘โรงเรียน’ ของกาล

   “โรงเรียน X ตั้งอยู่ระหว่างอุทยานแห่งชาติ Lake District กับอุทยานแห่งชาติ Yorkshire Dales บริเวณโดยรอบมีเนื้อที่กว่า ๑๕ เอเคอร์ จากตัวปราสาทนี้คุณหนูกาลสามารถเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ได้อีกหลายแห่งขอรับ อ้อ... เนื่องจากโรงเรียน X รับแต่นักเรียนจากราชวงศ์และหมู่ชนชั้นสูงในการเข้าศึกษาคุณหนูมิต้องกังวลไปดอกหนาว่าระบบการเรียนการสอนจักล้าหลังโบราณดังตัวปราสาท ถึงโครงสร้างปราสาทจักเป็นของเก่าแต่ดั้งเดิม หากภายในล้วนเป็นเฟอร์นิเจอร์โมเดิร์น เช่นเดียวกับหลักสูตรที่สมบูรณ์แบบที่สุดในยุคปัจจุบัน”

   กาลเอนศีรษะพิงกระจก ยกมือขวานวดคลึงบริเวณขมับ อันเป็นกิริยาประจำตัวตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาบนโลกใบนี้ แล้วจะไม่ให้นวดศีรษะบ่อยๆ ยังไงไหว มีแต่เรื่องชวนมหัศจรรย์อยู่บ่อยๆ ดูอย่างพ่อหนุ่มจบนอกแต่งสูทสากลที่พูดภาษาโบราณข้างตัวเขานี่สิ นี่ก็ตัวอย่างของสิ่งมหัศจรรย์อันดับแรกๆ ในใจเขาละ เอ... แล้วทำไมต้องจัดพี่พุดไว้อันดับแรกๆ ด้วยล่ะ น่าจะ...น่าจะเพราะพี่เขาคอยดูแลคอยตอบคำถามทุกอย่างที่สงสัยแน่ๆ ใช่! ต้องเป็นเหตุผลนี้แน่ๆ

   พุดค่อยๆ แตะเบรกแล้วชะลอรถลงเข้าข้างทางเมื่อเห็นคุณหนูกาลพยักหน้า ส่ายหน้าอยู่คนเดียวมาครู่ใหญ่

   “เป็นอันใดขอรับ เวียนศีรษะหรืออย่างไร พี่เห็นส่ายหัวด็อกแด็กมาได้พักนึงแล้ว”

   เสียงทุ้มต่ำแสดงอาการห่วงใยมาพร้อมกับอาการขมวดคิ้วจนแทบเป็นปมกลับทำให้กาลรู้สึกดีขึ้นมาอย่างประหลาด ใบหน้าที่เมื่อครู่ยังส่ายไปส่ายมา อยู่ๆ ก็อมยิ้ม

   “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ แค่มีพี่พุดอยู่ตรงนี้ หนูคิดว่าปัญหาอะไรก็มีทางแก้ได้จ้ะ ก็พี่พุดน่ะเป็นสุดยอดพี่ชายในฝันเลย จัดการแก้ได้ทุกสิ่งอย่าง ถ้ามีเรื่องอะไรหนูจะรีบวิ่งแจ้นมาฟ้องพี่เลยล่ะ”

   สีแดงที่ซ่านขึ้นตั้งแต่ลำคอจนลามไปทั้งในหน้าคร้ามคม ทำเอากาลยิ่งยิ้มอย่างอารมณ์ดีมากขึ้น และเมื่อกาลยิ้มมากขึ้น สีแดงก็ปรากฏไปจนถึงใบหูของสุดยอดพี่ชายในฝันเลยทีเดียว

   ตำแหน่งแห่งที่ใดๆ ล้วนไม่สำคัญอีกแล้ว จะเป็นบ่าวหรือเป็นพี่ชาย ขอเพียงคุณหนูกาลเห็นไอ้พุดเป็นที่พึ่งพิงได้ เพียงเท่านี้ไอ้พุดก็ยินดียิ่งนัก

   รถบูกัตติคันงามค่อยแล่นออกไปอย่างมั่นคงอีกครั้ง มั่นคง... ดังใจคนขับเลยเทียว!!

   เมื่อใกล้ถึงทางเข้าประตูโรงเรียน พุดจึงเอี้ยวหน้ามาพูดกับกาล   

   “คุณหนูขอรับ พี่ลืมบัตรผ่านเข้า - ออกโรงเรียนของคุณหนูขอรับ รบกวนช่วยหยิบให้พี่ทีเถิด อยู่ที่กระเป๋าเป้ด้านหลังของคุณหนูขอรับ เมื่อตะกี๊พี่รีบนัก จึงเผลอนำไปเก็บในกระเป๋าของคุณหนู”

   กาลก้มหน้าลงควานหากุกกักในกระเป๋าที่ตัวเองกอดแนบอกไว้อยู่เป็นครู่ ก่อนจะคลำเจอบัตรสี่เหลี่ยมแข็งสีเทา บุรุษในรูปบนบัตรจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพี่พุด กาลค่อยๆ ออกเสียงสะกดชื่อภาษาอังกฤษบนบัตรนั้น

   “มิสเตอร์... พะ...พงศ์... ปา...”

   “พงศ์ปณต ขอรับ”

   กาลหันขวับไปมองทันที ก่อนจะผิวปากวิ้ว เดาะปากแซ็วคนข้างตัวทันที

   “พงศ์ปณต... เผ่าพันธุ์ผู้นอบน้อม รูปก็งาม นามก็เพราะนะพี่น่ะ”

   คนถูกชมนัยน์ตาพราวระยับขึ้นมาทันที ก่อนจะรีบเก็บอาการแล้วหันไปเลิกคิ้วถามด้วยความแปลกใจ

   “คุณหนูรู้ความหมายชื่อพี่เสียด้วย  รู้ได้อย่างไรขอรับ”

   คนอวดภูมิกอดอกเชิดหน้าจนคางแทบจะชนเพดานรถ

   “เห็นอย่างนี้ หนูเก่งภาษาไทยมากนะพี่ บอกเลย!”

   นัยน์ตาพราวระยับเมื่อครู่ ส่งประกายเอ็นดูอันอบอุ่นจนคนถูกมองเริ่มวางตัวไม่ถูก จากที่เมื่อครู่ยังคุยโว กาลกลับค่อยๆ เสมองออกไปนอกหน้าต่างรถแก้เก้อ ได้แต่ส่งเสียงพึมพำหยอกล้อทั้งๆ ที่พูดไปใจตัวเองก็เต้นแปลกๆ ไป

   “อย่าไปเที่ยวมองคนที่นั่งข้างตัวแบบนี้นะพี่ ระวังโดนข้อหาลักทรัพย์”

   “หืมมม” เสียงทุ้มลากยาวเป็นเชิงถาม

   “ลักสิ่งใดกันขอรับ”

   “ก็ลักตัวขโมยหัวใจไงล่ะพี่พุด ฮ่าๆๆ”

   ปกติมุกแบบนี้ต้องมีคน ‘ฮิ้ววว’ ตอบรับ จากนั้นก็จะมีเสียงตะโกนด่า ตะโกนแซ็วอะไรก็ว่าไป แต่นี่นั่งอยู่ในรถแคบๆ กันสองคน ไอ้ที่ควรจะฮากลับไม่ฮา กลายเป็นบรรยากาศหวานๆ เชื่อมๆ นี่มันคืออะไร

   กาลส่งเสียงหัวเราะฮ่าๆ แบบฝืดๆ แล้วก็ได้แต่ก้มหน้างุดลง แอบชำเลืองมองคนขับก็เห็นอมยิ้มไม่พูดไม่จา ไม่น่าเลยไอ้กาลเอ๊ย ไม่น่าเล่นมุกแป้กเล้ย นอกจากไม่ได้สักฮาแล้วยังวางตัวลำบากอีก กาลจมอยู่ในภวังค์ส่วนตัวจนกระทั่งเสียงทุ้มเอ่ยขึ้น

   “ถึงแล้วขอรับ พี่ปลดเข็มขัดนิรภัยออกให้หนา พอคุณหนูอยากกลับเมื่อใดก็โทรหาพี่นะขอรับ พี่พุดจักรออยู่แถวนี้”

   การที่พุดไม่พูดถึงบรรยากาศแปลกๆ ที่ชวนให้กระอักกระอ่วนใจเมื่อครู่ทำให้กาลโล่งอก หางตาเหลือบเห็นคนตัวโตกดจิ้มหน้าจอโทรศัพท์ปราดๆ ก่อนจะลงจากรถก้าวยาวๆ เดินอ้อมมาเปิดประตูให้กาลอย่างเอาใจใส่

   “พี่พุดมีธุระจะโทรหาใครรึเปล่า โทรก่อนได้เลยนะจ๊ะ เดี๋ยวหนูเดินเข้าโรงเรียนไปเลยก็แล้วกัน”

   “พี่หาได้โทรหาใครไม่ขอรับ พี่เพียงเช็คอินเฉยๆ ท่านอำนาจกับคุณมารตีจะได้รู้ว่าคุณหนูถึงสำนักศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

   อ่า... กาลได้แต่อ้าปากค้าง แล้วค่อยๆ หุบปากลงอย่างเก้อกระดาก ลืมไปได้ยังไงว่าบ้านนี้เค้าโซเชียลจ๋ากันขนาดไหน กาลโคลงศีรษะไปมา กำลังจะก้าวเท้าเดินก็พลันรู้สึกถึงสัมผัสแผ่วเบาที่ข้อมือ

   “ประเดี๋ยวก่อนขอรับ พี่รู้ว่าคุณหนูมิชอบอวดข่มสำแดงตน แต่เพลานี้มิเหมือนแต่ก่อน เหตุที่คุณหนูความจำเสื่อมนั้นอาจมีคนหมายมาปองร้ายเอาได้ คุณหนูมิชอบใส่เครื่องประดับใดให้รำคาญ พี่จึงสั่งช่างเขาให้ทำคลิปติดเนคไทมาให้”

   พูดจบพุดก็ค่อยบรรจงเสียบคลิปลงไประหว่างเสื้อเชิ้ตกับเนคไทของกาลให้เรียบร้อย ก่อนจะค่อยกลัดกระดุมเสื้อสูทให้อย่างเบามือ

   “เสร็จแล้วขอรับ”

   พุดก้าวถอยหลังมาสำรวจเครื่องแต่งกายของคุณหนูกาลอีกครั้ง ก่อนจะยกยิ้มแล้วพยักหน้าว่าเรียบร้อยแล้ว

   “ไม่เตะตาเกินไปนัก คุณหนูเห็นเป็นเยี่ยงไรบ้าง”

   กาลก้มหน้าลงมองคลิปติดเนคไทที่พุดติดให้ ตัวคลิปเป็นสีเงินแวววาวไม่มีลวดลายสลักใดๆ มีเพียงตัวอักษร X ตัวเล็กสลักไว้ที่ส่วนปลายของคลิป

   “สวยดีจ้ะพี่พุด ทำจากเงินเหรอจ๊ะ แล้วตรงตัว X นี่คือตัวอะไร หรือเป็นคำย่อ”

   “คุณหนูชมชอบแบบที่ทำจากเงินดอกหรือ คราวหน้าพี่จักสั่งทำให้ใหม่หนา ครานี้ทนใส่แบบที่ทำจากแพลตินั่มไปเสียก่อนสักคราวนะพ่อ”

   กาลชินแล้ว จริงจริ๊งงง ไอ้กาลชินแล้ว ถ้าจะต้อง ‘ทน’ ใช้แพลตินั่ม

   “ส่วนตัวอักษรนั่นเป็นตัวย่อจริงๆ ขอรับ หากหาใช่ตัว X ไม่ แต่เป็นตัว S สองตัวไขว้กันต่างหากล่ะเจ้า”

   กาลพึมพำตาม

   “ตัว S สองตัว... หรือว่า...”

   “เศรษฐทรัพย์อนันต์ไพศาล”

   สองเสียงที่เปล่งออกมาพร้อมกัน ทำให้พุดอดหัวเราะออกมาไม่ได้ แต่กาลเริ่มเหงื่อตก เพราะเพิ่งมานึกขึ้นได้ว่าข้าวของเครื่องใช้ในเรือนล้วนมีเครื่องหมาย SS ปรากฏอยู่ทุกชิ้น

   “หมายความว่า ถ้าเห็นเครื่องหมาย SS นี่...”

   พุดพยักหน้ายิ้มพราย

   “แน่นอนว่าต้องเป็นของตระกูลเศรษฐทรัพย์อนันต์ไพศาลขอรับ”

   กาลพยายามจะยิ้มแล้วนะ แต่มันทำได้ลำบากจริงๆ เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าจะไปทำอะไร ที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นถนน ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล สนามกีฬา สถานที่สำคัญๆ ต่างๆ ทั่วโลก หากพินิจดูให้ดี มักจะมีสัญลักษณ์ SS นี้ปรากฏอยู่เสมอ

   โอย... ลมจะใส่ นี่สินะที่พี่พุดเคยเล่าให้ฟังถึงคำว่า ‘เบื้องหลังเศรษฐกิจโลก’

   เออหนอ... ตอนอยู่โลกนู้นข้าวที่จะกินเข้าไปยังต้องอาศัยข้าวก้นบาตรพระ ในสังคมเด็กวัดก็มีการแบ่งลำดับแย่งชิงกันอยู่เนืองๆ ตัวเขาอาศัยปากหวานพูดจาจ๊ะจ๋าอ่อนน้อมเข้าใส่ เพื่อให้ได้กินอิ่มทุกมื้อ นั่นก็คือมีความสุขจะแย่แล้ว มาเจอความ ‘เศรษฐทรัพย์อนันต์ไพศาล’ เข้าไปนี่ปรับตัวไม่ทันจริงๆ

   “งั้น... หนูไปเรียนนะจ๊ะ”

   กาลหมุนตัวเตรียมเดินเข้าสู่ห้องโถงเอกของปราสาท หรือก็คือห้องสารพัดประโยชน์ที่นักเรียนทุกชั้นปีมักจะมานั่งเล่นทำการบ้าน นัดรวมตัวกันที่นี่นั่นเอง แต่สายตาเจ้ากรรมก็เหลือบไปเห็นตราสัญลักษณ์โรงเรียนบนซุ้มโค้งเข้าเสียก่อน

   สัญลักษณ์ช่อมะกอกที่โค้งทอดตัวขึ้นสู่ด้านบนจนเกือบเป็นทรงกลม มีรูปคทาประดับเพชรวางเฉียงไว้เกือบกึ่งกลางช่อมะกอก และที่เด่นเป็นสง่าอยู่บนตัวคทาคือตัวอักษร X กาลเริ่มใจเต้นอีกครั้ง ได้แต่คิดในใจว่าน่าจะคนละ X กันน่า อันนี้เป็นขีดตรงๆ ไม่ใช่สัญลักษณ์ขีดโค้งแบบตัว S ไขว้กันเสียหน่อย คิดได้ดังนั้นจึงรวบรวมความกล้ายกนิ้วมืออันสั่นระริกขึ้นชี้ไปที่ตราสัญลักษณ์โรงเรียน

   ปฏิกิริยาตอบสนองกลับมาของพุด ถึงแม้จะถูกคาดเดาไว้แล้วบ้างบางส่วน แต่ก็ทำเอากาลแทบอยากจะร้องไห้ในความรวยไม่ลืมหูลืมตาของบ้านนี้เอาเสียจริงๆ แค่อาการพยักหน้าน้อยๆ ตอบรับของพุดก็เป็นอันรู้เรื่องไม่ต้องถามต่อให้เสียเวลาว่าโรงเรียนนี้ใครเป็นเจ้าของ

(มีต่อค่ะ)

ออฟไลน์ p-n-t

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
    • https://www.facebook.com/JiaJia.novels/
   กาลพาร่างตัวเองเดินโซซัดโซเซมาจนถึงหน้าห้องเรียนตนเองได้อย่างไรก็สุดรู้ บางครั้งปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายก็สั่งการได้เองโดยที่สมองยังไม่ทันคิดด้วยซ้ำ สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะผลักประตูไม้หนาหนักเข้าไปเจอนักเรียนราวๆ 20 คนที่นั่งลดหลั่นกันตามสโลปของห้องเรียนมองมาที่ตนเป็นตาเดียวกัน

   อาจารย์ที่กำลังสอนหนังสืออยู่ด้านหน้าห้องรีบก้าวลงมาจากโพเดียมถามไถ่อาการด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะให้เอากระเป๋าไปเก็บยังล็อคเกอร์หลังห้อง แล้วให้หาเลือกที่นั่งเอาตามสบาย

   กาลเดิมก้มหน้างุดๆ ฝ่าสายตา 40 ดวง เพื่อเดินไปเก็บของ ความที่เดินไม่มองทางจึงไปสะดุดเท้าของนักเรียนชายที่นั่งแถวริมอย่างช่วยไม่ได้ หูได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักก็เล่นเอาหน้าแดงวาบ ได้แต่อุบอิบขอโทษออกไป

   เร่งเปิดล็อคเกอร์เพื่อจะเก็บกระเป๋าแล้วจะได้ไปหาที่นั่ง เพื่อจะได้พ้นจากสภาพเป็นจุดสนใจของคนทั้งห้องสักทีก็ต้องตกใจ เมื่อเปิดมาปุ๊บ เศษขยะก็ร่วงกราวลงมาทันที คราวนี้มีทั้งเสียงหัวเราะและเสียงซุบซิบตามมาจนกระทั่งอาจารย์ต้องเคาะโพเดียมเตือนจึงเงียบเสียงกันลงไปได้

   กาลได้แต่แปลกใจ แต่ก็ปัดความคิดต่างๆ ลง เดินหอบกระเป๋าติดตัวไปนั่งที่เก้าอี้หลังสุดอย่างไม่สนใจ ไม่มีที่ให้เก็บก็ไม่ต้องเก็บก็เท่านั้น แล้วนี่เรียนวิชาอะไรกันล่ะนี่... อ้อ... คณิตศาสตร์ สุดยอดยาขมของไอ้กาลเลย

   เสียงลากไวท์บอร์ดเป็นโจทย์ทางคณิตศาสตร์ทำเอากาลนั่งตัวลีบ อยากจะขดตัวให้เล็กที่สุดเพราะกลัวโดนเรียกถาม ตอนนี้นึกบทสวดอะไรได้ก็ท่องยำรวมสวดอยู่ในใจ อย่าเรียกนะ กูไม่รู้เรื่อง กูความจำเสื่อม โฮๆๆ และคงเป็นอำนาจแห่งพระพุทธคุณคุ้มครอง ยามอาจารย์ถามหาคำตอบก็ปรากฏหน่วยกล้าตายยกมือขึ้นเป็นตัวแทนอย่างอาจหาญ กาลแทบจะทำป้ายไฟขึ้นเชียร์ซูเปอร์ฮีโร่ของมวลมนุษยชาติซะจริงๆ

   แต่แล้วซูเปอร์ฮีโร่ก็กลับกลายเป็นตัวร้าย เมื่อชื่อของ ‘เวลา’ ถูกบรรจงเอ่ยออกมาจากปากเจ้าคนน่ารังเกียจนั่น สายตาของคนทั้งห้องเหมือนสปร์อตไลท์ที่ฉายมาบนตัวกาล ทำให้เขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์กระอักกระอ่วนอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้ หลังจากโดนสายตากดดัน ทำให้ต้องลุกขึ้นยืนเพื่อตอบคำถาม สายตาที่เพ่งมองโจทย์ต้องเบิกกว้าง เหงื่อเย็นๆ ไหลลงจากขมับเป็นทาง ทั้งๆ ที่ในห้องมีเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำทำงานอยู่ นี่มันอะไรกันวะเนี่ย?

   อาจารย์ผู้สอนเห็นร่างที่ยืนนิ่งก็เห็นใจ ด้วยรู้ว่าคุณหนูกาลไม่ชอบเป็นจุดสนใจ จึงมักเก็บตัวไม่ค่อยแสดงออกมากนัก ที่ผ่านมาก็มักอยู่เงียบๆ คนเดียวเสมอ แล้วตอนนี้ยังมาป่วยอีกจะตอบได้ยังไง กำลังจะคิดหาวิธีพูดยังไงไม่ให้ขัดใจทั้งสองฝ่ายก็พบว่ากาลส่งเสียงแผ่วเบาออกมาจากริมฝีปากอิ่มคู่นั้นพอดี

   “3, -3, -2”

   เสียงพูดคุยเซ็บแซ่ในห้องเงียบลงทันที แม้แต่อาจารย์ที่ทำท่าจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างก็หุบปากฉับโดยอัตโนมัติ ได้แต่ส่งเสียง ‘ห๊ะ’ ในลำคอเบาๆ

   “จากสมการ X3 + 2X2 - 9X - 18 = 0 ถ้าเราหาคำตอบโดยวิธีสังเคราะห์ เวลาแสดงวิธีทำอาจสิ้นเปลืองกระดาษถึง 2 หน้า แต่ถ้าเราดึงตัวร่วมแล้วจัดรูปจะง่ายกว่าเยอะ คำตอบของข้อนี้คือ 3, -3, -2 ครับ”

   อึ้งกันไปทั้งห้อง รวมไปถึงตัวคนพูดคำตอบนั่นด้วย กาลสั่นพั่บๆ ไปทั้งตัว นึกอิจฉาคุณหนูกาลอย่างจริงจังก็ตอนนี้ ทำไมมันหัวดีอย่างนี้วะ แค่กวาดตามองไปเพียงครู่เดียว ในหัวก็ประมวลผลได้เสร็จสรรพ ในชีวิตไอ้กาลไม่เคยรู้สึกตื่นรู้ขนาดนี้มาก่อน โอย... น้ำตาจะไหล ตื่นเต้นดีใจจนเหงื่อออกเต็มไปหมด

   เมื่ออาจารย์พยักหน้ารับคำตอบนั้นถูกต้อง กาลก็หย่อนตัวลงนั่งด้วยอาการปรีเปรมดิ์ แต่ที่บั้นท้ายได้สัมผัสไม่ใช่เก้าอี้นุ่มสุดหรู หากเป็นพื้นเบื้องล่าง ดีที่พื้นได้รับการปูพรมไว้จนเต็มห้อง แต่ก็ทำเอากาลถึงกับจุกไปเหมือนกัน เพราะกระแทกลงไปเต็มๆ

   หลังจากสะบัดหัวไล่ความเอ๋อออกจากตัวก็หันไปคว้าเก้าอี้ที่ถูกถอยห่างออกไปจากปกติกลับมานั่งตามเดิม ขณะกำลังนั่งก็ได้ยินเสียงเหยียดหยามดังมาจากด้านข้างตัว

   “อย่านึกว่าแน่นะไอ้ตุ๊ด!!”

   เสียงวิ้งๆๆ ดังอื้ออึงขึ้นในหัวทุยสวยของกาลทันที ไม่รู้เพราะล้มกระแทกพื้นเมื่อสักครู่หรืออย่างไร ภาพความทรงจำอันอึดอัดถึงได้พัดกระหน่ำเข้าใส่กาลเป็นระลอก

   ภาพโรงเรียนอันกว้างใหญ่ แต่คุณหนูกาลต้องเดินเพียงลำพัง ไม่มีเพื่อนแม้สักคน ด้วยท่าทีที่มักดูเย่อหยิ่งในสายตาคนภายนอก จึงไม่มีใครอยากเกี่ยวข้องด้วย ทั้งๆ ที่คุณหนูกาลก็อยากมีเพื่อน เพียงแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นเอ่ยปากออกไปยังไงเท่านั้น

   “ตัวผอมบาง ผิวขาว ผมยาวแบบนี้ เชื่อเหอะ มันเป็นตุ๊ดชัวร์ๆ” เสียงเป่าปากโห่ร้อง ตะโกนแซ็วไม่หยุด แต่คุณหนูกาลก็ไม่ได้ตอบโต้ ทำเพียงไม่สนใจ

   นานวันเข้า จากแค่ทำร้ายกันด้วยคำพูดเหน็บแนมก็เริ่มมีการกลั่นแกล้งเกิดขึ้น เริ่มจากเศษขยะที่เต็มล็อคเกอร์ การขัดขาหรือกระแทกไหล่เวลาเดินสวนกัน หนักสุดคือถูกขังไว้ในห้องน้ำเป็นวันกว่าจะได้ออกมา

   คุณหนูกาลผู้ถูกเลี้ยงอย่างทะนุถนอม อยากได้อะไรแทบไม่ต้องเอ่ยปาก เพียงแค่ปรายตามอง บรรดาพ่อแม่และบ่าวไพร่ล้วนสรรหามาประเคนให้อย่างเอาใจใส่ หากแต่ที่นี่ โรงเรียนแห่งนี้ที่ไม่มีใครรู้ว่าคุณหนูกาลเศรษฐทรัพย์อนันต์ไพศาล เพราะคุณหนูไม่ประสงค์จะเปิดเผยตัว ทำไมแค่คุณหนูจะมีเพื่อนสักคนยังมีไม่ได้ ถ้าไม่ได้มีทรัพย์สิน ถ้าไม่ใช่เศรษฐทรัพย์อนันต์ไพศาล คนทั่วไปก็จะไม่ยอมรับเราหรือ

   อารมณ์เสียใจ ความอัดอั้น พุ่งทะยานขึ้นสู่ใจกลางความรู้สึกของกาลจนเจ้าตัวน้ำตารื้น ได้แต่นอนซบหน้าลงบนโต๊ะด้วยความรู้สึกสงสาร

   เสียงลากเก้าอี้ เสียงเก็บของเริ่มดังเข้าสู่สมองกาลอีกครั้ง เลิกเรียนแล้ว กาลจึงตั้งท่าเตรียมจะเก็บของบ้าง หากเศษกระดาษจำนวนมากกลับถูกเทลงบนศีรษะเต็มไปหมด เสียงหัวเราะจากผู้กระทำดังอยู่เหนือหัวกาลนี่เอง มองไล่ตามเสียงไปจึงเห็นผู้ชายตัวใหญ่ผิวขาว ตาสีฟ้า กำลังยักคิ้วให้อย่างกวนประสาท

   “ไง ไอ้ตุ๊ด หายไปนาน กลับมาก็โชว์เก่ง นึกว่าแน่นักเหรอ”

   “เฮ้! อัลเบิร์ต อย่าตะคอกเสียงดังสิวะ ดูซิ น้องหนูของเราน้ำตาคลอแล้วเห็นมั๊ย ฮ่าๆๆ”

   ผู้ชายที่กำลังหัวเราะเสียงดังก็คือคนที่กาลคิดว่าเป็นซูเปอร์ฮีโร่คนนั้นเอง เสียงหัวเราะแบบลูกสมุนนี่ฟังแล้วกวนประสาทดีจริงๆ กาลปาดน้ำตาเพราะสะเทือนใจเรื่องคุณหนูกาลทิ้งไป ก่อนจะค่อยๆ ไล่ปัดๆ เศษกระดาษตามตัวออกจนหมด จากนั้นก็รวบหนังสือยัดเข้าใส่กระเป๋าแบบส่งๆ พยายามไม่สนใจเสียงนกเสียงกาตรงหน้า

   “ทำเป็นหยิ่งไม่พูดไม่จา คิดว่าแน่นักรึไง ห๊ะ ไอ้ตุ๊ด!!”

   เสียงของคนที่ถูกเรียกว่าอัลเบิร์ตค่อนข้างดัง ทำให้นักเรียนที่ไม่อยากมีเรื่องค่อยๆ ทยอยเดินก้มหน้าออกจากห้องไป ในขณะที่พวกใจกล้าหน่อยก็จับกลุ่มยืนดูความสนุกตรงหน้าอย่างใจจดใจจ่อ

   ตอนแรกกาลก็ว่าจะทำเงียบๆ ไม่อยากหาเรื่องให้คุณพ่อคุณแม่ปวดหัวนะ แต่ถ้าเอาแต่เงียบก็คงไม่แคล้วต้องเดินซ้ำรอยเดียวกับคุณหนูกาลแน่นอน

   “หนักมากมั๊ย...”

   เสียงไม่ดังไม่เบาที่เอ่ยออกมาจากริมฝีปากที่แย้มยิ้มเล่นเอาคนฟังงง ประการแรกเพราะคนตรงหน้าไม่เคยเอ่ยปากตอบโต้ ประการต่อมาคือ... หนักอะไรของมัน?

   กาลเกี่ยวปอยผมที่ระข้างแก้มทัดไว้ที่ใบหู ยิ้มหวานที่สุดเท่าที่จะหวานได้

   “เป็นตุ๊ดรึไม่ตุ๊ด แล้วหนักหัวมากมั๊ย”

   ฝ่ายโดนตะคอกถามหน้าตาแดงก่ำ รู้สึกอายมากกว่าโกรธที่คนที่เคยยอมมาตลอดกล้าขึ้นเสียงใส่ มือขวากำหมัดแน่นเตรียมจะซัดออกไปให้หายโมโห แต่กลับรู้สึกถึงลมที่วูบเข้ามาตรงหน้า ตามด้วยเสียง ‘พลั่ก’ เข้าที่ปลายคาง

   “เฮ้! อัล เป็นยังไงมั่งวะ” ลูกสมุนที่เมื่อครู่ยังยืนหัวเราะกวนประสาทได้แต่ถลาลงประคองเพื่อนที่ถูกหมัดอัปเปอร์คัทเข้าที่ปลายคาง จนลงไปกองกับพื้น

   หึ!! ดูก็รู้ว่าเป็นพวกใหญ่แต่ตัว ทั้งสมองทั้งกำลังไม่มีทั้งนั้น โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนคุณหนู ไอ้การที่จะใช้กำลังมาเทียบกับเด็กวัดอย่างไอ้กาลน่ะ ยังไงก็แพ้!

   กาลเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม เมื่อฝ่ายนั้นนอนกุมคางชี้หน้ามือไม้สั่น

   “แก... แก... แกรู้มั๊ยว่าพ่อฉันคือใคร”

   เฮ้อ... ประโยคสุดแสนคลาสสิค ไม่ว่าที่ไหนๆ ก็ไม่พ้นต้องเจอคนพวกนี้สิน่า กาลส่ายหน้าพลางค่อยๆ ขยับถอดคลิปติดเนคไทออกจากเสื้อเชิ้ตช้าๆ พลิกไปมาในมืออยู่ครู่หนึ่งจึงได้พูด

   “ไม่อยากรู้หรอกว่าพ่อนายเป็นใครน่ะ ว่าแต่... พอจะรู้มั๊ยว่าสัญลักษณ์นี้มาจากตระกูลไหน”

   พูดจบก็ยื่นคลิปไปจนแทบจะชิดติดลูกกะตาของอีกฝ่าย สีเงินของคลิปเรียบๆ ไม่ได้สะดุดตาเท่าตัวอักษร SS ที่ปลายคลิป หน้าที่มีสีแดงของความโมโหเริ่มซีดขาว ปากพึมพำจับใจความได้เพียงเสียง ซซซซ กาลยื่นหน้าเข้าไปขยิบตาให้อย่างนึกสนุก แหม... การเป็นคนมีอำนาจมันดีอย่างนี้เอง ไม่ใช่อำนาจธรรมดานะ แต่เป็น ‘อำนาจ  เศรษฐทรัพย์อนันต์ไพศาล’ เลยล่ะ ไอ้เจ้าคุณหนูกาลไม่รู้จักใช้สิ่งที่มีให้เป็นประโยชน์

   “รู้แล้วก็เหยียบให้มิดนะว่านี่ตระกูลอะไร ว่าแต่... ทีนี้จะตุ๊ดรึไม่ตุ๊ดก็คงไม่มีปัญหาละมัง”

   อัลเบิร์ตเอามือกุมคางส่ายหน้าดิก ไม่น่าเลย ไม่น่าไปมีเรื่องกับคนคนนี้เลย เห็นเงียบๆ ติ๋มๆ ใครจะคิดว่าเป็นคนของตระกูลนี้วะ ถ้าพ่อรู้เข้าล่ะก็มีหวังโดนตัดออกจากกองมรดกแน่!

   “พี่พุดเหรอ อยู่ตรงไหนจ๊ะ หนูเรียนเสร็จแล้ว”

   เสียงใสจ๊ะจ๋าช่างจำนรรจาทำให้พุดอดแนบโทรศัพท์ให้ชิดใบหูให้มากขึ้นอีกนิดไม่ได้ พ่อคุณของพี่ป่านนี้มิรู้จะคลายกังวลได้บ้างหรือไม่ ตัวก็เล็กแบบบางปานนั้น ยังอุตส่าห์ฝืนข่มความไม่สบายใจไปเข้าเรียนจนได้ นัดแนะสถานที่นัดเจอกันเรียบร้อย พุดก็รีบไปยืนคอยท่า รอได้สักครู่ก็เห็นคุณหนูเดินยิ้มร่าเริงมาแต่ไกล

   “เป็นเยี่ยงไรบ้างขอรับวันนี้”

   พุดยื่นมือไปรับกระเป๋าเป้ พลางส่งนมสดปั่นในแก้วเก็บความเย็นที่แอบบึ่งรถไปซื้อมาเตรียมไว้ให้ เมื่อเห็นว่าใกล้เวลาเลิกเรียน

   “สนุกดีจ้ะ ได้เจอ... อะไรแปลกๆ ดี” กาลอมยิ้ม เมื่อนึกถึงอะไรแปลกๆ ที่ว่า

   “มิใช่ไปเที่ยวซุกซนตรงไหนมาดอกหนา?” คนถามขมวดคิ้วฉับ ส่งผลให้คนถูกถามหัวเราะร่า

   “ไม่หรอกจ้า... ว่าแต่ ช่วงบ่ายหนูไม่มีเรียนแล้ว พี่พุดพาหนูไปดูหอพักหน่อยสิจ๊ะ”

   “หอกระไรขอรับ”

   “อ้าว! ก็หอพักที่หนูต้องไปอยู่สิจ๊ะ พี่พุดบอกเองว่านี่เป็นโรงเรียนประจำ”

   “คุณหนูจำมิใคร่ได้หรือ ที่พี่บอกเมื่อเช้าว่าเรียนเสร็จจะพากลับเรือน?”

   กาลย่นคิ้วทันที ไอ้จำน่ะจำได้ว่าบอกไว้ว่าถ้าไม่คุ้นชินจะพากลับบ้าน กาลยังนึกว่าพุดปลอบให้ตนเองคลายความกังวลเสียอีก เสียงที่เอ่ยออกมาจึงค่อยๆ อ่อนลง

   “แต่นี่เป็นโรงเรียนประจำ”

   “ขอรับ เป็นโรงเรียนประจำ แต่คุณหนูก็ทราบว่าผู้ใดเป็นเจ้าของ เพราะฉะนั้น คุณหนูมิต้องอยู่ค้างอ้างแรมที่หอพักดอก” พุดอธิบายพลางเปิดประตูรถให้กาลขึ้นไปนั่ง

   “ถ้าอย่างนั้นหมายความว่า หนูเรียนโรงเรียนประจำที่...”

   “ไปเช้าเย็นกลับขอรับ”

   ฮือ... ไฮโซโคตรๆ!!

   
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

ขออภัยในความล่าช้าค่าาา เนื่องจากคลานดืบๆ แข่งกับหอยทากระหว่างเขียน
เลยทำให้มาช้ามาก - ถึงมากที่สุด ฮือออออออออออ
รอกันหน่อยนะคะ
ขอบคุณที่แว้บบบบบบมาอ่านนนนนนนนนค่า

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

ู^-^puiiz อยากได้สักคนเหมือนกันค่ะ ตามใจเมี... เอ่อ ตามใจน้องหนักมากกกก เอร๊ยยยย :m3:
ู^-^Billie 555555 อย่างที่เค้าว่า ความรักทำให้คนตาบอดจริงๆ ค่ะ :laugh:
ู^-^♥►MAGNOLIA◄♥ มาแล้วค่าาาาา พี่พุดนี่ตามใจหนักมากกกกค่ะ ทั้งรัก ทั้งหลง สายเปย์ที่แท้ทรู กร๊ากกกก  :laugh:
ู^-^qq_oo มาแล้วค่าาาาา น้องกาลเกรียนเหมือนใครไม่รู้นะคะ  :laugh:
      ปล. อยากมาทุกวันเหมือนกัน แต่ตันค่ะ  :hao5:
ู^-^♥lvl♀‘O’Deal2♥ หลวงตาไมเกรนจะกำเริบเลยค่ะ แสบเหมือนใครไม่รู้เนอะ  :laugh:
ู^-^poppycake น้องกาลเกรียนมากค่ะ เหมือนใครก็ไม่รู้ 555555 เจ้าพ่อเคืองหนักมากที่ไม่ได้แก้บน ถถถ วงวารน้องกาลนะคะ ไปอยู่โลกโน้น เลยได้ทั้งความน่ารักและความเกรียนมาด้วย (ได้ที่โทษละ)  :laugh:
ู^-^•♀NoM!_KunG♀• ลองอ่านดูค่า เผื่อชอบบบบ อ่านได้ ผ่อนคลายดี เพราะนิยายเรื่องนี้สาระไม่มี แต่นักเขียนหน้าตาดีมากค่ะ  :laugh: // วิ่งหนี
ู^-^maneethewa มาแล้วค่าาา :hao3:


ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
ชอบบบบบ  :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

ไอ้พวกเกเรปากหมา หารู้ความจริงไม่ เหอะๆ.....
กับกาลคนเก่า ไม่อยากต่อสูกับใคร
กาลคนใหม่ เจอแล้วนิ่งเฉยก็ยังไม่เลิก
โต้กลับซะเลย ดีมากกกกก
เห็นตัวเล็ก นิ่งๆ แกล้งได้แกล้งดี เอาให้หัวหดเลิกซ่าไปเลย
        :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:   

ออฟไลน์ about

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2694
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
น่าเอาให้พ่อตัดออกจากกองมรดกจริงๆ นะ

ออฟไลน์ qq_oo

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1749
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +143/-4
คุณหนูกาลนี่รวยโคตรๆๆๆจริงๆๆ
รอๆๆๆๆตอนต่อไปทุกวัน...

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3384
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

ออฟไลน์ benzdekba

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 510
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-2

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3336
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ poppycake

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2670
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-4
ความไฮโซโคตรๆนี้ อยากสัมผัสบ้างจิงๆ ><
แต่หนูกาลคนเก่านี่ ไม่มีพิษสงเลยนะจ๊ะ
ดูอย่างหนูกาล(เก๊)คนนี้สิ พิษเยอะมาก 555555

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
โรงเรียนประจำแบบไป-กลับ

ถถถถถถ

นี่หนูกาลมิต้องเมา time zone จนต้องซบอกพี่พุดวันละหลาย ๆ รอบหรือ?

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7593
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8
สนุกละสิ งานนี้5555

ปล. เกี่ยวอะไรกะนักเขียนหน้าตาดีหว่า ฮ่าๆ

ออฟไลน์ หัวเเม่มือ

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 803
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-1

ออฟไลน์ benzdekba

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 510
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-2
หายๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  มาต่อไว้ๆๆสิ  รอรอรอรอรอ

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3384
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

ออฟไลน์ p-n-t

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
    • https://www.facebook.com/JiaJia.novels/
บทที่ 5 @งานวันเกิด - รู้สึกมีความสุข

   “หนูกาล เสร็จหรือยังลูก”

   เสียงทอดอ่อนหวานของคุณมารตีทำให้กาลอดที่จะอมยิ้มไม่ได้ มือเรียวยาวคว้าหยิบโจงกระเบนแพรสีม่วงพันรัดที่เอวอย่างคล่องแคล่ว กรีดรีดผ้าให้ชายเท่ากัน ก่อนจะม้วนด้วยความว่องไวแล้วอ้อมเหน็บชายกระเบนไว้ที่ด้านหลัง กาลหันซ้ายหันขวาหาเสื้อคอกลมไม่เจอ จึงได้แต่ร้องตะโกนถามคุณมารตีมารดาผู้รออยู่ด้านนอกห้อง พลางรัดเข็มขัดเพื่อความแน่นหนา ก่อนจะดึงชายด้านในทบออกมาให้ดูสวยงาม

   “ใกล้เสร็จแล้วจ้ะ คุณแม่เห็นเสื้อหนูบ้างไหมจ๊ะ”

   “อิฉันรีดใส่ไม้แขวนอยู่ในตู้เสื้อผ้าแน่ะเจ้าค่ะ”

   เสียงแม่ปริกตะโกนตอบกลับมา ทำให้กาลเผ่นแผล็วรีบไปเปิดตู้ดูทันที มือคว้าเสื้อมาสะบัดใส่ แล้ววิ่งไปสำรวจความเรียบร้อยที่หน้ากระจก หางตาก็เหลือบไปเห็นสัญลักษณ์ SS ตัวจิ๋วซึ่งปักไว้คู่กันกับสัญลักษณ์เมดูซ่าที่ปลายแขนเสื้อ อืม... นะ เสื้อคอกลมเฉยๆ นี่ก็ต้องแบรนด์ด้วย ส่ายหน้าอย่างเห็นขัน แล้วรีบออกไปหามารดาที่ด้านนอกด้วยเกรงจะทำให้ท่านคอยนาน

   “เสร็จแล้วจ้ะ มะ... แม่”

   เสียงคำว่าแม่ กลายเป็นเพียงคำพูดเบาๆ อยู่ในลำคอเท่านั้น เมื่อกาลเห็นคุณมารตีชัดถนัดตา

   วันนี้คุณมารตีอยู่ในชุดไทยจักรีสีฟ้าพยับหมอก นุ่งผ้าจีบยกข้างหน้ามีชายพก คาดเข็มขัดทองสุกปลั่ง ท่อนสไบเปิดบ่าข้างหนึ่งทิ้งชายสไบยาวไปด้านหลัง เครื่องประดับครบชุดทั้งสร้อยคอ สร้อยสังวาล สร้อยข้อมือ ต่างหู รัดแขน

   “คุณแม่... สวยจัง”

   กาลครางในลำคอ ท่าทางเหม่อลอยราวหลงรูป ทำให้คุณมารตียิ้มแก้มแทบปริ มิเสียแรงที่เปิดหีบกรุสมบัติเอามาขัดล้างเตรียมไว้เพื่อวันนี้โดยเฉพาะ ฝ่ายแม่ปริกที่รู้สึกเหมือนโดนคุณหนูละเลยก็ค่อยๆ กระเถิบตัวเองมายืนเยื้องอยู่ด้านข้างของคุณมารตี

   กาลเห็นความเคลื่อนไหวทางหางตาจึงได้หันไปมองสตรีค่อนข้างอวบ (แม่ปริกเคยบอกให้เรียกสาวอวบ เพราะเธอบอกว่าเธอยังไม่อ้วน) ในชุดไทยดุสิตสีโอลด์โรส ตัวเสื้อไม่มีแขน แต่ประยุกต์ด้วยการเพิ่มผ้าลูกไม้ซีทรูให้ดูคล้ายจะเปิด แต่ก็ปิดต้นแขนไว้ คอเสื้อด้านหน้าและหลังคว้านกว้าง ปักมุกประดับแพรวพราว นุ่งผ้ายกไหมจีบหน้า คาดเข็มขัดทองสวยงาม

   “อื้อหือ พี่ปริก สวยจัดเต็มขนาดนี้ ให้หนูเตรียมสร้อยไว้กั้นประตูเงินประตูทองเลยไหมจ๊ะ คุณแม่ว่าเราจะเรียกสินสอดเท่าไหร่กันดีล่ะนี่”

   ท้ายประโยคกาลหันไปหารือกับคุณมารตีด้วยสีหน้าจริงจัง เล่นเอาคนถูกปรึกษาถึงกับหัวเราะคิก พูดตอบด้วยเสียงกลั้วหัวเราะไปด้วยส่ายหน้าไปด้วย

   “ป่านฉะนี้แล้ว แม่คิดว่าหากเราเรียกสินสอดคงขายไม่ออกเป็นแน่ หากเพิ่มอ๊อปชั่น แถมข้าวสารสองกระสอบ แม่คิดว่าน่าจะมีคนหลงผิดมาได้กระมัง”

   สิ้นคำตอบ แม่ปริกได้แต่ค้อนลมค้อนแล้งไป นึกขวางสองแม่ลูกที่เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย อย่าให้ตัวเธอมีลูกบ้างเทียว คอยดูเถอะ จะคนหนึ่งร้องคนหนึ่งรับให้โลกลือ แต่ประเดี๋ยวก่อนหนา ก่อนจะมีลูกก็ต้องมีผัวก่อนหรือมิใช่ จริงอย่างคุณรตีเธอว่า จนป่านฉะนี้แล้ว อายุอานามก็มากโขอยู่

   “เป็นอะไรจ๊ะพี่ปริก พูดอะไรพึมพำอยู่คนเดียว หนูกับแม่แค่ล้อเล่น อย่าโกรธกันเลยน้า”

   ใบหน้าที่ออดอ้อนซบลงบนต้นแขนอวบท้วม เรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากแม่ปริกได้ทันที ก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะถูกอกถูกใจ เมื่อกาลแอบยืนหน้าไปกระซิบ

   “พี่ปริกไม่ต้องกังวลนะจ๊ะ คำโบราณท่านว่าไว้ ขิงน่ะยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด”

   “เจ้าค่า” ปริกลากเสียงยาวตอบรับ

   “อิฉันก็รอวันได้ ‘เผ็ช’ กับเค้าบ้างล่ะคุณหนู”

   เสียงหัวเราะของนายบ่าวประสานอย่างครึกครื้น เพราะมัวแต่หยอกกันไปล้อกันมา จึงไม่มีใครได้ทันสังเกตเงาร่างของท่านอำนาจที่ยืนมองภาพแห่งความสุข พลางยิ้มอย่างชื่นใจ

   “จะให้เข้าไปเรียนคุณมารตีกับคุณหนูกาลเลยรึไม่ขอรับ ว่าพร้อมจักออกเดินทางแล้ว”

   ชดค้อมกายถามแล้วก็ได้รับการส่ายหน้ากลับมาเป็นคำตอบ ท่านอำนาจเดินเอามือไพล่หลังหันกายเตรียมลงจากเรือนด้วยไม่อยากเร่งลูกเมียให้เป็นที่ขุ่นข้องหมองใจ

   “คุณพี่เจ้าคะ”

   เสียงหวานของคู่ชีวิตเรียกหา ทำเอาท่านอำนาจที่กำลังก้าวท้าวลงจากเรือนหยุดชะงัก

   “เสร็จแล้วไยมิให้ชดมาตามน้องกันล่ะเจ้าคะ ไหนมาให้น้องดูที ว่าวันนี้คุณพี่รูปงามเพียงใด”

   คุณมารตีพูดพลางค่อยๆ เยื้องย่างมาจับเสื้อสูทที่เข้ารูปพอดีตัวของท่านอำนาจเพื่อดูความเรียบร้อย นิ้วมือเรียวยาวลูบกรีดลงบนตัวเสื้อ พร้อมเอ่ยชื่นชมขณะจัดหูกระต่ายให้เข้าที่ไปด้วย

   “พี่ชายคนนี้รูปงามนักเทียว สวมโจงยกลายสีเทางามจับตา พอมาจับคู่กับสูทแล้วก็ให้รู้สึกถูกตาต้องใจนัก มิรู้รูปงามเยี่ยงนี้ พี่มีคู่หมายไปงานหรือยังหนา”

   ดวงตาพราวระยับที่ยั่วเย้า ทำเอาท่านอำนาจนึกเอ็นดูความความช่างหยอกล้อของแม่รตีนัก จึงรวบมือน้อยที่แต่งหูกระต่ายเข้าแนบที่อกแล้วก้มลงกระซิบ

   “ต้องขออภัยด้วยหนาน้องสาว ตัวพี่รักมั่นในลูกแลเมียพี่ยิ่งนัก คงได้แต่ต้องขอร้องให้น้องหักใจเสียเถิด”

   พูดจบก็ชมเชยแก้มนวลไปเสียทีหนึ่ง เรียกกำปั้นน้อยๆ ให้ทุบตีบนต้นแขนอย่างไม่จริงจังเท่าใดนัก

   “คุณพี่ก็... เล่นกระไรก็มิรู้ เซี้ยวนักเชียว”

   กาลรับรู้ได้ถึงแรงกระตุกที่ข้อมือ ก็เห็นแม่ปริกดึงตนไปทางลงเรือน ใจอยากดูละครรักหวานซึ้งตรงหน้าอีกสักหน่อย แต่ก็ทานพลังแขนของแม่ปริกไม่ไหว ได้แต่เซถลาตามไป

   ลงมาจนถึงลานหน้าเรือน แม่ปริกจึงปล่อยมือกาลออกกระซิบกระซาบ

   “ลงว่าสองผัวเมียนั่นจีบกันก็อีกเป็นพักล่ะเจ้าค่ะคุณหนู อย่าไปเสียเวลาคอยอีกเลย สู้ลงมาเดินยืดเส้นยืดสายด้านล่างยังจักดีเสียกว่า”

   “แหม... หนูก็กะจะอยู่ดูความหวานต่อซะหน่อย”

   “ฮ้าย... ไม่ต้องถึงกับจงใจดูดอกเจ้าค่ะ รับรองมีให้คุณหนูรับชมทั้งวัน ทุกวัน จนขี้คร้านจะสำลักน้ำตาลเอาได้”

   กาลหัวเราะขำท่าทางจีบปากจีบคอของแม่ปริกอยู่เป็นครู่

   “แล้วทีนี้เราจะทำอะไรกันได้ละจ๊ะ มืดๆ อย่างนี้”

   “ไปช่วยอิฉันเก็บดอกมะลิดีกว่าเจ้าค่ะ เก็บตอนหัวค่ำนี่ล่ะดีนักเทียว”

   “ทำไมเก็บตอนหัวค่ำถึงดีละจ๊ะ”

   กาลถามไป ขาก็ก้าวตามแม่ปริกไปยังพุ่มกอดอกมะลิตรงหัวบันไดทางขึ้นลงเรือน ยังไม่ทันถึงดีก็ถูกยัดขันเงินใบน้อยให้ถือไว้คอยใส่ดอกมะลิจากแม่ปริก

   “นี่นะเจ้าคะคุณหนู เลือกดอกตูมที่ใกล้จะบานอย่างนี้ แล้วก็เอาไปใส่พานวางไว้ข้างหมอน พอดอกมะลิบาน ทีนี้ล่ะหอมจรุงไปทั่วห้องเลยล่ะเจ้าค่ะ นี่ล่ะเหตุผลที่ว่าทำไมเก็บตอนค่ำจึงดี แล้วที่สำคัญนะเจ้าคะ” ปริกลดเสียงลงเป็นกระซิบ

   “ถ้าเอาไปใส่โหลขนมกลีบลำดวนค้างคืนไว้ วันพรุ่ง คุณหนูก็จะได้ชิมขนมที่อร่อยรสที่ปลายลิ้น ชื่นกลิ่นที่นาสิกด้วยนะเจ้าคะ”

   คำตอบสุดท้ายของแม่ปริกคงถูกใจคนฟังอยู่ไม่น้อย เจ้าตัวจึงยิ้มร่าพยักหน้าเป็นเชิงว่าเห็นด้วย แถมอาสาช่วยเลือกดอกมะลิอย่างแข็งขัน ทั้งๆ ที่มือข้างหนึ่งก็ปัดไล่ยุงที่เริ่มมารังควาญอยู่เนืองๆ

   “คุณหนูเอาผ้าคาดเอวมาปัดไล่ยุงสิเจ้าคะ เดี๋ยวอิฉันเก็บต่อเอง นี่ก็ได้มากโขอยู่ละ”

   กาลก้มลงมองช่วงเอวของตนเองก่อนจะเอ่ยเสียงเบาๆ

   “หนูว่าแล้ว ว่าหนูลืมอะไร”

   “อพิโธ่ อพิถัง คุณหนูรออิฉันอยู่ตรงนี้นะเจ้าคะ พยายามขยับตัวเข้าไว้ ยุงมันจักได้ไม่หามไปเสียก่อน อิฉันขึ้นเรือนไปหยิบผ้าคาดเอวมาให้เจ้าค่ะ กะเดี๋ยวเดียวเท่านั้น เฮ้อ... ต้องเดินฝ่าดงน้ำตาลกลางเรือนอีกแล้วอีปริก” ท้ายประโยคได้แต่บ่นพึมพำพลางโคลงศีรษะอย่างระอา

   เงาร่างที่ยืนขยับส่ายไปมาไม่ได้หยุด เรียกเสียงหัวเราะจากผู้มาใหม่อย่างเห็นขัน เสียงทุ้มรีบทักถามทันทีเมื่อคนถูกหัวเราะเริ่มทำหน้าไม่สบอารมณ์

   “มายืนเต้นแร้งเต้นกากระไรตรงนี้ล่ะเจ้า”

   “เต้นอะไรล่ะพี่พุด หนูมาช่วยพี่ปริกเก็บดอกมะลิ ระหว่างรอคุณพ่อกับคุณแม่ แล้วก็เลยต้องบริจาคเลือดให้ยุงอยู่นี่แหละ”
   พุดแกะผ้าคาดเอวของต้นช่วยปัดๆ ไปตามลำตัวของกาลอย่างเอาใจใส่พลางถาม

   “แล้วนี่แม่ปริกไปที่ใดเสียแล้ว ทิ้งให้คุณหนูของพี่ยืนตากยุงอยู่คนเดียว”

   กาลคล้ายๆ จะสะดุดบางคำในประโยค แต่ก็คิดไม่ออกว่าคำใดที่ผิดปกติ จึงตอบคำถามว่าแม่ปริกกำลังขึ้นเรือนไปหยิบผ้าคาดเอวให้ตนเมื่อครู่นี้เอง หลังจากที่เก็บดอกมิได้จนพอใจแล้ว

   “ไหนให้พี่ดูทีรึ ว่าเก็บได้เยอะเพียงไร”

   อาการยกขันใส่ดอกมะลิส่งให้จนแทบจะชิดหน้า ทำให้พุดรู้ว่าคุณหนูกาลคงยังเคืองเรื่องที่ถูกหัวเราะเมื่อสักครู่อยู่ จึงได้แต่อมยิ้มแล้วก้มลงสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่

   “หอมจริงหนา ชื่นใจเยี่ยงนี้ คุณหนูพอจะใจดีแบ่งให้พี่พุดเอาไปวางไว้ข้างหมอนบ้างได้ฤาไม่”

   ถึงท้องฟ้าจะมืดแล้ว แต่โคมไฟที่ส่องแสงนวลตาก็ยังสว่างพอจะเห็นสิ่งของได้ชัด ด้วยความสว่างขนาดนี้ไม่น่าจะมองเห็นดาว อุปาทานหรืออย่างไร กาลจึงมองเห็นคล้ายดั่งแสงดาววิบวับทอประกายระยับอยู่ในดวงตาของคนตรงหน้า

   “มะลิก็มีออกจะเต็มต้น พี่พุดอยากได้เท่าไหร่ก็เด็ดไปสิจ๊ะ ไม่มีใครเขาหวงสักหน่อย”

   “ถ้าหากไม่หวงพี่ก็ขอปันเอาจากที่คุณหนูถืออยู่ในมือสักเล็กน้อยเถิดขอรับ”

   เจอลูกตื๊อขอเอาซึ่งๆ หน้าอย่างนี้ กาลจึงหยิบดอกมะลิขึ้นมา ๔ - ๕ ดอก ก่อนวางลงบนผ้าเช็ดหน้าที่พุดกางออกมารอรับ เสร็จแล้วจึงค่อยบรรจงพับใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อทางอกด้านซ้าย

   “ชื่นใจจริงเจ้า” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบา

   กาลฟังแล้วไม่ได้คิดอะไรมาก ได้แต่ฉีกยิ้มพยักหน้ารับ บอกกับพุดว่าหอมชื่นใจจริงๆ แถมพี่ปริกยังบอกจะเอาไปใส่ในโหลขนมกลีบลำดวนให้ตนชิมอีกด้วย

   “คู่แฝดคุยกระไรกันอยู่หรือ”

   เสียงคุณมารตีที่เอ่ยทัก ทำให้พุดและกาลได้แต่มองหน้ากันไปมา ก่อนจะรู้สาเหตุว่าเพราะอะไรจึงถูกเรียกว่าคู่แฝด เพราะทั้งคู่ต่างก็สวมโจงแพรสีม่วง เสื้อคอกลมสีขาวกันทั้งคู่ กาลหัวเราะคิกแล้วส่งผ้าคาดเอวสีน้ำเงินเข้มคืนให้พุด เมื่อแม่ปริกที่ลงมาพร้อมคุณมารตีและท่านอำนาจส่งผ้าคาดเอวสีม่วงอ่อนมาให้

   “ยังดีหนาที่ผ้าคาดเอวยังคนละสี มิเช่นนั้นล่ะเหมือนกันอย่างกับแกะเทียว”

   ท่านอำนาจเอ่ยสัพยอกพลางเร่งให้ออกเดินทางกันได้แล้ว

   “ป่านนี้ที่วัดรอกันแย่แล้วกระมัง”

   “ก็ใครกันล่ะเจ้าคะที่มัวกวนน้ำตาลอ้อยกันอยู่บนเรือน” ปริกอดสอดปากแทรกขึ้นมาไม่ได้ ทำเอาท่านอำนาจหัวเราะเสียงดังอย่างเห็นขัน

   ขบวนรถที่ขนบ่าวไพร่ทั้งหมดมุ่งหน้าตรงสู่วัดใหญ่ กาลถามว่าทำไมไม่ไปทางเรือเหมือนเมื่อคราวก่อน ก็ได้รับคำตอบว่ามืดค่ำอันตราย ไปทางรถสะดวกกว่าและยังปลอดภัยกว่า เพราะว่าคราวนี้ขนคนไปหมดทั้งเรือน เกรงว่าหากพายเรือไปเกิดมีคนนึกสนุกเล่นแผลงๆ ทีนี้ได้วุ่นวายกันเป็นการใหญ่แน่ หากวันใดนึกอยากชมวิวยามค่ำคืนแล้วเดี๋ยวจักให้คนพาคุณหนูกาลพายเรือชมทิวทัศน์เป็นการส่วนตัวในคราหลัง กาลเห็นกระบวนเดินทางอันเอิกเกริกแล้วก็นึกย้อนไปยังต้นเหตุเมื่อสองอาทิตย์ก่อน
   
+++++++++++++++++++++++++++++++++

   “แม่จ๋า หนูกลับมาแล้ว”

   เสียงตะโกนทักก่อนจะตามมาด้วยเสียงตึงๆ วิ่งขึ้นเรือนมา ทำเอาคุณมารตีสะดุ้งสุดตัวแทบจะทำถ้วยตะคันในมือหล่นอยู่รอมร่อ เจ้าลูกคนนี้นี่ยังไง ก่อนหน้านี้ก็เงียบขรึมจนกลัวใจว่าถ้าพูดผิดหูแล้วเธอจะกรุ่นโกรธเอา พอล้มป่วยลงแล้วฟื้นไข้มาก็ทำกิริยาเหมือนเด็กสามขวบก็ไม่ปาน จะพูดจะจาจะเดินจะเหินล้วนกระโดกกระเดกพิลึก จะว่ากล่าวหรือก็ทำไม่ถนัดปาก ด้วยต่อให้ทะลึ่งตึงตังเพียงใด เธอก็มักจะมานั่งแปะประจบอ้อนตาใสเข้าใส่เสียทุกคราว นึกในใจยังไม่ทันเสร็จดี ก็เห็นลูกบังเกิดเกล้าโยนกระเป๋าไปไว้เสียทางหนึ่ง แล้วคลานปราดๆ มานั่งชิดพร้อมกับหอมแก้มตนไปอีกฟอดใหญ่

   “ชื่นนนใจ คุณแม่กำลังทำอะไรจ๊ะ”

   นี่อย่างไรเล่า ต่อให้ทำเสียงอึกทึก โยนข้าวของแล้วเยี่ยงไร เพียงมานั่งออดอ้อนคลอเคลียแม่อย่างนี้ ใครเล่าจะตัดใจเอ็ดเธอลง คุณมารตีถอนใจยาว พลางจุดเตาเล็กเตรียมเผาตะคันในมือให้ร้อนอีกคำรบแล้วอธิบายกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวน

   “แม่กำลังร่ำกำยานทำน้ำปรุงน่ะลูก พอดีเมื่อสี่ซ้าห้าวันก่อนผึ่งดอกไม้เตรียมไว้ทำบุหงารำไป เพื่อทำของชำร่วยแจกตอนช่วงที่คุณพ่อได้รับเชิญไปบรรยายเรื่องทิศทางตลาดทองคำที่อิแทลี่น่ะจ้ะ ประธานสมาคมท่านเชิญมาเสียหลายรอบ คุณพ่อท่านก็บ่ายเบี่ยงมาเสียทุกครา ครั้งนี้จะปฏิเสธอีกก็ออกจะน่าเกลียด เลยตกปากรับคำไปร่วมงานเสียทีหนึ่ง ไหนๆ ไปแล้ว แม่จึงคิดว่าทำของฝากเล็กๆ น้อยๆ ไปด้วยก็จักเป็นการดี หนูกาลรู้หรือไม่ พวกฝรั่งตาน้ำข้าวน่ะชมชอบของประดิดประดอยพวกนี้นัก”

   ปากของคุณมารตีพูดอธิบายไป มือก็หยิบจับปากคีบหนีบเอาตะคันซึ่งเผาได้ที่ไปวางบนทวนโรยแก่นไม้จันท์เทศบดหยาบ กำยานป่น ผิวมะกรูด น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลทรายขาว ขี้ผึ้งแท้ขูด จากนั้นจึงหยดน้ำมันจันท์ลงไปผสม นำไปวางไว้ในโถน้ำปรุงที่ผ่านการร่ำควันเทียนมาแล้ว ๗ ตั้งแล้วจึงปิดฝา

   “อ๋อ... หนูเคยเห็น ที่เป็นดอกไม้แห้งๆ ใช่ไหมจ๊ะ เอาน้ำที่คุณแม่ว่าไปโรยๆ กะดอกไม้ใส่ถุงผ้าก็เป็นอันเสร็จ”

   “น้ำปรุงจ้ะ กว่าจะแล้วก็อีกนานอยู่หรอก ต้องร่ำกำยานทั้งหมด ๗ ตั้ง นี่แม่เพิ่งร่ำไปได้เพียง ๒ ตั้งหนาเจ้า พอได้น้ำปรุงเสร็จสรรพก็ต้องนำไปเคล้ากับกลีบดอกไม้แห้ง ปรุงด้วยน้ำปรุง ร่ำควันเทียน ใส่พิมเสนบด เยี่ยงนี้จึงจะแล้วเสร็จ”

   “นี่แค่น้ำปรุง!! ทำไมเห็นแค่ถุงเล็กๆ กรรมวิธีมันเยอะแบบนี้ล่ะจ๊ะคุณแม่”

   คุณมารตีแย้มยิ้ม ยกมือลูบผมของกาลอย่างอ่อนโยนแล้วค่อยบอกกล่าว

   “ของบางอย่าง หากเรามองเพียงแค่ผิวเผินก็แลเหมือนจะมิมีกระไรมาก แต่หากพินิจดูองค์ประกอบเล็กน้อยหลากกรรมวิธี ก็จักรู้ว่ากว่าจะเป็นอย่างที่เราได้เห็น ต้องผ่านความปราณีตบรรจงกันมาสักเท่าไร หนูกาลมองสิ่งใดต้องมองให้ละเอียดให้ลึกซึ้งหนา”

   “จ้ะคุณแม่” กาลพยักหน้ารับ แล้วไถลตัวลงนอนบนตักผู้เป็นมารดา

   “ขนาดถุงเล็กๆ ยังเตรียมการกันขนาดนี้ แล้วถ้างานใหญ่ๆ บ้านเราจะจัดการกันนานขนาดไหน”

   เสียงใสรำพึงเบาๆ แต่เรียกเสียงวี้ดว้ายจากคุณมารตีได้ทันที

   “ตายแล้ว คุณพระคุณเจ้าช่วย! แม่ลืมไปเสียสนิทใจเลยหนูกาล”

   กาลตกใจท่าทางเสียกิริยาของคุณมารตีจนศีรษะเกือบพลัดตกจากตักของผู้เป็นมารดา ได้แต่กระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งพับเพียบแล้วนวดเฟ้นแขนให้มารดา พลางออกปากหายาดมเป็นการใหญ่ เมื่อเห็นคุณมารตีมีทีท่าตระหนกจนหน้าซีดปากสั่น

   “คุณแม่ คุณแม่จ๊ะ ใจเย็นๆ นะ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ คุณแม่ลืมอะไร ค่อยๆ นึก ค่อยๆ คิดแก้ไขจ้ะ”

   น้ำตาคุณมารตีเอ่อคลอเต็มสองตาอย่างรวดเร็ว มือเรียวประคองแก้มของบุตรชายแล้วได้แต่ส่ายหน้าพูดเสียงสั่นเครือ

   “โถ... ลูกแม่ แม่ขอโทษหนา พอเจ้าพูดถึงงานใหญ่ขึ้นมาแม่จึงเพิ่งนึกได้”

   “หรือว่า... “ แม่ปริกที่นั่งจ่อยาดมอยู่ใต้จมูกคุณมารตีถึงกับมือสั่นไปอีกคน ยิ่งเมื่อเห็นคุณมารตีพยักหน้ารับก็ยิ่งตระหนกเสียขวัญ

   “ตายแล้วๆ ลืมกันไปได้อย่างไรเสียสนิทใจ คุณหนูกาลเจ้าขา อย่าโทษคุณแม่ท่านไปเลย เป็นอีปริกผิดเอง ที่มิได้เอ่ยปากตักเตือน โธ่ถังกะละมังแตก ในหัวบรรจุแต่เรื่องไร้สาระกระไรอยู่หนา จึงลืมเลือนเรื่องสำคัญขนาดนี้ไปเสียสิ้น”

   ปริกก่นด่าตนเองไป มือก็ทึ้งผมตนเองไป กาลได้แต่มองสองนายบ่าวด้วยความงงงวย

   “ดะ... เดี๋ยว นี่มันอะไรกันจ๊ะ หนูงงไปหมดแล้ว ลืมอะไรกัน แล้วทำไมต้องขอโทษหนูกันด้วย?”

   แต่หาได้มีใครฟังคำถามของกาลไม่ ผู้ใหญ่สองคนยังคงฟูมฟายกันต่อไป แล้วจู่ๆ ก็เหมือนมีคนปิดสวิตช์ขึ้นมากะทันหัน คุณมารตีคว้าชายผ้าแถบแตะซับน้ำตา ขณะที่ปากก็เรียกบ่าวไพร่มานั่งรายล้อม นัยว่าเป็นการเบรนสตรอมรวบรวมความคิดที่ดีที่สุด แต่ละคนควักอุปกรณ์ชนวนแพด สมาร์ทโฟน ออกมาเลื่อนนิ้วกันปราดๆ หาข้อมูลกันให้จ้าละหวั่น ปล่อยกาลนั่งเหวอต่อไป

   “อิฉันว่าแถวๆ มัลดีฟน่าจะดีนะเจ้าคะ แถวนั้นเงียบสงบ คุณหนูเธอชอบความเป็นส่วนตัว”

   “ฮ้าย... แถวนั้นแดดแรงนัก เดี๋ยวผิวเธอได้ไหม้เสียหมดหรอก”

   “กระผมว่าปิดไทม์สแควร์ดีไหมขอรับ จะได้ดูอลังการ”

   “ไม่ๆๆ เอิกเกริกไป คุณหนูมิใคร่ชมชอบ”

   “ไปชิบุยะกันไหมเจ้าคะ ไปชมซากุระแถวริมแม่น้ำเมกุโระ”

   “หลงวันหลงคืนแล้วไหมหล่อน นี่มันเดือนอะไร ฤดูอะไรกันยะ จักให้ไปหาชมซากุระ ฉันว่าหล่อนอยากไปจับจ่ายแถวนั้น แล้วยกงานคุณหนูขึ้นมาบังหน้ามากกว่ากระมัง”

   เอ่อ... คนนั้นพูดไป คนนี้ท้วงมา พอจะมีใครอธิบายให้ไอ้กาลรู้เรื่องบ้างได้ม้ายยย กาลยกมือนวดขมับ เกร็งช่องท้องแล้วตะโกนทันที

   “หยุด!!”

   ได้ผล เมื่อเสียงฝูงนกกระจอกแตกรังเมื่อครู่ชะงักไปในบัดดล คนตะโกนถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่ายใจ ก่อนจะค่อยๆ ถามเสียงเบา เพราะเสียงตะโกนเมื่อครู่ทำเอาแต่ละคนนั่งนิ่งตะลึงลานไปกันหมด

   “ตกลงว่าลืมอะไรกันจ๊ะ ถึงได้วุ่นวายกันขนาดนี้”

   เสียงถอนหายใจเฮือกของบรรดาผู้ชุมนุม ทำให้รู้ได้ว่า เมื่อครู่ตอนที่กาลตะโกนออกไปอย่างเต็มเสียงนั้น ทุกคนต่างก็ตกใจ นึกว่าคุณหนูองค์ลงเสียแล้ว คุณมารตีลูบแขนบุตรชายพลางเอ่ยเสียงหวาน ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดเต็มเปี่ยม

   “ขอโทษหนาเจ้า แม่ลืมวันเกิดเจ้าไปได้กระไร”

   กาลนั่งอึ้ง ตกลงที่วุ่นวายนี่แค่ลืมวันเกิดนี่นะ ฝ่ายคุณมารตีเห็นบุตรชายนั่งนิ่งไม่พูดไม่จาก็ยิ่งร้อนตัวกลัวบุตรชายจะพานโกรธเคืองตน รีบพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจเป็นการใหญ่

   “หนูกาลอยากให้จัดงานแบบใด ขอเพียงเอ่ยปากมา แม่จักสั่งการให้พวกเด็กๆ จัดการให้ลุล่วง ต่อให้ต้องทุ่มทรัพย์สินเท่าใด แม่ก็ไม่ว่า ถ้าเป็นความต้องการของลูกชายแม่แล้ว ต้องได้!!” ท้ายเสียงคุณมารตีฮึกเหิมประหนึ่งจะไปกอบกู้เอกราชก็ไม่ปาน

   “ก่อนอื่นนะ...”

   ภาพบ่าวทุกคนยกอุปกรณ์ไฮเทคส่วนตัวขึ้นเตรียมจดรับคำสั่งด้วยแววตาอันมุ่งมั่น ทำให้กาลอดที่จะหลุดขำไม่ได้กับความทุ่มเทระดับนี้

   “ใจเย็นๆ กันก่อนนะจ๊ะทุกคน คือ จะบอกว่าหนูไม่ได้โกรธเรื่องลืมจัดงานอะไรนี่เลยนะ เคยจัดงานยังไงแบบไหนก็จัดเถอะจ้ะ”

   กาลเห็นทุกคนชะงักไปก็นึกขึ้นได้จากคำโต้แย้งเมื่อสักครู่ ว่าเวลาจัดงานไอ้คุณหนูกาลคงจัดไม่ซ้ำกันแน่ๆ ตัวเขาเองเคยจัดที่ไหนล่ะไอ้งานวันกงวันเกิดเนี่ย หรูสุดๆ ก็ตอนหลวงตาให้ตังค์ไปซื้อเค้กเซเว่นแถวๆ วัดมาปักเทียนฉลอง ยังจำได้ว่าปีนั้นพรรคพวกเด็กวัดสนุกสนานครึกครื้นกันจะตาย แต่ที่สนุกที่สุดก็ตอนที่มีวันเกิดตรงกับงานวัดที่ทางวัดจัดขึ้นพอดีนั่นแหละ ทั้งของกิน ของเล่นในงานเล่นเอาไอ้กาลหูตาพร่าพราย ถึงจะได้แค่เดินดู ไม่ได้ซื้อของซักกะอย่างก็เหอะ...

   เดี๋ยวนะ... งานวัด

   “คือว่า... จะจัดงานยังไงก็ได้เหรอจ๊ะคุณแม่” กาลยิ้มประจบประแจงออเซาะคุณมารตีเต็มที่

   “ได้สิจ๊ะลูก หนูกาลประสงค์แบบใดขอให้บอกมาเถิด”

   นัยน์ตาวิบวับเป็นประกายเล่นเอาคุณมารตีขนแขนตั้งชันอย่างมิรู้สาเหตุ คงมิใช่อยากไปฉลองวันเกิดบนดาวอังคารดอกหนา คุณมารตีไล่เลียงรายชื่อคนรู้จักที่ทำงานอยู่ในองค์กรนาซ่าแล้วก็เห็นว่ามีอยู่หลายคน เอ... แล้วค่าเช่ายานนี่มันซักกี่อัฐกี่เฟื้องกันเล่า จะให้ซื้อมาเลยก็เห็นจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เช่าเอาน่าจะเหมาะกว่ากระมัง

   “คุณแม่ คุณแม่จ๊ะ เหม่ออะไรอยู่ หนูถามว่าได้ไหมจ๊ะ”

   “ห๊ะ! กระไร ได้หรือมิได้กระไร ขอโทษทีเถิดหนา แม่มิทันฟัง”

   “หนูถามว่าจะจัดงานวันเกิดแบบงานวัดได้ไหมจ๊ะ หนูชอบบรรยากาศแบบนั้น ครึกครื้นดี มีทั้งของกินของเล่น แล้วเราก็ขนพวกพี่ๆ ไปให้หมดบ้านเลย คุณแม่ว่าดีไหมจ๊ะ”

   คุณมารตียิ้มหวานพลางพยักหน้า

   “ได้สิเจ้า จัดงานวัดมันจะกระไรนักเชียว ดีกว่าต้องเช่ายานอวกาศโขนะลูก”

   กาลทำหน้างุนงงกับคำว่ายานอวกาศของคุณมารตี ว่าจัดงานวันเกิดแบบงานวัด จะไปข้องเกี่ยวอะไรกับยานอวกาศได้ แต่สงสัยได้ไม่นานก็ออกปากถามเรื่องที่ตนกังวลอยู่มากกว่า

   “แล้ว... แล้วถ้าหนูจัดงานวันเกิดในวัด หลวงตา... เอ๊ย! ท่านเจ้าประคุณจะบ่นหนูไหมจ๊ะ”

   ..................................

(มีต่อ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-10-2017 20:10:02 โดย p-n-t »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด