❤ Inside love: เปลี่ยนยังไงสุดท้ายก็มึง ❤ Special Valentine's Day #คินโซ่ ❤
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ❤ Inside love: เปลี่ยนยังไงสุดท้ายก็มึง ❤ Special Valentine's Day #คินโซ่ ❤  (อ่าน 114103 ครั้ง)

ออฟไลน์ เจเจจัง

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 185
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
ตอนอ่านแรก ๆ นี่คือนิยายฟิลกู้ด  อ่านไปอ่านมา ไหงกลายเป็นนิยายสืบสวนสอบสวนหล่ะค้า...

โซ่มั่นใจหน่อยลูก คินเขาจูบหนูแหละ เขารู้แล้วงัยว่าเป็นหนูอ่ะ

ออฟไลน์ mkianit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 301
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-3
สนุกค่าาา มาต่ออิ้กกกก55555555

ออฟไลน์ NuNam

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-3
ดีใจทีมาต่อบ่อยๆ ชอบมากๆ ค่ะ อย่าเทกลางทางน๊าาา
รอๆ ตอนต่อไปนะคะ

ออฟไลน์ about

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
13
☷ สารภาพ ☷



การเผชิญหน้ากับเพื่อนอีกสามคนเป็นอะไรที่ยากมากจริงๆ ผมนั่งทำใจอยู่นานมาก เอ็มไม่เร่งผมครับมันปล่อยให้ผมทำใจต่อไปเพราะยังไงพวกเราก็มาก่อนเวลาเรียนตั้งชั่วโมง เซียมีเรียนแปดโมง ส่วนพวกผมมีเรียนเก้าโมง


“เฮ้อ เครียดว่ะ”


“ก็พูดเหมือนที่บอกกูนั่นแหละ” เอ็มยิ้มเป็นกำลังใจให้ผม


“ไง พวกมึง” โจทักขึ้น มันเดินมาพร้อมกับโบ๊ทที่กำลังกินแซนวิชอยู่


“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าเอ็ม นัดพวกเรามาตั้งแต่แปดโมง” โบ๊ทกัดแซนวิชแล้วนั่งลงข้างผม ส่วนโจนั่งเก้าอี้ตัวถัดไป


“เต้มีเรื่องจะคุยกับพวกมึง”


“เรื่องไรอะ” โบ๊ทถามหน้าซื่อ


“รอคินก่อน”


“นั่นไง มาพอดี” โจบอก คินเดินเข้ามาด้วยใบหน้านิ่งเฉยเหมือนเดิม แต่คราวนี้ไม่เหมือนเดิมตรงที่มันหลบตาผม


“มีอะไรนัดมาแต่เช้า” คินมองผ่านผมไปยังเอ็ม ทำผมเสียเซลฟ์นิดๆ เอ็มก็สะกิดผมให้พูด


ผมรวบรวมความกล้า สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ แล้วมองหน้าเพื่อนทีละคน


“กู...คือโซ่”


“ห้ะ” โจเป็นคนแรกที่แสดงสีหน้าอึ้งๆ


“วิญญาณโซ่มาอยู่ในร่างเต้หลังจากเกิดอุบัติเหตุสินะ แล้วโซ่ก็ใช้ชีวิตในฐานะเต้มาตลอด ที่สนิทกับพวกเราเร็วก็เพราะรู้อยู่แล้ว่าพวกเรามีนิสัยยังไง ที่ไม่บอกก็คงเพราะกลัวพวกเราจะคิดว่านายเป็นบ้า ที่สำคัญคือกลัวเอ็มรู้แล้วจะหนีเพราะเอ็มกลัวผี” โบ๊ทสรุปให้โดยที่ผมยังไม่ทันพูดอะไร


โบ๊ท นี่เป็นครั้งแรกที่กูคิดว่าโรคคิดเองเออเองของมึงมีประโยชน์


“กลัวผีอะไร พูดดีๆ นะไอ้โบ๊ท กลัวผีกูจะกอดคอมันแบบนี้ได้เหรอ” เอ็มพูดพร้อมกับยกแขนขึ้นกอดคอผม


เสียดาย น่าจะถ่ายคลิปตอนที่เอ็มรู้เรื่องเมื่อวานมาให้พวกนี้ดูจริงๆ


“จริงอย่างที่ไอ้โบ๊ทพูดเหรอ” โจถาม


“อืม” ผมตอบรับพลางลอบสังเกตใบหน้าของคิน ไม่มีการเปลี่ยนสีหน้าใดๆ แล้วจู่ๆ คินก็ลุกพรวดแบบไม่บอกไม่กล่าว จากนั้นก็เดินออกจากห้องไปเลย


“ไอ้คินโกรธมากแน่เลยว่ะ มันสนิทกับมึงมากที่สุดเลยนะ” เอ็ม มึงจะพูดให้กูรู้สึกแย่ทำไมเนี่ย ผมยิ่งหดหู่เมื่อเห็นว่าคินมีปฏิกิริยากับคำพูดของผมต่างจากคนอื่นๆ


ผมไม่ได้ตามคินไปเพราะโจอยากให้ผมอยู่เล่าเรื่องทั้งหมดก่อน อาศัยโบ๊ทเดาอย่างเดียวคงได้เรื่องไม่ครบอย่างที่มันต้องการ อีกทั้งไปตอนนี้คินก็คงไม่ฟังอะไรผมอยู่ดี


พอถึงเวลาเรียนคินก็ไม่กลับเข้ามาเรียนยิ่งทำให้ผมเป็นห่วง มันคงรู้สึกเหมือนผมทรยศความเชื่อใจ อีกทั้งยังรู้ความในใจมันทั้งหมดด้วย คินคงทั้งโกรธทั้งอายไม่กล้าสู้หน้าผมแน่


“กูต้องไปคุยกับคิน” ผมบอกพวกมันก่อนจะของอาจารย์ไปเข้าห้องน้ำ


ผมเดินตามหาคินไปทั่ว ทุกที่ที่พวกเราเคยไป ทั้งโรงอาหาร ที่นั่งประจำใต้ต้นไม้ แต่ไม่เจอคินที่ไหนๆ เลย ผมเดินกลับขึ้นมาบนห้อง ระหว่างเดินอยู่บนอาคารก็เห็นคนสองคนยืนควงแขนกันเดินอยู่บนทางสนามหญ้าข้างล่าง คนหนึ่งคือคิน อีกคนเป็นผู้หญิงที่ผมไม่รู้จัก ทั้งยิ้มและหัวเราะให้กัน


วินาทีนั้นผมคิดว่าพวกเขาเหมาะสมกันมาก


และก็เจ็บมากเหมือนกัน


ทำไมผมถึงเจ็บล่ะ


ผมหาคำตอบโดยไม่ละสายตาจากสองคนที่เดินกระหนุงกระหนิงอยู่ข้างล่าง เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้คินแล้วหัวเราะนิดๆ คินเองก็หัวเราะตอบ คุยอะไรกันอยู่ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมเห็นแค่ท่าทางที่มีความสุขของคนทั้งคู่แล้วเจ็บใจแปลกๆ


ไหนมึงบอกว่าชอบกู รักกูไม่ใช่เหรอ แล้วนั่นอะไร


ผมคิดว่าคงต้องทำอะไรเพื่อทวงความยุติธรรมให้ตัวเองสักหน่อยแล้ว


ผมลงจากอาคารแล้วเดินตามคนทั้งคู่ไปเงียบๆ ก็ได้ยินเธอถามคินด้วยเสียงแหลมเล็กน่ารำคาญ เธอเสียงใสครับ แต่วินาทีนั้นผมรำคาญอะ


“คินมีแฟนยังอะ ทำแบบนี้เขาจะโกรธหรือเปล่า”


“สบายใจได้ เราไม่มีแฟน” คินตอบแล้วยิ้มให้เธอ


ผมนี่ขึ้นปี๊ดๆ เลยครับ แล้วที่บอกชอบกูล่ะ จูบเมื่อวานนั่นก็ด้วย มึงนี่หลายใจนะไอ้คิน ผมขบเขี้ยวฟันอย่างโมโห ทำแบบนี้กับกูแล้วคิดว่ากูจะปล่อยให้ชีวิตมึงสงบสุขเหรอ โน โน โน กูไม่ได้คนอื่นก็ต้องไม่ได้ไอ้คินเด็ดขาด


เออ! ยอมรับก็ได้ว่าชอบมันแล้วอะ


แล้วผมก็หวงของมากด้วย ไอ้คินทำแบบนี้โคตรคิดผิดเลย ผมวางแผนในหัวแล้วยิ้มเหี้ยม เตรียมตัวชวดสาวเลยครับมึง


“คิน!” ตะโกนเสียงดังจนเห็นมันสะดุ้งก่อนจะหันกลับมา


“มึง...” คินพูดแค่นั้นผมก็พุ่งไปทุบตีอกแกร่งของมันอย่างแรง


อันนี้อารมณ์โมโหล้วนๆ กูจะเอาให้ช้ำเลยมึง เดี๋ยวค่อยต่อบทผมขอล้างแค้นที่มันทำให้ผมเสียใจก่อน


“เดี๋ยวๆ พอก่อน กูเจ็บนะ” คินรวบมือทั้งสองข้างไว้แล้วหันไปขอโทษผู้หญิงคนนั้น ได้ยินว่าชื่อแซนดี้ เธอผงะเมื่อเห็นผมตวัดสายตาใส่แล้วรีบขอตัวไปทันที


“เป็นอะไรของมึง มาถึงก็ทุบเอาๆ” คินถามผม เห็นนะว่ามันแอบยิ้มนิดๆ แล้วค่อยตีสีหน้านิ่งเหมือนเดิม


“ไหนมึงบอกว่าชอบกู แล้วที่ควงผู้หญิงนั่นอะไร” ผมถามเสียงเบา รู้เลยว่าตอนนี้เสียงผมสั่นมาก


“เขาขอให้ช่วยแค่นั้นเอง” ช่วยอะไรต้องถึงขั้นควงแขนแบบนั้น ผมสะบัดตัวออกจากคินแล้วยืนกอดอกจ้องหน้ามันอย่างหาเรื่อง


“เคลียร์ตรงนี้คงไม่ดี มีคนมองอยู่ มานี่” คินจูงแขนผมเข้าไปยังห้องว่างห้องหนึ่งแล้วล็อกประตู ล็อกทำไม?


คินนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วดึงผมมานั่งเก้าอี้ข้างกัน


“แฟนแซนดี้เขาไม่ค่อยแสดงออก แซนดี้กังวลว่าแฟนไม่รักเธอแล้ว ก็เลยยืมตัวกูไปควงให้แฟนเห็นเพราะอยากรู้ว่าเขายังรักเธออยู่หรือเปล่า เรื่องมันก็แค่นี้เอง” คินอธิบายเรียบง่ายจนผมนี่แหละที่เริ่มอายเพราะทำอะไรบ้าๆ ลงไปมากมาย


“แล้วมึงอะเป็นอะไร มาถึงก็ทุบกูเนี่ย” คินถามด้วยรอยยิ้มล้อๆ ผมว่ามันคงรู้แล้วแหละว่าผมทำไปทำไม ผมก็ปิดปากเงียบสิ


ใครจะไปพูดล่ะว่าหึงน่ะ


นี่ผมอัพสกิลมาถึงขั้นนี้ได้ไงวะเนี่ย


โง่ -> ชอบ -> หึง


“ทีงี้มาทำเงียบ” ผมหันไปมองหน้าต่างเหมือนว่ามันมีอะไรน่าสนใจมากกว่าคนตรงหน้า คินเอื้อมมือมาจับหน้าผมให้หันไปมองหน้ามันแต่ผมก็ฝืนจนคินต้องเอ็ดขึ้น


“หันมา!” ผมจำใจหันมาแต่ตาก็ยังเสมองไปทางอื่น กูไม่กล้าสู้หน้ามึงโว้ย


“มึงรู้ใจกูแล้ว แล้วมึงคิดยังไง” ผมนิ่งไปนิด ยังไม่สบตาคินแต่ก็นึกถึงเรื่องเมื่อวานที่เราจูบกัน


“กูไม่รู้ใจมึงหรอก เมื่อวานมึงยังจูบกับเต้อยู่เลย” ผมกรอกตาไปมา ขอบตาร้อนผ่าวเบาๆ


“เพราะกูรู้ว่าคนที่กูจูบคือมึงไง โซ่” สายตาของคินมองตรงมาที่ผมอย่างมั่นคง เหมือนวันนั้นที่คินบอกชอบผม


หัวใจผมเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่ หน้าคงแดงมากแน่ๆ คินถึงหัวเราะ


“มึงรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่”


“รู้แน่นอนก็วันนี้จากปากมึง ส่วนที่ผ่านมากูก็แค่เดาจากสิ่งที่มึงทำให้กู มึงคงไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่มึงทำ ใครก็ทำแทนไม่ได้ แม้ว่าจะเป็นแฟนเพื่อนก็เถอะ แล้วเหตุผลที่บอกกูก็โคตรห่วยอะ จำเรื่องทุกอย่างของแฟนได้แต่จำเรื่องตัวเองไม่ได้ คิดว่ากูโง่มากสินะ ไม่คิดจะเชื่อใจกู เชื่อใจพวกมันที่เป็นเพื่อนมึงเลยเหรอ”


ทำไมเรื่องกลับมาดราม่าอีกแล้วล่ะ ผมได้แต่เงียบ คินก็เงียบก่อนจะถามขึ้นอีกครั้ง


“กูต้องการคำตอบ มึงคิดยังไงกับกู ขอตรงๆ” คินมองผมด้วยสายตาคาดหวัง มาถึงขั้นนี้แล้วก็คงต้องบอกมัน


“กูก็ชอบมึงไง เมื่อกี้ก็แค่หะ...” คำสุดท้ายของผมถูกกลืนหายไปพร้อมกับริมฝีปากของคนตรงข้ามที่ประกบลงมาอย่างแนบแน่น ลิ้นร้อนชื้นตวัดไปมาหยอกล้อกับลิ้นของผม


“อื้อ” ผมผลักมันออกเมื่อได้ยินเสียงคนคุยกันนอกห้อง คินไม่ยอมผละออกไป ยังคงขบเม้มปากผมอย่าเมามัน


“อ้าว เปิดไม่ออกว่ะ ไปขอกุญแจอาจารย์มาดิ๊”


ผมทุบอกคินอย่างแรงจนมันยอมผละออก คินก้มลงจูบผมเบาๆ อีกหนึ่งทีก่อนจะถอดเสื้อกันหนาวของมันคลุมหัวผมแล้วโอบผมไว้ในอ้อมแขน ถามว่าทำแบบนี้ทำไมคินก็ไม่ตอบ


“กุญแจได้แล้วมึง อ้าวคิน มึงเข้าไปทำอะไรในห้องนั้นอะ แล้วนั่นใคร” เสียงแรกถามขึ้น


“จุ๊ๆ ไม่ใช่เรื่องของมึง เข้าห้องๆ” เสียงที่สองตอบพร้อมเสียงประตูที่ปิดลง


ผมมองอะไรไม่เห็น ได้แต่เดินไปตามแรงฉุดของคนข้างๆ คินพาผมเดินไปเรื่อยๆ สักพักมันก็หยุดแล้วดึงเสื้อออกจากหัวผม ผลักผมเข้าไปในรถคันหรูของมันแล้วเดินไปขึ้นฝั่งตรงข้าม


ไม่ทันให้ผมถามว่าจะพาไปไหน คินก็จูบผมอีกครั้ง อีกครั้ง และไม่รู้อีกกี่ครั้ง แค่ผละออกให้ผมหายใจแล้วมันก็ประกบจูบอีกซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น


ถ้าปากผมเปื่อยโทษมันเลยนะ








Tbc.







วันนี้โซ่ยอมสารภาพความจริงกับเพื่อนและสารภาพรักกับคินเลยน้าาา หุหุ :-[
---------------------------------------------------------------------------------------


ตอนอ่านแรก ๆ นี่คือนิยายฟิลกู้ด  อ่านไปอ่านมา ไหงกลายเป็นนิยายสืบสวนสอบสวนหล่ะค้า...

โซ่มั่นใจหน่อยลูก คินเขาจูบหนูแหละ เขารู้แล้วงัยว่าเป็นหนูอ่ะ

เรื่องนี้มีเงื่อนงำค่ะ เพราะเต้ของเราจะคู่กับเซียไม่ได้ถ้าปัญหายังไม่คลี่คลายน้า
ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์ค่ะ ^^

-------------------------------------------------------------------------------------

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
พอรู้ตัวว่าชอบคิน โซ่ก็หีง หวง ทันที
ฝ่ายคิน พอรูว่าโซ่ชอบตัวเอง
ปากโซ่ในร่างเต้ก็ถูกจูบซะ  :กอด1: :กอด1: :กอด1:
จนโซ่กลัวปากเปื่อยเลย
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ โอ

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 141
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-1
อยากให้โซ่คืนร่างเดิมไวๆ :hao6:

ออฟไลน์ EoBen

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3322
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +150/-6
เย้ มีความแฮปปี้

ถ้าโซ่กลับร่างเดิม น้องเต้ละ จะกลับมาไหม


เห้ยยย พวกเอ็งใจเย็นนะ อย่าพึ่งได้กัน นี่ไม่ใช่ร่างตัวเอง 55555

ออฟไลน์ เจเจจัง

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 185
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
ไม่คิดว่าโซ่จะขี้หึงขนาดนี้ แต่เราอยากเห็นคินหึงมากกว่าอ่า ชอบผู้ชายหึงโหด 555

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
14
☷ แฟน ☷




[คิน]
“อื้อ พะ...พอแล้ว มึงจะฆ่ากูหรือไง” โซ่ผลักผมออก แต่ผมรู้สึกว่ายังไม่พอ ยิ่งเมื่อใจเราตรงกันผมยิ่งอยากจูบโซ่มากขึ้น


“ถ้ามึงไม่หยุดกูจะไม่พูดกับมึงแล้วนะ” ผมชะงัก แต่ก็ขบริมฝีปากล่างโซ่เบาๆ อย่างอ้อยอิ่งเป็นการส่งท้าย เสียดายที่ต้องผละออกจากเขา


โซ่ทำให้ผมหลง หลงจนโงหัวไม่ขึ้น


เขาไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ใบหน้าของตัวเองเป็นแบบไหน ทั้งดวงตาฉ่ำเยิ้ม ริมฝีปากบวมเจ่อ และท่าทางที่กำลังหอบหายใจอย่างหนักโคตรเซ็กซี่เลย ผมต้องรีบคว้าเสื้อกันหนาวมาคลุมหัวเขาก่อนที่จะทำอะไรเลยเถิดไปมากกว่านี้


ยังทำไม่ได้


“เอามาปิดหัวกูอีกแล้วนะ” โซ่บ่นแล้วหยิบเสื้อออกก่อนจะหันมาจ้องหน้าผมอย่างเคืองๆ


แต่ไม่รู้ทำไมดูน่ารักเป็นบ้า


ยิ่งนึกถึงหน้ามันตัวจริงก็ยิ่งน่ารัก


“ยิ้มเป็นบ้าอะไรอีกล่ะนั่น...โอ๊ะ ไอ้เอ็มโทรมา...ไงมึง”


ผมหันไปมองโซ่ที่คุยกับเอ็มอยู่ บางครั้งผมก็อิจฉาเอ็มนะที่เข้าถึงตัวโซ่ได้ตลอดเวลา ขณะที่ผมไม่กล้าแตะต้องอะไรมากนักเว้นแต่ว่าโซ่จะเข้ามาใกล้ก่อน


“เออๆ เดี๋ยวกูไป เคลียร์แล้ว อยู่ด้วยกันเนี่ย” โซ่เหลือบมองมาทางผมแล้วหน้าแดง อะไรครับ หน้าแดงทำไม


“เอ็มบอกให้ไปดูมันแข่งด้วย” โซ่บอกเสร็จก็เปิดประตูจะลงจากรถแต่ผมฉุดแขนเขาให้เข้ามาก่อน


“เดี๋ยวสิ” ผมสูดหายใจเข้าไปลึกๆ ยังไงวันนี้ก็ต้องพูด ผมจะไม่ยอมเสียเวลาอีกแล้ว


“มีอะไร”


“เป็นแฟนกันนะ” ผมลอบสังเกตโซอย่างไม่มั่นใจ เพราะแม้โซ่จะบอกว่าชอบผมแต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมเป็นแฟนด้วย และผมคิดว่าถ้าไม่ขอเขาอย่างจริงจังสถานะของเราก็คงไม่ต่างจากเดิม


“อ...อืม ก็เป็นดิ” ผมรู้สึกเหมือนมีพลุจุดอยู่ในหัว รู้สึกดีจนต้องกอดโซ่ไว้แน่นอย่างขอบคุณ


ขอบคุณที่มันยอมเป็นแฟนผม


ขอบคุณที่มันยังมีชีวิตอยู่แม้จะในร่างคนอื่นก็ตาม


ขอบคุณอนุญาตให้ผมได้รักและปกป้องมันในฐานะแฟน


“กูสัญญาว่าจะไม่ทำให้มึงเสียใจ” ผมบอกเขาและโซ่ก็กอดตอบ เขาบอกว่าไม่ต้องสัญญาอะไรแต่ต้องแสดงให้เขาเห็นว่าผมจริงใจ เน้นย้ำเรื่องผู้หญิงมากจนผมต้องหอมแก้มเขาอีกฟอดใหญ่


“พอๆ เดี๋ยวก็ไปดูไอ้เอ็มแข่งไม่ทัน” ไม่ทันไรก็พูดถึงผู้ชายคนอื่นอีกแล้ว


“อยู่ด้วยกันห้ามพูดถึงผู้ชายคนอื่น” โซ่ทำตาโตแล้วตีแขนผมทีหนึ่ง ยังมือหนักเหมือนเดิมแม้จะอยู่ในร่างเล็กกว่า


“เยอะไปแล้วมึง นั่นเพื่อน” พูดจบโซ่ก็เปิดประตูออกไปเลยผมจึงต้องรีบตามไปง้อ ง้อโซ่ไม่ยากหรอกครับ เอสเปรสโซ่เข้มๆ สักแก้วก็หายแล้ว
.
.
.
“แม่ง แพ้นิติได้ไงวะ กูนึกว่าพวกมันจะมัวแต่ท่องกฎหมายไม่ได้ซ้อมซะอีก” เอ็มเตะก้อนหินอย่างโมโหเพราะคณะเราไม่ได้ไปไกลกว่านี้ ผมตบบ่าปลอบใจมันแล้วหันไปหาคนข้างๆที่แอบจับมือผม


ไม่ต้องกลัวว่าโจกับโบ๊ทจะเห็นครับ พวกมันเดินนำไปนานแล้ว คุยกระหนุงกระหนิงกันอยู่สองคนเพราะเดี๋ยวทั้งคู่ต้องแยกกันไปซ้อมต่ออีก


“แล้วมึงไม่มีซ้อมโชว์ความสามารถเหรอคิน” ผมหันไปถามแฟนหมาดๆ


“มี มึงต้องมาดูกูแข่งด้วยนะ” ผมพยักหน้า ไม่นานรุ่นพี่ก็โทรตามให้คินไปซ้อม เราก็เลยต้องแยกกัน


“ฝากโซ่ด้วยนะมึง” คินบอกเอ็มแล้วขยี้หัวผมเบาๆ


“เป็นแฟนกันหรือไงฝากฝังขนาดนี้” ผมรู้ว่าเอ็มพูดแซวเล่นแต่ก็พยักหน้าตอบไปตามจริง


แล้วก็ได้ยินมันร้องเสียงเหมือนควายถูกเชือด ซึ่งเรียกให้สองคนข้างหน้าที่สร้างโลกส่วนตัวกันอยู่สองคนหันกลับมาถามหาสาเหตุ


พอรู้ทั้งคู่รู้ก็ยินดีกับผมครับ แต่ที่เซอร์ไพร์กว่านั้นคือมันสองคนบอกว่าคบกันอยู่ แต่ไม่กล้าบอกให้เรารู้ กลายเป็นว่าไอ้เอ็มร้องหนักกว่าเดิมอีก


“พวกมึงทิ้งกู กล้าดียังไงมาคบกันห้ะ” เอ็มโวยวายครับ ตอนนี้เหลือแค่ผมกับมันสองคน คนอื่นๆ ไปทำหน้าที่ของพวกมันแล้ว ส่วนผมพรุ่งนี้มีนัดซ้อมเดินครับ


“ก็หาสักคนดิ ในทีมบอลไม่โดนใจเลยเหรอ”


“ผู้หญิงเถอะ หาผู้หญิงให้กู” เมื่อเอ็มพูดขึ้นเราก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน


“ตกไปเป็นเมียไอ้คินซะแล้วเพื่อนกู นึกว่าจะมีเมียที่ไหนได้หาผัวซะงั้น” ผมผลักหัวมันไปทีครับ


“กูเป็นผัวต่างหาก รูปลักษณ์ของกูตอนนี้คงทำให้มึงคิดแบบนั้น แต่กลับไปร่างเดิมได้กูจะกดมันให้ดู” ผมตั้งใจไว้แล้ว หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่มีวันอยู่ล่าง


“มึงมั่นใจไหมว่าจะได้กลับไป” ผมส่ายหน้า ยอมรับว่านี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมกังวล


“กลับไม่กลับไม่รู้ แต่กูจะไม่อยู่ล่าง” ผมยิ้มนิดๆ


“เออ เรื่องของมึง แต่มึงแน่ใจนะว่าชอบไอ้คินจริงๆ” เอ็มถามเสียงจริงจัง


“ทำไมวะ”


“กูเสียดายผู้ชายอย่างมัน คนอย่างมึงได้ไปโคตรเสียของ”


“หาเรื่องเหรอ”


“จริงๆ นะโว้ย คินมันเป็นคนดี สุภาพ ผู้หญิงคนไหนก็อยากเอาใจมัน แล้วดูมึงดิไม่มีความอ่อนหวานอะไรเลย เหมือนคินรักมึงอยู่คนเดียว แทนที่มันจะได้มีความสุขกับคนที่แสดงออกว่ารักมัน กลับต้องมาเดาว่าทำอะไรแล้วมึงจะรู้สึกดีและมีความสุข”


ผมอึ้ง ยอมรับว่าไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย


“แล้ว...กูควรทำไงวะ”


“อ้อนมันสิ เอาใจมันเยอะๆ”


“ยังไง”


“มาๆ เดี๋ยวกูสอนให้”


ผมทำตามที่เอ็มบอก ทั้งอ้อนทั้งออเซาะมัน ยอมทำหมดนี่เพราะหวังว่าคินจะรู้สึกดีขึ้นนะ ผมไม่อยากให้คินคิดว่าตัวเองคิดผิดที่มารักผม ผมอยากทำอะไรเพื่อมันบ้าง


“แป๊บๆ” โทรศัพท์ของเอ็มสั่นไม่หยุด มันหยิบขึ้นมาอ่านเงียบๆ ผมก็เลยผละออกมาแล้วนั่งคิดต่อไปว่าจะเริ่มเข้าหาคินอย่างไรก่อนดี แน่นอนว่าต้องทดลองกับไอ้เอ็มก่อน


“ชิบหาย” ผมหันไปหาเพื่อน เอ็มทำหน้าเครียดแล้วส่งโทรศัพท์มันมาให้ผม


ในนั้นมีภาพแนบชิดของเราสองคนหลายภาพ ทั้งก่อนหน้านี้ที่ผมนั่งคุยกับเอ็มที่แสตน ภาพที่ผมกอดคอมันเดินกับกลุ่มเพื่อนแต่ถูกตัดออกให้เหลือแค่เราสองคน และปัจจุบันที่ผมกำลังซบเอ็มอยู่เมื่อกี้


ภาพมันค่อนข้างสื่อไปในทางที่ไม่ดี ยิ่งแคปชั่นภาพจุดประเด็นแบบนี้ คนเห็นภาพก็คงคิดไม่ต่างกัน


‘หักอกเดือนบริหาร คบเดือนวิศวะ กิ๊กกับเพื่อนแฟน’


“เอาไงต่อมึง”


“ก็ไม่ทำไม ข่าวไม่จริงจะไปสนทำไม”


“แต่มึงเสียหายนะ”


“เอ็ม กูเป็นผู้ชาย คิดจะคบผู้ชายยังไงก็ต้องเจอเรื่องนินทา ถ้าเรื่องแค่นี้กูยังผ่านไปไม่ได้ก็ไม่ควรคบกับไอ้คินหรอก”


“มึงแม่ง...กูก็กลัวว่ามึงจะเครียด พูดแบบนี้ค่อยดูเป็นมึงหน่อย” เอ็มยิ้ม มันก้มหน้าลงไปเล่นเฟซต่อ สักพักเอ็มก็พูดขึ้น


“โห แฟนคลับมึงโคตรดีเลย ดูดิ” มันส่งโทรศัพท์ให้ผมอีกครั้ง ผมเลื่อนอ่านคอมเมนต์ดีๆ จากคนที่ผมไม่รู้จัก


‘เต้ไม่ใช่คนแบบนั้น อย่ามากล่าวหาลอยๆนะ เขาเป็นคนดีมาก เห็นผู้หญิงยกของหนักก็เข้าไปช่วยโดยไม่สนใจว่าตัวเองตัวเล็กนิดเดียว’


‘ทุกคนเป็นเพื่อนเต้ เต้ก็สนิทกับเพื่อนแบบนี้ทุกคนเลยเถอะ เรื่องนี้คนในคณะรู้ดี แล้วภาพที่เขาเดินกอดคอกันก็ไม่ใช่แค่สองคนด้วย เขาเดินกันเป็นกลุ่มฉันเห็นกับตา คนโพสไม่รู้อะไรอย่ามามั่ว’


‘กิ๊กกับเพื่อนแฟน? เอาจริงๆ เต้สนิทกับเอ็มมากกว่าคินอีก แฟนเต้ควรเป็นเอ็มไม่ใช่คิน #เอ็มเต้’



ผมตกใจกับความคิดเห็นนี้จริงๆ คงต้องห่างๆ ไอ้เอ็มบ้างแล้วสาวๆ จะได้ไม่จิ้นผมกับมัน กดเลื่อนไปเรื่อยๆ ก็เจอความคิดเห็นหนึ่งที่ไม่รู้เจ้าของเฟซเอาเวลาตอนไหนมาพิมพ์


‘เขาเป็นแฟนผมครับ ส่วนเอ็มเป็นแค่เพื่อนกากๆ คนหนึ่งของเรา’


ผมหัวเราะจนเอ็มก้มมาอ่านข้อความนั้น มันบ่นเป็นหมีกินผึ้งว่าคินลำเอียง มาว่ามันกากมันรับไม่ได้


“เดี๋ยวเจอแผนกู กูจะถ่ายรูปประจานเฟซให้มันรู้กันไปเลยว่าใครกันแน่ที่กาก”


ไม่ต้องรอนานเหยื่อก็วิ่งมาหาพวกเราพอดี เอ็มขยิบตาส่งซิกให้ผมทำตามแผนเพราะถ้าผมไม่ยอมมันจะลงรูปน่าเกลียดของผมแทน


ผมก็ต้องทำตามคำสั่งสิครับ แต่อีกใจก็อยากเห็นปฏิกิริยาของคินว่าจะเป็นอย่างไร


“คินนนนนน” ผมเดินเข้าสวมกอดคินแล้วถูหน้าไปมาบนอกแกร่ง ยังไม่เห็นสีหน้าคินหรอกครับแต่ได้ยินเสียงหัวเราะจากเพื่อนตัวแสบ


ผมอยากเห็นบ้างจึงเงยหน้ามองคินที่สบตาผมด้วยแววตาอ่อนโยน มันยิ้มนิดๆ ยื่นจมูกโด่งลงมาหอมผมฟอดใหญ่


ผมตกใจจนเกือบจะผละออกแล้วแต่เอ็มกระแอมไอให้ผมแสดงต่อ แม้จะเป็นการแสดงแต่ส่วนลึกในใจผมก็อยากอ้อนมันจริงๆ


ผมกอดเอวคินหลวมๆ แล้วเขย่งตัวขึ้นหอมแก้มมันคืน คินดูเขินที่ผมทำอย่างนั้นแต่ก็ยิ้มกว้างดูมีความสุข อย่างน้อยสิ่งที่ผมทำก็มีความหมาย


“พอๆ แยกครับแยก กูได้รูปพอสมควรแล้ว ไปหาข้าวแดกกัน บอกไว้เลยว่ากูเสียหาย พวกมึงต้องเลี้ยงกู” เอ็มได้ทีเอาใหญ่เลยครับ คินก็พยักหน้ารับไม่ปฏิเสธอะไร




Tbc.





ตอนนี้สั้นๆ เบาๆ ค่ะ เป็นช่วงสงบสุขเล็กๆ ของพวกเขา(ก่อนพายุมา)
เจอกันตอนหน้าค่ะ ขอบคุณทุกคอมเม้นต์เลย อิอิ

---------------------------------------------------------------------------------


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ GuoJeng

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1268
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +44/-1
  ชอบๆ2ตอนเลย อ่านแล้วนึกภาพตามยิ้มเลย
  รอ รออ่านตอนต่อไปคับ

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2598
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7

ออฟไลน์ tonnum18

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 83
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ชอบตอนนี้ที่สุดเลยค่ะ น่ารักจัง 

โซ่ก็มีการอ้อนคินด้วย น่ารักดีค่ะ

แถมโซ่น่ารักเนอะ  คอยช่วยเหลือเพื่อนๆ


ออฟไลน์ NuNam

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-3
ชอบๆ นับวันยิ่งตกหลงรักพระเอก  :-[

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8181
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11
คินน่ารักอะ อิอิ

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
คิน โซ่  :กอด1: :กอด1: :กอด1:
คิน ดี อบอุ่น รักโซ่ อย่างจริงใจ
โจ โบ้ท  :mew1:
เอ็ม หาแฟนได้และ เหลือคนเดียวในกลุ่ม
สตอล์กเกอร์ผู้ร้าย แฝงตัวอยู่ใกล้ๆ ถึงถ่ายภาพได้
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ ah-chan

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-1
โซ่ เธอมาอยู่ร่างนี้เพื่อเก็บเลเวลความเคะใช่ไหม ใช่สินะ ตุมิตะมิขึ้นได้ทุกตอนสิน่า  :hao7:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
15
☷ จู่โจม ☷



วันนี้งดคาบบ่ายครับ เพราะต้องเตรียมตัวสำหรับงานเฟรชชี่พรุ่งนี้ ผมถูกเรียกให้ไปยืนตำแหน่งหน้าสุดเพื่อถือป้ายคณะ ต้องค้างที่มหาวิทยาลัยกับโบ๊ทเพราะต้องแต่งหน้าและเดินขบวนตอนเช้า



“น้องเต้ไหวไหมคะ” พี่น้ำตาล สาวสวยทรงโตที่เคยเมินผมถามขึ้น ตอนแรกก็เคืองพี่เขาอยู่นะที่ไม่คิดจะถามผมเลยว่าอยากเป็นเดือนไหม แต่พี่เขาน่ารักอะ คอยพัดคอยหยิบน้ำให้ก็เลยใจอ่อนแล้วส่งยิ้มบางๆไปให้



“ไหวครับ” ปากผมบอกว่าไหวก็จริง แต่ร้อนครับ แดดตอนบ่ายไม่ปรานีผมเลย ยิ่งเป็นคณะเปิดนำขบวนก็ต้องรอคณะหลังๆ มันจัดแถวให้เรียบร้อยอีก บอกเลยว่าที่ยืนอยู่ได้นี่ฝืนตัวเองล้วนๆ


“น้องคินฝากให้พี่มาดู เขาเป็นห่วงน้องเต้มากเลยนะ ยิ่งโดนกักตัวให้ซ้อมอยู่ด้วย”


“ขอบคุณครับ ผมว่าพี่น้ำตาลไปพักตรงร่มไม้ก่อนไหม เดี๋ยวเป็นลมเป็นแล้งไปนะ” ผมทักเพราะเห็นเธอหน้าซีดๆ พี่น้ำตาลก็เลยเดินไปนั่งใต้ร่มไม้แต่ก็คอยมองมาที่ผมเสมอ แหม่ ใครเป็นแฟนพี่น้ำตาลโคตรโชคดีจริงๆ


“ไหวไหมป่าน” ผมถามเพื่อนเมื่อเห็นยืนเอามือบังแดดอยู่ เธอส่ายหน้าแล้วบอกว่าไม่เป็นไร ชินกับแดดประเทศไทยแล้ว


“น้องเต้!” เสียงขี้เล่นที่ผมไม่ได้เจอมานานโผล่มาพร้อมกับรอยยิ้มไร้เหล็กดัดฟันแล้ว


“สวัสดีครับพี่ก็อต” ผมยกมือไหว้รุ่นพี่ที่อุตส่าห์คิดว่าเลิกจีบผมไปแล้ว “มาทำไมอะ”


“โห่ ก็มาดูน้องๆ เดินขบวนนี่แหละ พวกพี่ว้ากมาคุมแถวพี่ก็เลยอาสามาคุมข้างหน้า จะได้เจอน้องเต้ไง” พี่ก็อตส่งสายตาเจ้าชู้มาให้ ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วยิ้มตอบ


“ขอบคุณนะครับ พี่ก็อตน่ารักจังเลย” เขายิ้มเก้อๆ เมื่อเห็นผมทำท่ารักใส่ ก็แค่เผื่อว่าจะถูกจับตามองแสดงไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย


“อะ...เอ่อ ขะ...ขอถ่ายรูปด้วยได้ไหมครับเต้” ผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้าถามผมอย่างเขินอายโดยมีเพื่อนเขาสงเสียงเชียร์อยู่ข้างหลัง ผมก็พยักหน้ายอมให้เขาถ่าย พี่ก็อตก็เลยต้องเป็นคนถ่ายรูปให้เรา เขาเอ่ยขอบคุณผมด้วยใบหน้าขึ้นสี อะไรจะเขินขนาดนั้น


หลังจากนั้นทั้งผู้หญิงผู้ชายก็เข้ามาขอถ่ายรูปกับผม บางคนก็ขอถ่ายรูปทั้งผมและป่าน และก็ถ่ายป่านคนเดียว ผมยิ้มให้ทุกคนที่เข้ามาหาเพราะอาจะเป็นใครก็ได้ที่ปองร้ายผมอยู่


และเหมือนจะมีคนหนึ่งที่เดินหน้านิ่งเข้ามาโดยไม่สนว่าคนรอบตัวจะกรี๊ดกร๊าดเขาแค่ไหน


“โทรมาทำไมไม่รับ” คินถามเสียงดุทั้งที่แต่งหน้าเรียบร้อยแล้ว วันนี้มีประกวดดาว-เดือนคณะครับ แล้วพี่เขาให้มึงออกมาเพ่นพ่านได้ไงเนี่ย


“กูฝากไว้ที่พี่น้ำตาลโน่น” คินหันไปมองพี่น้ำตาลที่เดินเข้ามาหาเราพอดี


“มีอะไรหรือเปล่าจ้ะ” คินถามหาโทรศัพท์ผมจากพี่น้ำตาล เธอก็ตกใจแล้วรีบหยิบจากกระเป๋าของเธอส่งให้คินแล้วขอโทษขอโพยเพราะเมื่อกี้เพื่อนต่างคณะเข้ามาคุยก็เลยไม่ได้ยินเสียง


“กูตั้งสั่นไว้เองแหละ แล้วออกมาทำไม เดี๋ยวหน้าก็เยิ้มหมด” มันไม่ตอบอะไรแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเหงื่อให้ผม เรียกกระแสคู่จิ้นให้ดังกระหึ่มกว่าเดิมอีก


“ก็เป็นห่วง” มันพูดเสียงอ่อย พี่น้ำตาลรับโทรศัพท์แล้วบอกว่าที่กองให้ตามคินกลับไปเก็บตัว คินก็เลยต้องกลับไป


“แฟนกันจริงๆ เหรอ” พี่ก็อตถามเสียงเศร้าผมก็พยักหน้าตอบ สงสารพี่เขานะ แต่ผมไม่อยากให้คินมันคิดว่าผมไม่ยอมรับในตัวมันจนต้องปิดบังใคร พี่ก็อตเงียบไปนิดแล้วส่งยิ้มกว้างให้มาให้ผม


“อื้ม ไม่เป็นไร พี่จะพยายามทำใจนะเพราะพี่ไม่เคยคิดแย่งของคนอื่นอยู่แล้ว” ผมยิ้มขอบคุณที่ก่อนที่พี่ก็อตเดินไปประจำตำแหน่งช่างถ่ายภาพเมื่อมีคนมาขอถ่ายรูปผมอีก ผมก็ถ่ายรูปยิ้มแย้มรู้สึกโล่งใจขึ้นกว่าเดิม


ผมยืนตากแดดต่ออีกไม่นานนักก็ได้ฤกษ์เดินขบวน ผมกับป่านยกป้ายขึ้นมาถือแล้วเดินไปรอบๆ มหาวิทยาลัย จะมีรถตำรวจนำทางเราหนึ่งคัน ต่อด้วยเดือนมหาวิทยาลัยปีที่แล้วที่ถือป้ายมหาวิทยาลัย ตามด้วยเราที่ถือป้ายคณะ ขณะที่เดินอยู่ผมก็หันไปถามพี่ก็อต


“พี่ก็อต พี่ภูเขาลาออกทำไมเหรอ”


“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เห็นพี่ปีสี่บอกว่าเปิดเทอมวันแรกนั่นแหละถึงได้รู้จากอาจารย์ว่าเขาลาออกไปแล้ว เพื่อนสนิทก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาไปไหน ถามทำไมอะ”


“ก็เปล่า...เห็นว่าจะขึ้นปีสี่แล้วก็เลยสงสัยว่าลาออกทำไม”


“เขาคงบินไปเรียนเมืองนอกมั้ง บ้านเขารวยจะตาย ไม่ต้องเรียนก็สบายไปสิบชาติ” ผมพยักหน้าเห็นด้วย ยังไงก็ไม่อยากตัดพี่ออก เพราะเขาเป็นคนเดียวที่เกี่ยวข้องกับเต้ ยิ่งรวยด้วยแล้วยิ่งเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะติดสินบนตำรวจคนนั้นและกำลังซุ่มดูผมอยู่ที่ไหนสักแห่ง


ปัญหาอยู่ที่ว่าความลับที่เต้รู้คืออะไร
.
.
.
“โอย ปวดแขนไปหมดแล้ว” โบ๊ทนอนแผ่หลาอยู่ข้างๆ ผม หลังจากที่เราซ้อมเดินกันเรียบร้อยแล้วก็เข้ามานั่งตากแอร์ในห้องเรียน ห้องนี้พี่ๆ ทำเรื่องขอคณะไว้ให้พวกเราได้พักก็เลยใช้ได้ตามสบาย มีเพื่อนคทากรของโบ๊ทอีกสองคนกำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ตรงมุมห้อง


“พวกหลีดจะมาใช้ห้องเดียวกับเราปะวะ” เก่งเงยหน้าจากโทรศัพท์ถามผม มันเป็นอดีตคทากรโรงเรียน ควงไม้เก่งมากจนผมทึ่ง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมได้เดินไม้หนึ่ง


“โจบอกว่าเขาจัดห้องหลีดไว้แล้ว และคงซ้อมกันทั้งคืนเลย” โบ๊ททำเสียงหงอยๆ ผมเลยเขยิบไปใกล้มัน ไม่นานมันก็กอดผมครับ โบ๊ทเป็นอย่างนี้เสมอเวลาที่ห่างกับโจ โบ๊ทไม่รู้ตัวเองหรอกครับ


เห็นโจบอกว่ากว่าจะตกลงคบกันโบ๊ทก็เข้าใจไปอีกโลก เพราะคิดว่าที่โจบอกให้เลิกเป็นเพื่อนกันหมายความตามนั้นจริงๆ เดือดร้อนให้โจต้องนั่งอธิบายเป็นชั่วโมงกว่าจะเข้าใจตรงกัน ความจริงก็เป็นความผิดโจนั่นแหละ จะพูดอ้อมโลกไปทำไมก็ไม่รู้ บอกว่าชอบว่ารักก็จบแล้ว


“โซ่ กูคิดถึงโจอีกแล้วอะ” ผมหัวเราะในลำคอแล้วก็ลูบหัวโบ๊ทเบาๆ ตอนผมเป็นโซ่คนเก่าโบ๊ทก็เข้าหาผมแบบนี้แหละครับ แต่ตอนที่คิดว่าผมคือเต้ โบ๊ทคงไม่สนิทใจมากพอจะทำแบบนั้น และถ้ากอดกับอื่นในกลุ่มอย่างคินหรือเอ็มก็คงถูกเตะออก


เพราะโบ๊ทไม่ได้ตัวเล็กน่ารักเหมือนเต้ สูงพอๆ กับพวกผม จะต่างก็แค่ตัวบางกว่าและหน้าหวานเหมือนไอดอลเกาหลี นอกนั้นก็ดูเหมือนผู้ชายทั่วไปทุกประการ


“ไปแอบดูมันซ้อมไหม” ผมชวนโบ๊ทที่มีสีหน้าดีขึ้น มันพยักหน้ารับแล้วเราสองคนก็เดินออกจากห้อง ฝากของไว้ที่เก่งและวี


“ห้า หก เจ็ด แปด ตั้งมือนิ่งๆ ครับ ดีแล้วๆ” พี่โหดเดินดูรุ่นน้องทีละคน พอเห็นบางคนตั้งมือต่ำกว่าเพื่อนก็ใช้ไม้ทีดันขึ้น


ท่าทางของโจดูดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากครับ ผมเคยโดดห้องเชียร์ไปดูมัน ก่อนหน้านี้เหยาะแหยะมาก พี่โหดเผลอเมื่อไหร่เป็นเอาแขนลงตลอด


“โจดูตั้งใจมากเลยนะ” ผมพยักหน้าตามคำพูดโบ๊ท


ผมเกิดปวดฉี่ขึ้นมากะทันหันเลยบอกมันว่าจะไปห้องน้ำ ตอนแรกโบ๊ทก็จะไปด้วยครับ มันกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผม แต่ผมก็บอกให้มันอยู่ตรงนี้เพราะเดี๋ยวโจก็ได้พัก ถ้ามัวไปรอผมเข้าห้องน้ำก็คงไม่ได้คุยกับโจพอดี อีกอย่างถ้าเอามันไปด้วยแล้วเกิดอันตรายขึ้นมาโบ๊ทคงไม่รอดคนแรก ยิ่งเป็นคทากรคณะยิ่งต้องห้ามเป็นอันตรายเด็ดขาด


หลังจากทำธุระเสร็จผมก็เดินออกจากห้องน้ำ รู้สึกเหมือนมีใครบางคนเดินตามมาอยู่ข้างหลัง พอหันไปก็ไม่เห็นใคร แต่ผมไม่ประมาท ทุกก้าวที่เดินก็คอยเงี่ยหูฟังฝีเท้าคนที่ตามมา เขาเดินเบามากถ้าไม่ได้ตั้งใจฟังผมคงคิดว่าเดินอยู่คนเดียว ผมพยายามคิดอยู่ในหัวว่าจากตรงนี้จะเดินไปยังที่ที่มีคนอย่างไรไม่ให้คนข้างหลังรู้ว่าผมรู้ตัวแล้ว


ผมก้าวเท้าเดินสม่ำเสมอ พยายามสงบใจที่เต้นด้วยความตื่นกลัว แต่เหมือนความไม่เป็นธรรมชาตินั้นคนข้างหลังจะสังเกตได้ เขารีบเดินเร็วขึ้นโดยไม่สนใจแล้วว่าผมจะรู้ตัว ทำให้ผมต้องวิ่งให้เร็วที่สุดเพื่อให้หลุดจากเขา


หมับ


มันจับผมได้และกระชากให้ผมหันไปหาแล้วกระแทกร่างผมเข้ากับผนัง ใบหน้าสวมหมวกไอ้โม่งพยายามบีบคอผมจนแทบหายใจไม่ออก มันใส่แว่นกันแดดปิดบังดวงตาทำให้ผมเดาอะไรไม่ได้เลยว่าเป็นใคร นอกจากกลิ่นโคโลนของผู้ชายยี่ห้อทั่วไปที่หาซื้อได้ตามเซเว่น


ผมพยายามเอื้อมมือไปดึงหมวกไอ้โม่งของมัน แต่แขนสั้นๆ ของเต้ทำให้ผมไม่ถึงตัวคนร้ายสักที ขาสองข้างก็พยายามเตะคนตรงข้ามซึ่งไม่สะดุ้งสะเทือนอะไรเลย


ผมเริ่มขาดอากาศหายใจ ขณะที่สติค่อยๆ พล่าเลือนผมก็ได้ยินเสียงคนตะโกนขึ้น สัมผัสที่บีดรัดผละออกไปพร้อมกับร่างของผมที่ร่วงลงอย่างไร้เรี่ยวแรง ผมกลับมาหายใจได้แล้วแต่ก็เหนื่อยเกินกว่าจะลืมตาขึ้นมา
.
.
.
“อย่าเป็นอะไรนะ...อย่าทิ้งกันไป” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นพร้อมกับสัมผัสเปียกชื้นบนหลังมือ ผมค่อยๆ ลืมตามองคนที่สะอื้นตัวโยนอยู่ข้างเตียง ขยับนิ้วมือเล็กน้อยทำให้คินหันมามองผมด้วยดวงตาแดงก่ำก่อนจะโผเข้ากอดผมแน่น


“กูขอโทษที่ไม่ได้อยู่ปกป้องมึง...ขอโทษ” ผมลูบหลังคินเบาๆ ปล่อยให้มันร้องไป เพราะรู้ว่าห้ามไปมันก็คงหยุดร้องไม่ได้


“อย่าโทษตัวเอง กูผิดเองที่ไม่ระวัง ตอนนี้กูปลอดภัยแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว” ผมกอดคิน ยอมรับว่าลึกๆ ในใจไม่ได้เข้มแข็ง


อย่างที่พูดออกไปหรอกแต่ผมจำเป็นต้องเข้มแข็ง ไม่อยากให้คินต้องเป็นห่วงไปมากกว่านี้


“ไม่เอาแล้วนะ กูไม่ยอมห่างมึงแบบนี้แล้ว” ผมได้แต่ส่งเสียงตอบรับแล้วกอดปลอบคินอยู่อย่างนั้นจนมันสงบลง


คินรู้เรื่องนี้หลังจากประกวดเสร็จ มันรีบออกมาโดยไม่ถ่ายรูปในฐานะตำแหน่งเดือนมหาวิทยาลัยกับใครทั้งนั้นเพราะห่วงผม ยิ่งเห็นรอยช้ำรอบคอก็ยิ่งโกรธตัวเองที่มัวแต่นั่งร้องเพลงประกวดอยู่บนเวที ขณะที่ผมสลบไม่ได้สติตั้งหลายชั่วโมง


โบ๊ทร้องไห้หนักมากตอนที่รู้เรื่องและเป็นคนเดียวที่อยู่เฝ้าผมที่ห้องพยาบาล และเพิ่งกลับไปกับโจ ให้คินเฝ้าผมแทน


คินบอกว่ามีรุ่นพี่มาเข้าห้องน้ำพอดีจึงเข้ามาช่วยผมไว้ได้ทัน ส่วนคนร้ายหนีไปได้ และเราไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่างเพราะบริเวณนั้นไม่มีกล้องวงจรปิด ไม่รู้เลยว่าคนร้ายยังอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือไปแล้ว


“นอนที่นี่นะ กูจะเฝ้ามึงเอง พรุ่งนี้ไม่ต้องไปเดินแล้วไอ้เอ็มอาสาเดินแทน” ผมพยักหน้ารับแล้วหลับตาลง นอนไม่หลับหรอกครับแต่ทำให้คินสบายใจ ผมนอนนิ่งๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงหายใจสม่ำเสมอของคนที่นอนฟุบอยู่ ผมลูบหัวมันเบาๆ รู้ว่ามันคงเหนื่อยเพราะต้องซ้อมหนัก วันนี้ทั้งวันผมเพิ่งเจอคินแค่ตอนบ่ายเอง ผมดีใจที่ตื่นแล้วเห็นมันเป็นคนแรก


อย่างน้อยก็ได้ลืมตาขึ้นมา


ผมได้ยินเสียงเสียงกรอบแกรบในเสื้อนิสิตจึงล้วงมือเข้าไปหยิบเศษกระดาษออกมา ข้อความบนนั้นเป็นตัวพิมพ์จึงยากจะรู้ว่าเป็นคนร้ายเป็นใคร


‘นี่คือการเตือนครั้งสุดท้าย’


ใช่ ครั้งสุดท้าย


เพราะครั้งหน้าผมจะกระชากหัวไอ้โม่งมันออกมาให้ได้





Tbc.





เล่นกับพี่โซ่ระวังจบไม่สวยน้า 555 เจอกันตอนหน้าค่ะ :hao7:
EoBen ขอบคุณที่บอกเรื่องคำผิดค่ะ  :pig4:
---------------------------------------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-02-2017 08:59:13 โดย janeta »

ออฟไลน์ EoBen

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3322
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +150/-6
“โซ่ กูคิดถึงโบ๊ทอีกแล้วอะ” ผมหัวเราะในลำคอแล้วก็ลูบหัวโบ๊ทเบาๆ ตอนผมเป็นโซ่คนเก่าโบ๊ทก็เข้าหาผมแบบนี้แหละครับ แต่ตอนที่คิดว่าผมคือเต้ โบ๊ทคงไม่สนิทใจมากพอจะทำแบบนั้น และถ้ากอดกับอื่นในกลุ่มอย่างคินหรือเอ็มก็คงถูกเตะออก



ประโยคนี้แปลกๆค่ะ ต้องคิดถึงโจ อีกแล้วหรือเปล่า เพราะพูดแบบนี้เหมือนคิดถึงตัวเอง


------------------------


เค้าเป้นใครนะคะ เค้าเป็นใครนะค๊า เฮ้


คนที่มีปัญหากับเต้ ต้องเป็นผู้ชาย เพราะใส่โม่งมา และเต้สู้ไม่ได้ แต่อีกนัยนึง ก็อาจมีผู้ร้ายมากกว่า 1 คน


ออฟไลน์ NuNam

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-3
รอตอนต่อไปจร้า ^^

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8181
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11
ใครคือคนร้ายนะ

ออฟไลน์ GuoJeng

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1268
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +44/-1
 มันต้องมีผู้บงการแน่นอน โซ่เอาเลย กระชากหน้ากากคนร้ายออกมา
  รออ่านตอนต่อไปคับ

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
16
☷ รางวัลของผู้ชนะ ☷



ตอนเช้าผมมาดูขบวนพร้อมกับคิน เห็นเอ็มยิ้มร่าเริงมาแต่ไกลต่างจากหญิงที่สาวที่ถือป้ายเดียวกัน ป่านดูหงุดหงิดและส่งตาขวางให้เอ็มหลายครั้ง ดูไม่ชอบหน้าอย่างไรบอกไม่ถูก


ตอนแรกคินไม่ยอมให้มาเพราะกลัวจะเกิดโน่นนั่นนี่ขึ้นกับผม แต่ผมไม่อยากพลาดขบวนในปีแรกนี่นาก็เลยดึงดันจะมาให้ได้ ถ้าคินไม่ให้มาด้วยก็จะหนีมาเอง


สุดท้ายคินก็ยอมครับแต่มีข้อแม้ว่าห้ามปล่อยมือเด็ดขาด นั่นทำให้ผมทั้งเขินและอายสายตาจากบรรดาสาวๆ ที่มองมายิ้มๆ


บางคนก็เข้ามาขอถ่ายรูปกับพวกเรา โดยเฉพาะเดือนมหาวิทยาลัยปีนี้ที่ดูเหมือนจะมีสนใจมากขึ้นกว่าเดิม


ระหว่างถ่ายรูปคินไม่ยอมปล่อยมือจากผมเลยครับ พอคนที่เข้ามาบอกอยากถ่ายรูปคู่กับคิน มันก็มักจะลากผมมาถ่ายด้วยเสมอจนผมต้องยืนหลบข้างหลังคิน เพราะตัวสูงน้อยกว่าก็เลยไม่เห็นผมในรูปถ่าย แต่มือของคินก็ยังจับมือผมไว้ครับ


พอเอ็มกับป่านเดินผ่านไปก็ปรากฏร่างสูงของเก่งยืนควงไม้คทาเป็นวงกลม ตามด้วยโบ๊ทกับวีที่อยู่ด้านหลัง โบ๊ทมีสมาธิมากจนไม่ได้สังเกตว่าผมมองมันอยู่


โบ๊ทดูเท่และสง่างามยามควงไม้ในมือ ผมกดถ่ายรูปโบ๊ทหลายรูปจนกระทั่งมันเดินผ่านไป


เพื่อนรุ่นเดียวกันแต่อยู่ฝ่ายอุปกรณ์เดินเป็นลำดับต่อมา พอเห็นผมพวกเขาก็โบกไม้โบกมือให้ ผมเคยไปช่วยทำบางชิ้น ที่เหลือก็เห็นพวกเขาอดหลับอดนอนทำตั้งหลายวันกว่าจะเสร็จสมบูรณ์


ส่วนคนที่ถือของหนักอย่างลูกโลกยักษ์นั้นก็ส่งเพียงรอยยิ้มมาให้ผม พวกเขาคงรู้เรื่องที่ผมถูกทำร้ายเมื่อวานแล้ว


“หลีดพร้อม!” เสียงแหลมแสบแก้วหูมาพร้อมกับหญิงสาวสามคนและผู้ชายอีกสี่คนยืนเอามือไพล่เชิดหน้าท้าแดด โจจัดเต็มมากครับ


มันใส่สูทปกตั้งสีน้ำเงินขลิบทองทับเสื้อเชิร์ตสีขาวและกางเกงสแล็คขายาวสีน้ำเงินเข้ม แต่งหน้าได้ดูดีเกินหน้าเกินตาเดือนมหาลัยข้างผมอีก


“ไอ้โจโคตรหล่อเลย” ผมกระซิบบอกคิน เห็นมันทำหน้าบึ้งแล้วกระซิบบอกผม


“กูหล่อกว่ามันอีก”  ผมหัวเราะแล้วหันไปมองบรรดาหลีดคณะยืนขยับมือไปตามเพลง พอเพลงจบก็เชิดหน้าเดินต่อไป

 
“ปะ ไปหาที่นั่งกัน เดี๋ยวตอนแข่งหลีดจะได้ดูใกล้ๆ” ผมดึงแขนคินให้เดินตามมาหลังจากคณะสุดท้ายเดินผ่านเราไป ต้องรีบจองที่เดี๋ยวไม่ทัน


ผมนั่งแล้ววางกระเป๋าจองที่เผื่อเอ็มกับโบ๊ทไว้ ไม่นานนักทั้งคู่ก็มาเพราะคณะเราเดินก่อนก็เลยได้ออกมาก่อน


“โคตรร้อนเลยว่ะ” เอ็มบ่นแล้วรับขวดน้ำที่ผมยื่นไปให้ อีกขวดก็ส่งให้โบ๊ทที่เหงื่อออกไม่แพ้กัน ผมส่งทิชชู่ให้ทั้งคู่เช็ดคราบเมคอัพบนหน้า ทั้งๆ ที่บอกให้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนก็ไม่ยอม


เรารอกันเกือบชั่วโมงหลีดทุกคณะก็กลับมาประจำแสตนของตัวเองพร้อมกับฝ่ายเชียร์ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ฝั่งตรงข้ามแสตนคือที่นั่งคนดู ส่วนคณะกรรมการจะเดินไปแต่ละแสตนเองเพื่อตัดสินว่าคณะไหนจะคว้าชัยชนะไป


“โห ขนลุกเลยอะ” ผมมองไปยังเพื่อนๆ บนแสตนของคณะเราที่ตบหน้าขาตัวเองเป็นจังหวะอย่างพร้อมเพียง รวมถึงหลีดคณะที่ทำมืออย่างเข้มแข็งและสวยงาม


จริงๆ ท่าหลีดก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับแต่วัดกันที่ความพร้อมเพียงและประสานเป็นหนึ่งเดียวระหว่างหลีดกับฝ่ายเชียร์ ถ้าทั้งสองฝ่ายไปด้วยกันไม่ได้ก็คงไม่สวยงาม


พวกเรานั่งดูคณะต่างๆ ที่วางฟอร์มมาอย่างดี มีลูกเล่นที่อุปกรณ์แปลกใหม่ตามแนวคิดและคอนเซ็ปต์ของคณะ ผมดูแล้วก็เสียวว่าเราจะชวดที่หนึ่งไป แต่ถ้าวัดที่ความพร้อมเพียงละก็คณะเราไม่แพ้แน่ครับ


เมื่อกรรมการเดินดูครบทุกคณะก็กลับมาประชุมเพื่อลงคะแนนเสียงและประกาศผลคณะที่ชนะ น่าเสียดาย เราแพ้คณะวิทยาศาสตร์ไปเพียง 1 คะแนนเท่านั้นเอง


“พวกมันเอาเวลาที่ไหนมาคิดอะไรเจ๋งๆ แบบนี้วะ นึกว่าอยู่แต่ในแลปไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันซะอีก” คนที่ดูเจ็บใจที่สุดก็ไม่พ้นเอ็มครับ แต่นั่นมึงชมหรือว่าอะไร


พอประกาศผลแล้วนักศึกษาก็แยกย้ายครับ คนที่ดูจะเนื้อหอมสุดก็คงไม่พ้นคิน มีสาวๆ มาขอถ่ายรูปไม่ขาดสายเลย จริงๆ


ตอนที่แข่งหลีดกับแสตนก็มีคนแอบถ่ายรูปมันนะ แต่คินไม่สนใจก็ยังคงนั่งโอบไหล่ผมตลอดการแข่ง ปล่อยให้เอ็มแซะเล่น


ส่วนโบ๊ทก็แค่เหลือบมองเรายิ้มๆ แล้วหันกลับไปสนใจหลีดคณะสุดหล่อบนเวที


เราสี่คนเดินไปหาโจที่เพิ่งผละออกมาจากเพื่อนหลีดแล้วตบบ่ามันคนละที มันยิ้มกว้างแล้วคว้าตัวโบ๊ทเข้าไปกอดเต็มรัก


ผมกับเอ็มก็ได้แต่โห่แซวจนโบ๊ทหน้าแดง จากนั้นก็แยกย้ายกันไปเปลี่ยนสุดและนัดเจอกันที่ร้านเจ๊อิมเจ้าประจำของผม


คราวนี้โจไม่ตักกุ้งให้ผมแล้วครับ แต่ตักของชอบมาให้ผมทั้งหมดเพื่อเอาใจในฐานะที่ผมซวยซ้ำซวยซ้อน ตบท้ายด้วยการโบกหัวผมเพื่อไล่ความซวยจนข้าวพุ่งออกจากปาก


แน่นอน ไม่ล้างแค้นไม่ใช่โซ่ครับ


ผมจัดการยัดพริกในจานส้มตำใส่ปากโจแล้วปิดปากมันไว้แน่น ไม่มีใครคิดช่วยมันหรอกครับแม้แต่โบ๊ทเองก็หัวเราะที่ผมแก้แค้นโจ เห็นมันดิ้นพราดๆ เพราะความเผ็ดก็ยิ่งสะใจ โจกินเผ็ดไม่ได้ครับ


“เออ แล้วเรื่องรับน้องนอกสถานที่นี่ยังไง ไปเกาะส่วนตัวเลยเหรอ” เอ็มถามขึ้น ผมก็พยักหน้าเพราะรุ่นพี่บอกตั้งแต่ที่เราเข้าห้องเชียร์แล้ว มีแต่พวกมันนั่นแหละที่ถูกเรียกตัวไปซ้อมเลยไม่รู้อะไร


“งานนี้คนนอกไม่มีสิทธิ์เข้า คนร้ายคงไม่กล้าตามไปแล้วล่ะ” ผมบอกเพื่อนๆ เมื่อเห็นพวกมันมีสีหน้าที่ไม่สบายใจนัก พอได้ยินที่ผมบอกก็มีสีหน้าโล่งใจตามกันไป


“ยังไงก็ต้องระวังไว้ เข้ามาถึงคณะได้ก็ใช่ว่าจะแอบเข้าไปถึงเกาะนั้นไม่ได้” โบ๊ทพูด ยังคงมีสีหน้ารู้สึกผิดจนผมต้องตบไหล่มันเบาๆ


“เอาน่า เราอยู่ด้วยกันจะไปมีเรื่องอะไรล่ะ” ผมยิ้ม ทุกคนก็พยักหน้ารับแล้วนั่งกินข้าวไปคุยไปเรื่อยเปื่อยเหมือนอย่างเคย
ผมก็หวังให้มันเป็นอย่างนั้นตลอดไป



✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣



เรามารับน้องนอกสถานที่ในสัปดาห์ต่อมา จริงๆ จะเรียกว่ารับน้องก็ไม่ถูกเพราะพี่ต้อมบอกว่าใครจะมาก็มาใครไม่อยากมาก็ไม่ต้องมา ไม่บังคับอะไรทั้งนั้น แต่เกียร์อยู่ที่พี่ ไม่มาก็อด


ทุกคนก็ต้องมาหรือเปล่าวะพี่


ผมเดินสะพายกระเป๋าลงจากเรือพร้อมเพื่อนๆ แล้วเดินบนสะพานไม้ไปยังเกาะของพี่ต้อม พี่ต้อมแต่งตัวชิวมากครับ


เสื้อยืดย้วยๆ กางเกงเจเจ และสวมแว่นกรอบเหลี่ยมเหมือนเดิม ที่ต่างจากเดิมก็คงเป็นรอยยิ้มดีใจที่เห็นพวกผมมากันครบ


“เออ ให้มันได้อย่างนี้สิ ไปๆ ไปพักก่อนโปรแกรมเที่ยวมีตอนบ่ายโน่นแหละ”


เพราะกว่าพวกเราจะมาถึงก็เช้ามืดแล้วต่างหาก เรานั่งรถทัวร์ตั้งแต่เมื่อคืนมายังเกาะทะเลทางใต้จึงใช้เวลานานกว่านั่งเครื่อง


ตอนแรกคินก็เสนอให้พวกเรานั่งเครื่องมาลงจะเร็วกว่า แต่พี่ต้อมแกบอกว่าถ้าแค่นั่งรถยังอดทนไม่ได้ก็ไม่ต้องมา
เราก็เลยจำใจนั่งรถทัวร์ที่พี่จัดมาให้ครับ แล้วนั่งเรือต่อมายังเกาะของพี่ต้อมอีกเกือบสองชั่วโมง นั่งจนก้นชาเลย


ผมมองรอบๆ เกาะที่สร้างเป็นรีสอร์ททอดยาวไปถึงชายหาด เป็นส่วนตัวและเงียบสงบ เจ้าของก็คือพี่ต้อมนั่นแหละครับ


ได้มรดกที่ดินจากพ่อก็บริหารสร้างเป็นรีสอร์ทส่วนตัวสำหรับนักธุรกิจหรือดาราที่อยากหลบมาพักเงียบๆ แต่ต้องจองล่วงหน้าเป็นปี


ซึ่งพวกเราที่มาพักได้ก็เพราะพี่ต้อมสิ่งปิดเกาะให้ตั้งแต่ปีที่แล้วครับ ที่นี่จึงมีแค่พวกเราเหล่าวิศวกรรมศาสตร์


“ทำไมต้องเป็นกูทุกที” เอ็มบ่นแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนทราย


รุ่นพี่บอกว่าห้องหนึ่งพักได้สองคน แน่นอนว่าเหลือเศษก็คือเอ็ม มันก็เลยบ่นก่อนจะลุกไปตามหาเพื่อนในคณะที่ยังไม่มีรูมเมท


“ปะ เข้าห้องกัน” คินเดินนำผมเข้าห้อง ผมรู้สึกแปลกๆ เมื่อเราต้องมาอยู่ห้องเดียวกัน เมื่อก่อนก็ไปค้างบ้านคินบ่อยๆครับ


แต่ตอนนี้สถานะและความรู้สึกมันเปลี่ยนไปแล้วไง จะหยิบจะจับอะไรก็ประหม่าแปลกๆ ผมก็เลยเดินวนไปวนมาในห้องจนกระทั่งคินออกจากห้องน้ำ


“เป็นอะไร” คินหยิบผ้าขนหนูเช็ดหน้าแล้วเดินไปนั่งบนเตียง ขณะที่ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้ซึ่งไกลจากคินพอสมควร


“ป...เปล่า” ผมมองโน่นนี่ไปเรื่อย ไม่กล้าสบตาคินเลยครับ


“กลัวกูเหรอไง” เหมือนคินจะรู้ทัน มันยิ้มมุมปากนิดๆ


“ใครกลัว” พูดจบผมก็เดินมานั่งบนเตียง กอดอกเชิดหน้าใส่ คินหัวเราะแล้วรวบผมไปกอดไว้ก่อนจะล้มตัวนอนบนเตียง ผมก็ดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนของมัน


“ไม่ต้องกังวลไปหรอก กูยังไม่ทำอะไรมึงทั้งนั้น” ผมหยุดดิ้นแล้วเงยหน้ามองคิน มันก้มลงมาสบตาผมแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์


“รอมึงกลับร่างเดิมก่อนค่อยว่ากัน”


“ฝันไปเถอะ!” ผมดิ้นหลุดจากคินจนได้ แล้วก็ชี้หน้ามัน “กูไม่อยู่ล่างแน่ๆ” คินยิ้ม ไม่สะทกสะท้านกับคำพูดผมเลย


“จะออนท็อปให้ว่างั้น” ผมฟาดต้นแขนมันแรงๆ หลายที


“กูจะกดมึงโว้ย!” มันยิ้มเขินๆ ผมก็เลยถามว่าจะเขินทำไม คำตอบมันทำให้ผมรีบมุดผ้าห่มหนีทันที


“ดีใจที่มึงคิดจะทำเรื่องนั้นกับกูด้วยอะ” ไม่ได้คิดโว้ย


คินพยายามดึงผ้าห่มออก บอกว่าเดี๋ยวขาดอากาศหายใจ พอผมยอมลดผ้าห่มลงมันก็กอดผมจากข้างหลัง กระซิบแผ่วเบา


“ขออยู่แบบนี้สักพักนะ” ผมปล่อยให้คินกอด รู้สึกถึงความอบอุ่นจากแรงกระชับในอ้อมแขน ผมหาวนิดๆแล้วเผลอหลับไปด้วยความเพลีย
.
.
.
“ตื่น!” เสียงเคาะประตูตามด้วยเสียงทรงพลังของเฮดว้ากปี 3 ทำผมสะดุ้งตื่นขึ้นพร้อมคิน หน้าของเราห่างกันแค่คืบเดียว


ตามันแดงมากเหมือนคนหลับลึกแล้วต้องตื่นขึ้นกะทันหัน แต่คินก็ยิ้มกว้างแล้วก้มหน้าลงมาจุ๊บปากผมแล้วผละออก


“อยากให้เป็นแบบนี้ทุกเช้าเลย” ผมรู้สึกถึงความร้อนผะผ่าวบนแก้มทั้งสองข้าง หน้าผมต้องแดงมากแน่ๆ คินถึงก้มลงมาหอมอีกสองฟอดให้ตบท้ายด้วยคำว่า ‘น่ารัก’


เขินครับ เขินเหี้ยๆ เลย


“รีบลุกได้แล้ว เดี๋ยวพี่ต้อมเข้ามาเห็นก็ล้อกันพอดี” ผมลุกขึ้นนั่งสะบัดหัวอย่างมึนงง คินลุกตามมาหาวและบิดขี้เกียจ


หัวมั่นยุ่งมากจนผมต้องเอื้อมมือไปจัดทรงให้ คินปล่อยให้ผมจัดจนเสร็จแล้วดึงมือผมมากุมไว้ สบตาผมด้วยแววตาหวานเชื่อม


“มีความสุขว่ะ อยากให้เป็นแบบนี้ตลอดไป” ผมยิ้มขำนิดๆ ไม่คิดว่าคนอย่างมันจะมีมุมนี้ด้วย


“เหมือนกัน” พูดจบคินก็ปิดปากผมด้วยปากของมัน จนกระทั่งพี่ต้อมมาเคาะประตูอีกครั้งเราก็เลยจำต้องผละออกจากกัน


พวกเราอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ลงไปข้างล่าง ที่หาดเพื่อนร่วมคณะกำลังนั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่บนหาดทรายสีขาว รุ่นพี่ก็ยืนคุยกันอยู่ตามมุมต่างๆ


“ไง เอากันอยู่หรือไงถึงได้นานขนาดนี้” เอ็มทักขึ้น ผมก็เลยตบหัวมันไปหนึ่งที


“อาบน้ำไง ใครจะซกมกเหมือนมึง” เอ็มใส่ชุดเดิมครับ มันบอกว่าเดี๋ยวรุ่นพี่ให้ทำกิจกรรมเสียเหงื่อก็ต้องอาบใหม่อยู่ดี สู้อาบก่อนนอนทีเดียวดีกว่า มันก็เลยได้รับสายตารังเกียจจากพวกเราครับ


เราคุยเล่นกันไปเรื่อยๆ พี่ต้อมก็กลับมา คราวนี้มาพร้อมกับถังน้ำหูหิ้วใบเล็กมีม้วนกระดาษหลากสีอยู่ในนั้นครับ


“กิจกรรมวันนี้ก็ง่ายๆ จับกลุ่มเล่นเกม กลุ่มไหนชนะได้รางวัลจากผม” พี่ต้อมอธิบายสั้นมากเลยครับ


“รางวัลอะไรครับ”


“อาหารแบบฟูลคอร์ส ส่วนกลุ่มที่แพ้ก็หากินตามยถากรรม” ทุกคนร้องโห่เลยครับ


“เงียบครับ!” พี่ต้อมกวาดตามองพวกตัวซ่าๆ แล้วพูดขึ้น “ไม่ได้บังคับให้เล่นนะ ใครที่เล่นก็มีข้าวเย็นกิน ส่วนใครใจเสาะก็อดมื้อเย็นไป ง่ายๆ แค่นี้เอง”


แล้วใครจะไม่เล่นล่ะครับพี่


พี่ต้อมให้พวกเราเดินไปหยิบม้วนกระดาษสีทีละคน มีทั้งหมด 10 สี คือ ขาว น้ำตาล ม่วง น้ำเงิน ฟ้า เขียว เหลือง ส้ม แดง ชมพู แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ผ้าผูกแขนคนละสี


ผมกับเพื่อนแยกกันไปคนละสีเลย ตอนแรกได้สีเดียวกับเอ็มครับ แต่พี่ต้อมกระแอมไอจนผมต้องหยิบใหม่


โชคดีที่อย่างน้อยอยู่กลุ่มเดียวกับวี มันก็นั่งเงียบๆ แชทกับแฟนไป สรุปว่าดีหรือไม่ดีครับเนี่ย พี่ต้อมบอกว่าเราจะมีพี่แต่ละกลุ่มเป็นผู้ดูแล และอธิบายกิจกรรมที่เราจะทำในวันนี้นั่นคือ


สร้างหอคอย


โดยเราจะใช้วัสดุอะไรก็ได้ที่หาพบตามบริเวณหาด รวมถึงพวกอุปกรณ์ที่พี่ๆ เอาไปซ่อนไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อสร้างหอคอยที่แข็งแรงและโต้ลมทะเลได้ดี


ต้องหาตำแหน่งวางเอาเองเพราะต้องทิ้งไว้อีกหนึ่งคืน ส่วนวันนี้แค่สร้างให้สูงที่สุดก็ชนะครับ พี่ต้อมเตรียมตลับเมตรมาให้พวกรุ่นพี่วัดเรียบร้อย


และมีข้อแม้ว่าห้ามลงน้ำจนกว่าหอคอยที่สร้างจะเสร็จ ทำให้คนที่หวังจะแอบไปเล่นน้ำระหว่างกิจกรรมต้องโห่อีกรอบ


“ทำงานให้เสร็จแล้วพักเป็นหน้าที่ของวิศวกรที่ดี ถ้าคุณไปสร้างบ้านให้ลูกค้าและละเลยหนีไปเที่ยวเล่นจนเกิดข้อผิดพลาดจนบ้านหลังนั้นพัง หรือเสร็จไม่ทันตามกำหนดคุณก็ไม่ใช่วิศวกรที่ดี” พี่


ต้อมพูดให้คิดแล้วสั่งให้พวกเราแยกย้าย


กลุ่มผมมีพี่น้ำตาลกับพี่ป้อง ระหว่างทางจึงไม่เงียบเหงาและสนุกสนานไปกับมุกตลกของที่พี่ป้องสรรหามาเล่นกับพวกเรา


ส่วนพี่น้ำตาลก็ได้แต่เขินอายที่ถูกพวกเกรียนๆ รุมจีบ พี่เขาบอกว่ามีแฟนแล้วอย่าจีบเขาเลย น่ารักจริงๆครับ ใครได้ไปเป็นแฟนโคตรโชคดีอะ รักเดียวใจเดียวมาก


อยู่ๆ ผมก็นึกถึงคินขึ้นมา ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ กลุ่มมันสาวๆ สวยๆ จับได้สีเดียวกับมันเยอะครับ อีกทั้งยังส่งสายตาอยากได้กันอย่างไม่ปิดบังทำให้ผมกังวลหน่อยๆ


ไม่ได้กลัวคินนอกใจครับ กลัวคินปฏิเสธพวกเธอไปตรงๆ นี่แหละ เดี๋ยวตำแหน่งก็ถูกริบคืนไปพอดี ไม่ได้ทำหน้าที่เดือนมหาวิทยาลัยที่ดีเลย


“ถ้าได้ฟูลคอร์สจริงๆ มึงจะแดกอะไร” จู่ๆ วินก็ถามขึ้นครับ อะไรของมึงเนี่ย


“ก็ต้องกินทุกอย่างสิวะ แต่ต้องงดล็อบเสตอร์ว่ะ กูแพ้กุ้ง” ตั้งแต่อยู่ในร่างเต้ก็ไม่ได้กินของดีมานานครับ จะกินให้เต็มคราบเลย


“งั้นกูจองล็อบเสตอร์มึงนะ” ผมพยักหน้ารับปล่อยให้มันคุยแชทกับแฟนต่อ หันไปเล่นมุกกับพี่ป้องบ้างเป็นสีสัน


จนกระทั่งเรามาถึงบริเวณหนึ่งของเกาะ พี่ๆ ก็ปล่อยให้เราหาอุปกรณ์มาสร้างหอคอยกันเองครับ ซึ่งดูเหมือนเพื่อนร่วมคณะผมจะเข้าใจผิดไปมากทีเดียว


มันเก็บเปลือกหอยหลากชนิดพร้อมปลาดาวอีกหนึ่งตัว พวกผมเลยโบกหัวมันไปคนละทีแล้วไล่ให้มันไปหาใหม่


เราแยกย้ายกันหา ผมเจอกาวกระปุกก็รีบเอามาวางกองรวมกันไว้กับเชือกและลวดที่เพื่อนๆ หาเจอ


ผ่านไปครบชั่วโมงเสียงนกหวีดจากพี่ป้องก็ดังขึ้นเรียกให้พวกเรากลับมาประจำที่ พอนับคนครบไม่ขาดหายก็ให้ลงมือสร้างหอคอยกันเลยครับ
.
.
.
“ปรี๊ด!” เสียงนกหวีดดังขึ้นในอีกสองชั่วโมงต่อมา แต่หอคอยเรายังไม่เสร็จเลยครับ มัวแต่ทำฐานให้มั่นคงนานไปหน่อยส่วนสูงก็เลยไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก


“โห่พี่ ขออีกนาทีไม่ได้เหรอให้มันสูงกว่านี้นิดนึง”


“ไม่ได้โว้ยไอ้ที หมดเวลาแล้ว เอาไปวางไว้ในที่ๆมันจะไม่พังไป” พี่ป้องถ่ายรูปแล้ววัดส่วนสูงก่อนจะให้พวกผมยกหอคอยไปไว้ในถ้ำเล็กๆ แล้วหาหินก้อนใหญ่มาปิดไว้ ทำสัญลักษณ์กากบาทเพื่อให้รู้ว่าหอคอยเราอยู่ตรงนี้


“อย่างน้อยผมก็เชื่อว่าหอคอยพวกเรามั่นคงกว่ากลุ่มอื่นแหละว้า” ทีพูดขึ้นแล้วเดินนำไปพร้อมกับพี่ป้อง


“เออ อย่างน้อยพรุ่งนี้กลุ่มมึงก็คงได้รางวัลใหญ่” พี่ป้องตอบ


“บอกพวกเราไม่ได้เหรอพี่ว่ารางวัลอะไร” ผมถาม


“ให้ไอ้ต้อมมันเฉลยเอง” พูดจบพี่ป้องก็เดินไปหาพี่น้ำตาลเลยครับ ทิ้งให้พวกเราได้แต่เดาไปต่างๆ นานาว่ารางวัลที่ว่าคืออะไร


พอเรากลับมาถึงที่พักก็เห็นเพื่อนร่วมคณะถอดเสื้อลงทะเลกันแล้วครับ เห็นไอ้เอ็มแวบๆ กำลังสาดน้ำใส่โบ๊ทที่อยู่ในอ้อมแขนโจ น่ารักดีครับ


มองหาแฟนตัวเองบ้างก็ไม่เห็นวี่แววเลย เจอแต่เพื่อนร่วมกลุ่มคินนั่งอินดี้ฟังเพลงอยู่ใต้ต้นไม้


“ไงป่าน” ผมนั่งลงข้างๆ เธอ


“ก็ไม่ไง หอคอยเสร็จแล้ว คินไปเข้าห้องน้ำเผื่ออยากรู้” ผมยิ้มนิดๆ ดูเหมือนเธอรู้ว่าผมจะถามอะไร เธอเงียบไปนิดแล้วพูดเสียงจริงจัง


“วิญญาณเต้หดเล็กลงอีกแล้ว คงเป็นผลกระทบจากวันก่อนที่คนร้ายทำร้ายนาย” ผมหน้าซีด ถามหาวิธีเพิ่มกำลังใจให้เต้


“ฉันไม่รู้หรอก เขาไม่สื่อสารอะไรกับฉันเลย” ผมทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดหนทาง


“ถ้าเขาหายไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา” ผมถามเธอด้วยแววตาสั่นๆ จู่ๆ ผมก็เกิดกลัวขึ้นมา


“นายอาจจะติดอยู่ในร่างนี้ตลอดไป หรือได้กลับไปร่างเดิม ส่วนร่างนี้ก็คงค่อยๆตายไปเพราะเจ้าของไม่อยู่แล้ว” เธอพูดด้วยเสียงเรียบนิ่ง สบตาผมแล้วบีบไหล่เบาๆ


“อยู่ที่นายทั้งนั้นโซ่ อยู่ที่นายว่าจะช่วยเขาได้หรือเปล่า” พูดจบเธอก็ลุกขึ้นแล้วเดินจากไป


ไม่รู้ว่าผมนั่งเหม่ออยู่ตรงนั้นนานเท่าไร จนมีคนสวมกอดผมถึงได้รู้สึกตัว


“เป็นอะไร” ผมหันไปหาคินแล้วกอดมันเงียบๆ ไม่พูดอะไร คินลูบหัวผมเบาๆ ไม่คาดคั้นอยากรู้ว่าผมเป็นอะไร เราแค่นั่งกอดกันจนกระทั่งพี่ๆ เรียกรวมเราถึงผละออกจากกันแล้วเดินจูงมือไปนั่งฟัง


“สิ่งที่ผมให้พวกคุณทำวันนี้คือหอคอยที่สร้างจากอะไรก็ได้ใช่ไหม ก็เหมือนการเลือกวัสดุในการสร้างบ้านสักหลัง แต่พวกคุณรู้ไหมว่าการจะสร้างอะไรสักอย่างหนึ่งมันไม่ได้เพียงเพื่อให้สำเร็จไปเท่านั้น


พวกคุณต้องคิดด้วยว่าจะทำอย่างไรให้สิ่งที่พวกคุณสร้างอยู่ไปได้อีกนาน จริงอยู่กลุ่มที่ทำได้สูงที่สุดวันนี้เป็นฝ่ายชนะ เพราะนั่นหมายความว่าพวกเขาสามารถปฏิบัติตามที่สถาปนิกต้องการได้จริง


แต่พรุ่งนี้จะเป็นสิ่งที่การันตีได้ว่าสิ่งที่พวกคุณสร้างมีคุณภาพมากแค่ไหน”


ผมฟังคำพูดพี่ต้อมแล้วคิดว่ามันเจ๋งจริงๆ ตอนแรกผมคิดว่าเราถ่อมาตั้งไกลเพื่อทำหอคอยง่อยๆ เพื่ออะไร แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วครับ


“และแน่นอนว่าทีมที่ชนะได้แก่...สีแดงครับ” ทีมสีแดงเฮลั่น ผมหันไปมองคินที่ไม่ได้ยินดีไปกับผลการแข่งขันแต่กำลังมองผมด้วยสายตาเป็นห่วง ไม่รู้ว่ามองตั้งแต่ตอนไหนเพราะผมมัวแต่ฟังสิ่งพี่ต้อมพูดสลับกับนึกถึงเรื่องที่คุยกับป่าน


“ไม่ดีใจรึไง” ผมถามแล้วส่งยิ้มทะเล้นให้ พอเห็นผมยิ้มคินก็คลายความกังวลแล้วคว้าคอผมเข้าไปแล้วหอมแก้มแรงๆ


“เพลาๆ บ้างก็ได้มั้ง ที่สาธารณะนะมึง” ผมบ่นนิดๆ


“ก็มึงน่ารัก อยากกอด อยากหอม อยากจูบตลอดเวลา” ผมเขินจนต้องเบือนหน้าหนี


พูดอะไรของมึงเนี่ย


ผมเหลือบไปเห็นพนักงานหลายคนยกโต๊ะมาตั้งริมทะเลก่อนจะละสายตามาสนใจพี่ต้อมที่กำลังพูดถึงรางวัลใหญ่สำหรับหอคอยที่แข็งแรงท้าล้มทะเล รางวัลคือตั๋วเครื่องบินขากลับ


พวกที่แพ้ไปในวันนี้ร้องเฮลั่นเพราะนั่นหมายความว่าถ้าชนะพวกเราจะได้ไม่ต้องนั่งรถทัวร์


“กลุ่มกูชนะแน่นอน” ผมมั่นใจมากครับ ฐานเรามั่นคงมากแถมยังเก็บในถ้ำปิดด้วยก้อนหินยักษ์ แม้ลมพายุจะพัดมาก็ไม่พังแน่นอน


“งั้นกูก็ต้องนั่งรถทัวร์กลับคนเดียวน่ะสิ กลุ่มกูสร้างให้สูงๆ แค่นั้นเอง” คินพูดเสียงหงอยๆ ผมก็เลยยืดตัวกระซิบที่หูมัน


“มึงก็ซื้อตั๋วเครื่องบินกลับสิ ซื้อเผื่อกูด้วยถ้ากลุ่มกูไม่ชนะ” คินยิ้มกว้างเลยครับ แล้วก็กอดผมแน่นจนพี่ต้อมตะโกนลั่น
“สองคนตรงนั้นน่ะเลิกสวีทกันได้แล้ว” ทุกคนหันมามองที่พวกเราเป็นตาเดียวเลยครับ มีทั้งยิ้มล้อและขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนเราสองคนต้องผละออกแล้วนั่งตัวตรงดีๆ


พี่ต้อมให้พวกเราไปอาบน้ำก่อนแล้วค่อยลงมากินอาหารเย็น สำหรับกลุ่มแพ้ทั้งหลายเป็นบุฟเฟ่ต์ครับ มีทั้งอาหารไทยและเทศ แม้จะแพ้แต่อาหารเต็มขนาดนี้ก็โอเคครับ


ส่วนกลุ่มที่ชนะได้กินอาหารแบบฟูลคอร์สริมทะเล เห็นแวบๆ ว่าเสิร์ฟไวน์กับแชมเปญด้วย น่าอิจฉามาก


“อยากกินอะไร กูจะแอบเอามาให้” คินบอกผมเมื่อกลุ่มมันเรียกไปนั่งที่โต๊ะ ขณะที่ผู้แพ้อย่างผมต้องนั่งกินบนเก้าอี้พลาสติกธรรมดา พวกเราได้เพียงคนละตัว จะลุกไปไหนก็ต้องพกเก้าอี้ไปด้วยเดี๋ยวไม่มีที่นั่งครับ


“ไม่อะ อาหารที่พี่ต้อมจัดให้ก็เยอะจนกินแทบไม่หมดแล้ว มึงไปเถอะ” ผมดันคินไปนั่งที่โต๊ะ ตอนแรกมันจะไม่ไปแล้วครับเพราะอยากนั่งกินกับผม


แต่พี่ต้อมบอกว่าอาหารของมันไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ ถ้ามันไม่ไปนั่งกินตรงโน้นก็อดมื้อนี้ครับ ผมก็เลยต้องให้มันไปนั่งกินกับกลุ่มชนะ


“ไง มานั่งหงอยอะไรคนเดียว” พี่ก็อตวางเก้าอี้แล้วนั่งลงข้างผมก่อนจะยื่นถ้วยซุปมาให้ ควันหอมฉุยเชียว


“พวกเพื่อนผมไปตักอาหารอยู่ครับ นี่ก็นั่งจองให้พวกมันอยู่” ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้ซ้อนกันสี่ตัวทำให้สูงขึ้นอีกนิดหน่อย


“หึ เข้าใจคิดนะ เอ้ากินสิ เดี๋ยวเย็นหมด” ผมยกซุปขึ้นซด รสชาติคุ้นเคยทำให้ผมรู้ว่าตัวเองกินอะไรเข้าไป แต่บางส่วนกลืนไปแล้วจึงยากจะคายออกมา


“เฮ้ยโซ่!” เสียงเรียกมาพร้อมกับเอ็มที่ดึงถ้วยซุปออกไปจากมือผม


“มึงรู้ไหมว่าแดกอะไรเข้าไป!” โจตะโกนอย่างโมโหแล้วบอกให้โบ๊ทไปขอยาแก้แพ้จากรุ่นพี่


“เอ่อ...” พี่ก็อตเอ่ยแค่นั้นก่อนที่เอ็มจะกระชากคอเสื้อพี่ก็อตขึ้น


“พี่รู้ไหมว่ามันแพ้กุ้ง! นั่นซุปกุ้ง พี่จะฆ่ามันรึไง”


“พะ...พี่ไม่รู้” พี่ก็อตหน้าซีดแล้วหันมาขอโทษผม ผมยิ้มเซียวๆ ให้ รู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมานิดหน่อย


“เกิดอะไรขึ้นวะ” คินรีบวิ่งมาหาผมที่นั่งพิงโจอยู่ ผมยื่นมือไปหามันที่ทรุดตัวลงนั่งกับทรายโดยไม่กลัวเปื้อน


“แดกซุปกุ้งไง” โจตอบแทนเพราะผมไม่มีแรงพูดแล้ว


“ยามาแล้ว!” โบ๊ทวิ่งมาพร้อมยาแก้แพ้และน้ำ


พอผมกินเสร็จคินก็อุ้มผมกลับที่พัก ผมรับรู้เพียงสัมผัสอุ่นที่กุมมือผมไว้แน่นก่อนจะหลับไปด้วยฤทธิ์ยา







Tbc.








เรื่องนี้มีเงื่อนงำค่ะ แต่จะเป็นอย่างไรนั้นโปรดติดตามตอนต่อไป 5555 :laugh:
---------------------------------------------------------------------------------

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8181
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11
ง่าาา.  อีพี่ก๊อตเป็นคนร้ายเหรออออ.   ไม่มั่ง :hao3: :hao3: :hao3:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
17
☷ หาย ☷



ท่าทางว่าอาการแพ้คราวนี้จะรุนแรงมากครับ เช้านี้ผมจึงไม่มีแรงจะลุกไปทำกิจกรรมใดๆ พี่ต้อมเข้าใจครับก็เลยปล่อยให้ผมนอนพัก


“ให้กูอยู่เป็นเพื่อนไหม เผื่อมึงอยากจะเข้าห้องน้ำกูจะได้ช่วย” ผมยิ้มให้คินบางๆ แล้วบอกให้มันไปร่วมกิจกรรมกับพี่ๆ อย่างน้อยผมไม่ได้เกียร์แต่คินก็ควรจะได้


“ไม่ต้องเลย กูอยู่ได้น่า” คินลูบหัวผมแล้วจูบเบาๆ บนหน้าผาก อบอุ่นในหัวใจอย่างไรบอกไม่ถูก คินกำชับอีกครั้งว่าห้ามเปิดประตูให้ใครก่อนจะเปิดประตูออกไปโดยไม่ลืมกดล็อกกรให้ผม


ผมหลับลงไปอีกจนกระทั่งบ่ายก็ได้ยินเสียงไขประตูและปิดลง ตอนแรกก็คิดว่าคินครับก็เลยพลิกตัวนอนตะแคงแกล้งหลับ


แต่เสียงฝีเท้าเบาอันคุ้นเคยก็ทำให้ผมต้องเบิกตากว้างและนอนนิ่งๆ ฟังเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ก้าวเข้าใกล้ผมทีละนิด


ผมกำผ้าห่มแน่น ตั้งใจไว้แล้วถ้ามันใกล้ตัวผมเมื่อไหร่จะเอาผ้าห่มคลุมมันแล้วค่อยหนี


หมับ


ผมรีบตวัดผ้าห่มคลุมตัวอีกฝ่ายแล้วรีบวิ่งออกมา แต่ยังไม่พ้นประตูก็ล้มครับ รู้สึกเหนื่อยมากกว่าปกติ เหลือบมองไปข้างก็เห็นคนร้ายกำลังพยายามดึงผ้าห่มออกจากตัว


ผมค่อยๆ เกาะขอบประตูแล้วเดินเร็วไปตามทางเดิน ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ในที่พักหรอกครับ ทุกคนลงไปร่วมกิจกรรมกันหมดมันถึงเข้าถึงตัวได้ง่ายอย่างนี้


ปัง


เสียงปิดประตูตามด้วยคนร้ายสวมหมวกไอ้โม่งคนเดิม มันเดินช้าๆ เข้ามาหาผมอย่างไม่รีบร้อนคงเพราะรู้ว่าผมไม่มีแรงจะหนีมัน แต่ผมไม่ยอมแพ้หรอกผมต้องหนีไปให้ได้


ผมเดินไปข้างหน้า ทีละก้าว ทีละก้าว อีกนิดเดียวจะถึงบันไดแล้ว ออกไปข้างนอกอย่างน้อยก็ต้องมีคนงานสักคนได้ยินเสียงผม


“ช่วย...”


ทันทีที่ผมเอ่ยไอ้โม่งก็เข้าชาร์ตแล้วเอาผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกผม คาดว่าผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นต้องมียาสลบอยู่


ผมดิ้นและพยายามกลั้นหายใจเอาไว้ แต่เพราะไม่ค่อยมีแรงจึงเผลอสูดดมเข้าไปกว่าจะรู้ตัวทุกอย่างก็ดับวูบไปหมด


✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣✣


[คิน]
“มึงจะรีบไปไหนล่ะนั่น” เอ็มถาม เมื่อเห็นผมเดินออกจากแถวทันทีที่ถึงรีสอร์ท


ผมรู้สึกวูบโหวงในอกและกระวนกระวายอย่างไรบอกไม่ถูก ขณะที่ทำกิจกรรมอยู่ผมก็พลาดหลายครั้งจนเพื่อนๆ เข้ามาถามว่าผมป่วยหรือเปล่า ผมไม่ได้ป่วย แต่ห่วงคนที่นอนซมอยู่ต่างหาก


“กูจะรีบไปหาโซ่” พูดจบผมก็เดินขึ้นบันไดไปยังห้องพัก ระหว่างเดินผมก็ยังคงไม่คลายความกังวลจนกว่าจะแน่ใจและเห็นกับตาว่าโซ่ปลอดภัยดี


ขอให้มึงยังนอนอยู่เถอะ


ผมเปิดประตูเข้าไปด้วยใจสั่นระรัว เห็นเพียงห้องนอนที่ว่างเปล่า บนเตียงไม่มีโซ่ และผ้าห่มกองอยู่ที่พื้น ผมหวังว่ามันจะอยู่ในห้องน้ำ แต่เปิดดูแล้วไม่มีแม้แต่ร่องรอยของพื้นเปียกที่บอกว่ามันอาบน้ำก่อนออกไป


ผมตะโกนอย่างบ้าคลั่ง วิ่งเคาะประตูทุกห้องแม้จะรู้ดีว่าคนอื่นๆ ยังอยู่ข้างล่าง มีเพียงผมคนเดียวขึ้นมาบนนี้ และเป็นคนแรกที่ได้รู้ว่า


โซ่หายไป


“เฮ้ย มึงเป็นอะไรวะ” เสียงผู้ชายคนหนึ่งถามขึ้น ผมจำได้ว่าเขาชื่อก็อตและเป็นคนเดียวกับที่ยื่นซุปกุ้งให้โซ่กิน


“มึงใช่ไหม! มึงเอาโซ่ไปซ่อนไว้ที่ไหนบอกกูมา!” ผมไม่สนใจแล้วว่าคนตรงข้ามจะเป็นรุ่นพี่หรืออะไร สำหรับผมตอนนี้ความปลอดภัยของโซ่สำคัญที่สุด


“ห้ะ โซ่อะไร” เขามองผมอย่างสงสัยแล้วพยายามแกะมือผมออกจากคอเสื้อ “แอ่ก...กูหายใจไม่ออก”


“เฮ้ย ไอ้คินทำอะไรของมึงเนี่ย” เอ็มวิ่งมาดึงผมออกจากคนตรงข้าม ส่วนโจก็แกะมือผมออกจากเขา


“คินเป็นอะไร” โบ๊ทถามด้วยดวงตาใสซื่อ ผมหันมาสบตากับโบ๊ทแล้วน้ำตาก็ไหลออกมา


“โซ่หายไป” ทุกคนเบิกตากว้าง โบ๊ทที่เข้าใจเรื่องราวรีบวิ่งไปยังห้องผมแล้วเปิดเข้าไปดูก่อนจะวิ่งหน้าซีดออกมา


“โซ่หายไปจริงๆ” พวกเรามองหน้ากันอย่างเครียด ส่วนผมพอหลุดจากเอ็มก็ทรุดลงนั่งร้องไห้อย่างไม่อายสายตาใคร


“โซ่อะไรวะ สำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ” พี่ก็อตถามอย่างไม่เข้าใจเรื่องราว เอ็มจึงอธิบายให้เขาฟัง


“พวกเราชอบเรียกแทนตัวเองด้วยชื่อสมมุติน่ะครับ เต้คือโซ่ คินคือกุญแจ ผมคือลวด โจคือชะแลง แล้วก็โบ๊ทคือสายไฟ”


ผมคิดว่าพี่ก็อตไม่เข้าใจหรอกว่าไอ้ฉายาจอมปลอมพวกนั้นหมายถึงอะไรหรือมีไว้เพื่ออะไร แต่คิดว่าเขาเข้าใจสิ่งที่พวกเรากำลังจะสื่อ


“โซ่หายไป ก็หมายถึงเต้หายไป!” เขาเบิกตากว้างอย่างตกใจ และผมคิดว่ามันเนียนมากที่จะทำเหมือนว่าเขาไม่มีส่วนรู้เห็นกับการหายไปของโซ่


“มึงเอาเขาไปซ่อนไว้ที่ไหนห้ะ!” ผมตะโกนถาม และเอ็มก็จับผมไว้ไม่ให้กระโจนเข้าไปทำร้ายรุ่นพี่


“คิน มึงใจเย็นก่อน มันอาจจะออกไปเดินเล่นที่หาดก็ได้ ลองหาดูก่อน” สิ้นคำพูดโจผมก็คิดได้แล้วรีบวิ่งออกมาทันที ผมต้องหาเขาให้เจอ ไม่ว่ายังไงก็ตาม
.
.
.
“โซ่!” กว่าสี่ชั่วโมงแล้วที่ผมตามหาเขา แต่ไม่มีวี่แววเลยว่าจะเจอ


ผมรู้สึกอ่อนล้าแต่ใจผมยังไหว และยังคงตะโกนต่อไปแม้เสียงจะแหบแห้ง


“คิน พักก่อนมึง” เอ็มยื่นขวดน้ำให้แต่ผมปฏิเสธ ผมกินอะไรไม่ลงทั้งนั้นตราบใดที่ยังหาโซ่ไม่เจอ


เพื่อนๆ แยกย้ายกันตามหา รวมถึงพี่ต้อมที่สั่งให้คนของเขาเร่งค้นหารอบเกาะ ผมก็ได้แต่หวังว่าจะเจอเขาในวินาทีใดนาทีหนึ่ง


แต่เวลาผ่านไปเชื่องช้าจนผมทรมาน ทุกครั้งที่คนของพี่ต้อมกลับมาแล้วส่ายหน้าทำให้หัวใจผมแทบขาด


โจเป็นคนเล่าเรื่องให้พี่ต้อมฟังถึงเรื่องราวที่โซ่ต้องเจอตลอดเวลาที่ผ่านมา ยกเว้นแต่เรื่องสลับร่างเพราะเราไม่อยากให้ใครคิดว่าบ้า


“กูติดต่อทางตำรวจไว้แล้ว แต่กว่าพวกเขาจะมาก็พรุ่งนี้เลย วันนี้พวกเราก็ได้แต่ช่วยตามหากันเองไปก่อน แต่ห้ามไปคนเดียวเด็ดขาด ถ้าคนร้ายมันเข้ามาได้ถึงที่นี่แสดงว่ามันต้องเก่งพอดูถึงได้แฮกกล้องวงจรปิดของรีสอร์ทได้”


พี่ต้อมเตือนพวกผู้ชายที่จะเข้าไปหาในป่า ส่วนพวกผู้หญิงจะให้อยู่รวมกันไว้เพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย โดยมีรุ่นพี่ผู้ชายและผู้หญิงเฝ้าดูแล


“เราจะต้องหาโซ่เจอ” โบ๊ทปลอบใจผมแล้วเดินไปอีกทางพร้อมโจ


“ไปตามหาโซ่กัน” เอ็มส่งไฟฉายให้ผมพร้อมกับมีดสั้นไว้ป้องกันตัว


รอกูก่อนนะโซ่


อย่างเพิ่งเป็นอะไรนะ








Tbc.








เอามาเสิร์ฟก่อนค่า ใครคือคนร้ายคนร้ายคือใคร แล้วโซ่จะเป็นยังไง ติดตามตอนหน้าค่ะ :z2:
----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ออฟไลน์ GuoJeng

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1268
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +44/-1
  รออ่านตอนต่อไปคับ

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2598
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7

ออฟไลน์ โอ

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 141
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-1

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2598
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8181
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11
เง้อออออออ. รู้ว่าเขาจ้องจะทำร้ายแล้วปล่อยให้อยู่คนเดียวได้ไง เฮ้อออิอิิ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด