เล่ห์ร้ายจอมราชันย์ (จีนโบราณ)บทที่42บทส่งท้าย(จบบริบูรณ์)(P.11วันที่ 8/8/59)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เล่ห์ร้ายจอมราชันย์ (จีนโบราณ)บทที่42บทส่งท้าย(จบบริบูรณ์)(P.11วันที่ 8/8/59)  (อ่าน 176196 ครั้ง)

ออฟไลน์ fay 13

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5666
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-44

ออฟไลน์ Ciin

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 342
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-2
ยังรออยู่นะค้า ติดตามมาจากภาคแรกค่ะ

ออฟไลน์ Apple_matinie

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1565
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-2

ออฟไลน์ cher7343

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1686
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-4

ออฟไลน์ yuyie

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2112
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +92/-5

ออฟไลน์ natsikijang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-4
รอติดตามค่ะ   ฟงเทียนต้องเป็นปีศาจจิ้งจอกที่รักกับเทพตกสวรรค์ที่เคยช่วยฮ่องเต้แน่เลย   เมื่อไหรน้าเหวินอี้จะยอมรับรักฮ่องเต้เสียที

ออฟไลน์ Jadd

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 231
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
 :3123: อ่านเพลินจนหยุดไม่ได้เลย รอมาต่อค่ะ

ออฟไลน์ repilca

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 95
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0

ออฟไลน์ devilpoo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 93
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0

ออฟไลน์ Apple_matinie

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1565
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-2
อารายยยย พรึบ!!  มาต่อเด๋วนี้ :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0


เล่ห์ร้ายจอมราชันย์ (จีนโบราณ)
บทที่12สวยสังหาร(P.3วันที่ 13/5/59)           

            พรึบ!
    
           เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำบนหลังคาทำให้หลิ่วเหวินอี้ยิ้มเย็น ในที่สุดพวกมันก็มารนหาที่ตาย เขารู้ดีว่าพวกนี้คิดกำจัดเขาเพื่อเอาหน้า และคิดใส่ความพรรคอื่น ร่างสูงโปร่งหลบไปข้างเตียงดึงผ้าม่านมุมเสามาบังกายเอาไว้ ในมือปรากฏมีดสั้นสองเล่มทำมาจากเหล็กเนื้อดีซึ่งสั่งทำพิเศษ และเป็นสิ่งที่เขาถนัดมากกว่ากระบี่หรือดาบ
    
          เงาร่างสีดำพุ่งเข้ามาในห้องอย่างระวัง ก่อนจะพุ่งมาที่เตียงนอนหมายสังหารให้ตายตกภายในโจมตีเดียวเพื่อไม่ให้เกิดเสียง
    
           ปุ๊!
    
            มันเบิกตากว้างเมื่อมีดสังหารหมายประหัตประหารนายน้อยผู้ไร้ค่ากลับพบเป็นเพียงหมอนใบหนึ่งเท่านั้น ทันใดสันชาติญาณของนักฆ่าร้องกรีดเตือนถึงอันตรายด้านหลัง
    
            ฉัวะ!
    
           แม้จะหลบแต่ก็มิอาจพ้น แผ่นหลังมันถูกคมกระบี่เฉือนลึกจนปวดร้าวไปทั้งร่าง มันหันไปมองผู้ที่ทำร้ายมันด้วยความเกรี้ยวโกรธ ทว่าภาพตรงหน้าทำให้มันไม่อยากเชื่อสายตา จิตสังหารเย็นเยือกของคนตรงหน้าทำให้มันถึงกับเข่าอ่อน ทำไมนายน้อยสี่ที่ไร้ค่าในสายตากลับมีจิตสังหารได้น่ากลัวเช่นนี้ ร่างสูงโปร่งใบหน้างดงามสะท้อนแสงจันทราให้ดูงดงามทว่ามันกลับรู้สึกหวาดกลัวไปถึงจิตใจ คนผู้นั้นมองมันเหมือนกระต่ายที่จับฆ่ายามใดก็ได้
    
           ฉัวะ!
    
            อ๊ากกก
    
            ร่างนักฆ่าจากเงามืดล้มลงกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด มันไม่ได้บาดเจ็บธรรมดา หลิ่วเหวินอี้เฉือนเส้นเอ็นเท้า ข้อมือ และตามจุดสำคัญอีกหลายแห่งด้วยความเร็วที่เหนือชั้น ความใจเย็นของอีกฝ่ายทำให้มันสั่นอย่างหวาดกลัวสุดหัวใจ มันไม่เคยเห็นผู้ใดเหี้ยมโหดเช่นนี้มาก่อน แม้ประมุขนิกายมารฟ้าจะลงโทษพวกมันแต่ก็ตรงไปตรงมา หาใช่การทรมานให้ตายทั้งเป็นเช่นนี้
    
          “คนที่อวดฉลาดมักจะตายก่อนเพื่อน เจ้าว่าจริงไหม” น้ำเสียงเรียบนิ่งไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ เอ่ยถาม มือสองข้างควงมีดไปมาความคมกริบสะท้อนกับจันทราในคืนนี้ทำให้มันดูน่ากลัวเป็นพิเศษ เลือดที่อาบย้อมไม่ได้ลบความคมของมีดสั้นคู่ได้เลย ดวงตาเย็นเยือกที่มองมาขัดกับรอยยิ้มที่แต้มมุมปากยิ่งนัก
    
          “นายน้อยได้โปรดอภัยให้ความโง่เขลาของข้าด้วย ไว้ชีวิตข้าน้อยด้วยจะให้ข้าทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ” มันร้องขอด้วยความร้อนรนปนหวาดกลัวที่ฉายชัดในดวงตาสีดำ
    
            “แม้กระทั่งหักหลังนิกายมารฟ้าหรือ”
    
           “ได้ๆ ขอรับ ข้าจะยอมทำตามนายน้อยทุกอย่าง” มันรีบร้อนบอกเมื่อเริ่มเห็นทางรอดเบื้องหน้า ทว่าดวงตาที่เย็นเยือกของคนตรงหน้ามองมาทำให้มันสั่นไปทั้งร่าง
    
           หลิ่วเหวินอี้ตวัดคมมีดเข้าหาร่างที่นอนวอนขอชีวิตอยู่บนพื้นด้วยความเร็ว ลมหายสุดท้ายหมดไปพร้อมดวงตาเบิกกว้างด้วยความกลัวสุดหัวใจของมัน ดวงตาเย็นชามองอย่างรังเกียจ เขาเกลียดคนประเภทนี้เพียงแค่ไม่อยากตายก็ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ยอมแม้กระทั้งหักหลังพวกพ้อง!
    
          “นายน้อย!” ประตูห้องถูกผลักเข้ามาอย่างรุนแรง เสียงกรีดร้องดังไปทั่วโรงเตี๊ยม หลวนซานมองภาพตรหน้าแล้วลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่หวาดกลัว จั่วเหรินเดินเข้าสำรวจร่างที่ถูกสังหารอย่างหวาดๆ มือกระชากผ้าปิดหน้าออกแล้วหันไปมองนายน้อยของตนอย่างกังวล
    
         “จัดการให้เรียบร้อย” หลิ่วเหวินอี้ออกคำสั่งแล้วหมุนกายไปหาผ้ามาเช็ดเลือดที่เปื้อนเลือดอยางนิ่งงัน หลวนซานรีบช่วยสหายตนนำศพออกไปและทำความสะอาดห้องเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
    
          ขณะเดียวกันห้องข้างๆ นั่งเอนหลังบนเตียงนอนอ่านหนังสือในมือเล่นอย่างใจเย็น แม้จะยามสามแล้วแต่หลิ่วเหวินอี้ยังไม่นอน มีเพียงตะเกียงน้ำมันอยู่เป็นเพื่อนยามค่ำคืน เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังมาจากข้างห้องตน จึงเหลือบไปมองกำแพงที่ขวางกั้นอย่างพินิจแม้จะไม่เห็นกับตาแต่ผู้ที่ตายตกย่อมเป็นผู้มาเยือนยามวิกาลอยู่แล้ว ผ่านไปหนึ่งเค่อทุกอย่างก็กลับมาเงียบสงบ จึงได้วางหนังสือไว้ที่เดิมสะบัดมือดับตะเกียงน้ำมันแล้วล้มตัวลงนอน คืนนี้ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งวัน...
    
         เช้าวันรุ่งขึ้นลั่วเหยียนเจิ้งได้เดินทางไปเมืองหยางไฮ่ โดยไม่ได้ชักถามเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อคืน แม้วันนี้การเดินทางปกติแต่กลับรู้สึกว่าบรรยากาศรอบด้านผิดปกติ! ทางข้างหน้าเป็นป่าไผ่ยาวไปไกลหลายลี้ ใบไผ่เอนไหวและปลิวลงอย่างเชื่องช้า มันจะงดงามมากหากไม่มีความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มหนึ่ง และไม่ใช่แค่เขาที่รู้สึกเพราะสามคนข้างๆ เริ่มกวาดตามองอย่างระวัง มือชักกระบี่ออกมาตามสัญชาตญาณเตือนภัยของตนเอง
    
          พรึบ!
    
          เคร้ง!
 
           การเคลื่อนไหวรวดเร็วและเป็นกระบวนท่าต่างพุ่งเข้าหาอย่างดุดัน ทว่าเป้าหมายการสังหารครั้งนี้กลับไม่ใช่หลิ่วเหวินอี้ดังเมื่อคืน พวกนั้นเพ่งเป้าไปหาลั่วเหยียนเจิ้งอย่างดุดันรุนแรงเป็นกระบวนท่าที่แปลกตาแต่เฉียบขาด
    
            เคร้ง เคร้ง เคร้ง...
    
          ลั่วเหยียนเจิ้งใช้กระบี่หยกขาวของตนต้านรับและตอบโต้อย่างรุนแรง ใบหน้าที่อ่อนโยนนั้นไม่ได้หวาดหวั่นกับการลอบโจมตีในครั้งนี้แม้แต่น้อย
    
          ตูม!!!
    
          พวกเขาต่างกระโจนดีดตัวออกจากตัวม้าเมื่อพลังลมปราณที่เหนือชั้นปะทะกันอย่างรุนแรง ม้าแตกตื่นวิ่งหนีกันไปคนละทิศทาง พวกนักฆ่าชุดดำต่างแยกกันเป็นสองกลุ่มอย่างคล่องแคล่ว กลุ่มหนึ่งต้านรับกับผู้ที่ร่วมทางมาด้วย อีกกลุ่มต่างทะยานเข้าหาลั่วเหยียนเจิ้ง ความเร็ว ความเฉียบขาดอีกทั้งการล้อมวงเข้าหาดังค่ายกลยิ่งทำให้ต้องระวังมากขึ้น
    
          การมีระเบียบแบบแผนของนักฆ่ากลุ่มนี้ทำให้หลิ่วเหวินอี้นิ่วหน้า มิคิดว่าตนจะไปก่อเรื่องให้ใครมาหมายชีวิต ทว่าพวกมันกลับพุ่งเป้าเขาหาลั่วเหยียนเจิ้ง ดวงตาและจิตสังหารของพวกมันล้วนแต่ถูกฝึกมาเพื่อทำการใหญ่เท่านั้น มือที่ตวัดมีดสั้นนั้นต้องใช้ความเร็วอีกเท่าตัวก่อนจะเข้าไปถึงเป้าหมาย
    
            เคร้ง!
    
            ฉัวะ!
   
             แม้จะเป็นเพียงมีดสั้นแต่เมื่อได้ลงมือย่อมโหดเหี้ยมไม่ต่างจากกระบี่ มีดสั้นหยินหยางอาวุธคู่ประจำกายที่เขาสืบทอดมาจากผู้เฒ่าอีกาดำ พุ่งแทงชายชุดดำอย่างโหดเหี้ยมเพราะเวลานี้หากไม่สังหารพวกมันคนที่ตายตกจะเป็นเขาเอง แม้ไม่ได้หวาดกลัวกับความตายแต่มันไม่สนุกหรอก หากโดนคมกระบี่พวกนั้นทิ่มแทง
    
            เคร้ง เคร้ง เคร้ง
    
            ตูม!!
    
           หลิ่วเหวินอี้คว้าร่างของลั่วเหยียนเจิ้งไว้ด้วยความเร็วโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ แรงปะทะเมื่อครู่ที่รุนแรงจนร่างนั้นกระเด็นถอยห่างออกมาทางตน ใบหน้าคมคายที่มีรอยยิ้มขมวดมุ่น มือหนากำกระบี่หยกขาวแน่น แม้ใบหน้าจะยังมีนอยยิ้มอ่อนๆ แต่ดวงตากลับเย็นเยือกแผ่จิตสังหารออกมาอย่างรุนแรง ก่อนจะพุ่งเข้าหากลุ่มนักฆ่านั้นอีกรอบ
    
          หลิ่วเหวินอี้เอนหลังหลบคมกระบี่ได้เส้นยาแดงผ่าแปด มุมแก้มขวาถูกกระบี่เป็นรอยเล็กน้อยแต่ก็ทำให้เลือดไหลอาบแก้ม
    
          “รนหาที่ตาย” ลั่วเหยียนเจิ้งที่หันไปมองเห็นพอดีสบถออกมาด้วยความโมโห แม้จะมีรอยยิ้มอบอุ่นทว่า จิตสังหารอันเย็นเยือกพุ่งเข้าหาร่างนักฆ่าคนนั้นอย่างรุนแรง กระบี่สีขาวเปล่งแสงนวลตาตวัดเข้าหาร่างนั้นอย่างรวดเร็ว
    
           อ๊ากกก
    
          แขนขวาที่มันถือกระบี่ขาดกระเด็น ไม่หยุดเพียงแค่นั้นเมื่อกระบี่หยกขาวตัดเฉือนร่างมันเป็นบาดแผลใหญ่ ร่างมันสั่นสะท้านด้วยความกลัว
    
           ฉึก!
    
          ลั่วเหยียนเจิ้งกระชากกระบี่ออกด้วยอารมณ์หงุดหงิด ลมปราณที่ออกมาใช้แค่หกส่วนถูกดึงออกมาจนถึงเก้าส่วน ร่างสูงในอาภรณ์สีขาวพลิ้วไหวเคลื่อนกายหายไปจนมองเห็นเงาร่างก่อเกิดมานับสิบ
    
         อ๊ากกก
    
          พวกมันกรีดร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก เมื่อการไล่ล่ากลับเป็นการโดนล่าฆ่าแทน ประวัติที่ได้รับล้วนถูกบิดเบือนเจ้านายของมันกล่าวไว้ถูกแล้ว นับว่างานนี้เป็นการหยั่งเชิงได้ถูกต้องยิ่งนัก
    
          เพียงไม่นานพื้นที่โดยรอบป่าไผ่ก็เจิงนองไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน เมื่อพวกมันคิดว่าไม่มีทางรอดจึงได้กัดยาพิษที่อมไว้หนีการถูกทรมาน ทว่ามีหนึ่งในนั้นโดนลั่วเหยียนเจิ้งสกัดจุดไม่ให้ฆ่าตัวตาย มันกัดปากข่มความเจ็บปวดไว้จนสั่นไปทั้งร่าง มันไม่ปริปากพูดอันใดออกมาแต่นับเป็นคราวเคราะห์ของมันที่มิอาจกัดยาที่ซ่อนไว้ในปากตายเหมือนคนอื่นๆ ได้
    
          หลิ่วเหวินอี้มองดูลั่วเหยียนเจิ้งจับคนมัดห้อยหัวกับต้นไม้และใช้กระบี่ตัดเสื้อผ้าอีกฝ่ายจนหมด เห็นแล้วระคายตายิ่งนัก บนร่างค่อยๆ ถูกคมมีดเฉือนเนื้อ นิ้วมือเริ่มหายไปทีละนิ้ว เขาคิดว่าตนเองโหดเหี้ยมแล้วแต่เมื่อเทียบกับคนผู้นี้แล้วเขาเป็นเพียงเด็กน้อยอนุบาลเท่านั้น ทั้งๆที่อายุวิญญาณเขามันร่วมห้าสิบปีแล้ว!
    
         “จะฆ่าก็ฆ่าเถอะ เดี๋ยวตอนบ่ายข้าไม่เจริญอาหาร” หลิ่วเหวินอี้บอกอย่างอดรนทนดูไม่ไหว ใบหน้าคมคายหล่อเหล่าเอียงหน้ามามองพร้อมส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ ทว่าในใจกลับรู้สึกสั่นสะท้าน ยิ่งคนนี้ยิ้มอ่อนโยนมากเท่าไหร่ความโหดเหี้ยมยิ่งมากขึ้น เสียงนุ่มทุ้มที่เอ่ยมานั้นทำให้คนฟังลอบกลืนน้ำลาย
    
         “ข้ายังไม่ได้เฉือนแท่งหยกมันเลยนะน้องเหวินอี้ อีกอย่างข้ายังไม่ได้เลาะฟันมันออกเลย ลิ้นก็ยังไม่ได้ตัด” น้ำเสียงอ่อนโยนและรอยยิ้มหวานละมุนมันไม่เข้ากับคำที่กล่าวออกมาเลย หากเขาไม่ได้ผ่านการถูกซ้อมทรมานมาจากชาติภพที่ผ่านมาคงทำให้ร่างสั่นด้วยความกลัวแน่ๆ
    
          “หากช้าหน้าข้าจะเป็นแผล” หลั่วเหยียนเจิ้งกล่าวตัดบทก่อนจะหันหน้าเดินหนีโดยลูกน้องทั้งสองรีบตามไปอย่างว่องไว ทุกคนได้รับบาดเจ็บกันเล็กน้อย ทว่าที่เขาใช้เหตุนี้กล่าวอ้างเพราะคนผู้นี้มีปฏิกิริยาต่อใบหน้าของเขา แม้จะไม่ค่อยเขาใจฮ่องเต้ผู้นี้เท่าไหร่นักแต่คงเป็นคนชื่นชอบคนหน้าตาดีกระมัง
    
         “ครั้งนี้ถือว่าเจ้าโชคดี”
    
          ลั่วเหยียนเจิ้งกล่าวขึ้น มองตามร่างสูงโปร่งอาภรณ์สีน้ำเงินเดินไปตามเส้นทางข้างหน้า ความสง่างามของอีกฝ่ายทำให้ไม่อาจละสายตาได้ มองเท่าไหร่ก็ไม่เคยจะเบื่อ น่าเสียดายหากใบหน้าที่งดงามเหมือนสวรรค์สร้างสรรค์นั้นมีรอยแผลเป็น ก่อนจะเบือนกลับมามองนักฆ่าที่หลับตาลงอย่างยอมรับชะตากรรมอย่างเลือดเย็น มุมปากแต้มยิ้มอ่อนไม่คิดว่าจะยังหลงเหลือคนที่คิดจะแย่งชิงบัลลังก์ ในบรรดาพี่น้องที่เหลืออยู่ในเวลานี้มีเพียงแค่หยิบมือ เป็นไปได้ไหมว่าตนจะถูกหักหลังจากคนที่ไว้ใจ เพราะคนที่รู้ว่าเขาออกจากวังหลวงมีไม่กี่คนเท่านั้น
    
           ฉึก!
    
           ลั่วเหยียนเจิ้งกระชากกระบี่ออกจากกลางอกด้วยความไม่เต็มใจนัก เพราะไม่ทันรู้ความจริง แต่ไม่อยากทำให้คนงามเคืองตนเท่าไหร่ หากเจอจิวชงหยวนครั้งหน้าจะให้ทำยาคลายความจริงให้เสียหน่อย เพราะเรื่องยารักษาเขาทำไม่ค่อยจะเป็น ส่วนมากออกมาเป็นพิษเสียมากกว่า
    
           เฮ่อ ลูกศิษย์กับอาจารย์ไยได้เหมือนกันนัก...

 
    หลังจากผ่านไปหนึ่งวันข่าวนักฆ่าที่ส่งไปกลับเงียบหาย และถูกพบเจอเพียงแค่ซากศพที่ถูกทรมานเล่นจนน่ากลัว มือเรียวบางเย็นเฉียบอย่างหวาดหวั่นปนโกรธแค้น เรื่องนี้วางแผนมานานเนิ่นนานคิดไว้แล้วไม่มีผิดคนอย่างลั่วเหยียนเจิ้งจะไร้วรยุทธ อ่อนแออ่านแต่ตำรับตำรา น่าขันสิ้นดี!
    
           หากเป็นเช่นนั้นจริงคงไม่ได้รับความสนับสนุนหลายฝ่าย ไม่สิ เพียงแต่ไม่มีใครกล้าตอบโต้เพราะมีลู่เฟยคอยเป็นมือเป็นเท้าให้ความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายตนรับรู้ดี แต่ในเวลานี้พี่ห้าไม่ได้อยู่ในวังหลวงแล้วอีกทั้งตัดขาดการเป็นองค์ชายจึงง่ายกับการลงมือ
    
           “ท่านจะทำเช่นไรต่อ ในเมื่อโอกาสของเราใกล้มาถึงแล้ว” เสียงนุ่มทุ้มอ่อนโยนพร้อมมือหนาเหนี่ยวรั้งร่างนั้นมานั่งบนตัก ใบหน้าสะอาดสะอ้านคล้ายบัณฑิตผู้ทรงธรรมก้มลงจุมพิตริมฝีปากบางที่ยั่วเย้าตนได้เสมอ
    
          “ไม่เห็นต้องถาม” เมื่อปากเป็นอิสระจึงเอ่ยตอบ ใบหน้าขาวนวลยกยิ้มเย็นเมื่อคิดไปถึงแผนการที่วางเอาไว้มานานหลายปี ‘โทษเขาไม่ได้นะพี่ชาย ในเมื่อท่านมันทำตัวน่ารังเกียจนัก’ ให้พี่น้องคนอื่นเข่นฆ่ากันอย่างใจเย็นแล้วตนเป็นผู้ได้รับชัยชนะอย่างแท้จริง เขาเกลียดนักคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลยแต่กลับได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เหมือนกับตนที่เกิดจากมารดาที่เป็นนางกำนัล ต้องดิ้นรนเองทุกอย่างทำตัวอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวเพื่อรอวันที่ได้ชำระแค้น!
    
           ดวงตาหวานมาดมั่นกับเปลวแค้นในครั้งนี้ ก่อนที่จะละลายไปกับรสจูบที่ถูกปรนเปรอให้ ไฟรักไฟสวาทจึงลุกโซนขึ้นภายในตำหนักหลังที่ไม่มีผู้คนใส่ใจมากนัก หรือไม่ก็อาจจะลืมไปแล้วว่า ยังมีองค์ชายผู้นี้อยู่อีกคน! ความเงียบสงบในยามวิกาลมีเพียงเสียงครวญครางของคนทั้งคู่เท่านั้น...




             :mew1: :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
 เล่ห์ร้ายจอมราชันย์ (จีนโบราณ)
 บทที่12น้ำแข็งจอมมารยา?(P.3วันที่ 13/5/59)



         หลังจากผ่านการลอบสังหารครั้งนี้ ลั่วเหยียนเจิ้งจึงได้ระวังตัวมากขึ้น อีกทั้งครุ่นคิดถึงคลื่นใต้น้ำที่เงียบสงบมานาน ทว่ายามนี้เริ่มมีการเคลื่อนไหว นึกไปถึงน้องๆ ที่เหลือแต่ละคนอย่างพิจารณา น้องรองและน้องสามได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว น้องสี่ก็เป็นอิสตรีที่แต่งงานไปกับองค์ชายฉวี่เหลียนแคว้นฉางหลังจากการสร้างสัมพันธ์ไมตรีเมื่อปีที่ผ่านมา น้องหกลั่วเฟิ่นเยว่สละตำแหน่งออกไปท่องยุทธภพเพราะรักอิสระยิ่งกว่าสายลม น้องเจ็ดลั่วหวังอู๋ก็อยู่ชายแดนกับแม่ทัพห่านหลงซึ่งเป็นสวามี จะเหลือที่พอสงสัยไม่กี่คนเท่านั้น ลั่วหลิ่งเห้อองค์ชายเก้า  ลั่วหลิงเซียวองค์ชายสิบ ลั่วเหวินฉินองค์ชายสิบเอ็ด ลั่วมู่เหรินองค์ชายสิบสามหรือเหรินอ๋องที่ตนให้มาปกครองเมืองหยางไห่ สุดท้ายเพ่ยอวี้น้องเล็กสุดองค์ชายสิบห้าซึ่งอายุเพิ่งได้สิบหนาวเท่านั้น
    
          นอกนั้นก็เป็นอิสตรีที่ไม่มีอำนาจใดๆ ในมือ ไม่ว่าจะเป็นใคร ลั่วเหยียนเจิ้งไม่กล้าคิดแม้แต่น้อย อำนาจที่ใครๆ อยากได้โดยต้องผ่านการฆ่าล้างสายเลือดเดียวกัน แม้ตนอยู่ตำแหน่งสูงสุดแต่กลับรู้เดียวดายยิ่งนัก
    
         “เข้ามาสิ” ลั่วเหยียนเจิ้งหลุดออกจากภวังค์เมื่อได้ยินฝีเท้าดังมาจากหน้าห้องพักภายในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมืองหยางไห่ เขายังไม่ได้ไปยังตำหนักของมู่เหรินเพราะยังไม่อยากให้คนที่นี่รับรู้ อีกทั้งยังต้องสืบสาวเรื่องราวการลอบสังหารครั้งนี้ให้ได้เสียก่อน ไม่ว่าผู้ใดเวลานี้ก็มิอาจวางใจไว้ได้
    
         “ข้าเอายามาคืนให้” ประตูเปิดออกเผยให้เห็นร่างสูงโปร่ง ใบหน้างดงามดวงตาเย็นชามองมาที่เขานิ่งๆ
    
         “เจ้าควรเก็บไว้ใช้ยาแค่นี้ข้าหาได้ง่ายดายนัก” ลั่วเหยียนเจิ้งกล่าวบอกด้วยรอยยิ้ม ทว่ารอยยิ้มครั้งนี้กลับไม่ถึงดวงตาอาจเพราะเขายังมีเรื่องที่ต้องกังวลอีกมาก แววตาเรียวคมมองสบตามานิ่งๆ แต่ทำไมรู้สึกว่าครั้งนี้หลิ่วเหวินอี้กำลังจ้องมองเข้าไปลึกถึงจิตใจ สายตาเหมือนผ่านร้อนผ่านหนาวมานานของอีกฝ่ายทำให้เกิดความรู้สึกแปลกๆ ทั้งที่คนตรงหน้าอายุน้อยกว่าตนนัก
    
        “ท่านพี่อยากให้ข้ามีแผล?” คำถามพร้อมแววตานิ่งเรียบ ทว่าคิ้วคมเฉียงที่รับกับใบหน้าเลิกขึ้นเล็กน้อย ทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งอึ้งไปเล็กน้อย ทวนคำพูดตนเองในใจแล้วส่ายหน้าเบาๆ
    
       “เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าอยากให้เจ้าเก็บไว้เพราะแผลที่ใบหน้าจะหายเร็วขึ้นหาได้คิดเช่นอื่นไม่” ลั่วเหยียนเจิ้งตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจตนผิด ทว่าคำตอบที่ได้รับทำให้เขานิ่งอึ้งอีกครั้ง
    
       “ข้าล้อท่านเล่น” ลั่วเหยียนเจิ้งมองคนกล่าวคำล้อเล่นแต่ทำหน้าตายอย่างไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดีจึง ได้แต่ยิ้มแห้ง ผ่ายมือเชิญให้อีกฝ่ายนั่งบนโต๊ะเล็กพร้อมรินน้ำชาร้อนแต่รสชาติจืดชืดให้อีกฝ่าย
    
        “ข้าร่วมเดินทางกับน้องเหวินอี้มาร่วมสองสัปดาห์ยังไม่เห็นว่าตั้งใจตามหาคู่หมั่นคู่หมาย หากข้าเดาไม่ผิดเรื่องที่เกิดขึ้นคงเป็นฝีมือของน้องเหวินอี้” ลั่วเหยียนเจิ้งเปิดประเด็นไถ่ถามเรื่องว่าที่คู่หมั่นซึ่งถูกนำตัวไปที่ใดไม่รู้อย่างใคร่สงสัยว่าคนตรงหน้าจะเล่นลูกไม้อันใดอีก ใบหน้างดงามยกยิ้มที่มุมปากเบาบางเพียงชั่วครู่พร้อมน้ำเสียงเย็นๆ เอ่ยถามขณะเคาะมือลงบนโต๊ะเบาๆ
    
        “ท่านพี่น่าจะรู้คำตอบอยู่แล้ว คนฉลาดเช่นท่านเรื่องเล็กน้อยแค่นี้มิอาจรอดสายตาไปได้หรอก ใช่หรือไม่ขอรับ” ลั่วเหยียนเจิ้งหรี่ตามองอีกฝ่ายที่ทำเหมือนรู้จักเขาดีอย่างพิจารณาอีกครั้ง ใบหน้างดงามยกยิ้มท้าทายในแววตา ดวงตาเย็นชาที่นิ่งปกติยามนี้ประกายคมกล้า
    
         “น้องเหวินอี้กล่าวชมไปแล้ว” ลั่วเหยียนเจิ้งไม่ได้กล่าวปฏิเสธ แม้ไม่ได้รู้แบบละเอียดแต่ก็ไม่ได้หูหนวกตาบอด คืนนั้นเขาแค่แกล้งเมาจึงได้รู้อะไรหลายๆ อย่าง แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรคนตรงหน้าเขาล้วนดูมีปริศนาให้ค้นหาจนไม่น่าเบื่อหน่ายมากเกินไป แต่น่าเสียดายที่เขาต้องกลับวังหลวงอีกในไม่ช้า เขาไม่อยากให้หนูในวังหลวงมาวิ่งเผ่นพล่านเช่นนี้อีก
    
          “ที่ผ่านมาข้าขอบใจเจ้ามาก ที่ให้คนไร้ที่มาไม่มีที่ไปเช่นข้าติดสอยห้อยตามมาเกือบครึ่งเดือนและยังดูแลข้าอย่างดี” ลั่วเหยียนเจิ้งเป่าชาร้อนในมือแผ่วเบาหลังกล่าวจบ หลิ่วเหวินอี้ชะงักงันไปชั่วครู่ ดวงตาเย็นชามองสำรวจเขาไปทั้งร่างจึงยกยิ้มบางให้คนที่เฝ้าพินิจตน
    
         “ท่านกำลังขอแยกทาง” ลั่วเหยียนเจิ้งพยักหน้ารับอย่างพอใจที่คนตรงหน้าสามารถรู้ได้ทันทีว่าเข้าต้องการสิ่งใด โดยไม่ต้องอธิบายให้มากความ
    
         “เป็นเช่นนั้น ข้าคงหมดเวลาเที่ยวเล่นแล้ว” บอกด้วยรอยยิ้มอ่อน มองไปนอกหน้าต่าง บ้านเรือนอยู่กันร่มเย็นเป็นสุข ข้าวของไม่ได้แพงมากมาย ขณะเดียวกันเมืองนี้ขอทานน้อยกว่าที่อื่นมากนักนับว่ามู่เหรินปกครองได้ดี เพียงแต่มิอาจวางใจได้ บางครั้งรู้หน้าไม่รู้ใจ อำนาจทำให้คนเปลี่ยนยิ่งตอนนี้มู่เหรินมีกองกำลังเป็นของตนเอง และยังมีสัมพันธ์ไมตรีที่ดีต่อลั่วหวังอู๋ที่อยู่ชายแดนทางตอนใต้ ยิ่งเวลานี้แคว้นชิงเว่ยเริ่มมีการแข็งข้อ เครื่องบรรณาการของปีที่ผ่านมานับว่าน้อยมาก อีกในไม่ช้าคงได้เกิดสงครามทั้งนอกและในแคว้นแน่ๆ
    
         “ข้าขอไปด้วย” ลั่วเหยียนเจิ้งหันขวับไปมองคนที่ขอติดตามตนอย่างมึนงง ดวงตาคมกริบมองหลิ่วเหวินอี้อย่างพิจารณา ดวงตาเย็นชาคู่นั้นไม่ได้หวาดหวั่นหลบตาแม้แต่น้อย ไหล่กว้างยักไหล่เล็กน้อยแล้วกล่าวต่อเสียงเรียบ
    
        “ข้าแค่เบื่อที่จะอยู่ให้คนของพี่ใหญ่มาฆ่า จะตามท่านที่เก่งกาจปกป้องข้าได้นับว่าแปลกอันใด” คำกล่าวที่เหมือนกับตนอ่อนด้อยฝีมือทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งหัวเราะในลำคอ เจตนาของคนตรงหน้าเขาไม่รู้แน่ชัดเพราะดวงตาของอีกฝ่ายมันนิ่งเฉยมากเกินไป บางครั้งก็มิอาจคาดเดาได้ว่าคิดอันใดอยู่กันแน่
    
       “ข้าคิดว่าที่ที่ข้าจะไป น้องเหวินอี้คงไม่อยากไปเป็นแน่ หากเจ้ากลัวที่พี่น้องจะตามฆ่า พี่เหยียนเจิ้งผู้นี้ขอบอกเจ้าว่ากรณีของเจ้ายังไม่ถึงเศษเสี้ยวความอันตรายที่ข้าจะพบเจอด้วยซ้ำไป” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกกล่าวอย่างจริงจัง จ้องมองใบหน้างดงามที่นิ่วหน้ามองเขานิ่งๆ แล้วรู้สึกใจอ่อนชอบกล
    
       “ข้าดูแลตัวเองได้ หรือว่าท่านรังเกียจที่จะให้ข้าติดตามไปด้วย” คราวนี้ลั่วเหยียนเจิ้งเบิกตากว้างอย่างตะลึงงัน สรุปความห่วงใยของเขาเป็นความผิดอย่างนั้นหรือ? ใบหน้างดงามเบือนหน้าหนีเขาดวงตาหลุบต่ำลงจนทำให้หัวใจที่ด้านชาคันยุบยิบอยากจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่ไม่รู้จะเริ่มที่ตรงไหนดี ได้แต่ถอนหายใจออกมาคำรบหนึ่ง ต่อสู้แย่งชิง แสแสร้งมารยามาก็เยอะ แกล้งชาวบ้านก็มากพอควร แต่เหตุใดคนตรงหน้าทำให้หัวใจกระสับกระส่ายเช่นนี้
    
       “ข้าขอตัว หากท่านไม่อยากเห็นหน้าข้า พรุ่งนี้เราคงต้องแยกทางกัน” ร่างสูงโปร่งกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาหลุบต่ำไม่ยอมสบตาลุกขึ้นก้าวเดินจากไป ลั่วเหยียนเจิ้งมองตามอย่างมึนงง มือที่ยื่นไปคว้าชายผ้าของอีกฝ่ายหยุดชะงักปล่อยให้ร่างนั้นเดินจากไป ดวงตาฉายแววสับสน มองตามร่างที่หายไปจากห้องพักตนอย่างไม่เข้าใจแล้วเหตุใดเขาถึงรู้สึกกังวลใจเพราะคนๆ เดียวเช่นนี้

    
        หลิ่วเหวินอี้เดินออกจากห้องพักลั่วเหยียนเจิ้งอย่างไม่รีบร้อนนัก แววตาที่แสร้งเศร้าหมองกลับมาเย็นชาเฉกเช่นเดิม ทว่าใบหน้ากลับยกยิ้มที่มุมปากอย่างแสนเจ้าเล่ห์เพียงชั่วครู่ก่อนจะเลือนหายไป คิดจะเสแสร้งเป็นคนเดียวหรืออย่างไรดูถูกอดีตสายลับมือหนึ่งอย่างเขาไปเสียแล้ว ร่างโปร่งเดินไปนั่งจิบชาบนโต๊ะเล็กมุมหน้าต่างอย่างสบายอารมณ์ คนอย่างลั่วเหยียนเจิ้งนั้นเจอแต่พวกประจบสอพลอ ไม่เคยมีใครกล้าขัดใจมาก่อน หากอยากติดตามคนเช่นนี้ต้องใช้ไม้อ่อน ส่วนไม้แข็งนั้นไว้สำหรับบางเวลาเท่านั้น
    
        “นายน้อย” เสียงเรียกจากหน้าประตูทำให้หลิ่วเหวินอี้เหลือบมองก่อนจะอนุญาตให้เข้ามา ก่อนหน้านี้เขาได้สั่งการคนทั้งคู่ไว้แล้ว นิ้วเรียวลูบจอกน้ำชาแผ่วเบา สายตาเหลือบไปมองผู้ติดตามทั้งสองซึ่งมองมาอย่างกังวล ทั้งคู่รู้แล้วว่าลั่วเหยียนเจิ้งเป็นใคร และที่เขาลงทุนยอมเข้าวังหลวงด้วยก็เพื่อสืบข่าวกระบี่หยกขาวให้ฟางเทียนฟงเท่านั้น
    
        “นายน้อยที่นั่นอันตรายมากเหตุใดต้องเข้าไปด้วยขอรับ” จั่วเหรินเอ่ยถามอย่างกังวล หลิ่วเหวินอี้เหลือบมองเล็กน้อย ก่อนจะเบือนหน้าไปมองหน้าต่างที่มืดมิดในยามวิกาลเช่นนี้ เหตุผลเดียวที่เขาทำงานให้ฟางเทียนฟงเพราะต้องการให้อีกฝ่ายสืบข่าวใครบางคน ซึ่งเขาไม่อาจสืบได้เลยว่านางอยู่ที่ไหน ตลอดหลายปีที่ผ่านมานางหายไปราวกับหายสาบสูญไปแล้ว
    
       “พวกเจ้าน่าจะรู้คำตอบดีไม่ใช่หรือ” เอ่ยตอบกลับแผ่วเบา ในใจหวนคิดถึงใบหน้าของสตรีนางหนึ่งที่ตนเห็นตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาในภพนี้ แม้ไม่ได้รู้สึกลึกซึ้งในสายสัมพันธ์แต่เขาก็ยังอยากรู้ว่านางสบายดีหรือไม่
    
        ....ซูเม่ย มารดาผู้ให้กำเนิด!
    
         “นายน้อยให้หลวนซานติดตามไปด้วยเถอะขอรับ อย่างน้อยท่านก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในที่แบบนั้น” จั่วเหรินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ใครบ้างจะไม่รู้ว่าวังหลวงมันมีแต่จิ้งจอกจอมแสแสร้ง แล้วนายน้อยผู้เย็นชาจะไปทันคนจอมเจ้าเล่ห์ได้อย่างไร?
    
         หลิ่วเหวินอี้มองคนเป็นห่วงอย่างนึกขำในใจ คนตรงหน้ายังคิดว่าเขาไร้เดียงสาในที่แบบนั้นอีกหรือ แม้จะไม่ค่อยรู้กฎระเบียบของวังหลวง แต่เขาไม่ได้โง่ให้ใครมารังแกได้ อีกอย่างเขามั่นใจว่าคนอย่างลั่วเหยียนเจิ้งไม่ปล่อยให้เขาตายตกง่ายๆ นักหรอก เพราะอย่างไรเขาก็เปรียบเหมือนสิ่งแปลกใหม่สำหรับฮ่องเต้ผู้ไร้ใจคนนั้น
    
        “วางใจเถอะ หากข้าได้ไปด้วยจะให้หลวนซานไป ส่วนเจ้าก็คอยสืบข่าวมารดาข้าไปพลางๆ ก่อนแล้วกัน” คำตอบของเขาทำให้ทั้งคู่ยิ้มออกมาอย่างดีใจ เขาส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะยกมือไล่ให้ไปพักผ่อน ดวงตาเลื่อนมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ใบหน้าเย็นชายกยิ้มแผ่วเบาไม่ว่าอย่างไรเขามั่นใจต้องได้ติดตามลั่วเหยียนเจิ้งเข้าวังได้อย่างแน่นอน
    
   
       

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
 

ต่อจากตอนเมื่อครู่จ้า มันยาวไปเลยตัดมา><


เล่ห์ร้ายจอมราชันย์ (จีนโบราณ)
 บทที่12 น้ำแข็งจอมมารยา?(P.3วันที่ 13/5/59)


         ดึกสงัดภายในโรงเตี๊ยมสมใจซึ่งลั่วเหยียนเจิ้งได้พักอาศัยอยู่ เวลานี้กลับมีเงาร่างของนักฆ่าซึ่งวรยุทธไม่ต่ำช้าทะยานเหยียบหลังคามาแผ่วเบา ดาวกระจายทอประกายคมกริบสะท้อนกับแสงจันทร์ขณะพุ่งเข้าหาร่างที่นอนอยู่บนเตียงนอนด้วยเร็วดุจเส้นแสง
    
         เคร้ง!
    
          ทว่ากระบี่หยกขาวสะท้อนปัดป้องดาวกระจายออกได้ทันท่วงที ลั่วเหยียนเจิ้งลุกขึ้นต้านกระบี่ของอีกฝ่ายที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว แต่แรงปะทะรุนแรงจากกำลังภายในของอีกฝ่ายทำให้ร่างนั้นกระเด็นติดผนังห้อง กำแพงพังลงอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะมีผู้วรยุทธล้ำเลิศเช่นนี้เป็นสุนัขรับใช้คนในวังหลวง
    
          ตูม!
    
         ห้องพักหลิ่วเหวินอี้พักพังไปทั้งแถบ เจ้าของห้องลุกขึ้นนั่ง มองที่เกิดเหตุอย่างมึนงงชั่วครู่ก่อนจะชักมีดสั้นหยินหยางที่หัวเตียงเข้าไปช่วยผู้ที่ถูกทำร้าย
    
         เคร้ง เคร้ง เคร้ง!
    
         ฉัวะ!!
    
         ความรุนแรงที่โหมกระหน่ำเข้าหาคนทั้งคู่ทำให้มือที่ถือมีดสั้นสั่นสะท้าน การรับมือร่วมสองคนของนักฆ่าตรงหน้านับว่าดูถูกไม่ได้ เพราะแรงที่ลงน้ำหนักมานั้นแฝงไว้ด้วยลมปราณที่หนาแน่น อีกทั้งรับมือจากพวกเขาทั้งสองอย่างไม่มีพลาดพลั้ง
    
         ลั่วเหยียนเจิ้งนิ่วหน้ามองนักฆ่าตรงหน้าอย่างกังวล กระบี่ที่ฟาดฟันเข้ามานั้นรุนแรงจนต้องก้าวถอยหลังเพื่อตั้งหลัก เหลือบมองผู้ที่ช่วยเหลือตนแล้วนิ่วหน้า เมื่อกระบี่ฟันเข้าไหลซ้ายของหลิ่วเหวินอี้อย่างรุนแรง เสื้อผ้าสีขาวอาบย้อมด้วยโลหิตสีแดงอย่างน่ากลัว ดวงตาคมกริบประกายคมกล้ามองนักฆ่าไม่กลัวตายด้วยโทสะที่ไม่รู้ว่าปะทุมาจากที่ใด กระบี่หยกขาวพุ่งเข้าหาร่างนั้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง
    
        เคร้ง เคร้ง เคร้ง
     
         สองร่างฟาดฟันพุ่งออกไปนอกหน้าต่างด้วยความเร็ว ลั่วเหยียนเจิ้งดักทุกวิธีทางเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเข้าไปสังหารหลิ่วเหวินอี้ได้ จึงหลอกล้อออกจากโรงเตี๊ยมจนถึงนอกเมือง กระบี่สองเล่มฟาดฟันกันอย่างหนักหน่วง ทั้งรุนแรงเซี่ยวกรากพื้นที่โดยรอบเป็นหลุมเป็นบ่อฝุ่นฟุ้งกระจาย เวลากลางคืนมีแต่แสงจันทราที่สะท้อนให้เห็นเงากระบี่ของกันและกัน แต่นับว่าไม่มีปัญหาอันใด
    
         ผ่านไปร้อยกระบวนท่า ลั่วเหยียนเจิ้งมองศัตรูตรงหน้าอย่างเคร่งเครียด ทว่าใบหน้ากลับแต้มรอยยิ้มอ่อนโยนดุจแสงตะวันยามเช้า ทำให้นักฆ่าผู้นั้นถึงกลับหงุดหงิดพร้อมกล่าวออกมาอย่างเย้ยหยัน
    
         “จะตายอยู่แล้วยังมายิ้มเหมือนคนบ้า มิน่านายท่านถึงเกลียดเจ้านัก” คำกล่าวโอหังอย่างไม่ได้หวาดกลัวกับตำแหน่งของอีกฝ่ายไม่ได้ทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งใส่ใจเท่ากับคำว่านายท่าน!
    
         “เช่นนั้นนายท่านของเจ้าเป็นผู้ใด ข้าตายจะได้บอกยมโลกได้ว่าผู้ใดคิดสังหารข้ากัน” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มขณะกระบี่ในมือไม่ได้ลดแรงลงแม้แต่น้อย
    
         ตูม!!!
    
        ทั้งคู่ผงะออกจากกัน ลมปราณที่โหมกระหน่ำรุนแรงของทั้งคู่นับว่าร้ายกาจจนยากจะเชื่อว่ายังมีคนมีฝีมือเช่นนี้เก็บซ่อนตัวอยู่
    
        “ฮ่าๆๆ ข้ามิได้โง่งม อย่าหลอกถามเสียให้ยาก” ร่างโปร่งในชุดดำของนักฆ่าหัวเราะลั่น แม้มุมปากจะมีเลือดไหลอกมาแต่เจ้าตัวกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
    
         “งั้นหรือ น่าเสียดายที่เจ้าทำงานพลาด” ลั่วเหยียนเจิ้งยกยิ้มเย็น มองบุรุษชุดดำซึ่งยืนอยู่ไม่ห่าง ร่างที่ยืนตรงไม่มีช่องโหว่ให้โจมตีกลับทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นอย่างตื่นตะลึง ใบหน้าที่ปกปิดด้วยผ้าสีเดียวกับชุดเหลือเพียงดวงตาเพ่งมองผู้ที่วางยาพิษตนอย่างไม่เชื่อสายตา
    
         “สุนัขลอบกัด” มันกัดฟันแน่น เมื่อพิษร้ายที่ไม่รู้จักซึมเข้าเส้นลมปราณยิ่งขับพิษยิ่งแล่นเข้าเส้นเลือดเร็วมากขึ้นเท่านั้น
    
         “จุ๊ๆ อย่ากล่าวเช่นนั้นสิ ข้าไม่ได้อยู่สนามการแข่งประลองถึงจะได้มีกฎระเบียบ อีกอย่างข้าไม่ใช่ฮ่องเต้ผู้มีใจคุณธรรมมากนัก คนที่ทำร้ายข้าต้องได้รับความเจ็บปวดร้อยเท่า แต่คนที่ทำร้ายคนที่ข้าสนใจต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมานจะตายก็ไม่ได้ตาย” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกกล่าวด้วยรอยยิ้มหวานละมุม มองดูร่างที่ดิ้นทุรนทุราย จะหนีก็หนีไม่ได้จะขับพิษก็ยิ่งเร่งให้มันทำงานเร็วขึ้นด้วยความพอใจ
    
         “ชั่วช้า!” คำบริภาษของอีกฝ่ายทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งยิ้มบาง เดินเข้ามามองร่างที่นอนคลุกฝุ่นด้วยดวงตาเป็นประกาย
    
        “ชมข้าเช่นนี้ข้าก็เขินแย่สิ” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกด้วยรอยยิ้มเก้อเขิน มือซ้ายยกเกาคางตัวเองเบาๆ ยิ่งสร้างโทสะให้คนที่อยู่แทบเท้ามากขึ้น
    
         “มารดามันเถอะ” ร่างนั้นยังสบถออกมาอย่างโกรธแค้น ที่ทำอะไรไม่ได้ ฝีมือสูงส่งแต่จะมาตายตกเพราะพิษร้ายที่ไม่รู้จัก ช่างน่าขันสิ้นดี!
    
        “หื้ม เจ้าคงไม่อยากมีลิ้นไว้ใช้งานสินะ” ลั่วเหยียนเจิ้งใช้เท้าเขี่ยร่างที่นอนนิ่งเพราะฤทธิ์ยาเจ็ดมารหลอนกลืนกินดวงจิต มันมีฤทธิ์ทำให้ร่างกายขยับไม่ได้ แต่กลับรับรู้ความเจ็บปวดที่เริ่มกัดกินเลือดในร่างกายช้าๆ และเพียงแค่หนึ่งเค่อจะเห็นภาพหลอนให้จ่มดิ่งลงในอดีตที่มืดมน ยาพวกนี้สำหรับมือสังหารเท่านั้น ความจริงเขาคิดจะสร้างยาเจ็ดนารีพิชิตสวรรค์สำหรับบำรุงร่างกายแต่ไม่รู้ไปผสมส่วนไหนผิดถึงได้ออกมาเป็นยาพิษที่รุนแรงเช่นนี้ได้
    
        ...อ่า จะโทษเขาไม่ได้หรอก ในเมื่อเขาได้เจริญรอยตามอาจารย์มาได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยนเช่นนี้
    
        อ๊ากกก
    
         เสียงกรีดร้องอย่างทรมานของคนตรงหน้าทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งก้มมองแล้วยกยิ้มบาง แค่นี้ไม่ตายง่ายๆ หรอก ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยามภาพหลอนจะค่อยๆ หายไป เมื่อถึงเวลานั้นเขาจะให้รู้จักการทรมานที่แท้จริง
    
         ลั่วเหยียนเจิ้งนั่งบนขอนไม้รออย่างใจเย็น ร่างที่ส่งเสียงกรีดร้องพยายามเกลือกกลิ้งกับพื้นแต่ว่าร่างกายเคลื่อนไหวไม่ได้ดั่งใจนึกทำให้มันได้แต่แหกปากกับความทรมานที่เหมือนเข็มนับพันทิ่มแทงเท่านั้น เวลานี้ภาพหลอนน่าจะหายไปแล้ว ดวงตาที่เคยคมกล้าเลื่อนลอย
    
         “นายท่านของเจ้าเป็นใคร”
    
        “นายท่านคือองค์ชาย...” มันกล่าวอย่างเลื่อนลอยก่อนจะชะงักกึก หันไปมามองคนถามอย่างมึนงง ลั่วเหยียนเจิ้งนิ่วหน้ามองคนจิตแข็งอย่างเบื่อหน่าย คิดว่าจะได้คำตอบง่ายๆ แต่กลับรับรู้ความจริงได้เร็วเกินความคาดหมาย
    
         “เจ้า!ฝันไปเถอะ” ลั่วเหยียนเจิ้งมองคนที่สติกลับคืนมาแล้วยิ้มเย็น ผู้ใดกันที่สร้างนักฆ่าที่น่าหวาดหวั่นได้อย่างนี้ ใครกันที่รอดหูรอดตาเขาไปได้
    
         “ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าเจ้าจะใจแข็งไปได้นานเท่าไหร่กัน” ลั่วเหยียนเจิ้งกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มที่ทำให้คนมองคนกายลุกซันด้วยความหวาดกลัว ริมฝีปากเม้มแน่นแม้ต้องตายก็มิอาจแพร่งพราย ร่างสูงลุกจากขอนไม้เดินเข้าไปหาอย่างใจเย็น ในมือมีเม็ดยาบางอย่าง ดวงตามันเบิกกว้างเมื่อถูกยัดลงปากบังคับให้กลืนกินลงไป
    
         ลั่วเหยียนเจิ้งมองมันอย่างใจเย็น ก่อนจะเป่านกหวีดขนาดเล็กที่ทำจากไม้ เป่าออกครั้งหนึ่งเพียงชั่วครู่ก็มีเงาร่างสีดำพุ่งมาคุกเขาเบื้องหน้าสามคน
    
        “เจ้า...เอาอะไรให้ข้ากิน” ร่างที่นอนคดตัวอยู่กับพื้นเอ่ยถามตะกุกตะกักอย่างยากลำบาก ใบหน้าคมคายดังเทพสวรรค์หันมาส่งยิ้มหวานให้มัน พลันนั้นมันรู้สึกสยองเป็นครั้งแรกในชีวิต
    
          “จับมันไปผูกกับต้นไม้ไว้แล้วถอดเสื้อผ้าให้หมด” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกองครักษ์เงาซึ่งเหลือบมองเหยื่อตรงหน้าอย่างเฉยชาก่อนจะรีบทำตามอย่างเร่งด่วน
    
        “ส่วนเจ้าไปหารังมดมาให้ข้า” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยบอกคนที่ยังนั่งคุกเข่านิ่งอีกคนด้วยรอยยิ้มชวนขนหัวลุก ร่างนั้นรีบลุกพรวดไปตามคำสั่งอย่างรวดเร็วกลัวว่าหากช้ากว่านี้คนที่จะโดนทรมานจะเป็นตนเองแทน ทว่าผู้อยู่ตำแหน่งสูงสุดยังได้ยินเสียงลอบกลืนน้ำลายพวกมันอย่างน่าขัน
    
         “เอ่อ...ฝ่าบาทกระหม่อมขอบังอาจทูลถาม พระองค์เอาสิ่งใดให้มันกินพ่ะย่ะค่ะ” ร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาคุกเข่าใกล้เมื่อทำหน้าที่ตนเองเรียบร้อย ทว่าดวงตายังเหลือบมองร่างที่ถูกมัดเริ่มบิดเร้าไปมาอย่างน่าประหลาด อีกทั้งแท่งหยกแข็งขืนขึ้นมาชวนให้ระคายตายิ่งนัก เห็นการทรมานของฮ่องเต้ผู้นี้ทีไรรู้สึกสยดสยองเสียทุกครั้ง วีธีการล้วนแตกต่างกันไปแต่สุดท้ายก็ไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว!
    
         “หื้ม ข้าแค่เอายากำหนัดให้มันกินเอง” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน คนฟังทั้งสามที่อยู่รอบๆ กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก องครักษ์ที่เหลืออยู่สองคนถอยห่างออกไปประมาณสามก้าวพร้อมเพรียงกัน ทว่าผู้เป็นเหยื่อเคราะห์ร้ายรับรู้ว่าตนได้กินสิ่งใดไปถึงกลับเบิกตากว้าง ความอับอายแล่นพล่านไปทั้งร่าง
    
         “ฆ่าข้าซะ” มันตะโกนร้องขอความตายด้วยน้ำตาตกใน ความตายไม่น่าหวาดกลัวเท่ากับศักดิ์ศรีที่มีถูกเหยียบย่ำเล่นจะตายก็ตายไม่ได้ สองเท้าโดนมัดห้อยหัวหมุนไปมาจนตาลายอีกทั้งฤทธิ์ยาที่ออกทำให้ร้อนผ่าวไปทั่วร่างกาย ความปรารถนาที่จะปลดปล่อยแต่สองแขนถูกมัดไขว่ติดกันอยู่ด้านหลังมิอาจช่วยเหลือตนเองได้
    
          “ตายหรือ ไม่ต้องกลัว เจ้าได้ตายสมใจแน่ แต่ก่อนอื่นเรามาเล่นกันก่อนเถอะ” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกด้วยรอยยิ้มหวาน ขยับสองเท้าเข้าไปใกล้ร่างเหยื่อตัวน้อยที่มองด้วยดวงตาหวาดกลัว ความหยิ่งยะโสทรนงตัวไม่หลงเหลือให้เห็นอีก
    
          ฉึก!
    
          กระบี่หยกขาวแทงตรงไหล่ซ้ายอีกฝ่ายอย่างเลือดเย็น ก่อนจะค่อยๆ ดึงออกร่างนั้นแข็งทื่อด้วยความเจ็บปวดแต่มันกลับไม่กรีดร้องออกมาแม้แต่น้อย
    
          “นี่เป็นแผลที่เจ้าทำกับอี้เอ๋อร์” ลั่วเหยียนเจิ้งกล่าวบอกด้วยรอยยิ้ม มองร่างที่อาบโลหิตสีแดงฉานชวนให้ดูงดงาม ทว่าเขากลับเฉยเมยต่อการลงมือของตน
    
           “ฆ่าข้า” เสียงกัดฟันร้องขอความตายของเหยื่อตรงหน้าไม่ได้ทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งสนใจเท่ารอยสักแมงป่องทะเลทรายกลางหน้าอกของพวกมัน เพราะครั้งที่แล้วก็เป็นรอยเดียวกันใบหน้าคมคายนิ่วขึ้นน้อยๆ หวนไปถึงคนที่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับทางตอนใต้แคว้นเจียงหนาน
    
          “พวกเจ้าไปสืบที่มาของรอยสักแมงป่องกลางหน้าอกมาให้ข้า ข้าชักอยากเห็นหน้าคนที่อยากฆ่าข้าแล้วสิ” ลั่วเหยียนเจิ้งหันไปบอกองครักษ์เงาทั้งสองคน
    
          “พ่ะย่ะค่ะ” ลั่วเหยียนเจิ้งพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเหลือบมองเงาร่างหนึ่งที่มาพร้อมกับรังมด ใบหน้าฉีกยิ้มยินดี คนที่เห็นถึงกับผวาก่อนจะกรีดร้องออกมาด้วยความทรมานเมื่อรังมดแดงถูกเคาะลงบนร่างนั้นเบาๆ อีกทั้งฤทธิ์ยาที่ออกทำให้เหงื่อไหลอาบไปทั้งร่าง
    
         “จะบอกข้าได้หรือยังว่าผู้ใดส่งเจ้ามา หากคำตอบพึงใจข้าจะละเว้นชีวิตเจ้าให้” น้ำเสียงอ่อนโยนนั้นชวนให้ผู้คนคล้อยตาม แต่ลางสังหรณ์ของมันบอกว่าไม่ว่าอย่างไรมันก็ต้องตาย ไม่ตายด้วยน้ำมือของฮ่องเต้โรคจิตผู้นี้ก็ต้องตายด้วยน้ำมือของนายท่าน!
    
             ลั่วเหยียนเจิ้งมองร่างที่ดิ้นทุรนทุรายห้อยกับต้นไม้อย่างเบื่อหน่าย เพราะมันยอมตายแต่ไม่ยอมบอกกล่าวอันใด ยาพิษในร่างอีกทั้งยากำหนัดทำให้มันเกร็งไปทั้งร่างเลือดไหลออกตามปากตามจมูก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความกลัวแต่ไม่ยอมพ่นความจริงออกมา
    
          “ข้าเบื่อแล้วพวกเจ้าจัดการต่อเถอะ”
    
          “พ่ะย่ะค่ะ”
    
          “อ้อแล้วข้าให้พวกเจ้าไปสืบกลุ่มอีกาได้ความว่าอย่างไร” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยถามเมื่อเรื่องสำคัญที่มอบหมายให้ยังไม่หมด
    
          “อีกาเป็นกลุ่มลึกลับที่รับงานตามใจชอบตนเองพ่ะย่ะค่ะ ไม่มีที่อยู่แน่ชัด ไม่รู้ตัวตนของผู้เป็นหัวหน้าแม้แต่หอกิเลนที่ทำงานร่วมกันยังไม่รู้ความเป็นมาพ่ะย่ะค่ะ” ลั่วเหยียนเจิ้งนิ่วหน้ากับคำตอบแต่ก็พยักหน้ารับ
    
           “แล้วฟางเทียนฟง”
    
           “ทูลฝ่าบาทฟางเทียนฟงเป็นประมุขจิ้งจอกฟ้าแต่ไม่ค่อยมีคนพบหน้าตา บ้างก็ว่าอัปลักษณ์ บ้างก็ว่างดงามดุจเซียนจิ้งจอกพ่ะย่ะค่ะ เรื่องนี้องค์ชายลู่เฟยสนพระทัยอยู่อีกในไม่ช้าน่าจะได้คำตอบพ่ะย่ะค่ะ”
    
          “ลู่เฟยสนใจ? น่าแปลกมีสิ่งใดที่ลู่เฟยสนใจมากกว่าจิวชงหยวนอีกหรือ” ลั่วเหยียนเจิ้งลูบคางแผ่วเบาครุ่นคิดไปถึงน้องชายคนที่ห้าซึ่งออกไปอยู่ยุทธภพร่วมกับหมอเทวดาคนงาม
    
           อ๊ากกกก
    
           เสียงกรีดร้องของเหยื่อดังขัดจังหวะความคิดอีกครั้ง ลั่วเหยียนเจิ้งจึงคร้านจะใส่ใจจึงยกมือโบกปล่อยให้องครักษ์เงาจัดการต่อ ส่วนตัวเองก็ตรงดิ่งกลับโรงเตี๊ยมอีกครั้งเมื่อนึกได้ว่ายังมีคนบาดเจ็บอยู่ที่นั่น ร่างสูงพลิ้วไหวหายไปความมืดมีเพียงเสียงโหยหวนตามมาแผ่วเบาก่อนจะเงียบหายไป
    
          ลั่วเหยียนเจิ้งมาถึงห้องก่อนจะชะงักงันเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งถอดเสื้อทำแผลให้ตนเองอย่างทุลักทุเล ดวงตาเย็นชาเหลือบมามองที่เขาเล็กน้อย เขาเดินเข้าไปใกล้มากขึ้น
    
          “ข้าทำให้ แล้วสองคนนั่นไปไหนแล้ว”
    
         “เที่ยวหอโคมเขียว” เสียงนิ่งเรียบตอบกลับมาทำให้เขาชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะช่วยล้างแผลให้ผิวขาวเนียนมีบาดแผลลึก ดวงตาสั่นไหวอย่างรู้สึกผิดที่คนตรงหน้าต้องมาบาดเจ็บเพราะตนเอง
    
          “ข้าขอโทษ” ลั่วเหยียนเจิ้งกล่าวแผ่วเบา ดวงตาเรียวคมเงยหน้ามองเขาเล็กน้อยแล้วกล่าวเสียงเรียบ
    
          “ท่านไม่ได้ผิดอันใดจะขอโทษเรื่องอะไร” ร่างโปร่งสะดุ้งเล็กน้อยขณะเทยาสมุนไพรลงไป ลั่วเหยียนเจิ้งถอนหายใจออกมาคำรบหนึ่งไม่รู้เหตุใดคนตรงหน้าต้องเอาตัวมาเสี่ยงกับตนด้วย
    
         “อยู่กับข้าอาจบาดเจ็บหนักกว่านี้” ลั่วเหยียนเจิ้งกล่าวช้าๆ มองกิริยาของหลิ่วเหวินอี้ที่นั่งนิ่งและสะดุ้งน้อยๆ ขณะนิ้วเรียวเขาฟาดผ่านแผ่นหลังที่มีแผลเพิ่มอีกเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วมุ่นเพราะจำได้ว่าก่อนจะหลอกล้อออกไปข้างนอกคนตรงหน้าเขามีบาดแผลแค่แห่งเดียว
    
          “หนีไปได้คนหนึ่ง” น้ำเสียงราบนิ่งของคนที่นั่งนิ่งคล้ายรู้ทันทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งชะงักอีกครั้ง
    
          “ลำบากเจ้าแล้ว”
    
          “ข้าแค่ตอบแทนบุญคุณที่ท่านเคยช่วยข้าไว้ อีกอย่างพรุ่งนี้เราก็แยกทางกันอยู่แล้วจะได้ไม่มีเรื่องติดค้างกันอีก”
    
           น้ำเสียงเย็นชาทว่าดวงตาเรียวคมเบือนหน้าหนี ทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งชะงักมืออีกครั้ง มองคนตรงหน้าอย่างใครพิจารณา อาการแง่งอนของอีกฝ่ายทำไมเขารู้สึกหัวใจเต้นแรง มือเรียวเผลอลูบแผ่นหลังที่บาดเจ็บอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา ร่างนั้นสะดุ้งหันขวับกลับมามองไอเย็นเยือกแผ่ออกมาทำให้สติกลับมาอีกครั้ง ร่างโปร่งขาวผ่องเนียนนุ่มตรงหน้าทำให้หัวใจเต้นแรงผิดปกติ แต่ก็รีบทำแผลให้แม้จะเสียดายลูบแผ่นหลังขาวนั่นก็ตาม
    
          “อี้เอ๋อร์” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยเรียกทำให้เจ้าของชื่อสะดุ้งสุดตัว ขนกายลุกซันก่อนจะรีบใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยเมื่ออีกฝ่ายทำแผลเสร็จ เหลือบตามองคนเรียกชื่อชวนสยองด้วยสายตาเย็นๆ แต่เมื่อเห็นดวงตาสั่นไหวของอีกฝ่ายทำให้คำพูดที่จะต่อว่ากลืนลงคอเช่นเดิม และเบือนหน้าหนีอย่างไม่อยากรับรู้ความสั่นไหวในดวงตาคู่นั้น
    
          “หากข้าไม่ใช่พี่เหยียนเจิ้งที่เจ้ารู้จัก เจ้ายังอยากตามข้ากลับบ้านหรือไม่” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ เขาไม่ชอบคนพูดโป้ปด ทว่าการได้รู้จักคนตรงหน้าเขาก็มิเคยได้กล่าวความจริงออกมาแม้แต่น้อย แล้วหากคนผู้นี้รู้ความจริงว่าเขาเป็นใครยังจะกล้าเรียกว่าท่านพี่เหยียนเจิ้งอีกหรือไม่
    
         “พี่เหยียนเจิ้งก็คือพี่เหยียนเจิ้งจะเป็นอื่นได้อย่างไร นอกเสียจากท่านไม่ใช่ ถึงกระนั้นก็ไม่เกี่ยวอันใดกับข้าเพราะอย่างไรท่านก็เป็นผู้มีพระคุณซึ่งความจริงข้อนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้” น้ำเสียงนิ่งเรียบและดวงตาเฉยเมยเหมือนไม่ได้แยแสต่อสิ่งใด ทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งอึ้งไปอีกครั้ง เขาเกิดมายังไม่เคยเห็นเช่นนี้มาก่อน คิดว่าจิวชงหยวนน้องสะใภ้คนงามเป็นคนน่าประหลาดแล้วคนตรงหน้ายิ่งทำให้เขาสนใจยิ่งกว่า
    
         “แม้ข้าจะเคยโป้ปดเจ้าอย่างนั้นหรือ” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยถามหยั่งเชิงอีกฝ่ายซึ่งหลิ่วเหวินอี้เพียงแค่ยักไหล่อย่างไม่ใส่พร้อมคำตอบที่ทำให้โง่งมอยู่ชั่วครู่ หรือคนตรงหน้ามองผืนผ้าเป็นสีเทาไม่มองเห็นสิ่งใดดีงามและไม่เห็นสิ่งดำมืดจริงๆ
    
        “ทุกคนย่อมมีความลับเป็นของตนเอง ข้าอาจจะเคยโป้ปดท่านพี่เหยียนเจิ้ง หรือท่านจะโป้ปดข้าไม่นับว่าแปลกอันใดเพราะเราสองคนไม่ได้สนิทสนมกันมากมายนัก อีกอย่างไม่มีผู้ใดไม่มีความลับหรอกขอรับเพียงแต่เหตุผลของแต่ละคนไม่เหมือนกันเท่านั้น” ลั่วเหยียนเจิ้งพยักหน้าเห็นด้วย ความคิดเห็นที่กล่าวออกมายาวเหยียดเป็นครั้งแรกที่ได้ยินจากปากคนตรงหน้า ทว่าคำพูดนั้นเป็นหลักสัจธรรมของมนุษย์จริงๆ ดวงตาหรี่ลงมองคนที่ขยับออกห่างตนเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ
    
           “เจ้าคงไม่นึกอยากออกบวชหนีข้าหรอกนะ” ใบหน้างดงามอึ้งไปชั่วครู่ ดวงตาเย็นชามองเขานิ่งๆ แล้วถอนหายใจออกมาอย่างระอา ลั่วเหยียนเจิ้งมองตามอย่างมึนงง เขาพูดผิดตรงไหนกัน? ก็เห็นเจ้าตัวมองเห็นสัจธรรมของโลกมนุษย์ได้ถึงเพียงนั้น
    
           "ข้าจะไปพักที่ห้องสองคนนั่น” ลั่วเหยียนเจิ้งมองตามอย่างเสียดายนิดหน่อย เมื่อครู่ผิวอีกฝ่ายเนียนนุ่มมือดีจริงๆ เสียดายไอเย็นที่แผ่มาพร้อมสายตาเย็นชาตวัดมองทำให้รีบทำแผลให้อีกฝ่ายจนเสร็จ
    
           “หากคืนนี้เจ้าเล่นหมากล้อมชนะข้า ข้าจะให้ติดตามไปด้วย” ร่างโปร่งชะงักชั่วครู่ก่อนจะหันกลับมามองดวงตาเย็นชามองมาที่เขานิ่งจนรู้สึกอึดอัด ทั้งๆ ที่ตนเป็นถึงฮ่องเต้ที่กดดันคนอื่นโดยไม่แยแสสิ่งใด ทว่ายามนี้สายตาคู่นี้กลับทำให้รู้สึกแปลกๆ ไม่ได้หวาดกลัวแต่อยากยินยอมให้อีกฝ่ายอยู่เหนือกว่าตน นี่เกิดอันใดขึ้นกับเขากันแน่!
    
            ลั่วเหยียนเจิ้งหลับตาสะกดความรู้สึกแปลกๆ ไว้ในอกแล้วลืมตาจ้องมองคนตรงหน้าอย่างจริงจัง ว่าคนผู้นี้เหมาะสมที่จะพากลับเข้าวังหลวงหรือไม่ แล้วพากลับในฐานะอะไร?
    
          “เชิญท่านชี้แนะ”


           :mc4: :katai4: :katai4:  :mc4: :mc4: :mc4: :mc4: :mc4: :mc4: :mc4: :mc4:


ออฟไลน์ MaRiTt_TCL

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1513
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-6

ออฟไลน์ patchylove

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1585
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +134/-4

ออฟไลน์ IrinAllDear

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 3
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
 :mew1:  ติดตามนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ ^^

ออฟไลน์ aiyuki

  • รักแท้ไม่แบ่งแม้เพศพันธุ์
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2637
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-6
รอเรื่องนี อ่านในเด็กดีแล้ว ก็ตามมาอ่านในเล้า ชอบๆๆๆ

ออฟไลน์ fay 13

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5666
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-44

ออฟไลน์ natsikijang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-4
ติดตามค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ   อี้เอ๋ออร์จะตามฝ่าบาทเข้าวังแล้ว อย่าลืมเอ็นดูน้องนะ ฝ่าบาท

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
เล่ห์ร้ายจอมราชันย์ (จีนโบราณ)
บททีj13เข้าวังหลวง(P.3วันที่ 22/5/59)

   
            สามวันต่อมาลั่วเหยียนเจิ้งได้มาปรากฏตัวในเมืองหลวงแคว้นลั่วหยางอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มีคนติดตามมาด้วย เขาไม่เคยคิดว่าจะเล่นหมากล้อมแพ้หลิ่วเหวินอี้ได้ แต่กลยุทธการหลอกล่อ กับดัก และเถรตรง ถอยเมื่อควรถอย รุกเมื่อควรรุกจนในที่สุดเขาก็พ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์ เหลือบมองร่างสูงโปร่งของคนข้างกายซึ่งมองดูสิ่งของผ่านๆ จนเดินมาหยุดที่ทางเข้าวังหลวง สีหน้านิ่งเรียบ การก้าวเดินมั่นคง ไม่ได้เอ่ยถามว่าเขาจะพาไปที่ไหน ความสงบนิ่งของอีกฝ่ายทำให้ประหลาดใจอยู่บ่อยครั้ง
    
          “เจ้าจะไม่ถามข้าบ้างหรือว่าข้าเป็นใคร พามาที่นี่ทำไม” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยถามด้วยความสงสัยคนผู้นี้ติดตามมาอย่างว่าง่าย หลวนซานเองก็เงียบเหมือนไม่ได้เอาปากมาด้วยเหมือนเจ้านายไม่มีผิดเพี้ยนเมื่อเทียบกับองครักษ์ของตนช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ไม่สิ ยังนิสัยคล้ายกวงไห่อยู่เจ็ดส่วน
    
         “จำเป็นด้วยหรือ” ลั่วเหยียนเจิ้งอึ้งไปกับคำถาม ใบหน้างดงามหันมามองพร้อมเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เขายกมือกุมขมับอย่างไม่เชื่อว่าจะมีคนเช่นนี้อยู่ด้วย เมื่อเหลือบมองคนถามได้แต่ก้มหน้าอย่างนึกปลงตกกับตัวเอง คนอะไรทำไมเรียบง่ายเช่นนี้ ไม่กลัวเขาหลอกมาขายบ้างหรืออย่างไร
    
        “ไปเถอะรู้อะไรแล้วอย่าตกใจแล้วกัน” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกอย่างอ่อนใจ ก่อนจะเดินเข้าไปหน้าประตูทางเข้าวัง โดยไม่ได้เห็นมุมปากยกยิ้มของคนที่ติดตามมาแม้แต่น้อย
    
         เพียงแค่ร่างสูงปรากฏตัวทหารเฝ้าประตูก็ยกดาบมาขวางทางกั้น ใบหน้าทมึงทึงมองมาที่ลั่วเหยียนเจิ้งอย่างดุดัน ทว่าเพียงแค่เห็นป้ายทองอาญาศิษย์พวกมันก็ทรุดตัวคุกเข่าขออภัยอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาเลิกใส่ใจเพราะทหารยามอาจพลัดเปลี่ยนกันไปบางคนก็ไม่รู้จักเขานับว่าไม่แปลกอันใด สายตาเหลือบมองคนที่ติดตามมาด้วยแล้วอดที่จะขยี้หัวตัวเองไม่ได้ คนอะไรนิ่งได้ใจเสียจริง ไม่ตื่นเต้นบ้างหรืออย่างไรเขาพากลับวังหลวงเชียวนะ!
    
          ตลอดการเดินทางไม่ว่าผ่านไปที่ใดเหล่าทหารกำนัลขันทีต่างคุกเข่าทำความคารพก้มหน้าชิดพื้นอย่างพร้อมเพรียงกันแม้พวกเขาอยากจะมองหน้าผู้ที่ติดตามมาใจแทบขาดแต่ก็ไม่มีความกล้าเพียงพอ ลั่วเหยียนเจิ้งเดินลัดเลาะมาทางตำหนักของตนอย่างไม่เร่งรีบนัก จากทวงท่าเจ้าสำราญเลือนหายไปเหลือเพียงแผ่นหลังเหยียดตรง ใบหน้าที่มีรอยยิ้มอบอุ่นนิ่งเรียบอาจมีบ้างที่มีรอยยิ้มแต้มใบหน้าแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น    
    
        คนที่ติดตามมาเงียบแอบอมยิ้มที่มุมปากนิดๆ เมื่อเห็นท่าทางกระล่อนอีกฝ่ายเลือนหายไป เหลือเพียงความน่ายำเกรง อดที่จะชื่นชมกับการแสดงของอีกฝ่ายไม่ได้ จนไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วลั่วเหยียนเจิ้งผู้นี้เป็นคนเช่นไรกันแน่ จากที่เดินเคียงคู่ถอยหลังไปหนึ่งก้าวทำให้คนตรงหน้าหยุดเท้าหันมามอง
    
       “อี้เอ๋อร์เจ้าเป็นคนฉลาด แต่เจ้าทำห่างเหินกับข้าเช่นนี้ข้าก็น้อยใจแย่สิ” ลั่วเหยียนเจิ้งหยุดเท้าหันไปมองคนที่เคยเดินข้างๆ กลับถอยห่างไปยืนอยู่เบื้องหลังตน ใบหน้าก้มต่ำลงเล็กน้อย แต่ทำไมเขารู้สึกหงุดหงิดที่อีกฝ่ายทำตัวห่างเหินกับตนเช่นนี้ ใบหน้างดงามเหลือบมองเขาเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองบรรดานางกำนัลขันทีซึ่งคุกเข่าไม่ห่าง พวกเขาก้มหน้าชิดพื้นยิ่งกว่าเดิมแม้อยากจะเห็นคนที่ฮ่องเต้คุยด้วยก็ตาม
    
        “น้อยใจ? ฝ่าบาทน้อยใจเป็นด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงนิ่งเรียบทว่านุ่มทุ้มอ่อนโยนกว่าปกติ ทำให้คนฟังหัวใจกระตุก ความห่างเหินที่อีกฝ่ายมอบให้นั้นคนตาบอดยังรู้เลย ลั่วเหยียนเจิ้งนิ่วหน้ามุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์คิดว่าเขาจะปล่อยให้ทำตัวห่างเหินเช่นนี้ได้หรือ
    
        “ภรรยาข้า เจ้าทำตัวห่างเหินเช่นนี้จะให้ข้าทบทวนความจำว่าเราสัญญากันว่าอย่างไรหรือไม่” ลั่วเหยียนเจิ้งกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ความอ่อนโยนบนใบหน้ามีมากเท่าไหร่ความร้ายกาจมีขึ้นเท่านั้น ใบหน้างดงามมองมาที่เขานิ่งๆ ทว่าไอเย็นเยือกกลับพุ่งเข้าหาอย่างรุนแรง มุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อย
    
         “ท่านพี่เหยียนเจิ้งเมื่อครู่ข้าฟังผิดไปใช่หรือไม่” น้ำเสียงเย็นเยือกพร้อมบรรยากาศไม่น่าเข้าใกล้ ทำให้ผู้คนโดยรอบตัวสั่นระริอย่างหวาดหวั่น นี่พวกมันกำลังเจอเรื่องอันใดกัน
    
          “เจ้าคิดว่าไงเหวินอี้ที่รัก” ลั่วเหยียนเจิ้งกระตุกยิ้มเมื่อเห็นดวงตาวาวโรจน์ของอีกฝ่าย แต่แล้วดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นมีดสั้นวาววับปรากฏขึ้นในมืออีกฝ่าย นี่หลิ่วเหวินอี้ผู้นี้คิดจะสังหารเขาในวังหลวงเลยหรืออย่างไร โทษทัณฑ์มันหนักหนาแม้กระทั้งเขายังช่วยไม่ได้เลยนะ
    
          “หากเรียกข้าเช่นนั้นอีก สังหารข้าซะ!” คราวนี้ลั่วเหยียนเจิ้งตะลึงงันรู้สึกตัวเองโง่งม บัดซบ นี่มันอะไรกัน มองดูมีดในมือตนเองที่ถูกยัดเยียดมาให้พร้อมคอขาวๆ ยื่นมาหาคมมีดอย่างไม่กลัวตาย เขาส่ายหน้าพรึบ รีบเก็บมีดด้วยความเร็ว มองคนยอมตายแต่ไม่ยอมรับฐานะที่เขามอบให้อย่างเหงาใจ ตำแหน่งนี้มีแต่คนอยากได้ ทำไมคนตรงหน้านี้ไม่สนใจบ้างหรืออย่างไร เห็นน้องห้ายัดเหยียดตำแหน่งให้จิวชงหยวนได้แล้วทำไมเขาถึงทำไม่ได้ โชคชะตาใยไม่เข้าข้างเขาบ้าง
     
          “เป็นเมียข้าไม่ดีตรงไหน” เอ่ยถามเสียงอ่อย ทว่าดวงตาเรียวคมตวัดเข้าหาอย่างรวดเร็ว หากมันเป็นคมมีดเขาคงได้พรุนไปทั้งร่างแน่ๆ ลั่วเหยียนเจิ้งยกมือลูบท้ายทอยตัวเองเบาๆ พลางคิดว่าตนพูดอะไรผิดอีก
    
           จ๊อกกกก
    
           เสียงท้องร้องของคนตรงหน้าทำให้ลั่งเหยียนเจิ้งนิ่งอึ้งไปอีกครั้ง ทว่าเจ้าของท้องกลับทำหน้าตายสนิทไม่ได้สนใจเสียงท้องร้องของตัวเองแม้แต่น้อย มีแต่ดวงตาเย็นๆ ที่ส่งมาให้ผู้เป็นฮ่องเต้
    
           “เจ้าคงหิวแล้ว ไปกันเถอะ” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอีกครั้ง ก่อนจะเดินนำหน้าไปทางตำหนักของตนเองโดยไม่ลืมสั่งนางกำนัลแถวนั้นไปหาอาหารให้ด้วย
    
             “ฝ่าบาท...”
    
           ทันทีที่เข้ามาในตำหนักคนที่พุ่งเข้าหาคนแรกเป็นหยางซือหมิง ดวงตาปลื้มปริ่มยินดีจนน้ำตาไหลพราก เพราะตนต้องรับหน้ากับบรรดาขุนนางทั้งหลายอีกทั้งนางสนมนางในที่ต่างจะขอเข้าเฝ้าให้ได้ ทว่าเวลานี้รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก
    
           ลั่วเหยียนเจิ้งมองคนที่หน้าตาเหมือนตนเองก้มคุกเข่าน้ำตาไหลอาบแก้มแล้วรู้สึกระคายตายิ่งนัก ยกเท้าถีบอีกฝ่ายห่างออกไปอย่างหงุดหงิดใจ
   
          “เจ้าอย่าเอาหน้าข้าไปทำทุเรศเช่นนี้อีก” บอกด้วยความโมโห ทว่าเสียงหัวเราะเบาๆ พร้อมร่างโปร่งสั่นน้อยๆ ทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งมองอย่างแปลกใจ เขาไม่เคยเห็นคนผู้นี้หัวเราะมาก่อน
    
           “เจ้าขำอันใด” เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ ดวงตาเรียวหันมาสบตาเขาพร้อมรอยยิ้มมุมปากน้อยๆ นิ้วเรียวชี้ไปที่หยางซือหมิงที่ล้มกลิ้งเพราะแรงถีบเมื่อครู่
    
            “หากท่านทำเช่นนั้นจริง คงไม่น่ามองนัก” ลั่วเหยียนเจิ้งเหลือบไปมองแล้วทำหน้าแหยแก เขาไม่เคยร้องไห้ทำตาน่าสงสารเหมือนลูกหมาขอข้าวเจ้านายกินเช่นนี้มาก่อน เมื่อนึกสภาพว่าตัวเองทำอย่างนั้นจริง แค่คิดก็หน้าซีดเซียวแล้ว
    
           “หยางซือหมิงเจ้าไปถอดหน้ากากข้าออกเดี๋ยวนี้” หยางซือหมิงรีบถอยห่างไปเปลี่ยนชุดเปลี่ยนหน้ากากอย่างว่องไว ลั่วเหยียนเจิ้งถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อไม่ต้องเห็นสภาพอันน่าทุเรศเช่นนั้นอีก เมื่อหันไปมองหลิ่วเหวินอี้จึงได้เห็นเจ้าตัวมองตามหลังหยางซือหมิงด้วยความสนใจ
    
           “ใครทำหน้ากากให้ท่าน”
    
           “ความลับ” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกด้วยรอยยิ้มก่อนจะเชื้อเชิญอีกฝ่ายไปนั่งรอโต๊ะกลางห้องเพื่อรออาหารยามบ่าย น้ำชารสดีถูกรินให้อย่างเอาใจ หลิ่วเหวินอี้เหลือบมองเล็กน้อยก่อนจะรับมาดื่ม คิ้วขมวดเป็นปมแต่ไม่ยอมเอ่ยถามสิ่งใดต่อ อาจเพราะรู้ว่าซักถามไปก็ไม่ได้คำตอบ
    
           “ชาดี”
    
           “หากเจ้าชอบเอากลับบ้านด้วยก็ได้นะ” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกอย่างใจกว้าง ทว่าคนตรงหน้ากลับชะงักงัน ดวงตาไหววูบเพียงครู่ก่อนจะเลือนหายไป น่าประหลาดที่ความอ่อนไหวในดวงตาของคนตรงหน้าทำให้เขาใจสั่นอีกครั้ง เมื่อใคร่ควรกิริยาของตรงหน้าแล้วรู้สึกห่วงใยไม่ได้ เขากับหลิ่วเหวินอี้มีส่วนคล้ายกันแม้แต่คำว่าบ้านยังทำให้ไม่รู้สึกอบอุ่นพอ เพียงแค่หลับตายังไม่สามารถหลับได้สนิทใจ แล้วที่แบบนั้นจะเรียกว่าบ้านได้อีกหรือ?
    
          เพียงไม่นานอาหารมื้อกลางวันก็ถูกนำมาวางเรียงรายให้อย่างงดงาม ทว่าผู้ที่ลงมือทานยังมีสีหน้านิ่งเฉยไม่ได้ตื่นเต้นอาหารล้ำค่าและยากจะได้ทานบนโต๊ะแม้แต่น้อย หลิวกงกงหัวหน้าขนทีมองผู้ร่วมรับประทานอาหารกับฮ่องเต้อย่างตื่นตระหนก ความงดงามของผู้ร่วมโต๊ะนับว่าล่มบ้านล่มเมืองได้เลยทีเดียว ความเย็นชาที่ปรากฏอยู่บนใบหน้ากลับดึงดูดให้ผู้คนเข้าหา แต่น่าเสียดายที่คนตรงหน้าเป็นบุรุษได้แต่หวังว่าองค์จักรพรรดิ์จะไม่หลงใหลความงามจนลืมไปแล้วว่าตนต้องมีโอรสสืบทอดบัลลังก์ต่อไป หลิวกงกงก้มหน้าหลบตาเมื่อสายตาเย็นแต่นิ่งจนไม่บ่งบอกความรู้สึกมองมาที่ตน
    
          “อาหารถูกปากเจ้าบ้างหรือไม่” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง เพราะการเห็นหลิ่วเหวินอี้เจริญอาหารทำให้เขารู้สึกยินดียิ่ง แต่กิริยาของคนตรงหน้าเฉยชาจนรู้สึกผิดหวังไม่ได้ อาหารของฮ่องเต้ยากนักที่ใครจะได้ร่วมรับประทานด้วยทว่าคนตรงหน้ากลับไม่รู้สึกยินดียินร้ายแม้แต่น้อย
    
             “....”
    
            ลั่วเหยียนเจิ้งมองคนนิ่งเงียบเหลือบตามามองเพียงนิดก่อนจะทานข้าวต่อโดยไม่คิดจะตอบคำถามแม้แต่น้อย เขาได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจคีบไท่ไป๋เจิงยา(เป็ดนึ่งไท่ไป๋) ใส่ถ้วยให้อีกฝ่ายอย่างเอาใจเพราะเจ้าตัวเหมือนจะไม่ชอบผักนัก
    
            “ฝ่าบาท”
    
            ลั่วเหยียนเจิ้งหันไปมองกวงไห่องครักษ์ฝ่ายซ้ายที่พรวดพราดเข้ามาอย่างฉงยเพราะนานครั้งจะเห็นเจ้าตัวทำตัวเสียมารยาท
    
             “มีอะไร”
    
            “ฝ่าบาทพระสนมจ้าวเหมย ณ ตำหนักเหมยพระนางสิ้นพระชนม์แล้วพ่ะย่ะค่ะ” ลั่วเหยียนเจิ้งนิ่วหน้าทบทวนความจำพระสนมจ้าวเหมยเป็นเครื่องบรรณาการจากแคว้นจวงไห่ทางใต้ของแคว้นลั่วหยางเมื่อปีที่ผ่านมา ใบหน้าคมคายนิ่วน้อยๆ หันไปมองหลิ่วเหวินอี้ซึ่งนั่งนิ่งไม่ได้ทานอาหารต่อ
    
            “เจ้าพาหลวนซานไปหาไรกินก่อนแล้วกันค่อยไปจัดการ น้องเหวินอี้ทานข้าวต่อเถอะอย่าไปสนใจเรื่องไร้สาระเลย” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกด้วยรอยยิ้ม ทว่ารอยยิ้มนี้กลับทำให้คนที่รู้จักพระองค์ดีรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ
    
            “ฝ่าบาทพระสนมถูกสังหารจนสิ้นพระชนม์ พระนางมิได้เจ็บป่วยอันใดพ่ะย่ะค่ะ” กวงไห่ยังกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ทว่าสายตากลับสำรวจผู้ที่ร่วมรับประทานอาหารกับฮ่องเต้อย่างพิจารณาและหันไปมองคนแปลกหน้าซึ่งยืนนิ่วหน้าอยู่ด้านหลังของบุรุษชุดขาว
    
            “ข้ารู้ต้องทำอะไร” ลั่วเหยียนเจิ้งตวัดสายตามองนิ่งๆ กวงไห่จึงปิดปากเงียบมองไปยังคนที่ติดตามบุรุษชุดขาวพร้อมพยักหน้าให้ติดตามไปด้วย ทว่าหลวนซานกลับยืนนิ่งไม่ได้ตอบรับ แต่หันไปมองนายน้อยตนเองนิ่งๆ
    
            “ไปเถอะ” น้ำเสียงนิ่งเรียบเอ่ยแผ่วเบา ร่างโปร่งจึงยอมติดตามออกไปพร้อมกับกวงไห่ ลั่วเหยียนเจิ้งมองตามแล้วยกยิ้มบางเพราะหลวนซานนั้นซื่อสัตย์กับหลิ่วเหวินอี้จนไม่ยอมฟังคำสั่งของผู้ใด คนที่มีคนยอมภักดิ์ดีด้วยใจจริงย่อมเป็นคนที่มีจิตใจดี มิใช่ความน่ากลัวจนต้องยอมทำตามดั่งเช่นตน
    
            “อาหารไม่อร่อยหรือ” ลั่วเหยียนเจิ้งนิ่วหน้าเอ่ยถามคนที่วางมือ ใช้ผ้าเช็ดปากตัวเองแผ่วเบา ดวงตาเรียวสวยเหลือบมองเขานิ่งๆ
    
            “ฝ่าบาทควรไปจัดการเรื่องวังหลังของท่านให้เรียบร้อย คนที่ตายอยู่ในส่วนที่ท่านรับผิดชอบจะเป็นเรื่องไร้สาระได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงเย็นนิ่งและแววตาตำหนิมองมาทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งนิ้วหน้าน้อยๆ
    
            “ข้ามิได้บอกว่าจะไม่จัดการ เพียงแค่จะทานอาหารมื้อเที่ยงกับเจ้าก่อนไม่ได้เชียวหรือ” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกอย่างเบื่อหน่ายเล็กน้อยเรื่องในวังหลังใช่ว่าเขาจะไม่คิดเพียงแต่ยิ่งตื่นตระหนกผู้ที่ลงมือยิ่งได้ใจ
    
            “...”
    
            หลิ่วเหวินอี้นิ่งไป ก่อนจะจับตะเกียบขึ้นมาอีกครั้งอาจเพราะครั้งนี้เข้าใจความต้องการลั่วเหยียนเจิ้งมากขึ้น
    
            “ทานเถอะแล้วค่อยไป”
    
            ลั่วเหยียนเจิ้งยกยิ้มบางเมื่อเห็นคนตรงหน้าคีบกับข้าวมาวางไว้ให้ เพียงแค่กล่าวเล็กน้อยคนตรงหน้ากลับเข้าใจตนได้เป็นอย่างดี หากเขามีคนเช่นนี้อยู่เคียงข้างตลอดไปจะดีแค่ไหนกัน
    
            หลังจากร่วมรับประทานอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว ลั่วเหยียนเจิ้งจึงได้ให้หลิวกงกงหัวหน้าขันทีคนสนิทหาห้องพักข้างๆ ตัวเองให้ แม้จะไม่มีใครเห็นด้วยแต่ก็ไม่มีใครกล้าออกความเห็น ได้แต่แอบมองหลิ่วเหวินอี้อย่างพิจารณาเท่านั้น
    
             เมื่ออาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดสีเหลืองลายมังกรเรียบร้อยแล้วจึงได้ไปยังวังหลังอีกครั้งหลังจากไม่ได้เข้ามานานนับเดือน ร่างสูงสง่างามและทรงอำนาจเดินไปเส้นทางที่คุ้นเคยแต่ไม่อยากจะเหยียบย่างด้วยความเฉยชา แผนการครั้งนี้คงเป็นฝีมือคนในวังหลวงที่เหลืออยู่ไม่กี่คนเท่านั้น นับว่าทำการอุกอาจและท้าทายอำนาจมืดจากเขายิ่งนัก มุมปากยกยิ้มบางดวงตาฉายแววเย็นเยือกเมื่อหนอนแอบซ่อนอยู่ในวังกำลังดิ้นรนมาหาความตาย
    
            ...หากไม่ตอบสนองความต้องการของพวกมัน คงได้เสียชื่อจิ้งจอกลวงเล่ห์เช่นตนเป็นแน่



                              :mc4: :mc4: :mc4: :mc4: :mc4: :mc4: :mc4: :mc4: :mc4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ fay 13

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5666
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-44

ออฟไลน์ lnudeel

  • I wanna be a CAT!!
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1466
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-5
ทำไมฝ่าบาทมีแววเกรงใจอี้เอ๋อร์ในอนาคต. ฮาาา :hao7:

ออฟไลน์ Apple_matinie

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1565
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-2

ออฟไลน์ natsikijang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-4
รู้สึกอารมณ์สะดุดหลายฉาก  เหมือนฝ่าบาทจะพยายามจีบอี้เออร์ แต่ยังไม่พลิ้ว ดูฝืนๆยังไงชอบกล ส่วนอี้เออร์ก็รู้สึกไร้อารมณ์เหมือนเสี่ยวเล่งนึ่ง ถ้าอีกฝ่ายเย็นชาฮ่องเต้ก็น่าจะสดใส และโหดเหี้ยมสลับกันแต่นี่พอต่างฝ่ายต่างอึมครึมเลยกลายเป็นอ่านแล้วอึดอัด

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0



เล่ห์ร้ายจอมราชันย์ (จีนโบราณ)
บทที่14 จับแพะชนแกะ(P.3วันที่ 23/5/59)       


           เมื่อมาถึงตำหนักจ้าวเหมยก็ได้ยินแต่เสียงร้องไห้ระงมของนางกำนัลคนสนิทของจ้าวเหมย ทันที่เห็นองค์จักรพรรดิ์เสด็จมานางก็รีบเข้ามาร้องขอความเป็นธรรมให้พระสนมด้วยน้ำตานองหน้า ใครเห็นอาจจะสงสารนางแต่มิใช่ลั่วเหยียนเจิ้ง ใบหน้าเรียบนิ่งไม่ได้ยิ้มละไมเหมือนเวลาปกติทำให้บรรยากาศกดดันไปทั้งตำหนัก
     
            “เรื่องเป็นมาอย่างไร”
    
           “เรียนฝ่าบาทเมื่อเช้าพระสนมจะไปถวายพระพรฝ่าบาท พระนางให้หม่อมฉันไปทำชุปโสมไก่ตุ๋นเพื่อนำไปถวายฝ่าบาทเพค่ะ แต่เมื่อหม่อมฉันกลับมาร่างพระสนมก็ผูกพระศอสิ้นพระชนม์แล้วเพค่ะ ไม่มีทางที่พระสนมจะสิ้นคิด ต้องมีคนคิดสังหารพระสนมจ้าวเหมยแน่ๆ  ฝ่าบาทโปรดให้ความเป็นธรรมพระสนมด้วยเพค่ะ”
    
           ลั่วเหยียนเจิ้งพยักหน้ารับเดินเข้าไปใกล้ร่างของพระสนมซึ่งนอนอยู่บนเตียง สายตาคมกริบสำรวจร่างนั้นอย่างพิจารณา แต่มองภายนอกเหมือนผูกพระศอด้วยตนเองจริงๆ ไม่มีร่องรอยอื่นๆ สายตาคมกริบหันไปมองหมอหลวงที่คุกเข่าอยู่ไม่ห่าง
    
          “ในร่างมียาพิษหรือไม่”
    
          “ทูลฝ่าบาทกระหม่อมตรวจร่างกายมีรอยซ้ำของยาพิษพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาไม่มีสั่นไหวให้จับผิด
    
          ลั่วเหยียนเจิ้งละความสนใจหันไปมองร่างไร้วิญญาณอีกครั้ง มือหนาเข้าไปจับข้อมือหญิงสาวแผ่วเบาสร้างความตื้นตันใจแก่นางกำนัลคนสนิทยิ่ง ที่พระองค์ไม่รังเกียจแม้กระทั่งคนที่ตายไปแล้ว สายตาคมกริบหยุดที่เล็บมือนางซึ่งมีรอยเลือดเศษหนังติดอยู่ปลายเล็บเล็กน้อย ใบหน้าคมคายนิ่วน้อยๆ เป็นจริงเหมือนที่กวงไห่ได้เอ่ย นางถูกฆาตกรรมจริงๆ เมื่อสำรวจร่างกายส่วนอื่นไม่มีสิ่งใดผิดปกติ เขาจึงจับที่ศีรษะนางพร้อมปลดปิ่นที่มวยผมออก ทำให้เห็นช่วงท้ายทอยมีรอยเขียวซ้ำ เป็นไปได้ว่านางถูกตีแต่ไม่สลบเสียทีเดียวเพราะเล็บยังมีเศษหนังติดอยู่ ผู้ที่ลงมือคงมีรูปร่างพอกับนางไม่เช่นนั้นปลายเล็บคงไม่มีเศษเนื้อติดอยู่เช่นนี้
    
         “เรียกพระสนมมาพบข้าให้หมด ไม่อนุญาตให้พวกนางป่วยใกล้ตายหรือมาช้าแม้สักก้านธูป” ทันทีที่ออกคำสั่ง ขันทีจึงได้รีบเร่งไปจัดการอย่างตื่นตระหนก และคำสั่งนี้สร้างโกลาหลให้พวกเหล่าพระสนมไม่น้อย บางคนยังแต่งกายไม่ทันเรียบร้อย ทว่ามีบางคนที่พระนางแต่งมาเต็มยศเชิดฉายความงามของตนหวังมัดใจผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน
    
          ลั่วเหยียนเจิ้งกวาดสายตามองพวกนางผ่านๆ ก่อนจะมาหยุดที่พระสนมผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามาที่หลังคนอื่นๆ หากจำไม่ผิดนางเรียกว่าสนมฉิงหลันซึ่งแต่งกายเต็มยศโดยไม่ได้ใส่ใจว่ามีคนนอนตายอยู่ตำหนักนี้
    
         “สนมฉิงหลันมีความผิด แต่งกายงดงามไม่ให้เกียรติคนตาย ให้ไปอยู่ตำหนักเย็นสำนึกความผิดเป็นเวลาหนึ่งปี” น้ำเสียงเย็นนิ่งที่เอ่ยออกมาทำให้พระสนมคนอื่นตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว พระสนมฉิงหลันถึงกลับตะลึงงันเมื่อสติกลับคืนมาจึงได้คุกเข่าอ้อนวอนทั้งน้ำตานองหน้า ไม่คิดว่าคนที่ดูอ่อนโยนจะลงโทษแบบไร้เหตุผลเช่นนี้
    
         “ฝ่าบาทโปรดละเว้นโทษหม่อมฉันด้วยเพคะ หม่อมฉันสำนึกผิดแล้วเพคะ” ลั่วหยียนเจิ้งไม่ได้ใส่เสียงร้องอ้อนวอนของนาง แต่กวาดสายตามองสนมคนอื่นๆ อย่างพิจารณาทำให้พวกนางก้มหน้าต่ำด้วยความหวาดกลัวได้แต่คิดว่าพวกนางทำถูกแล้วที่รีบมาโดยแต่งกายไม่ได้หรูหรามากนัก
    
         ลั่วเหยียนเจิ้งกวาดสายตามองพวกนางทีละคนจนมาสะดุดตากับพระสนมร่างเล็กบอบบางผู้หนึ่ง นางดูน่าทะนุถนอมแต่กลิ่นไอที่เขาคุ้นเคยทำให้เหยียดยิ้ม นางเหมือนมารดาขององค์ชายรองที่ดูภายนอกไม่มีพิษมีภัยใดๆ แต่กลับร้ายกาจยิ่งกว่าอสรพิษ เขาจำได้ว่านางเป็นเครื่องบรรณาการของแคว้นชิงเว่ยเมื่อปีที่ผ่านมา    

           “พระสนมชิงอิ๋งเล็บมือที่งดงามของเจ้าเหตุใดถึงหักไปเช่นนี้” ร่างเล็กบอบบางสะดุ้ง แววตาคลอด้วยน้ำตาชวนให้น่าสงสาร ร่างเล็กสั่นน้อยพร้อมตอบเสียงสั่น
    
           “ทูลฝ่าบาทพระสนมกำลังทำเล็บอยู่เพค่ะ พอมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าหม่อมฉันจึงเร่งรีบมาโดยไม่ทันระวังเพค่ะ”
    
           “อืม เป็นเช่นนี้เอง แล้วใบหูข้างซ้ายเจ้าเป็นแผลลึกก็เพราะทำเล็บสินะสนมรัก” ลั่วเหยียนเจิ้งกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนใบหน้าระบายยิ้มอ่อนๆ ทว่าคนที่ถูกจ้องมองกลับตัวสั่นระริกอย่างหวาดหวั่น ใบหูที่นางพยายามปกปิดแต่ปิดอย่างไรก็ไม่มิดเผยให้คนช่างสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน
    
         “ฝ่าบาท...หม่อมฉันไม่ระวังเพคะ” น้ำเสียงและร่างกายสั่นเทาขณะโดนจ้องมอง ใบหน้าก้มต่ำเหมือนขอความเป็นธรรมและคำกล่าวนี้ทำให้สนมคนอื่นๆ หันมามองอย่างเหยียมหยาม
    
          “งั้นหรือ วันนี้พระสนมที่รักก็ไปทำเล็บในคุกหลวงรอลงอาญาแล้วกันนะ” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นอ่อนโยนและห่วงใย ทว่าความหมายของคำนั้นทำให้ร่างของสนมชิงอิ๋งแข็งค้างเหมือนโดนสายฟ้าฟาดลงกลางหัว
    
         “ฝ่าบาทหม่อมฉันบริสุทธิ์ โปรดให้ความเป็นธรรมหม่อมฉันด้วยเพคะ” เสียงร้องขอสั่นเทาและดูสิ้นหวัง ดวงหน้าซีดเผือดแข่งกับคนที่นอนตายไม่ห่าง ร่างนั้นถูกลากออกไปพร้อมเสียงร้องขอชีวิต เวลานี้พวกพระสนมที่เหลือต่างก้มหน้าชิดพื้นไม่มีใครกล้ากล่าวสิ่งใดออกมาก กลัวว่าคนต่อที่จะโดนลากออกไปคือนางเอง
    
          “จัดพิธีศพของพระสนมจ้าวเหมยให้สมเกียรติ แจ้งข่าวบอกแคว้นจวงไห่ข้าจะหาความยุติธรรมให้พระสนมให้ได้ ส่วนพวกเจ้ากลับไปได้แล้ว” ลั่วเหยียนเจิ้งประกาศก้องสร้างความปิติยินดีแก่นางกำนัลคนสนิทของสนมจ้าวเหมยยิ่งนัก
   
          “พ่ะย่ะค่ะ” หยางซือหมิงตอบรับคำอย่างว่าง่ายก่อนจะรีบไปจัดการหน้าที่ตัวเองทันที
    
           ลั่วเหยียนเจิ้งกลับมาที่ตำหนักอีกครั้ง ใบหน้าที่เรียบเฉยยกยิ้มมุมปาก คนที่ลงมืออย่างแพ้จริงคงหัวฟัดหัวเหวี่ยงน่าดูที่แผนไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ ร่างสูงเดินเข้าไปห้องทำงานก่อนจะลงมือเขียนคำสั่งให้แม่ทัพห่านหลงและลั่วหวังอู๋กลับวังหลวง พร้อมด้วยมู่เหริน เวลานี้เขาจะยึดอำนาจทุกคนคืนให้หมด จากนั้นจึงดูความเคลื่อนไหวของแต่ละคนอีกครั้ง
    
         “จับตาดูองค์ชายสิบอย่าให้คลาดสายตา” เมื่อเขียนใบเรียกตัวส่งนกพิราบสื่อสารไปแล้วจึงกล่าวกับเงามืดแผ่วเบา หลิงเซียวองค์ชายสิบที่ถูกทอดทิ้งมาช้านาน แต่เบี้ยเลี้ยงก็มีให้ไม่ขาดตกบกพร่อง แม้จะเป็นคนที่สงบเสงี่ยมเจียมตัว แต่ไม่มีสิ่งใดไว้ใจได้ ชื่อว่าหลิงเซียวแปลว่าไต่สวรรค์ย่อมมีความทะเยอทะยานไม่มากก็น้อย อีกสองคนก็มิอาจดูแคลนได้ ลั่วหลิ่งเหอ ลั่วเหวินฉิน เมื่อมองดูแล้วทุกคนสามารถมีความเกี่ยวข้องกับพวกแมงป่องทะเลทรายได้หมดทุกคน
    
         “ฝ่าบาท” ลั่วเหยียนเจิ้งหันไปมองกวงไห่ที่ให้พาคนสนิทของหลิ่วเหวินอี้ไปทานข้าวกลับมาอีกครั้ง เขาพยักหน้ารับให้เข้ามา
    
           “ระหว่างข้าไม่อยู่มีความผิดปกติหรือไม่”
    
          “ทูลฝ่าบาท องครักษ์เงาสังหารชายชุดดำที่วิ่งเพ่นพ่านในวังหลวงไปสามคนขอรับ และแต่ละคนล้วนมีรอยสักแมงป่องอยู่กลางอกเหมือนกันหมดพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงเรียบนิ่งอธิบายพร้อมเหลือบตามองเจ้าเหนือหัวอย่างระวัง
    
            “ค้นพบที่ตำหนักใด”
    
            “สามคนทิศทางที่พบไม่เหมือนกันพ่ะย่ะค่ะ คนแรกที่ตำหนักจ้าวเหมย คนสองตำหนักหวังฉินและคนที่สามท้ายอุทยานพระองค์เองพ่ะย่ะค่ะ” คำรายงานขององครักษ์คนสนิททำให้ลั่วเหยียนเจิ้งนิ่วหน้า ตำหนักหวังฉินคือตำหนักของมารดาตน หรือว่า...
    
           “ให้คนไปดูแลเสด็จแม่อย่าให้คาดสายตา”
    
           “พ่ะย่ะค่ะ” กวงไห่รับคำเรียบง่าย ก่อนจะถอยจากไปอย่างแผ่วเบาเหมือนตอนมา
    
           ลั่วเหยียนเจิ้งเคาะนิ้วกับโต๊ะอย่างแผ่วเบา สมองกำลังครุ่นคิดอย่างหนักกับคลื่นใต้น้ำที่เหมือนกำลังปั่นหัวเขา ใครกันที่มีมันสมองหลอกใช้คนได้มากมายเพียงนี้ ใครกันที่รอดสายตาเขาไปได้หรือว่ามีใครหนุนหลังเมื่อมองดูเหล่าขุนนางในเวลานี้ทุกคนไม่ได้กระด้างกระเดื่องกับตนแม้แต่น้อย หากมีคนสนับสนุนย่อมเป็นคนนอก หรือไม่ก็คนในที่หลอกให้เขาตายใจเสียก่อนแล้วค่อยลงมือทีหลัง หากเป็นเช่นนั้นนับว่าร้ายกาจไม่เบาที่หลอกตบตาเขามาได้หลายปี
    
           “ฝ่าบาท เอ่อคือท่านเหวินอี้มาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” หลิวกงกงเดินเข้ามารายงานด้วยสีหน้านอบน้อมและลำบากใจปนกันไปเพราะไม่รู้ฐานะของบุรุษชุดขาวนั่นมาก่อน
    
           ลั่วเหยียนเจิ้งเหลือบไปมองแล้วครุ่นคิดไปถึงคนที่ขอพบด้วยรอยยิ้ม หลิ่วเหวินอี้บุรุษที่งดงามจนล่มบ้านล่มเมือง ดวงตาเย็นชาและความเย็นเยือกในร่างทำให้เขาตื่นเต้นจนแทบระงับอาการกลั่นแกล้งอีกฝ่ายไม่ไหว ทว่าสิ่งที่ยังติดใจคือคนผู้นี้ต้องการติดตามตนมาทำไม ฝีมือนับว่าร้ายกาจเพียงแต่ปิดซ่อนเอาไว้อย่างมิดชิด กิริยาและกลิ่นกายของคนผู้นี้คล้ายอีกาจอมหยิ่งไม่มีผิดเพี้ยน ข่าวอีกาก็เงียบหายไปอย่างไร้ร่องรอยช่างน่าประหลาดใจจริงๆ
    
           “ให้เข้ามา” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยบอกพร้อมเก็บข้าวของบนโต๊ะอย่างเรียบร้อย พร้อมรินสุรานั่งจิบรออย่างใจเย็น ร่างสูงสง่าเดินเข้ามาใบหน้านิ่งเรียบ ดวงตาเย็นชามองเขานิ่งๆ ก่อนจะกำหมัดคารวะเขาอย่างนอบน้อม
    
           “ไม่ต้องมากพิธีมานั่งนี่” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยบอกพร้อมกวักมือเรียกอีกฝ่ายมานั่งใกล้ๆ แต่กิริยาไว้ทีของอีกฝ่ายทำให้เหลือบมองหลินกงกงจึงโบกมือไล่ไปเสียทีหนึ่ง ร่างสูงที่ยืนไม่ห่างจึงยอมขยับเข้ามาใกล้
    
           “ข้าได้ยินมาว่าท่านจับพระสนมสองคนเข้าคุกหลวงกับขังในตำหนักเย็น ท่านพี่เหยียนเจิ้งแน่ใจได้อย่างไรว่าพวกนางมีความผิด” น้ำเสียงเรียบนิ่งที่เอื้อนเอ่ยออกมาทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งแปลกใจเหตุใดคนผู้นี้ถึงใส่ใจคนที่ตนไม่รู้จักด้วย ดวงตาคมหรี่มองดวงตาเย็นชาซึ่งมองตอบอย่างไม่ลดละ
    
            “ข้าเพิ่งรู้ว่าเจ้าเป็นห่วงเป็นใยสนมของข้า”
    
            “เปล่า ข้าแค่ให้ท่านจับคนผิดจริงๆ ไม่ใช่จับแพะมาชนแกะ” คำตอบที่คล้ายประชดประชันทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งอารมณ์ดีขึ้นมาสามส่วน คนผู้นี้ช่างรู้ใจเขาจริงๆ รู้ด้วยว่าเขาต้องการทำอะไร ดวงตาคมมองดวงตาเย็นนิ่งแล้วหัวใจสั่นระรัวอีกครั้ง
    
            “เหวินอี้ข้ารู้สึกไม่สบายนัก เวลาอยู่กับเจ้าทีไรหัวใจข้าเต้นแรงจนข้ากลัวจะหยุดเต้น แบบนี้เขาเรียกโรคอะไรนะ” ลั่วเหยียนเจิ้งกล่าวออกมาคนละเรื่องที่หลิ่วเหวินอี้เอ่ยถาม ทำให้คนเอ่ยปากถามเม้มปากเน้นรู้สึกเส้นเลือดจะขึ้นสมองแบบเฉียบพลัน และเหมือนเขาจะคุยกับคนบ้าตรงหน้าไม่รู้เรื่อง
    
           “อ่า ข้าไม่เล่นก็ได้ ไม่ใช่ข้าอยากจับแพะชนแกะหรอก แต่เรื่องนี้ต้องมีคนผิดจะหาแพะที่ไหนมารับบาป ในเมื่อแพะตัวจริงเก็บหลักฐานเรียบ ข้าทำเช่นนี้เพราะแพะต้องมาฆ่าแกะตัวนี้แน่” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกเสียงเศร้ากับสายตาเย็นๆ ที่มองมามันแฝงไว้ด้วยระอาเบื่อหน่าย ทั้งๆที่คนเพียบพร้อมเช่นเขาไม่เคยมีใครแสดงสีหน้าเช่นนี้ใส่มาก่อน
     
         “ก็ยังดีที่มีสมอง” เสียงพึมพำแผ่วเบา แต่คนที่มีวรยุทธสูงหูดีมองคนตรงหน้าอย่างอึ้งๆ ไม่รู้จะเรียกว่าคำชมหรือว่าคำด่ากันแน่ แต่หากออกจากปากคนเย็นชาเช่นนี้จะถือเป็นคำชมได้ไหม แล้วทำไมหลิ่วเหวินอี้ถึงไม่หวั่นเกรงเขาซึ่งเป็นฮ่องเต้และยังไม่ได้ตกใจกับความจริงที่รับรู้ ใบหน้าอ่อนโยนกลับมาจริงจังอีกครั้ง
    
         “เหวินอี้เจ้ารู้มาก่อนใช่หรือไม่ว่าข้าคือฮ่องเต้” คำถามเรียบนิ่งจริงจังพร้อมดวงตาทรงอำนาจที่จ้องมองมาแตกต่างจากที่พบเจอ มันแฝงไว้ด้วยความกดดัน ไม่มีแววตาขี้เล่นหลงเหลืออยู่ หลิ่วเหวินอี้เพียงแค่มองนิ่งๆ แม้จะแอบเกร็งกับสายตาที่เห็นในเวลานี้แต่ใบหน้ามิได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย
    
           “หากข้าตอบว่าใช่ฝ่าบาทจะลงโทษกระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ” ใบหน้างดงามเหยียดยิ้มมองสบตาอย่างท้าทาย
    
           ลั่วเหยียนเจิ้งกระตุกยิ้มมองคนที่ตนสนใจเป็นพิเศษอย่างพิจารณาอีกครั้ง มุมปากยกยิ้มอ่อนหวาน อ่อนหวานจนคนถูกมองรู้สึกขนกายลุกชัน ทว่าดวงตากลับประกายคมกริบ แววตามืดมิด ไม่ได้หวานเหมือนรอยยิ้ม แม้กระทั่งคนที่มีอายุวิญญาณร่วมห้าสิบปียังรู้สั่นสะท้าน
    
           หลิ่วเหวินอี้คิดว่าตัวเองจิตใจดำมืดไม่เห็นสิ่งรอบข้างอยู่ในสายตา ไม่ไว้ใจผู้ใด ทว่าเวลานี้กลับทำให้รู้สึกหวาดหวั่นแววตาดำมืดของอีกฝ่ายยิ่งนัก แม้คนตรงหน้าอยากให้เขาตาย เขาจะไม่มีทางจะขัดขืนได้ ที่ผ่านมาเพียงแค่ถูกหยอกล้อเล่นเพราะเห็นเขามีความงามที่คนตรงหน้าสนใจ หากหมดความสนใจเมื่อไหร่คงเป็นได้แค่เพียงเศษขยะชิ้นหนึ่งเท่านั้น เขาลืมไปได้อย่างไรว่าคนที่ใช้ชีวิตข้ามความเป็นความตายในวังหลวงและขึ้นมายิ่งใหญ่จะมีความอ่อนโยนในจิตใจได้อย่างไร?
    
          “ข้าจะลงโทษพี่น้องร่วมสาบานเช่นเจ้าได้อย่างไร” ลั่วเหยียนเจิ้งกลับมายิ้มอ่อนตามปกติอีกครั้ง พร้อมเทเหล้าใส่ถ้วยใบใหญ่หนึ่งใบ พลางเหลือบตามองคนนิ่งเงียบกิริยาไม่เปลี่ยนแปลงด้วยความสนใจยิ่งกว่าเดิม คนตรงหน้ากลัวสิ่งใดบ้าง แม้กระทั่งความตายก็คงไม่กลัวหรอกกระมัง
    
          “กระหม่อมกับฝ่าบาทไม่ได้มีความสัมพันธ์อันใดกันข้อนั้นพระองค์น่าจะรู้ดีพ่ะย่ะค่ะ” คำกล่าวเรียบนิ่งทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งยิ้มรับ ที่กล่าวมานั้นล้วนถูกต้องจะว่าผู้มีพระคุณก็คงจะไม่ใช่เพราะหลิ่วเหวินอี้ผู้นี้เอาชีวิตตัวเองมาปกป้องเขาจึงหมดสิ้นบุญคุณกันไปแล้ว หากจะให้เป็นองครักษ์ก็ไม่สามารถผ่านเกณฑ์ได้ง่ายๆ สุดท้ายก็แค่พี่น้องร่วมสาบานเท่านั้น
    
           “ข้ารู้ แต่หากเจ้าต้องการเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับข้าจริงๆ ก็แค่กรีดเลือดลงถ้วยเหล้านี้” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกกล่าวพร้อมกรีดฝ่ามือตัวเองให้เลือดไหลลงถ้วยอย่างใจเย็น เหลือบมองคนงามนั่งเม้มปากแน่น ดวงตาไหววาบจนทำให้ใจสั่นอีกครั้ง
    
           “ข้าไม่เคยทำเช่นนี้กับใครมาก่อน ที่ทำเช่นนี้เพราะจริงใจกับเจ้า แต่หากเจ้าไม่ต้องการถือว่าเราสิ้นวาสนากัน” ลั่วเหยียนเจิ้งกล่างอย่างใจเย็นเอาผ้ามาซับเลือดตัวเองมองคนตรงหน้าอย่างใจเย็น มือเรียวคว้ามีดมาพร้อมกรีดมือตัวเองด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยน แต่คำพูดที่ออกมาทำให้เขายกยิ้มบางอย่างยินดีปนขำ
    
          “ข้าก็ไม่เคย นับแต่นี้หากให้ข้าเป็นพี่น้องร่วมสาบานแล้วห้ามท่านคิดลามกกับข้าอีก” ลั่วเหยียนเจิ้งไม่ได้ตอบรับ ยกสุราที่ผสมเลือดของคนทั้งคู่มาดื่มพร้อมยื่นอีกครึ่งให้คนตรงหน้าที่หน้าแดงเล็กน้อยขณะดื่มจนหมด สุราร่วมสาบานหมดถ้วยเขาจึงเอ่ยออกมาช้าๆ ที่ทำให้คนตรงหน้าถลึงตาใส่แต่เขารู้สึกอารมณ์ดียิ่งนัก
    
         “ไม่มีกฎข้อไหนห้ามพี่น้องร่วมสาบานคิดลามกต่อกัน เช่นนั้นแล้วคำขอของเจ้าข้าขอปฏิเสธ” เวลานี้หลิ่วเหวินอี้หน้าแดงอย่างโมโหปนอับอายที่เสียท่าให้จิ้งจอกเจ้าเล่ห์จนได้!
    
         “น่าตายนัก”
    
          “ขอบคุณสำหรับคำชม ว่าแต่คืนนี้ไปจับแพะกับข้าหรือไม่” คำกล่าวตอบรับอย่างน่าไม่อายทำให้หลิ่วเหวินอี้มองตาดุ แต่เหมือนคนตรงหน้าจะไม่รู้สึกสะทกสะท้านแม้แต่น้อย ทว่าคำถามที่ตามมาทำให้สนใจไม่น้อย
    
         “ข้าขอไปชม”
    
           ลั่วเหยียนเจิ้งยิ้มรับ พลางคิดว่าแค่นี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่ได้ใช่ไหม กลิ่นหอมดอกท้อกลิ่นกายเช่นเจ้ามีคนเดียวเท่านั้นแหละ หลิ่วเหวินอี้กับอีกาจะเป็นอื่นไปได้อย่างไร...


               เดี๋ยวพรุ่งนี้มาต่อค่ะ ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์นะคะ :bye2: :bye2: :bye2:

ออฟไลน์ lnudeel

  • I wanna be a CAT!!
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1466
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-5
รู้ๆกันอยู่สินะ แบบรอวันที่จะไ้ด้(เห็นไส้)เห็นพุงกันอย่างแท้จริง :hao7:

ออฟไลน์ natsikijang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-4
ติดตามค่ะ  มาอัพต่อเนื่องแล้วก็พยายามผูกเรื่องราวให้น่าสนใจ ฮ่องเต้ดูฉลาด มีการวางแผนดีอย่างนี้คงจะจับตัวร้ายได้ไม่นาน   สู้ๆค่ะ มาต่อเร็วๆนะคะ

ป.ล. มีคำพลาดที่สะดุดตามากค่ะ คือ มีฉากหนึ่งใช้คำว่า " เรียน" ฝ่าบาท ต้องใช้คำว่า " ทูล" ฝ่าบาทค่ะ   

ออฟไลน์ Apple_matinie

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1565
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-2
ซาหนุกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ชอบเหวินอี้

ออฟไลน์ MaRiTt_TCL

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1513
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-6
ทำไมเรื่องนี้มีแต่คนฉลาด รู้ทันกันหมดทุกคนเลย

ออฟไลน์ fay 13

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5666
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-44

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด