เล่ห์ร้ายจอมราชันย์ (จีนโบราณ)บทที่42บทส่งท้าย(จบบริบูรณ์)(P.11วันที่ 8/8/59)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เล่ห์ร้ายจอมราชันย์ (จีนโบราณ)บทที่42บทส่งท้าย(จบบริบูรณ์)(P.11วันที่ 8/8/59)  (อ่าน 176610 ครั้ง)

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ



***************************************************************************************


  เล่ห์ร้ายจอมราชันย์ ภาคต่อของเรื่อง เล่ห์รักเทวาสวรรค์
  หมายเหตุ เรื่องนี้ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มเหมือนกับเรื่องเล่ห์รักเทวาสวรรค์ค่ะ
 
      โปรยเล็กน้อย
      เมะชนเมะ แล้วใครจะกดใคร...
     
      "หลิ่วเหวินอี้" ชีวิตที่ถูกหักหลังและมีปมในใจจนหล่อหลอมให้เป็นคนเย็นชา
      "ลั่วเหยียนเจิ้ง" สวรรค์บัญชาให้เป็นฮ่องเต้ที่อดีตต้องต่อสู้กับคำลวงเล่ห์แห่งวังหลวง เสแสร้งแกล้งทำจนชินชา ภายใต้ใบหน้ายิ้มอ่อนโยนกลับซ่อนความร้ายกาจเอาไว้
      ทว่าโชคชะตาได้นำพาทั้งคู่มาพบกัน หนึ่งต้องการเอาชนะใจ อีกหนึ่งเบื่อหน่ายมิอาจเชื่อใจใครได้อีก จะเกิดอะไรขึ้นติดตามในเรื่องเล่ห์ร้ายจอมราชันย์!!


เล่ห์ร้ายจอมราชันย์
แต่งโดย : หลิ่งฟาง
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการที่ไม่มีประวัติศาตร์จริง หรืออ้างอิงประวัติศาสตร์แต่อย่างไร ชื่อเรื่อง ชื่อสถานที่ และชื่อต่างๆ เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าหยิบยืมมาเป็นบางส่วนเพื่อความสนุกของเนื้อเรื่องเท่านั้น จึงใคร่โปรดใช้วิจารณญานในการอ่านด้วยเจ้าค่ะ
 จึงเรียนมาเพื่อทราบ
 หลิ่งฟาง (ความหอมหวานแห่งสายลม)
***************************************************************************************


         บทที่ 2 กำเนิดจิ้งจอกแห่งวังหลวง



**********************************************************************************
เล่ห์ร้ายจอมราชันย์
บทนำการตายไม่ใช่จุดจบแต่มันคือการเริ่มต้น! (P.1วันที่ 8/12/58)

       

         ว่ากันว่าเดิมทีชีวิตคนเราสั้นยาวไม่เท่ากัน “นาธาน” รู้เรื่องนี้ แต่ไม่คิดว่าชีวิตตนจะมาจบลงเพราะการถูกเพื่อนรักทรยศ เวลานี้แผ่นหลังอันเย็นชืดของเขาทอดร่างแน่นิ่งจมกองเลือดด้วยลมหายใจรวยริน ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วร่าง เขาไม่สามารถขยับเขยื้อนหรือเปล่งเสียงออกมาได้ ทว่าดวงตาคมกริบยังจ้องมองผู้ทรยศหักหลังด้วยความโกรธแค้น พร้อมคำถามภายในใจว่า ทำไม ทำไมต้องฆ่าเขาทั้งๆ ที่ร่วมเป็นร่วมตายมานานหลายปี
    
        “Sorry, but I need to do” น้ำเสียงและแววตาที่ส่งมานั้นมันไม่เข้ากับคำขอโทษเลยสักนิด นาธานพยายามใช้เรี่ยวแรงที่มีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
    
        “I've done nothing wrong”
    
         “นายโดดเด่นเกินไป นายเป็นสายลับที่ทำงานยอดเยี่ยมเกินไปนาธาน หากชาติหน้าไม่อยากตายง่ายๆ อย่าทำตัวให้โดดเด่นให้มากนัก” นั่นคือความหมายที่ได้ยินก่อนที่ดวงตาเริ่มหนักอึ้งจนไม่อาจฝืนลืมตาขึ้นมามองได้อีก ลมหายใจเริ่มติดขัด ครั้นจะพยายามสูดลมหายใจเขาปอดก็เหมือนจะไร้เรี่ยวแรงเต็มที เสียงไซเรนดังแว่วเข้ามาคือสิ่งสุดท้ายที่ได้ยินพร้อมลมหายใจที่ใกล้จะหมดลงทุกที
    
        ปัง!
    
        เฮือก!!
    
       ร่างสูงผุดลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ ใบหน้างดงามยามนี้เหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้า ยกมือขึ้นกุมหัวใจที่ยังสั่นระรัวผ่านไปครึ่งก้านธูปจึงลุกขึ้นยืนเต็มความสูงหนึ่งร้อยแปดสิบเซ็นติเมตรไปจุดตะเกียงน้ำมัน อดีตที่ตามหลอกหลอนมาตลอดสิบแปดปี และเป็นอดีตที่ไม่อาจหวนกลับไปแก้ไขหรือแม้กระทั่งล้างแค้นได้ จากวันนั้นที่เขาได้ตายไปด้วยน้ำมือของเพื่อนสนิท
    
      เขาได้กลับมาเกิดใหม่ในยุคที่ไม่รู้จักหรือคุ้นเคย ทว่าความทรงจำในอดีตกลับยังคงอยู่เหมือนตอกย้ำความรู้สึกของเขา ใบหน้างดงามมีแต่เพียงความเย็นชาเท่านั้น แม้จะตกใจกับอดีตที่ตามหลอกหลอนทว่าใบหน้ากลับนิ่งเรียบไร้ความรู้สึก ประสบการณ์ในอดีตและปัจจุบันหล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนเย็นชาไร้หัวใจเช่นนี้
    
       ‘หลิ่วเหวินอี้’ หยิบเสื้อคลุมมาสวม ก่อนจะเดินออกไปหน้าตำหนัก ดวงตาเรียวคมเงยหน้ามองพระจันทร์นิ่งๆ ทว่าในใจกำลังครุ่นคิดถึงอดีต เมื่อก่อนเขาชื่อนาธาน ลูกครึ่งไทยอังกฤษ เป็นCentral Intelligence Agency หรือเรียกสั้นๆ ว่า ซีไอเอ เป็นหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐอเมริกาซึ่งเขาโดดเด่นที่สุดในหน่วย แต่ความโดดเด่นนั้นกลับทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนให้ขาดสะบั้นลง
    
      แต่หากเป็นไปได้เขาอยากจะกินน้ำแกงยายเมิ่งลบเลือนความทรงจำทั้งหมดจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดกับความฝันที่ตามหลอกหลอนแบบนี้อีก ทว่านั่นมันแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ ของเขาเท่านั้นเพราะหลังจากที่เขาสิ้นใจตายไป พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้งกลับเป็นเพียงทารกที่เกิดใหม่เท่านั้น
    
       “นายน้อยฝันร้ายอีกแล้วหรือขอรับ” เสียงที่เอ่ยถามจากทางด้านหลังไม่ได้ทำให้ผู้ที่ดูเฉยชาหันไปมอง
    
       “อืม” หลิ่วเหวินอี้เพียงแค่ขานรับในลำคอ แต่หากเป็นปกติเขาจะไม่ตอบรับด้วยซ้ำไปเพียงแต่หลวนซานเป็นทั้งเพื่อนและพี่เลี้ยงที่คอยดูแลเขามาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่มารดาหนีไปตอนเขาเกิดได้สามเดือน แม้คนอื่นๆ จะบอกว่ามารดาเขาได้ตายจากไปแล้ว หากเป็นเด็กปกติก็คงต้องเชื่อกับสิ่งที่บอกเล่าแต่ไม่ใช่สำหรับเขาคนที่มีจิตวิญญาณอายุร่วมสี่สิบเจ็ดปี
    
       “นายน้อยนอนไม่หลับไปเล่นกันไหมขอรับ” เสียงสดใสที่เอ่ยถามทำให้หลิ่วเหวินอี้หันกลับไปมองนิ่งๆ หลวนซานอายุมากกว่าเขาหกปีแต่หน้านี่หวานและยังดูอ่อนเยาว์กว่าผู้ใดที่เขาพบเจอ ดีแต่ว่าไม่ได้ตัวเล็กน่ารัก แต่มีส่วนสูงกว่าร้อยเจ็ดสิบแปดเซ็นที่ไล่เลี่ยกับเขาเลย รูปร่างนับว่าเป็นนายแบบได้สบายและนั่นจึงเป็นคู่มือการฝึกซ้อมอย่างลับๆ ของเขาเพราะรูปร่างที่เท่าเพียงกัน
    
        “อืม” ขานรับอีกฝ่ายเมื่อถูกจ้องมองอยู่นาน
    
       พรึบ!
    
        สองร่างพุ่งทะยานหายไปกับความมืด เหลือทิ้งไว้เพียงแค่ความว่างเปล่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาออกจากตำหนักไปยามวิกาลโดยที่ไม่มีใครรู้
    
        เคร้ง เคร้ง เคร้ง...
    
        ห่างไกลจากตำหนักของนิกายมารฟ้าไปกว่ายี่สิบลี้ ณ ป่าไผ่ที่มีพื้นที่กว่าห้าสิบไร่ยามนี้กลับมีการต่อสู้อันดุเดือดของสองร่างที่โหมรันฟันแทงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
    
       เคร้ง เคร้ง เคร้ง
    
        พรึบ!
    
        ปลายกระบี่ของหลิ่วเหวินอี้ตวัดพาดลำคอของหลวนซานด้วยความเร็ว จนผู้ที่เป็นคู่ฝึกซ้อมถึงกลับยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
    
        “นายน้อยเก่งขึ้นมากนะขอรับ แบบนี้ข้าน้อยคงเบาใจยามที่นายน้อยคลาดสายตา” หลิ่วเหวินอี้ยกกระบี่ออกจากลำคอมองคนพูดด้วยสายตาเฉยเมย แม้เขาจะซาบซึ้งใจที่หลวนซานจงรักภักดีแต่ประสบการณ์อันเลวร้ายที่ผ่านมาทำให้เขาไม่เชื่อใจผู้ใดได้อีก แม้จะเติบโตมาด้วยกันแต่เขาก็ยังหวาดกลัว กลัวว่าจะถูกหักหลังอีกครั้ง...
    
        “กลับเถอะ” บอกเพียงเท่านั้นก่อนจะเร้นกายหายไปปล่อยให้หลวนซานมองตามเงาร่างนั้นเงียบๆ ก่อนจะพึมพำตามหลังอย่างแผ่วเบา
    
        “ท่านกลัวสิ่งใดกันนะ”



      ฝากเรื่องใหม่ไว้ในอ้อมใจด้วยนะคะ จุ๊บๆ :mew1: :mc4: :mc4: :mc4:
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-08-2016 09:45:54 โดย lingfang »

ออฟไลน์ sosi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 243
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ติดตามเรื่องใหม่คับ

ออฟไลน์ jaokhwan

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
 :impress2: :impress2: :impress2: :hao7: :hao7: :hao7:

กรีดร้องงงงง
เข้ามานั่งรอทุกวัน เมื่อไหร่จะได้เห็นหัวข้อเรื่องนี้  :mew3:

ติดตามฮะ :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ J029

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-1
ตามมาจากเรื่องหยวนน้อย. รออออออ

ออฟไลน์ ชัดเจนกาบ

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1695
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-23
อืม พอเริ่มเรื่องใหม่ เราก็งงใหม่อีกครั้ง รอตอนต่อไปครับ

ออฟไลน์ cher7343

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1686
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-4
มารอ น่าสนุกอีกแล้ว  :mew1:

ออฟไลน์ fay 13

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5666
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-44

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
บทที่ 2 กำเนิดจิ้งจอกแห่งวังหลวง (P.1วันที่ 23/12/58)

     
        หน้าอกด้านขวาต้องคมศร แผ่นหลังมีบาดแผลลึกมากกว่าสามแผลจากคมดาบจนมองเห็นกระดูก เลือดสดๆ หลั่งไหลราวกับไม่ยอมสิ้นสุด ขาทั้งสองข้างเริ่มไร้เรี่ยวแรงเดินสะเปะสะปะไปเสียทุกย่างก้าวแม้จะอ่อนแรงมากเพียงใดแต่ร่างเล็กของเด็กชายวัยสิบขวบปีมิอาจยอมแพ้ได้ พยายามลากสังขารอันอ่อนล้าหลบหลีกผู้ตามล่าโดยมีองค์รักษ์คอยต้านรับอยู่เบื้องหลัง พลันใดนั้นร่างเล็กก็สะดุดรากไม้จนกลิ้งลงเนินเขาไปอย่างมิอาจช่วยเหลือตนเองได้อีก ‘ลั่วเหยียนเจิ้ง’ ร่วงตกยังหุบเขาเว้งว้างไร้ก้นหลุมอย่างไร้การควบคุมดวงตากลมโตหลับลงอย่างอ่อนล้า การตายเป็นเช่นนี้นี่เอง...
    
        ลั่วเหยียนเจิ้งลืมตาขึ้นมาด้วยความเหนื่อยล้าก่อนจะหลับตาลงเมื่อต้องแสงแดดที่สาดส่องเข้ามา ร่างกายรู้สึกปวดร้าวจนแทบขยับไม่ไหว แต่ก็บ่งบอกให้รู้ว่าตนยังไม่ตายจึงค่อยๆ พยายามลืมตาขึ้นมาอีกครั้งทำให้เห็นว่าตนอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง น่าจะเรียกว่ากระท่อมไม้เสียมากกว่า
    
        “ฟื้นแล้วหรือข้านึกว่าเจ้าจะไปเฝ้ายมโลกเสียแล้ว นับว่าฝีมือยาข้าก็ไม่เลวร้าย” เสียงทักทายพร้อมร่างสูงสง่าใบหน้าคมคายเดินเข้ามาหาพร้อมถ้วยยาในมือ ลั่วเหยียนเจิ้งพลันลุกขึ้นนั่งอย่างหวาดระแวง มองคนตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ
    
       “ท่านคือผู้ใด”
    
       “คนที่ช่วยชีวิตเจ้าไง ถามโง่ๆ” ลั่วเหยียนเจิ้งตะลึงงันไปชั่วครู่เกิดมานับตั้งแต่จำความได้ยังไม่เคยมีผู้ใดว่าตนโง่สักครั้ง แต่เมื่อรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตไว้จึงจำต้องปิดปากเก็บความไม่พอใจเอาไว้แล้วพยายามลุกขึ้นกล่าวขอบคุณ ทว่าร่างเล็กกลับทรุดลงข้างเตียงไม้อย่างอ่อนแรง
    
        “เจ้านี่โง่จริงๆ หลับไปหนึ่งอาทิตย์ข้าวปลายังไม่ลงท้องจะมาลุกขึ้นให้เป็นภาระข้าอีก” แม้จะกล่าวตำหนิแต่ก็พุ่งมารับร่างเล็กไว้โดยที่ยาในมือขวาไม่กระฉอกออกจากถ้วยแม้แต่น้อย
    
         “กินนี่ไปก่อน ข้าจะไปเอาข้าวมาให้กิน” บอกพร้อมยัดถ้วยยาใส่มือเล็กพร้อมหมุนกายออกไป
    
          ลั่วเหยียนเจิ้งมองตามอย่างมึนงงเขารู้สึกว่าคนผู้นี้เป็นคนประหลาด ก้มมองยาในมืออย่างลังเลแต่ก็จำใจกลืนกินเข้าไปอย่างไรคนผู้นั้นก็ช่วยชีวิตตนไว้ เพียงไม่นานข้าวต้มมื้อแรกจากการฟื้นขึ้นก็มาวางอยู่เบื้องหน้า เขามองตามอย่างไม่แน่ใจว่ามันจะรับประทานได้จริงๆ
    
         “ข้าวต้มสมุนไพร ข้าทำสุดฝีมือเพราะฉะนั้นกินให้หมด”
    
         ชายร่างสูงในอาภรณ์สีขาวบอกด้วยรอยยิ้มหวานที่ทำให้รู้สึกสยองเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่เมื่อเห็นสายตาบังคับขู่เข็ญมองมาทำให้ค่อยๆ ตักข้าวทานทีละคำ ก่อนจะเบ้ปากมองคนทำแล้วกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบาก ทำไมองค์รัชทายาทอย่างเขาถึงต้องมาทนกินข้าวต้มสุดจะย่ำแย่ลงคอด้วย แต่เพราะความหิวอีกทั้งสายตาอาฆาตของผู้หวังดี? ทำให้ฝืนกินจนหมดถ้วย
    
         “ดีมากเด็กน้อย ฮ่าๆ ๆ เจ้าทำให้ข้าอารมณ์ดีเสียจริง วันนี้พักก่อนเถอะเดี๋ยวข้าจะทดลองยาตัวใหม่กับเจ้าในตอนเย็น” ลั่วเหยียนจ้องมองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินจากไปอย่างตะลึงงัน เมื่อครู่ฟังผิดไปใช่ไหม ว่าเขากำลังเป็นหนูทดลองยาให้กับคนประหลาดผู้นี้
    
        ทว่านั่นเป็นการได้ยินที่ถูกต้อง หลังจากถึงเวลาเขาก็ได้กินยาสูตรแปลกของคนผู้นี้จริงๆ แต่แผลก็หายอย่างรวดเร็วจนน่าอัศจรรย์ใจขณะเดียวกันร่างกายเขากลับร้อนผ่าวเหมือนมีไฟมาแผดเผาร่างจนต้องไปนอนเกลือกกลิ้งอยู่กับพื้น
    
       “หืม แรงไปเหรอ ไม่เป็นไรเดี๋ยวเจ้าก็ชิน” นั่นคือคำพูดของผู้มีพระคุณที่ลั่วเหยียนเจิ้งได้ยินก่อนจะสลบไปเพราะทนความปวดร้อนในอกและตามร่างไม่ไหว
    
       ฟู่ซานยกมือตวัดร่างเด็กน้อยไปนอนเป็นเตียงไม้เล็กเหมือนเดิมก่อนจะหยิบไข่มุกสีขาวอายุพันปีบดละเอียดในมือกรอกลงคอเด็กน้อยอย่างระมัดระวัง แม้จะชอบกลั่นแกล้งแต่หน้าที่ก็ยังเป็นหน้าที่ไฉนเลยเทพตกสวรรค์อย่างตนจะกล้าทำร้ายบุตรสวรรค์ได้ลงคอ
    
        ไม่รู้ว่าหลับไปเป็นเวลานานเท่าไหร่ เมื่อตื่นมาอีกทีถึงได้ขึ้นวันใหม่ที่พระอาทิตย์ตั้งฉากอยู่กลางศีรษะร่างกายตอนนี้ไม่ได้เจ็บปวดเหมือนแต่เดิมแล้ว มีเพียงรอยแผลเป็นบางเบาเท่านั้น ลั่วเหยียนเจิ้งลุกออกจากเตียงไม้เดินออกไปนอกกระท่อมหลังเล็กเห็นผู้มีพระคุณนอนอาบแดดอยู่ใต้ต้นเหมยแดงอาภรณ์สีขาวขับผิวขาวเนียนให้ดูงดงาม แต่หากนับความร้ายกาจที่กลั่นแกล้งเขาแล้วทำให้ความงดงามที่เห็นไม่ได้ทำให้สนใจแม้แต่น้อย
    
        ร่างเล็กวัยสิบขวบปีเดินเข้าไปหาตอนนี้ตนหายดีแล้วจึงมิอาจอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไป และหากเป็นไปได้เขาอยากให้ผู้มีพระคุณที่แสนประหลาดคนนี้ชี้ทางกลับแคว้นลั่วหยาง
    
        “เวลานี้เจ้ายังกลับไม่ได้หรอก” น้ำเสียงราบเรียบของผู้ที่นอนอยู่กล่าวออกมาแผ่วเบา ทว่ากลับทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งชะงักงัน เพราะยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใดออกมาแม้แต่น้อยแล้วคนประหลาดผู้นี้รู้ได้อย่างไรว่าเขาต้องการไปจากที่แห่งนี้
    
         “ทำไมขอรับ” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยถามอย่างนอบน้อมด้วยความไม่เข้าใจ ร่างสูงในอาภรณ์สีขาวลุกขึ้นนั่งหันมามองเขานิ่งๆ ดวงตาที่เคยแวววาวกลับฉายแววจริงจังกว่าปกติที่เคยพบเห็น
    
         “ที่นี่เป็นหุบเขาเร้นลับกาลเวลาที่นี่จะเดินเร็วกว่าโลกภายนอกที่เจ้าจากมา ต่อไปนี้ข้าฟู่ซานจะเป็นอาจารย์สอนสั่งเจ้า เมื่อใดที่ข้าคิดว่าเจ้าสำเร็จวิชาที่ข้ามีและเอาตัวรอดได้แล้วข้าจะส่งเจ้าออกไป” ลั่วเหยียนเจิ้งมองคนที่จะมาเป็นอาจารย์อย่างพิจารณาอีกครั้งพร้อมคิดทบทวนคำพูดของฟู่ซานอย่างถี่ถ้วน
    
        “ท่านว่าที่นี่เวลาเดินเร็วอย่างนั้นหรือขอรับ”
    
        “ใช่ หนึ่งปีที่นี่เท่ากับหนึ่งวันของโลกภายนอก หากเจ้าฝึกสักสิบปีหายไปแค่สิบวันคงไม่เป็นไรหรอกกระมัง” น้ำเสียงจริงจังที่ตอบกลับมาทำลั่วเหยียนเจิ้งมึนงงเล็กน้อย แม้ตกตะลึงกับเวลาทว่าใบหน้ากลับนิ่งเฉยไม่แสดงสิ่งใดออกมา แต่เมื่อพินิจในคำพูดแล้วจึงรู้ว่าย่อมเป็นผลดีกับตน
    
       “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าลั่วเหยียนเจิ้งฝากตัวด้วยขอรับอาจารย์” ลั่วเหยียนเจิ้งกล่าวอย่างนอบน้อมและก้มลงคารวะอย่างจริงใจ
    
        หลังจากที่ตกลงเป็นลูกศิษย์แล้ว ลั่วเหยียนเจิ้งจึงได้รู้ว่าอาจารย์ฟู่ซานนั้นมีนิสัยชอบกลั่นแกล้งตนเป็นที่สุด โดยเฉพาะให้เขาเป็นหนูทดลองยาสูตรแปลกใหม่จนบัดนี้ผ่านไปสามเดือนร่างกายเขาก็สามารถต้านทานพิษได้ถึงห้าสิบชนิดนับว่าเป็นผลดีอย่างมากเพราะในวังหลวงที่อาศัยอยู่นั้นล้วนอันตรายด้วยยาพิษและมีผู้คนมากมายที่ตายตกเพราะมัน
    
      แต่มีสิ่งหนึ่งที่ลั่วเหยียนเจิ้งสงสัยเหตุใดหุบเขาเร้นลับแห่งนี้ถึงมีแค่ตนกับอาจารย์เท่านั้น ทว่าเมื่อยามเอ่ยถามกลับได้คำตอบเป็นรอยยิ้มละไม แต่ดวงตากลับเศร้าหมองจนมิอาจคาดเดาได้ จึงมิคิดจะไถ่ถามอีกและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากอาจารย์ฟู่ซานคือการเสแสร้งด้วยรอยยิ้ม ไม่ว่าคิดสิ่งใดมีเพียงรอยยิ้มอ่อนโยนเท่านั้น แม้กระทั่งลงมือเอายาพิษให้ลูกศิษย์ดื่มใบหน้ายังยิ้มอบอุ่นจนบัดเดี๋ยวนี้เขารู้สึกระแวงรอยยิ้มอาจารย์ไปเสียทุกครั้ง
    
       “เหยียนเจิ้งวันนี้ข้ามีข้าวต้มสูตรพิเศษมาให้เจ้าด้วย”
    
        เสียงนุ่มทุ้มพร้อมรอยยิ้มเดินเข้ามาหาตนในมือถือชามข้าวใบใหญ่มาให้เหมือนทุกครั้ง แม้รสชาติจะย่ำแย่แค่ไหนเขาก็ต้องจำใจกินให้หมดไม่เช่นนั้นโดนงดอาหารมื้อต่อไป และที่สำคัญเขาทำกับข้าวไม่เป็น หลังจากลองทำครั้งสุดท้ายเมื่อหนึ่งเดือนก่อนคือการเผาโรงครัวอาจารย์จนวอดวายหมด สุดท้ายจึงได้รับโทษมานอนตากน้ำค้างด้านนอกอยู่เจ็ดคืน หลังจากนั้นเขาก็ไม่กล้าเข้าไปห้องครัวอีกเลย
    
        “อาจารย์วันนี้ข้าต้องเรียนรู้สิ่งใดขอรับ”
    
         ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยถามเพราะสามเดือนมานี้เขาได้แต่วิ่งขึ้นลงบนเขาแห่งนี้อีกทั้งจำสมุนไพรแปลกๆ ของอาจารย์ไปด้วยและทำให้เขาจดจำสมุนไพรเหล่านี้ได้มากขึ้น แต่วิธีปรุงยาอาจารย์นั้นกลับดูแปลกตา บางครั้งจะปรุงยาแก้แต่ได้ยาพิษมาแทนซึ่งเจ้าตัวดูไม่สำนึกแม้แต่น้อย จนเขาเริ่มชินชาไปแล้วว่าอาจารย์ปรุงยาได้เพราะโชคช่วยเป็นบางครั้งเท่านั้น
    
         “นั่นสิเจ้าอาการก็หายดีแล้ว ยาพิษในร่างก็พอจะไม่ตายง่ายๆ ต่อไปก็เรียนกระบี่แล้วกัน” อาจารย์ยกมือลูบคางครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยออกมา ลั่วเหยียนเจิ้งมองอย่างแปลกใจไม่คิดว่าอาจารย์จะมีวรยุทธ
    
         ทว่าตั้งแต่นั้นมาลั่วเหยียนเจิ้งไม่เคยดูถูกคนที่ภายนอกอีกเลย เห็นอาจารย์เหมือนไม่มีแรงแต่กระบี่ที่ฟาดฟันมาแต่ละทีเอาแขนสั่นสะท้าน กระบวนท่าที่ว่องไวและเฉียบขาดที่สอนสั่งทำให้เขาได้แต่เก็บความสงสัยไว้ภายในใจ เพราะเหตุใดคนที่มีความสามารถเช่นนี้ถึงได้มาหลบซ่อนอยู่ที่หุบเขาเร้นลับ ไม่มีผู้คนคบหา? หรือมองอีกทางหนึ่งคือที่แห่งนี้เหมือนคุกคุมขังอย่างดี เวลาเดินเร็วกว่าภายนอกหากไม่สงบใจได้จริงๆ คงทุกทรมานกับเวลาไม่สิ้นสุดอีกทั้งไม่แก่ ไม่ตาย นั่นคือสิ่งที่เขาเรียนรู้มาจากที่แห่งนี้
    
        วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วทว่าความรู้ความสามารถที่ได้รับกลับมากมาย ทั้งร่างกายที่สามารถต้านทานพิษได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะโดนพิษในวังหลวงฆ่าตายได้ง่ายๆ ร่างกายที่ฝึกฝนฝึกกระบี่แม้จะรวดเร็วดุจสายลมแต่ยังคงอยู่ในวัยสิบขวบจนไม่น่าเชื่อว่าที่แห่งนี้เหมือนกาลเวลาหยุดนิ่งทั้งๆที่ความจริงผ่านมานานกว่าสามปี อาจารย์ฟู่ซานยังคงเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย รสชาติอาหารย้ำแย่อย่างไรก็ยังคงเป็นเช่นนั้นการได้กลั่นแกล้งเขาเหมือนเป็นงานอดิเรกของอาจารย์จนเขาเริ่มชินชา
    
       “เหยียนเจิ้งร่างกายเจ้าต้านพิษได้หลายชนิด อีกทั้งวิชากระบี่วิหคลมเก่งกาจกว่าผู้คนธรรมดาแล้ว เวลานี้ถึงเวลาที่เจ้าต้องออกจากหุบเขาแห่งนี้แล้วล่ะ” เช้าวันนี้อาจารย์เรียกพบเขาแต่เช้า คำกล่าวของอาจารย์พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนทำให้เขารู้สึกใจหายไม่น้อย ตลอดสามปีที่อยู่ด้วยกันมาทำให้รู้จักอาจารย์ฟู่ซานมากขึ้น
    
        “อาจารย์ข้าอยู่ที่นี่ยังไม่ถึงสิบปีเลยนะขอรับทำไมรีบผลักไสข้าไปแล้วเล่า หรืออาจารย์เบื่อหน้าข้าแล้ว” ลั่วเหยียนเจิ้งกล่าวด้วยน้ำเสียงตัดท้อ แม้จะรู้หน้าที่ในอนาคตของตนเองแต่บางครั้งเขาก็อยากใช้ชีวิตเงียบๆ อย่างที่นี่ไม่ต้องแก่งแย่งชิงดีกับผู้ใด ไม่ต้องระแวงว่าผู้ใดจะเข้ามาสังหารตนเอง
    
        “ใช่ เจ้ารู้ทันข้ามากเกินไปจนน่าเบื่อ” ฟู่ซานตอบกลับเสียงเบื่อหน่ายเพราะไม่ว่าเขาจะกลั้นแกล้งลั่วเหยียนเจิ้งอย่างไรเจ้าตัวก็มีแต่รอยยิ้มที่ลอกเลียนแบบเขามาอย่างไม่มีผิดเพี้ยนและให้ความรู้สึกว่าตัวเขากำลังมองตัวเองในวัยเด็กอย่างไรอย่างนั้น ที่สำคัญลูกศิษย์เขายังมีหน้าที่ต้องทำจะมาเสียเวลากับที่นี่ไม่ได้อีกทั้งตนก็ไม่รู้จะสอนอะไรกับคนเจ้าเล่ห์รู้ทันคนอย่างบุตรสวรรค์คนนี้แล้ว
    
       ลั่วเหยียนเจิ้งนิ่งอึ้งไปเมื่อรับรู้ความจริงจากปากผู้เป็นอาจารย์คนแรกและคนเดียว ทว่าดวงตาจริงใจที่ส่งมาทำให้หัวใจอบอุ่นมากขึ้น
    
       “เหยียนเจิ้งอนาคตของเจ้าล้วนแต่ถูกสวรรค์กำหนด หากสิ่งใดที่ทำให้เจ้ามีความสุขจงอย่าปล่อยทิ้งไป แม้หน้าที่ของเจ้าจะหนักหนาจงอย่าท้อ แม้ไม่มีใครรักเจ้าจงจำไว้ว่าสวรรค์หาได้ทอดทิ้งเจ้าไม่” ลั่วเหยียนเจิ้งยิ้มรับเพราะอาจเป็นครั้งแรกที่อาจารย์จะพูดจริงจังกับเขาเช่นนี้
    
        “ขอรับอาจารย์ ข้าจะจดจำไว้”
    
        “ดีแล้วเจ้าเป็นศิษย์คนแรกและคนเดียวของข้า ต่อไปนี้เจ้าอาจไม่ได้พบข้าอีกเพียงแค่เจ้าจดจำในสิ่งที่ข้าสอนนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ข้าก็พอใจแล้ว” ฟู่ซานบอกด้วยจริงใจเขาไม่ได้คาดหวังให้ผู้ใดทำเพื่อตน เทพตกสวรรค์อย่างตนเพียงได้รับโอกาสได้สอนบุตรสวรรค์ก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ?
    
         “เพราะเหตุใดอาจารย์ถึงออกไปจากที่แห่งนี้ไม่ได้ขอรับ” ลั่วเหยียนเจิ้งตัดสินใจเอ่ยถามสิ่งที่คาใจมาตลอดหลายปี อาจารย์เขานิ่งไปชั่วครู่รอยยิ้มที่มุมปากกลับเย้ยหยันชีวิตจนน่าประหลาดใจ
    
         “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้หรอก ไปเก็บของจำเป็นของเจ้าเถอะข้าจะส่งเจ้าออกไปจากที่แห่งนี้” ฟู่ซานหันไปบอกด้วยรอยยิ้มตามปกติ ทว่าคนฟังกลับยืนนิ่งก่อนจะก้มหน้าไปเก็บของตามคำสั่ง นี่เป็นข้อดีของลั่วเหยียนเจิ้งคือการเคารพในการตัดสินใจของเขา แม้เจ้าตัวจะสงสัยใคร่รู้แต่ก็ไม่ได้คาดคั้นเอาคำตอบแต่นั่นเป็นเพราะเขาคืออาจารย์ แต่หากเป็นคนอื่นลูกศิษย์คนนี้คงคาดคั้นจนมุม จนกว่าจะได้คำตอบแน่ๆ เขาดูคนไม่เคยผิด
    
        ลั่วเหยียนเจิ้งกลับมาที่กระท่อมหลังขนาดกลางที่อาศัยตลอดสามปีที่ผ่านมาด้วยความรู้สึกใจหาย ต่อไปนี้เขาไม่สามารถกลับมาที่แห่งนี้ได้อีกแล้วเพราะที่นี่เป็นที่มนุษย์ไม่สมควรอยู่ แม้จะดูสงบแต่กลับอ้างว้างเขาไม่รู้ว่าต่อไปนี้อาจารย์เขาจะอยู่คนเดียวได้เช่นไร
    
        ภายในห้องนอนมีเพียงเตียงไม้ไผ่แข็งๆ ไม่ได้นุ่มอุ่นเหมือนในวังหลวงแต่มันก็เป็นที่ที่เขาหลับตาลงได้อย่างสบายใจเสียทุกครั้ง เขาไม่ได้เอาสิ่งใดออกไปนอกจากกระบี่หยกสีขาวที่อาจารย์มอบให้มันสวยและเด่นสะดุดตาเกินไป ทว่าด้วยคาถาอาคมของอาจารย์กลับเปลี่ยนโฉมภายนอกเหมือนกระบี่สนิมเขรอะไร้ราคาเล่มหนึ่งเท่านั้น
    
         เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่เป็นสีขาวดูสะอาดของจอมยุทธน้อยเขาหยิบหยกประจำตัวมาห้อยที่ข้างเอวเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยจึงเดินออกมาหาอาจารย์ แม้ภายนอกอาจารย์จะดูสง่างามมีรอยยิ้มอ่อนโยนเพียงใดทว่าดวงตากลับฉายแววเศร้าหมองจนเขาซึ่งยังเป็นเพียงเด็กน้อยผู้หนึ่งยังรับรู้สึกความเจ็บปวดไปด้วย ได้แต่เก็บความสงสัยเรื่องอันใดกันที่ทำให้อาจารย์ผู้ที่เหมือนไม่สนใจสิ่งใดมีดวงตาที่เศร้าหมองถึงเพียงนี้
    
         “ความจริงข้าเป็นเพียงเทพตกสวรรค์ที่ถูกคุมขังไว้ในที่แห่งนี้เท่านั้น” ขณะเดินไปตามแผ่นหลังกว้างของผู้มีพระคุณเพื่อออกนอกเขตหุบเขาเร้นลับแห่งนี้ ฟู่ซานก็กล่าวออกมาจนทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งชะงักงันหันไปมองอาจารย์อย่างไม่แน่ใจ
    
          “เจ้าจากไปหากข้าไม่พูดคงค้างคาใจเจ้าใช่หรือไม่” คำถามที่ทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งพยักหน้ายอมรับความจริง เพราะเขาไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับอาจารย์ผู้นี้เลยนอกจากความโดดเดี่ยวไร้คนคบหา
    
       “เทพสวรรค์แม้จะมีความรักได้ แต่ก็มิอาจรักกับปีศาจได้นั่นคือความผิดของข้า ที่แห่งนี้คือที่คุมขังข้ามิให้ออกไปหรือผู้ใดเข้ามาได้ที่เจ้าตกมายังที่แห่งนี้นับว่ามีวาสนาต่อกัน” คำอธิบายสั้นๆ แต่จับใจความได้ทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งนิ่งไป แม้ตนจะยังไม่เข้าใจเรื่องความรัก แต่ก็เข้าใจเรื่องความผิดของอาจารย์ผู้นี้
    
        “แล้วเมื่อไหร่จะพ้นความผิดขอรับ” ฟู่ซานหันไปยิ้มให้ลูกศิษย์สองเท้าก้าวเดินไปยังเขตทางออก เพราะเขาเองก็มิอาจตอบได้ก็ในเมื่อหัวใจตนตอนนี้ยังมิอาจตัดรักได้โทษทัณฑ์นั้นยังคงอยู่
    
        “ข้าก็มิอาจรู้แต่ข้าไม่เคยเสียใจในสิ่งที่ข้าทำ เจ้าเองก็เหมือนกันเหยียนเจิ้งหากคิดจะทำสิ่งใดจงอย่าเสียใจ”
    
        “ขอรับอาจารย์” ลั่วเหยียนเจิ้งตอบรับอย่างว่าง่าย แม้อาจารย์จะโดนลงทัณฑ์ มีดวงตาที่เศร้าหมองแต่ก็ไม่เคยที่จะเสียใจในสิ่งที่ทำลงไปจนอดที่จะนับถือไม่ได้ หากเป็นตนเองไม่รู้ว่าจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวเช่นนี้ได้หรือไม่
    
        “ข้าส่งเจ้าได้แค่นี้ ออกไปแล้วแม้จะหันกลับมาเจ้าก็จะไม่เห็นที่นี่อีก วาสนาเราสิ้นสุดแล้วจงนำสิ่งที่เจ้ามีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ภายภาคหน้าข้าเชื่อว่าเจ้าจะเป็นฮ่องเต้ที่ดี ขอให้เจ้าโชคดี” ฟู่ซานอวยพรให้ลูกศิษย์เป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มอ่อนโยนที่มอบให้ทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งน้ำตาซึมแต่เขาไม่อาจแสดงความอ่อนแอออกมาได้มีเพียงรอยยิ้มจริงใจเท่านั้นที่ส่งมอบให้อาจารย์เป็นครั้งสุดท้าย
    
        “ขอบพระคุณท่านอาจารย์ขอรับ ข้าจะจดจำคำสอนอาจารย์ตลอดไป” ลั่วเหยียนเจิ้งคุกเข่าคารวะอย่างจริงใจก่อนจะลุกขึ้นก้าวเดินออกจากที่แห่งนี้ด้วยความเชื่อมั่น
    
        ดวงตากลมโตหันไปมองอาจารย์เป็นครั้งสุดท้ายรอยยิ้มอ่อนโยนที่มอบให้มา ทำให้เขาได้แต่อวยพรให้สวรรค์เมตตาละเว้นโทษให้อาจารย์สักครั้ง สองเท้าเล็กก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่ รอยยิ้มที่มุมปากมองไปตามเส้นทางของแคว้นลั่วหยาง ทว่าดวงตากลับเย็นชามากขึ้น ต่อไปนี้เขาค่อยๆ จัดการหนูในวังหลวงให้สาสมกับที่กล้าลอบสังหารเขา ต่อไปนี้จะไม่มีลั่วเหยียนเจิ้งคนเดิมอีกแล้ว
    
        ...เพราะจะมีเพียงจิ้งจอกในคราบเด็กน้อยผู้อ่อนแอเท่านั้น!



   ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามจ้า :mew1: :mew1: :mew1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-02-2016 22:49:06 โดย lingfang »

ออฟไลน์ fay 13

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5666
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-44

ออฟไลน์ DeShiWa

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +150/-9
มาตามอ่านเรื่องนี้แทนละกัน

แล้วใครพระเอก ใครนายเอกอะ

ตอนนี้ยังดูไม่ออกเลย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ pe-ar

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 351
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1
จะมีหยวนน้อยโผล่มามั้ยนะ ตามมาจากหยวนน้อยเลย เสียดายเพิ่งเจอ เลยไม่ทันสั่งหนังสือ. ถ้าสั่งตอนนี้จะทันมั้ยคะ  แต่ก็จะ
ติดตามๆๆๆๆ ต่อไปชอบแนวนี้ นี่จินตนาการไกลมาก
ถ้าสร้างเป็นหนังเป็นละคร โอ้ยยยยฟิน

ออฟไลน์ alt1991

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 370
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-1

ออฟไลน์ KhunToOk

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 304
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-4

ออฟไลน์ แมวดำ

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 784
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-2
เห็นคอมเม้นอื่นพูดถึงหยวนน้อยเราก้อเอ๊ะ

สงสัยเราจะพลาดอะไรไปว่ะ

แต่เรื่องนี้น่าติดตามมากจ้า

ออฟไลน์ sang som

  • เจ็บจิต!!
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1609
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-6

ออฟไลน์ imac

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1

ออฟไลน์ SWIM

  • ความทรงจำสีเทา
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 257
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ตามมาจากเรื่องของลู่เฟยกับจิวชงหยวนจ้า
คนแต่งสู้ๆนะ เป็นกำลังใจให้ อิอิ
ปล. รออ่านตอนต่อไปจ้าาา  :impress2:

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2035
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
อยากให้เหยียนจิ้งรุก เอ๊ะ หรือสลับกันดี

ออฟไลน์ tempo_oil

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 705
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1
ปักกกกก เราชอบเรื่องนั้นมากกกก ตอนนี้กำลังคลั่งแนวจีนโบราณ เจอเรื่องนี้คือกรี๊ดมากกด

รอตอนต่อไปนะคะ

ออฟไลน์ badbadsumaru

  • ♡ caramel macchiato
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2461
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +91/-2
ตามมาจากหยวนน้อย 555
ชอบนิยายแนวนี้มาก รอติดตามตอนต่อไปค่ะ
เป็นกำลังใจใ้ห้นะคะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ miya_pp

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 285
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ตามๆๆๆ
เมื่อไหร่จะมาต่อ เขารออยู่น้าาาา

ออฟไลน์ JustWait

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3349
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-4
/โบกป้ายไฟองค์ชายรัชทายาท

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
 เล่ห์ร้ายจอมราชันย์ บทที่ 2
  สืบเรื่องราว (P.1วันที่ 09/02/59)

       ลั่วเหยียนเจิ้งยืนเหม่อมองพระจันทร์เต็มดวงด้วยหัวใจหว้าเหว่ แม้จะมีพระสนมมากมายเต็มตำหนักหลังแต่มิเคยมีใครที่ทำให้หัวใจอบอุ่นแม้แต่คนเดียว หญิงสาวพวกนั้นเป็นเพียงหมากการเมืองเท่านั้น หวนให้คิดถึงน้องห้าที่ได้อยู่กับคนที่รัก ทว่าอดีตที่ผ่านมาของตนล้วนพบเจอแต่ความเจ็บปวดอีกทั้งหน้าที่ต้องรับผิดชอบคงยากจะพบเจอ
    
       “ฝ่าบาทวันนี้เสด็จไปตำหนักใดพ่ะย่ะค่ะ” หยางซือหมิงองค์รักษ์ฝ่ายขวาเอ่ยถามพร้อมยื่นไม้เสี่ยงทายมาให้ ลั่วเหยียนเจิ้งปรายตามองอย่างเบื่อหน่าย เพราะเข้าไปได้แต่กลิ่นน้ำหอมแรงจนไม่อยากเข้าใกล้
    
        “ข้าไม่ไป” ลั่วเหยียนเจิ้งตอบกลับทันควันหันวรกายกลับไปนอนเตียงนอนตัวเองโดยไม่สนใจสายตาลำบากใจขององค์รักษ์คนสนิทแม้แต่น้อย
    
       “ฝ่าบาทตั้งแต่รับสนมเข้ามาพระองค์เสด็จแทบนับครั้งได้นะพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ไม่ทรงโปรดสนมคนไหนบ้างหรือพ่ะย่ะค่ะ”
    
       “ข้าอยากนอน” เมื่อเจ้าเหนือหัวกล่าวมาเช่นนี้หยางซือหมิงจึงมิกล้าขัดพระทัยอีก จึงได้ก้มหน้าคารวะถอยไปจากห้องบรรทม เห็นทีคราวนี้คงไร้ซึ่งรัชทายาทสืบทอดบัลลังก์เสียแล้วกระมัง
    
       หลังจากพ้นหลังองค์รักษ์ไป ลั่วเหยียนเจิ้งจึงลุกขึ้นนั่งถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย หน้าที่ฮ่องเต้ที่ดีต้องดูแลประชาชนให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขเรื่องนี้เขาสามารถทำได้ แต่เรื่องสตรีในวังหลังเขามิอาจมอบความสุขให้พวกนางได้ ร่างสูงลุกขึ้นนั่งก่อนจะทะยานออกไปนอกหน้าต่างด้วยเร็วและเงียบเชียบโดยที่องค์รักษ์ไม่มีทางจับได้ว่าตนมิได้อยู่ในห้องบรรทม วิชานี้เขาได้มาจากอาจารย์ฟู่ซานซึ่งฝึกสอนเขาเมื่อสิบหกปีที่ผ่านมาทว่าจนบัดนี้ที่ลึกลับแห่งนั้นเขาก็ไม่ได้พบเจออีกเลย มิรู้ว่าป่านนี้อาจารย์จะหลุดพ้นการลงทัณฑ์ไปได้หรือยัง
    
        ลั่วเหยียนเจิ้งปรากฏตัวอีกครั้งที่ห้องอักษรเดินไปหยิบราชกิจที่ค้างพิจารณามามองอีกครั้ง เรื่องร้องทุกข์ของชาวบ้านเกี่ยวกับว่าผู้ว่าราชการในแต่ละเมืองเริ่มเก็บภาษีราฏรเพิ่มมากขึ้นอีกทั้งมีการคดโกงการค้าจนอยากลงไปสัมผัสด้วยตนเอง
    
        แต่ก่อนจากไปจะต้องให้ใครมาสวมตำแหน่งแทนชั่วคราว และคนที่ไว้ใจได้อีกทั้งรูปร่างพอๆ กับตนก็มีเพียงองค์รักษ์ฝ่ายซ้ายและขวาเท่านั้น หากให้หยางซือหมิงอยู่แทนคงไม่ยินยอมแน่ๆ ส่วนกวงไห่ก็เป็นคนไม่ค่อยจะยิ้มแต่ละตัวเลือกน่าลำบากใจจริงๆ
    
         ลั่วเหยียนเจิ้งเก็บม้วนฏีกาเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้กับตัวก่อนจะกลับมายังห้องบรรทม เขาตัดสินใจแล้วว่าจะเสด็จออกไปเยือนประชาชนให้เห็นด้วยตาตนเอง
    
        เช้าวันรุ่งขึ้นลั่วเหยียนเจิ้งเรียกองค์รักษ์มาสั่งงานเพื่อดำเนินตามเป้าหมาย โดยมอบหมายให้หยางซือหมิงปลอมเป็นพระองค์เพราะรูปร่างที่คล้ายกับตนมากที่สุดและหน้ากากยางที่มีใบหน้าเขา ซึ่งจิวชงหยวนมอบให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อปีที่ผ่านมา ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้ใช้เหมือนอีกฝ่ายกล่าวไว้จริงๆ
    
        “ฝ่าบาทให้กระหม่อมเสด็จไปด้วยเถอะพ่ะย่ะค่ะ หากมีใครจับได้หัวกระหม่อมคงหลุดจากบ่าแน่ๆพ่ะย่ะค่ะ” หยางซือหมิงเอ่ยอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร ทว่ากลับไม่สะดุ้งสะเทือนหัวใจเจ้าเหนือหัวแม้แต่น้อย มีเพียงร้อยยิ้มอ่อนโยนที่เห็นทีไรรู้สึกหวาดระแวงไปเสียทุกครั้งแทน
    
        “ใครจะสังหารเจ้ากัน ในวังหลวงแห่งนี้ข้ามีอำนาจสูงสุดและนี่เป็นคำสั่งข้า เจ้ากล้าปฏิเสธหรือ อีกอย่างเจ้าโกหกเรื่องที่ข้าประชวรมานานหลายปีได้จะโกหกต่อไปจะเป็นไรไป” ลั่วเหยียนเจิ้งกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ทำให้คนฟังเถียงไม่ออกได้แต่มองตามอย่างอ้อนวอนเท่านั้น แต่มีหรือผู้มีหัวใจด้านชาเรื่องเช่นนี้จะใส่ใจ
    
        “โธ่ฝ่าบาท กระหม่อมทำตามบัญชาฝ่าบาทไหนเลยจะกล้าขัดคำสั่งแต่เรื่องนี้พระองค์ทำไมไม่ให้กวงไห่อยู่แทนกระหม่อมล่ะพ่ะย่ะค่ะ” ผู้ที่ถูกดึงไปเกี่ยวข้องปรายสายตาไปมองสหายอย่างไม่พอใจแต่เมื่อคำสั่งจากเจ้าชีวิตจึงได้ปิดปากเงียบ
    
        “ไม่ต้องห่วงเพราะกวงไห่ต้องอยู่กับเจ้าแน่นอน” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกด้วยรอยยิ้มหวานเรื่องนี้เขาพิจารณาดีแล้ว หากมีตัวแทนเขาขึ้นมาแล้วไม่มีองค์รักษ์ติดตามยิ่งทำให้ผิดสังเกตได้ง่าย
    
         “ฝ่าบาทโปรดพิจารณาอีกครั้งด้วยพ่ะย่ะค่ะ” หยางซือหมิงคุกเข่าก้มหน้าชิดพื้น ตามด้วยกวงไห่ที่เห็นด้วยคุกเข่าอ้อนวอนอีกครั้ง ลั่วเหยียนเจิ้งมองตามอย่างเข้าใจว่าทั้งคู่เป็นห่วงแต่ใช่ว่าตนจะไร้ฝีมือ
    
         “พวกเจ้าวางใจเถอะ ข้ามิใช่คนไร้ฝีมืออีกอย่างยังมีองค์รักษ์เงาของน้องห้าติดตามข้าอยู่ย่อมไม่มีอันตรายง่ายๆ หรอก” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ทว่าในมุมปากกลับยกยิ้มน้อยๆ พลางคิดว่าเรื่องอะไรจะให้ใครติดตามการหาโอกาสไปเที่ยวข้างนอกนั้นยากยิ่ง
    
         ทว่ารอยยิ้มที่มุมปากองค์รักษ์กลับไม่ได้เห็น ทั้งคู่ได้แต่นอบน้อมรับคำสั่งอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ก็เชื่อมั่นในฝีมือขององค์จักรพรรดิ อีกทั้งความเฉลียวฉลาดของพระองค์ทำให้พวกเขามั่นใจไปมากกว่าครึ่ง
    
          หลังจากจัดการแบ่งหน้าที่ให้คนที่ไว้ใจดูแลส่วนนี้แล้วจึงได้ออกจากวังหลวงลั่วหยางในวันถัดมา เขาสามารถหลบหลีกเหล่าองค์รักษ์เงาของลู่เฟยได้อย่างง่ายดาย หากใครมาพบเห็นในเวลานี้คงไม่มีกล้ากล่าวว่าองค์จักรพรรดิมีดีแค่สมองไร้ซึ่งวรยุทธแน่นอน
    
         ณ เวลานี้ลั่วเหยียนเจิ้งเดินชมนกชมไม้ ในเขตนอกเมืองอย่างสบายอารมณ์สองมือไขว่หลังเดินไปตามเส้นทางเล็กๆ ที่ชาวบ้านใช้สันจร เขาเดินผ่านหมู่บ้านใหญ่เล็กมาเรื่อยๆ อย่างไม่ได้รีบร้อนอาภรณ์สีขาวในชุดจอมยุทธพเนจรพร้อมด้วยกระบี่หยกขาวซึ่งภายนอกยังดูสนิมเขรอะตามอาคมของอาจารย์สะพายด้านหลังกับห่อผ้าเล็กน้อย
    
         ใบหน้าคมคายถูกทาสีดำไว้ครึ่งหน้าทางฝั่งซ้ายส่วนทางขวาแทนที่จะงดงามกลับถูกแต่งแต้มด้วยไฝ่ปลอมเม็ดใหญ่ซึ่งเป็นของเล่นของจิวชงหยวนทำไว้ให้ ยิ่งดูอัปลักษณ์มากขึ้นจึงไม่ค่อยมีผู้ใดสนใจมากนัก แม้จะไม่เคยออกไปไหนเพียงคนเดียวแต่ก็พอรู้ว่าต้องทำอะไรบ้างเพราะเคยผ่านความยากลำบากตอนที่ฝึกกับอาจารย์ฟู่ซานมาก่อน แม้จะผ่านมาเนิ่นนานแต่ใจก็หวังอยู่ลึกๆ ว่าจะได้พบอาจารย์ผู้มีพระคุณอีกครั้ง
    
         ผ่านมาสองวันลั่วเหยียนเจิ้งก็เดินทางมาถึงเมืองหยางเซาซึ่งเป็นราชอานาจักรของลั่วหยางซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมือง ช่วงนี้อยู่ในฤดูใบไม้พลิสองข้างทางจึงมีใบไม้หลากสีร่วงโรย หมู่บ้านนี้ไม่ได้เล็กแต่ก็ไม่ได้ใหญ่เหมือนในวังหลวง มีกำแพงเมืองล้อมรอบมีทหารตรวจการดูคนเข้าออกของเมืองทำให้รู้ว่ามีความเจริญไม่น้อยไปกว่าเมืองหลวง แล้วเหตุใดกันทำไมถึงมีเรื่องร้องเรียนไปถึงเขาได้
    
        “เข้าแถวๆ ใครจะเข้าเมืองต้องเข้าแถวให้ทหารตรวจการเสียก่อน”
    
        เสียงร้องของทหารดังอยู่หน้าประตูเมือง ลั่วเหยียนเจิ้งมองตามแล้วครุ่นคิดว่ามีการจัดระเบียบดี น่ายกย่องไม่น้อย ทว่าเมื่อตนเดินเข้าแถวไปกับชาวบ้านและผู้คนที่เข้าเมืองต้องนิ่วหน้าน้อยๆ มองคนเก็บเบี้ยค่าเข้าเมืองอย่างครุ่นคิด ทำให้เสียความรู้ตั้งแต่เริ่มเข้าเมือง แต่เมื่อตนหมายจะมาจับปลาตัวใหญ่จึงยื่นเบี้ยให้ไหลตามน้ำไป
    
        ลั่วเหยียนเจิ้งเดินเข้าไปในเมืองมองหาโรงเตี๊ยมเป็นอันดับแรกเพราะตอนนี้เขาหิวมาก และการทำอาหารเขาแย่ยิ่งกว่าสิ่งใดจึงไม่คิดจะแตะต้องมัน คิดถึงเรื่องนี้ทีไรทำให้เขาเจ็บใจทุกทีเพราะสองปีมานี้เขาไม่ได้กินบัวลอยไข่หวานเลย คนในวังหลวงก็ทำไม่เป็นน่าตัดหัวทิ้งให้หมดเสียจริง แค่คิดถึงเรื่องนี้ทีไรรู้สึกทรมานหัวใจจนไม่อยากนึกถึงมันอีก
    
       “คุณชายมากี่ท่านขอรับ” แม้จะหน้าตาอัปลักษณ์แต่การแต่งตัวทำให้รู้ว่ามีเงิน เสี่ยวเอ้อจึงออกมาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเก็บซ่อนความไม่พอใจเอาไว้ในใจเพราะที่แห่งนี้ผู้มีเงินคือลูกค้าชั้นยอด
    
       “คนเดียว” ลั่วเหยียนเจิ้งตอบกลับเสียงเรียบ ทว่ากลับมีรอยยิ้มอ่อนโยนแต้มบนใบหน้าที่แสนอัปลักษณ์ทำให้ผู้พบเห็นเบือนหน้าหนีอย่างไม่ใส่ใจนัก เขาเดินไปนั่งริมระเบียงบนชั้นสองของเหลาอาหารตามคำเชิญของเสี่ยวเอ้อก่อนจะสั่งอาหารมาสามสี่อย่าง
    
       “ไก่อบเหล้าเหลือง ซี่โครงหมูน้ำแดง ซาลาเปาเห็ดหอม แปดทรัพย์ตุ่นไห่ และก็ชาหลงจิ่งมาป้านหนึ่ง” ลั่วเหยียนเจิ้งหันไปสั่งอย่างคุ้นเคย เสี่ยวเอ้อยิ้มร่ารับคำก้มหน้าคารวะจากไปพร้อมรายการอาหาร
   
        เสียงพูดคุยและเรื่องนินทาของแต่ละโต๊ะนั้นฟังดูแล้วน่าสนใจ สิ่งที่หนีไม่พ้นก็ยังเป็นข่าวของสำนักเซียนโอสถของจิวชงหยวน ทว่าสิ่งที่ลั่วเหยียนเจิ้งสนใจในเวลานี้คือการปะทะกันระหว่างพรรคมารกับพรรคธรรมะ กอปรกับข่าวของนิกายมารฟ้าซึ่งเขาเคยได้ยินมาเมื่อนานมาแล้ว ซึ่งก็ไม่ได้ใส่ใจมาก่อนเพราะคิดว่าตนจะเกี่ยวข้องกับยุทธภพ แต่ข่าวลือจากชายฉกรรจ์ข้างโต๊ะกำลังนินทาบุตรคนเล็กคนประมุขนิกายมารฟ้าทำให้ไม่อาจละเลยได้เช่นกัน
    
        “เจ้าแน่ใจหรือว่านี่เป็นเรื่องจริง” ชายร่างสูงโปร่งใบหน้าธรรมดาเอ่ยถามสหายในชุดสีน้ำตาลคาดเอวด้วยผ้าสีเหลืองบ่งบอกว่ามาจากสำนักเดียวกันเอ่ยถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริง
    
        “จริงแท้ ข้าได้ยินมากับหูเห็นกับตาเมื่องานวันเกิดท่านประมุขเมื่อปีที่ผ่านมา บุตรคนเล็กของประมุขนิกายมารฟ้าเป็นคนไร้ประโยชน์เหมือนขยะของตระกูล วรยุทธอ่อนด้อย ปัญญาไม่มี มีแต่ความสวยที่งดงามจนล่มบ้านล่มเมืองทว่ากลับเย็นชาเย่อหยิ่งไม่เห็นหัวผู้ใดแม้แต่พี่น้องกันเองยังไม่เสวนาด้วย” ชายร่างสูงใหญ่เอ่ยตอบอย่างออกรส สีหน้าจริงจังดวงตาหวนคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อนานมาแล้วแต่ยังจดจำได้ไม่ลืม
    
        ลั่วเหยียนเจิ้งแสร้งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ทว่าหูกลับตั้งใจฟังการนินทาของโต๊ะข้างๆ อย่างตั้งใจ จนกระทั่งอาหารถูกนำมาเสิร์ฟเขาจึงล่ะความสนใจมาทานอาหารเงียบๆ แม้จะหิวกระหายมากแค่ไหนทว่าการนั่งดื่มกินยังสง่างามจนทำให้หลายคนหันมามองด้วยความสนใจ อีกทั้งมาเพียงผู้เดียวทำให้ผู้คนมั่นใจว่าชายผู้นี้มีวรยุทธสูงล้ำจนอยากขอท้าประลอง
    
       “พี่ชายท่านมาจากสำนักใด น้องชายคนนี้ขอคำชี้แนะได้หรือไม่”
    
        ลั่วเหยียนเจิ้งที่กำลังคีบไก่อบเหล้าเหลืองกำลังเข้าปากชะงักงัน เขาเงยหน้ามองผู้เอ่ยถามแล้วก้มหน้ามองอาหารตรงหน้าอย่างพิจารณาแต่มารยาทที่มีแต่กำเนิดทำให้จำใจวางอาหารที่กำลังเข้าปากลงแล้วกล่าวตอบชายร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มด้วยรอยยิ้มการเมือง
    
        “น้องชายข้ามาจากสำนักเซียนโอสถ วรยุทธข้ายังด้อยมาก แต่หากน้องชายไม่รังเกียจขอข้าทานมื้อกลางวันก่อนได้หรือไม่” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มเบาบางขณะกล่าวอ้างถึงสำนักของน้องสะใภ้คนงามโดยไม่มีใครสังเกตเห็น พลางคิดว่าค่อยให้จิวชงหยวนมาคอยเก็บกวาดปัญหาที่เขาก่อ? เอาเองแล้วกัน
    
       “โอ้ ที่แท้พี่ชายมาจากสำนักเซียนโอสถเองหรอกรึ ข้าได้ยินมาว่าผ่านมาหลายปีมีศิษย์เพียงแค่หยิบมือแต่กลับมีฝีมือร้ายกาจเช่นนั้นหลังอาหารข้าคงต้องขอคำชี้แนะพี่ชายเสียแล้ว”
    
         ลั่วเหยียนเจิ้งยิ้มรับอย่างไมตรี เชิญอีกฝ่ายร่วมทานด้วยอย่างไม่รังเกียจ  อาหารมื้อนี้จึงทำให้เขาได้รับความรู้เกี่ยวกับยุทธภพมากขึ้นแม้จะรับฟังและจดจำได้แต่เขาก็กล่าวตอบอย่างพองามเท่านั้น
    
        “ข้าจอมยุทธฟ่านหลี่มาจากสำนักมังกรฟ้าไม่ทราบพี่ชายมีนามว่าอะไร” ชายร่างสูงโปร่งเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มจริงใจใบหน้าคมคายออกหวานนั้นดูดีไม่น้อยขณะยิ้มแต่ไม่ว่าใครก็ยังงดงามเท่าน้องสะใภ้คนงามจิวชงหยวนไม่ได้
    
        “ข้าเหยียนเจิ้ง”
    
         ลั่วเหยียนเจิ้งบอกด้วยรอยยิ้มมองคนที่ไม่รังเกียจหน้าตาอัปลักษณ์ตนเองอย่างสนใจ เขาเองก็อยากมีสหายที่ไม่ได้สนใจหน้าตาและอำนาจที่เขามี แต่จะมีคนแบบนั้นอยู่จริงหรือไม่นั้นเขาคงต้องค้นหาคำตอบด้วยตนเอง และที่เขาบอกชื่อจริงของตนเองเพราะไม่มีคนรู้จักชื่อเขาจริงๆ ส่วนมากจะเรียกเขาองค์รัชทายาทหรือไม่ก็ฝ่าบาทจนทุกคนเริ่มลืมเลือนชื่อจริงๆ เขาไปเสียแล้วกระมัง
    
         หลังจากจบอาหารมื้อเที่ยงเขาก็ได้ออกไปประลองยุทธกับฟ่านหลี่เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกันทางด้านนอกเมือง ทว่าเพียงแค่ห้ากระบวนท่าฟ่านหลี่ก็พ่ายแพ้ต่อลั่วเหยียนเจิ้งทำให้รู้ว่าเทียบกันไม่ติดแม้แต่น้อย
    
          “ขอบคุณพี่เหยียนเจิ้งที่ชี้แนะสำนักเซียนโอสถวรยุทธสูงล้ำจริงๆ” ฟ่านหลี่ยกมือคารวะเคารพอย่างจริงใจ ทว่าคนฟังกลับยิ้มไม่ออกเพราะเขาไม่ได้มาจากเซียนโอสถจริงๆ ได้แต่กล่าวตอบอย่างนอบน้อม
    
         “น้องฟ่านหลี่กล่าวชมไปแล้วข้ายังต้องฝึกอีกมาก”
    
         “ฮ่าๆๆ ข้ารู้สึกชมชอบนิสัยท่านนัก นับแต่นี้ท่านมาเป็นสหายข้าได้หรือไม่” ฟ่านหลี่บอกด้วยรอยยิ้มเริงร่าไม่ได้รังเกียจใบหน้าอัปลักษณ์แม้แต่น้อย จอมยุทธมีคุณธรรมและเป็นคนดีย่อมนับถือที่ฝีมือใช่หน้าตา
    
         “ตกลงน้องฟ่านหลี่ต่อไปนี้เจ้าคือสหายข้า”
    
         ลั่วเหยียนเจิ้งตอบรับอย่างว่าง่าย ไม่ใช่ว่าเขาเชื่อใจคนอื่นแต่ทุกการกระทำของเขาย่อมมีเหตุผลหากได้มิตรที่ดีย่อมมีประโยชน์กับเขา แต่หากมิใช่คนที่จริงใจแค่ตัดทิ้งจะเป็นไรไปแม้กระทั่งสายเลือดเดียวกันเขายังสามารถสังหารได้นับประสาอะไรกับสหายร่วมสาบานที่มิใช่สายเลือดเดียวกัน
    
          หลังจากนั้นฟ่านหลี่ก็ได้ขอตัวไปทำธุระให้อาจารย์ ลั่วเหยียนเจิ้งก็มิได้คัดค้านหากได้พบกันอีกครั้งก็นับว่ามีวาสนาต่อกัน ตกเย็นเขาจึงออกมาเดินเล่นเพื่อสืบข่าวจากฏีกาที่ใส่อกเสื้อมาด้วย ทว่าตอนนี้ช่วงเย็นทำให้ผู้คนพลุกพล่านจับจ่ายซื้อของกันเต็มไปหมด
    
         หมับ!
    
        ลั่วเหยียนเจิ้งคว้ามือขอทานที่กำลังฉกถุงเบี้ยของตนหรี่ตามองเด็กน้อยหน้าตามอมแมมเอาไว้ได้ทันท่วงทีมือเรียวเล็กสะบัดมือออกด้วยความแรงและเร็วจนหลุดมือร่างเล็กพุ่งหายไปตามฝูงชนอย่างว่องไว
    
        “แม้แต่ขอทานเดี๋ยวนี้ก็มีวรยุทธแล้ว หรือว่าเป็นพรรคกระยาจก” ลั่วเหยียนเจิ้งพึมพำคนเดียวมองตามร่างเล็กที่หายไปอย่างสงสัยแต่เมื่อไม่มีสิ่งใดหายไปจึงไม่ได้สนใจอีก
    
        ร่างสูงเดินตามสำรวจร้านค้าต่างๆ อย่างใจเย็นโดยไม่ได้สนใจสายตาลึกลับที่มองตามมาหรือไม่ก็ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกมอง ขณะเดียวกันเด็กน้อยที่เป็นขโมยกลับมายืนรายงานชายหนุ่มร่างสูงที่มุมมืดของกำแพงบ้านหลังหนึ่งด้วยน้ำเสียงจริงจัง
    
        “อาจารย์คนผู้นั้นวรยุทธล้ำเลิศ เพียงแค่ข้าสัมผัสตัวคนผู้นั้นก็รู้ทันที ยังดีที่คนผู้นั้นไม่รู้ว่าข้ามีวรยุทธจึงทำให้หนีมาได้ขอรับ” เด็กน้อยวัยสิบขวบหน้าตามอมแมมกล่าวกับชายหนุ่มร่างสูงใบหน้างดงามทว่ากลับเย็นชาไร้ความรู้สึก
    
        หลิ่วเหวินอี้เพียงแค่พยักหน้ารับรู้เท่านั้น สายตายังจับจ้องชายหนุ่มร่างสูงท่าทางสง่างามอย่างพิจารณาแม้ใบหน้าดูคล้ายคนอัปลักษณ์แต่คนที่อยู่ในวงการสายลับมานานย่อมรู้ว่านั้นเป็นการปลอมตัว เพียงแต่ไม่คิดว่ายุคสมัยนี้จะมีการปลอมตัวเช่นนี้อยู่ แม้จะแนบเนียนแต่ก็มิอาจหลุดพ้นสายตาตนไปได้
    
       “ขอบใจเจ้ามากโหลวหลัน เจ้าไปได้แล้วต่อจากนี้เดี๋ยวข้าจัดการเอง” หลวนซานผู้ติดตามและผู้ที่เข้าใจนายน้อยอย่างดีบอกเด็กน้อยที่อยู่ในกลุ่มวิหคดำพร้อมขยี้ศีรษะอย่างเอ็นดู เด็กน้อยก้มหน้าคารวะก่อนจะจากไปด้วยความเร็ว
    
        “นายน้อยเหตุใดถึงสนใจคนผู้นั้นขอรับ” หลวนซานเอ่ยถามอย่างระวังมองใบหน้าเรียบนิ่งอย่างฉงน เพราะน้อยนักที่จะเห็นนายน้อยผู้เย็นชาจะสนใจสิ่งใด ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบงันเฉกเช่นทุกครั้งได้แต่ทำใจให้ชินและเฝ้ามองเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างสงบ
    
        หลิ่วเหวินอี้ไม่ได้ตอบคำถาม ดวงตายังจับจ้องร่างสูงโปร่งที่หายไปกับผู้คนที่จับจ่ายซื้อของในยามเย็น คราแรกก็ไม่ได้คิดที่จะสนใจแต่มีบางอย่างสะกิดใจเขา แม้จะมองจากที่ห่างไกลทว่ารัศมีการเดินกลับแปลกแยกออกไปทำให้นึกไปถึงกิริยาที่คล้ายกับลู่เฟยซึ่งเขาเคยเจอเมื่อหลายปีก่อนพร้อมกับหมอเทวดาผู้นั้น
    
       “ไปเถอะ”
    
         

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0

จำนวนคำเกินต่อจากตอนเมื่อครู่จ้า


         หลิ่วเหวินอี้บอกพร้อมก้าวเดินไปยังหอบุปผาของเมืองซึ่งเป็นแหล่งนางโลมและนายโลมให้เลือกสันมากมาย ทว่าจุดมุ่งหมายใช่ว่าจะมีจิตพิศวาสกับผู้ใดเพียงแต่หลายปีมานี้เขาเข้าออกหอนางโลมตามเมืองต่างๆ เพื่อปกปิดความจริงกับคนในครอบครัวและผู้คน จากประสบการณ์การตายจากภพชาติที่ผ่านมาทำให้เขาต้องระวังมากขึ้น ไม่ทำตัวโดดเด่นเรื่องวรยุทธ ทำตัวไร้สมองเสเพลในวงเหล้าเคล้านารีและการพนันเท่านั้น ตอนนี้จึงเป็นเพียงขยะไร้ค่าผู้หนึ่งเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาต้องการและพึงพอใจที่ผลลัพธ์ออกมาเช่นนี้
    
        ใบหน้าที่งดงามกึ่งหล่อเหลานั้นนิ่งเรียบเย็นชา กิริยาหยิ่งยโสเหมือนคุณชายที่เอาแต่ใจ แต่เมื่อก้าวเท้าเข้ามายังหอนางโลมเหล่านางงามต่างเข้ามาอ้อมล้อมเข้าหาอย่างคุ้นเคย
    
         “คุณชายวันนี้ต้องการกี่ท่านเจ้าคะ” หญิงวัยกลางคนที่ยังงดงามซึ่งเป็นเถ้าแก่เนี่ยออกมาต้อนรับตามด้วยบรรดาสาวงามที่เข้ามากอดแขนซบไหล่อย่างเอาอดเอาใจ ใบหน้านิ่งเรียบไม่เผยสิ่งใดออกมา
    
        “ข้ากับคุณชายได้ข่าวว่ามีนายโลมมาใหม่สองสามคน พวกข้าต้องการคนเหล่านั้นไปพบที่ห้องพวกข้า” หลวนซานกล่าวตอบแทนผู้เป็นนาย เถ้าแก่เนี่ยหน้าเสียเล็กน้อยแม้จะรู้จุดหมายการมาของคุณชายท่านนี้แต่บางครั้งนางก็อยากได้คนอยู่ที่นี่จริงๆ
    
        “คุณชายข่าวของคุณชายนั้นล้วนเป็นจริงเพียงแต่เวลานี้เด็กๆ ในเวลานี้ยังไม่ได้ขัดเกลาอีกทั้งเนื้อตัวยังไม่สะอาดไว้โอกาสหน้าคุณชายค่อยมาชมใหม่ หากคุณชายสนใจจริงๆ เวลานี้มีนายโลมที่งดงามยิ่งมาจากสาขาใหญ่มาพักอยู่กับเรา แต่ใช่ว่าผู้ใดจะได้พบเจอได้ง่ายนักหากไม่มีปัญญาเพียงแค่ท่านตอบปริศนาเพียงเล็กน้อยและถูกใจนายโลมผู้นั้นย่อมได้พูดคุยสนทนาด้วยแน่นอนเจ้าค่ะ”
    
        หลิ่วเหวินอี้นิ่วหน้าแปลกใจเล็กน้อยเพราะไม่เคยได้ยินข่าวเช่นนี้มาก่อน เขาไม่ได้สนใจนายโลมผู้มากประสบการณ์เพียงแต่ต้องการไถ่ตัวเด็กน้อยที่อยากอยู่ร่วมกับกลุ่มวิหคดำเท่านั้น แต่ข่าวนี้ทำให้ปล่อยผ่านไม่ได้เช่นกัน ทว่าหากเขาตอบคำถามปริศนาได้ไม่เป็นการเปิดโปงความจริงในตัวเขาไปหลอกหรือ
    
        “หากนายน้อยสนใจข้าจะตอบคำถามแทนท่าน” หลวนซานผู้รู้ใจนายน้อยดีกระซิบบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังมองใบหน้านิ่งเฉยอย่างระวังเพราะบางครั้งก็มิอาจคาดเดาใจของนายน้อยหลิ่วเหวินอี้ได้เช่นกัน
    
        “คุณชายโปรดวางใจ เรื่องนี้ล้วนเป็นความลับ ข้าเพียงทำตามหน้าที่เท่านั้น” เถ้าแก่เนี่ยกล่าวบอกด้วยรอยยิ้มการค้าเพราะอยู่กับวงการเช่นนี้มานานย่อมรู้ว่าผู้ใดต้องการความส่วนตัวผู้ใดต้องการข่าว
    
          เมื่อเถ้าแก่เนี่ยกล่าวมาเช่นนั้นหลิ่วเหวินอี้จึงพยักหน้ารับตกลงพร้อมเดินขึ้นไปยังชั้นบนซึ่งจัดไว้สำหรับแขกพิเศษ เงินหลายตำลึงถูกยื่นให้ผู้นำทางอย่างควรค่า เถ้าแก่เนี่ยยิ้มหวานก้มหน้าคารวะเชิญเข้าไปในห้องพิเศษ ภายในห้องถูกตกแต่งงดงามและเป็นระเบียบกลิ่นหอมอ่อนๆ ภายในห้องทำให้หลิ่วเหวินอี้นิ่วหน้าอีกครั้งแม้จะไม่ได้มีความรู้เรื่องสมุนไพรแต่ก็พอรู้ว่ากลิ่นนี้เป็นยากล่อมประสาทแบบอ่อนๆ
    
         “คุณชายเชิญนั่งเจ้าค่ะ นายน้อยของเรามีคำถามเพียงเล็กน้อยจะถามท่านหากท่านตอบได้คุณชายจะตอบแทนท่านตามที่คุณชายปรารถนาเจ้าค่ะ” หญิงสาวงดงามสองนางผายมือเชิญให้ทั้งคู่นั่งลงพร้อมรินน้ำชาให้อย่างนอบน้อม
    
         หลิ่วเหวินอี้ในอาภรณ์น้ำเงินนั่งลงอย่างสง่างามไม่ได้หวาดหวั่นกับยากล่อมประสาทแม้แต่น้อย วรยุทธที่มีก็ไม่ได้ด้อยจนยาพิษแค่นี้จะทำให้เบลอได้
    
         “ข้ากับคุณชายได้ยินข่าวของท่านจึงได้อยากยลโฉมท่านสักครั้ง ไม่ทราบว่าท่านต้องการถามปริศนาอันใดกับข้าและคุณชายขอรับ” หลวนซานผู้ทำหน้าที่เจรจากล่าวออกมาด้วยน้ำราบเรียบเรียบ เขานั่งเยี่ยงลงมาจากนายน้อยไปเล็กน้อย มองร่างโปร่างบางในผ้าม่านสีขาวอย่างสนใจ
    
         “ไม่ทราบคุณชายทั้งสองท่านมีชื่อเรียกว่าอะไร พอจะบอกข้าผู้น้อยได้หรือไม่” น้ำเสียงนุ่มทุ้มอ่อนโยนทางด้านหลังผ้าม่านสีขาวทำให้ผู้ฟังต้องใจสะท้าน ทว่าสองนายบ่าวยังนั่งนิ่งตอบคำถามอย่างไม่สะทกสะท้านอาจเป็นเพราะคิดว่ายังมีผู้ใดงดงามยิ่งกว่าตนอีก ยกเว้น จิวชงหยวน หมอเทวดาผู้นั้น
    
         หลิ่วเหวินอี้ไม่ได้มีจิตพิศวาสบุรุษที่เข้ามาเพราะความใคร่สงสัยบางอย่าง อาจเป็นเพราะลางสังหรณ์ในช่วงนี้ทำงานนักจนต้องยอมตกลงก้าวตามเถ้าแก่เนี่ยมายังที่แห่งนี้
    
        “คุณชายข้ามีนามว่าหลิ่วเหวินอี้ ส่วนข้าผู้ต่ำต้อยมีนามว่าหลวนซาน”
    
         น้ำเสียงเรียบนิ่งที่ตอบกลับมาทำให้ผู้อยู่หลังผ้าม่านเลิกคิ้วอย่างแปลกใจมองเงาร่างทั้งสองที่นั่งนิ่งไม่มีหวั่นไหว ตั้งแต่มาถึงยังที่แห่งนี้ยังไม่ได้ยินน้ำเสียงของคุณชายหลิ่วเหวินอี้ที่มีชื่อเสียงย่ำแย่ในพรรคมาร มุมปากบางยกยิ้มบางแล้วกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
    
        “คุณชายหลิ่วเหวินอี้งดงามกว่าอิสตรีทำให้ทั้งบุรุษและสตรีลุ่มหลง ข้าผู้น้อยนั้นยังเทียบไม่ติด คุณชายมาตอบปริศนาเช่นนี้คงไม่คุ้มค่าราคาหรอกขอรับ”
    
       “ข้าหาได้สนใจหน้าตาไม่ ปริศนาของเจ้าต่างหากที่ทำให้ข้ามาที่นี่” หลิ่วเหวินอี้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ความจริงตนไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่ก็ได้เพียงแต่มีบางสิ่งที่สะกิดใจเขาจนต้องเอ่ยปากด้วยตนเอง
    
        ทว่าน้ำเสียงและท่าทางเย็นชาของหลิ่วเหวินอี้กลับทำให้ผู้ที่อยู่หลังผ้าม่านสนใจมากกว่าเดิมชื่อเสียงเลวร้ายเป็นเพียงขยะไร้ค่าเห็นทีคงจะไม่เป็นจริงเสียแล้วกระมัง
    
        “คุณชายช่างน่าสนใจยิ่งนัก ข้ามีคำกล่าวไม่มากนัก หากท่านตอบได้ข้าจะทำตามความปรารถนาของท่านหนึ่งข้อ”
    
         “เชิญ” หลิ่วเหวินอี้ตอบรับ
    
        “ทะเลทุกข์เวิ้งว้าง หันหลังกลับคือฝั่ง”
    
         คำกล่าวสั้นๆ ของผู้ที่อยู่หลังผ้าม่านทำให้หลิ่วเหวินอี้นิ่งงัน ฟังดูเหมือนคำถามง่ายๆ ทว่าหากไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งย่อมตอบคำถามปรัชญาข้อนี้ไม่ได้
    
         “เกียรติยศ ชื่อเสียงลาภยศ ย่อมเป็นที่ปรารถนาของมนุษย์ แม้ต้องจมอยู่กับความทุกข์ทรมานก็ยังหมายจะแย่งชิง แต่เมื่อไหร่ที่ปล่อยวางหันหลังกลับสู่ฝั่งธรรมชาติรอบตัว ไม่ได้หวังอำนาจ ลาภยศ และปล่อยวางย่อมทำให้พบความสุขที่แท้จริง” หลิ่วเหวินอี้ตอบกลับเสียงเรียบนิ่งแววตายากจะคาดเดา ก่อนจะพึมพำช่วงท้ายแผ่วเบา ทว่ากลับตรึงใจผู้ฟังจนทำให้นิ่งงัน ความฉลาดล้ำของคุณชายหลิ่วเหวินอี้หากใครพบเจอคงมีหน้าค่าตาผู้คนนับถือเพียงแต่เจ้าตัวกลับซ่อนเร้นไว้อย่างมิดชิด
    
         “ใต้ฟ้าแจ่มเดือนกระจ่าง เหินหาวได้ไร้ขอบเขต แต่แมลงเม่ากลับบินหาเปลวเทียน ลำธารใสหญ้าเขียวขจี ดื่มกินได้ตามใจชอบ แต่นกเค้าแมวกลับชอบรสหนูเน่า คนที่ไม่เป็นแมลงเม่าและนกเค้าแมวในโลกจะมีสักกี่คนเชียว?”
    
         “นับถือ นับถือ วันนี้ข้าน้อยฟางเทียนฟงได้ประจักษ์ความจริง ท่านนั้นมีค่าคู่ควรที่ข้าจะพบเป็นสหายได้” ชายหลังผ้าม่านสีขาวกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนผ้าม่านที่ปิดกลั้นถูกเลื่อนออกเผยให้เห็นบุรุษหน้าตางดงามกึ่งหล่อเหล่าดั่งมิใช่มนุษย์เส้นผมสีขาวโพลนทำให้สะดุดตา ดวงตาสีน้ำเงินเข้มดังปีศาจจิ้งจอกจำแลง รูปร่างโปร่งผิวขาวเนียนดุจสตรีอาภรณ์สีขาวคลิบเงินเด่นสง่าเปิดเผยอกแกร่งให้เห็นดูยั่วยวน
    
           ทว่าหลิ่วเหวินอี้กลับมองนิ่งๆ มิได้ต้องมนต์สิเน่หานั้นเลย หากนับความงดงามคล้ายอิสตรีเขาคิดว่าไม่มีใครงดงามกว่าหมอเทวดาผู้นั้นอีกแล้ว และหากนับความหล่อคมคายดุจเทพบุตรก็คงไม่มีใครเกินลู่เฟยบุรุษที่เขาพบเจอเมื่อหลายปีก่อน ทำให้ภาพตรงหน้าดูธรรมดาในสายตาตนทว่าไม่ใช่สำหรับหลวนซานที่อ้าปากค้างมองคนงามกึ่งหล่อเหลาตรงหน้าอย่างตะลึงงัน
    
         “น่าแปลกใจนัก ที่คุณชายหลิ่วเหวินอี้ไม่หวั่นไหวรูปโฉมของข้า” รอยยิ้มอ่อนโยนของนายโลมผู้นั้นทำให้หลิ่วเหวินอี้มองนิ่งๆ มุมปากยกยิ้มนิดๆ แล้วกล่าวเสียงเรียบ
    
        “อาจเป็นเพราะข้าพบเจอคนที่งดงามกว่าเจ้ากระมัง”
    
         “ข้ามิแปลกใจหากเจ้าพบเจอเหล่าเซียนเทพมาก่อน” น้ำเสียงเรียบนิ่งคำพูดเปลี่ยนไปพร้อมแววตาเหม่อลอยของอีกฝ่ายทำให้หลิ่วเหวินอี้มองตามอย่างสนใจ
    
        “เจ้าคงมาจากหอกิเลน” หลิ่วเหวินอี้เอ่ยถามเปลี่ยนเรื่องเขาไม่ชอบบรรยากาศเศร้าๆ ที่แผ่ออกจากตัวของนายโลมผู้นี้
    
        “เจ้ารู้จักหอกิเลนย่อมไม่ธรรมดา แต่ข้าไม่ได้มาจากหอกิเลนหากเจ้าอยากรู้ข้าจะตอบคำถามเจ้าจากความปรารถนาหนึ่งข้อ เจ้าตกลงหรือไม่” ฟางเทียนฟงตอบเป็นปริศนารอยยิ้มแต้มบนใบหน้า หลิ่วเหวินอี้เพียงแค่มองนิ่งๆ ทุกคนย่อมมีความลับเขาเองก็ไม่อยากคาดคั้นและเขาคงไม่เอาความปรารถนาหนึ่งข้อมาแลกกับเรื่องไร้สาระแน่ๆ
    
        “ไม่” คำตอบแน่วแน่และไม่ต้องเสียเวลาคิด ทำเอาฟางเทียนฟงนิ่งงันก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างพึงใจ
    
         “แต่ตอนนี้ข้าฟางเทียนฟงติดหนี้ความปรารถนาของเจ้าหนึ่ง เจ้าต้องการให้ข้าทำสิ่งใด” ฟางเทียนฟงเอ่ยถามอย่างจริงจัง แม้จะไม่ใช่คนสัตย์ซื่อแต่หากรับปากแล้วย่อมทำตามที่เอ่ยออกไป
    
         “เวลานี้ข้ายังไม่มีสิ่งใดที่ต้องการ หากมีแล้วข้าจะติดต่อกลับมา” น้ำเสียงนิ่งเรียบ ใบหน้างดงามกึ่งหล่อเหลาของอีกฝ่ายไม่ได้ด้อยไปกว่าตน นับว่าน่าประหลาดใจที่มีมนุษย์เช่นนี้อยู่ จิตใจแข็งกล้าแววตาบางครั้งเย็นเยือกดั่งคนผ่านเรื่องราวมามากมาย แต่ผู้ใดกันจะมีอายุมากกว่าตนในเวลานี้อีกเล่ารูปร่างอีกฝ่ายนับว่าใกล้เคียงกับตนเลยทีเดียว หากมองผิวเผินคงคิดว่าเป็นอิสตรี
    
        “ข้ามิได้อยู่กับที่ หากเจ้าต้องการพบข้าจงไปที่สำนักจิ้งจอกฟ้า” เพียงแค่นั้นหลิ่วเหวินอี้ก็ทราบได้ทันทีว่าคนตรงหน้ามิใช่นายโลมทั่วไปแต่เป็นถึงคนในสำนักจิ้งจอกฟ้าพรรคมารพรรคหนึ่ง นับว่าเขาหาเรื่องใส่ตนเสียแล้ว
    
        “ไม่ต้องกังวลไปเรื่องของเจ้าข้าจะเก็บไว้เป็นความลับ” รอยยิ้มลึกลับของอีกฝ่ายยิ่งทำให้หลิ่วเหวินอี้ระวังตัวเช่นเดียวกับหลวนซานที่เผลอตกหลุมสิเน่หาของอีกฝ่ายอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่เมื่อน้ำเสียงเรียบนิ่งของนายน้อยดังขึ้นเป็นระยะๆ ทำให้ได้สติกลับคืนมานับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจแก่ฟางเทียนฟงไม่น้อย
    
        “การเจรจาสิ้นสุด” หลิ่วเหวินอี้กล่าวเสียงเรียบลุกขึ้นคาวระเล็กน้อยอย่างให้เกียรติเพราะหากเดาไม่ผิดคนผู้นี้คงเป็นประมุขพรรคจิ้งจอกฟ้าที่กำเนิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
    
       “เดี๋ยวก่อน ป้ายทองนี้จะนำพาเจ้ามาพบง่ายขึ้น” ฟางเทียนฟงยื่นป้ายท้องสลักคำว่าฟางเทียนฟงเอาไว้ ซึ่งหลิ่วเหวินอี้ก็รับมาอย่างง่ายดาย ก่อนจะเดินจากไปอย่างสง่างามเหมือนดั่งตอนมาไม่ได้สะทกสะท้านต่อสายตาที่มองตามแม้แต่น้อย หลวนซานก็รีบติดตามไปอย่างสงบ ทว่าแววตาเรียวคมแอบชำเลียงมองร่างงามสง่าของผู้ที่นั่งพิงหมองอิงส่งยิ้มมาทางตน พลันรู้สึกขนในกายลุกซู่อย่างไม่รู้สาเหตุก่อนจะรีบจากไปอย่างรวดเร็ว
    
       “หึๆ” ฟางเทียนฟงหัวเราะในลำคออย่างถูกอกถูกใจ นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาไม่ได้สนใจผู้ใด ร้อยปี สองร้อยปีหรือพันปี อ่า เริ่มจำไม่ได้แล้วสิ ว่าแต่เขาจะปล่อยผ่านสิ่งที่สนใจไปง่ายๆ ได้เช่นไร
    
        “เราคงได้พบกันเร็วๆ นี้ หลิ่วเหวินอี้”


   หายไปนานกลับมารายงานตัวค่าา  :mc4: :mc4: :mc4: :mc4: :mc4: :mc4: :mc4:

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
เล่ห์ร้ายจอมราชันย์
บทที่ 3 แรกพบ?(P.1วันที่ 09/02/59)

       ลั่วเหยียนเจิ้งแสร้งหายไปกับฝูงชนในตลาดพลุกพล่าน ก่อนจะใช้วิชาตัวเบาที่ล้ำลึกแอบมองตามร่างสูงในอาภรณ์สีน้ำเงินซึ่งเดินเข้าไปยังหอบุปผาด้วยสีหน้าครุ่นคิด เขาเห็นเพียงแผ่นหลังทว่าการก้าวเดินนั้นกลับมั่นคงสง่างามจนทำให้ผู้คนเหลียวมองตาม อีกทั้งบรรยากาศเย็นเยือกที่แผ่ออกมาทำให้ดูน่าสนใจ แต่เหตุใดกันคนผู้นั้นถึงลอบมองตามเขาเงียบๆ อีกทั้งมั่นใจว่าไม่เคยรู้จักกันแน่ๆ
    
        เมื่อร่างนั้นพร้อมผู้ติดตามหายเข้าไปในหอบุปผาลั่วเหยียนเจิ้งจึงเลิกสนใจ หากไม่ใช่ว่าตนเป็นลูกศิษย์ของเทพตกสวรรค์ป่านนี้คงไม่รู้ว่าถูกลอบมอง อีกทั้งยังมีขอทานน้อยซึ่งมีวรยุทธแสร้งมาขโมยถุงเบี้ย ช่างน่าแปลกใจยิ่งนัก แต่เวลานี้ตนยังมีเรื่องต้องจัดการจึงเดินถอยกลับมาไปยังจวนผู้ว่าราชการของเมืองหยางเซา
    
        ช่วงนี้เป็นเวลาพลบค่ำแล้วผู้คนเริ่มบางตา ลั่วเหยียนเจิ้งมองดูกำแพงรั่วของจวนผู้ว่าอย่างครุ่นคิด หากเดินเข้าไปเฉยๆ คงมิอาจได้เข้าไปและคงยังไม่รู้เรื่อง ทางเดียวคือการแอบบริเวณเข้าไปเท่านั้น เมื่อคิดได้ดั่งนั้นจึงทะยานข้ามกำแพงหลบซ่อนอยู่บนต้นไม้ภายในจวน แสงไฟที่สาดส่องจากภายในห้องจึงพลิ้วกายขยับไปใกล้มากขึ้น แม้จะอยู่ในอาภรณ์สีขาวที่ดูโดดเด่นทว่าความรวดเร็วนั้นกลับไม่สามารถมองตามได้ทัน   
    
         “บัดซบ! ตระกูลถังคิดจะต่อกรกับข้าเช่นนั้นรึ คงไม่อยากมีชีวิตอีกแล้วสินะ” ชายวัยกลางคนในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนตบมือลงบนโต๊ะด้วยความเดือดดาล ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว
    
        “นายท่านยังไงตระกูลถังก็เคยเป็นขุนนางมาก่อน แม้คนที่นี่จะเป็นตระกูลเล็กๆ ที่แยกออกมาแต่ความร้ายกาจก็ยังอยู่ขอรับ” ข้ารับใช้ก้มหัวลงต่ำกล่าวบอกอย่างระวัง
    
       “หึ ก็แค่ขุนนางชั้นต่ำไร้ชื่อเสียงจัดจัดการให้สิ้นชื่อก็ยังได้”
    
        “แต่ข้าน้อยเกรงว่าเรื่องนี้จะถึงคนในตระกูลใหญ่ที่อยู่เมืองหลวงขอรับ” ผู้เป็นบ่าวยังเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี ทว่ากลับต้องคุกเข่าลงด้วยความเร็วเมื่อฝ่ามือหนาฟาดเข้าเต็มหน้าซีกขวา
    “ข้าน้อยผิดไปแล้วนายท่านโปรดอภัย” น้ำเสียงร้อนรนผู้เป็นบ่าวทำให้คนมองแอบขำ ไม่ว่าจะเป็นใครที่ต่ำต้อยย่อมกลัวเจ้านาย ทว่าเหตุใดองค์รักษ์เขาถึงไม่ได้กลัวเขาจริงๆ เอาเสียเลย ไม่กลัวแต่นอบน้อมยอมถวายชีวิตไม่หวั่นแม้ความตาย แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว เขาต้องการข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ภักดิ์ดีด้วยหัวใจ หาใช่มาจากความกลัวไม่
    
       “ฮึ โง่เง่าสิ้นดีตระกูลต่ำต้อยและยังถูกทอดทิ้งจากตระกูลใหญ่ยังกล้ามาเหิมเกริมต่อข้าแซ่เฝิง หากข้าไม่ต้องการแม่นางหยุ่นซีข้าคงสังหารล้างตระกูลไปแล้ว ในเมื่อพวกมันไม่ยอมรับไมตรี ข้าก็จะไม่ปล่อยให้มาเป็นเสี่ยนหนามตำใจอีก ส่งอีกาไปจัดการอย่าให้เรื่องมาถึงข้าได้”  น้ำเสียงโกรธแค้นพร้อมคำสั่งโหดเหี้ยมดวงตาฉายแววดุดันแม้กระทั่งคนรับคำสั่งยังสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
    
        “ขอรับ” บ่าวรับใช้รับคำก่อนจะรีบถอยไปตามคำสั่งโดยมิอาจรู้เลยว่าความลับนี้มีใครบางคนรับรู้ไปด้วย
    
        ดวงตาคมกริบมองผู้ว่าราชการเมืองหยางเซาด้วยแววตาเย็นเยียบ นี่แค่การเริ่มต้นเขายังพบหลักฐานเลวร้ายด้วยตาตนเอง แต่ว่าแค่นี้มันยังไม่เพียงพอต่อการเอาความผิดได้ อีกทั้งไม่แน่ใจว่าเฝิงเฉินผู้นี้มากเล่ห์เพียงใด หากไม่ระวังอาจแหวกหญ้าให้งูตื่นเสียเปล่า
    
        ลั่วเหยียนเจิ้งพลิ้วกายตามบ่าวรับใช้ไปอย่างเงียบงัน ทว่าต้องหลบพุ่มไม้ด้วยความเร็วเมื่อปรากฏชายชุดดำหนึ่งคน แม้เพียงคนเดียวมองดูภายนอกก็ทำให้รู้ว่ามีวรยุทธล้ำเลิศ ดวงตาคมจ้องมองคนเหล่านั้นอย่างเงียบงัน นับว่าการมาครั้งนี้ทำให้เจอเรื่องไม่คาดฝัน หนึ่งปีผ่านมานี้นึกว่าราชฏรอยู่เย็นเป็นสุขหากไม่ได้รับฏีกาลึกลับฉบับนั้นคงโง่งมอีกนาน
    
        แต่ว่าผู้ใดกันที่คิดก่อกบฎกับตนหรือมีคลื่นใต้น้ำก่อตัวอยู่ในวังหลวงเงียบๆ หากไม่มีผู้คนหนุ่นหลังตระกูลเฝิงคงไม่กล้าเหิมเกริมถึงเพียงนี้
    
       “จัดการให้หมดนำตัวแม่นางถังหยุ่นซีกลับมาให้นายท่าน นี่เงินจำนวนที่สังหาร หากได้แม่นางถังหยุ่นซีจะได้อีกครึ่งหนึ่ง” น้ำเสียงเข้มงวดดวงตาดุดันจ้องมองกลุ่มอีกาอย่างดุดันไม่หลงเหลือความขี้ขลาดดั่งอยู่ต่อหน้าเจ้านายแม้แต่น้อย
    
        “อย่าคิดเหิมเกริมกับเหล่าอีกา แม้มีอำนาจล้นฟ้าเงาหัวอาจไม่มี” น้ำเสียงเย็นเยือกกล่าวกับผู้จ้างวาน ดวงตาเรียวคมที่โผล่พ้นผ้าปิดใบหน้าจ้องมองอย่างดุดัน ทำให้คนฟังหัวใจสั่นสะท้าน แม้แต่อีกามันยังต้องยำเกรงเช่นนั้นรึ
    
        ลั่วเหยียนเจิ้งแอบมองเงียบๆ ถึงกลับนิ่วหน้าจ้องมองชายชุดดำที่ปกปิดตัวตนคล้ายดั่งนักฆ่า น้ำเสียงเย็นเยียบทำให้รู้สึกคนฟังใจสั่นสะท้าน หากตนมิได้มีชีวิตที่อยู่ท่ามกลางการเข่นฆ่าแย่งชิง เย็นชา ไร้ความปราณีคงหวาดหวั่นไม่น้อย ก่อนจะสะดุ้งหลบวูบเมื่อสายตาเรียวคมหันมาทางตนก่อนจะใช้วิชาเร้นกายหายไปจากจุดที่เคยอยู่
    
       พรึบ!
    
         เงาร่างสีดำเคลื่อนตัวมายังพุ่มไม้ซึ่งอยู่ไม่ห่างด้วยความเร็ว ทว่ากลับเพียงความว่างเปล่า คิ้วขมวดมุ่นลางสังหรณ์ตนมิเคยผิดพลาด หรือมีสิ่งใดที่ยังรวดเร็วและน่าหวาดหวั่นกว่าตน
    
        “มีอะไร”
    
       “การเจรจาสิ้นสุด” เงาร่างนั้นไม่สนใจจะตอบคำถามพลิ้วกายหายไปจากสายตาและหลบซ่อนไปกับความมืดด้วยความเร็ว ทว่าความเร็วระดับนี้หากมิใช่ยอดฝีมือคงมิอาจตามได้ทัน
    
       ลั่วเหยียนเจิ้งแอบอยู่หลังกำแพงลอบมองอย่างตื่นตระหนก ฝีมือร้ายกาจเพียงครู่เดียวกลับรับรู้ตัวตนเขา หากช้ากลัวนี้คงได้ปะมือ เขาไม่ได้บ้าพลังที่มีแต่ใช้กำลังในการตัดสินทุกสิ่ง การเป็นคนอ่อนแอแบบเสแสร้งมานานทำให้เขาถนัดกับการใช้สมองมากกว่า แต่ใช่ว่าฝีมือจะตกลง ก็เหมือนที่เราเขียนหนังสือทุกวันแม้ไม่ได้เขียนนานแต่ก็ยังจดจำท่าและวิชาได้อย่างขึ้นใจ อีกทั้งมีนักฆ่ามาให้เขาปะมือเล่นอยู่บ่อยครั้งทำให้วิชาไม่ขึ้นสนิท แต่ว่าอีกาคืออะไรกัน เป็นสำนักหรือกลุ่มอะไรกันแน่
    
       ในเมื่อยังไม่รู้จึงใช้วิชาตัวเบาที่ล้ำเลิศแอบตามเงาร่างนั้นไป ทว่าเขาคงช้าไปถึงไม่เห็นแม้แต่เงา ลั่วเหยียนเจิ้งมองรอบกายอย่างระวัง ข้างนอกนี้มีเพียงแต่ป่าเพราะออกนอกเมืองมาแล้ว
    
       พรึบ!
    
       และไม่น่าเชื่อว่าเขาจะพลาดพลั่งให้กระบี่พาดที่ลำคอตนอย่างไม่ทันตั้งตัว นับว่าเจอคู่ปรับที่คู่ควร เขายังยืนนิ่งมิได้โต้ตอบเพราะอีกฝ่ายยังคงยืนนิ่งๆ พร้อมแผ่บรรยากาศเย็นๆ ออกมาเท่านั้น เมื่อทั้งคู่ยืนนิ่งมองสบตากันนานจนรู้สึกอึดอัด
    
       “เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงลอบตามข้ามา” น้ำเสียงเย็นเยียบที่ทำให้ใจสั่นสะท้านทว่ากลับไม่ใช่ลั่วเหยียนเจิ้งที่ยกยิ้มบางไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจกับกระบี่ที่พาดอยู่ลำคอ
    
       “ข้าเปล่า ข้าแค่หลงทาง” คำตอบที่ทำให้คนฟังนิ่วหน้ามองตามอย่างไม่แน่ใจ ทว่ารอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าอัปลักษณ์หากเป็นคนอื่นคงรู้สึกอบอุ่นแต่เขามองเพียงครั้งเดียวดูอย่างไรก็เหมือนจิ้งจอกชัดๆ แล้วแบบนี้จะไว้ใจได้อย่างไร
    
        “ข้าหลงทางจริงๆ นะ ข้าเพิ่งเคยมาเมืองนี้ครั้งแรก” ลั่วเหยียนเจิ้งตอบกลับเสียงหนักแน่นพร้อมทำหน้าซื่อตาใส โดยไม่ได้สำนึกกับคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ของตัวเองแม้แต่น้อย ทว่าดวงตาเรียวคมที่โผล่พ้นผ้าปิดหน้ากลับมองเขานิ่งๆ แต่น้ำหนักมือที่ลงกระบี่มามิได้อ่อนลงแม้แต่น้อย
    
       “จิ้งจอกลวงเล่ห์เช่นเจ้าอาจหลอกผู้อื่นได้ แต่มิใช่กับข้า” น้ำเสียงเย็นๆ ของคนเอ่ยทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งมองคนตรงหน้าอย่างพิจารณาชายตรงหน้าสูงพอๆ กับตน การยืนบ่งบอกความระวังตัวไม่มีช่องโหว่ให้เห็นช่องการโจมตีได้
    
      “ข้าเป็นจอมยุทธพเนจร ไยจะเป็นจิ้งจอกลวงเล่ห์ได้เล่า เจ้าคงเข้าใจผิดแล้ว” ลั่วเหยียนเจิ้งตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ดวงตาประกายความสนใจคนตรงหน้า จะมีใครสักคนที่มองเห็นนิสัยที่แท้จริงของเขา จิ้งจอกลวงเล่ห์เช่นนั้นหรือ ก็สมดีหรอก
    
        ชายผู้นั้นมองมาที่ลั่วเหยียนเจิ้งอย่างลังเล ทว่าเพียงแค่นี้เขาก็รู้แล้ว่าคนตรงหน้าหาไร้ใจไม่ เพียงแต่มีเหตุผลบางอย่างให้ทำเช่นนี้
    
       ผัวะ!
    
       ตุ๊บ!
    
         ทว่าความคิดเหล่านั้นกลับอันธพาลหายไป เมื่อหน้าอกโดนฝ่ามือผลักด้วยความเร็ว จนร่างเขากระเด็นไปชนต้นไม้ด้านหลังไม่ทันตั้งตัว ร่างบุรุษที่ควรจะซ้ำเติมกลับเลือนหายไปกับความมืด แต่มีหรือว่าเขาจะปล่อยให้ผ่านไปง่ายๆ
    
        พรึบ!
    
        กระบี่สนิทเขรอะทว่าภายในกลับเป็นหยกขาวชั้นดีพุ่งเข้ามาขวางทางมิให้หนีไปได้ ฝ่ามือเพียงแค่นั้นมิอาจทำให้เขาบาดเจ็บได้อีกทั้งกำลังภายในเขามิได้ด้อยไปกว่าคนตรงหน้า
    
        เคร้ง เคร้ง เคร้ง!!
    
       กระบี่สองเล่มทั้งต้านรับและเข้าฟันนั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทว่าทั้งคู่กลับจ้องตากันอย่างไม่ยินยอม หนึ่งต้องการเอาชนะอีกหนึ่งเริ่มหงุดหงิดรำคาญ จนพื้นที่บริเวณโดยรอบเกิดหลุดบ่อตามความรุนแรง
    
        “ข้าแค่อยากรู้จักเจ้า” ลั่วเหยียนเจิ้งร้องบอกขณะต้านรับกระบี่ที่เฉียบคมและรุนแรง ใบหน้านิ่วน้อยๆ เมื่อต้องระวังไม่ให้กระบี่โดนคนตรงหน้าอย่างจริงจัง เขาหมายเพียงแค่อยากหยุดอีกฝ่ายไว้เท่านั้น
    
        “แต่ข้าไม่” น้ำเสียงเย็นชา และแววตาดุดันมองมาที่ลั่วเหยียนเจิ้งอย่างหงุดหงิด พลางคิดว่านี่เป็นวิธีอยากรู้จักของเจ้าจิ้งจอกนี่หรือไง
    
        “นี่ใจเย็นก่อนสิ เรามาเจรจากันดีๆ ไม่ดีกว่าหรือ เดี๋ยวกระบี่แทงจริงๆ มันเจ็บนะ” น้ำเสียงอ่อนโยนพร้อมดวงตาฉายแววห่วงใยทำให้บุรุษชุดดำชะงักไปชั่วครู่ ทว่าเพียงแค่นั้นกระบี่สนิทเขรอะนั่นกลับตวัดกระชากผ้าปิดหน้าออกจนหมดสิ้น ร่างนั้นแข็งทื่อเมื่อรู้ตัวว่ากำลังโดนพิษที่ทำให้เป็นอัมพาตชั่วคราว
    
        “เจ้า!” บุรุษชุดดำกัดฟันกรอดดวงตาเย็นชาจ้องมองผู้ลงมืออย่างไร้ยางอายด้วยความโกรธ เจ้าเล่ห์เพอุบายถึงเพียงนี้ยังมีหน้ามาบอกว่าเป็นจอมยุทธ
    
       “หืม นี่ข้ามีวาสนาพบเจอคนงามอีกแล้วหรือ” ลั่วเหยียนเจิ้งจ้องมองใบหน้างดงามกึ่งหล่อเหลานั้นอย่างสนใจ พระจันทร์ยามนี้สาดส่องให้เขามองเห็นได้ชัดเจนทว่าดวงตาเรียวคมที่ตวัดมองนั้นดุยิ่งกว่าแม่เสือ เขารู้ดีว่าการทำเช่นนี้เป็นการหยามหมิ่นอีกฝ่ายมาก แต่เขาสนใจคนผู้นี้จริงๆ หากได้มาเป็นพวกคงจับขุนนางชั่วได้ง่ายขึ้น
    
       “เจ้ามีนามเรียกว่าอะไร” ใบหน้าที่ดูอัปลักษณ์ ทว่ามันก็แค่ส่วนนอกขยับเข้ามาใกล้ชายชุดดำที่ตกเป็นรองเพราะฤทธิ์ยาชาชนิดรุนแรง บรรยากาศเย็นๆ ที่แผ่ออกมาพร้อมดวงตาเย็นชาทำให้คนถูกมองรู้สึกหงุดหงิด เขาไม่ชอบให้ใครมองตนเช่นนี้โดยเฉพาะคนที่สนใจ ทว่าใบหน้ากลับยังยิ้มอ่อนโยนเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร
    
      “ข้าไม่จำเป็นต้องตอบเจ้า”
    
        ตูม!
    
        ลั่วเหยียนเจิ้งมองกลุ่มควันที่ทำให้แสบตาและมองไม่เห็นอย่างนิ่งเงียบ ร่างนั้นหายไปแล้วเขาไม่ได้แปลกใจที่คนตรงหน้าหนีไปได้คนที่มีวรยุทธสูงขนาดนั้นคงมีดีสักอย่าง เขาไม่ได้ติดตามไปเพราะไม่มีประโยชน์อย่างไรเขาก็เห็นใบหน้าที่แท้จริงแล้วคงติดตามได้ไม่ยาก
    
        “ไปนอนดีกว่า พรุ่งนี้คงเปลี่ยนโฉมนี่แล้วสินะ” ลั่วเหยียนเจิ้งพึมพำกับตัวเองเบาๆ ดวงตาจากที่เคยประกายความสนใจ สนุก ตื่นเต้น ทว่าตอนนี้กลับนิ่งเรียบ เย็นชา เมื่อไม่มีผู้คนเขาย่อมไม่จำเป็นต้องเสแสร้ง มุมปากยกยิ้มนิดๆ
    
       “เราคงได้เจอกันเร็วๆ นี้แน่อีกา ดูซิหอกิเลนจะหาเจ้าให้ข้าไม่ได้” เมื่อกล่าวจบร่างนั้นก็เลือนหายไปกับความมืด ในพระทัยเย็นชาไร้ใจเช่นไร เวลานี้ก็ยังคงเป็นเฉกเช่นเดิม
    
         แล้วผู้ใดกันจะมาทำให้พระทัยนี้กลับมาเต้นได้อีกครั้ง...





ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
เล่ห์ร้ายจอมราชันย์
บทที่4 บุญคุณต้องทดแทน หนี้แค้นต้องชำระ!(P.1วันที่ 9/2/59)

      เงาร่างสีดำที่พาร่างกายที่ยังชาหนึบไปทั้งร่างกลับมายังตำหนักเหวินอี้ด้วยความหงุดหงิดใจ คนผู้นั้นไร้ยางอายสิ้นดีแต่งกายเป็นชาวยุทธ ทว่าจิตใจมากไปด้วยเล่ห์กล หากชาวยุทธผู้ผดุงคุณธรรมไฉนเลยจะกล้าใช้วิธีต่ำช้าเช่นนี้ มือหนาปลดชุดดำออกจากร่างพร้อมรีบกลืนยาแก้เหน็บชาอย่างหงุดหงิดใจ ทว่าใบหน้ายังคงนิ่งเฉยเหมือนคนไร้ความรู้สึก มือหนาถอดหน้ากากยางซึ่งทำเองกับมือออกเก็บซ่อนเสื้อผ้าและหน้ากากเอาไว้ในหีบกล่องขนาดกลาง ซุกซ่อนไว้ใต้เตียงนอนเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ใบหน้านี้ไม่ใช่โฉมหน้าที่แท้จริง จะเป็นอีกาไยจะทำให้ผู้ใดติดตามตัวเองได้เล่า
    
        “นายน้อยข้าเตรียมน้ำไว้ให้แล้วขอรับ”
    
         เสียงร้องบอกดังมาจากห้องน้ำดั่งรู้งาน  หลิ่วเหวินอี้เดินไปห้องอาบน้ำโดยไม่กล่าวอะไร การที่ร่างกายโทรมไปด้วยเหงื่อและได้อาบน้ำทำให้ความหงุดหงิดมลายหายไปบ้างแต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น คิ้วเข้มขมวดมุ่นนึกไปถึงใบหน้าอัปลักษณ์ซึ่งเป็นคนเดียวที่เขาแอบติดตามเมื่อเย็นมานี้ แต่เพราะเหตุใดคนผู้นี้ถึงไปอยู่ในจวนผู้ว่า และยังฝีมือไม่ได้ด้อยไปกว่าตน หรืออาจจะมากกว่า เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ทำให้หงุดหงิดยิ่งนักเขาแอบฝึกวิชามาหลายปียังอ่อนด้อยอีกหรือ?
    
        “นายน้อยอีกาสองมารับงานขอรับ” หลวนซานเอ่ยบอกอย่างระวังเมื่อเงาดำเข้ามายืนอยู่หน้าประตูทางเข้า
    
        “ไปช่วยงานอีกาห้า ให้ได้หลักฐานมาเร็วที่สุด” น้ำเสียงนิ่งเรียบที่เอ่ยออกมาทำให้เงาร่างสีดำก้มหน้าคารวะก่อนจะจากไปอย่างรวดเร็ว ดวงตาเรียวคมหลับตาลงเมื่อคิดถึงงานที่ตนรับมามุมปากยกยิ้มคล้ายเย้ยหยันเฝิ่งเฉิน เขาไม่ได้เป็นคนดีแต่ก็ไม่เคยทรยศต่อการกระทำของตนเอง เขาเลือกทำในสิ่งที่อยากทำเท่านั้น
    
       “นายน้อย ตระกูลเฝิ่งมีคนหนุนหลัง หากมันหน้าด้านหน้าทนไม่ยอมรับความผิดจะทำเช่นไรขอรับ” หลวนซานซึ่งรับรู้ความต้องการของนายน้อยเอ่ยถามคนที่นอนแช่อ่างอาบน้ำขนาดใหญ่อย่างระวัง นายน้อยผู้นี้นิสัยแปลกแยกกว่าผู้คนที่มันรู้จักมาจึงต้องรอบคอบขณะเอ่ยถาม
    
        “ฮึ ข้าไม่เชื่อว่าจะเอาผิดเฝิ่งเฉินไม่ได้ ไปนอนได้แล้วเรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง” ประโยคที่ยาวที่สุดนั้นฟังดูราบเรียบแต่คนที่อยู่ด้วยกันมานานนั้นกลับรับรู้ความหงุดหงิดในอารมณ์
   
       “ขอรับ” หลวนซานรับคำยังว่าง่ายก่อนจะถอยห่างจากไปห้องพักของตน
    
        หลิ่วเหวินอี้มองตามร่างโปร่งที่หายไปด้วยสายนิ่งเฉย หลวนซานคือทาสที่เขาซื้อมาตั้งแต่เยาว์วัยทำให้มันภักดิ์ดีกับเขาแต่ว่าความดีนั้นมิอาจทำให้เขาเชื่อใจได้เลย ความหวาดกลัวที่จะถูกหักหลังฝังลึกเข้าไปในจิตใจ กำแพงเย็นชาตั้งตระหง่านเพื่อปกปิดความกลัวเหล่านั้น และฝึกฝนให้ตนเองเก่งกาจเพื่อไม่ให้ผู้ใดรังแกตนได้แต่กลับปิดบังตนเองยอมเป็นคนโง่งมในสายตาผู้อื่น
    
        ร่างโปร่งลุกขึ้นจากน้ำจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้วจึงเดินเข้าไปห้องนอนอย่างเกียจคร้าน ภายนอกเหมือนคนว่างงาน แต่ทุกวันนี้งานเขากลับกองท่วมหัวอาจเพราะเขามีสิ่งที่ต้องดู หน้าที่ต้องรับผิดชอบ จุดเริ่มต้นมาจากจิวชงหยวนหมอเทวดาผู้นั้น การได้พบกันวันนั้นทำให้เขามีภาระที่หนักอึ้งเพิ่มขึ้น ทว่าเขากลับรู้สึกภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือเด็กน้อยเหล่านั้นให้พ้นจากความตายจากพรรคพยัคฆ์คำรน ไม่สิ เดี๋ยวนี้ชื่อพรรคนั้นไม่มีอีกแล้ว
    
         หลายปีมานี้เขาจึงต้องจัดการทุกอย่างโดยมีสหายเพิ่มขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็มิอาจไว้ใจผู้ใดได้ นี่คงเป็นกรรมตั้งแต่ชาติปางก่อนทำให้เขาหวาดกลัวจนมิอาจรับรู้ความสุขและความสงบที่แท้จริง

    
         เช้าวันรุ่งขึ้นหลิ่วเหวินอี้ยังนอนเกียจคร้านอยู่บนที่นอน ทว่าวันนี้ต่างจากปกติเมื่อพี่ชายต่างมารดาเปิดประตูเข้ามาอย่างไม่สนใจหลวนซานที่พยายามห้ามปราม
    
        “เหวินอี้เจ้าเศษขยะ ทำตัวขี้เกียจยิ่งกว่าแมวลุกจากเตียงนอนมาเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโมโห อาภรณ์สีฟ้าอ่อนพลิ้วไหวตามแรงเดินของอีกฝ่าย หลิ่วเหวินอี้ลืมตาขึ้นมาเหลือบมองคนบุกรุกตำหนักตนเอง ดวงตาเย็นชาไร้ความรู้สึกทำให้คนถูกมองยิ่งหงุดหงิด
    
         “มีอะไร” เอ่ยถามเสียงเรียบ ดวงตาเรียวคมมองนิ่งเงียบ
    
         “เจ้าอย่ามาทำไขสื่อ เจ้าขโมยพัดท่องนภาข้าไป” คำกล่าวหาทำให้ดวงตาเรียวหรี่มองพี่ชายที่ทำตัวดั่งเด็กน้อยอย่างเหนื่อยหน่าย
    
        “หลักฐาน” เอ่ยถามเสียงเรียบ ทว่าคนฟังกลับโมโหจนควันออกหู ใบหน้าคมคายแดงก่ำ
    
         “นี่ไง” ไม่พูดเปล่ายังมีลายลักษณ์อักษรที่สลักด้วยลายมืออ่อนช้อยและลงนามของเขาไว้อย่างเรียบร้อย ขอความนั้นไม่มีไรมาก แค่บอกว่า ‘ข้าขอยืมพัดท่องนภาของท่านก่อนนะพี่รอง ลงนาม หลิ่วเหวินอี้’
    
        “ไม่ใช่ลายมือข้า”
    
        “แต่นี่ชื่อเจ้า เจ้าคงให้หลวนซานเขียนให้ก็ได้” หลิ่วเหวินอี้กรอกตามอง ‘หลิ่วเชวี่ยนไป๋’ อย่างเบื่อหน่าย เป็นถึงพี่รองแต่กลับไร้สมองสิ้นดี หากเขาเอาไปจริงไยจะมาลงชื่อให้ตามตัวเล่า อีกอย่างพี่รองคนนี้เป็นคนขี้หงุดหงิดเชื่อใจคนอื่นก็ง่าย แต่ก็ไม่ได้ร้ายกาจเหมือนพี่น้องคนอื่นๆ หากนับโดยรวมควจะเรียกว่าดีกว่าคนอื่นๆ กระมัง
    
        “ทำไมข้าต้องทำเช่นนั้น อีกอย่างข้าเพิ่งกลับมาจากหอบุปผาจะเอาเวลาไหนไปขโมยของเจ้า” ประโยคที่ยาวที่สุดตั้งแต่รู้จักน้องชายคนนี้มาทำให้หลิ่วเชวี่ยนไป๋ลังเล มองลายมืออ่อนช้อยสลับกับใบหน้าเฉยชาของน้องชายอย่างพิจารณา
    
        “เจ้ามันคนน่าตาย อย่าให้ข้าจับได้แล้วกัน” กล่าวจบพร้อมกระแทกเท้าจากไป หลิ่วเหวินอี้เหลือบตามองแล้วถอนหายใจอย่างอ่อนใจ เชื่อคนง่ายเกินไป!
    
        “ให้ข้าน้อยไปสืบไหมขอรับ” คำถามของบ่าวรับใช้คนสนิททำให้หลิ่วเหวินอี้ลุกขึ้นจากเตียงนอนอย่างเกียจคร้าน เขาเพิ่งได้นอนชั่วยามเดียว แต่กลับถูกรบกวนแต่เช้า
    
        “ไม่ต้อง ข้ารู้ว่าผู้ใด” หลิ่วเหวินอี้ตอบรับ ก่อนจะลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตา พร้อมอาหารเช้าที่ถูกเตรียมไว้ให้ ส่วนมากตำหนักเหวินอี้ไม่ค่อยมีคนเข้าออกเพราะเขาเป็นเพียงลูกนอกคอกที่วรยุทธต่ำเตี้ยเรี่ยดินเป็นเศษขยะภายในนิกายมารฟ้าเท่านั้น
   
         หลังจากจัดการอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว หลิ่วเหวินอี้จึงเที่ยวเตร่ออกนอกนิกายมารฟ้าอย่างไม่สนใจสายตาดูแคลนแม้กระทั่งผู้เฝ้ายามหน้าประตูก็ยังไม่เห็นหัวเขาด้วยซ้ำไป แต่ยังดีที่ไม่ต้องบอกว่าเขาจะไปที่ใด เมื่อพ้นเขตนิกายมารฟ้าสองร่างนายบ่าวจึงพุ่งทะยานหายไป ทั้งคู่ตรงมายังเมืองหยางเซา ทว่าก่อนจะเข้าไปในตัวเมืองกลับมีชายฉกรรจ์สิบกว่าคนปิดล้อมพวกเขาไว้ ต่างถืออาวุธครบมือโดยไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามาสังหารเขา
    
        “นี่นะหรือคุณชายหลิ่วเหวินอี้บุตรของนิกายมารฟ้า ไม่คิดว่าประมุขจะให้มากำจัดขยะไร้ค่าเช่นนี้โดยใช้คนสิบห้า” น้ำเสียงเย้ยหยันและหงุดหงิดของชายร่างยักษ์ซึ่งน่าจะเป็นผู้นำ ทว่าคำกล่าวของมันกลับทำให้หลิ่วเหวินอี้นิ่วหน้ามองอย่างแปลกใจ มีผู้ใดกันที่ไม่เห็นหัวประมุขนิกายมารฟ้าบิดาตน แม้จะเป็นบุตรไร้ค่าแต่อย่างไรเขาก็เป็นคนตระกูลหลิ่ว
    
         หลวนซานชักกระบี่เดินออกหน้านายน้อยอย่างปกป้อง ดวงตาเรียวมองศัตรูมากกว่าตนอย่างไม่หวาดกลัว
    
         “พรรคศิลาแดงคงไม่อยากมีชื่ออยู่ในยุทธภพแล้วสินะ ถึงเอาชีวิตมาสังเวยให้นิกายมารฟ้า” หลวนซานกล่าวออกมาอย่างไม่หวั่นเกรง ทว่าพวกมันกลับหัวเราะร่าคล้ายดั่งเห็นเป็นเรื่องตลกเท่านั้น
    
        “แค่เจ้าสองคนจะเอาอะไรมาชนะข้าได้ อีกอย่างพวกเจ้าตายไปผู้ใดจะคาบข่าวไปบอกประมุขนิกายมารฟ้า หากข้าทิ้งหลักฐานไว้พรรคอื่นแค่นี้เรื่องก็ไม่มาถึงพรรคศิลาแดงแล้ว” คำตอบอย่างมั่นใจของผู้นำ ทำให้หลิ่วเหวินอี้นิ่วหน้า ครุ่นคิดเหตุใดพรรคศิลาแดงซึ่งเป็นฝ่ายอธรรมคิดลงมือกับตน
    
       “หากข้าตายพวกเจ้าจะใส่ความผิดให้พรรคใด” ใบหน้างดงามทว่าเย็นชาอีกทั้งดวงตานั่นนิ่งเรียบจนมิอาจคาดเดาได้ น่าเสียดายที่ความงามไม่อาจทำให้รอดตายได้
    
       “เพื่อเห็นแก่ชีวิตไร้ค่าของเจ้าข้าจะบอกให้ หากเจ้าตายความผิดนี้จะตกอยู่ที่พรรคค้ำฟ้า” น้ำเสียงเหิมเกริมและความมั่นใจบนใบหน้าไม่ได้ทำให้หลิ่วเหวินอี้สนใจเท่ากับเรื่องที่จะใส่ความพรรคธรรมะ เห็นที่พรรคศิลาแดงคงอยากสิ้นชื่อเสียแล้วกระมัง
    
        “หากเป็นเช่นนั้น พวกเจ้าคงผิดหวังแล้วล่ะ” หลวนซานตอบกลับอย่างมั่นใจ ใบหน้าเหี้ยมเกรียมของศัตรูยิ้มเย้ยหยันก่อนจะพุ่งเข้าหาอย่างรวดเร็ว
    
        เคร้ง!
    
        หลวนซานต้านรับอย่างหนักหน่วง มากคนทำให้รับมือได้ยากยิ่ง เพราะนายน้อยตนมิได้พกกระบี่เหมือนกับตน ทว่าฝีมือหมัดทั้งสองข้างก็ไม่ได้อ่อนด้อยแต่ว่าหมัดเปล่าหรือจะสู้คมกระบี่ได้นอกจากพลิ้วหลบไปมาเตะขาให้ศัตรูหน้าทิ่มดินเท่านั้น
    
       “บัดซบ!” หนึ่งในนั้นที่หน้าทิ่มดินลุกขึ้นมองอย่างเดือดดาล ทว่ากระบี่กลับหลุดออกจากมือเมื่อถูกลูกเตะอีกครั้ง หลิ่วเหวินอี้เอี้ยวตัวหลบคมกระบี่ที่พุ่งเข้าหาหมายสังหารเขาจากชายอีกคน สองเท้าก้าวท่องดาราหลบอย่างว่องไวมือหยิบกระบี่ของศัตรูที่ร่วงตกขึ้นมาต้านรับ แม้จะเป็นเพียงขยะไร้ค่าในสายตาผู้อื่น แต่มิคิดเอาชีวิตมาทิ้งง่ายๆ
    
        เคร้ง เคร้ง เคร้ง
    
         ห้ารุมหนึ่งอย่างมิอายว่าลงมือกับผู้น้อยกว่า ทว่ากระบี่ที่ฟาดฟันเข้าหาขยะไร้ค่ากลับถูกต้านรับได้ทุกกระบวนท่าทำให้พวกมันเริ่มระวังตัว หนึ่งในนั้นที่ถูกแย่งกระบี่ถึงกลับเดือดดาลด้วยความโมโห เกิดมาไม่เคยมีครั้งใดที่มีคนหยามหมิ่นมันเช่นนี้มาก่อน
    
       ตูม!!
     
         ความรุนแรงจากการปะทะกันอีกทั้งลมปราณที่ต้านรับทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงทำให้ต่างฝ่ายกระเด็นห่างจากกัน ส่วนทางหลวนซานต่างไม่น้อยหน้าไปกว่าตน ทว่าความรุนแรงและไร้ความปราณีของหลวนซานทำให้ตายตกอย่างง่ายดายกว่าสามชีวิต
    
        “บัดซบ ไหนว่ามันไม่มีลมปราณ” หนึ่งในนั้นสบถออกมาอย่างหงุดหงิดคิดว่ารับงานที่ง่ายๆ แสนง่าย ทว่าจากการที่ปะทะกันเพียงชั่วครู่กลับรับรู้ความแตกต่าง ใบหน้างดงามนั้นยังนิ่งเฉยไม่มีเหงื่อผุดขึ้นใบหน้าแม้แต่น้อย บ่งบอกว่าไม่ได้เหนื่อยกับการปะทะกับพวกมัน
    
        “มิน่าประมุขถึงให้คนมามากขนาดนี้” ชายร่างยักษ์ที่เป็นหัวหน้ากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดมองร่างสูงโปร่งยืนสง่างาม มือที่ถือกระบี่ก็เป็นของคนในพรรคที่คัดมาล้วนมีลมปราณไม่ต่ำกว่าขั้นกลาง เมื่อมองไปยังศิษย์น้องที่โรมรันกับผู้ติดตามก็ต้องหน้าเสีย มันถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหดทว่าผู้ที่สังหารกลับยกยิ้มเย็นจนรู้สึกเดือดดาล
    
        “ฆ่ามัน!” เมื่อคำสั่งโกรธเกรี้ยว บรรดาพรรคศิลาแดงจึงพุ่งเข้าหาเป้าหมายอีกครั้ง หลิ่วเหวินอี้นิ่วหน้าหลบคมกระบี่ที่พุ่งผ่านมาจากทางด้านหลังอย่างหงุดหงิด อีกทั้งต้านรับกระบี่ที่ฟาดฟันมาทางด้านหน้ารุนแรงดุจเปลวเพลิง
    
          ฉัวะ!
    
         ไหล่ข้างซ้ายถูกคมกระบี่เฉือนอย่างมิอาจหลบพ้น เลือดไหลย้อมเสื้อผ้าขาดแหว่ง ทว่าใบหน้ากลับเย็นชาไม่ได้สะทกสะท้านกับโลหิตที่อาบย้อมอาภรณ์สีขาว สองเท้าสับเปลี่ยนจังหวะก้าวท่องดาราอย่างคล่องแคล่วมือที่ถือกระบี่ออกกระบวนท่ามารฟ้าอย่างไร้ที่ติด
    
        ฉัวะ!!
    
        อ๊ากกกก
    
        หนึ่งในนั้นกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแขนซ้ายห้อยตกลงอย่างน่าหวาดกลัว ทว่าผู้ลงมือกลับไม่มีสีหน้าเปลี่ยนแปลง การต่อสู้ที่ดุเดือดอีกทั้งเสียงกระบี่ที่ฟาดฟันมาทำให้ผู้ที่เดินผ่านทางมองตามอย่างสนใจ ทว่าการรุมผู้ไร้ทางสู้? เพียงสองคนก็มิอาจละเลยได้
    
       และก่อนจะที่คมกระบี่จะเฉือนเนื้อหลิ่วเหวินอี้ไปมากกว่านี้กลับมีกระบี่หยกขาวออกมาต้านรับ ช่วยเหลือตนอย่างทันท่วงที ดวงตาเย็นชาเหลือบมองผู้ช่วยเหลือตนเล็กน้อย ทว่าในใจกำลังหงุดหงิด เขาไม่ต้องการเป็นหนี้บุญคุณผู้ใดเพราะในยุทธภพเรื่องหนี้บุญคุณนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เหมือนคำกล่าวว่า บุญคุณต้องทดแทน หนี้แค้นต้องชำระ!
    
       “บัดซบ! นี่เป็นเรื่องของพรรคศิลาแดง เจ้าไม่ควรเข้าร่วมไม่เช่นนั้นถือว่าตั้งตนเป็นศัตรูกับพรรคศิลาแดง” ชายร่างยักษ์ถอยห่างออกมา เมื่อถูกไร้ต้อนจากคนไม่รู้จักดวงตาประกายความเกรี้ยวกราดศิษย์น้องที่พามาด้วยต่างตายตกเหลือไม่กี่คน หากถอยออกยามนี้มันจะมีหน้าไปพบผู้ใด
    
       “ข้าเป็นจอมยุทธพเนจรเห็นการกระทำต่ำช้าของเจ้าก็มิอาจละเลยได้ หรือนี่คือวิธีปฏิบัติของพรรคศิลาแดง” คำกล่าวของบุรุษหน้าตาคมคาย รอยยิ้มมุมปากคล้ายหมิ่นหยามตนยิ่งทำให้มันเดือดดาลมากขึ้น มือกำกระบี่เข้าแน่น ในเมื่ออยากลิ้มรสความตายมันจะสนองให้
    
       เคร้ง เคร้ง เคร้ง!!
    
       ทั้งสามคนต่างต้านรับอย่างคล่องแคล่วไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย หลวนซานมองผู้มาช่วยพวกตนอย่างระวัง เหลือบมองนายน้อยเมื่อเห็นว่าไม่ได้กล่าวอะไรจึงปิดปากเงียบ กระบี่ในมือพุ่งเข้าหาศัตรูอย่างว่องไว
    
        อ๊ากกกกก
    
        ชายร่างยักษ์ผู้นำทีมมาถึงกลับกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อถูกกระบี่ตัดแขนขวาขาดหลุดกระเด็นไปไกล กระบี่หยกขาวตวัดแทงเข้ากลางอกด้วยความเร็วที่เหนือชั้น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงกับความเร็ว ทว่าทุกอย่างสายเกินแก้เมื่อกระอักโลหิตออกมาคำโต รอยยิ้มมุมปากบนใบหน้าของผู้ลงมือนั้นอ่อนโยนจนรู้สึกอบอุ่น ทว่าแรงกดดันที่กระแทกเข้าสู่หน้าอกด้านซ้ายมิได้เป็นดั่งหน้าตาไม่ ลมหายใจขาดห้วงก่อนจะกระตุกอย่างรุนแรง ร่างใหญ่ล้มลงตามแรงกระชากกระบี่ขาวออกมา
    
       หลิ่วเหวินอี้เหลือบมองเล็กน้อยก่อนจะสังหารคู่ต่อสู้ของตัวเอง เพียงไม่นานพื้นที่โดยรอบก็อาบย้อมไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน สภาพศพไม่ค่อยน่าดูนัก
    
       “นายน้อย” หลวนซานหลังจากจัดการศัตรูจนหมดสิ้นรีบรุดหน้าเข้ามาหานายน้อยที่บาดเจ็บช่วงไหล่ซ้าย
    
        “เจ้าบาดเจ็บ” น้ำเสียงนุ่มทุ้มของผู้ช่วยเหลือทำให้หลิ่วเหวินอี้ละสายตาจากบ่าวรับใช้ไปมอง ใบหน้าหล่อคมคาย อีกทั้งผิวขาวเนียนไม่เหมือนจอมยุทธทั่วไป รอยยิ้มอ่อนโยนแฝงด้วยความห่วงใยทำให้เขารู้สึกแปลกๆ อาจเป็นเพราะเกิดมาในชาตินี้ยังมิมีใครเคยสนใจใยดีตนสักคนเดียวกระมัง
    
        “ข้าไม่เป็นไร ขอบคุณที่ช่วยเหลือ” แม้ไม่อยากพูดแต่จำต้องกล่าวออกมาตามมารยาท ใบหน้าคมคายแฝงไว้ด้วยความอบอุ่นยังมองตามอย่างเป็นห่วงคิ้วคมเข้มขมวดมุ่นเป็นปม
    
       “เลือดไหลขนาดนี้ไยบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าทำแผลให้” หลิ่วเหวินอี้มองตามบุรุษแปลกหน้าผู้มีพระคุณอย่างลังเล หากเป็นคนรู้จักธรรมดาเขาจะไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย แต่นี่อีกฝ่ายมีบุญคุณต้องทดแทน บุรุษผู้นั้นยังมองตามเขาอย่างนิ่งงันคล้ายรอให้ตัดสินใจ
    
       “ท่านเป็นหมอ?” หลวนซานเอ่ยถามอย่างหวาดระแวง เมื่อเห็นสายตาคมซึ่งมองนายน้อยตนไม่วางตา แม้บรรยากาศที่แผ่มานั้นดูอบอุ่น แต่ก็ไม่น่าไว้ใจในขณะเดียวกัน
    
       “ข้าไม่ได้เป็นหมอหรอก แต่รู้วีธีห้ามเลือดบ้าง เพราะข้าอยู่ยุทธภพเรื่องวุ่นวายก็ยังตามมา หากบาดเจ็บไม่มีความรู้เรื่องนี้ชีวิตข้าคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้ได้” คำกล่าวนุ่มทุ้ม รอยยิ้มอ่อนโยนดุจแสงตะวันทำให้คนมองรู้สึกสบายใจ
    
        “รบกวนด้วย” หลิ่วเหวินอี้กล่าวบอกเสียงเรียบ ซึ่งทำให้หลวนซานมองตามอย่างตะลึงงัน ไม่คิดว่านายน้อยจะไว้ใจคนอื่นง่ายดายเพียงนั้น
    
        “นายน้อย”
    
        “ไม่เป็นไร” หลิ่วเหวินอี้กล่าวตอบหลวนซานโดยไม่ต้องพูดอะไรมาก เดินไปนั่งขอนไม้ใหญ่ที่ล้มลงจากแรงปะทะเมื่อครู่ ซึ่งบุรุษอาภรณ์สีเขียวก็เดินตรงมาหยิบจับถุงย่ามตัวเองอย่างคล่องแคล่ว หลิ่วเหวินอี้ปลดเสื้อออกเผยให้เห็นผิวขาวเนียนไม่ต่างจากหมอจำเป็น ดวงตาคมกริบประกายวาววับเพียงชั่วครู่ก่อนจะช่วยทำแผลให้อย่างชำนาญ
    
        “ขอบคุณ ข้าเหวินอี้ติดหนี้บุญคุณท่านแล้ว” หลิ่วเหวินอี้ดึงเสื้อมาสวมใส่ก่อนจะหันไปบอกชายหนุ่มอย่างขอบคุณ น้ำเสียงยังคงนิ่งเรียบใบหน้าเฉยชาจนมิอาจเดาใจได้
    
       “เรื่องเล็กน้อย เรียกข้าเหยียนเจิ้ง” น้ำเสียงนุ่มทุ้มที่ตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มจริงใจ ทำให้หลิ่วเหวินอี้นิ่งงันคล้ายได้ยินจากที่ใดมาก่อนแต่นึกไม่ออก ร่างโปร่งลุกขึ้นยืนหลังจากทำแผลเรียบร้อย หันไปมองหลวนซานที่ยืนนิ่งเงียบรอคำสั่ง รอยแผลที่ได้รับไม่ได้ทำให้เจ้าตัวปริปากออกมาแม้แต่น้อย แต่ไม่ทันได้บอกกล่าวบุรุษนามว่าเหยียนเจิ้งก็ช่วยทำแผลให้ สรุปแล้วพวกเขาติดหนี้ชีวิตคนผู้นี้อีกครั้งเสียแล้ว
    
       “ข้าจะตอบแทนบุญคุณท่านได้เช่นไร” น้ำเสียงนิ่งเรียบไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ ทำให้เหยียนเจิ้งหันไปมองยกยิ้มบาง
    
       “ข้าไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทน หากอยากชดใช้เลี้ยงข้าวข้าสักมื้อคงได้กระมัง” คำขอที่ไม่ได้มากมายทว่าคนฟังกลับนิ่วหน้าเพราะแค่นี้มิอาจชดใช้ได้หมด
    
        “หากทำให้เจ้าลำบากใจ ให้ที่พักข้าเสียหนึ่งเดือนได้หรือไม่” หลิ่วเหวินอี้เหลือบมองคนขอเพิ่มดั่งรู้ว่าเขาลำบากใจกับหนี้บุญคุณครั้งนี้มาก ทว่าเมื่อทบทวนดูแล้วมันก็ดีที่เขาจะได้ชดใช้เสียให้หมด แต่หากเรื่องที่เขามีวรยุทธรู้ถึงหูบิดาและคนอื่นเขาจะมีชีวิตสงบได้อย่างไร
    
       “หากท่านรับปากข้าว่าเรื่องนี้จะเป็นความลับข้าก็จะยินดี”
    
      “ความลับหรืองั้นเจ้าคงเป็นหลิ่วเหวินอี้” คำกล่าวด้วยรอยยิ้มและประกายตาเจิดจ้าทำให้หลิ่วเหวินอี้มองตามอย่างกังวล
    
       “ข้ารับปากเจ้า แต่เจ้าต้องเรียกข้าว่าพี่เหยียนเจิ้ง” หลิ่วเหวินอี้มองตามอย่างตื่นตระหนก เพียงแค่ชั่วครู่คนผู้นี้กลับเขาใจความต้องการของเขาโดยไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย แต่เมื่ออีกฝ่ายร้องขอมาเช่นนี้เขาจะมีทางเลือกอื่นได้เช่นไร
    
     “ตกลงหรือไม่” ลั่วเหยียนเจิ้งเอ่ยถามคนงามที่ทำให้ใจสั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ใบหน้านิ่งเฉยอีกทั้งดวงตาเย็นชาเหมือนคนไร้ความรู้สึกยิ่งกระตุ้นความปรารถนาในใจ
    
       “...”
    
       “เจ้าเงียบถือว่าตกลง น้องเหวินอี้เชิญนำทางเถิด” รอยยิ้มอ่อนโยนดวงตาจริงใจที่ส่งมา ไม่ได้ทำให้หลิ่วเหวินอี้ครุ่นคิดเท่าน้ำเสียง ที่รู้สึกคุ้นเคยเหมือนคนที่ติดตามเขาเมื่อคืนที่ผ่านมาหรือว่าคิดไปเอง? เขาไม่ได้ไว้ใจเหยียนเจิ้งผู้นี้ เพียงแต่ไม่อยากติดหนี้บุญคุณผู้ใด หากลบล้างได้หมดเขาก็อยากทำให้เสร็จสิ้นเร็วที่สุด 
   
        หลวนซานตอนนี้อ้าปากค้างมองตามร่างสูงของทั้งสองคนที่เดินเข้าเมืองอย่างมึนงง เขาก็พอรู้ว่าบุญคุณต้องทดแทน หนี้แค้นต้องชำระ แต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่เห็นนายน้อยยินยอมง่ายๆ เช่นนี้ เกิดอะไรขึ้นหรือว่านายน้อยมีแผนใดในใจอีก เขาเดินตามทั้งคู่อย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก แม้จะรับใช้มาหลายปีแต่บางครั้งก็มิอาจคาดเดาได้ถูก ครั้งนี้ก็เช่นกัน...


   ขอบคุณที่ติดตามจ้า ในเล้าจะลงช้ากว่าเด็กดีใครค้างคาตามไปอ่านได้นะคะ :mc4: :mc4: :mc4:

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3333
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ meanmena

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 248
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1

ออฟไลน์ fay 13

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5666
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-44

ออฟไลน์ ormn

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +324/-8
    • http:///uc.exteenblog.com/riko-tomo/images/23213506_1208714389_3598161_Okane_ga_Nai_v01_ch01_pg002__Cover.jpg

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด