"บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ) - แจ้งหมดลิขสิทธิ์/แจ้งขายอีบุ๊ก
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ) - แจ้งหมดลิขสิทธิ์/แจ้งขายอีบุ๊ก  (อ่าน 31470 ครั้ง)

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 6 - update - 01.10.2014
«ตอบ #30 เมื่อ02-10-2014 09:15:53 »

บทที่ 7

     งานอัดเว้นท์ประจำปีนี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่หัวหน้าสำนักงานกิจการต่างประเทศขึ้นกล่าวเปิดงานบนเวที ตามด้วยแฮร์เลอเว่นแฮร์ตส์ อาจารย์ที่ปรึกษาของอัตสึโตะซึ่งเป็นพิธีกรของงานกล่าวถึงความเป็นมาของการจัดงานอัดเว้นท์ จากนั้นก็จะถึงเวลาของการแสดงของนักศึกษาชาติต่าง ๆ
     คนที่มาร่วมงานบ้างก็นั่งที่โต๊ะเก้าอี้ที่จัดไว้บ้างก็ยืนเกาะกลุ่มกันอยู่ที่โต๊ะกลมตัวสูงซึ่งมีแก้วใส่เทียนวางอยู่ตรงกลางโต๊ะพร้อมกับมีหรีดอัดเว้นท์พวงเล็ก ๆ จากกิ่งและใบสนสีเขียวเข้มประดับด้วยลูกสนสีน้ำตาลและริบบิ้นลายตารางสีขาวแดงวางอยู่ข้าง ๆ
     ภายในห้องจัดงาน นักศึกษาใส่ชุดประจำชาติหลากสีหลายแบบเดินกันขวักไขว่ แต่ละชุดมีเอกลักษณ์ทำให้คนเห็นบอกได้ทันทีว่าคนที่ใส่นั้นมาจากประเทศไหน พวกอัตสึโตะในชุดยูกาตะและเสื้อฮัปปิสวมหมวกฟางก็ได้รับความสนใจไม่น้อยทันทีที่เดินเข้ามาในงาน และก่อนจะถึงเวลางานเริ่ม นักศึกษาจำนวนมากต่างก็พากันมาขอถ่ายรูปด้วย
     เมื่อถึงเวลาแสดง อัตสึโตะกับมายะไปเตรียมตัวที่หลังเวที ชินจิเดินมาหาเควินกับเจอโรมที่ยืนอยู่ด้วยกันที่โต๊ะตัวหนึ่ง ส่วนมานูเอลกับยูเลี่ยนแยกไปยืนกับมิโรและฟิลิปรวมทั้งแฟนสาวของทั้งคู่ที่โต๊ะอีกตัวหนึ่ง
     การแสดงของอัตสึโตะกับมายะได้รับความสนใจพอสมควร แม้ว่าจังหวะที่เต้นจะเป็นจังหวะช้า ๆ เอื่อย ๆ เรื่อย ๆ ไม่รวดเร็วสนุกสนานคึกคักเหมือนการเต้นของนักศึกษาที่มาจากประเทศทางแถบแอฟริกาก็ตาม แต่เพราะเครื่องแต่งกายที่สวยงามแปลกตาทำให้มีเสียงปรบมืออย่างชื่นชมดังขึ้นหลังจากที่ทั้งคู่แสดงจบ
     ทันทีที่การแสดงสิ้นสุดลง อัตสึโตะก็ร่ำ ๆ อยากจะถอดยูกาตะออก แต่ทุกคนพากันห้ามไว้อย่างพร้อมเพรียง แถมหมวกฟางก็ถูกยึดไป ชายหนุ่มจึงต้องใส่ชุดยูกาตะของผู้หญิงเดินไปทั่วงานอย่างเลี่ยงไม่ได้
     เมื่อมายะกับอัตสึโตะตามมาสมทบ โต๊ะที่ยืนกันอยู่ก็เล็กไป พวกเขาจึงอพยพกันมานั่งที่โต๊ะยาวตัวที่นักศึกษาจากอัดเลอร์สโฮฟนั่งรวมกลุ่มกันอยู่หลายคน มีบาสเตียนกับลูคัสซึ่งวันนี้ควงสาวตัวจริงของตัวเองเคียงข้างเป็นหัวโจกนำพวกพ้องแซวคนโน้นคนนี้ที่ขึ้นไปแสดงบนเวทีอย่างสนุกสนาน
     “แฟนใหม่บาสตี้ ชื่ออะนา”
     เมื่อพวกมานูเอลนั่งลงที่โต๊ะ มาริโอ้ก็เอนตัวมากระซิบบอกมานูเอลกับยูเลี่ยนเนื่องจากเห็นทั้งคู่ชำเลืองมองสาวหน้าใหม่ข้างตัวหัวหน้าฟลอร์ด้วยความแปลกใจเล็กน้อย
     อัตสึโตะสะกิดมานูเอลทันที ชายหนุ่มก็รีบหันมากระซิบอธิบายว่า
     “บาสตี้ควงสาวคนใหม่มา มาริโอ้บอกว่าชื่ออะนา”
     ส่วนคนที่ตกเป็นหัวข้อความสนใจเห็นอัตสึโตะใส่ชุดของผู้หญิงสีหวานก็แซวเล่นอย่างสนุกปาก แต่คนโดนแซวฟังสำเนียงบาเยิร์นไม่รู้เรื่องและมานูเอลก็ไม่แปลให้ฟังเช่นกัน เขาก็เลยไม่ได้สนใจว่าบอสแซวอะไรเขาบ้าง ชายหนุ่มสนใจดูการแสดงอย่างอื่นบนเวทีแทน
     หลังจากพิธีการและการแสดงทั้งหลายจบลง งานก็เปลี่ยนไปเป็นปาร์ตี้ธรรมดาเหมือนทุกครั้ง เสียงเพลงคริสต์มาสเปลี่ยนเป็นเพลงจังหวะคึกคักสนุกสนาน ยิ่งดึกเพลงก็ยิ่งดัง พื้นที่หน้าเวทีกลายเป็นฟลอร์เต้นรำ คนมาร่วมงานดื่ม กิน เต้นกันอย่างสนุกสนาน
     ชินจิโดนทิ้งตามเคย เขายืนคุยกับเจอโรมอยู่ที่โต๊ะขณะที่เควินออกไปวาดลวดลายอยู่กับกลุ่มเพื่อน ๆ หน้าเวที ชินจิไม่พอใจจนเปลี่ยนเป็นความเซ็งเต็มที ยิ่งเซ็งเขาก็ยิ่งดื่ม
     “นายไม่ออกไปเต้นกับเควินล่ะ” เจอโรมถาม ชินจิส่ายหน้า
     “ฉันไม่ค่อยชอบเต้น เต้นไม่เป็น” ชายหนุ่มตอบ ให้เขาออกไปเต้นก็ขายหน้าเปล่า เขาไม่กระดิกสักนิดเรื่องดนตรีเรื่องจังหวะ แค่ปรบมือให้เข้าจังหวะเขายังทำไม่ได้เลย ถ้าต้องออกไปเต้นจริง ๆ เขาก็ทำได้แค่โยก ๆ หัวนิดหน่อยพอเป็นพิธีแค่นั้นแหละ
     “นายล่ะ ออกไปเต้นก็ได้นะ ฉันอยู่คนเดียวได้”
     “ไม่เป็นไร ตอนนี้ยังไม่ค่อยอยากเต้น ไว้ดึก ๆ หน่อยค่อยออกไป”
     “นายรู้จักกับเควินมานานแค่ไหนแล้ว” ขินจิชวนคุยเรื่อยเปื่อย
     “ตั้งแต่มาเรียนที่นี่แหละ เจอกันตามงานปาร์ตี้บ่อย ๆ ก็สนิทกันไปเอง”
     “ถ้านายเรียนจบ นายจะทำงานที่นี่ไหม หรือนายจะกลับประเทศ”
     “คงไม่กลับ ที่กาน่าไม่ค่อยมีอะไร อยู่ที่นี่มีอะไรทำเยอะกว่า”
     “นายมาจากกาน่าเหรอ”
     ชายหนุ่มไม่เคยได้ยินชื่อประเทศนี้มาก่อน แต่ก็รู้สึกดีใจที่จะมีหัวข้อคุย เขาก็เลยถามเจอโรมถึงประเทศกาน่า แล้วก็คุยกันเรื่อย ๆ จนเควินเดินกลับมาหา
     “อีกสองอาทิตย์คริสตอฟจะมา” ชายหนุ่มบอกเจอโรม มือของเขากอดไหล่ชินจิไว้ แต่ไม่สังเกตว่าคนรักยืนนิ่ง ไม่มีท่าทีจะกอดตอบเหมื่อนที่เคย
     “ยอดเลย ไม่ได้เจอหมอนั่นมาตั้งนาน แล้วมันมาคนเดียวหรือมากับใคร”
     “คนเดียว ให้นอนห้องฉันก็ได้ เดี๋ยวฉันไปนอนห้องชินจิชั่วคราว”
     เควินคุยกับเจอโรมโดยที่ไม่ปรึกษาชินจิสักคำจนชายหนุ่มชักโมโห แต่เขาไม่อยากโวยวายต่อหน้าคนอื่นในงานแบบนี้จึงแค่เพียงถามขึ้นเสียงเย็นว่า
     “ใครจะมา”
     “เพื่อนเราสองคนจะมาเยี่ยม คงมาพักที่ห้องฉันสักสองสามวัน”
     เควินตอบ ชายหนุ่มไม่ได้สังเกตอะไรทั้งนั้น เจอโรมเสียอีกที่จับน้ำเสียงที่ผิดแปลกไปของชินจิได้ เขาจึงพูดว่า
     “นายถามชินจิแล้วรึยังว่าโอเคไหม”
     “ถามทำไม ชินจิโอเคอยู่แล้ว แฟนฉันน่ารักพูดง่ายจะตาย เนอะชินจิ นายไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมถ้าเราจะเปลี่ยนไปนอนที่ห้องนายตอนนั้น”
     พูดแบบนี้ใครจะมีปัญหาได้ ชินจิคิด ก่อนจะพยักหน้ารับ
     “นายสองคนนี่เข้ากันดีนะ” เจอโรมเปรยยิ้ม ๆ “วันนี้ชินจิแต่งตัวน่ารัก พวกนายสองคนได้ถ่ายรูปกันบ้างรึยังเนี่ย ฉันถ่ายให้แล้วกัน”
     “เออ เกือบลืมเลย เอาสิ ๆ” เควินว่าพลางโอบตัวชินจิเข้ามาใกล้ ให้เจอโรมถ่ายรูปคู่ให้รูปหนึ่ง พอจะถ่ายรูปที่สอง เควินก็หอมแก้มชินจิพร้อมกับเสียงกดปุ่มถ่ายภาพดังขึ้น ชินจิเอามือกุมแก้มด้วยความอายนิด ๆ ขณะที่เควินดึงโทรศัพท์จากมือเพื่อนมาดูรูปคู่รูปที่สองพลางยิ้มอย่างพอใจ
     “น่ารัก เอารูปขึ้นล็อคสกรีนดีกว่า”
     เสร็จแล้วก็เอามาอวด ความขุ่นเคืองใจของชินจิจึงมลายหายไปอย่างรวดเร็วเหมือนกับตอนที่มันเกิด และแม้ว่าเควินจะทิ้งเขาออกไปเต้นกับเจอโรมอีกครั้งหลังจากนั้น ชายหนุ่มก็ไม่มีอาการไม่พอใจแต่อย่างไร เพียงแค่ตัดสินใจลุกไปนั่งรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ที่โต๊ะของนักศึกษาจากอัดเลอร์สโฮฟเพราะไม่อยากยืนเหงาอยู่คนเดียวที่โต๊ะเท่านั้น
     “มานูเอลล่ะ” ชินจิถามมาริโอ้ที่ขยับไปนั่งอยู่บนตักของมาร์โคเพราะเสียสละเก้าอี้ให้เขา
     “เห็นบอกว่าจะออกไปโทรศัพท์นะ” มาริโอ้ตอบอย่างไม่ค่อยสนใจนัก หันไปกระซิบกระซาบคุยจุ๋งจิ๋งกับคนรักของตัวเองต่อ
ชายหนุ่มชักเป็นห่วง ก่อนออกมาที่นี่ เขาเห็นมานูเอลดูโทรศัพท์แล้วมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก แต่เมื่อถาม มานูเอลก็ไม่ได้ตอบว่าอะไร เพียงแต่ดูเงียบขรึมลง แล้วพอเผลอก็จะแสดงสีหน้าหนักใจคิดไม่ตกออกมาโดยไม่รู้ตัว
     “อ้าว ชินจิ แล้วเควินล่ะ ทำไมไม่มาด้วยกัน”
     ชินจิอยากจะร้องเฮ้อออกมาดัง ๆ เพราะถูกถามแบบนี้ตั้งแต่เดินมานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว ชายหนุ่มนึกอยากจะแฟ่ดใส่คนถามอยู่เหมือนกัน แต่เพราะไม่มีนิสัยขี้เหวี่ยงและหันไปเจอคนถามเป็นหัวหน้าฟลอร์ของตัวเองซึ่งไม่สมควรจะโวยใส่เป็นอย่างยิ่ง เขาจึงได้แต่ทำหน้าเมื่อยนิด ๆ เมื่อตอบว่า
     “ออกไปเต้นอยู่กับเจอโรมแน่ะ”
     “เอาอีกละเจ้านั่น งั้นฝากบอกมันด้วยนะว่าฉันไม่มีปัญหาเรื่องมันจะให้เพื่อนมาค้างที่ห้อง” บาสเตียนพูดแล้วโอบเอวแฟนสาวคนใหม่เดินออกไปจากงาน
     ข้างตัวเขาในเวลาเดียวกัน ชินจิได้ยินเสียงอัตสึโตะพูดด้วยความรำคาญว่า
     “ฉันไม่เต้นกับใครทั้งนั้นแหละ ฉันขี้เกียจ นายสองคนอยากเต้นก็ไปเต้นกันเองสิ”
     พูดจบเพื่อนของเขาในชุดยูกาตะสีชมพูอมส้มหวานก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับประกาศว่า
     “ฉันจะไปห้องน้ำ ไม่ต้องตามมา!”
     ชินจิไม่ได้หันไปมองว่ามายะกับยูเลี่ยนจะทำหน้ากันอย่างไร เพราะตัวเขาเองก็ไม่มีอารมณ์จะใส่ใจคนอื่นในเวลานี้เหมือนกัน ชายหนุ่มเคยสัญญากับตัวเองว่าจะพยายามไม่คิดมาก แต่เอาเข้าจริงก็ทำไม่ได้ ก็ใครมันจะไปทำได้ เขาคิด ในเมื่อรอบตัวมีแต่คู่รัก ข้างตัวนี่ก็มาร์โคกับมาริโอ้ จากที่คุยกันอยู่ดี ๆ เปลี่ยนเป็นจูบกันเสียแล้ว ตรงกันข้ามนี่ก็มัตส์กับเอริค สบตากันผ่านแสงเทียนสุดโรแมนติก โน่นก็เพื่อนเขาที่คณะ จับกันเป็นคู่ ๆ คุยกันแนบชิด คนอื่นเขายังอยู่ด้วยกัน ไม่เห็นใครเป็นเหมือนคู่ของเขากับเควินสักคน
     “ชินจิ อยู่ตรงนี้เอง”
     เจอโรมเดินมาหาเขาพร้อมกับเบียร์สองขวดเมื่อเดินกลับไปที่โต๊ะเดิมแล้วไม่เจอเขา
     “เควินล่ะ”
     “ยังเต้นอยู่ หมอนั่นมันเจอเพื่อนที่คณะ เอาเบียร์ขวดใหม่ไหม” ประโยคท้ายเขาถามเมื่อเห็นขวดเบียร์ตรงหน้าของเพื่อนพร่องไปเกือบหมดแล้ว ชินจิพยักหน้ารับไปอย่างนั้นเอง แล้วก็จำต้องคุยกับเจอโรมเพราะเควินไม่ยอมกลับมาหาเขาสักที
     ความรู้สึกของชินจิดิ่งลงเหวเรื่อย ๆ

ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-80
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 7 - update - 02.10.2014 page 2
«ตอบ #31 เมื่อ02-10-2014 09:23:43 »

ให้ตายสิ  นิสัยโครตต่างกันเลย  ไม่น่าจะไปด้วยกันรอดหรอก
เควินเจ้าสำราญ  สบาย ๆ ไม่คิดอะไรเลย ...
ส่วนชินจิเจ้าระเบียบ แบบแผนในชีวิตเยอะ  ยึดติด  คิดมาก
ไม่รอดแน่ ๆ ... ว่าแต่ไม่ใช่ว่าอัตสึโตะออกไปเจอช็อตเด็ดมานูเอลกับแฟนล่ะ

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 7 - update - 02.10.2014 page 2
«ตอบ #32 เมื่อ02-10-2014 10:14:04 »

คัธริน นางอยู่ที่ดืสเซลดอร์ฟค่ะ  :m12:

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 7 - update - 02.10.2014 page 2
«ตอบ #33 เมื่อ02-10-2014 21:26:10 »

     อัตสึโตะเดินออกจากห้องจัดงาน แต่เขาไม่ได้ไปห้องน้ำอย่างที่บอกมายะกับยูเลี่ยน ชายหนุ่มแค่หาข้ออ้างไม่ให้สองคนนั้นตามติดเขาเป็นเงาตามตัวเท่านั้น
     ชายหนุ่มไม่เคยเข้ามาในตึกคณะในบริเวณแคมปัสกลางมาก่อนจึงถือโอกาสเดินดูโน่นดูนี่เรื่อยเปื่อยและสุดท้ายอัตสึโตะก็หลงทิศเดินหลุดออกมาทางประตูข้างที่เปิดออกสู่จัตุรัสเฮเกลซึ่งเป็นสนามหญ้ากว้างอยู่หลังแนวต้นไม้
     ถึงแม้อากาศจะหนาวและชุดที่ใส่อยู่เป็นเพียงยูกาตะที่เนื้อผ้าไม่หนานัก แต่อัตสึโตะก็ไม่สนใจ กลับเดินฉับ ๆ ตรงไปทางสนามหญ้า
     “มานูเอล”
     เสียงเรียกของอัตสึโตะทำให้ร่างสูงใหญ่ที่นั่งพิงต้นไม้ต้นหนึ่งอยู่หันกลับมามองอย่างรวดเร็ว
     “อัตสึโตะ”
     “นายมานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้คนเดียวมืด ๆ เนี่ย” อัตสึโตะถามเมื่อเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ โดยไม่สนใจว่ายูกาตะที่ใส่อยู่จะเปรอะเปื้อนหรือไม่
     “ออกมาโทรศัพท์นิดหน่อย” ชายหนุ่มตอบ
     สีหน้าของมานูเอลที่แสดงออกมาในขณะนี้ทำให้แม้แต่คนที่ไม่ค่อยคิดอะไรมากอย่างอัตสึโตะยังรับรู้ได้ว่ามีอะไรผิดปกติ ชายหนุ่มเอื้อมมือมาจับแขนเขาไว้
     “นี่นายเป็นอะไรรึเปล่า”
     “เปล่า”
     “ถ้านายคิดว่าฉันเป็นเพื่อนก็อย่าปิดบังอะไรฉัน”
     อัตสึโตะดักคอ อีกฝ่ายถอนหายใจนิด ๆ แล้วเล่าว่า
     “ฉันเพิ่งโทรคุยกับคาธี่ คริสต์มาสคงกลับไปเจอกันที่บ้านที่เกลเซ่นเคียเช่น”
     “ก็ดีสิ นายไม่ได้เจอแฟนมานานแล้วไม่ใช่เหรอ” อัตสึโตะพูด และน่าแปลกที่ในใจของเขามันรู้สึกโหวง ๆ เมื่อคิดว่ามานูเอลจะกลับไปเจอกับคัธริน
     “มันรู้สึก...แปลก ๆ” มานูเอลเว้นวรรคนิดหนึ่ง “ช่วงหลัง ๆ ฉันกับคาธี่ไม่ค่อยได้คุยกัน ทุกครั้งที่อยากคุยด้วย แต่โทรไปคาธี่ก็มักจะยุ่งจนไม่ได้คุยกันสักเท่าไหร่ ฉันก็ได้แต่ส่งเป็นข้อความไป แต่วันนี้จู่ ๆ คาธี่ก็โทรมา พอฉันโทรกลับไปก็บอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย แต่จะไปคุยที่บ้าน ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจยังไงก็ไม่รู้”
     ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาอีกหนึ่งเฮือก
     “นายคิดว่าแฟนนายจะมีคนใหม่เหรอ” อัตสึโตะไม่อยากถามเลย แต่เขาก็ต้องถาม และมานูเอลก็พยักหน้ารับ
     “มันก็แค่สงสัยเท่านั้นแหละ ไม่รู้สินะ อัตสึโตะ แต่บางครั้งคนเรามันก็สังหรณ์เรื่องแบบนี้ได้เหมือนกัน”
     “แล้วถ้าแฟนนายมีใครใหม่จริง ๆ นายจะเสียใจมากไหม”
     “ก็คงเสียใจ” มานูเอลนิ่งไปนิด ยกมือขึ้นลูบหน้า แต่แล้วก็อุทานเสียงหลงด้วยความตกใจเมื่อจู่ ๆ คนข้างตัวก็คว้าคอของเขามากอดจนชายหนุ่มเสียหลักหัวเกือบคะมำจนต้องเอามือยันพื้นไว้
     “เฮ้ย! อะไรของนายเนี่ย!”
     “เห็นนายทำหน้าจ๋อย ๆ แบบนี้แล้วมันน่าโมโหอะ” อัตสึโตะพูด กอดคอเพื่อนเอาไว้ แต่ดูไปแล้วเหมือนกำลังล็อคคออีกฝ่ายมากกว่า
     “ถ้าแฟนนายจะไม่รักนายแล้วจริง ๆ ก็ไม่เห็นต้องเสียใจเลย ยังมีคนอื่นชอบนายอีกตั้งเยอะ”
     “งั้นเหรอ” มานูเอลปลดแขนอัตสึโตะออกจากคอ “แล้วคนที่ว่าเนี่ย รวมนายด้วยรึเปล่า”
     “แน่นอน ฉันก็ชอบนายเหมือนกัน”
     อัตสึโตะตอบอย่างหนักแน่น
     มานูเอลมองสบตากับอัตสึโตะที่จ้องหน้าเขาตาแป๋วอยู่ครู่ก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างขบขัน
     “นายนี่ตรงไปตรงมาดีนะ”
     “หายนอยด์ได้แล้วยัง”
     มานูเอลพยักหน้า แก้มของอัตสึโตะเย็นเหมือนกับมือเขาที่จับอยู่ตอนนี้
     “บางทีฉันก็คิดเหมือนกันว่าฉันอาจจะไม่เสียใจมากอย่างที่เคยคิดก็ได้ ถ้าคาธี่จะเลิกกับฉันจริง ๆ” ชายหนุ่มพึมพำ เขาไม่รู้ตัวสักนิดว่าก้มหน้าลงไปหาอัตสึโตะตั้งแต่เมื่อไร แต่เมื่อริมฝีปากของเขากำลังจะแตะลงบนริมฝีปากของอีกฝ่าย ชายหนุ่มก็กลับหยุดเพียงเท่านั้น แล้วเปลี่ยนเป็นแตะหน้าผากลงกับหน้าผากของอัตสึโตะแทน
     “ขอบใจนะอัตสึโตะ ฉันรู้สึกดีขึ้นมากเลย”
     อัตสึโตะยิ้มทั้งที่กำลังหลับตาอยู่ มือของเขาอบอุ่นอยู่ในมือใหญ่ของมานูเอล ทั้งคู่นิ่งอยู่ในท่านั้นจนรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเย็น ๆ ตกลงมาแตะที่แก้ม
     “หิมะ”
     มานูเอลกับอัตสึโตะลืมตาขึ้นมาพบกับเกล็ดหิมะสีขาวสะอาดโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าสีดำสนิทของคืนวันเริ่มต้นเทศกาลคริสต์มาส อัตสึโตะเงยหน้ามองอย่างชอบใจ
     “หิมะแรกของปีนี้ เราคงมีไวท์คริสต์มาสแน่” มานูเอลพูด
     อัตสึโตะลุกขึ้นยืน ฉุดมือของมานูเอลให้ลุกตามด้วย
     “สวยจังเลย” ชายหนุ่มแหงนมองท้องฟ้าคอตั้งบ่า ถึงจะมาจากประเทศที่มีหิมะ เจอหิมะมาทุกปีจนไม่น่าจะต้องมีอะไรประหลาดใจ แต่เขาก็ยังตื่นเต้นกับหิมะนี้อยู่ดี หิมะแรกในเบอร์ลิน...กับมานูเอล
     “มานูเอล บ้านนายจะมีหิมะยังงี้ด้วยใช่ไหม ตอนคริสต์มาส”
     “แน่นอน สวยกว่านี้อีก”
     ชายหนุ่มรับรอง มือของอัตสึโตะในมือของเขาขยับยุกยิกเมื่อเจ้าตัวเริ่มรู้สึกเขิน มานูเอลจึงปล่อยมือ แล้วเขาก็ถอดเสื้อแจ็กเกตที่สวมอยู่ให้อัตสึโตะใส่
     “ถ้านายเป็นหวัด ฉันคงรู้สึกผิดแย่ที่ทำให้นายต้องใส่เสื้อบาง ๆ ยังงี้ออกมาตามฉัน”
     มานูเอลพูดขณะที่ติดกระดุมเสื้อให้จนเสื้อปิดมาถึงคอ
     “จะเป็นได้ยังไง เสื้อนายตัวใหญ่ขนาดนี้ แล้วก็อุ่นสุด ๆ”
     อัตสึโตะหัวเราะชอบใจ เสื้อแจ็กเก็ตที่มานูเอลสวมให้ตัวใหญ่จนเขาใส่แล้วไหล่ตก แขนก็ยาวคลุมมือทั้งสองข้างจนมองไม่เห็น ชายหนุ่มชูมือทั้งสองข้างขึ้นให้อีกฝ่ายดู แขนเสื้อของมานูเอลส่วนที่เลยออกมาตกห้อยอย่างน่าขัน
     “กลับเข้าไปข้างในกันเถอะ อากาศเริ่มหนาวแล้ว”
     มานูเอลจับมืออัตสึโตะอีกครั้ง จูงให้เดินตามเขากลับเข้าไปข้างใน ระหว่างที่เดินตามกันมาเงียบ ๆ มานูเอลก็บอกคนที่เขากำลังจูงมืออยู่ว่า
     “ต่อไปนี้นายเรียกฉันว่ามานูก็ได้นะ”

     ..........
     ทักทายได้นะคะ จริง ๆ
     คนเขียนขี้เหงา  :hao7:

ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-80
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 7 - update - 02.10.2014 page 2
«ตอบ #34 เมื่อ02-10-2014 22:09:34 »

ถ้ามันง่ายอย่างที่คิดก้อดีสินะ มานูจะได้โสด อิ อิ

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 7 - update - 02.10.2014 page 2
«ตอบ #35 เมื่อ03-10-2014 08:10:30 »

     ชินจิคงต้องจำอัดเว้นท์ครั้งแรกของเขาในเบอร์ลินต่อไปอีกนาน
     ชายหนุ่มไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเปลี่ยนแปลงอารมณ์รวดเร็วขนาดนี้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
     เริ่มแรกเขารู้สึกงอนเควินที่ทิ้งเขาไปสนุกสนานกับเพื่อน แต่แล้วก็หายงอนเมื่อเควินมาง้อมาถ่ายรูปด้วย รู้สึกสนุกขึ้นเมื่อมีเจอโรมเป็นเพื่อนคุย ก่อนจะรู้สึกแย่และเหงาขึ้นมาอีกเมื่อมองไปรอบตัวแล้วเจอแต่คู่รักหวานแหวว จากนั้นก็รู้สึกกังวลเมื่อได้ยินมายะบ่นว่าอัตสึโตะหายไปห้องน้ำนานมากแล้ว มายะชวนเขาไปเดินตามหาอัตสึโตะ เขาจึงไปบอกเควินซึ่งชายหนุ่มก็เพียงพยักหน้านิดเดียว แล้วหันไปเต้นต่อ
     มายะกับเขาเดินออกมาจากห้องจัดงานก็เจออัตสึโตะเดินกลับมาพอดี มีมานูเอลเดินอยู่ข้าง ๆ และที่ทำให้มายะตาโตก็คือ บนตัวของอัตสึโตะมีเสื้อกันหนาวของมานูเอลสวมอยู่
     “นายเอาเสื้อมันมาใส่ทำไมอัตสึโตะ” มายะเอ็ดอึงทันที อัตสึโตะไม่สนใจท่าทางเป็นเดือดเป็นร้อนของเพื่อน บอกง่าย ๆ ว่า
     “ข้างนอกหิมะตกด้วยล่ะมายะ สวยมาก ๆ เลย อยากไปดูไหม”
     เท่านั้นเองมายะก็พยักหน้าหงึก ๆ ทันที แล้วก็เดินตามอัตสึโตะที่ยังใส่เสื้อกันหนาวของมานูเอลอยู่ต้อย ๆ ส่วนเจ้าของเสื้อไม่ได้เดินตามไปด้วย เขาหันมายิ้มให้ชินจินิดหนึ่ง
     “นายล่ะชินจิ ไม่ไปเหรอ”
     เมื่อชินจิส่ายหน้า ชายหนุ่มก็ไม่ว่าอะไร
     “กลับเข้าไปในงานกันไหม”
     ชินจิปฏิเสธอีก มานูเอลจึงกลับเข้าไปในงานคนเดียว ทิ้งให้ชายหนุ่มยืนเคว้งคว้างพร้อมกับความรู้สึกเหงาที่ผุดพลุ่งขึ้นมาอีกระลอกจนทนแทบไม่ไหว ในหัวใจของเขาเกิดคำถามขึ้นมาเป็นครั้งแรก
     นี่เขาคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่ที่ตัดสินใจเลือกรักเควิน
     ชายหนุ่มพยายามปัดความรู้สึกบ้า ๆ แบบนั้นออกไป แล้วหันซ้ายหันขวาหามุมเหมาะ ๆ เพื่อโทรศัพท์กลับไปหาครอบครัวของเขาที่โกเบ
     แม่ของเขาเป็นคนรับสาย และเมื่อได้ยินเสียงแม่ ชินจิก็น้ำตาไหล
     “ผมคิดถึงแม่ อยู่ที่นี่ผมเหงามากเลย”
     แม่ของเขาหัวเราะ นึกว่าลูกชายอ้อนเล่น เพราะร้อยวันพันปีชินจิไม่เคยโทรศัพท์มาบ่นว่าเหงาหรือมีปัญหาอะไร ลูกชายอยู่โตเกียวจนชิน แถมยังเคยบอกว่าชอบ อาจจะหางานทำที่โน่นเลยก็ได้ และตอนมาเบอร์ลินแรก ๆ ก็โทรมาหาหลายครั้ง ทุกครั้งมีแต่ความตื่นเต้น เล่าให้ฟังว่าไปโน่นไปนี่
     “อีกสามเดือนเองนะชินจิ แป๊บเดียวเดี๋ยวก็ได้กลับบ้านแล้ว”
     “ผมอยากกลับบ้านตอนนี้เลย อยากกลับไปกอดแม่” เขากลั้นเสียงสะอื้นอย่างสุดความสามารถ แต่น้ำตาไหลอาบแก้ม ไม่กล้าเล่าให้แม่ฟังว่าเขาทุกข์เรื่องอะไร คนฟังก็นึกว่าลูกชายเหงาจริง ๆ อย่างที่ปากว่า
     “อ้อนอีกแล้ว ลูกคนนี้” แม่ของเขาบ่นมาตามสาย แต่น้ำเสียงเอ็นดู จากนั้นแม่ของเขาก็เล่าโน่นเล่านี่ประสาคนช่างคุย ชินจิฟังพลางเช็ดน้ำตาป้อย ๆ รู้สึกดีขึ้นมานิดหนึ่ง และในที่สุดก็ยิ้มออกมาได้เล็กน้อย
     ชายหนุ่มกลับเข้าไปในงานอีกครั้งหนึ่ง เขาเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับเป็นชุดธรรมดาแล้วและเดินไปสมทบกับเพื่อนที่โต๊ะ อัตสึโตะกับมายะก็กลับมาที่โต๊ะแล้วเหมือนกัน เพื่อนเขายังใส่เสื้อแจ็กเกตของมานูเอลไม่ยอมถอด
     “ชินจิ จะกลับด้วยกันไหม” มายะถาม “หรือนายจะรอกลับพร้อมเควิน”
     “ฉันกลับกับพวกนายดีกว่า” ชายหนุ่มว่า เพราะเห็นท่าสนุกจนไม่สนใจอะไรทั้งนั้นของคนรักแล้วกว่าจะยอมกลับก็คงโน่น งานเลิก เหมือนทุก ๆ ครั้งนั่นแหละ และตอนนี้เขาเองก็ไม่ค่อยอยากเจอหน้าเควินเท่าไรด้วย เอาไว้ค่อยรอเคลียร์ทีเดียวพรุ่งนี้ดีกว่า
     แต่ชินจิไม่ต้องรอถึงพรุ่งนี้อย่างที่ใจคิด เพราะหลังจากที่เขากลับถึงห้องได้ไม่เท่าไร เควินก็กลับมา ชินจินอนในห้องของเควินและเขายังไม่หลับเมื่อคนรักตรงเข้ามาสวมกอดเขาไว้เหมือนกลัวว่าเขาจะหายตัวไปจนคนถูกกอดทำตัวไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง
     “เควิน” ชายหนุ่มเรียก
     “นายร้องไห้ทำไม” เควินถาม น้ำเสียงของเขาดูเป็นห่วงจนชินจิรู้สึกดีขึ้นมากและตัดสินใจที่จะไม่โวยวายอย่างที่อยากทำในตอนแรก ชายหนุ่มกอดตอบเควิน
     “ใครบอกนาย”
     “เจอโรม มันเดินออกไปเห็นนายพอดี”
     “ไม่มีอะไรหรอก คุยกับแม่น่ะ คิดถึงบ้านนิดหน่อยเลยร้องไห้”
     ชินจิปด เควินถามต่อว่า
     “แล้วนายกลับมาก่อนทำไมไม่บอกฉันล่ะ”
     “ก็เห็นนายยังสนุกอยู่เลยไม่อยากไปกวน”
     “ชินจิ นายโกรธฉันรึเปล่า”
     คำถามของเควินทำให้ชินจินิ่งไปนิดหนึ่ง ลังเลว่าจะพูดสิ่งที่ต้องการดีไหม เพราะตอนนี้เขาเองก็รู้สึกดีขึ้นแล้ว แต่คิดไปคิดมา เขาน่าจะพูด เควินจะได้รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร
     “ก็นิดหน่อย นายเอาแต่ปาร์ตี้ ไม่ค่อยกลับมาหาฉันอีกแล้ว”
     “แต่ฉันก็กลับมาหานายนี่นา ยังได้ถ่ายรูปเลย แถมนายก็กำลังคุยสนุกกับเจอโรม ฉันก็เลยคิดว่านายโอเค”
     “ฉันคุยกับเจอโรมเพราะนายไม่อยู่ แล้วฉันก็รู้สึกว่าวันนี้ฉันอยู่กับเจอโรมมากกว่าอยู่กับนายซะอีก จนฉันไม่รู้เหมือนกันว่าระหว่างนายกับเจอโรม ใครเป็นแฟนฉันกันแน่”
     เควินถอนหายใจ แล้วชายหนุ่มก็แก้ตัวด้วยการจูบคนรัก จูบไปพลางฟังคนรักพูดไปพลาง
     “ฉันรู้ว่ามันงี่เง่า แต่ฉันก็รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ”
     “ขอโทษ ฉันนึกว่านายโอเค วันนี้นายก็ดูสนุก เพื่อนนายก็ไปงานกันเยอะ ไม่น่าจะมีปัญหา”
     “ฉันไม่ได้โกรธนายนะเควิน แค่อยากบอกให้รู้ว่าฉันรู้สึกยังไง ฉันรู้ว่านายชอบปาร์ตี้และเมื่ออยู่ในงานนายก็จะเป็นแบบนี้ ฉันก็จะพยายามไม่งี่เง่าให้มันมากเกินไป”
     “ดีใจที่นายบอกว่าไม่โกรธ” เควินพูด แต่คราวนี้เขาไม่ได้สัญญาเรื่องปาร์ตี้อีก เพราะผ่านไปหลายครั้ง แล้วก็พอจะรู้ว่าเขาทำไม่ได้ดีไปกว่านี้หรอก ชายหนุ่มไม่ถกเรื่องพวกนี้อีก แต่ดันร่างของอีกฝ่ายให้นอนลงบนเตียงเพื่อเปลี่ยนเรื่อง ชินจิก็ไม่ใส่ใจคำสัญญาอะไรนั่นอีกเมื่อริมฝีปากของเควินรุกล้ำเข้ามาหา
     ทั้งสองคนกอดกันอยู่บนเตียง แล้วเควินก็พลิกตัวลงมานอนข้างคนรัก ยังคงหอบน้อย ๆ
     “อยู่กับนายแบบนี้ฉันมีความสุขจริง ๆ”
     ชินจิยิ้มอย่างเป็นปลื้ม เรื่องบนเตียงเขาก็พยายามไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ นี่นา ทั้งทาเล็บเอาใจเควิน หรือจะลองสารพัดท่าที่คนรักต้องการก็ตาม
     “วันนี้นายน่ารักมากเลยชินจิ ตอนที่ใส่ชุดสีเข้มนั่นก็ยิ่งน่ารักเข้าไปใหญ่ เจอโรมมันยังชมเลย”
     เควินพูดต่อ ก่อนจะพลิกตัวขึ้นนอนคว่ำ มองคนรักที่นอนหลับตาพร้อมรอยยิ้มด้วยแววตาที่เหมือนลุ้น ๆ พลางถามว่า
     “นายอยากลองเปลี่ยนอะไร ๆ ดูมั่งไหม”
     ชินจิลืมตาขึ้นมามองอย่างงง ๆ
     “เปลี่ยนอะไรล่ะ”
     “ก็เรื่องนี้ เรื่องเซ็กส์น่ะ นายอยากลองอะไรใหม่ ๆ ดูไหม อย่างลองให้เจอโรมมาร่วมด้วย”
     “ไม่นะ! ไม่เอา!” ยังไม่ทันขาดเสียงเควิน ชินจิก็ผุดลุกขึ้นมานั่งทันที หน้าของเขาซีดเผือดเมื่อระล่ำระลักปฏิเสธ
     “ฉันไม่นอนกับคนอื่นนอกจากนาย แล้วฉันก็ไม่ยอมให้นายไปนอนกับคนอื่นด้วย”
     “โอเค โอเค ไม่เอาก็ไม่เอา ฉันล้อเล่นน่า อย่าคิดมากนะชินจิ ฉันก็แค่นึกว่าเผื่อนายอยากจะลองทำอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ ดูบ้างเท่านั้นเอง”
     เควินรีบแก้ตัวพลางเข้ามากอดชินจิที่ตัวสั่นด้วยความตกใจและคาดไม่ถึง
     “ฉันรักนายนะชินจิ ขอโทษ อย่าคิดมากนะ”
     “ฉันก็รักนาย เควิน” ชินจิกอดตอบ “แต่ทีหลังอย่าพูดอะไรแบบนี้อีก ฉันไม่ชอบ”
     “โอเค เข้าใจแล้ว ฉันจะไม่พูดเรื่องนี้อีก”
     เควินสัญญา ก่อนจะกดตัวชายหนุ่มลงกับที่นอนอีกครั้งเพื่อทำให้ชินจิเลิกคิดมากและเป็นกังวลกับเรื่องที่เขาเพิ่งพูดออกไป
ชินจิไม่ขัดขืน แต่ในใจของชายหนุ่มนั้นไม่อาจลืมความรู้สึกผิดหวังในตัวเควินในครั้งนี้ได้อีกเลย

     เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นเมื่อมานูเอลกำลังจะล้มตัวลงนอนในคืนนั้น ชายหนุ่มอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เพื่อให้ตัวเองรู้สึกสดชื่นขึ้นก่อนที่จะเข้านอน ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วไม่จำเป็นเลย แค่เขานึกถึงหน้าของใครบางคนในชุดยูกาตะสีหวาน ๆ แค่นี้ก็พอจะทำให้เรื่องหนักหนาที่อาจจะเกิดขึ้นกับเขาในเร็ววันนี้ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวนัก
     “อ้าว อัตสึโตะ”
     คนที่เขากำลังคิดถึงอยู่เมื่อสักครู่ตอนนี้กลับมายืนอยู่หน้าห้องของเขา แต่หน้าของอัตสึโตะเหมือนมีเรื่องไม่สบอารมณ์ พอเขามาเปิดประตู ชายหนุ่มก็บอกว่า
     “ฉันลืมแว่นตาไว้ในรถนาย”
     คิ้วของอัตสึโตะขมวดเพราะต้องเพ่ง แต่ก็ยังเห็นหน้าของมานูเอลไม่ชัดจนน่าหงุดหงิด
     “ไปเอาเป็นเพื่อนหน่อยสิ ฉันไม่กล้าไปคนเดียว ฉันถอดคอนแท็คเลนส์แล้ว ฉันมองไม่เห็น”
     “เอ นายใช้แว่นตาด้วยเหรอ เห็นใส่แต่คอนแท็คเลนส์” ชายหนุ่มสงสัย
     “ไม่ใช้ แต่ต้องมีในกระเป๋า ไม่งั้นมันไม่มั่นใจ” อัตสึโตะตอบพร้อมกับเขย่าแขนมานูเอลแรง ๆ ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่มีอะไรขัดข้อง เขาปิดห้องแล้วจูงมืออัตสึโตะที่เดินตามเขาต้อย ๆ เหมือนเด็กเหมือนกับตอนที่จูงเดินเมื่อตอนค่ำที่ผ่านมา แต่คราวนี้คงไม่มีใครหรืออะไรมาทำให้เขาต้องปล่อยมือของอัตสึโตะอีก
     “คืนวันศุกร์หน้าโน้น นายว่างรึเปล่า วันศุกร์โน้นที่ถัดจากศุกร์หน้าอะ”
     มานูเอลนึกขำคำที่อัตสึโตะเลือกใช้ ด้วยไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรดีก็เลยใส่คำขยายเยอะ ๆ ให้มันฟังดูไกล ๆ เข้าไว้ อยู่ใกล้อัตสึโตะนี่ทำให้เขารู้สึกสนุกจริง ๆ
     “ว่างนะ ทำไมเหรอ”
     “วันเกิดมาโกโตะซัง จะมีปาร์ตี้สุกี้ยากี้ทำกันที่ห้อง นายไปด้วยกันนะ ฉันอยากให้นายไป มาโกโตะซังก็บอกให้ฉันชวนนาย”
     “ตกลง ฟังดูน่าสนุกดีเหมือนกันนะ” มานูเอลตอบยิ้ม ๆ
     “นี่ มานู” อัตสึโตะเขย่ามือเรียก
     “หือ?” มานูเอลทำเสียงตอบรับในลำคอ
     “ฉันนึกไม่ออกว่าจะหาของขวัญอะไรให้มาโกโตะซังดี นายช่วยฉันเลือกหน่อยได้ไหม ไม่ถนัดหาซื้อของขวัญเลย”
     “เอาสิ ไว้วันไหนว่าง เราไปเดินหาซื้อกัน” มานูเอลรับปาก เขากระชับมือที่กุมมือของอีกฝ่ายแน่นขึ้นอีกนิดเมื่อพูดต่อว่า
     “เดือนนี้มีตลาดคริสต์มาสนะ สนใจไปกันสักวันไหม มีของเยอะเลย แล้วถ้าเราไปที่จตุรัสอเล็กซานเดอร์ก็จะมีเครื่องเล่นให้เล่นด้วย ม้าหมุน ชิงช้าสวรรค์...”
     “ไป ๆ ชิงช้าสวรรค์ ฮูเร่!”
     มานูเอลหัวเราะชอบใจท่าทางตื่นเต้นเอามาก ๆ ของอัตสึโตะ
     ทั้งสองคนเดินจูงมือไปด้วยกันจนถึงที่รถ มานูเอลเก็บกล่องแว่นที่เจ้าของทำตกไว้บนพื้นในรถขึ้นมาเปิด แล้วหยิบแว่นตาข้างในขึ้นมาสวมให้อัตสึโตะ
     ใบหน้าภายใต้กรอบแว่นตาสีดำไม่คุ้นตาเขานัก แต่อัตสึโตะเวลาใส่แว่นก็น่ารักไปอีกแบบหนึ่ง ยิ่งเวลายิ้มจนตาหยีอย่างนี้ด้วยแล้วยิ่งน่ารักจนเขาหายใจขัด ๆ ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ชายหนุ่มต้องข่มใจตัวเองเป็นอย่างมากที่จะไม่ทำอะไรที่ใจจริงเขาอยากจะทำเหลือเกินในตอนนี้
     “ได้แว่นแล้ว กลับเลยเนอะ ข้างนอกนี่อากาศหนาวจัง”
     มานูเอลบอกตัวเองว่าให้อดทน รอจนเรื่องทุกอย่างถูกต้องและชัดเจน เมื่อถึงตอนนั้นเขาจะสามารถทำทุกอย่างที่ใจต้องการได้โดยที่ไม่รู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ เหมือนกับตอนนี้

ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-80
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 7 - update - 03.10.2014 page 2
«ตอบ #36 เมื่อ03-10-2014 15:06:31 »

คนแต่ง ไม่เหงานะ  มีเรามาเมนท์อยู่คนเดียว  อิ อิ อิ
เขาเรียกว่า ...แฟนพันธุ์แท้ ... นะเนี่ยะ
...
ไม่ว่ายังไงก็รู้สึกว่า เควินกับชินจิท่าจะอยู่ด้วยกันลำบาก
คนหนึ่งตึงปานจะขาด  คนหนึ่งหย่อนยานปานย้วย  เฮ้อ

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 7 - update - 03.10.2014 page 2
«ตอบ #37 เมื่อ03-10-2014 16:46:06 »

ไม่เหงาละค่า :sad4:
มีคนอ่านบ้างก็ขอบคุณละค่ะ แต่ลงไปก็หวั่น ๆ ไปนะว่าจะชอบกันรึเปล่า กลัวจะเบื่อกันซะก่อน
เรื่องมันเรื่อย ๆ ไม่ได้ดุเด็ดเผ็ดมันอะไร คือ เขียนยังงั้นไม่เป็นอะค่ะ แหะ ๆ  :hao4:
แต่ก็จะพยายามเต็มที่ค่ะ   

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 7 - update - 03.10.2014 page 2
«ตอบ #38 เมื่อ03-10-2014 22:08:45 »

บทที่ 8

     งานวันเกิดของมาโกโตะในวันศุกร์ไม่มีชินจิ
     อัตสึโตะกับมายะชวนชายหนุ่มแล้ว แต่ชินจิไม่สามารถไปร่วมงานได้เพราะวันนั้นเป็นวันเดียวกับที่เพื่อนของเควินจะมาพอดี
เพื่อนของเควินชื่อคริสตอฟ เป็นผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งทีเดียว ผมสีทรายตัดสั้นอย่างเรียบร้อย ดวงตาเป็นสีฟ้าอมเขียวที่สวยมาก แต่ชินจิกลับรู้สึกอึดอัดเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ชายคนนี้ ดวงตาสีสวยของคริสตอฟมันดูลอย ๆ และไม่เคยเหลือบแลมาทางเขา
     คริสตอฟทำเหมือนกับชินจิไม่มีตัวตน
     หลังจากจับมือและทักทายกันคำสองคำแล้ว คริสตอฟก็ไม่ได้คุยอะไรกับชินจิอีก เอาแต่คุยกับเควินและเจอโรมโดยที่มีชินจิเดินเงียบ ๆ เยื้องไปทางข้างหลังทุกคน
     เควินพาเพื่อนไปดื่มเบียร์ที่ไอริชผับที่ไม่มีการจัดควิซแล้ว แต่จัดแข่งคาราโอเกะแทน
     ชินจิโดนคะยั้นคะยอให้ร้องเพลงทั้งจากเควินและเจอโรม แต่ชายหนุ่มปฏิเสธ เขาร้องเพลงไม่ได้ แต่ถึงร้องได้เขาก็ไม่มีอารมณ์จะร้อง ในเมื่อเขารู้สึกว่าตัวเองเหมือนถูกกันให้เป็นคนนอก
     คริสตอฟคุยกับเจอโรมและเควินในเรื่องที่ชายหนุ่มไม่รู้เรื่องเลย แถมยังพูดกันเร็วมากโดยไม่สนใจว่าชินจิจะฟังรู้เรื่องหรือไม่ เขาจับใจความได้เพียงว่าทั้งสามคนกำลังคุยกันเรื่องบ้านที่ดอร์ทมุนด์ของเควิน ดูเหมือนทั้งคริสตอฟและเจอโรมจะเคยไปกันมาแล้วทั้งนั้น นอกจากนั้นยังมีเรื่องสารพัดวีรกรรมที่ทั้งสามคนทำร่วมกัน ไม่รวมถึงชื่อของคนที่ชินจิไม่รู้จักอีกราวโขยงหนึ่งจากปากของคริสตอฟ
     ชายหนุ่มจึงทำได้แค่เพียงนั่งนิ่งฟังคนทั้งสามคุยกันพลางจิบเบียร์แก้เบื่อไปเรื่อย ๆ เท่านั้น ในใจของชายหนุ่มอดคิดอย่างพาล ๆ ไม่ได้ว่า รู้อย่างนี้เขาน่าจะให้ทั้งสามคนมากันเองเสียให้รู้แล้วรู้รอด ส่วนตัวเขาไปงานวันเกิดของมาโกโตะ ความรู้สึกของเขาคงดีกว่านี้ไม่รู้กี่เท่า
     ในขณะที่ชินจิคร่ำครวญเสียดายอยู่ในใจ อัตสึโตะก็บ่นถึงชินจิด้วยความเสียดายแทนที่เพื่อนอดกินสุกี้ยากี้แสนอร่อยของมายะ
     “ชินจิไปกับเควินครับ ได้ยินว่าเพื่อนมาเยี่ยมจากดอร์ทมุนด์ก็เลยชวนกันไปผับ ชินจิฝากขอโทษมาด้วย แล้วก็ฝากของขวัญวันเกิดมาให้มาโกโตะซังด้วย”
     อัตสึโตะตอบพร้อมกับส่งถุงในมือให้หลังจากที่มาโกโตะถามถึงเพื่อนรุ่นน้องที่ไม่ได้มาด้วย
     ชายหนุ่มนั่งเหยียดขาตามสบายอยู่ในห้องของรุ่นพี่ที่เคลียร์ของออกไปจนห้องว่างพอที่จะวางโต๊ะโคทัตสึได้ บนโต๊ะวางขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ จำพวกถั่วและมันฝรั่งอบกรอบกินแกล้มกับเบียร์ระหว่างรออาหาร ตรงหน้าของอัตสึโตะคนเดียวที่มีแก้วน้ำส้มวางอยู่ ข้างตัวเขา มานูเอลกำลังคุยกับแพร์ เพื่อนข้างห้องร่างสูงโย่งเกือบสองเมตรของมาโกโตะกับเอย์จิซึ่งได้รับเชิญมาร่วมงานด้วยเช่นกัน ส่วนเจ้าของห้องช่วยเอย์จิกับมายะเตรียมของทำสุกี้ยากี้อยู่ในครัว
     “อัตสึโตะท่าทางสนิทสนมกับมานูเอลดีนะ” มาโกโตะเปรยกับเอย์จิ “ตอนแรกฉันยังนึกห่วงว่าเจ้าอัตสึโตะมันจะอยู่ที่นี่ไหวรึเปล่า แต่เห็นได้เพื่อนดีอย่างมานูเอล ฉันก็หมดห่วง”
     มายะที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักกำลังใช้มีดหั่นผักกาดขาวออกเป็นสองท่อน เสียงมีดกระทบเขียงไม้ดังปัง
     “อะไรวะมายะ อิจฉารึไง” เอย์จิหันมาแซวยิ้ม ๆ
     ชายหนุ่มร้องฮึในลำคอ ถามมาได้ว่าเขาอิจฉาไหม...
     บอกเลยว่าที่สุด!
     เขาโคตรอิจฉาไอ้หมียักษ์นูเทลล่านี่เลย แค่เขาประมาทไปนิดเดียวเท่านั้นที่ปล่อยให้มันดอดพาอัตสึโตะไปชมหิมะด้วยกันสองต่อสองได้ ตั้งแต่นั้นมาอัตสึโตะก็ดูจะติดมันมากเหลือเกิน
     “มานู ไอ้นี่มันเล่นยังไงอะ” เสียงของอัตสึโตะดังเข้ามาในครัว
     เอย์จิกับมาโกโตะอมยิ้ม ก่อนที่ฝ่ายหลังจะหันมาแหย่รุ่นน้องที่ยืนหั่นผักหน้าหงิก
     “เรียกชื่อเล่นกันแล้วเว้ยเฮ้ย”
     “โธ่ รุ่นพี่คร้าบ ให้กำลังใจกันบ้างเหอะ แค่นี้ผมก็เจ็บช้ำพออยู่แล้วนะ” มายะวางมีดหันมาโอดครวญอย่างน่าสงสาร แต่รุ่นพี่ทั้งสองคนกลับหัวเราะเบา ๆ แล้วเอย์จิก็เป็นฝ่ายตบไหล่รุ่นน้องหนัก ๆ เป็นการให้กำลังใจอย่างที่เจ้าตัวต้องการ
     มาโกโตะ เอย์จิและมายะช่วยกันลำเลียงของสำหรับสุกี้ยากี้ออกมาตั้งที่โต๊ะโคทัตสึซึ่งมานูเอล อัตสึโตะและแพร์ช่วยกันเก็บกวาดขวดเบียร์และซองขนมกินเล่นออกไปจนหมดแล้ว
     ตรงกลางตั้งหม้อสุกี้หม้อใหญ่ใส่น้ำซุปสีเข้ม ข้าง ๆ มีเตาไฟฟ้าใบเล็กที่สามารถเอาเนื้อกับผักลงไปย่างได้ มายะกับเอย์จิช่วยกันคีบเนื้อ เต้าหู้ เส้นบุก ต้นหอม เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม และผักกาดใส่ลงไปในหม้อสุกี้ มาโกโตะคีบเนื้อ หอมหัวใหญ่และหน่อไม้ฝรั่งลงไปย่างในเตาเล็ก อัตสึโตะเปิดเบียร์ขวดใหม่แจกทุกคน ขณะที่มานูเอลรินน้ำส้มเติมลงในแก้วให้อัตสึโตะ
     “ว้าว น่ากินจัง” แพร์ร้องอุทาน แล้วเมื่อของในหม้อสุก ทุกคนก็ชูแก้วและขวดเบียร์ชนกันพร้อมกับประสานเสียงว่า
     “สุขสันต์วันเกิดมาโกโตะ!”
     “เสียดายชินจิไม่ได้มาด้วย” อัตสึโตะบ่นพลางคีบเนื้อเข้าปากอย่างมีความสุขไปพลาง เนื้อนุ่ม ๆ ชุบไข่แล้วเอาเข้าปากนี่มันอร่อยยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น
     “เอาไว้เราค่อยทำกินกันที่ห้องอีกก็ได้ ชินจิจะได้กินด้วย” มายะเสนอ
     มาโกโตะหันไปถามมานูเอลว่า
     “เป็นไงมั่ง โคทัตสึกับสุกี้ยากี้”
     “เจ๋งมาก สุกี้อร่อยมากเลย กินอะไรร้อน ๆ ตอนที่นั่งให้ขาอุ่นอยู่ในโต๊ะนี่ก็สุดยอดไปเลย”
     มาโกโตะหัวเราะด้วยความชอบใจ เขาชูนิ้วโป้งให้เพื่อน
     “นายเป็นคนญี่ปุ่นได้แล้วล่ะ”
     “เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย กินผักกันบ้างสิพวกนาย” เอย์จิเอะอะ เมื่อเห็นต่างคนต่างคีบเนื้อจนเนื้อหม้อใหญ่หมดไปในพริบตา
     ทั้งหมดรับประทานไปพลางคุยกันไปพลางอย่างสนุกสนาน (มายะเลิกค้านเรื่องคุยระหว่างกินไปนานแล้ว) มาโกโตะกับเอย์จิช่วยกันเผารุ่นน้องโดยเฉพาะอัตสึโตะจนเกรียม มานูเอลก็เล่าให้คนอื่น ๆ ฟังเรื่องบ้านของเขาและชีวิตที่เกลเซ่นเคียเช่น แพร์กับเอย์จิคุยกันเรื่องงานวันปีใหม่ที่จะมีปาร์ตี้และดอกไม้ไฟสวย ๆ พวกเขากำลังจะได้พักเบรกคริสต์มาสในอีกสิบวันข้างหน้า ทุกสิ่งทุกอย่างดูสดใสสวยงามไปหมด
     เสียงโทรศัพท์มือถือของแพร์ดังขึ้น ทุกคนจึงเงียบเสียงลงเพื่อไม่ให้รบกวน เสียงของชายหนุ่มที่กำลังพูดโทรศัพท์กับใครบางคนจึงดังชัดเจน
     “ไม่เป็นไร ยินดีเพื่อน เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง” แพร์พูดแล้วเงียบฟังปลายสาย
     “เปล่า ฉันอยู่ที่ห้องมาโกโตะ อ้าว นายอยู่หน้าห้องฉันเหรอ” แพร์อุทาน เขาลุกขึนจากโต๊ะพร้อมกับพูดใส่โทรศัพท์ว่า
     “มาที่ห้องมาโกโตะเลย เดี๋ยวฉันออกไป”
     “ใครมาน่ะ” เอย์จิถาม แพร์หันมาบอกว่า
     “โทนี่ มันจะเอาของมาคืนฉัน”
     ทุกคนในห้องเงียบก่อนจะเบนสายตาไปที่เจ้าของห้องและเจ้าของวันเกิดเป็นตาเดียว มาโกโตะทำหน้าเซ็ง ๆ
     “ปาร์ตี้เหรอ” คุณชายโทนี่ถามเมื่อเยี่ยมหน้าเข้ามามองในห้องและเห็นคนเต็มไปหมด ชายหนุ่มอยู่ในชุดกันหนาวเต็มยศเห็นชัดว่าเพิ่งกลับมาจากข้างนอกและยังไม่ได้กลับเข้าห้องตัวเอง เขาโบกมือทักมานูเอลที่เขารู้จักก่อนแล้วตามด้วยคนอื่น ๆ ในห้อง
     “วันนี้วันเกิดมาโกโตะ” แพร์บอก
     “เข้ามาฉลองด้วยกันสิโทนี่ อาหารยังเหลืออีกเพียบ” เอย์จิชวน
     มาโกโตะมองหน้าเพื่อนทันที แต่เอย์จิทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
     โทนี่ไม่ทันจะตอบรับหรือปฏิเสธก็ถูกแพร์ดึงตัวเข้ามาในห้องแล้ว และถูกดันให้นั่งข้าง ๆ เจ้าของงาน
     “วันเกิดนายเหรอ สุขสันต์วันเกิดละกัน” โทนี่พูดและมาโกโตะก็พยักหน้ารับอย่างเสียมิได้
     “อะไรอยู่ในกล่องน่ะโทนี่” อัตสึโตะถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น โทนี่จึงยกกล่องที่ถือมาด้วยวางลงบนโต๊ะตรงหน้ามาโกโตะ แต่เขาหันไปบอกแพร์ว่า
     “ที่บ้านส่งขนมมาให้ ฉันก็เลยแบ่งมาให้นาย” พูดจบก็เปิดฝากล่องออกให้ทุกคนเห็นเค้กช็อกโกแลตก้อนใหญ่ที่หน้าเค้กเป็นช็อกโกแลตสีน้ำตาลเข้มแวววาวดูฉ่ำน่ากินอย่างที่สุด
     มาโกโตะกลืนน้ำลายดังเอื้อก แทบหลุดมาดนิ่งและเนี้ยบที่อุตส่าห์รักษามาเป็นอย่างดี
     ช็อกโกแลตเค้กแบบนี้นี่ของโปรดเขาเลย
     “พอดีเลย เราได้เค้กวันเกิดให้มาโกโตะแล้ว” เอย์จิพูดยิ้ม ๆ
     “พูดมากน่าเอย์จิ นี่มันของแพร์” มาโกโตะดุเพื่อน แต่แพร์ยิ้มกว้าง
     “ก้อนใหญ่ยักษ์ยังงี้ฉันกินไม่หมดหรอก โทนี่ ไม่ว่าอะไรนะถ้าเราขอเอาเค้กของนายมาฉลองวันเกิดให้มาโกโตะ”
     “ก็เอาสิ” โทนี่พูดอย่างไม่ค่อยสนใจ และมาโกโตะก็ทำท่าเหมือนกันไม่มีผิดเมื่อพูดลอย ๆ ว่า
     “ขอบใจ”
     อัตสึโตะมองมาโกโตะสลับกับโทนี่ด้วยสายตางง ๆ แล้วหันไปมองมานูเอล ฝ่ายหลังยักไหล่เป็นทำนองว่าไม่รู้เหมือนกัน ขณะที่มายะเอียงตัวมากระซิบกับเพื่อนทั้งสองคนว่า
     “ฉันว่าฉันสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างระหว่างสองคนนี้ว่ะ”

     ชินจิกลับมาถึงห้องพักด้วยอาการหมดแรง นี่มันเป็นวันที่เขารู้สึกเหนื่อยที่สุดในชีวิต ไม่ใช่แค่เหนื่อยกาย แต่เหนื่อยใจร่วมด้วย พวกเขาออกจากไอริชผับและไปต่อกันที่ดิสโก้เธค
     ในร้านแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นลักษณะของผับที่ให้นั่งคุยพร้อมกับดื่ม และส่วนที่สองซึ่งอยู่ด้านในเปิดไฟสีต่าง ๆ ด้านหนึ่งยกพื้นเป็นเวที อีกด้านหนึ่งมีโต๊ะกลมตัวสูงวางกระจายอยู่ทั่วบริเวณ
     เข้ามาข้างในได้ เควิน เจอโรมและคริสตอฟก็ตรงเข้าไปในส่วนที่เป็นดิสโก้เธคทันที ชินจิเดินรั้งท้ายคนอื่นและก็ได้แต่ยืนดูทั้งสามคนออกไปวาดลวดลายบนฟลอร์กันอย่างสนุกสนาน อันที่จริงแล้ว เธคนี้เปิดเพลงได้ไม่เลวเลย แต่ดนตรีจังหวะสนุก ๆ และเพลงที่กำลังเป็นที่นิยมก็ไม่ได้ช่วยให้ชายหนุ่มรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้
     “ฉันจะไปสั่งเครื่องดื่ม นายจะเอาอะไรไหม ฉันจะสั่งให้” ชินจิพยายามผูกมิตรกับเพื่อนของเควิน แต่ไม่ค่อยได้ผลเท่าไร คริสตอฟยังไม่ค่อยพูดกับเขาอยู่เหมือนเดิม และครั้งนี้ก็เพียงแต่ส่ายหน้า คนชวนจึงได้แต่ถอนใจ แล้วก็ออกไปสั่งเครื่องดื่มที่บาร์ด้านนอก ชายหนุ่มเพิ่งค้นพบว่าตัวเองชอบค็อกเทลมากกว่าที่คิด ชินจิสั่งเตกีล่าซันไรส์ให้ตัวเองเป็นแก้วที่สองแล้ว เขาเคยกลัวว่าตัวเองจะเมาจนทำให้เควินต้องลำบากอีก แต่วันนี้เขาไม่อยากใส่ใจแล้ว
     ชินจิยืนอยู่คนเดียวอีกครั้ง เพราะเมื่อกลับมาที่โต๊ะพร้อมเครื่องดื่มแก้วใหม่ คริสตอฟก็ออกไปเต้นกับเพื่อนทั้งสองแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ยืนอยู่คนเดียวนาน เพราะครู่ต่อมาก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาทักเขา
     “สวัสดี ไม่ออกไปเต้นล่ะ”
     ชายหนุ่มไม่ค่อยชอบพูดกับคนแปลกหน้า แต่จากหางตา เควินไม่สนใจเขาเลยเพราะกำลังสนุกสนาน ตอนนี้ก็ย่อตัวลงไปนั่งแล้วให้คริสตอฟขี่คอพาแบกไปทั่วฟลอร์
     ชายหนุ่มรู้สึกหึงคริสตอฟกับเควินขึ้นมานิด ๆ เขาจึงยิ้มแล้วชวนชายหนุ่มแปลกหน้าคุยพร้อมกับเหลือบตามองไปทางเควินเป็นระยะ
     ชินจิคิดว่าตัวเองคุยกับเพื่อนใหม่อยู่นานพอที่จะทำให้เควินหันมาสนใจและสงสัยบ้าง แต่ก็ไร้ผล สุดท้ายชายหนุ่มก็เลิก เพราะคิดว่าการยั่วให้หึงแบบนี้มันงี่เง่าและมันก็ยิ่งงี่เง่าหนักขึ้นเมื่อทำแล้วเป้าหมายจะสนใจหรือก็เปล่า เขาจึงตอบชายหนุ่มคนนั้นไปหลังจากถูกถามว่า จะนัดเจอชินจิหลังจากนี้ได้บ้างหรือไม่
     “คงไม่ได้หรอก ฉันมีแฟนแล้ว ผู้ชายใส่เสื้อสีดำคนนั้นน่ะ คงไม่สะดวกจะนัดพบคนอื่นอีก”
     เพื่อนใหม่ล่าถอยไปแล้ว ชินจิจึงได้กลับมายืนจิบเครื่องดื่มเงียบ ๆ ต่อไปตามเดิม
     พวกเขากลับมาถึงหอพักราว ๆ ตีหนึ่ง เควินคลานขึ้นเตียงทันทีพร้อมกับดึงตัวชินจิให้นอนด้วยกัน เวลานอนเควินไม่ชอบใส่เสื้อผ้า ชินจิก็เลยต้องถอดด้วย เหลือเพียงแต่กางเกงชั้นใน นอนกอดซ้อนหลังเควินเหมือนเดิม
     ชินจินอนหลับไม่ค่อยสนิทนัก ชายหนุ่มลุกขึ้นมาแต่เช้าและก็ทำอาหารเช้าตามปกติ เขาทักทายอัตสึโตะกับมานูเอลที่กำลังจะออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งตอนเช้าด้วยกัน รู้สึกดีใจเมื่อทราบว่ามาโกโตะซังชอบของขวัญที่เขาให้
     อาหารเช้าที่ชินจิทำให้ตัวเองคือข้าวสวย ไข่ไก่ต้ม สาหร่ายแผ่น และบ๊วยเค็ม มีซุปมิโสะร้อน ๆ อีกถ้วยหนึ่ง ส่วนอาหารเช้าของเควิน เขาคิดจะทำโยเกิร์ตผลไม้สด ชายหนุ่มหั่นผลไม้สดใส่ถ้วยแช่ตู้เย็นเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว พอเควินตื่น เขาก็เพียงแต่เปิดโยเกิร์ตรสธรรมชาติเทใส่ลงไปเท่านั้น แต่คนที่เข้ามาในครัวก่อนใครคือคริสตอฟ เขามาตอนที่ชินจิกำลังกินข้าวเช้าของตัวเองอยู่พอดี เมื่อเห็นคริสตอฟ ชินจิจึงชวนว่า
     “กินอาหารเช้าด้วยกันไหม”
     ชายหนุ่มหมายถึงนม โยเกิร์ต ไส้กรอก กล้วยหอม ขนมปังในตู้ของเควิน ถ้าคริสตอฟตกลง เขาก็จะไปหยิบมาให้ แต่คริสตอฟฟังแล้วเข้าใจผิด เขาเหลือบมองข้าวสวยกับซุปในถ้วยของชินจิแล้วส่ายหน้าทันทีโดยไม่ต้องคิดเลย ชายหนุ่มบอกชินจิสั้น ๆ ว่า
     “จะขับรถไปซื้อขนมปังที่ร้านใกล้ ๆ นี่ เควินตื่นแล้วบอกด้วย”
     ชินจิรู้สึกว่าตัวเองหน้าชาอย่างไรก็ไม่รู้ เมื่อได้ยินเพื่อนของคนรักพูดแบบนี้ เขาก็เลยไม่ได้บอกเรื่องของกินในตู้ของเควิน แต่จะบอกก็คงไม่ทันเพราะคริสตอฟเดินลิ่ว ๆ ออกไปทันทีที่พูดจบ
     ความรู้สึกอยากผูกมิตรของชินจิแทบหมดลงในวินาทีนั้น ก็ถ้าคนเขาไม่อยากรับไมตรี ชายหนุ่มก็ไม่อยากจะดึงดันเหมือนกัน
     “อรุณสวัสดิ์” เควินทักเมื่อเห็นคนรักนั่งอ่านนิตยสารอยู่ในครัว เขาตรงเข้าไปจูบทักทายแล้วทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้าง ๆ
     “หิวรึยัง” ชินจิถามพลางปิดหนังสือที่อ่านอยู่ เควินพยักหน้า ชายหนุ่มจึงลุกไปทำโยเกิร์ตผลไม้สดมาให้
     “มันดูแปลก ๆ แฮะ” เควินใช้ช้อนเขี่ย ๆ ดูเพราะไม่ค่อยชินกับโยเกิร์ตแบบนี้ ปกติอาหารเช้าของเขากินง่าย ๆ เปิดโยเกิร์ตรสต่าง ๆ เอา หรือขนมปังกับกล้วยหอมสักลูกก็พอแล้ว ไม่เคยต้องมานั่งบรรจงหั่นผลไม้เป็นชิ้นแล้วเอาโยเกิร์ตใส่ลงไปแบบนี้ แต่บ่น ๆ ไปเขาก็กินเข้าไปอยู่ดี
     ชินจิพยายามไม่สนใจให้เสียอารมณ์ ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือนิตยสารที่อ่านค้างอยู่ต่อไป
     เจอโรมตามเข้ามาในครัวอีกคน เขามองหาคริสตอฟ ชินจิจึงบอกตามที่คริสตอฟฝากไว้ เควินเกาศีรษะอย่างงง ๆ บ่นว่า
     “ขนมปังที่นี่ก็มีเยอะแยะทำไมต้องขับรถออกไปซื้ออีก”
     เมื่อคริสตอฟกลับมาในครัวอีกครั้ง เจอโรมกับเควินก็คุยกันเรื่องจะพาคริสตอฟไปไหน (ผับไหน) ต่อดี ชินจิอยากจะมีส่วนร่วมบ้างจึงเสนอว่า
     “ไปเดินตลาดคริสต์มาสกันไหมล่ะ ฉันเห็นในรูป ตรงปราสาทชาร์ล็อตเท่นบวร์กน่ะสวยดีนะ”
     “ตลาดคริสต์มาสเหรอ” เควินย่นจมูก “ไม่เห็นจะมีอะไรเลย ก็แค่เอาของประดับมาขายกันเท่านั้น ไปปีไหนก็ยังงี้เหมือนกันตลอด”
     ชายหนุ่มไปมาหลายครั้งจึงหมดความสนใจ แต่เขาไม่ได้นึกว่าคนรักของเขายังไม่เคยไปเลยสักครั้ง
     ชินจิเม้มริมฝีปากเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ รู้สึกเหมือนถูกหักหน้าต่อหน้าคนอื่นอย่างไรก็ไม่รู้ เควินทำเหมือนเขาเสนอความคิดอะไรไร้สาระออกมาอย่างนั้นแหละ
     “ตลาดคริสต์มาสก็ดีเหมือนกันนะ อย่างน้อยก็มีกลูไวน์อุ่น ๆ ให้กิน” คริสตอฟพูด
     “งั้นก็ได้ เย็นนี้ไปกัน” เควินตกลง
     ชินจิได้ไปตลาดคริสต์มาสแล้ว แต่ทำไมเขาไม่ค่อยรู้สึกดีใจเท่าที่ควรก็ไม่รู้


ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-80
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 8 - update - 03.10.2014 page 2
«ตอบ #39 เมื่อ03-10-2014 22:22:19 »

เฮ้อ รักหรือหลงกันแน่ฟระ ชินจิ
ทุกข์ขนาดนี้ เลิกกันไปเหอะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: "บนทางรัก" - บทที่ 8 - update - 03.10.2014 page 2
« ตอบ #39 เมื่อ: 03-10-2014 22:22:19 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 8 - update - 03.10.2014 page 2
«ตอบ #40 เมื่อ04-10-2014 08:35:08 »

     อัตสึโตะกับมานูเอลก็จะไปตลาดคริสต์มาสเหมือนกัน ทั่วทั้งเมืองเบอร์ลินมีตลาดคริสต์มาสหลายสิบแห่ง มากมายจนเลือกไม่ถูก แต่ทั้งสองคนรวมทั้งมายะและยูเลี่ยนตัดสินใจไปเริ่มต้นกันที่ตลาดคริสต์มาสบริเวณหน้าปราสาทชาร์ล็อตเท่นบวร์ก แล้วโทรศัพท์ชวนมาโกโตะกับเอย์จิออกมาเดินเที่ยวด้วยกัน
     ตลาดคริสต์มาสจัดอยู่ที่หน้าปราสาทชาร์ล็อตเท่นบวร์กซึ่งประดับไฟอย่างสวยงาม ตัวปราสาทถูกจัดไฟให้เปลี่ยนสีไปได้เรื่อย ๆ เป็นสีม่วง สีเขียว สีแดง น่าตื่นตา ทั่วทั้งบริเวณเต็มไปด้วยเต้นท์ขายของหลังคาสีขาวประดับไฟสีส้มเป็นสาย และมีต้นคริสต์มาสต้นใหญ่ประดับไฟสีส้มสว่างอยู่ตรงกลางตลาด
     พวกอัตสึโตะเดินเที่ยวกันไปบนพื้นที่มีหิมะคลุมบาง ๆ ปีนี้หิมะตกค่อนข้างมากและคาดว่าจะตกยาวไปจนกระทั่งคริสต์มาส หลายครั้งที่อัตสึโตะทำท่าจะลื่น แต่มือใหญ่ ๆ ของมานูเอลฉุดเอาไว้ได้ทันทุกครั้ง
     เมื่อมาถึงที่ตลาด ทุกคนพุ่งเข้าไปที่ซุ้มขายเครื่องดื่มก่อนเพื่อสั่งกลูไวน์มาดื่มให้อุ่นท้อง
     “รสชาติมันเป็นยังไงน่ะ” อัตสึโตะที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทใด ๆ มองเครื่องดื่มสีน้ำตาลอมแดงเข้มในแก้วในมือมานูเอลอย่างสนใจ มานูเอลบอกว่ากลูไวน์เป็นไวน์ที่นำมาอุ่นให้ร้อนแล้วผสมเครื่องเทศประเภทกานพลู จันทน์เทศ อบเชยพร้อมกับฝานส้มเป็นแว่นบาง ๆ ใส่ลงไปด้วย นิยมกินกันตอนหน้าหนาวในช่วงเทศกาลคริสต์มาสแบบนี้แหละ
     “ขอชิมหน่อยนะ” พูดจบก็ชิมกลูไวน์จากแก้วของมานูเอล
     “เป็นไงมั่ง” มานูเอลถามเมื่อเห็นอัตสึโตะทำหน้าประหลาด
     “มันแปลก ๆ ดีนะ ขม แต่ก็หวาน หอมด้วย ฉันว่าฉันกินได้นะ”
     “เอาไหมล่ะ” มานูเอลถาม “ฉันจะสั่งให้”
     “แต่ฉันกินทั้งแก้วไม่หมดนะ”
     “ฉันช่วยกินเอง”
     อัตสึโตะจึงตกลง
     นอกจากกลูไวน์แล้ว ขนมในตลาดคริสต์มาสก็เป็นสิ่งที่อัตสึโตะสนใจมากยิ่งกว่าอย่างอื่น ชายหนุ่มไม่สนใจของประดับต้นคริสต์มาส งานฝีมือ ของขวัญ หรือเสื้อผ้าที่ขายกันเป็นส่วนใหญ่ แต่พุ่งเข้าหาร้านขายขนมที่มีขนมสีสวย ๆ แขวนอยู่เต็มหน้าร้าน แล้วก็ชิมโน่นชิมนี่อย่างมีความสุขทั้งนูกัตตัดเป็นชิ้น ขนมเยลลี่เส้นยาว ๆ ช็อกโกแลตหลากรส และอมยิ้มอันกลม ๆ สีสดใส แม้แต่เลบคูเคิ่นหรือคุ้กกี้คริสต์มาสที่ทำเป็นรูปหัวใจดวงใหญ่ตกแต่งด้วยน้ำตาลสีต่าง ๆ และเขียนข้อความหวาน ๆ เช่น “เธอคือยอดดวงใจของฉัน” หรือ “ฉันบ้ารักเธอ” ที่มายะกับยูเลี่ยนซื้อมาให้ ชายหนุ่มก็กัดกร้วมเข้าให้โดยไม่ได้สนใจข้อความบนชิ้นขนมเลยแม้แต่น้อย
     มานูเอลสะดุดตาร้านขายเครื่องประดับต้นคริสต์มาสร้านหนึ่งเข้าจึงหยุดยืนดูตุ๊กตาที่แขวนเป็นพวงอยู่หน้าร้าน แล้วหยิบตุ๊กตาตัวหนึ่งขึ้นมาดูพร้อมกับอมยิ้ม ก่อนจะหยิบเงินส่งให้คนขายตามจำนวนที่ติดเอาไว้ที่ป้าย
     “ฉันให้” ชายหนุ่มส่งของในมือให้อัตสึโตะที่ยืนรอมาโกโตะกับเอย์จิซื้อของอยู่กับมายะและยูเลี่ยน
     “อะไรเนี่ย” อัตสึโตะขมวดคิ้ว ขณะที่มายะกัดฟันกรอด
     “นายจะเป็นคู่แข่งกับฉันอย่างเปิดเผยแล้วใช่ไหม ไอ้นูเทลล่า”
     ยูเลี่ยนมองมานูเอลตาโตเหมือนยังไม่อยากจะเชื่อ แต่มานูเอลไม่สนใจอาการกระฟัดกระเฟียดแบบเวอร์ ๆ ของใครทั้งนั้น เขามองแต่อัตสึโตะ บอกว่า
     “ไอ้ตัวนี้มันเหมือนนาย”
     “ตั๊กแตนเนี่ยนะ” อัตสึโตะอุทาน มองตุ๊กตาตัวเล็กใส่ชุดและหมวกซานต้าสีแดงอย่างงง ๆ
     “เวลานายคิดอะไรไม่ออกทำอะไรไม่ถูก นายจะกระโดด เหมือนไอ้ตัวนี้”
     ถึงจะหมั่นไส้ไอ้หมียักษ์นูเทลล่านี่มากแค่ไหน แต่มายะก็อดขำไม่ได้เมื่อนึกภาพตาม เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อนจนมานูเอลเปรียบเทียบให้ฟังนี่แหละ ยูเลี่ยนก็หัวเราะ ส่วนคนโดนล้อหน้าคว่ำ ทำปากขมุบขมิบบ่นว่าไม่เหมือนสักหน่อย แต่ก็เก็บตุ๊กตาตัวเล็กลงในกระเป๋าเสื้อกันหนาวอย่างทะนุถนอม
     มาโกโตะกับเอย์จิซื้อของเสร็จแล้วก็มาสมทบกับคนอื่น ๆ แล้วตกลงกันว่าจะไปต่อกันที่ตลาดคริสต์มาสที่จตุรัสอเล็กซานเดอร์ที่มีเครื่องเล่นและลานเสก็ตน้ำแข็ง ทั้งหมดนั่งรถไฟเอสบาห์นมาลงที่สถานีจตุรัสอเล็กซานเดอร์ แล้วก็เห็นชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านเด่นสะดุดตาเป็นอันดับแรก
     “โอ้โฮ!” อัตสึโตะอุทานเมื่อต้องแหงนคอตั้งบ่ามองชิงช้าสวรรค์ที่ประดับไฟสว่างไสว
     “นั่น อัตสึโตะ ม้าหมุน” มายะกวักมือเรียกให้มาดูม้าหมุนแบบโบราณขนาดใหญ่เหมือนที่เจอตามคณะละครสัตว์ มีสองชั้น ชั้นบนเป็นระเบียงให้ชมวิวตลาดในมุมสูง ชั้นล่างมีม้าสีขาวหน้าตาเหมือนม้าของเจ้าหญิงในนิทานให้นั่งหมุนไปรอบ ๆ
     “หน้าเต้าหู้แบบนายจะไปนั่งม้าหมุน นึกภาพแล้วขนลุกว่ะ” ยูเลี่ยนจิกกัด
     ตลาดคริสต์มาสที่นี่คนเยอะกว่าที่หน้าปราสาทชาร์ล็อตเท่นบวร์กมาก แต่ก็ยังไม่ถึงขนาดแออัด อัตสึโตะกับคนอื่น ๆ เดินชมเต้นท์ขายของประดับต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ แต่จะหยุดอยู่ตามซุ้มเล่นเกมนานหน่อย เอย์จิปาเป้าได้ของรางวัลมาเป็นบัตรชิงช้าสวรรค์หนึ่งรอบ เขาส่งให้อัตสึโตะ ขณะที่มายะและยูเลี่ยนแย่งกันชวนเสียงขรม
     “ขึ้นกับฉันนะอัตสึโตะ”
     “อัตสึโตะจะนั่งกับฉันต่างหาก ไอ้เด็กบ้า หลบไป”
     “นั่งด้วยกันนี่แหละ” อัตสึโตะตัดรำคาญ และมายะกับยูเลี่ยนมัวแต่ดีใจจนไม่ทันนึกถึงเหตุการณ์สยองที่มึกเกลเซ ประวัติศาสตร์จึงซ้ำรอยอีกครั้ง อัตสึโตะที่ได้รับความร่วมมือจากมาโกโตะและเอย์จิผลักมายะกับยูเลี่ยนเข้าไปนั่งด้วยกันในกระเช้าได้สำเร็จพร้อมกับประตูที่ปิดดังกริ๊ก
     อัตสึโตะหัวเราะชอบใจพร้อมกับโบกมือบ๊ายบายมายะกับยูเลี่ยนที่ทำหน้าเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาใส่หัวอยู่ในกระเช้าที่ค่อย ๆ ลอยสูงขึนเรื่อย ๆ
     “น่าสงสาร” มานูเอลโคลงศีรษะ ก่อนจะหันมาถามว่า “อยากนั่งบ้างไหม ข้างบนนั้นน่ะเห็นได้ทั่วเมืองเบอร์ลินเลยนะ”
     “ไว้วันหลังดีกว่า ตอนที่คนไม่เยอะยังงี้น่ะ”
     อัตสึโตะปฏิเสธ แล้วล้วงโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดูเมื่อรู้สึกว่ามันสั่น
     “ชินจิ ว่าไง” ชายหนุ่มกรอกเสียงลงไป “เอ๋? พวกฉันเหรอ? อยู่ที่จตุรัสอเล็กซานเดอร์ ตรงชิงช้าสวรรค์”
     อัตสึโตะปิดโทรศัพท์แล้วหันมาบอกคนอื่น ๆ ว่า
     “ชินจิจะขอมาเดินด้วยนะ กำลังมาแล้ว ให้เรารอหน่อย”
     “แล้วแฟนเขาล่ะ” มาโกโตะถาม ชายหนุ่มจำชื่อเควินไม่ได้ แฟนของรุ่นน้องคนนี้ไม่ค่อยมาสุงสิงกับพวกเขาเท่าไร เคยเห็นกันผ่าน ๆ ตามงานปาร์ตี้เท่านั้น
     “เควินมากับเพื่อนครับ เพื่อนเขามาเยี่ยมจากดอร์ทมุนด์ ชินจิก็เลยจะมาเดินกับเราแทน”
     ไม่กี่นาทีต่อมาชินจิก็เดินมาสมทบ ใบหน้าของชายหนุ่มดูเหนื่อย ๆ แต่ก็พยายามยิ้มอย่างสดใสให้เพื่อน ๆ
     “มายะกับยูเลี่ยนล่ะ” ชายหนุ่มถามเมื่อมองไม่เห็นทั้งสองคนรวมกลุ่มอยู่ด้วยซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ
     “นู่น อยู่บนโน้น” มาโกโตะชี้นิ้วขึ้นข้างบน
     “เอ๋? จริงรึเนี่ย” ชินจิอุทาน ทำหน้าเหมือนรุ่นพี่เพิ่งบอกให้เขาดูกบมีปีกบินได้
     “นายลองกลูไวน์รึยัง” อัตสึโตะถาม
     “กินไปสามแก้วแล้วล่ะ” ชินจิพูดพลางยิ้มขำ ทั้งที่ใจจริงของเขานั้นขำไม่ออก จะไม่ให้ดื่มถึงสามแก้วได้อย่างไรในเมื่อเขาแทบไม่ได้ไปไหนเลย เมื่อมาถึงที่นี่ เควิน คริสตอฟ และเจอโรมก็เดินหาร้านเครื่องดื่มก่อนเพื่อน แล้วก็ยืนเหมือนรากงอกตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ ไม่ทำอะไรอย่างอื่นนอกจากกินกลูไวน์และสูบบุหรี่คุยกัน สุดท้ายชินจิทนไม่ไหว โทรศัพท์หาอัตสึโตะขอมาเดินเที่ยวด้วย และเมื่อบอกเควิน คนรักของเขาก็พยักหน้าอย่างง่าย ๆ แล้วหันไปคุยกับเพื่อนต่อโดยที่ไม่สนใจเขาอีก
     ชินจิรู้สึกเซ็งและไม่พอใจอย่างมาก
     “งั้นไปเล่นเสก็ตน้ำแข็งกันไหม ฉันอยากเล่น” อัตสึโตะชวน
     ด้านหลังจตุรัสอเล็กซานเดอร์คือศาลาว่าการเมืองสีแดงเข้มประจำเมืองเบอร์ลินและมีน้ำพุขนาดใหญ่ที่ประดับด้วยรูปปั้นเทพเจ้าเนปจูน รอบตัวเขาเป็นรูปปั้นสตรีสี่นางที่เป็นตัวแทนของแม่น้ำสี่สายสำคัญของแคว้นปรัสเซียคือแม่น้ำเอลเบอ ไรน์ วิสตูลา และโอเดอร์ เมื่อถึงเทศกาลคริสต์มาส บริเวณรอบน้ำพุแห่งนี้จะถูกทำให้เป็นลานเสก็ตน้ำแข็งให้ผู้คนได้เข้ามาเล่นกันโดยไม่เสียเงิน
     พวกอัตสึโตะเช่ารองเท้าเสก็ตและลงไปวิ่งรอบ ๆ น้ำพุกันอย่างสนุกสนาน
     ชินจิเห็นอัตสึโตะวิ่งช้า ๆ ไปกับมานูเอลและเมื่ออัตสึโตะทำท่าอะไรประหลาด ๆ จนทำท่าจะเสียหลักล้ม มานูเอลก็จะคว้าแขนเอาไว้ได้ทัน อัตสึโตะที่เกือบล้มจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มและมานูเอลก็จะยิ้มตอบ ทั้งสองคนจูงมือกันเสก็ตไปด้วยกันครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยมือ...
     ชายหนุ่มรู้สึกเจ็บปวดอยู่ในอกไม่น้อยเมื่อมองไปข้าง ๆ ตัวแล้วพบแต่ความว่างเปล่า
     ข้อความจากเควินก็ไม่มีเลย แม้ว่าเขาจะมาอยู่กับพวกอัตสึโตะนานพอสมควรแล้วก็ตาม
     พวกเขาตัดสินใจกลับกันในตอนเกือบ ๆ สี่ทุ่ม ชินจิจึงโทรศัพท์หาเควิน
     “นายอยู่ไหน จะกลับแล้วรึยัง ฉันจะเดินไปหา พวกอัตสึโตะกำลังจะกลับกันแล้ว”
     คำตอบของเควินทำให้ชินจิโมโหจี๊ดขึ้นหัวในทันที
     “อะไรนะ! ทำไมนายกลับไปก่อนแล้วไม่ยอมบอกฉัน”
     เควินตอบอะไรยืดยาว แต่ความโกรธของชินจิทำให้เขาฟังไม่รู้เรื่อง ชายหนุ่มจึงพูดสั้น ๆ ว่า
     “กลับไปคุยกันที่ห้อง!”
     “มีอะไรรึเปล่าชินจิ” อัตสึโตะเดินเข้ามาถามเมื่อเห็นเพื่อนพูดโทรศัพท์เอะอะ ชินจิฝืนยิ้มให้แล้วตอบปฏิเสธว่า
     “ไม่มีอะไรหรอก กลับเลยเนอะ”
     “เควินล่ะ”
     “กลับไปแล้ว” ชินจิตอบด้วยอารมณ์เซ็งเต็มที่ เขาไม่อยากจะพาลเหวี่ยงเพื่อนไปด้วยจึงรีบเดินหนีก่อนจะถูกซักอะไรมากกว่านั้น และชายหนุ่มก็เก็บเอาความรู้สึกไม่พอใจนี้ไปเหวี่ยงใส่เควินในห้องพักทันทีที่เขากลับไปถึง
     “นายทำอย่างนี้ได้ยังไงเควิน ทำไมนายจะกลับถึงไม่บอกฉัน”
     “ก็ฉันเห็นนายมีเพื่อนแล้ว นายก็ดูท่าทางสนุก ฉันก็ไม่อยากกวน” เควินแก้ตัว
     “สนุกเหรอ? นายคิดว่าฉันสนุกเหรอ? พวกนายไม่ได้ไปเดินเที่ยวที่ไหนเลย เอาแต่กินกลูไวน์ แล้วนายคิดว่าฉันสนุกเหรอ”
     “แต่นายก็ได้ไปเดินกับเพื่อนแล้วนี่ มันก็เหมือนกันนั่นแหละ”
     “แต่เพื่อนก็ไม่ใช่แฟน ฉันอยากไปเดินเที่ยวกับนาย ไม่ได้อยากไปกับคนอื่น!”
     เควินรู้สึกเหนื่อยใจที่ต้องมาทะเลาะกันในเรื่องเดิม ๆ ไหนชินจิเคยบอกว่าจะไม่งี่เง่า แต่แล้วก็เข้าอีหรอบนี้ทุกครั้ง
     “ฉันไม่ทะเลาะด้วยหรอกนะ พูดไปก็ไม่เข้าใจกัน” ชายหนุ่มตัดบท เขาไม่ใช่คนที่ชอบการทะเลาะหรือถกเถียงกับใคร ปกติเขาหลีกเลี่ยงการโต้เถียงด้วยการจูบ เขาจะจูบจนคนรักของเขาไม่คิดจะต่อต้านและจบเรื่องทุกอย่างลงบนเตียง แต่ครั้งนี้เขาไม่มีอารมณ์และชินจิเองก็โมโหมากจนเขาคิดว่าจูบคงไม่ได้ผลในครั้งนี้
     “แต่เราต้องคุยกันนะเควิน ฉันไม่ชอบที่เรื่องมันเป็นอย่างนี้อีกแล้ว”
     “ถ้าอย่างนั้นนายก็ต้องเข้าใจฉันสิชินจิว่าฉันเป็นอย่างนี้ ฉันพยายามแล้วนะ ไปไหนฉันก็กลับมาหานาย เราก็ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ เพื่อนฉันมาเยี่ยม เราก็ยังไปไหนต่อไหนด้วยกันเหมือนเดิม” เควินชักแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบาย “ฉันรักนายเพราะนายเป็นคนมีเหตุผลนะชินจิ นายไม่ได้เป็นเหมือนอย่างวันนี้ แล้วที่นายบอกว่าฉันทิ้งนายกลับคนเดียว มันก็ไม่ใช่ เพราะฉันอยากให้นายสนุกกับเพื่อน ๆ ไม่ต้องรีบกลับมานั่งเบื่ออยู่ที่ห้องกับฉัน ฉันเป็นห่วงนายนะ”
     ฟังคำพูดยืดยาวของเควินแล้วชินจิตัดสินใจไม่ถูกเลยว่าควรจะยกโทษให้หรือไม่ดี เพราะเควินดูจะไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมคนรักต้องโกรธขนาดนั้น ชายหนุ่มบอกว่าเขาทำทุกอย่างแล้วที่ชินจิต้องการ แต่เขาไม่คิดว่าเขาทำมันน้อยเกินไป ไม่เพียงพอหรือไม่ใช่อย่างที่ชินจิต้องการ
     ทั้งสองคนคิดไปกันคนละทาง
     แล้วเควินก็ยื่นของสิ่งหนึ่งให้
     “และฉันรักนาย” เควินพูด
     ในมือของชินจิมีเลบคูเคิ่นชินใหญ่รูปหัวใจแต่งด้วยน้ำตาลสีต่าง ๆ และเขียนข้อความว่า
     „Ich liebe dich“
     เท่านั้นหัวใจของชินจิก็อ่อนยวบ เขาคิดว่าตัวเองงี่เง่าขึ้นมาในทันที เควินยังคิดถึงเขา แต่เขากลับคิดถึงแต่ตัวเอง ชายหนุ่มจึงพูดเบา ๆ ว่า
     “ฉันขอโทษ”
     เควินเดินเข้ามากอดเขาเอาไว้พร้อมกับบอกว่าไม่เป็นไร
     “ชอบเลบคูเคิ่นไหม จะกินเลยก็ได้นะ” ชายหนุ่มว่า แต่ชินจิส่ายศีรษะ
     “ฉันจะเก็บเอาไว้ จะไม่กินเลย ความรักที่นายให้ฉันมันสวยเกินกว่าจะกินนะ จริงไหม”
     เมื่อพูดจบ ชายหนุ่มก็เอามันไปวางไว้ที่หัวเตียง แล้วหันกลับมาถามคนรักว่า
     “สวยไหม”
     เควินพยักหน้า จากนั้นก็รวบตัวคนรักเข้าไปกอดไว้ เมื่อวิกฤตการณ์ผ่านพ้นไป คนรักกลับมาว่าง่ายอีกครั้ง ชายหนุ่มก็ก้มลงจูบชินจิ หวังจะเรียกความรู้สึกดี ๆ ระหว่างกันคืนมา และมันก็ได้ผล ชินจิกำลังปลื้มกับของขวัญมากจนเปิดปากรับจูบของชายหนุ่มด้วยความเต็มใจและล้มตัวลงไปบนเตียงด้วยกัน
     “นายนี่เซ็กซี่ชะมัด ตอนทำหน้าแบบนี้ ให้ฉันถ่ายรูปนายเก็บไว้ได้ไหม”
     เควินกระซิบขณะที่ชินจินอนหอบน้อย ๆ ด้วยความสุขสมหลังจากที่เสร็จด้วยปากของเขา
     “เอ๋? แต่..แต่ว่า..”
     ชินจิลังเล แต่ค่อนไปในทางไม่เห็นด้วย เขาไม่เคยคิดจะทำเรื่องแบบนี้
     “นะ นะ ฉันชอบนายตอนนี้มากเลย” เควินพยายามกล่อม ใช้ทั้งปากและมือจนในที่สุดชินจิก็ยอมจำนน
     เควินถ่ายรูปคนรักของเขาขณะที่เปลือยเปล่าไปหลายรูป และค่อย ๆ เรียกร้องมากขึ้นทีละนิด ๆ เมื่อเห็นชินจิยอมทำตามอย่างไม่มีเงื่อนไข
     ชินจิถูกถ่ายรูปในขณะที่ใช้ปากให้เควิน รวมทั้งในตอนที่เขานอนอ้าขากว้างเพื่อรอให้เควินแทรกตัวเข้ามา ทั้งยังมีรูปตอนที่เขานอนคว่ำหน้ายกสะโพกขึ้นให้เห็นช่องทางด้านหลังชัด ๆ
     รูปทุกรูปถูกเก็บไว้ในโฟลเดอร์ที่มีการใส่รหัสเรียบร้อยและถูกซ่อนเอาไว้ในคอมพิวเตอร์ของเควิน ชายหนุ่มมีสีหน้าพออกพอใจอย่างมากที่มีรูปคนรักอยู่ในเครื่อง เขาจูบชินจิที่มีสีหน้าไม่ค่อยดีนักพร้อมกับบอกว่า
     “ระหว่างปิดเบรกที่เราไม่ได้เจอกัน ฉันจะมีรูปนายไว้ดู เวลาคิดถึงนาย ฉันจะใช้รูปพวกนี้แทนตัวนาย”
     เขาหมายถึงเวลาที่มีอารมณ์ รูปพวกนี้จะช่วยให้เขาปลดปล่อยได้
     “หน้าของนายนี่สุดยอดได้อารมณ์เลย แค่ดูฉันก็แทบทนไม่ไหวแล้ว” เควินพูดเสียงสั่นพร่า
     เมื่อได้ยินแบบนี้เข้า จากที่รู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่สบายใจและไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรในตอนแรก ชินจิกลับรู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าตัวเองเป็นที่ต้องการ เป็นที่รัก และชายหนุ่มบอกตัวเองว่า
     ถ้าเควินมีความสุข เขาก็มีความสุขเหมือนกัน

ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-80
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 8 - update - 04.10.2014 page 2
«ตอบ #41 เมื่อ04-10-2014 14:08:27 »

รสนิยมของเควินไม่ธรรมดา  ชินจิเอ้ย
อาจได้เป็นนายเอกหนังโป๊ก็คราวนี้แหละ

ออฟไลน์ j_world

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 399
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-4
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 8 - update - 04.10.2014 page 2
«ตอบ #42 เมื่อ04-10-2014 16:33:40 »

ไม่เหงาละค่า :sad4:
มีคนอ่านบ้างก็ขอบคุณละค่ะ แต่ลงไปก็หวั่น ๆ ไปนะว่าจะชอบกันรึเปล่า กลัวจะเบื่อกันซะก่อน
เรื่องมันเรื่อย ๆ ไม่ได้ดุเด็ดเผ็ดมันอะไร คือ เขียนยังงั้นไม่เป็นอะค่ะ แหะ ๆ  :hao4:
แต่ก็จะพยายามเต็มที่ค่ะ   
ชอบมากจ้ะ เขียนเป็นธรรมชาติดี ฮาความอึนพ่ออัตสึโตะ เป็นเรื่องเรียบๆที่ใช้ภาษาขั้นเทพเห็นภาพจะแจ้ง
ขำมายะกับยูเลียน ไม่ใช่ลงสนามรบชิงนาย ระวังจะได้กันเองล่ะ เดี๋ยวตาอยู่มานูเอลจะได้หยิบพ่ออัตสึโตะกินซะเรียบ

ชินจิเหมือนเด็กน้อยที่กำลังมีความรัก ขาดความคิดไคร่ครวญ เจอรสนิยมเควินเจ้าพ่อปาร์ตี้เข้า เฮ้อ ชินจิ นายได้ดังดับแน่

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 8 - update - 04.10.2014 page 2
«ตอบ #43 เมื่อ04-10-2014 20:13:47 »

บทที่ 9

     คริสตอฟกลับไปก่อนปิดเบรกคริสต์มาสท่ามกลางความโล่งใจของชินจิเพราะจนแล้วจนรอดเขาก็ไม่สามารถเข้ากับเพื่อนของเควินได้ และหลังจากที่ได้กลับมาอยู่ด้วยกันตามลำพังอีกครั้งไม่กี่วันเท่านั้น เควินก็ต้องกลับบ้าน
     ชินจิหงอยลงไปเล็กน้อยตั้งแต่ที่คนรักจากไป แต่ก็พยายามไม่คิดมากเพราะเควินสัญญาว่าจะกลับมาฉลองปีใหม่ด้วยกันและจะไปเที่ยวที่ไหนไกล ๆ หลังจากนั้นซึ่งตอนนี้แน่นอนแล้วว่าคือ อัมสเตอร์ดัม พวกเขามีเวลาสี่วันสามคืน จะอยู่ที่อัมสเตอร์ดัมสองวัน ที่เดลฟ์และเดน ฮากหนึ่งวัน วันที่สี่กลับเบอร์ลิน หลังจากตกลงเรื่องเวลากันได้ ชินจิก็เข้าห้องสมุดขอยืมหนังสือนำเที่ยวเนเธอร์แลนด์มาอ่านเก็บข้อมูล เควินให้เขาเป็นคนตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวกันที่ไหนบ้าง
     นอกจากนั้นเขาก็ยังมีทริปเกลเซ่นเคียเช่นรออยู่
     ตอนนี้ทั้งมายะและยูเลี่ยนแข่งกันทำคะแนนกับอัตสึโตะยกใหญ่เพราะต่างเริ่มตงิด ๆ ว่ามานูเอลอาจจะกำลังกลายมาเป็นคู่แข่งหัวใจคนสำคัญ ยิ่งเมื่อวันก่อนสองคนนั้นเกิดไปรู้ว่ามานูเอลพาอัตสึโตะไปนั่งชิงช้าสวรรค์กันสองคนมา ทั้งมายะและยูเลี่ยนก็ทำท่าเหมือนกับว่าชายหนุ่มร่างใหญ่ได้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงระดับเดียวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองลงไป แต่เพราะมานูเอลกำลังจะเป็นเจ้าภาพทริปคริสต์มาสนี้ ทั้งสองคนจึงไม่อาจแสดงตนเป็นศัตรูได้เด่นชัดนัก
     ในวันเดินทาง ทุกคนไปเริ่มต้นกันที่สถานีเบอร์ลินเพื่อนั่งรถไฟด่วนพิเศษอีเซเอไปลงที่สถานีเอสเซ่นจากนั้นต่อด้วยรถเร็วท้องถิ่นไปยังสถานีเกลเซ่นเคียเช่น สมาชิกผู้ร่วมทางมีกันตามที่ตกลงกันไว้แต่แรกคืออัตสึโตะ มายะ ยูเลี่ยน ชินจิ มาโกโตะ เอย์จิ และมานูเอล ไม่มีใครอื่นมาเพิ่มอีก แล้วเมื่อขึ้นไปบนรถไฟ ทั้งมายะและยูเลี่ยนต่างอยากจะนั่งกับอัตสึโตะทั้งคู่ แต่ก็อกหักด้วยกันทั้งสองคน เมื่ออัตสึโตะเลือกจะนั่งกับชินจิแทน
     “ฉันนึกว่านายจะนั่งกับมานูเอลซะอีก” ชินจิอดถามไม่ได้ แต่เพื่อนกลับส่ายหน้า ตอบว่า
     “ไม่เอาล่ะ ขี้เกียจฟังมายะกับยูเลี่ยนบ่น ฉันมานั่งกับนายนี่แหละดีแล้ว”
     อัตสึโตะพูดจบก็เอาหูฟังไอพ็อดเสียบหูแล้วหลับไปอย่างรวดเร็ว
     รถไฟขบวนด่วนพิเศษอีเซเอแล่นระหว่างเมืองเหมือนกับชินคันเซ็นของญี่ปุ่น ใช้เวลาราวสี่ชั่วโมงแล่นจากเบอร์ลินในฝั่งตะวันออกข้ามไปยังเอสเซ่นในฝั่งตะวันตก แล้วเมื่อเปลี่ยนรถไปเป็นรถไฟท้องถิ่นใช้เวลาอีกราวสิบนาที ทั้งหมดก็มาถึงสถานีรถไฟเมืองเกลเซ่นเคียเช่น
     คนจากโรงแรมของมานูเอลเอารถมารอรับอยู่ที่สถานีแล้ว มานูเอลแนะนำให้ทุกคนรู้จักพ่อและพี่ชายของเขาซึ่งทั้งสองคนเป็นผู้ชายรูปร่างใหญ่ไม่ผิดกับลูกชายคนเล็ก ผมสีทอง ตาสีฟ้า ท่าทางอารมณ์ดีและใจดีทั้งคู่ พี่ชายของมานูเอลชื่อมาร์เซลช่วยขนกระเป๋าขึ้นรถ เขาขับรถมาคันหนึ่งและพ่อของเขาขับรถมาอีกหนึ่งคันเพื่อรับลูกชายและเพื่อน ๆ มาที่โรงแรมซึ่งอยู่นอกตัวเมืองเกลเซ่นเคียเช่น
     ตัวโรงแรมเป็นอาคารสีขาวสองชั้นแบบฟาคแวร์คเฮาส์มีไม้สีดำวางพาดเป็นลวดลาย แต่ดูต่างจากรูปที่อัตสึโตะเคยเห็นซึ่งเป็นตอนฤดูร้อน ในตอนนี้ทั่วทั้งบริเวณเต็มไปด้วยหิมะสีขาวสะอาด ต้นไม้ที่เคยเป็นสีเขียวชอุ่มในหน้าร้อนถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็ง ดูสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง
     แม่ของมานูเอลรอรับอยู่แล้ว ตรงกันข้ามกับสามีและลูกชาย หล่อนเป็นผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียวและยิ้มสวยมาก หลังจากทักทายเพื่อนของลูกชายอย่างร่าเริงแล้ว หล่อนก็จัดให้ทุกคนนอนที่บ้านส่วนตัวของครอบครัวซึ่งอยู่เยื้องไปทางด้านหลัง ห้องพักแขกพักได้สองคน อัตสึโตะนอนกับชินจิ ส่วนมายะที่เป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมนอนห้องเดียวกับยูเลี่ยนเด็ดขาดนอนกับมาโกโตะ และเอย์จินอนห้องเดียวกับยูเลี่ยน และเพราะมาถึงกันในตอนเย็นแล้ว วันนี้จึงไม่มีโปรแกรมจะทำอะไรเป็นพิเศษ แต่ให้พักผ่อนกันได้ตามสบาย
     “นายนี่สุดยอดแห่งความเรียบร้อยเลยนะชินจิ” อัตสึโตะเปรยขณะที่นอนเท้าคางอยู่บนเตียงมองเพื่อนกำลังจัดเก็บเสื้อผ้าเข้าตู้อย่างเป็นระเบียบ ต่างจากเขาที่รื้อกระเป๋าเป้ตัวเองจนกระจุยและยังไม่ยอมเอาเสื้อผ้าออกมาแขวนจนแล้วจนรอด
     “จริง ๆ แล้วก็ไม่ค่อยเรียบร้อยหรอก แต่ฉันก็พยายามทำให้ดีที่สุด”
     “นายนี่เจ๋งเป็นบ้าเลย” อัตสึโตะพูดด้วยความนับถือ
     “เออ แล้วมานูเอลบอกรึเปล่าว่าพรุ่งนี้เราจะทำอะไรกัน” ชินจิถาม
     “เอ พรุ่งนี้น่าจะเป็นช่วยกันจัดปาร์ตี้คริสต์มาสนะ แล้วหลังวันคริสต์มาส หมอนั่นบอกว่าจะพาไปเที่ยวในเมือง ที่ไหนบ้างฉันจำไม่ได้แล้ว แต่มีเฟลทินส์อรีน่า สนามบอลทีมชาลเก้แน่นอนหนึ่งที่ เพื่อเอย์จิซังโดยเฉพาะ” อัตสึโตะพูดพร้อมกับพลิกตัวมาเป็นนอนหงาย กางแขนกางขาเต็มเตียงอย่างสบายอารมณ์
     ชินจิมองเพื่อนอย่างเอ็นดู ก่อนแซวว่า
     “นายนี่ท่าทางตื่นเต้นเหลือเกินนะ ดีใจล่ะสิ ได้มาเที่ยวบ้านมานูเอล”
     “แน่นอน ฉันชอบที่นี่ ชอบพ่อกับแม่มานูด้วย ใจดีมากเลย ตะกี้ยังให้ฉันชิมเค้กชิ้นเบ้อเริ่ม”
     อัตสึโตะพูด นึกถึงตอนที่เขาออกไปเดินรอบ ๆ บ้าน แล้วเจอกับแม่ของมานูเอลที่ในครัว กำลังเตรียมทำอาหารเย็นเลี้ยงพวกเขาอยู่ และเมื่อรู้ว่าเขาชอบกินขนม หล่อนก็ยกเค้กโฮมเมดชิ้นใหญ่ให้เขากินรองท้อง
     “นี่ ชินจิ ฉันสงสัยมานานแล้ว ทำไมนายไม่ไปบ้านเควินล่ะ ไม่อยากไปรู้จักพ่อแม่ของแฟนรึไง”
     ชินจิชะงักมือที่กำลังจะปิดกระเป๋าเดินทางใบเล็ก เขาไม่นึกอยากจะตอบคำถามนี้เลย แต่ก็รู้ว่าคงเลี่ยงไม่ได้ ถ้าเขาไม่ตอบอะไรสักอย่าง มีหวังคนดื้อรั้นอย่างอัตสึโตะต้องไม่ยอมรามือง่าย ๆ อย่างแน่นอน
     “ความจริงฉันก็อยากจะไปนั่นแหละ แต่ทางบ้านเควินเขาไม่ค่อยสะดวก คือเราก็เพิ่งเริ่มคบกัน เควินเขาก็เลยคิดว่าให้เราคบกันไปนานพอสมควรก่อน แล้วค่อยพาฉันไปที่บ้าน”
     “ยุ่งยากจังเนอะ การมีความรักมันต้องคิดมากขนาดนี้เลยเหรอ”
     ชินจิตอบไม่ถูกเหมือนกัน เพราะตัวเขาเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าความรักของเขาจะเจอกับอะไรมากมายแบบนี้ ตอนแรกชายหนุ่มคิดว่ามันโรแมนติกมากที่ได้มาเจอคนรักในต่างประเทศแบบนี้ มันเหมื่อนกับโชคชะตาฟ้าลิขิต แต่ตอนนี้เขาชักไม่แน่ใจเสียแล้วว่ามันดีจริง ๆ หรือไม่ หากในเมื่อเลือกเส้นทางสายนี้แล้ว เขาก็ต้องเดินไปให้สุดทางให้ได้
     “ตัวนายเองเถอะอัตสึโตะ มานูเอลเขายังไม่ได้เลิกกับแฟนไม่ใช่เหรอ แล้วเรื่องของนายกับหมอนั่น มันจะเป็นยังไงต่อไป”
     ชินจิเปลี่ยนเรื่องบ้าง แต่อัตสึโตะฟังแล้วไม่รู้สึกกลุ้มใจอะไร น้ำเสียงที่พูดถึงเรื่องของตัวเองฟังดูสบาย ๆ 
     “ก็เป็นยังงี้แหละ จะไปคิดอะไรให้มันมากทำไม เหนื่อยเปล่า ๆ ฉันกับมานูเป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว เราเป็นเพื่อนกัน ยังไงก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”
     ชินจิพิศมองหน้าเพื่อนเพื่อจะหาว่าอัตสึโตะแกล้งทำเป็นพูดกลบเกลื่อนความรู้สึกที่แท้จริงหรือเปล่า แต่ก็ไม่เจออะไร อัตสึโตะก็ยังเป็นอัตสึโตะที่ไม่คิดอะไรมากเหมือนเดิม ต่างกับตัวเขา ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ดูจะคิดมากและกังวลไปหมด
     “แล้วถ้านายกับมานูเอลไม่ได้คบกัน นายจะเสียใจไหมล่ะ”
     “เสียใจสิ” อัตสึโตะตอบทันที “แต่เอาไว้ค่อยเสียใจตอนนั้นดีกว่า”
     ชินจิรู้สึกทึ่งกับความไม่คิดอะไรมากของเพื่อนจนหลุดขำออกมาจนได้ แล้วเมื่อเขาเก็บของของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มจึงชวนอัตสึโตะออกมาข้างนอก

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 9 - update - 04.10.2014 page 2
«ตอบ #44 เมื่อ04-10-2014 20:23:50 »

     ช่วงเทศกาลคริสต์มาสปีนี้ทางโรงแรมมีแขกไม่มากนัก อาหารเย็นของวันนี้จึงจัดเป็นบุฟเฟ่ต์ให้แขกที่มาพักทั้งหมดรับประทานด้วยกันในห้องอาหารของโรงแรม ของยืนพื้นคือไส้กรอกเยอรมันสารพัดชนิด ชีส ชนิตเซลหรือหมูชุบเกล็ดขนมปังทอด มันฝรั่งผัด ผักสลัดพร้อมน้ำสลัดหลายชนิด ขนมปัง เค้ก และผลไม้สด
     เมื่ออัตสึโตะกับชินจิเดินเข้ามาในห้องอาหารนั้น เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่มากันแล้ว กำลังคุยกันเบา ๆ ในมือถือแก้วเครื่องดื่มกันคนละแก้ว อัตสึโตะมองไปรอบ ๆ ก่อนจะยิ้มออกมานิดนึง แล้วสาวเท้าตรงไปทางที่ร่างสูงใหญ่ของมานูเอลยืนอยู่ แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เขาก็ชะงัก เพราะชายหนุ่มไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว แต่กำลังยืนคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งที่อัตสึโตะรู้สึกคุ้นหน้ามาก
     “เอ้อ.. นี่คัธริน คาธี่ นี่เพื่อนของฉัน ชื่ออัตสึโตะ เป็นคนญี่ปุ่น”
     “ยินดีที่ได้รู้จักนะ อัตสึโตะ ฉันออกเสียงชื่อเธอถูกรึเปล่า”
     “ถูกแล้วล่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะ” อัตสึโตะตอบ เขามองผู้หญิงผมสั้นระคอ หน้าตาสวยเก๋ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกันแน่ เกลียด ไม่ชอบ หึง ไม่พอใจ ก็ไม่ชัดเจนสักอย่าง อย่างเดียวที่เขาพอจะนึกออกก็คือ เขาตกใจมากกว่า ไม่คิดว่าจะต้องเจอกับแฟนของมานูเอลตั้งแต่วันแรกที่มาถึง
     มานูเอลกับคัธรินคุยกันตามธรรมดา ท่าทางเหมือนกับไม่มีปัญหาอะไรกันเลย ใบหน้าของทั้งคู่มีรอยยิ้มเสียด้วยซ้ำ มานูเอลก็ดูดีใจที่ได้เจอแฟนสาว ทำให้อัตสึโตะจำต้องถอยห่างออกมา ชายหนุ่มกลับมารวมอยู่กับมายะ ชินจิและยูเลี่ยน
     มายะกับยูเลี่ยนดูจะกระดี๊กระด๊าเป็นพิเศษเมื่อเห็นว่ามานูเอลยืนคุยอยู่กับใคร
     “นั่นแฟนมานู ชื่อคัธริน เป็นคนเมืองนี้เหมือนกัน แต่ได้ยินว่าเรียนอยู่ที่ดืสเซลดอร์ฟ สวยเนอะ” ยูเลี่ยนกระซิบ แต่เสียงดังจนได้ยินกันชัดเจนทั้งกลุ่ม
     “ใช่ ๆ สวยมาก หน้าเก๋ ไอ้มานูเอลมันตาแหลมเนอะ เลือกแฟนได้สวย ดูสวีทกันที่สุด น่าอิจฉาจังเลย นายว่าไหม” มายะเสริม
     “ถูกต้อง ใครจะหวานเท่าคู่นี้ไม่มีอีกแล้ว มานูมันเป็นพวกรักจริง มันรักแฟนมันหัวปักหัวปำ ใคร ๆ ก็รู้” ยูเลี่ยนเห็นพ้องด้วย
ชินจิมองมายะกับยูเลี่ยนด้วยสีหน้าเหวอ ๆ เมื่อเห็นสองคนที่เคยตีกันเป็นกิจวัตรกลับเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยเช่นนี้ ส่วนอัตสึโตะไม่ฟังคำพูดของใครทั้งนั้น แต่คว้าจานไปตักเค้กชิ้นใหญ่ ๆ รวดเดียวห้าชิ้นวางซ้อนกันจนเหมือนหอคอยขนมหวาน แล้วลงนั่งกินเอา ๆ โดยไม่สนใจอะไรหรือใครอีก
     มายะกับยูเลี่ยนทำท่าจะไปช่วยกันรุมไซโคอัตสึโตะต่อ แต่เอย์จิกับมาโกโตะช่วยกันขวางเอาไว้ก่อนเพราะกลัวจะทำให้รุ่นน้องสติแตกมากไปกว่านี้
     “พวกนายอยู่กับพวกฉันที่นี่แหละ อย่าไปกวนอัตสึโตะ” มาโกโตะสั่งห้ามเสียงเฉียบขาด แต่มาดรุ่นพี่ที่แข็งขันมีอันต้องหลุดเมื่อจู่ ๆ ชายหนุ่มก็ร้องเฮ้ยออกมาเสียงดังและร่างเพรียวของเขาเซนิด ๆ
     “เด็ก!” มายะกับยูเลี่ยนอุทานพร้อมกันเมื่อเห็นว่าที่ขาของมาโกโตะมีเด็กผู้หญิงตัวอ้วนกลมแก้มแดงวัยประมาณสี่ห้าขวบกอดแน่นอยู่
     “เด็กที่ไหน ลูกใคร แล้วมากอดฉันทำไมเนี่ย” มาโกโตะทำหน้าไม่ถูก แต่ท่าทางที่เขาเอามือจับตัวป้อม ๆ ของเด็กหญิงดูอ่อนโยนแทบไม่น่าเชื่อ
     “Onkel!” เด็กหญิงตัวกลมเงยหน้าขึ้นยิ้มกับมาโกโตะจนตาหยีขณะที่มือกอดขาแน่นไม่ยอมปล่อย หน้าตาของเด็กหญิงน่ารักเหมือนนางฟ้า ผมเป็นสีทอง ตาสีฟ้าใสแจ๋ว ทำให้มาโกโตะอดคิดถึงหลานสาวของเขาไม่ได้ ฮานาโกะจังของเขาอายุก็รุ่นราวคราวเดียวกับเด็กคนนี้เลย
     “เอ้อ...ฉันไม่ใช่คุณอาของหนูหรอกนะ” มาโกโตะย่อตัวลงคุยด้วย
     “Onkel” แม่หนูน้อยไม่สนใจ ยังคงเรียกอีกฝ่ายเป็นคุณอาอยู่ เรียกอย่างเดียวไม่พอ คราวนี้จากเกาะขา เด็กหญิงเปลี่ยนเป็นโถมเข้าใส่ทั้งตัวจนมาโกโตะต้องกอดเอาไว้
     “โอ้โฮ รุ่นพี่เสน่ห์แรงจัง แม้แต่เด็กยังไม่ละเว้น” มายะล้อเลียน
     “ไอ้เวร หุบปากไปเลย คิดอะไรแต่ละอย่างมีดี ๆ มั่งไหม” มาโกโตะด่าแต่เปลี่ยนมาพูดด้วยภาษาบ้านเกิดเพื่อไม่ให้เด็กได้ยินสิ่งแสลงหู แต่ยังไม่ทันที่เขาจะอุ้มเด็กหญิงไปประกาศเด็กหาย เสียงคุ้นหูก็ดังขึ้น
     “เลโอน่า!”
     ทุกคนหันไปมองตามเสียง มาโกโตะคนเดียวที่อ้าปากค้างเพราะไม่รู้มาก่อนว่าจะเจอใครที่นี่
     “หมอนี่มันมาได้ไงวะ” มาโกโตะพึมพำเมื่อเห็นโทนี่เดินเร็ว ๆ มาทางเขา
     “ขอโทษทีที่หลานฉันมากวนนาย” โทนี่พูด ท่าทางและน้ำเสียงยังเนี้ยบจัดชวนให้หมั่นไส้เหมือนเดิม ชายหนุ่มพยายามจะดึงตัวหลานสาวคืน แต่แม่หนูน้อยไม่ให้ความร่วมมือ ปัดไม้ปัดมืออาหนุ่มของแกตลอด
     “นี่หลานนายเหรอ น่ารักจังเลย” ชินจิถาม ส่งมือไปหยอกล้อเล่นด้วย ก่อนจะบีบแก้มกลม ๆ ของเด็กหญิงเล่นด้วยความหมั่นเขี้ยว
     “ใช่ ชื่อเลโอน่า อายุสี่ขวบนิด ๆ ละ” โทนี่ตอบพลางก้มหน้าลงไปหาหลานสาว กล่อมให้ปล่อยตัวมาโกโตะ แต่เด็กหญิงก็ไม่ยอมท่าเดียว ยังกอดชายหนุ่มแน่น
     “เด็กติดมาโกโตะแล้วล่ะ นายพาหลานไปนั่งที่โต๊ะดีกว่า อุ้มอย่างนั้นเมื่อยแย่” เอย์จิบอกเพื่อน มาโกโตะลังเล แต่ก็ยอมทำตาม อุ้มหลานของเพื่อน (รึเปล่า?) ไปนั่งที่โต๊ะเดียวกับอัตสึโตะ มีโทนี่ตามไปด้วยไม่ห่าง
     “นี่ตกลงสองคนนี้เขาเกลียดกันจริงไหมครับเอย์จิซัง”
     ชินจิถาม วันนี้เขาเจอแต่เรื่องน่าประหลาดใจ ตั้งแต่มายะญาติดีกับยูเลี่ยนแล้ว และการที่มาโกโตะนั่งเลี้ยงหลานให้โทนี่ได้แบบนี้มันยิ่งเสียกว่าเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกรวมกันเสียอีก
     “ไม่รู้สินะ ต้องดูกันต่อไป” เอย์จิตอบยิ้ม ๆ
     ทุกคนหันไปมองมาโกโตะที่มีหลานสาวของโทนี่นั่งอยู่บนตักขณะที่อาหนุ่มของแกลุกไปตักอาหาร แล้วพวกเขาก็ได้ยินเสียงเอ็ดอึงของมาโกโตะดังขึ้นหลังจากนั้นครู่หนึ่งว่า
     “เฮ้ย อัตสึโตะ อย่าให้เค้กเด็กกินอย่างนั้น มันเยอะเกินไป นายสติแตกไปคนเดียวพอแล้ว อย่ามาทำให้เด็กสติแตกตามไปด้วยสิโว้ย”

ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-80
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 9 - update - 04.10.2014 page 2
«ตอบ #45 เมื่อ04-10-2014 21:10:17 »

คิดบวกมากอ่ะ หนูอัตสึโตะ ต้องอย่างนี้สิ ....

ส่วนของตอนล่าสุด ... ขำยูเลี่ยนกับมายะมากอ่ะ
สามัคคีกันขึ้นมาเชียว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-10-2014 21:15:42 โดย iforgive »

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 9 - update - 04.10.2014 page 2
«ตอบ #46 เมื่อ05-10-2014 08:47:00 »

     ในคืนนั้นทั้งอัตสึโตะและชินจิต่างไม่มีใครนอนหลับกันได้อย่างเต็มตาเลย
     ชินจิเฝ้าคอยข้อความจากเควินทั้งคืน ส่วนอัตสึโตะก็นอนพลิกไปพลิกมาบนเตียงด้วยความว้าวุ่นใจทั้งคืนเช่นกัน เช้ามาจึงขอบตาดำปี๋เหมือนหมีแพนด้าด้วยกันทั้งคู่
     คัธรินยังคงอยู่ข้างตัวของมานูเอลเหมือนเป็นเงาตามตัว เขากับอัตสึโตะจึงไม่ค่อยได้คุยอะไรกันมากนัก วันก่อนวันที่ยี่สิบสี่ซึ่งเป็นวันคริสต์มาสอีฟอย่างวันนี้ทุกคนมีงานล้นมือเพื่อเตรียมจัดงานเลี้ยงฉลอง แม่ของมานูเอลเตรียมตัวอบขนมปังและขนมเค้กเป็นการใหญ่ หนึ่งในนั้นคือขนมหวานประจำเทศกาล ชโตลเล่นและคุ้กกี้คริสต์มาส
     มายะ ชินจิ ยูเลี่ยน และอัตสึโตะเข้ามาช่วยในครัว แต่สองคนหลังเหมือนเข้ามาช่วยให้ยุ่งมากกว่า ขณะที่มายะกับชินจิกำลังช่วยทำชโตลเล่นซึ่งเป็นเค้กผลไม้แห้งแบบฉบับเยอรมันผสมถั่ว เครื่องเทศประเภทกระวานและอบเชย และมาร์ซิพาน โรยด้านบนด้วยน้ำตาลไอซิ่งสีขาวละเอียดทำให้ดูราวกับว่าตัวขนมที่เป็นก้อนยาวคล้ายขนมปังนั้นถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ อัตสึโตะกับยูเลี่ยนกลับเอาหมวกซานต้ามาใส่เล่นกันและแกล้งเป่าแป้งใส่หน้าอีกฝ่ายจนตัวขาวเหมือนตกกระด้งแป้งกันมาทั้งสองคน
     อัตสึโตะกับยูเลี่ยนหัวเราะชอบอกชอบใจ แต่มายะหัวเสียขึ้นมาทันทีทั้งเรื่องที่ครัวเลอะแป้งจนขาวไปหมดและเรื่องที่ยูเลี่ยนถือโอกาสนี้กอดคอเล่นแบบแก้มแนบแก้มกับอัตสึโตะอย่างสนิทสนมด้วย
     “พวกนายสองคนออกไปช่วยเอย์จิซังกับมาโกโตะซังข้างนอก เดี๋ยวนี้!” มายะเอ็ดตะโร
     เอย์จิอยู่ในห้องอาหาร กำลังช่วยทำของขวัญที่จะแจกให้แขกในงานเลี้ยง เป็นถุงเท้าใบเล็กกะทัดรัดที่ข้างในใส่ลูกกวาด ส้ม ถั่ว คุ้กกี้ และซานตาคลอสตัวเล็ก ๆ ที่ทำมาจากช็อกโกแลต ตรงมุมใกล้ประตูที่จะเปิดออกไปเป็นเทอเรซกว้าง มานูเอลกับคัธรินกำลังช่วยกันจัดตกแต่งต้นคริสต์มาสต้นใหญ่ที่เพิ่งจะเอาเข้ามาในวันนี้ ภายในโรงแรมมีต้นคริสต์มาสต้นเล็ก ๆ วางประดับอยู่ทั่วไปตั้งแต่อัดเว้นท์เริ่มต้นขึ้นแล้วเพื่อสร้างบรรยากาศ แต่จะมาตกแต่งต้นคริสต์มาสต้นใหญ่ที่สุดให้สวยที่สุดด้วยของประดับต่าง ๆ และไฟราวกันในวันนี้
     “อ้าวเฮ้ย นั่นไปทำอะไรกันมา”
     เอย์จิทักพร้อมกับหัวเราะก๊ากทำให้มานูเอลกับคัธรินพลอยวางมือแล้วหันมามองอัตสึโตะกับยูเลี่ยนที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องด้วย ทั้งคู่ยังขาวเป็นหย่อม ๆ ไปทั้งตัวด้วยแป้งทำขนมและไม่สนใจจะเช็ดหรือปัดออกด้วย ยูเลี่ยนกอดคออัตสึโตะแบบแก้มแนบแก้มอีกครั้ง ตอบว่า
     “เราทำสงครามแป้งกัน เนอะอัตสึโตะ สนุกมาก ๆ เลย”
     “แต่ถูกมายะไล่ออกมา หาว่าพวกเราเกะกะ ให้มาช่วยเอย์จิซังแทน”
     อัตสึโตะรายงาน หน้าที่เปื้อนแป้งเป็นปื้นมีรอยยิ้มสนุกสนาน เอย์จิได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ขณะเดียวกัน คัธรินบอกแฟนหนุ่มเสียงเบาว่า
     “มานู เธอบีบลูกบอลจนบี้แล้วนะนั่น เอาลูกใหม่ไหม ฉันจะหยิบให้”
     มานูเอลสะดุ้งเล็กน้อย ก้มลงมองลูกบอลประดับสีแดงที่บุบบี้ในมืออย่างงง ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับ ชายหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีสมาธิเลยตั้งแต่เมื่ออัตสึโตะเดินเข้ามาในห้อง เขาอยากจะมีเวลาคุยกับอัตสึโตะสักหน่อย แต่อีกฝ่ายไม่เคยอยู่คนเดียวเลย เกาะติดอยู่กับคนอื่นตลอดเวลา และในตอนนี้ก็เอาแต่ช่วยเอย์จิบรรจุของลงในถุงเท้าอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่เหลือบแลมาทางเขาเลย
     “มาโกโตะล่ะ ฉันไม่เห็นหมอนั่นเลย” ยูเลี่ยนถามขึ้นมา
     เอย์จิบุ้ยใบ้ไปทางประตูที่เปิดออกไปสู่เทอเรซและสวนกว้างใหญ่ทางด้านข้างของโรงแรม
     “ออกไปข้างนอกทั้งที่หนาว ๆ ยังงี้น่ะเหรอ” อัตสึโตะถามด้วยความสงสัย
     “ใช่” เอย์จิตอบแล้วยิ้มด้วยความขบขันอาการอ้าปากค้างของทั้งยูเลี่ยนและอัตสึโตะหลังจากที่เขาเสริมต่ออีกนิดว่า
     “ออกไปกับโทนี่”

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 9 - update - 05.10.2014 page 2
«ตอบ #47 เมื่อ05-10-2014 08:59:21 »

     ความจริงแล้วมาโกโตะไม่ได้อยากออกมากับโทนี่เลย ถ้าไม่ใช่เพราะความซนแสบซ่าของหลานสาวของไอ้คุณชายจอมเนี้ยบเป็นเหตุ เลโอน่าติดเขามาก เรียกว่าพอตื่นลืมตาปุ๊บ แม่หนูน้อยก็วิ่งเข้ามาในห้องของเขาปั๊บ แล้วโถมตัวทับเขาจนสะดุ้งตื่น ส่วนไอ้อาตัวดีได้แต่ยืนเก๊กมองอยู่นอกห้อง ไม่มีการห้ามปรามหลานสาวตัวเองเลยสักนิด
     มายะที่นอนอยู่บนเตียงข้าง ๆ ได้แต่หัวเราะขำท่าทางทำอะไรไม่ถูกของรุ่นพี่ มาโกโตะเพิ่งตื่นนอน หัวยุ่ง ถึงแม้จะใส่ชุดนอนอย่างเรียบร้อย แต่เทียบไม่ติดเลยกับคุณชายโทนี่ที่เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่แล้ว ส่วนหลานสาวของเขาก็เอาแต่เขย่ามือมาโกโตะ
     “มาโกะ ไปเล่นกัน ไปเล่นกันเถอะ”
     เด็กเรียกชื่อเต็มของมาโกโตะไม่ได้จึงเรียกแบบย่อ ๆ เอา ยิ่งทำให้มายะขำไม่ยอมหยุด
     “หุบปาก ไอ้มายะ” มาโกโตะกัดฟันกรอด
     “มาโกะ มาโกะ มาโกะ” เลโอน่าเรียกไม่ยอมหยุด
     ชายหนุ่มไม่มีทางเลือก เขาเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่และอยู่เป็นเพื่อนเล่นกับเลโอน่าตั้งแต่เช้า มีโทนี่อยู่ด้วยอีกคน ชายหนุ่มรับอาสาดูแลหลานสาวเพื่อให้พี่ชายและพี่สะใภ้ของเขาได้มีเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง แต่ภาระกลับไปตกอยู่ที่มาโกโตะอย่างไม่รู้ตัว แถมใครผ่านไปผ่านมาแล้วเห็นเขานั่งเล่นอยู่กับเลโอน่าโดยมีโทนี่อยู่ใกล้ ๆ ก็เป็นต้องแซวทุกครั้งไป
     โดยเฉพาะไอ้ตัวดีมายะกับอัตสึโตะ
     “ว้าว ครอบครัวสุขสันต์ พ่อแม่ลูก น่ารักจังเลย”
     “แล้วใครจะเป็นพ่อ ใครจะเป็นแม่ดีล่ะเนี่ย”
     แม้แต่เอย์จิยังหัวเราะขำทุกครั้งที่เดินผ่านมา แถมล้อเลียนได้อย่างเจ็บแสบกว่าใคร
     “เขาว่ากันว่าเกลียดอะไรจะได้ยังงั้น นายว่าจริงไหม มาโกะ”
     โชคดีที่ไอ้พวกนี้มันพูดเป็นภาษาญี่ปุ่น โทนี่จึงฟังไม่เข้าใจ และเขาจะไม่มีวันแปลให้มันฟังอย่างเด็ดขาด
     ยายเด็กแสบเลโอน่ายิ่งทวีความซนตามเวลาที่ผ่านไป ตอนแรกก็นั่งอ่านนิทานนิ่งดีอยู่หรอก แต่สักพักแม่หนูก็เริ่มอยู่ไม่สุข วิ่งพล่านไปทั่วทั้งห้องพร้อมกับหว่านตัวต่อเลโก้เหมือนหว่านเมล็ดข้าวลงในนาให้ต้องตามเก็บกันให้วุ่น แถมยังพยายามจะปีนป่ายทุกอย่างที่ขวางหน้า ใครจะจับตัวให้หยุดก็ไม่ยอม แม่หนูจะสะบัดตัวหนีแล้วร้องกรี๊ด ๆ ท้าทาย
     มาโกโตะแทบลมจับกับความซุกซนของเลโอน่า ยิ่งเมื่อแม่หนูวิ่งเร็วจี๋ออกไปข้างนอกตัวอาคารเมื่อเห็นกระต่ายป่าตัวสีขาวหูยาวโผล่ออกมาจากป่าเข้ามากระโดดไปกระโดดมาอยู่ในสวนด้านข้าง มาโกโตะกับโทนี่ก็รีบร้อนตามออกไป พร้อมกับคว้าเสื้อกันหนาวให้แม่หนูใส่แทบไม่ทัน เลโอน่าวิ่งไล่จับกระต่ายพร้อมกับหัวเราะร่าชอบอกชอบใจ
     “หนูอยากกินกระต่าย หนูจะกินกระต่าย” เลโอน่าร้องกรี๊ด ๆ
     มาโกโตะคว้าตัวเด็กหญิงได้ในที่สุด แต่เลโอน่าก็อยู่ในสภาพหัวยุ่ง ผมเปียสองข้างหลุดรุ่ย เสื้อผ้ามีหิมะติดเต็มไปหมดเพราะล้มคว่ำคะมำหงายกลางหิมะอยู่หลายครั้งเต็มที
     ความอึกทึกครึกโครมและความวุ่นวายทั้งหลายแหล่จบลงเมื่อแม่หนูเล่นจนเหนื่อยเพลียและนอนหลับไปในที่สุด แต่ก่อนจะหลับ เลโอน่ายังออกฤทธิ์ส่งท้าย
     “หนูจะเอาริบบิ้นสีขาว! ริบบิ้นสีขาวของหนู!”
     เลโอน่าร้องไห้สะอึกสะอื้นเมื่อพบว่าตัวเองทำริบบิ้นผูกผมหายไปกลางหิมะเสียแล้ว มาโกโตะกับโทนี่ต้องสัญญาว่าจะหามาคืนให้ แม่หนูจึงยอมหลับได้ และนั่นทำให้มาโกโตะกับโทนี่ต้องมาเดินย่ำต๊อกอยู่ด้วยกันกลางหิมะทั้งที่อากาศหนาว ๆ แบบนี้นี่แหละ
     “หาริบบิ้นสีขาวบนหิมะสีขาวเนี่ยนะ ตาบอดกันพอดี อูย อากาศก็หนาว” มาโกโตะบ่นพึมแม้ว่าจะใส่เสื้อกันหนาวพร้อมผูกผ้าพันคอเต็มยศ แต่ก็ยังรู้สึกหนาวอยู่ดี
     “แล้วหลานนายนี่ก็โคตรซน ถามจริง ดูแลหลานยังไงวะให้ซนได้ขนาดนี้เนี่ย”
     “ปกติก็ไม่ซนไม่ดื้อขนาดนี้หรอก เพิ่งวันนี้แหละที่ออกฤทธิ์มากเป็นพิเศษ สงสัยจะโดนตามใจเยอะเกินไป”
     “อ้าว ไอ้เวร หลอกด่านี่หว่า” มาโกโตะร้องลั่น เพราะโทนี่พูดแล้วก็มองมาที่เขา
     “พูดยังงี้หาไปคนเดียวเลยนะ ริบบิ้นน่ะ ไม่ช่วยแล้ว” ชายหนุ่มตีหน้าบึ้งใส่ แล้วทำท่าจะเดินหนี แต่โทนี่คว้าแขนเอาไว้ก่อน
     “ไม่ให้หนี ต้องอยู่ด้วยกันก่อน”
     “ไม่อยู่โว้ย ปล่อยเลย”
     มาโกโตะสะบัดแขน แต่โทนี่ไม่ยอมปล่อย กลับรั้งตัวอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้ยิ่งกว่าเดิม มาโกโตะเริ่มรู้สึกร้อนขึ้นมาแบบแปลก ๆ ทั้งที่อากาศออกจะหนาวเยือก ขณะที่สบตากับโทนี่
     “ทำไมนายต้องโมโหตลอดเวลาตอนที่อยู่กับฉัน ฉันไปทำอะไรให้นายไม่พอใจรึไง” โทนี่ถามเสียงขรึม มือที่จับแขนอีกฝ่ายไว้บีบแน่นขึ้นเพื่อเตือนให้รู้ว่า ครั้งนี้เขาเอาจริง อยากจะรู้จริง ๆ
     “ก็นายมันกวนโมโห” มาโกโตะตอบห้วน ๆ พลางรีบหลบตา “ปล่อยสิวะ จับแขนไว้ทำไม”
     “กวนโมโหยังไง ฉันจำได้ว่าฉันไม่เคยทำอะไรให้นายสักหน่อย” โทนี่ยังไม่ยอมง่าย ๆ มาโกโตะมีท่าทีอึกอักพูดไม่ถูก แล้วเมื่อแขนของเขาถูกบีบแน่นขึ้นมาอีกครั้ง ชายหนุ่มก็เลยหลุดปากว่า
     “นายแย่งฉันซื้อเสื้อโค้ตอาร์มานี่สีเทา!”
     โทนี่อ้าปากค้าง
     “ไม่ใช่แค่นั้นนะ ทั้งเสื้อแจ็กเก็ต นาฬิกา แว่นตา ผ้าพันคอ ไม่ว่าฉันชอบชิ้นไหน เป็นต้องถูกนายแย่งซื้อตัดหน้าตลอด นายไม่รู้หรอกว่า ตารางชีวิตที่ฉันวางแผนเอาไว้เป็นอย่างดีมันต้องปั่นป่วนมากแค่ไหน ฉันวางแผนเอาไว้แล้วล่วงหน้าว่าวันไหนฉันจะใส่อะไร จะแต่งตัวยังไง แต่นายทำแผนฉันพังหมด!”
     มาโกโตะท่าทางเป็นเดือดเป็นแค้น ขณะที่คนฟังฟังแล้วมึนหัวอย่างบอกไม่ถูก
     “นายไม่ชอบหน้าฉันเพราะเรื่องแค่นี้นี่นะ”
     “มันไม่ใช่เรื่องแค่นี้นะ ฉันจะไม่มีวันอภัยให้คนที่มาทำให้แผนของฉันพังพินาศอย่างเด็ดขาด”
     “นายนี่บ้าว่ะ” โทนี่โคลงศีรษะด้วยความอ่อนระอาใจ “ฉันอุตส่าห์กลุ้มอยู่ตั้งนานว่าตัวเองทำอะไรผิดพลาดไปตรงไหน ปรากฎว่าผิดที่แย่งซื้อเสื้อผ้า โธ่เอ๊ย”
     แต่แล้วชายหนุ่มก็ยิ้ม และเมื่อเขายิ้มก็ยิ่งดูดีขึ้น หากมาโกโตะกลับพาลหาว่าโทนี่ยิ้มเยาะเขา
     “เลิกยิ้มเดี๋ยวนี้ และฉันไม่ได้บ้าโว้ย!”
     “แต่พูดก็พูดเถอะ แสดงว่าเรานี่รสนิยมตรงกันพิลึกเลยนะว่าไหม ความจริงเราน่าจะสนิทสนมกันให้มันมากกว่านี้หน่อย ดีไหม” โทนี่พูดพลางสืบเท้าเข้ามาใกล้อีกนิด มือก็ยังจับแขนอีกฝ่ายเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
     “สนิทสนมบ้าอะไร ไม่เอาโว้ย นี่นายออกไปห่าง ๆ ฉันหน่อยได้ไหม”
     มาโกโตะถอยหนีจนไม่มีที่จะถอยอีกแล้ว และโทนี่ก็ยิ่งรุกคืบเข้ามาไม่หยุด
     “ก็สนิทสนมกันแบบที่ฉันยืมเสื้อผ้านายใส่ได้ นายก็ยืมเสื้อผ้าฉันใส่ได้เหมือนกันไง ถ้าฉันเกิดซื้อตัดหน้านายอีกโดยที่ไม่รู้ตัว นายก็มาเอาของฉันไปใส่ได้เลย”
     “ฉันไม่ใส่เสื้อผ้าของนายหรอก”
     มาโกโตะโต้ตอบไม่ลดละ แต่ยังขยับถอยหนีฝ่ายตรงข้ามเรื่อย ๆ จนโทนี่ชักรำคาญ มือที่จับแขนมาโกโตะอยู่จึงดึงร่างของเขาเข้ามากอดเอาไว้ในอ้อมแขนเสียให้รู้แล้วรู้รอด
     “เพราะไม่มีอยู่ในแผนการของนายรึไง” โทนี่จ้องหน้า แววตาขึงขัง “งั้นก็วางแผนใหม่ซะ อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เสื้อกันหนาวของนายตัวนี้จะเปื้อนหิมะ ผ้าพันคอผืนนี้ก็จะพัง แล้วไม่ว่านายจะใส่เสื้อข้างในสักกี่ชั้นมันก็จะขาดทั้งหมด เอาล่ะ ใส่ลงไปในแผนชีวิตของนายซะนะว่าต่อไปนี้เราจะแชร์เสื้อผ้ากัน”
     “ไม่เอา เฮ้ย!” คำหลังมาโกโตะอุทานเสียงหลงเพราะถูกโทนี่ดึงให้ล้มลงไปนอนบนพื้นหิมะหนานุ่มด้วยกันและเสื้อกันหนาวของเขาก็เปื้อนหิมะจนได้...
     มาโกโตะกับโทนี่หาริบบิ้นสีขาวของเลโอน่าเจอในที่สุด ตอนที่ทั้งสองเดินกลับเข้ามาข้างในโรงแรมนั้น พวกเอย์จิก็ยังทำงานกันอยู่ในห้องอาหาร ยูเลี่ยนสะกิดอัตสึโตะก่อนและอัตสึโตะก็สะกิดเอย์จิอีกต่อหนึ่งให้หันไปมองมาโกโตะและโทนี่ที่มีหิมะเกาะเต็มไปหมดจนทั่วทั้งตัวกลายเป็นสีขาวไม่ต่างจากอัตสึโตะกับยูเลี่ยนตอนตัวเปื้อนแป้งเลย
     “สองคนนั้นน่ะ หายไปทำอะไรกันมาถึงได้หมดมาดคุณชาย หัวเหอยุ่ง เสื้อเปื้อนไปหมดแบบนั้นล่ะ”
     เอย์จิแซวเพื่อนเสียงดัง แล้วทุกคนก็พร้อมใจกันหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นมาโกโตะเดินลิ่ว ๆ ไม่ยอมมองหน้าใครเลย แต่หน้ากลับแดงจัดด้วยความขัดเขิน

     คัธรินอยู่ข้าง ๆ มานูเอลตลอดเวลา
     หล่อนกลับมาก่อนเขาหนึ่งวันและเมื่อเขากลับมาถึงบ้าน คัธรินก็มาหาทันที หล่อนคุยกับเขาอยู่ในห้องอาหารระหว่างรอรับประทานอาหารเย็น ถึงแม้ว่าท่าทางของหล่อนจะยังเหมือนเดิม พูดคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้กับเขาอย่างร่าเริง แม้แต่ตอนที่เขาแนะนำให้รู้จักกับอัตสึโตะ หล่อนก็ยังหัวเราะขำตัวเองที่ออกเสียงชื่อของอัตสึโตะเพี้ยนไปบ้าง แต่ชายหนุ่มรู้ว่าคัธรินมีอะไรในใจ เพียงแต่เมื่อหล่อนไม่พูด เขาก็เลยยังไม่ได้ถาม และอัตสึโตะยังทำให้เขาเป็นห่วงอีกด้วย
     ตอนอาหารเย็น เจ้าหมอนั่นกินเค้กไปตั้งไม่รู้กี่ชิ้น แทบจะไม่ได้แตะของคาวเลยกระมัง
     เขารู้ว่าอัตสึโตะชอบกินขนม แต่กินไม่หยุดอย่างนั้นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังสติแตกซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะจู่ ๆ ได้เจอคัธรินอย่างไม่ทันจะได้ตั้งตัว เขาเองก็ไม่รู้ว่าหล่อนจะกลับมาวันไหน คิดว่าน่าจะมีเวลาได้บอกอัตสึโตะก่อน แต่ก็ไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจเอาไว้
     เขาอยากคุยกับอัตสึโตะ แต่ชายหนุ่มเกาะติดอยู่กับคนอื่นแจ แถมมายะกับยูเลี่ยนก็ยังจับมือกันกันท่าเขาสุดชีวิต โดยคิดว่าจะอาศัยโอกาสนี้ตีเขาให้แตกกับอัตสึโตะให้ได้ ยังไม่นับเรื่องที่คัธรินคอยอยู่ข้างตัวเขาอีก ชายหนุ่มก็เลยยังไม่ได้คุยกับอัตสึโตะจนแล้วจนรอด
     เช้าวันถัดมา คัธรินก็มาหาเขาแต่เช้าอีกและชายหนุ่มก็ต้องช่วยที่บ้านจัดงานเลี้ยงวันคริสต์มาสจึงทำให้ไม่มีเวลา แต่ท่าทางของอัตสึโตะดีกว่าเมื่อคืนมาก ดีจนเล่นสงครามแป้งกับยูเลี่ยนได้นั่นแหละ ใบหน้าเปื้อนแป้งของหมอนั่นน่ารักน่าหยิกแก้มมาก แต่ไม่ดีตรงที่ยอมให้ยูเลี่ยนมันเอาแก้มมาแนบแก้มเล่นเนี่ยแหละ เขาหงุดหงิดจนเผลอบีบลูกบอลประดับต้นคริสต์มาสบุบบี้คามือ
     ตอนบ่ายและตอนเย็น เขาก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยกับอัตสึโตะอยู่ดี ทุกคนวุ่นวายกันเรื่องจัดสถานที่และทำอาหาร จนค่ำต่างคนต่างก็แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อน คัธรินตามเขาเข้าไปในห้องส่วนตัวด้วยและอยู่ด้วยกันจนเวลาล่วงเข้าวันใหม่
     “ฉันคิดมาตลอดว่าจะพูดเรื่องนี้กับเธอยังไงดี”
     หล่อนเปรยขึ้น
     ทั้งคู่นั่งอยู่บนเตียงคนละฟาก หันหลังให้กัน คัธรินกำลังสวมเสื้อผ้า แต่มานูเอลยังนั่งอยู่ทั้งที่มีเพียงผ้าห่มคลุมร่างกายท่อนล่างที่เปลือยเปล่าเอาไว้
     “คิดว่ากลับมาเจอเธอที่นี่ มีเวลาอยู่ด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน ถ้าฉันยังรู้สึกเหมือนเดิม ฉันก็อาจจะไม่พูด”
     “แล้วเธอยังรู้สึกเหมือนเดิมไหม” มานูเอลถามทั้งที่พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว
     “เธอก็น่าจะรู้นะว่ามันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เราอยู่ห่างกันนานเกินไป” คัธรินหันมาตอบ สีหน้าของหล่อนไม่ค่อยดีนัก แต่ก็มีแววเด็ดเดี่ยวอย่างคนที่ตัดสินใจแล้ว
     “ความรู้สึกของฉันที่มีต่อเธอเปลี่ยนไปแล้ว ฉันคุยกับเธอ อยู่กับเธอ มีอะไรกับเธอ ทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ฉันกลับรู้สึกไม่เหมือนเดิม”
     “แค่อยู่ห่างกันเท่านั้นน่ะเหรอ” มานูเอลถาม สีหน้าของเขาเคร่งเครียด “ระยะทางมันมีผลกับเธอถึงขนาดนี้เลยเหรอ เรายังคุยกันได้นี่ ถ้าคิดถึงก็มาหากันได้”
     “ไม่ได้หรอก ฉันไม่ได้ต้องการอย่างนั้น”
     “สรุปก็คือเธออยากจะขอเลิกกับฉัน”
     “ใช่ ขอโทษนะมานู ฉันมีคนที่ฉันชอบแล้วล่ะ” คัธรินพูด หล่อนไม่อยากมองหน้าแฟนหนุ่มที่กำลังจะกลายเป็นแฟนเก่าหลังจากวันนี้เลย ขณะเล่าต่อว่า
     “ฉันเจอเขาที่ออฟฟิศที่ฉันไปฝึกงาน เราเข้ากันได้ดีมาก เขาเป็นคนที่น่ารักและพร้อมที่จะอยู่กับฉัน เรามีอะไรกัน และฉันไม่อยากหลอกเธอ พรุ่งนี้เขาจะมาที่บ้าน มาฉลองคริสต์มาสกับฉัน ขอโทษนะมานูที่เรื่องมันกลายเป็นแบบนี้”
     “เขาจริงจังกับเธอและรักเธอมากกว่าฉันอีกงั้นเหรอ” มานูเอลหน้าสลดลงไปอีก
     “โธ่ อย่าพูดอย่างนั้นสิ มานู เรื่องมันก็มีแค่ว่า เขารักฉันและฉันก็รักเขา มันก็แค่นั้นแหละ”
     คัธรินขยับเข้าไปหามานูเอลที่ยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเอง หล่อนยกมือทั้งสองขึ้นประคองหน้าของชายหนุ่มไว้พลางมองสบตาที่มีแววเศร้าของเขา
     “เรื่องของเราให้มันจบลงตรงนี้เถอะนะ”
     มานูเอลไม่สามารถคัดค้านอะไรได้ ถึงแม้ว่าจะเคยคิดว่าเรื่องมันต้องออกมาในรูปนี้ แต่เมื่อถูกคนรักที่คบกันมานานตัดรอนเอาจริง ๆ ชายหนุ่มก็ยังรู้สึกแย่อยู่ดีและยังเหลือความอาลัยอาวรณ์อยู่มากจนตอนที่คัธรินกำลังจะลุกลงจากเตียง มือของเขาก็เอื้อมไปคว้ามือหล่อนเอาไว้โดยอัตโนมัติเหมือนกับต้องการจะยื้อหล่อนให้ยังอยู่กับเขา
     คัธรินปลดมือของชายหนุ่มออก
     “ฉันขอโทษนะมานู ลาก่อน”

ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-80
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 9 - update - 05.10.2014 page 2
«ตอบ #48 เมื่อ05-10-2014 10:32:25 »

เอาจริง ๆ เลยนะ  มานูเอลอาจจะเหมาะกับใครซักคนหนึ่ง  ซึ่งคงไม่ใช่อัตสึโตะแล้วล่ะ
ในขณะที่มีใจให้อัตสึโตะ  แต่ก็แทงกั๊ก ไม่ได้เคลียร์ตัวเอง  หย่อนเบ็ดเอาไว้
อัตสึโตะเหมือนปลาที่มาติดเบ็ดแล้วล่ะ  เจ็บปวด เสียใจ  แต่ก็ยังเป็นตัวของตัวเอง
เข้าใจ  ไม่แย่งชิง แค่เหินห่าง .... 
แต่มานูเอลในขณะที่เหมือนจะรู้อยู่แล้วว่า แฟนตัวเองมีบางอย่างเปลี่ยนไป
กลับมาคราวนี้อาจมีอะไรไม่เหมือนเดิม  ใจเหมือนยังรักแแฟนอยู่นะ
แต่ก็ชอบอัตสึโตะ  อยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคนน่ะ
ที่เจ็บที่สุด คือ การมีอะไรกันกับแฟนตัวเอง  ในขณะที่อัตสึโตะอยู่บ้านด้วยนี่แหละ
และทั้งที่แฟนเก่าก็รู้ว่าตัวเองไม่ได้รักแล้ว  มานูเอลเองก็ปันใจเล็ก ๆ ไปให้คนอื่นแล้ว
สองคนนี้ก็ยังมีความสัมพันธ์ทางกายกัน ...อัตสึโตะคงรู้สึกดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกอ่ะ
....
อยากให้อัตสึโตะ  ทำใจได้  แล้วเป็นแค่เพื่อนกับมานูเอลพอ

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 9 - update - 05.10.2014 page 2
«ตอบ #49 เมื่อ05-10-2014 11:00:29 »

สิ่งหนึ่งที่กังวลตอนลงนิยายคือ อาจจะทำให้คนอ่านไม่ชอบเนี่ยแหละค่ะ
ถ้ามันไม่ค่อยได้อย่างใจ หรืออ่านแล้วขัดใจไปบ้าง คนเขียนก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ  :hao5:
บางทีคนเขียนก็ชอบคิดอะไรง่าย ๆ หรือคิดไม่ถึงในบางเรื่องจนได้อ่าน feedback เนี่ยแหละค่ะ
อย่าโกรธเค้าน้า  :m15:

ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นจริง ๆ ค่ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: "บนทางรัก" - บทที่ 9 - update - 05.10.2014 page 2
« ตอบ #49 เมื่อ: 05-10-2014 11:00:29 »





ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 9 - update - 05.10.2014 page 2
«ตอบ #50 เมื่อ05-10-2014 11:09:51 »

บทที่ 10

     วันคริสต์มาสอะไรอย่างนี้!
     แทบทุกคนรอบตัวอัตสึโตะกับชินจิต่างอยากจะอุทานออกมาแบบนี้กันทั้งนั้น เทศกาลคริสต์มาสควรจะเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองที่เต็มไปด้วยความสุขสิ แต่มองไปทางไหนทำไมเห็นแต่คนที่ทำหน้าเซ็งซังกะตายกันทั้งนั้น
     เริ่มจากชินจิ ตั้งแต่มาที่นี่เขายังไม่ได้รับการติดต่อจากเควินเลย ใจจริงเขาอยากจะกระหน่ำส่งข้อความไปหาคนรักมาก แต่เขากลัวว่ามันจะดูเป็นการจิกเควินเกินไป ชายหนุ่มจึงต้องอดทน เขาส่งข้อความไปหาเควินเมื่อเขามาถึงเกลเซ่นเคียเช่น ตอนก่อนนอนส่งข้อความราตรีสวัสดิ์ ตื่นนอนส่งข้อความอรุณสวัสดิ์ และตอนนี้ก็บ่ายจัดของวันที่ยี่สิบสี่แล้ว จะถึงคืนคริสต์มาสอีฟอยู่รอมร่อ เขายังไม่ได้รับข้อความตอบกลับจากเควินเลย
     ภายใต้ข้อความไม่มีคำว่า “gelesen” นั่นเป็นสิ่งปลอบใจอย่างเดียวของชายหนุ่ม แสดงว่าคนรักยังไม่ได้เห็นข้อความของเขา ดูเหมือนว่าตั้งแต่กลับไปที่ดอร์ทมุนด์ เควินก็ไม่ได้แตะโทรศัพท์อีกเลย
     ชินจิหน้าเหี่ยวลงทุกวัน ๆ เขาเอาแต่ดูโทรศัพท์ ถึงแม้ว่าจะมีกิจกรรมให้ทำมากมาย อย่างช่วยอบขนมชโตลเล่นหรือทำขนมทำอาหารสำหรับฉลองคริสต์มาส แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่มีทีท่าจะกลับมาสดใสร่าเริงเหมือนเดิม
     “นายอยากไปหาเควินที่ดอร์ทมุนด์ไหมล่ะ เกลเซ่นเคียเช่นอยู่ใกล้ดอร์ทมุนด์นิดเดียวเอง จะไปก็ทำได้สบายมาก” มายะเอ่ยปากถามเมื่อเห็นเพื่อนมองโทรศัพท์แทบจะทุกชั่วโมง ดูแล้วก็ถอนหายใจเฮือก ๆ
     “ฉันจะไปได้ยังไง” ชินจิพูดอย่างอัดอั้น “เราตกลงกันไว้แล้วว่าคริสต์มาสปีนี้ต่างคนต่างฉลอง แล้วถ้าเกิดจู่ ๆ ฉันไปหาเควินที่ดอร์ทมุนด์ขึ้นมา มันก็ผิดไปจากที่พูดกันไว้น่ะสิ เควินเขาอาจจะไม่ชอบใจก็ได้”
     “นายน่ะคิดมากเกินไป ทำไมเควินมันจะไม่ชอบใจ คนรักกันนะ ต้องดีใจที่จะได้เจอกันสิ” มายะไม่เข้าใจ แต่เขาก็ไม่สามารถจะพูดอะไรได้มากไปกว่านี้ในเมื่อชินจิยินยอมที่จะทำแบบนี้เอง นอกจากนั้น เรื่องของตัวเองก็ยังแก้ไม่ตก
     เขากับยูเลี่ยนจับมือเป็นพันธมิตรกันชั่วคราวเพื่อจะตีกันมานูเอลให้ออกห่างจากอัตสึโตะซึ่งก็ได้ผล ไอ้หมียักษ์นูเทลล่าแทบจะไม่ได้เข้าใกล้อัตสึโตะของเขาอีก แต่ชายหนุ่มกลับรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไรนัก ก็หน้าตาของอัตสึโตะเป็นแบบนั้น จะให้เขาสบายใจได้อย่างไร
     ตั้งแต่เห็นมานูเอลกับแฟน อัตสึโตะก็ทำตัวแปลกไป แม้ว่าเจ้าหมอนั่นจะยังเล่นสนุกเหมือนเดิม ทำหน้ามึน ๆ ป่วนนั่นป่วนนี่ แต่เขาก็รู้ว่ามันไม่ปกติ ยิ่งตั้งแต่ตื่นเช้ามาในวันที่ยี่สิบสี่ อัตสึโตะเอาแต่กินขนมไม่หยุดปาก เค้กอบใหม่ ๆ กี่ชิ้นต่อกี่ชิ้นหมอนั่นซัดเรียบวุธ
     “พอแล้วน่าอัตสึโตะ อยากจะเป็นเบาหวานตายนักรึไง กินซะขนาดนี้”
     มายะออกปากห้ามเมื่อเห็นเพื่อนจ้องถาดคุ้กกี้คริสต์มาสที่เขาเพิ่งเอาออกมาจากเตาอบตาเป็นมัน คุ้กกี้ทำเป็นรูปร่างต่าง ๆ ทั้งดาว หัวใจ ต้นคริสต์มาส ไม้เท้า มีน้ำตาลไอซิ่งสีขาวเคลือบด้านบน และเมื่อเขาเผลอ อัตสึโตะก็คว้าคุ้กกี้ชิ้นใหญ่เข้าปากเคี้ยวกร้วม ๆ
     มายะประกาศห้ามอัตสึโตะเหยียบเข้ามาในครัวอีกตั้งแต่บัดนั้น แต่เขาไม่สบายใจเลยที่เห็นหมอนั่นทำหน้าไม่มีความสุข ยูเลี่ยนก็เหมือนกัน แม้จะปวารณาตัวเป็นพันธมิตร (ชั่วคราว) กับมายะ แต่เมื่อเห็นอัตสึโตะสติแตกขนาดนี้ เขาก็ชักไม่สบายใจตามไปด้วย
     “ถามจริง ๆ นะ ไอ้หน้าเต้าหู้ ถ้าอัตสึโตะหักอกนายแล้วตกลงเป็นแฟนกับฉัน นายจะทำยังไง”
     “ไม่ทำยังไงเพราะมันไม่มีวันเป็นไปได้หรอกโว้ย” มายะตอบทันควัน ยูเลี่ยนทำเสียงจิ๊กจั๊กไม่สบอารมณ์
     “ก็บอกว่าถ้าไง สมมุติอะสมมุติ สมมุติอัตสึโตะไปมีแฟนเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่นาย แต่หมอนั่นยิ้มได้ ไม่เอาแต่ยัดขนมเค้กเข้าปากอย่างตอนนี้ นายจะว่ายังไง”
     มายะถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาอยากจะตอบว่าไม่ยอมเหมือนกัน เป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมให้อัตสึโตะไปมีแฟนเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เขาเด็ดขาด มีเขาคนเดียวเท่านั้นที่จะดูแลอัตสึโตะได้ แต่เห็นหน้าหมอนั่นเป็นอย่างนั้นแล้ว มันกระแทกใจเขาจนจุกไปหมด
     “นายล่ะจะว่ายังไง” มายะถามกลับ
     “ยอมสิ ฉันชอบอัตสึโตะที่ยิ้มแย้มแจ่มใสทำอะไรบ้า ๆ บอ ๆ มากกว่าเห็นหมอนั่นเป็นแบบนี้”
     คำตอบของยูเลี่ยนทำให้มายะจำต้องยอมรับ
     “ฉันก็เหมือนกันแหละ ถ้าอัตสึโตะเลือกคนอื่นแล้วหมอนั่นมีความสุข ฉันจะไปทำอะไรได้วะนอกจากต้องยอม แต่คนอื่นอย่างไอ้หมียักษ์นูเทลล่าเท่านั้นนะที่ฉันจะยอม ถ้าอัตสึโตะเลือกไอ้เด็กบ้าแบบนาย ฉันจะขวางสุดพลัง ถึงจะต้องจับนายฆ่าหมกป่าอยู่แถวนี้ฉันก็จะทำ”
     “อ้าว ไอ้เวร ไอ้หน้าเต้าหู้ปากเสีย!” ยูเลี่ยนสบถด้วยความโมโห แต่มายะไม่สนใจ เขาถามต่อว่า
     “แล้วไอ้หมียักษ์มันหายไปไหน ฉันไม่เห็นหน้ามันตั้งแต่เช้าแล้ว”
     หมียักษ์ของมายะหายหน้าไปตั้งแต่เช้า มานูเอลไม่ได้มากินอาหารเช้าในห้องอาหาร ตอนเที่ยงก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมาเหมือนกัน ไม่มีใครรู้ว่าชายหนุ่มหายตัวไปไหน แต่เมื่อเขากลับมา ทุกคนก็ไม่กล้าไปเซ้าซี้ถามว่าเขาหายไปไหนมา เพราะชายหนุ่มทำหน้าเหมือนคนอกหักและไม่ยอมเอ่ยปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
     อัตสึโตะเองก็ยังไม่กล้าเข้าไปหา มานูเอลมีท่าทางย่ำแย่และดูห่างเหินจนทำให้เขาเจ็บปวดใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
บรรยากาศค่อยดีขึ้นเมื่อถึงเวลารับประทานอาหารเย็น งานฉลองในคืนศักดิ์สิทธิ์ไฮลิกอาเบนด์คืนนี้จัดในบ้านส่วนตัวของครอบครัวมานูเอล ไม่ได้รับประทานกับแขกคนอื่น ๆ ของโรงแรม และเพราะมีพ่อ แม่ พี่ชายร่วมโต๊ะด้วย มานูเอลจึงค่อยเปิดปากพูดคุยได้บ้าง ทั้งยังสามารถหัวเราะขำตอนที่มาโกโตะโดนเอย์จิแซวเรื่องโทนี่ได้
     “อ้าว ฉันนึกว่านายจะไปกินกับครอบครัวโทนี่ซะอีก เห็นช่วยกันเลี้ยงหลานสนิทสนมถึงเนื้อถึงตัวออกขนาดนั้น”
     มายะที่นั่งข้าง ๆ หัวเราะขำก๊ากทันทีเลยโดนมาโกโตะเขกหัวไปทีหนึ่งด้วยความหมั่นไส้
     อาหารที่อยู่บนโต๊ะในคืนนี้ครอบครัวของมานูเอลจัดอย่างเต็มที่เพื่อให้แขกซึ่งเป็นเพื่อนของลูกชายประทับใจ มีอาหารประจำเทศกาลคือห่านคริสต์มาสตัวโตยัดไส้หัวหอม แอปเปิ้ลและเกาลัด ผสมด้วยสมุนไพรจำพวกมาร์จอแรมและใบเซจรับประทานกับแป้งต้มปั้นเป็นก้อนและกะหล่ำม่วง นอกจากนั้นยังมีรัคเล็ตหรือชีสที่โดนความร้อนทำให้ละลายรับประทานกับมันฝรั่ง มีไส้กรอกดุ้นเล็ก ๆ เคียงด้วยสลัดมันฝรั่ง ทั้งยังมีขนมหวานมากมายหลายชนิดคือชโตลเล่น เลบคูเคิ่นหรือคุ้กกี้คริสต์มาส พุดดิ้ง และไอศกรีม
     ทุกคนเจริญอาหารกันถ้วนหน้า ต่างรับประทานอาหารแกล้มไวน์และคุยกันไปอย่างรื่นเริง แล้วเมื่อมีคนตั้งคำถามว่าทำไมต้องกินห่านตอนคริสต์มาส พ่อของมานูเอลก็ใจดีเล่าตำนานให้ฟังว่าเป็นเพราะตอนที่นักบุญคนสำคัญคือซังต์มาร์ตินหนีไปหลบอยู่ในคอกสัตว์เพราะไม่อยากเป็นบิชอปนั้น เจ้าห่านปากโป้งเป็นตัวร้องบอกที่ซ่อนของซังต์มาร์ตินให้คนอื่นรู้ ทำให้ซังต์มาร์ตินต้องเป็นบิชอปจนได้ แล้วจากนั้นมาในวันระลึกถึงซังต์มาร์ตินและในวันคริสต์มาส เจ้าห่านปากโป้งจอมทรยศจึงต้องถูกกินเป็นการแก้แค้น
     ชินจิคนเดียวยังแสดงหน้าตาแบกโลกไม่หาย ชายหนุ่มส่งข้อความไปหาคนรักอีกแต่ก็ไม่ได้รับตอบเหมือนเดิม เขากินอะไรแทบจะไม่ลง ได้แต่กระดกไวน์แก้วแล้วแก้วเล่าจนเริ่มมึน และในที่สุดจึงตัดสินใจจะไปโทรศัพท์ถึงเควินให้รู้แล้วรู้รอด
     ปรากฏว่าคนที่รับสายคือพี่สาวของเควินและบอกว่าเควินกำลังกินข้าวอยู่กับครอบครัว ไม่สะดวกจะรับโทรศัพท์ในตอนนี้ อะไรบางอย่างในน้ำเสียงของหล่อนบอกให้ชินจิรู้ว่าเขาไม่ควรจะโทรมารบกวนเควินในช่วงนี้ ชายหนุ่มรู้สึกหน้าชาและตำหนิตัวเองว่าไม่น่าโทรเลย ดูเหมือนว่าคะแนนของเขาในสายตาครอบครัวของเควินดูจะติดลบลงไปอีกเพราะเหตุนี้
     ชินจิกลับมาที่โต๊ะอาหารด้วยความเซ็งและหดหู่อย่างถึงที่สุด มือของเขาคว้าขวดไวน์มาเทเพิ่มลงในแก้วของตัวเองจนเกือบเต็มและยกขึ้นซดรวดเดียวหมดแก้ว
     “เฮ้ย! ชินจิ ทำไมกินไวน์แบบนั้น เดี๋ยวก็เมาตายพอดี”
     ยูเลี่ยนที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามเห็นเต็มตาและโวยขึ้นทันที มายะที่นั่งข้าง ๆ หันขวับมาอย่างรวดเร็วและพยายามจะดึงมือชินจิเอาไว้ แต่ชายหนุ่มก็ดึงดันดื่มจนหมดแก้วในที่สุด
     เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะร้องไห้เวลาเมาไวน์ด้วย แต่เขาเริ่มต้นร้องไห้กระอืด ๆ ทันทีหลังจากไวน์หมดแก้ว
     “ไหวไหมวะเนี่ยนาย” มายะเขย่าตัวชินจิที่นั่งตัวโงนเงนอยู่บนเก้าอี้ ฝ่ายหลังพยายามจะรินไวน์เพิ่มลงในแก้วของตัวเองอีก แต่มาร์เซลที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ยกขวดหนีไปก่อน
     “เป็นอะไรชินจิ” เอย์จิลุกจากเก้าอี้ตัวเองเดินอ้อมมานั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงข้าง ๆ รุ่นน้อง
     “ไวน์อร่อยอะ อยากกินอีก” ชินจิตอบไปคนละทาง น้ำตาของเขายังคงไหลอยู่
     “ไปพักไหม ฉันว่านายเมาแล้วล่ะ”
     “ไม่เอา อยากกินไวน์อีก เอย์จิซัง ช่วยหาขวดไวน์หน่อยสิ หายไปไหนแล้วไม่รู้” ชินจิพูดด้วยท่าทางมึนเต็มพิกัด
     รุ่นพี่โคลงศีรษะอย่างอ่อนใจ เขาสัญญาว่าจะหาให้ แต่กลับพาชินจิไปส่งที่ห้องแทน
     อัตสึโตะมองตามเพื่อนไปด้วยความเป็นห่วง แล้วเขาก็เอียงตัวไปทางมานูเอล กระซิบบอกว่า
     “สงสัยนอยด์เรื่องเควิน ได้ยินว่าตั้งแต่มาที่นี่ก็ติดต่อเควินไม่ได้เลย”
     แต่อัตสึโตะไม่ได้ยินเสียงตอบรับใด ๆ จากมานูเอลเลย

     เมื่อชินจิสติแตกไปคนหนึ่ง งานเลี้ยงในตอนท้าย ๆ ก็เลยชักกร่อย ๆ ลง เอย์จิอาสาไปอยู่เป็นเพื่อนรุ่นน้องที่ห้อง มานูเอลกลับมาปิดปากเงียบเป็นหอยกาบเหมือนเดิม อัตสึโตะก็เริ่มคว้าขนมใกล้มือเข้าปากอีกรอบ ถึงแม้มายะ ยูเลี่ยน และมาโกโตะจะพยายามสรรหาเรื่องมาคุยสร้างบรรยากาศแค่ไหน แต่ก็ไม่ค่อยมีใครให้ความร่วมมือเลย สุดท้ายต่างคนก็แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนในตอนประมาณห้าทุ่มโดยที่ยังไม่ได้แลกของขวัญคริสต์มาสกัน ทุกคนตกลงกันว่าจะเอาของขวัญทั้งหมดติดชื่อ แล้วนำไปวางใต้ต้นคริสต์มาสในห้องนั่งเล่น เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาในวันที่ยี่สิบห้าก็ค่อยไปแกะดูกันเอง
     ในตอนที่อัตสึโตะเดินกลับเข้ามาในห้องพักของเขากับชินจินั้น เอย์จิยังนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงของชินจิที่เมาไวน์จนหลับไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อเห็นรุ่นน้องเดินเข้ามา เอย์จิก็บอกว่า
     “ชินจิเพิ่งหลับไปเมื่อกี้ นายอย่าทำอะไรเสียงดังรบกวนมันแล้วกัน เดี๋ยวตื่นมาจะร้องไห้อีก”
     “เข้าใจแล้วครับ” อัตสึโตะรับคำอย่างเรียบร้อยผิดปกติจนเอย์จิเอะใจ
     “นายล่ะ หน้าตาดูแย่เหมือนกัน ทะเลาะอะไรกับมานูเอลรึเปล่า”
     “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” หน้าของอัตสึโตะตอนนี้งงเป็นจริงเป็นจังมาก “เมื่อวานยังเห็นดี ๆ กับแฟนอยู่เลย พอเช้ามาวันนี้จู่ ๆ ก็หายไป กลับมาก็ไม่พูดไม่จา ผมพูดด้วยก็เมินใส่ เป็นบ้าอะไรของมันก็ไม่รู้อะเอย์จิซัง ผมไม่เข้าใจมันจริง ๆ”
     “บางทีมันอาจจะมีเรื่องกลุ้มใจอะไรอยู่ก็ได้มั้ง” เอย์จิเดา
     “งั้นก็น่าจะพูดออกมาสิครับ เล่นเอาแต่เงียบ ทำคนอื่นเขาจะเป็นโรคประสาทตายอยู่แล้ว” อัตสึโตะบ่นด้วยความไม่ชอบใจ แล้วพอพูดขึ้นมาก็ชักจะของขึ้น ชายหนุ่มทำท่าเหมือนกับอยากจะบุกห้องมานูเอลเพื่อจับหมอนั่นมาซักฟอกเสียให้รู้เรื่องไป
     “รอพรุ่งนี้ดีกว่าน่ะ คืนนี้อย่าเพิ่งไปกวนมานูเอลเลย ถ้ามันมีเรื่องอะไรจริง ๆ มันก็คงต้องการเวลาในการปรับใจบ้าง ขืนนายไปวุ่นวายด้วยตอนนี้จะยิ่งทำให้เรื่องมันแย่ลง และหมอนั่นจะเมินนายอีก” เอย์จิเตือน
     รุ่นน้องเชื่อฟังเป็นอย่างดี เมื่อเอย์จิออกไปจากห้องแล้ว อัตสึโตะก็คลานขึ้นเตียง แต่เขานอนไม่หลับอยู่ดี ได้แต่พลิกไปพลิกมา แถมยังอึดอัดเพราะไม่สามารถทำเสียงดังได้เนื่องจากเกรงใจชินจิ ดังนั้นพอทนมาได้จนถึงตีห้าเขาก็ลุกขึ้นเดินออกไปที่ห้องนั่งเล่น กะว่าจะไปแกะของขวัญคริสต์มาสแก้เครียด
     ในห้องนั่งเล่นมีคนที่คิดเหมือนกับเขาอยู่ด้วยแฮะ

ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-80
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 10 - update - 05.10.2014 page 2
«ตอบ #51 เมื่อ05-10-2014 11:31:18 »

จริง ๆ มันก็เป็นธรรมชาติของคนปกติทั่ว ๆ ไปนะ  ที่จะเลือกทำสิ่งที่ตัวเองคิดว่ามีความสุขที่สุด
มานูเอลก็แค่ยังรักแฟนอยู่  แล้วก็ชอบอัตสึโตะด้วย  ในชีวิตคนเราจริง ๆ หายากนะ
ที่ใครซักคนหนึ่งจะรักเดียวใจเดียว  ถ้ามีคนในแบบที่เราชอบ  และสบายใจมาชอบเรา
เป็นใครก็เอียงไปหาทั้งนั้นแหละ  มานูเอลก็เช่นกัน ...
มานูเอลมีความสัมพันธ์กับแฟนก็เรื่องปกติ  ก็เขาเคย ๆ กันมาอยู่แล้วนี่
... พี่เมนท์ในลักษณะไม่ชอบใจ  เพราะพี่รู้ว่านี่มันนิยายวาย  ไม่มีทางที่มานูเอลจะลงเอยกับแฟนสาวได้หรอก
และสังเกตดูสิ  คนเมนท์นิยายส่วนใหญ่จะคาดหวังอะไรบางอย่างที่หาได้ยากในชีวิตจริง
ตัวเอกที่หน้าตาดี ฐานะดี  นิสัยดี  ความสัมพันธ์ที่ครอบครัวยอมรับ  การเป็นคนรักที่เข้าใจกันทุกอย่าง
เอาอกเอาใจ คิดอะไร ๆ เหมือน ๆ กัน  มองตาก็รู้ใจ  ทำเซอร์ไพรส์ทุกวันสำคัญ  นิสัยเข้ากันได้ดี  etc.
ว่ากันตามจริง  คนแบบนี้ในชีวิตจริงมันอยู่ที่ไหนว๊า  หามาให้หน่อยสิ
แต่งไปเถอะค่ะ  พี่ชอบ  ไม่ว่าอย่างไรพี่ก็ชอบ เพียงแต่นิสัยพี่บางอย่างอาจไม่เหมือนคนอื่นทั่วไป
ก็เลยอิน  ฟาดหัวฟาดหางเล็กน้อยให้กับตัวละคร  แต่ไม่ได้ว่าคนแต่งน๊า  อย่าเข้าใจผิด
...
จริง ๆ ทุกตัวละคร  มันเหมือนมีตัวตนนะ  และก็ใช่  ที่เวลาเราถูกใจใครส่วนใหญ่ก็มองที่หน้าตา บุคลิกก่อน
พอคบแล้วก็ค่อยมานิสัย พฤติกรรม  สังคมรอบตัว  และอื่น ๆ ละ
กรณีของเควินกับชินจินี่ก็ชัดเลย  ซึ่งถ้าเป็นมานูเอลไปชอบใจชินจิ  คาดว่าเรื่องราวก็จะเป็นอีกแบบ
ในชีวิตจริงของคนเราก็แบบนี้แหละ  บางทีเราก็ได้เจอได้อยู่กับคนที่ไม่ได้เข้ากันได้กับเราทุกอย่างก่อน
แต่บังเอิญเป็นคนที่เราเลือกแล้ว ณ เวลานั้น  แล้วของแบบนี้มันก็เปลี่ยนกันไม่ได้ง่าย ๆ ซะด้วย
....
พี่ว่า เอาต่อไปมาเสิร์ฟดีกว่า  ... พี่ช่างเป็นลูกค้าคนเดียวที่แสนเอาแต่ใจจริง ๆ อิ อิ อิ

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 10 - update - 05.10.2014 page 2
«ตอบ #52 เมื่อ05-10-2014 11:52:54 »

จริง ๆ มันก็เป็นธรรมชาติของคนปกติทั่ว ๆ ไปนะ  ที่จะเลือกทำสิ่งที่ตัวเองคิดว่ามีความสุขที่สุด
มานูเอลก็แค่ยังรักแฟนอยู่  แล้วก็ชอบอัตสึโตะด้วย  ในชีวิตคนเราจริง ๆ หายากนะ
ที่ใครซักคนหนึ่งจะรักเดียวใจเดียว  ถ้ามีคนในแบบที่เราชอบ  และสบายใจมาชอบเรา
เป็นใครก็เอียงไปหาทั้งนั้นแหละ  มานูเอลก็เช่นกัน ...
มานูเอลมีความสัมพันธ์กับแฟนก็เรื่องปกติ  ก็เขาเคย ๆ กันมาอยู่แล้วนี่
... พี่เมนท์ในลักษณะไม่ชอบใจ  เพราะพี่รู้ว่านี่มันนิยายวาย  ไม่มีทางที่มานูเอลจะลงเอยกับแฟนสาวได้หรอก
และสังเกตดูสิ  คนเมนท์นิยายส่วนใหญ่จะคาดหวังอะไรบางอย่างที่หาได้ยากในชีวิตจริง
ตัวเอกที่หน้าตาดี ฐานะดี  นิสัยดี  ความสัมพันธ์ที่ครอบครัวยอมรับ  การเป็นคนรักที่เข้าใจกันทุกอย่าง
เอาอกเอาใจ คิดอะไร ๆ เหมือน ๆ กัน  มองตาก็รู้ใจ  ทำเซอร์ไพรส์ทุกวันสำคัญ  นิสัยเข้ากันได้ดี  etc.
ว่ากันตามจริง  คนแบบนี้ในชีวิตจริงมันอยู่ที่ไหนว๊า  หามาให้หน่อยสิ
แต่งไปเถอะค่ะ  พี่ชอบ  ไม่ว่าอย่างไรพี่ก็ชอบ เพียงแต่นิสัยพี่บางอย่างอาจไม่เหมือนคนอื่นทั่วไป
ก็เลยอิน  ฟาดหัวฟาดหางเล็กน้อยให้กับตัวละคร  แต่ไม่ได้ว่าคนแต่งน๊า  อย่าเข้าใจผิด
...
จริง ๆ ทุกตัวละคร  มันเหมือนมีตัวตนนะ  และก็ใช่  ที่เวลาเราถูกใจใครส่วนใหญ่ก็มองที่หน้าตา บุคลิกก่อน
พอคบแล้วก็ค่อยมานิสัย พฤติกรรม  สังคมรอบตัว  และอื่น ๆ ละ
กรณีของเควินกับชินจินี่ก็ชัดเลย  ซึ่งถ้าเป็นมานูเอลไปชอบใจชินจิ  คาดว่าเรื่องราวก็จะเป็นอีกแบบ
ในชีวิตจริงของคนเราก็แบบนี้แหละ  บางทีเราก็ได้เจอได้อยู่กับคนที่ไม่ได้เข้ากันได้กับเราทุกอย่างก่อน
แต่บังเอิญเป็นคนที่เราเลือกแล้ว ณ เวลานั้น  แล้วของแบบนี้มันก็เปลี่ยนกันไม่ได้ง่าย ๆ ซะด้วย
....
พี่ว่า เอาต่อไปมาเสิร์ฟดีกว่า  ... พี่ช่างเป็นลูกค้าคนเดียวที่แสนเอาแต่ใจจริง ๆ อิ อิ อิ

หนูรักคุณพี่! /me โดดจูบเหมือนที่อัตสึโตะจูบมาโกโตะ
หนูชอบที่คุณพี่เป็นเดือดเป็นร้อนแทนอัตสึโตะนะคะ แต่ก็ขอบคุณม้ากมากที่เข้าใจมานูด้วย
มานูเขาบอกหนูว่า "ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกันครับ"
หนูก็เลยสงสารเขาอะค่ะคุณพี่  :sad11: ต้องขอแอบเข้าข้างนิดนึง แฮะแฮะ

เดี๋ยวคืนนี้มาต่อให้จบตอนสิบค่ะ ขอตัวไปทำงานก่อน งานยังไม่เสร็จเลย เอาแต่เขียนนิยาย  :ling2:

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 10 - update - 05.10.2014 page 2
«ตอบ #53 เมื่อ05-10-2014 19:32:01 »

     มานูเอลนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ข้าง ๆ ต้นคริสต์มาสของครอบครัวในห้องรับแขก กำลังแกะของขวัญของตัวเองด้วยท่าทีเนือย ๆ แกะเสร็จก็จบ แทบไม่สนใจด้วยซ้ำว่าใครให้อะไรตัวเองบ้าง แต่มีของชิ้นเดียวเท่านั้นที่ชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมาพินิจดู
     ตุ๊กตาตัวอ้วนสีเหลืองสดหน้าตาตลก มีวงกลมสีแดงติดอยู่ที่แก้มทั้งสองข้าง หน้าตาเหมือนอัตสึโตะไม่มีผิด
     รู้สึกว่าเจ้านี่มันจะเป็นโปเกมอนที่มีชื่อว่าปิกะจู
     ตรงท้องของมันมีกระดาษแผ่นหนึ่งแปะอยู่ เขียนว่า “drück mich“ มานูเอลก็เลยกด
     “นายเป็นอะไร”
     เขาแน่ใจว่าเขาได้ยินเสียงที่สองซ้อนกับเสียงจากตุ๊กตาตัวนี้ มานูเอลหันขวับไปทางประตูห้องทันที แล้วเขาก็เห็นเจ้าของของขวัญและเจ้าของเสียงเมื่อสักครู่นี้ยืนอยู่ตรงนั้น
     “อัตสึโตะ” มานูเอลเรียก แต่แล้วก็นิ่งไป
     ริมฝีปากของอัตสึโตะเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรงทันทีเมื่อเห็นท่าทีอึดอัดเหินห่างของมานูเอล ชายหนุ่มก้าวฉับ ๆ เข้ามาในห้องแล้วทรุดตัวลงนั่งประจันหน้ากับอีกฝ่าย
     “นาย-เป็น-อะไร” อัตสึโตะถามเน้นทีละคำ น้ำเสียงที่ใช้ก็คาดคั้น
     “ของขวัญของนายน่ารักดีนะ เจ้าตัวนี้หน้าตาเหมือนนายเลย ดูสิ”
     มานูเอลพูดยิ้ม ๆ แต่ไม่ยอมสบตากับเจ้าของของขวัญ เอาแต่ก้มหน้าลงมองตุ๊กตาในมือ
     อัตสึโตะโมโหขึ้นมาทันที เขาโถมทั้งตัวเข้าใส่คนตรงหน้า สองมือดึงคอเสื้อเสว็ตเตอร์ตัวหนาของมานูเอลไว้ ตะโกนว่า
     “อย่ามาเปลี่ยนเรื่องนะ บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ว่านายเป็นอะไรกันแน่ เอาแต่เงียบไม่ยอมพูดยอมจา เมื่อวานนายก็เมินฉันทั้งวัน แล้วตอนนี้ยังจะทำตัวแบบนี้อีก นายคิดบ้างไหมว่าฉันจะรู้สึกยังไง มานู!”
     มานูเอลเสียหลักเกือบจะหงายหลังล้มลงไป มือข้างหนึ่งของเขายันพื้นไว้ อีกข้างหนึ่งคว้าเอวของอัตสึโตะเอาไว้โดยอัตโนมัติ
     “มานู!”
     “ขอโทษที” มานูเอลพึมพำพลางถอนหายใจยาว ยอมแพ้ “ฉันเลิกกับคาธี่แล้ว”
     “อะไรนะ ตั้งแต่เมื่อไหร่”
     “ตั้งแต่เมื่อวานซืนแล้วล่ะ คาธี่บอกเลิกกับฉัน เขาบอกว่ามีคนใหม่ที่เขาชอบแล้วและคนคนนั้นจะมาฉลองคริสต์มาสด้วย เมื่อวานฉันก็เลยแอบไปที่บ้านคาธี่ อยากจะเห็นว่าผู้ชายคนนั้นเป็นยังไง”
     “นายเจอเขาไหม” อัตสึโตะซัก
     “เจอ แต่เห็นอยู่ไกล ๆ ก็ดูดีนะ หน้าตาดี ดูท่าทางเอาใจใส่คาธี่ดี แล้วคาธี่ก็ดูรักเขามาก”
     อัตสึโตะฟังน้ำเสียงของมานูเอลตอนพูดประโยคนี้แล้วรู้สึกใจหาย ชายหนุ่มหน้าสลด น้ำเสียงก็เศร้า ฟังเหมือนคนใกล้หมดแรงเต็มที
     “นายคงเสียใจมากสินะ” อัตสึโตะปล่อยคอเสื้อของมานูเอล สองมือประคองใบหน้าของชายหนุ่มไว้ แววตาของอัตสึโตะแสดงถึงความเห็นใจและเข้าใจ
     “อือม์” มานูเอลทำเสียงตอบรับอยู่ในลำคอ เขาจับมือสองข้างของอัตสึโตะที่ประคองใบหน้าของเขาอยู่แล้วดึงออกอย่างนุ่มนวล แต่ยังกุมเอาไว้ในมือของเขา
     “ฉันกับคาธี่รักกันมานาน ความผูกพันที่เคยมีมันตัดไม่ได้ง่าย ๆ ฉันก็เลยไม่รู้ว่าฉันควรจะทำยังไงดี หรือควรจะรู้สึกยังไงในตอนนี้ อัตสึโตะ นายคงเข้าใจฉันใช่ไหม”
     “เข้าใจสิว่านายน่ะโคตรเสียใจเลย เสียใจมากจนพลอยเมินฉันไปด้วยอีกคนหนึ่ง” อัตสึโตะทำปากยื่นด้วยความขัดใจนิด ๆ แต่ท่าทีก็ไม่ได้โกรธเคืองเป็นจริงเป็นจังอะไร
     “ขอโทษที ฉันกำลังสับสนจริง ๆ ฉันไม่รู้ว่าฉันควรจะทำตัวกับนายยังไงดีด้วย”
     “ก็ทำเหมือนเดิมไง”
     มานูเอลส่ายหน้าด้วยความไม่แน่ใจ
     “ไม่รู้สินะ อัตสึโตะ แต่ที่จริงฉันก็ไม่ต่างอะไรจากคาธี่เลย ฉันเองก็เปลี่ยนไปแล้วเหมือนกัน แต่ฉันยังไม่อยากยอมรับเท่านั้น ถ้าคาธี่ไม่เลิกกับฉัน ฉันก็ไม่สามารถเป็นฝ่ายบอกเลิกคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิดได้เหมือนกัน แต่ถึงจะเลิกกันแล้ว มันกลับรู้สึกแปลก ๆ ถ้าฉันจะเริ่มต้นกับใครใหม่เลยในตอนนี้”
     ชายหนุ่มมองหน้าอัตสึโตะ เขาไม่รู้เหมือนกันว่าคนที่จ้องหน้าเขาตาแป๋วอยู่ตอนนี้จะเข้าใจความหมายในคำพูดของเขาไหม แต่อัตสึโตะก็ดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจใด ๆ เลย ดูเหมือนว่าแค่ได้รู้ต้นสายปลายเหตุอาการหมางเมินของเขา อัตสึโตะก็พอใจแล้ว
     “นายนี่คิดมากจัง ชอบทำให้ชีวิตยากอยู่เรื่อย” ชายหนุ่มมิวายบ่น ก่อนจะหัวเราะเมื่อโดนมานูเอลสวนว่า
     “นายก็คิดน้อยเกินไปตลอดเหมือนกันน่ะแหละ”
     “แล้วนายโอเคที่ฉันเป็นแบบนี้ไหมล่ะ”
     อัตสึโตะดึงมือที่ยังอยู่ในมือของมานูเอลออกแล้วเป็นฝ่ายกุมมือชายหนุ่มเอาไว้แทน คำถามของเขาตรง ๆ เหมือนกับที่หัวใจของตัวเองรู้สึก
     “เท่าที่เรารู้จักกันมา นายโอเคกับสิ่งที่ฉันเป็นรึเปล่า นายคิดว่านายจะรักฉันได้ไหม”
     “อัตสึโตะ” มานูเอลพูดอะไรไม่ออก
     “แต่ฉันน่ะชอบนายมากเลยนะ ชินจิเคยถามว่าฉันรักนายรึเปล่า ตอนแรกฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ชอบนายมาก ๆ อยู่กับนายแล้วฉันมีความสุข คุยกับนายก็สนุกดี นายใจดีกับฉัน ดูแลฉัน แต่ไม่ได้ประคบประหงมจนโอเวอร์ ฉันรู้สึกดีมากเลย แต่ตอนโดนนายเมินเนี่ย มันก็โคตรเจ็บเลย รู้สึกทนไม่ได้เอามาก ๆ จนบางทีอยากจะอาละวาด อยากจะชกหน้านายที่กล้าเมินฉันหรือสนใจคนอื่นมากกว่าฉัน”
     อัตสึโตะยิ้มให้กับท่าทางแบบคนตั้งตัวไม่ติดของมานูเอล แล้วพูดอย่างมั่นใจและชัดเจนว่า
     “ฉันรักนาย”
     มานูเอลยังพูดอะไรไม่ถูกในขณะที่คนรุกก่อนก็ยังรุกต่อไปไม่หยุด อัตสึโตะเปลี่ยนจากจับมือมาเป็นกอดเขาเอาไว้แน่น
     มือของมานูเอลที่ตกห้อยอยู่ข้างตัวค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมา ตอนแรกก็ลังเล แต่ภายหลังก็เปลี่ยนเป็นความมั่นใจ สุดท้ายเขาก็กอดตอบอัตสึโตะเต็มอ้อมแขน
     “ฉันก็รักนายเหมือนกันนั่นแหละ นายน่ารักมากและฉันคิดว่าเราเข้ากันได้ดีจนบางทีฉันก็เผลอคิดว่ามันจะเป็นยังไงถ้าเราคบกัน คิดแล้วก็เลิกคิด แล้วก็กลับมาคิดอีก อันที่จริงความรู้สึกของฉันก็ไม่ต่างไปจากนายหรอกนะ”
     “งั้นก็ไม่ต้องรู้สึกแปลก ๆ แล้วแบบนี้!” อัตสึโตะร้อง “ในเมื่อฉันรักนายและนายก็บอกว่ารักฉัน ทุกอย่างจบ เลิกสับสนได้แล้ว แต่ถ้านายยังสับสนอีก ฉันก็จะทำให้นายหายสับสนเอง”
     ริมฝีปากของมานูเอลขยับจะถามว่าจะทำอย่างไร แต่ยังไม่ทันที่จะได้อ้าปาก ริมฝีปากของอัตสึโตะก็เลื่อนขึ้นมาประกบกับริมฝีปากของเขาก่อนแล้ว
     กว่าทุกคนจะได้แกะของขวัญคริสต์มาสของตัวเองปีนี้ก็ปาเข้าไปในตอนบ่ายเพราะไม่ว่าใครก็ตามที่เดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นในตอนเช้าเป็นต้องล่าถอยออกไปจากห้องอย่างเงียบ ๆ พร้อมกับรอยยิ้มแทบทุกคนหลังจากที่เข้าไปแล้วเห็นมานูเอลนอนหลับอยู่บนพื้นพรม มือข้างหนึ่งของเขาจับมืออัตสึโตะที่นอนหนุนท้องเขาหลับอยู่ด้วยกัน รอบตัวของทั้งสองคนมีของขวัญทั้งที่แกะแล้วและยังไม่ได้แกะวางอยู่เต็มไปหมด

     มายะยิ้มทั้งน้ำตา
     ตอนนี้เขารู้ชัดแล้วว่าอัตสึโตะของเขาตอบตกลงคบกับไอ้หมียักษ์มานูเอลจริง ๆ รอยยิ้มของอัตสึโตะทำให้เขาต้องยอมรับอย่างที่เคยคุยกับยูเลี่ยนไว้นั่นแหละ ถ้าเป็นมานูเอล เขายังพอจะทำใจได้...
     ซะเมื่อไหร่กันเล่า!
     อัตสึโตะนะอัตสึโตะ ทำร้ายเขาอย่างเจ็บช้ำที่สุด... มายะปาดน้ำตาป้อย ๆ
     “นายจะวางยาในกระปุกนูเทลล่าของไอ้มานูมันรึเปล่า ฉันจะดูต้นทางให้”
     ยูเลี่ยนถาม เมื่อเข้ามาในครัวแล้วเห็นไอ้หน้าเต้าหู้มายะนั่งร้องไห้ แต่จ้องกระปุกช็อกโกแลตกระปุกใหญ่ตาเป็นประกายด้วยความเคียดแค้น ตัวเขาเองไม่มีน้ำตาสำหรับเรื่องนี้ แต่ถ้าไอ้หน้าเต้าหู้จะทำขึ้นมาจริง ๆ เขาก็จะร่วมมือด้วยอย่างเต็มที่
     “ถ้าฉันทำ ไอ้นูเทลล่ามันตาย ฉันถูกจับ นายก็จะได้จิกเอาอัตสึโตะของฉันไปกินสินะ ฉันรู้ทันหรอกน่ะไอ้เด็กบ้า” มายะค้อนปะหลับปะเหลือก
     “โห คิดได้อะ เพ้อเจ้อ” ยูเลี่ยนส่ายหน้า
     “แต่ฉันก็อยากทำเหมือนกันว่ะ นายว่าวางยาพิษให้มันตายเร็ว ๆ หรือจับมันกดหิมะให้มันค่อย ๆ ขาดอากาศหายใจตายดีกว่าวะ จะได้ทรมาน ๆ” มายะขอคำปรึกษา
     “ฉันว่าหลอกมันไปเล่นสกี แล้วทิ้งไว้กลางภูเขาหิมะให้มันอดข้าวอดน้ำตายดีกว่าว่ะ ไอ้มานูมันชอบเล่นสกี มันต้องหลงกลตามเราไปแน่ ๆ” ยูเลี่ยนเสนอ
     แล้วสารพัดวิธีฆ่าคนให้ตายอย่างทรมานก็พรั่งพรูออกมาจากปากของมายะและยูเลี่ยนผู้อกหัก
     ส่วนชินจิ ชายหนุ่มตื่นมาพร้อมกับอาการแฮงค์และปวดหัวอย่างหนักจนต้องนอนแบ่บอยู่บนเตียง แต่เขาก็รู้ข่าวเพราะมาโกโตะและเอย์จิที่เข้ามาดูเขาเอามาบอก
     ชายหนุ่มดีใจกับเพื่อนทั้งสองคน แต่เขารู้สึกอิจฉาอัตสึโตะอยู่ลึก ๆ
     “แฟนนายติดต่อมารึยัง” เอย์จินั่งลงข้างเตียง ในมือถือถาดอาหารเอาไว้ ขณะที่มาโกโตะลากโต๊ะเล็กมาให้เพื่อนวางอาหารของชินจิลง
     “ยังเลยครับ” รุ่นน้องส่ายหน้า
     “เถอะ อย่าคิดมาก ยังไงก็ได้กลับไปเจอที่เบอร์ลินอยู่ดี” เอย์จิปลอบ พร้อมกับชี้ที่ถาดอาหารบนโต๊ะข้างเตียง
     “อาหารเช้าของนาย กินรองท้องซะ จะได้มีแรง”
     “นั่นสิ เรายังต้องอยู่ที่นี่อีกหลายวัน มานูเอลมันจะพาไปเที่ยวด้วย ถ้านายเอาแต่นอนอยู่บนเตียงมันจะมีประโยชน์อะไรที่จะมาถึงที่นี่” มาโกโตะเสริม รู้สึกเห็นใจรุ่นน้องไม่น้อย ชายหนุ่มไม่ค่อยรู้จักเควิน ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วหมอนั่นเป็นคนอย่างไรกันแน่จึงไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์อะไรได้มากมายนัก ชายหนุ่มจึงแค่ช่วยพูดดึงความสนใจของชินจิเท่านั้น เพื่อไม่ให้ชายหนุ่มรุ่นน้องหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของตัวเองมากเกินไป
     “ขอบคุณมากเลยครับ” ชินจิพูดเนือย ๆ แต่ก็ยอมรับประทานอาหารแต่โดยดี
     แล้วไม่ว่าคนที่รู้เรื่องมานูเอลกับอัตสึโตะจะมีปฏิกิริยาอย่างไร เห็นด้วย หรือไม่พอใจ หรืออยากจะฆ่า (เฉพาะมานูเอล) ให้ตาย ทุกคนก็ยอมรับการตัดสินใจของทั้งคู่
     อัตสึโตะเป็นห่วงมายะมากที่สุด ถึงแม้เขาไม่เคยรักมายะในแบบแฟน แต่มายะก็เป็นเพื่อนสนิท เป็นเพื่อนที่เขารักที่สุด และถ้าเรื่องของเขากับมานูเอลจะทำให้ต้องเลิกคบมายะ อัตสึโตะก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะทำอย่างไรดี
     “ฉันขอโทษนะมายะ” อัตสึโตะพูด เมื่อเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายในห้องพัก
     วันที่ยี่สิบห้าเป็นวันหยุดพักผ่อนหลังเหนื่อยกับการเตรียมฉลองในคืนไฮลิกอาเบนด์ ทุกคนจะอยู่กับบ้าน ดูหนัง พูดคุยกับครอบครัว หรืออาจจะออกไปพบปะเยี่ยมเยียนเพื่อนฝูงก็แล้วแต่ พวกเขาเองก็ไม่มีแผนการอะไรเป็นพิเศษเหมือนกัน มาร์เซลพี่ชายของมานูเอลเปิดหนังดูเล่นในห้องนั่งเล่น เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ก็เลยไปนั่งดูหนังกันอยู่ที่นั่น แต่อัตสึโตะคิดว่านี่เป็นโอกาสที่จะได้คุยกับมายะสองคน
     “ขอโทษทำไม นายทำอะไรผิดล่ะ แค่นายไม่รักฉัน แต่ไปรักไอ้หมียักษ์นูเทลล่าแค่เนี้ย ฉันไม่โกรธเลย! ไม่โกรธแม้แต่นิดเดียว!”
     มายะไม่มองหน้าอัตสึโตะ น้ำเสียงของเขาก็สูงปรี๊ดบ่งบอกว่ากำลังงอนอยู่อย่างเต็มที่ อัตสึโตะเข้ามานั่งลงบนเตียงข้าง ๆ เพื่อน
     “ฉันไม่รู้จะพูดหรืออธิบายหรือแก้ตัวกับนายยังไงดี แต่ฉันแค่อยากบอกนายว่าฉันรู้สึกไม่สบายใจเหมือนกันที่ต้องทำให้นายเสียใจแบบนี้ ในฐานะเพื่อน...”
     “เพื่อนสนิท!” มายะขัดขึ้น
     อัตสึโตะยิ้มน้อย ๆ
     “ในฐานะเพื่อนสนิท ฉันเคยขอให้นายยอมรับทุกอย่างที่ฉันตัดสินใจ แต่ฉันใจร้ายไปหน่อยที่ไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของนายเลย พอมาถึงวันนี้ การตัดสินใจของฉันก็ทำร้ายนาย ฉันจะไม่เรียกร้องให้นายเข้าใจหรือยอมรับมัน มายะ นายจะโกรธหรือเกลียดฉัน ฉันขอยอมรับทั้งหมด”
     “ไอ้บ้า!” อัตสึโตะโดนมายะตบหัวจนแทบจะหัวทิ่ม หน้าของเขาเหวอด้วยความคาดไม่ถึง
     “ฉันรักนายมาตั้งแต่สี่ขวบ สิบกว่าปีมานี้นายทำฉันเสียใจมาไม่รู้ตั้งกี่หน ฉันก็ไม่เคยเกลียดนายไม่ใช่เหรอ ไอ้บ้าอัตสึโตะ แค่นายมีแฟนแค่เนี้ย มันไม่ทำให้ฉันเกลียดนายหรอกน่ะ”
     “มายะ”
     “ฉันเสียใจก็จริง แต่ฉันไม่มีวันเกลียดนาย” ชายหนุ่มยิ้มให้อัตสึโตะ และคราวนี้เขายกมือขึ้นลูบศีรษะเพื่อนอย่างนุ่มนวล
     “ฉันเป็นคนดีว่ะ มีน้ำใจนักกีฬาพอ ในเมื่อนายเลือกมัน ฉันก็จะยอมรับการตัดสินใจของนาย”
     “ขอบใจนะมายะ”
     ประโยคนี้เป็นของมานูเอลที่เพิ่งเดินเข้ามาสมทบในห้อง สำหรับมายะ ถึงปากจะบอกว่ายอมรับได้ แต่พอเห็นหน้าไอ้หมียักษ์นี่แล้ว เขาก็ยังรู้สึกหงุดหงิดอยู่ แล้วเมื่อไม่พอใจ ชายหนุ่มก็ต้องจิกกัด
     “แต่ฉันไม่ได้พูดว่าฉันยอมรับนายนะเว้ย ไอ้มานูเอล ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ ถ้านายเผลอขึ้นมาเมื่อไหร่ หรือทำอัตสึโตะของฉันเสียใจ ฉันจับนายถ่วงน้ำด้วยกระปุกนูเทลล่าแน่ จำไว้เลย”
     “ฉันจะจำไว้” มานูเอลรับปาก
     “แล้วเข้ามาในห้องนี้ทำไมวะ ได้อัตสึโตะของฉันไปแล้ว ยังจะมาขัดขวางไม่ให้ฉันอยู่กับอัตสึโตะสองคนอีก นายนี่มันโคตรเลวเลย”
     จากที่เครียดอยู่พอสมควร มานูเอลเปลี่ยนเป็นหัวเราะขำแล้วในตอนนี้
     “จะมาชวนไปกินไอศกรีม แม่ฉันเพิ่งทำไอศกรีมอบเชยเสร็จ ถามหานาย อยากให้นายไปชิม มาร์เซลก็จะเปิดหนังเรื่องใหม่ด้วย ฉันจำได้ว่านายอยากดู”
     “ไม่ต้องมาใจดีกับฉัน คลื่นไส้ว่ะ ฉันไม่ใช่แฟนนายสักหน่อย ไปไป๊ เอาแฟนตัวเองไปดูเหอะ” มายะไล่ แล้วผลักอัตสึโตะที่ยังนั่งอยู่ใกล้ ๆ เขาไปหามานูเอล แต่มิวายจิกกัดส่งท้ายว่า
     “แล้วก็ไปบอกแม่นายด้วยว่า ฉันจะตามออกไป แต่ขอร้องไห้เสียใจอีกสักห้านาที เพราะลูกชายคุณแม่มันโคตรเลวทำให้คนดี ๆ น่ารัก ๆ อย่างฉันต้องเสียน้ำตา”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-10-2014 19:42:39 โดย Mettnoon »

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 10 - update - 05.10.2014 page 2
«ตอบ #54 เมื่อ05-10-2014 19:40:07 »

     หลังจากวันหยุดคริสต์มาสสองวันผ่านไป มานูเอลก็พาเพื่อน ๆ ไปเที่ยวในเมือง
     บรรยากาศในตอนนี้ดีกว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ คู่รักคู่ใหม่อย่างอัตสึโตะกับมานูเอลไม่ได้หวานกันมาก ทำตัวเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ใครที่อยู่ใกล้ ๆ จะสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่เพิ่มมากขึ้น ยูเลี่ยนกับมายะก็ดูจะไม่ได้เสียใจมากมายอีกแล้ว แถมยังจับมือกันแสดงความแสบ ดอดไปแอบดูมาโกโตะจูบร่ำลากับโทนี่แล้วเอามาโพนทะนาให้คนรู้กันทั่วโรงแรมจนมาโกโตะบ่นอุบว่า
     “ไอ้พวกเด็กเวร! ฉันไม่น่าเป็นห่วงพวกมันเลย!”
     ส่วนชินจิก็หายนอยด์แล้วเพราะหัวค่ำของวันคริสต์มาส เควินก็โทรศัพท์มาหา เขาบอกว่าเวลาอยู่บ้านเขาไม่ค่อยได้สนใจโทรศัพท์และขอโทษขอโพยที่ไม่ได้ติดต่อมาก่อนหน้านี้ เควินบอกว่าเขาตั้งใจจะโทรมาอวยพรคริสต์มาสอยู่แล้ว
     “ฉันไม่ได้ลืมนายหรอกน่ะ อย่าคิดมาก” ชายหนุ่มปลอบคนรัก
     ชินจิบ่นนิดหน่อย แต่เขาก็เห็นว่าเควินไม่ได้เปิดดูข้อความจริง ๆ จึงไม่ได้โกรธเคืองอะไร เขาคุยกับเควินอยู่นาน เล่าเรื่องที่เกลเซ่นเคียเช่นให้ชายหนุ่มฟังและก่อนที่จะวางหู เควินก็บอกว่าเขาจะกลับถึงเบอร์ลินเช้าวันที่สามสิบเอ็ดเพื่อฉลองปีใหม่และวันที่หนึ่งพวกเขาจะไปเที่ยวปีใหม่กันที่อัมสเตอร์ดัมตามที่วางแผนกันไว้ ชินจิจึงอารมณ์ดีขึ้นมากและตื่นเต้นที่จะได้ไปเที่ยวกับทุกคน
     มาร์เซลกับพ่อขับรถมาส่งทุกคนที่สถานีเกลเซ่นเคียเช่นและพวกเขาเจอเพื่อน ๆ ของมานูเอลรออยู่
     “นี่โธมัสกับเบนนี่” มานูเอลแนะนำเพื่อนสมัยเด็กของเขาให้ทุกคนรู้จัก โธมัสเป็นผู้ชายตัวผอมสูงเก้งก้างท่าทางเหมือนนกกระยางในขณะที่เบนนี่หรือเบเนดิกท์ตัวใหญ่กว่า หน้าตาดี แต่ผมบนกระหม่อมเริ่มบางอย่างเห็นได้ชัด ทั้งคู่เป็นมิตรและเข้ากับเพื่อนใหม่ของมานูเอลได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะโธมัสที่เมื่อรู้จักกันแล้วจะเห็นชัดว่าเป็นคนตลก เฮฮา และรั่วเอามาก ๆ จนเข้ากับมายะและยูเลี่ยนได้อย่างกลมกลืน
     ทั้งสองคนตื่นเต้นที่ได้เจออัตสึโตะ คนรักใหม่ของเพื่อนมาก
     “น่ารักกว่าที่นายเคยเล่าให้ฉันฟังอีกว่ะ” โธมัสตรงเข้ามากอดอัตสึโตะแน่น เบเนดิกท์ต้องดึงตัวเพื่อนออกห่างพลางปรามยิ้ม ๆ ว่า
     “กอดแน่นแบบนี้เกรงใจแฟนเขาหน่อยสิวะ”
     จากนั้นทั้งหมดก็เดินเล่นกันในตัวเมืองเก่าของเกลเซ่นเคียเช่นที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับสถานีรถไฟ แต่ถึงจะบอกว่าเป็น Altstadt แต่ก็ไม่มีตึกเก่าแก่สวยงามอย่างในเมืองอื่น ๆ มานูเอลเล่าว่า
     “เกลเซ่นเคียเช่นเป็นเมืองอุตสาหกรรมอยู่ทางเหนือของเขตรัวห์ ถูกทิ้งบอมบ์เยอะมากในสมัยสงครามเพราะเป็นแหล่งผลิตถ่านหินและกลั่นน้ำมัน หลังสงครามก็เลยมีการปรับโฉมเมืองกันใหม่ พวกสถานที่ที่ใช้ในอุตสาหกรรมก็เอามาทำเป็นฮอลล์บ้าง เป็นพาร์กบ้าง เมืองเราเป็นเมืองอุตสาหกรรม ไม่ใช่เมืองวัฒนธรรม”
     เขาชี้ให้ดูโบสถ์ที่จตุรัสไฮน์ริชเคอนิกซึ่งเป็นโบสถ์สีน้ำตาล ยอดโบสถ์สีขาว หน้าตาดูร่วมสมัยมาก และก็ยังมีโรงละครซึ่งเป็นตึกสมัยใหม่สีขาวกรุกระจก
     พวกเขาเดินชมรอบ ๆ ตัวเมือง เข้าไปเดินเล่นในสวนสาธารณะประจำเมืองซึ่งมีหิมะปกคลุมจนเป็นสีขาวไปหมด ต้นไม้หน้าตาคล้ายต้นหลิวที่ยืนต้นเดี่ยวอยู่ริมสระน้ำพุถูกน้ำแข็งจับจนขาวโพลน แต่ก็สวยงามมาก จากนั้นทั้งหมดก็เดินกลับไปที่สถานีรถไฟเพื่อขึ้นรถไปสวนนอร์ดชแตร์น มาร์เซลทิ้งรถไว้ให้คันหนึ่งและเบเนดิกท์ขับรถมาอีกคันจึงไปกันได้อย่างสะดวกสบาย
สวนนอร์ดชแตร์นเป็นสวนสาธารณะที่บ่งบอกความเป็นเกลเซ่นเคียเช่นได้ดีในความคิดของทุกคนเมื่อเดินเข้าไปแล้วเห็นสิ่งก่อสร้างที่เคยใช้ในอุตสาหกรรมเหมืองโดดเด่นผสมผสานอยู่กับบรรยากาศแบบสวนธรรมชาติได้อย่างน่าดู ยิ่งพื้นสวนปกคลุมไปด้วยสีขาวของหิมะก็ยิ่งขับให้สิ่งก่อสร้างสีเข้มทวีความโดดเด่นขึ้น
     “มีทัวร์ชมเหมืองเก่าด้วย เอาไว้คราวหน้าเนอะ สนใจรึเปล่า” มานูเอลกระซิบถามอัตสึโตะซึ่งพยักหน้าหงึก ๆ รับอย่างรวดเร็ว
     พวกเขาเดินต่อไปชมโรงละครกลางแจ้งหลังคาสีขาวริมน้ำและสะพานสีแดงซึ่งเป็นเหล็กสองเส้นทำเป็นรูปโค้งอยู่เหนือคลองไรน์-แฮร์เน่อ สวนนอร์ดชแตร์นแห่งนี้กว้างใหญ่และเมื่อถึงหน้าร้อนก็จะเป็นสวนพักผ่อนที่มีกิจกรรมให้ทำอย่างมากมาย แต่เมื่อมากันในหน้าหนาว พวกเขาก็เพียงแต่เดินชมความงามของสวนที่กลายเป็นสีขาวเท่านั้น
     มายะมองอัตสึโตะเดินจับมือกับมานูเอลไปตามทางเดินใต้สะพานแดงด้วยสายตาที่ยังคงมีความเจ็บปวดอยู่ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือก ๆ
     “อิจฉาเหรอวะ ทำใจซะเถอะน่า” เอย์จิเข้ามากอดคอรุ่นน้องเอาไว้
     “โธ่ มันทำได้ง่าย ๆ ซะที่ไหนละคร้าบรุ่นพี่” มายะโอดครวญ
     “ก็หาคนมาดามใจสิ จะยากอะไร” เอย์จิหัวเราะหึหึ
     “ใครล่ะ”
     “ยูเลี่ยนไง เดี๋ยวนี้เข้ากันได้ดีนี่”
     “โหย ถ้าเป็นไอ้หมอนี่ ผมกัดลิ้นตายดีกว่า เอย์จิซังอะ อย่าแกล้งผมเหมือนมาโกโตะซังอีกคนเลย”
     เอย์จิหัวเราะก๊าก มาโกโตะเคืองทั้งสองคนที่ปากโป้งเรื่องของเขากับโทนี่มาก ดังนั้นเมื่อสบโอกาสก็จะชงมายะกับยูเลี่ยนบ้างเป็นการแก้แค้นเพราะรู้ดีว่าทั้งสองคนเป็นไม้เบื่อไม้เมากันแค่ไหน และคนอื่น ๆ ก็พลอยสนุกล้อเลียนสองคนนี้เล่นตามไปด้วย ทำเอาทั้งมายะทั้งยูเลี่ยนบ่นอุบ แล้วก็เลิกจับมือเป็นพันธมิตรกันอย่างเด็ดขาด
     โปรแกรมตอนบ่ายเพื่อเอย์จิโดยเฉพาะกับการเยี่ยมชมเฟลทินส์อรีน่า สนามเหย้า ถิ่นของเอฟซีชาลเก้
     พวกเขาซื้อตั๋วชมสนามรวมกับพิพิธภัณฑ์ซึ่งทำให้ทั้งหมดมีเวลาที่จะชมความยิ่งใหญ่ของสนามกีฬาแห่งนี้ราว ๆ เจ็ดสิบห้านาทีโดยเริ่มจากประตูด้านตะวันตก
     เอย์จิดูจะตื่นเต้นมากเมื่อไกด์สนามพาทุกคนเยี่ยมชมห้องแถลงข่าว ห้องแต่งตัว บิสซิเนสคลับ สถานที่ทั้งหลายแหล่ที่ปกติแล้วมีเพียงนักกีฬาและพนักงานที่จะเข้าไปได้ รวมทั้งอธิบายรายละเอียดและความสุดยอดของสนามกีฬาระดับห้าดาวแห่งนี้ ชายหนุ่มยิ่งอินมากเมื่อได้เข้าไปสัมผัสกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของทีมในพิพิธภัณฑ์และไม่ลังเลใจเลยที่จะละลายเงินแทบเกลี้ยงกระเป๋าไปกับของในร้านขายของที่ระลึกทีมชาลเก้
     เจ้าถิ่นทั้งสามคนเห็นแขกอินขนาดนั้นก็พาไปเลี้ยงที่ร้านอาหารชื่อดังที่อยู่ใกล้สนามและแฟนช้อปหลังจากทัวร์สนามจบลง
“ร้านโปรดของพวกเรา กินไปดูซ้อมไป โคตรฟิน” โธมัสบอก จากนั้นก็แนะนำให้สั่งอาหารจานเด็ดของร้านคือสเต็กกินกับถั่วฝักยาวและมันฝรั่งผัด ส่วนมานูเอลสั่งอาหารโปรดของเขาคือสปาเก็ตตี้ครีมซอสเห็ดแชมปิยองกับกุ้งและเฟรนช์ฟรายที่คนทางตะวันตกเรียกกันว่าฟริทเท่น
     “อร่อยไหม” ชายหนุ่มถามอัตสึโตะที่นั่งเคี้ยวฟริทเท่นอย่างเมามัน แต่คนรักยังไม่ทันจะได้ตอบหรือแม้แต่พยักหน้า มายะที่ยังขอจองที่นั่งข้างอัตสึโตะอีกข้างหนึ่งอยู่ดีก็สอดขึ้นก่อนโดยหันไปโวยโธมัสที่เป็นคนแนะนำอาหารว่า
     “แนะนำอะไรของนายวะโธมัส สเต็กนี่โคตรหวานเลยอะ กินไม่ได้ เซ็งโว้ย”
     ทุกคนในโต๊ะหัวเราะขำท่าทางเป็นเดือดเป็นร้อนของมายะ แต่ไม่มีใครสงสารเขาเลยสักนิด ยิ่งไอ้เด็กแสบยูเลี่ยนยิ่งแล้วใหญ่ เอื้อมมือข้ามโต๊ะมาคว้าจานสเต็กของเขาไปเลย
     “งั้นไม่ต้องกิน ฉันกินแทนเอง”
     “ไอ้บ้า เอาคืนมาเลยนะโว้ย” มายะโวยวายแล้วก็แย่งสเต็กกับยูเลี่ยนเป็นการใหญ่
     ชินจิที่ไม่ค่อยพูดมากนักยังพลอยหัวเราะขำเพื่อน ๆ ไปด้วย ชายหนุ่มรู้สึกใจหายเหมือนกันที่จะต้องกลับเบอร์ลินไปก่อนโดยที่ไม่ได้ฉลองปีใหม่กับทุกคนที่เกลเซ่นเคียเช่น แต่ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่รวมทั้งวันนี้เขามีความสุขและสนุกมากจริง ๆ
     มันเป็นความสุขที่เขาไม่รู้เลยว่าในอีกไม่กี่วันต่อมา เขาจะคิดถึงมันอย่างมากที่สุด


     ......................
     ยาว ๆ ค่ะ เอาให้จบบทไปเลย
     

ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-80
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 10 - update - 05.10.2014 page 2
«ตอบ #55 เมื่อ05-10-2014 20:45:26 »

ประโยคทิ้งท้ายมันคืออะไร จะดราม่าแล้วเหรอ...
เรื่องนี้คนที่น่ารักที่สุด คือ มายะ ...

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 10 - update - 05.10.2014 page 2
«ตอบ #56 เมื่อ06-10-2014 05:46:06 »

บทที่ 11

     ชินจิได้เจอเควินอีกครั้งในตอนสาย ๆ ของวันที่สามสิบเอ็ดธันวาคม
     ชายหนุ่มกลับมาจากเกลเซ่นเคียเช่นตั้งแต่เมื่อคืน แต่คนรักของเขายังไม่กลับมา เควินบอกว่ายังไม่แน่ใจว่าจะมาถึงคืนวันที่สามสิบหรือเช้าวันที่สามสิบเอ็ดกันแน่ แต่ถ้ามาถึงแล้วจะมาเคาะประตูเรียก ชินจิจึงต้องรออยู่ที่ห้องของตัวเอง
     ปกติเขานอนกับเควินที่ห้องของฝ่ายนั้น เมื่อได้กลับมานอนที่ห้องของตัวเองบ้าง มันกลับรู้สึกแปลกที่จนนอนไม่ค่อยจะหลับ ชายหนุ่มลุกขึ้นมานั่งบนเตียงในที่สุดหลังจากที่พลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงอยู่นาน สายตาของเขามองไปที่โต๊ะทำงานซึ่งตรงมุมโต๊ะมีกระถางเล็ก ๆ ปลูกต้นคริสต์มาสที่ใบตรงส่วนยอดเป็นสีแดงและตรงส่วนโคนต้นเป็นสีเขียว ต้นไม้ต้นนี้เขาซื้อมาจากเค้าฟ์ลันด์เพื่อให้เข้าบรรยากาศคริสต์มาสและเพื่อแทนที่กระถางกุหลาบที่เควินเคยซื้อให้ แต่เขาทำให้มันเหี่ยวเฉาจนตายไปภายในเวลาไม่นาน หากเควินก็ไม่ได้สนใจอะไร บอกแค่ว่าตายก็ตายไป เอาไว้ซื้อใหม่ก็ได้ แต่เขาก็ยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจอยู่ดีเพราะมันเหมือนกับว่าเขารักษาของที่คนรักให้ไว้ไม่ได้
     ชินจินั่งคิดอะไรฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย ๆ จนเริ่มง่วงขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะผล็อยหลับไปในที่สุดและก็หลับเพลินจนตื่นขึ้นมาอีกทีก็ตอนที่เควินมาเคาะประตูนี่แหละ
     ทันทีที่เห็นหน้าเควิน ชินจิก็กระโดดกอดเขาทันทีด้วยความคิดถึงและพวกเขาก็กอดกันไม่ปล่อยจนเวลาล่วงเข้าตอนบ่าย ทั้งสองคนออกมาจากห้องด้วยกันและเข้าไปรับประทานอาหารในครัว
     เจอโรมนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารอยู่แล้วตอนที่พวกเขาเดินเข้าไปข้างใน เมื่อเห็นทั้งคู่ ชายหนุ่มก็ทัก
     “ตกลงคืนนี้ไปฉลองซิลเวสเตอร์กันที่ไหนกันดี”
     ชินจิคร้านจะบ่นเรื่องที่เควินติดเพื่อนเอามาก ๆ แล้ว ถึงจะมีเขาเป็นแฟน แต่เควินก็ไปไหนมาไหนกับเพื่อนตลอดเวลา ขนาดทริปปีใหม่ที่อัมสเตอร์ดัม เมื่อเจอโรมรู้เรื่องและอยากจะไปด้วย เควินก็ทำท่าจะอนุญาตให้ไปด้วยกัน แต่เขานี่แหละที่เบรกเอาไว้ก่อน เป็นตายร้ายดีอย่างไร ทริปนี้เขาต้องไปกับเควินสองคนให้ได้ และเมื่อชินจิเป็นคนออกปากเอง เจอโรมจึงไม่ได้ไปด้วย แต่ก็ยังจะไปฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยกันกับเขาและเควินอยู่ดี
     “ที่ประตูบรันเดนบวร์กน่ะแหละ เจ๋งสุดละ” เควินตอบ
     งานฉลองคืนส่งท้ายปีเก่าหรือซิลเวสเตอร์ปาร์ตี้ที่เบอร์ลินนั้นจัดกันหลายที่มาก ทั้งที่จตุรัสอเล็กซานเดอร์และสถานีโทรทัศน์ ที่ริมฝั่งแม่น้ำชเพร แต่ที่ขึ้นชื่อมากที่สุดคืองานที่จัดหน้าประตูบรันเดนบวร์กซึ่งทุก ๆ ปีจะมีคนไปร่วมงานทะลุหลักล้าน
     ปีนี้งานซิลเวสเตอร์ที่ประตูบรันเดนบวร์กก็สุดยอดเหมือนเดิม เป็นงานกลางแจ้ง ตั้งเต้นท์อาหารและเครื่องดื่มเรียงรายตั้งแต่หน้าประตูบรันเดนบวร์กยาวไปตามถนนวันที่สิบเจ็ดมิถุนายนเป็นระยะทางราวสองไมล์จนกระทั่งถึงวงเวียนโกรสเซ่อร์ชแตร์นใกล้สวนเทียร์การ์เท่นซึ่งเป็นที่ตั้งของซีเกสซอยเล่อซึ่งเป็นเสาหินที่มีรูปปั้นเทพธิดาแห่งชัยชนะวิคตอเรียสีทองประดับอยู่ด้านบนที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงชัยชนะของแคว้นปรัสเซียเหนือเดนมาร์ก ออสเตรียและฝรั่งเศสในอดีต
     งานที่ประตูบรันเดนบวร์กเริ่มตั้งแต่ตอนบ่าย ๆ โดยจะเป็นการลองเสียงและซ้อมดนตรี ก่อนที่จะเริ่มการแสดงดนตรีสดในตอนราว ๆ หกโมงครึ่ง และตั้งแต่เวลาราว ๆ สี่ทุ่มเป็นต้นไปจะเริ่มการถ่ายทอดสดบรรยากาศในงานของทางช่องเซ่ดเดเอฟ หลังจากเค้านท์ดาวน์ในตอนเที่ยงคืนเสร็จสิ้นลงก็จะเป็นเวลาของปาร์ตี้กลางแจ้งแบบสุดเหวี่ยงกับดีเจและเพลงมัน ๆ
     ชินจิ เควิน และเจอโรมมาถึงงานในตอนสองทุ่มกว่า ๆ และปักหลักกันอยู่ที่บริเวณเวทีหนึ่งในสามเวทีของงาน ชินจิไม่ชอบงานที่มีคนเยอะ ๆ แบบนี้มากนัก แต่เขาก็รู้สึกตื่นตาที่ได้มาเห็นบรรยากาศการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ ประตูบรันเดนบวร์กในคืนนี้ถูกจัดแสงเป็นสีต่าง ๆ ทั้งสีเขียว สีม่วง สีแดง และยังมีการยิงแสงขึ้นฟ้าเป็นลำ ตรงหน้าประตูเป็นเวทีการแสดงขนาดใหญ่ตั้งอยู่พร้อมกับจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่กระจายกันไปในหลาย ๆ จุดเพื่อให้ผู้คนที่มาร่วมงานมองเห็นการแสดงบนเวทีได้ชัดเจน และเมื่อหันไปอีกด้านหนึ่งก็จะเห็นชิงช้าสวรรค์อันใหญ่ยักษ์ติดไฟสว่างเป็นฉากหลังด้วย
     เจอโรมกับเควินดื่มเบียร์ สูบบุหรี่ และโยกตัวเป็นจังหวะไปตามเสียงดนตรีจากเวที ส่วนชินจิลำบากหน่อยเพราะไม่ชอบความอึกทึกครึกโครม แต่เมื่อเห็นคนรักมีความสุขและสนุกสนาน เขาก็เลยยอมทนฟังเพลงแร็พจังหวะเร็ว ๆ กับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์เสียงสั่นสะเทือนเสียดแทงประสาทหูของนักร้องอย่างสกู๊ตเตอร์ ลูมิดี้ หรือฟอลโลว์ยัวร์อินสทิงวท์อยู่กับเควินทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่แนวดนตรีที่เขาชอบเลยสักนิด ชายหนุ่มอยากจะฟังเพลงป็อปหรือป็อปร็อคธรรมดาอย่างนิค โฮวาร์ดอะไรประมาณนั้นมากกว่า แต่เขารู้ว่าเควินคงไม่ยอมเปลี่ยนเวทีแน่ คนรักของเขาฟังแต่เพลงแร็พและเสียงอิเล็กทรอนิกส์พวกนี้แหละ เมื่อก่อนเขาเคยเปลี่ยนไปเปิดเพลงของมิสเตอร์ชิลเดรน วงที่เขาชอบ แต่ฟังไปได้ไม่นาน เควินก็เปลี่ยนกลับไปฟังแนวที่ตัวเองชอบตามเดิม ดังนั้นเมื่อไปอยู่กับเควินที่ห้อง ชินจิก็ต้องฟังเพลงแนวนี้อยู่ตลอด
     สิ่งเดียวที่ช่วยทำให้ชายหนุ่มไม่รู้สึกแย่จนเกินไปก็คือซิลเวสเตอร์พุ้นช์ หรือเครื่องดื่มประจำคืนซิลเวสเตอร์ซึ่งเป็นชาสมุนไพรร้อนใส่แท่งอบเชยผสมด้วยไวน์แดงและบรั่นดี ปรุงรสด้วยกานพลูบดเป็นผงและน้ำผึ้ง รสมันขมปนหวานและมีกลิ่นหอม ๆ ยิ่งกินก็ยิ่งเพลินจนทำให้เขายืนฟังเพลงไปได้โดยไม่ต้องฝืนมากนัก
     เมื่อถึงเวลานับถอยหลังสู่ปีใหม่ที่ทุกคนรอคอย เสียงนับเลขก็ดังกระหึ่มขึ้นพร้อม ๆ กัน
     ฟึนฟ์...เฟียร์...ไดร...ซไว...ไอนส์
     “สุขสันต์วันปีใหม่!”
     ดอกไม้ไฟปีใหม่ถูกจุดขึ้นฟ้าเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ชินจิมองภาพตรงหน้าอย่างตื่นตาตื่นใจ ประตูบรันเดนบวร์กใหญ่โตตั้งตระหง่านโดยมีดอกไม้ไฟหลากสีหลายแบบถูกจุดอย่างต่อเนื่องเป็นฉากหลัง เป็นภาพที่สวยงามซึ่งจะประทับอยู่ในความทรงจำของชายหนุ่มต่อไปอีกนานแสนนาน
     “สุขสันต์วันปีใหม่นะชินจิ”
     เควินก้มลงมากระซิบข้างหูแล้วค่อย ๆ เลื่อนริมฝีปากมาจูบเขาอย่างอ่อนหวาน
     ชินจิอยากจะหยุดเวลาไว้แค่วินาทีนี้จริง ๆ
     หากเวลาก็ยังคงดำเนินต่อไป วันรุ่งขึ้นในตอนสาย ๆ ชินจิกับเควินก็บินไปอัมสเตอร์ดัม

     ปีใหม่ของอัตสึโตะกับมานูเอลก็เต็มไปด้วยความอึกทึกครึกโครมเหมือนกัน แต่อบอุ่นพร้อมหน้าครอบครัวและเพื่อนฝูง มานูเอลพาคนรักและเพื่อน ๆ ของเขามาเที่ยวสวนสัตว์ในตอนกลางวันซึ่งความอึกทึกมันเริ่มตรงนี้แหละ มายะเป็นคนเริ่มการจิกกัดไอเดียเจ้าบ้านเหมือนเคย แต่เมื่อก้าวเข้าไปในซูม แอร์เลบนิสเวลท์ ชายหนุ่มก็เริ่มสนุกสนานกับการเดินชมสัตว์ต่าง ๆ ตามโซนที่แบ่งออกเป็นอลาสก้า แอฟริกา และเอเชียไปพร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์สัตว์ตัวโน้นตัวนี้เสียงดังอย่างสนุกสนาน แถมยังล้อเลียนคนโน้นคนนี้เปรียบเทียบกับสัตว์ในสวนสัตว์อย่างสนุกปาก โดยเฉพาะมานูเอลที่เป็นเป้าหลักจนคนถูกล้อเลียนชักไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองหน้าเหมือนอะไรกันแน่ระหว่าง กวางมูซหน้าโง่ สิงโตหน้าเมื่อย ไฮยีน่าขี้ขโมย หรือหมีขาวสมองกลวง
     “แล้วนายล่ะมายะ หน้าเหมือนอะไร” เบเนดิกท์ถามบ้าง มายะไม่ทันจะได้ตอบ โธมัสก็ชี้หมับทันที
     “ไอ้นั่นไง หน้าโคตรเหมือนนายเลยว่ะ”
     ทุกคนพากันหัวเราะลั่นเมื่อมองตามนิ้วชี้ของโธมัสไปแล้วเห็นนกกระจอกเทศตัวหนึ่งทำหน้าเชิด ๆ ตาจิก ๆ ท่าทางเหวี่ยง ๆ กำลังมองตรงมาทางพวกเขา มายะค้อนปะหลับปะเหลือกยิ่งทำให้ทุกคนยิ่งขำหนักขึ้นไปอีก แต่ถึงจะแซวกันหนักขนาดไหนก็ไม่มีใครเคืองอะไรเนื่องจากรู้ว่าเป็นการล้อเล่นไม่ใช่เรื่องจริงจัง ยิ่งมายะกับโธมัส แซวกันหนัก แต่ก็เข้ากันได้ดี 
     “เปรียบเทียบกับสวนสัตว์เบอร์ลินแล้วเป็นไงบ้าง” โธมัสชวนมายะคุยอยู่เรื่อย ๆ
     ฝ่ายหลังส่ายหน้า ก่อนตอบว่า 
     “ไม่รู้สิ ฉันยังไม่เคยไปสวนสัตว์เบอร์ลินเลย คิดว่าหน้าหนาวมันไม่ค่อยมีอะไร”
     “สวนสัตว์เนี่ยเที่ยวได้ทุกฤดูแหละ” โธมัสพูด “ไว้กลับเบอร์ลินเมื่อไหร่ นายก็ให้มานูพาไปสิ”
     “เฮอะ ฉันยังไม่หายโกรธเพื่อนนายหรอกนะ”
     คำตอบแบบสะบัด ๆ ของมายะทำให้โธมัสหัวเราะก๊ากเสียงดังอีกครั้งจนทุกคนหันมามอง
     อัตสึโตะก็ชอบสวนสัตว์ที่นี่เพราะเขาสามารถจ้องหน้าหมีขาวขั้วโลกผ่านกระจกได้ ตัวมันใหญ่ แล้วขนมันก็ขาวฟูดูนุ่มน่ารักน่ากอดมากจนเขาอยากจะได้กลับไปเลี้ยงที่บ้านสักตัวจริง ๆ
     “สวนสัตว์เบอร์ลินก็มีหมีขาวใช่ไหม สมัยก่อนที่มันดัง ๆ น่ะ” ชายหนุ่มถามมานูเอลที่มายืนดูอยู่ใกล้ ๆ กัน
     “นายหมายถึงเจ้าคนุตใช่ไหม” มานูเอลพูด “เจ้าคนุตเนี่ยมันเหมือนผู้ช่วยชีวิตสวนสัตว์เบอร์ลินเลยแหละ สมัยก่อนสวนสัตว์ซบเซามาก แต่พอมีเจ้าคนุตซึ่งมันน่ารักมาก คนก็แห่กันมาเที่ยวสวนสัตว์เต็มไปหมด ของที่ระลึกขายดีเป็นเทน้ำเทท่า สวนสัตว์ก็มีรายได้ แต่ตอนนี้เจ้าคนุตมันตายแล้ว ทางสวนสัตว์ก็เลยสร้างรูปปั้นเจ้าคนุตไว้เป็นที่ระลึก”
     “อยากไปดู”
     มานูเอลไม่ขัดใจอัตสึโตะอยู่แล้ว เขาสัญญาว่าเมื่อกลับไปเบอร์ลิน จะหาเวลาพาไปสักวัน
     “แต่หมีขาวที่เบอร์ลินมันน่าสงสารนะ เหมือนมันเครียดเลย เพราะมันได้แต่เดินพล่านไม่หยุด หัวมันก็ส่ายไปส่ายมา ตัวมันก็เขียว ๆ เหมือนราขึ้นยังไงไม่รู้ แต่ไปดูเขาให้อาหารมันก็น่าตื่นเต้นดีนะ ปลาตัวโต ๆ มันกลืนทีเดียวหมดทั้งตัวเลยล่ะ” มานูเอลเล่าเพิ่มเติมขณะที่เดินจูงมืออัตสึโตะเดินชมสัตว์ชนิดอื่น ๆ ในโซนอลาสก้า
     “อ๊ะ! มานู นั่นเฮ็ดวิก!” อัตสึโตะชี้ไปที่นกฮูกสีขาวราวกับหิมะที่อยู่ในกรง หน้าตาของมันเหมือนนกฮูกของแฮร์รี่ พอตเตอร์ไม่มีผิด
     ก่อนจะออกจากสวนสัตว์พวกเขาแวะไปเล่นกับสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่กริมแบร์เกอร์โฮฟซึ่งเป็นโรงนาและเป็นโซนที่ให้เราสามารถสัมผัสหรือลูบขนสัตว์ต่าง ๆ เล่นได้ ปกตินี่จะเป็นกิจกรรมสำหรับเด็ก ๆ แต่สำหรับเด็กโข่งอย่างพวกเขามันก็สนุกไม่แพ้กันที่ได้เดินเล่นลูบขนแพะ ลา ลูกม้า เป็ด ไก่ หรือจิ้มตัวนุ่ม ๆ ของแฮมสเตอร์เล่น
     “มีห่านด้วย น่ารักจัง” อัตสึโตะอยากจะจับเจ้าสัตว์ปีกขนสีขาวเล่น แต่มันอยู่ในคอกและร้องตลอดเวลา ทำให้เขาไม่กล้าจับ ชายหนุ่มเอียงคอมองมัน ก่อนจะกระตุกมือมานูเอลที่ยืนอยู่ข้างตัว ถามว่า
     “แต่ต้องรอมันโตกว่านี้อีกนิดใช่ปะถึงจะกินได้แบบห่านคริสต์มาส”
     “โธ่ นึกว่ารักสัตว์ ที่แท้อยากจะกินหรอกเหรอ” มานูเอลร้อง
     โปรแกรมหลังจากนี้ของทุกคนก็ไม่มีอะไรอีก พวกเขาจะกลับไปที่โรงแรมของมานูเอลเพื่อรอฉลองซิลเวสเตอร์กัน แต่ยกเว้นอัตสึโตะกับมานูเอลสองคนเท่านั้นที่มีโปรแกรมอื่น
     “ทำไมจะไปกันสองคนล่ะ ไม่เอา ฉันจะไปด้วย”
     คนที่โวยวายยังเป็นมายะเหมือนเดิม แต่ก็ไม่มีใครถือสาอารมณ์ป่วง ๆ ของเขา เอย์จิล็อคแขนรุ่นน้องจอมโวยไว้ทั้งสองข้างพลางพยักพเยิดให้มานูเอลพาอัตสึโตะไป มาโกโตะกับคนอื่น ๆ ก็โบกมือให้
     เมื่อเข้ามาอยู่ด้วยกันสองคนในรถของมานูเอล อัตสึโตะก็พูดว่า
     “ขอโทษทีนะ มายะจิกนายตลอดเลย”
     “ไม่เป็นไร มายะมันก็เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร ยิ่งฉันแย่งนายมาจากมัน มันจะจิกฉันก็ไม่แปลกนี่” มานูเอลพูดยิ้ม ๆ แต่อัตสึโตะนิ่วหน้านิดหน่อย
     “นายไม่ได้แย่งฉันมาจากใครสักหน่อย”
     “ไม่ได้แย่งก็จริง แต่มายะก็เป็นคนที่ดูแลนายมาตลอด ฉันเข้าใจความรู้สึกของมายะ แล้วก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเรื่องนี้ด้วย อีกอย่างหนึ่งมายะก็เป็นเพื่อนฉันเหมือนกัน มันอยากทำอะไรก็ปล่อยมันไปเถอะ”
     อัตสึโตะยิ้ม แล้วก็ซบหน้าลงกับไหล่ของมานูเอล
     “ขอบใจนะ นายนี่โคตรน่ารักเลย”
     มานูเอลลูบศีรษะอัตสึโตะ แล้วออกรถ
     จุดหมายปลายทางของมานูเอลอยู่ที่ชลอสแบร์กเกอซึ่งเป็นปราสาทเก่าสมัยปลายบาร็อคที่เปิดเป็นโรงแรมและร้านอาหารตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำมีสะพานเชื่อมจากฝั่ง ตัวปราสาทขนาดใหญ่แบ่งเป็นสองปีกและรายล้อมไปด้วยต้นไม้พรรณไม้หายากกับสวนแบบต่าง ๆ ทั้งสวนฝรั่งเศส สวนอังกฤษให้เดินเล่น แต่ในหน้าหนาวแบบนี้มีแต่หิมะสีขาวปกคลุมชลอสพาร์ก น้ำแข็งจับต้นไม้ที่เหลือแต่เพียงกิ่งก้านจนเป็นรูปร่างและสีสันน่าพิศวง
     “สวยจังเลย” อัตสึโตะมองรอบตัวอย่างชื่นชม “ปกติอากาศหนาว ๆ แบบนี้ฉันชอบนอนอยู่บนเตียงอุ่น ๆ นะ แต่ที่นี่สวยมากเลย”
     “คุ้มกับที่ต้องทนหนาวใช่ไหม” มานูเอลกอดคออัตสึโตะไว้ขณะที่เดินไปด้วยกันบนหิมะ
     อัตสึโตะพยักหน้า แขนข้างหนึ่งของเขากอดเอวคนรักไว้
     “แล้วเรามาเดินเล่นกันอย่างเดียวเหรอ”
     “เดินอย่างเดียวนายก็บ่นน่ะสิ” มานูเอลพูดยิ้ม ๆ “ข้างในเป็นร้านอาหาร เย็นนี้เราจะกินข้าวกันที่นี่ ฉันจองโต๊ะไว้แล้ว จะอยู่จนกว่าจะเค้านท์ดาวน์ก็ได้นะ”
     อัตสึโตะนิ่งคิดก่อนจะส่ายหน้า
     “กินข้าวอย่างเดียวได้ไหม แล้วเรากลับไปเค้านท์ดาวน์กับทุกคนที่บ้านดีกว่า หรือนายว่ายังไง”
     มานูเอลไม่มีอะไรขัดข้องอยู่แล้ว และนั่นทำให้อัตสึโตะบ่นทั้งที่บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มว่า
     “นายตามใจฉันอีกคนละ เดี๋ยวฉันก็ยิ่งนิสัยเสียมากขึ้นอีกเท่านั้น”
     “ก็ยังไม่มีอะไรที่ฉันต้องขัดใจนายนี่นา แต่รับรอง ถ้ามีเมื่อไหร่ ฉันขัดใจนายแน่ ๆ ล่ะ ถึงตอนนั้นอย่าบ่นก็แล้วกัน ห้ามดื้อห้ามเอาแต่ใจด้วย ตกลงไหม”
     อัตสึโตะทำปากยื่น ไม่ยอมสัญญา แต่เขารู้ว่าเมื่อถึงตอนนั้นเขาก็คงยอมทำตามคำหว่านล้อมของมานูเอลเหมือนตอนที่หมอนั่นกล่อมเขาเรื่องไม่ให้ทำห้องรกหรือไม่ให้นอนขี้เกียจอยู่แต่บนเตียงนั่นแหละ
     “โธมัสกับเบนนี่จะไปฉลองปีใหม่กับเราด้วยใช่ไหม” อัตสึโตะถามต่อ
     “ใช่ ปกติพวกมันจะพาแฟนมาฉลองปีใหม่กับพวกเราที่โรงแรมเป็นประจำทุกปีนั่นแหละ เดี๋ยวนายก็จะได้รู้จักลิซ่าทั้งสองคน แฟนพวกมันสองคนชื่อเดียวกันน่ะ” มานูเอลอธิบาย “นายโอเคใช่ไหม มานี่เจอแต่คนแปลกหน้าทั้งนั้นเลย”
     “สบายมาก โอเคมาก ฉันชอบเพื่อนนาย โธมัสก็ตลกดี เบนนี่ไม่ค่อยคุยเท่าไหร่ แต่ก็ใจดี เป็นมิตร แล้วจะมีอะไรให้ต้องเป็นปัญหาล่ะ เพื่อนฉันซะอีก แต่ละคนบ้า ๆ บอ ๆ มายะก็จิกนายไม่เลิกซะที”
     “เพื่อนเรา” มานูเอลพูดลอย ๆ เมื่ออัตสึโตะหันมามอง เขาก็พูดต่อว่า
     “พวกมายะไม่ใช่เพื่อนนาย แต่เป็นเพื่อนฉันด้วย เป็นเพื่อนเรา ฉันดีใจที่มีโอกาสได้เป็นเพื่อนกับทุกคน”
     “งั้นพวกโธมัสก็ไม่ใช่เพื่อนนายอย่างเดียว ตอนนี้เป็นเพื่อนฉันด้วย ก็คือเพื่อนเราเหมือนกัน ฉันก็ดีใจนะที่ได้รู้จักพวกนั้น”
     ทั้งสองคนยิ้มให้กันด้วยความเข้าใจ แล้วก็กอดคอกันเดินเข้าไปข้างในตัวอาคาร
     มานูเอลจองโต๊ะไว้ในส่วนที่เรียกว่าวินเทอร์การ์เท่นซึ่งเป็นห้องที่มีผนังกระจกกว้าง โต๊ะในห้องนี้จะวางติดกระจกเพื่อให้แขกสามารถรับประทานอาหารไปพร้อมกับชมสวนสวย ๆ ของปราสาทได้ และถึงแม้ตอนนี้สวนข้างนอกจะมีแต่หิมะขาวโพลนไปหมด แต่ก็สวยงามไปอีกแบบหนึ่ง
     อัตสึโตะยกหน้าที่สั่งอาหารให้มานูเอลคนเดียว ตัวเขายกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปและนั่งกดข้อความยิก ๆ
     มานูเอลอยากให้อัตสึโตะลองอะไรแปลก ๆ จึงสั่งสเต็กเนื้อกวางกินกับองุ่น แอปเปิ้ลและกะหล่ำม่วงให้ ตัวเขาสั่งเนื้อปลาและกุ้งกินกับริซ็อตโต้เห็ด นอกนั้นก็เป็นซุปและสลัด สั่งเสร็จก็หันมาถามเมื่อเห็นคนรักนั่งก้มหน้าอยู่แต่กับโทรศัพท์ว่า
     “ส่งข้อความหาใครน่ะ”
     “ชินจิ” อัตสึโตะตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากแป้น “ส่งรูปที่ไปเที่ยววันนี้ไปให้ดูด้วย แล้วก็จะถามว่าหมอนั่นไปฉลองปีใหม่ที่ไหน”
     “ถ้าไปกับเควินก็น่าจะไปงานซิลเวสเตอร์ที่ประตูบรันเดนบวร์กนั่นแหละ งานใหญ่ที่สุด มีดนตรีสดเกือบทั้งคืน แต่คนเยอะสุด ๆ”
     “ฟังดูไม่ค่อยเป็นชินจิเลยแฮะ” อัตสึโตะตั้งข้อสังเกตไปอย่างนั้นเอง แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากเพราะซุปกับสลัดมาเสิร์ฟพอดี มานูเอลก็เลยไม่ได้พูดอะไรต่อตามไปด้วย หยิบมีดกับส้อมขึ้นมาจัดการกับส่วนของตัวเอง และเมื่ออาหารจานหลักมาเสิร์ฟทั้งสองคนก็ยิ่งแทบไม่ได้คุยอะไรกันอีกเพราะอัตสึโตะเอาแต่เคี้ยวเนื้อกวางที่มีกลิ่นสาปเล็กน้อย แต่กินกับองุ่นแล้วเข้ากันดี ชายหนุ่มกินเอา ๆ โดยไม่สนใจจะถามด้วยว่าไอ้ที่กำลังกินอยู่นี่มันคือเนื้ออะไรจนมานูเอลคิดว่าถ้าเขาลองแกล้งสั่งอะไรที่มันแปลกกว่านี้ให้ หมอนั่นมันคงไม่รู้เรื่องอะไรอยู่ดี จวบจนอาหารเกลี้ยงจานแล้วนั่นแหละทั้งสองคนจึงได้คุยกันอีกครั้ง แต่ก็เป็นเรื่องคุยเรื่อยเปื่อยระหว่างรอของหวานซึ่งเป็นเค้กกับไอศกรีมตามความต้องการของอัตสึโตะ
     อาหารมื้อนี้คนจ่ายคือมานูเอล แต่อัตสึโตะเห็นบิลค่าอาหารแล้วรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก เขาพยายามจะขอหารค่าอาหารครึ่งหนึ่ง แต่พูดยังไงมานูเอลก็ไม่ยอม
     “ฉันชวนนายมา ฉันเลี้ยงนายเอง”
     “แต่มันแพงนี่”
     “ฉันจ่ายได้ ฉันถึงเลือกร้านนี้ นายชอบรึเปล่าล่ะ อาหารอร่อยไหม”
     “ก็อร่อยนะ”
     “งั้นก็จบ”
     “แต่ว่า...”
     “ไหนว่าจะไม่ดื้อ ถ้าฉันขัดใจนายไง”
     เจอคำพูดแบบนี้เข้า อัตสึโตะก็ชะงัก แต่มิวายอุบอิบว่า
     “ยังไม่ได้สัญญาสักหน่อย”
     “นายอยากช่วยฉันจ่ายจริง ๆ น่ะเหรอ” มานูเอลถาม อัตสึโตะพยักหน้าหงึก ๆ ทันที ชายหนุ่มจึงบอกว่า
     “ฉันให้นายช่วยก็ได้ หลับตาก่อนสิ”
     อัตสึโตะงง แต่ก็ยอมหลับตาลงแต่โดยดี และในที่สุดก็รู้ตัวว่าเสียรู้เข้าเต็มเปาเมื่อริมฝีปากของมานูเอลประกบเข้ากับริมฝีปากของเขา
     “มานู!” อัตสึโตะลืมตาขึ้นมาโวย แต่หน้าแดงจัด ขณะที่มานูเอลยิ้มกว้างพร้อมกับพูดว่า
     “ฉันขอแค่นี้ก็พอแล้ว”

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 10 - update - 05.10.2014 page 2
«ตอบ #57 เมื่อ06-10-2014 05:57:25 »

     ถ้าถามชินจิว่าชอบอัมสเตอร์ดัมหรือไม่ คำตอบของเขาคือ เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
     สิ่งที่เด่นชัดที่สุดในความทรงจำของชายหนุ่มเกี่ยวกับเมืองนี้คือ กลิ่น
     ตามถนนหนทาง เขามักจะได้กลิ่นอย่างหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยดี มันเป็นกลิ่นเอียน ๆ บอกไม่ถูกว่าเหม็นหรือหอมกันแน่ แต่มันทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่าหัวของเขากำลังหมุนจนมึนไปหมด ชายหนุ่มเพิ่งมารู้ทีหลังว่านั่นเป็นกลิ่นของกัญชา
     ชินจิทำจมูกฟุดฟิดเกือบตลอดทางจนมาถึงโรงแรมที่พักซึ่งเป็นโฮสเทลราคาพอประมาณอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟอัมสเตอร์ดัมนัก แต่ถึงจะเป็นแค่โฮสเทล แต่อาคารสีม่วงอ่อนดอกไลแลคตรงหน้าเขาก็ดูดีไม่เลวเหมือนกัน เควินเป็นคนจองที่พัก เขาเข้าไปติดต่อที่เคาน์เตอร์สีส้มสดขณะที่ชินจิมองไปรอบ ๆ ตัวอย่างสนใจ แล้วเดินไปนั่งรอที่เก้าอี้หนังสีส้มอมน้ำตาลที่ล็อบบี้ ใกล้กันมีทางเดินตรงไปยังห้องอาหารที่มีผนังด้านหนึ่งเป็นกระจกและวางโต๊ะเก้าอี้ไม้สีน้ำตาลไว้เต็มห้อง
     เควินยื่นคีย์การ์ดของห้องพักให้ชินจิเป็นคนเก็บไว้และเดินไปตามทางที่พนักงานชี้บอก ห้องที่ชายหนุ่มจองไว้เป็นห้องพักแบบห้องรวมบรรจุเตียงเดี่ยวสองชั้นสีขาวสี่หลัง มีห้องน้ำและห้องอาบน้ำหนึ่งห้องให้ใช้ร่วมกัน
     “ชอบไหม” เควินถาม ปล่อยให้ชินจิเป็นคนเลือกเตียงที่จะนอน คนรักนอนเตียงล่าง ส่วนเขาจะนอนเตียงบน
     “ก็ดีนะ” ชินจิตอบหลังจากที่ดันกระเป๋าเดินทางขนาดยี่สิบนิ้วเข้าไปใต้เตียงที่เขาจะนอน แล้วเอากุญแจคล้องที่จับกระเป๋าล็อคกับขาเตียงข้างหนึ่งไว้ ทั้งคู่ใช้กระเป๋าเดินทางใบเดียวกันใส่เสื้อผ้า และมีกระเป๋าใบเล็กสะพายไหล่แยกกันอีกคนละใบ ส่วนของมีค่าถ้าไม่อยากติดตัวเอาไว้ก็สามารถเอาไปใส่ตู้ล็อกเกอร์ใกล้เคาน์เตอร์รีเซปชั่นได้
     “ดีจังที่นายชอบ” เควินว่า ชายหนุ่มดึงตัวเควินให้นั่งลงบนเตียงด้วยกัน คลอเคลียอยู่ไม่ห่าง
     “เดี๋ยว...เดี๋ยวก่อน จะทำที่นี่เหรอ” ชินจิรั้งมือของคนรักที่ทำท่าจะสอดเข้าไปในเสื้อยืดชั้นในที่เขาสวมอยู่ ถึงตอนนี้ในห้องจะไม่มีคน แต่ที่นี่ก็เป็นห้องพักรวมในโฮสเทลที่อาจจะมีคนเข้ามาได้ทุกเมื่อ เขาไม่ค่อยอยากให้ทำแบบนี้นัก แต่เควินกลับดูตื่นเต้นเป็นพิเศษเพราะแปลกที่และลุ้นว่าจะมีคนเข้ามาเห็นหรือไม่ เขารุกชินจิหนักจนสุดท้ายชายหนุ่มก็โอนอ่อนตามคนรักเหมือนทุกที
     ชินจิไม่เคยขัดใจเควินเรื่องเซ็กซ์เพราะกลัวว่าเควินจะไม่พอใจและจะไม่รักเขาอีก มันเป็นความไม่มั่นใจในตัวเองลึก ๆ ของคนที่เพิ่งมีความรักอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ชายหนุ่มจึงมักจะโอนอ่อนผ่อนตามคนรักเสมอ และเมื่อเห็นเควินยิ้มอย่างพึงพอใจและมีความสุขอย่างตอนนี้ เขาก็จะรู้สึกมีความสุขตามไปด้วยเช่นกัน
     หลังจากเสียเวลาไปทั้งช่วงเช้าบนเตียงและชินจิต้องเข้าไปอาบน้ำล้างตัวใหม่ในห้องน้ำ ทั้งคู่ก็ออกมาเดินเล่นชมเมืองด้วยกัน ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบกลิ่นแปลก ๆ ในเมือง แต่ชินจิก็ยอมรับว่าอาคารบ้านเรือนในเมืองอัมสเตอร์ดัมนั้นสวยมาก เป็นตึกแบบเก่ามีหน้าจั่วเป็นขั้นบันไดตั้งอยู่ริมคลอง ในคลองจะเห็นเรือที่ทำเป็นบ้านจอดอยู่ทั่วไปหมดและตามถนนหนทางก็เต็มไปด้วยจักรยาน
     ทั้งสองคนไปเดินถ่ายรูปเล่นกันที่ดัมสแควร์ก่อนอื่นซึ่งอยู่ห่างออกไปจากโฮสเทลที่พักไม่ไกลนัก ใช้เวลาเดินประมาณสิบนาทีเท่านั้น อากาศในวันนี้หนาว บนพื้นมีหิมะสีขาวบาง ๆ ทำให้เวลาเดินต้องระวังอยู่พอสมควร ที่ดัมสแควร์เป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญของเมือง คนจึงเยอะมาก ไม่ว่าจะพยายามถ่ายรูปอย่างไรเป็นต้องติดคนมาด้วยเสมอ แต่ชินจิก็ไม่ละความพยายาม เขาถ่ายรูปพระราชวังอัมสเตอร์ดัมซึ่งเป็นอาคารแบบบาร็อคขนาดใหญ่โตและสวยงามได้สำเร็จโดยไม่ติดคนในที่สุด แถมยังดึงเควินให้ถ่ายรูปด้วยหลายรูป แต่เมื่อให้คนอื่นช่วยถ่ายรูปคู่ให้ ส่วนใหญ่รูปก็จะออกมาไม่ดี ไม่ค่อยถูกใจ ต้องถ่ายใหม่กันอยู่หลายครั้ง และนั่นทำให้เควินไม่ค่อยพอใจ เพราะเขาไม่ชอบถ่ายรูป ถ่ายเก็บไว้ใบสองใบพอแล้ว ไม่ใช่ถ่ายเป็นสิบใบแล้วก็ยังไม่ถูกใจเสียทีแบบนี้
     “พอแล้วน่า ทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวไปได้ คนญี่ปุ่นนี่ทำไมชอบถ่ายรูปนักก็ไม่รู้” ชายหนุ่มบ่นและทำให้จุดเริ่มต้นของการเที่ยววันนี้ไม่ค่อยดีนัก ชินจิยอมเก็บกล้องถ่ายรูป แต่เขารู้สึกไม่ชอบใจเท่าไรที่เควินบ่นเขาแบบนี้ หากก็พยายามจะไม่คิดมากให้เสียอารมณ์เที่ยว
     ชินจิเดินชมอาคารบ้านเรือน พระราชวัง และนิวเวอแคร์กซึ่งเป็นโบสถ์สมัยศตวรรษที่สิบห้าที่ตั้งอยู่บนดัมสแควร์อย่างสนใจ ตรงกันข้ามกับเควินที่ทำหน้าเบื่อ ๆ แต่ก็ยอมเดินตามคนรักโดยไม่ได้บ่นอะไร ชินจิเสียอีกเมื่อหันมาเห็นสีหน้าเฉย ๆ ไม่ค่อยยินดียินร้ายของคนรักหลายครั้งเข้าก็ทนไม่ไหว ยื่นหนังสือนำเที่ยวพร้อมแผนที่ในมือให้พร้อมกับถามว่า
     “นายอยากไปไหนเป็นพิเศษไหม”
     เควินรับมาเปิด ๆ ดูแล้วก็ยิ้มกริ่ม ชี้ไปที่หน้าหนึ่งของหนังสือ
     “ไปที่นี่ดีกว่า”
     ที่ที่เควินเลือกคือ เซ็กซ์มิวเซียมที่อยู่ตรงถนนดัมรัค ไม่ไกลจากสถานีรถไฟนัก ต้องเดินย้อนกลับไปเป็นระยะทางพอสมควร
ชินจิมองอาคารสีขาวติดป้ายว่าเซ็กซ์มิวเซียมหรือวีนัสเท็มเพิลด้วยสายตาไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่เควินดูกระตือรือร้นที่จะเข้าไปข้างในมาก แล้วก็ชอบอกชอบใจเหลือเกินเมื่อเข้าไปแล้วเห็นภาพวาด หนังสือ วัตถุ หรือของต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของชาติต่าง ๆ จัดแสดงอยู่ในตู้กระจก ลึกเข้าไปข้างในพิพิธภัณฑ์มีห้องและระเบียงต่าง ๆ สร้างไว้ซับซ้อนวกวนเหมือนเขาวงกตให้คนเข้าไปชมภาพวาด วีดิโอ หรือรูปภาพต่าง ๆ ที่จัดแสดงเอาไว้
     เควินหัวเราะชอบอกชอบใจเมื่อเห็นของต่าง ๆ ในพิพิธภัณฑ์ ขอให้ชินจิถ่ายรูปเขากับเครื่องเพศของผู้ชายอันใหญ่เบิ้อเริ่มที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ด้วย ทั้งยังเล่นมุกใต้สะดือกับชินจิอยู่เรื่อย ๆ ด้วยความสนุกปากและไม่สนใจหน้าตาเหย ๆ ของชินจิที่ไม่รับมุกเขาเลย
     ชินจิไม่ชอบเรื่องใต้สะดือในแบบทะลึ่ง ๆ อย่างที่เควินแหย่เย้าเขาอยู่อย่างสนุกปากในตอนนี้ สำหรับเขา เซ็กซ์เกิดจากความรักและมันสวยงาม มันคือความสุขที่คนรักแบ่งปันร่วมกัน ชายหนุ่มจึงไม่เคยรับมุกแบบเดอร์ตี้โจ๊กของฝรั่งได้เลย และตอนนี้เขาก็ไม่ชอบเซ็กซ์มิวเซียมนี่แล้วด้วย แต่เขาก็ยังเดินตามเควิน ปล่อยให้คนรักเดินชมไปตามใจชอบ แต่ตัวเองไม่มีอารมณ์ร่วมสักเท่าไรนัก
     สิ่งที่ชินจิรอคอยในวันนี้คือการนั่งเรือไปตามคลองเพื่อชมเมืองอัมสเตอร์ดัมในเวลาค่ำคืน เขาจองตั๋วเรือแบบออนไลน์เอาไว้เรียบร้อยแล้วเพราะจะได้ราคาถูกกว่ามาซื้อที่ท่าเรือ หลังจากออกจากเซ็กซ์มิวเซียม แล้วหาอาหารเย็นรับประทานแถวถนนดัมรัค พวกเขาก็มาที่ท่าเรือที่ถนนสตัดฮาวเดอร์สกาเดอเพื่อรอขึ้นเรือนำเที่ยวในเวลาสองทุ่ม
     โปรแกรมนั่งเรือชมเมืองในเวลากลางคืนนี้ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งและเป็นช่วงเวลาที่ชินจิรู้สึกประทับใจมากที่สุดในการเดินทางครั้งนี้เพราะทำให้เขาได้เห็นอัมสเตอร์ดัมในมุมที่สวยงามที่สุด
     อัมสเตอร์ดัมเป็นเมืองท่าที่สำคัญในช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ดซึ่งเป็นยุคทองของชาวดัชท์ เป็นศูนย์กลางการเดินเรือ อาคารบ้านเรือนต่าง ๆ ถูกสร้างขึ้นอย่างสวยงามและมีเอกลักษณ์อยู่ตามริมคลองที่มีอยู่มากมายในเมือง เรือนำเที่ยวลำใหญ่สีขาวจะแล่นไปตามคลองต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งการวางผังคูคลองของเมืองนี้ทำได้สวยงามจนได้กลายเป็นมรดกโลกของยูเนสโกและการที่มีคลองมากมายนี้เองทำให้อัมสเตอร์ดัมได้ชื่อว่าเป็นเวนิซแห่งตอนเหนือ
     ชินจิชอบสะพานข้ามคลองที่ติดไฟทั้งด้านบนและด้านล่างที่เป็นรูปโค้งเหนือน้ำอย่างสวยงาม อาคารบ้านเรือนริมคลองที่สวยอยู่แล้วในเวลากลางวันก็ติดไฟสว่างและทำให้ดูสวยงามยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกเพราะมีความโรแมนติกจากแสงไฟและเวลากลางคืนเพิ่มเข้าไปด้วย
     “เควิน สะพานนี่สวยมากเลย พรุ่งนี้เราไปเดินหากันนะ” ชายหนุ่มชี้ชวนให้คนรักดูสะพานที่มีรูปร่างเหมือนตัวอักษรตัวทีสีขาวสองอันต่อกัน และเมื่อมีเรือแล่นผ่าน ตัวทีสีขาวทั้งสองก็จะแยกออกจากกันให้เรือแล่นผ่านไปได้
     เควินพยักหน้า แต่เขาก็ดูไม่ได้ตื่นเต้นมากเท่าคนรักเพราะการนั่งอยู่ในเรือเฉย ๆ กว่าเก้าสิบนาทีนี่มันน่าเบื่อไม่ใช่น้อยสำหรับเขา
     ชินจิยังเกาะกระจกเรือชื่นชมอาคารบ้านเรือนริมคลองและแสงไฟในยามค่ำคืนของอัมสเตอร์ดัมด้วยความหลงใหลจนกระทั่งจบทริปอีฟนิ่งคานัลครูซในคืนนั้น สีหน้าของเขาสดใสขึ้นมากเมื่อก้าวขึ้นจากเรือ ลมหนาวตอนกลางคืนตีหน้าเขาจนชาไปหมด แต่ชายหนุ่มก็ไม่เดือดร้อน
     “กลับไปโฮสเทลเลยไหม หรือนายอยากเดินเล่นในเมืองต่อ” ชายหนุ่มหันมาถามความเห็นคนรัก
     “อยากไปอีกที่หนึ่งก่อนค่อยกลับ” เควินตอบ
     เควินไม่ได้บอกว่าเป็นที่ไหนแต่ที่ที่เขาพาไปทำให้ชินจิได้เห็นด้านที่เลวร้ายที่สุดของอัมสเตอร์ดัมในมุมมองของเขา
     “นี่มันคอฟฟี่ช้อปนี่ มาที่นี่ทำไมน่ะ”
     ชินจิขมวดคิ้วเมื่อมองอาคารสีน้ำตาลเข้มตรงหน้า กรอบหน้าต่างสีขาวติดตัวอักษรทำด้วยหลอดนีออนสีน้ำเงินเขียนว่า “Coffeeshop” หน้าร้านจัดเป็นเทอเรซเล็ก ๆ มีโต๊ะเก้าอี้อยู่สองสามชุด ชายหนุ่มรู้ดีว่านี่มันไม่ใช่ร้านกาแฟธรรมดา ในอัมสเตอร์ดัม คำว่าคอฟฟี่ช้อปมีความหมายมากกว่านั้น
     “เข้าไปกัน” เควินชวนแล้วดึงแขนชินจิเข้าไปข้างใน
     กลิ่นเอียน ๆ โชยเข้าจมูกของชายหนุ่มก่อนเพื่อนเมื่อเขาย่างเท้าเข้ามาข้างใน มันเป็นกลิ่นของกัญชา
     “นายเข้าไปหาที่นั่งข้างในก่อนเลย เดี๋ยวฉันตามไป” เควินพยักพเยิด แต่ชินจิส่ายหน้า มือของเขาเกาะชายเสื้อคนรักไว้พลางหันมองรอบตัวด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก ผนังภายในร้านทาสีเป็นลวดลายฉวัดเฉวียนน่าเวียนหัวประกอบกับกลิ่นเอียน ๆ และควันกัญชาทำให้ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกอึดอัด
     เควินยักไหล่แล้วหันไปแจ้งความประสงค์กับพนักงานที่เคาน์เตอร์
     ในอัมสเตอร์ดัม กัญชาถือเป็นซอฟท์ดรักหรือยาเสพติดที่อนุโลมให้เสพได้ แต่ต้องเป็นในคอฟฟี่ช้อปเท่านั้น ห้ามสูบในที่สาธารณะ แต่ชินจิคิดว่ากฎนี้ไม่ได้ผลเพราะเขายังได้กลิ่นแบบนี้อยู่ทั่วเมือง ในบางที่อย่างแถวโฮสเทลของเขานี่ก็กลิ่นแรงจนน่าปวดหัวทีเดียว
     พนักงานหยิบเมนูขึ้นมาให้เควินดู ชินจิขยับเข้าไปดูใกล้ ๆ ด้วยความอยากรู้ ราคาของกัญชาที่ขายกันมีตั้งแต่กรัมละสิบสองยูโรจนถึงห้าสิบยูโร ถือหลักง่าย ๆ ว่ายิ่งแพงมันยิ่งแรง ปริมาณที่กำหนดให้ซื้อได้คือคนละไม่เกินห้ากรัมซึ่งเควินก็ซื้อไปทั้งห้ากรัมเหมือนกัน
     “รับเครื่องดื่มอะไรไหมครับ”
     พนักงานหันมาทางชินจิ ชายหนุ่มอ้อมแอ้มสั่งโค้กไปขวดหนึ่ง ในร้านคอฟฟี่ช้อปไม่มีแอลกอฮอล์ขาย ส่วนเควินสั่งน้ำมะม่วงมาหนึ่งขวด แล้วก็พาชินจิมานั่งที่โต๊ะมุมร้านบนเก้าอี้แบบสตูลตัวสูง ท่าทางการผสมกัญชากับใบยาสูบและมวนเป็นบุหรี่ของเควินนั้นคล่องแคล่วจนชินจิเห็นแล้วอึ้ง
     “นาย..สูบกัญชาด้วยเหรอ” ชายหนุ่มถาม
     “อือม์ นิดหน่อย” เควินตอบ คาบบุหรี่ไว้ในปากแล้วจุดไฟ “เป็นอะไรไปน่ะชินจิ”
     “ฉันรู้สึกแปลก ๆ ฉันไม่ค่อยชอบที่นี่เท่าไหร่ กลิ่นมันแปลก ๆ ฉัน...ฉันปวดหัว นายไม่สูบได้ไหม”
     “แรก ๆ ก็งี้แหละ เดี๋ยวก็ชินไปเอง ใครมาอัมสเตอร์ดัมก็ต้องสูบกัญชาทั้งนั้นแหละ นายอยากจะลองดูบ้างไหมล่ะ”
     ชินจิมองมวนบุหรี่ผสมกัญชาที่ถูกยื่นมาให้ด้วยสายตาที่เหมือนเห็นอะไรบางอย่างที่น่าขยะแขยงเต็มทน เขารีบส่ายหน้าปฏิเสธ
     “หรือลองสเปซเค้กไหม พ็อตบราวนี่ก็มีนะ”
     นอกจากบุหรี่ผสมกัญชาแล้ว ในเมืองนี้ก็ยังหาซื้อขนมหวานที่มีกัญชาผสมอยู่ด้วยได้ อย่างสเปซเค้กก็คือขนมปังที่ทำเป็นสีต่าง ๆ อาจจะเป็นสีเดียวทั้งชิ้นอย่างสีเขียวหรือสีชมพู หรือไม่ก็มีหลายสีผสมกัน ส่วนพ็อตบราวนี่ หน้าตาก็เป็นบราวนี่สีน้ำตาลเข้ม หน้าเป็นช็อกโกแลตวาว ๆ ธรรมดานี่เอง แต่ข้างในผสมกัญชาลงไปด้วยเหมือนกัน
     ชินจิไม่เอาทั้งนั้นไม่ว่าจะบุหรี่หรือขนม ชายหนุ่มนั่งมองคนรักสูบบุหรี่สอดไส้กัญชาด้วยสายตาที่ผสมปนเปกันไประหว่างความคาดไม่ถึง ความผิดหวังและความเสียใจ ลำพังเควินสุบบุหรี่ธรรมดาเขาก็ไม่ค่อยชอบใจอยู่แล้ว นี่โดดไปสูบกัญชา ยิ่งหนักข้อขึ้นไปอีก ถึงชายหนุ่มจะรู้ว่ากัญชาไม่ใช่ยาเสพติดร้ายแรง มีเอาไว้เสพส่วนตัวได้ในปริมาณไม่เกินที่กำหนด และหากตำรวจมาเจอก็จะริบไปแค่กัญชา ตัวคนเสพไม่โดนจับด้วย แต่เขาก็ยังรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่ดี
     “เควิน ครั้งนี้ครั้งเดียวได้ไหม ฉันไม่ค่อยชอบให้นายสูบมันเท่าไหร่เลย” ชินจิตัดสินใจขอ
     เควินขมวดคิ้ว
     “คิดมากน่ะ บอกแล้วไงว่านิดหน่อย สูบเล่นสนุก ๆ ใคร ๆ ก็สูบกัน ไม่เห็นจะแปลกเลย วันนี้ฉันตามใจนายทั้งวันแล้วนะ นายอย่าขัดใจฉันเลยน่ะ”
     ชินจิจึงเงียบเมื่อคนรักตัดบทมาแบบนี้ สายตาของชายหนุ่มเบือนหนีจากเควินที่ตอนนี้มีท่าทีเหมือนจะ ‘get high’ คือเมาแล้ว ตาจะลอย ๆ เยิ้ม ๆ แต่เมื่อไม่มองเควิน เขาก็เห็นคนอื่น ๆ อยู่ดี ในร้านนี้เหมือนกับจะเป็นแหล่งรวมฝรั่งนักท่องเที่ยวแบบแบ็กแพ็กเกอร์ บางคนก็แต่งเนื้อแต่งตัวเหมือนพวกฮิปปี้ ผมเผ้ารุงรัง ชินจิไม่ชอบที่นี่เลย แต่เขาก็ต้องทนนั่งเพราะไม่อยากอยู่ห่างตัวเควินในเมืองที่ไม่รู้จักแบบนี้
     กว่าจะได้ออกจากคอฟฟี่ช้อปก็ห้าทุ่มกว่า เมื่อกลับมาถึงโรงแรม ชินจิก็เหนื่อยเต็มทนจนไม่ได้สนใจว่าตอนนี้ในห้องจะมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกหลายคน บางคนก็นอนไปแล้ว บางคนก็ยังนั่งเล่นอยู่บนเตียง เมื่อเห็นเขากับชินจิเดินเข้ามา คนที่ยังไม่ได้นอนก็ทักทาย เควินทักกลับ ส่วนชินจิรีบเดินเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าและสงบสติอารมณ์ ครู่ใหญ่ชายหนุ่มก็ออกมาและพบว่าเควินปีนขึ้นเตียงบนและนอนหลับไปแล้ว
     ชินจิถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง หยิบผ้าห่มปลายเตียงมาห่มให้เควินอย่างเบามือ
     “แฟนเหรอ?”
     เขาหันไปตามเสียง คนที่ทักเขาเป็นฝรั่งผมสีเข้ม สำเนียงอังกฤษแบบอเมริกันที่ใช้ทำให้ชายหนุ่มเดาว่าน่าจะมาจากสหรัฐอเมริกา
     “ใช่แล้วล่ะ” ชินจิตอบไปเป็นภาษาเดียวกัน หนุ่มอเมริกันคนนั้นยิ้มให้อย่างเป็นมิตรพร้อมกับชวนคุยนิดหน่อยทำให้ชินจิได้ทราบว่าเพื่อนร่วมห้องคนนี้ก็มาเที่ยวอัมสเตอร์ดัมเพราะอยากจะมาลองสูบกัญชาในคอฟฟี่ช้อปดูเหมือนกัน เควินอาจจะพูดถูกก็ได้เรื่องคนที่มาเที่ยวที่นี่ก็เพื่ออยากมาลองเข้าคอฟฟี่ช้อปสักครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับชินจิแล้ว เขาก็ยังไม่คิดว่าการสูบกัญชาเป็นเรื่องธรรมดาอยู่ดี
     ทริปที่เขารอเพื่อจะได้เที่ยวกันสองคนกับเควินสักทีกลับไม่สนุกอย่างที่คิดเอาไว้เลย

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 10 - update - 05.10.2014 page 2
«ตอบ #58 เมื่อ06-10-2014 06:15:28 »

     วันที่สองในอัมสเตอร์ดัมก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้นมากนักแม้ว่าจะเริ่มโปรแกรมแรกของวันด้วยสถานที่ที่ชินจิอยากไปมากก็ตาม
     ชายหนุ่มแหงนคอตั้งบ่ามองพิพิธภัณฑ์ไรจส์ซึ่งเป็นอาคารใหญ่โตสีน้ำตาลอมแดง ขอบอาคารทาสีอ่อน บนหลังคาสีน้ำเงินอมเทามีลายฉลุประดับดูคล้ายลูกไม้ถักมือเป็นลายละเอียด ที่ผนังอาคารด้านนอกแขวนรูปสองรูปห้อยยาวลงมาจนแทบจรดพื้น ข้างหนึ่งเป็นรูปภาพเด็กสาวรุ่นแก้มแดงที่เขาไม่รู้ว่าเป็นผลงานของใคร แต่อีกข้างหนึ่งเป็นรูปหงส์ขาวที่ถูกทำให้ตกใจกลัว ผลงานของยอน ออสเซอไลจน์ สมัยกลางศตวรรษที่สิบเจ็ด
     ชินจิอยากมาที่นี่เพราะเขาอยากมาเห็นภาพวาดของเรมบรันดท์ ฟอน ไรจน์ด้วยตาของตัวเอง
     ข้างในพิพิธภัณฑ์สวยงามและกว้างขวาง ฮอลล์แสดงภาพเพดานสูงตกแต่งด้วยลายประดับสีทองดูหรูหราทำให้บางครั้งชินจิรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในปราสาท มีคนมาเดินชมภาพเขียนและผลงานศิลปะกันอย่างมากมาย แต่ชายหนุ่มก็แทรกตัวเข้าไปชมภาพเขียนของเรมบรันดท์จนได้
     มาสเตอร์พีซชิ้นหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ไรจส์คือภาพ ‘The Night Watch’
     ภาพเขียนของเรมบรันดท์ภาพนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่เขาคิด ติดอยู่ที่ผนังสีเทา เป็นรูปกองทหารของนายทหารสองคนเตรียมตัวจะออกศึก เรมบรันดท์วาดภาพนี้โดยแฝงความหมายไว้หลายระดับ แต่ชินจิก็ไม่รู้ลึกถึงขนาดจะตีความหมายของภาพออกมาได้ แต่เขาอยากมาเห็นการใช้แสงและเงาในภาพ จิตรกรใส่แสงอาทิตย์และเงามืดลงไปทำให้ในภาพมีการเคลื่อนไหว สายตาของเราจะถูกดึงดูดให้อยู่ที่นายทหารสองคนตรงกลางในภาพและสาวน้อยชุดเหลืองทางด้านซ้ายมือ
     ชินจิรู้สึกทึ่งที่คนสามคนในภาพสว่างเหมือนกับจะเรืองแสงได้เลยในขณะที่คนอื่น ๆ ในภาพเหมือนอยู่ในเงามืด และเขาก็สนุกกับการพิจารณาว่าในภาพมีอะไรอยู่บ้าง ชายหนุ่มเห็นไก่ที่คาดอยู่ที่เอวของสาวน้อยชุดเหลืองด้วย แต่ก็ไม่เข้าใจว่าไก่ตายมันจะเกี่ยวอะไรกับทหารและการออกศึก แล้วมันไปคาดอยู่ที่เอวของผู้หญิงได้อย่างไร เขาคิดว่าคงจะต้องไปหาอ่านประวัติและการตีความความหมายของภาพใหม่อีกทีเสียแล้ว
     “เควิน?” ชายหนุ่มเหลียวหาเพราะคิดว่าคนรักอยู่ข้างตัวมาตลอด แต่เควินไม่ได้อยู่ตรงนั้น
     “หายไปไหนแล้วล่ะ”
     เขาเดินตามหาจนเจอคนรักนั่งอยู่ที่ม้านั่งบุนวมที่จัดเป็นที่นั่งพัก ท่าทางของชายหนุ่มเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ จนชินจิรู้สึกแย่ขึ้นมาอีกครั้ง
     ในขณะที่เขามีความสุขกับการชมภาพเขียน คนรักของเขากลับถูกทิ้งให้นั่งเบื่ออยู่คนเดียว
     “ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียวล่ะเควิน” ชินจิถาม
     “เหนื่อย ขี้เกียจเดินแล้ว นายล่ะ ชมภาพเขียนเสร็จแล้วเหรอ”
     “ก็เสร็จแล้วล่ะ”
     “ชอบล่ะสิ เห็นยืนจ้องอยู่ตั้งนาน” เควินถามยิ้ม ๆ พลางเขยิบให้ชินจินั่งลงข้าง ๆ
     “ชอบมากเลย” ชินจิตอบ ก่อนมองหน้าเควินอย่างจริงจัง “เบื่อรึเปล่าที่ฉันเข้ามาอยู่ในนี้ตั้งนาน”
     “ก็นิดหน่อย” เควินตอบตามจริง “แต่ไม่เป็นไร เห็นนายชอบ ฉันก็โอเค นายอยากเดินต่อก็ได้นะ เดี๋ยวฉันนั่งรอตรงนี้เอง”
     “ขอโทษทีนะเควิน ทำให้นายเบื่อ” ชินจิยังกังวลอยู่
     “ไม่เป็นไร ก็มันช่วยไม่ได้นี่ นายชอบแบบนี้ นายก็ทำไปเถอะ อีกอย่างเมื่อคืนนายยังเข้าไปเป็นเพื่อนฉันในคอฟฟี่ช้อปได้เลย”
     ชินจิชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเควินพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา มันทำให้เขาเข้าใจอะไรอย่างหนึ่งชัดเจนขึ้น
     “เราสองคนนี่ชอบอะไรต่างกันน่าดูเลยนะ”
     เควินยักไหล่ พูดง่าย ๆ ว่า
     “ไม่เห็นแปลกเลย คนเราก็ต้องแตกต่างกันอยู่แล้วนี่ ใครชอบอะไรก็ทำอย่างนั้นไป ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”
     ชินจิฝืนยิ้ม แต่ในใจกลับคิดแวบขึ้นมาว่า มันก็คงไม่มีปัญหาหรอก ถ้าแตกต่างแล้วเข้ากันได้

     เมื่อเควินทำท่าเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัดขนาดนั้น ชินจิก็ไม่มีใจอยากชมภาพเขียนอื่น ๆ ในพิพิธภัณฑ์อีก ถึงแม้ว่าจะเป็นภาพของจิตรกรดัง ๆ อย่างแฟะเมียร์ หรือฟอน แด็คก็ตาม
     “ไปไหนต่อดีล่ะ” เควินถามหลังจากออกจากพิพิธภัณฑ์ไรจส์ ชินจิไม่อยากจะตัดสินใจแล้วเพราะเขาไม่อยากเห็นสีหน้าเบื่อหน่ายของคนรักอีก แต่เควินก็ไม่ยอมตัดสินใจเหมือนกัน
     “แล้วสะพานอะไรที่นายอยากไปดูนั่นล่ะ ไปไหม”
     ชินจิลังเล เพราะมันก็แค่สะพานแห่งหนึ่งเท่านั้นเอง แต่เควินก็บอกให้ลองเดินหาดูก็ได้ ชายหนุ่มจึงกางแผนที่แล้วเดินไปตามทาง ในหนังสือนำเที่ยวบอกว่าอยู่ห่างจากพิพิธภัณฑ์ประมาณกิโลครึ่ง เป็นสะพานข้ามคลองอัมสเทล พวกเขาก็เลยเดินไปเรื่อย ๆ แต่เพราะไม่คุ้นทางทำให้ใช้เวลานานกว่าจะหาเจอ แถมคนอัมสเตอร์ดัมที่พวกเขาไปถามทางก็ไม่ค่อยเป็นมิตรเลยสักคน ครั้งแรกเควินเข้าไปถามผู้ชายวัยกลางคน แต่เขาก็ทำท่าไม่เข้าใจและไม่ตอบคำถาม ชายหนุ่มก็เลยไม่อยากถามใครอีก และจะโยนให้ชินจิเป็นคนถามทุกครั้งซึ่งก็เจอปฏิกิริยาแบบเดียวกันทำให้เซ็งกันไปประกอบกับเดินกันจนเหนื่อยด้วย ดังนั้นเมื่อมาถึงสะพานสีขาวแห่งนี้ได้ในที่สุด เควินจึงอดบ่นไม่ได้ว่า
     “แค่นี้น่ะเหรอ เฮ้อ ให้เดินหาอยู่ตั้งนาน ไม่เห็นมีอะไรเลย”
     “ก็มันเป็นแค่สะพาน” ชินจิหน้าเสียไปเล็กน้อย อดคิดมากไม่ได้อีกว่า สะพานนี้เป็นไอเดียของเขา แต่ก็กลับไม่เวิร์คอีกจนได้
     “ช่างเหอะ นายอยากถ่ายรูปไหม ฉันถ่ายให้” เควินยื่นมือมา ชินจิก็ส่งกล้องถ่ายรูปให้อย่างเงียบ ๆ
     สะพานมาเกอเรอ บรุกที่เปิดปิดเพื่อให้เรือแล่นผ่านได้นี้ในตอนกลางวันไม่สวยเท่าในตอนกลางคืนที่ติดไฟสว่าง แต่ก็น่าทึ่งเมื่อเห็นเสารูปตัวทีสีขาวสองอันเปิดปิดให้เห็นอยู่ตรงหน้า แต่ถึงกระนั้นเควินก็ยังไม่เห็นว่ามันจะน่าตื่นเต้นเหมือนที่ชินจิรู้สึกอยู่ดี
     “นายอยากไปไหนต่อ” คราวนี้ชินจิถามบ้าง เขาอยากให้เควินรู้สึกสนุกขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อเควินเลือกที่ที่อยากจะไปขึ้นมาจริง ๆ ชินจิกลับเป็นฝ่ายที่ไม่สนุก เพราะชายหนุ่มเลือกที่จะไปที่ย่านเรดไลท์ซึ่งเป็นย่านที่มีสาวขายบริการอย่างถูกกฎหมาย ผับ บาร์ รวมทั้งร้านเซ็กซ์ช้อปทั้งหลาย และที่เรียกว่าเรดไลท์เพราะในตอนกลางคืน ย่านนี้จะติดไฟสีแดงทำให้อาคารบ้านเรือนเหมือนถูกย้อมให้กลายเป็นสีแดงสด แต่ในตอนกลางวันแบบนี้ ย่านนี้ก็เป็นเพียงตรอกแคบ ๆ ที่มีอาคารบ้านเรือนสีหม่น ๆ ตั้งอยู่ริมคลองเท่านั้น
     เควินไม่ได้อยากมาดูโชว์หรือซื้อบริการอย่างที่ชินจิคิดไปไกล แต่เขาสนุกกับการลากคนรักเข้าออกร้านเซ็กซ์ช้อปเพื่อดูของเล่นผู้ใหญ่แปลก ๆ ตั้งแต่ไวเบรเตอร์ทุกขนาด ทุกสี ทุกแบบ อวัยวะเพศเทียมทั้งของผู้หญิงและผู้ชาย แล้วยังมีตุ๊กตายางหรืออุปกรณ์กระตุ้นอารมณ์สำหรับพวกนิยม SM อีกมากมายจนลานตาไปหมด
     “เฮ้ย ร้านนี้เจ๋งว่ะ” เควินหัวเราะก๊ากเมื่อเดินมาเจอร้านที่ขายถุงยางอนามัยอย่างเดียว ด้านหน้าแขวนถุงยางอนามัยไว้เป็นราวทีเดียว มีทุกแบบทุกสีทุกขนาด
     “นายจะเข้าไปเหรอ” ชินจิทำหน้าไม่ถูก ซึ่งเขาก็ทำหน้าอย่างนี้มาตั้งแต่ถูกดึงเข้าเซ็กซ์ช้อปร้านแรกแล้ว ถูกล่ะที่เซ็กซ์ช้อปไม่ใช่เรื่องแปลก ในญี่ปุ่นก็มีแทบทุกหัวระแหง ห้างใหญ่ในชินจูกุก็มีชั้นหนึ่งขายของพวกนี้โดยเฉพาะ แต่เขาไม่เคยคิดอยากจะเข้าร้านพวกนี้เลยแม้แต่นิดเดียว
     “เข้าไปเหอะ น่าเข้าไปดูออก เผื่อนายชอบแบบไหนจะได้ซื้อไปใช้ไง เอาที่มีกลิ่นน่ากินเนอะ นายจะได้งับเต็มปากเต็มคำ”
     มุกใต้สะดือหรือคำพูดส่อไปในทางแบบนี้ของเควินก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ชินจิไม่ค่อยชอบ แต่เขาก็พยายามไม่ใส่ใจ
     เควินดึงมือชินจิเข้าไปในร้านแล้วก็ชี้ชวนให้ดูถุงยางอนามัยอันนั้นอันนี้ด้วยความชอบอกชอบใจ ในร้านที่เหมือนกับอาณาจักรแห่งถุงยางอนามัยร้านนี้มีตั้งแต่แบบธรรมดาไปจนกระทั่งถึงถุงยางอนามัยแบบพิเศษเพ้นท์ลายด้วยมือ หรือแบบที่ตกแต่งสวยงามเพื่อมีไว้โชว์โดยเฉพาะ
     ทั้งคู่เดินกันอยู่แถวนั้นจนเย็นและในที่สุดชินจิก็ได้เห็นแสงไฟสีแดงแห่งเรดไลท์ อาคารสีหม่น ๆ ริมคลองกลายเป็นสีแดงจัด
     “กลับเถอะเควิน”
     ชินจิรีบชวนเพราะเมื่อถึงเวลากลางคืน คนเริ่มเยอะขึ้น บางคนก็มองมาทางเขาแบบแปลก ๆ ชวนให้ไม่น่าไว้วางใจ แถมยังต้องระวังพวกมิจฉาชีพล้วงกระเป๋าด้วย เควินยอมกลับ แต่ไม่ได้กลับโรงแรม กลับลากเขาไปคอฟฟี่ช้อปอีกแห่งหนึ่งที่มีกันสาดลายทางอยู่ด้านหน้าซึ่งอยู่ห่างจากย่านเรดไลท์ไม่ไกลนัก ดูเหมือนว่าเมื่อถึงกลางคืน เควินจะถือว่าเป็นเวลาของเขา และชินจิก็ต้องยอมทำตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ แถมคราวนี้ยังต้องช่วยเควินซื้อกัญชาอีกห้ากรัมนำกลับเบอร์ลินด้วย
     ชายหนุ่มนั่งทนดมควันกัญชาเป็นเพื่อนเควินอยู่ในคอฟฟี่ช้อปพลางคิดอยู่ตลอดเวลาว่า พรุ่งนี้ออกจากอัมสเตอร์ดัมไปยังเดลฟท์และเดนฮาก เขาก็จะไม่ต้องทนกับอะไรแบบนี้อีกแล้ว

     จากอัมสเตอร์ดัมไปเดลฟท์ใช้เวลานั่งรถไฟราวหนึ่งชั่วโมง ชินจิกับเควินตื่นมาขึ้นรถไฟตั้งแต่เช้าเพื่อให้มีเวลาเดินเที่ยวในเดลฟท์สักชั่วโมงสองชั่วโมงก่อนที่จะกลับขึ้นมาที่เดนฮาก
     เดลฟท์เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องเซรามิก มีชื่อเรียกว่าเดลฟท์บลู หลังจากลงรถไฟที่สถานีเดลฟท์ ทั้งสองคนก็ตรงมาที่จตุรัสหน้าศาลาว่าการเมืองเดลฟท์ก่อนเพื่อถ่ายรูปกับศาลาว่าการเมืองที่ใหญ่โตและสวยงาม มีหน้าต่างสีแดงสดสะดุดตา เมืองนี้เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่สวยงาม สามารถเดินชมอาคารบ้านเรือนริมคลองรวมทั้งสะพานเล็ก ๆ ข้ามคลองที่สวยงามภายในเมืองได้อย่างสบาย ทั้งยังมีโบสถ์ประจำเมืองทั้งนิวเวอร์และออเดอแคร์ก หรือโบสถ์ใหม่และโบสถ์เก่าริมคลองให้ได้ถ่ายรูปด้วย
     ชินจิอยากเดินเข้าไปชมเซรามิกสวย ๆ ในร้านใกล้ ๆ ออเดอแคร์ก ที่โชว์แก้วมักสีฟ้าขุ่น ๆ สวยงามมากไว้ที่หน้าต่างร้าน แต่เควินเดินลากกระเป๋าดุ่ม ๆ ไปข้างหน้าโดยที่ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ทำให้ชินจิพลอยต้องเร่งฝีเท้าตามไปด้วย
     ก่อนออกจากเดลฟท์ ทั้งคู่แวะไปเดินเล่นชมความงามของพิพิธภัณฑ์พริ้นเซ่นโฮฟที่มีสวนแบบเรขาคณิตที่ตัดไม้พุ่มสีเขียวให้เป็นแนวยาวซ้อนกันไปมาทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมต่าง ๆ หิมะสีขาวที่ปกคลุมบาง ๆ อยู่ที่พื้นรวมทั้งเกาะอยู่ตามรั้วต้นไม้สีเขียวก็ยิ่งทำให้สวนสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง เควินกับชินจิไม่ได้เข้าไปข้างในพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่สร้างตั้งแต่ในยุคกลาง ปัจจุบันเก็บรวบรวมภาพเขียนในสมัยยุคทองของดัชท์ เนื่องจากเวลามีไม่พอ ได้เพียงแต่เดินเล่นถ่ายรูปอยู่ในสวนเท่านั้น
     “เดลฟท์สวยดีนะ” ชินจิชวนคุย แต่เควินก็ยังเฉย ๆ ตามเคย แค่ทำเสียงรับในลำคอเท่านั้น แล้วก็งีบหลับไปตลอดทางในรถไฟที่กลับมาที่เดนฮาก
     เดนฮากหรือกรุงเฮกจ์เป็นเมืองใหญ่อันดับสามรองจากอัมสเตอร์ดัมและรอตเตอร์ดัม เมื่อลงจากรถไฟ ทั้งคู่เช็คอินเข้าโฮสเทลละแวกเดียวกับสถานีรถไฟนั่นเอง เป็นห้องพักแบบห้องรวมเหมือนกันกับที่อัมสเตอร์ดัม แต่ตอนที่เข้าไปในห้องนอนเพื่อเอากระเป๋าไปเก็บกันนั้น พวกเขาก็เจอเพื่อนร่วมห้องเป็นสองสามีภรรยาชาวอังกฤษ
     เควินสะกิดชินจิให้ออกไปข้างนอกห้องกับเขาทันทีที่จัดเก็บของเรียบร้อย
     “ไม่พักสักหน่อยเหรอ” ชินจิถาม
     “ข้างในห้องมีคน ไม่เห็นเหรอ” เควินพูด แล้วก็ดึงมือคนรักให้เดินตามเขาไปตามทางเดินนอกห้องพัก
     “แล้วนี่นายจะไปไหน” ชินจิถามงง ๆ เมื่อตามเควินเข้าไปในห้องน้ำนอกห้องพักที่เป็นห้องน้ำรวมที่แขกคนไหนจะใช้ก็ได้ซึ่งจะมีอยู่ทุกชั้น
     “ปลดกางเกงลงสิชินจิ เร็วเข้า” เควินเร่งเมื่อเข้ามาอยู่ในห้องน้ำแคบ ๆ ด้วยกันสองคน
     “นายจะทำที่นี่เหรอ” ชินจิมองไปรอบ ๆ ด้วยความไม่ค่อยชอบใจเท่าไร ห้องน้ำรวมไม่สกปรก แต่ก็ไม่สะอาด เควินเร่งเขายิก ๆ อีก
     “เถอะน่า ถอดกางเกง แล้วหันหลังไป”
     “ถ้าใครเข้ามาล่ะ”
     “ไม่มีหรอกน่ะ ฉันจะทำเร็ว ๆ ก็แล้วกัน”
     เควินพูดแล้วจับชินจิหมุนตัวทันที ชายหนุ่มต้องเอามือยันประตูห้องน้ำไว้ แล้วกัดริมฝีปากกลั้นเสียงเอาไว้อย่างเต็มที่หลังจากที่เควินแทรกตัวเองใส่เข้าไปข้างในตัวของเขา ชินจิไม่ได้มีอารมณ์ร่วมมากนักเพราะไม่สะดวกใจกับสถานที่ซึ่งต่างจากคนรักที่ตื่นเต้นและตื่นตัวเต็มที่กับรสชาติและสถานที่ที่แตกต่างทำให้ชายหนุ่มสะกดกลั้นอารมณ์แทบไม่อยู่ และเขาก็เสร็จอย่างง่ายดายและรวดเร็วกว่าปกติ
     ชินจิสวมกางเกงกลับเหมือนเดิมอย่างรวดเร็วและรีบตามเควินออกมาจากห้องน้ำ นึกโล่งใจที่ในโฮสเทลชั้นนี้ไม่มีใครอยู่เลย
     “เราจะไปไหนกันดี” เควินถามอย่างอารมณ์ดีเพราะระบายความคั่งค้างทุกอย่างออกไปหมดแล้วเมื่อสักครู่นี้
     “มาดูโรดัม เมืองตุ๊กตา” ชินจิตอบเบา ๆ
     ในเดลฟท์และเดนฮาก ชายหนุ่มเป็นคนเลือกโปรแกรมทั้งนั้นเพราะเควินไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นนอกจากอัมสเตอร์ดัม เมื่อเขาถาม เควินก็โยนมาให้เขาคิด แต่ตอนนี้ชินจิชักไม่ค่อยแน่ใจแล้วว่ามันจะดีจริงไหมที่เขาเป็นคนหาโปรแกรมเที่ยวเอง เพราะเควินดูเฉย ๆ กับสถานที่เกือบทุกที่ที่เขาเลือก
     ชินจิกับเควินนั่งรถรางสายเก้าจากสถานีรถไฟตรงมาลงที่ป้ายหน้ามาดูโรดัมเลย ภายในมาดูโรดัมอันกว้างใหญ่เป็นเมืองจำลองที่รวบรวมสถานที่ที่สำคัญของเนเธอร์แลนด์เอาไว้มากมายในรูปแบบย่อส่วน เมื่อได้เห็นด้วยตาของตัวเอง ชินจิคิดว่ามันดูน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าที่เห็นในรูปเสียอีก
     “เป็นยังไงบ้างเควิน” ชายหนุ่มถามคนรัก
     “ก็ดีนะ” เควินก็ยังไม่มีท่าทีอะไรเป็นพิเศษอยู่ดี แต่ก็ไม่ได้บ่นอะไรเมื่อเดินตามถ่ายรูปให้ชินจิที่ชอบที่นี่เอามาก ๆ
     “นั่น VOC Ship เจ๋งเลย” ชินจิชี้ให้เควินดูรูปจำลองเรือสินค้าสมัยยุคทองลำใหญ่ที่ลอยอยู่ในน้ำจริง ๆ จากนั้นก็เดินวนเวียนดูสถานที่ต่าง ๆ ที่ถูกจำลองมาอยู่ในที่แห่งนี้ตั้งแต่สนามบินชิปโฮลที่มีรูปจำลองเครื่องบินเคแอลเอ็มจอดเรียงรายอยู่ หรือสถานที่ทางวัฒนธรรมอย่างปราสาทราชวัง พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ชายหนุ่มรู้สึกตื่นเต้นไปอีกแบบที่ได้เห็นสถานที่ที่เขาได้ไปเห็นของจริงมาแล้วด้วยตาของตนเองอยู่ในรูปแบบจำลองอย่างนี้ แถมยังมีกลไกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น่าทึ่ง เช่น เรือจำลองแล่นได้เองในน้ำ เขาเห็นสะพานมาเกอเรอ บรุกด้วย เมื่อเรือลำเล็กแล่นเข้าไปใกล้ สะพานสีขาวก็จะเปิดได้เองโดยอัตโนมัติ
     “ไปเล่นนั่นกันไหม”
     แต่เมื่อเห็นเควินเดินตามเขาอย่างเดียว ชินจิก็อยากให้เขาสนุกบ้างจึงชี้ไปที่เกมโหลดสินค้าลงเรือซึ่งคนเล่นจะต้องเป็นกะลาสีเรือบังคับเครนยกลังสินค้าลงเรือจำลองด้วยตัวเอง แต่เควินส่ายหน้า
     “ไม่เอาล่ะ ขี้เกียจ นายจะอยู่ต่ออีกนานไหม”
     “นายอยากจะกลับแล้วเหรอ” ชินจิถาม รู้สึกผิดหวังและเฟลล์เป็นครั้งที่เท่าไรเขาก็จำไม่ได้แล้ว
     “อือ นายอยู่ที่นี่มาสองชั่วโมงแล้วนะ”
     ชินจิไม่รู้ตัวเลยว่าเวลามันผ่านไปนานขนาดนั้นแล้ว แต่มันคงผ่านไปนานจริง ๆ เพราะสีหน้าเควินเหมือนเบื่อจนเหลือจะทนแล้ว
     “งั้นเราไปที่อื่นกันต่อก็ได้” ชินจิตัดสินใจ แล้วก็นั่งรถรางกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ที่สถานีรถไฟประจำเมือง เขาบอกเควินถึงสถานที่ที่จะไปกันเป็นรายการต่อไป
     “ต่อไปเป็นพีซพาเลซนะ พระราชวังสันติภาพ เป็นแลนด์มาร์กของเดนฮากเลยล่ะ เป็นที่ตั้งของศาลโลกด้วย”
     แต่เควินกลับทำหน้าเมื่อย ชายหนุ่มส่ายหน้าทันที บอกว่า
     “ฉันไม่อยากไปแล้วล่ะ มีแต่ถ่ายรูป ไม่เห็นจะมีอะไร ฉันว่าฉันจะไปคอฟฟี่ช้อปอีกสักครั้งหนึ่งดีกว่า ที่เดนฮากนี่ก็มี ฉันเช็คแล้ว”
     คำพูดของคนรักเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หลังลาหัก
     ความไม่พอใจและความผิดหวังรวมทั้งความเศร้าทั้งหลายที่ชินจิรู้สึกมาตลอดการเดินทางทริปนี้ระเบิดออกมาทันทีในตอนนี้
     “ที่นายชวนฉันมาที่นี่เพราะอยากมาเที่ยวกับฉันหรืออยากจะมาเข้าคอฟฟี่ช้อปบ้า ๆ นั่นกันแน่!” ชินจิตะโกนเสียงดังจนคนหันมามอง เควินนิ่วหน้าทันที
     “เป็นอะไรของนาย ชินจิ โมโหอะไร”
     “ตอบฉันมาก่อนสิ!”
     “ก็ทั้งสองอย่างนั่นแหละ”
     “แต่นายเอาแต่สนใจคอฟฟี่ช้อปนั่น ไม่สนใจฉัน อยากจะเข้าแต่คอฟฟี่ช้อป ฉันเสนอที่เที่ยวที่ไหน นายก็ไม่ชอบ ไม่สนใจเลย”
     เควินถอนหายใจด้วยความเซ็งที่จู่ ๆ ชินจิก็ทำตัวไม่มีเหตุผลขึ้นมาอีก
     “ฉันไม่ทะเลาะกับนายนะชินจิ อย่ามาเอะอะแถวนี้ดีกว่า นายเริ่มทำตัวไม่มีเหตุผลอีกแล้ว”
     “อย่ามาเปลี่ยนประเด็น!”
     “แล้วนายจะให้ฉันทำยังไงอีก ฉันก็ไปกับนายทุกที่ที่นายเลือกแล้ว จะเอายังไงอีก!” เควินเริ่มเสียงดังขึ้นมาบ้าง ท่าทางของเขาหงุดหงิดไม่แพ้กันแล้วในตอนนี้
     “แต่นายไม่เคยชอบสิ่งที่ฉันเลือกเลย!” ชินจิเถียงกลับ
     “ก็มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันชอบ นายจะให้ฉันฝืนใจรึไง ทีนายยังไม่ชอบไปคอฟฟี่ช้อปเลย ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนายเลยสักคำ แล้วทำไมนายต้องมาโมโหใส่ฉันแบบนี้ด้วย ไม่เอาล่ะ ฉันจะไปคอฟฟี่ช้อป ส่วนนายจะไปปราสาทราชวังอะไรก็ตามใจ”
     เควินพูดจบก็หันหลังเดินไปอีกทาง ชินจิไม่ตามเควินเช่นกัน แต่เดินไปในทิศทางตรงกันข้าม
     พีซพาเลซอยู่ห่างจากสถานีรถไฟเดนฮากไปราว ๆ สองกิโลเมตรครึ่ง ความโมโหแท้ ๆ ทำให้ชินจิจ้ำพรวด ๆ ไปตามทางเดินที่มีหิมะปกคลุมบาง ๆ จนบรรลุถึงพระราชวังได้ในที่สุด
     ตัวพระราชวังใหญ่โตสีปูนแดงตัดกับสีขาวของหิมะบาง ๆ ที่จับอยู่ที่หลังคาสีเทาและตกค้างอยู่ตามต้นไม้รวมทั้งบนพื้นสวนของพระราชวังทำให้ดูสวยงามยิ่งกว่าที่เห็นในรูป นี่ถ้ามาตอนหน้าร้อน สวนของพระราชวังคงจะกลายเป็นสีเขียวสดใสขับสีสดของตัวพระราชวังให้ยิ่งโดดเด่นงดงามแน่ แต่ชินจิไม่มีตาจะมองความสวยสดงดงามของสถานที่ไหน ๆ อีกแล้ว
     ชินจิทรุดตัวนั่งลงบนพื้นหิมะที่ทั้งเย็นและเปียก หลังพิงรั้วโปร่งสีดำของพระราชวัง เขารู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือที่เขาไม่ได้แตะเลยตั้งแต่คืนวันสิ้นปีออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ต ตอนแรกเขานึกอยากจะโทรศัพท์ไปหาใครสักคน แต่เมื่อเขากดเข้าหน้าโฮม เขาก็เห็นอีเมล์หลายฉบับและข้อความมากมายจากเพื่อน ๆ
     น้ำตาของชายหนุ่มไหลเมื่อเขาเริ่มกดอ่านอีเมล์ฉบับแรกจากอัตสึโตะ และไหลต่อไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นร้องไห้โฮ
     อัตสึโตะส่งข้อความมาอวยพรปีใหม่และยังส่งอีเมล์พร้อมแนบรูปหลายรูปมาให้เขาดู ฉบับแรกเป็นรูปตอนที่อัตสึโตะไปดินเนอร์กันสองคนกับมานูเอล เพื่อนของเขาทำหน้าทะเล้นถ่ายรูปคู่กับมานูเอลที่ยิ้มกว้างจนตาหยี ใต้รูปเขียนว่า

     “ไปกินข้าวกับมานูมาด้วยล่ะ ร้านอาหารสวยมากเป็นปราสาทเก่าอยู่กลางน้ำ หิมะตกเต็มไปหมดเลย หนาวมาก อาหารก็อร่อยนะ ฉันได้กินเนื้อกวางด้วย กลิ่นมันแปลก ๆ แต่ก็อร่อยดี ตอนแรกมานูไม่ยอมบอกว่าเนืออะไร กลัวฉันกินไม่ได้ แต่อัตสึโตะซะอย่าง เนื้อไดโนเสาร์ก็กินได้เหอะ ไม่รู้จักซะแล้ว”

     อีเมล์ฉบับที่สองยาวหน่อยและมีรูปเยอะเป็นพิเศษ เป็นรูปทุกคนกำลังฉลองปีใหม่กันอย่างสนุกสนานที่โรงแรมของมานูเอล เพื่อน ๆ ของเขากอดคอถ่ายรูปหมู่ด้วยกันหน้าตายิ้มแย้ม อีกภาพหนึ่งเห็นมายะทำหน้าบึ้งกำลังพยายามแกะมือของมานูเอลที่กอดเอวอัตสึโตะอยู่ออก แล้วยังมีรูปที่ทุกคนกำลังเล่นไฟเย็นกันกลางหิมะ ข้อความในอีเมล์เขียนว่า

     “ปีใหม่นายฉลองที่ไหน สนุกไหม
พวกเราฉลองกันง่าย ๆ ที่โรงแรมของมานูเหมือนเคย แม่มานูทำอาหารทำขนมเยอะแยะเลย อร่อยทุกอย่าง เราเปิดเพลงเต้นรำกันนิดหน่อย มีคาราโอเกะด้วยล่ะ มายะร้องเพลงเสียงอย่างกับกาละมังแตกตามเคย สู้รุ่นพี่เอย์จิกับรุ่นพี่มาโกโตะไม่ได้เลย แต่พอดึกสองคนนั้นก็เมาเละ ถอดเสื้อร้องเพลงอย่างเมามัน ยูเลี่ยนก็เอากับเขาด้วย ร้องเพลงภาษาญี่ปุ่นเพี้ยน ๆ ตลกมาก พอใกล้เที่ยงคืนก็เปิดโทรทัศน์รอเค้านท์ดาวน์พร้อม ๆ กัน ดอกไม้ไฟซิลเวสเตอร์นี่สวยมากเลยเนอะ มาร์เซลไปซื้อไฟเย็นมาให้พวกเราเล่นกันด้วย สนุกดี”


     นอกจากนั้นก็ยังมีรูปที่ไปเที่ยวสวนสัตว์กันมา

     “ตอนกลางวันมานูพาไปเที่ยวสวนสัตว์ ไปดูหมีขาว โธมัสกับเบนนี่ก็ไปด้วย เพิ่งรู้ว่าสองคนนี้มีแฟนชื่อเดียวกันเลย มานูบอก แล้วทั้งสี่คนก็มาฉลองปีใหม่กับเราด้วย โธมัสชวนเรามาเที่ยวคาร์นิวัลที่เคิล์นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ล่ะ น่าสนุกมากเลย มานูรับปากแล้วด้วย ยะฮู้!
     แล้วอัมสเตอร์ดัมเป็นไงมั่ง สวยขนาดไหน อย่าลืมส่งรูปมาให้ดูมั่งนะ”


     น้ำตาของชายหนุ่มยิ่งไหลไม่หยุด ในที่สุดชินจิก็ซบหน้าลงกับเข่า ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่กลางหิมะในเมืองที่ไม่รู้จัก เขาคิดถึงเพื่อน คิดถึงความสนุกสนานกับทุกคนที่เกลเซ่นเคียเช่นมากเหลือเกิน...

ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-80
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 11 - update - 06.10.2014 page 2
«ตอบ #59 เมื่อ06-10-2014 09:24:10 »

เควินกับชินจิ เหมือนเด็กดื้อหลังห้อง กับ มิชชันนารีมาสอนหนังสือ
คนหนึ่งก็ไร้ระเบียบ อยากรู้ อยากลอง อยากสนุก  อยากไร้สาระ ไปเรื่อยเปื่อย
คนหนึ่งก็มีระเบียบแบบแผนเป๊ะไปซะทุกอย่าง  อะไรก็มีเหตุผลไปซะหมด
คือ ... มันโครตต่างกันมากอ่ะ ... ไอ้ที่ถูกตาต้องใจกันก็เพราะฮอร์โมนกับสถานการณ์ล้วน ๆ
ตอนนี้ก็เป็นปัญหาในเรื่องการปรับตัวเข้าหากันแล้ว  มันยากไปไหมอ่ะ
อยากจะสงสารชินจิ  แต่ก็รู้สึกว่า ชินจิก็ตึงเปรี๊ยะ  ในขณะที่เควินหย่อนยานมากกกกกกกกกกกกกก
เฮ้อ ... เหมือนจะจบไม่สวยนะ คู่นี้

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด