[END]Omega's Instinct สัญชาตญาณดิบ[Omegaverse]#คริสเจมี่:ตย.ตอนพิเศษ[25/3/60]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [END]Omega's Instinct สัญชาตญาณดิบ[Omegaverse]#คริสเจมี่:ตย.ตอนพิเศษ[25/3/60]  (อ่าน 109155 ครั้ง)

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
พี่คริส พี่คนดี พี่สามีแห่งชาติ

น่าสงสารเจมี่ การเป็นโอเมก้าไม่เลวร้ายเท่าการถูกกระทำราวกับไม่ใช่คน อย่างที่ว่าจริง ๆ

ไอ้ลูกชายนายพลสมควรโดนแล้ว ไอ้นายพลนี่ก็ควรจะโดนบ้าง

เจเรมี่ร้าย แต่ไม่เลว ไอ้สองพ่อลูกนี่สิเลว

ออฟไลน์ กบกระชายไทยนิยม

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 502
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
จริงๆ เจมี่น่าจะคิดได้สักทีนะว่า ตัวเองนั่นแหละที่ทำให้เรื่องเลวร้ายขึ้น

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3502
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
โอ้ย เกิดเป็นพี่คริสนี่ลำบากจริงๆ สงสาร 55555

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1698
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
สงสาร
คำเดียวสั้นๆมอบให้คริส
ปล.ถามจิง ฉีดยาต้ายฮีทให้เจมี่จิงดิ
ยาปลอมปะ หรือยากระตุ้น #มโน

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
Episode 10: รอยแดงช้ำบนต้นคอ[1]


เจเรมีตื่นขึ้นมาด้วยอาการอ่อนเพลีย เขารู้สึกเหมือนกับว่านอนเท่าไหร่ก็ไม่พออย่างไรอย่างนั้น แม้ว่าผู้คุมจะปล่อยให้เขาได้พักผ่อนเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ต้องตื่นไปทำกิจกรรมตามตารางประจำวันที่นักโทษควรทำ เนื่องจากได้รับรายงานว่าถูกรุมทำร้ายมาเมื่อวาน เหนือสิ่งอื่นใด...

เขาเป็นฮีท...

คริสรายงานให้ผู้คุมรับทราบเมื่อช่วงเช้านี้เรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าเขาเก็บกวาดหลักฐานที่ทำให้เขาเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเรียบร้อยแล้วก่อนที่ใครจะมาเห็นแล้วด้วย เจเรมีอยู่ในสภาพเหมือนก่อนเป็นฮีททุกประการราวกับว่าไม่เคยเกิดเหตุการณ์อะไรอย่างนั้นขึ้น ต่อให้มันมีหลักฐานเป็นภาพบันทึกจากกล้องวงจรปิดก็เถอะ แต่เจเรมีคงไม่มีโอกาสได้ดูซึ่งแค่นั้นมันก็เพียงพอสำหรับเขาแล้วแม้ว่าผู้คุมจะเห็นทุกการกระทำก็เถอะ

มันน่าโมโหสักหน่อยที่แม้ผู้คุมจะรู้แต่ไม่เข้ามายุติเหตุการณ์วิปโยคที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้

ทั้งหมดเป็นเพราะกลิ่นเงินจากตระกูลแฮร์ริสัน

คริสรู้ดีว่าในโลกของข้าราชการเหล่านี้ไม่มีอะไรโปร่งใส และเขาก็ไม่แปลกใจนักถ้าหากเดร็กจะทำแบบนี้กับคนที่ทำร้ายลูกชายเขา เขาติดใจเพียงอย่างเดียว

ทำไมถึงไม่มีใครบอกให้รู้ล่วงหน้าว่าอาการฮีทของเจเรมีเมื่อคืนนี้ไม่ใช่การเป็นฮีทธรรมดา แต่เป็นช่วงฤดูผสมพันธุ์!?

ใช้คำว่าฤดูผสมพันธุ์ก็ดูจะโหดร้ายไปหน่อย เอาเป็นว่าโดยปกติแล้วเป็นที่รู้กันดีว่าหากอัลฟ่าและโอเมก้าที่เป็นคู่แห่งโชคชะตามาอยู่ด้วยกัน อาการฮีทมักจะรุนแรงและมีอาการเป็นระยะถึงจะไม่ใช่ฤดูผสมพันธุ์ก็ตาม ก่อนที่มันจะค่อยๆ บรรเทาลงเมื่อทั้งคู่ชินกลิ่นฟีโรโมนของกันและกันแล้ว ทว่าคริสกับเจเรมียังไม่ชินกลิ่นหอมหวนของต่างฝ่าย พอครบรอบที่เจเรมีถึงฤดูผสมพันธุ์ด้วยยิ่งไปกันใหญ่

พูดได้เต็มปากเลยว่าการได้รับยาต้านกลิ่นฟีโรโมนหรือยางับอาการฮีทไม่ช่วยอะไรเลย

ความจริงก็ไม่ช่วยเสียทีเดียว... ช่วย... แต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์

ประสิทธิภาพของยาบกพร่องไปเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว

ผู้คุมที่สนิทกันเพิ่งจะบอกกับคริสเมื่อเช้านี้ เขาไม่ได้ต่อว่า เข้าใจว่าพรรคพวกของคนพวกนี้ต้องการความก้าวหน้าในการงาน แต่มันไม่ยุติธรรมสำหรับเขาเท่าไหร่ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยไม่เต็มใจ ถึงจะรู้ว่าตนไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะต่อรอง แต่ก็นับว่าไม่พอใจอยู่ไม่น้อย

ไม่พอใจยิ่งกว่าคือเจเรมี เขาตื่นขึ้นมาไม่สดชื่นไม่ว่า ยังจะมาเจอหน้าคริสที่ดูซึมเซานั่งมองอยู่ข้างเตียงอีกต่างหาก ยิ่งไปกว่านั้น เขาสังเกตเห็นว่าสีหน้าของคริสดูไม่ดีเลยแม้แต่น้อย ใต้ตาคล้ำ ดวงตาลึกโบ๋ ดูเหนื่อยอ่อน สุดท้ายก็อดออกปากถามไม่ได้

“โคตรโทรมเลย ไปทำอะไรมา”
ไร้ซึ่งความเป็นห่วง แค่อยากรู้

คริสเหลือบหางตาไปมองแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ

เพราะใครล่ะ ยังมีหน้ามาถาม...

เพราะเจเรมีที่มีอาการฮีทครั้งแล้วครั้งเล่า เขาถึงไม่ได้นอน หลังจากที่เขาเกือบจะทำอะไรเกินเลยกับอีกฝ่ายไปแล้ว เจเรมีหายจากอาการฮีทไปพักหนึ่ง หากแต่ไม่กี่ชั่วโมงให้หลังก็มีอาการขึ้นมาอีก เขาจึงไม่ได้นอนเลยตลอดทั้งคืนเพราะต้องคอยตั้งสติ ไม่ได้ล่วงเกินคู่แห่งโชคชะตาของตนยามไม่ได้สติอย่างนั้น

สถานการณ์เมื่อคืนว่าเลวร้ายแล้ว สิ่งที่เขาได้รับรู้มาเลวร้ายยิ่งกว่าเสียอีก ผู้คุมบอกกับเขาว่าเจเรมีจะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกสามถึงสี่วันถึงจะหายเป็นปกติ เขาอาจจะต้องใช้ความอดทนมากกว่าปกติสักหน่อย

นั่นมันหายนะชัดๆ เลย...

ความอดทนของคนเรามันจะนานได้สักแค่ไหนกันเชียว

พอคริสไม่ตอบ เจเรมีก็ชักสีหน้า รำคาญใจขึ้นมาทันควัน
“พูดด้วยก็ไม่พูด เป็นแค่สวะยังมาทำหยิ่ง”

ไม่ได้หยิ่งเลย แต่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่างหาก จะให้เขาบอกว่าที่ดูโทรม อดหลับอดนอนจนตาโหลขนาดนี้เป็นเพราะมัวเมาในกลิ่นฟีโรโมนขอเจเรมี่ก็ใช่เรื่องเลยแม้แต่น้อย

จะตายเร็วเอาเปล่าๆ ถึงเขาจะมีชั้นเชิงการต่อสู้มากกว่าเจเรมีก็ตาม แต่ถ้าเทียบเรื่องความใจกล้าบ้าบิ่นแล้ว เขาสู้เจเรมีไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

ในเมื่ออีกฝ่ายไม่พูดด้วย เอาแต่มอง เจเรมีก็ไม่อยากจะสนใจ ลุกจากเตียง เดินไปล้างหน้าที่อ่าง แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อในขณะที่เช็ดหยดน้ำจากใบหน้า สายตาเหลือบไปเห็นรอยแดงช้ำบนต้นคอ

รอยคิสมาร์กจากคริส...

ฉับพลันความทรงจำก็หวนกลับมา เขาจำได้ว่าหลังจากถูกคริสประทับรอยนี้ก็มีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว จากนั้นความทรงจำทั้งหมดก็เลือนราง แต่ถึงอย่างนั้นก็รู้ว่าอาการที่เกิดขึ้นมันคืออะไร ก่อนจะหันไปทำหน้าถมึงทึงใส่คนตัวการทันที
“เมื่อวานนี้มันเกิดอะไรขึ้น!?”
คริสสะดุ้งเล็กน้อย ถามหยั่งเชิง“หมายถึงตอนไหนล่ะ”

“หลังจากที่นายทำไอ้รอยนี่ให้ฉันแล้ว มันเกิดอะไรขึ้น!?” เจเรมีอยากรู้เรื่องราวหลังจากนั้น

คริสเข้าใจได้ว่าเจเรมีคงจะรู้ตัวแล้วว่าเขาเป็นฮีท แต่ดูท่าทางจะจำอะไรไม่ได้เลย งั้นก็ดี เขาจะได้บอกไปตามความจริง...แค่ส่วนเดียวนะ เฉพาะเหตุการณ์ในห้องน้ำ เรื่องหลังจากนั้นเขาจะขอเก็บไว้เป็นความลับ
“นายเป็นฮีทไง”
“รู้ว่าเป็นฮีท แต่หมายถึงฉันทำอะไรนายหรือเปล่า ไอ้เซ่อเอ๊ย!”
เน้นย้ำว่า ‘ทำอะไรนายหรือเปล่า’ เพราะเจเรมีเกรงว่าตัวเองจะไปทำเรื่องอย่างว่ากับคริสโดยไม่รู้ตัวอีก แต่หารู้ไม่เลยว่าคนที่ทำในรอบนี้น่ะคือคริสต่างหาก ทว่าให้อีกฝ่ายเข้าใจไปอย่างนี้มันก็ดีแล้วล่ะ อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องมาทนเห็นเจเรมีโวยวายให้ปวดหัว

“ไม่ได้ทำอะไร พอนายมีอาการ ฉันก็รีบออกจากห้องน้ำ แล้วก็เรียกให้ผู้คุมมาช่วยพานายมาที่นี่”
เจเรมีทำหน้าไม่เชื่อให้คริสได้พูดอีกครั้ง
“แล้วก็มีหน่วยแพทย์มาทำแผลที่หน้าท้องให้ จากนั้นนายก็หลับข้ามวันอย่างที่เห็น”

ดวงตาสีฟ้าใสเหลือบมองยังหน้าท้องของตัวเองที่มีเสื้อปกปิด ความรู้สึกตึงที่ผิวเนื้อทำให้เจเรมีตระหนักได้ว่าเมื่อวานเกิดอะไรขึ้นกับเขา พลันกัดฟันกรอดอย่างขุ่นแค้นกับการถูกกระทำอย่างนี้

คริสมองสายตาเจเรมีดูก็รู้ จนอดพูดปลอบขึ้นมาไม่ได้
“มันผ่านไปแล้ว อย่าไปใส่ใจ ยังไงซะก็อยู่ใต้ร่มผ้า ไม่มีใครเห็น”

...นอกจากเขา วงเล็บประโยคนี้เอาไว้ด้วย

“ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะเห็นหรือไม่เห็น แต่ไอ้พวกเวรนั่นมันต้องไม่ตายดีแน่ที่ทำกับฉันอย่างนี้” เจเรมีตวัดดวงตามามองคริสอย่างแข็งกร้าว

ก็เข้าใจอยู่หรอกว่าแค้น แต่คริสบอกไปแล้วอย่างไรล่ะว่าถ้าจะอยู่ในดินแดนเถื่อนแห่งนี้ให้รอด โอเมก้าอย่างเจเรมีจะต้องมีคนคุ้มครองซึ่งก็หนีไม่พ้นเขา

“นายได้ฆ่าพวกนั้นแน่ แต่ต้องเป็นตอนที่ออกจากที่นี่ไปแล้ว ระหว่างนี้ให้ฉันคุ้มกันนายไปก่อน ทำตัวดีๆ จะได้อยู่ง่าย เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม”

ทำไมจะไม่เข้าใจ คริสเอ่ยประโยคนี้นับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่เมื่อวานแล้ว วันนี้เจเรมีดูเหมือนจะฟังเหตุผลของอีกฝ่ายขึ้นมามากกว่าเดิมสักหน่อย ประจักษ์ด้วยตัวเองแล้วนี่ว่าการดื้อรั้นไปไม่ช่วยอะไรเลย มีแต่จะทำให้ตัวเองเดือดร้อนทั้งนั้น เขาไม่ใช่คนเดียวที่อยู่ค้ำฟ้าหรือเหนือกว่าคนอื่นๆ อีกแล้ว ในแดนขังแห่งนี้มีอันตรายที่เขาจะต้องพบเจออยู่อีกเยอะ

“ถ้านายคิดอะไรทุเรศๆ กับฉันล่ะก็ ออกไปได้เมื่อไหร่ นายได้ตายตามพวกนั้นไปแน่”
สุดท้ายก็ตกปากรับข้อเสนอของคริส ทว่าก็ไม่พ้นพูดจากรรโชกใส่ แต่คริสก็พอใจอยู่ไม่น้อยที่เจ้าเด็กดื้อยอมอ่อนข้อลงสักที ถึงจะไม่มากแต่ก็นับว่าสำเร็จไปขั้นหนึ่ง

“ฉันไม่ทำอะไรนายหรอก”
แต่พอรับปากไปอย่างนั้นก็กระดากใจไปเล็กน้อย

บอกว่าจะไม่ทำอะไรงั้นเหรอ? ถ้าเจเรมีรู้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีหวังเขาถูกจับหัวโขกกำแพงเลือดอาบอย่างแน่นอน



 
ดีที่เจเรมีไม่รู้ และจะไม่มีวันรู้ ตอนนี้เจเรมีก็ไม่มีอารมณ์จะมาสนใจเรื่องหยุมหยิมอย่างนั้นแล้วด้วยเมื่อถูกผู้คุมพาตัวออกมารับประทานอาหารกลางวัน ตอนนี้เองที่เขารู้สึกได้ว่าสายตาของนักโทษคนอื่นๆ มองเขาแปลกไปจากทุกวัน คราแรกก็ไม่ได้ฉุกใจอะไร แต่พอสังเกตดีๆ จะเห็นว่าจุดที่ถูกจ้องมองคือบริเวณลำคอ ถึงได้รู้ว่าจุดรวมสายตามันคือรอยคิสมาร์กของคริสนั่นเอง

“มองเวรอะไรวะ!” ด้วยความหงุดหงิด เจเรมีจึงแผดเสียงขึ้นมาใส่คนที่นั่งข้างๆ
การตะคอกของเขาทำเอาคนที่ถูกตะคอกหันหนีอย่างพร้อมเพรียง ในขณะที่คริสซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เตรียมจะจัดการมื้อกลางวันของตัวเองมองด้วยสายตาเอือมระอา

เห็นเจเรมีแยกเขี้ยวใส่คนรอบกายมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ที่เขาเที่ยวพร่ำพูดไป ไม่ได้เข้าหูเลยใช่ไหมเนี่ย
“เพิ่งจะบอกไปหยกๆ ว่าทำตัวให้ดีๆ หน่อย จะได้อยู่ง่าย” จนแล้วจนรอดก็ต้องเอ่ยปากออกมา
เจเรมีตวัดดวงตาเรียวไปทางคริสอย่างคาดโทษทันควัน “อย่าพล่ามให้มาก มันเป็นเพราะใครล่ะไอ้สารเลว”

ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ทุกครั้งที่เปิดปากจะมีคำผรุสวาทหลุดออกมาด้วย คริสเข้าใจดีว่าที่เจเรมีหัวเสียขนาดนี้เป็นเพราะรอยแดงช้ำจากการประทับเครื่องหมายว่าเป็น ‘ของเขา’ บนต้นคอของอีกฝ่าย มันเห็นชัดเจนจนดึงดูดสายตาของใครต่อใครให้มองเป็นตาเดียวแม้ว่าจะมีคอเสื้อปกปิด แต่พลาดไปหน่อยที่เขาทำรอยนั้นไว้ตำแหน่งสูงเกินไป คอเสื้อจึงไม่ได้ช่วยปิดอะไรมากและนั่นทำให้เจเรมีอดที่จะรำคาญไม่ได้

“ถือซะว่าอย่างน้อยมันก็ช่วยทำให้นายอยู่ที่นี่ง่ายขึ้น”
ย้ำขึ้นมาอีกแล้วว่านั่นเป็นการช่วยเหลือ คนฟังเข้าใจว่าสถานการณ์ของตนในตอนนี้เป็นอย่างไร ถ้ามีคนกลุ่มหนึ่งรู้ว่าเขาเป็นโอเมก้าแล้ว อีกไม่นานก็คงจะได้รู้กันทั้งแดนขัง การที่คริสประกาศตัวว่าเป็นเจ้าของของเขามันก็ช่วยให้คนอื่นๆ ไม่กล้าเข้ามายุ่งได้ แต่ว่า...

...ทำไมต้องเป็นคริสที่ครอบครองเขาด้วย! ทำแบบนี้มันมีนัยยะว่าเขาต้องไปนอนถ่างขาให้คริสสอดใส่อะไรต่อมิอะไรเข้ามาในตัวน่ะสิ!

เพราะคิดอย่างนั้นจึงทำให้เจเรมีไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง คนมากทิฐิ ไม่ยอมอ่อนข้ออย่างเขายอมรับเรื่องแบบนี้ไม่ได้ สุดท้ายก็พูดออกมา

“อยู่ง่ายเพราะเป็นอีตัวให้นาย ฉันยอมโดนกระทืบทุกวันดีกว่า!”

หัวคิ้วของคริสย่นยู่ฉับพลัน อาหารมื้อนี้ไม่อร่อยเสียแล้ว พูดออกมาได้อย่างไรว่าจะยอมโดนทำร้ายทุกวันมากกว่าการมีรอยคิสมาร์กจากเขาประทับบนต้นคอ ถ้าแค่ถูกทำร้ายอย่างเดียวมันก็ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ แต่จะถูกทำอย่างอื่นด้วยนี่สิ เมื่อวานนี้ยังไม่ชัดเจนพออีกหรือไงว่าเขาตกอยู่ในอันตรายมากแค่ไหน

เมื่อไหร่เจเรมีจะเข้าใจเสียทีว่าเขาต้องการช่วยโดยไม่ได้คิดอะไรจริงๆ






...ยอมรับว่าคิดบ้างเล็กน้อยก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะคิดแค่ตอนที่เจเรมีเป็นฮีทน่ะ เวลาอื่นไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น

“น่าขยะแขยงฉิบ” เจเรมียังก่นด่าไม่หยุด
“แล้วนายต้องการอะไร” ในที่สุดคริสก็ยอมเอ่ยปากหลังจากเป็นฝ่ายถูกปรามาสอยู่นาน
เจเรมีชะงักไป ส่งสายตาขุ่นเคืองมา “ฉันไม่ใช่อีตัวของนาย”
“แค่จะบอกเรื่องนี้?”

เจเรมีไม่ตอบ คริสถอนหายใจพลันว่า
“ฉันก็ไม่เคยบอกว่านายเป็นอีตัว เราก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันอย่างนั้นสักหน่อย”
“แต่ไอ้รอยนรกนี่มันทำให้ฉันดูเหมือนอย่างนั้น ไม่เข้าใจหรือไง!”
แผดเสียงขึ้นมาอีกแล้ว เรียกสายตาของทุกคนให้จ้องมอง หากแต่พอคริสปรายตามองคืนก็พากันแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นฉับพลัน เปิดโอกาสให้คริสได้ตอบโต้คนขี้โมโห
“ถึงได้ถามว่านายต้องการอะไรไง”

พอถามอย่างนั้นขึ้นมาอีก เจเรมีก็สวนคืนอย่างรวดเร็ว
“ถ้าจะเล่นบทนี้ นายต่างหากที่เป็นอีตัว ไม่ใช่ฉัน!”
“อยากจะทำคิสมาร์กให้ฉันไหมล่ะ”

รู้สึกว่าคุยไม่รู้เรื่องเลยว่าอย่างระอาใจ หากแต่คำพูดของเขาเป็นการท้าทายเจเรมีอย่างไม่ได้ตั้งใจเสียอย่างนั้น ก่อนที่เขาจะต้องมองตามอีกฝ่ายที่ลุกขึ้นพรวด ตะเบ็งเสียงใส่หน้าเขา

“อย่ามาท้าฉัน!”

ไม่ได้ท้า...

กำลังจะพูดแต่ไม่ทันแล้วเพราะจู่ๆ เจเรมีก็ยื่นมือมากระชากคอเสื้อเขาเต็มแรง เพราะไม่ได้ตั้งตัวจึงเอนไปข้างหน้า แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นชายหนุ่มผมบลอนด์โน้มตัวลง ยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้และประทับริมฝีปากที่ต้นคอเขาอย่างรวดเร็ว แรงดูดรุนแรงทำให้คริสขมวดคิ้วยู่ขณะที่สายตาก็รับรู้ได้ว่าเขาตกเป็นเป้าสายตาของนักโทษทั้งโรงอาหารไปแล้วเรียบร้อย

ผ่านไปอึดใจหนึ่ง เจเรมีก็ผละออกมา แสยะยิ้มชั่วร้ายให้

“ต่อจากนี้นายเป็นอีตัวของฉันแล้ว!”
จากนั้นก็ทรุดตัวนั่งลง หันไปแหวใส่คนอื่นๆ ที่มองเป็นพัลวัน ปล่อยให้คริสยกมือขึ้นจับรอยผิวเนื้อนูนเล็กๆ จากการถูกดูดพลันนึกขำในใจ

เป็นอีตัวให้เจเรมีงั้นเหรอ? ก็ไม่เลวเหมือนกัน ฟังดูน่าสนุกดี

จะมีอัลฟ่าที่ไหนยอมให้โอเมก้าโดยไม่คิดจะตอบโต้เหมือน คริส ฟ็อกซ์ คนนี้บ้างไหมนะ?

“ยิ้มบ้าอะไร!” แว้งใส่คนอื่นเสร็จก็หันมาฟาดงวงฟาดงาใส่คริสที่นั่งอมยิ้มอยู่

ใบหน้าคร้ามของคริสแข็งเกร็งทันที ดูก็รู้ว่ากำลังกลั้น ก่อนที่เขาจะกระแอมไอสองสามทีแล้วปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
“ไม่มีอะไร”
เจเรมีหรี่ตามองอย่างไม่สบอารมณ์ ดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังมีเรื่องพอใจบางอย่างอยู่และมันทำให้เขาหงุดหงิดกว่าเดิม
“น่ารำคาญฉิบ”
ก่นด่าไปก็ใช้ส้อมจิ้มอาหารในถาดอาหารแบบหลุมเต็มแรงเสียกระเด็นตกลงบนโต๊ะ คริสเหลือบมองแล้วก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาเพียงแค่รู้สึกว่าอีกฝ่ายเหมือนเด็กขี้โมโหดี

เหมือนพวกหัวโจกในโรงเรียนประถมอะไรประมาณนั้น…

จริงๆ ก็จัดการกับคนตรงหน้าไม่ยาก เพียงแต่ต้องใช้ความอดทนมากกว่าปกติเสียหน่อย

คิดแล้วก็อมยิ้มขึ้นมาอีก ก่อนจะใช้ส้อมยื่นไปจิ้มเอาเบคอนที่กระเด็นออกมาจากจานของเจเรมีส่งเข้าปาก

การกระทำนั้นทำให้คนอารมณ์ร้ายหยุดกระฟัดกระเฟียดทันที มองผู้ปกครองจำเป็นของตนอย่างจับผิดในขณะที่คริสค่อยๆ เคี้ยวเบคอนชิ้นนั้นช้าๆ เลิกคิ้วสูงขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงถามว่า ‘มีอะไร?’ หากแต่เจเรมีไม่พูด บทสนทนาต่อจากนี้จึงไม่เกิดขึ้น มีเพียงแต่การคาดโทษในใจของชายหนุ่มผมบลอนด์เท่านั้น

ฉันไม่จบแค่รอยเดียวแน่ๆ คริส!
---------------------------------
มาแล้วววว อู้ไปหลายวัน เมื่อวานว่าจะมาอัพค่ะแต่หนูแดงประสบอุบัติเหตุนิดหน่อย มีเหตุต้องให้เข้าเฝือกเลยไม่ได้มาต่อให้ตามสัญญา เก๊าขอโต้ด ;w;
ตอนนี้แอบเห็นมุมน่ารักของหนูเจมีขึ้นมานิดนึง (เหรอ?) เชื่อฟังผู้ปกครองมากค่ะลูก รอบหน้ายอมๆ เขาไปเนอะ ส่วนคริสนี่แบบ...ตีมึนมาก เนียนหน้านิ่งคืออะไร 555
พรุ่งนี้จะมาต่อที่เหลือให้นะคะ ฝากฟีดแบ็กเป็นกำลังใจไว้หน่อยเน้อ

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3502
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
หายไวๆนะคะไรท์

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
เข้าเฝือกเลยเหรอ ดูแลตัวเองมาก ๆ นะ ขอให้หายไว ๆ


เจมีน่าตีเนอะ ชอบเอาชนะ ดูดคอคนอื่นต่อหน้าคนอื่น ๆ

ว้าย ๆๆๆๆ

พี่คริสของน้อง เลี้ยงเด็กดื้อมันเหนื่อย มาเลี้ยงพี่ไหม พี่ว่าก็นอน สอนก็ถอด...อุ๊ย!....สอนง่าย

ออฟไลน์ แมวดำ

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 785
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-2
หายไวไวน้า :mew1:

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
เมื่อไหร่เจเรมี่ จะสำนึกว่าปากไม่ดีของตัวเอง
มีแต่พาให้มีแต่เรื่องร้ายๆ มาหาตัวเอง
 

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1698
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
เจมี่..นายนี่มัน
น่าโดนพี่คริสสั่งสอนจิงๆ
555+

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
ใจเย็นที่สุดในโลกก็คุณคริสค่ะ เป็นนี่จะฟาดปากให้พูดไม่ได้เลย  :hao7:

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
Episode 10: รอยแดงช้ำบนต้นคอ[2]

ไม่จบจริงอย่างที่ปากว่า เมื่อกลับเข้ามาในห้องขังหลังจากทำกิจกรรมของนักโทษเสร็จ เจเรมีก็ขู่บังคับคริสให้อยู่นิ่งๆ และจัดการประทับตราด้วยริมฝีปากของตนไปทั่วลำคอและแนวไหปลาร้า ความจริงจะบอกว่าขู่บังคับคริสก็ไม่ถูก เรียกว่าเขายินยอมเองต่างหาก ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องวุ่นวายให้ปวดหัว การยอมตามใจในเรื่องเล็กน้อย ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรง เขาก็ไม่มีปัญหา
ทว่ามันออกจะน่ารำคาญเสียหน่อยที่เจเรมีออกแรงดูดจนลำคอเขาเป็นรอยแดงช้ำหลายรอยแล้วก็ไม่มีท่าทีจะหยุดสักที
มือหนาคว้าคอเสื้อ กระชากเข้ามาใกล้ ใบหน้าแนบชิด ริมฝีปากทาบดูดดึงผิวเนื้อ...
น่ารำคาญ

เหมือนถูกปลาตัวเล็กๆ ในร้านสปารุมตอดอย่างไรอย่างนั้น จนในที่สุดเขาก็ต้องออกปากเมื่อเห็นว่าเจเรมีเริ่มขยับใบหน้าไปยังบริเวณอื่นเพื่อที่จะทำรอยนี้อีก

“พอได้แล้วมั้ง ฉันว่ามันเยอะพอที่จะทำให้คนอื่นมองว่าฉันเป็นอีตัวของนายแล้ว” ปลายประโยคแกมประชดประชันเล็กน้อย

เจเรมีผละออกมามองหน้า สายตาเกรี้ยวกราดเมื่อถูกขัดใจ

“หุบปากไปเลย” แล้วก็ประทับริมฝีปากลงมายังซอกคออีก

หากแต่ยังไม่ทันจะได้ออกแรงดูดก็ต้องชะงักเมื่อคริสเอ่ยขึ้น
“อยู่ใกล้ฉันมากๆ ระวังจะเป็นฮีท ช่วงนี้เป็นฤดูผสมพันธุ์นี่”

เจเรมีถอยห่างออกมาทันควัน สีหน้าแสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจแต่ทำอะไรไม่ได้ เขาเพิ่งจะรู้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนนี้เองว่าอาการฮีทของตัวเองเมื่อวานนี้เป็นเพราะถึงช่วงฤดูผสมพันธุ์แล้ว เป็นครั้งแรกเลยที่เขามีช่วงฤดูผสมพันธุ์โดยแสดงอาการออกอย่างนี้ โดยปกติจะถูกฉีดยาระงับเอาไว้ ทว่าพอมาอยู่กับคริส การฉีดยาแค่เข็มเดียวมันไม่เพียงพอต่อการระงับฮอร์โมน เขาจึงต้องรับยามากขึ้นเป็นเท่าตัวถึงจะพอเอาไหว

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะระงับได้ชะงัด...

คริสที่เป็นอิสระแล้วเดินไปส่องกระจก เห็นรอยแดงช้ำเป็นจ้ำแล้วก็ถอนหายใจ ไม่รู้ว่าตนคิดถูกหรือผิดที่ยอมให้หัวโจกเด็กประถมคนนี้กลั่นแกล้ง ก่อนจะหันไปมองทางเจเรมีที่จู่ๆ ก็โพล่งขึ้น

“รอยแค่นี้อย่าทำเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตน่า”

ใครกันแน่ที่ทำเป็นเรื่องใหญ่โต คนที่โวยวายจนคุกแทบพังคือหนุ่มผมบลอนด์คนนี้ต่างหาก!

แต่คงพูดด้วยอารามรู้สึกเหมือนเป็นผู้ชนะ เพราะพอพูดแล้วก็จ้องหน้าคริสอย่างท้าทายพลางแสยะยิ้มเย้ย ทำให้คนถูกมองออกปากถามอย่างเสียไม่ได้

“นายอายุเท่าไหร่”
“ยี่สิบ ทำไม?”
“นึกว่ายังเรียนอยู่ชั้นประถม นิสัยนายดูเด็กดี” คริสว่านิ่งๆ มือเอื้อมไปเปิดก๊อก วักน้ำมาลูบไปตามลำคอพลางสำรวจร่องรอยอารยธรรมที่เจเรมีทิ้งเอาไว้ด้วย

คำยอกย้อนนั้นทำให้เจเรมีหน้าตึงไปทันที
“อย่ามาหาเรื่องฉันถ้าอยากจะอยู่ด้วยกันดีๆ”
“ไม่ได้หาเรื่อง”
“ที่พูดเมื่อกี้มันหาเรื่องเว้ย!”
“ก็แค่บอกว่านิสัยนายดูเด็กก็แค่นั้น หาเรื่องตรงไหน” คริสหันมาเลิกคิ้วสูง

เจเรมีไม่ชอบเลยที่อีกฝ่ายชอบทำท่าทางไม่ยี่หระแบบนี้ แต่ก็ช่างเถอะ ถึงอย่างไรการอยู่กับคริสมันก็ไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไหร่นักถ้าไม่นับรวมเรื่องที่เป็นฮีทเวลาได้กลิ่นฟีโรโมนของอีกฝ่าย ได้แต่ภาวนาในใจว่าขอให้เขาชินกับกลิ่นนรกนี่สักที จะได้ไม่ไร้สติแล้วไปทำอะไรต่อมิอะไรโดยที่เขาไม่รู้ตัวกับคริสอีก

อันที่จริงแล้วการอยู่กับคริสในนี้ถือว่าดีมาก เพราะถ้าเขาไปอยู่รวมกับนักโทษที่เป็นเบต้าคนอื่นๆ เขาคงถูกรับน้องหนักกว่านี้ พอวันนี้คริสประกาศตัวอ้อมๆ ว่าเป็นคนคุ้มครองเขา เท่านั้นก็ไม่มีใครเข้ามาวุ่นวายให้รำคาญใจเลยแม้แต่น้อย

อดอยากรู้ไม่ได้เลยสักนิดว่าคริสไปก่อวีรกรรมอะไรไว้ คนอื่นๆ ถึงได้เกรงใจกันขนาดนี้ เชื่อเลยว่าต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ เห็นหน้านิ่งอย่างนี้ เจ้าเล่ห์จะตาย

รับรู้ความเจ้าเล่ห์ของผู้ชายตรงหน้าได้จากการกระทำมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว หากแต่ไม่ใช่เรื่องที่จะใส่ใจสักเท่าไหร่ เขาเพิ่งสำนึกได้ว่าตนยังไม่รู้จักคริสดีสักเท่าไหร่เลย รู้เพียงแต่ชื่อและกำพืด รายละเอียดนอกจากนั้นไม่รู้เลยสักนิด อย่างเช่นเรื่อง...

“นายอายุเท่าไหร่วะ”

เรื่องอายุเป็นต้น...

คริสที่กำลังเช็ดหยดน้ำออกจากต้นคอของตนเหลือบมามองอีกครั้ง พอเห็นว่าเจเรมีที่นั่งอยู่บนเตียงถามด้วยสีหน้าจริงจัง เขาก็ย้อนกลับ

“อยากจะรู้ไปทำไม”
“แล้วฉันไม่มีสิทธิ์รู้เรื่องอีตัวของฉันหรือไง”

ปากคอเราะร้ายจนน่าตบปากสั่งสอนสักที

แต่คริสไม่ทำแบบนั้นหรอก เขามีวิธีที่ดีกว่านี้
“ถ้าถามดีๆ ฉันจะตอบให้”
“ฉันถามไม่ดีตรงไหนวะ”
“พูดด้วยน้ำเสียงแข็งๆ ก็ถือว่าไม่ดีแล้ว”
“ฉันไม่เรียกนายว่าสวะก็ดีเท่าไหร่แล้ว”

คริสชี้นิ้วไปทางเจเรมี ทำท่าทางประมาณว่า ‘นั่นแหละ ใช่เลยที่ว่าไม่ดี’

เจเรมีเห็นแล้วก็หัวเสีย พรั่งพรูคำพูดออกมา

“ทำไมฉันจะต้องพูดดีๆ กับคนอย่างนายด้วยวะ”
“ถือว่าเป็นการเรียนรู้การใช้ชีวิตก็แล้วกัน รู้จักคำว่าการปรับตัวไหม?”

เจเรมีไม่ตอบ ปล่อยให้คริสพูด
“ถ้าอยากจะอยู่อย่างสงบ ไม่ว่าจะกับฉันหรือกับคนอื่นก็ปรับตั้งแต่เรื่องการเลือกใช้คำพูดเลย อยากจะรู้อะไรเกี่ยวกับฉันก็ถามดีๆ แล้วกัน” จากนั้นก็แสร้งทำเป็นไม่สนใจ ส่องกระจกมองใบหน้าตัวเอง ปล่อยให้เจเรมีฮึดฮัดอยู่คนเดียว

ทำไมจะต้องไปพูดดีกับคนอย่างมันด้วย!

ขัดเคืองใจแต่ไม่อยากโวยวาย เขายอมรับว่าที่คริสพูดมันถูกต้องทุกประการ แต่จะให้เขามาปรับเปลี่ยนอะไรตอนนี้มันใช่เรื่องง่ายดายเสียทีไหน เขาเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร จู่ๆ ต้องมาปรับตัวมันเป็นเรื่องยาก ทว่าพอคิดถึงเรื่องก่อนๆ ที่เกิดขึ้นเพราะความใจร้อนทั้งการกระทำและคำพูดของตนแล้ว เขาก็ต้องจำใจฝืนตัวเองเปล่งเสียงราบเรียบออกมา

“นาย...อายุเท่าไหร่”
ความรู้สึกต่อต้านอัดแน่นในใจจนอยากจะตีอกชกหัวตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด

คริสชำเลืองมามอง ยกยิ้มเล็กน้อยอย่างพอใจที่อีกฝ่ายยอมเอ่นอ่อนพลันตอบคำถาม “ยี่สิบสอง”

เป็นรุ่นพี่สองปี... อายุห่างกันไม่มากแต่มีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเจเรมีอยู่เยอะทีเดียว

“อยู่ในคุกนี่มาสองปีแล้วล่ะสิ” เจเรมีย้อนถาม จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าข่าวเรื่องตระกูลฟ็อกซ์ถูกโค่นล้มและเขตปกครองพิเศษดีออนถูกยึดอำนาจมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นาน

คริสพยักหน้ารับ ก่อนเอ่ยเสริม “แล้วก็คงจะอยู่ยาวไปตลอดชีวิต”

เจเรมีเข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไร

คงจะหมดหวังในการกลับออกไปใช้ชีวิตข้างนอกแล้ว...

“แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากจะออกไป” คริสว่าขึ้นมาอีก เรียกสายตาของเจเรมีให้จ้องเขม็ง
“ถ้าออกไปได้ นายจะทำอะไร”
“เรียกร้องความยุติธรรมให้ครอบครัวฉัน” อีกฝ่ายว่า ใบหน้าเปื้อนยิ้มแต่ดวงตาไม่ได้ยิ้มด้วยเลย มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
เจเรมีเข้าใจดีด้วยรับรู้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับครอบครัวของคริส เขาเองก็ถูกความอยุติธรรมเล่นงานมาเหมือนกัน แต่ทั้งนี้มันก็เป็นเพราะตัวเขาเองที่ก่อเรื่อง ต่างจากคริสที่ถูกบีบคั้นจนหมดหนทางสู้

“ถึงได้บอกไงว่าถ้านายมีโอกาสทำอะไรก็รีบทำซะก่อนที่จะไม่ได้ทำ เรื่องขอโทษพ่อน่ะ ถ้าได้ออกจากที่นี่ไปเมื่อไหร่ อย่ามัวชักช้าล่ะ พ่อของนายทำเพื่อนายมาเยอะ ถึงเวลาที่นายจะต้องตอบแทนเขาด้วยการไม่ก่อเรื่องแล้ว”

คริสว่าแล้วจบบทสนทนาลงแค่นี้ด้วยการเดินกลับมาแล้วปีนขึ้นไปยังเตียงชั้นบน ปล่อยให้เจเรมีทิ้งตัวลงนอนบ้าง แขนข้างหนึ่งยกขึ้นก่ายหน้าผาก ครุ่นคิดในสิ่งที่ชายหนุ่มอีกคนพูด ผ่านไปครู่เดียวก็ทำลายความเงียบขึ้นมาอีก

“คริส”
“หืม?”
“ขอบใจที่คอยเตือนสติ”

เป็นครั้งแรกที่เจเรมีขอบคุณใครสักคน ถึงมันจะไม่ใช่ตัวของเขาและการพูดอย่างนั้นก็ทำให้กระดากปากไม่น้อย แต่เขาก็อยากจะลองพูดดู อย่างน้อยก็เป็นการฝึกให้เขากล้าพูดคำว่าขอโทษกับบิดาก่อนเจอหน้า

คริสที่ถูกพูดใส่อย่างนั้นโดยไม่ทันตั้งตัวนิ่งงันไปเล็กน้อย ก่อนที่จะเผยอยิ้มออกมา หัวเราะในลำคอให้อีกฝ่ายได้หงุดหงิด
เจเรมีได้ยินเสียงหัวเราะนั่นแล้วอยากจะตอกกลับเสียเหลือเกินว่า ‘อย่ามาทำเป็นได้ใจนะเว้ย!’ เสียเหลือเกิน แต่ก็ต้องปิดปากเงียบเมื่อคริสตอบกลับมาเสียก่อน

“เรื่องเล็กน้อย ไม่เป็นไร”

คริสไม่ใช่คนเลวร้ายเลยสักนิด ออกจะดีจนไม่เหมาะสมมาอยู่ในที่แบบนี้เลยด้วยซ้ำ

เจเรมีอดคิดไม่ได้เลยว่าเขาต่างหากที่สมควรถูกขังลืมมากกว่าผู้ชายคนนั้น
หากได้กลับออกไป... ไม่แน่เขาอาจจะขอร้องให้บิดาหาทางช่วยเหลือคริส

ชายคนนั้นไม่สมควรมาอยู่ในที่แบบนี้จริงๆ...





 
การใช้ชีวิตในแดนขังหลังจากวันที่คริสประกาศเป็นนัยว่าเป็นของเขา ทำให้เจเรมีใช้ชีวิตง่ายขึ้นอย่างที่อีกฝ่ายว่า ยิ่งในตอนนี้ข่าวเรื่องที่เขาเป็นโอเมก้ากระจายไปทั่วแล้ว เขาแค่ต้องระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงนักด้วยมีคริสติดสอยห้อยตามไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา

มันทำให้เจเรมีอุ่นใจไม่น้อย เพิ่งจะเข้าใจว่าความปลอดภัยมันเป็นอย่างไร...

หากแต่ก็ต้องมีบางช่วงที่ต้องแยกกันเมื่อผู้คุมมาแจ้งกับโอเมก้าหนุ่มว่ามีคนมาขอเข้าพบ แวบแรกเจเรมีนึกว่าคงจะหนีไม่พ้นเจอโรมหรือมาเรียด้วยตั้งแต่เข้ามาอยู่ในที่แห่งนี้ ครอบครัวเขายังไม่เคยมาเยี่ยมเลยสักครั้ง รู้ว่าติดขัดปัญหาบางอย่างและวิ่งเต้นเรื่องการเอาเขาออกไปจากที่นี่อยู่ เจเรมีจึงไม่ได้โวยวายอะไร แต่ก็นับว่าดีใจเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เจอคนที่เขารักทั้งคู่หลังจากที่ไม่ได้เจอมาหลายอาทิตย์

หากแต่พอไปยังห้องสำหรับผมญาตินักโทษแล้ว ความดีใจก่อนหน้าก็มลายหายไปเมื่อพบว่าคนที่มาหาเขาไม่ใช่บิดามารดาอย่างที่คิด ทว่าเป็นอัลเบิร์ตที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาพักใหญ่หลังจากที่เขาก่อเรื่องทำร้ายร่างกายธีโอ
“เป็นไงบ้าง”

ทันทีที่ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้และยกหูโทรศัพท์สำหรับพูดคุยผ่านกระจกกั้นขึ้น อัลเบิร์ตก็ร้องทัก
เจเรมีย่นคิ้วเล็กน้อย สังเกตว่าสีหน้าของเพื่อนสนิทดูไม่ดีเท่าไหร่ แต่สิ่งที่น่าสงสัยยิ่งกว่านั้นคือหลังจากที่เขาก่อเรื่องขึ้น อัลเบิร์ตหายไปไหน

“นายหายหัวไปไหนมา” ไม่ตอบคำถามเพื่อน ทว่าถามกลับ

คนถูกถามอึกอัก ไม่สะดวกใจที่จะบอก แต่ก็ต้องพูดในเมื่อวันนี้เขามาเพื่อที่จะบอกอะไรบางอย่างกับเจเรมี
“คือ...พอนายไปก่อเรื่องเข้า คุณเมอร์ซีเขาก็กลัวว่าฉันจะเดือดร้อนตามไปด้วยเลยสั่งไม่ให้เข้าใกล้นายน่ะ”

เป็นเพราะบิดาของเจเรมีนี่เอง แต่ก็ไม่ได้แปลกใจมากนักหรอก เจอโรมเองก็เอ็นดูอัลเบิร์ตเสมือนลูกหลานคนหนึ่งด้วยเห็นกันมาตั้งแต่ยังเล็ก การที่จะเป็นห่วงเพราะกลัวว่าจะโดนหางเลขไปด้วยนั่นมันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่วันนี้ที่โผล่มาอย่างนี้ แสดงว่าต้องมีเรื่องอะไรแน่

ใจคิดแง่ลบไปก่อนที่ปากจะเอ่ยถามเสียแล้ว
“แล้วนายมาหาฉันทำไม ถูกสั่งห้ามแต่โผล่หน้ามาอย่างนี้ แสดงว่าแอบมาล่ะสิ”

อัลเบิร์ตพยักหน้ารับ รอยยิ้มผุดพรายเล็กน้อยแต่ไม่ใช่รอยยิ้มที่ดูร่าเริงเลย ดูอึดอัดมากกว่า
“ก็มีเรื่องนิดหน่อย”
“เรื่องอะไร” เจเรมีใจไม่ดีขึ้นมาแล้ว กระนั้นก็ยังควบคุมสติให้นิ่งและถามออกไปอีกครั้ง

อัลเบิร์ตแสดงอาการประหม่าอย่างเห็นได้ชัด คล้ายกับว่าไม่กล้าเอ่ยปาก ยิ่งถูกเจเรมีคาดคั้นก็ยิ่งอึกอักขึ้นมาอีก
“ฉันถามว่านายมีเรื่องอะไร”
“เอ่อ...คุณนายเมอร์ซี...แม่ของนาย...” ยังคงลังเลใจว่าจะพูดหรือไม่พูดดี ทว่าพอสบตาของเจเรมีที่ลุกวาวขึ้นมาแล้วก็จำต้องพูดไปด้วยเกรงกลัวในแววตาคู่นั้น “แม่ของนายเข้าโรงพยาบาล”

ใจหล่นร่วงไปที่ตาตุ่มทันที น้ำเสียงไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป ตะเบ็งถามอย่างรวดเร็ว
“แม่เป็นอะไร พูดมา!”
“ฉันก็ไม่รู้ แต่สันนิษฐานกันว่าถูกวางยาพิษ ตอนนี้อาการโคม่า ยังไม่ได้สติอยู่ในห้องไอซียู” อัลเบิร์ตแทบจะร้องไห้ในวินาทีนั้น เขาไม่น่ามาบอกเรื่องนี้เลยแต่ก็จำต้องมาด้วยไม่อยากให้เจเรมีอยู่ในนี้โดยไม่รับรู้อะไรเลยเพราะถูกเจอโรมและบิดาห้ามไม่ให้แพร่งพรายเรื่องนี้

ทว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นผู้ให้กำเนิดเพื่อนของเขา ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรู้ เขาถึงได้มาเหยียบย่างสถานที่แห่งนี้

“พ่อของนายกับฉันกำลังเร่งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ฝ่ายเราสืบสวนหาตัวคนร้ายอยู่ การพาตัวนายออกจากที่นี่คงจะล่าช้ากว่าเดิมหน่อยเพราะตอนนี้ชีวิตแม่ของนายสำคัญกว่า นายอดทนไว้ก่อนนะเจมี่ จนกว่าพวกเขาจะช่วยคุณนายเมอร์ซีได้ นายต้องอดทน”

เสียงของอัลเบิร์ตที่พูดหลังจากนั้นแทบไม่เข้าหูเจเรมีเลย

แม่ถูกวางยาพิษ... นี่มันเรื่องอะไรกัน!?

นึกไม่ออกเลยว่าเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร รู้เพียงอย่างเดียวว่าหัวสมองเขามึนงงไปหมด มือและเท้าชาดิกจนแทบจะขยับไม่ได้ เขาไม่เคยรู้สึกเหมือนจะสูญเสียบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตอย่างนี้มาก่อนเลย พลันใบหน้าของเดร็กก็ฉาบพรายขึ้นมา
เรื่องที่เกิดขึ้น...

เรื่องที่มารดาเขาถูกลอบทำร้ายต้องเป็นฝีมือของไอ้นายพลนรกคนนั้นแน่!

“ฝีมือของนายพลแฮร์ริสันใช่ไหม?” ตั้งสติได้ก็กัดฟันกรอด ถามออกไปด้วยน้ำเสียงสั่น
“พวกพ่อคิดว่าอย่างนั้น” อัลเบิร์ตกระซิบบอก เขาไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นฝีมือของผู้ชายคนนั้นจริงๆ

หากแต่เจเรมีคิดอย่างนั้นไปแล้ว มือข้างที่ยกหูโทรศัพท์อยู่กำแน่น ก่อนจะลุกพรวดและฟาดของที่อยู่ในมือเข้ากับกระจกเต็มแรง ส่งเสียงโวยวายไปทั่ว
“ไอ้สวะนั่นไม่ได้ตายดีแน่! ปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้! ปล่อยออกไป!”

ไม่เพียงแต่โวยวาย ยังพยายามที่จะแหกคุก ทำเอาผู้คุมที่เฝ้าดูความเรียบร้อยอยู่กรูกันมาควบคุมตัวเป็นพัลวัน อัลเบิร์ตตกใจจนลุกพรวด พยายามร้องบอกเจเรมีให้ใจเย็น

“เจมี่! ใจเย็นๆ! เจมี่!”
“ไอ้พวกเวรเอ๊ย ปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้!”

เจเรมีไม่ได้ฟังเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังจะขว้างหมัดไปทำหน้าผู้คุมคนหนึ่งที่พยายามจะจับกุมตัวเขาอีกด้วย ทำให้เขาถูกจับกดลงพื้นในสภาพคว่ำหน้าอย่างรวดเร็ว และสงบสติอารมณ์ด้วยการใช้กระบองไฟฟ้าช็อต

เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังผ่านกระจกกั้นระหว่างญาติและผู้ต้องขังเลยทีเดียว อัลเบิร์ตเห็นเพื่อนที่อยู่ในสภาพเกือบจะหมดสติแล้วก็ใจเสีย ปากร้องเรียกอีกฝ่ายขณะที่ถูกนำตัวออกจากห้องเยี่ยมไปเป็นพัลวัน

“เจมี่... เดี๋ยว ผมยังคุยกับเขาไม่เสร็จ! เฮ้ เจมี่!”
ไม่ทันแล้ว เพื่อนสนิทของเขาถูกพาตัวออกไปแล้วเรียบร้อย มีเพียงเขาที่ยืนมองทุกอย่างด้วยความสลดใจ ก่อนจะถูกผู้คุมที่อยู่อีกฝั่งเชิญตัวกลับออกไปเมื่อหมดธุระ ในหัวคิดไม่หยุดเลยว่าเขาคิดผิดหรือเปล่าที่นำเรื่องนี้มาบอกกับเจเรมี

แต่ถึงอย่างไร เจเรมีก็ต้องรับรู้ การปิดบังไปมันไม่ช่วยอะไร อย่างน้อยถ้าพอมีอะไรที่เจเรมีทำได้ เขาจะได้ช่วยเหลือเจอโรมที่รับศึกหนักอยู่ฝ่ายเดียว เพราะดูท่าทางแล้วอีกไม่นานคนพวกนั้นคงจะมาเล่นงานเจอโรมแน่

มันไม่ใช่เรื่องของการทำเอาคืนเจเรมีที่ทำร้ายลูกชายของเดร็กแล้ว หากแต่เป็นเรื่องของการช่วงชิงอำนาจ เรื่องของเจเรมีก็แค่ฉากบังหน้าเท่านั้น

ตระกูลเมอร์ซีอาจจะไม่ได้เป็นผู้ปกครองมหานครเพิร์ลอีกต่อไป ตอนนี้มันกลายเป็นการกำจัดเสี้ยนหนามที่คอยขัดผลประโยชน์แล้ว
-----------------------
มาเต็มตอนแล้วค่ะ วันนี้มาดึกหน่อย กินยาแล้วนอนทั้งวันเลย
มีหลายคนสงสัยว่าไปโดนอะไรมาถึงใส่เฝือก คือหนูแดงขาแพลงค่ะ เดินตกท่อ 555
ทีนี้ด้วยความที่น้ำหนักตัวเยอะ เส้นเอ็นเลยมีปัญหา กระดูกเคลื่อนนิดหน่อยเลยต้องใส่เฝือกดามไว้ งานตลาดฟิกเลยไม่ได้ไปเลยค่ะ งานงอก ;w;
ครึ่งหลังขุ่นพี่คริสยังมาดแมนแฮนด์ซัมเหมือนเดิม แต่เจมี่ลูก ชีวิตหนูนี่ดราม่ามาก อุตส่าห์ญาติดีกับขุ่นคริสได้แล้วนะเนี่ย ก๊ากก
ฝากฟีดแบ็กไว้หน่อยค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาอัพตัวอย่างให้นะ

ออฟไลน์ pinkypromise

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 122
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
อ่าวซะงั้น อิแฮริสันนน

คริสก็คือเนียนๆเลยนะะะะ เอ่าา อยากดูดๆไป

ทำเป็นไม่อยากขัดเจมี่ ที่แท้........... 5555555555

ขุ่นคริสก็ยังคงน่าสงสารต่อไป ไม่เสี้ยมนะ

แต่รอวันตบะขุ่นคริสแตก 55

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1698
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
เรื่องใหญ่แล้ว แย่แล้วๆๆๆ
ใหญ่โตแล่วววว

ออฟไลน์ neno.jann

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-0
โอ้ยย สนุกกกมากกกกก แบบทุกอย่างมีเรื่องราวให้จิดตาม เกลียดไอ้หมูโสโครกแฮร์ริสันจริงๆ รอวันนุ้งเจมี่ได้แก้แค้น พระเอกเรื่องนี้ใจเย็นมาก น่าจับนางเอกฟาดสักทีสองทีนะ  :katai4: รอวันพี่คริสตบะแตกฮร่ะ  :hao6: หนูเจมี่ราเริ่มมองพี่คริสดีแล้วคงอีกไม่นานสินะะะ หุหุหุ  :oo1:

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
แม้มองจากภายนอกจะรู้ได้ว่าคือการกำจัดขั้วอำนาจ

แต่เจเรมีเองก็คงเจ็บปวดมากอยู่ดี

คริสมาปลอบใจเร้ว!

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3502
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
เพราะพ่อของเจมี่เห็นต่างในหลายๆเรื่องเลยหาทางกำจัดออกไปสินะ สงสารเจมี่กับครอบครัวจัง พี่คริสช่วยน้องด้วยยยยย  :sad4:

ออฟไลน์ กบกระชายไทยนิยม

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 502
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
ตระกูลของเจมี่ถูกถอดออกเพื่อไปร่วมกอบกู้ตระกูลกับเมืองของว่าที่สมีใช่มั้ยคะ  :hao6:

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
Episode 11: เกมชีวิต[1]

ใช้เวลาหลายวันเลยทีเดียวกว่าที่เจเรมีจะสงบลงได้ ยอมรับเลยว่าข่าวร้ายนั้นทำให้เขาแทบเป็นบ้า เพียงแค่ไม่กี่อาทิตย์ที่เขามาอยู่ในดินแดนคนโฉดแห่งนี้ ภายนอกนั้นมีเรื่องเกิดขึ้นมากมายโดยที่เขาไม่ได้รับรู้อะไรสักอย่าง เจอโรมเองก็จงใจปิดบังเขา จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ก็ทำให้ชายหนุ่มอดขุ่นเคืองผู้เป็นบิดาไม่ได้ ถ้าหากอัลเบิร์ตไม่แอบมาเยี่ยมล่ะก็ เขาจะได้รู้เหรอว่ามารดาเขาถูกลอบทำร้าย

ใช่แล้ว...ถูกลอบทำร้าย การวางยาพิษที่ว่าไม่ใช่การนำสารเคมีที่สามารถละลายน้ำไปใส่ในอาหารหรือเครื่องดื่มให้เธอกิน หากแต่เป็นการถูกคนร้ายจู่โจมและใช้สารพิษบางอย่างฉีดใส่ใบหน้าขณะที่เธอออกไปทำธุระนอกบ้าน ละอองของสารพิษแทรกซึมเข้าไปตามท่อน้ำตาและโพรงจมูก ทำให้มาเรียหมดสติและร่างกายไม่ตอบสนองต่อปฏิกิริยาใดๆ เลยหลังจากนั้น

เจเรมียังไม่รู้ว่ามารดาของตนโดนสารพิษใด หากแต่การที่ต้องไปนอนอยู่ในห้องไอซียู แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เขาควรจะสบายใจ เขาอยากจะถามอัลเบิร์ตให้รู้เรื่องกว่านี้ ทว่าการที่เขาเสียสติ โวยวายจนแทบจะพังคุกอย่างนั้นทำให้เขาถูกระงับการเยี่ยมชั่วคราว แม้ว่าอัลเบิร์ตจะมาเยี่ยมในภายหลังอีกหลายต่อหลายครั้งก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบได้

สิ่งที่ชายหนุ่มผมบลอนด์คนนี้ทำได้ดีที่สุดก็คือการภาวนา ขอให้มารดาปลอดภัยและรอวันที่เจอโรมจะมาพาเขาออกไปจากนรกแห่งนี้อย่างใจจดใจจ่อเท่านั้น

คริสที่เพิ่งรู้รายละเอียดจากปากของโอเมก้าร่วมห้องขังไม่ให้ความเห็นใดๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเจเรมีแม้แต่น้อย เขารู้ดีว่าต่อให้พูดอะไรไป ไม่ว่าจะเป็นการปลอบใจหรือข้อสันนิษฐานว่าที่มารดาของเจเรมีถูกลอบทำร้ายเป็นเพราะมีคนตั้งใจจะโค่นล้มอำนาจของตระกูลเมอร์ซี

แต่ถึงจะไม่บอก เจเรมีก็น่าจะพอเดาได้อยู่แล้ว ตอนนี้เรื่องมันบานปลายใหญ่โตโดยมีเขาเป็นต้นเหตุของชนวนทั้งหมด

ไม่สิ...ไม่ใช่ เขาเป็นแค่หมากตัวหนึ่งที่ถูกใช้เป็นเหตุผลในการโค่นอำนาจตระกูลเมอร์ซีต่างหาก

ชายหนุ่มรู้ดีว่าบิดาไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้นำทั้งสามตระกูลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่เพียงแต่บิดาเท่านั้น ความเกลียดชังนี้สั่งสมมาตั้งแต่รุ่นปู่ หากแต่มาหนักข้อขึ้นในรุ่นของบิดาเขาด้วยบิดาเป็นคนที่พูดแล้วทำจริง ต่างหากปู่ที่ทำเพียงขู่หรือไม่ก็ขัดคอเท่านั้น และการที่มารดาของเขาถูกลอบทำร้ายอย่างนี้ เชื่อได้เลยว่าเป็นการข่มขู่ให้เจอโรมระวังตัวไว้ ไม่ว่าเขาจะเคลื่อนไหวไปทางไหน หากเดินไม่ถูกช่อง หมากซึ่งหมายถึงชีวิตของสมาชิกในครอบครัวเขาจะถูกกำจัดออกไปทันที

นั่นเป็นคำเตือน...

เจเรมีกระวนกระวายใจทั้งวัน เขาข่มตาให้หลับไม่ได้เลยตลอดทั้งคืน วันใหม่มาถึงก็ไม่อาจจะรับอาหารเข้าไปเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายเช่นกัน

มื้อเช้าก็แล้ว...
มื้อกลางวันก็แล้ว...
ดูท่าจะพ่วงมื้อเย็นด้วย

การได้เห็นจอมวายร้ายเอาแต่นั่งหน้าเครียด หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแทบจะทุกวินาทีทำให้คริสที่มองอยู่นานอดพูดขึ้นมาไม่ได้
“ถ้านายไม่กิน นายจะไม่มีแรงเอานะ”
“ฉันไม่หิว”
“กินเถอะ ยังไงร่างกายก็ต้องการสารอาหาร” ว่าพลางเลื่อนถาดอาหารที่อยู่ตรงหน้าเจเรมีให้เข้าใกล้กว่าเดิม
เจเรมีตวัดดวงตามอง ว่าเสียงต่ำ “ฉันบอกว่าไม่หิว”
“แต่นายต้องกิน”
“ก็ไม่หิวไง” ไม่ได้ขึ้นเสียง แต่น้ำเสียงบ่งบอกว่าไม่พอใจ

คริสไม่อยากจะตอแยนักหรอก หากแต่การได้เห็นอีกฝ่ายต้องมาป่วยหรือเป็นอะไรในคุกในสถานการณ์แบบนี้ขึ้นมา มันไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกเลย

“ฉันรู้ว่านายกังวลเรื่องแม่จนกินไม่ลง แต่ถ้านายไม่กิน นายจะไม่มีแรง พอไม่มีแรงก็จะทำให้ร่างกายอ่อนแอและป่วยง่าย ถ้าอยากจะออกไปแก้แค้นคนที่ทำร้ายแม่นายล่ะก็ นายต้องอดทนและดูแลตัวเองให้ดี อย่าเจ็บ อย่าป่วย อย่าให้ร่างกายเป็นอะไร เพราะนายจะต้องใช้มันอีกเยอะ”

เจเรมีเหลือบมองนิ่ง คริสพูดถูก หากเขาออกจากที่นี่ไปได้ เขาสาบานไว้กับตัวเองเลยว่าจะจัดการฆ่าไอ้พวกบัดซบที่บังอาจมาทำร้ายคนที่เขารักอย่างไม่รอช้า และแน่นอนว่ามันจะต้องใช้ร่างกายของเขาเป็นเครื่องมือ นั่นทำให้คนถูกกล่อมยอมเลื่อนถาดอาหารเข้าหาตัวแต่โดยดี คว้าช้อนและส้อมมาถืออย่างว่าง่าย

“แค่ไม่กินวันเดียวมันไม่ตายหรอกน่าไอ้เบื๊อก” ปากพูดไปอย่างนั้น ทว่าก็ตักอาหารเข้าปาก
คริสยิ้มมุมปากเล็กน้อย พอใจที่เจเรมีเชื่อฟังบ้างแม้จะดูไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่ก็ตาม แต่ก็นับได้ว่าหลังจากเกิดเรื่องขึ้นมากมาย ตอนนี้เจเรมีสำนึกได้เป็นอย่างดีแล้วว่าความวุ่นวายทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะความใจร้อนและไม่ทันไตร่ตรองก่อนจะกระทำการใดๆ นั่นเอง

สำนึกได้ก็ดี มันยังไม่สายไปนักหรอก...

คริสคิดอย่างนั้น หากแต่เขาน่าจะคิดผิดเมื่อหูทั้งสองข้างได้ยินเสียงจากโทรทัศน์เครื่องใหญ่ที่เปิดในโรงอาหาร ภาพบนจอเป็นภาพของนักข่าวสาวที่รายงานข่าวเกี่ยวกับการลอบทำร้ายบุคคลสำคัญทางการเมือง แม้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงทว่าก็นับว่าเป็นคนสำคัญ เพราะคนที่ถูกลอบทำร้ายนั้นคือ...ภริยาของท่านผู้นำเมอร์ซี

“จากการลอบทำร้ายภริยาของท่านผู้นำตระกูลเมอร์ซีเมื่อวานนี้ตามที่ทางเราได้รายงานไป ขณะนี้คุณนายเมอร์ซีได้เสียชีวิตลงแล้วที่โรงพยาบาลเมื่อเวลาสี่โมงเย็นที่ผ่านมาหลังจากที่ทางทีมแพทย์พยายามยื้อชีวิตอยู่นานร่วมชั่วโมง ทางเลขาของท่านผู้นำเมอร์ซีกล่าวว่าท่านผู้นำยังไม่อนุญาตให้การสัมภาษณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีการที่ภริยาถูกลอบทำร้ายหรือการที่บุตรชายอย่าง เจเรมี เมอร์ซี ถูกจับในข้อหาฆาตรกรรม เขายังคงเก็บตัวเงียบอยู่ในบ้านพักโดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเฝ้าระวังอย่างหนาแน่น ทั้งนี้ทางตำรวจได้ทำการพิสูจน์หลักฐานแล้วพบว่าสารพิษที่คนร้ายใช้ฉีดพ่นเข้าที่ใบหน้าของคุณนายเมอร์ซีแล้วพบว่าสารพิษที่ใช้มีชื่อว่า VX ซึ่งเป็นสารพิษที่ทำลายระบบประสาท ก่อให้เกิดอาการชักเกร็ง เป็นอัมพาตและระบบทางเดินหายใจล้มเหลว...”

เสียงนั้นทำให้เจเรมีหันไปมองจอโทรทัศน์อย่างรวดเร็ว ภาพของบิดาและเลขาที่แหวกวงล้อมนักข่าวปรากฏให้เห็น ไร้ซึ่งภาพของมารดา แต่การรายงานข่าวก็ทำให้เขารับรู้ได้ว่าคนที่เขาเป็นห่วงที่สุดในเวลานี้นั้นได้จากเขาไปแล้ว
เจเรมีทิ้งช้อนกับส้อมในมือลงทันที ลุกขึ้นพรวด ใบหน้าซีดเผือดคล้ายกับไม่เชื่อว่าสิ่งที่ได้ยินจะเป็นความจริง ขณะที่คริสฟังข่าวแล้วก็ขมวดคิ้วมุ่น

สารพิษ VX เป็นสารพิษอันตรายที่ถูกควบคุมการใช้โดยรัฐ คนที่จะนำมันออกมาใช้ได้ต้องเป็นคนของทางภาครัฐแน่ ไม่แปลกใจ
เลยว่าทำไมเจเรมีถึงได้บอกว่าทางบิดาเขาสงสัยว่าตระกูลแฮร์ริสันจะเป็นผู้ลงมือ

หากแต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับเสียงที่ดังออกมาจากโทรทัศน์ในลำดับต่อไปที่ดึงดูดสายตาของคริสให้หันไปมองอีกครั้ง

“นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจมีการตั้งข้อหากับท่านผู้นำเมอร์ซีในข้อหาทุจริตเนื่องจากใช้งบประมาณของรัฐในการคิดค้นยาระงับอาหารฮีทของโอเมก้าอย่างลับๆ ซึ่งมีข่าวลือว่าที่โครงการลับถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อบุตรชายของเขา ทำให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยว่าเจเรมี เมอร์ซี จะเป็นโอเมก้า ในตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด หากมีหลักฐานชัดเจนและมากพอที่จะดำเนินคดี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการในขั้นต่อไป...”

ไม่เพียงแต่มารดาเท่านั้น ตอนนี้บิดาเขาเองก็เริ่มถูกจ้องเล่นงานแล้ว

คริสเห็นท่าไม่ดีเสียแล้ว ดูท่าชะตากรรมของเจเรมีคงหนีไม่พ้นเหมือนเขาแน่ หากแต่พอหันกลับไปมองเจเรมีก็เห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่ยืนนิ่งเนื้อตัวสั่นเทาจนไม่อาจควบคุมได้

สิ่งที่เขาเห็นและได้ยินจากจอโทรทัศน์แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นความจริง ในหัวปฏิเสธสิ่งที่ได้รับรู้ราวกับเป็นกลไกป้องกันตัวโดยอัตโนมัติ หากแต่จิตใต้สำนึกก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่สมองรับข้อมูลเข้ามาเป็นความจริง

มาเรีย เมอร์ซี...เสียชีวิตแล้ว

ไม่... ไม่จริง เป็นไปไม่ได้...

ไร้ซึ่งคำพูดจากริมฝีปากหนา เขาไม่รู้ว่าจะแสดงอาการตอบสนองต่อข่าวนี้อย่างไรดี และคงจะไม่มีใครเข้าใจเขาด้วยว่าการที่เขายืนนิ่งต่อการเสียชีวิตของมารดาอย่างนี้เป็นเพราะคิดอะไร มีเพียงสายตาของนักโทษคนอื่นๆ ที่มองเขาอย่างใคร่รู้ว่าเขาเป็นโอเมก้าหรือเปล่าก็เท่านั้น จะมีก็แต่คริสที่มองใบหน้าซีดเผือดนั่นแล้วก็เข้าใจอย่างถ่องแท้

เป็นความรู้สึกเดียวกันกับตอนที่เขารู้ข่าวการเสียชีวิตของครอบครัว...

มันทั้งโกรธแค้น คับข้องใจ เสียใจ ความรู้สึกหลากหลายทำให้วางตัวไม่ถูก ตกอยู่ในภาวะช็อกโดยไม่รู้ตัว

ในตอนนี้เจเรมีเองก็เป็นอย่างนั้นเช่นกัน เนื้อหาข่าวในท่อนหลังแทบจะไม่เข้าหูเขาเลยด้วยซ้ำ พอจะได้สติกลับมาบ้างก็ตอนที่ถูกผู้คุมเรียกเพื่อพาตัวกลับเข้าห้องขัง

เจเรมีไม่ต่างอะไรจากซากศพเดินได้เลยแม้แต่น้อย สายตาล่องลอยไร้จุดหมาย ดวงตาแดงก่ำคล้ายจะร้องไห้แต่ก็ไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด เขาทรุดตัวลงนั่งบนพื้นทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องขัง แผ่นหลังพิงกำแพงด้วยท่าทางเหนื่อยล้า

คริสมองแล้วก็อดเห็นใจไม่ได้ เจเรมีในตอนนี้สิ้นคราบจอมวายร้ายอย่างที่ใครต่อใครเคยปรามาสไว้อย่างสิ้นเชิง ตอนนี้เขาเสมือนเป็นเด็กคนหนึ่งที่สูญเสียคนที่รักที่สุดไปก็เท่านั้น

คริสไม่คิดจะปลอบใจใดๆ ด้วยรู้ดีว่าต่อให้พูดไปก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น หากแต่พอจะหมุนตัวเดินไปขึ้นประจำตำแหน่งเตียงของตัวเอง หูก็ได้ยินเสียงเรียกของคนทางด้านหลัง

“คริส...”

คนถูกเรียกหันไปมองก็เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังดันตัวลุกขึ้นยืน ยืนได้แล้วก็หยุดนิ่ง ทอดมองมาทางเขาด้วยดวงตาโศกเศร้า ปากคล้ายกับว่าอยากจะพูดอะไรสักอย่างหากแต่ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาเลยแม้แต่น้อย

ในวินาทีนี้คริสไม่สนแล้วว่าเจเรมีอยากจะพูดอะไร เขาสัมผัสได้เพียงอย่างเดียวว่าคนตรงหน้าเขาในตอนนี้อ่อนแอจนแทบจะทนไม่ไหวอีกแล้ว พลันก้าวขาเข้าไปหา คว้าอีกฝ่ายเข้ามาสวมกอดแน่น

ทันทีที่ถูกอ้อมแขนแกร่งโอบรัด น้ำตามากมายก็ไหลพรั่งพรูออกมา เจเรมีสะอื้นไห้จนตัวโยนและเขาเกลียดอาการอย่างนี้ของตนจนต้องอ้าปากงับหัวไหล่ของคริสไว้เพื่อกลั้นเสียงสะอื้น

ถึงจะเจ็บไม่น้อยเมื่อถูกฟันคมๆ กดลงบนผิวเนื้อ ทว่าคริสก็อดทน กอดปลอบอยู่อย่างนั้นโดยไม่พูดอะไรออกมา ใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งกดท้ายทอยเจเรมีให้แนบลงไปกับไหล่เขาอีกด้วย ก่อนปล่อยให้คนในอ้อมแขนสำนึกได้อย่างลึกซึ้งว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะผลจากการกระทำของเขาเอง

แม้ว่าในตอนนี้มันจะเป็นเรื่องของการช่วงชิงอำนาจระหว่างตระกูลกันแล้ว แต่ถ้าหากเขาไม่เป็นคนไปจุดชนวน เรื่องหายนะอย่างนี้ก็คงไม่บังเกิด

ความผิดของเขาเอง...

ผิดอย่างที่ไม่น่าให้อภัย...

เป็นคนที่เกิดมาเพื่อล้างผลาญตระกูลอย่างแท้จริง

“ฉัน...ฉันไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงแล้ว...” เป็นประโยคแรกที่หลุดออกมาจากปากเจเรมี

คริสไม่อยากบอกให้เขาหยุดร้องไห้และตั้งสติสักเท่าไหร่หรอก ตอนที่เขารู้ข่าวครอบครัวของตัวเองก็เสียสติไปเลยเช่นกัน เขาจึงได้แค่บอกไปว่า...

“มีชีวิตอยู่... นายต้องมีชีวิตต่อไปให้ได้”

ใช่ ต้องมีชีวิตต่อไปแล้วหาทางทวงความยุติธรรมให้กับครอบครัวคืน

ไม่รู้ว่าเจเรมีเข้าใจที่เขาพูดหรือไม่ แต่รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายยังคงปล่อยให้น้ำตาไหลรินอาบใบหน้า

ไร้เสียงพูดคุย ไร้เสียงสะอื้น มีเพียงมือใหญ่ที่กำชุดเครื่องแบบนักโทษของคริสจากทางด้านหลังเท่านั้นที่แน่นขึ้นกว่าเดิมจนเจ้าของร่างรู้สึกได้

ความทรมานจากการสูญเสียเป็นอย่างไร ชายหนุ่มได้สัมผัสมันแล้ว ได้ลิ้มรสความเจ็บปวดเจียนตายแล้ว และเขาจะไม่มีวันให้มันเกิดขึ้นอีก!
-------------------------------------------
มาแปะให้ก่อนครึ่งนึงค่ะ
ไว้อีก 50% จะมาต่อให้พรุ่งนี้ช่วงเย็นๆ ไม่ก็หัวค่ำนะคะ ขอเวลาเขียนก่อง
ฝากฟีดแบ็กให้กันหน่อยน้า รัก >3<

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1698
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
หน่วงจิตหน่วงใจ
หน่วงไปถึงใส้ติ่งแล้วววว
เจมี่ลูกช้านนนนน!!
มีชีวิตอยู่นะลูก ผ่านวันร้ายๆนี้ไปแล้วหาทางเอาคืนข้างหน้าเนอะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ กบกระชายไทยนิยม

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 502
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
วายร้ายเวลาอ่อนแอคือคนที่น่าสงสารที่สุด

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
ขอให้มีโอกาสได้ขอโทษ ได้พบพ่อก่อนจะสายนะ

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
Episode 11: เกมชีวิต[2]

แผนแหกคุกผุดพรายเข้ามาในสมองของเจเรมีแทบจะทั้งคืน

เขาต้องมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะออกไปแก้แค้น!

เป็นปณิธานในใจของเจเรมีหลังจากได้ฟังคริสเล่าว่านอกจากเรื่องมารดาที่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตแล้ว ยังมีเรื่องของบิดาที่กำลังจะถูกสอบสวนและตั้งข้อหาในคดีทุจริตเพราะพยายามปกป้องเขา และทันทีที่ได้ฟังรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง เจเรมีก็บอกกับคริสอย่างรวดเร็วว่าตนคิดจะทำอะไร ซ้ำยังชักชวนคริสให้ร่วมแผนการอีกต่างหาก

เป็นความคิดที่โง่งมสิ้นดีในความรู้สึกของอัลฟ่าหนุ่ม ถ้าคิดว่าการแหกคุกมันเป็นเรื่องง่าย เขาคงลงมือทำไปนานแล้ว ไม่รอจนเวลาล่วงเลยมาถึงป่านนี้หรอก และคิดหรือว่าออกจากที่นี่ไปแล้วจะช่วยอะไรได้ มีแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลงเสียมากกว่า ดังนั้นเขาจึงไม่รีรอเลยที่จะปฏิเสธ

“ฉันไม่เอาด้วย”
“ทำไม” เรียวคิ้วชนเข้าหากันจนแทบจะรวมเป็นหนึ่งเดียวเมื่อได้ยินคำตอบนั้น “นายเป็นคนฉันบอกเองนี่ว่าให้มีชีวิตอยู่ แล้วทำไมถึงไม่ร่วมมือกับฉัน!” เริ่มโวยวายเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคริสขัดใจ

คริสเหลือบมองก่อนตอบ “ใช่ ฉันบอกให้มีชีวิตอยู่ แต่ไม่ได้หมายถึงให้แหกคุกออกไปแก้แค้น”
“แล้วนายจะให้ฉันอยู่ในคุกโง่ๆ อย่างนี้จนกว่าจะตายหรือไง”
“ถ้าไม่มีโอกาสออกไปก็ใช่”

เจเรมีขัดใจสุดๆ ทุบมือลงบนขาเตียงเหล็ก ตะเบ็งเสียงดัง “โธ่เว้ย! ทำไมนายมันโง่ได้ขนาดนี้วะ! ไม่ทำอะไรสักอย่างแล้วจะออกไปได้ยังไง!”

ก็ถูกของเจเรมี ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างก็ออกไปไม่ได้ แต่ถ้าทำแล้วถ้าเกิดพลาดล่ะ จากถูกจำคุกตลอดชีวิตจะกลายเป็นประหารเอาเปล่าๆ ยิ่งกับเขาที่เป็นอัลฟ่ากบฏและเจเรมีที่เป็นโอเมก้าซึ่งถูกมองว่าไร้ค่าแล้วด้วย ไม่ต้องถามเลยว่าจะตายไหม

...ตายแน่นอน ถ้าพลาดก็หมายถึงการเอาชีวิตไปทิ้งชัดๆ

ดังนั้นเขาจะไม่เสี่ยง เพื่อความปลอดภัยของตัวเขาเองและเจเรมี อย่างที่บอก ไว้รอสบโอกาสก่อนแล้วค่อยว่ากันดีกว่า ใช่ว่าโอกาสจะไม่มีอีกเลยในชีวิตนี้เสียที่ไหน

ทว่าเจเรมีไม่สามารถใจเย็นหรือไตร่ตรองให้รอบคอบได้เหมือนคริส

สูญเสียผู้ให้กำเนิดไปทั้งคนจะให้ใจเย็นอย่างไรได้อีก!

สายตามองกวาดไปรอบห้องขัง หาบางอย่างที่จะเอามาใช้เป็นอุปกรณ์ในการแหกคุกได้ ทว่าก็ไม่มี ในที่สุดก็กระวนกระวายจนหัวเสียท่ามกลางสายตาของคริสที่มองอย่างเอือมระอา

หากแต่สุดท้ายก็ได้อุปกรณ์ชิ้นนั้นมาจนได้เมื่อถูกผู้คุมพาไปทานอาหาร

ช้อน...

เจเรมีแอบขโมยใส่ขอบกางเกงของตัวเองแล้วเอาชายเสื้อปิดไว้ระหว่างที่เข้าแถวไปรับอาหาร คริสเห็นก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้
“ลืมไปแล้วหรือไงว่าผู้คุมเขาตรวจร่างกายก่อนจะพากลับเข้าห้องขัง ต่อให้นายเอามันซ่อนไว้ในตัวนายมันก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
หมายถึงซ่อนเอาไว้โดยการสอดใส่ผ่านช่องทางแคบทางด้านหลัง

เจเรมีหันไปส่งสายตากรุ่นโกรธใส่ ข่มเสียงต่ำออกมา “อย่าแส่น่า”
“เอาไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร อย่าบอกฉันว่านายจะเอาช้อนฟาดหัวผู้คุมให้สลบแล้วหนีออกมานะ”

ฟังดูก็รู้เลยว่าเป็นการประชด

ใครมันจะเอาช้อนไปฟาดหัวผู้คุมสลบได้กัน!

ตอนแรกกะว่าจะเอาไปขุด ไปเจาะ แต่ช้อนสแตนเลสอย่างนี้จะเอาไปกะเทาะผนังและพื้นซีเมนต์ได้อย่างไรกันล่ะ เจเรมีจึงถอดใจ เอื้อมมือไปดึงช้อนออกมาจากขอบกางเกงแทน

“ไอ้ทุเรศ” ตบท้ายด้วยการด่าคริสเสียอย่างนั้น
“หาวิธีที่ฉลาดกว่านี้หน่อย” ไม่ได้สนับสนุนแต่ก็ไม่ได้ห้าม แค่แนะนำ เขาถือว่าชีวิตเป็นของเจเรมี จะทำอะไรก็ให้ตัดสินใจเอง เขาช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้แล้ว

คนฟังรู้สึกเหมือนถูกดูแคลนเล็กน้อย หากแต่ก็ไม่ได้คิดจะตอบโต้กลับใดๆ รับอาหารแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะเพื่อลงมือรับประทานอย่างเช่นทุกวัน

ทว่าบรรยากาศในวันนี้แปลกไปกว่าเดิมสักหน่อยด้วยในโรงอาหารนักโทษแดนนี้ไม่ได้มีแค่ผู้คุมอย่างเดียวที่คอยเฝ้าระวังความเรียบร้อย หากแต่มีนายทหารในชุดเครื่องแบบเข้ามายืนกระจายตามจุดต่างๆ อีกด้วย

เพิ่งจะเข้ามาเมื่อครู่... เจเรมีชำเลืองหางตามองในขณะที่คริสเองก็หรี่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ

สถานการณ์ที่มีการตรึงกำลังเฝ้าระวังความปลอดภัยเพิ่มอย่างนี้ทำให้คนทั้งคู่รับรู้ได้ถึงความไม่ชอบมาพากลแปลกๆ กระทั่งมีนายทหารระดับสูงนายหนึ่งเดินเข้ามา เจเรมีจำได้ดีว่าเป็นคนเดียวกับที่ติดสอยห้อยตามเดร็กตลอด

เท่านั้นก็ลุกพรวดขึ้นทันทีขณะที่อีกฝ่ายเดินมาหยุดตรงหน้าเขา
“เจเรมี เมอร์ซี...” นายทหารคนนั้นเอ่ยชื่อคล้ายกับจะถามชายหนุ่มตรงหน้าว่าใช่เจ้าของชื่อไหม

เจเรมีไม่ตอบ ส่งสายตากรุ่นโกรธให้ อีกฝ่ายจึงสรุปเอาเอง “ใช่ล่ะสินะ ส่วนนายก็ คริส ฟ็อกซ์?”
ไม่ได้ถามแค่เจเรมีคนเดียว รวมถึงคริสที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วย

คริสเหลือบมองทันควัน ส่วนนายทหารคนนั้นสูดหายใจเข้าเต็มปอดพลันพูดต่อ “มีคนอยากจะเจอพวกนายสองคน”
ทั้งคริสและเจเรมีขมวดคิ้วแทบจะพร้อมกัน

“ตามฉันมา”
ขมวดคิ้วมากกว่าเดิมเสียอีก

เจเรมีเกือบจะขัดขืนอยู่แล้วถ้าหากว่าไม่มีผู้คุมเข้ามานำตัวเขาไปก่อน ส่วนคริสยอมทำตามง่ายๆ เพียงเพราะอยากจะรู้ว่าใครกันแน่ที่อยากเจอเขา

ถูกพาตัวออกจากโรงอาหารมายังห้องเยี่ยมซึ่งครั้งหนึ่งเจเรมีกับคริสเคยใช้พบกันก็ชะงักตามๆ กันไปทั้งคู่ทันทีที่พบว่าคนที่อยากเจอเขาก็คือ...
“ไอ้สารเลวแฮร์ริสัน”

ใบหน้าของเจเรมีกราดเกรี้ยวขึ้นมาทันที เขาขัดขืนต่อการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ ตั้งท่าจะพุ่งเข้าไปฆ่าคนตรงหน้าให้สาแก่ใจโดยไม่ไตร่ตรองอะไรเลยแม้แต่น้อย

และแน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ แค่เขาขยับก็ถูกกระบองไฟฟ้าช็อตเข้ามาแล้ว ร่างใหญ่สะดุ้งเฮือก แข้งขาอ่อนแรงจนล้มลงไปคุกเข่าที่พื้น ดีที่เป็นกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ เขาจึงไม่ได้หมดสติ เพียงแต่ไร้เรี่ยวแรงเท่านั้น

“เจอกันกี่ครั้งๆ ก็ยังเป็นคนหนุ่มที่ร้อนแรงเหมือนเดิม” เดร็กแสร้งเอ่ยชมทั้งที่มันเป็นคำพูดแดกดัน

เจเรมีกัดริมฝีปากเสียจนเลือดซิบ เขาเกลียดคนตรงหน้า ไม่เคยเกลียดใครขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต ก่อนที่จะแค่นเสียงออกมา
“แกฆ่าแม่ฉัน... แกฆ่าแม่ฉัน!” แล้วก็กลายเป็นตะโกน ดิ้นรนขัดขืนอีกครั้งจนทำให้ถูกช็อตไปอีกระลอก

เดร็กเหลือบมองด้วยความสมเพช หัวเราะเย้ยในลำคอประกอบการพูด “ไม่มีหลักฐาน พูดพล่อยๆ ระวังจะถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาทนะเด็กน้อย”

ข้อหาแค่นั้น เจเรมีไม่กลัวหรอก ขนาดข้อหาที่เขาไม่ได้ทำอย่างฆาตรกรรม เขายังถูกยัดเยียดให้รับโทษมาแล้วเลย เขายังจะต้องกลัวอะไรอีก!

“ไอ้เลว... ไอ้สารเลว...” แม้จะแทบไม่มีแรงแต่ก็ยังบริภาษอีกฝ่าย

คริสไม่อาจทนเห็นเจเรมีเป็นอย่างนี้ได้ ขืนปล่อยไว้ เจเรมีจะต้องอาละวาดและถูกช็อตอีกแน่ จึงเป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้น
“อยากเจอผมทำไมเหรอครับ นายพลแฮร์ริสัน”

คนถูกถามชำเลืองมองหน้าชายหนุ่มอีกคนทันควัน “ไม่ได้เจอหน้ากันนานเลยนะ คุณฟ็อกซ์”

ไม่ได้เจอกันนานตั้งแต่ที่อีกฝ่ายเป็นคนส่งคริสเข้ามาในคุก แต่คริสไม่อยากจะไปรื้อฟื้นอะไร เขาอยากรู้มากกว่าว่าคนตรงหน้าคิดอะไรอยู่ถึงได้เรียกเขากับเจเรมีมาพบเป็นการส่วนตัวอย่างนี้

“มีธุระอะไรครับ” ถามอย่างสุภาพ เรียกรอยยิ้มจากเดร็กได้เป็นอย่างดี
“ยังมีมารยาทเหมือนเดิม แต่อยู่ในคุก ไม่ต้องพิธีรีตองอะไรมากก็ได้มั้ง” แทนที่จะรีบๆ พูดมา เอาแต่ยอกย้อนอยู่ได้

เจเรมีเห็นแล้วก็หัวเสียแทนคริสในขณะที่คริสยืนนิ่ง เก็บอาการได้ดีจนไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่
“นั่งสิ” เดร็กเห็นว่าเหมาะสมแก่เวลาที่จะพูดถึงได้ผายมือให้นั่ง
...ให้เฉพาะคริสนั่ง ส่วนเจเรมีถูกจับกดลงพื้นในท่านอนคว่ำเหมือนเดิม จอมวายร้ายคนนั้นอย่าปล่อยให้ลุกขึ้นมาจะดีที่สุดถ้ายังอยากจะกลับออกไปจากที่นี่ในสภาพเต็มร้อย

นั่งลงได้ คริสก็จ้องอีกฝ่ายนิ่ง ในขณะที่เดร็กประสานมือทั้งสองข้างวางไว้บนโต๊ะตรงหน้า ว่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ที่ฉันมาในวันนี้ก็เพื่อที่จะมาบอกพวกนายว่าทางรัฐบาลเพิ่งมีนโยบายใหม่เกี่ยวกับการจัดสรรประชากรสวะอย่างพวกนาย ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือตอนนี้พวกนักโทษชักจะเริ่มล้น รัฐบาลเลยมีมติให้กำจัด” พูดพลางยิ้มเผล่

คริสไม่ชอบรอยยิ้มนี้เอาเสียเลย มันดูเหมือนมีอะไรบางอย่างแอบแฝง ซึ่งเขามั่นใจว่าการที่เดร็กเรียกเขากับเจเรมีมา มันต้องมีเรื่องอะไรเป็นแน่
“แล้วมันเกี่ยวกับพวกเรายังไง”
เดร็กยิ้มค้างอยู่อย่างนั้น ก่อนจะเปิดปาก “แย่หน่อยตรงที่พวกสิทธิมนุษยชนไม่เห็นด้วยกับการประหารชีวิตพวกนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ รัฐบาลก็เลยมีมติร่วมกันว่าจะกำจัดนักโทษโดยไม่ฆ่า” พูดจบก็ยกยิ้มอีก ยื่นหน้าเข้ามาใกล้คริสเล็กน้อยพลันกระซิบ “แต่จะให้พวกมันฆ่ากันเอง”

ไร้เสียงตอบรับ คริสเริ่มมั่นใจแล้วว่าลางสังหรณ์ของเขาถูกต้อง และมันก็กระจ่างแจ้งเมื่ออีกฝ่ายขยายความ
“ในรูปแบบของเกมน่ะ จะส่งนักโทษไปไล่ล่าฆ่ากันเองอะไรประมาณนั้น แต่ทีนี้จะส่งพวกสวะไปทีเดียวหมดเลยก็ไม่ได้ มันมีจำนวนเยอะเกินไป ก็เลยเห็นว่าจะเริ่มจากพวกที่มีจำนวนน้อยก่อน อย่างพวกสวะอัลฟ่าและโอเมก้าคดีอุกฉกรรจ์อะไรอย่างนั้น”

นั่นแหละจุดประสงค์ที่เขามาเหยียบที่นี่ล่ะ!

หัวคิ้วของคริสย่นยู่ไปทันควัน จับทางได้แล้วว่าเดร็กต้องการให้เขาทำอะไร หากแต่เดร็กก็พูดขึ้นมาก่อน
“มันเป็นโครงการนำร่องน่ะนะ ต้องการโอเมก้าแค่ห้าคน ส่วนอัลฟ่าก็สิบ ฉันเลยมาถามพวกนายว่าอยากเข้าร่วมไหม แต่ไม่ต้องห่วง ถ้าพวกนายตัดสินใจเข้าร่วม พวกนายได้ประโยชน์แน่ อัลฟ่าและโอเมก้าที่จับคู่กันและเหลือรอดชีวิตเป็นคู่สุดท้าย หรือโอเมก้าที่เหลือเป็นคนสุดท้ายจะถูกเรียกว่าผู้ชนะ จะได้รับสิทธิพิเศษตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพ อิสระ แล้วแต่ที่พวกนายจะเรียกร้อง ความจริงจะเรียกการนำร่องนี้ว่าเป็นการพนันเล่นๆ ของพวกคนชั้นสูงก็ได้นะ อย่าเรียกว่ามันเป็นโครงการนำร่องการจำกัดนักโทษเลย ได้ยินแล้วไม่ค่อยรื่นหู”

คริสไม่ได้สนใจหรอก แต่ก็อดถามไม่ได้
“ถ้าชนะจะได้ทุกอย่าง?”
“ใช่ ทุกอย่าง” เดร็กแสยะยิ้ม

แทนที่จะตอบรับเพราะข้อเสนอน่าสนใจ หากแต่มันเป็นกับดัก...

...กับดักที่ใช้เล่นงานเจเรมีเพื่อเล่นงานเจอโรมทางอ้อมอีกที

คริสดูออกและเขาจะไม่มีวันตกหลุมพรางโง่เง่านี้แน่
“ขอปฏิเสธ” แทบจะไม่ต้องใช้เวลาคิดให้เสียเวลา

เดร็กก็พอจะเดาได้อยู่แล้วว่าคนตรงหน้าจะตอบว่าอะไร ผู้ชายคนนี้น่ะฉลาดเป็นกรดจะตาย รู้ว่าควรจะใช้ชีวิตอย่างไรให้ตัวเองไม่เป็นอันตราย หากแต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงของเดร็ก เขาเรียกคริสมาด้วยก็แค่เผื่อว่าอีกฝ่ายเข้าร่วม เกมมันก็จะน่าสนุกขึ้น เป้าหมายที่แท้จริงของเขาคือผู้ชายที่ถูกจับกดแนบไปกับพื้นต่างหาก

“แล้วนายล่ะเมอร์ซี สนใจอยากเข้าร่วมไหม” ว่าพลางชะโงกหน้าลงมองต่ำ “นอกจากนายจะได้รับอิสรภาพแล้ว นายอาจจะช่วยพ่อของนายได้ด้วยนะ”

เจเรมีเหลือบสายตาขึ้นมอง ดวงตาเต็มไปด้วยโทสะอย่างนั้นทำให้คริสไม่มั่นใจเลยว่าเจเรมีจะตอบปฏิเสธ ยิ่งถูกหลอกล่อด้วยข้อเสนอน่าสนใจ เขาจึงรีบแทรกขึ้น

“เจเรมีก็ขอปฏิเสธเหมือนกัน”
“ฉันไม่ได้ถามนาย ฉันถามลูกชายตระกูลเมอร์ซี” จากนั้นก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “อ้อ ลืมไปว่านายเป็นคู่แห่งโชคชะตาของหมอนี่ เป็นห่วงกันก็ไม่แปลก แต่จะทำอะไรกันก็ระวังล่ะ คุกนี่ไม่ได้มีไว้ให้กำเนิดเด็ก คงไม่ลืมใช่ไหมว่าร่างกายของพวกโอเมก้าเป็นยังไง”

“ไอ้เลว!” คำพูดดูแคลนทำให้เจเรมีฮึดฮัดขึ้นมาอีก

เขาเป็นโอเมก้า เป็นผู้ชาย แต่ให้กำเนิดเด็กได้

ใช่! มันเป็นความอัปยศของการเป็นโอเมก้า หากเป็นโอเมก้าหญิงยังไม่น่าอัปยศเท่านี้ ทว่าเขามีรูปลักษณ์เป็นชาย หากแต่มีมดลูก แม้ไม่มีประจำเดือนแต่ก็ตั้งครรถ์ได้ ซ้ำยังปฏิสนธิแค่กับน้ำเชื้อของอัลฟ่าชาย จึงไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดโอเมก้าโดยเฉพาะเพศชายถึงได้ถูกกดให้ต่ำลงจนแทบไม่ต่างอะไรจากชิ้นเนื้อไร้ค่า

เพราะอำนาจของบุรุษเพศถูกกลืนหายไป ซ้ำยังมีสิ่งที่ทำให้อัลฟ่าลุ่มหลงมัวเมาอีก ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ตัวเมียเลยสักนิด!
ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากเลยทีเดียวที่จะรั้งเจเรมีไว้ เขาเริ่มออกลายจอมวายร้ายอีกแล้ว

เดร็กมองแล้วก็นึกสนุกขึ้นมา ลุกขึ้นยืน ยื่นเท้าที่สวมรองเท้าคอมแบทหนังมาเหยียบแผ่นหลังของอีกฝ่ายไว้
“ฉันถามว่านายอยากจะเข้าร่วมโครงการ... ไม่สิ เกมต่างหาก นายอยากจะสมัครเข้าเป็นผู้แข่งขันเกมชีวิตนี่ไหม?” เอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง

เจเรมีไม่ตอบรับก็ถูกกระตุ้นอีกด้วยการบดเบียดพื้นรองเท้าลงไปบนแผ่นหลังกว้าง เจเรมีขบกรามแน่นด้วยความเจ็บปวดขณะที่เดร็กถามซ้ำ
“เพื่อช่วยพ่อของนาย สมาชิกครอบครัวคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ ฉันจะถามอีกครั้ง...นายอยากจะสมัครเข้าเป็นผู้แข่งขันไหม?”
“ฉันจะฆ่าแก...” ไม่ตอบรับ พูดสิ่งที่อยากทำที่สุดในตอนนี้ออกไป

เดร็กเห็นแล้วก็รู้ว่าเปล่าประโยชน์ที่จะคุย การที่เขามาในวันนี้ก็ไม่ได้หวังว่าเจเรมีจะตอบรับด้วย ก็แค่มาบอกข่าวเพราะเขามีแผนการสำหรับเร่งรัดให้เจเรมีตัดสินใจอยู่แล้ว ในเมื่อตอนนี้ไม่ตอบรับ แต่อีกไม่นานหรอก...ได้ยอมตกปากรับคำแน่

“งั้นก็แล้วแต่นาย ฉันก็แค่แวะมาบอก” เดร็กดึงขาออกจากแผ่นหลังของคนรุ่นลูก กระชับเครื่องแต่งกายให้เข้าที่คล้ายกับว่าเตรียมพร้อมจะกลับออกไป คนติดตามเดินเข้ามาดูแลความเรียบร้อยให้ เปิดโอกาสให้เดร็กได้พูดกำชับอีก “แต่ฉันก็จะรอคำตอบของนายนะ ถ้านายตอบตกลง รับรองเลยว่าธีโอจะต้องดีใจมาก”

จู่ๆ ก็เอ่ยชื่อลูกชายออกมา เจเรมีจ้องเขม็ง ไม่ตอบโต้ใดๆ ได้แต่มองตามอีกฝ่ายที่ก้าวไปข้างหน้า จะเดินออกจากห้อง ทว่ายังไม่ทันจะพ้นธรณีประตูก็หันมามองเจเรมีอีกครั้ง

“ฉันลืมบอกไป...ลูกชายฉันพ้นขีดอันตรายแล้ว แล้วก็ขอบใจนายมากที่ทำให้ทุกอย่างมันง่ายขึ้น ตระกูลเมอร์ซีน่ะ...ฉันอยากจะกำจัดทิ้งมาตั้งนานแล้ว”

สิ้นเสียงก็แสยะยิ้มพรายก่อนจะเดินออกไป ปล่อยให้เจเรมีร้องก่นด่าตะโกนไล่หลังอย่างบ้าคลั่งจนต้องถูกกระบองไฟฟ้าช็อตเพื่อสงบสติอารมณ์อีกครั้ง จากนั้นก็ถูกลากไปที่ห้องขัง ผู้คุมโยนเขาเข้าไปข้างในราวกับขยะ

ทันทีที่ลูกกรงปิดลง คริสก็เดินมาช่วยพยุงโอเมก้าหนุ่มขณะที่เจเรมีเริ่มน้ำตาไหลออกมาอีกแล้ว

มันไม่ใช่การร้องไห้เพราะเสียใจที่เขาเป็นชนวนระเบิดที่ทำให้เรื่องมันแย่ลงเรื่อยๆ อย่างนี้ หากแต่เป็นเพราะความแค้นใจต่างหาก...แค้นที่ทำอะไรไม่ได้ แค้นที่ฆ่าเดร็กไม่ได้ทั้งที่อยู่ตรงหน้า แค้นเสียจนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้

คริสเข้าใจดี เขาเองก็เคยคิดแค้นทุกคนบนโลกนี้ที่ทำให้ครอบครัวเขาพังพินาศเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่ตระกูลเมอร์ซีที่เป็นหนึ่งในคนพวกนั้น ทว่าสำหรับเจเรมีแล้ว เขาออกจะเห็นใจมากกว่า และอดไม่ได้ที่จะเตือนสติออกไปในภาวะที่เจเรมีดูหมดหวังอย่างนี้

“อย่าหลงกลคนพวกนั้นเด็ดขาด มันเป็นกับดัก เขาก็แค่จะใช้นายเป็นเหยื่อล่อพ่อของนายให้หมดหนทางสู้”
เจเรมีสบดวงตาเรียวของคริส ทำไมเขาจะไม่รู้ สถานการณ์มันคล้ายตอนที่คริสถูกใช้เป็นตัวประกันมากทีเดียว ต่างกันแค่คริสไม่ต้องเอาชีวิตมาเสี่ยง ในขณะที่เจเรมีถูกเลือกให้ใช้ชีวิตของตัวเองเป็นเดิมพัน
“ฉันไม่โง่ขนาดนั้น” เจเรมีแค่นเสียงว่า

เขาไม่ลงไปในหลุมที่ไอ้นายพลหมูสกปรกนั่นขุดไว้อยู่แล้ว

คริสพยักหน้า พอจะเบาใจขึ้นมาได้บ้างว่าอย่างน้อยเจเรมีก็เริ่มใช้สติในการตัดสินใจที่จะทำอะไรมากขึ้น ก่อนยกปลายนิ้วหัวแม่มือขึ้นเช็ดหยดน้ำตาที่ไหลอาบซีกหน้าข้างหนึ่งของเจเรมีพลางกระซิบอย่างแผ่วเบา

“ต่อจากนี้นายต้องเดินหมากให้ดี ถ้าพลาด...มันจะหมายถึงชีวิต”

เจเรมีพยักหน้า จากที่เขาเคยดื้อดึงและไม่ฟังคำเตือนของคริส ในวินาทีนี้จำเป็นต้องฟังเพราะคนตรงหน้ามีประสบการณ์มากกว่า การที่คริสรอดชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าไม่ใช่เพราะโชคช่วย หากแต่เป็นเพราะความรอบคอบของเขาล้วนๆ

“คอยเตือนฉันด้วยก็แล้วกัน” ริมฝีปากหนาเปล่งเสียงแหบแห้งออกไป

คริสพยักหน้า พยุงร่างคู่แห่งโชคชะตาขึ้นมาและพาไปนอนที่เตียง เมื่อจัดการให้เจเรมีได้นอนเหยียดตัวเต็มที่ได้ก็ทรุดลงนั่งข้างๆ หันไปมองและรับปาก

“ฉันจะไม่ทิ้งนาย”

ขยะแขยง... เจเรมีควรจะพูดอย่างนี้ ทว่าในครั้งนี้เขากลับไม่มีคำพูดใดๆ เล็ดลอดออกมา มีเพียงความอุ่นใจเท่านั้นที่พร่างพรายไปทั่วร่าง

อย่างน้อยคริสก็เป็นอย่างเดียวที่ไม่ได้บัดซบจนเกินรับไหวในเกมชีวิตเกมนี้...
----------------------------
[1] สารพิษ VX เป็นสารทำลายระบบประสาทที่อันตรายที่สุดเท่าที่เคยมีมา เป็นสารพิษประสิทธิภาพสูงที่มีคุณสมบัติในการเจาะซึมเข้าสู่ผิวหนังมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วด้วยการแพร่กระจายหรือระเหยเป็นไอและแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งการหายใจ การย่อยอาหาร ผ่านผิวหนังและเข้าสู่ดวงตา ผู้ที่สัมผัสสารจะไม่ได้สติ มีอาการชัก ร่างกายเป็นอัมพาตและระบบหายใจล้มเหลวในที่สุด ปริมาณของสาร VX เพียง 10 มิลลิกรัมก็มากพอที่จะปลิดชีวิตคนได้
----------------------------


เนื้อเรื่องเข้มข้นมากกก เข้ากลางเรื่องแล้วค่ะ
ตอนหน้ามีตัวละครที่โผล่มาในตอนแรกแล้วหายไปพักใหญ่กำลังจะกลับมา ให้เดากันเล่นๆ ว่าใคร อิอิ

ฝากฟีดแบ็กให้กันด้วยนะจ๊ะ XD

ปล.ในแบบรูปเล่ม สนพ.เคาะราคาออกมาแล้วนะคะว่าอยู่ที่ 369฿ จำนวน 360+ หน้า เดี๋ยวหนูแดงจะมาแจ้งรายละเอียดอีกทีนะ

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1698
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
โอ๊ยย กดดัน
หวั่นใจ เรื่องร้ายๆนี่มันเพิ่งเริ่มเองนะ
ปล. หัวใจพองโตกับคำนี้ "ฉันจะไม่ทิ้งนาย"

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
มันเหมือนฮังเกอร์เกมส์ใช่ป่ะ

แต่ไอ้บ้าเดร็กต้องฆ่าเจเรมีแน่ ๆ ถึงจะชนะ

เลว


พี่คริสคนฉลาด พี่อบอุ่นมาก #ซบอกออดอ้อน

ออฟไลน์ insunhwen

  • FREEDOM!!!!
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 867
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-5

ออฟไลน์ neno.jann

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-0
พี่คริสดูแลน้องเจมี่ดีๆ ขอให้จัดการไอ้แฮร์ริสันได้เร็วๆเถอะ  :katai4:

ออฟไลน์ shannara

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 165
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
ไม่รู้ทำไม เราถึงชักรู้สึกลำไยนิสัยเจมี่มากขึ้นทุกครั้งที่อ่าน

เจ้าอารมณ์ได้ตลอด โวยวายได้ตลอด ใจร้อน ไม่เก็บอาการ เหมือนสาวน้อยแรกแย้มที่ไม่มีวันโตและวิ่งในทุ่งลาเวเดอร์

ไปอยู่ที่ไหนก็พฤติกรรมเดิม  ถ้าเป็นเราคริสนะ ปล่อยนางเลย โดนรุมไปซะ ละค่อยไปช่วย จะได้ตระหนักว่าอยู่ในที่ไหน สถานภาพอะไร ควรทำตัวยังไง 
แต่ก็นั่นแหล่ะค่ะ พยายามทำความเข้าใจว่านางคือคุณหนูอะนะ ถึงได้นิสัยแบบนี่ตลอด


ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
Episode 12: หมากกระดาน

จากประสบการณ์ที่พบเจอมาในชีวิต คริสบอกกับเจเรมีว่าอย่าเดินตามแผนการที่เดร็กวางไว้เด็ดขาด เพราะตอนนี้พวกเขาไม่ต่างอะไรจากหมากกระดานและเจเรมีก็คือ ‘คิง’ ของฝ่ายเจอโรม หากเขาเดินพลาดแม้แต่ก้าวเดียว นั่นเท่ากับว่าเจอโรมและตระกูลเมอร์ซีจะพ่ายแพ้ย่อยยับทันที อิสรเสรีที่เขาเฝ้าคอยที่จะออกจากคุกแห่งนี้ก็จะถูกลิดรอนไปเหมือนกัน เจเรมีจึงได้แต่อดกลั้นทุกความรู้สึกเอาไว้ในใจ แม้ว่าจะอยากทำตามความต้องการของตัวเองมากเพียงใดแต่เขาก็ตระหนักรู้เสมอว่าที่เรื่องมันยุ่งยากมาจนถึงนาทีนี้เป็นเพราะความใจร้อนของเขา

หากแต่คนอย่างเจเรมีเก็บความรู้สึกคับแค้นใจและทำตัวสงบเสงี่ยมได้ไม่นานนักเมื่อเดร็กรู้ดีว่าจุดอ่อนของชายหนุ่มคนนี้คือครอบครัว

ในเมื่อใช้มารดาเป็นเหยื่อล่อแล้วไม่ได้ผล ก็ต้องเข้าทางบิดา ถึงจะยังไม่ได้ลงมือเลยเสียทีเดียวเพราะไม่ว่าอย่างไร เจอโรมก็ยังมีอำนาจเก่าและฝักฝ่ายที่เข้าข้างเขาอยู่ทำให้ไม่สามารถทำอะไรบุ่มบ่ามได้ แต่อย่างน้อยก็ต้องทำให้สถานะของท่านผู้นำรายนั้นย่ำแย่ลงกว่าเดิม

ให้อยู่ในจุดที่เสี่ยง...

ให้หมากกระดานตัวหลักของเจอโรมยอมก้าวออกจากตำแหน่งเดิม...

ทั้งหมดก็เพื่อบีบบังคับให้เจอโรมยอมสละอำนาจ ถึงจะรู้ว่าเจอโรมไม่ยอมปล่อยมือจากอำนาจในมือเป็นเพราะเขาต้องการใช้มันเพื่อปกป้องครอบครัว แต่สำหรับฝ่ายของเดร็กและท่านผู้นำตระกูลอื่นๆ แล้ว การที่เจอโรมคานอำนาจการปกครองอยู่อย่างนี้ไม่เป็นผลดีสักเท่าไหร่นัก

ดังนั้นการใช้ ‘เหยื่อล่อ’ จึงจำเป็นต้องกระทำ

อัลเบิร์ตคือหมากอีกตัวในเกมนี้ เขามาเหยียบที่แดนขังแห่งนี้อีกครั้งในรอบสัปดาห์โดยมีจุดมุ่งหมายคือการขอพบเจเรมี หากแต่การขอเข้าพบครั้งนี้ออกจะง่ายดายสักหน่อยนักทั้งที่หลังจากที่เจอกับเจเรมีและทำให้เจเรมีอาละวาดในครั้งแรก เขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบเพื่อนสนิทอีกเลย เว้นเสียแต่ครั้งนี้ที่ทางเจ้าหน้าที่แทบจะเป็นฝ่ายไปอุ้มเขามาจากบ้านเสียด้วยซ้ำ

ทั้งหมดก็เป็นเพราะเขาถูกใช้ให้มาเป็นนกพิราบสื่อสาร...

อัลเบิร์ตนั่งรอการมาถึงของเพื่อนด้วยความรู้สึกไม่ดีสักเท่าไหร่นัก ครั้งนี้เขาไม่ได้มาพบกับเจเรมีที่ห้องเยี่ยมนักโทษซึ่งมีกระจกกั้น หากแต่เป็นห้องส่วนตัวที่มีผู้คุมยืนรักษาความเรียบร้อยอยู่รอบๆ แทน รออยู่พักใหญ่ทีเดียวกว่าที่อีกฝ่ายจะถูกนำตัวมา
ทันทีที่ร่างใหญ่ของชายหนุ่มผมบลอนด์ทรุดตัวลงนั่งตรงหน้า อัลเบิร์ตก็ทำลายความเงียบขึ้น

“นายโอเคไหม?”
“ไม่” เจเรมีตอบโดยไม่ต้องครุ่นคิด “แล้วนายล่ะ”
อัลเบิร์ตส่ายหน้าน้อยๆ เป็นคำตอบ

แหงล่ะ เป็นใครก็ต้องไม่โอเคกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะอัลเบิร์ตซึ่งมาเหยียบย่างสถานที่แห่งนี้โดยไม่เต็มใจ

ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากมาเจอหน้าเพื่อนคนนี้ เขาอยากเจอ...แต่ต้องไม่ใช่การถูกบังคับ

เจเรมีเห็นเพื่อนว่าอย่างนั้นก็คิดเอาเองว่าอีกฝ่ายคงจะกังวลเรื่องบิดา แมทธิวเองก็เป็นหนึ่งในนักการเมืองที่ฝักฝ่ายเจอโรม แน่นอนว่าหนีไม่พ้นการถูกจ้องเล่นงานและเสี่ยงอยู่ในอันตรายเช่นกัน ซ้ำยังสนิทกับตระกูลเมอร์ซีเสียขนาดนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็หนีไม่พ้นอยู่แล้ว

“พ่อฉันอนุญาตให้นายมาเจอฉันได้แล้วเหรอ?”
หากแต่เจเรมีไม่พูดให้เพื่อนกังวล เพียงแค่รับรู้ในใจก็เพียงพอ เปลี่ยนหัวข้อสนทนาเพื่อบ่ายเบี่ยงความกังวลใจ
“ยังหรอก ฉันมาเองน่ะ” อัลเบิร์ตยิ้มน้อยๆ อึดอัดใจพอดูที่จะต้องแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เขาไม่เคยเก็บสีหน้าและท่าทางได้เลย เพียงแค่ประโยคเดียว เจเรมีก็ดูออกแล้ว ก่อนถอนหายใจออกมา เข้าเรื่องฉับพลันด้วยไม่เห็นว่ามันจะมีประโยชน์อะไรหากต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง

“มาหาฉัน มีธุระอะไร”
อัลเบิร์ตเหลือบมองด้วยสายตาไม่มั่นใจ กระนั้นก็ยังพยายามหยักยิ้ม
“ฉันก็แค่มาเยี่ยมนาย อยากรู้ว่านายเป็นยังไงบ้าง”

“คิดว่าฉันโง่เหรออัล จู่ๆ ก็โผล่หัวมาหาฉัน แถมยังเป็นห้องสัปปะรังเคนี่อีก มีอะไรก็พูดมา” เป็นอีกครั้งที่เจเรมีว่าออกมาโต้งๆ
อัลเบิร์ตรู้ว่าปิดบังอะไรเจเรมีไม่ได้แล้ว จึงจำเป็นต้องเปิดปากพูด

“ที่ฉันมาหานายวันนี้ก็เพราะว่า...” แล้วก็ชั่งใจไปครู่หนึ่งว่าจะพูดดีหรือไม่
สีหน้าไม่สู้ดีทำให้เจเรมีต้องถามซ้ำ “เพราะว่าอะไร”

“เพราะ...ได้ยินข่าวลือมาว่าพ่อของนายกำลังจะถูกจัดการ”

ฟังแล้วก็ใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เจเรมีพอจะเดาได้ว่ามันเป็นแผนของเดร็กที่จะใช้บิดามาล่อลวงเขาให้เข้าร่วมการแข่งขันเวรนั่น
อย่างที่คริสบอก เขาไม่ตกหลุมพรางกับดักนั่นหรอก!

“ถ้ามันจะจัดการ มันทำไปนานแล้ว” คนฟังข่มความรู้สึกเมื่อครู่ พูดออกไปด้วยท่าทีสบายๆ
“แต่มันก็ทำกับแม่ของนายไปแล้วนะ” อัลเบิร์ตว่าเสียงแผ่ว ไม่อยากจะพูดตอกย้ำเพื่อนเท่าไหร่แต่ก็ต้องพูด
“มันใช้แม่ฉันไปบีบให้พ่อต้องยอมจำนนไง และตอนนี้มันก็พยายามจะใช้ฉันเป็นเหยื่อ ข่าวลือที่นายได้ยินมา มันก็แค่ข่าวลวง”

อัลเบิร์ตพอจะเดาได้อยู่แล้วว่าเจเรมีต้องพูดอย่างนี้ เขาได้ยินจาก ‘คนที่ใช้ให้เขามา’ แล้วเหมือนกัน

มันถูกต้อง แต่ไม่ใช่เสียทั้งหมดเพราะเป้าหมายของคนคนนั้นไม่ใช่แค่เจอโรมหรือเจเรมี หากแต่เป็น ‘ใครบางคน’ ที่สำคัญกับเขามากเช่นกัน

“แต่ข่าวลวงก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นจริงนี่” อัลเบิร์ตแย้ง ก่อนให้คำอธิบาย “เจมี่ ฟังฉันให้ดี นายอยู่ที่นี่ร่วมเดือนแล้ว นายไม่รู้เลยสักนิดว่าข้างนอกวุ่นวายกันขนาดไหน สถานการณ์มันแย่มากเกินกว่าจะกู้คืนแล้ว พ่อของนายช่วยนายออกจากที่นี่ไม่ได้ และเขาเองก็กำลังจะถูกลอบฆ่า พวกนั้นมันทำแน่ถ้ามีโอกาส นายจะยอมเสียทั้งพ่อทั้งแม่ไปหรือไง”

ใครจะยอมเสียไป เจเรมีไม่ยอมอยู่แล้ว

เขานั่งนิ่ง ใบหน้าดูเคร่งเครียดขึ้นมาเมื่ออัลเบิร์ตเองก็แสดงท่าทางจริงจัง พลันถามเสียงต่ำ
“นายต้องการจะบอกอะไรฉันกันแน่”

เข้าประเด็นอีกครั้ง

อัลเบิร์ตสูดหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนค่อยๆ พูด
“ฉันอยากให้นายปกป้องคนที่เคยปกป้องนาย นายรู้เรื่องที่นายพลแฮร์ริสันกับผู้นำอีกสามตระกูลจะทำโครงการนำร่องการจำกัดนักโทษชั้นเลวแล้วใช่ไหม”

เจเรมีเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ยกมือขึ้นกอดอก ไม่ตอบแต่ท่าทางนั้นเป็นการตอบรับคำถาม
“นายเป็นหนึ่งในนักโทษชั้นเลวพวกนั้น...” อัลเบิร์ตย้ำแม้จะไม่อยากพูดเพราะรู้ดีอยู่เต็มอกว่าเจเรมีไม่ได้ทำอย่างนั้น เขาถูกยัดเยียดความผิดให้

“ฉันรู้” เจเรมีขานรับ “แล้วนายอยากจะให้ฉันทำอะไร”

ถามตรงประเด็นอีกแล้ว คราวนี้ไม่มีเหตุผลที่อัลเบิร์ตจะต้องพูดอ้อมไปอ้อมมาอีก

“ฉันอยากให้นายเข้าร่วม แต่ฟังก่อน ฉันรู้ว่ามันเป็นแผนที่จะบีบให้นายกับพ่อนายจนมุม แต่มันไม่มีทางเลือกแล้ว ถ้านายรอให้พ่อนายช่วยออกไป ฉันบอกเลยว่ามันค่อนข้างจะ...ยาก”

จริงอย่างที่อัลเบิร์ตว่า ถ้ามันง่าย ป่านนี้เขาได้ออกไปตั้งนานแล้ว

“ฟังให้ดีนะเจมี่ นายต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่อย่างนั้นคนที่เคยช่วยเหลือนายลำบากกันหมดแน่”
“นายหมายถึงตระกูลวอล์กเกอร์ด้วยใช่ไหม?”

ถูกเอ่ยชื่อตระกูลของตัวเอง อัลเบิร์ตก็พยักหน้า

จับทางได้แล้วว่าอัลเบิร์ตกังวลว่าครอบครัวตัวเองจะเดือดร้อน เจเรมีเห็นใจเพื่อนสนิทอยู่เหมือนกัน แต่เรื่องนี้เขาจะต้องเก็บเอาไปคิดก่อน

“ฉันขอเวลาตัดสินใจหน่อย”
ท่าทางลังเลทำให้อัลเบิร์ตเม้มริมฝีปากแน่น ดูเลิ่กลั่กขึ้นมาฉับพลันก่อนจะโพล่งขึ้น
“อย่านานนักนะ นายไม่มีเวลามากขนาดนั้น”

เจเรมีสบตาที่เต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มและหวาดกลัวของเพื่อนสนิทก็พอเข้าใจก่อนจะพยักหน้ารับ
“ขอเวลาฉันอีกหน่อยแล้วกัน”

ใจจริงอยากจะเร่งรัดให้ตอบตกลงเสียเดี๋ยวนั้น แต่คนอย่างเจเรมีจะไปบังคับอะไรได้ อัลเบิร์ตจึงได้แต่ยินยอมโดยไร้เงื่อนไขใดๆ
“ได้ ฉันจะรอคำตอบนะ” ว่าจบก็ลุกขึ้นยืนด้วยเห็นว่าผู้คุมส่งสัญญาณมาเป็นเชิงว่าหมดเวลาพูดคุยแล้ว

เจเรมียืนขึ้นบ้าง เตรียมจะหันไปหาผู้คุมให้พากลับไปที่ห้องขัง หากแต่ก็ต้องชะงักเมื่ออัลเบิร์ตทักขึ้น
“แต่จำไว้อย่างนะเจมี่ ต่อให้หลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะอยู่ข้างนาย ถึงนายจะไม่เชื่อ แต่ฉันจะอยู่ข้างนาย”

คงจะรู้สึกไม่ดีที่ต้องเป็นคนมาขอร้องให้เพื่อนเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงกับเกมทุเรศๆ อย่างนั้น
เจเรมีหยักยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่อ่านไม่ออกเลยว่าคิดอะไรอยู่ ก่อนจะสวนกลับไป

“ไว้ไปเจอกันข้างนอก”
เป็นคำมั่นสัญญาว่าไม่ว่าอย่างไร เขาก็จะออกไปจากแดนขังแห่งนี้ให้จงได้ อัลเบิร์ตไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายจะใช้วิธีไหน แต่ก็ภาวนาขอให้เป็นอย่างที่เจเรมีพูด

เขาอยากจะพูดคุยกับเจเรมีที่โลกด้านนอกมากกว่าในคุกอย่างนี้มากกว่าเป็นไหนๆ

สายตามองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินออกจากห้องไปด้วยความสับสน เขาไม่ควรทำอย่างนี้เลยแต่ถูกมัดมือชกอย่างนี้แล้วมันก็ช่วยไม่ได้ เมื่อเจเรมีหายไปจนลับสายตาแล้ว ผู้คุมที่ยังอยู่ในห้องก็ตรงมาหาเขาพร้อมกับโทรศัพท์ซึ่งต่อสายตรงถึงใครบางคน

[ไม่สำเร็จใช่ไหม?]
น้ำเสียงแหบห้าวดังเข้ามาให้ได้ยิน

เสียงของนายพลแฮร์ริสัน...

“ผมพยายามเต็มที่แล้ว แต่ขอเวลาให้เขาตัดสินใจหน่อยครับ” อัลเบิร์ตตอบกลับ
[เร็วหน่อยก็แล้วกัน นายเองมีเวลาไม่มากสักเท่าไหร่นัก พ่อของนายจะอยู่หรือไป ขึ้นอยู่กับไอ้เวรนั่น]

อีกฝ่ายว่ามาอย่างนี้ ทำเอาอัลเบิร์ตกำโทรศัพท์แน่น

ใช่... เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อจะมาบอกว่าบิดาของเจเรมีกำลังถูกวางแผนฆ่า นั่นเป็นเรื่องโกหก คนที่ถูกวางแผนฆ่าน่ะคือ แมทธิว วอล์กเกอร์ บิดาของเขาที่เข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้และไม่ยอมถอนตัวออกมาแม้ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลงถึงขั้นวิกฤตก็ตาม
และมันเป็นจุดอ่อนที่ทำให้แมทธิวตกอยู่ในอันตราย เดร็กฉลาดพอที่จะไม่เข้าไปขู่กับแมทธิวโดยตรง ทว่าเลือกบุตรชายที่อ่อนแอและไร้ทางสู้แทน ดังนั้นการที่อัลเบิร์ตมาพบกับเจเรมีในวันนี้ไม่ได้มาเพื่อใครหน้าไหนทั้งนั้น

เขามาเพื่อปกป้องบิดา แม้ว่าการกระทำนั้นจะเป็นการหักหลังเพื่อสนิททางอ้อมก็ตาม แต่เขาก็ต้องทำ

เพื่อที่จะรักษาชีวิตของคนที่เขารักไว้ มันไม่มีทางเลือก...

มือส่งโทรศัพท์คืนให้กับผู้คุม ความรู้สึกผิดพร่างพรายเข้ามาในอกอย่างท่วมท้น
ถ้ารู้ว่าทุกอย่างจะลงเอยอย่างนี้ เขาจะไม่ห้ามเจเรมีไม่ให้ทำร้ายธีโอในวันนั้น

เขาจะยุให้ฆ่า...

ในเมื่อผลลัพธ์ที่ออกมามันไม่ต่างกันก็ไม่จำเป็นต้องเก็บเอาไว้

เพิ่งจะเข้าใจในตอนนี้เองว่าการเกลียดชังใครสักคนจนแทบไม่สามารถอยู่ร่วมโลกได้มันเป็นอย่างไร
เกลียดจนอยากฆ่าให้ตาย... ถ้าเขาเข้มแข็งเหมือนเจเรมีล่ะก็ เขาคงจะไม่มายืมมือเจเรมีอย่างนี้แน่นอน




 
หลังจากที่ถูกส่งตัวกลับเข้าห้องขังในวันนั้น เจเรมีก็ใช้เวลาหลายวันในการขบคิดถึงคำพูดของอัลเบิร์ต จะบอกว่าเขาไม่เชื่อที่อัลเบิร์ตพูดร้อยเปอร์เซ็นต์มันก็ไม่ใช่ เขาเองก็กังวลใจเช่นเดียวกันและคงทนไม่ไหวแน่ถ้าหากบิดาเป็นอะไรขึ้นมาอีกคน
ความลังเลนั้นก่อให้เกิดความอัดอั้น เขาหลุดปากเล่าเรื่องทั้งหมดให้คริสฟัง และลงท้ายด้วยการที่คริสบอกว่า...

“อย่าตอบตกลงไปเชียว มันก็แค่กับดัก”

ทำไมเจเรมีจะไม่รู้ล่ะ รู้อยู่แก่ใจ แต่ว่า...มันก็อดเป็นพะวักพะวนใจไม่ได้อยู่ดี
และหนักข้อขึ้นยิ่งกว่าเดิมเมื่อเริ่มมีการรายงานข่าวทางโทรทัศน์ว่าเจอโรมถูกมือสไนเปอร์ยิงโดยไม่หวังผลคล้ายกับว่าเป็นการขู่ นั่นทำให้เจเรมีรู้ว่าเขาเริ่มถูกบีบคั้นแล้ว และถ้าหากยังแสร้งทำเป็นนิ่งเฉย ไม่ลงมือทำอะไรสักอย่างอยู่อย่างนี้ มีหวังเขาได้เสียคนที่รักไปอีกคนแน่

ดังนั้นคำเตือนของคริสจึงไม่มีผลใดๆ กับเขาตั้งแต่วินาทีนี้ทั้งสิ้น ทันทีที่ได้ยินข่าวนั้น เขาก็ตัดสินใจได้ในทันทีว่าจะเข้าร่วม คริสเอ่ยปากห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ฟังจนเขาจนปัญญาที่จะห้ามแล้ว จึงได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้เลือกทางเดินของชีวิตตัวเองโดยที่เขาจะไม่เอาชีวิตไปเสี่ยง

ทว่า... มีเหรอที่นักโทษอย่างเขาหรือจะรอด

หากเป็นนักโทษคดีกบฏธรรมดา เขาอาจจะรอดก็ได้ แต่เขาดันเป็นคู่แห่งโชคชะตาของเจเรมีนี่สิที่ทำให้ถูกจับยัดลงมาเป็นหมากในเกมนี้อย่างไม่อาจปฏิเสธ

สุดท้ายแล้วก็ต้องมาร่วมหัวจมท้ายกับเจเรมีอีก คราวนี้จากที่เตือนให้เจเรมีควบคุมตัวเอง อยู่อย่างสงบ ไม่ให้ไปมีเรื่องกับใครในคุกเพื่อที่จะได้อยู่ง่ายๆ กลายเป็นว่าต้องมาเตือนไม่ให้เจเรมีไปยุ่มย่ามเรื่องของใครในระหว่างการล่าอีกเพื่อที่จะได้มีชีวิตรอด
มีชีวิตรอด...  เขาเน้นย้ำประโยคนี้หลังจากที่ได้ฟังกฎกติกาในการเป็นผู้ชนะโครงการนำร่องการกำจัดนักโทษชั้นเลว ซึ่งตอนนี้เขาเรียกมันว่าเกม

ในเกมนี้จะมีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้นสิบห้าคน เป็นอัลฟ่าสิบคนและโอเมก้าอีกห้าคน ทุกคนจะมีเวลาสามสิบวันในการเล่นเกม เกมนี้มีกฎอยู่ไม่กี่ข้อในการเป็นผู้ชนะ

ข้อแรก... อัลฟ่าและโอเมก้าที่เป็นของกันและกันและเหลือชีวิตรอดถึงคู่สุดท้ายจะได้ทุกสิ่งตามปรารถนาไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามได้หนึ่งประการ

ข้อสอง... โอเมก้าสามารถเลือกได้ว่าจะยอมเป็นของอัลฟ่าสักคนเพื่อให้อัลฟ่าปกป้องหรือฆ่าอัลฟ่าก็ได้ แต่โอเมก้าก็ต้องฆ่ากันเองด้วยเพื่อให้เหลือรอดเป็นคนสุดท้ายเพื่อที่จะเป็นผู้ชนะ

ข้อสาม... อัลฟ่าไม่สามารถเป็นผู้ชนะถ้าหากไม่ได้ครอบครองโอเมก้าต่อให้อยู่รอดเป็นคนสุดท้ายก็ตาม ถ้าโอเมก้าตายหมด เท่ากับว่าการมีชีวิตรอดนั้นจะไร้ความหมาย ดังนั้นกฎเหล็กของเกมคืออัลฟ่าต้องพยายามรักษาชีวิตของโอเมก้าเอาไว้ แต่ไม่ได้ห้ามฆ่า

กฎในการแข่งขันเช่นนี้ ฟังครั้งแรกก็รู้เลยว่าคนออกกฎต้องการให้อัลฟ่าฆ่ากันเอง ในขณะเดียวกันก็ต้องการให้โอเมก้าถูกย่ำยีจนถึงขีดสุด หากโอเมก้ายินยอมเป็นของอัลฟ่าสักคนและอัลฟ่าคนนั้นถูกฆ่าตาย ก็ต้องตกเป็นของอัลฟ่าคนอื่น
ไม่ว่าอย่างไร เกมนี้มันก็วิปริตชัดๆ

เจเรมีฟังกฎแล้วก็นิ่วหน้า เขาเกลียดการที่สวะพวกนี้ดูแคลนโอเมก้าราวกับไม่ใช่มนุษย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งมาได้ฟังการกดขี่โดยปราศจากมนุษยธรรมอย่างนี้ เขาก็ยิ่งเกลียดชังชนชั้นบรรดาศักดิ์ของโครงสร้างสังคมนี้มากขึ้นไปอีก

มันเน่าเฟะ... ทุเรศ... ดักดาน...

ไม่รู้จะสรรหาคำบรรยายใดมาพรรณนาความชั่วร้ายของระบบทางสังคมเช่นนี้ดี รู้สึกแย่ยิ่งกว่านั้นด้วยเมื่อรู้ว่าโอเมก้าที่เข้าร่วมในเกมครั้งนี้ไม่ได้สมัครใจ แต่ถูกบังคับมา

มันเป็นการถูกบังคับให้มาตายชัดๆ!

ถึงจะเป็นนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ แต่โอเมก้าเหล่านั้นก็ควรมีสิทธิ์ตัดสินใจด้วยตัวเอง

ทำไมล่ะ ในเมื่อนักโทษชนชั้นอัลฟ่ายังตัดสินใจเองได้ แล้วทำไมโอเมก้าถึงทำไม่ได้!?

เจเรมีพยายามจะกักเก็บความขุ่นข้องใจนั้นไว้ภายในเมื่อหูได้ยินคริสเตือนว่าอย่าไปยุ่งเรื่องไม่เป็นเรื่อง กฎของการอยู่ในคุกอย่างสงบสุขคือไม่เข้าไปยุ่งเรื่องของใคร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระหว่างนักโทษด้วยกันหรือเรื่องระหว่างนักโทษกับผู้คุมก็ตาม โดยเฉพาะการมาทำเรื่องบ้าๆ ที่มีชีวิตตัวเองเป็นเดิมพัน ยิ่งไม่ควรไปยุ่งเรื่องคนอื่นเข้าไปใหญ่ถ้าอยากมีชีวิตรอดเป็นผู้ชนะ

มันเป็นวิธีที่ฉลาด...เจเรมีเห็นด้วย หากแต่การที่เขาถูกจับมาตรวจร่างกายพร้อมกับนักโทษคนอื่นๆ ที่มาจากแดนขังทั่วทั้งมหานครเพิร์ลแล้วได้เห็นความไม่ชอบธรรม มันก็อดไม่ได้

ตอนนี้เขาเห็นโอเมก้าคนหนึ่งกำลังวิงวอนขอชีวิตจากผู้คุมที่ฉุดกระชากตนให้เข้ามายืนในจุดสำหรับตรวจร่างกายและบังคับให้เปลื้องผ้าอยู่

เป็นการละเมิดสิทธิ์อย่างร้ายแรง และเขาจะไม่สนใจเลยถ้าหากว่าโอเมก้าคนนั้นไม่คุ้นตาอย่างประหลาดคล้ายกับว่าเคยเจอที่ไหนมาก่อน

เจอในตลาดค้าโอเมก้า...

โอเมก้าที่ถูกจับมาขายเป็นวัตถุทางบำบัดความใคร่...
“หมอนั่นมัน...ลูก้า” เจเรมีครางออกมาทันทีที่เห็นว่าคนที่มองอยู่ถูกไม้กระบองฟาดเข้าที่กลางหลังอย่างจัง

คริสในสภาพเปลือยเปล่าไม่ต่างจากนักโทษคนอื่นๆ ซึ่งอยู่ในระหว่างรอตรวจร่างกายเหลือบหางตามามอง
“รู้จักเหรอ?” สังหรณ์ใจไม่ดีด้วยว่าอีกฝ่ายอาจจะเข้าไปยุ่มย่ามกับเรื่องไม่เป็นเรื่องจนต้องพูดดัก “อย่าเข้าไปยุ่มย่ามเชียว”

เจเรมีไม่ตอบใดๆ มองร่างแกร็นของเด็กหนุ่มอีกคนอย่างไม่เชื่อสายตา ข่าวที่เขาได้ยินในวันที่ออกจากโรงแรมก่อนที่เขาจะถูกส่งตัวเข้าคุกผุดพรายเข้ามาในหัวทันที

โอเมก้ารูปร่างบอบบางและถูกกลั่นแกล้งโดยธีโอกับพรรคพวกคนนั้นน่ะนะที่เป็นฆาตรกรคดีฆ่าอัลฟ่า!?

จำลูกก้าขึ้นมาได้ฉับพลัน ไม่ผิดตัวแน่ คนตรงหน้าคือโอเมก้าที่เขาเคยช่วยไว้ มากไปกว่านั้นเขาจำรอยสักแสดงการผลัดเปลี่ยนเจ้าของที่ต้นแขนด้านขวาได้ ที่ไม่น่าเชื่อก็คือคนอ่อนแออย่างนั้นน่ะนะที่กล้าพอจะฆ่าใครได้

กระนั้นก็ไม่ได้สนใจแล้ว นอกจากเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าลูก้าถูกทุบตีหนักขึ้นจนน้ำหูน้ำตาไหล แต่ก็ถูกผู้คุมเข้ามาขวาง ยกมือดันหน้าอกเขาไม่ให้เข้ามาใกล้

“เฮ้ยๆ คิดจะทำอะไร ไปต่อแถว” ดันให้ไปรอในจุดเดิมเพื่อทำการตรวจร่างกาย

เจเรมีปัดมือของผู้คุมออกเต็มแรง กดเสียงต่ำ “ไสหัวไป”

การกระทำของเขาเรียกสายตาของทุกคนให้หันมามองทันทีไม่เว้นแม้แต่ลูก้า เขาเห็นชายหนุ่มผมบลอนด์ก็พลันได้สติในตอนี้ จำได้ทันควันว่าคือคนที่ช่วยและมอบเสื้อเครื่องแบบของสถาบันพัฒนาอัลฟ่าฯ ให้กับเขา

เจเรมี...เจเรมี เมอร์ซี จริงๆ ด้วย!

ความดีใจล้นปรี่จนแน่นหน้าอกแทนความหวาดกลัวเมื่อครู่นี้ น้ำตารื้นขึ้นปริ่มขอบตา

ในที่สุดเขาก็ได้เจอผู้ชายคนนี้สักที…

หากแต่เจเรทีไม่รู้หรอกว่าลูก้าคิดอะไร เขาหัวเสียมากกว่าที่เห็นผู้คุมปฏิบัติกับพวกโอเมก้าราวกับเป็นสัตว์ พอถูกผู้คุมเข้ามาผลักอกอีกครั้ง เขาก็แผดเสียงใส่

“บอกให้ไสหัวไปไงวะ!”

ไม่เพียงแผดเสียง ยังคว้าเอาแขนของผู้คุมคนนั้นมาจับไว้ก่อนพลิกตัว ออกแรงยกและจับทุ่มลงกับพื้นเต็มแรง

การกระทำที่ไม่มีใครคาดคิดส่งผลให้บรรดาผู้คุมกรูกันเข้ามาควบคุมตัวเขาไว้อย่างรวดเร็ว คริสเห็นท่าไม่ดีจึงรีบปรี่เข้าไปขวางก่อนที่เจเรมีจะถูกกระบองนั้นทุบตีหรือถูกกระบองไฟฟ้าช็อต อย่างน้อยเขาก็สนิทกับผู้คุมมากพอที่จะต่อรองได้ หากแต่เจเรมีไม่ได้ฉุกคิดเลยว่าคริสพยายามจะช่วย อาศัยจังหวะชุลมุนนี้ถลาเข้าไปหาผู้คุมที่ยังกระชากแขนลูก้าอยู่ก่อนที่จะตะบันหมัดใส่หน้าสุดแรง

มือของผู้คุมปล่อยท่อนแขนผอมบางทันที ร่างใหญ่กระเด็นหงายหลังล้มลงไปอีกทาง ปากสบถด่าเจเรมีที่ต่อยเขาเข้ามาแรงเสียจนเลือดกำเดาไหลพรากด้วยถ้อยคำหยาบคาย หากแต่คนตัวการไม่สน เขาคว้าแขนของลูก้าแล้วดึงให้ลุกขึ้น

“ไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

ลูก้าไม่ตอบ มีเพียงน้ำตาที่ไหลรินออกมาเป็นทางและรอยยิ้มปีติเท่านั้นที่ปรากฏให้เห็น

“เฮ้ ฉันถามว่าไม่เป็นไรใช่ไหม ตอบสิ!” พอไม่ได้คำตอบก็เสียงดังใส่อีก

ลูกก้าถึงได้ยอมเปิดปากขึ้น

“นะ...ในที่สุดผมก็ได้พบคุณอีกครั้ง คุณเมอร์ซี...”

คนฟังประหลาดใจไม่น้อยทีเดียวที่ถูกทักอย่างนั้นเป็นประโยคแรก ก่อนจะต้องร้องโอดโอย ทรุดตัวลงกับพื้นเมื่อถูกกระบองของผู้คุมคนหนึ่งฟาดและช็อตเข้ามาอย่างจัง เขาเกือบจะถูกกระหน่ำช็อตอีกระลอกใหญ่แล้วถ้าหากคริสไม่เข้ามาขวางเสียก่อน
“อย่าเสียเวลากับหมอนี่เลยน่า พวกคุณจะทำให้เขาตายก่อนได้เข้าไปอยู่ในเกมนรกนั่น ผมเชื่อว่านายพลแฮร์ริสันต้องไม่ปลื้มแน่ถ้ารู้ว่าพวกคุณทำให้เหยื่อของเขาเป็นอะไรก่อนทุกอย่างจะเริ่มแบบนั้น”

ยกเอาชื่อของเดร็กมาขู่ พวกผู้คุมก็ยอมถอย สบถขู่ตามหลังเล็กน้อยอย่างหัวเสีย
“ดูแลเมียนายให้ดี อย่าให้ก่อเรื่องอีก”

คำดูแคลนนั้นทำให้เจเรมีกัดฟันกรอด ทำท่าจะผุดลุกขึ้นมาก่อเรื่องอีกรอบ
“ไอ้เวร!”

คริสคว้าแขนไว้อย่างรวดเร็วก่อนที่เจเรมีจะได้ลุกขึ้นเสียอีก หันไปพยักหน้าให้เล็กน้อยเป็นเชิงว่าให้สงบสติอารมณ์ เจเรมีจึงได้แต่ฮึดฮัดและยอมปล่อยมือออกจากเรื่องนี้

ยอมเชื่อคริส... สัญชาตญาณบอกไว้ว่าผู้ชายตรงหน้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะไม่ทำร้ายเขา

คริสเองก็พอใจที่เจเรมียอมเชื่อฟังคำแนะนำของเขามากขึ้นกว่าเดิม จะมีก็แต่ลูก้าเท่านั้นที่ได้ยินและเห็นภาพนั้นก็เกิดข้องใจขึ้นมาจนหลุดปากถาม

“คุณกับคุณเมอร์ซีเป็น...” ถามยังไม่ทันจบก็เงียบเสียงไปคล้ายกับตระหนักขึ้นมาฉับพลันว่าไม่ควรถามเรื่องนี้ แต่ก็อยากรู้ว่าใช่อย่างที่ตนคิดหรือเปล่า เพราะถ้าใช่ มันหมายความว่าทั้งคู่จับคู่กันแล้วทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มเกมเลยด้วยซ้ำ

หากแต่คริสดูออกว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะถามอะไร จึงชิงตอบออกมาทั้งที่คำถามไม่สมบูรณ์
“ไม่ได้เป็นอย่างที่นายเข้าใจ แค่เป็นคู่แห่งโชคชะตา”

ลูก้าพยักหน้ารับน้อยๆ ไม่มั่นใจเท่าไหร่นัก ก่อนจะเบนความสนใจมาที่เจเรมีซึ่งพยายามจะลุกขึ้น
“ไหวไหมครับ” ถามพลางยื่นมือไปให้เจเรมีจับเพื่อช่วยพยุงขึ้น

ทว่าเจเรมีกลับเลือกที่จะยื่นมือไปจับมือของคริสแทน
“ไหว” แล้วก็ตอบสั้นๆ

ลูก้าดึงมือกลับไป ยิ้มบางๆ “ขอบคุณครับที่ช่วยผม”
“ก็แค่ครั้งนี้เท่านั้น”

อย่างที่เจเรมีพูด เขาช่วยแค่ครั้งนี้เท่านั้นเพราะเห็นใจที่ลูก้าถูกดึงเข้ามาเอี่ยวในเกมการเมืองนี้อย่างไม่เต็มใจด้วย แต่ถ้าจะให้ผูกพันไปมากกว่านี้ล่ะก็ เขาไม่เอาด้วยคน

ไม่อยากจะผูกพันกับใครโดยไม่จำเป็น มันจะทำให้การเดินหมากของเขามันยากขึ้น เพราะสักวันเขาอาจจะต้องฆ่าลูก้า...
เป็นความจริงที่น่าเจ็บปวด แต่ในเมื่อกฎถูกวางมาอย่างนี้ก็จำต้องดำเนินไป

ร่างใหญ่ลุกขึ้นยืนได้ก็เดินกลับเข้าไปในแถวเพื่อรอคิวตรวจร่างกายดังเดิม ปล่อยให้ลูก้าถูกผู้คุมจับเปลื้องผ้าอีกครั้ง ครั้งนี้ลูก้าไม่ขัดขืน ยินยอมแต่โดยดีในขณะที่สายตาก็จับจ้องไปที่เจเรมีด้วยความรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก

ผู้ชายคนที่เขาอยากจะขอบคุณที่เคยช่วยเขาไว้...มาอยู่ตรงหน้าแล้ว
------------------------------------
แปะให้เต็มตอนเลยค่ะ เขียนไปเขียนมาเพลิน จบตอนพอดี 555
ปกเต็มๆ มาแล้วนะคะ เข้าไปดูที่เพจของ สนพ.ได้เลย แปะรูปไม่เป็น ฮืออ
อันนี้เพจของ สนพ.นะคะ เกาะหน้าเพจ สนพ.ไว้ เดือนนี้จะเปิดพรีออเดอร์ เดี๋ยวให้ทาง สนพ.แจ้งอีกทีนะ

https://www.facebook.com/RakKunPublishing/

ส่วนตอนหน้า บอกได้เลยว่าสัญชาตญาณดิบสมชื่อมากกก
ฝากฟีดแบ็กให้ด้วยนะ XD

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
จะกล่าวหาว่าเจม เป็นตัวการทำลายตระกูลเมอร์ซีก็ไม่ถูกทั้งหมด
ยังไงตระกูลเมอร์ซี ก็ถูกหมายหัวเรื่องกำจัดมาก่อนเจมเกิดซะอีก
ถึงแม้เจม จะว่าง่าย สุภาพอ่อนโยน ตระกูลเมอร์ซีก็จะถูกกำจัดอยู่ดี
เจม เป็นแค่หมาก แค่เบี้ย ที่ถูกใช้
อย่างที่อัลเบิร์ตว่า ถึงฆ่าธีโอไปซะ ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างจากตอนนี้
ลูก้า จะมาทำให้เรื่องยุ่งจากเดิม หรือช่วยเจม กันแน่
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด