แจ้งข่าว :♣♣♣ ลำนำกาล ♣♣♣ ตอนพิเศษ @ซองแดง (15/2/61) P.8
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: แจ้งข่าว :♣♣♣ ลำนำกาล ♣♣♣ ตอนพิเศษ @ซองแดง (15/2/61) P.8  (อ่าน 43689 ครั้ง)

ออฟไลน์ Lautenyu

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-3
 :call: รอฉันรอเธออยู่ แต่ไม่รู้เธออยู่หนใด เธอจะมา เธอจะมาเมื่อไหร่  :call: :call: :call:

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
พี่พุดเขารักของเขามาตั้งนานนี่เอง  :hao5:

ออฟไลน์ p-n-t

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
    • https://www.facebook.com/JiaJia.novels/
บทที่ 9 @รังโจร - รู้สึกเกิดพุทธิปัญญา

   “โอ๊ะ!... พี่พุดปล่อยหนูก่อนจ้ะ หนูว่า... อาการไม่ค่อยจะดีเลย”

   เสียงละล่ำละลักมาพร้อมกับหน้าตาที่แดงก่ำ กาลค่อยๆ ดึงมือจากการเกาะกุมของพุดออกมากดที่อกด้านซ้ายของตัวเองพลางนิ่วหน้า แรงเต้นกระหน่ำของหัวใจยิ่งทำให้เจ้าตัวหน้าเสียไปกันใหญ่ ได้แต่เกาะยึดที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวในเวลานี้ไว้แน่น ร่างด้านบนคู้ตัวลงอย่างน่าสงสาร

   “คุณหนูกาลเป็นกระไรขอรับ เดินไหวฤาไม่ มา พี่ประคองไปนั่งที่ม้านั่งตรงด้านนั้นก่อนหนา”

   หลังจากทรุดตัวลงนั่ง กาลก็พรูลมหายใจออกมาชุดใหญ่ หน้าตาที่ดูเป็นกังวลทำให้พุดนึกสงสารยิ่งนัก มืออุ่นแปะลงบนหน้าผากขาวเนียนแล้วก็พบว่าอุณหภูมิปกติ ติดจะเย็นเล็กน้อยเพราะยืนตากลมแม่น้ำเสียด้วยซ้ำ

   “ไข้ก็ไม่มีหนาเจ้า เป็นกระไรคุณหนู บอกพี่พุดที พี่จักได้เร่งหาทางแก้ไข”

   อาการอึกอักเม้มริมฝีปาก ก่อนจะตัดใจเอ่ยปากทำเอาพุดหนักใจ ฤาจะเป็นอะไรที่มากกว่าไข้กระนั้นหรือ

   “หนู... คือ หนูบอกพี่พุดคนเดียวนะจ๊ะ หนูยังไม่กล้าบอกใคร กลัวทุกคนจะเป็นห่วง อีกอย่าง อาการพวกนี้มันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้ อาจเป็นแค่หนูที่คิดมากไปเองน่ะจ้ะ พี่พุดก็ช่วยรับฟังหนูหน่อยเถอะนะจ๊ะ”

   กาลเริ่มยืดตัวขึ้นนั่งตัวตรงทั้งๆ ที่มือขวายังกดบริเวณหน้าอกข้างซ้ายไว้แน่น หันหน้าไปทางพุดแล้วระบายสิ่งที่ตนประสบอยู่ออกมาในรวดเดียว

   “หนู... หนูคิดว่าหนูอาจเป็นโรคหัวใจน่ะจ้ะพี่ ช่วงนี้หนูใจเต้นแรงบ่อยๆ หน้าก็คอยจะร้อนซู่ๆ ยังไงก็ไม่รู้ หนูก็ไม่แน่ใจว่าอาการของคนเป็นโรคหัวใจเขาเป็นยังไงกันบ้าง สำหรับหนูแล้วในอกมันเต้นตึ้กๆ แบบแรงมากเลยอะพี่ โชคดีอยู่อย่างที่เวลาเกิดอาการขึ้นมาพี่พุดอยู่ใกล้ๆ ด้วยทุกครั้ง ยังไงหนูก็ยังอุ่นใจว่ายังมีพี่พุดคอยช่วยดูแลถ้าหนูเป็นอะไรไปน่ะจ้ะ”

   สีหน้าที่มีแต่ความกังวล เล่าอาการให้ฟังไปด้วยหน้านิ่งคิ้วขมวดไปด้วย ทำให้พุดต้องกลั้นรอยยิ้มแทบแย่ โถ... พ่อคุณของพี่ ตัวพี่มิต้องจบมดหมอที่ใด พี่ยังระบุชื่อโรคให้เจ้าได้เลย อาการเยี่ยงนี้น่ะ เป็นโรคหัวใจเป็นแน่แท้ หากแต่เป็น ‘โรคหัวใจตกเป็นของพี่พุด’ นั่นแหละหนา เห็นแก่ที่เจ้ากังวลนัก ตัวพี่จักยังไม่เปิดโปงเจ้าก็ได้ พุดคิดแล้วแอบยิ้มในใจอย่างมีความสุข หากแต่ที่แสดงออกมากลับทำสีหน้าเป็นจริงเป็นจัง พลางเอ่ยถามด้วยเสียงแสดงความเป็นห่วงเป็นใย

   “เป็นมานานเท่าใดแล้วเจ้า ลองค่อยๆ นึกแล้วเล่าให้พี่ฟังที เผื่อพี่จะหาทางช่วยได้”

   “อืม... มันก็เป็นมาสักพักนึงแล้วนะจ๊ะ อย่าง... อย่างตอนโน้นที่พี่พุดดมดอกมะลิแล้วว่าชื่นใจ ทั้งๆ ที่พี่ชมดอกไม้ แต่ทำไมหนูใจสั่น ตอนไปดูหิ่งห้อยด้วยกันก็ยิ่งเป็นหนักขึ้นเรื่อยๆ ไปยืนอ่านโคลงที่บ้านพี่นี่ใจหนูเต้นยังกะตีกลองแน่ะ แล้วเมื่อกี๊นี้เองสดๆ ร้อนๆ เลย พอพี่พุดจับมือหนูไปแปะบนตัวพี่เท่านั้นเอง หน้าหนูงี้ร้อนยังกะโดนไฟลน โชคดีอยู่ตรงมีพี่พุดอยู่ในเหตุการณ์ทุกครั้งนี่แหละหนูเลยพอจะเบาใจได้บ้าง”

   “ก็มิได้ทึ่มเท่าใดหรอกหนา”

   “หา... พี่พุดว่าอะไรนะจ๊ะ”

   “พี่ว่าอาการก็มิได้เป็นกระไรมากดอกหนา พักผ่อนมากๆ รับประทานอาหารให้ครบ ๕ หมู่ หมั่นออกกำลังกายบ่อยๆ ประเดี๋ยวอาการก็จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับนะเจ้า”

   กาลกระพริบตาปริบ ทำหน้าตางุนงง เพราะข้อแนะนำที่พุดบอกนี่มันคือพื้นฐานทั่วไปในการดูแลสุขภาพของตนเองไม่ใช่เหรอ ฝ่ายพุดกลับทำหน้าเคร่งเครียดเอ่ยต่อเสียงหนักแน่น แลดูทั้งทรงภูมิทั้งน่าเชื่อถือในคราวเดียวกัน

   “คุณหนูกาลอย่าได้สงสัยไปเลยหนา พื้นฐานร่างกายที่แข็งแรง ไม่ว่าโรคภัยใดๆ ก็มากล้ำกรายไม่ได้ ดูอย่างการสร้างเรือนนั่นอย่างไร หากโครงสร้างของเรือนแข็งแรง จะกี่ลมฝนกี่พายุ เรือนก็ยังดำรงอยู่ได้ เชื่อพี่เถิดหนาพี่เรียนวิศวะมาพี่รู้ดี ว่าแต่คุณหนูเคยไปเกิดอาการหัวใจเต้นแรงตอนไปกับคนอื่นๆ บ้างไหมขอรับ”

   คำตอบที่ได้ทำเอางงไปกันใหญ่ คุยไปคุยมาไหงไปเกี่ยวกับการสร้างเรือนได้ล่ะนี่ ขณะกำลังขบคิดตามก็โดนโยนคำถามมาให้ตอบซะอีก กาลจึงได้แต่พึมพำตอบปัญหาไป แล้วปล่อยให้ทฤษฎีการสร้างเรือนให้มั่นคงทำให้ร่างกายแข็งแรงปล่อยผ่านไป

   “อืม เท่าที่นึกๆ ดู เวลาเกิดอาการ หนูก็อยู่กับพี่พุดทุกทีนะจ๊ะ แต่เอาจริงๆ ไปไหนก็ไปกับพี่พุดตลอดนั่นล่ะ จนคุณแม่ยังบอกว่าตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋แล้ว”

   เสียงหัวเราะคิกคักทำเอาพุดจ้องมองเพลิน ยังไม่รู้ตัวก็ไม่เป็นไรดอกหนา ขอเพียงพี่รู้ว่าเจ้าก็พอมีใจให้กับพี่บ้างก็ดีพอแล้ว พี่รอได้... ไม่ว่าต้องนานอีกสักเพียงใดพี่ก็รอเจ้าได้เสมอ คุณหนูกาลของพี่

**********************************************************************************

   “เอ็งเห็นแล้วใช่มะ อย่างที่ข้าเคยบอก พวกนี้แม่งมากันทุกปี”

   เสียงพูดมาจากชายรูปร่างสูงใหญ่ที่กำลังดับบุหรี่ในมือลงด้วยการขยี้กับโคนต้นไม้ที่ตนเองกับเพื่อนอีกสองสามคนแอบซุ่มดูอยู่

   “แม่งมาจากประเทศอะไรวะ ท่าทางจะรวยชิบหาย คนเอเชียนี่ข้าดูไม่ออกจริงๆ ว่ะ หัวดำๆ ตาตี่ๆ เหมือนกันไปหมด” หนึ่งในพรรคพวกที่เฝ้าสังเกตการณ์มาได้สักระยะหนึ่งแล้วโพล่งขึ้น พลางเคี้ยวหมากฝรั่งหยับๆ

   “ประเทศไหนก็ช่างแม่งเหอะ ขอแค่มีเงินก้อนโตมาเป็นค่าไถ่ตัว ข้าก็ไม่อยากรับรู้หรอกว่ามันเป็นคนที่ไหน ว่าแต่เลือกรึยังว่าจะเอาคนไหนไปดีวะ สาวๆ ทางโน้นไม่เอานะ เบื่อเวลาแม่งกรี๊ดกร๊าด กว่าจะถามเบอร์โทรติดต่อทางบ้านได้ข้าล่ะเครียด” คนตัวผอมสุดมีหน้าตาเบื่อหน่ายยามพูดถึงเหยื่อที่ไม่ได้ดั่งใจ

   “แล้วคนนั้นเป็นไงล่ะที่อ้วนๆ หน่อย ดูท่าทางสูงอายุมาอีกนิดไม่น่าจะแหกปากพร่ำเพรื่อนะข้าว่า”

   นิ้วที่ชี้จิ้มลงบนหัวคนพูดกดย้ำๆ อยู่หลายที ก่อนจะมีเสียงบ่นตามมาด้วยความเกรี้ยวกราด

   “หัวเอ็งนี่มันใส่ฟองน้ำไว้เรอะ หัดใช้สมองคิดซะบ้าง อ้วนๆ ตันๆ อย่างนั้น เวลารีบร้อนหลบพวกตำรวจขึ้นมาแม่งเป็นตัวถ่วงตายห่า คิดสิคิด”

   “เอ็งเลิกจิ้มหัวข้าซะทีได้ไหมวะ จิ้มจนจะทะลุอยู่แล้ว นี่หัวคนนะโว้ย”

   “หยุด! จะทะเลาะเรื่องไร้สาระกันอีกนานไหมวะ ฟังแล้วปวดหัวชะมัด”

   เสียงเย็นจากผู้ชายร่างสูงผิวขาวจนติดจะซีด เจ้าของดวงตาคมกริบสีน้ำตาลอัลมอนด์รับกับผมสีทองเปรยออกมาเพียงเบาๆ ก็ทำให้ลูกสมุนทั้งสามเงียบเสียงถกเถียงกันลงได้ มือเรียวยกบุหรี่ในมือขึ้นอัดเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะทิ้งลงบนพื้นแล้วขยี้เล่นอย่างไม่ยี่หระ กิริยาอาการเรื่อยเฉื่อยจนเหล่าลูกน้องคิดว่าลูกพี่จะยกเลิกแผนการซะแล้ว ถ้าไม่มีเสียงเรียบๆ เอ่ยออกมา

   “เห็นผู้ชายสองคนตรงม้านั่งนั่นมะ เลือกคนที่ผิวขาวๆ นั่นก็แล้วกัน ดูจะเด็กที่สุด น่าจะควบคุมง่าย”

   “แล้วไอ้ผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ กันนั่นล่ะ เอาไงดี” ชายที่เคี้ยวหมากฝรั่งถาม

   “ต้องให้บอกด้วยเหรอว่าจะจัดการยังไง”

   ดวงตาคมปลาบตวัดมองพลางถอนหายใจในความได้ได้เรื่องของลูกทีมตัวเอง บอกให้ก็ได้วะ ไม่บอกแม่งคงเดินไปถามเหยื่อว่าผมจะจัดการกับคุณยังไงดีครับ เสียงจึ้กจั้กในลำคอดังอย่างไม่พอใจ ก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงติดจะรำคาญนิดๆ

   “ทำยังไงก็ได้ที่จะซัดมันให้สลบน่ะ แต่ไม่ต้องเอาให้ถึงตาย แค่นี้คดีก็ติดตัวยาวเป็นหางว่าวละเอ็ง อ้อ แล้วไม่ต้องถามต่ออีกนะว่าทำยังไงให้มันสลบ รึต้องให้ข้าลงมือเอง?”

   ฝ่ายรับคำสั่งส่ายหน้าหวือ ฉายาลูกพี่หล่อแต่เลวไม่ได้มีติดตัวเฉยๆ ใครๆ ก็รู้ขืนงานง่ายๆ อย่างนี้ยังต้องให้ถึงมือลูกพี่คนที่จะถูกเลวใส่จะเป็นใครไปได้อีกนอกจากเขาล่ะ แค่คิดก็ขนต้นคอลุกละ

   แฟรงค์เอามือล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์สีซีดของตน พลางพยักหน้าไปทางรถตู้สีดำที่ติดฟิล์มทึบทั้งคันเป็นสัญญาณว่าจะไปรอที่รถ ซึ่งก็หมายความว่า ทางนี้ก็จัดการกันให้เรียบร้อยล่ะ ปรายตามองลูกน้องทั้งสามคนอีกครั้งก่อนจะก้าวเท้าเอื่อยๆ เดินไป

   ชายอีกสามคนอันประกอบไปด้วยอองรี หนุ่มร่างใหญ่ผู้รับหน้าที่มือขวาของแฟรงค์ ทำงานหมดจดรวบรัด ไม่ต้องสั่งให้มากความ ข้อเสียคือติดบุหรี่ขนาดหนัก ทำให้เวลาซุ่มดูเหยื่อเกือบจะพลาดท่าโดนจับได้กันหลายครั้งเพราะควันที่ลอยโขมงกับไฟที่แดงวาบๆ อยู่ตลอดเวลานั่นล่ะ

   ปีเตอร์ รูปร่างผอมหน้าเสี้ยม ผู้มีแววตาหลุกหลิก ฝีมือดี เวลาทีมมีปัญหาพร้อมจะชิ่งอยู่ตลอดเวลา

   และคนสุดท้าย เดฟ ลูกกระจ๊อกประจำกลุ่ม เจ้าของคำถามว่าจะจัดการยังไงนั่นล่ะ เดฟ เป็นประเภทรับคำสั่งอย่างเดียว ใช้งานคล่อง เสียตรงที่ไม่ค่อยมีสมอง เลยมักตัดสินใจอะไรเองไม่ได้

   “ฟังนะ” อองรีบอกแผนการให้อีกสองคนรับรู้

   “เดี๋ยวข้าจะย่องไปข้างหลังแล้วฟาดไอ้คนติดตามนั่น ปีเตอร์ เอ็งคอยปิดปากไอ้เด็กคนนั้นไว้แล้วลากมายัดใส่รถ อย่าให้มันแหกปากได้ล่ะ เดี๋ยวงานเข้าละลูกพี่ด่าตายห่า ส่วนเอ็ง เดฟ คอยดูต้นทางไว้ เห็นท่าไม่ดีรีบส่งข่าว จะได้เผ่นทัน เข้าใจไหม”

   เมื่อเห็นอีกสองคนพยักหน้ารับ อองรีจึงค่อยๆ เคลื่อนตัวแฝงไปกับความมืดพร้อมปีเตอร์ โดยมีเดฟคอยยืนระวังหลังให้ทั้งคู่

   เสียงลมที่หวดดังมาทางด้านหลังทำให้พุดยกมือรับไว้ตามสัญชาติญาณทันที แต่ไม้เบสบอลที่ฟาดลงมาเต็มแรงก็สร้างความเจ็บปวดที่ท่อนแขนของพุดอยู่เอาการเหมือนกัน ท่อนแขนคร้ามขึ้นรอยแดงเป็นปื้นทันที

   “คุณหนูระวัง!”

   สิ้นเสียง พุดก็โผตัวไปรวบกาลให้กลิ้งลงไปบนสนามหญ้า รอดพ้นมือที่กำลังเอื้อมมาด้านหลังไปได้อย่างหวุดหวิด ทั้งสองคนกลิ้งไปได้ไม่ไกลนัก พุดก็ต้องรีบเอาตัวบังกาลไว้ทันที เมื่อเห็นทางหางตาว่ามีไม้เบสบอลกระหน่ำตามมา

   “พี่พุด!”

   กาลไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ขณะที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ก็รู้สึกหน้าตนแนบเข้ากับหน้าอกของคนที่คอยปกป้องไว้แล้ว ได้ยินเสียงดัง ‘อั้ก’ ลอดเข้าหูมา กำลังจะเงยหน้าขึ้นถามอาการ เพราะฟังจากเสียง พี่พุดต้องโดนทำร้ายเข้าสักที่แน่นอน แต่กลับถูกกดศีรษะไว้ไม่ให้เงยหน้าขึ้นมา พร้อมเสียงปลอบประโลมที่ดังขึ้นข้างหู ทั้งๆ ที่คนพูดต้องอดกลั้นจากความเจ็บปวดไว้

   “ชู่ว... หลับตาไว้ขอรับ ไม่ต้อง... กะ... กลัวหนา อีกประ... อึ้ก!... อีกประเดี๋ยวก็ปลอดภัยแล้ว”

   พุดรู้สึกผิดที่ประมาทเลินเล่อ มัวแต่หยอดคำหวานให้คุณหนูกาล ทำให้มิได้ระแวดระวังเภทภัยรอบกายเท่าที่ควร บรรยากาศอบอุ่นอ่อนหวานเมื่อสักครู่คล้ายดั่งภาพเงารางเลือน พุดไม่สนแล้วว่าคุณหนูกาลจะรู้สึกเยี่ยงไรกับเขา เพลานี้ ขอแค่คนในอ้อมกอดปลอดภัยก็เพียงพอแล้ว จะไม่ขอวาดหวังถึงวันคืนที่ได้อยู่เคียงคู่กันก็ได้ หากเป็นในยามปกติพุดคงหันไปสู้ตายกับคนร้ายให้รู้ดำรู้แดงไปแล้ว แต่นี่มีชีวิตของคุณหนูกาลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย พุดจึงมิอาจหาญเสี่ยงได้ ทำได้แต่เพียงใช้ลำตัวบดบังคุณหนูไว้ให้ได้มากที่สุด ในส่วนลึกของหัวใจก็เพียรสวดภาวนาขอให้คุณพระคุณเจ้าดลใจให้การ์ดที่ทำหน้าที่คุ้มครองคนในตระกูลเศรษฐทรัพย์อนันต์ไพศาลรู้สึกถึงความผิดปกติและนำทีมออกค้นหาแล้วมาพาดวงใจของไอ้พุดไปอยู่ในที่ๆ ปลอดภัยทีเถอะ!

   หากแต่คำสวดภาวนาของพุดกลับไม่เป็นผล สติรับรู้ของเจ้าตัวกลับค่อยๆ พร่าเลือนลงเรื่อยๆ สวนทางกับแผลฟกช้ำตามตัวที่มีเพิ่มมากขึ้น เสียง ‘โพล๊ะ’ สุดท้ายคล้ายดังก้องกังวานอยู่ข้างในหู หางคิ้วคงจะแตกกระมัง เพราะรู้สึกได้ถึงความอุ่นร้อนที่เริ่มหยาดหยดลงมา บาดแผลน่ะช่างมันเถิด คิ้วเข้มขมวดมุ่นแทบเป็นปม เมื่อเห็นคนในอ้อมแขนเงยหน้ามาด้วยดวงตาเบิกกว้าง หางตาคล้ายมีน้ำใสคลอคลอง คุณหนูกาลคล้ายขยับปากพูดบางสิ่ง แต่พุดไม่สามารถได้ยินเสียงอะไรได้อีก

   พุดฝืนขยับริมฝีปากเป็นรอยยิ้มที่พยายามทำให้ดูอบอุ่นอ่อนโยนที่สุด คุณหนูจักได้ไม่ต้องเป็นกังวล เห็นหน้าตาซีดเซียวเยี่ยงนั้นแล้ว ในหัวอกมันบีบรัดด้วยความไม่ใคร่สบายใจเอาเสียเลย ไม่อยาก... ไม่อยากทำให้คุณหนูเธอต้องเป็นกังวล มือคร้ามพยายามจับมือของอีกฝ่ายบีบกระชับไว้แน่นเพื่อปลอบประโลม ก่อนที่ร่างสูงจะค่อยๆ หลับตาและเอนพิงซบแน่นิ่งอยู่ตรงไหล่ของกาล

   “พี่พุด!”

   กาลว่ากาลตะโกนสุดเสียง แต่คำที่ได้ยินกลายเป็นแค่เพียงเสียงกระซิบเท่านั้น พยายามจะโอบพุดไว้ แต่ก็ทำไม่ได้ถนัด เพราะมืออีกข้างถูกพุดเกาะกุมไว้อย่างแน่นหนา

   “พวกเอ็งทำอะไรกันอยู่วะ นานไปแล้วนะโว้ย ไปกันได้แล้ว”

   เดฟวิ่งเข้ามาตะคอกใส่ด้วยเสียงที่พยายามให้เบาที่สุด แต่ก็เป็นไปได้ยาก เพราะดึกสงัดแบบนี้เสียงเบาๆ ก็กลายเป็นเสียงที่ชัดขึ้นมาท่ามกลางความมืด อองรียกมือที่ชื้นไปด้วยเหงื่อจากการกุมด้ามไม้เบสบอลเป็นเวลานานขึ้นปาดเหงื่อพลางดุ

   “แล้วเอ็งจะเสียงดังให้พ่อเอ็งแห่มารึไงวะ มาก็ดีแล้ว มาลากไอ้หมอนี่ไปโยนไว้ข้างหลังพุ่มไม้โน่น แล้วจะได้รีบไป แม่งเสียเวลาชิบ! กว่าจะซัดหมอบได้ใช้เวลาอย่างนาน แม่งจะทนอะไรขนาดนั้นวะ”

   ปีเตอร์ขี้เกียจอยู่ฟังเพื่อนสองคนทะเลาะกันจึงจัดแจงเอาผ้าอุดปากเป้าหมายทันที พยายามทั้งดึงทั้งลากคนที่ก็ดูตัวเล็กๆ แต่ทำไมมันหนักจังวะ

   “พวกเอ็งสองคนเลิกเห่าใส่กันแล้วมาช่วยกันแบกไอ้เด็กนี่ไปที แม่งหนักชิบ!”

   “ไอ้โง่! มือมันจับกันไว้แน่นขนาดนั้นก็แกะก่อนสิวะ”

   ห่าเอ๊ย... ปีเตอร์ได้แต่สบถอยู่ในใจ ทีอย่างนี้แม่งสามัคคีหันมาด่าได้พร้อมเพรียงกันยังกะฝาแฝด

   ทั้งสามคนช่วยกันดึงเพื่อให้มือทั้งคู่หลุดออกจากกัน แต่ไอ้เด็กนี่ก็แสบใช่ย่อย ทั้งดิ้น ทั้งข่วน พยายามจับมือคนที่สลบไปแล้วให้แน่นได้มากที่สุด ขนาดบีบมือจนขึ้นรอยเขียวช้ำไปทั้งแขนยังไม่ยอมปล่อย จึงตกลงใจแบกมันไปพร้อมกันทั้งสองคน เสี่ยงให้ลูกพี่ด่าดีกว่าเสี่ยงเสียเวลารอให้ตำรวจมาจับ

   ครืดดดด

   เสียงเลื่อนเปิดของประตูรถตู้ที่ดังขึ้น ทำให้แฟรงค์หันกลับไปมองแล้วก็ต้องจุปากขัดใจ เมื่อเห็นว่าลูกน้องทั้งสามทำเกินคำสั่งด้วยการพาเหยื่อมาให้เกะกะเนื้อที่เพิ่มขึ้นเป็นสองคน หากแต่ยังไม่ทันจะออกปากด่าก็ได้สบตาเด็กที่เป็นเป้าหมายเข้าเสียก่อน ปากนั่นถูกอุดไว้ด้วยผ้า แต่แฟรงค์กลับรู้สึกถึงคำด่าที่ไม่มีเสียงมาจากหน่วยตาเรียวยาวคู่นั้นได้เป็นอย่างดี คาดว่าคงขุดทุกสิ่งอย่างในสากลโลกมาครบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็เป็นธรรมดา ใครโดนจับตัวมาก็ต้องมีอารมณ์นี้กันทั้งนั้นแหละ เผลอๆ ถ้าเป็นตัวเขาโดนใครก็ไม่รู้จับตัวไป อาจจะแค้นจนมีไฟลุกออกจากตาก็ได้ใครจะไปรู้

   “พวกเอ็ง... มีใครจะอธิบายอะไรไหม”

   ทั้งสามคนนั่งหอบแฮ่ก มองหน้ากันไปมาก่อน อองรีจะเป็นคนพูดขึ้นเมื่ออีกสองคนเล่นบทใบ้กันซะงั้น

   “รีบไปก่อนดีกว่า ท่าทางจะเริ่มรู้ตัวกันแล้ว เดี๋ยวเล่าให้ฟังระหว่างทางก็แล้วกัน”

   รถที่แล่นด้วยความเร็วสูง กำลังมุ่งหน้าไปที่ไหน กาลก็ไม่อาจรับรู้ได้ ด้วยตอนนี้ นอกจากผ้าที่ปิดปากไว้แล้ว ยังมีผ้าปิดตาเพิ่มมาเป็นเครื่องประดับสุดชิคอีกชิ้นหนึ่งด้วย ความเครียด ความวิตกกังวลในการถูกพาตัวมาโดยไม่รู้สาเหตุนั้นสำหรับกาลแล้วเฉยๆ มาก เพราะคงไม่มีอะไรจะมาทำให้เขาสติแตกได้เท่ากับการฟื้นมาอยู่ในโลกคู่ขนานใบนี้แล้ว หากแต่ที่ทำให้รู้สึกอึดอัดกังวลอยู่ในอก กลับเป็นอาการของคนที่กุมมือกันไว้แน่น แม้ยามหมดสตินี่มากกว่า

   ก่อนที่พุดจะสลบไป กาลเห็นเลือดไหลออกมาจากบริเวณหางคิ้วจนชุ่มโชก ทางด้านหลังก็โดนกระหน่ำตีด้วยไม้เบสบอลตั้งหลายครั้ง อวัยวะข้างในแตกหักเสียหายบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้ ได้แต่คิดห่วงไปสารพัด แต่ทำได้มากที่สุดก็แค่บีบมือให้กำลังใจคนไม่รู้สึกตัวแค่นั้นเอง

   กาลเกร็งตัวขึ้นมาทันที เมื่อรู้สึกได้ถึงการชะลอตัวของพาหนะที่ตนเองนั่งอยู่ จากนั้นตัวเขาก็โดนฉุดกระชากให้ออกเดินเมื่อรถหยุดนิ่ง เดินสะเปะสะปะได้อยู่ครู่หนึ่ง ก็โดนผลักให้นั่งลงบนพื้นหินเย็นเฉียบ แผ่นหลังกระแทกกำแพงจนเผลอร้องออกมาด้วยความเจ็บ

   ผ้าที่ผูกปิดตาไว้ถูกกระชากออกด้วยแรงที่ไม่มีออมมือทำเอากาลถึงกับหน้าหงายไปด้านหลังตามแรงดึง ภายในห้องเปิดไฟไว้เพียงสลัวราง หากแต่กาลก็ต้องหยีตามอง เพราะตาถูกปิดให้อยู่ในความมืดมานาน ในขณะที่กำลังปรับตัวกับแสงสว่างอยู่นั่นเอง เสียงทุ้มที่ดังอยู่เหนือศีรษะก็ทำให้กาลต้องเงยหน้าขึ้นมอง

   “สวัสดีคุณหนู ยินดีต้อนรับสู่รังโจร”

   กาลเหลือบตาขึ้นมองเจ้าของเสียงเพียงแวบเดียว ก่อนจะหันไปสำรวจคนข้างกายที่ยังคงไม่ได้สติอยู่จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ พอเห็นว่าเลือดที่หางคิ้วหยุดไหลไปแล้ว เหลือเพียงคราบแห้งกรังของเลือดก็เบาใจไปได้ส่วนหนึ่ง มือเรียวยื่นไปลูบรอยย่นระหว่างคิ้วของคนที่นอนหลับตา แต่ก็ดูจะมีความกังวลจนแม้กระทั่งสลบไปก็ยังขมวดคิ้วไม่หยุด

   อาการมองเล็กน้อยแล้วหันไปแทบจะทันทีนี่ที่บ้านเรียก ‘ถูกเมิน’ นะ แฟรงค์หางตากระตุกทันที เพราะเจ้าเด็กที่โดนจับมานี่ไม่แม้แต่จะฟูมฟายขอร้องให้ปล่อยตัวไป ขนาดหน้าของเขามันยังไม่มองเลย! รึว่ามันยังเด็กเลยยังไม่รู้จักความกลัว แบบนี้ต้องมีการข่มขู่กระโชกโฮกฮากเพื่อทำการข่มขวัญซะหน่อยแล้ว

   “เฮ้ย! ไอ้หนู รู้ใช่ไหมว่าโดนจับมาเรียกค่าไถ่น่ะ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว เวลาพวกพี่ๆ ถามอะไรก็ตอบดีๆ อย่าเล่นลิ้น ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าพี่ไม่เตือนนะเว้ย”

   ตะคอกเสร็จก็ทุบโต๊ะเสียงดังสนั่น ก่อนจะหันไปส่งสายตาให้อองรีทำเป็นย่างเท้าสามขุมเข้ามาหาพร้อมกับหักนิ้วจนลั่นกร๊อบประกอบการแสดงไปด้วย

   “เฮ้ย... ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งลงไม้ลงมือเว้ย ยังไงไอ้หนูนี่ก็ยังเด็กอยู่ เดี๋ยวกลัวจนตกใจช็อคตายไปซะก่อนจะอดได้เงิน” ชงเองแล้วก็ทำทีเป็นห้ามเพื่อนเองเสร็จสรรพ

   เสียงทอดถอนใจที่ดังออกมาจากร่างเหยื่อตรงหน้าต่างก็ทำให้บรรดาคุณโจรยืนงงกันไปทั้งแก๊งค์ เอ่อ... มันควรร้องไห้สติแตกรีบบอกข้อมูลทางบ้านแล้วละล่ำละลักขอความเมตตาไม่ใช่เหรอวะ ไอ้การมานั่งถอนใจใส่นี่คืออะไร?

   “เบอร์โทรตามนี้นะ xxxxxxxxx บอกไปว่าจับตัวคนชื่อกาลกับชื่อพุดมา จะเอาเงินเท่าไหร่ก็เรียกร้องไป ถ้าหมดธุระแล้วก็เชิญด้านนอกเลยครับ ผมกับพี่ต้องการความสงบ เราจะได้พักผ่อนกันเงียบๆ สักครู่”

   เงิบ!!

   เฮ้ยยยย ไอ้เด็กแวรนี่เห็นที่นี่เป็นโรงแรมห้าดาว แล้วพวกเขาเป็นเด็กรับใช้รึไงวะ เดฟถกแขนเสื้อขึ้นเตรียมเบิ๊ดกะโหลกสั่งสอนให้ไอ้เด็กปากดีนี่รู้สำนึกซะบ้าง

   ปีเตอร์ได้แต่คว้าแขนเดฟไว้แล้วลากออกจากห้องไปทันที

   “จะไปเต้นตามมันทำไมวะ กะอีแค่เด็กคนนึงเนี่ย เอ็งจะบ้ารึเปล่าไอ้เดฟ”

   “ก็ดูมันพูดจา ทำท่าทำทางวางโตนั่นสิ แม่งน่ากระทืบจริงๆ พับผ่า”

   แฟรงค์กับอองรีที่เดินตามออกมาทีหลังได้ยินเสียงเดฟโวยวายหงุดหงิดก็ได้แต่ส่ายหน้า ก็สมควรอยู่หรอกนะที่เดฟมันหงุดหงิด ดูท่าทางไม่สนใจใคร พูดเสียงเย็นๆ นั่นซะก่อน บอกได้คำเดียวว่าโคตรจะกวนตีน

   “ช่างแม่งเหอะ รีบไปติดต่อทางบ้านไอ้เด็กเวรนั่นละกัน พอได้เงินแล้วเอ็งจะสั่งสอนยังไงก็เรื่องของเอ็ง”

(มีต่อค่ะ)

ออฟไลน์ p-n-t

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
    • https://www.facebook.com/JiaJia.novels/
   มาดของคุณหนูกาลจอมเย่อหยิ่งที่กาลงัดขึ้นมาใช้ดูท่าจะได้ผลดีไม่น้อย ยังไงพวกนั้นก็ยอมออกจากห้องไปซะที ทันทีที่ลับร่างของคนทั้งสี่ กาลก็รีบหันมาขยับศีรษะคนที่เอนพิงไหล่ของตนอยู่เมื่อครู่ให้นอนหนุนตัก เพื่อจะได้เพิ่มความสบายให้แม้เพียงอีกนิดก็ยังดี นิ้วเรียวยาวค่อยๆ เกลี่ยเส้นผมที่ระหน้าผากของคนสลบไสลอย่างแผ่วเบา เพราะกลัวจะไปสะกิดโดนแผลจนเปิดออกมาอีกรอบเข้า

   “พี่พุด... พี่พุดจ๋า รู้สึกตัวหรือยังจ๊ะ พี่พุดสลบไปนานแล้วนะ ฟื้นมาเถอะ นอนนานเกินไปเดี๋ยวปวดหัวนะพี่”

   เสียงเรียกแผ่วเบาคล้ายกับถ้าออกเสียงดังเกินไปคนเจ็บจะรู้สึกไม่สบายตัวมากขึ้นได้ เจือไปด้วยอารมณ์ที่พยายามให้เหมือนยามหยอกล้อเล่นกันบนเรือนเศรษฐ์ฯ

   “ตื่นมาเถอะจ้ะพี่จ๋า... เงียบไปแบบนี้ หนูใจคอไม่ค่อยดีเลย ตื่นมาให้คำปรึกษาหนูอีกได้ไหม โรคหัวใจของหนูคล้ายจะกำเริบอีกแล้ว แต่คราวนี้ไม่เหมือนทุกทีเลยพี่พุด ปกติถึงใจจะเต้นแรง หน้าร้อนซู่สักแค่ไหนมันก็เต้นไปด้วยความสุข”

   กาลพูดไปมือก็ไล้ใบหน้าของคนตัวโตไปด้วยอย่างหนักใจ

   “แต่คราวนี้ใจมันเต้นด้วยความรู้สึกอึดอัดปวดร้าวในอก ตอนที่หนูเห็นพี่ถูกตี หนูรู้สึกเจ็บปวดไปด้วย ยิ่งตอนที่พี่สลบล้มลง ใจหนูแทบจะขาด... หนูโง่มากเลยใช่ไหมจ๊ะพี่พุด ที่มองข้ามความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ไม่ออก”

   มือขาวเนียนที่ตอนนี้เต็มไปด้วยจ้ำสีม่วงสีเขียวเต็มไปทั่วทั้งหลังมือและท่อนแขนค่อยๆ ยกมือคร้ามที่คอยจับกุมกันไว้ขึ้นมาแนบแก้มของตนพลางหลับตา

   “พี่พุดตื่นมาฟังหนูก่อนสิจ๊ะ หนูรู้แล้วว่าหนูเป็นโรคอะไร หนูว่าหนูเป็นโรค... กาลรักพี่พุดจ้ะ”

   แรงกระตุกเพียงแผ่วเบาบริเวณผิวแก้มทำให้กาลต้องรีบก้มหน้าไปมองเจ้าของมือทันที ดวงตาพราวระยับจากใบหน้าคร้ามคมมองสบขึ้นมาพร้อมด้วยรอยยิ้มราวกับตนไม่รับบาดเจ็บ เพราะช่างเป็นยิ้มที่ดูสุขสดชื่นซะเหลือเกิน

   “คุณหนูกาลของพี่... รู้สึกตัวช้าจริงหนา”

   “พี่พุดนั่นแหละจ้ะที่รู้สึกตัวช้า พี่สลบไปตั้งนานนะจ๊ะ” กาลย่นคิ้วฉับ

   “มิได้หมายถึงเรื่องสลบสิเจ้า หมายถึงเรื่องหัวใจต่างหาก พี่ทั้งหยอดอ้อมๆ พี่ทั้งจีบตรงๆ ไฉนเจ้าช่างเข้าใจยากเย็นนัก”

   พูดจบก็หน้าเหยเกเพราะเริ่มเจ็บบริเวณที่ถูกทำร้าย โดยเฉพาะแถวหน้าผาก เมื่อยกมือไปคลำดูก็พบคราบเลือดเกรอะกรังอยู่ตรงช่วงหางคิ้ว

   “แผลแตกน่ะจ้ะพี่พุด”

   กาลเอื้อมมือไปจะช่วยจับเส้นผมที่ลงมาปรกหน้าออกให้ก็ต้องตกใจเมื่อพุดทะลึ่งพรวดลุกขึ้นนั่งด้วยความรวดเร็วแล้วคว้ามือกาลมาดูด้วยอาการมือสั่น

   “พวกมันทำร้ายคุณหนูหรือขอรับ ช้ำถึงเพียงนี้เชียว เลวชาติเสียจริง กลับออกไปเมื่อไหร่ พี่จะเอาคืนให้สาสม!”

   “ยังไม่ต้องคิดไปถึงเรื่องเอาคืนหรอกจ้ะพี่พุด คิดถึงเรื่องจะออกไปยังไงดีกว่าไหม นี่หนูให้เบอร์โทรที่บ้านไปแล้วนะพี่พุดว่าคุณพ่อกับคุณแม่จะมาได้เมื่อไหร่?”

   “เรามาที่นี่กันนานหรือยังเล่าเจ้า... ช่างเถิดนานเท่าใดก็ช่างเถิด เพราะมาถึงกันแล้วกระมัง”

   “หือ... พี่พุดรู้ได้ยังไงจ๊ะว่าพ่อกับแม่มาถึงแล้ว หนูเพิ่งบอกเบอร์โทรไปเมื่อตะกี๊เองนะ”

   พุดทำสัญญาณมือให้กาลเงียบเสียง ก่อนจะเงี่ยหูฟังเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง เสียงแปะเบาๆ ดังขึ้นรอบบริเวณที่พวกเขาถูกพาตัวมา คาดว่าคงโรยตัวกันลงมาจากทางหลังคากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พุดจึงหันมาอธิบายให้กาลฟังด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลายมากขึ้น

   “เครื่องประดับทุกชิ้นที่คนในตระกูลเศรษฐทรัพย์อนันต์ไพศาลสวมใส่ล้วนมี GPS ติดตามตัวน่ะขอรับ อย่างวันนี้คุณหนูใส่สร้อยมาใช่ไหม สัญญาณ GPS ก็ฝังอยู่ในตัวสร้อยนั่นแหละหนา”

   อื้อหือ... ลืมความเศรษฐทรัพย์อนันต์ไพศาลไปได้ยังไง!!

   ในขณะที่ภายในห้องคุยกันอย่างผ่อนคลาย สถานการณ์ภายนอกก็กลับตึงเครียด

   “แม่ง! ต่อสายมาตั้งนานแล้วนะ สายแม่งไม่เคยว่าง ไอ้เด็กเวรนั่นให้เบอร์มั่วมารึเปล่าวะ”

   แฟรงค์โมโหจนแทบกระอัก ยิ่งหันไปเห็นลูกน้องคนหนึ่งนั่งอัดบุหรี่ คนหนึ่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ในขณะที่คนสุดท้ายแม่งนั่งเล่นเกมอย่างเมามัน เวรเอ๊ย! อยากจะเอาหัวชนขอบประตูตายให้มันรู้แล้วรู้รอดไป ถ้าได้เงินจากคราวนี้มากพอจะล้างมือแล้วหนีไปใช้ชีวิตสุขสำราญอยู่คนเดียว ไม่ต้องมาข้องแวะกับไอ้เวรพวกนี้อีก

   ออด... เสียงกริ่งประตูหน้าบ้านแผดขึ้น ทำเอาแต่ละคนสะดุ้งตกใจ อองรีดับบุหรี่ในมือลงพร้อมคว้าอาวุธคู่ใจพร้อมกันกับปีเตอร์แล้วขึ้นไกเสียงดัง ‘กริ๊ก’ ประสานกันโดยมิได้นัดหมายทันที แฟรงค์ขมวดคิ้วมุ่น พยักพเยิดให้เดฟซึ่งวางโทรศัพท์ลงด้วยคามอิดออดให้ไปส่องที่ตาแมว เพื่อดูว่าใครกันแน่ที่เป็นแขกยามวิกาลเช่นนี้

   ร่างใหญ่หนาของเดฟลากขาอย่างไม่สบอารมณ์ไปแนบลูกตาลงตรงช่อง ก่อนที่จะพบกับความว่างเปล่าเท่านั้นเอง อารมณ์หงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะความสุนทรีย์ออนไลน์ก็ทำให้เดฟเปิดประตูผางออกไปโดยแรงแล้วก็...

   ยิ้มร่า???

   เดฟพลิกกายหันเข้าไปในบ้านพลางตะโกนเสียงรื่นเริงเต็มที่

   “ลูกพี่ มีคนเอาเงินมาไถ่ตัวประกันแล้ว เราจะรวยกันแล้วลูกพี่”

   ขณะที่เสียงเบิกบานด้านหน้าประตูมาพร้อมกับใบหน้าสดใส ชายสามคนด้านในกลับนั่งหน้าซีดเผือดไม่กระดุกกระดิกแม้เพียงสักเซนต์เดียว บนหน้าผากแต่ละคนประดับจุดสีแดงสดอัดแน่นถี่ยิบจนเต็มพื้นที่

   “อ้าว! ทำไมไม่ดีใจกันเลย แล้วนั่นไปแอบดวดเหล้ากันมาตอนไหน หน้าผากถึงได้แดงเป็นปื้นขนาดนี้”

   ไอ้เวร! พ่อเอ็งยืนเรียงเป็นแผงอยู่ด้านหลังยังไม่รู้ตัวอีก จะไปแอบกินเหล้ากันตอนไหนได้ล่ะ โง่ซ้ำโง่ซ้อนนะเอ็ง แต่อันที่จริงมันก็โง่มาตั้งแต่บอกว่ามีคนมาไถ่ตัวแล้ว ไอ้ห่า! โทรศัพท์ยังโทรไม่ติดแล้วมันจะมากันถูกได้ไงวะ เวรกรรมของไอ้แฟรงค์ นี่เขาไปลักพาใครมากันวะเนี่ย

   สี่หนุ่มที่ถูกมัดเอามือไพล่หลังนอนคว่ำหน้าอยู่ในบ้านได้แต่ใจเต้นระทึก เมื่อเสียงคอมแบตที่เดินย่ำไปมาบนพื้นกระหน่ำถี่รัวขนาดนั้น แม่ง! ขนมาทั้งกองทัพกันรึไงวะ ผ่านไปอีกเป็นครู่ กว่าจะมีภาษาแปลกหูเพิ่มขึ้นมา คงไปควานหาตัวเด็กเวรนั่นเจอแล้ว ดาวหายนะชัดๆ!

   “ทำไมมาช้าเสียจริง”

   ตาชดเส้นเลือดที่ขมับแทบจะปริแตก ตัวเขาเร่งรีบจนขาแทบจะขวิด ไอ้หลานตัวดีกลับว่ามาช้าไปเสียฉิบ ด้วยความโมโห จึงตอบเสียงสะบัดกลับไปอย่างอดไม่อยู่

   “มาช้าข้าก็มาช่วยเอ็งกับคุณหนูไว้ได้มิใช่หรือ ดีกว่าคนที่คอยคุ้มครองคุณหนูกาล แต่ตัวเองสลบจนถูกลักพามาด้วยโขนะเอ็ง”

   สองตาหลานทำท่าฮึ่มๆ ใส่กันจนกาลต้องรีบส่งเสียงเข้าแทรกเพื่อห้ามทัพ

   “ตาชดมาเร็วแล้วจ้ะไม่นานเลย แล้วก็ถ้าไม่ได้พี่พุด หนูอาจเป็นคนที่ถูกซ้อมจนสลบก็ได้นะจ๊ะ ต้องขอบคุณทั้งตาชดทั้งพี่พุดเลยจ้ะ”

   แน่นอนว่าเมื่อคุณหนูเอ่ยปาก ทั้งคู่ก็ต้องยอมสงบศึกลงอย่างง่ายดาย กาลจึงถือโอกาสถามคำถามเพื่อเปลี่ยนเรื่องทันที

   “แล้ว... ทหารพวกนี้...”

   ตาชดยิ้มร่า เชิดอกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ

   “เพื่อนๆ ในหน่วยซีลที่เกษียณมารุ่นๆ เดียวๆ กันกับกระผมขอรับคุณหนู มีปัญหาอะไรเรียกใช้พวกมันได้เลย เห็นแบบนี้แต่ถึงจะแก่ก็ยังมีไฟทุกคนนะขอรับ”

   ขณะที่กาลกำลังอ้าปากค้างว่าบรรดาบุคคลที่มาช่วยเหลือตนเองเป็นใคร พุดก็โน้มตัวไปกระซิบกระซาบกับผู้เป็นตาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ตาชดฟังจบก็หน้าแดง กล้ามเนื้อหนังตากระตุกริกๆ อย่างเห็นได้ชัดแล้วจึงหันไปพ่นภาษาอังกฤษสำเนียงผู้ดีแท้ๆ ใส่เพื่อนด้วยความเกรี้ยวกราด กาลยังไม่ทันเอ่ยปากห้าม อดีตทหารร่างใหญ่ทั้งหลายต่างก็พากันกลุ้มรุมสี่โจรผู้โชคร้ายที่สุดในรอบศตวรรษทันที

   บนหลังของแต่ละคนถูกยันไว้ด้วยเข่าเพื่อกดไม่ให้ดิ้นรนเกิดการต่อสู้ได้ ประเด็นคือไม่ใช่เข่าของคนๆ เดียวนี่สิ โจรหนึ่งคนต่อทหารผู้เชี่ยวชาญการรบพิเศษ ๕ นาย แขนทั้งสองข้างถูกปล่อยจากพันธนาการที่มัดไว้แล้วชูขึ้นเหนือศีรษะราบไปกับพื้นประหนึ่งถูกจับกราบกราน ซึ่งถ้าหากมันง่ายแบบนั้นก็คงไม่ใช่แล้วล่ะ!

   “พวกคุณรู้ไหมว่ามือทั้งคู่ของพวกคุณได้ทำความผิดร้ายแรงอะไรเอาไว้”

   เสียงของพุดเรียบเรื่อยทว่าเย็นเฉียบ เหล่าโจรตัวสั่นระริกกันถ้วนหน้า เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับตน ความรู้สึกหวาดกลัวยิ่งล้ำลึกมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยมองไม่เห็นสิ่งใด เพราะโดนจับกดคว่ำหน้าไว้กับพื้น เฉพาะแค่เสียงทุ้มที่ส่งมากดดันก็พอให้สติเตลิดเปิดเปิงมากพอแล้ว ประกอบกับเสียงคอมแบตที่ย่ำอยู่รอบตัวยิ่งชวนให้ประสาทหลอนไปกันใหญ่

   “ตอนเด็กๆ ผมเคยดูการ์ตูนอยู่เรื่องหนึ่งนะมันเป็นการ์ตูนแบบเด็กผู้ชายน่ะครับ มีตีรันฟันแทงกันเกือบทั้งเรื่อง เลือดงี้สาดกระจายเต็มจอเชียว”

   พุดหลับตาลงค่อยๆ เปล่งเสียงเนิบช้า คล้ายกำลังเล่าประสบการณ์วัยใสให้ฟังโดยไม่เคยรับรู้เลยว่าผู้ฟังรู้สึกสะท้านเยือกกับคำว่าเลือดสาดกระจายกันมากแค่ไหน

   “ทีนี้มีอยู่ตอนหนึ่งพวกตัวโกงด่าอะไรพระเอกอันนี้ผมก็จำไม่ได้ละ” เล่าถึงตรงนี้ก็ทำเสียงจึ้กจั้กในลำคอคล้ายไม่พอใจที่ตนจำไม่ได้

   “พอพระเอกปราบตัวโกงได้นะ รู้ไหมพระเอกทำยังไง”

   พ่อเจ้าแม่เจ้า ฮือ... ไม่อยากรู้ ร่างทั้งสี่กระสับกระส่ายไม่อยากฟังเรื่องที่เล่าแม้แต่น้อย

   “พระเอกจิกหัวตัวโกงแล้วกระแทกๆๆ เข้ากับผนังจนฟันร่วงทั้งแถบอะ แหม... นึกถึงตอนนั้นแล้วยังสนุกไม่หาย ทีนี้พอโตมาผมก็ยังคงจดจำฉากนี้ได้จนขึ้นใจอะนะ คิดอยากลองเอามาใช้สักครั้งในชีวิต แต่มันยังหาสถานการณ์ที่โมโหสุดๆ ไม่ได้ จนมาวันนี้... เดี๋ยวนี้ผมก็คิดว่าผมมีเหตุผลที่จะใช้วิธีนี้ในการทำโทษคนแล้วล่ะ”

   กาลแทบไม่อยากเชื่อว่าคนที่ยืนพูดไปด้วยน้ำเสียงงุ้งงิ้ง เล่าไปหัวเราะไปในเวลานี้คือพี่พุดที่ตนเคยรู้จัก เพราะต่อให้เสียงพยายามทำให้ดูสดใสเพียงใดก็กลับปกปิดความโกรธในดวงตาที่ลุกโชนแทบไม่ได้ แถมไอ้เรื่องที่เล่านั่นยัง เอ่อ... โหดเกินไปไหมพี่พุด! ขณะกำลังยืนตกใจกับกิริยาที่เปลี่ยนไปของพุด ร่างสูงก็ค่อยๆ ทรุดตัวนั่งลงบนสันเท้าแล้วค่อยๆ ยกแขนของหนึ่งในสี่คนขึ้นมาพิจารณา

   “แขนของคุณหนูกาลขึ้นรอยช้ำขนาดนั้น จะตอบแทนคืนยังไงให้สาสมดีนะ จับกระแทกๆ เหมือนในการ์ตูนที่ผมเล่าน่ะแหละดีที่สุด”

   “พี่พุด!!”

   กาลร้องเสียงหลงทันที เมื่อรู้ว่าตนคือสาเหตุที่ทำให้พุดสติหลุดถึงขั้นอยากทรมานคนเล่นแบบนี้ ได้แต่รีบวิ่งไปเกาะแขนของพุดเขย่าแล้วอธิบายละล่ำละลักจนลิ้นแทบพันกัน

   “พี่พุดจ๋า ฟังหนูหน่อยนะ พวกนั้นไม่ได้ทำอะไรเลยคือ ก็แค่... แค่”

   “แค่อะไรหรือเจ้า สิ่งที่พี่เห็นคือแขนอันเขียวช้ำเยี่ยงนี้ จะมาว่ามิได้ทำกระไรได้หรือ”

   กาลเริ่มกัดริมฝีปาก อายก็อายแต่ก็จำต้องยอมพูด

   “ก็แค่ตอนนั้น พี่พุดจับมือของหนูไว้แน่น ไม่ว่าจะดึงจะกระชากยังไงก็ไม่หลุดที่สำคัญ... หนูเองก็ไม่ยอมปล่อยมือจากพี่พุดด้วยล่ะจ้ะ” ท้ายเสียงอุบอิบจนพุดต้องก้มหน้าลงไปฟังใกล้ๆ กว่าจะฟังจบประโยค

   “เพราะฉะนั้น เอ่อ... พี่พุดก็อย่าไปทำอะไรโหดๆ แบบนั้นเลยนะจ๊ะ หนูไม่อยากให้พี่พุดเป็นแบบนี้เลยมันดูน่ากลัว ปกติพี่พุดออกจะใจดีนี่จ๊ะ”

   โถ... พ่อคุณของพี่ ตัวเองก็เจ็บถึงเพียงนี้ ยังจะมีแก่ใจมาห่วงพี่อีกหนา ช่างน่ารักเสียจริง พุดจึงได้แต่บอกผู้เป็นตาว่าเป็นความต้องการของคุณหนูกาลที่จะให้ส่งตัวพวกโจรให้ทางการไปแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องมีการทรมานทรกรรมให้เสียสายตาคุณหนูเธอหรอก

   สองคนจ้องตากันไปมา บรรยากาศหวานเชื่อมแปลกๆ โดยไม่สนใจชีวิตน้อยๆ ของโจรทั้งสี่เลย

   เมื่อแฟรงค์ อองรี ปีเตอร์ และเดฟ ถูกควบคุมตัวและพาออกไปด้านนอกก็ถึงกับขาสั่นพั่บๆ เข่าทรุดกระแทกลงกับพื้นทันที เพราะภาพที่เห็นเบื้องหน้านี่มัน...

   รถถังคันใหญ่ที่จอดเรียงรายไม่ต่ำกว่าสิบคัน โดยทุกคันหันปากกระบอกปืนเข้าสู่ตัวบ้านอย่างพร้อมเพรียง ไฟสปอร์ตไลท์เจิดจ้าส่องสว่างทั่วทั้งน่านฟ้าที่เต็มไปด้วยเฮลิคอปเตอร์บินวนราวกับฝูงนกยักษ์ที่จับจ้องเหยื่อ นี่ยังไม่นับรวมหน่วยซีลที่รายล้อมพร้อมอาวุธครบมือที่ต่างก็ส่องลำแสงสีแดงมาทางเป้าหมายจนบุคคลทั้งสี่เหมือนถูกอาบย้อมไปด้วยโลหิตสีแดงสด


   เชรี่ย! นี่กูไปลักพาตัวใครมาวะ!!

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

ความเศรษฐทรัพย์อนันต์ไพศาลนั้น ฉันอิจฉาาาาาาาาาา ถถถ มีความอยากรวยแบบนี้บ้างงงงงงง   :serius2:

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~


^-^ Billie ถ้าไม่เกิดเรื่องก็ยังคงมึนค่ะ น้องกาล เด็กมึน#2017  :laugh3:
^-^ ♥►MAGNOLIA◄♥ พี่พุดปลื้มปริ่มมากเลยค่ะได้ลอยกระทงอันเดียวกัน พี่พุดจริงจังเสมอค่า ตอนนี้นี่นอกจากดูแลด้วยใจแล้ว ยังดูแลด้วยร่างกายอีกด้วย ถถถ กว่าน้องกาลจะเข้าใจได้ พี่พุดช้ำไปหมด เป็นกำลังใจให้พี่พุดด้วยนะคะ  :a1:
^-^ about  :กอด1: :L2: :L1:
^-^ ♥lvl♀‘O’Deal2♥ แม่น้ำกลายเป็นน้ำเชื่อมเลยทีเดียวค่ะ  :-[
^-^ seaz ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่า (รับแทนพี่พุด) กว่าน้องกาลจะเข้าใจ พี่พุดอ่วมไปเลยค่ะ  :laugh:
^-^ colorofthewind21 ความรู้สึกช้าแบบน้องกาลคงหายากแล้วค่ะ กว่าจะเข้าใจ พี่พุดช้ำไปทั้งตัว  :laugh3:
^-^ badbadsumaru ปวดหัวแทนทุกๆ คนที่อยู่ด้วยค่ะ รวมทั้งคนเขียนด้วย  :laugh: ในที่สุดกก็รู้ตัวจนได้ค่ะ เข้าทางพี่พุดเขาละ
^-^ sirin_chadada หยอดจนเมื่อยกว่าจะเต็ม เอ๊ย! กว่าน้องจะเข้าใจ ต้องให้พี่พุดโดนตื้บก่อนถึงจะเก็ท ลุ้นมาตั้งนานน้องเข้าใจแล้วนะคะ ว่าเป็นโรคหัวใจรักพี่พุด ฮิ้ววววววว  :impress2:
^-^ poppycake พี่พุดไม่ต้องพูด แค่โดนตื้บ น้องกาลก็เข้าใจแล้วค่า กร๊ากกกกก ยังคงวงวารอย่างต่อเนื่อง  :laugh:
^-^ qq_oo ในที่สุดพี่พุดก็สมปรารถนาแล้วค่ะ น้องเข้าใจซะที ถถถ  :laugh3:
^-^ maneethewa ในที่สุด น้องกาลก็เข้าใจซะทีค่ะ ลุ้นกันมาตั้งนานนนน  :m11:
^-^ puiiz  :กอด1: :L2: :L1:
^-^ alternative ตั้งมั่นใจในความเศรษฐทรัพย์อนันต์ไพศาลค่ะ รวยแค่ไหน ถามน้องกาลดู  :laugh:
^-^ Lautenyu แฟนจ๋า ฉันมาแล้วจ้ะ อยู่นี่แล้วน่ะ เขยิบมาใกล้ๆ ตาละลาาาาาา  :laugh3:
^-^ Snowermyhae พี่พุดเป็นคนจริงจังค่ะ ทั้งๆ ที่น่าจะถอดใจไปตั้งแต่น้องมึนใส่ละ  :laugh:


ขอบคุณสำหรับทุกๆ กำลังใจนะคะ เห็นเม้นท์แล้วชื่นนนนใจ เหมือนได้กลิ่นพี่พุดเลยค่ะ

 :L1: :L1: :pig4: :L1: :L1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-11-2017 21:08:14 โดย p-n-t »

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3336
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
 :L2: :L1: :pig4:

ความรวยนั้นเวอร์วัง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-11-2017 10:10:24 โดย Billie »

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1866
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
เรียกว่าไข่ในหินเลยนะ หนูกาล
ว่าแต่พี่พุดนี่ดีใจใช่ไหม ที่มีคนสารภาพรัก
 :z2: :z2: :z2:

ออฟไลน์ colorofthewind21

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1657
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-1
หนูกาลรู้ใจตัวเองแล้ว พี่พุดคงชื่นใจเสียที
สงสารโจรเขานะคะ ไม่รู้ไปทำบาปกรรมอะไรหนักหนาชีวิตถึงต้องมาเจออะไรแบบนี้5555

ออฟไลน์ Jthida

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1552
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-3
ชอบความเวอร์วังของนิยายเรื่องนี้555555555555

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2694
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4119
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
ในที่สุดคุณหนูของพี่ก็รู้ตัวเสียทีนะพี่พุด เจ็บนี้ดูท่าจะคุ้มเสียจริง ฮา

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8927
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ poppycake

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2670
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-4
พี่พุดน่าจะขอบคุณพวกโจรมันนะจ๊ะ
เพราะโดนมันกระทืบ กาลถึงได้รู้ตัวนะพี่พุดดดดดด 555555
#วงวารพี่พุดอย่างต่อเนื่อง
#วงวารโจรชะตาขาดเช่นกัน

ออฟไลน์ net. net_n2537

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 309
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7593
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8
อื้อหือ อะไรจะอลังกาลขนาดนั้น

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
สุดยอดดดดดดดดด
เครื่องประดับติดจีพีเอสทุกชิ้นซะด้วย
มาช่วยทันใจ แถมเป็นหน่วยซีลอีก  :z3: :z3: :z3:

กาล รู้ใจตัวเองแล้ว พี่พุดคงดีใจสุดๆ
แหมๆ......มีว่ากาลว่าก็ไม่ได้ทึ่ม อะจ๊ากกกก
ว่าน้องได้ไง ตัวเองแหละกินเด็กชัดๆ  o18  o18  o18
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ WaterProof

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
โอ๊ยยย ชอบเรื่องนี้อ่ะ ถูกใจมาก :hao7:

ออฟไลน์ qq_oo

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1749
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +143/-4
หนูกาลผู้ใสซื่อเป็นโรคหัวใจ(ตกหลุมรัก)

ออฟไลน์ FaiiFay_Elle

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 116
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
สนุกมากเลยค่ะ อึ้งตามหนูการกับโจกก็เรานี่แหละค่ะ 5555 :really2:

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ maneethewa

  • มณีเทวา
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 184
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-1
    • Maneethewa - มณีเทวา

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3384
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8219
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ badbadsumaru

  • ♡ caramel macchiato
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +91/-2
55555555555555 เรื่องเล่นใหญ่ไว้ใจเศรษฐทรัพย์อนันต์ไพศาล
เย้ ในที่สุดหนูกาลก็รู้ใจตัวเอง ถ้าไม่ติดว่าขนกองทัพมาจะคิดว่าเป็นแผนพี่พุดนะเนี่ย 55555

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
ทึ่มอีกนิด พี่พุดก็ไปรอโลกหน้าแล้วจ้ะ

ออฟไลน์ p-n-t

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
    • https://www.facebook.com/JiaJia.novels/
บทที่ 10 @เรือนเศรษฐทรัพย์อนันต์ไพศาล - รู้สึกเป็นที่รัก

   หลังจากที่ทั้งสองได้รับรู้ความในใจของกันและกันแล้ว ทั้งคู่ก็ได้ครองรักกันอย่างมีความสุข จบ.

   ในนิทานทั่วไปมันต้องเป็นเยี่ยงนี้มิใช่หรือ หาก... หากเรื่องหาได้เป็นเช่นนั้นไม่

   บรรยากาศอึมครึมของคนบนเรือนเศรษฐทรัพย์อนันต์ไพศาลชวนให้รู้สึกอึดอัดนัก จักพูดจักจาสิ่งใดล้วนเป็นไปด้วยถ้อยคำกระซิบกระซาบ ด้วยเกรงว่าจะไปกระทบจิตใจของคุณหนูกาลอันเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งบ้านเข้า เหตุเพราะตั้งกะโดนลักพาตัวไป ยามเมื่อเธอกลับมาถึงเรือน แต่แรกก็ยังดูสนุกสนานดีอยู่หรอก คุณหนูเธอยังเล่าช่วงเวลาที่ถูกจับตัว รวมทั้งตอนถูกช่วยออกมาอย่างออกอรรถรส แต่หลังจากนั้นสัก ๒ - ๓ วัน เธอก็เซื่องซึมลงอย่างเห็นได้ชัด มักจะปลีกตัวไปนั่งถอนใจเฮือกๆ อยู่เพียงผู้เดียว ผู้ใดถามก็ตอบแบบแกนๆ เป็นลักษณะถามคำตอบคำเสียส่วนมาก

   โดยเฉพาะกับพุด ที่แต่ก่อนเห็นนายที่ใดก็เห็นบ่าวที่นั่น ครานี้มิรู้พุดไปทำสิ่งใดให้คุณหนูกาลเธอโกรธเคืองเอา นอกจากจะไม่พูดจาหยอกล้อเหมือนแต่ก่อนแล้ว ยังหลบลี้หนีหน้าอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย ถ้าพุดอยู่ด้านหน้าเรือน คุณหนูเธอต้องอยู่ด้านหลังเรือน ถ้าพุดอยู่บนเรือน โน่น... คุณหนูเธอไปอยู่เสียใต้ถุนเรือน จนพุดมิรู้จักทำเช่นไร จึงได้แต่หลบซ่อนตัวเองไว้ไม่ให้ไปเข้าใกล้คุณหนูเธอมากนัก เธอจักได้มิต้องคอยระเห็จตนเองไปตรงนู้นตรงนี้ให้เหนื่อยกาย จนกระทั่งท่านอำนาจทนกับบรรยากาศอึดอัดนี้ไม่ไหว จึงได้เรียกพุดมาสอบถาม

   “เอ้อ เจ้าพุด ไหนเอ็งเล่ามาซิ เรื่องมันเป็นยังไงมายังไงกันแน่ เอ็งอย่ามัวมาอ้ำอึ้งอมพะนำ”

   “เรื่องเป็นดังที่กระผมแลคุณหนูกาลเธอเคยเล่าให้ฟังน่ะขอรับ มิมีสิ่งใดแผกไปแม้แต่น้อย”

   “ลูกข้ามิได้โดนทารุณกรรมอันใดใช่หรือไม่” คุณมารตีที่นั่งอยู่ด้านข้างอดถามแทรกด้วยความกังวลมิได้

   “มิมีขอรับคุณรตี ตอนกลับมาเธอยังเล่าโอ่อย่างเห็นเป็นเรื่องสนุกเสียด้วยซ้ำ” พุดรับรอง

   “ก็นั่นส่ะซี” คุณรตีเห็นพ้อง ก่อนที่ท่านอำนาจจะเอะใจซักถาม

   “แล้วก่อนหน้าที่จักโดนจับตัวไปเล่า มีสิ่งใดผิดแผกไปบ้างหรือไม่” หัวคิ้วของท่านอำนาจแทบพันกัน เมื่อเห็นพุดมีท่าทางอึกอัก จึงรีบเอ่ยกระตุ้นทันที

   “เร่งบอกมาโดยเร็วเลยเจ้าพุด”

   พุดหน้าขึ้นสีเรื่ออยู่เป็นครู่ ก่อนจะยอมเล่าเรื่องที่ริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ให้สองคนผัวเมีย รวมไปถึงบ่าวไพร่ที่นั่งตาใสฟัง เมื่อฟังจบ ท่านอำนาจถึงกับกระอักกระไออยู่ครู่ใหญ่ ได้แต่คิดว่าไอ้เด็กนี่มันร้าย ลูกเล่นมันแพรวพราวนัก ก่อนจะรำพึงเสียงเบาว่าหรือลูกกาลจะไม่พอใจที่ถูกเจ้าพุดรุกหนัก แต่พุดก็เอ่ยแย้งเสียงแข็งทันทีเช่นกัน

   “หามิได้ขอรับ คุณหนูมิได้รำคาญ ตอนกระผมสลบไป ช่วงที่กำลังจะฟื้นขึ้นมา กระผมก็ได้ยินเธอเอ่ยปากว่าเธอก็รักกระผมเช่นกันขอรับ”

   คนบนเรือนมีสีหน้าผ่อนคลายคล้ายยกภูเขาออกจากอกทันที ด้วยได้ติดตามเอาใจช่วยอยู่ห่างๆ มาโดยตลอด แรกๆ ก็กระอักกระอ่วนใจนักกับความรักเช่นนี้ของพุด หากความดีงามและความเสมอต้นเสมอปลายที่ผ่านมาหลายปี ก็ทำให้แต่ละคนอดลุ้นจนตัวโก่งกันอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะแม่ปริกที่ถึงกับลืมตัวตบเข่าฉาดอย่างสมใจ พลางยกมือขวาขึ้นชูแล้วดันศอกลงด้านล่างประหนึ่งทีมรักของคุณมารตีทำแฮตทริกได้ก็ไม่ปาน เสียง ‘Yes’ ที่เล็ดลอดออกมาเบาๆ ทำเอาคุณรตีหัวเราะคิกออกมาอย่างอดไม่อยู่

   “เอ... เช่นนั้นก็ควรไปกันได้ด้วยดีมิใช่หรือ”

   ท่านอำนาจครุ่นคิดพลางรำพึง ซึ่งก็ทำให้แต่ละคนกลับมามีสีหน้าวิตกกังวลกันอีกครั้ง พุดเองก็ก้มหน้าลงอย่างจนใจ พยายามคิดหาสาเหตุที่คุณหนูกาลเธอตีตัวออกห่างว่าเพราะเหตุใดแต่ก็คิดไม่ออก เสียงทอดถอนใจทั้งท่านอำนาจ ทั้งพุดเป็นไปอย่างพร้อมเพรียง ได้แต่มองสบตากันปริบๆ

   “พ่อจ๋า แม่จ๋า ทำอะไรกันอยู่จ...”

   เสียงพูดที่มาถึงก่อนตัวดังเจื้อยแจ้ว แต่ไม่ทันจบประโยคดีก็รีบหุบปากฉับ เมื่อเห็นว่ามีคนที่ตนหลบหน้านั่งอยู่ด้วย ต่างคนก็ต่างมองหน้ากันไปมาด้วยปฏิบัติตัวไม่ถูก กาลจึงเสออกปากเอ่ยลาว่าจะไปหาท่านเจ้าประคุณที่วัดใหญ่ แล้วรีบยกมือไหว้ลาก่อนจะเผ่นลงเรือนไปโดยไว

   ท่านอำนาจเองก็รู้สึกได้ถึงอาการมองตามตาละห้อยของพุด จึงได้แต่เอื้อมมือมาตบบ่าปลอบโยนอย่างเห็นใจ หากก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ด้วยอีกฝ่ายเป็นลูกบังเกิดเกล้า จะไปซักไปถามมากก็กลัวจะหันมาหลบหน้าตนเองแทนเข้าน่ะสิ

   “อิฉันว่า... เราต่อสายถึงท่านเจ้าประคุณกันดีมั๊ยเจ้าคะ” แม่ปริกเสนอ

   “เรื่องทางโลก อย่าเอาไปให้ท่านวุ่นวายใจเลย” ท่านอำนาจเอ่ยเสียงทุ้ม

   “แต่น้องเห็นด้วยกับปริกนะคะคุณพี่ จะอย่างไรก็ให้ท่านเจ้าประคุณลองซักถามกันดู พักหลังท่านเองก็เอื้อเอ็นดูหนูกาลไม่หยอก น่าจะพอไต่ถามความกันได้นะเจ้าคะ” คุณมารตีกล่าวตาใส

   “เด็กๆ เอ๊ย ไหนใครอยู่ใกล้โทรศัพท์ข้าบ้าง วานหยิบมาที มิได้สนทนาธรรมกับท่านเจ้าประคุณมานาน ลองโทรไปคุยกับท่านบ้างก็น่าจะเข้าที”

   พุดได้แต่กระตุกยิ้ม เมื่อเหตุการณ์ดำเนินไปตามที่แม่ปริกชง แล้วคุณมารตีก็ตบ ส่วนท่านอำนาจน่ะหรือ ได้แต่ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเท่านั้นเอง! หลังท่านอำนาจวางสายที่ได้โทรศัพท์ไป ‘สนทนาธรรม’ กับท่านเจ้าประคุณแห่งวัดใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็หันมาพยักพเยิดให้พุดเร่งเดินทางไปที่วัดเพราะท่านเจ้าประคุณท่านว่า

   “เดี๋ยวอาตมาจัดให้! ให้เจ้าพุดมันเร่งมาคืนดีกันเสียที่นี่เถิด ลองว่าเรื่องถึงมือข้า ถ้ามันไม่สำเร็จก็ให้รู้กันไป”

**************************************************************************************

   เสียงวัตถุตกกระทบผิวน้ำดังแปะๆๆ ก่อนที่ปลาที่อยู่ในน้ำจะพากันโผล่ขึ้นมาฮุบเหยื่ออย่างเอื่อยเฉื่อย พอกันทั้งคนทั้งปลา! คนโปรยขนมปังมีสีหน้าเหม่อลอย ในขณะที่มือก็คว้าขนมปังโปรยไปโดยไม่มีจุดหมาย ท่าทางจะคิดมากเอาการ ด้วยความเอ็นดูปนสงสาร ท่านเจ้าประคุณจึงส่งเสียงทักแผ่วเบาไปถาม

   “นั่นเองจะฆาตกรรมปลาเรอะ!”

   กาลไม่หันไปมองเพียงสักนิด ด้วยรู้ว่าผู้ที่มาจะเป็นใครไม่ได้นอกจากท่านเจ้าประคุณแห่งวัดใหญ่ จึงได้แต่พยักหน้ารับและตอบกลับไปด้วยความเคารพสุดซึ้ง

   “จ้ะ หลวงตา! หนูเห็นประชากรปลามันเยอะ ก็เลยจะช่วยลดภาระให้หลวงตายังไงล่ะจ๊ะ แต่จะทุบหัวให้ตายมันก็โหดเกิน หนูเลยเลือกวิธีให้น้องปลาได้มีความสุข กินให้อิ่มแล้วค่อยท้องแตกตายน่ะจ้ะ”

   เออ... ยังมีทางเยียวยาแฮะ ถ้ามันยังกวนกันได้ขนาดนี้นะ หลวงตาได้แต่กลั้นยิ้มและเดินเข้าไปหา ก่อนจะรับการกราบนมัสการจากคนที่ทำหน้ายุ่ง

   “หลวงตานั่งตรงนี้ก่อนสิจ๊ะ อายุเยอะแล้ว ยืนมากเดี๋ยวกระดูกกระเดี้ยวจะเป็นภาระเยอะ”

   เส้นเลือดที่ขมับของภิกษุชราเริ่มกระตุกริกๆ รู้ก็รู้นะว่ามันอยากดูแล ดูท่าทางรีบปัดที่นั่งที่ศาลาริมน้ำเพื่อให้ตนนั่งนั่นก็รู้ว่าเจ้ากาลน่ะมันอยากให้พัก แต่ถ้ามันจะพูดจะจาให้มันเข้าหูกว่านี้นี่มันจักตายหรืออย่างไร ฟังแต่ละคำที่มันพ่นออกมานี่อยากจะเขกมะเหงกลงบนกบาลสักครั้ง เผื่อจะพูดจาดีๆ ได้บ้าง หากแต่ก็ต้องรีบระงับอารมณ์โกรธที่ดูจะพุ่งพล่านทุกครั้งที่อยู่ใกล้เจ้าเด็กนี่ เพื่อทำภารกิจเคลียร์ใจช่วยเหลือเจ้าพุดมันเสียก่อน

   “ว่ากระไรล่ะเอ็ง มีปัญหาหนักใจนักรึ ถึงได้มานั่งหน้าบูดเป็นตูดลิงในวัดข้าได้”

   เสียงถอนใจยาวจากคนหน้าบูดที่ว่า ทำให้ท่านเจ้าประคุณอดที่จะเอื้อมมือไปลูบศีรษะคนที่นั่งอยู่กับพื้นไม่ได้ พลันที่มือเหี่ยวย่นแตะลูบลงบนผม กาลก็เอนศีรษะซบลงบนตักของภิกษุชราทันที

   “หลวงตาจ๋า... หนูอึดอัดไม่รู้จะทำยังไงดี”

   “อึดอัดกระไรก็ระบายออกมาสิเอ็ง ข้ารอรับฟัง คนบนเรือนเศรษฐ์ฯ ก็รอรับฟัง ยิ่งเจ้าพุดมันยิ่งอยากจะรับฟังเอ็งนัก ติดอยู่ที่เอ็งนั่นแหละหนา มัวแต่กระบิดกระบวนมิยอมพูดออกมาราวกลัวดอกพิกุลจะร่วงกระนั้น” มือที่ลูบศีรษะอดจิ้มแรงๆ ไปทีสองทีไม่ได้กับเจ้าคนเจ้าปัญหา

   “โอ๊ย!” กาลร้องเสียงหลง

   “ก็หนูไม่รู้จะพูดยังไงนี่จ๊ะ” พูดพลางก็ลูบหัวตัวเองป้อยๆ ไปพลาง

   “อย่ามัวพิรี้พิไร มีกระไรก็ว่ามา”

   เมื่อหลวงตาเริ่มเสียงแข็งใส่ กาลจึงรู้ว่าปิดบังต่อไปคงไม่เกิดประโยชน์ หลังจากอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ครู่ใหญ่ก็ทำท่าจะเปิดปากเล่า หากก็ได้แต่หุบปากอ้าปากอยู่อย่างนั้น ด้วยไม่รู้จะเริ่มเรื่องยังไง

   “อุ๊บ๊ะไอ้นี่ สาลิกาลิ้นทองของเอ็งมันเสื่อมอาคมไปแล้วหรืออย่างไร ทีเมื่อครู่ยังต่อปากต่อคำกับข้าได้อยู่หลัดๆ”

   “เค้าเรียกอยู่แหม่บๆ จ้ะหลวงตา อยู่หลัดๆ นั่น ไม่ค่อยดีเท่าไหร่มั๊งจ๊ะ”

   “มิต้องเฉไฉ เอาอย่างนี้ ข้าถามนำให้ก่อนเลย ที่เอ็งหลบหน้าหลบตาเจ้าพุดนี่ เพราะเอ็งไม่รักใคร่ชอบพอมันใช่หรือไม่ ถ้าไม่ชอบ ข้าจักได้ไปบอกเจ้าพุดมันว่าให้ตัดใจเสีย”

   “ไม่ใช่นะจ๊ะหลวงตา” กาลละล่ำละลักปฏิเสธ ท่านเจ้าประคุณแห่งวัดใหญ่เลยเหล่ตามองแล้วเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถามว่าจริงหรือ เสียงอุบอิบที่ตอบกลับมาก็ไขความกระจ่างได้ทันที

   “จริงๆ นะจ๊ะ หนูรักพี่พุดไม่ใช่ไม่รักเสียหน่อย”

   “อ้าว ก็สองฝ่ายต่างใจรงกันแล้วมันยังมีปัญหาที่ใดอีกเล่าไอ้เจ้ากาล”

   “หนู... หนู เฮ้อ เอ้า! พูดก็พูด”

   “หนูรักพี่พุด หนูรู้สึกดีทุกครั้งที่อยู่ใกล้พี่เขา เวลาพี่เค้าจับมือหนูก็ตื่นเต้นดีใจ แต่... แต่พี่เค้าเป็นผู้ชายนะหลวงตา!”

   อาการนิ่งสงบรับมือได้กับทุกปัญหาของท่านเจ้าประคุณไม่ได้มีสีหน้าผิดไปจากเดิมแม้แต่นิดเดียว ภิกษุชรายิ้มเพียงเล็กน้อย

   “แล้ว...?”

   กาลฟึดฟัดทันทีนี่ต้องเล่าให้หมดเปลือกเลยใช่ไหมนี่ เอาวะปรึกษาใครไม่ได้ก็ต้องปรึกษาหลวงตานี่แหละ ทั้งๆ ที่เรื่องนี้มันออกจะติดเรทอยู่สักหน่อยก็ตาม ในเมื่อหลวงตากล้าถาม ไอ้กาลก็กล้าตอบ

   “แล้วถ้าเป็นแฟนกันขึ้นมา มันก็หนีไม่พ้นไอ้เรื่องพรรค์นั้นใช่ไหมจ๊ะ แล้วทีนี้ ถ้าคิดว่าให้หนูไปเสียบ ซึ่งดูแล้วเป็นไปได้ยาก เพราะพี่พุดตัวใหญ่กว่าหนูอีก งั้นเราตัดข้อที่หนูจะเสียบพี่พุดออกไป ทีนี้ก็เหลือแต่หนูนี่แหละที่จะถูกเสียบ หลวงตาคิดดูสิจ๊ะ ขนาดเสี้ยนไผ่ตำนิ้วหนู หนูยังปวดแทบตายแล้วนี่... นั่น... ไอ้นั่น ต้องเสียบเข้าไปในตัวหนูนะหลวงตา ไอ้นั่นเชียวนะ!!”

   กาลร่ายยาวจนจบก็เห็นท่านเจ้าประคุณทำท่าจะลมใส่ จึงรีบคว้ายาดมที่มีติดตัวไว้ตลอดเวลา เพราะร่างกายของไอ้คุณหนูกาลนั้นอ่อนแอจนต้องมียาดมเป็นปัจจัยที่ ๕ อยู่ในกระเป๋าเสมอควักส่งให้หลวงตาด้วยความรวดเร็ว

   “เอิ๊กกกก”

   ท่านเจ้าประคุณลมตีกลับจนต้องนั่งนิ่งๆ อยู่เป็นครู่ ประกอบกับกาลคอยใช้มือโบกลมให้อยู่ใกล้ๆ จึงรู้สึกค่อยยังชั่วขึ้นมาบ้าง ทีแรกยังคิดว่าเจ้ากาลกังวลเรื่องที่ทั้งคู่เป็นผู้ชายเพียงเท่านั้น จึงเตรียมคำอธิบายไว้ในใจให้เจ้าเด็กตัวแสบเสียเป็นดิบดี สุดท้ายไอ้เด็กนี่คิดข้ามขั้นกังวลไปถึงเรื่องเสียบไม่เสียบนี่ได้ยังไงกันหนา นั่งเรียบเรียงความคิดไปด้วยขจัดอาการลมตีกลับไปด้วยอยู่พักใหญ่ ในที่สุดท่านเจ้าประคุณจึงเอ่ยปาก

   “เจ้ากาลเอ๊ย... เอ็งก็คิดเพ้อเจ้อไปถึงที่ใดกันเล่า อย่าพึ่งเถียง ฟังข้าพูดให้สิ้นเสียก่อน” ท่านเจ้าประคุณขยับยกมือห้ามทันที เมื่อเห็นกาลเตรียมอ้าปากแทรก

   “เอ็งรู้ฤาไม่ว่าเจ้าพุดมันรักเอ็งนัก มันเฝ้าถนอม เฝ้าประคับประคองดูแลเอ็งมาตั้งนาน เอ็งว่าใจคอเจ้าพุดมันเป็นเยี่ยงไรเล่า มันดูจ้องจะจับเอ็งเสียบกระนั้นรึ” กาลก้มหน้างุดลงทันที เพราะรู้แก่ใจดีว่าพุดนั้นรักและตามใจมาตลอด ตั้งแต่เป็นคุณหนูกาลจนมาถึงไอ้กาลคนนี้ พุดก็ยังคงเสมอต้นเสมอปลายตลอดมา

   “เจ้าพุดน่ะมันเคยลั่นคำไว้ ขอเพียงได้รักได้ดูแลรับใช้ใกล้ชิดเอ็ง ต่อให้ไม่ได้รับความรักตอบกลับมามันก็จะเฝ้ารักเอ็งอยู่เยี่ยงนั้นแหละหนา เจ้ากาล เอ็งลองตรองดูสักหน่อยเถิดว่าคนที่มีใจรักมั่นเยี่ยงนี้จะกล้าทำให้เอ็งต้องเจ็บต้องปวดแม้สักปลายก้อยเชียวรึ ไอ้เรื่องเสียบไม่เสียบของเอ็งน่ะ หากไม่ชอบนักก็บอกเจ้าพุดมันไป มันมิกล้าหักหาญน้ำใจเอ็งได้ดอก ความรักน่ะนะเจ้ากาลเอ๊ย บางทีมันก็ไม่ต้องมาพร้อมกับเรื่องพรรค์อย่างว่าหรอกนะเอ็ง”

   กาลนิ่งฟังแล้วคิดตามที่ท่านเจ้าประคุณสอนแล้วก็เห็นเป็นจริงตามนั้น เรื่องการดูแลเอาอกเอาใจนี่ พี่พุดปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาโดยตลอด ถ้าคนที่ไม่ได้มีใจลึกซึ้ง คงเบื่อหน่ายที่จะคอยดูแลไปแล้ว ส่วนเรื่องเสียบ... มาย้อนคิดๆ ดู แค่เวลาประคองตอนที่เราเป็นลมหรือเดินสะดุดนู่นนี่ พี่พุดก็หน้าแดงแล้วหน้าแดงอีก แสดงให้เห็นว่าพี่พุดเขาก็คงไม่มีความฝักใฝ่เกี่ยวกับเรื่องนี้มากเท่าไหร่หรอกมั๊ง พอคิดได้อย่างนี้กาลก็หน้าใสขึ้นมาได้ทันที จึงอดที่จะเอ่ยปากกระเซ้าหลวงตาอีกนิดไม่ได้ ด้วยติดเป็นนิสัยในการชอบยั่วแหย่อีกฝ่ายไปแล้ว

   “ให้คำปรึกษาเก่งขนาดนี้ เคยมีประสบการณ์มาก่อนแน่ๆ เลยอะหลวงตา อย่าบอกนะว่าที่มาบวชนี่ เพราะหลวงตาช้ำรักมาก่อน”

   “ไอ้เจ้ากาล! เอ็งนี่มันวอนซะแล้วหนากับพระกับเจ้านี่ไม่มีเว้น”

   “แหม... รักดอกจึงหยอกเล่นไงจ๊ะหลวงตา”

   “เอ็งไปหยอกกับคนที่เอ็งรักนู่นไป ไม่ต้องมาหยอกกับข้า คุยกับเอ็งมากๆ แล้วข้าจะประสาทกินตาย!”

   ท่านเจ้าประคุณพูดพลางพยักพเยิดไปทางพุดที่มายืนรออยู่อีกด้านด้วยความกระวนกระวาย ก่อนจะผละเดินไปหาคนที่ตนกล่าวถึงรายงานผลการเจรจาให้ฟังคร่าวๆ แล้วจึงเดินขึ้นกุฏิไป

   พุดค่อยๆ เดินเข้ามาในศาลาท่าน้ำอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก ด้วยกลัวว่าคุณหนูของตนจะอ้างเหตุอันใดมาแล้วเดินหลบหนีไปดังเช่นหลายวันก่อนหน้านี้ แต่เดินมาจนยืนซ้อนอยู่ทางด้านหลังคุณหนูกาลก็ยังไม่มีทีท่าจะขยับไปทางไหน จึงทำให้พุดพอจะคลายใจไปได้บ้าง ยังไม่ทันเอ่ยปากพูดสิ่งใด เสียงใสของคนที่ยืนหันหลังให้ก็รีบชิงพูดออกมาก่อน

   “หนูขอโทษที่หนูหลบหน้าพี่พุดนะจ๊ะ”

   พูดพลางก็ค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับคนที่ตนคอยจะหนีหายไม่กล้าสู้หน้ามาเสียหลายวัน กาลเกาะแขนพุดพลางยิ้มตาหยีให้ หวังจะประจบเอาใจเต็มที่

   “หนูรู้ว่าหนูคิดมากกับเรื่องบางเรื่องจนทำให้พี่แล้วก็คนบนเรือนเศรษฐฯ กังวลไปกับหนูไปด้วย แต่เมื่อกี๊ หนูคุยกับท่านเจ้าประคุณแล้ว ท่านว่าให้หนูคุยกับพี่พุดตรงๆ ล่ะ พี่พุดพร้อมจะคุยกับหนูไหมจ๊ะ”

   ด้วยการเกาะแขนอธิบาย ด้วยการยิ้มแย้มจนตายิบหยี ด้วยการพูดออดอ้อนเยี่ยงนี้ ต่อให้มากกว่าการพูดคุย พุดก็พร้อมจะพยักหน้ารับทันที ขอให้คุณหนูกาลออกปากเถอะ

   เมื่อเห็นพุดพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน กาลจึงจูงมือพุดเดินลงจากศาลา เพื่อไปหย่อนตัวลงนั่งตรงส่วนที่เป็นท่าน้ำ พลางค่อยๆ แช่เท้าในน้ำเล่น แล้วตีน้ำไปมาด้วยความผ่อนคลาย

   “วันนั้นที่ถูกจับตัวไปกัน พี่พุดได้ยินแล้วใช่ไหมจ๊ะว่าหนูบอกว่ารักพี่”

   กาลพูดไป หน้าก็ขึ้นสีเรื่อไปด้วย โดยที่คนฟังได้แต่อมยิ้มนิดๆ โดยมิได้พูดจาใดๆ เป็นการทำให้ต้องเก้อเขินไปกว่านี้

   “หนูชอบเวลาที่ได้อยู่กับพี่ ไปไหนกับพี่ ได้ทำอะไรร่วมกับพี่ มันทำให้หนูรู้สึกดีทุกอย่างเลยจ้ะ แต่ว่าหนูกลัว เอ่อ... คือ... หนูกลัวเรื่องนั้นมากเลย ถ้า... ถ้าเรารักกันแบบรักกันเฉยๆ พี่พุดจะว่าอะไรไหมจ๊ะ โอ๊ย!... นี่หนูจะพูดยังไงดีเนี่ย คือ”

   มือคร้ามค่อยๆ จับประคองมือเรียวยาวที่ทำท่าจะทึ้งผมตัวเอง เพราะไม่รู้จะอธิบายออกมายังไงดีมาวางไว้แนบตักของตนพลางลูบเบาๆ อย่างปลอบประโลม กาลได้แต่กัดริมฝีปากอย่างขัดใจ นึกโมโหตัวเองที่เรียบเรียงคำพูดได้สับสนวกวนขนาดนี้ ขณะที่จะอ้าปากลองคุยใหม่อีกรอบ พุดก็ส่ายหน้าแล้วเอ่ยเสียงนุ่ม

   “ชู่ว... มิต้องพูดแล้วเจ้า พี่เข้าใจสิ่งที่คุณหนูพยายามจะบอกพี่แล้ว คุณหนูกาลรู้ไหมขอรับว่าพี่รักปักใจในตัวเจ้ามาตั้งกะเจ้าอายุได้เพียง ๗ - ๘ ขวบเพียงเท่านั้น หากพี่คิดถึงแต่เรื่องที่ว่า พี่คงมิเฝ้ามองแต่เจ้ามานานขนาดนี้หรอกหนา”

   คลื่นความร้อนไหลซู่ไปรวมอยู่บนใบหน้าของกาลจนหมด สีแดงเรื่อที่เห็นชัดบนผิวขาว ทำให้พุดอดไม่ได้ที่จะไล้นิ้วไปบนผิวแก้มที่ขึ้นสีจัดกว่าบริเวณใด

   “ดูผิวของคุณหนูสิขอรับ บอบบางถึงเพียงนี้ แค่เพียงเขินอายยังเห็นได้ชัดถนัดตา วันที่ถูกจับตัวไป พี่ยังจำได้มิรู้ลืมว่าแขนเจ้าเขียวช้ำเพียงใด เพียงแค่เห็นพี่ยังเจียนจะคลั่งแล้ว เจ้าคิดว่าพี่จะหักใจทำให้เจ้าได้รับความเจ็บปวดได้เชียวหรือ”

   ในหัวใจของกาลเต็มไปด้วยความเต็มตื้น จะมีใครที่ดีแสนดีและช่างเข้าใจในตัวของเขาได้เท่ากับพี่พุดอีกไหมนะ ไม่แน่หรอกในวันหนึ่งข้างหน้า วันที่เขาไม่กลัวเรื่องถูกเสียบนี่เมื่อไหร่ เขาอาจจะสะกิดบอกพี่พุดเป็นคนแรกก็ได้ใครจะรู้ กาลค่อยๆ เอียงศีรษะพิงซบกับไหล่กว้างของพุดอย่างสุขใจ พลางหลับตาซึมซับความสุขที่ไหลผ่านระหว่างพวกเขาทั้งสองด้วยความอิ่มเอม

*******************************************************


(มีต่อค่ะ)

ออฟไลน์ p-n-t

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
    • https://www.facebook.com/JiaJia.novels/
   เสียงตึงตังโครมครามยามเช้าปลุกให้คนที่กำลังฝันหวานต้องตื่นมาขยี้ตาด้วยความง่วงงุนปนงุนงง ว่าทำไมถึงมีเสียงดังขนาดนี้บนเรือนได้ ปกติแล้วคนบนเรือนเศรษฐฯ มักจะทำงานกันด้วยความรวดเร็วแต่ทว่าเรียบร้อย ไม่เคยมีเสียงดังขนาดนี้ให้ระคายหูมาก่อน กาลเปิดประตูชะโงกหน้าออกไปมองก็เห็นบ่าวไพร่เดินกันสไบปลิวโจงสะบัดกันเป็นแถว จึงออกปากถามบ่าวคนหนึ่งที่กำลังหอบกระบุงตะกร้าเดินผ่านหน้าพอดี

   “เขาทำอะไรกันเหรอจ๊ะพี่ ทำไมดูวุ่นวายจัง”

   บ่าวสาวน้อยหัวเราะคิกคักปิดปาก ก่อนจะกระเซ้ากลับว่าคุณหนูช่างขี้ลืมเสียจริงแล้วก็เดินผ่านไป ปล่อยให้กาลงุนงงในคำตอบอยู่คนเดียว จนแม่ปริกตัวแม่แห่งเรือนเศรษฐฯ เดินผ่านมานั่นล่ะ ถึงได้รู้เรื่องกัน

   “อธิโธ่อพิถังคุณหนูกาลเจ้าขา ที่บ่าวเดินกันให้ครึ่ดนี่ก็เร่งเตรียมงานผูกข้อมือของคุณหนูกับเจ้าพุดอย่างไรเล่าเจ้าคะ อีกไม่กี่วันก็จักถึงฤกษ์ดีตามที่ท่านเจ้าประคุณจัดหาไว้ให้แล้ว”

   กาลร้องอ๋อลากเสียงยาวทันที งานของตัวเองใครจะจำไม่ได้กันเล่า แต่ไม่คิดว่าวุ่นวายใหญ่โตจะเกี่ยวกับตนเองก็เท่านั้น เพราะที่คุยกับคุณพ่อคุณแม่ไว้ ก็เพียงทำบุญตักบาตรแล้วก็ผูกข้อมือเป็นอันรับรู้กันเฉยๆ ภายในครอบครัว

   ทีแรกกาลจะไม่ยอมให้จัดพิธีอะไรเสียด้วยซ้ำ หากคุณมารตีค้านเสียงหลง ว่ายังไงก็ต้องมีการทำบุญเพื่อให้เป็นสิริมงคลกับการครองคู่ คุยกันอยู่ตั้งนานกว่าจะลดพิธีการเต็มยศของคุณมารตีลงเหลือเพียงงานผูกข้อมือนี่แหละ

   “แหม หนูจำได้สิพี่ปริก แค่ไม่นึกว่าจะต้องเตรียมของกันมากมายขนาดนี้ต่างหากล่ะจ๊ะ มีอะไรให้หนูช่วยบ้างไหม รอหนูอาบน้ำแป๊บเดียว เดี๋ยวหนูไปช่วยนะจ๊ะ”

   ปริกยังจำได้ดีถึงการช่วยกวนขนมของคุณหนูกาล คิดจะส่ายหน้าปฏิเสธก็นึกขึ้นได้ว่าชวนเธอไปเลือกของตกแต่ง คงจะไม่เสียงานเท่าไรนักจึงออกปาก

   “กะเดี๋ยวอิฉันจะลงไปเรือนเก็บของเจ้าค่ะ ไปหาพวกถ้วยโถโอชามเก่าเก็บมาทำความสะอาดเตรียมไว้ใช้ในวันงาน คุณหนูสนใจจะไปด้วยไหมเจ้าคะ”

   “ไปๆ พี่ปริกรอหนูนะ อย่าหนีหนูไปล่ะ หนูโกรธจริงๆ ด้วย”

   เรือนเก็บของเป็นเรือนที่แยกออกมาทางด้านหลังของเรือนเศรษฐฯ มีความพิเศษตรงที่มิได้สร้างจากไม้สักดังเช่นตัวเรือนหลัก หากเป็นตึกฝรั่งทรงนีโอคลาสิคดูเรียบหรู... สาบานเหอะว่านี่คือเรือนเก็บของ! กาลเดินเข้าไปตามแม่ปริกที่ก้าวฉับๆ นำ ก็ถึงกับหูตาพร่าพราย ทรัพย์สินมีค่า เครื่องประดับ ภาพวาด ข้าวของเครื่องใช้ ทุกอย่างถูกเก็บไว้ที่นี่ทั้งหมด ขณะที่กำลังตะลึงกับคลังสมบัติอยู่นั้น แม่ปริกก็หันมาเตือนให้ระวังตะเข่งใส่ไข่มุกที่เก็บไม่เป็นที่เป็นทาง

   กาลยืนเหม่อมองไปทั่วห้องอย่างใจลอย ปล่อยให้แม่ปริกค้นหาถ้วยโถโอชามของตนไปอย่างเงียบๆ สายตาเจ้ากรรมก็ดันไปสะดุดเข้ากับรูปภาพที่แขวนเด่นเป็นสง่าตรงกลางโถง ต่อให้ไม่อยากรู้จักก็ต้องรู้จักกับภาพวาดระดับโลกขนาดนี้

   “โมนาลิซา”

   กาลชี้มืออันสั่นระริกไปที่รูปวาดแล้วครางเรียกชื่อแม่ปริกเสียงสั่น

   “พะ... ปริก นะ... นั่น” ใจกาลอยากให้ปริกตอบว่าเป็นภาพวาดเลียนแบบเหลือเกิน แต่ความเศรษฐทรัพย์อนันต์ไพศาลก็ทำให้กาลหวั่นๆ ใจ

   “อ๋อ... รูปวาดคุณแตงโมน่ะเจ้าค่ะ”

   ห๊ะ! คราวนี้กาลได้แต่ทำหน้าเหลอ จนปริกต้องขยับร่างกายตุ้บตั้บมายืนอธิบายใกล้ๆ

   “คุณหนูกาลจำมิได้แล้วกระมัง แต่ก็นานมาแล้วนะเจ้าคะที่คุณหนูมิได้มาเรือนเก็บของ สมัยเมื่อยังเล็ก คุณหนูชอบมาวิ่งเล่น หยิบพวกเพชรพลอยที่วางระเกะระกะไปใช้เป็นลูกกระสุนไล่ยิงหมู หมา กา ไก่ไปเรื่อย นึกแล้วก็น่าตีจริงเชียว” ปริกอมยิ้มเมื่อนึกถึงคุณหนูกาลในอดีตที่แสนซุกซน

   กาลเริ่มไถลตัวนั่งแปะกับพื้นเพราะดูท่าเรื่องนี้จะยาวซะแล้ว ปริกทรุดตัวลงนั่งตามแล้วจึงเริ่มเปิดปากเล่า

   “รูปนี้น่ะตั้งกะสมัยอยุธยาตอนต้นเชียวนะเจ้าคะคุณหนู ต้นตระกูลเศรษฐทรัพย์อนันต์ไพศาลยังอาศัยอยู่ที่สยามประเทศอยู่เลยเจ้าค่ะ คนในรูปน่ะชื่อคุณแตงโม เธอขึ้นชื่อเรื่องเปิ๊ดสะก๊าดน่าดูเทียว ครบเครื่องทั้งความก๋ากั่นแก่นเซี้ยวและความหัวสมัยใหม่ เธอลงทุนรอนแรมไปหาคุณสิงห์เธอเลยนะเจ้าคะ อ้อ! เลโอนาร์โด ดา วินชีน่ะแหละเจ้าค่ะ คุณแตงโมเธอว่าชื่อยาวนักเรียกยาก เลยเรียกกันคุณสิงห์เสียจนติดปาก” ปริกหยุดขยายความเรื่องชื่อให้กาลฟัง เมื่อเห็นสีหน้าแปลกใจของเจ้าตัว

   “ถ้าอย่างนั้นรูปนี้ก็เป็นรูปที่แท้จริงน่ะสิจ๊ะพี่ปริก งั้นรูปที่ฝรั่งเศสล่ะ” กาลย่นหัวคิ้ว อดถามคำถามที่คาใจออกไปไม่ได้

   “รูปที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์น่ะหรือเจ้าคะ อันนั้นก็รูปจริงเหมือนกันเจ้าค่ะ แหม... อิฉันล่ะไม่อยากจะพูด”

   คนไม่อยากจะพูดวางเครื่องกระเบื้องไว้ด้านข้างตัว ตั้งท่าเล่าอย่างเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาทันที ส่วนคนฟังก็ใจจดใจจ่ออยากรู้จนนั่งจ้องหน้าแม่ปริกเสียเขม็ง

   “ก็ความที่คุณแตงโมเธออยากมีรูปเหมือนสวยๆ เก็บไว้ชื่นชมไงเจ้าคะ พอไปขอร้องคุณสิงห์ให้เธอวาดให้ แหม... เธอก็ช่างวาดได้งามนัก งามจนตัวคุณสิงห์เองขอวาดออกมาอีกภาพหนึ่ง ซึ่งก็คือภาพที่อยู่ที่ฝรั่งเศสที่ว่านั่นแหละเจ้าค่ะ แต่ถ้าถามถึงภาพแรกเริ่มแต่เดิมทีล่ะก็ ต้องภาพที่อยู่ในเรือนเศรษฐฯ แหละหนา”

   กาลพยักหน้ารับอย่างตื่นเต้น แล้วก็ถามคำถามคาใจสำหรับหลายๆ คนทั่วโลกออกมาทันที

   “แล้วพี่ปริกรู้ความหมายของรอยยิ้มปริศนาของภาพนี้ไหมจ๊ะ” กาลเลือดลมสูบฉีด ใจเต้นแรงทันที ความลับที่ผู้คนค้นหากำลังจะเปิดเผยตัวต่อหน้าเขานี่แล้ว ยิ่งเมื่อปริกพยักหน้ารับว่ารู้ กาลก็ยิ่งตื่นเต้นจนเหงื่อออกซึมเต็มสองฝ่ามือ

   “ปริศนากระไรกันล่ะเจ้าคะ ตอนวาดภาพนี้น่ะ เคราของคุณสิงห์เธอจุ่มลงไปในจานสีจนเปื้อนไปทั้งแถบ คุณแตงโมจะบอกคุณสิงห์ เธอก็ไม่ยอมให้พูด สั่งแต่ว่าให้อยู่นิ่งๆ ห้ามขยับ ที่เห็นอมยิ้มน่ะ เธอกลั้นขำแทบตายรู้ไหมเจ้าคะ”

   หมดกัน! กาลถอนหายใจหน้าเบ้ทันที ไม่น่าถามเล้ยไอ้กาล ปล่อยให้มันเป็นความลับแบบเดิมก็ดี พอรู้ประวัติความเป็นมาแล้วเพลีย

*******************************************************

   พิธีสงฆ์ช่วงเช้าผ่านไปอย่างเรียบง่าย มีเพียงการงัดข้อกันเล็กน้อยระหว่างท่านเจ้าประคุณกับศิษย์รักพอหอมปากหอมคอเท่านั้น โดยช่วงตักบาตรก็มิมีการเกี่ยงงอนแต่อย่างใด เมื่อพุดประคองมือของคุณหนูกาลให้จับที่ด้านบนของทัพพีเสร็จสรรพ เล่นเอาคุณมารตีถึงกับหัวเราะตาพราวด้วยความชอบใจ ส่วนท่านอำนาจได้แต่ตบบ่าเขยขวัญแสดงถึงความเข้าอกเข้าใจเต็มที่

   “มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันหนาเจ้า หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกัน”

   คุณมารตีพูดพลางบรรจงผูกด้ายสายสิญจน์สีขาวบริสุทธิ์บนข้อมือของทั้งคู่ ดวงตาคู่งามมีประกายน้ำตาแห่งความปีติฉาบเอ่ออยู่คลอคลอง ฝ่ามืออันอ่อนโยนของคุณมารตีรวบมือของทั้งพุดและกาลเข้าด้วยกันแล้วกุมไว้หลวมๆ ก่อนจะหันไปกล่าวกับพุดเป็นการฝากฝัง

   “ฝากหนูกาลด้วยหนาพ่อพุด ที่ผ่านมาพ่อพุดทำให้มิได้ขาดตกบกพร่อง แม่หวังว่าต่อไปเบื้องหน้าพ่อพุดก็ยังคงจักรักจักดูแลทะนุถนอมน้องตลอดไปนะพ่อนะ”

   พุดยกมือไหว้คุณมารตีพลางเงยหน้าสบตาแน่วแน่

   “ด้วยชีวิตขอรับกระผม”

   เพียงคำพูดสั้นๆ ก็จุดรอยยิ้มสว่างไสวบนใบหน้าของคุณมารตีอย่างง่ายดาย มิมีคำรำพัน มิมีการสาบาน มิต้องกล่าวอ้างอันใดให้มากความ แต่สามารถทำให้ผู้เป็นแม่วางใจได้ว่า ต่อให้มีอุปสรรคปัญหาใดๆ ให้ต้องเผชิญ หนูกาลของแม่ก็จักมี ‘ด้วยชีวิต’ ของพ่อพุดคอยปักปักประคองไว้

   ท่านอำนาจกระแอมไอแล้วแทรกตัวไปผูกข้อมือเป็นคนต่อไป ด้วยความที่เป็นผู้ชาย จึงมิรู้จะพูดอะไรให้ซาบซึ้งได้มากมายนัก คำที่ออกจากปากจึงมีเพียง

   “ฝากด้วย”

   หากคนฟังก็จักรู้ถึงกระแสเสียงแห่งความห่วงใยของผู้ที่ออกปากฝากได้เป็นอย่างดี

   กาลนั่งอมยิ้มเมื่อนึกถึงช่วงผูกข้อไม้ข้อมือเมื่อตอนสาย มีทั้งความสุข ความประทับใจ รวมถึงความเฮฮายามได้ต่อปากต่อคำกับหลวงตาแล้วก็แม่ปริก

   “อารมณ์ดีจริงหนาเจ้า คิดสิ่งใดอยู่หรือ จึงนั่งยิ้มอยู่คนเดียวเยี่ยงนี้”

   ร่างคร้ามที่เดินเปลือยท่อนบนพลางใช้มือจับผ้าขนหนูเช็ดศีรษะที่เปียกชื้นจากการอาบน้ำ เดินมาทรุดตัวนั่งข้างคนอมยิ้มที่ตอนนี้หุบยิ้มและหน้าซีดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เห็นความตื่นกลัวในดวงตา แต่กลับพยายามนิ่งเฉยก็ทำให้พุดอดหัวเราะพลางใช้มือจิ้มจมูกคนตรงหน้าอย่างอดมันเขี้ยวไม่ได้

   “กลัวกระไรพี่นักหนาหืม... พี่ไม่ใช่ยักษ์ใช่มารเสียหน่อย”

   “หนูไม่ได้กลัวพี่พุดนะจ๊ะ พี่พุดออกจะใจดี ไม่เห็นน่ากลัวที่ตรงไหน ถึง... ถึงอะไรๆ จะดูแล้วยักษ์อยู่บ้างก็เถอะ”

   คนไม่กลัวฝืนยิ้มตอบ แถมยังออกตัวประจบเอาใจไว้ก่อน เผื่อว่าคนฟังจะนึกเวทนาไม่คว้าเอากระบองยักษ์ออกมาไล่ตีเขากลางดึก!

   “คุณหนูกาลมิต้องกลัวไปดอกหนา พี่บอกแล้วว่าพี่มิมีวันหักใจทำให้คุณหนูเจ็บตัวได้หรอก ยกเว้นคุณหนูต้องการเอง ขอเพียงเอ่ยคำ รับรองว่าพี่พุดจะสนองในเจตนารมย์ของเจ้าอย่างแข็งขันเทียวล่ะ”

   คำพูดชวนหัวของพุดทำให้บรรยากาศผ่อนคลายไปได้ กาลลดความระแวดระวังลงเป็นอย่างมาก พูดคุยถามนี่ถามนั่นเกี่ยวกับเรือนของพุดที่กาลได้ย้ายตัวเองลงมาอยู่ที่นี่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยิ่งดึกเสียงคำถามก็ฟังยานคางไปเรื่อยๆ เพราะวันนี้ยุ่งมาตั้งแต่เช้า แต่คนตอบคำถามสติยังแจ่มชัด ค่อยๆ คุยตอบต่อไปอย่างใจเย็น

   “ถ้านั่งคุยแล้วเมื่อยก็เอนหลังสักนิดเถิด” พุดพูดพลางค่อยๆ แตะเอวกาลให้ขยับเอนราบไปกับที่นอน

   “หนูยังไม่ง่วงเลยพี่พุด”

   “พี่ก็มิได้ให้นอนหลับนี่หนา เพียงให้เอนหลัง จักได้คลายปวดเมื่อย วันนี้เดินยุ่งวุ่นวายทั้งวันมิใช่หรือ”

   มือคร้ามค่อยๆ ขยับบีบนวดจนกาลร้องครางด้วยความสบายในแรงกดที่พอเหมาะพอดีจนต้องเบียดร่างเข้าหาคนปรนนิบัติได้จับเส้นให้ถนัดยิ่งขึ้น หน่วยตาเรียวยาวเริ่มหรี่ปรือขณะกำลังเข้าสู่ภวังค์แห่งความฝันก็คล้ายมีลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดที่ข้างหูพร้อมเสียงทุ้มพร่า

   “คุณหนูกาลจักว่ากระไรไหม หากพี่พุดจะขอหอมแก้มสักครา”

   กาลฟังถ้อยคำนั้นไม่รู้เรื่องสักนิด เพราะง่วงงุนเต็มนี่ เพียงรู้สึกมีลมมาปัดป่ายแถวข้างแก้มก็ให้รู้สึกรำคาญ จึงพลิกตัวเอียงหน้าขึ้นทันที เสียงหัวเราะหึๆ ในคำคอคล้ายลอยมาจากที่ไกลแสนไกล

   “เอียงแก้มให้เยี่ยงนี้ พี่พุดถือว่าอนุญาตนะเจ้า

   ความรู้สึกคล้ายมีเงาดำบดบังแสงสว่างกลางห้อง ก่อนจะตามมาด้วยความรู้สึกจั๊กจี้บริเวณผิวแก้มจนกาลต้องส่ายหน้าแล้วพลิกตัวกลับมานอนหงาย นัยน์ตาที่หรี่ปรือเปิดขึ้นสบกับตาคมพราวระยับที่อยู่ใกล้กันในระยะประชิดจนชวนให้ใจสั่น

   “พี่พุด... ทะ... ทำอะไรจ๊ะ”

   “คุณหนูเชื่อใจพี่ไหมขอรับ”

   ความรู้สึกเดจาวูตามมาหลอกหลอนกาลทันทีเมื่อย้อนนึกไปถึงเมื่อครั้งตนถามพุดด้วยประโยคเดียวกันนี้ ก่อนกระชับมือของอีกฝ่ายกระโดดลงคลองเพื่อดับร้อน

กาลหลับตาปี๋พยักหน้ารับอย่างหวาดๆ ได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วทุ้มพร้อมแรงบีบกระชับมือจากเจ้าของเสียงหัวเราะ

“แค่จูบ... มิเจ็บดอกหนา”

หากเมื่อครั้งก่อนเป็นการกระโดดลงน้ำ ครั้งนี้ก็คงเหมือนกัน เพียงแต่กาลรู้สึกได้ว่าพุดได้พาตนเองกระโดดลงบ่อน้ำเชื่อมที่หวานล้ำ!

ริมฝีปากที่แตะแต้มเพียงแผ่วเบา ก่อนจะแนบชิดคลอเคลียดูดดึงซ้ำๆ ทำเอากาลหายใจแทบไม่ทันจนต้องอ้าปากหอบ หากเพียงแค่เปิดปากเรียวลิ้นอุ่นร้อนก็เข้ามากวาดต้อนรุกไล่ช่วงชิงลมหายใจของกาลออกไปอีก มือเรียวขาวทำได้เพียงจิกประท้วงลงไปบนบ่ากว้างเพราะความรู้สึกอวลละมุนอยู่ในอกต้องได้รับการระบายออก นานเป็นครู่กว่าพุดจะถอนริมฝีปากออก หากก็ยังคงขบเม้มริมฝีปากที่บวมเจ่อของอีกฝ่ายอย่างตัดใจผละจากไม่ไหว เสียงกลั้นอาการหอบครางในอกของคนใต้ร่าง ยิ่งชวนให้โน้มจมูกลงไปคลอเคลียอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้ เสียงทุ้มพร่าของพุดเอ่ยขาดๆ หายๆ เมื่อเห็นกลีบปากที่บวมแดงและแก้มที่ขึ้นรอยสีกุหลาบระเรื่อ

“ผิวบางจริงหนาเจ้า พี่พุดขอโทษหนา ดูสิปากเจ่อเทียว”

เสียงสูดลมหายใจยาวอย่างอดกลั้นค่อยๆ จางลงจนเป็นเสียงหายใจปกติ พุดจึงค่อยๆ ทิ้งตัวลงแล้วตระกองกอดกาลไว้แนบอก พลางสูดกลิ่นหอมกรุ่นจากศีรษะของคนในอ้อมแขนแทน

“นอนเถิดหนา มิต้องกังวลสิ่งใดไป ขอให้เชื่อใจพี่พุดเถิด”

ร่างในอ้อมแขนคลายความเกร็งลงก่อนจะขยับยุกยิกแล้วจึงตัดสินใจพลิกตัวไปสวมกอดพุดตอบ พลางซุกหน้าลงบนอก พูดเสียงเบาแทบเป็นกระซิบ

“สักวันนะจ๊ะพี่พุด รอหนูหน่อยนะจ๊ะ หนูสัญญาว่าเมื่อหนูพร้อม...”

ท้ายเสียงแทบจะจมหายเข้าไปในอกของพุดเมื่อคนพูดอายจนเบียดเข้าซุกในอกแน่น พุดลูบศีรษะของคนที่เขินจนหลับไปอย่างนึกเอ็นดู แล้วจึงกระซิบกับคนที่หลับไปแล้วอย่างรักใคร่

“พี่อยู่มาได้ถึง ๒๖ ปีโดยมิได้ทำกระไร พี่ก็อยู่มาได้หนา ในตอนนี้ แค่มีเจ้าในอ้อมกอด ได้หอม ได้จูบ ได้หลับแลตื่นขึ้นมาพร้อมเจ้าในทุกๆ วัน พี่ก็สุขใจยิ่งแล้ว หลับให้สบายเถิดหนา พี่มิทำอันใดเจ้าดอก หนูกาลของพี่”

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

ขอบคุณนะคะที่แวะเข้ามาอ่านน้องกาลกัน และก็ขอโทษที่เขียนสั้นๆแค่ 10 ตอนจบ เพราะเป็นความขี้เกียจ เอ๊ย ความตั้งใจที่จะเขียนนิยายแบบนับ 1-10 แล้วจบเลย (อันที่จริงเขียนยาวๆไม่เป็นก็สารภาพมาเหอะ แฮร่!!) ขอบคุณที่จิ้มเข้ามาดู ขอบคุณที่คอมเมนท์นิยาย กราบรอบวงทุกท่านมา ณ ที่นี้ค่ะ อย่าลืมตอนพิเศษอีกหนึ่งตอนนะคะ ทิ้งชื่อบทไว้ให้ก่อนเลย @ไร่อ้อย -รู้สึกเซ็กซี่

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

^-^ Billie ความรวยนี้น่าอิจฉามากกกกค่ะ  :pig4:
^-^ k2blove หนูกาลเป็นขวัญใจของบ้านเลยค่าาาาา พี่พุดบรรลุไปแล้ว แต่มามึนกับท่าทีของหนูกาลอีกซะนี่  :laugh:
^-^ colorofthewind21 ชื่นใจได้ไม่นานก็มึนค่า  :laugh: วงวารพี่พุดเหลือเกิน แต่ตอนจบคงสมใจพี่พุดแล้วล่ะค่ะ เอร๊ยยย แต่โจรก็น่าสงสารจังเลยค่ะ ไม่น่าเล้ยยยยย  o3
^-^ Jthida ความเว่อวังนี้ มันก็จะบันเทิงดีนะคะ  :laugh:
^-^ ♥lvl♀‘O’Deal2♥ หวานกว่าตอนนั้นก็ตอนนี้แหละค่ะ  :-[
^-^ sirin_chadada คุ้นสุดก็ตอนท้ายๆ นี่แหละค่า เอร๊ยยยยยย หวานมากกกก
^-^ mild-dy  :L2: :L1: :L2:
^-^ poppycake เจอตอนต้นๆ ของตอนนี้จะยังคงวงวารพี่พุดต่อค่ะ  :laugh: แต่ท้ายๆ นี่สมใจพี่เค้าละ เขินนนนนน ส่วนโจรนั้น..... ไม่ควรมายุ่งกับน้องกาลเล้ยยยยย ซวยไปนะ สงสัยจะปีชง  :laugh:
^-^ net. net_n2537 บทนี้จะเขินแรงกว่าค่ะ บทหน้านี่จะเขินสุดๆๆๆๆ  :-[
^-^ •♀NoM!_KunG♀• ความรวย ความเว่อวังนั้น ไว้ใจเรือนเศรษฐฯ ได้ค่ะ เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ จัดเลยยยย
^-^ ♥►MAGNOLIA◄♥ ความเศรษฐทรัพย์อนันต์ไพศาลนั้น จะมาแบบเบๆ ธรรมดาๆ ได้ที่ไหนคะ มันต้องจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบ (เต็มหัวโจรเลย)  :laugh: พี่พุดได้ชื่นนนนนนนใจสักทีค่ะ หลังจากลุ้นกับความมึนของน้องกาลมาตั้งนานนนนนน อีกอย่างตอนต่อไปก็คงได้กินเด็กสมใจแล้วล่ะค่ะ  :-[
^-^ WaterProof ดีใจที่ชอบค่า คนเขียนปลื้มมมมมม :o8:
^-^ qq_oo โรคนี้นี่พี่พุดเป็นได้ทั้งคนทำให้มีอาการ และคนที่รักษาได้แค่คนเดียวค่ะ เอร๊ยยย
^-^ FaiiFay_Elle ดีใจที่ชอบค่า ปลื้มมมมม  :mew1:
^-^ ommanymontra  :L2: :L1: :L2:
^-^ maneethewa มาแล้วค่าาาา  :L2: :L1: :L2:
^-^ puiiz  :hao7: :L2: :L1: :L2:
^-^ iceman555 งานสร้างมากค่ะ   :laugh:
^-^ badbadsumaru พี่พุดคงไม่กล้าเล่นค่ะ เดี๋ยวจะโดนคอมแบตตาชดเอา เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ เศรษฐทรัพย์อนันต์ไพศาลจัดให้ค่ะ  :hao3:
^-^ alternative โชคดีที่พี่พุดสายสตรองค่ะ  :laugh: แต่ตอนนี้นี่สมใจพี่เค้าแล้วนะคะ



:L2: :L2: :L1: :pig4: :L1: :L2: :L2:

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1866
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
หนูกาลจ๊ะ นี่เกือบทำให้หลวงตาชีวิตจะหาไม่ ก็ดูพูดเข้า..อยู่ใกล้นีจะเอาดัชนีดีดปากให้รู้แล้วรู้รอด
พี่พุดนี่นับถือน้ำใจมากมายก่ายกองมากๆ ที่ดูแลหนูกาลอย่างดี แต่จะมาเสียตรงถ้าหนูกาลเรียกร้อง
จะกระหน่ำไม่ยั้งนี่ อะไร ยังไง ว่าแต่ถึงตอนนั้นอย่าลืมบอกล่วงหน้านะ จะได้หยิบทิชชู่ไว้ซับกำเดา
 :hao6: :hao6:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-12-2017 18:14:17 โดย k2blove »

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
พอรู้ว่าตอนต่อไปพี่พุด จะได้กินเด็ก
คนอ่านก็ยิ้มหวาน น้ำลายยืดรอแล้ว

กาลเอ๊ย.....พูดเรื่องเสียบ
ใครเสียบใคร กับหลวงตาหน้าตาเฉยเละนะ  o22 o22 o22

สงสารพี่พุด รอหนูกาลมาตั้ง ๒๖ ปี
คงฝันเปียกถึงหนูกาลทุกคืนสินะ  :hao5: :sad4: :heaven
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4119
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
หืม จบแล้วเหรอคะ พี่พุดยังไม่ได้กินคุณหนูกาลเลย แค่ก
รอตอนพิเศษนะคะ

ออฟไลน์ colorofthewind21

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1657
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-1
เอ้าเฮ้ สมใจพี่พุดเขาเสียที สมที่พี่พุดรอคอยมานาน ได้ครองรักกันแล้วว แค่รอวันที่หนูกาลเขาหายกลัวเท่านั้นน

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด