รักฤๅผูกพัน . . . ก็เจ็บปวดเท่ากัน
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: รักฤๅผูกพัน . . . ก็เจ็บปวดเท่ากัน  (อ่าน 227258 ครั้ง)

ออฟไลน์ AidinEiEi

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 776
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +138/-1
 :m1: :m1:
ถึงจะเครียดเล็กน้อยแต่ก็จะติดตามค่ะ

RAJCHABUT

  • บุคคลทั่วไป


ตอนที่ ๔  



   ผมไม่รู้เหมือนกัน คนอื่น ๆ  ถ้าเจอแบบผมจะทำอย่างไร  มองไปทางไหนก็เห็นเงาครึ้มของปัญหาแทบทั้งนั้น  ทั้งปัญหาของตัวเอง  ปัญหาที่เกี่ยวพันกับคนรอบ ๆ  ตัว    ได้ยาพาราไปสองเม็ด  สมองเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะที่พร้อมจะรับรู้รับฟังอะไร . . .


   ผมมองดูนาฬิกา . . . เกือบสี่ทุ่ม

   กินข้าวกับชัยตั้งแต่เที่ยง  จนป่านนี้ยังไม่ได้กินอะไรเลย  อาจเพราะเรื่องของโก  ทำให้เครียดเลยพาลไม่หิวก็เป็นได้    ผมว่าตอนผมอยู่มหาวิทยาลัย  ผมสนุกกับเพื่อน ๆ  วัยเดียวกัน  มันไม่มีอะไรให้ต้องคิดนอกจากหน้าที่ของตัวเอง

   หน้าที่เรียน . . .

   . . . เรียนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ . . .

   แต่. . .

   พอมาอยู่ที่นี่เมืองเล็ก ๆ  ที่ห้อมล้อมด้วยขุนเขา  ผมกลับเห็นปัญหามากมายสารพัด  ปัญหาที่เหมือนกระจกส่องทาง    มีทั้งปัญหาครอบครัว  ปัญหาสังคม . . .

   ครอบครัว . . .

   . . . ของคนที่ผมรัก

   สังคม . . .

   . . .การเติบโตของเมืองท่องเที่ยวที่ไร้การควบคุมจากการวางแผนที่ดี

   การไหลบ่าของวัฒนธรรมตะวันตก . . . การกอดจูบ  แสดงความรักของคนตะวันตก  เริ่มกลายเป็นภาพที่ชินตาของผู้คน  ภาพที่เด็กเล็กเด็กน้อยปิดตา  แต่แอบมองตามง่ามนิ้ว

   ภาพเหล่านี้ . . . ค่อย ๆ  ซึมซับลงในรากของคนในพื้นที่อย่างช้า ๆ  

   แล้ว . . . อนาคต

   ผมได้แต่มองเมืองท่องเที่ยวกลางหุบเขาอย่างเงียบ ๆ  อย่างน้อยที่สุด  วิชาที่ผมเรียนมา  มันทำให้ผมพอจะวิเคราะห์  การไหลบ่าของกระแสเงินตราได้  ผมไม่ขัดขืนการไหลบ่าของนักท่องเที่ยว  เพราะรู้ดี  ประเทศต้องการเงินตราเพื่อเข้ามากอบกู้ระบบเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่จากการดำเนินการที่ผิดพลาด . . .

   คนทั้งประเทศไม่มีใครไม่รู้จัก . . . IMF

   ปัญหาคนตกงาน . . . โรงงานปิดกิจการหนี  เพราะทนแบกดอกเบี้ยจากการอ่อนลงของค่าเงินไม่ไหว  ปัญหามหภาคที่เราไม่สามารถควบคุมได้  แต่ปัญหาเล็ก ๆ  ของครอบครัว  เราสามารถที่จะป้องกันได้มิใช่หรือ

   ปัญหาจุลภาค . . .

   . . . เรื่องของโก

   ผมเดินมาเรื่อย ๆ  อากาศยามดึก ไม่ร้อน  และค่อนข้างไปทางเย็นชื้น ๆ  เสียด้วยซ้ำ  เมืองกลางหุบเขาก็แบบนี้  กลางวันอากาศอบอ้าวหากกลางคืน . . . หนาว

   คนที่นั่งเหม่อที่ร้านเดิม . . .

   . . .โกเมศร์

   มันยิ้มกว้างเมื่อเห็นผม    “พี่อาร์ม”

   ผมยิ้มให้โก   แปลกจัง  ที่วันนี้ผมไม่เจ็บปวดเหมือนคืนก่อนวันเกิด  อาจเพราะเรื่องราวที่ผมรับรู้มาจากชัย  มันทำให้ผมมองไปอีกขั้น  

   มันอาจมีห่วงผูกอยู่ . . .

    . . . พันธะทางกาย . . .

   ส่วน . . . หัวใจ

   บางทีในหัวใจของมัน  อาจยังไม่มีใคร  มันยังอาจมีที่ว่าง ๆ  สำหรับผมที่จะแทรกเข้าไปในหัวใจของมันก็ได้  ผมรักมัน  รักอย่างคน ๆ  นึงพึงจะรักใครสักคนได้  ผมแน่ใจ  ในวันข้างหน้า  ผมจะทำให้มันรักผมให้ได้

   ผมเชื่อ . . .

   . . . ความผูกพัน

   เหมือนเกลียวเชือก  แน่นเหนียว  ยาวนาน  ยากจะจะตัดได้ง่าย ๆ  ความผูกพันมันค่อย ๆ  สร้างจากหัวใจสู่หัวใจ  

   ผมเดินไปหามัน  ผมมองบนโต๊ะ  มีขวดปล่าวสองขวด  กับอีกครึ่งขวดที่อยู่ในมือของโก  มันกินเบียร์ด้วยเหรอ  เพราะปกติมันจะไม่ค่อยกินของมึนเมาสักเท่าไหร่  ชีวิตของมันมีแต่งานเท่านั้นกระมังที่ผมเห็น

   “ไงไอ้เสือ  มานั่งดวดเบียร์คนเดียว”

   “เบื่อ ๆ  อ่ะพี่  แล้วพี่มาเมื่อไหร่  ไม่โทรมาหาผมเล้ยยยย”  ปลายเสียงมันเหมือนคนน้อยใจ

   “มาถึงเมื่อเช้า  ไม่โทรเพราะไม่มีตังค์”  ผมปดมันทั้ง ๆ  ที่ผมอยากโทรหามัน  อยากคุยกับมัน  แต่มันมีครอบครัวแล้ว  มันไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือยแบบที่ผ่านมา  ผมจะโทรมาหามัน  จะคุยกับมันเรื่องอะไร  ถามมันเหรอว่า  กับเมียเป็นไงบ้าง  มันก็ไม่ใช่เรื่อง  ผมขีดตัวเองเอาไว้ ด้วยรู้ดี  อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดเราห้ามกันไม่ได้หรอก  ผมได้แต่ยิ้มให้มันอีกครั้ง  

   “เบื่อไรนักหนา  ชีวิตยังอีกยาวไกล”  ผมจ้องหน้ามันชัด ๆ  มันเหมือนคนมีเรื่องคับอกคับใจ

   “ไม่รู้สิพี่ . . . มันบอกไม่ถูก”

   “พี่ก็เคยเบื่อ  เบื่อแบบหาสาเหตุไม่เจอ”

   “แล้วพี่ทำไง . . .”  มันเลื่อนขวดเบียร์ที่เด็กเสิร์ฟเอามาวางหน้าผม

   “ก็นึกถึงคนที่เรารักมาก ๆ  พ่อ  แม่  บางทีเรายังมีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่ได้ทำ  แต่พ่อแม่  เขาผ่านอะไรมามากกว่าเรา  ถ้าท้อมาก ๆ  จนอยากจะร้องก็เข้าไปกอดแม่เอาไว้  ทำบ่อย”

   “พี่รักแม่มากสินะ”

   “อืม”

   “ผมก็รักแม่”

   “งั้นที่บอกว่าเบื่อ  ลองทำอะไรเพื่อแม่บ้างสิ  บางทีเราอาจทำเรื่องหนักอกหนักใจให้แม่  แต่คนเป็นแม่เขาไม่พูดหรอกโก  แม่ให้อภัยลูกได้เสมอ  แม่รับสภาพลูกได้  ไม่ว่าลูกจะทำเลวมาขนาดไหน ทั้ง ๆ  ที่บางที  หัวใจแม่อาจย่อยยับแล้วที่ลูกทำไปแบบนั้น”  ผมมองหน้ามัน

   มันหลบสายตา  ที่ผมมองมัน . . .

   ผมรู้ว่ามันเองก็รู้ว่าผมแอบด่ามันกลาย ๆ  แต่การจะโน้มน้าวคนแบบมัน ต้องเอาคำพูดดี ๆ  เข้าข่ม  ผมรู้จักมัน  จุดอ่อนของมันอยู่ที่มันรักแม่มัน  การที่จะให้มันตัดสินใจทำอะไร  ต้องพูดในแนวว่า  แม่มันเจ็บปวดกับสิ่งที่มันกำลังกระทำ

   มันนิ่งเงียบ . . .

   ผมไม่เร่งมันหรอก  ของแบบนี้  ถ้ามันไม่คิด  มันไม่เงียบ  สิ่งที่ผมพูดกับมัน  แค่ส่วนน้อยนิดของความรักที่ป้าภามีให้มัน  มันสัมผัสได้นะผมว่า  แต่อยู่ที่ว่ามันจะตัดสินใจอย่างไรมากกว่า

   “คนเราทำผิดได้เสมอโก  บางทีแค่คำขอโทษไม่พอหรอก  เราอาจต้องทำความดีไถ่โทษ”  ผมยิ้ม ก่อนกระดกเบียร์เข้าปาก

   “พี่ว่าอย่างผมจะเรียนต่อได้มั้ย”

   “ห๊า”  

   “ไม่ต้องทำท่าตกอกตกใจขนาดนั้นก็ได้พี่  ผมแค่อยากรู้ว่าผมจะเรียนต่อได้มั้ย”

   จะไม่ให้ผมตกใจได้อย่างไร  สิ่งที่มันพูด  ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง  ผมเคยคุยเรื่องเรียนต่อกับมัน  แต่มันก็ทำเฉย  แล้วจู่ ๆ  มันกลับพูดเรื่องนี้ขึ้นมา  ผมก็ต้องประหลาดใจเป็นธรรมดา

   “แล้วจบไรมา”

   “กศน.”

   “สามหรือหก”

   “สาม”

   อืม . . . น้อยจริง ๆ  สำหรับคนที่จบแค่มอสาม  นี่กรูจะจบตรีแร่ะ  แต่มันเพิ่งจะเริ่มเรียน  ก็ยังดีที่มันยังคิดที่จะเรียน  ไม่มีใครสายเกินไปที่จะเรียนหรอก  ความรู้มันอยู่รอบ ๆ  ตัวเราตลอดเวลา  อยู่ที่ว่าเราจะไขว่คว้ามันมาหรือเปล่า

   “จบสามก็ต่อ สี่ห้าหก  หรือไม่ก็ ปวช.  สายพาณิชย์ พวกบัญชี  หรือการตลาด    ไม่ก็สายเทคนิค  ไฟฟ้า อิเลค  โอ้ยเรียนได้เยอะแยะมากมาย  อยู่ที่ว่าชอบอะไร”  ผมบอกมันเท่าที่ผมรู้

   “พี่ว่าผมเรียนต่อดีมั้ย”

   “เรียนนะดีอยู่แล้ว  แต่ . . .”    ผมมองหน้ามัน  ปัญหาของคนมีครอบครัวแล้ว  จะแก้อย่างไร   ผมว่ามันก็คงรู้ในจุดนี้ดี  

   “เมีย”

   ผมพยักหน้ารับ . . .

   . . . มันเงียบ . . .

      ปัญหาที่มันเป็นคนก่อขึ้นมาเอง  ผมไม่รู้จะเริ่มยังไงเหมือนกัน  ทั้ง ๆ  ที่นี่น่าจะเป็นโอกาสดีที่ผมจะพูดกับมัน  เพราะว่ามันเป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นมาก่อน  ปัญหาข้อนี้  มันคนเดียวที่จะแก้ได้  เพราะคนอื่น  คงไม่มีใครแก้ให้มันได้

   “ผมชอบพวกเครื่องยนต์”

   “ก็มีช่างกลโรงงานกับช่างยนต์”

   “พี่ว่าผมเรียนดีมั้ย”  มันถามย้ำ

   ผมยิ้ม  มองหน้ามัน  เหมือนเด็กที่ขอคำตัดสิน    ดู ๆ ไปแล้ว  มันก็ไม่ใช่คนที่มีความมั่นใจใน ตัวเองสักเท่าไหร่  อาจเพราะมันเป็นลูกคนเดียว  ที่ครอบครัวไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่  มันอาจเติมโตมาด้วยความรักของแม่  แต่เท่าที่ผมรู้ พ่อมันมีเมียน้อยมาแล้วเป็นสิบ  แยกห้องนอนกับแม่มันนานแล้ว  ด้วยเหตุนี้กระมัง  ที่ทำให้มันติดผม

   เพราะผมเป็นคนเดียวที่คอยแนะนำ  คอยสอนมัน  ให้คำปรึกษามันได้ . . .

   มันไว้ใจผมเหมือนผมเป็นพี่แท้ ๆ ของมัน . . .

   แต่ . . .

   . . . ผมเลว . . .

   รักมันมากกว่าน้อง . . . มากกว่าที่ผมควรจะรัก

   “แล้วแต่โก”

   “พี่”  มันมองหน้าผม  ยิ้ม    

   “คิดเอาเอง  โตแล้ว  อยากเรียนอะไร  แต่ถ้าโกถามพี่  สี่ห้าหก  ตัดทิ้งไปได้เลย  เพราะ . . .”  ผมมองหน้ามัน

   “อะไรหรือพี่”

   “อย่างแรก  จบ กศน. มาฐานไม่แน่น  ไปเรียนก็สู้คนอื่นลำบาก  อย่างที่สอง  อายุมากกว่าคนอื่น  การปรับตัวเข้าหาเพื่อนที่อายุน้อยกว่า  อาจจะทำให้อึดอัด  ไม่ได้เรียนมาสองปีแล้วมิใช่หรือ”

   มันพยักหน้ารับในสิ่งที่ผมพูด . . .

   “ทีนี้เหลือแค่พาณิชย์กับช่างกล”

   “พี่ว่าอย่างไหนดีกว่ากัน”  มันขาดความมั่นใจจริง ๆ  ไม่อย่างนั้น  มันคงตัดสินใจเองได้ไม่ยาก  ในเมื่อตัวมันเองก็รู้อยู่แล้วว่ามันชอบอะไร

   “พาณิชย์”  ผมมองหน้า

   “ผมไม่ถนัดบัญชี  ทำไมต้องพาณิชย์”

   “ก็  บ้านของโกมีกิจการ  แล้วแม่ไม่รู้หนังสือ  พ่อไม่เคยสนใจกิจการ    แล้วเมืองท่องเที่ยวมันโตขึ้นทุกวัน  คนที่มีความรู้จบมาก็บริหารงานได้  คนที่ไม่มีความรู้จะสู้คนอื่นได้อย่างไรกัน  ถ้าโกเรียนสายพาณิชย์  อย่างน้อยจบมาก็บริหารกิจการที่พ่อแม่ทำเอาไว้ได้”    

   ผมเชื่อ . . . ทุนใหญ่กลืนทุนเล็ก

   ไม่ช้าไม่นาน  เมืองเล็ก ๆ  แห่งนี้ก็จะโดนกลืนโดยทุนใหญ่  เช่นเดียวกับเมืองท่องเที่ยวหลาย ๆ  แห่งในเมืองไทย  เพราะระบบปฏิบัติ  หรือโมเดลทางธุรกิจเป็นมาแบบนี้  ไล่มาจาก  ภูเก็ต  เชียงใหม่  พัทยา  สมุย  พะงัน  เกาะเต่า

   และอีกไม่ช้า . . . ปาย

   ปายแบบอดีตจะไม่หลงเหลือความมีมนต์เสน่ห์อีกต่อไป  อาจเหลือแค่มนต์  แต่ไร้เสน่ห์  เพราะกระแสทุนจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คน

   “แต่ผมชอบเครื่องยนต์”

   “งั้นก็จบ . . . รู้อยู่แล้วว่าชอบอะไร  ก็ไม่ยาก”

   “โก  มาอีกแล้วนะ  พี่คนนี้มาทีไร  มาเที่ยวดึก ๆ  กันทุกที  ถามจริง ๆ เหอะ  มีอะไรกันเหรอ”  เสียงพิฆาตของเมียมันดังมาจากข้างหลังผม

   ผมจิ้ดขึ้นมาทันที . . . มีอะไรกันเหรอ

   มันคงดูผมออกมั้งว่าผมแอบชอบผัวมัน . . .

   ไอ้สิ่งเลวในตัวของผมกระตุ้นบอกตัวเอง  คอยดูกูจะเอาผัวมึงไปเรียนต่อกับกูให้ได้  แล้วเมื่อถึงวันนั้น  อย่ามานั่งโอดครวญ  ผมไม่หันไปมองหน้าเขาหรอก  เพราะผมคิดเสมอ  ไม่ลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับผู้หญิงแบบที่ชัยมันเล่า

   “เงียบไปเลย  ไม่รู้อะไรอย่าพูด”  มันขึ้นเสียง

   “ทำไมเหรอ  เห็นตูดดีกว่า . . . “    

   มันหยาบเกินที่ผมจะรับได้  ถึงผมจะทะลึ่งตึงตังกับเพื่อนมากขนาดไหน  แต่ผมไม่เคยเอ่ยถึงส่วนนั้น  ไม่เคยด่าใครแบบนั้น    ผมเชื่อ  คนเรา  หากมีการศึกษาพอ  ควรรู้มารยาทในการเจรจา

   “ไปก่อนนะโก . . .  ไว้คุยกันใหม่ดีกว่า บรรยากาศเริ่มมีกลิ่นว่ะ”

   “พี่อาร์ม”  มันเรียก  ผมยกมือห้ามมัน  ก่อนหันไปมองเมียมันด้วยหางตา

   “เมียคอยมาคุม   คอยมาคุ้ม  คอยมาคุม”    ผมได้แต่ฮัมเพลง  และดังมากพอที่คนแถวนั้นจะได้ยิน    เพลงฮิตเพลงนี้ใช้การได้เสมอ

   ผมเข้าใจดี . . .

   . . . วันนี้ไม่ใช่วันของผม



   หาก . . . ผมย้อนเวลาได้

   ผมแน่ใจนะว่าผมยังคงทำแบบที่ผมทำ  เพราผมมีเหตุผลในการรองรับการกระทำของตัวผมเองเสมอ  คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจกับสิ่งที่ผมกระทำ  แต่ผมรู้ว่าผมทำอะไรลงไป  และผมแน่ใจว่า  มันดีพอ


   ดีพอ . . . ในสายตาของผม

   หรือ . . .

   ในความเป็นจริงแล้ว  ผมมันก็แค่คนที่เห็นแก่ตัวคนนึง  คนที่อยากได้อยากมี  อยากเอาชนะ  ผมทำในสิ่งที่ผมคิดว่าดี  โดยที่ผมไม่เคยถามคนที่เขามีส่วนกระทำเลยด้วยซ้ำว่าเขายินดีกับการกระทำของผมด้วยหรือไม่

   ผมผิดใช่ไหม . . .

   . . . ที่อยากอยู่ใกล้ ๆ คนที่ผมรัก

   การที่ผมทำทุกอย่างเพื่อคนที่ผมรัก . . .

   . . . ผมเลวใช่ไหม?

   คำถามที่ผมเองไม่เคยพิจารณาให้ถี่ถ้วนมาก่อนเลยในเวลานั้น  ผมรู้เพียงแต่ว่า  โลกมันหมุนไปทุกวัน  ความเจริญมันไหลบ่ามาอย่างรวดเร็ว  แล้วสิ่งที่สำคัญในการดำรงชีวิตประจำวันคือ . . . เงิน

   คนไม่มีเงิน . . .

   . . . อยู่บนโลกนี้ได้อย่างไร

   แล้วหนทางที่จะได้เงินมาดำรงชีพ . . . การศึกษา

   ผมไม่รู้นะ  ผมรู้แค่ว่า  คนที่ศึกษาน้อยมักตกเป็นเหยื่อของคนที่เก่งกว่า  เพราะการศึกษาสอนให้คนคิดสลับซับซ้อน  เหมือนผมไง . . .

   . . . ผมรักโก

   ผมอยากได้มันมาอยู่กับผม  ทุกครั้งที่ผมคุยกับมัน  ผมมักจะพูดถึงแต่อนาคต  วันข้างหน้า  จะลำบากขนาดไหน  ถ้าเราไม่มีความรู้   เราต้องตกเป็นเหยื่อของคนที่มีความรู้  ภาพที่ผมวาดให้มันดูน่ากลัว . . .

   มันจะกำจัดภาพนั้นได้  ก็ต่อเมื่อ . . .

   . . . มันต้องเรียน . . .

   เห็นมั้ย . . .  

   โดยแท้จริงแล้ว   ผมอยากให้มันเรียนหรือผมอยากให้มันมาอยู่ใกล้ ๆ ผมกันแน่    ในเวลานั้นผมคิดว่า  ผมอยากให้โกเรียน  เรียนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้  แต่พอวันเวลาผ่านไป  ผมมองย้อนกลับไปอีกครั้ง  มองในสิ่งที่ผมกระทำลงไป  สิ่งที่ผมเฝ้าบอก  ผมอยากให้มันเรียนนั้น  แท้จริงแล้วเป็นแบบนั้นหรือปล่าว  แน่ใจใช่ไหมว่ามันไม่มีอะไรแอบแฝงอยู่

   สิ่งที่แอบแฝงที่ผมมองไม่เห็นในเวลานั้น . . .

   ผมยอมรับอย่างไม่อาย  ทั้งสองอย่างที่ผมกล่าวมานั่นแหละ  มันคือส่วนผสมที่ลงตัวนะ  มันเรียนเพื่ออนาคตที่ดีของมัน  แต่มันต้องแลกกับการตกเป็นเหยื่อของคนแบบผม  

   เหยื่อ ?

   ในเวลานั้น . . .

   มุมมองความรักของผมอาจจะแคบ

   ผมอาจจะรักมาก  และ รุนแรง  อยากอยู่ใกล้คนที่ผมรัก  อยากทำอะไรให้คนที่ผมรัก  จับเขาปั้น  แต่งแบบที่ผมอยากให้เป็น  โดยที่ผมไม่มองสักนิดว่าเขาจะรู้สึกเช่นไร  อะไรก็ตามที่ผมมองว่าดี  ผมจะทำลงไป  เพื่อให้โกมันได้เข้ามาเรียน

   “พี่อาร์ม  พี่อาร์ม”    เสียงมันร้องเรียกผมจากหน้าห้อง  ผมงัวเงียตื่นขึ้นมาเปิดประตู

   “เข้ามาก่อน”    ผมทิ้งตัวลงไปบนที่นอนเช่นเดิม

   มันเดินเข้ามาในห้องผม   ทุกซอกทุกมุมในห้องมันคุ้นเคยดี  เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่มันมา  เวลามันว่างมันชอบมาฟังเพลงดูทีวีในห้องผมเป็นประจำอยู่แล้ว  ผมได้แต่มองมันด้วยรอยยิ้ม  ไม่เคยถือวิสาสะ  ก้าวล้ำในตัวมันเลยสักครั้ง

   “จะเที่ยงแล้วพี่  ตื่นได้แล้ว”  มันมาดึงแขนผมให้ลุกจากเตียงเหมือนเด็ก ๆ  ที่อ้อนอยากให้ผมพาออกไปเที่ยว

   “อีกหน่อย  เมื่อคืนดึกมาก”   ผมไม่ได้ปด  เพราะเมื่อแยกจากมันแล้ว  ผมไปนั่งต่อที่ร้านอีกร้าน  มันมีเรื่องให้ผมคิดมากมาย  

   ผมถามตัวเอง . . . รักโกมั้ย

   . . . รัก . . .  

   . . . คือคำตอบ

   รักแบบไหน ?

   . . . อย่าถามได้มั้ย  รักคือรัก  ไม่อยากตอบ  ไม่อยากรู้อะไรมากกว่านี้

   เห็นมั้ย  ผมมันคนขี้ขลาดมาแต่ไหนแต่ไร  ผมไม่กล้าตอบ  ผมกลัวหัวใจตัวเอง  ทั้ง ๆ  ที่ผมก็รู้นะ  ตอนนี้ผมรักมันมาก   มากกว่าความเป็นพี่เป็นน้องเสียอีก  แต่ผมยังปฎิบัติตัวเช่นเดิม  ผมกลัวด้วยมั้ง กลัวว่าหากผมบอกมันไปในตอนนี้

   ผมเสียมันไปแน่ ๆ  . . .

   มันรับสภาพได้หรือ  ในเมื่อมันมองผมเป็นพี่ชาย  เป็นพี่ที่ดีของมัน   แล้วจู่ ๆ  หากผมเปลี่ยนสถานะ  มันรับไม่ไหวหรอก  แล้วมันอาจเดินหนีจากผมไปเลยก็เป็นได้  ผมจะทนได้หรือ  ถ้ามันเดินจากผมไป

   ผมโง่เอง . . . ที่ไม่บอกไปตั้งแต่วันนั้น

   ผมปล่อยให้วันเวลามันร้อยถัก ผูกมัด พันแน่น เป็นความรักเต็มหัวใจ  เป็นความผูกพันฝังลึก  แล้วเมื่อถึงวันของการลาจาก . . .

   “ผมตัดสินใจแล้วพี่  ผมต้องไปเรียน”  มันลงมานอนใกล้ ๆ  ผม  เมื่อเห็นว่า ไม่สามารถดึงผมให้ลุกแบบที่มันต้องการได้

   “อืม”  ผมตอบรับมัน  เพราะได้ยินไม่ชัด  

   “ห๊า . . . “   ผมผงกคอดูมัน  เมื่อสมองผมคิดทวนสิ่งที่มันบอก  มันมีทั้งอารมณ์ดีใจ  และตกใจคละเคล้ากันไป

   “ได้ยินไม่ผิดหรอกน่าพี่อาร์ม”  มันยิ้มกว้าง

   “อย่ามาทำเป็นเล่น”

   “ผมพูดจริง ๆ  นะพี่  ผมไม่เคยมั่นใจอะไรขนาดนี้มาก่อนเลย”

   “อะไรดลใจว่ะ”

   “ความรักมั้งพี่”  ผมมองหน้ามันอีก    อดดีใจไม่ได้  มันรักผมหรือ  มันถึงได้พูดกับผมแบบนี้

   “อย่ามาตลก”

   “จริง ๆ  พี่  ที่พี่ถามผมคราวก่อนโน้นจำได้มั้ย”

   “ถามไรว่ะ”  ผมมองหน้ามัน  พูดกันเป็นร้อยเรื่องใครจะไปจำได้หมด  ผมน่ะมีเรื่องมาคุยกับมันได้ร้อยแปด  แต่มันจะมีเรื่องคุยกับผมบ้างมั้ยนี่สิน่าคิด

   “ที่ถามว่า สิบปีข้างหน้าทำไร  ห้าปีทำไรไง  ผมคิดนะพี่  ผมคิดมาตลอดเวลา  จนกระทั่งเมื่อคืน  ผมถึงแน่ใจ  ว่าผมต้องเรียนต่อ”  

   “อือ”

   “อย่าทำเป็นเล่นไป  การเรียนมันต้องใช้เงินเยอะนะ  สงสารคนส่งด้วย”

   “ผมรู้พี่  ผมถึงบอกพี่ไง  ผมอยากเรียนต่อเพราะความรัก”

   จะบอกรักกรูเหรอ  บอกมาตรง ๆ  ก็ได้ ไม่ต้องอ้อมค้อมขนาดนั้นก็ได้  กรูนะรับได้  รอให้มรึงบอกรักมานานแร่ะ  มรึงเฉไปเรื่อย . . . ไอ้ความคิดชั่ว ๆ  ในหัวทำให้ผมอดยิ้มไม่ได้

   “พี่อยากให้ผมเรียน  พี่คอยสอนผม  พี่อาร์มรู้มั้ย  ไม่เคยมีใครสอนผม  บอกผม ให้ผมเรียนต่อเลย  พ่อกับแม่ยิ่งแล้วใหญ่  ตามใจไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องเรียน  จนพี่เข้ามาในชีวิตผม  พี่พูดแต่เรื่องเรียน  พูดจนผมต้องคิด”    มันพูดยาว  ผมนอนตะแคงมองมองมัน  มันนอนหงายมองเพดาน

   ผมยิ้ม . . . อย่างน้อยสิ่งที่ผมพูด  ก็เข้าไปอยู่ในความรู้สึกของมัน

   “ดีแล้วล่ะ”

   “ผมรักแม่ . . . รักแม่นะพี่อาร์ม”

   สาดดดดดดดดดดดดดดด  ไม่ช่กรู  ที่แท้มรึงพูดมาทั้งหมดนี่มรึงรักแม่  เล่นเอาทำหัวใจกรูพองโตคับอกตั้งนาน

   “ดีมากเลยโกเมศวร์   ไม่มีใครรักและให้อภัยเราได้ทุกเรื่องเท่ากับพ่อ กับแม่หรอก”    ผมขานชื่อมันเต็ม ๆ  ก่อนยิ้ม ยินดีกับมันด้วย

   “พี่อาร์ม . . .”  มันเรียกแล้วหันมานอนตะแคงมองหน้าผม  จนผมหลบแทบไม่ทัน  ไม่อยากให้มันรู้สายตาผมจ้องมองมันอยู่

   “หือ”  

   “แม่จะดีใจมั้ยถ้าผมเรียนต่อ”

   “แน่นอนที่สุด  ป้าภายินดีเป็นที่สุด”  ผมยิ้ม

   “แต่แม่ต้องหาเงินส่งผมอีก”  แววตามันกังวล

   “ก็ใช้ประหยัดสิ  อีกอย่างกู้เรียนได้นี่  เดี๋ยวนี้มีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา  มีทั้งค่าเทอมค่าหอ  ค่ากิน  เรียนจบค่อยใช้ทุนคืน”

   “จริงดิ๊  ผมไม่เห็นรู้เรื่อเลย”  

   ผมยิ้มเจือสงสารมัน  นี่มันจะรู้อะไรบ้าง  ชีวิตคนต่างจังหวัด  มีอีกมากมายที่ข่าวสารเข้าไม่ถึง  ผมยิ้มกับมันเอ็นดูในความไร้เดียงสาของมัน

   “จะเรียนไหน . . . เชียงใหม่เหรอ”

   “ไม่รู้”

   “หรือกรุงเทพฯ”  ผมดูหยั่งท่าทีมัน  เห็นมันเงียบ  

   “กรุงเทพฯ  ก็ดีนะ  สังคมมันกว้าง  มีโรงเรียนเยอะ  จะเรียนตอนไหนก็ได้  มีทั้งภาคเช้า ภาคค่ำ  เสาร์อาทิตย์  สะดวกเวลาไหนก็เรียนเวลานั้น  เคยเข้ากรุงเทพฯยัง”

   “ครั้งเดียวเอง  นานมากแล้วด้วย”

   “เอางี้  เดี๋ยวหลังสงกรานต์พี่เข้ากรุงเทพฯ  ไปกับพี่ก่อนมั้ย  ลองไปดูว่าชอบมั้ย  ถ้าชอบก็หาที่เรียน  ถ้าไม่ชอบก็กลับมาเรียนเชียงใหม่”

   “เอางั้นหรือพี่   กรุงเทพฯ  ก็ดีนะ  เชียงใหม่ใกล้บ้านเดี๋ยวพอไปเรียน ไป ๆ มา ๆ  ไม่อยากกลับไปเรียนอีก  กรุงเทพฯ ไกลดี  ปิดเทอมค่อยกลับ  พี่ว่าดีมั้ย”  มันถามผม  ผมก็ต้องว่าดีสิครับ  อยากอยู่ใกล้ ๆ  มันอยู่แล้วนี่

   “แล้วแต่สิ  โกเป็นคนเรียน”

   “งั้นผมเลือกกรุงเทพฯ  ดีกว่า  ตอนนี้ผมรู้แล้ว  ผมจะเรียนต่อที่ไหน  เรียนอะไร  เหลือแค่”  มันทำหน้าเศร้า

   “อะไรเหรอ”  ผมนึกไปถึงเมียมัน  ท่าทางมันจะยังมีห่วง

   “แม่”

   “ทำไม”  ผมงง  ไม่ใช่สิ่งที่ผมคิด

   “พี่พูดกับแม่ให้หน่อยนะ  บอกแม่ว่าผมอยากเรียนต่อ  ผมไม่กล้า  นะพี่อาร์มมนะ  พี่ไปพูดแม่ต้องยอมแน่ ๆ  ช่วยผมนะพี่อาร์มนะ”  มันเขย่าแขนผมเหมือนเด็ก ๆ

   “นึกว่าเรื่องอะไร  ได้สิ”  ผมยิ้ม    ทุกอย่างมันลงตัวอยู่แล้ว

   “พี่อาร์มใจดีจัง  ถ้าผมมีพี่แบบพี่อาร์มนะผมรักตายเลย”

   ผมยิ้ม  หากหัวใจผมเศร้า

   . . . ถ้าผมมีพี่แบบพี่อาร์มนะผมรักตายเลย . . .

   เสียงนี้มันก้องอยู่ในหัวผม   มันคอยเตือนให้ผมรู้  เส้นทางของผมและของมัน  ไม่ใช่เส้นทางเดียวกัน

   แล้ว . . .

   ถ้ากรูไม่ใช่พี่มรึงนี่  มรึงรักกรูไม่ได้ใช่ไหม  กรูก็เป็นแค่คนนอกสายเลือด  ผมมองหน้ามัน  รู้สึกวังเวงขึ้นมาจับใจ

   “เออ  พี่อาร์ม  ถ้าผมไปอยู่กรุงเทพฯ  พี่จะมาหาผมมั้ย”

   “มาสิ  มาหาจนกว่าอาร์มไม่อยากเห็นพี่นั่นแหละ”  ผมรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ  

   หาก . . .

   . . . มันต้องการผม

   ผมจะอยู่เคียงข้างมัน . . .

   . . . ไม่หนีหาย

   แต่ . . .

   ถ้ามันไม่ต้องการผมแล้ว   ผมจะไม่รีรอที่จะเดินออกไปจากชีวิตของมัน  จะไปให้ไกลสุดขอบฟ้า  ไม่มีวันที่มันจะได้เจอหน้าผมอีกแน่ ๆ  . . .

   . . . ผมสัญญา

   สัญญา . . .

   มันจะไม่ได้เจอหน้าผมเด็ดขาดชั่วชีวิตของผม

   “ดูพูดเข้า  เอ  หรือผมจะไปอยู่กับพี่อาร์มดี  ให้ผมไปอยู่ด้วยได้มั้ยพี่อาร์ม”

   “ได้ . . . ก็ได้”

   “เย้  ดีจริง  ผมรักพี่จังพี่อาร์ม”  มันดีใจเหมือนเด็กได้ของถูกใจ  มันโผมากอดผมเอาไว้

   อ้อมแขนมันครั้งแรก . . .

   ผมกอดมันตอบน้ำตาคลอเบ้า ก่อนไหลอาบร่องแก้มช้า ๆ  ผมดีใจนะ  ที่มันกอดผม แม้จะคนละแบบกับที่ผมต้องการ  มันกอดผมเพราะมันคิดผมคือพี่  แล้วผมล่ะ  เห็นมันเกินน้องมานานขนาดไหน  อ้อมกอดแรกมันอบอุ่น  แม้ไม่ใช่แบบที่ผมคิด

   แต่ . . .

   มันก็ชดเชยทดแทนกันได้มิใช่หรือ ?




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-09-2010 16:39:53 โดย ราชบุตร »

ออฟไลน์ IZE

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4601
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +227/-3
เอาแค่นี้ก่อนก้อดีนะ พี่น้อง อยู่ด้วยกัน แค่นี้ก้อดี แล้ว

ออฟไลน์ kdds

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1512
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5
 :sad2: แล้วตอนนี้มีความสุขดีไหมคะ ดูแลหัวใจตัวเองด้วยนะคะ
ขอบคุณที่มาต่อจ้า

ifwedo

  • บุคคลทั่วไป
รักเขาข้างเดียวช่างปวดใจแท้ๆ ไงสู้ๆๆก๊าบบบ :oni2:

ออฟไลน์ Just let it be

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 979
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
แหะๆๆๆ

แสดงตัวก่อนว่ามีคนชอบอ่านเรื่องนี้ด้วยอีก 1 คน

เรื่องมันอาจจะไม่สนุก

แต่ก็มีความสุขที่ได้รับรู้ว่าคุณมีความสุข

และก็เศร้าไปด้วย  เมื่อรู้ว่าคุณเศร้าอะครับ

 :L2:  เป็นกำลังใจให้สำหรับสิ่งที่เคยผ่าน  และเป็นกำลังใจให้สำหรับทางที่กำลังมาถึง

ออฟไลน์ naumi

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1089
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +91/-2
รักเขาข้างเดียวช่างปวดใจแท้ๆ ไงสู้ๆๆก๊าบบบ :oni2:

นั่นดิ เฮ้อ....  o7 เปนกำลังใจให้นะคะ :L2:

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
 :เฮ้อ: ยิ่งพาตัวไปผูกพันธ์ ยิ่งตัดใจลำบาก  :เฮ้อ:

RAJCHABUT

  • บุคคลทั่วไป

ตอนที่ ๕

   ผมเหมือนคนที่หลอกตัวเอง . . . มีหลาย ๆ อย่างที่มันคิดและต่อต้านกันเองในที  แต่ผมไม่มองและไม่สนใจ  ผมทำเพียงเพื่อ  ทำอย่างไรก็ได้  ให้มีโอกาสได้อยู่กับคนที่ผมรัก  แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ


   ผมยอม . . . ผมยอมทุกอย่าง

   อาจเหมือนคนที่คนเคยบอก  คนเรามักทำอะไรเพื่อตัวเองเสมอ    และหากมันเป็นการกระทำที่กระทบคนอื่นเขาจะหาข้ออ้างสารพัดเพื่อให้ตัวเองดูดีที่สุด  ผมก็คงไม่แตกต่างอะไรไปจากคนพวกนั้นกระมัง

   ผมเพิ่งยี่สิบสอง

   โก . . . สิบแปด

   วัยขนาดนั้น . . . ขนาดผมนี่  ยังมีแค่ความรู้สึก รัก

   หากหัวใจผมรักใครสักคน  ทำอย่างไรก็ได้ที่จะได้อยู่ใกล้ ๆ  คนที่เรารักให้มาก  และนานที่สุด   ความรักเร่าร้อนไปตามวัย

   อนาคต . . . 

   . . . สวยงามในภาพฝัน

   แต่ . . .

   ความเป็นจริง  บางครั้งผมลืม  ลืมที่จะมองว่า  คนเราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวบนโลกนี  ตราบใดที่มนุษย์ยังเป็นสัตว์สังคม  เราก็จะยังต้องพบปะ  ติดต่อกับคนอื่น ๆ  อีกมากมาย  เรื่องราวบางเรื่องเราลืมไป

   ผมลืม . . . 

   . . . ลืมที่จะมองว่า  ความเป็นจริงมันโหดร้ายเสมอ

   ผมไม่ได้มองเป็นอย่างอื่นมากไปกว่า  ทำอย่างไรถึงจะได้สมหวังในสิ่งที่เรารัก  ความคิดมันไม่ได้มองไกลไปถึงว่า . . . เราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร

   ความคิดในการดำรงชีวิต . . .

   . . . มันแปรผกผันไปตามวัย

   วัยเด็ก . . .

   คิดแค่ได้ออกมาเล่นกับเพื่อนสนุกไปวัน ๆ  ทำอะไรตามแบบที่เพื่อนส่วนใหญ่ทำกัน  ยิงนก  ตกปลา  หรืออาจมีเรื่องชกต่อยกัน  พ่อรุ่งเช้าก็มากอดคอกัน  ลืมเรื่องที่บาดหมางกันไปเมื่อวานหมดสิ้น  และไม่มีอะไรที่สุขไปกว่าเมื่อเดินกลับเข้ามาในบ้านมีกับข้าวอร่อย ๆ  ที่แม่ทำรออยู่

   หาก . . .

   . . . วัยรุ่น 

   โตมาอีกหน่อย  หลาย ๆ  อย่างเริ่มโต  อยากมีห้องนอนส่วนตัว  อยากมีมอเตอร์ไซด์เอาไว้ขี่อวดสาว  ตีท่อไอเสียให้เสียงดังเข้าไว้  เพื่อว่าให้ชาวบ้านหันมาสนใจ  และไม่รู้หรอกเสียงที่แผดออกมาแต่ละที  มันกลบเสียงสาปแช่งของชาวบ้านขนาดไหน   คิดอยากมีแฟนเอาไว้อวดเพื่อน ๆ  ว่ากูเองก็หาได้เหมือนกัน

   วัยรุ่นตอนปลายผู้ใหญ่ตอนต้น . . .

   มองถึงวันพรุ่งนี้  จะเรียนอะไรดี  เรียนนิเทศฯ  ตามกระแสดีไหม  หรือเรียนนิติฯ   วาดหวังอนาคตเอาไว้  มองไกลไปถึงขั้นจบออกมาแล้วทำงานที่ไหน  เงินเดือนจะได้เท่าไหร่  อยากไปโน่นอยากมานี่  อยากบ้าน  มีรถ  สารพัดของใช้ที่มันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน

   ฯลฯ    สารพัดของวัยตามที่เราอยากจะมี  อยากจะเป็น

   เพราะผมจะไม่พูดถึงวัยที่มากไปกว่านั้น  ในเมื่อมันยังไม่ใช่เวลาของผม  บางทีผมอาจจะไม่มีเวลาอยู่มากไปจนถึงวัยสุดท้ายบั้นปลายของชีวิตก็เป็นได้  ชีวิตคนเราจะว่าไปแล้ว

   บางคนมองสั้น ๆ   . . .

   และ . . .บางคนมองยาว

   คนมั่งมีจะมอง . . .

   . . . ทำใมมันสั้นนักชีวิตนี้

   หาก . . .

   คนที่ไร้    คำถามที่มีมา ชีวิตกรูยาวไกลจัง




   หลังสงกรานต์ . . .   

   นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของผมกระมัง  ที่ผมต้องมีภาระที่ต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่น  แม้มันจะเป็นภาระในการเริ่มต้นเท่านั้น  แต่ผมยินดี  ผมมีความสุขมาก   ศาลารอรถเหมือนเดิม  แต่ที่ไม่เหมทือนเดิม  วันนี้ผมไม่ต้องคอยมองหันหลังอีกเหมือนทุก ๆ  ครั้งที่ผ่านมา


   ข้าง ๆ  กายผม . . .

   อีกคนกระชับเป้ใบเล็ก ๆ  เข้ากับไหล่  ก่อนเดินตามขึ้นไปบนรถอย่างช้า ๆ  ผมมองมัน  มันหันหลังมองไปตามถนนที่รถค่อย ๆ  เคลื่อนออกมา

   เหมือนที่ผมเคยมองทุกครั้ง . . .

   เมืองค่อย ๆ  เล็กลง  และหายไปเมื่อรถวิ่งผ่านมาหลายโค้ง  สองข้างทางมีแต่ป่า  สลับกับบ้านเรือนของชาวบ้าน เสียงคนขับพูดคุยกับเด็กเก็บสตางค์  สลับกับเสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่ม  ผมนั่งเงียบ ๆ  มองออกไปนอกหน้าต่าง

   ภาพที่เห็นคุ้นเคย . . .

   แต่ว่าวันนี้หัวใจผมเปี่ยมสุข  สุขอย่างที่สุด  อย่างน้อยที่สุดในเวลานี้คนที่นั่งข้าง ๆ ผม  เขาเริ่มก้าวเท้าออกมาแล้ว 

   ผมไม่รู้ . . . ก้าวต่อไป

   เขาอาจหยุด . . .

   . . . และ . . .

   กลับคืนสู่จุดเดิมที่เขาจากมา

   . . . หรือ . . .

   อาจก้าวต่อไปตามที่เขาอยากจะเดิน  ผมก็ไม่อาจจะทราบได้  แต่ผมสัญญาทางใดก็ตามที่จะทำให้เขาถึงฝั่งฝัน  ผมก็จะทำ  แม้มันจะแลกด้วยหยดเลือดและหยาดน้ำตา    ถ้าปลายทางความฝันของมันคือสิ่งที่ดีสำหรับมัน

   ผมยอม . . .

   “ง่วงก็หลับ  กว่าจะถึงเชียงใหม่ ราวสี่ห้าชั่วโมงแน่ะ”

   “ผมรู้น่าพี่อาร์ม  เคยเข้าเมืองเหมือนกัน”

   “อ้าวเหรอ  นึกว่าอยู่แต่ในป่า  เข้าเมืองเป็นกับเขาด้วยเหรอ”  ผมหันไปยิ้มกับมันที่นั่งชิดกันบนเบาะสีเขียวอ่อนเล็ก ๆ  เพียงสองที่นั่ง

   “พูดแล้วจะหาว่าคุย  โค้งแถวนี้ผมหลับตาขับสบาย”

   “ขนาดนั้นเชียว”

   “ว่าไปพี่  โค้งจากปายไปแม่มาลัยผมนับได้หมด”

   “ได้กี่โค้ง”

   “สอง”

   “นับยังไงได้สอง  เกือบพันโค้ง”  ผมเถียงมัน

   “สองจริง ๆ  นับยังไงก็ได้สอง” 

   “นอนเหอะเรา  เมารถแร่ะนั่น  หรือเมาค้างเมื่อคืนว่ะ”

   “ไม่เมา  นับได้สองจริง ๆ  โค้งซ้ายหนึ่งล่ะ  โค้งขวาอีกหนึ่ง”

   ผมหัวเราะ  เอามือขยี้หัวมันเบาๆ  บางมุมของมันก็มีเรื่องที่ผมคาดไม่ถึงเหมือนกัน  มุมขี้เล่นที่นาน ๆ  มันจะงัดเอามาใช้

   ผมไม่รู้ . . .

   เวลาค่อย ๆ  หลอม

   . . . หัวใจ . . .

   ความผูกพัน . . .

   . . .  มันจะรัดแน่น

   ตลอดทางที่เรานั่งรถหวานเย็นเข้ามาในตัวเมืองเชียงใหม่  คนที่มันนอนแอบแนบไหล่ผมมาตลอดทางนั้นคือคนที่ผมรัก เพราะเพียงแค่ออกมาจากปายไม่เกินชั่วโมงมันก็หลับเป็นตาย  ผมได้แต่นั่งเงียบ ๆ  ปล่อยใจลอยไปกับทิวทัศน์สองข้างทาง  ปล่อยให้มันนอนอิงแอบแนบไหล่

   มันหลับเหมือนเด็ก . . .

   บ่อยครั้งที่ผมเอาจมูกไปแตะที่หน้าผากของมันอย่างเผ่วเบา  ราวกับกลัวว่ามันจะบอบช้ำจากรอยจุมพิต . . .

   . . . ผมจูบมันด้วยความรัก . . . 

   ผมรู้ว่าผมรักมัน . . .

   แต่ผมยังกลัว  สิ่งที่ร้าย ๆ  ในร่างกายผม  อย่างที่ผมเล่ามาในตอนแรก ๆ  ว่าผมเป็นคนที่มีนิสัยประหลาดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้  เรื่องที่ผมเองก็มองว่ามันเป็นความผิดปกติหรือเปล่า . . .

   ผมชอบมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น . . . 

   . . . แค่ครั้งเดียว

   และ . . .

   . . . ผมจะเกลียดคน ๆ  นั้นไปเลย

   ข้อนี้ . . . ผมกลัวมาก

   หากว่าในวันนึง . . .

   . . . ผมไปมีอะไรกับโก . . .

   และผมไม่สามารถเอาชนะใจส่วนต่ำของผมได้  ชีวิตของโกมันจะเป็นอย่างไร   ในเมื่อตอนนี้  มันฝากชีวิตเอาไว้กับผม  คนที่ฝากชีวิตไว้กับคนอื่น  เขาย่อมรักและไว้ใจคนอื่นมากทีเดียว  ผมจะลากมันเข้ามาในเมืองเพื่อทำลายอย่างนั้นหรือ

   ผมจะสู้กับอำนาจส่วนต่ำของผมได้หรือปล่าว ?

   รถมาถึงสถานีขนส่งอาเขตเชียงใหม่เอาเมื่อบ่ายแก่ ๆ    ผมแวะบ้าน  โชคดีทีเดียว  ที่พ่อกับแม่แกลงมาจากเชียงราย  แกไป ๆ  มา ๆ  เสมอ  ระหว่างสองจังหวัด  โกเมศวร์ดูจะเป็นที่รักของพ่อกับแม่   เพราะมันเข้ากับทุกคนในบ้านผมได้ง่าย  อาจเพราะว่า  ที่บ้านรู้ว่า โกเป็นหลานของอาเขยผมก็เป็นได้  ผมบอกที่บ้านแค่ว่า  น้องมันไปกรุงเทพฯ ด้วยกัน  มันไปหาที่เรียนต่อ

   พ่อผมดูจะปลื้ม . . .

   พ่อไม่ได้เรียน  แต่พ่อรักที่จะให้โอกาสคนที่เรียนเสมอ

   “ดูแลน้องมันดี ๆ  ล่ะ  เอาน้องไปแล้วอย่าทิ้งเสียกลางทางล่ะ”   เสียงพ่อคล้ายออกคำสั่ง

   “หูยพ่อโต ๆ  กันแล้ว”

   “เราน่ะโตแต่ตัว”  พ่อเอามือมาขยี้หัวผมเบา ๆ

   “อย่างอื่นก็โตนะพ่อ  โตขนาดไม่กล้าแก้ผ้ากระโดดน้ำปิงแล้วละครับ”

   “ทะลึ่ง”  พ่อตบมาบนกบาลผมเบา ๆ 

   ผมมีความสุขนะ  แม้ว่าความเป็นจริงผมจะสนิทกับแม่มากกว่า  แต่สำหรับพ่อ  ระหว่างผมกับพ่อ  เราเหมือนเพื่อนกันมากกว่า  พ่อจะเข้าใจอะไรได้ง่าย  พ่อบอกเสมอ  ไม่มีใครจะทำให้เราได้ดีเท่ากับที่เราทำตัวเราเอง

   หากเราเลือกไปในทางต่ำ . . .

   . . . เราไม่มีวันก้าวไปสูงได้อีก

     ผมจดจำได้ดีคำสั่งสอนของพ่อ  เพราะผมเองก็ยึดเอาคำที่พ่อสอนเอาไว้  เป็นแบบอย่าง  รอบ ๆ  ตัวพ่อ  พ่อมีแต่คนที่รักพ่อ  ทุกคนล้วนแต่จริงใจกับพ่อแทบทั้งสิ้น  เหมือนที่พ่อบอกเสมอ  หากเราไม่ทำร้ายเขา  เขาไม่มีวันทำร้ายเราหรอก

   “อาร์มจำไว้นะลูก  หากเราให้โอกาสคนอื่น  สักวัน  คนอื่นจะให้โอกาสเรา”

   “ทำไมเหรอพ่อ”

   “เพราะทุกคนมีโอกาสไม่เท่ากันไงอาร์ม  อาร์มได้เรียน  อยากมีอะไรก็มี  ตราบเท่าที่อาร์มยังเดินในกรอบที่พ่อกับแม่เห็นว่าอาร์มสมควรจะได้  ตอนนี้อาร์มยังโตไม่พอที่จะมีครอบครัว  อาร์มอาจจะไม่รู้ว่า  ความรัก  ความห่วงหา  มันเป็นอย่างไร  ลองอาร์มมีลูก  หรืออาร์มรักใครสักคน  อาร์มจะรู้  เวลาที่ลูก  หรือคนที่เรารักหายไป  กลับมาไม่ตรงเวลา  เราจะกระวนกระวาย ห่วงหาเขาสารพัด  ไว้อาร์มโตกว่านี้  อาร์มจะเข้าใจในสิ่งที่พ่อพูด”

   “เทศน์อีกแร่ะ  นี่หากบวชสงสัยได้เป็นเจ้าอาวาส” 

   “ถ้าพ่อบวช  ก็คงไม่สึก”

   “โห  ทิ้งลูกว่างั้น” 

   “ไอ้ลูกคนนี้”  พ่อยิ้มส่ายหน้าช้า ๆ  คงเอือมระอาในความเป็นผมกระมัง

   “ผมไม่ยอมให้พ่อบวชแน่ ๆ  ไม่มีวันยอม”

   “บาปนะ  ห้ามคนบวช”

   “ผมยอมบาป  ไม่ยอมให้พ่อบวชหรอก  เพราะขืนพ่อบวช  ผมกับคุณนายอีแก่ที่พ่อชอบเรียกจะอยู่ยังไง้”  ผมขึ้นเสียงสูงในตอนท้าย  เป็นเชิงเหย้ากันเล่นตามประสาพ่อลูกที่นาน ๆ  เจอกันที

   “ระวังเหอะ  คุณนายอีแก่ได้ยินจะโดนทั้งคู่  ฐานนินทาคุณนาย”  พ่อกระซิบเบา ๆ

   ที่แท้ . . . พ่อกลัวเมีย

   “เอาเอาน้องไปเรียน  ดูแลน้องรักน้องให้มาก ๆ  นะอาร์ม”

   ผมมองหน้าพ่อ  พ่อไม่ได้มีทีท่าว่าจะสงสัยอะไร  หรือผมอาจคิดมากไปเองว่าพ่ออาจจะระแคะระคายเรื่องของผมกับโก  พ่อจะสงสัยได้ไง  ในเมื่อผมไม่ได้เป็นกะเทยนี่หว่า

   “ทำไมเหรอพ่อ”

   “กรุงเทพฯ  มันกว้างนะลูก อันตรายนะอาร์ม  เอาน้องไปอยู่  จะทำอะไร  คิดให้มาก ๆ  แบบจะออกมาดีไม่ได้หากพิมพ์มันผิดมันเพี้ยนมาตั้งแต่แรก  อะไรที่ไม่ดีอย่าทำให้น้องเห็น เพราะน้องจะจำ  และทำตาม”

   “หูย  พูดเสียน่ากลัว  รู้งี้ไม่ชวนมันมาเรียนหรอก”

   “พ่อเชื่อว่าอาร์มทำได้  อาร์มจะเป็นพิมพ์ที่ดีได้  พ่อมั่นใจในลูกของพ่อ  อาร์มทำดีแล้วลูก  การให้โอกาสคนอื่นได้เรียน  ถึงเราไม่ได้ช่วยเขาทั้งหมด  แค่เราเป็นแรงกระตุ้นให้เขามีกำลังใจเรียนมันก็ดีอย่างหาที่เปรียบไม่ได้แล้วอาร์ม”  พ่อยิ้ม  แววตาพ่ออบอุ่น

   “ครับพ่อ  อาร์มจะเป็นพิมพ์ที่ดี  อาร์มจะพาน้องไปถึงฝั่ง  แม้มันจะลำบาก  อาร์มจะอดทนครับพ่อ  จะส่งน้องให้ถึงฝั่งพร้อม ๆ  กับที่อาร์มหมดลมหายใจพอดี”

   “ไอ้ลูกคนนี้ . . . ใครเขาพูดเรื่องตายกัน”   พ่อดุทางสายตา

   . . . อาร์มหมดลมหายใจพอดี . . .

   ผมแค่พูดให้พ่อขำ  หากใครจะรู้วันข้างหน้า  คำพูดบางอย่าง  เหมือนลางสังหรณ์  ที่เรารับรู้ได้

   “ยอมตายถวายหัวเลยพ่อ  เพื่อคำสอนของพ่อ”  ผมยิ้ม

   “พ่อเชื่อ  ลูกอาร์มของพ่อทำได้”  พ่อเอามือวางไว้บนบ่าผมเบา ๆ

   แค่ผ่ามือที่วางบนไหล่  ผมรับรู้คล้ายมีอะไรบางอย่างมันถ่ายเทมาจากหัวใจของคนเป็นพ่อ  มันค่อย ๆ  ไหลมาสู่ตัวผม  เหมือนกระแสไฟอ่อน ๆ  มันค่อย ๆ  ไหลมาหยุดที่หัวใจของผม 

   ถึงผมกับพ่อจะไม่ค่อยได้คุยกันมากเท่ากับแม่ . . .

   แต่ . .  .

   คำสอนของพ่อ ผมจดและจำ  กระทำตามเสมอ. . .

   ผมตั้งใจที่จะส่งน้องมันถึงปลายทาง  . . .

   แม้ว่า . . . ระยะก่อนถึงฝั่ง 

   ผมแทบจมน้ำตายเพราะเหนื่อยอ่อน  หรือมีอะไรมากั้นขวาง  ผมจะยังคงตะเกียกตะกายเกาะเรือลำนั้น  ดันให้น้องมันถึงฝั่งอย่างปลอดภัยและสวยงามที่สุด    ผมไม่ยอมตายในสายน้ำเส้นนั้นเด็ดขาด

   ผมจะตายได้อย่างไร . . .

   . . . ในเมื่อน้องมันยังไม่ถึงจุดหมายปลายทาง . . .

   . . .ปลายทาง

   ที่ผมอยากจะเห็นมิใช่หรือ

   แม้ปลายทางเส้นนี้  อาจไม่ใช่แบบที่ผมหวังเอาไว้ 




   สิ่งที่พ่อบอกเอาไว้  ผมจะจดจำ  นำมาเป็นแนวทางในการเดินของชีวิต  คนเรามีโอกาสไม่เท่าเทียมกันทุกคน  หากแต่อยู่ที่ว่าเราได้ยื่นโอกาสนั้นให้ใครไปบ้าง  วันนี้ผมมีโอกาส  และผมก็เผื่อแผ่ไปยังคน ๆ  นึง  คนที่ผมบอกว่า . . .

   . . . มันคือหัวใจของผม . . .


   “แม่พี่อาร์มใจดีจัง  ทำของอร่อยผมกินเสียพุงกางเลย”   มันพูด เอามือลูบท้องไปมา 

   ในขณะที่สมองผมคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย  บนที่นอนหลังใหญ่  ผมนอนหงาย  สายตาทอดยาวไปไกล  ราวกับจะมองให้เห็นสุดขอบของฟากฟ้า

   ขอบฟ้ามีจริงหรือ ?

   บ้านพ่อที่เชียงใหม่เป็นบ้านเรือนไม้แบบล้านนา  ติดริมปิง  ห้องที่ผมนอน  ผมมักหันหัวเตียงชิดหน้าต่าง  กลางคืนเปิดหน้าต่างให้ลมโกรก  ผมชอบนอนแหงนดูดาว  ในคืนที่ฟ้ามืดมิดไร้แสงจันทรา  มีเพียงดาราดารดาษเกลื่อนฟากฟ้า  แสงดาวกระพริบวับวาวราวใครเอาเพชรไปวางกระจัดกระจายเรียงรายบนพื้นนภาสีน้ำเงินเข้ม  ผมชอบมอง

   “แม่ก็แบบนี้ทุกที  ใครมาบ้าน  แม่ทำอย่างกะเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้าน”

   “พี่อาร์มว่าแม่  ผมจะฟ้อง”

   “ไรฟร่ะ  มาไม่ถึงวัน  อยู่ข้างแม่กรูซะแร่ะ  เหมือนไอ้เชี่ยโอ๋เลย  แมร่งรายนั้นมาทีไร  รวมหัวกับแม่แกล้งพี่ทุกที”  ผมนึกถึงอีกคน  หัวใจผมมีความสุข

   “คนไรชื่อแปลก . . . เชี่ยโอ๋”  มันทวนคำ

   ผมยิ้ม . . . ขำมัน  มันใสซื่อ  ขนาดไม่รู้จักคำเรียกขานแบบให้เกียรติยศกันเลยหรือ

   “ไม่ได้ชื่อเชี่ยโอ๋หรอกโก   แต่จะเรียกมันไอ้เหี้ยโอ๋  มันหยาบ  จากไอ้เหี้ยเหลือแค่  ไอ้เชี่ย  เพื่อนพี่เอง  ชื่อโอ๋  มาเที่ยวบ้านพี่ทุกปีแหละ”

   “พี่อาร์มด่าเพื่อนไม่ดีหรอก”

   “ด่าตรงไหน”

   “ไอ้เชี่ยไง”

   “ไม่ได้ด่า”  ผมบอกมัน

   “ก็พี่บอกเอง  ไอ้เชี่ยมาจากไอ้เหี้ย”  มันเถียงขาดใจเหมือนกัน 

   “เอ้า  เพื่อนสนิทกันเนาะ  มีเย้าเล่นกันเป็นธรรมดา  เรียกชื่อเต็มยศไง  แบบหากเราสนิทกันมาก ๆ  เราก็เรียกแบบสนิทกันไง  อย่างแถวบ้านโก  เวลาโกคุยกับชัย  ยังคุย  มึง กู  อยู่ใช่ปล่าว”

   “ใช่ครับ”

   “นั่นแหละ  เหมือนกันไง  เพื่อนสนิทกัน  จะมาเรียก  คุณโอ๋ครับ  กรุณาเอานั่นให้ผมหน่อยได้ไหมครับ  โอ้ยมันไม่ได้ใจ  ต้องแบบไอ้เชี่ย  เอานั่นมาให้กูหน่อยเด่ะ  ประมาณนี้”

   “แม่ผมได้ยิน  โดนตบปากแน่ ๆ  เลยพี่อาร์ม” มันหันมาบอกผม

   “เออ  อย่าว่าแต่แม่โกเลย  แม่พี่เหมือนกัน  ได้ยินพี่พูดหยาบกับพี่โอ๋ทีไร  หันมามองตาเขียวปั๊ด”

   “ดูพี่อาร์มพูดถึงแม่บ่อย  ไม่ค่อยพูดถึงพ่อเลย”

   “ไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่  ส่วนมากสนิทกับแม่มากกว่า”

   “ผมก็สนิทกับแม่  สนิทกว่าพ่อ”  มันลงท้ายคำว่าพ่อ ด้วยเสียงต่ำ ๆ จะว่าน้อยใจก็ใช่  จะฟังดูห่างเหินก็น่าคิด

   “โก . . .”  ผมเรียกในขณะที่สายตาผมมองออกไปในพื้นฟ้าสีน้ำเงินเข้ม ค่อนไปทางดำ  สลับกับแสงเงินยวนของดวงดารา

   “ครับพี่”

   “เวลาไปเรียน  โกต้องปรับตัวนะ  ปรับตัวมากกว่าคนอื่น ๆ รู้มั้ย”  ผมเปลี่ยนเรื่องที่จุคุยกับมัน  เพราะรู้ดีว่า  ระหว่างมันกับพ่อ  ดูจะไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่

   มันรักพ่อมัน . . . ผมรู้

   หากแต่ . . .

   มันไม่สามารถทำอะไรได้  ในเมื่อพ่อ  เลือกที่จะมีคนอื่น  ที่ไม่ใช่แม่  ผมเคยเจอพ่อมันตอนที่ออกไปเดินเล่นกับมัน  แววตามันที่มองพ่อ  มีทั้งอยากเข้าไปใกล้  มีทั้งชิงชัง  ระคนกันไป  ปมในใจที่พ่อมันมีเมียน้อยเย้ยแม่มันคงมีมาก

   เป็นปมใหญ่ในหัวใจของมัน

   . . . ผมเลยเลี่ยงที่จะคุยเรื่องที่เกี่ยวกับพ่อ . . .

   “ทำไมครับพี่”

   “อ้าว  ก็โกหยุดเรียนมาตั้งสองปี  เพื่อนรุ่นเดียวของโกขึ้นมอหกกันหมดแล้ว  ตอนนี้โกเหมือนไปเรียนในหมู่รุ่นน้อง  เราต้องปรับตัวเข้าหาเขา  ไม่ใช่เขาปรับตัวเข้าหาเรา”  ผมตะแคงมองหน้ามัน

   “ครับ”

   “แล้วก็หัดนอนตั้งแต่สี่ห้าทุ่ม  ตื่นเช้า ๆ  ไปเรียน  อยู่บ้านเราจะนอนตอนไหน ไม่มีใครว่าหรอก  แต่การที่โกตัดสินใจไปเรียน  ป้าภาดีใจนะ  แกดีใจมาก  อย่าทำให้แกผิดหวังเหมือนที่ผ่านมา”

   “ผมก็คิดแบบนั้นพี่  ที่ผ่านมา  ผมอาจทำอะไรโดยที่ไม่ได้คิดไว้มาก  แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วล่ะ  อย่างน้อยตอนนี้ผมก็ไม่ใช่ตัวคนเดียวในโลก  ผมยังมีพี่ไง”  มันหันมามองผม

   ผมดีใจนะที่มันนึกถึงผม  แม้สิ่งที่มันนึก  มันอาจไม่ใช่แบบที่ผมต้องการ  แต่มันก็ยังดีกว่าที่มันไม่รู้สึกอะไรกับผมเลยมิใช่หรือ

   “อืม” 

   ผมดึงมันมากอดเอาไว้  ผมสอดแขนเข้าไปแทนหมอน   มันนอนซุกตัวนิ่งในอ้อมกอดของผม หัวใจผมตอนนั้นนะหรือ  มันอิ่มเอม  มีความสุข  ผมไม่เคยรู้สึกว่าหัวใจผมเต้นแรงขนาดนี้มาก่อน  ผมยินดีที่จะเก็บความสุขนี้เอาไว้

   แม้ . . .

   . . . วันข้างหน้าเจ็บเจียนตาย . . .

   ผมจะเอาความสุขที่ผ่านมาปลอบประโลมใจ 

   . . . อย่างน้อยที่สุด . . . 

   ในช่วงชีวิตหนึ่งของผม  ผมยังมีคนที่ผมรัก  ผมยังได้กอดคนที่ผมรัก  ผมรักมันมาก  มากจนผมไม่รู้เหมือนกันว่าตลอดชีวิตนี้ผมจะรักใครได้อีกหรือไม่   

   คืนนั้น . . .

   เป็นคืนที่ผมมีความสุขมากที่สุดในชีวิต

   ผมเชื่อเช่นนั้น  เพราะแม้ว่า

   มันจะผ่านมานานขนาดไหน  ผมยังจำความรู้สึกแรกที่ผมรวบรวมความกล้าไปกอดมันเอาไว้ได้  มันจะอยู่ในความทรงจำของผมไปตลอดชีวิต

   ผมตื่นมาในตอนเช้า  แขนผมเมื่อยไปหมด  มันชาแทบจะขยับไม่ได้  อะไรไม่รู้  มันหนักมันทับผมอยู่  ลมหายใจอุ่น ๆ  นั้นรดที่ต้นคอของผม  ผมตื่นมาพร้อมกับความจริงที่ว่า  คนที่อยู่ในอ้อมกอดผมตอนนี้ 

   ไอ้โก . . . คนที่ผมรัก

   ผมจดปลายจมูกไปที่ไรผมมันเบา ๆ  แค่นี้แหละที่ผมต้องการ  ผมอยากรักมันให้นาน  นานตราบเท่าลมหายใจสุดท้ายของชีวิตผม

   มันงัวเงียมั้ง . . .   

   ผมรีบหลับตา  ไอ้นิสัยเจ้าเล่ห์ผมมันแก้ไม่หาย  มันดิ้นเล็กน้อยราวขออิสรภาพจากอ้อมกอด  แต่ผมกอดกระชับมันเอาไว้  ผมกลัวมันจะไม่ยอมให้ผมกอดมันแบบนี้อีก 

   ถ้านี่คือ . . กอดแรก

    . .  . และ . . .

   หากมันต้องเป็นกอดสุดท้าย

   ผมก็อยากให้เวลาที่มันเป็นอยู่ในตอนนี้หยุดเดิน  ไม่อยากให้อะไรมันเคลื่อนไหวอีก  เพราะในอ้อมกอดผมตอนนี้  เป็นคนที่ผมรัก  และผมจะรักมันไปอีกนานเท่านาน  ให้นานมากเท่าที่จะมากได้

   “พี่อาร์ม  ไม่เมื่อยหรือ”  เสียงมันถาม  กลิ่นปากมันตอนเช้าได้ใจจริง ๆ  แต่ผมไม่รังเกียจนะ  ไม่รังเกียจเลย 

   ยามรัก . . . อะไรก็ดูดี  ไปหมดแหละ

   “กอดอีกหน่อยนะ” 

   ผมหลับตา  ไม่กล้าลืมตามาเจอกับมัน  ผมกลัวว่ามันจะมองผมด้วยสายตาชิงชัง  ผมกลัวถ้าผมต้องเจอกับสายตาที่เปลี่ยนไปจากมัน  การหลับตา  กอดมันนิ่ง ๆ  แบบนี้คือความสุขที่ผมไม่อยากให้มันหลุดออกจากอ้อมกอดผมเลยแม้แต่น้อย

   “หนาวหรือ”

   ผมพยักหน้ารับ  ก่อนซุกหน้าไปที่ซอกคอมัน  มันกอดผมเอาไว้เหมือนกัน  ตอนนี้ผมถ้าผมตายผมคงมีความสุขที่สุดในโลก  เพราะผมได้ตายในขณะที่ผมกอดคนที่ผมรักเอาไว้  และมันก็โอบกอดผมเอาไว้เช่นกัน

   ผมเริ่มคิดเข้าข้างตัวเอง . . .

   . . .  มันน่าจะคิดแบบผมบ้าง

   การคิดเข้าข้างตัวเอง . . .

   . . . นำความทุกข์ใจมาให้เราเสมอ  ผมไม่เคยมองถึงจุดนั้นเลย  ในวันที่ผมได้กอดมันครั้งแรก

   ความรัก . . .

   . . . ทำให้ผมตาบอดสนิท

   “พอเหอะพี่อาร์ม  ผมเมื่อย  กอดมาทั้งคืนแล้ว  เดี๋ยวถ้าอยากอดคืนนี้ผมให้กอดอีก”

   ผมดีใจนะกับสิ่งที่ได้ยิน

   ก่อนที่จะค่อย ๆ  ปล่อยวงแขนของผมที่พันธนาการโกเมศวร์เอาไว้อย่างช้า ๆ  มันไม่ได้รังเกียจผม  ผมยังมีโอกาสได้กอดมันอีก    มันไม่ได้หนีหายไปจากผมนี่หว่า  ผมนอนหลับตานิ่ง  หากหัวใจผมสว่างเป็นที่สุดในเวลานั้น

   เวลาที่เรารักใครสักคน . . .

   เวลาที่เราได้ทำอะไรกับคนที่เรารัก  มันช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุด  เสียดายเหลือเกินที่ช่วงเวลานั้น  ผมไม่เคยนึกที่จะเก็บความทรงจำเหล่านั้นเอาไว้เป็นอักษร

   หาก . . .ผมปล่อยเวลาผ่านมานานเนิ่น

   ความทรงจำเหล่านั้นเริ่มจางหาย . . .

   มีแค่บางห้วงเวลาเท่านั้นที่มันกระจ้างแจ้งในหัวใจ  และมันไม่มีทางลบมันไปได้เลย  ตราบเท่าที่ผมยังมีลมหายใจ  ความทรงจำที่ดีของผม  แม้แต่มันก็มาเอาไปไม่ได้ . . .



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-09-2010 16:47:14 โดย ราชบุตร »

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ nana

  • 아주마 애기 두명 ㅋㅋ
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2759
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +138/-2
 :L1:มีความรักมาให้ :L1:



 :L2: :L2: :L2:

mantdash

  • บุคคลทั่วไป
เศร้าจังเลยครับ แต่ชอบการใช้ภาษาและการดำเนินเรื่องของคุณนะครับ อ่านง่ายดีครับ อ่านได้เรื่อยๆ อิอิ เป็นกำลังใจให้ครับ :oni2:

ออฟไลน์ kdds

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1512
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5
 :m1:มาต่อเเย้ว

ออฟไลน์ naumi

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1089
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +91/-2
ผมจะเอาความสุขที่ผ่านมาปลอบประโลมใจ  อย่างน้อยที่สุด  ในช่วงชีวิตหนึ่งของผม  ผมยังมีคนที่ผมรัก  ผมยังได้กอดคนที่ผมรัก  ผมรักมันมาก  มากจนผมไม่รู้เหมือนกันว่าตลอดชีวิตนี้ผมจะรักใครได้อีกหรือไม่

ชอบประโยคนี้จัง  :กอด1: :L2:

ifwedo

  • บุคคลทั่วไป
เย้ๆมาต่อแย้ว :oni2:

Black Angel

  • บุคคลทั่วไป
 :m15: :m15: :m15:

ขอบคุณครับที่นำเรื่องดี ๆ แบบนี้มาให้ได้อ่าน
น้ำตาอาบแก้มตั้งแต่ตอนแรกเลย
ยิ่งอ่าน ยิ่งเหมือนเป็นกระจกสะท้อนตัวของผมเลยครับ
ทำให้ผมเห็นตัวผมเองเลย ตัวผมเป็นอย่างนี้จริง ๆ ครับ
ผมเคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาด้วยตัวเองเลยครับ
แรก ๆ เจ็บครับ เจ็บมาก เจ็บเจียนตาย แต่สิ่งที่ทำให้ผมอยู่ได้มาจนทุกวันนี้
ความรักครับ รักตัวเอง ความรักจากพ่อแม่ และคนรอบข้างที่รักเราจริง  เป็นยาที่ดีที่สุด

ความเจ็บปวดแรก ๆ แทบกระอักเลือดทีเดียว ครับ แต่เมื่อเราเจ็บไปเรื่อย ๆ
เราก็จะชินกับความเจ็บปวด และจะไม่เจ็บปวด
แต่มันจะชา และมันจะหายไปในที่สุด
**เวลา** เป็นยาอีกชนิดหนึ่งที่รักษาความเจ็บปวดได้ดีมาก
แต่เราต้องอยู่ในโลกความจริง นะครับ อย่าหลอกตัวเอง

ขอเป็นกำลังใจให้ผ่านไปให้ได้นะครับ
ดวงตะวันยังทอแสงอยู่ทุกวัน อยู่ฉันใด
ชีวิตของคนก็เริ่มใหม่ได้ อยูฉันนั้น

อย่ายอมหมดหวังนะครับ คิดซะว่าพรู่งนี้ก็เช้าแล้ว

 :L2: :L2: :L1: :L2: :L2:


ออฟไลน์ IZE

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4601
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +227/-3
อ่านแล้วได้น้ำตาทุกตอนจิงๆๆเลย

sun

  • บุคคลทั่วไป
"ตอนที่ผมโหยหา . . .  มันร้างลา"    :เฮ้อ:   อ่านแล่ะจี๊ด

แล้วตอนนี้ล่ะ เขากลับมา...ยังรู้สึกโหยหาอยู่ลึกๆในใจหรือเปล่า ?      :m13:



กำลังเคลิ้มเศร้าตามอารมณ์เพลงเลยอ่ะ

เจอกลิ่นปากตอนเช้าได้ใจนี่ล่ะ   :m30:  ขำพรืดเลย ฮ่าๆ     :m20:

หมดกัน กะลังซึ้งๆเลย    :a6:

RAJCHABUT

  • บุคคลทั่วไป

ตอนที่  ๖



   เรื่องที่ผมเล่า . . . มันอาจจะไม่น่าสนใจ 

   แต่ . . .

   สำหรับผม  นี่คือส่วนนึงของชีวิตผม 


   คือจุดเปลี่ยนชีวิตของคนสองคน  และอาจหมายถึงอีกหลาย ๆ  คนที่จะตามมาอีก   ผมดีใจนะ  ที่ในความคิดเลว ๆ  ของผม  ผมยังสามารถทำให้อีกคนชีวิตที่ดีขึ้นมากกว่าเดิม  หากผมเลว  เพื่อให้อีกหลาย ๆ  ชีวิตสมหวัง  ผมยอม

   ยอมอย่างไม่มีข้อแม้เสียด้วย

   ผมมองแบบนั้นนะ . . .

   แต่ . . . ผมก็มองอีกด้านเหมือนกัน 

   เหมือนเหรียญไง . . . 

   เหรียญมีสองด้านเสมอ  คนเรานี่แปลก มักมองแค่ด้านที่หงาย  แต่กลับอีกด้าน  ไม่มีใครมอง  ทั้ง ๆ  ที่ความเป็นจริงแล้วอีกมุมที่เราไม่เห็นอาจเป็นมุมที่ใช่สำหรับเราก็ได้

   บางที  ผมอาจทำให้คน ๆ  นึงตายทั้งเป็นไปแล้ว  จะเป็นมุมใดก็ตามแต่  ผมไม่เคยคิดที่จะกลับไปย้อนแก้ไขมันเลย  เพราะผมคิดเสมอว่า  นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผมแล้ว 

   เหมือนที่เคยมีคนบอกผม . . 

   . . . คนเราไม่สามารถย้อนอดีตได้  แต่เราสามารถทำปัจจุบันให้เมือนอดีตได้  ทำอย่างไรนะหรือครับ  เราสามารถทำในสิ่งที่ผ่านมาให้เหมือนเดิม  แค่เราทำแบบที่ผ่านมา  นั่นก็เท่ากับเราย้อนอดีตไปแล้ว

   ผมอยากเหมือนเดิมหรือ?

   ในเมื่อที่ผ่านมา . . .  ผมได้รอยยิ้มจากโก . . 

   . . . ผมเห็นมันหัวเราะ

   ผมได้เช็ดน้ำตา . . .

   ช่วงเวลานั้น  ช่วงเวลาที่คนสองคนเรียกรวมกันว่า . . .

   . . . เรา

   เป็นช่วงเวลาดี ๆ   ที่ผมคิดว่า  มันไม่สามารถที่จะลืมได้เลยในตลอดชีวิตนี้  ถึงแม้ว่า  ผมจะมีความทรงจำใหม่ ๆ  เข้ามา 

   แต่ . . .

   ผมรับรอง  ว่าในช่วงเวลาที่ผมอยู่กับโก  มันจะอยู่กับผมไปจนตราบลมหายใจสุดท้าย เพราะนั่นคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตที่ผมเคยมี  และผมไม่คิดว่า  ช่วงเวลาที่ดีมันจะเดินเข้ามาหาผมอีกเป็นครั้งที่สอง

   เพราะ . . .

   . . . ผมไม่มีหัวใจเหลือไว้ให้ใครอีกแล้ว . . .

   ผมยินดีที่จะกอดเก็บความรักและความทรงจำที่ผมมีไปจนผมตาย  แม้ใครจะว่าเป็นความคิดที่โง่งี่เง่า แต่หากเราไม่รู้จักคุณค่าของความรัก  ของคนที่เรารัก  เรายังจะเรียกตัวเราเองว่าอะไรหรือครับ. . .




   ตื่นมาตอนเช้าผมอายมันแทบแย่  กลัวไปสารพัด  ไม่กล้าที่จะมองหน้ามัน  อาจเพราะเมื่อคืน  ผมกอดมันเอาไว้ทั้งคืน  เป็นคืนที่ผมมีความสุขมากจนแทบสำลักออกมาทีเดียว  ผมไม่เคยรู้สึกดีแบบนั้นมาก่อนเลย  ไม่ว่าจะมีอะไรกับใครมามากมายก็ตามแต่


   อ้อมกอด

   ที่ผมกอดมันเอาไว้  และบางครั้งที่มันเองก็กอดผมเอาไว้เฉกเช่นทีร่ผมทำกับมัน    ผมสัมผัสได้ถึงความรักที่อบอวลรอบ ๆ  ตัว   ความรักที่ผมเองก็ไม่รู้ว่ามันจะใช่  หรือจริงแท้แน่นอนขนาดไหน  แต่ผมยินดีที่จะรัก

   เพราะ . . . ผมให้หัวใจไปกับโกเมศวร์เรียบร้อยแล้ว
   
ตอนบ่ายวันนั้นพ่อขับรถมาส่งที่สนามบิน . .

   โกเมศวร์ทำหน้าแปลก ๆ  เพราะแทนที่จะไปส่งที่สถานีขนส่ง  ผมนั่งเฉย ๆ ไม่ได้พูดอะไรจนกระทั่งเมื่อเราเข้าไปในอาคารสนามบินเพื่อรับตั๋วขึ้นเครื่อง  ผมส่งตั๋วเดินทางให้มัน  ผมอยากให้รู้  มีอะไรมากมายที่เราต้องเรียนรู้

   แม้แค่ . . .

   การไปรับบอร์ดดิ้งพาร์ส  ก็ต้องเรียนรู้

   “เอาไปที่เคาน์เตอร์ตรงโน้นนะ แล้วบอกเขาว่าขอติดหน้าต่าง”  ผมส่งตั๋วเดินทางให้โกเมศวร์ 

   ไฟลท์นี้เครื่องลำใหญ่  มีแถวกลาง  ผมไม่ชอบนั่งกลาง  ผมชอบมองนอกหน้าต่าง  เมฆขาว ๆ  ลอยสวย    ผมชอบมองเพราะรู้สึกว่าตัวเองเหมือนนก  บินได้  ท่ามกลางเมฆที่ลอยล่อง  ผมรชอบมองดูขอบฟ้า  เพราะรู้สึกว่าเรามีอิสระ

   มันรับไปแบบงง ๆ  แต่ก็เดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์

   “เอาน้องไปแล้ว  ดูแลดี ๆ ล่ะ  อย่าทะเลาะกันล่ะ”    พ่อบอกผม  เพราะคงรู้ไอ้นิสัยของผมกระมัง

   ผมพวกใจร้อน . . .

   . . . เอาแต่ใจ . . .  งี่เง่า  ไร้สาระ   

   ลูกคนเดียวนี่หว่า  มันน่าจะเป็นเรื่องปกติสำหรับลูกคนเดียวแบบหลาย ๆ คน  แต่ที่พ่อไม่รู้ . . . ผมอ่อนแอ

   อาจเพราะในเวลาที่อ่อนแอ  ผมมักจะซ่อนมันเอาไว้  ไม่ยอมให้ใครได้เห็นเด็ดขาด  ผมรู้สึกว่า  ผู้ชายไม่ควรเสียน้ำตาให้คนอื่นเห็น    เราควรเก็บน้ำตาเอาไว้ยามเราอ่อนล้าจริง ๆ 

   “คร๊าบบบบบบ    ไม่ต้องห่วงนะพ่อ  จะดูแลมันเหมือนลูกชายคนนึงเลยครับ  เอว่าแต่ต้องอาบน้ำปะแป้งให้มันด้วยป่าวพ่อ”  ผมยิ้มกวน ๆ

   “ไอ้ลูกคนนี้  แบบนี้ไง  พ่อถึงห่วง”

   “น่าพ่อ  ลูกพ่อไม่ทำให้พ่อผิดหวังหรอกน่าเชื่อใจดิ๊”

   “อืม  ให้ได้ดังปากพูดเหอะ  ดูแลน้อง  ดูแลตัวเองล่ะ”

   “พ่อก็เหมือนกันดูแลตัวเองนะครับ”

   “ตังค์ไม่พอก็โทรบอกมา  แม่ให้ไปเท่าไหร่”

   “ซาวพัน”

   “พอหรือ  ค่าเทอมเท่าไหร่”

   “เกือบซาว  พอ ครับพ่อ  ไม่เอา”  ผมปฏิเสธ  เมื่อพ่อล้วงกระเป๋าตังค์ออกมา  ผมรู้  แม้ผมไม่ค่อยได้คุยกับพ่อ  แต่พ่อไม่เคยปล่อยให้ผมอด ๆ  อยาก  ๆ

   “เอาไปไว้ใช้เหอะ”  พ่อพยายามยัดให้  แต่ผมปฏิเสธเสียงแข็ง

   “อูยเยอะแยะ  อาให้มาสิบ  แล้วยังให้ทุกเดือนอีก  เพราะต้องช่วยงานแกที่ออฟฟิศกรุงเทพฯ  พ่อเก็บเอาไว้เหอะ”

   “ก็เก็บไว้ให้เรานี่แหละ  จะให้ใคร”   พ่อยิ้ม

   “อ้าว  นึกว่าแอบซ่อนลูกเมียน้อยเอาไว้”    ผมยิ้ม

   “ไอ้นี่  พ่อขยี้หัวผม  ก่อนดึงมากอดไว้หลวม ๆ”

   แม้ผมกับพ่อจะไม่ค่อยพูดกันเท่าไหร่  แต่เวลาที่ผมยั่วพ่อเล่น ๆ  พ่อจะยิ้มเสมอ 

   โกเมศวร์กลับมา  มันมองพ่อที่กอดผมเอาไว้  แววตามันหมอง  ผมรู้ดี  มันเองก็โหยหาอ้อมกอดจากพ่อมันเหมือนกัน

   ผมค่อย ๆ  แกะตัวออกจากพ่ออย่างช้า ๆ

   “ไปแล้วนะพ่อ  บอกแม่ด้วย งอนแล้ว  ไม่มาส่งลูก”    ผมยอกมือไหว้  พ่อ  โกเมศวร์ไหว้ตาม  ก่อนที่ผมจะเดินเข้าไปรอที่ห้องผู้โดยสารขาออก

   “โกทางนี้”   ผมบอกเมื่อมันจะเดินไปรอที่ม้านั่งที่ผู้คนมากมาย

   มันทำหน้างงเมื่อผมชี้ไปที่ห้องรับรองพิเศษ  แต่มันก็เดินตามผมเข้าไปอย่างว่าง่าย  ที่นั่นมีขนมไว้รับรองผู้โดยสาร  ผมเดินไปหาที่นั่งที่ยังว่างมากมาย  ก่อนเดินหาของกินใส่ท้อง

   “ทำไมเราเข้ามาในนี้อ่ะพี่”  มันถามแบบ

   “ก็ห้องพิเศษไง  เห็นตั๋วของเรามั้ย”  ผมชี้ไปที่ตั๋วขึ้นเครื่อง

   “ทำไมเหรอ  แล้วทำไมคนที่นั่งข้างนอกเขาไม่มานั่งกินแบบเราล่ะพี่อาร์ม”   มันเหลือบมอง

   “ห้องนี้สำหรับชั้นที่นั่งบิ้วสิเนสกับบัตรรอยัลออร์คิดสมาชิกของทีจีเท่านั้น”    ผมยิ้ม  มันคงไร้เดียวสา   “อย่าบอกว่าขึ้นเครื่องครั้งแรก” 

   มันพยักหน้ารับ   “แพงพี่  เสียดายตังค์”

   ผมดีใจนะ . . . 

   เพราะนี่ก็คือความตั้งใจอย่างนึงของผม  อะไรก็ตามที่มันไม่เคยทำ  มันไม่เคยมี  ผมจะหามาให้มัน  ผมอยากให้มันมีอะไรดี ๆ กว่าที่เคยผ่านมา  ผมอยากเห็นมันมีอนาคตที่ดีกว่าสังคมที่มันจากมา

   “รู้ว่าแพง  พี่ไม่ได้ให้โกมองว่าเราใช้เงินฟุ่มเฟือย  แต่พี่อยากให้โกรู้ว่า  หากวันนึงข้างหน้า  โกต้องทำงาน  ติดต่อธุรกิจ   นี่คือทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการความรวดเร็ว  เงินซื้อเวลาได้นะ  แต่สำหรับบางเรื่องเท่านั้น”    ผมยิ้ม  ก่อนเอาขนมเข้าปาก

   “แต่ตอนนี้เรายังไม่ถึงจุดนั้นนี่พี่อาร์ม”

   “เราเริ่มต้นเดินแล้วโก  ถ้าโกเดินไปข้างหน้า  โกต้องมองเป้าหมายว่าเราจะต้องทำอะไรบ้าง  พี่ไม่อยากให้โกเรียนไปวัน ๆ  แต่พี่อยากให้โกตั้งเป้าเอาไว้  ว่าโกอยากจะเป็นอะไร  แล้วโกก็เดินไปให้ถึงจุดที่โกอยากจะเป็น”  ผมหยุดมองหน้า  เห็นมันตั้งหน้าตั้งตาฟัง

   “คนเราต้องมีความฝันนะโก  แล้วเราต้องรู้จักวางแผนที่จะเดินไปให้ถึงจุดที่เราฝัน  บางทีแผนที่เราวางมันอาจจะไม่ใช่  เราก็ต้องมีแผนสำรอง  กรุงเทพฯ  มันไม่ได้เหมือนที่บ้าน  ไม่เหมือนที่โกจากมา  หลากหลายอย่างในกรุงเทพฯ  มันมีแต่การแย่งกัน  แย่งขึ้นรถเมล์  แย่งกันกิน  ไว้วันหยุดเสาร์อาทิตย์พี่จะพาโกไปห้าง  แล้วโกจะเห็นเอง คนที่ต่อแถวเพื่อรอซื้อของกิน  ไม่มีอะไรที่คนกรุงเทพฯ  ไม่แย่งกันเลยนะโก”

   “มันแย่ขนาดนั้น  แล้วทำไมคนถึงอยากไปอยู่กรุงเทพฯ”

   “ก็เพราะว่ากรุงเทพฯ  คือศูนย์รวมของประเทศเราไง  เป็นศูนย์กลางการศึกษา  การเงิน    โอ้ยอีกมากมาย  ไว้โกค่อย ๆ  ดูเอาเองแล้วกัน  พี่แค่บอกให้โกรู้  ที่โกจะไป  มันแตกต่างกันเหลือเกินกับที่ที่โกจากมา”

   “ทำไมพี่อาร์มเก่งจัง”  แววตามันชื่นชมผม

   “ไม่มีใครเก่งหรอกโก  ทุกคนรู้ได้เพราะการเรียน”  ผมวกกลับมาเรื่องเดิม  เรื่องที่ผมจะฝังไว้ในหัวของมัน ว่าไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าการเรียน  การเรียนไม่มีวันหมดอายุ  เราเรียนได้จากทุก ๆ  ที่  จากรอบ ๆ  ตัวของเรา

   “อีกแหล่ะ การเรียนอีกแหล่ะ”

   “แล้วมันใช่มั้ยล่ะโก  เราเกิดมา  ไม่รู้อะไรสักอย่าง  เราเริ่มเรียนครั้งแรก  โดยการเลียนแบบพ่อ  แม่  หรือคนที่เลี้ยงเรา  พอเริ่มโต  เราเข้าโรงเรียน  เราก็ต้องเรียนอีก    เราเรียนไปจนตลอดชีวิตเราแหละโก”

   “พี่เลยคิดว่าผมต้องเรียน”

   “ถูก . . .”     ผมมองหน้าโก     

   “แต่ไม่ใช่โกเท่านั้นที่ต้องเรียน  ทุกคนต้องเรียนทั้งนั้น  แล้วแต่ว่าจะเรียนที่บ้าน  เรียนรู้ทางสังคม  หรือจะเรียนทางโรงเรียน  มหาวิทยาลัย  แต่สุดท้ายแล้ว  เราก็ต้องเรียนทางมหาวิทยาลัย  เพราะสังคมยอมรับกระดาษใบเดียวที่เรียกว่า . . . ปริญญา”

   ผมอาจมองอะไรที่โต . . . โตเกินกว่าวัยแบบโกจะเข้าใจ

   แต่ . . .

   อีกปีเดียวผมก็จะโบยบินเองแล้ว  ผมต้องทำงาน  หาเงินใช้  ผมต้องเตรียมตัวเอาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ    เวลาแค่ปีเดียวันรวดเร็วนัก  มันเร็วจนบางครั้งเราเองยังไม่ได้ทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันเลย

   หาก . . .  ตอนเรียนแบมือขอเงินพ่อ  แต่ละเดือนเกือบหมื่น

   จบปริญญาตรี . . . เริ่มแค่หมื่นต้น ๆ 

   ตอนเรียนแทบตาย . . .

   จบมา  หนักยิ่งกว่า  การหางานทำ  การเอาชีวิตรอดในเมืองใหญ่  มันลำบากหนักหนาสาหัสมากกว่าตอนเรียนหลายร้อยเท่านัก

   ผมค่อย ๆ  ปลูกต้นไม้ของผมอย่างช้า ๆ   ปลูกความคิดที่ผมคิดลงไปในสมองของโก  ผมจะต้องดูแลรักษาต้นไม้ที่ผมปลูกเอาไว้  ผมไม่เคยคิดนะว่าผมจะต้องเก็บเกี่ยวผลจากต้นไม้ที่ผมปลูก  แค่ผมอยากเห็นการเจริญเติบโตของต้นไม้ที่ผมปลูก

   ผมชอบความพลิ้วไหวตามแรงลมของสีเขียวไล่เฉดสี . . .

   ต้นไม้ให้ร่มเงาแก่สรรพสิ่งมีชีวิตบนโลกเสมอ  ถึงผมอยากให้โกมาอยู่ใกล้ ๆ  ผม  แต่ผมไม่เคยคิดที่จะรั้งโกเอาไว้กับผมไปจนตาย 

   ผมเชื่อว่าคนเรามีภาระหน้าที่แตกต่างกันออกไป . . .



   อีกฝั่งของถนนรถติดยาวเพราะเป็นเวลาเลิกงาน    บางคันพยายามที่จะแทรกไปตามช่องที่พอจะว่าง  ผมนั่งนิ่ง ๆ  มองภาพที่เห็นด้วยความเคยชิน  เพียงไม่นานรถก็มาจอดหน้ามหาวิทยาลัย  ผมจ่ายค่ารถ  ก่อนลงมายืนริมถนน


   “แวะเข้ามหา’ลัยก่อนโก  เดี๋ยวค่อยออกไปหาอะไรกิน”  ผมบอกกับมัน

   “แล้วแต่พี่อาร์มสิ”

   “ไป  ได้เวลาเดินข้ามจังหวัดแล้ว  พี่นี่ลำบากนะโว้ย  มาเรียนกรุงเทพฯ  ต้องเดินข้ามจังหวัดมาสามปีแล้ว”  ผมบอกมัน  ก่อนเดินไปที่สะพานลอย

   “อย่ามาตลกพี่อาร์ม  ข้ามถนนแค่นี้  ข้ามจังหวัดเลยเหรอ”

   “จริง ๆ  นะ  ไม่ได้โกหก”

   “จังหวัดอะไรพี่อาร์ม”

   “นี่ไง  ฝั่งนี้นนทบุรี  ส่วนมหาวิทยาลัยที่ฝั่งถนนโน่นกรุงเทพฯ”  ผมยิ้มกับมัน  ก่อนเดินข้ามสะพานลอยที่ข้ามทั้งถนนทั้งคลอง

   . . . มหาวิทยาลัยริมคลองประปา . . .

   “มีคลองด้วยเหรอพี่อาร์ม  ทำไมน้ำแดงไม่เหมือนบ้านเราเลย  แถมยังก่อผนังอีก  แบบนี้ก็เล่นน้ำไม่ได้สิ”  มันชี้ไปที่คลองด้านล่าง

   “เล่นดิโดนจับ”

   “ทำไมอ่ะ”

   “นี่อ่ะ  เขาเรียก  คลองประปา  เป็นคลองส่งน้ำดิบมาผลิตเป็นน้ำประปาไง  เขาไม่ให้คนลงเล่นหรอก”  ผมยิ้มให้มัน

   บางอย่างคนเมืองหลวงเห็นเป็นภาพที่ชาชิน 

   แต่ . . . สำหรับคนต่างจังหวัด  มันคือภาพที่ไม่คุ้นเคย

   “มีเซเว่นหน้ามหา’ลัยด้วยพี่อาร์ม”  มันชี้ไปที่ร้านสะดวกซื้อ

   “ทำไมเหรอ”

   “ก็แสดงว่าที่นี่เจริญแล้ว”

   “ทำไมว่ะ”    ผมยิ้ม

   “อ้าวพี่  แถวบ้านนะ  ตอนเซเว่นฯ ไปเปิดครั้งแรก  คนตื่นเต้นกันใหญ่ เพราะส่วนมากเขาจะชินกับร้านชำข้างบ้านไง  อยากได้อะไรต้องบอก  พ่อค้าจะหยิบไง พอเซเว่นฯ เปิด  คนเห่อกันใหญ่  เพราะอยากได้อะไรไปหยิบเอง  แถมมีแอร์เย็นเหมือนหน้าหนาว  คนตื่นเต้นกันทั้งอำเภอ”  เสียงมันเล่ามีความสุข

   แค่เซเว่นฯ  ร้านค้าที่ผมเคยชินมันเป็นเรื่องเล็ก ๆ  ที่ผมไม่เคยใส่ใจเสียด้วยซ้ำ

   “พูดไปโน่น”

   “จริง ๆ  นะพี่  มียายแก่ ๆ  แกถอดรองเท้าก่อนเข้าเซเว่นฯ ด้วย  พนักงานบอก  ไม่ต้องถอดก็ได้  แกบอกไม่ได้หรอก  มันสกปรก  เดี๋ยวพื้นสวย ๆ  เลอะ  ผมยังขำไม่หายเลย”

   “ขนาดนั้นเลยหรือ”

   “อืม  ยิ่งสเลอร์ปี้นะพี่  ผมกดเต็มแก้ว  เดินกินรอบ ๆ  ร้าน  แล้วมากดใหม่  ถึงมาจ่ายตังค์  สนุกดีออก”

   ผมยิ้ม . . .

   เรื่องบางอย่าง วิถีชีวิตของมันกับผมอาจจะแตกต่างกัน  ภาพที่มันเติบโตมา  เป็นแบบที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสา    ยังอยู่กับสังคมที่มีน้ำใจแบ่งปันรอยยิ้มให้แก่กัน เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนไทยโดยแท้

   ส่วน . . . ภาพที่ชินตาสำหรับผม

   ใบหน้าที่เหมือนซ่อนทุกข์  ซ่อนโศก  ของผู้คนในเมืองหลวง   หารอยยิ้มยากเต็มที  เมืองที่เจริญอย่างรวดเร็วทางวัตถุ 

   แต่ . . . ไร้สำนึกทางจิตใจ

   “ไอ้ห่าอาร์ม  มาทำไรว่ะ” 

   ผมหันไปตามเสียงเรียกเต็มยศ  ไอ้คนที่กล้าเรียกผมแบบนี้ในมหาวิทยาลัยมีคนเดียวล่ะครับ  ผมยกมือไหว้พระสิทธิธาดาที่ศาล  ก่อนเดินไปนั่งที่โต๊ะซุ้มไผ่

   “คิดถึงมึงไงไอ้เหี้ยเลยมาหา”  ผมยิ้ม  ก่อนนั่งลงใกล้ ๆ  มัน

   “มึงนะมึง  บอกให้ไปพีพี ไม่ไป  สวยชิบหายเลย  อยากไปอีก”

   “เออ  ถ้าสวยแล้วชิบหาย  กูไม่อยากไปแร่ะ  . . . นี่น้องกู  ชื่อโกเมศวร์เพิ่งมาจากปาย”  ผมหันไปแนะนำให้มันรู้จักกับเพื่อนรักของผม

   “หวัดดีครับพี่เชี่ยโอ๋”  มันยกมือไหว้

   “เฮ้ย  ชื่อเอกรัฐครับ  ชื่อโอ๋เฉย ๆ  ไม่ใช่เชี่ยโอ๋”  ไอ้โอ๋มองหน้ามัน 

   หากมันตีหน้าตาย  ไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ  ออกมา  ผมงี้แทบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ เมื่อเห็นไอ้เพื่อนรักของผม  ทำหน้าแบบหมาเจอปลากระป๋อง

   “อ้าวผมไม่รู้เห็นเวลาพี่อาร์มเล่าเรื่องพี่ทีไร  เรียกไอ้เชี่ยโอ๋  เชี่ยโอ๋  ผมเลยนึกว่าพี่ชื่อเชี่ยโอ๋  ขอโทษนะครับพี่”

   “ไอ้ห่าอาร์ม . . .”  คราวนี้มันหันมาทำตาเขียวปั๊ด

   “โก  ไม่ต้องบอกกับมันหมดก็ได้”  ผมหันไปบอกมัน

   “แหม  น้องมึงนี่โดนใจกูจริง ๆ  บ้านอยู่ปายเหรอน้อง  พี่ยังไม่เคยไปเลย  ไปแค่เชียงใหม่บ้านไอ้อาร์มมัน แต่อาร์มมันลูกคนเดียวนี่หว่า”  โอ๋ตบไหล่โกเบา ๆ  ก่อนหันมาตั้งคำถามด้วยสายตากับผม

   “ลูกของป้า  พี่สาวอาเขยกู”

   “อ๋อ  ญาติฝั่งโน้น”  มันพยักหน้ารับรู้

   “มาเที่ยวหรือ”

   “ครับพี่  ว่าจะหาที่เรียนต่อด้วยครับ” 

   “เหรอ  ดี ๆ  มาอยู่กรุงเทพฯ  ก็ดี    มีอะไรให้พี่ช่วยบอก  น้องไอ้อาร์มก็เหมือนน้องพี่  ว่าแต่มึงเข้ามามหา’ลัยทำไมนี่  ไม่มีเรียนซัมเมอร์นี่หว่า”

   “กะมาหามึง”

   “ทำไมว่ะ”

   “คิดถึงไง”

   “สัส  ปากดี    แมร่งหายไป  ไม่เคยโทรมา  แล้วมือถือที่พ่อมรึงซื้อให้ โปรฯ  สามหมื่นต่อเดือนจ่ายสองพันอ่ะ  เก็บไว้ทำเชี่ยไร”  มันอวยพรอีกตามเคย

   “ปายไม่มีสัญญาณว่ะ”

   “อย่ามาอำกู  จริงเหรอโก  ที่ปายไม่มีสัญญาณเลยเหรอ”  มันหันไปถาม

   “ไม่มีพี่”

   “ช่วยกันอำหรือเปล่า”

   “จริง ๆ  พี่  เห็นเขาพูด ๆ กันน่าจะปลายปีนะครับ”

   “มึงลงเรียนกับป้า ๆ  ลุง ๆ ภาคค่ำเหรอ  เลิกกี่ทุ่ม”

   “เออดิ  แม่งวิชานี้ไม่เปิดกลางวันอ่ะซวยเลย  ว่าแต่มึงกินไรยัง”

   “รอมึงเลิกเรียนก่อนก็ได้”

   “ไม่ต้องรอแล้ว  ไปกันเลย”  มันลุกยืน  ก่อนดึงผมให้ยืนตาม

   “เฮ้ย  ไอ้เชี่ย  ไม่ดีมั้งโดดเรียน”

   “มือชั้นกูแล้ว  โดด ๆ  เล่น ๆ  จบน่า  มึงจำไม่ได้เหรอ  ที่รุ่นพี่บอก  เรียน ๆ  ไปเหอะที่นี่  โง่กว่าควายยังจบเลย” 

   “ไอ้สาสสสสสสสส  แล้วคนที่บอกมรึงจบยัง”

   “จบกับเหี้ยไร  โดนไทน์ตอนปีแปด”  มันยิ้ม

   “พี่โอ๋ตลกดีจัง  จะโดดเรียนจริง ๆ  หรือพี่”    ไอ้โกยิ้มตาม  เมื่อเจอเพื่อนรักของผมเข้า  ไอ้ห่านี่เรื่องทำให้คนอื่นยิ้มได้นี่  งานถนัดของมัน

   “โดดโลดโก  น้องโกมาทั้งที  พี่ยอมโดดเรียน  ไปหาไรกินกันเดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง”  มันไม่รอคำตอบ  เอามือคล้องหมับเข้าที่คอไอ้โก  ก่อนพาเดินกลับออกมาทางหน้ามหาวิทยาลัย

   ผมยิ้ม . . . เดินตามมันสองคนออกมาติด ๆ

   


   การลงมากรุงเทพฯ  ครั้งนี้  ได้ผลอย่างที่หัวใจของผมแอบวาดหวังเอาไว้  โกได้ที่เรียนเรียบร้อย  ผมกลับไปที่ปายอีกครั้งหลังจากมาอยู่กรุงเทพฯ  ร่วมสัปดาห์ พร้อม ๆ  กับโกเมศวร์ . . . เมฆหมอกของความยามลำบากเริ่มเข้ามาในชีวิต  ในเมื่อฤดูนั้นไม่ใช่ฤดูการท่องเที่ยวของคนที่นั่น


   เงิน . . . ฝืดเคือง

   ผมมองอยู่เงียบ ๆ  และรู้ดี  ป้านภาแกกลุ้มใจเรื่องนี้ อย่างน้อยที่สุดอีกแค่ไม่ถึงเดือน  แกต้องมีเงินสักก้อนเพื่อให้ลูกชายแก . . .

   ผมไม่รู้เหมือนกัน  ว่าหากผมรู้อนาคตล่วงหน้า  ผมจะยังทำเช่นนั้นอีกหรือไม ?

   บางที . . .

   ผมอยากมีมือที่มองไม่เห็น  มือสักมือที่จะยื่นเข้าไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ผมจะทำอย่างไรดีกับปัญหานี้  แทบมองไม่เห็นทางเลยด้วยซ้ำ  ผมได้พยายามนึกหาหนทาง  เหมือนที่เคยมีคนบอกเอาไว้ว่า

   . . . ปัญหามีไว้แก้  ไม่ได้มีไว้หนี . . .

   “ว่าไงว่ะมึงไอ้หอก   แม่งโผล่มาอาทิตย์เดียวหายหัวไปเข้าป่าไปอีกนะมึง”    เสียงแรกที่ผมได้ยินมาตามสาย

   “อ้าว  ไม่ต้องซัมเมอร์นี่ครับ  จะอยู่กรุงเทพฯ  หาหอกอะไรว่ะ เบื่อป่าคอนกรีตว่ะ  เลยมาอยู่ป่าเดียวกัน”

   มันหอกมา . . .ผมก็หอกกลับ

   กลัวไปใย มีหอกเหมือนที่มันมี  แม้การใช้งานอาจจะต่างกัน  แต่ก็มีเหมือนกันล่ะว้า !

   “สัสสสสสสสสสส  สมพรปากเหอะมึง  ให้สมหวังอย่างที่มุ่งมาตรปรารถนาและตั้งใจเอาไว้เทอญ”

   “ไอ้เลว  เล่นนิดเล่นหน่อย  อวยพรกูอีก  ไมเหรอ  เกิดเสียดายกูมาล่ะดิ๊”  ผมยิ้มที่ได้ยั่วมันเล่น  การได้ยั่วมันนี่คือความสุขอย่างนึงของผม 

   “เสียดายมากกกกกกกกกกกกกกก  เสียดายจนอดห้ามใจไม่ไหวแล้วเพื่อนเอ้ย”

   “อดใจไม่ไหวก็มาหากูดิ๊   คนเรานะโว้ยหากรู้ว่าหัวใจตัวเองอยู่ที่ไหน  มันต้องเอาร่างกายตามหาหัวใจ  ไม่ใช่ดีแต่ปากแบบที่มึงกำลังเห่า”

   “ไม่ใช่หมา  ไอ้หอกหัก แล้วไม่ต้องมาหวานกับกูมาก  ไอ้ห่า  เพื่อน ๆ  ทั้งคณะมันเข้าใจกันว่ามึงกะกูเป็นคู่ตูดหมดแล้ว”

   “หอกยังดีอยู่ ไม่หัก  ส่วนใครจะมองไงกูไม่สนหรอก  ตราบใดที่กูยังไม่ขอมันแดก”

   “จ๊ะพ่อ”

   “หรือมึงสนคำพูดพวกนั้น”

   “ฝันไปเหอะ  หาได้มากระทบใจกูไม่  กูจะสนทำไมคำพูดคนอื่น  เพราะหากกูจะสนหรือแคร์ความรู้สึก  กูคงแคร์ความรู้สึกมึงมากกว่าคำพูดไร้สาระของคนพวกนั้น”

   โห . . . เพื่อนผมครับ   

   ทั้งลูกด่า  ลูกหยอด  มันโดดเด่นไม่เป็นรองใคร  ทั้งมันและผมผ่านการรองรับจากสมาคมคนปากหมาแห่งประเทศไทย  เวลาที่ตั้งประเด็นกันขึ้นมา รับรองไม่ค่อยมีใครจะยอมลงให้กันก่อนหรอกครับ ถึงจะเถียงกันทะเลาะกันแทบเป็นแทบตายอย่างไร  ก็รักกันดีครับ  ใครหน้าไหนอย่าได้แหยมมาตอนที่ผมสองคนกำลังจะกินเลือดกินเนื้อกันนะครับ

   เพราะ . . .

   ทั้งผมและมันจะเปลี่ยนเป้าหมายไปกินเลือดคนที่เสนอหน้าเข้ามาทันที . . .

   “ซึ้งมากเพื่อน ไอ้หอกไม่หัก”

   “แต่กูขอแช่งให้มึงหัก  ว่าแต่มึงอ่ะ  ตอนนี้อยู่เชียงใหม่หรือเชียงรายว่ะ”

   “สัสแช่งกู  เดี๊ยะตบด้วยจมูกแม่งเลย  ตอนนี้กูอยู่ปาย”

   “ห๊า  ที่ไหนนะ”

   สมัยนั้น น้อยคนครับที่จะรู้จักเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้  เมืองที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา  เมืองที่มีแต่น้ำใจของผู้คน  เมืองที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

   “ปาย  แม่ฮ่องสอน  อยากมามั้ยล่ะมึง  สวยนะโว้ย  สาว ๆ  ที่นี่  งามแต้ ๆ  ตอนเช้าก่อนพระอาทิตย์จะส่องสว่างโร่  หมอกบาง ๆ  ลอยเต็มเมืองเลย  ออกไปเดินแล่นริมน้ำปายยามหน้าแล้ง  น้ำแห้งมีสันทรายตามธรรมชาติ  แล้วบ่าย ๆ ไปเที่ยวแกรนค์แคนปาย  เหมือนแกรนด์แคนยอนเลยนะมึง  ใกล้ ๆ  กันก็ปางอุ๋ง  สวิสฯ  เมืองไทยอากาศเย็นทั้งปี  ส่วนที่ปายกลางคืนสุดยอดเลยอากาศเย็น ๆ  ลมพัดเบา ๆ  นั่งละเลียดเบียร์วุ้น โอ้ย  สวรรค์บนดินดี ๆ  นี่เองเพื่อนร๊ากกกกก”

   “อ๋อ  นึกออกแล้ว  บ้านไอ้น้องชายมึงอ่ะนะ  ไอ้เหี้ยนี่บรรยายซะอยากเลย  อย่าดิ๊  กำลังอยากเที่ยว  แม่งเพิ่งสอบซัมเมอร์เสร็จ”

   “อยากเที่ยวก็มาดิ๊”

   “ไม่มีตังค์”

   “ห้าร้อยเองเพื่อน  มาเหอะ”

   “ถุย  ห้าร้อย  แค่เชียงใหม่ยังไปไม่ถึงเลย”  มันด่ามาตามสาย

   “อ้าว  นั่งรถไฟชั้นสามมาเชียงใหม่ร้อยกว่าบาทเอง  ไปกลับสามร้อย  เหลือตั้งสองร้อยนะเพื่อนรัก”

   “สัสเหอะไอ้อาร์ม   ไปปายอีก  ไปยังไง  กูไม่เชื่อมึงหร๊อก  ไม่ต้องมาอำ”

   “ไม่อำ  เอางี้  ถ้ามึงโทรหาไอ้ก้อง  ไอ้ชา  ไอ้แดน  บอกว่ากูอยากให้มา  กูกำลังเหงาอยากเที่ยวก่อนไปลุยเรียนปีสุดท้าย  อยากได้เหรียญทอง  ให้มาช่วยกูชาร์ทพลังงานการเรียนหน่อย  กูสัญญาจะไปรับที่เชียงใหม่  หลังจากนั้นฟรีตลอดทริป  สนใจมะ”  ผมยิ้มกับตัวเอง

   “พูดไป  จริงดิ  แบบนี้ค่อยน่าสนใจ”

   “เออ  จริง ๆ  มึงหาทางมาเชียงใหม่ให้ได้  แต่ต้องก่อนวันที่ ๕ เดือนหน้านะโว้ย  เพราะกูจะกลับกรุงเทพฯ” 

   “เออ ๆ  เดี๋ยวกูจะลองโทรชวน  ใครจะว่างมั่งว่ะเนี่ย  ฟรีตลอดจริงนะโว้ย”

   “จริงดิ๊   โทรชวนไอ้แดนก่อนเลย   กูคิดถึงมัน หลอกมันไว้หลายรอบว่าจะพาเที่ยวเหนือ  ไอ้ห่านั่นมันร่ำ ๆ  จะตามกรูมาตั้งแต่ปีใหม่แร่ะ  แต่กูไม่ว่างว่ะ”

   “มึงโทรบอกมันก่อนเด่ะ  แล้วให้มันโทรหากูนัดวันไปกัน”

   “เออ  ได้ ๆ  งั้นกูโทรหาแดนก่อน  ไอ้ก้องกับไอ้ชามึงโทรบอกแล้วกัน  ทางไกลกูเปลือง  เพราะไม่มีโปรฯ  ว่ะ  แล้วเดี๋ยวค่ำ ๆ  กรูโทรหามึงอีกที  แค่นี้นะโว้ย” 

   ผมวางสายจากไอ้โอ๋  ไอ้เพื่อนรักของผม . . .   

   ผมยิ้มกับตัวเอง   ผมไม่รู้เหมือนกัน  ว่าสิ่งที่ผมทำไปมันจะถูกหรือผิด  แต่ผมยืนยัน  ถึงผมย้อนเวลาได้ ผมก็จะทำแบบที่ผมทำ   เพราะมือที่ยื่นไป  ผมไม่คาดหวัง  ใครจะมองเช่นไร   ผมรู้จักหัวใจตัวเอง  ไม่รู้อะไรของคนอื่น ๆ  หรอก

   ผมรู้แค่ . . . ผมอยากให้โกมาเรียน 

   เงิน . . . ที่ต้องใช้มันสำคัญ

   ทางเดียวที่จะมีเงินได้ . . .

   . . . ต้องมีแขกมาพัก . . .   

   แล้วโลว์ซีซั่นแบบนี้จะหาแขกได้จากที่ไหน    บางแห่งถึงกับปิดรีสอร์ทเพื่อปรับปรุง  กว่าจะเปิดก็ปลายฝน  ราวตุลาคมโน่น  ทางที่ผมคิดได้ในเวลานั้น  คือทางออกที่ดีที่สุดแล้ว  สำหรับสถานการณ์ที่ใกล้เข้ามา

   ทาง . . . ที่ไม่ได้ยื่นเงินให้โดยตรง

   ความรัก . . .

   มันมีพลานุภาพมากมาย  มากพอที่จะทำให้ผมสามารถทำอะไรก็ได้  ผมแน่ใจสิ่งที่ผมทำไปนั่นเกิดจากความรักไม่ใช่ความหลง . . .

   เพราะในขณะที่ผมทำ  ผมคิดและตรึกตรองเอาไว้ก่อนแล้ว

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-09-2010 16:58:50 โดย ราชบุตร »

ifwedo

  • บุคคลทั่วไป
อิๆๆฉลาดมาก ทำวิธีนี้โกจะได้ไม่ต้องอึดอัดที่รับตัง แถมเพื่อนๆก็ได้มาเที่ยวด้วย เก่งมากจร้า :oni2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






Black Angel

  • บุคคลทั่วไป
 :m1: :m1: :m1:

เห็นด้วยกับ รีบน คร้าบ ทำไปเพราะอานุภาพของความรักใช่เกาะ

ออฟไลน์ IZE

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4601
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +227/-3
เพื่อความอยู่รอดของคนที่เรารักไม่ว่าจะให้ด้วยวิธีไหนก้อตามเราก็จะรู้สึกดีเสมอเมื่อเค้าได้รับถึงแม้ว่าเค้าจะไม่ได้รับจากเราโดยตรง

ออฟไลน์ ~NeMeSiS_PURE~

  • 행 복 하 길 바 래 ...
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2009
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +196/-2
อ่านแล้วเครียดดี  แต่ก็จะอ่านนนนนนนนนนน :m15: :m15:

ออฟไลน์ imon

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 902
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-10
เศร้าอีก เศร้าอีก  ยังเศร้าได้อีก
ชอบๆๆๆ
ชอบเรื่องเศร้าๆๆแบบนี้ เอาแบบรันทดหดหู่เลยยิ่งดี 55555








(สะใจตัวเองนะที่เรื่องของผมเศร้ากว่า)

อยากทราบว่าปัจจุบันเปนงัยครับ

ออฟไลน์ naumi

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1089
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +91/-2
อ่านแล้วเครียดดี  แต่ก็จะอ่านนนนนนนนนนน :m15: :m15:

คิดเหมือนกันเลย o7

RAJCHABUT

  • บุคคลทั่วไป

ตอนที่ ๗




   ขบวนรถที่เคลื่อนเข้ามาในสถานีช้ากว่ากำหนดเดิมไปร่วมชั่วโมง  ผมเดินเตร่ไปเตร่มาชีวิตไม่เร่งรีบอะไร  เมื่อขบวนรถจอดสนิท  ความโกลาหลวุ่นวายดูจะเกิดขึ้นในสถานีแห่งนี้  เพราะผู้โดยสารและผู้ที่มารอรับต่างเดินหาญาติ  ที่มากับขบวนรถ


   “พี่อาร์ม  โน่นไงพี่โอ๋”  ไอ้โกชี้ไปอีกทาง

   ผมหันไปตามที่มันบอก   ก่อนเดินก้าวเท้าไปหามัน  ท่ามกลางผู้คนมากมาย  แต่ไม่รู้ทำไม  วันนี้ผมตื่นเต้นกว่าทุกวันเสียอีก

   “แดน คิดถึงจัง”  ผมปรี่ไปกอดไอ้แดนเอาไว้หลวม ๆ

   มากอดไรคนเยอะแยะ”  ปากมันพูด  แต่มันกอดผมเบา ๆ  ทักทาย  ตามความเคยชินเหมือนตอนอยู่มหาวิทยาลัย

   “โหยไอ้สัสอาร์ม  มากอดกูมั่งมะ”  ไอ้ก้องมันอ้าแขนรับ

   “กอดทำเหี้ยไรพวกมึง  ไอ้แดนมันน้องรหัสกูโว้ย  เหมาะสมที่จะโดนกอด”  ผมปล่อยมัน  ก่อนทักทายเพื่อนที่มาด้วยกัน

   “ลำเอียงว่ะไอ้อาร์ม  โกมาพี่กอดที”  ไอ้เพื่อนเชี่ยล่ะครับ  เถไปกอดคนขอผมเฉยเลย

   . . . สาสสสสสสสสสส . . .

   นี่ถ้าไม่ใช่เพื่อนรักมากอดหัวใจกรู  กลางสถานีรถไฟแบบนี้มีวางมวย  แต่เห็นว่าเป็นเพื่อนรักหรอก  ให้อภัยมันได้เสมอ

   “เดี๋ยวแนะนำก่อน  นี่พี่ก้อง  พี่ชา พี่แดน  ส่วนไอ้เหี้ยที่มันกอดโกเมื่อกี้ไม่ต้องแนะนำหรอก  รู้จักกันแล้วนี่หว่า”  ผมหันไปแนะนำเพื่อน ๆ  ให้โกรู้จัก

   “โกเมศวร์  น้องกู  และวันนี้มันจะเป็นคนที่พวกมึงต้องฝากชีวิตไว้กับมัน  อ้อ  กูด้วย  กูก็ต้องฝากชีวิตไว้กับมันเหมือนกัน”  ผมยิ้มเจ้าเล่ห์

   “ทำไมว่ะไอ้อาร์ม”   ไอ้ชาเสนอหน้าดำ ๆ  มาถาม

   “อ้าว!  เพราะกูจะไม่ยอมขับรถไปปายเด็ดขาด  หัวเด็ดตีนขาดกูไม่ยอมขับแน่ ๆ  แค่อินทนนท์กูก็เสียวแปล๊บบบบบบบบบบ   จะให้กูขับไปปายกูไม่อาววววว”  ผมทำท่าขยาด

   “ไอ้เหี้ยนี่  คนยิ่งปอด ๆ  อยู่”  ไอ้โอ๋มันดึงคอผมไปคล้องเอาไงไว้กับวงแขนมัน 

   “เหี้ยอาร์ม  หัวเหม็น”  มันเอาจมูกมาแตะที่หัวผมเบา ๆ  ก่อนผลักออก  เพื่อนผมมันน่ารักครับ  ขยันหาเรื่องกับผมเรื่อยเลย

   “สัส  กูเพิ่งสระเมื่อสามวันก่อน”

   “รอบนี้สามวัน  รอบหน้ากี่วันว่ะ”

   “เรื่องของกู  ว่าแต่พวกมึงพร้อมที่จะเดินทางสู่โค้งมหัศจรรย์หรือยังว่ะ”

   “เฮ้ย  ไอ้อาร์ม  กูนั่งรถไฟกลับกรุงเทพฯ ยังทันมะเนี่ย”  ไอ้ก้องหน้าซีด

   “เอาน่าพี่  ไม่น่ากลัวหรอก  พี่อาร์มอย่าหลอกดิ  มีแค่สองโค้งเอง  น่ากลัวตรงไหน  ปิดตาข้างเดียวขับยังไหวเลย”  โกยิ้มฟันขาว

   “พอเลยน้อง  ไอ้สองโค้ง  โค้งขวาหนึ่ง  โค้งซ้ายอีกหนึ่ง  พี่เจอกันมาแล้ว  สมัยไปทีลอซูก็แบบนี้แหละ  คนขับบอกสองโค้งกับแถมอีกหนึ่งถุง”

   “ถุงอะไรเหรอพี่ก้อง”  ไอ้แดนขมวดคิ้วสงสัย

   “ถุงอ้วกไงแดน  พอรถเลยพบพระไปหน่อย  ไอ้ก้องเอาแล้ว  ร้องจะอ้วก ๆ  สุดท้ายพุ่งออกมาหมดพุง  อ้อ  มีแถมอะไรนะไอ้โอ๋”  ผมหันไปหาไอ้เพื่อนรัก

   “ไอ้ห่านี่  ไม่ต้องเลย  กรูทิ้งเสื้อไปตัวเพราะอ้วกไอ้ก้อง  คราวนี้ให้มันนั่งหน้า  ไม่ต้องมานั่งกับพวกกู    กลัวทำไหมว่ะ  ผีมาถึงป่าช้า  ไม่ฝังก็ต้องเผา  ตกลงมะไอ้อาร์ม” 

   “ขอสักป๊าบเหอะ”  ผมตบกบาลมันเบา ๆ

   “ห่านี่  หาคำเปรียบที่ดูดี ๆ  หน่อย  ส่วนถุงอ้วกกูเตรียมไว้แล้วเพื่อน  ไปกันเหอะไป  สายแล้ว”  ผมตัดบท  ก่อนพามันเดินออกมาจากสถานีรถไฟ




   เหตุการณ์  หรือ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น  มันสอนอะไรผมหลายอย่าง สิ่งที่เรามองเห็นบางครั้งอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็น  แล้วไอ้สิ่งที่เราควรจะเป็น บางที่มันอาจะไม่ใช่สิ่งที่เราคาดหวังเอาไว้ก็ได้  ผมค่อย ๆ  เรียนรู้การใช้ชีวิต . . .

   . . . บททดสอบแห่งชีวิต  ได้มาจากการใช้ชีวิต


   โลก . . . แห่งความเป็นจริง

   ผมรู้นะสิ่งที่ผมทำ  หลาย ๆ  คนอาจจะมองว่า  มันอาจเป็นความคิดที่เหมือนเด็ก  ที่ต้องการอะไรแล้วจะต้องเอาให้ได้    แบบนั้นหรือ  ผมไม่ใช่คนแบบนั้นแน่ . . .

   ถึงผมจะรักโก . . . โกเมศวร์

   . . . รักอย่างเต็มหัวใจ . . .   

   แต่ . . .

   ภายในความรู้สึกส่วนลึกของผมแล้ว  ผมอยากเห็นน้องมันมีอนาคตที่ดีมากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้มากกว่า   หนทางข้างหน้าอีกไกล  และไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิด
ขึ้นบ้าง  เราไม่รู้อะไรที่ยังมาไม่ถึง   สิ่งที่ผมทำลงไป  มันแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น 

   เพราะ  . . .

   . . . เมื่อเราเริ่มนับหนึ่ง . . .

   เราควรเดินไปให้ถึงร้อย . . . มิใช่หรือ ?

   “ไอ้อาร์ม  งานนี้ไม่ฟรีอย่างที่มึงบอกใช่มั้ย”    ที่บาร์เล็ก ๆ  แห่งเดิมที่  หากแต่วันนี้อากาศไม่ได้หนาวแบบที่ผ่านมา

   ผมมองหน้าไอ้เพื่อนรัก . . .

   “ฟรี  มึงก็เห็นว่ามึงไม่ต้องจ่ายสักบาท”    ผมยืนยัน

   “หมาเหอะมึง  กูกินข้าวนะไอ้ห่าอาร์ม ไม่ได้แดกหญ้า   แล้วกูก็เห็นว่ามึงทำอะไรเมื่อตอนเย็น”  ไอ้โอ๋มองหน้าผม  กระดกเบียร์เข้าปาก

   มันจ้องมองผมราวกับจะเอาคำตอบให้ได้เดี๋ยวนั้น . . 

   ไอ้ผมหรือ  ก็ไม่เคยที่จะโกหกมันได้อยู่แล้ว  เลยได้แต่อมยิ้ม   คล้าย ๆ  จะยอมจำนนต่อมัน   อย่างน้อยที่สุด  สามปีในมหาวิทยาลัย  มันคือเพื่อนสนิทคนเดียวที่เรียกว่า . . .

   . . . อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ . .  .

   “ก็เดินเล่นริมน้ำปายกับมึงไง เดินดูพระอาทิตย์ตกลับเหลี่ยมเขา  มีสายลมเบา ๆ  พัดผ่าน มึงยังให้กูถ่ายรูปให้เลย”

   “อย่ามานอกเรื่อง” 

   มันลดละเสียที่ไหน  มันอ่านหัวใจผมออก  เหมือน ๆ  ที่ผมเองก็อ่านหัวใจเพื่อนผมออก  ผมน่าจะรู้  มันรู้จักผมดี 

   บางที . .  .

   ต่อจากวันนี้  ผมคงต้องปรับตัวเอง  เล่นซ่อนหากับตัวเอง  เพื่อว่ามันจะได้ไม่รู้จักผมทุกมุมแบบที่เป็นอยู่ในตอนนี้

   ผมสัญญา . . .

   กลับไปคราวนี้ . . .

   . . . มันจะเข้าใกล้ผมแบบที่ผ่านมาไม่ได้อีกเด็ดขาด . . .

   บางห้องผมจะปิดเอาไว้  ไม่ยอมให้มันเข้ามาหากผมไม่ให้มันเข้ามา  ผมมองหน้ามัน  เพราะรู้ดีว่าการหลบสายตา  ยิ่งทำให้มันคิดว่ามันชนะผม

   “อ้าว  นอกเรื่องที่ไหน ก็มึงฟรี”

   “แล้วหมื่นกว่าที่มึงจ่ายไปล่ะ”

   “อะไร  ไม่มี๊  หมื่นอะไรที่ไหน”

   “กูเห็น  หมื่นสี่ที่มึงให้ป้าภา”

   “อ๋อ  อากูเขาฝากมาให้  ทำไม  มึงคิดว่าคนแบบกูจะทำอะไร  จะเอาเงินมากขนาดนั้นมาจากที่ไหน”

   “สัส  มึงยังไม่ยอมรับอีกเหรอ  มึงอย่ามาปากแข็ง  อย่ามาทำเป็นเหมือนกูไม่รู้เท่าทันมึง  มึงทำไปทำไม”  มันจ้องหน้าผม

   ผมมองหน้ามัน  จนใจกับการที่จะโกหกมันอีกต่อไป    ผมคงเป็นเพื่อนที่โกหกได้ไม่เนียนเท่าไหร่  มันถึงมองผมแบบมีชัยชนะเหลือกว่าผม

   “มองแบบนี้กูก็ตายเด่ะ   ท่านเอกรัฐ”  ผมจนใจ  ยกขวดเบียร์กระดกแก้เก้อไปหนึ่งรอบ

   “เออ !  มึงมีอะไรที่มันเป็นความลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนขนาดนั้นว่ะ  ทีแรกกูแค่คิดว่ามึงเหงา  อยากเจอพวกกู  เลยลงทุนขับรถออกไปรับถึงเชียงใหม่  แต่กูแปลกใจ  ทำไมไม่ค้างที่รีสอร์ทอามึง  มาค้างที่รีสอร์ทป้าภาทำไม  จนเมื่อตอนเย็น . . .”   มันจ้องหน้าผม

   “. . . มันยิ่งทำให้กูไม่เชื่ออย่างสนิทใจว่ามึงอยากให้พวกกูมาเที่ยวจริง”

   “จ้ะพ่อ  คอยจับผิดขนาดนี้มาเรียนศิลปะศาสตร์ทำเชี่ยไร  ไม่ไปเรียนกฎหมายว่ะ”

   “อย่ามาเบี่ยงประเด็น  ตกลงที่ทำไปเพราะ . . .”

   “เพราะอยากให้พวกมึงมาเที่ยว  ไอ้เหี้ยนี่  กูอยากให้มึงมาจะตายไป”  ผมรีบสอดไปในทันที  เพราะไม่รู้เหมือนกันว่า  สิ่งที่มันคิด  จะเป็นอย่างที่ผมคิดหรือไม่

   “มันต้องมากกว่านั้น . . .”

   “อะไรของมึ๊งงงงงง”

   “ไอ้อาร์ม  มองหน้ากู  มองตากู”   มันจ้องหน้าผม  เอามือจับคางผมเอาไว้ให้มองหน้ามัน เสมือนหนึ่งผมคือจำเลย  ที่กำลังโดนสอบสวน

   “มองแล้วไง”  ผมยิ้มยั่วมัน

   “ห่านี่  อย่ามาเล่นกูกำลังซีเรียส  มึงมองกู  แล้วถามตัวเอง  ว่าคนที่มึงเห็นคือใคร  ใช่เพื่อนมึงมั้ย  ใช่คนที่อยู่กับมึงมาสามปีมั้ย  หากมึงคิดว่าไอ้คนที่นั่งตรงหน้ามึงไม่ใช่เพื่อน  มึงก็ไม่ต้องตอบอะไรกู  แต่หากมึงคิดว่า  นี่คือเพื่อนแท้ของมึง  ก็บอกมา”

   “เอ้า  ไอ้นี่  เออ . . . เออ  อยากรู้ไรถามมา”  ผมเริ่มเป็นฝ่ายจนมุมในที่สุด

   . . . ตายกับความจริงจัง  จริงใจของมัน . . .

   “กูแค่อยากรู้  งานนี้ไม่ฟรีใช่ไหม”

   ผมพยักหน้าตอบมัน . . .

   “ทำไมต้องทำขนาดนั้นว่ะ  ไอ้อาร์ม  มันมีอะไรที่มึงต้องทำถึงขนาดนี้   ไอ้ห่าอาร์ม เล่ามาดิ”

   “เอาสั้น ๆ  อยากช่วยคน  แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง  เลยต้องใช้วิธีนี้วะ  โทษทีที่ไม่บอกรายละเอียดก่อน  ขืนกูบอกมรึงไม่มาเด่ะ  อย่าซีเรียสเอ้าชนหน่อย”    ผมยกขวดเบียร์ไปกระแซะมัน

   “เออ  แมร่งไม่เล่าก็ไม่เล่า  แล้วน้องมึงไอ้โก มันจะไปเรียนได้เหรอ  กูเห็นสองสามคืนมานี่  เมียมันติดมันแจเลย”

   “ไม่รู้  เรื่องของมัน สมัครเรียนแล้ว  จ่ายค่าเทอมไปครึ่งนึงแล้ว  กูช่วยได้แค่นี้  ที่เหลืออยู่ที่การตัดสินใจของมัน”

   ผมเห็นเหมือนที่ไอ้โอ๋เห็น . . .

   . . . และเป็นความหวาดกลัวลึก ๆ  ในหัวใจ 

   หาก . . . มันไม่สามารถตัดบ่วงของมันได้  สิ่งที่ผมทำมาทั้งหมดมันสูญเปล่า  ทุกสิ่งทุกอย่างมีค่าเท่ากับศูนย์

   . . . เพราะ . . .

   ตั้งแต่กลับมาจากกรุงเทพฯ  เมียมันประกบมันแจเลย    อาจเพราะมันจะมาขลุกอยู่กับผมทั้งวัน  ซึ่งเมียมันดูท่าจะไม่ค่อยพอใจผมสักเท่าไหร่ 

   แต่ . . .

   สำหรับผม  ผมมีโลกส่วนตัวของผม  โลกที่ใครก็เข้ามาไม่ได้  ถ้าผมไม่เปิดให้เข้ามา  ความพอใจหรือไม่พอใจของคนที่อยู่นอกสายตา  นอกความรู้สึกของผม  ไม่มีผลต่อหัวใจของผมอย่างเด็ดขาด

   “เฮ้ย  พวกมันมากันโน่นแล้ว  เลิกคุยเรื่องนี้เลยนะมึง   เย็บปากมึงให้สนิทเลย  กูไม่อยากให้ใครต้องมาลำบากใจ  เข้าใจกูนะไอ้เพื่อนรัก”

   “คิดดูก่อน”

   ไอ้เพื่อนเชี่ย  ทำแววตาเหมือนเป็นต่ออีก  พวกมันยิ่งเดินเข้ามาใกล้  หัวใจผมวังเวง  พยายามมองหน้าไอ้เพื่อนรัก  วิงวอนด้วยแววตาที่น่าสงสารอย่างที่สุด 

   “กูขอร้อง  ขอเรื่องเดียวเพื่อน”    ผมบอกเมื่อเห็น  โก  แดน  ชา  กับ  ก้องเดินมาทางที่ผมกำลังนั่งอยู่

   “เออ !  ไม่บอกก็ได้”

   “ขอบใจเพื่อน”

   ผมแทบจะกระโดดไปกอดมัน  ไอ้เพื่อนรัก  มันเข้าใจผมกว่าใคร ๆ  ทั้งหมด    ผมยิ้มให้มัน  เหมือนเคย  มันยิ้มตอบผม  ผมเห็นแววตามัน  แววตาที่พร้อมจะอยู่ข้างผมตลอดเวลา

   “มีอะไรให้กูช่วยมั้ยมึง”

   “ไม่มีหรอก”

   “แน่ใจ”

   “ก็ไม่รูว่ะ  กลัวอยู่เรื่องเดียว  หากพรุ่งนี้มันไม่กลับไปพร้อมพวกเรา  หมายความว่า  สิ่งที่กูทำมาสูญเปล่า”

   “อย่ากังวลไปเลย  กูสัญญาสิ่งที่มึงทำไม่สูญเปล่าหรอก  เดี๋ยวคืนนี้กูจะพูดกับน้องมันเอง ไหน ๆ  ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว  กูรับรองพรุ่งนี้เรากลับเชียงใหม่เท่ากับตอนขามาไอ้อาร์ม”

   ผมมองหน้ามัน . . .

   . . . รอยยิ้มจากแววตามุ่งมั่นของมัน . . . 

   มันเข้าใจผมดีเสมอ  เพื่อนคนเดียวที่ผมไว้ใจมากที่สุด และเป็นเพื่อนคนเดียวที่อยู่ข้างผมจนถึงที่สุดเหมือนกัน  เพื่อนแท้คนเดียวและคนสุดท้ายที่ผมมี  ผมยิ้มให้มัน  หัวใจลิงโลด  ลองมันสัญญา  มันจะทำตามที่สัญญาเสมอ

   สิ่งที่ดีที่สุดที่เพื่อนคนนึงพึงกระทำให้เพื่อนอีกคน

   “มากันแล้วเหรอ   มาเลย  คืนนี้ขอเมา  พรุ่งนี้กลับแร่ะ  แดนมานั่งนี่มา”    ผมเอามือตะบบที่เก้าอี้ใกล้ ๆ  ตัว  อย่างน้อยแดนมันจะเป็นไม้กันหมาสำหรับผม 

   ส่วนโกเมศวร์ เข้ากันได้ดีกับเพื่อน ๆ  ของผม  มันเข้ากับเพื่อนผมได้ดีกว่าที่ผมคิดเสียอีก

   อาจเพราะ . . . โดยอาชีพที่คอยพาคนแปลกหน้าไปตามสถานที่ต่าง ๆ 

   มันเลยดูจะปรับตัวเข้ากับใคร ๆ  ได้ง่าย  โดยเฉพาะกับไอ้เพื่อนร๊ากกกก

   คงเป็นเพราะว่า  ตอนที่ลงไปสมัครเรียนที่กรุงเทพฯ  มันเจอกับเพื่อนโอ๋หลายวันแล้ว  ก็ไอ้เพื่อนรักมันเล่นมานอนขลุกอยู่กับผมทั้งอาทิตย์  และเป็นมันนี่แหละที่กุลีกุจอหาที่เรียนให้โกมันจนได้

   “โก  พี่อยากเดินดูปายยามค่ำว่ะ  พาไปเดินหน่อยสิ”

   ไอ้โอ๋  มันบอก    เมื่อทุกคนนั่งลงพร้อมหน้า

   “เอาเลยพี่  เดี๋ยวผมพาทัวร์  ใครจะไปมั่งครับ”

   “ไปกันสองคนพอ  พวกมึงอยู่นี่  กูมีความลับกันสองคน”  ไอ้เพื่อนรักหันมาทำมือปางห้ามทั้งญาติ  ทั้งเพื่อนไม่ให้ตามมันไป 

   “ไอ้ห่านี่”   ผมมองหน้ามัน

   มันยิ้ม  ผมรู้ความหมายในรอยยิ้มของมัน

   “ถ้าอีกสองชั่วโมงยังไม่กลับมา  เจอกันที่ห้องนะโว้ย”  มันหันมาสั่ง

   “เอ้า  กูนึกว่าเจอกันที่วัด”  ผมมองตะโกนไล่หลังมัน

   “ไอ้เหี้ยอาร์ม”  มันชี้หน้าผมฝากเอาไว้ตามเคย

   ผมยิ้ม  มีความสุขนะ  กับการได้กัดมัน  เพราะมีแต่ผมนี่แหละที่ทันมันแทบทุกเรื่อง ส่วนคนอื่น ๆ  ได้แต่มองแบบงง ๆ  ว่าคนสองคนที่กัดกันได้ตลอดเวลา  ทำไมอยู่กันได้มาตั้งสามปี

   ผมไม่รู้หรอกว่าไอ้โอ๋มันไปคุยอะไรกันกับโกบ้าง . . .

   เพราะมันได้เล่าให้ผมฟัง  และในเมื่อมันไม่เล่า ผมเลยเลือกที่จะไม่ถาม  เพราะไม่มีเหตุอันใดที่ผมต้องถาม  ในเมื่อเช้าวันรุ่งขึ้น ไอ้โกมันไปขนของจากบ้านเช่าที่มันเช่าอยู่กับเมียมันกลับมาไว้ที่บ้าน  ท่ามกลางความงุนงงของทุก ๆ  คนรอบ ๆ  ตัวมัน  เพราะเรื่องที่มันจะไปเรียนต่อ  มีแค่สามคนที่รู้ 

   ผม . . .

   . . . มัน . . .

   ป้าภา . . .

   เที่ยงวันนั้น . . . เราทั้งหมดนั่งรถปุเลง ๆ  กลับเชียงใหม่ . . .

   “มาลูกมา  มากันเหนื่อย ๆ  มากินน้ำกินท่ากันก่อน”  แม่กุลีกุจอออกมต้อนรับ  เมื่อผมกับเพื่อน ๆ  โผล่หน้าไปในตอนเย็น

   “โหยแม่  ลูกหิวข้าวไม่ได้หิวน้ำ”  ผมเข้าไปกอดแม่เอาไว้หลวม ๆ

   “เข้ามา ๆ  ลูก  ให้แหว๋วมันอุ่นน้ำเงี้ยว  แม่ยะไว้ตั้งแต่บ่ายแล้ว    เดี๋ยวกินข้าวกัน  พ่อโทรมาจะอี้  ใกล้ถึงแล้ว  โอ๋สบายดีมั้ยลูก  ผอมไปมั้ย”

   นี่ละครับแม่ผม . . .

   ห่วงไอ้ลูกนอกไส้ออกนอกหน้าเชียวครับ  มันได้ทีหันมายิ้มยั่วผม

   “อาร์มแย่งกินหมดแม่”

   “ลูกอาร์มนี่  เป็นจะได๋ไปแย่งเพื่อน”

   “โอยแม่  เชื่อไอ้กะล่อนมัน  แม่ถามแดนกับไอ้ก้องดู  ใครแย่งใครกันแน่”  ผมหันหาพวกเพื่อยืนยัน  ไม่อย่างนั้นไอ้เพื่อนเลวทำแต้มนำอีก

   “ลูกสองคนนี่  จะอี้เถียงกันตลอด  ไป๊ ไป  อาร์มพาเพื่อนไปหาไรกินกันก่อน”

   “ครับ”  ผมหอมที่แก้มแม่เบา ๆ

   แม่ยิ้มแป้น . . .

   แดน  ชา  ก้อง  กลับเข้ากรุงเทพฯ  ด้วยรถไปเที่ยวค่ำ  ส่วนไอ้โอ๋  ไล่ยังไงมันก็ไม่กลับ มันดื้อด้านจะอยู่ต่อท่าเดียว    มันบอกติดใจขนมจีนน้ำเงี้ยวฝีมือแม่ผม   พอมันพูดแบบนี้คุณนายแม่ผมหน้าบานเท่ากระด้ง  ชอบที่ใครบอกว่าแกทำอาหารอร่อย 

   ดูมันทำ . . . ตลกแดก

   ก็มันนะลูกรักแม่ผมนี่ครับ  มาทีไร  ของกินเต็มโต๊ะทุกมื้อ  แต่ผมชอบนะ  อย่างน้อยไม่เหงา  ผมอาจจะชินกับการโตมาคนเดียวในบ้าน  ไม่มีพี่น้อง  แต่เวลาที่มีเพื่อนอยู่ด้วยมันสบายใจดี  มีความสุขไปตามเรื่องตามราว





   ถนนเบื้องหน้าโล่ง   อาคารขนาดใหญ่ใกล้เข้ามาเมื่อรถค่อย ๆ  เคลื่อนไปด้านหน้า  ส่วนที่เห็นไกล ๆ ลิบ ๆ   คือทิวเขาที่สลับสล้าง  ซ่อนเหลื่อมกันจนยาวสุดลูกหูลูกตา    พ่อค่อย ๆ  ชะลอรถเมื่อเลี้ยวเข้าไปทางลานจอดรถ    ไอ้เพื่อนรักผมทำหน้าแปลก ๆ 

   “ไอ้อาร์ม . . . มาทำไมสนามบินว่ะ”    ไอ้โอ๋กระซิบที่หูผมเบา ๆ   

   “อย่าเอ็ดไป  เดี๋ยวพ่อด่ากรู”

   ผมทำมือห้ามมัน  เรื่องนี้ก็เหมือนกัน  ต้องคุยกันสถานที่ปลอดภัยกว่านี้   คราวนี้พ่อกับแม่มาส่งกันพร้อมหน้า นัยว่าแม่หลงใหลได้ปลื้มที่ไอ้ลูกชายนอกมดลูกมาทำดีด้วยสองวัน  ผมเลยต้องกระเด็นออกจากตำแหน่งลูกรัก

   อย่าให้กรูไปบ้านมรึงมั่งเหอะ . . .

   . . . ของแบบนี้ ทีใครทีมัน . . .

   หลังจากร่ำราพ่อกับแม่แล้ว ผม ไอ้โอ๋ โก  ก็เดินเข้าไปรอเครื่องที่ด้านใน  แต่ครั้งนี้ ไม่ได้นั่งแบบครั้งก่อน  แบบว่าอา  บริจาคมาน้อย  เลยนั่งได้แค่ชั้นประหยัด

   “ทำหน้าเข้า  ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้”   ผมมองไหน้าไอ้โอ๋

   “กูนึกไม่ถึง”

   “เรื่อง”

   “ชีวิตนี้จะได้นั่งเครื่อง”  มันทำตาซึ้ง

   “ถุย  ทำอย่างกะมันยาก”

   “มึงพูดได้ดิ  มึงมีนี่หว่า ไอ้อาร์ม  นี่น่ะครั้งแรกในชีวิตกูเลยนะโว้ยที่ได้นั่งเครื่องบิน”    ท่าทางมันตื่นเต้นมากเหลือเกิน  ผิดกับโก  ที่นั่งนิ่ง ๆ  คอยมองผมกับไอ้โอ๋

   “กูรู้ . . . เลยอยากทำอะไรให้เพื่อนมั่ง”

   “ที่ผ่านมามึงก็ช่วยกูหลายเรื่องแล้วนะโว้ย  ไอ้เหี้ยเกรงใจว่ะ”

   “อ้าว!  ก็มึงเพื่อนกู  อีกหน่อยมึงก็จะรู้เองแหละ  ว่าทุกเรื่องที่กูทำไป  กูมีเหตุผลเสมอ”    ผมยิ้มให้มัน  เพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตผม

   “โกเคยนั่งเครื่องป่ะ”

   “เคยดิพี่  คราวก่อนพี่อาร์มก็พานั่ง    ครั้งแรกของผมเหมือนกัน  อูยพี่  ไปห้องน้ำแปบนะปวดฉี่”

   ผมมองมันเอามือกุมตรงนั้นเอาไว้แล้วอดยิ้มไม่ได้   มันเหมือนเด็กที่ยังไม่ประสีประสาเสียด้วยซ้ำ

   กรุงเทพฯ . . . จะใช่ที่ของคนแบบมันหรือ ?

   “มิน่า  กูได้นั่งเพราะไอ้โก”

   “อ้าว  เหี้ยนี่เกี่ยวไรว่ะ”    ผมมองหน้ามัน

   “ไม่รู้”

   “ไอ้ห่านี่  กูนั่งของกูเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว  แล้วที่กูพามรึงนั่งเพราะมึงเพื่อนกู  มึงไม่เคยนั่ง  อยากนั่งกูก็อยากทำอะไรให้เพื่อนกู  เพื่อนที่กูรักมันผิดเหรอ  ถึงไม่มีไอ้โก  กูก็ตั้งใจแล้ว  กลับมาบ้านคราวหน้าเอามึงนั่งเครื่องมา”

   “ขอบใจว่ะเพื่อนรัก  รักกูให้นานนะมึง”   มันทำสายตากวนตรีนนนนนนนนน . . .

   “มาเป็นเมียกูมะ  จะรักชั่วชีวิตเลย  รักอย่างที่ไม่เคยรักใครมาก่อนเลยนะมึง”    กูก็ทำได้สายตาแบบที่มึงทำ และน่าจะทำได้ดีเสียด้วย

   “ห่านี่  มาทำตาหวาน”

   “กูพูดจริง  จะยอมเป็นเมียกูมั้ยล่ะ”

   “นี่เหอะมึง”   มันยกนิ้วกลางโชว์ผมซะงั้น

   “มีแล้วว่ะ  ไม่ต้องเอาของมึงหรอก”

   “ถามจริงเหอะ  จ่ายไปทริปนี้เท่าไหร่”  มันจ้องหน้าผม

   “อย่าคุยเรื่องนี้อีกได้ไหม    อะไรก็ตามที่มันผ่านมาแล้ว  ปล่อยให้มันผ่านไปได้ไหมเพื่อน  เพราะว่าไปพูดหรือคิดถึงมัน  ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา”

   “เออ  ตามใจ”

   “ดีมากเพื่อนร๊ากกกกกกกกก”

   “แต่ไอ้อาร์ม  ขอถามอีกข้อ”  นั่นปะไร  จบง่าย ๆ  ก็ไม่ใช่ไอ้เพื่อนรักของผมนะสิ    ผมมองหน้ามัน 

   ดูมันทำหน้าตาอยากรู้แล้วผมอดที่จะขำไม่ได้

   “ข้อเดียว  ได้”

   “คือ . .”

   “เดี๋ยว ๆ”  ผมยกมือไปปิดปากมันก่อน

   “กูยังพูดไม่จบ  ข้อเดียวแปลว่าคำถามเดียว  ไม่ใช่ข้อเดียวแต่ดันมีข้อย่อยยุบยั่บต้องตอบสิบคำถามในข้อเดียว”  ผมยิ้มให้มัน

   ของแบบนี้ต้องทันกัน

   “เวรเลยกู  เจอเบรคแบบนี้ลืมคำถามซะงั้น” 

   “ถามมาเหอะ”

   “ค่าเครื่องเท่าไหร่”

   “สองพันนิด ๆ  ไม่ถึงสองห้าหรอก  จบคำถามนะครับ  ถามได้คำถามเดียว”

   “ค่าที่ปายหมื่นสี่  สองพันห้าคูณสาม  เจ็ดห้า  ทริปนี้หมดไปสองหมื่นกว่า  ไอ้เหี้ยอาร์ม  ทำไปทำไมว่ะเพื่อน  ไม่ต้องทำขนาดนี้หรอก”    แววตาที่มันมองมา  ผมรู้  มันห่วงผม

   “เอาน่า  เพื่อความสุขทางใจ  อย่างน้อยกูก็ได้ช่วยคนให้ได้เริ่มเรียน  ส่วนกับมึง  แค่นี้น้อยไปเสียอีก  ถ้ากูไม่มีเมียนะโว้ย  กูจะยกมรดกให้ลูกมึง”

   “สัส  คิดไปไกล”

   “อ้าว  คิดดิ  หรือจะให้คิดว่า  เดี๋ยวพอเราขึ้นเครื่อง  บินสักพักเครื่องตกตายยกลำ  แม่มึง  แม่กู  คงนับเงินกันเพลิน  เพราะทีจีเขาจ่ายสดห้าล้าน”

   “ไอ้เหี้ย  คุยห่าไร  กูยังไม่อยากตาย”

   “ว่าได้เหรอ  เรื่องแบบนี้  เครื่องตกนี่โชคดีนะมึง  ได้ลงบันทึกประวัติศาสตร์ ได้ประกันเต็ม ๆ  ได้ไรอีกหว่า  อ้อ  ที่บ้านไม่ต้องเปลืองจัดงานศพ  เพราะหาศพไม่เจอ”  ผมยิ้ม

   “ห่านี่  พูดสร้างสรรค์ดีแท้”

   “เอาจริง ๆ  นะเพื่อน  สมมุตินะ  สมมุติว่ากูไม่แต่งงาน  ลูกคนแรกของมึงกูขอเป็นพ่อทูนหัวนะ   กูเลี้ยงเอง”

   มันมองหน้าผม  ราวกับจะค้นไปให้ถึงความคิดส่วนลึกสุด

   หาไม่เจอหรอก . . .

   ผมบอกแล้ว  ต่อจากนี้จะเล่นซ่อนหากับมันด้วย

   “ทำไมว่ะ”

   “เพราะเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตที่กูเจอคือมึง  แล้วมึงไม่ต้องคิดมากหรอก  เงินที่จ่ายไป  กูไม่ได้เอาของพ่อกับแม่  แต่มันเป็นเงินที่กูช่วยงานอา  แล้วอาเขาจ่ายกู  กูแค่อยากมีช่วงเวลาดี ๆ  กับเพื่อนที่กูรัก  สิ่งไหนที่เพื่อนไม่เคยมี  ไม่เคยเจอ  กูก็อยากให้เพื่อนได้เจอ  โอเคนะ  เรื่องนี้ไม่ต้องคุยอีก”  ผมตบบ่ามัน 

   แปลว่า . . .จบการคุยเรื่องนี้แล้ว

   นิสัยของผมมังครับ  หรือจะเรียกว่าสันดาน 

   ส่วนที่ดีที่สุด . . . ที่ผมพอจะมีอยู่บ้าง  คือผมจะเอาใจใส่คนที่ผมรักเสมอ  แม้เรื่องเล็ก ๆ  น้อย ๆ  หากเป็นอะไรที่คนที่ผมรักไม่เคยหรืออยากได้  ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง  ผมทำให้ได้เสมอ

   เพราะพ่อบอกผมเสมอ . . .

   โอกาสของคนเรา . . . มีไม่เท่ากัน



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-09-2010 17:04:45 โดย ราชบุตร »

RAJCHABUT

  • บุคคลทั่วไป
เศร้าอีก เศร้าอีก  ยังเศร้าได้อีก
ชอบๆๆๆ
ชอบเรื่องเศร้าๆๆแบบนี้ เอาแบบรันทดหดหู่เลยยิ่งดี 55555








(สะใจตัวเองนะที่เรื่องของผมเศร้ากว่า)

อยากทราบว่าปัจจุบันเปนงัยครับ





ปัจจุบัน . . . .มาเขียนเรื่องให้อ่านไงครับ

อ่านไปแล้วก็รู้เองครับ  ผมอยู่ได้  เพราะหัวใจผม  มันอยู่กับผมเสมอครับ


ออฟไลน์ naumi

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1089
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +91/-2
ชอบจัง..ประโยคนี้

ผมเชื่อนะ . .  .

คนเรายอมทำอะไรได้ทุกอย่างเพื่อคนที่เรารัก . . . เหมือนที่ผมกำลังทำอยู่ตอนนี้ไง

สิ่งโง่ . . . โง่  ที่ผ่านมา  ความรักที่ผมมีมันยิ่งใหญ่กว่าทุกอย่างที่ผมมี



กะประโยคนี้

ผมอยู่ได้  เพราะหัวใจผม  มันอยู่กับผมเสมอครับ

 :L2: :L1:

ifwedo

  • บุคคลทั่วไป
โง่แล้วทำไม หนึ่งมั่นใจ คนบนโลกทุกคนยอมที่จะโง่เพื่อจะได้รู้จักความรักแหละ  :กอด1: เป็นกำลังใจให้จร้า

RAJCHABUT

  • บุคคลทั่วไป

ตอนที่ ๘


   โกเมศวร์  มาเรียนต่อ . . .

   ผมยินดีเป็นที่สุด  ที่มันเดินเข้าสู่โลกของการศึกษาอีกครั้ง  ผมหวังแค่ว่า  มันจะได้เติบโตมีอนาคตที่ดีต่อไป 

   . . . ผู้ปกครอง . . .


   ผมมองเอกสารที่อยู่ข้างหน้า  ก่อนที่จะเซ็นชื่อตัวเองลงไป  นับจากที่ผมจดปากกาลงไปในเอกสารนั้น  ผมจะมีภาระที่แบกเอาไว้บนบ่า  ภาระที่ผมเองก็ไม่รู้จะมีอะไรบ้างที่จะตามมา  หากจะมีอะไรก็ตามแต่ที่จะเกิดขึ้น

   ผมยินดี . . .

   . . . ผมยิ้ม 

   หัวใจเต้นแรง  เมื่อยื่นเอกสารส่งกลับให้เจ้าหน้าที่  เพราะต่อจากนี้  โลกของผม  ไม่ได้มีแค่ผม

   ยังมีอีกหนึ่งชีวิต

   มันก้าวมาในชีวิตผม . . .

   . . . พร้อมภาระที่ผมต้องรับผิดชอบ

   ผมต้องดูแลมัน . . .ให้ดีที่สุดเท่าที่คนอย่างผมจะทำได้  แต่การจะดูแลใครสักคน  มันดูเหมือนว่าจะเป็นภาระ

   ถึงจะเป็นภาระ . . .

   . . . แต่ผมยินดี

   ระหว่างผมกับมัน . . .

   ต่อจากวันนี้นอกจากหัวใจที่ผมส่งไปถือมัน  เรายังผูกกันด้วยกฎหมาย . . .

   . . . ผู้ปกครอง

   หน้าที่ . . . บริบาลคน ๆ นึงให้เติบใหญ่ในทางที่ดี  ผมแน่ใจ  ข้อนี้ผมผ่านบททดสอบได้ไม่ยาก  เพราะ  ผมรู้จักตัวเองดี  ผมจะเป็นแบบที่ดี

   แต่ . . .  ผมคงไม่ผ่านความรู้สึกทางจริยธรรม

   เพราะ . . .

   หัวใจผมมันรักโกเมศวร์มากกว่าน้อง  มากกว่าที่จะยอมให้มันเติบโตไปตามครรลองของธรรมชาติ  จุดนี้เองที่แย่ที่สุดที่ผมจะแก้มันอย่างไร

   “โก . . . เรียนใกล้จะเปิดแล้ว  โกอยากจะอยู่กับพี่  หรืออยากจะอยู่หอ”  ผมถามมัน    ทั้ง ๆ  ที่กลัวคำตอบเหมือนกัน 

   ผมกลัว . . . คำตอบอย่างหลัง

   “พี่ไม่อยากให้ผมอยู่ด้วยหรือ ?”  ผมรู้มันนอนตะแคงหันมามองหน้าผม

   แต่ . . . ผมชอบมองเพดานห้องสีขาว ๆ  มากกว่า  ผมทำได้เพียงแค่นอนนิ่ง ๆ  มองสีขาวของเพดานห้อง  ผมอยากให้ชีวิตผมสีขาว  ไม่มีสีแห่งความรู้สึกอื่น ๆ  มาแปดเปื้อนหัวใจผมเลย  สีอื่น ๆ  ที่มาแต้มเหมือนรอยด่าง

   รอยด่างในหัวใจ

   “ไม่ใช่  แต่พี่ไม่รู้ว่าโกจะอึดอัดมั้ย”

   “ไม่ . . . ไม่เลยพี่  ผมอยากอยู่กับพี่นะ  ผมพูดจริง ๆ  นะพี่อาร์ม  พี่อาร์มจะทิ้งผมเหรอ”   มันจับแขนผมเอาไว้

   ผมมองมือที่มันจับแขนผมเอาไว้ . . .

   ทุกอย่างมันเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน  ภาพความทรงจำสำหรับผมชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน  เสียงที่พูดคุยกัน  ผมจำได้แทบทุกอณู

   “ทิ้งเหรอ . . .”  ผมนอนตะแคง  หันหน้ามาหามัน

   “โกมองตาพี่  แล้วโกจะเห็นว่ามันไม่เคยอยู่ในหัวสมองของพี่เลย  พี่ไม่ทิ้งโก  ไม่มีวัน ไม่มีวันที่พี่จะทิ้งโก  ตราบใดที่โกไม่ทิ้งพี่  พี่จะอยู่ข้าง ๆ  โกเสมอ”

   ผมจะทิ้งมันได้อย่างไร  ในเมื่อมันคือหัวใจของผม  ผมไม่มีวันที่จะทอดทิ้งหัวใจตัวเองได้หรอก  ผมไม่รู้วันข้างหน้า  แต่ผมรู้วันนี้ รู้เมื่อวานนี้  ผมรู้หัวใจตัวเองในตอนนี้

   ผมเจอมันครั้งแรก . . .

   . . . ผมยิ้มกับรอยยิ้มของมัน  รอยยิ้มที่มันยิ้มกับคนอื่น

   มันเข้ามาทักทายผมครั้งแรก . . .

   . . . หัวใจผมพองโต   อิ่มเอมอย่างที่สุด

   ผมเดินเล่นที่ริมน้ำปายในยามเย็นกับมันครั้งแรก  ผมรักมันจับหัวใจ  เพราะมันเหมือนอะไรสักอย่างที่โดนใจผม  ทุก ๆ  อย่างของมันผมจำได้ จำได้ดีเสมอ ไม่ว่าจะยามหลับหรือยามตื่น  ผมไม่มีวันลืมรอยยิ้มของมัน

   ครั้งแรก . . . ที่มันมาจอดรถเพื่อส่งผม

   ผมมีความสุข  ทั้ง ๆ  ที่ตอนนั้นหัวใจผมเจ็บเพราะมัน  เจ็บเพราะรับรู้การดำเนินชีวิตไปตามธรรมชาติของมัน   ในความเจ็บปวดที่ผมรับรู้  มันหายไปในทันที  ที่มันมาส่งผม  และมันมีบางอย่างเพิ่มเติมมา  เมื่อผมค่อย ๆ  ขึ้นไปบนรถ

   ทั้ง ๆ  ที่ผมไม่อยากจากมันเลย

   ผมมองกลับมาทางหลังรถ . . .

   . . . มันยังอยู่ที่เดิม  มันรอให้ผมไปจนสุดสายตามันอย่างนั้นหรือ   ทุก ๆ  อย่างที่มีครั้งแรก  ผมจารจำไว้ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ

   “จริง ๆ  นะพี่  ไม่ทิ้งนะพี่”

   “ไม่ทิ้ง  ไม่มีวันนั้นเด็ดขาด  ตราบใดที่โกอยากให้พี่ อยู่ข้าง ๆ  พี่จะอยู่  ถึงโกไม่อยากให้พี่อยู่ข้าง ๆ  โก  แต่พี่จะอยู่  อยู่มองโกในที่ที่โกไม่มีวันมองเห็น”

   ผมจ้องหน้ามัน  อยากให้มันรู้  และมองมาให้ลึกในแววตาของผม  แววตาที่ผมไม่เคยมองใครแบบนี้มาก่อน ผมรู้และรู้ดี  ปมบางอย่างผมพยายามสร้างมันขึ้นมา  เพื่อกลบปมอีกปม  มันเหมือนการหลอกตัวเอง 

   แต่ . . . ผมจำต้องทำ

   ผมหลอกตัวเอง . . . นี่แค่น้อง

   “โหยพี่  ผมไม่มีวันนั้นหรอก  ผมนี่นะไม่อยากให้พี่อยู่ข้าง ๆ  ไม่มีทาง”

   “จะคอยดู”

   “รับรองน่าพี่  ไม่มีวันนั้นแน่ ๆ”

   ผมมองมันด้วยความรัก . . .

   มันจะเข้าใจกับสิ่งที่ผมทำมั้ย   ผมมองหน้าโกเมศวร์  แววตามันใสซื่อ  มันจะเท่าทันทุก ๆ  อย่างที่กรุงเทพฯ  หรือ  คนรอบ ๆ  ตัวมันไม่น่ากลัวเท่าคนใกล้ตัว

     ผมมองมันนิ่ง  นี่คือคนที่ผมรัก  รักมากเท่าที่คนหนึ่งคนจะรักใครได้  แต่ถึงผมจะรักโกมากแค่ไหน  ไอ้ความเห็นแก่ตัว  เห็นแก่ความอยากได้อยากมี  มันก็ยังฝังอยู่ในใจของผมอยู่ดี  ทุก ๆ  อย่างมันค่อย ๆ  เผยออกมา

   ตามวิสัยมนุษย์ . . .

   . . . ได้คืบจะเอาศอก . . . 

   “แต่การอยู่ด้วยกันมันต้องมีขอบเขต”

   “อะไรหรือพี่ . . .”

   “อย่างแรก . . .”   

   ผมมองหน้าโก    มันนิ่งเงียบรอฟัง  ผมละอายใจนะ  แต่นั่นคือทางเดียวจริง ๆ  ที่ผมจะวางกรอบเอาไว้  กรอบที่ผมสร้างมองดูสวยหรู

   แต่ . .

   กรอบ . . . ก็คือ กรอบ

   มีขอบเขต  ไม่อิสระ  หากแต่ผมจำต้องเลือกในเดินใช้ทางนี้  หากวาดหวังให้มันเดินไปสู่ปลายทางที่ผมวาดหวังเอาไว้  ปลายทางที่ผมเองก็ไม่รู้จะไกลแค่ไหน  ผมรู้แค่ว่า  หากปลายทางนั้นมีมันอยู่ผมไม่กลัว  ผมอยากให้มันอยู่ตรงปลายทางแห่งฝัน . . .

   ปริญญา . . .

   สิ่งเดียวที่ผมจะผลักดันมันได้  น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด  เท่าที่คน ๆ  นึงพึงจะทำให้คนที่เรารักได้  ผมยินดีตายกลายทาง  หากใครหรือมือไหน ๆ  จะมาดึงมันออกนอกเส้นทาง ที่ผมวาดหวังเอาไว้

   “. . . ถ้าอยู่ที่บ้าน  ห้ามไปค้างบ้านคนอื่นก่อนได้รับอนุญาต  โกมีอะไรโกก็พูดกับพี่ได้”

   “ครับพี่ . . . ผมว่าผมทำได้  แล้วอย่างอื่นล่ะครับ”

   “ถ้าจะกลับบ้านมืดค่ำ  ให้โทรบอกพี่ด้วย  เพราะพี่จะได้ไม่เป็นห่วง  พี่อยากให้โกรู้  การที่โกมาอยู่ด้วย  พี่ดีใจนะ  แต่เราควรจะอยู่กันด้วยความสุขทั้งสองฝ่าย”

   “ได้ครับ”

   “ข้อสาม . . . ห้ามพาผู้หญิงมานอนที่บ้าน  ถ้าโกมีแฟนจะทำอะไรให้ไปทำที่อื่น  พี่ไม่อยากมีปัญหา  ที่นี่ไม่เหมือนที่บ้านโก  คนที่นี่มีเล่ห์เหลี่ยมมากมายหลายรูปแบบ  เราไม่รู้หรอกใครจะคิดกับเราอย่างไร”

   ข้อนี้ . . . ผมไม่ได้ตั้งมาเพราะตัวเอง 

   แต่ . . .

   . . . ผมเจอมาแล้ว . . .

   เทอมก่อน  เพื่อนที่มหาวิทยาลัยของผม  มันมีเด็กมาติดพัน  แล้วมันก็เอาเขามาอยู่ด้วยที่ห้องมัน  อยู่กันเกือบสองเดือนแล้วมันทะเลาะกัน  แล้วผู้หญิงเขาจากไป  แล้วอีกอาทิตย์ต่อมา  ผู้หญิงคนนั้นกลับเข้ามา  อีกสามวันต่อมา  พ่อกับแม่เขาพาตำรวจมาจับเพื่อนผม . . .

   . . . กักขังหน่วงเหนี่ยว . . . พรากผู้เยาว์

   ผมไม่อยากให้มีอะไรแบบนั้นเกิดขึ้นกับคนที่ผมรัก  แม้มันจะเกิดจากความหวาดวิตก  หรือคิดไปเองก็ตามแต่  ผมกลัวนะ  ผมไม่อยากให้มีอะไรแบบนั้นเกิดขึ้น  ผมคงทำใจไม่ได้แน่ ๆ

   “ได้ครับพี่”

   “โอเค . . .  งั้นก็อยู่กันได้  แล้วไปเปิดสมุดบัญชีไว้หรือยัง  ป้าภาโทรมาให้ไปเปิดบัญชีไว้”

   “ยังเลย  พรุ่งนี้พี่พาผมไปนะพี่อาร์ม”

   “ได้”    ผมขยี้หัวมันด้วยความรัก

   “ถ้ามีอะไรก็บอกกัน  คุยกันได้  พี่ไม่ชอบการโกหกหลอกลวง  คนเราคบกันต้องมีความซื่อสัตย์  จริงใจกัน”

   “ผมไม่ใช่คนแบบนั้น”

   “พี่ก็พูดเผื่อไป   เพราะแม้พี่จะไม่ชอบคนแบบนั้น  แต่บางทีพี่ก็เป็นแบบนั้นเสียเอง  การโกหกมันง่าย  แต่การแก้เรื่องที่เราโกหกไปแล้วนี่สิ  มันยาก  เพราะเหตุผลที่แท้จริงของการโกหกจะคืออะไรก็ตามแต่  คนที่เขาโดนโกหก  จะเสียความรู้สึก”  ผมนอนมองหน้ามัน 

   ไม่รู้ทำไม  แค่นอนมองมัน  ผมก็ยิ้มได้ . . .

   “ผมจะไม่โกหกพี่อาร์ม”

   “ต่อท้ายไปได้เลย . . .”

   “ต่อท้ายอะไร”  คิ้วมันขมวดเข้าหากัน

   “ก็ผมจะไม่โกหกพี่อาร์ม ถ้าไม่จำเป็น”  ผมยิ้ม

   “ทำไมต้องต่อท้าย  ผมพูดแค่นั้นก็พอแล้ว”

   “นั่นสิเนาะ  ทำไมต้องต่อท้าย  เพราะพี่คิดว่า  ไม่มีใครบนโลกนี้หรอกที่เคยโกหก  และเขาก็น่าจะรู้ว่าการโกหกไม่ดี  แต่บางครั้งมันจำเป็นไง  จำเป็นต้องโกหก  พี่เลยต่อท้ายไว้ให้โก  หากวันข้างหน้าโกมีเหตุให้ต้องโกหกพี่  โกจะได้โกหกอย่างสบายใจ”  ผมยักคิ้วให้มัน

   “ใจดีแบบนี้รักตายเลย”

   . . . รักตายเลย . . .

   รักแบบไหนหรือ  ความรักของโกเมศวร์  ใช่ความรักแบบเดียวกับของผมหรือเปล่า  ผมไม่รู้  แต่ผมรู้แค่ว่า  ในเวลานั้นผมมีความสุขกับการได้คุย ได้เรียนรู้ความเป็นไปของมัน 

   ทุก ๆ  เรื่องมันต้องใช้เวลา

   เวลา . . . ที่จะเรียนรู้ความเป็นไปของกันและกัน
   



   โกมันกลับบ้านตรงเวลาเสมอ . . . เสาร์อาทิตย์มันอยู่บ้าน  แทบไม่ออกไปไหนด้วยซ้ำ  แม้ว่าผมจะพยายามบอกให้โกออกไปโน่นมานี่  แต่ดูเหมือนโกจะเต็มใจที่จะอยู่ที่บ้านมากกว่าออกไปตะรอน ๆ นอกบ้าน

   จะว่าดีก็ดีอยู่  ที่มันไม่ชอบเที่ยว  แต่สำหรับผม  การไม่ออกไปไหน  เหมือนเราอยู่ในที่แคบ ๆ  บางครั้ง  เราควรออกไปสู่โลกภายนอกบ้าง  เพราะโลกมันไม่ได้มีแค่บ้านเท่านั้น  เมื่อมันไม่ออกจากบ้านในวันหยุด  ผมเลยพลอยกลายเป็นคนติดบ้านเหมือนมัน

   ผมไม่รู้เลย . . .

   . . . โลกของผมเริ่มแคบลง . . .

   ผมเริ่มห่างหายเพื่อนฝูงอย่างช้า ๆ  เหมือนน้ำซึมบ่อทราย  มันค่อย ๆ  ซึมลง ๆ   กว่าที่จะรู้ตัวก็แทบเอาตัวไม่รอด

   “ไอ้ห่าอาร์ม  ทำไมเมื่อวันศุกร์ไม่ไปกินเหล้าว่ะ  นัดแล้ว  เสือกไม่มา  ปิดมือถือ  ยกหูโทรศัพท์บ้านออก  หายหัวไปไหนมา”  ไอ้เพื่อนนรกครับ  มันด่าผมทันทีเมื่อผมโผล่ศรีษะไปมหาวิทยาลัยในวันจันทร์

   “ไม่สบาย  ปวดหัวมาก  กินยาเลยนอน”

   “ไปหาหมอมามั้ย  เห็นเมื่อตอนกลางวันยังดี ๆ อยู่เลย”  แววตามันห่วงผมมาซะงั้น

   ผมละอายใจลึก ๆ  เพราะความเป็นจริง  ผมสบายดี  เพียงแต่ผมคิดว่าจะเที่ยวให้น้อยลง  เพราะในเวลานี้ไม่ได้มีแค่ผมที่อยู่ในบ้าน  แต่ยังมีสายตาอีกคู่ที่คอยจ้องมองผมอยู่ ผมไม่รู้ว่าสายตาคู่นั้นจะมองผมด้วยความรู้สึกเช่นไร

   หาก . . . ผมเมากลับบ้านทุกศูกร์  ทั้ง ๆ  ที่ยังอยู่ในชุดนักศึกษา

   พิมพ์ . . . ไม่ดี

   . . . แบบ . . .  จะออกมาดีได้อย่างไร 

   “ไม่ได้ไปหรอก  กินพาราแล้วก็นอน”

   “ดูแลตัวเองบ้างนะมึง”

   “ห่วงกูด้วย” ผมมองหน้ามัน  ยิ้มยั่วมันอย่างเคย

   “ห่านี่  เล่นเรื่อยนะมึงเดี๋ยวกูคิดจริง ๆ”

   “คิดจริงก็ดิ๊  แสดงว่า . . .”  ผมยิ้มยั่วมันอีก

   “ว่าไรว่ะ” 

   “เขยิบทางขวานิดเด่ะ  บัง”

   “บังไรว่ะ”    มันหันไปทางด้านหลัง  ก่อนขยับตัว

   “ไม่เห็นบังใคร  ไอ้ห่านี่”

   “บังดิ  บังสัญญาณหัวใจกูไง  พอมึงขยับปั๊บ  เห็นมะ  ใจมึงกับกูรับสัญญาณช่องเดียวกันแล้ว”    ผมรับหลบฝ่ามืออรหันต์ของมัน  ที่มาวนอยู่ปลาย ๆ  แก้ม

   เพลงหลบฝ่ามือมันยังได้ผลเสมอ . . .

   “แมร่ง  เลว  เล่นตลอดนะมึง”

   “กับมึงคนเดียวเท่านั้นละว้า  ไม่รักไม่เล่นหรอก  กูมีใครที่ไหนนอกจากมึง”  ผมแกล้งน้อยใจมัน  ก่อนหันหลังเดินหนี

   รับรอง . . . นับหนึ่งไม่ทันถึงสิบ  มันต้องร้องเรียกหาผม

   “ไอ้อาร์ม” 

   นั่นไง  ไม่ทันหายไปจากความคิด  มันก็ร้องหาผมเสียแล้ว  เร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้เสียอีก  ผมหยุดนิ่ง . . .

   ยิ้มเยาะมัน . . . 

   หรือ . . . ยิ้มเยาะตัวเองไม่รู้  แม่งช่างเหมือนนางเอก  งอนให้พระเอกง้อเลย

   “ขอทีเหอะมึง”   มันใช้พลังฝ่าเท้าถีบผมเสียจนกระเด็นไปสามฝ่าเท้า

   “ไอ้หอกหักนี่  มาทำงอน  อย่ามาแกล้งกูมุขควาย ๆ  แบบนี้  กูรู้จักมึงไอ้สาสสสส”  มันด่าตามหลัง  ก่อนเดินมาเอาผ่ามือตบที่ไหล่แรง ๆ  อีกครั้ง

   แรงควายนะมึง . . . กูเจ็บ




   ตั้งแต่ที่โกเมศวร์มาอยู่ด้วย  ผมกลายเป็นคนที่เลิกเรียน  ตรงดิ่งกลับบ้านทันที  ไอ้ที่คอยเดินตรวจงานที่เดอะมอลล์งามวงศ์วานทุกวันแบบที่ผ่าน ๆ มาแทบไม่มี  อาจแวะนาน ๆ  ครั้งที่ขัดเพื่อนรักมันไม่ได้ 

   เด็กมหาวิทยาลับริมคลองนี่ครับ . . . เดินเป็นที่เดียว

   มือถือผมดังขึ้น   เสียงเรียกเชยมาก ๆ  . . .

   ในสิบปีก่อน . . . มันยังเป็นสินค้าที่ราคาแพง และมันยังล้าหลังมาก  เทคโนโลยี่ไม่ก้าวหน้าเท่าทุกวันนี้   แต่พ่ออยากให้ผมมีเอาไว้   เพราะตามตัวเจ้าลูกชายยากมาก  ธรรมดาครับ  คนหนุ่มโสดหน้าตาดี  มีหรือจะนอนบ้าน

   แต่ . . .

   ผมค่อย ๆ  ปรับเปลี่ยนนิสัยเดิม ๆ  เมื่อมีอีกคนเข้ามาในชีวิต   การได้กลับบ้าน  ทำกับข้าวกินกันในตอนเย็น ๆ  เป็นอะไรที่ผมชอบ  และมีความสุข  เพราะมันและผม  จะมีเมนูแปลก ๆ  ที่คนอื่น ๆ  ไม่อยากลองลิ้มชิมรสมานำเสนอบนโต๊ะอาหารเสมอ

   “สวัสดีครับ”     ผมกดรับสาย

   “พี่อาร์ม”  เสียงโก  เสียงมันหอบ  เหมือนหมาหอบแดดเชียว

   “อ้าว  ว่าไง  เลิกเรียนแล้วหรือ”

   “เลิกแล้วพี่  พี่อยู่ไหน”

   “บ้าน  เพิ่งมาถึง”

   “พี่อาร์มมารับผมหน่อยดิ”  เสียงจากปลายสาย

   “รับที่ไหน”

   “โรงยาบาล . . .”

   “ห๊า”  ผมมตกใจ  มันเอ่ยชื่อโรงพยาบาลที่ใกล้ ๆ  หมู่บ้าน  นี่มันเป็นอะไรไปหรือ  ผม

   “น่าพี่  มารับก่อนเดี๋ยวกลับถึงบ้านผมจะเล่าให้ฟัง”

   “เออ  รออยู่นั่นนะ”

   ผมรีบวางสายก่อนออกไปหามัน  ในหัวใจมันวิตกกังวล ผมคิดไปต่าง ๆ  นา ๆ   

   ผมกลัวไปหมดในตอนนั้น  มันโทรมาบอกว่าอยู่โรงพยาบาล  มันจะเป็นอะไรมากหรือปล่าว  ยิ่งช่วงนั้นข่าวนักเรียนเทคนิคยกพวกตีกันมันดังเสียด้วย

   ผมกลัวเหลือเกิน . . .

   ผมไปถึง . . . มันปกติดี 

   ผมดีใจที่สุดที่มันไม่เป็นอะไร  แต่หน้าตามันยังตื่น ๆ  ผมไม่สนใจหรอก  แค่มันไม่เป็นอะไรผมก็ดีใจที่สุดแล้ว  ผมพามันกลับมาถึงบ้านด้วยมอเตอร์ไซด์คันโปรด . . .

   ผมชอบมอเตอร์ไซด์ . . .

   มันสะดวกดีสำหรับวัยแบบผม  ยิ่งขับในกรุงเทพฯ  ในเช้า ๆ  ที่รถราจอดกันเป็นแพยาวเหยียด  ไอ้สองล้อนี่แหละที่จะพาไปเรียนโดยไม่สาย  มันกะเวลาได้ดีเสมอ

   “ว่าไงเรา  เข้าไปโรงบาลทำไม”   ผมถาม  พลางเปิดตู้เย็นกินน้ำ

   “ก็ไอ้โรงเรียนใกล้ ๆ  กันนะพี่  พอเดินข้ามสะพานลอยมากับเพื่อน มันชี้หน้า  แล้ววิ่งมาไล่ตี”   

   “ห๊า”  ผมแทบสำลักน้ำ

   “ไปทำไรเขาป่าว”

   “ไม่มีพี่ . . . ผมเดินข้ามมาเฉย ๆ  เอง . . .” 

   ผมส่งน้ำให้โก 

   “. . .ขอบคุณครับ    เออ  เมื่อสองวันก่อน  เด็กที่ห้องผมยังถูกยิงตายเลยพี่   หนังสือพิมพ์ยังลงข่าวเลย”

   “อ้าว !  ที่ไหน”  ผมห่วงมันขึ้นไปอีก

   “ก็เลยป้ายหน้าป้ายที่ผมลงไปสามป้ายเองพี่   กลับมาพร้อมมันด้วย”

   หัวใจผมแทบหยุดเต้น  . . .

     เย็นนั้นผมคิดหัวแทบแตก  จะทำยังไงดี  เรื่องที่ผมคิดว่าง่าย ๆ  มันไม่ง่ายแบบที่ผมคิดเสียแล้ว  ผมเอาน้องมาอยู่  ด้วยหวังว่ามันจะเจออะไรที่ดีขึ้น 

   แต่ . . . เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้  มันทำให้ผมคิดหนัก

   ผมควรทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี . . .

   “นอนไม่หลับหรือพี่”    โกถาม  ในเวลาที่เกือบเที่ยงคืน 

   ผมยอมรับเรื่องเมื่อตอนเย็น  มันเข้ามาวนเวียนในหัวสมองของ   มันทำให้ผมต้องคิด  คิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปอีก 

   วันนี้ . . .

   มันโชคดีที่วิ่งเข้าโรงพยาบาล    แต่คนเราจะโชคดีเสมอไปหรือ  ไอ้คนที่จ้อง  กับคนคอยระวัง  มันสมดุลกันมากน้อยขนาดไหน   วันนี้ผ่านมาได้  แล้ววันพรุ่งนี้ล่ะ  มันจะเป็นอย่างไร

   วันข้างหน้าอีก . . .

   “โก . . .”  ผมเรียกมัน  พลางนอนหันไปตะแคงหามัน

   “ครับ”

   “พี่ห่วงโก”

   “เรื่องอะไรครับ”

   “ทุกเรื่อง”  ผมกอดมันเอาไว้หลวม ๆ

   เรื่องที่ผมนอนกอดมันนี่เป็นเรื่องธรรมดา  มันยอมให้ผมนอนกอดมานานแล้ว  จนกลายเป็นความเคยชินทั้งของมันและของผมไปแล้วก็เป็นได้  เพราะไม่มีคืนไหนที่ผมไม่นอนกอดมันก่อนนอน

   แค่นั้น . . . ก็สุขหัวใจแล้ว

   “โก  กล้าขับมอเตอร์ไซด์ในเมืองมั้ย”

   “ก็ไม่เห็นต้องกลัว”

   “งั้นตั้งแต่พรุ่งนี้  โกเอามอเตอร์ไซด์ไปเรียนนะ”

   “แล้วพี่ล่ะ  พี่จะไปเรียนยังไง”

   “เดี๋ยวพี่ให้พี่โอ๋มารับ  ไปทางเดียวกัน  ประหยัดดี”

   “ผมไปรถเมล์เหมือนเดิมก็ได้”   

   “ไม่ได้”  น้ำเสียงผมเด็ดขาด

   “ไปมาตั้งหลายเดือนมาแล้วพี่”

   “แต่ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป  โกเอารถไปเรียน  เพราะพี่ห่วงโก  พี่ไม่อยากได้รับโทรศัพท์แบบวันนี้อีก มันน่ากลัว  น่ากลัวมาก  พี่คงทนไม่ได้แน่  ถ้าโกจะต้องเป็นอะไรไป  พี่ยอมไปงานศพโกเพราะโกโดนรถทับดีกว่าที่โดนยิงเพราะเรื่องบ้าสถาบัน”

   “พี่อาร์ม  ผมรักพี่จัง  รักเหมือนรักแม่ผมเลย”    มันมากอดผมเอาไว้ 

   ผมกอดมัน  ผมควรดีใจนะ  มันรักผมเหมือนแม่มัน . . .   

   เรากอดกันแน่น  มันไม่รู้หรอก ว่าสิ่งนี้จะเป็นความรู้สึกเดียวกันหรือปล่าว  แต่สำหรับผมแล้ว  ผมทำอะไรก็ได้  ให้คนที่ผมรัก  ผมยอมทำได้เสมอ  ชีวิตของผม  มันเพิ่งเริ่มต้น  ผมมีความสุขกับการได้รักคนอื่น  กับการได้ทำอะไรเพื่อคนที่ผมรัก

   ผมต้องตื่นแต่เช้า . . .

   . . . นั่งรถตู้ไปเรียน

   แต่ผมมีความสุข . . . อย่างน้อยที่สุด  ผมหมดห่วงกับเรื่องของคนที่ผมรัก  ผมไม่รู้เหมือนกัน  ว่าสิ่งที่ผมทำอยู่ มันคืออะไร  และจะมีใครบ้างที่บ้าทำแบบที่ผมทำ  แต่ผมเชื่อ

   ผมเชื่อนะ . .  .

   คนเรายอมทำอะไรได้ทุกอย่างเพื่อคนที่เรารัก . . . เหมือนที่ผมกำลังทำอยู่ตอนนี้ไง

   สิ่งโง่ . . . โง่  ที่ผ่านมา  ความรักที่ผมมีมันยิ่งใหญ่กว่าทุกอย่างที่ผมมี



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-09-2010 17:13:25 โดย ราชบุตร »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด