(ต่อ) ครึ่งหลัง “
เขาว่ากันว่าถ้าใครที่เป็นแฟนกัน...ไปลอยกระทงด้วยกันจะเลิกกันนะ” ผมกำลังอมยิ้มมองใบหน้าหวานของรุ่นน้องที่กำลังเจื้อยแจ้ว เท่านั้นไม่พอภาพใบหน้าหวานจิ้มลิ้มกำลังขยิบตาใส่เจ้าแฮมดูน่ารักน่าชังก็ไอ้ใบหน้าที่แหละที่ครั้งหนึ่งไอ้จ็อบมันเคยเปรียบเปรยว่าน้องว่านเป็นทายาทของผม เพราะความที่น่ารักปากนิดจมูกหน่อยนี่แหละ
ทำไงได้คนมันเกิดมามีหน้าตาเป็นอาภรณ์
“ จริงเหรอ”
นี่ก็อีกคนที่เป็นลูกคู่กันแกล้งทำท่าทำทางตาโตแต่ดูก็รู้ว่าเจ้านี่กับเจ้าของประโยคก่อนหน้านี้กำลังแกล้งเพื่อนตัวเองให้อาย และน้องรักของผมอย่างเต้ยมันก็อายจริงๆ
อายเรื่องอะไรหน่ะเหรอ
ก็จะเรื่องอะไรซะอีกถ้าไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมงไอ้จ็อบมันขอเต้ยเป็นแฟน แล้วบังเอิญว่าแฮมกับเต็ปมันอยู่ในเหตุการณ์คงไม่แปลกถ้าแฮมรู้แล้วโลกจะไม่รู้ตาม
“ ว้า อย่างนี้เต้ยคงไม่ได้ไปลอยกระทงกับจ๊อบหน่ะสิ”
นั่นไง สองแสบอย่างน้องวานและเจ้าแฮมแอบแท็คมือกันยิ้มๆ ทำเอาเจ้าของชื่อหนึ่งในสองหน้าแดงก่ำมือที่กำลังจัดเตรียมอุปกรณ์ขายน้ำที่ซุ้มของคณะตัวเองถึงกับสั่นทำอะไรไม่ถูก
“ หึ”
ผมหัวเราะในลำคอมองเจ้าเด็กพวกนี้อย่างเอ็นดู
บรรยากาศมันกำลังดี
ผู้คนรอบตัวเราเดินกันขวักไขว่ รอบกายของพวกเราเต็มไปด้วยความพลุกพล่าน สีหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม คล้ายกับความสุขกำลังวิ่งวนอยู่รอบๆตัวเรา
“ อะไรเล่า”
เต้ยมันอุบอิบในลำคอ จนเพื่อนสนิทและรูมเมทของน้องเดินไปประกบคนละข้างทั้งยังยืนกระแซะกันไปมา
“ อย่ามาปิดบังกันเลย ว่านรู้นะ”
“ หืม”
ว่านทำหน้ายิ้มๆเอานิ้วจิ้มแก้มเต้ยเบาๆ “...อิจฉาอ่ะ คนมีแฟนในวันลอยกระทง อิอิ”
เจ้าแฮมหัวเราะเป็นลูกคู่
“ ไม่ต้องอิจฉา...” เต้ยมันคว้าไหล่เล็กๆของเพื่อนสนิทมาเขย่าทำหน้าเจ้าเล่ห์ “...ชวนไอ้แท็คไปลอยกระทงสิ รับรองไม่เหงา แต่จะได้เจ้าของหัวใจแทน”
ฮิ้วๆๆๆๆๆ
คราวนี้น้องว่านหน้าแดงก่ำมันทำให้ผมนึกถึงคำบอกเล่าที่เคยได้ยินมา
“...เขาว่ากันว่าใครที่ไม่ใช่แฟนกันแต่ถ้าไปลอยกระทงด้วยกันจะได้เป็นแฟนกันในที่สุด ส่วนใครที่เป็นแฟนกันแล้วไปลอยกระทงด้วยกันมันจะเลิกกัน...” มันคงเป็นความเชื่อ
งั้นเหรอ
ผมถอนหายใจมองเลยไปยังสระน้ำขนาดใหญ่เบื้องหน้าที่ผู้คนเริ่มหนาตาต่างถือกระทงติดไม้ติดมือกันมา บ้างก็นั่งลงตามขั้นบันไดและบรรจงปล่อยกระทงให้ลอยไปกับสายน้ำ
มันเป็นความเชื่อ ผมคงเคยเชื่ออย่างนั้นเมื่อห้าปีก่อนผมได้มาลอยกระทง ณ ที่แห่งนี้กับใครบางคน ใครซึ่งเคยเป็นมากกว่าความรักความผูกพัน ผมและมันมีเหตุบังเอิญให้มาลอยกระทงด้วยกันหลังเลิกเรียนวันหนึ่งซึ่งผมติวหนังสือให้มัน เหตุการณ์วันนั้นไม่มีอะไรให้น่าจดจำ มันและผมเราเป็นเพื่อนกันที่กอดพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
ผู้คนในวันนั้นมากมายเหมือนเช่นวันนี้
บรรยากาศในวันนั้นไม่ต่างจากวันนี้
วันลอยกระทงห้าปีก่อนผ่านเลยไปในความทรงจำจนกระทั่งถึงวันวาเลนไทน์ปีต่อมา มันเป็นวันที่น่าจดจำเพราะสุดท้ายผมกับมันก็กลายมาเป็นแฟนกันในวันนั้น
ถึงแม้รักของเราจะไม่ยืนยาว แต่มันก็เป็นความรักที่สวยงามและน่าจดจำ
วันนั้นกับวันนี้มีความเหมือนและแตกต่างคล้ายกับโชคชะตาได้นำพาให้มาพบเจอ
“ นะ”
“ น้า”
หืม
ผมมาสะดุ้งรู้สึกตัวตอนที่ศีรษะทุยสวยกำลังสีเข้าที่ต้นแขนเป็นเชิงออดอ้อน
“ ไปนะ พี่เบียร์นะ”
“......”
ผมทำหน้างงหันไปมองเต้ยกับแฮมเป็นเชิงขอความคิดเห็น
“ ว่านชวนทุกคนไปลอยกระทงครับ”
เต้ยช่วยไขข้อสงสัยก่อนจะหันไปโบกมือทักทายเพื่อนมันซึ่งเห็นว่าวันนี้ในขบวนแต่งตัวด้วยชุดราชปะแตนอย่างหล่อ แต่บัดนี้มันอยู่ในชุดนิสิตปล่อยชายเสื้อ
“ อ้าวแท็ค”
ไอ้แท็คยิ้มตอนที่ยกมือไหว้ผมและเลิกคิ้วมองคนน่ารักของมันซึ่งเกาะแขนผมอยู่ ผมเลยยักไหล่และเนียนลูบหัวน้องว่านอย่างเอ็นดู อื้อหืมผมนี่ลื่นนุ่มมือมาก ผมยิ้มกวนรุ่นน้องต่างคณะไป จริงๆแค่แกล้งมันเท่านั้นแหละและเจ้ามันคงรู้ดีเลยส่ายหน้าขำๆ
“ ตกลงไปนะทุกคน”
ว่านหันไปถามเพื่อนๆรอบตัว
“ เอาสิ”
“ ไปไหนอ่ะว่าน” ไอ้แท็คถามหวานใจมันสีหย้ายิ้มๆ จนคนข้างกายผมก้มหน้างุดๆตอบเสียงแผ่ว “ ไปลอยกระทง”
“ ไปด้วยสิ”
แท็คมันเอ่ยขอแต่ว่านส่ายหน้าปฎิเสธ
“ ไม่อยากหายเหงาเหรอ” คราวนี้เจ้าแฮมซึ่งเนียนมาช่วยคณะอื่นขายน้ำโน้มตัวมากระซิบถาม ส่วนเต้ยซึ่งโดนล้อก่อนหน้านี้รีบชิงยกนิ้วโป้งให้รูมเมทมันคล้ายกับเห็นด้วย
“ มะ ไม่”
ว่านทำเสียงตะกุกตะกัก ไอ้แท็คเลยเกาหัวมองคนโน้นทีคนนนี้ทีอย่างงงๆ
“ งั้นไป”
ผมตอบยิ้มๆ
“ เดี๋ยวๆ...” ไอ้แท็คร้องห้ามเมื่อเห็นผม เต้ย ว่าน แฮม กำลังจะเคลื่อนขบวนไปแถวสระน้ำ
“ นี่จะทิ้งกูไว้คนเดียวจริงเหรอเนี่ย” มันหันไปถามเต้ยสีหน้าเซ็งๆ
“ เออดิ”
“ อ้าว”
“ มึงไปแล้วใครจะเฝ้าซุ้มขายน้ำ”
ไอ้แท็คพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ทั้งยังทำตาละห้อยใส่น้องว่านจนคนทางนี้หน้าแดงแล้วแดงอีก “ อย่างนี้แท็คก็เหงาแย่สิขายน้ำอยู่คนเดียวอ่ะ” ท้ายเสียงมันจงใจออดอ้อนคนขี้เขินข้างๆผม
“ ไม่ต้องห่วง” ผมพยักพเยิดไปด้านหลังมันก็เห็นรุ่นน้องสองคนจากคณะวิศวะฯและหนึ่งในนั้นเป็นหลานรหัสผมกำลังเดินมาทางนี้ “ เพื่อนช่วยมึงขายน้ำมาละ คราวนี้คงไม่เหงา” ผมหัวเราะขำ
“ โธ่พี่”
“ หึ”
“ มันจะไปเหมือนกันได้ไงเล่า”
“ จะไปไหนกันครับ”
ไอ้จ๊อบซึ่งเปลี่ยนชุดจากการนุ่งโจงกระเบนโชว์ซิกแพ็คและมีสังวาลย์คาดทับตอนอยู่ในขบวนแห่ของคณะวิศวะฯทำเอาสาวแท้สาวเทียมคว้ากล้องมารัวชัตเตอร์กันจ้าละหวั่น บัดนี้มายืนยิ้มหล่อในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์พร้อมๆกับไอ้เต็ป
“ กูจะพาน้องๆไปลอยกระทง”
ผมพูดพร้อมกับผายมือไปข้างๆราวกับตัวเองมีฮาเร็มเป็นหนุ่มน้อยน่าตาน่ารักน่าชังในครอบครอง ส่วนน้องๆทั้งสามเพียงแค่ยิ้มชอบใจ
“ ได้ไงกัน” ไอ้จ๊อบทำหน้านิ่วหันไปมองแฟนหมาดๆของมัน เล่นเอาเต้ยหลบไม่ทันจึงยืนอึกอักท่าทางจะเขิน
“ ทำไมวะ”
“ ก็”
“ ก็อะไร” ผมกอดอกยิ้มๆไม่ต่างจากเพื่อนมันที่ยืนลุ้นในคำพูด
“ พี่จะพาแฟนผมไปลอยกระทงไม่ได้นะ..” ไอ้จ๊อบมันตอบเสียงดังฟังชัดตาก็มองไปยังแฟนมันสีหน้ากรุ้มกริ่ม “ เขาสัญญากับผมแล้วว่าเราจะไปลอยกระทงด้วยกัน”
เต้ยมันปากค้างคงนึกไม่ถึงว่าไอ้จ๊อบจะกล้าพูด และมันไม่ใช่แค่พูดแต่ยังขยับไปโอบบ่าเต้ยอย่างแนบเนียน เล่นเอาคนอื่นๆฮาครืน ผมยักไหล่เดินไปตบบ่ามันแล้วฉวยเอาเต้ยมาโอบไว้
“ มึงนี่น้า จะขอเป็นแฟนกันก็ดันมาเลือกเอาวันนี้ กูแนะนำมึงอย่างนะจ๊อบ...” ผมกระซิบข้างหูมันเบาๆ “..ไปเปิดกรูเกิลแล้วเซิร์สดูดิว่าตำนานการลอยกระทงมหาลัยเราเป็นยังไง”
คราวนี้ไอ้เต็ปขำก๊ากราวกับมันรู้ว่าเรื่องที่ผมกำลังพูดถึง
“ งั้นผมขอไปลอยกับไอ้แฮมนะ” ไอ้เต็ปพูดยิ้มๆตามมองมาข้างหลังผมที่เพื่อนมันยืนหลบอยู่ “...โครตอยากเป็นแฟนมันมานานแล้ว”
“ ไอ้บ้า”
“ โอ้ย”
นี่ก็เขินแรง ถึงขนาดเจ้าแฮมยกขาเตะเข่าไอ้เต็ปอย่างแรงก่อนจะวิ่งหน้าแดงคว้าแขนน้องว่านนำผมไปที่สระน้ำก่อนแล้ว
“ ฮ่าๆๆๆๆๆ”
ไอ้เต็ปขำจนตัวงอสีหน้าสีตามันโครตมีความสุขที่ได้แกล้งแหย่เพื่อนตัวเอง และเหนือสิ่งอื่นใดผมมองเห็นกระแสบางอย่างในแววตาคู่นั้น
เฮ้ย
นี่ผมกำลังนั่งมองความรักของรุ่นน้องพร้อมๆกันสามคู่เลยเหรอเนี่ย
“ ปะ ไปกันเหอะ”
เต้ยมากระตุกแขนผมให้เร่งตามสองคนนั้นไป ติดแต่ไอ้จ็อบมันคว้าแขนอยู่นี่สิ
“ อะไรเล่า”
เต้ยพยายามสะบัดแขนตัวเองไปมาพร้อมกับก้มหน้าก้มตามองพื้น จึงไม่ทันเห็นสีหน้าของไอ้จ๊อบที่ยิ้มเจ้าเล่ห์ ผมถอนหายใจ ส่วนไอ้แท็คไอ้เต็ปส่ายหน้าเดินกลับไปเฝ้าซุ้ม
“ รีบกลับมานะ”
“.....”
“ คิดถึง”
สงสัยคนเจ้าชู้จะคืนสังเวียนเพราะพอไอ้จ็อบพูดจบมันก็ใช้ความเร็วฉกแก้มน้องผมอย่างรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน แล้ววิ่งตัวปลิวไปทิ้งให้เต้ยยืนนิ่งเป็นหุ่น สีหน้าแดงจัดราวกับมีเตาตั้งอยู่บนใบหน้า
“ ไอ้”
เต้ยยกมือค้างตอนที่ไอ้ตัวแสบวิ่งกลับซุ้มไปแล้วก่อนจะยกมือกุมแก้มทำอะไรไม่ถูก
“ หึหึ”
“ น้องพี่แม่ง”
เต้ยบ่นอุบอิบ ผมเลยคว้าบ่ามันเขย่าเบาๆพยายามกลั้นสีหน้ายิ้มเอาไว้สุดกำลังทั้งที่นึกขำใบหน้าน้องจนอยากจะหัวเราะดังๆ
มันมวยถูกคู่จริงๆ
เต้ยมันแอบเอี้ยวหันหลังไปแลบลิ้นใส่แฟนมันที่ซุ้มจนฝ่ายนั้นยักคิ้วใส่อีกที
“ ชิ”
.......
ตอนนี้พวกเราสี่คนถือกระทงคนละอันพร้อมกับโพสถ่ายเตรียมถ่ายเซลฟี่กันสุดฤทธิ์ น้องๆดูสนุกสนานเพราะบริเวณสระน้ำคนเยอะจริงๆ ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วยิ้มกว้างเมื่อเห็นแสงสว่างจากประกายของพลุที่ถูกจุดขึ้นเป็นรูปดอกไม้ไฟสวยงามจนอดไม่ได้ที่ต้องคว้ากล้องถ่ายรูปที่พกติดตัวมาตลอดขึ้นมารัวชัตเตอร์เสียหลายภาพ
“ มาอธิษฐานแล้วลอยกระทงกัน”
น้องว่านกับเจ้าแฮมจับมือกันและค่อยๆช่วยประคองกระทงน้อยในมือและย่อตัวลงในบันไดขั้นสุดท้ายก่อนจะถึงพื้นน้ำ เห็นทั้งคู่งึมงำในคออยู่นานสองนานก่อนจะค่อยๆปล่อยกระทงน้อยลงพื้นน้ำแล้วใช้มือวักให้กระทงนั้นได้ล่องลอยไปเสร็จแล้วผมกับเต้ยก็เข้าไปแทนที่
ผมนิ่งมองแสงสว่างจากเทียนไขเล่มยาว แสงนวลตาของเทียนสว่างไสวชวนให้เกิดความคิดบางอย่าง กลิ่นธูปฉุนจมูกแต่ควันของมันล่องลอยเอื่อยขึ้นสู่เบื้องบน กระทงใบหน้าอันน้อยถูกประดับไปด้วยดอกไม้หลากหลาย ความสวยงามของมันทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อน
ผมอมยิ้มและบรรจงปล่อยกระทงให้ล่องลอยไปในสายน้ำของสระใหญ่ เพียงแค่วักน้ำใส่มันก็ลอยละลิ่วไปเรื่อย มันเริ่มห่างไปจากกระทงของน้องๆ ราวกับมีแรงลมพัดพามันไป ผมยืนมองมันนิ่งอยู่อย่างนั้นสุดท้ายกระทงของผมลอยไปชนกับกระทงของใครอีกคนจนมันหยุดนิ่ง แต่เพราะมีแรงกระเพื่อมของกระทงหลายๆอันโดยรอบผลักดันให้กระทงของผมและของใครคนนั้นลอยเคียงคู่กันไป
ผมหยุดยืนนิ่งคล้ายกับลืมหายใจ
ผมยืนมองกระทงของตัวเองที่ลอยเคียงคู่กับอีกอันหนึ่งแล้วไล่สายตามองไปโดยรอบ ในความมืดเพราะแค่แสงสลัวจากไฟสปอร์ตไลท์ในสนามที่ส่องมาเห็นเพียงแค่เสี้ยวหน้าด้านข้างของใครคนหนึ่ง ใครคนนั้นที่มาหยุดสายตาอยู่ที่กระทงอันหนึ่งซึ่งลอยเคียงคู่กับผมอยู่
เพียงแค่เห็นเสี้ยวหน้าหัวใจก็สั่นระรัว
ผมรู้ดีว่าในขณะที่ผมมองเขา เขาก็มองผมเช่นกัน เรายืนมองกันจากคนละฟากฝั่งของสระน้ำ
ระหว่างเรามีสระน้ำขนาดใหญ่ที่ขวางกั้น
แววตาที่คุ้นเคยจ้องมองกันอย่างเงียบๆ กระแสความนึกคิดจากแววตาคู่นั้นกำลังบอกอะไรบางอย่างซึ่งยากจะอธิบาย ในความครึกครื้นและผู้คนที่อยู่รอบกาย แต่เหมือนในหัวใจมีแต่ความเงียบงัน เงียบจนรู้สึกว่าเสียงหัวใจอาจจะดังกว่าเสียงลมหายใจของตัวเอง
ผมพ่นลมหายใจก้มหน้าหลับตานิ่งไปสักพักก่อนจะเงยขึ้นมาเห็นคนๆนั้นกำลังกุมมือกับผู้หญิงคนหนึ่ง สองมือที่สอดประสานกันบ่งบอกถึงสถานะของคนทั้งคู่ รอยยิ้มที่ห่างหายจากใบหน้านั้นกำลังปรากฏขึ้น
ผมกำลังยืนยิ้มมองภาพแผ่นหลังคนที่ทั้งคู่ที่หายไปออกไปจากสายตาเรื่อยๆ แผ่นหลังที่ดูเข้มแข็งองอาจกล้าหาญ แผ่นหลังที่จดจำได้ไม่มีวันลืม สุดท้ายผมมองเห็นแต่ความมืดมิดในจุดๆนั้นราวกับไม่เคยมีใครยืนอยู่บริเวณนั้นมาก่อน
ความมืดมิดที่มีแต่ความเงียบงัน
ผมยกกล้องถ่ายรูปที่คล้องคออยู่ขึ้นมาบักทึกภาพกระทองสองอันที่กำลังล่องลอยเคียงคู่กันไป
“ พี่เบียร์”
“ หืม”
ผมหันไปตามแรงสะกิดของเต้ยซึ่งยืนนิ่งอยู่ข้างๆ
“ มีคนเคยบอกว่าการลอยกระทงก็เหมือนการลอยทุกข์ลอยโศก”เต้ยมันหันมายิ้ม “ ลอยความเจ็บปวดไปกับสายน้ำ”
“ วันใดที่ความเจ็บปวดหมดไป วันนั้นคือวันที่ความสุขจะต้องเกิดกับเรา”
“ ไม่มีใครทุกข์หรือสุขไปตลอดชีวิตหรอก” ผมพูดขึ้น “...ชีวิตก็เหมือนกับสายน้ำมีแต่ไปข้างหน้าไม่มีวันหวนกลับ ทุกข์บ้างสุขบ้างมันเป็นเรื่องธรรมดา”
“ แม่ผมเคยบอกว่ากระทงที่ลอยเคียงคู่กันไปก็เหมือนกับชะตาชีวิตที่สักวันหนึ่งต้องเวียนมาบรรจบกันอีกครั้ง” ผมอมยิ้มมองไปเบื้องหน้าก่อนจะกอดไหล่เต้ยแล้วเดินไปสมทบกับน้องว่านและเจ้าแฮม
.........
.........
“ นั่นเขามุงอะไรกันอ่ะ”
น้องว่านชี้ชวนให้ดูกลุ่มคนจำนวนมากที่ยืนออกันอยู่หน้าซุ้มขายน้ำของคณะเภสัชฯ ตอนที่พวกเราทั้งสี่เดินกลับมาที่ซุ้มถึงกับตกใจในจำนวนคนที่มากเกินปกติ
“ เขามุงอะไรกันอ่ะ”
“ นั่นสิ”
ผมเองก็ส่ายหน้าก่อนจะเดินนำน้องๆ ไปยังจุดเกิดเหตุ นั่นหล่ะถึงเพิ่งจะเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร มันจะไม่ให้ลูกค้าต่อคิวรอซื้อน้ำกันเยอะแยะได้ยังไงในเมื่อพ่อค้าสามหนุ่มกำลังขะมักเขม่นขายน้ำพร้อมบริการอยยิ้มพิมพ์ใจเสียขนาดนั้น
“ เฮ้ย”
ผมถอนหายใจเหล่ตามองน้องว่านที่เบะปากตาจ้องเขม่งมองมือไอ้แท็คที่กำลังทอนเงินให้ลูกค้าสาวสวย ส่วนเจ้าแฮมกำหมัดแน่นมองไอ้เต็ปซึ่งบรรจงเทน้ำอัดลมใส่แก้วน้ำแข็งโดยมีสาวๆยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ และเต้ยมันเพียงแค่กระพริบตาปริบๆมองไอ้จ็อบที่กำลังตักน้ำแข็งโดยมีมือของสาวแท้สาวเทียมวนเวียนช่วยเหลืออยู่
เออเนอะ
ให้มันได้อย่างนี้สิ
“ คงจะขายดีมากสินะ”
“........”
น้องว่านเสียงแข็งตอนที่พวกเราเดินไปใกล้ซุ้มขายน้ำ เสียงนั้นทำให้ไอ้แท็คซึ่งพยายามยื้อมือตัวเองออกจากสาวสวยถึงกับสะดุ้ง
“ เอ่อ”
ไอ้สามตัวนั่นยืนอ้ำๆอึ้งๆคงจะสังเกตประกายไฟจากดวงตาของบรรดาน้องๆผม
“ ของใกล้หมดแล้วนิ”
เจ้าแฮมกอดอกถามยิ้มๆแต่แววตาดุเอาเรื่อง
“ คืออย่างงี้นะ”
“ ว่านจะไปเอาของมาเพิ่มนะ”
ว่าแล้วน้องว่านก็สะบัดตูดหนีไปพอดีกับที่ไอ้แท็คแทบจะกระโจนตามไปติดๆ
“ เอ่อ” เต้ยเกาหัวไม่รู้จะทำยังไงคงเพราะนึกห่วงเพื่อนตัวน้อย “...เดี๋ยวๆ ไปช่วยว่านยกลังน้ำละกัน” เต้ยยิ้มแหยๆให้ทุกคนก่อนจะสาวเท้าตามเพื่อนตัวเองไป แล้วไอ้จ๊อบมันจะอยู่เฉยเหรอมันก็ทิ้งแก้วตามแฟนมันไปอีกคนหน่ะสิ
“ หึ..” ผมส่ายหัวของพวกมัน “...งั้นมึงสองคนเฝ้าซุ้ม กูจะไปถ่ายรูป”
“ อ้าว ได้ไงพี่”
“ ผมไม่อยากอยู่กับมัน”
เจ้าแฮมท้วงเพราะมันกำลังจะอ้าปากขอแยกตัวไป ติดแต่ว่าผมชิงพูดก่อน ไอ้เต็ปมันก้มหน้าเป็นเชิงขอบคุณที่ผมช่วยให้มันสองคนมีโอกาสอยู่ด้วยกัน ถึงแม้แฮมมันจะกะฟึดกะฟัดทำหน้าทำตาไม่พอใจ พร้อมกับค้อนลมค้อนแล้งไปเรื่อย ผมเลยยักไหล่ประมาณว่าเรื่องเล็กน้อย ก่อนจะคว้ากล้องแล้วออกเดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ
เออดี
เด็กวิศวะสองคนมาเฝ้าซุ้มขายน้ำให้คณะเภสัชฯ
ผมยิ้มขำมันสองตัวที่หันมาร่วมมือกันขายน้ำเพราะคนยืนต่อคิวรอเต็ม ถึงอย่างนั้นเจ้าแฮมมันก็กระแทกกระทั้นส่งแก้วน้ำแข็งให้ไอ้เต็ปเทน้ำอัดลมใส่อย่างไม่เต็มใจ แต่ไอ้เต็ปก็ใจเย็นพอที่จะยิ้มและชวนมันคุยทั้งที่อีกฝ่ายไม่แม้แต่มองหน้ามัน ถึงอย่างนั้นพวกมันก็แอบมองกันและกันไปมา
*******************************************************************
“ เดี๋ยวก่อนสิเต้ย”
“ ห่ะ อะไร”
เพราะร้อนรนรีบตามเพื่อนตัวน้อยออกมากลัวว่าเพื่อนจะงอนจนเดินหลงทางไปทั่วเลยรีบตามมาติดๆ เสียแต่คนค่อนข้างเยอะเลยทำให้คลาดกัน แล้วไอ้แฟนหมาดๆนี่ก็ตามติดมาทันควัน
“ โกรธกูเหรอ”
ห่ะ
ผมทำหน้างง
“ เปล่านี่” ผมส่ายหน้าปฎิเสธก่อนจะสบตามันเพิ่งแสดงความจริงใจ “ ทำไมมึงถึงคิดแบบนั้นอ่ะ”
“ ก็อยู่ๆมึงวิ่งออกมา กูก็ใจเสียหมด” มันทำหน้าอ้อนๆเขย่ามือผมไปมา
“ อ๋อ กูตามว่านมา เป็นห่วงว่านหน่ะ ชอบโกรธแล้วเดินไปเรื่อย”
ผมแอบบ่นเพื่อนตัวน้อย
“ ไม่ต้องห่วงหรอก”
“ หืม”
มันพยักพเยิดไปด้านหลังทันได้เห็นไอ้แท็คกำลังคว้ามือเพื่อนตัวน้อยไป ถึงแม้ว่านจะขัดขืนแต่สุดท้ายร่างน้อยๆนั่นก็ถูกไอ้แท็คหอบหายไปกับความมืด
“ เอ่อ”
มันยิ้มขำก่อนจะหันกลับมาเห็นมายืนจ้องแล้วยิ้มอยู่เงียบๆ
“ มองอะไรเล่า”
“ ถามจริง”
“ ว่า” ผมเอียงคอมอง
“ ไม่หึงกันหน่อยเหรอ”
มันถามล้อๆคงเพราะตอนช่วงการแสดงของคณะวิศวะฯที่มันแต่งโจงกระเบนเปลือยอกนั่นแหละ เรียกเสียงกรี๊ดไปทั่วตอนนั้นผมก็แอบเคืองนิดๆ แต่เข้าใจว่ามันเป็นงานและปกติผมไม่ใช่คนขี้หึงอะไรขนาดนั้น
“ เดี๋ยวหึงแล้วมึงจะหนาว”
มันทำตาโตกอดตัวเองทำท่าหนาวสั่นกวนผม
“ เว่อร์”
“ เต้ย”
“ หืม”
“ ตอนนี้มึงเป็นแฟนกูแล้วนะ...” มันกุมมือผมไว้แล้วพูดน้ำเสียงนุ่ม
“...มึงมีสิทธิทุกอย่างในตัวเองกู” “ สิทธิที่จะหึง จะหวง หรือจะห้าม กูให้สิทธิทุกอย่างในตัวกูกับมึง” ตอนนี้ใบหน้าเราห่างกันแค่คืบได้ว่าเดินมาอยู่แถวห้องน้ำของคณะวิศวะฯซึ่งไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่นัก “...แค่มึงคนเดียว”
“ รู้แล้ว”
ผมก้มหน้างุดๆ
“ ต้องพูดว่ารู้แล้วครับแฟน”
มันพูดเองเออเองและหัวเราะเองตอนที่ผมเบ้หน้าใส่มัน
“ จะทำอะไร”
“.....”
“ มึงรู้มั้ย”
“......”
“ การหักห้ามใจตัวเองเวลาอยู่กับมึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากที่สุดสำหรับกู”
“......”
“ จูบนะ”
เอ่อ ปกติไม่เคยขอด้วยซ้ำผมพูดเสียงเบา
“ งั้นแสดงว่าอนุญาต”
“ เปล่า”
“ อื้ม”
สุดท้ายผมก็รู้สึกว่าแผ่นหลังตัวเองกระทบกันผนังโดยมีมันตามประกบปาก
“ หวาน”
“ อื้อ”
“ ยาคลูย์”
มันพูดพร้อมกับหัวเราะจนผมเขินหน้าแดงกับทำท่าเลียริมฝีปากของมัน ผมปิดปากตัวเองแล้วถูไปมาเพราะก่อนหน้านี้ผมกินยาคูลย์ มันคงจะไม่รู้หรอกถ้าหากว่าลิ้นเจ้าเล่ห์นั่นจะไม่สอดเข้ามาในปากและวนจูบอยู่นาน
“ มึงแม่ง”
มันหัวเราะคว้ามือผมที่เตรียมจะทุบมันมาจูบเบาๆ
**** กรี๊ดด มาแล้วเค้ามาแล้ว ก่อนอื่นขอแก้ตัวก่อน ฮ่าๆๆๆ

ที่บอกไว้ว่าจะลงไม่เสาร์ก็อาทิตย์นี้ จริงๆแต่งเสร็จตั้งแต่เมื่อวานค่ะ แต่กานไปซื้อของแจกให้กลุ่มตัวอย่าง
ที่สำเพ็ง แบบว่าใช้เวลาทั้งวัน เหนื่อยมาก

พอมาวันนี้กะว่าจะลงให้ค่ำ แต่แบบว่านั่งแพ็คของให้กลุ่มตัวอย่างซะเพลิน ดูเวลาอีกทีโหดึกมากอ่ะ
แหะๆ เค้าขอโทษ ขอโทษค่ะ หวังว่าคนที่นั่งรอตั้งกะเมื่อวานคงไม่งอนเนอะๆ กานง้อค่ะ ง้อๆๆๆ

ว่าแล้วก็ไปรักหน่วงกะพี่เบียร์ และจิกหมอนกะน้องเต้ยกันดีกว่า อิอิ
แล้วเจอกันนตอนหน้าค่ะ
