Basilisk Eye' : เสน่หา ทาส นาคิน (Yaoi)[จบ](แจ้งข่าว) P.4
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Basilisk Eye' : เสน่หา ทาส นาคิน (Yaoi)[จบ](แจ้งข่าว) P.4  (อ่าน 76544 ครั้ง)

ออฟไลน์ Serioz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 269
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
อ่านเพลินมาก รอตอนน่อไปค่ะ เอาใจช่วยมิกิ

ออฟไลน์ tsubasa_6927

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 200
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนแรกก็แอบเครียดๆตาม แต่พอถึงฉากที่มิกิจับตัวเองเป็นตัวประกัน แล้วขู่ว่าจะฆ่าเงินยี่สิบล้าน เผลอฮาก๊ากเลยค่ะ ไม่ค่อยเจอคำขู่แบบนี้เท่าไหร่ ถถถถถ
แต่ชีวิตนางรันทดมากอะ เอาจริงๆถ้่าทำตัวว่าง่ายๆน่าจะสบายไปแล้ว รึปล่าวนะ...  เอาใจช่วยไม่ให้กลิ่นดอกเพเซียหมดไปแล้วมิกิโดนงาบละกันค่ะ :เฮ้อ:

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
          อาทิตย์ส่องแสงตระหง่านกลางท้องฟ้าที่เปิดโล่ง สายลมร้อนเอื่อยแผ่วพัดโชยเกล็ดทรายไปในอากาศ มองผิวเผินด้วยตาเปล่าแล้วคงมิอาจพบสิ่งใดเจือปน แต่หากวิ่งโดยไม่ทันระวังเม็ดทรายนั้นอาจจะทำให้ระคายดวงตาได้


            ภายในห้องพักของหัวหน้าราชบริวารผ่านหน้าต่างที่ไร้ซึ่งม่านกั้น ซาอิด จาร์ อารากัส กลับไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นเลยแม้แต่น้อย ดวงตาสีครามเอาแต่หรี่ลงจ้องมองเปลวทรายเหล่านั้นอย่างว่างเปล่า เส้นผมเมื่อไร้การบดบังด้วยกุห์ตรายามกระทบแสงแดดนั้นคือสีเทาดำ ริมฝีปากจากที่เคยประดับรอยยิ้มไว้บางๆอยู่เสมอบัดนี้กลับเรียบตรง ใบหน้าคมเข้มตามแบบสายเลือดฟากฝั่งทะเลทรายก้มลงมองเหรียญเหล็กสีเงินในมือที่สลักเป็นร่างอสรพิษสองตัวกำลังเกรี้ยวพันตราบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายดวงตา ตรงกลางเป็นอักษรโบราณของชาวอนาคาน ซึ่งความหมายว่า ‘ชีวิต’


            มือใหญ่กำเหรียญในมือแน่น จ้องมองกำมือของตัวเองที่บีบจนเริ่มสั่น สีหน้าที่เรียบเฉยภายนอกแม้ดูเหมือนไม่ได้คิดสิ่งใด แต่ภายในกลับแอบขบกรามจนแน่นและพยายามกัดกลั้นความรู้สึกที่มีอยู่บางอย่างไม่ให้แสดงออกมา ทว่า..ยามหลับตาลงคราใดความรู้สึกจากดวงตาทั้งสองข้างมันก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทุกที ทั้งที่รู้ว่าไม่ควรคิด..แต่กลับห้ามตัวเองไม่ได้เลยสักครั้ง


            ความคับแค้น..


            ความชิงชัง..


           มันกำลังหล่อหลอมอยู่หัวของเขาจนเริ่มคุมตัวเองไม่ได้ เสียงกระซิบแหบพร่าจากคนที่สิ้นวิญญาณไป ยังคงก้องในหูของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับกำลังย้ำสิ่งที่เขาควรกระทำ..


            ฆ่าโอรสเทพนาคิน..


           ฆ่ามันทุกคน..


           แต่ว่า..


          “ ข้าไม่ยักรู้..ว่าราชเลขาแห่งอนาคานจะขัดคำสั่งข้าเพราะต้องการมานั่งมองเหรียญ ”สุรเสียงเรียบเย็นเอ่ยขึ้นจากทางด้านหลัง แต่กลับทำให้คนที่กำลังยืนอยู่ที่หน้าต่างต้องรีบหันหลังกลับมาก้มหัวให้ และไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบตามองผู้เป็นเจ้าปกครองชีวิต


          “ ฝะ ฝ่าบาท กระหม่อมขออภัยคือ…”


          “ บาฮาลไล่เจ้ามาหรือ ”

          กำลังจะเอ่ยแก้ต่างเพื่อคลายข้อคล่องใจ แต่พอได้ยินคำถามจากราชาบาซิกค์แล้ว หัวใจของเขาก็คล้ายกับกำลังโดนเข็มเล็กๆทิ่มแทงจนเผลอแสดงทางสีหน้าที่ซ่อนเอาไว้ และบีบเหรียญในมือแรงขึ้นชั่วครู่ ก่อนจะคลายความรู้สึกทุกอย่างลง


         “เปล่าพ่ะย่ะค่ะ ”ปรับเสียงตอบอย่างปกติที่สุด หากแต่การกระทำที่แสร้งปกปิดเอาไว้ หาได้พ้นสายตาอันเฉียบแหลมของเจ้าแห่งอนาคานไม่ บาซิกค์ก้าวเดินเข้าไปใก้ลราชเลขาหนุ่มที่กำลังก้มศีรษะมากขึ้น ดวงตาสีเหลืองทองหรี่ลงมองร่างที่ยืนนิ่งเหมือนกำลังมองสำรวจบางสิ่ง


           “ เงยหน้าขึ้น.. ”บัญชาง่ายๆเอ่ยแผ่วเบา ใบหน้าค้มเข้มค่อยๆเงยขึ้นตามคำสั่งของอีกฝ่าย แต่สิ่งที่ดวงตาสีเหลืองทองคู่นั้นกำลังสนใจ กลับมุ่งตรงไปที่เหรียญที่เขายังคงกำเอาไว้อยู่ในอุ้มมือ


          “ เหรียญในมือเจ้าเป็นของราซิส ใช่หรือไม่ ”

          ราวกับเป็นตอกย้ำครั้งที่สองที่แทงเข้ามากลางหัวใจ ร่างสูงเผลอสะดุ้งตัวเมื่อชื่อของ ‘ราซิส จาร์ อารากัส’ผู้เป็นพี่ชายแท้ๆลอยกลับเข้ามาในหูจากปากคนที่เขาควรภักดี แต่ทำไมพอได้ยินเช่นนั่นแล้วมันกลับทำให้เขายิ่งเกลียดชังชายตรงหน้าขึ้น ภาพความตายของพี่ชายตนเองสะท้อนกลับเข้ามาในหัวจนรู้สึกพะอืดพะอมกับคำสั่งที่แสนเลือดเย็นนั่น..


         แต่ทั้งหมดมันไม่ใช่..


         มันไม่ใช่ความผิดของพี่ชายเขา!


         “ ซาอิด..”เสียงเรียกเย็นเยียบทำให้ร่างสูงโปร่งนั่นสะดุ้งตัว แต่พอได้สบดวงตาสีอำพันงดงามดั่งแสงตะวันที่สะท้อนออกมาเป็นภาพของตัวเขาที่กำลัง..


        ร้องไห้..


        แหมะ..


       หยาดน้ำใสๆจากริมขอบตาไหลหยดจากปลายคางเรียวมนโดยไม่รู้ตัว ฝ่ามือขาวซีดวางลงบนบ่ากว้างของหัวหน้าบริวารหนุ่มแผ่วเบา ถึงใบหน้าที่ทั้งงดงามและหล่อเหลาสมดังผู้ปกครองนครเมืองนาคาจะไม่ได้แสดงออกชัดเจน หากไม่สังเกตริมฝีปากหยักโค้งที่แอบคลี่ยิ้มอยู่เล็กน้อย คงมิอาจคาดเดาได้ว่าชายผู้นี้กำลังคิดสิ่งใดเป็นแน่


        “ เจ้าคงรู้คำตอบดีสำหรับคนที่คิดคดทรยศ อนาคานคงมิอาจปล่อยให้คนเช่นนั้นได้แม้แต่เพียงคิด มันเป็นกฏของเทพนาคิน ที่ไม่เว้นแม้แต่ข้า..ก็มิอาจฝ่าฝืน”


        “ กะ..กระหม่อมไม่ได้คิดสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ ”รีบตอบออกไปอย่างร้อนรน แต่เสียงนั่นกลับสั่นไหวเหมือนเด็กน้อยที่กำลังพูดโกหก บาซิกค์เผยยิ้มเรียบๆไม่คิดจะถือสาอะไรกับราชเลขาหนุ่มที่พยายาม ‘ฝืน’ ภักดีคนนี้เสียเท่าไร เพราะต่อจากนี้สิ่งที่เขาต้องการจะทดสอบไม่ใช่ความภักดี แต่คือความ ‘อดทน’ ต่างหาก

        “ นั่นดีสำหรับเจ้า เพราะข้าไม่อยากให้เจ้าพบจุดจบเช่นเดียวราซิสพี่ชายของเจ้าเช่นกัน..”สิ่งที่ได้ยินเหมือนกำลังฉีกรอยแผลในหัวใจของซาอิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า รอยยิ้มที่คลี่ออกเวลานี้เขารู้ความหมายที่แท้จริงของมันแล้วว่าคือสิ่งใด ถึงภาพลักษณ์ตรงหน้าจะงดงามราวกับทวยเทพจุติ แต่ความจริงที่ว่าบาซิกค์ ฮอร์น ซัลคคาฟา เป็นปีศาจที่แสนเลือดเย็นก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกคนในอนาคานถึงอยากจะฆ่าชายผู้นี้นัก..คำตอบนั้น ไม่ใช่อำนาจ..แต่เป็น


       การแก้แค้น..

       “ สิ่งที่ท่านพี่ราซิสกระทำ สมควรรับโทษทัณฑ์แล้วพ่ะย่ะค่ะ ”ซาอิดตอบออกไปด้วยน้ำเสียงที่เสมือนไร้ความรู้สึก ทั้งๆที่การเปล่งเสียงแต่ละคำกลับเหมือนกำลังเฉือนเนื้อหัวใจของเขาให้ขาดรอนออกไปเรื่อยๆ


       “ หึ ใจร้ายจริงนะ ” เปล่งพรำในลำคอแผ่วเบาอย่างดูแคลน รอยยิ้มหยั่นบนใบหน้างดงามนั้นมิอาจเดาได้ว่าแท้จริงแล้วคิดสิ่งใด ร่างสูงสง่าเดินหันหลังกลับออกไปเล็กน้อย ก่อนจะหันเสี้ยวหน้ากลับมาสั่งจุดประสงค์ที่เขามาที่นี่


        “ ข้ามีงานให้เจ้าทำสักหน่อย”สิ่งที่ได้ยินทำเอาราชเลขาหนุ่มขมวดคิ้วหนาของตัวเอง ก่อนสัมผัสลื่นๆจากสิ่งที่คุ้นจะเลื้อยขึ้นมาพันอยู่ที่ท่อนแขน พอเหลือบมองก็พบอสรพิษสีเผือกกำลังคาบขวดแก้วที่บรรจุของเหลวสีแดงสดยื่นมาให้ แต่เพียงแค่เห็นความสังหรณ์ใจในบางสิ่งก็แล่นเข้ามา ดวงตาคู่เข้มสลับไปมองผู้เป็นเจ้าชีวิตอย่างไม่เข้าใจ

        “ นำสิ่งนี้ไปที่ซาคาเดียร์แล้วบอกว่าฤดูกาลนี้ อนาคานไม่ต้องการ..” บาซิกค์เว้นช่วงไป ก่อนจะเอ่ยเสียเย็นยะเยือก “‘การเก็บเกี่ยว’”

        เพียงชั่วครู่ที่ได้ยินรับสั่ง ร่างกายของผู้ใต้อาณัติก็รู้สึกเย็นวาบขึ้นมาตั้งแต่ปลายเท้าของตัวเอง ถึงไม่รู้ว่าราชาบาซิกค์ต้องการทำสิ่งใด แต่ ฤดูกาล ‘เก็บเกี่ยว’ ที่ว่า เป็นฤดูกาลที่ชาวอนาคานกับซาคาเดียร์จะมี’ปฏิสัมพันธ์’กันอย่างใกล้ชิดเพื่อเพาะปลูกชีวิตใหม่ และเป็นพิธีที่จัดกันมายาวนาน ซึ่งนั่นทำให้ซาคาเดียร์อยู่เหนืออนาคานเพราะมี ‘หญิงงาม’ ที่เรียกกันว่า ‘ราเมียร์’

       หากสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่ตรงนี้ไม่ผิดพลาด เจ้าของของเหลวสีแดงที่อยู่ในขวดแก้วใบนี้ อาจเป็นเหมือนฉนวนให้พวกเขานำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่นั้นก็อาจหมายถึง..สงคราม

       “ ซาอิด.. ”เสียงเรียกทำให้เขาต้องรีบขานรับ บาซิกค์หันเสี้ยวหน้าของตัวเองกลับคืนดังเดิม ร่างสูงสง่าค่อยๆเดินกลับออกไปจากประตูทางเข้า ทว่ากลับไม่ลืมทิ้งประโยคสุดท้ายเอาไว้เป็นประโยคที่ตอบคำถามที่ค้างคาอยู่ในหัวใจอันบอบช้ำ


          “ กฏของเทพนาคินไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แม้ว่าใครจะเป็นโอรสหรือพระธิดาของพระองค์ก็ไม่มีสิทธิ์.. ”





            ‘กระบองเพรช ’พรรณไม้ยืนต้นใจกลางทะเลทราย มีหนามอันแหลมคมแทนใบและช่วยป้องกันตัวเองจากสิ่งรอบข้าง แต่สิ่งที่ทุกๆสายพันธุ์มีเหมือนกันก็คือ ความทานทนต่อสภาพภูมิอากาศอันร้อนอบอ้าว แต่อย่างไรต่อให้ต้นกระบองเพรชต้นนั้นจะสามารถยืนได้ในทะเลทรายอันร้อนระอุ แต่กลับกัน หากต้นไม้ต้นนั้นกลับไปอยู่ในที่ๆมันไม่สมควรจะเติบโต ต่อให้เป็นต้นกระบองเพรชที่อดทนมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถงอกงามในที่ที่หนาวเหน็บได้ มนุษย์เราก็เช่นกัน..ที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ว่าที่แห่งใดเป็นที่เราไม่สมควรจะอยู่..



            หลังจากตื่นขึ้นมาเผชิญโลกที่ไม่ต้องการเพียงไม่นาน ดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้างอีกครั้งเมื่อเหล่าบรรดาบริวารขององค์ชายบาฮาลกำลังรุมล้อม ภาพอันน่าสยดสยองที่เพิ่งพบเจอก็หวนคืนมาจนสติสัมปชัญญะที่เคยควบคุมไว้ได้ทุกครั้งกลับมิอาจหลอมรวมมาได้อีกต่อไปดั่งแก้วที่แตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ



          ไม่มีอีกแล้วคนที่เคยเข้มแข็ง



          ไม่มีอีกแล้วคนที่เคยเชื่อมั่นในตัวเอง



          มีแต่ความสูญสลายของหัวใจจนบ้าคลั่งและความขยะแขยงเกลียดชังในร่างกายของตัวเองที่พูนล้นเสียจนรู้สึกอยากจะลอกผิวหนังของตัวเองออกมาล้าง แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่เพียงดิ้นทุรนอยู่บนเตียง ทั้งแขนละขาก็ถูกมัดด้วยโซ่หนักๆ เลือดสีเข้มไหลยังคงออกจากแผลถลอกบนข้อมือจนแดงก่ำ ความเจ็บปวดกลายเป็นความด้านชาจากหัวใจที่ไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว บางทีความตายยังคงทรมานน้อยกว่าสิ่งที่เป็น



          “ ออกไปห่างๆฉัน! ” เป็นอีกครั้งที่เสียงร้องอย่างบ้าคลั่งหลุดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผาก ผ้าผ่อนที่ใกล้ตัวถูกใช้เป็นอาวุธขว้างปาอย่างไม่สนใจหลังจากที่มีคนพยายามเข้าไปใกล้ ก่อนจะใช้ส้นเท้ายันร่างกายของตัวเองให้ถอยชิดกับหัวเตียงด้วยความหวาดกลัว ผมเผ้าสีบลอนด์ยุ่งเหยิง ใบหน้าหวานเต็มไปด้วยคราบน้ำตาที่เปรอะเปื้อนแห้งเกอะกรัง เสียงสะอื้นดังพร้อมกับร่างกายที่ขัดขืน



          “ อย่าเข้ามา ฮึก  อย่าเข้ามา!!”

          องค์ชายบาฮาลส่ายใบหน้า มองสภาพของเด็กหนุ่มตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากลูกสุนัขจนตรอกที่พยายามกัดฟันขู่ข่มความตื่นกลัวของตัวเอง ก่อนจะเอ่ยปากสั่งให้บริวารในอาณัติพยายามเข้าไปใกล้เด็กหนุ่มอีกครั้งเพื่อหวังจะเช็ดตัวและรักษาบาดแผล แต่ไม่ทันไรถูกร่างเล็กสะบัดทุกสิ่งทุกอย่างออกจากตัวจนถาดน้ำที่ถือหกเมระนาดอยู่เต็มพื้น เสื้อผ้าที่สั่งมาให้ผลัดเปลี่ยนก็กระจัดกระจาย ภาพที่เห็นทำความความอดทนที่มีอยู่อย่างจำกัดของบาฮาลขาดสะบั้น



            “ พอสักที!! ” ตวาดเสียงแข็งจนทุกคนในห้องถึงกับสะดุ้งตกใจ มิกิพยายามยันตัวชิดหัวเตียงมาขึ้น ใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาซุกลงไปที่หัวเข่า มือก็ยกขึ้นปิดหูทั้งสองข้างราวกับไม่ต้องการรับรู้สิ่งใด เปลือกตาปิดแน่น แต่น้ำตาก็ยังไหลลงมาไม่ขาดสาย ภาพที่เห็นสร้างความหงุดหงิดให้กับองค์ชายบาฮาลยิ่งนัก



            “ เจ้าอยากตายนักใช่ไหม ได้!! ข้าจะฆ่าเจ้าเอง ” โผตัวขึ้นมาบนเตียงกระชากท่อนแขนที่บอบบางอย่างรุนแรง ร่างเล็กล้มพับมิอาจขัดขืน กายกำยำขึ้นทาบทับคร่อมอยู่เหนือคนที่พูดไม่รู้เรื่อง มือหนาทั้งสองข้างออกแรงบีบลงบนลำคอเล็กที่เปราะบางราวกับกิ่งไม้หมายจะให้สิ้นใจตายดังคำปรารถนาของร่างตรงหนาด้วยใบหน้าดุดันโหดเหี้ยม แต่เพราะเหตุใดยิ่งเห็นใบหน้าที่กำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่กลับทำมห้รู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ ทั้งที่เขาเป็นนักรบ และการพรากชีวิตใครสักคนนับเป็นเรื่องปกติสำหรับชีวิตคนอย่างเขา ทว่า..ดวงตาที่คลอฉ่ำด้วยหยาดน้ำใสๆกลับทำให้หัวใจสั่นคลอน ซึ่งเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและวอนขอ แต่ทั้งหมดหาใช่การร้องขอชีวิตอย่างที่เขาเคยพบไม่ หากเป็นดวงตาของคนที่ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป



         มันสิ้นหวัง.. และปวดร้าว ยากเกินจะเข้าใจ



          หยาดน้ำตาเย็นชื้นไหลหยดลงบนหลังมือ สัมผัสนั้นทำเอาการกระทำหยุดอันโหดร้ายชะงักดั่งต้องมนต์ สายลมค่ำคืนพัดกลิ่นหอมหวนของกายบางข้างใต้โชยฟรุ้งขึ้นมาที่ปลายจมูกโด่งสัน มือแกร่งที่กดลงลงไปบนลำคอขาวค่อยๆผละออก ดวงตาสีกรมที่มองร่างของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความสับสน แต่ชั่วครู่หนึ่งที่เห็นรอยแดงบนลำคอ ความรู้สึกผิดก็ถาโถมเข้ามาจนหัวใจสะดุด ก่อนจะคืนสติแล้วรีบลุกขึ้นออกจากเตียง



          พอได้อิสระ มิกิรีบเอามือกุมลำคอแล้วโก่งตัวไอออกมาอย่างหนัก แล้วขวนขวายหาอากาศอย่างตะกละตะกลาม ใบหน้าหวานซบลงบนเตียงขาวอย่างหมดอาลัยในชีวิต มือเรียวขย้ำผ้าปูที่นอนจนยับย่น ดวงตาสีมรกตช่ำคลอด้วยหยาดน้ำตาที่ยังคงอาบลงมาเรื่อยๆ เสียงแห่บพร่าของคนใกล้หมดเรี่ยวแรงนั้นยิ่งฟังก็ยิ่งน่าสงสารยิ่ง



            “ ฆ่าฉันสิ..ฆ่าฉันที… ”

            บาฮาลมองภาพของคนที่ไร้ซึ่งกำลังแล้วสะเทือนใจยิ่งนัก เขาอยากจะรู้จริงๆว่าท่านพี่ของเขาต้องการจะทำสิ่งใดกับร่างของเด็กหนุ่มผู้นี้กันแน่ กลิ่นรักรัญจวนที่เชิญชวนออกมาจากร่างนี้ คงไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ราชาบาซิกค์เก็บมิกิเอาไว้เป็นของเล่น แต่กว่าจะถึงเวลาที่ความต้องการแท้จริงจะปรากฏ เขาเกรงว่าร่างเล็กๆร่างนี้ อาจจะแตกสลายกลายเป็นฝุ่นผงก่อนจะถึงวันนั้น แต่ไม่ทันได้คิดอะไรไปไกลเสียงประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างเงียบๆ แต่ก็ดังพอจะทำให้องค์ชายแห่งอนาคานหันหลังกลับไปพบผู้มาเยือนได้



            “ เจ้ายังไม่ได้นอนกับเขาอีกหรือ.. ” ประโยคเรียบๆทักขึ้นอย่างคุ้นเคย แต่น้ำเสียงเย็นเยือกแสดงถึงความไร้หัวใจ ดวงตาสีเหลืองทองเบนสายตามองร่างบอบบางที่นอนหันแผ่นหลังให้แน่นิ่ง รอยยิ้มดูแคลนกระตุกบนมุมปากสวยราวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าสนุก



            “ หึ ข้าไม่ยักรู้ว่า นักรบที่ฆ่าคนมาแล้วนับพันอย่างเจ้า จะเอาเด็กผู้ชายคนเดียวไม่ลง ”คำพุดที่กล่าวเป็นเชิงดูแคลน ทำให้ผู้เป็นน้องรู้สึกบาดลึกเข้าไปที่หัวใจ อย่างไรทั้งหมดก็เป็นความจริงอย่างที่ร่างตรงหน้าพูด เขาไม่แน่ใจนักว่าที่เขาไม่สามารถนั่นเป็นเพราะกลิ่นชวนลุ่มหลงนั่น หรือเป็นเพราะหัวใจตัวเองกันแน่



            “ ท่านพี่ร่างกายของเขามัน.. ” ไม่ทันได้เอ่ยจนจบประโยค เพียงพริบตาราชาบาซิกค์ก็นั่งลงข้างขอบเตียง มืออันแข็งแกร่งช้อนร่างบอบบางที่นอนนิ่งไร้แรงขัดขืนมาไว้ในอ้อมแขนทรงอำนาจ ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงไปใกล้ จมูกโด่งสันสูดดมกลิ่นกายอันปรารถนาจากลำคอที่แดงก่ำอย่างพึ่งพอใจ ก่อนจะเลื่อนสายตาลงมองรอยแผลจากคมเขี้ยวที่เขาเป็นฝากฝั่งไว้บนร่าง กระทั้งริมฝีปากบางจรดจุมพิตลงบนแผลแผ่วเบาราวกับต้องการปลอบขวัญ ความรู้สึกแปลกประหลาดเย็นวาบนี้ทำให้ร่างที่ได้รับแอบหลุกเสียงครางต่ำในลำคอ ก่อนดวงตาคมกริบจะย้ายมาทางผู้เป็นน้องชาย



            “หอมใช่ไหมบาฮาล..”  บาซิกค์คลี่เย็นเยียบ องค์ชายบาฮาลยืนนิ่งงันเงียบกริบไม่กล้าเอ่ยพูดสิ่งใด แต่สิ่งที่ตอบสนองแทน กลับเป็นแรงมือของคนในอ้อมแขนที่พยายามยันแผงอกกว้างนั้นให้ถ้อยห่างออกจากตัวด้วยความรังเกียจ



            “ ปล่อยนะงูโสโครก!! โอ้ย!”

           อ้อมแขนที่โอบอุ้มปล่อยออก ร่างเล็กกระแทกลงกับเตียง ความเจ็บปวดที่ได้รับทั้งร่างกายและจิตใจ มิอาจทำให้เรี่ยวแรงไม่มีมากพอจะลุกขึ้นยืนขัดขืนอย่างเช่นเคย มิกินอนนิ่ง ระบายความเจ็บปวดจากมือที่กำผ้าปูที่ชื้นช่ำจนแน่น อยากจะร้องไห้แต่กลับไม่มีน้ำตาให้ไหลหยดอีกต่อไป บาซิกค์มองสภาพคนที่ไร้ทางสู้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย



            “ ข้าให้เวลาเจ้าเพิ่มแล้วกันบาฮาล เพื่อพิสูจน์เหตุผลของข้าด้วยตัวเจ้าเอง ” กระตุกยิ้มปรายตาหันมามองผู้เป็นน้องชายด้วยสีหน้าที่มิอาจคาดเดาความคิด



           “ไอสารเลว..” เสียงรอดไร้ฟันที่กัดแน่นด้วยความคับแค้นจากร่างเบื้องล่างที่นอนนิ่ง บาซิกค์ปรายตาลงมองอย่างให้ความสนใจ มือใหญ่บีบลงข้างแก้มขาวซูบตอบดูอ่อนแอ ใบหน้าหวานถูกบังคับให้หันมาเผชิญกับคนที่เพิ่งถูกต่อว่า แต่หาได้แสดงความรู้สึกใดๆไม่ เว้นแต่ดวงตาสีมรกตที่ยังคงเผยถึงความต่อต้าน ยิ่งเห็นก็ยิ่งอยากจะเอาชนะดวงตาคู่นี้ อยากจะเป็นเจ้าของที่ครอบครองไว้แต่เพียงผู้เดียว กระนั้นกลีบปากอุ่นร้อนจึงบดเบียบสั่งสอนลงไปยังริมฝีปากที่แห้งผากของอีกฝ่าย รสหวานช่ำในโพรงปากปานน้ำผึ้งนี้ยิ่งกลืนกิน ก็ยิ่งกระหายจนยากจะฉุดรั้ง การกระทำอันฉาบฉวยที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าทำเอาองค์ชายแห่งอนาคานมิอาจทนมอง รีบเบนสายตาหลีกเลี่ยง ขณะที่หัวใจกลับเต้นระส่ำ คล้ายกับกำลังบีบตัวจนรู้สึกเจ็บแปลกๆทั้งๆที่ไม่ควรจะเป็น ก่อนเสียงเย็นจะพูดขึ้นอีกครั้ง


         “ ปิดปากเขาบ่อยๆ..ข้าไม่ชอบให้เอะอะเสียงดัง” ประโยคสุดท้ายทิ้งเอาไว้ พร้อมกับร่างที่ถูกสูบเรี่ยวแรงจนล้มลงบนเตียง บาฮาลมองร่างที่หอบหายใจรวยรินอย่างหดหู่ แต่เขากลับไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้แม้แต้จะร้องขอ ดวงตาสีกรมหันมามองผู้เป็นพี่ชาย แต่มีเพียงสีหน้าที่เย็นชาเท่านั้นแทนคำตอบทุกอย่าง ก่อนมือเรียวจะตบลงบนบ่ากว้างของเขาเบาๆ แล้วก้าวเดินออกไปจากห้อง

         หากคำถามหนึ่งยังคงไม่คลี่คลายลงไป แต่เพื่อพิสูนจ์ทุกสิ่งและเข้าใจเหตุผลนั่นเขาเป็นจำเป็นจะต้องนอนกับเด็กคนนี้จริงๆน่ะหรือ เขาเองก็ยังไม่แน่ใจ…





        ทันทีเสียงประตูปิดลงไปพร้อมกับผู้ปกครองอนาคาน องค์ชายบาฮาลถึงกับถอนหายใจ น่าแปลกที่ตลอดทั้งชีวิตเขาไม่เคยรู้สึกอึดอัดและแรงกดดันจากพี่ชายเลยสักครั้ง ถึงจะพบเห็นความโหดร้ายมากมายจนชินชา แต่ทำไมครั้งนี้ทำไมเขาถึงได้โล่งอกนักที่องค์ราชาปล่อยร่างนี้ให้เขาจัดการแทนที่จะเป็นตัวเอง



          ดวงเนตรสีเข้มเปลี่ยนมามองร่างที่เป็นเจ้าของเรื่องน่าหนักใจ กายบางสะอื้นฮัก แต่กลับไม่มีน้ำใสๆไหลลงมาจากขอบตาอีกแล้ว ร่างอันซูบผอมคดตัวงอลงบนเตียง มือทั้งสองกอดเข่าของตัวเองเอาว่าราวกับมันเป็นที่พึ่งพิงเพียงหนึ่งเดียวที่จะสามารถช่วยพาหใความเจ็บปวดแสนสาหัสนี้ไปได้



           องค์ชายบาฮาลนั่งลงข้างขอบเตียง มองเรือนร่างอันบอบช้ำก็สะเทือนใจยิ่งนัก แต่คนที่เป็นนักรบอย่างเขาก็ไม่เคยคิดที่จะปลอบใจผู้ใดมาก่อน หากหัวใจกลับสั่งให้เขาควรยกมือขึ้นปาดน้ำตาบนดวงหน้าหวานนั่น



            ทว่า..เพียงแค่เอื้อมมือออกไปไม่ทันได้ถึงดังใจ พริบตาเดียวก็ถูกฝ่ามือเล็กของอีกฝ่ายตวัดข่วนเข้าที่ใบหน้าจนสะบัดเป็นรอยแดงยาว การจู่โจมโดยไม่คาดคิดทำให้



            “ไองูวิปริต! ”  เสียงสบถดังขึ้นแข็งกร้าว พวกบริวารเห็นผู้เป็นเจ้าชีวิตผู้ทำร้าย ก็คิดจะเข้ามาจัดการให้หลาบจำ แต่องค์ชายบาฮาลกลับเผยมือข้างหนึ่งห้ามกล่าวเสียงดุดัน



            “ไม่ต้อง! ” สิ้นเสียงตวาดดังความเงียบเชียบข้าปกคลุมจนได้ยินเพียงแค่เสียงหอบหายใจของร่างตรงหน้า องค์ชายบาฮาลยกมือขึ้นกุมใบหน้าของตัวเอง ดวงตาคู่เข้มหรี่ลงมองคนที่กล้าลองดี แต่กลับไม่ได้โกรธเคืองอย่างที่ควรจะเป็น หรืออาจเป็นเพราะเรี่ยวแรงที่ลอบทำร้ายนั้นไม่ทำให้เขารู้สึกระคายเลยสักนิด เทียบกับพวกแมวยังเจ็บเสียยิ่งกว่า ก่อนองค์ชายแห่งอนาคานจะเอ่ยไล่



           “พวกเจ้าออกไปให้หมด”
          บริวารทั้งหมดต่างก้มหัวรับคำสั่ง เพียงเวลาไม่กี่วินาทีก็หายออกไปจากห้องอย่ารวดเร็ว เหลือเพียงเด็กหนุ่มเลือดผสม กับองค์ชายนักรบ



            บาฮาลผละมือออกจาใบหน้าของตัวเอง พลางถอนหายใจออกมาอีกครั้ง พยายามคิดหาวิธีการพูดคุยกับร่างตรงหน้าที่ไม่รู้จักสถานะตัวเองอย่างสันติที่สุด



             “อยากได้อิสระงั้นหรือ” ประโยคที่เอ่ยออกมาอย่างตรงใจ มิกิเบิกตากว้างไม่คาดคิด รู้สึกไม่เข้าใจเท่าไรเท่าไรนักในสิ่งที่ได้ยิน แต่ก็มิกล้าถามออกไปตรงๆ



            บาฮาล ฮอร์น ซัลคาฟาลุกขึ้นยืนเหยีดตัวตรงตามความสูง มือแกร่งจับชักดาบเล่มหนาประจำกายขึ้นจากบั้นเอว ดาบสีเงินเงางามถูกชูขึ้นสูงเหนือศีรษะ สะท้อนออกมาเป็นภาพของเด็กหนุ่มทาสั่นผวา ทว่า..ไม่ทันที่เสียงร้องใดๆจะเปล่งออกมา ดาบนั่นก็ฟาดฟันลงมาฉับพลัน!



            เพล๊ง!



          เสี้ยววินาทีที่คิดว่าสิ้นชีวิตไปแล้ว แต่กลับไม่ปรากฏความเจ็บปวดบนร่างกาย ดวงตาที่ปิดแน่นมิยอมรับภาพโหดร้ายค่อยๆลืมขึ้นอย่างกล้าๆกลัวๆ เมื่อพบว่าตัวเองยังมีลมหายใจก็รีบเงยใบหน้าขึ้นมองร่างสูงกำยำที่ฟันดาบลงมา



         “หนีไปสิ..” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นราบเรียบแต่สัมผัสได้ถึงความห่วงใย ดวงตากลมสวยมองที่ข้อมือของตัวเองที่มือน้ำหนักเบาลง และพบว่าโซ่ที่มัดเขาไว้ได้หลุดออกไปจนหมดด้วยคมดาบ ก่อนจะสลับสายตามาที่องค์ชายแห่งอนาคาน



          “ข้าจะบอกท่านพี่ว่า เจ้าหนีไประหว่างตอนที่ข้านอนหลับ” กล่าวจบร่างสูงใหญ่ก็ทำท่าเหมือนจะเดินหนีเขาออกไปข้างนอก แต่คนที่ได้รับการช่วยเหลือกลับไม่เชื่อใจง่ายๆ



           “อย่ามาหลอกฉัน! ” เสียงแข็งกร้าวนั้นทำเอาฝีเท้าผงะ หันมามองคนที่ยังนั่งนิ้งงันอยู่บนเตียง



            “นายก็รู้อยู่แก่ใจ..เมืองนรกนี่มันไร้ทางหนี..ฮึก..นายจะส่งฉันไปตายข้างนอกใช่ไหม.. ทำไมล่ะ ตัวฉันมันน่าสมเพชเกินกว่านายจะลงมือฆ่าเองนักหรือไง!”  เตบ็งเสียงทั้งที่สั่นคลอ ดวงตาสีสวยเริ่มร้อนผะผ่าว คลอไปด้วยหยาดน้ำใสๆ “ ชีวิตฉันต่อจากนี้จะไปไหนก็คงไม่รอด .. เพราะร่างกายฉัน ร่างกายของฉันมัน..” ข้อความบางอย่างกลืนกายไปในลำคอ มิกิโอบกอดตัวเองเอาไว้แน่นให้ความอบอุ่น หยาดน้ำใสไหลอาบรดบนผ้าปูเตียวสีขาวจนชื้อช่ำ แม้จะพยายามเม้มปากสะกัดกลั้นเสียงสะอื้นอันน่าอับอายของตัวเองก็ก็ไม่อาจฝืนความทุกข์ทนเกินจะแบกรับนี้ได้



             “ ถ้าเจ้ายังมีเวลามานั่งร้องไห้ ก็ช่วยรีบไส้หัวไปตายไกลๆสายตาข้าได้แล้วทางทิศตะวันตกของวังมีม้าข้าผูกอยู่ เจ้าใช้มันพาเจ้าไปจากที่นี่ได้” แม้จะคำพูดเย็นโหดร้ายที่ไม่น่าฟังนักจะเอ่ยออกมา แต่มิกิกลับไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านั้นเท่าไร เพราะทั้งหมดเหมือนบาฮาลต้องการจะช่วยเหลือเขา



           “ทำไม..”

           เสียงนั้นเอ่ยแผ่วเบาลงราวกระซิบ ดวงตาคู่สวยมองชายตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ แต่ยิ่งมองนานเท่าไร เขาก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่แตกต่างออกอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบชายผู้นั้น แม้สายลมยามรัตติกาลจะพัดโชยแพรผมยาวสลวยของสายเลือดเดียวกัน ทว่าดวงตาสีกรมเข้มกลับมีแต่ความซื่อตรงตามการกระทำ หาได้เหมือนกับแววตาที่มีเพียงความเลือดเย็นและโหดเหี้ยมผู้ปกครองแห่งอนาคานไม่



          ไม่มีรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่เพียงชั่ววูบ..มิกิกลับสายตาเลื่อนลอยราวกับถูกต้องมนต์ ร่างสูงโปร่งของผู้เป็นองค์ชายก้าวเดินมาใกล้ขึ้น แล้วนั่งลงหยุดอยู่ตรงหน้าเพียงแค่เอื้อม สายลมยามค่ำคืนหนาวเหน็บโชยพัดเข้าเอื่อยแผ่ว จนจมูกโด่งสวยได้กลิ่นหอมอ่อนๆของบุปผางามขจรขจายอบอวลจากร่างบอบบาง มืออันแข็งแกร่งสัมผัสลงบนข้างแก้มขาวทั้งสองข้าง ดวงตาสีกรมจ้องมองลึกลงไปราวกับกำลังดึดดูดเขาเข้าสู่หุบเหวดำมืด ใบหน้าคมเข้มเคลื่อนเข้าไปใกล้เรื่อยๆ จนลมหายใจอุ่นๆผ่อนรดรูปหน้างดงาม ริมฝีปากบางเผยอขึ้นคล้ายกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่มีเสียงเปล่งออกมาเลยสักนิด

         “ เพราะเจ้าคือ..”

         ทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นดั่งร่ายเวทย์มนต์ มิกิไม่สามารถบังคับร่างกายของตัวเองเลยสักนิด คล้ายกับหัวใจกำลังถูกสะกดให้ลุ่มหลง ริมฝีปากของนักรบนั่นเคลื่อนลงมาใกล้จนแทบจะประกบชิด ใบหน้าที่คมคายช่างเข้ากับสีผิวที่คล้ำเข้มอย่างน่าเกรงขาม เสียงทุ้มแห่บพร่านั่นเอ่ยแผ่วเบา แต่กลับกึกก้องในหูจนจดจำ ก่อนดวงกลมจะหลับลงราวกับพร้อมกับสิ่งที่กำลังเผชิญต่อไป..

         “ ตัวอันตราย..มิกิ ”

 







           อีกมุมหนึ่ง บนปลายเสาหินอ่อนภายในห้องบรรทมขององค์ชายบาฮาล ดวงตาเรียวยาวของอสรพิษขาวสลับทองดุจทรายกำลังฉายภาพของบุคคลที่แอบซุ่มดูเหตุการณ์ให้กับใครบางคนที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ของราชาอสรพิษ งูดำตัวหนึ่งเคลื่อนขึ้นมาพันรอบท่อนแขนทรงอำนาจ และชูคอขึ่นแผ่ความโอหังอยู่ในระดับสายตา แต่หาได้สร้างความหวาดกลัวได้ไม่



            ราชาบาซิกค์เท้าท่อนแขนลงไปกับที่ขอบวางพระหัตถ์บนบัลลังก์แล้วเอนศีรษะลงไป ส่วนอีกข้างที่อสรพิษทำพัวพันก็ยกขึ้นนิ่ง ดวงคมที่เต็มไปด้วยอำนาจมากล้นหรี่ลงราวกับกำลังออกคำสั่งงูตัวนั้นให้เลื้อยออกไปนอนที่ตัก ก่อนจะใช้ฝ่ามือลูบหัวมันเบาๆด้วยความเอ็นดู



           “ บาฮาล..ข้าควรเอาชีวิตเจ้าหรือไม่ ” เสียงนั้นแผ่วเบาเกินกว่าใครจะได้ยิน สีหน้าที่เรียบเฉยยังคงแสดงออกมาอย่างที่ควรจะเป็น หากแต่ดวงตาสีอำพันกลับแอบมีประกายสั่นไหว เมื่อนึกเหตุการณ์ครั้งในอดีต



           เปลวไฟ..



           เสียงกรีดร้อง..



           อสรพิษ..



          และเลือด..



          ทั้งหมดคือวงจรที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง..เป็นวงจรของการเป็นเทพนาคิน..องค์ถัดไป



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ออฟไลน์ boboman

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1237
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-2
สนุกอ่ะ ชอบๆ >O<

ออฟไลน์ monaligo

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 427
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
ยอมรับว่ามีปัญหากับชื่อนิดหน่อย จำชื่อสลับอ่ะ
แต่เนื้อเรื่องเราชอบมาก น่าติดตามมากค่ะ

ออฟไลน์ HISY

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3654
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-3
ลึกลับซับซ้อนจริงๆ
บาฮาลเป็นพระเอกหรอ?

ออฟไลน์ me12inzy

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-2
ใครกันน้าที่เป็นพระเอก :katai4:  เชียร์บาฮาลแป๊บ

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
 ค่ำคืนที่ 7 : อนาคาน Part 1

      หากจะกล่าวถึง ‘ซาคาเดียร์’ ที่เทียบเคียงกับอนาคานแล้ว ซาคาเดียร์เป็นนครเมืองที่ยิ่งใหญ่กว่าอนาคานมากนัก ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกจากใจกลางทะเลทรายฮาซาน แต่ซาคาเดียร์มิอาจเรียกได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นประเทศ เพราะซาคาเดียร์กลับปกปิดตัวเองด้วยการรวมแผ่นดินกับประเทศซีเรีย แล้วแทนที่การปกครองตนเองด้วยเครื่องบรรณาการ เช่นทองคำ เพรช พลอย


     สิ่งที่ซาคาเดียร์มีเช่นเดียวกับอนาคานก็คือการผสมผสานอารายธรรมโบราณกับเทคโนโลยีบางส่วนที่รับเข้ามาได้อย่างลงตัว อีกทั้งเคร่งครัดในลัทธิบูชาเทพนาคินเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ทั่วทั้งเมืองจึงเต็มไปด้วยรูปปั้นสลักงู และรูปภาพที่แสดงถึงความเคารพบูชางูให้เป็นเสมือนพระเจ้าของพวกเขา เหล่านี้คือออนุสรณ์สำคัญของชาวเมืองซาคาเดียร์ เป็นวิถีชีวิต...แม้วัฒนธรรมการแต่งกายจะรับมาจากภายนอก แต่ก็มิอาจดึงหัวใจที่ภักดีของชาวเมืองในชาติกำเนิดให้คล้อยตามได้


      ว่ากันว่า..เหตุผลที่อนาคานและซาคาเดียร์ ไม่ได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างที่ควรจะเป็น เพราะความขัดแย้งภายในที่ไม่ลงตัวในอดีต แต่แท้จริงแล้ว..ความเที่ยงตรงที่เกิดขึ้นในตำนานก็คือ..อนาคาน และ ซาคาเดียร์ เปรียบเสมือน กายเนื้อ และ จิตวิญญาณที่แยกออกจากกันของเทพนาคิน.
 

     อนาคานคือ กายเนื้อ..


     ซาคาเดียร์คือ จิตวิญญาณ..

 
      เมื่อนำสองสิ่งนี้มารวมกันจะก่อเป็นชีวิตแห่งนาคิน หรือราเมียร์ที่ถือกำเนิดใหม่ ทว่า..กายเนื้อก็เป็นเพียงกายเนื้อ หาได้เป็นเจ้าของชีวิตไม่ ซาคาเดียร์ผู้ซึ่งเป็นจิตวิญญาณ จึงเป็นผู้มีสิทธิ์ในการถือครองผู้กำเนิดใหม่ และกายเนื้อที่มอบให้จะต้องสูญสิ้นให้แก่จิตวิญญาณ


      นั่น..เป็นเหตุผลว่าทำไมอนาคานจึงดูไร้ซึ่งอำนาจมากนัก ทั้งหมดคือกฏ..กฏเพื่อทำให้เกิดความสมดุลย์ในโลกมนุษย์ แม้อนาคานจะมีโอรสเทพนาคินปกครอง แต่ก็หาใช่เทพนาคินโดยสมบูรณ์ จนกว่าจะถึง ฤดูกาล ‘เก็บเกี่ยวครั้งสุดท้าย’ เมื่อนั้นโอรสเทพนาคินจะต้องเลือกคู่ครอง เพื่อให้กำเนิดเทพนาคินองค์ใหม่ แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปในกฏก็คือ..พวกเขาจะต้องมอบอำนาจทั้งหมดที่มี

 
      ทั้งกายเนื้อ …

 
      และจิตวิญญาณ …

 
      สู่ ‘หัวใจ’ ของโอรส หรือธิดาแห่งเทพนาคิน..


     สายลมร้อนพรายพัดเม็ดทรายล่องลอยจนเห็นเป็นม่านสีทองบางเบาดูแล้วราวกับกำลังจะห่อหุ้มสถานที่ที่อยู่ตรงหน้า เส้นผมสีเทาดำใต้กุห์ตราไหวไปตามลมเอื่อยแผ่ว นัยน์ตาสีครามดุจท้องฟ้าเปิดโล่งทอดมองยังประตูเมืองอันยิ่งใหญ่ของซาคาเดียร์ การมาเยือนอย่างเร่งด่วนของหัวหน้าราชบริวารแห่งอนาคานตามรับสั่งของเจ้าปกครองชีวิต ทำให้ซาคาเดียร์มิอาจเตรียมการต้อนรับได้อย่างสมเกียรติเท่าไรนัก แต่กระนั้นร่างสูงของชายหนุ่มผู้นำคณะบริวารกลับไม่ได้อึดอัดใจ รอยยิ้มบางเบายังคงประดับไว้บนใบหน้าคมเข้มอย่างเช่นเคย เท้าแกร่งเดาะลงเบาๆยังสัตว์สี่เท้าที่มีโหนกสูงพูนกลางหลังเพื่อกระตุ้นให้มันเคลื่อนที่นำขบวนผู้ติดตามให้เข้าไปยังซาคาเดียร์

 
      ‘คิเมดาร์ เอบี รามุน’ ราชีนีผู้ปกครองนครแห่งซาคาเดียร์เพียงหนึ่งเดียว นางมีทรวดทรงอรชร เพรียวบาง และดวงตาของนางพญาที่เปล่งประกายดงามดุจทับทิมสีชมพู และว่ากันว่าใบหน้าของนางช่างสะสวยปานเทวีวีนัส จนต้องปิดบังด้วยผ้าทองคำไว้ครึ่งหนึ่งเพื่อบดบังจิตใจมิให้ลุ่มหลง


      ราชีนีคิเมดาร์พอทราบข่าวการมาเยือนของหัวหน้าราชบริวารแห่งอนาคาน ที่เดินทางมาอย่างเร่งด่วนตามรับสั่งขององค์ราชาแห่งอนาคานถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่กำลังมาเยือน นางก็รีบลุดตัวออกจากบัลลังก์มาต้อนรับด้วยตนเองในทันที แต่เมื่อฟังเรื่องราวจากปากหัวหน้าราชบริวารหนุ่มแล้ว แม้ใบหน้างดงามเสมือนทวยเทพจุตินั่นจะถูกปกปิดไว้ครึ่งหนึ่ง ทว่าดวงตาที่เคยเปล่งประกายเป็นสีชมพูอ่อนแต่กลับวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธ ถึงท่าทีที่จะแสดงออกจะดูสงบนิ่ง แต่ก็ไม่พ้นสายตาของราชบริวารหนุ่มจะดูออก พอปรายตามองลงเบื้องล่างก็พบพระหัตถ์เรียวที่กำลังกำแน่น และคงไม่พ้นว่าอยากจะตะโกนออกมาว่า ‘บังอาจ’ เป็นแน่ แต่ด้วยศักดิ์ที่เท่าเทียมกันทำให้นางต้องรั้งอารมณ์เอาไว้ แล้วปรับน้ำเสียงให้นิ่งสงบที่สุด


        “ องค์ราชาบาซิกค์ ทำเช่นนี้ไม่เป็นการหยามกฏบรรพบุรุษของเทพนาคินไปหน่อยหรือ  ฤดูกาลเก็บเกี่ยวใช่ว่าจะเกิดขึ้นทุกราตรีกาล หากเลื่อนออกไป ทั้งซาคาเดียร์และอนาคานต้องนับก้าวใหม่ไปอีกยาวไกลนัก ผู้คนจะเริ่มล้มตาย..ขณะที่การกำเนิดใหม่จะไม่ปรากฏขึ้น ข้าหวังว่าองค์ราชาบาซิกค์ จะมีเหตุผลพอกับการปฏิเสธที่ไม่ส่งชาวอนาคานมายังซาคาเดียร์ เพียงเพราะความหวาดกลัวของตัวเองหรอกนะ”  สุรเสียงเรียบนิ่งนั้นแฝงไว้ด้วยความดูแคลนอีกฝ่าย หัวหน้าราชบริวารหนุ่มทำเพียงคลี่ยิ้มก่อนเอ่ยตอบความจริงอย่างสุภาพ


       “ องค์ราชีนีอย่าทรงเข้าพระทัยองค์ราชาผิดเลยพ่ะย่ะค่ะ อีกไม่นานพระองค์จะทรงเป็นเทพนาคินโดยสมบูรณ์ ทรงมิได้หวาดกลัวเรื่องใด”


       “ เช่นนั้น..เหตุผลขององค์ราชาของเจ้าคือสิ่งใด ”

       พอได้ยินคำถามกับสีหน้าที่คาดคั้นเอาคำตอบด้วยความสงสัย ซาอิดรีบนำขวดแก้วที่องค์ราชาบาซิกค์มอบให้ขึ้นมาจากกระเป๋าด้านข้าง ก่อนจะมอบให้แด่องค์ราชีนี


       “ องค์ราชาทรงนำสิ่งนี้ให้กระหม่อมมอบให้พ่ะย่ะค่ะ ” ขวดแก้วที่บรรจุของเหลวสีแดงถูกยื่นให้แก่ผู้ปกครองซาคาเดียร์ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงด้วยความสงสัย


       “ องค์ราชาตรัสว่า..นี่คือเหตุผลพ่ะย่ะค่ะ” มือเรียวสวยยื่นออกรับ ก่อนจะชูขวดแก้วให้ส่องกระทบกับแสงอาทิตย์ที่ลอดส่อง ประกายแสงสีแดงเข้มของสิ่งที่อยู่ด้านในทำให้ต้องขมวดคิ้วลงอย่างใคร่รู้ กระนั้นจึงเปิดจุกที่ปิดออก กลิ่นหอมหวนของบุปผชาติโบราณโชยเข้าจมูกโด่งสวย ฉับพลับใบหน้างดงามดุจเทวีก็นิ่วลงทันที

 
        “ อนาคานกำลังเล่นตลกกับซาดาเดียร์ด้วยสิ่งนี้งั้นหรือ ” น้ำเสียงนั่นฟังดูแข็งกร้าวขึ้น แรงกดดันจากสีหน้าท่าทางของผู้ปกครองซาคาเดียร์ทำให้เหล่าบริวารกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ทว่ากลับไม่ระคายชายหนุ่มผู้เป็นตัวแทนแห่งอนาคานเลยแม้แต่น้อย ร่างสูงโปร่งก้มศีรษะลงเคารพตามธรรมเนียม ก่อนรอยยิ้มบางเบาจะประดับไว้บนใบหน้าให้คลายความตึงเครียด หากในสายตาของคิเมดาห์องค์ราชีนีแห่งซาคาเดียร์กลับน่าหงุดหงิดยิ่ง


        “ หน้าที่ของกระหม่อมมาเพื่อส่งสารเพียงเท่านั้น เรื่องอื่นกระหม่อมไม่ทราบคำตอบ..หากไม่มีสิ่งใดแล้วกระหม่อมทูลลากลับอนาคานพ่ะย่ะค่ะ ”

 
        “ เจ้าเดินทางมาไกลคงจะเหนื่อย พักที่สักคืนแล้วค่อยกลับ หวังว่าเจ้าคงเหลือเกียรติให้ซาคาเดียร์” ด้วยความที่เป็นราชีนีแห่งซาคาเดียร์จึงกล่าวเชิญชวนด้วยน้ำเสียงทียั่วยวนให้อยู่ต่อ แต่ซาอิดกลับฉลาดกว่าที่นางคิดไว้มากนัก

 
        “ กระหม่อมปราบปลื้มในพระกรุณาขององค์ราชีนียิ่ง..แต่กระหม่อมก็มิอาจขัดพระบัญชาขององค์ราชาแห่งอนาคานได้เช่นกัน ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ”หัวหน้าราชบริวารหนุ่มโค้งเคารพกล่าวด้วยเสียงที่นุ่มนวล ก่อนสั่งให้บริวารออกเดินทางกลับอนาคานในทันที หลังจากที่ซาอิดพ้นประตูวังออกไปแล้ว ความอดทนก็สิ้นสุดลง คิเมดาร์ อารี รามุน องค์ราชีนีแห่งซาคาเดียร์กลับไปนั่งบนบัลลังก์ของตัวเอง จ้องมองของเหลวสีแดงเข้มในมืออย่างพินิจ หากสารที่ส่งมาเธอคิดไม่ผิดพลาด..นั้นแปลว่าลูกงูตัวเล็กๆกำลังหาหนทางเอาตัวรอด แต่อย่างไร ก็ต้องตกเป็นเหยื่อของอสรพิษที่แข็งแรงกว่า และย้ำถึงความจริงที่ว่า..


         ธรรมชาติไม่เคยเลือกเหยื่อ..


         ถ้างูจะกินงูด้วยกันก็คง ไม่ใช่เรื่องแปลก...

 
         “ จงไปสืบเรื่องนี้ที่อนาคาน และทำในสิ่งที่ควรต้องทำ ” สุรเสียงเรียบเย็นเอ่ยบัญชา ขวดแก้วถูกโยนให้ร่างเงาดำด้านหลังเสาสลักอสรพิษ รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าที่งามงามปานเทพเทวี แท้จริงแล้วหรือเป็นปีศาจร้ายกาจที่แสนน่ากลัว..

 



 

       ตึก..


       ตึก..

 

      เสียงหัวใจเต้นสั่นระรัวดั่งกลองรบ เสียงกรีดร้องของผู้คนกึกก้องใบหู ในห้วงความคิดรอบด้านปรากฏเพียงความมืดมิดเป็นเพื่อนข้างกาย..แสนหนาวเหน็บ..แสนเยือกเย็น จนถึงกระดูกขาวโพลนที่สั่นสะท้าน ทว่า..ฉับพลับกลับมีแสงสีแดงฉานเฉิดฉายขึ้นมาเต็มสองดวงตา สัมผัสร้อนระอุมอดไหม้ราวกับไฟนรกโลกันต์ท่วมล้นไปทั่วร่างกาย

 
      มันเจ็บปวด..

 
      และแสบร้อน..

 
      ร้อนเสียจนเหมือนร่างกายเปราะบางนี้กำลังลอกไหม้..ความทรมาณปานวิญญาณกำลังแผดเผานี้ มันแสบร้อนไล่ซึมไปถึงทุกอนูในร่างกาย แรงกดดันมหาศาลไหลล้นเข้าราวกับมันกำลังบดขยี้กระดูกขาวๆในเรือนร่างนี้ให้แตกละเอียดเป็นผุยผง

 
      เจ้าคือโอรสเทพนาคิน...

 
      เจ้าคือโอรสเทพนาคิน.....


      เสียงแหบพร่าดังซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัวจนแทบคลั่ง ภาพพิธีกรรมอันแสนโหดร้ายที่มิอยากจดจำกลับมาปรากฏเด่นชัดเต็มสองดวงตาอีกครั้ง

 
       ร่างสงบนิ่งสองร่างเป็นเครื่องสังเวยถูกวางไว้บนโต๊ะไม้ที่ทอดยาว ทว่าความสยดสยองไม่ใช่เพียงร่างที่ไร้วิญญาณ แต่เป็นผิวหนังที่ถูกถลกออกตั้งแต่ปลายเท้าจรดศีรษะจนไม่อาจมีส่วนไหนเรียกว่ากายเนื้อห่อหุ้ม เนื้อสีแดงสดและเส้นเอ็นที่ฉีกขาดยังคงเต้นไหวตุบๆ ราวกับมันกำลังกรีดร้องความเจ็บปวด เลือดสีเข้มยังคงไหลท่วมล้นออกจากร่างที่สิ้นลมหายใจเสมือนต้องการย้อมโต๊ะไม้นี้ให้ชุ่มช่ไปด้วยน้ำสีแดงฉาน และกลิ่นคาวคลุ้งที่ตลบอบอวลเสียจนชวนอาเจียน


       เด็กชายบริสุทธิ์ในชุดเสื้อคลุมทองคำทอง บนศีรษะเล็กมีรัดเกล้ารูปอสรพิษแผ่แม่เบี้ยแสดงความองอาจอยู่ด้านบน เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จัดไว้สำหรับเสวยเครื่องสังเวย แต่ใบหน้าหมดจดนั่นแสดงออกอย่างไม่ยอมรับกับสิ่งที่อยู่ในจานกระเบื้องของตนเอง เมื่อเห็นผิวหนังสีแดงสดถูกกองพับเอาไว้ราวกับผ้าในจาน แค่เห็นก็อาเจียนออกมาจนมิอาจกลั้น ทว่า..แรงกดดันมหาศาลจากเงาดำที่ครอบคลุมการกระทำอยู่ด้านหลัง ทำให้มือเล็กๆต้องหยิบยกผิวหนังอันน่าขยะแขยงนั้นขึ้นมาจรดริมฝีปาก หยาดเลือดสีแดงสดไหลลงจากท่อนแขนขาวหยดลงสู่พื้น กระนั้นใบหน้าของเด็กน้อยมิอาจทนรับไหว หยาดน้ำตาไหลอาบลงมาจากขอบตาที่ร้อนผ่าวเพื่อระบายความโหดร้าย แต่กลับถูกความเจ็บปวดไหลแทรกเข้ามาที่กลางแผ่นหลังจนต้องร้องโหยหวญทันทีเหล็กที่เผาไฟจนร้อนฉ่ากดลงมา ทว่ากลับไม่ได้ช่วยให้วงจรทารุณนี้หลุดพ้นแต่อย่างใด เพราะยิ่งกรีดร้องมากเท่าใด..ก็ยิ่งตอกย้ำการกระทำที่มิอาจเรียกว่ามนุษย์ได้ทุกค่ำคืน

        จนกว่า..ผิวหนังในจานจะกลืนลงไปในท้องของเด็กชายจนหมด..

 
        แม้อาเจียนก็ต้องเก็บมันเข้าไปใหม่..


        แม้เน่าเปื่อย..ก็ต้องฝืนทน


        เช่นนี้ทุกค่ำคืน..


        จะไม่มีความเสียใจ แม้ผู้ให้กำเนิดทั้งสองจะสิ้น..


        จะไม่มีความเจ็บปวด แม้ว่าความตายจะเฉือนเนื้อหัวใจให้ขาดสะบั้น..


        ทั้งหมด เพื่ออำนาจ และดวงตาของเทพนาคิน


       ‘ เนื้อหนัง ที่เต็มไปด้วยอำนาจสืบทอด ของพระบิดาและมารดาของเจ้า..


        จงเสวยมันเข้าไป..บาซิกค์ ฮอร์น ซัลคาฟา โอรสแห่งเทพนาคิน! ’

 
      !!!

 
      ดวงตาสีเข้มผุดขึ้นมาห้วงภวังค์อันมืดมิดโดยฉับพลัน ภาพความจริงปรากฏขึ้นแทนความฝัน หยาดเหงื่อประพรมทั่วดวงหน้างดงามและเรือนร่างที่เปลือยเปล่า แผ่นอกกว้างผายยกขึ้นลงด้วยความเหนื่อยหอบ เสียงลมหายใจที่ผ่อนออกมาอย่างแรงนั้นแสดงถึงความตึงงเครียดในจิตใจ ครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ความฝันในวัยเด็กรุมเข้ามาในหัว บาซิกค์ ฮอร์น ซัลคาฟา ยันกายลุกขึ้นจากเตียงบรรทม ก่อนจะพลิกตัวมานั่งที่ขอบเตียง มือแกร่งยกขึ้นเสยเส้นผมสีราตรีกาลที่ปรกใบหน้าไปด้านหลัง แต่สัมผัสเย็นชื้นจากสิ่งๆหนึ่งที่ฝ่ามือทำให้เขาชะงักงัน พอหงายมองก็พบหยดน้ำใสๆที่กำลังร่วงหยดลงมาอีกครั้ง

 
       ความรู้สึกที่ขาดหาย..

       ความรู้สึกที่แสดงถึงชีวิต..

       มันกำลังไหลลงมาจากขอบตาทั้งสองข้างโดยไม่รู้ตัว

 
       บาซิกค์ ฮอร์น ซัลคาฟา ตกใจกับบางสิ่งที่เริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจของตัวเอง เขาลืมไปแล้วความเสียใจคืออะไร และลืมความรู้สึกทุกสิ่งทุกอย่างจนหมดสิ้นเพื่อการเป็นเทพนาคินที่สมบูรณ์ แต่แท้จริงเขามิอาจลบเลือนความรู้สึกในส่วนลึกของหัวใจตัวเองได้เลย เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ เพราะครึ่งหนึ่งของนาคิน นั่นคือมนุษย์ มีความคิด และหาใช่สัตว์ป่าที่ทำตามเพียงสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียวไม่

 
       บางทีความกดดันที่แบกรับไว้ตลอดมา แม้จะทำให้ร่างกายของชายผู้นี้แข็งแกร่ง..แต่ไฉนเลยน้ำตากลับไหลออกมาแทนคำตอบทุกอย่าง หรือทั้งหมดแท้จริงแล้ว กฏของเทพนาคินที่สมบูรณ์เป็นเพียงแค่ฉากบังหน้าที่ปกปิดจุดอ่อนของตัวเองที่ว่า พวกเขามัน...

 
      อ่อนแอ...

 

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0

ค่ำคืนที่ 7 : อนาคาน  Part จบ

       อาทิตย์สดใสทอแสงอยู่เหนือราชวังแห่งอนาคาน เป็นเวลากว่า 3 วันแล้วที่มิกิถูกขังอยู่ในห้องบรรทมขององค์ชายบาฮาล แม้สามวันมานี้ร่างสูงจะไม่ได้มาพักที่ห้องของตัวเองเพราะเห็นแก่เขา แต่อิสระที่ได้รับเพียงน้อยนิดก็ไม่คลายให้หายอึดอัด ถึงการกระทำที่ตอบสนองกลับมาจะทำให้เขารู้แน่ชัดว่าองค์ชายบาฮาลมีนิสัยที่ต่างจากพี่ชายราวฟ้าเหว ซึ่งนั่นทำให้เกิดความเชื่อใจอยู่ในระดับหนึ่งแต่ก็ยังไม่มากพอที่ปักใจเชื่อไปทุกสิ่ง จนกว่าเขาจะได้รับอสิระอย่างแท้จริง

 
       แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น เขาจำเป็นจะต้องมีร่างกายที่กลับมาแข็งแรงเหมือนเก่าด้วย เสื้อผ้าอย่างดีตามแบบฉบับของชาวอาหรับชั้นสูงถูกยกมาให้ผลัดเปลี่ยน อาหารมากมายครบสามมื้อถูกยกมาเพื่อสนองความหิวในท้องน้อยๆของเด็กหนุ่ม แต่โดยส่วนใหญ่แล้วอาหารในแถบพื้นที่คงไม่มีอะไรมากมายนักนอกจาก พวกแผ่นแป้ง ซุปและผลไม้ คงไม่มีอาหารจำพวกแบบที่เขาชอบอย่างเช่นสปาเก็ตตี้เหมือนอย่างที่เคยทานเท่าไร แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่เรื่องมากอะไรนัก หน้ำซ้ำการสั่งให้บริวารมาปรณนิบัติเขาอย่างดีก็ทำอดแปลกใจจนอึดอัดไม่ได้ ทั้งที่ตอนแรกปฏิบัติกับเขาอย่างกับเป็นพวกนักโทษในเรือนจำ บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่า นี่เป็นการขุนหมูให้อ้วนก่อนนำไปเชือดหรือเปล่า

 
        คำถามนี้เขาอยากจะแกล้งถามบาฮาลให้เข้าใจเหมือนกัน แต่พอนึกถึงร่างสูงกำยำขึ้นมาแล้ว เรื่องเมื่อคืนก่อนก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที ใบหน้าคมเข้มนั้นใกล้เพียงเอื้อม ลมหายใจอุ่นๆไหลรดไปทั่วแก้ม ดวงตาคมสีกรมเข้มยิ่งมองก็ยิ่งดึงดูดหัวใจของเขาให้เข้าไปในหุบเหวลึก


        ช่วงเวลาหนึ่งเขากลับรู้สึกบังคับตัวเองไม่ได้แม้แต่จะเพียงคิด เขารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างกำลังสะกดการกระทำของเขาให้ลุ่มหลงจนมิอาจถอนตัว ริมฝีปากของชายผู้นั้นทำให้ดวงใจเต้นระส่ำ ทันทีเคลื่อนเข้ามาใกล้จนแทบแนบประชิดกัน ร่างแกร่งก็เหมือนดึงสติกลับคืนมาได้ทัน ก่อนที่เจ้าตัวจะผลักเขาออกแล้วรีบหนีออกไปจากห้อง ทิ้งไว้แค่ความงุนงงของคนที่ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น

 
       ทีแรกเขาคิดว่าทั้งหมด อาจเป็นเพราะความเหนื่อยล้าของร่างกาย และจิตใจที่อ่อนแอของตัวเอง แต่เขาว่าคงไม่ใช่แบบนั้นแน่ อย่างไรถึงจะแน่ใจว่า เซรุ่มจากดอกเพเซียจะทำให้ตัวเขามีฟีโรโมนที่ดึงดูดพวก(มนุษย์)งู แต่เขาว่ามันไม่น่าจะดึงดูดให้เขาลุ่มหลงไปกับมันด้วย

 
       สิ่งที่เขาสงสัยก็คือ..ตั้งแต่วันนั้น เขาก็ไม่พบหน้าของราชาบาซิกค์อีกเลย ถึงจะไม่อยากนึกคนโหดร้ายพรรณนั้น แต่ก็อดสงสัยเป็นไม่ได้ว่าเขากำลังวางแผนทำสิ่งใดต่อ อีกทั้งตอนนี้คำถามมากมายที่ยังไม่ได้รับคำตอบก็มีอยู่เต็มหัว เพราะตั้งแต่เขาถูกนำตัวมาที่อนาคาน เขากลับไม่ทราบเรื่องราวของเมืองลึกลับนี้เลยแม้แต่น้อย แถมข้อมูลที่พอจะจำได้ก็ไม่ได้ประโยชน์เลยสักนิด ในห้องก็ไม่มีหนังสือให้อ่าน โทรทัศน์วิทยุ อินเตอร์เน็ตก็ไม่มี ราวกับเมืองแห่งนี้ต้องการจะตัดขาดออกจากสังคมโลก ครั้นจะเอ่ยปากถามบาฮาลออกไปตรงๆเกี่ยวกับเมืองก็คงไม่ได้รับคำตอบที่ตรงใจ เขาจึงได้แต่กินๆนอนๆอยู่ในห้องไปวันๆ

 
        กระทั่งความเบื่อกัดกินเต็มพิกัด จึงรีบย้ายร่างกายที่ไร้ซึ่งการพันธนาการใดๆ เดินออกไปชะโงกหน้ารับลมร้อนอยู่ริมหน้าต่าง ดวงตาสีมรกตเป็นประวับวามมองนครเมืองแห่งอนาคานที่ทอดยาวออกไปอย่างหลงใหล ซึ่งจากมุมนี้ทำให้เห็นได้กว้างไกลนัก

 
        เนื่องจากราชวังอนาคานตั้งตระหง่านอยู่สูงสุดของพื้นที่ ทำให้เมืองด้านล่างมองออกเป็นที่ราบชันไล่ระดับกันลงไปราวกับบรรไดทราย บ้านเรือนส่วนใหญ่ทำด้วยดินทรายเนื้อผสมที่มีลักษณะยกขึ้นจากพื้นคล้ายกับตึก เพียงแต่เจาะบานประตูและหน้าตาเอาไว้เป็นโพรงคล้ายกับถ้ำในเมืองโบราณ บริเวณตามแยกมีเสาหินที่สลักเป็นรูปงูเอาไว้มากมายที่กำลังทำกิริยาต่างๆ เช่นขดตัว แผ่แม่เบี้ย หรือแม้กระทั้งกำลังรักเหยื่อที่เป็นเทพธิดา


        ความจริงแล้วอนาคานเป็นเมืองที่น่าค้นหามาก ถ้าเกิดเขาเป็นนักโบราณคดีไม่ใช่นักชีววิทยาคงได้ลุ่มหลงจนงอหัวไม่ขึ้น แต่คำว่า ‘โบราณ’ ฟังยังไงก็ไม่เหมาะกับเขาอยู่ดี และคงเลวร้ายสำหรับเขามากที่ต้องอยู่ในเมืองของ(มนุษย์)งูไปทั้งชีวิต เขาคงเป็นบ้าตายเข้าสักวัน แม้ที่นี่จะมีความเจริญในระดับหนึ่ง แต่อยู่ในเกณฑ์ที่อาจจะเรียกได้ว่าด้อยพัฒนาไปสักนิด ถึงแม้จากวันที่หนีครานั้น ภายในเมืองเงียบเหงาราวกับเมืองร้าง แต่ตอนนี้กลับมีผู้คนและรถจิ๊บคันเล็กๆเริ่มสันจรไปมาบ้าง แต่มันก็ทำให้เขาอดคิดไม่ได้อยู่ดี ว่าราชาบาซิกค์ทำสิ่งใดบ้างในการปกครองบ้านเมืองนอกจากการบังคับขู่เข็นจิตใจเขาเล่น และอีกอย่างที่สงสัยก็คือ..

 
         ภายในเมืองนี้เขาแทบไม่เห็นผู้หญิงเลยสักคน หรืออาจเป็นเพราะราชาของที่นี่ไม่โปรด ผู้หญิง..?

 
        “ อยากออกไปข้างนอกงั้นหรือ ” เสียงทุ้มเข้มคุ้นเคยดังขึ้นแทรกในห้วงความคิด เด็กหนุ่มผินใบหน้าหันกลับมอง ก่อนจะหลบสายตามองพื้นด้วยความรู้สึกที่ไม่แน่ใจนักว่าควรไว้ใจร่างตรงหน้าดีไม่


      “ คืนนี้ ฉันจะไปจากที่นี่ ” แต่สุดท้ายก็ขยับปากเอื้อนเอ่ยสิ่งที่กำลังคิดออกมา ถึงน้ำเสียงนั้นจะเบาหวิวไม่หนักแน่นเพราะความกังวล แต่บาฮาลกลับไม่คิดคิดใจอะไรนัก ก่อนเขายื่นสิ่งหนึ่งทีพกติดมาด้วยให้


       “ เช่นนั้นเจ้าควรทำสิ่งนี้ไปด้วย ”

       เด็กหนุ่มสองสายเลือดกระพริบตาปริบๆ มองผ้าคลุมที่ถักทอด้วยผ้าที่เป็นเกล็ดมันเลื่อมสีดำราวกับเกล็ดของงู มิกิเงยหน้าขึ้นถามอย่างไม่เข้าใจ


        “ มันคืออะไร ” 


       “ คลุมมันไว้ มันจะกลบกลิ่นของเจ้า ” บาฮาลกล่าวด้วยใบหน้าที่บูดบึ้งเหมือนเช่นเคย ก่อนจะรีบหันตัวออกไป แต่ทำไมพอเห็นการกระทำขององค์ชายนักรบตรงหน้าแล้ว มันกลับทำให้อดที่อมยิ้มเป็นไม่ได้ และเขาก็ไม่ใช่คนใจร้ายที่จะเฉยเมยกับการกระทำที่หวังดี


        “ บาฮาล.. ” เสียงเรียกนั้นทำให้เท้าแกร่งหยุกชะงัด เสี้ยวใบหน้าคมเข้มหันมองอย่างคาใจ

 
        “ ขอบคุณ.. ” คำเพียงสั้นๆ เอ่ยพร้อมกับดวงหน้าหวานที่ปรับรอยยิ้มบางเบา แต่กลับหวานละมุนจนหัวใจที่เงียบสงบสะดุดขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ บาฮาลกระแอ่มไอหนึ่งครั้งเพื่อเรียกความคิดของตัวกลับมาก่อนจะเตลิดไปไกล

 
        “ เจ้าควรรีบไสหัวไป ตั้งแต่คืนก่อน ” แม้คำพูดนั้นจะไม่น่าฟังเท่าไร แต่กลับบ่งบอกความเป็นตัวตนขององค์ชายแห่งอนาคานได้อย่างดิบดี ถึงเสียงประตูห้องจะปิดลงไปแล้ว แต่มิกิไม่อาจหุบยิ้มได้ จะว่าขบขันก็ว่าใช่ จะว่ามองดูน่ารักก็ไม่เลว แต่ว่ามันคงดีกว่าถ้าทุกคนที่ปฏิบัติดีกับเขาอย่างเช่นบาฮาล ทว่า..พอคิดเช่นนั้นแล้วใบหน้าที่แสนเย็นชาของใครคนนั้นก็ผุดขึ้นมาให้หดหู่หัวใจ มิกิกำผ้าคลุมเกล็ดงูมือของตัวเองแน่น อย่างไรวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่เขาจะอยู่ที่นี่..

 



        ตะวันลาลับ ค่ำคืนหนาวเหน็บเข้าย่ำเยือน สายลมราตรีโชยผ้าม่านโบกสะบัด มิกิหันมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงดาวทอประกายระยับบนผืนนภาสีดำสนิท แสงจันทร์ที่สาดส่องต้องนครเมืองแห่งอนาคาน มองดูแล้วช่างเป็นภาพที่ธรรมชาติรังสรรค์ได้อย่างงดงาม ซึ่งเขาจะขอเลือกจำจดแต่ภาพอันแสนวิจิตรของที่นี้ไว้ในจิตใจ แต่ในส่วนที่เลวร้ายจะขอลบเลือนให้หมดสิ้น อิสระภาพรอคอยอยู่เบื้องหน้า นกน้อยในกรงขังสีทองเตรียมจะโผบิน

 
        มิกิหลับตาลงถอนหายใจยาว เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมกับการหลบหนี หลังจากที่วัดความเชื่อขององค์ชายบาฮาลเป็นเวลาสามวัน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจกระทำอีกครั้ง ถึงจากบทเรียนครั้งแรกนั้นจะแทบเอาชีวิตไม่รอด แต่อย่างไรเขาก็ยังมีลมหายใจ แม้เขาจะไม่เข้าใจเหตุผลว่าทำไมบาฮาลถึงอยากให้เขาไปจากที่นี่นัก แต่ก็ไม่เคยคิดจะถามเพื่อเพิ่มความปวดหัวให้ตัวเอง ตอนนี้สิ่งเดียวที่รู้อยู่ก็คือ ที่เขายังไม่ตายเพราะเซรุ่มที่ฉีดเขาไปในร่างกาย แต่อย่างไรยานั้นจะต้องมีวันหมดอายุ ทางเลือกจึงมีอยู่ไม่มากสำหรับเขา แต่ถ้าให้ต้องนอนทนรอความตายอย่างเดียว คงไม่ใช่ คิโนมุระ มิกิ คนนี้แน่ พอคิดได้กระนั้นหัวใจก็กลับมามีความหวังอีกครั้ง

 
        มิกิชะโงกหน้าออกไปนอกหน้าต่างที่เปิดโล่งพลันมองลู่ทางที่ใช้ในการหลบหนีอย่างละเอียดถี่ถ้วน บริเวณด้านล่างปลอดคน..ทั้งควรจะเต็มไปด้วยทหารเฝ้ายาม แต่ทั้งหมดอาจเป็นเพราะคำสั่งจากองค์ชายบาฮาลที่ล่อลวงออกไปทางอื่น เมื่อพื้นที่ด้านปลอดภัย มิกิก็รีบนำเชือกที่ร่างสูงแอบนำมาให้ที่ซ่อนไว้อยู่ใต้เตียงออกมาผูกไว้กับขาเตียงด้วยเงื่อนตาย ก่อนจะโยนเชือกออกนอกต่างต่างสู่พื้นเบื้องล่าง


        การหลบหนีในรูปแบบเดิมนั้นทำเอาร่างบางเริ่มรู้สึกหวั่นๆ แต่คงไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้มากนัก เพราะเขาถูกสั่งขังให้อยู่แต่ในห้องบรรทมขององค์ชายบาฮาล ฉะนั้นการเดินออกไปอย่างปกตินั้นจึงลืมไปได้เลย


        มิกิสะบัดไล่ความคิดไร้สาระของตัวเอง ก็จะโหนเชือกลงมาจากทางหน้าต่างขององค์ชายบาฮาลอย่างเงียบเชียบที่สุดโดยที่ไม่ลืมคลุมผ้าเกล็ดงูเพื่อกลบกลิ่น


       ทันทีเท้าติดพื้นความรู้สึกโล่งใจก็เข้ามาเปราะหนึ่ง แต่ตราบใดที่ยังไม่พ้นจากเมืองแห่งนี้เขาจะไว้ใจอะไม่ได้อย่างเด็ดขาด ร่างบางรีบแอบซุกตัวอยู่หลังพุ่มไม้ริมทางเดินหินอ่อน เหงื่อไคเริ่มไหลประพรมบ่งบอกถึงความตึงเครียดที่กดดัน เขาพยายามมองพวกทหารอีกครั้ง ก่อนจะเบิกตากว้างตกใจเมื่อทหารนายหนึ่งกำลังเดินเข้ามา

       มิกิรีบลดตัวต่ำแทบจะติดดิน เสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆจนถึงระยะของตัวเอง ร่างเล็กพยายามกลั้นเสียงลมหายใจและไม่ขยับตัวเพื่อให้รู้ถึงความผิดปกติ แต่ก็ไม่อาจลอดพ้นสายตาของทหารขี้สงสัยได้เมื่อเห็นเงาตะครุ่มอยู่หลังพุ่มไม้

       ทหารยามเดินเข้ามาใก้ลขึ้นอย่างสงสัย มือยื่นออกไปหวังจะแหวกพุ่มไม้ออกเพื่อหาสิ่งที่อยู่ด้านใน ขณะที่มิกิได้แต่ปิดตาแน่น หัวใจเต้นโครมครามราวกบมันจะทะลุออกมาด้านนอก


      มือนั้นเอื้อมเข้ามาใกล้จนสัมปลายเส้นผมสีบรอนด์ของตัวเอง.. มิกิก็หัวใจหล่นวูบ!

 
      “ เจ้ากำลังทำสิ่งใด ” สุรเสียงดุดันทำมือนั้นถึงกับชะงักงัน ทหารหนุ่มรีบขานรับก้มถวายเคารพผู้สูงศักดิ์อย่างหวาดกลัว

 
       “ ราชาบาซิกค์จะทรงออกจากห้องประทับแล้ว ไยพวกเจ้าถึงยังอยู่ที่นี่อีก ”

 
      “ กระหม่อมขออภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมแค่มาเดินตรวจดูความเรียบร้อย ก่อนเข้าไปพ่ะย่ะค่ะ ” ทหารหนุ่มกล่าวอย่างเลิ่กลั่ก


       “ บังอาจ! ข้าไม่มีเวลามาฟังเจ้าแก้ตัว รีบเข้าไปด้านในเดี๋ยวนี้” สิ้นเสียงตวาท ทหารนายนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปทันที มิกิถอนหายใจโล่งอก ทันทีที่เห็นผู้ที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือ


       “ เจ้าจะอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม ข้าชักเริ่มไม่ได้แน่ใจว่าเจ้าอยากจะกลับจริงหรือเปล่า ” ไม่ปล่อยให้เสียเวลานาน องค์ชายบาฮาลกล่าวเสียงดุใส่คนที่ยังคงแอบซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ ก่อนจะสาวเท้านำไป ร่างเล็กกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ ก่อนจะรีบตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปทันที


        บริเวณท้ายราชวังของอนาคานเป็นคอกม้าและอูฐที่ไว้สำหรับเป็นสัตว์พาหนะในการเดินทางระยะใกล้ๆ ซึ่งเวลานี้ไม่มีคนคอยควบคุมดูแล องค์ชายบาฮาลเลือกอาชาที่ดูเชื่องที่สุดให้แก่มิกิ ถึงเขาจะเคยขี่ม้ามาบ้างในสมัยตอนเด็กๆ แต่ใช่ว่าเขาจะขี่มันเป็น มิหิหน้าเสียทันทีเมื่อรู้ว่าตัวเองต้องขี่ม้าตัวนี้หนีออกไปจากเมืองเพียงลำพัง


      “ จะไม่ไปส่งหน่อยเหรอ ” พอได้ยินคำถามสิ้นคิด ดวงตาสีกรมก็ตวัดขวับทันที จนร่างเล็กสะดุ้งตกใจ

 
       “ เจ้าขี่ไม่เป็นหรือ ” เสียงเข้มพูดถามขึ้น มิกิพยักหน้ารับอย่างอายๆ บาฮาลถอนหายใจ

 
       “ ไม่มีเวลาแล้ว.. ”


        “ จะ ทำอะไรน่ะ อุบบ..” ลืมตัวจนโวยวายส่งเสียงดัง แต่ไม่ทันไรร่างสูงก็เข้ามาประชิดติดตัว ก่อนฝ่ามือหนาจะตรงเข้าปิดปากนั่นให้เงียบสนิท และเพียงพริบตามือใหญ่โอบอุ้มกายบางขึ้นไปอยู่บนหลังม้าอย่างง่ายดายราวกับเขาน้ำหนักเบาอย่างกับเด็กๆ

       มิกิกระพริบตาปริบๆ รู้สึกเหมือนตัวเองเหมือนเด็กนน้อยที่กำลังถูกคุณพ่อสอนขี่ม้า

 
      “ จับบังเหียนให้มั่น เดาะเท้าเบาๆค่อยๆบังคับมัน ” บาฮาลกล่าวเรียบพลางรีบขัดท่วงท่าให้เขาเสร็จสรรจโดยไม่สนใจว่าเขาจะเข้าใจหรือไม่ ริมฝีปากบางกำลังจะเผยอพูดโต้เถียง แต่คนตัวสูงกลับเขย่งตัวคล้องกระบอกน้ำเข้าที่ลำคอของเขาแทน

 
      “ นี่คือน้ำ ข้าไม่อยากให้เจ้าตายก่อนจะได้เจอเมืองอื่น ” น้ำเสียงนั้นแม้จะฟังดูแข้งกร้าว แต่กลับแฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ตัว แม้จะเพียงระยะเวลาสั้นๆแต่เขากลับโกหกตัวเองไม่ได้เขาไม่ได้สนใจร่างตรงหน้า ซึ่งทั้งหมดมันไม่ได้มาจากกลิ่นกายของบุปผชาติที่มิกิมี

 
        “ ขอบคุณ.. ” เสียงหวานเอ่ยแผ่วเบา แต่ดังก้องยิ่งนัก ความรู้สึกลึกๆในใจที่เขาเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันปรากฏขึ้น แต่ด้วยเหตุจำเป็นเขาก็เข้าใจดีว่าจะปล่อยให้ร่างงามยังอยู่ที่นี่ไม่ได้ ทั้งหมดอาจไม่เป็นผลดีต่ออนาคาน เพราะถ้าหากเขาคาดเดาเรื่องทั้งหมดไม่ผิดพลาด พี่ชายของเขาคงต้องการจะใช้มิกิเป็นเครื่องมือบางอย่างเป็นแน่ และนั่นไม่ได้หมายถึงอันตรายเฉพาะอนาคาน แต่จะเป็นตัวของเด็กหนุ่มเองด้วย เขาได้แต่หวังว่า เมื่อกาลเวลาผ่านเลยไป และพรมหลิขิตมีจริง พวกเขาอาจจะได้พบกันอีก


            “ ไปซะ.. ”


            เพี๊ยะ!


            สิ้นเสียงฝ่ามือที่ตบลงยังปั้นท้ายของสัตว์พาหนะ อาชาสีเข้มก็พุ่งทยานไปทันที มิกิรีบก้มตัวจับบังเหียนม้าไว้แน่นโดยฉับพลัน เองค์ชายบาฮาลแอบคลี่ยยิ้มโดนไม่รู้ตัว แล้วมองผ่นหลังเล็กก็กำลังจากไปไกลเรื่อยๆ แต่ทำไมหัวใจของเขากลับรู้สึกเย็นวาบเหมือนกำลังจะขาดใจ


            องค์ชายบาฮาลหลับตาลง กลืนน้ำลายลงคอราวกับต้องการลืมเรื่องทุกสิ่ง ก่อนจะตื่นขึ้นมาปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด เพราะคิดว่าหลังจากองค์ราชาทราบเรื่องนี้แล้ว จะต้องทรงกริ้วเป็นแน่  แต่กว่าจะถึงช่วงเวลานั้นเขาหวังให้มิกิออกพ้นสู่ประตูเมืองแห่งทะเลทราย เพราะการสั่งให้ตามหาในทะเลทรายนั้น ยากยิ่งกว่าการงมเข็มจากมหาสมุทร..

 
         

            เสียงควบม้ายังคงดังไม่หยุดหย่อน สายลมเย็นกระทบเข้าใบหน้า เส้นผมสีอ่อนพริ้วไสวไปตามแรงวิ่ง ร่างบนหลังม้าเกร๊งจนตัวแข็งเพราะกลัวจะพรัดตก แต่กระก็พยายามเงยหน้ามองหนทาง มิกิขบกรามแน่นสะกัดกั้นความความกลัว อีกเพียงไม่กี่อึดใจก็จะพ้นประตูเมืองแห่งอนาคานที่ไร้ซึ่งผู้คน และทันทีเท้าแรกของสัตว์พาหนะ เหยียบย่ำลงผืนทรายเย็นตาด้านนอก หัวใจก็ผองโตขึ้นทันที เมื่อนกน้อยกำลังอิสระภาพกลับคืนสู่ผืนฟ้าสีคราม

 
            ทว่า..นกน้อยที่ลืมตัวว่าถูกตีตราจอง ขนปีกที่ถูกถอนออกจนหมดทำอย่างไรก็ไม่อาจหวนคืนอยู่ท้องฟ้าได้ ฝากระบอกน้ำที่แขว้นไว้อยู่ที่ลำคอค่อยๆแง้มเปิดออกด้วยแรงดันจากภายใน เงาดำพาดยาวค่อยๆเลื้อยขึ้นออกมาโดยไม่ทันรู้ตัว ดวงตาอสรพิษสีดำกลมเกลี้ยงราวกับลูกแก้ว มองท่อนแขนที่ถูกปกคลุมด้วยผ้าชั้นดี ลิ้นสองแฉกผุดออกมาสำรวจพื้นที่


            พ้นประตูเมืองมาได้ไม่นานนัก มิกิเริ่มสัมผัสได้ถึงน้ำหนักแปลกประหลาดที่เริ่มมากขึ้นบริเวณลำคอของตัวเองจนอึดอัด ก่อนการเคลื่อนไหวบีบรัด จะบดเบียดลงมาอย่างหนักที่ลำคอของตัวเองจนหายใจติดขัด แต่ทันทีที่พบสิ่งแปลกปลอม นัยน์ตาสีมรกตเบิกกว้างอย่างตกใจ อสรพิษสีดำขนาดเกือบเท่าท่อนแขนชูคคอปรากฏกายเลื้อยออกมาจากกระบอกน้ำที่บาฮาลเป็นคนมอบให้ ทันใดหัวใจดวงน้อยก็แทบหยุดเต้น มือเผลอละออกจากบังเหียนโดยฉับพลัน อาชาไร้การควบคุม ร่างกายก็มิอาจทรงตัวได้ ร่างเล็กพลัดตกลงจากหลังม้า แรงวิ่งทำให้ร่างของเขาต้องกลิ้งตลบคลุกไปผืนทรายละเอียดจนเจ็บแสบไปทั่วผิวกาย ความจุกแน่นไหลท่วมล้นไปทั้วทั้งแผ่นอก ขณะที่ลมหายใจที่เคยมีกลับเริ่มจางหายเพราะแรงที่บีบรัดที่ต้นคอ

 
           ร่างเล็กดิ้นทุรนอยู่กับผืนทราย มือเรียวพยายามแกะการพันธนาการที่กำลังพรากชีวิตนี้ออกไปจากตัวจนสีหน้าก่ำแดงใกล้ขาดใจ น้ำตาเริ่มคลอล้นออกมาจากริมขอบตาอีกครั้ง แต่ทั้งหมดไม่ได้มาจากความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นจิตใจที่คาดคิดว่าจะโดนหักหลัง


            อสรพิษตามสำนวนภาษา ก็ไม่ควรไว้ใจ


            เขาควรท่องคำนี้เอาไว้ให้ขึ้นใจ..


            อย่างไรซะเขาก็เพิ่งเข้าใจเหตุผลของบาฮาล แท้จริงแล้วที่บอกว่าให้รีบไปจากอนาคานก็ไม่ได้หมายถึงการจากไปแบบมีชีวิต เพราะถ้าเขาเป็นตัวปัญหาจริง การฆ่าให้ตายนั้นเป็นเรื่องง่ายกว่าการปล่อยให้มีชีวิตรอดเป็นแน่ เพียงคิดแค่นั้นก็หลับตาลงยอมรับชะตากรรมอันโหดร้ายของตัวเอง


            มิกิไร้เรี่ยวร่างจะขัดขืนอีกต่อไป ทิ้งร่างกายนอนนิ่ง ดวงตางดงามเงยมองดวงดาราเปล่งประกายท่ามกลางท้องฟ้าราตรี ความสวยงามและสงบสุขนี้ แม้จะสิ้นใจทั้งแบบนี้ก็ไม่รู้สึกเสียใจอีกแล้ว..

 
            เพราะบนโลกใบนี้ไม่เหลืออีกแล้ว คนที่ไว้ใจ

 
            ไม่เหลืออีกแล้วคนที่รักคน

 
            ต่อให้เอ่ยลาก็ไม่มีใครอยากจะฟัง..

 
            ดวงตาคู่สวยใกล้ปิดลง ลมหายใจเฮือกสุดท้ายกำลังขาดหายไป สิ่งสุดท้ายที่เห็นคือ เงาดำสูงใหญ่คร่อมกาย เสียงนุ่มลึกนั่งฟังแล้วราวกับยมฑูตที่ลงมารับ

 

            ดวงวิญญาณ..

 
            “ กลับบ้านกันเถอะ ”

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ออฟไลน์ me12inzy

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-2
เอ๊ะใครนะ ฝ่าบาทแน่ๆ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Serioz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 269
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
อ่านแล้วลุ้นมากเอาใจช่วยมิกิสุดๆ

ออฟไลน์ ammchun

  • Don't Worry,Be Happy
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-4
สนุกมากๆและเศร้าเช่นกัน  สงสารมิกิ :mew4: :mew4:

ออฟไลน์ double9JH

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1814
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-7
มิกิ~~~~ 

ใครมาช่วยยยน้ออ  :hao4:

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
           
ค่ำคืนที่ 8 : ล่าม Part 1



             อิสระภาพ...


             ความหวัง...


            ความโหยหาจากดวงใจของนกตัวน้อยที่อยากจะหวนคืนสู่ท้องฟ้าอันกว้างไกล ซึ่งมีดวงตะวันส่องแสงเจิดจรัสนำทางไป สายลมจะโอบล้อมร่างกายให้ได้สัมผัสถึงอิสระภาพที่ไหลผ่านไปตามปลายนิ้ว ทว่า..ทั้งหมดเป็นเพียงภาพเลือนรางในห้วงความฝันที่แสนหวานช่ำ


           ไม่มีปีกที่ใช้โผบิน..


          ไม่มีท้องฟ้าที่กว้างไกล..


          มีเพียงแค่กรงขังสีทองที่ต้องทุกข์ทนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

         
         หลังจากที่พยายามกลับสู่บ้านเกิดอีกครั้ง แต่สุดท้ายแล้วแผนทั้งหมดกลับพังไม่เป็นท่า เด็กหนุ่มที่บอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ ถูกลากตัวกลับมาที่ราชวังแห่งอนาคานอีกครั้ง แสงไฟที่สว่างไสวของราชวัง อาจมองดูแล้วเหมือนกับปราสาทสวรรค์ หากในความเป็นจริงไม่ต่างอะไรนักจากกรงขัง

     
          ตั้งแต่ความหวังถูกทำลายไป ในสายตาของเขา ภาพทุกอย่างก็เลื่อนลอยไปหมด จากนัยน์ตาดุจแสงมรกตกลับว่างเปล่าราวกับคนที่ไม่อยากจะรับรู้สิ่งใด กำแพงหนาแน่นก่อตัวขึ้นในจิตใจ หลังจากที่โดนทำลายความเชื่อใจจนย่อยยับ ขณะที่หัวใจก็เหมือนโดนทำร้ายอย่างเจ็บช้ำจนมิอาจจะคาดหวังสิ่งใดได้อีก บทเรียนอันแสนทรมาณนี้ทำให้เขาต้องจดจำไปชั่วชีวิต..


         อยากจะร้องไห้ ให้ความรู้สึกที่กำลังจุกแน่นที่แผ่นอกระบายออกมา แต่กลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาเลยสักหยด อย่างไรจะโทษคนอื่นก็ไม่ได้ นอกจากตัวเขาเองที่โง่งม และสมควรแล้วที่ทั้งหมดกลายเป็นเช่นนี้


        ตอนนี้สิ่งเดียวที่กำลังตอกย้ำถึงความจริงก็มีเพียงเสียงลมหายใจ ขณะที่ร่างกายรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยดั่งไร้เรี่ยวแรง มีเพียงสัมผัสอบอุ่นที่แผ่นหลังราวกับกำลังโอบอุ้มด้วยอ้อมแขนอันแข็งแกร่ง สายตาเบื้องหน้าเป็นแผ่นอกที่ผายกว้างสวยงามด้วยกล้ามเนื้อสมชายหนุ่ม อยากจะเอื้อมมือไปสัมผัส ผิวเนื้อขาวละเอียดนั่น ฟังเสียงหัวใจที่ร้อนลุ่มอยู่ในกายว่าจะดังเช่นเดียวกันกับเขาหรือไม่ เส้นผมสีดำที่ปลิวไสวตามแรงก้าว ยาวปรกลงมาละกรอบหน้างดงามที่ไร้การบดบัง ใบหน้านั่นหากเผยรอยยิ้มที่ดังมาจากหัวใจจะน่ามองสักแค่ไหน เสียงนุ่มทุ้มที่เปล่งจากริมฝีปากหยักสวย ทำไมถึงอยากได้ยินคำปลอบใจ มากกว่าการกระทำที่เจ็บช้ำ แต่ทั้งหมดมันหาไม่ได้เลย..


       ทุกสิ่งทุกอย่าง คือกรง ซึ่งเขาจะไม่มีวัน ได้กลับไปยังที่ๆเขาจากมาได้อีกแล้ว..


       ดวงตาสีเขียวมรกตหลับลง ปล่อยให้ร่างกายที่ถูกอ้อมแขนของใครบางคนพาไปด้วยใจที่ว่างเปล่า..เรี่ยวแรงต่อต้าน ถูกแทนที่ด้วยความสิ้นหวัง อยากจะทิ้งร่างกายตัวเองเอาไว้เบื้องหลัง และไม่รับรู้สิ่งใดอีกแล้ว แต่ว่า..กายเนื้อที่ยังคงผูกกับจิตใจ ก็ย่อมเป็นเรือนร่างที่แสดงออกมาอย่างซื่อตรง รู้สึกตัวอีกครั้ง อ้อมแขนที่รั้งไว้ก็ปล่อยออก พร้อมกับหัวใจที่หล่นวูบพร้อมกับร่างกาย


        ตูม!


       เสี้ยววินาทีที่ความเย็นวาบห่อหุ้มไปทั่วร่างกาย พร้อมกับเสียงหยาดน้ำในสระขนาดกลางสาดกระเซ็น สติที่หายไปเนิ่นนานกลับฟื้นคืนกลับมาโดยฉับพลัน สัญชาตญาณทำเอาดวงตาคู่สวยลืมขึ้น ขณะที่ร่างกายตะเกียดตะกายดิ้นรนเหมือนลูกสุนัขที่ถูกจับโยนลงบ่อว่ายมาขึ้นฝั่ง ทว่าความตกใจทำให้เขาไม่สามารถควบคุมลมหายใจตัวเองได้ มิกิเผลอกลืนน้ำไปหลายอึก ก่อนจะไอสำลักเอาน้ำใสๆออกมาจนตัวงอ ไม่ช้าก็นอนสิ้นแรงหายใจรวยรินหมดสภาพอยู่บนพื้นเย็นเฉียบที่เจ่อนอง


        “ บทลงโทษ..สำหรับคำโกหก ”
        ริมฝีปากหยักสวยขยับเอ่ยเสียงนิ่งงัน ดวงคาคมกริบจ้องมองมายังร่างบอบบางที่นอนหมดเรี่ยวแรงบริเวณขอบสระ เสื้อผ้าสีขาวที่ห่อหุ้มเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำในสระจนแนบผิวกายละเอียดชวนมองยิ่งนัก แต่เพียงแต่ก้าวเท้าเดินไปใกล้ ปฏิกิริยาที่ตอบสนองกลับเป็นการถอยหนี


        “ ยะ..อย่า..อึก” มือเรียวพยายามดันร่างกายให้ถอยห่าง เมื่อเห็นเงาดูสูงใหญ่คร่อมทับร่าง นัยน์ตาคู่สวยเบิกกว้าง เสียงหวานเปล่งรนรานวิงวอนขอร้องอย่างไร้ศักดิ์ศรี ทว่ากลับไม่พ้นเงื้อมือของมัจจุราชที่ตรงเข้าบีบลำคอคอขาวเสมือนเป็นเพียงกิ่งไม้เปราะๆ


        “ เป็นอะไรไปเล่ามิกิ ความอวดดีของนายมันหายไปไหนหมด ”


        น้ำเสียงเย้ยหยันเอ่ยจากชายตรงหน้า อุ้มมืออันแข็งแกร่งออกแรงบีบลำคอแล้วยกขึ้นจนตัวลอย มือเรียวพยายามปัดป่ายการกระทำอันโหดร้ายต่อต้าน ทั้งทุบตี จิก ข่วน แต่ก็เป็นเพียงแรงกัดจากแมลงตัวน้อยที่ไม่ระคายผิว ขณะที่อากาศเริ่มหดหายไปเรื่อยๆจนร่างกายกระตุกเก็รงเกินจะทานไหว ดวงตาคู่สวยเหลือบมองใบหน้าที่เย็นชาของราชาแห่งอนาคานด้วยความรู้สึกหลายอย่างปะปน


         น่าแปลก..ทั้งที่ควรเกลียดชิงชัง แต่ทำไมเขาถึงได้รู้สึกว่าแววตาคนคนนี้ช่างน่าสงสารนัก


        ตูม!


        อีกครั้งที่ร่างกายถูกแรงเหวี่ยงมหาศาลตกลงในสระ แอ่งน้ำแตกกระจายเป็นวงกว้าง  แต่คนที่ขาดอากาศจนแทบขาดใจ เมื่อหล่นลงไปก็ควานเอาน้ำในสระเข้าลำคอไปกว่าหลายอึก ก่อนเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายจะพยุงตัวขึ้นเหนือผิวน้ำอย่างลำบากลำบน  และทิ้งตัวไอสำลักอยู่กับพื้น สลับกับขวนหาอากาศอย่างตะกละตะกลาม เมื่อร่างกายที่มิอาจปรับตัวได้ในฉับพลัน


        แค่ก แค่ก
 

        เสียงสำลักยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง น้ำใสๆไอล้นออกมาจากปากและจมูกจนแสบร้อน วินาทีหนึ่งเหมือนชีวิตกำลังใกล้ดับทำให้รู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก แต่กลับกันคงดีเสียกว่าหากไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป ทว่าสัญชาตญาณกลับพาร่างกายออกมาเผชิญกับความเป็นจริง

        มิกิพยายามปรับลมหายใจของตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ แต่น้ำที่สำลักเข้าไปเป็นจำนวนมากทำให้ไอแทรกขึ้นมาทุกครั้ง จนต้องกำมือทุบหน้าอกของตัวเองให้น้ำเหล่านั้นไหลออกมาให้หมด


       “ รู้สึกอย่างไรบ้างกับการทรยศหักหลัง ”


         ประโยคที่ราวกับต้องการตอกย้ำในจิตใจเอ่ยขึ้นเรียบ ทว่ากลับไม่ได้ผลตามที่คิดไว้นัก ร่างเล็กพยายามเข้นเสียงหัวเราะในลำคอของตัวเองจนราชาแห่งอนาคานต้องขมวดคิ้วแปลกใจ ก่อนถ้อยคำที่ไม่คาดคิดจะกล่าวจากริมฝีปากของเด็กหนุ่ม

          “ อสรพิษเป็นสัตว์ชั้นต่ำ ฉันควรรู้เรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว  ว่าพวกแกมันลิ้นสองแฉก! การทรยศหักหลักไม่ใช่เรื่องแปลก แต่มันเป็นสันดานของพวกแก!! อะ!! ”


          ถ้อยคำนั้นเปรียบเสมือนไฟอันร้อนแรงที่ถูกปลุกให้โหมไหม้โดยไม่รู้ตัว ไม่ทันขาดคำเขาก็ถูกกระชากคอเสื้ออย่างรุนแรง ร่างกายลอยเคว้งด้วยเรี่ยวแรงจากมือเพียงข้างเดียวของร่างตรงหน้า มิกิตกใจจนดวงตาวูบไหว ไม่คาดคิดว่าจะทำให้ธารน้ำแข็งอย่างบาซิกค์ จะกลายเป็นลาวาได้ในพริบตา


           “ ตัวข้าไม่เคยทรยศใคร!! อย่านึกว่าข้าไม่รู้ว่าบาฮาลกับเจ้าวางแผนทำสิ่งใดเอาไว้ มันเจ็บใช่ไหมละมิกิ เจ็บใช่ไหมที่ถูกคนที่ไว้ใจหักหลังจนกลายเป็นเช่นนี้!! ” บาซิกค์ตวาดก้อง น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาอย่างดุดันแต่คล้ายกับว่ามีอะไรภายในใจที่แสนขมขื่น พอมองไปที่ดวงตาที่วาวโรจน์ไปด้วยความโกรธจนขาดสติ มิกิก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างไม่เกรงภัย..ถึงจะสงสัย แต่เขาก็ไม่ได้อยากรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับร่างตรงหน้า ในเมื่อเผยจุดอ่อนแอของตัวเองออกมาเขาก็จะใช้มันให้เป็นประโยชน์


           “ นายมันน่าสงสารบาซิกค์ อึก.. ” สิ่งที่ได้ยินนั้นทำเอาดวงตาคมนั้นชะงักงัน รอยยิ้มเย้ยหยันจากใบหน้าของเด็กหนุ่มผุดขึ้นมาราวกับกำลังดูถูกราชาอสรพิษว่าเป็นเพียงแค่ลูกงูที่ยังไม่เติบโต


           “ ฉันไม่ได้ไว้ใจพวกนายมาตั้งแต่แรกแล้วต่างหาก ไอพวกงูนรก!! ” ตะคอกเสียงแข็งกร้าว ดวงตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวไม่กลัวเกรง บาซิกค์ขบกรามตัวเองจนแน่นระงับอารมณ์ปะทุที่เผลอลืมไปตามแรงยั่วโทสะของเด็กหนุ่ม แม้ความรู้สึกภายในจะอยากฉีกร่างกายอันบอบบางนี้ออกเป็นชิ้นๆ แต่ก็ต้องรั้งการกระทำเอาไว้ทุกอย่าง เพราะมันอาจจะง่ายดายเกินไปถ้าแค่เพียงประทานความตายมาให้ แต่สำหรับลูกนกที่ดื้อดึงดันอยากจะโผบิน ก็ต้องล่ามขามันเอาไว้กับกรง!


         “ เก่งมากนะมิกิที่ยังมีแรงยั่วโมโหฉันได้อีก ” น้ำเสียงนั้นเงียบสงบลงจนน่าแปลก เด็กหนุ่มสองสายเลือดขมวดคิ้วลงเมื่อมีบางอย่างผิดสังเกต ก่อนดวงตาคมกริบคู่นั้นจะหันมาสบอย่างเยือกเย็น


         “ บาฮาลยังไม่ได้แตะต้องนายสินะ.. ” สิ้นคำถาม ดวงตาสีอ่อนก็เบิกโตทันที


         “ ถ..ถอยออกไปนะ!! ”สิ่งที่คิดทำเอามือเรียวรีบออกแรงผลักการกำกุมของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว แต่ก็ลืมไปว่าร่างกายยังไม่ได้แตะพื้น ทำให้ร่วงลงมาจนปั้นท้ายกระแทก


           ด้วยความกลัวทำให้มิกิไม่มีเวลาให้เจ็บมากนัก ดวงตาคู่สวยรีบเงยมองร่างสูงสง่าที่คร่อมอยู่เหนือศีรษะ ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มากล้นสมศักดิ์แผร่กระจายออกมาทันทีที่ใบหน้างดงามนั้นปรายตาลงต่ำ ก้มมองเขาที่ต้อยต่ำราวกับเป็นเพียงเศษดิน มือขาวซีดยื่นออกไปด้านหน้าของเด็กหนุ่มนิ่ง กายบางเขยิบหนีอย่างไม่ไว้ใจในบางสิ่ง ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ทางหลุดพ้น!


           “ บทลงโทษอันแสนงดงามจักปรากฏเป็น.. ” เสียงเรียบเย็นนั่นเงียบหายไป ดวงตาสีอำพันหรี่ลง ก่อนชั่ววินาทีจะผันแปรเป็นดวงตาที่รียาวของอสรพิษ!

           “ นี่คือ..ของขวัญของนาย มิกิ ” ฉับพลัน น้ำหนักบางอย่างปรากฏเข้ามาคล้องพันที่ลำคอ ก่อนแรงบดเบียดบีดรัดจนแทบขาดใจทำให้ร่างเล็กล้มดิ้นทุนรนทุรายอยู่กับพื้น เล็บมือพยายามจิกแกะสิ่งมีชวิตแปลกปลอมที่รัดอยู่บนต้นคอเพื่อหาอิสระ แต่เกล็ดมันเลื่อมก็ลื่นเกินกว่าที่ดึงออกได้ แรงบีบรัดแน่นขึ้นจนใบหน้าหวานแดงก่ำ แต่เสี้ยววินาทีถัดมาน้ำหนักของสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมกลับพลันหายไปในพริบตา


           เสียงไอสำลักจากการการขาดอากาศไปดังขึ้นอีกครั้ง สัมผัสเย็นวาบคล้ายกับเหล็กเย็นปรากฏขึ้นบริเวณลำคอ มือเรียวยกขึ้นสัมผัสสิ่งแปลกที่ปรากฏขึ้นกับตัวเอง เขาไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใดแต่ความรู้สึกเขากลับบอกว่ามันต้องไม่ดีแน่!


          “โอ้ย” เร็วเท่าความคิด คำตอบของเขาก็ถูกเฉลย เมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับแรงกระชากจากลำคออย่างแรง จนร่างกายไม่อาจทรงตัวล้มพับกองกับพื้นแข็งกระด้าง ร่างเล็กพยายามลุกขึ้นขืนตัว ทว่าเมื่อดวงตาคู่สวยเงยขึ้นมองก็พบร่างสูงกำยำที่อยู่ห่างออกไปกว่าช่วงตัว  แต่สิ่งที่อยู่ปลายมือกลับเป็นโซ่สีทองสองเส้นที่ผูกติดไว้ที่ปลายนิ้ว พอไล่มองตามความยาวของโซ่นั่นก็มามาหยุดอยู่ที่ลำคอของเขาพอดี!


          “ ชอบหรือเปล่ามิกิ..ปลอกคอของนาย.. ”

         
 

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
        ค่ำคืนที่ 8 : ล่าม Part 2


           เพียงได้ยินคำตอบ ร่างกายก็เหมือนจะชาด้านไปหมด การกระทำหยามศักดิ์ศีรราวกับเขาเป็นสัตว์เลี้ยง เป็นความจริงที่มิอาจยอมรับได้มือเรียวพยายามยกขึ้นแกะปลอกคอเหล็กที่ไม่ต้องการออกไปจากตัว เล็บพยายามจิกแกะเข้าแผ่นเหล็กจนเจ็บไปทั่วปลายนิ้ว หวังลมๆแล้งๆว่าปลอกคอนี้จะหลุดพ้น ทว่า..บาซิกค์กลับไม่ปล่อยให้เด็กหนุ่มได้ทำดั่งใจชอบมากนัก โซ่ทองเส้นเล็กทว่าแข็งแรงถูกกระตุกดึงจากร่างผู้เป็นเจ้าของ ทำเอาสัตว์เลี้ยงที่กำลังดื้อพยศ มิอาจต้านจึงเซเข้าปะทะกับแผ่นอกอันแข็งแกร่ง

          “ อุก..อ๊ะ! ” รู้สึกตัวอีกทีก็ถูกวงแขนอันแข็งแรงบีบรัดไว้แน่นจนแนบชิดมิอาจขยับ การกระทำที่คล้ายกับอสรพิษกำลังรัดเพื่อกลืนกินเหยื่อ ทำให้มิกิเผลอหลุดเสียงครวญด้วยความจุกแน่น แม้มือเรียวจะพยายามออกแรงดันแผ่นอกอันกว้างผายนั่นออกไป ก็ไม่สามารถทำได้ คล้ายกับร่างกายนี้กำลังถูกผูกติดกันไว้

          “ นกน้อยของข้า.. ” สรรพนามแทนตัวเองที่เปลี่ยนไปกับน้ำเสียงทุ้มต่ำเคลื่อนกระซิบข้างใบหูราวกับอยากจะให้ก้องกังวานไปหัวของร่างในอ้อมแขน บ่งบอกถึงอารมณืที่เริ่มก่อตัวของร่างตรงหน้าได้อย่างดิบดี ดวงตารีคมของอสรพิษร้ายหรี่มอง ลิ้นยาวของงูลากเลียหยดน้ำที่เกาะพรมที่พวงแก้มขาวละเอียด

         “ ย..อย่า  อย่าทำแบบนี้!! ” ร้องด้วยความรู้สึกเกินจะฝืนทนกับสิ่งที่ตัวเองเกลียดมากที่สุด สัมผัสอันน่าขยะแขยงนี้ทำให้สบถเสียงออกมาดังลั่น ทว่ากลับมิอาจหยุดการกระทำอันน่ารังเกียจนี้ให้ชะงักลงได้!

         “ เหยื่อของข้า.. ” แรงบีบรัดจากอ้อมแขนกระชับแน่นขึ้น ริมปากเคลื่อนลงมาตามกลิ่นบุปผาโบราณที่เริ่มโชยคลุ้งออกจากร่างกายของเด็กหนุ่มที่ต้นคอ ก่อนคมเขี้ยวจะขบกัดลงไปเบาๆที่หัวไหล่มนราวกับจะตรีตราจอง ความรู้สึกวาบหวามแปลกประหลาดอย่างที่ไม่เคยเป็นนี้ทำให้กายบางสั่นสะท้านมิอาจกลั้น

          “ และ ของของข้า.. ” เสียงแห่บพร่าดังกระซิบ ลมหายใจอุ่นร้อนจากร่างสูงใหญ่ ไหลรดต้นคอขาวระหง เรียวลิ้นอสรพิษลากไล้จากกระดูกไห้ปลาร้ายาวจรดเรียวคาง สัมผัสอันน่าสะอิดอะเอียดทำให้อยากจะลอกผิวหนังของตัวออกจากตัว

          “ ปล่อยฉัน! บ้าเอ้ย! ” ร้องลั่นด้วยสติที่ใกล้ขาดสะบั้นเต็มที กายบางพยายามออกแรงดิ้นเพื่อให้หลุดพ้นจากวงแขนอันแกร่ง ใบหน้าหวานสะบัดหนีไม่ให้ความรู้สึกอันน่ารังเกียจนั้นสัมผัสลงบนผิวหน้า ทว่า..ยิ่งเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยการขัดขืน ก็ยิ่งอยากจะเอาชนะ ไม่ว่าจะแลกมาด้วยวิธีใดก็ตาม!

           มือหนาเลื่อนมาขยุ้มท้ายทอยเล็ก เส้นผมสีบลอนด์ถูกดึงตามแรงบางเบาแต่มากพอที่จะทำให้ใบหน้าที่ผสมระหว่างฟากฝั่งเอเชียและยุโรปได้อย่างลงตัวนั้นเงยขึ้น ดวงตาอสรพิษจ้องเขม็งสั่งการพร้อมกับเสียงเรียบเย็น


          “ มองตาข้าสิมิกิ..มองข้า ”


         “ ไม่!! ” ปฏิเสธไม่ทำตามสั่ง ดวงตาปิดลงจนแน่นไม่ยอมสบ ใบหน้าหวานพยายามส่ายหนีโดยไม่สนแรงดึงหลังศีรษะ วืธีการหนีแบบเด็กน้อยจนหนทางนี้ทำเอาบาซิกค์เริ่มรู้สึกใกล้หมดความอดทน

         “ ลืมตาขึ้นมองข้า.. ”

          “ ไม่! ”

         “ มองข้า.. ”

          “ พอสักที..อึก พอสักที!! ”

           “ มองตาข้า!!! ” คำรามเสียงดังจนสะดุ้ง เมื่อมิอาจทานทนร่างที่ดื้อรั้นได้ไหว มือหนาจิกเข้าเส้นผมอย่างแรงจนดวงตาสีอ่อนเผยลืมขึ้นจากเสียงตะคอกแข็งกร้าว แต่พอได้เห็นนัยน์ตาคู่สวย ที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำใสๆที่เอ่อคลอไว้อย่างน่าสงสาร ก็ทำเอาหัวใจที่โหดร้ายอ่อนไหวไปชั่วขณะ

           “ ได้โปรด..ปล่อยฉันไป..ฮึก..ปล่อยฉันไป ฮือ..” หยาดน้ำตาไหลลงมาเป็นสายราวกับไม่มีวันจบสิ้น น้ำใสๆอาบแก้มขาวละเอียดจนเปรอะเปื้อน เสียงสะอื้นดังพร้อมคำอ้อนวอนขอร้องของเด็กหนุ่ม ที่ไม่เหลือศักดิ์ศรีหยิ่งทะนง

           บาซิกค์ ฮอร์น ซัลคาฟา เห็นภาพนี้ก็พลันทำให้รู้สึกแปลกๆขึ้นมาในหัวใจ ภาพของเด็กหนุ่มที่สะท้อนในดวงตากลับบ่งบอกความจริงให้ฉุดคิดขึ้นในหัวของตัวเอง แต่กระนั้นเขากลับเลือกที่จะไม่ตอบรับ โกหกบางสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเหมือนไม่เคยมี อย่างไรพายุไฟที่โหมกระหน่ำออกมาแล้ว ก็ยากที่จะใช้เพียงแค่หยาดน้ำดับ

           “ ทำให้ข้าพอใจ..แล้วเจ้าจะได้อิสระภาพ.. ” เสียงแผ่วดังกระซิบ แต่กลับนุ่มลึกเช่นมนต์สะกด ดวงตาอสรพิษสีเหลืองทองจ้องนัยน์ตากลมโตที่เต็มไปหยาดน้ำใสๆดั่งผลึกแก้ว แต่เพียงฉับพลันที่เผลอสบก็ราวกับชีวิตและลมหายใจกำลังถูกดึงดูดออกจากร่างเพราะเนตรราชาคู่นั้น

             สายลมเย็นพัดวูบผ่าน เส้นผมสีดำปลิวสยาย แสงจันทร์สีขาวทองสาดส่องขลับให้ใบหน้าที่หล่อเหลาปานรูปปั้นเทพสวรรค์นั้นงดงามไร้ที่ติ ดวงตาเรียวคมหรี่ลงมองเด็กหนุ่มในเงื้อมือนิ่งงัน แต่กลับสะกดทุกสรรพสิ่งจนเงียบกริบ รู้สึกตัวอีกทีก็เหมือนถูกต้องมนต์จนมิอาจละสายตาตัวเองได้ ริมฝีปากของบาซิกค์เคลื่อนลงมาใกล้จนน่าหวาดหวั่น ทว่า..ร่างกายกลับไม่เลื่อนหนีปฏิเสธอย่างที่ควรจะเป็น คล้ายกับว่าเขากำลังลุ่มหลง..

         นัยน์ตาคู่นั้น..

          “ อ..อื๊ม ”

          วินาทีที่ริมฝีปากอ่อนนุ่มทาบทับลงมาอย่างหวานละมุน ในท้องก็ปั่นป่วนสับสนไปทุกสิ่ง หัวสมองขาวโพลนจนไม่รู้ว่าควรยับยั้งความรู้สึกวาบหวามนี้อย่างไร สติคล้ายกับกำลังหลงระเริงอยู่ในบ่วงเสน่หาจนมิอาจควบคุมร่างกายตนเองได้

         แรงกดจากริมฝีปากที่ประทับลงมากำลังกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นตัวเขาแม้หัวใจ กระทั่งหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ..รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับไฟที่กำลังผลาญเผาร่างกายเล็กๆนี้ให้มอดไหม้ มือที่ประคองท้ายทอยเริ่มเคลื่อนมาลูบอยู่บริเวณแก้มที่เปื้อนคราบน้ำตา เสื้อผ้าเปียกชื้นของเด็กหนุ่มไม่รู้ว่าถูกบาซิกค์ดึงทิ้งกองกับพื้นไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร เวลานี้จึงเหลือเพียงร่างกายเปลือยเปล่าใต้การกอดขององค์ราชาแห่งอนาคาน..

         “ ฮึก..อือ..อ ”

         เสียงครางหวานหลุดลอดออกมาจากรสจูบที่หนักหน่วง ร่างกายร้อนเร่าทุกวินาทีที่ถูกมืออันแข็งแกร่งของอีกฝ่ายไล้สัมผัสผ่านผิวกาย ความระอุร้อนจากอุณภูมิในร่างกายทำให้หยาดเหงื่อเริ่มไหลแทรกซึม มว่า..ภายในคล้ายกับกำลังหลอมละลาย
 
        ขณะที่จุมพิตนั้นอย่างไม่ได้คายลง ความหิวกระหายก็เริ่มก่อตัวจนตัวเขาเองก็เริ่มมัวเมา ใบหน้าหวานเอียงลงรับสัมผัสที่มอบให้อย่างชำนาญ ริมฝีปากของเด็กหนุ่มที่ตอบรับอย่างไม่ยอมใคร นั้นแสดงให้เห็นถึงสติที่ไร้การควบคุม เขารู้แต่เพียงว่าเขาต้องการ..ต้องการแค่คนคนนี้!

           “ ต้องการขนาดนั้นเลยเหรอ.. ” ริมฝีปากออันหอมหวานถอดออก เสียงแหบพร่าร้อนแรงนั้นชวนให้ร่างกายต้องไหวสะท้าน ราวกับได้ยินเสียงในห้วงความคิดของคนในอ้อมกอด

            “ น..นะ..ทำ..อะ..อึก ” พยายามจะเปล่งเสียงพูดออกมา แต่กลับฟังไม่ออกเลยสักนิดราวกับถูกสะกด บาซิกค์คลี่เย็นเยียบ นิ้วเรียวเคลื่อนจากแก้มมาหยุดเกลี่ยลงที่ริมฝีปากอันอ่อนนุ่ม  ดวงตาคมกริบมองรูปหน้าหวานละมุนราวผู้ล่า สะกดความคิดในหัวของมิกิให้หยุดชะงัก

             “ สนุกกับมันเถอะมิกิ.. ” สิ้นคำเชิญชวนที่น่าหวาดหวั่น ในหัวของเขาก็หมุนวนไปหมดคล้ายกำลังมีพายุลูกใหญ่กำลังพัดทำลายทุกสิ่งอยู่ในนั้น รู้สึกตัวอีกทีก็มิทานอดได้อีกต่อไป ปลดปล่อยร่างกายให้ไปตามกลไกอย่างที่อยากจะเป็น เขาไม่สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว สติหลงใหล งุนงงนี้ในอีกความรู้สึกคือความเพลิดเพลินของร่างกาย

         ร้อนแรง

         หนักหน่วง

         รุนแรง

          หลอมละลาย

          เขากำลังรับสัมผัสทั้งหมดนี้จาก ริมฝีปากสวยงามนั่น ลิ้นอุ่นร้อนรุกล้ำสอดแทรกเข้ามาไล่ต้อนควานหาความหวานช่ำดุจภุมราดูดกลืนน้ำผึ้ง มือทั้งสองเปลี่ยนมาคลึงคลำอยู่ที่สะโพกกลมมนที่เต่งตึง สัมผัสที่มอบ..ทำให้มิกิหัวสมองพร่าเบลอไปหมด กระทั้งได้ยินเสียงสั่นถี่ระรัวราวกับกระดิ่งจิ๋วเล็กๆแผ่วเบาผ่านใบหูกึกก้อง
 
        เสียงนี้มันคืออะไร..

        แล้วความรู้สึกนึกนี้คืออะไรกันแน่..

         แม้อยากจะรู้คำตอบ แต่ก็อยากให้การกระทำนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆจนสุดทาง สติที่ถูกมอมเมาแล้วยากจะหวนคืน ดั่งเหล้าที่ทำให้เลือดในกายซูบฉีดขึ้นอย่างร้อนแรง จนปรารถนา..

         ปรารถนาเหลือเกิน..

          “ ข้าจะให้ทุกอย่างที่เจ้าต้องการ.. ” ดวงตาอสรพิษจ้องมองอย่างเสน่หา มือเรียวแต่ก่อนที่เคยยันแผ่นอกกว้างเริ่มเป็นไปตามธรรมชาติ เสื้อคลุมสูงศักดิ์ศักดิ์ถูกปลดลงสู่แทบเท้า กายสูงใหญ่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสวยงาม ผิวพรรณสะอาดผ่องใสดุจแสงจันทร์ มิกิเปลี่ยนมาเป็นโอบคล้องลำคออันแข็งแกร่งเอาไว้ ใบหน้าหวานยื่นเข้าใกล้ ริมฝีปากเผยอขึ้นเชิญชวนอย่างต้องการไม่รู้จักอับอาย หากไม่ได้รับการเติมเต็มร่างกายนี้ต้องสูญสลายเป็นแน่!

            “ มนุษย์นี่ ใจร้อนจริงนะ.. ” สิ่งที่เห็นทำเอาบาซิกค์ยกยิ้มมุมปาก ใบหน้างดงามโน้มลงมาใกล้ตามคำปรารถนา ก่อนริมฝีปากจะปิดทับอย่างดูดดื่ม

            แสงสลัวจากเปลวเทียนในห้อง ปรากฏเป็นภาพเงาดำทั้งสองที่กำลังบรรเลงเพลงรักบนกำแพงอย่างร้อนแรง แม้ลมทะเลทรายยามค่ำคืนจะเย็นเฉียบจนขนลุกตั้ง แต่ก็มิอาจพรากให้พวกเขาแยกออกจากกัน

           ร่างกายที่ถูกผูกพันธด้วยโซ่ตรวนเสน่หานี้ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งยากจะถอดถอน รู้สึกตัวอีกทีก็ปล่อยสิ้นทุกอย่างจนไม่เหลือความเป็นตัวเอง

 
             พอริมฝีปากผละออกเชื่องช้า ปล่อยโอกาสให้เสียงลมหายใจเหนื่อยล้าหอบเอาอากาศเข้าใหม่ รู้สึกตัวอีกครั้ง ก็ทิ้งร่างกายบนเตียงนุ่ม โดยมีร่างกายสูงใหญ่คร่อมทับอยู่ด้านบน เส้นผมสีดำยาวปรกรับใบหน้าอันน่าหลงใหล เพียงแค่คิดก็ถูกจุมพิตปิดลง ทว่าครั้งนี้กับรวดเร็วราวกับต้องการให้ข้างใต้นั้นกระหายรักมากขึ้น!

             กลีบปากร้อนเปลี่ยนเป้าหมาย ลิ้นชำนาญลากไล้ลงตั้งแต่ปลายคางจรดแผ่นอกบางเรียบ ก่อนตรงเข้าครองเป็นเจ้าของยอดเนินสีอ่อนอย่างรวดเร็ว ทั้งดุนดัน เกี่ยวกระหวัดจนแข็งขันเต่งตึงเป็นไตแข็ง กระนั้นก็ยังไม่พอใจตามต้องการ  ริมฝีปากจึงเม้มขบลงแผ่วเบา ความรู้สึกยากจะทานทนนี้ทำกายบางบิดไหวสั่นสะท้าน

         “ อึก..อ๊ะ”
         เสียงครางหวานร้องดังกระเส่า ขณะปฏิกิริยาใต้ระหว่างขาที่เริ่มแข็งขืนอยู่นาน ก็ระอุจนแทบทนไม่ไหวต้องการปลดปล่อยออก แต่ไม่ทันไรก็ถูกคุกอีกครั้ง ขาทั้งสองและสะโพกถูกเรี่ยวแรงจากท่อนแขนอันแข็งแกร่งยกขึ้นอย่างง่ายดาย กายหนาโน้มทับลงมาชิดจนกล้ามสวยงามแนบชิดซึ่งกันและกัน ขณะที่มือทั้งสองข้างประคองใบหน้าหวานสวยไม่ให้เบี่ยงหนี ก่อนจะมอบจุมพิตที่ไร้ปราณีมาบดขยี้

           มิกิ โอบกอดแผ่นหลังนั้นไว้แน่น เล็บจิกลงที่หัวไหล่เพื่อหาสิ่งยึดเหนี่ยว ร่างกายรู้สึกแปลกประหลาดอย่างไม่เคยเป็น แม้จะอ่อนไหวและยังไม่ได้รับการปรณเปรอปลดปล่อยอย่างต้องการ แต่กล้ามเนื้อแข็งตึงที่แนบประชิดลงมาเสียดสีก็ทำให้เขารู้สึกดีอยู่ไม่น้อย เมื่อเริ่มมีจังหวะการเคลื่อนไหวราวคลื่นทะเล

           บาซิกค์ยอมรับจริงว่ามิกิสามารถเติบเต็มทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการของเทพนาคินได้อย่างแท้จริง แค่มีร่างกายอันหวานละมุม กับกลิ่นเกี้ยวรักจากบุปผชาติแห่งฮาซานนี้ เขาก็ไม่ต้องทนปฏิบัติตามกฏของเทพนาคินอีกแล้ว ขอเพียงสิ่งนี้ยังอยู่กับตัว อนาคานจะไม่ต้องทนอยู่ใต้บัญชาของซาคาเดียร์อีก

            “ แฮ่ก..อ๊ะ”

            หลังจากบาซิกค์ดูดกลืนความหวานพร้อมหยดเลือดในโพรงของร่างเล็กจนสมใจ ก็เลียฝีปากของตัวอีกครั้ง นิ้วเรียวเปลี่ยนจากประคองใบหน้า เป็นสอดเข้าในโพรงปากที่กำลังหอบหายใจครางเสียงกระเส่า เป็นการกระปลุกเร้าราวกับต้องการให้เลือดในกายไปรวมอยู่ที่ส่วนล่างอย่างทรมาณ ใบหน้าหวานแดงก่ำด้วยความรู้หลากหลายปะปนจนไม่สามารถอธิบายได้ แต่ในสายตาขององค์ราชาแห่งอนาคานแล้วช่างดูยั่วยวนเกินจะห้ามใจ

 
            เมื่อปรารถนาจะเห็นสีหน้าของคนใต้ล่างมากกว่านี้ นิ้วยาวก็สอดลงใต้หว่างของคนที่กำลังทรมาณ แต่เพียงแค่กอบกุมส่วนอ่อนไหว ความต้องการที่เพิ่มพูนขึ้นสูงอยู่ก่อนหน้าก็แทบทะลักล้น

           “   อ๊ะ..อึก..หยุด..” แม้จะส่งเสียงห้ามปราม แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมหยุด บาซิกค์คลี่ยิ้มที่ไม่รู้ว่าเย้ยหยั่นหรือสมเพช แต่ดวงตาเรียวคมกลับจับจ้องสีหน้าของมิกิที่แสดงออกมาอย่างซื่อตรงจนมิอาจละสายตาได้

 
           บาซิกค์เริ่มกระตุกนิ้วของตัวเองถี่ขึ้น ในขณะเดียวกันความรู้สึกสั่นสะท้านก็หลั่งเข้ามาความสัมพัสที่เริ่มรวมตัวกันในร่างกาย

          “  อื๊..ม ฮะ...อ๊า..! ”

          สุดท้ายก็มิท้านทนได้ไหว กายบางกระตุกวูบทันทีที่เกิดจุดกักเก็บ หยาดน้ำหวานสีขาวข้นไหลทะลักออกมามากล้น กลิ่นคาวของแรงปรารถหนาคละคลุ้งไปทั่วห้อง

         มิกิหอบหายใจอยู่บนเตียง มือที่จับยึดแผ่นหลังทิ้งลงหมดเรี่ยวแรง นัยน์ตาปรือช่ำเยิ้มไปด้วยแรงอารมณ์ที่เพิ่งมอดดับ ทว่า..คนที่ต้องการเติมเต็มที่แท้จริง ยังไม่ต้องการให้ทุกสิ่งทุกอย่างจบเพียงแค่นี้ ไม่ทันไรร่างอันอ่อนปวกเปียกก็ถูกจับยกขึ้นสูงกว่าเดิม หว่างถูกแยกออกห่าง ด้วยท่วงท่าที่พร้อมเบียดแทรก

        มิกิเบิกตากว้างด้วยความตกใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป มือพยายามผลักดันการรุกล้ำอันน่าหวาดหวั่นออกไปจากตัว ทว่ากลับถูกมือที่แข็งแรงกว่าเพียงข้างเดียวรวบบีบเอาไว้อย่างรุนแรงและกดลงเหนือศรีษะจนแทบจะจมลงไปกับเตียง ส่วนอีกข้างกดลงบนโซ่เส้นเล็กๆที่อยู่บนปอกคอทองคำ

        เพียงพริบตาเดียวโซ่ที่ไม่เคยตรวดมัดใดๆ กลับเข้ามาพันธนาอยู่ที่ข้อมือทั้งสองข้างและเชื่อมเข้ากับปอกคอของตัวเองราวกับสัตว์ที่โดนล่าม แต่ไม่มีเวลาให้ตกใจมากนัก ทันทีที่มือของตัวเองถูกกดให้จนลงเหนือศีรษะโซ่เส้นเล็กๆนั่นก็เชื่อมเข้ากับเสาประดับม่านที่หัวเตียงไปอีกครั้ง เหมือนต้องการให้เด็กหนุ่มจมผูกอยู่บนเตียงนี้ชั่วนิรันดร์!

         “ จะ..ทะ.. ”

        ผุดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วหลีกหนี ทว่าพยายามเปล่งเสียงออกมาเท่าไรแต่ก็กลายเป็นเหมือนเช่นเคย เขาไม่สามารถพูดอะไรได้คล้ายกับเสียงมันถูกทำให้หายไป สติที่มัวเมาแม้จะเริ่มกลับมาควบคุมได้บ้างและพอจะมองว่าอะไรคือสิ่งใด สายตาจึงเริ่มแสดงอาการหวั่นวิตกออกมากับสิ่งที่กำลังทำต่อไปอย่างชัดเจน

           “ ไม่ต้องกลัวมิกิ..มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นระหว่างเรา”

          แม้เสียงเรียบเย็นเอ่ยแผ่วเบา แต่กลับก้องกังวาลอย่างชัดเจนจนหัวใจดวงน้อยกระตุกไหว ฝ่ามือทรงอำนาจลูบลงที่ข้างแก้มของคนที่นั่งอยู่ราวกับเป็นการปลอบประโลม ทว่าเขากลับรู้สึกเหมือนเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการสู้รบถัดไปนี้เสียมากกว่า จนรอยยิ้มเย็นยะเยือกนั้นยกขึ้น

           ฟืบ!

         เพียงมือหนาผลักลงบนแผ่นอกแบนราบ ร่างกายก็เหมือนถูกดูดลงบนหุบเหวลึก จมลงไปกับเตียงทว่าข้อมือทั้งสองข้าที่ตรึงเอาไว้กับลำคอและเสากลับเหนี่ยวรั้งให้กางแยกออก แรงตึงจากโซ่ทำให้รู้สึกอึดทรมานยากต่อการหายใจ แต่นั้นก็พยายามกอบโกยอากาศเท่าที่จะทำได้ บาซิกค์ไม่รอช้ารีบแทรกกายขึ้นมาคร่อมเหนือคนที่ไร้ทางสู้ทันที

            ศอกข้างหนึ่งเท้าลงข้างแก้ม นิ้วเรียวยาวก็ไล่ลูบเส้นผมสีบลอนด์ทองบนศีรษะเล็กอย่างเพลิดเพลิน ส่วนอีกข้างก็สนุกอยู่กับการเกลี่ยและบีบอยู่บนผิวปากเปียกชุ่มเพื่อให้เลือดไหลซึมจากแผลที่แตกออก

            “ จากนี้จะเจ็บปวดกว่านี้นัก เจ้าจะทนได้หรือไม่ ” กล่าวอย่างเยือกเย็น ดวงตาเรียวคมจ้องมองราวกับผู้ล่ากำลังสนุกอยู่กับการไล่ต้อนเหยื่อให้หวาดกลัว

            “ ตอบข้าสิมิกิ..ตอบข้ามา ”

            “ ร..โร..จะ ” พยายามจะเปล่งเสียงต่อว่าด้วยความรังเกียจ ดวงตาที่เริ่มมีสติกลับคืนเต็มไปด้วยการต่อต้านขัดขืนอย่างรุนแรงแม้ร่างกายนั้นกำลังพ่ายแพ้ราบคาบ บาซิกค์เห็นเช่นก็ยิ่งชอบใจ ก่อนจะคลี่ยิ้มเย็น คว้าขวดแก้วเล็กๆขึ้นมาจากหัวเตียง

            “ จะผ่อนผันให้เจ้าด้วยน้ำมันแล้วกัน.. ” สิ้นคำก็ถูกจับยกสะโพกให้สูงขึ้น ขวดน้ำมันหอมถูกราดลงบนช่องทางแคบระหว่างเนินเนื้อทั้งสองข้างอย่างมากล้น ขณะน้ำมันหอมส่วนเกินไหลชโลมอาบลงบนร่างกายของเด็กหนุ่มตั้งแต่หน้าท้องแบนราบไปจนถึงแผ่นอกเปล่าแปลือยจนเงางามน่าลูบสัมผัส

            ไม่ปล่อยให้เสียเวลานาน บาซิกค์รีบสอดนิ้วชุ่มน้ำมันลงลงไปบนช่องทางคับแคบจากสะโพกที่ยกขึ้น ความลื่นของน้ำมัน แม้จะทำให้แทรกเข้าในส่วนลึกได้อย่างง่ายดาย แต่เพียงแค่นั้น ความรู้สึกเสียววาบก็พลันผุดขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด จิตใจสั่งให้ต่อต้านทันที

            “ หยะ...หยุ..อ๊ะ..” สุดท้ายแม้จิตใจจะต่อต้านแต่ร่างกายกลับไม่ขยับดั่งใจต้องการเลยสักนิด คล้ายกับมันกำลังเป็นไปตามคำสั่งของร่างตรงหน้าทำให้เขารู้สึกเกลียดร่างกายตัวเองขึ้นมา ทว่าไม่ทันไรความป่าเถื่อนโหดร้ายก็เพิ่มพูนขึ้น เมื่อนิ้วที่ 2 และ 3 เพิ่มเข้ามาอย่างเลือดเย็น!

            “ อ๊า!!” เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดทั้งน้ำตาที่มิอาจกั้น ความรุนแรงที่เกินขึ้นทำให้ช่องทางเกิดแผลฉีกขาด ของเหลวสีแดงเริ่มไหลซึมออกมาจากระหว่างขา ขณะที่นิ้วทั้งสามยังสอดคาไว้จนสัมผัสได้ถึงการตอดรับที่เต้นไหวตุบๆ

            บาซิกค์เลียริมฝีปากของตัวเองเหมือนสัตว์ที่หิวกระหาย เขาไม่สนใจว่าร่างนี้จะได้รับความเจ็บปวดเจียนตายหรือไม่ แต่หากวันนี้ตัวเขาเองไม่ได้รับการเติมเต็มจนจบ การเป็นเทพนาคินก็ใช่ว่าจะพิโรธไม่ได้!

            “ อึก..ฮะ! ” นิ้วถูกถอดออกมาอย่างรวดเร็ว เสียงครางร้องเจ็บหลุดออกมาเพียงชั่วครู่ ดวงหน้าหวานนิ่วลงด้วยความเจ็บปวดเหลือคณา นัยน์ตาปิดแน่นจนหยาดน้ำตาไหลอาบลงมาอีกครั้ง แต่ราชาอสรพิษไม่ได้สนใจนัก เมื่อช่องว่างเป็นอิสระได้ไม่นาน บาซิกค์ก็รีบจัดการกับความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของตัวเองเข้าไปแทนที่อย่างรวดเร็ว แต่ขนาดที่ขยายออกก็ยังไม่พอจะต้อนรับทุกสิ่งทุกอย่างได้จนหมด แม้จะมีน้ำมันชโลมชุ่ม ก็มิอาจเข้าไปได้ในรวดเดียว ความเจ็บปวดทำให้ร่างเล็กนั้นบิดเร้า ใบหน้าเหยเกเกินจะรับ ภาพที่เห็นทำให้บาซิกค์ช่างรู้สึกสมเพชยิ่งนักที่มนุษย์เป็นสัตว์อ่อนแอ

            ใช้เวลาสักพักก่อนจะดุนดันทั้งหมดเข้าไปได้ มิกิหอบหายใจทนรับกับความเจ็บปวดจนแทบสิ้นสติ ครั้นจะยกมือมาดันรั้งร่างกายอันใหญ่โตนั้นออกไปก็ทำไม่ได้เพราะโซ่ที่ถูกล่ามติดไว้กับเสาหัวเตียงจนรู้สึกอึดอัดทรมาน ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ชายตรงหน้าอยากให้ต้องการอยากให้เป็น เพื่อให้เด้กหนุ่มได้ลิ้มรสความทรมาณของเลือดเนื้อเพียงแค่นี้ยังเป็นสั่งสอนขั้นพื้นฐานนักเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาพบเจอในอดีต

            เพียงแค่คิดอารมณ์รุนแรงก็ปะทุก่อตัวขึ้นมาราวกับก้อนที่รนไฟจนร้อนกรุ่น หากถือไว้เรื่อยๆมือไม้ก็จะลอกไหม้จนถึงเนื้อหนัง บาซิกค์ไม่เอ่ยพูดสิ่งใดอีก และใจคอก็ไม่คิดจะประโลมปลอบอีกต่อไป ความบ้าคลั่งยั้นกายโหมกระหน่ำกระแทกกระทั้นลงมาหนักหน่วงราวกับจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างให้แหลกสลายเป็นหน้ากอง ทว่าการกระทำเช่นนี้ทำไมถึงได้ปลุกกระตุ้นส่วนที่เงียบสงบลงไปแล้วกลับตื่นตัวขึ้นมาอีกได้อย่างน่าละอาย

            มิกิหลับตาลงไม่อยากจะสนใจสิ่งที่เกินขึ้นต่อไปอีกแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ยึดได้มีเพียงแขนที่เกร็งโซ่ล่ามทั้งสองไว้จนตึงแน่น ดวงตาปิดลง ริมฝีปาเม้มลงกัดฟันระงับความเจ็บปวดทั้งหมด จนเลือดไหลอาบลงมาเป็นสาย

            บาซิกค์ตกใจเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนจะโน้มตัวดันกายโน้มเอาไปประชิดจนช่องว่าง ความเจ็บแปล็บที่ช่วงล่างทำให้ร่างบางต้องเผลอร่างครวญความเจ็บ จังหวะนั้นจึงรีบสอดมือเข้าด้านล่างขยุ้มเส้นผมท้อยให้ศรีษะเล็กหงายเหงย ก่อนริมฝีปากที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากอารมณ์จะเข้าครอบครองพร้อมหยาดเลือดที่ขมฝาดในโพรงปาก

          เรียวลิ้นดุดันดูดกลืนอย่างไม่รู้จักจบสิ้น แม้อีกฝ่ายจะหลีกหนีแต่คนไล่ต้อนก็กลับมารวบรัดเสียงจนอ่อนแรง ร่างกายที่ถูกตรึงด้วยโซ่กลับมีความปรารถนาขึ้นอีกครั้งเมื่อถูกจูบอย่างร้อนแรง กลไกของร่างเมื่อถูกกระตุ้นตามหลักของวิทยาศาตร์แล้ว แม้จะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ก็เป็นความจริงอันน่ารังเกียจสำหรับเขาเวลานี้มากนัก ใจหนึ่งก็ต้องการราวกับกำลังถูกครอบงำด้วยอะไรบางอย่าง แต่อีกใจกลับหักห้ามจนสับสนไม่รู้ควรทำสิ่งใด ทว่า..ยามที่เผลอสบดวงตาสีเหลืองทองคู่นั้นก็คล้ายกับว่าชีวิตของเขากำลังตกเป็นทาสที่ต้องทำตามรับสั่งของชายผู้นี้อย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ

         ตามหัวใจปรารถนา..

          เสียงนั้นดังก้องจนหัวใจมอมเมา ร่างกายที่ถูกสอดแทรกด้วยความใหญ่โต ถูกจับผลิกให้ลุกขึ้นนั่งขณะที่อีกฝ่ายที่คร่อมอยู่กลับเปลี่ยนไปเป็นนอนราบอยู่บนเตียง ความเจ็บปวดไหลแทรกเข้ามาในร่างกายราวกับสายฟ้าฟาด แต่พอรู้ตั้วว่ากำลังถูกจ้องด้วยดวงตาสีเหลืองอำพันเปล่งประกายนั้นมันก็ทำให้เขาไม่รู้สึกใดๆ แม้เลือดสีเข้มจะซึมออกมาระหว่างขาจนเริ่มชุ่ม แต่อีกครั้งที่ความมืดมนครอบงำจนสับสนไม่รุ้ว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควร

          อยากจะทำ..

          ต้องการ..

          ความรัก..จากชายคนนี้

            “เจ้าจะสนุกกันมัน.. ” สิ้นเสียงราวกับเป็นบัญชาที่ก้องดัง มิกิเริ่มทำในสิ่งที่น่าอับอายอย่างไม่น่าให้อภัยไปจนวันตาย แต่ร่างกายมิอาจปฏิบัติตามความคิด แม้ดวงตาจะเป็นสิ่งเดียวที่ปฏิบัติอย่างซื่อตรงกับเจ้าของของมันด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลอาบลงมา แต่สะโพกของเขากลับตอบรับความสุขสมที่อยู่ด้านล่าง ด้วยการเคลื่อนกายขยับขึ้น พร้อมกับพยายามผ่อนน้ำหนักตัวไม่ให้กระแทกลงมาให้เจ็บปวด ทว่าจังหวะที่กระทำนั้นช่างร้อนแรงเหมือนกับกำลังควบอาชาอันสง่างามใต้แสงจันทร์ แต่กลับกัน..การกระทำเช่นนี้ดันสร้างความรู้สึกพอใจอย่างไม่น่าให้อภัยตัวเอง

            กายบางที่ปรนเปรออย่างร้อนแรง หลายครั้งทำให้ราชาแห่งอนาคานหลุดเสียงคำรามออกมาอย่างพึงพอใจ ขณะเดียวกันสีหน้าก็กัดกลั้นความรู้สึกบางอย่างในตัวเองไว้ด้วย ไม่ช้าเมื่อความควบคุมความสุขสมเริ่มเกินกว่าจะรับที่อยากจะให้เป็น

            ร่างเล็กถูกจับพลิกตัวจนบนเตียงอีกครั้ง บาซิกค์ขยับสะโพกกลมเข้าลึกขึ้น ก่อนจะโน้มกายทาบทับลงมาอย่างไม่สนใจ ความเจ็บทำให้มิกิต้องนิ่วหน้าทน เมื่อแรงกระแทกเริ่มกระชั้นถี่และเร็วขึ้นเรื่อยๆดุจพายุที่กำลังกระหน่ำเทลงมาครั้งสุดท้าย

           “ มิกิ....” เสียงทุ้มแห่บพร่าดังกระซิบข้างใบหูของคนที่อยู่ด้านล่างดั่งมนต์สะกด เพราะยิ่งได้ยินมากเท่าไรก็ยิ่งปลุกอุณหภูมิในร่างกายให้ขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆไปจนถึงดวงหน้าที่แดงระเรื่อ ขณะที่นัยน์ตาคู่สวยกลับคลอไปด้วยหยาดน้ำตาหลากอารมณ์ที่ถาโถมจนไม่รู้จิตใจตัวเอง

            ย..อย่าเรียกชื่อฉัน..

           เสียงห้ามในห้วงความคิดนั้นร้องค้านขึ้นอย่าฝืนทน แม้ร่างกายทุกสัดส่วนของร่างนี้จะไม่ได้ขัดขืนการกระทำ แต่ดวงตาสีอ่อนที่แสดงออกอย่างจัดเจนถึงความรู้สึกของตัวเองและแววตาที่ต่อต้านนั้น ยิ่งทำให้ราชาแห่งอนาคานกลับหงุดหงิดนัก อยากจะเอาชนะทุกอย่างแม้กระทั่งหัวใจของเด็กหนุ่มคนนี้!

            “ มิกิ.. ”

            “ ย..หยุด..หยุด ” หลุดร้องคำพูดออกมาเป็นคำทั้งน้ำตาได้อย่างชัดเจน ทว่ามิอาจหยุดการกระทำนี้ได้ต่อไปอีกแล้ว เมื่อเรือนร่างนี้กลับไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป

            เมื่อได้เห็นดวงตา และเสียงนั่น! 

           ดวงตาที่จ้องมอง..ก็เหมือนร่างกายกำลัง....

            มอดไหม้

            เสียงที่ยิ่งเรียก..ก็เหมือนร่างกายกำลัง.......

            หลอมละลาย

            งูที่เลือกรัดเหยื่อเอาไว้แล้ว..ต่อให้ต้องตายก็ไม่ยอมปล่อย..

             นั่นเพราะ..

            “ ร่างกายนาย..เป็นของฉัน..มิกิ ”

            ค่ำคืนนี้จะดำเนินไปเนิ่นนาน....จนกว่าเหยื่อจะกลืนลงไปในท้องจนหมด..

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
 
ค่ำคืนที่ 8 : ล่าม Part จบ


            ภายในห้องสี่เหลี่ยม ล้อมรอบด้วยกำแพงหนาทึบ ทั่วทั้งห้องว่างเปล่าไม่มีสิ่งของใดๆ มีเพียง เสียงหยดน้ำไหลลงจากเพดานสูงหยดลงสู่พื้น กับร่างกำยำสูงใหญ่ที่แขนทั้งสองถูมัดตึงไว้ติดกับกำงแพง อาภรณ์ที่เคยสวมใส่สูงศักดิ์ของนักรบถูกถอดออกจนเกลี้ยงเหลือแค่เพียงร่างเปลือยเปล่า

 

 

         แม้จะยังไม่มีการลงโทษใดๆเกิดขึ้น แต่บาฮาล ฮอร์น ซัลคาฟา องค์ชายเพียงหนึ่งเดียวของอนาคานกลับอดที่กังวลเป็นไม่ได้ แต่เหตุนั้นไม่ได้วิตกกลัวเรื่องจะถูกลงทัณฑ์จากองค์ราชา แต่อีกเหตุผลคือการถูกเด็กหนุ่มนั้นเกลียดขี้หน้า อยากจะเอ่ยปากอธิบายความจริงทุกอย่าง แต่ดูเหมือนตอนนี้ก็คงสายเกินไป งูที่มีเพียงพละกำลังอย่างเขา คงมิอาจเทียบเท่างูที่พิษร้ายแรงได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธตัวเอง ทั้งที่อีกฝ่ายขอร้องให้เขาไปส่งแท้ๆ แต่เขากลับเลือกจะปฏิเสธ และสุดท้ายเรื่องราวที่ปกปิดมาทั้งหมด ก็หมือนเป็นเพียงแค่คำโกหกของเด็กน้อยที่ใครก็ดูออก..

 

            “ พระองค์ไม่ควรขัดรับสั่งองค์ราชาตั้งแต่แรก ถ้าจะตรัสว่าทรงสงสารท่านมิกิก็ยิ่งไม่มีสิทธิ์..” เสียงเรียบคุ้นหูดังขึ้นจากในมุมมืด เรียกดวงตาสีกรมเข้มให้เพิ่งมอง ก่อนจะพบร่างสูงโปรงของหัวหน้าราชบริวาร

 

            “ เจ้าจะมาเยาะเย้ยข้าสินะ ซาอิด ” กล่าวอย่างรู้ทันความคิด แต่ใบหน้าคมเข้มของคนตรงหน้าก็ยังคงประดับรอยยิ้มบางๆไว้อย่างเช่นเคย

 

            “ หาได้เป็นเช่นนั้น กระหม่อมแค่มาตามรับสั่งขององค์ราชา ว่าพระองค์เป็นเช่นไร ”

 

            “ คิดว่าข้าจะหายตัวได้งั้นหรือ มีรับสั่งให้ลงทัณฑ์เช่นไร ข้าก็จะไม่เกรงเจ้าไม่ต้องลีลา” เริ่มขึ้นเสียงแข็งด้วยความหงุดหงิด ยิ่งเห็ฯใบหน้าของคนที่ไม่ค่อยชอบใจอุณภูมิในร่างก็ก็ยิ่งเดือดปะทุขึ้น ซาอิดเข้าใจอารมณ์ขององค์ชายบาฮาลดีว่าไม่ต่างอะไรจากเด็กน้อยขี้โมโห แต่ยิ่งเห็นก็ยิ่งกลับทำให้รู้สึกสนุก

 

            “ ยังไม่มีบัญชาใดๆทั้งสิ้น แค่ให้มาดูเฉยๆ นับว่าองค์ราชายังทรงเมตตาพระองค์มากนัก เรื่องใหญ่เช่นนี้ หากเป็นกระหม่อมคงถูกประหารชีวิตไปแล้ว ” คำพูดที่ที่แผงไปด้วยความดูแคลนสมเพช ทำเอาองค์ชายหนุ่มถึงกับเดือดดาดเป็นไฟ

 

            “ ออกไป..ออกไปให้พ้นหน้าข้าซาอิด! ” กล่าวไล่อย่างไม่ไว้หน้า หากอยู่นานกว่านี้คงสาบานได้ว่าจะแหกคุกนี่ออกไปแล้วฉีกร่างตรงหน้าเป็นชิ้นๆ ทว่า..ใบหน้าคมเข้มกับดวงตาคมกริบคู่นั้นไม่ได้ฉายแววถึงความหวาดกลัวเลยสักนิด แต่กลับท้าทายจนน่าหงุดหงิด รอยยิ้มที่ไม่รู้ว่าเป็นมิตรหรือศัตรูยกขึ้นที่มุมปากสวย ก่อนโค้งตัวลง

 

            “ น้อมรับบัญชา แต่ก่อนไปกระหม่อมมีเรื่องให้ทรงทราบเป็นการส่วนตัวเล็กน้อย ” พอได้ยินกระโยคหลัง คิ้วหนาก็ขมวดเป็นปม

 

            “ เรื่องอะไร.. ” ซาอิดฉีกยิ้มเย็น..

 

            “ ทั้งหมดเกี่ยวกับคนที่พระองค์พาหลบหนี…เรื่องของท่าน มิกิ ”

 

 

 

 

            เวลาผ่านพ้น ไป 2 คืนเต็ม จันทร์สง่ายามค่ำคืนหวนคืนสู่ท้องนภามืดทึบอีกครั้ง ลมทะเลทรายหนาวเหน็บพัดพริ้วเข้ามาในห้องบรรทมของผู้ครองนครโบราณ บนร่างบอบบางที่คงหลับไม่ได้สติปรากฏร่องรอยของการสู้รบเป็นจ้ำแดง เส้นผมพริ้วไหวแผ่วเบายามกระทบแสงดวงเดือนเปล่งประกายทองอ่อนๆสวยงาม ใบหน้าหวานหมดจดมีปราบน้ำตาแห้งเกรอะกรัง ริมฝีปากแหกปากมีรอยแผลที่แตกออกจากการต่อสู้ในค่ำคืนสวาทรัก

 

            แม้ค่ำคืนนั้นจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่นับได้ว่าเป็นเวลาที่เนิ่นนานเกินกว่าเด็กหนุ่มจะรับไหว นิ้วเรียวบางเริ่มขยับอีกครั้ง สติที่ดับวูบไปนานก็เริ่มกลับคืนมาดั่งเช่นเดิม ดวงตาที่บวมฉ่ำจากการร้องไห้ระบายความรู้สึกปรือลืมขึ้นเชื่องช้าราวกับไม่อยากจะเผชิญกับความจริง

 

            ทุกสิ่งทุกอย่างในสายตามันมือครึ้มไปหมด ทว่ากลับรับรู้ได้ว่ากำลังอยู่บนเตียงนอนในห้องของคนที่เกลียดชัง พอเลื่อนสายตาออกไปมองทั้งที่ใบหน้านั้นยังซบลงกับหมอน ก็พบร่างสูงกำลังนอนอยู่ข้างกาย ความตกใจ ทำให้ต้องรับยันตัวถอยห่าง ทว่า..เพียงขยับขึ้นก็รู้สึกเจ็บระบทที่สะโพกและปั้นท้ายราวกับช่วงล่างถูกทำลายของตัวเองนั้นก็ทำเอาน้ำตาเล็ด เสียงที่ควรจะเปล่งร้องครวญก็แหบแห้งเสียงจนไม่มีเสียงใดๆ คล้ายกับลำคอของตัวเองถูกแผดเผาไปจนสิ้น


           มิกิพยายามตั้งสติกับสิ่งที่เกิดขึ้น ตามหลังจากที่เขาถูกบาซิกค์สวมปลอกคอ แล้วสบดวงตาคู่นั้นเขาก็จำได้แค่ภาพเรือนลางที่ไม่ปะติปะต่อกันเท่านัก

 
          เห็นดวงตาสีเหลืองทอง

 
         เห็นการเคลื่อนไหว..

 
         และร่วมรัก ของชายผู้นั้น

 
         !!!

 
        “ อึก! ”

       คิดเพียงแค่นั้นความรู้สึกหนึ่งก็เล่นเจ็บแปล็ดเข้ามาที่ส่วนช่องทางปลายสะโพก ดวงตาสีอ่อนเบิกโตตกใจ เมื่อลองเอามือล้วงสัมผัสลงไปก็พบของเหลวสีแดงข้นปะปนด้วยน้ำสีขาวไหลออกมา ถึงมันจะเพียงเล็กน้อย แต่ทั้งหมดก็เพียงพอที่จะทพให้สตินั้นขาดสะบั้น มิอาจทำใจรับได้ เมื่อรู้สสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

 
       มือเรียวอีกข้างยกขึ้นปิดปากตัวเองเพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นนั้นดังเล็ดรอดออกมาให้คนที่นอนข้างกายตื่น มิกิพยายามคลานลงจากเตียงอย่าเงียบเชียบที่สุด พลันสายเหลือบไปเห็นโต๊ะที่ตั้งชุดอาหารเอาไว้มากมายความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาให้หัวทันที

 

        มีดปอกผลไม้ถูกหยิบขึ้นมาจากโต๊ะ แม้ทุกครั้งที่ขาเรียวยาวก้าวเดินจะรู้สึกเจ็บจนแทบทนไม่ไหวแต่ก็พยายามคลานไปอย่างเงียบเชียบที่สุด กระทั่งถึงร่างทรงอำนาจที่ทำลายความเป็นของเขาจนย่อยยัย

 

         หยามเกียรติ

 

         หยามศักดิ์ศรี

 

         จนไม่เหลือความเป็นคน

 

          ความโกรธชิงชังแค้นเคืองเข้าครอบง่ำจนมิอาจ สะกดคำว่าให้อภัยได้ถูกต้อง มีดคมกริบถูกมือเรียวกำแน่นจนสั่น ก่อนยกขึ้นสูง ถ้าคนคนนี้ตายไปซะ ทุกๆอย่างจะได้จบสิ้นสักที

 

          ไปตายซะ!!

 

          กึก..

 

           ………

 

          คมมีดชะงักหยุดเฉียดใกล้แผ่นอก มือเรียวสั่นเทาด้วยความลังเลที่กำลังมากล้นในจิตใจ.. เพียงแค่แทงลงไปทุกสิ่งทุกอย่างก็จะจบสิ้น แต่เขากลับ..

 

         แหมะ...

 

         “ ฮึก..”

         น้ำตาไหลอาบลงมาเป็นสายหยดลงบนหลังมือของตัวเองจนเย็นชื้น ทั้งที่โดยย่ำยี จนไม่เหลือคุณค่าของความเป็นคน แต่เขากลับใจไม่กล้าแกร่งพอที่จะฆ่าคนได้ ในจิตใจมันเป็นความทรมาณที่กำลังต่อสู้อยู่กับความถูกต้อง แม้อยากจะฆ่าให้ตาย แต่เขาก็ไม่ใช่คนแบบนั้น!

 

          มันเจ็บ..

 

        มันอึดอัด..

 

           กลางแผ่นอกของตัวเอง..

 

          ความอ่อนแอที่เกิดขึ้น ทำให้เขารู้สึกเกลียดตัวเอง..เกลียดตัวเองมากที่สุด! ดังนั้นคนที่สมควรตายมากสุดก็คือ..

 

          ตัวเขาเอง..

 

          แหมะ...

 

           แหมะ...

 

         หยาดเลือดสีเข้มไหลล้นออกมาจากคมมีดที่กรีดเฉือนบนข้อมือหยดลงบนเตียงนุ่ม สีแดงสดไหลอาบรดทั่วท่อนแขนเรียวยาว ความเจ็บปวด แสบร้อนเริ่มให้ล้นไปทั่วร่างกาย แต่ไม่นานก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความด้านชา ดวงตาเริ่มหนักขึ้นจนปรือต่ำ กลิ่นคาวคลุ้งของหยาดโลหิตล่องลอยตลบ มีดและมือทิ้งลงพร้อมกับร่างกายที่ทรุดฮวบกองกับพื้น เสียงล้มที่ดังข้างกาย เรียกสติของคนที่นอนอยู่บนเตียงหวนคืนฮับพลัน ทว่า..ภาพที่เห็นทำให้ดวงตาของราชาอสะพิษวาวโรจน์อย่างไม่เคยเป็น

 

          “ มิกิ! ”

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-08-2015 19:52:51 โดย EtuDe »

ออฟไลน์ วัวพันปี

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1465
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +540/-3
สุดยอดความเป็นเอสเอ็ม
ล่อลวง ให้ลุ่มหลง
เอาวะอย่าให้น้องมิกิมีอำนาจนะ
เอิ่ม..คงไม่มีฉากกลัวเมียเพราะเรื่องนี้นายเอกเป็นรองทุกฉากทีอ่านมาตั้งแต่บทแรก
อะไรจะลำบากกว่านางเอกพิศาลอีกนะนี่

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 9082
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ Serioz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 269
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
ตอนนี้สงสารมิกิจับใจㅠ ㅠ

ออฟไลน์ ammchun

  • Don't Worry,Be Happy
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-4

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
ขอบคุณ ทุกคอมเม้นต์ที่ให้กำลังใจนะคะ ><

ไม่มีโอกาสได้ตอบเม้นในนี้เลย..แฮร่ๆ..

ยังก็ ดี้ ของ ฝากผลงานด้วยนะคะ

ขอบคุณทุกคนอีกครั้งค่ะ พรุ่งนี้  ลงตอนใหม่ให้เนร๊อะ ><

ออฟไลน์ HISY

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3654
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-3
กรี๊ดดด มิกิของแม่ถูกย่ำยีซะแล้ว :sad4:

ออฟไลน์ sosi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
           กฏของเทพนาคิน คือความเป็นไปของวงจรชีวิตเหล่านาคินและราเมียร์ ซึ่งสิ่งที่เป็นเสมือนกงล้อให้ขับเคลื่อนไป คือการกำหนด ‘ฤดูกาลเก็บเกี่ยว' ที่จะจัดขึ้นทุก 30 ปี


           อนาคานที่เป็นเสมือนกายเนื้อจึงจำเป็นต้องส่งกายเนื้อไปรวมกับจิตวิญญาณที่ซาคาเดียร์ โดยแล้วแต่การกำหนดของเทพนาคิน ซึ่งผู้ที่ได้รับการคัดเลือกนั้นจะได้รับการยกย่องว่าจะเป็นบรรไดสู่สวรรค์ เป็นเกียรติอันสูงส่งแห่งนาคิน แต่หากทั้งหมดเป็นความจริงที่กุขึ้นเพื่อลวงโลกเพียงเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงฐานะที่ถูกกำหนด นั้นคือ 'เครื่องสังเวย' ของราเมียร์


          นาคินจะมอบร่างกายและอำนาจให้กับการถือกำเนิดแห่งชีวิตใหม่โดยมีราเมียร์เป็นผู้เลี้ยงดู


          ทุกอย่างนี้เป็นการบูชา เป็นพิธีกรรมสืบทอด..


          ทว่า..สิ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวครั้งสุดท้ายคือทุก 210 ปี เทพนาคินที่ปกครองอนาคานจำเป็นจะต้องเลือกราชีนีคู่บัลลังก์ เพื่อให้กำเนิดโอรสเทพนาคินองค์ใหม่ โดยการคัดเลือกนั้นไม่จำเป็นจะต้องชอบพอ โปรดปราน แต่ทั้งหมดมาจากจิตใจที่ว่างเปล่า  หากปฏิเสธการเลือกคู่ครอง ตามตำนานได้ระบุเอาไว้ว่าจะเกิดเหตุภัยพิบัติ โรคระบาด และคำสาปแห่งความตายจะเข้าปกคลุมทั้ง ซาคาเดียร์และอนาคาน ดังนั้นเทพนาคินจำเป็นจะต้องปฏิบัติ เพื่อป้องกันสิ่งเหล่านี้ และอาจเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเทพนาคินทุกองค์ถึงถูกสอนให้ไร้ซึ่งความรู้สึก เพราะปลายทางของพวกเขามีเพียงแค่ความว่างเปล่าที่รออยู่


          ดังเช่นความรัก..จักไม่ปรากฏในหัวใจ ซึ่งมิอาจมีรักได้


          บาซิกค์ ฮอร์น ซัลคาฟา รู้ซึ้งถึงสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่ต้น..และตีความได้ว่าทั้งหมดเป็นเพียงแค่ละครตบตา แต่เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องคัดค้านกฏที่ปฏิบัติมาเนิ่นนาน ไม่ใช่ว่าเขาเคารพซึ่งบรรพบุรุษ แต่การมีชีวิตอยู่ที่เป็นเสมือนแค่ไม้ค้ำจุนเหล่าชีวิตของนาคินนั้นก็ทำให้เขารู้สึกสนุกอยู่ไม่น้อย แม้แท้จริงจะเป็นเพียงหุ่นเชิดที่รอการเขี่ยทิ้งเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวครั้งสุดท้ายก็ตาม


           ถึงจะเคยสงสัยว่า..กฏของเทพนาคินที่เกิดขึ้น..ที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุใด แม้จะเคยได้ยินสำนวนของพวกมนุษย์ว่าความรักนั้นเปรียบเสมือนพิษที่ร้ายแรงที่สุดยามขาดหาย หากลองสัมผัสความเจ็บปวดที่อกข้างซ้าย มันจะใช่บาดแผลที่เกิดจากพิษรักครั้งในอดีตใช่หรือไม่ ทั้งหมดเขาไม่เข้าใจเลยสักนิด รู้แต่เพียงว่า

       เกลียด..เกลียดการถูกทรยศหักหลัก

       เกลียด..รอยยิ้มเสแสร้ง

       เกลียด..การหลอกลวง

       เกลียด..ดวงตา..และร่างกายนั่น

      ถึงจะเข้าใจดีเรื่องอยุติธรรมพวกนี้ตั้งแต่เยาว์วัย แต่ก็ต้องแสร้งเป็นไม่มีความรู้สึกใดๆ เสมือนมีผ้าขาวบางๆผูกดวงตาเอาไว้ แม้เห็นเลือนราง..แต่ไม่สามารถพร่ำพูด มีเพียงแค่ความโหดร้าย และความหนาวเหน็บเท่านั้นที่ถูกเรียนรู้ จนกลายเป็นร่างกายที่เสมือนไร้ชีวิต


       สำหรับ คิโนมุระ มิกิแล้ว เด็กหนุ่มคนนี้ ก็เป็นเพียงแค่ ‘เครื่องมือ’ ที่สามารถยื้อชีวิตของตัวเองออกไปได้ ตราบสิ้นชีวิตของคนคนนี้ เหล่านาคินจะไม่ถูกส่งไปซาคาเดียร์หากอารมณ์เกี้ยวรักนั้นถูกปลดปล่อยออกมาก่อนกำหนดด้วยกลิ่นบุปพชาติโบราณที่ออกมาจากร่างกายบอบบางนี้


        เขาพยายามคิดแค่นั้น..


        แต่ทำไมพอเห็นผลของสิ่งที่กระทำ มันถึงได้รู้สึกหนักหน่วงที่แผ่นอกเช่นนี้ ทั้งที่ภายในใจยังคงเมินเฉยเย็นเยือก รูปกายภายนอกก็มิได้แปรเปลี่ยน แต่ก้อนเนื้อภายในอกข้างซ้ายเล่า..มันยังเป็นเช่นเดิมหรือเปล่า


       ไม่เข้าใจจริงๆ..

        “ ฝ่าบาท..”


        “ พวกเจ้าออกไปหมด ” ไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยสิ่งใด สุรเสียงเรียบเย็นก็ตรัสสั่ง ก่อนดวงตาคมจะปรายตามองร่างสูงโปร่งของหัวหน้าราชบริวาร “ ยกเว้นซาอิด ”


          ร่างสูงโค้งตัวเล็กน้อบรับคำสั่ง พอสิ้นคนที่ไม่ต้องการออกไปจนหมด  ราชาบาซิกค์ก็ลุดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงจากที่นั่งประทับ ก่อนจะหย่อนตัวลงริมขอบเตียง ดวงตาเรียวคมหรี่ลงมองร่างที่ยังคงหลับลึกไม่รับรู้สิ่งใด แรงดึงดูดบางอย่างทำให้มือเรียวขาวยกขึ้นปัดเกลี่ยเส้นผมสีอ่อนบนดวงหน้าหวานอย่างทะนุถนอมราวเป็นดอกไม้บอบบาง ก่อนจะปรายตาลงมองข้อมือเล็กที่ถูกพันด้วยผ้าพันแผลสีขาวและชะงักงันไปชั่วครู่ เมื่อเห็นคราบของเหลวสีแดงแห้งๆที่ไหลซึมออกมาจากผ้า


          “ ความปรารถนาของนายจะไม่มีวันเป็นจริง..ถ้าฉันไม่อนุญาต ” พร่ำเอ่ยแผ่วเบา แม้จะไม่มีการตอบสนองของร่างที่นอนอยู่ แต่เหมือนกลับต้องการให้เสียงนี้ก้องทุ้มในหูของคนคนนี้แม้ในยามหลับ จนมิอาจคิดถึงสิ่งใดได้


          จะมีแค่เขา..


          จะมีแค่เขาเพียงคนเดียว..


          กึก..


           หลังจากที่ยืนนิ่งมองดูผู้เป็นเจ้าชีวิตอยู่ซักพัก หัวหน้าราชบริวารหนุ่มพลันสะดุ้งตัวทันทีที่รู้สึกถึงสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมที่ขึ้นมาเลื้อยพันอยู่ที่ลำคอ อสรพิษเกล็ดสีขาวมันวาว แลบลิ้นยาว ดวงตากลมจ้องมองเขานิ่งราวกับจะสำรวจทุกสิ่งที่ใคร่รู้ แต่กระนั้นก็ไม่มีแววคุกคามแต่อย่างใด ซาอิดกลืนน้ำลงคออึกหนึ่งด้วยความรู้สึกแปลกๆ ก่อนผู้เป็นใหญ่แห่งอนาคานจะหันมาคลี่ยิ้มเย็นเยียบและให้ความสนใจกับคนที่เขาขอให้อยู่ต่อ


             “ เจ้าพบสิ่งใดมาบ้าง ”


             “ ทูลองค์ราชา ข้อมูลของคิโนมุระ มิกิ ยังไม่พบสิ่งใดเพิ่มเติม แต่ทราบข่าวมาว่า ก่อนที่ท่านมิกิจะถูกพ่อค้าทาสจับมาประมูลขายที่อาราบัส เกิดเหตุระเบิดขึ้นทางตอนใต้ของเมือง ที่นั่นเป็นโอเอซิสและมีสถานีวิจัยของพวกต่างชาติ คาดว่าท่านมิกิมาจากที่นั่นพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทจะประสงค์ให้กระหม่อมทำสิ่งใดต่อ” ซาอิดกล่าวไปตามความจริง หลังจากที่กลับจากซาคาเดียร์ ก็มีรับสั่งให้เขาสืบหาข้อมูลของมิกิต่อโดยทันที ดูเหมือนว่าองค์ราชาจะค่อนข้างสนใจเด็กหนุ่มคนนี้เป็นพิเศษ ซึ่งในตามความคิด..หากองค์ราชาเห็นมิกิเป็นเพียงแค่เครื่องมือ ก็คงไม่จำเป็นต้องอยากรู้เบื้องหลังให้มากความเช่นนี้ แต่กลับสั่งให้ค้นอย่างระเอียดถี่ถ้วนมากกว่าใครจนแปลกใจ


         “ ยังไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น ” รอยยิ้มหุบลงจนเหลือเพียงริมฝีปากที่เรียบเป็นเส้นตรง น้ำเสียงไม่มีสามารถคาดเดาอารมณ์ได้ทำเอาหัวหน้าราชบริวารนิ่วหน้าลงด้วยความสงสัย ขณะที่อสรพิษสีเผือกที่พันอยู่ที่ลำคอเริ่มชูคอสูงขึ้นจนอยู่ในระดับสายตาของซาอิค


            “ บาฮาลเป็นอย่างไร ” คำถามนั้นแสดงถึงความห่วงใย แต่พอผสานกับน้ำเสียงเรียบเย็นนั้นดูไม่ใช่


            “ ทรงได้รับโทษตามพระบัญชาแล้วพ่ะย่ะค่ะ ”       


            “ ซาอิด..เจ้าไม่ได้ทำสิ่งใดนอกเหนือคำสั่งข้าใช่หรือไม่ ”

            อสรพิษชูคอขึ้นสูง ลิ้นยาวแลบออกมาพร้อมคมเขี้ยวส่งเสียงขู่ฟ่อพร้อมจู่โจมทันทีหากได้ยินเสียงรับสั่ง แต่หัวหน้าราชบริวารไม่ได้แสดงความตื่นกลัวแต่อย่างใด ริมฝีปากขยับเปล่งเสียงบางอย่างเป็นภาษาที่ฟังไม่ออก เพียงแค่นั้นอาการของเจ้างูนั่นก่อนสงบลง ก่อนปรายนิ้วของเขาจะดันศีรษะของมันให้ออกห่างใบหน้า


            “ เปล่าพ่ะย่ะค่ะ ” คำตอบนั้นชัดเจน น้ำเสียงที่พูดไม่ได้แสดงถึงความลังเลแต่อย่างใด บาซิกค์ทำเพียงพยักใบหน้ารับในคำตอบนั้น ก่อนจะโบกมือเป็นสัญญาณว่าเขาไม่มีธุระอะไรอีก ร่างสูงจึงโค้งตัวลงแสดงถึงความเคารพเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะก้าวเดินไปจากห้อง ทิ้งร่างของผู้ปกครองชีวิตอยู่เพียงลำพังกับคนที่ยังไไม่ฟื้นคืนสติ





            สองวันผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ...


            หลังจากคืนนั้นร่างบางก็ได้สติหวนคืน แต่ดวงใจที่บอบช้ำมาอย่างหนัก พอตื่นขึ้นมาแล้วพบสภาพความเป็นจริง ก็มิอาจยอมรับได้ ขีวิตคล้ายกับกำลังพบวงจรอันโหดร้ายเสียยิ่งกว่าถูกจองจำ


           จะหนีก็ไม่ได้


           จะตายก็ทำไม่ได้


            ชีวิตราวกับตายทั้งเป็น


            มิกินั่งอยู่บนเตียงด้วยใจที่เหม่อลอย แม้หัวใจจะยังคงเต้นเหมือนเช่นเคย ทว่านัยน์ตาของตัวเขานั้นราวกับไร้ชีวิต มันว่างเปล่าเลื่อนลอยเสียจนไร้ที่ยึดเหนี่ยว หลายครั้งที่พวกบริวารของราชาบาซิกค์นำอาหารมาวางไว้บนโต๊ะตามรับสั่ง แต่ก็ถูกร่างเล็กอาละวาดปัดกวาดทุกอย่างที่อยู่บนโต๊ะจนระเนระนาด เสื้อผ้าที่ถูกนำมาให้ ก็ไม่ยอมผลัดเปลี่ยนโดยง่าย จำเป็นต้องใช้คนถึง4คนถึงจะจับใส่ได้


            แม้อารมณ์เกรี้ยวกราดจะแสดงออกมาผ่านทางกระทำ แต่ดวงตากลับเผยเพียงความซึมเศร้า ไม่ปริปากพูดใดๆ มีเพียงความเงียบกับอารมณ์ที่แปรปรวนเหมือนคนที่เสียสติ ถึงข้อมือทั้งสองที่เคยถูกมัดด้วยโซ่ทองจะหายไปแล้ว แต่หลักฐานที่ปรากฏเด่นชัดให้นึกถึงความอัปยศคือปลอกคอสรพิษที่ต้นคอของตัวเอง!


          ร่างกายนี้แปดเปื้อนเกินกว่าจะชำระล้าง ความโกรธเกลียดทำให้มิกิทุบตีและทำร้ายร่างกายตัวเองจนเป็นรอยช้ำแดง ทว่า..กลับไม่มีคำสั่งให้จับร่างบางมัดไว้กับเสาเตียงเหมือนที่เคยทำแต่อย่างใด บาซิกค์ทำเพียงแค่ปล่อยให้ร่างบางได้ระบายจนพอใจ พอตื่นขึ้นมาก็มีรับสั่งให้บริวารและหมอของราชวังมาทำแผลให้ใหม่อีกครั้ง เป็นเช่นนี้จนกลายเป็นวงจรที่แสนทรมานราวกับตายทั้งเป็น ซึ่งราชาบาซิกค์ต้องการให้มิกิผจญกับฝันร้ายเช่นนี้ไปเรื่อยๆหากไม่ยอมหยุด


            และวันนี้ก็ไม่ใช่วันแรกที่อารมณ์ของร่างเล็กนั้นแปรปรวน เขายังคงนั่งกอดเข่าดังเช่นคนอมทุกข์บนเตียงบรรทมของราชาที่พรากทุกอย่าง แต่จู่ๆน้ำตาก็ไหลอาบแก้มลงมาเป็นสาย ความหวังที่หมดสิ้นไปตอนนี้เขาเข้าใจแล้วมันรู้สึกเช่นไร แต่มันคงดีกว่านี้ถ้าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กๆทั่วไป แต่สำหรับเขาใครจะรู้ล่ะว่าจะต้องเผชิญกับสิ่งใดบ้าง..


            เขาควรทำอย่างไรดี..นี่คือคำถามที่ดังขึ้นในใจแต่ไร้ซึ่งคำตอบมาช้านาน หัวใจที่ยังเต้น มันคงเต้นไปตามหน้าที่ที่บ่งบอกว่าเขายังมีชีวิต แต่ความรู้สึกที่อยู่ข้างในล่ะ? คงไม่มีใครแม้แต่จะเหลียวแล คงมีเพียงคนที่รอคอยการเหยียบย่ำและระบายสิ่งที่ต้องการอยากจะได้ในฐานะที่เขาเป็นเพียงแค่เหยื่อที่ไม่มีทางสู้


            เขาควร..ทิ้งร่างกายนี้หรือเปล่า..?


            “ ยังไม่ได้อาบน้ำอีกหรือ ” เสียงที่ไม่อยากได้ยินทำเอาดวงตาสีอ่อนนั้นเบิกโต ปฏิกิริยาของร่างกายตอบสนองตามสัญชาตญาณที่กลายเป็นเงื่อนไขเมื่อพบสิ่งเร้ากระตุ้น กายบางขยับถอยหนีชิดหัวเตียง ร่างกายสั่นเทาดุจนกน้อยที่กำลังหวาดกลัว

            “ กลัวขนาดนั้นเลยหรือ ”

            ขยับตัวเข้าไปใกล้คนที่ถอยหนี กายสูงใหญ่นั่งข้างกายที่สั่นเทา ใบหน้าคมคายยื่นเข้าไปใกล้จนลมหายใจไหลรดพวงแก้มที่อาบคราบน้ำตา ดวงตาเรียวคมหรี่ลงมองราวกับสำรวจทุกสิ่ง สายตาที่มิอาจคาดเดาทำให้มิกิปิดตาหนี ทว่า..มือทรงอำนาจกลับยกขึ้นแตะลงบนริมฝีปากที่เม้มลงกลั้นความรู้สึก เห็นหยาดเหงื่อเริ่มไหลซึมจากกรอบหน้าสวย และเหมือนได้ยินเสียงหัวใจของร่างตรงหน้าที่เต้นระส่ำเหมือนเหมือนกำลังประท้วงสิ่งที่เผชิญ


            “ เด็กดื้อหายไปไหนแล้วล่ะ ”

            มิกิไม่โต้ตอบสิ่งใด ทำเพียงแค่ปิดตาจนแน่นไม่อยากรับรู้ พยายามเขยิบถอยร่างกายจนแทบจะฝั่งลงไปในกำแพง มือบางกำผ้าปูที่นอนจนยับย่น ภาพนี้ช่างสร้างความหงุดหงิดให้แก่ราชานัก  แต่เขากกลับไม่อยากเปิดเผยความโหดร้ายออกมาให้หวาดหลัวมากไปกว่านี้ หากแต่ยกขนมหวานขึ้นมาเป็นเหยื่อล่อแทน


            “ สบตาข้าสิ..แล้วข้าจะพาเจ้าออกไปข้างนอกนั่น ” กระซิบเสียงนุ่มลึกข้างใบหู เหยื่อล่ออันแสนเย้ายวนเขยื้อนเอ่ยจากริมฝีปากหยักสวย ก่อนจะคลี่เป็นรอยยิ้มบางเบาที่มิอาจคาดเดาความรู้สึก
       

           พอได้ยินเช่นนั้น มิกิรู้ดีว่าความหวังที่พูดเสมือนเป็นสิ่งเสพย์ติด ทั้งที่ไม่ควรเชื่อ แต่หัวใจกลับต้องการอยากจะได้สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจจนมอมเมา และเมื่อความต้องการและความโหยหาอยู่เหนือทุกสิ่ง เขาก็มิอาจห้ามใจไว้ได้อีก


            ดวงตาสีมรกตค่อยๆเปิดลืมขึ้นเชื่องช้า เห็นใบหน้าอันงดงามหมดจดดุจทวยเทพของคนตรงหน้าช่างดูยิ่งใหญ่ สมอาภรณ์ขาวสูงศักดิ์ รัดเกล้าทองคำรูปอสรพิษแผร่แม่เบี้ยแสดงถึงความองอาจของชายผู้นี้ ทว่า..รูปลักษณ์ไม่ได้เป็นสิ่งที่เขาหลงใหล แต่เป็นนดวงเนตรของราชาต่างหากที่น่าหวาดหวั่น

            เนตรที่สะกดทุกสรรพสิ่งตามต้องการ..

           ใจจิตนี้ลุ่มหลงอีกครั้ง ก่อนร่างกายจะล่องลอยไปไกลแสนไกลดั่งคำเชิญชวน..


ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0


          ณ สถานณีวิจัย บนประเทศเล็กๆที่เป็นหมู่เกาะแต่หากเติบโตด้วยเทคโนโลยีก้าวล้ำ ซึ่งเป็นเสมือนแรงขับเคลื่อนสำคัญทางเศรษฐกิจโลกให้เจริญเติบโต ในขณะที่ผู้ที่สามารถคิดค้นวิทยาการใหม่ๆได้สำเร็จกลับถูกยกย่องราวกับพระเจ้าผู้สร้างโลกที่สามารถสร้างความหวังให้กับผู้คน


         ศาสตราจารย์ค็อตเลอร์นักวิทยาศาตร์ทางการแพทย์ชื่อดัง หลังจากที่กลับจากทะเลทรายฮาซานพร้อมกับของขวัญชิ้นโตจากผู้ร่วมทีมอันแสนโง่เง่า เขาก็ถูกยกย่องเยี่ยงวีรบุรุษ ไม่มีใครรู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น เพราะหลักฐานทุกอย่างถูกทำลายลงไปหมด มีเพียงแต่ลมปากที่พร่ำพูดสร้างเรื่องที่ไม่ใช่ความจริง และเบนเป้าหมายของผู้คนมาที่ผลงานวิจัยที่แลกมาซึ่งชีวิตของเพื่อนร่วมงานอย่างศาสตร์จารย์โลเกีย และการแสร้งบีบน้ำตาย่อมได้รับความเห็นอกเห็นใจเกินคาด โครงการเซรุ่มเพื่อรักษาโรคเจ้าหญิงนิทราจากดอกเพเซียจึงสามารถพัฒนาต่อได้

        ทว่า..ความจริง ของของเหลวสีชมพูในหลอดแก้วที่นำมา พอศึกษาแล้วสกัดออกมาจริงๆ ก็ไม่ต่างอะไรจากของเล่นหลอกเด็ก ไม่ว่าจะทดลองกี่ครั้งต่อกี่ครั้งผลการทดลองก็ไม่ต่างอะไรจากที่ทะเลทรายฮาซาน

       “ นี่มันของปลอม!! ”

        เพล๊ง!! หลอดทดลองถูกปาลงพื้นด้วยแรงอารมณ์ ใบหน้าของชายวัยกลางคนเต็มไปด้วยความหงุดหงิด  เมื่อรู้ว่าสิ่งที่พยายามมาทั้งนั้นไร้ค่า!

          แสบนักนะโลเกีย..

          “ เราจะทำยังไงดีครับศาสตราจารย์ คาดว่าเซรุ่มที่สมบูรณ์จริงๆ อยู่ที่พวกเขาทั้งสองคน แต่..พวกเขา ” เสียงจากลูกน้องเงียบหายไป เพราะความจริงที่ไม่อยากเอ่ยถึง ค็อคเลอร์ถอนหายใจออกมาอย่างหนัก ก่อนกระชับเสื้อกาวน์ของตัวเอง ตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด


           “กลับไปที่ทะเลทรายฮาซาน เก็บทุกอย่างที่ยังเหลือกลับไป” กล่าวจบก็ย่ำเท้าหนักๆออกไปจากห้องทดลอง เหยียบย่ำผ่านของเหลวสีชมพูที่เปรอะเปื้อนอยู่ที่พื้นตามแรงอารมณ์ แม้โลเกียจะจากโลกนี้ไปแล้วแต่กลับทิ้งทวนเขาได้เจ็บแสบนัก จนอยากจะกลับไปฆ่าให้ตายซ้ำสอง ตอนนี้สิ่งหนึ่งที่เขาสงสัยมาที่สุดก็คือ..แม้ศพของโลเกียจะถูกนำกลับมาที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว แต่ดันไม่พบร่างของผู้ช่วยคนสนิทของโลเกียเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ควรจะตายไปด้วยกัน!

           ทว่า..ในเรื่องร้ายๆก็ยังมีเรื่องดี ตามข้อสันนิฐานในใจของเขานั้นเป็นไปได้ 2 อย่างก็คือ ศพของมิกินั้นโดนแรงระเบิดจนไฟคอกไม่เหลือซาก กับอีกหนึ่งที่มีทางเป็นได้น้อยมากก็คือ เจ้าเด็กนั่นยังมีชีวิตอยู่..






       เสียงปี่แหลมสูงไล่บรรเลง..


        ม่านควันพร้อมกลิ่นบุปพชาติจากกำยานโชยคลุ้งขจรขจายมอมเมา


         มีเสียงสายน้ำไหลล้นออกมาจากรูปปั้นสลักอสรพิษที่ตรงมุมสระชำระกายขององค์เทพแห่งนาคิน ปลายเท้าเรียวค่อยๆเยื่องก้าวสัมผัสสายน้ำเย็นเฉียบ กระนั้นความหนาวเหน็บก็แล่นตรงเข้ามาสู่ร่างกายจนขนลุกตั้ง ทว่าเมื่อสบกับสายตาร้อนแรงของบุคคลที่นั่งผิงขอบสระอยู่ครึ่งตัวมาก่อนหน้า ก็พลันลืมเรื่องความเย็นของน้ำในสระไปจนหมดสิ้น

         มือเรียวเอื้อมปลดเปลื้องอาภรณ์ที่ปกคลุมไปจนสิ้น ผ้าสีขาวล่องลอยอยู่เหนือผิวน้ำก่อนค่อยๆจมหายไปในสระ ร่างกายเปลือยเปล่าก้าวเดินเชื่องช้า สัมผัสถึงหยาดน้ำที่ค่อยๆท่วมกายมาเรื่อยๆจนถึงเอวคอดเล็ก  ดวงตาคู่สวยหลับลงราวกับทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ ทว่า..เสียงหอบหายใจที่ดังขึ้นพร้อมกับจังหวะหัวใจที่เต้นแรงถี่ขึ้นทุกวินาที กลับตรงข้ามกับของรู้สึกของตัวเองโดยสิ้นเชิง

          บาซิกค์จ้องมองการกระทำที่น่าอภิรมณ์นิ่งงัน เสียงเครื่องดนตรที่เรียกมาช่างปลุกปั้นบรรยากาศให้เป็นใจยิ่งนัก ดวงตาสีอำพันทอดมองแสงอรุณที่สาดส่องผ่านหน้าต่างกระทบต้องกับพื้นน้ำเป็นประกายระยับ  ผิวเนื้อเนียนละเอียดดุจเม็ดทรายสีทองชวนเอื้อมไปสัมผัสยิงนัก สะท้อนกับร่างกายเย้ายวนกลางสายน้ำดุจเทพงามจำแลงกาย


         ใบหน้าเรียวหวานหันหนีจากดวงตาคมกริบร้อนแรงเหมือนต้องการให้ร่างกายหลอมละลายอยู่ตรงหน้า  มิกิพยายามเม้มริมฝีปากเข้าหากันจนแน่น แต่ความอับอายในจิตใจกลับปรากฏจนพวงแก้มทั้งสองขึ้นสีแดงระเรื่อดุจผลไม้สุก ขาเรียวงามหยุดชะงักด้วยความกังวลและหวาดหวั่นมิอาจก้าวเดินจนสุด กระนั้นผู้ที่เฝ้ามองทุกกิริยาจึงเผยมือขึ้นมาด้านหน้าราวกับเชิญชวนให้ตอบรับ


        " เดินเข้ามา.. "

         ถึงจะได้ยินเสียงเรียบเย็นเอ่ยสั่ง แต่ร่างบางกลับยื่นนิ่ง วินาทีนั้นเหมือนหัวใจกำลังหยุดเต้นไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าควรตัดสินใจอย่างไร ความสับสน ทำให้ลังเลจนไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังกระทำอยู่ผิดหรือถูก แม้ไม่ได้เอ่ยปากขอสิ่งใด เพราะความหวังของเขามันพังทลายจนไม่เหลือชิ้นดีอีกแล้ว แต่พอได้ยินประโยคให้ความหวังที่อาบยาพิษเอาไว้ ในหัวมันว่างเปล่าไปหมด ใจหนึ่งอยากประชดร่างกายตัวเองให้มันย่อยยับไปซะในเมื่อความบริสุทธิ์นั้นไม่มีค่าอีกต่อไป เพราะถึงออกไปด้านนอกได้สำเร็จ ก็ใช่ว่าจะหนีคนคนนี้พ้น ชีวิตของเขามันกลายเป็นสีขาวดำไปแล้ว เวลาที่เหลืออยู่จึงไม่มีค่าใดๆอีก ในเมื่ออยากจะได้ตัวเขานัก เขาก็สนองให้ทุกสิ่ง..


         “ สีหน้าแบบนั้น ไม่พอใจหรือไง ” น้ำเสียงเรียบเย็นกระตุ้นดวงตาที่ปิดไปให้ลืมขึ้นมอง แม้ในแววตาสีอ่อนดุจแสงมรกตนั้นแสดงถึงความต่อต้านที่ปรากฏขึ่น แต่มิกิกลับเลือกที่จะไม่พูดสิ่งใด


          “ คิโนมุระ..มิกิ สิ่งที่นายปราถนาจริงๆ คืออสิรภาพจริงหรือ”

           ร่างสูงใหญ่ลุดกายออกจากริมขอบสระ ก้าวเดินเข้ามาใกล้หาคนที่ไม่ยอมขยับ แต่ด้วยคำพูด..ทำให้ร่างบางต้องฉุกคิด ทว่า..กลับเหมือนมีเข็มเล่มเล็กเข้ามาแทงที่หัวใจจนสะดุ้งกับความเป็นจริงที่ตอกย้ำเข้ามาว่า..


             อิสรภาพ..ที่ปลายทางไม่มีผู้ใด


            “ อิสรภาพที่นายต้องการ ในนั้น..จะมีใครรอนายอยู่งั้นหรือ ถึงอยากจะหนีไปจากที่นี่ ”

            ไม่รู้ว่าบาซิกค์ถึงตัวเขาตั้งแต่เมื่อไร รู้สึกตัวอีกที..แผ่นหลังของตัวเองก็ถูกกอดไว้หลวมๆ สัมผัสจากลมหายใจอบอุ่นที่รดแผ่นหลังนั้นทำให้เขาอึดอัดจนอยากจะหนีไปให้ไกล ทว่า..น้ำเสียงทุ้มต่ำกลับสร้างแรงกดดันมหาศาลเข้ามาในจิตใจ กระทั่งแทรกแซงลืมเรื่องทุกอย่างไปจนสิ้น มือและเท้าเย็นเฉียบเสียยิ่งกว่าน้ำในสระ ความรู้สึกที่คล้ายกับลอกเปลือกเนื้อของหัวใจออกทีล่ะนิดสร้างแผลฉกรรจ์ยากจะทานทน


          “ ใครล่ะ..คนที่รอนายอยู่ ” เสียงนั่นใกล้..แนบชิดข้างแก้ม


          “ พ่อ..”


          “ แม่หรือ.. ”


          “ ครอบครัว ”


            “….”


            “ หรือ คนรัก”


            “ หุบปากซะ! ” เมื่อความรู้สึกที่กักเก็บนั้นเกินจะทานทน ก็ตวาทเสียงลั่นดังจนเสียงบรรเลงบทเพลงอันแสนปวดร้าวในห้องเงียบสงบลง

             
            มือเรียวผลักแผ่นอกกว้างของบาซิกค์ออกจนร่างสูงถอยผงะ ดวงตาสีเขียวมรกตจับจ้องด้วยความเคืองโกรธ แต่กิริยาเช่นนี้กลับทำให้ราชาแห่งอนาคานพอใจนัก


            “ หึ พูดได้แล้วสินะ ” รอยยิ้มเย็นเยียบคลี่ออก ดวงตาอสรพิษจับจ้องนิ่งงันราวกับต้องการจะลวงลึกเข้าไปในอกข้างซ้ายของเด็กหนุ่ม แต่พอเห็นสายตาของผู้ที่เหยียบย่ำอยู่บนความรู้สึกอ่อนแอก็ทำให้มิกิรู้ตัวว่ากำลังติดกับ แต่จะถอยหนีก็ไม่ทันแล้ว


             “  คำพูดของฉันมันแทงใจดำนายหรือไง ว่าความจริงแล้วชีวิตนาย..มันไม่มีใครต้องการ.. ” น้ำเสียงนั้นเรียบนิ่ง ทว่า..ถ้อยคำสุดท้ายกลับตอกย้ำจนหัวใจกนะตุกวาบ ร่างกายเริ่มเย็นจัดแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นก้อนน้ำแข็ง ใบหน้านั้นซีดเผือดราวกับถูกล้วงเอาความลับจากหัวใจ มีความรู้สึกบางอย่างจุกแน่นอยู่ตรงแผ่นอกและลำคอของตัวเอง เมื่อความจริงอันแสนเจ็บช้ำที่ถูกไล่ต้อนมาพร้อมกับความทรงจำ ซึ่งมันกำลังระบายออกเป็น..หยาดน้ำที่ริมขอบตา สมใจคนกระทำ


            แหมะ..


            แหมะ..

 
            น้ำตาไหลอาบลงมาเป็นสาย ทว่าดวงตาคู่สวยกลับมิได้เบือนหนี ในแววตาที่ฉ่ำคลอปะปนไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าความเสียใจ ทว่า..ภาพร่างกายที่สั่นไหวกับริมฝีปากที่พยายามเม้มลงกลั้นเสียงสะอื้น กลับทำให้ราชาบาซิกค์ถึงกับต้องระงับสิ่งที่จะพูดต่อไป หากแทนที่ด้วยความรู้สึกผิดก่อตัวในใจจนน่าหงุดหงิด


          ไม่อยากเห็นน้ำตาแบบนี้..


           “ อย่างนาย..ฮึก..จะไปรู้อะไร..ตรอย่างนายจะไปเข้าใจอะไร.. นายมันไม่รู้เรื่องของฉันเลยด้วยซ้ำ อย่ามาพูดเหมือนรู้ดีเรื่องฉันไปซักทุกเรื่องได้ไหม!...นายมัน...ฮึก  นายมัน..”


           ฟรืบ!


          เสี้ยววินาทีที่กำลังพลั้งปากต่อว่าตามแรงอารมณ์ที่ถูกกระตุ้น แต่เศษของหัวใจที่คิดว่าแตกละเอียดเป็นผุยผงกลับสมานคืนใหม่อย่างง่ายดาย  เพียงแค่..


           อ้อมกอดนั้น..


           ความอบอุ่นของคนที่เกลียดชัง..


          “ เงียบซะ..”  คำสั่งเพียงสั้นๆ แต่กลับสะกดลึกเข้าไปในจิตใจ ไม่ใช่เพราะอำนาจจากดวงตาชายผู้นี้ ไม่ใช่การบังคับข่มขู่ใดๆ แต่เป็นตัวเขาเองที่หัวใจมันโอนเอนอ่อนแอไร้ที่พึ่งพิง ต้องการความหวัง..คำปลอบใจจนขณะยอมทรยศความรู้สึกตัวเอง แม้อยากจะผลักไสบุรุษผู้นี้ไปแค่ไหน  มือที่ทำท่าเหมือนจะยกขึ้นรั้งการกระทำทิ้งลงข้างกาย ปล่อยให้ร่างกายอันเปลือเปล่าอยู่ภายใต้อ้อมแขนของราชา..


           หมดสิ้นแล้วศักดิ์ศรี หมดสิ้นแล้วหัวใจ..


           ดวงหน้าหวานซบลงที่ไหล่กว้าง ปล่อยเสียงสะอื้นและหยาดน้ำตาร่วงหยดลงมาผสมกับผืนน้ำในสระ บาซิกค์ไม่รู้ว่าทำไมตัวเขาถึงต้องทำเช่นนี้ เขาไม่ควรเห็นใจ หรือมีความรู้สึกใดๆให้กับเด็กหนุ่มคนนี้ ทว่าพอเห็นน้ำตานั้นทุกสิ่งทุกอย่างมันกลับพังทลาย เหมือนกับเขาได้เห็นความเจ็บช้ำของตัวเองในอดีตที่ไม่น่าจดจำ แต่พอรู้สึกตัวอีกทีก็ตามทำปรารถนาของเด็กหนุ่มไปเสียแล้ว


          “ เลิกบีบน้ำตาแล้วแต่งตัวซะ..” กล่าวจบพร้อมอ้อมแขนกำยำที่พลักออก บาซิกค์ก้าวขึ้นจากสระชำระกาย “ ก่อนฉันจะเปลี่ยนใจ ”หยาดน้ำใสๆไหลจากไรผมสีดำสนิท เสี้ยวหน้าคมเข้มที่หันมาย้ำเตือนสิ่งที่ไม่อยากเชื่อหู ทำเอาร่างบอบบางที่กลางสระนิ่งสงบ ริมฝีปากบางกำลังจะเผยอเอ่ยถาม แต่ร่างเจ้าชีวิตแห่งอนาคานก็หายไปเสียแล้ว..



            แสงอรุณสาดส่องมายังนครโบราณที่ห้อมล้อมไปด้วยทะเลทรายเหลืองอร่าม สายลมอบอ่าวพรายพัดต้นปาล์มสูงใหญ่ที่เรียงตัวกับตามแนวถนนโยกไหว  อากาศอันแสนร้อนระอุไม่ได้ชวนให้น่าออกมายืนกลางแดดเลยสักนิด แต่สำหรับใครบางคนกลับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่จะมีโอกาสได้เปิดหูเปิดตา

           การเสด็จชมเมืองอย่างเงียบๆเป็นไปตามคำเรียกร้องของเด็กหนุ่ม จึงไม่มีราชองค์รักษ์ติดตาม หลังจากที่อยู่ราชวังมาตลอด มิกิได้แต่มองภาพทิวทัศน์ของเมืองที่เต็มไปด้วยอารายธรรมโบราณผ่านบานหน้าต่างเพียงเท่านั้น แต่พอได้ลงมาสัมผัสจริงๆแล้ว..แม้ในยามใด อนาคานก็ยังคงเป็นเมืองที่เงียบสงบ และไม่ค่อยมีผู้คนเดินกันขวักไขว่ดังเช่นเมืองอื่นๆในแถบทะเลทราย อย่างเช่นเมืองอาราบัสที่เขาถูกขายมา


            แต่จะว่าไป..เพราะเป็นเช่นนี้หรือเปล่า อนาคานจึงสามารถอยู่อย่างเงียบสงบไร้ซึ่งปัญหา และอยู่ภายใต้การปกครองขององค์สมมุติเทพแห่งนาคินของพวกเขาได้อย่างไม่มีข้อขัดแย้ง


            มิกิ ได้แต่เงียบงันไม่ปริปากพูดใดๆ แม้สิ่งที่เอ่ยออกมาจากชายข้างกายจะเป็นความจริง แต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่เขาคิดเท่าไรนัก


            เวลานี้..เขาขี่อยู่บนอาชารูปร่างดีสีน้ำตาลเข้มราวเปลือกไม้ เสื้อผ้าที่ชวมใส่เป็นชุดโธปสีขาวคร่อมเท้า ส่วนบนศรีษะก็ถูกคลุมด้วยผ้าที่เรียกว่ากุห์ตราดั่งเช่นชาวอาหรับที่ไว้สำหรับบดบังแสงแดด และเม็ดทรายที่ปลิวลอยมา ทว่า..คนที่จับบังเหียนไว้อยู่ด้านหลังกลับเป็นมือทรงอำนาจของผู้ปกครองแห่งอนาคาน

         
             ลักษณะที่คล้ายกับการโอบกอดนี้ทำเอาร่างเล็กไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไร จิตใจก็พลัยร้อนรุ่มอยู่ไม่เป็นสุข แม้เขาจะเคยสัมผัสทุกสัดส่วนร่างกายของบาซิกค์มาแล้ว แต่ทุกครั้งที่กายแกร่งอยู่ใกล้ร่างกายของตัวเองก็สั่นสะท้านไปจนถึงสันหลัง ความตื่นกลัวที่เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาทำให้เขาเลือกที่จะก้มหลบสายตาผู้คน และไม่กล้ากวาดมองรอบๆอย่างที่ใจหวัง แต่พอก้มลงมาก็กลับพบหลักฐานการเหยียบย่ำศรีที่สวมอยู่ต้นคอของตัวเอง


            สิ่งนั้นทำให้เขากลืนน้ำลายลงคออย่างหวาดหวั่น ความเกลียดชังลึกๆทำให้เขาขบกรามแน่น มือทั้งสองยกขึ้นจับปลอกคอนั่นราวกับว่าต้องการให้มันหายไป


            “ ไม่ชอบปลอกคอนี้งั้นหรือ ” เสียงทุ้มกระซิบข้างใบหู ใบหน้าคมก้มลงมาใกล้ แม้จะมีผ้ากุห์ตราคอยบดบัง ทว่ากลับยังคงสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่รดต้นคอ จนต้องแอบกลืนน้ำลาย


            “ ทางข้างนี้คือตลาดของอนาคาน มนุษย์ที่ถูกนำมาที่นี่จะถูกซื้อขายกันที่นั่น คล้ายกับการค้าทาสแต่ปลอกคอนี้จะแสดงว่านายมีเจ้าของโดยสมบูรณ์แล้ว จะไม่มีใครกล้าแตะต้อง” ประโยคตอกย้ำเข้ามาในจิตใจที่บอบช้ำ ริมฝีปากปากเม้มลงแน่นสะกัดกั้นฐานะอันน่าขมขื่น แต่เขากลับระบายได้เพียงกุมมือของตัวเองไว้จนแน่น


            ราขาบาซิกค์ยกยิ้มที่มุมปากเมื่อไม่เห็นการโต้ตอบ ก่อนจะควบม้ามุ่งตรงไปยังตลาดแห่งเดียวของอนาคานทันที


            ข้างต้นปาล์มสูงใหญ่ต้นหนึ่งใกล้กับอาคารถ่ำที่ไร้ซึ่งผู้อยู่อาศัย ราชาบาซิกค์ไม่ได้เลือกเส้นทางที่ผ่ากลางโดยตรง หากแต่หลบอยู่ในเงาของต้นปาล์ม จากมุมนี้ ทำให้เขามองเห็นตลาดของอนาคานไม่ได้ครึกครื้นอย่างที่จินตนาการไว้เท่าไรนัก แม้จะมีรวงร้านตั้งอยู่ริมทาง แต่ก็บางตาเสียจนราวกับไม่ใช่ตลาด มีผู้คนอยู่ในชุดโธปสีดายาวคร่อมเท้าต่างพาก็เดินก้มหน้าโดยมิได้สนใจผู้มาใหม่ โดยมีผ้าโพกพันศรีษะบังบดใบหน้าจากแสงแดด แต่น่าแปลกที่เขากลับไม่เห็นผู้หญิงในเมืองนี้เลยสักคนเดียว จะว่าเพราะการแต่งกายที่ดูดกลมกลืนเหมือนกันก็ไม่น่าใช่ เพราะสัดส่วนร่างกายของผู้ชายกับผู้หญิงในแทบทะเลทรายนี้จะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด มิกิเห็นสิ้นค้าที่ตั้งกันเรียงราย ส่วนใหญ่จะเป็ฯพวกสินค้าตากแห้ง ผ้าดำ และเครื่องประดับที่ทำหินหายาก แต่พอเห็นการดำเนินชีวิตของผู้คนแบบนี้เขาก็ทำให้เขาอยากกลับบ้านเกิดตัวขึ้นมา


            “ ที่นี่ไม่มีอะไรให้ เพลินตาอย่างที่คิดหรอก ผิดกับประเทศของนายสินะ” แม้เสียงลมหายใจของคนที่อยู่ด้านหลังจะสม่ำเสมอ แต่น้ำเสียงตอนท้ายนั้นแผ่วลงราวกับมีเรื่องหน้าหนักใจ บางทีคำว่า ‘ล้าหลัง’ อาจจะดูสวยหรูเกินไปกับอนาคาน แต่ถึงอย่างไร ตามบ้านเรือน รวงร้าน รวมไปถึงหัวมุมตามตรอกซอก กลับพบสิ่งหนึ่งที่คล้ายกล้ายกับเสาแม้ที่ถูกเผาจนไหม้ดำ ทว่า..กลับสลักเป็นรูปงูได้อย่างปราณีตสวยงามดูน่าเกรงขาม


            และนี่อาจเป็นสิ่งๆเดียวที่เป็นเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้ผู้คน และแทบไม่น่าเชื่อวัฒนธรรมอันเก่าแก่นี้จะสามารถผูกหัวใจของชาวเมืองเป็นหนึ่งกันได้..แต่ปัญหาของอนาคานก็คือ...


          ไร้ชีวิต..


          “ นี่คือความจริงของอนาคาน ” บาซิกค์กล่าวเรียบ แม้แววตาจะไม่ได้แสดงถึงความเศร้าสร้อย แต่มิกิกลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกนั้น


           ถึงจะมีเรื่องชวนตกใจที่แทบคงไม่มีใครเชื่อ แต่เขาก็ไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเมืองแห่งนี้บ้าง ทำไม..ผู้คนถึงกลายเป็นมนุษย์งู และบาซิกค์ต้องการตัวเขาเพียงเพราะกลิ่นของดอกเพเซียที่ฉีดเข้าไปในร่างกายทำให้ลุ่มหลงนั้นจริงหรือเปล่า และถ้า..สิ่งนี้มันหายไป มันจะเกิดอะไรขึ้นกลับตัวเขา จะมีความโหดยิ่งกว่านี้รออยู่อีกหรือไม่


           ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวจนแทบระเบิด คำถามมากมายเกิดขึ้นในหัวโดยไม่ที่กระจ่างเลยสักนิด ถึงสัญชาตญาณจะบอกว่าเขาไม่ควรอยู่ที่นี่ แต่กลับกันในเรื่องของความเป็นจริงก็คือ..


            ประตูทางออกล่ะอยู่ที่ใด?


             เขาก็อยากรู้เหมือนกัน…


            กึก.....กึก


            เสียงที่คล้ายกับการง้างเส้นเชือกดังขึ้นในมุมมืดของซอกตึก มือหนึ่งดึงคมศรดึงคมศรค้างไว้ ดวงตาดุจพญาเหยี่ยวของผู้ล่าจ้องเล็งเป้าหมายบนหลังอาชาสีเข้ม!

            ฟริ้ว!

 
            ฉึก!!

ออฟไลน์ Serioz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 269
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
อ่านแล้วเจ็บจริงๆนะ เหมือนให้ควาหวังที่จะให้อิสรภาพกับมิกิ
แต่กลับแบบตบหัวแล้วลูบหลัง เซ็งมาก สงสารมิกิสุดๆเลย  :hao5:

ออฟไลน์ ammchun

  • Don't Worry,Be Happy
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-4
ยิีงอ่านยิ่งสงสารมิกิ  เมื้อไหร่ท่านงูจะเผ็นผู้เผ็นคน?กับเค้าสักทีนะ

ออฟไลน์ วัวพันปี

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1465
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +540/-3
หัวใจเว้าแหว่งสองดวง เติมเต็มเป็นหนึ่งเดียว

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
    ค่ำคืนที่ 10 : หัวใจที่แห้งแล้ง Part 1

            ซ่า...

 

            ซ่า.....

 

            นั่นคงเป็นเสียง..เสียงของสายฝนที่กำลังตกลงมาอย่างหนัก  ภาพรอบด้านมีเพียงแค่แสงไฟสลัวๆจากเสาไฟบนท้องถนนเปล่าเปลี่ยว ทว่า..กลับพร่ามัวเสียจนมองสิ่งใดได้ไม่ชัด เด็กหนุ่มนั่งทรุดลงกับพื้น เสื้อนักศึกษาสีขาวเปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำใสๆที่ตกลงมาจากฟากฟ้าสีดำสนิท ในอ้อมแขนมีร่างของหญิงสาวนอนนิ่งคล้ายกับกำลังหลับฝัน แต่ของเหลวสีแดงสดที่กำลังไหลย้อมชุดสีชมพูที่สวมใส่ไปพร้อมกับสายฝนนั้น กลับย้ำเตือนความจริงอันน่าเศร้าสลด

 

            น้ำตาไหลลงมาพร้อมกับเสียงตะโกนและเสียงร้องเรียกจากเด็กหนุ่มก้องไปทั่วท้องถนน แต่กลับไม่มีใครได้ยินเลยสักคน ราวกับพวกเขาไม่มีตัวตน ความเสียใจระคนคับแค้นทำให้เขาคุมสติแทบไม่อยู่ กระทั่งมือที่เย็นเฉียบของหญิงสาวที่คิดว่าสิ้นใจแตะลงข้างแก้มเรียกสติที่กำลังแตกเป็นเสี่ยงให้กลับย้อนมา ทว่า..ข้อความสุดท้ายที่พยายามเปล่งออกมาพร้อมกับรอยยิ้มนั่นทำเอามิอาจกลั้นความรู้สึกที่เริ่มเอ่อล้นออกมาแทบไม่ไหว แต่ก่อนที่จะคัดค้านสิ่งใด มือที่เคยกุมข้างแก้มก็ทิ้งลงสู่พื้น เด็กหนุ่มกอดร่างนั้นไว้พลางส่งเสียงกู่ร้องราวกับจะสิ้นใจตามหญิงสาวไป แต่เพียบพริบตาที่สายลมบางเบาโชยมา ร่างที่โอบกอดไว้ก็พัดปลิวไปกลายเป็นกลีบกุหลาบสีชมพูไปจนหมด

 

            สิ้นกลิ่นสายฝน..เหลือเพียงร่างกายที่หนาวสะท้าน มือทั้งสองยกขึ้นกอดเรือนร่างตัวเองที่ยังคงสั่นเทา แต่เบื้องหน้ากลับมีแสงจากประกายไฟเล็กๆให้พึ่งพิง เพียงเงยหน้าขึ้นก็พบแผ่นหลังพ่อของตัวเองกำลังเดินห่างออกไปเรื่อยๆ

 

            ‘คุณพ่อ!..คุณพ่ออย่าทิ้งผม! ’ เสียงนั่นร้องขอในความมืดมิด พร้อมกับร่างกายที่กำลังวิ่งตามแผ่นหลังพ่อของตัวเอง แต่ต่อให้ก้าวเร็วแค่ไหน ภาพของแผ่นหลังอันอบอุ่นก็ไกลห่างออกไปเรื่อยๆ ท้ายสุดก็กลืนหายไปกับความมืดต่อหน้าต่อตา

 

            วินาทีนั้นเหมือนร่างกายมันอ่อนแอเต็มทน ขณะเดียวกับจิตใจก็ต้องการโหยหาความอบอุ่นจากใครสักคน กระทั่งมืออันแสนคุ้นเคยลูบลงบนศีรษะ ดวงตาคู่สวยเงยขึ้นสบอย่างตกใจ กระทั่งเห็นร่างในเสื้อกาวน์สีขาวคุ้นตา ใบหน้าของชายวัยกลางคนที่ยิ้มต้อนรับ มันทำให้หัวใจนั้นเต้นแรงอย่างยินดี

 

            ‘ ศาสตราจารย์โลเกีย!’

 

            ปัง!

 

            เสียงบางอย่างดังก้องใบหู ดวงตาสีเขียวเบิกโต  ชุดกาวน์สีขาวเปรอะเปื้อนไปด้วยของเหลวสีแดงสดที่ไหลรินออกมาจากรอยกระสุนที่หน้าท้องของชายตรงหน้า ศาสตราจารย์โลเกียล้มลงกองกับพื้น เขาพยายามเอื้อมไปคว้ามือนั่น แต่กลับคว้ามาได้เพียงอากาศ

 

           ภาพที่เห็นตอกย้ำบาดแผลในใจที่บอบช้ำสุดจะทน ร่างกายเย็นเฉียบราวกับถูกห่อหุ้มด้วยน้ำแข็ง แต่น่าแปลกที่เหงื่อกลับไหลซึมออกมา รับกับจังหวะหัวใจที่เต้นแปลกไปทุกวินาที

 

             คล้ายกับจะหยุด..

 

             แต่ก็คล้ายกับเต้นระส่ำ

 

              ริมฝีปากที่พยายามเผยอออกเปล่งเสียงเรียก แต่กลับไม่มีเสียงใดๆหลุดรอด  น้ำตาไหลอาบลงมาหยดลงไปบนพื้นสีดำ เกิดเป็นระลอกคลื่นดั่งน้ำกระเพื่อม ไม่ช้าภาพของศาสตรจารย์ก็เลือนรางหายกับสายน้ำสีดำ

 

            ทว่า..พอรู้สึกตัวอีกที ก็เหมือนกับตัวเองกำลังยืนอยู่ท่ามกกลางบ่อน้ำขนาดใหญ่ มีเสียงขู่ฟ่อของบางสิ่งดังขึ้นจากทุกสารทิศ เด็กหนุ่มพยายามหันไปด้วยความตื่นกลัว ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ แต่ขาทั้งสองข้างกลับหนักอึ้งจนยกไม่ขึ้น ท้ายสุดก็เสียการทรงตัวล้มหงายลงไป แต่สิ่งที่รออยู่เบื้องล่างกลับไปใช่หยาดน้ำอย่างที่เขาคิด แผ่นหลังสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ข้างใต้ สิ่งมีชีวิตมีเกล็ดมันเลื่อมสีดำจำนวนนับร้อยกำลังเลื้อยชอนไชขึ้นมาตามร่างกายจนชวนสะอิดสะเอียด เสียงกรีดร้องดั่งสนั่นแสดงถึงความหวาดกลัวสุดคณา

 

          เขาอยากจะหนี..แต่กลับไม่มีแรงเลยสักนิด

 

            ร่างกายนี้กำลังจมลง..อยู่ในดงของอสรพิษที่เกลียดชัง

 

            หายใจ..

 

           หายใจไม่ออก

 

            ขณะภาพที่สะท้อนในดวงตากำลังดับมืดลง กลับปรากฏเป็นร่างเงาดำสูงใหญ่กำลังยืนคร่อมกาย..

 

            ช่วยด้วย..

 

           ช่วยผมด้วย..

 

          มือที่ใกล้สิ้นแรงยื่นออกไป หวังให้คำขอร้องสุดท้ายของเขานั้นถูกตอบรับ แม้บนใบหน้าของชายผู้นั้นจะไม่ปรากฏรอยยิ้ม แม้ดวงตานั้นจะเย็นเยือก แต่หัวใจคงเต้นดังเหมือนกันใช่หรือไม่..

 

           ก็แค่ไม่อยากถูก..

 

           ทอดทิ้ง..ได้โปรด

 

            บาซิกค์..

 

           ฉึก!!!!!
 
 

 

 

        แค่ก แค่ก!


           วินาทีที่รู้สึกตัวก็สะดุ้งออกจากเตียงพลันโก่งตัวไอมาออกมาราวกับกำลังสำลักภาพความฝันที่ไม่ควรปรากฏ มือเรียวทุบหน้าอกตัวเองอย่างแรงเพื่อระบายความจุกที่เกาะตัวอยู่ใต้แผ่นอก เหงื่อไหลซึมโซมกาย หน้าผากเปียกชื้น ใบหน้าอ่อนล้าราวกำลังวิ่งหนีบางสิ่งมาเป็นไมล์ๆ ไม่นานก็เริ่มปรับจังหวะหายใจกลับเป็นปกติได้อีกครั้ง

 

            ร่างบางพยายามตั้งสติ ก่อนเบี่ยงตัวไปนั่งที่ริมขอบเตียง มือยกขึ้นเสยเส้นผมสีอ่อนที่ชุ่มด้วยหยาดเหงื่อ แล้วจับอยู่ที่หน้าผากของตัวเองค้างไว้สัมผัสอุฤหภูมิที่ร้อนระอุ ก่อนก้มหน้าลงดั่งคนอมทุกข์และกลืนน้ำลายเหนียวๆอึกหนึ่งลงลำคอ ดวงตาคู่สวยปิดลงแน่นต้องการลืมเลือนฝันร้ายที่ไม่น่าจดจำ รู้สึกปวดหัวขึ้นมาข้างเดียวทั้งที่ไม่ควรจะเป็น

 

            ทำไมกัน ทั้งที่ไม่ควรจะห่วง หรือกังวลเกี่ยวกับชายผู้นั้น แต่กลับห้ามภาพในหัวของตัวเองไม่ได้เลยสักนิด

 

           มือที่เปื้อนเลือด..

 

มือที่เปื้อนเลือดนั่น..

 

           เพราะเขา

 

           “ บ้าเอ้ย!! ”

           สบถเสียงลั่นอย่างไม่เข้าใจ ความหงุดหงิดทำให้ออกแรงทุบลงไปที่ผ้าปูเตียงเพื่อระบายจนยับย่น ก่อนถอนหายใจออกมาแรงๆ ไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิด

 

           “ ทำไมถึงได้เป็นคนแบบนี้นะมิกิ ” พ่นบ่นกับตัวเอง ร่างเล็กทิ้งตัวลงนอนแผ่บนเตียงที่ไร้คู่นอนอย่างหมดอาลัย ไม่อยากนึกถึงคำๆนั้น แต่ในใจกลับปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเรื่องของชายผู้นั้นเต็มหัว ถ้าหลับตาลงไปแล้วลืมทุกสิ่งได้ก็คงจะดี แต่บาดแผลกับหยดเหลือที่ยังคงมีสัมผัสหลงเหลือที่ผิวหน้าและดวงตาทำให้เขาลบออกไปไม่ได้ หรือทั้งหมดอาจเป็นเพราะ..พิษร้าย ที่กำลังฝั่งลงไปในใจของเขากับ พิษ..จากชายผู้นั้น

 

            บาซิกค์..

 

 

 

              “ ฝ่าบาทไม่ควรตัดสินพระทัยเช่นนี้ เด็กหนุ่มผู้นั้นเป็นกาลกิณี อนาคานจะร้อนเป็นไฟ เหตุเภทภัยจักอุบัติขึ้น กฏของบรรพบุรุษจะถูกฉีกขาด ซาคาเดียร์คงไม่ยอมอยู่อย่างสงบเป็นแน่ ฝ่าบาททรงเข้าพระทัยความหมายของมันใช่หรือไม่ ”

             ตัวแทนผู้อาวุโสทั้งหมดของอนาคานที่มาเข้าเฝ้ากันหนาตา จนท้องพระโรงที่เคยกว่าขว้างแคบลงไปถนัดเอ่ยอย่างร้อนรน หลังจากเหตุการลอบทำร้ายองค์เทพแห่งนาคินเกิดขึ้นในวันนั้น ก็มีการถกเถียงกันจนเป็นเรื่องราวใหญ่โต เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านไม่เคยเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นเลยสักครั้ง จึงนับเป็นสิ่งอัปมงคลร้ายแรง ประจวบกับจังหวะที่อนาคานนำเด็กหนุ่มต่างแดนเข้ามา ทำให้สาเหตุนั้นถูกโยนออกไปอย่างไม่มีข้อแม้

 

              “ เจ้ากำลังพูดว่า การเป็นเทพนาคิน นั้นไม่มีอำนาจใดใช่หรือเปล่า ” องค์ราชาแห่งอนาคานตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นเหมือนเช่นเคย ทว่าดวงตากลับไม่แสดงออกถึงอารมณ์ที่สงบนิ่งเลยแม้แต่น้อย แต่หากวาวโรจน์ด้วยความโกรธเคืองราวกับต้องการจะฉีกร่างของคนที่ขัดใจออกเป็นชิ้นๆ

 

              “ ฝะ..ฝ่าบาทอย่างทรงตรัสเช่นนั้น กระหม่อมหมายความว่า.. ”

 

              “ แผลนี่ เจ้าคิดว่า เป็นลูกธนูที่ลอยมาจากความกริ้วของบรรพบุรุษองค์เทพนาคินที่ข้าไม่ได้ปฏิบัติตามหรือไง ” มือทรงอำนาจถูกยกขึ้นในระดับที่มองเห็นท่อนแขนถูกพันด้วยผ้าพันแผลสีขาว ทั้งๆที่แผลนั้นควรจะสมานกันโดยไว ทว่าจนป่านยังคงกลับมีเลือดสีแดงไหลซึมออกมาจนน่าหงุดหงิด และเขาก็คิดว่าทุกคนก็คงรู้ดีว่าใครเป็นคนที่สามารถทำเช่นนี้ได้ เพียงแต่ทำเป็นแสร้งเป็นตามืดบอด และโยนให้คนอื่น!

 

               “ ทั้งหมดเป็นไปตามประสงค์ขององค์เทพ ” ผู้อาวุโสได้แต่เอ่ยตอบเสียงแผ่ว ไม่แม้มีใครจะกล้าเงยหน้าขึ้นสบ  สิ่งที่เห็นทำให้องค์ราชาบาซิกค์คลี่ยิ้มเย็นเยียบอย่างดูแคลน ทว่าในแววตาพร้อมที่แผลดเผาทุกสิ่ง!

 

               “ หึ..แล้วใครคือองค์เทพของพวกเจ้า.. ณ ตอนนี้ ข้ามีตัวตนต่อหน้าพวกเจ้าหรือไม่ บรรณาการนาคินในฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่ข้าปฏิเสธไป ข้าคงคิดผิดถนัดที่มิได้ส่งพวกเจ้าไปที่ซาคาเดียร์!! ” แผดเสียงดังลั่นอย่างไม่เคยเป็น นิ้วเรียวชี้หน้าอย่างเหลืออดใบหน้าคมเต็มไปด้วยความกริ้วโกรธเมื่อได้รับคำตอบที่น่าผิดหวังแท้จริงแล้วองค์เทพนาคินก็ไม่ต่างอะไรจากตุ๊กตาประดับที่อนาคาน

 

             “ เลือดของข้า..คือเลือดขององค์เทพนาคินของพวกเจ้า มันกำลังหยดลงบนพื้นอย่างไร้ค่า ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก ”

          รอยยิ้มหุบลงจนกลายเป็นเส้นตรงราบ ใบหน้าคมถึงแม้จะไม่ได้แสดงออกถึงอารมณ์ใดๆ แต่ทั้งคำพูดและน้ำเสียงกลับทำให้ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดต่อเพราะกลัวจะถูกลงทัณฑ์ ทว่าผู้อาวุโสคนที่จุดประเด็นกลับยังคงยืนทำใจกล้า แม้ร่างกายจะสั่นจนแทบล้มพับ แต่อย่างเรื่องนี้ก็คงปล่อยไว้ไม่ได้

 

              “ ฝ่าบาทอย่างทรงลืมความจริงที่ว่า ถึงอย่างไรอนาคาน ก็มิอาจอยู่เหนือซาคาเดียร์ได้ พวกเราคือกายเนื้อที่จะต้องมอบให้จิตวิญญาณ นั้นเป็นกฏของเทพนา!.. ”

 

          ฟ่อ!!!

          เสี้ยววินาทีก่อนที่ประโยคนั้นจะจบ กลับถูกแทนที่ด้วยเสียงขู่ฟ่อของอสรพิษที่ขดตัวอยู่ที่เท้า ปลายหางที่สั่นไหวมีลักษณะเป็นป้อง มีเสียงคล้ายกระดิ่งเล็กๆสั่นสะเทือนถี่ระรัว นัยน์ตารีเรียวจับจ้องเหยื่อนิ่ง ขณะที่มันเริ่มแยกเขี้ยวขู่จนตัวแทนของผู้อาวุโสแต่ยืนตัวสั่นกลืนน้ำลายด้วยความตื่นกลัว

 

          “ ฝ่าบาท! กระหม่อมรู้ว่าทรงเคืองแค้น แต่เราจะทำอย่างไรได้ เมื่อมิอาจมีหลักฐานมากำชับความผิด ทรงอย่าลงทัณฑ์ผู้อาวุโสเช่นนี้เลย! ” ก่อนเหตุการณ์จะบานปลายจนนองเลือด หัวหน้าราชบริวารแห่งอนาคานที่ดูอยู่นานก็รีบลุดขึ้นพูดขัด เรียกดวงตาคมที่กำลังวาวโรจน์ด้วยความกริ้วตวัดกลับมาทันที

 

             “ งั้นเจ้าก็ไปจับมันให้ข้าซาอิด เผาและถลกหนังมันผู้นั้นออกมาดู ว่าแท้จริงเป็น ราเมียร์แห่งซาคาเดียร์อย่างที่ข้าคิดจริงหรือไม่! ” ตวาดเสียงออกไปอย่างเหลืออด จนคนที่รับฟังสะดุ้ง ซาอิดแม้ไม่เคยเห็นองค์ราชาเป็นเช่นนี้ แต่เขากลับคิดว่าทั้งหมดอาจเป็นผลจากเหตุการณ์ที่เก็บงำมาตั้งแต่ครั้งในอดีต อย่างไรเขื่อนน้ำที่กักกั้นความทุกข์ระทมที่มิอาจระบาย พอมีรอยร้าวขึ้นก็เลยระเบิดออกมาจนยากจะปิด ถึงต้นเหตุของรอยร้าวแผลแรกนั้นจะมาจาก...

 

           ราซิส..พี่ชายของเขา

 

           “ฝ่าบาทก็ทรงรู้พระทัยตัวเองดีว่าเหตุใดซาคาเดียร์ถึงทำเช่นนี้ หลังจากที่ทรงขอให้กระหม่อมนำสิ่งนั้นไปให้ซาคาเดียร์ ทั้งหมดเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น..หากฝ่าบาทยังประสงค์ให้ท่านมิกิยังอยู่ที่นี่”

 

          “ เจ้ากำลังหวาดกลัวซาคาเดียร์อย่างงั้นหรือซาอิด! สายเลือดของเจ้ามันก็ขี้ขลาดกันหมด!”

 

            “ กระหม่อมไม่ใช่ท่านพี่ราซิส! สิ่งที่กระหม่อมทูล คืออยากให้พระองค์ทรงตรองเรื่องนี้ดูให้ดีว่าจะเกิดสิ่งใดหลังจากนี้ ” ร่างของหัวหน้าราชบริวารสวนกลับ มือเรียวกำจนแน่นระงับอารมณ์ที่พูนล้นออกมาเมื่อโดนหยามสายเลือด แม้จะคับแค้นในใจเพราะคนที่ส่งพี่ชายเขาไปตายนั้นคือคนตรงหน้า แต่เขากลับไม่สามารถปริปากต่อว่าได้แม้คำเดียว เพราะสิ่งที่ปลูกฝั่งมาก็คือ เขาต้องเคารพและปกป้องไว้ซึ่งเทพนาคิน

 

              “ชีวิตของพวกเราเหล่านาคินทุกตนเป็นของฝ่าบาทของเพียงแค่มีรับสั่ง หากจะตัดสินพระทัยอย่างไรกระหม่อมก็ไม่เกี่ยง ขอให้พระองค์ตัดสินให้แน่วแน่ว่า นั่นคือสิ่งที่ประสงค์ให้อนาคานเป็นเช่นนั้น กระหม่อมก็ยอมถวายให้ทุกสิ่ง ได้โปรดตัดสินพระทัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ ”

 

               “ ขอองค์ราชา ได้โปรดตัดสินพระทัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ ” ซาอิดคุกเข่าก้มลงจนศรีษะแตะพื้นท้องพระโรง ก่อนผู้อาวุโสทั้งหลายจะคุกเข่าและยอมทำตามกันหมดส่งเสียงกึกก้องจนหนักใจ

 

             คำพูดและการกระทำที่มอบให้ทำให้บาซิกค์ถึงกับต้องครุ่นคิดอย่างหนัก แม้จะเคยแบกรับความกดดันมามากตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย แต่กลับไม่เคยเจอเรื่องที่น่าหงดหงิดหัวใจเท่านี้มาก่อน เหมือนเจอตัวต้นเหตุอยู่ตรงหน้าแต่กลับไม่สามารถทำอะไรได้ หน่ำซ้ำยังอาจจะต้องเสียของสำคัญเพื่อแลกกับบางสิ่งที่ดูจอมปลอม ราชาบาซิกค์กำมือข้างที่มีบาดแผลจนสั่นเกร็ง เลือดสีเข้มไหลออกมาไม่หยุดหย่อน ทว่าความแสบร้อนกลับไม่ได้ทำให้การกระทำของตนเองนั้นหยุดลงแต่อย่างใด ราวกับพยายามจะให้ความเจ็บปวดนั้นระบายออกมาจากหยาดเลือดของตัวเอง ดวงตาเรียวคมหลับลงปรับลมหายใจให้สงบเยือกเย็นอีกครั้ง อย่างไร..อนาคานก็ยังคงเป็นแค่อนาคาน.. คนที่ควรเสียเลือดต่อไป..ก็มีเพียงแค่..

 

             เทพนาคิน..

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-08-2015 16:51:51 โดย EtuDe »

ออฟไลน์ EtuDe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0

ค่ำคืนที่ 10 : หัวใจที่แห้งแล้ง Part จบ
 

            อาทิตย์อัสดงลาลับไปอีกครั้ง มิกินั่งอยู่ริมหน้าต่างที่เคยเปิดโล่งแต่บัดนี้ถูกกั้นด้วยตะแกงเหล็กจนน่าอึดอัด แต่กระนั้นดวงตาคู่สวยก็ยังคงเหลือบมองท้องฟ้าถูกแต่งแต้มด้วยสีดำมืดครึ้ม ทว่ายังมีแสงดาวและแสงจันทร์เป็นประกายเด่นสง่าอยู่เบื้องบน สัมผัสจากสายลมเอื่อยแผ่วพัดโชยเส้นผมสีบอนลด์อ่อนพริ้วไหว มือที่ขาวที่ยกเท้าใบหน้าที่มิอาจบอกได้ว่ากำลังครุ่นคิดหรือเป็นกังวลกันแน่

 

            หลังจากเกิดเหตุการณ์ในวันนั้น เขาก็ไม่พบหน้าของบาซิกค์อีกเลย หนึ่งวันเต็มๆจวบจวนจะใกล้สองวันที่ถูกขังอยู่ในห้องนอน ถึงแม้เวลานึกถึงคนคนนั้นทีไร ความเจ็บช้ำก็จะวิ่งเข้ามาที่แผ่นอกทุกครั้งจนอยากจะหลีกหนี แต่วินาทีที่ถูกลอบทำร้ายต่อหน้า จู่ๆหัวใจมันก็เหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ..

 

            ไม่สิ..คนที่โดนทำร้ายไม่ใช่บาซิกค์

 

             แต่เป็นตัวเขาต่างหาก ที่คมศรนั้นพรุ่งตรงมายังกลางหัวใจ ทว่า..คนที่รับเอาไว้กลับไม่ใช่ตัวเขา วินาทีที่เห็นศรเหล็กพุ่งทะลุออกมาจากท่อนแขนที่ใช้บดบัง พร้อมกับหยดเลือดสีแดงที่กระเซ็นเปรอะเปื้อนใบหน้าของตัวเอง ในหัวมันก็ขาวโพลนจนลืมหายใจ แม้ไม่มีเสียงกรีดร้องดังออกมาจากร่างคนที่อยู่ข้างกาย แม้สีหน้าของคนที่ได้รับบาดแผลนั้นช่างเจ็บปวดนัก แต่เพียงแค่นั้นก็พอให้ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวได้ แม้ถึงกับกลั่นออกมาเป็นน้ำตาใสๆ แต่เพราะความตกใจ และไม่คิดว่าผู้ปกครองแห่งอนาคานจะมิสภาพเป็นเช่นนี้ ทำให้จิตใจเขาสับสน

 

             เขาควรดีใจ..ใช่หรือเปล่า? ที่บาซิกค์ได้รับบาดเจ็บ มันควรต้องเป็นเช่นนั้น แต่ทำไมเล่า ตรงก้อนเนื้อข้างใต้แผ่นอกนี้กลับไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลย..

 

             เขาคงเริ่มเสียสติไปแล้ว..บ้าจริงๆ

 

              “ กำลังคิดถึงเรื่องของฉันอยู่งั้นหรือ ” ประโยคที่พูดเข้าข้างตัวเองเสียเต็มประดา ทำเอาคนที่กำลังนั่งอยู่ริมหน้าสะดุ้งตัวเขาไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าบาซิกค์เข้ามาในห้องตั้งแต่เมื่อไร แต่กระนั้นก็พยายามหลบใบหน้าที่เริ่มผ่าวที่ถูกล้วงเอาความจริงว่ากำลังคิดเรื่องของเจ้าตัวอยู่เต็มอก แต่พอมองไปยังเบื้องล่างเพื่อหลีกหนี ก็เห็นท่อนแขนที่ยังคงถูกพันด้วยผ้าขาว ทว่ากลับยังคงชุ่มไปด้วยคาบเลือดสีแดงสด ใบหน้าหวานนิ่วลงด้วยความสงสัย ทั่งที่แผลหนักๆที่ใบหน้าเจ้าตัวยังสามารถหายได้ภายในระยะเวลาไม่ถึงวัน นับภาษอะไรกับแผลแค่นี้ถึงยังไม่หายไป

 

              “ แผลนั่น ทำไมถึงยังไม่หายไป ” มิกิถามขึ้น สองขาพาร่างกายเดินเข้าไปใกล้อย่างลืมตัว ดวงตาคู่สวยมองดูแผลนั้นอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองเท่าไร

 

             “ คมศรนั้นอาบพิษ แผลนี่มิอาจสมานได้ใหม่โดยง่าย ” คำตอบเรียบๆแต่กลับทำให้คนที่เดินเข้ามาถึงกับต้องกลืนน้ำลายดังเอื้อก แต่ไม่รู้ทำไมเขากลับเลือกที่จะประชดมากกว่าคำปลอบใจ

 

             “ น่าจะโดนกลางหัวใจ จะได้ตายไปซะ ” ดวงตาสีอ่อนเงยขึ้นสบ รอยยิ้มยกขึ้นที่มุมปากอย่างยียวน แต่บาซิกค์กลับไม่มีทีท่าว่าจะโมโหเลยสักนิด หากแต่ยืนนิ่งจ้องมองนิ่งราวกับหุ่นไม้

 

             “ นายคงได้สิ้นใจตายก่อน ” ความจริงที่พูดทำเอาร่างบางถึงกับสะอึกในใจ แต่เขายังไม่ยอมหรอก

 

             “ แต่นายคงไม่ปล่อยให้ฉันตายง่ายๆ ”

 

             “ ความตายทำได้ง่ายมาก.. ” บาซิกค์ยิ้มเย็นเยียบ

 

             ฟ่อ!

 

             เสียงขู่จากสิ่งมีชีวิตที่ไม่อยากคิดทำเอาร่างบางตัวแข็งทื่อเย็นยะเยือกไปทั้งตัว  พอเหลือบตาลงมอง ก็พบงูหางกระดิ่งขนาดใหญ่กำลังขดตัวพร้อมจู่โจมอยู่ที่ข้อเท้าของตัวเอง หางที่สั่นถี่ระรัวบ่งบอกว่าถ้ายกเท้าขึ้นหรือขยับแม้แต่เพียงเล็กน้อย คมเขี้ยวคงได้ฝั้งลงไปในขาขาวๆของเขาแน่ๆ

 

            “ เพียงแค่พริบตา พิษของงูหางกระดิ่งจะค่อยๆทำลายอวัยวะภายในของนายทีละส่วน เลือดจะไหลออกมาไม่หยุด น้ำลายจะฟูมปาก ขณะที่ร่างกายตายจะเป็นอัมพาต ส่วนการหายใจของนายก็ติดขัด ประสาทสัมผัสจะตายด้านและไม่รับรู้อะไรอีก ชอบความตายแบบนี้หรือเปล่า” น้ำเสียงนั้นแสนราบเรียบ ผิดกับคำพูดที่ฟังดูเลือดเย็น มิกิพยายามผ่อนลมหายใจเป็นจังหวะ แม้มือและเท้าจะเริ่มเย็นเฉียบจนกลายเป็นน้ำแข็ง และขาก็เริ่มอ่อนแรงจนอยากจะล้มพับ

 

            บาซิกค์เห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มเริ่มซีดลงทุกที ริมฝีปากจึงเขยื้อนเอ่ยเปล่งเสียงเป็นภาษาบางอย่างที่ฟังไม่เข้าใจ ก่อนอสรพิษแห่งทะเลทรายจะเลื้อยหายเข้าไปใต้เตียง เมื่อเห็นสิ่งที่ทำให้หวาดกลัวจากไป มิกิก็ล้มพับกองกับพื้น ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ราชาแห่งอนาคานมองนิ่งงันก่อนจะเบือนสายตาออกแล้วก้าวเดินไปริมหน้าต่าง ดวงตาสีอำพันคมกริบสะท้องกับแสงจันทร์ เหม่อมองออกไปยังท้องฟ้ายามราตรี

 

            “ คิโนมุระ มิกิ หากได้อิสรภาพตามต้องการ นายจะไปที่ใด ” เด็กหนุ่มสะดุ้งตัวทันทีที่ได้ยินคำถามที่ไม่อยากเชื่อหู แต่กระนั้นความกังวลที่ล้นอยู่เต็มอกกับอดีตเลวร้ายที่ผ่านมา มันทำให้เขาไม่อยากจะไว้ใจสิ่งใดอีก จึงไม่มีคำตอบใดเอ่ยออกมา

 

            “คำตอบล่ะ..”

 

            “ อย่ามาให้ความหวังกับฉัน ” เขากล่าวอย่างตัดพ้อ สองขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แต่ไม่คิดจะปรายตามองคนที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างเลยสักนิด ทำไมพอได้ยินคำพูดเช่นนี้แล้วเขาถึงได้รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

 

             อิสรภาพ ตามต้องการงั้นหรือ..จะมาให้ความหวังอะไรกันตอนนี้ ในเมื่อหัวใจของเขามันไม่เหลือความหวังอะไรอีกแล้ว

 

             มิกิสาวเท้าเดินกลับไปยังเตียงนอนนุ่ม ทว่า..ไม่ทันได้ล้มตัวลงไป ประตูห้องก็ถูกเปิดออกผ่าง มีทหารหลายนายเดินลุมกรู่กันเข้ามา มิกิหันไปมองคนที่ยังคงยืนอยู่ที่ริมหน้าต่างนิ่งงันอย่างสับสน แต่มีเพียงแค่ดวงตาสีอำพันจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า

 

            “ จะ..จะทำอะไรน่ะ! บาซิกค์ ” มิกิเริ่มร้องโวยวาย เมื่อเนื้อตัวถูกทหารรุมจับกุม กายบางพยามดิ้นขัดขืน แต่ก็มิอาจหลุดพ้น ภาพในอดีตย้อกลับมาในหัวจนต้องขบกรามแน่นคิดไปต่างๆนานา ทว่า..ถ้อยคำที่เอ่ยจากริมฝีปากหยักสวยนั้นทำเอาเขายืนค้าง

 

            “ พาเขากลับไปยังอาราบัส ”

 

 

 

              ในคุกใต้ดินของราชวังอนาคาน เต็มไปด้วยห้องขุมขังเหล่านาคินไว้มากมายเป็นทางยาวระหว่างสองข้างทาง ทว่าห้องขังที่อยู่ลึกสุด ที่ไว้สำหรับนักโทษต้องคดีอาญากลับไม่คิดว่าจะต้องมาขังราชนิกูล

 

             ภายในห้องสี่เหลี่ยมมืดทึบไม่เห็นแม้แต่แสงตะวัน มีร่างของเจ้าชายแห่งอนาคานถูกคุมขัง ร่างกายที่เคยแข็งแรงกำยำบัดนี้กลับดูดสูบผอมลงไปมาก จากโทษทัณฑ์ที่ได้รับ ไม่มีการให้อาหาร ไม่มีการให้น้ำดื่ม แต่ปล่อยให้ร่างกายนั้นกัดกินตัวเอง ที่มีชีวิตอยู่ได้เกินหนึ่งสัปดาห์นั่น คืออาศัยหยาดน้ำที่รั่วซึมมาจากเพดานประทั่งชีวิต

 

             บาฮาลรู้สึกเจ็บใจที่ทุกอย่างพลาดท่ากลายเป็นเช่นนี้ แต่นับว่าองค์ราชาบาซิกค์นั้นเมตตากว่าที่เขาคิดไว้นัก ทั้งที่กระทำนั้นเปรียบเสมือนซึ่งกบฏ แต่ก็คงยังไว้ชีวิตถึงสายตาเย็นเยือกนั้นจะไม่เคยดูแคลนเขาเลยสักนิด แต่ที่รอดชีวิตมาได้ก็เพราะสายตาเช่นนั้น

 

               ในอดีต คนที่จะเป็นโอรสของเทพนาคินได้จะมีแค่องค์เดียวเท่านั้น พี่หรือน้องที่ร่วมสายเลือดอันเกิดจากครรภ์พระมารดาเดียวกันจักต้องฆ่าฟันเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ แต่ตอนนั้นร่างกายของเขาอ่อนแอมากนัก คล้ายกับคนที่โรค 3 วันดี 4 วันไข้ การปลิดชีพเขานั้นทำได้ง่ายดาน ทว่าราชาบาซิกค์กลับไม่คิดที่จะทำเช่นนั้น แม้วาจาที่เปล่งออกมาในตอนนั้น อยากจะทำให้เขาฆ่าพี่ชายของตัวเองตายคามือ แต่พอมาทราบเหตุผลจากถ้อยคำที่ดูแคลนว่าน้องของตัวเองนั้นอ่อนแอ จักให้ฆ่าไปก็ไร้เกียรติศักดิ์ศรี ก็ทำให้ชีวิตของเขายังดำรงอยู่ได้ และอยู่ในฐานะองค์ชายแห่งอนาคานภายใต้เงาของเทพนาคิน แต่นั้นเขากลับไม่เสียใจเลยสักนิด กลับกันผู้เป็นพี่ต้องรับภาระที่หนักอึ้งเกินกว่าเขาจะเข้าใจได้

 

            แต่ทั้งที่คิดจะช่วยเบาภาระ เพราะการที่เด็กหนุ่มคนนั้นถูกนำตัวมาไว้ที่อนาคาน ก็รู้โดยทันทีว่าผู้เป็นพี่ต้องการสิ่งใด แต่สิ่งนั้นก็อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงที่อนาคานไม่อาจยอมรับ เขาจึงลงมือตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่ทันคิด จนมีสภาพที่น่าสมเพชเช่นนี้

 

          ตึง!

 

          เสียงประตูห้องขังถูกเปิดออก แสงไฟสลัวๆจากคบไฟด้านนอกส่องเข้ามาต้องร่างกายที่ซูบผอม ดวงตาสีกรมหรี่ลงมองผู้ที่มาเยือนให้ชัดๆ เห็นร่างสูงโปร่งยืนบดบังแสงจากด้านนอกจนเห็นเพียงเงาดำมิอาจเห็นใบหน้าที่แสดงออก แต่กระนั้นก็คงไม่ยากเกินความสามารถที่คาดเดา

 

           “ ฝ่าบาทมีรับสั่ง ให้ปล่อยตัวพระองค์แล้วพ่ะย่ะค่ะ ” น้ำเสียงที่คุ้นเคยจนไม่อยากได้ยินนั้นทำเอาใบหน้าขององค์ชายของอนาคานขมวดคิ้ว ในใจรู้สึกแปลกๆกับถ้อยคำนั้น แต่ไม่ทันได้เอ่ยปากสิ่งใด  ร่างสูงโปร่งก็หยุดอยู่ตรงหน้า มือยกขึ้นไขกุญแจบนข้อมือแกร่งที่ถูกจองจับทั้งสองข้าง แต่พออิสระหวนกลับมา ร่างกายที่เคยมัยตึงเอาไว้ก็ล้มซบลงไปในอ้อมแขนของชายตรงหน้า

 

             “ ข้าเกลียดเจ้า..ซาอิด ” ข้อความนั้นไม่น่าฟังเท่าไร แต่ใบหน้าคมเข้มกลับซบลงไปที่หัวไหล่กว้างของคนที่รังเกียจ เพราะไม่มีแรงจะขืนตัวขึ้นเลยสักนิด ท่าทีที่อ่อนแออย่างน่าสงสารนี้ ทำให้หัวหน้าราชบริวารคลี่ยิ้มออกมาที่มุมปาก

 

             “ กระหม่อมก็เกลียดพระองค์ ” สิ้นเสียงที่ตอบกลับ ก็เปลี่ยนเป็นให้วงแขนกำยำมาพาดลำคอของตัวเอง ก่อนจะค่อยๆเดินพยุงเอาร่างกายที่อ่อนแอนั้นออกมาจากห้องขัง

 

             “ ที่บอกว่าองค์ราชาทรงอภัยโทษ นี่เจ้ากำลังโกหกข้าอยู่ใช่ไหม ” บาฮาลกล่าวนิ่ง ดวงตาสีกรมเหล่มองคนที่ช่วงพยุงอย่างไม่ไว้ใจ

 

             “ กระหม่อมมิได้ทูลเท็จ ” คำตอบเพียงสั้นๆแต่ฟังแล้วน่าหงุดหงิดนัก

 

             “ ไม่ต้องมาพยุงข้า! ก็เพราะเจ้าที่ทำให้ข้าเป็นเช่นนี้ ” ไม่รู้ว่าเพราะอารมณ์ชั่ววูบหรือเปล่า ถึงได้ตวาดเสียงออกไปอย่างเกินจะทน แต่ซษอิดกลับไม่มีแววว่าจะสนใจเท่าไร

 

              “ อย่าทรงตรัสเช่นนี้..หากไม่มีหลักฐานเพียงพอจะกล่าวหากระหม่อม ” เขากล่าวไปตามจริงที่ช่วนน่าโมโหยิ่ง!

 

             “ ข้าเกลียดเจ้า! ”

 

            “ พระองค์เกลียดมาตั้งนานแล้ว จะเปลี่ยนพระทัยเป็นชอบนั่นสิแปลก ” คำพูดของฝ่ายตรงข้าม นั้นทำเอาองค์ชายหนุ่มถึงกับขบกรามแน่นกว่าเดิม ในเมื่อมิอาจต่อร้องต่อเถียงจนชนะได้อย่างใจหวัง ร่างกายก็เจ็บแต่ทำไมต้องป่วนประสาทกับบริวารงี่เง่านี่อีก สู้เงียบไปเสียยังจะดีกว่า

 

            เมื่อเห็นองค์ชายบาฮาลยอมสงบลง ซาอิคก็ไม่คิดจะปริปากยั่วโมโหอีก ก่อนจะหันใบหน้าไปสบกับคนที่พยุงแล้วกล่าวเสียงจริงจังถึงเรื่องบางอย่าง

 

               “ องค์ชายบาฮาล..ตอนนี้กระหม่อมไม่รู้ว่าองค์ราชาตัดสินพระทัยถูกหรือเปล่า ” เรื่องที่เกริ่นขึ้นเรียกความสนใจขององค์ชายของอนาคานนั้นได้อย่างดิบดี ก่อนซาอิคจะกล่าวต่อว่า

 

              “ ครานี้ อนาคานจำเป็นต้องพึงพระองค์ ”

 

              “ เกิดอะไรขึ้น? ” ใบหน้าคมเข้มขมวดคิ้วลงเป็นปมแน่น ซาอิดถอนหายใจเบาๆทีครั้ง ก่อนจะกล่าวออกไปตามจริง

 

               “ ท่านมิกิ ถูกส่งกลับไปยังอาราบัสแล้วพ่ะย่ะค่ะ ”

 


              สายลมเย็นเยือกยามค่ำคืนโชยพัด เกล็ดทรายโปรยปรายห้อมล้อมนครเมืองที่เต็มไปด้วยดรุณีแห่งทะเลทรายลายล้อม ซาคาเดียร์เป็นนครที่เพรียบพร้อมไปด้วยสาวงามสะพรั่ง ทว่าน่าแปลกเมื่อลองสอดส่องสายตาไปทั่วกลับไม่พบบุรุษเพศย่างกายมาเลยสักคนเดียว หรือว่านี่จะเป็นเมืองแห่งอิสตรีกันแน่


          ราชวังแห่งซาคาเดียร์ถูกสร้างอย่างยิ่งใหญ่ รูปปั้นสลักงูและน้ำพุ รูปเทพธิดาที่กำลังถูกเกี้ยวรัดด้วยอสรพิษ นั้นช่างแสนงามวิจิตร มีเสียงดนตรีขับกล่อมไพเราะดังขึ้นมาจากด้านในวังทำให้ค่ำคืนนี้ดูครื้นเครงยิ่งนัก

 

            ร่างอรชรสง่างามนั่งอยู่บนบังลังค์ทองคำ ดวงตาสีสวยหรี่ลงมองเหล่าบริวารที่กำลังเริงรำตามบทเพลงอย่างสนุกสนาน ทั้งโยกย้ายส่ายสะโพก เปลือยกายด้วยผ้าน้อยชิ้น แต่ทั้งนี้ก็ไม่จำเป็นจะต้องอับอายเพราะในที่นี้มีเพียงแค่หญิงงาม

 

ราชีนีคิเมดาห์กระตุกยิ้ม มือที่สวมแหวนที่ประดับด้วยเพรชพลอยล้ำค่า ขยับถ้วยทองคำที่มีน้ำสีแดงเข้มเกือบดำในมุนวนไปมา ใบหน้างดงามดั่งทวยเทพเทพีนั้น พึ่งพอใจกับสิ่งที่ได้ยินยิ่งนัก ก่อนจะปรายดวงตาเรียวสวย คุยกับใครบางคนที่หลบอยู่หลังเสาสลักลายอสรพิษเกรี้ยวพัน

 

            “ เจ้าทำสำเร็จหรือไม่ ” สุรเสียงเรียบเอ่ยถาม ถึงแม้จะไม่มีคำตอบรับใดๆ แต่ใบหน้างามนั้นกับพยักหน้ารับราวกับได้รับคำตอบ

 

           “ หวังว่าเจ้าคงไม่ได้ทำให้เด็กน้อยต้องกลัวหัวหดหรอกนะ ” รอยยิ้มนั้นคลี่ออกมาอย่างดูแคลน และแฝงไปด้วยความรู้สึกที่อยู่เหนือว่าใครผู้นั้นที่เปรียบเป็นเด็กน้อย ร่างงามยกขึ้นดื่มไวน์รสเลิศในถ้วยทองคำให้สำราญใจ ก่อนจะปรับเปลี่ยนสีหน้าไปโดยพลันเมื่อนึกถึงเรื่องหนึ่ง

 

             “ หึ..ถึงกฏของเทพนาคินจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงก็จริง และฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะต้องดำเนินต่อไป แต่.. ” เสียงนั่นเว้นช่วงไป ดวงตาสีสวยมองดูน้ำในถ้วยที่สะท้อนเป็นภาพอันงดงามของตัวเอง

 
              ใบหน้าที่ไม่มีผู้ใดจะพรากมันไปได้!

 

              “ ข้าจักไม่ยอมสูญเสียกายนี้..เพียงเพื่อเด็กที่จะเกิดในท้องนี่เด็ดขาด ” ยกรอยยิ้มขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ ดวงตาของทวยเทพที่บูชาแท้จริงแล้วเป็นพญามารอันแสนน่ากลัว ก่อนมือเรียวงามที่ประดับด้วยแหวนเพรชพลอยจะเผยมือออกทางเสาต้นหนึ่ง

 

                “ ใช่ไหม..ราซิส ”

                สิ้นเสียงที่เอ่ยถาม อสรพิษสีดำสลับทองลักษณะลวดลายเป็นป้องๆก็เลื้อยออกมาจากหลังเสา ก่อนจะขึ้นมาพันอยู่ที่ท่อนงาม ดวงตารีเรียวจ้อ'มององค์ราชีนีแห่งซาคาเดียร์ราวกับจะสื่อข้อความบางอย่าง แต่กลับถูกริมฝีปากของหญิงงามจุมพิตลงไปอย่างแผ่วเบา..

 

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด