[END]Omega's Instinct สัญชาตญาณดิบ[Omegaverse]#คริสเจมี่:ตย.ตอนพิเศษ[25/3/60]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [END]Omega's Instinct สัญชาตญาณดิบ[Omegaverse]#คริสเจมี่:ตย.ตอนพิเศษ[25/3/60]  (อ่าน 109154 ครั้ง)

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
จัดการให้หายพยศเลยค่ะขุ่นคริสสสส  :hao7:

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3502
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
สงสารเจเรมี่ พี่คริสช่วยปกป้องน้องด้วยนะ

ออฟไลน์ shannara

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 165
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
เริ่มปวดตับปวดไตแล้วสินะ....

ออฟไลน์ Kamidere

  • บรรยายมันออกมา ทุกสิ่งที่อยู่ในใจ
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-2
เจเรมี่นี่เอาแต่โทษคนอื่นเนาะ

ออฟไลน์ กบกระชายไทยนิยม

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 502
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
บางทีก็คิดนะ... ว่า ที่เรื่องมันร้ายแรงขึ้นมาขนาดนี้ก็เพราะเจเรมี่เองนั่นแหละ

ออฟไลน์ Kei

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 478
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1
ต้องปราบพยศเจเรมี่เสียแล้ว ฮ่าฮ่า

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
Episode 08: นักโทษเดนตาย[1]

แผนการของเดร็กดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เจเรมีตกเป็นข่าวดังบนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในมหานครเพิร์ลในฐานะผู้ต้องหาคดีฆาตรกรรมในโรงแรมนั้นโดยเหยื่อผู้เสียชีวิตเป็นผู้ใกล้ชิดบิดาและเป็นคนดูแลเจเรมี การฆาตรกรรมอย่างโหดเหี้ยมถึงสามศพ และประวัติการทำร้ายร่างกายธีโอทำให้เจเรมีต้องรับโทษหนัก ศาลตัดสินให้เขาถูกคุมตัวไว้ก่อนในระหว่างที่รอการตัดสินขณะที่เจอโรมเองก็วิ่งเต้นทุกวิถีทางเพื่อช่วยลูกชาย

แต่เจเรมีไม่อาจรอดโดยง่ายดายหรอก ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่ฝีมือเขา เป็นฝีมือของเดร็กที่วางแผนยัดเยียดข้อหาให้ ทว่าสำหรับประชาชนคนอื่นๆ ในมหานครเพิร์ลแล้วนับเป็นคดีสะเทือนขวัญที่สุดเท่าที่เคยมีมา และมันเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของอัลฟ่า

ใช่...อัลฟ่า ตอนนี้ใครๆ ก็ยังคิดว่าเจเรมีเป็นอัลฟ่าอยู่ ไม่ใช่โอเมก้าอย่างที่เดร็กล่วงรู้ความลับ

หากแต่เจอโรมมัวชักช้า ช่วยเจเรมีให้หลุดออกจากข้อหานี้ไม่ได้ ความลับของการเป็นโอเมก้าคงจะรั่วไหลในอีกไม่นาน และมันคงจะไม่รั่วไหลสู่ด้านนอก หากแต่รั่วไหลในคุก

หากเป็นอย่างนั้น...เจเรมีคงจะ...

คนเป็นพ่อเป็นแม่ไม่กล้าคิดต่อเลยว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนจะโดนอะไรบ้าง มีก็แต่เจเรมีเท่านั้นที่แสร้งทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น วางตัวคล้ายกับว่ากล้าที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งแม้ในยามตัวเองตกที่นั่งลำบากก็ตาม

แต่ชีวิตในคุกมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น...

ถึงเขาจะยังอยู่ในช่วงรอศาลตัดสินโทษ แต่เดร็กก็ใช้อำนาจและเส้นสายทั้งหมดที่มียัดชายหนุ่มเข้าสู่แดนขังสำหรับนักโทษคดีอุกฉกรรจ์และได้ชื่อว่าเป็นนักโทษชั้นเลวจนได้โดยที่เจอโรมทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

ก็แน่ล่ะ แผนการทั้งหมดมีพวกผู้นำอีกสามตระกูลร่วมมือด้วยนี่ คนที่กุมอำนาจเพียงฝ่ายอย่างผู้นำตระกูลเมอร์ซีจะไปทำอะไรได้มากมายนัก พวกนั้นรวมหัวกันจะโค่นล้มอำนาจของตระกูลเมอร์ซีที่ฝังรากลึกมาหลายชั่วอายุคนออกจากสารบบการปกครองอยู่แล้ว เมื่อมีโอกาส ทำไมถึงจะไม่ทำล่ะ

ณ เวลานี้ เจอโรมทำได้ดีที่สุดเพียงปลอบโยนให้ลูกชายเชื่อมั่นในตัวเขาว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้เจเรมีรอดพ้นความผิดที่ไม่ได้ก่อเท่านั้น

เจเรมีเชื่อ...

...เชื่อว่ามันเป็นการยากพอดูเพราะเดร็กเล่นงานเขาต่อจากนั้นทันทีที่ก้าวเข้ามาในแดนขังแห่งนี้ ซึ่งนั่นก็คือการจับเขาเข้าไปอยู่ในห้องขังเดียวกับชายที่เขาเกลียดที่หน้ามากที่สุด

คริส... อัลฟ่าหนึ่งเดียวและเป็นนักโทษชั้นดีของแดนขังแห่งนี้

จับมาอยู่ด้วยกันอย่างนี้มันจงใจให้เกิดเรื่องทุเรศๆ ชัดๆ!

เจเรมีกัดฟันกรอด ไอ้ชั่วพวกนั้นรู้อยู่แก่ใจว่าเขาเป็นโอเมก้าและเป็นคู่แห่งโชคชะตากับคริส การให้มาอยู่ด้วยกันก็คือการทำให้เขาต้องยอมรับความอัปยศอย่างไม่เต็มใจ

อะไรไม่ว่า แม้แต่คริสเองยังเป็นหมากอีกตัวที่ถูกวางเอาไว้เล่นงานเขาอีกด้วย

เป็นหมากอย่างไรล่ะเหรอ?

ก็ให้คริสเป็นผู้มีอำนาจในการร้องขอยาระงับอาการฮีทของโอเมก้าจากผู้คุมแต่เพียงผู้เดียวน่ะสิ เจเรมีไม่มีสิทธิ์ใดๆ ทั้งนั้น!
เจเรมีที่ถูกซ้อมจนอ่วมด้วยน้ำมือคนของเดร็กเพื่อเอาคืนให้กับธีโอพอเป็นกระษัยถูกโยนเข้าห้องขังอย่างไม่ปราณี การมาใหม่ของแขกไม่ได้รับเชิญทำเอาคริสที่กำลังโหนตัวเองกับบาร์เหล็กจนตัวลอยทิ้งตัวลงพื้น หันมามองยังต้นเสียงอย่างรวดเร็ว
พอเห็นว่าเป็นเจเรมีที่สภาพสะบักสะบอมถึงได้เอ่ยปากทัก

“มาไวกว่าที่คิดแฮะ”
พูดอย่างนี้เพราะรู้อยู่แล้วว่าเดี๋ยวเจเรมีจะมา

ก็ผู้คุมบอกไว้ตั้งแต่หลายวันก่อนแล้วนี่นะว่าอีกเดี๋ยวเขาจะมีรูมเมท

เป็นรูมเมทที่ไม่น่าพิสมัยสักเท่าไหร่ ไม่ใช่แค่กับความรู้สึกของคริส แม้แต่ความรู้สึกของเจเรมีเองก็เช่นกัน แค่เห็นหน้าของคริส ได้ยินน้ำเสียงที่เอ่ยทัก เจเรมีก็นึกเกลียดชังอีกฝ่ายไปถึงกระดูกดำแล้ว

“ฉันได้ข่าวแล้วนะ นายถูกใส่ร้ายนี่” เห็นว่าเจเรมีไม่พูดอะไรก็หาเรื่องชวนคุยเสียอย่างนั้น “ลำบากหน่อยนะถ้าโดนสร้างข่าวใส่ร้ายด้วยข้อหาอุกฉกรรจ์แบบนี้ พ่อนายคงจะช่วยเหลือยากหน่อยล่ะ”

คริสพอจะมองอนาคตอันแสนวุ่นวายของเจเรมีออก ตอนที่เขาถูกใช้แลกเปลี่ยนมาเป็นตัวประกันแรกๆ เขาเองก็ถูกใส่ร้ายด้วยข้อหาที่สะเทือนใจต่อคนหมู่มากเช่นเดียวกัน

มันเป็นกลเกมของพวกที่มีอำนาจเหนือกว่าใช้ผูกมัดสถานะของคนที่ต่ำชั้นกว่าให้หนีไม่หลุดไปจากแผนกระดานหมากที่ตนเองต้องการน่ะ

คริสเข้าใจข้อเท็จจริงนั้นดี เจเรมีก็เข้าใจดีเช่นกัน หากแต่เขาไม่ต้องการให้คนอย่างคริสมาวิเคราะห์หรือเห็นใจอะไร ทำเพียงจ้องอีกฝ่ายด้วยสายตาไม่เป็นมิตรแล้วทรุดตัวลงนั่งพิงกำแพงใกล้ๆ ปิดเปลือกตาลงคล้ายกับว่าต้องการจะตัดเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นออกจากระบบความคิดตัวเองในวินาทีนั้น

ท่าทางเหนื่อยอ่อนจากการถูกกระหน่ำซ้อมของเจเรมีทำให้คริสอดเห็นใจไม่น้อย

ก่อนจะมาถึงที่นี่ได้ คงจะผ่านอะไรมาหนักหนาพอสมควรเลยสินะ

เห็นแล้วก็อดนึกถึงตัวเองตอนที่ถูกโยนเข้าแดนขังแห่งนี้แรกๆ อย่างเสียมิได้ คริสเดินมาทรุดตัวลงนั่งยองๆ หน้าคู่แห่งโชคชะตา จ้องอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยทักออกไป

“โดนมาอ่วมพอดูเลยนี่” ไม่พูดเปล่า ยังใช้มือหนายื่นไปแตะซีกแก้มฟกช้ำจากการถูกของแข็งกระแทก
เจเรมีปรือตาขึ้นมองพลันสะบัดหน้าหนี ส่งเสียงขู่ออกมา
“เอามือโสโครกนั่นออกไป”

ถึงจะสภาพไม่เต็มร้อย แต่ปากยังคงดีเหมือนเดิม ความโอหังไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย คริสก็ไม่ได้อยากจะยุ่งนักหรอกถ้าหากว่าอีกฝ่ายไม่มาแย่งพื้นที่หายใจของเขาในห้องขังและเขาไม่ได้รับคำสั่งให้ดูแล ‘เพื่อนใหม่’ อย่างนี้

“ให้ช่วยอะไรไหม” ไม่อยากจะสนใจหรอก แต่สุดท้ายก็ถามออกไป

ความจริงแล้วเขาถูกสั่งมาให้ทำตัวร้ายกาจกับเจเรมีต่างหาก แต่ด้วยความที่เขาเห็นภาพตัวเองในอดีตทับซ้อนกับคนตรงหน้า ทำให้เขาไม่สามารถตัดใจทำเรื่องร้ายกาจตามความต้องการของคนมีอำนาจพวกนั้นได้

หากแต่เจเรมีไม่รู้เลย เห็นคริสมายุ่มย่ามก็นึกรำคาญใจ เหลือบดวงตามอง แค่นเสียงต่ำด้วยนึกรังเกียจ
“ไม่ใช่เรื่องของนาย อย่าแส่”

ได้... ไม่ยุ่งก็ได้

คริสยักไหล่ ผละออกมา ตอนนี้เจเรมีคงอยากจะใช้เวลากับตัวเองในการปรับตัวให้คุ้นชินกับสภาพที่อยู่อาศัยใหม่มากกว่า
ให้เวลาสักหน่อยเดี๋ยวคงจะดีขึ้น

ผละออกมาได้ คริสก็ไม่สนใจจะเหลียวมองกลับไปอีกเลยนอกจากยกแขนขึ้นในอากาศ ยืดเส้นยืดสายไปตามประสา กะจะกลับไปบริหารร่างกายเหมือนก่อนที่เจเรมีจะเข้ามา ทว่าการหันหลังให้กับเจเรมีนั้นเป็นความคิดที่ผิด อีกฝ่ายที่มองอยู่กัดฟันกรอด นึกโทษคนตรงหน้าในใจ

ถ้าไม่เป็นเพราะนาย ฉันคงไม่มาเจออะไรอย่างนี้หรอก ตายซะเถอะไอ้เวร!

คิดแล้วก็รวบรวมแรงทั้งหมดพุ่งเข้าไปหาคนตรงหน้าทันที เสียงดังตึงตังเรียกให้คริสหันไปมองก่อนจะเอี้ยวตัวหลบได้ทันท่วงที ก่อนออกแรงผลักเจเรมีที่พุ่งเข้ามาไปกระแทกเข้ากับลูกกรงเหล็กเต็มๆ

ความเจ็บปวดนั้นไม่ได้ทำให้เจเรมีรับรู้ได้เลย สายตาตวัดกลับมาจับจ้องที่คริสอย่างขุ่นแค้น ใจอยากจะฆ่าคนตรงหน้าให้ตายอย่างเดียวเท่านั้น

หากไม่เจอคริส...
หากคริสไม่โผล่มาจนทำให้รู้ตัวว่าเป็นโอเมก้า...
ความตกต่ำอย่างนี้คงจะไม่เกิดขึ้น!

ชายหนุ่มผมบลอนด์ขบกรามจนขึ้นเป็นสันนูน จากนั้นก็พุ่งเข้าไปหาคริสอีกโดยไม่ไตร่ตรองใดๆ ในหัวมีแต่จะเล่นงานคริสให้หายเดือดดาลเท่านั้น

คริสรู้ว่าตัวเองถูกปองร้าย

ก็แน่ล่ะ ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ตระกูลเมอร์ซีตกที่นั่งลำบาก ถึงจะไม่ได้เป็นสาเหตุตรงๆ แต่ก็นับว่าใช่เหมือนกัน

พอเห็นเจเรมีพุ่งเข้าหา เขาก็เอี้ยวตัวหลบอีกครั้ง เจเรมีพลาดไประลอก ทว่าคริสไม่พลาด เขาไม่ปล่อยให้จอมวายร้ายคนนี้ทำตามใจตัวเองได้อีกต่อไป ทันทีที่เจเรมีพลาดท่า เขาก็ถลาเข้าไปทางด้านหลัง มือคว้าเอาท่อนแขนคนตรงหน้าไว้ก่อนจับมาพับไขว้หลัง ใช้ร่างกายตัวเองดันเข้าหาสุดแรงกระทั่งร่างของเจเรมีชนกับขอบเตียง แค่นั้นยังไม่พอ กดอีกฝ่ายให้ลงไปนอนกับฟูกด้วยการทิ้งตัวล้มทับอีก

เจเรมีร้องดังอั้ก พยายามจะเงยหน้าขึ้นมา ทว่าก็ถูกมือข้างหนึ่งของคริสกดที่ท้ายทอยแนบลงไป เรียกได้ว่าสภาพของเขาในตอนนี้ไม่สามารถขยับได้เลย

“ปล่อยนะเว้ย...อึ่ก”
ถึงจะขยับไม่ได้ก็ยังพยายามจะดิ้นรนทำให้คริสต้องออกแรงเพิ่มอีก ดีที่เขาตัวใหญ่กว่าเจเรมีอยู่พอสมควร ไม่อย่างนั้นคงจะเอาอีกฝ่ายไม่อยู่

คนอะไร บ้าดีเดือดเหลือเกิน

ทิ้งตัวกดทับอยู่อย่างนั้น กะให้เจเรมีหยุดคลั่งถึงจะปล่อย หากแต่ความเจ็บปวดไม่ได้ทำให้เจเรมีอยู่นิ่งได้เลย เขายังคงขัดขืน พยายามดันคริสออกจากแผ่นหลัง โวยวายเสียงดังจนคริสชักจะรำคาญ

“ถ้านายหายบ้าเมื่อไหร่ ฉันจะปล่อย”
“ฉันหลุดไปได้เมื่อไหร่ นายตายแค่คริส ฟ็อกซ์!”
“ทำตัวดีๆ หน่อยน่า ยังต้องอยู่ด้วยกันอีกนานนะ”
“ไปตายซะ!”

คริสกลอกตา พูดอย่างไร เจเรมีก็ไม่ลดความคลั่งลงได้เลย เขาจึงต้องออกแรงเพิ่ม คราวนี้เจเรมีหยุดก่นด่าได้ฉับพลัน กลายเป็นร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดแทน

“บอกให้อยู่เฉยๆ ทำตัวดีๆ เข้าไว้แล้วจะดีเอง”

ใครมันจะไปเชื่อฟังวะ!

เจ็บใจ... ไม่เคยเจ็บใจอย่างนี้มาก่อน เขาเคยเป็นที่หนึ่งของคลาสเรียนวิชาศิลปะป้องกันตัวหรือการต่อสู้อะไรพวกนั้น หากแต่พอมาเจอคริส เขากลับพ่ายแพ้สิ้นรูป

การต่อสู้ตรงๆ คงจะใช้ไม่ได้กับคริสสินะ!?

ในหัวคิดแผนสกปรกเพื่อเอาคืนเป็นพัลวัน คริสรู้อยู่ว่าคนลักษณะอย่างเจเรมีคงจะไม่ยอมง่ายๆ ถ้าเขาเผลออีกเมื่อไหร่ มีหวังคงได้จู่โจมเป็นแน่ ดังนั้นวิธีที่จะทำให้เจเรมีตระหนักว่าการเล่นกับเขามันไม่สนุกก็คือ...

“อย่าลืมว่าฉันอยู่มาก่อน เป็นนักโทษความประพฤติดี สนิทกับผู้คุมขนาดนี้จะบอกให้เขาไม่จ่ายยาให้นายก็ได้ คงรู้แล้วสินะว่าฉันเป็นคนกุมอาการฮีทของนายอยู่ ถึงในแดนขังนี่จะมีแค่ฉันที่เป็นอัลฟ่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกนักโทษที่เป็นเบต้าจะไม่ทำอะไรนาย”

ถูกอย่างที่คริสพูด หากพวกนักโทษที่เป็นเบต้าเข้าใจว่าเจเรมีเป็นอัลฟ่า เขาก็จะได้รับการให้เกียรติและความเกรงอกเกรงใจเหมือนกับที่คริสได้รับ ทว่าถ้ารู้ว่าเป็นโอเมก้า อย่าหวังเลยว่าเจเรมีจะอยู่ในนี้ได้อย่างสุขสบาย ความเครียด ความกดดันของผู้ชายหลากหลายช่วงวัยจากการถูกกักขังมาเนิ่นนานย่อมต้องการที่ปลดปล่อยอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นเจเรมีจะลำบากเอา

หากแต่เจเรมีเป็นคนที่ยอมตาย ไม่ยอมเสียศักดิ์ศรี การเชื่อฟังคำพูดของคริสก็เท่ากับว่ายอมจำนน

แล้วมันเรื่องอะไรที่เขาต้องไปทำอย่างนั้นกัน!?

ดวงตาสีฟ้าสุกใสจ้องหน้าคริสอย่างก้าวร้าว พอเห็นคริสมองอยู่ก็แทบอยากจะจับอีกฝ่ายโขกกับข้างฝาให้ตายคามือ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลย ดิ้นขลุกขลักอีกครั้ง พอดิ้นไม่หลุดก็แผดเสียง

“สารเลวเอ๊ย!”
จากนั้นก็ถูกคริสออกแรงกดลงกับฟูกอีกครั้ง พลันส่งเสียงขู่อย่างใจเย็น
“ถือว่าเตือนแล้วนะ ถ้านายไม่ฟัง ตอนนายเป็นฮีท ฉันจะไม่ออมมือ เป็นคู่แห่งโชคชะตาของฉันด้วยไม่ใช่เหรอ คิดว่าจะฝืนสัญชาตญาณไปได้ง่ายๆ หรือไง”

สุดท้ายก็ใช้ความเป็นโอเมก้าของเจเรมีเป็นเครื่องมือต่อรอง

เจเรมีกัดฟันกรอดจนเส้นเลือดบริเวณกรามปูดโปน

ไอ้ทุเรศ!

เข้าใจว่าคริสหมายความว่าอะไร

คิดว่าการกดให้เขาอยู่ใต้ร่าง บังคับให้นอนถ่างขามันง่ายขนาดนั้นเลยหรือไง!?

ง่ายดายอยู่แล้ว เจเรมีรู้ดีว่าตอนเขามีอาการฮีท เขาควบคุมร่างกายและความต้องการของตัวเองไม่ได้เลยแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว ไม่อย่างนั้นตอนที่เจอกับคริสครั้งล่าสุดคงไม่ทำอะไรทุเรศๆ ลงไปอย่างแน่นอน

ตอนนี้จึงทำได้แต่ก่นด่าคริสทั้งสบถ ทั้งด่าในใจออกมานับไม่ถ้วน แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาสู้คริสไม่ได้ ไม่ว่าจะการเคลื่อนไหวหรือทักษะในการต่อสู้ แค่ปะมือกันครู่เดียวก็ดูออกแล้ว

ใช่... สู้ไม่ได้ถ้าหากสู้กันตรงๆ แต่ถ้าใช้วิธีสกปรกมันก็พอมีทางอยู่บ้าง

ทว่าเมื่อไหร่กันล่ะ...

เมื่อไหร่ที่เขาจะมีโอกาสได้ใช้วิธีสกปรกนั่น!?

ยิ่งครุ่นคิดจะเอาคืนก็ยิ่งทรมาน ความเดือดดาลทวีมากขึ้นกว่าเดิมในขณะที่คริสลอบถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นสีหน้าดื้อดึงแม้ว่าเจเรมีจะหยุดดิ้นแล้ว

ไม่ยอมถอดใจง่ายๆ อย่างแน่นอน...

คริสคิด หากแต่ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืด สรุปเอาเองเพื่อตัดบท
 “เงียบอย่างนี้ ถือว่ายอมรับข้อเสนอ” ว่าก่อนจะถอยออกมา

เจเรมีร้องโอดโอยอีกคราเมื่อความรวดร้าวเข้าเล่นงาน การขยับแขนให้กลับมาอยู่ตำแหน่งเดิมมันสร้างความเจ็บปวดมหันต์ให้เขาเป็นอย่างมาก ขณะที่คริสทำเพียงเหลือบมองเฉยๆ แล้วทิ้งตัวลงบนพื้น ทำท่าจะวิดพื้น หากแต่พอรู้สึกตัวว่าถูกสายตาเกรี้ยวกราดของเจเรมีมองอยู่ก็ร้องถาม

“วิดพื้นด้วยกันไหม?”

มีโอกาสเหมาะเมื่อไหร่จะฆ่าให้ตายเลยคอยดู!

เจเรมีทำได้เพียงข่มเขี้ยวเคี้ยวฟัน มองคริสราวกับว่าจะฉีกอีกฝ่ายออกเป็นชิ้นๆ
คริสเห็นแล้วก็อดส่ายหน้าด้วยความระอาใจไม่ได้

เจ้านี่ยังต้องเรียนรู้วิธีใช้ชีวิตให้รอดจากสังคมอย่างนี้อีกเยอะ

แต่ก่อนที่จะไปแนะนำอะไร ตอนนี้พยายามคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดลงก่อนดีกว่า

“ว่ากันว่าการออกกำลังกายทำให้หลั่งสารโดพามีนซึ่งช่วยลดความเครียดลงได้ นายเอาแรงที่ยังเหลืออยู่มาใช้ให้ถูกวิธีน่าจะเป็นประโยชน์กว่าการพยายามฆ่าฉัน หรือไม่อย่างนั้นก็ไปพักผ่อนซะ พยายามไปตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์ ฉันไม่ให้นายฆ่าได้ง่ายๆ หรอก”

แทนที่จะผ่อนคลาย ความหวังดีกลายเป็นตัวกระตุ้นให้เจเรมีต้องกำหมัดแน่นมากขึ้นไปอีก

สงสัยจะเลือกใช้คำพูดผิดไปหน่อย

ใบหน้าของเจเรมีดูแข็งกร้าวน่ากลัว การคาดโทษผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเกิดมาเพื่อคู่กันฉายวาบเข้ามาในหัวจอมวายร้ายอย่างชัดเจน

ผยองดีนัก อย่าให้ถึงคราวฉันบ้างก็แล้วกัน

พ่อจะเล่นงานให้จมดินเลย!
---------------------------------
มาแล้วค่ะ ช่วงนี้ต้องอัพแบบกะปริบกะปรอยหน่อยนะคะ มีความเขียนไม่ทัน หลายเรื่องจัด 555 คงมาทีละครึ่งแต่มาบ่อยอะไรแบบนี้แทน ถ้ารอมา 100% เลย บอกได้เลยค่ะว่านานนนน
ตอนนี้เจมี่ของเราก็ยังดื้อดึงไม่เปลี่ยน แต่ถูกจับยัดเข้ามาในคุกก็ถือว่าดีอย่างนะ ได้อยู่ใกล้ผั-- //โดนเจมี่ตบ! 5555
ฝากฟีดแบ็กไว้หน่อยจ้า พรุ่งนี้จะมาอัพที่เหลือให้นะคะ ^^

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-02-2017 22:27:31 โดย NooDangzz »

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2694
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
นางมั่นหน้าเยอะไปค่ะเจเรมี่อะ บางครั้งจนมุมแล้วควรลดทิฐิบ้าง
แต่ก็ยังรอดูนางตกต่ำจนถึงที่สุดนะ หึหึหึ

ออฟไลน์ Nickybkk

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 1
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เริ่มรำคาญนิสัยและความรั้นของเจเรอมีมากขึ้นทุกที มีความสุภาพน้อย ความมีเหตุผลและความสามารถในการปรับตัวต่ำลงๆ จนทำให้เกิดการเปรียบเทียบว่าทางบ้านของคริสเลี้ยงดูลูกมาได้ดีแค่ไหน
สาบานว่านี้คือคู่แห่งโชคชะตาจริงๆหรือนี่ สงสารคริสค่ะ

ออฟไลน์ orange_object

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
ว้ายๆ เผลอแป็ปเดียวถูกยัดเข้ามาอยู่ในกรงเดียวกับพ่อหนุ่มหมาป่าจ่าฝูงซะแล่ว บอกตามตรงมีความคาดหวัง คึคึคึ เจเรอมีจะทำให้ป๋าคริสตบะแตกได้อีกเมื่อไหร่น้อ/ส่วนสตินะคงทำให้แตกได้ทุกวันอยู่แล้ว นี่แค่วันแรก ชั่วโมงแรกก็ถูกป๋าคริสจับกดละ  เร้าใจปนสะใจอย่างบอกไม่ถูก 5555 ถูกจริตมาก

//โอเมก้าเวิร์ส คอนเซปต์นี้มีเจอหลายเรื่องอยู่ บางทีอ่านพร้อมๆกันก็มีมึน555 มันไม่ได้แชร์โลกกัน เกิดขึ้นคนละจักรวาล  เข้าใจถูกแล้วใช่มั้ยคะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
ว้ายๆ เผลอแป็ปเดียวถูกยัดเข้ามาอยู่ในกรงเดียวกับพ่อหนุ่มหมาป่าจ่าฝูงซะแล่ว บอกตามตรงมีความคาดหวัง คึคึคึ เจเรอมีจะทำให้ป๋าคริสตบะแตกได้อีกเมื่อไหร่น้อ/ส่วนสตินะคงทำให้แตกได้ทุกวันอยู่แล้ว นี่แค่วันแรก ชั่วโมงแรกก็ถูกป๋าคริสจับกดละ  เร้าใจปนสะใจอย่างบอกไม่ถูก 5555 ถูกจริตมาก

//โอเมก้าเวิร์ส คอนเซปต์นี้มีเจอหลายเรื่องอยู่ บางทีอ่านพร้อมๆกันก็มีมึน555 มันไม่ได้แชร์โลกกัน เกิดขึ้นคนละจักรวาล  เข้าใจถูกแล้วใช่มั้ยคะ

เข้าใจถูกต้องแล้วค่า แค่คอนเซ็ปต์เดียวกันเฉยๆค่ะ

ออฟไลน์ Kei

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 478
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1
เจเรมี่นี่น่าตีนะ :katai5:

ออฟไลน์ aommyga40

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
รอค่ะ เจมี่ น่าตีมาก

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1698
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
เจม ใจเย็นนะคะ
ร่วมเตียง เอ้ย ร่วมห้องกับพี่เค้าดีๆ
55+

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
พี่คริสต้องอยู่กับหมาบ้ากัดไม่เลือกไปอีกพักใหญ่ ๆ เลย

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
จัดการให้มันสำนึกเลยค่ะขุ่นคริส หมันไส้ความร้ายนางมาก  :hao7:

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
Episode 08: นักโทษเดนตาย[2]

การปลอบประโลมเจเรมีให้ยอมรับสภาพที่กำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่นัก การแนะนำวิธีใช้ชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยในสภาพสังคมคนคุกก็เช่นกัน เจเรมีไม่มีทีท่าว่าจะเปิดใจรับฟังใดๆ เลย แค่เห็นหน้าคริสก็แยกเขี้ยวจ้องจะงับคอแล้ว
คริสจึงไม่เข้าหาใดๆ ด้วยคิดว่าการอยู่ให้ห่างอย่างนี้จะเป็นการดีกว่า

พูดไปก็ไร้ประโยชน์ เสียทั้งพลังงาน เปลืองทั้งน้ำลาย งั้นกลายเป็นมนุษย์ล่องหนก็แล้วกัน

แล้วก็ทำตามอย่างที่คิด ในใจภาวนาเอาไว้ว่าขอให้เจอโรมมาช่วยลูกชายตัวเองให้พ้นผิดจากข้อกล่าวหาเท็จเร็วๆ เขาจะได้อยู่อย่างสงบสุขเสียทีเพราะไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องอยู่ในแดนขังแห่งนี้ไปจนตายอยู่แล้ว

ถ้าไม่มีโอกาสในการออกไปทวงอิสรภาพและความยุติธรรมคืนอีกตลอดชีวิตน่ะนะ...

สำหรับเจเรมี การใช้ชีวิตเยี่ยงนักโทษเป็นเรื่องที่น่ารำคาญ ตอนใช้ชีวิตอยู่ด้านนอก การทำตามแบบแผนหรือตารางเวลาก็เป็นเรื่องที่น่ารำคาญสำหรับเขาอยู่แล้ว พอมาเจอการใช้ชีวิตอย่างนักโทษ เขายิ่งหัวเสียเข้าไปใหญ่ ทุกอย่างถูกกำหนดให้ทำตามตั้งแต่ตื่นยันเข้านอน

ชีวิตแบบนี้มันไร้ค่าชัดๆ!

อิสรภาพถูกริดรอนไปโดยสิ้นเชิง การถูกจองจำอย่างนี้สร้างความทรมานแก่จิตใจของเจเรมีเป็นอย่างมาก วันหนึ่งๆ เขาหัวเสียนับครั้งไม่ถ้วน แม้ว่าเขาจะเป็นคนตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้เอง แต่ก็นะ... คนมันไม่เคยอยู่ในระบบระเบียบใดๆ ซ้ำยังทำอะไรตามอำเภอใจตัวเองตลอดเวลาแบบนั้นจะไปอยู่ได้อย่างไรล่ะ

ใช้ชีวิตมาอาทิตย์หนึ่ง หนุ่มผมบลอนด์คนนี้ไม่มีการปรับตัวใดๆ เลยทั้งสิ้น พานจะไปหาเรื่องกับนักโทษคนอื่นๆ เป็นการระบายอารมณ์ยามไม่สบอารมณ์ที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่เขาต้องการอีกด้วย

คริสเห็นแล้วก็พยายามห้ามจนล้มเลิกความตั้งใจไปแล้ว เอาแต่มองอยู่เฉยๆ ปล่อยให้เลยตามเลยด้วยหวังในใจว่าสักวันเจเรมีจะตระหนักได้ด้วยตนเอง

หากแต่การไม่พูดอะไรเลยยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ ในแดนขังแห่งนี้ใช่ว่านักโทษทุกคนจะอยู่เฉยๆ หายใจทิ้งไปวันๆ ได้ นอกจากระเบียบข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตามแล้ว ยังมีกิจกรรมให้นักโทษทุกคนทำทุกวันอีกด้วย

ไม่...ไม่ใช่กิจกรรม เรียกว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำดีกว่า

มันเป็นพวกการทำความสะอาด การหมุนเวียนเปลี่ยนผลัดกันเป็นคนตักอาหารให้นักโทษด้วยกัน หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ทัณฑสถานจัดให้ เจเรมีไม่แตะกิจกรรมพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย ถึงจะถูกบังคับ เขาก็เมินเฉย เรียกได้ว่ากินแรงคนอื่นสุดๆ จนใครต่อใครเริ่มเหม็นขี้หน้าชายหนุ่มคนนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว

เด็กใหม่ มีอิทธิพล กร่าง ไม่เห็นหัวใคร... กลายเป็นคำจำกัดความยามพูดถึงนักโทษน้องใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

คริสเห็นว่าขืนปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปคงเป็นเรื่องไม่ดีแน่ ถึงตอนนี้จะยังไม่มีใครรู้ว่าเจเรมีเป็นโอเมก้านอกจากเขาและผู้คุมบางคน แต่การที่ชายหนุ่มคนนั้นวางตัวไม่สนโลกมันไม่เป็นการดีสำหรับตัวเองแน่

ถึงนักโทษคนอื่นๆ จะเป็นเบต้า แต่ก็ใช่ว่าเบต้าสวะพวกนี้จะไม่กล้าทำอะไรอัลฟ่าที่อยู่ในสถานะนักโทษเหมือนกันสักหน่อย
และนั่นก็ทำให้คริสอดเอ่ยปากออกมาไม่ได้เมื่อเขาเห็นว่าเจเรมีหลบมุมไปนั่งทำหน้าโกรธเคืองบนม้านั่งข้างสนามหญ้าหลังจากที่อีกฝ่ายสติแตกใส่ผู้คุมที่ลากเขามาทำความสะอาดสนามแห่งนี้ตามตารางกิจกรรมอย่างเช่นทุกวัน

หากแต่การที่คริสถือไม้กวาดมาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ยิ่งทำให้เจเรมีหัวฟัดหัวเหวี่ยงมากขึ้นกว่าเดิมอีก
“ทิ้งหน้าที่มาอย่างนี้ไม่ดีเลยนะ ไม่เห็นเหรอว่าคนอื่นๆ เขาก็ทำกัน”
“ไอ้เวรตัวไหนจะทำอะไรก็ไม่ใช่เรื่องของฉัน” น้ำเสียงแข็งกร้าวที่ตอบกลับมาบอกให้คริสรู้ทันทีว่าเจเรมีไม่เปิดใจเลย
กระนั้นก็ยังจะพูดต่อ

ทั้งที่ตอนแรกกะว่าจะไม่ยุ่งแล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้...

“ฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะถ้านายจะไม่สนใจ แต่ในฐานะที่อยู่มาก่อน เรียกว่าอะไรนะ...อ้อ รุ่นพี่” คริสยกยิ้มเล็กน้อย ขำกับสรรพนามที่ใช้เรียกตัวเองก่อนพูดต่อ “ในฐานะรุ่นพี่คงต้องขอเตือนไว้ว่าการที่ไม่โอนอ่อนตามกฎระเบียบใดๆ เลย มันจะทำให้นายอยู่ยาก”

“ฉันก็อยู่ของฉันมาได้ นายจะมายุ่งอะไร ไสหัวไปไหนก็ไป”
เจเรมีไม่แยแสอยู่ดี น้ำเสียง สีหน้าและทุกถ้อยคำล้วนเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง คริสเหลือบมองใบหน้าได้รูปนั้นแล้วก็ย้อนกลับ

“เพราะนายเป็นคนแบบนี้ไม่ใช่เหรอถึงได้มานั่งอยู่กับฉันในที่แบบนี้”

คนฟังสะอึก ถูกอย่างที่คริสว่า เปิดโอกาสให้คริสพูดต่อ
“ถ้าอยู่ข้างนอก คนที่เพียบพร้อมไปหมดอย่างนาย จะทำอะไรมันก็ง่าย แต่สำหรับในที่กักกันอิสระอย่างนี้ มันไม่ง่ายนักหรอกนะ ถึงมันจะมีกฎเกณฑ์แต่ก็ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคน นายควรยอมอ่อนลงบ้างจะได้เลี่ยงการเกิดปัญหา มัวทิฐิสูงอยู่อย่างนี้มันไม่เป็นการดีเลย”
“พูดอย่างกับว่าฉันจำเป็นต้องมีพวก”
“ก็หมายความว่าอะไรอย่างนั้น ทำให้คนอื่นเป็นมิตรกับนายหน่อย”

พอได้ยินคริสว่าอย่างนั้น แววตาของเจเรมีก็ดุดันยิ่งกว่าเดิม ก่อนที่มือข้างหนึ่งจะคว้าคอเสื้อของคริสแล้วออกแรงกระชากเข้ามาใกล้

ความจริงคริสจะปัดป้องหรือหลบเลี่ยงการจู่โจมของเจเรมีก็ทำได้ไม่ยาก หากแต่เขาไม่ทำ ปล่อยให้เจเรมีได้ทำตามใจคตัวเองเพื่อจะดูว่าอีกฝ่ายจะมีปฏิกิริยาแบบไหน

“เก็บคำพูดพวกนั้นไปบอกตัวนายเถอะ นายเองก็ไม่มีพวกเหมือนกัน อย่ามาสะเออะสอนคนอื่น”
สุดท้ายก็ไม่มีการอ่อนลงเลยแม้แต่น้อย คำพูดของเขาดูไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง

มาดัดนิสัยตอนนี้คงจะสายไปแล้วล่ะมั้ง...

“ไม่ฟังก็แล้วแต่นายละกัน ฉันถือว่าเตือนไปแล้ว” คริสว่าเนิบนาบ

ยิ่งฟังก็ยิ่งระคายหู เจเรมีเหวี่ยงคริสออกห่างจากตัวอย่างรำคาญใจ พลันผุกลุกขึ้น
“แค่เห็นหน้านาย ฉันก็ขยะแขยงแทบเป็นบ้า อย่ามาเสนอหน้าพ่นคำพูดทุเรศๆ ของนายใส่ฉัน นายมันก็ไม่ได้ดีจากฉันสักเท่าไหร่นักหรอก ไอ้ขี้คุก!”

คงจะลืมไปแล้วว่าตัวเองก็กลายเป็นคนขี้คุกเหมือนกัน คริสหัวเราะในลำคอเล็กน้อยให้กับคำปรามาสนั้น มองตามแผ่นหลังกว้างของคนตัวเล็กกว่าที่เดินก้าวฉับๆ หนีไปก่อนจะก้มลงเก็บไม้กวาดที่หลุดมือร่วงลงพื้นเมื่อครู่มาปัดกวาดตามหน้าที่ที่ได้รับหมายอีกครั้ง





 
การเตือนระหว่างเขากับเจเรมีจบลงแค่นั้นจริงๆ หลังจากนั้นคริสก็ปฏิญาณตัวเองไว้เลยว่าจะไม่ไปตักเตือนอะไรชายหนุ่มผมบลอนด์คนนั้นอีก เขาจะถือเสียว่าไม่ใช่เรื่องของเขาแม้ว่าการเห็นเจเรมีตกต่ำอย่างนี้จะรู้สึกเหมือนเห็นภาพสะท้อนของตัวเองตอนที่ถูกจับมาที่นี่ใหม่ๆ ก็ตาม

เขาเดินเข้าไปในห้องอาบน้ำที่เปิดให้เฉพาะกลุ่มนักโทษที่ทำกิจกรรมทำความสะอาดได้ชำระเนื้อตัวกันโดยเฉพาะเพียงลำพัง ผ่านจากห้องแต่งตัวที่จำเป็นต้องปลดเปลื้องชุดนักโทษเอาไว้เข้ามายังด้านในได้แล้ว สายตาก็กวาดมองไปยังห้องน้ำขนาดกว้างที่มีเพียงฝักบัวเรียงรายกันโดยไม่กั้นเป็นห้องย่อยก่อนจะเลือกเอามุมในสุดเป็นที่ชำระล้างร่างกาย
ขณะที่เปิดฝักบัวให้สายน้ำไหลผ่านร่างกายเปล่าเปลือย คริสก็อดคิดไม่ได้เลยว่าบรรยากาศภายในห้องน้ำวันนี้มันดูแปลกกว่าปกติเหลือเกิน

ก็จะไม่ให้แปลกได้อย่างไร ปกติแล้วจะต้องมีผู้คุมเข้ามาคอยดูแลความเรียบร้อยขณะที่นักโทษอาบน้ำเพื่อป้องกันการก่อจลาจลสิ วันนี้ไม่มีใครเลยสักคน อีกทั้งนักโทษที่เข้ามาใช้ห้องน้ำนี้ก็ยังมีจำนวนน้อยกว่าจำนวนที่ทำกิจกรรมทำความสะอาดนี้ เรียกได้ว่าบางตาเลยทีเดียว

หรือว่าจะมีเรื่องอะไร...

ลางสังหรณ์ทำงานเป็นพัลวัน สายตาคอยสังเกตรอบตัวไปด้วย เผื่อว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล เขาจะได้ไหวตัวได้ทัน ซึ่งลางสังหรณ์ของเขาก็เป็นจริงเสียด้วยเมื่อจู่ๆ ก็เห็นนักโทษกลุ่มหนึ่งถือถังเหล็กเข้ามา ข้างในมีถ่านที่กำลังถูกจุดไฟและมีแท่งเหล็กขนาดยาวถูกเผาอยู่ในนั้น เขาจะไม่สนใจอะไรเลยถ้าหากนักโทษพวกนี้ไม่ใช่พวกกลุ่มขาใหญ่ประจำแดนขังแห่งนี้และสมองไม่มีคำถามขึ้นมาว่านักโทษพวกนี้ไปเอาข้าวของพวกนี้เข้ามาได้อย่างไร สำคัญกว่านั้นคือเอามาทำอะไร ดูเหมือนว่าวันนี้คนพวกนี้จะไม่ได้มีหน้าที่ทำความสะอาดและไม่ได้รับสิทธิ์ให้ใช้ห้องน้ำแห่งนี้ด้วย

ได้กลิ่นอายความชั่วช้าลอยโชยมาแตะจมูกอย่างรุนแรง...

คริสแกล้งอาบน้ำช้าๆ ตั้งใจจะรอดูว่าคนพวกนี้จะทำอะไร ในขณะที่นักโทษบางคนพอเห็นว่าใครโผล่เข้ามาก็พากันออกไปจากห้องน้ำด้วยความรวดเร็ว

หางตาเหลือบมองเป็นระยะกระทั่งคนพวกนั้นเตรียมการเสร็จ คริสเกือบจะถอดใจอยู่แล้วด้วยเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักที คิดในอีกแง่มุม การที่นักโทษขาใหญ่บางคนสามารถเอาอะไรเข้ามาในทัณฑสถานได้ก็เป็นเพราะมีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง ซึ่งก็ดูไม่น่าจะแปลกอะไร หากแต่เขาก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อได้ยินเสียงโวยวายคุ้นหูดังเข้ามา
“ปล่อยนะเว้ย!”
“เวรเอ๊ย! ไอ้นี่มันแรงเยอะชะมัด มาช่วยกันจับหน่อยเร็ว!”

เสียงคุ้นหูไม่ใช่เสียงที่ดังตามมา หากแต่เป็นเสียงเรียกที่ร้องโวยวายดังมาตั้งแต่หน้าห้องน้ำก่อนที่ชายฉกรรจ์หลายคนจะรีบออกไปช่วยตามที่ถูกร้องขอ พอหันไปมองก็เห็นว่าคนที่ถูกจับเข้ามาคือเจเรมีในสภาพเนื้อตัวมีรอยฟกช้ำ คริสมั่นใจว่ารอยพวกนั้นไม่ใช่รอยเก่าที่ยังไม่จางหายไปอย่างแน่นอน หากแต่เป็นรอยใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน

ไม่นาน... อาจจะสักสิบห้านาทีหรือครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านั้น

เตือนยังไม่ทันขาดคำเลย โดนเล่นงานเสียแล้ว

เผลอถอนหายใจพรืดออกมาด้วย แต่ดูจากสถานการณ์ เจเรมีไม่น่าจะถูกเล่นงานตามประสาพวกขาใหญ่ที่รับน้องใหม่ธรรมดาๆ เพราะไม่อย่างนั้นขาใหญ่คงไม่เกณฑ์พรรคพวกเป็นสิบคนมารุมกันอย่างนี้

คริสอ่านสถานการณ์ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ก่อนที่ขาใหญ่ซึ่งเป็นชายมีหนวดเคราเฟิ้มเขียวจะไปเอากระถางใส่น้ำที่เตรียมเอาไว้มาสาดใส่เจเรมีเพื่อให้หยุดดิ้น

เจเรมีชะงักไปเมื่อน้ำเย็นเยียบสาดเข้าเต็มใบหน้า พลันตวัดดวงตาเกรี้ยวกราดมองหน้าคนตัวการอย่างเอาเรื่อง
“อย่างกับหมาบ้า ถ้าไม่ใช่เพราะท่านนายพลแฮร์ริสันสั่งล่ะก็ ไม่น่าเข้าใกล้เลยแฮะ” อีกฝ่ายพูดทีเล่นทีจริง
คริสหรี่ตามองอย่างพินิจ ถ้าจำไม่ผิด หมอนี่โดนจับด้วยคดีอุกฉกรรจ์นับครั้งไม่ถ้วน คดีล่าสุดที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตเหมือนกับว่าจะเป็นคดีฆ่าข่มขืนเด็กสาวอัลฟ่าของตระกูลหนึ่งอย่างวิปริตผิดมนุษย์มนาเข้า

แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่เจเรมีถูกลากตัวมา

คนพวกนี้คิดจะทำอะไร?

ยิ่งคิดก็ยิ่งสนใจ ความจริงก็อยากจะเข้าไปช่วยอยู่หรอกนะ แต่พรวดพราดไปก็ใช่ว่าจะดี อีกอย่างเขาเพิ่งถูกเจเรมีเฉดหัวมาอย่างนั้น ใครจะอยากเข้าไปช่วยกัน

“เฮ้ย ถอดเสื้อผ้ามันออก” หยอกเสร็จก็ออกคำสั่งลูกน้อง

ของมีคมถูกนำออกมาตัดเสื้อผ้าของเจเรมีอย่างรวดเร็ว คริสย่นคิ้ว

แม้แต่มีดก็เอาเข้ามาได้งั้นเหรอ?

อ้อ ลืมไป เมื่อกี้เพิ่งจะได้ยินว่านายพลแฮร์ริสันอยู่เบื้องหลัง

นายพลคนนี้ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ทำลายครอบครัวเขาและทำให้เขามาอยู่ในนี้เช่นเดียวกัน ไม่แปลกใจหรอกถ้าหากคำสั่งนั้นจะมาจากชายคนนี้ ได้ยินมาก่อนแล้วว่าเจเรมีเองก็เพิ่งจะไปเตะเจอตอใหญ่อย่างลูกชายตระกูลแฮร์ริสันเข้าเต็มๆ ไม่แปลกอยู่แล้วถ้าหากอีกฝ่ายจะเอาคืน

เอาคืนด้วยวิธีที่รุนแรงเสียด้วยสิ...

“ปล่อยนะไอ้พวกทุเรศเอ๊ย!”
เจเรมีใช้กำลังทั้งหมดที่มีขัดขืนสุดแรง แต่เขาคนเดียวจะไปสู้อะไรผู้ชายตัวใหญ่พอๆ กันตั้งหลายชีวิตได้ ไม่นานเสื้อผ้าก็ถูกกำจัดออกไปหมด ร่างกายเปล่าเปลือยทำให้เขารู้สึกถูกหยามเหยียดที่สุดในชีวิต อะไรไม่ว่า ไอ้หัวโจกดันมองส่วนกลางของร่างกายเขาแล้วผิวปากอีกด้วย
“ฮู้ ใช้ได้เลยนี่”

หัวคิ้วของเจเรมีย่นชนจนกัน กรามขับกันเป็นสันนูน ร่างกายที่ถูกยึดตรึงอยู่ถลาเข้าไปหาอย่างเอาเรื่องหากแต่ถูกกระชากไว้ให้อยู่กับที่ ทำเอาเจ้าตัวหายใจหอบแรงด้วยความกรุ่นโกรธไม่น้อย
“ไม่คิดว่าโอเมก้าจะใหญ่โตขนาดนี้” อีกฝ่ายยังพูดไม่หยุด

ความจริงมันน่าตกใจที่คนพวกนี้รู้ว่าเจเรมีเป็นโอเมก้า หากแต่บนใบหน้าของคนถูกเอ่ยถึงเพศที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดกลับไม่มีวี่แววของความตกใจเลยแม้แต่น้อย มันมีแต่ความเกลียดชังและขุ่นแค้น คนที่ตกใจเหมือนจะเป็นคนที่อยู่รอบข้างและเห็นเหตุการณ์นั้น
คริสพ่นลมหายใจออกมา

กะไว้อยู่แล้วว่าเรื่องที่เจเรมีเป็นโอเมก้าคงจะถูกเปิดโปงไม่ช้าก็เร็ว เพียงแต่ไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้ แต่ก็นะ นายพลนั่นอยู่เบื้องหลังเศษเดนพวกนี้ ไม่ว่าอย่างไรความลับของเจเรมีก็ต้องถูกเปิดเผยอยู่แล้ว

“ปล่อยฉันซะไอ้พวกเลว” น้ำเสียงหยิ่งยโสหลุดออกจากริมฝีปากสวย

คนฟังเอียงคอ หัวเราะอย่างสมเพชกับการได้เห็นเหยื่อไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ก็พอรู้มาอยู่บ้างเหมือนกันว่านักโทษใหม่คนนี้เป็นพวกจอมวายร้าย ตอนแรกที่ได้ยินชื่อก็หวั่นใจว่าตำแหน่งขาใหญ่จะถูกยึดไปเพราะเจเรมีเป็นอัลฟ่า หากแต่พอรู้ข้อมูลใหม่มาว่าแท้จริงแล้วเป็นโอเมก้า เขาก็เกิดอยากเล่นสนุกด้วยขึ้นมาเสียอย่างนั้น ยิ่งนายพลแฮร์ริสันยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจมาให้ เขาก็ไม่รอช้าที่จะตกลงเพื่อแลกกับผลประโยชน์อันสะดวกสบายเหล่านั้นในการใช้ชีวิตอย่างคนคุก

“ฉันก็ไม่อยากจะเปลืองแรงจับแกมาทำอะไรอย่างนี้หรอกน่า แต่ก็ต้องเข้าใจนะว่ามันก็เพื่อผลประโยชน์” อีกฝ่ายว่าตรงๆ
“ไอ้สวะชั้นต่ำ” เจเรมีแค่นเสียง

ขนาดรู้ทั้งรู้ว่าเขาเป็นใคร มาจากตระกูลไหน ยังกล้าทำถึงขนาดนี้ แม้จะเป็นโอเมก้า แต่อย่างน้อยคนพวกนี้ก็ต้องเกรงกลัวอำนาจของตระกูลเขาบ้างสิ!

หากแต่คิดผิดไปเสียหน่อย อย่างที่คริสเตือนก่อนหน้า ในคุกแห่งนี้ถึงจะมีระเบียบกฎเกณฑ์ แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย ยิ่งการไม่ได้รับรู้ว่าโลกภายนอกเป็นไปในทิศทางใดแล้วก็ยิ่งเสี่ยง

อย่างในตอนนี้ท่าทางอำนาจของตระกูลเมอร์ซีคงจะค่อยๆ ถูกลิดรอนลงแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นเดร็กคงไม่กล้าสั่งให้ทำอะไรกับเจเรมีถึงขนาดนี้

การทำอะไรที่ว่าดูเหมือนจะเป็นเรื่องสนุกของคนคุกพวกนี้เสียด้วย เพราะทันทีที่ได้ยินชายผมบลอนด์ตราหน้า พวกนั้นก็พากันหัวเราะเสียงขรม ก่อนที่คนเป็นหัวหน้าจะเดินไปจับด้ามเหล็กร้อนที่ถูกเผามาครู่ใหญ่ขึ้นมากระชับถือในมือและเขี่ยถ่านไปมา
“ฉันก็น้อมรับแต่โดยดีแหละนะว่าเป็นพวกชั้นต่ำ แถมเป็นเศษสวะอีกต่างหาก แต่แล้วยังไงล่ะ แกเองก็ต่ำพอๆ กันถึงได้มาอยู่ใต้หลังคาเดียวกับพวกฉันเนี่ย”

“ต้องการอะไร”
เจเรมีเห็นว่าไร้ประโยชน์ในการต่อล้อต่อเถียง เอ่ยถามออกไปทันทีที่ได้ยินเสียงถ่านเผาไหม้ เขาพอจะรู้ว่าอีกไม่นานต้องเกิดเรื่องร้ายกับตน สายตาจับจ้องไปยังแท่งเหล็กอย่างหวาดระแวงในขณะที่อีกฝ่ายโต้ตอบ

“ก็ไม่ได้ต้องการอะไรหรอก แค่ได้รับคำสั่งมาน่ะว่าให้จัดการประทับตรานาย เห็นนายพลแฮร์ริสันบอกว่านายเพิ่งจะอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์นี่ ตราประทับที่หัวไหล่ยังไม่มี พิธีประทับตาก็ยังไม่ได้เข้า พวกฉันก็เลยจะสงเคราะห์ให้ แต่ขอโทษด้วยนะที่ประทับตราอัลฟ่าให้ไม่ได้ พอดีว่านายเป็นโอเมก้า”

ประโยคหลังจงใจเน้นเสียงก่อนจะดึงแท่งเหล็กนั้นขึ้นมาจากถังเหล็ก เจเรมีเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าแท่งเหล็กนั้นมีส่วนปลายเป็นแบบใด

ส่วนปลายมีการดัดให้โค้งงอเป็นสัญลักษณ์โอเมก้า...

ไอ้เลวพวกนี้คิดจะสร้างรอยประทับอัปยศนี่ให้กับเขา!

ปกติแล้วพิธีประทับตราจะเป็นการสักเป็นสัญลักษณ์ของเพศตัวเองที่หัวไหล่ขวา ไม่ว่าจะเพศไหนก็ต้องมีการประทับตรา เพียงแต่การประทับตราของอัลฟ่าจะเป็นทางการในขณะที่เบต้าเป็นเพียงการสักเมื่ออายุครบกำหนดเท่านั้น ส่วนของโอเมก้ามีความแตกต่างเล็กน้อยตรงที่แค่รู้ว่าเป็นโอเมก้าก็สักได้แล้ว และมีการสักรอยจุดเล็กๆ เพื่อให้รู้ว่าผ่านการครอบครองมาแล้วกี่คน
เป็นความอยุติธรรมทางวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาอย่างช้านาน

และเป็นความอยุติธรรมสำหรับเจเรมีด้วยที่เขาไม่ได้รับการสัก แต่ถูกเหล็กร้อนนาบแทน!

เรื่องอะไรที่เขาจะยอมกัน!

เห็นอย่างนี้แล้วก็พอจะรู้ว่าต่อให้เจอโรมวิ่งเต้นเอาตัวเขาออกจากที่นี่เพียงใด เดร็กก็คงไม่ยอมปล่อยมือง่ายๆ แน่ เล่นงานเขารุนแรงถึงขนาดนี้ทั้งที่ใช้ชีวิตได้เพียงอาทิตย์เดียว ดูท่าจะเป็นการยากที่จะกลับออกไป ดังนั้นเจเรมีจึงรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีขัดขืนอย่างเต็มความสามารถ

“ปล่อยฉันนะเว้ย! ปล่อย!”
“จับมันไว้แน่นๆ” ก่อนที่ทุกอย่างจะยุ่งยาก คนเป็นผู้นำก็ออกปากสั่ง

ใช้เวลาไม่นาน เจเรมีก็ถูกตรึงให้อยู่กับที่ ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นเหล็กร้อนที่ถูกเผาจนแดงถูกยกออกมาจากถังเหล็กนั่น และร้องสุดเสียงทันทีที่ความปวดแสบปวดร้อนวางระนาบลงมาที่หน้าท้องน้อยบริเวณด้านขวา ทำให้ต้องดิ้นทุรนทุรายอย่างไม่อาจห้ามได้ ร่างกายที่ถูกตรึงไว้ดิ้นพล่านอีกครั้ง การออกแรงดิ้นหนีสุดชีวิตทำให้เหล่าชายฉกรรจ์ที่ตรึงร่างเขานิ่งๆ อยู่ต้องออกแรงมากกว่าเดิมเช่นกัน

แท่งเหล็กร้อนกำลังสร้างรอยบาดแผลให้กับผิวเนื้อ กลิ่นเหม็นไหม้ลอยเข้ามาแตะจมูกกระตุ้นความโกรธแค้นให้กับเจเรมีจนต้องหลั่งน้ำตา

ความเลวร้ายของการเป็นโอเมก้ามันไม่ได้แย่เท่ากับการถูกกระทำราวกับไม่ใช่มนุษย์เลยแม้แต่น้อย...

ที่มันเลวร้ายสุดกู่ไม่ใช่เพราะว่าเป็นโอเมก้า แต่เพราะ ‘เขา’ ดันเป็นโอเมก้าต่างหาก

เขาไม่ใช่วัวแม่พันธุ์ในฟาร์มสักหน่อยถึงต้องมาโดนประทับตราอย่างนี้!

เสียงร้องโหยหวนยังคงดังอย่างต่อเนื่อง พักใหญ่ทีเดียวกว่าที่เหล็กร้อนนั่นจะถูกดึงออกห่างจากผิวเนื้อของเจเรมีได้ รอยแดงๆ จากการถูกของร้อนนาบปรากฏให้เห็นเต็มตา

สัญลักษณ์ของโอเมก้า...

ตอนนี้เจเรมีเป็นโอเมก้าอย่างเป็นทางการแล้ว...

“กว่าจะเสร็จ เล่นเอาแทบแย่เหมือนกันนะเนี่ย” หัวโจกของกลุ่มร้องบอก ทำท่าปาดเหงื่อเป็นการประกอบคำพูด เขาหมายถึงการที่เจเรมีดิ้นคล้ายกับว่าจะอาละวาดจนต้องใช้ชายหนุ่มตัวไล่ๆ กันอีกหลายคนในการตรึงให้อยู่กับที่น่ะ

“เอามือโสโครกของพวกแกออกไป!” ตั้งสติได้ เจเรมีก็แผดเสียงลั่น ไม่สนใจน้ำหูน้ำตาที่ไหลอาบหน้าเลยแม้แต่น้อย
อากัปกิริยาที่ไม่ยอมอ่อนลงเลยของเขาทำให้อีกฝ่ายหัวเราะ ทิ้งตัวลงนั่งยอง ใช้มือข้างหนึ่งเชยคางมนขึ้นพลางยิ้มเย้ย
“เป็นโอเมก้าก็อย่าซ่าให้มันมากนักซี่ แกไม่ใช่อัลฟ่าอีกต่อไปแล้วนะคุณหนูเมอร์ซี”

คำพูดนั้นเรียกเสียงหัวเราะของคนอื่นได้ขรม เว้นก็แต่เจเรมีที่กัดฟันกรอด ก่อนจะสะบัดหน้าหนีและใช้จังหวะที่คนตรงหน้าเผลออ้าปากงับนิ้วมือที่บังอาจมาแตะต้องเขาเต็มแรง

ด้วยอารามตกใจ อีกฝ่ายรีบสะบัดมือออก พอหลุดจากแนวฟันคมของเจเรมีก็เห็นรอยกัดพร้อมกับเลือดที่ไหลซิบเต็มตา
“ไอ้เวรเอ๊ย!”

เพียะ!

ฝ่ามือกระแทกเข้าที่ซีกหน้าของเจเรมีทันที แรงสะบัดทำให้เจเรมีหันไปตามทิศทางกระแทก ในปากมีรสคาวของเลือดหลั่งออกมาให้ได้ลิ้มรส หากแต่เจเรมีไม่สะทกสะท้านใดๆ ตวัดดวงตาเกรี้ยวกราดกลับมามอง แสยะยิ้มใส่อย่างชั่วร้าย
“โดนกัดแค่นี้ถึงกับทนไม่ไหวเลยหรือไงไอ้สถุน”

ผู้ชายคนนี้หวาดกลัวอะไรกับเขาเป็นบ้างไหมนั่น? ทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิมชัดๆ เลย

การกระทำของเจเรมีทำเอาคนที่ยืนมองดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ อดคิดไม่ได้ และเขาคงไม่รู้ว่าการพูดอย่างนั้นมันไปกระตุ้นโทสะของนักโทษหัวโจกได้เป็นอย่างดี
“ปากดีนี่ งั้นลองดูหน่อยไหมล่ะว่าถ้าแกโดนฉันทำบ้าง แกจะทนไหวไหม”

แน่นอนว่าไม่ใช่การกัดนิ้วคืน คนคุกพวกนี้ไม่เล่นอะไรเหมือนเด็กหรอก มันต้องรุนแรงกว่านั้น

ไม่สิ... รุนแรงเป็นอย่างมากเลยล่ะ มีโอเมก้าหลุดเข้ามาในแดนขังที่เต็มไปด้วยเศษเดนสังคมอย่างนี้ ถึงจะเป็นเบต้าแต่การกดขี่ข่มเหงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มันก็ไม่ใช่เรื่องยากถ้าหากจะทำ อย่างที่บอกว่าพวกสวะนี่ต้องการการปลดปล่อย นอกจากการระบายอารมณ์ด้วยการทำร้ายร่างกายพวกที่อ่อนแอกว่าแล้ว บางครั้งก็เลยเถิดไปถึงขั้นคุกคามทางเพศเหมือนกัน

ซึ่งมันเกิดขึ้นประจำ...ด้วยฝีมือของนักโทษหัวโจกคนนี้

เพราะพูดอย่างนั้น หัวโจกจึงหันไปพยักปลายคางให้กับบรรดาลูกสมุน

“กดมันลงพื้นซิ”

เท่านั้นเจเรมีก็ถูกกดให้นอนคว่ำลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว เขาพยายามดิ้นหนีสุดชีวิต พวกเดนมนุษย์พวกนี้จะต้องข่มขืนเขาแน่ ถึงจะเป็นเบต้า มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีเพศสัมพันธ์กับอัลฟ่าหรือโอเมก้าไม่ได้ เพียงแต่อัลฟ่ามักไม่นิยมครองคู่กับเบต้า และโอเมก้าก็ไม่สามารถตั้งครรถ์โดยน้ำเชื้อของเบต้าได้

แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ถือว่าเป็นการล่วงล้ำและละเมิดสิทธิในร่างกายที่เลวร้ายที่สุดอยู่ดี!

จะไม่ยอมให้ตัวเองอัปยศไปมากกว่านี้อีกแล้ว!

“ปล่อยนะเว้ยไอ้พวกทุเรศ!”

เจเรมีร้องลั่นทันทีที่รู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบของผิวกระเบื้องที่แผ่ซ่านไปทั่วหน้าท้อง เสียงผิวปากดังออกมาจากใครสักคนทันทีที่ได้เห็นผิวเนียนบริเวณบั้นท้าย... ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่าทั่วเรือนร่างเลยต่างหาก บ่งบอกให้รู้ว่าเขาได้รับการเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดีเลยทีเดียวสำหรับโอเมก้า หากแต่เจเรมีไม่ได้สนใจ ดิ้นหนีเอาตัวรอดเท่าที่จะทำได้ ออกแรงสะบัดสุดแรง ทว่าก็ไม่อาจสู้แรงของชายฉกรรจ์หลายชีวิตที่ทิ้งน้ำหนักลงมาบนตัวเขาเพื่อไม่ให้ขยับได้เลย

“อย่าดื้อด้านน่า โอเมก้าเขาไม่แข็งข้อกันหรอก ทำตัวดีๆ แล้วแกจะได้อยู่อย่างสุขสบาย ฉันจะดูแลแกเอง” หัวโจกว่า พลางหันไปร้องสั่งให้คนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องและเป็นพวกของตนไสหัวออกไปจากห้องน้ำ

ไม่ต้องให้พูดซ้ำสอง พวกที่ไม่มีอิทธิพลอะไรในแดนขังแห่งนี้ที่ยังหลงเหลืออยู่รีบพากันออกจากห้องน้ำอย่างรวดเร็ว จะมีก็แต่คริสเท่านั้นที่ยังยืนมองอยู่ที่เดิม

โง่เง่า... ทั้งเจเรมี ทั้งไอ้เวรพวกนั้น โง่เง่ากันทั้งหมด...

คริสอดคิดอย่างนี้กับการกระทำไร้สาระพวกนั้นไม่ได้ ทนมองดูเพราะไม่อยากยื่นมือเข้าไปแส่ตั้งนาน แต่พอเห็นคนพวกนั้นพากันทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม เขาก็อดออกปากไม่ได้

ไม่ใช่ออกปากในทันที ออกปากเมื่อเห็นว่าหัวโจกของสวะพวกนั้นปลดตะขอกางเกงตัวเองออก สอดมือเข้าไปล้วงความเป็นชายออกมาให้สาธารณะเห็น

“อยากจะรู้นักว่าโอเมก้าหยิ่งผยองอย่างนายจะครางด้วยน้ำเสียงแบบไหน”

พวกสารเลว!

เจเรมีก่นด่าในใจ ฟันกรามกัดเข้าหากันกรอด เขาโกรธแค้นทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เขาและครอบครัวต้องตกต่ำไปหมด
เจเรมีหมายมั่นปั้นมือเลยทีเดียวว่าถ้าเขาหลุดออกจากสภาพทุเรศตรงนี้ไปได้ ไอ้คนพวกนี้ที่ทำให้เขาต้องเผชิญชะตากรรมเลวร้ายจะต้องไม่มีลมหายใจเหลือ หากแต่ในวินาทีที่หัวโจกของแดนขังกำลังจะเดินเข้ามาหาเจเรมี เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้น

“เลิกเล่นกันได้แล้วน่า”
เสียงของคริส...

ไม่เห็นหน้าก็จำได้ว่าเป็นเสียงของเขา

ทุกชีวิตหันไปมองยังต้นเสียงทันที พอเห็นว่าเป็นคริสที่ยืนกอดอกมองอยู่ หัวโจกก็ว่าขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเท่าไหร่นัก
“เสนอหน้าอยู่ที่นี่ทำไม ฉันบอกให้ไสหัวไปให้หมดไม่ใช่หรือไง”
“ฉันไม่ใช่ลูกกระจ๊อกของแก” คริสว่า ซึ่งก็จริง เขาไม่เคยอยู่ใต้อำนาจของหัวโจกแดนขังคนนี้ หรืออาจจะเรียกได้ว่าหัวโจกกับเศษเดนสมุนพวกนั้นไม่กล้าแหยมกับเขามากกว่าแม้ว่าเขาจะเป็นพวกหัวเดียวกระเทียมลีบ

เป็นอัลฟ่าคนเดียวที่อยู่ในแดนขังที่เรียกได้ว่ารวมเศษสวะเอาไว้ ซ้ำยังเป็นนักโทษชั้นดี มีเส้นสายเป็นผู้คุมที่มีอำนาจในการควบคุมบรรดานักโทษ แบบนี้จะน่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยได้อย่างไร!?

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-02-2017 08:29:49 โดย NooDangzz »

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
Episode 08: นักโทษเดนตาย[3]

ความจริงไม่ใช่มีแค่นั้นที่เป็นปัจจัยซึ่งทำให้คริสไม่น่าเข้าไปยุ่งด้วย มันยังมีเรื่องความร้ายกาจของคริสอีก

เข้าคุกมาด้วยข้อหากบฏและถูกยัดเยียดคดีฆาตรกรรมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ควบคุมตัวเขาหลายนายก็จริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว หลังจากเข้ามาอยู่ในแดนขังแห่งนี้เขาก็ลงมือฆ่าไปเหมือนกัน หากแต่ไม่ใช่คนบริสุทธิ์

...เป็นไอ้หัวโจกรุ่นก่อนที่พยายามจะจับเด็กใหม่อย่างเขามาเป็นที่ระบายอารมณ์ทางเพศ

ฆ่าด้วยมือเปล่าทั้งที่อีกฝ่ายรูปร่างสูงใหญ่กว่ามาก วีรกรรมของเขาเสมือนเป็นการประกาศให้นักโทษชนชั้นเบต้าพวกนี้รู้ว่าอย่าได้มาแหยมกับอัลฟ่าอย่างไรอย่างนั้น ซ้ำยังไม่ใช่แค่คนเดียว มีหัวโจกอีกหลายคนที่ต้องออกจากแดนขังแห่งนี้ไปในสภาพไร้ลมหายใจเพียงเพราะไปท้าทายเขา

เรียกว่าเขาร้ายกาจอย่างที่สรรหาคำพูดใดๆ มาบรรยายไม่ได้เลยล่ะ ดีที่คริสไม่เคยทำใครก่อน แต่ถ้าใครมารังแกเขาเมื่อไหร่ ก็อย่าได้หวังว่าจะมีลมหายใจไปถึงวันพรุ่งนี้

นับจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีใครกล้ายุ่งกับเขาอีกเลย แม้ว่าเขาจะไม่ได้ผลักดันตัวเองขึ้นเป็นขาใหญ่ของแดนขังแห่งนี้ แต่ก็ไม่มีใครกล้าข่มเหงเขาอีกจนมีคำกล่าวว่า ‘ถ้าหากอยากฆ่าตัวตายล่ะก็ ลองไปปล้ำ คริส ฟ็อกซ์ สิ’ เลยทีเดียว

และการที่คริสยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องไม่ควรยุ่งอย่างนี้ ทำให้พวกนักโทษที่ได้รับการไหว้วานมาแสดงท่าทางอึดอัดออกมาไม่น้อย
ก็แน่ล่ะ ตัวเกะกะตัวเป้งเข้ามายุ่งอย่างนี้ การทำตามคำสั่งของคนจากตระกูลแฮร์ริสันมันต้องไม่ราบรื่นอยู่แล้ว

สถานการณ์ที่ดูเหมือนหยุดชะงักและบรรยากาศที่กระอักกระอ่วนไปทันตาทำให้เจเรมีรู้สึกได้ ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมแต่ก็รับรู้ได้เป็นอย่างดีว่าพวกผู้ชายที่ใช้กำลังกับตนอยู่เกรงกลัวคริสไม่น้อย

“ไม่ใช่เรื่องของแก อย่าแส่เข้ามา” กระนั้นหัวโจกก็ทำใจกล้า ออกปากไล่ไป
คริสถอนหายใจ ระอากับพวกคนที่พูดไม่รู้เรื่องเสียเหลือเกิน ก่อนจะเปิดปาก
“ฉันก็ไม่ได้อยากจะยุ่งหรอกนะ แต่ฉันว่าพวกแกจะทำเกินกว่าคำสั่งไปแล้ว คำสั่งมันแค่ประทับตราสัญลักษณ์โอเมก้าไม่ใช่หรือไง”
“ก็บอกว่าอย่าแส่! ฟังไม่รู้เรื่องหรือไงวะ!”

พูดดีๆ แล้วเหมือนจะไม่รู้เรื่อง พวกชั้นต่ำนี่มันน่ารำคาญแฮะ

ปกติแล้วคริสไม่ดูถูกใครเขาหรอก แต่ในกรณีนี้มันอดไม่ได้จริงๆ ยิ่งเหลือบไปมองเจเรมีที่ผงกศีรษะขึ้นมามองเขาด้วยแล้ว เขาก็ต้องยื่นมือเข้าไปยุ่งวุ่นวายอย่างไม่มีทางเลือก
สายตาคู่นั้น...แข็งกร้าวแต่ทว่าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
สีหน้านั่น...ดื้อดึงไม่เปลี่ยนแปลงแต่เจื่อนจนซีดราวกับกระดาษ

แล้วอย่างนี้เขาจะแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้อย่างไร...

“ไสหัวไปก่อนที่ฉันจะลงมือกับแก อย่าคิดว่าผู้คุมให้ท้ายแล้วพวกฉันจะกลัวนะ!” อีกฝ่ายตะคอกใส่
คริสเบื่อที่จะต่อล้อต่อเถียงอีกแล้ว คลายท่อนแขนที่กอดอกออกมาดัดนิ้วเพื่อยืดเส้นยืดสายพลางว่าไปด้วย

“ก็บอกแล้วว่าฉันไม่ได้อยากจะยุ่ง” ตามด้วยสะบัดคออีกสองสามที ก่อนจะก้าวเข้ามาจ้องหน้าคู่สนทนาตรงๆ ด้วยสายตาเย็นเยือก “แต่คนที่พวกแกกำลังจะข่มขืนเป็นคู่แห่งโชคชะตาของฉัน ต้องขอโทษด้วยถ้าฉันอยากจะปกป้องคนของตัวเอง”

โอเมก้าคนนี้เป็นคนของคริส ฟ็อกซ์ อย่างนั้นเหรอ!?
---------------------------------
ตอนนี้เขียนยาวไปหน่อย ล่อไป 18 หน้าเลยต้องตัดตอนไปต่อตอนหน้านิดนึง
ฝากฟีดแบ็กไว้ให้ด้วย เดี๋ยวพรุ่งจะมาอัพเดตตอนใหม่ให้เน้อ XD
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-02-2017 03:48:17 โดย NooDangzz »

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1698
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
โอ๊ยยยย
เจมมมมมม หนูผ่านไปให้ได้นะลูกกก
โธ่ เจมของเจ๊
ดีนะที่คริสมาช่วย
ใช่ซื คนของคริส ฟ๊อกซ์
ชอบประโยคนี้จัง

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2694
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
หายพยศมั้ยเนี่ย น่าให้โดนล่อตูดก่อน

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
มาต่อเลยได้ไหม?

ฉันแทบจะทำตัวเป็นไอน้ำอยู่ในห้องน้ำนี้แล้ว ลุ้นสุด ๆ

เจเรมียังคงโง่เหมือนเคย เยาว์วัย ไร้เดียงสา และเห็นแก่ตัว

พี่คริสของน้อง พี่ช่างเท่บาดใจ

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3502
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
ถ้าเจมฟังคริสตั้งแต่แรกก็คงไม่เลวร้ายขนาดนี้

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
ขอให้แม่ยกใจร่มๆ ตอนหน้าขุ่นคริสจะได้เอาคืนอย่างสาสม 555
ตอนนี้พักเบรกมาแปะโฉมหน้าของสองหนุ่มให้ยลกันค่ะ

แว้บบบบบ


หน้าตาเจมี่ชั่วร้ายมากกก ขุ่นคริสหน้าสวยกว่าเมียอี๊กกก 555

ใครยังไม่เคยติดตามแฟนเพจ เข้าไปกดติดตามกันได้ที่นี่นะคะ https://www.facebook.com/NooDangzzz/

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
เอาให้มันสำนักค่ะคุณคริส ไม่ใช่แก๊งหัวโจกนะ นังเจมี่ ให้รู้ซะบ้างว่าถ้ายังเป็นแบบนี้ไม่รอดแน่  :mew5:

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
Episode 09: ความคุ้มคลั่งของอัลฟ่า[1]

คนฟังอยากจะตัดใจ ถอยออกมาเสียเดี๋ยวนี้แต่ก็เกรงว่าจะเสียหน้า สุดท้ายก็ออกปากไล่อีกครั้ง
“ยังไงก็แล้วแต่ อย่าเข้ามายุ่ง!” สู้มือเปล่าคงจะไม่ไหว คว้ามีดจากลูกน้องมาถือขู่ด้วย
คริสมองแล้วก็กรอกตา ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

คิดว่ามีดสั้นนั่นจะทำอะไรเขาได้หรือไง

“ถ้าขืนยังแส่เข้ามายุ่ง พ่อจะแทงไม่เลี้ยง!”

คริสเม้มริมฝีปากคล้ายกับว่ากำลังควบคุมอารมณ์ เห็นคนตรงหน้ากวัดแกว่งมีดแล้วก็ระอา

โง่เง่าสุดจะบรรยาย...

รำคาญขึ้นมากกว่าเดิมด้วย ดังนั้นเขาจึงคิดจะจบเรื่องตรงหน้าให้เร็วที่สุด อาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายเผลอ พุ่งพรวดเข้าไปจับข้อมือที่ถือมีดอยู่พลิกให้แขนไขว้หลัง พอเขาซ้อนข้างหลังอีกฝ่ายได้ก็จัดการเตะเข้าไปที่ข้อพับขาเพื่อให้ล้มลงไป จากนั้นถึงได้กดลงกับพื้น ตอนนี้หัวโจกนั่นอยู่ในท่าเดียวกับเจเรมีไม่มีผิด ต่างกันนิดเดียวตรงที่บริเวณคอหอยของหัวโจกนั่นมีคมมีดเงาวับจ่ออยู่ด้วย

เห็นแล้วก็เบิกตาโพลง ไม่รู้ว่าตนทำมีดหลุดมือตอนไหน แต่การที่มันไปอยู่ในมือคริสอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องดีแน่

ฆ่าด้วยมือเปล่ายังทำมาแล้ว มีอาวุธอยู่ในมือ คิดไม่ออกเลยว่าสภาพศพจะน่าสยดสยองขนาดไหน!

“ฉันถือว่าพูดดีๆ แล้วนะ”
ได้ยินเสียงคริส ทุกชีวิตที่เห็นภาพตรงหน้ายกเว้นเจเรมีก็เสียวสันหลังวูบขึ้นมา ถึงจะมีกันหลายคน แต่ใครล่ะจะไปกล้าต่อกรด้วย สำหรับคริสน่ะ เขาไม่มีอะไรที่จะต้องเสียอยู่แล้ว จะรับโทษหนักขึ้นอีกสักหน่อยก็ไม่เป็นไร ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องตายในแดนขังแห่งนี้อยู่แล้ว
“ปะ...ปล่อย...” หัวโจกที่ถูกกดลงพื้นเสียสิ้นท่าเปล่งเสียงออกมา

ไม่ได้หมายถึงให้คริสปล่อยเขา ทว่า...
“ปล่อยไอ้เด็กนั่นซะ...เดี๋ยวนี้!”

ไม่ต้องให้พูดซ้ำ บรรดาชายที่ตรึงเจเรมีอยู่พากันถอยกรูดทันใด ก่อนจะพากันกรูออกไปข้างนอกเมื่อคริสว่าเสียงเรียบ
“อย่ามาให้เห็นหน้าอีก”

แทบจะในพริบตาเลยทีเดียว ทิ้งลูกพี่ให้คริสได้ข่มขู่เพียงลำพังอีกเล็กน้อย
“ส่วนแก... อย่าแตะต้องคนของฉันอีก ฉันจะไม่เตือนเป็นครั้งที่สอง”
จากนั้นถึงผุดลุกขึ้นยืน ปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นอิสระ

เมื่อเคลื่อนไหวได้ก็ไม่รั้งรอที่จะอยู่อีกต่อไป ส่งสายตาขุ่นแค้นให้กับคริสเล็กน้อยก่อนจะรีบตามคนอื่นๆ ไปข้างน้อย
เอาเถอะ อย่างน้อยก็ถือว่าหน้าที่ของเขาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีแล้ว

คริสยืนนิ่งกระทั่งในห้องน้ำเข้าสู่ความเงียบถึงได้เหลือบไปมองเจเรมีที่พยายามจะดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง สภาพร่างกายอ่อนแอจากการถูกซ้อมและใช้แรงต่อสู้ขัดขืนเป็นอย่างมากเมื่อครู่ทำให้เขาทรงตัวได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก แค่ยันตัวเองขึ้นด้วยสองขาก็ล้มไม่เป็นท่าแล้ว

คริสควรจะเมินเฉยแล้วจบทุกอย่างเพียงแค่นี้ แต่เห็นสภาพของเจเรมีแล้วก็นึกเห็นใจขึ้นมา

เหมือนเขาตอนมาอยู่ที่นี่แรกๆ จริงๆ

โดดเดี่ยว ไม่มีใครช่วยเหลือ ต้องเอาตัวรอดด้วยตัวเอง... เขาไม่อยากให้เจเรมีต้องเผชิญความเลวร้ายเหมือนเขาด้วยรู้ดีว่ามันยากมากกว่าที่จะผ่านมาได้ และคนอย่างเจเรมีคงทำไม่ได้ง่ายๆ แน่

เพราะเหตุผลนี้เขาถึงตรงเข้าไปพยุงหนุ่มผมบลอนด์ให้ยืนขึ้น เจเรมีเบนหางตาไปมอง ออกแรงสะบัด

“อย่ามายุ่ง”
“คำที่นายควรพูดควรจะเป็นขอบคุณมากกว่า มานี่ ฉันช่วย”
ไม่ฟังไม่พอ ยังมีหน้ามาสอน ซ้ำยังพยุงอีกฝ่ายไปนั่งพิงกำแพง

เจเรมีทำหน้าเหยเกเมื่อความเจ็บแปลบแล่นพล่านทันทีที่ขยับตัว เจ็บตามใบหน้าและร่างกายส่วนอื่นที่ถูกของแข็งกระแทกยังไม่เท่าไหร่ เจ็บที่สุดคือบริเวณรอยแผลที่หน้าท้องน้อยและที่ใจ

ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจ็บใจอะไรขนาดนี้มาก่อนเลย!

เจ็บเสียจนน้ำตาไหลออกมาอีกระลอก เขาอยากจะฆ่าคนที่ทำกับเขาเสียให้หมด แต่ตอนนี้พอจะรู้แล้วว่าแท้จริงแล้วเขาไม่ได้มีอำนาจอะไรเลย ความกร่างที่เขามีล้วนแล้วแต่เป็นภาพที่เขาคิดขึ้นมา แม้แต่อิทธิพลของบิดาก็ไม่ใช่ของจริง

ถ้าเป็นของจริง เขาคงไม่ได้มาอยู่ในที่แบบนี้แล้วก็ไม่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย

ไม่รู้จะโทษใครดีก็เอาแต่โทษคนตรงหน้าขณะที่คริสมองแล้วก็อดพูดไม่ได้

“ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าการไม่ยอมโอนอ่อนเลยมันทำให้นายอยู่ยาก ถ้าฉันไม่เข้ามาช่วย รู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
“แล้วมันเพราะใครล่ะ” สุดท้ายก็โทษคริสอยู่ดี

โทษทุกคน ยกเว้นตัวเอง...

คริสรู้เรื่องนี้ดี เขาก็ไม่ได้หวังให้เจเรมีเข้าใจหรือแก้ตัวใดๆ หรอก นอกจากอยากให้เจเรมีตระหนักถึงการกระทำตัวเองเท่านั้น
“จะเพราะฉันหรือเพราะใคร มันไม่ใช่เรื่องที่นายจะมาใส่ใจ เรื่องที่นายควรใส่ใจน่ะคือความลำบากของคนที่รักนายมากกว่า ป่านนี้พ่อของนายคงวิ่งเต้นช่วยนายน่าดู ส่วนแม่... ร้องไห้จนจะขาดใจแล้วมั้ง”

การพูดอย่างนั้นไม่เข้าหูเจเรมีเลยแม้แต่น้อย แต่ก็จริงอย่างที่คริสว่า ก่อนเขาจะเข้ามาที่นี่ เขาเห็นมารดาร้องไห้จนเป็นลมหลายต่อหลายครั้งในขณะที่บิดาเองก็หน้าตาหมองคล้ำเพราะเครียดเรื่องการช่วยเหลือเขาทุกวี่วัน

หรือทั้งหมดมันจะเริ่มต้นจากเขาจริงๆ?

เริ่มจะฉุกใจคิดขึ้นมาตอนนี้บ้างแล้ว ทว่าลึกๆ ในใจก็ยังต่อต้านและกล่าวโทษคริสอยู่ร่ำไป และก็ต้องหงุดหงิดอีกเมื่อคริสเอ่ย
“แล้วนายขอโทษเจอโรมหรือยัง”
“เรื่องของฉัน”
“พูดอย่างนี้แสดงว่ายังไม่ได้ขอโทษ” คริสว่าอย่างรู้ทัน

เจเรมีไม่อยากจะเถียงแล้ว เขาอยากพักมากว่า เรื่องขอโทษอะไรนั่น ไว้เขากลับออกไปได้เมื่อไหร่ค่อยว่ากันก็ได้ แต่คริสไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้น กระตุ้นความรู้สึกผิดของเขาขึ้นมาอีก

“มัวแต่ท่ามาก ระวังจะสายเกินไป”
“นายนี่มันน่ารำคาญจังวะ อย่าคิดว่าช่วยฉันครั้งนึงแล้วจะพล่ามอะไรก็ได้นะเว้ย”

แข็งข้อขึ้นมาอีกแล้ว... เป็นคนที่ไม่ยอมโอนอ่อนเลยจริงๆ

“แล้วแต่นายละกัน ว่าแต่นายน่ะ จะต้องให้หน้าช้ำอีกเท่าไหร่ถึงจะพอใจ” คริสเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย ซ้ำยังถือวิสาสะยื่นมือมาแตะโหนกแก้มที่มีรอยแตกเล็กน้อย

เจเรมีสะบัดหน้าหนี หากแต่ครั้งนี้คริสไม่ปล่อยให้ทำอะไรตามใจได้อีกแล้ว เขาใช้มืออีกข้างจับปลายคางของเจเรมีให้หันกลับมาจ้องหน้าเขา พร้อมกับส่งสายตาดุๆ ให้
“เลิกทำตัวเหมือนเด็กๆ น่า ต่อจากนี้นายต้องพึ่งฉันแล้ว”

พอจะเข้าใจว่าที่ว่าต้องพึ่งหมายถึงอะไร แต่เขาไม่ต้องการที่คุ้มกะลาหัว!

“ฉันไม่พึ่งสวะอย่างนาย”

ยังจะปากดี...

คริสเหนื่อยใจนัก ทว่าช่างมันเถอะ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องรับผิดชอบคนตรงหน้าต่อจากนี้
ประกาศตัวไปแล้วนี่นะว่าเจเรมีเป็นคนของเขา...

แล้วเขาก็ไม่สนใจอะไรอีก พูดอยู่คนเดียว

“เอาเป็นว่าฉันจะช่วยให้นายอยู่ในนี้อย่างปลอดภัยก็แล้วกัน อยู่เฉยๆ แป๊บนึง” สิ้นเสียงก็โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนกระทั่งริมฝีปากแตะลงบนต้นคอของอีกฝ่าย

เจเรมีเห็นก็ขืนตัวหนี คริสถอยออกมาจึ๊ปากเล็กน้อย

นอกจากไอ้พวกสวะนั่นน่ารำคาญแล้ว เจเรมีเองก็ทำตัวน่ารำคาญเช่นกัน

คิดอย่างนั้นแต่ทว่าก็ใช้อ้อมแขนแกร่งรั้งร่างอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้ คนดื้อดึงพยายามจะดิ้นต่อแม้ว่าจะไร้เรี่ยวแรงจนต้องถูกดุไปอีกระลอก

“อยู่เฉยๆ ก็แค่ทำสัญลักษณ์ให้ จะดื้อไปถึงไหน!”

แล้วจะทำไม!?

เจเรมีร้องท้วงในใจ ไม่ทันได้พูดเพราะมัวแต่ตกใจที่จู่ๆ ก็ถูกคริสขึ้นเสียงใส่เป็นครั้งแรก หากแต่พอปากจะร้องท้วงแต่ไม่ทันแล้ว คริสมองด้วยสายตาดุๆ บ่นอีกเล็กน้อย

“เด็กดื้อ”

จากนั้นก็จัดการจรดริมฝีปากลงมาบนต้นคอ พลันรู้สึกได้ถึงแรงดูดเบาสลับแรง ฉับพลันหัวสมองก็รับรู้ได้ว่าสิ่งที่คริสกำลังทำอยู่มันคือ...

...คิสมาร์ก

มันไม่ต่างอะไรจากวัฒนธรรมเก่าระหว่างอัลฟ่าและโอเมก้าที่เป็นของกันและกันเลยแม้แต่น้อย ในอดีตนั้น โอเมก้าที่มีเจ้าของจะถูกอัลฟ่าสร้างรอยประทับที่หลังลำคอด้วยการกัด หากแต่เมื่อยุคสมัยผลัดเปลี่ยน อารยธรรมของมนุษย์สูงส่งขึ้น วัฒนธรรมเก่านั้นก็ถูกมองว่าเป็นความป่าเถื่อน การสักสัญลักษณ์เป็นจุดเล็กๆ จึงถูกนำมาใช้แทนที่ แต่ถึงอย่างนั้น ในความคิดของเจเรมี ไม่ว่าอย่างไรมันก็ป่าเถื่อนอยู่ดี

ไม่เว้นแม้แต่คิสมาร์กนี่!

“ทำบ้าอะไรของนาย!” รีบผลักไสออกอย่างรวดเร็ว มือดันศีรษะของคริสออกห่าง
ทว่าคริสกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย แรงดูดเพิ่มมากขึ้น เจเรมีก็เกร็งตัวมากขึ้นเพราะนึกขยะแขยงกับสิ่งที่เผชิญอยู่

ขณะแขยง...แต่ร่างกายก็ค่อยๆ ร้อนรุ่มขึ้นมา

ทั้งที่ไม่ควรรู้สึกอย่างนี้ หากแต่พอถูกกระตุ้นก็เกิดอาการโดยสัญชาตญาณ ร่างกายร้อนวาบไปทั้งร่าง จมูกได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากคนตรงหน้าก่อนที่มันจะรุนแรงขึ้นจนหัวของเจเรมีมึนเบลอไปหมด

ฮะ...ฮีท...

กำลังเป็นฮีท!

ต้องใช้ความพยายามมากมายเลยทีเดียวที่จะควบคุมสติ ทว่าเสียประโยชน์เปล่า ตอนนี้เจเรมีตกอยู่ในวังวนของกลิ่นฟีโรโมนของคริส อาการกำหนัดส่งผลให้อวัยวะบริเวณกลางลำตัวชูชันขึ้นมา ในสภาพที่เปล่าเปลือยอย่างนี้...

...ช่างน่าขายขี้หน้านัก

ส่วนคริสที่ตั้งหน้าตั้งตาสร้างรอยคิสมาร์กให้เริ่มได้กลิ่นหอมหวนขึ้นมาบ้างแล้ว เขาฉุกใจ ค่อยๆ ผละออกมาก็เห็นว่าคนที่เขาเพิ่งแสดงตนว่าเป็นเจ้าของอย่างไม่เป็นทางการกำลังมองเขาด้วยสายตาหวานเยิ้ม ช่วงหน้าท้องรู้สึกได้ถึงความอุ่นของวัตถุบางอย่าง พอหลุบตาลงต่ำไปหน่อยถึงได้เห็นว่าสิ่งนั้นคืออะไร ก่อนจะมองเจเรมีอย่างไม่เชื่อสายตา

สภาพอย่างนี้... อาการอย่างนี้ แถมยังเปลือยเปล่าทั้งคู่

เป็นฮีทแน่นอน ทำไมมันถึงได้ประจวบเหมาะกันอย่างนี้!

 “อย่าบอกนะว่านาย...”
ไม่กล้าพูดต่อเลยในขณะที่เจเรมีหายใจหอบหนักไม่เป็นจังหวะ เนื้อตัวค่อยๆ แดงเรื่อขึ้นมาทีละน้อยพลันเอ่ยเรียก

“คริส...”

เซ็กซี่...

เกลียดตัวเองนักที่จู่ๆ ก็มาคิดอะไรในสถานการณ์นี้ แต่ก็อดปรายตาสำรวจเรือนร่างของคนตรงหน้าไม่ได้เลยแม้แต่น้อยในขณะที่เจเรมีเองก็บดเบียดร่างกายร้อนผะผ่าวเข้ามาใกล้

“คริส...”
เรียกชื่อด้วยน้ำเสียงกับหน้าตายั่วยวนแบบนี้อีกแล้ว มือไม้ที่ป่ายปัดร่างกายที่ร้อนดั่งสุมไฟนั่นทำให้คริสต้องกลืนน้ำลายเอื้อก

บ้าฉิบ! ฉันปกป้องนายจากตัวเองตอนตอบสนองกับกลิ่นฟีโรโมนของนายไม่ได้หรอกนะ

อยู่ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ขืนทนอยู่ มีหวังเขาต้องทำอะไรเกินเลยกับเจเรมีแน่ ยิ่งตอนนี้ไม่มีอะไรมาตรึงเขาไว้เหมือนครั้งก่อนๆ แล้วด้วย เจเรมีต้องตกเป็นของเขาอย่างแน่นอน

ต้องรีบออกไปจากที่นี่ให้ไวที่สุด!

คริสกลั้นใจปฏิเสธความต้องการตามธรรมชาติของตัวเองในตอนนั้น หุนหันออกมาจากห้องน้ำโดยไม่ลืมที่จะปิดประตูให้สนิทด้วยเกรงว่ากลิ่นฟีโรโมนของเจเรมีจะลอยออกมา แต่การปิดประตูไปมันก็เท่านั้น ขนาดเขาเดินมาที่ห้องแต่งตัวแล้วก็ยังได้กลิ่นหอมนั่นอยู่ในขณะที่พวกนักโทษคนอื่นๆ ที่เป็นเบต้าไม่ได้กลิ่นเลย

ร่างกายส่วนร่างของเขาตื่นตัวขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะตอนไหน เขาก็พ่ายแพ้ให้กับเจเรมียามเป็นฮีททุกครั้ง

ชายหนุ่มรีบตั้งสติก่อนที่จะเตลิดเปิดเปิงไปมากกว่านี้ พุ่งไปยังปุ่มสัญญาณฉุกเฉิน กดลงไปอย่างไม่รีรอ ทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง รอการมาถึงของบรรดาผู้คุมที่จะแห่กันมาระงับสถานการณ์บ้าๆ นี้ในอีกไม่กี่นาทีให้หลัง ยกมือขึ้นลูบหน้าพลางคิดวุ่นวายไปหมด

การตอบสนองต่ออาการฮีทของเจเรมีกลายเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับเขาเสียแล้ว...
-------------------------------------
สุดท้ายขุ่นคริสก็โดนเจมี่ลูกสาวปั่นหัววว
บอกเลยว่าครึ่งหลังนี่ใจคอไม่ดีเลยค่ะ เจมี่เซ็กซี่มาก ใจไม่ดีแทนขุ่นคริส ก๊ากกก
พักนี้แม่ยกย้ายทีมเข้าฝั่งขุ่นคริสกันเยอะมาก เจมี่โดนถล่มรัวๆ
ขอให้ใจเย็นๆ เดี๋ยวเจมี่จะน่ารักขึ้นค่ะ(?)
น่ารักได้สักกี่น้ำก็ไม่รู้ ดูทรงแล้วน่าจะโดนด่ายันจบเรื่อง 555
พรุ่งนี้จะมาอัพที่เหลือให้ค่ะ ฝากฟีดแบ็กให้กันหน่อยเน้อ

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1698
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
พี่คริสอดใจไว้ได้อย่างไร
ถถถถถถ
ปล.อันตรายจริมๆเจมี่

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8927
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
พี่คริสมีสติด้วย
น้องเจเรมีก็รอดไปอีกรอบ

ปั๊ดโธ่!

ที่แน่ ๆ .....อ่านสองตอนที่ผ่านมา แล้วถึงได้ตระหนักตอนนี้เองว่า พี่คริสเปลือยมาตลอดเลย
>.< แอร๊ยยยยยยยย!!!!

 :haun4:

ออฟไลน์ แมวดำ

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 785
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-2
ช่างมีสติ5555

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
Episode 09: ความคุ้มคลั่งของอัลฟ่า[2]

เคราะห์ดีที่การช่วยเหลือจากบรรดาผู้คุมทันการก่อนที่เขาจะตอบสนองต่ออาการฮีทของเจเรมีไปมากกว่านี้ เจเรมีในสภาพสะบักสะบอมถูกฉีดยาระงับอาการฮีทอย่างฉับพลันและส่งตัวเข้าห้องขังตามเดิม คริสเพิ่งฉุกคิดในตอนนี้เองว่าตั้งแต่ที่อีกฝ่ายมาใช้ชีวิตเยี่ยงนักโทษอยู่ในแดนขังแห่งนี้ได้สักราวอาทิตย์กว่า เจเรมีเพิ่งจะได้รับการฉีดยาไปเพียงครั้งเดียว เมื่อถามผู้คุมก็ได้คำตอบว่าเป็นคำสั่งจากเบื้องบนที่ให้เจเรมีฉีดยาได้เพียงอาทิตย์ละครั้งเท่านั้น

ฟังก็รู้เลยว่าเป็นแผนของนายพลนั่น มันก็ไม่ใช่เรื่องที่คริสต้องแปลกใจหรอก เขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเกมมันถูกวางมาให้เป็นอย่างนี้ แม้แต่เขายังเป็นหมากตัวหนึ่งในเกมนี้เลย ไม่อย่างนั้นจะให้เจเรมีมาอยู่กับเขาที่เป็นอัลฟ่าและเป็นคู่แห่งโชคชะตาของหนุ่มผมบลอนด์นั่นทำไม

เจเรมีจะต้องมีชีวิตที่ลำบากและตกต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ใช่ ทุกอย่างจะเป็นอย่างนั้น เขาจะไม่สนใจเท่าไหร่เลยถ้าหากว่านอกจากจะใช้เขาเป็นหมากตัวหนึ่งในเกมกระดานโดยที่เขาไม่ได้เห็นดีด้วยแล้ว ยังจะทำให้ชีวิตอันแสนสงบสุขในแดนขังของเขาต้องยุ่งยากขึ้นอีก

แค่มีเจเรมีมาอยู่ด้วยก็ชวนให้ปวดหัวแล้ว ยังจะต้องมาอยู่ด้วยตอนเป็นฮีทอีก แบบนี้มันไม่ใช่เรื่องเลย!

คงกะจะให้เจเรมีถูกเขาครอบครองนั่นแหละ เพราะถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น เจเรมีจะรู้สึกตกต่ำถึงขีดสุด

คนที่คิดว่าตัวเองเป็นอัลฟ่ามาเกือบทั้งชีวิต จู่ๆ ก็กลายมาเป็นที่รองรับความใคร่ของอัลฟ่าอื่น มันเป็นเรื่องที่คนทิฐิสูงอย่างลูกชายตระกูลเมอร์ซีรับไม่ได้อยู่แล้ว

ใครจะแก้แค้นอะไรกัน คริสไม่อยากจะสนหรอก สนอย่างเดียวคือทำเขาลำบาก หลังจากที่เจเรมีกับเขาได้รับการช่วยเหลือแล้ว ทั้งคู่ก็ถูกส่งกลับเข้าห้องขัง

เจเรมีนอนแผ่บนเตียงด้วยท่าทางไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก เขาสลบไม่ได้สติมาตั้งแต่ถูกฉีดยาระงับอาการฮีทในห้องน้ำแล้ว ตอนแรกคริสคิดว่าอีกฝ่ายคงจะเหนื่อย ร่างกายอ่อนแอถึงได้หมดสติไปอย่างนั้น หากแต่เมื่อเข้ากลางดึกกลับไม่ใช่เมื่อหูทั้งสองข้างของคริสได้ยินเสียงละเมอของคนที่นอนอยู่บนเตียงด้านล่างดังลอยมาตามลม

คริสผุดลุกขึ้น ชะโงกหน้าจากชั้นบนของเตียงเหล็กสองชั้นมามองก็เห็นว่าคนละเมออยู่ในอาการกระสับกระส่าย ใบหน้าอาบไปด้วยเม็ดเหงื่อเสียจนคอเสื้อเปียกชุ่ม ซ้ำยังละเมอออกมาเป็นคำพูดฟังไม่ได้ศัพท์ไม่หยุดปาก ท่าทางทรมานนั้นทำให้คนตัวใหญ่ต้องเอ่ยถาม

“ไหวไหมน่ะ”
ไม่มีเสียงตอบรับจากอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย เจเรมียังคงครางละเมอออกมา คริสทิ้งตัวลงจากเตียงมายืนข้างๆ ปรายตาสังเกตอาการอย่างพินิจ

หรือจะเป็นไข้?

คิดว่าอย่างนั้นด้วยเห็นว่าวันนี้เจเรมีถูกประทับตรามา บาดแผลฉกรรจ์ที่ได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยไม่มีการส่งไปรักษาตัวอาจทำให้พิษไข้เข้าเล่นงานเขาเนื่องจากแผลอักเสบก็เป็นได้ และเพื่อความมั่นใจ คริสจึงยื่นมือหนาไปอังที่หน้าผาก ก่อนจะเลื่อนลงมาบริเวณลำคอที่มีรอยคิสมาร์กฝีมือเขาเพื่อวัดอุณหภูมิ เท่านั้นหัวคิ้วเรียวสวยก็ย่นยู่ไปฉับพลัน

ตัวร้อนจี๋เลย เป็นไข้จริงๆ ด้วย...

คิดแล้วก็ดึงมือออกมา ปราดตามองไปด้านนอกประตูลูกกรง สอดส่ายสายตาหาผู้คุมเพื่อที่จะบอกว่าเพื่อนร่วมห้องขังของเขาอาการแย่แล้ว ทว่าก็ลืมไปว่าห้องขังของเขาเป็นห้องขังเดี่ยวสำหรับนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ที่แยกออกมาจากห้องห้องขังรวม ผู้คุมส่วนใหญ่จะไปคอยดูแลในส่วนห้องขังรวมมากว่า ส่วนของเขาอยู่ชั้นในและมีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา ดังนั้นผู้คุมไม่จำเป็นต้องคอยเฝ้าตลอดเวลาก็ได้เพราะไม่ว่าอย่างไรก็คงจะไม่เกิดเหตุจลาจลง่ายๆ หากเทียบกับบริเวณห้องขังรวมแล้ว

คงต้องรอตอนเช้าแทน...

มันต้องเป็นอย่างนั้น ถ้าผู้คุมไม่เข้ามา เขาก็ช่วยอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงอย่างเดียวคือเฝ้าสังเกตอาการให้แล้วรอรายงานผู้คุมในตอนเช้าเท่านั้น

ถามว่าเป็นห่วงไหม... ก็ไม่ คริสแค่ไม่อยากให้ห้องของเขาที่ตอนนี้เรียกว่าบ้านและเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ไปตลอดจนกว่าจะหมดลมหายใจมีใครมาตายมากกว่า

อัลฟ่าหนุ่มทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง สังเกตอาการของเจเรมีเป็นระยะพลางครุ่นคิดไปด้วยว่าชายหนุ่มรุ่นน้องคนนี้ช่างเป็นคนที่ขวางโลกเสียเหลือเกิน อะไรไม่ว่า ไม่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เพื่อเอาตัวรอดเลยสักนิด ถ้าหากวันนี้เขาไม่อยู่ในห้องน้ำด้วย ไม่อยากจะคิดว่าป่านนี้จะโดนอะไรบ้าง

ที่เขาพูดไปวันนี้ เจเรมีจะรู้บ้างหรือเปล่าว่าควรจะปรับปรุงตัวได้แล้ว?

คริสเชื่อว่าเจเรมีไม่ได้โง่ อีกไม่นานก็น่าจะรู้ดีว่าการกระทำของตัวเองมันส่งผลร้ายขนาดไหน แค่เริ่มยังเจอหนักขนาดนี้ หากเวลาผ่านไปนานกว่านี้สักหน่อย คงถูกเล่นงานจนไม่เป็นผู้เป็นคนเลยก็ได้ หากอยากจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ให้อยู่รอดปลอดภัยล่ะก็ หลังจากนี้ก็คงจะต้อง... พึ่งพาเขา

เจเรมีต้องพึ่งพาเรา...

ก่อนหน้านี้แค่ต้องปรับตัว ทว่าตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว นอกจากต้องปรับตัวแล้ว ก็ต้องอาศัยการดูแลของเขาด้วย
เพราะยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องที่ไม่ใช่ของตัวเองแท้ๆ เขาถึงตกกระไดพลอยโจนมากกว่าเดิมอย่างนี้

คริสก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก ถือเสียว่าช่วยคู่แห่งโชคชะตาจนกว่าจะกลับออกไปยังโลกภายนอกได้แล้วกัน แต่คงจะยากหน่อยนะ เจเรมีเล่นทำให้นายพลนั่นกัดไม่ปล่อยขนาดนี้ คงไม่หลุดจากเขี้ยวเล็บฝ่ายตรงข้ามไปง่ายๆ
“อือ...”

ความคิดของคริสมลายหายไปเมื่อได้ยินเสียงเจเรมีละเมอขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ดูเหมือนคนตรงหน้าเขาจะทรมานกว่าเดิมเสียอีก กระสับกระส่ายพลิกศีรษะไปมา เม็ดเหงื่อผุดพรายทั่วใบหน้าจนไหลเปียกหมอน คนมองเห็นอาการนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปอังหน้าผาก วัดความร้อนจากร่างกายนั่นอีกครั้ง พลันก็ต้องตกใจไปเมื่อรู้สึกว่าตัวของเจเรมีร้อนประหนึ่งไฟ

ร้อนกว่าเดิมอีก ท่าจะไม่ดีแล้วแฮะ

ไม่ดีจริงอย่างที่คริสว่า หากปล่อยให้ไข้ขึ้นสูงอย่างนี้ มีหวังเจเรมีได้ช็อกแน่นอน

คริสผุดลุกขึ้น ถอดเสื้อของตัวเองออกไปชุบน้ำที่อ่างล้างหน้าบริเวณปลายเท้า บิดหมาดๆ กะจะเอามาเช็ดตัวให้คนป่วยให้ร่างกายเย็นลง ทว่าพอเขากลับมานั่งข้างเตียง แหวกสาบเสื้อของอีกฝ่ายออกจนเห็นแผงอกแกร่ง เขาก็ต้องผงะถอยหลังเต็มแรงทันทีที่กลิ่นฉุนปะทะเข้ามาที่จมูกเขา

ไม่ใช่กลิ่นเหม็น แต่เป็นกลิ่นหอมอันเป็นกลิ่นประจำตัวของเจเรมี

กลิ่นตอนที่เจเรมีเป็นฮีท!

ใช่อย่างแน่นอน คริสจำกลิ่นนี้ได้และเขาคิดว่าไม่น่าจะเดาผิดว่าสาเหตุที่ร่างกายของเจเรมีร้อนวูบขึ้นมานั้นคงไม่ใช่เพราะพิษไข้แล้ว หากแต่เป็นอาการฮีทที่เกิดขึ้นมาอีกระลอกแล้วต่างหาก

อวัยวะกลางลำตัวของเจเรมีที่ชูชันดุนเนื้อผ้าขึ้นมาเป็นคำยืนยันอย่างดีว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นถูกต้อง คริสสัมผัสได้ถึงความหายนะในวินาทีนั้น เจเรมีที่ละเมอเพ้อไม่ได้สติคงจะไม่มีปัญหาอะไรเท่าไหร่ คนที่มีปัญหาคือเขาที่ต้องมาสูดดมกลิ่นฟีโรโมนของคู่แห่งโชคชะตาตัวเองต่างหาก

ไหนว่าฉีดยาระงับอาการฮีทแล้วไง ทำไมถึง...!?

ไม่ต้องสงสัยหรอก ขนาดเขาฉีดยาต้านกลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าแล้วยังตอบสนองต่อกลิ่นของเจเรมีได้เลย ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพราะผลข้างเคียงจากยาที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อสำหรับคนที่เป็นคู่แห่งโชคชะตากันและกันซึ่งนั่นก็คือตัวยาทำงานบกพร่อง
คริสรู้ข้อเท็จจริงนี้ดีอยู่แล้ว ตอนที่ไปเป้นหนูทดลองผลิตยาระงับอาการฮีทให้กับเจเรมี ทีมแพทย์พวกนั้นก็บอก

แต่มันไม่สมควรจะมาเกิดในเวลาที่เขาอยู่กับอีกฝ่ายสองต่อสองและไม่มีผู้คุมคนไหนมายืนสังเกตการณ์อย่างนี้!

สถานการณ์แย่ลงทันตาเห็น แย่เข้าไปใหญ่เมื่อคริสชำเลืองเห็นยอดอกของคนที่นอนตัวร้อนฉ่าตั้งตระหง่านขึ้นมาคล้ายกับว่าเชิญชวนให้เขาลิ้มลอง

แค่กลิ่นก็ว่าแย่แล้ว เห็นภาพอย่างนี้ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ทั้งที่เจเรมีไม่ใช่คนที่น่าจะเข้าใกล้หรือชวนให้เสน่หาแท้ๆ แต่ตอนนี้ความเป็นชายของเขาเริ่มตอบสนองขึ้นมาแล้ว

คริสรีบลุกจากเตียง ดิ่งไปที่กล้องวงจรปิดภายในห้อง โบกไม้โบกมือเป็นสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ที่สังเกตการณ์อยู่จากห้องรักษาความปลอดภัยรับรู้ว่าเขาต้องการความช่วยเหลือ ทว่าเหมือนทำไปก็เสียเปล่าและเขาก็ไม่สามารถทนรอจนกว่าเจ้าหน้าที่จะเห็นว่าเขากำลังลำบากได้ ปรี่ไปยังลูกกรง ส่งเสียงตะโกนโหวกเหวก

“เฮ้! มีใครอยู่แถวนี้ไหม! ขอยาให้ที!”
แน่นอนว่าหมายถึงยาระงับอาการฮีทของเจเรมี หรือจะเป็นยาต้านกลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าให้เขาก็ได้ ไม่เกี่ยงทั้งนั้น ตอนนี้อะไรก็เอามาเถอะ ก่อนที่ทุกอย่างมันจะวิบัติไปมากกว่านี้

ทว่าดูเหมือนจะไม่ทันการแล้วกระมัง เพราะทันทีที่คริสส่งเสียงขอความช่วยเหลือไม่หยุด ทั้งเตะ ทั้งถีบ ทั้งเขย่าลูกกรงเกร็งจนเกิดเสียงดัง เจเรมีที่นอนไม่ได้สติอยู่ก็ค่อยๆ ปรือตาขึ้นมา

คล้ายกับว่าได้สติแล้ว หากแต่ไม่ใช่เลย ตื่นขึ้นมาเพราะความกำหนัดที่พร่างพรายมาทั่วร่างกายล้วนๆ
“อือ...คริส...”

ตื่นแล้วคนเรียกที่เรียกหากลับเป็นผู้ชายที่เอาเขย่าลูกกรงอย่างบ้าคลั่งประหนึ่งกอริลล่าจะพังกรงเสียอย่างนั้น

คริสชะงักกึก หันไปมองใบหน้าซีดขาวของเจเรมีด้วยความรู้สึกที่ไม่ดีสักเท่าไหร่นัก แล้วก็ต้องผงะไปทันทีที่เห็นว่าการเรียกนั้นเป็นการร้องบอกให้เขาไปมองภาพที่ไม่สมควรเห็น

เจเรมีกำลังสอดมือเข้าไปใต้กางเกงตัวเอง!?

เน้นตรงเป้ากางเกงเป็นพิเศษด้วย มองแวบเดียวก็รู้เลยว่ากำลังลูบคลึงอะไร

“อา...” มือไปสัมผัสโดนแก่นกายอุ่นร้อน เสียงครางกระเส่าก็ดังออกมา

กลิ่นฟีโรโมนของเจเรมีคละคลุ้งขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

คริสถึงกับยกมือขึ้นปิดจมูก กันจะได้รับกลิ่นมากขึ้นกว่านี้ แต่จะไปช่วยอะไรได้ ร่างกายเขาตอบสนองกับฟีโรโมนของเจเรมีไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เจ้าน้องชายของเขาแข็งขืนเสียยิ่งกว่าเดิม ซ้ำยังดุนดันเนื้อผ้าราวกับว่าจะออกมารับอากาศภายนอกเสียให้ได้

ที่แย่กว่าคือเจเรมี แค่เอามือสอดเข้าไปคลึงส่วนกลางตัวยังไม่เท่าไหร่ พริบตาเดียวแก่นกายก็ได้รับการเปิดเผย มือหนารูดคลึงตั้งแต่โคนจนสุดปลาย ทำอย่างนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนส่วนปลายของอวัยวะแข็งขืนนั่นมีน้ำสีใสไหลเอ่อออกมา
“อือ...ฮึ่ก...”

เสียงครางกระเส่าแว่วมาให้ได้ยิน ใบหน้าของเจเรมีในตอนนี้ดูเย้ายวนเป็นอย่างมาก เนื้อตัวขาวผ่องแดงเรื่อเพราะเลือดสูบฉีด ยิ่งผิวแดงมากขึ้นเท่าไหร่ กลิ่นฟีโรโมนก็ฟุ้งกระจายมากขึ้นเท่านั้น

คริสมองภาพนั้นอย่างตะลึงงัน ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมาเห็นการทำร้ายตัวเองในระยะประชิดอย่างนี้ หากเขาเอาหัวมุดดินลงไปได้ เขาคงไม่รีรอที่จะทำ ทว่ามันทำอะไรไม่ได้ เขาถึงได้ยืนจ้องภาพนั้นด้วยไม่รู้จะจัดการอย่างไรดี

กลายเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา ก็เขาน่ะพ่ายแพ้ให้กับอาการฮีทของเจเรมีตลอดนี่นา

จากตอนแรกที่คิดจะร้องเรียกให้ใครสักคนโผล่มาช่วย ได้กลิ่นหอมหวานลอยเข้าจมูกมากๆ เข้าก็ไม่มีอารมณ์จะคิดครุ่นหาทางออกใดๆ ร่างกายเขาร้อนวูบตั้งแต่ปลายนิ้วมือจนถึงปลายนิ้วเท้า ร้อนมากเป็นพิเศษที่ช่วงหน้าท้อง ร้อนเสียจนเขาต้องรีบก้าวเร็วๆ ไปยังอ่างล้างหน้า เปิดก๊อกแล้ววักน้ำสาดใส่ใบหน้าตัวเองหลายต่อหลายครั้งด้วยหวังว่าความเย็นเยียบของน้ำจะทำให้เขาควบคุมสติได้บ้าง

เขาจะไม่ทำอะไรเจเรมี จะไม่ทำเด็ดขาด แค่นี้เรื่องก็ยุ่งยากพออยู่แล้ว จะไม่ทำให้มันยุ่งยากไปมากกว่านี้!

ตั้งปณิธานกับตัวเองไว้อย่างแรงกล้าขณะที่กลิ่นฟีโรโมนของเจเรมีก็รุนแรงมากขึ้น เสียงครางกระเส่าก็ดังขึ้นเช่นกัน ทั้งกลิ่น ทั้งภาพ ทั้งเสียง ทำเอาคริสแทบจะเอาศีรษะจุ่มลงไปในอ่างล้างหน้าอยู่แล้ว ยังดีที่พอเจเรมีครางออกมาในเฮือกสุดท้าย ความอัดอั้นก็ปะทุออกมาพร้อมกับหยาดหยดสีขาวขุ่นเป็นสัญญาณให้คริสรู้ว่าทุกอย่างมันจบสิ้นแล้ว

คริสหันไปมองเจเรมีที่นอนหายใจกระหืดหอบแล้วก็ถอนหายใจยาว

จบแล้วสินะ...

น่าจะจบสำหรับเจเรมี แต่สำหรับเขานั้นยังไม่จบ อวัยวะกลางลำตัวยังคงแข็งขืนพร้อมที่จะออกรบอยู่เลย คงจะต้องใช้เวลาสัก
หน่อยกว่าที่อาการกำหนัดนี้จะค่อยๆ ผ่อนคลายไป แต่แล้วเขาก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นอีกทีเมื่อจู่ๆ กลิ่นฟีโรโมนของเจเรมีที่น่าจะจางลงหลังจากได้รับการปลดปล่อยลอยโชยขึ้นมาอีก หันไปมองก็ต้องย่นคิ้วหนักกว่าเดิมทันทีที่เห็นว่าแก่นกายของอีกฝ่ายค่อยๆ แข็งตัวขึ้นมาอีกแล้ว

เรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!?

เท่าที่รู้จักเจเรมีและเห็นอาการฮีทของอีกฝ่ายมา แค่ครั้งเดียวทุกอย่างก็น่าจะยุติแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึง...?

ไม่อยากจะคิดหาคำตอบใดๆ ให้เสียเวลา สิ่งที่เขาควรคิดในเวลานี้คือทำอย่างไรถึงจะผ่านช่วงเวลาอันแสนทรมานนี้ไปได้มากกว่า ดูเหมือนว่ากลิ่นฟีโรโมนที่เจเรมีปล่อยออกมาจะรุนแรงขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัวเสียด้วย

ชั่วขณะหนึ่ง คริสรู้สึกราวกับว่าเขามีอาการคุ้มคลั่งขึ้นมา ร่างกายเรียกร้องการปลดปล่อยอย่างถึงที่สุด รู้สึกเหมือนกับว่ามีของเหลวบางอย่างไหลซึมเนื้อผ้าบริเวณเป้ากางเกงอีกด้วย

ไม่...เราต้องไม่ทำอะไรเจเรมี...
บอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้นทั้งที่ครั่นเนื้อครั่นตัวสุดกำลัง และเขาก็ต้องตบะแตกเมื่อจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงจากคนที่ยังนอนอยู่บนเตียงดังเดิม

“อือ...คริส...คริส...”
ไม่ใช่เสียงครางกระเส่า หากแต่เป็นเสียงครางเรียกชื่อเขา หันไปมองก็เห็นว่าคนเรียกจับจ้องมายังตนด้วยสายตาหยดย้อย

ไม่...

ไม่ไหวแล้ว!

ตบะแตกเอาในตอนนี้ สติสัมปชัญญะครบถ้วนดีไม่ช่วยอะไรเลย คริสรีบก้าวมาขึ้นเตียง หยุดที่บริเวณปลายเท้าอีกฝ่าย พยายามจะสะกดจิตตัวเองหากแต่ไม่เป็นผลเลยแม้แต่น้อย ในหัวบอกว่า ‘อย่าทำ’ ทว่ามือกลับยกขาของเจเรมีที่วางราบอยู่บนฟูกขึ้นตั้งชัน แทรกกายเข้าไปเสียอย่างนั้น ร้ายกว่านั้นคือพอส่วนแข็งขืนหากแต่อ่อนไหวของทั้งคู่สัมผัสกัน เจเรมีก็ครางฮือออกมาให้กลิ่นฟีโรโมนกระจายฟุ้งมากขึ้นไปอีก

คริสสติแตกขึ้นมาในบัดดล ความถูกต้องอะไรไม่อยู่ในหัวเขาอีกต่อไปแล้ว โน้มใบหน้าลงมาประกบปากจูบเจเรมีอย่างกระหาย ริมฝีปากนุ่มถูกดูดกลืนและขบเม้มดุดัน เจเรมีหายใจหอบกระชั้นด้วยหายใจไม่ทัน พออ้าปากจะตักตวงออกซิเจนเข้าปอดก็ถูกคริสสอดปลายลิ้นอ่อนนุ่มเข้ามาด้านในตักตวงความหอมหวานจากเขาอย่างละโมบ

กว่าจะผละออกจากริมฝีปากได้ก็ใช้เวลาครู่หนึ่ง คริสพรมจูบไปตามลำคอ แลบลิ้นเลียไล้รอสคิสมาร์ก สูดดมกลิ่นหอมหวนราวกับจะกลืนกินอีกฝ่ายลงไป พอจูบไล่ลงมาถึงแผ่นอก ความซุกซนก็บังเกิดเมื่อสายตาชำเลืองเห็นยอดอกสีสวย ปากเข้าครอบครองโดยพลัน ปลายลิ้นละเลงไปทั่วตุ่มไตเล็กๆ จนเปียกชุ่ม เจเรมีแอ่นสะท้านตอบรับการสัมผัสก็ยิ่งรุกรานหนักขึ้นไปอีก มือข้างที่ว่างก็ยกขึ้นมาลูบลากยอดอกอีกข้างที่ยังไม่ได้ถูกรังแก นิ้วชี้และนิ้วโป้งบดเบียดเม็ดสีสวยนั่นไปมา เจเรมีบิดเร่าหนัก จิตใต้สำนึกบอกว่าอีกไม่นาน เขาคงจะได้สุขสมเพราะการจู่โจมนี้แน่

และก็จริงเสียด้วย พอคริสใช้ฟันคมๆ ขบลงไปบนยอดอกที่ดูดกลืนอยู่ เจเรมีก็กระตุกเฮือก แอ่นกายขึ้นมาเต็มแรง คริสสัมผัสได้ว่าช่วงหน้าท้องของเขามีของเหลวอุ่นๆ ไหลเปรอะเปื้อน เหลือบมองก็เห็นว่าเป็นหยาดหยดแห่งความหฤหรรษ์ที่ถูกปลดปล่อยออกมาเป็นระลอกที่สอง

อึดใจหนึ่ง คริสหลงคิดว่าทุกอย่างคงจะจบสิ้นเท่านี้ เขาเกือบจะได้สติกลับคืนมาอีกแล้วถ้าหากว่ากลิ่นฟีโรโมนของเจเรมีจางลงไปบ้าง แต่เปล่า... เปล่าเลย นอกจากจะไม่จางลงแล้ว เจเรมีที่หอบหายใจถี่อยู่ยังจะมีอารมณ์ขึ้นมาอีกครั้ง

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!

“คริส... ฉัน... อือ...”

ในหัวมีคำถาม แต่ก็ถูกกลบไปโดยเสียงครวญครางของคนใต้ร่าง จากที่จะได้สติกลับคืน กลายเป็นว่าคุ้มคลั่งยิ่งกว่าเดิม เขาพรมจูบลงต่ำไปยังหน้าท้องที่เต็มไปด้วยของเหลวสีขาวขุ่น ใช้นิ้วแตะลงไปบนร่องรอยนั้นเพียงแผ่วเบา เจเรมีก็สะท้านไปทั้งกาย อากัปกิริยาอย่างนั้นทำให้เขาอดใจไม่ได้ที่จะใช้ลิ้นเลียวนรอบแอ่งสะดือ ก่อนจะเหิมเกริมไต่ระดับลงไปสู่ช่วงล่าง

ช่วงล่างที่มีแก่นกายโผล่ออกมาเหนือกางเกง...

ดวงตาเรียวจับจ้องไปยังแกนกลางที่มีน้ำสีใสหยาดเยิ้มซึ่งกำลังสั่นระริก เขากลืนน้ำลายเอื้อก ยิ่งอยู่ใกล้อวัยวะชิ้นนี้ กลิ่นฟีโรโมนก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น...

...มากเสียจนเขาอดใจที่จะโน้มใบหน้าลงไปหมายจะครอบครองแทบไม่ไหว ทว่าก็ชะงักขึ้นมากะทันหัน

ถ้าทำอย่างนั้น เจเรมีจะต้องไปอีกรอบแน่ๆ

อัลฟ่าหนุ่มไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น อย่างน้อยถ้าเขาจะทำเรื่องที่จะเป็นความผิดพลาดมหันต์ เขาก็ขอให้เจเรมีไปพร้อมๆ กับเขาดีกว่า

เขาจะไม่ยอมให้ตัวเองถูกทิ้งไว้กลางทางเหมือนตอนถูกจับขึงพืดในโรงแรมแน่ๆ!

ปฏิญาณกับตัวเองเรียบร้อยก็เหยียดตัวขึ้นตรง ยื่นมือไปดึงกางเกงของเจเรมีออกให้พ้นตัว ก่อนจะมาสาละวนจัดการปลดเปลื้องกางเกงตัวเองบ้าง

ความเป็นชายตั้งตระหง่านออกมาให้เห็น เส้นเลือดปูดโปนและความร้อนรุ่มของมันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าทนไม่ไหวเพียงใด
คริสขยับขาของเจเรมีให้กางออก ในหัวก็มีความคิดที่ดีและชั่วตีกันยุ่งไปหมด

อย่าทำ... ไม่อย่างนั้นนายจะต้องเสียใจทีหลังแน่

ทำเลย... ไม่ว่าอย่างไรหมอนั่นก็ไม่รู้หรอก เป็นฮีททีไรไม่ได้สติทุกที ตื่นมาก็ไม่รู้หรอก

แต่ก็ไม่ควรทำ อย่าทำนะ...

ทำไปเลย... ปลดปล่อยไป ทำไป...

ตีกันอีรุงตุงนัง

แล้วคริสก็พ่ายแพ้ให้กับความชั่วร้ายของตัวเอง เขาใช้ปลายนิ้วลูบไปยังช่องทางคับแคบเพื่อจะสำรวจเส้นทาง ทันทีที่ปลายนิ้วแตะลงไป เจเรมีก็ผวาเฮือกจนสะโพกแอ่นขึ้นในอากาศ คริสอาศัยจังหวะนี้ใช้ปลายนิ้วร้ายสอดเข้าไปข้างใน ร่างกายของอีกฝ่ายบิดเร่า ใบหน้าหล่อเหยเกเล็กน้อยด้วยรู้สึกประหลาดกับความแปลกใหม่ ก่อนจะค่อยๆ กลายเป็นสีหน้าเย้ายวนเมื่อสิ่งแปลกปลอมในร่างกายเริ่มขยับ

“อื้อ...คริส... ตรงนั้นมัน... ฮ้า...”
เสียงครางกระเส่าดังออกมาขาดๆ หายๆ จนฟังไม่ได้ศัพท์

คล้ายกับเจเรมีไม่รู้สึกตัว แต่ไม่รู้ทำไมคริสถึงได้รู้สึกว่าอีกฝ่ายรู้เห็นทุกอย่างเพียงแต่ไม่ห้าม

ก็ดี ในเมื่อไม่ห้าม เขาจะได้ทำตามใจตัวเอง ตอนนี้อะไรก็ฉุดความหื่นกระหายของเขาไว้ไม่อยู่อีกแล้ว

ยิ่งขยับนิ้ว เจเรมีก็ยิ่งบิดเร่า ปลายแก่นกายสั่นไหว ของเหลวสีใสไหลซึมไม่ขาดสายด้วยถูกความเสียวซ่านเล่นงาน คริสขยับราวกับรู้ว่าจุดไหนที่เจเรมีรู้สึกดี ผ่านไปครู่เดียว ปากทางที่ถูกนิ้วชำแรกเข้ามาก็อ่อนนุ่มลง พร้อมที่จะรับเอาบางอย่างที่ใหญ่กว่านี้เข้ามาได้

คริสถอนนิ้วออก ขยับบั้นเอวเข้าไปหา มือข้างหนึ่งยกสะโพกของเจเรมีขึ้น อีกข้างกอบกุมอาวุธของตัวเองไปจดจ่อที่ช่องทางคับแคบ ส่วนปลายถูไถเข้ากับรอยแยกนั้น เจเรมีครางฮือ มือทั้งสองข้างกำผ้าปูที่นอนแน่น

“อือ...คริส...”

เจเรมีจะรู้ไหมนะว่าการเรียกชื่อชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงแบบนั้นมันทำให้คริสอยากจะรังแกเขาแค่ไหน

“ถ้าเกิดอะไรขึ้น บอกเลยว่าไม่ใช่ความผิดฉันนะเจเรมี...”
ถึงสติจะแทบไม่มี แต่ก็ยังมีกะจิตกะใจแยกแยะความผิดชอบชั่วดีขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนจะตั้งท่าให้เข้าที่ เตรียมตัวจะสอดใส่เข้าไป ทว่าเพียงแค่ออกแรงดันเล็กน้อย เจเรมีก็ยกสะโพกลอยขึ้นมากว่าเดิม พลันความอัดอั้นระลอกที่สามก็พรั่งพรูออกมา

หยดน้ำสีขาวขุ่นสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนหน้าท้องที่เต็มไปด้วยลอนกล้ามไปทั่ว ภาพที่เห็นดึงสติของคริสให้กลับมาในวินาทีนั้น ฉับพลันเขาก็รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่

วะ...เวรแล้ว...

รีบถอยออกห่างมาเล็กน้อยอย่างรวดเร็ว ใบหน้าคร้ามซีดเผือด มือไม้เย็นเฉียบไปเลยทีเดียว

เกือบไปแล้วคริส... เกือบไปแล้ว

เกือบจะซวยแล้ว... เขาควรพูดอย่างนี้ แต่ถึงได้สติ ความกำหนัดก็ไม่ได้ห่างหายไปไหน มีเพียงอาการฮีทของเจเรมีเท่านั้นที่ค่อยๆ เจือจางลงไป

แต่... อย่างที่บอก เขาจะไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกทิ้งกลางทางเด็ดขาด

ในเมื่อทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ คริสก็ไม่คิดที่จะทำ เขาทำเพียงขยับมือที่กอบกุมความเป็นชายของตัวเองอยู่ไปมา สายตาจับจ้องไปยังใบหน้าของเจเรมีที่มองเขาอย่างยั่วยวน

พูดได้เต็มปากเลยว่าการถูกมองด้วยสายตาอย่างนั้นมันกระตุ้นสัญชาตญาณดิบของเขาเป็นอย่างมาก

และยิ่งถูกเรียก...

“คริส...”

...ก็ยิ่งเร้าอารมณ์เป็นที่สุด

ใช้เวลาไม่นาน ความคุ้มคลั่งที่สั่งสมมาก่อนหน้านี้ก็ถูกปลดเปลื้องพันธนาการ หยาดหยดแห่งความสุขรินหลั่งไปบนหน้าท้องของเจเรมี ปะปนกับร่องรอยแห่งความสุขของอีกฝ่ายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ทำให้รู้ว่าการได้อยู่ร่วมกับคู่แห่งโชคชะตาเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและอันตรายมากเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดไว้

กระนั้นคริสก็ไม่มีอารมณ์จะมาครุ่นคิดอะไรอีกแล้ว เขาทิ้งตัวลงทาบทับร่างของเจเรมี กอดตระกองอีกฝ่าย กระซิบเสียงพร่าข้างหูพร้อมกับหอบหายใจหนัก

“เกือบไปแล้วไหมล่ะเจเรมี”
ที่ว่าเกือบ ไม่แน่ใจว่าเจเรมีเกือบถูกเขาครอบครองหรือเขาเกือบจะทำเรื่องบ้าๆ ลงไปกันแน่ ที่แน่ๆ คือเขาได้สติกลับมาเกือบจะสมบูรณ์แล้วในขณะที่เจ้าคนต้นเหตุเริ่มเคลิ้มหลับ

ผละออกมาก็เห็นอีกฝ่ายหลับตาพริ้ม คริสเกิดหมั่นไส้ขึ้นมาเลยโน้มหน้าไปงับใบหูไม่แรงนักทีหนึ่งเป็นการลงโทษ เจเรมีย่นคิ้ว ไม่ลืมตาขึ้นมาหากแต่สะบัดหน้าหนี

“ไอ้สวะ...”

คงจะไม่รู้หรอกว่าตัวเองถูกทำอะไร ดูท่าจะเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว แต่คงจะฝันว่าคนที่ก่อความรำคาญให้คงหนีไม่พ้นคริสจนละเมออกมา

อัลฟ่าหนุ่มหัวเราะในลำคอ ไม่รู้ว่าจะขบขันกับการกระทำของตัวเองหรือสมเพชดี ที่รู้ๆ คือต้องรีบทำลายหลักฐานทุกอย่างก่อนที่เจเรมีจะฟื้นขึ้นมาเจอ ไม่อย่างนั้นล่ะก็คุกแตกแน่ๆ

ถึงตอนนั้น คนที่คุ้มคลั่งจะไม่ใช่เขาแล้วล่ะ ...เชื่อสิ
----------------------------------
มาแปะให้แต่เช้าค่ะ กลัวคนอ่านจะคุ้มคลั่งตามขุ่นคริส 555
ตอนนี้เขียนแล้วแบบตลกขุ่นคริส ตีอกชกหัวตัวเองมากอะไรมาก ส่วนเจมี่...เกือบเสียสาวแล้วไหมลูกกก เกือบได้ซะมีแล้วแกรรร๊ 555555
ถามว่าเขาจะได้กันเมื่อไหร่คะ? หูยยย ยังค่ะ อีกหลายตอน สองคนนี้ต้องไม่ได้เสียกันง่ายๆ บนเตียงนี่เบๆ ต้องบุกป่าฝ่าดงก่อน (สปอยล์ทำไม ก๊ากกก)
ถึงหนูเจมี่จะเป็นเด็กดื้อนิสัยเสียแต่ก็ทำขุ่นคริสหลงจนหน้ามืดได้นะฮร้า อิอิ
เย็นนี้ไม่อัพนะคะ แต่จะมาแปะรูปหน้าปกให้ยลกัน พรุ่งนี้จะมาแปะตัวอย่างตอนใหม่ให้ เรื่องนี้หนูแดงจะตีพิมพ์กับ สนพ.รักคุณ ค่ะ เป็น สนพ.ใหม่ (ดำเนินการโดยหนูแดงเองค่ะ) ฝากเข้าไปกดไลก์กันที่นี่หน่อยน้า จะได้ติดตามข่าวสารกันอย่างใกล้ชิดจ้า https://www.facebook.com/RakKunPublishing/

ปล.ฝากฟีดแบ็กให้ชื่นใจกันหน่อยนะคะ กำลังใจดี ตอนต่อไปมาเร็วนะ ช่วยกันเรียกขวัญกำลังใจหน่อยเร็ววว ฮา

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด