『 My Cat Trap 』กับดักนี้มีไว้จับแมวเถื่อน! ─ Ch.33┋(P.5)┋16/11/2018
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: 『 My Cat Trap 』กับดักนี้มีไว้จับแมวเถื่อน! ─ Ch.33┋(P.5)┋16/11/2018  (อ่าน 61276 ครั้ง)

ออฟไลน์ shoi_toei

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4365
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +222/-26
ดูท่าแล้ว แมว ตัวนี้จะระแวงหนักมาก

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3494
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
คิดจะจับแมวก็ต้องใจเย็นๆนะพี่ภู เดี๋ยวแมวมันจะกลัวจนเตลิด

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
แมวตัวนี้มีอดีตไม่ดี เหมือนๆกับที หรือเปล่า
เอาน่า....พี่ภู ใจเย็น ได้ตัวแมวเถื่อนแน่ๆ
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
ก่อนวางกับดัก6 : แมวเถื่อนขี้เมา


อย่างที่คาด...ผมตื่นเพราะแมวเมาอีกแล้ว

ปรือตาขึ้นมาเล็กน้อยเห็นเงาของคนทาบทับอยู่ด้านบนวูบเดียวก็ปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง ไม่จำเป็นต้องมอง เพราะแค่นี้ร่างกายก็เปิดรับทุกสัมผัสซุกซนจากอีกคนเต็มที่อยู่แล้ว เปลวไฟถูกจุดขึ้นมาในที่สุดและค่อยๆ กลายเป็นไฟกองใหญ่สร้างความทรมานจนต้องกำหมัดนอนนิ่งอย่างอดทนอดกลั้น

ภาพเหตุการณ์คืนนั้นซ้อนทับกับครั้งนี้ เพียงแต่ทุกเหตุการณ์ในตอนนี้ชัดเจนกว่ามาก รวมถึงความอดทนอดกลั้นก็มีมากกว่าวันนั้นด้วย

...อาจเพราะผมไม่ได้ดื่มเหมือนคืนนั้น

หลังนอนนิ่งติดฟูกอยู่นานก็ชักทนไม่ไหว ได้แต่กลั้นใจผลักคนด้านบนออกให้พ้นตัวเต็มแรง แต่คนเมากลับร้องประท้วงในคอ ทั้งผลักผมที่กำลังยันตัวขึ้นนั่งล้มหงายไปนอนที่เดิมอีกครั้ง

“ข้าว...อือ!”

ผมครางในคออย่างตกใจ ไม่คิดว่าจะโดนจู่โจมกะทันหัน ตั้งตัวได้อีกทีก็โดนรุกล้ำในโพรงปากจนสัมผัสได้ถึงรสของเหล้าที่ออกขมหน่อยๆ แลกเปลี่ยนรสสัมผัสอย่างอดใจไม่ไหวอยู่นานจนคนด้านบนเป็นฝ่ายผละริมฝีปากออกก่อน อึดใจต่อมาก็สัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนเป่ารดอยู่แถวซอกคอจนข่มอารมณ์วาบหวามแทบไม่ไหว

นี่มัน...ต่างจากคืนนั้นตรงไหน

ผมหอบหายใจแรง ความปรารถนาที่มีอยู่แล้วยิ่งเพิ่มพูนสูงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนรับรู้ว่าสัตว์ร้ายของผมตื่นเต็มตาแล้ว

“ถ้ามึง...ไม่ปล่อยกูไป...” คำพูดเริ่มขาดห้วงและแหบพร่า “มึง...ได้เสียใจแน่”

คำตอบกลับมาเป็นจูบร้อนไล่สัมผัสตามซอกคอจนตัวผมร้อนวูบวาบ ยิ่งมีสองมือคนเมาคอยซุกซนไม่เลิก ความอดทนจึงหมดไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดผมก็จับข้าวยำพลิกนอนแทนที่ตัวเอง

“มึงจะมาโทษกูทีหลังไม่ได้”

ผมกัดฟันกระซิบด้วยน้ำเสียงจริงจังกึ่งคำรามหน่อยๆ

พูดจบก็ก้มจูบปิดปากคนด้านล่างที่ทำท่าจะร้องท้วงอะไรสักอย่างอยู่ ผ่านพักใหญ่ถึงได้ผละริมฝีปากออกมา จ้องคนกำลังนอนหอบหายใจแรงเพียงวูบเดียวก็เริ่มลงมือเตรียมความพร้อมให้ ทั้งพยายามข่มใจตัวเองไว้ให้นานที่สุด ไม่ให้ไปบุกรุกแมวเถื่อนจนเลือดตกยางออกเหมือนคืนนั้นอีก

ถึงจังหวะที่ข้าวยำพร้อมแน่แล้ว ผมถึงเริ่มต้นปล่อยสัตว์ร้ายของตัวเองออกอาละวาดตามใจชอบ ยิ่งได้ยินเสียงครวญครางเป็นระยะ สัตว์ร้ายของผมยิ่งชอบใจจนในที่สุดก็ปลดปล่อยความสุขสมออกมา

เสียงหอบหายใจดังประสานกัน ก่อนที่คนเสร็จก่อนจะปิดตาแล้วผล็อยหลับไปทันที ทิ้งไว้เพียงสายตาของผมที่ยังกวาดไล่มองคนหลับไปแล้ว เพียงครู่เดียวก็เบือนหน้าหนี

“...มึงนี่มันแมวจอมยั่วชัดๆ”

ผมรีบผละถอยห่างแมวขี้เมาที่หมดฤทธิ์ไปแล้ว ระมัดระวังไม่ไปปลุกไฟที่เริ่มมอดเข้าให้ ลงจากเตียงได้ก็คว้ากางเกงนอนขาสั้นมาสวมให้ตัวเอง แล้วคว้าผ้าห่มที่หล่นอยู่ใกล้ๆ ตวัดคลุมตัวคนหลับ ทำแบบนี้แล้วค่อยหายใจหายคอโล่งขึ้นหน่อย

พอเบนสายตาไปยังเตียงฝั่งตรงข้ามที่ไร้เจ้าของชั่วคราว พบว่าของที่ผมวางทิ้งไว้ก่อนนอนยังทำหน้าที่ของมันเป็นอย่างดี ดูได้จากแสงไฟสีแดงดวงเล็กๆ ที่ยังคงกระพริบเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

คิ้วเริ่มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยระหว่างเดินไปหยิบของที่ว่าขึ้นมากดปุ่มหยุดการบันทึกภาพ พอกดไล่ย้อนดูครู่หนึ่งก็เผลอถอนหายใจยาวเหยียด

จากคลิปหลักฐานแมวขี้เมาผู้เริ่มต้นสุมไฟใส่คนอื่นก่อน ดันกลายมาเป็นคลิปเรทบวกที่ไม่ควรให้เด็กต่ำกว่า 18 ดูไปแล้ว…มโนสำนึกด้านดีบอกให้ลบไฟล์วีดีโอทิ้ง แต่ใจอีกด้านกลับไม่ยินยอม เพราะโอกาสแบบนี้อาจไม่มีอีกเป็นครั้งที่สอง

ผมเหล่ตามองแมวหลับอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจเด็ดขาด

อย่าเพิ่งลบทิ้งดีกว่า

หลังปิดกล้องวีดีโอเอาไปวางบนโต๊ะหนังสือของตัวเองเรียบร้อย ผมถึงวกกลับมาที่เตียงอีกครั้ง เลยได้เห็นคนหลับมีรอยยิ้มแต้มใบหน้าประหนึ่งเด็กที่กำลังฝันดีหลังกินอิ่ม ดูมีความสุขจนคนมองอย่างผมยังหมั่นไส้เลยพูดประชดไปประโยคหนึ่ง

“ลีลากูดีจนมึงเก็บไปฝันเลยหรือไง”

พูดไปก็เท่านั้นคนหลับรับรู้ซะที่ไหน

ผมพ่นลมหายใจเบาๆ ดันข้าวยำให้ขยับไปนอนด้านในชิดกำแพง แล้วเอื้อมแขนไปกดปิดสวิตซ์โคมไฟที่จงใจเปิดทิ้งไว้ตั้งแต่ก่อนนอนรอบแรกบนโต๊ะเขียนหนังสือ ครู่ต่อมาในห้องก็มืดสนิท มือคล้ำหาผ้าห่มจนเจอถึงตวัดขึ้น สอดตัวเองไปนอนเบียดคนข้างๆ พลางพูดทิ้งท้ายอีกประโยคก่อนล้มตัวหลับตานอน

“ตื่นมาแล้วอย่าอาละวาดล่ะ”

ปากพูดไปอย่างนั้นทั้งที่ในใจรู้ดีว่า มันคงเป็นไปไม่ได้

-------------

เช้าวันต่อมาผมโดนเสียงแหกปากดังลั่นปลุกตามคาด

ได้แต่อ้าปากหาวหวอดใหญ่ด้วยความง่วง หูก็รับฟังเสียงทุบประตูบ้าง กำแพงบ้าง ทั้งยังมีเสียงตะโกนด่าดังลั่นจากคนข้างห้องทำเอาแมวขี้โวยวายยอมหุบปากฉับผิดกับเช้าวันนั้นที่พ่นคำหยาบใส่สารพัดอย่างต่อเนื่อง

ผมเห็นข้าวยำกวาดตามองรอบห้องด้วยสีหน้าตกตะลึง แต่เพียงครู่เดียวก็เปลี่ยนเป็นหน้าซีดๆ

“ท...ทำไมกูถึงมาอยู่ในห้องมึงได้”

“กูอุ้มมึงมา”

“ไอ้...”

“ชู่!”

ผมยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากอีกฝ่าย พลางบุ้ยใบ้ไปทางกำแพงห้องสื่อให้รู้ว่า ถ้ายังส่งเสียงดังต่อ ระวังโดนคนข้างห้องด่าอีกรอบ เจ้าของแววตาวาววับเต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์โทสะมองตามครู่เดียวก็เปลี่ยนมาใช้น้ำเสียงดุดัน แต่ลดระดับเดซิเบลลงมาเหลือแค่ดังกว่ากระซิบไม่มากแทน

“มึงอุ้มกูมาห้องมึงทำบ้าอะไร!”

ผมแสร้งเลิกคิ้วขึ้นสูง “กูทำอะไรไว้ ร่างกายมึงน่าจะรู้ดีที่สุด”

คำสบถตามมาทันที แต่ก่อนข้าวยำจะพาผมสู้รบยามเช้า ผมก็เอือมมือไปหยิบกล้องวีดีโอมาเปิดเครื่อง คนเตรียมจะชวนทะเลาะถึงกับชะงักกึก เปลี่ยนมาจ้องกล้องวีดีโออยู่อึดใจหนึ่งก็เบนสายตามามองผมด้วยสีหน้าอยากกินเลือดกินเนื้อแทน

“มึงแม่งเลว!”

“กูไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นคนดี” ผมตอบอย่างเฉยชาพร้อมกับส่งกล้องในมือให้ข้าวยำ “ในนี้บันทึกเหตุการณ์เมื่อคืนเอาไว้ มึงอยากรู้ว่าความจริงเป็นยังไงก็ดูเอาเอง”

ผมเห็นริมฝีปากของแมวเถื่อนขบเม้นเข้าหากัน สองมือกำผ้าห่มที่กองอยู่บนตักจนข้อนิ้วขึ้นขาว ครู่หนึ่งถึงมีน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยโทสะตอบโต้มา

“จะมีความจริงบ้าอะไรอีก นอกจากกูโดนมึงเหยียดหยามศักดิ์ศรีตอนกูเมา!”

“นั่นมึงคิดเอาเอง” ผมเว้นจังหวะ แล้วพูดย้ำเสียงหนัก “อย่างมีอคติด้วย”

“ไม่ใช่!”

“ถ้าคิดแบบนั้นก็ดูความจริงในนั้นซะสิ” ผมกอดอก พูดจาท้าทายด้วยสีหน้ายียวนกวนประสาท “หรือมึงกลัวความจริงที่จะได้รับรู้?”

คนฟังจ้องตาด้วยไม่กี่วินาทีก็ร้องรับคำท้า “เออ! กูดูก็ได้ แต่หลังดูเสร็จกูขอลบทิ้ง!”

“ตามใจมึง”

คนฟังกลับย่นคิ้วใส่ “นี่มึงคงไม่ได้ก๊อปปี๊ไฟล์ไว้แบล็คเมล์กูทีหลังใช่ไหม”

“กูดูเลวแบบนั้น?”

“เออ!”

ผมพ่นลมหายใจเบาๆ “มีเท่าที่อยู่ในกล้องวีดีโอนั่นแหละ เพราะงั้นช่วยดูให้เข้าใจก่อนกดลบด้วย”

หลังคุยกันรู้เรื่อง ผมก็ปลีกตัวออกไปเข้าห้องน้ำรวมด้านนอก ปล่อยข้าวยำดูภาพเคลื่อนไหวของเหตุการณ์เมื่อคืนไปตามลำพัง แต่ไม่คิดว่าแค่เปิดประตูออกไป เพื่อนห้องใกล้เคียงทั้งหลายจะโผล่หน้าออกมาขมวดคิ้วใส่จนต้องรีบดันประตูปิด แล้วยืนฟังเสียงโวยวายจากพวกมัน

“มึงพาใครมานอนที่หอวะ หนวกหูเป็นบ้า!”

“เมื่อคืนก็เล่นบรรเลงเพลงซะจนกูต้องอพยพไปนอนที่อื่น เพิ่งกลับมาก็ดันเจอเด็กมึงส่งเสียงแหกปากรับอรุณอีก”

“ไหงเป็นมึงวะ! กูนึกว่าไอ้นัททำเรื่องอีกแล้ว”

“มึงไปล่อลวงเด็กที่ไหนมาใช่ไหม!”

ผมจำต้องอยู่เคลียร์กับพวกมันครู่ใหญ่ ก่อนใช้ข้ออ้างปวดฉี่ถึงโดนปล่อยตัวให้มาเข้าห้องน้ำได้

...นี่ถ้ารู้ว่าผมเอารุ่นน้องที่พวกมันเอ็นดูมานอนด้วยคงโดนหลายฝ่าตีนรุมสะกำรับอรุณแหง

ระหว่างยิงกระต่ายก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง

ดีที่ยังไม่มีใครรู้ 

พอกลับมาที่ห้องก็เจอแต่ความเงียบ ส่วนตัวบุคคลรวมถึงเสื้อผ้ากลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงกล้องวีดีโอวางทิ้งไว้บนเตียงผมเป็นหลักฐานให้รู้ชัดว่าเรื่องเมื่อคืนเป็นความจริง หลังหยิบกล้องมาเปิดดูก็พบว่าไฟล์วีดีโอในนั้นหายไปจากเครื่องแล้ว

-------------

ผมคาดเดาว่าคงโดนแมวเถื่อนหลบหน้าอีกแน่...ซึ่งก็จริง

คราวนี้ไม่เห็นแม้แต่เงาด้วยซ้ำ กระทั่งคาบเรียนช่วงบ่ายใกล้เริ่มขึ้นถึงมีข่าวของแมวเถื่อนลอยเข้าหู

“เป็นอะไรวะเต้?”

“เหมือนยำจะมีปัญหาคิดไม่ตก”

คำตอบจากเต้ที่กำลังนั่งขมวดคิ้วทำให้เพื่อนของผมอีกสามคนเลิกคิ้วขึ้นสูง ทั้งยังประสานเสียงไม่อยากเชื่อพร้อมกันอีกต่างหาก

“ไอ้เด็กร่าเริงเสมอคนนั่นอะนะ?”

เต้พยักหน้ารับ พูดเสริมอีกหน่อย “น้องทำหน้าเคร่งเครียดตั้งแต่เช้าจนเพื่อนน้องต้องเรียกกูไปดูอาการ”

“จริงดิ?” เอยังทำหน้าไม่เชื่อ

“เมื่อคืนไปกินเหล้าด้วยกันยังเห็นเป็นปกติดีอยู่เลยนี่หว่า...” พูดถึงตรงนี้กังหันก็ทำหน้านึกอะไรบางอย่างออก “เมื่อวานน้องมันมีปากเสียงกับแฟนหน้าหอใช่ไหม”

“เออวะ” กลมทำหน้าระลึกได้ “สงสัยจะเครียดเรื่องนี้”

เต้ย่นคิ้วครู่หนึ่งก็หันมาทางผม “มึงส่งน้องถึงหอใช่ไหม?”

ผมพยักหน้า หอน่ะถึงแน่ แค่ไม่ได้ไปส่งถึงห้องน้องก็เท่านั้น

“งั้นน่าจะเกิดอะไรขึ้นสักอย่างหลังยำอยู่ตามลำพังในห้องหลังกลับมา”

คำพูดของเต้ทำผมสะดุดหูจนต้องถามออกไป “เมื่อคืนข้าวยำอยู่คนเดียว? แล้วรูมเมท...”

“วินบอกกูว่าไปค้างห้องเพื่อนมา”

หืม? เกิดความประหลาดใจเล็กๆ ถ้าเป็นแบบนี้แสดงว่ายังไม่มีใครรู้เรื่องยำไปนอนที่อื่น...

“สวัสดีนักศึกษา”

เสียงอาจารย์ประจำวิชาจากหน้าห้องทำให้พวกผมจำต้องหยุดบทสนทนาไว้แค่นั้น

หมดคาบเรียนวิชานี้จำต้องเร่งเก็บของวิ่งข้ามตึกไปอีกห้องเรียนหนึ่ง กว่าเป็นอิสระก็เกือบหกโมงเย็น

“โอ๊ย เหนื่อยเป็นบ้า ใครจัดตารางเรียนให้พวกเราวะ”

เพื่อนทั้งกลุ่มหันไปมองไอ้คำถามทันที ทั้งยังตะโกนใส่เป็นเสียงเดียวกัน

“มึงนั่นแหละ!”

เอทำหน้าหลอหลาครู่หนึ่ง ก่อนเอากำปั้นทุบฝ่ามือเหมือนเพิ่งนึกออกว่า ตัวมันเป็นคนเสนอให้เพื่อนลงเรียนถึงเย็นเพื่อแลกกับตอนเช้าไม่ต้องมีเรียน เพราะแบบนี้เมื่อคืนพวกผมถึงได้ไปเมากันไง

“หิวโว้ย! เราไปหาอะไรกินกันเถอะ”

เพื่อนหลายคนส่ายหน้าระอา ดูออกหมดว่าเอกำลังพยายามเปลี่ยนเรื่อง แต่ก็ไม่มีใครแย้ง เพราะตอนนี้หิวจริงอย่างที่เอตะโกนนั่นแหละ

ด้วยความที่ทั้งเหนื่อยทั้งหิว จุดหมายปลายทางของพวกผมจึงเป็นโรงอาหารใกล้หอพักที่เปิดถึงสี่ทุ่ม เดินจนเห็นตึกโรงอาหารอยู่ข้างหน้า เสียงโทรศัพท์มือถือของใครสักคนในกลุ่มก็ดังขึ้น และมันน่าสนใจเพราะเสียงนั่นเป็นโทรศัพท์อของเต้ที่นานทีปีหนมันจะดังสักครั้ง ทั้งกลุ่มเลยพร้อมใจกันหยุดเดินมองคนรับสายเป็นตาเดียว

คนรับสายทำเพียงแค่เงียบฟังอย่างเดียวอยู่นาน ก่อนตอบไปสั้นๆ

“พี่จะส่งภูไปดูแทน”

หือ?

ได้ยินชื่อตัวเองก็เลิกคิ้วเล็กน้อย ปล่อยเพื่อนเก็บมือถือลงเป้ แล้วรอฟังคำตอบอย่างใจเย็น

“เดี๋ยวกูต้องไปทำงานพิเศษ มึงช่วยไปดูยำให้กูหน่อย”

ก่อนผมจะได้อ้าปากถามเพิ่ม ก็โดนเพื่อนอย่างเอชิงถามซะก่อน

“หรือยำป่วยอีกแล้วเหรอวะ? น้องมันป่วยบ่อยไปไหม”

เต้กลับส่ายหน้าว่าไม่ใช่ แล้วพูดเพิ่มเพื่ออธิบาย

“วินบอกว่ายำซื้อเบียร์แพ็คหนึ่ง มานั่งซดอยู่ในห้องตั้งแต่เลิกเรียนจนถึงตอนนี้”

คนฟังทำหน้าแตกต่างกันไป ไม่มีใครเดาสาเหตุถูก ได้แต่พูดเดาแลกเปลี่ยนความคิดจนได้ข้อสรุปออกมาว่า อาการแบบนี้เพราะทะเลาะกับแฟนมาชัวร์ มีเพียงผมที่รู้สึกว่าไม่น่าใช่

“มึงไปดูน้องมันหน่อยเถอะวะ” เอตบไหล่บอกผม

“นั่นดิ” กลมเห็นด้วย “ถ้าวินว่างก็คงไม่โทรมาหาเต้หรอก”

“แล้ววินจะกลับเมื่อไหร่?”

หลังได้ยินคำถามจากผม เต้ทำหน้าลำบากใจทันที “วินมีซ้อมเดือนคณะ แล้วต้องทำงานกลุ่มที่ห้องเพื่อนอีก วันนี้คงไม่ได้กลับ”

ไม่กลับ?

ผมอ้าปากจะพูดบางอย่าง แต่กลับโดนเพื่อนๆ พูดขัด ทั้งยังโดนดันให้รีบไปอีกต่างหาก

“แบบนี้มึงควรไปภู”

“ใช่ๆ ไปให้กำลังใจน้องมันหน่อย”

“ไปให้คำปรึกษาด้วย”

“หยุดๆ ไม่ต้องดันกู” ผมรีบบอก “ปล่อยกูไปซื้อข้าวซื้อน้ำ...”

“เดี๋ยวกูซื้อให้!” เอรับอาสา “มีบริการส่งถึงที่ มึงจะเอาอะไรว่ามา”

-------------

ก๊อกๆๆ

สิ้นเสียงเคาะประตูไม่นาน บานประตูก็เปิดออกอย่างเร่งรีบ คนมาเปิดประตูให้คือวิน

“สวัสดีครับพี่ภู”

ผมผงกหัวรับการทักทาย ทั้งยังรู้สึกว่ารุ่นน้องคนนี้เหมือนจะรออยู่นานแล้ว ยิ่งเห็นบานประตูถูกงับปิด และมีประโยคคำถามตามมาก็ยิ่งแน่ใจว่า วินรอผมอยู่จริงๆ

“ไปคุยกับผมหน่อยได้ไหมครับ”

“...ได้”

วินพาผมลงจากตึกไปนั่งที่ม้าหินไม่ไกลจากหน้าหอเท่าไหร่ นั่งลงไม่ทันไรก็โดนยิงคำถามใส่กันทันที

“เมื่อคืนพี่เป็นคนพายำกลับมาที่หอใช่ไหมครับ”

“ใช่”

“พี่แน่ใจใช่ไหมครับว่าพามันกลับมาส่งถึงในห้อง”

“ใช่”

แต่เป็นห้องพี่นะ ไม่ใช่ห้องน้อง

“แล้วพี่ล็อกประตูไว้หรือเปล่า”

“ล็อก”

ล็อกห้องตัวเองน่ะ เพราะขืนไม่ทำแล้วเกิดมีใครเปิดประตูเข้ามาเห็น...คงแย่

วินนิ่วหน้าแล้วนิ่งเงียบไปเลย จากท่าทางคล้ายคนกำลังจมอยู่ในความคิดตัวเองมากกว่า ผมเห็นว่านี่เป็นโอกาสดีเลยถามเรื่องที่อยากรู้บ้าง

“วิน”

“ครับ?”

“ข้าวยำมีพฤติกรรมแปลกๆ หลังเมาหรือเปล่า”

คนฟังทำหน้าจริงจังขึ้นมาทันที “ไม่มีนี่ครับ ส่วนใหญ่มันจะเมาหลับไปเลย”

“ไม่ พี่หมายถึงหลังเมาหลับไปแล้วรอบหนึ่งก็จะตื่นมามีพฤติกรรมแปลกๆ”

วินทำหน้าเคร่งเล็กๆ “มันไปทำอะไรแปลกๆ กับพี่มาหรือเปล่า”

“ก็...ไม่เชิง” ผมทำหน้าเคร่งเครียดตามรุ่นน้อง แล้วกล่าวความเท็จกึ่งจริง “เมื่อคืนพี่ปลุกเพื่อนเราที่หลับบนรถ พอมันตื่น พี่กลับโดน เอ่อ...เด็กนั่นจู่โจมใส่”

“มันไปทำอะไรพี่!”

“ขโมยจูบ”

วินตบหน้าผาก “ยำรู้เรื่องนี้แล้วใช้ไหมครับ?”

“รู้”

แว่วเสียงงึมงำจากคนเด็กกว่า “ว่าแล้ว”

“ข้าวยำเป็นแบบนั้นเสมอ?”

“ก็...ไม่เชิงครับ เป็นแค่เฉพาะตอนเมาหนักๆ เพราะงั้นพี่ภูก็อย่าไปถือสามันเลย”

“ทำอย่างนั้นกับทุกคน?”

วินยิ้มเจื่อนทันที “น่าจะเป็นอย่างนั้น”

ผมหรี่ตาลง “กับน้องก็ด้วย?”

“...ใช่ครับ”

ผมทำหน้าประหลาดใจ “พวกน้องเคยจูบกันแล้ว?”

“ไม่เคยครับ!” อีกฝ่ายปฏิเสธเสียงแข็ง “พวกผมมีวิธีจัดการเวลายำเป็นอย่างนั้น”

“พวกผม?”

“หมายถึงกลุ่มเพื่อนสมัยเด็กของยำ เพราะงั้นผมถึงต้องมาเป็นรูมเมทให้มันนี่ไง”

ผมทำหน้าสนใจเรื่องนี้ทันที “จัดการยังไงล่ะ”

“ก็ถ้าเห็นมันก่อเรื่องก็แค่คว้าตัวมานอนกอดแน่นๆ ตบหลังกล่อมให้มันหลับอีกรอบ อ้อ ควรร้องเพลงกล่อมด้วยจะได้ผลดี”

“เพลงงั้นเหรอ...”

“ครับ และยิ่งถ้าเป็นเพลงเฉพาะ ยำจะยิ่งหลับได้เร็วเป็นพิเศษ”

“เพลงอะไร”

“เอ่อ...”

วินทำหน้าเหมือนไม่ค่อยอยากพูด แต่พอโดนผมจ้องนานเข้าถึงยอมบอกเสียงแผ่ว “เพลงจิงเกอเบลล์ครับ...พี่อย่าจ้องผมอย่างนั้น! ผมไม่ใช่คนเริ่มต้นคิดเอาเพลงนี้มาร้องกล่อมเด็กสักหน่อย มันเป็นเพลงที่คุณน้า เอ่อ ผมหมายถึงแม่ของยำเคยใช้ร้องกล่อมลูกเมื่อก่อนน่ะ”

“...วินรู้จักยำตั้งแต่เมื่อไหร่?”

คนฟังทำหน้าฉงน แต่ก็ตอบมา “เจ็ดขวบครับพี่”

“อืม” ผมรับคำ...รู้จักมานานจริงๆ ด้วย

ก่อนผมจะได้ถามอะไรเพิ่ม เอก็หิ้วถุงข้าวเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าสงสัย

“มานั่งทำอะไรกันตรงนี้วะ?”

“หวัดดีครับพี่เอ” คนเด็กกว่ายกมือไหว้รุ่นพี่

“หวัดดีไอ้น้อง” เอรับไหว้แล้วหันมามองทางผมเหมือนอยากได้คำตอบที่ถามไปเมื่อกี้

“คุยเรื่องข้าวยำนิดหน่อย”

“อ้อ”

“เอานี่ ข้าวผัดสองกล่องของมึง มีไข่ดาวด้วย ช้อนกับพริกน้ำปลาก็อยู่ในถุง ส่วนตังค์ทอนกูเอาไปซื้อน้ำเปล่าขวดใหญ่มาให้”

“ขอบใจ”

ผมรับถุงข้าวถุงน้ำจากมือเพื่อน เอลังเลนิดหน่อย แต่ก็พูดออกมา

“กูขอขึ้นไปดูยำหน่อยได้ไหม”

ผมหันไปมองวิน รุ่นน้องพยักหน้ารับ

“แต่สภาพยำไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่ พวกพี่ทำใจหน่อยแล้วกัน”

ผมกับเอเดินตามหลังวินกลับขึ้นไปชั้นสาม แค่วินเปิดประตูเข้าไปก็ได้กลิ่นเบียร์ลอยออกมาเลย ไม่ต้องกวาดมองหาด้วยซ้ำก็เจอข้าวยำนั่งเมาแอ๋ซดเบียร์อึกๆ อยู่ที่พื้นห้องใกล้โต๊ะญี่ปุ่นแล้ว

“โอ้โห หมดสภาพเลยน้องกู”

ผมโบกมือไล่เพื่อน “ท้องมึงร้องขอส่วนบุญใหญ่แล้ว จะไปกินข้าวต่อก็รีบไป”

“เออๆ ฝากดูคนอาการหนักกว่าที่คิดด้วยแล้วกัน ส่วนมึงก็ใจเย็นๆ อย่าหงุดหงิดน้องมันนักล่ะ”

เอตบไหล่ผมแล้วหมุนตัวผละจากไป ต่อมาเป็นวินที่คว้ากระเป๋าเป้เดินออกมาจากห้องบ้าง

“ผมฝากยำด้วยนะพี่”

“อืม”

แต่ก่อนได้เดินเข้าห้อง คนที่เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันมาตะโกนบอก “ถ้ายำหลับแล้วพี่ออกไปได้เลยนะครับ ฝากล็อกประตูห้องให้ผมด้วย”

ผมโบกมือสื่อว่ารับรู้แล้ว มองส่งวินเล็กน้อย ก็เดินเข้าห้องพร้อมกับดึงประตูปิด พอสาวเท้าเข้าไปใกล้เจ้าของห้องอีกคนก็เห็นแมวขี้เมากำลังนั่งหน้าแดงก่ำซดเบียร์อึกๆ ไม่เลิกจนอดพูดออกมาไม่ได้

“เมาแต่หัววันเลยนะมึง”

“อย่าบ่นน่าวิน~ กูอยากเมา~ เมาให้ลืมทุกอย่าง อึก ปายเลย~”

ดูท่าสติคงไม่เหลือแล้ว เลยไม่รู้ว่ากำลังคุยอยู่กับใครอยู่

ผมส่ายหน้าระอาใจ หยิบขวดน้ำออกมาวางที่พื้น แล้วหันไปกวาดเอาพวกกระป๋องเบียร์เปล่าๆ ที่วางเกลื่อนลงถุงที่ใส่น้ำเมื่อครู่ เก็บกวาดจนมีพื้นที่ให้นั่ง ผมถึงวางถุงข้าวไว้บนโต๊ะเพื่อเตรียมกินข้าวมื้อเย็น

“ยำ มากินข้าว”

คนถูกเรียกทำเหมือนไม่ได้ยิน ยกเบียร์ซดจนหมด แล้ววางกระป๋องเปล่าทิ้งไว้บนโต๊ะ ก่อนจะหยิบกระป๋องใหม่มาเปิดฝาออกซดต่ออีกหลายอึก ผมมองกระป๋องเบียร์เปล่าอย่างครุ่นคิด

บางทีอาจได้ผลก็ได้

คิดอย่างนั้นก็หยิบกระป๋องเบียร์เปล่ามาถือ อีกมือดึงปากกาที่เสียบไว้ในกระเป๋าเสื้อออกมาเคาะกับกระป๋องจนเกิดเสียงให้ได้ยิน

“กินข้าวๆ”

คนเมาหันมามองเพียงแวบหนึ่งก็ไม่สนใจกันอีก

อืม...วิธีเรียกแมวที่บ้านมากินข้าวใช้ไม่ได้ผลกับแมวเถื่อน 

ผมโยนกระป๋องเบียร์ลงถุง เสียบปากกาคืนกระเป๋าเสื้อ แล้วเปิดฝากล่องโฟม เพียงแค่ฝาเปิดออกมากลิ่นข้าวผัดร้อนๆ ก็โชยออกมาสู้กลิ่นเบียร์ แมวเถื่อนของผมทำจมูกฟุดฟิดพร้อมกับขยับเข้ามาใกล้

“หอม~”

“...กินไหม”

“กิน~”

ผมส่งช้อนพลาสติกให้ คนเมาก็วางกระป๋องเบียร์กับพื้น ยอมรับช้อนไปตักข้าวผัดหมูโปะไข่ดาวเข้าปากอย่างว่าง่าย หลังดูอยู่สักพักจนแน่ใจว่ามันกินข้าวเองได้ ผมก็เปิดข้าวผัดอีกกล่องตักกินบ้าง กินไปได้ครึ่งหนึ่งก็โดนแมวเมาสะกิด

“หั่นไข่ดาวให้กูหน่อย~”

เสียงยางคานมาเลย ผมก้มมองไข่ดาวของมันก็พบรอยปลายช้อนกดเป็นขีดขาดๆ เต็มไปหมด ดูท่าคงพยายามหั่นให้เป็นชิ้นแล้วแต่ไม่สำเร็จ ผมลอบส่ายหน้า ยอมเขย่าช้อนในมือตัวเองให้ข้าวผัดที่เกือบได้เข้าปากกลับไปอยู่ในกล่อง แล้วเอื้อมมือไปหั่นไข่ดาวให้เป็นชิ้นพอดีคำ

“ได้แล้ว”

เจ้าของไข่ดาวพยักหน้าหงึกๆ ตักครั้งแรกได้อากาศเข้าปากแทน แต่ไม่ละความพยายามใช้ช้อนตักไข่ดาวใหม่ แล้วเอาเข้าปากอีกครั้ง แต่แทนที่จะได้เข้าไปในปาก กลับชนริมฝีปากด้านบนหล่นทะลุอากาศกลับมาอยู่ในกล่องอีกรอบ ส่งผลให้แมวเถื่อนเบะปากทันที

“ไข่ดาวยังไม่ตาย~”

“หือ?” ผมงง ไม่ตายอะไร แต่พอประมวลผลได้ก็บอกทั้งที่ปากกำลังกลั้นยิ้ม “มันตายแล้ว”

“ม่ายตาย~ มันดิ้นได้~”

“นอนนิ่งสนิทแบบนี้เนี่ยนะ?”

คนเมาพยายามเพ่งมอง “ม่ายนะ มันแยกร่างได้อยู่เนี่ย”

“เพิ่งตัดแบ่งเป็นชิ้นๆ ให้ไง”

“ม่ายช่าย! ชิ้นเล็กๆ นี่ก็แยกร่างได้~”

พยายามชี้ฟ้องซะด้วย...น่ารักวะ

อะแอ่ม!

ผมพยายามตั้งสติไม่ปล่อยตัวเองให้หลงกลแมวเถื่อนขี้เมา แถมเมาหนักจนเห็นภาพซ้อนด้วย

ถึงอย่างนั้นการเห็นคนเมาพยายามตักไข่ดาวแยกร่างได้ขึ้นมาด้วยความยากลำบาก พอทำสำเร็จดันส่งช้อนไม่ตรงปากเป็นเหตุให้ชิ้นไข่ดาวหล่นจากช้อนทุกที กลับทำให้ผมทนมองต่อไม่ไหว ต้องเอื้อมมือถือช้อนไปตักไข่ดาวส่งเข้าปากให้

คนได้รับไข่ดาวสักทีเคี้ยวตุ่ยๆ เรียบร้อยแล้วก็อ้าปากรอรับอีกคำซะงั้น ไปๆ มาๆ กลายเป็นผมต้องป้อนข้าวให้ประหนึ่งอีกฝ่ายเป็นลูกนกไร้ขนที่รอคอยแม่นกมาป้อนอาหาร

พอข้าวกับไข่ดาวหมด มันก็หันไปซดเบียร์ต่อจนหมดกระป๋อง แล้วคลานโซเซไปทิ้งตัวนอนบนฟูกใกล้ๆ แล้วหลับไปเลย ผมตักข้าวผัดของตัวเองเข้าปากอย่างใจเย็น รู้ดีว่าของจริงจะเริ่มหลังจากนี้ต่างหาก ระหว่างที่กินก็ใช้โทรศัพท์มือถือมากดค้นหาเพลงจิงเกอร์เบลไปด้วย

ในเมื่อได้วิธีปรามแมวจอมยั่วมาทั้งทีก็ขออยู่ลองใช้ก่อนเถอะ

############

อ่า ถ้าใครสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้หายไปนานหรือไม่ขึ้นอัพ คือเรารีไรท์ใหม่ค่ะเลยใช้วิธีแก้ไขเอา มันเลยไม่ขึ้นอัพเดตให้เห็นค่ะ
ดังนั้นหากใครอ่านแล้วรู้สึกเนื้อเรื่องมีเปลี่ยนไปบ้างก็อย่าตกใจนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-11-2018 16:44:03 โดย KatzeP »

ออฟไลน์ zuu_zaa

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2003
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +115/-1

ออฟไลน์ แฟนตาเซีย

  • หืมม...?
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 557
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-1

ออฟไลน์ shoi_toei

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4365
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +222/-26

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3494
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
แมวเถื่อนตัวนี้น่ารักเน้าะพี่ภู  :mew1: :mew1: :mew1:
พี่ภู คงไม่ทำอะไรแมวเถื่อนใช่มั้ย
ไข่ดาวมันยังไม่ตาย มันแยกร่างอยู่  :laugh:
      :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
ก่อนวางกับดัก7 : รับผิดชอบ


Jingle bells, jingle bells
Jingle all the way
Oh! what fun it is to ride
In a one-horse open sleigh
Hey!
Jingle bells, jingle bells…

ผมนั่งกุมขมับอยู่ที่โต๊ะเรียน ในหัวมีแต่เพลงประจำวันคริสต์มาสวิ่งวนไปวนมาตั้งแต่ตื่นนอน ตามหลอกหลอนยามกินข้าวคนเดียว กระทั่งมานั่งรอเรียนก็ยังโผล่เข้ามาในหัว

“ไหงมึงมานั่งหน้าเครียดแต่เช้าล่ะเนี่ย?”

ผมผงกหัวเห็นเอกำลังยืนมองมา ท่าทางคงเพิ่งมาถึง

“ไม่มีอะไร”

เอแค่ขมวดคิ้ว ปลดเป้วางบนโต๊ะ แล้วเลื่อนเก้าอี้มานั่งข้างผม “แล้วยำเป็นยังไงบ้างล่ะ”

“ก็ดี”

“สั้นไปโว้ย”

ผมพ่นลมหายใจ พูดขยายความอีกหน่อย “มันเมาหลับยันเช้า ตอนนี้ก็น่าจะแฮงค์มั้ง”

แน่นอนว่าผมโกหก พอหวนนึกถึงเรื่องเมื่อคืนก็อยากถอนหายใจอีกหลายๆ รอบ ดีที่ผมไม่คิดร้องเพลงเองตั้งแต่แรก ไม่งั้นจากที่ได้นอนท่ามกลางเสียงเพลงจิงเกอเบลล์จะกลายเป็น...

“ภู”

ผมหันตามเสียงเรียกเจอเต้ยืนกวักมือเรียกให้ไปหาอยู่หน้าห้อง นิ่งคิดเล็กน้อย

มันเรียกผมไปทำไม?

เอตบหลังผม พลางพยักเพยิบไปทางประตูห้อง “ลุกไปดิ”

ผมพ่นลมหายใจ ยอมลุกเดินไปหาเพื่อน แต่เต้กลับหมุนตัวเดินนำหน้าไปตามระเบียงทางเดินเชื่อมนอกห้องจนถึงจุดที่ไม่ค่อยมีคนผ่านไปมา แล้วหันกลับมามองผมพร้อมกับทิ้งตัวเอนพิงกับขอบหน้าต่าง

พวกผมยืนเงียบอาบแดดยามเก้าโมงเช้าอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายเป็นผมที่เริ่มพูดก่อน

“วิน...คงบอกมึงแล้วสินะ”

ผมเดาเอาจากการที่เพื่อนพามาคุยตามลำพัง และถ้าไม่ใช่เรื่องพูดยาก เต้คงไม่เงียบแบบนี้

คนฟังเพียงพยักหน้าแล้วทำหน้าลำบากใจ “ขอโทษที่ไม่ได้บอกก่อน”

“...น้องมึงเป็นแบบนั้นนานแล้ว?”

เต้พยักหน้า ขยายความอีกหน่อย “วินบอก”

“เพราะเหตุนี้มึงเลยวานกูให้คอยดูแลข้าวยำ และชอบพูดย้ำให้ดูแลเป็นพิเศษเวลาพวกกูพาน้องไปกินเหล้า...ถูกไหม”

เพื่อนผมพยักหน้าอีก “กูไปไม่ได้และมึงก็ไว้ใจได้”

คำพูดของเต้ทั้งซื่อตรงทั้งจริงใจ ขณะเดียวกันก็ทิ่มแทงมโนสำนึกด้านดีของผมจนพรุนไปหมด

“กู...ไม่ได้ดีขนาดนั้นหรอก” พูดอย่างรู้สึกผิด

เต้จ้องมองมาเหมือนสงสัยจนผมอึดอัดใจ สุดท้ายก็พ่นลมหายใจออกมายาวเหยียดพร้อมกับสารภาพบาป

“กูกับน้องรหัสมึงไม่ได้จบแค่จูบหรอกนะ”

เต้มองมาด้วยแววตาแปลกใจ ก่อนพยักหน้า “อือ กูรู้แล้ว”

หือ? รู้แล้ว? ไปรู้อะไรจากไหนวะ??

กลายเป็นผมที่ทำหน้าประหลาดใจ แม้นึกสงสัยว่าเพื่อนรู้จากไหน ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ก็ไม่อยากซักถามให้ตัวเองรู้สึกแย่ไปกว่านี้ แล้วยัง...ไอ้รอยยิ้มที่แฝงด้วยคำขอบคุณที่ไม่เข้าบรรยากาศตอนนี้เลยสักนิดนี่อีก

ยิ่งมองก็ยิ่งข้องใจจนต้องออกปากถาม “มึงยิ้มทำไมวะ”

คนถูกถามยิ้มมากกว่าเดิมอีก และมันดูแปลกตาชอบกล โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ค่อยยิ้มอย่างคนตรงหน้า “มึงมีความรับผิดชอบมากกว่าที่กูคิดไว้อีก ขอบใจนะ”

“...พูดถึงเรื่องอะไร” ผมงง

เต้ขยับตัวเข้าใกล้ ยกมือตบไหล่ผมสองที “หลังจากนี้ขอฝากน้องรหัสของกูด้วยล่ะ”

ฝากน้องรหัส?...ก็ฝากอยู่แล้วหรือเปล่าวะ

ไม่สิ คราวก่อนตอนมันขอฝากดูแลน้องไม่ได้พูดแบบนี้นี่หว่า

เดี๋ยวนะ! หรือว่า…

พอเดาความหมายของคำว่าฝากออกก็รีบหมุนกลับหลัง คิดจะพูดแย้งเต็มที่ แต่เต้กลับเดินไปเกือบถึงประตูห้องเรียนแล้ว จะให้ตะโกนบอกตรงนี้ก็ดูเรียกร้องความสนใจเปล่าๆ จึงกลืนคำพูดแย้งกลับลงคอ

ผมยกมือลูบหน้าพยายามเรียกสติของตัวเองกลับมา ทบทวนคำพูดของเพื่อนซ้ำไปซ้ำมาในหัวก็ยิ่งแน่ใจความหมายคำว่า ‘รับผิดชอบ’ กับ ‘ฝาก’ มากขึ้น คิดถึงตรงนี้ก็เผลอชักหัวคิ้วทั้งสองขยับเข้ามาชนกัน

มันเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าวะ

ในใจรู้สึกกังขาอย่างหนัก ขนาดตัวผมเองยังไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีความรับผิดชอบ

โดยเฉพาะกับเรื่องนี้...

ไม่มีทาง!

ทั้งที่คิดแบบนั้น แต่ทำไมยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งหงุดหงิดใจมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงช่วงพักกลางวัน ผมก็ยังสงบใจไม่ได้ และทั้งที่อารมณ์เป็นแบบนี้แท้ๆ ในหัวกลับสลัดเพลงจิงเกอร์เบลไม่หลุด แถมยังเพิ่มเสียงของเต้ที่พูดว่า ‘มึงมีความรับผิดชอบ ฝากน้องด้วย’ ดังแทรกผสมปนเปไปกับเสียงเพลง

สองเสียงคอยหลอกหลอนจนผมแทบจะประสาทกินอยู่แล้ว!

พอกันที!

“พวกมึงไปกินข้าวกันก่อนเลย เจอกันที่ห้องเรียน”

พูดรัวๆ จบผมก็เดินแยกตัวออกมาโดยไม่สนใจเสียงตะโกนเรียกของพวกเพื่อนๆ

-------------

ผมจ้องเขม่นใส่รุ่นน้องปีหนึ่งที่เดินเข้ามาใกล้

เด็กพวกนั้นทำท่าผวาพากันยกมือไหว้อย่างเรียบร้อย แล้วรีบเกาะกลุ่มเดินเลี่ยงซะชิดขอบทางเดินด้านนู้นอย่างกับว่า ถ้าเฉียดเข้าใกล้ผมเพียงนิดอาจโดนจับกินยังไงอย่างนั้น

…นี่ไม่ใช่กลุ่มแรกที่มีพฤติกรรมแบบนี้ แต่จะเป็นกลุ่มแรกที่ผมไม่คิดปล่อยผ่านง่ายๆ

ก้าวเท้าตรงไปหาไม่ช้าไม่เร็วไปดักหน้า ทำพวกรุ่นน้องตกใจจนตัวแข็งทื่อหยุดอยู่กับที่

“ใครที่ไม่ได้ชื่อ ‘ข้าวยำ’ จะไปไหนก็ไป”

เหล่าผู้ฟังแทบตวัดตามองเจ้าของชื่อทันที แววตาแต่ละคนเต็มไปด้วยคำถาม แต่พอหันมาเห็นผมทำหน้าโหดยืนอยู่ใกล้ๆ ก็พากันยิ้มเจื่อน ต่างรีบสาวเท้าเร็วๆ จากไปอย่างรู้หน้าที่ ถึงอย่างนั้นยังมีไม่น้อยที่หันหน้ากลับมามองคนโดนทิ้งด้วยแววตาเป็นกังวล 

หึ!

ผมรอจนเด็กพวกนั้นจากไปไกลระยะหนึ่งถึงหันคว้าแขนแมวเถื่อนที่กำลังทำหน้าแปลกๆ แล้วลากมันออกห่างทางเดินเชื่อมระหว่างตึกคณะกับโรงอาหารที่ใกล้ที่สุด

แรกๆ ข้าวยำเดินตามมาโดยดี แต่พอห่างจากจุดที่ผมไปยืนดักรอได้ระยะหนึ่ง แมวเถื่อนก็เริ่มออกอาการพยศ ผมขี้เกียจฉุดยื้อให้เปลืองแรงเลยปล่อยมือดื้อๆ เป็นเหตุให้คนออกแรงรั้งตัวเต็มที่เสียหลักหงายหลังไปนั่งบนพื้นหญ้า

คนล้มไม่เป็นท่าตวัดสายตาหงุดหงิดให้ทันที “มึงนี่มัน...”

แววตาแทบสื่อว่า ‘มึงจงใจแกล้งกู’

ผมคิดจะช่วยดึงคนล้มขึ้นมา แต่อีกฝ่ายปัดมือผมทิ้ง

เหอะ!

ปรายตามองคนที่ยังนั่งอยู่กับพื้นอย่างไม่คิดส่งมือช่วยเหลืออีกเป็นครั้งที่สอง แล้วพูดด้วยเสียงเรียบเฉยไม่ยินดียินร้าย

“จะนั่งคุยแบบนั้นหรือจะยืนคุยก็เรื่องก็มึง”

ข้าวยำทำเสียงขึ้นจมูก ยันตัวลุกขึ้นจากพื้นด้วยตัวเอง ท่าทางในเวลานี้ของมันดูหยิ่งในศักดิ์ศรีเหลือเกิน เห็นแล้วอดเอาไปเทียบตัวตนของมันที่เห็นเมื่อวานไม่ได้

ไม่ว่าจะตอนฟ้องเรื่องไข่ดาวก็ดี หรือตอนที่ตื่นมากลางดึกแล้วทำท่าจะจุดไฟใส่กัน แต่พอได้ยินเพลงจิงเกอร์เบลกลับอ้าปากหาวหวอดใหญ่ แปบเดียวก็ตาปรือ โคลงหัวไปมาแล้วเอนมาพิงซบหน้าอกคนอื่นหนุนแทนหมอน ไม่พอยังกอดก่ายแนบชิดอย่างไร้ความเกรงใจ อ้อ ยังเรียกร้องให้ตบหลังเบาๆ กล่อมนอนอีกด้วย

เหอะ! ผมนึกอยากรู้จริงๆ ว่าตอนเมามันเอาศักดิ์ศรีของตัวเองไปซ่อนไว้ไหนหมด!

“กูขอถามก่อน”

ผมหลุดจากภวังค์มาสบตาคนพูดถามตรงหน้า ยอมมอบโอกาสให้ถามเต็มที่ด้วยการยืนเงียบเตรียมเป็นผู้ฟังที่ดี

“มึง...” ข้าวยำทำหน้าอึกอักอยู่นานกว่ายอมพูดออกมา “ไปรู้เรื่องเพลงจิงเกอร์เบลจากไหน?”

ถามเรื่องนี้เรอะ ผมลอบถอนหายใจเบาๆ ก่อนตอบ “รูมเมทมึง”

ข้าวยำทำหน้าเครียดทันที “มึงไปถามเอาจากวินทำไม!”

ผมแสร้งเลิกคิ้วขึ้นสูง “หรือมึงอยากมีอะไรกับกูทุกครั้งที่เมา?”

“ไม่อยาก!”

ผมทำหน้าแบบว่านี่ไงคำตอบ แล้วถามเพิ่ม “จะถามอะไรอีกไหม?”

“ถาม!”

มันเม้นปากอย่างสะกดอารมณ์ครู่หนึ่ง ค่อยอ้าปากพูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก

“เมื่อคืน...กู...พูดอะไรแปลกๆ...ไปบ้างหรือเปล่า”

ผมพยักหน้า แล้วพูดเสริมสั้นๆ “แต่กูฟังไม่รู้เรื่อง”

จากหน้าซีดๆ กลายเป็นสีหน้าโล่งใจทันที แต่ผมยังพูดไม่จบ

“ยกเว้นคำหนึ่งที่ฟังชัดแจ๋ว” หยุดเว้นจังหวะให้คนฟังได้ลุ้นระทึก “มึงเรียกกูว่า ‘แม่’ วะ”

ผมมองสีหน้าจบสิ้นแล้วของน้องรหัสเพื่อนด้วยความอิ่มเอมใจกับการกลั่นแกล้งเล็กๆ น้อยๆ แน่นอนว่าไม่ได้พูดโกหก เมื่อคืนแมวเถื่อนทำผมแทบไม่ได้นอน แค่ปิดเพลงเพราะหนวกหู มันก็งอแงเป็นเด็กเล็กๆ ทั้งยังเรียกว่าแม่ชัดเต็มสองรูหูของผม บอกว่าไม่ใช่แม่ก็ไม่ได้ เพราะคนเมาจะร้องไห้ออกมาทันที

ช่างเป็นพฤติกรรมที่น่าปวดหัวที่สุด!

ผมกอดอกมองคนวิญญาณหลุดออกจากร่างตรงหน้า มันยืนนิ่งอยู่แบบนั้นพักใหญ่ก่อนเรียกสติกลับมาได้ก็รีบเบือนหน้าหนีหลบผมทันที

“ก...กูไปล่ะ!”

ผมรีบตามไปตะครุบตัวคนพร้อมจะหลบหนี แล้วจับมันหันหน้ามาเพ่งมองทางนี้ ทั้งที่รู้แก่ใจว่าแมวเถื่อนตัวนี้กำลังอยู่ในโหมดไม่กล้าสู้หน้า

“ปะ ปล่อยกูนะ!”

ผมจับไหล่ทั้งข้างของข้าวยำไว้แน่น ออกแรงบีบให้พอรู้สึกเจ็บเป็นการเตือน

“จะรีบไปไหนเล่า กูยังไม่ได้ชำระความมึงเลย”

“เข้าใจผิดแล้ว! กูไม่เคยมีคดีกับมึง!”

“แน่ใจว่าไม่มี?” ผมถามเสียงเหี้ยม ทั้งชะโงกหน้าให้อีกฝ่ายเห็นในระยะประชิด “มึงเห็นรอยคล้ำใต้ตากูไหม!”

“ปะ...ปล่อยกูไปเถอะ นะๆๆ”

ผมทำหน้านิ่งและเมินเฉยคำออดอ้อนของแมวบางตัวที่สลัดคำว่าเถื่อนทิ้งชั่วคราว

“กูขอโทษจริงๆ คือกู...ไม่ได้ตั้งใจ” คนพูดลอบกลืนน้ำลายลงคอ บอกต่อด้วยเสียงเบาหวิวในช่วงต้น แล้วค่อยพูดตามปกติในช่วงท้าย “ขนาดกูยังจำไม่ค่อยได้...มึงก็ลืมๆ เรื่องเมื่อคืนไปเถอะ นะๆ”

“...”

“นะครับพี่ภูสุดหล่อ น้องยำขอโทษที่ล่วงเกินพี่ เอ่อ หลายๆ เรื่องเลย”

หึ

ผมปล่อยมือที่จับรั้งตัวอีกฝ่ายไว้ แล้วรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่มีทางให้มันได้เห็นรอยยิ้มที่หลุดออกมาแน่ แต่จู่ๆ คำพูดของเต้เมื่อตอนเช้าก็วกกลับเข้ามาในหัวอีกครั้งจนอดนิ่วหน้าไม่ได้

ไอ้รับฝากก็รับมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่รับผิดชอบนี่สิ...

แอบเหล่มองคนเด็กกว่าที่ยังทำหน้าขอความเห็นใจอยู่ที่เดิมก็เผลอใจกระตุก ดึงสายตาไปทางอื่นแทบไม่ทัน

ผมลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ถ...ถ้ามันจะน่ารักขนาดนี้

หลับหูหลับตาคิดประโยคสุดท้ายอย่างยอมจำนน

...ยอมรับผิดชอบก็ได้

“ภู...”

ผมลืมตาหันไปพูดเสียงเข้ม “พี่ภู”

ข้าวยำนิ่วหน้าเหมือนไม่ค่อยพอใจ แต่ก็ยอมเรียกตามที่ผมบอก

“ตกลงพี่ภูยอมรับคำขอโทษของกู เอ้ย ของผมหรือเปล่า”

“...ก็ได้ ถือว่าทำบุญให้ลูกแมวตาดำๆ” ผมเว้นวรรคเพราะดันไปเห็นรอยยิ้มเจิดจ้าบาดตาเข้าให้

อ...อะไรจะดีใจป่านนั้น

ในใจแอบบ่นคนตรงหน้า แต่ท่าทางที่แสดงออกคือกำลังกระแอมไอรักษามาด แล้วพูดต่อให้จบ

“แฮ่ม และกูจะรับผิดชอบมึงเอง”

ราวกับผมไปกดถูกสวิตซ์บางอย่าง ทำให้ความเจิดจ้าที่อยู่ตรงหน้าดับวูบลงกะทันหัน แทนที่ด้วยปากคว่ำๆ ของคนหน้าบึ้งที่พูดห้วนๆ กลับมา

“ไม่ต้อง!”

“แต่กูคิดว่าต้อง” กำลังจะอธิบายว่าทำไม คนเด็กกว่ากลับพูดสวนกลับมาแบบไม่ไว้หน้า

“ทำไมมึงเป็นคนพูดไม่รู้เรื่องแบบนี้! กูบอกไปกี่รอบแล้วว่าไม่ต้อง!”

คนพูดจบหอบหายใจแรงทันที แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์โกรธจัด ก่อนมันจะสูดลมเข้าปอดพูดเสียงดังใส่อีกครั้ง

“ที่มึงต้องทำก็แค่ลืมมันไปซะ!! ทำแค่เนี่ยมันยากตรงไหน?!”

แค่ได้ยินคิ้วผมก็กระตุกทันที คนพี่ฝากฝัง แต่คนน้องผลักไส แม่ง!

“ได้...” ผมสูดลมหายใจเข้าข่มโทสะในอก “กูไม่รับผิดชอบแล้วก็ได้”

“ในที่สุดก็พูดรู้เรื่องสัก...”

“แต่กับมึงไม่ใช่!”

ข้าวยำขมวดคิ้วทันที “นี่มึงจะพูดไม่รู้เรื่องใช่...”

ผมพูดขัดอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเย็นชา “มึงต่างหากที่ควรจะรับผิดชอบกู!”

“ฮะ!”

“ต้นเหตุของเรื่องคือมึง คนเริ่มต้นก็มึง” ผมยกมือขึ้นกอดอกพร้อมกับจ้องรุ่นน้องเขม็ง ย้ำชัดอีกประโยคในฐานะผู้เสียหาย “กับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ดูยังไงก็เป็นความผิดของมึงชัดๆ”

ริมฝีปากคนฟังสั่นระริกอย่างคนพูดอะไรไม่ออก หรือไม่ก็โกรธจัดจนคิดอะไรไม่ออก มีเพียงแววตาที่ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ผมเลยเลิกคิ้วยียวนกลับ

“หรือกูพูดไม่จริง?”

“เออ! ไม่จริง!”

“หืม? ตรงไหนล่ะ?”

“ตรงที่มึงดันตอบสนองไง” ข้าวยำชี้นิ้วใส่หน้าผม “ถ้ามึงไม่ตอบสนอง มันจะเกิดเรื่องไหมล่ะ!”

“กูไม่ใช่พระอิฐพระปูน” ผมว่า แล้วมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเหมือนมองแมวโง่ “ไม่ตอบสนองก็ไม่ใช่คนแล้ว”

“ย...ยังไงกูก็ไม่รับ!”

ผมยิ้มยั่วระหว่างย้อนถามกลับด้วยคำที่ดูส่อหน่อยๆ “มึงก็รับให้กูอยู่แล้วนี่?”

คนฟังทำหน้าโมโหยิ่งกว่าเก่า “กูหมายถึงรับผิดชอบมึง!”

“อ้อ”

“ยังไงกูก็ไม่รับ! เข้าใจนะ!”

แมวเถื่อนตอกย้ำคำพูดตัวเองเสร็จก็สะบัดหน้า จ้ำเท้าหนีไปทันที ทิ้งให้ผมมองตามหลังอีกฝ่ายเงียบๆ ทั้งที่ในใจของผมเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ

หึ อยากหนีนักใช่ไหม...ได้

ผมตัดสินใจในเสี้ยววินาทีนั้น ต่อให้ต้องขายมโนธรรมที่มีเพียงน้อยนิดทิ้ง ก็จะจับแมวเถื่อนตัวนั้นมาอยู่ใต้อาณัติของตัวเองให้จงได้!

############
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-11-2018 10:16:41 โดย KatzeP »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
นายพรานวางกับดัก1 : หนี้ช่วยชีวิต


ผมพกพาความหงุดหงิดติดตัวตลอดทั้งบ่าย เลิกเรียนก็รีบเก็บชีทกับปากกาลงเป้ ก้าวเท้าออกจากห้องตัดหน้านัท รูมเมทของผมถึงกับชะงักเท้าหยุดอยู่กับที่ จนคนเดินตามหลังหยุดขาไม่ทันเลยเกิดเหตุเพื่อนชนเพื่อนเป็นทอดๆ ตามด้วยเสียงร้องบ่นดังระงม

“เฮ้ย! หยุดเดินทำไมวะ!”

“ขอทางหน่อยโว้ย พวกกูรีบ!”

ผมทิ้งความวุ่นวายไว้เบื้องหลัง เดินตรงดิ่งไปเยือนห้องเรียนของพวกเด็กปีหนึ่ง

ถ้าจำไม่ผิดวันนี้พวกปีหนึ่งจากหลายสาขามีเรียนรวมกัน ไปถึงหน้าห้องเรียนใหญ่ชั้นบนสุดของตึกก็เจอพวกรุ่นน้องกำลังทยอยออกจากห้องพอดี ผมยืนพิงกำแพงรออย่างใจเย็น มีรุ่นน้องเดินผ่านหน้าไปอย่างไม่สนใจ บางคนที่พอคุ้นหน้าบ้างก็ยกมือทำความเคารพแล้วรีบจากไป ถ้าสนิทหน่อยจะเดินตรงเข้ามาพูดคุยด้วย

คุยน่ะไม่ว่า แต่ทำไมต้องมาถามอะไรซ้ำๆ อย่าง ‘พี่มาทำอะไรที่นี่’ ด้วยวะ 

“จะรีบไปเตรียมตัวเข้าประชุมเชียร์ก็รีบไป”

ผมโบกมือไล่รุ่นน้องที่ชักมาเกาะกลุ่มรุมล้อมกันมากเกินไปแล้ว

ยังยืนเฉยกันอีก!

ย่นคิ้วใส่พวกเด็กตรงหน้าที่ยังไม่รู้ชะตาว่ากำลังถูกไล่ทางอ้อม ในเมื่อซื่อกันนักก็จำต้องพูดเสียงเข้มข่มขู่อีกประโยค “ถ้าไปสายกันก็อย่าหาว่าพี่ไม่เตือน!”

“ครับๆ ถ้าพวกผมไปสายจริงก็ไม่โทษพี่ภูหรอกน่า”

ถ้อยคำตอบรับจากตัวแทนกลุ่มฟังดูเคารพรุ่นพี่ แต่สีหน้ากับแววตาของแต่ละคนกลับแสดงออกชัดว่าค่อนข้างรำคาญกับการถูกเร่งรัดให้ไปทำกิจกรรมในตอนเย็นมาก ผมทำเป็นมองไม่เห็น เพราะพอเข้าใจความรู้สึกพวกนี้อยู่ ก็นะ สมัยตัวเองอยู่ปีหนึ่งก็ใช่ว่าจะเป็นเด็กกิจกรรม...

สายตาเหลือบเห็นใครบางคนเดินผ่านไปอย่างรวดเร็วดุจพายุพัด จนเผลอหลุดอุทานออกมา

“เฮ้ย!”

ผมรีบดันพวกรุ่นน้องให้หลีกทาง เร่งเท้าไล่ตามเป้าหมายไปติดๆ จนถึงหน้าบันไดก็เห็นแมวเถื่อนกำลังสับเท้าทั้งสองข้างลงบันไดจนขาแทบจะพันกันอยู่แล้ว

“ข้าวยำ!”

คนโดนเรียกกลับกระโดดข้ามบันไดสามขั้นลงไปตรงที่พักเท้าระหว่างชั้นได้อย่างน่าหวาดเสียว พร้อมกับคว้าราวบันไดอาศัยแรงเหวี่ยงรั้งตัวให้หมุนพักเก้าสิบองศาแล้วรีบสับเท้าลงบันไดต่อ ท่าทางอย่างกับคนหนีตายจนผมไม่กล้าไล่ตามเต็มที่ กลัวน้องรหัสเพื่อนกลิ้งตกบันไดตาย แต่ฝ่ายหนีเหมือนไม่สนใจอะไรเลย ทำให้ผมอดตะโกนเตือนไม่ได้

“ช้าๆ เมีย! เดี๋ยวได้กลิ้งลงไปหรอก!!”

“ใครเมียมึง!”

ผมเลิกคิ้วประหลาดใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าข้าวยำจะยอมชะลอฝีเท้าเพื่อเงยหน้ามาเถียงผมโดยเฉพาะ

“เลิกพูดคำนั้นไปเลย!”

ประโยคเดียวไม่พอใจ มีประโยคสองตามมาด้วย ผมลังเลเล็กน้อย แล้วลองเรียกดูอีกครั้งอย่างต้องการหยั่งดูท่าทีอีกฝ่าย...บางทีอาจทำให้หยุดวิ่งลงบันได แล้วหันหน้ามาคุยกันได้

“...เมีย”

ข้าวยำเบรกตัวหยุดยืนตรงที่พักเท้าระหว่างชั้นสองกับชั้นสาม แล้วแหงนหน้าโมโหมองผมที่รั้งฝีเท้าหยุดอยู่หน้าบันไดชั้นสาม

“กูบอกว่าให้เลิกพูดไงวะ!”

...เหมือนจะได้ผลนะ   

ผมแสร้งทำหน้ายียวนมองคนด้านล่างบ้าง “กูแค่พูดความจริงนะเมีย”

“ก็บอกว่าไม่ใช่ไงเล่า!!”

“ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ยังไงมึงก็เป็นเมี...”

“หุบปากไปเลย!!”

ข้าวยำตะโกนลั่นจนเกิดเสียงสะท้อนไปมา ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรต่อ ก็มีเสียงคนอื่นตะโกนก้องผ่านอากาศมาจากชั้นบนสุด

“เสียงมึงใช่ไหมวะยำ”

“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?”

แมวเถื่อนเงยหน้ามองอากาศจนคอตั้ง แถมยังแสดงสีหน้าเลิ่กลั่กระคนตระหนกตกใจ พอไม่มีเสียงตอบรับคนด้านบนก็ส่งเสียงลงมาอีก

“รออยู่ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวพวกกูลงไปหา”

คราวนี้แมวเถื่อนถึงกับสะดุ้ง สายตาเลื่อนมามองผมด้วยสีหน้าเหมือนคนทำอะไรไม่ถูก แต่วูบต่อมากลับวิ่งขึ้นบันไดมาหาผม กระชากแขนกันได้ก็ฉุดรั้งให้ผมรีบลงบันไดไปด้วยกันทันที

“ลงเร็วๆ สิวะ”

ผมเลิกคิ้วให้กับเสียงกระซิบเมื่อครู่ ยินยอมก้าวเท้าเร็วกว่าเดิมจนพวกผมออกมาแถวหน้าตึกได้ในเวลาไม่นาน คนลากก็พาหยุดยืนกะทันหัน ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรสักคำก็โดนแมวเถื่อนสะบัดมือทิ้งดื้อๆ

หืม...

ไล่สายตามองรุ่นน้องที่จ้ำเท้าหนีไปแล้ว ไม่มีแม้แต่คำพูดล่ำลาด้วยซ้ำ สุดท้ายก็กลืนหายไปกับฝูงชนจนแยกแยะไม่ออกว่าใครเป็นใคร ทิ้งให้คนมองอย่างผมขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจเท่าไหร่

เด็กนั่น...อารมณ์เอาแน่เอานอนไม่ได้จนน่าจับตัวมาเขย่าสักทีสองที แต่ช่างเหอะ เพราะนาทีนี้จะตามต่อหรือไม่ตามก็มีค่าเท่ากันอยู่ดี

“หายไปไหนแล้วเนี่ย”

“นั่นดิ”

“ยำนี่ก็แปลก...”

ทันทีที่ได้ยินชื่อใครบางคน ผมก็หันไปมองต้นกำเนิดเสียง เห็นกลุ่มเด็กปีหนึ่งที่จำได้ว่าอยู่กับข้าวยำบ่อยๆ ยืนเกาะกลุ่มคุยกันเสียงเครียดอยู่ไม่ไกล

“เดินออกมาจากห้องด้วยกันอยู่ดีๆ จู่ๆ ก็ออกวิ่งเฉยเลย”

“มันต้องมีปัญหาอะไรแน่ๆ รีบมองหาเร็วเข้า!”

“โอ้!”

สิ้นเสียงตอบรับแสนฮึกเหิม เด็กพวกนั้นก็วิ่งกระจายตัว คอยหันซ้ายหันขวากันใหญ่ มีวิ่งผ่านตัวผมไปด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าแกล้งเมินผมหรือว่าไม่ได้สังเกตเห็นจริงๆ กันแน่

...สงสัยจะไม่เห็นจริงๆ วิ่งตัดหน้าพี่ปีสามแล้วนั่น แถมยังเกือบวิ่งชนพี่ปีสี่อีก

เหล่ารุ่นพี่พากันชะงัก บางคนคิ้วขมวดมองตามหลังรุ่นน้องไปด้วยสายตาไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่

อ่า ประชุมเชียร์วันนี้พวกปีหนึ่งคงโดนดุเรื่องวิ่งไม่ระวังแถวคณะแน่นอน

ผมพ่นลมหายใจเบาๆ มองเหล่ารุ่นพี่เดินจากไป แล้วค่อยก้าวเดินต่อจนพ้นเขตคณะไม่เท่าไหร่ก็เห็นเด็กกลุ่มที่ว่าอีกครั้ง เห็นพฤติกรรมค้นหาเพื่อนของเด็กพวกนี้แล้วอดย่นคิ้วเข้าให้ไม่ได้

นี่พวกมันคิดว่ากำลังเล่นซ่อนแอบในมหาวิทยาลัยหรือไงถึงหากระทั่งในพุ่มไม้

ตลกแล้ว!

สุดจะทนมองต่อไหว เลยเดินไปคว้าไหล่หนึ่งในนั้นที่กำลังร้องเรียกหาเพื่อนเสียงดังลั่น

“ยำโว้ยยำ! มึงอยู่ไหน…เฮ้ย อะไร...อึ๋ย! พี่ภู!”

“เออพี่เอง” ผมตอบรับเสียงขุ่น มองรุ่นน้องเพศชายที่สูงน้อยกว่าผมเล็กน้อยตรงหน้าแบบโหดๆ “พวกน้องกำลังทำบ้าอะไรกัน ทำไมไม่รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือคิดจะโดดประชุมเชียร์!”

“ไม่ใช่ครับ! คือ...เพื่อนผมหายครับ”

“อ้อ” ไร้ความแปลกใจใดๆ บนหน้า “โตป่านนี้แล้วยังเล่นซ่อนแอบกันอีกเรอะ”

“ไม่ได้เล่นครับ!”

“งั้นมาหาอะไรในที่แบบนี้ ไม่ใช่เพื่อนน้องกลับไปเปลี่ยนชุดที่หอแล้วเรอะ”

คำพูดของผมคงไปจุดประกายบางอย่างเข้า รุ่นน้องตรงหน้าถึงได้ขอบคุณผมยกใหญ่ แล้วรีบวิ่งไปเรียกรวมตัวเพื่อนๆ

“เจอแล้วเหรอ?” หนึ่งในนั้นถามขึ้นอย่างสงสัย

“ยังๆ แต่กูรู้แล้วว่ายำน่าจะอยู่ไหน” คนพูดรวมตัวพูดอย่างตื่นเต้น

“ที่ไหน?!” ประสานเสียงถามกันทีเดียว

“หอไงหอ ”

“เออวะ ลืมคิดไปเลย”

“ไปๆ พวกเรารีบไปหามันที่นั่นกัน!”

ทั้งกลุ่มเฮโลกันออกไปทันที โดยไม่ได้คิดถึงปัญหาเรื่องเวลานัดประชุมเชียร์ แล้วไหนจะเรื่องเพื่อนเพศหญิงสองคนในกลุ่มอีกล่ะ เอาเถอะ เดี๋ยวเข้าไปในใกล้พื้นที่หอพักชายเมื่อไหร่คงรู้สึกตัวกันเองว่าเพศหญิงเข้าไปในนั้นไม่ได้

ผมถอนหายใจเบาๆ ก้าวเท้าเดินไปทางทิศเดียวกับเด็กพวกนั้น เพราะตัวผมเองต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเหมือนกัน ระหว่างมองแผ่นหลังเด็กทั้งกลุ่มเล็กลงเรื่อยๆ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า มือถือมีติดตัวกันแท้ๆ ทำไมไม่ใช้โทรหาเพื่อนวะ

...มือถืองั้นเหรอ

เพิ่งสำนึกได้ ณ ตอนนี้เองว่า ผมไม่มีเบอร์โทรของแมวเถื่อนเหมือนกัน พ่นลมหายใจเฮือกหนึ่ง แอบหมายเหตุในใจว่าต้องหามาใส่เครื่องให้ได้ในเร็วๆ นี้

ก้าวเดินต่อไปอีกระยะหนึ่ง ความคิดบางอย่างผุดวาบขึ้นมาในหัวจนเผลอชะงักเท้าหยุดกับที่

เดี๋ยวสิ...ถ้าเสียงตะโกนจากบันไดเป็นของเด็กกลุ่มนี้ แล้วทำไมข้าวยำต้องพาผมวิ่งหนีเพื่อนของมันด้วยล่ะ ผมยืนคิดหาคำตอบสารพัดรูปแบบจนกระทั่งคำตอบหนึ่งโผล่ออกมา

หรือว่าไม่อยากให้ทั้งสองฝ่ายได้เจอกันในช่วงเวลานั้น?

ทำไมล่ะ?

หวนนึกถึงพฤติกรรมของแมวเถื่อนที่แสดงออกตรงที่พักเท้าระหว่างชั้นสองกับสามวนกลับไปมาหลายรอบจนเริ่มจับสังเกตอะไรบางอย่างได้

หึ กลัวเพื่อนสงสัยความสัมพันธ์ระหว่างผมกับมันสินะ 

ริมฝีปากเผลอเหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาทันที

อย่างนี้ก็สนุกสิ!   

-------------

หายหัวไปไหนกันหมด!

ผมนั่งกวาดตามองไปทั่วโรงอาหารใกล้หอพักสตรีเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ขี้เกียจจะนับแล้ว

วันนี้ผมจงใจตื่นมาดักรอตั้งแต่แปดโมงเช้า นั่งอ้อยอิ่งจนเก้าโมงกว่า ทั้งที่ปกติวันหยุดแบบนี้ผมมักกินข้าวเช้ารวมกับข้าวเที่ยงไปเลย

ต่างจากเป้าหมายที่อยากเจอ เพราะรายนั้นมักถูกเพื่อนเพศหญิงในกลุ่มโทรเรียกให้มารวมตัวกินข้าวเช้าในเวลาเกือบๆ เก้าโมงใกล้หอพักหญิงประจำ เรื่องนี้ผมมั่นใจ เพราะเห็นกับตาอยู่หลายครั้งตอนมาแถวๆ นี้กับเพื่อนคนอื่นๆ

แต่วันนี้กลับไม่โผล่หน้ามาให้เห็นสักที ไม่ใช่แค่แมวเถื่อนของผมเท่านั้น กลุ่มเพื่อนมันก็ไม่เห็นหน้าสักคนเดียว!

ผมวางช้อนอย่างหมดอารมณ์กินข้าว แล้วหันไปคว้าแก้วน้ำมาดูดแทน ถ้ารู้ว่ามันไม่มาแบบนี้คงไม่ถ่อมากินข้าวถึงที่นี่ให้ตกเป็นเป้าสายตาคนอื่นแบบนี้หรอก คิดถึงตรงนี้ก็เผลอชะงักกึก

เฮ้ยๆ ความคิดพวกนั้นมาจากไหนวะ การตกเป็นเป้าสายตาของสาวๆ รวมถึงหนุ่มน้อยตามสเปค ต้องเป็นเรื่องดีสิ แต่ไหงผมถึง...

คิ้วขมวดเข้าหากันมากกว่าเดิม หรือจะเริ่มเกิดอาการเบื่อมีคู่เดทขึ้นมา?

ตลกน่า...ไม่มีทางๆ

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาได้ถูกจังหวะมาก ผมรีบสลัดความคิดเหลวไหลพวกนั้นทิ้ง หยิบมือถือขึ้นมากดรับสาย “ว่า...” เพียงแค่เอ่ยปากคำเดียวก็โดนพูดสวนกลับมาอย่างไว

‘มึงอยู่ไหน’

เสียงแต้นี่หว่า

ผมยังไม่ค่อยแน่ใจ เลยเลื่อนมือถือออกมาดูชื่อคนโทรมา บนหน้าจอสมาร์ทโฟนนอกจากชื่อแล้ว ยังมีรูปถ่ายเจ้าของชื่อด้วย ช่วยยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้เดาผิดคน ผมรีบเลื่อนโทรศัพท์ชิดหูต่อ กรอกเสียงเคร่งเครียดลงไปบ้าง

“มีอะไรวะเต้”

เดาว่าต้องเป็นเรื่องใหญ่ ไม่งั้นเพื่อนคนนี้คงไม่ยอมเปลืองค่าโทรศัพท์ติดต่อมาหาผมก่อนแน่นอน

‘บอกพิกัดของมึงมา’

ต่อให้นึกสงสัยแค่ไหนก็รีบบอกไปทันที “โรงอาหารใกล้หอหญิง”

‘ปักหลักรออยู่ตรงนั้นแหละ’

สายตัดไปแล้ว ผมมองมือถือด้วยความมึนงงปนเครียดหน่อยๆ แต่ทำได้แค่นั่งรอคำตอบที่กำลังจะมาถึงเท่านั้น

ผมรออยู่สิบกว่านาทีได้ กระทั่งมีคนเรียกชื่อกันดังสนั่นประหนึ่งมีศัตรูตัวร้ายบุกประชิดถึงหน้าประตูบ้าน แต่แทนที่จะหันไปเจอกลุ่มเพื่อน หรือพี่ หรือรุ่นน้องที่คุ้นเคยกัน กลับเจอเด็กกลุ่มที่ผมมองหาตัวตั้งแต่เช้าแทน

อ...อะไรวะ!

จู่ๆ ผมรู้สึกว่าอาจมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นสักอย่าง ไม่งั้นเด็กกลุ่มนี้จะต้องการเจอผมไปทำไม แล้วเรื่องที่ผมพอช่วยได้ในเวลาฉุกเฉินแบบนี้ก็มีแค่...

“ใครไปมีเรื่องอะไรที่ไหน!”

ผมยิงคำถามออกไปทันทีที่รุ่นน้องทั้งหมดดาหน้าเข้ามานั่งรวมกันที่โต๊ะ ในใจร้อนรนกลัวว่าเพื่อนตัวเองล่วงหน้าไปที่เกิดเหตุกันก่อนแล้ว คนอื่นน่ะไม่เท่าไหร่ แต่คนโทรหาผมคือเต้นะ รายนั้นน่ะปล่อยไปตีกับใครก็แพ้!

“โรงพยาบาลสัตว์ครับพี่!”

“ฮะ! ที่ไหนนะ!”

“โรงพยาบาลสัตว์ค่ะ คือว่า...”

จู่ๆ เด็กพวกนี้ก็แย่งกันพูดจนฟังแทบไม่ทัน จับใจความได้แค่ต้องการความช่วยเหลือด่วน แล้วก็เลือดๆ อะไรนี่แหละ ตั้งใจฟังอีกที อ้อ บริจาคเลือด

ผมย่นคิ้วใส่ ทำไมต้องถ่อไปบริจาคเลือดถึงโรงพยาบาลสัตว์ด้วย...หรือก่อนหน้านี้ได้ยินผิด?

“เงียบก่อน!”

ผมพูดเสียงเฉียบขาด รุ่นน้องทั้งห้าถึงได้ยอมหุบปากกันสักที ผมตวัดตามองรุ่นน้องคนที่หก แล้วถามเด็กนั่นที่เอาแต่ปิดปากเงียบตั้งแต่มาถึงแทน

“จะให้กูไปช่วยบริจาคเลือดให้ใคร?”

เห็นจากหางตาว่าเหล่ารุ่นน้องพากันผงะ เพราะปกติผมไม่ใช้คำว่ากูมึงกับรุ่นน้องที่ไม่สนิท ผิดกับข้าวยำที่ดูชินชาถึงได้ตอบกลับมาทันที

“ไม่ใช่เลือดมึง เราต้องการเลือดของแมวมึงต่างหาก”

ผมเลิกคิ้วสูงมองแมวเถื่อนตรงหน้า “...งั้นก็เลือดมึงน่ะสิ”

ข้าวยำทำหน้าหงุดหงิดทันที แต่ไม่ได้อาละวาดอย่างปกติ เพียงแค่พูดอธิบายชัดๆ อย่างคนพยายามทำใจเย็นให้ถึงที่สุด

“ไม่ใช่เลือดคน! เราต้องการเลือดของแมว...แมวที่ร้องเมี๊ยวๆ น่ะ”

ไม่ยักจะโต้แย้งว่าตัวมันไม่ใช่แมวแฮะ...

ถึงอยากจะยั่วอารมณ์ใครบางคนแค่ไหน แต่เห็นพวกรุ่นน้องกำลังเครียดเลยทำไมลง อีกอย่างผมมีเรื่องสงสัยด้วย

“อ้อ...แล้วไปรู้มาจากไหนว่าบ้านกูเลี้ยงแมว?”

“พี่นัทบอก รุ่นพี่คนอื่นบอกมาเหมือนกัน มีพี่เต้ก็ช่วยยืนยันอีกคน มากพอไหม!”

ท้ายประโยคข้าวยำกระแทกเสียงใส่ แล้วรีบยกมือขึ้นขวางไม่ให้พูดอะไรตอบโต้มันกลับทั้งนั้น ผมมองข้าวยำหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าออกอยู่พักหนึ่ง แล้วลืมตามองผมด้วยแววตาจริงจังที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา

“ขอร้องล่ะ ช่วยพวกกูด้วย”

ผมมองข้าวยำแวบหนึ่ง แล้วไล่มองบรรดารุ่นน้องที่นั่งกันเงียบกริบ ก่อนวกกลับมามองแมวเถื่อนใหม่

“ช่วยก็ได้ แต่ต้องถือว่ามึงติดหนี้กูครั้งหนึ่งนะ ว่าไงมึงจะยอมไหมล่ะ”

คนฟังเม้มริมฝีปากแน่นทันที แต่กลับผงกหัวยินยอมรับอย่างว่าง่ายเกินคาด เห็นแบบนั้นผมเลยลุกขึ้นยืนกะไปเอารถ แต่รุ่นน้องหญิงคนหนึ่งกลับพูดขัดขึ้นมาก่อน

“ขอหนูติดหนี้พี่แทนได้ไหมคะ? คือมันเป็นแมวของหนู...”

พอได้เห็นหน้าคนพูดชัดๆ ภาพเด็กคนนี้อุ้มลูกแมวอยู่ใต้ต้นไม้ในวันนั้นก็ผุดขึ้นมาทันที แต่ภาพเหตุการณ์ที่ข้าวยำปีนขึ้นต้นไม้จะไปช่วยแมวลงมา แต่ดันโดนลูกแมวตัวนิดเดียวกระโดดเหยียบหน้าเหยียบหลัง แล้วไถลตัวตามต้นไม้ลงมาเองกลับชัดเจนกว่า

อ้อ...ต้องเป็นแมวตัวนั้นแน่ๆ ที่ต้องการเลือด

ขณะเดียวกันก็บอกรุ่นน้องผู้หญิงที่รอฟังคำตอบอยู่ด้วยเสียงราบเรียบ

“พี่ไม่ได้อยากได้หนี้จากน้อง” พอเห็นสีหน้ากระอักกระอวนใจของเด็กเจ้าของแมวก็พูดเสริมอีกประโยค “แต่ถ้าน้องรู้สึกผิดนักก็ไปติดหนี้ข้าวยำอีกต่อแล้วกัน”

ผมลุกขึ้นยืน พยักหน้าเรียกข้าวยำให้ตามมา แต่กลายเป็นเด็กทั้งกลุ่มตามผมมากันหมด เลยต้องไล่ให้ไปรอที่โรงพยาบาลสัตว์กันก่อน พร้อมกับยัดหน้าที่ติดต่อประสานงานให้ข้าวยำ แล้วลากตัวแมวเถื่อนที่ตั้งตัวไม่ทันให้ตามมาขึ้นรถเพียงคนเดียว โดยไม่สนใจกลุ่มเด็กถูกทิ้งที่ยืนมองมาตาปริบๆ

รู้ไหมวันนี้น่ะ...

ผมไม่ได้มาดักเจอแมวเถื่อนหรอก แต่ตั้งใจมาสร้างสถานการณ์ชวนสงสัยถึงความสัมพันธ์ระหว่างผมกับแมวเถื่อนให้เพื่อนของมันรู้สึกตัวอย่างเป็นธรรมชาติ พอถึงเวลาต้องทำตามแผนที่เสียเวลานอนค่อนคืนมานั่งปวดหัวคิดจริงๆ กลับเจอแต่เหตุการณ์ไม่ตรงกับที่คิดไว้เลยสักอย่าง

คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมายาวเหยียด

เอาเถอะ ต่อให้แตกต่างจากที่คิดแล้วไง ต่อให้ไม่ได้วางระเบิด ก็ยังได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยแทน นี่ถือว่าดีมากแล้ว ดังนั้นผมรู้สึกพึงพอใจกับสถานการณ์ในเวลานี้แล้ว

“ทำไมต้องให้กูไปคนเดียววะ!”

แต่คงต่างจากใครอีกคนที่พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอย่างชัดเจน

ผมเหล่มองคนนั่งข้างๆ แวบหนึ่ง ก่อนหันไปสนใจถนนต่อ

“หรือมึงไม่อยากได้แมวจากบ้านกูแล้ว กูจะได้ปล่อยมึงลงตรงนี้”

คนฟังคว้าเข็มขัดนิรภัยมาล็อกตัวเองทันที ผมลอบมองอย่างพอใจแวบหนึ่ง แล้วพูดต่อ

“อีกอย่างทำไมกูต้องพาคนไม่รู้จักไปที่บ้านด้วย?”

เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบ ภายในรถที่กำลังโลดแล่นไปบนท้องถนนจึงมีแต่ความเงียบอยู่เนิ่นนาน จนผู้ร่วมทางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงคับอกคับใจ

“ทำไม...ทำไมรุ่นพี่ทุกคนต้องโยงเรื่องแมวไปหามึงหมด!”

“มึงไม่ใช่คนเดียวที่เลี้ยงแมวสักหน่อย แต่ทำไมไม่มีใครพูดถึงคนเลี้ยงแมวคนอื่นเลยวะ!”

ผมฟังคนพูดระบายความข้องใจเงียบๆ กระทั่งแมวเถื่อนเงียบเสียงไปแล้ว จึงพูดออกมาบ้าง

“...ถ้ามึงให้เวลาพวกเขาคิดสักหน่อยก็อาจได้รายชื่อคนอื่นก็ได้ แต่ในเวลาเร่งด่วนคนเรามักคิดอะไรออกก็พูดโผล่สิ่งนั้นออกมาเลย”

“แล้วทำไมต้องเป็นชื่อมึงด้วยล่ะ”

ผมหยันยิ้มออกมา เพราะเจตนาคนพูดชัดเจนมากกว่าไม่อยากให้มาเป็นผม อ้อ คงไม่อยากติดหนี้กันล่ะมั้ง แต่ขอโทษเถอะ มาร้องโอดครวญในเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วไปทำบ้าอะไร มันไม่ได้ช่วยให้ย้อนเวลากลับไปได้สักหน่อย

ในใจผมคิดอย่าง แต่คำพูดเป็นอีกอย่าง

“อาจเพราะท้ายรถกูมีกรงสัตว์แบบพกพาล่ะมั้ง”

“...แค่นั้น?”

“บางทีก็มีถุงอาหารแมว พวกของเล่น หรือของใช้แมวอยู่ในรถด้วย” ผมเว้นจังหวะเล็กน้อย แล้วพูดคาดเดาต่อ “คงเพราะได้เห็นอยู่บ่อยๆ ทำให้เวลานึกถึงแมว คนอื่นเลยพลอยนึกถึงกูไปด้วย หรือไม่ก็กลับกัน นึกถึงกูก็จะนึกถึงแมว”

เหมือนคำตอบพวกนี้จะทำให้ข้าวยำสงบขึ้น เลยไม่โอดครวญหรือตัดพ้ออะไรออกมาอีก

ผมขับรถต่อจนกระทั่งติดไฟแดงจึงได้โอกาสนี้กดโทรหาพี่ชายที่น่าจะอยู่บ้าน

...ไม่รู้ป่านนี้จะนั่งจิบกาแฟอ่านอะไรสักอย่างเกี่ยวกับแมวที่โต๊ะกินข้าว หรืออาจไปถ่ายวีดีโอเก็บภาพบรรดาลูกรักอยู่ก็ได้

สัญญาณเรียกสายดังอยู่หลายครั้ง กว่าพี่วีจะกดรับสาย

‘แปลกนะที่มึงโทรมาในเวลานี้’

“มีเรื่องด่วนน่ะ เดี๋ยวกูจะเข้าไปเอาแมวที่บ้านนะ”

‘จะเอาไปไหน?’

“มีแมวของรุ่นน้องต้องการเลือดด่วน”

พี่วีเงียบไปอึดใจหนึ่งก็พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น ‘ขอกูคุยกับเจ้าแมวหน่อย’

ผมหันไปมองคนข้างๆ “บอกเบอร์มือถือเจ้าของแมวมาหน่อย”

ข้าวยำทำหน้าสงสัย แต่ก็ยอมล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดดูรายชื่อ แล้วบอกตัวเลขสิบหลักให้ฟัง ผมทวนคำพูดให้พี่ชายฟังอีกต่อ พี่วีทวนตัวเลขกลับมาอีกรอบเสร็จ

‘กูจะจัดการเรื่องแมวให้เอง มึงรีบเดินทางมาแล้วกัน’

พี่วีพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนวางสาย ในรถกลับมาเงียบอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบที่ไม่เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือผมรู้สึกถึงสายตาใครบางคนจ้องมองมาตลอด คาดว่าแมวเถื่อนคงสงสัยเรื่องเมื่อครู่ ในเมื่อมันไม่ถาม ผมก็ไม่คิดจะบอกง่ายๆ ความอึดอัดจึงกระจายตัวออกมา สุดท้ายผมก็ต้องหามาเรื่องชวนคุยอยู่ดี

หัวข้อที่ยกมาพูดในตอนนี้ที่สุดคงไม่พ้นเรื่องของแมวที่ต้องการเลือดตัวนั้น

แม้สีหน้าข้าวยำบ่งบอกว่าไม่ค่อยอยากคุยหัวข้อนี้ แต่คงเพราะเกรงใจ หรือไม่ก็เห็นผมเป็นผู้ช่วยเหลือเลยยอมเล่าให้ฟังคร่าวๆ ได้ความว่า

ลูกแมวนั่นซนเกินพิกัดเลยผลัดตกจากระเบียงชั้นสองเมื่อเช้า อาการไม่สู้ดีจนคนในบ้านรีบพามันไปหาหมอ ระหว่างเดินทางก็โทรมาบอกเพื่อนข้าวยำที่เป็นเจ้าของแมวแท้จริงด้วย หนึ่งชั่วโมงถัดมาโทรมาอีกและพูดอะไรบางอย่างที่ทำคนฟังหน้าซีดเผือก หลังวางสายเพื่อนก็พูดด้วยเสียงสั่นๆ ว่าจำเป็นต้องผ่าตัด 

“พอรู้ว่าต้องหาแมวมาช่วยบริจาคเลือดโดยด่วน พวกกูเลยช่วยกันโทรหาทั้งเพื่อนทั้งพี่ที่รู้จัก”

เล่าถึงตรงนี้ข้าวยำดูไม่อยากจะพูดต่อ แต่ก็ยังยอมเล่าให้ฟัง

“คำตอบที่ได้มาดันพุ่งไปที่มึงแค่คนเดียวหมด แต่เพราะไม่รู้ว่ามึงอยู่ไหน พวกกูเลยต้องแบ่งคนไปตามหามึง ตระเวนตามหากับถามหามึงไปเรื่อยจนเจอพี่เต้เข้า พี่เต้ถึงได้โทรไปถามมึงให้”

ผมฟังแล้วก็อยากด่ารุ่นน้องว่าโง่สักคำ

แทนที่จะขอเบอร์ผมจากใครสักคนแล้วโทรหาเองตั้งแต่ต้นก็จบ นี่ดันไปตามหาด้วยตัวเองกับไปถามหาผมจากคนอื่นให้เสียเวลาอยู่ได้ตั้งนาน แล้วไม่รู้ไปถามหาท่าไหน คนอื่นถึงไม่เฉลียวใจโทรมาหาผมแบบเต้กัน

คิดแล้วก็เผลอถอนหายใจออกมา พอดีกับรถติดยาวข้างหน้า หลังดึงเบรกมือแล้วก็แบมือออกมารอ

“อะไร?” คนมองทำหน้าไม่เข้าใจ

“เอามือถือมึงมา”

“เอาไปทำไร”

“เอามาเหอะน่า”

ข้าวยำลังเล แต่ยอมเอาออกมาวางบนมือผม ได้มาแล้วก็ติดล็อกหน้าจออีก แต่ผมเคยเห็นมันปลดล็อกหน้าจออยู่บ้างเลยพอจำได้

“มึงคิดทำอะไร!”

เจ้าของมือถือจ้องผมเขม็ง ทำท่าจะแย่งโทรศัพท์ที่ปลดล็อกหน้าจอแล้วคืน ผมโยกของในมือออกห่าง แล้วรีบกดเลขสิบหลักที่จำได้ขึ้นใจลงไป เสร็จแล้วก็กดปุ่มโทรออกทันเวลาโดนชิงของไปจากมือพอดี

ผมหยิบโทรศัพท์ของตัวเองที่กำลังมีเสียงเรียกเข้าขึ้นมากดตัดสาย แล้วพูดบอกคนกำลังส่งสายตาหวาดระแวงมาให้เสียงเรียบ แต่ในใจนี่แทบจะร้องเยส

“นั่นเบอร์กู บันทึกไว้ด้วยล่ะ คราวหน้าจะได้ไม่ลำบากแบบนี้อีก”

ข้าวยำขมวดคิ้ว “ทำไมกูต้องมีเบอร์มึงด้วย”

“ถ้าอยากโง่วิ่งตามหากูแบบวันนี้อีกก็เรื่องของมึง”

คนฟังชำเลืองมองผมแวบหนึ่ง แล้วจำยอมกดบันทึกเบอร์ แต่บันทึกชื่อว่าอะไรนั้น ผมที่ปลดเบรกมือ แล้วกำลังขับรถตามคันข้างหน้าไม่ทันได้ดู

...มันต้องมีอะไรสักอย่างแน่ๆ

ไม่งั้นแมวเถื่อนคงไม่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่หลังเก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกงแบบนี้หรอก

ผมลอบเขม่นมองคนหน้าหนีไปยิ้มอารมณ์ดีให้กระจกรถ แต่เพราะรู้ดีว่าถามไปแมวเถื่อนคงไม่ยอมบอกหรอก ก็ได้แต่แอบรู้สึกขัดใจอยู่เงียบๆ คนเดียว

หึ…ไว้ผมค่อยหาโอกาสแอบดูเอาเองก็ได้ 

############
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-11-2018 10:17:26 โดย KatzeP »

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
นายพรานวางกับดัก2 : ไม่มีทาง

“เมี้ยวๆๆๆๆ”
“แง้วๆๆๆ”
“มาวๆๆๆ”

เสียงประท้วงสามสไตล์ดังประสานจนทำผมปวดหัวตุบๆ พอได้โอกาสติดไฟแดงถึงหันไปมองเบาะหลังที่มีกรงแมวถึงสี่ใบเรียงติดกันเต็มพื้นที่

“หัดสงบปากสงบคำเหมือนแปดบ้างได้ไหม!”

ผมพูดดุอย่างเหลืออด แถมยังยกตัวอย่างพี่ใหญ่สุดของกลุ่มอย่างแปดที่สงบเสงี่ยมนอนหมอบเรียบร้อยตั้งแต่ขึ้นมาอยู่บนรถ แต่แมวโตเต็มวัยอีกสามตัวเชื่อฟังหัวหน้าอย่างผมซะที่ไหน หุบปากได้ไม่นานก็พากันส่งเสียงร้องหนวกหูอีกแล้ว

“จะไฟเขียวแล้ว”

ข้าวยำพูดเตือน ผมเลยได้แต่กัดฟันข่มความหงุดหงิด แต่ไม่วายพูดคาดโทษสามตัวหนวกหูด้านหลัง

“ไปเจอหน้าหมอก็ร้องให้ได้อย่างนี้นะ กูจะรอดู!”

“...ตัวที่นอนเงียบตลอดชื่อแปดเหรอ แล้วตัวอื่นล่ะ”

ผมเหลือบมองคนข้างตัวด้วยความแปลกใจเล็กน้อย เลยได้เห็นแมวเถื่อนกำลังหันไปดูสิ่งมีชีวิตที่อยู่ด้านหลังด้วยท่าทางสนอกสนใจน่าดู

ไม่รู้ว่าหันมองตามผม หรือหันไปสนใจตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

“สิบสี่ สิบหก สิบเจ็ด สามหมายเลขนี้เป็นจอมโวยวายของบ้าน” 

ข้าวยำหันกลับมามองผมด้วยสีหน้าแปลกๆ “นั่น...ชื่อแมวเหรอ”

“เออ”

“ใช้ตัวเลขแทนชื่อเนี่ยนะ?”

ไฟเขียวซะก่อนผมเลยไม่ได้ตอบทันที หลังขับเลยสี่แยกมาเล็กน้อยก็พูดต่อด้วยเสียงแอบปลงตก

“ใช้ลำดับตัวเลขนี่แหละดีแล้ว ดีกว่าต้องมานั่งคิดชื่อแมวทุกตัวที่พี่กูอุ้มเข้าบ้าน แล้วต้องมานั่งไล่จดจำว่าแมวตัวไหนชื่ออะไรอีก เหอะๆ ได้ปวดหัวตายกันก่อนพอดี”

“...บ้านมึงเลี้ยงแมวไว้กี่ตัวกันแน่”   

ผมทำหน้านึก “ถ้าจำไม่ผิด พี่วีพึ่งพายี่สิบเอ็ดเข้าบ้าน”

คนฟังทำหน้าอึ้ง “มีถึงยี่สิบเอ็ดตัวเลยเรอะ!”

“เปล่า ห้าหมายเลขแรกแก่ตายไปแล้ว หกถึงสิบสองก็เป็นสว. ยกเว้นแปด...เจ้านี่เป็นลูกโทนของแปดตัวก่อนเลยได้สืบทอดชื่อมาจากแม่ที่ป่วยตายไปเมื่อหลายปีก่อน”

“สว.คืออะไร?”

“สูงวัย แมวที่อายุเกินสิบปีไปแล้วถือว่าเป็นสว.กันทั้งนั้น”

“อ้อ...ทั้งที่บ้านมึงมีแมวเยอะขนาดนั้นแล้วทำไมพี่มึงถึงบอกให้เพื่อนกูหาแมวตัวอื่นมาเผื่อไว้ด้วยล่ะ”

บอก?

ผมทำหน้านึกว่าพี่วีไปบอกเมื่อไหร่ เมื่อกี้ไปที่บ้านก็ไม่เจอตัว เจอแค่แม่บ้านกับแมวสี่ตัวที่อยู่ในกรงเตรียมพร้อมขนย้ายขึ้นรถได้ทุกเมื่อ...อ้อ สงสัยคงบอกตอนที่ขอเบอร์ไปคุยล่ะมั้ง ส่วนข้าวยำคงรู้เพราะพิมพ์คุยไลน์กับเพื่อนเงียบๆ มาพักหนึ่งแล้ว

เดาได้ไม่ยาก มันคงพิมพ์ไปบอกว่าได้แมวมาแล้วแน่ๆ

“มันเป็นเรื่องที่ต้องคิดนานหรือไง”

เพราะผมเงียบนานเกินไปเลยโดนแมวเถื่อนพูดประชดกลับมาเลย

“ที่บอกให้หาเผื่อ เพราะมีข้อกำหนดให้กับแมวที่จะมาบริจาคเลือดน่ะสิ โดยเฉพาะเรื่อง...”

“ข้อกำหนดอะไร” คนพูดแทรกกำลังขมวดคิ้วทำหน้าจริงจัง

ผมพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายเล็กๆ ยอมอธิบายเรื่องข้อกำหนดก่อน

“ถ้ากูจำไม่ผิดก็มีเรื่องของน้ำหนัก ต้องประมาณ 4-5 กิโลขึ้นไป อายุต้องประมาณ 1-8 ปี สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวหรือโรคติดต่อ ทำวัคซีนครบ ไม่เคยได้รับเลือดจากแมวตัวอื่นมาก่อน ประมาณนี้ล่ะมั้ง”

“แมวมีกรุ๊ปเลือดเหมือนคนปะ?”

“มีแค่ 3 กรุ๊ป...A, B และ AB แต่ส่วนใหญ่แมวในไทยเป็นกรุ๊ป A มากที่สุด”

“แล้วที่โรงพยาบาลไม่มีเลือดสำรองเก็บไว้บ้างเรอะ...ถ้ามีเก็บไว้เหมือนคนก็คงดีนะ”

“ไม่ใช่ไม่มีเก็บ แต่เป็นเก็บไว้ไม่ได้ต่างหาก”

“ทำไมล่ะ?”

“ไม่รู้”

“อ้าว”

คนฟังทำหน้าผิดหวังจนผมเผลอพ่นลมหายใจอีกครั้ง นี่มันคิดว่าผมเป็นกูรูเรื่องแมวหรือไง?

“กูรู้แค่ว่าเลือดแมวเก็บไว้ได้ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น”

“...งั้นเหรอ ต...แต่มีตั้งสี่ตัวยังไงก็ให้เลือดพอแหละเนอะ”

ผมนิ่วหน้าเล็กน้อย เพราะเรื่องนี้สำคัญมากถึงได้อยากบอกตั้งแต่ต้น แต่มันดันพูดขัดขึ้นมาก่อนเลยเผลอพูดสวนกลับไปสั้นๆ อย่างจริงจัง

“ไม่ใช่”

“อะไรไม่ใช่?”

“กูหมายถึงมึงกำลังเข้าใจผิด ลูกน้องสี่ตัวข้างหลังของกูจะให้เลือดได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย”

“ทำไมล่ะ!”

“เพราะเลือดต้องมีความเข้ากันได้ด้วย” ผมเว้นจังหวะแล้วอธิบายต่อ “ด่านสำคัญที่สุดคือ cross matching test แปลเป็นไทยก็ทดสอบความเข้ากันได้ของเลือด ถ้าเลือดของแมวสองตัวเข้ากันไม่ได้ก็จบ แล้วถ้าอยากช่วยชีวิตของแมวอีกตัวไว้ให้ได้ก็จำเป็นต้องรีบหาแมวตัวใหม่มาตรวจ cross match ให้เร็วที่สุด พี่กูถึงได้บอกให้หาแมวเผื่อไว้ก่อนไง”

“หมายความว่าเราต้องไปตรวจครอสแม็กก่อน?”

“อืม ถ้าผลตรวจผ่านถึงจะบริจาคเลือดได้”

“งั้นก็ให้เลือดในทันทีไม่ได้นะสิ!!”

“ใช่”

“เดี๋ยวกูโทรบอกเพื่อนก่อน!”

“ไม่ต้องหรอก กูว่าเพื่อนมึงคงรู้แล้ว”

“ง...งั้นเราจะทำยังไงกันดี!”

“รอไง”

“ในเวลาแบบนี้มึงก็ยังมากวนประสาทกันอีก!”

ผมทำหน้าอ่อนใจยามได้ยินน้ำเสียงโมโหจากแมวเถื่อน ก็ได้แต่อธิบายความคิดของผมให้คนอารมณ์ร้อนฟัง “กูไม่ได้กวนประสาท แต่เราทำได้แค่รอผลตรวจก่อน จะได้หรือไม่ได้ก็ต้องแจ้งบอกเพื่อนมึงรู้ อีกอย่างตอนนี้พวกเพื่อนมึงคงพยายามหาแมวมาเผื่ออยู่นั่นแหละ ถ้ามึงไม่อยากอยู่ว่างๆ ก็ช่วยเพื่อนหาแมวสิ”

คนข้างผมเงียบไปทันที พอชำเลืองมองด้วยความสงสัยก็เห็นมันกำลังกดพิมพ์ไลน์ยิกๆ

เฮ้อ...แมวเด็กนี่ใจร้อนดีจริงๆ

หลังขับรถได้ระยะทางหนึ่งก็มาถึงโรงพยาบาลสัตว์ใกล้บ้านที่สุด แน่นอนว่าแมวบ้านผมเป็นคนไข้ประจำของที่นี่ พอรถเข้าที่จอดเรียบร้อยคนที่นั่งก้มหน้ามาตลอดก็เงยหน้าขึ้นมากวาดสายตาดูทิวทัศน์นอกกระจก ก่อนจะทำหน้าตาตื่นขึ้นมาทันที

“ไม่ใช่ที่นี่!”

“ทำไมจะไม่ใช่”

“แมวเพื่อนกูไม่ได้อยู่ที่นี่!”

“เพื่อนมึงกำลังพาแมวป่วยมาที่นี่ไง” ผมดับเครื่องยนต์ กำลังจะเปิดประตูเตรียมลงไปขนแมว แต่กลับโดนดึงเสื้อด้านหลังเข้าให้

“เพื่อนกูไม่เห็นบอก”

“เขาคงนึกว่ามึงรู้แล้วมั้ง”

“แต่กูไม่รู้!”

ผมขมวดคิ้วใส่ทันที “พี่วีฝากแม่บ้านบอกกูไว้ มึงก็อยู่ด้วยไม่ได้ฟังเลยหรือไง”

คนฟังทำหน้าเจื่อนทันที ดูท่าคงไม่ได้สนใจฟังจริงๆ หรือไม่ก็คงคิดว่าผมกับแม่บ้านคุยเรื่องอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเองเลยไม่ได้สนใจฟัง คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ

“แมวเพื่อนมึงไปตรวจที่โรงพยาบาลสัตว์ใกล้บ้านที่มีเครื่องมือไม่พร้อม สุดท้ายก็ต้องย้ายแมวไปโรงพยาบาลอื่นอยู่ดี” ผมว่าอย่างใจเย็น “โชคดีตอนพี่วีโทรไป แมวกำลังจะถูกย้ายขึ้นรถ พี่กูเลยแนะนำให้มาที่นี่ เพราะมีเครื่องมือพร้อมกว่า มีห้องแล็ปสำหรับตรวจเลือดด้วย ถ้าเข้าใจแล้วก็รีบลงมาช่วยกูหิ้วกรงแมวเร็วๆ”

หลังช่วยกันหิ้วกรงแมวเต็มสองมือเข้าไปในโรงพยาบาลสัตว์ก็แว่วเสียงเรียกที่ค่อนข้างคุ้นหู

“น้องภู! ทางนี้ๆ”

แอบรู้สึกกระดากใจกับคำนำหน้าชื่อที่เพื่อนพี่ชายไม่ยอมเลิกเรียกสักที ผมเดินนำหน้าไปหาผู้หญิงสวมเสื้อกราวน์สีขาวที่แจกยิ้มสดใสมาให้

“สวัสดีครับพี่อิง”

“จ้าๆ มาทางนี้เลย วีโทรมาบอกพี่ไว้ก่อนแล้วล่ะ” พูดถึงตรงนี้ก็ย่นจมูก พูดบ่นให้ผมฟังทันที “วันนี้ไม่ใช่วันทำงานของพี่เลยนะ แต่วีกลับโทรไปบังคับให้พี่มาทำงาน!”

ถึงคุณหมอสัตว์คนนี้จะบ่นไม่หยุด แต่สองเท้าของเธอก็ยังก้าวไวจนผมเกือบตามไม่ทัน พอหันไปมองข้างหลังอย่างเป็นห่วงก็พบว่าแมวเถื่อนของผมเดินตัวปลิวตามมา ข้างๆ มีผู้ช่วยสัตวแพทย์ร่างใหญ่ช่วยหิ้วกรงแมวให้เรียบร้อย

อ้าว นั่น...

ผมรีบผงกหัวทักทายเพื่อนพี่วีอีกคนทันที อีกฝ่ายก็ส่งยิ้มบางๆ กลับมาให้อย่างมีไมตรี...ถ้าผมจำไม่ผิดพี่วีรู้จักผู้ช่วยสัตวแพทย์คนนี้ตอนไปฝึกงานที่โรงพยาบาลสัตว์ อ่า ดูท่าทาสแมวนามวาวีจะเป็นห่วงเจ้านายของตัวเองมากถึงขั้นเรียกเพื่อนที่ไว้ใจได้มาเลยทีเดียว

พอเปิดประตูห้องเข้าไปก็เจอพี่ชายตัวเองสวมเสื้อกราวน์กำลังเตรียมอุปกรณ์อยู่ก็เผลอชะงักเท้าจนแมวเถื่อนเดินมาชนหลัง

“หยุดเดินทำไมวะ!”

ผมเดินต่อทั้งที่จ้องพี่วีเขม็ง อีกฝ่ายเหมือนรู้ถึงสายตาผมถึงได้หันมามองแล้วยักคิ้วให้

“...อย่าบอกว่าทุกครั้งที่พี่พาแมวมาโรงพยาบาลคือพี่มาตรวจแมวเองด้วยน่ะ”

“เปล่า วันนี้กูแค่มาเป็นผู้ช่วยหมออิงเฉยๆ”

ผมมองพี่วีสลับกับหมออิงไปมา แล้วคาดเดาได้ทันทีว่าเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยสองคนนี้ทำไมมาอยู่ที่นี่พร้อมกันได้

“พี่อิงคงยื่นเงื่อนไขว่า ถ้าพี่วีมาช่วยงานด้วยก็จะยอมมาทำงานให้สินะ”

“น้องกูฉลาดใช่ไหมล่ะ” พี่วีหันไปยักคิ้วให้เพื่อนทั้งสอง “น่าเสียดายที่ภูไม่ยอมเรียนสัตวแพทย์ทั้งที่คะแนนก็ถึงแท้ๆ”

ผมกรอกตาอย่างเบื่อหน่าย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่พี่ชายจะเลิกพูดถึงเรื่องนี้

พอวางกรงแมวลงบนโต๊ะไม้ใกล้ๆ แอบยิ้มเยาะให้สองตัวหนวกหูที่ตอนนี้หุบปากปิดสนิทตั้งแต่มาถึงโรงพยาบาลสัตว์ อยากกระซิบท้าพวกมันใจจะขาดว่าโวยวายต่อสิเป็นบ้า ติดที่ว่ามีทาสแมวประจำบ้านอยู่ด้วยนี่สิ เอาเถอะ ผมผละจากกรงแมวเดินไปดึงมือแมวเถื่อน ลากตัวมันออกจากห้องโดยไม่สนใจเสียงเรียกของพี่ชายที่คงอยากให้มาช่วยจับแมว

เรื่องอะไรจะยอมอยู่ต่อ ในเมื่อมีทั้งหมอทั้งผู้ช่วยพร้อมขนาดนั้น

“ไม่ต้องอยู่รอเหรอ” น้ำเสียงข้าวยำฟังดูสงสัย

“จะอยู่ไปทำไม ขับรถออกไปหาอะไรกินฆ่าเวลาสักสองชั่วโมงค่อยกลับมาฟังผลดีกว่าอีก”

แต่เพราะไม่รู้จะไปไหนดี ทางเลือกของพวกผมเลยจบที่ห้างสรรพสินค้าที่มีร้านอาหารมากมายให้เลือกเดินดูว่าจะกินอะไรดี เดินวนอยู่สองรอบก็จบที่ร้านอาหารญี่ปุ่นแบบบุพเฟ่ต์ มีเตาสำหรับย่างเนื้อกินได้เป็นหลุมอยู่กลางโต๊ะ

พอของที่สั่งมาถึงโต๊ะ ข้าวยำก็รีบคีบเนื้อสดวางจนเต็มเตาย่างทันที สายตาไม่ยอมละออกจากเตาเลยสักนิด แถมยังถือตะเกียบรอจ้วงเนื้อที่สุกแล้วเต็มที่อีก

...สมแล้วที่แมวเป็นสัตว์กินเนื้อ

ผมยกแก้วชาเขียวเย็นขึ้นจิบ พอเห็นเนื้อชิ้นหนึ่งสุกก็ขยับมือคีบตัดหน้าให้แมวบางตัวมองค้อนใส่

“อ๊ะ กูให้ก็ได้” 

ผมยื่นมือเอาเนื้อย่างในตะเกียบไปวางบนจานตรงหน้าข้าวยำ มันขมวดคิ้วมองเนื้อที่สุกแล้วในจานสลับกับหน้าผมอยู่ครู่หนึ่งก็ยอมคีบเนื้อย่างชิ้นนั้นใส่ถ้วยน้ำจิ้มแล้วเอาเข้าปาก ท่าทางเคี้ยวอย่างมีความสุขมากของแมวเถื่อนทำผมยิ้มตามออกมาจนได้ แถมยังทำให้ผมเจริญอาหารอีกต่างหาก

หลังกินไปสักพักผมก็อดถามคนที่ตั้งหน้าตั้งตากินไม่ได้

“มึงชอบเนื้อย่าง?”

คนกำลังเคี้ยวแค่พยักหน้าให้ดู รายนี้คงเอาแต่ขยับปากกินอย่างเดียวจนกว่าจะอิ่มแน่ ผมเลยปล่อยให้แมวเถื่อนกินต่อไป ส่วนในใจเริ่มวางแผนการบางอย่าง...เช่น พาแมวเถื่อนไปละลายพฤติกรรมต่อ

ไม่เลวๆ ถือโอกาสทำความคุ้นเคยไปด้วย มันจะได้เลิกวิ่งหนีผมสักที

-------------

“อ่า อิ่มเป็นบ้า!”

ผมมองคนเดินเคียงข้างที่กำลังใช้มือลูบพุงที่ป่องออกมาเล็กน้อย นี่ถ้ามันไม่อิ่มผมก็ไม่รู้จะเลี้ยงมันไหวหรือเปล่า...อืม ต้องจำเอาไว้ว่ามันเป็นแมวเถื่อนกินจุ สมควรพามาเลี้ยงแบบบุฟเฟ่ต์อย่างยิ่ง

“เพื่อนกูไลน์มาบอกว่าถึงโรงพยาบาลตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อนแล้ววะ แต่พวกมันก็บ่นๆ กันด้วยว่าได้แต่นั่งรออย่างเดียว”

“งั้นดีแล้วที่เรามาที่นี่” ผมว่า มองข้าวยำที่มีสีหน้าเห็นด้วยก็ถือโอกาสถามความเห็น “จะไปไหนต่อดีล่ะ”

“ไม่รู้วะ”

“ดูหนังไหม?”

“ไปตอนนี้อ่ะนะ? กูคงได้หลับคาโรง”

“งั้นไปหาอะไรเล่นกัน”

“ไม่เอาแบบที่ขยับมากนะ เดี๋ยวกูจุก”

ผมพยักหน้ารับรู้ นำทางมาโซนเกมหยอดเหรียญในห้างแทน หลังแลกเหรียญไว้หยอดเรียบร้อยผมก็ปล่อยแมวเถื่อนเลือกเกมที่มันอยากเล่น เล่นตู้นี้เสร็จก็ย้ายไปเล่นตู้อื่นบ้าง เจอทั้งเกมที่ต้องช่วยกันเล่น เกมที่ต้องแข่งกันเอง บางเกมก็ต้องรอต่อคิวจากคนอื่น และเจอกระทั่งตู้เกมที่มีเด็กวัยมัธยมมาสิงสถิตประจำเลยไม่มีโอกาสได้เล่น แต่ผมกับข้าวยำก็ไม่ได้สนใจนัก ไม่ได้เล่นก็ไม่เป็นไร

“เหลือสองเหรียญสุดท้ายแล้ววะ” ข้าวยำแบมือให้ดู

“ไปแลกเพิ่มไหม?”

แมวเถื่อนรีบส่ายหน้า แถมยังบ่นผมอีก “มึงแลกมาตั้งสองร้อย มากเกินพอแล้ว...ไปเล่นนั่นดีกว่า”

ผมมองตามนิ้วชี้เจอตู้เกมคีบตุ๊กตาเข้าถึงกับชะงักด้วยความคาดไม่ถึงว่าคนข้างตัวผมมันคิดจะเล่นของแบบนั้นด้วย

“อ๊ะ นี่เหรียญของมึง”

ข้าวยำส่งเหรียญหนึ่งให้ ผมเดาว่าคงให้ผลัดกันคีบคนละตู้ เราสองคนเดินหาตุ๊กตาที่อยากคีบจนกระทั่งผมเห็นตู้ที่มีตุ๊กตาแมวหน้าตากวนบาทา แต่ดูๆ ไปก็น่ารักดีเลยจัดการหยอดเหรียญ พยายามคีบตุ๊กตาตัวที่ว่าดู หลังคีบขึ้นมาได้ก็ยืนลุ้นว่ามันจะถึงช่องปล่อยตุ๊กตาหรือเปล่า

อีกนิดๆ อย่างพึ่งร่วงนะโว้ย

และก็พลัดหล่นในช่องปล่อยตุ๊กตาพอดีเรียกได้ว่าฟลุ๊คทีเดียว ผมก้มไปหยิบตุ๊กตาขึ้นมามองหน้า แล้วแอบหัวเราะเบาๆ เจ้าตัวนี้ทำให้ผมนึกถึงใครบางคนที่ไม่รู้ว่าคีบตุ๊กตาได้หรือยัง พอมองหาก็พบว่ามันกำลังถอนหายใจอยู่ห่างออกไปค่อนข้างมาก จากท่าทางคงคีบไม่ได้แน่

ระหว่างกำลังเดินไปหาผมเห็นแมวเถื่อนหยิบมือถือมาดู มันยิ้มแฉ่งรีบกดรับสายทันที

เพื่อนมันเรอะ?...ไม่น่าจะใช่  เพราะถ้ามีข่าวดี  มันต้องคุยโทรศัพท์ก่อนถึงยิ้มสิ

พอเดินเข้าไปในระยะได้ยินเสียงก็ยิ่งแน่ใจว่าข้าวยำไม่ได้คุยกับเพื่อนแน่ๆ

“อ่า อยู่โซนเกมในห้างน่ะ...เปล่านะ ผมมากับรุ่นพี่ต่างหาก...ก็เรื่องแมวอย่างที่บอกนั่นแหละ พี่เขาเป็นเจ้าของแมวไง...ยังครับ ต้องรอผลตรวจเลือดแมวก่อน เลยมาหาอะไรทำที่ห้างน่ะ”

ผมขมวดคิ้วเพราะเริ่มจดจำน้ำเสียงและท่าทางแบบนี้ได้

...คุยกับแฟนสินะ

จู่ๆ ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา ทั้งที่รู้ว่ามาทีหลังแต่ก็ยังไม่พอใจที่มีคนมายุ่งย่ามกับแมวของตัวเอง ไม่ถูกสิ อีกฝ่ายก็แค่ว่าที่เจ้าของเก่า ผมต่างหากที่จะเป็นเจ้าของคนปัจจุบันและในอนาคตด้วย...

“นอกใจกับรุ่นพี่ที่มาด้วยน่ะเหรอ? กับพี่ภูเนี่ยนะ ฮ่าๆๆ ไม่มีทาง”

คิ้วผมกระตุกทันทีที่ได้ยินคำพูดล่าสุด อ้อ...ไม่มีทางเลยสินะ

ผมยิ้มเหี้ยมใส่ด้านข้างคนที่ยังเอาแต่คุยโทรศัพท์โดยไม่รับรู้ถึงตัวตนของผมด้วยซ้ำ...ดูเหมือนแผนละมุนละม่อมที่เคยคิดเอาไว้คงไม่มีโอกาสได้เอามาใช้แล้วล่ะ

“ครับๆ...ไว้คืนนี้โทรหานะครับ”

ข้าวยำวางสายทั้งที่ใบหน้าแต้มไปด้วยรอยยิ้มมีความสุข พอมันทำท่าจะหันมา ผมก็รีบปรับสีหน้าเป็นนิ่งเฉย แล้วทำเป็นพึ่งเดินเข้าไปหาแทน

“คีบได้ด้วยเรอะ!”

ผมก้มมองตามนิ้วชี้ของมัน เห็นตุ๊กตาที่ถูกบีบแน่นในมือตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ก็รีบผ่อนแรงทันที

“แล้วมึงล่ะ”

“ไม่ได้น่ะสิ” มันชูสองมือเปล่าว่างๆ ให้ดู แล้วเมียงมองตุ๊กตาในมือผมเป็นระยะ “เอ่อ...กูขอได้หรือเปล่า”

ผมเลิกคิ้วขึ้นสูง “มึงอยากได้?”

ข้าวยำรีบพยักหน้า แล้วแย้มยิ้มบอก “กูอยากเอาไปให้แฟน”

ถ้อยคำช่างกระแทกใจอย่างแรง บัดนี้ในใจผมชักอยากเจอ ‘แฟน’ ข้าวยำแล้วสิ

“นะๆ ยกตุ๊กตาให้กูเถอะ”

นาทีนี้ต่อให้เจอลูกอ้อนของแมวเถื่อนคำตอบก็มีแค่...

“ไม่!”

“เฮ้ย ทำไมอ่ะ”

“กูไม่อยากให้มึงตอนนี้”

“แล้วจะให้ตอนไหน?”

ผมทำหน้ายียวนใส่ “หลังมึงเลิกกับแฟนเป็นไง”

เท้าของผมถูกแมวเถื่อนกระทืบใส่ทันที ตามด้วยเสียงโมโหที่แสนคุ้นเคย

“อย่ามาแช่งนะโว้ย!” 

“กล้าเหยียบเท้ากูอีกแล้วนะ”

“กูกล้าแล้วทำไม!” ข้าวยำทำหน้าโกรธมาก “และเพราะมึงนั่นแหละ ทำกูกับแฟนทะเลาะกัน!”

“พวกมึงทะเลาะกันแล้วเกี่ยวอะไรกับกู?”

“ถ้ามึงไม่ทำรอยบนตัวกู มันก็ไม่มีเรื่องหรอกโว้ย!”

แมวเถื่อนพูดแค่นั้นแล้วบอกสั้นๆ ห้วนๆ ว่าจะกลับไปโรงพยาบาลสัตว์ ผมเองก็หมดอารมณ์อยู่ต่อเลยไม่คัดค้าน พอพวกเรากลับถึงโรงพยาบาลก็เจอพี่วีกำลังยืนคุยกับใครสักคนที่ถือกรงแมวอยู่ห่างๆ ตอนเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นว่าพูดคุยกันจบแล้วเลยเข้าไปหาพี่ชาย ยัดตุ๊กตาตัวที่จับได้ใส่มือทาสแมวนามวาวีต่อหน้าต่อตาใครบางคน แมวเถื่อนเลยยิ่งหงุดหงิดจนเกือบจะกระทืบเท้าเดินไปหาเพื่อนของมันที่นั่งกันด้านในตัวอาคารอยู่แล้ว

“...อะไรเนี่ย?”

ผมเลื่อนสายตากลับมามองพี่วีอีกครั้ง แล้วตอบกลับไปง่ายๆ

“มึงชอบทุกอย่างที่เป็นแมวไม่ใช่เรอะ กูเลยยกให้”

“อ้อ ขอบใจ...” คนได้รับของฝากจ้องตุ๊กตาแมวแล้วขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด

“งั้นป้าไปก่อนนะวี”

“อ่ะ ครับๆ ขอบคุณมากนะครับที่มาช่วยกัน”

ผมเห็นพี่วียกมือไหว้ก็รีบยกมือตาม คุณป้ายิ้มรับอย่างแจ่มใส เดินหิ้วกรงแมวจากไปได้ไม่นานก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่คาดว่าไม่ลูกชายของแก ก็อาจเป็นหลานชายเดินเข้ามาหาช่วยถือกรงแมวให้

“...ใครน่ะ”

“ป้าเจ้าของแมวที่กูรู้จัก เขาเอาแมวมาช่วย”

อ้อ มาช่วยบริจาคเลือดสินะ

ผมละสายตาจากป้าเจ้าของแมวที่ว่ามามองพี่ชายจึงเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่จดจ้องตุ๊กตาแมวไม่เลิกก็อดพูดประชดไม่ได้

“มึงจะจ้องให้ทะลุเลยหรือไง”

ตุ๊กตาตัวที่ผมจับได้มันแปลกนักหรือไง!

“ก็กูสงสัย...มึงอยากกระทืบกูใช่หรือเปล่า ถึงได้ให้เจ้านี่มาเป็นการบอกอ้อมๆ” พี่วีว่า แววตามีแต่ความกังขา “นี่กูไปทำอะไรให้มึงไม่พอใจตอนไหนเนี่ย?”

“...” บางครั้งผมก็สงสัยระบบความคิดของพี่ชายตัวเองเหมือนกัน

“วี...อ้าว กลับมาแล้วเหรอน้องภู”

ผมรีบหันไปยิ้มให้พี่อิง แล้วถือโอกาสถามผลตรวจที่คงออกมาตั้งแต่สามชั่วโมงก่อน หรือก็คือในช่วงที่ผมกับข้าวยำเล่นเกมจนลืมเวลา

“อ้อ เลือดของแปดเข้ากับเปเปอร์ได้ แต่มันไม่พอน่ะสิเลยต้องหาแมวเพิ่ม นี่ดีที่เจอแมวเลือดเข้ากันได้อีกตัว เท่านี้ก็พอช่วยลูกแมวตัวนั้นแล้วล่ะ”

“เปเปอร์?” ผมทวนคำที่ไม่คุ้นหู

“ชื่อแมวตัวที่เจ็บมาไง แมวของรุ่นน้องเราที่ตกระเบียงจนกระดูกซี่โครงหักทิ่มปอดน่ะ” พี่วีเป็นคนบอกแล้วโบกมือไล่ “หลังจากนี้ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหมออิง ส่วนมึงก็กลับไปได้แล้ว ไล่พวกเด็กๆ ที่ไม่ใช่เจ้าของแมวกลุ่มนั้นกลับไปด้วย อยู่ไปก็เกะกะเปล่าๆ”

ผมปรายตามองกลุ่มรุ่นน้องที่ว่าแล้วถอนหายใจ “ถ้าเจ้าของแมวไม่กลับ เด็กพวกนั้นก็คงปักหลักอยู่เป็นเพื่อนที่นี่เนี่ยแหละ เพราะงั้นพวกพี่ไปบอกเองดีกว่า...แล้วจะให้ผมพาแมวกลับบ้านหรือพี่วีจะเป็นคนเอากลับเอง?”

“มึงเอากลับสิ ให้อยู่ที่นี่ต่อก็เครียดเปล่าๆ เอาแปดกลับไปด้วย”

“เรียบร้อยแล้ว?”

“เออ” หลังตอบสั้นๆ พี่วีก็ยกมือมาวางแปะบนหัวผม แล้วจับโยกไปมา “ถ้ากูเผลอทำมึงอารมณ์เสียก็ขอโทษด้วยแล้วกัน”

ผมมองแผ่นหลังของทั้งคู่เดินจากไปคุยกับกลุ่มรุ่นน้องเงียบๆ แอบรู้สึกผิดที่ทำพี่วีเข้าใจผิด ขณะเดียวกันเพียงหนึ่งประโยคจากคนเป็นพี่ชายก็ช่วยช่วยให้อารมณ์ที่ขุ่นมัวมาระยะเวลาหนึ่งของผมกลับจางหายไปเกือบหมด

“...คืนนี้ค้างที่บ้านดีกว่ามั้ง”

จะได้อยู่แก้ไขความเข้าใจผิดกับพี่วีด้วย...

ระหว่างกำลังคิดเรื่องพี่ สายตากลับไปสบปะทะกับคนที่ก่อนหน้านี้ทะเลาะกันมา เพียงจ้องตากันครู่เดียว คำพูดน่าโมโหก็หวนกลับมาให้นึกถึงอีกครั้งทันที หัวใจของผมเจ็บจี๊ดอย่างกับโดนเข็มเล็กๆ หลายสิบเล่มทิ่มแทงใส่

ไม่มีทางงั้นเรอะ

ผมกัดฟันข่มอารมณ์หงุดหงิดที่เริ่มก่อตัวมากขึ้น และยิ่งเห็นมันเบือนหน้าหนีไปก่อน ผมก็ยิ่งโมโหหนักกว่าเดิม
อยากไม่มีทางนักใช่ไหม...ก็ได้

ผมหมุนตัวก้าวเท้ายาวๆ ไปตามทางที่มุ่งตรงไปหาแมวสี่ตัว พลางคิดมาดหมายอย่างแรงกล้า

กูจะทำให้มึงไม่มีทางพูดคำนี้ออกมาอีกเลยให้ดู!

############
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-06-2017 22:10:56 โดย KatzeP »

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3494
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
พี่ภูจะใช้แผนอะไรจับแมวเถื่อนนะ จะรออ่านนะคะ

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
นายพรานวางกับดัก3: กับดักในน้ำผลไม้

เพราะเมื่อวานผมกลับไปนอนบ้านมาคืนหนึ่ง แต่แทนที่จะได้อยู่อย่างสงบ กลับโดนพี่ชายลากตัวไปช่วยงานเอกสารกองสูงเป็นตั้ง กว่าโดนปล่อยตัวกลับมหาวิทยาลัยเวลาก็ปาไปช่วงเย็นของวันนี้แล้ว   

ผมเดินหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังขึ้นหอพักนักศึกษา ของในมือพวกนี้ขนมาจากบ้านโดยตรง เป็นของกินทั้งนั้น มีทั้งอาหารเย็น แล้วก็พวกขนมทั้งหลายที่พี่วีให้เอาไปกินกับเพื่อนๆ อ้อ มีผลิตภัณฑ์จากกิจการที่บ้านด้วย พี่วีอีกนั่นแหละที่ฝากมาให้ทดลองชิมกันดู ถ้ากระแสตอบรับดีอาจได้ไวน์ผลไม้แบบใหม่ไปวางขายเพิ่ม

ในฐานะหุ้นส่วนคนหนึ่ง เมื่อมันเป็นผลดีผมก็ไม่ขัดอยู่แล้ว

ปัญหามาเกิดเมื่อมาถึงหน้าห้อง สองมือไม่ว่างแบบนี้ แถมผมขี้เกียจวางของลง เลยใช้เข่ากระแทกประตูห้องแทนการเคาะ เสี่ยงดวงเอาว่ารูมเมทน่าจะอยู่ห้อง แล้วโชคก็เข้าข้างเมื่อประตูเปิดออกมา

นัทเลิกคิ้วเล็กน้อย มองข้าวของในมือรอบหนึ่งแล้วถามสั้นๆ “ให้กูช่วยไหม?”

“ช่วยเปิดประตูกว้างๆ แล้วอย่าแกล้งขวางทางก็พอ”

มันหัวเราะเบาๆ ยอมทำตามที่ผมบอกโดยดี ผมเดินเข้าห้อง จัดการวางข้าวของลงบนโต๊ะเขียนหนังสือ แล้วหันไปหารูมเมท กะจะบอกให้อยู่กินข้าวเย็นด้วยกัน แต่กลับเห็นนัทนั่งขอบเตียง เก็บของลงเป้เข้าก่อน

...จะว่าไปช่วงนี้สิ่งของในห้องก็ดูหายไปเยอะเหมือนกัน

พอกวาดตามองรอบห้องอย่างสังเกตอีกครั้งก็พบว่าข้าวของเพื่อนแทบไม่เหลือทิ้งไว้ในห้องแล้ว

“นี่มึงกะย้ายไปอยู่หอแฟนเลยเหรอวะ”

“...มึงกลับมาตอนนี้ก็ดีแล้ว มีคนฝากชวนมึงไปงานวันเกิดที่จะจัดในคืนนี้วะ”

ในเมื่อมันอยากเปลี่ยนเรื่องคุย ผมเลยยอมเปลี่ยนตาม

“วันเกิดใครวะ?”

“ถั่วที่อยู่สาขาโยธา”

ใบหน้าเจ้าของชื่อโผล่เข้ามาในหัวพร้อมกับตัวอักษรเหนือหัวที่เป็นประโยคสโลแกนประจำตัว

“อ้อ ถั่ว ผู้มีสโลแกน ‘น้ำผลไม้ก็เมาได้’ คนนั้นน่ะเหรอ”

“ก็มีอยู่ถั่วเดียวที่ลุกมาค้านรุ่นพี่หัวชนฝาตอนปีหนึ่งว่ายังไงก็ไม่ยอมเอาน้ำที่มีแอลกอฮอล์เข้าปาก...พูดถึงเรื่องนี้กูยังขำอยู่เลย แต่ก็นะ มันแพ้แอลกอฮอล์นี่หว่า แค่มันดื่มน้ำผลไม้แล้วแสร้งทำตัวรั่วเหมือนคนกินเหล้าเมาได้ กูก็ยอมใจมันแล้ว”

นัทขำใหญ่ ผมเองก็ยิ้มตามกับความบ้าที่เป็นรองแค่สามใบเถา...จะว่าไปเหมือนสองอาทิตย์ก่อนถั่วเดินมาพูดเปรยๆ เรื่องงานวันเกิดให้ฟังเหมือนกัน แต่เพราะยังไม่แน่ไม่นอนว่าจะจัดงานดีไหมเลยไม่ได้พูดชวนตอนนั้นนี่หว่า

“แล้วงานนี้ชวนใครไปบ้างล่ะ”

“ก็ชวนหมด” นัทว่า “ใครอยากไปก็ไป อ้อ ยกเว้นปีหนึ่งที่อด เพราะคืนนี้ถือเป็นงานเฉพาะรุ่นพี่วะ”

“ทำไมวะ”

“เห็นว่าถ้าชวนปีหนึ่งมา พวกกลุ่มพี่ว๊ากก็คงอดมาร่วมสนุก”

ผมทำหน้าเข้าใจทันที พลางถามต่อ “แล้วมึงจะไปด้วยไหม?”

“ไปสิ แต่คงโผล่หน้าไปช่วงกลางๆ งาน”

ผมมองนัทรูดซิบปิดกระเป๋าเป้ แล้วถือโอกาสนี้วกกลับมาถามเรื่องเดิมอย่างไม่ยอมแพ้

“มึงจะไม่อยู่หอแล้วเหรอ”

คนถูกถามเงยหน้ามองผม “เทอมหน้ามึงคิดจะย้ายออกจากหอในใช่ไหมล่ะ กูเลยว่าจะออกเหมือนกัน นี่ก็พยายามมองหาห้องพักไว้ก่อน...ไม่คิดว่าจะได้ห้องเร็ว”

ผมทำหน้าประหลาดใจทันที ในเมื่อช่วงเวลาแบบนี้ไม่น่าจะหาห้องพักแถวมหาวิทยาลัยได้แน่ๆ เดี๋ยวก่อนนะ...ความเป็นไปได้อย่างหนึ่งจะผุดเข้ามาในหัว บวกกับบทสนทนาที่เคยคุยกันไว้ แต่ยังไม่มั่นใจเลยลองพูดลองเชิงไป

“นี่มึงคิดจริงจังกับแฟนคนปัจจุบันถึงขั้นขนข้าวของไปอยู่ด้วยเลยเหรอวะ”

นัทแค่ยักไหล่ไม่ได้ปฏิเสธ ผิดกับนิสัยปกติที่ไม่ชอบให้เพื่อนพูดอะไรที่มันดูผูกมัดแบบนี้ให้ได้ยิน

...สรุปว่าผมเดาถูกสินะ แล้วการที่มันขนข้าวของออกไปจนเกือบหมดแบบนี้ คาดเดาได้เลยว่าคงคิดไปอยู่ที่นั่นแบบถาวรแน่แล้ว

“เกินคาดวะ ไม่คิดว่ามึงจะคิดจริงจังกับผู้หญิงสักคนเร็วแบบนี้”

“แล้วมึงล่ะ ช่วงนี้เห็นมีพฤติกรรมแปลกๆ หงุดหงิดก็บ่อย ไปมีปัญหาอะไรกับใครมาหรือไง”

“สังเกตด้วยเหรอวะ”

“ถึงไม่ได้เจอมึงบ่อยเหมือนแต่ก่อน กูก็มองเห็นเหอะ”

“นึกว่าความรักจะทำให้มึงตาบอดมองไม่เห็นเพื่อนไปแล้วซะอีก”

คนโดนแซวขมวดคิ้วเหมือนไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ผมเลยยอมบอกข้อมูลของตัวเองแทนคำขอโทษ

“มีกับแมววะ ทำกูอารมณ์เสียได้ตลอดจนอยากจับบีบคอเขย่าสักหลายๆ ที”

“แมวที่ไหนอีกวะ” นัททำหน้าสงสัย แต่เห็นผมไม่ยอมตอบสักทีก็เลิกสนใจ “ช่างเถอะ กูไปล่ะ”

มองเพื่อนแบกเป้ตรงไปทางประตูแล้วรู้สึกใจหายชอบกล ยังไงก็พักอยู่ห้องเดียวกันมาตั้งแต่เริ่มเข้ามหาวิทยาลัยจนถึงตอนนี้ แล้วก็รู้สึกสังหรณ์ใจ แต่บอกไม่ถูกว่าเป็นเรื่องอะไรจึงได้แต่เรียกเพื่อนไว้ก่อน

“นัท” คนถูกเรียกหันมามอง “ถ้าคืนนี้กูไม่กลับเร็วคงได้มานั่งดื่มด้วยกัน”

นัทยิ้มให้ทันที “จะดวลกับกูเหมือนตอนปีหนึ่งเรอะ”

“มึงจะท้ากูไหมล่ะ”

พวกผมจ้องตากันอยู่พักใหญ่ ก่อนปล่อยเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกันทันที เพราะจนป่านนี้ก็ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ ใครๆ มักบอกว่าเสมอกันอยู่เรื่อย

“กูไปล่ะนะ”

“...เออ” ตอบรับแล้วก็อดอวยพรให้มันไม่ได้ “ขอให้โชคดีนะโว้ย”

“มึงก็ด้วย”

หลังนัทออกไปไม่นาน ประตูห้องผมก็ถูกทุบรัวๆ พอเปิดไปดูหน้าผู้มาเยือนก็เจอกลมยืนหอบอยู่หน้าห้อง ผมเลิกคิ้วรอให้เพื่อนสูดลมหายใจกอบโกยอากาศเข้าปอดพักหนึ่ง ถึงได้ยินธุระที่ทำให้กลมรีบร้อนแบกร่างใหญ่ๆ มาหา

“เกิดเรื่องแล้วโว้ยภู งานนี้ไอ้ถั่วแย่แน่ๆ”

“เดี๋ยวๆ” ผมชักงงว่าคนมีงานวันเกิดคืนนี้จะไปแย่อะไร “มึงค่อยๆ เล่าให้กูรู้เรื่องหน่อย”

กลมดันตัวผมให้เข้าไปในห้อง หลังปิดประตูเรียบร้อย มันก็ลดเสียงพูดลงเหลือแค่ดังกว่ากระซิบเล็กน้อย

“ก็งานวันนี้มันเฉพาะรุ่นพี่ใช่ไหมล่ะ แต่ดันมีคนไม่รู้เรื่องนี้เอาเด็กปีหนึ่งกลุ่มใหญ่ไปช่วยจัดสถานที่น่ะสิ แล้วข่าวมันก็กระจายในหมู่รุ่นน้อง จะให้บอกน้องมันว่างานนี้ไม่ต้อนรับปีหนึ่งก็ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ แต่ถ้าให้น้องมันมาแล้วพวกพี่ว๊ากล่ะจะทำยังไง ตอนนี้ไอ้ถั่วเครียดใหญ่ กูเลยโดนเพื่อนมันวานให้มาหามึงนี่แหละ มึงสนิทกับพวกพี่ว๊ากที่สุดแล้ว ไปช่วยหาทางออกให้เพื่อนหน่อยสิ”

ผมขมวดคิ้ว เพราะคาดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องแบบนี้มาให้ช่วย

“แล้วตอนนี้ถั่วอยู่ไหน?”

-------------

ทันทีที่ผมกับกลมมาถึงร้านนั่งดื่มประจำถิ่นเด็กวิศวะ ก็เจอเจ้าของวันเกิดนั่งห่อไหล่ท่าทางทุกข์ใจอยู่ที่ม้านั่งด้านหน้าร้าน โดยมีเพื่อนที่ผมพอคุ้นหน้า แต่ไม่ได้สนิทอะไรนักอีกคนค่อยนั่งทำหน้ารู้สึกผิดอยู่ข้างๆ

“ตัวการเอาน้องมาก็ไอ้คนที่นั่งสำนึกผิดอยู่ข้างๆ เจ้าของวันเกิดนั่นแหละ”

กลมกระซิบบอก แต่ผมละสายตาจากสองคนด้านหน้าไปมองผ่านประตูที่เปิดอ้าทิ้งไว้ ได้เห็นความวุ่นวายชัดเจน มีแบ่งกำลังคนและงานเป็นกลุ่มๆ ด้วย มองจนแน่ใจว่าคงไม่มีใครในนั้นสนใจพวกผมที่อยู่ด้านนอกแน่แล้วเลยหันกลับมามองเจ้าของงานอีกครั้ง

“ถั่ว” คนถูกเรียกเงยหน้ามองผม “มึงคิดจะทำยังไงต่อ”

“...ไม่รู้วะ”

ถั่วบอกเสียงแผ่ว แล้วก็ก้มหน้ามองพื้นต่อ ปล่อยให้เสียงพูดขอโทษซ้ำๆ ของตัวต้นเหตุลอยผ่านหู

ผมมองเพื่อนต่างสาขาทั้งสองสลับไปมา แล้วอดถอนหายใจไม่ได้

“ก่อนอื่นมึงโทรไปบอกใครสักคนในกลุ่มพี่ว๊ากก่อนดีกว่า” พอผมเริ่มพูดเสียงจริงจัง ทั้งสามคนที่อยู่ใกล้ๆ ก็พร้อมใจหันมองมา “พวกเขาจะได้ไม่โผล่มาที่นี่ให้รุ่นน้องเราเห็น”

“กู...ไม่กล้าโทรบอกวะ”

ผมมองเจ้าของวันเกิดแวบหนึ่งก็เป็นฝ่ายหยิบมือถือขึ้นมาเตรียมจะโทรไปเอง แต่โดนถั่วรั้งแขนไว้ซะก่อน

“กูอยากให้พวกพี่เขามาคลายเครียดนะ เพราะตั้งแต่เข้าช่วงรับน้องมา พวกพี่ว๊ากต่างเก็บตัวกันมาตลอด”

ถั่วพูดหงอยๆ ผมพอเข้าใจบ้างล่ะนะ ยังไงก็เป็นสายรหัสว๊ากเหมือนกัน ปีหน้าผมกับมันก็ต้องไปเก็บตัวแบบนี้เหมือนกัน เพราะงั้นความเห็นใจของมันเลยเพิ่มระดับเป็นสองเท่าล่ะมั้ง

“แต่เรื่องก็เป็นแบบนี้ไปซะแล้ว กูจะทำยังไงดีวะภู”

“...มึงกล้าไล่รุ่นน้องออกจากงานไหมล่ะ?”

ถั่วนิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนส่ายหน้าช้าๆ ให้ผมเห็น “น้องมันไม่ได้ทำอะไรผิด แถมยังมาช่วยตกแต่งสถานที่ให้อีก กูไล่ไม่ลงหรอกวะ”

“กูขอโทษนะถั่ว กูไม่รู้จริงๆ ว่ามึงเชิญพวกพี่ว๊ากเอาไว้ก่อนอ่ะ”

 “มึงหุบปากไปก่อน” ผมหันไปมองคนพูดที่ปกติก็คุยสนุกอยู่หรอก แต่วันนี้ดันทำตัวน่ารำคาญด้วยการพูดขอโทษอยู่ได้ พอเห็นมันหงอยไปอีกคนก็พูดเสียงอ่อนลงอีกหน่อย “กูรู้ว่ามึงสำนึกผิด แต่มาพูดขอโทษตอนนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ดังนั้นมาช่วยกันคิดดีกว่าว่าจะแก้ปัญหายังไง”

“กูคิดไม่ออกวะ” เจ้าของงานซึมไปเลย

ผมเลยหันมองเพื่อนอีกสอง พวกมันต่างส่งยิ้มแห้งๆ มาให้คล้ายกับบอกว่าคิดอะไรไม่ออกเช่นกัน...พึ่งพาไม่ได้เลยสักคนเดียว มองแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ

หันมาพึ่งพาตัวเองคงจะดีกว่าล่ะนะ

ผมยืนครุ่นคิดหาทางออกอยู่นาน จนกระทั่งได้ไอเดียมาอย่างหนึ่ง แต่จะบอกไปเลยก็ยังไงอยู่ อืม..ถามเก็บข้อมูลประกอบการตัดสินใจเพิ่มอีกหน่อยน่าจะดีกว่า

“งั้นกูขอถามหน่อย ถ้าปีหนึ่งมาแบบนี้ พวกพี่ว๊ากต้องไม่มาแน่ๆ เรื่องนี้มึงคงรู้อยู่แล้ว” ผมเว้นวรรคเล็กน้อยรอให้ถั่วคิดประมวลผลตามก่อน ค่อยพูดถามออกไป “มึงจะยอมให้ปีหนึ่งมาร่วมงานคืนนี้หรือเปล่าล่ะ”

“...กูมีทางเลือกด้วยเหรอ”

“สรุปว่ามึงเลือกปีหนึ่ง?”

ถั่วถอนหายใจเฮือกใหญ่ “กูหมดสิทธิ์เลือกไปแล้วต่างหาก”

เมื่อแน่ใจว่าปีหนึ่งได้ร่วมงานแน่ๆ ผมเลยเสนอทางออกที่คิดไว้สักพักให้ฟัง

“งั้นทำไมมึงไม่แบ่งของกินในงานวันเกิดไปให้กลุ่มพี่ว๊ากล่ะ พวกเขาจะตั้งวงฉลองกันเองได้โดยไม่ต้องมางานของมึง”

คนฟังทั้งสามเบิกตากว้างอย่างคาดไม่ถึง ครู่ต่อมากลมรีบพูดสนับสนุนทันที

“จริงด้วย แบบนี้พวกพี่เขาก็ได้คลายเครียดอย่างที่มึงต้องการเหมือนกันนะโว้ยถั่ว”

เจ้าของวันเกิดลุกพรวดขึ้นยืน แถมเผยรอยยิ้มให้ผมเห็นทันที “ขอบใจนะภู”

ผมรีบตะโกนไล่หลังถัวที่รีบเดินกึ่งวิ่งเข้าไปในร้าน

“กูเอาของกินมาจากบ้านด้วยนะ! เดี๋ยวจะเอาเข้าไปสมทบในงาน”

“ได้ๆ” เสียงถั่วตะโกนกลับมา “มึงขนมาฝากไว้ในครัวได้เลย”

ผมละสายตาจากแผ่นหลังถั่ว กำลังจะดึงสายตากลับทางที่อื่นกลับเห็นคนที่ไม่คาดคิดกำลังช่วยคนอื่นติดของตกแต่งอยู่

...มาด้วยหรือเนี่ย

มองน้องรหัสเพื่อนอีกครู่หนึ่ง คำพูดที่ไม่อยากจะจำก็ผุดเข้ามาในหัวให้หงุดหงิดเลยรีบละสายตามาที่คนใกล้ตัวทั้งสอง ทันเห็นคู่นี้กำลังผละเดินไปทางอื่นเลยรีบคว้าไหล่พวกมันคนละข้างทันที สองคนถูกรั้งชะงักกึกแทบจะพร้อมกัน เป็นกลมที่หันมาถามผมด้วยน้ำเสียงหวาดๆ

“เอ่อ...มึงรั้งพวกกูไว้ทำไมเหรอ”

ผมยกยิ้มนิดๆ แต่ตาไม่ได้ยิ้มด้วย ในใจก็เดาได้เลยว่าพวกมันคงเห็นสีหน้าหงุดหงิดของผมเข้า เลยกะจะชิ่งออกห่างแบบเนียนๆ แต่ดันโดนผมจับตัวไว้ซะก่อน ในเมื่ออยากกลัวกันนัก ผมเลยสงเคราะห์ให้ด้วยการพูดเสียงโหดใส่

“ตามกูมาช่วยหิ้วของที่รถหน่อย...ได้ใช่ไหม”

ไม่ต้องรอนาน ผมก็ได้ยินคำว่า ‘ได้’ ชัดเจนเต็มปากเต็มคำทีเดียว 

-------------

งานวันเกิดของถั่วเริ่มในเวลาหนึ่งทุ่มตรง พี่พลเจ้าของร้านใจดีกับรุ่นน้องคณะเดียวกันเป็นพิเศษถึงขนาดยอมให้พวกผมเหมาร้านในราคาเป็นกันเอง แน่นอนว่าคนจ่ายคือเจ้าของงาน แต่ความจริงแล้วคนมางานก็มักให้เงินใส่ซองเป็นของขวัญวันเกิดอยู่ดี เจ้าของงานก็จะเอาเงินที่ได้ไปจ่ายค่าเหมาร้าน ขาดเท่าไหร่ก็ควักของตัวเองไปโปะเพิ่ม

“เพื่อน พี่ น้องทุกคนชูแก้วอวยพรให้เจ้าของงานหน่อยเร็ว!”

เมื่อมีเสียงตะโกนนำ คนได้ยินก็ทำตาม ผมชูแก้วขึ้น พูดประสานเสียงไปกับเพื่อนและรุ่นพี่อย่างเคยชิน

“ยินดีด้วยที่แก่ขึ้นอีกปีแล้ว!”

เหล่ารุ่นน้องที่เพิ่งได้มาร่วมงานวันเกิดที่นี่ครั้งแรกเพียงแค่ชูแก้วขึ้นอย่างเดียว แล้วมองกันเลิ่กลั่กเมื่อได้ยินเสียงตะโกนตามหลัง เห็นภาพแบบนี้แล้วผมก็อดย้อนนึกถึงตอนตัวเองอยู่ปีหนึ่งไม่ได้ และผมกล้าบอกได้เลยว่าครั้งหน้าที่มีงานแบบนี้อีก เด็กพวกนี้จะสามารถพูดประสานเสียงไปพร้อมรุ่นพี่อย่างพวกผมได้แน่นอน

งานเลี้ยงวันเกิดเป็นไปอย่างสนุกสนาน เฮฮาตามประสาเพื่อน พี่ น้องพบปะสังสรรค์กัน และยังเปิดโอกาสให้รู้จักกันมากขึ้นด้วย เจ้าของงานวันเกิดอย่างถั่วถึงกับถือแก้วน้ำผลไม้เดินไปชนโต๊ะนู้นที มาโต๊ะนี้ที ดื่มไปมากๆ ถั่วก็เริ่มออกอาการเดินเซไปมาให้คนเห็นหัวเราะขำ

“อย่ามอมเจ้าภาพอย่างกูเยอะ~ เดี๋ยวจะไม่มีสติไปจ่ายเงินหลังจบงาน~”

ถั่วพูดยางคางจนเรียกเสียงหัวเราะดังกว่าเดิม

เพื่อนของผมคนนี้แสดงออกได้เหมือนคนกำลังเมาน้ำผลไม้จริงๆ จนพวกรุ่นน้องเชื่อสนิทใจ ซึ่งอาการของเด็กปีหนึ่งที่มองรุ่นพี่ของพวกเขาด้วยสีหน้าอึ้ง ทึ่ง ตะลึง งงก็เรียกเสียงหัวเราะให้กับรุ่นพี่ทั้งหลายไม่มีหยุด แต่เหล่าคนโดนหัวเราะกลับเข้าใจว่ารุ่นพี่หัวเราะคนเมาน้ำผลไม้เลยหัวเราะตามโดยไม่รู้อะไรเลย แต่น้องบางคนก็ขี้สงสัยถึงกับตั้งวงถกกันอย่างจริงจัง

“กูว่าในน้ำผลไม้ต้องมีเหล้าผสมไว้แน่ๆ เลยวะ ไปลองชิมกันเถอะ”

เอกับกังหันที่ได้ยินปีหนึ่งพูดพร้อมผมถึงกลับยกแก้วเหล้ามาบังรอยยิ้มขันบนหน้าพวกมันทันที

“เด็กพวกนี้ทำให้กูหวนนึกถึงอดีตเลยวะ ตอนกูก็ไปขอชิมน้ำผลไม้จากแก้วในมือถั่ว แล้วพอรู้ว่าเป็นน้ำผลไม้จริงๆ นี่กูติดสตันเลยนะ ฮ่าๆๆ” เอหัวเราะร่วน

“ถั่วดันแสดงสมบทบาทเกินไปน่ะสิ ใครเห็นก็อดสงสัยไม่ได้ทั้งนั้นแหละ”

ผมยิ้มตามเห็นด้วยกับคำพูดกังหัน เพราะตัวผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ไปพิสูจน์เช่นกัน...

เดี๋ยวสิ แบบนี้แมวเถื่อนก็น่าจะ...

ผมรีบหันไปมองหาน้องรหัสเพื่อน ตามคาดข้าวยำเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ลุกไปชิมน้ำผลไม้ที่วางไว้ที่โต๊ะตัวหนึ่งเช่นกัน แผนชั่วบางอย่างวูบเข้ามาในหัวอย่างฉับพลัน ผมรีบวางแก้วลง บอกไปสั้นๆ

“เดี๋ยวกูมานะ”

ไม่มีเพื่อนคนไหนถามว่าไปไหน สงสัยคงนึกว่าไปห้องน้ำล่ะมั้ง ผมเลยได้ลุกออกไปอย่างสะดวก เป้าหมายของผมไม่ใช่ห้องน้ำ แต่เป็นเจ้าของงานวันเกิดต่างหาก เจอตัวมันปุ๊บก็ดึงมันออกห่างจากคนอื่นเล็กน้อย พลางก้มกระซิบบอกคนแกล้วเมาที่ทำเป็นยืนเซไปมา 

“ช่วยอะไรกูหน่อยสิถั่ว”

คนแสร้งเมาทำหน้างง แต่ครู่เดียวก็ตอบรับโดยไม่ถามอะไรทั้งนั้น น้ำเสียงของมันไม่มีอาการของคนเมาเลยสักนิด ต่างกับตอนพูดยานคางแกล้งทำเป็นเมาโดยสิ้นเชิง

“ได้สิ ตอบแทนที่วันนี้มึงช่วยกู”

 “ถ้าข้าวยำมาหามึงก็เอาน้ำผลไม้ผสมเหล้าดีกรีแรงๆ ให้น้องมันกินหน่อยสิ ทำให้มันชอบจนกินได้หลายๆ แก้วยิ่งดี”

ถั่วทำหน้าแปลกใจทันที “ไหงมึงคิดอยากแกล้งน้องคนนี้ล่ะ”

“ก็เด็กมันทำกูหงุดหงิดเลยอยากแกล้งสักหน่อย แต่กูไม่ไร้ความรับผิดชอบหรอกน่า ถ้าน้องเมาจริงก็ว่าจะพาไปส่งถึงหออยู่แล้ว”

ถั่วทำหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่กว่ายอมผงกหัวให้ “ก็ได้ แต่มึงอย่าลืมพาน้องไปส่งด้วยล่ะ”

ผมยิ้มรับคำด้วยความสมใจ ถั่วคงยังไม่วางใจถึงได้ย้ำมาอีก

“ต้องพาไปส่งจริงๆ ห้ามทิ้งน้องนอนที่นี่จนโดนยุงหามนะโว้ย”

“กูรับปาก”

พอดีมีรุ่นพี่เข้ามาคุยกับถั่ว ผมเลยผละกลับมานั่งที่โต๊ะ แต่ก่อนกลับถึงโต๊ะก็แวะเอาแก้วเหล้าไปเปลี่ยนเป็นน้ำผลไม้เย็นๆ แทน

“มึงลุกไปไหนมาวะ กลับมานี่อารมณ์ดีเชียว” เอเอนตัวมาพาดแขนกับไหล่ซ้ายผม 

“ก็นิดหน่อย”

“ไหงเปลี่ยนมากินน้ำผลไม้แล้วล่ะ”

“กูมีเรื่องต้องทำเลยไม่อยากเมา”

“ทำอะไรวะ?”

“ขับรถไปส่งใครบางคน”

เอนิ่งเหมือนกำลังใช้สมองที่เริ่มแล่นช้าลงประมวลคำพูดของผมอยู่พักใหญ่ ก่อนจะลากเสียงร้องอย่างเข้าใจออกมายาวๆ แล้วปล่อยแขนจากคอผมทันที

“มึงนี่ทำตัวเป็นพี่ที่ดีจริ๊งจริง”

“คิดอย่างนั้นเหรอ”

“เออ! เดี๋ยวกูไปบอกเต้ให้ว่ามึงโคตรพึ่งพาได้เลย”

ผมมองคนกำลังกรึ่มได้ทีแล้วยิ้มเล็กๆ เพราะในใจรู้ดีว่าตัวผมไม่ได้ดีอย่างที่เพื่อนว่ามาเลย โดยเฉพาะคืนนี้...

“สำหรับยำ กูไม่ใช่รุ่นพี่ที่ดีเหรอนะ”

พึมพำเสียงแผ่ว แล้วยกแก้วน้ำผลไม้เย็นๆ รสหวานอมเปรี้ยวขึ้นจิบช้าๆ สายตามองไปทางเหยื่อของตัวเองที่กำลังเดินไปหาเจ้าของงานวันเกิด

มองทุกกิริยาบทตั้งแต่แมวเถื่อนถามเรื่องน้ำผลไม้ในแก้ว มองเจ้าของวันเกิดที่พาแมวเถื่อนไปโต๊ะเครื่องดื่ม แม้ไม่ได้ยินเสียง ไม่ได้เห็นสีหน้าชัดๆ เห็นเพียงท่าทางก็รุ้ว่าเพื่อนผสมเหล้ากับน้ำผลไม้ให้ข้าวยำดื่ม ดูเหมือนเหยื่อของผมจะชื่นชอบของที่ดื่มไปไม่น้อย เพราะหลังจากนั้นข้าวยำก็เดินยิ้มแย้มกลับมาที่โต๊ะแล้วจัดการผสมเหล้ากับน้ำผลไม้เอง

ผมหัวเราะในลำคอ มองดูเหยื่อติดกับดักที่กำลังพูดแนะนำเครื่องดื่มให้เพื่อนฟัง หลังจากนั้นก็เห็นมันกระดกดื่มเข้าไปหลายแก้วทีเดียว

นั่งรอให้ถึงเวลาพาใครบางคนกลับอย่างใจ ตาก็คอยมองไปทางเหยื่อขอตัวเองเป็นระยะ จนกระทั่งคนเมาเริ่มออกอาการไม่ไหว ผมถึงลุกเดินไปหาทันเวลาที่เพื่อนของผมกำลังจะพาตัวข้าวยำกลับออกไปพอดี

“เดี๋ยวพี่พากลับเอง”

ทั้งกลุ่มมองมึนๆ เมาๆ มาทางผม เพ่งหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง คนที่ประคองข้าวยำอยู่ก็ส่งตัวเพื่อนมาให้

“ฝากด้วยนะครับพี่ภู”

นี่คงเป็นอนิสงค์ของการไปส่งมันบ่อยๆ เพื่อนของมันถึงยินยอมพร้อมใจให้ผมอุ้มแมวเถื่อนติดมือมาแบบไม่เปลืองแรงพูดชักแม่น้ำทั้งห้า พออุ้มคนเมาตาปรือขึ้นรถได้เรียบร้อย ผมยิ้มร้ายส่งให้เหยื่อตัวน้อยที่ตาปรือทำท่าจะหลับทุกเวลา แล้วยื่นหน้าไปกระซิบข้างหูของมัน

“มาดูกันว่าร่างกายของมึงจดจำกูได้ดีแค่ไหน แต่ถ้ายังจำไม่ได้ กูจะทำให้มึงจำได้ไม่มีทางลืมให้ดู”

-------------

ผมเลือกพาแมวเถื่อนมาคอนโดของพี่วี คนเมาหลับสบายไม่มีทีท่าจะตื่น ซึ่งเป็นเรื่องดีแล้ว พอเอาข้าวยำขึ้นหลังได้ก็แบกพาขึ้นห้องทั้งอย่างนั้น จากนั้นก็พยายามปลุกให้มันตื่นในห้องน้ำจนสำเร็จ แลกกับต้องเสียเวลาปราบแมวจอมยั่วไปหนึ่งยก สุดท้ายก็ต้องอุ้มคนหลับไปอีกรอบเพราะเหนื่อยออกมาเช็ดตัวจนแห้งถึงจับนอนลงเตียงห่มผ้าให้ดีๆ ก่อนผละมาจัดการตัวเองบ้าง

เรียบร้อยแล้วก็พาร่างที่ไร้เสื้อผ้ามุดผ้าห่ม ขึ้นคร่อมคนกำลังหลับสบาย แล้วเริ่มต้นปลุกอีกครั้งด้วยการค่อยๆ ก่อกองไฟให้อีกคนรุ่มร้อน 

“อือ...”

คนหลับหอบหายใจแรง ค่อยๆ ปรือตาขึ้นมาให้ผมลุ้นว่ามันจะเป็นแมวเหมียวจอมยั่วหรือเป็นแมวเถื่อนของผม แน่นอนว่าผมหวังอย่างหลังมากกว่า เราสบตากันในระยะประชิดอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงงึมงำคล้ายคนยังไม่ตื่นจากฝันดี

“มึง...ภู...”

ผมคลี่ยิ้มอย่างสมใจ “พี่ภูต่างหาก”

พูดจบก็ก้มหน้าลงไปชิมรสริมฝีปากคนใต้ร่าง เป็นทั้งการทำโทษและให้รางวัลไปพร้อมกัน จูบของเราค่อยๆ ร้อนแรงขึ้นตามลำดับ สองมือของผมก็ไม่อยู่เฉยช่วยเตรียมความพร้อมไปด้วย จนถึงจุดที่ข้าวยำเคลิ้มอย่างลืมตัวจึงถือโอกาสแทรกตัวตนเข้าไปช้าๆ จนคนรองรับสัตว์ร้ายของผมสะดุ้งโหยง แล้วเริ่มใช้มือดันอกผมกลับมา

“อย่า...”

“ร่างกายมึง...ยอมให้กูเข้าไปแล้วนะ”

ผมพูดเสียงแหบพร่าตามแรงอารมณ์ที่ทะยานขึ้นสูง อาจเพราะทำกันมารอบหนึ่งแล้ว ต่อให้ตอนนี้ข้าวยำออกอาการเกร็งแค่ไหน ตัวตนของผมก็ยังผ่านเข้าไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ผมครางเบาๆ ในคอกับสัมผัสโอบรัดที่แน่นกว่าตอนอยู่ในห้องน้ำอีก พอเข้าไปได้ทั้งหมด สีหน้าข้าวยำดูอึดอัดผสมปนเปกับความสับสนอย่างเห็นได้ชัดจนผมอดถามไม่ได้

“เจ็บไหม”

คนถูกถามเงียบกริบ ผมเลยก้มหน้าจูบหน้าผากมันไปหนึ่งทีเป็นการปลอบ แล้วเลื่อนริมฝีปากไปกระซิบข้างหู

“กูจะเริ่มล่ะนะ”

ยกสองของเราเป็นไปอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไปจนข้าวยำเริ่มชินกับผมมากขึ้น ความต้องการของเราถึงได้แรงร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงร้องกระท่อนกระแท่นของข้าวยำเหมือนในคืนแรกของเราไม่มีผิด ยิ่งได้ยินก็ยิ่งกระตุ้นสัตว์ร้ายในตัวผมมากขึ้นจนอยากทำให้มากกว่านี้

“มึงคง...ต้องรับ...ศึกหนักหน่อย”

ผมบอกทั้งที่หอบหายใจแรงไม่ต่างจากใครอีกคน ไม่รู้อีกฝ่ายได้ยินคำพูดของผมบ้างหรือเปล่า เพราะมันเล่นตวัดสองแขนโอบรอบคอผมพร้อมกับร้องเรียกกันเสียงดังฟังชัด

“อ๊ะ ภู!”

แถมยังปลดปล่อยก่อนอีก

ผมกัดฟันกับความเย้ายวนตรงหน้า นึกรู้อยู่ในใจทันทีว่าคืนนี้คนใต้ร่างผมไม่มีโอกาสได้นอนแน่ๆ

-------------

แสงแดดจ้าส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาปลุกให้ตื่น ผมลืมตาขึ้นมาก็พบแมวเปื่อยลุกไปไหนไม่รอดนอนอยู่ในอยู่ในอ้อมกอด เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อย ข้าวยำก็รู้สึกตัวตาม แต่มันทำได้แค่ปรือแบบครึ่งหลับครึ่งตื่นจนผมเอะใจกับอุณหภูมิของคนในอ้อมกอด เลยยกมือทาบบนหน้าผาก

ข้าวยำยอมให้จับโดยง่ายผิดกับนิสัยปกติ

“...มึงตัวร้อน”

แต่คนที่พยายามฝืนลืมตามองผมเมื่อครู่นี้ ตอนนี้ปิดเปลือกตาลงซะแล้ว สติของผมที่ยังง่วงไม่แพ้กลับกลับคืนมาอีกหน่อย พร้อมสำนึกผิดชอบชั่วดีที่บอกตัวเองว่า

ผมทำแมวป่วย...อีกแล้ว

หลังอ้าปากหาวหวอดใหญ่ ก็ยอมผละจากแมวตัวร้อน ลงจากเตียงตรงไปเปิดตู้เย็นหยิบแผ่นเจลลดไข้ออกมา หลังแปะแผ่นเจลบนหน้าผากคนป่วยแล้ว ผมก็คิดว่าควรเอายามาให้มันกินสักหน่อย แต่ถ้ากินยาตอนนี้คงกัดกระเพาะแย่

...ต้องไปซื้อข้าวให้มันอีกสินะ

ผมหันไปมองนอกหน้าต่าง จำต้องหรี่ตาสู้แสงแดดแรงจัด ปรับสภาพสายตาอยู่ครู่หนึ่งก็ได้เห็นท้องฟ้าสีแปลกๆ นึกรู้อยู่แก่ใจทันทีว่าตัวเองเสียน้ำจากสงครามบนเตียงไปเยอะพอดูเหมือนกัน

มิน่าถึงรู้สึกง่วงๆ เพลียๆ อยากนอนมากมาย แต่แสงเข้าห้องแบบนี้คงหลับไม่สบายนัก ผ้าม่านเลยถูกรูดปิดจนภายในห้องกลับมามืดสลัวอีกครั้ง เป้าหมายต่อไปคือออกไปซื้อข้าว...

สมองคิดอย่าง แต่ร่างกายกลับแสดงออกอีกอย่าง รู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองปีนขึ้นมาบนเตียง แถมยังล้มตัวนอนไปแล้ว...เอาเถอะ ตื่นมาแล้วค่อยไปก็แล้วกัน หลังตัดสินใจได้ สองมือก็ดึงรั้งแมวตัวร้อนมานอนกอด ปากก็พูดงึมงำทั้งที่เปลือกตาพร้อมจะปิดทุกเมื่อให้แมวฟัง

“ขอนอนสักสองสามชั่วโมง แล้วจะออกไปหาอะไรให้กินแล้วกัน”

-------------

“มึงมันเลว”

“อืม” ผมขานรับ ยื่นช้อนที่ตักโจ๊กหมูสับไปตรงปากข้าวยำ มันอ้าปากรับไปกลืนแล้วด่าผมต่อ

“มึงแม่งชั่ว”

ด่าจบอีกประโยคก็อ้าปากรับโจ๊กอีกช้อน

“ทำไมกูต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ด้วยวะ!”

ผมลองยื่นช้อนไปให้ มันก็อ้าปากงับกินโดยดี แล้วก็พูดระบายต่อ

“กูอุตส่าห์รอดพ้นคราวเคราะห์มาตั้งสองหนแท้ๆ แต่ทำไมถึงคราวมึง กูถึงไม่รอดล่ะ! หรือเพราะเพื่อนกูไม่อยู่ด้วยวะ กูเลยไม่มีคนมาช่วย!!” 

ผมเลิกคิ้วเล็กน้อย นึกถึงตอนเพื่อนมันส่งตัวข้าวยำมาให้ง่ายๆ ก็บอกสั้นๆ

“คิดว่าไม่น่าใช่นะ”

“กูไม่ได้ต้องการคำตอบจากมึง!”

ผมมองสีหน้าคนอยากร้องไห้เงียบๆ มือก็ขยับป้อนโจ๊กให้อีกคำ คนป่วยยอมกินโดยดี แล้วพูดต่อด้วยเสียงอ่อนแรง

“หรือเพราะเป็นเวรกรรมของกู...ใช่สินะ ไปทำเขาเลือดตกยางออก ลุกจากเตียงไม่รอด ต้องนอนซมแบบนั้น” น้ำเสียงข้าวยำเริ่มเปลี่ยนเป็นเคียดแค้นปนเจ็บใจกะทันหัน “แล้วทำไมต้องให้กูมาชดใช้กรรมกับมึงด้วย!!”

“...อยากร้องไห้นักก็ร้องออกมา”

“ใครอยากร้องกัน!”

แล้วที่ยกแขนเสื้อปาดน้ำตาออกจากหน้าลวกๆ มันไม่ใช่เรียกว่าร้องไห้อยู่หรือไง

 “มึงไม่ควรทำแบบนั้นกับกู...กูมีแฟนแล้วแท้ๆ”

“แล้วไง” ผมย้อนถามกลับเสียงเรียบนิ่ง “ก็แค่แฟน”

“ไม่ใช่แค่แฟน” แมวเถื่อนเถียงกลับมาทันที “เขาเป็นเมียกู!”

ผมเลิกคิ้วขึ้นสูง แอบประหลาดใจนิดๆ “อ้าว กูนึกว่ามึงมีแฟนแบบป๊อปปี๊เลิฟ อารมณ์แบบรักใสๆ ไม่ได้ลึกซึ้งอะไร แต่นี่เมียกูมีเมียหรือเนี่ย”

“มึงพูดใหม่อีกทีดิ!”

ผมมองท่าทางเอาเรื่องของคนเพิ่งฟื้นไข้ เรี่ยวแรงยังไม่กลับมาแท้ๆ ดันซ่าทำท่าหาเรื่องกันด้วยการถลกแขนเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ขึ้น เห็นแล้วก็ทั้งน่ารักน่าถีบรวมๆ กันไป

“กูบอกว่า เมีย-ของ-กู-มีเมีย ฟังชัดพอไหม”

--------------------------------
(มีต่อค่ะ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-06-2017 20:55:48 โดย KatzeP »

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
---- นายพรานวางกับดัก3 (ต่อ) ----

เมียของเมีย...

ใครจะรู้ว่าผมต้องมาใช้รูปประโยคซ้อนประโยคแบบนี้กัน แต่ในเมื่อเมียผมริมีเมียไปแล้วก็ช่วยไม่ได้

“กูไม่ได้เป็นเมียมึง! และมันไม่ใช่ป๊อปปี๊เลิฟอะไรนั่นสักหน่อย!”

ผมเมินประโยคหลังของมันอย่างไม่ไยดี ในเวลาแบบนี้ใครอยากยกเอาเรื่องรักของคนอื่นมาเป็นหัวข้อคุยให้โง่กัน   

“กล้าพูดนะว่าไม่ได้เป็น ทั้งที่เมื่อคืนมึงไม่ได้ปฏิเสธกูสักรอบแท้ๆ”

ผมพูดยั่วแมวบางตัวที่ของขึ้นตามคาด หัวข้อสนทนาเลยเบนกลับมาในเรื่องของเราอย่างน่าพอใจที่สุด

“กูพูดว่า อย่า ไปแล้ว!”

“ก็แค่ครั้งเดียวแบบแผ่วๆ”

“กูพูดว่า พอแล้ว ตั้งหลายรอบ!”

“นั่นฟังดูเป็นคำปฏิเสธตรงไหน?”

“มึงบังคับกู!”

“แบบนั้นไม่ได้เรียกบังคับนะเมีย เขาเรียกทำให้คล้อยตามต่างหาก”

“มึง!” คนป่วยคว้าหมอนใบข้างมือมาปาใส่ “มึงมันสารเลว!”

ผมโยกชามโจ๊กหลบ ปล่อยหมอนปะทะอกแล้วหล่นไปบนพื้น

“เมื่อกี้มึงพูดด่า กินโจ๊กหนึ่งคำตามเงื่อนไขซะดีๆ”

คนกำลังโมโหขมวดคิ้วฉับ แต่ก็ยอมรับโจ๊กเข้าปากอย่างว่าง่าย

“เมื่อคืน...” ผมเว้นจังหวะรอมันกลืนโจ๊กลงไปก่อนค่อยพูดต่อ “มึงดูชอบอกชอบใจออก”

“ใครชอบวะ!”

“เหรอ...ทำไมกูเห็นมึงร้องครางอย่างพึงพอใจอยู่เรื่อยๆ แถมบางทียังบอกให้กูทำเร็วๆ ด้วยซ้ำ”

สีหน้าคนฟังแดงก่ำอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่าเพราะโมโหหรืออายมากกว่ากัน

“หุบปาก!”

“กูอ่อนโยนกับมึงออก หรือมึงชอบแบบรุนแรงอย่างยกหลังๆ มากกว่า?”

“จะแบบไหนกูก็ไม่ชอบทั้งนั้น!”

“ไม่พอใจลีลากูตรงไหนล่ะ”

“ทุกตรงนั้นแหละ!”

“ขนาดนั้นเลย...แน่ใจนะว่ามึงจำรายละเอียดได้ครบถ้วน?”

“ต้องครบสิวะ!”

“แน่ใจ?”

“กูไม่ได้ความจำสั้นขนาดจำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไม่ได้!!”

ผมคลี่ยิ้มให้คนนั่งหอบหายใจแรง ท่าทางคงเหนื่อยจากพูดตะเบ็งเสียงใส่กัน แต่เพราะมันพูดเสียงดังฟังชัดนี่แหละ ของที่ผมวางทิ้งไว้บนโต๊ะใกล้ๆ เลยเก็บรายละเอียดได้ครบ ว่าแล้วก็ลองกดเปิดเสียงที่อัดเอาไว้ในโทรศัพท์มือถือ ปล่อยให้มันเล่นวนลูปตั้งแต่ประโยคที่ผมบอกว่าไม่พอใจลีลาผมตรงไหนจนกระทั่งถึงประโยคที่ข้าวยำยืนยันว่าไม่ได้ความจำสั้น

อืม ชัดเจนทุกประโยคดี

“ม...มึงอัดเสียงไว้ทำบ้าอะไร!”

 ผมมองคนทำหน้าเสียอย่างชอบใจ “เก็บไว้เป็นหลักฐานไง”

“จะเก็บไว้ทำซากอะไร! เอามานี่!”

โยกหลบสองมือคนป่วยที่ทำท่าจะแย่งของในมือไป รีบยัดมือถือลงกระเป๋ากางเกง แล้วจัดการคนป่วยด้วยการยัดโจ๊กใส่ปากไปหนึ่งคำ และมองสบแววตาประท้วงจากแมวเถื่อนด้วยท่าทีเหนือกว่า

“ต่อไปนี้มึงจะมาอ้างว่า ‘กูจำไม่ได้’ หรือ ‘กูเมา’ ไม่ได้แล้วนะ”

พอช้อนถูกดึงออกจากปาก ข้าวยำก็แทบจะพ่นโจ๊กออกมาพร้อมคำพูด

“กูจำได้แค่เฉพาะเรื่องเมื่อคืนเท่านั่นแหละ! เรื่องก่อนหน้านั้นมันไร้สาระจนกูลืมไปหมดเกลี้ยงแล้ว!”

“แค่นั้นก็ดีแล้วนี่”

ผมพูดอย่างไม่ทุกข์ร้อน ไม่สนสีหน้าเยาะเย้ยที่ตอนนี้แข็งค้างในท่าเดิม ข้าวยำจะจำเรื่องก่อนหน้านี้ได้หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องสนใจ ขอแค่มันจำเรื่องเมื่อคืนได้ ผมก็พอใจแล้ว

“ทำไมมึงไม่หงุดหงิดวะ”

ผมเลิกคิ้วมองคนท่าทางหัวเสีย “กูจะหงุดหงิดไปเพื่ออะไรล่ะ”

พอโดนย้อนถามกลับ ข้าวยำก็มีสีหน้าอ้ำอึ้งเหมือนพูดอะไรไม่ออก ท่าทางน่าแกล้งจนผมอดใจไม่ได้เผลอพูดแกล้งไปจนได้

“กูถือว่ามึงเรียนครบหลักสูตรเป็นเมียที่ดีพร้อมในคืนเดียวแล้ว คืนอื่นๆ เลยไม่จำเป็นเท่าไหร่ มึงจะจำหรือลืมเลยไม่เป็นปัญหา...”

“มึงดูปากกูนี่!” ข้าวยำพูดแทรกพลางชี้นิ้วที่ปากตัวเอง

พอผมมองตาม มันก็พูดกระแทกเสียงใส่ทีละคำ “กู-ไม่ได้-อยาก-เรียน โว้ย!”

ตลกวะ

ผมปล่อยเสียงหัวเราะอย่างอดไม่อยู่ ก็ดูแมวบนเตียงสิ ทำหน้าเหมือนอยากลุกขึ้นมากระทืบคน แต่สภาพร่างกายไม่อำนวย เลยทำแค่ยกมือกอดอก สะบัดหน้าหนีไปทางอื่นแทนซะอย่างนั้น ผมจับหน้าข้าวยำให้หันมา

“ไหนๆ ก็เรียนไปแล้วก็แล้วไปเถอะ แต่อย่าลืมกลับมาทบทวนกับกูนะ”

พูดจบก็ขโมยจูบที่ปากไปหนึ่งที ปล่อยให้คนเสียจูบทำหน้าอึ้ง ผมไม่ปล่อยโอกาสนี้ผ่านไปฟรีๆ รีบจ่อช้อนโจ๊กถึงริมฝีปาก

“มึงเถียงแพ้กู ต้องกินโจ๊กสองคำตามกฎ”

ถึงทำหน้าหงุดหงิดแค่ไหน ข้าวยำก็ยอมอ้าปากรับโดยดี ผมมองแมวป่วยยิ้มๆ รู้สึกอารมณ์ดีจนอยากใจดีกับมันขึ้นมา เลยลองถามไปสั้นๆ

“อยากด่ากูต่อไหม?”

“อยาก!” ตอบแบบไม่มีคิดเลย

“งั้นก็ด่ามา แต่อย่าลืมเงื่อนไขล่ะ”

“เออ!”

มันด่าผมไป กินโจ๊กไป จนหมดไปค่อนชาม คนป่วยถึงส่ายหน้าไม่เอาแล้ว

เอาเถอะ มันอุตส่าห์ฝืนกินโจ๊กเพื่อด่าผมโดยเฉพาะเลยนี่น่ะ

“อย่าเพิ่งนอน” ผมรีบรั้งตัวคนป่วยที่ทำท่าจะไหลลงไปนอนราบบนเตียงได้ทุกเวลา จับหัวมันมาวางพิงกับไหล่ตัวเอง 

“แต่กูอยากนอนแล้ว”

ผมรีบวางชามโจ๊กบนโต๊ะใกล้ๆ แล้วหยิบยาเม็ดกับแก้วน้ำให้มันดูแทนคำตอบว่ารั้งไว้ทำไม แมวป่วยนิ่วหน้าใส่ทันที ท่าทางเหมือนไม่อยากกิน แต่คงรู้ตัวว่าถ้าไม่ยอมหยิบยาเข้าปาก ผมคงไม่ให้นอนง่ายๆ เลยยอมทำตามโดยดี

“อ้าปากให้ดูด้วย”

“อ้าทำไม?”

“เผื่อมึงอมไว้แล้วแอบบ้วนทิ้งทีหลัง”

ผมว่าตามประสบการณ์ที่เคยเห็นพี่วีทำตั้งแต่เด็กๆ แน่นอนว่าแม่จับได้ตลอด ตอนนี้ไม่มีแม่แล้ว ผมเลยต้องเป็นฝ่ายคอยจับผิดแทนแม่จนติดเป็นนิสัย

“กูไม่ทำหรอกน่า! นี่ไง!”

มันอ้าปากให้ดู แถมกระดกลิ้นให้ดูอีกว่าไม่ได้ซ่อนยาเอาไว้ที่ไหนทั้งนั้น 

“ดีมาก” ผมลูบหัวแทนคำชมเฉย “อยากนอนก็นอนไป เดี๋ยวถึงมื้อเย็นเมื่อไหร่ กูจะมาปลุกมึงใหม่”

“...แล้วมึงไม่ไปเรียนหรือไง ไปตอนนี้ก็น่าจะเข้าเรียนทันช่วงบ่ายนะ”

“ไม่ไป”

“ไม่ต้องอยู่คุมกูหรอกน่า สภาพกูเป็นแบบนี้จะมีแรงหนีไปไหนได้”

ผมเลิกคิ้วเล็กน้อย “กูไม่ได้กลัวมึงหนีสักหน่อย”

“แล้วจะอยู่เฝ้ากูไปทำไม”

 “กูก็แค่...” ผมส่งยิ้มให้คนที่กำลังนอนมองมาอย่างข้องใจ “อยากอยู่ดูแลมึงเฉยๆ”

“ดูแลกูเนี่ยนะ!” คนฟังทำหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัด

“ก็มึงกำลังป่วย มีคนอยู่ดูแลใกล้ๆ น่าจะดีกว่า” ผมพูดพลางลูบหัวคนป่วยไปด้วย “หรือว่าแค่นี้กูก็ทำให้ไม่ได้?”

คนป่วยนอนนิ่งอยู่พักใหญ่ จู่ๆ ก็พลิกตะแคงข้างหันหลังใส่กันดื้อๆ

...นี่ผมไปทำให้มันโกรธอีกแล้ว?

“ยำ” ผมร้องเรียกอีกฝ่ายก็ยังนิ่ง “ถ้ามึงไม่พอใจอะไรควรหันมาบอกกูดีๆ”

“กูไม่ได้ไม่พอใจสักหน่อย!”

มันพูดซ้อนประโยคจนผมนิ่วหน้า แล้วมองแผ่นหลังข้าวยำอย่างไม่ค่อยเชื่อคำพูดเมื่อกี้เท่าไหร่ แต่พอขยับเข้าไปใกล้จะจับพลิกตัวให้หันหน้ากลับมา ผมดันเห็นใบหูข้าวยำมีสีต่างไปจากปกติเลยเผลอหลุดปากอุทานออกไปด้วยน้ำเสียงเหลือเชื่อ

“นี่มึงเขินหรอกเหรอ” 

“ใครเขินกัน!” คนป่วยสวนคำกลับมาทันที

“...มึงไง”

“กูเนี่ยนะ! ไม่มี๊!!”

คำพูดไม่น่าเชื่อถือสักนิดเดียว ผมพ่นลมหายใจเบาๆ “ไม่มีก็ไม่มี พลิกมานอนดีๆ สิ”

จับข้าวยำนอนหงายช้าๆ ยังจำได้ว่ามันยังเจ็บเสียดช่วงล่างอยู่ แล้วดึงผ้าห่มจากปลายเท้าขึ้นมาคลุมตัวให้คนป่วยที่หลบตาไม่ยอมมองกัน เห็นแบบนั้นก็เผลอตัวโน้มหน้าไปจูบที่หน้าผากเบาๆ

“ทำอะไรของมึง!”

ผมเมินเสียงโวยวายของแมวป่วย แล้วถามเรื่องที่คิดว่าจำเป็น

“ให้เปิดเพลงจิงเกอเบลล์กล่อมด้วยไหม”

ข้าวยำเบือนหน้าไปทางอื่นอีกครั้ง คราวนี้เห็นได้ชัดว่ามันกำลังอาย แถมยังงึมงำกลับมาให้ได้ยิน

“กูไม่ใช่เด็ก”

“เกี่ยวอะไรกับเด็กหรือไม่เด็กด้วยล่ะ” ผมส่ายหน้าอย่างระอา “ถ้าเปิดเพลงแล้วมึงหลับได้อย่างสบายใจก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือไง”

มันหันกลับมามองผม “มึง...คิดว่าดีเหรอ”

“เพื่อนมึงบอกว่าแม่ร้องเพลงนี้ให้ฟังกล่อมนอนไม่ใช่เหรอ มันจะไม่ดีได้ยังไงเล่า”

ข้าวยำจ้องหน้าผมอยู่นาน จนผมเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย มันถึงอ้าปากพูดออกมาสักที

“แล้วถ้าคนนั้นเป็นคนทรยศของมึงล่ะ มึงยังอยากเก็บความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับเขาไว้อยู่หรือเปล่า”

ถ้าไม่สังเกตเห็นแววตาสั่นไหวแปลกๆ กับสีหน้าที่ต่างไปจากยามปกติ ผมคงอ้าปากตอบไปแล้ว หลังจับสังเกตจนแน่ใจว่าข้าวยำกำลังดูเศร้าเหงาอย่างบอกไม่ถูก ผมก็ชักไม่สบายใจตาม

“...แล้วมึงอยากเก็บไว้หรือลืมมันไปล่ะ”

ข้าวยำเงียบไปนานกว่าจะตอบกลับมาสั้นๆ “ไม่รู้สิ”

“งั้นก็ไม่ต้องไปคิดมาก” ผมลูบหัวคนนอนอยู่เบาๆ “นึกอยากจำก็จำ ไม่อยากจำก็แค่ลืมไปชั่วคราว แบบนี้เป็นไง”

คนฟังทำหน้าคิดตาม ครู่หนึ่งก็คลี่ยิ้มออกมา “มึงเป็นรุ่นพี่ที่ดีเหมือนกันนี่หว่า”

“กูไม่ได้เป็นแค่รุ่นพี่ของมึง”

คนฟังผงกหัวเห็นด้วยเล็กน้อย ได้เห็นแบบนี้ผมก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาได้หน่อย

พูดย้ำไปขนาดนี้ถ้ามันยังไม่เข้าใจอีกก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว...

“กูเองก็อยากให้พี่ชายดูพึ่งพาได้อย่างมึงเหมือนกัน แต่คงยากวะ ให้มึงมาเป็นพี่ชายให้ยังง่ายกว่าอีก...สนใจมาเป็นพี่ให้กูไหมล่ะ”

พี่ชายเรอะ!

คิ้วของผมกระตุกขึ้นมาทันที หลังสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์หงุดหงิดของตัวเองก็เริ่มพูดช้าๆ ให้คำพูดของผมมันซึมลึกเข้าสู่สมองน้อยๆ ของแมวโง่บางตัว

“มึงฟังให้ดี กูจะพูดแค่ครั้งเดียว...ไม่มีพี่น้องคนไหนทำเรื่องเมื่อคืนกันหรอก!”

คนฟังกลับมีสีหน้าเหมือนคนตามเรื่องราวไม่ทัน ยิ่งมองข้าวยำนานเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นเท่านั้นเลยกระชากผ้าห่มออกจากตัวคนป่วย กวาดตามองร่างกายที่สวมเสื้อเชิ้ตเพียงตัวเดียวอย่างคุกคาม แล้วกระตุกยิ้มให้มันเห็น

“ทำแบบเมื่อคืนกันอีกสักรอบสองรอบก็ดีเหมือนกัน เผื่อมึงจะเข้าใจอะไรง่ายขึ้น ดีไหมเมีย?”

เหมือนคนสมองช้าจะเข้าใจเรื่องได้เร็วขึ้นทันตา เพราะมันตะโกนสวนกลับมาเสียงดังลั่น

“ไม่ดี!!”

ผมหัวเราะหึในคอ มองแมวตัวเองอย่างหมั่นไส้มากถึงมากที่สุด เพราะงั้นกินโจ๊กไปอีกคำซะดีๆ

############

ออฟไลน์ Panizzz3838

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 157
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1

ออฟไลน์ shoi_toei

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4365
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +222/-26
โดนจัดหนักไปอีกกก

ออฟไลน์ คุณจัตวา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0

ออฟไลน์ โอ

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 141
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-1
 :hao6:ชอบแมวเถื่อนตัวนี้มากเลย o13

ออฟไลน์ inspirer_bear

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2021
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +206/-5
เฮ้ยยย  พี่ภูก็ดูน่ารักนะ  แต่ทำไมชอบแกล้งยำยำ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
พี่ภู ทำตัวเป็นพี่ เอ่อ.... ผั-ว ที่ดี ก็ดีได้ น่ารักด้วย  :กอด1: :กอด1: :กอด1:
ข้าวยำ คงทำตัวไม่ถูก ตั้งตัวไม่ทัน กับไอ้พี่ภู คนนี้
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2302
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +154/-6

ออฟไลน์ มะเหมียว17

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 12
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

ออฟไลน์ Al2iskiren

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1789
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-3
พี่ภูเล่นซะฟ้าเหลืองเลย :laugh:

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
นายพรานวางกับดัก4: กลั่นแกล้ง

แค่โผล่หน้าไปให้เพื่อนเห็นในห้องเรียนก็โดนยิงคำถามกลับมาทันที

“เมื่อวานมึงไปไหนมาวะ”

ผมพ่นลมหายใจเบาๆ ตอบไปง่ายๆ “ไปเฝ้าไข้เมียมา”

“เมีย!”

เพื่อนสามคนประสานเสียงใส่ สีหน้าแต่ละคนบ่งบอกว่าทั้งอึ้งทั้งไม่เชื่อ

“มึงมีเมียแล้วเหรอวะ”

เอผลักหัวกลมที่ให้ออกห่างจากตัวผม แล้วเป็นฝ่ายโผล่หน้ามาถามแทน “ใครวะที่ทำให้คนอย่างมึงยอมรับเป็นเมียได้”

“กู-ไม่-บอก”

ผมพูดทีละคำ แล้วยกยิ้มอย่างเหนือกว่า มองดูเพื่อนแต่ละคนออกอาการทุรนทุรายด้วยความอยากรู้ไปเรื่อยๆ เมินเสียงร้องค่ำครวญของพวกมันด้วยการมองหาเพื่อนสนิทอีกสองคนของตัวเอง นัทยังไม่โผล่หัวมา เต้ก็ไม่รู้หายไปไหนทั้งที่กระเป๋าของมันก็อยู่นี่

“ภูจ๋าภู บอกหน่อยนะๆๆ”

ผมรีบยันเท้าถีบเอออกห่างแทบไม่ทัน ขนแขนลุกตั้งทีเดียว

“ถีบกูไหมเนี่ย!”

“มึงควรไปลองอ้อนกับกระจก แล้วมึงจะรู้ซึ้งถึงความสยอง”

“มึงทำกูเสียใจ” มันทำเป็นโศกได้แวบเดียวก็ยิงคำถามมาอีก “แล้วอ้อนแบบไหนมึงถึงจะบอกว่าดี”

“ถามไปทำไม”

“อ้าว ก็กูอยากรู้ เผื่อจะช่วยให้กูนึกวาดลักษณะเมียของมึงออก”

“พูดถึงเมีย” ผมเปลี่ยนเรื่องฉับพลัน “พวกมึงคิดยังไงกับเมียของเมียวะ”

“พูดอะไรของมึงวะ กูงง” กลมทำหน้ามึนใส่

“เมียของเมีย” กังหันทวนคำช้าๆ แล้วมองหน้าผมไปด้วย “เมียของมึงแอบไปมีเมียอีกคนเรอะ!”

เอถึงกับอุทานออกมา “โอ้ ช่างมีความซับซ้อน นี่มึงมีเมียเป็นดี้เหรอวะ”

“เปล่า...” ผมปฏิเสธ พอเห็นเพื่อนจ้องไม่เลิกก็พ่นลมหายใจเบาๆ “เมียกูเป็นเกย์ล่ะมั้ง”

คนฟังทั้งสามทำหน้าตาประหลาดใส่ผมทันที

“เดี๋ยวนะ” เอนวดขมับ “หมายความว่าเมียของมึงเป็นผู้ชายที่ได้ผู้ชายอีกคนเป็นเมีย?”

“ประมาณนั้น”

“นี่เขานอกใจมึง หรือมึงไปเป็นมือที่สามของเขาวะ” เอทำหน้าจริงจัง “มึงต้องตอบมาตามตรง พวกกูจะได้เข้าใจสถานการณ์”

“...อย่างหลัง”

“เลววะภู” เอด่าผมกลับมาทันที

“สรุปคือมึงไปเอาผัวของเขามาทำเมียใช่ไหม” กังหันถามย้ำอีกที

พอผมพยักหน้าว่าใช่ เลยโดนเอด่าอีกยก ส่วนกังหันถอนหายใจใส่เหมือนปลง มีแค่กลมที่ยังทำหน้าแปลกๆ ไม่เลิก   

“เอ่อ กูขอเฟดตัวเองจากพวกมึงชั่วคราวได้ไหมวะ” พวกผมมองกลมที่ทำหน้าคายไม่ออกกลืนไม่เข้า “คือกูไม่ได้รังเกียจถ้าเพื่อนจะมีแฟนเป็นผู้ชายหรอกนะ แต่ เอ่อ...คือกู...”

“ไปเถอะๆ”

เอตัดบทโบกมือยอมให้ออกห่างวงสนทนา ร่างกลมของเพื่อนผงกหัวขอบคุณแล้วรีบย้ายตัวเองไปหาที่นั่งใหม่ทันที พอคนทนฟังไม่ไหวจากไปแล้วผมก็ถูกกังหันกับเอรุมอีกรอบ

“มึงคิดยังไงไปเอาผัวชาวบ้านมาทำเมียวะ” 

“กูนึกว่ามึงชอบผู้หญิงมากกว่ามาตลอด แล้วนี่คิดไงไปคว้าผู้ชายที่มีเจ้าของแล้ววะ”

ผมมองเพื่อนสองคนสลับไปมา “...ให้กูตอบคำถามไหนก่อนดี?”

“ของกู!”

สองคนประสานเสียงหันขวับใส่กัน แล้วเริ่มเถียงกันเองว่าจะให้ผมตอบของตัวเองก่อน เถียงกันจนกระทั่งเต้กลับมา ผมเลยละความสนใจจากเพื่อนสองคนหันไปหาคนที่เพิ่งนั่งลงข้างๆ

“ไปไหนมา”

“ไปหายำ”

“น้องมันมีปัญหาอีกแล้วเหรอ?”

ผมถามอย่างกังวลหน่อยๆ เพราะถึงเมื่อเช้ามันมีท่าทีปกติ แต่บางครั้งก็มักเผลอขมวดคิ้ว ไม่ก็ทำหน้าเหมือนมีเรื่องให้คิดตลอดเวลา...ไม่ถูกสิ การที่แมวเถื่อนไม่ขู่แฟ่หรือทำร้ายร่างกายกัน มันควรถือว่าผิดปกติได้แล้ว

“เปล่า เมื่อวานยำหยุดเรียน กูเลยไปดูน้องมา”

พอสองคนที่เถียงกันอยู่ได้ยินเข้าก็หันเหมาสนใจหัวข้อใหม่ แถมยังถามพร้อมกันอีก

“ยำเป็นอะไร”

“มันป่วย”

เอขมวดคิ้วทันที “ป่วยอีกแล้วเรอะ มันป่วยบ่อยเกินไปแล้ววะ”

“นั่นดิ” กังหันเห็นด้วย ทั้งให้คำแนะนำมา “น่าจะพามันไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลนะ”

เต้ถอนหายใจเบาๆ “ยำยืนยันกับทั้งกูและเพื่อนว่าไม่เป็นอะไร แต่...”

“แต่?”

“ตอนยำถกเถียงกับเพื่อนจนเกือบทะเลาะกัน มันโดนเพื่อนกระชากคอเสื้อจนกระดุมหลุด” เต้ย่นคิ้วเล็กน้อย “เห็นรอยแปลกๆ ที่คอเต็มเลย...”

“รอยแปลกๆ”

เอกับกังหันอุทานพร้อมกัน แล้วเริ่มถกอย่างจริงจัง

“ผื่นแพ้หรือเปล่า คงโดนแมลงกัดมา”

“หรืออาจจะแพ้อาหาร ไม่ก็แพ้ยาอะไรสักอย่าง”

“ไม่ก็แพ้...”

ยิ่งฟังก็ยิ่งห่างไกลจากข้อเท็จจริงไปเรื่อยๆ...ทำไมถึงไม่มีใครคิดไปในแง่นั้นสักคนเล่า

“รอยจูบต่างหาก”

ทั้งเอ กังหัน และเต้หันมามองผมเป็นตาเดียว

“เมื่อกี้...มึงพูดมาอะไรนะ?” เอเป็นตัวแทนถาม

“กูบอกว่ารอยจูบ”

“มึงรู้ได้ไงวะ...อ้อ น้องมันมีแฟนนี่หว่า” เอพยักหน้าอย่างเข้าใจ

กังหันขมวดคิ้วเล็กน้อย “อย่าบอกนะว่าที่ป่วย เพราะไปทำเรื่องอย่างนั้นมา!”

“อย่างไหน?”

“ก็ เอ่อ สายรับๆ อะไรนั่นไง”

“เดี๋ยวๆ ข้าวยำเป็นสายรุกไม่ใช่เหรอวะ มันเคยบอกกูว่ามันมีเมียมาแล้วหลายคนนะโว้ย”

นี่ยังมีคนสายตาสั้นยอมไปเป็นเมียให้มันอีกเรอะ!

ผมรู้สึกมหัศจรรย์ใจเล็กๆ เลยเผลอถามย้ำออกไป “มันเคยมีเมียหลายคนจริงดิ?”

เอหันมาตอบผม “กูได้ยินมาอย่างนั้น...ถ้าน้องไม่ได้หลอกกูก็คงจริงตามนั้นแหละ”

“แต่กูเคยได้ยินมาว่าเรื่องแบบนี้มันเปลี่ยนสายกันได้ไม่ใช่เหรอวะ”

เอหันขวับไปหากังหัน “มึงจะบอกว่าน้องเราเปลี่ยนสายแล้ว?”

กังหันยักไหล่ทันที “ใครจะไปรู้”

มีผมคนหนึ่งไงที่รู้ แล้วก็เป็นคนสอนมันเปลี่ยนสายเองกับมือ...แบบถึงพริกถึงขิงซะด้วย

“นี่...”

เต้ส่งเสียงเรียกพร้อมกับชี้ให้หันดูหน้าห้อง พอพวกผมมองตามก็เห็นอาจารย์ประจำวิชากำลังเดินเข้ามาพร้อมถือกระดาษขนาดเอสี่ปึกใหญ่มาด้วย แค่เห็นก็รู้สึกถึงรังสีบางอย่างที่ชวนให้รู้สึกสังหรณ์ใจพิกล

“สวัสดีนักศึกษา” เสียงภายในห้องค่อยๆ ลดลงจนเงียบในระดับหนึ่ง “วันนี้เราเริ่มต้นชั่วโมงด้วยการควิซสักเล็กน้อยก็แล้วกัน”

เพียงชั่วอึดใจเดียวที่เกิดความเงียบเสมือนในห้องไม่มีใครอยู่ ก่อนจะเกิดเสียงโห่ร้องดังกระหึ่มไปทั้งห้อง ส่วนผู้บอกเรื่องควิซกะทันหันกลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ยืนแบ่งปึกกระดาษเอสี่ยื่นให้คนนั่งแถวหน้ารับไปส่งต่อให้คนด้านหลัง แล้วยกข้อมือที่ใส่นาฬิกาขึ้นมาจิ้มไปที่ตัวเรือนสีเงินสองที 

“ผมให้เวลาพวกคุณครึ่งชั่วโมงเท่านั้นนะ”

-------------

สงสัยวันนี้พวกผมจะดวงตกยกสาขา ตอนเช้าต้องใช้พลังจากสมองไปทำควิซ ตกเย็นต้องมาใช้พลังงานร่างกายออกแรงลุกนั่งไปพร้อมกับเพื่อนรุ่นด้วยกันจนเหงื่อออก ต้นขาก็เริ่มล้าแล้วด้วย

“ไม่พร้อมกันเลย เริ่มนับหนึ่งใหม่!”

ผมชำเลืองมองลุงตัวเองที่ตะโกนสั่งเสียงดุโหดให้เริ่มทำใหม่อีกแล้ว ตอนนี้ทำได้แค่กัดฟันกอดคอเพื่อน เปล่งเสียงนับตัวเลขพร้อมกับลุกนั่งให้ตรงจังหวะที่สุด

“หนึ่ง สอง สาม สี่...”

ที่ต้องมาทำอะไรแบบนี้เพราะมีปีสองดันออกหน้ารับผิดแทนน้องที่โดนคาดโทษเรื่องไม่ผ่านกิจกรรมรับน้องสักที แถมยังโดนตอกหน้ากลับมาอีกว่าเพราะปีสองไม่ตั้งใจสอนน้องเลยโดนลงโทษเป็นสองเท่า แต่ระหว่างที่พวกผมกำลังลุกนั่งก็มีรุ่นน้องเริ่มช่วยพูดแก้ต่างให้พวกผมบ้างแล้ว ถึงอย่างนั้นพวกผมก็ยังต้องลุกนั่งต่อไปจนกระทั่งโดนบอกให้หยุด

“พวกคุณได้ยินไหมปีสอง รุ่นน้องของพวกคุณบอกว่าเป็นความผิดของพวกเขาเอง ไม่เกี่ยวกับพวกคุณ แต่ในสายตาของผม เพราะพี่อย่างพวกคุณไม่ตั้งใจสอนพวกเขามากกว่า รุ่นน้องของพวกคุณถึงได้ไม่ผ่านรับน้องสักที!”

“พวกผมขอโอกาสอีกครั้งครับ!”

ผมมองหน้ารุ่นน้องที่รู้จักกันดี ใบชา...น้องรหัสสาขาของเต้กำลังเป็นแกนนำให้เพื่อนเพื่อเจรจาต่อรองกับปู่รหัสของเขา

“ผมให้โอกาสพวกคุณมากี่ครั้งแล้ว!”

เกิดความเงียบขึ้นมาทันที เป็นความเงียบที่แฝงความกดดันอย่างรุนแรง และยิ่งทวีมากขึ้นไปอีกเมื่อเฮดว๊ากพูดต่อ

“หลังจากนี้ผมจะให้ปีสามไปดูแลพวกคุณ ส่วนปีสอง…”

ลุงผมพูดเสียงด้วยเฉียบขาดและดุดัน

“พวกคุณทำให้ผมผิดหวังมาก ผมไม่มีโอกาสให้พวกคุณอีกแล้ว เชิญ!”

ถูกผายมือไล่ขนาดนี้พวกผมก็ทำได้แค่ทยอยเดินออกไปเงียบๆ ท่ามกลางสายตารุ่นพี่รุ่นน้องที่มองมา และเริ่มมีเสียงคัดค้านจากปีสาม เดินพ้นจากบริเวณประชุมเชียร์ไปไกลพอดู พวกผมก็หยุดเดินพร้อมกับหลุดมาดที่เก๊กกันมาอย่างดีทันที

“กล้ามเนื้อขากูกำลังสั่นระริกๆ เลยวะ กูอยากได้ยาทา ใครมีบ้าง!”

“นี่มันเรื่องอะไรกัน กูล่ะงง”

“เอ๊ะ หรือจะเหมือนสมัยเราปีหนึ่งวะ?”

“เชือดปีสองให้ปีหนึ่งดูเป็นตัวอย่างน่ะเหรอ”

ระหว่างที่ปีสองกำลังถกเถียงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็มีรุ่นพี่ปีสามโผล่หน้ามาหากลุ่มหนึ่ง

“เงียบๆ กันหน่อยๆ”

“ตกลงมันเรื่องอะไรกันครับพี่”

“กำลังจะบอกอยู่นี่ไง” ตัวแทนจากพี่สามกวาดตามองพวกผมช้าๆ “หลังจากนี้ปีสองไม่ต้องเข้าร่วมประชุมเชียร์อีก”

มีเสียงอุทานอย่างตกใจบ้าง ดีใจบ้าง แต่ก็ค่อยๆ เงียบลงหลังโดนดุอีกรอบ

“แต่อย่าคิดว่าจะสบายนะน้อง เพราะอาจารย์หลายท่านเล็งจังหวะนี้ไว้แล้ว” พูดถึงตรงนี้รุ่นพี่ก็แสยะยิ้มให้ “ปีสองฟัง หลังจากนี้ให้ไปพบอาจารย์ที่ห้องปฏิบัติการของแต่ละสาขาให้เร็วที่สุด พี่ขอเตือน ถ้าไปช้าระวังจะได้หัวข้อยากมาทำนะ แยกย้ายได้”

เหมือนฝูงผึ้งแตกฮือกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง ผมเองก็วิ่งสุดฝีเท้าเท่าที่สภาพกล้ามเนื้ออำนวย

“เหมือนโดนรุมแกล้งเลยโว้ย!”

เอร้องระบายออกมาดังลั่น ซึ่งคงตรงใจหลายคนไม่น้อย ก็ดูสิ โดนตัดกำลังกล้ามเนื้อขามาอย่างหนัก แล้วยังต้องวิ่งไปหาอาจารย์ที่รออยู่อีก แต่พอไปถึงสถานที่เป้าหมาย ฟังอาจารย์ชี้แจ้งรายละเอียดงานกลุ่มก็พบว่านี่ยิ่งกว่าการแกล้งกันอีก

มีเวลาทำงานแค่อาทิตย์เดียวไม่พอ ยังต้องมาพรีเซ็นต์ตอนหกโมงเช้าวันเสาร์อีกเนี่ยนะ

“เอ่อ อาจารย์นัดเช้าไปหรือเปล่าครับ?”

“อยากดูปีหนึ่งรับน้องครั้งสุดท้ายไหมล่ะ?” อาจารย์ถามสวนกลับมา

“อยากครับ”

“งั้นนัดหกโมงเช้าก็ถูกแล้ว” รอยยิ้มไม่น่าวางใจผุดขึ้นมาบนหน้าอาจารย์ผู้สอน “ผมจะให้เริ่มพรีเซ็นต์ก็ต่อเมื่อพวกคุณทั้งสาขามาพร้อมหน้าแล้วเท่านั้น และขอบอกว่ามาเลทมากเท่าไหร่ พวกคุณก็จะยิ่งเสียเวลาจนอาจไปดูรุ่นน้องของพวกคุณไม่ทันก็ได้”

-------------

ช่วงสามทุ่มกว่ามีเสียงเคาะประตูห้องเบาๆ พอเปิดออกไปก็เจอข้าวยำยืนอยู่อย่างคาดไม่ถึง อีกฝ่ายกวาดตามองผมขึ้นลงอย่างรวดเร็ว แล้วอ้าปากถาม

“มึงดูปกติดีนะ ไม่ปวดขาหรือไง”

“ก็ปวด”

ผมตอบตามจริง คิดว่าพรุ่งนี้น่าจะปวดระบมกว่านี้ด้วย แต่ตอนนี้ปวดหัวกับงานกลุ่มที่ได้รับมอบหมายมามากกว่า น่ากลัวว่าคงได้โต้รุ่งหลายคืนแน่ๆ

“เอานี่”

แมวเถื่อนยื่นถุงที่มีโลโก้ร้านสะดวกซื้อมาตรงหน้า ผมรับมาเปิดดูด้วยความแปลกใจก็เจอยาทาแก้ปวดหนึ่งหลอด แล้วก็มีแซนวิชกับนมกล่องด้วย ผมยืนอึ้งไปครู่ใหญ่ พอตั้งสติได้พบว่าคนให้จ้ำเท้าเดินกึ่งวิ่งหนีไปไกลแล้ว แปบเดียวตัวข้าวยำก็หายลับไปทางบันไดขึ้นลง ทิ้งให้ผมยืนมองอยู่ตรงนั้นพักใหญ่กว่าจะพาตัวเองเข้ามาในห้องได้

ผมหยิบของในถุงออกมาวางบนโต๊ะทีละอย่างด้วย ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกหลายอย่างปนเปจนกลั่นเป็นถ้อยคำไม่ถูก...ก็ไม่เคยคิดว่าจะโดนแมวเถื่อนตัวนั้นเป็นห่วงมาก่อน

หือ?

ผมหยิบกระดาษใบเล็กที่เหมือนฉีกมาจากสมุดจดสักเล่ม ลายมือไม่เชิงแย่ เพราะยังอยู่ในระดับอ่านออก

‘ขอโทษที่กูเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รุ่นพี่อย่างมึงโดนทำโทษ แถมยังถูกไล่ไปอย่างนั้นอีก
หลังจากนี้จะพยายามให้มากขึ้น’

ผมยิ้มมองข้อความในมือ แล้วพึมพำกลับไปบ้าง

“จะพยายามเหมือนกัน”

เอื้อมมือคว้าแซนวิชมาแกะเปลือกหุ้มออก แล้วกัดเข้าปากเต็มแรง ของกินในมือไม่ได้ช่วยให้ผมอิ่มท้องเท่านั้น มันยังเสริมสร้างแรงใจให้ด้วย

ดังนั้น...รับน้องครั้งสุดท้ายของมัน ผมจะไปดูให้ได้!

############

เนื่องด้วยเนื้อหาน้อยกว่าปกติ เราเลยมีเกมมาให้เล่นสนุกกันค่ะ

Q: มาวัด 'ความเถื่อน' ของคุณกัน!










ถ้าเลือกภาพ...   

A: คุณเป็นคนเถื่อนค่ะ เพราะตามพจนานุกรม เถื่อน (น.) หมายถึง 'ป่า' ในภาพนี่คือป่าชัดๆ เลยนะคุณ 555

B: คุณเหลือความเถื่อนเพียงครึ่งเดียวค่ะ เพราะในภาพสื่อถึงบ้านไม้ หมายถึงคุณเริ่มรู้จักเอาไม้มาสร้างบ้านให้ตัวเองแล้วนะ

C: ยินดีด้วยค่ะ คุณไม่เหลือความเถื่อนในตัวแล้ว เพราะในภาพสื่อถึงตึกที่มีแสงไฟยามค่ำคืน คุณเลยเป็นคนเมืองแล้วค่ะ!
(หมายเหตุ: ที่ไม่เอาภาพตึกคอนกรีตมาใช้ เพราะเดี๋ยวโดนจับทางได้ค่ะ//ฮา) 

ได้คำตอบแล้วก็อย่าลืมบอกเราบ้างนะ ^^
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-06-2017 10:19:34 โดย KatzeP »

ออฟไลน์ boonpa

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2359
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-9
 :hao4: ลุ้นเอาใจช่วยน้องยำต่อ

ออฟไลน์ shoi_toei

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4365
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +222/-26

ออฟไลน์ pinglang

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 1
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
แมวเถื่อนจะติดกับตอนไหนน้อ  :katai5: :katai5:

ออฟไลน์ kratair

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 21
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
นายพรานวางกับดัก5: โดนล่อลวงเข้าให้แล้ว (1/2)


ผมเหลือบมองนาฬิกาติดผนัง เข็มสั้นเลยสิบ ส่วนเข็มยาวกำลังเข้าใกล้เลขสาม แล้วตวัดตามองเพื่อนร่วมสาขาอีกสองกลุ่มนั่งรอให้ถึงตาพวกมันพรีเซนต์งาน

บ้าเอ๊ย!!

ผมนั่งกอดอกอย่างหงุดหงิดปนร้อนใจ เพราะอยากรู้สถานการณ์ทางฝั่งปีหนึ่งที่ไม่เห็นหน้ามาพักใหญ่จะแย่ แต่ออกจากห้องไปก่อนไม่ได้ ต้องรอเพื่อนพรีเซนต์งานให้เสร็จทุกกลุ่มก่อน ไหนต้องรออาจารย์ให้คะแนนแล้วพูดติชมเป็นรายกลุ่มอีกล่ะ

โธ่เว้ย! ถ้าไม่ต้องเสียเวลาเมื่อเช้าไปกับการรอนะ ป่านนี้คงโดนปล่อยตัวแล้ว

นึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าก็ยิ่งหงุดหงิด ทั้งที่คนส่วนใหญ่อยู่โต้รุ่งถึงเช้า น้ำท่าก็ยังไม่ได้อาบกันตั้งแต่เมื่อวาน พอหาอะไรลงท้องเสร็จก็พากันวิ่งหน้าตั้งมาห้องปฏิบัติการให้ทันเวลานัดหมาย แต่ดันมีไอ้บ้าคนหนึ่งที่ทำงานเสร็จก่อนชาวบ้าน เลยกลับไปอาบน้ำนอนพักที่หอสักสองชั่วโมงแล้วค่อยมาตามนัด

กลายเป็นปล่อยคนอื่นเขารออยู่นานจนต้องให้เพื่อนไปตามตัวถึงหอ!

ผมตวัดสายตามองคนนอนเพลินที่ว่า

...ดูมัน ทั้งที่ได้นอนมากกว่าชาวบ้าน ยังกล้าอ้าปากหาวไม่เกรงใจใครอีก! ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห แล้วดูไอ้คนถูกจ้องสิ โน้มหน้าเข้าหาโต๊ะเข้าไปทุกทีๆ สุดท้ายก็ฟุบหัวหลับอยู่อย่างนั้น ผิดกับเพื่อนรวมทีมของมันที่ออกอาการสะดุ้งสะเทือนให้เห็นทุกราย

“เลิกจ้องเหอะภู กูสงสารสี่คนนั้นมากกว่าพวกไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างเต้อีก”

ผมพ่นลมหายใจยอมหันกลับมาหากังหันที่นั่งอยู่ข้างกัน นี่ถ้าไม่โดนแบ่งกลุ่มโดยให้ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดหกคนแรกเป็นหัวหน้ากลุ่มล่ะก็ ผมคงได้โบกหัวเต้ไปแล้วในฐานะสมาชิกทีมเดียวกัน แล้วที่น่าโมโหกว่านั้นคะแนนของกลุ่มเต้ดันมากกว่ากลุ่มผมตั้งสองคะแนน

“หงุดหงิดวะ!”

“มึงแสดงออกโคตรชัดขนาดนี้ กูคงดูไม่ออกมั้ง” ประชดเสร็จ กังหันก็ถอนหายใจบ้าง “...เอาน่ามึง ถึงเราไปดูสดไม่ทันก็ยังมีวีดีโอให้ดูอยู่ล่ะวะ เหมือนสมัยเราอยู่ปีหนึ่งที่โดนรุ่นพี่ถ่ายวีดีโอเก็บไว้ทุกช็อตไง”

“ดูสดกับดูย้อนหลัง มันไม่เหมือนกันนี่หว่า”

ผมพยายามเถียง ทั้งที่ในใจแค่อยากไปเห็นหน้าใครบางคน แต่ดันไปไม่ได้ แม่ง เหมือนตัวเองถูกขังในกรง ได้แต่นั่งหงุดหงิดงุ่นง่าน เพราะหาทางออกไปสู่อิสรภาพไม่เจอเลยวะ

“มีให้ดูก็ดีแล้วโว้ย มึงอย่าเรื่องมาก!”

ผมได้แต่นั่งอารมณ์ขุ่นมัวอยู่ในห้องไปเรื่อยๆ พอนั่งว่างแบบนี้แล้วฟุ้งซ่านยิ่งกว่าตอนหัวหมุนทำงานกลุ่มให้ทันกำหนดส่งซะอีก ตอนนั้นว่าอยากเห็นหน้ามันนิดๆ แล้วนะ แต่เทียบอะไรกับตอนนี้ไม่ได้เลยวะ

กูอยากเห็นหน้าแมวโว้ย!

จนกระทั่งเกือบสิบเอ็ดโมง เพื่อนร่วมสาขากลุ่มสุดท้ายถึงพรีเซ็นต์จบ ต้องฟังอาจารย์ติและให้คะแนนอีกสิบกว่านาที ระหว่างนั้นผมเริ่มกวาดข้าวของลงเป้ เพราะนึกว่าจะได้ปล่อยตัวสักที แต่ที่ไหนได้โดนหลอกให้ดีใจเก้อ เพราะอาจารย์แกเล่นเอาผลงานแต่ละกลุ่มมาพูดถึงข้อดีข้อเสีย แล้วลากยาวเหมือนติดลมบน

แม่ง เหมือนมานั่งเรียนเสริมกลายๆ เลย

ผมนั่งเท้าคางอย่างเซ็งในอารมณ์อยู่นานจนความรู้สึกที่อยากไปดูหน้าน้องนักหนาค่อยๆ มอดดับจนหลงเหลือเพียงขี้เถ้ากองหนึ่ง กระทั่งโดนปล่อยตัวเกือบบ่ายโมง ขี้เถ้าที่ว่าก็จุดไฟไม่ติดแล้ว

“ขอขอบคุณกระเพาะใครสักคนที่ส่งเสียงร้องดังไปถึงหูอาจารย์”

ผมเดินผ่านไอ้เอที่กำลังพูดคุยกับอากาศธาตุ มีกังหันเดินตามหลังมา

“มึงยังอยากไปลานคณะอยู่ไหมวะ?”

“ไม่มีอารมณ์ไปแล้ว” ผมตอบเพื่อนห้วนๆ ไปตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วนี่

“แล้วมึงไม่อยากรู้เหรอว่าปีหนึ่งผ่านหรือไม่ผ่าน?”

“กลับถึงหอก็รู้เองนั่นแหละ”

ถ้าสัมผัสได้ถึงบรรยากาศหดหู่จากปีหนึ่งก็แปลว่าปิ๋ว แต่ถ้าไม่เจอตัวปีหนึ่งที่หอเลย แสดงว่าพวกรุ่นน้องโดนกักตัวให้อยู่ร่วมงานพิธีมอบเกียร์ตอนบ่ายต่อ

“แล้วมึงจะไปไหนต่อ?”

ยังไม่ทันได้ตอบก็มีเสียงเรียกชื่อผมดังขึ้นมา หันไปมองตามเสียงก็เห็นเต้นั่งงัวเงียบนเก้าอี้ตัวเดิมอย่างกับเพิ่งโดนปลุกตื่นหมาดๆ ข้างกายมีลูกทีมทั้งสี่ที่พยายามเรียกสติคนครึ่งหลับครึ่งตื่นเต็มที่ คนเรียกผมเมื่อกี้ก็หนึ่งในลูกทีมของมันเนี่ยแหละ

“เอาเพื่อนมึงไปด้วยสิ!”

ผมเมินแมวหน้าง่วงกับลูกทีมทั้งสี่ด้วยการจ้ำเท้าหนีออกจากห้องดื้อๆ

ก็เจ้าตัวฝากฝังให้ผมช่วยดูแลแค่น้องรหัส ส่วนตัวมันไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย มีแค่ผมที่สมัครใจให้อาหารเป็นครั้งคราว ดังนั้นเรื่องอื่นผมไม่ขอยุ่ง โดยเฉพาะตอนกำลังอารมณ์ไม่ดีแบบนี้ เดี๋ยวเกิดคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ขึ้นมาคงได้เกิดปัญหาทะเลาะกับเพื่อนจนต้องตามไปขอโทษทีหลังเข้า

กังหันเห็นผมกำลังอารมณ์ไม่ดีเลยขอแยกตัวไปก่อนอย่างเข้าใจ แต่เดินตามลำพังได้แปบเดียวก็มีมารผจญวิ่งไล่หลัง ตะโกนร้องเรียกใส่กันไม่หยุด

“ภูโว้ยภู...มึงจะทิ้งเต้ไว้ตรงนั้นจริงเรอะวะ”

ลูกทีมตั้งสี่คน ถ้าไม่มีปัญญาพาหัวหน้าทีมกลับหอก็ไม่รู้จะพูดว่ายังไงแล้ว

“เฮ้ย! เดินหนีกูทำไมเนี่ย”

“แล้วมึงจะตามตูดกูมาทำไม”

“กะ ก็มึงจะรีบไปไหนล่ะ”

ผมหันไปตะคอกใส่เออย่างรำคาญจัด “กลับหอไปนอนสิวะ!”

เอผงะเล็กน้อย “เอ่อ ไปด้วยๆ...กูก็คิดถึงเตียงนอนที่หอเหมือนกัน”

-------------

ผมรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมืดแล้ว หลับไปนานเอาเรื่องเหมือนกัน

โครก...

ก้มมองท้องตัวเองที่ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่กลางวันก็ถอนหายใจเบาๆ ยอมออกไปล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำรวม หลังล้างหน้าให้สดชื่นขึ้นก็กลับมาที่ห้อง คว้ากระเป๋าตังค์กับมือถือไปหาของกินใส่ท้อง ตลอดทางที่ลงจากตึกเงียบกริบอย่างกับไม่มีคนอยู่อาศัย

หายไปไหนกันหมดวะ?

ระหว่างกำลังสงสัยก็มีเสียงไลน์เข้าสะท้อนไปทั้งทางเดินเงียบๆ พอหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นข้อความจากเอ

- A- : มีเลี้ยงฉลองที่ลานคณะ ของฟรีเต็มเลย มึงมาสิ

กวาดตาอ่านแค่รอบเดียวก็กดตอบไปสั้นๆ

Phu: ขี้เกียจไป

คราวนี้คนตอบกลับมาไม่ใช่คนชวน

KangHan: เป็นอะไรของมึงอีกวะ ทีเมื่อเช้ายังอยากมาจะเป็นจะตายอยู่เลย
Phu: กูเหนื่อย
KangHan: แล้วกูไม่เหนื่อยเรอะ กูยังมาเลย อย่ามาใช้ข้ออ้างนี้วะเพื่อน!
Phu: มึงอยากไปก็เรื่องของมึง แต่กูไม่ไป จบไหม

ไม่มีข้อความอะไรกลับมาอีก แต่ผมนึกภาพกังหันทำหน้าหงุดหงิด และมีเอพ่นคำด่าใส่ออกเลย

ก็คนมันไม่มีอารมณ์ไปสังสรรค์ จะให้ไปทำหน้านิ่งหน้าบูดให้เสียบรรยากาศก็คงไม่ดีนักหรอก แถมอาจมีพวกปากเสียที่ไม่ชอบขี้หน้าผมมาพูดจาหมาๆ ใส่ อย่างไอ้ภูไม่อยากให้ปีหนึ่งผ่านรับน้อง ไอ้ภูไม่อยากให้ปีหนึ่งได้เกียร์ แค่คิดก็ปวดหัวขึ้นมาเลย

เพราะงั้นตัดปัญหาไม่โผล่ไปให้เห็นหน้านี่แหละดีที่สุดแล้ว   

หลังหาอะไรกินที่โรงอาหารใกล้ๆ เรียบร้อย ผมก็กลับมาที่ห้องต่อ อาจเพราะอดหลับอดนอนมาหลายคืน หัวถึงหมอนปุ๊บก็หลับยาวยันเช้าวันต่อมา

ความรู้สึกแรกหลังตื่นนอนคือมึนหัวหน่อยๆ...สงสัยเพราะนอนมากไป พอได้อาบน้ำก็ช่วยเรียกคืนความสดชื่นกลับมาได้บ้าง หลังออกไปหาอะไรกินเติมเต็มท้องว่างก็รู้สึกคล้ายกับได้ฟื้นคืนชีพอย่างบอกไม่ถูก รวมถึงด้านอารมณ์ที่กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

เพราะแบบนั้นก่อนกลับหอ ผมเลยแวะซื้อข้าวมันไก่สองกล่องติดมือกลับไปด้วย

-------------

สภาพหอในตอนนี้ร้างคนแบบเมื่อวานไม่มีผิด ไม่รู้ว่าเป็นซากเก็บไม่หมดอยู่ที่ลานคณะ หรืออาจหลับเป็นตายคาห้องพักก็ไม่แน่ใจ คิดพลางมองข้าวมันไก่ในมืออย่างลังเล

...เอาไปให้ตอนนี้จะได้เจอมันไหมวะ

แต่ความรู้สึกอยากเจอมีอิทธิพลมากกว่า ผมเลยเลือกเสี่ยงดวงไปหาถึงห้องพักดู ไปถึงก็ยืนลังเลครู่หนึ่งก่อนลองจับกลอนประตูเปิดเข้าไป

แกร๊ก...บานประตูกลับเปิดออกอย่างง่ายดายจนผมเผลอสบถในใจ

แม่ง ไม่ล็อกประตูกันอีกแล้ว!

ก้าวเท้าเข้าห้องรุ่นน้องเงียบๆ ก็เห็นทั้งข้าวยำทั้งวินนอนแผ่หลาหมดสภาพอยู่บนฟูก ผ้าห่มถูกเตะไปทาง หมอนก็เอียงซะเกือบหล่นจากฟูก ข้าวยำน่ะไม่เท่าไหร่ แต่เดือนของคณะนี่สิ ท่านอนอุบาทว์มาก

...แล้วดูชุดแต่ละคนสิ นอนเน่ากันตั้งแต่เมื่อคืนแน่ๆ

ผมละสายตาจากพวกรุ่นน้อง แล้วไปวางของที่หิ้วมาไว้บนโต๊ะญี่ปุ่น กำลังคิดอยู่ว่าจะปลุกพวกมันดีไหมอยู่สักพักก็คิดว่าอย่าดีกว่า เลยเขียนข้อความใส่กระดาษสอดไว้ใต้ถุงข้าวแทน จากนั้นก็ไปยืนจ้องข้าวยำ มองหน้าให้สมใจอยากจนพอใจระดับหนึ่งถึงละสายตาไปมองรุ่นน้องอีกคน แล้วส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจแทนเพื่อนที่กำลังผลักดันให้วินได้ตำแหน่งเดือนมหา’ลัยมาครอง

ว่าแล้วก็หยิบมือถือมาถ่ายภาพเดือนคณะปีนี้สักหน่อย ถ่ายเสร็จก็กดส่งไปให้เพื่อนที่ดูแลเดือนคณะดู พร้อมข้อความที่อีกฝ่ายน่าจะร้องกรีดร้องทันทีที่เห็น ตามด้วยมอบคำด่าใส่จนผมอาจจามได้

Phu: ดูสภาพเด็กปั้นของมึงดิ
Phu: ส่งรูปถ่าย
Phu: แบบนี้จะเป็นเดือนมหา’ลัยไหวเหรอวะ //อย่าคาดหวังนักดีกว่า

ผมลดมือถือลง กำลังคิดจะกลับห้อง สายตาดันไปสะดุดหน้าท้องขาวๆ ที่กำลังขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจเข้าออก จ้องอยู่สักพักถึงรู้สึกตัวขึ้นมาว่าไม่ควรมองพุงของแมวเถื่อนนานนัก

เดี๋ยวเกิดอยากไปฟัดพุงมันขึ้นมาจะยุ่ง!

คิดแล้วก็รีบเดินนั่งยองๆ ด้านข้าง ดึงชายเสื้อลงมาปิดหน้าท้องให้ พอได้เข้าใกล้ขนาดนี้กลับไม่ได้กลิ่นเครื่องดื่มมึนเมาที่น่าจะเหลือตกค้างในร่างกาย

ก็ตามคาดล่ะนะ ขืนเอาของพวกนั้นไปกินที่ลานคณะคงโดนทั้งอาจารย์ทั้งพี่ศิษย์เก่าและรุ่นพี่บางคนด่าแหลกฐานทำสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แปดเปื้อน...เผลอๆ อาจได้วิ่งรอบลานเป็นการขอขมาด้วยก็ได้ แค่นึกภาพต้องไปวิ่งกลางแดดร้อนๆ จนหมดเรี่ยวแรง ต้องล้มตัวนอนแผ่หลาบนพื้นลานให้โดนแดดเผาก็ขนลุกแล้ว

หลังสะบัดหัวไล่ภาพที่เหมือนนรกย่อมๆ ออกไปได้ก็นิ่วหน้ามองท่านอนแมวเถื่อนที่ไม่น่าจะนอนสบายนัก เลยช่วยจัดท่าให้นอนดีๆ แล้วก็ช้อนหัวข้าวยำขึ้นเล็กน้อย อีกมือขยับไปเลื่อนหมอนให้กลับมาในที่ควรอยู่ แล้วค่อยวางหัวให้หนุนหมอนดีๆ

“อือ...” คนหลับงึมงำอะไรสักอย่าง ก่อนจะนิ่งอีกครั้ง

...หึ แม้แต่ตอนนอนก็ยังทำหน้าได้น่าแกล้งเป็นบ้า

ความคิดสะดุดเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มโลดแล่นอย่างรวดเร็วพอๆ กับสายตาที่กวาดหาตัวช่วยแกล้งคนจนไปเห็นปากกาเน้นข้อความหลากสียัดรวมๆ กันในกระปุกพลาสติก เลยลุกไปดึงออกมาด้ามหนึ่ง ผมเลือกสีม่วงเพราะน่าจะเห็นชัดดี ส่วนผู้ที่ได้รับลวดลายศิลปะฝีมือของผมคนแรกคือวิน หน้าหล่อๆ ของเดือนวิศวะเลยเละเป็นโจ๊ก ถึงอย่างนั้นกลับข่มออร่าความหล่อที่แผ่ออกมาไม่มิดอยู่ดี

เหอะ ไอ้พวกหน้าตาดี!

ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมผู้ชายบางคนถึงหมั่นไส้รุ่นน้องคนนี้นัก เพราะมันทำให้ผู้ชายด้วยกันรู้สึกถึงความพ่ายแพ้ได้นี่เอง ด้วยกลัวว่าจะเผลอลืมตัวกระทืบเท้าใส่รุ่นน้องเข้าให้ ผมเลยรีบข้ามตัววินกลับไปหาแมวเถื่อน พอได้เห็นหน้าข้าวยำ อารมณ์หมั่นไส้ก่อนหน้านี้ก็จางหาย แทนที่ด้วยอารมณ์สนุกสนานทันที

หึๆ เอาหนวดสามเส้นข้างแก้มไปเลย เอาวงรอบตาไปด้วยสักวง

แต่เหมือนยังขาดอะไรไปสักอย่าง อ้อ เป็นแมวเถื่อนนี่น่ะ ต้องมีรอยบากรูปแผลด้วยสิ...พื้นเหนือคิ้วซ้ายที่ยังว่างเลยมีรอยกากบาทปรากฏส่งท้าย ผมมองผลงานชิ้นเอกอย่างภูมิใจครู่หนึ่งถึงหยิบมือถือขึ้นมากดถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก

แชะ! ดูรูปที่ถ่ายมาก็รู้สึกว่าควรตกแต่งภาพเพิ่มสักหน่อย แมวเถื่อนในภาพเลยมีหูแมวสองข้าง ตามด้วยหางแมวอีกหนึ่งจากการวาดเพิ่มของผม

ฮ่าๆๆ น่ารักวะ

ผมกลั้นขำอยู่นานทีเดียว พอมือหายสั่นก็เริ่มถ่ายภาพข้าวยำในมุมต่างๆ เก็บไว้อีกสองสามรูป แล้วเลื่อนมือถือไปทางรุ่นน้องอีกคนบ้าง ซูมเน้นถ่ายใบหน้าเลอะๆ เก็บไว้เพราะความหมั่นไส้ล้วนๆ แล้วก็ขอถ่ายท่านอนอุบาทว์ผสมหน้าเลอะๆ อีกสักรูปเถอะ

แชะ!

“อืม...”

ผมรีบก้มหน้าทันที ได้เห็นข้าวยำพลิกตัวนอนหันหลังให้คล้ายคนกำลังรำคาญก็ได้แต่ยิ้มอ่อนใจ 

...เอาเถอะ กลับไปรอมันที่ห้องตัวเองดีกว่า

ผมยัดมือถือลงกระเป๋ากางเกง ก้าวขาข้ามร่างแมวเถื่อนอย่างระวังไม่ไปปลุกให้ตื่น ก่อนออกจากห้องก็ช่วยกดล็อกกลอนประตูให้ แล้วดึงปิดอย่างแผ่วเบา ระหว่างเดินกลับห้องตัวเอง ผมก็อดนึกไม่ได้ว่า หากสองคนนั้นตื่นมาเจอของฝากบนหน้าเข้าจะแสดงออกแบบไหนกัน เพียงแค่คิดก็ทำผมหัวเราะขำไม่หยุดแล้ว

-------------
(มีต่อหน้าถัดไปค่ะ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-07-2017 01:16:15 โดย KatzeP »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด