[เรื่องยาว] Dear, My customer. รักลับๆ ของช่างตัดเสื้อ บทที่36p.19(15/03/2562)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [เรื่องยาว] Dear, My customer. รักลับๆ ของช่างตัดเสื้อ บทที่36p.19(15/03/2562)  (อ่าน 46504 ครั้ง)

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 941
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +738/-3
    • My novel blog


Dear, My customer.

ตอนที่3 จอห์น คาเวดิช


                คาเวดิชเป็นตระกูลเก่าแก่ สืบเชื้อสายมาจากดยุกแห่งเดวอนเชอร์ เฮนรี่ คาเวดิช เป็นมาร์ควิสแห่งบาธรุ่นที่หก และเอิร์นแห่งโทรว์บริดรุ่นที่หก รวมถึงบารอนแห่งเวลโลว์รุ่นที่สี่ สืบทอดจากปู่ของเขา เขามีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียว ชื่อว่าจอห์น คาเวดิช ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเอิร์ลแห่งโทรว์บริดทันทีที่เกิด

                ลอร์ดโทรว์บริดเป็นนักผจญภัยมาตั้งแต่เล็ก เขามีร่างกายแข็งแรงบึกบึนอย่างที่ปู่ทวดของเขามี มีเรือนผมสีน้ำตาลเข้มแบบเดียวกับพ่อ และดวงตาสีเขียวของแม่ ท่านเอิร์ลน้อยชื่นชอบการเดินทาง และกีฬาแทบทุกประเภท ตอนเรียนอีตันเขาเป็นนักกีฬารักบี้ตัวเด่นของทีม และโด่งดังกระทั่งเข้าเรียนที่อ็อคฟอร์ด  เมื่อรู้ว่าลอร์ดโธมัส คาเวดิชผู้เป็นอา จะไปเปิดบริษัทเหมืองแร่ที่อเมริกา เจ้าตัวก็รีบขอตามไปด้วยทันที แน่นอนว่าไม่มีใครในครอบครัวสามารถคัดค้านเขาได้ แม้กระทั่งตัวท่านมาร์ควิสเองก็ตาม

                อเมริกาเป็นโลกใบใหม่ที่เปิดกว้างสำหรับท่านเอิร์ล และอาของเขาไม่ได้ถือประเพณีเคร่งครัดเช่นพี่ชาย ดังนั้นลอร์ดโทรว์บริดจึงมีชีวิตอิสระโลดโผนตลอดระยะเวลาสามปีที่อยู่ที่นั่น กระทั่งพ่อของเขารู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่ลูกชายเพียงคนเดียวจะต้องกลับมาเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบอังกฤษในสังคมชั้นสูง เพื่อที่เมื่อถึงเวลาที่เขาจะต้องรับช่วงต่อตำแหน่งมาร์ควิส ต้องนั่งนั่งในสภาขุนนางอันทรงเกียรติ ตระกูลจะได้ไม่ขายขี้หน้า จึงได้โทรเลขไปเรียกตัวลูกชายกลับมาในวันเกิดอายุครบยี่สิบสี่ปีนั่นเอง

                ลอร์ดโทรว์บริดไม่เคยชอบงานพิธีการ และไม่เคยนึกชอบใจการสวมสูทผูกหูกระต่าย หรือเนกไทเส้นโตๆ ทับด้วยเสื้อโค้ทตัวหนาสีทึบๆ อย่างที่ชนชั้นสูงซึ่งอยู่รายล้อมตัวเขานิยมทำ ยิ่งไม่ชอบสวมหมวกทรงสูงที่แสนจะเกะกะในสายตาของเขา ท่านเอิร์ลชอบที่จะสวมเพียงเสื้อเชิ้ตหลวมๆ กางเกงขายาวที่หลวมพอๆ กัน สวมรองเท้าหนังแบบคนงาน ที่พร้อมจะลุยและเลอะได้ทุกเมื่อ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนไม่เป็นที่ถูกใจท่านมาร์ควิสแห่งบาธเลยสักอย่างเดียว

                “จอห์น จะต้องให้พ่อบอกอีกกี่หน ว่าแกจะต้องแต่งตัวให้ดูดี แล้วก็หัดมีมารยาทกว่านี้ ทำไมแกไม่รู้จักรอโอลิเวอร์ แล้วนี่ดูซิ ชุดอะไร”

                มาร์ควิสแห่งบาธเหยียดสายตามองเสื้อเชิ้ตลำลองสีขาวและเสื้อกั๊กสีน้ำตาลอ่อนที่ลูกชายสวมอยู่ ลอร์ดโทรว์บริดนึกเสียใจที่เขาถอดเสื้อโค้ทตัวใหม่แขวนเอาไว้บนราวแขวนตอนเข้ามาในบ้าน ถ้ายังสวมอยู่พ่อคงบ่นเขาน้อยกว่านี้ อย่างน้อยเขาก็คิดว่าเสื้อโค้ทตัวนั้นน่าจะพอเข้าตาท่านมาร์ควิสอยู่

                “เรือเข้าก่อนกำหนด” เอิร์ลหนุ่มบอกพ่อของเขา “ผมรออยู่นานแล้ว เลยคิดว่าจับรถม้ากลับมาเองดีกว่า ที่จริงตอนรอผมเกือบถูกรถม้าชนด้วยนะ”

                “โอ้พระเจ้า!” เลดี้บาธ แม่ของเขาอุทานออกมา เธอคิดถึงลูกชายใจจะขาด แต่ไม่อาจขัดลอร์ดสามีที่พอเห็นหน้าลูกแว้บแรกก็ออกอาการอารมณ์เสียทันที จึงได้แต่ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างๆ

                ลอร์ดบาธผู้พ่อมองหน้าเขาแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ชายหนุ่มเลยพูดต่อ “จริงๆ นะครับ ผมกำลังยืนรอโอลิเวอร์อยู่ จู่ๆ รถม้าคันหนึ่งก็หลุดออกมาจากคันเทียม คนขับกระโดดลงตั้งแต่เห็นม้าวิ่งพุ่งออกไป เลยเหลือแต่รถไถลเข้ามาตรงที่ผมยืนอยู่”

                “แล้วลูกเป็นอะไรมากมั้ย?” เลดี้บาธรีบปราดเข้ามาหาลูกชายทันที เธอทนยืนเฉยไม่ไหวอีกต่อไป ลอร์ดโทรว์บริดยิ้มให้แม่แล้วจับมือเธอเอาไว้ “ผมไม่เป็นไรหรอกครับ ที่จริงแล้วมันก็ห่างไปจากผมพอดูน่ะนะ แต่สุภาพบุรุษอีกคนนึงที่ยืนอยู่ข้างผมเกือบถูกชน ดีที่ผมฉุดเขาออกมาทัน”

                “ลูกเป็นคนดีจริงๆ” เลดี้คราง แล้วลูบใบหน้าลูกชายอย่างรักใคร่ ลอร์ดบาธดูไม่ค่อยสบอารมณ์นัก “ดีแล้วที่แกไม่เป็นอะไรมาก แล้วเห็นว่ามีแขก เจอเพื่อนตอนจะขึ้นรถม้าหรือ?”

                “อ๋อ เปล่าครับ” คนถูกถามตอบ “ก็ผู้ชายที่ผมช่วยเขาเอาไว้นั่นแหละ ผมเห็นว่าเขาท่าทางเหนื่อยๆ เหมือนยังไม่ได้กินอะไร เลยชวนมาดื่มน้ำชาที่บ้าน”

                “พ่อจำได้ว่าไม่เคยสอนให้แกพาคนแปลกหน้าเข้าบ้าน” เสียงของลอร์ดบาธเข้มกว่าเดิม คนถูกเอ็ดยักไหล่อย่างไม่แยแส “แต่เขาไปแล้วล่ะ เขาสุภาพกว่าผมอีก พ่อต้องชอบแน่ ถ้าพ่อได้เจอเขานะ”

                ท่านมาร์ควิสสูดหายใจอย่างอดทน “เอาล่ะจอห์น พ่อรีบมาเจอแกเพราะอยากจะเห็นหน้าลูกชายที่หายออกจากบ้านไปตั้งสามปี พ่อไม่ได้หวังหรอกว่าแกจะทำตัวดีขึ้นกว่าเดิมเท่าไหร เฮ่อ...” เขาถอนหายใจอย่างไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป “ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่มันดูดีกว่านี้ แล้วเอาชุดที่จะใส่ในงานเลี้ยงพรุ่งนี้ลงมาให้พ่อดูด้วย”

                “งานเลี้ยง?” ลอร์ดโทรว์บริดทวน “งานเลี้ยงอะไรครับ”

                “งานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของแกไง” พ่อของเขาบอก “พ่ออยากให้แกดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไปได้แล้ว”

----------------------------------------

                งานเลี้ยงจัดในห้องโถงใหญ่ภายในคฤหาสน์หลังงามของมาร์ควิสแห่งบาธที่มีชื่อว่าคฤหาสน์เดล วงออเครสตร้าขนาดใหญ่บรรเลงเพลงคลาสสิกยอดนิยมให้แขกผู้มีเกียรติได้ฟังเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ไวน์ชั้นเลิศและแชมเปญถูกเสิร์ฟให้กับแขกเหรื่อที่อยู่ในงาน รวมถึงคอกเทลที่ทำมาจากผลไม้และของว่างหลากหลาย ผู้คนต่างแต่งกายหรูหรา ประดับประดาด้วยอัญมณีที่งามที่สุด แสงแฟลชจากช่างภาพหนังสือพิมพ์สว่างแวบวาบ ดูยังไงก็ไม่ใกล้เคียงงานเลี้ยงสังสรรค์สนุกๆ อย่างที่ลอร์ดโทรว์บริดพูดเลยสักนิ

                แค่คิดว่าจะต้องเดินเข้าไปข้างใน กอร์ดอนก็รู้สึกเหมือนถูกรีดลมออกจากปอด เขาหยุดเท้าลงตรงหน้าประตู จนลอร์ดโทรว์บริดต้องหันหน้ากลับมา “เป็นอะไรไป คุณรู้สึกไม่สบายหรือ?”

                คนถูกถามรีบผงกศีรษะ “ผมคิดว่าต้องกลับแล้ว...”

                “งั้นเดี๋ยวผมจะให้คนพาคุณไปนั่งพักก่อนแล้วกัน ยังไงคุณก็เป็นแขกของผม” ลอร์ดโทรว์บริดพูดด้วยท่าทางเป็นห่วงเป็นไย แต่กอร์ดอนคิดว่าคงจะดีกว่านี้ ถ้าฝ่ายนั้นรีบบอกให้เขาขึ้นรถม้ากลับบ้านเลย โชคดีที่โอลิเวอร์ที่มาด้วยกันรีบเตือนสติเขา

                “นายน้อย คุณท่านกำลังรออยู่ รีบเข้าไปในงานเถอะครับ เดี๋ยวผมจะดูแลคุณโอเดนเบิร์กให้เอง”

                ลอร์ดโทรว์บริดพยักหน้าทันที “ฝากด้วยนะ ให้เขาเข้าไปพักที่ห้องผมก็ได้”

                โอลิเวอร์รีบพยักหน้า และแทบจะดันหลังเอิร์ลหนุ่มให้เข้าไปในงาน กอร์ดอนสังเกตเห็นแสงแฟลตสว่างวาบขึ้นมาทันที เขานึกดีใจที่ไม่ต้องเข้าไปด้านใน โอลิเวอร์เดินกลับมาหลังจากนั้นไม่นาน

                “โอลิเวอร์ ผมอยากขึ้นรถม้ากลับเลย” กอร์ดอนไม่รอให้ฝ่ายนั้นพูดอะไร รีบบอกจุดประสงค์ให้ทราบทันที คนรับใช้หนุ่มมองหน้าเขา “แต่นายน้อยสั่งผมไว้...”

                “ไม่เป็นไรหรอก ผมกลับไปพักผ่อนที่บ้านตัวเองนี่แหละดีที่สุด” กอร์ดอนว่า โอลิเวอร์พยักหน้า “นั่นสินะครับ” เขาหยุดไปหน่อนหนึ่ง แล้วขยับมากระซิบ “ผมว่าถ้าคุณท่านรู้ว่านายน้อยไปร้านของคุณ คงต้องหัวเราะแน่ๆ”

                “อ้าว ทำไมล่ะ?”

                “ก็คุณท่านแนะนำนายน้อยให้ไปร้านของคุณ แต่เขายืนกรานว่าจะไปตัดเสื้อที่ร้านของเพื่อน ผมเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันนะครับว่าคุณกับเขาจะรู้จักกัน”

                “มันเป็นเรื่องบังเอิญน่ะ” ขณะคิดว่าจะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้อีกฝ่ายฟังอย่างไรดี เสียงใครบางคนก็ดังขึ้น

                “คนนั้นไง ที่ผมเล่าให้พ่อฟัง”

                พอหันไปมองก็เห็นท่านมาร์ควิสแห่งบาธ พร้อมด้วยภริยาและลูกชายตัวดีกำลังเดินตรงมาอยู่ กอร์ดอนรู้สึกว่าเขาควรจะรีบออกไปแต่แรก เขายิ้มให้ท่านมาร์ควิส ก่อนจะถอดหมวกทักทายตามมารยาท

                “สายันห์สวัสดิ์ครับท่านลอร์ดและเลดี้บาธ สบายดีนะครับ”

                “อ้าว โอเดนเบิร์ก” ท่านมาร์ควิสมองเขาด้วยความแปลกใจ “สายันห์สวัสดิ์ มาที่นี่ได้ยังไงน่ะ?”

                “เป็นความกรุณาของท่านเอิร์ลครับ” กอร์ดอนตอบพลางยิ้ม “ท่านเอิร์ลอยากให้ช่างเล็กๆ อย่างผมได้มาเปิดหูเปิดตา เห็นชุดที่ตัวเองตัดใส่อยู่ในงานสักครั้ง เลยกรุณาให้ผมติดรถมาด้วยน่ะครับ”

                “อ้อ...” ท่านมาร์ควิสส่งเสียงในคอ แล้วถามอีก “จอห์นไปร้านคุณหรือ? แสดงว่าสุดท้ายเขาก็ใช้ร้านที่ผมแนะนำ”

                พูดจบก็ยิ้มเล็กๆ เหมือนรู้สึกดีใจที่สามารถเอาชนะความดื้อรั้นของลูกชายได้ ลอร์ดโทรว์บริดรีบแย้งทันที

                “ผมไม่ได้ไปร้านที่คุณพ่อแนะนำ ผมไปร้านเขาต่างหาก”

                “ก็ร้านเดียวกันนั่นแหละ” ลอร์ดบาธตัดบท “พ่อตัดเสื้อกับเขามาได้สองปีแล้ว โอเดนเบิร์กฝีมือดีมากทีเดียว”

                ลอร์ดโทรว์บริดได้แต่ยืนอ้าปากค้าง เขาหันมามองหน้ากอร์ดอนและพ่อของตัวเองสลับกัน กอร์ดอนเห็นแล้วอยากจะหัวเราะออกมาจริงๆ

                “ขอบคุณท่านลอร์ดครับ” ช่างตัดเสื้อหนุ่มพูด “ผมต้องขออนุญาตขอตัวก่อนนะครับ”

                “ตามสบายเถอะ” ลอร์ดบาธว่า โดยไม่รอให้ใครได้พูดอะไรต่อ กอร์ดอนรีบกระตุกแขนเสื้อโอลิเวอร์ คนรับใช้ที่มีวัยห่างกับเขาไม่มากนักจึงรีบพูดเสริมทันที “งั้นผมจะไปส่งคุณโอเดนเบิร์กขึ้นรถม้านะครับ”

-----------------------------------------

                กอร์ดอนรู้สึกเหมือนหลุดพ้นจากพะเนินเหล็กอันหนักอึ้ง หลังจากขึ้นรถมาออกมาจากคฤหาสน์เดลแล้ว พอกลับถึงห้อง เขาก็ล้มตัวลงนอนทันที พลางสวดภาวนาต่อพระเจ้า ขอให้ลอร์ดโทรว์บริดจอมจุ้นหลุดออกไปจากชีวิตเขาเสียที

-------------------------------------------

                ลอร์ดโทรว์บริดคิดว่ากล้ามเนื้อบนใบหน้าเขาคงใกล้เป็นตะคริวเต็มที่ เพราะต้องปั้นหน้ายิ้มแย้มให้คนนั้นคนนี้ตลอดเวลา ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาที่มางานเลี้ยงสังสรรค์ที่บ้านเขาบ่อยๆ นั่นแหละ แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่ค่อยคุ้น นอกจากเหล่าบรรดาขุนนางชั้นสูงทั้งหลาย รวมถึงภริยาที่มาร่วมงานแล้ว หลายคนยังพาลูกสาวของตนมาอีกด้วย มีตั้งแต่เด็กอายุยังไม่ถึงสิบสองปี กระทั่งอายุไล่เลี่ยกับเขา พวกผู้ใหญ่ท่าทางคาดหวังจะให้เลดี้เหล่านี้สร้างความประทับใจและผูกมิตรกับเขาเอาไว้ เผื่อว่าในภายภาคหน้าจะได้เป็นมาชันเนสกับเขาบ้างล่ะมั้ง ทว่าลอร์ดโทรว์บริดไม่นึกอยากได้ศรีภริยาที่เป็นเลดี้เพียบพร้อม เคร่งครัดในจารีต และเอาแต่แต่งตัวสวยอยู่ตลอดเวลา เขาจึงปฏิบัติต่อสาวๆ เหล่านั้นตามมารยาท เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ลอร์ดบิดามารดาของพวกเธอ แต่ไม่ได้ทอดไมตรีให้กับใครเป็นพิเศษ (อย่างน้อยๆ เขาก็คิดอย่างนั้น)

                งานเลี้ยงเลิกตอนห้าทุ่ม กว่าจะส่งแขกหมด รอยยิ้มของลอร์ดโทรว์บริดก็เหมือนจะแข็งค้างอยู่บนใบหน้าแบบเดียวกับครั่งที่ใช้ประทับด้านหลังซองจดหมาย กระทั่งแม่ของเขาต้องเอ่ยทัก

                “ลูกหยุดยิ้มได้แล้วล่ะ ทุกคนกลับกันหมดแล้ว”

                ลอร์ดโทรว์บริดยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเอง พยายามนวดมัดกล้ามเนื้อพวกนั้นเพื่อให้มันคลายตัว “ผมยิ้มจนปากแทบจะเป็นตะคริว” เขาคราง ก่อนจะได้ยินเสียงลอร์ดบาธผู้เป็นพ่อดังขึ้นด้านหลัง

                “แกทำตัวดีนะ ดูเหมือนแคทเธอรีนจะประทับใจในตัวแกมาก”

                ลอร์ดโทรว์บริดเลิกคิ้ว นึกถึงเลดี้ที่มีผมสีทองดัดลอน ดวงตาสีฟ้าสวยเหมือนตุ๊กตาคนนั้น “ผมก็ว่าเธอน่ารักดี”

                “ลูกคิดว่างั้นหรือจ้ะ” เลดี้บาธพูดขึ้นบ้าง “แคทเธอรีนก็ไม่เลว แม่ว่าเสียงเธอเพราะมาก”

                “พ่อก็ชอบวิธีพูดของเธอ ดูสุภาพและเฉลียวฉลาดทีเดียว”

                “อืม... ข้อนั้นผมเห็นด้วย เธอดูแตกต่างจากเลดี้คนอื่นๆ”

                ดวงตาของท่านลอร์ดและเลดี้บาธเป็นประกาย “อย่างนั้นเราควรจะให้ลูกได้พบเธออีก งานน้ำชาวันอังคารเป็นไง เราจะให้คนส่งหมายเชิญไปให้เธอ เธอคงดีใจมากแน่ถ้ารู้ว่าลูกเป็นคนชวน”

                “เดี๋ยวๆ” ลอร์ดโทรว์บริดร้องขึ้นมา “ผมยังไม่คิดจะชวนเธอมางานน้ำชาหรอกนะครับ”

                สองคนที่ได้ฟังทำหน้าสงสัย ชายหนุ่มจึงอธิบายต่อ “คือผมคิดว่าเธอต่างจากเลดี้คนอื่นๆ ก็จริง แต่ยังไม่ประทับใจขนาดอยากจะชวนเธอมาดื่มชาด้วย”

                คราวนี้ลอร์ดบาธดูไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที “มีปัญหาอะไรอีกล่ะ ทีคนแปลกหน้าเพิ่งเจอกันไม่กี่นาทีแกยังชวนมาดื่มชาได้หน้าตาเฉยเลย”

                “เขาไม่ใช่คนแปลกหน้าสักหน่อย นั่นช่างเสื้อประจำของพ่อนะ” ลอร์ดโทรว์บริดเถียง

                “แต่เป็นคนแปลกหน้าของแก อย่าบอกนะว่าแกรู้จักกับเขาก่อนไปอเมริกา” ท่านลอร์ดบาธไม่ยอมให้ลูกชายเถียงได้ง่ายๆ ลอร์ดโทรว์บริดยักไหล่ “แต่ยังไงผมก็เป็นคนช่วยชีวิตเขา เขาไม่ใช่คนแปลกหน้าแล้ว”

                เลดี้บาธรีบพูดตัดบทเพื่อไม่ให้การโต้เถียงยืดเยื้อไปมากกว่าที่เป็นอยู่ “โอเดนเบิร์กที่จริงก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าอะไรของบ้านเราอยู่แล้ว ถ้าลูกยังเขินๆ กับการชวนแคทเธอรีนมาดื่มน้ำชาที่บ้าน งั้นเราจัดงานเลี้ยงน้ำชาขึ้นมาสักงานหนึ่ง แล้วชวนเพื่อนๆ ลูก และเลดี้คนอื่นๆ มาด้วยดีไหม ลูกจะได้วางตัวง่ายขึ้น”

                ลอร์ดโทรว์บริดยิ้มให้แม่ของเขา “ความคิดแม่ไม่เลวครับ ผมเองก็ไม่ได้เจอเพื่อนๆ นานแล้ว แต่ผมไม่อยากจัดงานเลี้ยงน้ำชา มันดูน่าเบื่อเกินไป เราน่าจะจัดงานเต้นรำ”

                “ดีจ้ะ แม่เห็นด้วย” เลดี้บาธพยักหน้า “เราจะส่งหมายเชิญให้เพื่อนๆ ของลูก รวมถึงเลดี้ที่มางานวันนี้ เราจะเชิญวงออเครสตร้าที่ดีที่สุดตอนนี้มาที่งานด้วย คุณว่าไงคะ”

                เธอหันไปถามลอร์ดสามี ท่านลอร์ดบาธพยักหน้าเห็นด้วยเช่นกัน “ดีเหมือนกัน หวังว่าแกคงจะทำตัวเป็นคู่เต้นรำที่ดีของแคทเธอรีนนะ”

                “เรื่องนั้นผมรับรองไม่ได้หรอกนะ” ลอร์ดโทรว์บริดว่า “แต่ก่อนอื่นเลย ผมต้องออกไปเจอเพื่อนๆ ก่อน แล้วผมก็อยากได้ชุดใหม่ๆ จากร้านของกอร์ดอนด้วย”

-------------------------------------

                กอร์ดอนคิดว่าคำอธิฐานของเขาคงเบาเกินไป หรือไม่ก็ดังเกินไป พระเจ้าจึงส่งลอร์ดโทรว์บริดคนนั้นมาหาเขาตั้งแต่เช้าในวันรุ่งขึ้น ถึงจะไม่เช้าขนาดปลุกเขาลงจากที่นอน แต่ก็เช้าพอจะเป็นมนุษย์คนแรกที่เขาได้เจอหน้าเมื่อออกมาเปิดร้าน

                “อรุณสวัสดิ์” คราวนี้ฝ่ายนั้นเอ่ยทักเขาก่อน กอร์ดอนพยักหน้า ทักตอบไป “อรุณสวัสดิ์ครับท่านลอร์ด วันนี้คุณมีธุระอะไรหรือครับ?”

                เขาแน่ใจว่าเสื้อชุดเมื่อคืนไม่มีความบกพร่องด่างพร้อยอะไรทั้งนั้น ยกเว้นเสียแต่ว่าท่านเอิร์ลจอมจุ้นคนนี้เอามันไปเกี่ยวอะไรจนขาด ฝ่ายนั้นมองเขาแล้วยิ้มจนเห็นฟันเรียงกัน “ผมอยากได้เสื้อเพิ่มอีกสักตัว”

                “ครับ” กอร์ดอนพยักหน้า แล้วพูดต่อทันที “อย่างนั้นคุณไม่จำเป็นต้องลำบากมาเองหรอกครับ เพราะคุณเพิ่งวัดตัวไปเมื่อวาน ให้คนมาบอกก็ได้ว่าอยากได้ชุดประมาณไหน เดี๋ยวผมจะตัดแล้วพาไปให้ลองที่คฤหาสน์”

                “ไม่ได้ๆ” ลอร์ดโทรว์บริดว่า “ผมอยากเลือกผ้าเอง อยากจะมาอธิบายแบบชุดเองด้วย ผมอยากได้เสื้อเชิ้ตหลวมๆ ตัดด้วยผ้าลินิน นี่คุณจะไม่ชวนผมเข้าไปดูในร้านเลยหรือไง?”

                พอถูกทักดังนั้น กอร์ดอนจึงจำต้องเปิดประตูร้านให้อีกฝ่ายเข้ามา

                “ม้วนนี้คุณน่าจะถูกใจครับ” เขายกผ้าลินินม้วนหนึ่งออกมาจากกองผ้าภายในห้องเก็บผ้า วางมันลงบนโต๊ะ ลอร์ดโทรว์บริดมองชายหนุ่มเจ้าของร้าน ก่อนจะถามออกมา “คุณเปิดร้านเช้าแบบนี้ทุกวันเลยหรือ? หยุดวันไหนบ้าง”

                “วันอาทิตย์ ผมเป็นคริสเตียน” กอร์ดอนบอก และนึกว่าเมื่อไหร่เจ้าตัวจะเลือกผ้าแล้วออกไปจากร้านเขาเสียที ได้ยินเสียงเอิร์ลหนุ่มพูดต่อ “อ้อ ผมก็เป็นคริสเตียนเหมือนคุณนั่นแหละ แล้วคืนวันพุธล่ะ คุณว่างมั้ย?” เขาถามและพูดต่อโดยไม่รอคำตอบ “ผมมีสโมสร ทุกคืนวันพุธเราจะไปเล่นไพ่บริดและจิบวิสกี้กัน คุณก็ไปด้วยกันกับผมสิ”

                “วันพุธผมไม่ว่างหรอกครับ” กอร์ดอนตอบ พลางสงสัยว่าทำไมลอร์ดโทรว์บริดถึงต้องให้เขาไปเป็นเพื่อนด้วย ฝ่ายนั้นเลิกคิ้วมองเขา ก่อนจะพูดเหมือนนึกขึ้นได้

                “จริงสิ ผมลืมนึกไป คุณเองก็น่าจะมีที่สังสรรค์ส่วนตัวเหมือนกัน เอางี้ดีมั้ย เราผลัดกัน ผมพาคุณไปสโมสรแบล็กเบิร์ด คุณเองก็พาผมไปที่ที่คุณไปในคืนวันพุธบ้าง”

                กอร์ดอนอยากจะเรียกเด็กรับใช้ให้มาลากตัวเอิร์ลหนุ่มคนนี้โยนออกไปจากร้านเสียจริงๆ ทำไมหมอนี่ถึงได้ตามมากวนใจเขานักนะ

                “คุณตกลงจะใช้ลินินผืนนี้ตัดเสื้อเชิ้ตรึเปล่าครับ?” ช่างตัดเสื้อตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง เพราะกลัวตัวเองจะเอ่ยปากไล่ท่านเอิร์ลตัวปัญหาออกไปจริงๆ ลอร์ดโทรว์บริดยักไหล่ “ผืนนี้แหละ ผมเชื่อมือคุณ”

                อีกฝ่ายพยักหน้า จากนั้นก็พูดต่อ “ผมนัดวันพฤหัสฯหน้าแล้วกันครับ จะเอาเข้าไปให้ลองช่วงห้าโมงเย็น ถ้าคุณติดธุระรบกวนให้คนมาแจ้งผมหน่อย”

                “ไม่มีปัญหา” ลอร์ดโทรว์บริดว่า ก่อนจะรีบพูดต่อ “แต่ขอเลื่อนมาเป็นวันพุธหลังมื้อค่ำได้มั้ย สักสองทุ่ม ผมสะดวกกว่า”

                สองทุ่มเลยเวลาปิดร้านของเขาไปนานโข แต่ในเมื่อฝ่ายนั้นเป็นถึงเอิร์ลที่อนาคตคือว่าที่มาร์ควิสแห่งบาธ กอร์ดอนก็จำต้องพยักหน้า “ตกลงครับ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรรบกวนแจ้งให้ผมทราบล่วงหน้าด้วยนะครับ”

                “ผมว่าคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรอก” ลอร์ดโทรว์บริดตอบยิ้มๆ

-------------------------------------------
(จบตอน)
** 555+  :hao7: นิยายรายวันวันที่3 (ตอนนี้ยังมีแค่ถึงบทที่5ค่ะ) นี่ดิฉันจะลงรายวันไปได้อีกนานเท่าไหร่ ฮ่าๆๆๆ
.
ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่า^^ :impress2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-02-2017 21:16:07 โดย juon »

ออฟไลน์ alicegrizzly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 :-[  ปูเสืื่อรอออออ ชอบเกมรุกของท่านลอร์ดมากค่ะ ><
วันที่สองลากเข้าห้องไม่สำเร็จ วันทีี่สามก็มึนไปหาเค้าอีก
โถ่วววว พ่อคุณ ลุ้นจังเลย ถ้าท่านมาควิสรู้จะยังไงล่ะทีนี้
สมัยนั้นที่อังกฤษยิ่งมีกฏหมายลงโทษกลุ่มรักร่วมเพศค่อน
ข้างรุนแรงด้วยย อ่อยยย อุปสรรคเยอะจีๆ เอาใจช่วยนะคะ
ซิส ปล.ยังคงกดรีเฟลชอย่างต่อเนื่อง 555555  :katai4:

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4372
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-7
ท่านลอร์ดมีแผนจะลักพาตัวกอร์ดอนของเรา (?) ไปเที่ยวด้วยแน่ ๆ เลย
อีกหน่อยจะมีดราม่าไหมนะ ยิ่งเป็นลูกชายคนเดียวด้วย

ออฟไลน์ meanmena

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 258
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
นางเนียนมากเลย เนียนจริง ๆ

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +411/-25

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3477
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +126/-4

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7522
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +620/-7
ติดใจอะไรน้อ ท่านลอร์ดถึงได้รุกหนักขนาดนี้

ออฟไลน์ Aimiya

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 221
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
ท่านลอร์ดดดดดด ปั่นหัวกอร์ดอนซะหมุนเชียวววว อยู่ด้วยแล้วคงมึนน่าดู555+ นี่แอบตีเนียนหลายเรื่องนะเนี่ย สงสัยกอร์ดอนจะโดนตะล่อมเรื่อยๆแบบไม่รู้ตัวแน่

ออฟไลน์ G-NaF

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 916
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
ท่านลอร์ดมีความวอแวกับกอร์ดอนมากเลยคับ  :impress2:

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 941
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +738/-3
    • My novel blog


Dear, My customer.

ตอนที่4 สโมสรแบล็กเบิร์ด


                หลังจากมาสั่งตัดเสื้อเชิ้ตผ้าลินินวันนั้น ลอร์ดโทรว์บริดก็ไม่มาที่ร้านกอร์ดอนเทลเลอร์อีกเลย เรื่องนี้ทำให้กอร์ดอนโล่งใจมาก เขาคิดว่าคำอธิฐานที่โบสถ์ในวันอาทิตย์คงได้ยินไปถึงพระเจ้าเสียที เสื้อเชิ้ตของท่านเอิร์ลเสร็จตั้งแต่เช้าวันอังคาร เพราะเป็นเสื้อที่ตัดง่ายไม่มีความสลับซับซ้อนอะไรมากนัก กอร์ดอนทยอยเก็บงานของคนอื่นต่อ เวลาที่ได้เห็นเจ้าของเสื้อลองชุดแล้วแสดงท่าทางพึงพอใจทั้งทางสีหน้าและแววตา นั่นคือช่วงเวลาแห่งเกียรติยศสำหรับช่างตัดเสื้ออย่างเขา ดังนั้นกอร์ดอนจึงจัดการงานทุกชิ้นอย่างประณีต

                การกลับมาของลอร์ดโทรว์บริดเป็นข่าวดัง งานเลี้ยงคืนนั้นเป็นพาดหัวข่าวในสามวันถัดมา และเรื่องของเขายังคงถูกพูดถึงตามหัวมุมถนน แต่กอร์ดอนไม่อยากใส่ใจฟัง เป็นไปได้เขาอยากลืมไปด้วยซ้ำว่าโลกนี้มีลอร์ดโทรว์บริดอยู่

                คืนวันพุธ หลังปิดร้านและทานมื้อค่ำเรียบร้อยแล้ว กอร์ดอนก็แต่งตัวด้วยชุดที่ดีที่สุดของตัวเองเพื่อเป็นการให้เกียรติลูกค้า แม้ว่าเขาจะไม่เคยนึกชอบใจลอร์ดโทรว์บริดเลยก็ตาม ชายหนุ่มหวีผมจนเรียบ ใส่น้ำหอมเยอะกว่าปกติ เพราะตั้งใจว่าเสร็จจากเรื่องลอร์ดโทรว์บริดแล้ว เขาจะแวะไปที่บาร์ประจำแถวถนนวอลตัน เพื่อหาอะไรดื่มให้ผ่อนคลายใจ และเผื่อว่าแม่สาวผมสีแดงที่เขาบังเอิญเจอก่อนจะออกจากบาร์เมื่อคืนวานจะกลับไปที่นั่นอีกครั้ง บางทีเขาอาจจะหาเรื่องคุยกับเธอได้

                กอร์ดอนก้มมองนาฬิกาพกในมือ ก่อนจะหิ้วถุงกระดาษใส่เสื้อเชิ้ตที่ตัดเสร็จแล้วเดินออกมานอกร้านเพื่อขึ้นรถม้าที่ให้เด็กรับใช้เรียกเอาไว้ล่วงหน้าไปที่คฤหาสน์เดล แต่กลับพบว่ามีรถม้าอีกคันจอดรอยู่แล้ว แม้เขาจะเห็นรถม้าคันนี้เป็นครั้งที่สอง แต่ก็รู้ทันทีว่ามันต้องถูกส่งมาจากคฤหาสน์เดลอย่างไม่ต้องสงสัย โอลิเวอร์ซึ่งเป็นสารถีเดินมาเชิญเขาขึ้นรถแบบไม่เปิดโอกาสให้เขาปลีกตัวไปทางอื่น กอร์ดอนจึงจำต้องขึ้นรถม้าคันนั้น พลางรู้สึกสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง

-----------------------------

                ลอร์ดโทรว์บริดสวมเสื้อคลุมรออยู่แล้วตอนที่เขาเข้าไปพบในห้อง ฝ่ายนั้นยิ้มจนเห็นฟันครบซี่เช่นเคย “คุณใส่ชุดเดียวกันกับวันก่อนเลย มีแค่ชุดเดียวหรือว่าตัดสำรองเอาไว้เยอะน่ะ?”

                กอร์ดอนคร้านจะต่อปากต่อคำให้ยืดยาว เขาต้องการเวลาไปดักเจอแม่สาวผมสีแดงคนนั้น ก่อนที่จะถูกใครตัดหน้าไป ดังนั้นจึงรีบพูดเข้าเรื่องทันที “เสื้อของคุณครับ คิดว่าน่าจะไม่มีปัญหา”

                ลอร์ดโทรว์บริดรับเสื้อเชิ้ตไปเปลี่ยนหลังฉาก และออกมายืนดูตัวเองที่หน้ากระจก พลางลองขยับตัวไปมา “เยี่ยมเลย คุณตัดได้ดีมาก ผมรู้สึกว่าอยากจะเล่นรักบี้ทันที มันต้องทำให้ผมขยับได้สะดวกมากแน่”

                กอร์ดอนยิ้มอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ เขาไม่เคยได้ยินว่ามีสุภาพบุรุษคนไหนเอาเสื้อเชิ้ตสั่งตัดที่ทำจากผ้าลินินเนื้อดีไปเล่นรักบี้มาก่อนเลย “อย่างนั้นผมขอตัวก่อนครับ”

                “เดี๋ยว คุณยังไม่คิดค่าเสื้อเลย”

                กอร์ดอนวางบิลให้ฝ่ายนั้น ตั้งใจว่าพอรับเงินปุ้บ จะรีบเดินออกไปทันที แม้จะดูเสียมารยาทสักเล็กน้อย แต่ประสบการณ์ทำให้เขารู้ว่า ต่อหน้าลอร์ดโทรว์บริด ยอมเสียมารยาทเล็กน้อยดูเป็นการดีกับตัวเขามากกว่า

                ลอร์ดโทรว์บริดมองบิลค่าใช้จ่าย ก่อนจะหยิบเงินออกมาจ่าย แน่นอนว่าเขาจ่ายสูงว่าราคาเช่นเคย กอร์ดอนเรียนรู้อีกเช่นกันว่าเขาไม่ควรต่อปากต่อคำอะไรทั้งนั้น ทางที่ดีคือรับเงินแล้วรีบไปให้เร็วที่สุด

                “ขอบคุณมากครับ” ช่างตัดเสื้อหนุ่มรีบพับเงินใส่อกเสื้อ ก่อนจะหมุนตัวเตรียมจะเดินออกจากห้อง แต่กลับถูกมือของอีกฝ่ายฉุดเอาไว้

                “รีบจัง รอผมด้วยสิ”

                “?”

                ลอร์ดโทรว์บริดหยิบเสื้อกั๊กที่แขวนอยู่สวมทับลงบนเสื้อเชิ้ตที่เพิ่งตัดใหม่ตัวนั้น ก่อนจะคว้าเสื้อโค้ทตัวเดียวกับที่เขาเคยเห็นเมื่อวันก่อนมาใส่

                “ไปสโมสรกัน วันนี้วันพุธพอดี”

----------------------------------------

                กอร์ดอนนึกเจ็บใจตัวเอง เขาน่าจะคิดได้ก่อนว่าฝ่ายนั้นต้องวางแผนเอาไว้แบบนี้ แทนที่เขาจะได้ไปนั่งรอแม่สาวผมแดงคนนั้นที่บาร์ ตอนนี้ดันต้องมานั่งโขยกเขยกอยู่บนรถม้า ประจันหน้ากับลอร์ดโทรว์บริดที่แต่งตัวเหมือนคนรีบออกจากบ้านจนติดกระดุมไม่ครบเม็ด ดีว่ามีเสื้อโค้ทสวมทับอยู่ เลยดูไม่น่าเกลียดมากนัก

                “คุณไม่ต้องทำหน้าเครียดขนาดนั้น เพื่อนๆ ผมไม่กัดคุณหรอก”

                กอร์ดอนอยากจะพูดเสียเหลือเกินว่า เขาไม่ได้นึกกลัวเพื่อนๆ ของลอร์ดโทรว์บริด แต่เขานึกเซ็งคนตรงหน้าต่างหาก แต่เจ้าตัวก็รู้ว่าเขาควรเก็บปากเก็บคำเอาไว้ จึงได้แต่นิ่งเงียบ พอเห็นเขาเงียบ ฝ่ายนั้นก็พูดเสียงอ่อน

                “ผมรู้ว่ามันเสียมารยาท แต่ผมอยากให้คุณไปด้วยกัน”

                “คุณควรจะบอกผมตรงๆ ครับ” กอร์ดอนพูดออกมาในที่สุด และถูกอีกฝ่ายสวนทันที “ก็ผมบอกคุณตรงๆ แล้ว แต่คุณปฏิเสธ”

                ช่างตัดเสื้อนึกสงสัยว่าลอร์ดโทรว์บริดเคยเข้าใจว่าต้องยอมรับคำปฏิเสธของคนอื่นบ้างไหม

                “ผมปฏิเสธเพราะผมไม่สะดวก”

                “อ้าว แต่พอเป็นเรื่องลองเสื้อ คุณกลับสะดวกขึ้นมาเลยนี่นา” อีกฝ่ายแย้ง “หรือว่ากับผมแล้วต้องเป็นเรื่องเสื้อเท่านั้นคุณถึงจะมีเวลาให้”

                “ก็ผมเป็นช่างตัดเสื้อ” กอร์ดอนพูดออกมาอย่างทนไม่ไหว “ผมเป็นแค่ช่างตัดเสื้อเล็กๆ ไม่ใช่ลูกชายเอิร์ลที่ไหน ไม่ใช่ลอร์ด ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์อะไรเลย คุณจะพยายามลากผมไปนั่นไปนี่ทำไม”

                “ก็คุณเป็นเพื่อนผม” ลอร์ดโทรว์บริดว่า กอร์ดอนคิดว่าเขาควรจะอธิบายสิ่งที่เป็นให้ฝ่ายนั้นเข้าใจ

                “ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากนะครับ ที่คุณให้เกียรติเรียกผมว่าเพื่อน แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอก ผมเป็นได้แค่ช่างตัดเสื้อ ฐานะของพวกเราต่างกันเกินไป ผมรับการเป็นเพื่อนกับคุณไม่ได้หรอก”

                “คุณไม่คิดว่ามิตรภาพเป็นสิ่งที่ดีหรือ?” ฝ่ายนั้นถามด้วยความสงสัย “แค่เพราะผมเป็นเอิร์ล คุณเลยเป็นเพื่อนกับผมไม่ได้ ไม่เห็นมีเหตุผลเลย ที่อเมริกาใครๆ ก็เป็นเพื่อนกันได้ ผมยังมีเพื่อนเป็นคนงานเหมืองตั้งหลายคน”

                “แต่ที่นี่อังกฤษนะครับ” กอร์ดอนว่า “ผมไม่อาจจะเดินคู่ไปกับคุณในฐานะเพื่อนได้ คุณจบอีตัน ผมไม่เคยเข้าโรงเรียนเลยด้วยซ้ำ แค่นี้สังคมของพวกเราก็ต่างชั้นกันแล้ว ผมจะเป็นเพื่อนกับคุณได้ยังไง”

                “หา? คุณไม่เคยเข้าโรงเรียนหรือ?” ลอร์ดโทรว์บริดร้องด้วยความแปลกใจ กอร์ดอนพยักหน้า “วุฒิการศึกษาไม่จำเป็นสำหรับช่างตัดเสื้อนี่ครับ ผมเรียนหนังสือจากปู่ แค่อ่านออกเขียนได้ไม่โดนใครหลอกก็พอ”

                คนฟังทำหน้าอัศจรรย์ใจ “แสดงว่าปู่คุณอยากให้คุณรับสืบทอดร้านมาก คุณคงเป็นคนมีพรสวรรค์”

                “ครับ และผมก็ชอบตัดเสื้อด้วย” อีกฝ่ายยอมรับ ลอร์ดโทรว์บริดมองเขา แล้วถอนหายใจ “งั้นผมขอโทษที่เอาแต่ใจแล้วกัน ถึงงั้นผมก็ยังยืนยันนะว่าพวกเราเป็นเพื่อนกัน ไหนๆ วันนี้คุณก็ถูกลากมาเป็นเพื่อนผมแล้ว คราวหน้าผมจะไปเป็นเพื่อนคุณบ้าง เราจะได้หายกัน”

                “ไม่เป็นไรหรอกครับ” กอร์ดอนรีบพูดทันที “แค่คุณไม่ลากผมไปไหนมาไหนโดยไม่ถามความสมัครใจก็พอแล้วล่ะครับ”

                “ไม่ได้” อีกฝ่ายพูดขึ้นมาทันที “ถ้างั้นผมก็ติดค้างคุณน่ะสิ คุณนัดมาเลยว่าจะไปที่ไหน ผมจะเตรียมตัว รับรองว่าคุณไม่เสียหน้าแน่นอน”

                กอร์ดอนคิดว่าการพูดกับเอิร์ลหนุ่มให้รู้เรื่องช่างเป็นอะไรที่ป่วยการเสียจริงๆ เขาทำได้เพียงพยักหน้า และเฝ้าภาวนาว่าแม่สาวคนนั้นคงไม่ได้แวะมาที่บาร์คืนนี้

-------------------------------------

                สโมสรของลอร์ดโทรว์บริดตั้งอยู่บนชั้นสามของตึกในย่านผู้ดีมีอันจะกิน ไม่ห่างไปจากพระราชวังบักกิ้งแฮมเท่าไหร่นัก แค่ตัวตึกด้านนอกก็ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมอันหรูหรา ขู่ขวัญชาวบ้านธรรมดาอย่างกอร์ดอนอย่างอยู่หมัด ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นตึกพวกนี้ แต่ทั้งชีวิตไม่เคยคิดฝันว่าจะได้เข้าไปเลยต่างหาก

                สโมสรของเหล่าชนชั้นสูงไม่ใช่ที่ที่ใครจะเข้าไปได้ง่ายๆ กระทั่งมีบัตรเชิญหรือหนังสือแนะนำ บางทีก็ยังเข้าไม่ได้เลย ส่วนใหญ่ต้องให้สมาชิกด้วยกันพาไปเท่านั้น กรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน

                สโมสรแห่งนี้มีชื่อว่าแบล็กเบิร์ด เป็นสโมสรที่ก่อตั้งโดยลอร์ดโทรว์บริดและเพื่อนๆ ของเขาที่เล่นรักบี้ด้วยกันตั้งแต่ยังเรียนที่อีตัน กอร์ดอนจินตนาการไม่ออกว่าคนแบบไหนและอะไรอยู่ด้านหลังประตูไม้บานใหญ่ตรงหน้า คงเป็นพวกลอร์ดหนุ่มๆ แต่งตัวดีๆ กำลังเล่นไพ่บริดและจิบวิสกี้กันด้วยสีหน้าท่าทางจริงจังล่ะมั้ง ลอร์ดโทรว์บริดแนะนำเขาให้กับคนเฝ้า ก่อนที่ทางนั้นจะเปิดประตูให้พวกเขาเข้าไป

                เสียงเอะอะเอ็ดตะโกดังมาเข้าหูของกอร์ดอนทันที เขาสะดุ้ง นึกวาบขึ้นมาว่าที่นี่คงกำลังเกิดเรื่องทะเลาะวิวาทกันอยู่ แต่พอตั้งใจเพ่งตามองเข้าไปในห้อง ก็เห็นผู้ชายสองคนกำลังนั่งงัดข้อกันอยู่ ล้อมรอบด้วยผู้ชายวัยไล่เลี่ยกันอีกราวเจ็ดคนที่ส่งเสียงเชียร์อย่างออกรส หนึ่งในนั้นพอเห็นผู้ที่มาใหม่ก็ร้องขึ้นทันที

                “เฮ้ย จอห์นนี่ของเรามาแล้ว!”

                คู่ที่งัดข้อกันอยู่รู้ผลในวินาทีนั้นทันที ขณะที่คนอื่นๆ รีบหันมามองและเดินตรงเข้ามาทักทายด้วยสีหน้าดีใจ

                “เป็นไงบ้างบิ๊กจอห์น อเมริกาดีใช่มั้ย ฉันได้โปสการ์ดจากนายทุกฉบับเลยนะ”

                “ฉันกำลังจะไปเดือนหน้า มันต้องสนุกมากแน่ๆ เสียดายจริงๆ ที่นายกลับมาก่อน ไม่งั้นเราคงได้นัดเจอกัน”

                “ฉันเห็นหน้านายในหนังสือพิมพ์วันก่อน นายดูตลกมากนะ งานเลี้ยงทำเอานายหน้าเหมือนถูกม้าถีบ ฮ่าๆ”

                เสียงทักทายจากเพื่อนที่ไม่เจอกันนานดังอื้ออึงในห้อง ไม่นานนักร่างสูงใหญ่ของลอร์ดโทรว์บริดก็ถูกเพื่อนฝูงรุมล้อมจนแทบมองไม่เห็น กอร์ดอนได้แต่ยืนตัวลีบอยู่ที่มุมห้อง นึกสงสัยหนักกว่าเก่าว่าในเมื่อฝ่ายนั้นมีเพื่อนที่สนิทกันมากขนาดนี้อยู่เป็นโขยงแล้ว ทำไมต้องลากเขามาอีก

                ลอร์ดโทรว์บริดตอบคำถามของเพื่อนและคุยเรื่องสัพเพเหระกันอีกอึดใจใหญ่ๆ ท้ายที่สุดคงนึกได้ว่าตัวเองพาคนอื่นมาด้วย เลยหันมาแนะนำได้เสียที

                “นี่ ฉันขอแนะนำเพื่อนใหม่ของเรา เขาชื่อกอร์ดอน โอเดนเบิร์ก”

                กอร์ดอนทำได้แค่ถอดหมวกแล้วโค้งให้คนเหล่านั้น “สวัสดีครับ”

                “ตัวเล็กจัง” ใครคนหนึ่งพูดออกมา ก่อนจะทักเขากลับตามมารยาท “สวัสดี นายเป็นเพื่อนของจอห์นนี่ที่อเมริกาเหรอ?”

                “เปล่า เขาอยู่ที่อังกฤษนี่แหละ” ลอร์ดโทรว์บริดตอบแทนให้ “ฉันเพิ่งเจอเขาเมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนที่เขากำลังจะถูกรถม้าพุ่งชนพอดี”

                “อ๋อ อุบัติเหตุที่หน้าท่าเรือใช่มั้ย” อีกคนพูดขึ้นบ้าง “ฉันเห็นข่าวอยู่ ไม่คิดเลยแฮะว่านายจะอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย”

                “ฮ่าๆ อย่างจอห์นนี่อยู่ได้ทุกที่นั่นแหละ ยกเว้นบ้าน” อีกคนพูดพลางหัวเราะเสียงดัง

                “แล้วพวกนายก็เลยรู้จักกัน ดีชะมัด ฉันอยากจะมีเพื่อนที่เจอข้างทางบ้าง คงน่าสนุกดี”

                “ไม่มีใครอยากคุยกับนายหรอกเอ็ดดี้ เพราะนายมัวแต่ก้มมองปลายรองเท้าตัวเองไง” เพื่อนอีกคนแซว กอร์ดอนรู้สึกว่าอีกไม่นานเขาคงจะได้กลายเป็นเครื่องเรือนอีกชิ้นหนึ่งของห้องอย่างสมบูรณ์แบบ กระทั่งเพื่อนคนหนึ่งของลอร์ดโทรว์บริดหันมาทักเขา

                “เดี๋ยวนะ... เหมือนฉันเคยเห็นหน้าเขาอยู่...” เขาพูด แล้วจ้องกอร์ดอนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “นึกออกแล้ว คุณนั่นเอง คุณช่างตัดเสื้อ”

                กอร์ดอนนึกออกมาได้เหมือนกันว่าคนที่ทักเขาน่าจะเป็นลูกชายคนกลางของมาร์ควิสแห่งวิสตัน ซึ่งเป็นลูกค้าคนหนึ่งของเขาเหมือนกัน

                “สวัสดีครับลอร์ดแมกซ์” เขาทักทายฝ่ายนั้น ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ทักทายกลับตามมารยาท ก่อนจะพูดด้วยความตื่นเต้น “จอห์นนี่มีเพื่อนเป็นช่างตัดเสื้อที่พ่อฉันตัดประจำ ฮ่าๆ รู้ถึงไหนดังถึงนั่นแน่ๆ แบบนี้พวกผู้ใหญ่จะต้องอิจฉานาย”

                “เฮ้ย นายเป็นช่างตัดเสื้อของลอร์ดวิสตันเหรอ? ให้ตาย นายนี่ยอดจริงๆ นายทนคนจู้จี้นั้นไปได้ยังไง”

                “เขาเป็นช่างตัดเสื้อของพ่อฉันด้วย” ลอร์ดโทรว์บริดว่า “บังเอิญมาก พ่อเพิ่งเล่าให้ฉันฟังวันก่อนนี่เอง”

                “ว้าว นายต้องเป็นช่างเสื้อฝีมือเยี่ยมแน่นอน” ชายหนุ่มอีกคนร้องออกมา “ฉันเฟลตัน เรียกฉันจอร์จก็ได้”

                กอร์ดอนพยายามยิ้มให้ฝ่ายนั้น “ผมคงไม่กล้าเรียกคุณแบบนั้นแน่ครับ ลอร์ดจอร์จ”

                “โหย... นี่สโมสรลับ นายจะไปสนเรื่องที่ว่าฉันเป็นลอร์ดทำไม ในเมื่อจอห์นนี่พานายมาเป็นสมาชิกแล้ว เราก็ควรจะเป็นเพื่อนกันซี่” ลอร์ดจอร์จ เฟลตันว่า ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ลงชื่อเห็นด้วยทันที

                “นั่นสิ ในเมื่อจอห์นนี่รับนายเป็นเพื่อน พวกเราถือว่านายเป็นเพื่อนด้วย ที่นี่เป็นสโมสรลับ ข้างนอกถ้านายเจอพวกเราจะเรียกท่านลอร์ดอะไรก็ตามใจเถอะ แต่ที่นี่ต้องเรียกชื่อ เข้าใจตรงกันนะกอร์ดอน”

                ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ตัวใหญ่พอๆ กับลอร์ดโทรว์บริด ฝ่ายนั้นพูดแล้วก็ยกมือตบไหล่เขา เล่นเอากอร์ดอนรู้สึกสะเทือนไปถึงกระเพาะ ชายหนุ่มทำได้แค่พยักหน้า “ครับ”

                จากนั้นทุกคนก็พากันมาแนะนำตัว สมาชิกที่นี่มีทั้งหมดสิบคนพอดี ประกอบด้วย

1.     จอห์น คาเวดิช (เอิร์ลแห่งโทรว์บริด ลูกชายคนเดียวของมาร์ควิสแห่งบาธ)

2.     แมกซ์ เมอร์เรย์ (ลูกชายคนรองของมาร์ควิสแห่งวิสตัน)

3.     จอร์จ เฟลตัน (ลูกชายคนรองและคนเล็กของมาร์ควิสแห่งแอนโดเวอร์)

4.     เอ็ดเวิร์ด เบอร์มิ่ง (ไวส์เคาน์แห่งครอฟตัน ลูกชายคนโตของเอิร์ลแห่งเบอร์เบจ)

5.     เอ็มมานูเอล ซอมเบิร์ก (ลูกชายคนรองของเอิร์ลแห่งแรมสเบอรี่)

6.     นิโคลาส คาเทจ (ลูกชายคนโตของไวส์เคาน์แห่งเอนฟอร์ด)

7.     โรเบิร์ต มัลคอม (ลูกชายคนโตของพ่อค้าเพชร เรียนอีตันรุ่นเดียวกับลอร์ดโทรว์บริด)

8.     เจฟฟรี่ มัทท์ (ลูกชายคนเดียวของเซอร์อัลเบอร์โต มัทท์)

9.     เจมส์ สมิธ (ลูกชายคนรองของนายธนาคารใหญ่ จบอ็อคฟอร์ดรุ่นเดียวกับลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์)

10.            อีธาน ลอว์ (ลูกชายคนเล็กนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในกรุงลอนดอน เป็นรุ่นน้องลอร์ดโทรว์บริดสองปี) พอรวมกอร์ดอนเข้าไปด้วยก็เป็นสิบเอ็ดคนพอดี

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-02-2017 21:17:38 โดย juon »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 941
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +738/-3
    • My novel blog
                “ฉันว่าเราน่าจะตั้งชมรมฟุตบอล” ลอร์ดจอร์จ เฟลตันเสนอขึ้นหลังจากลงชื่อกอร์ดอนเป็นสมาชิกคนที่สิบเอ็ดในสมุดรายชื่อ “ฉันฝันมานานแล้วว่าสักวันเราจะได้เตะฟุตบอลด้วยกัน”

                “นายล้มเลิกความตั้งใจเรื่องสโมสรรักบี้ไปแล้วงั้นสิ” เจฟฟรีทักขึ้น ลอร์ดจอร์จ เฟลตันหันมามองเขา “รอให้ครบสิบห้าคน หึๆ ฉันว่าเล่นฟุตบอลง่ายกว่า อีกอย่างสโมสรรักบี้เราเคยตั้งมาแล้วที่อีตัน โด่งดังจะตายไปใช่มั้ยจอห์นนี่”

                “อือ” ลอร์ดโทรว์บริดพยักหน้า “แต่ถ้าพวกเราตั้งสโมสรฟุตบอลขึ้นมา แล้วจะหาใครมาแข่งด้วยล่ะ?”

                “นิวตัน ฮีต* (ต่อมาคือสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเด็ด) ไง” ลอร์ดครอฟตันเสนอขึ้นมา เจฟฟรี่หันมองเขา “นายคิดหรือว่านั่นเรียกการเล่นฟุตบอล ฉันว่าต้องเป็นการโดนถล่มอยู่ฝ่ายเดียวแน่ๆ”

                “....”

                เกิดความเงียบขึ้นในห้องชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนที่นิโคลาสจะระเบิดหัวเราะออกมา “ฉันว่านายพักเรื่องสโมสรฟุตบอลไว้ก่อนดีกว่า ว่าแต่ตะกี้ใครชนะ? เจมส์หรืออีธาน?”

                “อีธาน ฉันเห็น” เจฟฟรี่พูดขึ้น เจมส์แย้งทันที “ไม่นับซี่ ก็จอห์นนี่เปิดประตูเข้ามาพอดี ฉันมีสมาธิที่ไหนกันเล่า”

                “เออ ใช่ ไม่นับ ฉันเล่นข้างเจมส์ไว้เยอะด้วย” เอ็มมานูเอลสนับสนุน “เอาใหม่ๆ เอาคู่ใหม่เลย”

                “งั้นฉันเสนอตัว” ลอร์ดโทรว์บริดยกมือ เอ็มมานูเอลหันไปมองรอบๆ “มีใครอยากท้าแข่งกับจอห์นนี่มั้ย?”

                เกิดความเงียบขึ้นชั่วอึดใจ ก่อนที่ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์จะยกมือขึ้น “ฉันเอง พอฟัดพอเหวี่ยงกับจอห์นนี่ เห็นทีจะมีแต่ฉันนี่แหละ”

                “ฮ่าๆ” ใครอีกหลายคนในห้องนั้นหัวเราะ กอร์ดอนเห็นนิโคลาสเดินไปรินวิสกี้ใส่แก้ว เขาเลยรีบเสนอตัวไปช่วย แต่ถูกฝ่ายนั้นห้ามไว้ “วันนี้เวรฉันรินวิสกี้ นายกลับไปนั่งที่เก้าอี้เลย”

                “เอ๋?”

                เสียงของลอร์ดจอร์จ เฟลตันดังขึ้นด้านหลัง “กอร์ดอน นายกลับมานั่งเลย วันนี้คิวรินวิสกี้ไม่ใช่ของนาย อย่าไปแย่งหน้าที่นิกกี้เชียว ปีนึงเขาถึงได้รินวิสกี้ให้เพื่อนสักที”

                “โหย... นายก็พูดเกินไป ปีนี้ฉันจับฉลากได้ตั้งสามรอบแล้วนะ”

                “รินดีๆ นะนิกกี้ ถ้าหกจะทำโทษให้กระโดดกบสิบที” อีธานว่า นิโคลาสสั่นศีรษะด้วยความระอาใจกับมุกของเพื่อน

                “เฮ้ย คู่เอกจะเริ่มแล้ว ใครจะลงข้างใครรีบๆ เลย” เจมส์ตะโกน ก่อนจะพูดต่อ “ฉันถือข้างจอห์นนี่ ให้หนึ่งต่อห้าเลย” เขาหยิบสมุดออกมาจดโพย ขณะที่ทุกคนกรูกันควักเงินออกมาจากกระเป๋า

                “โห... งั้นฉันลงข้างแมกซ์แล้วกัน ไม่อยากอยู่ข้างเดียวกับแกว่ะเจมส์”

                “รังเกียจกันรึไง”

                “ฮ่าๆ”

                “ให้แมกซ์หนึ่งต่อห้า เสมอกันเลย”

                “ฉันลงข้างนาย”

                “ฉันด้วย”

                เสียงพูดคุยดังสับสน กอร์ดอนเห็นจำนวนเงินที่เหล่าสุภาพบุรุษพวกนั้นลงเดิมพันกันแล้วถึงขั้นไม่กล้าอ้าปาก นี่เฉพาะเงินของลอร์ดครอฟตันคนเดียวก็น่าจะเท่ากับราคาชุดที่เขาตัดให้กับลอร์ดโทรว์บริดสามตัวรวมกัน เจมส์หันมาถามเขา “กอร์ดอน นายจะแทงข้างใคร?”

                ช่างตัดเสื้อหนุ่มสะดุ้งหน่อยหนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงค่อย “เดิมพันผมไม่สูงนะ”

                “ไม่เป็นไรหรอกน่า เล่นสนุกๆ” เอ็มมานูเอลว่า “ถ้านายอยากเสี่ยงแต่ไม่อยากจ่ายเงินสด จ่ายเป็นชุดที่นายตัดสิ ฉันคนนึงรับรอง เอามั้ยล่ะ?”

                “ไม่เป็นไรครับ ผมขอแทงแค่สิบปอนด์ก็พอ”

                ลอร์ดจอร์จ เฟลตันหันหน้ามาเกลี่ยกล่อมเขา “นี่กอร์ดอน กล้าหน่อยซี่ นายมากับจอห์นนี่นะ แทงหมดตัวไปเลย สามร้อยปอนด์สำหรับชุดสูทไปงานเลี้ยงดินเนอร์ ฉันรับรองอีกคน คนอื่นว่าไง”

                “ฉันไม่มีปัญหาหรอก” นิโคลาสว่า “แต่สงสัยอย่าง ถ้าเกิดกอร์ดอนแพ้ ใครจะได้ชุด”

                “จับฉลาก” อีธานกับโรเบิร์ตพูดขึ้นพร้อมกัน ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย “ดี ยุติธรรมดี งั้นตามนี้ กอร์ดอนสามร้อยปอนด์ ข้างจอห์นนี่”

                กอร์ดอนมีแต่จำต้องพยักหน้ารับ เขาเพิ่งรู้ว่าไม่ใช่แค่ลอร์ดโทรว์บริดคนเดียวที่พูดไม่รู้เรื่อง บรรดาเพื่อนๆ ชนชั้นสูงของเขาก็พูดไม่รู้เรื่องพอกัน

                “ตกลง งั้นเริ่มกันเลย” เจมส์ตบฝ่ามือลงไปบนกำปั้นที่ยันกันอยู่บนโต๊ะ จากนั้นเสียงเอ็ดตะโรก็ดังลั่นขึ้นทันที

                “เอาเลยจอห์นนี่ ไม่มีอะไรหยุดนายได้อยู่แล้ว”

                “อย่ายอมนะแมกซ์ พระราชินีพันปอนด์กำลังรอนายอยู่”

                เสียงเอะอะเอ็ดตะโรดังแสบแก้วหู แต่เพราะสามร้อยปอนด์ของเขาอยู่ในมือของคนทั้งคู่ กอร์ดอนเลยพลอยลุ้นระทึกไปด้วย ชายหนุ่มแน่ใจว่าเขายังไม่ว่างพอจะตัดชุดเพื่อจ่ายค่าพนันให้ใครแน่นอน

                ลอร์ดโทรว์บริดกับลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์รูปร่างสูงใหญ่พอกัน พละกำลังก็ดูจะพอๆ กัน เรียกว่าเป็นคู่ที่สมน้ำสมเนื้อ ยากจะเดาออกว่าใครจะชนะในศึกวัดพลังครั้งนี้ ทั้งคู่งัดข้อกันจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมา แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่าใครกำลังได้เปรียบเสียเปรียบ

                “สามนาทีแล้ว ท่านสุภาพบุรุษทั้งหลาย ใครต้องการลงเดิมพันเพิ่มรีบเสียตอนนี้เลย” เจมส์ประกาศหลังก้มดูนาฬิกา มีคนแทงเพิ่มอีกเกินครึ่งหนึ่ง แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นไม่ใช่กอร์ดอนแน่นอน

                “ตอนนี้เกินพันปอนด์แล้วนะแมกซ์ ความหวังทั้งหมดอยู่ที่นาย” ลอร์ดครอฟตันว่า ได้ยินเสียงลอร์ดจอร์จ เฟลตันพูดขึ้นบ้าง

                “จอห์นนี่ อย่าแพ้นะ ถ้านายแพ้ล่ะก็ กอร์ดอนต้องสาปส่งนายแน่ เขาลงข้างนายเป็นชุดราคาตั้งสามร้อยปอนด์”

                “เอาเลยๆๆ” เสียงตะโกนดังหนวกหูขึ้นทุกที ท่ามกลางการต่อสู้ที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ สุภาพบุรุษทั้งสองคนเริ่มมีเหงื่อออกแล้ว ใบหน้ารวมถึงแขนที่ใช้งัดกันก็กลายเป็นสีแดงจัด

                “เอาเลยๆ” กระทั่งกอร์ดอนก็ยังพลอยร้องตะโกนตามคนอื่นไปด้วย เมื่อเห็นว่าลอร์ดโทรว์บริดสามารถกดฝ่ายตรงข้ามได้แล้วเกินครึ่ง แต่สุดท้ายก็ต้องเงียบเสียง เมื่อลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์งัดแรงฮึดยันกลับมาอยู่ที่เดิมได้อีกครั้ง

                “ใครอยากเปลี่ยนข้างยังทัน” เจมส์ประกาศ ก่อนจะวุ่นอยู่กับการจดโพยท่ามกลางวงเงินพนันที่สูงขึ้นอย่างน่ากลัว

                “ปิดแทงได้แล้ว!” เอ็มมานูเอลตะโกน เมื่อเห็นว่าลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์กดฝ่ามือของลอร์ดโทรว์บริดลงไปเกินครึ่งทางแล้ว

                “พระราชินีกำลังจะมาอยู่ข้างเรา รวมช่างตัดเสื้อด้วย” ลอร์ดครอฟตันตะโกนลั่น จนวิสกี้ในแก้วกระฉอกออกมา

                ลอร์ดโทรว์บริดพยายามจนเหงื่อไหลเป็นน้ำ กอร์ดอนลุ้นจนแทบหยุดหายใจ สามร้อยปอนด์ของเขา...

                ปึ้ก!!

                เสียงตะโกนลั่นชนิดที่ว่าถ้าคนนอกฟังอยู่คงต้องยกมือขึ้นอุดหูดังขึ้นลั่นห้องที่ใช้ประชุมสโมสร กอร์ดอนเผลอกระโดดจนตัวลอยตอนที่เขาเห็นผลการแข่งขัน

                ลอร์ดโทรว์บริดยกมือขึ้นปาดเหงื่อ ขณะที่ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ลูบแขนตัวเองป้อยๆ “พระเจ้าอยู่ข้างนาย จอห์นนี่”

                คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามยิ้ม ขณะที่คนอื่นๆ พากันตะโกนลั่น “บิ๊กจอห์นชนะ วู้ว จะมีอะไรดีกว่านี้อีกบ้าง”

                “จ่ายๆ” เจมส์พูด ก่อนจะกวาดเงินเดิมพันทั้งหมดไปกองไว้รวมกัน “ไหนดูซิ ใครแทงไว้เท่าไหร่บ้าง” เขาหยิบสมุดที่ใช้จดโพยขึ้นมาดู

                “โอ้โห... จอร์จจี้ของเราจะมีเงินไปซื้อสร้อยเพชรชุดใหม่ให้สาวๆ ใส่ฟรีอีกหลายชุด ฮ่าๆ นี่ถ้าพระเจ้าไม่เข้าข้างเขา ผมพนันเลยว่าจอร์จจี้จะต้องจ่ายค่าเพชรให้สาวๆ ด้วยน้ำตาของเขาแน่ๆ”

                “น้อยๆ หน่อยเจมส์” ลอร์ดจอร์จ เฟลตันพูดพลางหัวเราะ “คนอย่างฉันมีดวงเรื่องเงินและผู้หญิงเสมอ”

                “เพราะเชื่อคำแนะนำของจอร์จจี้ กอร์ดอนก็ได้ไปไม่น้อยเลยรอบนี้ ว้าว ฉันว่าเขาหยุดตัดเสื้อไปได้อีกสักครึ่งเดือน”

                กอร์ดอนมองเงินที่ฝ่ายนั้นยื่นมาให้ รู้สึกไม่เชื่อว่านี่เป็นเงินที่เขาชนะพนันมาจริงๆ

                “ส่วนเอ็ดดี้ของเรา... โชคดีที่เขายังมีคฤหาสน์และที่ดินอีกเกือบครึ่งเกาะอังกฤษ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าขนหน้าแข้งจะร่วงไปพร้อมกับข้อมือของแมกซ์แต่อย่างใด”

                “ครั้งนี้โชคแค่บินหนีฉันไปเท่านั้น” ลอร์ดครอฟตันเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “รอบหน้าฉันยืนยันว่ายังไงก็จะลงข้างนาย แมกซ์”

                “ขอพระเจ้าเป็นพยานในความรักเดียวใจเดียวของเอ็ดดี้ด้วย ฮ่าๆ” เจมส์ว่า เขาจ่ายเงินให้กับทุกคนที่ชนะพนัน แน่นอนว่าสุดท้ายจะเหลือส่วนต่างอยู่จำนวนหนึ่ง “เงินที่เหลือนี่เอายังไงดี จ่ายเป็นค่าตัวนักกีฬา หรือว่าเอาเข้าสโมสร”

                “เข้าสโมสร” ลอร์ดโทรว์บริดและลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์พูดขึ้นพร้อมกัน เจมส์หันไปมองคนอื่นๆ “ที่เหลือล่ะ?”

                “นักกีฬาบอกว่าเข้าสโมสรแล้ว จะถามอีกทำไม” เอ็มมานูเอลว่า เจมส์พยักหน้า “ตกลง เงินนี้เอาเข้าสโมสร แล้วเราค่อยตกลงกันอีกทีว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร”

                “เห็นด้วย”

                ภายในห้องค่อยคลายความอึกทึกลงหน่อยหนึ่ง ลอร์ดโทรว์บริดและลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์พักดื่มน้ำ ขณะที่คนอื่นๆ นั่งจิบวิสกี้ที่ยังเหลืออยู่

                “ท่านสุภาพบุรุษ งานสังสรรค์คืนนี้ของเรายังไม่จบ แม้จะมีหลายคนพ่ายแพ้การชิงชัยที่แสนตื่นเต้นไปแล้วก็ตาม” เจมส์ประกาศ เขายืนอยู่กลางวง ทำท่าเหมือนพิธีกรบนเวทีโอเปร่า

                “บิ๊กจอห์นที่หนีเราไปอยู่อเมริกาตั้งหลายปีได้กลับมาแล้ว พวกเราทุกคนตั้งหน้าตั้งตารอฟังเรื่องเล่าจากเขามาตั้งเป็นปีๆ คืนนี้ถ้าเขาไม่เล่าจนน้ำลายแห้ง เราจะไม่ยอมกลับกันไปไหน”

                “ฮ่าๆ”

                “และยังไม่พอ เรายังมีเพื่อนใหม่ กอร์ดอน ช่างตัดเสื้อฝีมือเยี่ยม ผมมั่นใจว่าทุกท่านจะต้องอยากทำความรู้จักกับเขาให้มากกว่านี้”

                “ถูกต้อง”

                “ดังนั้น คุณสุภาพบุรุษทั้งหลาย เวลาในค่ำคืนนี้เป็นของทุกท่านแล้ว สโมสรแบล็กเบิร์ดยินดีต้อนรับ ขอให้ทุกท่านใช้เวลาที่มีค่านี้ร่วมกันอย่างชื่นมื่นที่สุด ผม เจมส์ สมิธ ขอกล่าวเปิดสโมสรอย่างเป็นทางการ

---------------------------------------
(จบตอน)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-02-2017 21:18:01 โดย juon »

ออฟไลน์ alicegrizzly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ง้อวววว วันที่สองพาไปหาพ่อแม่ วันที่สามพาไปหาเพื่อนเลยอ่า~
ติดใจไรเบอร์นั้น กอร์ดอนก็เริ่มหลงเข้ามาในวังวนของท่านลอร์ด
แบบยากจะถอนตัวละ
 :katai1: ลุ้นนนน ขอให้ความหน้ามึนสถิตอยู่กับท่านลอร์ดต่อไป
555555555

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +411/-25
 :jul3: ปวดหัวไหมกอร์ดอน

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3477
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +126/-4
ตอนนี้ทำให้เข้าใจได้เป็นคนประเพศเดียวกันถึงคบกันได้   :z2: :z2: :z2:

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1673
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
กอร์ดอน ไม่ต้องสับสนหรอก
ตามๆ น้ำไป เดี๋ยวดีเอง

ออฟไลน์ Allure-Q

  • Just the way you are
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 275
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
ลุ้นกันเหงื่อตกเลย เหอๆ

ออฟไลน์ imvodka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 279
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-4
 :mew3: ดีใจที่เข้ากับเพื่อนใหม่ได้

ออฟไลน์ BAKA

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-10
หรือว่าลอร์ด = มึน

แก๊งเพื่อนๆ ถึงได้มึนกันขนาดนี้

ไม่รู้จะสงสารกอร์ดอนดีหรือเปล่า ฮาาาา

ออฟไลน์ EARTHYSS :)

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 404
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +32/-1
กอร์ดอนเป็นผู้ใหญ่ที่แพ้เด็กตลอดเลย น่าสงสาร

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7522
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +620/-7
เป็นแก๊งค์รั่วและมึนมาก ไหวไหมกอร์ดอน

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2911
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
แต่ละคนมันรวมเกรียนชัดๆ

ออฟไลน์ ทั่วหล้า

  • ไม่ช่างพูดแต่ช่างพิมพ์
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-3
ท่านหลอดทั้งหลายคงจะเก็บกดจากที่บ้านมากเลยสินะคะ
ถึงได้แหกปากกันได้น่ารำคาญเยี่ยงนี้
(คนแต่งแต่งยังไงให้เรารู้สึกว่ามีเสียงลอดออกมาจากตัวหนังสือคะเนี่ย????)

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6921
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-2
ก๊วนนี้มีความซนมากกกกก

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4372
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-7
ถ้าเป็นสมัยนี้คงเรียกได้ว่า เปิดเผยจริงใจ
แต่พอดีกอร์ดอนเป็นคนอังกฤษสมัยก่อนเสียด้วย เลยมองว่าเจี๊ยวจ๊าวน่ารำคาญ แถมพูดไม่รู้เรื่อง ฮา
เปิดใจหน่อยน่าคุณช่างตัดเสื้อ เดี๋ยวก็สนุกไปเอง

ออฟไลน์ poppycake

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2996
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-4
แก๊งเพื่อนจอห์น คือเป็นแก๊งสุภาพบุรุษอังกฤษใจแตกอ่ะ 555555555555
เหมือนเด็กชายเก็บกด~~~~! ^0^
เค้าจะชอบกันตอนไหนน๊า ลุ้นจัง

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2929
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +247/-3
สำนวนเหมือนอ่านนิยายที่เขียนโดยคนอังกฤษจริง ๆ

ยอดเยี่ยมมาก รู้สึกถึงบรรยากาศโขมงโฉงเฉง เสียงชนแก้วโคร้งเคร้ง สรวลเสเฮฮา

คุณสมบัติของสมาชิกในสโมสรนี้คือต้องหน้ามึนใช่ไหม? เหมือนกันทั้งสโมสรเลย

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 941
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +738/-3
    • My novel blog
Dear, My customer.

ตอนที่5 บาร์ที่ถนนวอลตัน


                เหล่าสุภาพบุรุษพวกนั้นตั้งหน้าตั้งตาฟังเรื่องราวชีวิตของลอร์ดโทรว์บริดจ์ที่อเมริกา เสมือนว่ากำลังได้ดูอุปรากรณ์ใหญ่ กอร์ดอนเองก็ถูกลอร์ดจอร์จ เฟลตันลากไปซักไซ้ไล่เรียงถามถึงที่ตั้งร้านและเรื่องราวเกี่ยวกับเสื้อผ้า ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะหันไปให้ความสนใจกับเรื่องราวของลอร์ดโทรว์บริดจ์ เขาเลยปลีกตัวออกมานั่งคนเดียวได้เสียที ช่างตัดเสื้อหนุ่มนั่งจิบวิสกี้พลางมองผู้ชายตัวโตที่นั่งอยู่กลางวง แล้วนึกสงสัยว่าตัวเขามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จุดที่นั่งจิบวิสกี้อยู่บนสโมสรลับสุดหรูใจกลางกรุงลอนดอน และฟังเรื่องเล่าถึงโลกที่เขาไม่เคยเห็น

---------------------------------------

                “กอร์ดอน ตื่นได้แล้ว ไม่อย่างนั้นเราจะให้ออตโตมานมาหามนายลงไป” ใครคนหนึ่งเดินมาปลุกเขา กอร์ดอนปรือตาเปลือกตาขึ้นอย่างยากลำบาก เขามองผู้คนตรงหน้าอย่างสะลึมสะลือ “เสร็จแล้วหรือ?”

                “อือ คุณเมาหรือนี่?” เสียงใครอีกคนถาม กอร์ดอนสั่นศีรษะ “เปล่า ผมแค่ง่วง”

                ช่างตัดเสื้อหนุ่มพยายามยันตัวลุกขึ้น แต่สุดท้ายก็หล่นปุลงไปบนเก้าอี้อยู่ดี ได้ยินเสียงใครบางคนพูดขึ้น “ไม่ไหว เขาเมาแน่ๆ นิกกี้นายรินวิสกี้ไปให้เขากี่แก้ว”

                “แก้วเดียวนะ ฉันจำได้ ไม่น่าจะเมา”

                “.....”

                “เอาไงดี ให้ออตโตมานเข้ามาหามเขาออกไปแล้วกัน”

                “ไม่เป็นไร ฉันจัดการเองดีกว่า”

                กอร์ดอนรู้สึกเหมือนถูกใครบางคนยกตัวขึ้น แต่เขารู้สึกง่วงเกินกว่าที่จะสงสัยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ได้ยินเสียงใครพูดดังแว่วๆ

                “ว้าว นายทำอย่างกับเขาเป็นถุงทะเลงั้นแหละ”

                “ภาพนี้จะต้องติดตาฉันไปอีกนาน ยังไม่เคยเห็นใครหิ้วคนเมาเหมือนแบกถุงทะเลอย่างนายมาก่อนเลย”

                “ขอร้องนะจอห์นนี่ นายอย่าอุ้มเจ้าสาวแบบนี้เด็ดขาด พ่อนายเห็นคงได้กลั้นใจตาย ฮ่าๆ”

                กอร์ดอนนึกสงสัยว่าเสียงเหล่านั้นกำลังพูดถึงอะไร เขารู้สึกร่างกายหนักอึ้ง อยากจะอ้าปากถามแต่ก็ขยับอะไรไม่ได้มากไปกว่าที่เป็นอยู่

                ง่วงนอนชะมัดเลย

--------------------------------------

                เสียงแว่วของบิ๊กเบนที่ตีบอกเวลาเที่ยงตรงปลุกกอร์ดอนให้ตื่นขึ้นจากความฝัน เขาปรือตาขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะตื่นเต็มตาเมื่อได้ยินเสียงระฆังครั้งที่ห้า ชายหนุ่มลุกพรวดขึ้นมา และพบว่าเขานอนอยู่บนเตียงของตัวเอง ทุกอย่างดูเรียบร้อยดี กระทั่งเสื้อสูทที่ใส่ออกไปก็ถูกแขวนเอาไว้หน้าตู้

                เดี๋ยวนะ นี่เขากลับมาได้ยังไงกัน?

                ชายหนุ่มยกมือขึ้นกดศีรษะ พยายามนึก แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก เขากำลังฟังลอร์ดโทรว์บริดจ์เล่าเรื่องอินเดียนแดงที่อเมริกา จากนั้นก็เหมือนจะผล็อยหลับไป

                เสียงเคาะประตูหยุดความคิดของเขาเอาไว้แค่นั้น กอร์ดอนลุกจากเตียงไปเปิดประตู

                “อรุณสวัสดิ์ครับ คุณโอเดนเบิร์ก ดีจังที่คุณตื่นแล้ว” คนมาเคาะไม่ใช่ใครอื่น เป็นเดวิด เด็กรับใช้ในร้านนั่นเอง กอร์ดอนส่งเสียงทักทายตอบ “อรุณสวัสดิ์ ว่าแต่ตอนนี้กี่โมงแล้ว”

                “เที่ยงพอดีครับ ผมคิดว่าคุณตื่นเพราะได้ยินเสียงบิ๊กเบนเสียอีก”

                คิ้วของกอร์ดอนเลิกขึ้นเล็กน้อย ขณะที่เดวิดพูดต่อ “เดี๋ยวผมจะลงไปบอกมิสซิสมาธาร์ให้ชงน้ำมะนาวให้คุณ สุภาพบุรุษท่านนั้นกำชับผมนักหนา ว่าถ้าคุณตื่นมาแล้วให้หาอะไรเปรี้ยวๆ ให้คุณดื่ม”

                “สุภาพบุรุษ?”

                “ก็ลอร์ดโทรว์บริดจ์ไงครับ” เดวิดว่า “เขาแบกคุณมาส่งที่นี่ตอนหัวรุ่ง เขาแข็งแรงมากเลยนะครับ แบกคุณอย่างกับแบกถุงทะเลแน่ะ” ดวงตาของเดวิดเป็นประกายด้วยความชื่นชม ขณะที่กอร์ดอนรู้สึกปวดหัวหนักกว่าเดิม

                “ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย”

                “เหมือนคุณจะเมาน่ะครับ ท่านเอิร์ลบอกผมแบบนั้น”

                “เมา?”

                “ครับ”

                “ฉันเนี่ยนะ?”

                เดวิดจึงอธิบายเหตุการณ์อย่างละเอียดให้เขาฟัง “ท่านเอิร์ลแบกคุณขึ้นบ่าลงมาจากรถม้า คุณยังหลับไม่รู้เรื่องอย่างกับอยู่บนเตียง ถ้าไม่เมาก็ถูกชกสลบสองอย่างล่ะครับ แต่ผมดูแล้วคุณไม่น่าถูกใครชกมา เลยเชื่อว่าคุณเมา”

                กอร์ดอนยกมือขึ้นห้ามฝ่ายนั้น “เอาล่ะ ฉันพอเข้าใจแล้ว เธอลงไปก่อน เดี๋ยวฉันเปลี่ยนเสื้อแล้วจะตามลงไป บอกมิสซิสมาธาร์ด้วยว่าขอมื้อเช้าให้ฉันด้วย”

                “ครับ”

                กอร์ดอนมองเด็กรับใช้วิ่งลงบันไดแล้วถอนหายใจเฮือก เมื่อคืนเขาดื่มวิสกี้ไปแค่แก้วเดียวเท่านั้นเอง แค่วิสกี้แก้วเดียวเขาก็เมาได้ด้วยหรือเนี่ย?

                ชายหนุ่มรู้สึกว่าร่างกายของเขาชักจะแย่ลงไปทุกที เขาเดินไปหยิบเสื้อนอก และรู้สึกถึงปึกธนบัตรที่อัดอยู่ด้านใน จึงนึกได้ว่าเมื่อคืนเพิ่งชนะพนันเป็นจำนวนเงินที่สูงจนน่าตกใจ พอหยิบปึกธนบัตรพวกนั้นออกมานับ กอร์ดอนก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้เมาวิสกี้แก้วนั้น

                ความรู้สึกที่ได้นั่งจิบวิสกี้หลังได้เงินหนึ่งพันห้าร้อยปอนด์โดยไม่ต้องลงแรงอะไรนี่มันดีจริงๆ เลย

                ถึงจะรู้สึกแบบนั้น แต่กอร์ดอนก็รีบให้สัตย์ปฏิญาณกับตัวเองว่าเขาจะไม่เล่นพนันใดๆ อีก เพราะพอมานึกดูอีกที ถ้าลอร์ดโทรว์บริดจ์เกิดแพ้ขึ้นมา เขาต้องตัดชุดฟรีเป็นเงินถึงสามร้อยปอนด์ ดูแล้วก็ไม่ใช่น้อยๆ เหมือนกัน และการพนันใช่ว่าจะกำหนดแพ้ชนะได้ตลอดเสียเมื่อไหร่ ปู่ของเขาเคยพูดว่า มีแต่พวกเจ้าของที่ดินเท่านั้นที่เล่นพนันได้โดยไม่เสียอะไร เพราะคนที่จ่ายคือพวกที่เช่าที่ดินต่างหาก

                เขาเก็บเงินใส่ตู้ ก่อนจะเปลี่ยนเสื้อแล้วลงมาทานมื้อเช้าในเวลาน้ำชาพอดี

----------------------------------------

                อากาศของลอนดอนเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ เช่นเดียวกับเหล่าบรรดาลูกค้าสุภาพบุรุษทั้งหลายของเขา ช่วงบ่ายที่ฝนเริ่มลงเม็ด กอร์ดอนต้องจับรถม้าไปคฤหาสน์ของบารอนเคาน์ตี้ เพื่อวัดตัวตัดชุดสำหรับใส่ในงานแต่งงานให้กับ ลูกชายคนโตของท่านบารอน ซึ่งงานมีกำหนดจะจัดขึ้นในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ดังนั้นในอีกสัปดาห์ถัดมา กอร์ดอนจึงต้องเวียนเข้าเวียนออกคฤหาส์เคาน์ตี้ เพื่อให้แน่ใจว่าชุดจะพอดีตัวและสวยที่สุดอย่างที่เจ้าตัวคาดหวังไว้ นี่ยังไม่นับรวมเสื้อโค้ทสำหรับใส่ไปตากอากาศของท่านเอิร์ลแห่งแลงฟอร์ด และเสื้อสูทสำหรับใส่เข้าประชุมสภาของมาร์ควิสแห่งซอลส์บรี ซึ่งมีกำหนดเสร็จในช่วงเดียวกัน ต่อให้มีช่างสี่คนรวมตัวเขาด้วยเป็นห้า กอร์ดอนก็รู้สึกว่าเวลามันไม่พออยู่ดี พวกเขาตั้งหน้าตั้งตาทำงานหามรุ่งหามค่ำ แม้แต่ในวันอาทิตย์ช่วงบ่าย กอร์ดอนก็ยังต้องมานั่งเก็บรายละเอียดงานเพื่อให้เสร็จทันตามกำหนด เขาถึงกับแขวนป้ายปิดร้านเพื่อประกาศให้รู้ว่าในตอนนี้เขาไม่พร้อมรับงานจากใครทั้งนั้น แม้กระทั่งท่านดยุคก็ตาม ในที่สุดหลังจากตรากตรำกันมากว่าสิบวัน งานทั้งหมดก็เสร็จเรียบร้อย ลูกชายคนโตของท่านบารอนพอใจอย่างที่สุดกับชุดทักซิโด้สำหรับงานแต่งงานของเขา ที่ไม่ว่ามองมุมไหนก็ดูเนี้ยบกริ๊บและยังทำให้เขาดูผึ่งผายขึ้นด้วย ลอร์ดแลงฟอร์ดหลงรักเสื้อโค้ทตัวใหม่ และสวมมันทันทีหลังได้รับ ส่วนท่านมาร์ควิสแห่งซอลส์บรีป่วยกะทันหัน จึงไม่ได้สวมเสื้อสูทตัวใหม่เข้าร่วมประชุม อย่างไรก็ดีกอร์ดอนได้เห็นท่านมาร์ควิสสวมสูทตัวนั้นฉายภาพหมู่ร่วมกับดยุกแห่งเคมบริจ ในงานเลี้ยงต้อนรับในอีกสัปดาห์ถัดมา ซึ่งลงเป็นพาดหัวข่าวอยู่ในหนังสือพิมพ์

                กอร์ดอนเปิดร้านอีกครั้งในเช้าวันจันทร์ที่อากาศสดใส เขานอนพักผ่อนแล้วและอารมณ์ดีขึ้นมาก ถึงขนาดสั่งให้เดวิดออกไปซื้อดอกกุหลาบมาหนึ่งช่อใหญ่ เพื่อให้มิสซิสมาธาร์จัดใส่แจกันตั้งประดับในร้าน ดังนั้น พอตกช่วงสาย กลิ่นดอกกุหลาบก็อบอวลไปทั่วร้านกอร์ดอนเทเลอร์ ยังความประหลาดใจให้กับผู้ที่มาเยือนเป็นอย่างมาก

                “ว้าว วันนี้ดอกกุหลาบเต็มร้านคุณเลยแฮะ คุณคิดจะเปิดร้านขายดอกไม้แทนแล้วหรือ?” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ทักขึ้นหลังจากกล่าวทักทายตามมารยาทเรียบร้อยแล้ว กอร์ดอนรู้สึกว่าอากาศดีในลอนดอนนี่เอาแน่เอานอนไม่ได้เสียเลย ถึงอย่างนั้นตอนนี้เขายังรู้สึกอารมณ์ดีเกินกว่าจะทิ้งมันไปเพราะได้เห็นหน้าของลอร์ดโทรว์บริดจ์

                “ผมเพิ่งเสร็จงานชิ้นใหญ่ เลยอยากจะเพิ่มอะไรที่มันสดใสในร้านบ้าง” เขาบอกฝ่ายนั้น ก่อนจะถามต่อ “คุณมีธุระอะไรให้รับใช้หรือครับ?”

                “อ้อ... ไม่มีหรอก” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ตอบ แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่ใช้รับรองลูกค้า “สองสัปดาห์ที่แล้วผมเห็นคุณแขวนป้ายปิดร้านตลอดเลย คิดว่าจะเลิกตัดเสื้อแล้วเสียอีก”

                “ผมมีงานด่วน กลัวเสร็จไม่ทัน เลยปิดร้านไว้ไม่รับงานเพิ่มครับ” กอร์ดอนอธิบาย และนึกสงสัยว่าลอร์ดโทรว์บริดจ์รู้ได้อย่างไรว่าเขาแขวนป้ายปิดร้านตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

                “โล่งไปที” ฝ่ายนั้นคราง “ผมคิดว่าเพราะคุณชนะพนันเลยปิดร้านซะอีก”

                กอร์ดอนคิดว่าอารมณ์ดีของเขาอาจจะหายไปเร็วพอๆ กับอากาศดีของลอนดอน เพราะลอร์ดคนนี้นี่แหละ “ผมไม่ทิ้งร้านเพราะเงินพันห้าร้อยปอนด์หรอกนะ”

                “ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ปฏิเสธ ก่อนจะเฉไปพูดเรื่องอื่น “คุณเปิดร้านก็ดีแล้ว ผมยังมีเรื่องติดค้างคุณอยู่”

                กอร์ดอนนึกสงสัยว่าเขายังมีเรื่องอะไรให้ลอร์ดโทรว์บริดจ์ติดค้างได้อีกหรือ “เรื่องอะไรครับ?”

                “ก็เรื่องสมาคมของคุณไง” ท่านลอร์ดตอบ แล้วพูดต่อ “คราวก่อนผมสัญญากับคุณไว้แล้วว่าจะไปสโมสรของคุณบ้าง ตอนนี้ถึงเวลาที่ผมควรจะได้ทำตามสัญญาแล้วล่ะ”

                กอร์ดอนเกือบจะครางออกมา เขาลืมเรื่องนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ ทำไมลอร์ดโทรว์บริดจ์ถึงไม่รู้จักลืมๆ ไปบ้างนะ

                “ผมไม่มีสมาคมหรอก...” เขาว่า “เพราะงั้นคุณไม่ต้องรู้สึกติดค้างผมก็ได้ครับ”

                “อ้าว งั้นปกติคุณไปสันธนาการที่ไหนล่ะ? ผมหมายถึง ปกติคุณไม่ออกไปเที่ยวที่ไหนเลยงั้นหรือ? ปิดร้านแล้วนอนตลอด?”

                “ครับ” กอร์ดอนตัดสินใจโกหกด้วยสีหน้าจริงจังเพื่อตัดปัญหาที่เขาแน่ใจว่ายังไงจะต้องเกิด “ผมทำงานเหนื่อยนะ ปิดร้านแล้วไม่อยากออกไปไหนแล้วล่ะครับ”

                ลอร์ดโทรว์บริดจ์เลิกคิ้วอย่างไม่อยากเชื่อ “คุณอย่าโกหกผมให้ยากดีกว่า คราวก่อนที่คุณเอาเสื้อเชิ้ตไปให้ผม จำได้ว่าคุณใส่น้ำหอมเสียหอมฟุ้งเลย แสดงว่าคุณวางแผนจะไปที่อื่นต่อหลังจากไปส่งเสื้อให้ผม เลยดูหงุดหงิดมากที่ถูกผมลากไปสโมสร” ลอร์ดหนุ่มพูดต่อโดยไม่รอให้กอร์ดอนอ้าปาก “ให้ผมเดานะ คุณต้องแอบนัดสาวไว้ที่ไหนสักแห่ง ไม่งั้นคงไม่ใส่น้ำหอมเสียขนาดนั้น ถูกไหม”

                กอร์ดอนมองหน้าลอร์ดโทรว์บริดจ์ พลางคิดว่าเขาสมควรจะพูดอะไรในสถานการณ์แบบนี้ดี

                “บอกผมมาเถอะน่า... ไม่ต้องอายหรอก ผมพอจะช่วยคุณให้สมหวังได้อยู่อยู่นะ”

                กอร์ดอนมองลอร์ดหนุ่ม นึกถึงบาร์ นึกถึงสาวผมแดงคนนั้น นึกถึงตัวเขาที่เอาแต่นั่งชำเลืองมองแต่ไม่กล้าพูดอะไรออกไป อึดใจหนึ่งช่างตัดเสื้อหนุ่มก็พูดออกมา

                “บาร์บีชอร์ตที่ถนนวอลตัน” เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ทุ่มนึง ถ้าคุณจะไป แต่งตัวปกติก็พอนะครับ ไม่ต้องหรูหรามาก นั่นเป็นบาร์ระดับกลางๆ ไม่ใช่บาร์หรู”

                ลอร์ดโทรว์บริดจ์ระบายยิ้มกว้างอย่างคนสมประสงค์ในทุกสิ่ง “ตกลง ทุ่มนึงผมจะมารับคุณ”

-------------------------------

                กอร์ดอนเดินลงมารอที่ชั้นล่างก่อนเวลาทุ่มนึงเล็กน้อย เดวิดรู้สึกแปลกใจที่เห็นเจ้านายของเขาแต่งตัวเนี้ยบกริบ

                “จะออกไปที่คฤหาสน์เดลหรือครับ?” เด็กรับใช้ถาม กอร์ดอนสั่นศีรษะ “เปล่า ไปบาร์บีชอร์ต”

                “อ๋อ” เดวิดพยักหน้า “งั้นเดี๋ยวผมเรียกรถม้าให้”

                กอร์โดนโบกมือ “ไม่เป็นไร ฉันคิดว่าอาจจะมีใครบางคนผ่านมา แล้วให้ฉันพลอยติดรถไปด้วยได้”

                เดวิดตาเป็นประกาย “ลอร์ดโทรว์บริดจ์หรือครับ!”

                “อืม”

                “งั้นแสดงว่าท่านเอิร์ลคนนั้นจะไปบาร์บีชอร์ตเป็นเพื่อนคุณ ดีจังเลยคุณโอเดนเบิร์ก” เด็กหนุ่มพูดด้วยสายตาเป็นประกาย “คุณมีเพื่อนเป็นเอิร์ล ที่อนาคตจะได้เป็นมาร์ควิส คงไม่มีอะไรโชคดีกว่านี้อีกแล้ว”

                กอร์ดอนยิ้มเพลียๆ ให้เขา “ฉันว่าถ้าไม่เคยรู้จักเขาเลยชีวิตน่าจะสงบสุขกว่านี้”

                “แต่เขาดีกับคุณออกนะ” เด็กหนุ่มออกความเห็น “ผมไม่เคยเห็นเอิร์ลคนไหนนิสัยดีแบบเขามาก่อนเลย”

                “ฉันด้วย แต่ในความหมายที่ต่างออกไปนะ” กอร์ดอนว่า จังหวะนั้นรถม้าคันใหญ่ของคฤหาสน์เดลก็วิ่งมาจอดที่หน้าร้านของเขา เดวิดรีบวิ่งไปเปิดประตูทันที

                ลอร์ดโทรว์บริดจ์เดินเข้ามาโดยสวมเสื้อโฟลกโค้ทตัวเดิม แต่ด้านในเหมือนจะเป็นเสื้อเชิ้ตตัวใหม่ และเสื้อกั๊กสีน้ำเงินสดใส เขาสวมหมวกฮอมเบิร์กสีดำ แบบที่กอร์ดอนเห็นแล้วรู้สึกว่าอยากจะซื้อมาไว้ใช้เองสักใบ

                “หมวกคุณสวยมาก” นั่นคือคำแรกที่เขาพูดหลังจากทักทายกันเรียบร้อยแล้ว ลอร์ดโทรว์บริดจ์เลิกคิ้ว เหมือนแปลกใจที่ได้ยินคำพูดนี้

                “อย่างนั้นหรือ ผมให้คุณเอามั้ย?”

                “ไม่เป็นไรครับ” กอร์ดอนรีบปฏิเสธ “ผมแค่เห็นว่าคุณสวมแล้วดูดีมาก”

                “ว้าว” ลอร์ดโทรว์บริดจ์อุทานแล้วยิ้มกว้าง “คืนนี้คุณเองก็หล่อมาก ผมประกันว่าคงมีแต่สาวตาบอดกับตาฟางเท่านั้นที่ไม่หันมองคุณ”

                พูดจบเขาก็หยิบดอกกุหลาบสองดอกออกมาจากแจกัน เสียบดอกหนึ่งลงในอกเสื้อของกอร์ดอน และอีกดอกบนอกเสื้อของตัวเอง

                “เท่านี้ก็เรียบร้อย พวกเราไปกันเถอะ”

-----------------------------------

                ลอร์ดโทรว์บริดจ์ให้โอลิเวอร์รออยู่ที่ร้านของกอร์ดอน และตัดสินใจเรียกรถม้ารับจ้าง เพราะไม่อยากเอารถม้าที่มีตราของคฤหาสน์เดลไปจอดที่หน้าบาร์ ข้อนี้กอร์ดอนเห็นด้วยเป็นอย่างมาก เพราะเขาเองก็ไม่อยากให้มีใครรู้ว่าเขาไปกับลอร์ดโทรว์บริดจ์เหมือนกัน

                สองหนุ่มไปถึงบาร์บีชอร์ตประมาณทุ่มสิบห้า เป็นช่วงเวลาที่ลูกค้ากำลังทยอยเข้าไปด้านในพอดี เจ้าของบาร์ที่ยืนชงเหล้าอยู่ที่เคาน์เตอร์เอ่ยทักทันทีเมื่อกอร์ดอนลากเก้าอี้มานั่ง

                “สายัณห์สวัสดิ์กอร์ดอน ไม่เห็นเสียนานเลยนะ”

                “งานยุ่งน่ะ” กอร์ดอนตอบ แล้วสั่งเครื่องดื่ม “ขอเหล้ายินให้ผมแก้วนึง”

                 “ได้” คนชงเหล้าพยักหน้า ก่อนจะหันมาถามลอร์ดโทรว์บริดจ์ “แล้วคุณล่ะ?”

                “ยินเหมือนกัน” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ตอบ ก่อนจะถามต่อ “กิจการช่วงนี้เป็นไงบ้าง”

                “ก็ดีครับ” เขาตอบขณะหันหลังหยิบขวดเหล้า “นี่เป็นครั้งแรกเลยนะครับที่ผมเห็นกอร์ดอนพาเพื่อนมาที่นี่ ปกติเห็นมาคนเดียวทุกที”

                ลอร์ดโทรว์บริดจ์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นยิ้ม “มีเพื่อนเป็นเรื่องดีนะ คุณเห็นด้วยใช่มั้ย?”

                “อือ” ฝ่ายนั้นพยักหน้า “แล้วคุณเป็นช่างตัดเสื้อเหมือนกันหรือ? แต่ท่าทางไม่ให้เลยนะ”

                “อ๋อ เปล่าหรอก” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ปฏิเสธ “ผมเป็นผู้จัดการเหมือง”

                “ผู้จัดการเหมือง?” เจ้าของบาร์ทวนคำ ขณะที่กอร์ดอนเกือบสำลักเหล้ายิน ลอร์ดโทรว์บริดจ์ทำหน้าประหลาดใจ “ทำไมล่ะ? ท่าทางผมไม่เหมาะเป็นผู้จัดการเหมืองหรือ?”

                เจ้าของบาร์มองเขาเท่าที่จะมองได้จากเคาน์เตอร์บาร์ “คุณไม่คล้ายผู้จัดการเหมืองเลยนะ แต่เหมือนใครสักคน ทำไมผมรู้สึกคุ้นๆ”

                ลอร์ดโทรว์บริดจ์มองหน้าเจ้าของบาร์พลางยิ้มอีก “เหมือนท่านเอิร์ลแห่งโทรว์บริดจ์ที่อยู่ในหนังสือพิมพ์ ใช่มั้ย?”

                “เออ ใช่เลย!” ฝ่ายนั้นร้องออกมา คราวนี้กอร์ดอนสำลักเหล้าจริงๆ “คะ... คุณว่าไงนะ!”

                “ฮ่าๆ” ลอร์ดโทรว์บริดจ์หัวเราะชอบใจ “เค้าพูดกันทั้งเหมืองว่าผมหล่อเหมือนลอร์ดโทรว์บริดจ์ แหม... ดีจริงๆ ที่ท่านเอิร์ลกลับมา ผมเลยกลายเป็นคนดังเลย”

                เจ้าของบาร์ยิ้มพลางสั่นศีรษะ “เพื่อนคุณนี่ใช้ได้เลยนะ กอร์ดอน”

                กอร์ดอนสำลักเหล้าจนหน้าแดง ไม่รู้ว่าควรจะพูดว่าอะไรดี ลอร์ดโทรว์บริดจ์เลยพูดเสียเอง “เรียกผมว่าลอร์ดโทรว์บริดจ์ดีไหม?”

                “ไม่ดีๆ” เจ้าของบาร์รีบสั่นศีรษะ “ถึงคุณใจกล้าแต่ผมไม่เอาด้วยหรอก กลัวเรื่องหลุดไปถึงหูท่านเอิร์ล ผมคงอยู่ไม่สุขแน่”

                “ฮ่าๆ”

                “อีกอย่างคุณหล่อสู้เขาไม่ได้นะ” เจ้าของบาร์ว่า “ผมเห็นในหนังสือพิมพ์ เขาแต่งตัวดูดีมาก ท่าทางก็สูงสง่าเรียบร้อย ต่างกับคุณลิบลับเลย”

                ลอร์ดโทรว์บริดจ์หัวเราะชอบใจ “งั้นหรือ แต่ผมพนันเลยว่าเขาใส่หมวกฮอมเบิร์กหล่อสู้ผมไม่ได้แน่นอน”

                เจ้าของบาร์ยักไหล่ “คุณชื่ออะไร ผมแจ็คสัน เดนเวอร์ เรียกผมว่าแจ็คสันก็ได้”

                “จอห์น เคฟ ผมอนุญาตให้คุณเรียกผมว่าจอห์นเหมือนกัน” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ตอบ “ยินดีที่ได้รู้จักนะแจ็คสัน”

                “เช่นกันจอห์น คุณคุมเหมืองอะไรอยู่ตอนนี้ ดีบุก?”

                “อือ”

                “คงวุ่นวายน่าดู” แจ็คสันว่า กอร์ดอนภาวนาให้ลอร์ดโทรว์บริดจ์ไม่พูดอะไรบ้าๆ ไปมากกว่านี้ ทันใดนั้นเองบางอย่างก็ดึงดูดสายตาของแจ็คสันไป

                “มาแล้วกอร์ดอน แม่สาวผมแดงของคุณ”         

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-04-2017 20:42:13 โดย juon »

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 941
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +738/-3
    • My novel blog
                กอร์ดอนรีบหันควับไปมองทันที ผู้หญิงผมแดงอายุราวๆ ยี่สิบกว่าๆ คนหนึ่ง แต่งหน้าไม่จัดมาก ในชุดกระโปรงสีแดงเหมือนผมของเธอเดินคุยกับเพื่อนเข้ามาในร้าน ลอร์ดโทรว์บริดจ์รีบดึงตัวเขาให้หันกลับไป

                “นี่คุณมองผู้หญิงแบบนั้นไม่ได้นะ มันเสียมารยาท”

                กอร์ดอนที่น่าสงสารหน้าแดงจัดกว่าเดิม “งะ... งั้นหรือ... ผะ... ผมควรทำไงดี?”

                ลอร์ดโทรว์บริดจ์มองเขาแล้วถอนหายใจอย่างเอ็นดู ก่อนจะยกมือตบไหล่ฝ่ายนั้น “คุณตั้งสติดีๆ นะ หายใจลึกๆ เราต้องทำตัวให้มีมาด วันนี้คุณดูดีมาก เดี๋ยวพอเธอนั่งคุยกับเพื่อนสักพัก เราจะเข้าไปขอเลี้ยงเหล้าเธอ คุณไม่ต้องทำอะไร แค่ยิ้มก็พอ แต่ต้องแน่ใจว่าคุณไม่ได้มองเธออย่างจงใจเกินไป คุณต้องทำแค่ว่าสนใจเธอบ้าง แต่ไม่ใช่หันไปจ้องแบบตะกี้นี้”

                “อื้อ” กอร์ดอนพยักหน้า แจ็คสันมองแล้วอมยิ้ม “พยายามเข้านะกอร์ดอน วันนี้คุณอาจจะมีโชคก็ได้”

                สองสาวที่เพิ่งเข้ามาใหม่เดินมานั่งที่บาร์ ถัดจากพวกเขาสองคนไปไม่ไกลนัก ลอร์ดโทรว์บริดจ์ชำเลืองมองพวกเธอเล็กน้อย ขณะที่กอร์ดอนเอาแต่ก้มหน้างุด เดือดร้อนเอิร์ลหนุ่มก็ขยับเข้าไปกระซิบใกล้ๆ “นี่ คุณไม่ต้องก้มหน้าก็ได้ คุณเงยหน้าขึ้นมา มองหน้าแจ็คสัน ยกแก้วเหล้าขึ้นมาจิบ จากนั้นก็ใช้หางตาชำเลืองมองไปทางแม่สาวสองคนนั้น ลองทำดูสิ”

                กอร์ดอนสูดหายใจลึก เงยหน้าขึ้นมาตามคำแนะนำของลอร์ดโทรว์บริดจ์ เขาพยายามตั้งสติขณะจ้องหน้าแจ็คสัน แล้วยกแก้วยินขึ้นมาจิบ แต่เขาคงเกร็งไปหน่อย เลยสำลักเหล้าจริงจังเสียยิ่งกว่าตอนได้ยินลอร์ดโทรว์บริดจ์พูดเรื่องตัวเองเหมือนตัวเองเสียอีก

                แจ็คสันสั่นศีรษะเป็นเชิงว่าไม่ไหวเลย ขณะที่ลอร์ดโทรว์บริดจ์รีบใช้มือลูบหลังอีกฝ่าย เขาได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังแว่วมา จึงเหลือบไปมอง เห็นแม่สาวสองคนนั่นกำลังมองมาทางพวกเขาสองคนและแอบหัวเราะกันอยู่

                “เอาล่ะ ใจเย็นๆ กอร์ดอน ไม่เป็นไร คุณแค่ตื่นเต้นไปหน่อย ใครๆ ก็ตื่นเต้นเวลาอยู่ต่อหน้าคนที่ตัวเองสนใจทั้งนั้นแหละ” เขาพยายามกระซิบปลอบ กอร์ดอนพยักหน้า เขารู้สึกทั้งอาย ทั้งตื่นเต้น ทั้งสับสน ปนๆ กัน ชายหนุ่มยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลออกมาเพราะสำลักเหล้า ลอร์ดโทรว์บริดจ์เลยส่งผ้าเช็ดหน้าของตัวเองให้ เขานั่งรอฝ่ายนั้นตั้งสติเงียบๆ โดยไม่พูดอะไรอีก ไม่นานนักกอร์ดอนก็เงยหน้าขึ้นมาได้

                “ขอเวลาผมหน่อยนะ”

                เอิร์ลหนุ่มพยักหน้า “เอางี้ เรามาคุยเรื่องทั่วๆ ไปกันก่อนดีกว่า อย่างเช่นคุณชอบอาหารอะไร เสื้อผ้าแบบไหน คิดว่าแฟชั่นยุคนี้เป็นยังไง แล้วพระราชินีจะอายุกี่ปี”

                “นี่คุณหยุดวกเข้าไปที่พระราชินีจะได้มั้ย” กอร์ดอนสวนขึ้นมา ลอร์ดโทรว์บริดจ์หัวเราะ “ก็ได้ๆ งั้นคุณชอบกินอะไร”

                “แซนด์วิช”

                “หา?”

                “ทำไม ผมชอบกินแซนด์วิชแปลกนักหรือ?”

                “ก็คุณพูดเหมือนนักเดินทาง คุณเป็นช่างตัดเสื้อนะ”

                “ช่างตัดเสื้อก็ชอบแซนด์วิชได้” กอร์ดอนว่า “ตอนเด็กๆ แม่ผมชอบทำ พวกเราเคยนั่งรถไปปิ๊กนิกกันที่ริมแม่น้ำเทมส์ด้วย”

                “อ๋อ” ลอร์ดโทรว์บริดจ์พยักหน้าอย่างเข้าใจ “แล้วแม่กับพ่อคุณล่ะ?”

                “ก็ไปด้วยกันนั่นแหละ”

                “เปล่า ผมหมายถึง ตอนนี้พ่อกับแม่คุณเป็นไงบ้าง”

                “เสียไปหมดแล้ว” กอร์ดอนว่า “พ่อกับแม่ผมป่วยเป็นอหิวา เสียไปตั้งแต่ผมอายุสิบสอง”

                “คุณเลยมาอยู่กับปู่”

                “ใช่”

                “อืม...” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง “แล้วคุณชอบสีอะไร หมายถึงเสื้อผ้า”

                “สีน้ำตาล” กอร์ดอนว่า “สีน้ำตาไหม้ๆ ใกล้เคียงสีดำ ไม่ก็น้ำตาลแดง แต่ผมใส่แล้วไม่ค่อยเข้า มันดูเหมาะกับคุณมากกว่า”

                ลอร์ดโทรว์บริดจ์ยิ้มออกมา “งั้นหรือ ผมว่าคุณน่ะเหมาะกับสีน้ำตาลทองนะ สีนั้นน่ะผมชอบมากเลย แต่คุณบอกว่าไม่เข้า”

                “ใช่ มันไม่เข้ากับคุณเลย มันจะทำให้คุณดูเป็นก้อนบรอนซ์ทันที ถ้าขืนคุณอยากจะลองสวมนะ”

                ลอร์ดโทรว์บริดจ์หัวเราะชอบใจ “แล้วเหล้าล่ะ? คุณชอบดื่มอะไร ยิน?”

                “ครับ แต่วิสกี้ก็ไม่เลว”

                ลอร์ดหนุ่มมองเขาแล้วคลี่ยิ้มอย่างมีนัยยะ “ต้องเป็นสก็อตวิสกี้ด้วยใช่มั้ย?”

                คราวนี้กอร์ดอนหน้าแดงวาบขึ้นมาอีก “ไม่รู้สิ” เขานึกได้ว่าคราวก่อนเพราะวิสกี้แก้วเดียว ลอร์ดโทรว์บริดจ์ถึงขั้นต้องแบกเขามาส่งที่ร้าน กอร์ดอนเกรงว่าฝ่ายนั้นจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก เขาเลยรีบถามกลับ

                “แล้วคุณล่ะ คุณชอบกินอะไร?”

                “พาย” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ว่า “พายเนื้อ ของโปรดผมเลย ใส่ผักโขมปนเข้าไปนิดหน่อย อบในเตาไฟอ่อนๆ ให้พอเกรียม เวลายกออกมานี่หอมมาก”

                “คุณพูดซะผมหิว” กอร์ดอนว่า ลอร์ดโทรว์บริดจ์ยักไหล่ “พรุ่งนี้ดีไหม ถ้าคุณอยากลอง ผมจะให้แอนนาทำให้ แทนเค้กน้ำชา”

                “ไม่ๆ” กอร์ดอนรีบปฏิเสธ ก่อนจะพูดต่อ “งั้นเครื่องดื่มล่ะ?”

                “เหล้ารัม”

                “หา?”

                ฝ่ายนั้นยิ้มจนเห็นฟันครบซี่ “ทำไม ผู้จัดการเหมืองแบบผมดื่มเหล้ารัมแปลกหรือ? ผมว่าผมไม่ดื่มสิแปลก”

                กอร์ดอนรู้สึกขัดใจ “ตอบแบบจริงจังสิครับ คุณหาดื่มได้ดีกว่านั้นแน่”

                ลอร์ดโทรว์บริดจ์กลอกตา ก่อนจะก้มตัวลงมากระซิบ “แชมเปญ สาเหตุเดียวเลยที่ผมชอบไปงานเลี้ยง”

                กอร์ดอนขำพรวดออกมา ลอร์ดโทรว์บริดจ์กระซิบอีก “อีกเรื่องนะ คุณหยุดครับๆ กับผมด้วย ใครเขาพูดครับกับผู้จัดการเหมืองกัน”

                “เออ ผมลืม ผมคิดว่าคุณเป็นลอร์ดโทรว์บริดจ์ทุกที”

                คราวนี้แจ็คสันขำพรวดออกมา “โทษทีนะ ผมไม่ได้ตั้งใจฟังพวกคุณสองคนคุยกัน แต่มุกนี้คุณขำใช้ได้เลย กอร์ดอน”

                กอร์ดอนมีสีหน้าประหลาดใจ ก่อนจะยิ้ม “แสดงว่าผมเริ่มพูดจาเข้าท่าแล้วสิ”

                แจ็คสันพยักหน้า ลอร์ดโทรว์บริดจ์จึงรีบเสริม “อื้อ เข้าท่าเลยล่ะ เดี๋ยวพวกเราย้ายไปนั่งคุยกันฝั่งโน้น คุณโม้ไปเลยก็ได้ว่าคุณนั่นแหละเป็นคนตัดเสื้อให้ลอร์ดโทรว์บริดจ์ ที่เขาสวมแล้วดูดีกว่าผม”

                “ฮะๆ” กอร์ดอนหัวเราะออกมา “ก็ผมตัดให้เขาจริงๆ นี่นา”

                “คุณนี่เล่นมุกได้เจ็บมาก จอห์น” แจ็คสันเหน็บ ลอร์ดโทรว์บริดจ์มองเขายิ้มๆ ก่อนจะลุกขึ้น เดินไปยังเก้าอี้ที่สองสาวนั่งอยู่

                “ขอโทษนะครับ ผมกับเพื่อนอยากจะขอเลี้ยงเหล้าคุณทั้งสองคนหน่อย ถ้าคุณไม่รังเกียจ”

                “เชิญค่ะ” ผู้หญิงผมสีแดงพูด ก่อนจะเชื้อเชิญให้เขานั่งลง ลอร์ดโทรว์บริดจ์เลยเลือกนั่งถัดจากเพื่อนของเธอซึ่งมีผมสีน้ำตาลอ่อน แล้วบุ้ยหน้าให้กอร์ดอนไปนั่งใกล้เธอ

                “อะ...” พอเห็นหน้าสาวเจ้าแล้ว กอร์ดอนก็เป็นอันพูดต่อไม่ออก เขาได้แต่นั่งอึ้ง จนลอร์ดโทรว์บริดจ์ต้องพูดขึ้นต่อ “กอร์ดอน คุณต้องรู้แน่ว่าสุภาพสตรีคนนี้ชอบดื่มอะไร”

                “เอ๋?” คนถูกถามทำเสียงสงสัย ก่อนจะตั้งสติได้ “อ้อ... ใช่ คุณชอบดื่มยินผสมมะนาว”

                ผู้หญิงคนนั้นมองเขาแล้วยิ้ม “ฉันเห็นหรอกว่าคุณมองอยู่ทุกที... ฉันแอนนาเบล เฮเก้นต์ค่ะ”

                กอร์ดอนรู้สึกหูอื้อ ในที่สุดเขาก็รู้ชื่อเจ้าหล่อนแล้ว “ผมกอร์ดอน โอเดนเบิร์ก ยินดีที่ได้รู้จักครับ มิสเฮเก้นต์”

                ลอร์ดโทรว์บริดจ์หันไปสั่งเหล้ายินยินผสมมะนาว แล้วเริ่มแนะนำตัวเองกับผู้หญิงอีกคน “ผมจอห์น เคฟ คุณล่ะครับ?”

                “แหม... ฉันคิดว่าคุณจะให้เรียกว่าท่านเอิร์ลเสียอีก” เธอหัวเราะ “ฉันมอลลีน วู้ดค่ะ”

                “แสดงว่าคุณแอบฟังที่พวกเราคุยกันสิ มิสวู้ด” ลอร์ดโทรว์บริดจ์แกล้งพูดเสียงเข้ม หญิงสาวรีบปฏิเสธ “เปล่านะคะ พวกคุณกระซิบเสียงดังกันเอง พวกฉันเปล่าสักหน่อย”

                เอิร์ลหนุ่มหันไปขยิบตาให้กอร์ดอน ช่างตัดเสื้อมองเขาอย่างงงๆ อยู่พัก ถึงนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองควรพูดอะไรบางอย่าง “พวกคุณรู้สึกมั้ยว่าเขาคล้ายลอร์ดโทรว์บริดจ์มาก”

                “ฉันเห็นด้วยเลยล่ะ” มิสเฮเก้นต์ว่า “แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่”

                ลอร์ดโทรว์บริดจ์ทำท่าผิดหวังมาก “นี่สินะ ข้อเดียวที่ผมสู้เขาไม่ได้ ผมไม่ใช่ท่านเอิร์ลเลยถูกเมินนี่เอง” พูดจบเขาก็หัวเราะ ทั้งหมดเลยพลอยหัวเราะตามไปด้วย

                “ว่าแต่พวกคุณสองคนรู้จักกันได้ยังไงคะ ฉันมองไม่ออกเลยว่าผู้จัดการเหมืองกับช่างตัดเสื้อจะมาเจอกันได้”

                เอิร์ลหนุ่มยิ้มให้กอร์ดอน ก่อนจะพูดตอบ “พวกเราเจอกันโดยบังเอิญครับ ผมกำลังเดินเหม่ออยู่บนถนนดีๆ รถม้าก็เกือบจะวิ่งมาชนซะได้ ดีนะที่ได้เขาดึงตัวไว้”

                ทั้งสองสาวหันไปมองกอร์ดอนอย่างสนใจ “ว้าว... ฉันนึกภาพคุณดึงผู้ชายตัวใหญ่ๆ อย่างเขาหลบรถม้าไม่ออกเลยนะเนี่ย”

                กอร์ดอนยิ้มแห้งๆ “ผมก็ดึงเขาไม่ไหวหรอก ที่จริงแล้วเขาเดินเซเองเลยรอดมาได้น่ะ”

                เสียงหัวเราะดังขึ้นอีก แจ็คสันแอบหันมายกนิ้วให้ ลอร์ดโทรว์บริดจ์เลยขยิบตาตอบไป การสนทนาเป็นไปได้อย่างราบรื่น ไม่นานนักกอร์ดอนก็รู้ว่าแอนนาเบล เฮเกนต์กำลังจะได้งานเป็นครูสอนดนตรีประจำตัวลูกสาวคนเล็กของลอร์ดวู้ดฟอร์ด ที่คฤหาสน์เรดวู้ดซึ่งตั้งอยู่ในแฮโรว์

                “ดีจังเลยนะ ผมหวังว่าคุณจะได้งาน” กอร์ดอนว่า “แฮโรว์เองก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ด้วย”

                “ค่ะ” มิสเฮเก้นต์พยักหน้า “ลอร์ดวูดฟอร์ดจะส่งรถม้ามารับส่งฉัน และคุณหนูเจนนิเฟอร์ลูกสาวคนเล็กของเขาก็น่ารักมาก”

                กอร์ดอนยิ้มอีก “คุณเป็นคนน่ารักมาก ลอร์ดวูดฟอร์ดต้องเลือกคุณเป็นครูสอนดนตรีของลูกสาวเขาแน่ๆ”

                หญิงสาวยิ้มตอบ “ขอบคุณนะคะ คุณเองก็เป็นช่างตัดเสื้อที่น่ารักมาก คุณทำให้ฉันนึกถึงน้องสาวที่เสียไป”

                “เอ๋?”

                “แอนเคยมีน้องสาวคนนึงค่ะ” มิสวู้ดพูดขึ้นต่อ “เธอมีผมสีทอง และตาสีฟ้าเหมือนคุณเลย ผมตรงๆ แบบนี้แหละ”

                “ค่ะ เธอเป็นน้องสาวต่างแม่ของฉัน แต่พวกเรารักกันมาก” แอนนาเบลพูด “ตอนเธอจากไปฉันเสียใจมากจริงๆ ครั้งแรกที่ฉันเห็นคุณที่นี่ ฉันคิดว่าเป็นเธอด้วยซ้ำ”

                “ผมเหมือนน้องสาวคุณขนาดนั้นเลยหรือ?” กอร์ดอนพูดด้วยสีหน้าประหลาดใจ แอนนาพยักหน้า “ค่ะ คล้ายมาก เสียดายที่คุณไม่ใช่”

                “ไม่เป็นไรหรอก” กอร์ดอนพูดออกมาได้แค่นั้นก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ลอร์ดโทรว์บริดจ์เลยรีบพูดเสริมทันที “แต่คุณก็รู้ใช่มั้ยล่ะครับว่าเขาแอบมองคุณอยู่”

                “อุ๊ย” แอนนาเบลอุทานออกมา ก่อนจะหันมามองเพื่อนสาว “จะว่าไงดีล่ะคะ... คือฉันแน่ใจว่าเขาไม่ได้แอบมอง เขามองตรงๆ เลยต่างหาก เพราะงั้นล่ะค่ะฉันเลยคิดว่าเขาอาจจะเป็นน้องสาวของฉันก็ได้”

                กอร์ดอนรู้สึกอายขึ้นมา “คือผม...”

                “กอร์ดอนเขาคิดว่าคุณเป็นนางฟ้า” ลอร์ดโทรว์บริดจ์พูดแทรกอีก ก่อนจะหันไปมองคนมาด้วยกัน “เขาเอาเรื่องคุณมาคุยให้ผมฟังเป็นวันๆ แต่กลับไม่กล้าเข้ามาทักคุณเลยสักครั้ง เขาคงกลัวว่านางฟ้าจะบินหายไป”

                “อุ๊ย” มิสเฮเก้นต์อุทาน หน้าแดงขึ้นมา “งั้นหรือคะ... ฉันเขินนะเนี่ย คุณเอาเรื่องฉันไปคุยให้เพื่อนฟังเป็นวันๆ แต่ไม่เคยมาทักฉันเลย”

                กอร์ดอนคิดว่าตัวเองต้องหน้าแดงพอๆ กับไวน์แดงในขวดด้านหลังเคาน์เตอร์แล้วแน่ๆ เขาเอาแต่ก้มหน้างุด จนแม้แต่ลอร์ดโทรว์บริดจ์ยังรู้สึกอ่อนใจ

                “พวกฉันคงต้องกลับแล้วล่ะค่ะ” มิสเฮเก้นต์พูดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน “ขอบคุณสำหรับเหล้านะคะ”

                “ไม่เป็นไร” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ว่า เขาเห็นกอร์ดอนเงยหน้าขึ้นมา “จะกลับแล้วหรือ?”

                “ค่ะ”

                “งั้น... ให้ผมไปส่งนะ” กอร์ดอนพูดขึ้นต่อ ลอร์ดโทรว์บริดจ์รีบพยักหน้าให้เขาทันที ได้ยินเสียงมิสเฮเก้นต์ตอบ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ บ้านดิฉันอยู่ไม่ไกลจากนี่ ดิฉันกลับเองดีกว่า”

                “แต่...”

                “ลาก่อนนะคะคุณโอเดนเบิร์ก คุณเคฟด้วยค่ะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ” ทั้งสองสาวเอ่ยลาพวกเขา ก่อนจะเดินออกจากบาร์ไป ได้ยินเสียงกอร์ดอนครางฮือ “เธอไปแล้ว”

                “แต่คุณก็ทำได้ดีมากเลยนะ” แจ็คสันหันมาพูด “ตั้งแต่คุณเริ่มมองเธอ ครั้งนี้แหละที่คุณทำได้เยี่ยมที่สุด”

                กอร์ดอนมองแจ็คสัน ก่อนจะหันมามองลอร์ดโทรว์บริดจ์ ฝ่ายนั้นพยักหน้า “ใช่ คุณทำได้ดีมากเลย”

                “งั้นหรือ...” กอร์ดอนพูดเสียงค่อย ก่อนจะพยักหน้ากับตัวเอง “งั้น... พวกเราก็กลับกันเถอะ”

----------------------------------------

                พวกเขากลับมานั่งโขยกเขยกกันบนรถม้าอีกครั้ง กอร์ดอนมองหน้าคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วยิ้ม “วันนี้ขอบคุณคุณมากนะครับ เพราะคุณแท้ๆ ผมเลยได้คุยกับเธอ”

                “ไม่เป็นไรหรอก ถือว่าชดเชยที่ผมลากคุณไปสโมสรคราวก่อน” ลอร์ดโทรว์บริดจ์พูดยิ้มๆ กอร์ดอนพยักหน้า “คุณทำให้ผมรู้สึกดีมาก ผมไม่เคยมีเพื่อนไปดื่มมาก่อนเลย”

                “งั้นหรือ?”

                “ครับ” กอร์ดอนพยักหน้า “เพราะผมไม่เคยเข้าโรงเรียน ผมเลยไม่มีเพื่อนวัยเดียวกันเลย ที่ผมรู้จักถ้าไม่ใช่เพื่อนของปู่ ก็เป็นพวกช่างตัดเสื้อ ไม่ก็เจ้าของร้านผ้าหรือร้านตัดเย็บ”

                “แสดงว่าผมเป็นเพื่อนคนแรกของคุณ”

                ช่างตัดเสื้อหนุ่มเงยหน้ามองฝ่ายนั้น “ดูเหมือนจะใช่ครับ”

                “คุณเริ่มรู้สึกว่าการมีผมเป็นเพื่อนเป็นเรื่องดีแล้วใช่มั้ยล่ะ?” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ถามยิ้มๆ กอร์ดอนมองเขาอีกอึดใจ ก่อนจะยอมพยักหน้า “ที่จริงแล้วคุณก็ช่วยให้ผมชนะพนันได้เงินมาตั้งพันห้าร้อยปอนด์ด้วยนะ”

                คนถูกชมหัวเราะ “เพราะผมไม่อยากยกคุณให้เอ็ดดี้หรอก”

                “เอ๋?” กอร์ดอนมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย และเห็นเขาคลี่ยิ้มบางๆ “ผมไม่อยากให้เขาได้ทั้งพระราชินีและช่างตัดเสื้อ บอกตรงๆ เลย”

                ยังไม่ทันที่กอร์ดอนจะได้พูดอะไรตอบ รถม้าก็หยุดลง พวกเขาทั้งสองจึงต้องลงจากรถ

                “ขอบคุณมากๆ นะครับสำหรับวันนี้” กอร์ดอนพูดตอนที่เดินเข้าไปในร้าน ลอร์ดโทรว์บริดจ์พยักหน้า “ไม่เป็นไร”

                “ราตรีสวัสดิ์ครับ”

                “ราตรีสวัสดิ์”

---------------------------------------------

                ลอร์ดโทรว์บริดจ์ก้มมองหมวกฮอมเบิร์กในมือตัวเอง ขณะนั่งรถม้ากลับคฤหาสน์ เขานึกถึงสีหน้าของกอร์ดอนตอนพูดถึงหมวกใบนี้ จึงหยิบมันขึ้นมาสวม แล้วคิดกับตัวเองว่าเขานี่บ้าจริงๆ

---------------------------------------------
(จบตอน)
** งดลงหนึ่งสัปดาห์นะคะ ไปต่างจังหวัดค่ะ :กอด1:
ปล. หมวกฮอมเบิร์กนั้นหล่อมาก ฮ่าๆๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-04-2017 20:42:38 โดย juon »

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3477
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +126/-4

ออฟไลน์ meanmena

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 258
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
วุ๋ยยยย....ทำไมชั้นเขินนน

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด