เล่ห์ร้ายจอมราชันย์ (จีนโบราณ)บทที่42บทส่งท้าย(จบบริบูรณ์)(P.11วันที่ 8/8/59)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เล่ห์ร้ายจอมราชันย์ (จีนโบราณ)บทที่42บทส่งท้าย(จบบริบูรณ์)(P.11วันที่ 8/8/59)  (อ่าน 176615 ครั้ง)

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
เล่ห์ร้ายจอมราชันย์
บทที่ 5 สัญญาสองเรา? (P.1วันที่ 12/02/59)


        ลั่วเหยียนเจิ้งก้าวตามคนร่างสูงสง่าใบหน้างดงามชวนให้ถวิลหา ความงดงามเพียงอย่างเดียวเขาคงไม่สนใจเท่าบรรยากาศเย็นๆ ที่แผ่ออกมาและดวงตาเย็นชาฉายแววหงุดหงิดๆ ของอีกฝ่ายซึ่งดึงดูดตนให้เข้าหา สองเท้าก้าวเดินตามไปอย่างไม่เร่งรีบ ความเงียบงันทำให้อดที่จะเอ่ยถามไม่ได้
    
       “เจ้าจะพาข้าไปที่ใดกัน” ดวงตาที่แสนนิ่งเรียบติดเย็นชาปรายตามองตนเล็กน้อย ทว่ากลับไม่กล่าวสิ่งใดออกมา เมื่อหันไปมองผู้ติดตามเพียงคนเดียวซึ่งเดินตามมาเงียบๆ คล้ายไม่สนใจสิ่งใด แต่ดวงตาเรียวคมคู่นั้นก็เหลือบมองเขาอย่างไม่วางใจ
    
        ...ช่างน่าสนใจ ทั้งนายและบ่าว
    
         ใบหน้าคมคายยกยิ้มบางเบา อ่อนโยน ชวนให้บรรยากาศอบอุ่นขัดกับบรรยากาศเย็นเยียบชวนให้ขนลุกชันที่แผ่ออกมาจากหลิ่วเหวินอี้ คล้ายกำแพงน้ำแข็งที่สูงตระหง่านหากทำให้ใจที่เหน็บหนาวเย็นชาไร้ความรู้สึกมาเนิ่นนานอยากปีนป่ายข้ามกำแพงน้ำแข็งเข้าไปยังหัวใจผู้เป็นเจ้าของ
    
         ลั่วเหยียนเจิ้งเดินเข้ามาภายในเมืองหยางเซาตามหลิ่วเหวินอี้จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่คฤหาสน์หลังหนึ่งภายในเมืองไปทางทิศตะวันออก ห่างจากตลาดไปไม่มากนักทันทีที่ยามเฝ้าประตูเห็นผู้เดินเข้ามาต่างเปิดประตูเชื้อเชิญเข้าไปภายในอย่างนอบน้อม
    
       “ถังต้าหลี่อยู่หรือไม่” เสียงเรียบนิ่งไร้ความรู้สึกเอ่ยถามปรายตามองยามเฝ้าประตูเพียงเล็กน้อย
    
      “อยู่ขอรับ ตอนนี้นั่งเล่นอยู่ศาลาดอกบัวกับคุณชายใหญ่ขอรับ” มันเอ่ยตอบพลางหันมองแขกที่มาด้วยกับสหายของเหล่าคุณหนูและคุณชายอย่างใคร่สงสัย
    
        ลั่วเหยียนเจิ้งมองแผ่นหลังของหลิ่วเหวินอี้นิ่งเรียบ ดวงตาประกายวาววับไปชั่วครู่จนมิมีใครสังเกตได้ทัน ใบหน้ายังฉายแววอ่อนโยนบรรยากาศอบอุ่นชวนให้คบหา ทว่าในใจกำลังครุ่นคิดว่าบังเอิญเกินไปหรือไม่ที่เขาจะเจอกับคนตระกูลถังเร็วเช่นนี้ หากเป็นตระกูลเดียวกับตาแก่บ้าตันหานั่นต้องการ แล้วอีกาจะจัดการล้างตระกูลนี้จริงๆ หรือไม่ ยิ่งก้าวเดินรู้สึกยิ่งซับซ้อนทุกอย่างเหมือนเป็นปริศนา
    
        หลิ่วเหวินอี้หยุดเดิน พร้อมหันกลับมามองตนนิ่งๆ คล้ายกับครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยถามเสียงนิ่งเรียบดวงตาเรียวคมเย็นชาไม่ได้แสดงกิริยาอื่นใด ทว่าเหตุใดหัวใจถึงเต้นเร้าอยากสัมผัสใบหน้านั้นยิ่งนัก อยากเห็นรอยยิ้มของคนผู้นี้ว่าจะงดงามเพียงใด
    
        “ที่นี่บ้านตระกูลถัง ข้าคงให้ท่านพักที่นี่ชั่วคราว” หลิ่วเหวินอี้กล่าวมองเขาคล้ายดูกิริยา ทว่าเขาเพียงแค่ส่งยิ้มพยักหน้ารับคล้ายไม่ได้ใส่ใจกับที่พักของตนซึ่งก็มีความจริงเจ็ดส่วนเพราะเขาอยากรู้ว่าอีกาจะมาฆ่าล้างตระกูลหรือไม่ แต่อีกสามส่วนนั้นเสียดายที่ไม่ได้อยู่ใต้หลังคาเดียวกับคนที่ทำให้ความสนุกของตนกลับมาอีกครั้ง
    
         “ท่านจะไม่ถาม?” คำถามของหลิ่วเหวินอี้ ทำให้ยกยิ้มบางก่อนจะบอกเสียงนุ่มทุ้มตามเอกลักษณ์ของฮ่องเต้ที่แสนอ่อนโยนและอ่อนแอ ยามนี้ต่างกันแค่เขามิได้แสดงความอ่อนแอออกมาเท่านั้นเอง
    
         “แค่นี้ก็เป็นพระคุณแล้ว แต่สัญญาสองเราไยเจ้าไม่ทำตามเล่า” ใบหน้างดงามนั้นชะงักงันไปชั่วครู่ ใบหูแดงเล็กน้อยแม้จะเป็นคนไม่ค่อยพูดแต่ใบหน้าก็มิอาจกลบเกลื่อนความเขินอายได้เช่นกัน
    
        “ข้ายังไม่ชิน” น้ำเสียงเย็นชา ดวงตาประกายตาคล้ายลำบากใจ ลั่วเหยียนเจิ้งก็มิได้เร่งรัดเพราะคนเช่นนี้อาจไม่คุ้นเคยหรือไม่ก็ไม่เคยเรียกผู้ใดว่าท่านพี่มาก่อน
    
        “น้องเหวินอี้หากข้าทำให้เจ้าไม่สบายใจข้าจะออกเดินทางไปต่อ และเรื่องของเราถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตกลงหรือไม่” หลวนซานที่หยุดมองทั้งคู่อ้าปากค้างมองบุรุษอาภรณ์สีเขียวอ่อนพูดเรื่องชวนให้คิดไปไกลด้วยความตกตะลึง ทว่าเมื่อมองหน้านายน้อยมันถึงกลับทำอันใดไม่ถูกได้แต่ก้มหน้าหลบตาทำหูตาไม่ได้ยินสิ่งใดทั้งสิ้น
    
        ลั่วเหยียนเจิ้งมองใบหน้าเย็นชาทว่าใบหูกลับแดงเล็กน้อย ดวงตาเย็นชาคู่นั้นตวัดมองมาทางตนอย่างครุ่นคิด ก่อนจะเม้มปากเน้นเหมือนไตร่ตรองอย่างหนัก เขายังแสร้งตีหน้าเศร้าคล้ายเสียใจนักหนา
    
        “ข้าหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ท่านพี่เหยียนเจิ้ง” ลั่วเหยียนเจิ้งยกยิ้มอย่างพอใจ มองคนหน้านิ่งสนิททว่าใบหูกลับเป็นหลักฐานชั้นดีว่าเจ้าตัวกำลังเก้อเขิน
    
       “ดียิ่งน้องเหวินอี้ ข้าคิดว่าเจ้าจะรังเกียจผู้ไร้ที่มาไม่มีที่ไปเช่นข้าเสียแล้ว” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกกล่าวด้วยรอยยิ้มยินดี ทว่าคนที่เอ่ยปากดวงตากลับฉายแววยุ่งยากใจจนอดที่จะขำไม่ได้ เมื่อทั้งคู่ตกลงกันได้แล้วจึงเดินไปยังศาลาดอกบัวทางตะวันตกของบ้าน
    
        หลวนซานยกมือเกาหัวอย่างมึนงง เขาไม่เคยเห็นนายน้อยยอมใครเช่นนี้มาก่อน แต่เพราะเหตุใดกันนายน้อยถึงเปลี่ยนไป แม้มันจะเฝ้าถามตนก็มิอาจได้คำตอบนอกจากก้าวเดินตามทั้งคู่เงียบๆ ดั่งไร้ตัวตนเมื่อเจ้านายมิต้องการให้รับใช้
    
       ขณะที่หลิ่วเหวินอี้เดินไปทางศาลาดอกบัวนั้นกลับมีเสียงดนตรีหวานละมุนดังมา ไม่ต้องบอกก็พอคาดเดาได้ว่าผู้ใดเป็นผู้บรรเลง เขาพาแขกชั่วคราวเดินมาถึงศาลาดอกบัวเห็นถังหยุนซีกำลังนั่งเล่นพิณ ข้างกายมีพี่ชายใหญ่นามว่าถังต้าหลี่นั่งเล่นหมากล้อมคนเดียวฟังน้องสาวบรรเลงเพลงอย่างอารมณ์ดี
    
         ถังต้าหลี่รู้สึกว่าถูกมองจึงเงยหน้าจากหมากล้อมเหลือบมองแขกที่ก้าวเดินเข้ามา ใบหน้าคมคายยกยิ้มอย่างยินดีก่อนจะลุกขึ้นยืนเดินเข้าไปหาสหาย
    
         “เหวินอี้เจ้าหายไปหลายวันคิดว่าจะลืมสหายเช่นข้าเสียแล้ว” หลิ่วเหวินอี้มองคนพูดนิ่งๆ หันไปมองถังหยุนชีที่ยังบรรเลงเพลงต่อใบหน้าหวานละมุนมองมาทางตนด้วยรอยยิ้มสดใส
    
        “ข้ามิได้ว่างงานเหมือนเจ้า” หลิ่วเหวินอี้ตอบกลับเสียงนิ่งเรียบไม่ได้บ่งบอกอารมณ์ใดๆ ถังต้าหลี่ก็ไม่ได้ใส่ใจเชื้อเชิญไปนั่งเล่นหมากล้อมด้วยกัน แต่กลับต้องชะงักงันเมื่อเห็นว่าวันนี้มิได้มีเพียงแค่สหายกับบ่าวรับใช้เท่านั้น
    
        “ท่านผู้นี้คือ...”
    
        “นี่ท่านพี่เหยียนเจิ้งพี่น้องร่วมสาบานของข้า” หลิ่วเหวินอี้ตอบกลับเสียงเรียบ ใบหน้าและดวงตายังนิ่งเฉยคล้ายกลับเรื่องที่ออกปากไปนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ทว่าสหายที่คบหากันมานานกลับอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงมองลั่วเหยียนเจิ้งตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ไม่ว่ามองอย่างไรคนผู้นี้ก็เหนือกว่าตนจนเทียบไม่ติด
    
        หลิ่วเหวินอี้ยังคงนิ่งเฉยไม่สนสายตาแปลกใจจากทั้งสามคน ที่เขากล่าวไปเช่นนั้นเพราะต้องการความช่วยเหลือจากถังต้าหลี่ หากบอกว่าเพิ่งพบเจอเขาคงมิอาจฝากไว้ที่นี่ได้
    
        “ข้าฝากท่านพี่เหยียนเจิ้งพักอยู่กับเจ้าหนึ่งเดือน” หลิ่วเหวินอี้กล่าวต่อเสียงเรียบ มองใบหน้าสหายนิ่งๆ ซึ่งตอนนี้ถังต้าหลี่หันขวับมามองตนกับแขกของตนอย่างตื่นตระหนก
    
        “เหวินอี้สหายข้าเราคบหากันมานานข้าเพิ่งรู้ว่าเจ้ามีพี่น้องร่วมสาบานด้วย” เมื่อสติกลับมาถังต้าหลี่หรี่สายตามองสหายอย่างจับผิด ทว่าใบหน้าเย็นชาและบรรยากาศรอบตัวกลับมิอาจจับผิดได้เลยแม้แต่น้อย ส่วนผู้ที่ถูกฝากตัวไว้เพียงแค่ส่งยิ้มอ่อนโยนดุจสายธารในฤดูใบไม้ผลิ
    
        “ข้าเหยียนเจิ้ง รบกวนท่านแล้ว” ลั่วเหยียนเจิ้งก้มหน้าทักทายเล็กน้อยตามมารยาท ทว่ากิริยาที่ดูอย่างไรก็สูงส่งทำให้ถังต้าหลี่รู้สึกแปลกๆ มองแขกตรงหน้าอย่างพิจารณาไม่ว่ามองอย่างไรก็เหมือนลูกเศรษฐีหรือไม่ก็ขุนนางดังเช่นตน แต่ในเมื่อสหายเอ่ยปากร้องขอมานับว่าคนตรงหน้านี้ต้องมีอะไรพิเศษไม่เช่นนั้นคนเย็นชาที่ตนตื้อเป็นสหายจะยินยอมพามาที่นี่ง่ายๆ ได้อย่างไร
    
       “ท่านพี่เหวินอี้” ถังหยุนซีซึ่งบรรเลงเพลงจบลุกขึ้นมาหาสหายของพี่ชายด้วยรอยยิ้มดีใจ พลางยอบกายคารวะอย่างนอบน้อม ใบหน้าหวานละมุนและรอยยิ้มสดใสทำให้คนมองส่งยิ้มให้อย่างเอ็นดู ทว่ามีเพียงหลิ่วเหวินอี้ซึ่งเย็นชาเช่นไรก็ยังเป็นเช่นนั้นทว่าทุกคนกลับไม่ได้ใส่ใจคล้ายชินชากับกิริยาเช่นนี้อยู่แล้ว
    
       “พี่เหยียนเจิ้งนี่ถังต้าหลี่สหายข้า ส่วนนี่ถังหยุนซีบุตรีคนเล็กของตระกูลถัง” หลิ่วเหวินอี้กล่าวแนะนำให้ทั้งสามคนรู้จักกัน
    
        “ท่านพี่เหวินอี้พี่ใหญ่จะไปสอบจอหงวนเดือนหน้าเจ้าค่ะ ทั้งวันอ่านแต่หนังสือวันนี้ข้าจึงลากมาฟังเพลงเพื่อผ่อนคลาย” สาวน้อยเพียงหนึ่งเดียวอายุวัยสิบห้าปี กล่าวฟ้องผู้ตนรักและนับถือดุจพี่ชายพลางขยับมากอดแขนอย่างประจบโดยไม่ได้ฟังคำแนะนำเมื่อครู่
    
        ลั่วเหยียนเจิ้งมองสาวน้อยในชุดสีชมพูงดงามสดใสกอดแขนหลิ่วเหวินอี้แล้วนิ่วหน้าอย่างไม่พึงพอใจนัก เป็นสตรีกับถือแขนบุรุษอย่างไม่อายฟ้าดินอีกทั้งมิได้ออกเรือนทำไมไม่รักนวลสงวนตัว ถังหยุนซีหันไปทางสายตาที่ถูกจับตามองใบหน้านิ่งค้างอ้าปากมองอย่างตกตะลึงเพราะตนเพิ่งเห็นเพิ่งเห็นบุรุษผู้นี้อาจเป็นเพราะความดีใจเกินเหตุที่ได้เห็นพี่ชายที่แสนงดงามจึงไม่ได้สังเกตรอบกาย ใบหน้าหวานแดงซ่านอย่างเขินอายพลางหลบไปอยู่ด้านหลังหลิ่วเหวินอี้
     
       “พี่ชายพาแขกมาไยไม่บอกน้องเล่า น้องทำขายหน้าแล้ว” หลิ่วเหวินอี้ก้มมองร่างบอบบางที่หลบอยู่ด้านหลังตนก่อนจะแอบไปมองเหยียนเจิ้ง เขาไม่แปลกใจที่สาวน้อยจะเขินอายเพราะนางไม่ค่อยพบเจอบุรุษที่หล่อเหลาดุจเทพเซียนเช่นนี้
    
      “เจ้ากลับห้องไปก่อน” ถังต้าหลี่บอกน้องสาวเสียงเรียบมองแขกอย่างไม่พึงพอใจนักหวังว่าน้องเล็กไม่ตกหลุมรักคนผู้นี้หรอกนะ
    
        หลิ่วเหวินอี้มองผู้มีพระคุณกับสาวน้อยที่เขินอายรีบเดินจากไป ใบหน้างดงามยามนี้นิ่วหน้ามองตามอย่างครุ่นคิดเห็นทีคงคิดผิดเสียแล้วที่จะพาเหยียนเจิ้งผู้นี้มาพักอยู่ตระกูลถัง ประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายปีย่อมดูออกว่าถังหยุนซีสนใจเหยียนเจิ้งผู้นี้ เพื่อตัดปัญหาแต่ต้นลมเขาต้องไม่นำความเดือดร้อนให้แก่ตระกูลถัง
    
       “ข้าเปลี่ยนใจแล้ว พี่เหยียนเจิ้งกลับนิกายมารฟ้ากับข้า” ลั่วเหยียนเจิ้งเหลือบมองผู้ที่เอ่ยปากแล้วยกยิ้มบางอย่างพอเข้าใจ ตนอาจนำปัญหามาให้กับตระกูลถัง แต่เวลานี้ตระกูลถังใช่ว่าจะปลอดภัยเพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่อีกาจะมากวาดล้าง แต่เมื่อข้อเสนอนี้มาจากคนงามเขาจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร
    
       “นายน้อยโปรดพิจารณาอีกครั้ง” หลวนซานที่นิ่งเงียบไปนานเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี หลิ่วเหวินอี้หันมามองบ่าวรับใช้ที่มีสีหน้าเคร่งเครียดพลางหันมองผู้มีพระคุณอย่างพิจารณา ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าภายในนิกายมารฟ้าพี่น้องต่างมารดากำลังคิดกำจัดตนเพราะเห็นว่าอ่อนแออีกทั้งทำให้ชื่อเสียงนิกายมารฟ้าด่างพร่อย แต่เมื่อเขาตัดสินใจแล้วย่อมมีทางแก้ปัญหา
    
       “เหวินอี้ตระกูลถังยังมีที่พักเจ้าอย่าห่วงเลย ข้าจะให้พี่เหยียนเจิ้งพักที่เรือนข้า” ถังต้าหลี่รินน้ำชาให้ทั้งสามคนกล่าวบอกด้วยรอยยิ้ม แม้จะรู้ว่าอาจมีปัญหาเกิดขึ้นแต่ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้
    
         ลั่วเหยียนเจิ่งมองทุกคนอย่างพิจารณาเงียบๆ ใบหน้าคมคายฉายแววลำบากใจ ก่อนจะบอกหลิ่วเหวินอี้เสียงนุ่มทุ้มทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเกรงใจ
    “น้องเหวินอี้ข้าทำให้พวกเจ้าลำบากใจ ครั้งนี้ข้าจะรับไว้เพียงน้ำใจ โรงเตี๊ยมที่นี่มีมากข้าจะพักอยู่ที่นั่น” น้ำเสียงและแววตาที่ส่งมานั้นฉายไว้ด้วยจริงใจและลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด หลิ่วเหวินอี้มองกลับนิ่งๆ ก่อนจะตอบกลับเสียงเรียบ ที่ทำให้คนฟังหัวใจกระตุกมุมปากยกยิ้มพอใจโดยไม่มีผู้ใดจับสังเกตได้
    
         “ท่านพี่เหยียนเจิ้งรังเกียจนิกายมารฟ้าหรือ” น้ำเสียงเย็นชาและใบหน้านิ่งเฉยทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งยกยิ้มบางส่ายหน้าช้าๆ แล้วกล่าวบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม
    
         “ถึงนิกายมารฟ้าจะเป็นฝ่ายอธรรมแต่ข้าหาได้รังเกียจเจ้าไม่” คำพูดชวนคิดไปไกลทำให้หลวนซานอ้าปากค้างมองผู้มีพระคุณอย่างตะลึงงัน น้ำเสียงที่อ่อนโยนอีกทั้งบรรยากาศอบอุ่นทำให้เจ้าตัวขยับห่างอย่างไม่รู้ตัว
     
        แค่กๆ ๆ
    
        ทว่าคนที่หน้าดำหน้าแดงสำลักน้ำชากลับเป็นถังต้าหลี่ ดวงตาคมกริบหันมามองสหายและแขกแปลกหน้าอย่างไม่แน่ใจในความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ การมีคนรักเป็นบุรุษมิใช่เรื่องแปลกในแผ่นดินนี้ ตั้งแต่คบหาหลิ่วเหวินอี้มานานหลายปีก็คิดอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่มีทางมีภรรยาเป็นสตรีแน่ เพราะคงไม่มีหญิงใดต้องการสามีที่งดงามกว่าตน ทว่าเมื่อสำรวจคนทั้งคู่รูปร่างไม่ต่างกันมากนักก็มิอาจคาดเดาได้เช่นกันว่าผู้ใดจะถูกกระทำ
    
       หลิ่วเหวินอี้นิ่งงันไปชั่วครู่หรี่สายตามองผู้มีพระคุณอย่างจับผิด ใบหน้าที่อ่อนโยนทว่าดวงตากลับประกายเจิดจ้ามาเพียงชั่วครู่ก่อนจะเลือนหายไป แต่มิอาจหลุดพ้นสายตาไปได้การกระทำและกิริยาของเหยียนเจิ้งคล้ายบุรุษที่เขาพบเจอเมื่อวาน ลางสังหรณ์ในใจตีรันกันไปหมด ทว่าร่างกายกลับแข็งทื่อ ขนกายลุกชันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อหันไปมองทางความรู้สึกก็เห็นสายตาแปลกๆ ของสหาย
    
        “ถังต้าหลี่” น้ำเสียงเย็นเยือกพร้อมดวงตาคมกริบของสหายทำให้เจ้าของชื่อสะดุ้ง
    
        “ข้าอยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง จะเรียกเสียงดังทำไม” ถังต้าหลี่ตอบกลับทำหน้ามุ่ย เหล่ตามองเหยียนเจิ้งที่มีรอยยิ้มเฉกเช่นเดิมกลับให้ความรู้สึกไม่วางใจ
    
        หลิ่วเหวินอี้ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกปรายตามองคนพูดชวนให้คิดไปไกลแล้วได้แต่เก็บความไม่พอใจไว้ในใจ คิดเสียว่านี่เป็นเวรกรรมของเขาที่ต้องชดใช้หนี้บุญคุณให้หมด เพียงหนึ่งเดือนไม่มากและน้อยเกินไป
    
        “ข้ามีเรื่องต้องจัดการคงต้องกลับก่อน” หลิ่วเหวินอี้หันไปบอกสหาย ถังต้าหลี่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจมองพี่น้องร่วมสาบานที่ดูเหมือนคิดไม่ซื่อกลับสหายได้แต่ยิ้มแหยปล่อยให้โชคชะตานำพาแล้วกัน แต่ว่าน้ำแข็งเคลื่อนที่ก้อนนี้ใช่ว่าจะมีคนมาละลายหัวใจได้ง่ายๆ
    
       “ราตรีนี้อีกยาวนานรอพระจันทร์กลับมาตะวันจะส่องแสง” หลิ่วเหวินอี้กล่าวประโยคปริศนาไว้กับสหายก่อนจะพาเหยียนเจิ้งกลับตำหนักเหวินอี้นิกายมารฟ้า ใบหน้างดงามกระตุกยิ้มเย็นชา คิดจะจับจิ้งจอกไยจะไม่เอาไว้ใกล้ตัวเล่า
    
        ลั่วเหยียนเจิ้งครุ่นคิดกับปริศนาที่ถูกทิ้งไว้เขาได้ยินอย่างชัดเจน เป็นไปได้ไหมว่าหลิ่วเหวินอี้รู้ความเคลื่อนไหวของผู้ว่าราชการและกลุ่มอีกา แต่ว่าพรรคอธรรมและธรรมมะไม่ยุ่งเกี่ยวกับราชสำนักมาช้านาน เรื่องนี้ชักไม่ชอบมาพากลใครกันที่อยู่เบื้องหลัง หากไปนิกายมารฟ้าพร้อมหลิ่วเหวินอี้จะเกิดเหตุการณ์ใดกับตระกูลถังหรือไม่ อย่างน้อยตระกูลถังก็รับใช้ราชวงศ์มาตั้งแต่สมัยเสด็จพ่อจะปล่อยให้ตายง่ายๆ คงไม่ใช่นิสัยตนเอง อย่างน้อยต้องเก็บไว้ใช้ประโยชน์เพราะไม่รู้ว่าในวังหลวงจะก่อคลื่นใต้น้ำขึ้นมาหรือไม่ ยิ่งลมสงบหากเกิดพายุยิ่งโหมกระหน่ำรุนแรงยากจะรับมือได้




   ยู้ฮู้มีใครอ่านบ้างค่ะ รายงานตัวด้วยจ้า  :3123: :3123: :mew1:

ออฟไลน์ SOO2

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
คุณรัชทายาทก็เนียนไปอีก
ต่ออออออ รอๆเจ้าค่ะ

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
เล่ห์ร้ายจอมราชันย์
 บทที่6 เรื่องวุ่นวาย1 (P.1วันที่ 14/2/59)

         หลิ่วเหวินอี้เดินทางกลับมายังตำหนักเหวินอี้ ซึ่งอยู่ทางปีกตะวันออกห่างไกลจากตำหนักใหญ่ของนิกายมารฟ้าและพี่น้องคนอื่นๆ มากโข ที่นี่ปลูกต้นดอกทอออกดอกบานสะพรั่งงดงามจับตา แต่ก่อนจะถึงตำหนักต้องผ่านทางเข้าประตูใหญ่เสียก่อน ทุกย่างก้าวต่างถูกจ้องมองจากลูกศิษย์ภายในนิกายมารฟ้า ที่นี่มีบรรดาลูกศิษย์พักอาศัยอยู่ทางตะวันตกรวมแล้วหลายร้อยคนซึ่งไม่นับสาขาย่อยที่แตกกิ่งกันไปตามหน้าที่ที่ถูกมอบหมาย
    
         ทว่าสายตาที่มองมามิใช่การชื่นชมมีแต่การดูถูก หยามหมิ่น แม้จะเป็นหนึ่งในบุตรของประมุขนิกายมารฟ้าแต่กลับไม่ได้รับความยำเกรงแม้แต่น้อย
    
          “นั่นนายน้อยหลิ่วเหวินอี้นี่ ไม่คิดว่าวันนี้จะกล้าหาญเอาบุรุษมาอยู่ด้วย ข้าคิดไว้แล้วเชียวว่านายน้อยผู้นี้ชมชอบบุรุษด้วยกัน”
    
       “นั่นสิหากถึงหูท่านประมุข เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ แน่” หลิ่วเหวินอี้ฉาดสายตาเย็นเยือกไปยังผู้ที่นินทาตนเองในระยะใกล้ชิด พวกมันสะดุ้งด้วยความตกใจก่อนจะเดินหลบหนีอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นคนไม่ได้เรื่องแต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นบุตรชายของประมุขหลิ่วโอวหยางซึ่งเป็นที่ยำเกรงของคนในนิกาย
    
        “ดอกท้อล้วนงดงาม งดงามเหมือนกับเจ้ายิ่งนัก” เสียงนุ่มทุ้มของลั่วเหยียนเจิ้งดังขึ้นโดยไม่ได้ใส่ใจกับบรรยากาศรอบกาย ใบหน้ายิ้มละมุนอีกทั้งอาภรณ์สีเขียวอ่อนทำให้ดูอบอุ่นชวนมอง
    
         ทว่าคำกล่าวชมกลับทำให้คนฟังนิ่วหน้า ใครกันจะชอบให้มีคนชมว่าตัวเองงดงาม ดอกท้อที่นี่เขาปลูกไว้เพราะต้องการเอาไปทำสุราดอกท้อส่งไปยังโรงเตี๊ยมในกลุ่มวิหคดำ เพราะค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นเนื่องจากเขาต้องรับผิดชอบคนสองพวกจึงต้องมีการสร้างโรงเตี๊ยมทำอาหารให้ที่พักเพิ่ม ลำพังเงินเดือนที่ท่านพ่อให้คงไม่สามารถไปทำอะไรได้
    
        ภายในตำหนักเหวินอี้ดูเรียบง่าย มีข้าวของจำเป็นที่ต้องใช้เท่านั้น ไม่ได้มีของประดับเลอค่าอย่างที่ควรเป็น หลิ่วเหวินอี้พาแขกไปยังห้องรับแขกโดยมีจูเก๋อพ่อบ้านในตำหนักรินสุราดอกท้อให้ทั้งคู่ พร้อมความสงสัยภายใจเพราะนายน้อยมิเคยพาใครกลับมายังตำหนักเหวินอี้มาก่อน
    
         “ท่านพักอยู่ที่นี่ไปก่อน ที่นี่อาจจะไม่สะดวกในหลายๆ อย่าง หากต้องการอะไรเพิ่มให้บอกหลวนซาน” หลิ่วเหวินอี้ซึ่งนั่งลงเก้าอี้ไม้แข็งกล่าวบอกคนที่นั่งลงฝั่งตรงข้ามเสียงเรียบ แววตาไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมแม้แต่น้อย หลวนซานก็เดินไปยืนนิ่งๆ อยู่ด้านหลังเจ้านายปล่อยให้จูเก๋าทำหน้าที่ของตัวเองไป
    
         “รบกวนเจ้าแล้วน้องเหวินอี้” ลั่วเหยียนเจิ้งตอบรับด้วยรอยยิ้มบาง ลองดื่มสุราในมือพร้อมระบายยิ้มกว้างที่ทำให้คนเห็นใจสั่นแต่ไม่ใช่กับหลิ่วเหวินอี้ผู้นี้
    
        “สุราดี ไม่คิดว่าน้องเหวินอี้จะมีสุราที่หอมหวานเช่นนี้ ข้าไม่เคยลิ้มรสมาก่อนไม่ทราบว่าน้องเหวินอี้ได้มาจากที่ใด”
    
         “นายน้อยหมักเองขอรับ” จูเก๋อบอกด้วยรอยยิ้มภูมิใจ ก่อนจะหุบยิ้มอย่างลืมตัวเพราะเรื่องนี้ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน แต่เมื่อได้ยินคำกล่าวชมนายน้อยจึงเผลอตัวไป ได้แต่ส่งสายตาสำนึกผิดไปให้ผู้เป็นนาย
    “จริงหรือน้องเหวินอี้” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยถามอย่างสนใจ
    
        หลิ่วเหวินอี้พยักหน้ารับเพราะอย่างไรก็เผลอหลุดปากไปแล้ว จะมาโป้ปดคนตรงหน้าคงไม่เชื่อแน่ๆ และเขาเองก็คิดว่าเรื่องแค่นี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไร
    
       “ท่านพี่เหยียนเจิ้งมาทำอะไรที่หยางเซา” หลิ่วเหวินอี้เอ่ยถามแม้จะกระดากลิ้นกับคำเรียกขานไปบ้าง แต่ก็พอยอมรับได้กับข้อแลกเปลี่ยน
    
       “ข้าแค่ออกมาเที่ยวเล่นเท่านั้น” น้ำเสียงและหน้าตายังชวนให้คบหาเช่นเดิม ทว่าคนฟังกลับมองนิ่งๆ ให้ความรู้สึกกดดันกับคนรอบข้าง เว้นแต่เพียงคนเดียวที่ส่งยิ้มอยู่เท่านั้นซึ่งไม่ได้สะทกสะท้านกับความกดดันทางสายตาแม้แต่น้อย
    
        “พวกเจ้าออกไปก่อน” หลิ่วเหวินอี้บอกพ่อบ้านและผู้ติดตามเสียงเรียบดวงตายังจ้องมองรอยยิ้มของผู้มีพระคุณอย่างจับผิด
    
        “เจ้าอยากอยู่กับข้าเพียงลำพังหรอกหรือ ข้าไม่ได้รังเกียจคนงามเช่นเจ้าหรอกนะ เพราะน้องชายข้าก็มีภรรยาเป็นบุรุษ หากบุรุษที่งดงามเช่นเจ้าข้าก็ยินดี” คำกล่าวของลั่วเหยียนเจิ้งทำให้คนงามตวัดสายตามองดุดันเย็นเยือกมากกว่าเดิม
    
        “ข้าแค่ล้อเจ้าเล่น ไม่ต้องมองข้าด้วยความรักเช่นนั้นหรอก” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกด้วยรอยยิ้มบาง ภายนอกไม่ได้รู้สึกรู้สากับสายตาที่มองมาแม้แต่น้อย ทว่าในใจกลับเต้นระรัวจ้องมองคนงามยิ่งดุยิ่งอยากเข้าใกล้ ยิ่งห้ามยิ่งอยากทำ แม้จะไม่เข้าใจตนเองเหมือนกันเพราะเหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น
    
        “ถือว่าข้าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น” หลิ่วเหวินอี้บอกเสียงเรียบ นิ้วมือเคาะโต๊ะเบาๆ สายตามองคนเสแสร้งอย่างพิจารณา พลางคิดว่าคนเช่นนี้เหตุใดถึงออกมาอยู่ในยุทธภพ
    
        ใบหน้าคมคายผิวกายขาวผ่องเหมือนคุณชายเจ้าสำราญ อาภรณ์ที่สวมใส่เป็นผ้าเนื้อดีตัดเย็บอย่างประณีตมิใช่ฝีมือพื้นๆ จากชาวบ้านธรรมดา ยิ่งกิริยาดูสูงส่งขณะเดียวกันกลับวางตัวได้อย่างน่าเชื่อถือ คุณสมบัติเหล่านี้หากประสบการณ์ดูหนังมาตั้งแต่อดีตคงคิดว่าคนตรงหน้าเป็นฮ่องเต้ปลอมตัวเป็นแน่ ทว่ากลับไม่มีผู้ติดตามสักคนจึงทำให้ไม่แน่ใจนัก หรือไม่ก็เป็นเพียงขุนนางฝ่ายบู๊ แต่ความปราดเปรื่องของคนตรงหน้านับว่าไม่ธรรมดาสามารถเป็นได้ทั้งบู๊และบุ๋น”
    
         “จุดประสงค์ของท่านพี่เหยียนเจิ้งคืออะไรกันแน่”
    
         “เจ้าหมายถึงสิ่งใดกัน ข้าไม่เข้าใจ” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยถามเสียงเรียบ ใบหน้ามึนงงมองคนงามอย่างไม่ค่อยเข้าใจ
    
        “ช่างเถอะ” หลิ่วเหวินอี้ตัดบทเพราะอย่างไรคนตรงหน้าคงไม่ปริปากบอก เวลาหนึ่งเดือนหวังว่าไม่นำพาความยุ่งยากมาสู่เขาก็แล้วกัน
    
         “นายน้อยไม่ต้องการพบผู้ใดโปรดกลับไปเถอะขอรับ” เสียงเข้มงวดของจั่วเหรินผู้ติดตามหลิ่วเหวินอี้อีกคนดังขึ้นอยู่หน้าประตู ทว่ากลับรั้งตัวผู้ที่บุกรุกเข้ามาไม่ได้
    
       “เจ้าไม่มีสิทธิ์มาห้ามข้า” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดพร้อมผลักจั่วเหรินถอยไปสามก้าว
    
        หลิ่วเหวินอี้ยกมือห้ามปล่อยให้คนบุกรุกเดินเข้ามา สายตามองคนบุกรุกอย่างเอือมระอา ‘หลิ่วเมิ่งซุน’ หรือพี่สามที่ชอบหาเรื่องใส่ความเขามาโดยตลอดแต่ไม่เคยมีหลักฐานเสียที หลิ่วเมิ่งซุนเป็นบุตรที่เกิดจากภรรยาคนที่สี่ที่ได้รับการโปรดปรานมากที่สุดจึงได้แต่เอาแต่ใจ หยิ่งยโสเหมือนกับมารดาความร้ายกาจเขายกให้เป็นมินิบอสในบรรดาพี่น้องทั้งหมดห้าคน รูปร่างสูงโปร่งเหมือนบิดาแต่ไม่ได้ดูองอาจเหมือนพี่ใหญ่
    
       “ฮึ นี่นะหรือสามีเจ้าช่างน่ารังเกียจนัก” คำกล่าวหาของหลิ่วเมิ่งซุนทำให้หลิ่วเหวินอี้นิ่วหน้าน้อยๆ เมื่อหันมามองแขกกลับนั่งดื่มสุราดอกท้ออย่างอารมณ์ดีมองพวกเขานิ่งๆ คล้ายกับว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตนดั่งเหมือนละครฉากหนึ่งให้ดูเท่านั้น
    
       “ท่านตาบอดหรือ” หลิ่วเหวินอี้กล่าวเสียงเรียบมองคนหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห
    
        “เจ้า! อย่าทำเป็นพูดดี ท่านพ่อเรียกเจ้าไปพบ หวังว่ามีข้อแก้ตัวให้ท่านพ่อแล้วกัน” คำกล่าวของหลิ่วเมิ่งซุนทำให้หลิ่วเหวินอี้มองคนบอกนิ่งๆ พลางคิดว่าความยุ่งยากเริ่มมาอีกแล้วสินะ เพราะบิดาไม่เคยเรียกเขาไปพบเลยตั้งแต่จำความได้แทบพบหน้ากันไม่กี่ครั้งเท่านั้น เป็นบุตรเหมือนกันแต่ไม่เคยได้รับความรักเหมือนพี่น้องคนอื่นๆ
    
        หากหลิ่วเหวินอี้เป็นแค่เด็กน้อยไม่รู้ความคงร้องไห้ซ้ำใจตายไปแล้ว มารดาก็หนีไปโดยไม่บอกผู้ใดได้แต่ถูกใส่ความว่าหนีไปกับชู้รักเท่านั้น แต่เขารู้ดีว่านางจำเป็นต้องไป เขาเองก็เข้าใจใครจะอยู่กับผู้ชายที่ไม่ได้รักตนเอง หากรักก็คงทำใจยากเพราะบิดามิได้มีมารดาแค่คนเดียว เพียงแต่นางไม่รู้เท่านั้นว่าทารกที่เกิดได้สามวันนั้นฟังที่นางพูดได้อย่างไม่มีตกบกพร่อง
    “คราวนี้ข้าสงสัยนักเจ้าจะหลุดพ้นไปได้หรือไม่” หลิ่วเมิ่งซุนกล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม ดวงตาเรียวเล็กมองทั้งคู่อย่างรังเกียจเดียดฉันท์ ทว่าใบหน้าหลับยกยิ้มสมใจที่คิดจะชุดกระชากคนตรงหน้าให้จมดินได้ แม้อีกฝ่ายไม่ได้ทำอะไรให้ทว่าเห็นมันอยู่เหมือนเสี้ยนหนามที่คอยทิ่มแทงหัวใจ
    
       “แค่นี้ใช่หรือไม่ หลวนซานส่งแขก”
    
        “เจ้า!” หลิ่วเมิ่งซุนโกรธจนเลือดขึ้นหน้า แต่มิอาจทำสิ่งใดได้ แม้บิดาทำเหมือนไม่ได้สนใจหลิ่วเหวินอี้ ทว่าทุกคนกลับรู้ดีว่าหากไม่รักและเอ็นดูจะให้อีกฝ่ายสำราญใจ สร้างเรื่องเสื่อมเสียให้กับนิกายมารฟ้าอย่างที่เป็นอยู่หรือ มันคิดว่าการคงอยู่ของคนไร้ค่าทำให้นิกายมารฟ้าแปดเปื้อน
    
        หลิ่วเมิ่งซุนสะบัดชายผ้าจากไปด้วยความโมโห ได้แต่เฝ้ารอบิดาลงโทษคนน่าตายคนนี้ให้พ้นไปจากนิกายมารฟ้า
    
        เมื่อพ้นหลังพี่สาม หลิ่วเหวินอี้จึงหันมามองคนชมละครฉากหนึ่งในนิกายมารฟ้านิ่งๆ พลางพิจารณาอีกฝ่ายเงียบๆ พร้อมคำพูดที่ทำให้คนฟังยกยิ้มบางไม่ได้ร้อนใจแต่อย่างไร
    
        “เพียงแค่ข้าพาท่านกลับมาก็มีเรื่องฉาวแล้ว ท่านในเวลานี้เหมือนฝ่ายธรรมะที่ต้องการสอดแนมภายในนิกายมารฟ้าเท่านั้น ท่านคงรู้ว่าตัวร้ายฝ่ายอธรรมคงต้องทำเช่นไร” หลิ่วเหวินอี้บอกอย่างมั่นใจว่าคนตรงหน้าคงแสดงละครเก่งและตบตาทุกคนได้ เพียงแต่ว่าจะทำหรือไม่เท่านั้นเอง
    
       “แลกกับสิ่งใดน้องเหวินอี้” น้ำเสียงนุ่มทุ้มของอีกฝ่ายเวลานี้กลับระคายหูยิ่งนัก ยิ่งรอยยิ้มที่ฉาบไปด้วยความเจ้าเล่ห์ทำให้อดที่จะยกยิ้มที่มุมปากไม่ได้ ช่างแปรเปลี่ยนได้รวดเร็วยิ่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสีเสียอีก ทว่ารอยยิ้มเพียงนิดเดียวกลับทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งตกตะลึง
    
       งดงาม! นั่นคือนิยามเดียวที่ฝังลึกลงไปในใจของตน อย่างไม่รู้ตัว...
    
        “มิตรภาพดีหรือไม่”
    
         “หากข้าอยากได้มากกว่านั้นเล่า” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงรื่นเริง ดวงตาเรียวคมมองคนที่ยกยิ้มเย็นแล้วรู้สึกเสียวสันหลังพิกล หรือตนคิดมากไป?
    
        “ข้าเชื่อว่าท่านพี่เหยียนเจิ้งคงอยากมีแท่งหยกไว้ใช้งานอีกนาน ใช่หรือไม่ขอรับ” คำกล่าวที่เรียบง่าย ทว่ารอยยิ้มทำให้คนฟังหนาวสั่นสะท้าน โดยเฉพาะผู้ติดตามที่ยืนอยู่ไม่ห่างถึงกลับเหงื่อไหลเปียกชื้นเต็มแผ่นหลัง
 
          “หึ เจ้านี่โหดจริงเชียว ข้าล้อเจ้าเล่นไฉนเลยจะกล้าเอาแท่งหยกมาให้เจ้าหั่นเล่นเล่า” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกด้วยรอยยิ้มบาง เหงื่อไหลเต็มแผ่นหลังเป็นครั้งแรกในชีวิต แม้จะไม่ค่อยได้ใช้งานแท่งหยกแต่ต่อให้ตายเขาก็จะต้องปกป้องมันไว้จนสุดความสามารถ ที่สำคัญเขาแค่สนใจคนตรงหน้าหาได้มีความรักใคร่ไม่
    
         “ข้ายินดียิ่งที่ท่านพี่เหยียนเจิ้งคิดได้เช่นนั้น”  คนกล่าวบอกยังมีสีหน้านิ่งเฉยรอยยิ้มมุมปากเลือนหายไปดั่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน น้ำเสียงราบเรียบไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ
   
       “ข้าคงต้องไปพบท่านพ่อ ท่านเองก็รออยู่ที่นี่แล้วกัน จูเก๋อพาไปที่ห้องรับแขกริมศาลาส่องฟ้า” หลิ่วเหวินอี้กล่าวบอกแขกเสียงเรียบก่อนจะหันไปสั่งงานกับพ่อบ้านประจำตำหนักเหวินอี้ ร่างสูงโปร่งลุกขึ้นยืนก้าวเดินจากไปอย่างไม่สนใจผู้ใดอีก
    
        “จับตาดูเขาไว้” เมื่อเดินออกมายังหน้าตำหนักหลิ่วเหวินอี้เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา จั่วเหรินก้มหน้ารับคำก่อนจะถอยห่างออกไป จั่วเหรินเป็นดั่งสายลับภายในนิกายมารฟ้า ภายนอกเหมือนผู้รับใช้ธรรมดาที่ชื่นชอบการพูดมากเป็นพิเศษ แต่ทุกการนินทาและข่าวสารภายในนิกายมารฟ้าล้วนไม่พ้นหูของจั๋วเหรินไปได้
    
         หลิ่วเหวินอี้พาตัวเองมายังตำหนักใหญ่ที่ไม่ได้เข้ามาเหยียบย่ำนับปี ภายในห้องโถงใหญ่ผู้ที่นั่งอยู่กลางห้องบนโต๊ะคือชายวัยกลางคนอายุห้าสิบปีทว่าใบหน้ายังอ่อนเยาว์คล้ายคนอายุสามสิบปีเท่านั้น ใบหน้านั้นฉายแววดุดันให้ความรู้สึกกดดัน ทว่ามันกลับไม่ได้ผลสำหรับเขา
    
         “เหวินอี้คารวะท่านพ่อขอรับ” หลิ่วเหวินอี้คุกเข่าคารวะตามทำเนียม ใบหน้าก้มต่ำรอการอนุญาต ความเงียบสงบภายในห้องทำให้เกิดบรรยากาศอึดอัด แต่กลับไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดออกมาก่อนคล้ายกับจะลองเชิงกันและกัน นานเกือบก้านธูปที่ประมุขหลิ่วโอวหยางจะเหยียดกายตรงหลังจากนั่งเอนหมอนพิงใบใหญ่ ข้างกายมีภรรยาคนที่สี่บีบนวดให้อย่างเอาอกเอาใจ คาดว่าคงใส่ความกันไม่น้อย
    
          “รู้หรือไม่ข้าเรียกเจ้ามาเพื่อการใด” น้ำเสียงเย็นนิ่ง ไม่ได้แฝงอารมณ์ใดๆ ออกมา ทว่าสายตากลับจ้องมองบุตรคนที่สี่ของตนจนยากจะคาดเดาได้
    
        “ข้าด้อยปัญญาไม่อาจรู้ได้ขอรับ” คำกล่าวเหมือนโทษว่าตัวเองโง่งม ทว่ากิริยาที่นั่งคุกเข่าก้มหน้านิ่งไม่ได้สั่นไหวกับสายตาที่ถูกมองมาแม้แต่น้อย
    
        “หลิ่วเหวินอี้เจ้ารู้หรือไม่เจ้าเป็นคนตระกูลหลิ่ว คนตระกูลหลิ่วหาได้เคยมีเรื่องเสื่อมเสียอย่างที่เจ้ากระทำ แม้จะเสเพลทำตัวเป็นคุณชายเจ้าสำราญแต่มิเคยทำเรื่องต่ำช้าอย่างที่เจ้ากระทำมาก่อน” น้ำเสียงเย็นนิ่งไม่ได้บอกว่าผู้พูดรู้สึกเช่นใด ทำให้บรรยากาศรอบข้างรู้สึกกดดันมากขึ้น
   
       “ท่านพี่โปรดใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ ลูกเหวินอี้แม้จะเป็นคนตระกูลหลิ่วแต่ก็งดงามจนเกินหน้าอิสตรี หากจะมีสามีเป็นบุรุษนับไม่แปลกอันใดเจ้าค่ะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหวานหยดแฝงไว้ด้วยความเห็นอกเห็นใจ แต่วาจากับทิ่มแทงเสียดสีคล้ายดังฉุดกระชากให้จมลงไปในโคลนตมมากกว่าเดิม ทว่ากลับไม่ได้ทำให้หลิ่วเหวินอี้สนใจคล้ายกับเรื่องที่นางพูดเป็นเพียงแค่สายลมพัดผ่านเท่านั้น
    
        “เจ้าออกไปก่อน”
    
         “ท่านพี่...” นางปิดปากเงียบเมื่อเจอสายตากดดัน แม้จะได้รับการโปรดปราน ทว่าในใจรู้ดีกว่าใคร นางลุกขึ้นเดินจากไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก ก่อนจากไปใบหน้าสวยสง่ากลับยกยิ้มเย้ยหยันคนที่นั่งคุกเข่า สองเท้าเดินจากไปเพราะเชื่อมั่นว่าหลิ่วเหวินอี้จะไม่มีทางรอดแน่
    
         “เจ้ามีเรื่องจะบอกข้าหรือไม่” คำถามเหมือนดังไม่ได้สนใจ ทว่าหลิ่วเหวินอี้รู้ดีกว่าใครว่านั่นคือเปิดโอกาสให้เขาแก้ตัว ข่าวฉาวภายในวันนี้ไม่คิดว่าจะดังไปทั่ว ใบหน้างดงามดั่งมารดาเงยหน้าสบตาบิดาอย่างกล้าหาญมิได้หวาดกลัวว่าจะถูกขับไล่ออกจากตระกูลแม้แต่น้อย
    
        “พรรคศิลาแดงกำเริบเสิบสานคิดสังหารข้าป้ายความผิดให้พรรคค้ำฟ้าหมายหยิบยืมอำนาจนิกายมารฟ้ากำจัดศัตรูแทนตน หากไม่มีบุรุษผู้นั้นคอยช่วยเหลือ วันนี้ข้าอาจไม่ได้มาพบท่านพ่อได้”
    
       น้ำเสียงนิ่งเรียบแววตาเฉยเมยต่อทุกสิ่งนั้นคล้ายถอดแบบมาจากตนไม่มีผิด มองดูคล้ายไม่มีคมเขี้ยวแต่ไฉนจะไม่รู้ว่าบุตรชายตนแต่ละคนเป็นคนอย่างไร ทว่าวันนี้กลับแปลกที่บุตรชายคนนี้ยอมเผยเรื่องราวออกมาคาดว่าคงคิดหยิบยืมนิกายมารฟ้ากำจัดพรรคศิลาแดงสินะ มุมปากยกยิ้มบางเบาหากไม่สังเกตคงไม่ทันได้เห็น
    
        “รู้หรือไม่ข้าเห็นเจ้าดั่งเหมือนเห็นตัวเองในอดีต” น้ำเสียงนิ่งเรียบของคนพูดทำให้หลิ่วเหวินอี้มองตามอย่างระวัง แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าในหลายๆ เรื่องคงไม่พ้นหูพ้นตาบิดา เพียงแต่ไม่พูด ในเมื่อไม่พูดไม่กล่าวตักเตือนเขาก็ไม่จำเป็นต้องหยุดในการกระทำของตน
    
        “เรื่องพรรคศิลาแดงข้าจะจัดการเอง แต่เรื่องเสื่อมเสียภายในวันนี้ข้าจำเป็นต้องยุ่งเกี่ยวกับเจ้า” หลิ่วเหวินอี้นิ่วหน้าน้อยๆ ลางสังหรณ์ตีรันกันอยู่ภายในใจ
    
        “เพียงแค่เรื่องเล็กน้อย หาใช่ความจริงไม่ ท่านพ่อเคยกล่าวไว้ว่าบุญคุณต้องทดแทนความแค้นต้องชำระ ไฉนเลยเหวินอี้จะกล้าไม่ตอบแทนผู้มีพระคุณ เพียงแค่ที่พักและอาหารคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงข้าหรอกขอรับหรือท่านพ่อไม่เห็นด้วย” หลิ่วเหวินอี้ยังตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังมากขึ้น หวังให้ผู้ฟังรู้ว่าที่ทำมาทั้งหมดเพราะคำสั่งสอนบิดาหาใช่การกระทำอันบุ่มบ่ามของตนไม่
    
      “ฮึ” หลิ่วโอวหยางหัวเราะในลำคอ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นก็คงจะจริง ตอนนี้มันถูกบุตรชายที่ทุกคนบอกว่าไร้ค่าเบาปัญญาย้อนความเข้าให้เสียแล้ว
    
        “เรื่องนี้คือปัญหาของเจ้า แต่เรื่องเสื่อมเสียของตระกูลหลิ่วยังคงอยู่ ในฐานะที่ข้าเป็นประมุขนิกายมารฟ้าย่อมไม่อยากให้เรื่องเล็กน้อยมาแปดเปื้อน พรุ่งนี้เหมยฮวาบุตรีของพรรคตะวันดับจะมาอยู่ที่นี่ในตำหนักเจ้าหวังว่าเจ้าจะดูแลนางอย่างดีเพราะอีกไม่นานนางจะเป็นคู่หมั่นเจ้า” น้ำเสียงจริงจังของผู้ที่นั่งเหยียดหลังตรงมือแกว่งจอกชาในมือไปมา ทว่าสายตายังจับจ้องบุตรชายคนที่สี่อย่างสมใจที่เห็นใบหน้างดงามนิ่วหน้าขมวดมุ่น
    “ท่านพ่อน่าจะรู้ว่าเหมยฮวาเป็นที่ชื่นชอบของพี่สาม ท่านต้องการทำสิ่งใด” หลิ่วเหวินอี้เอ่ยถามเสียงเรียบ ทว่าในใจไม่ได้สงบดั่งภายนอกแม้แต่น้อย หวังว่าหลิ่วโอวหยางไม่ต้องการให้พี่น้องฆ่ากันเองหรอกนะ
    
       “เหมยฮวาไม่เหมาะกับพี่สามของเจ้า ไปได้แล้ว”
    
          “หากข้าปฏิเสธนางเล่า” เอ่ยถามคล้ายท้าทาย ทว่าในใจกลับเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง เขาเพิ่งอายุสิบแปดแม้ในยุคสมัยนี้จะมีภรรยาสามอนุสี่ไปแล้วก็ตาม แต่ไม่ใช่กับคนที่ยังมีความคิดที่ล้ำสมัยกว่ายุคโบราณนี้
    
        “เลิกทำตัวโง่งมแล้วข้าจะเก็บไว้พิจารณา” คำตอบเรียบง่ายทว่าเหมือนศรปักอกเต็มเป้า สมกับเป็นประมุขนิกายมารฟ้า ซึ่งเป็นฝ่ายอธรรมที่ไม่สนใจผู้ใดแม้จะชั่วร้ายแค่ไหนเพียงขอให้ได้ตามที่ตนต้องการ ทำแม้กระทั่งเหยียบย่ำผู้บริสุทธิ์ หลิ่วเหวินอี้สูดลมหายใจเข้าไปในอกเก็บอารมณ์ขุ่นมัวไม่พอใจไว้ในใจดวงตากลับมานิ่งเฉยเฉกเช่นเดิม
    
       “ข้ามิเข้าใจในสิ่งที่ท่านพ่อกล่าว แต่หากท่านพ่อเห็นสมควรข้าก็มิอาจปฏิเสธได้” หลิ่วเหวินอี้กล่าวเสียงเรียบ ดวงตาเรียวคมมองสบบิดาแล้วยกยิ้มบางที่ทำให้คนมองนิ่วหน้า
    
        “แต่มือเท้าข้าเกิดลั่นขึ้นมาทำให้แม่นางน้อยเหมยฮวาสิ้นชีวาขึ้นมาโปรดอย่าได้กล่าวโทษข้านะขอรับท่านพ่อ” ใบหน้าของผู้เป็นบิดาระบายยิ้มเย็นแล้วกล่าวเสียงเย็น
    
       “เจ้ากล้า...”
    
          “มิกล้าขอรับ ท่านพ่ออย่าได้โกรธเคือง อุบัติเหตุเป็นเรื่องไม่คาดฝัน ข้าน้อยก็โง่เขลาเบาปัญญา วรยุทธก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจะไปปกป้องแม่นางเหมยฮวาได้อย่างไร จริงหรือไม่ขอรับท่านพ่อ” หลิ่วโอวหยางหรี่สายตามองบุตรชายคนที่สี่ของตน มุมปากกระตุกยกยิ้ม หากมิใช่เหวินอี้มันคงสั่งสอนให้รู้จักประมุขนิกายมารฟ้าไปแล้ว
    
       “ข้าจะรอดูการแสดงของเจ้า เมื่อถึงเวลานั้นก็เตรียมรับมือ วันนี้ถือว่าข้าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น”
    
        “ขอบคุณท่านพ่อที่เข้าใจ”
    
         หลิ่วเหวินอี้คารวะอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นถอยจากไป เมื่อพ้นตำหนักใหญ่ ใบหน้างดงามกลับเย็นเยือกดวงตาประกายความชิงชังที่มีต่อบิดา แม้จะไม่ได้ค่อยพูดคุยกันทว่ากลับเหมือนงูเห็นนมไก่ ไก่เห็นตีนงู เขาจะคอยดูเกมนี้ผู้ใดจะลงไปเกลือกกลิ้งที่โคลนตม!




           สวัสดีวันแห่งความรักจ้า ขอให้มีความสุขกับการอ่านนะคะ :mew1: :mew1: :mew1: :3123: :L2:

ออฟไลน์ lovewannabe

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
สนุกมากค่ะ รอติดตามนะคะ

ออฟไลน์ ouioui

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ไม่เคยอ่านแนวนี้มาก่อนน่าสนใจมากค่ะ มีลับลมคมในดี555 ขอไปค้นอ่านตอนแรกก่อนนะคะ o13

ออฟไลน์ alt1991

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 370
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-1
 o18 o18 o18 :serius2:   “ข้าเชื่อว่าท่านพี่เหยียนเจิ้งคงอยากมีแท่งหยกไว้ใช้งานอีกนาน ใช่หรือไม่ขอรับ”   :serius2: o18 o18 o18

ออฟไลน์ fay 13

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5666
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-44

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3333
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ PingPong_Hunlay

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 223
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
อื้อออออออออ ชอบนายเอกมากกกกกก :katai5:
ทุกคนดูฉลาด อ้ากกกกก ชอบบบบบ ขอเยอะๆๆๆๆ
 :katai4:

ออฟไลน์ natty58

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
 :impress2: ชอบชอบ อ่านตามมาตั้งแต่หยวนน้อย เป็นกำลังใจให้นะคะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
 เล่ห์ร้ายจอมราชันย์
 บทที่7 เรื่องวุ่นวาย2 (P.2วันที่ 18/2/59)


         ลั่วเหยียนเจิ้งมองสำรวจห้องพักชั่วคราวของตัวเองอย่างสนใจ แม้ภายในห้องจะดูเรียบง่ายทว่าภาพวาดที่ประดับล้วนงดงามแปลกตา ลายเส้นนั้นงดงามจนมิคิดว่าจะมีผู้ใดสร้างสรรค์ได้ถึงเพียงนี้อีกทั้งมีสีสันแต้มสดใสชวนให้น่ามอง การลงเส้นและลักษณะกลับบ่งบอกนิสัยคนวาดได้เป็นอย่างดี หนักแน่นจริงจังและซ่อนความอ่อนไหวไว้ภายในเส้นที่แข็งแกร่งจนแทบแยกไม่ออก
    
        หากตนไม่ได้อยู่ในวังหลวงคงมิอาจดูออกได้เพราะนอกจากแกล้งป่วยอ่อนแอไปวันๆ ยังต้องเรียนรู้ในสิ่งที่อิสตรีทำกัน เรื่องการวาดรูปเล่นพิณ เป่าขลุ่ยนับว่าเป็นเรื่องง่าย แต่สิ่งที่ทำให้เขามิอาจทำได้อย่างที่ต้องการคือการทำอาหารสูตรแปลกตาของจิวชงหยวน ตั้งแต่ไปสร้างสำนักเซียนโอสถก็ไม่ค่อยพบหน้าบ่อยนัก
    
        เมื่อเปิดหน้าต่างก็ได้รับอากาศบริสุทธิ์งดงาม ศาลาส่องฟ้าล้วนมีไม้ประดับงดงามอีกทั้งมีดอกบัวอยู่กลางน้ำ หากเวลากลางคืนคงได้ชมดวงดาราได้อย่างเต็มที่ มีม้านั่งแบบนอนได้รูปร่างแปลกตาวางอยู่ ทุกอย่างที่เห็นภายในวันนี้ล้วนแปลกใหม่ มิเคยพบเจอมาก่อน เมื่อคิดถึงเจ้าของตำหนักใบหน้าที่เรียบเฉยกลับยกยิ้มอบอุ่นชวนมอง หลิ่วเหวินอี้ดูภายนอกเย็นชาไร้ใจ ทว่ากลับซ่อนความเจ็บปวดไว้อย่างมิดชิด บางครั้งแววตากลับเหมือนผู้ที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานไม่ต่ำกว่าห้าสิบปี แต่แววตาเช่นนั้นทำไมปรากฏกับคนที่เกิดได้ไม่เกินสิบแปดปีไปได้
    
        “หลิ่วเหวินอี้เจ้าเป็นคนเช่นไรนะ” ลั่วเหยียนเจิ้งพึมพำกับตัวเองเบาๆ เหลือบตามองเงาร่างหลายเงาที่แอบมองตามเขาเงียบๆ หากวรยุทธไม่สูงล้ำเช่นตนคงมิอาจรู้ตัวว่ากำลังถูกจับตามอง นิกายมารฟ้าเป็นฝ่ายมารที่ไม่ควรเกี่ยวข้องแต่ไม่รู้เหตุใดคนเพียงผู้เดียวถึงทำให้เขาสนใจมากมายถึงเพียงนี้
   
         เสียงฝีเท้าที่ก้าวย่ำหนักแน่นเชื่องช้า ทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งหันกลับไปมอง ใบหน้าระบายยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นใบหน้านิ่งเรียบ ดวงตาเย็นชาจับจ้องมายังตน ร่างสูงโปร่งเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ามองสบตาเขานิ่งๆ
    
        “ท่านพี่เหยียนเจิ้งมีภรรยาแล้วหรือไม่” คำถามของคนตรงหน้าทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งตะลึงงันไปชั่วครู่ แววตาคาดคั้นที่ส่งมาทำให้เขาทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ เวลานี้เขาควรจะบอกอย่างไรดี หรือบอกความจริงว่า ข้ามีภรรยามากกว่ายี่สิบอย่างนั้นเหรอ แต่ไม่รู้ทำไมเขาไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้กัน
    
          “หืม น้องเหวินอี้สนใจเรื่องของข้า หรือว่าเจ้าหลงรักพี่เหยียนเจิ้งคนนี้เข้าเสียแล้ว” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มเริงร่าประกายตาใครรู่ ทว่าคนตรงหน้ากลับส่งสายตาเอือมระอามาให้
    
         “ช่างเถอะข้าคงก้าวก่ายมากไป ที่นี่สะดวกหรือไม่” น้ำเสียงนิ่งเรียบพร้อมแววตากลับมานิ่งเฉยเฉกเช่นเดิมทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งยิ้มบาง
    
         “ที่นี่สะดวกสบายดี ส่วนเรื่องภรรยาข้าหากเมื่อไหร่ที่เจ้าตกหลุมรักพี่เหยียนเจิ้งผู้นี้แล้วจะบอก ดีหรือไม่” ใบหน้ายังคงยิ้มละไมอบอุ่นเช่นเดิม ดวงตาเรียบเฉยจนมิอาจคาดเดาได้ง่ายๆ การตบตาผู้คนผ่านประสบการณ์มากว่ายี่สิบกว่าปีไยแค่นี้จะทำไม่ได้เล่า
    
         “หึ ท่านชอบบุรุษหรืออย่างไร ถึงเกี้ยวพาราสีข้าไม่เว้นแม้สักเวลาที่เห็นหน้า” น้ำเสียงที่ออกจะเบื่อหน่ายกับดวงตาเรียวคมที่มองมาทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งยิ้มขำ การได้หยอกล้อคนตรงหน้าก็ทำให้เขาอารมณ์ดีไม่น้อย
    
        “แต่เจ้าก็มิได้หวั่นไหวมิใช่หรืออย่างไร”
    
        “ข้ามิใช่เด็กน้อยไร้เดียงสา จะไม่รู้ว่าคนเช่นท่านพี่เหยียนเจิ้งเป็นเช่นไร ในสักวันจิ้งจอกเช่นท่านคงเผยหางมาให้ข้าดูทีละหางกระมัง”
    
        “จะมีสักกี่หางจะสนใจไปไย ขอแค่มิคิดร้ายก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ” ลั่วเหยียนเจิ้งกล่าวตอบอย่างไม่สะทกสะท้านกับสายตาที่จ้องมองอย่างจับผิด มุมปากยกยิ้มน้อยๆ ร่างสูงเดินไปเก้าอี้แบบนอนเอนกายนอนอย่างระวัง ความรู้สึกสบายๆ ทำให้ก้มมองโต๊ะไม้แปลกตาอีกครั้ง สายตาเรียวคมมองเขาอย่างนิ่งๆ จึงหันไปส่งยิ้มให้อีกครั้ง
    
        “ที่นี่งดงาม หากไม่นับความวุ่นวายภายนอกตำหนักคงคิดว่าเป็นแดนสวรรค์” ลั่วเหยียนเจิ้งยกแขนสองข้างรองศีรษะนอนมองท้องฟ้าที่เริ่มพลบค่ำ พระอาทิตย์ตกดินดูงดงามตา กิริยาทวงท่าดูแสนสบายยิ่งกว่าเจ้าของบ้านทำให้คนยืนมองหางคิ้วกระตุก เพราะอาจไม่เคยเจอใครหน้าด้านหน้าทนเช่นนี้มาก่อน ภายนอกคล้ายสุภาพบุรุษที่แสนอบอุ่น ทว่าในความอบอุ่นนั้นกลับซ่อนความร้อนแรงยิ่งกว่าเปลวเพลิงไว้อย่างมิดชิด
    
         หลิ่วเหวินอี้เดินมายืนใกล้ก่อนจะนั่งบนม้านั่งใกล้ๆ อย่างเงียบงัน ลั่วเหยียนเจิ้งเหลือบตามองเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามเสียงนุ่มทุ้มอันเป็นเอกลักษณ์ที่พบเจอกันครั้งแรก
    
        “เจ้ายังอยู่ดีหรือไม่”
    
         “ข้ามิได้บุบสลายท่านก็เห็น” หลิ่วเหวินอี้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ดวงตามองท้องฟ้าที่เริ่มค่ำมืดอย่างหนักหน่วงใจเพราะยังมีงานอีกมากมายต้องทำ แต่เวลานี้เขาไม่อาจเดินเรื่องได้เองโดยง่าย และมิอาจไว้ใจผู้ใดได้อีก แม้กระทั่งบิดาของตนเอง
    
         “เรื่องวันนี้ข้าขอโทษ แต่หากให้ข้าไปตอนนี้เห็นทีคงไม่ได้” ลั่วเหยียนเจิ้งพูดเป็นการเป็นงานครั้งแรก ดวงตาคมเหม่อมองท้องฟ้าไม่ได้เหลือบมองคนข้างกายแม้แต่น้อย เวลานี้เขามาที่นี่เพราะเหตุใดย่อมรู้ตัวดี และความรู้สึกของเขาบอกว่าคนข้างกายจะช่วยเขาได้ ดวงตาเรียวคมที่ฉาบไว้ด้วยความเย็นชามองเขาเล็กน้อยแต่ก็มิได้กล่าวสิ่งใดออกมาคล้ายเปิดโอกาสให้เขาได้พูดให้จบ แต่ว่าเขาจะไว้ใจหลิ่วเหวินอี้ผู้นี้ได้จริงๆ หรือ
    
         ทว่าว่านานกว่าหนึ่งก้านธูปก็ยังมิมีใครเปิดปากพูดอันใดออกมา แต่น่าแปลกที่บรรยากาศไม่ได้กระอักกระอ่วนใจอย่างที่ควรจะเป็น อีกคนไม่ได้กล่าวต่อ อีกคนไม่ได้ชักถาม ช่างเป็นภาพที่แปลกตาสำหรับคนพบเห็น
    
         “นายน้อยอาหารเย็นพร้อมแล้วขอรับ” หลวนซานเข้ามาขัดบรรยากาศมุ้งมิ่งในความคิดของตนเอง มองสองบุรุษที่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จาแล้วให้ความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจแทน ยิ่งเวลานี้ข่าวลือว่านายน้อยนำสามีเข้าบ้านดังออกไปนอกนิกายมารฟ้าเสียแล้ว ปากคนนี่ช่างน่ากลัวจริงๆ
   
          หลังจากผ่านเวลาอาหารมื้อค่ำที่แสนเรียบง่าย กลางดึกของคืนนั้นหลิ่วเหวินอี้จึงลุกขึ้นจากเตียงนอนที่นุ่มกว่าที่เห็นภายนอกพลางเอาหมอนผ้าห่มมาวางไว้คล้ายคนกำลังนอนหลับ ดวงตาคมมองผ่านความมืดที่ยังมีคนเฝ้าจับตามองจากภายนอกแต่นับไม่เป็นปัญหาอันใดกับตนในเวลานี้
    
         ร่างสูงในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มพลิ้วไหวหายไปจากห้องพักริมศาลาส่องฟ้าด้วยความรวดเร็วดุจสายลมที่พัดผ่าน เงาร่างสีดำพุ่งตรงมายังคฤหาสน์ตระกูลถังที่เงียบสงัดและมีเวรยามอย่างแข็งขัน สายตาคมมองสำรวจภายนอกไม่มีสิ่งใดแปลกปลอมเข้ามาก็รู้สึกโล่งอก อีกาคงยังไม่คิดลงมือในเวลานี้ แต่ว่าเพราะเหตุใดนั้นเขากลับไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงได้ ใบหน้าเดิมที่หล่อเหล่าถูกแทนที่ด้วยหน้าดำครึ่งซีกและเม็ดใฝ่สีดำอันโตติดไว้เหมือนยามเมื่อคืนก่อน
    
         เมื่อเห็นทุกอย่างสงบมีเพียงแสงไฟที่ฉาดส่องมาจากเรือนทางขวามือจึงพุ่งไปดูอย่างคล่องแคล่ว แม้จะไม่เคยมาที่เรือนนี้แต่ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับคนที่ชอบย่องเข้าบ้านเรือนผู้อื่นในการหาข่าว ภายในห้องมีถังต้าหรี่นั่งอ่านหนังสือตำราในมืออย่างเคร่งเครียด บ้างก็อ้าปากหาว บ้างก็สะบัดสายหัวไปมาชวนให้ขบขัน หากคาดเดาไม่ผิดคงคิดจะสอบเข้าจอหงวนในเมืองหลวงอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า แต่ก่อนถึงเวลานั้นถังต้าหลี่คนนี้จะรักษาชีวิตให้รอดได้หรือไม่เท่านั้นเอง
    
         ทุกอย่างภายในคฤหาสน์ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ลั่วเหยียนเจิ้งจึงพลิ้วไหวหมายจะไปที่จวนของผู้ว่าเพื่อดูความเคลื่อนไหว ทว่าหางตากลับเห็นเงาร่างสีดำที่คุ้นตาพลิ้วไหวมาทางตน ร่างสูงจึงพุ่งออกไปขวางทางไว้อย่างไม่เสียเวลาคิด เงาร่างนั้นหยุดชะงักไปชั่วครู่ ไอเย็นสังหารที่แผ่ออกจากร่างทำให้เขานิ่วหน้าน้อยๆ เพราะรู้สึกคุ้นเคย ผ้าโพกหน้าปิดไว้เหลือเพียงดวงตา จึงเผลอเรียกอีกฝ่ายออกมาอย่างลืมตัว
    
       “อีกา”
    
         ดวงตาเรียวคมที่คุ้นตาหรี่สายตามองเขาอย่างหวาดระแวง มือพ้นชายเสื้อปรากฏมีดสั้นที่มองด้วยตาเปล่าก็รู้ว่าเป็นของดี มิน่าครั้งที่แล้วถึงต้านรับกระบี่หยกขาวของเขาได้
    
         “จิ้งจอกเจ้าเล่ห์” น้ำเสียงนั้นนิ่งเรียบเดาไม่ออกว่าตกใจหรือไม่ ทว่ากลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยยิ่ง
    
         “เจ้ามาทำอะไรที่นี่”
    
         “ข้าควรถามเจ้ามากกว่าอีกา ข้าคิดแล้วว่าเจ้าต้องมาสังหารตระกูลถังในคืนนี้ แต่มิคิดว่าจะมาคนเดียวหรือเจ้ามั่นใจฝีมือว่าจัดการคนเดียวได้เรียบร้อยเช่นนั้นก็ข้ามศพข้าไปก่อน” คำกล่าวของเขาทำให้อีกฝ่ายนิ่งงัน ดวงตาที่ฉาดมานั้นเย็นเยือก
   
        “เจ้าเกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลถัง” น้ำเสียงนั้นเย็นเยือก ดวงตาเรียวมองมาอย่างจับผิด ลั่วเหยียนเจิ้งเพียงแค่ยิ้มรับไม่ได้ตอบอันใดออกมาจะบอกว่าตระกูลถังยังเป็นข้าราชการให้ข้าก็กระไรอยู่
    
         “อยากรู้ก็เข้ามาถามสิ แต่อย่าหวังว่าจะหนีรอดไปได้เหมือนเมื่อคืน” ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีดำขมวดคิ้วมุ่น แม้จะใช้ความคิดอย่างหนักก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าสหายตนจะมีญาติพี่น้องนิสัยเสียเช่นนี้ แต่หากต้องการปกป้องตระกูลถังเขาก็จะยอมถอย ทว่าเหมือนคนตรงหน้าคงไม่อยากให้เขาหนีพ้น พุ่งเข้าหาอย่างไม่ได้ต้องบอกล่วงหน้า อย่างไรก็จิ้งจอกเจ้าเล่ห์คำพูดจะเชื่อถือได้อย่างไร
    
         เงาร่างสีดำของอีกาพลิ้วไหวหายวับไปต่อหน้าต่อตาแต่ก็ยังจับความรู้สึกได้ความเร็วของอีกฝ่ายยังไปไม่ไกล ลั่วเหยียนเจิ้งตามไปติดๆ ด้วยความเร็วที่ไม่ได้ด้อยกว่ากันนัก กระบี่สนิมเขรอะตวัดตัดหน้าเพื่อกันหนี อีกฝ่ายฝีมือมิอาจดูถูกได้หลบได้อย่างคล่องแคล่ว ดวงตาเรียวตวัดมองเขาอย่างเย็นชา มีดสั้นตวัดเข้ามาหาอย่างหนักหน่วงจนต้องยอมถอยให้สามก้าวเพื่อต้านรับ
    
         “ข้าไม่ได้หมายชีวิตเจ้า ข้าแค่อยากยื่นข้อเสนอกับเจ้าหากเจ้าอยากฟังหยุดมือก่อน” ลั่วเหยียนเจิ้งกล่าวพร้อมถอยห่างออกมาเพื่อพิสุทธิ์ว่าตนพูดความจริง ร่างสูงโปร่งหยุดนิ่งมองมายังเขาอย่างพิจารณา
    
       “ข้าจะจ่ายให้เจ้าสองเท่าหากยกเลิกคำสั่งของเฝิ่งเฉิน และข้าจะจ่ายให้เจ้าอีกสองเท่าหากรับงานจากข้า” ลั่วเหยียนเจิ้งกล่าวตรงไปตรงมาผิดวิสัยที่แท้จริงซึ่งหลอกล่อจนเหยื่อตายใจถึงค่อยๆ เล่นด้วย
    
        “เหตุใดข้าต้องเชื่อเจ้า”
    
        “ข้าคิดว่าเจ้าไม่ได้ต้องการสังหารตระกูลถัง ไม่เช่นนั้นคงไม่มาคนเดียว เจ้าไม่รองไตร่ตรองดูก่อนหรือ ข้าว่าเจ้ามิได้ขาดทุนสักแดงเดียวด้วยซ้ำไป” หลิ่วเหวินอี้หว่านล้อมมองร่างสูงโปร่งที่ยืนนิ่งห่างจากตนไปเมตรเดียวอย่างระวังและตรวจสอบอีกฝ่ายไปด้วย
    
       “อีกาทำงานตามใจตน ไม่ได้หมายเป็นทาสผู้ใด เจ้าคงต้องผิดหวังแล้ว”
    
        ตูม!
    
        พอสิ้นคำพูดของอีกาบริเวณโดยรอบก็ถูกปกคลุมด้วยควันที่แสบตาอีกครั้ง ลั่วเหยียนเจิ้งยกมือโบกควันพร้อมถอยหลังออกมา ใบหน้าแสนอัปลักษณ์นิ่วหน้ามองเหยื่อที่หายไปกับความมืดแล้วถอนหายใจ หยิ่งยโส อุดมการณ์สูงส่ง รุกควรรุกถอยเมื่อควรถอย ช่างน่ากลัวจริงๆ เห็นทีเขาจะปล่อยกับอีกาผ่านไปง่ายๆ ไม่ได้เสียแล้ว ว่าแต่ป่านนี้องค์รักษ์เงาไยไม่โผล่หัวมาให้เห็นไม่ใช่ตายกันหมดหรอกนะ เขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าจะตามหาฮ่องเต้หนีเที่ยวอย่างเขาไม่เจอ!
    
    ร่างสูงโปร่งมาปรากฏตัวภายในจวนผู้ว่าอย่างเงียบงัน การปกครองที่นี่นับว่าแย่มาก ข้าวของแพงไม่พอยังคิดยักยอกทรัพย์สินของทางการอย่างอาจหาญ ดวงตาเรียวคมภายใต้ผ้าคลุมสีดำจ้องมองทางลับที่อีกาสองเพิ่งค้นเจออย่างครุ่นคิด แม้อีกาสองจะพบเจอช่องทางลับแต่กลับหาของที่ต้องการไม่เจอนับว่าแปลกเกินไป หากไม่มาด้วยตนเองเห็นทีคงล่าช้าไม่ทันการ
    
        พรึบ!
    
        เงาร่างสีดำหลบเขาซอกมุมภายในห้องเก็บของที่ไม่มีใครสนใจด้วยความเร็วเมื่อรับรู้ว่ามีคนอื่นเข้ามาที่แห่งนี้เช่นกัน ใบหน้าขมวดมุ่นเมื่อเห็นร่างที่คุ้นตา ‘เจ้าจิ้งจอก’ เหตุใดมาอยู่ที่นี่อีก หรือว่าตามตนมาเมื่อครู่ไม่น่าเป็นไปได้เพราะเขาปล่อยระเบิดควันแก็ซน้ำตาลที่ทำให้แสบตาหนีพ้นมาได้
    
        จิ้งจอกตัวนั้นมองเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระวัง ก่อนหลบหายเข้ามาในห้องที่ตนอยู่ จึงใช้ความเร็วหลบปีนขึ้นคานไม่บนหลังคา ในใจหงุดหงิดเพราะคนผู้นี้ขัดขวางงานเขาสามครั้งแล้ว หลิ่วเหวินอี้เกร็งร่างปรับลมหายใจให้นิ่งทำตัวกลมกลืนไปกับบรรยากาศรอบกาย ทว่าดวงตายังจ้องไปเงาร่างนั้นอย่างระวัง เพียงครู่ก็มีบุรุษชุดดำพุ่งเข้ามาหาพร้อมคุกเข่าต่อหน้าจิ้งจอกผู้นั้น
    
        “ฝ่าบาทหลักฐานช่อโกงของตระกูลเฝิ่งยามนี้อยู่กับองค์ชายห้าพ่ะย่ะค่ะ เวลานี้องค์ชายห้าต้องการให้ฝ่าบาทเสด็จกลับวังหลวงเพื่อความปลอดภัยของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ” คำกล่าวนิ่งเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความยำเกรงของคนที่คุกเขาทำให้หลิ่วเหวินอี้ซึ่งแอบซ่อนอยู่คานไม้ตะลึงงัน จิ้งจอกเจ้าเล่ห์คนนั้นเป็นฮ่องเต้อย่างนั้นหรือ
    
        “น้องห้าไม่ก้าวก่ายการเมืองมานานหลายปีเพราะเหตุใด หรือว่าเจ้าแก่ไม่กลัวตายนั้นไปเกี้ยวพาราสีหยวนน้อยหรือ” น้ำเสียงที่เอ่ยคล้ายฉงน ทว่าการคาดเดากลับแม่นยำจนผู้ที่มารายงานก้มหัวต่ำยิ่งกว่าเดิม
    
       “พ่ะย่ะค่ะ”
    
       “พวกเจ้าไปได้แล้วไม่ต้องติดตามข้า”
    
       “แต่ฝ่าบาท กระหม่อมได้รับคำสั่งให้ปกป้องฝ่าบาทจนกว่าชีวิตจะหาไม่พ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงหนักแน่นที่ตอบกลับมาทำให้ร่างสูงใบหน้าที่ดูแสนอัปลักษณ์ยืนนิ่ง ทว่าไอเย็นที่แผ่ออกมาทำให้คนแอบมองนิ่วหน้าน้อยๆ
    
       “หากข้าไม่คิดปรากฏตัว คิดหรือว่าพวกเจ้าจะตามข้าพบ ถึงแม้น้องห้าจะเป็นเทพสวรรค์หากข้าไม่ต้องการให้เจอตัวต่อให้พลิกแผ่นดินก็มิอาจหาข้าเจอ”
    
        “ฝ่าบาทอย่าได้ทรงกริ้ว พวกกระหม่อมจะกลับเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ” เงาร่างสีดำบอกเสียงหนักแน่นก่อนจะลุกขึ้นก้าวถอยหลังเลือนหายไปอย่างรวดเร็วดุจสายลม การกระทำเช่นนี้ทำให้หลิ่วเหวินอี้ฉงนมากขึ้นเหตุใดถึงได้หวาดหวั่นเช่นนั้น
    
        ฟิ้วววว
   
          พรึบ!
    
         หลิ่วเหวินอี้พลิกกายหลบทันท่วงทีเมื่อเข็มสีเงินพุ่งเข้าหาตนอย่างดุดัน ร่างสูงโปร่งมาปรากฏตรงหน้าผู้ที่ลงมือ เขาไม่คิดว่าองค์จักรพรรดิจะรับรู้การคงอยู่ของตน หากรู้แล้วเหตุใดจึงยังสนทนาเรื่องลับๆ ให้เขาฟังอยู่เล่า ดวงตาเรียวคมมองผู้ที่เขารู้ความลับอย่างเงียบงัน ไอเย็นที่แผ่ออกจากร่างทำให้รู้สึกหนาวสะท้านในใจ แม้ใบหน้าภายนอกจะนิ่งเฉยก็ตาม บรรยากาศเวลานี้สมกับที่เป็นฮ่องแต้ของแคว้นลั่วหยางจริงๆ เทียบกับการเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์แล้วช่างต่างกันลิบลับ
    
          “มิมีผู้ใดสอนมารยาทเจ้าหรืออย่างไรว่าห้ามแอบฟังผู้อื่นคุยกัน” น้ำเสียงกล่าวมาทำให้หลิ่วเหวินอี้นิ่วหน้า หากฮ่องเต้ผู้นี้ยังความจำดีอยู่น่าจะรู้ว่าตนมาอยู่ก่อนแล้ว
    
          “หืม อีกาเองหรอกหรือ ดวงชะตาเราคงผูกพันกันอย่างลึกซึ่งว่าไหม ไปที่ใดก็เจอกันตลอด ครั้งแรกเพราะเหตุบังเอิญ ครั้งสองโชคชะตา ครั้งที่สามพรหมลิขิต นับว่ามีวาสนาต่อกัน แม้เจ้าในเวลานี้จะเป็นคนที่ข้าชื่นชอบแต่โทษทัณฑ์ครั้งนี้ข้าก็ไม่อาจละเว้นได้ เจ้าต้องมาทำงานให้ข้า” น้ำเสียงเนิบนาบเดาใจมิออกทว่าดวงตาคมกริบนั้นจ้องมองเขาอย่างไม่ลดละ แต่ใคร่ควรแล้วก็ยังไม่รู้เลยว่าตนมีความผิดอันใด จิ้งจอกเจ้าเล่ห์อย่างไรก็ยังเป็นอย่างนั้นสินะ กล่าวผิดผู้อื่นได้อย่างไม่รู้สึกผิด แล้วดวงซะตาผูกพันลึกซึ่งนั่นคืออะไรทำไมฟังแล้วรู้สึกมือเท้ากระตุกยิ่งนัก
    
          “ฝ่าบาททรงฉลาดหลักแหลม น่าจะรู้จุดมุ่งหมายของกระหม่อม ในเมื่อเรื่องนี้บรรลุเป้าหมายแล้วกระหม่อมก็ไม่มีความจำเป็นต้องมาที่นี่อีก” หลิ่วเหวินอี้ตอบกลับเสียงเรียบนิ่ง มองใบหน้าที่ถูกปรุงแต่งทำให้อดที่จะนับถือกับไหวพริบไม่ได้ และคนผู้นี้เป็นคนเดียวกับที่เขาตามติดเมื่อวานก่อน เพียงแต่การเจอกันครั้งแรกไม่น่าประทับใจนัก
    
        “ฎีกาลับที่ส่งมาคือฝีมือเจ้า” น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยความน่ายำเกรงผิดกับที่เจอกันครั้งแรกลิบลับทำให้หลิ่วเหวินอี้รู้สึกเกร็งไม่ได้ อาจเพราะไม่เคยพบเจอเชื้อพระวงศ์มาก่อน ทว่าเขายังไม่ทันตอบร่างก็ถูกกระชากเข้าหาด้วยความเร็วจนน่าตื่นตระหนก พลันนั้นก็มีเสียงฝีเท้ามากมายวิ่งมาทางนี้
    “หาตัวคนร้ายให้เจอ มันเอาผู้หญิงไปด้วยคงหนีไปได้ไม่ไกล” เสียงร้องสั่งโหวกแหวกจากด้านนอกทำให้หลิ่วเหวินอี้นิ่วหน้ามองคนรวบร่างตัวเองไปกอดเข้าซอกชั้นตู้เก่าๆ อย่างอึดอัดใจ
    
         “ท่าน!”
    
        “ชูว์ ~~” หลิ่วเหวินอี้กรอกตามองคนเจ้าเล่ห์ทางด้านหลังอย่างขัดใจ ทว่าร่างกายกลับยืนนิ่งให้อีกฝ่ายรวบเอวเอาไว้ไม่กล้าส่งเสียงอันใดอีก แม้ภายนอกจะนิ่งเฉยทว่าในใจกลับครุกรุ่นอย่างหงุดหงิดเพราะหันไปชนคางอีกฝ่ายเมื่อครู่ และไม่รู้สวรรค์กลั่นแกล้งหรืออย่างไรพวกนั้นถึงยืนออกันอยู่หน้าประตูทางเข้าห้องเก็บของซอมซ่อแห่งนี้
    
        “เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือไม่” น้ำเสียงจริงจังเอ่ยถามเพื่อน ทว่าทุกคนกลับสายหน้า
   
        “งั้นแยกย้ายกันตามหามันคงหนีไปได้ไม่ไกล” น้ำเสียงนั้นร้องสั่งก่อนที่เสียงฝีเท้าหลายคนเริ่มห่างออกไป
    
        “ทำไมเจ้าตัวหอม”
    
        “...”
    
         เสียงกระซิบข้างหูทำให้หลิ่วเหวินอี้เกร็งไปทั้งร่างขนกายลุกชันรู้สึกขยะแขยงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พลางคิดว่าหากปล่อยไปนานกว่านี้เขาได้ฆ่าฮ่องเต้หมกห้องเก็บของจวนผู้ว่าแน่ๆ
    
         “หอมเหมือนกลิ่นดอกท้อ” เสียงนั้นยังกระซิบบอกหลิ่วเหวินอี้หลับตาข่มอารมณ์อยากฆ่าคนไว้ในอก ก่อนจะยืนเกร็งมากกว่าเดิมเมื่อประตูห้องเก็บของถูกเปิดเข้ามา
    
         “ห้องนี้คือห้องเก็บของคงไม่มีอะไรหรอกมั้ง ฝุ่นก็เยอะ” ผู้ที่เข้ามาคือชายร่างผอมสูงเอ่ยบอกคนร่างใหญ่ที่มองสำรวจรอบห้อง แต่ความมืดภายในห้องยามค่ำคืนอีกทั้งความสกปรกทำให้พวกมันเลิกสนใจ มือหนาที่เกี่ยวเอวเขาดึงเข้าหาจนชิดแผ่นอกมากขึ้น เวลานี้เริ่มนับหนึ่งถึงร้อยในใจเพื่อสงบสติอารมณ์อยากฆ่าคนไว้ภายในใจ
    
        ตุ๊บ!
    
          เมื่อทุกอย่างเงียบเชียบร้างไร้ผู้คนโดยรอบ ข้อศอกก็กระทุ้งเข้าท้องคนมือปลาหมึกอย่างเหลืออด ใบหน้าอัปลักษณ์แหยเกเล็กน้อย
    
         “ข้าช่วยชีวิตเจ้าเหตุใดจึงใจร้ายนักเล่า” น้ำเสียงตัดท้อทำให้หลิ่วเหวินอี้นิ่วหน้า ไอเย็นแผ่ออกจากร่างอย่างที่อดกลั้นไม่อยู่ ก่อนจะพุ่งออกจากห้องเก็บของด้วยความเร็ว ไม่หันไปมองคนน่าตายด้านหลังแม้แต่น้อย หากว่าคนผู้นั้นไม่ใช่ฮ่องเต้ สาบานได้ว่าเขาต้องสังหารแร่เนื้อเอาเกลือโรยแน่ๆ
    
          ใบหน้าอัปลักษณ์ยกยิ้มบางเบาจนมิอาจดาดเดาได้ ก่อนจะรีบออกไปจากที่แห่งนี้ แม้ไม่ได้ชอบบุรุษแต่การได้กลั่นแกล้งคนมันเป็นความรื่นเริงของเขา ที่สำคัญอีกาผู้นี้ลักษณะนิสัยคล้ายหลิ่วเหวินอี้แปดส่วนสิบ จากนี้เขาคงต้องสืบให้ได้ว่าทั้งคู่เกี่ยวข้องอันใดกัน ครั้งนี้ถือว่าปล่อยปลาเล็กไปก่อนแล้วค่อยตามไปเก็บทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ภายหลังก็ยังไม่สายเกินไป!


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2016 21:38:30 โดย lingfang »

ออฟไลน์ fay 13

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5666
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-44

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
ล่ห์ร้ายจอมราชันย์ (จีนโบราณ)
บทที่ 8 เรื่องวุ่นวาย3 (P.2วันที่ 21/2/59)


         หลิ่วเหวินอี้กลับมายังตำหนักเหวินอี้และถอดชุดสีดำออกอย่างรวดเร็วเพราะเข้าเวลายามสี่แล้ว แม้จะจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้วทว่าในใจกลับยังไม่หายหงุดหงิดจึงออกไปนอนแช่น้ำ น้ำเย็นทำให้จิตใจสงบมากขึ้นเมื่อคิดทบทวนเรื่องที่เกิดในคืนนี้ทำให้รู้ว่าฮ่องเต้ก็ไม่ได้นิ่งดูดายกับฎีกาที่ผิดแผกแตกต่างไปจากพวก มิหนำซ้ำยังลงทุนมาสืบข่าวด้วยองค์เอง แม้จะพอเข้าใจเรื่องนี้แต่การสนทนาระหว่างข้ารับใช้ก็มิอาจเข้าใจความหมายที่แท้จริงได้เช่นกัน
    
        “นายท่าน” เสียงนุ่มทุ้มดังมาจากเงามืดภายในห้องอาบน้ำ หลิ่วเหวินลืมตาขึ้นมามอง เขารับรู้ว่ามีคนมาแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนักเพราะบุคคลนี้นึกอยากมาก็มานึกอยากไปก็ไป
    
        “เวลานี้มีคนตามสืบข่าวของกลุ่มอีกา บุคคลผู้นี้ไม่ธรรมดานายท่านให้ข้าจัดการเช่นไร” หลิ่วเหวินอี้นิ่วหน้าน้อยๆ ยอมรับว่าข่าวสารของอีกานั้นเร็วทันใจเสียจริงๆ
    
        “หอกิเลนรับหน้ามาสินะ” เสียงเรียบนิ่งไม่ได้หวั่นไหวขณะคาดการ หอกิเลนและอีกามีผลประโยชน์ร่วมกันผู้ที่ทำให้หอกิเลนนั่งไม่ติดคงเป็นใครไม่ได้ นอกจากฮ่องเต้จอมเสแสร้งนั่น แต่เขามิเคยรู้มาก่อนว่าฮ่องเต้คนปัจจุบันมีอำนาจในหอกิเลน
    
       “ขอรับนายท่าน” เสียงนอบน้อมครั้งนี้ดังแผ่วเบา ก้มหน้าหลบตาอยู่มุมมืด มิใช่หวาดกลัวเพียงแต่เวลานี้หลิ่วเหวินอี้ลุกขึ้นจากน้ำเดินหันหลังไปหยิบเสื้อคลุมมาสวมใส่อย่างไม่อายผู้ที่มอง เรือนร่างงดงามสมส่วนบุรุษพึงมี แม้ใบหน้าจะงดงามอิสตรี แต่ไม่ได้อ่อนแอบอบบาง
    
         “ตอนนี้ยังไม่มีงาน อีกาห้าทำงานผิดพลาดเพราะมีบุคคลที่ไม่คาดหมายยื่นมือข้องเกี่ยว พวกเจ้าก็หลบซ่อนตัวตนไปก่อน ทำได้หรือไม่” หลิ่วเหวินอี้เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเงาร่างสูงพอๆ กับตน ใบหน้าถูกปกปิดเหลือเพียงดวงตาเรียวเล็กตอบกลับมา
    
        “เรื่องเล็กน้อยนายท่านไม่ต้องห่วงขอรับ” น้ำเสียงเรียบนิ่งตอบกลับมา ทว่านัยน์ตาเรียวเล็กคู่นั้นมองสบใบหน้างดงามผู้เป็นนายอย่างลังเล ว่าจะกล่าวต่อไปดีหรือไม่
    
         “มีสิ่งใด” หลิ่วเหวินอี้เลิกคิ้วเอ่ยถามเพราะหากจบงานผู้นี้จะหายไปทันที แต่ตอนนี้ยังคงยืนนิ่ง
    
        “เปล่าขอรับ แต่ข้าขอบังอาจเตือนนายท่าน อย่าเที่ยวเปลืองผ้าให้ใครดูอีกนะขอรับ” กล่าวจบพร้อมพุ่งหายจากไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงเบื้องหลังที่กำลังนิ่วหน้าขมวดคิ้วมุ่น พลางคิดว่าที่ผ่านมาก็เป็นอีกฝ่ายที่เทียวเข้ามาห้องน้ำเขาจนชินชาแล้ว แปดปีแล้วที่เห็นเข้าๆ ออกๆ ที่นี่ยังไม่ชินตาอีกหรืออย่างไร

    
        เช้าวันรุ่งขี้นหลิ่วเหวินอี้ได้นอนไปแค่ชั่วยามเดียว จำต้องลุกออกไปรับหน้าแขกที่เขานำเข้ามาเมื่อคืนวันนี้ยังมีเหมยฮวาบุตรีพรรคตะวันดับและต้องคอยรับมือพี่สาม ซึ่งคาดว่าคงจะบุกเข้ามาไม่เกินชั่วยามแน่ ร่างสูงโปร่งอาภรณ์ขาวสวมทับสีเขียวอ่อนคาดด้วยผ้าพันผ้าสีเดียวกันเข้ากับตัวเสื้อ ลายดอกท้อทักทออยู่ภายในชุดดูงดงาม ใบหน้ายังคงเย็นชาไม่เปลี่ยนเส้นผมรวบไว้ด้านหลังเพียงครึ่งปักปิ่นลายดอกท้อเป็นเอกลักษณ์ คราแรกที่พบเห็นล้วนตกตะลึง แม้กระทั่งบ่าวรับใช้ยังอ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึงเพราะนายน้อยไม่ค่อยแต่งตัว ส่วนมากแค่สวมๆ ใส่แล้วแต่เขาจะจัดให้ ทว่าวันนี้กลับเต็มยศจนทำให้คนมองใจสั่นสะท้าน
    
        “นายน้อยไม่สบายหรือขอรับ” จั่วเหรินที่เอ่ยถามเป็นคนแรก มองสำรวจเจ้านายตนเองแล้วยิ้มแก้มปริ เป็นบุญตาจริงๆ
    
        “ประมุขนิกายมารฟ้าต้องการให้ข้าสานสัมพันธ์ไมตรีกับเหมยฮวาบุตรีพรรคตะวันดับ พวกเจ้าเห็นว่าไง” หลิ่วเหวินอี้เอ่ยถามเสียงเรียบทว่ามุมปากกลับยิ้มเย็นพร้อมดวงตาประกายท้าทายอำนาจผู้เป็นบิดา ทว่าบรรดาข้ารับใช้ได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พลางคิดว่าวันนี้ท่านงดงามดั่งเซียนขนาดนี้แล้วคุณหนูที่ไหนจะกล้ามาแต่งด้วย หากมาเห็นไม่รู้จะร้องไห้กลับบ้านหรืออย่างไร
    
       “อะ...แฮ่ม นายน้อยท่านเหวินอี้รออยู่ที่ห้องอาหารขอรับ” หลวนซานเอ่ยบอกหลังจากสติกลับมา หลิ่วเหวินอี้พยักหน้ารับก่อนจะก้าวไปยังห้องอาหารที่ถูกแบ่งแยกเป็นสัดส่วนอย่างมั่นคง แม้เสื้อผ้าอาภรณ์จะเปลี่ยนไป ทว่าบรรยากาศเย็นเยือกรอบกายกลับแน่นหนามากกว่าเดิม สงสัยงานนี้คงจะไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด
    
        ลั่วเหยียนเจิ้งหันไปมองตามเสียงฝีเม้าที่ก้าวย่ำอย่างสม่ำเสมอจากหน้าประตู ทว่าตอนนี้ปรากฏร่างสูงโปร่งที่งดงามอีกอาภรณ์ที่สวมใสสดใสกว่าทุกวัน แต่ไม่รู้เหตุใดเขากลับรู้สึกว่าบรรยากาศมันเย็นเยือกกว่าเมื่อวาน คงไม่ใช่รู้ว่าเขาเป็นฮ่องเต้หรอกนะ หากเป็นเช่นนั้นเขาคงได้ขอมอบตัวเป็นลูกศิษย์แน่ๆ ใบหน้างดงามดูเย่อหยิ่งกว่าเมื่อวานมาก แต่กลับทำให้หัวใจเต้นสั่นระรัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นี่เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่
    
       “ขออภัยที่ข้ามาช้า พี่เหยียนเจิ้งหลับสบายดีหรือไม่” ลั่วเหยียนเจิ้งยิ้มรับบางๆ จะให้บอกได้อย่างไรว่าเขาไม่ได้นอนหลับทั้งคืน แต่ก็ยังตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มและกล่าวหยอกล้อคนเย็นชาตรงหน้าอย่างรื่นเริง
    “ข้าหลับสบายดี แต่วันนี้เจ้างดงามยิ่งนัก คงไม่ตกหลุมรักพี่เหยียนเจิ้งผู้นี้จริงๆ หรอกกระมัง” ดวงตาเย็นชาคู่นั้นมองเขาอย่างเอือมระอาเพียงครู่ก่อนจะกลับมาปกติ ร่างสูงโปร่งเดินมานั่งเก้าอี้ข้างกาย เพียงไม่นานอาหารหน้าตาแปลกๆ ก็ถูกทยอยเข้ามาภายในห้อง ลั่วเหยียนเจิ้งละสายตาจากคนงามมามองอาหารแปลกตาและมีบางรายการที่ตนรู้จักดี
    
       “ข้าวต้มธันญาพืช”
    
       “ท่านรู้จัก” น้ำเสียงที่เอ่ยถามยังคงนิ่งเรียบ ทว่าดวงตากลับประกายบางอย่างก่อนจะเลือนหายไป มองใบหน้าคมคายที่จ้องมองอาหารไทยตรงหน้าคล้ายตะลึงงันยิ่งทำให้ฉงนสงสัยมากกว่าเดิม หลิ่วเหวินอี้มั่นใจอาหารเหล่านี้ไม่น่าจะมีคนรู้จัก
    
        “ข้ารู้จัก แต่ไม่ได้กินนานมากแล้ว” คำตอบที่ได้รับทำให้หลิ่วเหวินอี้นิ่งงัน ยังมีคนทำเป็นด้วยหรือ
    
        “ใครทำให้ท่านกิน” หลิ่วเหวินอี้เอ่ยถามพร้อมรับช้อนที่สั่งทำเองและตะเกียบคู่จากจูเก๋อ แสร้งเอ่ยถามคล้ายไม่ได้สนใจ ทว่าหางตากลับเหลือบมองแขกที่ยังไม่หายตกใจกับอาหารตรงหน้า เขาพอทำอาหารได้แต่ก็ทำเป็นเฉพาะที่ชอบทานเท่านั้น จึงได้บอกสูตรแก่พ่อบ้านไว้เมื่อเขาต้องการยามใดจะต้องไม่เสียเวลาไปทำรับประทานเอง
    
        “เจ้านั่นเป็นเซียนจิ้งจอกกลับชาติมาเกิด” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยตอบเมื่อคิดถึงน้องสะใภ้ที่แสนเจ้าเล่ห์ แล้วก็ต้องถอนหายใจอย่างปลงตกเมื่อรู้ว่าคงไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว  ดวงตาเศร้าหมองเพียงครู่ก่อนจะกลับมายิ้มตามปกติ
    
         หลิ่วเหวินอี้นิ่วหน้ากับคำตอบ เพราะอยากรู้จริงๆ ว่าผู้ใดที่รู้จักอาหารไทย แต่คำตอบกำกวมคงยากที่จะคาดคั้น และที่สำคัญมันกลับกระตุ้นความทรงจำในอดีตอีกครั้ง ความรัก ความแค้น หักหลัง มันเป็นอดีตแล้วมิใช่หรือ จะคิดย้อนไปให้เจ็บปวดทำไมในเมื่อมีชีวิตใหม่แต่เหตุใดความเจ็บปวดถึงตามหลอกหลอนไม่หยุดเสียที
    
         บรรยากาศสบายๆ ในคราแรกกลับเย็นเยือกขึ้นมากลางโต๊ะอาหาร ลั่วเหยียนเจิ้งนิ่วหน้าเพราะครั้งนี้มีไอลมปราณที่เจ้าตัวเก็บซ่อนแผ่ออกมามันแฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดและจิตสังหาร แต่คนที่ปลดปล่อยออกมากลับสายตาเลื่อนลอย ดวงตาดำมืดและว่างเปล่าจนน่าใจหาย เขายื่นมือไปจับมือขาวผ่องของอีกฝ่ายที่จับช้อนจนแหลกเป็นฝุ่นผง
    
        “เหวินอี้” น้ำเสียงแข็งกระด้างทำให้สติของหลิ่วเหวินอี้กลับมามองมือที่ถูกกุมแน่นอย่างฉงน ก่อนจะบัดออกมองคนที่ฉวยโอกาสจับมืออย่างหงุดหงิด ทว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมาทำให้หนาวสั่นสะท้านอดที่จะหวาดหวั่นไม่ได้ ใบหน้าคมคายผ่อนคลายขึ้นและลอบหายใจออกมาอย่างโล่งอก
    
       บ่าวไพร่ที่อยู่ใกล้ๆ มองนายน้อยของตนอย่างตื่นตระหนก เพราะนานมากแล้วที่นายน้อยไม่เกิดอาการเช่นนั้น แม้เขาจะไม่เข้าใจแต่มั่นใจว่ามีบางสิ่งไปสะกิดบาดแผลของนายน้อย บาดแผลที่แม้แต่คนสนิทอย่างหลวนซานก็ไม่อาจรับรู้ได้ว่ามันคือสิ่งใด
    
       “ขออภัยท่านพี่เหยียนเจิ้งที่ทำให้อาหารมื้อนี้เสียอรรถรส”
    
       “ไม่หรอก เริ่มกินเถอะอาหารเริ่มเย็นแล้ว วันนี้เจ้ามีแขกไม่ใช่หรือ” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกด้วยรอยยิ้มอบอุ่นคล้ายกับว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
    
         หลิ่วเหวินอี้พยักหน้ารับมองอุปกรณ์ทานข้าวในมือตัวเอง บัดนี้กลับว่างเปล่า หลวนซานจึงรีบนำชุดใหม่มาให้ เขากลับมาสงบเยือกเย็นได้เช่นเคย อาหารมื้อเช้าจึงผ่านไปได้ด้วยดี ทว่าในใจของทั้งคู่ก็มิอาจคาดเดาได้เช่นกันว่าคิดเยี่ยงไรอยู่
    
         “ท่านมีสิ่งใดต้องทำหรือไม่” หลิ่วเหวินอี้เอ่ยถามขณะพาแขกเดินเล่นเพื่อย่อยอาหารเช้า หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ เขาก็กลับมาปกติเช่นเดิมแต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกผิดแต่อย่างไรเพราะคนตรงหน้าก็รู้อยู่แล้วว่าตนมีวรยุทธ ความแค้น อดีต ใครบ้างจะไม่มีเพียงแต่จะปล่อยวางได้แค่ไหน เขาไม่ใช่ไม่อยากปล่อยวางแต่ความฝันยังตามหลอกหลอนเขาไม่เลิกลา จนบางครั้งไม่รู้จะจัดการปัญหานี้อย่างไรดี
    
        “ไม่หรอกเจ้าอย่ากังวลเลย ข้าจะอยู่อย่างสงบเสงี่ยม” คำกล่าวของอีกฝ่ายทำให้รู้สึกไม่ไว้วางใจเท่าไหร่ รอยยิ้มอบอุ่นที่มองอย่างไรก็คุ้นตาและมองอย่างไรก็รู้ว่าเสแสร้ง
    
        “อีกห้าสิบเมตรกำลังมีคนพุ่งมาหาเจ้าพร้อมคนติดตามสองคน เจ้าเห็นเช่นไร” น้ำเสียงจริงจังขึ้นมานิดของลั่วเหยียนเจิ้งทำให้หลิ่วเหวินอี้ยกยิ้มที่มุมปากนิดๆ
    
         “ท่านพี่เหยียนเจิ้งก็ปกป้องนายน้อยสี่ที่ไม่เอาอ่าวอย่างข้าเสียหน่อยจะเป็นไรไป” ลั่วเหยียนเจิ้งนิ่วหน้าพร้อมยกยิ้มอ่อน คนตรงหน้าทำอย่างที่เขาคาดเดาไม่มีผิด ก่อนจะเอ่ยบอกอย่างล้อเลียน
    
         “นั่นสินะ ในเมื่อน้องอี้เอ๋อร์คาดหวังเช่นนี้พี่เจิ้งคนนี้จะปล่อยไปได้อย่างไร” คำเรียกสนิทสนมทำให้คนฟังคิ้วกระตุก ดวงตาเย็นชาปลายตามองอย่างเอือมๆ หากตนไม่ใช่ผู้ชายคงหลงคารมไปแล้ว
    
        “เจ้าเศษขยะไปมุดหัวอยู่ที่ไหน ออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดดังก้องตำหนักเหวินอี้ เพียงชั่วพริบตาก็มาปรากฏตรงหน้าหลิ่วเหวินอี้สมกับเป็นยอดฝีมือ แม้จะเป็นคนอารมณ์ร้อนแต่ฝีมือก็ไม่ได้อ่อนด้อย
    
         หลิ่วเหวินอี้เอนกายหลบคมกระบี่ได้อย่างหวุดหวิด ดวงตายังเฉยชาไม่ได้เดือดร้อนใจ ทว่าก่อนที่จะได้ลงคมกระบี่ครั้งที่สองกระบี่หยกขาวก็ออกมาขวางหน้าอย่างทันท่วงที
    
        “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า!” หลิ่วเมิ่งซุนตะคอกถามคนที่เข้ามาขัดขวางตนอย่างฉุนเฉียว ดวงตาคมแดงก่ำด้วยความโมโห หลังจากที่ทราบข่าวเมื่อเช้ามันก็พุ่งตรงมาที่นี่เลย ดวงตาพิจารณาใบหน้าคมคายหล่อเหล่าสมบุรุษ รอยยิ้มอ่อนโยนแต่งแต้มอยู่บนใบหน้าทำให้บรรยากาศรอบกายดูแปลกตา อาภรณ์สีขาวคลิบทองลักษณะของอีกฝ่ายดูสูงส่งจนไม่กล้าเข้าจู่โจม
    
          “ขออภัยคุณชาย ข้าเป็นสหายน้องเหวินอี้และไม่อาจนิ่งดูดายให้สหายไร้ความสามารถบาดเจ็บได้” หลิ่วเหวินอี้เก็บกระบี่ไว้ในฝักเหมือนเดิม พร้อมกล่าวบอกผู้บุกรุกด้วยน้ำเสียงเกรงใจเล็กน้อยตามมารยาทของแขกที่ดี
    
         “ฮึ เป็นสหายหรือเป็นสามีเจ้านี่ ข้าไม่ได้หูหนวกตาบอดกับสิ่งที่เจ้าทำ เหวินอี้ไม่ว่าอย่างไรข้าจะขัดขวางการหมั่นหมายขอเหมยฮวาให้ได้”
    
         “นี่เป็นคำสั่งของท่านพ่อ หากท่านแน่จริงก็ไปร้องขอกับท่านพ่อเองสิ หรือท่านไม่กล้า” ใบหน้างดงามนั้นเย็นชา ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มท้าทาย หลิ่วเมิ่งซุนกัดฟันกรอดด้วยความโมโห เหตุใดตนจะไม่ร้องขอท่านพ่อเล่า แต่เมื่อไปมาแล้วกลับได้คำตอบที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
    
          ‘เหวินอี้วรยุทธอ่อนหัด เหมยฮวามีความเก่งกาจเป็นถึงจอมยุทธหญิงทั้งที่อายุยังน้อยย่อมเป็นผลดีที่ทั้งคู่จะแต่งงานเจ้า ส่วนเจ้ามากความสามารถจะหาผู้ใดมานอนเคียงหมอนย่อมง่ายดายนัก’ นั่นคือคำตอบที่ทำให้เขาโมโหจนเลือดขึ้นหน้า
    
         “ในเมื่อข้าไม่ได้ก็อย่าหวังว่าผู้ใดจะได้เหมยฮวาไปครอบครอง เตรียมรักษาชีวิตพวกเจ้าไว้ให้ดี” หลิ่วเหวินอี้มองอีกฝ่ายนิ่งๆ ไม่ได้ยินดียินร้ายกับคำข่มขู่ ร่างสูงของหลิ่วเมิ่งซุนสะบัดจากไปพร้อมด้วยสายตาอาฆาตแค้น เขารู้ดีว่าพี่สามคนนี้คงลงมืออย่างไร้หลักฐานมามัดตัว แม้จะใจร้อนวู่วามแต่คนที่มองข้ามไม่ได้คือองค์รักษ์ที่ยืนนิ่งๆ อยู่ด้านหลังนั่นต่างหาก เป็นมันสมองและมีเล่ห์เหลี่ยมสมกับอยู่ฝ่ายมารไม่รู้ว่าพี่สามไปเอาคนแบบนี้มาจากที่ใด
    
        “เขามีกุนซือที่ดี” หลิ่วเหวินอี้หันไปมองใบหน้ายิ้มละไมสนุกกับละครในครอบครัวของเขา จึงได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย แม้แต่คนในครอบครัวยังไม่รักกันแล้วจะมีผู้ใดรัก ความทรงจำที่ติดตามจากชาติที่ผ่านมาคงเป็นเครื่องเตือนใจให้ใช้ชีวิตในยุทธภพอย่างไรกระมัง
    
        “เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยถามคนที่ยืนมองตามเงาร่างของพี่ชายที่หายไปจากตำหนัก ความเย็นชาและแววตาไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมทำให้คาดเดาไม่ถูก
    
       “ไม่ต้องทำอะไร ตอนนี้เหมยฮวากับคนในพรรคตะวันดับคงจะมาแล้ว ท่านจะไปด้วยหรือไม่”
    
        “ข้าจะรออยู่ที่ตำหนัก เรื่องนี้เกี่ยวกับครอบครัวเจ้าคงไม่เหมาะหากข้าจะตามไปด้วย”
    
         หลิ่วเหวินอี้พยักหน้ารับ หากเป็นตนก็คงไม่ไปเพราะไม่อยากตกเป็นเป้าหมายให้คนอื่นมาสงสัยในตัวเอง นับว่าลั่วเหยียนเจิ้งวางหมากไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว เขาเหลือบตามองคนฉลาดหลักแหลมและมีเรื่องปิดบังอีกมากมายอย่างครุ่นคิด แม้จะทำดีกับเขามากมายแต่ไม่ว่าอย่างไรก็มิอาจเชื่อใจได้เลย
    
          “ข้าขอตัวก่อน” หลิ่วเหวินอี้เอ่ยบอกพร้อมเดินไปยังตำหนักใหญ่อีกครั้ง ร่างสูงสง่าบรรยากาศรอบกายยังเย็นเยือกเฉกเช่นเดิม
    
        ลั่วเหยียนเจิ้งมองตามนิ่งๆ ก่อนจะกลับไปยังห้องพักของตัวเอง และเริ่มวางแผนต่อไปนี้จะทำเช่นไรดี กลับวังหลวงหรืออยู่ดูละครสนุกภายในนิกายมารฟ้าดี
    
           อ่า เริ่มไม่อยากกลับวังหลวงตอนนี้แล้วสิ...


       ยินดีต้อนรับนักอ่านใหม่นะคะ เล่ห์ร้ายจอมราชันย์ เป็นภาคต่อ เล่ห์รักเทวาสวรรค์ที่ออกเล่มไปแล้ว
       แต่สามารถตามอ่านได้ค่ะ เนื้อเรื่องสามารถแยกอ่านได้นะคะ :mc4: :mc4: :mc4:

ออฟไลน์ lovewannabe

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2303
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +154/-6

ออฟไลน์ PingPong_Hunlay

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 223
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
อ่าาาาา ต่อได้มั้ยยย :z3: สนุกมากกกก :z2:

ออฟไลน์ fay 13

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5666
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-44

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
ล่ห์ร้ายจอมราชันย์ (จีนโบราณ)
 บทที่9 เรื่องวุ่นวาย4 (P.2วันที่ 23/2/59)

         หลิ่วเหวินอี้เดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่อย่างเชื่องช้า จังหวะการก้าวเดินหนักแน่นสม่ำเสมอเรียกให้ผู้อยู่ภายในห้องหันมามอง เบื้องหน้าคือประมุขนิกายมารฟ้าที่ยังสง่างามแม้จะวัยล่วงเข้าเกือบห้าสิบปีแล้วก็ตาม สองฝั่งซ้ายขวาล้วนมีโต๊ะเล็กจัดให้แขกนั่งจิบชาคุยกันไปมาด้วยน้ำเสียงรื่นเริงก่อนจะหยุดลงเมื่อเสียงฝีเท้าของผู้มาใหม่เดินเข้ามา
    
        ซูโหลวหลันประมุขพรรคตะวันดับมองคนที่เข้ามาอย่างตะลึงค้าง ใบหน้างดงามราวอิสตรี ดวงตาว่างเปล่าไร้ความรู้สึก บรรยากาศเย็นเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างล้วนดึงดูดผู้คนให้สะดุดตาสะดุดใจ แม้จะได้ยินข่าวฉาวบุตรชายคนที่สี่ของนิกายมารฟ้าแต่ก็ไม่เคยเห็นตัวจริงเสียที แต่เมื่อมาเห็นคิ้วคมเฉียงขมวดมุ่นอย่างคิดมิตก ภายภาคหน้าจะฝากชีวิตบุตรสาวที่รักไว้ในความดูแลได้อย่างไร
    
        และความงามนั่น! เมื่อเหลือบมองบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนซึ่งบัดนี้มองคนมาใหม่ตาค้าง ดวงตาสั่นระริก ความสวยน่ารักของบุตรสาวตอนนี้เทียบไม่ติดของบุตรชายผู้โง่งมของประมุขนิกายมารฟ้าเลยแม้แต่ฝุ่นผง
    
       “เหวินอี้คารวะท่านพ่อ ขออภัยที่ล่าช้าขอรับ”หลิ่วเหวินอี้ยกมือคารวะก้มหน้าลงอย่างนอบน้อมตามที่บุตรพึงกระทำ เหลือบตามองประมุขตะวันดับเล็กน้อยก่อนจะหันไปคารวะตามพิธี
    
       “หลิ่วเหวินอี้คารวะท่านประมุขตะวันดับขอรับ” น้ำเสียงนิ่งเรียบของคนตรงหน้าทำให้ประมุขพรรคตะวันดับตอบรับด้วยรอยยิ้ม
    
        “อย่าได้มากพิธีเลย อย่างไรเราก็คนกันเอง” หลิ่วเหวินอี้ยกยิ้มยิ้มที่มุมปากอย่างเย้ยหยันเพียงชั่วครู่ก่อนจะเลือนหายไป เขาไม่คิดจะนับญาติกับผู้ใด
    
        “นี่คงเป็นน้องเหมยฮวา” หลิ่วเหวินอี้แสร้งเอ่ยถาม ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้ว ใบหน้าสวยน่ารักของหญิงสาวตรงหน้าไม่ได้ทำให้เขาสั่นไหวเท่าสายตาของหญิงสาวตรงหน้าที่ทำเหมือนจะถอดเสื้อผ้าเขาอยู่รอมร่อ คิ้วคมเฉียงนิ่วน้อยๆ เพราะนางทำตนเหมือนสตรีในหอบุปผาซึ่งไม่มีความกุลสตรีแม้แต่น้อย
    
        “พี่เหวินอี้งดงามสมคำร่ำลือ เป็นบุญตาจริงๆ เจ้าค่ะ” ใบหน้าน่ารักยิ้มสดใสดวงตาพราวระยับ หลิ่วเหวินอี้เพียงแค่มองตามเล็กน้อยพลางคิดว่าบุรุษใดเล่าจะให้คนอื่นชมว่าตัวเองงดงาม
    
        “ไหนๆ พวกเจ้าก็รู้จักกันแล้วพาเหมยฮวาไปเดินเล่นและเอาข้าวของไปไว้ที่ตำหนักเหวินอี้ด้วยแล้วกัน” คำสั่งออกจากผู้เป็นเจ้าของนิกายมารฟ้าทำให้หลิ่วเหวินอี้ปิดปากเงียบ ก่อนจะคารวะบิดาและชูโหลวหลันพร้อมถอยห่างออกไป มือขวาผายมือเชิญแม่นางเหมยฮวาออกไปจากตำหนักใหญ่ ในเมื่อผู้ใหญ่ตกลงกันแล้วเขาคงออกปากเสียงตอนนี้ไม่ได้ หางตาเหลือบมองผู้เป็นบิดาที่ยกยิ้มที่มุมปากคล้ายเห็นเป็นเรื่องสนุก
    
      “ที่นี่ใหญ่โตมากเจ้าค่ะ สมแล้วที่นิกายมารฟ้าอยู่เหนือกว่าพรรคอธรรมอื่นๆ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นขณะสายตากวาดมองรอบบริเวณ ดวงตาสดใสมองคนงดงามที่นิ่งเรียบ บรรยากาศเย็นๆ ที่แผ่ออกมาไม่ได้ทำให้สาวน้อยสะทกสะท้านแม้แต่น้อย ปีนี้นางอายุย่างสิบเจ็ดนับว่าไม่ได้น้อยไปกว่าคนข้างกาย ทว่าความเย็นชาและแววตานิ่งเฉยกับทุกสิ่งนั้นทำให้รู้สึกว่ากำลังอยู่กับผู้เป็นลุงเสียมากกว่า
    
        “....”
    
       หลิ่วเหวินอี้มิได้ตอบอะไรเพียงแต่ก้าวนำหน้าเดินกลับมายังตำหนักเหวินอี้ด้วยฝีเท้าหนักแน่น ร่างบอบบางเดินตามอย่างไม่ค่อยสนใจคนนำหน้าเท่าไหร่นัก เพราะบรรยากาศรอบตัวและดอกท้อที่ปลิวไสวจากต้นดูงดงามคล้ายอยู่แดนสวรรค์ ตำหนักนี้ห่างไกลออกมาพอสมควรแต่กลับดูสงบจนน่าแปลกใจ
    
       “ที่นี่อาจไม่สะดวกเพราะข้าไม่ชอบความวุ่นวาย” หลิ่วเหวินอี้เอ่ยขึ้น หางตาเหลือบมองสาวน้อยที่ยื่นมือออกไปรับดอกท้อที่ร่วงโรยลงมา ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างไม่ได้ทุกข์ร้อนใจกับการที่มานอนต่างถิ่น
    
         “ท่านพี่เหวินอี้อย่าได้กังวล ข้าไม่ได้ชอบความฟุ่มเฟือย ขอแค่มีอ่างน้ำให้ข้าแช่ก็เพียงพอแล้ว”
    
          เหมยฮวาเงยหน้ามองว่าที่คู่หมั้นที่งดงามจนนางต้องอาย ทว่าไม่รู้เหตุใดนางจึงผูกชะตากับคนตรงหน้า ความรู้สึกแรกพบมิใช่หัวใจเต้นแรงแต่กลับเป็นความรู้สึกชื่นชมความงามและกิริยาสูงส่งของคนหลิ่วเหวินอี้ แม้ข่าวลือที่ได้ยินนั้นนับว่าเสียหาย ในเมื่อเจ้าตัวไม่ใส่ใจแล้วตนจะใส่ใจทำไม เพราะอย่างไรบุตรสาวเช่นตนไม่ถูกจับแต่งงานกับคนนี้ก็ยังมีคนอื่นเรียงคิวรอ นางเลยคิดว่าจะแต่งกับผู้ใดก็คงเหมือนกัน
    
         กิริยาเรียบง่ายใบหน้าสวยน่ารัก ทว่าดวงตาประกายความซุกซนเผยให้หลิ่วเหวินอี้มองตามอย่างพิจารณา แผนชายงามคงจะใช้ไม่ได้ผลเพราะเหมือนนางจะไม่สะทกสะท้านที่จะได้แต่งงานกับคนที่งามกว่าตน
    
         “ข้ามิมีสิ่งใดดี วรยุทธก็ได้ต่ำเตี้ยเจ้าไม่กลัวอับอายผู้อื่นหรือ” หลิ่วเหวินอี้เอ่ยถามอย่างลองเชิงอีกฝ่าย นางเดินเร็วจนมาเคียงข้างแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าน่ารัก
    
        “เหตุใดข้าต้องอับอายในเมื่อท่านพี่เหวินอี้เป็นถึงบุตรของนิกายมารฟ้าที่ใครๆ ต่างต้องยำเกรง”
    
         คำกล่าวขานของเหมยฮวา ทำให้หลิ่วเหวินอี้หัวเราะในลำคอไม่รู้จะสมเพชตัวเองหรือว่าสาวน้อยข้างกายดี ‘ต่างต้องยำเกรง’ หรือ น่าขำสิ้นดี ไม่รู้ว่าหูตามืดบอดหรือกระไรถึงมองไม่ออกสายตาผู้อื่นว่าเป็นเช่นไร
    
       “โลกนี้ยังมีหลายสิ่งให้ค้นหา เจ้าอายุยังน้อยไม่ควรด่วนตัดสินใจ ชีวิตเป็นของเจ้า อนาคตหากเลือกผิดคนที่ทุกข์หนักก็คือเจ้า บิดามารดาหาได้อยู่กับเจ้าตลอดชีวิตไม่” เหมยฮวาชะงักเท้าหยุดมองแผ่นหลังกว้างที่ก้าวเดินตรงไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่ วาจานั้นนับว่าร้ายกาจแต่มองอีกมุมคือการสั่งสอน หากทำตามเช่นนั้นไม่นับว่าเป็นบุตรอกตัญญูหรอกหรือ?
    
        ...แล้วคนที่บอกก็อายุห่างจากตนแค่ปีเดียวเอง!
    
         “ท่านพี่เหวินอี้กล่าวเช่นนี้ ข่าวลือที่ท่านชมชอบบุรุษนั้นคงเป็นจริง มิเช่นนั้นคงไม่ตัดรอนน้ำใจข้าเช่นนี้” หลิ่วเหวินอี้ชะงักเท้านิ่งไม่ได้หันไปมองคนพูดแม้แต่น้อย ใบหน้านิ่วน้อยๆ ก่อนจะเดินนำหน้าไปโดยไม่กล่าวสิ่งใด บางครั้งการอธิบายก็เหมือนกับแก้ตัว ปิดปากเงียบไปไม่นานข่าวลือก็คงเงียบหายไป
    
         เหมยฮวานิ่งเงียบริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น มิคิดว่าจะได้รับการต้อนรับเช่นนี้ สองเท้าเล็กก้าวตามอย่างครุ่นคิด ความเย็นเยือกที่แผ่ออกมาเหมือนกำแพงขวางกั้นไม่ให้ล้ำเส้นเข้าไป แต่นางเป็นอิสตรีจะมีปากเสียงไปเถียงบิดามารดาได้อย่างไร เรื่องที่คิดว่าง่ายทำไมมันดูยากเย็นถึงเพียงนี้ ใครกันบอกว่าคนตรงหน้าเป็นบุรุษเจ้าสำราญ นี่ไม่ชายตาแลนางแม้แต่น้อย
    
        ...อย่าให้รู้ว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวลือที่ไม่เป็นจริงนะ ชูเหมยฮวาผู้นี้จะไปตัดลิ้นคนผู้นั้นให้ดู!

   
        ลั่วเหยียนเจิ้งมองทางเข้าตำหนักเหวินอี้ด้วยสายตานิ่งเรียบ ร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาเชื่องช้าแต่หนักแน่น ตามหลังด้วยสาวน้อยน่ารักผู้หนึ่ง กิริยาของทั้งคู่นั้นแตกต่างกันมาก ทั้งๆ ที่อายุไม่ต่างกันนัก ความรู้สึกที่มองเห็น ทำไมเหมือนลุงกับหลานกัน หรือว่าตนคิดมากไป?
    
        “ท่านพี่เบื่อหรือไม่” ร่างสูงโปร่งมาหยุดเบื้องหน้า น้ำเสียงนิ่งเรียบดวงตาว่างเปล่า ทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งยกยิ้มบางแล้วส่ายหน้าช้าๆ
    
        “ที่นี่เงียบสงบ บรรยากาศก็กำลังดีไม่ได้ทำให้ข้าเบื่อหน่ายอะไร” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ่มมองคนเย็นชาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนก่อนจะมองผ่านไปด้านหลังที่มีสาวน้อยมองเขาตาแป๋ว
    
        “แม่นางคือ...” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยถาม เว้นช่วงให้เจ้าบ้านเป็นคนตอบ ดวงตาเย็นชาเหลือบมองสาวน้อยด้านหลังเพียงครู่
    
       “เหมยฮวาบุตรีประมุขตะวันดับ จูเก๋อพานางไปห้องรับแขกเรือนเล็ก” น้ำเสียงนิ่งเรียบเอ่ยตอบลั่วเหยียนเจิ้งก่อนจะหันไปบอกพ่อบ้านในตำหนักเหวินอี้ ซึ่งมองตามอย่างลังเลเล็กน้อย
    
       “เชิญขอรับคุณหนู” จูเก๋าผายมือเชื่อเชิญ เหมยฮวามองเจ้าบ้านและบุรุษแปลกหน้าเพียงครู่ก่อนจะเดินตามหลังพ่อบ้านไป
    
       “เจ้าไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือ” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยถามขณะที่สาวน้อยเดินตามพ่อบ้านไปอย่างว่าง่าย และแอบมองมาที่ตนเล็กน้อย นางก็น่ารักดี จากที่รู้เรือนเล็กนับว่าห้องพับน้อยกว่าห้องที่ตนอยู่มาก
    
         “...”
    
         หลิ่วเหวินอี้ไม่ตอบเดินเข้าไปภายห้องรับแขกโดยมีแขกกิตติมศักดิ์เดินตามเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน ที่ตนให้พักเรือนนั้นเพราะที่นี่มีแต่บุรุษไม่เหมาะกับอิสตรีเช่นนาง และที่เขาไม่ได้แนะนำรู้จักลั่วเหยียนเจิ้งเพราะคิดว่าไม่จำเป็น
    
         “เหตุใดนางถึงมาอยู่กับเจ้า นางยังไม่ได้ออกเรือนมิใช่หรือ” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยถามขณะนั่งรับจอกชามาจากอีกฝ่าย ดวงตาเรียวคมเหลือบมองเขาเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับเสียงเรียบ
    
        “ว่าที่คู่หมั่นข้า มิแปลกอันใดที่นางจะมาพักผ่อนที่นี่” คำตอบเย็นนิ่งไม่บ่งบอกความรู้สึกของผู้พูด ทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งนิ่งไปชั่วครู่ ใบหน้ายังยิ้มบางเบา หัวใจรู้สึกคันยุบยิบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
   
         “แล้วเจ้าก็ยินดีรับนางมาเป็นภรรยา”
    
        “ข้าบอกเช่นนั้นหรือ” ลั่วเหยียนเจิ้งนิ่งอึ้งไปกับใบหน้างดงามที่ยกยิ้มมุมปาก มันงดงามจนตาพร่าไปชั่วครู่ ความรู้สึกชั่วร้ายที่ส่งมาทำให้คิ้วขมวดมุ่น
    
         “เจ้ามีแผนอันใด” ลั่วเหยียนเจิ้งแสร้งเอ่ยถามพร้อมจิบชาในมืออย่างเชื่องช้า มือซ้ายหยิบขนมกินเล่นอย่างไม่รีบร้องเอาคำตอบ
    
         “ท่านไม่จำเป็นต้องรู้หรอก” ดวงตาเย็นชาที่มองมาไม่ได้ทำให้ความอยากรู้ลดหายไป แต่เมื่อคาดคั้นเอาคำตอบไม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องสอบถาม ในเมื่อเขาก็ยังต้องอยู่ที่นี่อีกเดือนคงได้เห็นเองและคนเช่นนี้เขารู้วิธีรับมือ
    
        “นั่นสินะ ข้าก็แค่คนนอก” น้ำเสียงแผ่วเบาของลั่วเหยียนเจิ้ง อีกทั้งเสหน้าหันไปทางอื่น ทำให้หลิ่วเหวินอี้มองเสี้ยวหน้าคมคายด้วยความมึนงงเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าคนตรงหน้าทำกิริยาเหมือนงอนตนทำไม ขณะคิดขนในกายกลับลุกชันอย่างไม่รู้สาเหตุ ใบหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำแง่งอนเหมือนคู่รัก
    
        คู่รักหรือ! นี่เขาคิดไปได้อย่างไรกัน ให้ตายสิ สงสัยจะนอนไม่พอถึงทำให้ประสาทกลับถึงเพียงนี้
    
        “นายน้อย” เสียงเรียกของหลวนซานดังมาจากหน้าประตู ก่อนจะเดินมาหยุดเบื้องหน้ามองลั่วเหยียนเจิ้งอย่างลังเล ก่อนจะเข้าไปกระซิบข้างหูนายน้อยอย่างระวัง
    
        “ข้ารู้แล้ว” หลิ่วเหวินอี้ตอบรับเสียงเรียบเมื่อข่าวที่ได้รับเป็นเรื่องเกี่ยวกับเมื่อคืน เฝิ่งเฉินถูกปลดตำแหน่งและยังถูกยึดทรัพย์สินจนหมด มิหนำซ้ำยังถูกขังคุกหลวงรอลงอาญา ไม่ต่างจากที่คิดเอาไว้เพราะฮ่องเต้ผู้นั้นคงไม่ให้คนร้ายที่จับได้คาหนังคาเขาขนาดนั้นหนีรอดไปได้ เมื่อเหลือบมองผู้มีพระคุณยังเมินเฉยต่อเขาคล้ายไม่สนใจก็ลอบถอนหายใจอย่างเหนื่อยๆ สองวันมานี่รู้สึกว่าเขาจะใช้สมองหนักไปกับการรับมือคน
    
        “ข้ามีธุระออกไปข้างนอก น้องเหวินอี้ก็อยู่สร้างสัมพันธ์อันดีกับว่าที่คู่หมั่นไปแล้วกัน แขกเช่นข้าคงเป็นก้างขวางคอเสียเปล่า” น้ำเสียงนุ่มทุ้มที่ฟังแล้วคิ้วกระตุก ใบหน้าคมคายยังยิ้มอ่อน ทว่าดวงตากลับประกายความเศร้าออกมา หลิ่วเหวินอี้แสร้งมองไม่เห็น ก่อนจะตอบรับด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบดุจเช่นเดิม
    
        “ข้าไม่ได้หมายสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนาง วันนี้ข้ามีนัดกับสาวงามที่หอบุปผา หากท่านพี่เหวินอี้ไม่รังเกียจที่นั่นไปเที่ยวชมกับข้าหรือไม่” คำชวนอย่างใจกว้างของหลิ่วเหวินอี้ ทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งยิ้มอ่อนก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย ในเมื่อเป็นบุรุษจะไปที่นั่นไม่แปลกอันใด แต่ที่แปลกคือคนเฉยชาต่อทุกสิ่งเช่นคนตรงหน้านี่ต่างหาก ว่าไปที่นั่นด้วยเหตุผลใด

    
        หลิ่วเหวินอี้นิ่วหน้ามองคนเมาหัวราน้ำนอนฟุบกับโต๊ะภายในห้องพิเศษของหอบุปผางามอย่างเบื่อหน่าย บอกว่าตนเองคอแข็งแล้วนี่อะไรกินไปยังไม่ถึงไหคอพับคออ่อนไปแล้ว ช่างอ่อนหัดจริงๆ ข้างกายมีสาวงามปรนนิบัติอย่างไม่ตกบกพร่อง
    
        “นายน้อยแขกของท่านไม่ได้สติเสียแล้ว ช่างคออ่อนจริงๆ เจ้าค่ะ คิกๆ” พวกนางกล่าวอย่างล้อเลียนเมื่อพยายามปลุกแต่ไม่ยอมตื่น
    
        “ฟางเทียนฟงอยู่หรือไม่” หลิ่วเหวินอี้เอ่ยถามโดยไม่ได้คาดหวังเอาคำตอบ สาวงามเหลือบมองอย่างมีจริตเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงหวานล้ำ สองมือบางกอดแขนเขาแน่นยิ่งกว่าตุ๊กแก
    
        “นายท่านกลับไปเมื่อคืนเจ้าค่ะ มีอะไรฝากไว้หรือไม่เจ้าคะ”
    
         “ไม่ ข้าจะกลับแล้วรบกวนพวกเจ้าแค่นี้ หลวนซานจัดการที่เหลือด้วย” หลิ่วเหวินอี้บอกกล่าวเมื่อหมดธุระกับที่นี่ แม้พวกนางจะมองตามอย่างเสียดายก็ตามแต่เขาไม่นิยมใช้ผู้หญิงร่วมกับผู้อื่น จึงมาใช้แค่หาข่าวและสร้างข่าวลือเท่านั้น เถ้าแก่เนี่ยที่นี่ย่อมรู้จักเขาดี
    
         ร่างสูงโปร่งลุกขึ้นเดินไปฉุดคนคอแข็งลุกขึ้น น้ำหนักที่กดทับลงมาช่วงบ่าทำให้คิ้วคมเฉียงขมวดมุ่นไม่คิดว่าดูสูงโปร่งจะหนักขนาดนี้ เมื่อยกธรรมดาไม่ขึ้นจำต้องใช้พลังภายในช่วย
    
        “นายน้อยให้ข้าจัดการเองดีกว่าขอรับ” หลวนซานเอ่ยบอกช่วยพยุงร่างของลั่เหยียนเจิ้งอย่างระวัง
    
        “ไม่ต้อง เดี๋ยวข้ากลับก่อน ไปดูที่โรงเตี๊ยมให้เรียบร้อย” หลิ่วเหวินอี้ยกร่างนั้นฟาดบ่าก่อนจะทะยานออกไปด้วยความเร็ว เวลานี้เริ่มพลบค่ำหากไม่สังเกตย่อมมองไม่เห็น เขาเดินทางมาตั้งแต่บ่ายแต่พาลั่วเหยียนเจิ้งเดินเที่ยวเล่นภายในเมืองหยางเซาจนทั่วเมืองและมาจบที่หอบุปผา
    
         เงาร่างพุ่งผ่านสายลมเหยียบย่ำอยู่บนยอดไม้อย่างคล่องแคล่วและว่องไว คนที่ถูกฟาดบ่าลืมตาขึ้นมองความเร็วระดับสูงแล้วยกยิ้มที่มุมปาก จิ้งจอกเช่นเขานะหรือจะเมาสุราแค่ไหเดียว อย่างน้อยก็ได้รู้ชื่อคนที่หลิ่วเหวินอี้ต้องการจะพบ เพียงแค่นี้ก็ง่ายกับการสืบแล้ว
    
        เมื่อมาถึงตำหนัก หลิ่วเหวินอี้ก็ผลักร่างที่แบกมาลงเตียงนอนอย่างไม่ไยดีนัก ใบหน้าคมคายที่หลับตานิ่งนิ่วหน้าน้อยๆ แต่ก็ไม่ได้ลืมตาขึ้น
    
       “นายน้อยท่านน่าจะให้คนอื่นช่วยแบกมานะขอรับ” จั่วเหรินที่เห็นเงาคุ้นตาเข้ามาภายในตำหนักจึงรีบเข้ามารับหน้าแต่ก็ยังช้ากว่าผู้เป็นนาย แต่เมื่อเห็นว่าทำอันใดอยู่จึงได้เอ่ยบอกอย่างห่วงไย
    
       “ข้ามิได้อ่อนแอ เรื่องแค่นี้ไม่ได้หนักหนาอะไร ปล่อยให้เขานอนไปเถอะ” หลิ่วเหวินอี้บอกเสียงเรียบแล้วหมุนกายออกจากห้องรับแขกไปยังห้องของตน ก่อนจะหยุดชะงักเมื่อสาวน้อยน่ารักว่าที่คู่หมั่นมาดักรออยู่หน้าห้อง เขาเหลือบมองจั่วเหรินอย่างตำหนิที่ไม่ได้บอกลวงหน้าและยังให้มารออยู่ที่นี่
    
        “เจ้ามีธุระอันใด”
    
        “ข้ามีเรื่องตกลงกับท่านพี่เหวินอี้” ใบหน้าน่ารักส่งยิ้มหวานมาให้ แววตาทอประกายสดใสหลิ่วเหวินอี้เหลือบมองเล็กน้อยก่อนจะพาไปหยุดที่ศาลารินสระน้ำ
    
        “มีอันใดว่ามา” ร่างสูงสง่ายืนนิ่ง มือไขว่หลังมองใบหน้าเด็กน้อยตรงหน้าอย่างพิจารณาอีกครั้ง
    
       “ข้ารู้ว่าท่านมิได้ชอบข้า และข้าก็ไม่ได้คิดอะไรกับท่านมากกว่าพี่ชาย แต่ในเมื่อข้าเก็บคำพูดของท่านมาพิจารณาแล้วล้วนเป็นจริง บิดามารดาหาได้อยู่กับข้าตลอดชีวิตไม่ และท่านพี่เหวินอี้เองก็ปฏิเสธการหมั่นหมายระหว่างเราไม่ได้ ข้าจึงอยากทำข้อเสนอกับท่าน” น้ำเสียงหวานสดใสและดวงตาแน่วแน่จ้องมองมา
    
       “ให้ข้าแกล้งว่าชมชอบเจ้า แต่งงานกับเจ้าแต่เพียงในนามใช่หรือไม่”  เมื่อจบคำพูดของบุรุษงดงามตรงหน้าทำให้เหมยฮวาตาโตอย่างคาดไม่ถึง นี่นางยังพูดไม่ทันจบแต่กลับจับใจความได้ ใครบอกว่าคนตรงหน้าโง่งม ข่าวลือบัดซบ! อย่าให้นางเจอตัวนะจะตัดลิ้นเสียให้หมดเลย
    
      “เอ่อ เป็นจริงอย่างท่านพี่กล่าว” นางละอายใจเล็กน้อยเมื่อต้องเอ่ยมาเช่นนี้ นางเองก็เห็นบรรดาแม่เลี้ยงของนางที่ไม่ได้รับความรักจากบิดา จึงได้มีแต่ความริษยาชิงชังให้กันเท่านั้น
    
        “แต่ท่านพี่มิต้องกังวลข้าจะไม่อยู่ให้ท่านระคายเคืองตา ข้าอยากออกท่องยุทธภพให้ทั่วหล้าข้าอยากเป็นจอมยุทธหญิงที่เที่ยวทั่วทุกแคว้น” หลิ่วเหวินอี้ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายสิ่งที่นางเสนอมาก็เข้าที แต่เขาจะปล่อยให้เด็กน้อยไร้เดียงสาออกไปท่องโลกกว้างได้อย่างไร แม้แต่ตัวเขาเองยังมิอาจหลีกหนีอันตรายพ้น
    
        “มีคนผู้หนึ่งรักเจ้า หากเจ้าทำให้เขาเชื่อฟังได้เขาต้องติดตามเจ้าไปทุกหนทุกแห่ง”
    
        “ท่านหมายถึงคุณชายหลิ่วเมิ่งซู” นางกล่าวพร้อมเบ้หน้าอย่างน่ารัก
    
        “ข้ากับคุณชายเมิ่งซูเจอกันเมื่อหลายเดือนก่อน เขาเป็นคนมุทะลุ ใจร้อนวู่วามหากข้าแต่งกับเขาเพียงไม่เกินหนึ่งเดือนมีอนุมาเพิ่มอีกเป็นสิบคนแน่” หลิ่วเหวินอี้ยกยิ้มมุมปาก การคาดเดาของนางนั้นถูกต้องนิสัยหลิ่วเมิ่งซูที่ถูกเอาใจมาตั้งแต่เด็กคงยากจะเปลี่ยนเพื่อคนๆ เดียว
    
        “ท่านไม่ทำตามข้อเสนอข้าอย่างนั้นหรือ” ใบหน้าเศร้าหมองของนางไม่ได้ทำให้ความเย็นชาลดลงแม้แต่น้อย เขาไม่ต้องการเอาตัวผูกมัดไว้กับผู้ใดแต่ก็ไม่อาจดูดายกับเด็กน้อยเบื้องหน้าได้
    
        “ไว้พรุ่งนี้เจ้าจะได้คำตอบทุกสิ่ง เมื่อถึงเวลานั้นจงทำตามที่ใจต้องการ นี่ก็ดึกแล้วเจ้าไปนอนเถอะ” หลิ่วเหวินอี้บอกเสียงนิ่งพร้อมเดินกลับห้อง ปล่อยให้หญิงสาวมองตามอย่างมึนงงไม่เข้าใจ
    
        ร่างสูงโปร่งเดินเข้าห้องอย่างอย่างเงียบงัน วันนี้รู้สึกเหนื่อยล้ากว่าทุกวันทั้งใช้สมองอย่างหนักและยังใช้กำลังภายในไปมากโขสองวันติด วันนี้จั่วเหรินเตรียมน้ำให้อาบเหมือนแทนหลวนซานก่อนจะถอยออกไปรออยู่หน้าห้อง
    
        “ส่งข่าวบอกอีกาห้ามารับตัวเหมยฮวาไปดูแล อย่าให้ผู้ใดติดตามได้”
    
        เสียงนิ่งเรียบบอกเงาร่างหนึ่งมุมห้องก่อนจะเลือนหายไปกับความมืด คำสั่งนี้เหมือนจะยุ่งยากแต่ก็ไม่ยากไปสำหรับกลุ่มอีกาที่เป็นดั่งเงายามราตรีอันมืดมิด  หลิ่วเหวินอี้เหม่อมองท้องฟ้าที่มืดมิดอย่างครุ่นคิด แม้เรื่องหลายวันนี้จะดูวุ่นวายแต่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงเขาได้ กลุ่มอีกาบิดาไม่มีทางรู้ และจะไม่มีวันได้รู้เด็ดขาด!



   ขอบคุณที่ติดตามมากค่าา ขอให้มีความสุขกับการอ่านนะคะ :mc4: :mc4: :mc4: :mc4: :mc4:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-02-2016 09:32:29 โดย lingfang »

ออฟไลน์ lovewannabe

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ผู้น้อย มึนส์ ไปหมดแล้วเจ้าค่ะ ทำอะไรไม่ได้ นอกจาก รออ่านต่อไป  :hao4:

ออฟไลน์ fay 13

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5666
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-44

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Isunn

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 349
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ชอบแนวจีนโบราณมาก  ติดตามๆๆ

ขอแก้คำผิดหน่อยละกันนะ
 “เหตุใดนางถึงมาอยู่กับเจ้า นางยังไม่ได้ออกเรือนมิใช่หรือ” หลิ่วเหวินอี้เอ่ยถามขณะนั่งรับจอกชามาจากอีกฝ่าย
 “ข้าไม่ได้หมายสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนาง วันนี้ข้ามีนัดกับสาวงามที่หอบุปผา หากท่านพี่เหวินอี้ไม่รังเกียจที่นั่นไปเที่ยวชมกับข้าหรือไม่”
“เจ้าอันใด” อันนี้น่าจะเป็น เจ้ามีธุระอันใด  หรือเปล่า :mew2:

แต่ยังไง เนื้อเรื่องโดยรวมถือว่าดีมากๆเลย ชอบมาก :hao6:

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
เล่ห์ร้ายจอมราชันย์ (จีนโบราณ)
บทที่10เหตุเกิดเพราะรองเท้า(P.2วันที่ 25/2/59)


        เช้าวันรุ่งขึ้นลั่วเหยียนเจิ้งตื่นมาก็พบกับความวุ่นวาย เมื่อห้องที่ตนพักอาศัยถูกค้นหาด้วยศิษย์เอกของนิกายมารฟ้า ผู้คนเดินกันพลุกพล่านโดยมีเจ้าของตำหนักมีสีหน้าเศร้าสลดยืนนิ่งให้ใครบางคนด่าทออย่างน่าแปลกประหลาด คนผู้นั้นร่างสูงใหญ่ดูน่าเกรงขาม ดวงตาคมกริบตวัดมองเขาอย่างฉุนเฉียว ก่อนจะออกคำสั่งกับคนในพรรคอย่างเคร่งเครียด
    
        “ค้นให้หมด หาหลักฐานให้ได้!” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดและดวงตาคมตวัดไปมองผู้ที่ยืนก้มหน้านิ่ง
    
        “เจ้าต้องรับผิดชอบเรื่องนี้”
    
         “พี่ใหญ่ข้าวรยุทธต่ำช้า จะตามหานางได้เช่นไร ท่านมิคิดว่านางหนีออกไปเองบ้างหรอกหรือ” น้ำเสียงนิ่งเรียบขัดกับดวงตาที่สลดลงมากกว่าปกติ ทำให้ผู้แอบมองนิ่วหน้าดูการแสดงของครอบครัวประหลาดอย่างใคร่สงสัย ตั้งแต่มาพักอาศัยอยู่นี่สองวันไม่มีวันไหนสงบเลย
    
         “บัดซบ! เจ้าคิดว่าข้าโง่เขลาหรือไง เหมยฮวาถึงแม้มีวรยุทธแต่ไม่ได้เก่งกาจจะหายไปโดยไร้ร่องรอย อีกทั้งคนในนิกายมารฟ้าฝีมือมิได้ต่ำช้า ไม่ว่าอย่างไรเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นที่ตำหนักเหวินอี้ เจ้าต้องตามนางกลับมาเช่นนั้นประมุขพรรคตะวันดับคงไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่”
    
        “ข้าเข้าใจแล้ว” น้ำเสียงนิ่งเรียบตอบรับอย่างว่าง่ายทำให้หลิ่วเหวยจวงมองตามอย่างหงุดหงิด
    
        “ไม่พบสิ่งใดเลยขอรับ แม้กระทั่งร่องรอยก็ไม่เหลือ” คนสนิทเข้ามารายงานหลิ่วเหวยจวง ดวงตาเหลือบมองเจ้าของตำหนักเล็กน้อย
    
        “คำสั่งท่านพ่อหากไม่สามารถตามตัวเหมยฮวามาได้ ไม่ต้องกลับมาเหยียบที่นี่อีก” น้ำเสียงจริงจัง ร่างสูงใหญ่เหยียดตรงใบหน้าคมคายดุดันเพราะอารมณ์ไม่สู้ดีนัก
    
        “นี่คงเป็นการขับไล่ข้าใช่หรือไม่ขอรับ” ใบหน้างดงามเงยหน้าสบตาเมื่อได้ยินคำสั่งออกจากปากพี่ใหญ่ ดวงตาคมมองมาที่ตนแล้วถอนหายใจ
    
        “ข้าจะพยายามตามสืบว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับผู้ใด หากทำได้เจ้าอาจจะได้กลับบ้านเร็วขึ้น” แม้จะโหดร้ายจริงจัง แต่ก็ยังเป็นพี่ใหญ่ที่ต้องดูแลน้องๆ แม้จะเป็นน้องชายที่ไม่ได้เรื่องก็ตาม
    
        “ขอบคุณพี่ใหญ่ที่ช่วยเหลือ เหวินอี้จะไม่ลืมบุญคุณ”
    
        “หึ...” หลิ่วเหวยจวงหัวเราะในลำคอก่อนจะออกคำสั่งให้ทุกคนกลับไป ร่างสูงใหญ่แต่สง่างามเดินจากไปพร้อมดวงตาเย้ยหยันหันไปมองบุรุษชุดขาวที่ยืนอยู่ไม่ห่าง
    
         ลั่วเหยียนเจิ้งมองตามนิ่งๆ ไม่ได้ตอบโต้สิ่งใด เรื่องที่เกิดขึ้นในเช้าวันนี้เขาพอจะจับใจความได้ ดวงตาที่เศร้าสลดของหลิ่วเหวินอี้กลับมาเย็นชาเฉกเช่นเดิม มุมปากแต้มรอยยิ้มเพียงครู่ก่อนจะเลือนหายไป แต่ก็มิอาจพ้นสายตาแหลมคมของตนไปได้
    
        “พี่เหยียนเจิ้งขออภัยท่านด้วยที่ทำให้ท่านเดือดร้อน ข้ามิอาจต้อนรับให้ท่านพักอยู่ที่นี่อีกต่อไปได้” ร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาหาพร้อมกล่าวบอกด้วยน้ำเสียงหมองลงเล็กน้อย ลั่วเหยียนเจิ้งส่ายหน้ากับการแสดงของคนตรงหน้ายิงเกาทัณฑ์ครั้งเดียวได้นกสองตัว เขาอยากรู้นักในสมองคนผู้นี้คิดสิ่งใดอยู่
    
        “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะตามเจ้าออกไปด้วย มีข้าช่วยอีกแรงจะได้ตามหาเหมยฮวาได้เร็วขึ้น” ลั่วเหยียนเจิ้งตอบกลับทำหน้ามึนเหมือนไม่เข้าใจว่าตนเองก็โดนไล่ไปเช่นกัน ดวงตาเรียวตวัดมองเขาเล็กน้อยก่อนจะกลับมาสงบเหมือนเดิม
    “ขอบคุณท่านที่เข้าใจข้า แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของครอบครัวข้า และข้าไม่อยากติดหนี้บุญคุณท่านเพิ่ม” น้ำเสียงที่ตอบกลับมานั้นยังนิ่งสงบ ลั่วเหยียนเจิ้งยิ้มรับ
    “เจ้าอย่าได้ถือสาเรื่องเล็กน้อย ข้ากับเจ้าเป็นพี่น้องร่วมสาบานเรื่องของเจ้าย่อมเป็นเรื่องของข้า” คำตอบจริงจังและดวงตาจริงใจที่ส่งให้ทำให้หลิ่วเหวินอี้ชะงักงัน เพราะเคยกล่าวอ้างว่าตนเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับถังต้าหลี่มาก่อน
    
       “เรื่องนั้น...”
    
        “อย่าได้คิดมาก ข้ายังไม่มีจุดหมายไปที่ใดไปกับเจ้าข้าอาจพบความสนุก หรือว่าเจ้ารังเกียจข้า” ลั่วเหยียนเจิ้งไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดจบก็แกล้งกล่าวด้วยน้ำเสียงสลด ดวงตาคมมองคนยืนนิ่งอย่างเฝ้ารอคำตอบ
    
        “ข้าเข้าใจแล้ว ท่านไปเตรียมตัวเถอะ”
    
         หลิ่วเหวินอี้ตอบรับ ก่อนจะเดินไปเก็บของจำเป็นของตัวเองบ้าง ทว่าในใจกลับไม่ได้นิ่งสงบเหมือนดังภายนอก เมื่อมีปลิงตามเกาะไม่ห่าง ปลิงตัวนี้ยังเจ้าเล่ห์เพอุบายไม่ต่างจากฮ่องเต้ผู้นั้น ช่างเถอะสักวันคงจะเบื่อแล้วเดินจากไปเอง ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยั่วยุนิสัยเด็กจริงๆ
    
       ลั่วเหยียนเจิ้งมองตามร่างสูงโปร่งของเจ้าของตำหนักที่โดนเนรเทศออกจากบ้านอย่างครุ่นคิด เขาไม่ได้เกิดความสงสารเพราะคนเช่นนี้คงจะมีแผนการในใจ คิดจะผลักไสเขาออกไปด้วยงั้นหรือ ไม่มีทางหรอกเรื่องอะไรจะยินยอมง่ายๆ ในเมื่อยังมีเรื่องสนุกให้ชม อีกอย่างเขาจะได้ถือโอกาสไปท่องเที่ยวบ้าง
    
    หลิ่วเหวินอี้มองนิกายมารฟ้าเป็นครั้งสุดท้าย แม้ที่นี่จะไม่ได้อยู่อย่างมีความสุขแต่ก็ยังเป็นบ้านที่เขาอาศัยอยู่ตั้งแต่แรกเกิด “บ้าน” อย่างนั้นหรือ ทำไมเขารู้สึกว่าที่นี่ไม่เคยเป็นบ้านเลย อยู่ท่ามกลางดงศัตรู แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันไม่มีวันไหนจะอยู่อย่างสงบ
    
       “นายน้อยจะไปที่ไหนกันดีขอรับ” หลิ่วเหวินอี้เหลือบตาไปมองหลวนซานที่ตามติดรับใช้มาตั้งแต่เด็ก ข้างกายมีผู้ติดตามสองคน นอกนั้นเขาให้อยู่ที่นี่รอการกลับมาอีกครั้งที่สำคัญเขายังต้องการสืบข่าวในนิกายมารฟ้าจะพาคนที่พอจะไว้ใจได้ไปหมดได้อย่างไร
    
        “ระยะนี้คนของท่านพ่อยังติดตามมา เดินเที่ยวตามเมืองต่างๆ ไปก่อนแล้วกัน” หลิ่วเหวินอี้ตอบรับ ก่อนจะหันไปมองแขกผู้มีเกียรติที่ยอมติดตามตน ใบหน้าคมคายดวงตาอ่อนโยนไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจกับเรื่องนี้แม้แต่น้อย คล้ายกับรู้ทันตนจนต้องระวังตัวมากขึ้น
    
         “ท่านพี่เหยียนเจิ้งอยากไปที่ใดหรือไม่” หลิ่วเหวินอี้เอ่ยถามขณะโดดขึ้นม้าสำหรับไว้เดินทาง แม้จะไม่ค่อยได้ขี่แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างไร มองลั่วเหยียนเจิ้งที่กระโดดขึ้นม้าอย่างชำนาญหันมาส่งยิ้มให้
    
       “เจ้าจะตามใจข้าหรือ”
    
        “เป็นเช่นนั้น เพื่อไถ่โทษที่ไม่ได้ต้อนรับท่านอย่างดี”
    
        “ข้าอยากไปเมืองหยางไห่” หลิ่วเหวินอี้พยักหน้ารับ เมืองหยางไห่ยังเป็นเขตแดนของแคว้นลั่วหยางซึ่งจำได้ว่ามีอ๋องมู่เหรินปกครองอยู่ ดวงตาเรียวคมเหลือบมองคนเอ่ยปากอีกครั้ง กิริยาสง่างามยามขี่อยู่บนม้าทำให้สะดุดตา อาภรณ์สีขาวเนื้อผ้าดีที่เย็บปักอย่างประณีต ไม่ว่ามองอย่างไรก็ไม่นับว่าเป็นจอมยุทธธรรมดา แต่ใช่ว่าเขาจะนิ่งดูดายนิสัยสายลับอยากรู้สิ่งใดต้องสืบมาให้ได้ เวลานี้รอข่าวจากผู้ที่ติดค้างเขาเท่านั้น
    
         ทั้งห้าคนออกเดินทางโดยอาศัยม้าไปอย่างไม่รีบร้อนจนทำให้คนที่แอบติดตามได้แต่หงุดหงิดใจ เป้าหมายคือให้นายน้อยสี่ตามหาคุณหนูเหมยฮวาแต่เวลานี้อีกฝ่ายกลับทำเหมือนไปท่องเที่ยวไม่ได้สนใจสืบข่าวหรือสอบถามผู้ใดแม้แต่น้อย
    
         ผ่านไปกว่าสามวันที่พวกมันตามติดอย่างใกล้ชิด ทว่าทุกอย่างเหมือนธรรมดาไปเสียหมด ไม่มีการกระตือรือร้น บ้างก็สอบถามผู้คนอย่างไม่จริงจัง จนพวกมันต้องรีบนำเรื่องนี้ไปบอกประมุขนิกายมารฟ้า ทว่าบางคนกลับมีแววตามาดหมายหากสังหารคุณชายสี่ได้ มันต้องได้หน้าจากคุณชายสามแน่ๆ
    
        หลิ่วเหวินอี้พาผู้ติดตามและลั่วเหยียนเจิ้งเข้าพักอาศัยภายในโรงเตี๊ยมในเมืองซานหลงเมื่อเริ่มพลบค่ำ เมืองนี้ไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชไร่ข้าวของที่ไม่ได้แพงมากมายอะไร ต่างจากเมืองหยางเซาโดยสิ้นเชิง และคนที่มองด้วยความสนใจและยิ้มอ่อนโยนกับภาพที่เห็นกลับเป็นคนที่ขอตามมาด้วย
    
       ดวงตาเรียวมองตามอย่างครุ่นคิด กิริยาสูงส่งมองประชาชนอยู่ร่มเย็นเป็นสุขด้วยรอยยิ้มจริงใจ ไม่ว่าดูอย่างไรก็เหมือนผู้ที่อยู่ตำแหน่งสูง หรือว่าเป็นขุนนางในจอหงวน
    
       “ท่านจะเดินเล่นก่อนหรือว่าทานอาหารก่อน” หลิ่วเหวินอี้เอ่ยถามลั่วเหยียนเจิ้ง เมื่อส่งม้าให้เสี่ยวเอ้อผู้หนึ่ง
    
        “ข้าขอเดินเล่นก่อน แล้วเจ้าเล่า” หลิ่วเหวินอี้พยักหน้ารับก่อนจะตอบกลับ ส่วนหลวนซานไปจัดการหาห้องพักสามห้องจั่วเหรินพักกับหลวนซานเพราะทั้งคู่เขาเก็บมาเลี้ยงด้วยกันจึงไม่ได้ติดขัดอันใด
    
       “ข้าขอนอนพักก่อน” หลิ่วเหวินอี้ตอบเสียงเรียบ ก่อนจะเดินตามเสี่ยวเอ้อไปยังห้องพักของตัวเอง เขาปล่อยโอกาสให้ลั่วเหยียนเจิ้งเดินเล่นเพื่อตนจะได้ไปเอาข่าวกับสายของตน เพียงไม่นานลูกศรก็พุ่งเข้าทางหน้าต่างปีกขอบกำแพงด้วยความเร็ว เขาเดินไปดึงออกพร้อมจดหมายที่ถูกส่งมา
    
       หลิ่วเหวินอี้มองไปทิศทางที่ลูกศรพุ่งมา เห็นเพียงบุรุษอาภรณ์สีเขียวอ่อนนั่งเล่นอยู่บนหลังคาบ้านเรือนไม่ไกลนัก คนผู้นั้นส่งยิ้มมาให้ก่อนจะหายไปจากสายตา มือหนาเปิดอ่านข้อความอย่างไม่รีบร้อนและไม่คิดว่าจะได้ข่าวสารเร็วทันใจเช่นนี้
    
        ‘ผู้ที่ติดตามเจ้ามีนามว่าลั่วเหยียนเจิ้งเป็นฮ่องเต้แคว้นลั่วหยาง แค่นี้เจ้าคงเข้าใจกระมัง หากใคร่สงสัยคืนนี้มาพบข้าที่หอโคมเขียว’
    
       หลิ่วเหวินอี้กำกระดาษในมือแน่น ริมฝีปากบางเม้มแน่น “จิ้งจอกเจ้าเล่ห์” ต้องการสิ่งใดจากเขากันแน่ ดวงตาเย็นชาจ้องมองกระดาษในมืออย่างเคร่งเครียด คนผู้นี้หลอกลวงเขามาเสียนาน หวังว่าลั่วเหยียนเจิ้งจะไม่รู้ว่าเขาคืออีกา เมื่อไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนจึงได้ข้อสรุปในใจ ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยากให้เขารู้ก็แสร้งไม่รู้ต่อไป แต่ระหว่างไม่รู้เขาจะเอาคืนทบต้นทบดอกกับที่กล้าใช้พิษกับเขาเมื่อครั้งแรกที่พบกัน อีกทั้งยังกล้าลวนลามเขาที่จวนอดีตผู้ว่าผู้นั่น แค่คิดความโกรธก็จุกที่ลำคอจนพูดไม่ออก กระดาษในมือยื่นใส่เปลวเทียนจนไม่เหลือหลักฐาน มาดูซิจิ้งจอกตัวนี้จะมีสักกี่ห่างกันเชียว

    ทางด้านลั่วเหยียนเจิ้งซึ่งกำลังดูความเป็นอยู่ของชาวบ้านถึงกลับจามออกมาสามครั้งติดต่อกัน ใบหน้าคมคายแดงก่ำ มือขยี้พระนาสิกตัวเองไปมา พลางคิดว่าใครกล้านินทาตนกัน ร่างสูงเดินเที่ยวเล่นมองความเป็นอยู่อย่างพอใจก่อนจะมาหยุดที่ร้านรองเท้าหนังสัตว์สีดำอย่างดี ทักทอด้วยหงส์คู่ประดับงดงาม เมื่อมองด้วยสายตากลับพบว่ามันน่าจะพอดีกับเท้าของลั่วเหยียนเจิ้ง
    
       “เถ้าแก่เอาคู่นี้”
    
       “ข้าเห็นก่อน ข้าต้องได้มัน” ลั่วเหยียนเจิ้งมองไปยังบุรุษอาภรณ์สีเขียวอ่อนถือพัดโบกไปมามือที่ว่างชี้มาที่รองเท้าคู่ที่เขาต้องการ
    
         “เอ่อ...คุณชายทั้งสองช่างตาถึงนัก รองเท้าประณีตสวยงามและหาได้ยากยิ่งเพียงแต่มันมีคู่เดียวที่ทางร้านขายในราคาสิบตำลึงขอรับ”
    
      “ข้าเอา”
    
        “ข้าเอา” สองเสียงร้องบอกพร้อมกัน ดวงตาคมกริบตวัดมองใบหน้างดงามของคุณชายไร้มารยาทที่ดูอย่างไรก็เหมือนไม่ใช่คนธรรมดา กลิ่นไอคล้ายอาจารย์แต่แปลกที่ดูแตกต่างในขณะที่เข้าใกล้ มองภายนอกเหมือนเย็นจิตใจทว่าเข้าใกล้กลับรู้สึกร้อนระอุในอก
    
        “เอ่อ...คือคุณชายทั้งสองข้าก็อยากขายให้พวกท่านเพียงแต่มันมีคู่เดียว เอาอย่างนี้ดีหรือไม่หากท่านใดสวมใส่ได้ค่อยซื้อไป” เถ้าแก่เอ่ยตอบและเสนอด้วยความจนใจ คุณชายทั้งสองรูปลักษณ์ดูสูงส่งอีกทั้งกลิ่นไอของอำนาจแผ่ออกมาทำให้คนมีประสบการณ์ค้าขายมามากกว่าครึ่งชีวิตลอบปาดเหงื่อในใจ
    
       “ข้าต้องการไปฝากคน”
    
        “ข้าจะไปให้คนสำคัญของข้า” เสียงตอบรับพร้อมเพรียงกันทำให้เถ้าแก่ร้านเหงื่อตก ทั้งคู่มองสบตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร และเสียงของทั้งคู่ก็เรียกให้คนบริเวณโดยรอบหันมามองด้วยความสนใจเพราะปกติจะเห็นแต่แย่งซื้อเครื่องประดับกันไฉนวันนี้คุณชายทั้งสองถึงมาแย่งซื้อรองเท้า ช่างน่าประหลาดนัก
    
        ลั่วเหยียนเจิ้งนิ่วหน้ามองผู้ที่ต้องการแย่งชิงรองเท้าคู่หงส์ของตนด้วยแววตาดุดัน ความอ่อนโยนบนใบหน้ามิหลงเหลือ มุมปากยกยิ้มเย็นผู้ที่ไม่เคยมีใครขัดใจกำลังโดนแย่งชิงของที่หมายปองต่อหน้าต่อตาคนอย่างลั่วเหยียนเจิ้งจะยินยอมได้อย่างไร แม้จะเป็นเพียงของเล็กน้อยไม่มีค่าอันใด แต่มันคือสิ่งที่เขาคิดจะให้หลิ่วเหวินอี้และคิดว่าไม่มีใครสวมใส่มันได้ดีกว่าคนผู้นั้นอีกแล้ว
    
       “ข้าให้ยี่สิบตำลึง” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกเถ้าแก่ที่อ้าปากค้างกับราคาที่เสนอ ส่วนคุณชายหน้าหยกกลับไม่ยอมแพ้เสนอราคาขึ้นจนคนรอบข้างตื่นตะลึง
    
        “ห้าสิบตำลึง” ลั่วเหยียนเจิ้งมองคนตรงหน้าอย่างเดือดดาล แม้ใบหน้าจะยังเรียบนิ่ง
    
        “หนึ่งร้อยตำลึง” คราวนี้เสียงฮือฮาดังรอบกาย มองคุณชายทั้งสองที่กำลังฟาดฟันกันด้วยสายตา คุณชายหน้าหยกกลับยกยิ้มบางแล้วบอกราคาที่ทำให้คนฟังแทบล้มทั้งยืน
    
          “สองร้อยตำลึง”
    
           “เจ้า!” ลั่วเหยียนเจิ้งกัดฟันกรอดด้วยความโมโหเกิดมาไม่มีใครกล้ายั่วโมโหตนมากขนาดนี้ ความเยือกเย็นที่เคยมีก็ไม่ได้ทำให้หลุดวาจาหยาบคายออกไป
    
          “ห้าร้อยตำลึง” ทันทีที่ลั่วเหยียนเจิ้งเสนอราคาทำให้ผู้คนบริเวณโดยรอบอ้าปากค้าง ทว่าเถ้าแก่กลับเป็นลมล้มทับไปกับราคารองเท้าเพียงคู่เดียวไปแล้ว เหลือเพียงลูกน้องภายในร้านที่รีบห่อผ้าให้อย่างรวดเร็ว

       “ฮ่าๆๆ รองเท้าคู่เดียวท่านกลับเสนอราคาห้าร้อยตำลึงแต่ในตัวท่านกลับไม่มีเงินถึงเพียงนั้น ท่านไม่ละอายใจบ้างหรือ” คุณชายหน้าหยกกล่าวอย่างล้อเลียนคล้ายกับว่ารู้ว่าไม่ได้มีเบี้ยเลี้ยงดังที่กล่าวมา ลั่วเหยียนเจิ้งมองคนตรงหน้านิ่งๆ มุมปากกลับยกยิ้มเย็นล้วงเข้าไปในอกเสื้อหมายจะเอาตั๋วแลกเงินให้ กลับพบเพียงว่างเปล่า ใบหน้าคมคายยังนิ่งสงบ มองคุณชายตรงหน้าอย่างเดือดดาล คิดไว้แล้วว่ามิใช่คนธรรมดามือเร็วฉกของคนอื่นไปต่อหน้าต่อตาและยังเอาตั๋วเงินมาโบกแทนพัดในมืออย่างยั่วโมโห
    
        “นี่ข้าซื้อต่อหกร้อยตำลึงเลย หวังว่าเจ้าจะไม่ว่าอะไรนะ” คุณชายหน้าหยกกล่าวด้วยวาจาหยอกล้อ ลั่วเหยียนเจิ้งยกยิ้มเย็น ในมือปรากฏกระบี่หยกขาวพุ่งเข้าหาร่างสูงโปร่งของบุรุษชุดเขียวด้วยความโมโห ร่างนั้นพลิ้วหลบไหวด้วยความเร็ว ชาวบ้านต่างแตกตื่นกับภาพตรงหน้า การต่อสู้ดุเดือดอีกทั้งลอยตัวอยู่บนฟ้าอย่างน่าตื่นตระหนก
    
        ฟิ้ววว
    
        ร่างสูงโปร่งของคุณชายหน้าหยกหลบได้อย่างคล่องแคล่ว ทว่าดวงตาที่ยิ้มระรื่นกลับมองกระบี่ในมืออีกฝ่ายอย่างตื่นตระหนก เส้นด้ายสีขาวพุ่งเข้าหาหยุดร่างของลั่วหยียนเจิ้งไว้บนอากาศ
    
         ลั่วเหยียนเจิ้งยิ้มเย็น คิดไว้แล้วว่าคนผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถฉกเงินจากเขาไปได้โดยไม่รู้ตัวเช่นนี้ เส้นด้ายที่พันธนาการตนไว้นั้นต้องใช้กำลังภายในถึงสิบส่วนถึงจะขาดสะบั้นได้
    
        “ช้าก่อน เจ้าได้กระบี่หยกขาวมาจากที่ใด” น้ำเสียงที่เอ่ยถามสั่นพร่า ดวงตาตื่นตระหนกยืนมองร่างที่สะบัดหลุดพลังมารตัวเองได้อย่างแปลกประหลาดใจ
    
       “ฮึ มันเรื่องของข้าปีศาจเช่นเจ้าไม่สมควรรู้ที่ไปที่มา” ลั่วเหยียนเจิ้งกล่าวตอบอย่างเย็นชา ดวงตาที่เคยอบอุ่นไม่หลงเหลือ พร้อมพุ่งร่างเข้าหาร่างสูงโปร่งตรงหน้าอีกครั้ง
    
       ฟิ้วววว
    
        “เจ้าอย่าคอยแต่หลบ” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกศัตรูตรงหน้าอย่างโมโหเมื่ออีกฝ่ายไม่โต้ตอบ คอยแต่หลบไปมามองกระบี่ในมือตน ดวงตาประกายเศร้าหมองสุดจะหยั่งถึงมันเสียดแทงหัวใจผู้ที่มองเห็น จนต้องหยุดชะงักไม่เข้าใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า
    
         “ข้าขอโทษที่ยั่วโมโหเจ้า และขโมยตั๋วเงินเจ้า แต่บอกได้หรือไม่ว่าเจ้าได้กระบี่หยกขาวมาจากที่ใด”น้ำเสียงเว้าวอนของอีกฝ่ายทำให้ฮ่องเต้ที่รับมือกับผู้คนมาหลายปีถึงกลับนิ่งงัน หมดอารมณ์ที่จะฆ่าฟันอีกคนรับตั๋วเงินที่ลอยมาเบื้องหน้า ก่อนจะลงพื้นเดินเข้าไปหยิบรองเท้าและตั๋วเงินให้เถ้าแก่ ผู้คนล้วนเปิดทางให้ไม่กล้าตอแย ทว่าแม้จะเดินออกจากร้านไม่สนใจบุรุษหน้าหยกนั่นแต่เจ้าตัวกลับเดินตามเขาไม่เลิกรา
    
        “เจ้าจะตามข้าทำไม” เมื่อสงบสติอารมณ์ได้แล้วจึงหันกลับไปถามผู้เดินตามตนต้อยๆ อย่างหงุดหงิด    “ข้ามาหาสหายข้าหาใช่เดินตามเจ้าไม่” น้ำเสียงอ่อนโยนตอบกลับผิดกับเมื่อครู่นี่จนแทบเป็นคนละคน ลั่วเหยียนเจิ้งนิ่วหน้ามองคนตรงหน้าอย่างพินิจ สายตาแหลมคมที่อยู่ในวังหลวงแห่งการหลอกลวงมาหลายปีเมื่อพิจารณาดีแล้วคนตรงหน้าหมายเพียงต้องการรู้ที่มาของกระบี่ ทั้งๆ ที่กระบี่เล่มนี้ไม่น่าจะมีคนรู้จัก หรือว่า...

    “กาลเวลาผันเปลี่ยน คนมิเปลี่ยน กาลเวลาเปลี่ยน ทัณฑ์สวรรค์มิเปลี่ยน เดียวดายไร้ที่สิ้นสุด”
    
         ลั่วเหยียนเจิ้งกล่าวจบก่อนจะเดินจากไป ทว่าคนที่ได้สดับฟังคำปริศนากลับยืนนิ่งงัน น้ำตาไหลนองเต็มใบหน้า เส้นผมที่เคยเป็นสีดำกลับกลายเป็นสีเงินร่างที่ยืนอยู่สั่นระริก หัวใจร้าวรานไม่กล้าแม้จะขยับกาย หิมะโปรยปรายลงมาเหมือนผิดฤดูกาล ความเหน็บหนาวเวลานี้ยังไม่เหน็บหนาวเท่าจิตใจผู้ที่สดับรับฟัง...


  ขอบคุณที่ติดตามค่าา คำผิดจะทยอยแก้ให้นะคะ ดีใจที่มีคนท้วงติงเพราะเขียนเสร็จแล้วลงเลยไม่ได้ตรวจทาน ต้องขอโทษด้วยนะคะหากอ่านแล้วเสียอรรถรส :3123: :3123: :3123:


ออฟไลน์ fay 13

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5666
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-44

ออฟไลน์ SWIM

  • ความทรงจำสีเทา
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 257
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
รออ่านตอนต่อไปจ้า เป็นกำลังใจให้คุณฟางจ้า สู้ๆๆๆ

ออฟไลน์ ้Sin.7

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 85
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
 :hao5: :hao5: :hao5: :hao5: :hao5:
ได้โปรดอัพตอนต่อไปเถอะนะ เขารอคนเขียนอยู่นะ คิดถึงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

ออฟไลน์ lovewannabe

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
สนุก  ตื่นเต้น เหมือกำลัง ดูหนัง กำลังภายในเลยค่ะ :hao6:

ออฟไลน์ Foggy Time

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 899
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +232/-1

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
เล่ห์ร้ายจอมราชันย์ (จีนโบราณ)
บทที่11ความหมายของรองเท้า(P.2วันที่ 07/4/59)


        เวลาหลิ่วเหวินอี้มองรองเท้าสลับกับใบหน้าคมคายที่จ้องมองอย่างคาดหวังว่าจะถูกใจตน ข่าวการปะทะแย่งชิงรองเท้าดังรอบเมืองอย่างรวดเร็ว และผู้คนมากมายต่างเห็นรองเท้าคู่นี้แล้วเขาจะกล้าสวมใส่ได้อย่างไร และที่สำคัญทำไมเขาใส่ร้องเท้าที่คนอื่นซื้อให้!
   
        “น้องเหวินอี้เจ้ารังเกียจข้าหรือ” น้ำเสียงเศร้าสลดและดวงตาที่มองมาแฝงไว้ด้วยความเจ็บปวด ทำให้หลิ่วเหวินอี้ขมวดคิ้วมองจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ว่าจะมาไม้ไหน
    
         “ท่านรู้ความหมายของรองเท้าหรือไม่” คำถามของเขาทำให้อีกฝ่ายชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะส่งยิ้มกลับมา
    
         “รองเท้าคู่นี้เหมาะกับเจ้า ไม่ว่าความหมายจะเป็นเช่นไรน้องเหวินอี้เท่านั้นที่คู่ควร” หลิ่วเหวินอี้กรอกตามองอย่างเบื่อหน่าย
    
         “ท่านเอากลับไปเถอะ ข้าไม่สามารถรับได้” การปฏิเสธเสียงแข็งของอีกฝ่ายทำให้ใบหน้าคมคายนิ่วหน้าน้อยๆ เพราะไม่เคยมีใครปฏิเสธของที่ตนให้มาก่อน
    
         “เพราะเหตุใด” น้ำเสียงนิ่งเรียบและแววตาผิดหวังที่ส่งมาทำให้หลิ่วเหวินอี้เม้มปากแน่น ไม่รู้จะอธิบายเช่นไรดี เขาไม่ใช่คนพูดมากแต่เมื่อไม่กล่าวสิ่งใดคงจะทำให้มัวหมองต่อกันไม่มากก็น้อย
    
        “ความหมายของรองเท้าสำหรับข้า คือการที่จะก้าวเดินไปด้วยกัน แม้จะสุขหรือทุกข์ก็จะไม่ทอดทิ้งกัน ข้าจึงไม่อาจรับรองเท้าของท่านพี่เหยียนเจิ้งได้ โปรดเข้าใจข้าด้วย” น้ำเสียงลำบากใจของอีกฝ่ายและความหมายของรองเท้าที่เกินจากที่คาดหมายเพราะไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน
    
        “ข้าเข้าใจแล้ว” ลั่วเหยียนเจิ้งตอบรับอย่างว่าง่ายไม่ได้กวนใจอีก รองเท้าที่ซื้อมาห้าร้อยตำลึงถูกโยนลงถังขยะอย่างไม่ไยดี หากเจ้าของไม่อยากได้เหตุใดต้องเก็บไว้
    
       “ข้าเหนื่อยขอตัวก่อน” หลิ่วเหวินอี้นิ่งอึ้งอย่างคาดไม่ถึงกับการกระทำของคนตรงหน้า เอาแต่ใจสุดๆ ใบหน้าผิดหวังของอีกฝ่ายยังกวนใจไม่หยุดแม้เจ้าตัวจะกลับเข้าห้องตัวเองไปแล้ว
    
      “เอ่อ...นายน้อยจะไม่รับจริงๆ หรือขอรับ” จั่วเหรินที่เข้ามาเตรียมน้ำให้อาบเอ่ยถามอย่างเกรงใจรองเท้าราคาแพงนั้นงดงามแต่ราคานั้นไม่สำคัญเท่ากับน้ำใจผู้ให้ เรื่องนี้นายน้อยของตนรู้ดีเพียงแต่หลิ่วเหวินอี้เป็นคนที่อ่านใจยาก การกระทำทุกอย่างล้วนมีเหตุผล
    
      “เจ้าออกไปเถอะ” หลิ่วเหวินอี้เอ่ยบอกเสียงเรียบ ประตูห้องถูกปิดลงแต่เจ้าของห้องอย่างเขายังยืนนิ่งกังวลใจกับสิ่งที่ตนเป็นคนทำ เขาไม่เคยคิดอะไรที่มันยุ่งยากเช่นนี้มาก่อน เพียงแต่เกิดมาในชาตินี้มิมีใครซื้อสิ่งใดให้แม้แต่ของขวัญวันเกิดยังไม่มีสักชิ้น!
    
        ดวงตาเรียวมองรองเท้าที่ถูกทิ้งแล้วได้แต่ถอนใจยาว...
    
   
         ลั่วเหยียนเจิ้งนั่งเอนกายพิงเก้าอี้นั่ง มือขวารับชามาดื่มอย่างเกียจคร้าน อาหารตรงหน้าพร่องไปมากพอควร แม้จะไม่อร่อยเท่าในวังหลวงแต่เมื่อมีคนมานั่งดื่มกินด้วยก็ทำให้รู้สึกรสอาหารถูกปากไม่น้อย ดวงตาเรียวมองคนตรงหน้าด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเหมือนไม่ได้น้อยใจกับของขวัญที่ถูกทอดทิ้ง หลิ่วเหวินอี้ทานอาหารได้อย่างเจริญตานัก ความไม่พอใจในอกถูกลบเลือนหายไปเมื่อถูกตามใจด้วยอาหารหลากรส รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ตนจะเห็นแก่กินไปเสียแล้ว
    
       ลั่วเหยียนเจิ้งวางชาในมืออย่างเชื่องช้า แล้วหยิบตะเกียบคีบผัดผักชิงช่ายฮวา   (บรอกโคลี) วางใส่จานให้หลิ่วเหวินอี้เมื่อเห็นอีกฝ่ายกินแต่จำพวกเนื้อไม่แตะต้องผักเท่าที่ควร ดวงตาเย็นชาเหลือบมองมาที่เขาเล็กน้อยก่อนจะเขี่ยผักที่ตนวางให้ไปไว้มุมจาน อีกทั้งใช้ตะเกียบไปคีบเขาหรูจู(หมูหัน)วางใส่จานตัวเองนั่งทานต่ออย่างไม่สนใจ
    
      “เจ้าน่าจะกินผักบ้างมันมีประโยชน์” ลั่วเหยียนเจิ้งกล่าวเตือนด้วยความหวังดี ดวงตาเย็นชาคู่นั้นเหลือบมองเขาเล็กน้อยก่อนจะทานต่ออย่างไม่ใส่เช่นเคย มุมปากยกยิ้มเบาบางกิริยาของคนตรงหน้าดูเหมือนเด็กน้อย เลือกกินและดื้อเงียบ เขาคีบเสี่ยวหวงกวา (แตงกวา) ใส่จานอีกฝ่ายอย่างไม่ใส่กิริยาเมินเฉย
    
      “เสี่ยวหวงกวากินง่าย มีประโยชน์ด้วย”
    
        “...”
    
         ใบหน้างดงามมองเขานิ่งๆ แต่แววตาแฝงไว้ด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะคีบเสี่ยวหวงกวงเข้าปากอย่างไม่ค่อยยินยอมนัก ลั่วเหยียนยกยิ้มพอใจ
    
       “พอใจหรือยัง” น้ำเสียงเย็นนิ่งเอ่ยถามเมื่อผักที่วางอยู่ในจานรับประทานจนหมด
    
        “ดียิ่ง” ลั่วเหยียนเจิ้งตอบรับอย่างไม่ใส่ใจดวงตาดุๆ ที่มองมา หลิ่วเหวินอี้ยกผ้าชับปากพร้อมดื่มน้ำชาตามอึกใหญ่ พวกเขาทานข้าวอยู่ภายในห้องพักเพราะผู้คนเวลานี้เริ่มเยอะ แม้จะอยากหาข่าวแต่เขาเบื่อสายตาที่ผู้คนมองมา ชื่อเสียงภายในวันนี้ของเขาลือกระส่อนไปทั่วทั้งเมืองอีกทั้งความงดงามของคนตรงหน้าดูถูกไม่ได้ทำให้ผู้คนมองตามไม่ขาดสาย
    
        “นี่คงแทนที่รองเท้าได้กระมัง” ดวงตาเย็นชามองมาที่หน้ากากสีดำลายพยัคฆ์ที่เขายื่นให้ ใบหน้านั้นนิ่วน้อยๆ
    
         “ข้าไม่เข้าใจการกระทำของท่าน ท่านพี่เหยียนเจิ้งต้องการสิ่งใดกับข้า” น้ำเสียงนิ่งเรียบ ทว่าดวงตาที่ส่งมาให้ความรู้สึกกดดันไม่น้อย แต่คำถามนี้กลับทำให้เขานิ่งอึ้ง นั่นสิ เพราะเหตุใดถึงอยากซื้อข้าวของให้คนตรงหน้า และเพราะเหตุใดเขาถึงสนใจอีกฝ่ายมากมายเพียงนี้ แม้แต่ตัวเขาเองยังตอบคำถามนี้ไม่ได้
    
        “เจ้าคิดมากไปแล้ว ข้านึกเอ็นดูเจ้าเพราะเจ้าเหมือนน้องชายข้า ทว่าตั้งแต่ได้เมียไปกลับเป็นคนชอบติดเมียจนลืมข้าไปเสียแล้ว น่าน้อยใจจริงๆ” คำกล่าวตัดท้อและดวงตาที่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างทำให้คนมองหน้าเสียเล็กน้อยก่อนจะเบือนหน้าหนีภาพนั้น กิริยาดูเป็นธรรมชาติของคนตรงหน้าช่างน่ากลัวนัก หลิ่วเหวินอี้ได้แต่ครุ่นคิดและเพิ่มการระวังตัวมากขึ้น
    
        หลังจากลั่วเหยียนเจิ้งออกจากห้องไป หลิ่วเหวินอี้จึงได้ขยับออกจากเก้าอี้ที่นั่งทานข้าว หัวใจยังนิ่งสงบแม้จะถูกก่อกวน ไม่ว่าอย่างไรจิ้งจอกก็เป็นจิ้งจอกอยู่วันยังค่ำ ไม่อาจไว้ใจได้ฮ่องเต้ที่ปกครองคนทั่วแคว้นได้อย่างสงบร่มเย็นมาหลายปีคงไม่ธรรมดาอยู่แล้ว แม้กระทั่งข่าวลือว่าพระองค์พระวรกายอ่อนแอขี้โรคมาตั้งแต่เด็ก ทว่าตัวจริงวรยุทธสูงล้ำ การที่คนในวังหลวงไม่มีคนรู้ย่อมหมายถึงคนผู้นี้เสแสร้งแกล้งทำได้อย่างแนบเนียนและเป็นธรรมชาติจนน่าหวาดกลัว อยากรู้นักในจิตใจที่ว่างเปล่าของฮ่องเต้ผู้นี้คิดการใดอยู่
    
         ยื่นมือไปจับหน้ากากที่วางไว้อย่างพิจารณา มันประณีตและสวยงาม แต่เหตุใดคนผู้นั้นถึงเพียรซื้อข้าวของให้ตน หรือว่าจะถูกจีบ? ดวงตาเหลือบมองของอีกอย่างที่เขาเก็บมาด้วยความใจอ่อน ไม่สิ เขาเสียดายเงินห้าร้อยตำลึงต่างหาก คนอย่างหลิ่วเหวินอี้นี่นะจะใจอ่อนให้คนพรรค์นั้น
    
         หลิ่วเหวินอี้เลิกสนใจของฝากลุกขึ้นไปอาบน้ำและเปลี่ยนชุดอีกครั้ง เพื่อไปหาใครบางคนที่ส่งข่าวให้ที่หอโคมเขียว พอร่างโปร่งเดินเข้าไปหากลับได้การต้อนรับอย่างดี จึงทำให้ระวังตัวมากขึ้น คนผู้นี้ไม่ธรรมดาแม้กระทั้งข่าวสำคัญยังสามารถหามาได้เพียงแค่สองคืนเท่านั้น หากเป็นศัตรูย่อมเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงแต่หากได้ผูกเป็นมิตรย่อมหาผลประโยชน์ซึ่งกันและกันได้
    
         หลิ่วเหวินอี้มาเพียงคนเดียวเดินตามสาวงามเข้าไปในห้องหนึ่ง จึงได้เห็นคนที่ต้องการจะพบสวมใส่อาภรณ์สีเหลืองอ่อนนอนเอนพิงหมอนใบใหญ่ เหม่อมองไปด้านนอกหน้าต่างด้วยดวงตาเศร้าหมองจนทำให้คนที่หัวใจเย็นชาเช่นตนยังรู้สึกสะท้านในอก รับรู้ความรู้สึกนั้น เหตุใดถึงได้เศร้าหมองถึงเพียงนั้น
    
        “เจ้ามาแล้วหรือ” ใบหน้างดงามและเรือนผมสีขาวสะดุดตาหันมามองเขาด้วยรอยยิ้มอ่อน หลิ่วเหวินอี้เดินไปนั่งโต๊ะที่ว่างทางซ้ายมือโดยไม่ต้องเอ่ยปากบอก ดวงตาสีน้ำเงินเข้มมองเขานิ่งๆ
    
       “ข้าคิดว่ารองเท้าคู่นั้นจะเป็นของเจ้าเสียอีก” คำทักทายแรกและรอยยิ้มล้อเลียน ทำให้หลิ่วเหวินอี้เลิกคิ้วมอง รับชาที่ถูกสาวงามรินให้มาถือไว้
    
        “ฝีมือเจ้า”
    
         “จะว่าเช่นนั้นก็ได้” ฟางเทียนฟงตอบรับอย่างไม่ได้เดือดร้อนใจกับข่าวลือในเมือง มือเรียวลูบเส้นผมตนเองเล่นอย่างแผ่วเบา ดวงตายังจับจ้องใบหน้างดงามที่แฝงไว้ด้วยความเย็นชาอย่างพิจารณา คนผู้นี้แม้อายุยังน้อยแต่มีความคิดความอ่านมากกว่าคนทั่วไป
    
       “เจ้าพอจะรู้หรือไม่ฮ่องเต้ติดตามข้ามาเพราะเหตุใด” หลิ่วเหวินอี้เอ่ยถามเสียงนิ่ง พยายามไม่สนใจบรรยากาศเศร้าหมองของอีกฝ่าย แม้จะมีรอยยิ้มอ่อนโยนแต่มิอาจลบออกไปได้ง่ายๆ
    
        “นั่นสิ ข้อนี้ข้าเองก็อยากรู้ ราชสำนักไม่ยุ่งเกี่ยวกับยุทธภพมาช้านาน แต่กลับตามติดเจ้าไม่ห่างช่างน่าสงสัยจริงๆ เจ้าว่าไหม” รอยยิ้มเหมือนล้อเลียนของฟางเทียนฟงทำให้คิ้วคมเฉียงที่รับกับใบหน้างดงามนิ้วขึ้นน้อยๆ
    
        “ข้าควรกลับ” หลิ่วเหวินอี้วางถ้วยชาและลุกขึ้นอย่างตัดเยื้อใย ฟางเทียนฟงลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว
    
         “ช้าก่อน ข้าอาจไม่รู้ความปรารถนาในใจของฮ่องเต้ผู้นี้ได้เพราะมีบางอย่างขวางกั้น แต่สิ่งที่ข้าพอรู้เขาไม่มีความเกี่ยวข้องกับยุทธภพ เช่นนั้นจงวางใจว่าเขาจะใช้ประโยชน์จากเจ้า” หลิ่วเหวินอี้เหลือบมองอาการลนลานของอีกฝ่ายอย่างแปลกใจเพราะไม่ติดค้างน้ำใจอันใดแก่กันแล้ว
    
         “เจ้าต้องการให้ข้าช่วยอันใด ถึงได้ร้อนรนเช่นนี้” น้ำเสียงนิ่งเรียบและดวงตาเย็นชาที่มองมาทำให้ฟางเทียนฟงหลุบตาลงอย่างครุ่นคิด
    
        “ข้าเพียงปรารถนาจะเป็นสหายเจ้าอย่างแท้จริง หาใช่เพียงแค่ผลประโยชน์ไม่” คำตอบของบุรุษตรงหน้าทำให้หลิ่วเหวินอี้ยกยิ้มที่มุมปาก ดวงตาประกายเย็นชา สหายหรือ? เขาไม่เคยชื่นชอบคำว่าสหายเลย
    
       “คนเช่นเจ้าไม่จำเป็นต้องมีข้าเป็นสหายหรอกฟางเทียนฟง แต่เจ้าต้องการใช้ประโยชน์จากข้ามากกว่า หากไม่บอกจุดประสงค์ที่แท้จริงข้าคงต้องกลับ” น้ำเสียงเย็นชาและแววตาเย้ยหยันทำให้เจ้าของชื่อนิ่งงันไปชั่วครู่ เหตุใดคนตรงหน้าถึงได้ต่อต้านคำว่าสหายอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ไม่คิดจะรับไมตรีแม้แต่น้อย
    
        “ข้าเข้าใจแล้ว” ฟางเทียนฟงกล่าวอย่างยอมแพ้แววตาเย็นชาและไม่มีการอ่อนข้อของอีกฝ่ายทำให้รู้ว่าคนตรงหน้ารู้เหลี่ยมผู้คนมามากมาย และไม่เคยเชื่อใจผู้ใด หากคิดจะให้คนตรงนี้เชื่อใจไว้ใจอย่างแรกคือจริงใจกับหลิ่วเหวินอี้เสียก่อน
    
        “ข้ามีเรื่องจะให้เจ้าช่วย หากเจ้าทำได้ข้าจะตอบแทนทุกอย่างที่เจ้าต้องการ” น้ำเสียงหนักแน่นจริงจังที่ส่งมา ทำให้หลิ่วเหวินอี้นิ่วหน้าอย่างครุ่นคิด เหตุใดคนอย่างประมุขพรรคจิ้งจอกฟ้าถึงขอร้องตนแต่ก็ยอมนั่งลงตามเดิม
    
       “หากข้าทำตามไม่ได้เล่า”
    
        “ถือว่าข้าไร้วาสนา” คำตอบพร้อมรอยยิ้มเศร้าทำให้หลิ่วเหวินอี้เบือนหน้าหนี อย่างไรคนตรงหน้าก็มีประโยชน์แก่ตน หากสร้างบุญคุณไว้ภายภาคหน้าเดือดร้อนมาอย่างไรก็สามารถทวงบุญคุณกับคนผู้นี้ได้ แม้จะเจ้าเล่ห์ไปบ้างแต่ก็ยังรักษาสัจจะที่เคยให้ไว้
    
        “บอกจุดประสงค์มาเถอะ หากข้าช่วยได้จะช่วยแล้วกัน” หลิ่วเหวินอี้แบ่งรับแบ่งสู้เพราะไม่รู้ว่าคนอย่างฟางเทียนฟงต้องการอะไรที่เกินความสามารถตนไปหรือไม่ ใบหน้างดงามเหมือนดั่งไม่ใช่มนุษย์แย้มยิ้มออกมาคล้ายคาดหวัง
    
        “ข้าอยากรู้ว่าฮ่องเต้ผู้นี้ได้กระบี่หยกขาวมาจากที่ใด เรื่องนี้สำคัญกับข้ามากหากเจ้าได้คำตอบและที่อยู่ของบุคคลที่ให้กระบี่นี้แก่เหยียนเจิ้งข้าจะตอบแทนทุกอย่างที่เจ้าต้องการ” หลิ่วเหวินอี้นิ่วหน้ากับคำขอร้อง การตามหาคนและสิ่งของฟางเทียนฟงย่อมทำได้อยู่แล้ว เหตุไฉนจึงใช้ตน
    
        “เรื่องนี้เกินความสามารถของข้า กระบี่เล่มนั้นมิใช่ของธรรมดาทั่วไป” ฟางเทียนฟงกล่าวเหมือนรู้ความในใจ หลิ่วเหวินอี้ครุ่นคิดเรื่องที่ขอนั้นยากเกินความสามารถของตน เพราะคงไปบังคับขู่เข็นจิ้งจอกเก้าหางอย่างลั่วเหยียนเจิ้งไม่ได้ อีกทั้งตนไม่ใช่คนพูดมากมองไปทางไหนก็เหมือนจะตัน อย่างแรกต้องให้เหยียนเจิ้งไว้ใจและค่อยๆ ถามเกี่ยวกับกระบี่ แต่ว่าปัญหาอยู่ที่ว่าฮ่องเต้ผู้นี้ไม่ได้โง่เขลา
    
        “ข้าจะพยายามแต่อย่าได้คาดหวัง เพราะลั่วเหยียนเจิ้งผู้นี้เป็นคนเช่นไรท่านย่อมรู้ดี” ฟางเทียนฟงพยักหน้ารับเพราะที่กล่าวมานั้นถูกต้อง แม้จะอ่านจิตใจไม่ได้แต่ก็ยังพออ่านออกว่าเป็นคนเช่นไร
    
         “ก่อนจะช่วยเจ้า ข้ามีคำถาม” หลิ่วเหวินอี้กล่าวขึ้นอีกครั้ง ดวงตาเย็นชามองคนนั่งลูบเส้นผมอย่างจริงจัง ดวงตาคู่นั้นมองมาที่ตนนิ่งๆ ก่อนจะพยักหน้ารับ เขามองไปที่สาวงามซึ่งคอยรินน้ำชาให้ ฟางเทียนฟงเหมือนจะเข้าใจโบกมือไล่พวกนางออกไป เมื่อประตูปิดอีกครั้งเขาจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
    
         “เจ้ามิใช่มนุษย์ใช่หรือไม่” คำถามของหลิ่วเหวินอี้ทำให้ฟางเทียนฟงนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะยกยิ้มบางและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เอนกายพิงหมอนอย่างเกียจคร้านไม่ได้หวาดกลัวกับความลับของตนจะถูกเปิดเผย
    
        “เหตุใดจึงคิดว่าข้ามิใช่มนุษย์” หลิ่วเหวินอี้เหยียนยิ้มที่มุมปากมองคนตรงหน้าแล้วกล่าวเสียงเรียบ
    
        “เจ้าคงไม่เคยมองคันส่องตัวเองหรอกกระมัง” ฟางเทียนฟงลูบเส้นผมตัวเองเล่นไปมา เงยหน้าสบตากับหลิ่วเหวินอี้อย่างเชื่องช้า พลางครุ่นคิดกับตนเองในใจว่าคนตรงหน้ามีบางอย่างที่พิเศษแต่มิอาจรู้ว่าพิเศษที่ตรงไหน แต่ที่มั่นใจ คือคนตรงหน้านี้เป็นมนุษย์แน่นอน
   
        “เวลานี้เจ้าเห็นข้าเป็นเช่นไร” หลิ่วเหวินอี้นิ้วหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็บอกตามที่ตนเห็น
    
        “ใบหน้างดงามดุจไม่ใช่มนุษย์ เส้นผมสีขาวโพลนอีกทั้งดวงตาสีน้ำเงินเข้มให้ความรู้สึกถึงปีศาจจิ้งจอกที่จำแลงมาโลกมนุษย์” คำกล่าวของหลิ่วเหวินอี้ทำให้ฟางเทียนฟงลุกพรวดจ้องมองคนตรงหน้าอย่างตื่นตะลึง เหตุใดภาพมายาถึงใช้ไม่ได้ผลกับคนผู้นี้!
    
        “เจ้าเห็นเช่นนี้นานเท่าไหร่” คำถามตื่นตระหนกของอีกฝ่ายทำให้หลิ่วเหวินอี้นิ่งเงียบ ความรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องและสัญชาตญาณร้องเตือนว่ากำลังเจอเรื่องยุ่งยาก และลางสังหรณ์ตั้งแต่เกิดมาในชาติภพนี้ไม่เคยผิดพลาด
    
       “เหวินอี้เจ้าเป็นใครกันแน่” ดวงตาสีน้ำเงินจ้องมองเหมือนจะทะลุให้ถึงจิตใจ
    
        “ข้าเป็นเพียงมนุษย์” ตอบพลางสบตาสีน้ำเงินเข้มมิหลบหนี จะให้ตอบเป็นอะไรในเมื่อเขาเกิดเป็นมนุษย์ไม่ว่าชาติที่แล้วหรือชาตินี้
    
        “ฟางเทียนฟงไม่ว่าเจ้าจะสงสัยอันใดข้า แต่ข้าคือมนุษย์ที่สำคัญข้าถามเจ้าก่อน” หลิ่วเหวินอี้เอ่ยตอบเสียงแข็งและส่งแรงกดดันไปให้ โดยไม่ได้หวาดกลัวสายตาที่จ้องมองมาแม้แต่น้อย แต่แล้วขนในกายกลับลุกชันขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุโดยเฉพาะรอยยิ้มหวานละมุนของคนตรงหน้า
    
        “เจ้ารู้ตัวหรือไม่ดวงตาของเจ้าไม่ธรรมดา” หลิ่วเหวินอี้นิ่วหน้ามองคนที่เข้ามาใกล้ด้วยความเร็วจนน่าตกใจ ใบหน้าอีกฝ่ายยื่นมาใกล้จนต้องถอยห่าง เขาขมวดมุ่นอย่างไม่พอใจ
    
        “ข้ามิใช่มนุษย์ แต่ไม่ขอบอกว่าเป็นสิ่งใด แต่หากเมื่อไหร่ที่เจ้าได้ที่อยู่ของคนที่ให้กระบี่หยกขาวจากเหยียนเจิ้งมาได้ข้าจะบอกเจ้าตกลงหรือไม่” คำต่อรองและคำตอบไม่ได้เกินจากที่คาดหมายไว้ หลิ่วเหวินอี้ขยับกายถอยห่างแต่อีกฝ่ายไม่เปิดโอกาสให้หลบหนีสายตาคู่นั้นจ้องมองเขาด้วยแววตาพราวระยับ
    
       “ถอยไป” หลิ่วเหวินอี้เอ่ยเสียงเย็น ดวงตาฉายแข็งกร้าวมองผู้ที่รุกล้ำเข้าใกล้ตนเกินไปอย่างโกรธ
    
       ฟางเทียนฟงสัมผัสแววตาเอาจริงของอีกฝ่ายจึงยอมถอยห่างออกมา คนตรงหน้ากำลังทำให้จิตใจดำมืดของเขามีความหวัง กลิ่นไอคนตรงหน้าไม่ใช่คนนั้นแต่เขากำลังเริ่มมีความวัง ไม่ว่าเพราะเหตุใดความรู้สึกถึงบอกว่าคนคนนี้สามารถให้เขารู้ที่อยู่ของคนผู้นั้นได้ แม้ต้องบุกนรกลุยสวรรค์เขาก็จะทำหากได้ที่อยู่คนที่อยู่ในหัวใจเขาจะทำ
    
        “ขอโทษข้าตื่นเต้นไปหน่อย” น้ำเสียงอ่อนลงของคนตรงหน้าและแววตาคาดหวังของอีกฝ่ายทำให้หลิ่วเหวินอี้ถอนหายใ
จ เรื่องวุ่นวายคงจะตามมาในไม่ช้า
    
      “ช่างเถอะ ข้าจะกลับได้ข่าวแล้วจะบอก” หลิ่วเหวินอี้ตัดบท ตอนนี้เขาไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะเป็นปีศาจอะไรหรือว่าเป็นเทพเซียนจากไหนแล้ว ยิ่งก้าวเข้าใกล้เหมือนเดินไปในเส้นทางที่ไม่รู้จัก
    
       “ระวังตัวด้วย”
    
        ฟางเทียนฟงกล่าวลา ปล่อยให้ร่างสูงโปร่งของอีกฝ่ายพุ่งทะยานออกไปทางหน้าต่างอย่างว่าง่าย ใบหน้างดงามนิ่วน้อยๆ เหตุใดคนผู้นี้ถึงมีดวงตามองผ่านมายาได้หรือว่าตบะของตนอ่อนแอลง?
    
        ขณะเดียวกันหลิ่วเหวินอี้กลับมาถึงห้องก็ได้ครุ่นคิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวันนี้ คำกล่าวของฟางเทียนฟงยังก้องอยู่ภายในหัว

        “เจ้ารู้ตัวหรือไม่ดวงตาของเจ้าไม่ธรรมดา” มือหนาลูบขอบตาแผ่วเบา คำถามนี้เขาไม่แน่ใจเพราะไม่เคยเจออะไรที่ประหลาดเช่นนี้มาก่อน เขาไม่คิดว่าตนเองพิเศษกว่าคนอื่นเพราะมีเพียงแค่ความทรงจำของชาติที่แล้วเท่านั้นที่ติดมา นอกนั้นก็เหมือนคนปกติมิใช่หรือ?
    
         พรึบ!

ออฟไลน์ ้Sin.7

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 85
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
 :hao5: มาต่อแล้วววววว โอ้ยลุ้นทุกตอนนนนน กลับมาต่อไวๆนะ
 o13

ออฟไลน์ lovewannabe

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด