Basilisk Eye' : เสน่หา ทาส นาคิน (Yaoi)[จบ](แจ้งข่าว) P.4
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Basilisk Eye' : เสน่หา ทาส นาคิน (Yaoi)[จบ](แจ้งข่าว) P.4  (อ่าน 76545 ครั้ง)

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
 ค่ำคืนที่ 11 : เด็กน้อยที่ถูกทิ้ง....Part 1

 

          “ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! ”

 
         เสียงสบถดังอย่างไม่พอใจในขบวนรถไฟเที่ยวพิเศษที่กำลังเดินทางไปยังอาราบัส ตามรับสั่งขององค์ราชาแห่งอนาคาน


         มิกิเดินวนไปบนมาอยู่ด้านในด้วยความหงุดหงิด แม้จะเผลอตวาดเสียงถามพวกทหารที่จับตัวเขามาราวกับนักโทษ แต่ก็ไม่มีใครปริปากบอกอะไรเขาเลยสักคน การกระทำแบบไม่มีปี่ไม่ขลุ่ยราวกับเขาเป็นหมูหมาที่พร้อมจะทิ้งขว้างนั้นชวนให้น่าโมโหยิ่ง  รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กน้อยที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยสักอย่าง นึกอยากจะมาก็ให้มานึกอยากจะให้ไปก็ไป

 
         คำถามหนึ่งผุดขึ้นในหัวจนสับสนว่าเกิดอะไรขึ้นที่อนาคานกันแน่ ถึงเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขา และเขาก็ไม่อยากจะรับรู้ แต่อย่างน้อยก็น่าจะบอกกันสักหน่อยว่า ไอคนที่ยิ่งธนูมาเพื่อหวังที่จะฆ่าเขานั้นต้องการอะไร! ในเมื่อบาซิกค์ดึงเขาเข้ามาในเรื่องบ้าๆนี้ได้ หากจะบอกความจริงคงไม่มีอะไรน่าตกใจไปกว่านี้อีกแล้ว

 
         มิกินั่งลงบนฟูกเบาะของขบวนรถไฟพลางพยายามผ่อนลมหายใจสงบสติอารมณ์ของตัวเองให้มากที่สุด แม้จะเป็นเรื่องดีที่เขาออกมาจากอนาคานได้สำเร็จดั่งใจ แต่ทำไมตรงกลางอกนี้กลับไม่ได้รู้สึกดีใจเลยสักนิด มีแต่ความน่าโมโหหงุดหงิดคล้ายคนจะเป็นบ้าเสียให้ได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน จนปวดหัวไปหมด มือยกขึ้นนวดตลึงอยู่ที่ขมับ


         คิดว่าโลกหมุนรอบตัวเองหรือไงกัน!

 
         ก่นด่าอยู่ในใจ  เอาเถอะ! ในเมื่อบาซิกค์ต้องการทำแบบนี้ เขาก็ยินดีจะสนองให้โดยจากไปให้พ้นๆจากทวีปทะเลทรายนรกนี่สักที

 
         ไม่มีเหตุผลจะต้องสนใจ..

         ไม่มีเหตุผลจะต้องรับรู้..


         หยุดคิด..แล้วกลับบ้านสะมิกิ


         เขาควรคิดแบบนั้นสินะ..


         แผ่นหลังบางแนบพิงลงบนผนังเบาะ กายบางเอนลงพลางถอนหายใจยาวราวกับเบื่อชีวิตนี้เต็มทน ดวงตาสีอ่อนมองออกไปด้านนอกผ่านกระจกบานใหญ่ รอบด้านมีเพียงทะเลทรายสีมืดครึ้มที่ยังคงลายล้อมอยู่ทุกทิศ พระจันทร์ยังคงเด่นสง่ากลางผืนฟ้า ทว่ากลับไร้ซึ้งดวงดาราสะดับข้างกาย ทั้งๆที่ภาพตรงหน้านั้นงดงามแสนวิจิตร แต่ทำไมเขาถึงได้รู้สึกว่ามัน..

 
         โดดเดี่ยวนัก..


         “นายกำลังคิดอะไรอยู่ บาซิกค์” ใจที่เหม่อลอยพร่ำไปตามคิด อยากรู้ให้หายแคลนใจในทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ทว่าคำถามนี้ คงไม่มีวันได้รับคำตอบอีกแล้ว.. ก่อนความมืดมิดจะเข้าปกคลุมพร้อมกับดวงทั้งสองที่ปิดลง..


         เมื่อสัมผัสไออุ่นจากแสงอรุณที่สาดส่อง และรู้สึกถึงการเคลื่อนที่ที่หยุดลง พอฟื้นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าขบวนรถไฟมาถึงยังอาราบัสแล้ว ทว่าไม่ทันได้พูดพร่ำสิ่งใด ตัวเขาก็ถูกพวกทหารโยนลงจากขบวนรถไฟอย่างรวดเร็วเสมือนอยากจะให้เขาไปสะให้พ้นๆ เด็กหนุ่มหันไปจะตัดพ้อต่อว่า แต่ไม่ทันไรขบวนรถไฟนั้นก็ปิดลงทันควันก่อนวิ่งกลับไปทันที ทำให้มิกิได้แต่ยืนอ้าปากค้าง ให้คำพูดมันกระจุกอยู่ที่ลำคอไม่ได้ระบายออกมา


         นี่มันจะมากไปแล้ว!


          เขาอยากตะโกนด่าเสียงดัง แต่ก็ทำได้เพียงเก็บงำไว้อยู่ในใจ ความรู้สึกที่คล้ายกับโดนตัดหางปล่อยวัดนี้ทำให้เขารู้ว่าไม่เคยมีค่าใดๆกับคนนั้นเลย ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าโมโห แต่ที่น่าเจ็บใจกว่านั้นก็คือ การโยนเข้าทิ้งในสภาพที่มีเพียงแต่เสื้อผ้ากับลมหายใจต่างหาก!


         ไม่ใช่ว่าอยากหนี แต่จะเอาเงินที่ไหนกลับประเทศ!

 
         มิกิถอนหายใจอีกครั้ง เขาคงต้องอายุสั้นลงแน่ๆเพราะเรื่องบ้าๆพวกนี้ มือเรียวยกขึ้นเกาศรีษะจนเส้นผมสีอ่อนยุ่งเหยิง พยายามตั้งสิตใจนับหนึ่งสามในใจว่าเขาควรจะทำอย่างไรต่อไป แต่พอเหลือบมอบสภาพตัวเอง ก็มีเพียงแค่ชุดโธปสีขาวค่อมเท้าบางๆ ผ้าคลุมเกล็ดงู และปลอกคอทองคำลายอสรพิษที่ถอดไม่ได้!

 
         “ บ้าเอ้ย!.. ” สุดท้ายก็ทนไม่ไหวสบถกับตัวเองอย่างหัวเสีย จนคนรอบข้างในชานขลาหันมามองเป็นทางเดียว แต่เด็กหนุ่มกลับไม่สนใจ สนใจแค่เพียงเขาจะทำอะไรได้บ้างตอนจากนี้ต่างหาก!

 
         นี่บาซิกค์คิดจะใช้วิธีนี้แกล้งเขาหรือไงถึงได้ทำแบบนี้ เขาอยากได้อิสระก็จริงแต่อย่างน้อยถ้าจะให้จากกันโดยดีก็น่าจะมีของสมนาคุณให้เขาเสียบ้าง ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด สุดท้ายจึงได้แต่เดินย้ำเท้าตึงตังเตร็ดเตร่เข้าไปในเมืองอาราบัสหวังไปไปตายเอาดาบหน้าว่าพอจะหาลู่ทางกลับบ้านเกิดได้หรือไม่

 
          ตอนนี้..เขาเหนื่อย..กระหายน้ำ และอยากได้ที่พัก


         ทว่า..ไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดงเดียว แม้ท่ามกลางทะเลทรายปัจจัยเรื่องเงินจะเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเลยสักนิด เพราะน้ำคือสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ตอนนี้ถ้าอยู่ในเมืองแห่งการค้าแล้ว ถ้าไม่ใช้เงินแลกที่พัก แล้วจะให้ไปใช้อะไร!


         ตอนนี้เป้าหมายแรกก็คือ การหาเงินมาใช้ และตอนนี้สิ่งที่พอจะขายก็มีเพียงแค่ผ้าคลุมเกล็ดงูมันเลื่อม ถึงมันจะเป็นสิ่งเดียวที่ดูเหมือนจะช่วยกลบกลิ่นดอกเพเซียที่อยู่ในร่างกายของเขาไม่ให้แผ่ออกมาได้ แต่เขาไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แล้วจริงๆ เพราะไอของที่ดูมีราคาที่สุดกลับถอดไม่ได้นี่สิ


         มิกิเดินเข้าไปในเมืองอาราบัส เมืองเล็กๆทว่ากลับมีชีวิตชีวาด้วยการค้าขายทุกประเภท โดยเฉพาะเรื่องทาสมนุษย์ที่เขาจะไม่มีวันลืมเลือนว่าโลกใบนี้ยังคงมีอยู่

 
         ตลอดสองฝั่งข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงมากมาย ทั้งร้านขายผ้า ร้านขายเครื่องประดับ และร้านขายของแห้งจำพวกเครื่องเทศ และถั่วอบแห้ง ถึงสิ้นค้าในทวีปแห่งทะเลทรายนี้จะดูเหมือนๆกันไปหมดและไม่ค่อยมีสิ่งใดน่าสนใจน่าดึงดูดเท่ากับประเทศที่เจริญแล้ว แต่เมื่อเอาอาราบัสไปเทียบกับอนาคาน อนาคานกลับดูเหมือนชนบทชนกลุ่มน้อยไปในทันที น่าแปลกที่อนาคานน่าจะมีของมีค่ามากมายเพราะดูจากภายในพระราชวังที่โอ่อ่าและเต็มไปข้าวของงดงามแล้ว แต่ภายในเมืองกลับไม่มีสิ่งใดเลยสักอย่าง ถึงจะบอกว่าผู้คนภายในเมืองนั้นคือมนุษย์งูกันทั้งหมดจึงไม่จำเป็นจำสนใจกับเรื่องสินค้าก็ฟังไม่ค่อยขึ้นเท่าไร เพราะตลอดเวลาที่อยู่นั้น มีเพียงครั้งเดียวที่เห็นคนมีหัวเป็นงู แต่นั้นก็ไม่รู้ว่าตัวเองตาฝาดไปหรือเปล่าเพราะมันก็มืดมากแล้วเขาก็เห็นไม่ชัดเท่าไร แต่สิ่งที่เขาแน่ใจก็คืน คนในอนาคานสามารถควบคุมอสรพิษได้ และนับถือพวกมันเสมือนเป็นเทพเจ้า


         แต่นั้นก็เป็นเพียงความคิดของเขาเพียงฝ่ายเดียว..และไม่เคยได้รับคำอธิบายใดจากใครในอนาคาน
 

         ทำไมมันน่าหงุดหงิดแบบนี้นะ..!?

 
         อีกครั้งที่เรื่องของอนาคานฉุกคิดขึ้นมาในหัวจนน่าโมโหตัวเองจนลืมสังเกตรอบด้าน เวลานี้ มีผู้คนมากมายที่แต่งกายเช่นเดียวกับชาวอาหรับที่มีผ้าโพกศรีษะต่างจับจ้องมาทางทางเขาแทบทุกคนที่เขาเดินผ่าน

 
         มีอะไรติดหน้าเขางั้นหรือ

 
         มือเรียวยกขึ้นมาสัมผัสใบหน้าของตัวเอง แต่ก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ

 
         หรือว่าชุดเขาจะแปลกกว่าคนอื่น...แต่มองดูแล้วก็ไม่ใช่ ถ้างั้นสิ่งใดล่ะ


         " เอ๊ะ! " เขาสะดุ้งตัวทันทีเมื่อมีชายชราแต่งตัวดั่งเช่นชาวอาหรับมาหยุดอยู่ตรงหน้า สายตานั่นกำลังสะท้อนภาพบางสิ่งที่อยู่บริเวณลำคอ

 
         " พ่อหนุ่ม ปลอกคอนี่..ทองคำงั้นหรือ" ชายชราเงยหน้าขึ้นมาถาม ทำท่าจะเอื้อมมือมาจับที่ลำคอของเขา

 
         " ปะ..เปล่าครับไม่ใช่ ขะ..ขอโทษครับ " เด็กหนุ่มต่างชาติปัดมือนั้นออกอย่างรวดเร็วด้วยสัญชาตญาณ ก่อนรีบเดินเบี่ยงตัวหนีไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรซะขึ้นชื่อว่าเมืองแห่งการค้าคงไว้ใจอะไรไม่ได้ ยิ่งเป็นการใส่ของมีค่าเอาไว้กับตัว ก็ยิ่งเหมือนการล่อเสือให้มาขย้ำ โดยเฉพาะทองดำซึ่งเป็นสิ่งมีค่ามากที่สุด แต่จะให้เขาทำยังไงได้ ในไไอปลอกแสนซวยนี่มนถอดไม่ได้!

 
         มิกิรีบเดินหนีออกมาจนเหนื่อยหอบ เพราะปลอกคอเจ้าปัญหานี่ทำให้เขาต้องคอยกำชับปลอกคอเสื้ออยู่ตลอดเวลา ตอนนี้สิ่งที่เขาควรทำอย่างเร่งด่วนก็คือการหาที่พักแล้วหาอะไรมาปิดปลอกคอบ้าๆนี่ ก่อนสายตาของเขาจะไปสะดุดอยู่ที่ร้านๆหนึ่งซึ่งอยู่ข้างๆตนปาล์มสูงใหญ่ ดูแล้วน่าจะเป็นร้านขายของเก่า ซึ่งดูแล้วที่นี่อาจจะทำให้เขาขายผ้าเกล็ดงูทิ้งได้

 
         มิกิเดินเข้าไปในร้าน แล้วรีบหยิบผ้าเกล็ดงูมาพ่อค้าประเมินราคา แต่พอพ่อค้ามาตรวจดูสภาพของผ้าชิ้นนี้ก็ถึงกับตาลุกวาว และถามกับเขาว่าไปได้มาจากที่ใด พอพูดชื่อนครเมืองนาคินขึ้นมา พ่อค้านั้นก็ขมวดคิ้วแน่น สายตาเจ้าเล่ห์นั้นไม่รู้ว่ารู้จักหรือไม่รู้จักชื่อเมืองแห่งนี้กันแน่แต่ ก่อนจะบอกราคาออกไปอยู่ที่ 2 พันลูซ มิกิกระพริบตาปริบๆแม้ไม่รู้ว่าราคาของผ้าคลุมนี้เท่าไรแต่ก็รู้ว่าคงไม่ใช่ราคาที่แท้จริงของผ้าผืนนี้แน่ จึงแกล้งขู่ไปว่ารู้จักกับคนในราชวังของอนาคาน อย่างสนิดสนม หากอยากได้ผ้านี้เขาจะไปขอมาให้ ทีแรกพ่อค้าไม่เชื่อ แต่พอโ๙ว์หลักฐานเป็นปลอกคอทอง(ที่ถอดไม่ได้)อยู่ที่ลำคอ และมันก็ได้ผลเกินคาด การต่อรองจบอยู่ที่ 5 พันลูซ แถมด้วยแผนที่ของเมืองอาราบัสและทะเลทรายฮาซานมาอีกฟรีๆจนเด็กหนุ่มแอบแอบแปลกใจเล้กน้อย เพราะใครจะรู้ล่ะว่าถึงอนาคานจะเป็นเมืองปิด แต่พอยังมีอิทธิพลต่อเมืองรอบด้านรวมทั้งความต้องการในผลิตภัณฑ์ของเมือง แต่ก่อนที่จะหาที่พัก เขาต้องหาร้านที่สามารถกำจัดปัญหาใหญ่โตบนคอเข้าเสียก่อนจะได้ไม่เป็นเป้าสายตา


      หลังจากแวะร้านผ้าเพื่อซื้อผ้าพันคอมาปกปิด แม้จะร้อนเหงื่อท่วม ในที่สุด มิกิก็ได้ที่พักชั่วคราวเป็นห้องเล็กๆในโรงแรมซ่อมซอในราคาไม่ถึง 1 พันลูซต่อคืน ในห้องนั้นไม่มีอะไรมากนอกจากเตียงนอนแข็งๆ โต๊ะเก้าอี้เก่าๆใกล้พังหนึ่งชุด และบานหน้าต่างที่ไม่มีตะแกงกั้น ทว่าสภาพเช่นนี้กลับทำให้เขารู้สึกสบายใจกว่าการมีเตียงนุ่มๆหรือมีข้าราชบริวารมาดูเหมือนตอนที่อยู่ในวังอนาคานเสียอีก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกใจหายแปลกๆ


        มิกิล้มตัวลงนอนลงบนเตียง ดวงตาสีเขียวอ่อนเงยมองดูเพดานที่มีรอยแตกร้าวสมสภาพโรงแรมเก่าๆ จากนี้เขาจะทำอย่างไรต่อไปกับอิสระที่ได้ครอบครองดี ในหัวมันว่างเปล่าไปหมด แต่เขาจะอยู่ที่นี่นานไม่ได้เช่นกัน เงินหนึ่งห้าพันลูซไม่สามารถประทังชีวิตได้ตลอดไป เขาจำเป็นจะต้องหาทางติดต่อศูนย์วิจัย เพื่อให้ที่นั่นส่งคนมารับเขากลับไปที่ญี่ปุ่น แต่พอนึกถึงเรื่องนี้ ความคิดเขาก็ชะงักงันในทันที ภาพในอดีตย้อนกลับมาจนดวงตาเบิกกว้าง ความเจ็บใจกับการหักหลังทรยศของเพื่อนร่วมงานทำให้เขากัดฟันแน่นด้วยความเครียดแค้น

 
            คำถามหนึ่งก็คือ..จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้หากศาสตร์จารย์ค็อดเลอร์และพวกชั่วช้านั้นยังรู้ว่าเขามีชีวิตอยู่..เขาจะติดต่อที่นั่นไม่ได้ แต่จะมีทางไหนบางล่ะที่เขาจะได้กลับไปแล้วลากไอพวกสารเลวนั้นเข้าคุกให้สมกับสิ่งที่พวกมันกระทำกับเขาและศาสตราจารย์โลเกีย

 
             คิดไม่ออกเลย..


            “ เฮ้อ.. ” เสียงถอนหายใจดังขึ้นในห้องที่เงียบเฉียบ กายบางบิดตัวลุกขึ้นจากเตียงด้วยอารมณ์ขุ่นมัวของคนที่ไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหน กระทั่งสายตาเหลือบเห็นม้วนกระดาษแผนที่ที่เขาได้มาจากร้านขายของเก่า จึงเดินไปหยิบมาขึ้น พอกางออกก็พบแผนที่รอบๆเมืองอาราบัสที่ลายล้อมไปด้วยดินแดนแห่งทะเลทราย


             มิกิพยายามหรี่ตามองแผนที่อย่างครุนคิด ที่จริงแล้ว เขาดูแผนที่ไม่เป็นเท่าไร แต่ก็พอจะมองลู่ทางออกมาอยู่บ้างว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน แล้วสถานที่จากมาอยู่ทางทิศใด ซึ่งมันเป็นเหมือนการจินตนาการภาพในหัวและคาดเดา แต่น่าแปลกที่มันกลับได้ผลจนน่าใจหาย

 
         มิกิมองแผนที่ไปเรื่อยๆ ทีแรกเขาจะลองเดาทิศทางของเมืองอนาคานว่าตั้งอยู่ที่ใด แต่ตอนที่เขาถูกนำตัวมาจนขึ้นรถไฟกลับถูกปิดตาจนมองไม่เห็นอะไร รู้สึกตัวอีกก็อยู่บนรถไฟเสียแล้ว นั่นทำให้เขาต้องล้มเลิกความตั้งไปโดยปริยาย แต่แล้วความคิดหนึ่งกลับแล่นเข้ามาหัว ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่น่าจะเป็นประโยชน์นอกจากการตอกย้ำจิตใจของตัวเองเล่น


            จากตรงนี้คืออาราบัส..แต่ถ้าไล่ขึ้นทางเหนือออกไปจะพบโอเอซิส แล้วที่นั้นก็เป็น..


            นิ้วมือเลื่อนไปหยุดอยู่ตรงรูปแอ่งน้ำบนแผนที่ ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นโอเอซิสที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองมากนัก


         “ ศูนย์วิจัยอยู่นี่สินะ.. ” เด็กหนุ่มกล่าวเรียบๆกับตัวเอง ก่อนจะพับแผ่นที่แล้ววางไว้ที่โต๊ะตามเดิม บางทีหนทางที่จะทำให้เขากลับประเทศบ้านเกิดได้อาจจะอยู่ที่นี่ก็ได้..

 
 

         สองวันผ่านพ้นไปโดยไร้ซึ่งเงาของเด็กหนุ่มต่างชาติ บาซิกค์ ฮอร์น ซัลคาฟา ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ นอกจากมีรับสั่งด้วยใบหน้าตายด้านว่า อีกสองอาทิตย์ตกฟาก ฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะถูกดำเนินไปตามกฏตามช่วงอายุ 210 ปีของเทพนาคิน นั่นคือ ฤดูกาลเก็บเกี่ยวครั้งสุดท้ายที่เขาจะต้องเลือกราชีนีคู่บัลลังค์ เพื่อให้กำเนิดโอรสเทพนาคินองค์ใหม่ จากนั้นองค์ราชาก็เก็บตัวอยู่ในห้องจำศีลตลอดเวลาเพื่อชำระล้างจิตใจและความรู้สึกทุกอย่างที่คงมีให้ว่างเปล่า โดยทิ้งการปกครองเบื้องบนไว้ให้องค์ชายบาฮาลเป็นการชั่วคราว


         นั่นเป็นสิ่งที่องค์ชายบาฮาลควรกระทำตามอย่างไม่มีข้อแม้และไม่ควรคิดสงสัย ทว่า..ความรู้สึกแปลกบางอย่างกลับบอกเขาว่า ในแววตาของพี่ชายตัวเองนั้นมีแต่ความเศร้าสร้อยโดดเดี่ยว ถึงแม้ภายนอกที่แสดงออกมาจะเยือกเย็นยามที่สบสายตานั่นเหมือนเช่นเคย แต่ลึกๆเข้าไปกลับไม่ใช่ ระหว่างที่โดนกักขังจากโทษทัณฑ์เขาก็พอรู้เรื่อวราวอยู่บ้างจากซาอิด แต่เพราะเขาไม่เห็นกับตาจึงไม่สามารถบรรยายออกมาได้ ถึงจะคิดว่าการปล่อยตัวมิกิไปนั้นทางเลือกที่ถูกต้อง ซึ่งอนาคานควรได้รับ แต่ทำไมกลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่ เข้าจึงเรียกซาอิดเข้าเพื่อสอบถามให้ชัดเจน

 
         ความเจ็บปวดในดวงตาสีอำพันคู่นั้นคือสิ่งใด..

 
         “ ข้าไม่เคยเห็นสายพระเนตรขององค์ราชาเป็นเช่นนี้มาก่อน” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคาใจเอ่ยขึ้นในห้องทรงงานของราชาแห่งอนาคาน เรียกหัวหน้าราชบริวารเพียงหนึ่งเดียวที่เข้าเฝ้าเป็นเพื่อนคู่คิดหันมาสบ ใบหน้าที่เคยประดับรอยยิ้มเหมือนเช่นเคยกลับเปลี่ยนเม้มริมฝีปากลงเสียแน่น คล้ายกับกำลังลำบากจะที่บอกบางอย่างในสิ่งที่ถาม แต่ก็เลือกที่จะออกความเห็นออกไป


         “ องค์ราชา ทรงทำในสิ่งที่เห็นว่าถูกต้องที่สุดเพื่ออนาคานแล้วพ่ะย่ะค่ะ ”


         “ สิ่งที่ถูกต้อง? ” บาฮาลเลิกคิ้วถามในคำตอบที่ต่อให้ฟังอีกครั้งก็ยังไม่เข้าใจ


         ซาอิดเบือนหน้าหนีไปทางอื่นคล้ายไม่อยากสบสายตา อาการเช่นนี้องค์ชายแห่งอนาคานจึงแน่ใจได้เลยว่ามีบางอย่างผิดปกติ ก่อนจะผุดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เค้นคำถามที่สามารถกรีดหัวใจคนฟังเป็นริ้วๆได้


         “ แล้วถ้าหากสิ่งที่ถูกนั้นคือการส่งเจ้าไปตายที่ซาคาเดียร์เหมือนพี่ชายเจ้าล่ะซาอิด ”

            ฟังความบาดหัวใจจบ ซาอิดหันกลับมาสบกับเจ้าของคำถามด้วยแววตาที่แข็งกระด้าง ริมฝีปากเผยอขึ้นคิดต่อว่าไปตามแรงยั่วโทสะ แต่ก็มีสติเพียงพอไม่พลั้งปากออกไป

 
         “ หากนั่นคือสิ่งที่สมควรกระหม่อมเองก็มิอาจขัดรับสั่ง ” พยายามปรับน้ำเสียงให้สงบนิ่งมากที่สุด แต่บาฮาลกลับคิดว่านี่เป็นเรื่องน่าขันสิ้นดี


         “ เจ้ามันโง่เง่า ซาอิด คำตอบของคำถามนี้ ข้าอยากรู้จริงว่าจะมีใครบ้างที่ไม่รักชีวิตตัวเองเช่นเจ้าบ้าง ”

         บาฮาลส่งสายตาทอดมอง หัวหน้าราชบริวารที่ยื่นตัวแข็งปั่นหน้าไม่ถูกกับคำตอบที่ได้รับ สังเกตเห็นมือเรียวที่กำแน่น ซาอิดรู้สึกกำลังถูกดวงตาสีกรมเข้มนั้นเล่นงานอย่างหนัก จะหายใจแต่ละครั้งก็รู้สึกอึดอัด เหมือนกำลังถูกล้วงลึกเข้าไปในจิตใจ สายตาคู่นั้นช่างเหมือนกับองค์ราชาบาซิกค์ไม่มีผิด


         “ ถึงปากเจ้าจะพูดว่าไป แต่ข้าก็ยังคงได้ยินเสียงหัวใจที่ตื่นกลัวของเจ้าอยู่ดี ”

 
         “ เช่นนั้นพระองค์จึงอยากจะตรัสว่า องค์ราชามิควรเสด็จไปยังซาคาเดียร์หรือพ่ะย่ะค่ะ ถึงจะพิสูจน์ความกล้าได้ ” ในที่สุดก็รวบรวมความกล้าจนหลุดพ้นจากสายตาพันธนาการนั่น เสียงที่เริ่มขึ้นดังแสดงที่แรงอารมณ์ที่เริ่มเก็บกลั้นไวไม่อยู่ ทว่าคำถามที่ถามออกไปกลับทำให้องค์ชายบาฮาลต้องขมวดคิ้วเป็นปมแน่น


         “ ต่อให้คิดเช่นนั้น อย่างไรพวกเราก็คงเปลี่ยนแปลงกฏของเทพนาคินไม่ได้! ”

         บาฮาลตวาดดัง ม่านประเพณีที่เคร่งครัดถูกยกขึ้นพูดจนคนฟังถึงกับสะอึก ความจริงที่เหล่านาคินทุกคนรู้ดีและให้การเคารพปฏิบัติกันมาช้านานนั้นไม่มีวนเปลี่ยนแปลงได้อย่างที่พูด ซึ่งเป็นเสมือนโซ่เหล็กขนาดใหญ่ที่มัดตรวนพวกเขาไว้ด้วยกันอย่างไม่มีข้อแม้ ทว่า หากโซ่นั้นทำให้เกิดบาดแผลอย่างไม่ยุติทำก็ควรจะปลดทิ้งใช่หรือไม่


         “ แต่การคิดไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงพ่ะย่ะค่ะ การกระทำต่างหาก ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ” ซาอิดยังคงยืนกรานเสียงเดิม องค์ชายบาฮาลยืนขึ้นจากที่นั่งประทับทรงงาน ก่อนจะสาวเข้ามาใกล้หัวหน้าราชบริวารหนุ่มอย่างรวดเร็ว ก่อนสบลงไปยังนัยน์ตาสีครามดุจท้องฟ้าสดใส มือทรงอำนาจตบลงไปบนบ่าหนักๆ ราวกับจะตักเตือน


         “ การเปลี่ยนแปลง ข้าชอบคำนี้แต่ไม่ใช่กับอนาคาน ” ถ้อยคำนั้นเหมือนจะให้ความหวังแต่กลับตัดทอนเสียจนเสียกำลังใจทว่าซาอิดยังคงพูดต่อไป


         “ อนาคานหวาดกลัวต่อกฏของเทพนาคินเกินไป ซึ่งนั่นทำให้ที่นี่อ่อนแออย่างไร้เหตุผล หากท่านมิกิถูกมองว่าเป็นสิ่งเลวร้าย แล้วกฏของเทพนาคินล่ะพ่ะย่ะค่ะคือสิ่งใด ”

 
         “ ซาอิด!! ” สรุเสียงตวาดก้อง ไม่พอใจที่ร่างตรงหน้าพูดจาหมิ่นกฏเทพนาคิน ทว่าซาอิดยังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ แต่ยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งสั่นลงทุกที

 
         “ หากเกิดขึ้นซึ่งฤดูกาลเก็บเกี่ยวครั้งสุดท้าย กฏของเทพนาคินก็ยังคงอยู่เช่นเดิม นั่นคือสิ่งที่พวกเราปรารถนาจริงๆหรือเป็นเพียงแค่ความเห็นแก่ตัวกันแน่ พวกเราควรจะคิดให้ดี ว่าบรรณนาการนาคินเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ หรือเป็นการเล่นสนุกของซาคาเดียร์ ”


         “ หยุดนะ! ”

 
         “ ทีแรก กระหม่อมมองว่า องค์ราชาทรงไม่ต้องการเช่นนั้น..แต่เพราะพวกเรายังต้องการได้รับการปกป้อง จึงเรียกร้องทุกอย่างจากเทพนาคิน ที่องค์ราชาบาซิกค์ทรงทำไม่เป็นแค่เพียงยื้อชีวิต แต่นั้นรวมไปถึงชาวนาคินทุกคนที่จะไม่ได้ถูกเป็นส่งไปเป็นเครื่องบรรณนาการที่ซาคาเดียร์อีก แต่พวกเรากลับโง่เขลาเกินและคิดว่ากฏคือทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่! ”


         “ซาอิด!”

 
         ขอบตามเริ่มร้อนผ่าวขึ้นทุกที

 
          “ตอนนั้น ในความหมายที่แท้จริงกลับไม่มีใครเข้าใจ รวมทั้งกระหม่อมด้วย เรื่องทั้งหมดที่ทูลบอก กระหม่อมไม่ได้คิดคดทรยศอนาคานแต่อย่างใด แต่ไม่อยากให้ใครต้องเสียชีวิตอีกแล้ว พระองค์อาจจะมองเรื่องนี้มันเป็นไปได้ยากนักที่จะเปลี่ยนแปลง แต่บรรณนาการนาคินก็เป็นเรื่องที่โหดร้ายเกินไปและไม่ยุติธรรมเลยสักนิด การที่ส่งพี่ชายของประหม่อมไปตายนั่นสมควรแล้วหรืออย่างไร ทั้งหมดเป็นเพียงข้ออ้างทั้งนั้น กฏบ้าบอเช่นนี้กระหม่อมมิอาจยอมรับได้เด็ดขาด ที่ทำได้ก็มีเพียงรักษาเทพนาคิน แต่พวกเรากำลังส่งพระองค์ไปสังเวย ถ้าตอนนี้ไม่ใช่พระองค์ที่พอจะช่วยองค์ราชาได้แล้วจะมีใครเป็นไปได้อีก..กระหม่อมไม่อยาก..กระหม่อมไม่.. ”

 
         แหมะ..

 
         จู่ๆน้ำตาก็ไหลลงมาเป็นสายไม่หยุดหย่อนพร้อมกับสิ่งที่เก็บงำอยู่ในใจ สติที่พยายามควบคุมแตกกระเจิงออกเป็นเสี่ยงเช่นเศษแก้ว ทว่าสิ่งที่ทำให้เสียงที่พร่ำระบายออกมาหยุดชะงักไปไม่ใช่น้ำตาของตัวเอง แต่เป็นมือทั้งอุ่นทั้งสองข้างที่ประคองใบหน้าของเขาให้เงยขึ้นมาสบดวงตาสีเข้มทรงอำนาจคู่นั้น วินาทีเหมือนกำอากาศายไปชั่วขณะ  เพียงแค่มองก็เหมือนกับกำลังสะกดทุกสิ่งให้กำดิ่งลึกลงไปในหลุมดำที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทว่ากลับสงบและเยือกเย็นจนไม่อยากจะถอดถอนตัวขึ้นมา ใบหน้าคมเข้มอยู่ใกล้ ปลายจมูกโด่งสันแนบชิดเพียงลมหายใจ ริมฝีปากอ่อนนุ่มเพียงแค่ขยับก็สัมผัสได้กลีบปากหนาสวยของคนตรงข้าม หัวใจมิอาจตอบได้ว่าเต้นเป็นจังหวะเดียวกันหรือไม่ แต่ตรงใต้แผ่นอกนี้กลับใกล้จะระเบิดออกเต็มที เมื่อสัมผัสใก้ลชิด

 
          องค์ชายบาฮาลขมวดคิ้วแน่น เขารู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากที่เห็นใบหน้านั้นที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ทั้งๆที่เป็นคนที่เกลียดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร และไม่ชอบขี้หน้า แต่พอเริ่มเห็นซาอิดเป็นเช่นนี้หัวใจมันก็กระตุกแปลกๆ จนต้องใช้มือทั้งสองประคองใบหน้านั้นขึ้นมาเพื่อให้ได้สติ กระทั้งคนตรงหน้านิ่งเงียบไปกับการกระทำ ทว่าถ้อยคำที่พร่ำออกมาทั้งหมดมันคล้ายว่าซาอิดกำลัง..


         “ เจ้าคิดสิ่งใดกับองค์ราชาอยู่กันแน่ซาอิด..” มือหนาทั้งสองค่อยๆผละออก คำถามที่ไม่คาดคิด พร้อมกับน้ำเสียงเรียบสงบแต่แฝงไปด้วยความตัดพ้อจนคนฟังถึงกับใจหาย ซาอิดมองการกระทำขององค์ชายนิ่ง ปากกำลังจะเอ่ยปากอธิบายทุกสิ่ง แต่องค์ชายบาฮาลกลับหันแผ่นให้แล้วกล่าวไล่อย่างเย็นชา


         “ ออกไปซะ ข้าเกลียดคนอย่างเจ้าที่สุด ” สิ้นรับสั่งไม่แม้แต่จะปรายตามอง หัวหน้าราชบริวารหนุ่มได้แต่โค้งจำใจรับคำสั่ง แต่ในใจกลับรู้สึกเจ็ยแปล็บขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ไฉนเรื่องทั้งหมดถึงกลายเป็นเช่นนี้ได้ เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเช่นกัน ก่อนจะสาวเท้าเดินออกจากห้องทรงงาน พร้อมเสียงประตูที่ปิดลงพร้อมกับประโยคหนึ่งที่ยังคงดังก้องในหูขององค์ชายแห่งอนาคาน

 
         ‘มีเพียงพระองค์ที่สามารถช่วยองค์ราชาได้..’

 

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
 ค่ำคืนที่ 11 : เด็กน้อยที่ถูกทิ้ง Part จบ

       แสงอรุณสาดส่องเหนือนครแห่งการค้าอาราบัส ไอแดดร้อนแรงสมดั่งภูมิภาคที่เต็มไปด้วยทะเลทรายพูนสูง เพียงแค่สายลมพัดผ่านก็รู้สึกแสบเนื้อตัวไปหมด


        สองคืนเต็มๆในการตัดสินใจกับเงินที่เหลือไม่สามพันลูซ มิกิพยายามหาลู่ทางที่จะกลับไปยังสถานีวิจัย แต่จากการถามผู้คนด้วยภาษากลางของคนต่างชาติแล้ว ก็ได้คำตอบที่เหมือนกันว่า โอเอซิสแห่งนั้นไม่มีค่อยนิยมในการเดินทางของพวกพ่อค้าเพราะสุดปลายทางเป็นแค่ที่ราบสูงชันซึ่งมีหุบเหวลึกขวางกัน การที่เขาจะขอติดขบวนคาราวานไปลงยังโอเอซิสจึงแทบเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย แต่หากต้องการไปจริงๆ เขาต้องเช่าม้าหรืออูฐเป็นพาหนะไปเองเท่านั้น ซึ่งก็ใช้เวลาค่อนวันกว่าจะไปถึง


       ทว่า..ทางเลือกที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด กลับผลักดันให้เด็กหนุ่มต่างชาติตัดสินใจในที่สุด มิกิเลือกที่จะเช่าอูฐในราคาถูกที่สุดเท่าที่จะหาได้ ก่อนจะขึ้นขี่อูฐที่เช่ามาด้วยท่าทีที่งกๆเงิ่นๆ แต่พอเริ่มจับจังหวะและเรียนรู้ได้ ก็คิดว่ามันไม่ได้แตกต่างจากการขี่ม้าเท่าไรนัก เพียงแต่ความรู้สึกที่ได้รับมันดูช้าเอื่อยๆเรื่อยๆเสียมากกว่า


       เขาเดินทางออกจากเมืองอาราบัสสู่ทะเลทรายเวิ้งว้างตั้งแต่เช้ากระทั่งตอนนี้..ตะวันส่องเหนือหัว เขาก็รู้ได้ทันทีเลยว่า การเดินทางเพียงลำพังโดยมีทะเลทรายล้อมรอบกับพระอาทิตย์ร้อนๆที่ส่องรนอยู่นี่ ไม่ต่างอะไรกับย่างเนื้อตัวเองเล่น


        อากาศที่ร้อนอบอ้าวดั่งเตาอบนี้ ทำให้รู้สึกแสบคันไปทั้งตัวคล้ายผิวหนังมันจะลอกไหม้ เหงื่อไคลไหลซึมอยู่ตลอดเวลาราวกับอาบ แม้ก่อนหน้า จะใช้ผ้าพันคอที่ซื้อมาจากในเมืองมาพันโพกศรีษะแล้วนำส่วนหนึ่งมาปกปิดใบหน้าจากแสงแดดและเกล็ดทราย แต่ดูท่า..ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก นอกจากจะอบให้มันรู้สึกร้อนกว่าเดิม

 
       เดินทางไมาได้สัก2ชั่วโมงกว่า มือเรียวหยิบเอาแผนที่ที่เหน็บเอาไว้กับกระเป๋าสัมภาระที่ติดมากับอูฐเช่าขึ้นมาดู จากอาราบัสเดินขึ้นเหนือมาเรื่อยๆ ก็จะพบโอเอซิสที่ตั้งของสถานีวิจัย มองดูในแผนที่นั้นง่ายแสนง่าย แต่พอมาอยู่ตรงนี้จริงๆ ทั้งหน้าหลังก็ล้อมรอบไปด้วยทะเลทรายไปเสียหมดจนจับทิศจับทางไม่ถูก


       เสียงถอนหายใจดังขึ้นมายาวพรืดอีกครั้ง มืออีกข้างยกกระบองน้ำขึ้นดื่มให้สดชื่นแต่กลับไม่มีน้ำเลยสักหยด เพียงแค่นั้นก็รู้สึกหงุดหงิดตัวเองขึ้นมาดื่มน้ำมาตลอดทาง


       “ ให้มันได้แบบนี้สิ มิกิ ” บ่นกับตัวเองพึมพรำ ไม่รู้ว่าคิดผิดหรือคิดถูกที่กลับมาที่นี่ สุดท้ายหงุดหงิดไปก็เท่านั้น เพราะหากเลืือกที่จะไม่เดินทางต่อก็คงอยู่เป็นศพไร้ญาติกลางทะเลทรายแน่ นึกแล้วคงอบอุ่นพิลึก(ด้วยไอแดด) ก่อนเขาจะพยายามมุ่งตรงต่อไป เพื่อหาโอเอซิสนั้นให้เจอ

 
       อีกชั่วโมงถัดมา ในขณะที่ความเหนื่อยกัดกินไปทั่วร่าง ก็ไม่รู้ว่าสวรรค์เป็นใจหรือโชคชะตาพาให้พานพบ เขาก็มาถึงยังโอเอซิสซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของสถานีวิจัยที่เขาเคยทำงานอยู่


       มิกิผูกอูฐเข้ากับต้นปาล์มสูงใหญ่ในบริเวณนั้น ก่อนจะรีบวักน้ำในทะเลสาบขึ้นมาดื่มเพื่อดับกระหาย  ในที่สุดน้ำเย็นๆจากในทะเลทราบก็ทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นอีกครั้งราวกับได้ขึ้นสวรรค์


       เมื่อเริ่มรู้สึกดีขึ้น เด็กหนุ่มในชุดโธปสีขาวก็ยืนขึ้นเต็มความสูง นัยน์ตาสีเขียวอ่อนของเลือดต่างชาติหรี่มองสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ที่ไม่ค่อยหลงเหลือสภาพสถานีวิจัยเท่าไร โดยรอบเต็มไปด้วยเศษซากจากแรงระเบิดที่ทำเอาประตูรั่วเหล็กที่กั้นระหว่างสถานีบิดเบี้ยวจนดูไม่ออก มีคราบเขม่าสีดำจากเปลวไฟและแรงระเบิดยังคงหลงเหลืออยู่โดยรอบ อีกทั้งทางเข้าด้านหน้าที่เคยเป็นประตูขนาดใหญ่ก็หลงเหลือเพียงแค่โครงเหล็กคดงอ ไม่อาจเรียกได้ว่าประตูอีกต่อไป


       เขาถอนหายใจกับภาพที่เห็น รู้สึกจิตใจเต้นไม่เป็นปกติเลยสักนิด อนุภาพการทำลายของระเบิดแม้จะไม่ถึงกับทำให้สถานีนี้แตกเป็นเสี่ยงเหมือนเปลือกไข่ที่ถูกกระเทาะ แต่ก็อดไม่ไดที่จะใจหายวาบเมื่อได้เห็นสภาพที่ตัวเองเคยเผชิญ หากศาสตราจารย์โลเกียไม่เป็นคนช่วยชีวิตเขาไว้ เขาก็คง..


       'เลิกคิดมากสักทีมิกิ..เพราะแบบนี้เธอถึงได้ไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนเหมือนคนอื่นเขาสักที’


       จู่ๆประโยคนี้ ก็ผุดก้องขึ้นในหู ซึ่งเป็นประโยคที่ศาสตราจารย์โลเกียชอบบ่นว่าเขาเป็นประจำเวลาที่เขาค้านสมมุติฐานของงานวิจัยของเจ้าตัวด้วยใบหน้าและน้ำเสียงที่อยู่ก่ำกึ่งระหว่างความห่วงใยกับเสียดสี น่าแปลกถึงจะไม่ชอบใจนักแต่มันกลับทำให้เขายิ้มได้ทุกครั้ง ก่อนจะลงด้วยเสียงทะเลาะกันระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กเช่นนั้นเรื่อยมา ทว่า..วันนี้ มันกลับทำให้ริมขอบตาของเขาร้อนผ่าวขึ้น ราวกับถูกกระตุ้นความรู้สึกส่วนลึกที่หายไปนานในจิตใจ


       “ ตาแก่เอ้ย..ตายไปแล้วยังจะสร้างเรื่องให้ผมเดือดร้อนอีก.. ” มือยกขึ้นมาปิดดวงตาที่ร้อนผ่าวไปหมด กลั้นน้ำใสๆไม่ให้รินไหลออกมา ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อปรับลมหายใจให้กลับมาเป็นเช่นเก่า ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งร้องไห้ แต่เขาต้องหาหนทางกลับประเทศ และทวนคืนทุกอย่างจากพวกคนชั่วช้าที่ทำกับเขา ว่าแล้วก็สาวเท้าเดินย่ำเข้าไปสถานีวิจัยในทันที

 
       พอมาถึงหน้าที่เคยเป็นประตูทางเข้าที่บัดนี้เหลือแต่โครงเหล็กบิดเบี้ยวจนดูไม่ออก มิกิเดินเข้าไป แต่และย่างก้าวมีเสียงดังกร๊อบแกร๊บ ด้วยเศษกระจกกระจัดกระจายเกลือนกลาดเต็มพื้น ด้านซ้ายมือที่ควรจะเป็นบันไดขึ้นไปยังชั้นสอง กลับถูกแรงระเบิดทำให้เพดานด้านบนหล่นมาทับจนแทบจะปิดทางเดินไปหมด พอหันมาตรงทางเดินก็พบสายไฟห้อยระย้าลงมาราวกับเถาวัลย์เต็มไปหมด รวมทั้งมีฝุ่นควันตลบอบอวลและกลิ่นเขม่าขี้เถ้ายังคงหลงเหลือจนหายใจได้ติดขัด  เขาจึงใช้ผ้าคลุมศรีษะขึ้นมาปิดจมูกเพื่อช่วยกรองอากาศ
 

       ยิ่งเดินเข้ามาลึกขึ้น ใบหน้าหวานก็นิ่วลงเรื่อยๆ เพราะแสงสว่างจากด้านนอกไม่อาจเข้าถึงทำให้มืดลองจนแทบเห็นอะไรได้ไม่ชัด เขาจำได้ว่าบริเวณด้านข้างกำแพงก่อนถึงบันไดฝั่งตรงข้ามที่จะขึ้นไปยังชั้นสองของสถานีอีกด้าน จะมีตู้ถังดับเพลิงที่ติดไว้กับผนัง ซึ่งมีของจำพวก ถังดับเพลิง ขวาน และอุปกรณ์ฉุกเฉินอยู่ด้านใน หนึ่งในนั้นคือไฟฉายเล็กๆที่เอาไว้ใช้ยามไฟดับ

 
       โชคดีที่แรงระเบิดนั้นทำให้ตู้ของถังดับเพลิงปิดเบี้ยวจนกระจกกั้นแตกละเอียด ทำให้เขาสามารถล้วงมือเข้าหาสิ่งของที่อยู่ด้านในได้อย่างไม่ยากเย็น แต่สัมผัสจากบางสิ่งที่ซ่อนเอาไว้ในมุมลึกของตู้ทำให้เขาถึงกับสะดุ้ง

 
       “ โอ้ย!! ” เด็กหนุ่มร้องเสียงหลงรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบว่าบริเวณปลายนิ้วมือของตัวเองมีรอยฟันซี่เล็กๆกดลงไปจนเป็นรอยถลอก แต่แผลก็ไม่ลึกมาจนเลือดไหลซึม เขาเบิ่งตามองสิ่งที่รอบทำร้ายที่อยู่ด้านในให้ชัดๆ  ก่อนจะพบว่าเป็นหนูตัวน้อยที่แอบมาซ่อนตัวหลบภัยอยู่ในนี้

 
       “ ไอหนูบ้านี่! ”

       มิกิขบกรามแน่นด้าวยความหงุดหงิด ก่อนจะแก้เผ็ดด้วยการใช้มือตบลงที่โครงตู้เหล็กให้เกิดเสียงดังโครมคราม แกล้งเจ้าหนูให้ตกใจวิ่งเตลิดออกไปจากตู้


       เมื่อเห็นสิ่งมีชีวิตเจ้าปัญหาหายลับไป เขาจึงใช้มือล้วงเข้าไปด้านในอีกครั้ง ก่อนจะพบกล่องอุปกรณ์เล็กๆที่อยู่ด้านในสุด เขาหยิบมาออก ก่อนจะเปิดฝาออกข้างในมีทั้ง เชือก กรรไกร ฆ้อน ตลับเมตร และไฟฉาย


       เขายกไฟฉายขึ้น..ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปขนาดนี้ รวมทั้งเจ้ากล่องอุปกรณ์ก็เพิ่งผ่านสมรภูมิระเบิดมา เขาก็ไม่แน่ใจว่าของที่อยู่ด้านในมันจะยังคงมีสภาพสมบูรณ์หรือเปล่า ว่าแล้วก็ลงมือบิดซ้ายทีขวาทีตบที่ฝ่ามืออยู่สักพัก แสงไฟก็เริ่มติดๆดับๆ ก่อนจะสว่างค้างอยู่แบบนั้นให้ชื่นใจ ทีนี่เขาก็ไปสำรวจด้านบนได้อย่างไม่มีปัญหาแล้ว..

 



       หนูตัวน้อยวิ่งออกมาด้วยความตื่นกลัว แสงอาทิตย์ที่ส่องเหนือท้องฟ้า ทำให้เห็นเส้นขนเล็กๆสีน้ำตาลไหม้ หางที่ยาวเท่าขนาดลำตัวกับน้ำหนักที่เบานั้นทำให้มันเคลื่อนที่ได้ว่องไว ทว่า..หนูก็ยังคงเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในวงจรของผู้ถูกล่า สัญชาตทำให้มันต้องรีบกลับรังหรือทีซ่อนตัวโดยเร็ว แต่ทันทีที่สัตว์สี่เท้าเหยียบย้ำลงบนพื้นทรายร้อนระอุ ก็เหมือนกับสัญญาณหัวใจขาดหายไปในฉับพลัน!

 
       ฟ่อ!


       คมเขี้ยวฝังลงไปยังลำคอของเหยื่อที่ไม่ทันระวัง นักฆ่าที่แฝงเร้นกายอยู่ในพื้นทรายแนบเนียนปรากฏกายอันใหญ่โตจากพื้นทราย อสรพิษสีเหลืองทรายเต็มไปด้วยเกล็ดหยาบกระด้างฉีดพิษเข้ายังเจ้าหนูตัวน้อยที่น่าสงสาร เสียงร้องของสัตว์ตัวจิ๋วดังขึ้นเหมือนเจ็บปวดแต่เพียงไม่นานก็แน่นิ่งไปไปในบัดดัล งูพิษค่อยๆกลืนหนูตัวน้อยลงในท้อง ช่างเป็นภาพที่แสนโหดร้ายยิ่งนัก ก่อนเท้าข้างหนึ่งของใครบางคนจะเหยียบย้ำลงไปข้างๆอสรพิษผู้หาร ดวงตามิได้สนใจการล่าเหยื่ออันสมบูรณ์แบบของเจ้างูเลยสักนิด จมูกโด่งสันสูดดมกลิ่นอายบางอย่างที่ลอยโชยมาตามสายลม รอยยิ้มหนึ่งผุดขึ้นบนใบหน้าใต้ผ้าคลุมแต่เยือกเย็นเสียจนน่าหวาดกลัว

 

 
 

            พอเดินขึ้นมาถึงห้องที่ตัวเองเคยวิจัยเกี่ยวกับเซรุ่มของดอกเพเซีย ประตูด้านหน้าที่เขาเคยโดนขังเอาไว้ก็ถูกแรงระเบิดจนเปิดโล่งจนเป็นรูโบ๋

 
       แต่เพียงก้าวแรกที่เข้าไปด้านใน สายลมวูบหนึ่งก็พัดผ่านใบหน้าจนรู้สึกเย็นวาบจนขนลุกตั้ง เขาสะบัดใบหน้าแรงๆตั้งสติ ก่อนจะส่องไฟฉายเข้าไป


       ท่ามกลางความมืดมิดภาพที่สะท้อนสู่สายตา ไม่อาจเรียกได้ว่าห้องทดลองอีกต่อไป ข้าวของทุกอย่างระเนระนาดไปคนละทิศคนละทางไปหมดคล้ายกับโดนถล่มจนย่อยยับ บนพื้นเต็มไปล่องรอยของระเบิดที่มอดไหม้แผลเผา มีฝุ่นผงสีดำล่องลอยไปทั่ว

 
       สภาพเช่นนี้ทำให้คนที่มาควานหาความหวังถึงกับขาแข้งอ่อนไปหมด แต่ทั้งหมดมิอาจเจ็บเท่ากับภาพความทรงจำที่ผุดขึ้นมาในหัวนี้


       ในห้องวิจัยที่แสนน่าเบื่อที่ไม่มีค่าแก่การจดจำ แต่กลับเต็มไปด้วยภาพของตัวเขาและชายวัยกลางคนที่เขาเทิลทูลเป็นพ่อคนที่สองที่เขาจะไม่มีทอดทิ้ง..

 
       เสียงหัวเราะ..

 
       มือที่ลูบศรีษะ


       รอยยิ้มนั่น..

 
       ทั้งหมดเป็นภาพบาดที่แสนปวดร้าวจนแถบจะไม่แรงรั้งยืน ราวกับหัวใจนี้มันกำลังบีบรัดตัวจนทรมานแม้กระทั่งหายใจ ทั้งที่รู้ดีว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลามานั่งนึกเรื่องอดีตอีกแล้ว แต่กลับทำไม่ได้เลยสักนิด


       เข้มแข็งสิมิกิ..

 
       อย่าร้องไห้สิมิกิ..

 
       คำพูดเหล่านั้นเขามักได้ยินเสมอเวลาท้อแท้ แต่มัน..ไม่มีอีกแล้ว

 
       “ คุณมันใจร้ายศาสตราจารย์..ฮึก.  ” พยายามกลั่นเสียงสะอื้นและหยดน้ำตาไม่รินไหล สองมือยกขึ้นมาปิดดวงหน้าที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจ แผ่นหลังเอนผิงลงไปกับขอบประตูทางเข้า ร่างกายค่อยไหลทรุดลง


       เขาร้องไห้..ร้องเสียจนราวกับชีวิตกำลังสิ้นไป ...

 
       เพราะหลังจากวันที่เขาหนีรอดออกมา ชีวิตของเขาก็สับสนวุ่นวายไปหมด จนความจริงอีกด้านที่เกิดขึ้นลืมเลือนออกไปจากหัวสมอง ทว่า..เวลาที่กลับฟื้นคืนมามันแทบให้เขาทนไม่ไหว อยากระบายความเสียใจนี้ ออกไปจากหัวของเขาสักที


       " ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย.. " มือเรียวทุบลงไปกับพื้น เศษของฝุ่นผงทำให้รู้สึกเจ็บที่ฝ่ามือแต่ก็ไม่เท่ากับจิตใจที่บอบช้ำ

 
       ' คนขวานผ่าซากอย่างนายยอมแพ้เป็นที่ไหน ลุกขึ้นมาสิมิกิ ท้อแท้ตอนนี้มันยังเร็วไปร้อยปี'

ประโยคของศาสตรจารย์ผุดขึ้นมาในหัวของเขาอีกครั้ง มือนั้นที่ยื่นมาให้เขาจับ ราวกับคอยเป็นไม้ที่คอยพยุงให้ลุกขึ้นสู้ต่อไป


       ใช่สิ..ยอมแพ้ตอนนี้มันยังเร็วไป

 
       ในที่สุดกก็พยายามตั้งสติให้ได้ มือยกขึ้นมาปาดน้ำตาของตัวเอง มิกิพยุงตัวลุกขึ้นอีกครั้ง สูดหายใจเข้าลึกและผ่อนออกมายาวๆ ก่อนจะหันหน้าเดินเข้าไปสำรวจห้องที่อยู่ด้านในอย่างระเอียดอีกครั้ง ทั้งๆที่รู้ว่าไม่มีอะไรเหลือเลย

 
       เขามองหาทุกสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ กระทั่งส่องไฟฉายไปเห็นตู้เหล็กสีเทาตู้หนึ่งที่ถูกทำเป็นช่องติดกับตัวกำแพง จึงขมวดคิ้วเป็นปมแน่น และใช้ไฟฉายส่องตู้นั้นอย่างไม่วางตา

 
       หากจำไม่ผิด ช่องบนกำแพงที่สร้างขึ้นก่อนจะมีตู้เหล็กนี้ถูกออกแบบมาผิด ศาสตราจารย์โลเกียจึงบอกให้ทำเป็นตู้เก็บของเล็กๆ หรือไว้เก็บพวกเอกสารพวกผลวิจัยที่ยังรอการตรวจสมมุติฐานของเขากับศาสตราจารย์ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่พวกเขาสองคนเท่านั้นที่รู้ และเอกสารที่เอาทดสอบนั้นเป็นต้นฉบับบของทางศูนย์วิจัยทั้งหมด แต่การจะเปิดมันได้ก็ต้องใช้กุญแจ.. ทว่า..สภาพแบบนี้คงหากุญไม่เจอแน่ จะทำยังไงล่ะ?

 
       “ ขวานนั่น! ” ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวทันที ก่อนจะชั้นบนเขาจำได้ว่าที่ตู้ถังดับเพลิงมีขวานเหล็กสีแดงอยู่ด้านในด้วย หากใช้สิ่งนี้อาจจะพอเปิดเอาของที่อยู่ด้านในออกมาได้


       มิกิรีบลงไปหยิบขวานไม้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขึ้นมาด้านบนและรีบใช้ขวานสับลงไปที่ตู้ที่ช่องกำแพงทันที ในที่สุดก็สามารถทะลุถึงด้านในได้สำเร็จมือบางรีบคว้าสิ่งที่อยู่ด้านในออกมา มาเป็นซองกระดาษสีน้ำตาลขนาดA3 พอเปิดดูด้านในก็พบเอกสารสีขาวที่ยังคงอยู่ในสภาพทีสมบูรณ์


       เขาหยิบมันขึ้นมาดู ก่อนจะพบว่าเป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับงานวิจัยที่พิสูจน์สมมุติฐานแบบไม่เป็นทางการ หากแบบฟอร์มที่ใช้สรุปนั้นเป็นของศูนย์วิจัยโดยตรง ซึ่งด้านหลังระบุรายละเอียดต่างๆเอาไว้อย่างครบถ้วน อีกทั้งยังมีใบประวัติการทำงานของทุกคนนี่ที่แอบถ่ายเอกสารเก็บเอาไว้ และนี่น่าจะเป็นสิ่งที่เขาน่าจะใช้ได้!


       มือเรียวไล่เปิดทีละแผ่น พลิกหน้าพลิกหลัง หาเบอร์โทรศัพท์บุคคลอื่นที่สามารถติดต่อได้นอกจากทีมนักวิทยาศาตร์ทางการแพทย์ที่หักหลัง แต่ไม่ทันจะได้ดูจนครบ เสียงย้ำฝีเท้าลงบนพื้นที่เต็มไปด้วยเศษแก้วก็ทำให้เขาหยุดชะงัก ก่อนจะรีบส่องไฟฉายไปต้นตอของเสียงที่อยู่หน้าประตู!


       “ ใครน่ะ! ” ร่างบางส่งเสียงถามทันที มืออีกข้างกอดซองเอกสารไว้แน่น ไฟฉายถูกส่องไปยังบุคคลที่มาเยือน แต่กลับพบเพียงแค่ร่างสูงบางในชุดคลุมสีดำ และใบหน้าที่ก้มลงต่ำจนผ้าคลุมปรกใบหน้าลงมาจนมองเห็นได้ไม่ชัด ก่อนเสียงสูดลมหายใจของบุรุษปริศนาตรงหน้าจะทำให้เขาถึงกับตัวแข็งทื่อ รู้สึกขยะแขยงกับการกระทำเช่นนี้

 
       “ ตัวเจ้าหอมจัง...และก็หอม..กลิ่นของบ้านเกิด.. ” คำพูดที่ฟังแล้วไม่เข้าใใจเท่าไรพรำขึ้น ทว่า..ไม่เท่ากัยรอยยิ้มเย็นเยียบคลี่ออกจนน่าขนลุก มิกิเบิกตากว้างตกใจหัวใจแทบหยุดเต้น เห็นฟันที่เรียงสวยของคนตรงหน้าค่อยๆงอกออกมาเป็นเขี้ยวยาวคมกริบราวกับในหนังสยองขวัญ แต่ไม่เท่ากับเสี้ยววินาทีที่เห็นใบหน้ากำลังกลายเป็นเกล็ด!


       เกล็ดของงู!


        “วิ่ง!!”
       ไม่รู้ว่าได้ยินเสียงของใครตะโกนบอก แต่เพียงแค่นั้นก็ปลุกสัญชาตญาณทั้งหมดที่อยู่ในตัวให้ตื่นได้ทันที สองขารีบวิ่งอย่างรวดเร็วผ่านประตูทางด้านหลังของห้องวิจัย ทว่า..พอออกมาด้านนอกก็แทบชะงักฝีเท้าไม่ทัน เมื่อพบโพรงหลุมขนาดใหญ่จากพื้นที่ถล่มลงไปยังด้านล่าง

 
       ไม่มีเววลาในคิดมากนัก ร่างบางตัดสินใจกระโดดข้ามฝั่งออกไป แต่ดันกะจังหวะพลาดทำให้ล้มขลุกลงไปกับพื้นที่เต็มไปด้วยเศษฝุ่นผงจนบาดเข้ากับเนื้อตัวเจ็บไปหมด


       ทว่า..เสียงการเคลื่อนไหวของอะไรบางอย่างที่ตามมาจากด้านหลัง ทำให้เขาต้องเบิกตากว้างแล้วดึงสติกลับคืนมาโดยไว ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งไปยังบันไดอีกข้าง  คิดจะลงไปยังชั้นหนั่งเพื่อออกไปด้านนอก แต่กลืมไปว่าแรงระเบิดทำให้เพดานถล่มลงปิดทับทางออกของบันได เขาจึงจำเป็นเป็นต้องวิ่งสวนขึ้นไปด้านบนแทน


สองเท้าพาร่างกายที่เหนื่อยหอบจากการวิ่งหนีบางสิ่งขึ้นมายังดาดฟ้าของสถานีวิจัย มิกิวิ่งมายังสุดขอบกั้นของตึกจนไร้ทางหนี ดวงตาคู่สวยมองลงไปยังพื้นด้านล่าง หากวัดระดับความสูงคงเทียบเท่ากับตึก 4 ชั้น ถึงจะตกลงไปหากไม่ตาย แต่ก็คงเลี้ยงไม่โต


       เขากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ รู้สึกไร้หนทางจะหนีรอด เขาไม่รู้ว่าบุรุษผู้นั้นเป็นใครและต้องการอะไรจากตัวเขา แต่สัญชาตญาณกลับบ่งบอกได้เป็นอย่างดีถึงอันตรายและน่ากลัวของชายผู้นี้ อย่างไรหากประตูดาดฟ้าเปิดออก เขาคงเห็นรูปลักษณ์ของหมอนั่นซึ่งๆหน้า


            ตึง


            ตึง!


       เร็วเท่าความคิดประตูดาดฟ้าก็สั่นสะเทือน แรงผลักที่ดันมาจากจากด้านในราวกับสัตว์ที่บ้าคลั่งค่อยๆทำให้ประตูเหล็กโก่งโงอย่างง่ายดาย มิกิก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ดวงตาก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่บานประตู กระทั่งไม่มีที่เหลือพอจะให้เขาถอยได้อีกแล้ว เม็ดเหงื่อก็ผุดเกาะเต็มทั่วใบหน้า อีกไม่นานประตูนั่นคงพังลงแล้วคนที่อยู่ด้านในคงตามเขามาได้ เขาพยายามคิดหาหนทางรอด แต่พื้นที่โล่งๆที่ไม่มีสิ่งใดบดบังนั้นทำให้หัวสมองเขาขาวโลนไปหมด ราวกับที่แห่งนี้เป็นลานประหาร ลานประหารเพื่อเขา
 

       “ มิกิหยุด!! ”

 
       “ อ๊ะ!! ”
 
       วินาทีนั้นทุกอย่างขาวโพลนไปหมด เมื่อขาข้างหนึ่งเผลอหย่นลงไปยังพื้นอากาศโปร่งๆจนเสียการทรงตัว ดวงตาสีเขียวนั้นเบิกกว้างตกใจ กายบางพลัดตกจากดาดฟ้าทันที !


       วืด!

 
       จบแล้วสินะ..

 
       ฟรืบ!

       เงาดำของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เคลื่อนผ่านสายตา ไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น แต่แทนที่จะได้รับความเจ็บปวดจากแรงกระแทกพื้น  แต่ตัวเขากลับรู้สึกเหมือนถูกโอบรัดกลางอากาศ เกล็ดสีดำมันเลื่อมพันธนาการอยู่รอบตัว ทว่ากลับไม่ได้รู้สึกถึงการบีบรัด อึดอัดแต่อย่างใด ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วไปหมดจนไม่รู้ว่าตัวเป็นอย่างไร สุดท้าย..ทันทีที่ขาทั้งสองแตะพื้นอย่างนุ่มนวล เขาจึงได้มีโอกาสมองสิ่งนั้นให้ชัด ก่อนจะสะดุ้งตกใจเมื่อพบว่าสิ่งที่ช่วยเหลือเป็นอสรพิษสีดำขนาดใหญ่เท่าช้างขดตัวอยู่รอบกาย แต่เพียงเห็นดวงตาสีน้ำเข้มดุจห้วงทะเลลึกในมหาสมุทรนั้นแล้วมันทำให้เขานึกถึงใครบางคนขึ้นมา..


       “ นายคือ.. ”


       “ ท่านมิกิ.. ” เสียงหนึ่งเรียกให้เขาหันไปหา ก่อนอสรพิษจะคลายตัวออก เผยเห็นร่างสูงโปร่งของหัวหน้าราชบริวารแห่งอนาคานกำลังเผยยิ้มมาให้ ทว่าไม่ทันได้ถามอะไร เสียงหัวเราะเบาๆจากทางดาดฟ้าด้านบน ก็ทำให้ทุกคนต้องรีบหันไปมอง หากคนที่ตกใจมากที่สุดกลับเป็น..


        “ ไม่ได้เจอกันซะนานเลยนะ ซาอิด.. ”

       สายลมโชยพัด ผ้าคลุมศรีษะถูกถลกออก เส้นผมสีทองยาวสลวยพริ้วไหวไปตามแรงลม เรือนร่างสูงบางสมส่วน เข้ากับใบหน้างดงามราวกับรูปหล่อทองคำกำลังคลี่ยิ้มหวานละไมน่าหลงใหล แต่สิ่งที่แปลกใจก็คือ ดวงตาสีครามดุจท้องฟ้าสว่างไสวนั้นยิ่งมองก็ยิ่งเหมือนกับใครบางคนจนน่าใจหาย แต่ถ้าเขาฟังไม่ผิดบุรุษผู้นี้เรียกชื่อของ..


       ซาอิด..
 

       “ ท่านพี่...ราซิส ”

 

ออฟไลน์ Min*Jee

  • เอวรี่ติงจิงกะเบล
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2899
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-5
กรี๊ดดดดดดดดดดด ปมเพียบ!!!!!!
อ่านรวดเดียวเลย แฮ่กๆ มิกินี่Mปะลูก ถูกทำขนาดนั้นแล้วยังอยากกลับไป
ซาอิดโผล่มาช่วยรึเปล่า เจอคุณพี่ชายด้วย
รอตอนต่อไปน้าาาาา

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 9082
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
 

ค่ำคืนที่ 12 : อาทิตย์กลางพายุทราย Part 1


           ฟ่อ!


           เสียงอสรพิษขู่คำราม นัยน์ตาสีกรมเข้มดุจห้วงท้องมหาสมุทรจับจ้องไปที่ศัตรูเพียงหนึ่งเดียวที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าของสิ่งปลูกสร้าง แต่พอเห็นใบหน้าที่งดงามปานรูปปั้นสลักนั้นแล้ว ก็ชะงักงันไป ยิ่งเห็นดวงเนตรที่คล้ายคลึงกับหัวหน้าราชบริวารหนุ่มที่ติดตามมา ในหัวก็เต็มไปด้วยคำถามมากมาย ไม่คาดคิดว่าบุคคลที่ไม่ควรอยู่บนโลกในนี้ ยังมีชีวิตอยู่!

 
           “ องค์ชายบาฮาลยังทรงเหมือนเดิมนะพ่ะย่ะค่ะ สมแล้วที่เป็นองค์ชายแห่งอนาคาน กระหม่อมรู้สึกเป็นเกียรติยิ่งที่ได้พบพระองค์อีก ” ประโยคที่อยู่ก่ำกึ่งระหว่างความประสงค์ดีกับร้ายนั้นทำให้อสรพิษสีดำขนาดใหญ่ชูคอขึ้นสูง นัยน์ตาวาวโรจน์ไปด้วยความไม่พอใจ แต่สำหรับบุรุษร่างสูงโปร่งของบริวารข้างกายกลับไม่ได้คิดถึงเรื่องใดๆ นอกเสียจากได้ยินเสียงหัวใจที่มิอาจอดทนต่อคำถามที่เก็บไว้ได้อีก


           “ ท่านพี่ราซิส! ” เสียงนั้นตะโกนขึ้นไปด้านบนอย่างแข็งกร้าว แต่กลับเจือไปด้วยความสับสนที่ปรากฏขึ้นบนรูปหน้า ราซิส จาร์ อารากัส เบือนสายตาหันมาให้ความสนใจกับน้องชายของตนเอง รอยยิ้มบางๆยกขึ้นที่มุมปากสวย

 
            “ ซาอิด น้องรักของข้า..เจ้ายังอ่อนแอ ไม่เปลี่ยนไปเลย ” คำพูดที่เอ่ยขึ้นกำลังกรีดแทงหัวใจของผู้เป็นน้องให้รู้สึกเจ็บปวด ทว่า เพียงพริบตาเดียวที่เบนความสนใจ สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นทันที

 
            “ ซาอิด!!...อึก! ”ราชบริวารหนุ่มรีบหันไปตามเสียงเรียกทันที!


            “ ท่านมิกิ! ”

            ดวงตาคมเบิกโตไม่คาดคิด ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่งูทะเลทรายสีน้ำตาลเลื้อยขึ้นมาพันแข้งขา ก่อนขึ้นมารัดอยู่บริเวณรอบเอวของเด็กหนุ่มต่างชาติ


            ซาอิดรีบเปล่งเสียงพูดเป็นภาษาบางอย่าง แต่กลับไม่เป็นผลเลยสักนิด มิกิได้แต่ยืนตัวตัวแข็งเป็นหินไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ ทำได้แต่เพียงส่งสายตาเว้าวอนขอความช่วยเหลือจากราชบริวารหนุ่ม ความรู้สึกในตอนนี้ ทั้งขยะแขยง ทั้งหวาดกลัว จนเม็ดเหงื่อเกาะท่วมกายราวกับอาบ


            “ ยังไม่ได้เรื่องเหมือนเดิม พวกลูกครึ่งนี่ ไม่มีประโยชน์เลยจริงๆ ” คำพูดกรีดแทงใจทำเอาหัวหน้าราชบริวารหนุ่มเจ็บข้างใต้แผ่นอก ขบกรามด้วยความเจ็บใจ ในความจริงที่เขาไม่สามารถทำอะไรได้


            ฟ่อ!!


            เสียงคำรามดังกึกก้องจนเกิดเป็นระลอกคลื่นเสียง อสรพิษสีดำขนาดขนาดมหึมา  ชูคอขึ้นสูง ดวงเนตรสัตว์ร้ายจ้องเขม็งไปที่ฝูงงูที่พันธนาการร่างบอบบาง ขากรรไกรขยายกว้างเผยให้เห็นคมเขี้ยวอสรพิษ เพียงเสี้ยววินาทีจากการข่มขู่ พวกงูเล็กแห่งทะเลทรายก็เลื้อยหนีไปจนหมดยอมทำตามรับสั่งของราชาที่เหนือกว่า พอเขาอสิระห้วนคืน กายบางก็ทรุดตัวลงไปกับพื้นทรายอย่างหมดเรี่ยวแรง


            ราซิสตวัดสายตามาที่งูยักษ์ที่ฉีกหน้าเขา

 
            “ องค์ชายบาฮาล ไยพระองค์ถึงทำเช่นนี้กับเหยื่อของกระหม่อมเล่า ” ดวงตาสีครามหรี่ลงจ้องล้วงเอาความลับ “ เด็กคนนั้น..แท้จริงแล้วสำคัญอะไรกับอนาคานงั้นหรือ ”

            คำถามนั้นมีเพียงความเงียบงันที่เป็นคำตอบ ราซิสจับจ้องสายตาไปที่งูสีดำขนาดใหญ่ที่พยายามใช้ลำตัวที่เป็นกล้ามเนื้อแข็งแรงขดตัวรอบๆมนุษย์ทั้งสองให้อยู่ในวงราวกับต้องการปกป้อง ดวงตาอสรพิษจับจ้องนิ่งไปที่ชายร่างสูงโปร่งด้านบน และพร้อมจู่โจมทุกเมื่อหากชายผู้นั้นคิดจะทำสิ่งใด


            ราซิสอมยิ้มบางๆที่มุมปาก สายลมแห่งทะเลทรายโบกพัดจนเส้นผมสีทองอร่ามปลิวสยาย ในดวงตาสีครามนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา แต่หากคนที่มีสายเลือดเดียวกัน คงไม่ยากเกินจะเดาความหมายนั้น..

 
            ต่อสู้..


            “ ท่านพี่หยุดนะ! ” เสียงตะโกนทำให้ร่างสูงสง่านั้นหยุดชะงัก รอยยิ้มที่มีแต่ความเย็นชาเยียบขึ้นบนใบหน้าของผู้เป็นพี่ชาย จนซาอิดสะดุ้งเฮือก ความเกลียดชังที่ส่งทอดมาจากดวงตาสีเดียวกับเขานั้นมันคือสิ่งใดกัน


            “ เป็นอะไรไปซาอิด เจ้ากลัวว่าข้าจะฆ่าองค์ชายแห่งอนาคานหรืออย่างไร แต่ก็น่าแปลกที่เจ้ายังคงภักดี ทั้งที่รู้ว่าที่นั่นทำอะไรกับพี่ชายของเจ้า! ” ตวาดเสียงแข็งกร้าว ข้อความที่เสียดแทงหัวใจย้ำภาพในอดีตจนตัวสั่นไหว ซาอิดกลืนน้ำลายเหนียวๆลงลำคอด้วยความรู้สึกยากเย็น เล็บจิกลงไปบนฝ่ามือเพื่อพยายามกลั้นอารมณ์ส่วนลึกของตัวเองที่ถูกกระตุ้น 

 
            “ ฆ่าหมอนั่นซะ แล้วมากับข้า..ซาอิด ” ข้อเสนอแสนเลือดเย็นเอ่ยอย่างง่ายดายทำเอามิกิถึงกับเบิกตากว้าง ตรงหน้าของเขาตอนนี้เห็นเพียงแผ่นหลังที่สั่นเทาของหัวหน้าราชบริวารหนุ่ม บรรยากาศกดดันนั้นทำลืมอากาศที่ร้อนอบอาวของทะเลทรายไปชั่วครู่ ขณะที่อสรพิษดำกลับเปลี่ยนทวงท่ามาจ้องขู่ร่างสูงของหัวหน้าราชบริวารหากคิดจะทำร้ายมิกิ


            ซาอิดคลี่รอยยิ้ม ใบหน้าที่ก้มลงให้แสงเงาบดบังนั้นมิอาจมองเห็นสีหน้าได้ชัดเจน ทว่า..มือที่กำแน่นอยู่ จู่ๆกลับชักกริดสีเงินเงาวับจากข้างลำตัวขึ้นมากระทันหัน ความตกใจทำเอาเด็กหนุ่มต่างชาติถึงกับเบิกโต ทว่า..ปลายอันแหลมคมของกริดกลับไม่ได้หันมาทางเขาอย่างที่คิด แต่กลับยกขึ้นอย่างท้าทายคนที่อยู่ด้านบน!


            “ นั้นคือคำตอบของเจ้าสินะซาอิด.. ”

            ราซิสหรี่ดวงตาลง คลี่ยิ้มบาง มีเสียงหัวเราะจากในลำคอดังขึ้นแผ่วเบา ลมทะเลทรายร้อนแรงวูบหนึ่งพัดโชยเส้นผมสีทองนั้นปลิวสยายอีกครั้ง ก่อนร่างทั้งร่างจะทิ้งตัวลงมาจากดาดฟ้าสูงในทันที!


            “ ท่านพี่! ”


            ฟ่อ!!


           ชั่ววินาทีไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น พื้นทรายฟุ้งตลบด้วยทรายสีน้ำตาลจนมองไม่เห็นสิ่งใด ทว่าสิ่งที่แปลกไป คือแรงสั่นสะเทือนจะพื้นผิวใต้เท้า ดวงตาคู่สวยเห็นเนินทรายพองพูนขึ้นจากข้างใต้พื้นทรายกำลังพุ่งตรงมาเข้ามา! อสรพิษดำสัมผัสได้ถึงความไม่ปลอดภัยรีบใช้ตัวเข้าขวางในทันที!

 
            ฟู่ม!!

 
            เปลวทรายฟุ้งกระจายจากแรงปะทะ ฝุ่นควันตลบเป็นม่านจนมองไม่เห็นสิ่งใด แต่ยังได้เสียงขู่คำรามสูงต่ำสนั่น ไม่ช้ารอ กระทั่งฝุ่นทรายจางหายไป จึงปรากฏเป็นเงาร่างยักษ์ของสิ่งมีชีวิตบางสิ่งที่กำลังพันเกี่ยวกระหวัดอยู่ที่ผืนทราย!

 
            “ นี่มัน..อะไรกัน ” ค่อยๆเอ่ยอย่างไม่เชื่อสายตา ตรงหน้าปรากฏเป็นรูปร่างของงูยักษ์สองตนกำลังต่อสู้ดุเดือด ตัวหนึ่งมีสีดำสนิท อีกตนที่มีผิวเกล็ดเป็นปุ่มป่ำหยาบกระด้างสีเหลืองทอง เหนือตาแต่ละข้างมีส่วนที่คล้ายกับเขายื่นออกมา ด้านบนของงูมีแถบสีดำคล้ายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตลอดความยาวของลำตัว


            “ ท่านมิกิ!! ”

 
            ตูม!


            ซาอิดรีบกระโดดผลักเด็กหนุ่มที่ยืนตะลึงเป็นเสาหิน ให้ล้มลง ก่อนที่หางงูขนาดมหึมาจะฟาดลงมาจนผืนทรายฟุ้งกระจาย


            ด้วยแรงกระแทกทำให้เขารู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อย แต่พอลืมตาขึ้นมาก็ลืมเลือนเรื่องนั้นไปจนสนิท เสียงอสรพิษกำลังต่อสู้กันร้องขู่คำราม เสียยิ่งกว่าในภาพยนตร์ที่เขาเคยดู ขณะที่หัวใจก็เต้นระทึกราวกับจะเกิดออกมา ทั้งหมดคงต้องเป็นความฝันแน่ๆ มันต้องเป็นความฝัน.. ว่าแล้วก็ลงมือพิสูจน์ด้วยการหยิกเข้าที่ต้นแขนของตัวเอง


            “ โอ้ย! ” ความเจ็บนั้นทำเอาเด็กหนุ่มสะดุ้ง นี่ไม่ใช่ความฝัน และตรงหน้าก็คือ งูยักษ์ที่กำลังสู้กัน!


            ฟ่อ!!


            อสรพิษดำคำรามดัง  ขากรรไกรที่แข็งแรง และคมเขี้ยวอันใหญ่โตฝั่งลงไปยังเกล็ดที่ดูแข็งกระด้างของงูสีเหลือง เสียงแหลมกรีดร้องคล้ายเจ็บปวด ทว่า..มันก็พยายามบิดลำตัวยาวๆไปมาเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรัดรอบตัวได้ งูยักษ์ทั้งสองจึงเกลือกลิ้งคลุกกับฝุ่นทรายพันกันเป็นเกลียว มองดูคล้ายกับเชือกสีดำเหลืองขนาดใหญ่พลิกไปมา หากเป็นแบบนี้ต้องแย่แน่ ดูท่าแล้วท่าไม่มีฝ่ายใดสิ้นลม การต่อสู้นี้ก็คงไม่จบโดยง่าย แต่คนที่จะหยุดอสูรพวกนี้ได้คงไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาอย่างเขาแน่ แต่พอหันสายตามามองที่ร่างของหัวราชบริวารหนุ่มกลับได้แต่ยินนิ่งทำอะไรไม่ถูก


            “ ซาอิด ทำอะไรสักอย่างสิ! ” เสียงเรียกนั้นดึงสติร่างสูงให้กลับมา ขณะเดียวกัน อสรพิษดำก็เริ่มใช้กล้ามเนื้อที่แข็งแรงกว่าเข้ารัดอีกฝ่าบจนเริ่มเสียเปรียบ ขากรรไกรที่กว้างขวางของงูดำเริ่มอ้าออกพร้อมจะกลืนกินเหยื่อที่อ่อนแกกว่าลงไปทั้งตัว ทว่า..


            องค์ชาย..บาฮาลคืองูที่ไร้พิษ ถึงร่างกายจะต่อต้านพิษได้ แต่ไม่ใช่กับงูพิษอย่างท่านพี่ราซิส ที่เขาแหลมบนดวงตานั่น หากสัมผัสเพียงเล็กน้อย พิษจะตรงเข้าสู่ขั่วหัวใจอย่างรวดเร็ว จนไม่มีเวลาที่ร่างกายได้ต่อต้าน


            ไม่ได้..ไม่ได้นะ!!


            “ องค์ชายอย่า! ”


            ฉึก!!


            กริซเงาวับถูกขว้างออกไปอย่างแม่นยำ ปลายเหล็กคมกริบฝั้งเข้าที่กลางหน้าท้องของอสรพิษดำ ความเจ็บปวดทำให้มันร้องลั่นคลายตัวออก จนอสรพิษอีกตัวได้โอกาสรีบมุดหนีลงพื้นทราย


            ซาอิดรีบวิ่งเข้าไปด้วยหัวใจที่เต้นถี่ อสรพิษดำขนาดใหญ่ค่อยๆกลับกลายเป็นร่างมนุษย์


           องค์ชายบาฮาลคำรามลอดไรฟันทรุดกายอยู่บนพื้นทราย ที่หน้าท้องมีกริซสีเงินฝั่งลึก เลือดเข้มไหลรินเสียจนอาบพื้น ดวงเนตรสีกรมพยายามกลั้นความเจ็บปวด จับจ้องไปที่ผู้กระทำอย่างไม่คาดคิด ความเจ็บปวดที่บาดแผล คงไม่เท่ากับจิตใจที่เหมือนกำลังถูกแผลดเผามอญไหม้จากคนที่เขาไม่ไว้ใจมากตั้งแต่ต้น

 
           “ ซาอิด!! เจ้ามัน.. ” อยากจะคำรามแผดเสียงดัง แต่ความเจ็บก็ทำให้ร่างกายทรุดลงกับพื้นจมกองเลือดของตัวเอง เปลือกตาเริ่มหนักขึ้นทุกวินาที และไม่ช้าสติที่มีก็พลันหายไปอย่างรวดเร็ว


           ซาอิดเบิกตากว้างกับสิ่งตัวเองทำ ใบหน้าคมซีดเผือด ขณะที่หัวใจก็หนาวสะท้านไปทั่ว เขาไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ แต่ทั้งหมดมันผิดพลาด มันพลาดเพราะเขา!


           “ เจ้าทำได้ดีมากซาอิด แต่วิธีการช่วยเหลือของเจ้าอาจจะพลาดไปหน่อย” เสียงนุ่มลึกปรากฏขึ้นด้านหน้า บุรุษสูงสง่าในชุดคลุมดำไม่ได้มีบาดแผลอย่างที่เขาคิด มีเพียงแค่บริเวณลำคอที่ปรากฏเป็นรอยคมเขี้ยว แต่เพียงไม่นานก็ค่อยๆหายไปเป็นผิวพรรณสวยงามดั่งเดิม


           “ จะทำยังไงเล่าซาอิด..แผลนั้นอาจจะทำให้องค์ชายสิ้นพระชนย์ก็เป็นได้นะ หรือถ้ารอด เจ้าก็คงหนีไม่พ้นข้อหากบฏ” ประโยคที่พูดขึ้นทำเอาร่างกายเย็นสะท้านมากกว่าเดิม ดวงตาคมกริบสีครามจ้องเขม็งไปที่น้องชายที่ยังคงยืนนิ่งราวกับถูกแช่แข็ง ความจริงที่เกิดขึ้นทำเอาหัวสมองของเขาขาวโพลน ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร ได้แต่กำมือตัวเองแน่น


           “ ข้าจะเสนอทางเลือกสองทางง่ายๆเป็นทางออกให้เจ้าแล้วกันนะซาอิด..” รอยยิ้มเย็นเยือกของราซิสคลี่ออก ริมฝีปากเขยื้อนเอ่ย “ ฆ่าพวกเขาแล้วมากับข้า กับอีกหนึ่งก็คือ.. ”

 
           “ กลับไปซะ! ” ซาอิดแผดเสียงแทรกขึ้น ยังไงเขาก็ไม่มีวันคิดคดทรยศอนาคาน! ดวงตาสีครามหรี่ลง ก่อนจะหัวเราะในลำคอราวกับเป็นเรื่องตลก


           “ ซาอิดข้าจะกลับไปต่อเมื่อ เจ้าฆ่าเด็กคนนั้น ” นิ้วเรียวชี้มายังร่างบอบบางที่หลบอยู่ด้านหลัง มิกิมองเสี้ยวหน้าหนึ่งของหัวหน้าราชบริวารหนุ่มหันมา สายตานั้นราวกับพยายามจะสื่อข้อความอะไรบางอย่าง แต่ไม่ทันที่เขาจะได้เข้าใจ ก็ต้องเบิกตากว้าง
 

           “ โอ้ย!! ” ร้องขึ้นด้วยความเจ็บ กายบางล้มไปกับพื้น มือเอื้อมลงไปสัมผัสบริเวณข้อเท้าที่รู้สึกเจ็บ ของเหลวสีแดงเปรอะเปื้อนปลายนิ้ว ก่อนจะเห็นงูทะเลทรายสีน้ำตาลเลื้อยพันขาเข้าขึ้นมาจนถึงหัวเข่า สิ่งที่เห็นทำเอาหัวใจหล่นวูบ


           “ เจ้าทำได้ดีมาก ” คำกล่าวชมเอ่ยจากริฝีปากหยักโค้ง ราซิสปรายตามองเด็กหนุ่มผู้เป็นเหยื่อ ก่อนรอยยิ้มเรียบจะหันมามอบให้ผู้เป็นน้องที่ยืนอยู่ข้างกาย


           “ แล้ววันหลังข้าจะมารับเจ้าไปอยู่ที่ซาคาเดียร์ก็แล้วกัน ” มือหนึ่งตบลงบนบ่ากว้างของผู้เป็นน้อง ราซิสก้าวเดินผ่านไปร่างกายของเด็กหนุ่มไปเชื่องช้า รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบางๆช่างเหมือนกับรอยยิ้มของผู้ที่คิดหักหลัง แต่กลับให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป แต่กลับไม่เข้าใจว่าคือสิ่งใด ทว่า..ตอนนี้หัวสมองกำลังขาวโพลน ภาพทุกอย่างพร่าเบลอไปหมด ร่างกายกำลังจะหมดแรงลงทุกที


            กี่ครั้งแล้วนะมิกิ..ที่ความตาย..เข้ามาทักทาย..

 

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0

           กลางคืนเข้าเยือนย่ำ แสงเดือนส่องสว่างท่ามกลางฟากฟ้ามืดดำ ดวงดารามองดูแล้วช่างไกลห่างจากดวงเดือนยิ่งนัก สายลมที่โบกพัดทำให้ ใบของต้นปาล์มสูงใหญ่เสียดสีกันจนเกิดเป็นบทเพลงที่น่าวังเวง


           ทว่า..ยังคงมีแสงสว่างจากกองไฟเล็กๆในสถานที่ที่น่าหดหู่

 
            ซาอิด จาร์ อารากัส นั่งมองร่างที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลสีขาว เปลือกตายังคงปิดลงแน่นิ่งไม่ได้สติ มีเพียงแค่เสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอที่บ่งบอกว่าร่างนี้ยังมีชีวิต


            บาดแผลฉกรรจ์ที่ช่องท้องเกิดจากมือที่เปื้อนเลือดของเขาเอง แต่ต่อให้จะรู้สึกผิดอย่างไร ก็มิได้ช่วยลบการกระทำอันเลวร้ายได้ นัยน์ตาที่สะท้อนภาพของเขาในนั้นมันเต็มไปด้วยความผิดหวัง ขณะเดียวกันก็กับเจือไปด้วยความเจ็บปวดราวกับได้ทำลายหัวใจขององค์ชายไปด้วย

 
            ภาพลักษณ์ที่เกลียดชังคงเพิ่มพูนกลายเป็นความแค้นในไม่ช้าสินะ..

 
           แต่เขาไม่ได้ตั้งใจ

 
           ไม่ได้อยากให้ทุกอย่างกลายเป็นเช่นนี้


            แม้ความจริงที่เกิด อาจจะบิดเบือนความจงรักภักดีกับอนาคานเช่นดั่งกฏของเทพนาคินที่อยู่ในใจ แต่ในขณะเดียวกันกลับไม่แน่ใจตัวเองเช่นกันว่า ที่ทำไปเพราะทนไม่ได้ที่จะเห็นพี่ชายต้องตาย หรือว่าองค์ชายกันแน่


           เขาสับสน..


           ตอนนี้เขาไม่รู้จริงๆว่า ควรทำอย่างไรต่อไป หรือก้าวไปทางไหน สิ่งที่ทำคงไม่ต่างอะไรจากทรยศ แต่ว่า...


           “ นายต้องการอะไรกันแน่ซาอิด ” เสียงเรียกนั้นทำเอาคนที่กำลังนั่งอยู่ข้างองค์ชายหันมา เห็นร่างของเด็กหนุ่มผอมบางเดินกระเพกขมวดคิ้วมองเขาอย่างครุ่นคิด มิกิรู้สึกหัวสมองจะยังไม่หายมึนงงและคล้ายกับคนกำลังไข้ขึ้น แต่ก็อุส่าห์พยุงร่างลุกขึ้นมาหาเพื่อหวังจะได้คำตอบจากเรื่องบ้าๆนี่


           ความจริง..เขาควรจะตายไปแล้ว แต่พอลืมตาขึ้นมาได้อีกครั้ง ก็กลับกลายเป็นว่ายังมีลมหายใจ ก่อนจะโกงไออาเจียนออกมาจนตัวงอ อาเจียนเอาน้ำใสๆบางอย่างออกจากลำคอ  เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นแต่มีความเป็นไปได้สูงที่เขาถูกคนตรงหน้าช่วยขับพิษออกและรักษาให้ก่อนที่พิษจะแล่นเข้าสู่หัวใจ พอเหลือบมองที่ปลายขาก็พบสมุนไพรบางอย่างถูกพอกปกเอาไว้ที่แผลของเขาเพื่อลดอาการบวมแล้วพันทับด้วยผ้าสีขาว

 
           มิกิไม่เข้าใจการกระทำของซาอิดเลยสักนิด เสมือนเป็นการตบหัวอย่างรุนแรงแล้วค่อยมาลูบหลัง ก็ไม่ใช่ ในใบหน้าที่ดูเศร้าสร้อยที่เหมือนจะแสดงออกอย่างชัดเจน แต่ทว่าภายในกลับอ่านไม่ออกเลยสักนิด


           เขาได้ยิน ซาอิดเรียกมนุษย์งูสีเหลืองนั้นว่า ‘ท่านพี่’ ซึ่งน่าจะเป็นคนของอนาคานด้วยกัน แต่ดูท่าความสัมพันธ์และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เขาสับสนไปหมด ว่าเหตุคนของอนาคานถึงทำร้ายพวกเดียวกันเอง ถึงความจริงเขาไม่ได้อยากรู้เรื่องราวให้ซับซ้อน หากนั้นมันไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตเขา!

 
           “ แผลนั่น หายดีแล้วเหรอขอรับ ” ซาอิดไม่ตอบคำถาม มือใหญ่เทน้ำออกจากระบอกไม้ลงบนผ้าสีขาวแล้วบิดให้พอชื้น ก่อนจะเช็ดไปที่ร่างกายของคนที่ยังไม่ได้สติ ท่าทางที่ทำเหมือนเขาไม่ได้อยู่ในสายตา ยิ่งปลุกอารมณ์ให้เด็กหนุ่มโมโหขึ้นมากกว่าเก่า


           “ เกิดอะไรขึ้นที่อนาคานกันแน่..ทำไมพี่ชายของนายถึงต้องการฆ่าฉัน! ” มิกิตวาดเสียดัง ดวงตาคู่สวยจ้องเขม็งคาดคั้น มือเรียวปัดผ้าสีขาวที่ร่างตรงหน้ากำลังบิดจนหลุดมือ แต่คำตอบที่ได้รับก็ยังไม่ตรงอย่างใจ


           “ ท่านมิกิควรพักผ่อน ทางนี้เดี๋ยวกระผมจะดูแลองค์ชายบาฮาลต่อเอง” ร่างสูงหันมายิ้มให้ไม่คิดโกรธ ก่อนจะเดินไปหยิบผ้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเกล็ดทรายนั้นขึ้นมาใหม่ กิริยาอันน่าหงุดหงิดนี้ทำเอาความอดทนของเด็กหนุ่มขาดสะบั้นในทันที

 
           “ ซาอิด!! ”

 
           ผั๊วะ!


           กำปั้นหนึ่งต่อยออกไปอย่างเต็มแรงบนจนคนสูงกว่าล้มลงไปกองกับพื้น ซาอิดสะบัดใบหน้าแรงๆเพื่อไล่ความมึนงงที่ได้รับ มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาแตะที่ริมฝีปากที่ยังคงรู้สึกเจ็บ ก่อนจะสัมผัสได้หยดเลือดไหลที่ซึมจากบาดแผลที่ปลิดแตก


            “ คิดว่าทำแบบนี้แล้ว จะลบเลือนความผิดที่ก่อเอาไว้กับคนอื่นได้งั้นเหรอ!! นายแทงบาฮาล นายบังคับงูนั้นกัดฉัน แต่กลับมาช่วยชีวิตพวกเราไว้ จะให้ฉันคิดยังไง! นายกับพี่ชายนายต้องการอะไรกันแน่ ทำไมถึงได้อยากฆ่าฉัน!! ”

           เสียงตวาดดั่งกึกก้องตามแรงอารมณ์ มือกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายให้ลุกขึ้น ซาอิดมองใบหน้าของเด็กหนุ่มที่เต็มไปด้วยความโกรธ และเขาเข้าใจความรู้สึกนั้นดี


           เป็นโกรธที่อยู่ในใจ


           เป็นไฟที่กำลังค่อยๆเผาไหม้หัวใจจนควบคุมไม่ได้


           ซาอิดจับแตะมือเล็กนั่นไว้แผ่วเบา ดวงตาหลับลงพร้อมกับถอนหายใจยาวออกมาอย่างใจเย็น


            มิกิมองการกระทำนั้นอย่างไม่เข้าใจ ท่าทางที่เป็นกังวลจนน่าหนักใจนี้คงมีเหตุอะไรบางซุกซ่อนอย่างอยู่ข้างในเป็นแน่ แต่เขาเองจะปล่อยให้ตัวเองเป็นเด็กน้อยที่ไม่รู้เรื่องราวเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้ว ในเมื่อชีวิตได้เข้ามาพัวพันจนยากจะแก้ เขาก็ควรรู้ว่าสิ่งใดกำลังเกิดขึ้น


           “ ความจริงแล้ว ท่านพี่ราซิสควรจะตายไปแล้วขอรับ” เสียงเรียบนั้นฟังดูแผ่วเบาแต่เจ็บปวดยิ่งนัก มิกิค่อยๆลดมือตัวเองออกจากคอเสื้อของซาอิด ใบหน้าหวานขมวดคิ้วย่นอย่างไม่เข้าใจ แต่ไม่ทันได้ถาม เรื่องราวทั้งหมดก็เริ่มร้อยเรียงออกมา


            “ เมื่อ 60 ปีก่อน ครั้งถึงคราวที่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวคืนครบ องค์ราชาบาซิกค์ทรงมีรับสั่งให้ท่านพี่ราซิส ไปเป็นเครื่องสังเวยที่ซาคาเดียร์ขอรับ ”


           “ ซาคาเดียร์? ฤดูกาลเก็บเกี่ยว? ” เด็กหนุ่มทวนเสียงถามอย่างสงสัย เมื่อเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ซาอิดอธิบายต่อ


           “ ซาคาเดียร์เป็นเมืองที่คล้ายคลึงกับอนาคานแต่แยกออกจากกัน และไม่มีบุรุศเพศ อีกทั้งยังเป็นเมืองเพียงแห่งเดียวที่อนาคานติดต่อ ส่วนฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่ว่านั้นก็คือ ฤดูกาลที่ชาวอนาคาน จะต้องส่งนาคินหนุ่มไปยังซาคาเดียร์ ตามกฏของเทพนาคินเพื่อให้กำเนิดสายเลือดใหม่ โดยนาคินที่ถูกเลือกจะถูกกำหนดโดยองค์ราชาแห่งอนาคาน ที่เป็นเสมือนสมมุติเทพแห่งนาคิน”


           “ นาคิน คืออะไร ” เขาถามเสียงห้วน ซาอิดพยายามคลี่ยิ้มตอบ


           “ อย่างที่ท่านมิกิเห็น..นาคินคือ มนุษย์ที่สามารถแปลกกายเป็นอสรพิษได้ และสามารถสื่อสาร บังคับพวกงูได้ตามใจชอบ ดั่งเช่นองค์ชายบาฮาลหรือท่านพี่ราซิสขอรับ ”

           สิ้นคำตอบ ภาพการต่อสู้ของอสรพิษยักษ์ทั้งสองตัวในตอนกลางวันก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาในทันที ด้วยเหตุนี้เองสินะ งูพวกนั้นถึงได้ล้อมเขาไว้ราวกับถูกควบคุม แล้วเรื่องนี้ก็ทำให้เขาฉุกคิดถึงองค์ราชาแห่งอานาคานขึ้นมาด้วยเช่นกัน พอผสมกับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เขาก็เริ่มเข้าใจอย่างชัดเจน ถึงจะเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ แต่เขาก็ไม่ใช่เด็กที่มิอาจยอมรับความจริง


           คนแปลงร่างเป็นงูได้งั้นเหรอ ถ้าในโลกนี้จะมีมนุษย์นก มนุษย์ปลามาอีกเขาก็ไม่แปลกใจแล้ว


           “ ตามกฏของเทพนาคินก็คือ ชาวนาคินที่อยู่อนาคานนั้น จะเปรียบดั่งกายเนื้อซึ่งเป็นบุรุษ ส่วนซาคาเดียร์เสมือนกับจิตวิญญาณของอิสตรี เมื่อนำสองสิ่งนี้มารวมกันก็จะก่อกำเนิดหนึ่งชีวิตขึ้นมาใหม่  ทว่า..กฏของเทพนาคินก็คือกฏของธรรมชาติ  กายเนื้อจะถูกจิตวิญญาณกลืนกิน ”


           “ หมายความว่ายังไง ” พอได้เช่นนั้นก็รู้สึกไม่เข้าใจมากเดิม ขณะที่ในใจก็เริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีกับเรื่องที่จะพูดต่อไป   ซาอิดพยายามคลี่ยิ้มบางๆ ทว่ารอยยิ้มกลับน่าเศร้าเสียจนหวั่นใจ ในดวงตาคู่นั้น เหมือนกำลังเต็นไปด้วยความทุกข์

 
           “ นาคินที่ถูกส่งตัวไปยังซาคาเดียร์จะต้องตายขอรับ โดยการเป็นเครื่องสังเวยให้กับคู่ครองที่เรียกว่า ‘ราเมียร์’ หรือมนุษย์งูเพศเมีย หลังจากการร่วมรัก”

           ทุกสิ่งเงียบลงสนิท..สายลมโบกพัดจนเย็นเยือกไล่ตั้งแต่ปลายนิ้ว ขณะที่หัวใจก็กลับบีบตัวคล้ายกับยังไม่อยากยอมรับความจริง


           เรื่องน่าเศร้าพวกนี้มันอะไรกัน..


           เครื่องสังเวย..เครื่องสังเวยงั้นหรอ


           “ ราเมียร์จะกลืนกินนาคิน ขอรับ”

 
           “ นี่มันเรื่องบ้าสิ้นดี! ทำไมถึงได้ยอมตายกันเล่า! ” เสียงตะโกนอย่างสุดทนดังมาจากเด็กหนุ่มตรงหน้าคล้ายมิอาจยอมรับ


           ไม่เข้าใจเลย..


           ไม่เข้าใจเลยสักนิด..
 

           นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน..


           มือเรียวกำจนแน่น รู้สึกเจ็บใจในเรื่องที่ได้ยินอย่างไร้สาเหตุ ทั้งๆที่มันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลยสักนิด ซาอิดเงยใบหน้าขึ้นมองดวงหน้าหวางของคนตรงหน้าเสมือนแบบรับความเจ็บนั้นไว้กับตัวเอง ทว่า..เรื่องนี้ไม่มีใครช่วยพวกเขาได้อยู่ดี


           “ ทั้งหมดคือกฏของเทพนาคิน เป็นคำสาปของพวกเรา หากฝืนซึ่งกฏ ก็หมายถึงหายนะที่จะครอบงำทั้งอนาคานและซาคาเดียร์ เป็นบาปกรรมของพวกเราที่มิอาจเลี่ยง”

 
           “ แต่พี่ชายของนายยังไม่ตาย! ” มิกิสวนขึ้น ซาอิดถึงกับชะงักไป แต่ไม่นานก็พูดขึ้นต่อ “ เรื่องนี้กระผมก็ไม่ทราบเช่นกัน" เขาส่ายใบหน้าเบาๆ ใช่..ตอนนี้เขารู้แล้วว่าพี่ชายของเขายังไม่ตาย..แต่เพราะอะไร เขาเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน “ ตอนนั้นกระผม..” คำพูดหนึ่งหายไปคล้ายกับไม่อยากเอ่ย เวลานั้น สมองของเขามันสับสนไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ถึงได้ตัดสินใจไปทั้งแบบนั้น

 
           มิกิเห็นอาการของหัวหน้าราชบริวารหนุ่ม ก็ได้แต่ถอนหายใจ เขาเป็นคนพูดปลอบได้ไม่เก่งแต่ก็รู้ได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ซาอิดไม่ได้มีเจตนาจะทำให้เรื่องราวทั้งหมดเป็นแบบนี้ แต่พอเรื่องราวอันน่าปวดหัวนี้เริ่มกระจ่างขึ้นมาทีละน้อยก็ทำให้เขาถึงกับต้องกุมขมับ แต่อย่างไรก็ยังมีประโยคหนึ่งที่ติดค้างอยู่ในหัว

 
           “ ประโยคตอนก่อนที่พี่ชายนายจะกลายร่างเป็นนาคิน หมายความว่ายังไง ” พอได้ยินเช่นนั้นแล้ว แววตาของชายตรงหน้าก็ปรากฎความเศ้ราสร้อยขึ้นมาเด่นชัด แต่ก็ยอมตอบออกไปทั้งที่ในใจเจ็บปวด

 
           “ อย่างที่ท่านพี่ราซิสบอก กระผม ไม่ใช่ทั้งนาคิน หรือ มนุษย์หรอกขอรับ ” เขาตอบเสียงสั่น มิกิได้แต่เงียบฟัง รู้สึกไม่ควรที่จะถามคำถามนี้ออกไป แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว ซาอิดบอกต่ออีกว่า


            “ เพราะท่านแม่ มิใช่ราเมียร์ แต่เป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนท่านมิกิขอรับ กระผมจึงไม่สามารถแปลงกายเป็นนาคินเต็มตัวได้ ตอนนั้นจึงทำได้เพียงวิ่งเข้าไปทั้งแบบนั้น”


           “ งั้นนายก็เหมือนฉันสิ ”

 
           “ เหมือน? ” ซาอิดทวนเสียงถามอย่างสงสัย มิกิพยายามคลี่รอยยิ้มออก ถึงจะรู้ว่าคงไม่ได้ช่วยอะไรมาก แต่ทำแบบนี้ บรรยากาศน่าเศร้าก็อาจจะดีขึ้น


           “ ก็..ฉันน่ะเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสกับญี่ปุ่นน่ะ มันก็สองสายเลือดคล้ายๆกันนะ” เขาพยายามทำเสียงสดใสแต่ ซาอิดก็ยังคงตีหน้าเศร้าอยู่ดี


           “ ชีวิตกระผมไม่ได้เหมือนท่านมิกิหรอกขอรับ ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าตัวเองเป็นอะไร ทำไมถึงได้คุยกับงูรู้เรื่อง แต่หลังจากตอนที่พบท่านพี่ราซิสแล้วนำตัวกลับมายังอนาคาน ก็ทราบเรื่องทุกอย่าง.. ท่านพี่ราซิสเล่าให้ฟังว่า คืนนั้นหลังจากการร่วมรักในฤดูกาลเก็บเกี่ยว ท่านพ่อได้หนีออกไปพบท่านแม่ของกระผม ก่อนวันรุ่งขึ้นจะกลับมาเป็นเครื่องสังเวยให้แก่ราเมียร์ที่ท้องท่านพี่ที่ซาคาเดียร์ ”


           “ แล้ว...การที่ส่งพี่ชายนายไปที่ซาคาเดียร์ นั่นเกิดจากอะไร”


           “ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นไปประสงค์ขององค์เทพขอรับ ”


           “ ไม่ใช่..ฉันหมายถึงก่อนหน้านั้น มันเกิดอะไร ” มิกิปรับคำถามใหม่อย่างจริงจัง เมื่อเรื่องราวทั้งหมดเริ่มซับซ้อนขึ้นทุกที ซาอิดถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะเล่าเรื่องที่ตัวรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับพี่ชายเขา


           “ ท่านพี่ราชิสเคยเป็นองค์รักษ์คนสนิทขององค์ราชาขอรับ แต่มีอยู่คืนหนึ่งที่องค์ราชาทรงทอดพระเนตรเห็นกลางดึกว่า ท่านพี่ราซิสจะลอบปลงพระชนย์พระองค์ แต่ด้วยอะไรบางอย่างที่กระหม่อมก็ไม่อาจทราบทำให้ท่านพี่กลับเลือกที่จะปลิดชีพตัวเองทิ้งต่อหน้าพระพักตร์แทน ถึงท่านพี่ราซิสจะไม่ตาย เพราะองค์ราชาทรงเมตตาช่วยเหลือ แต่กลับกลายเป็นว่าอีกไม่กี่อาทิตย์ถัดมาก็ถูกส่งไปเป็นเครื่องสังเวยที่ซาคาเดียร์ ทั้งที่ยังไม่ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว พอหลังจากเหตุการณ์วันนั้นผู้คนในวังก็พากันเกลียดขี้หน้ากระผม อีกด้วยสายเลือดที่มิอาจเป็นนาคินเต็มตัวเช่นนี้ด้วย จึงแทบจะถูกประหารชีวิต แต่องค์ราชาก็ไว้ชีวิตกระผมไว้  หลังจากนั้น..กระผมก็เชื่อว่าท่านพี่ราซิสได้ตายไปแล้วมาตลอด กระทั่งตอนนี้.. ” ซาอิดเงียบไปอีกครั้ง แต่ทำไมพอได้ฟังกระนั้น เขาถึงได้รู้สึกหงุดหงิดนัก เพราะจากที่ฟัง..ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่พี่ชายของซาอิดต้องการจะฆ่าเขา ถ้าจะโกรธเกลียดก็ควรไปลงที่บาซิกค์ถึงจะถูก!

 
            “ ใช่กระทั่งตอนนี้ ที่พี่ชายนายต้องการจะฆ่าฉันด้วย เพราะอะไร? ” มิกิเริ่มขึ้นเสียงขึ้นถาม ซาอิดถอนหายใจออกมาอีกครั้ง สุดท้ายแล้วก็ต้องเผยออกมา


           “ หากกระผมคิดไม่ผิด..ท่านมิกิก็เปรียบเสมือน ช่องว่างของกฏแห่งเทพนาคิน ขอรับ ”

 
           “ ช่องว่าง..? ” เขาทวนเสียง ซาอิดพยักใบหน้ารับก่อนเล่าต่อ

 
           “ อย่างที่กระผมบอกไป..ถ้าให้พูดง่ายๆก็คือ ฤดูกาลเก็บเกี่ยวก็เหมือนกับฤดูผสมพันธุ์ของสัตว์ ความจริงแล้วดอกเพเซียไม่สามารถกระตุ้นให้มนุษย์นาคินเกิดอารมณ์เกี้ยวรักได้ แต่สำหรับตัวท่านมิกิแล้วกลับมีกลิ่นของดอกเพเซียกระจายออกมาอย่างเข้มข้น ซึ่งทำให้พวกเราสามารถรับรู้และเกิดอารมณ์ร่วมรักก่อนจะถึงฤดูกาลผสมพันธุ์  ” พอได้ยินเรื่องประหลาดพวกนี้ ทำให้เขาอดไม่ได้ที่หัวเราะตัวเองเบา ก่อนจะประชดตัวเอง


           “ นี่ฉันคงเป็นไวอาก้าของพวกนายสินะ ” มิกิเบือนสายตาหนี อย่างเบื่อหน่าย ร่างบางลงไปนั่งขัดสมาธิอยู่ที่พื้น เท้าคางมองหัวหน้าราชบริวารหนุ่มด้วยสายตาเหมือนจะแยกเขี้ยวใส่ ถึงว่า..ราชาบาซิกค์ถึงได้ชอบทำแบบนั้นกับเขานัก แต่ว่าฟังยังไงก็ไม่ขึ้นอยู่ดี
 

           “ แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลขั้นร้ายแรงถึงต้องฆ่าแกงกันนี่ ” ใบหน้าหวานนิ่วลงอย่างหงุดหงิด เมื่อได้รู้ความจริงอันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด!


           “ นั่นก็เพราะ..ถึงนาคินจะเกิดอารมณ์เมื่อได้รับกลิ่น แต่สำหรับราเมียร์กลับตรงกันข้าม หากเดาไม่ผิดท่านพี่ราซิสคงอยู่รับใช้องค์ราชีนีที่ซาคาเดียร์ และรับบัญชามา ขอรับ”


           “ แล้วยังไง ราชีนีของซาคาเดียร์ ฉันยังไม่เคยเจอหน้าเลยด้วยซ้ำ ” ร่างบางตอบไปตามจริง รู้สึกหงุดหงิดชะมัดที่จู่ๆก็โดนหมายตัวทั้งที่ไม่รู้จักกัน! ซาอิดถอนหายใจไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไร แต่ดูเหมือนจะหนักใจมากที่จะพูดเรื่องต่อไปนี้


           “ เรื่องนั้น เพราะองค์ราชา มีรับสั่งให้กระผมนำเลือดของท่านมิกิไปให้ที่ซาคาเดียร์ขอรับ และขอปฏิเสธฤดูกาลเก็บเกี่ยว ที่จะถึงออกไป ”

 
           “ ว่าไงนะ! ”

           พอรู้สึกถึงจุดประสงค์ที่แท้จริง ใบหน้าของชายผู้นั้นที่เป็นตัวต้นเหตุให้เขาโดนตามล่าก็ปรากฏขึ้นมาในหัวทันที รู้สึกโมโหจนอยากจะต่อยสักหมักให้หายแค้นจริงๆที่เรื่องแบบนี้กับเขาได้


           “ ในเลือดของท่านมีกลิ่นของดอกเพเซียเข้มข้นมากขอรับ และนั้นก็มากพอที่จำทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่อนาคานได้ ”


           “ แต่ว่า..ถ้าฉันเป็นเหมือนยากระตุ้นเซ็กส์ มันก็ต้องเป็นเรื่องดีกับพวกนายไม่ใช่เหรอ ” เขาพยายามถาม ก่อนจะลอบกลืนน้ำลายลงคอดังอึก ยังไงก็ยังไม่เข้าใจเท่าไรนัก ซาอิดหลบสายตามองลงบนพื้นทรายละเอียด ก่อนจะพูดขึ้นเรียบๆ


            “ ท่านมิกิ..จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อฤดูกาลเก็บเกี่ยวมาก่อนกำหนด โดยที่เหล่าราเมียร์ยังไม่พร้อมจะให้กำเนิดขอรับ ” เขาเงยหน้าขึ้น มิกิถึงกับเงียบไปเมื่อได้ยินคำถามให้ทำให้ต้องนึกคิด แต่คำตอบก็กล่าวออกมาเสียก่อน


           “ กายเนื้อจะไม่รวมกับจิตวิญญาณ จนมิอาจกำเนิดชวิตใหม่ แล้วท่านมิกิคิดหรือว่า ชาวนาคินจะไม่ออกนอกอนาคานเพื่อปลดปล่อยและร่วมรัก และ..หากสิ่งนั้นเกิดขึ้นคงยากที่จะควบคุม แต่ถ้าหากเป็นไปตามรับสั่งขององค์เทพนาคินนกำหนดแล้ว ก็หมายถึงการยื้อชีวิตเหล่านาคินทุกตนออกไป การร่วมรักสามารถเกิดได้ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่ต้องเสียสละร่างกายของเหล่านาคิน องค์ราชาถึงอยากจะกักขังท่านมิกิไว้เพื่อพวกเรา

            แต่..การทำเช่นนี้มันกลับกลายเป็นการฉีกกฏของเทพนาคินโดยอ้อมเช่นกัน เพราะการร่วมรักของเหล่านาคินที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาลทำให้กฏนั้นคลาดเคลื่อน  และอีกไม่นานก็จะถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวครั้งสุดท้าย ซึ่งองค์ราชา จะต้องเลือดราชีนีคู่บัลลังค์ เพื่อให้กำเนิดโอรสเทพนาคินองค์ใหม่ พระองค์จะต้องมอบทุกอย่างให้เหมือนเช่นดั่งนาคิน และทั้งราชาและราชีนีจะต้องมอบทั้งกายเนื้อ จิตวิญาณให้แด่โอรส เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจสืบทอด องค์ราชาจะต้องถูกสังเวย และนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไม นาคินถึงไม่ไม่ควรมีสิ่งที่เรียกความรู้สึก หรือความรัก ทั้งหมดเพื่อละทิ้งความเจ็บปวด ”

           พอทุกอย่างอธิบายออกมาจนหมด รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงแค่สิ่งของที่ถูกเก็บไว้ใช้งาน พอหมดค่า ก้ไม่มีความหมายอะไรมากกว่านี้ ความรู้สึกนี้มันทำให้เขารู้สึกเกลียดชังบาซิกค์มากขึ้น


           เขาเข้าใจแล้ว...


           เข้าใจ..ทุกอย่างเลย
 

           “ สุดท้ายแล้ว..พวกนายก็เห็นฉันเป็นแค่เครื่องมือ..หึ ที่มาตามหาก็เพราะความขี้ขลาดกลัวตายสินะ ถึงอยากให้ฉันกลับไป น่าตลกสิ้นดี ” เขากล่าวไปตามที่คิดอย่างไม่ไว้หน้า แต่ความจริงแล้วกลับไม่ใช่

 

           “ เรื่องนี้แค่บังเอิญน่ะขอรับ..กระผมไม่ได้ตามหาท่านมิกิ แต่แค่มาดูว่ามีอะไรที่พอจะทำได้บ้างเพื่อช่วยเหลือองค์ราชาก่อนจะถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวครั้งสุดท้าย เพราะได้ยินว่าท่านมิกิเป็นนักวิจัยเกี่ยวกับดอกเพเซีย จึงคิดว่าน่าจะมีข้อมูลอะไรที่นี่บ้าง แต่คาดไม่ถึงว่าจะได้กลิ่นของท่านมิกิตั้งแต่ที่เมืองอาราบัส จนมาถึงที่นี่ ”


           บังเอิญงั้นเหรอ..น่าตลกสิ้นดี


           “ ไม่ต้องห่วงเรื่องที่กระผมกับองค์ชายจะพาท่านมิกิหลับหรอกขอรับ เพราะองค์ราชาให้อิสระภาพกับท่านมิกิแล้ว ซึ่งถือเป็นคำสั่งเด็ดขาดที่มิอาจขัด นอกเสียจากว่าท่านมิกิอยากจะกลับมาที่อนาคานเอง ”

 
           “ แล้วนายคิดหรือว่า ฉันจะโง่กลับไปเพื่อพวกนาย ” เขาพูดอย่างนึกขัน นกน้อยที่ได้อิสระภาพไปแล้ว ทำไมถึงอยากกลับไปอยู่ในกรงอีก


           “ปลอกคอนั่น..คือหลักฐานว่าองค์ราชาทรงยอมรับท่านมิกิเป็นคนของอนาคาน และทุกคนมีบ้านให้กลับไปเสมอขอรับ ท่านมิกิก็เช่นกัน..”
            ซาอิดกล่าวด้วยใบหน้าที่แย้มยิ้ม แต่พอได้ยินประโยคนี้แล้วราวกับมีประกายไฟเล็กๆจุดสว่างขึ้นมาในห้องที่มีแต่สีดำสนิท ‘บ้าน’ คือคำพูดที่แสนอบอุ่นอยู่เสมอ แต่เขากลับลืมมันไปแล้วว่ามีคำพูดอันแสนวิเศษอยู่บนโลกใบนี้ ถึงจะน่าขำที่ชีวิตของเขาไม่เคยมีโอกาสสัมผัสคำคำนั้นเลยซักครั้ง เพราะตลอดชีวิตมีแต่การสูญเสียมีแต่การถูกทอดทิ้งจนกลายเป็นเรื่องชินชา


           ไม่รู้จักคำว่าครอบครัว


           ไม่รู้จักคำว่าความรัก


           คำถามหนึ่งที่ฉุกคิดขึ้นมาก็คือ...นั่นสิ..ผมมีบ้านให้กลับไปเหมือนเขาบ้างหรือเปล่า..

 
           แล้วถ้ามี..มันคือที่ไหนกัน เขาเองก็อยากรู้..


           บ้านเหรอ...อบอุ่นจัง..

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0

         เป็นเวลากว่าหลายชั่วโมงที่ความอ่อนล้าทำให้เขาผลอยหลับไป ซาอิดนอนอยู่ใต้ต้นปาล์มขนาดใหญ่ ใบหน้ายามหลับนั้นดูซูบโทรมจากดูแลองค์ชายที่ไข้ขึ้นสูงมาตลอดทั้งคืน ทว่า..ก่อนที่ฟ้าจะสาง เงาตะคุ่มดำก็ทาบทับร่างกายที่ยังไม่ได้สติ มือปริศนายื่นไปหมายจะแตะต้องใบหน้าหมดจด แต่ไอร้อนของร่างกายอีกฝ่ายก็พลันทำให้เปลือกตาที่ปิดสนิทอยู่ค่อยๆลืมขึ้น ภาพทุกอย่างกลับคืนมาเชื่องช้า แต่ดวงตาคมกริบสีเข้มนั้นกลับสะท้อนเด่นชัดเป็นที่สุด และชวนให้รู้สึกถึง..


         โกรธเคือง..


          “องค์ชาย.. ”


         ผั๊วะ!


         กำปั้นหนึ่งซัดลงไปเต็มๆที่ข้างแก้ม การจู่โจมที่ได้รับทำให้ราชบริวารหนุ่มแทบล้มลงไปนอนซบกับพื้นทราย เมื่อลองเอามือสัมผัสจุดที่รู้สึกเจ็บ ก็พบ ริมฝีปากกลบไปด้วยเลือดสีแดงสด แต่ไม่ทันได้เรียบเรียงเหตุการณ์ทุกอย่าง อารมณ์ดั่งไฟเผาของคนที่ทำร้ายก็ฉุดกระชากร่างกายที่อ่อนปวกเปียกของเขาขึ้นมาอย่างรุนแรง โดยไม่สนใจความเจ็บปวดที่อีกฝ่ายได้รับเลยแม้แต่น้อย มืออันแข็งแกร่งดึงคอเสื้อด้วยความโกธราจนยับย่น ส่วนอีกข้างก็กำแน่น ง้างขึ้นสูงเตรียมชกให้หายแค้นอีกครั้ง

 
         “ บาฮาลหยุดนะ! ” มิกิรีบวิ่งเข้ามาห้ามพร้อมกับพยายามจับมือของคนอารมณืร้อนออก หลังจากได้เสียงแปลกๆดังขึ้น เขาก็เลยตื่นขึ้นมาดู แต่ไม่คิดว่าเรื่องจะกลายเป็นแบบนี้

 
         “ อย่ามาขวางข้ามิกิ! ข้าจะฆ่ามันให้สมกับสิ่งที่มันไว้กับข้า ซาอิด! ไอคนทรยศ!! ” แผดเสียงด้วยความโกรธ สติขาดสะบั้นด้วยเพลิงอารมณ์ที่มอดไหม้ มิกิพยายามห้ามปรามก่อนเรื่องจะเลวร้ายขึ้น แต่เรี่ยวแรงของเขาก็น้อยนิดจนเกินไปเมื่อเทียบกับบาฮาลแล้ว ก่อนจะตัดสินใจกระทำบางอย่างเพื่อให้ร่างตรงหน้าหยุด

 
         เพี๊ยะ!!


         “ นายนั่นล่ะหยุด!! ”

         ฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าคมจนสะบัด เสียงแข็งกร้าวร้องบอกเพื่อเรียกสติ มือหนาที่ดึงคอเสื้อของอีกฝ่ายชะงักไป ก่อนจะยกขึ้นมาลูบแก้มของตัวเองที่ถูกตบ ดวงตาคมตวัดควับหาคนที่เพิ่งทำร้าย แต่มิกิกลับจ้องหน้าเขม็งราวกับเขาต่างหากเป็นฝ่ายผิด


         “ ซาอิด เป็นคนทำแผลให้นายทั้งหมด และเฝ้านายตลอดทั้งคืน นายยังทำร้ายเขาอีกเหรอ ”


         “ แต่มัน! ”


         “ ถ้าต้องการให้นายตายจริงๆ เขาคงปล่อยให้นายตายไปแล้ว และฉันก็คงไม่มีชีวิตอยู่ตรงนี้  ” มิกิสวนขึ้นทันควันจนคนที่กำลังเอ่ยปากต่อว่าชะงัก ถึงใบหน้าของบาฮาลจะเต็มไปด้วยความโกรธ แต่ดวงตาก็ครุ่นคิดไปตามที่ร่างเล็กบอก


          จริงอยู่ว่าถ้าซาอิดอยากให้พวกเขาตายคงฆ่าพวกเขาทิ้ง แล้วหนีไปกับราซิสที่ซาคาเดียร์ หากทั้งหมดกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะซาอิดยังอยู่ที่นี่ แต่เขาจะไว้ใจได้อย่างไรในเมื่อคนคนนี้เป็นคนที่ทำร้ายพวกเขา!

 
         “ ทั้งหมดเป็นความผิดของกระหม่อมเอง องค์ชายจะทรงลงทัณฑ์หรือจะประทานความตายมาให้ก็ไม่แปลก ท่านมิกิอย่าได้ห้ามปรามองค์ชายเลย ”

         คนที่ทำให้เกิดเรื่องพูดเสียงแผ่ว ซาอิดนั่งคุกเข่าลง ก่อนจะก้มกราบลงกัยพื้นแสดงความเคารพบื้องเหมือนขาวอนาคานจนศรีษะติดกับผืนทราย ทว่า..การแสดงการกระทำอย่างจริงใจของเขากลับไร้ความหมายในสายตาที่มีแต่ความเกลียดชังของร่างสูงศักดิ์


         “ ดี! งั้นข้าจะประทานความตายให้สมใจเจ้า ฮึก.. ” บาฮาลชักกริดคมกริบของมาจากข้างเอวของหัวหน้าราชบริวารหนุ่มในทันที แต่ก่อนที่คมกริดนั้นจะถึงตัว แผลที่ช่องท้องก็เจ็บขึ้นมากระทันหัน อาวุธที่อยู่ในมือร่วงหล่นลงพื้น ร่างกายปวดเจ็บเกินจะทรงตัวได้ สิ่งที่เกิดทำให้ร่างที่ก้มอยู่ต้องเงยขึ้นมามอง ก่อนจะรีบเข้าประคองคนที่บาดเจ็บอย่างไม่ลังเล


         “ องค์ชาย! ”

 
         “ อย่ามาแตะต้องตัวข้า! ” บาฮาลสะบัดมือของซาอิดออกอย่างแรง จนร่างสูงล้มกองกับพื้น ทว่าเจ็บทางกายไม่เท่ากับเจ็บทางใจที่ได้เห็นดวงตาคู่เข้มเต็มไปด้วยความรังเกียจ


         “ เจ้ามันคนทรยศ..กล้าดียังไงมาแตะต้องตัวข้า พวกเจ้ามันสารเลวเหมือนกันทั้งพี่น้อง แต่พี่เจ้ายังสูงกว่าเจ้านัก พวกครึ่งๆกลางๆอย่างเจ้า ไม่ควรอยู่รับใช้องค์ราชามาตั้งแต่แรก ไสหัวไป! อนาคานไม่ต้องการคนเช่นเจ้าอีก! ”


         “ พอสักทีบาฮาล! ”


         “ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า!! ” สุดท้ายคนที่ทนกับคำครหาไม่ไหวกลับเป็นมิกิ แต่ทว่าก็โดนเสียงทรงอำนาจตวาทสวนความจริงออกมาจนพูดไม่ออก  เด็กหนุ่มได้แต่กัดฟันมองร่างที่ก้มอยู่แทบเท้าของผู้สูงศักดิ์อย่างจงรักภักดีด้วยความนึกสงสาร เห็นไหล่ที่สั่นไหวเบาๆก็เข้าใจดีว่าซาอิดรู้สึกเช่นไร


         บาฮาลพยุงตัวลุกขึ้นอีกครั้ง ถึงจะเจ็บแผลจนเลือดเริ่มไหลซึมจากผ้า แต่ก็ยังฝืนยืนเต็มความสูง จนเงาสูงใหญ่ทาบทับค่อมร่างที่ก้มแทบเท้าแสดงถึงความเหนือกว่าของชนชั้น สายตาคมกริบจ้องมองร่างของหัวหน้าราชบริวารหนุ่มอย่างดูแคลน ก่อนจะแผดเสียงดังอีกครั้ง


         “ รีบไปซะ! รีบไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้! ก่อนที่ข้าจะฉีกเจ้าเป็นชิ้นๆซาอิด! ” เขาเอ่ยไล่อย่างไม่ไยดี โดยไม่สนว่าคำพูดนั้นจะกรีดหัวใจคนฟังให้เป็นริ้วๆมากแค่ไหน ซาอิด พยายามกลั้นความรู้สึกที่ร้อนผ่าวบนขอบตาของตัวเอง มือแกร่งกำแน่นจนสั่น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้อนาคานจะทำให้เขาเจ็บปวดมามาก แต่เขาก็กล้าพูดเต็มปากเต็มคำว่าที่นั้นคือบ้านที่แท้จริงของเขา


          ตั้งแต่เขาลืมตาขึ้นมาก็พบว่าโลใบนี้มันแสนโสมม แม่ของเขาถูกพวกโจรฆ่าตายตั้งแต่เขาอายุเพียงแค่ 3 ขวบและไม่เคยรู้ว่าพ่อของตัวเองคือใคร เขาเร่ร่อนไปกับขบวนพ่อค้าทาส ประทังชีวิตด้วยเกล็ดขนมปัง กับเศษซากของพวกงูที่คอยขย่อนเหยื่อของมันออกมาให้เขากินตลอด 10 ปี กระทั้งท่านพี่ราซิสได้มาพาเขาออกไปจากนรกนั้น แล้วอยู่ที่อนาคานมาตลอดจนเติบใหญ่ ถึงอนาคานจะไม่อาจเรียกว่าสวรรค์ได้เต็มคำ แต่ก็ดีที่สุดเท่าที่เขาเกิดมา และเขาก็สัญญากับพี่ราซิสว่า จะยอมถวายชีวิตให้แก่อนาคานและเทพนาคิน!


         “ ทูลองค์ชายกระหม่อมขออภัย..ขอเพียงรับสั่งนี้เท่านั้นที่กระหม่อมมิอาจสามารถทำได้ หากกลับไปที่อนาคานกระหม่อมยินดีรับโทษทัณฑ์ทุกอย่าง แม้จะถึงแก่ชีวิตกระหม่อมก็จะไม่ขอค้านอะไร ขอเพียงได้ชดใช้ความผิดที่กระหม่อมได้ทำไว้  และได้กลับไปรับใช้อนาคานจนวินาทีสุดท้าย ถึงจะเป็นความตายกระหม่อมก็ไม่หวาดกลัว แต่ได้โปรดทรงเมตตา...อย่าขับไล่กระหม่อมเลย.. ” พยายามกลั้นเสียงที่สั่นคลอ แต่มิอาจปิดร่างกายให้สั่นไหว น้ำตาหยดลงบนพื้นทรายแล้วก็หายไป แต่ผืนทรายก็มิอาจดูดซับความเสียใจของร่างนี้ได้ บาฮาลกำมือจนแน่น รู้สึกหงุดหงิดและสับสนในความคิดของตัวเองจนแทบจะบ้าคลั่ง ถ้าภักดีไยถึงทำเช่นนี้กับเขาเล่า


         “ เจ้าจะให้ข้าเชื่อคำพูดเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าปักกริดพิษใส่ข้า! ”

 
         “ กระหม่อมขอโทษ!..ฮึก! ” ครานี้เสียงสะอื้นดังจนมิอาจกลั้น ร่างกายสั่นไหวไม่ปิดบัง

 
         “..กระหม่อมไม่อยากให้พระองค์สิ้นพระชนย์ไปเพราะพิษจากเขาของท่านพี่ราซิส ..กระหม่อมไม่ได้ตั้งใจ หากถึงที่อนาคานจะทรงแทงกระหม่อมด้วยกริดให้ตาย กระหม่อมก็ยินดี ขอเพียงให้กระหม่อมได้กลับไปที่อนาคานเป็นครั้งสุดท้าย ก็เพียงพอแล้วพ่ะย่ะค่ะ ” คำพูดนั้นช่างดูเอาแต่ใจจนน่าหงุดหงิด แต่เสียงที่สั่นเครืออย่างไม่เคยเป็นก็เกินกว่าจะเคืองโกรธ องค์ชายนักรบแห่งอนาคานแม้จะเคยเห็นการบีบน้ำตาร้องขอชีวิตมามากล้นจนชินชา แต่กลับซาอิดกลับตัดสินใจไม่ได้ ใจหนึ่งก็โกรธเคืองจนมิอาจให้อภัย แต่อีกใจก็ก็ไขว้เขวเสียจนสับสนกับความคิดตัวเอง

 
         “ฮึ่ย!!” สิ่งที่ทำได้มีเพียงสถบลมหายใจออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ เตะเท้าแรงๆระบายไปที่ผืนทรายจนเม็ดทรายสาดกระเซ็น ก่อนจะหนีเดินไปนั่งลงอีกฝั่งไม่อยากเห็นหน้าใครบางคน


         มิกิถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นบาฮาลไม่คิดทำอะไรซาอิดมากกว่านี้ หลังจากช่วยพยุงซาอิดให้ลุกขึ้นเสร็จ เขาก็เดินย่ำเท้ามาที่องค์ชายเจ้าอารมณ์ที่นั่งหน้าบึ้งตึงอยู่อีกฝั่ง ขณะที่แสงอาทิตย์เริ่มสว่างขึ้นรับเช้าวันใหม่ที่ละน้อย


        “ ทำไมเจ้าถึงยังอยู่ที่นี่ ” เมื่อเห็นเงาของคนที่เดินเข้ามา เสียงห้วนๆชวนมีเรื่องก็เอ่ยถามในทันที อาการแบบนี้เหมือนเด็กน้อยขี้งอนก็ไม่ปาน!

 
         “ ฉันแค่..มาตรวจดูอะไรที่นี่นิดหน่อย ไม่เกี่ยวกับนาย ” พูดจบก็นั่งลงข้างๆ

 
         “ เช่นนั้นคงไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก ลาก่อน ”แต่พอนั่งลงอีกฝ่ายก็ลุกขึ้นอย่างเสียมารยาทในทันที แผ่นหลังกว้างหันให้เขา ก่อนเจ้าตัวจะเดินไปยังอาชาสีเข้มสองตัวที่ผูกเอากับต้นปาล์มต้นเดียวกัน

 
         “ บาฮาล! ” เสียงเรียกทำให้ขาที่กำลังก้าวเดินหยุดชะงัก ใบหน้าคมเข้นหันมาสบ เห็นเด็กหนุ่มกำลังวิ่งมาหา ก่อนจะมาหยุดหอบหายใจอยู่ตรงหน้า

 
          “ ฉัน...จะกลับไป ” สิ่งที่ได้ยินทำเอาคนฟังขมวดคิ้ว


         “ เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร ” คราวนี้มิกิตัดสินใจพูดให้ชัดเจนมากขึ้น


         “ ฉันจะกลับไปยังอนาคาน ” ถึงเสียงนั้นจะไม่ดังมากนัก แต่ทุกคำพูดกลับเอ่ยออกมาอย่างชัดเจนจนนึกแปลกใจ บาฮาลกลอกสายตา คิดว่านี่คือเรื่องตลก และไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน นกตัวน้อยที่ร่ำร้องโผบินสู่ท้องฟ้าอยู่ทุกค่ำคืนยามที่ถูกจับใส่กรง เหตุใดถึงอยากผูกมัดตัวเองด้วยการกลับไปยังคุกคุมขัง สมองของหมอนี่มันต้องเพลี้ยนไปแล้วแน่ๆ


         “ คนอย่างเจ้าที่เรียกร้องหาอิสรภาพ ไยถึงยอมกลับถูกขังไวในกรงอีก นี่คือทุกอย่างที่เจ้าต้องการแล้ว ที่ข้ามาที่นี่ไม่ได้มาเพื่อตามหาเจ้า แต่มาเพราะคิดว่าที่นี่น่าจะมีอะไรหลงเหลือพอจะช่วยอนาคานได้ ดูท่าแล้วมีเพียงแค่เศษเหล็ก กับมนุษย์คนหนึ่งที่ทำเอาชีวิตข้าเกือบไม่รอด เจ้ามันหายนะของอนาคาน รีบไสหัวกลับบ้านเกิดเจ้าไปซะ!” ตวาดจบก็หันหลังไปปลดเชือกม้าที่ผูกอยู่ออก ขณะคนที่ถูกตอกหน้าไม่อดทนอีกต่อไป

 
         พอกันทีกับความงี่เง่าคนอนาคาน!

 
         “ ก็เพราะอนาคานเป็นแบบนี้ไง! ถึงต้องสูญเสียอยู่ร่ำไป! ” พอได้ยินเสียงตะโกนไล่หลัง องค์ชายหนุ่มก็หันหน้ามาอย่างเอาเรื่อง


         “ นี่เจ้า! ”

         ซาอิดเมื่อได้ยินเสียงที่เริ่มดังขึ้น จึงรีบเดินขึ้นมาดู ก็พบองค์ชายบาฮาลกำลังจ้องหน้ากับเด็กหนุ่มต่างชาติอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่พอมิกิเห็นเขาเดินมาก็เริ่มพูดขึ้นต่อในทันที


         “ ซาอิดบอกฉันกับเรื่องทุกอย่างแล้ว แต่มันจะยากนักเรื่องไง กับการแค่ขอร้องคนอื่นเขาดีๆ ทั้งๆที่ตัวเองเดือดร้อนจะเป็นจะตายอยู่แล้ว ” พอได้ยินกระนั้นสายคมกริบก็ตวัดมาที่ร่างของหัวหน้าราชบริวารหนุ่มอย่างคาดโทษ ทั้งที่เรื่องภายในของอนาคานไม่ควรบอกคนนอกให้ล่วงรู้ แต่กลับบอกเสียจนหมดเปลือก ซาอิดไม่รู้จะทำตัวอย่างไร ความผิดเดิมก็มากพอจะทำให้องค์ชายเกลียดชังมากอยู่แล้ว พอมีเรื่องใหม่เข้ามา เขาจึงทำได้แต่ก้มหน้ามองพื้น

 
         “ อนาคานไม่เคยเดือนร้อน ไม่จำเป็นต้องขอร้องใคร เรื่องนี้มนุษย์อย่างเจ้าไม่เกี่ยวถอยไป! ” อีกครั้งที่องค์ชายบาฮาลปฏิเสธโดยไม่คิดให้เสียเวลา เมื่อปลดเชือดม้าเสร็จก็ยกตัวขึ้นขี่ในทันที ท่าทางที่ดื้อด้านไม่เข้าเรื่องเช่นนี้ช่างเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโต แต่บาฮาลก็เป็นไม้แก่เกินกว่าที่เขาจะดัดแล้ว บางทีถ้าไม่ตอกไปตรงๆเสียบ้างก็คงไม่รู้เรื่อง


         “ งั้นก็ปล่อยให้บาซิกค์ตายซะ! ถ้าการขอร้องยากมากนัก! ”

 
         “ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฏ!! ”


         “ กฏงี่เง่า ทั้งที่รู้ว่าอีกไม่นานอนาคานจะส่งบาซิกค์ไปตายน่ะเหรอบาฮาล!! ” เสียงแข็งกร้าวตะโกนสวน ความจริงที่ได้ยินทำเอาองค์ชายบาฮาลรู้สึกเหมือนแผ่นอกกำลังถูกถ่วงด้วยก้อนหินหนักๆ เขาไม่เข้าใจเลยจริงว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่ แล้วทำไมถึงได้ได้สนใจเรื่องของอนาคานขนาดนี้ แต่ดูจากสีหน้ามุ่นมั่นของเจ้าตัวก็เหมือนกับได้ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวลงไปแล้ว


         “ เจ้าไม่ใช่ชาวอนาคาน ไยต้องสนใจเรื่องนี้ ”

 
         “ ฉันไม่อยากสนใจ!..แต่ทั้งหมดเป็นเพราะพี่ชายนายไม่ใช่เหรอ ที่ลากฉันเข้ามาเกี่ยวด้วย!” สิ่งที่ได้ยินทำเอาดวงเนตรคู่เข้มเบิกโต มิกิมองใบหน้าขององค์ชายแห่งอนาคานนิ่งไม่คิดหลบ

 
         “ ตอบฉันมาสิ..ถ้าฉันไม่มีประโยชน์อะไร แล้วทำไมบาซิกค์ต้องจับฉันไว้ที่อนาคานด้วย ”เสียงเรียบถามกลับอย่างแน่วแน่ จนคนฟังถึงกับคาดไม่ถึง ดวงตาคู่สวยหรี่ลงต่ำ เอ่ยความจริงที่รู้อย่างเจ็บปวด


         “ เพราะพวกนาย..เห็นฉันเป็นแค่เครื่องมือไงล่ะ ”

         เสียงนั้นดังก้องไปทั่วพื้นทราย ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบกริบลงทันทีราวกับจะเสริมให้ข้อความของเขาชัดเจนขึ้น องค์ชายบาฮาลไม่อาจตอบสิ่งใด เพราะข้อความที่เอ่ยออกมานั้นคือความจริง


         มิกิค่อยๆสาวเท้าเดินเข้ามาใกล้ม้าขององค์ชายอนาคานจนประชิด มือเรียวลูบลนแผงคอของมันแผ่วเบา


         “ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเหตุผลที่บาซิกค์ปล่อยฉันเพราะอะไร แต่ที่ฉันรู้ก็คือ ถ้าไม่อยากให้อนาคานสูญเสียอะไรอีก ก็พาฉันกลับไป ” รูปหน้าหวานเงยขึ้นสบผู้สูงศักดิ์ ดวงตาคู่สวยแม้จะฉายแววเด็ดเดี่ยวกล้าหาญแต่ลึกเขากลับมองเห็นจุดประสงค์อะไรบางอย่างที่ซ่อนเอาไว้ใต้แววตางดงามนั้น รอยยิ้มที่คลี่ออกบางเบาแม้จะดูสวยงาม แต่อีกมุมกลับดูร้ายกาจ

 
         “ เจ้าต้องการอะไรกันแน่มิกิ ” พอถามเช่นนั้นออกไป รอยยิ้มนั้นก็คลี่กว้างขึ้น ในดวงตาส่อแววเจ้าเล่ห์แต่ก็ท้าทายอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจของคนที่คิดจะต่อรองเลยสักนิด คนประเภทนี้ ไม่บ้าบิ่นก็โง่เต็มที


         “ สิ่งที่ฉันควรจะได้จากการช่วยเหลือครั้งนี้ คือ ของหวาน และชีวิตของฉัน ” ได้ยินกระนั้น คิ้วเข้มก็ขมวดแน่นเป็นปม คาดเดาไม่ออกเลยว่าสิ่งที่ร่างเล็กต้องการคือสิ่งใด แต่ไม่ทันที่จะได้ตอบตกลง เด็กหนุ่มก็ไปปลดเชือกของม้าอีกตัวออกโดยทันที ก่อนจะขึ้นไปขี่อยู่บนหลัง


         “ เจ้าทำอะไรน่ะ! ” บาฮาลโวยวายเมื่อเขายังไม่ได้อนุญาต แต่เด็กหนุ่มหันกลับมามองเพียงเสี้ยวหน้า

 
         “ คอยเรียกฉันว่า’ท่าน’ ได้เลย ”

 

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0


         จากเช้าตรู่จรดใกล้จะหมดวันอีกครั้ง พระราชวังอนาคานก็ยังคงเงียบสงัดดั่งร้างผู้อาศัย ถึงแม้ข้าราชบริวารและเหล่าผู้อาวุโสยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม แต่เมื่อไร้ซึ่งเงาของเจ้าแผ่นดินแล้ว ชีวิตประจำวันก็แสนจะราบเงียบราวกับน้ำที่นิ่งสงบ ถึงจะเป็นเช่นนั้นแต่หาได้มีผู้ใดพร่ำปากบ่น แต่ที่เป็นเช่นนี้เพราะทั้งหมดคือวัฒนธรรมที่ปฏิบัติกันมาช้านาน ซึ่งได้หลอมรวมชาวนาคินทุกคนเข้ากับเรื่องทั้งหมดนี้จนเป็นสิ่งที่ชินตา


         ภายในห้องอันมืดมิดจนมองไม่เห็นสิ่งใด ใครบางคนกำลังครุ่นคิดถึงกฎของเทพนาคินซึ่งเป็นกฏสูงสุดที่พวกเขายึดติด ถึงกฏนั้นจะนำมาซึ่งความสูญเสียของอนาคาน แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขากลับเชื่อว่า กฏนี้จะนำไปสู่ความสมบูรณ์ของชาวนาคิน แม้ความจริงที่ปรากฏออกมาจะตรงกันข้าม และไม่เห็นมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง แต่พวกเขาก็ต้องจำใจเชื่อเสมือนคนตาบอดมองที่ไม่เห็นสิ่งใด และคอยบังคับจิตใจของตัวเองให้เชื่ออยู่เสมอว่า ทุกอย่างได้เป็นไปตามประสงค์ขององค์เทพบรรพบุรุษนาคินอย่างสมควรแล้ว


         ทุกคนเลือกที่จะเชื่อเช่นนั้น..

 
         กฏจึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอีก..หากประชาชนทุกคนต้องการ


         องค์ราชาบาซิกค์ยอมรับในความเป็นไปเช่นนั้น และเลือกที่จะละทิ้งความคิด อยู่ในห้องอันมืดมิด เพื่อชำระความรู้สึกของตัวเองออกไปให้หมด ทั้งหมดเพื่อความสมบูรณ์แบบของพิธีการเก็บเกี่ยวครั้งสุดท้าย ให้เปลือกกายสะอาดบริสุทธิ์พอที่จะมอบให้แด่โอรสของเทพนาคินที่ถือกำเนิดใหม่


         ระยะเวลา 210 ปี นั้นช่างแสนสั้น เมื่อเทียบกับการละทิ้งความรู้สึกทั้งหมดที่มี กี่ครั้งที่ริมฝีปากนี้เปื้อนเลือด กี่ครั้งที่โดนกักขังห้ามน้ำตาไม่ให้หลั่งออกมา ความมืด และความโดดเดี่ยว เป็นเพียงสองสิ่งที่เดินเคียงคู่เขายันวาระสุดท้ายของชีวิต แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อชีวิตนี้ไม่เคยใช่ของๆเขาตั้งแต่แรก ทั้งอำนาจ กายเนื้อ และจิตวิญญาณ ล้วนแต่สืบทอดมาจากเนื้อหนังของบรรพบุรุษทั้งสิ้น ซึ่งอีกไม่นานเนื้อหนังนี้จะต้องตกเป็นของผู้อื่น แต่ทำไมก้อนเนื้อตรงใต้แผ่นอกมันถึงได้สั่นไหวนัก หรือเขากำลังหวาดกลัวกันแน่..


         ทั้งที่ควร..ละทิ้งทุกสิ่ง..แต่กลับทำไมไม่ได้


            “ บาซิกค์!.. ” เสียงเรียกหนึ่งดังขึ้นในห้วงความคิดอย่างน่าประหลาด ทั้งที่คิดเขาไม่มีวันได้ยินเสียงนั้นอีกแล้ว แต่พอยิ่งอยู่ในห้องที่เงียบกริบ เสียงนั้นก็ยิ่งแว่วชัดขึ้น คล้ายกับว่าเจ้าของอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่นี่ ดวงตาสีอำพันลืมขึ้นท่ามกลางความมืด จู่ๆก็รู้สึกมีความหวังเล็กๆดุจประกายไฟที่จู่ๆก็ผุดขึ้นกลางใจ ไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น แต่คำตอบคงรอเขาอยู่ที่ด้านนอก

 




             “ ออกมาเจอหน้าฉันเดี๋ยวนี้! ”

               เสียงโวยวายดังก้องไปทั่วท้องพระโรงแห่งอนาคาน หลังจากที่องค์ชายบาฮาลเสด็จมาถึงวัง มิกิก็ไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าไปด้านในโดยไม่สนผู้ใด เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายเห็นเด็กหนุ่มต่างชาติที่ไม่ควรจะอยู่ที่นี่กลับมา ก็ต่างเรียกพวกทหารให้มาจับกุม ล้อมหน้าล้อมหลังไว้จนหมดไร้ทางหนี มือเรียวรีบชักมีดพกที่เขานำติดตัวมาด้วยจากอาราบัสเป็นอาวุธป้องกันตัว ทว่าดวงตาเด็ดเดี่ยวคู่นั้นหาได้เกรงกลัวไม่ ร่างบางยังคงประกาศเสียงแข็งกร้าวเรียกผู้ปกครองแห่งอนาคานมาเผชิญหน้าในทันที

 

            “ บาซิกค์! ฉันรู้ว่านายได้ยิน ออกมาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้! ” ประโยคคำสั่งทำให้ราชบริวารทั้งหมดเบิกตากว้าง ไม่คาดคิดว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะกล้าออกคำสั่งกับผู้ปกครองสูงสุดแห่งอนาคาน เห็นทีคงต้องสั่งสอนให้รู้จักที่ต่ำที่สูง!

 

            “ เหตุใดนายถึงยังอยู่ที่นี่ คิดถึงกรงขังขนาดนั้นเลยหรือ.. ”

            ไม่ทันได้กระทำใดๆ เร็วเท่าความคิด เสียงเย็นเยือกดังก้องไปทั่วท้องพระโรงจนทุกอย่างเงียบกริบ

มิกิเงยหน้าขึ้นไปตามเสียงคุ้นหู บนบัลลังก์ทองคำสลักลายอสรพิษอย่างน่าเกรงขาม ปรากฏร่างสูงศักดิ์ในชุดเสื้อสีดำทองของกษัตริย์เพียงหนึ่งเดียวแห่งอนาคานที่ยืนคู่บัลลลังก์ดุจองค์เทพ เส้นผมสีดำสนิดถูกปล่อยยาวสลวยจรดปั้นเอว บนศรีษะสวมรัดเกล้าอสรพิษแผ่แม่เบี้ยแสดงถึงความเป็นราชา รูปหน้างดงามคมเข้มประหนึ่งรูปหล่อทวยเทพจ้องมองด้วยดวงตาเรียวคมที่วาวโรจน์ไปด้วยความเย็นเยือกเหมือนเช่นเคย

 

เมื่อเห็นคนที่ต้องการปรากฏ ร่างเล็กตะโกนสวนขึ้นไปด้วยความโกรธทันที

 

            “ บาซิกค์ ไอคนขี้ขลาด! ”

สิ่งที่ได้ยินทำเอาทุกคนในราชวังนั้นชะงักงันตกใจ ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปที่ร่างบนบัลลังก์อย่างกล้าหาญไม่ได้แสดงถึงความตื่นกลัวอย่างที่เคยเป็นเลยสักนิด แล้วสิ่งนั้นเองก็ทำให้รอยยิ้มหยั่นบนริมฝีปากหยักสวยคลี่ออกด้วยความถูกใจ มิกิยังคงต่อว่า

 

            “ เลิกข่มขู่คนอื่น แล้วทำเป็นเข้มแข็งสักที!”

            สิ้นความอดทนกับการดูหมิ่นองค์เทพของพวกเขา บริวารรอบกายทั้งหมดรวมมทั้งอสรพิษมากมายที่ถูกเรียกมาก็เตรียมรุมกรู่กันเข้ามาหวังจะทำร้ายเด็กหนุ่ม แต่กลับถูกเสียงแข็งกร้าวปรามไว้

 

            “ หยุด!! ” เสียงคำรามขององค์เทพนาคินทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก ร่างสูงศักดิ์ประทับลงบนบัลลังก์อสรพิษ ดวงตาเรียวคมจ้องมองมาที่เด็กหนุ่มราวกับเหยื่อที่หวนกลับมาเป็นอาหาร

 

            “ ยังปากกล้าเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน.. ” บาซิกค์ยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ ดวงของเด็กหนุ่มเริ่มผันแปรเป็นเคืองโกรธ ก่อนจะพูดออกไปอย่างไม่เกรง

 

            “ คิดว่าทำแบบนี้กับฉันแล้ว ฉันจะดีใจงั้นหรือบาซิกค์ ” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ขาเรียวขยับก้าวเดินเข้ามาใกล้คนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงมากขึ้น การกระทำของมิกิ ทำเอาราชาแห่งอนาคานต้องขมวดคิ้วสงสัย แต่ขณะเดียวกันก็เกิดนึกสนุกยิ่งนักที่ได้คาดเดาการกลับมาครั้งนี้ของร่างบางตรงหน้านั้นมีจุดประสงค์อะไรกันแน่

 

            “ ฉันให้โอกาสนายอีกครั้ง กลับไปตอนนี้ก็ยังไม่สาย ” หยั่นเชิงของอีกฝ่ายด้วยโอกาสของอสิรภาพ ทว่า คำตอบที่ได้รับกลับเป็นการกระทำไม่คาดคิด จนทุกคนเบิกตากว้าง

 

            กรีด….

 

            แหมะ..

 

            แหมะ..

 

            มีดพกคมกริบกดลงไปที่ฝ่ามือของตัวเอง ความแสบร้อนของเนื้อหนังที่โดนกรีดทำให้เด็กหนุ่มต้องขบกรามแน่นสะกัดกั้นความเจ็บ แค่เพียงเลือดสีแดงเข้มไหลหยดลงบนพื้นท้องพระโรง กลิ่นอันโปรดของบุปผชาติแห่งทะเลทรายก็โชยคลุ้งจนสติของชาวนาคินแทบแตกกระเจิง

 

            “ ฉันว่าพวกนายต้องการสิ่งนี้..แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน ” มิกิกำมือที่มีบาดแผลยืนชูขึ้นต่อหน้าองค์ราชาแห่งอนาคาน บาซิกค์เบิกตากว้างกับการกระทำของร่างเล็ก ขณะที่หัวใจก็เต้นสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อถูกกระตุ้นด้วยกลิ่นหอมหวนจนยากจะห้ามใจ

 

            “ ฝ..ฝ่าบาทอย่าหลงเชื่อนะพ่ะย่ะค่ะ เขาจะนำภัยพิบัติมาสู่พวกเรา ” ผู้อาวุโสคนหนึ่งที่ยังควบคุมสติไว้รีบเอ่ยเตือน ทว่ามิกิกลับแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

 

            “ งั้นหรือ..”

              ขาดคำก็กำมือของตัวเองจนแน่น บีบให้เลือดสีแดงไหลหยดลงมาจากมือของตัวเองราวกับจะย้อมพระราชวังด้วยเลือด มิกิกัดฟันแน่น ทั้งที่เจ็บจนแทบชา แต่คงไม่มีวิธีใดอีกแล้วที่ทำให้บาซิกค์ยอมรับความต้องการของเขาได้รวดเร็วเท่าวิธีนี้  ในเมื่อกลิ่นในเลือดของเขาสามารถเปลี่ยนแปลงอนาคานได้ หลั่งออกมาโชว์ประสิทธิภาพของมันออกมาสักหน่อยจะเป็นไรไป

 

            “ ต้องการสิ่งใด ” คำถามนั้นดูเหมือนไม่พอใจ แต่ลึกๆกลับแสดงถึงความต้องการอยู่ไม่น้อย มิกิพยายามใช้ชายเสื้ออุดแผลของตัวเองไม่ให้เลือดไหลต่อ ก่อนจะคลี่ยิ้มเสนอในสิ่งที่เขาต้องการ

 

            “ ก็แค่เรื่องง่ายๆ นายต้องช่วยฉันวิจัยเรื่องดอกเพเซียให้เสร็จ สร้างห้องทดลองให้ฉัน ขอที่พัก อาหารครบ 3 มื้อ  และสุดท้ายคือ คำขอร้องจากปากของนายว่าต้องการให้ฉันช่วย ” พอได้ยินกระนั้น บาซิกค์ถึงกับส่งเสียงหัวเราะออกมา

 

            “ คิดว่าเรื่องนี้ฉันจะ.. ”

 

            “ พูดออกมาเถอะ...บาซิกค์ ความต้องการของนายจากหัวใจ” เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกของอีกฝ่ายนั้นทำให้เขาชะงักไปทันที ในแววตาคู่สวยไม่ได้เต็มไปด้วยความสมเพชหรือสงสารอย่างที่เขาคิด แต่มันกลับสื่อออกมาถึงความร้องขอเสียมากกว่า อีกทั้งยังเจือไปด้วยความซื่อตรงเสียจนเขาไม่เข้าใจ เหตุผลทั้งหมดอาจเป็นกำแพงหนาที่ก่อตัวขึ้นปิดกั้นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความรู้สึกอื่นที่เขาควรจะได้รับ จึงเกิดคำถามที่ว่าเขาควรยื่นมือออกไปโอบกอดสิ่งเหล่านั้นหรือไม่ ขณะเดียวกลับหัวใจดวงนี้ที่มันเหมือนจะอ่อนแรงลงทันที

 

            ความห่วงใย..

 

            ความเห็นใจ..

 

            ความอบอุ่น...

 

            ทุกอย่างถูกสื่อสารมาทางนัยน์ตาสีเขียวมรกตคู่นั้น และสีหน้าของเขาที่คนเขาเคยทำร้ายกักขัง.. ข้อเรียกร้องที่เสนอมาข้างต้น มันดูเป็นเพียงข้อเรียกร้องที่เล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับสิ่งที่มอบให้ ทั้งๆที่เขาไม่ควรนำเรื่องนี้มาหมกมุ่น และมิกิก็น่าจะรู้ว่าเขามองเป็นเพียงเครื่องมือที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ด้วยความที่อนาคานยังคงเป็นอนาคานเขาก็เลยยอมสละคนตรงหน้าทิ้งไปแล้วเลือกที่จะปฎิบัติตามกฏ แต่ทำไมล่ะ?.. ทำไมถึงยังกลับมาที่นี่อีก? ทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองอาจจะต้องตายก็ได้..

 

            เพราะอะไรกัน..ไม่เข้าใจ

 

            ไม่เข้าใจจริงๆ

 

            “ ฝ่าบาทอย่าสนพระทัยเด็ดขาดนะพ่ะย่ะค่ะ หากทรงยอมรับ นี่ก็หมายถึงสงครามระหว่างเรากับซาคาเดียร์นะพ่ะย่ะค่ะ ” ผู้อาวุโสหลายคนพยายามเอ่ยเตือนเป็นเสียงเดียวกัน และนั้นเป็นความจริงที่อนาคานไม่อาจหนีพ้นหากยอมรับข้อเสนอของเด็กหนุ่มคนนี้

 

            “ มิกิ..นายรู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป หากไม่ทำกฏของเทพนา.. ”

 

            “ เลิกทำตามกฏงี่เง่านั้นซักที!! ”  มิกิตวาดลั่นไปทั่วท้องพระโรง

 

               พอกันทีกับความงมงายของอนาคาน!

 

 “ หึ..สงครามเหรอ..ความตายเหรอ นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว อนาคานไมได้เป็นเมืองขึ้นของซาคาเดียร์ ทำไมถึงต้องยอมส่งบรรณาการนาคินไปให้ ทั้งที่รู้ว่าเบื้องหน้าคือความตาย ถึงไม่มีทางเดินจะเลือกเดิน แต่ทำไมถึงไม่ยอมลุกขึ้นสู้ด้วยตัวเองดูสักครั้ง กฏของเทพนาคินเป็นมายังไงฉันไม่รู้ แต่ฟังแล้วก็เป็นแค่ข้ออ้างที่เห็นแก่ตัว และหลบซ่อนความหวาดกลัวของตัวเองทั้งนั้น ทำไมมนุษย์ถึงอยู่ได้ด้วยความรัก แล้วทำไมนาคินถึงมีมันไม่ได้ นายเคยคิดเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า เพราะกฏงั้นเหรอ! มันก็แค่นิทานหลอกเด็กที่ไม่รู้จักโต! ”

ระบายออกไปทั้งหมดอย่างสุดจะกลั้น ไม่รู้ว่าทำเขาถึงได้รู้สึกแค้นแทนชาวนาคินนัก ทั้งๆที่อนาคานได้แต่ทำเรื่องเลวร้ายให้เขา นึกแล้วก็เป็นเรื่องน่าตลdสิ้นดี ทั้งๆที่ไม่อยากจะนึกถึงที่นี่ อยากจะกลับบ้าน แต่ในสภาพความเป็นจริงกลับไม่มีที่ใดที่เขาสามารถกลับไปได้ ไม่มีใครรอเขาอยู่อีกแล้ว แต่พอรู้ว่าในโลกใบนี้ยังมีคนที่ต้องการเขาอยู่ หัวใจขอเข้าก็กลับโหยหาความรู้สึกที่มีใครสักคนที่ต้องการเขา แม้จะเป็นเพียงแค่เครื่องมือ แต่ก็อาจพูดได้เต็มคำว่า บาซิกค์ต้องการเขา ถึงความคิดงี่เง่านี่จะทำให้เขารู้สึกสมเพชตัวเอง..แต่มันกลับ..เติมเต็มให้ส่วนที่หายไปได้ แค่นั้นก็เพียงพอ

 

            “ เด็กที่ไม่รู้จักโตงั้นหรือ ฉันชอบคำนี้จัง.. ” หลังจากที่เงียบไปนาน ในที่สุดราชาบาซิกค์ก็เผยรอยยิ้มออกมา แต่กริยาที่ตอบสนองแบบนี้ ร่างเล็กไม่สามารถเดาใจได้เลยว่าร่างสูงศักดิ์กำลังคิดสิ่งใดอยู่ภายใต้ดวงตาคมกริบนั่น

 

            “ มิกิ...” เสียงเรียกเย็นเยียบนั่นทำเอากายบางถึงกลับสะดุ้ง ดวงตาสีอำพันหรี่ลงต่ำจ้องราวกับต้องการลองใจ “หากฉันปฏิเสธล่ะ ”

 

            “ ฉันก็ขอต่อยสักหมัดก่อนตายแล้วกัน ” เขาตอบออกไปอย่างไม่ไหวหน้าและคงทำจริงก็จะต้องตาย ได้ยินเช่นนั้นทพให้รอยยิ้มที่คลี่อยู่บางเผยออกกว้างกว่าเดิม ก่อนราชาแห่งอนาคานจะหัวเราะออกมาอย่างไม่ปิดบัง

 

            “ เยี่ยม!.. ฉันยอมรับ แต่มีข้อแลกเปลี่ยนเช่นกัน” มิกิหรี่ตาลงอย่างไม่ไว้ใจ บาซิกค์ประกบมือเข้าประสานกัน ดวงตาเรียวคมยิ่งจ้องมองก็เหมืนอผู้ล่าที่เหนือชั้นกว่า กว่าจะกล่าวด้วยน้เสียงจริงจัง

 

            “ ในเมื่อการตกลงครั้งนี้ ก็เเหมือนเป็นป่าวประกาศจะเป็นศัตรูกับซาคาเดียร์โดยทางอ้อม แต่ฉันไม่ต้องการเช่นนั้น”

 

            “ นายจะทำอะไรบาซิกค์ ” ยิ่งเห็นดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองเขานิ่งงันก็ยิ่งเพิ่มพูมความไม่น่าไว้ใจ รู้สึกสังหรณ์ใจอะไรบางอย่างที่ต้องเป็นเรื่องไม่ดีสำหรับเขาจากชายตรงหน้า จนต้องลอบกลืนน้ำลายลงคอ แต่กระนั้นก็ได้ทำใจกล้าที่จะเผชิญ

 

“เพื่อเป็นการประกาศสงครามกับซาคาเดียร์อย่างชัดเจน นายจำเป็นจะต้อง.. ” เสียงนั้นหายไป พร้อมกับลมหายใจของเด็กหนุ่มที่ขาดไปชั่วขณะเช่นกัน ก่อนที่ริมฝีปากจะเขยื้อยเอ่ยคำตอบออกมา

 

            “ แต่งงาน..กับฉัน.. ” คำพูดนั้นแผ่วเบาราวกระซิบ หากแต่กลับดังก้องไปทั่วท้องพระโรงแห่งอนาคาน จนเหล่าข้าราชบริวารที่ได้ยินก็ต่างพากันเบิกตากว้าง จากถ้อยคำขององค์ราชา

 

มิกิยืนนิ่งค้าง เสมือนเสียงแผ่วเบาของชายตรงหน้าสะกดทุกสิ่งแม้แต่ลมหายใจ หัวใจที่เต้นอยู่ภายใต้กายนี้เต้นดังขึ้น และแรงขึ้นเรื่อยๆจนยากจะควบคุม รู้สึกวิญญาณเหมือนจะหลุดออกจากร่าง พอยิ่งเห็นมือทรงอำนาจนั้นยื่นลงมาจากบัลลังก์อย่างเชิญชวน ริมฝีปากหยักโค้งเปล่งคำพูดจนมิอาจต่อต้าน

 

            “ ตกลงหรือเปล่า..ว่าที่ราชีนีของข้า” สุรเสียงนุ่มลึกนั้นยากจะต่อต้าน มือที่เผยรับราวกับรอการตอบรับจากเด็กหนุ่มตรงหน้า วินาทีนั้นหัวสมองมันขาวโพลนไปหมด รู้ตัวอีกทีมือก็ยื่นออกไปเสียแล้ว

 

            “ ฉัน.. ”

ออฟไลน์ mana_ai

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 344
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ขอแต่งงานแล้วววว

ออฟไลน์ Serioz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 269
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
ไม่ได้เข้ามาอ่านเลย
อ่านจนตาฉ่ำ  ขอบคุณมากๆค่ะ สู้ๆ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ JY_JRB

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
คุณพระ !  กรี๊ดดด เลยอะ 555 เจอประโยคเด็ด

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
ค่ำคืนที่ 13 : น้ำผึ้งบนผืนทราย Part 1

        วันนี้เป็นอีกวันที่เต็มไปด้วยความสับสนของคิโนมุระ มิกิ เด็กหนุ่มต่างชาติไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิดว่าทำไมถึงยื่นมือไปรับข้อเสนอของเจ้านครแห่งนาคินได้ ราวกับว่าในเวลานั้น เขาเห็นบางสิ่งในแววตาที่ไม่สามารถปฏิเสธ

 

        ทั้งที่ไม่ได้รับรู้ถึงอำนาจหรือมนต์สะกดใดๆ เหมือนอย่างที่เคยผ่านมา แต่หัวใจกลับลุ่มหลงราวกับกำลังอ่อนแอหาที่พึ่งพิงอย่างไร้เหตุผล พอภาพทุกอย่างกลับคืนมาชัดเจนอีกครั้ง ก็เห็นรอยยิ้มบางเบาเผยขึ้นบนรูปหน้าคมเข้ม มือที่ยึดจับไว้ หาใช่ความรู้สึกเย็นเยือกอย่างที่เคยสัมผัสไม่..

 

        แต่มันเป็นความสุขใจต่างหาก..

 

        ยกเว้นตอนนี้..

 

        “ฉันยังไม่ได้ตกลงกับนายนะบาซิกค์ โอ้ย! ” เสียงโหวกเหวกดังขึ้นจากร่างของเด็กหนุ่มที่ถูกข้าราชบริวารทั้งหลาย    ลุมกรูเข้ามาขัดเนื้อขัดตัวที่สระน้ำในห้องบรรทมตามรับสั่งขององค์ราชา  แต่จะพูดว่า ‘พามา’ ก็ไม่ถูกเท่าไร เพราะสภาพของเขาตอนนี้เหมือนถูก ‘โยน’ ลงน้ำเสียมากกว่า

 

         ร่างกายเปลือยเปล่าถูกขัดถูอย่างปราณีต แต่ด้วยความดื้อดึงของตัวเขาเอง ทำให้การรับใช้ของราชบริวารนั้นเปรียบเสมือนสนามรบ ใบหน้าหวานมุ่ยลงด้วยความหงุดหงิด รู้สึกไม่ชินที่โดนปรนนิบัติพัดวีแบบนี้ ทั้งๆที่เขายังไม่ได้พูดอะไร แต่เจ้าของร่างสูงศักดิ์ที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงหน้า กลับทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเขาไปแล้ว

 

        “เผลอปล่อยไปเที่ยวเล่นข้างนอกไม่ได้เลยนะ..” พูดจบก็เอามือลูบคางของตัวเอง ดวงตาเรียวคมจับจ้องมาที่เด็กหนุ่มราวกับมองสัตว์เลี้ยงมอมแมมกำลังอาบน้ำ

 

        “บาซิกค์ฉันยังไม่ เหวอ! ” กำลังจะลุกขึ้นออกจากสระไปทักท้วง แต่แขนที่ยังขัดไม่เสร็จก็ถูกพวกราชบริวารดึงกลับไปใหม่จนร่างผอมบางเสียหลักลื่นล้ม น้ำในสระสาดกระเซ็นเป็นวงกว้าง แต่มิวายเด็กหนุ่มก็ยังคงดิ้นขัด บาซิกค์ไม่เอ่ยพูดอะไรต่อ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังมองดูลูกแมวจอมดื้อตัวใหญ่ถูกจับอาบน้ำ ซึ่งไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่ตนเองกลับเผยยิ้มที่มุมปากเมื่อเห็นภาพเหล่านั้น

 

        วินาทีที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายจบลง เด็กหนุ่มต่างชาติถูกจับแต่งตัวใหม่ให้เหมาะสมอีกครั้ง แต่ทำไมมิกิถึงได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังกลายเป็นตุ๊กตาให้กับบาซิกค์เข้าไปทุกที

 

         เวลานี้เขาอยู่ในชุดโธปสีขาวยาวคร่อมเท้า แต่หากเนื้อผ้าบางเสียจนเห็นผิวพรรณที่อยู่ภายใน จากคอเสื้อด้านหน้าผ่ากลางลากยาวจนมาเกือบถึงสะดือ เผยแผ่นอกแบนราบ และปลอกคออสรพิษที่อยู่บนต้นคออย่างชัดเจน โชคดีที่มีเสื้อคลุมเกล็ดงูสีดำสวมทับอยู่ด้านนอกอีกชั้น จึงทำให้เขาไม่รู้สึกเขินอายมากนัก แต่พอเห็นสภาพตัวเองในกระจก กลับรู้สึกเหมือนกำลังจะกลายเป็นนางรำเปลื้องผ้า ต่อหน้าราชาจอมเจ้าชู้ในภาพยนตร์เรื่องอาหรับราตรีจังนะ

 

        “งดงามจริงๆ” เสียงนุ่มลึกเอ่ยขึ้นจากทางด้านหลัง แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้ชวนขนลุกจนคนที่ส่องกระจกสะดุ้ง บาซิกค์ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้พวกราชบริวารที่อยู่ในห้องออกไปให้หมด พอสิ้นเสียงประตูปิดลงร่างสูงศักดิ์ก็ค่อยๆก้าวเดินเข้าไปประชิดคนที่ยืนตัวแข็งเป็นหิน

 

        “ทะ ทำอะไรน่ะ..” มิกิผงะเท้าถอยหลังด้วยความไม่ไว้ใจ เมื่อเห็นคนสูงกว่าตรงเข้าประชิด ไม่ทันได้หนีไปไหนพ้น มือใหญ่ทั้งสองก็จับเข้าประคองที่ข้างแก้มขาวนุ่ม พลางจับใบหน้าเขาพลิกไปพลิกมาเหมือนกำลังชมสินค้าเพื่อหาตำหนิ สัมผัสที่ได้นั้นชวนให้เขารู้สึกแปลกๆ

 

        “ผอมไปนะ..” สิ่งที่ได้ยินทำเอาใบหน้าหวานร้อนผ่าว เด็กหนุ่มรีบปัดมือของอีกฝ่ายออกจากใบหน้าของตัวเอง

 

        “เลิกทำเหมือนฉันเป็นตุ๊กตาของนายสักที ฉันยังไม่ได้บอกสักคำว่าจะยอม..”  เสียงโวยวายไม่ทันได้พร่ำจนจบ นิ้วเรียวก็แตะลงบนริมฝีปากเขาจนเงียบสนิท ดวงตาเรียวคมจับจ้องมายังดวงหน้าหวานของอีกฝ่ายนิ่ง

 

        “ทำไมล่ะ มิกิ.. นายก็รู้อยู่แก่ใจว่า การแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการชอบพอกันของเราสองคน นายจะได้สิ่งที่นายต้องการ ส่วนฉันก็จะได้ประโยชน์จากตัวนาย ไม่เห็นมีอะไรเสียหาย”

 

        “แต่นายเป็นถึงกษัตริย์ และฉันก็เป็นผู้ชาย อย่าพูดเหมือนการแต่งงานเป็นเรื่องง่ายๆ ได้ไหม” อีกครั้งที่ปัดความเอาแต่ใจของร่างตรงหน้าออกอย่างไม่ไยดี และพยายามพูดในเรื่องความเป็นจริง แต่ทำไมพอยิ่งกระทำเช่นนี้แล้ว เขาถึงได้รู้สึกนิสัยของตัวเองเหมือนกับผู้หญิงเข้าทุกที มือเรียวพยายามดันแผงอกกว้างให้ถอยห่างเพื่อหวังจะเดินหนี แต่กลับถูกวงแขนแกร่งโอบเข้าที่เอวคอดของตัวเอง   มิกิเบิกตากว้างอยากจะเอ่ยปากโวยวาย แต่พอเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ผุดขึ้นแล้ว มันทำให้เขารู้สึกเย็นหัวใจแปลกๆ

 

        “ถึงกฏของเทพนาคินจะให้ฉันต้องเลือกราชีนีคู่บัลลังก์เมื่อถึงคราว 210 ปี แต่ก็ไม่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านั้นห้ามฉันอภิเษกกับใคร ไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่มหรือสาวงาม”

 

        “แต่นายเป็นกษัตริย์!”

 

        “ซึ่งนายไม่เคยมองว่าฉันเป็น..” น้ำเสียงตัดพ้อที่ได้ยิน ทำเอาคำพูดของเด็กหนุ่มที่กำลังจะเอ่ยต่อกลืนหายไปในลำคอ

         ใช่..มันเป็นความจริงที่เขาไม่เคยมองบาซิกค์ว่าเป็นกษัตริย์หรือราชาเลยสักนิด สิ่งหนึ่งเพราะความโหดร้ายทารุณที่ได้รับ ทำให้เขาลืมที่จะให้เกียรติใดๆกับนครแห่งนี้ แต่พอถึงคราวที่เขาจำเป็นต้องใช้ประโยชน์บ้าง ทิฐิกับภาพในอดีตที่อยู่ในจิตใจ กลับทำให้เขาสับสนว่าควรจะทำตัวอย่างไร หรือควรพูดจาอย่างไร ทว่า..คำตอบนั้นก็ไม่ได้ดังมาจากความคิดเขา

 

        “อย่าดื้อไปหน่อยเลยมิกิ เพื่องานวิจัยของนายแล้ว.. ” บาซิกค์เว้นจังหวะไป ใบหน้าคมเข้มเคลื่อนเข้ามาใกล้ จมูกโด่งสันแทบแนบชิดกับข้างแก้มจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ข้างใบหูสม่ำเสมอ “นาย..ต้องการฉัน” สุ้มเสียงทุ้มต่ำกังวาลในหูดังมนต์สะกด หากเป็นเมื่อก่อน คำพูดที่จี้ตรงจุดหัวใจเช่นนี้เขาคงพ่ายแพ้ไปอย่างราบคาบ แต่ตอนนี้เขากลับไม่ได้คิดเช่นนั้น ยังไงเสีย..ถ้าร่างกายเขาคือสิ่งที่บาซิกค์ต้องการ เขาต่างหากที่ควรจะมีสิทธิ์อยู่เหนือกว่า

 

        “เปล่าไม่ใช่.” มือเรียวยันแผงอกของบาซิกค์ให้ถอยออก ดวงตาคู่สวยจ้องไปที่ใบหน้าหล่อเหลาอย่างกล้าหาญ ก่อนรอยยิ้มบางๆ จะยกขึ้นบนมุมปาก พร้อมกับคำพูดหนึ่งที่ตอกลงไปในใจของอีกฝ่าย

 

         “นายต่างหากที่ต้องการฉัน..บาซิกค์” ได้ยินสิ่งที่กล่าว ดวงตาสีอำพันหรี่ลงต่ำ รู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่เด็กหนุ่มกล้าสู้หน้าเขาขึ้นมา ก่อนมิกิจะพูดต่อไป

 

        “ถึงเรื่องนี้จะไม่สำคัญสำหรับนาย แต่สำหรับมนุษย์มันคือการเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่ง จะขึ้นสวรรค์หรือลงนรกก็อยู่ที่คู่ครอง หากไม่มีรัก มันก็เหมือนกับถูกขัง”

 

        “นายก็เลยต้องการสิ่งนั้นด้วยเหรอมิกิ” น้ำเสียงทุ้มต่ำสวนกลับ มิกิตกใจกับคำถามที่ย้อนมาจนหัวสมองว่างเปล่าไปชั่วครู่ แต่พอมาคิดดูดีๆ เขากลับตอบไม่ได้เต็มปากว่าเขาไม่ได้ต้องการความรักจากชายผู้นี้ แต่สิ่งที่เขาหวังจากหัวใจอันแห้งแล้งของบาซิกค์ก็คืออิสรภาพที่แท้จริงต่างหาก

 

        “ฉันไม่ได้ต้องการ..นายต่างหากที่ต้องการ ‘ความรัก’ ”

        ไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดออกไปนั้นแทงหัวใจชายหนุ่มให้เจ็บช้ำมากแค่ไหน ทว่าความจริงของคนที่โหยหาความรักนั้นที่ไม่ใช่เขา อย่างไรชีวิตนี้ก็ยังไม่ดีพร้อม และยังไม่อยากผูกมัดใดๆ กับใคร แม้เขาจะไม่รู้ว่าปลายทางของเรื่องจะเป็นอย่างไร และคนที่จะเจ็บปวดที่สุดนั้นคือใคร แต่มันคงจะดีกว่าถ้าเขาไม่ผูกเชือกรั้งใครเอาไว้


 

        “ฉันจะช่วยจนถึงวันเก็บเกี่ยวครั้งสุดท้าย..แต่หลังจากวันนั้น ฉันจะกลับประเทศ แล้วทุกอย่างจะต้องยกเลิก..เราสองคนจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน.. ” สิ้นประโยคสุดท้ายมือที่โอบกอดเอวอีกฝ่ายไว้ก็ปล่อยลงทันใด ดวงตาสีอำพันจ้องมองดวงหน้าหวานอย่างสงบนิ่ง..นิ่งเสียจนคล้ายกับว่ากำลังปิดซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่อยู่ลึกข้างในแววตา

 

        ขณะที่ตรงนี้..ตรงก้อนเนื้อใต้แผ่นอกนี่..ทำไมถึงได้บีบแรงจนเจ็บ พอลองยกมือขึ้นมาสัมผัส ก็ยังพบว่ามันยังคงเต้นสม่ำเสมออยู่

 

        ทว่า..ทำไมกันเล่า..มันถึงได้ไม่เหมือนเดิม

 

        เมื่อรู้ว่า ความสัมพันธ์ทุกอย่างต้องจบลง...

 

        แม้ความจริง ยามต้องการร่างกายมาเติมเต็ม อำนาจทุกอย่างที่มีล้วนทำได้ง่ายดายนัก แต่กลับไม่พอใจเลยสักนิด หากต้องใช้อำนาจเพื่อครอบครองทุกอย่างแม้กระทั่งหัวใจ

 

         มิกิเมื่อเห็นบาซิกค์ยืนนิ่งราวครุ่นคิด ก็รู้สึกว่าตัวเองพูดจาไม่ดีออกไป แต่ปากก็หนักเกินกว่าจะเปล่งเสียงพูด ไม่ทันไร..บาซิกค์ก็มองเขาด้วยดวงตาเย็นเยือกเหมือนเช่นเคยคล้ายกับไม่รู้สึกใดๆ ก่อนจะก้าวเดินออกไปจากห้อง ทิ้งไว้แค่เพียงเสียงถอนหายใจของเด็กหนุ่มที่เต็มไปด้วยความกังวล

 


ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
ค่ำคืนที่ 13 : น้ำผึ้นบนผืนทราย Part 2

     กลางคืนเยือนย่ำ มิกินั่งอยู่ริมระเบียงในห้อง ดวงตาคู่สวยปิดลงจมอยู่กับความคิดของตัวเอง และฟังเสียงสายลมยามค่ำคืนผ่านหน้าต่างที่ปิดกั้นด้วยตะแกรงเหล็ก อากาศเย็นๆ สัมผัสที่ข้างแก้มชวนให้รู้สึกปลอดโปร่ง ทว่าในใจกลับสับสนกับสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำ

 

     สิ่งที่พูดไปเมื่อตอนกลางวัน เขาไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายบาซิกค์เลยสักนิด แต่เพื่อให้ความสัมพันธ์คงอยู่ในที่ที่ควรจะเป็น เขาจะต้องไม่ผูกเชือกให้ใครเจ็บปวด

 

     อย่างไร...เหตุผลทั้งหมด บาซิกค์ก็ต้องการเพียงเลือดของเขาที่มีกลิ่นของดอกเพเซียเจือปนอยู่เท่านั้น น่าแปลกใจอยู่เหมือนกันทั้งที่เซรุ่มที่ศาสตราจารย์สกัดมาควรจะอยู่ในตัวเขาไม่เกินสามอาทิตย์ แต่พอนับวันดูแล้ว มันกลับไม่ได้เจือจางลงเลยแม้แต่น้อย

 

     จากการสังเกต ทุกครั้งที่เขาแสดงความรู้สึกต่างๆ อย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความเศร้า ก็เหมือนกับว่ากลิ่นของดอกเพเซียจะแรงขึ้นตามอารมณ์ ถ้าสมมุติฐานของเขาไม่ผิดพลาดเลือดและร่างกายคงหลอมรวมกับเซรุ่มได้ดี จึงทำให้ระยะเวลานั้นอาจจะเทียบเท่ากับการฉีดฟีลเลอร์แบบชั่วคราว ซึ่งก็คงอยู่ได้ราวๆ 4เดือน แต่พอลองคิดเล่นๆ ว่า เกิดวันพรุ่งนี้กลิ่นของดอกเพเซียที่ใช้ต่อรองกับบาซิกค์หายไปขึ้นมา ตัวเขาจะเป็นยังไงต่อไป

 

     ไม่มีมนุษย์คนใดอยู่ที่อนาคานได้..

 

     เขายังจำประโยคนี้ของซาอิดได้อย่างแม่นยำ คำตอบ..คงมีเพียงอย่างเดียวคือความตาย แต่ก่อนจะเป็นเช่นนั้น ในเมื่อธรรมชาติสร้างให้ทุกๆ คนล้วนมีแต่ความเห็นแก่ตัว  เขาก็จะขอกอบโกยทุกอย่างในสิ่งที่เขาควรจะได้รับจากที่นี่ เพื่อให้สมกับที่ชายผู้นั้นเห็นเขาเป็นเพียงเครื่องมือ.. แต่ทำไมข้อแลกเปลี่ยนที่เสนอไปกลับค่อยๆ ดึงตัวเขาเข้าไปให้ถลำลึกมากขึ้นเช่นนี้ เขาเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน..

 

     มิกิสะบัดศรีษะพยายามสละความคิดอันน่าปวดหัวของตัวเอง หากตอนนี้อยู่ที่ญี่ปุ่นเขาคงกระดกสาเกแรงๆ ให้หายฟุ้งซ่าน เมามายให้ลืมโลก แล้วค่อยตื่นขึ้นมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ ถึงจะรู้ว่าที่นี่อาจจะมีสิ่งที่ต้องการ แต่ครั้นจะเอ่ยปากสั่งราชบริวารที่เฝ้าอยู่หน้าห้องก็ไม่รู้ว่าเอาสิทธิ์อะไรไปสั่งเพราะเขาก็ยังไม่ใช่พระชายา

 

     ถึงแม้จะไม่เอ่ยปากรับคำ แต่พอมาคิดๆ ดูแล้ว ตัวเขาในตอนนี้ก็ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง หากร่างกายนี้ไม่มีประโยชน์ใดๆ เขาก็ไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง เขาอาจจะถูกขายให้กับพวกเศรษฐีลามก หรืออาจจะถูกฆ่าตาย ถ้าคิดในแง่ดีถึงเขาจะรับตำแหน่งพระชายาไปก็ใช่ว่าจะมีใครรู้จักเขาอยู่ดี

 

     มันคงไม่มีอะไรเสียหาย..เพราะในชีวิตที่เหลืออยู่ก็..

 

     ไม่มีใครเหลืออีกแล้ว

 

     ตำแหน่งพระชายาเขายอมรับ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นตลอดไป  เขาอยากกลับไปใช้ชีวิตของตัวเอง ออกเดินไปที่ไกลแสนไกล ห่างจากโลกที่โหดร้ายใบนี้  แต่หัวใจอีกข้างกลับไม่ได้เห็นด้วยเมื่อสิ่งที่ต้องการกลับแลกมาด้วยความ..โดดเดี่ยว

 

     มิกิหลับตาลง ปล่อยให้สายลมพัดผ่านใบหน้าอยู่แบบนั้นสักพัก  แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว เขาเบื่อบรรยากาศอุดอู้ในหัวนี้เต็มทน  ร่างเล็กลุกขึ้น เดินไปหยิบเสื้อคลุมเกล็ดงูแล้วออกไปจากห้องทันที

 

     แสงจันทร์กระจ่างส่องสว่างบนผืนฟ้าที่ไร้หมู่ดารา  หลังจากออกมาด้านนอก มิกิเดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยเปื่อย รู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ในสวนราชวังซึ่งเต็มไปด้วยพืชทะเลทรายทั้งไม้พุ่มแห้งๆ ที่วางริมทางเดินราวกับรั้ว กระบองเพชรหลายต้นเบ่งบานดอกหลากสีงามสะพรั่ง ต้นปาล์มสูงใหญ่โบกไหวไปตามสายลมจนได้ยินเสียงเสียดสีของใบ มีน้ำพุรูปปั้นงูจงอางขนาดใหญ่แผ่แม่เบี้ยอยู่ใจกลางสวน  นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสามารถเดินโลดแล่นได้อย่างเปิดเผยไม่ต้องคอยหลบหนีในราชวังแห่งนี้ ถึงพวกทหารจะยังคงมองเขาด้วยสายตาที่จ้องจะจับผิด แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก  พอเปรยยิ้มบางๆ ออกไป ทหารพวกนั้นก็ต่างพากันรีบหันหน้าหนี ท่าทางที่เห็นทำให้นึกขำอยู่ไม่น้อย

 

     กระทั่งอากาศภายนอกเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ แต่น่าแปลกที่เขากลับชอบอากาศหนาวๆ ของทะเลทรายมากกว่าความร้อน เพราะสามารถช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของสมองลงได้บ้าง  แต่ก็อดไม่ได้ที่จะใช้เท้าเตะกองทรายไปเรื่อยๆ ราวกับความเบื่อหน่ายยังไม่หายไป

 

     เขาไม่ใช่คนดี...

 

     แต่ถึงดีก็ไม่ควรจะไปดีด้วยกับบาซิกค์เลยสักนิด เมื่อเทียบกับสิ่งที่เจ้าตัวเคยทำเอาไว้

 

     “บ้าเอ๊ย!” ขาเรียวเตะกองทรายอีกครั้ง พลางถอนหายใจยาวกับความคิดน่าหงุดหงิดของตัวเอง  กระทั่งได้กลิ่นหอมของบางอย่างคล้ายกับกุหลาบล่องลอยมาตามสายลมยามค่ำคืน

 

     มิกิหันซ้ายทีขวาทีหาทิศทางของกลิ่นหอมนั่น ก่อนสายตาจะไปสะดุดอยู่ที่หอคอยเตี้ยๆ ที่มีความสูงเท่ากับราชวัง บนสุดมีแสงไฟส่องสว่างออกมา  ไม่รู้ว่าคิดอย่างไรสองขาก็พาร่างของเขาเดินเข้าไปเสียแล้ว

 

     พอมาเห็นใกล้ๆ ก็พบว่าบริเวณโดยรอบของหอคอยนี้ถูกพันด้วยไม้เลื้อยบางอย่างไปจนถึงยอดบนสุด  บริเวณประตูทางเข้าของหอคอยนั้นถูกแง้มเปิดเอาไว้อยู่แล้ว

 

     ทันทีที่เข้ามา กลิ่นหอมของกุหลาบก็โชยเข้าจมูกแรงขึ้น ดวงตาคู่สวยกวาดสายตามองสำรวจ  ด้านในเป็นบันไดไม้วนไปถึงชั้นบนสุด บนกำแพงรอบๆ ถูกเจาะเป็นร่องๆ สลักด้วยรูปหน้าของอสรพิษกำลังแยกเขี้ยว  ในปากนั้นมีตะเกียงเล็กๆ จุดไฟให้ความสว่าง

 

     มิกิก้าวเท้าเดินขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ แต่ยิ่งใกล้ถึงชั้นบนสุดมากเท่าไรกลิ่นของกุหลาบก็ยิ่งแรงขึ้น  คิ้วเรียวขมวดขึ้นด้วยความสงสัยว่าทำไมที่ทะเลทรายถึงมีกลิ่นของกุหลาบได้  แต่เมื่อผลักบานประตูตรงหน้าออกไป สิ่งที่เห็นก็ทำให้เขาถึงกับชะงักงัน

 

     ตรงหน้าคล้ายกับดาดฟ้าโล่งกว้าง เท้าย่ำลงบนดินทรายเย็นๆ ที่มีลักษณะคล้ายกับดินทรายบริเวณโอเอซิส ดวงตาคู่สวยกวาดมองรอบๆ ตรงกลางเป็นโครงไม้โปร่งๆ ที่สร้างเป็นโดมเล็กๆ มีไม้เลื้อยชนิดหนึ่งพันไว้โดยรอบ ทว่ากลับมีดอกสีแดงสดคล้ายกุหลาบดูสวยงามยิ่งนัก ก่อนสายตาจะสะดุดอยู่ที่ร่างที่นั่งหันแผ่นหลังให้ของใครบางคน ข้างกายเป็นโต๊ะเล็กๆ ซึ่งมีขวดสุราตั้งไว้ ใบหน้างดงามนั้นกำลังขึ้นมองพระจันทร์บนผืนฟ้ากว้างไกล

 

     วินาทีหนึ่งที่สายลมเอื่อยพัดแผ่วเบา..กลิ่นหอมรัญจวนของดอกไม้ที่ไม่น่าอยู่ในทะเลทรายล่องลอยมาพร้อมกับเส้นผมสีดำที่พริ้วไสว บาซิกค์ ฮอร์น ซัลคาฟาจ้องมองผืนฟ้าอยู่แบบนั้นอย่างเหม่อลอย  ภาพที่เห็นทำให้เขารู้สึกทุกข์ขึ้นในหัวใจ บางทีชายที่คิดว่าแข็งแกร่ง อาจจะไม่ใช่คนแข็งแกร่งมาทั้งแต่ต้น เพราะทั้งหมดเป็นเพียงแค่เปลือกนอก ซึ่งด้านในลึกๆ นั้น เขาอาจไม่รู้อะไรเลย

 

     “ ชอบที่จะยืนมองคนอื่นแบบนี้เหรอมิกิ” ในที่สุดบาซิกค์ก็สัมผัสได้ถึงการมีตัวตนของคนที่แอบยืนอยู่ทางด้านหลัง เด็กหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะทำใจกล้าเดินเข้าไปใกล้มากขึ้น ทว่าบาซิกค์กลับยกขวดสุราขึ้นดื่มรวดเดียว ราวกับสุรานั้นไม่มีรส

 

     “ นายจะดื่มแบบนี้ไม่ได้นะ! ”

     ด้วยความตกใจ รู้ตัวอีกทีก็แย่งขวดสุราออกจากมือของบาซิกค์ไปแล้ว สายตาคมกริบตวัดควับกลับมา มองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างเย็นชา

 

     “ ทำไมล่ะ..” คำถามง่ายๆ พอผสานกับเสียงเย็นเยียบนั้นทำให้มิกิถึงกับกลืนน้ำลายลงอึกใหญ่ ริมฝีปากบางเม้มลงเข้าหากันเนื่องจากไม่ได้เตรียมคำตอบนั้นเอาไว้ แต่ลึกๆ กลับบอกเขาว่าจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ก็ไม่ได้ ก่อนร่างบางจะตัดสินใจนั่งลงบนผืนทรายข้างๆ ทว่า..คนที่นั่งอยู่กลับคว้าขวดสุราแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูงสวนทางกับเขา

 

     “จะไปไหนน่ะบาซิกค์!” มิกิรีบทักขึ้นเมื่อเห็นบาซิกค์ทำท่าจะเดินหนีเขาไปเสียดื้อๆ

     บาซิกค์ชะงักฝีเท้า เสี้ยวหน้างดงามหันมาสบ ริมฝีปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่กลับไม่มีถ้อยคำใดเอ่ยออกมา

 

     “เดี๋ยวสิ!” ร่างเล็กรีบลุกขึ้นมายืนขวางคนที่กำลังเดินหนี บาซิกค์ขมวดคิ้วลงต่ำ

 

     “ต้องการอะไร..” คำถามห้วนๆ เอ่ยพร้อมกับเสียงที่เรียบเย็น ฟังแล้วช่างเหินห่างจนหัวใจหนาวเหน็บ

     ขณะที่มิกิเองกลับไม่เข้าใจการกระทำของตัวเองเลยสักนิด ว่าทำไมเขาจะต้องรู้สึกผิดต่อชายผู้นี้ด้วย  แต่ปากก็หนักเกินไปที่จะพูดความรู้สึกของตัวเอง  เวลานี้ไม่ใช่เวลามานั่งสับสนจมอยู่กับความคิด อย่างไรหากตัดสินใจที่จะเดินหน้าแล้วเขาก็ควรรู้เรื่องราวทุกอย่างมากขึ้นกว่านี้ โดยเฉพาะเรื่องของเทพนาคิน!

 

     " ถึงเวลาเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฉันฟังได้หรือยังบาซิกค์ " น้ำเสียงจริงจังเอ่ยขึ้น ดวงตาคู่สวยจ้องมองอย่างแน่วแน่ไม่สั่นไหว  ท่าทางของเด็กหนุ่มทำให้เจ้าแห่งนาคินต้องกอดอกมองอย่างครุ่นคิด

 

     "ทำไม..นายถึงได้อยากรู้เรื่องของอนาคานนัก" คำถามเรียบๆ แต่แฝงไว้ด้วยความกดดันเอ่ยจากปากของผู้ปกครอง อนาคาน มิกิส่ายหน้าปฏิเสธ

 

     "ไม่ใช่..ที่ฉันอยากรู้ไม่ใช่อนาคาน แต่เป็นเรื่องของนายต่างหาก" พอได้ยินคำตอบบาซิกค์ก็ยกยิ้มขึ้น

 

     "เรื่องของฉัน? มันน่าสนใจสำหรับนายตั้งแต่เมื่อไรกัน ฉันว่า..นายคอยดูทุกอย่างเงียบๆ และเป็นเพียงแค่เครื่องมืออย่างที่นายต้องการจะดีกว่า"

 

     " ถึงมันควรจะเป็นแบบนั้น แต่ตอนนี้..ฉันก็ควรรู้เรื่องทั้งหมดจากปากของนาย" มิกิเริ่มขึ้นเสียงดัง ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้รู้สึกหงุดหงิดขนาดนี้

 

     "หึ..ในฐานะอะไรล่ะ"

     คำถามนี้ทำเอามิกิถึงกับเงียบสนิท คล้ายกับคำพูดบางอย่างมันกระจุกอยู่ตรงปลายลิ้นแต่ไม่สามารถตอบออกมาได้ บาซิกค์เห็นท่าทีลังเลของมิกิ ก็คลี่รอยยิ้มเย็นเยียบ กายสูงใหญ่ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้น มือทรงอำนาจค่อยๆ เชยคางให้มาสบ ดวงตากับเขาเชื่องช้า

 

     "พูดสิมิกิ พูดให้ชัดๆ แล้วฉันจะเล่าทุกอย่างที่นายอยากรู้" ข้อเสนอถูกหยิบยื่นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ยั่วยวนเป็นที่สุด ดวงตาเรียวคมจ้องมองราวกับจะล้วงเอาความจริงในจิตใจของเขา แต่มิกิฉลาดเพียงพอที่จะไม่ตกหลุมพรางง่ายๆ เช่นนี้

 

     " บาซิกค์..ฉันจะบอกอะไรให้ ตอนนี้ฉันไม่คิดว่านายมีสิทธิ์มาสั่งอะไรด้วยซ้ำ..เพราะในดวงตาของนายมันปรากฏแต่ภาพของฉัน..ลมหายใจของนายก็มีแต่ฉัน อย่าเล่นตัวให้มากหน่อยเลยพ่องูใหญ่ นายรู้อยู่แล้วว่าฉันแลกข้อตกลงนี้ก็เพื่ออะไร  หึ...ว่าที่พระชายาของกษัตริย์แห่งอนาคาน ฟังดูไม่เลวเลยว่างั้นไหม" มือยกขึ้นปัดมือที่เชยคางออก ดวงหน้าหวานจ้องมองมาที่ราชานาคินอย่างไม่เกรง แต่สิ่งที่ได้ยินทำเอาบาซิกค์หัวเราะในลำคอแผ่วเบา

 

     " นายมันเด็กปากดีมิกิ..ถ้าเกิดยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นแล้ว งั้น..ในฐานะพระชายา เขาทำอะไรกันบ้างล่ะ " ดวงตาเรียวคมหรี่มอง พร้อมกับมือที่เปลี่ยนมาโอบรัดแผ่นหลังบางไว้อย่างรวดเร็ว  การกระทำที่มาพร้อมกับคำพูดทำเอาคนตัวเล็กไม่ทันได้ตั้งตัว

 

     " จะทำอะไรน่ะ!"

 

     " ใครกันที่มีสิทธิ์สัมผัส ปลดเปลื้องอาภรณ์ของพระชายา จนถึงกระดุมเม็ดสุดท้าย..ถ้าไม่ใช่ " ใบหน้าคมเข้มเริ่มลุกล้ำเข้ามาใกล้ เสียงนุ่มทุ้มกระซิบข้างใบหู "พระสวามี" กายบางเย็นวาบ จมูกโด่งสันคลอเคลียอยู่ข้างแก้ม ลมหายใจอุ่นร้อนด้วยฤทธิ์ของสุราเคลื่อนไล้ใบหน้า กลิ่นหอมของบุปผชาติของกายบางโชยฟุ้งยิ่งกว่ากลิ่นกำยานกุหลาบที่จุดไว้ระหว่างที่ดื่มเหล้าเคล้าแสงจันทร์จนมิอาจหักห้ามใจ ริมฝีปากหยักสวยเคลื่อนลงเชื่องช้า..ใกล้จรดลงไปบนกลีบปากนุ่มของอีกฝ่าย ทว่า..

 

     " ถ้าจูบมา..ฉันจะกัดนาย " ครานี้เสียงเรียบเย็นกลับเอ่ยออกมาจากเด็กหนุ่มตรงหน้า ดวงตาสีอ่อนจ้องเขม็งไปที่ใบหน้างดงามที่ซ่อนความเจ้าเล่ห์อย่างเอาเรื่อง ขณะที่บาซิกค์กลับหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ

 

     “ เป็นอะไรไปเล่า..ก่อนจะถึงวันที่นายกลับ..วันนี้นายก็ยังคงเป็นว่าที่พระชายาของฉัน ทำหน้าที่สักหน่อย..ซ้อมเอาไว้ก็ไม่เสียหาย..”

 

     “ เพิ่งรู้ว่างูเวลาเมาเหล้าจะเพิ่มความเจ้าเล่ห์มากขึ้น” มิกิจ้องตาไม่กระพริบ

 

     “ นายมันเด็กดื้อ..มิกิ ”

 

     “ แค่ป้องกันตัวเองจากการถูกงูล่วงละเมิด คงไม่ผิดอะไร ”

 

     “ ผิดสิ” บาซิกค์ตอบเรียบ มิกิขมวดคิ้วไม่เข้าใจในความหาย ก่อนกายสูงจะขยับเข้าไปใกล้จนแทบจะแนบชิด ดวงตาสีอำพันมองมาที่เขานิ่งงัน “ เพราะนายยินยอมกลับมาหาฉันต่างหาก ” สิ่งที่ได้ยินราวกับเป็นกระสุนที่ยิ่งตอกย้ำการกระทำของตัวเองได้อย่างดิบดี ความจริงที่ตัวเขาไม่ได้นึกถึงเพราะไม่คิดจะยอมรับ หัวใจของเขาเต้นดังเสียจนกลัวว่าจะได้ยินออกมาด้านนอก แต่สุดท้ายก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่กลับมา เหตุผลหลักๆ กลับเป็นเพราะชายผู้นี้ ส่วนเรื่องอื่นกลับกลายเป็นแค่ผลพลอยได้ ทั้งๆ ที่ทั้งหมดควรสลับกัน

 

     “ ยังไงซะ..ฉันก็แค่พระชายาชั่วคราวเท่านั้น..ฉันจะไม่.. ”

            ไม่ทันได้พูดจนจบ จุมพิตแผ่วเบาก็ประทับลงบนกลีบปากนุ่ม สัมผัสอ่อนโยนเพียงชั่วอึดใจทำเอาหัวสมองเขาขาวโพลนไปหมด รู้สึกตัวอีกทีรสจูบหอมหวานด้วยกลิ่นสุราร้อนแรงนั้นก็เคลือบติดอยู่ที่ริมฝีปากไปแล้ว

 

     “ มิกิ.. ” เสียงนุ่มลึกเรียก มือใหญ่ประคองใบหน้างดงามไว้อย่างทะนุถนอม นัยน์ตาเรียวคมมองลึกเข้าไปในดวงตาสีอ่อนที่สะท้อนออกมาเป็นภาพของตัวเขา ริมฝีปากหยักสวยของเจ้าชีวิตเหล่านาคิน เขยื้อนเอ่ยสิ่งที่ไม่คาดคิด

 

     “ ข้าจะไม่มีวันทิ้งของของข้า ”

 

     หัวใจดวงน้อยพองโตขึ้นอย่างน่าประหลาด ขณะเดียวกันที่ความอบอุ่นบางอย่างแล่นผ่านเข้ามากลางใจแทนความเยือกเย็น รู้สึกไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิด หรือเพราะร่างกายนี้อ่อนแอเต็มทนถึงได้เอนไหวไปตามคำพูดของชายที่ทำร้ายได้อย่างง่ายดายนัก  สุดท้ายกลับกลายเป็นว่ายินยอม ตอบรับจุมพิตอันแสนอันตรายนั้นกลับไปอย่างโหยหา วินาทีต่อจากนี้จะเป็นยังไงต่อไป..ในหัวกลับว่างเปล่าไปหมด แต่ร่างกายกลับร้อนผ่าวตามสัมผัสที่ได้รับ

 

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
ค่ำคืนที่ 13 : น้ำผึ้งบนผืนทราย Part 3

           หลังจากกลับมายังราชวัง หัวหน้าราชบริวารแห่งอนาคานก็มิได้พูดจาใดๆ หากแต่ทำตามที่ตนเองกล่าวไว้กับองค์ชายบาฮาลด้วยความบริสุทธิ์ใจในทันที เขารีบเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับผู้อาวุโสฟัง และขอชดใช้ความผิดด้วยการถูกคุมขังที่คุกใต้ดินของอนาคาน  องค์ชายบาฮาลพอทราบเรื่องเข้า ก็มิได้ปริปากกล่าวถ้อยคำใด เพราะเป็นเรื่องอันสมควรที่ซาอิดควรได้รับการลงโทษ แต่ทำไมในใจกลับรู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก  ครั้นจะเดินไปไหนอะไรก็ดูขวางหูขวางตาไปหมด

            เวลานี้ซาอิดคงกำลังถูกคุมตัวไปคุกใต้ดินของอนาคานสินะ..สองขาก้าวเดินวนไปวนมาในห้องบรรทมของตัวเองอยู่สักพัก ก่อนจะอดกลั้นไม่ไหว อยากจะเจอหน้าคนที่ทำให้หัวใจร้อนรนเช่นนี้..

            พอออกมาจากห้องก็รีบถามกับพวกนายทหาร ก่อนจะทราบว่าซาอิดกำลังถูกคุมตัวไปอย่างที่คิด เขาจึงไปดักรออยู่ที่บริเวณบันไดทางเข้า เมื่อเห็นทหารสองนายนำตัวหัวหน้าราชบริวารแห่งอนาคานมา ก็รีบสาวเท้าไปยืนหยุดอยู่ตรงหน้าคนที่เขาต้องการในทันที

            “ องค์ชาย!” พอพบผู้เป็นเจ้าชีวิต ทหารทั้งหมดที่กำลังคุมตัวซาอิดก็รีบก้มหัวถวายความเคารพทันใด  ขณะที่ดวงตาสีครามเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ก็ร้องขึ้นด้วยความแปลกใจ แต่ไม่ทันไรก็ต้องรีบหลบสายตาเมื่อคิดถึงสิ่งที่ตัวเองทำ

            “ ข้ายังมิได้มีรับสั่งลงโทษเจ้า ทำเช่นนี้หมายความว่ายังไง ” ดวงตาคู่เข้มหรี่ลง น้ำเสียงที่ดุดันเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจกับการกระทำเช่นนี้ ทว่าใบหน้าที่หลบอยู่ก็ยังมิได้เงยมองเขา ยิ่งเห็นก็ยิ่งน่าหงุดหงิดนัก

            “ กระหม่อมรู้ผลของการกระทำดีพ่ะย่ะค่ะว่าเวลานี้ควรอยู่ที่ใด  ส่วนที่เหลือ..แล้วแต่องค์ชายจะทรงตัดสินพระทัย กระหม่อมไม่มีอะไรจะแก้ตัว ”

            “ เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกันซาอิด!” เสียงตวาดลั่นด้วยความไม่พอใจ ซาอิดสะดุ้งตัวด้วยความตกใจเมื่อถูกมือใหญ่บีบแก้มให้หันมาสบใบหน้าคมเข้มให้ชัดๆ “ คิดว่าการตัดสินใจแบบนี้ของเจ้าจะทำให้ข้ารู้สึกดีขึ้นงั้นหรือ! ”  ซาอิดมองใบหน้าของผู้เป็นองค์ชาย ดวงตาเกรี้ยวกราดนั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แต่เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่า ทำไมองค์ชายจะต้องโมโหด้วย..ทั้งหมดคือเรื่องที่เขาต้องยอมรับไม่ใช่หรือ

            “ หากอยากรับโทษทัณฑ์นัก ข้าก็จะสนองให้เจ้าจนไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกเลย!” กล่าวด้วยเสียงดังก้อง มือใหญ่ปัดใบหน้าของอีกฝ่ายออกด้วยความโกรธ ซาอิดรู้สึกหูอื้อไปหมด แม้หัวใจของเขายังคงเต้นดัง  ทว่าภายในกลับรู้สึกว่างเปล่าเกินจะเจ็บปวด

            “กระหม่อมน้อมรับพ่ะย่ะค่ะ.. ” ขานรับด้วยเสียงแผ่วเบาราวกับคนกำลังหมดเรี่ยวแรง สุดท้ายแล้วจะช้าหรือเร็ว การตัดสินขององค์ชายก็มีค่าเท่ากัน  เขาทำร้ายราชนิกูลแห่งอนาคานคงหนีไม่พ้นโทษเหล่านี้ แต่หากสิ่งที่ทำอยู่สามารถทำให้คนตรงหน้าสบายใจได้เขาจะน้อมรับทุกอย่าง แม้กระทั่งความตาย

            “เจ้ามันโง่เง่าที่สุด.. ” บาฮาลพ่นลมหายใจฟึดฟัดอย่างไม่สบอารมณ์ กายแกร่งเดินผ่าวงทหารออกไป ไหล่กว้างกระแทกเข้ากับร่างสูงจนถอยเซ แต่ซาอิดก็มิได้ปริปากพูดใดๆ ดวงตาสีครามได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างหายไปจนลับตา

 



          ลมทะเลทรายยามวิกาลพัดโชยอากาศหนาวเหน็บ..

           ในค่ำคืนที่อุณหภูมิลดลงต่ำเช่นนี้ มนุษย์ควรหลบอยู่ในที่พักและห่มผ้าอุ่นๆ สักผืนเพื่อหาไออุ่น หากแต่ใครบางคนกำลังใช้ร่างกายห่อหุ้มซึ่งกันและกันท่ามกลางแสงจันทร์ราตรี

          บรรยากาศเต็มไปด้วยไอร้อนระอุ หากแต่ยากที่จะเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ได้ กลิ่นอายที่เกิดขึ้นเต็มไปด้วยความปรารถนา แต่หาใช่ความรักที่ลอยอยู่คละคลุ้งไม่ ในใจของเด็กหนุ่มนั้นกำลังสับสน เหมือนถูกมอมเมาจากความหฤหรรษ์บางอย่างจากร่างสูงใหญ่ที่ยืนคร่อมกายอยู่ทางด้านหลังเป็นคนมอบให้
 
          สองมือถูกมัดรวบขึ้นเหนือศรีษะ ข้อมือบางผูกด้วยโซ่ทองเส้นเล็กไว้กับโครงเสา..

          มิกิไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอรู้สึกตัวอีกทีก็ถูกจุมพิตอันแสนหวานฉ่ำชักจูงให้เขามาอยู่ในสภาพที่น่าอับอายเช่นนี้ อาภรณ์ที่เคยสวมปิดบัง บัดนี้ถูกถลกออกจนกองรวมอยู่บนผืนทราย กระนั้นร่างกายที่เปลือยเปล่าก็หาได้รู้สึกเหน็บหนาวไม่ หากแต่กำลังร้อนเร่าจากการปรนเปรออย่างสุขสมด้วยเรือนร่างสูงใหญ่ที่กอดรัดไว้แนบชิดราวกับจะหลอมรวมตัวเขาให้เป็นหนึ่งเดียวกัน


          ทว่า..เขากลับไม่ชอบใจเท่าไรนักที่โดนมัดอิสรภาพเอาไว้


          “ปล่อยโซ่นี่ออกเดี๋ยวนี้นะ! บาซิกค์..อ๊ะ! ” เสียงร้อยโวยวายหยุดชะงักลง เมื่อส่วนล่างโดนคุกคามโดยไม่ทันตั้งตัว นิ้วอุ่นร้อนกอบกุมความเป็นชายของเด็กหนุ่มเอาไว้อย่างนุ่มนวล แต่ขณะเดียวกันการขยับของหัวแม่มือที่นวดคลึงอยู่ที่ส่วนปลายกลับทำให้รู้สึกประหลาดจนยากจะทานทน

          “อย่าปฏิเสธเลยมิกิ หากรังเกียจฉัน นายจะยินยอมทำไมตั้งแต่แรก ”


          “นั้นก็เพราะนาย..อ๊าห์” เสียงครางหวานที่เจือไปด้วยความดื้อดึงสยบลงอีกครั้ง เมื่อถูกแรงกระตุ้นจากมือของอีกฝ่ายทำอย่างหนักหน่วง จนขาทั้งสองสั่นเทิ้ม ขณะที่ภายในหัวกลับเริ่มร้อนรุ่มเหมือนเครื่องยนตร์ที่เพิ่งเดินเครื่อง


          “เพราะฉันงั้นหรือ... ” บาซิกค์กระซิบเสียงต่ำแหบพร่าที่ข้างแก้ม ลมหายใจอุ่นร้อนสม่ำเสมอที่สัมผัสลงบนซอกคอ ทำให้สันหลังรู้สึกเย็นวาบจนเริ่มหวั่นใจในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นต่อไป “ ร่างกายนายต่างหาก..ที่เรียกร้อง ” คมเขี้ยวอสรพิษกัดลงที่เนื้อกระดูกอ่อนของใบหู ตามด้วยลิ้นอุ่นร้อนที่โลมเลียทาบทับปลอบประโลม  สัมผัสที่ไม่คุ้นเคยทำเอาร่างที่กอดรัดไว้บิดเกร็งด้วยความซาบซ่าน


          “อะ..อ๊า.. ” หลุดเสียงครางออกมาอย่างน่าอับอาย บาซิกค์กระตุกยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ใบหน้าโน้มลงมาใกล้กระซิบที่ข้างแก้ม


          “ชู่ว..อย่าส่งเสียงดังนักสิ..อยากให้คนอื่นรู้หรือไง ว่าเรากำลังทำอะไรกัน..กลางแจ้ง”  คำพูดที่กึ่งกลั่นแกล้งกึ่งจริงจังพร้อมกับรอยยิ้มนั้น ทำเอามิกิถึงกับหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที

          “ก็มันเป็นเพราะใครกันเล่า! ” เอียงใบหน้าหันมาประท้วงคนที่อยู่ด้านหลัง แต่บาซิกค์หาได้สะทกสะท้านไม่

            “จะว่าฉันคนเดียวหรือไงกันมิกิ งั้นบอกมาสิว่า..นายมาเข้าใกล้ฉันทำไม ” คำถามที่ไล่ต้อนนั้น ทำเอามิกิถึงกับพูดไม่ออก หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงเถียงออกมาได้ทันควัน แต่ตอนนี้..พอถามความรู้สึกตัวเอง กลับไม่รู้ว่าต้องการสิ่งใด และทำไมคำพูดของเขาเมื่อตอนกลางวันนั้นมันถึงทำให้เขารู้สึกผิดมาจนถึงตอนนี้ด้วย ขณะเดียวกันทั้งที่ไม่ควรปล่อยร่างกายให้เป็นไปตามแรงอารมณ์ แต่สุดท้ายกลับอยู่ในอ้อมกอดของชายผู้นี้ไปเสียแล้ว


            “ฉะ..ฉันก็แค่ต้องการจะคุย..แต่นาย โอ้ย! ”

          จู่ๆ โซ่ที่ผูกมัดขาดออกจากเสาอย่างรวดเร็ว แต่พอรู้สึกตัวอีกที หัวไหล่ก็ถูกมือหนากระชากอย่างแรงจนพลิกหัน ร่างกายที่เสียการทรงตัวล้มหงายลงบนผืนทรายละเอียด ก่อนกายสูงใหญ่จะทาบตัวลงมาในทันที


            “แค่คุยงั้นหรือ...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียบ กายสูงใหญ่คร่อมทับอยู่เบื้องบน มิกิเจ็บระบมไปทั่วแผ่นหลัง แต่พอเห็นใบหน้างดงามสะท้อนแสงจันทร์แล้ว หัวใจก็แทบหยุดเต้น ตรงหน้าคือราชาผู้ปกครองนครแห่งนาคินที่น่าเกรงขาม เส้นผมสีดำยาวสยายปรกลงมา ดวงตาเรียวยาวของสัตว์ร้ายจ้องมองเขานิ่งสะกดทุกสิ่ง “ มองตาฉันสิมิกิ แล้วพูดว่านายไม่ต้องการฉัน ” ด้วยเสียงนุ่มลึกกับแววตาคู่นั้น ไม่ต้องใช้มนต์สะกดใดบังคับ จิตใจก็ยากจะปฏิเสธ มิกิไม่รู้สึกตัวเองเลยสักนิดว่ากำลังลุ่มหลง คำพูดที่เคยลอยเต็มในหัว กลับถูกลบเลือนหายไปจนหมด...ทั้งๆที่การปฏิเสธออกไปทำได้ง่ายดายแท้ๆ แต่เขากลับทำไม่ได้..

            พูดสิ..มิกิ
 

            “ฉัน....” กลีบปากนุ่มกำลังเขยื้อนเอ่ย แต่กับถูกขโมยคำตอบออกไปด้วยรสจูบที่ปิดลงอย่างหอมหวาน สัมผัสที่นุ่มละมุน ราวกับดึงหัวใจของเขาให้เสพย์ติดพิษรักนี้อย่างไม่มีข้อกังขา


            “ให้ผืนทรายนี้ จดจำสัมผัสทุกอย่างแทนคำตอบของนาย..” สิ้นคำหวานที่พร่ำบอก ริมฝีปากหยักสวยกดลงอีกครั้งราวกับต้องการย้ำสัมผัสเย้ายวน รู้สึกร่างกายเหมือนขนนกที่ล่องลอยออกไปไกลแสนไกลในผืนฟ้า..

 
          ล่องลอยอยู่แบบนั้น..

          จนไม่อยากจะตกลงมา...


          “ฉันต้องการนาย..มิกิ” คำหวานพร่ำย้ำจนหัวใจแทบหลอมละลาย วงแขนแกร่งช้อนกอดกายบางใต้ผืนทรายอย่างบรรจง การกระทำเช่นนี้ทำให้ร่างกายของเด็กหนุ่มไร้การต่อต้านใดๆ กลิ่นอายที่หวานฉ่ำดุจน้ำผึ้งทำให้เขาคล้อยตามอย่างหลงใหล เขาเคยพูดไว้ว่าคนที่โหยหาความรักนั้นคือบาซิกค์ แต่ตอนนี้เขาต่างหากที่ต้องการความรักนั่น..

 
          หรือหัวใจกำลังหลงรักอ้อมกอดที่เจ็บปวดนี้กัน..


          บ้าที่สุดเลย...

 
          สุดท้ายก็ตอบรับจุมพิตนั้นไปด้วยความปรารถนาของตัวเอง..

          “อึก..อื้อ” เสียงหวานเล็ดรอดออกมาแสดงถึงความพอใจจากสัมผัสที่ได้รับ เรียวลิ้นที่ช่ำชองยังคงไล่ต้อนดูดกลืนหยาดน้ำหวานจากภายในอย่างเพลิดเพลิน สติสัมปชัญญะเหมือนหลุดลอยไปไกลแสนไกล ขณะที่กลไกตามธรรมชาติของร่างกายกลับปลุกปั่นความร้อนระอุในส่วนล่างให้เริ่มเกร็งแข็ง มือเรียวโอบคล้องคอของอีกฝ่าย แผ่นหลังแอ่นยกขึ้นจากผืนทรายโดยไม่รู้ตัว

 
          “นายกำลังยั่วฉันเหรอ มิกิ” มิกิสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินคำพูดของบาซิกค์  แต่พอลืมตาที่ปรือฉ่ำขึ้นมาก็พบว่าอาภรณ์ของราชาถูกปลดเปลื้องจนหมด เหลือแค่เพียงร่างกายเปลือยเปล่าสมชายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสวยงาม  ผิวขาวละเอียดยิ่งมองใต้แสงจันทร์กลับสะท้อนเป็นสีทองอ่อนๆ ราวกับทวยเทพบนสรวงสวรรค์มิอาจละสายตาได้  ทว่าพอเหลือบมองท่อนกายที่อยู่ด้านล่างกลับรู้สึกหวาดหวั่นแปลกๆ หากสิ่งนั้นต้องเข้ามาในร่างกาย แม้ว่าเขาจะเคยผ่านมาแล้ว


          “สายตาแบบนั้น คงไม่ใช่คิดอะไรลามกอยู่หรอกนะ” สิ่งที่พูดทันความคิด ทำเอามิกิหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย

 
          “ฉันไม่ได้คิดซะ..อุบบ”

          ริมฝีปากที่พยายามท้วงความเขินอาย แต่กลับถูกกลีบปากสวยทาบทับลงมาจนกลืนหาย จูบอันร้อนแรงพยายามปลุกเร้า เรียวลิ้นลุกล้ำเข้าไปสำรวจทุกซอกทุกมุมและดูดกลืนทุกสิ่งอย่างถือวิสาสะจนสติของคนที่ถูกคุกคามแทบขาดรอน กว่าจะปล่อยโอกาสให้หายใจร่างกายก็แทบจะไร้เรี่ยวแรง


          “แฮ่ก.บาซิกค์ นายมัน..อึก”

มิกิหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน แต่ไม่ทันไรก็ถูกกระตุ้นอีกครั้ง เมื่อปลายลิ้นสัมผัสลงที่แผ่นอก ก่อนจะลากไล้ลงมาเรื่อยๆ อย่างเชื่องช้า..

 
          ผ่านหน้าท้อง..

 
          ผ่านสะดือ..

 
          ไปจนถึงจุดอ่อนไหวที่สุดของร่างกาย มิกิถึงกับร้องห้ามด้วยความตกใจ

 
          “อย่านะ!” กายบางลุกตัวขึ้นนั่ง ใช้ส้นเท้าดันลงบนผืนทรายเพื่อถอยหนี ทว่าไม่ทันได้ทำดั่งใจ ก็ถูกมือหนาคว้าท่อนขาเรียวดึงเข้ามาใกล้ตัว รอยยิ้มบางอย่างผุดขึ้นที่มุมปาก ดวงตาเรียวคมจ้องมองนิ่งเหมือนสัตว์ร้ายที่จะไม่มีวันปล่อยเหยื่อของมัน


          “อย่าขัดใจสิ..” พูดจบร่างกายก็สั่นสะท้านด้วยความตกใจ เมื่อมือหนาจับเข่าให้ตั้งชัน ลิ้นเปียกชื้นไล่เลียตั้งแต่หัวเข่ากลม ลากยาวไปจนถึงโคนขาอ่อนด้านใน สัมผัสที่ไม่คุ้นเคยนี้ทำให้รู้สึกโหวงกลวงในช่องท้อง ขณะเดียวกลับโกหกความรู้สึกดีของตัวเองไม่ได้จนน่าแปลกใจ กระทั่งความปรารถนาของเขาถูกกลืนกินอย่างไม่ทันตั้งตัว


          ความร้อนเร่าราวกับไฟเผาในร่างกายระอุขึ้น สัมผัสที่มอบให้ราวกับต้องการครอบครองทุกสิ่งในร่างกาย เรียวลิ้นที่ดุนดันอย่างชำนาญ แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าผู้ปกครองสูงสุดแห่งนครโบราณจะเป็นคนมอบให้ด้วยตนเอง มิกิรู้สึกแปลกๆ แต่ก็มิอาจปฏิเสธความสุขสมนี้ได้


          “อื๊อ...อ๊ะ!” เผลอครางเสียงหวานหลุดออกมา เมื่อทั้งมือและลิ้นของเจ้าแห่งนาคินปรนนิบัติให้อย่างไม่นึกรังเกียจ แม้เขาจะรู้สึกอับอาย แต่ก็ไม่อยากให้การกระทำนี้หยุดลง ในเมื่อเจ้าตัวเป็นคนปลุกขึ้นมาต้องพาเขาไปให้จนสุดทาง มิกิเผลอคิดแบบนั้นอย่างเห็นแก่ตัว

           แต่มันเป็นความต้องการ..ความต้องการจริงๆ


          “บาซิกค์..อึก..พอแล้ว..ฉันจะ” เมื่อร่างกายเริ่มใกล้ถึงขีดสุด มิกิพยายามเอ่ยเสียงเป็นสัญญาณห้ามปราม ทว่าอีกฝ่ายกับยังไม่ยอมหยุด และกลับเร่งเร้ามากขึ้นจนยากจะทานทน


          “บาซิกค์พอได้แล้ว...ฉันจะ..อ๊ะ!”

          คล้ายกับมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านกายจนกระตุก เมื่อปลายลิ้นหยอกล้อลงไปที่ส่วนปลาย บาซิกค์แอบชำเลืองขึ้นมามอง เห็นดวงหน้าหวานแดงซ่านไปด้วยความอับอาย กระนั้นเสียงหอบหายใจที่ได้ยินกลับเป็นฉนวนที่ปลุกอารมณ์เขาได้อย่างดิบดี ก่อนจะก้มลงไปจัดการกับสิ่งที่ค้างคาอยู่ให้เสร็จ


          มิกิพยายามเอื้อมมือมาดันศีรษะของอีกฝ่ายออก แต่เรี่ยวแรงก็หดหายเมื่อริมฝีปากนั้นครอบครองความปรารถนาที่ร้อนรุ่มลึกจนไปถึงโคน ผสานความสุขที่คลั่งอยู่ภายในให้ใกล้ทะลักออกมาเต็มที  มือจึงเปลี่ยนจากดันกลับกลายเป็นว่าขยุ้มเส้นผมสีดำเอาไว้เพื่อระบายความรู้สึกนั้นออกมาแทน แผ่นหลังแอ่นเกร็งบิดเร้ายกขึ้นจากผืนทราย ร่างกายร้อนระอุราวกับสุมไฟ สะโพกส่ายขยับโดยไม่รู้ตัว สุดท้ายก็มิอาจทานทน ถูกลอกคราบทุกอย่างออกมาจนหมดสิ้น

 
          “อึก...อ๊า..อ๊าา..”

          เปล่งเสียงหวานออกมาเพราะยากเกินจะกลั้น ร่างกายเกร็งกระตุกปลดปล่อยคราบของตัณหาออกมาเต็มที่ในโพรงปากที่ครอบครอง บาซิกค์กลืนกินทุกหยาดหยดความหวานจนหมด ขณะที่จมูกของเขากลับได้กลิ่นหอมของดอกเพเซียโชยคลุ้งรุนแรงอย่างไม่เคยเป็นจากร่างบอบบางนี้ เขาผละตัวขึ้น เลียริมฝีปากของตนเองที่ยังหลงเหลือรสอันหอมหวาน ดวงตาเรียวคมเลื่อนมองใบหน้าที่แดงก่ำและฉ่ำปรือไปด้วยคราบน้ำตา ก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ ออกมา


          “มิกิ...” มือหนาเอื้อมขึ้นเกลี่ยเส้นผมที่บดบังใบหน้าของอีกฝ่ายออก หน้าผากที่เปียกชื้นคงบ่งบอกได้ถึงอุณภูมิที่ยังคงหลงเหลือและพลุ่งพล่านอยู่ในร่างบอบบาง แต่พอเด็กหนุ่มได้ยินเสียงเรียกชื่อของตนที่แหบพร่า หัวใจก็กระตุกวูบอีกครั้ง เหมือนน้ำเสียงนั้น ต้องการจะปลุกกระตุ้นและบดเบียดความร้อนเร่าให้ไหลแทรกเข้ามา จึงไม่กล้าสบสายตา

 
          “อย่าหลบตาฉัน”

          มือใหญ่เชยใบหน้าของเด็กหนุ่มให้หันกลับมา ภายในดวงตาสีอำพันสวยงามกำลังสะท้อนเป็นภาพของตัวเขา แต่ในแววตากลับซ่อนพายุที่คุกรุ่นอยู่พร้อมทำลายทุกสิ่ง

          มิกิรู้สึกหวั่นใจเมื่อเห็นแววตาคู่นั้น แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ ทว่าพอพบบางสิ่งที่พองโตอยู่เบื้องล่างของราชาเขาถึงกับกลืนน้ำลาย บาซิกค์เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เขามากขึ้น ความกลัวทำให้ร่างกายถอยหลังหนี ภาพในอดีตหวนคืนกลับมา ทว่า..กลับถูกลบเลือนไปด้วยจุมพิตบนเปลือกตา

 
          “จงแสดงแต่ความร้อนแรงออกมา”

          ประโยคที่เขาเคยได้ยินถูกย้ำเตือนอีกครั้ง เป็นประโยคที่บาซิกค์เคยพูดกับเขาในครั้งแรกก่อนที่จะนำตัวเขามาที่อนาคาน

           ความทรงจำที่หายไปถูกเรียกคืนมาด้วยเสียงทุ้มต่ำ

           เสียงที่ดังก้องในหูเสมือนสะกดทุกการกระทำ แต่ความรู้สึกที่ได้รับไม่ใช่ความหวาดกลัวเหมือนทีแรกแต่เป็นการปลอบประโลมอย่างแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น มือใหญ่คู่นั้นประคองใบหน้า บรรจงป้อนจุมพิตประทับลงไปบนกลีบปากอย่างนุ่มนวล ลิ้นเปียกชุ่มเกี่ยวกระหวัดอย่างเสน่หาปรนเปรอให้เคลิบเคลิ้ม ขณะที่มือก็เริ่มเลื่อนจากใบหน้าผันมาเป็นการโอบรัดแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยเกล็ดทรายละเอียด


          อ้อมกอดของบาซิกค์กระชับแนบแน่น เนื้อหนังที่เคลื่อนไหวเสียดสีกันดุจคลื่นแผ่วเบา ซึ่งเป็นสัมผัสที่ปลุกกระตุ้นความต้องการจนไม่อยากแยกจาก การกระทำเช่นนี้ราวกับอสรพิษที่กำลังรัดเหยื่อไม่ให้หนีได้


          “นายจะเป็นพระชายาของฉัน...” สิ้นเสียงการเล้าโลมที่แสนหอมหวานนั้นท่าทางก็ถูกแปรเปลี่ยนในฉับพลัน มิกิถูกจับพลิกตัวให้หันหลังในทันที


          “จะทำอะไรน่ะ!!” ส่งเสียงร้องขึ้นด้วยความตกใจที่จู่ๆ ก็ถูกจับพลิกกาย แต่ไม่ทันจะได้หนีไปไหน ร่างกายก็ถูกทาบทับด้วยกายใหญ่ที่บดเบียดลงมาแนบชิด มิกิรับรู้ถึงน้ำหนักตัวของอีกฝ่ายที่กดลงมาที่แผ่นหลังจนเริ่มหายใจอึดอัด มือพยายามปัดป่ายไปด้านหลัง ทว่ากับถูกรวบอยู่ในอุ้งมือหนาของอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย ก่อนความร้อนจะปรากฏบนข้อมือ ไม่นานก็กลับกลายเป็นโซ่ทองพันธนาการอิสรภาพเอาไว้อีกครั้ง


          ใบหน้าคมเข้มโน้มลงมาใกล้


          “นายคิดว่าเวลางูร่วมรักมันควรจะเป็นแบบไหนล่ะ” คำถามที่ได้ยินทำเอาร่างเล็กรู้สึกเย็นวาบไปตามสันหลัง มิกิเริ่มสัมผัสได้ถึงความไม่น่าไว้ใจจึงพยายามออกแรงดิ้น

          “อย่าคิดทำอะไรนะ!...” รีบเอ่ยห้ามเสียงดังพลางพยายามออกแรงดิ้น แต่เท่าไรก็ไม่เป็นผลเมื่อถูกกดทับด้วยน้ำหนักของคนตัวใหญ่กว่าจนร่างกายแทบจมลงไปกับผืนทราย ก่อนจะสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของบางสิ่งที่เปียกชื้นซึ่งกำลังแทรกซึมอยู่บริเวณช่องทางด้านหลังจนเขาต้องเบิกตากว้าง

          “นั่นมันอะไรน่ะ!...”

 
          “นายไม่ควรรู้..แต่ทำแบบนี้ นายอาจจะรู้สึกดีที่สุด ” คำตอบที่เป็นปริศนายิ่งทำให้หัวใจเขาเต้นแรงด้วยความหวาดหวั่น บางอย่างที่กำลังคลอเคลียอยู่มันกำลังขยับเข้ามาด้านใน และเขาก็แน่ใจได้เลยว่ามันไม่ใช่นิ้วมือ!


          “บาซิกค์! หยุดนะ เอามันออกไป! อึก..เอามันออกไปจากตัวฉัน!!” เสียงร้องโวยวายดังลั่น แต่สุดท้ายก็กลับไม่ได้รับความเห็นใจ บางสิ่งที่เขาไม่อยากคิดกำลังเข้าไปด้านในลึกขึ้น


          “อุก..อ๊า...อ๊ะ! ” สัมผัสแปลกประหลาดจากบางสิ่งที่คล้ายกับท่อนเนื้อที่มันเลื่อมลุกล้ำเข้ามา ขยายช่องทางที่ปิดกั้นอย่างง่ายดาย ความรู้สึกจุกแน่นทำให้เขาไม่มีเรี่ยวแรงจะเปล่งเสียงร้อง จึงได้แต่เกร็งตัวต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ต้องการ


          “อย่าเกร็งสิ่งมิกิ ปล่อยให้มันเข้าไปข้างในนายจะได้ไม่เจ็บตัวนัก” สุดท้ายก็มิอาจต่อต้านสิ่งนั้น เล็บมือจึงจิกลงบนผืนทรายเพื่อระบายความน่าขยะแขยงของบางอย่าง กระทั่งบาซิกค์เห็นว่าช่องทางของเขานั้นพร้อมแล้วที่จะรับทุกอย่างไป จึงดึงสิ่งที่เขาปล่อยเข้าไปออกมา

 
          “อ๊ะ!”

          เสียงหวานเล็ดลอดออกมาด้วยความรู้สึกวาบหวามฉับพลัน ขณะที่ช่องทางด้านหลังสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นเหนียวๆ จนชุ่มฉ่ำ แม้ไม่รู้ว่าสิ่งที่บาซิกค์เอาใส่เข้ามาในตัวเขาคืออะไร แต่พอเห็นรอยยิ้มกระหยิ่มบนใบหน้าของบาซิกค์แล้วไม่อยากจะคาดเดาเลยจริงๆ ก่อนความคิดของเขาจะหายไปในท่วงที เมื่อความเป็นชายที่เต็มไปด้วยไฟคุกรุ่นล่วงล้ำเข้าไปสำรวจในร่างกายแทนที่


          “ อ่ะ! ”

          “ข้างในของนายมันช่างร้อนแรงจริงๆ” สัมผัสได้ถึงร่างกายที่เร่าร้อนบิดเกร็ง ผนังด้านในตอดรัดสิ่งลุกล้ำเข้ามาจนแทบคลั่ง กายที่แนบชิดพยายามกดลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนเชื่อมต่อเหมือนเป็นคนคนเดียวกัน ทว่ากลับน่าแปลกที่ร่างเล็กกลับไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด หรืออาจจะเป็นเพราะสิ่งนั้นที่บาซิกค์ปล่อยเข้ามาให้ร่างกายตอนแรก เวลานี้ในหัวสมองของเขากลับระอุขึ้นด้วยความร้อนแรงอีกครั้ง แม้จะรู้สึกอึดอัดที่อีกฝ่ายโถมทับลงมาทั้งร่างกาย แต่กลับเป็นความรู้สึกสุขสมอย่างแปลกประหลาดจนแทบลืมหายใจ


          บาซิกค์เริ่มเคลื่อนไหวแผ่วเบาดุจพายุที่เริ่มก่อตัวทีละน้อย ความซาบซ่านไหลขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลัง ลมหายใจหอบถี่ขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ผิวกายกลับเสียดสีกับผืนทรายจนรู้สึกเจ็บ


          “บาซิกค์.. ฉันเจ็บ..อึก..ฮ่ะ..อึก..อ๊า” การกระทำรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดุจพายุโหม ท่วงท่าเปลี่ยนเป็นการตะแคงข้างเพื่อให้ความเจ็บนั้นคลายลง เรียวขาข้างหนึ่งขึ้นถูกยกขึ้นด้วยมือของบาซิกค์ ส่วนมืออีกข้างกลับขยุ้มอยู่ที่เส้นผมสีอ่อนของเด็กหนุ่ม


          “ อย่างเกร็งสิ ปล่อยร่างกายไปกับผืนทราย ” บาซิกค์กล่าวไปตามจริงที่เห็น มิกิเม้มริมฝีปากลงแน่นเหมือนพยายามปิดกั้นความเจ็บ ก่อนร่างแกร่งจะโน้มลงไปป้อนจุมพิตอันดูดดื่มเพื่อให้เด็กหนุ่มลืมเลือนทุกสิ่ง เสียงครางหวานหลุดรอดออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ความเร่าร้อนระอุโชกโชนในค่ำคืนที่มีเพียงแสงจันทร์และผืนทราย ความปรารถนาทุกอย่างกำลังแล่นไปตามอารมณ์ที่กำลังพลั่งพลูไปจนถึงขีดสุด ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง หรือหนักหน่วงมากเท่าไร แต่กลับเหมือนหัวใจกำลังโบยบินไปหาอิสระบนเส้นขอบฟ้านั้น กลิ่นหอมของดอกรักเสน่หาอบอวลโชยคลุ้งไปตามสายลม เชื่อว่าคืนนี้ ไม่ใครก็คนใด อาจได้รู้หัวใจตัวเอง


           “พระชายาของข้า”

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
ค่ำคืนที่ 13 : น้ำผึ้งบนผืนทราย Part 4

      ลมทะเลทรายสัมผัสใบหน้า แสงอาทิตย์สาดส่องรอดผ่านบานหน้าต่าง อุณหภูมิที่ร้อนขึ้น เรียกสติของคนที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงบรรทมให้รู้สึกตัว เปลือกตาค่อยๆเปิดขึ้นเชื่องช้า นัยน์ตาสีเขียวอ่อนยังคงชะลึมชะลืมปรับภาพต่างๆได้ไม่ชัดนัก แต่พอสติกลับมาครบก็บิดกายอ้าปากหาววอดๆอย่างลืมตัว ทว่าเพียงขยับก็รู้สึกปวดหนึบที่สะโพกจนสะดุ้ง

      มิกิเบิกตากว้างอย่างตื่นตะหนก ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนพลันแล่นเข้ามาในหัว มือเรียวรีบยันตัวลุกขึ้นนั่ง แต่พอเปิดผ้าห่มออกสำรวจ ก็พบว่าร่างกายเขาอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า ซ้ำแล้วยังมีร่องลอยหลักฐานต่างๆก็ปรากฏเป็นรอยแดงจ้ำทั่วทั้งตัว เพียงแค่เห็น..อุณภูมิในร่างกายมันร้อนขึ้นอีกครั้ง ทั้งโกรธ ทั้งอับอาย แต่เขาเรียบเรียงไม่ได้ว่าเขามาอยู่ในสภาพนี้ได้ยังไง

      บาซิกค์คงไม่ใช่อุ้มเขามาทั้งสภาพโล่งโจ้งหรอกนะ

      แต่พอลองนึกเหตุการณ์เมื่อคืน จู่ๆใบหน้ามันก็ร้อนผ่าวไปจนถึงใบหู รู้สึกอยากจะร้องดังๆระบายความมักง่ายของหัวใจตัวเองไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ สิ่งสุดท้ายที่จำได้..มีเพียงสัมผัสจากผืนทรายตรงแผ่นอก กับจุมพิตที่นุ่มนวล

      ที่หลังใบหู

      ที่ซอกคอ

      ที่ข้างแก้ม..

      ที่...

      “ โอ้ยทำไมมันเยอะแบบนี้! ” สุดท้ายก็คุมความเขินอายของตัวเองไม่ไหว ร้องโวยวายออกมาด้วยความหงุดหงิด มิกิยกมือขึ้นมาลูบแก้มของตัวเองที่ยังคงร้อนผะผ่าว ก่อนเปลี่ยนมาแตะลงบนริมฝีปากที่ยังคงหลงเหลือรสชาติอันหอมหวาน


      ให้มันได้แบบนี้สิมิกิ...

      เขาถอนหายใจกับตัวเอง พลางบ่นในใจพึมพำ อย่างไรก็ทำลงไปแล้วคงย้อนอดีตอะไรไม่ได้อีก

      ทว่าไม่ทันได้คิดอะไรนานนัก ประตูห้องก็ถูกเปิดออก มีราชบริวารหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกเขาว่า องค์ราชาบาซิกค์มีรับสั่งให้เขาเข้าเฝ้า แต่เพียงได้ยินชื่ออีกฝ่ายหัวใจมันก็เต้นระส่ำไปหมด คล้ายกับเป็นปฏิกิริยาตามกลไลเงื่อนไขของสิ่งเร้า ถึงในใจจะบอกกับตัวเองว่ายังไม่พร้อมจะเจอหน้า ทว่าอีกใจกลับไม่อยากทำตัวเหมือนสาวน้อยงี่เง่าไร้เหตุผล สุดท้ายจึงรีบจัดการกับร่างกายตัวเองให้เสร็จก่อนจะไปพบบาซิกค์


      เด็กหนุ่มเดินตามราชบริวารที่นำทางไปเรื่อยๆ ผ่านท้องพระโรงแล้วเดินมายังสุดทางเดินทางทิศตะวันตกของราชวัง ตรงหน้าเป็นบานประตูสูงใหญ่ สลักด้วยลายเทพธิดากลางพงไพร มีอสรพิษเกี้ยวพันอยู่ที่ท่อนขาทั้งสองข้าง


      มิกิกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ตั้งแต่อยู่ที่นี่ เขาไม่เคยเข้ามาในห้องนี้มาก่อน แต่สงสัยได้ไม่ทันไร ประตูห้องก็ถูกเปิดออกต้อนรับความสงสัยของเขา


      ทันทีที่เห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างกับภาพที่ไม่คาดคิด ตรงหน้าสะท้อนภาพเขียวชะอุ่มของพรรณไม้นานาชนิดที่ไม่น่าจะขึ้นอยู่ตามทะเลทราย พื้นดินเป็นเดินร่วนนุ่มเท้าดูอุดมสมบูรณ์ ปกคลุมด้วยพื้นหญ้านิ่มๆสีเขียวขจี มีร่องน้ำและกุหลาบแดงถูกปลูกเป็นรั้วรอบๆกับแพงอิฐโบราณเก่าๆยิ่งทำให้ดูน่าพิศมัย  ส่วนด้านบนเป็นโครงหลังคาทรงกลม มีผ้าอะไรบางอย่างเป็นสีเนื้ออ่อนๆ เหมือนช่วยกรองแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาผ่านกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา พร้อมกับผีเสื้อตัวน้อยที่ไม่น่ามีอยู่กลับโผบบินไปทั่ว

 
      บาซิกค์นั่งรออยู่ที่โต๊ะรับรองเล็กๆท่ามกลางแมกไม้ ดวงตาสีอำพันตวัดสายตามาต้อนรับเด็กหนุ่มที่กำลังเดินเข้ามา


      “ ไม่ยักรู้ว่า..อนาคานจะมีที่แบบนี้อยู่ ” มิกิตัดสินใจพูดออกไป มองคนที่กำลังจิบน้ำอะไรบางอย่างในถ้วยอย่างใจเย็น ก่อนรอยยิ้มบางๆจะคลี่ออกที่มุมปาก

      “ ก็แค่เรือนเพาะชำเล็กๆ พอดีเจอตาน้ำที่อยู่ใต้ดิน กับดินที่พอเหมาะ ก็เลยกลายเป็นแบบนี้”

      “ หึ..ดูสบายใจจังนะ ” เด็กหนุ่มประชดกลับ แต่คนที่นั่งอยู่กลับไม่ได้สะทกสะท้าน หากเผยมือมาทางเขาอย่างเชิญชวน

      “ นั่งลงสิมิกิ ” รอยยิ้มบางคลี่ออก แม้จะดูเป็นรอยยิ้มที่เป็นมิตรเพียงใด แต่กลับรู้สึกหวั่นใจแปลกๆ แต่สุดท้ายขาทั้งสองก็พาเขามานั่งแต่โดยดี ก่อนบาซิกค์จะยื่นถ้วยน้ำมาให้

 
      “ ชาเหรอ ” ดวงตาคู่สวยกระพริบปริบๆ มองน้ำสีเขียวใสๆในถ้วยอย่างสงสัย ก่อนจะเหลือบมองคนที่นั่งอยู่ข้างกายทวงคำตอบ

 
      “ เผื่อจะช่วยให้หายคิดถึงบ้านเกิด ” พูดจบก็จิบน้ำชาของตัวเองอย่างสบายใจ


      “ ชาร้อนที่ทะเลทรายเนี่ยนะ! ” บ่นดังไม่เชื่อหูของตัวเองเลยสักนิด ตรรกะแบบไหนจิบชาร้อนในทะเลทรายแล้วจะหายคิดถึงบ้านเกิด!

 
      “ อืม..รสชาติดี.. ” บาซิกค์ครางเสียงต่ำในลำคออย่างสุขใจราวกับไม่เห็นเด็กหนุ่มอยู่ในสายตา เห็นท่าทีของอีกฝ่ายก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจแรงๆ

 
      “ บาซิกค์..นายคงไม่คิดว่าชาร้อนๆกลางทะเลทราย จะทำให้ฉันเปลี่ยนใจอยู่ที่นี่หรอกนะ ” เขาพูดอย่างรู้ทัน 


      “ เปล่า... ” บาซิกค์ยิ้มเรียบ วางถ้วยชาในมือลง ก่อนดวงตาคมจะหันมาสบ “ ก็แค่ตอบแทนเรื่องเมื่อคืน ” ได้ยินคำตอบพร้อมกับน้ำเสียงเรียบนิ่ง นั้นชวนให้เขารู้สึกร้อนฉ่าไปทั้งหน้าและลามมาจนถึงใบหู ไม่เข้าใจจริงๆว่าบาซิกค์จงใจจะยั่วโมโหเขาหรือยังไงถึงได้ทำแบบนี้ แต่เป็นเพราะเรื่องเมื่อคืนทำให้เขาก็โทษใครไม่ได้เช่นกัน นอกจากตัวเขาเอง จากแค่จะพูดปรับความเข้าใจ ดันกลายเป็นถูกงูรัดไปเสียได้

      นอกจากจะเปลืองตัวแล้ว ยังไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มมาเลยสักนิด!

      “ คงดีกว่านี้ ถ้าเปลี่ยนเรื่องชาเป็นเรื่องของนาย ” เขาพยายามปรับเสียงให้จริงจังขึ้น

      “ เทพนาคินไม่ใช่เรื่องที่ควรพูดถึง ” ร่างสูงตอบเสียงแผ่ว แต่ก็ดังพอจะทำให้เด็กหนุ่มรู้ดีว่าเจ้าตัวกำลังปฏิเสธ c9jระหว่างที่เขากำลังจะขึ้นเสียงดังสวน บาซิกค์ก็ตอบออกมา

      “ แต่ถ้าเป็นเรื่องของเด็กชายคนหนึ่งในนครแห่งอนาคานแล้ว..ก็พอเล่าได้อยู่ ” ข้อความที่ดูเหมือนเป็นความนัยบางอย่างทำเอาเด็กหนุ่มขมวดคิ้ว

      “ เด็กชายงั้นเหรอ ” มิกิทวนเสียงถามอย่างสงสัย บาซิกค์ ฮอร์น ซัลคาฟาผ่อนลมหายใจออก ดวงตาเรียวคมหลับลงชั่วครู่ ริมฝีปากเรียบเป็นเส้นตรง ก่อนจะลืมตาขึ้น เล่าเรื่องของ ‘เด็กชาย’ ออกไป


      “ เด็กชายคนนั้น..เป็นเด็กชายที่เกิดจากอำนาจและมนตราท่ามกลางกองอสรพิษ ไม่รู้ว่าใครเป็นบิดาหรือมารดา  มีเพียงอสรพิษทะเลทรายที่ลายล้อม สีแรกที่มองเห็นคือสีแดง เสียงแรกที่ได้ยินคือเสียงกรีดร้องของตัวเอง ขณะที่ในหัวกลับรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังพร่ำสอนกฏของเทพนาคินตลอดเวลา..กระทั่งเหมือนซึมซับเข้าไปในหัวของตัวเอง แต่นั่น หาได้ใช่เรื่องโหดร้าย เท่ากับเมื่อเขาอายุครบ 1 ปีเต็ม”


       “ เกิดอะไรขึ้น.. ” มิกิถามออกไปอย่างลังเล ถึงเรื่องราวที่ฟังจะเริ่มต้นได้ไม่สวยนักแต่เขาก็จำเป็นจะต้องรู้เรื่องราวของชายตรงหน้ามากกว่านี้ บาซิกค์คลี่ยิ้มเรียบก่อนเอ่ยต่อ


      “ 1 ปีจากนั้น เป็นครั้งแรกที่เด็กชายจะได้พบกับสิ่งที่รอคอย เมื่อรู้ว่าเขาจะได้พบพระบิดาและมารดาของเขาว่าเป็นใคร แต่ทว่า..พิธีย่างก้าวเข้าสู่ตำแหน่งที่ชาวนาคินเคารพบูชานั้น ทั้งอำนาจ..มนตราและความแข็งแกร่ง ทุกอย่างกลับแลกมาด้วยสิ่งเขาไม่คาดคิด”

      บางซิกค์เว้นจังหวะเงียบไป ดวงตาคมจ้องมองไปที่เด็กหนุ่มที่แทบจะลืมหายใจเมื่อได้ยินสิ่งที่เขาเล่า

      “ บนโต๊ะเสวย ตรงหน้าคือกองเนื้อหนังของ..ผู้ให้กำเนิดทั้งสอง..เด็กชายทานสิ่งเล่านั้นลงไป..” สิ้นประโยค ลมหายใจชองเด็กหนุ่มก็แทบจะหายไปเสียสนิท สิ่งที่ได้ยินมันยิ่งกว่าความโหดร้าย จนไม่รู้จะสรรหาคำอธิบายใดมาเปรียบ แต่ยิ่งฟังน้ำเสียงที่ราบเรียบดั่งเช่นคนไร้ความรู้สึกของบาซิกค์แล้ว ความตึงเครียดกลับกระจุกอยู่ที่แผ่นอก พอคิดภาพตามหัวสมองของเขาก็ปวดไปหมด จนอยากจะอาเจียน


      “ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน.. ” สบถออกราวกับไม่อยากจะได้ยินเรื่องราวต่อจากนี้อีกแล้ว เด็กหนุ่มหลับตาลง ถอนหายใจยาวอย่างอึดอัด ความรู้สึกผิดเหมือนตัวเองดันไปเปิดปากเรื่องที่เขาไม่สมควรจะรู้ ถาโถมเข้ามาในจิตใจ แต่บาซิกค์กลับยังคงเล่าต่อ


       “  แต่ทุกครั้งที่เด็กชายปฏิเสธ เหล็กที่เผาไฟจนร้อนจะทาบทับลงไปที่ กลางหลัง หัวไหล่ ท่อนแขน หรือแม้กระทั่งใบหน้า เสียงร้องไม่ได้ลดทอนความปราณีต แต่ยิ่งดังมากเท่าไร และยิ่งแสดงความเจ็บปวดให้เห็น เหล็กนั่น..ก็จะทิ่มแทงลงมาเรื่อยๆ มีรอยแผลเกิดขึ้นมากมายตามตัว แต่เพียงไม่นาน ผิวหนังของเด็กชายก็จะลอกออกใหม่ด้วยอำนาจที่เขาได้รับ จนกว่าหัวใจทั้งหมดจะชินชาหาได้รู้สึกใดๆ วงจรเช่นนี้..จะดำเนินไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกว่า.. ”


      “ เขาจะกินเนื้อพ่อแม่ตัวเองจนหมด.. ”


      “ พอแล้ว! ” เด็กหนุ่มตะโกนลั่นออกมา เสียงหอบหายใจดังขึ้นอย่างเหน็ดเหนื่อย เหงื่อไคลไหลซึมเกาะตามร่างกาย แถมหัวใจก็เต้นแรงเสียจนเหมือนกำลังตื่นกลัว

 
      “ นายกลัวเหรอมิกิ.. มันก็แค่เรื่องของเด็กชายที่โง่เง่าคนนึง” บาซิกค์ยังคงท่าทีนิ่งเฉยเหมือนเช่นเคย ดวงตาเรียวคมจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างสนใจ ขณะที่มิกิเองกลับเริ่มรับไม่ไหวกับเรื่องราวแบบนี้


      “ การได้มาซึ่งอำนาจมากล้น ย่อมแลกด้วยสิ่งที่คู่ควรเสมอ.. ” เว้นจังหวะไปอีกครั้ง รอยยิ้มเย็นเยียบกระตุกขึ้นที่มุมปาก ดวงตาสีอำพันจ้องมองราวกับต้องการเจาะเข้าไปในจิตใจ


      “ หัวใจไงล่ะมิกิ.. ” คำตอบที่ได้ยินทำเอาร่างเล็กรู้สึกเย็นวาบจนถึงสันหลัง มือยกขึ้นมากุมที่แผ่นอกข้างซ้ายของตัวเอง


      ความเลือดเย็น


      ความโหดร้าย

 
      บัดนี้เขาเข้าใจทั้งหมดแล้วว่าบาซิกค์เป็นคนแบบนี้ไปได้อย่างไร ใจจริงแล้วเขาไม่เชื่อเรื่องโชคชะตานำพาอะไรเท่าไรนัก แต่ด้วยหลักการของวิทยาศาตร์..

 
            เหตุจะนำไปสู่ผล..


            แล้วถ้าเรื่องนี่'ผล'ที่เกิดขึ้นคือจิตใต้สำนึกที่เลือดเย็น ก็ต้องโทษ 'เหตุ' อันวิปริตที่ทำให้เรื่องแบบนี้!


            ตัวเราคือตัวเรา..ไม่มีใครสามารถบังคับได้ แต่การปลูกฝังจิตสำนึกด้านลบตั้งแต่เด็ก ก็เหมือนกับการหยดหมึกลงในแก้วน้ำ ใส ยิ่งหยดมากเท่าไร น้ำก็ยิ่งกลายเป็นสีดำ จนไม่เหลือความใสสะอาด


      “ หลังจากเด็กชายล่ะทิ้งทุกอย่างได้สำเร็จ ทุกคนก็ต่างปรนิบัติเขาเป็นอย่างดี เสมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น หน้าที่เขามีเพียงแค่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับผู้คน กับเป็นสมมุติเทพที่กำหนดชาวนาคินให้ไปสู่บันไดสวรรค์ทุกๆ 30 ปี ” สิ่งที่ได้ยินทำเอาเด็กหนุ่มขมวดคิ้ว การคัดเลือดชาวนาคิน หากเขาเดาไม่ผิดพิธีที่ว่าก็คือ..


      “ ฤดูกาลเก็บเกี่ยว.. ” มิกิตอบเรียบ บาซิกค์พนักใบหน้ายอมรับ“ บาฮาลกับซาอิดคงเล่าให้ฟังบ้างแล้วสินะ ”ก่อนจะเล่าต่อ


      “ 30 ปี กับนาคินหนุ่ม 30 ตน เพื่อให้กำเนิดนาคินหรือราเมียร์ ตามกฏของเทพนาคินแล้ว นายคิดว่าซาคาเดียร์ จะมองอนาคานเป็นอะไร..คำตอบก็คือ.. “ บาซิกค์คลี่ยิ้มอย่างเจ็บปวด มิกิเบิกตากว้าง “ อาหารไงล่ะ ”


      เพล๊ง!


      มือเรียวปัดถ้วยชาบนโต๊ะจนตกแตก กายบางลุกขึ้นพรวด ใบหน้าหวานแดงก่ำด้วยแรงอารมณ์ที่มิอาจยอมรับ ขณะที่ดวงตาของเขากลับเริ่มรู้สึกร้อนขึ้นทุกที ไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิดว่าทำไมถึงได้เจ็บปวดแทน แต่ให้เขาทนฟังอยู่แบบนี้ ก็ไม่ไหวแล้ว!


      “ เอะอะ อะไรก็อ้างกฏของเทพนาคิน พวกนายเป็นบ้าอะไรกันไปหมด ทำไมถึงจะต้องยอมทิ้งชีวิตของตัวเองให้คนอื่นโดยที่ไม่สงสัยอะไร ซาคาเดียร์จะเป็นใครที่ยิ่งใหญ่มาจากไหน หรืออาจเป็นคนเขียนกฏบ้าๆนี่ขึ้นมาฉันไม่รู้! แต่นายบอกว่าเทพนาคินคือที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของนาคิน แต่ทำไมถึงได้ส่งประชาชนของตัวเองไปตายได้อย่างเลือดเย็น แล้วอนาคานจะแต่งตั้งเทพนาคินไปเพื่ออะไรกัน ในเมื่อเขาไม่ต่างอะไรจากหุ่นเชิดที่อยู่ภายใต้คนเขียนกฏที่กลายเป็นซากศพไปแล้ว! ” เด็กหนุ่มขึ้นเสียงดังด้วยความอัดอั้น บาซิกค์แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่ามิกิจะพูดเช่นนี้ออกมา


      “ฉันไม่ดูถูกที่นี่หรอกนะบาซิกค์ เพราะเทพนาคินของพวกนายก็เหมือนกับศาสนา หรือพระมหากษัตริย์ที่ค้ำจุนจิตใจประชาชน แต่มันไม่มีเหตุผลเลยว่าทำไมถึงเลือกที่จะเชื่อเรื่องแบบนี้ ทั้งที่รู้ว่ามีความตายรออยู่ตรงหน้า แล้วทำไมถึงไม่คิดเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้! ”

      ประโยคที่ย้ำเตือนเข้ามาถึงความจริงที่เกิดขึ้น ทำเอาราชานาคินถึงกลับเบิกตาขึ้น

      ใช่..พวกเขาไม่มีเหตุผลเลยสักนิดตามที่เด็กหนุ่มกล่าว แต่เพราะเป็นความเชื่อที่ปลูกฝังกันมาตั้งแต่ครั้นโบราณกาล ทำให้พวกเขาเลือกที่จะทิ้งความสงสัยไว้ด้านหลัง และกระทำในสิ่งที่สืบทอดกันมาอย่างเต็มใจ อย่างไร้ซึ่งคำถาม


      เพราะกฏทำให้เขาเชื่อ..

      เพราะกฏทำให้พวกเขาเลือกที่จะเป็นแบบนั้น..

      ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว..การให้กำเนิดโอรสเทพนาคิน เป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างดีว่า..ราเมียร์นั้นไม่จำเป็นจะต้อง.

 
      กินนาคินด้วยกัน


      “ เพราะกลัวโรคระบาด กลัวคำสาป งั้นเหรอ ใครล่ะจะเป็นคนพิสูจน์ว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริง! แต่ถ้ามันเกิดขึ้นล่ะก็ เทพนาคินที่ทรงอำนาจมนตรา ก็คงไม่อยู่เฉยๆรอดูประชาชนล้มตายไปต่อหน้าต่อตาหรอกใช่ไหม ” น้ำเสียงนั้นอ่อนลง ในดวงตาสีเขียวอ่อนเริ่มมีน้ำตาคลอมากขึ้นทุกที ทำไมกัน ทำไมถึงได้รู้สึกหงุดหงิดขนาดนี้


      “ ตรงนี้ของนายเคยเจ็บปวด และฉันเชื่อว่านายเคยร้องไห้เหมือนกับฉัน! ” เตบ็งเสียงออกไปดัง มือเรียวยกขึ้นกุมแผ่นอกของตนเองไว้แน่น บาซิกค์รีบลุกขึ้นยืน เหมือนจะพยายามทักท้วง แต่มิกิกลับไม่อยากจะฟังอะไรอีกแล้ว


      “ จะทนแสร้งไม่มีความรู้สึกเพื่อะไร ในเมื่อร่างกายกำเนิดมาพร้อมสิ่งเหล่านี้โดยธรรมชาติ ถึงนายจะบอกตัวเองว่าไม่ใช่..แต่ตรงนี้ของนายรู้คำตอบดีที่สุด ” นิ้วเรียวชี้ไปที่แผ่นอกกว้างของคนตรงหน้า บาซิกค์ยืนนิ่งงัน ดวงตาเบิกกว้างอีกครั้ง เมื่อคำพูดของมิกิเจาะเข้าไปในหัวใจ


      ตรงนี้ของฉัน..คือคำตอบงั้นเหรอ..

 
      เขาตั้งคำถามขึ้น พลางมองลงที่แผ่นอกกว้างของตัวเองอย่างสงสัย ก้อนเนื้อที่อยู่ภายในมันช่างเต้นแรงขึ้นกว่าที่เคย ความเจ็บปวด ความอัดอั้นที่ซ่อนไว้อยู่ข้างในนี้ เขาไม่เคยรับรู้มันเลยสักนิดว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุใด และช่วงชีวิตนี้เขาจำไม่ได้ว่าความเสียใจคืออะไร หรือหยดน้ำทีขอบตาหยดลงมาได้อย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างเคยสัมผัส แต่กลับถูกลบออกไปจนมิอาจจำได้ เขสอยากเรียนรู้ อยากจะเข้าใจ แต่ชีวิตนี้ก็ไม่รู้ว่าจะสายเกินไปหรือไม่ หากจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง


      “ ทุกวินาทีไม่เคยมีคำว่าสายเกินไป ถึงชีวิตมนุษย์ไม่ได้ยืนยาวเหมือนกับพวกนาคิน แต่ทุกก้าวของพวกเราก็พยายามทำให้มีคุณค่ามากที่สุด และถ้าหาก..เลือดของฉันจะสามารถทำสิ่งที่มีค่าให้กับพวกนายได้ ฉันก็จะทำมัน..แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะอยู่กับนายตลอดไป” ประโยคสุดท้ายที่ได้ยินทำเอาหัวใจของราชาหนุ่มรู้สึกเย็นวาบขึ้นมา จังหวะที่เต้นเปลี่ยนไปคล้ายกำลังหมดเรี่ยวแรงนี้คืออะไร เขาไม่เข้าใจเลยสักนิด ขณะเดียวกัน..กลับรู้สึกเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ในหัวของเขาก็ว่างเปล่าไปหมด เมื่อคิดสภาพที่ปราศจากคนตรงหน้า


      “ หากฉันไป นายสัญญากับฉันสิว่า..จะมีความกล้าหาญพอ แล้วเปลี่ยนแปลงที่นี่..บาซิกค์ ” คำพูดที่เหมือนกำลังบอกลาช่างเจ็บปวดหัวใจจนยากจะทานทนอีกต่อไป ราชาแห่งอนาคานรีบเดินเข้าไปใกล้ รู้สึกตัวอีกที่ก็คว้ากายบางที่ที่ปลุกความรู้สึกนี้เข้ามาสวมกอดโดยทันที เขาไม่อยากจะฟังอะไรอีกแล้ว เพราะข้างในตรงนี้..

      มันเหนื่อย...

      เหนื่อยเหลือเกิน

 
      “ มิกิ.. ”  เสียงทุ้มต่ำพร่ำเรียกเบาดุจไร้แรง ใบหน้าคมเข้มกดซบลงบนไหล่บาง ท่าทีเคยดูองอาจเกรงขามของราชานาคินสละสิ้น แม้ร่างกายจะไม่ได้สั่นไหวแต่เด็กหนุ่มก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกเจ็บปวด และโดดเดี่ยวจากอ้อมแขน หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงผลักร่างนี้ออกอย่าได้มาเฉียดใกล้ แต่ตอนนี้กลับปล่อยให้บาซิกค์กอดเขาอยู่แบบนั้น..ขณะที่ในใจก็กลับสับสนว่า เขาควรกอดชายคนนี้กลับหรือเปล่า

      อ้อมกอดแห่งความเศร้านี้โอบรัดเนิ่นนาน

 
      อยากจะเอ่ยคำสั้นๆแต่กลับ ยากเหลือเกิน...


      อย่าไปนะ มิกิ..

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
 
ค่ำคืนที่ 13 : น้ำผึ้งบนผืนทราย Part จบ


            ฟืบ ฟืบ

 

           เสียงเฮลิคอปเตอร์ดังขึ้นท่ามกลางทะเลทรายฮาซานอันร้อนระอุ พาหนะขนาดใหญ่บินมาจอดอยู่ที่นอกรั้วของเมืองอาราบัส แรงลมจากใบพัดทำให้เกล็ดทรายฟุ้งกระจายเป็นวงกว้าง เพียงไม่นาน ชายรูปร่างผอมสูงในชุดลำลองก็ก้าวเดินลงมาจากฮอ มีแว่นกันแดดสีดำสวมทับบดบังใบหน้าเอาไว้ เขาเดาะลิ้นเบาๆหนึ่งที ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย เมื่อต้องกลับมาเผชิญกลับสภาพอากาศที่แสนร้อน

 

           “ เฮ้อ..ทะเลทราย ทะเลทราย..น่าเบื่อชะมัด ”พร่ำบ่นไปตามภาษาของคนรำคาญเรื่องน่าจุกจิก แต่เพียงไม่นานรถจิ๊บคันหนึ่งก็มุ่งตรงมาจากเมืองอาราบัส ฝ่าทะเลทรายออกมารับ

 

           เขารีบขึ้นรถไปเพราะความร้อน แต่พอนั่งลง ชายหนุ่มที่ทำหน้าที่เป็นคนขับรถก็ยื่นซองจดหมายบางอย่างให้

 

           “ ศาสราจารย์ค็อดเลอร์ครับ มีคนฝากสิ่งนี้เอาไว้ให้ครับ ” ค็อดเลอร์พลิกซองจดหมายนั่งดูอย่างสงสัย แต่เพียงเห็นสัญลักษณ์รูปงูจงอางแผ่แม่เบี้ย หน้าซองเขาถึงกับต้องถอดแว่นมอง ก่อนจะเปิดอ่านข้อความที่อยู่ด้านใน

 

            ‘ แด่คนที่กำลังตามหา คิโนมุระ มิกิ ’

 

 

           

            “ คิโนมุระ มิกิ นักชีววิทยา ที่ถูกส่งมาวิจัยเรื่องดอกเพเซียหรือ.. ”

           ไวน์ชั้นดีในถ้วยทองคำไหวตามแรงจากมือเรียวงามของหญิงสาวสูงศักดิ์

           บนบัลลังก์ทอง ราชีนีคิเมดาห์จ้องมองน้ำในแก้วอย่างครุ่นคิด ก่อนยกจิบน้ำเลิศรสให้เย็นลง แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามมองในด้านไหน ก็เห็นผลลัพธ์อยู่ด้านเดียว หลังจากที่คนของเธอไปสืบข่าวมา ก็ทราบว่าราชาบาซิกค์กำลังอภิเษกสมรสกับเด็กหนุ่มต่างชาติ การกระทำเช่นนี้นอกจะหยามเกียรติซาคาเดียร์แล้ว ยังเสมือนเป็นการฉีกกฏของเทพนาคินอย่างไม่เกรงกลัว ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเด็กหนุ่มที่มีเลือดพิเศษนั่น คุ้มค่ากับการแลกเปลี่ยนจริงหรือไม่

 

           “ เจ้าทำพลาดหรือราซิส ” สุรเสียงเรียบเย็นเอ่ยคุยกับบริวารที่อยู่ด้านล่าง ชายหนุ่มผมทองก้มหัวถวายความเคารพ ก่อนจะยืนขึ้นเต็มความสูง ทูลความไปตามจริง

 

           “ พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมแปลกใจเล็กน้อยที่พบองค์ชายบาฮาล กับซาอิดอยู่ที่นั่นด้วย ” ถึงจะทำผิดพลาดแต่น้ำเสียงนั้นกลับราบเรียบไม่หวาดกลัว ราชีนีคิเมดาห์วางแก้วในมือลงกล่าวอย่างแปลกใจ

 

           “ องค์ชายบาฮาล ยังไม่ได้ถูกปลงพระชนย์อีกหรือ หึ..แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไร ขณะกฏของเทพนาคินยังกล้าฉีกได้ นับภาษาอะไรกับการไว้ชีวิตน้องชายตัวเองจริงไหม ” เธอกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอย่างนึกขัน

 

            ความจริงที่ว่า..โอรสเทพนาคินนั้นจะต้องเกิดจากเทพนาคินล่ะราเมียร์คู่บัลลังก์ จะมีเพียงโอรสองค์แรกเพียงพระองค์เดียวที่มีสิทธิ์เป็นเทพนาคิน หากมีโอรสองค์อื่นเกิดตามมา สุดท้ายก็จะต้องถูกกำจัดสิ้นก่อนที่โอรสองค์แรกจะมีอายุครบ 1 ปีเต็ม ทว่า..องค์ชายบาฮาลกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

 

           เธอเคยได้ยินว่าเพราะร่างกายขององค์ชายบาฮาลนั้นอ่อนแอมาตั้งแต่กำเนิด และไม่มีใครคิดว่าจะมีอายุอยู่ได้เกิน 1 ปี จึงไม่มีผู้ใดสนใจ สุดท้ายหลังจากราชพิธีมอบอำนาจของเทพนาคิน กลับพบว่าองค์ชายบาฮาลยังมีลมหายใจ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความความเอ็นดูในสายเลือดตัวเองหรืออย่างไร ภายใต้แววตาอันแสนเย็นชาของบาซิกค์นั้นกลับไว้ชีวิตองค์ชายบาฮาลเอาไว้ โดยอ้างเพื่อใช้ประโยชน์

 

           “ ทำไมพระองค์ต้องใส่พระทัยเรื่ององค์ชายบาฮาลนักล่ะพ่ะย่ะค่ะ อย่างไรอำนาจและมนตราก็เป็นขององค์ราชาบาซิกค์ องค์ชายบาฮาลก็ไม่ต่างอะไรจากนาคินทั่วไป ที่เหนือกว่าก็คือพละกำลังแต่ไร้พิษสง อย่างไรซาคาเดียร์ก็ยังคงอยู่เหนืออนาคาน หรือว่าที่พระองค์ทรงถามเช่นนี้ เป็นเพราะทรงอยากจะอภิเษกเป็นราชีนีคู่บัลลังก์กับองค์ราชา แต่ทรงกลัวว่าจะทำไม่ได้เพราะมีเทพนาคินสองพระองค์หรือพ่ะย่ะค่ะ”

           ราซิสถามอย่างใคร่รู้ หากการคาดเดาของเขาไม่ผิดพลาด ถึงอำนาจและมนตราทั้งหมดจะอยู่ที่เทพนาคินองค์ปัจจุบัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเลือดเนื้อเชื้อไขของเทพนาคินจะไร้ซึ่งอำนาจไปสะทีเดียว หากองค์ชายบาฮาลดื่มเลือดสักหยดของราชาบาซิกค์ล่ะก็..

 

           “ หึ..ถามได้ดีราซิส..แต่เป็นไปไม่ได้ที่บาฮาลจะกลายเป็นเทพนาคิน หากอำนาจนั้นผ่านทางเนื้อหนังมิใช่หยาดเลือด และข้าก็ยังไม่อยากอภิเษกกับใคร อย่างไรองค์ราชาก็ไม่สามารถเลือกข้าเป็นราชีนีคู่บัลลังก์ได้ หากข้ามีคู่ที่หมายปองไว้อยู่แล้ว ตามกฏของเทพนาคินที่เขียนเอาไว้เพื่อซาคาเดียร์ ” ดวงหน้างดงามเผยยิ้มอย่างเจาเล่ห์ ดวงตาคู่สวยปรายตามองไปยังแท่นบูชาทองคำที่อยู่ด้านหลังบัลลังก์ ซึ่งเป็นรูปปั้นเทพครึ่งคนครึ่งงู กำลังกอดคัมภีร์เล่มโตไว้ในอ้อมแขน ทว่าใบหน้าของเทพนั้นช่างแสนเศร้า

 

            “ เทพนาคินองค์ใหม่จะต้องถือกำเนิด เพื่อเขาจะได้อยู่ภายใต้การควบคุมของข้า ขณะที่ราชีนีราเมียร์จะไม่สามารถสละบัลลังก์ได้ ถ้าราชีนีมีเลือกคู่ครองไว้อยู่แล้ว ” คิเมดาห์มองรูปปั้นนั้นแล้วแสยะรอยยิ้ม อย่างไรกฏของเทพนาคินก็เป็นสิ่งสูงสุดที่ชาวนาคินและราเมียร์ต่างให้ความเคารพ ซึ่งแผนการของเธอจะต้องสำเร็จ และพิธีการเก็บเกี่ยวครั้งสุดท้ายจะต้องถูกจัดขึ้น

 

           “ ข้าเลยไม่กินเจ้าไงราซิส ”เธอเอ่ยยิ้ม แต่ราซิสกลับหัวเราะเบาๆออกมา

 

           “ กระหม่อมรู้ตั้งแต่ต้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ.แต่ถึงทรงทำได้..พระองค์ก็ไม่ทำ เพราะพระองค์..” ถ้อยคำหนึ่งเงียบหายไป พร้อมกับกายของชายหนุ่มที่ไปปรากฏอยู่ตรงหน้าราชีนีของซาคาเดียร์ นิ้วเรียวช้อนใบหน้าของหญิงสาวอย่างถือวิสาสะ คิเมดาห์คลี่ยิ้มพอใจ

 

           “ หึ..จัดการงานของเจ้าให้เสร็จ แล้วข้าจะให้รางวัลเจ้า ” ราชิสยิ้มตอบรับ นัยน์ตาสีครามกระจ่างงดงามแต่หากแต่ไปด้วยความชั่วร้าย

 

 

           “ เรื่องนั้นพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ ”

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ทักทายกันสักนิด

 

           ฮือออออออออออ  ในที่สุดบทนนี้ ก็จบ ยืดยาวววมากก 15000 เวิรด์ ตัดได้ 3 ตอนเลยนะยูววว T^T ช่วงนี้ ความเร็วในการเขียนมันช้ายิ่งกว่าตัวสล็อดตื่นนอน ขออภัยจริงจัง แบบว่า หัวมันกลวงๆ นึกอะไรม่ออก ยิ่งตอน NC นะ ยิ่งกลวง 5555  ถ่อววว รู้สึกหลังเนื้อหาค่อนข้างหนักนิด ไขออภัยที่ล่าช้าค่ะ แต่ 19 ตอน จบแล้วนะยูวววว  เนื้อเรื่องช่วงหลังเลยค่อนข้างบีบบบ ร้องไห้น้ำตาร่วงง

 
 

ออฟไลน์ imymild

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 361
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
สนุกมากกกกกกกก แต่แอบสับสนชื่อตัวละครเล็กน้อย

ออฟไลน์ oilzaza001

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 624
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1
เป็นกฏที่เห็นแก่ตัวมากกกก อยากรู้จังใครเขียนขึ้นมาเนี่ยยย  :katai1:

ปล. อีนังงูพิษษษษ คำนี้ขอมอบให้กับนางเมดาห์ (จำชื่อไม่ได้ละ 55555)  :z6: :beat:

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
ตอบคอมเม้นต์ งื้ออ ไม่ได้ตอบนานเลย

ขอตอบรวมนะคะ

ขอบคุณทุกคนมากๆนะคะที่ติดตามนิยายเรื่องนี้ มาจนถึงตอนล่าสุด ยังไงก็ขอฝากผลงานด้วยนะคะ คืนพรุ่งนี้ ดี้จะทำการอัพตอนใหม่ค่ะ ><

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
            “เลิกมองแบบนั้นสักทีบาซิกค์!”

            เสียงโวยวายดังขึ้นในห้องบรรทมไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไร หลังจากเขาที่เผลอปากรับคำจะยินยอมแต่งงานด้วย แต่ไฉนเขาถึงได้ตกมาอยู่ในสภาพที่น่าอเนจอนาจ อับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินนี้เช่นนี้ เมื่อดันหลงเชื่อคำพูดของอสรพิษเจ้าเล่ห์ ทั้งๆที่รู้ดีอยู่แก่ใจ ว่างูนั้นลิ้นสองแฉกเชื่อถือไม่ได้

 

            แต่ใครจะรู้ล่ะว่าบาซิกค์จะให้เขามาลองสวมชุดเจ้าสาว!

 

            “หยุดโวยวายสักทีมิกิ ที่ทำแบบนี้เพราะฉันต้องการดูว่านายพร้อมทุกอย่าง” เสียงเรียบนิ่งเอ่ยเหมือนเขานั่นล่ะเป็นฝ่ายผิดชวนให้โมโหยิ่ง ทว่านัยน์ตาสีอำพันคมกริบยังคงจับจ้องไปทุกสัดส่วนของร่างกายในชุดพิธีอภิเษกของพระชายาที่ล่อตาล่อใจ  จนคนถูกมองหน้าแดงก่พไม่รู้จะหลบหนีสายตานั้นยังไง

 

            “ แล้วทำไมฉันต้องแต่งชุดเจ้าสาวแบบนี้ด้วยเล่า! ” มิกิท้วงเสียงดัง หลังจากที่บาซิกค์โบกมือไล่ราชบริวารออกไปให้หมด พอมองสภาพตัวเองในกระจก สติเขาก็ขาดพึง แทบอยากจะหายตัวไปจากโลก

 

            ชุดเจ้าสาวบ้าอะไร นี่มันชุดนางรำเปลื้องผ้าชัดๆ!

 

            “ เป็นพระชายาก็ต้องใส่ชุดเจ้าสาวสิ.. ”

 

            “ ยังไม่ได้เป็นสักหน่อย! ”

 

            “ เดี๋ยวก็เป็น.. ” ถ้อยคำนั้นสงบนิ่งจนน่าหมั่นไส้ แต่ทำเอาคนที่กำลังยืนเถียงสะอึกพูดไม่ออกเพราะความจริงที่ปรากฏ รู้สึกอยากกลับคำพูดเสียตอนนี้ แต่ก็สายเกินไป

 

            ก็ใครจะรู้ล่ะว่าต้องทำเรื่องน่าอายแบบนี้!

 

            แม้จะเป็นชุดเจ้าสาวปกติแบบที่เขาเข้าใจก็ทำใจยากพออยู่แล้ว เขาเป็นผู้ชายด้วยไม่ควรจะแต่งอะไรแบบนี้ แต่พอเห็นชุดพิธีที่เขาต้องสวมที่อนาคานแล้วก็แทบจะลมจับ เพราะมันล่อแหลมเหมือนกับชุดนางรำโยกสะโพกล่อเฒ่าลามกเสียมากกว่า

 

            เวลานี้ร่างกายด้านบนของเขาแทบไม่มีอะไรปกปิดเลยสักนิด มีเพียงแค่โซ่ทองคำลายเกล็ดงู ลากไขว้กันเป็นรูปกากบาทกลางลำตัว ปลอกคอที่ถอดไม่ได้แต่กลับห้อยเพิ่มลูกปัดสีเงินระโยงระยางมาจนถึงแผ่นอกราวกัยสร้อยคอของพวกอียีปห์โบราณ แถมส่วนล่างที่ควรจะใส่กางเกงกลับเป็นกระโปรงจีบบางๆสีขาวที่สั้นเหนือเข่ามากกว่าคืบ เพียงแค่ลมพัดหรือก้าวเดินก็เตลิดเปิดเปิงหมดทุกอย่าง แม้จะมีเข็มขัดหัวอสรพิษคาดพันไว้รอบเอว แต่กลับไม่ช่วยอะไรเลยสักนิด โชคดีที่ด้านหลังเป็นผ้าสีทรายที่เย็บติดกับกระโปรง โดยส่วนปลายประดับด้วยเลื่อมเพรชระยิบระยับ เลยพอปกปิดสะโพกเขาได้บ้าง

 

            บาซิกค์บอกว่านี่เป็นแค่ชุดพิธีเบื้องต้น วันแต่งจริงๆ เขาต้องสวมผ้าปิดใบหน้า รัดเกล้า ผ้าคลุมปั้งบนบ่าทั้งสองข้าง มีกำไลมือและข้อเท้าอีกด้วย ถึงจะพยายามทำใจเหมือนตัวเองกำลังแต่งคอสเพลย์แนวไอยคุปต์ แต่ไม่ว่าเขาจะแต่งตัวเต็มยศหรือครึ่งยศ มันก็ไม่ช่วยลดความอับอายได้ พอยิ่งเจอสายตาที่จ้องมองมาแบบร้อนแรงปสนจะกลืนกินด้วยแล้วเขาก็อยากจะมุดดินหนี ราวกับอีกไม่น่าเขาจะถูกพ่องูตรงหน้าเขมือบ!

 

            โดยเฉพาะส่วนนั้นที่บาซิกค์จ้องจนขนลุก!

 

            “เลิกเอามือปิดตรงนั้นได้แล้ว ยืนตัวตรงๆฉันจะได้ดูนายให้ชัดๆ ” คำสั่งที่วางอำนาจกับนั้นช่างชวนโมโห แต่เป็นตายยังไงเขาก็ไม่มีวันเอามือออกแน่

 

            บาซิกค์ขมวดคิ้ว เดินตรงดิ่งเข้ามาหาอย่างไม่ลังเล มิกิตกใจผงะเท้าถอยหลังหนี แต่ก็ช้าเกินไป มือทั้งสองข้างถูกคว้าเอาไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนเรี่ยวแรงที่เหนือกว่าจะดันตัวเขาจนแผ่นหลังชิดติดกำแพง ดวงตาสีอ่อนเบิกกว้างเมื่อเห็นใบหน้าคมเข้มนั้นอยู่ใกล้ นัยน์ตาอสรพิษกวาดมองสำรวจไปทั่วร่างกายอย่างร้อนแรงราวกับจะแผดเผา

 

            “ สวยงามมาก..” ใบหน้าคมเคลื่อนเข้ามาใกล้ ลมหายใจที่ไหลรดต้นคอนั้นทำให้เขาสั่นสะท้าน ทว่า..ปฏิกิริยาส่วนล่างกลับแสดงออกถึงความรู้สึกที่น่าอับอาย

 

            “ อึก.. ” บาซิกค์หรี่ตาจ้องมองราวกับจะล้วงเอาความลับ ขณะที่มิกิเมื่อเห็นสายตา ความร้อนก็พลันวิ่งมาถึงใบหน้า เขาจะปล่อยเป็นแบบนี้ไม่ได้ ร่างเล็กจึงเริ่มดิ้นทันที

 

            “ พะ..พอใจหรือยัง เลิกมองฉันด้วยสายตาแบบนั้นได้แล้ว! ”

 

            “ถ้าให้เลิกมอง..แล้วนายอยากให้ฉันทำอะไรล่ะมิกิ” บาซิกค์ยิ้มเย็นเยียบ ดวงตาเรียวคมมองราวล่วงรู้ความคิดกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเขา

 

            สุดท้ายเมื่อถูกไล่ต้อนจนมุม จนไม่มีที่ให้ถอยหนี ริมฝีปากเร่าร้อนก็ตรงเข้าประกบปากเขาอย่างฉาบฉวย การจู่โจมที่ไม่ทันตั้งตัวพลันทำเอาสติหลุดลอย ร่างกายอ่อนแรงดังกำลังถูกดูดกลืนกิน ลิ้นอ่อนนุ่มแทรกซึมบดเบียดสำรวจไปทั่วทุกซอกทุกมุมในโพรงปาก ความวาบหว่ามที่เกิดขึ้นทำให้รู้สึกมวนในท้องของตัวเองคล้ายมีพายุขนาดย่อมกำลังก่อตัวจนในหัวปั่นป่วนไปหมด กระทั่งหลุดเสียงครางหวานออกมาอย่างลืมตัว บาซิกค์ยิ้มอย่างได้ใจ

 

            “ หึ..ทิ้งไว้แค่นี้ก่อน เดี๋ยวชุดจะขาด ” การกระทำหยุดชะงัก จู่ร่างสูงทิ้งแรงปรารถนาของเด็กหนุ่มอย่างหน้าตาเฉย ก่อนจะก้าวเดินออกไปจากห้องโดยไม่สนใจคนที่ยืนทำตาปริบๆ

 

             มิกินิ่งอึ้งไปชั่วขณะ..แต่พอเริ่มรู้ตัวว่าถูกกลั่นแก้จนส่วนล่างปวดหนึบ ก็ตะโกนไล่หลังเสียงสนั่น

            “ ไองูบ้าเอ้ย!! ”

 



 

            อีกทางด้านหนึ่ง องค์ชายบาฮาลรวมทั้งเหล่าบรรดาขุนนาง และผู้อาวุโสแห่งอนาคานกำลังประชุมอยู่ในห้องทรงงานขององค์ชายอย่างเคร่งเครียด

 
            หลังจากที่ซาอิด สำเร็จโทษตัวเอง และยอมรับความผิดทั้งหมด โดยคุมขังตัวเองอยู่ที่คุกใต้ดินของราชวังก่อนที่จะมีรับสั่ง แต่การกระทำนั้นก็หาได้ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้เลยแม้แต่น้อย แม้บัญชาเด็ดขาดจะอยู่ที่องค์ชายบาฮาล แต่เหล่าผู้อาวุโสก็ไม่มีใครยอมความ ทว่า..ร่างสูงก็ยังคงนั่งนิ่งงัน ไม่ปริปากตรัสถอยคำใดๆมานานเกือบครึ่งชั่วโมง


            เขาบาดเจ็บ..จากพิษกริชของซาอิด

 
            ทั้งที่ไม่ควรอภัยโทษ แต่ทำไมเขาถึงได้อยากทำเช่นนั้น น้ำตาที่ไหลอาบลงมาจากใบหน้าของหัวหน้าราชบริวารหนุ่ม เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่ามันคือการแสดงความเสียใจ หรือต้องการให้เขาเห็นใจกันแน่

 
            ใจหนึ่งบอกใช่..ทว่าอีกใจบอกไม่

 
            ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด มิอาจหาคำตอบให้ตัวเองได้เลยสักนิด กระทั่งเสียงจากผู้อาวุโสคนหนึ่งในห้องดึงสติของเขาไป

 
            “ ทูลองค์ชาย..อย่างไร กระหม่อมก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะอภัยโทษ ถึงท่านหัวหน้ราชบริวารจะปฏิบัติหน้าที่มาเป็นอย่างดี แต่ความดีก็หาได้ลบความผิดใหญ่ล้วงครั้งนี้ได้ สายเลือด จาร์ อารากัส พระองค์ไม่ควรไว้พระทัย หากราชิสคนพี่เป็นนาคินแท้ๆยังทรยศได้ นับภาษาอะไรกับคนน้องที่มีสายเลือดเพียงครึ่งเดียว พระชไม่ควรปล่อยไว้นะพ่ะย่ะค่ะ”


            “ ข้าเพิ่งรู้ว่าพวกเจ้าวัดความซื่อสัตย์จากสายเลือด ” สุรเสียงนิ่งเรียบ แต่คล้ายกับกำลังเจือไปด้วยความกริ้วโกรธในประโยค จนคนฟังก้มหน้าไม่กล้าสบดวงตาคมเข้ม

            องค์ชายบาฮาลหลับตาลง มือข้างหนึ่งจับลงบนผ้าพันแผลบริเวณช่วงเอว ที่ยังคงมีคราบเลือดติดอยู่ เขาผ่อนลมหายใจ พยายามคลายความกดดันที่อยู่ในใจตัวเอง ตอนนี้ความสับสนทำให้เขาไม่พร้อมที่จะตัดสินใจ

 
            “ ข้ายังไม่พร้อมจะตัดสินใจ แต่อย่างไรก็ไม่ได้หมายความว่าจะอภัยโทษ พวกเจ้าไม่ต้องคิดแทนข้า ออกไปซะ ” สั่งด้วยเสียงเด็ดขาด เหล่าบริวาณได้แต่จำใจขานรับไม่กล้าพูด ก่อนจะรีบออกไปจากห้องอย่างเสียมิได้


            เมื่อเห็นทุกคนออกไปหมด ร่างสูงถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ไม่รู้ว่าทำไมเรื่องของซาอิดที่อยู่ในหัวจนน่าหงุดหงิดนัก ทั้งที่แค่เอ่ยปากสั่ง ก็สามารถประทานความตายได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทว่ากลับขยับปากได้อยากเย็นคล้ายกับมีใครมากถ่วงเอาไว้ในที่สุด ก็ทนไม่ไหวกับภาวะที่ตนเองเป็น กายสูงใหญ่ลุกขึ้นจากที่นั่งทรงงาน ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง

 

 
            องค์ชายบาฮาบาลเดินออกจากห้องทรงงานด้วยใจที่ยังคงไม่สงบ..

           เขาอยากออกไปข้างนอกนั่น และพักผ่อนอยู่ในมุมสงบของเขาที่ไม่มีใครล่วงรู้ แต่ระหว่างที่กำลังเดินผ่านท้องพระโรงของราชวัง ฝีเท้าก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากด้านหลัง

            หากเดาไม่ผิดนั่นคงเป็นเสียงของมิกิกับองค์ราชาเป็นแน่

            จะว่าไปแล้ว..หลังจากที่กลับมาจากซากปรักหักพังนั่นแล้ว เขาก็ยังไม่ได้พูดคุยกับทั้งคู่เลย เพราะด้วยเรื่องของซาอิดทำให้เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะทูลบอก พอรู้สึกตัวอีกที องค์ราชาก็ทรงยอมรับเรื่องของมิกิเป็นที่เรียบร้อย และอีกไม่นานก็จะอภิเษกสมรสกัน แม้พิธีครั้งนี้จะจัดขึ้นเพื่อเปิดสงครามกับซาคาเดียร์อย่างเต็มตัว แต่ดูจากสีหน้าของบาซิกค์แล้วช่างดูมีความสุขอย่างไม่เคยเป็น เขาจึงไม่อยากทูลบอกเรื่องพวกนี้ให้ปวดหัว โดยเฉพาะเรื่องของราซิส..อดีตองครักษ์เทพนาคินที่บัดนี้


            ยังมีชีวิตอยู่..


            “ บาฮาล..” เสียงเรียบเย็นทำเอาร่างสูงหลุดออกจากภวังค์ ราชาแห่งอนาคานย่างเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นพร้อมกับเด็กหนุ่มต่างชาติที่อยู่ในชุดโธปสีขาวปกติ

 
            มิกิมององค์ชายบาฮาลนิ่ง แต่ร่างสูงกลับหลบสายตาคล้ายกับมีเรื่องปิดบัง เรียกคิ้วเรียวให้ขมวดเข้าหากัน หากเดาจากสีหน้าของบาฮาลแล้ว ก็ทำให้เขานึกเรื่องบางอย่างได้ ว่าเขายังไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่สถานีวิจัยให้บาซิกค์ฟัง

 
            “ บาซิกค์คือ.. ”


            “ ท่านพี่ลองชุดพิธีอภิเษกให้มิกิเสร็จแล้วหรือ” บาฮาลแทรกพูดสวนขึ้นทันที เดาในความคิดของเด็กหนุ่มว่าคิดจะพูดเรื่องอะไร


            นัยน์ตาสีอำพันมองผู้เป็นน้องนิ่งก่อนจะตวัดสายตาคนกริบมาที่เด็กหนุ่มข้างกาย มิกิพลันสะดุ้งเฮือกหน้าแดงก่ำเป็นลูกตำลึง เมื่อคิดถึงสภาพน่าอายเมื่อครู่

            “ เสร็จแล้ว..สัดส่วนพอดีทุกอย่าง ” รอยยิ้มบางๆคลี่ออก มิกิแทบแทรกตัวมุดหายลงไปใต้พื้น แต่ขณะที่กำลังจะโวยวายใส่ บาซิกค์กลับชิงถามเรื่องหนึ่งขึ้น

 
            “ ซาอิดล่ะ..”


            “….” คำถามนั้นราวกับกระสุนปืนยิงตรงกลางใจขององค์ชายหนุ่ม ทว่ากลับไม่สามารถตอบอะไรได้

 
            ดวงตาสีอำพันจ้องมองร่างสูงตรงหน้านิ่ง ขณะที่มิกิกลับสัมผัสได้ถึงบรรยากาศกดดันที่เปลี่ยนไป ถึงภายนอกบาฮาลจะดูแข็งแกร่งเพียงใด แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าของชายผู้นี้แล้วกลับเป็นเพียงน้องชายธรรมดา


            “ มีอะไรที่ข้ายังไม่รู้งั้นหรือ..บาฮาล ” เสียงทรงอำนาจนั้นนิ่งงันราวกับจะเค้นเอาคำคอบ ดวงตาคมจับจ้องไม่เคลื่อนไหว บาฮาลกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ อย่างไรถ้ากล่าวปดออกไปบาซิกค์คงจับได้ สุดท้ายจึงเลือกที่จะค่อยๆเผยความจริงที่ยังไม่อยากบอก

 
            “ ท่านพี่ ทรงจำราซิสได้หรือไม่ ”


            “ คนทรยศ ” บาซิกค์ไม่ลังเลที่จะพูดเลยสักนิด สีหน้าที่เย็นชานั้นทำให้เด็กหนุ่มรู้ว่า หากคนผู้นี้มาอยู่ต่อหน้า คงไม่พ้นที่จะถูกร่างสูงหักคอทิ้ง


            “ เขายังมีชีวิตอยู่พ่ะย่ะค่ะ แล้วเข้าพวกกับซาคาเดียร์ ” บาฮาลกล่าวไปตามจริง คิดว่าองค์ราชาต้องทรงกริ้วและตกใจเป็นแน่ ทว่ากลับหัวเราะเบาๆออกมาแทน ราวไม่แปลกใจเลยสักนิด

 

            “  ที่แท้ ซาคาเดียร์ ก็แสร้งทำเป็นรักษากฏเทพนาคินสินะ” รอยยิ้มหยั่นปรากฏขึ้น ก่อนดวงตาคมจะสังเกตุเห็นแผลที่ท้องของผู้เป็นน้องชาย


            “ แผลนั้นราซิสเป็นคนทำเจ้าหรือ ” ได้ยินคำถาม บาฮาลถึงกับเม้มริมฝีปากลงคล้ายกับไม่อยากตอบ

            “ เปล่า..ซาอิดเป็นคนทำพ่ะย่ะค่ะ ” นั้นเสียงนั้นแผ่วเบาราวกับกระซิบ บาซิกค์หัวเราะในลำคอ

            “ เหมือนกันทั้งพี่ทั้งน้อง แล้วมันอยู่ที่ใด ”คำพูดนั้นฟังดูชิงชังจนน่าใจหาย บาฮาลเลือกตอบไปตามความจริงไม่ปิดปัง

            “ ถูกคุมขังอยู่ในคุกใต้ดินของวังพ่ะย่ะค่ะ ”


            “ ฆ่ามันซะ ” รับสั่งเลือดเย็นเอ่ยขึ้น  “ ด้วยมือของเจ้า ” ดวงตาคมหรี่มองราวกับจะวัดความกล้า ขณะที่หัวสมองของบาฮาลขาวโพลนไปชั่วขณะเมื่อได้ยินรับสั่ง มิกิเห็นท่าไม่ดี จึงรีบแทรกขึ้น

 
            “ อย่านะบาซิกค์ ” มิกิรีบเดินเข้ามาขว้างไว้ แต่พออยู่ต่อหน้าบาซิกค์เวลานี้ร่างกายก็ตื่นสั่น คล้ายกับรู้ว่าไม่ควรขัดแต่ ก็ทำใจกล้าพูดไปตามความคิด

 
            “ นายไม่เข้าใจ ถ้าไม่ได้ซาอิดช่วยไว้ ทั้งฉันและบาฮาล คงตายไปแล้ว”


            “ ดูแผลนั่นก่อนมิกิ..” สิ้นเสียงพร้อมกับมือที่เผยไปด้านหน้า เด็กหนุ่มรับหันไปตามบอก เห็นบริเวณช่วงเอวของบาฮาลพันด้วยผ้าพันแผล แม้จะผ่านไปกว่าหลายวันแต่เลือดของบาฮาลก็ยังคงไหลซึมออกมา ราวกับเป็นบาดแผลใหม่ๆ


            “ นั่นคือพิษที่ร้ายแรงที่สุดของอนาคาน ไม่มีรักษาหายสนิท แม้นาคินจะลอกคราบใหม่กี่ครั้งก็ตาม ” บาซิกค์กล่าวอย่างเย็นชา

            “ แต่เขาไม่ได้ตั้งใจ ถ้าไม่ทำแบบนั้น ราซิสจะฆ่าเราทุกคน”

            “ พอได้แล้วมิกิ..” บาฮาลมิอาจทนฟังได้ต่อได้จึงได้พูดขึ้นขัด อย่างไรการกระทำที่ทำลงไปก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง บาดแผลที่ปรากฏบนร่างกายก็เป็นเครื่องย้ำเตือนได้เป็นอย่างดี เขาไม่ควรลังเลอีกแล้ว


            “ ซาอิด จาร์ อารากัส และ ราซิส จาร์ อารากัสไม่ใช่คนของอนาคานอีกต่อไป ต้องฆ่าเขาเพื่อความปลอดภัยของเทพนาคิน”

            “ อย่าพูดแบบนั้นนะ! ” มิกิตะโกนสวนขึ้นจนเขาต้องเบิกตากว้าง ดวงตาสีเขียวอ่อนมองหน้าเขานิ่ง แต่ทว่าลึกๆกัลบเจือไปด้วยความผิดหวัง

            “ฉันก็ไม่ได้เข้าข้างซาอิด แต่ที่ฉันกลับมาที่นี่ก็เพราะคำพูดของเขาที่ทำให้ฉันรู้ทุกอย่าง  ถึงการกระทำของเขาจะเกือบฆ่าพวกเราทั้งหมด แต่ถ้าเขาจะทรยศอนาคานจริงๆ ทั้งฉันและบาฮาลคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ ” มิกิพูดขึ้นราวรับเจ็บปวดของซาอิดไว้เสียเอง อย่างไรถึงเขาจะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับอนาคานมากไปกว่านี้ แต่จะให้เขาอยู่เฉยๆทนดูคนที่ช่วยเหลือชีวิตเขาต้องตาย คงทำไม่ได้แน่ หากคำพูดของเขาพอเปลี่ยนใจบาซิกค์ได้เขาก็จะพูด

            “  ฉันไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ ราซิสทำอะไรเอาไว้ แต่ถ้าพี่มันเลวก็ไม่ได้หมายความว่าน้องมันจะต้องเลวด้วยเสมอไป ให้โอกาสเขาเถอะ” เขาขอร้องเสียงสั่น บาซิกค์หลับตาลง แต่พอลืมขึ้นมาก็ยังคงพูดอย่างไร้เยื้อใย


            “ กฏย่อมเป็นกฏมิกิ อนาคานไม่ต้อนรับคนทรยศ และจะไม่มีครั้งที่สอง ”

            “ แล้วถ้าฉันทรยศนายล่ะบาซิกค์! ”มิกิขึ้นเสียงดัง ดวงตาคู่สวยเปลี่ยนหันมามองเจ้านครแห่งนาคินอย่างไม่เกรงกลัว

            “ฉันเคยหนีจากที่นี่มาตั้งกี่ครั้ง แล้วถ้าฉันทำอีกครั้งล่ะ ” ร่างเล็กกล่าวอย่างท้าทาย บาซิกค์ยังคงเงียบไร้ซึ่งคำตอบ

            “ ถ้าเป็นฉัน นาย..จะฆ่าฉันหรือเปล่า ” คำถามนั้นช่างแสนเศร้าดวงคู่สวยเป็นประกายสั่นไหวคล้ายกับปรารถนาคำว่า’ไม่’จากชายตรงหน้า ทว่า..สิ่งที่เขาได้ยินกลับตรงข้าม ทำลายหัวใจของเขาอย่างสิ้นเชิง

            “ ฉันจะฆ่านายด้วยมือของฉันเองมิกิ ” บาซิกค์กล่าวนิ่ง ร่างเล็กเม้มริมฝีปากลง เขาคงสำคัญตัวกับบาซิกค์ผิดไปเองถึงได้เจ็บช้ำเช่นนี้ หากความสัมพันธ์ทางกายที่เกิดไม่ได้ช่วยให้บาซิกค์มีความรู้สึกขึ้นมาเขาก็ไม่สนใจอะไรอีก ถ้าเห็นเขาเป็นสิ่งของ คนตรงหน้าก็ไม่มีค่าอะไรให้จดจำว่าเป็นคน!

            “ งั้นก็เชิญฆ่าคนที่ช่วยนายทิ้งได้เลยบาซิกค์.. ” มิกิกล่าวเสียงเย็นอย่างไม่เคยเป็น นัยน์ตาคู่สวยรีบหลบหนี ก่อนที่หยาดน้ำตาจะเริ่มคลอจนเริ่มเอ่อ ร่างบางเดินหันหลังกลับไป โดยไม่สนใจราชาแห่งอนาคานเลยสักนิด บางทีถ้าเขาไม่กลับมาที่นี่คงดีกว่า..





            เสียงอึกทึกวุ่นวายนี่คืออะไร..

            ร่างหนึ่งสะดุ้งตื่นจากเตียงกลางดึก มีเสียงโครมครามดังอยู่ด้านนอกจนน่าแปลกใจ เขารีบสวมเสื้อคลุมที่แขว้นไว้ที่เสาปลายเตียง ก่อนเดินออกไปเปิดประตู

            ทันทีที่ออกมาด้านนอก กลิ่นคาวเลือดก็ตีคลุ้งเข้าจมูกจนต้องรีบเอามือปิด ทว่าพอได้เห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า ดวงตาสีครามก็เบิกกว้างตกใจ

           ทางเดินชะโลมไปด้วยเลือดสีแดงฉาน ศพทหารมากมายตายเกลื่อนกลาด เสียง’ตึงตัง’ ดังขึ้น เพดานด้านบนจะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเขาต้องเงยมอง ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อรู้ว่าเสียงนั้นดังมาจากห้องของราชาบาซิกค์!

            ร่างสูงโปร่งรีบเร่งฝีเท้าขึ้นไปด้านบน ตามไรผมเริ่มมีเหงื่อไคไหลซึมตามหัวใจที่เต้นระรัว ทว่ายิ่งเข้าไปใกล้ห้องผู้เป็นเจ้าชีวิตมาเท่าใด ภาพการตายอันน่าสยดสยองระหว่างทางเดินก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ศพทหารบางนายบ้างก็ไร้ศรีษะ บ้างก็ตัวขาดครึ่ง แต่ที่แปลกใจก็คือสภาพของการตายของคนที่ขาดอากาศหายใจ น้ำลายฟูมปากยังคงหลออกมาแม้จะสิ้นใจ ดวงตาปูดโปนใกล้ถล่นเหลือขึ้นจนเห็นแต่ตาขาวน่ากลัว ใบหน้าม่วงช้ำคล้ายกำลังเน่าเปื่อยหรือมีเลือดไหลออกมาจากใต้ผิวหนัง ลักษณะที่เขาเห็นคล้ายกับอาการถูกพิษของงู ใบหน้าของใครบาคนผุดขึ้นในหัว

            ตึง!

            ประตูห้องบรรทมเปิดออกดังคล้ายกับถูกแรงระเบิดดันจากภายใน วัตถุขนาดใหญ่กระเด็นกระแทกเข้ากับกำแพงของราชวังสั่นสะเทือนจนเขาสะดุ้ง แต่พอมองวัตถุนั้นให้ดีๆ กลับพบว่าเป็นร่างของอสรพิษทะเลทรายขนาดใหญ่เท่าคน เกล็ดสีเหลืองมองหยาบด้านเป็นปุ่มป่ำ หน้าท้องสีขาวแบนราบไร้บาดแผล ดวงตาของอสรพิษช่างคุ้นเคย บนเปลือกตาด้านบนมีเขาแหลมงอกออกมา ทันทีที่เห็นทุกอย่างครบท้วนเขาก็เข้าใจทุกอย่างได้ทันที แต่ไม่ทันจะได้เอ่ยปาก อสรพิษชูคอสูงขึ้น ส่งเสียงขู่ฟ่อกับศัตรูที่อยู่ตรงหน้า

            ใครกัน..

         เรือนร่างสูงสว่างก้าวเดินตามมา เส้นผมสีดำปลิวสยายไปตามแรง ใบหน้างดงามนั้นไร้ซึ่งบาดแผลใดๆ ดวงตาสีอำพันสว่าไสวทว่ากลับให้ความรู้สึกเย็นเยือกที่สัมผัสได้ราวกับต้องการแช่แข็งคนรอบกายให้ไร้ลมหายใจ


            ในมือของผู้สูงศักดิ์มีกริสสีเงินเงาวับ ดวงตาอสรพิษสั่นไหววูบหนึ่ง ริมฝีปากหยักสวยของชายตรงหน้าเขยื้อนเอ่ยบางสิ่ง ทว่ากลับได้ยินไม่ชัด เว้นแต่ประโยคท้ายที่ทำเอาเขาหัวใจหล่นวูบ


            “ เจ้าคนทรยศราซิส!” ดวงตาร่างสูงเบิกว้าง กริสเงินแทงลงที่ท้องอสรพิษ!

            “ ท่านพี่!! ”

            !!

           สะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝันฉับพลัน ดวงตาสีครามเบิกกว้างเต็มตา ลมหายใจหอบถี่กระชั้นเหมือนหัวใจดวงนี้เคยหยุดเต้นไป เม็ดเหงื่อไหลโซมกาย อยากจะยกมือขึ้นมาซับ แต่ร่างกายก็ถูกมัดตึงไว้กับโซ่ตรวนที่ยึดติดไว้กับผนังชื้นๆในคุกใต้ดินดิน..

           ฝันร้ายทำให้หัวใจเต้นระส่ำไม่สงบ.. ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความตึงเครียดหลอมรวมอยู่ในหัวสมอง  พยายามนึกถึงสิ่งแรกที่ราชาบิกซิกค์พูดขึ้น..แต่กลับว่างเปล่าไปหมด ที่จำได้แม่นยำคือประโยคตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ

            เขาไม่เข้าใจ...

          ไม่เข้าใจเลยสักนิด..

            ความอึดอัดกระจุกอยู่ที่กลางอกจนแทบจะสำลักตาย ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน แต่เพราะเหตุใดถึงได้หาว่าพี่ชายเขาเป็นคนฆ่าทหารพวกนั้น

            ไม่มีใครเห็นกับตา..

            พี่ราซิสเป็นองครักษ์มิใช่หรือ...แล้วเหตุใด..เหตุใดกันเล่าถึงได้ทำเรื่องแบบนี้!

            ความเจ็บช้ำ ปะปนกับความเศร้าไหลประดั่งเข้ามาที่ดวงตาทั้งสองข้าง..

            “ ฮึก.. ”

            อีกครั้งที่น้ำตาไหลออกมารดลงมาที่ใบหน้า ก่อนจะหยุดลงบนพื้นที่ไม่มีผู้ใดอยากเกยียบย้ำ
     
           ไร้ความรัก

           ไร้ความเห็นใจ..

            นี่คือสิ่งตอบแทนสำหรับความจงรักภักดีงั้นหรือ..เขาควรจะลืม หรือเกลียดชัง สุดท้ายคำตอบนั้นก้ไม่เคยได้รู้เลยสักครั้ง เพราะคำพูดของพี่ชายที่ฝากฝังจนพาให้หัวใจสับสน

          ‘ อนาคานคือบ้านของเรา’

         ‘ จงมอบชีวิตทั้งหมดที่เจ้ามีให้เทพนาคิน เพื่อความสุขของพวกเรา’

         เขาทำตามทุกอย่างแล้ว แต่ทำไมกัน..

          ฟ่อ!

      เสียงขู่ของบางอย่างทำให้ค่อยๆเขาต้องช้อนดวงตาที่ชุ่มไปด้วยคราบน้ำตาขึ้นมอง สีหน้าที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังนั้นเห็นอสรพิษสรเหลืองทองตัวหนึ่งอยู่กับเขา

            องค์ชายบาฮาลคงตัดสินพระทัยแล้วสินะ.

            ซาอิดคิดอย่างสิ้นหวัง อสรพิษที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า องค์ชายบาฮษลคงสั่งมาประหารเขา ดวงตาสีครามหลับลง ร่างกายไร้การขัดขืนยอมรับทุกสิ่ง ขระเดียวกันหูก้ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวที่เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดผิวหยังหยาบแข็งก็เกี้ยวรัดที่ท่อนขาเปลือยเปล่า ก่อนจะรู้สึกว่ามันเลื้อยสูงขึ้นเรื่อยๆ

             ที่เอว..

            ที่แผ่นอก..

            จุดหมายคือลำคอ..

            เขาคิดในง่ายร้าย เพราะหากเป็นบริเวณนี้ ต่อให้เนนาคินที่แข็งแกร่งเพียงใดก้มิอาจต้านทานพิษได้ พิษจะแพร่เข้าสู่หลอดลมจนเป็นอัมพาต ไม่สามารถหายใด ก่อนไปถึงหัวใจ ความตายชั่วพริบตานี้แม้จะน่ากลัว แต่เทียบแล้วคงทรมาณน้อยกว่าโดนกัดที่ส่วนอื่นแล้วปล่อยให้ร่างกายค่อยๆตาย

            ซาอิดกลืนน้ำลายลงคอ อสรพิษอยู่บริเวณที่เขาคิด ลิ้นสองแฉกแล่บออกใกล้ใบหูจนชวนสั่น แม้เขาจะสามารถสื่อสารกับอสรพิษและอยากจะพูดสั่งเสียไว้ก่อนตาย แต่ก็กลับเลือกที่จะปิดปากเงียบ อย่างไรเขาก็ไม่เลือกใครที่จะฝากอะไร ทว่าใบหน้าของใครบางคนกลับผุดขึ้นมา

            องค์ชายบาฮาลงั้นหรือ..

            ทั้งๆที่เป็นคนประทานความตายมาให้แต่ทำไม..ถึงยังได้คิดถึงเขาคนนั้น

            “ อยากตายขนาดนั้นเลยเหรอซาอิด” น้ำเสียงนั้นทำเอาคนที่กำลังสิ้นหวังนั้นสะดุ้งตกใจ เมื่อรู้วว่าเสียงนั้นเป็นของ..

            “ ท่านพี่! ” เขาพยายามหันซ้ายหันขวา แต่ก็พบสิ่งใดนอกจากงูที่พันอยู่ที่ลำคอ หรือว่า!

            “ มากับข้าที่ซาคาเดียร์ ข้าจะช่วยเจ้า ” สิ้นเสียงโดยไม่รอคำตอบรับ โซ่ตรวนที่พันธนาการไว้ก็หลุดออกทันที ราวกับมีเวทย์มนต์

            ร่างกายเปลือยเปล่าทรุดลงกับพื้นเย็นเฉียบ ทว่ากลับไร้เรี่ยวแรงเกินกว่าจะยันตัวลุกขึ้น อาจเป็นเพราะเขาไม่ได้กินอะไรเลยตลอดสามวันมานี้ อาศัยแต่น้ำที่ไหลซึมจากเพดานบนที่หยดลงมาประทังชีวิต หากเป็นนาคินเต็มตัวเขาคงไม่เป็นเป็นเช่นนี้ แต่สายเลือดที่ไหลเวียนเพียงครึ่งเดียวทำให้เขาอ่อนแอ ขนาดที่กำลังคิด ทุกอย่างก็ค่อยเริ่มมืดลง รู้สึกอยากหลบตาลงทุกวินาที สิ่งที่เห็นเป็นครั้งสุดท้ายคือ ท่อนขาเรียวยาวของผู่เป็นพี่ชายที่อยู่ข้างกาย ก่อนทุกอย่างจะหายไป

            อีกทางด้านหนึ่ง องค์ชายบาฮาลหลังจากที่พยายามครุ่นคิดมาทั้งวันว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร แม้จะมีเหตุผลที่เขาได้ฟังจากมิกิ แต่เขาก็ยังหาคำตอบไม่ว่าควรจะเลือกกฏหรือว่าความรู้สึกส่วนตัว อีกเหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาไม่แน่ใจว่าซาอิดคิดสิ่งใดอยู่กันแน่ ด้วยความข้องใจ สุดท้ายก็ทำให้สองขาก้าวเดินมาจนถึงคุกที่คุมขัง

            ทว่าพอมาถึง กลับต้องเบิกตากว้างไม่คาดคิด เมื่อสภาพทางเดินที่อยู่ตรงหน้ากลับถูกย้อมไปด้วยเลือดสีแดงฉาน ศพทหารตายเกลื่อนกลาด

            ไม่มีเสียงกรีดร้อง

           ไม่มีเสียงการต่อสู้

            เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เขานึกถึงคราวอดีตขึ้นมาทันตา ชื่อของบุคคลลหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว สองรีบพาให้เขาวิ่งไปด้านใน ขณะที่หัวใจก็เต้นแรงขึ้นทุกวินาที ดวงตาคู่เข้มเบิกกว้าง ประตูห้องขังด้านในสุดถูกแหกออกจนไม่เหลือสภาพ เขารีบเข้าไปดู แต่ที่เห็นก็มีเพียงความว่างเปล่าไร้เงาของของผู้ถูกคุมขัง

            ทว่า..แสงไฟจากจากภายนอกที่ส่องเข้ามาทำให้เขาเห็นข้อความบางอย่างที่เขียนด้วยตัวอักษรเลือดบนผนังของคุกใต้ดิน

 
         ‘รักจากคนทรยศ’

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ libra82

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 285
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +236/-5
สนุกมากกกกกก อ่านรวดเดียวเลยค่ะ พล็อตเรื่องดี ปกติเกลียดงูมาก แต่พออ่านเรื่องนี้แล้วเริ่มจะบรรเทาความเกลียดลงนิดนึง ลุ้นคู่องค์ชายฮาบาลมากค่ะ มาต่อเร็วๆ นะคะ

ออฟไลน์ ammchun

  • Don't Worry,Be Happy
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-4
สงสารซาอิดเหลือเกิน :mew2: :mew2: บาฮาลนี่ใจร้ายใจดำเหมือนพี่ชายตัวเองไม่มีผิด :fire:

ออฟไลน์ noozzz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 315
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-2
ซาอิดเหมือนเป็นเครื่องมือให้พี่ชายเลย ถ้าจะช่วยน้องควรมานานแล้วป่ะ ไม่ใช่มาตอนเกิดเรื่อง

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
ค่ำคืนที่ 15 : แก้แค้น

         เหตุการณ์ลอบเข้าราชวังของผู้ทรยศแพร่สะพัดไปถึงหูองค์ราชาในที่สุด..

        แม้ภายใต้ใบหน้างดงามนั้นจะดูเฉยเมยไม่แสดงแสดงอาการหวาดวิตก แต่การที่ข่มจิตใจให้สงบนิ่งเหมือนน้ำแข็ง ก็หาใช่ว่าจะไม่คิดทำสิ่งใด ลึกๆแล้วในนัยน์ตาเรียวคมดุจแสงอำพันก็มีความตึงเครียดอยู่ไม่น้อย.. สิ่งที่เกิดเหมือนกับแค่พลุดอกแรกที่จุดเป็นสัญญาณเตือนถึงดอกถัดๆไป ซึ่งก็หมายความว่า มีความเป็นได้ที่ซาคาเดียร์จะทราบข่าวจากภายใน ว่าอีกไม่ช้า พิธีอภิเษกสมรสจะถูกจัดขึ้น แต่การที่คนนอกสามารถเข้ามาที่อนาคานได้อย่างง่ายดายนั้น ก็แสดงให้เห็นถึงการป้องกันที่หละหลวม

 
        อย่างไรตอนนี้..เขาไม่รู้ว่าทางซาคาเดียร์วางแผนใดเอาไว้ แต่เขาคิดว่าการที่ราซิสมาที่นี่ ไม่ได้มีจุดประสงค์จะมาช่วยผู้เป็นน้องชายจริงๆ แต่หากตัวซาอิดเป็นผลพลอยได้เสียมากกว่า ดูจากการกระทำที่มุ่งเน้นที่ภาพการสังหารอย่างสยดสยอง ราซิสคงต้องการจะข่มขวัญอนาคานให้อยู่ในความระแวง ว่าจะมีใครเป็นหนอนบ่อนไส้หรือไม่


        ราชาบาซิกค์ครุ่นคิดอย่างหนัก เดิมทีราซิสเป็นองครักษ์ที่อยู่ใกล้ชิดเขามากที่สุด และย่อมรู้ทุกซอกทุกมุมของอนาคานเป็นอย่างดี แม้จะอยากตัดเรื่องหนอนบ่อนไส้ในอนาคานทิ้งไปเพียงไร แต่เขาก็ไม่อยากจะประมาณจนเกินไป


        ตอนนี้เขาจำเป็นจะต้องเดินหน้าในเรื่องพิธีอภิเษกที่จะจัดขึ้นอีกเพียงไม่กี่วันให้เสร็จสิ้น และพิธีเก็บเกี่ยวครั้งสุดท้ายจะถูกตัดออก ถึงจะดูเหมือนเป็นการแหกกฏ แต่ด้วยช่องว่างของกฏเทพนาคินแล้วเขาสามารถทำได้

 
        เทพนาคินจักต้องเลือกราชีนีคู่บัลลังค์..

 
        ซึ่งเขาก็ได้เลือกแล้ว..


        ถึงแม้เนื้อเรื่องหลังจากนี้ก็คงกลายเป็นสงคราม ที่ไม่เคยปราฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ บรรพบุรุษเทพนาคิน ทวยเทพเหล่าราเมียร์จะสาปแช่งเขาอย่างไรก็ช่าง เขาไม่สน หากชีวิตที่เหลือสามารถนำพาประเทศเล็กๆนี้หลุดพ้นจากความืดมิดได้เขาก็ยินดี ถึงตอนนี้ อนาคานยังไม่สามารถโต้ตอบสิ่งใดได้ เพราะไม่มีหลักฐานมายืนยันว่า ซาคาเดียร์ ส่งราซิส มาที่อนาคานจริง แม้จะมีตัวหนังสือเขียนด้วยเลือด แต่ก็ไม่อาจระบุได้ว่าราซิสไปคนเขียนมันขึ้นมา


        แม้จะร้อนรนในใจจนแทบไหม้ แต่พวกเขาจำเป็นต้องรอ..จนกว่าจะถึงวันอภิเษก และเมื่อนั้นจะเป็นจะการประกาศสงครามเต็มตัว โดยไม่ต้องกลัวสิ่งใดอีก

 
        สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้ ที่เป็นการทำตามกฏของอนาคานก็คือ..ตามล่าสายเลือดทรยศกลับมารับโทษทัณฑ์ เขาจึงตามตัวบาฮาลมาเข้าที่ห้องทรงานเป็นการส่วนตัว


        “ ท่านพี่ เรื่องนี้ข้าขอเป็นคนรับผิดชอบ ” ร่างสูงขององค์ชายแห่งนาคินโค้งคำนับขออนุญาตราชาแห่งอนาคานด้วยใจที่รู้สึกผิด บาซิกค์มองผู้เป็นน้องนิ่ง ดวงตาสีอำพันยากจะคาดเดาสิ่งที่คิด
 

        “ ไยเจ้าถึงได้พูดเช่นนี้ ” คล้ายกับคำทูลขอนั้นดูร้อนตัวจนผิดแปลก มุมปากยกขึ้นบางเบาจนแทบมองไม่เห็น ทว่ากลับให้ความรู้สึกเย็นวาบ


        “ น้องขออภัย ที่ซาอิดหนีไปได้ เพราะข้ามัวแต่ลังเลสับสน เลยมิได้สั่งลงโทษทัณฑ์อย่างที่ท่านพี่ตรัส จึงทำให้ทหารต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก  ”


        “ เจ้าคิดว่า ราชิสมาเพื่อช่วยน้องชายตัวเองจริงๆนะหรือ? “  คำถามนั้นทำเอาองค์ชายบาฮาลต้องเงยหน้าขึ้น ราชาแห่งอนาคานกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เลือดของชาวนาคินเข้มข้นก็จริง แต่สายสัมพันธ์พี่น้องของชาวนาคินไม่ได้เป็นเช่นนั้น ถึงเลือดจะข้นกว่าน้ำ แต่ก็ได้หมายความว่าเจ้าเป็นข้า หรือข้าคือเจ้า  ถ้าไม่มีผลประโยชน์ก็คงไม่ลงมือให้เสียแรง ” สิ้นประโยคที่ตอกย้ำความจริง ทำเอาองค์ชายหนุ่มรู้สึกเจ็บที่แผ่นอก


        ใช่อย่างที่ท่านพี่พูด..ที่ทรงไว้ชีวิตเขาก็เพื่อผลประโยชน์ในภายภาคหน้าที่ต้องการใช้งาน แต่ด้วยข้ออ้างนี้ทำให้เขายังมีลมหายใจอยู่ทุกวันนี้มิใช่หรือ? แม้ภายใต้หน้ากากเย็นชา เขาจะไม่เคยได้รับความรัก ความเอ็นดู เลยสักครั้ง แต่ก็นับเป็นประสบการณ์ที่คนตรงหน้ามอบให้เพื่อให้เขาเข้มแข็ง และมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ได้


        “ น้องเข้าใจดีพะย่ะค่ะ แต่..สำหรับน้องมันคือการแลกชิวิต ซึ่งสมควรแล้วที่ข้าจะต้องตอบแทน ” บาฮาลโค้งศรีษะลงกล่าวด้วยเสียงหนักแน่ จนคนฟังรู้สึกแปลกใจ ทั้งที่พูดจาจงใจทำร้ายจิตใจ แต่ไยถึงได้คิดเช่นนี้


        เขาอยากให้บาฮาลเกลียดเขา..


         เพราะหากแผนการนี้ไม่สำเร็จ เขาคงไม่มีเกียรติที่จะเป็นเทพนาคินอีกต่อไป และเมื่อนั้นเขาจะให้บาฮาลสังหาร ความเกลียดชังจะทำให้คมดาบไม่ลังเล ทว่า..ทั้งที่ไม่เคยสนใจไยดี ทำไมถึงยังภักดีกับเขาอยู่เล่า..

 
        “ อีกไม่กี่วันก็จะถึงพิธีอภิเษก ตามกฏของพิธี องค์เทพจะต้องบริสุทธิ์ในชั่วระยะเวลาก่อนจะครองคู่ มิควรต้องแปดเปื้อนหยดเลือด ” บาฮาลพูดไปตามความจริง

 
        ในช่วง 2 อาทิตย์ ก่อนที่จะวันอภิเษก และแต่งตั้งพระชายา องค์เทพนาคินและว่าที่พระชายาจะต้องชำระกายและใจให้บริสุทธิ์ผุดผ่องเสมือนดอกไม้ขาว ห้ามทำสิ่งใดอันเป็นกระทำชั่ว ฆ่าฟันช่มเหงจิตใจ มิเช่นนั้นจะถือว่าเป็นลางร้ายของการครองคู่ ที่ล้อมรอบไปด้วยเปลวไฟ และโอรสที่กำเนิดมาจะเป็นกาลกีณีต่อแผ่นดิน.. พอคิดถึงตอนนี้ เขาก็อยากรู้เช่นกันว่า บิดาและมารดาผู้ให้กำเนิดทั้งสอง ได้ล่วงล้ำทำสิ่งเลวร้ายก่อนจะภิเษกกันหรือเปล่า ชีวิตถึงได้กลายเป็นเช่นนี้


        “ หากเจ้าพูดเช่นนี้ข้าคงปฏิเสธไม่ได้ ”


        อย่างไรเขาก็ไม่อยากจะทำให้การใช้ชีวิตที่เหลือนั้นเป็นลางร้ายอยู่ดี จึงได้ตอบรับคำขอนั้นบาฮาลด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง เหมือนจะขอบคุณที่ทำทุกอย่างแทนเขา ซึ่งเจ้าตัวก็น้อมรับคำสั่งด้วยความเต็มใจ ทว่า..เรื่องนี้มันก็ทำให้เขานึกถึงคู่ครองของตัวเอง

 
        มิกิเป็นคนใจร้อนวู่วาม โผ่งผ่าง และหัวดื้ออยู่ไม่น้อย แต่ขณะเดียวกันจิตใจกลับละเอียดอ่อน และอ่อนไหวง่ายดายไม่มั่นคง หากทราบเรื่องที่ทหารถูกสังหารโหดเหี้ยมในวังคงไม่วาย คงยืนกรานปฏิเสธที่จะเข้าพิธีสาบานเป็นพระชายาเป็นแน่  การตัดไฟไม่ให้เหิมตั้งแต่ต้นจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด


        “ บาฮาล..บอกกับราชบริวารทุกคนให้ปิดเรื่องนี้เป็นความลับกับว่าที่พระชายาด้วย ”

 
        “ ทรงวางพระทัยได้.. ”

        บาฮาลน้อมรับบัญชาสุดท้ายขององค์ราชา

 



        แสงสว่างลาลับจากขอบฟ้าเบื้องบน..

 
        เป็นอีกวันที่ความอักอ่วนวิงแล่นในหัวใจจนอึดอัด จนเตลิดมาอยู่ในสวนของพระราชวัง แม้จะไม่มีต้นไม้สวยงามมาเพลินตาให้ลื่นรมณ์ แต่พอมองต้นกระบองเพรช และเม็ดทรายละเอียดที่แผ่ราวกับพื้นพรมก็ทำให้เขารู้สึกดีกว่าอยู่ในห้องนอนอุดอู้

 
        เด็กหนุ่มทิ้งตัวลงข้างๆกองทรายเย็นๆ พลันถอนหายใจออกมาไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไร แล้วปล่อยให้สายลมยามค่ำคืนโบกพัดผ่านใบหน้าและร่างกายเสียอยู่แบบนั้น โดยไม่กลัวความหนาวเหน็บจะทำให้จับไข้

 
        เปลือกตาปิดลงไป..

 
        พยายามสละทิ้งความคิดทุกอย่างเพื่อให้ใจดวงนี้สงบ..ทว่าลึกๆก็เหมือนกับเขากำลังหลอกตัวเอง


        สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เขาต้องคิดซ้ำไปซ้ำมา คำพูดของบาซิกค์ย้ำเตือนเข้ามาในหัว มันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองไม่น่าออกตัวเข้าไปยุ่งกับเรื่องของเทพนาคินเลยแม้แต่น้อย รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเป็นผู้นำกบฏแผ่นดินยังไงชอบกล แม้ความจริงบางอย่างจะโหดร้าย แต่ถ้ามันเป็นความจริงตามธรรมชาติคนตัวเล็กๆอย่างเขาจะมีอำนาจพอไปฝืนธรรมชาติได้หรืออย่างไร


        ใช่ว่าสิ่งที่ทำไป จะเป็นการกระเทาะหินให้เกิดประกายไฟบนใบไม้แห้งหรอกหรือ?


        เรื่องของความเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่อ่อนไหว แต่ถ้าการชักจูงผู้คนมาสู่ทางเดินที่ถูกต้องก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าฝนตกลงมาเขาจะตะโกนขึ้นฟ้าสั่งให้มันหยุดได้งั้นหรือ..?

 
        คำตอบคือไม่ สิ่งที่ทำได้หรือคือ การป้องกัน หรือหลีกเลี่ยง เขาจะเป็นคนกางร่มให้คนคนนั้น ไม่ให้ร่างกายต้องเปียกปอนไปมากกว่านี้ 


        เขากล้าวิ่งฝ่าสายฝน..

 
        แต่ไม่กล้าข้ามศพใคร..

 
         เขาก็ไม่ต้องการมันเกิดขึ้น จะว่าเขาเป็นคนดีแต่ปากก็ได้..เพราะเขาไม่มั่นใจเลยสักนิดว่าตัวเขาจะสามารถช่วยอนาคานได้จริงๆ ความกลัวความกังวลเกิดขึ้นในจิตใจ บางทีเรื่องนี้มันอาจจะใหญ่โตเกินไปสำหรับคนตัวเล็กๆอย่างเขา..

 
        ถ้าเกิดความวุ่นวายเกิดขึ้นเกินกว่าที่จะรับมือไหวล่ะ..เขาจะทำยังไง

 
        หนีงั้นเหรอ..?

 
        หรือเอาตัวรอดไปคนเดียวเหมือนคราวที่เขาทิ้งศาสตราจารย์โลกเกียออกมา..

 
        อ่า..เขามันเห็นแก่ตัวสินะ ที่ทำเป็นพูดจะทำแบบนั้นแบบนี้ให้คนอื่น สุดท้ายก็ไม่พ้นเรื่องผลประโยชน์ของตัวเองที่เขาควรจะได้รับจากบาซิกค์..

 
        งานวิจัยของเขา..

 
        และบ้าน..


        ทว่าทำไม คำหลังมันฟังแล้วถึงได้ดูห่างไกลจังนะ..ไม่เข้าใจเลยจริงๆ


        ทั้งๆที่ชีวิตของเขาจะได้เริ่มขึ้นใหม่และไม่มีอะไรต้องแคร์ หลังจากการแต่งงานจอมปลอมนั้นจบลง เขาก็จะไม่เกี่ยวข้องใดๆกับอนาคานอีก..เขาทำในสิ่งที่ทำได้แล้ว


        แต่ว่าจะเหมือนเป็นการทิ้งระเบิดลูกใหญ่ให้กับอนาคานไหมนะ..?


        จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป..?

 
        “ สีหน้าแบบนั้น กำลังคิดเรื่องที่นี่อยู่หรือ? ” คำถามราวกับรู้ความคิดทำเอาคนที่กำลังนั่งอยู่ถอนหายใจ ในที่สุดเสียงที่ยังไม่พร้อมจะได้ยินก็ตามมาหลอกหลอนเขาจนได้

 
        ร่างบางลุกขึ้นปัดฝุ่นที่เกาะตามขา ดวงตาสีเขียวสวยเงยขึ้นสบชายหนุ่มร่างสูงที่มาเยือน เห็นริมฝีปากที่เรียบเป็นเส้นตรง กับใบหน้างดงามแต่หากนิ่งเฉยแล้ว ก็ทำให้ไม่สบอารมณ์เลยจริงๆ พอนึกประโยคล่าสุดที่เคยคุยกัน จู่ๆก๋น้อยใจจนแทบบไม่อยากจะมองหน้า เขาหลบบาซิกค์มา 1 วันเต็มๆแล้ว แถมอีกซักวันจะเป็นไรไป สองขาพาเดินหนีออกไปทันที


        “ ยังโกรธอยู่อีกหรือ.. ”

        มิกิชะงักเท้าโดยพลัน จู่ๆหัวใจเต้นกระตุกดังอย่างไม่มีสาเหตุ ว่าแต่ทำไมเขาต้องหยุดเดิน เหมือนว่าตัวเองกำลังอยากได้ยินประโยคหลังจากนี้ด้วยเล่า!


        บาซิกค์เมื่อเห็นร่างเล็กยืนนิ่ง ก็เดินเข้ามาใกล้ขึ้น ทว่าเสียงฝีเท้าของเขากลับทำให้คนตรงหน้าล่นเท้าถ้อยอกไปจนเขาต้องหยุด ดวงตาสีอำพันท่ามกลางแสงจันทร์มองแผ่นหลังบางนิ่ง ขณะที่สายลมโกรกพัดจนส้นผมสีอ่อนของเด็กหนุ่มสองสายเลือดปลิวสยาย

 
        “ ฉัน..ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องโกรธนาย ทุกอย่างที่นายตัดสินใจล้วนแต่สมควรแล้ว ไม่ต้องห่วงจากนี้ ฉันจะรู้ฐานะของฉัน ก่อนหน้านี้ที่ก้าวก่าย ฉันจ้องขอโทษด้วย แต่จากนี้ ไม่ว่านายจะตัดสินใจทำอะไร ฉันจะคัดค้าน และไม่ขอรับรู้เรื่องราวของอนาคานอีก ให้สมกับที่ตัวเองเป็นเพียงเครื่องมือ..และทำตามข้อตกลงของเรา” มิกิกล่าวเสียงนิ่ง แต่ไม่รู้ทำไมในหัวใจกลับบีบเต้นแปลกๆ ราวกับมันจะบอกว่าเขาไม่ควรพูดแบบนี้

 
        “ นายต้องการแบบนั้นจริงๆหรือมิกิ.. ” สุรเสียงนั้นเสียบนิ่งจนใจหาย แต่กลับทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกปวดใจไปด้วยขณะเดียวกัน ทั้งที่ตัวเองเป็นคนพูด และต้องการจะตัดปัญหาทุกสิ่ง แต่เขากลับใจแข็งไม่พอหรืออย่างไร ถึงได้หวั่นไหวกับคำถามนี้ไปได้ สุดท้ายก็ต้องทำใจแข็ง ตอบกลับด้วยความเย็นชา


        “ คำตอบของคนนอกสำคัญด้วยเหรอ ” จู่ๆก็นึกกล่าวตัดพ้อราวกับหญิงขี้งอนไปเสียดื้อๆ เขาไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิดว่าทำไมถึงได้พูดแบบนี้ แต่แค่นี้ก็เพียงพอที่จะมีเหตุผลทางอารมณ์ที่ไม่อยากเผชิญหน้าได้ มิกิเดินหนีแล้วคิดจะกลับห้อง แต่เพียงเขาก้าวขาฉับได้ไม่กี่ก้าว ตรงหน้าก็ปรากฏสิ่งมีชีวิตมีเกล็ดขดตัวอยู่กับผืนทราย ดวงตาอสรพิษมองนิ่ง ที่ปลายหางเป็นปล้องเล็กๆกำลังสั่นถี่ระรัว จนได้ยินคลื่นเสียงคล้ายกระดิ่ง เขาทำเพียงแค่ล่นเท้าถอย น่าแปลกที่เขาเคยกลัวงูพวกนี้จนขึ้นสมอง แต่พอมาถึงตรงนี้ กลัวนั้นกลับเริ่มกลยเป็นความชินชา


        “ หันมาหาฉันมิกิ ” เสียงเย็นวางอำนาจจนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจพรืดยาว พอพบวิธีการบังคับแบบนี้มันยิ่งทำให้เขาไม่สบอารมณ์


        ทำไมเขาถึงได้รู้สึกหงุดหงิดกับการกระทำของบาซิกค์ขนาดนี้นะ!

        “ ถ้านายอยากจะฆ่าฉัน ก็ทำได้เลย ไม่ต้องรอ ” มิกิหันเสี้ยวหน้ามาตอบเขาด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างไร้สึกความหวาดเกรง สิ่งที่ได้ยินทำเอาบาซิกค์ชั่งใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจนใจต้องพูดออกไป

 
        “ สิ่งที่นายคาดหวังมิอาจทำที่นี่ได้ อนาคานไม่เหมือนกับประเทศของนาย ”

 
        “ ถูกต้องแล้ว..ขอให้นายพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ และขอให้ทุกอย่างดีขึ้นเมื่อฉันจากไป.. ” เด็กหนุ่มหันมามองางสูงศักดิ์ คลี่ยิ้มทิ้งไว้ที่มุมปาก ก่อนกล่าวถ้อยคำที่ทำให้ก้อนเนื้อใต้แผ่นออกของชายตรงหน้าสั่นสะเทือน

 
        “ ไม่ว่าจะมีลมหายใจหรือไม่มีก็ตาม.. ”

 

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
ค่ำคืนที่ 15 : แก้แค้น Part 2


         แม้จะเป็นอีกหนึ่งคืนที่ต้องนอนคนเดียวเหมือนเช่นเคย แต่หัวใจกลับว้าวุ่นด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง


         หลังจากที่ทิ้งคำพูดขุ่นเคืองใจเอาไว้ ทั้งเขาและบาซิกค์ต่างก็มองหน้ากันไม่ติด..ร่างสูงมาซ้ายเขาก็จะเดินไปขวา ร่างสูงเดินมาทางขวาเขาจะเดินไปทางซ้าย ถึงเหล่าข้าราชบริวารและบรรดาผู้อาวุโสจะไม่สนใจเขาเท่าไรนัก แต่ก็สามารถรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่างออกไประหว่างความสัมพันธ์ของเขากับองค์ราชา


         ทว่า..ภายใต้หน้ากากงดงามแม้จะนิ่งเฉยเสมือนไม่แสดงความรู้สึกใด แต่ลึกๆในนัยน์ตากลับซ่อนเร้นความร้อนกรุ่นอยู่ภายในตลอดเวลา

 
         จวบจนกระทั่งตอนนี้..

 
         ในรุ่งเช้า ผู้อาวุโสรายหนึ่งได้เข้ามาพบเขาถึงเรื่องพิธี ‘สรงน้ำนิมิตนาคิน’ ที่เขาต้องปฏิบัติตามก่อนถึงวันมงคล ตามกฎของเทพนาคิน


         ทีแรกเขานึกสงสัยอยู่บ้าง เพราะผู้อาวุโสมิได้อธิบายอะไรให้เขาฟังเลยสักนิด แต่ถึงจะลังเลใจ แต่สุดท้ายเก็ยินยอมไปแต่โดยดี

 
         มิกิเดินตามผู้อาวุโสนาคินจนมาถึงด้านหลังพระราชวัง แต่เพียงเห็นภาพที่ปรากฏ หัวใจก็เต้นดังตามสัญชาตญาณบางอย่างที่ทำให้รู้สึกตื่นตัว

 
         ตรงหน้าคือลานพิธีกว้าง ล้อมรอบด้วยต้นปาล์มสูงใหญ่ พื้นที่ตรงกลางถูกขุดเป็นสระสี่เหลี่ยมจัตุรัสปูพื้นด้วยหินอ่อนกลมเกลี้ยง บริเวณมุมสระด้านหน้าทั้งสองข้าง มีรูปปั้นสลักลายเป็นรูปของอสรพิษที่เกี้ยวพันอยู่กันแท่นเสาบางอย่าง ขนาดที่ปากของสัตว์ร้ายกำลังคาบลูกแก้วขาวขนาดใหญ่ระหว่างคมเขี้ยวทั้งสองข้าง

 
         มิกิกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ พิธีตรงหน้าราวกับเป็นพิธีล้างสาวบริสุทธิ์ก่อนถูกเป็นเครื่องสังเซ่นไหว้ท่ามกลางสายตาของผู้คนเหมื่อนตามภาพยนตร์ แต่ตอนนี้จะนับสายตาเหล่านั้นเป็นคนก็ไม่ถูกเท่าไร เพราะพวกเขาต่างไม่ใช่มนุษย์เต็ทร้อยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นทหารที่ยืนรายล้อมหันแผ่นหลังให้สระ หรือแม้แต่ผู้อาวุโสในวัง จนไม่อยากคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป


         “นี่คือพิธีสรงน้ำนิมิตนาคิน ทั้งองค์เทพและพระชายา จะต้องทำพิธีนี้ ก่อนเข้าพิธีอภิเษก นิมิตที่เห็น จะบ่งบอกอนาคตของอนาคานหลังจากครองคู่ และบอกถึงโอรสของเทพนาคินในอนาคตว่าจะนำไปสู่สิ่งใด ” ผู้อาวุโสข้างกายอธิบายกับเด็กหนุ่ม แม้น้ำเสียงนั้นจะเรียบเย็นเสมือนไม่เต็มใจเสียเท่าไร แต่สิ่งนั้นก็ไม่ทำให้เขาสงสัยเท่ากับประโยคสุดท้ายที่เน้นย้ำถึงโอรสเทพนาคินองค์ถัดไป

 
         คำว่า’นิมิต’ ในความหมายที่เขาเข้าใจคือการเห็นภาพสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทางวิทยาศาตร์เป็นกลไกของสมองที่ยังไม่สามารถหาคำอธิบายได้

 
         เขาคือว่าที่พระชายา..และเทพนาคินจำเป็นจะต้องมีราชีนีคู่บัลลังก์ เพื่อมอบอำนาจให้กับโอรสของเทพนาคินองค์ถัดไปที่จะถือกำเนิด แต่เหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะเขาเป็นชายหนุ่มไม่สามารถตั้งท้องได้ อีกอย่างเขาก็เป็นแค่พระชายาชั่วคราวเท่านั้น หลังจากแต่งงานกับบาซิกค์เสร็จ เขาก็จะกลับประเทศทันที ถึงอยากจะท้วงความจริง


         แต่ความรู้สึกบางอย่างกลับบอกให้เขาควรเงียบไว้ดีกว่าจะเปล่งเสียงโวยวายกับเรื่องท้องได้หรือไม่ได้ คำถามหนึ่งที่มาแทนที่ก็คือ.. 

 
         “ ถ้านิมิตบอกฉันว่า ไม่ควรเป็นคู่ครองล่ะ มันจะเป็นยังไง ” ไม่รู้ว่าทำไมเสียงของเขาถึงได้สั่นขนาดนี้


         ผู้อาวุโสตีหน้านิ่ง แต่ก็ตอบเขาออกไป


         “ ไม่มีผู้ใดมิควรเป็นคู่ครอง หากเทพนาคินทรงเลือกแล้ว นิมิตเป็นอย่างไร เหล่านาคินได้แต่ก้มหน้ายอมรับ เพราะนั่นคือลิขิตของเทพนาคินที่ประสงค์จะให้เป็น ” คำตอบช่างแสนเรียบ ทว่าความหมายช่างแสนเศร้า

         มิกิแทบไม่อยากจะเชื่อว่าชาวนาคินยึดติดกับเทพนาคินขนาดนี้ เพราะสุดท้าย..ไม่ว่าผลจากนิมิตจะออกมาเลวร้ายเป็นภาพบ้านเมืองจะถูกเผาทำลายแค่ไหน แต่พิธีแต่งงานก็ยังคงดำเนินต่อไปโดยพวกเขาไม่มีสิทธิ์หักห้าม ได้แต่ก้มหัวรับชะตากรรมกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

 
          ทั้งที่รู้ แต่ก็ไม่สามารถแก้ปมเชือก..

 
         แม้ไม่รู้ในอดีตเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นบ้าง แต่ในอนาคตถ้าเขาเห็นเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นมาเขาควรจะทำอย่างไร

 
         นายไม่ควรสนใจมิกิ..

 
         นายคือเครื่องมือมิกิ..


         เขาย้ำกับตัวเองในใจ แต่ทำไมมันถึงได้รู้สึกแย่ขนาดนี้ บางทีคำกล่าวที่ว่าสิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อนทางความคิดที่สุดในโลกคือมนุษย์ คงเป็นเรื่องจริง และเขาเพิ่งจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมันก็วันนี้ 

 
         “ หมายความว่าฉันจะเห็นภาพนิมิตอนาคตของที่นี่หลังจากลงสระนี้ไป ” เขาถามย้ำความเข้าใจของตัวเอง ผู้อาวุโสพยักหน้า

 
         “ แล้วถ้า..ฉันไม่อะไรล่ะ” คำถามแผ่วเบานี้ทำเอาชายสูงวัยถึงกับนิ่งเงียบไปชั่วครู่ แต่สุดท้ายเขาก็ได้รับคำตอบ

 
         “ ทั้งองค์ราชา และว่าที่พระชายาจะได้เห็น ไม่คนใดก็คนหนึ่ง หรือทั้งสอง หากไม่พบ แสดงว่าอนาคตนั้นดับสูญ ”


         “ ดับสูญ? ” เขาทวนเสียงสงสัย แต่กลับรู้สึกไม่ดีเลยสักนิดที่ได้ยินคำนี้ ก่อนความจริงอันน่าจะใจจะทำให้หัวใจเขาเย็นวาบ


         “ โอรสเทพนาคินจะไม่ประสูติใหม่ และพิธีอภิเษกจะไม่ถูกจัดขึ้น” พอได้ยินคำตอบมือไม้เขาก้แข็งไปหมด หัวใจราวกับหล่นหายไป การประสูติของโอรสเทพนาคิน ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีวันเป็นไปได้เพราะเขาเป็นผู้ชาย ฉะนั้น คำตอบที่จะเกิดขึ้นหลังจากการลงสระนิมิตครั้งนี้มีเพียงอยู่เดียวคือเขาจะไม่เห็นอะไรทั้งนั้น แต่เขาควรตื่นตัวเอ่ยปากปฏิเสธหรือไม่? เขาก็ยังไม่รู้ตัวเอง ทว่าอย่างไร..เขาก็คงเดาคำตอบของบาซิกค์ได้ไม่ยากอยู่ดีว่าจะเห็นอะไรหรือไม่


         “ แล้ว..องค์ราชาล่ะ เห็นนิมิตหรือเปล่า ”  เด็กหนุ่มแกล้งถามขึ้น ผู้อาวุโสกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

 
         “ พระองค์ไม่ประสงค์บอก ” นั้นไงว่าแล้ว! เพราะไม่เห็นเลยไม่กล้าบอก และเขาก็พอจะเดาทุกอย่างได้ แต่เพื่อให้พิธีดำเนินไป บางทีบาซิกค์อาจจำเป็นจะต้องโกหก ดังนั้นหากพิธีต่างถูกกำหนดมาตั้งแต่แรก การที่เขาจะเห็นอะไรหรือไม่เห็นอะไรก็ไม่มีความหมายอยู่ดี


         “ พระชายาจะต้องดื่มเลือดนาคินก่อนลงสระ ” เหมือนจะเสียเวลาไปพอสมควร จู่ๆถ้วยเงินสามขาถูกยื่นมาให้เขา เด็กหนุ่มมองอย่างลังเล ก่อนจะรับมา


         ด้านในถ้วยมีน้ำสีแดงข้นเข้ม ขณะที่กลิ่นคาวเลือดก็ตีคลุ้งเข้าจมูกจนอยากจะเบือนหน้าหนี ทว่าเขาจะปฏิเสธก็คงทำไม่ได้ มือเรียวจึงจำใจรับถ้วยนั้นมา ก่อนจะกลั้นใจดื่มลงคอไปให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะได้ไม่รับรู้รสชาติ

 
         พอดื่มจนหมดแก้ว ไม่ทันที่รสเลือดจะหายคาวคลุ้งในโพรงปาก ผู้อาวุสาก็เอ่ยสั่งต่อทันที

 
         “ ถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมดเหลือเพียงแค่ชุดคลุมด้วยขอรับ การสรงน้ำนิมิต..ผู้ลงกายต้องปราศจากการปิดกั้นทุกประการ  ”  เด็กหนุ่มเบิกตากว้างขึ้นอย่างไม่คาดคิด แต่ไม่ทันได้ขัดขืนอะไร เสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกายก็ถูกพวกข้าราชบริวาณรุมเข้าเสียแล้ว..


         ใช้เวลาเพียงไม่นาน เสื้อผ้าของเขาก็ถูกถอดออกจนเหลือเพียงผ้าคลุมไหล่บางๆที่มีความยาวจรดพื้น แต่ก็ปกปิดเฉพาะส่วนหลังเท่านั้น ขณะที่ด้านหน้ากลับเปล่าเปลือยจนรู้สึกเย็นโล่ง ดูแล้วช่างเป็นการกระทำที่น่าอับอายมากที่สุด ที่ต้องมาแก้ผ้าต่อหน้าคนอื่น ที่จริงเขาอยากจะร้องโวยวายอยู่หรอก พอเจอสีหน้าจริงจังของผู้อาวุโสเข้าไปเขาก็ต้องชะงักงัน แล้วคิดเสียว่ารีบๆพิธีงี่เง่านี้ให้จบๆเร็วเสียท่าจะปลอดภัยกว่า กระทั่งได้ยินเสียงกลองดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มต้น..

 
         ตึง


         ตึง


         เสียงกลอนลั่นดังพร้อมกับหัวใจที่เต้นกระตุก สองขาเรียวค่อยๆก้าวเชื่องไปด้านหน้า ปลายเท้าสัมผัสลงบนผิวน้ำเย็นเฉียบก่อนจะย่ำเหยียบลงไปเต็มตัวทั้งสองข้าง น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อยทั้งที่อยู่กลางแสงอาทิตย์แผดเผาของทะเลทราย แต่น้ำในสระกลับไม่ได้มีอุณหภูมิสูงไปด้วย


         ลมหายใจผ่อนออกแผ่วเบา ดวงตาสีมรกตทอดมองตรงอออกไปยังผืนน้ำที่ไหกระเพื่อมจากการก้าวเดินเข้าไปเรื่อยๆ จนเห็นระลอกคลื่นบางเบากระทบฝั่ง ขณะที่แสงอาทิตย์เบื้องบนส่องกระทบกับผิวน้ำจนเป็นประกายระยับงดงาม

 
         มือเรียวปลดเปลื้องผ้าจากหัวไหล่มน กายผอมบางก้าวลงไปเรื่อยๆดังถูกสะกด ขณะที่เสียงหัวใจที่เคยตื่นตัวกลับสงบนิ่งอย่างน่าแปลกใจ กระทั่งใจกลางสระปรากฏภาพว่าที่พระชายาประจักต่อทุกสายตา แสงแดดร้อนแรงที่ส่องลงทำให้บุคคลที่ยืนนิ่งท่ามกลางน้ำศักดิ์ศิทธิ์นั่นดูเปล่งประกายดุจแสงทองคำ ดวงตาคู่สวยปิดลง ระดับน้ำสูงขึ้นจนท่วมแผ่นอก

 
         ทุกสิ่งทุกอย่างดูเงียบสงบ..


         ได้ยืนแค่เสียงสายลม ที่พัดใบปาล์มเสียดสี


         เขาพยามข่มจิตใจของตัวเองให้สงบนิ่ง ทั้งๆที่รู้ดีว่าภาพนิมิตคงไม่มีวันเกิดขึ้น..


         ทว่า..รอเพียงไม่นานนัก ในหัว..จู่ๆก็รู้สึกปั่นป่วนไปหมด  กลิ่นคาวเลือดของนาคินที่ดื่มเข้าไปเมื่อครู่ตีคลุ้งขึ้นจมูกจนต้องรับยกมือขึ้นปิดปาก ไอร้อนของแสงแดดกับอุณหภูมิในร่างกายที่เริ่มผันเปลี่ยนทำให้ต้องรีบลืมตาขึ้น แต่กลับพบว่าภาพตรงหน้าบิดเบี้ยวหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น ขณะที่กำลังตกใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง  ขาทั้งสองข้างก็คล้ายกับมีบางอย่างดูดลงไปด้านล่าง จนกระทั่งเสียการทรงตัวกายบางจมดิ่งสู่ผืนน้ำในทันที


         ใต้น้ำนั้นหนาวเหน็บอึดอัด ร่างบางพยายามตะเกียดตะกายขึ้นสู่งผิวน้ำหาอากายหายใจ แต่ยิ่งขยับเท่าไรก็ยิ่งจมดิ่งลึกขึ้นราวกับร่างกายถูกถ่วงด้วยหินหนักๆ ขณะที่ร่างกายกำลังทะเยอทะยานเอาชีวิตรอด ดวงตาคู่สวยก็ต้องเบิกกว้างตกใจเมื่อเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ขนาดใหญ่ว่ายผ่านไป ชั่วครู่ลำตัวยาวที่เต็มไปด้วยเกล็ดสีขาวก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ไม่ทันจะได้คิดว่าสิ่งมีชีวิตนั้นอะไร ร่างกายก็พลันโดนพันธนาการด้วยการเกี้ยวรัดไว้อย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อหุ้มเกล็ดสีขาวทีแข็งแรงพันรอบตัวเขาไว้จนแน่น แต่ไม่ว่าพยายามดิ้นรนเท่าไรก็ต้องเสียแรงเปล่า

 
         อากาศเริ่มหดหายลงไปทุกที..

 
         วินาทีที่หัวใจเต้นอ่อนลงทุกที ตรงหน้าก็ปรากฏสิ่งที่ลอบทำร้าย อสรพิษขนาดมหึมาสีขาวเกลี้ยงเกลาจ้องมองเขาด้วยดวงตาสีเหลืองทองนิ่ง น่าแปลกที่ตัวเขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเลยสักนิด แต่เหมือนกับนัยน์ตาคู่นั้นกำลังสะกดสายตาของเขาเอาไว้ และเพียงไม่นาน ทุกอย่างก็ข้าวโพลนไปหมด..


         เสียงอึกทึกดังขึ้นในโสตประสาท ดวงตาคู่สวยลืมขึ้น ทว่าภาพทุกอย่างกับพร่าเบอลเห็นเพียงรำไร มีคนวิ่งไปวิ่งมาอยู่ที่ไหนสักแห่ง..


         ความวุ่นวายนี้คืออะไร..

 
         อนาคานเหรอ..?


         กระทั่งได้ยินเสียงตวาดแหลม ดังขึ้น แต่กลับอู้อี้เสียจนไม่รู้ว่าเป็นเสียงของใคร ขณะที่ภาพแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว

 
         ‘ รีบช่วยองค์เทพเร็วเข้า!’


         ‘ ดวงตา ดวงตาของเทพนาคิน!’

 
         ‘ ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า ไอตัวกาลกิณี ’


         ‘ เจ้ามันสมควรตาย สมควรตายไปซะ! ’

         !!

 
         วูบหนึ่งภาพแปรเปลี่ยนไป เขาเห็นเองกับบาซิกค์กำลังจับมือกัน แต่ทว่า..ทำไมกลับเป็oท่ามกลางกองเลือด!


         ‘ ฉันมันเห็นแก่ตัว.. ’

 
         ‘ มิกิ..’


         ' บาซิคก์ '

 
         ตูม!!

 
         ราวกับเสียงระเบิดก้องในใบหู ภาพตรงหน้าสว่างวาบไปชั่วครู่ ก่อนค่อยๆหดหายไปเหมือนแสงพลุไฟที่มอดดับ ท่ามกลางความมืดมิดเหลือเพียงแค่ตัวเขาเพียงลำพัง สติทุกอย่างเหมือนหลุดลอยออกไปตามกลิ่นคาวเลือดโชยคลุ้ง ขณะที่มือทั้งสองข้างกับเหนียวเหนอะไปด้วยของเหลวบางอย่าง


         เขายกขึ้นดู..


         มือชุ่มไปด้วยหยาดน้ำสีแดงฉาน..


         ดวงตาสีอ่อนเบิกกว้าง เมื่อพบว่ามือของเขากำลัง..เปื้อนเลือด

 
         หายใจไม่ออกเลย..

 


          ราวกับความฝันผ่านพ้นไปเพียงวูบหนึ่ง ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องบรรทมขององค์ราชาบาซิกค์ ที่ริมขอบเตียงมีร่างสูงศักดิ์แห่งอนาคาน ดวงตาสีอำพันคุ้นตากำลังมองเขา ถึงจะไม่รู้ความหมายของสายตาคู่นี้แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาจนแปลกใจไม่ได้ ขณะที่มืออันงดงามนั้นกลับค่อยๆวางลงตรงกลางหน้าผากอย่างถือวิสาสะ ความประหม่าทำให้หัวใจเต้นแรง ทั้งที่ปกติเขาควรจะปัดมือนั้นทิ้งแต่กลับปล่อยให้สัมผัสอยู่แบบนั้น

 
         เจ้าตัวจะรู้ไหมนะว่ากำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่..


         “ รู้สึกดีขึ้นไหม..มิกิ ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบ ถึงแม้จะฟังดูเรียบเย็นแต่เขากลับสัมผัสได้ถึงความห่วงใยอยู่ในนั้น

 
         พอเริ่มตั้งสติได้ มิกิพยุงตัวขึ้นนั่ง ก่อนจะยันตัวนั่งพิงที่หัวเตียง มือเรียวยกขึ้นบีบที่จุดขมับของตัวเอง รู้สึกเหมือนศรีษะถูกทุบด้วยฆ้อนแข็งๆ จนปวดราวกับหัวสมองจะแตกเป็นเสี่ยง แต่ปากเจ้ากรรมกลับพูดออกไปแค่..

 
         “ ฉันไม่เป็นไร ”

         เขาตอบเสียงเย็น แต่ทำไมถึงได้รู้สึกผิดนัก ราวกับว่าเขาคำตอบของเขาต้องการไล่คนตรงหน้าไปให้พ้นๆ เหมือนคนไม่กล้าเผชิญความจริง ดวงตาคู่สวยก้มหลบลง ชั่วครู่หนึ่งเหมือนเขาได้ยินเสียงถอนหายใจของบาซิกค์ดังแผ่วออกมา

 
         “ เห็นนิมิตหรือเปล่า.. ” พอได้ยินคำถามร่างกายก็แอบเกร็งขึ้นชั่วครู่อย่างไม่รู้ตัว เด็กหนุ่มเม้มฝีปากลง ไม่รู้ว่าควรจะให้คำตอบแบบใด ใจหนึ่งบอกว่าเขาควรพูด แต่อีกใจกลับบอกให้เขาเก็บเงียบไว้จะดีกว่า


         ถึงจะแปลกใจอยู่ไม่น้อย เพราะเขาไม่ได้คาดหวังว่าจะเห็นภาพนิมิตนั้นเลยแม้แต่น้อย อย่างไรไม่รู้ว่าที่เห็นใช่ภาพนิมิตหรือไม่ แต่คำตอบก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง พิธีอภิเษกจะต้องถูกจัดขึ้นต่อ แม้ภาพที่เห็นจะปรากฏติดชัดอยู่ในหัวจนเกิดความหวาดกลัว


         มือที่เปื้อนเลือด..

 
         ภาพนี้ทำหัวใจของเขาหนาวสะท้าน..มีคนเคยพูดไว้ถ้าอะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด ต่อให้รู้อย่างไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนความจริงได้..

         “ ฉัน..ไม่เห็นอะไร”  เด็กก้มใบหน้าลง ตอบเสียงแผ่วเบาราวกับไม่อยากให้อีกฝ่ายได้ยินคำโกหก แต่เขาก็ยังคงสัมผัสได้ถึงสายที่จ้องมองเขานิ่ง ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่แต่สุดท้าย เขาก็เลือกที่จะถามคำถามหนึ่งขึ้นมา


         “ นายล่ะบาซิกค์ ” คำถามเพียงสั้นๆ แต่พอจะทำลายความกดดันนี้ลงได้บ้าง ถึงความจริงเขาจะไม่อยากทราบคำตอบของบาซิกค์ก็ตาม


         “ ฉันเห็น..ทุกอย่าง ” บาซิกค์ตอบไปตามตรง แต่น้ำเสียงเรียบเย็นนั้นราวกับกำลังตำหนิเขาว่าเป็นพวกไม่ยอมรับความจริง จนรู้สึกสมเพชตัวเองไม่ได้

 
         แต่ถึงจะคิดแบบนั้น แต่เขาก็ไม่กล้าถามต่อว่าเป็นอย่างไร เพราะสุดท้ายแล้ว..ถึงผลที่ตามมาจะเลวร้ายจนเขาไม่อยากคิด แต่ในเมื่อยอมแลกลงทุนแลกเปลี่ยนไปแล้ว เขาต้องเสี่ยง..แม้ในใจจะพร่ำบอกเขาว่าควรหยุดก็ตาม..



ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0

ค่ำคืนที่ 15 : แก้แค้น Part จบ
 

        จันทร์กระจ่าง ลอยเด่นท่ามกลางม่านฟ้าสีดำ


        ลมหนาวยามค่ำคืนพรายพัดเกล็ดทรายผ่านนครเมืองอันยิ่งใหญ่ไพศาล..แม้ควรเป็นเวลาแก่การพักผ่อนร่างกาย แต่สำหรับซาคาเดียร์กลับเป็นสถานที่ที่เพิ่งตื่นจากการบรรทม

 
        ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆที่ตกแต่งด้วยข้าวของเรียบง่าย ปรากฏร่างของชายหนุ่มซูบผอมนอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้ ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่าถูกพันด้วยผ้าพันแผลสีขาว เปลือกตาสีเนื้อยังคงปิดสนิทมาเป็นเวลาเกือบสองวันเต็ม กระทั่งใครบางคนอดทนกับการรอคอยอันแสนยาวนานนี้ไม่ไหว ดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ชนิดหนึ่ง  จึงยื่นไปที่ปลายจมูกของคนที่กำลังนอนหลับ


        สักพักไม่นานกลิ่นฉุน ก็ทำให้ใบหน้าที่นิ่งสงบนั้นเริ่มขมวดคิ้วเป็นปม จนเริ่มหันหนีจากสิ่งก่อกวน ภาพที่เห็นทำเอาคนที่แอบแกล้งอดอมยิ้มเป็นไม่ได้

 
        นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้เเห็นภาพแบบนี้..ใครบางคนคิด


        กระทั่งความอดทนเลือนหาย เปลือกตาสีเนื้อค่อยๆลืมขึ้น ดวงตาสีครามสดใสดุจท้องฟ้ากระพริบถี่ต้อนรับภาพโลกใบเก่า


        ที่ไหนกัน..?

        คือคำถามแรกที่เขาคิด แต่พอข้างกายปรากฏเจ้าของร่างสูงโปร่ง ก็ทำให้ความทรงจำต่างๆหวนคืนในพริบตา


        ดวงตาสีเดียวกันกับเขาก้มลงมองเขาอย่างปรีดา สายลมที่ลอดผ่านหน้าต่างพัดเส้นผมสีทองพริ้วไสว ใบหน้าที่อบอุ่นและงดงามทำให้เขาจำได้ไม่เสื่อมคลาย 

        “ ท่านพี่ราซิส ” แค่เห็นผู้เป็นพี่ก็คิดจะยันตัวเองลุกขึ้น แต่เพียงขยับก็คล้ายกระดูกข้างในร่างกายนั้นแหลกละเอียดจนเจ็บระบม

 
        “ อย่าขยับสิ เจ้ายังไม่หายดีนะ ” คนตรงหน้าที่ถูกเรียกว่าเป็นพี่ชายนั้นตอบอย่างใจดี ซาอิดกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ไม่เข้าใจเลยอะไรเลยสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้น

 
        “ ข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วเกิดอะไรขึ้นที่อนาคาน ” ซาอิดถามอย่างร้อนรน

 
        “ อย่าใจร้อนนักน้องพี่..ไยเจ้าต้องห่วงใยคนที่ตบรางวัลกับการกระทำของเจ้าเช่นนี้ด้วยเล่า ” คำตอบนั้นทำเอาหัวหน้าราชบริวารนาคินถึงกับเงียบไป ก่อนประโยคถัดมาจะทำเอาหัวใจเขาวูบเย็น


        “ หึ..แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ พี่ที่แสนดีคนนี้ตอบแทนพวกเขาแทนเจ้าหมดแล้ว ” ราซิสทำเสียงขึ้นจมูก พลางคลี่ยิ้มอย่างอารมณ์ดี


        “ ท่านไม่ได้หมายความว่า! ” เขาเบิกตาขึ้นไม่อยากเอ่ยสิ่งที่คิด ราซิสนั่งลงที่ขอบเตียงเดาะลิ้นเบาๆ ก่อนจะใช้มือลูบศีรษะของน้องชายตนอย่างเอ็นดู

 
        “ ซาอิด..เจ้าเหงามากหรือเปล่า อ่า..ดูยังไงแล้วนิสัยเจ้าก็ยังคงเป็นเด็กไม่เปลี่ยนแปลง ใครพูดอะไรก็เชื่อ ใครพาไปทางไหนก็ไป ข้าชักเริ่มสงสัยแล้วว่าเจ้ามีเลือดของอสรพิษที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใครอยู่หรือเปล่า  ” ราซิสลุกขึ้นจากขอบเตียง เดินไปที่ริมหน้าต่าง ดวงตาสีครามสวยเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าสีดำสนิท

 
        “ ไม่ต้องเป็นห่วงไป ข้าจะมอบความสุขแก่เจ้า คืนนี้.. เราจะมาดูพลุไฟที่สวยงามกันคืนนี้ ” สิ่งที่ได้ทำเอาเขาถึงกับพูดสิ่งใดไม่ออก ทว่าข้อความนั้นมักลับทำให้สังหรณ์ใจไม่ดีเอาเสียเลย..

 



        ยังไม่ทันข้ามวัน พระราชวังแห่งอนาคานก็เริ่มวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง..

 
        ราชาบาซิกค์ปล่อยให้มิกิพักผ่อนอยู่ในห้องบรรทมของตัวเองอย่างเช่นเคย และให้บริวารสองคนคอยเฝ้าอยู่หน้าห้อง เผื่อร่างเล็กต้องการสิ่งใดจะได้จัดหาให้ ส่วนตัวเขากลับประทับอยู่ที่ห้องทรงงานขององค์ชายบาฮาล ที่บัดนี้กลายเป็นที่ประชุมชั่วคราว ซึ่งองค์ชายบาฮาลกำลังวางแผนบางอย่างเพื่อลอบเข้าไปยังพระราชวังซาคาเดียร์

 
        แผนการทุกอย่างเป็นไปอย่างรัดกุม ช่องโหว่งทุกอย่างถูกอุดด้วยการติตรองจากผู้อาวุโสหลายคน จึงไม่มีทีท่าว่าจะพลาดได้

        อย่างไร การจับนักโทษให้ได้ก่อนพิธีอภิเษกจะสามารถสร้างความปลอดภัยให้กับองค์ราชาและพระชายาได้มากกว่า ปล่อยอสรพิษออกไปโดยที่ไม่รู้ว่าจะลอบหันมาทำร้ายเมื่อไร แต่ขณะที่กำลังสรุปแผนการทั้งหมด ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว ราชบริวารรายหนึ่งก้มเคารพด้วยความรีบร้อน ก่อนจะตรงดิ่งเข้ามาถวายความเคารพ แล้วยื่นจดหมายปริศนาให้แด่องค์ราชา

        ตราสัญลักษณ์รูปงูเห่าแผ่แม่เบี้ยที่อยู่ด้านหน้าซองทำให้องค์ราชาต้องขมวดคิ้ว ขณะที่บรรยากาศภายในห้องกลับเริ่มตึงเครียด องค์ชายบาฮาลรีบดินเข้ามาประชิดพี่ชายตน พเื่อหวังจะช่วยเหลือ

 
        บาซิกค์เปิดซองจดหมายออก มือทรงอำนาจหยิบกระดาษที่พับเป็นสี่เหลี่ยมขึ้น แต่พอคลี่ออกวัตถุบางอย่างหล่นลงมาจนเขาต้องมองตาม บาฮาลคว้ามันไว้ก่อนจะตกสู่พื้น แต่พอเห็นก็ต้องเปิดตาขึ้น เมื่อพบว่ามันเป็นซากดอกไม้สีส้มแดงที่ถูกทับจนแห้งเป็นกลายสีน้ำตาล ขณะที่ข้อความข้างในกระดาษกลับระบุประโยคที่ต้องฉงนคิด


        ‘ ฉลองรักให้สำราญด้วยพลุไฟ..ดอกไม้ต้องมอดไหม้’

 
        พออ่านจนจบ ความรู้สึกไม่ดีบางอย่างก็พลันแล่นเข้ามาในจิตใจ บาฮาลสบตาพี่ชายเพื่อหาคำตอบของข้อความนี้ ทว่า ไม่ทันจะได้เอ่ยถาม องค์ราชาก็ขย้ำกระดาษทิ้ง ร่างสูงศักดิ์รีบเปิดประตูออกไปด้านนอกทันที


            สองขาก้าวเดินแทบจะวิ่ง หัวใจกระตุกแรงอย่างไม่เคยเป็น หลังจากอ่านจบ ทั้งข้อความและดอกไม้ ทำให้ใบหน้าของใครบางปรากฏขึ้นมา

 
            มิกิ..


            “ ท่านพี่! เกิดอะไรขึ้น ” เสียงบาฮาลตะโกนไล่หลังตามเขามา ก่อนความร้อนรนที่อยู่ในใจจจะทำให้เขาตวาดสั่งเสียงดังทันที

            “ ปิดทางเข้าออกของวังให้หมดเดี๋ยวนี้!! ใครแปลกหน้าฆ่าให้หมด! ”

 
 

            ในขณะที่ความวุ่นวายเกิดขึ้น เด็กหนุ่มที่กำลังนอนหลับก็พลันรู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงกุกกักดังขึ้นในห้อง พอลืมตาขึ้นมาก็พบราชบริวารคนหนึ่งเพิ่งจะยัดบางอย่างลงในตู้เล็กๆข้างกระจก แต่เป็นเพราะเจ้าตัวหันแผ่นหลังบังเอาไว้ทำให้เขาไม่รู้ว่าคือสิ่งใด แต่คิดว่าคงเป็นข้าวของเครื่องใช้ที่บาซิกค์สั่งให้มาเก็บจึงไม่ได้ใส่ใจนัก

            เมื่อราชบริวารคนนั้นเห็นเขาตื่นขึ้น จึงหันใบหน้ามายิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร เด็กหนุ่มยิ้มกลับด้วยความแปลกใจ เพราะปกติแล้วตั้งแต่อยู่ที่นี่มาไม่เคยมีใครยิ้มให้เขาแม้แต่คนเดียว แต่ไม่ทันได้พูดอะไรเสียงประตูห้องก็ปิดลงพร้อมกับการจากไป

 
เด็กหนุ่มใช้ลิ้นเลียริมฝีปากของตัวเอง หลังจากนอนหลับต่อก็ทำให้เขารู้สึกดีขึ้น แต่ตอนนี้เขาเริ่มหิวน้ำแล้วมากกว่า ร่างเล็กจึงลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินไปที่โต๊ะรับแขกตรงกลางที่มีกาน้ำตั้งอยู่

 

        เขารินน้ำใส่ถ้วยแล้วยกขึ้นดื่มอย่างกระหายไปหลายแก้ว ก่อนเขาจะถอนหายใจออกมายาว  พลางก้มลงมองถ้วยน้ำที่อยู่ในมือ ซึ่งกำลังสะท้อนเป็นภาพตัวเขา


        ภาพของคนงี่เง่าคนหนึ่งที่ไม่รู้จักโต ..

 

ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้คิดแบบนี้ แต่การเปลี่ยนแปลงอาจนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นหรือแย่ลงก็ได้ และถ้ามันนำไปสู่จุดที่แย่ลงกว่าเก่าเขาจะลงมือทำมันไปเพื่ออะไร แต่พอรู้แบบนี้..เขากลับไม่เข้าตัวเองเลยสักนิด ว่าทำไมถึงไม่ยอมพูดความจริง

 

เขาตัดสินใจแล้ว..เขาจะบอกบาซิกค์กับสิ่งที่เขาเห็นทุกอย่าง คิดกระนั้นเด็กหนุ่มคิดจะตามหาบาซิกค์ แต่ไม่ทันไรประตูตรงหน้าก็ถูกเปิดพรวดเข้ามาเสียก่อน บาซิกค์เข้ามาหาเขาในห้องด้วยท่าทางร้อนรน ก่อนจะตรงเข้าคว้าข้อมือเขาในทันที ท่าทีร้อนรนดังไฟเผานี่ทำให้เขาตกใจจนทำตัวไม่ถูก

 

        “ เดี๋ยว! จะทำอะไรน่ะ! ”

 

        “ ไม่มีเวลาอธิบายรีบออกจากห้องเดี๋ยวนี้! ”

 

            ตึง!

 

        ขณะที่กำลังโต้เถียงกัน ประตูห้องก็ถูกปิดลงกระทันหัน บาซิกค์รีบวิ่งออกไป มือพยายามผลักๆดันๆ แต่กลับพบว่าประตูล็อคจากด้านนอกราวกับจะจงใจขังพวกเขาไว้ในห้อง มิกิขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนเดินตามเข้ามา แต่เพียงก้าวขาได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากด้านหลัง


        กึก..

 
        ดวงตาคู่สวยหันตาม ตู้เล็กข้างกระจกถูกแง้มเปิดออก อสรพิษสีแดงเข้มเลื้อยออกมาจากด้านใน พลันให้เขาได้ยินเสียง


        ติ๊ด..


        ติ๊ด..
 

        ติ๊ด!..

 
        “ มิกิ!!! ”  บาซิกค์ตะโกนลั่น เด็กหนุ่มหัวใจหล่นวูบ

 

        ตูม!!!

 
        ราวกับภาพแสดงอย่างเชื่องช้า ไฟโลกันย์พร้อมกับเสียงกัปนาถดังสนั่นจนหูอื้นชา ความร้อนแรงของไฟแล่นเข้ามาใกล้พลางเผาผลาญทุกอย่างที่ผ่านทางของมันให้เป็นจุณในพริบตา


        ภาพทุกอย่าสว่างไสวไปหมด ขณะที่หูทั้งสองข้างดัง’หวี่’ จนไม่ได้ยินเสียงใด ร่างกายร้อนวาบปลิวไปดุจขนนกที่กำลังมอดไหม้..
 

        นี่หรือจุดจบของเขา

 
        ฟุ่ม!!


         แรงระเบิดทำให้ห้องของเจ้าชีวิตนาคินระเบิดโพรงกว้าง ผสานกับเสียงทำลายล้างทำให้พระราชวังสั่นสะเทือนจนฝ่าเพดานจกลงมาราวกับราชวังจะถล่ม เหล่าทหารต่างวิ่งหลบกันวุ่น มีวัตถุก้อนสีดำขนาดมหึมากระเด็นออกมาจากในห้องของเจ้าชีวิต แล้วกระแทกเข้ากับกำแพงหนาด้านนอกจนทะลุไปอีกฝั่ง

 
          มิกิเจ็บจนร่างแหลกสลาย แผ่นหลังและศรีษะกระแทกเข้ากับบางสิ่งบางอย่างอย่างรุนแรงจนแสบร้อน เหมือนกระดูกภายในแตกระเอียด ร่างกายเจ็บปวดทรมานร้อนผ่าวเหมือนถูกไฟคลอก ขณะที่เพียงขยับก็เจ็บเจียนตายราวกับกระดูกทั้งตัวมันแปลกละเอียด ทว่ากลับไม่มีแรงแม้เปล่งเสียงร้อง ภาพทุกอย่างมืดมิดไปหมด ศรีษะที่แตกทำให้เลือดสดไหลอาบรดใบหน้าของเขาลงมา ขณะที่กลิ่นที่คล้ายกับเนื้อไหม้เกรียมตลบคลุ้ง

 
            แต่ทำไมเขาถึงสัมผัสความเจ็บปวดนี้ได้ทุกอย่างล่ะ!

 
          กระทั่งคำถามนั้นถูกเปิดออก เมื่อความมืดมิดที่ห่อหุ้มคลายตัวทิ้งลง ภาพตรงหน้าที่ปรากฏหลงเหลือเพียงซากจากพลังการทำลายล้างของระเบิด เขาเบิกตากว้าง ทำไม ทำเขาถึงได้มีชีวิตอยู่..

 
            กลิ่นเนื้อไหม้ลอยเข้าจมูกอีกครั้ง ความคิดต่างๆหยุดชะงัก พร้อมกับหัวใจที่แทบจะหยุดเต้น ดวงตาคู่สวยเหลือบมองวัตถุที่ห่อหุ้มตัวเขาเมื่อครู่ ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อพบว่าเป็นงูขนาดยักษ์ เกล็ดทั้งหมดของมันไหม้เกรียมจนไม่เหลือเคล้าของสีเดิม ก้อนเนื้อที่ยังคงกระเพื่อมไหวบ่งบอกว่าร่างนี้ยังมีลมหายใจ แต่หายใจอ่อนเหลือเกินราวกับจะแหมดรงลงเมื่อไรก็ได้ เลือดสีเข้มชโลมไปรอบกาย

 
            สติสัมปัญชญะที่มีเริ่มขาดกระเจิงหลุดลอบ รอบข้างมีเสียงวุ่นวายเกิดขึ้น..

 
            กลิ่นเนื้อไหม้ลอยคลุ้ง

 
            พอลองยกมือทั้งสองข้างของตัวเองขึ้นมา ภาพเหตุการณ์ในนิมิตก็ประจักขึ้นทันที


            มือที่เปื้อนเลือด

 
          ก่อนเสียงกรีดร้องจะดั่นลั่นออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม

 
        “ บาซิกค์!!!”

 

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 


 

ออฟไลน์ oilzaza001

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 624
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1
ไม่นะะะะะ  :katai1: :katai1: :katai1: :katai1:

โอ้ยค้างงงง  :hao5: :hao5: :hao5: :hao5:

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0

ค่ำคืนที่ 16 : น้ำตาที่ระเหยบนผืนทราย.. Part 1


            เป็นเวลากว่าสองวันเต็ม ที่พระราชวังแห่งอนาคานตกอยู่ในความเศร้าสลด นครโบราณเดิมที่ไร้สีสันบัดนี้กลับหมองหม่นลงกว่าเดิมนัก ราวกับทั่วทั้งเมืองกำลังถูกห่อหุ้มด้วยบรรยากาศครึ้มฝน

            ร่างหนึ่งนอนนิ่งอยู่บนเตียงกว้างในห้องบรรทมขององค์ชายนาคิน แผ่นอกบางที่ยกขึ้นลงแผ่วเบา เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า กำลังอ่อนแรงแม้กระทั่งหายใจ

            องค์ชายบาฮาลนั่งที่ริมขอบเตียง ดวงตาสีเข้มมองว่าที่พระชายาแห่งอนาคานแล้วรู้สึกเป็นห่วงจับใจ คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นโดยที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัว ถึงแม้หลักฐานจะไม่ปรากฏถึงผู้กระทำ แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ที่เดาเรื่องราวไม่ออกว่าเป็นฝีมือของใคร

            หลังจากเกิดระเบิดขึ้น ใช้เวลาเพียงไม่ทันข้ามคืนเขาก็จับตัวคนร้ายได้ ทว่า..ไม่ทันได้สอบสวนใดๆ คนร้ายก็ดื่มยาพิษ และสิ้นใจลงต่อหน้า

            บางทีอาจจะถึงเวลาแล้วก็เป็นได้ ที่เขาต้องทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่อนาคานจะย่อยยับและตกอยู่ในเงื้อมมือของซาคาเดียร์โดยสมบูรณ์แบบ

            การหลบหนีไม่ใช่ทางออก

            ขณะเดียวกันการอยู่เฉยๆ ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา

            เขาควรตระหนักในความจริงข้อนี้ตั้งแต่แรก และถ้ารอบคอบมากกว่านี้ เหตุการณ์เช่นนี้คงไม่เกิดขึ้น

            มือใหญ่เอื้อมลงมาเกลี่ยเส้นผมที่บดบังใบหน้าอันอ่อนหวานของเด็กหนุ่มออก  แต่พอเห็นผ้าพันแผลที่พันทับอยู่บนศีรษะแล้วก็อดหวั่นใจเป็นไม่ได้..

            อีกนานเท่าใดกันกว่าร่างนี้จะฟื้น..

            อีกนานเท่าใดกันที่ความสงบจะหวนคืนสู่อนาคาน..

            เขาได้แต่ถามในใจอยู่แบบนั้น ปล่อยให้สายลมพัดเอื่อยแผ่ว..

            แม้หัวใจจะร้อนรุ่มดุจไฟเผา แต่ก็ทำได้แค่ภาวนาให้ อนาคานตื่นจากฝันร้ายสักที..




            ภาพรอบกายคือความมืดมิด สัมผัสร้อนผ่าวยังคงตระตรึงบนผิวหนัง ลมหายใจอ่อนลงราวกับร่างนี้กำลังหมดเรี่ยวแรง กลิ่นไหม้ของเนื้อที่สุกเกรียมคลุ้งอยู่ในอากาศ ปนกับกลิ่นคาวเลือด..ขณะที่มือทั้งสองข้างเปรอะเปื้อนไปด้วยของเหลวสีแดงฉาน..

            น้ำตาไหลลงมาจากขอบตาหยดแล้วหยดเล่า..

            อยากจะลบเลือนความทรงจำเหล่านั้นให้หมดสิ้น แต่สุดท้ายก็เป็นเหมือนกับเทปที่ฉายภาพวนไปวนมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความอัดอั้นบางอย่างทำให้หัวใจดวงนี้ทรมานเสียยิ่งกว่าโดนเฉือนเนื้อ สิ่งที่เห็นเป็นดังคุกคุมขังให้เขาจมดิ่งสู้ฝันร้ายที่ดำเนินต่อไปอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

            เสียงร้องตะโกนปนสะอื้นปานจะขาดใจเรียกชื่อของใครบางคน แต่ตรงหน้าปรากฏแค่ร่างของอสรพิษไหม้เกรียมนอนนิ่งอยู่แทบเท้า เลือดสีแดงสดยังคงไม่หยุดไหลรินจากบาดแผลเหวอะวิ่น ขณะที่ภาพเปลวเพลิงสีแดงกลับพวยพุ่งมารอบด้าน ความร้อนระอุและอำนาจการทำลายทำให้ดวงตาที่เจือไปด้วยคราบน้ำตาต้องเบิกโต ก่อนพายุเพลิงจะถาโถมกลืนกินทุกสิ่งจนเหลือแต่เถ้าธุลี..

            !!

            รู้สึกเหมือนหัวใจหล่นวูบไป ความเย็นวาบไล่ขึ้นมาตามสันหลังจนร่างสั่นสะท้าน ดวงตาโตลืมตื่นขึ้นจากห้วงนิทราฉับพลัน

            ภาพทุกอย่างค่อยๆ ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง ทว่าสิ่งแรกที่ร่างกายรับรู้คืออาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงราวกับมันจะแตกออก

            “โอ้ย!” มิกิเปล่งเสียงโอดครวญในลำคอด้วยความปวด กระนั้นก็พยายามใช้สองมือยันร่างของตัวเองขึ้น แต่เพียงแค่ขยับก็ต้องร้องระทมราวกับกระดูกข้างในมันแตกละเอียดไปหมด สุดท้ายแม้จะทรงตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงก็ยังทำไม่ได้ ถึงแม้โชคดีที่เขายังมีชีวิตรอด ทว่าภาพบางอย่างที่ค้างอยู่ในใจกลับทำให้เขาลืมนึกถึงตัวเองไปเสียสนิท

            เป็นห่วงจนแทบจะขาดใจ..

            อยากจะตามหาจนแทบทนไม่ไหว

            แต่ร่างกายงี่เง่านี่กลับไม่มีเรี่ยวแรงพอเลยสักนิด ขณะที่หัวใจบีบคั้นตัวเขาจนรู้สึกทรมาน อยากทำในสิ่งที่ต้องการ แต่กลับทำไม่ได้ สิ่งที่พอระบายจึงกลายเป็นหยาดน้ำตาที่ล้นเอ่อออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง แม้จะเม้มริมฝีปากตัวเองลงแน่น พยายามกักกลั้นฝืนความรู้สึกตัวเองเพียงใด กลับไม่สามารถปกปิดความเสียใจของตัวเองได้เลยแม้แต่น้อย..

            เขาขอโทษ…

            เขาเสียใจ..

            แต่อาจไม่เพียงพอสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้ อยากหลับตาลงและตื่นขึ้นมาใหม่ และภาวนาให้เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงแค่ฝันร้ายชั่วข้ามคืน แต่มันไม่เป็นจริง..

            กี่ครั้งแล้วที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน..

            กี่ครั้งแล้วที่ทำให้ชีวิตคนอื่นต้องพบจุดจบ

            เขามันน่าสมเพช..บางทีชีวิตเดียวที่ไม่ควรค่ากับการอยู่บนโลกใบนี้ อาจจะเป็นชีวิตของเขาเอง..

            มิกิใช้นัยน์ตาที่ฉ่ำคลอด้วยคราบน้ำตากวาดมองไปรอบๆ เขาไม่สนใจว่านี่คือห้องของใคร แต่ในห้องที่ไร้ซึ่งผู้คนนี้เหมาะสมแล้วที่จะจบชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวและเพื่อชดใช้ความผิด หน้าต่างที่เปิดโล่งไว้บานหนึ่งมีขนาดใหญ่พอที่จะให้คนลอดผ่านออกไปได้ ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว..บางทีชั่ววินาทีที่ได้โบยบินบนท้องฟ้าก่อนดับชีวิตลงคงทำให้เขารู้สึกดีไม่น้อย..

            คิดกระนั้น เด็กหนุ่มก็พยายามพาร่างกายอันบอบช้ำลงจากเตียง แต่ด้วยสภาพอ่อนแอของเขา กลับกลายเป็นว่าพลัดตกลงมาจนล้มหมอบอยู่กับพื้น

            แรงกระแทกทำให้เขาเจ็บระบมไปทั้งร่าง เนื้อตัวปวดร้าวราวกับโดนระดมทุบด้วยฆ้อนแข็งๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  แต่กระนั้นก็ยังกัดฟันไว้แน่น อดทนต่อความรู้สึกเหล่านั้นแม้จะเจ็บเจียนตาย แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมานะในหนทางที่ตัวเองคิดว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันคือความผิดพลาด

            สองแขนพยายามพาร่างบอบบางตะเกียกตะกายไปด้านหน้า ขณะเท้าทั้งสองข้างก็พยายามดันตัวให้เคลื่อนที่ไป แม้น้ำตาจะไหลงพรากลงมาอย่างไม่ขาดสาย

            ฉันจะชดใช้ให้นายเองบาซิกค์..

            ฉันจะชดใช้ให้นายทุกอย่าง

            ในที่สุด มือก็เอื้อมแตะลงบนขอบหน้าต่าง พยายามออกแรงใช้เข่าทั้งสองข้างยันตัวเองลุกขึ้นไป ไม่ทันไรก็ทรุดตัวล้มลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง รู้สึกเจ็บใจยิ่งนัก ขนาดอยากจะฆ่าตัวตายยังไม่มีแรงทำได้ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลพราก แต่ก็ยังเอื้อมมือเพื่อพยุงเองให้ปีนขึ้นไปให้ได้มากที่สุด จนกระทั่งเสียงเปิดประตูดังขึ้นจากทางด้านหลัง

 
            “ มิกิ! ”

            สิ่งที่เห็นทำเอาคนที่เพิ่งเดินเข้ามาเบิกตากว้าง ร่างสูงใหญ่รีบไปดึงคนที่กำลังปีนขึ้นขอบหน้าต่างมาทันที

            “ปล่อยฉัน!! ฮึก..ปล่อยฉันนะ! บ้าเอ้ย!” เสียงสบถลั่นพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลนองหน้า กายบางพยายามดิ้นสุดแรงจนลืมความเจ็บเมื่อถูกตัดความหวัง บาฮาลจึงรีบล็อคแขนทั้งสองข้างของคนที่กำลังคิดสั้นไว้แน่น

            “เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ ตั้งสติหน่อยได้ไหม!” ขึ้นเสียงดังหวังเตือนสติ ขณะที่พยายามลากร่างเล็กให้ถอยห่างออกมาจากขอบหน้าต่างไปด้วย มิกิออกแรงที่เหลืออยู่น้อยนิดสุดกำลัง เขาจิกนิ้วเท้าลงกับพื้น เปล่งเสียงโวยวายก้องไม่แพ้กับหยดน้ำตาที่ไหลราวกับเป็นสายเลือด

            “ปล่อยฉันนะบาฮาล..ปล่อยฉันสิ! ปล่อยให้ตายสักที ฉันมันตัวกาลกิณี พี่ชายนายต้องมาตายก็เพราะฉัน เรื่องทั้งหมดมันเป็นเพราะฉัน ฮึก เพราะฉันทั้งนั้น!! ฮือๆ” ความอัดอั้นระบายออกจนสิ้น น้ำตาไหลอาบลงจากมาจากดวงตาราวกับไม่มีวันจบ  ความเจ็บช้ำที่หัวใจทำให้เขาร้องไห้อย่างไม่รู้จักอับอาย องค์ชายบาฮาลเมื่อเห็นมิกิเป็นเช่นนี้แล้ว เขาเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพื่อดึงสติของร่างในอ้อมแขนนี้กลับคืนมาได้ สุดท้ายจึงเลือกที่จะกอดร่างกายที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า เสมือนวิญญาณใกล้แหลกสลายเต็มทีของเด็กหนุ่มเอาไว้แน่น แม้มิกิจะระดมทุบตีแผ่นหลังของเขาไม่หยุด พร้อมกับส่งเสียงสะอื้นร้องออกมาอย่างน่าสงสาร

เขากอดมิกิไว้แบบนั้น จนสุดท้ายมือทั้งสองข้างก็เริ่มหมดแรง เหลือเพียงแค่เสียงสะอื้นร่ำไห้ที่ยังคงได้ยินอยู่ข้างหู รวมทั้งหยาดน้ำตาเปียกชื้นที่ไหลหยดลงมาบนไหล่

            มิกิยังคงสั่นเทาด้วยความเสียใจเกินจะรับ

            ขณะที่บาฮาลกลับไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรเพื่อที่จะได้คลายความเศร้าที่กัดกินหัวใจของร่างนี้ลงได้ แต่การฆ่าตัวตายก็ไม่ใช่ทางออกในการแก้ไขข้อผิดพลาด บางทีเหตุที่มิกิคิดเช่นนี้ อาจเป็นเพราะเรื่องของพี่ชายเขา ซึ่งถ้าเขามาช้ากว่านี้เพียงก้าวเดียว ชีวิตของเด็กหนุ่มคนนี้คงได้สูญสลายอย่างไร้ความหมายแน่ เพราะความจริงที่เกิดขึ้น มันอาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เจ้าตัวกำลังคิด..

            “มิกิ..องค์ราชายังทรงมีชีวิตอยู่นะ” ถ้อยคำที่เอ่ยปลอบ ราวกับเป็นประกายไฟเล็กๆ จุดลงกลางหัวใจของเด็กหนุ่ม เสียงสะอื้นหยุดชะงักลง ใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตารีบเปล่งเสียงถามในทันที

            “เขาปลอดภัยใช่ไหม ฮึก..เขาปลอดภัยใช่ไหม” เด็กหนุ่มถามย้ำอย่างร้อนรน ขณะที่บาฮาลกลับไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าองค์ราชาปลอดภัย แต่ก็ไม่อยากจะทำให้มิกิคิดมากไปกว่านี้ เขาจึงเลือกที่จะพยักหน้า แล้วโกหกออกไป

            “องค์ราชาทรงปลอดภัยดี อย่าห่วงไปมิกิ..ตอนนี้คนสำคัญที่องค์ราชาสั่งมาคือตัวเจ้า”

            “ฉันอยาก...ฮึก..ฉันอยากพบเขา” มิกิยังคงสะอื้นไม่หยุด บาฮาลหลับตาลง แล้วลูบศีรษะของคนในอ้อมกอดปลอบโยน

            “พักผ่อนซะมิกิ..”



ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
ค่ำคืนที่ 16 : น้ำตาที่ระเหยบนผืนทราย..Part 2


            สองวันผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว..

            อาการบาดเจ็บของเด็กหนุ่มเริ่มทุเลาลงแล้ว เวลานี้เขาสามารถลุกขึ้นเดินออกไปไหนมาไหนได้ ถึงจะมีบางครั้งที่อาการเจ็บแปลบจะแล่นเข้ามาที่แผ่นหลังอยู่บ้าง เนื่องจากแรงกระแทกที่รุนแรงจนกระดูกแทบหัก หากในตอนนั้นไม่มีร่างกายของอสรพิษห่อหุ้มเขาไว้ คงได้พิการตลอดชีวิตแน่

            ทว่า..พอนึกถึงนาคินที่ปกป้อง ความรู้สึกผิดก็พลันแล่นเข้ามาในจิตใจ ถึงบาฮาลจะเคยบอกเขาว่าองค์ราชาบาซิกค์ปลอดภัยดี แต่สองวันที่ผ่านมาเขายังไม่พบเจ้าตัวเลยสักนิด พอถามไถ่จากพวกข้าราชบริวารก็ไม่มีใครเต็มใจปริปากบอกเขาเลยสักคนว่าบาซิกค์รักษาตัวอยู่ที่ใด มีเพียงน้ำเสียงที่นิ่งงัน กับดวงตาที่แสดงความเกลียดชังในตัวเขาที่ส่งมาให้ และเขาก็เข้าใจเหตุผลนั้นดีว่าทำไม แต่ก็ไม่มีสิทธิไปถือโกรธสายตาเหล่านั้นแม้แต่น้อย


            ความจริงบทลงโทษที่เขาได้รับ อาจจะน้อยไปด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับสิ่งที่กระทำ

            เขาอยากพบบาซิกค์ อยากจะบอกความรู้สึกของตัวเองและขอโทษสำหรับทุกอย่าง เพราะทั้งหมดเป็นความผิดของเขา หากเขาไม่ดึงดันยัดความคิดของตัวเองที่คิดว่าถูกต้อง ทุกอย่างคงไม่เป็นเช่นนี้ เขาไม่ควรปรับเปลี่ยนธรรมชาติของคนอื่น แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเขาเองเป็นคนจุดชนวนทำลายทุกสิ่ง..

            เขาไม่ควรมาที่นี่..เหมือนอย่างที่บาฮาลเคยพูด

            ทว่า ความหวังที่จะปรับความเข้าใจนั้นช่างแสนเลือนราง หรือบางทีในหัวใจดวงนี้ก็กลัวว่ามันจะสายเกินไป แม้จะพยายามตามหาเท่าไรแต่สิ่งที่คว้ากลับมามีเพียงแค่อากาศ ชาวอนาคานคงไม่อยากให้เขาเข้าใกล้องค์เทพของพวกเขาอีกแล้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้าใจ แม้แต่องค์ชายบาฮาลก็หายตัวไปตั้งแต่เมื่อวาน

            สุดท้าย ก็ได้แต่เดินสะเปะสะปะไปทั่วราชวัง เข้าห้องนู้นออกห้องนี้แทบจะทุกห้อง ถึงจะไม่มีใครยอมบอกอะไร และแม้พระราชวังจะกว้างขวางเพียงใด เขาก็ไม่มีวันยอมอยู่เฉยๆ แน่

            กระทั่งรู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ที่ห้องบรรทมของราชาบาซิกค์ สภาพที่ทอดสู่สายตา มิอาจเรียกว่าห้องได้อีกต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างพังทลายย่อยยับจนเหมือนเป็นโพรงของซากปรักหักพัง สายลมจากด้านนอกพัดผ่านเข้ามาจากซากกำแพงที่ถูกระเบิดจนเป็นรูโบ๋

            เขาสูดหายใจเข้าลึก..พอได้กลิ่นขี้เถ้าไหม้ยังคงหลงเหลือไว้เป็นหลักฐานของการทำลายก็รู้สึกหดหู่หัวใจจนต้องเม้มริมฝีปากลง ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงกลับมาที่นี่เพื่อตอกย้ำความผิดพลาดของตัวเอง แต่อาจเป็นเพราะเขาอยากจะเก็บภาพความทรงจำไว้ในหัวก็เป็นได้ ทั้งดี และ ไม่ดี

            ทุกอย่างเกิดขึ้นที่นี่..กระทั่งถูกพังทลายลงภายในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที

            เด็กหนุ่มยืนนิ่งอยู่สักพัก ปล่อยให้ลมทะเลทรายพัดโชยเส้นผมปลิวสยาย ดวงตาคู่สวยหลุบลง พยายามปรับลมหายใจของตัวเองให้สม่ำเสมอ แต่ได้เพียงไม่นานนัก เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังเรียกความสนใจ

            นัยน์ตาสีอ่อนลืมขึ้นหันกลับไปมอง งูหางกระดิ่งสีเหลืองน้ำตาลตัวหนึ่งกำลังขดตัวจ้องมองเขา ปลายหางที่เป็นปล้องเล็กๆ กำลังสั่นระรัวจนเปลี่ยนคลื่นถี่เป็นสัญญาณเวลาเจอผู้บุกรุก แต่น่าแปลกที่เขากลับไม่ได้หวาดกลัวอย่างที่คิด เพราะหากเป็นเมื่อก่อนเขาคงก้าวถอยหลังหนีอย่างไม่ลังเล ทว่าครั้งนี้เขากลับรู้สึกว่าเสียงสั่นเตือนของอสรพิษไม่ใช่การการขู่เพื่อปกป้องตัวเอง แต่เหมือนกำลังสื่อสารกับเขา

            มิกิขมวดคิ้วลง ไม่นานงูหางกระดิ่งตัวนั้นก็เลื้อยผ่านเขาไปทางขวามือ ดวงตาคู่สวยมองตามมันไป ก่อนมันจะขดตัวสั่นหางอีกครั้งแล้วสบตาเขา ราวกับต้องการให้เด็กหนุ่มเดินมาทางนี้


            “อยากให้ฉันตามไปเหรอ..”

            ไม่รู้ว่าเขาเสียสติไปแล้วหรือเปล่าถึงคิดจะคุยกับงูรู้เรื่อง ถึงเขาจะอยู่ในเมืองที่มีงูเป็นเสมือนสมมุติเทพมาเป็นเวลานานพอสมควร แต่ใช่ว่าจะสื่อสารกับงูได้เหมือนเพื่อนเล่น ทว่าอสรพิษกลับตอบด้วยการสั่นหางของมันสั้นๆ เหมือนจะพูดคำว่า ‘ใช่’ ก่อนมันจะเลื้อยเข้าไปด้านใน

            มิกิกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ถึงจะรู้สึกไม่ชอบมาพากล แต่สัญชาตญาณก็ย้ำอยู่ในใจว่าไม่เป็นไร ถึงจะรู้ว่างูหางกระดิ่งนั้นขึ้นชื่อว่าอันตรายที่สุดในทะเลทราย แต่สองขาก็พาก้าวเดินตามอสรพิษไปอย่างไม่ระแวดระวัง


            ตอนนี้เขาเดินเข้ามาอยู่ในส่วนห้องปีกขวามือของห้องบรรทม ซึ่งเคยมีสระน้ำเล็กๆ ตั้งอยู่ใจกลาง ทว่าแรงระเบิดกลับทำให้เพดานด้านบนถล่มลงมาทับแทบทั้งหมดจนเหลือเพียงพื้นที่ใจกลางสระ เช่นเดียวกับรูปปั้นอสรพิษตรงมุมสระทั้งสองข้างก็บิดเบี้ยวไม่เป็นรูปจากพลังการทำลาย

            อสรพิษทะเลทรายเลื้อยมาขดตัวอยู่ที่รูปปั้นที่มุมหนึ่งของสระ ก่อนจะสั่นปลายหางอีกครั้งดึงความสนใจจากเขา

            พอเริ่มขยับฝีเท้าเข้าไปใกล้พอสมควร อสรพิษก็เลื้อยหนีเข้าไปหลบอยู่ในซากเพดานด้านข้าง มิกิขมวดคิ้วอีกครั้งด้วยความฉงน แต่เมื่อมาถึงจุดที่เจ้างูขดตัว เขาก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ข้างรูปปั้นอสรพิษ

            ตรงเสาด้านข้างเป็นช่องสี่เหลี่ยมจตุรัส มีลูกแก้วหินขนาดเท่ากำมือวางอยู่ด้านในนั้น ความรู้สึกอะไรบางอย่างทำให้เขายกลูกแก้วหินนั้นขึ้นมาดู แล้วเสียงครืดคราดก็ดังขึ้น!

            ตึง!

            มิกิรีบหันหลังไปมองตามเสียงของบางอย่างที่เคลื่อนไหว บริเวณใจกลางสระปรากฏเป็นรอยแยกที่ค่อยๆ ห่างออกจากกัน เมื่อสิ้นสุดลงก็พบทางเดินเป็นบันไดลาดลึกลงไปด้านในที่มืดมิด

            ทางลับใต้ดิน!

            เด็กหนุ่มเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ถึงจะเคยคิดเล่นๆ อยู่ว่า ในเมืองโบราณอย่างเช่นอนาคานน่าจะมีพวกสมบัติหรือทางลับอะไรพวกนี้ซ่อนอยู่บ้างเหมือนอย่างในภาพยนตร์ แต่ก็ไม่นึกว่าเขาจะสามารถหาพบโดยการได้รับความช่วยเหลือจากงู แต่ไม่ทันที่เขาจะได้คิดอะไรมากมายต่อจากนั้น อสรพิษทะเลทรายที่หลบซ่อนอยู่ใต้ซากเพดานก็เลื้อยออกมาผ่านสายตาเขาไป แล้วเคลื่อนที่ลงไปข้างในทางเดินลับที่ไร้แสงไฟ

            มิกิได้แต่ยืนนิ่ง หัวใจตุ้มๆ ต่อมๆ แปลกๆ ใจหนึ่งก็อยากรู้แต่อีกใจก็เกิดกลัวขึ้นหน่อยๆ เพราะไม่รู้ว่ามีอะไรรอเขาอยู่ด้านในนั้น แต่พอลองถามสัญชาตญาณตัวเอง มันกลับบอกว่าเขาควรลงไปในนั้น ใช้เวลาตัดสินใจอยู่สักพักพลางกลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง สองเท้าก็พาร่างบางสู่ความเร้นลับในที่สุด..

            ทางเดินมืดมิดลาดชันลงไปเรื่อยๆ สิ่งที่เห็นมีเพียงภาพสีดำรอบกาย มิกิรู้สึกตื่นกลัวอย่างบอกไม่ถูก แต่สองขาก็พาให้เขาก้าวเดินลงไปลึกขึ้น สายตาก็เริ่มปรับให้เห็นสิ่งต่างๆ ลางๆ ได้แล้ว แต่มือก็ยังคอยใช้คลำเกาะตามกำแพงไปเรื่อยๆ ด้วยความระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ทีแรกเขาไม่มั่นใจนักว่าจะเดินไปทางไหนถึงจะถูกต้อง แต่พอได้ยินเสียงสั่นถี่จากปลายหางของอสรพิษ เขาก็แน่ใจได้เลยว่ามันกำลังนำทางเขาไปหาบางสิ่ง


            ใช้เวลาอีกสักพักสายตาก็เริ่มเห็นสิ่งต่างๆ ชัดเจนขึ้น ด้านในยังคงเป็นทางเดินมืดสนิทที่ลึกลงไปเรื่อยๆ ขณะที่อากาศรอบข้างก็เย็นลงจนเริ่มหนาว เขาไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ด้านล่างนั้น แต่ถ้าให้เขาหันหลังกลับตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว

            ในที่สุดก็เดินลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย..

            มิกิยืนเต็มความสูง ดวงตาคู่สวยพยายามหรี่ลงมองภาพสถานที่ตรงหน้าให้ชัดๆ..ที่นี่เป็นโพรงขนาดใหญ่กว้างขวาง มีหินย้อยลงมาจากด้านบนจนถึงพื้นดินด้านล่างพร้อมกับน้ำใสๆ มองดูแล้วราวกับเสาหินขนาดใหญ่ที่เคลือบเงา ขณะที่กลิ่นชื้นของดินและไอน้ำลอยคลุ้ง อุณภูมิที่ร่างกายสัมผัสคือความเย็นสบาย

            อสรพิษที่นำทางเขาไม่รู้ว่าเลื้อยหายไปไหนแล้ว แต่เขาก็ยังคงเดินเข้าไปเรื่อยๆ แม้จะรู้สึกหวั่นใจอยู่ลึกๆ ที่เวลานี้เขาต้องพึ่งสายตาตัวเอง

            กระทั่ง..สุดปลายสายตาเห็นเงาตะครุ่มของบางสิ่งไหวกระเพื่อมขึ้นลงเหมือนกำลังหายใจ สองเท้าก็ชะงักลง

            น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อยทั้งที่ตอนแรกเขามีความหวาดกลัวอยู่เต็มอก แต่บัดนี้กลับแทนที่ด้วยความสังหรณ์ใจ มิกิเดินเข้าไปใกล้สิ่งนั้นมากขึ้น แต่พอเงาดำรับรู้ถึงการเคลื่อนไหว มันก็ขยับขดตัวจนแหมือนเป็นก้อนกลมๆ ชั่วครู่เสียงสั่นสะเทือนถี่ระรัวคล้ายกับอสรพิษทะเลทรายก็ดังกังวานไปทั่ว ราวกับกำลังขู่เตือนผู้บุกรุกไม่ให้เข้าใกล้


            มิกิหยุดนิ่งอยู่กับที่ พยายามเพ่งตามองสิ่งมีชีวิตนั้นให้ชัดว่าคือสิ่งใด พอสายตาเริ่มปรับภาพต่างๆได้ เขาก็พบว่าตรงหน้าคือ อสรพิษนาคินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น มันกำลังขดตัวเป็นก้อน ส่วนหัวของมันหดถอยลงเตรียมจู่โจม ขณะที่ปลายหางใหญ่โตก็สั่นระรัวส่งเสียงกึกก้อง

            แม้เขาจะตกใจ แต่ก็ไม่ใช่เพราะขนาดความใหญ่โตโอฬารของมัน แต่เป็นสภาพของอสรพิษที่เต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ เกล็ดตามลำตัวของมันหลุดลอกขาดวิ่น จนเห็นเนื้อสีแดงสดเป็นย่อมๆ ไปทั่ว ขณะที่ส่วนหัวก็เป็นรอยแผลฉกรรจ์พาดบากลงมา มีรอยไหม้เป็นปื้นแดงทาบทับไปจนถึงดวงตาที่ปิดสนิททั้งสองข้าง เพียงแค่เห็นหัวใจก็หล่นร่วงไปอยู่แทบเท้า  ข้างในอกรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาด้วยความสงสารและเสียใจ พลันนึกถึงใบหน้าของชายผู้หนึ่งเป็นไม่ได้ ขอบตาทั้งสองข้างร้อนผ่าวขึ้น..น้ำใสๆ ไหลล้นออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ ความรู้สึกยามจ้องมองบอกเขาว่า นาคินตัวนี้ คือคนคนนั้น!

            “บาซิกค์! นายคือบาซิกค์ใช่ไหม” น้ำตาหยดลงบนพื้น เอ่ยคำถามปนเสียงสะอื้นตามหัวใจที่โหยหาเรียกร้อง สองขาก้าวเดินออกไปอย่างไม่กลัวตาย แม้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าจะไม่ใช่คนที่เขาต้องการ

            เป็นเพราะดวงตาทั้งสองข้างมิอาจรับรู้ อสรพิษจึงสั่นหางแรงขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่เริ่มเข้ามาใกล้ ทว่า..เสียงที่คุ้นเคยกลับทำให้มันไม่ได้ขยับตัวถอยหนี ราวกับรับรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าสิ่งที่กำลังมาไม่เป็นอันตราย

            หัวใจของสัตว์ร้ายเต้นเร็วขึ้น รู้สึกถึงไอร้อนที่อยู่ใกล้อยู่ ความรู้สึกคุ้นเคยนี้ทำให้ความระแวดระวังของมันลดลง ปลายหางที่สั่นถี่เริ่มเบาลงเรื่อยๆ ขณะที่มิกิค่อยๆ เอื้อมมือเรียวออกไปใกล้มากขึ้นหวังจะสัมผัสร่างกายของฝ่ายตรงข้าม อสรพิษย่อศีรษะลงต่ำในระดับมือของเด็กหนุ่มราวกับมันรับรู้ได้


            ลมหายใจอุ่นๆของสัตว์ร้ายพ่นออก จนกลายเป็นไอระเหย...

            ลิ้นเรียวยาวสองแฉกเลียมือของคนที่มันมั่นใจว่าเป็นใครอย่างอ่อนโยน..

            เพียงได้สัมผัสก็มิอาจกลั้นความรู้สึกของตัวเองได้อีกต่อไป  วินาทีสุดท้ายราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน มือเรียววางบนปลายจมูกอสรพิษ แค่นั้นความสุขใจก็ปะเดปะดังเข้ามาจนดวงตาทั้งสองข้างหักห้ามความรู้สึกที่กักกลั้นไว้ไม่ไหว น้ำตาพร้อมกับเสียงสะอื้นปลดปล่อยออกมาอย่างไม่รู้จักอับอาย โผกอดอสรพิษเกลียดชังอย่างโหยหา กำแพงที่เคยปิดกั้นพังทลายลงในพริบตา..ริมฝีปากพร่ำเอ่ยสิ่งที่กักเก็บอยู่ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า


            “ฉันขอโทษ..ฮึก ฉันขอโทษ ฮือๆ” เสียงสะอื้นดังก้อง ความรู้สึกผิดและเสียใจทำให้ยอมพูดทุกอย่าง ข้ามทิฐิของตัวเอง สองแขนโอบกอดไว้แนบแน่นราวกับกลัวว่าอสรพิษตนนี้จะหายไป บาซิกค์อยากจะโต้ตอบด้วยคำพูด แต่ด้วยร่างนี้เขาไม่สามารถสื่อสารกับมิกิได้ แม้จะรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยว่าเด็กหนุ่มหาเขาเจอได้ยังไง แต่สุดท้ายก็เลิกคิดถึงเรื่องนั้น


            เขาหายห่วงแล้ว เพราะชีวิตมนุษย์นั้นเปราะบาง..


            หากตัดสินใจช้ากว่านี้เพียงเสี้ยววินาที เขาอาจจะไม่มีวันเจอร่างนี้อีก..


            เขาไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำคือสิ่งใด รู้แต่เพียงเขาคงทนไม่ได้หากร่างนี้ต้องสูญสลายไป.


            อสรพิษโต้ตอบการกอดด้วยการใช้หางรัดร่างเด็กหนุ่มไว้หลวมๆ พลางใช้ศีรษะคลอเคลียที่ข้างแก้มเปียกชื้นราวกับจะซับน้ำให้ จนเด็กหนุ่มอดอมยิ้มเป็นไม่ได้

 
            พวกเขากอดกันอยู่แบบนั้นเนิ่นนาน..

            ดวงตาของเทพนาคิน จะไม่มีวันมองใครอื่นนอกจากคนคนนี้..

            มิกิ..


ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
  ค่ำคืนที่ 16 : น้ำตาที่ระเหยบนผืนทราย..Part 3
         
             กลางทะเลทรายร้อนระอุ อาทิตย์แผดเผาราวกับต้องการลอกผิวหนังให้ไหม้เกรียม หากมองจากผืนฟ้าเบื้องบนมองลงมา จะเห็นกลุ่มคนชุดดำจำนวนนับสิบบนหลังอาชาที่กำลังควบออกไปยังทะเลทรายเวิ้งว้าง

            ร่างสูงใหญ่ของผู้นำอยู่น่าขบวน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าของหลุมคนชุดดำ หยุดม้าอยู่ที่เนินทรายสูงพูน ดวงตาคมกริบสีเข้มใต้ผ้าคลุมศรีษะหรี่ลงมองภาพรางของกำแพงเมืองแห่งหนึ่งที่อยู่ไกลสุดสายตา

            ความชิงชังปรากฏขึ้นบนแววตานั้นอย่างชัดเจน ขณะที่สีหน้าภายใต้ผ้าคลุมก็แสดงออกไม่ต่างกัน เขาขบฟันแน่น  มือที่กุมบังเหียนม้าเอื้อมออกไปด้านหน้า เหมือนต้องการคว้าเมืองที่เป็นจุดหมายนั้นอยู่ในกำมือ  ก่อนจะบีบจนสั่น ราวกับกำลังระบายความโกรธแค้น

            เชิญเสวยสุขบนความทุกข์ของคนอื่นให้พอใจ อีกเพียงไม่นาน เมืองอันยิ่งใหญ่จะต้องรับรู้ถึงความเจ็บปวดของพวกเขา
 หากนี่คือสงคราม..’เวลา’ คงไม่ใช่เครื่องมือที่ดีนักแต่การโต้ตอบอย่างแยบยลต่างหากถึงจะสาสม

            ว่าแล้วก็กระตุกบังเหียนม้าแรงๆอีกครั้ง อาชาสีเข้มพุ่งทยายไปด้านหน้านำกลุมคนชุดดำจำนวนนับสิบก้าวเข้าสู่นครเบื้องหน้า..

            ได้เวลาทวงคืน..

 

            อากาศคืนนี้ช่างหนาวเย็นจับหัวใจ เป็นเวลากว่าสองวันแล้วที่หัวหน้าราชบริวารหนุ่มอยู่ที่ซาคาเดียร์ แต่กลับยังไม่รู้สึกชินเสียที

            ภายในห้องพักสี่เหลี่ยมเรียบหรู ซาอิดนั่งลงที่ริมขอบเตียงพลางครุ่นคิด เวลานี้บาดแผลตามร่างหายไปแล้ว และร่างกายของเขาก็เริ่มกลับมาแข็งแรงเหมือนเก่า ทีแรกเขาคิดว่าราชีนีคิเมดาห์จะมีรับสั่งขังเขาไว้ตามมาทีหลัง แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดเท่าไรนัก

            หลายครั้งที่เขาพยายามถามหาเหตุผลว่าทำไมราซิสถึงพาน้องชายอย่างเขามาที่นี่ แต่ราซิสกลับให้คำตอบแค่เพียงว่า

            ‘จากนี้ไปเจ้าไม่ใช่คนของอนาคาอีกต่อไปแล้ว..’

            ประโยคนั้นทำให้เขารู้สึกเย็นวาบในหัวใจ รู้สึกใจหาย และยังมิอาจยอมรับสถานะใหม่ของตัวเองได้ เขาอยากจะกลับไป..แต่อย่างไรสายเลือดของเขาก็คงถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ การเริ่มใหม่สำหรับเขาคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว สุดท้ายจึงได้แต่ใช้ชีวิตทิ้งลมหายใจไปวันๆ โดยที่ไม่คอยรับใช้ใคร

            บางครั้ง เขาก็พยายามคิดว่า อนาคานกับซาคาเดียร์แตกต่างกันเช่นไร หนึ่งสิ่งที่เด่นชัดก็คือซาคาเดียร์คือเมืองแห่งหญิงสาว ไม่มีนาคินชายคนใดสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ ถ้าไม่นับกรณีตัวเขาและท่านพี่ราซิส ส่วนอีกหนึ่งคือระบอบการปกครอง และชีวิตการเป็นอยู่ของผู้คนที่นี่ นั้นมีสีสันมากกว่าอนาคานหลายเท่านักพวก เขาร้องเพลงเต้นรำ อย่างมีความสุข..ไร้ซึ่งความตึงเครียดใดๆ ขณะที่พระราชวังก็ใหญ่โตหรูหรากว่าบ้านเขามากนัก

            ซาอิดเคยใช้เวลาทั้งวันเพื่อสำรวจที่นี่ แต่ก็ยังไม่ครบทุกส่วนอยู่ดี ทว่า..ถึงจะใหญ่โตเพียงใด แต่กลับให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวและเปล่าเปลี่ยวยิ่งนัก และแม้ซาคาเดียร์จะมีสาวงามที่ปฏิบัติหน้าเยี่ยงชายทุกอย่าง แต่ภายใต้หน้ากากและรอยยิ้มงดงามของพวกนาง ในแววตาหาได้ยิ้มตาไปด้วยไม่ ผิดกับอนาคาน ที่ถึงจะเป็นเมืองที่เงียบเหงา แต่ก็เป็นความเงียบเหงาที่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้แสร้งทำ

            เขาไม่ชอบที่นี่เลย..

            แต่คงกลับอนาคานไปไม่ได้อีกแล้ว องค์ชายบาฮาลคงอยากจะฆ่าเขาให้ตายด้วยมือตัวเอง แต่จะให้เขาทำอย่างไรได้เล่า เพราะเขาไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรเลยสักอย่าง

            จะว่าไป..หลังจากคำพูดในคืนนั้นของท่านพี่ราซิส ก็ทำให้เขารู้สึกใจไม่ดียิ่งนัก เกรงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเมืองบ้านเกิด แต่พอพยายามสืบเสาะหาความดูเท่าไร ก็มีเพียงแต่ความเงียบงันเท่านั้นที่เป็นคำตอบ เขาไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ ว่าซาคาเดียร์คิดจะวางแผนอะไรต่อไป

            สุดท้ายความอึดอัดแล้วความเป็นกังวลในหัวใจ ก็ทำให้ลุกขึ้นพรวดจากเตียง แล้วเดินไปหยิบเสื้อคลุมที่แขวนเอาไว้ที่ราวตั้งมาสวมทับ ก่อนจะเปิดประตูออกไปด้านนอก เผื่ออากาศเย็นๆจะทำให้เขารู้สึกดีขึ้น

            ไม่รุ้ว่าเป็นเวลากี่ยามแล้ว ถึงแม้ทุกอย่างจะดูเงียบเฉียบและมืดดำไปหมด แต่ซาคาเดียร์ก็ยังคงจุดคบไฟให้ความสว่างบนเสาทุกต้นเสมือนว่าที่แห่งนี้ไม่เคยหลับ

            ขาเรียวยาวก้าวเดินไปตามทางเดินทิศตะวันออกของวังที่อยู่ติดกับสวนสระน้ำ ที่นี่เงียบกริบมาก ไม่มีสาวใช้หรือพวกทหารคอยเฝ้าหนาตาเหมือนกับฝั่งอื่น มีเพียงแค่ทหารหญิงสองคนที่เฝ้าอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า

            ซาอิดนั่งลงอยู่ที่ริมบันไดขั้นสุดท้ายที่ลงไปยังสระเบื้องล่าง ดวงตาสีครามทอดมองผืนน้ำที่สะท้อนภาพดวงเดือนลอยเด่นอยู่ใจกลาง ก่อนภาพนั้นจะกระเพื่อมไหวเป็นระลอกคลื่น เมื่อหินก้อนเล็กๆถูกมือเรียวขว้างลงไปในสระ ทำซ้ำไปซ้ำมาอยู่แบบนั้น สีหน้าของชายหนุ่มมองดูแล้วช่างแสนเบื่อหน่ายเต็มที ที่ไม่สามารถทำอะไรได้ดั่งใจสักอย่าง

            เวลานี้เขาคงกลายเป็นคนของซาคาเดียร์ไปแล้วสินะ..

            แต่..อนาคานจะรู้ไหมว่าความรู้สึกตอนนี้ของเขาเป็นเช่นไร..

            อยากให้คนๆนั้นรับรู้ เพียงแค่เศษเสี้ยวของความรู้ของเขาบ้างก็ยังดี..ว่าเขาไม่ได้เต็มใจ..หนีไป

            ขณะที่กำลังขว้างก้อนหินลงน้ำเหมือนเช่นเคย เพื่อระบายความเบื่อหน่าย จู่ๆข้อมือของเขาก็ถูกยึดไว้ฉับพลัน ดวงตาสีครามเบิกโต ริมฝีปากถูกอุ้งมือใหญ่ปิดไว้กระทันหันจากทางด้านหลัง

            “ อย่าส่งเสียงดัง ไม่งั้นข้าจะปาดคอเจ้า ” เหล็กกล้าเย็นเฉียบจ่อไว้ต้นคอของหัวหน้าบริวารหนุ่ม ควมคมของมันเพียงแค่กลืนน้ำลายก็สามารถบาดลจนเลือดไหลซึม ทว่า การกระทำมิอาจทำให้ตกใจเท่าเสียงของคนพูดขู่ ดวงตาสีฟ้าครามชำเลืองหางตาหาผู้ที่อยู่ด้านหลัง

            องค์ชาย..!

            พอร่างสูงรู้ว่าคนที่ลอบจู่โจมเป็นใคร มือหนาก็คลายออกจากริมฝีปาก ดวงตาสีครามเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อสายตา ตรงหน้าคือร่างผู้เป็นเจ้าชีวิตในชุดเสื้อคลุมสีดำ ใบหน้าที่ไร้การปกปิดขมวดคิ้วมองเขา

            “ พระองค์มาที่นี่ได้ยังไง ” ถามขึ้นด้วยความรู้สึกปะปนหลากหลาย ทั้งแปลกใจและดีใจขณะเดียวกัน ถึงไม่รู้ว่าองค์ชายจะคิดเช่นเดียวกับเขาหรือไม่ แต่เพียงได้เห็นหน้า หัวใจข้างในก็เต้นแรงขึ้น

            องค์ชายบาฮาลรู้สึกสับสนในตัวเอง ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมใบหน้านั้นถึงต้องยิ้มอย่างเปี่ยมสุขด้วยเลยเจอหน้าเขา ทั้งที่ควรจะตกใจแล้วร้องขอชีวิจเสียมากกว่า แต่อย่างไรเขาก็ยังไม่ไว้ใจคนที่ทรยศต่ออนาคาน และตอนนี้เขาจะเสียเวลามากกว่านี้ไม่ได้

            “ เรื่องนั้นไม่สำคัญ บอกข้ามาราชีนีอยู่ที่ใด ” คำถามนั้นทำเอาราชบริวารหนุ่มกลืนน้ำลาย เข้าใจในทันทีว่าร่างสูงมาที่นี่เพราะเหตุใด แต่ไม่ทันได้เอ่ยตอบ  คมดาบก็แทบแนบชิดกับลำคอ

            “ นำทางข้าไป.. ”


 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด