[End&Mpreg] หนี้รัก -หนี้พิเศษ : ครอบครัวแสนสุข- 8/4/61
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [End&Mpreg] หนี้รัก -หนี้พิเศษ : ครอบครัวแสนสุข- 8/4/61  (อ่าน 81793 ครั้ง)

ออฟไลน์ AkaneSama

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
คนเขียนใช้ภาษาในการบรรยายได้ลื่นไหล น่าติดตามมากค่ะ  รอตอนต่อไปนะคะ  :hao5: :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5238
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19
 :katai2-1:


ชอบๆ

ออฟไลน์ normalplayer

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 23
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
รอค่ะ
ปล.อัมรินทร์ช่วงก่อนจะมีเรื่องกันนี่ก็จีบหนักจัดเต็มมาเลยนะยะ แหมๆ  :hao3:

ออฟไลน์ azure

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
พิมพาขายเปลวให้เจ้าของบ่อนเหรอ?! :ling1:

ออฟไลน์ Pithchayoot

  • พิชญ์ชยุตม์
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-2
ติดตามฮะ

ออฟไลน์ GuoJeng

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1305
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +44/-1
  ต้องมีเรื่องให้เปลวปวดหัวแน่ๆ

ออฟไลน์ BAKA

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3149
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-10
คุณพิมดูน่าสงสัยมากๆๆๆๆ

ต้องมีอะไรแน่ๆเลย

ออฟไลน์ wavery

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
เป็นหนี้ ครั้งที่ 4


            หนึ่งสัปดาห์ที่แสนสงบสุขที่สุดในรอบยี่สิบปีของเปลวอรุณดูเหมือนจะผ่านไปเร็วเมื่อเสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์สีขาวคันโปรดของพิมพาขับเข้ามาจอดเทียบกับรถของเขาที่โรงจอด ความเบื่อหน่ายและเอือมระอาต่อการดำเนินชีวิตแบบเดิมที่กำลังจำกลับมาทำให้ริมฝีปากบางแหย่เกอย่างอดไม่ได้ 

              แต่ครั้งนี้มันแปลกไป...

            ความผิดปกตินั้นมีขึ้นตั้งแต่พิมพาก้าวขาลงจากรถยิ่งกับคนที่คนที่ร้อยวันพันปีไม่เคยที่จะเห็นหัวเขาเลยนอกจากเวลาตังค์หมดยื่นถุงของฝากที่ติดโลโก้ของฝากจากเรือสำราญหรูมาให้อย่างอารมณ์ดี แค่นั้นยังไม่พอตลอดเวลาสองอาทิตย์ที่หลังจากที่กลับมาพิมพาไม่เข้ามาวอแวเขาเรื่องเงินอีกเลยซ้ำยังใช้จ่ายหนักมือมากกว่าเดิมอีกเป็นเท่าตัวดูได้เลยจากจำนวนถุงเสื้อผ้ารองเท้าแบรนด์ดังที่เจ้าหล่อนหอบหิ้วกลับบ้านมาทุกวัน

              ถึงมันจะเป็นเรื่องดีที่เงินของเขาไม่ถูกสูบออกไปด้วยเรื่องไร้สาระแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็อดหวั่นใจไม่ได้อยู่ดีว่าต้นสายของเงินที่ว่านั้นจะนำพาเรื่องเดือดร้อนอะไรมาให้เขาหรือเปล่า

              “วันนี้ไม่ออกไปไหนหรือไง”

            “มันเรื่องของฉันไม่เกี่ยวกับเธอ”

              เสียงห้วนติดจะรำคราญเสียด้วยซ้ำไปของเปลวอรุณตอบกลับคนที่อยู่ๆก็เกิดอยากจะมีมนุษย์สัมพันธ์กับเขาขึ้นมาอย่างพิมพาที่กำลังนั่งอ่านนิตยาสารแฟชั่นอยู่ที่โซฟาหน้าทีวี ไม่บ่อยหรอกที่พิมพาจะถามเขาอย่างคนร่วมบ้านแบบนี้มันจึงเข้าข่ายความแปลกอีกข้อที่เขานับ

              “ฉันก็แค่ถาม”

              “นั้นมันคำถามที่ฉันควรถามเธอมากกว่า” เขาย้อน “ไม่เข้าบ่อนหรือไงวันนี้”

              “ไม่ มีนัดไปสปาตอนเย็น” หล่อนว่าอย่างเกียจคร้าน

              นัยน์ตาสีเข้มกรอกไปมาก่อนจะแบะปากเล็กน้อยกับโปรแกรมชีวิตที่ดูจะหาเก่นสารอะไรไม่ได้เลย เปลวอรุณสาวเท้าเดินไปที่หน้าประตูบ้านถอนรองเท้าสลิปเปอร์สีน้ำตาลที่สวมในบ้านอยู่ออกแล้วเปลี่ยนเป็นรองเท้ารัดส้นเปิดหน้าเท้าอย่างที่เขาชอบใส่เวลาที่จะออกไปข้างนอกบ้านแทน

              อย่างที่บอกว่าตั้งแต่พิมพากลับมาจากการไปเที่ยวหลายๆอย่างรอบตัวเขาดูจะแปลกไป อีกอย่างหนึ่งที่เขารู้สึกได้ถึงความไม่ปกตินั้นนอกจากการที่ตัวของพิมพาเองแล้วนั้นก็คือ ใครบางคนที่แอบตามเขา.........

              ตอนแรกเปลวอรุณเองก็คิดว่าคงเป็นคนช่างตื้ออย่างอัมรินทร์ที่แอบตามดูเขาเหมือนอย่างทุกครั้งเขาจึงไม่คิดสนใจอะไร ถ้าไม่เพราะวันนั้นที่เขาบังเอิญสังเกตเห็นว่ารถที่จอดอยู่ตรงที่ประจำของอัมรินทร์นั้นเป็นอีกคันและที่สำคัญคนที่อยู่ในนั้นมีถึงสองคน นอกจากคนแปลกหน้าพวกนี้จะเฝ้ามองดูการใช้ชีวิตประจำวันของเขาแล้วทุกย่างก้าวที่เขากำลังเดินอยู่นี้ก็มีหนึ่งในพวกนั้นตามมาอีกด้วย

              นี้มันเรื่องบ้าอะไรเนี้ย.....

              เปลวอรุณสถบด่าในใจตอนนี้นอกจากความหวาดระแวงแล้วสิ่งหนึ่งที่เขารู้สึกเลยก็คือความตึงเครียด เพราะไม่รู้ว่าพวกมันต้องการอะไรด้วยแบบนี้แล้วความกังวลในใจก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เปลวอรุณสาวเท้าเร็วไปตามทางเดินที่ปลอดผู้คนอย่างเคร่งเครียดก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนจากการเดินเป็นการวิ่งทันทีที่เลี้ยวตรงหัวมุมถนน

              “เฮ้ย!”

            เสียงร้องอย่างตกใจของชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ที่ถูกส่งให้มาตามดูเปลวอรุณกับครอบครัวร้องลั่นเมื่ออยู่ๆคนตัวขาวก็วิ่งหนีเขาทันทีถึงทางเลี้ยวซ้ำยังโยนถุงขยะสีดำที่อยู่ในถังขยะของบ้านหัวมุมมาใส่เข้าอย่างจัง

              ถุงขยะคงช่วยถ่วงเวลาได้ไม่นานเขาต้องรีบหนีอย่างน้อยที่สุดถ้าเขาไปยังแหล่งชุมชนได้เขาก็รอด

              เปลวอรุณนึกโทษตัวเองอยู่หลายรอบที่ไม่คิดออกกำลังกายจริงๆจังๆสักครั้งเพราะแค่วิ่งแค่นี้เขายังเหนื่อยแทบขาดใจแต่จะให้หยุดเขาก็คงทำไม่ได้ ถ้าแค่ปล้นเขาก็ยังพอยอมได้อยู่แต่ถ้าถึงขั้นลงไม้ลงมือคนอายุขึ้นเลยสามกลางๆอย่างเขาจะเอาอะไรไปสูงคนหนุ่มอย่างนั้นได้ วิธีที่ดีที่สุดที่เขาคิดได้คือ วิ่ง วิ่งเท่านั้น...

            เขาสาวเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อหวังจะให้พ้นจากสถานการณ์ระทึกใจนี้เสียทีอีกแค่ซอยเดียวเท่านั้นถ้าพ้นซอยนี้ไปได้ก็จะเจอตลาดกลางที่มีร้านขายของและผู้คนที่สันจรไปมา

            ขอแค่พ้นซอยนี้ไปได้เท่านั้น


            “ฮะ อุ๊บ”

           ตามสัญชาตญาณเอาตัวรอดของมนุษย์ทันทีที่ท่อนแขนของเขาถูกมือปริศนาของบุคคลที่อยู่ในมุมอับสายตาของมุมกำแพงดึงเอาไว้พร้อมดันตัวเขาจนแผ่นหลังแนบชิดกับผิวสากของปูนคือการร้องขอความช่วยเหลือ

           “อื้มม ออ่อย”

         เปลวอรุณพยายามบังคับขื่นตัวเพื่อให้ออกจากการจับกุมพร้อมทั้งฝ่ามือหนาที่ติดจะกร้านอย่างคนทำงานหนักก็ปิดทับที่ปากเพื่อไม่ให้เสียงของเขาที่พยายามเปล่งมันออกมาหลุดออกไปให้ใครได้ยิน

          “นี้ผมเอง ใจเย็น”

         เสียงทุ่มห้าวที่เพิ่งแตกหนุ่มของคนที่แนบชิดอยู่ด้วยกันในพื้นที่แคบๆเรียกสติของเปลวอรุณที่มั่วแต่แตกตื่นให้กลับมาอีกครั้ง นัยน์ตาสีเข้มช้อนมองคนที่ตัวสูงกว่าตนเพียงไม่กี่เซนเพื่อให้แน่ใจก่อนจะคลายความระแวงลง


          ดวงตาของผู้ช่วยเหลือหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อมองดูคนน่าสงสัยที่วิ่งเลยจากจุดที่พวกเขาซ้อนตัวอยู่พร้อมกับหันซ้ายทีขวาทีเหมือนพยายามหาบางอย่าง และถ้าเขาเดาไม่ผิดคนที่มันกำลังหาก็คงเป็นคนตัวขาวที่อยู่กับเขาตอนนี้แน่นอน ยิ่งคำพูดที่มันพูดกับใครสักคนผ่านโทรศัพท์ยิ่งทำให้เขาแน่ใจมากขึ้นมาเปลวอรุณคือเป้าหมายของมัน

          “เป้าหมายหายไปแล้ว”

           “..”

          “ใช่ เขารู้ตัวแล้ว

             “..”

            “เออๆๆ”


              ยิ่งพอแน่ใจแล้วตนเองคือเป้าหมายหลักที่มันตามอยู่อย่างที่คิดเลือดในกายของเขาก็ยิ่งเย็นเฉียบเหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผมที่หน้าผาก เปลวอรุณยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น

              “ดูเหมือนว่ามันจะไปแล้วนะ”

               เสียงของฮีโร่หนุ่มที่ช่วยเขาเอาไว้ดังขึ้นพร้อมกับแรงบีบเบาๆที่ต้นแขนเพื่อปลอบโยนเขาให้คลายความเครียดลงก่อนจะค่อยๆจูงมือเขาออกจากที่ซ้อน

               “ขอบคุณนะ”


              ไม่รู้เพราะเหนื่อยหรือเพราะเหตุการณ์ตื่นเต้นเมื่อครู่กันแน่ที่ทำให้มือคู่ขาวของเขาซีดและสั่นอย่างห้ามไม่อยู่เช่นเดียวกับเสียงของเขาที่เปล่งออกมาดูจะสั่นๆอยู่เล็กน้อย

              “ไม่หรอก ว่าแต่คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”

               เปลวอรุณส่ายหน้าแทนคำตอบ

                “ดีแล้ว”  เด็กหนุ่มพึมพำ

               “แล้วนี้เพิ่งเลิกหรอ”

               คนที่สติสตางค์เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วเอ่ยถามขึ้นเมื่อสังเกตเห็นว่าเด็กหนุ่มผิวเข้มตรงหน้ายังอยู่ในชุดยูนิฟอร์มของร้านค้าที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงที่เจ้าตัวทำงานอยู่

                 “ครับ”

                  “งั่นไปกินข้าวกันไหม เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง” เขาเสนอขึ้นอย่างน้อยก็เพื่อขอบคุณเด็กตรงหน้าที่ช่วยเขาเอาไว้

                  “ไม่เป็นไร ผมยังไม่หิว”

                   “น่ะ ถือว่าขอบคุณที่ช่วยเมื่อกี้อีกอย่างหนึ่งฉันมีเรื่องจะคุยกับตาลด้วย”

                    ตาล หรือ ลูกตาล เป็นเด็กหนุ่มอายุเพียงสิบแปดปีแต่กลับต้องออกจากโรงเรียนแล้วมาหางานทำในกรุงเทพ เพราะความเหมือนต่างๆนี้แหละที่ทำให้เปลวอรุณอยากรู้จักเด็กคนนี้ยิ่งความสู้อดทนของตาลที่แสดงออกมาให้เขาเห็นด้วยแล้วก็ยิ่งชนะใจคนเย็นชาอย่างเขาได้ไม่ยาก

                   “เอ่อ เอางั้นก็ได้ครับ”

                    เด็กหนุ่มตอบรับอย่างเสียไม่ได้ก่อนจะหันหน้าไปทางอื่นเมื่อสบเข้ากับรอยยิ้มพิมพ์ใจแสนอ่อนโยนของคนตรงหน้าจนเขาต้องเลียงไปมองทางอื่นแก้เก้อแทน ก่อนจะยอมทำตัวลดวัยเป็นเด็กน้อยสามขวบเดินตามแรงจูงของคนแก่กว่าเข้าไปในร้านก๊วยเตี๋ยวเป็ดร้านอร่อยที่อยู่ไม่ไกลจากที่พวกเขายืนอยู่ก่อนหน้าเท่าไร

                   เปลวอรุณเลือบมองไปด้านหลังของตนเล็กน้อยพอให้เห็นใบหน้าคมคลายของเด็กหนุ่มพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆที่เผยออกมายามมองท่าทีว่าง่ายบ่นเขินอายของเจ้าตัว


                    ท่าทางที่ไร้พิษภัยแต่เต็มไปด้วยความจริงใจของเด็กหนุ่มนี้แหละที่ทำให้เขารู้สึกรักและเอ็นดูเด็กสู้ชีวิตคนนี้เป็นอย่างมาก.......

             



อีกด้านหนึ่ง

             

              “ทำไมทำอะไรไม่คิดกันอย่างนี้”

              ความผิดหวังเล็กๆในใจถูกเปล่งออกมาเป็นภาษาไทยสำเนียงจีนอันเป็นเอกลักษณ์ของคนที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโต๊ะทำงานใหญ่อย่างหย่งฟางดังขึ้นพร้อมสีหน้าที่แสดงออกมาเสียดายเป็นอย่างมากกับรายงายล่าสุดที่ได้รับมาจากลูกน้อย

             “ต้องขอโทษแทนคนที่ส่งไปด้วยครับ” ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าก้มหน้ารับผิดแทนเพื่อนร่วมงานที่ทำงานพลาดจนเป้าหมายรู้ตัว

             “ช่างมันเถอะ เรียกสองคนนั้นกลับมา” หย่งฟางสั่ง ลูกน้องหนุ่มคนนั้นรับคำก่อนจะเดินออกจากห้องไปเพื่อติดต่อสองคนที่ส่งออกไปให้กลับมาตามคำสั่ง

           “แล้วคุณจะเอายังไงต่อครับ” อีกหนึ่งที่ยังอยู่ในห้องเอ่ยถามอย่างสงสัย

            “ก็คงต้องหาแผนอื่น ตอนนี้เจ้าตัวรู้แล้วเราคงจะใช้การแอบตามแบบเดิมไม่ได้แล้ว” คนฟังพยักหน้าเข้าใจ

           หย่งฟางโบกมือไล่ให้ลูกน้องหนุ่มออกจากห้องไปก่อนจะก้มหน้าก้มตาหยิบโทรศัพท์ส่วนตัวของตนออกมากดข้อความบางอย่าง โดยไม่ทันได้สังเกตว่าลับหลังลูกน้องออกไปยังไม่ทันที่บานประตูจะปิดดีแขกอีกคนที่ไม่คาดคิดก็ก้าวแทรกผ่านเข้ามา

            “ดูมีความสุขจังเลยนะอาฟาง”  เสียงทุ่มเย็นๆของคนมาใหม่เจ้าของตัวจริงของห้องทำงานใหญ่ดังขึ้นเรียกให้คนหน้าเป็นที่กำลังก้มกดอะไรบ้างอย่างต้องเงยหน้าขึ้นมามอง

             “กลับมาแล้วหรอ” หย่งฟางคลี่ยิ้มกว้างให้หนุ่มลูกครึ่งร่างใหญ่ในชุดสูทที่ก้าวเข้ามาประชิดร่างของเขาในระยะใกล้

            “กำลังเล่นสนุกอะไรอยู่” คนตัวใหญ่ถามพร้อมก้มหน้าคลอเคลียใบหน้าขาวอย่างคิดถึง

            “ก็เปล่านิ” หย่งฟางว่าพร้อมกับอ้าขาออกเพื่อให้อีกคนแทรกกายเข้ามาแนบชิดกับตนมากยิ่งขึ้น

             “แน่ใจหรอ”

            “แน่สิ”

              คนฟังหรี่ตามองเด็กซุกซนตรงหน้าที่ยกแขนคล้องคอเขาเอาไว้เหมือนต้องการเบี่ยงประเด็นความสนใจ แต่มีหรือที่เขาจะยอมคล้อยตามง่ายๆ

              “ฉันมีเวลาทั้งวันทั้งคืนเลยที่จะฟังนายอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้น”

 
 
:hao3:

ออฟไลน์ wavery

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2

:hao3:



              หลังจากเหตุการณ์เมื่อสองวันก่อนก็ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง ไม่มีการสะกดรอยตามหรือเฝ้าดูเหมือนเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ถ้าไม่นับอัมรินทร์น่ะนะ

              วันนี้เปลวอรุณทำเรื่องลางานทั้งวันเพื่อมาจัดการธุระสำคัญส่วนตัวแน่นอนว่าคนเอาแต่ใจอย่างอัมรินทร์งอแงใส่เขาทันทีที่โทรไปบอกเมื่อคืนทั้งยังพยายามจะตามเขาไปด้วยให้ได้โชคดีที่ว่ามีงานด่วนเข้ามาพอทำให้อีกคนไม่สามารถปลีกตัวตามเขามาได้

              ธุระสำคัญที่ว่าก็ไม่ใช่เรื่องอะไรก็แค่การมาทำธุระเกี่ยวกับเอกสารที่อำเภอพร้อมกับเด็กหนุ่มลูกตาลพอเสร็จแล้วก็ไปกินข้าวแล้วก็ซื้อของใช้ที่จำเป็นก่อนจะแยกกันในช่วงเย็น

              “เดี๋ยวผมกลับไปเอาของที่ห้องก่อนแล้วจะตามไปที่บ้านนะครับ” ตาลเอ่ยขึ้น

              “ได้ เย็นนี้อยากกินอะไรหรือเปล่าเดี๋ยวฉันจะได้ทำไว้ให้” เปลวอรุณถามเสียงนุ่ม

              “แล้วแต่เลย”

              “ได้ไง มื้อนี้ฉันทำเพื่อเลี้ยงฉลองให้เราเลยนะ”

              ดวงตาสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาของเด็กหนุ่มจนอีกคนต้องพลิกหน้าหนี และแน่นอนว่าตาลเองไม่สามารถปฏิเสธสายตาของคนตรงหน้าได้เหมือนกัน

              “กุ้งเผา ผมอยากกินกุ้งเผาแล้วก็ต้มจืดสาหร่าย” เด็กหนุ่มตอบ

               ด้วยเพราะพื้นเพเป็นคนทะเลทำให้ลูกตาลชอบที่จะกินอาหารทะเลเป็นทุนอยู่แล้วจึงไม่แปลกที่เขาจะร้องขอกุ้งจากอีกคน ส่วนต้มจืดสาหร่ายก็เพราะเขาติดใจรสมือของเจ้าตัวที่เคยทำให้กินเมื่อครั้งก่อน

               ของง่ายๆแต่กลับจำได้ขึ้นใจ....

              เปลวอรุณยิ้มกับคำขอของลูกตาลก่อนจะพาเด็กหนุ่มมาส่งที่ห้องเช่าหลังตลาดก่อนที่ตัวของเขาเองจะวนรถหาที่จอดเพื่อเลือกซื้อวัตถุดิบสำหรับอาหารค้ำในวันนี้

              ช่วงนี้พิมพาไม่ค่อยกลับบ้านถึงจะไม่อยากจะยุ่งเรื่องส่วนตัวของอีกคนแต่ถึงยังไงก็คนที่ร่วมบ้านเดียวกันบางมันก็อดไม่ได้จริงๆที่เปลวอรุณจะรู้สึกเป็นห่วง ยิ่งช่วงนี้อะไรๆก็ไม่น่าไว้วางใจด้วยแล้วถึงจะไม่ชอบยังไงอีกฝ่ายก็เป็นผู้หญิงหากเกิดอะไรขึ้นคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่

              มันก็ได้แค่คิดเพราะในความเป็นจริงแค่หน้าเขายังไม่อยากจะมองเลย ให้ตายเถอะ...

              เปลวอรุณสลัดความคิดที่อยู่หัวออกก่อนจะก้มหน้าก้มตาเลือกซื้อของตรงหน้าให้เรียบร้อยแล้วรีบกลับ เขาไม่อยากอยู่นอกบ้านนานเกินไปและไม่อยากกลับบ้านหลังพระอาทิตย์ตกด้วย

              ทันทีที่ถึงบ้านเปลวอรุณวางของไว้ที่โซฟาหน้าโทรทัศน์ก่อนจะเอาของที่ซื้อมาเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมอาหารโดยเริ่มจากการล้างกุ้งแม่น้ำที่ซื้อมาเพื่อล้างคาวออกกก่อนจะนำไปแช่ในน้ำเกลือระหว่างที่กำลังนำเตาย่างไฟฟ้าออกมาแทนเตาถ่านที่เขาไม่มีแต่หลังจากนี้เขาก็คิดว่าน่าจะหาซื้อเอาไว้ติดบ้านก็ดีเหมือนกันเผื่อว่าวันหลังถ้าลูกตาลอยากกินเขาจะได้ทำให้อีกฝ่ายกิน

              ระหว่างรอให้กุ้งสุกเปลวอรุณก็ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าเอากระดูกหมูใส่ลงในหม้อซุปเพื่อให้ได้รสชาติรอสักพักให้น้ำเดือดได้ทีก่อนจะเริ่มใส่เนื้อหมูเต้าหู้ไข่ปิดฝาอีกรอบแล้วหันมาทำอาหารอย่างอื่นอีกสองสามอย่างเพื่อสำหรับวันพรุ่งนี้ไปด้วยเลย

              ใช้เวลาไม่นานอาหารหน้าตาน่าทานก็ถูกลำเลียงใส่จานแล้ววางที่โต๊ะกินข้าวกลางบ้าน เช่นเดียวกับกุ้งตัวโตของโปรดเด็กหนุ่มที่วางอยู่ในจานรอให้เจ้าตัวมาทาน

              นัยน์ตานิ่งที่เจือไปด้วยความสุขเงยมองนาฬิกาแขวนที่บอกเวลาเกือบสองทุ่มอีกไม่นานคนที่บอกจะตามมาคงจะมาถึง เปลวอรุณจึงคว้าเอากระเป๋าที่วางอยู่ขึ้นไปเก็บที่บนห้องงก่อนจะกลับลงมาเพื่อเข้าไปในครัวจัดการเคลียร์ความสะอาดไปพลางๆเพื่อฆ่าเวลา หากแต่ร่างของเขาก็ต้องชะงักทันทีเมื่อหากตาเหลือบไปเห็นบานประตูหลังบ้านที่เขามั่นใจว่าปิดมันไว้อย่างดีแล้วเปิดแง้มอยู่เหมือนมีคนมาเปิดแล้วปิดไม่สนิท

              เปลวอรุณกวาดตามองไปรอบๆอย่างหวาดระแวงพร้อมกับคว้าเอามือปลอกผลไม้ปลายแหลมที่อยู่ใกล้ติดมือมาด้วยแล้ววิ่งกลับไปที่กลางบ้านอีกครั้ง

              ตอนนี้เขาอยู่บ้านคนเดียวเป็นไปไม่ได้ที่ประตูจะเปิดออกมาเองส่วนพิมพานั้นตัดออกไปได้เลยถ้ารถไม่อยู่ตัวคนเองก็ไม่อยู่ด้วยเช่นกัน แล้วใครกันที่อยู่ในบ้านนี้กับเขา


              ขโมย!!


            หมู่บ้านที่เขาอยู่เป็นหมู่บ้านเปิดเรื่องเวรยามรักษาความปลอดภัยละก็ตัดไปได้เลย ถึงบ้านเขาจะไม่เคยมีเหตุการณ์ขโมยขโจรขึ้นบ้านแต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่มีทางเกิด

              ยิ่งตะหนักได้แบบนั้นหัวใจของเขาก็ยิ่งเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะด้วยความตื่นกลัว จริงๆแล้วเขาจิตตกมาตั้งแต่วันที่โดนตามวันนั้นแล้วและยิ่งวันนี้มีขโมยขึ้นบ้านเขาอีกเป็นธรรมดาที่เขาจะร้อนรนจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อเผลอคิดว่า ผู้ร้ายในครั้งนี้เป็นคนคนเดียวกับที่ตามเขา

              ความหวาดระแวงเริ่มเพิ่มมากขึ้นเมื่อบ้านหลังนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เขาเท่านั้นที่อยู่ข้างใน !

              เปลวอรุณพยายามอย่างยิ่งที่จะสะกดความหวาดกลัวในใจของตนลงเพื่อใช้ในการประคองสติที่แตกให้กลับมาอีกครั้ง อย่างแรกเลยคือต้องโทรหาตำรวจ

              คนตัวขาวรีบปรี่เข้าไปที่โทรศัพท์มือถือเคลื่อนที่ของตนเองที่วางเอาไว้ที่โต๊ะกระจกหน้าทีวีอย่างมีความหวัง แต่ยังไม่ทันทีมือเรียวของเขาจะสัมผัสถูกมันใครบางคนที่ซ้อนตัวอยู่ในความมือของประตูหน้าบ้านก็พุ่งเข้ามาผลักเขาออกอย่างรวดเร็วจนมืดในมือกระเด็นออกไป


              !!


              “หยุด อย่าขยับ”

              เสียงตะคอกของชายที่สวมหมวกไอ้โม่งไว้ที่หัวกับผ้าปิดปากดังขึ้นพร้อมกับกระบอกปืนสีดำสนิทในมือที่จ่อมาทางเขา บวกกับเงาที่พาดผ่านเหนือหัวของเขาทำให้รู้อีกว่ามันไม่ได้มาคนเดียว

              “อย่าคิดทำอะไรโง่ๆละเข้าใจไหม” ผู้ร้ายพูดขึ้นพร้อมหยิบเอามืดที่เป็นเหมือนอาวุธเพียงหนึ่งเดียวของเขาไปวางให้ไกลจากเขา

              “พวกแกต้องการอะไร” เขาพยายามเอาน้ำเย็นเขาลูบ อย่างน้อยที่สุดก็ขอแค่เขาปลอดภัยก็พอ

              “ถามแปลก โจรเข้าบ้านมันก็ต้องต้องการของอยู่แล้ว” นั้นสินะ เขาไม่น่าถามอะไรโง่ๆแบบนั้นไปเลย

              “บ้านนี้ไม่มีของที่พวกแกต้องการหรอกนะ”

              “มีหรือเปล่าไม่รู้หรอก แต่เข้ามาแล้วมันก็ต้องได้สักอย่าง” หนึ่งในนั้นว่าพร้อมสาวเท้าเข้ามาใกล้เขาที่นั่งอยู่กับพื้น

              “บอกมาดีๆดีกว่าคนสวยว่าเอาเงินไปซ้อนไว้ที่ไหน”  เพราะแว่นตาดำกับผ้าปิดปากทำให้เปลวอรุณไม่สามารถคาดเดาหน้าตาที่แท้จริงของผู้ร้ายตรงหน้าได้ แต่เท่าที่ฟังจากน้ำเสียงของทั้งสองคนก็พอเดาได้ว่าคนจะมีอายุอยู่ในช่วงวัยที่ห่างกับเขาไม่มากแต่สรีระนั้นต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งสิ่งที่อยู่ในมือของมันทั้งคู่เขายิ่งมองไม่เห็นทางรอดเลยสักนิดเดียว

              “ว่าไง นายคงไม่อยากให้ตัวขาวๆนี้ต้องมีรูเจาะอยู่บนร่างกายหรอกนะ” คนที่น่าจะแอบเข้ามาทางหลังบ้านเสริมขึ้น ขณะให้ปลายกระบอกปืนจ่อมาที่หัวเขาเป็นเชิงไล่ให้เขาลุกขึ้นจากพื้นไปนั่งบนโซฟา

              ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่านะ แต่เหมือนว่ามันจะจงใจวางปืนที่อยู่ในมือลงที่ตู้เล็กข้างโซฟาที่เขานั่งทั้งยังอยู่ในระยะที่เขาสามารถเอื้อมถึงได้แถมอีกคนก็ลดปืนที่จ่อที่ศีรษะเขาออกด้วย

              แล้วใครสนละ...

              ณ เวลานี้เขาไม่มีเวลามานั่งคิดแล้วว่ามันเปิดโอกาสให้เขาหนีจริงหรือเปล่าแต่ในเมื่อมันมีทางรอดเขาก็มีแต่ต้องคว้ามันเอาไว้เท่านั้น

              เปลวอรุณอาศัยความเพรียวของร่างกายเอนตัวไปคว้าเอาปืนกระบอกนั้นมาถือไว้ในมือก่อนจะเสยหมัดฮุกเข้าไปที่หน้าท้องของผู้ร้ายที่อยู่ใกล้เพื่อเปิดทาง

              “เฮ้ย”

              เจ้าของปืนร้องเสียงหลง แล้วรีบถลาเข้าไปพยุงเพื่อนที่ล้มหงายหลังอยู่ที่พื้น

              ถึงจะเคยเรียนร.ด.มาตอนมัธยมแต่นั้นก็นานมาแล้วอีกทั้งเปลวอรุณไม่เคยจับปืนหรืออาวุธอะไรมาก่อนเขาไม่รู้หรอกว่ามันใช้ยังไงแถมมันยังหนักมากอีกด้วย

              “ยะ อย่าเข้ามานะ”

              “นายไม่กล้าหรอก”  คนร้ายท้าทาย

            ใช้ เขาไม่กล้ายิงมันจริงๆอย่างที่ว่า แต่ใช้ว่าเขาจะไม่กล้าขู่


           ปัง!

      เพร้ง!



              กระถางตัวไม้ที่ใช้ประดับในห้องรับแขกคือตัวเลือกที่เปลวอรุณใช้ลบคำสมประมาทของผู้ร้ายทั้งสองที่ยืนอยู่กลางบ้าน และมันได้ผลเมื่อพวกมันดูจะมีปฏิกิริยาตกใจกับสิ่งที่เขาทำ

              “ถ้าพวกแกเข้ามาฉันยิงจริงๆแน่ ออกไป!”

              ถึงมือที่จับปืนจะสั่นแต่เปลวอรุณก็พยายามอย่างยิ่งที่จะประคองมันเอาไว้อย่างน้อยตอนนี้ก็ขอแค่ไล่มันออกจากบ้านได้ก็พอแล้ว คนมีอาวุธพยายามเดินเลียบไปหยิบเอาปืนอีกกระบอกที่นอนนิ่งอยู่กับพื้นขึ้นมา แต่คนไร้ทักษะอย่างเขามีหรือจะสู่คนร้ายที่ดูจะชำชองการต่อสู้เป็นอย่างดี

              ทันทีที่มือของเขาใกล้จะถึงปืนหนึ่งในนั้นก็รีบพุ่งเข้ามาใส่พร้อมบิดมือของเขาข้างที่ถือปืนอยู่จนปืนล้วงลงมา จนเขาเองที่เป็นผ่านจนมุมอีกครั้ง

              “แสบนักนะ” เสียงที่ดังออกมาเปลวอรุณยอมรับเลยว่าเขากลัวจับใจ ตอนนี้เขาไม่มีอาวุธใดๆจะป้องกันตัวได้แล้วซ้ำยังคิดสู้กับโจรที่ถือเป็นเรื่องโง่ที่สุดที่ควรจะทำถ้าหวังถึงความปลอดภัย

              “คงไม่ว่านะถ้าฉันจำทำให้หัวเธอมีรู”

              ใต้ผ้าปิดปากปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมพร้อมกับปลายนิ้วที่ค่อยๆจะเหนี่ยวไกย์ในมือ เปลวอรุณทำได้แค่หลับตาอย่างจำนนเขาไม่เหลือทางหนีอะไรอีกแล้ว

              แต่ถึงเขาตาย เขาก็ยังตายในบ้านของแม่...


              “เปลว!!”

              เจ้าของชื่อสะดุ้งเฮือกทันทีเมื่อเสียงที่คุ้นเคยของใครบ้างคนดังขึ้นพร้อมกับร่างของชายหนุ่มที่เขาเห็นอยู่ทุกวัน การเตรียมใจที่จะตายของเขาถูกกระชากออกด้วยเสียงของความหวังที่ออกมาจากปากของ

              “คุณอัมรินทร์!”

              เขาไม่เคยรู้สึกดีใจที่ได้เจอผู้ชายคนนี้เท่ากับวันนี้เลยสักครั้งเดียว เขาดีใจ ดีใจจนน้ำตาของเขาไหลอาบแก้ม

              “เห้ย แกเป็นใคร”

              แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมามั่วตื่นตันกับการปรากฏตัวของเจ้านายหนุ่ม เพราะตอนนี้เป้าหมายของผู้ร้ายทั้งสองเปลี่ยนจากเขาเป็นอัมรินทร์แทน

              “ฉันไม่จำเป็นต้องตอบพวกแก”

              อัมรินทร์ขบกรามแน่เมื่อเห็นว่าเปลวอรุณที่เขาอุตสาห์ถนอมมานั่งร้องไห้อยู่กับพื้นแม้จะไม่มีร่องรอยว่าโดนทำร้ายแต่แค่เห็นน้ำตาของอีกฝ่ายก็มากพอที่จะชักนำความโกรธเกี้ยวเข้ามาในจิตใจของเขาทำให้ชายหนุ่มพุ่งตัวเข้าใส่ผู้ร้ายตรงหน้าอย่างไม่คิดเกรงกลัว

              หมัดหนักๆกระแทรกใส่หน้าของผู้ร้ายหมายแรกหนึ่งทักทีก่อนจะตามเข้าที่หน้าท้องของอีกคนหนึ่งที่หมายจะเขามารุมเขาเพื่อช่วยเพื่อน

              “คุณอัมรินทร์ระวัง”

              เปลวอรุณตะโกนขึ้นเมือเห็นว่าผู้ร้ายคนแรกที่โดนอัมรินทร์ต่อยลงไปยืนขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับปืนในมือที่ชี้ไปที่อีกคน

              “ถ้าไม่หยุดกูยิงมึงจริงๆแน่” มันขู่

              อัมรินทร์มองมันสลับกับเพื่อร่วมทีมของมันที่อยู่ไม่ไกล ก่อนจะแย่งปืนในมือของหนึ่งในพวกของมันที่อยู่ใกล้มาถือเอาไว้พร้อมกับล็อคคอเอาไว้เป็นตัวประกัน

              “ถ้ามึงยิงกูยิงเพื่อนมึงแน่” อัมรินทร์ขู่ ก่อนจะหันไปสั่งให้เปลวอรุณที่ยังตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปหลบที่ด้านหลังชั้นวางของที่ใช้กันระหว่างโต๊ะกินข้าวกับห้องนั่งเล่น

              อย่างน้อยก็ของให้เปลวอรุณปลอดภัยไว้ก่อน...

              ทั้งคู่หันกระบอกปืนเข้าประจันท์หน้ากันพร้อมสายตาที่ต้องอย่างไม่มีใครยอมใคร เมื่อรู้ตัวว่าไม่มีทางรอดอื่นผู้ร้ายทั้งสองหันมาสบตากันเพื่อสื่อสารอะไรบ้างก่อนที่คนที่ถูกอัมรินทร์ล็อคตัวเอาไว้จะกระทุ้งศอกใส่ช่วงท้องของชายหนุ่มอย่างแรงจนตัวงอแล้วอาศัยจังหวะที่อัมรินทร์เสียการป้องกันซัดอีกหมัดเข้าที่ใบหน้าคมนั้นอย่างแรงแล้วฉวยเอาปืนกลับมาวิ่งออกจากบ้านไป

              “คุณอัมรินทร์”

              เปลวอรุณรีบผละออกจากหลังชั้นวางเข้ามาประคองอัมรินทร์ที่ล้มอยู่ที่พื้นอย่างเป็นห่วง

              “คุณเป็นยังไงมั่ง” เขาถามเสียงตื่น ยิ่งเห็นเลือกที่ไหลซึมจากมุมปลากของอีกคนเขายิ่งอยากจะร้องไห้

              “ไม่เป็นไร โอ๊ย!”

              “คุณอัมรินทร์”

            “ไม่เป็นไร แค่เจ็บนิดหน่อย”

              อัมรินทร์ยกมือปราม ถึงตอนแรกอยากจะอ้อนอีกคนสักหน่อยก็เถอะแต่พอเห็นหน้าขาวๆที่ซีดเป็นกระดาษไร้สีเลือดไหนจะคราบน้ำตาที่แก้มนั้นอีกละ ยอมรับเลยว่าแกล้งต่อไม่ลง

              “ไปนั่งที่โซฟาก่อนเถอะครับ”

              เปลวอรุณว่าพร้อมๆกับที่ยกเอาท่อนแขนหนาของอัมรินทร์ขึ้นพาดบ่าเพื่อช่วยพยุงคนตัวใหญ่ให้ลุกขึ้น แต่ดูเหมือนเปลวอรุณจะลืมอะไรไปอย่างหนึ่ง

              เขาตัวเล็กกว่าอัมรินทร์

             ด้วยจำนวนมวลกล้ามเนื้อที่มากกว่าและหนักทำให้คนที่ยังจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวไม่ทันได้ไตร่ตรองอะไรให้ถี่ถ้วนเหมือนยามปกติ ทันทีที่จับแขนอีกคนขึ้นพาดได้เปลวอรุณก็รีบลุกพรวดขึ้นไม่บอกไม่กว่าให้อัมรินทร์ได้รู้ตัว ทำให้ผลสุดท้ายกลับเป็นตัวของเขาเองนั้นแหละที่เซถลาลงไปซบอกแกร่งของอีกคนอย่างแรง

              “อุก”

              อัมรินทร์เองก็ไม่ต่างอะไรกับเปลวอรุณมากนั้นเพราะตัวที่ใหญ่กว่าเลยกลายเป็นจุดถ่วงให้อีกคนและพอเปลวอรุณล้มลงมาทับเขาที่เป็นเหมือนเบาะรองที่มีตำหนิด้วยแล้วไม่แปลกที่เขาจะเผลอร้องออกมาเมื่อร่างโปร่งเพรียวล้มกระแทรกโดนช่วงท้องของเขาที่โดนกระแทรกจนคิดว่าตอนนี้คงจะเริ่มขึ้นสีช้ำแล้ว

              “อ๊ะ ผมขอโทษ”

              “ไม่เป็นไร”

              เปลวอรุณกำลังกลัว นี้คือสิ่งที่อัมรินทร์รู้

              ถึงจะพยายามทำตัวให้เป็นปกติยังไงแต่นัยน์ตาเรียบนิ่งที่เขาเฝ้ามองอยู่ทุกวันมันไม่เหมือนเดิม อย่างที่ใครเคยพูดกันว่าแววตาจะสะท้อนสิ่งที่อยู่ในใจออกมาและตอนนี้สิ่งที่สะท้อนออกมาจากอีกคนมีแต่ความกลัว ความตกใจ นี้ยังไม่นับรวมต้นแขนทั้งสองข้างที่สั่นอยู่ในมือของเขาตอนนี้ด้วยนะ

              “ไม่เป็นไรแล้วเปลว เราปลอดภัยแล้ว”

              อัมรินทร์ฉุดคนที่กำลังดันตัวลุกขึ้นให้กลับมานอนทับเขาใหม่อีกครั้งพร้อมกับใช้โอกาสนี้กอดอีกคนเอาไว้แน่นแล้วลูบหลังไปมาเพื่อปลอดขวัญ

             “ไม่ต้องกลัวนะ ฉันอยู่นี้แล้วฉันจะปกป้องเปลวเอง”

            ไม่ว่าเปล่าอัมรินทร์ยังกดจูบลงที่หน้าผากของเปลวอรุณอีกด้วย ตอนนี้เปลวอรุณกำลังขวัญหนีดีฝ่อกะจิตกะใจยังไม่กลับมาอยู่กับเนื้อคนที่รอเวลาดีแบบๆไม่ปล่อยให้พลาดแน่  จริงๆเขาอยากจะทำมากกว่านี้เถาะเล็มเปลวอรุณให้มากว่านี้จนกว่าอีกคนจะเป็นฝ่ายบิดตัวออกจากเขาอยู่หรอก ถ้าไม่เพราะ

                    "เกิดอะไรขึ้น!"


____________________________________________________________________________


เปิดตัวหญ้าอ่อนที่แท้จริงของเปลวอรุณ(?)

ใช่หรอ แล้วงี้คุณอัมรินทร์ทำไงละถ้าต้องเจอคู่แข่งเป็นเด็กอายุสิบแปด!!

อย่าลืมไป say hello กันได้ที่เพจเด้อ หรือ ใครจะไปพูดคุยแบบส่วนตัวที่ทวิตเตอร์ก็ได้เนอะ wavery

#อันเปลว #หนี้รัก มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความต้องการกันได้เลยเน้ออ

ออฟไลน์ azure

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
ใคร?! ใครเข้ามาขัดจังหวะกัน?! :hao7:

คือสงสัยโจรนี่มาเองชิมิไม่ได้จัดฉากมา?


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ BloodyBlue

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
มาปักไว้ก่อน

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13940
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
กลัวแต่จะจัดฉาก

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7729
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
รอตอนต่อไป~

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5238
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ Moose

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1368
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-2
สนุกมาก ติดตามค่ะ

ออฟไลน์ Sorso

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 797
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-3
นังพิมมา!!!!!

ออฟไลน์ tnkgif

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 33
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
น้องตาลใช่มั้ย มาถูกเวลามากค่ะลูก  :katai2-1: อย่าให้นางช่วยโอกาสพี่เปลวนะ 55555555555555

ออฟไลน์ wavery

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2

เป็นหนี้ ครั้งที่ 5


             “เกิดอะไรขึ้น”

              เสียงห้าวติดจะหอบหนักๆของคนที่พรวดเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านทำให้คนที่กำลังเคลิ้มไปกับบรรยากาศรอบตัวอย่างเปลวอรุณได้สติกลับมา ด้วยความกระด้างอายที่พอมารับรู้ว่าตอนนี้ตนเองกำลังนอนทับอยู่บนตัวของอัมรินทร์ในท่าที่ดูล่อแหลมกันอยู่หน้าประตูทำให้เจ้าตัวรีบดีดตัวลุกขึ้นจากคนที่เขานอนทับต่างหมอนอย่างรวดเร็วจนเซเล็กน้อย

             “เปลว!”

             เสียงเรียกชื่อเขาอย่างตกใจของอัมรินทร์ดังขึ้นพร้อมๆกับร่างของเขาที่เกือบจะวูบลงไปกับพื้นอีกครั้งแต่โชคดีที่ลูกตาลยืนอยู่ไม่ใกล้จึงเข้ามารับเอาไว้ได้ทัน

              “เป็นอะไรไหมฮะ” เด็กหนุ่มถามขึ้น ยิ่งความซีดเซียวของใบหน้าและความออกแรงของร่างกายก็ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเป็นห่วงก่อนจะตวัดสายตามามองใครอีกคนที่อยู่ในบ้านอย่างเอาเรื่อง

              “แกทำอะไรเขา” เด็กหนุ่มว่าเสียงลอดไร้ฟัน กล้าดียังไงมาทำรุ่มรามแบบนี้กลางบ้านคนอื่น

              “แล้วแกเป็นใคร” อัมรินทร์ไม่ตอบแต่เลือกที่จะถามกลับพร้อมกับยันตัวลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล

              “ปล่อยเปลวเดี๋ยวนี้ไอ้หนู” ดวงตาคมจ้องเขม็งอย่างไม่ค่อยจะพอใจเท่าไรที่เห็นเด็กเมื่อวานซืนที่ไหนก็ไม่รู้กำลังโอบกอดคนของเขาอยู่แบบนี้

              “ทำไมผมต้องทำตามที่คุณพูดด้วย” ตาลเองก็ไม่ยอม ซ้ำยังเบี่ยงตัวบังร่างของเปลวอรุณเอาไว้จนแทบจะจมอกของเด็กหนุ่ม

              “นี้แก”

            เปลวอรุณเป็นพวกห่วงตัวมีเพียงไม่กี่คนหรอกที่เจ้าตัวจะยอมให้จับเนื้อต้องตัวได้อย่างสนิทสนม แล้วไอ้เด็กนี้มันเป็นใครมาจากไหนทำไมถึงกล้าที่จะเข้ามากอดคนของเขาแบบนี้ได้

              อัมรินทร์กับลูกตาลมองหน้ากันอย่างเอาเรื่อง แต่ก่อนที่จะเกิดสงครามประสาทขนาดย่อมของสองหนุ่มต่างวัยเสียงของระฆังห้ามทัพอย่างเปลวอรุณก็ดังขึ้น

              “พอเถอะน่าทั้งคู่เลย”

              น่าจะเพราะความอึดอัดที่เกิดจากความเครียดเมื่อครู่ทำให้น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจากปากสีอ่อนดูจะเหวี่ยงวีนติดจะเหนื่อยกว่าปกติ แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสองคนก็ให้ความรวมมือกันอย่างดีโดยการเปลี่ยนจากการจ้องตาหาเรื่องกันมาเป็นเข้ามาถามไถ่อาการของเขา

              ลูกตาลประคองเปลวอรุณไปนั่งที่โซฟาก่อนจะผละออกไปหายาดมกับน้ำมาให้ในขณะที่อัมรินทร์ก้มล้มเก็บเศษกระเบื้องของกระถางที่เป็นเหยื่อจากลูกกระสุนปืนเมื่อครู่ให้พ้นทางเพื่อไม่ให้ใครเผลอมาเหยียบมันเข้าโดยเฉพาะเปลวอรุณ

              “เอาไว้อย่างนั้นแหละครับเดี๋ยวผมเก็บเอง” เจ้าของบ้านว่า

              “ไม่เป็นไร” อัมรินทร์ว่าพร้อมกันโกยเอาเศษเล็กๆใส่กระดาษทิชชูแล้วห่อเอาไว้ก่อนนำไปทิ้งที่ถังขยะแล้วกลับมานั่งตรงที่ว่างข้างๆคนที่นั่งหลับตาอยู่บนโซฟา

              “รู้สึกเป็นยังไงมั่ง” เขาถามพร้อมกับท่อนแขนหนาที่สอดเขาที่หลังคอขาวแล้วค่อยๆโน้มหัวของเปลวอรุณให้มาซบที่ไหล่ของตน

              “เวียนหัว” เจ้าตัวตอบตามความเป็นจริง

              ซึ่งก็น่าจะเป็นจริงอย่างที่เจ้าตัวว่าเพราะถ้าไม่งั้นป่านนี้เปลวอรุณได้ผละออกจากเขาแล้วไม่มีทางที่จะมานอนซบอกให้เขาโอบเล่นอยู่แบบนี้แน่

              “ยาดมฮะ”

            เปลือกตาสีอ่อนปรือขึ้นเล็กน้อยแล้วค่อยๆเอื้อมมือออกไปรับหลอดยาดมสีขาวที่อยู่ในมือของลูกตาลมาเปิดปลอดออก กลิ่นหอมเย็นๆของเป๊ปเปอร์มิ้นท์ช่วยทำให้สมองของเปลวอรุณโล่งขึ้นยิ่งได้น้ำเย็นๆเข้าสู่ร่างกายด้วยแล้วก็ยิ่งรู้สึกสดชื้นขึ้นกว่าเดิม

              “ดีขึ้นไหมฮะ” ตาลถาม

              เปลวอรุณพยักหน้ารับทั้งยังให้ช่วงไหล่ของอัมรินทร์ต่างหมอน

              “แล้วนี้มันเกิดอะไรขึ้นฮะ ทำไมแจกันแตกแบบนั้นแถมยัง....” ลูกตาลเว้นวรรคเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ

              ถึงคำถามนั้นตาลตั้งใจจะถามเปลวอรุณเพื่อเอาคำตอบหากแต่สายตาที่มองกลับจ้องไปยังอัมรินทร์อย่างคาดคั้นแทน

              “มีโจรเข้ามา” เปลวตอบ

              “แล้วพวกมันทำอะไรคุณหรือเปล่า” ลูกตาลตาโตกลับประโยคที่ได้รับ

              ตอนแรกก็เอะใจอยู่หรอกเพราะตอนที่เขาเดินเข้าซอยมาเขาเจอเข้ากับผู้ชายแปลกหน้าสองคนที่พากันซ้อนรถมอเตอร์ไซค์สีดำคันใหญ่ออกไป และด้วยความคิดมากจึงรีบวิ่งมาที่บ้านเพราะเป็นห่วงจนมาเจอเข้ากับเหตุการณ์เมื่อครู่

              รู้สึกเหมือนมาขัดจังหวะยังไงก็ไม่รู้

              “ฉันไม่เป็นไร โชคดีที่คุณอัมรินทร์เข้ามาทัน” คนได้ความดีความชอบยิ้มรับลอยหน้าลอยตาใส่เด็กหนุ่ม

              “แล้วทำไมเขาถึงเข้ามาทันเวลาละฮะ” อัมรินทร์ชะงักมือข้างที่กำลังลูบต้นแขนของเปลวอรุณทันที

            ยิ่งอัมรินทร์มีปฏิกิริยาตอบกลับมาแบบนี้ด้วยแล้วคนที่จ้องจับผิดอยู่อย่างลูกตาลก็ยิ่งพุ่งเป้าความสนใจในคำตอบที่จะมาจากปากของชายตรงหน้ามากยิ่งขึ้น

              “ว่าไงครับ” ตาลย้ำ “คุณคงไม่ตอบว่าผ่านมาแถวนี้แล้วได้ยินเสียงแจกันแตกแล้วเข้ามาหรอกนะครับ” เด็กหนุ่มดักทาง

              คนที่เหมือนจะจนมุมเหลือบตามมองคนที่ยังนั่งซบไหล่เขาดมยาดมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ยิ่งเปลวอรุณไม่หือไม่อืออะไรกับคำถามที่ออกมาจากปากของเด็กหนุ่มผิวเข้มตรงหน้าเขาก็ยิ่งไม่แน่ใจว่าเรื่องที่เขาแอบตามเจ้าตัวมาตลอดเปลวอรุณจะรู้แล้วหรือยัง

              “ว่าไงครับ”

              “ฉันก็แค่...”

              “ไปกินข้าวกันเถอะ”

              ยังไม่ทันที่อัมรินทร์จะตอบของแคลงใจของเด็กหนุ่มเสียงเหนื่อยๆของเปลวอรุณก็ดังขัดขึ้นมาเสียดื้อๆ เขาไม่รู้หรอกว่าอัมรินทร์จะหาข้ออ้างอะไรมาตอบคำถามเด็กหนุ่มหรือจะตอบออกไปตรงๆว่านั่งอยู่ในรถหน้าบ้านเขาเป็นสุนัขเฝ้าบ้านเขาก็ไม่สน แค่ชายหนุ่มมาช่วยเขาทันเวลาแค่นี้ก็ขอบคุณมากแล้วจริงๆ

              “แต่..” ตาลพยายามจะแย้ง

              “อาหารเย็นหมดแล้วตาล” เปลวอรุณปราม ก่อนจะเงยขึ้นมามองอีกคน “คุณเองก็มากินด้วยกันสิครับ”

              “ได้หรอ” อัมรินทร์ถามกลับอย่างไม่ค่อยจะเชื่อหูแม้ในใจนั้นจะพองฟู่คับบ้านขนาดไหน

              “ได้สิครับ ตอบแทนที่คุณช่วยผมไว้ไง” เปลวอรุณตอบกลับก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นยืนโดยมีตาลค่อยช่วยประคอง





              รอยยิ้มที่ฉีกกว้างเหมือนคนบ้าของอัมรินทร์ที่มีประดับอยู่บนหน้าตลอดเวลาตั้งแต่ที่เจ้าของบ้านเอ่ยปากชวนเขาร่วมโต๊ะแต่พอเวลาผ่านไปยังไม่จะถึงสิบหนาทีดีไอ้มุมปากที่ยกยิ้มอยู่นั้นก็คว่ำลงพร้อมใบหน้าบึ้งตึงทั้งๆที่เขาควรจะดีใจที่ได้กินข้าวกับเปลวอรุณ

              เมื่อไรไอ้เด็กนี้จะกลับ

              อัมรินทร์ได้แต่บ่นงึมอยู่ในใจไม่กล้าพูดออกเสียงไปให้เปลวอรุณที่กำลังตักต้มจืดร้อนๆที่เพิ่งไปอุ่นมาใหม่ใส่ถ้วยน้ำซุปขนาดเล็กให้เด็กหนุ่มที่นั่งยิ้มเยาะเขาอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยไม่เกรงกลัวเลยว่าเปลวอรุณจะเงยหน้ามาเห็นความร้ายกาจของตัวเองได้ยิน

              “พอกินได้ไหมตาล” น้ำเสียงนิ่งๆของเปลวอรุณเอ่ยขึ้น

              “ได้ฮะ”

              “ดีแล้ว กุ้งเกาะเองได้นะ”

              “ฮะ”

              และแน่นอนว่ายิ่งเปลวอรุณทำทีเป็นเอาอกเอาใจได้เด็กที่ชื่อลูกตาลมากเท่าไรคนที่ถูกเชิญให้มานั่งร่วมโต๊ะด้วยอย่างอัมรินทร์ก็ยิ่งตีหน้ายักษ์ไม่พอใจ

              “เปลวตักแกงจืดให้ฉันมั่งสิ” พร้อมกับร้องขอความสนใจจากคนข้างกาย

              “ตักเองสิครับ ช้อนตักก็อยู่ไม่ไกล”

              “นะเปลว ตักให้หน่อยนะ” อัมรินทร์ออดอ้อน

              ลูกตาลมองการกระทำที่ดูจะขัดกับอายุของผู้ใหญ่ตัวโตตรงหน้าอย่างนึกขำก่อนจะก้มลงกินข้าวในจานของตัวเองจนหมดเงียบๆ ส่วนสายตาก็มองผู้ใหญ่ทั้งสองที่อีกหนึ่งดูจะตื้อร้องหาความสนใจในขณะที่อีกคนเอาแต่นิ่งเฉย

              น่าสนุก

              “แล้วทำไมนายยังไม่กลับบ้านอีก”

              หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จอัมรินทร์ก็เปิดปากพูดกับเด็กหนุ่มขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นว่าเวลาตอนนี้ก็ดึกมากแล้วถึงเด็กตรงหน้าจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นแล้วก็เถอะ แต่กลับบ้านดึกๆดื่นๆแบบนี้พ่อแม่ไม่ห่วงหรือไง

              “อันนั้นผมต้องถามคุณมากกว่า ไม่กลับบ้านหรอครับ” ลูกตาลย้อนถามขณะก้มหน้าก้มตาเช็ดทำคามสะอาดโต๊ะกินข้าว

              “ดึกแล้วเด็กอย่างนายควรกลับบ้าน ส่วนฉัน ฉันโตแล้วจะไปไหนก็ได้” เขาว่าพลางรับเอาที่ประคบเย็นจากเปลวอรุณมาประคบที่ช่วงท้อง

              “แต่ผมว่าคนที่ควรกลับคือคุณนะครับ” เปลวอรุณว่า ขณะประคบเย็นที่ข้างแก้มให้อัมรินทร์

              “อ้าว ทำไมเปลวไล่แต่ฉันละ” ถ้าเขากลับไอ้เด็กนี้ก็ต้องกลับด้วย ใครจะยอมปล่อยปลาย่างเนื้อนุ่มกลิ่นหอมนี้ไว้กับแมวจรจัดกัน ไม่มีทาง...

              “นี้ อ๋อ จริงสิ”  เปลวอรุณที่ตั้งท่าจะท้วงคำพูดของอีกคนก็นิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเขาลืมเรื่องสำคัญบางอย่างไป

              “จริง ? จริงอะไรหรอ” อัมรินทร์ถามหน้าเหลอมองเปลวอรุณที่กวักมือเรียกเด็กหนุ่มให้เข้ามาใกล้

              “คุณอัมรินทร์ครับ นี้ลูกตาล ลูกชายบุญธรรม ของผมเอง”

               “สวัสดีครับ”

               อัมรินทร์อ้าปากมือชี้ค้างไปที่คนถูกแนะนำที่กำลังยกมือไหว้อย่างนอบน้อมก่อนจะเปลี่ยนเป็นหยักคิ้วยียวนให้คนที่ดูจะนิ่งอึ่งไปกับสถานภาพของเจ้าหนุ่มหน้ากวนตรงหน้า

                 “ละ ลูก”

              “ใช่ครับ ผมตาลลูกชาย แม่เปลว เองฮะ” ลูกตาลยิ้มกว้างตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ไม่ว่าใครก็คิดไม่ถึงนี้อย่างยินดี ผิดกลับคนเป็นแม่

              “เดี๋ยวนะตาล ทำไมต้องเป็นแม่ด้วย” เปลวอรุณท้วงหน้าเครียด กับสรรพนามใหม่ที่เด็กหนุ่มใช้เรียก

               ลูกตาลหยักไหล่ไม่สนใจคำทักท้วงนั้นแต่หันมามอมอัมรินทร์ด้วยสายตารู้ทันแทน ผู้ชายเหมือนกันมองตากันทำไมจะไม่รู้ว่าคิดอะไรกันอยู่

              “นี้ก็ดึกแล้วเมื่อไรคุณจะกลับสักทีละครับ” ลูกตาลกอดอกย้อนถามอมริทนทร์อย่างเหนือกว่า

                ไอ้เด็กนี้...

 



            “ผ้าเช็ดตัวกับเสื้อผ้าสำหรับใส่นอนผมวางเอาไว้ให้ตรงนี้นะครับ”

              เสียงนิ่งของเปลวอรุณเอ่ยขึ้นพร้อมวางผ้าขนหนูสีขาวกับเสื้อยืดตัวใหญ่พร้อมด้วยกางเกงเอวยางยืดสำหรับใส่นอนไว้ที่ปลายเตียงนอนในห้อง

              “แล้วเปลวจะไปไหน” อัมรินทร์เอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นอีกคนพลิกกายเตรียมจะเดินออกจากห้องไป

              “ผมจะไปดูตาลที่ห้องหน่อยแล้วจะเอายาแก้อักเสบมาให้คุณด้วย” เปลวอรุณตอบ

              “ฉันนึกว่าเปลวจะมาช่วยฉันอาบด้วยสะอีก” ชายหนุ่มเย้า

              “ไม่ใช่เรื่อง คุณไม่ได้เป็นอะไรขนาดนั้น”

              เปลวอรุณว่าอย่างไว้ตัว แต่พอจะกลับตัวร่างสูงใหญ่ของเจ้านายหนุ่มอย่างอัมรินทร์ก็เข้ามาประชิดตัวทั้งยังกักตัวขาวๆของเปลวอรุณไว้ในอ้อมแขนแน่น

              “ปล่อยครับ” เจ้าตัวขาวสั่ง

              “ไม่”

              “คุณอัมรินทร์”

              “เปลวไม่คิดที่จะใจอ่อนให้ฉันจริงๆหรอ”

              “...”

              “ไม่เห็นใจฉันหน่อยหรอ” ใบหน้าคมซบลงกับไหล่เล็กเหมือนจะอ้อนวอนขอความเห็นใจ

              “เห็นใจเรื่องอะไรหรอครับ” เขาย้อนถาม

              “หลายๆเรื่อง”

              หลายๆเรื่องที่ว่านี้คงจะรวมถึงเรื่องที่แอบสะกดรอบตามชีวิตเขาด้วยสินะ...

              “ผมให้คุณค้างที่นี้ให้นอนในห้องของผมแค่นี้ผมก็อ่อนให้คุณมากพอแล้ว ถ้ายังจะเรียกร้องอะไรอีกผมจะไล่คุณกลับ” อัมรินทร์ยิ้มให้กับคำพูดแสนน่ารักที่ออกมาจากปากของคนหน้านิ่ง

              “อย่าไล่ฉันเลยเปลว”

              “ปล่อย” เปลวอรุณสั่งอีกครั้งพร้อมบิดตัวออก

              “ตอนนี้ฉันจะปล่อยให้เปลวหนีฉันไปก่อน แต่ถึงเวลาเมื่อไรต่อให้เปลวหนีฉันไปไกลสุดขอบโลกแค่ไหนเปลวก็หนีฉันไม่พ้นหรอกนะ”

              อัมรินทร์พูดออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนอย่างรักใคร่โดยที่มีรอยยิ้มร้ายปรากฏขึ้นชัดในแก้วตาใสสีเข้มพร้อมๆกับอ้อนแขนแข็งแรงที่โอบรอบตัวของเปลวอรุณจะค่อยๆคล้ายออก

               ครั้งพอเห็นว่าอัมรินทร์ไม่คิดจะรั้งตัวเขาเอาไว้เหมือนแต่แรกเปลวอรุณจึงผลักคนตัวใหญ่ออกแล้วเดินหนีออกจากห้องไป ถึงจะไม่อยากยอมรับแต่หัวใจของเขามันเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่จริงๆเมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับน้ำคำหวานหูแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ไหนจะดวงตาคมที่สะท้อนเพียงแค่ตัวเขา

               เขาเองก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่ไหนที่จะไม่รู้สึกหวั่นไหวไปกับความใกล้ชิด

               เขากลัว...

               ยิ่งจ้องมองเข้าไปในนัยน์ตานั้นมาเท่าไรความกลัวก็ยิ่งแล่นเข้ามาในใจของเปลวอรุณมากจนต้องหันหลบสายตา เขากำลังกลัว กลัวในความหมายบางอย่างที่ซ้อนอยู่ในแววตาที่จ้องมาสบ



               อัมรินทร์มองตามแผ่นหลงเล็กที่เดินหนีออกไปจากห้องด้วยรอยยิ้ม ความหมายที่เขาต้องการสื่อมันออกมาให้คนตรงหน้ารับรู้มันก็ตรงตัวกับคำพูดที่เขาพูดออกมา

               ตอนนี้เขาก็แค่รอเวลา...

              คนเจ้าเล่ห์แสนกลเดินหายเข้าไปในห้องน้ำจัดการอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวจากความเหนื่อยล้าที่มีมาตลอดทั้งวันก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นเสื้อผ้าที่เจ้าของบ้านเตรียมไว้ให้ กางเกงเป็นแบบยางยืดเขาพอจะใส่ได้อยู่แต่เสื้อยืดที่อีกฝ่ายเอามาให้นี้สิน่าหนักใจ

              อัมรินทร์พลิกเสื้อยืดสีขาวในมือไปมาอย่างชั่งใจอยู่ๆเสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่งของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของเปลวอรุณก็ส่งเสียงเรียกร้องความสนใจจากเขา

Rrrrrrr

            ชื่อปลายสายที่ปรากฏบนหน้าจอไม่ใช่ใครอื่นนอกจากญาติผู้พี่หน้าเถื่อนที่ไม่ต้องเดาก็พอรู้ว่าอะไรที่ไปดลจิตดลใจให้มันโทรหาเขาในเวลานี้ ถ้าไม่ใช่...

              // เมื่อไรจะกลับ // นั้นไง

              “อยู่บ้านเปลว”

              //มึงจะนอนนั้นเลยหรือไงวะ//

              “ก็เจ้าของบ้านเขาให้นอนกูก็ต้องนอนสิ” เขาว่ายิ้มๆพร้อมกับถือโอกาสนี้โดดขึ้นเตียงนอนนุ่มของเปลวอรุณอย่างถือวิสาสะ

              // หมายความว่าไง // อนิรุทธิ์ชะงักถาม

              “ตอนนี้กูอยู่ในบ้านเปลวและที่สำคัญกูนอนอยู่บนเตียงของเปลวด้วย” เจ้าตัวอวด

              // ตอแหล // ใครมันจะเชื่อ

              ก็คิดอยู่แล้วว่าพี่ชายต้องไม่เชื่อดังนั้นอัมรินทร์จึงทำการเปลี่ยนโหมดการโทรใหม่เป็นแบบวีดีโอเพื่อให้คนที่ประณามเขาเมื่อครู่ถอนคำพูด

              //เฮ้ย!!!//

              อนิรุทธิ์ร้องสุดเสียง ยิ่งอัมรินทร์คว้าหมอนหนุนสีขาวที่วางอยู่ข้างๆมากอดมาหอมให้เขาดูเพื่อยืนยันคำพูดด้วยแบบนี้เขายิ่งพูดไม่ออก

              เอาจริงดิ...

              “เชื่อกูยัง” เจ้าตัวเยาะ

              // ได้ไงวะ //

              “คืนนี้กูไม่กลับนะ ฝากจุ๊ฟหัวบอกฝันดีคุณมณีนิลให้ด้วยละ บาย”

              // ฮะ..ตู๊ดดดดดด //

              อนิรุทธิ์สถบหยาบใส่น้อยชายที่นอกจากจะไม่อธิบายอะให้เขาฟังแล้วยังยัดเยียดภาระหน้าทีอันยิ่งใหญ่มาให้เขาอีกต่างหาก

            “สงสัยแกจะได้แม่แล้ววะคุณนิล”

              ชายหนุ่มถอนหายใจขณะมองไปยัง คุณนิล หรือ คุณมณีนิล สุนัขพันธุ์โดเบอร์เมนเพศเมียวัยหนึ่งปีที่นอนหมอบอยู่บนโซฟากลางห้องนั่งเล่นที่นอนมองเขาอยู่

            แล้วเรื่องที่จะถามก็ไม่ได้ถาม



 

ก๊อก ก๊อก

              เสียงเคาะประตูดังขึ้นเรียกความสนใจจากนักสำรวจตัวน้องที่กำลังใช้สายตาซุกซนมองนู้นดูนี้ให้หันกลับมาสนใจบานประตูห้องที่เปิดเข้ามาโดยเจ้าของห้องตัวจริง

              “ช้าจังเลยเปลว”  เขาหันไปพูด ดูจากการแต่งตัวของอีกคนแล้วท่าทางเปลวอรุณคงจะอาบน้ำเรียบร้อยแล้วแต่ถึงอย่างนั้นคิ้วเข้มของอัมรินทร์ก็ขมวดเป็นปมเน้นเมื่อพิจารณาเจ้าชุดนอนผ้านื้อลื้นสีขาวที่อยู่บนตัวของเปลวอรุณ

                ชุดนอนผู้หญิง

                 ถึงจะเป็นเสื้อแขนยาวกางเกงขาสั้นแบบเข้าชุดก็เถอะแต่มองยังไงๆมันก็ดูออกว่าเป็นชุดนอนผู้หญิงอยู่ดี คนถูกมองหรี่ตาใส่พร้อมๆกับใบหน้าที่เริ่มแดง

                   “มองแบบนี้หมายความว่ายังไง” เปลวอรุณถามเสียงห้วนกลบเกลี่ยนความเขินอายบ่นโกรธของตน แน่ละใครที่โดยมองตั้งแต่หัวจรดเท้าแถมยังยิ้มขำแบบนี้อีกใครไม่โกรธจนหน้าร้อนก็ไม่รู้จะพูดไงแล้ว

                     ก็มันใส่สบายนิ...

                     “เปล่า” อัมรินทร์ยิ้มขำ “นั้นเอาผ้ามาประคบให้ฉันใช่ไหม มาๆๆ” ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง เมื่อเห็นว่าเปลวอรุณเริ่มจะหน้างอใส่เขาที่เอาแต่ยิ้มล่อ

                       “แล้วทำไมคุณถึงไม่ใส่เสื้อ” เปลวอรุณถามพลางมองแผ่นอกหนาและกล้ามหน้าท้องเป็นลอยของคนตรงหน้า ไหนจะกางเกงเอวยืดที่ดูจะโหลดต่ำจนน่าหวั่นใจนั้นอีก

                        “ก็มันใส่ไม่ได้ อีกอย่างเดี๋ยวพอเอาผ้าประคบก็ต้องถอดออกอยู่ดี” อัมรินทร์บอก ก่อนจะพาร่างกายสมส่วนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสมบูรณ์ของตนมาแอ่นกายเหยียดขาอยู่กลางเตียง

                         ถึงจะยังเคืองที่ถูกคนตัวโตล่อเลียนการแต่งตัวด้วยสายตาแต่เปลวอรุณก็ยอมที่เดินเข้ามานั่งที่ขอบเตียงส่งยาเม็ดเล็กให้อีกคนพร้อมน้ำดื่ม ก่อนจะเริ่มทายาและประคบในส่วนที่เริ่มช้ำจนเห็นชัด

                        มุมปากช้ำเล็กน้อยแค่ประคบสักสองสามวันก็น่าจะหายแต่ตรงท้องนี้สิที่น่าห่วง
 
                       “ขอบคุณ” เปลวอรุณว่าเสียงแผ่ว

                        “หื้อ”

                       “ผมบอกว่าขอบคุณ” เขาเพิ่มเสียงขึ้นอีก

                     “เรื่องอะไรครับ” อัมรินทร์ว่าเสียงหวาน ขยับใบหน้าหล่อที่มีเจลเย็นทาบอยู่ที่แก้มเข้าใกล้เลขาคนสวยของตนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาหลบหน้าเขา

                   “เรื่องวันนี้” เสียงอ้อมแอ้มของคนที่พยายามเบี่ยงหน้าหลบยามที่เขาเข้าใกล้มาน่ารักน่าแกล้งจนแทบอดในไม่ไหว

                  “เรื่องเล็กน่า ฉันบอกแล้วไงว่าฉันจะปกป้องเปลวเอง”

                   “...”

                   “ต่อจากนี้ถ้าเปลวมีปัญหาอะไรบอกฉันได้เลยนะ ฉันพร้อมเสมอถ้าเป็นเรื่องของเปลว”

                   ใบหน้าขาวค่อยๆเงยขึ้นเล็กน้อยพอให้เห็นใบหน้าเจ้าของเสียงนุ่มที่อยู่ห่างไม่ถึงสิบเซน ถึงจะไม่รู้ว่าเขาควรจะเชื่อใจในน้ำคำของอัมรินทร์ได้มาน้อยแค่ไหนแต่เขาเองก็รู้สึกขอบคุณคนตรงหน้าอยู่ไม่น้อยในเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้

              ถ้าอัมรินทร์ไม่แอบตามเขามาแล้วจอดอยู่หน้าบ้านเขาเองก็คิดไม่ออกจริงๆว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น



 
              ทั้งๆที่คิดว่าเมื่อคืนจะเป็นค่ำคืนแสนล้ำค่าที่เขาได้ร่วมเตียงเคียงหมอนกับเปลวอรุณแล้วแท้ แต่พอเอาเข้าจริงนอกจากจะไม่ได้กอดสมใจเขายังนอนไม่หลับทั้งคืนอีกต่างหาก

              “ไหวหรือเปล่าลุง”

              ตอนแรกก็ว่าจะไม่ทักหรอกแต่พอเห็นใบหน้าที่ดูจะอิดโรยกว่าเมื่อวานที่เจอกันไหนจะใต้ตาคล่ำๆเหมือนคนอดนอนนั้นแล้วมันอดไม่ได้จริงๆที่จะถามออกไป

              “ใครเป็นลุงแก” อัมรินทร์ส่วนกลับ กูอ่อนกว่าแม่มึงอีก...

              “เอ้า ไม่ให้เรียกลุงจะให้เรียกไร เรียก พ่อ หรอ” เด็กหนุ่มประชดก่อนจะยกแก้วนมในมือขึ้นดื่ม

              “ได้ไหมละ เรียก พ่ออัน เร็วไอ้หนู” ให้เรียกพ่อก็เข้าทางสิ มีแม่แล้วไม่มีพ่อได้ไง

              “รอให้แม่เปลวของผมเอาลุงเป็นผัวก่อนแล้วกันผมถึงจะเรียก”  อัมรินทร์ทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคออย่างไม่พอใจกับความรู้ทันของเด็กหนุ่มตรงหน้า

              สองหนุ่มมองหน้ากันเหมือนก่อนจะยุติการสนทนาสั้นๆของพวกเขาลงแล้วก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าตรงหน้าทีเปลวอรุณเตรียมไว้ให้ วันนี้ตอนเช้าไม่มีอะไรที่เร่งด่วนทำให้อัมรินทร์จึงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบกับการกินมื้อเช้าแสนอร่อยตรงหน้าเท่าไร

             “เดี๋ยวจานผมล้างให้เอง แม่เปลวไปทำงานเถอะ” ตาลอาสาขึ้นเมื่อเห็นเปลวอรุณกำลังยกจากกลับไปในครัว วันนี้เขาเป็นวันหยุดจึงมีเวลาว่างทั้งวัน

              “เอางั้นหรอ”

              “ฮะ”

              “งั้นฝากด้วยละกัน จะออกไปไหนก็ล็อคบ้านให้ดีๆละ” เปลวอรุณกำชับพร้อมกับส่งกุญแจสำรองที่เขาเพิ่งเอาปั้มมาใหม่ให้ลูกตาลรับไป

              “ครับแม่” เด็กหนุ่มยิ้มรับ นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่มีใครมาให้เรียกว่า แม่ แบบนี้

              อัมรินทร์ที่ไม่อยากจะขัดจังหวะสองแม่ลูกก็ทำเพียงแค่แตะเบาๆที่ข้างเอวของเปลวอรุณเป็นสัญญาณให้เจ้าตัวสิ้นสุดการล่ำลายามเช้า

              ลูกตาลเดินมาส่งคนทั้งสองที่หน้าประตูรั้ว แต่ยังไม่ทันทีเปลวอรุณกับอัมรินทร์จะเดินพ้นบานประตูบ้านไปขึ้นรถของอัมรินทร์ที่จอดรออยู่ รถยนต์สีขาวที่แสนคุ้นเคยก็ขับมาจอดหน้าบ้านอย่างรวดเร็วทำเอาคนหน้านิ่งดึงหน้าตึงอย่างไม่พอใจทันที

              “นี้มันอะไรกัน”

              พิมพาถามขึ้นเสียงดังทันทีที่ออกมาจากตัวรถนัยน์ตาที่แฝงความหงุดหงิดเอาไว้กวาดมองผู้ชายแปลกหน้าทั้งสองที่ยืนขนาบข้างเปลวอรุณอย่างนึกสงสัยก่อนที่เรียวปากบางจะเหยียดยิ้มออกมา

              “อ๋อ นี้พอฉันไม่อยู่แกก็ลากผู้ชายมานอนกกในบ้านถึงสองคนเลยงั้นหรอ”

              “หุบปากของเธอสะพิมพา” เปลวอรุณพูดเสียงนิ่งแต่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ

              หายไปตั้งสองวันกลับมาก็ปากหมาเลยนะ....

              “ทำไม ฉันพูดแทงใจหรือไง” พิมพาเหยียดก่อนจะเดินเข้ามาใกล้อัมรินทร์เหมือนสำรวจ

              “รสนิยมดีนิ เลือกผู้ชายรวยนี้กะจะสบายไปทั้งชาติเลยละสิ” หล่อนว่าด้วยสายตาเป็นประกายยามจ้องมองสูทอามานี่เนื้อดีกับนาฬิกาเรือนหรูที่แนบอยู่กับข้อมือหนาของอัมรินทร์

              “ฉันนะไม่ใช่เธอที่คิดจะเกาะผู้ชายกิน”  เปลวอรุณกอดอกมองหน้าพิมพานิ่ง

              “นี้แก”

              “อีกอย่างนะ นี้คุณอัมรินทร์เจ้านายของฉัน” พิมพาทำหน้าเหมือนไม่ค่อยจะเชื่อเท่าไรกับคำแนะนำของเปลวอรุณ

              ใครจะรู้...

              “ส่วนนี้ตาลลูกชายของฉัน”

               “ลูก แกไปมีลูกตอนไหนทำไมฉันถึงไม่รู้”

               “แล้วทำไมฉันต้องบอกเธอทุกเรื่องด้วย แต่ไหนๆก็รู้แล้วจำเอาไว้อีกสักเรื่องก็ดีนะตั้งแต่วันนี้ไปตาลจะมาอยู่ที่บ้านนี้”

              “อะไรนะ” พิมพาแว๊ดเสียงขึ้นสูงอย่างตกใจ

              “นี้แกจะบ้าหรือไง ทำไมถึงคิดจะเอาเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าแบบนี้เข้ามาอยู่ที่บ้าน”

              “แล้วเธอละมีหัวนอนปลายเท้าหรือไง”

              “แก!”

              “นี้บ้านฉัน การที่ฉันจะเอาใครเข้ามาอยู่มันเรื่องของฉัน แล้วก็ไม่ต้องห่วงนะลูกชายฉันฉันเลี้ยงเองได้ไม่รบกวนเธอหรอกเพราะขนาดขนาดผีไร้ญาติที่คอยเกาะแข่งเกาะขาขอส่วนบุญจากฉันอย่างเธอฉันยังเลี้ยงมาได้ตั้งสิบปีกะอีลูกคนเดียวฉันไม่ตายหรอก ไม่ต้องห่วง”



_______________________________________________________________

มาแบ้วๆๆ

ตอนแรกว่าจะมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วแต่ตบตีแพ้เน็ตหอเลยต้องเด้งมาเป็นวันนี้แทน อิอิ


วันนี้มาเบาๆกับความหวั่นไหวเล็กๆของเปลวอรุณ


อาจดูเหมือนยืด แต่ก็ยืดนั้นแหละ

แล้วไงอะ

วางพล็อตไว้หมดแล้วจะยืดเนื้อเรื่องในตอนยังไงก็ได้

 :hao7:

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13940
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
ผลิกล็อก

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1715
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
เอิ้มม งง เบาๆ
รออ่านต่อค่ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5238
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ imymild

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 376
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
อ้าว..เป็นลูกชายสะงั้น

ออฟไลน์ wavery

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2

เป็นหนี้ ครั้งที่ 6




                 “นี้แกว่าฉันหรอ” พิมพาหน้าแดงก่ำอย่างโกรธเคียงง้างมือขึ้นสูงเตรียมจะตบเปลวอรุณที่กล้าต่อว่าเธอเสียๆหายๆต่อหน้าคนอื่น  อัมรินทร์ที่ยืนอยู่ตรงกลางจึงรีบก้าวออกมาข้างพิมพาที่โกรธจนหน้าแดงไม่ให้เข้าไปทำร้ายเปลวอรุณ

              “ฉันกำลังชม เพราะถ้าคนมันมีจิตสำนึกจริงๆมันคงไม่เกาะคนอื่นเป็นปลิงแบบนี้แน่” เปลวอรุณยังคงสรรเสริญความดีของพิมพาต่อ

              “กรี๊ดดดดดดดดดดดดด”

              พิมพากรีดร้องออกมาเสียงดังเมื่อไม่สามารตอบกลับคำพูดของผู้ชายตัวขาวตรงหน้าได้ หล่อนจึงเลือกที่จะกระแทรกส้นสูงเดินเข้าบ้านไปโดยไม่วานที่จะจงใจเดินชนไหล่เปลวอรุณกับลูกตาลด้วยอย่างหาที่ระบาย

              เปลวอรุณมองตามหลังคนที่อายุเยอะกว่าไปอย่างระอา จะไม่มีวันไหนเลยใช่ไหมที่เจอหน้ากันแล้วไม่ปัญหากันแบบนี้เนี้ย

              “ต้องขอโทษคุณด้วยนะครับที่ต้องให้มาเจออะไรแบบนี้ ตาลด้วยนะอย่างไปสนใจพวกผีเจาะปากมาพูดเลย” เจ้าตัวหันไปขอโทษคนทั้งสอง โดยเฉพาะลูกตาลที่ตกเป็นหัวข้อในบทสนทนาดูจะหน้าเจือลงอย่างเห็นได้ชัด

              “บางทีป้าแกอาจพูดถูก” ตาลว่าเสียงสลด เขามันไม่มีหัวนอนปลายเท้าจริงๆนั้นแหละ...

              “อย่าคิดอย่างนั้น” มือบางเอื้อมออกไปรั้งเด็กหนุ่มตรงหน้าเขามากอดปลอบ

              “ตาลเป็นลูกฉัน ใครจะพูดยังไงก็ไม่ต้องไปสนใจ” เขาบอก

              ลูกตาลพยักหน้ารับ

              “ฉันว่าให้ตาลไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่แล้วออกไปด้วยกันดีกว่า ให้อยู่บ้านตอนนี้ฉันว่าจะอึดอัดใจกันเสียเปล่าๆ” อัมรินทร์เสนอ

              ซึ่งเปลวอรุณเองก็เห็นด้วยกันกับคำพูดของอัมรินทร์ขืนปล่อยให้ลูกตาลอยู่บ้านกับหมาบ้าอย่างพิมพาตอนนี้ละก็เขาก็เดาไม่ออกจริงๆว่าผู้หญิงคนนั้นจะสรรหาคำพูดอะไรมาทำร้ายจิตใจเด็กอีก

              ไม่ใช่ว่าไม่สังเกต แต่เพราะสังเกตนี้แหละถึงได้เห็นว่าตอนที่พิมพาเดินลงจากรถสภาพของหล่อนดูคล้ายจะระแวงอะไรอยู่สักอย่างเลยกลบเกลี่ยนความหวาดระแวงของตัวเองโดยการหาที่ระบายสักคนและเมื่อทำอะไรเขาไม่ได้ลูกตาลเลยตกเป็นเป้าแทน

              “ก็อย่างที่คุณเห็นผู้หญิงคนนั้นชื่อ พิมพา เป็นเมียใหม่ของพ่อผมที่เสียไป”  เปลวอรุณกล่าวเสียงเนิบ

              ตอนนี้พวกเขามาถึงบริษัทของอัมรินทร์เรียบร้อยแล้วแต่เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นตอนก่อนจะออกมาทำให้อัมรินทร์ไม่คิดจะปล่อยผ่านเลยเรียกให้เปลวอรุณกับลูกตาลเข้ามาคุยกับเขาในห้อง

              “ดูเหมือนเปลวกับแม่ใหม่จะไม่ถูกกันด้วยสินะ” อัมรินทร์เสริมขึ้น หลังจากได้เห็นอีกด้านของเปลวอรุณที่ดูจะเป็นใจเย็นแล้วฟันธงได้เลยว่าแม่ใหม่นี้ดูจะแสบเอาเรื่องเหมือนกัน

            ยอมรับเลยว่าตอนแรกที่ได้ยินถ้อยคำร้ายกาจที่เปลวอรุณใช้ดีแสกหน้าแม่เลี้ยงบอกตรงๆเลยว่าเขาเองก็ยังอึ่ง ใครจะมันจำคิดละว่าคนพูดน้อยจะต่อยหมัดได้แรงจนแสบถึงทรวงได้ขนาดนี้

              “แล้วที่คุณเห็นมันเป็นการแสดงความรักหรือไง”

ยิ่งคำพูดห้วนๆไร้ซึ่งหางเสียงที่เหวี่ยงอารมณ์สวนกลับมาของเจ้าของนัยน์ตานิ่งที่ดูจะแข็งกร้าวกว่าปกติเต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดแบบนี้คนตรงหน้าเขาไม่สบอารมณ์กับเรื่องที่พูดมากเท่าไรบวกกับการที่ได้เห็นเจ้าตัวเอนหลังพิงพนักแล้วยกแขนขึ้นกอดอก

              เห็นแล้วมันชวนให้นึกถึงวันเก่าๆ....

              ถ้าจำไม่ผิดช่วงนั้นน่าจะเป็นตอนที่เขาเข้ามาทำงานใหม่ๆช่วงนั้นเขากำลังเรียกร้องความสนใจจากเปลวอรุณอยู่ด้วย เขาจำได้ดีท่านี้เลยตอนที่เปลวอรุณมาตามเขาที่โรงแรมที่เขาหิ้วผู้หญิงสักคนมานอนกกด้วยจนลืมเวลาประชุมนี้ยังไม่นับเสียงพูดที่อีกฝ่ายสั่งให้เขาไปใส่เสื้อผ้าที่แค่เอ่ยออกมาสั้นๆมันก็ทำขนอ่อนที่หลังขอเขาลุกตั้งชันไม่หมดอย่างไม่ทราบสาเหตุแล้ว

              รู้สึกดีที่อย่างน้อยเขาก็ไม่โดนด่า....

              “แล้วทำไมไม่ไล่เขาออกไปละ ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วไม่สบายใจแบบนี้” อัมรินทร์ถามอย่างแคลงใจ ถึงจะรู้ว่าเลขาของเขาเป็นคนที่มีความอดทนสูงแต่เรื่องบางเรื่องก็ไม่น่าจะปล่อยผ่านทำใจเย็นอยู่แบบนี้

              “ก็ถ้ามันง่ายผมคงไม่ต้องทนมาถึงทุกวันนี้หรอก” เปลวอรุณว่าเสียงหน่าย ถ้าวันนั้นเขาไม่พลาดละก็นะ...

              “แล้วเปลวจะทนต่อไปจนถึงเมื่อไร ถ้าคุณพิมพาไม่ยอมออกละ ฉันว่า...”

              “นั้นบ้านผม”  เปลวอรุณตวัดสายตามองอัมรินทร์อย่างเอาเรื่อง เขาไม่รู้หรอกว่าอีกคนพูดอะไรหรือแสดงความหวังดีอะไรออกมาให้เขาได้ฟังแต่การที่มาพูดเหมือนจะให้เขาเป็นฝ่ายยอมแพ้แล้วออกมาจากบ้านของตัวเองแบบนี้มันไม่ใช่เรื่อง!

              “ฉันแค่เป็นห่วงเปลวแล้วไหนจะลูกตาลอีกละ” อัมรินทร์ว่าเสียงอ่อนให้อีกคนใจเย็นพร้อมกับบุ้ยหน้าไปทางเด็กหนุ่มที่หันมาสบตากับเขาพอดี

แม้ว่าลูกตาลจะโตพอที่จะช่วยเหลือดูแลตัวเองได้แต่ถึงยังไงอีกฝ่ายก็ยังเป็นเด็กอารมณ์ความรู้สึกย่อมอ่อนไหวกว่าคนที่ผ่านอะไรมาเยอะกว่า เห็นได้ชัดจากการที่ลูกตาลโดนพิมพาว่าร้ายใส่เมื่อเช้าที่ทำให้เจ้าตัวเงียบซึมผิดวิสัยมาจนถึงเมื่อกี้นี้

              “ผมดูแลตัวเองได้” เด็กหนุ่มว่าเสียงเข้ม

              “ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังเป็นห่วง” เขาตอบตามจริง

              “ผมขอรับแค่ความหวังดีของคุณไว้แล้วกันนะครับ แต่เรื่องบ้านคนที่จะต้องออกไปมันต้องไม่ใช่ผมแน่”   

             เปลวอรุณว่าทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้นก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาไม่อยากจะพูดเรื่องน่ารำคาญพวกนี้แล้วหัวเด็ดตีนขาดยังไงเขาก็ไม่มีทางที่จะย้ายออกจากบ้านนี้เด็กขาด

              พอเห็นว่าเปลวอรุณลุกขึ้นยืนหมุนกายแล้วเดินตรงไปทางประตูลูกตาลเองจึงลุกขึ้นเพื่อจะตามคนที่เขาเรียกว่าแม่ออกจากห้องไปด้วย แต่เสียงของเจ้าของห้องที่ยังคงนั่งอยู่กับที่เอ่ยเรียกขึ้นมาก่อน

              “ตาล ฉันขอคุยด้วยหน่อยสิ”

            คิ้วเข้มของเด็กหนุ่มขมวดเป็นบ่มหลวมๆมองคนเรียกอย่างไม่เข้าใจก่อนจะหันไปถามความเห็นจากคนที่ยืนอยู่ตรงประตู พอเปลวอรุณไม่มีทีท่าว่าจะขัดอะไรแถมยังบอกเป็นนัยๆว่าให้เขาคุยกับอัมรินทร์ก่อนโดยก่อนปิด

            ลูกตาลสาวเท้าเดินกลับมานั่งลงตรงเก้าอี้ตัวเดิมที่เพิ่งผ่านการใช้งานมาไม่ถึงหนึ่งนาทีอีกครั้ง จ้องมองหน้าคนที่รั้งเขาเอาไว้ต่อโดยไม่พูดไม่จาแถมยังมองมาที่เขาเหมือนเจ้าหน้าที่สอบสวนกำลังสอบสวนผู้ต้องหา

              แม่ง โคตรน่าอึดอัดเลย...

              “ลุงมีอะไรจะคุยกับผมก็พูดมาเถอะน่า” ลูกตาลถามเสียงขุ่นหน้ายุ่ง

              “เล่นหัวฉันได้แบบนี้แสดงว่าหายซึมแล้วละสิ” อัมรินทร์ยกยิ้มหยอกเย้า

              “ก็ไม่ได้เป็นอะไร แค่โดนจี้จุดก็เท่านั้น” เด็กหนุ่มว่าขณะเอนกายลงกับพนักพิงด้วยท่าทางสบายๆ อัมรินทร์ไหวไหล่เบาๆอย่างพยายามจะเชื่อ

            “เรามาเข้าเรื่องกันเลยแล้วกัน” ก่อนน้ำเสียงหยอกเย้าเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นน้ำเสียงจริงจังเรียกสายตาของเด็กหนุ่มที่นั่งมองอยู่ให้ยืดหลังตรงโดนอัตโนมัติ

              “เรื่องแม่เปลว?”

              “ไม่”

              “...”

              “เรื่องของนาย”

              “ขอผม”  ลูกตาลชี้หน้าตัวเองอย่างแปลกใจ

              “ใช่”

              “...”

              “ฉันอยากรู้ว่านายเป็นใครมาจากไหนแล้วทำไมถึงรู้จักกับเปลว”  ลูกตาลจุดยิ้มมุมปากอย่างรู้ทันในความหมายที่แฝงนัยมากับคำถามที่คาดคั้นเอาคำตอบมาทางสายตา

              โถ คนแก่ขี้ระแวง

              “ถ้าให้เล่าตั้งแต่ผมเกิดก็คงจะยาวไปหน่อย” เขาเปรย  “งั้นเอาสักเมื่อปีที่แล้วแล้วกันตอนนั้นผมเพิ่งจบม.ปลายกลับมาถึงก็มีคนโทรมาบอกว่าพ่อแม่ผมรถคว่ำตายหลังจากนั้นรีสอร์ทของพ่อก็ถูกลุงกับป้าโกงไปบ้านก็โดนธนาคารยึดมีแค่เงินเก็บที่เป็นเงินประกันของพ่อกับแม่เหลือติดตัวมานิดหน่อยเลยขึ้นมาหางานทำที่กรุงเทพ  หลังจากนั้นเกือบปีพอเก็บเงินไก้ก้อนหนึ่งเลยว่าจะกลับไปไหว้พ่อกับแม่ที่ภูเก็ตแต่ดันโดนพวกนักเลงแถมนั้นรุมแล้วเอาเงินไปหมดดีนะได้แม่เปลวมาช่วยไว้ไม่งั้นผมก็นอนเน่าอยู่ข้างถังขยะนั้นยันเช้า นับๆดูแล้วน่าจะเกือบหกเดือนได้แล้วมั้ง”

              มือกร้านอย่างคนทำงานหนักที่ถูกยกขึ้นมานับจำนวนเวลาเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าสิ่งที่เด็กหนุ่มพูดออกมาพอมีมูลความจริงให้คนฟังอย่างเขาเชื่อ

              อัมรินทร์มองดูเด็กหน้าอย่างนึกชื่นชมการที่เด็กคนหนึ่งในวัยที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ต้องมาเจอกับชะตาชีวิตที่พลิกแบบสุดๆจนไปอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดแต่กลับไม่เหลวแหลกเหมือนเด็กบางคนที่รับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสิ่งยั่วยุเพื่อหวังให้ตนหลุดพ้นจากความจริงจนกลายเป็นปัญหาต่อสังคมอย่างที่เห็นบ่อยๆตามหน้าหนังสือพิมพ์

              แต่เด็กตรงหน้าเขาไม่ใช่

              นอกจากจะดูไม่เยเสกับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วแถมยังตั้งหน้าตั้งตาที่จะหาเลี้ยงตัวเองให้อยู่รอดแบบนี้ทำให้เขานับถือเด็กตรงหน้าจริงๆ บางทีเพราะเหตุผลนี้หรือเปล่าที่ทำให้เปลวอรุณรับเด็กคนนี้มาเป็นลูก

              “ว่าแต่ลุงเถอะถามผมแบบนี้ไม่ไว้ใจผมหรอ” ลูกตาลย้อนถามเมื่อเห็นอีกคนเงียบไปนาน

              “ก็ไม่เชิง” ก็แค่อยากแน่ใจว่าเขาจะไม่มีศัตรูหัวใจเพิ่มก็เท่านั้น เพราะแค่นี้ก็ตึงมือจะตายอยู่แล้ว

              “ไม่ต้องห่วงหรอก ผมนะไม่คิดอะไรเกินเลยอย่างที่ลุงคิดหรอก”

              “นายรู้” อัมรินทร์เลิกคิ้วถาม

              “ใครๆก็มองออก”

              การแสดงออกที่ผู้ชายตรงหน้าแสดงมันออกมาใครเห็นใครก็รู้ว่าคิดอะไรอยู่ อีกอย่างเขาเองก็เป็นผู้ชายเหมือนกันทำไมแค่มองตาจะไม่รู้ว่าคิดอะไร

              “งั้นก็ดี” ใบหน้าตึงเครียดเมื่อครู่คลี่ยิ้มร่าอย่างสบายใจ

              “แต่..”

              คนดีใจเมื่อครู่ชะงักค้างที่อยู่ๆเด็กตรงหน้าก็แทรกขึ้น

              “ถ้าจะใช้ผมเป็นเครื่องมีทำให้แม่เปลวยอมใจอ่อนละก็ไม่ได้ผลหรอก” ลูกตาลว่าดักคอ

              “อย่ามารู้ทันฉันไปหมดทุกเรื่องได้ไหม” อัมรินทร์ดูจะหัวเสียเล็กน้อย

สิ่งเดียวที่ทำให้คนเจ้าเล่ห์อย่างอัมริทร์หัวเสียได้ก็คงไม่พ้นการที่ถูกจับได้ว่ากำลังวางแผนอะไรอยู่และดูเหมือนว่าที่ลูกเลี้ยงหนุ่มตรงหน้าเขานี้แหละจะเข้าข่ายสิ่งที่เขาไม่ชอบ แถมดูทรงแล้วไอ้เด็กลูกตาลนี้จะศีลเสมอเขาด้วย...

              “ยังไงก็เถอะ ตอบมาคำเดียวเลยว่าจะช่วยหรือไม่”

              “ช่วยแล้วผมจะได้อะไร” อัมรินทร์แทบจะยกมือกุมขมับ คุ้นชิบหายเลยประโยคนี้

              “มีแม่แล้วไม่อยากมีพ่อหรือไง” เขาว่าเนื่องๆ

              “ก็ต้องดูก่อนว่าพ่อใหม่จะดีพอหรือเปล่า” อีกฝ่ายว่าเกทัพ

              “อยากได้ไรว่ามาฉันเปย์ไม่อั้น” อัมรินทร์ยอมเทหมดหน้าตักเลยถ้าได้ไอ้เด็กนี้เข้าฝั่งตัวเอง 

               “ผมก็ไม่ได้หน้าเงินขนาดนั้น” ลูกตาลยิ้มกริมพอใจกับสินบนที่อีกฝ่ายเสนอมา แต่จะให้เขาขายแม่ที่แสนดีอย่างเปลวอรุณเขาก็คงทำไม่ได้เช่นกัน

               “แล้วนายจะเอาอะไร” ชายหนุ่มถามหน้าตึง คล้ายๆจะเห็นเงาลางๆของอะไรบางอย่างจากตัวเด็กตรงหน้าที่ยกแขนขึ้นมาเท้ากับขอบโต๊ะแล้วประสาทมือกันเอาไว้ที่ใต้คางด้วยรอยยิ้มร้าย

               “บอกแผนที่อยู่ในหัวของคุณมาทั้งหมด รวมถึงแผนที่คุณกำลังทำตอนนี้ด้วย”

               ก็บอกแล้วว่าไอ้เด็กนี้มันร้าย....


.................

o18
         

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1715
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
ศีลเสมอกันจิงๆ
ร้ายอะลูกตาล 55

ออฟไลน์ wavery

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
o18


   // มึงก็เลยเล่าแผนทั้งหมดให้ไอ้เด็กนั้นฟัง //

              ภาพเคลื่อนไหวของอนิรุทธิ์ที่แทบจะยกขาขึ้นพาดหน้าผาดแทนหลังมือที่ปรากฏขึ้นในหน้าจอโทรศัพท์ขณะคอนเฟอร์เรนซ์อยู่ในตอนนี้ดูจะไม่ต่างกับสิ่งที่อัมรินทร์อยากจะทำมันเสียเท่าไรเลย

              “ก็มันจำเป็น” เขาอ้าง

              // แล้วมึงไม่คิดว่าเด็กนั้นมันจะเอาไปบอกเลขามึงหรือไง // อนิรุทธิ์สวนทันควันเสียงดัง

              “เด็กนั้นรับปากกูแล้วว่าจะไม่พูด”

              // จะเชื่อได้หรอวะ // แผนแบบนี้ยิ่งคนรู้น้อยๆก็ยิ่งดีไม่ใช่หรือไง อนิรุทธิ์เถียงในใจ

              “ก็ต้องลองเสี่ยงดู แต่กูเชื่อว่าตาลจะไม่พูดเรื่องนี้แน่” ถึงจะไม่เต็มร้อยแต่เขาก็พอมั่นใจอยู่บ้างละว่าเรื่องนี้จะไม่ไปถึงหูของเปลวอรุณ

              // ให้จริงเถอะ //  อีกฝ่ายพึมพำ

              “ชั่งเรื่องลูกตาลมันไปก่อนเถอะ แล้วเรื่องแผนละยังไง”  อัมรินทร์เปลี่ยนประเด็น

              // เออใช่ กูว่าจะพูดเรื่องนี้พอดี//  อนิรุทธิ์ตบขาตัวเองครั้งหนึ่งก่อนจะหันกลับมามองหน้าน้องชายอีกครั้งเหมือนนึกได้

              // มึงมันร้ายมากนะไอ้อัน //

              “เรื่อง” คนตอบตีหน้าซื่อ

              // อยากให้กูพูดถึงสาเหตุที่ทำให้มึงได้นอนกอดเลขามึงสมใจอยากเมื่อคืนไหมละ//  อัมรินทร์ยิ้มลอยหน้าลอยตาแทนคำตอบ ซึ่งมันดูจะเป็นอะไรที่ยียวนกวนเส้นเอ็นเท้าของคนมองเป็นอย่างมาก

              นี้ถ้าไม่เห็นเป็นน้องนะ...

              // ฟางโทรมาเล่าให้กูฟังหมดแล้วเรื่องเมื่อคืน แล้วก็บอกอีกว่าตอนนี้ทางนั้นเริ่มแผนต่อไปแล้วอีกไม่นานทุกอย่างก็น่าจะสำเร็จ//

              “ดีๆ”

              อัมรินทร์ยิ้มกว้างอย่างพอใจกับผลลัพธ์ที่กำลังจะออกมาเป็นรูปเป็นร่างในอีกเพียงเอื้อมมือเดียว คิดไม่ผิดจริงๆที่ขอให้อนิรุทธิ์ยืมมือหย่งฟางเข้ามาช่วยแต่ที่ต้องขอบคุณจริงๆน่าจะเป็นหมากตัวสำคัญอย่างพิมพามากกว่าที่เดินเข้ามาหาพวกเขาเองถึงที่แบบนี้

              บ่อนที่พิมพาไปเล่นเมื่อตอนนั้นเป็นบ่อนที่คนรักของหย่งฟางเป็นเจ้าของอยู่ ตอนแรกพวกเขาก็คิดกันจนหัวหมุนเลยว่าจะทำยังไงให้พิมพาเข้ามาเล่นที่บ่อนวีไอพีแห่งนี้ได้ แต่ก็เหมือนโชคจะเข้าข้างอยากจะช่วยให้เขาได้กอดเปลวอรุณเร็วถึงได้ส่งพิมพามายืนอยู่ในบ่อนได้เลยเดี๋ยวนั้นและยิ่งโชคดีเข้าไปใหญ่เมื่อเจ้าของบ่อนตัวจริงไม่อยู่หย่งฟางจึงมีอำนาจสิทธิขาดในการทำทุกอย่างในบ่อนแทน

              และแน่นอนว่าข้อเสนอแสนเย้ายวนที่ไม่ว่านักพนันหน้าไหนก็ไม่อาจปฏิเสธความหอมหวานของมันได้คือนกต่อล่อให้เหยื่อแห่งความละโมงย่อมจำนนต่อเส้นทางที่เขาวางเอาไว้

              // เดี๋ยวแค่นี้ก่อนนะไอ้อันกูต้องไปละ // อนิรุทธิ์พูดขึ้นก่อนจะหันไปพยักหน้ารับให้ผู้ช่วยของเขาที่เขามาตาม

              “เออๆ เจอกันที่บ้าน”

              อัมรินทร์ขานรับก่อนจะกดตัดสายสนทนาในมือแล้ววางมันลงบนโต๊ะทำงาน เอนหลังให้อยู่ในระนาบเดียวกับพนักเก้าอี้หลับตาลงทบทวนแผนการตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงแผนสุดท้ายที่จะเป็นบันไดพาเขาไปหากุหลาบน้ำแข็งแสนสวยของเขาอย่างมีความสุข

            ไม่รู้เหมือนกันว่าอัมรินทร์เผลอหลับไปตอนไหน อาจเพราะเมื่อคืนเขานอนไม่พอด้วยทำไมพอได้เอนหลังหลับตาแบบนี้แล้วเลยเผลอหลับไปดื้อๆ และช่วงที่สมองยังไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่นแบบนี้ทำให้ไม่ทันรู้ตัวว่าตอนนี้มีใครคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานเขาอย่างถือวิสาสะ

            เสียงของส้นร้องเท้าปลายแหลมที่กระทบลงบนพื้นกระเบื้องขัดมันที่ดูจะจงใจกดย้ำลงไปให้เจ้าของห้องหันมาสนใจ แต่นอกจากอัมรินทร์เลือกที่จะไม่ลืมตาขึ้นมามองดูผู้บุกรุกเพราะคิดว่าบางทีอาจเป็นเปลวอรุณที่เข้ามาปลุก รายนั้นเวลาไม่พอใจอะไรชอบเดินลงส้นให้เสียงดังอยู่แล้ว...

              แต่ครั้งนี้อัมรินทร์คาดเดาผิด

              นอกจากจะไม่ใช่เปลวอรุณที่เข้ามาปลุกเขาอย่างที่วาดฝัน คนที่ปล่อยน้ำหนังลงไปที่แขนข้างที่เท้าอยู่กับโต๊ะยืนมองมาทางเขาอย่างพิจารณานั้นเป็น ผู้หญิง

              เรียวปากที่แต่งแต้มมาเป็นอย่างดีปรากฏรอยยิ้มเล็กๆอย่างนึกสนุก ท่อนขาเรียวเล็กก้าวเดินเข้ามาใกล้ชายหนุ่มมากยิ่งขึ้นก่อนจะทิ้งน้ำหนักตัวลงที่ตักทาบทับลำตัวเพรียวบางแทบชิดสนิทกับเจ้าของห้องที่นั่งหลับอยู่

              การจู่โจมเข้าหาแบบนี้ทำให้อัมรินทร์รู้ได้ทันทีว่าอีกหนึ่งชีวิตที่อยู่ในห้องเดียวกับเขาตอนนี้ไม่ใช่เปลวอรุณ เปลือกตาเข้มลืมโผงขึ้นมาทันที่อย่างตกใจเช่นเดียวกับนัยต์ตาคมเข้มสีนิลที่เบิกกว้างเมื่อเห็นว่าคนที่แนบกายทับลงมาเอาคางเกยอกที่แผ่นอกกว้างของเขาเป็นใคร

              “ตื่นแล้วหรอคะ” เสียหวานที่เต็มไปด้วยความซุกซนของสาวเจ้ายิ่งทำให้สมองของเขาตื่นขึ้นเต็มร้อย

              “ลิลดา

               หญิงสาวผมสั้นเจ้าของนามอมยิ้มชอบใจกับปฏิกิริยาที่อีกฝ่ายแสดงออกมา ตอนแรกว่าจะเข้ามาคุยเรื่องงานสักหน่อยแต่พอมาถึงหน้าห้องเลขาที่ควรจะนั่งอยู่ประจำที่หน้าห้องก็ไม่อยู่ตอนแรกก็นึกว่าสองนายบ่ายจะออกไปข้างนอกกันเธอก็เลยถือวิสาสะเข้ามาในห้องแต่ที่ไหนได้เลขาหนีไปกินข้าวแล้วปล่อยให้เจ้านายมางีบหลับนอนกลางวันอยู่ตรงนี้นี้เอง

               “ค่ะ ลิลเอง”  เครื่องหน้าสวยเอี้ยงเล็กน้อยพลางยิ้มให้อีกคน

              “ทะ ทำไมลิลถึงเข้ามาในห้องฉันได้” อัมรินทร์ว่าด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักขณะพยายามดันสาวเจ้าให้ลุกขึ้นนั่งดีๆอย่างรักษามารยาท

              “ก็เดินเข้ามาไงค่ะ”

              “แล้วเปลว”

              “เลขาคุณไม่ได้นั่งอยู่ข้างนอกนะคะ” หล่อนเฉลย

              อัมรินทร์ถอนหายใจอย่างโล่งอกไปเปาะหนึ่งอย่างน้อยเปลวอรุณก็ไม่รู้ว่าผู้หญิงมาหาเขาถึงในห้องแบบนี้ ถึงอีกฝ่ายจะเป็นนักออกแบบจิวเวอรี่หญิงไทยที่มีผลงานโดดเด่นไกลถึงเมืองน้ำหอมที่จะมาร่วมงานกับบริษัทในคอลเลคชั่นใหม่ก็เถอะ แต่สัมพันธ์ทางกายที่เคยมีต่อกันนี้สิ

              ใครมันจะอยากให้คู่ขาเก่ามาเจอกับเมียในอนาคตวะ...

              “แล้วลิลเข้ามามีอะไรหรือเปล่า” เขารีบถามขึ้นมาพลางพยายามชักขาข้างที่ถูกทับอยู่ออก

              “ลิลก็แค่อยากจะมาเซอร์ไพรส์อันไง ไม่ดีหรอ” เจ้าหล่อนถาม

              “ก็ดี ดีๆ” อัมรินทร์ยิ้มแกน

              “ดูอันไม่คอยดีใจที่เห็นหน้าลิลเท่าไรเลยนะ” นัยน์ตากลมหวานหรี่มองอย่างจับผิด ไล่ปลายนิ้วเรียวสวยไปตามสันกรามที่ขบกันแน่น

              “ใครว่าละ ฉันดีใจมากเลยต่างหากทีนี้เราจะได้เริ่มงานกันสักที”

              “แค่เรื่องงานหรอ” เจ้าหล่อนท้วงหน้างอ

              อัมรินทร์ทำเพียงส่งยิ้มแห้งๆกลับไปให้เท่านั้นไม่ได้ตอบอะไร เขาไม่เคยรู้สึกกระอักกะอวมใจแบบนี้เลยสักครั้งในชีวิตเวลาที่มีสาวสวยทอดสะพานให้ถึงที่แบบนี้ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่

              ความคิดล้านแปดตีกันยุ่งอยู่ในหัวทึบๆที่สติยังไม่เข้าที่เข้าทาง เขาต้องหาวิธีทำให้ลิลดาออกไปจากตัวเขาให้ได้ก่อนที่ใครจะเข้ามาเห็นภาพแนบชิดสนิทเกินเพื่อนร่วมงานแบบนี้

              แต่กว่าที่เขาจะสงบจิตสงบใจที่เตลิดไปไกลหลังนอนกลางวันมาได้ก็ดูจะช้าไปสักหน่อยเพราะนอกจะคิดวิธีการที่นุ่มนวลแบบรักษาน้ำใจอีกฝ่ายไม่ทันแล้วเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นเรียกความสนใจจากทั้งเขาและหญิงสาวที่ยังคงนั่งแนบชิดอยู่บนตักของเขาให้หันไปดูทำเอาหัวใจดวงน้อยของเขาเต้นแรงไม่เป็นจังหวะอย่างลุ้นระทึกจนแทบจะออกมานอกอก

              ยังไม่ทันที่เขาที่เป็นเจ้าของห้องจะเอ่ยปากอนุญาตอะไรบานประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมกับใครบางคนที่เขาไม่อยากให้มาเห็นมากที่สุด

              เปลวอรุณ

              !!

           

            หลังจากตัดจบการสนทนากับอัมรินทร์เมื่อช่วงสายแล้ว เปลวอรุณก็กลับออกมานั่งสงบจิตสงบใจอยู่ที่โต๊ะทำงานอยู่สักพักหนึ่งก่อนจะเริ่มทำงานที่ค้างอยู่ต่อ โชคดีที่วันนี้เขามีผู้ช่วยแถมงานก็ไม่ได้เยอะเยาะอะไรมากมายทำให้สามารถเคลียร์งานในช่วงเช้าเสร็จก่อนเที่ยง

              ถึงจะยังเคืองคนพูดไม่เข้าหูแต่เพราะหน้าที่ที่ต้องทำทำให้เขาเดินไปเคาะประตูห้องทำงานของอัมรินทร์เรื่องมื้อเที่ยงที่เจ้าตัวตักใส่กล่องทัฟเปอร์แวรมาเมื่อเช้าว่าจะให้เขาอุ่นให้เลยหรือไม่แต่ไม่ว่าดูเหมือนว่าเจ้าของห้องจะติดอยู่ในวังวนแห่งความฝันที่ลึกเกินจะหยั่งถึงไม่และเขาเองก็ไม่อยากจะทำลายการพักผ่อนของเจ้านายตัวเองด้วยจึงเลือกที่จะปล่อยเอาไว้อย่างนั้นแล้วพาลูกชายคนใหม่ลงไปกินข้าวที่โรงอาหารแทน แต่การที่เขาพาลูกชายวัยสิบแปดปีมาทำงานด้วยแบบนี้ดูจะจุดสนใจมากไปหน่อยเพราะไม่ว่าจะเดินไปทางไหนป้าๆน้าๆก็มักจะเข้ามาทักมาทายเด็กหนุ่มตลอดทาง ไหนจะขนมนมเนยจากสาวๆในแผนกต่างๆที่พากับหอบหิ้วมาให้ลูกตาลถือกลับเต็มสองมือนั้นอีก

              แต่ใครมันจะคิดละว่าการที่เขาเอาอาหารกลางวัยที่อุ่นแล้วเข้ามาให้คนที่ร้องงอแงอยากกินอาหารฝีมือเขาเมื่อเช้าในห้องจะทำให้เขาต้องมาเจอกับภาพอะไรแบบนี้

              “โอ๊ะโอ”

              เสียงของลูกตาลที่เอ่ยออกมาแกมล้อเลียนอัมรินทร์กับหญิงสาวช่วยดึงสติของอัมรินทร์ให้รีบดันร่างอรชรของลิลดาให้ออกจากตักของตัวเองหน้าตาตื่นอีกทั้งยังรีบสาวเท้ามาทางที่เปลวอรุณกับลูกตาลยืนอยู่อย่างว่องไว

              “มันไม่ใช่อย่างที่เปลวเห็นนะ” อัมรินทร์รีบแก้ต่างให้สิ่งที่เพิ่งสะท้อนสู่ดวงตาสีดำอย่างร้อนรน มือหนาเอื้อมขึ้นจับต้นแขนเล็กแน่น

              “แล้วแบบไหนคือถูกละฮะ” ลูกตาลที่ยืนถือถาดอาหารอยู่ด้านหลังเสียมขึ้นหน้ากวน

              “มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด” อัมรินทร์ตวัดสายตาดุๆมองเด็กหนุ่ม มือไม่พายยังจะเอาเท้าลาน้ำอีก

              “คุณจะทำอะไรก็เรื่องของคุณไม่เกี่ยวกับผม” เปลวอรุณสูดหายใจเข้าปอดลึกข่มใจให้เย็นหากแต่เสียงที่ดูจะกระด้างกลับทำให้อัมรินทร์เหงื่อตกเมื่อคำแก้ตัวเป็นเพียงแค่ลมปาก

              “ผมจะพูดให้คุณฟังอีกครั้งนะครับคุณอัมรินทร์ว่าที่นี้คือที่ทำงานจะทำอะไรก็รู้จักสำรวมด้วยผมไม่อยากจะต้องโทรรายงานพฤติกรรมของคุณให้ท่านประธานฟังในขณะที่ท่านกำลังพักผ่อนอยู่หรอกนะครับ”  เปลวอรุณว่าเสียงนิ่งแต่กระแสของความไม่พอใจที่เจือมาในน้ำเสียงบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าคนตัวขาวไม่พอใจและไม่ชอบใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ขนาดไหน

              “มันไม่ใช่อย่างนั้น” อัมรินทร์พยายามแก้ตัวเสียงอ่อนอ้อนวอนขอความเข้าใจ

              “มันไม่ใช่เรื่องของผมที่จะต้องรับรู้” เปลวอรุณปักมือหนาออกจากต้นแขนตัวเองอย่างแรง ก่อนจะปรายตามองไปด้านหลังจำเลยตรงหน้า

              “เดี๋ยวผมจะไปเอาน้ำมาให้นะครับคุณลิลดา”

              “ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ ลิลแค่เข้ามาทักทายอันเฉยๆกำลังจะกลับแล้ว” ลิลดาแย้มยิ้มหวานอย่างเป็นมิตรให้เปลวอรุณก่อนจะเดินเข้ามายืนเทียบด้านข้างเสมอเจ้าของห้องผู้อับจนหนทาง

              “เอาไว้เจอกันพรุ่งนี้นะคะอัน” ไม่ว่าเปล่า ลิลดาจับพลิกใบหน้าคมของอัมรินทร์ที่ยังไม่ทันตั้งตัวให้หันมาเผชิญหน้าก่อนจะกดจูบลงที่ริมฝีปากนั้นอย่างรวดเร็วทางกลางความตกใจของคนที่ยืนมองอยู่รวมถึงคนที่ถูกขโมยจูบในครั้งนี้ด้วย

              “ไปนะอัน แล้วเจอกันนะคะคุณเปลว บ๊ายบายหนุ่มน้อย”  เจ้าหล่อนส่งยิ้มละไมให้อัมรินทร์ที่ดูจะนิ่งค้างไปเพราะการกระทำเมื่อครู่ของเธอจนอดไม่ได้ที่จะยิ้มขำกับท่าทางเอ๋อๆนั้น ก่อนจะหันมายกมือไหว้เปลวอรุณที่อายุมากกว่าแล้วลงท้ายด้วยการโบกมือลาเด็กหนุ่มก่อนจะเดินกรีดกายจากจุดเกิดเหตุเมื่อครู่ไปด้วยรอยยิ้ม

            ดูเหมือนว่าการกลับไทยครั้งนี้ของเธอจะมีเรื่องสนุกๆให้ได้ดูได้เล่นได้ทำเสียแล้วสิ เธอสังเกตมาตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในห้องแล้วการที่อัมรินทร์ลดการตั้งการ์ดป้องกันตัวลงแบบนี้ย่อมต้องหมายความว่าชายหนุ่มต้องรู้อยู่แล้วว่าใครจะเข้ามาในห้องไหนจะอาการตื่นตกใจตอนที่เห็นว่าเป็นเธอที่อยู่ห่างไม่ถึงหนึ่งไม้บรรทัดแบบนั้นอีก ยิ่งอัมรินทร์แสดงอาการรนรานถึงขนาดผลักเขาออกทันทีที่เลขาหน้าสวยคนนั้นเข้ามาอีก แสดงว่าคนที่ชายหนุ่มรออยู่ก็คือคนคนนี้สังเกตได้จากถาดอาหารที่อยู่ในมือเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหลัง

              “เปลวอรุณงั้นหรอ”

              ลิลดากรีดยิ้มร้ายให้กับสุดยอดการประมวลผลในสมองของตน แถมเมื่อครู่นี้เธอเองก็เพิ่งทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้ด้วยแล้วเดาไม่ออกเลยจริงๆว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับทั้งคู่

              แค่คิดก็สนุกแล้ว....



________________________________________________________________________

ตามจริงจะมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วแต่เน็ตไม่เป็นใจแถมไปขับรถแหกโค้งมา

วันนี้เลยมาลงให้ทุกคนได้อ่านกันพร้อมพายุฝน


เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่แบบนี้ก็ต้องเริ่มด้วยตัวละครใหม่ที่เปิดตัวมาก็ทำเอาชาวบ้านชาวเมืองเขาวุ่นวายกันไปหมด
น่าปวดหัวจริง :serius2:

ส่วนใครที่เดาว่าโจรขึ้นบ้านเป็นแผนของอัมรินทร์หรือเปล่าคงไม่ต้องเดากันละเนอะ
มาลุ้นดีกว่าว่าแผนต่อไปคืออะไร :hao3:

ในส่วนของลูกตาลจริงๆเป็นตัวละครที่เราเพิ่มขึ้นมาที่หลัง เชื่อว่าใครๆก็คาดไม่ถึงว่าจะเป็นลูกเลี้ยงของเปลวอรุณ
หน้าที่หลักคือถูกส่งมาซ้ำเติมอัมรินทร์โดยเฉพาะ

พลิกล็อคกันน่าดู ถล่มทะลาย พลิกล็อกกันมากมาย แบบเทกระเป๋า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-04-2017 19:44:58 โดย wavery »

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ BloodyBlue

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1715
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
มีพลิกล๊อคหรอ
เอาแหล่ววววว
เดี๋ยวรู้กัน55

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7729
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
ลูกตาลกลายเป็นลูกบุญธรรมซะงั้น

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5238
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19
 :m16:


อินี่ คือ ..???

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด