"บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ) - แจ้งหมดลิขสิทธิ์/แจ้งขายอีบุ๊ก
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ) - แจ้งหมดลิขสิทธิ์/แจ้งขายอีบุ๊ก  (อ่าน 31490 ครั้ง)

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้

1.ห้ามละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์  และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด
โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน

ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

6.อย่าพูดคุย ทักทาย นักเขียน คนอ่่านโดยรีพลายดังกล่าวไม่เกี่ยวพันกับนิยายให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรคอมเม้นต์สักคอมเม้นต์เีดียวก็เพียงพอแล้ว ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และทำลิงค์โยงมายังนิยาย และให้นักเขียนทุกคนทำลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยเกี่ยวกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วย เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

..................

สวัสดีอีกครั้งนะคะ

เรื่องสั้น ๆ ครั้งที่แล้วมีเพื่อน ๆ ให้ความกรุณาเข้ามาอ่าน ดีใจมากกกก ^^ ทำให้ฮึกเหิมเขียนเรื่องยาว ๆ เป็นครั้งแรก ยังไงก็ฝากเรื่องยาวเรื่องแรกของเราไว้ด้วยนะคะ

"บนทางรัก"

ตั้งชื่อเรื่องไม่เก่ง ไม่รู้จะมีใครเข้ามาอ่านบ้างนะ  :hao4:
จริง ๆ เรื่องนี้มันควรจะเกิดขึ้นในเมืองมหาวิทยาลัยเล็ก ๆ ทางตะวันตกของเยอรมัน แต่เพื่อสนองนี้ดคนเขียนและความฟินส่วนตัว เราจึงเปลี่ยนให้เรื่องเกิดขึ้นในเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมัน ดังนั้นต้องขอออกตัวก่อนนะคะว่ารายละเอียดบางอย่างจึงอิงกับเมืองเล็ก ๆ เมืองนั้นเป็นหลัก ซึ่งมันอาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริงในเบอร์ลินอยู่บ้าง ก็ต้องขอโทษไว้ตรงนี้ด้วยนะคะ

และชื่อของตัวละครแต่ละตัวจะเห็นว่า...คุ้น ๆ เนอะ  :hao7:
สนองนี้ดตัวเองอีกแล้วค่ะ คิดซะว่าเป็นแฟนฟิคอ่านเพื่อความสนุกสนานละกันนะคะ ไม่มีสาระและอะไรที่จริงจังในนิยายเรื่องนี้ค่ะ

จะทยอยลงให้เรื่อย ๆ นะคะ หวังว่าจะมีคนชอบบ้างน้า

แล้วเจอกันค่ะ

Mettnoon
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-04-2020 11:41:43 โดย Mettnoon »

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทนำ
«ตอบ #1 เมื่อ18-09-2014 20:30:06 »

บทนำ

ความรักก็เหมือนกับการเดินทาง
   
เรามักจะต้องเจอกับปัญหาและอุปสรรคที่เข้ามาทำให้การเดินทางของเราสะดุด หรือหยุดลงบ้าง และการที่เราจะเดินทางไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะจัดการกับปัญหาและอุปสรรคเหล่านั้นได้มากน้อยแค่ไหน
   
สำหรับบางคู่ ปัญหาที่ใหญ่และหนักราวกับชะลอภูเขาทั้งลูกเข้ามากั้นทางก็ไม่สามารถขวางไม่ให้ปีนข้ามไปได้ แต่สำหรับบางคู่ แค่ขนนกเบาบางปัดผ่าน ความรักก็พร้อมจะพังทลายลงได้อย่างง่ายดาย

คนบางคนที่เราพบเจอบนเส้นทางแห่งความรักจึงเหมือนกับเป็นของขวัญให้ชีวิต สร้างความสุขสมหวัง แต่ขณะเดียวกันคนบางคนก็ทำให้เราเจ็บปวดผิดหวัง และกลายเป็นบทเรียนสำหรับการเดินทางบนเส้นทางสายใหม่ต่อไป

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทนำ
«ตอบ #2 เมื่อ19-09-2014 00:22:24 »

บทที่ 1

     ฝนปลายฤดูใบไม้ร่วงที่โปรยปรายลงมาเป็นสายคือสิ่งที่ต้อนรับอัตสึโตะเป็นอย่างแรกเมื่อเขามาถึงเบอร์ลิน สนามบินเชินเนอะเฟลด์ในตอนสามทุ่มกว่ายังมีคนเดินขวักไขว่แม้ว่าร้านค้าจะทยอยกันปิดจนเหลือเพียงแค่ร้านกาแฟและบาร์ไม่กี่ร้านที่ยังเปิดรอนักท่องเที่ยวไฟลท์ดึก ชายหนุ่มลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เดินตามผู้คนออกมาจากส่วนผู้โดยสารขาเข้า สายตาสอดส่ายหาคนที่จะมารอรับ และไม่ต้องใช้เวลานานเลย ชายหนุ่มก็เห็นรุ่นพี่ของเขา
     มาโกโตะและเอย์จิโดดเด่นอยู่ท่ามกลางผู้คน ไม่ใช่เพราะทั้งสองคนเป็นคนเอเชียผมดำในหมู่ชาวเยอรมันผมทองเท่านั้น แต่เพราะการแต่งตัวที่เนี้ยบราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารนั่นด้วยที่ทำให้อัตสึโตะเห็นพวกเขาทันทีที่กวาดตามองแค่เพียงครั้งเดียว
     เปรียบเทียบกับเขาซึ่งอยู่ในชุดวอร์มเยิน ๆ และผมที่ยุ่งเหยิงทั้งหัวแล้ว มันก็เหมือนเจ้าชายกับยาจกดี ๆ นี่เอง ชายหนุ่มคิด ใคร ๆ ก็บอกให้เขาสนใจเรื่องการแต่งตัวมากกว่านี้หน่อย แต่เขาไม่เห็นความจำเป็น แค่แต่งตัวที่มันสบาย ๆ ก็น่าจะเพียงพอแล้วนี่นา
     มาโกโตะก็เหมือนกับคนอื่น ๆ คือทักเขาเรื่องนี้ก่อนเลย
     “ใส่ชุดวอร์มขึ้นเครื่องบิน นายนี่มันไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ”
     “นั่งเครื่องบินเป็นสิบชั่วโมง ใส่ยีนไม่ไหวหรอกครับ ชุดวอร์มเนี่ยแหละดีที่สุดแล้ว นอนสบายมาก”
     “ก็น่าจะนอนสบายอยู่หรอกนะ ผมนายยุ่งอย่างกับรังนก”
     รุ่นพี่ของเขาหัวเราะเบา ๆ พลางเอามือขยี้หัวรุ่นน้องด้วยความเอ็นดู อัตสึโตะเป็นรุ่นน้องที่ชมรมฟุตบอล เขาตัวเล็ก แต่ก็เล่นเก่งมาก แถมยังหน้าตาน่ารักยิ่งกว่านักร้องไอด้อลยอดนิยมเสียอีก อัตสึโตะดังมากในหมู่สาว ๆ ที่มหาวิทยาลัย แต่เจ้าตัวไม่รู้เรื่องหรอก ยังชอบทำหน้ามึน ๆ งง ๆ เมื่อเห็นสาวมากรี๊ด เหมือนกับที่ทำตอนนี้นี่แหละ และหน้ามึน ๆ แบบอัตสึโตะก็ยังทำให้ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องพลอยเอ็นดูตามกันไปหมดด้วย
     “หิวรึเปล่า อัตสึโตะ หาอะไรกินก่อนกลับหอพักไหม” เอย์จิถามบ้าง อัตสึโตะส่ายหน้า
     “ไม่หิวครับ ตอนนี้ผมอยากนอนต่ออีกรอบมากกว่า”
     “งั้นเรากลับกันเลยแล้วกัน นายจะได้พักผ่อน พรุ่งนี้ค่อยมาคุยกันต่อ” มาโกโตะเสนอเมื่อเห็นตาของรุ่นน้องหรี่ลงจนทำท่าจะปิดอีกรอบอยู่รอมร่อ เขากอดคออัตสึโตะพาเดินไปด้วยกัน ส่วนเอย์จิลากกระเป๋าเดินทางของชายหนุ่มตามมาข้างหลัง
     “แล้วเราจะไปกันยังไงครับ” อัตสึโตะถาม
     “เอย์จิขับรถมา หอพักของพวกฉันอยู่ค่อนข้างไกลจากสนามบิน เอารถมาเองสะดวกดี”
     “แต่ปกติก็ไม่ค่อยได้ใช้รถส่วนตัวหรอก ที่นี่ก็เหมือนโตเกียว ใช้รถสาธารณะสะดวกที่สุด” เอย์จิเสริม
     เมื่อเดินมาถึงที่รถจอดอยู่ เอย์จิกับมาโกโตะช่วยกันยกกระเป๋าเดินทางของอัตสึโตะเก็บไว้ท้ายรถ ส่วนตัวเจ้าของกระเป๋าเดินหัวซุนขึ้นรถไปก่อนแล้ว อัตสึโตะนอนขดตัวอยู่บนที่นั่งด้านหลัง หัวหนุนเป้ใบเล็กต่างหมอน แล้วหลับตาลงอีกครั้ง หูของเขาแว่วเสียงคุยกันของรุ่นพี่จากที่นั่งด้านหน้า แต่สิ่งที่ได้ยินชัดเจนที่สุดคือเสียงฝนที่ตกกระทบหน้าต่างรถเมื่อรถเคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถในสนามบิน ชายหนุ่มขยับตัวลุกขึ้นมานั่ง เขาเห็นแต่เพียงสายฝนและความขมุกขมัวของเวลากลางคืนเมื่อพยายามจะมองออกไปนอกหน้าต่างรถ มาโกโตะหันหลังมาบอกว่า
     “หลับไปก่อนก็ได้ พอถึงแล้วฉันจะปลุก”
     อัตสึโตะทำตามอย่างว่าง่าย นอนหลับตาฟังเสียงฝนจนเคลิ้มหลับไปในที่สุด
     หอพักของเอย์จิและมาโกโตะตั้งอยู่ในย่านที่ชื่อว่าชาร์ล็อตเท่นบวร์ก เป็นย่านพักอาศัยในเขตตัวเมืองเบอร์ลินชั้นใน ใช้เวลาขับรถจากสนามบินเชินเนอะเฟลด์ราว ๆ ครึ่งชั่วโมง เบอร์ลินมีสนามบินสองแห่งคือเชินเนอะเฟลด์กับเทเกล ชาร์ล็อตเท่นบวร์กอยู่ใกล้กับสนามบินเทเกลมากกว่า และอยู่ใกล้กับแคมปัสกลางของมหาวิทยาลัยที่มาโกโตะกับเอย์จิเรียนอยู่ ส่วนอัตสึโตะจะมาเรียนที่แคมปัสอัดเลอร์สโฮฟซึ่งอยู่ใกล้กับสนามบินเชินเนอะเฟลด์มากกว่า ถ้าชายหนุ่มหาไฟลท์ตอนกลางวันได้ก็ไม่จำเป็นต้องรบกวนรุ่นพี่ทั้งสองคนให้มารับ เขาสามารถนั่งรถไฟเอสบาห์นจากสนามบินตรงมาที่หอพักของตัวเองได้เลย
     มาโกโตะปลุกรุ่นน้องของเขาให้เดินตามเข้าไปข้างในหอพักซึ่งเป็นหมู่ตึกสูงหลายชั้นตั้งอยู่บนถนนโมลวิทซ์ แต่อัตสึโตะก็ไม่ได้สังเกตอะไรมากกว่านั้น เขาเดินตาปรือตามมาโกโตะและเอย์จิขึ้นลิฟท์ไปชั้นที่ห้า แล้วเมื่อเข้าไปในห้องได้ ชายหนุ่มก็ปีนขึ้นเตียงและหลับไปทันที มาโกโตะซึ่งเป็นเจ้าของห้องและเจ้าของเตียงพยายามจะปลุกเรียกให้มาอาบน้ำ แต่ชายหนุ่มก็ไม่ยอมตื่น มาโกโตะจึงจำใจต้องปล่อยให้รุ่นน้องนอนหลับไปทั้งชุดวอร์มอย่างนั้นบนเตียงของเขา
     “เป็นอย่างนี้ตลอด เจ้าอัตสึโตะเอ๊ย ฉันละอยากให้สาว ๆ มาเห็นมันตอนนี้นัก ยังจะคลั่งไคล้มันอยู่ได้อีกก็ให้มันรู้ไป” มาโกโตะบ่นงึมงำกับเอย์จิที่ลากกระเป๋าของอัตสึโตะเข้ามาวางแอบไว้ที่ผนังห้องด้านหนึ่ง เอย์จิไม่ว่าอะไร เพียงแค่ยิ้ม ๆ แล้วช่วยมาโกโตะยกฟูกสำรองจากตู้มาปูหน้าเตียง เสร็จเรียบร้อยก็กลับไปที่ห้องของตัวเอง

     อัตสึโตะรู้สึกว่าตัวเองเพิ่งนอนหลับไปได้แป๊บเดียวเท่านั้นเมื่อมาโกโตะมาปลุกเขาในตอนเช้า ชายหนุ่มเอาหน้าซุกหมอน ไม่อยากจะตื่นเลย แต่คราวนี้มาโกโตะไม่ยอมอ่อนข้อให้อีกแล้ว เขาดึงตัวรุ่นน้องลงจากเตียงได้สำเร็จและบังคับให้ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า
     น้ำอุ่น ๆ ทำให้อัตสึโตะตาสว่างขึ้นมาได้นิดหน่อย แต่ก็ยังรู้สึกง่วงอยู่ดี ชายหนุ่มอ้าปากหาวหวอด ๆ เมื่อดื่มกาแฟร้อน ๆ ที่รุ่นพี่ชงให้
     “เดี๋ยวไปกินข้าวเช้าที่ห้องเอย์จิกัน ตอนสาย ๆ พวกฉันจะไปส่งนายที่หอพัก จะได้จัดการเรื่องห้องพักซะให้เสร็จ แล้วนี่มายะจะตามมาเมื่อไหร่”
     มาโกโตะวางแผน เพราะรู้ดีว่ารุ่นน้องของเขาคนนี้ไม่ค่อยทำอะไรเองเท่าไร อย่างเรื่องที่ได้ทุนมาเรียนที่นี่หนึ่งเทอมก็เหมือนกัน เพื่อนสนิทของเจ้าหมอนี่คือมายะที่พูดถึงเมื่อสักครู่เป็นคนจัดการให้ทั้งหมด รวมทั้งเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยอย่างอื่นด้วย แต่ไม่รู้มันวางแผนกันอีท่าไหน เจ้าอัตสึโตะดันมาถึงที่นี่ก่อน แล้วก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย
     “อาทิตย์หน้ามั้งครับ”
     อัตสึโตะตอบอย่างไม่ค่อยสนใจนัก เขายกถ้วยกาแฟของตัวเองเดินตามรุ่นพี่มาที่ห้องของเอย์จิซึ่งอยู่ถัดไปอีกสองห้อง ทั้งสองห้องเป็นแบบเดียวกันคือสตูดิโอขนาดยี่สิบห้าตารางเมตร มีเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็นประเภทเตียง ตู้เสื้อผ้า ชั้นวางของ โต๊ะทำงานพร้อมเก้าอี้ และมีห้องน้ำกับห้องครัวในตัว
     เอย์จิเตรียมอาหารเช้าไว้ให้เรียบร้อยแล้วเมื่อทั้งสองคนมาถึง แม้จะเป็นแค่ข้าวสวยธรรมดากับไข่ม้วน สาหร่าย และซุปมิโสะ แต่มันก็อร่อยมากสำหรับอัตสึโตะที่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนกินอาหารบนเครื่องที่สุดแสนจะไม่ถูกปากอยู่หลายมื้อ
     หลังอาหารเช้า เอย์จิกับมาโกโตะขับรถพาอัตสึโตะมาที่แคมปัสอัดเลอร์สโฮฟซึ่งเป็นแคมปัสสำหรับนักศึกษาของคณะวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ และมีที่พักสำหรับนักศึกษาเรียกว่าหมู่บ้านนักศึกษาอัดเลอร์สโฮฟอยู่ห่างออกไปแค่ถนนคั่น นับว่าสะดวกสบายมากถึงแม้ว่าหอพักลักษณะนี้จะหรูหราไม่เท่าหอพักที่ถนนโมลวิทซ์ก็ตาม แต่ก็ราคาย่อมเยาว์และมีสาธารณูปโภคครบครัน
     เอย์จิที่พูดภาษาเยอรมันคล่องแคล่วกว่าทุกคนเป็นคนจัดการติดต่อเจ้าหน้าที่ พวกเขาเดินตามเจ้าหน้าที่มาที่ห้องพักบนชั้นสองของตึกสามชั้นตึกหนึ่งในหลาย ๆ ตึกที่ประกอบกันเป็นหมู่บ้านนักศึกษาแห่งนี้ ชายหนุ่มช่วยเจ้าหน้าที่เช็คเฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างในห้องว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อย และตอนคืนห้องหลังจบสัญญาเช่าแล้วทุกอย่างยังเรียบร้อยเหมือนเดิม เจ้าของห้องก็จะได้เงินมัดจำคืน
     ห้องพักของอัตสึโตะเป็นสตูดิโอขนาดประมาณสิบห้าตารางเมตร นับว่าเล็กถ้าเทียบกับห้องของมาโกโตะและเอย์จิ มีเฟอร์นิเจอร์จำเป็นคือเตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะทำงานและเก้าอี้ พร้อมห้องน้ำในตัว แต่ไม่มีครัวให้ นักศึกษาต้องใช้ห้องครัวและห้องนั่งเล่นร่วมกับคนอื่น ๆ ที่อยู่ในชั้นหรือเรียกว่าในฟลอร์เดียวกัน
     อัตสึโตะไม่ค่อยสนใจว่าห้องของเขาจะแคบหรือกว้าง แค่นอนได้ก็พอแล้ว และตอนนี้เขาก็มองเตียงนอนอย่างอาลัยอาวรณ์ อยากจะล้มตัวลงไปนอนต่อเต็มแก่ แต่มาโกโตะและเอย์จิลากเขาออกมานอกห้องก่อน
     เจ้าหน้าที่พาทั้งหมดเดินมาที่ห้องกลางซึ่งเป็นห้องครัวและห้องนั่งเล่นในห้องเดียวกัน ผนังด้านหนึ่งวางโต๊ะและโซฟาพร้อมเก้าอี้กับบีนแบ็กหลายตัว มีโทรทัศน์และวิทยุพร้อม อีกด้านหนึ่งเป็นเคานท์เตอร์ครัวที่มีทั้งเตาและตู้อบพร้อมเครื่องดูดควัน ข้าง ๆ เป็นตู้เย็นขนาดใหญ่ที่ข้างในทำเป็นช่องมีฝาปิดล็อกได้ติดเบอร์ห้องจำนวนเท่ากับห้องพักในฟลอร์และตู้แช่แข็งขนาดกลางหนึ่งตู้ ที่ผนังด้านหนึ่งวางตู้ขนาดใหญ่ลักษณะเป็นตู้ล็อกเกอร์เอาไว้ให้นักศึกษาในฟลอร์เก็บพวกของแห้งหรืออุปกรณ์ส่วนตัว
เอย์จิเปิดตู้ให้อัตสึโตะดูอุปกรณ์ครัวที่เป็นของส่วนกลางขณะที่เจ้าหน้าที่อธิบายกฎของหอพักซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรักษาความสะอาด การช่วยกันประหยัดพลังงาน และไม่ส่งเสียงดังหรือทำอะไรที่เป็นการรบกวนผู้พักอาศัยคนอื่น จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ชี้ไปที่ถังขยะจำนวนหลายใบที่วางกระจายอยู่หลายจุดในห้อง ที่เยอรมนีแยกขยะแบ่งย่อยมากกว่าที่ญี่ปุ่น ฝาสีเขียวเป็นขยะสด ฝาสีเหลืองเป็นประเภทบรรจุภัณฑ์ที่ส่วนใหญ่จะเป็นพลาสติก และยังมีถังที่ไว้ใส่กระดาษ ถังใส่บรรจุภัณฑ์ประเภทแก้วที่ต้องแยกเป็นสีขาวและสีเข้ม และถังสุดท้ายคือขยะพิษ ประเภทขวดสเปรย์ต่าง ๆ
     อัตสึโตะฟังภาษาเยอรมันรัว ๆ กับเห็นถังขยะหลายใบไม่ใช่แค่ขยะเผาได้กับเผาไม่ได้อย่างของที่บ้านแล้วมึน ยอมแพ้ถอยไปนั่งรอที่โซฟา ปล่อยให้เอย์จิกับมาโกโตะคุยกับเจ้าหน้าที่ไปแทน ชายหนุ่มมองไปรอบตัว ก่อนจะหยุดอยู่ที่หน้าต่างบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นสวนซึ่งมีใบไม้สีน้ำตาลร่วงอยู่เต็มพื้น
     วันนี้ฝนไม่ตก ฤดูใบใม้ร่วงก็กำลังจะจบลง แล้วก็จะเริ่มหน้าหนาวในไม่ช้า
     “นั่งซะหมดสภาพเลย แล้วนี่นายจะอยู่ไหวไหมเนี่ยอัตสึโตะ”
     มาโกโตะทักหลังจากคุยกับเจ้าหน้าที่เสร็จเรียบร้อยแล้วหันมาเจอรุ่นน้องนั่งเหยียดขายาวอยู่บนโซฟา คอเงยหนุนพนักไว้ เอย์จิเดินเข้ามาสมทบ ชายหนุ่มตอบแทนให้รุ่นน้องว่า
     “ไหวสิ เทอมเดียวเอง อีกสองสามวันมายะก็จะมาแล้วด้วย สบายมาก”
     อัตสึโตะก็ยิ้มรับจนตาหยี แล้วฟังรุ่นพี่สรุปเรื่องทั้งหมดที่เจ้าหน้าที่อธิบายก่อนหน้านี้
     มาโกโตะบอกกับเขาว่า
     “บ่ายนี้พวกฉันสองคนมีธุระคงอยู่กับนายไม่ได้ อาหารเที่ยงก็กินขนมปังกับน้ำชาไปก่อนแล้วกัน ฉันซื้อเผื่อเอาไว้ให้แล้ว อยู่ในเป้ ส่วนตอนเย็น แถว ๆ นี้มีซูเปอร์มาร์เก็ต นายลองเดิน ๆ ดู ถ้าหลงหรือหาไม่เจอก็ถามคนแถวนั้นได้”
     เห็นหน้ามึน ๆ ของรุ่นน้องแล้ว ชายหนุ่มอดถามย้ำอีกครั้งไม่ได้ว่า
     “นายอยู่ได้แน่นะ”
     “อยู่ได้สิครับ ไม่ต้องเป็นห่วง” อัตสึโตะรับรอง
     เอย์จิยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้
     “เบอร์โทรของฉันกับมาโกโตะ แล้วก็ที่อยู่ที่หอพัก มีอะไรก็ติดต่อมา แล้ววันไหนว่าง ๆ พวกฉันจะพานายไปเที่ยว”
     อัตสึโตะกล่าวขอบคุณพร้อมกับลารุ่นพี่ผู้ใจดีทั้งสองคน และหลังจากกินขนมปังรองท้อง ชายหนุ่มก็คลานขึ้นเตียง
     อากาศเย็น ๆ แบบนี้ได้นอนบนเตียงอุ่น ๆ มันแสนจะวิเศษ อัตสึโตะคิดพร้อมกับหลับตาลงอย่างมีความสุข เขานอนเพลินจนเย็น รู้สึกหิวเหมือนกัน แต่ขี้เกียจจะลุกเลยนอนต่อ แล้วก็หลับยาวไปจนกระทั่งเกือบเที่ยงของวันถัดมา
     กระเพาะที่ว่างเปล่าเพราะไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เย็นวานทำให้เขาต้องลุกขึ้นมาจากเตียงในที่สุด แล้วก็พบว่านอกจากขนมปังชืด ๆ ไม่กี่ชิ้นที่เหลือมาจากเมื่อวานแล้วก็ไม่มีอาหารอย่างอื่นอีก ปกติอัตสึโตะไม่ค่อยเจอปัญหาของหมดตอนที่อยู่บ้าน เพราะมายะเพื่อนสนิทของเขาจะเป็นคนซื้อเตรียมเอาไว้พรักพร้อม แต่เขาลืมไปเสียสนิทว่าเขาจะไม่มีมายะไปอีกสองสามวัน
อัตสึโตะเดินสะลึมสะลือตาปรือออกมาจากห้องตรงไปที่ห้องครัวเพื่อจะต้มน้ำมาชงชา ในครัววันนี้ไม่ได้ว่างเปล่าเหมือนเมื่อวานแล้ว แต่มีผู้ชายตัวสูงใหญ่ผมสีทองคนหนึ่งกำลังเอาพิซซ่าเข้าเตาอบ เขาหันมามองเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า และเมื่อเห็นอัตสึโตะก็ชะงักไปครู่ใหญ่ ก่อนจะส่งยิ้มกว้างมาให้ ดวงตาสีฟ้าเป็นประกายสดใส
     “Alles klar bei dir?”
     อัตสึโตะงงเมื่อได้ยินรูปประโยคที่ไม่คุ้นเคยและหน้าตาของเขาคงตลกมากเพราะผู้ชายตรงหน้ายิ่งยิ้มมากขึ้นจนหางตาเป็นรอยย่น ก่อนจะเปลี่ยนคำถาม
     “Wie geht’s?”
     นั่นแหละชายหนุ่มถึงตอบได้ว่าสบายดี แล้วก็เป็นฝ่ายส่งมือให้ก่อนพร้อมกับแนะนำตัว
     “ฉันชื่ออัตสึโตะ นายล่ะ”
     “มานูเอล ยินดีที่ได้รู้จัก” ชายหนุ่มผมทองยื่นมือไปจับด้วย มือใหญ่ของเขาแทบจะกำมือของคนตรงหน้าได้อยู่แล้ว และเมื่อมายืนใกล้ ๆ กันแบบนี้ ชายหนุ่มชาวเอเชียคนนี้ตัวเล็กกว่าที่เขาคิดเสียอีก อัตสึโตะสูงเลยไหล่เขามานิดเดียวเท่านั้นเอง แล้วตอนนี้ก็กำลังใช้สองมือขยี้ตาเพื่อไล่ความง่วงงุน
     ตัวก็เล็ก แต่ใส่เสว็ตเตอร์ตัวใหญ่เชียว แขนเสื้อยาวลงมาจนแทบจะไม่เห็นมือโผล่ออกมาแล้ว
     เสียงเตาอบดังขัดจังหวะความคิดของเขา มานูเอลขยับตัวไปเปิดเตาอบเอาพิซซ่าออกมาขณะที่อัตสึโตะทำตาปรอยมองพิซซ่าหอม ๆ ในมือเพื่อนใหม่อย่างไม่รู้ตัว
     “นายกินอะไรรึยัง กินพิซซ่าด้วยกันไหม” มานูเอลชวน
     “จะดีเหรอ” อัตสึโตะลังเล แต่กลิ่นพิซซ่าอบใหม่ ๆ มันรบกวนท้องไส้ของเขามาก
     “เอาเลย ถือว่าเลี้ยงรับเพื่อนข้างห้องก็แล้วกัน ฉันอยู่ห้องข้าง ๆ นายนี่เอง ห้องเบอร์หก”
     ฟลอร์นี้มีทั้งหมดสิบสามห้อง ด้านเดียวกับห้องครัวมีห้องพักห้าห้อง ทางด้านซ้ายสามห้อง ด้านขวาสองห้อง ด้านตรงข้ามห้องครัวมีห้องพักอีกแปดห้อง ด้านขวามือหกห้อง แล้วถ้ามานูเอลอยู่ห้องเบอร์หก ห้องของมานูเอลกับของเขาซึ่งเป็นห้องเบอร์เจ็ดก็เป็นสองห้องที่แยกมาอยู่ด้วยกันทางด้านซ้ายมือ
     “งั้นก็ตกลง ขอบคุณนะ ฉันจะชงชาให้แล้วกัน” อัตสึโตะตอบรับด้วยความยินดี ก่อนจะนึกอะไรได้จึงถามต่อเหมือนไม่แน่ใจว่า “ว่าแต่นายกินชาญี่ปุ่นได้รึเปล่า”
     มานูเอลพยักหน้า อัตสึโตะจึงรีบกลับไปเอาชาในห้องมาชงให้อย่างรวดเร็ว เขาเลื่อนถ้วยชาไปให้มานูเอลพร้อมกับรับจานใส่พิซซ่ามา
     “อร่อยจัง นายช่วยชีวิตฉันไว้เลยนะเนี่ย” อัตสึโตะพูดพร้อมกับเคี้ยวพิซซ่าในมือตุ้ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อย
     “งั้นเชียว” มานูเอลยิ้มขำ
     “งั้นสิ ฉันเพิ่งมาถึงเมื่อวาน ยังไม่ได้ซื้ออะไรเลยอะ”
     อัตสึโตะพูดกับเพื่อนใหม่ด้วยภาษาเยอรมันง่าย ๆ เขาเรียนภาษาเยอรมันเป็นวิชาเลือก แต่ไม่ค่อยได้ฝึกเท่าไรก็เลยพูดไม่คล่องมาก เจอรูปประโยคที่ไม่คุ้นเคยก็งง  แต่ก็พอจะสื่อสารได้บ้างถ้าอีกฝ่ายไม่ได้พูดเร็วจนเกินไป
     “วันนี้กับพรุ่งนี้ฉันว่าง ฉันจะพานายไปซื้อของก็แล้วกัน จะพาเดินดูแถว ๆ นี้กับที่แคมปัสด้วย ตกลงไหม”
     “จริงเหรอ ขอบคุณมากเลย นายนี่ใจดีสุด ๆ”
     รอยยิ้มของอัตสึโตะทำให้มานูเอลชะงักไปอีกครั้ง รู้สึกมึนงงเหมือนกับถูกหมัดน็อค ก่อนที่เขาจะบอกอีกฝ่ายด้วยท่าทางเหมือนคนละเมอว่า
     “ถ้านายมีปัญหาอะไรก็มาหาฉันได้ตลอดเวลาเลยนะ”

     มานูเอลพาอัตสึโตะขึ้นรถไฟใต้ดินมายังกรอพิอุส พาสซาเกิ้นบนถนนโยฮันนิสธาเลอร์ ชอสซีซึ่งเป็นตึกสามชั้นรูปโค้ง กรุกระจกสีฟ้า เป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักของพวกเขานัก
     อัตสึโตะต้องการของใช้ในบ้านพวกจานชามแก้วน้ำ รวมทั้งอาหารสดและอาหารแห้ง มานูเอลจึงพาไปซื้อของใช้ในบ้านที่กาเลอเรีย เค้าฟ์โฮฟก่อนซึ่งเหมือนกับเป็นห้างย่อย ๆ ข้างในห้างใหญ่อีกทีหนึ่ง กินเนื้อที่ในอาคารทั้งสามชั้น
     ระหว่างที่อัตสึโตะกำลังเลือกแก้วน้ำ มานูเอลก็ชวนคุย
     “นายมาเรียนอะไรที่นี่ล่ะ”
     “ฟิสิกส์” อัตสึโตะตอบ วางแก้วน้ำสีขาวเรียบ ๆ ลงในตะกร้าที่มานูเอลช่วยถือให้
     “สาขาเดียวกันเลย” มานูเอลพูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงความดีใจอยู่ลึก ๆ “แล้วทำไมนายเลือกเรียนฟิสิกส์ล่ะ”
     “อยากเป็นนักสืบน่ะ”
     คำตอบของอัตสึโตะทำให้มานูเอลอ้าปากค้าง
     “ฉันติดซีรีส์เรื่องกาลิเลโอ พระเอกเป็นนักฟิสิกส์โคตรเก่งเลย ช่วยตำรวจคลี่คลายคดีที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์ เวลาไขคดีออกนะพระเอกจะเขียนสูตรฟิสิกส์ไว้ตามที่ต่าง ๆ เท่สุด ๆ ไปเลย ฉันอยากเท่แบบนั้นบ้าง”
     เห็นแววตาเป็นปลื้มของคนพูดแล้วมานูเอลก็อดแซวไม่ได้
     “ฝันเฟื่อง”
     อัตสึโตะหันมามองอย่างเคือง ๆ
     “แล้วนายล่ะ เรียนไปทำไม”
     “ฉันสนใจการกำเนิดจักรวาลและเอกภพ สนใจดาราศาสตร์และอวกาศ ตั้งใจว่าจะไปสมัครเป็นนักวิจัยที่สถาบันมักซ์พลังค์เพื่อการค้นคว้าเกี่ยวกับระบบสุริยะจักรวาล”
     “โหย ก็ฝันเฟื่องพอกันล่ะว้า”
     อัตสึโตะได้โอกาสจิกกัดคืนบ้าง มานูเอลหัวเราะไม่ถือสา ชายหนุ่มเดินตามช่วยอัตสึโตะเลือกของ เขาสังเกตว่าเพื่อนใหม่ของเขาคนนี้เป็นคนไม่พิถีพิถันเท่าไรเลยและไม่ใช่คนรอบคอบด้วย ตอนเลือกของใช้พวกจานชามมีดส้อม อัตสึโตะเลือกส่ง ๆ มาอย่างละหนึ่งชิ้น เขาต้องแนะนำให้เลือกเผื่อไว้บ้าง เอาไว้เวลาที่มีแขกมาเยี่ยม เพราะบางทีของส่วนกลางก็ไม่มีพอให้ใช้ และอัตสึโตะก็เชื่อ
     อย่างนี้น่าจะต้องมีคนคอยช่วยดูแล มานูเอลคิดในใจด้วยความเผลอไผล
     เมื่อได้ของที่ต้องการจากกาเลอเรีย เค้าฟ์โฮฟจนครบ มานูเอลก็พาอัตสึโตะมาซื้ออาหารต่อที่เค้าฟ์ลันด์ซึ่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ชั้นใต้ดิน และอัตสึโตะก็ทำเหมือนเดิม คือเลือกซื้อของแค่พอกินได้ไปมื้อสองมื้อเท่านั้น มานูเอลเห็นแล้วอดไม่อยู่ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยอีกครั้ง
     “ฉันว่านายเลือกซื้อไปให้พอกินสักอาทิตย์ดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาซื้อบ่อย ๆ ซื้ออาหารแช่แข็งพวกพิซซ่าหรือปะเอญ่าเก็บไว้ก็ดีเหมือนกันนะ วันไหนขี้เกียจทำอาหารก็เอามาอุ่นกิน ง่าย เร็ว ไม่ยุ่งยาก”
     “ฉันไม่ทำอาหาร” อัตสึโตะบอก จ้องห่อไส้กรอกเยอรมันที่วางเรียงกันเป็นพรืดบนชั้น คิดไม่ตกว่าควรจะเอาชนิดไหนดี และควรซื้อไปสักกี่ห่อ หยิบแล้ววาง วางแล้วหยิบ จนมานูเอลทนไม่ไหว เลือกให้เองเสร็จสรรพ
     “แล้วตอนอยู่ที่โตเกียว นายซื้อเอาตลอดเลยเหรอ” มานูเอลถาม อัตสึโตะเล่าให้ฟังว่าเขาเกิดที่คานาซาว่า แต่มาเรียนที่โตเกียวตั้งแต่ตอนมัธยมปลายและอยู่ที่โตเกียวมาตลอดจนถึงตอนนี้
     “เปล่า มายะเป็นคนทำอาหาร” อัตสึโตะตอบ
     “แล้วมายะนี่ใคร”
     “คนรับใช้ของฉันเอง”
     มานูเอลมองหน้า นึกว่าอีกฝ่ายล้อเล่น แต่อัตสึโตะหน้าตาจริงจังมาก
     “มายะทำอาหาร ซักผ้า ทำความสะอาดห้อง ซื้อกับข้าว เลือกซื้อเสื้อผ้าให้ฉันด้วย ทำทุกอย่างแหละ เขาเป็นคนรับใช้ แล้วก็เป็นเพื่อนด้วย”
     “แล้วนายทำอะไรบ้าง” มานูเอลอดถามไม่ได้
     อัตสึโตะสั่นศีรษะ พูดหน้าตาเฉยว่า
     “ไม่ทำ ให้มายะทำ ถึงเรียนรุ่นเดียวกัน แต่หมอนั่นก็เป็นรุ่นน้อง เกิดทีหลัง”
     “นายเกิดวันที่เท่าไหร่”
     “27 มีนาคม”
     “เฮ้ย เกิดวันเดียวกันเลย ฉันก็เกิดวันที่ 27 มีนาคมเหมือนกัน” มานูเอลพูดด้วยความตื่นเต้น
     “งั้นปีนี้เราจัดงานวันเกิดพร้อมกันเลยดีไหม” อัตสึโตะหันมาถามยิ้ม ๆ แต่แล้วก็ทำหน้ายุ่งเมื่อนึกได้ “ไม่ได้สิ ฉันอยู่ที่นี่เทอมเดียวเท่านั้นเองนี่นา หมดเดือนกุมภาพันธ์ก็ต้องกลับแล้ว”
     มานูเอลชะงักไปนิดหนึ่ง เขาลืมไปเสียสนิทเลย
     “งั้นวันนั้นฉันจะโทรศัพท์ไปหา” มานูเอลสัญญา

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 1 - update - 19.9.2014
«ตอบ #3 เมื่อ19-09-2014 05:33:29 »

     ออกจากเค้าฟ์ลันด์ มานูเอลกับอัตสึโตะช่วยกันหอบหิ้วของที่ซื้อมาทั้งหมดกลับหอพัก ยิ่งใกล้วันเปิดเทอมฤดูหนาว หมู่บ้านนักศึกษาก็เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งเพราะคนทยอยกันกลับมาจากการพักผ่อนในระหว่างปิดภาคเรียน อัตสึโตะเจอเพื่อนร่วมฟลอร์อีกสองคนในวันนั้น มานูเอลแนะนำให้รู้จักมิโรสลาฟกับฟิลิป
     มิโรสลาฟเป็นชายหนุ่มร่างสูงชาวโปแลนด์ที่ดูเป็นคนดีมาก รอยยิ้มของเขาเมื่อทักทายอัตสึโตะก็ดูใจดีและสุภาพ มานูเอลเรียกเขาสั้น ๆ ว่ามิโรและแนะนำว่าเป็น Wohnheimtutor คือคนที่อยู่มานานจนได้ตำแหน่งที่ปรึกษาหอพักและจะคอยให้คำปรึกษาเรื่องการเรียนและการใช้ชีวิตในเบอร์ลินแก่นักศึกษาคนอื่น ๆ ที่อยู่ในหอพักแห่งนี้
     ส่วนฟิลิป เขาเป็นผู้ชายที่จัดว่าตัวเล็กเมื่อเทียบกับคนเยอรมันทั่วไป เตี้ยกว่าอัตสึโตะนิดหน่อยด้วยซ้ำ แต่เป็นคนที่มีท่าทางเอาจริงเอาจังและเคร่งขรึมมาก แถมยังดูเจ้าระเบียบจนทำให้อัตสึโตะที่ปกติจะเป็นคนยุกยิกอยู่ไม่สุขรู้สึกเกร็งนิดหน่อยเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ชายหน้าตาดีแต่ตัวเล็กคนนี้
     “อาทิตย์หน้ามีประชุมฟลอร์ อย่าลืมนะ” ฟิลิปเตือนก่อนจะเดินจากไป
     มานูเอลหันมาอธิบายให้อัตสึโตะฟังว่า
     “ก่อนเปิดเทอมเราจะประชุมทุกคนที่อยู่ในฟลอร์ เหมือนมาคุยกันว่าใครมีปัญหาอะไรรึเปล่าน่ะ แล้วก็จะแบ่งเวรเก็บขยะ เก็บเงินค่าของใช้ส่วนกลางอะไรทำนองนี้ วันนั้นนายคงได้เจอคนในฟลอร์ครบทุกคนล่ะ อ้าว ทำไมทำหน้ายังงั้น” เขาถามเมื่อเห็นอัตสึโตะทำหน้านิ่ว
     “ก็เพื่อนนาย ฟิลิปน่ะ เหมือนครูปกครองสมัยมัธยมปลายของฉันเปี๊ยบเลย ฉันรู้สึกเกร็ง ๆ หายใจไม่ทั่วท้องยังไงก็ไม่รู้”
     มานูเอลหัวเราะขัน อดไม่ได้จริง ๆ ต้องเอามือใหญ่ของตัวเองจับหัวอัตสึโตะเขย่าด้วยความเอ็นดูก่อนจะบอกว่า
     “ฟิลิปมันเป็น Selbstverwaltung เหมือนเป็นประธานหอพักน่ะ ดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยของหอพักเรา เป็นตัวแทนนักศึกษาประสานงานเรื่องต่าง ๆ กับผู้ดูแลหอด้วย มันก็ดูระเบียบจัดไปยังงั้นเอง ความจริงไม่มีอะไร” มานูเอลรับรอง เขาช่วยอัตสึโตะเก็บของที่ซื้อมาเข้าที่ ของสิ่งไหนที่ต้องเก็บไว้ในตู้หรือชั้นส่วนกลางที่ใช้ร่วมกันก็เขียนชื่อด้วยปากกาเมจิกอย่างเรียบร้อย
     อัตสึโตะฟังแล้วตาโต อุทานว่า
     “โอ้โห ทั้งประธานหอพัก ทั้งที่ปรึกษาหอพักอยู่ในฟลอร์เราแบบนี้ก็...”
     “ถูกต้อง เราอยู่ในชั้นของผู้มีอิทธิพลยังไงล่ะ”
     มานูเอลต่อประโยคให้จนจบ

     นับจากวันที่ไปซื้อของด้วยกันวันนั้น เพื่อนต่างชาติคนแรกที่อัตสึโตะรู้จักที่เยอรมนีอย่างมานูเอลก็เข้ามามีบทบาทในชีวิตของชายหนุ่ม ชื่อของมานูเอลติดปากอัตสึโตะโดยที่เขาไม่รู้ตัว ตอนที่รุ่นพี่ของเขาโทรศัพท์มาถามไถ่ข่าวคราวด้วยความเป็นห่วง อัตสึโตะก็เล่าถึงแต่มานูเอลให้มาโกโตะกับเอย์จิฟัง บอกว่ามานูเอลช่วยเขาขอพาสเวิร์ดอินเตอร์เน็ตไร้สายระบบ Eduroam มานูเอลช่วยอธิบายเส้นทางและวิธีการใช้รถสาธารณะในเบอร์ลิน มานูเอลไปเป็นเพื่อนรายงานตัวที่สำนักงานกิจการต่างประเทศของมหาวิทยาลัย แจ้งย้ายเข้าที่ทะเบียนราษฎร์ นัดหมายทำเรื่องขอพักอาศัยระยะยาวเกินกว่าสามเดือน และเปิดบัญชีธนาคาร มานูเอลอย่างนั้นมานูเอลอย่างนี้จนมาโกโตะอดแซวไม่ได้ว่า
     “ยังงี้มายะก็ตกกระป๋องแล้วสิ”
     และคนที่โดนแซวว่าตกกระป๋องรับรู้เรื่องนี้ในเวลาอันรวดเร็ว ทันทีที่มายะเหยียบแผ่นดินเบอร์ลินในวันถัดมา ชายหนุ่มก็รีบแล่นมาหาอัตสึโตะที่ห้องโดยที่ไม่สนใจจะเอากระเป๋าเดินทางและข้าวของอย่างอื่นไปเก็บที่ห้องของตัวเองก่อนด้วยซ้ำ มายะพักที่หมู่บ้านนักศึกษาอัดเลอร์สโฮฟเช่นเดียวกัน แต่อยู่คนละชั้นคนละตึกซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขาโทษโชคชะตาฟ้าดินที่กลั่นแกล้งเขาอยู่ไม่หาย เขาควรจะได้อยู่ห้องข้าง ๆ อัตสึโตะเหมือนเดิมสิ อย่างหมอนั่นปล่อยให้คลาดสายตาได้ที่ไหน ดูสิ แค่ห่างตาไปอาทิตย์เดียวเท่านั้นก็มีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้ดอดมาตีสนิทเสียแล้ว
     “อ้าว มายะ มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่” อัตสึโตะทักเมื่อเปิดประตูห้องออกมาเจอเพื่อนสนิทยืนหน้างอเป็นจวักพร้อมกระเป๋าเดินทางสองใบใหญ่ ๆ และเป้อีกหนึ่งใบ
     “แล้วนายเข้ามาได้ไงเนี่ย ประตูฟลอร์มันน่าจะปิดล็อคนี่นา แล้วนี่กระเป๋าอะไรมากมาย”
     “มีคนเปิดให้” มายะตอบห้วน ๆ พลางชะเง้อชะแง้เข้าไปในห้องของเพื่อน พยายามจะมองว่ามีใครอยู่ข้างในหรือไม่ แต่ในห้องก็ไม่มีใครเลย
     อัตสึโตะมองมายะอย่างงง ๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก เขาเบี่ยงตัวหลบให้มายะเดินเข้ามาในห้อง ส่วนกระเป๋าเดินทางทั้งสองใบกับเป้ยังวางกองอยู่หน้าห้องแต่ไม่กีดขวางทางใครเพราะห้องของอัตสึโตะอยู่ริมสุดอยู่แล้ว
     “ได้ยินว่ามาถึงวันแรกก็หาเพื่อนได้แล้วเหรอ” มายะแกล้งถาม
     “เอ๋? อ้อ นายหมายถึงมานูเอลใช่ไหม เขาเป็นคนใจดีนะ ช่วยอะไรฉันตั้งหลายอย่าง”
     มายะหน้าหงิกเมื่อได้ยินชื่อคนที่อาจจะกลายเป็นศัตรูหัวใจหลุดออกมาจากปากอัตสึโตะ แถมยังเล่าให้ฟังแจ้ว ๆ ว่าหมอนั่นมันทำอะไรบ้างให้เขาฟังอีก มายะกวาดตามองรอบห้องของอัตสึโตะ ห้องรกเหมือนเดิม ข้าวของกองเกลื่อนอยู่ที่โต๊ะลามไปจนถึงที่พื้น แต่เท่าที่ดูก็มีของที่จำเป็นครบหมด ไอ้ที่เขาวางแผนเอาไว้ว่าจะทำให้อัตสึโตะเห็นความสำคัญ ให้หมอนั่นมันได้รู้ว่าขาดเขาไปสักคนแล้วชีวิตมันลำบากแค่ไหน พอเห็นหน้าเขาแล้วอัตสึโตะจะได้วิ่งเข้ามากอด ร้องเรียกมาย้า (เสียงยาว) แล้วเขาก็จะได้กอดตอบพร้อมกับสัญญาว่าจะไม่ห่างไปไหนอีกแล้ว
     พังหมด!
     เพราะไอ้บ้านั่นคนเดียว
     “นายก็เลยไม่โทรหาฉันสินะ” มายะพ้อ
     “โทรทำไมล่ะ ฉันไม่ได้ต้องการอะไรสักหน่อย” อัตสึโตะงง
     มายะอยากจะถอนใจยาว ๆ ออกมาสักครั้งกับสถานะของเขาที่ดูจะไม่เปลี่ยนแปลงสักที
     “ช่างเหอะ แล้วนี่นายกินอะไรรึยัง บ่ายกว่าแล้ว”
     อัตสึโตะพยักหน้า
     “กินแล้ว คัพราเม็ง ซื้อมาจากห้างที่นี่อะ แต่ไม่อร่อยเลย คิดถึงข้าวสวยร้อน ๆ ฝีมือนายจัง”
     “งั้นเดี๋ยวฉันทำให้กิน เย็นนี้เลยเนอะ”
     มายะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที แล้วกระวีกระวาดเก็บห้องที่รก ๆ ให้อัตสึโตะโดยลืมไปเสียสนิทว่ายังไม่ได้ติดต่อจัดการเรื่องห้องพักของตัวเองเลย
     เสียงเคาะประตูดังขึ้น อัตสึโตะที่นั่งดูวีดิโอทางยูทูบจากคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอยู่บนเตียงเป็นคนลุกไปเปิด เมื่อเห็นว่าเป็นใคร ชายหนุ่มก็ยิ้มกว้าง ทักว่า
     “มานูเอล”
     มายะที่กำลังสาละวนกับการขัดกระจกหน้าต่างห้องให้อัตสึโตะหันขวับมาทันที แล้วทิ้งผ้าลงบนพื้น ขยับตัวพรวดเดียวมายืนซ้อนหลังอัตสึโตะ
     มานูเอลชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นคนที่ไม่รู้จักถลึงตาใส่เขาอย่างดุเดือด แต่ก็ยิ้มให้เมื่อเจ้าของห้องแนะนำว่า
     “นี่มายะ มายะ นี่มานูเอล”
     เขาจำชื่อมายะได้ แล้วเจ้าของชื่อก็ดูไม่ผิดไปจากที่คิดไว้ มายะตัวสูงใหญ่กว่าอัตสึโตะ ผิวขาวกว่า ตาที่ตี่อยู่แล้วหรี่ลงจนกลายเป็นเส้นตรง มายะจ้องเขาเหมือนเป็นศัตรูกันมาแต่ชาติปางก่อน แล้วเมื่อจับมือกัน มายะก็บีบมือเขาจนเจ็บ
     มานูเอลเหลือบมองอัตสึโตะที่ยืนยิ้มอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว แล้วเขาก็ถอยห่างจากอัตสึโตะออกมาก้าวหนึ่ง ตอนนั้นเองที่ทุกคนเห็นว่ามานูเอลไม่ได้มาคนเดียว แต่เยื้องไปทางข้างหลังเขามีผู้ชายชาวเอเชียคนหนึ่งยืนอยู่ เขาสูงพอ ๆ กับอัตสึโตะ ผิวคล้ำ หน้าตาเรียบ ๆ จมูกค่อนข้างยาว แต่เมื่อยิ้มแล้วดูน่ามอง
     “นี่ใครอะ” อัตสึโตะถาม รู้สึกคุ้นหน้าผู้ชายคนนี้อยู่นิดหน่อย
     “เกือบลืมแนะนำเลย นี่ชินจิ เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนเหมือนกับนาย มหาวิทยาลัยเดียวกับนายด้วย เพิ่งมาถึงวันนี้ ฉันเจอข้างล่างก็เลยขึ้นมาด้วยกัน ชินจิอยู่ห้องเบอร์แปด”
     อัตสึโตะร้องอ๋อ งั้นสาเหตุที่คุ้นหน้าอาจจะเพราะเคยเดินสวนกันที่มหาวิทยาลัยก็เป็นได้
     “ยินดีที่ได้รู้จักนะ” ชินจิพูดพร้อมกับยิ้มให้อย่างสุภาพ
     “ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันชื่ออัตสึโตะ อยู่ห้องเบอร์เจ็ด ส่วนนี่มายะ เอ ว่าแต่นายอยู่ห้องไหนแล้วล่ะ” อัตสึโตะหันไปถามเพื่อนที่กำลังมองชินจิเหมือนเหยี่ยวมองลูกไก่อันโอชะไม่มีผิด
     “ชินจิ แลกห้องกันไหม” มายะโพล่งขึ้นมา
     “เอ๋? เอ้อ ไม่รู้สิ ฉันว่าไม่น่าจะได้ล่ะมั้ง ฉันเซ็นสัญญาเช่าไปแล้ว” ชินจิพูดด้วยความลำบากใจพลางเกาศีรษะอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี
     มานูเอลไม่เข้าใจที่พูดกันเพราะทุกคนใช้ภาษาญี่ปุ่น เขาเห็นกระเป๋าเดินทางที่วางชิดผนังด้านในสุด นอกห้องของอัตสึโตะก็ถามว่า
     “นี่ของใคร ทำไมวางอยู่ตรงนั้น ไม่เก็บไว้ในห้องล่ะ”
     “ของมายะ” อัตสึโตะตอบ คิ้วขมวดนิด ๆ “แล้วนี่ตกลงนายอยู่ห้องไหน”
     “ไม่รู้ ยังไม่ได้ไปติดต่อเลย” มายะทำหน้ายุ่ง
     “อ้าว แต่นี่บ่ายขนาดนี้ เจ้าหน้าที่ยังอยู่รึเปล่าก็ไม่รู้” มานูเอลมองนาฬิกา
     “ไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร ฉันนอนห้องอัตสึโตะคืนนี้ก็ได้” มายะประกาศพร้อมกับจ้องหน้ามานูเอลเหมือนจะท้าตีท้าต่อย แต่คนที่โวยวายกลับเป็นอัตสึโตะ
     “นายจะบ้าเหรอ ห้องเล็กขนาดนี้จะนอนได้ไง แค่กระเป๋ายักษ์สองใบนั่นก็เต็มห้องฉันแล้ว ไม่มีที่เหลือให้นายปูผ้านอนหรอก”
     “ฉันว่าเรารีบไปติดต่อเจ้าหน้าที่ดีกว่า บางทีอาจจะยังอยู่ก็ได้” ชินจิเสนอ สุดท้ายมายะก็ไม่มีทางเลือก เขาเดินลงมาพร้อมกับมานูเอลที่อาสาจะช่วยติดต่อเจ้าหน้าที่ให้เพื่อความรวดเร็ว แต่แทนที่มายะจะรู้สึกขอบคุณ เขากลับประกาศสงครามทันทีเมื่อคล้อยหลังอัตสึโตะมาได้ไม่เท่าไร
     “อย่าคิดว่าทำแบบนี้แล้วฉันจะญาติดีกับนายนะ” ใช่แล้ว ความฝันของเขาพังทลายหมดเพราะไอ้หมียักษ์ผมทองอย่างมันนี่แหละ
     มานูเอลยิ้มนิด ๆ เขาอึ้งจนเปลี่ยนเป็นขำท่าทางออกนอกหน้าของมายะแล้ว
     “ยิ้มอะไร” มายะถามเสียงขุ่น
     “ฉันคิดว่านายน่ารักดีนะ อัตสึโตะก็ด้วย อยู่ด้วยแล้วขำดี” มานูเอลยิ้มกว้างแล้วตอนนี้ “พยายามเข้าก็แล้วกันเรื่องอัตสึโตะ ส่วนฉัน นายไม่ต้องกังวลหรอก ฉันมีแฟนแล้ว ไม่ใช่คู่แข่งของนายแน่”
     “แน่นะ” มายะหรี่ตา
     มานูเอลพยักหน้ารับรอง สีหน้าของมายะก็เลยดีขึ้น ท่าทางเป็นศัตรูก็ลดลง...นิดหนึ่ง แค่นิดเดียวเท่านั้นล่ะ
     ของอย่างนี้มันไว้ใจกันง่าย ๆ ได้ที่ไหน!

     อัตสึโตะเกือบลืมเรื่องการประชุมฟลอร์ไปแล้วหากมานูเอลไม่มาเคาะประตูเรียก เขามัวแต่คุยโทรศัพท์กับมายะอยู่ เจ้าหมอนั่นมันออด ๆ ให้เขาไปซื้อของเป็นเพื่อน แต่เขาสุดแสนจะขี้เกียจ และก็แหม ของกินยังเต็มตู้อยู่เลย แล้วเขาจะไปทำไม ชายหนุ่มจึงแค่บอกทางให้มายะไปที่ห้างกรอพิอุส พาสซาเกิ้นเท่านั้น แต่เจ้ามายะก็ยังโอดครวญไม่ยอมหยุด เมื่อมานูเอลมาเรียก เขาจึงถือเป็นข้ออ้างวางหูโทรศัพท์ได้
     “คุยกับมายะเหรอ” มานูเอลถาม
     “ใช่ เจ้าบ้านั่นจะให้ไปเป็นเพื่อนซื้อของ แต่ฉันขี้เกียจไป” อัตสึโตะตอบอย่างไม่ค่อยใส่ใจเท่าไร มองเลยไปที่โต๊ะในส่วนของห้องนั่งเล่นที่ตอนนี้มีคนหลายคนทยอยกันเดินมานั่งบนเก้าอี้หรือไม่ก็บีนแบ็ก เขาเห็นชินจินั่งอยู่บนโซฟาคนเดียวจึงเดินไปนั่งข้าง ๆ โดยมีมานูเอลตามมานั่งข้างเขาอีกทีหนึ่ง
     ชินจิยิ้มทักอัตสึโตะกับมานูเอล และหันไปยิ้มให้คนที่เพิ่งจะนั่งลงข้าง ๆ เขาอีกด้านหนึ่งด้วย ผู้ชายคนนั้นสูงกว่าเขา ตัดผมสั้นเกรียน และมองชินจิไม่วางตาจนเขารู้สึกอึดอัดนิดหน่อย
     “หัวหน้าฟลอร์มาแล้ว หมอนั่นชื่อบาสเตียน”
     หูของชินจิได้ยินเสียงมานูเอลบอกอัตสึโตะ เขาจึงหันไปมองบ้าง
     บาสเตียนเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่และหนา แต่ดูสมาร์ทมาก ผมสีทองตัดสั้น หน้าตาดูขึงขังแบบคนเยอรมัน และคงเป็นที่ชื่นชอบจากคนในฟลอร์อยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อเข้ามาถึงก็แปะมือทักทายคนไปทั่ว แต่ชะงักนิดหนึ่งเมื่อมาถึงฟิลิปที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้หัวโต๊ะด้านหนึ่ง แล้วเปลี่ยนเป็นจับมือด้วย
     มานูเอลเอียงตัวไปกระซิบกับอัตสึโตะ
     “บาสตี้กับฟิลิปมันมักจะงัดข้อกัน บาสตี้เป็นหัวหน้าฟลอร์ เข้าข้างคนในฟลอร์แบบสุดลิ่มทิ่มประตูก็เลยปะทะกับฟิลิปค่อนข้างบ่อย ฟิลิปมันไม่ชอบให้ทำอะไรตามใจกันมากเกินไป”
     อัตสึโตะพยักหน้ารับ เขารับรู้ถึงรัศมีความไม่เป็นมิตรที่แผ่ออกมาจากตัวทั้งสองคนเช่นกัน อาจจะไม่ถึงขนาดเป็นศัตรูกัน แต่ก็เรียกว่าเป็นมิตรไม่ได้แน่
     “ข้าง ๆ บาสตี้คือลูคัส หมอนั่นกับบาสตี้เป็นคู่จิ้นกัน ชอบทำให้ใคร ๆ คิดว่าพวกมันรักกัน”
     ตอนแรกอัตสึโตะไม่เข้าใจคำว่าคู่จิ้น แต่ประโยคถัดมาของมานูเอลและท่าทางที่สนิทสนมกันชนิดบาสเตียนนั่งบนเก้าอี้ปุ๊บลูคัสก็นั่งลงบนเข่าข้างหนึ่งของบาสเตียนปั๊บทำให้เขาคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้อีก
     “ทำเพื่อ?” อัตสึโตะทำหน้าไม่เข้าใจจริงจัง มานูเอลแค่ยิ้มนิดหนึ่ง ตอบสั้น ๆ ว่า
     “สนุกดีมั้ง”
     บาสเตียนเริ่มเปิดประชุมทันทีที่ทุกคนมากันพร้อมหน้า แต่อัตสึโตะไม่เข้าใจที่บาสเตียนพูดเลยสักนิด ชายหนุ่มพูดด้วยสำเนียงแปลก ๆ ที่ฟังแล้วเหมือนไม่ใช่ภาษาเยอรมันเลย และโชคร้ายของอัตสึโตะที่บาสเตียนหันมาหาเขาเป็นคนแรกพร้อมกับพูดอะไรยืดยาวเสียงดัง
     อัตสึโตะทำหน้าเหรอหราขณะที่ทุกคนหันมามองเขาเป็นตาเดียว
     ชินจิขยับจะช่วยอัตสึโตะ แต่ไม่ทันมานูเอล เพราะเพียงแค่เขาอ้าปาก มานูเอลก็สวนขึ้นก่อนแล้ว
     “เลิกเร่งสักทีบาสตี้ อัตสึโตะเพิ่งจะมา เขาไม่เข้าใจสำเนียงบาเยิร์นที่นายแสนจะภาคภูมิใจหรอก ฉันบอกนายแล้วใช่ไหม กับคนใหม่ ๆ ให้พูดโฮคด๊อยชท์ ภาษากลาง ช้า ๆ ชัด ๆ” มานูเอลโคลงศีรษะ ก่อนจะหันมาอธิบายให้อัตสึโตะฟังว่า
     “บาสตี้อยากให้นายแนะนำตัว ชื่ออะไร มาจากไหน อยู่ห้องเบอร์อะไร ประมาณนี้แหละ”
     อัตสึโตะจึงได้แนะนำตัวเองสั้น ๆ จบแล้วก็หันไปยิ้มให้มานูเอลอย่างขอบคุณ
     บาสเตียนหันมาที่ชินจิเป็นรายต่อไป แต่เขายังไม่ยอมเปลี่ยนสำเนียง
     “แล้วนายล่ะ ไม่เข้าใจที่ฉันพูดเหมือนกันรึเปล่า”
     “ฉันเข้าใจ อาจจะไม่ทั้งหมดที่นายพูด แต่ฉันพอจะเข้าใจว่านายหมายความว่ายังไง” ชินจิตอบเป็นภาษาเยอรมันที่สละสลวยกว่าอัตสึโตะมาก แล้วชายหนุ่มก็แนะนำตัวเองสั้น ๆ
     บาสเตียนทำหน้าพอใจ แล้วเขาก็หันไปชี้คนต่อไป
     ข้างตัวชินจิ ผู้ชายผมเกรียนที่นั่งข้าง ๆ ก็เอียงตัวมากระซิบริมหูเขา
     “พูดเยอรมันเก่งนี่”
     ชินจิแทบสะดุ้ง แต่ก็หันไปยิ้มให้นิด ๆ พร้อมกับเขยิบถอยห่างไปทางอัตสึโตะมากขึ้น
     หลังจากคนใหม่ในฟลอร์อย่างอัตสึโตะกับชินจิแนะนำตัวแล้วก็ถึงคราวคนเก่าบ้างซึ่งแต่ละคนก็แนะนำตัวกันสั้น ๆ พร้อมกับหมายเลขห้อง อัตสึโตะพยายามจะจำ แต่เขาก็รู้ตัวว่าจำได้ไม่หมดหรอกและชายหนุ่มไม่เดือดร้อน จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อยู่ไปก็จำได้เอง หรือถามมานูเอลเอาก็ได้ แต่เอ หรือจะถามชินจิดี อัตสึโตะเห็นชินจิหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาจด บันทึกรายละเอียดของเพื่อนร่วมฟลอร์แต่ละคนอย่างเป็นระเบียบ
     บาสเตียน (บาสตี้) ห้องหมายเลขหนึ่ง หัวหน้าฟลอร์ ตัวใหญ่ ผมทอง พูดสำเนียงบาเยิร์น หมายเหตุ ดูเหมือนจะเป็นแฟนกับลูคัส
     ลูคัส ห้องหมายเลขสิบเอ็ด ผมสีดำตัดสั้น ยิ้มสวย ติดโทรศัพท์ หมายเหตุ ดูเหมือนจะเป็นแฟนกับบาสเตียน
     เอริค ห้องหมายเลขห้า ผมสั้นสีน้ำตาล หน้าตาดี ตาตี่ แก้มแดง
     มัตส์ ห้องหมายเลขสี่ ผมสีดำหยักศก หัวยุ่ง มีหนวดมีเครา หน้าตาดี
     มาร์โค ห้องหมายเลขสาม ผมสีทองแสกกลาง ผมด้านหน้าตั้งชี้เหมือนหงอนไก่ หน้าตาดี แต่เวลายิ้มดูเจ้าเล่ห์
     มาริโอ้ ห้องหมายเลขสอง ผมสีน้ำตาลทำไฮไลท์สีทอง ตัวอวบ ๆ ตาหวาน
     มิโรสลาฟ (มิโร) ห้องหมายเลขสิบสอง ผมสั้นสีน้ำตาลเข้ม เป็นที่ปรึกษาหอพัก ท่าทางสุภาพ
     ฟิลิป ห้องหมายเลขสิบสาม ประธานหอพัก ตัวเล็กที่สุดในฟลอร์ ท่าทางเอาจริงเอาจัง หมายเหตุ ดูเหมือนจะไม่ถูกกับบาสเตียน
     เจอโรม ห้องหมายเลขสิบ คนผิวดำ ผมสีดำ ไว้ด้านหน้ายาวเป็นหย่อม ด้านข้างไถเกรียน
     มานูเอล ห้องหมายเลขหก
     อัตสึโตะ ห้องหมายเลขเจ็ด
     เควิน ห้องหมายเลขเก้า ผมสีเข้มตัดสั้นเกรียนแนบหัว หน้ายาว ริมฝีปากบาง ตาดุ
     อัตสึโตะเห็นแล้วทึ่ง
     ชินจิสุดยอด!

     หลังจากทุกคนแนะนำตัวเสร็จ บาสเตียนก็พูดอย่างอื่นต่อ แต่อัตสึโตะฟังแต่ที่มานูเอลสรุปให้คร่าว ๆ เท่านั้น ทุกคนต้องผลัดเวรกันเอาขยะไปทิ้งและเปลี่ยนถุงขยะใหม่คนละหนึ่งอาทิตย์เรียงตามเบอร์ห้องหมุนเวียนกันไปเรื่อย ๆ ซึ่งเท่ากับว่า เวรของเขาคืออาทิตย์ที่เจ็ด และบาสเตียนขอเก็บเงินค่าของใช้ส่วนกลางประจำภาคเรียนคนละสิบยูโร ลูคัสเป็นคนเก็บรวบรวมเงินและจะเป็นคนที่จัดการเรื่องซื้อของมาเติมเมื่อของส่วนกลางหมดลง
     “อุตสาหกรรมในครัวเรือนสุด ๆ” อัตสึโตะกระซิบกับมานูเอล
     แล้วก็มาถึงช่วงเวลาถกปัญหาในฟลอร์ ซึ่งคนเริ่มต้นแน่นอนว่าเป็นฟิลิป เขาพูดถึงปัญหาเรื่องขยะที่ไม่ได้รับการจัดเก็บอย่างรวดเร็ว บางครั้งทิ้งให้เต็มจนล้นถัง ปัญหาเรื่องการทำความสะอาดและเก็บล้างหลังจากทำอาหาร เขาพูดไปก็เถียงกับบาสเตียนที่คอยแก้ต่างให้คนในฟลอร์ไป
     “เริ่มแล้ว ศึกสองผู้ยิ่งใหญ่ บอสปะทะกัปตัน”
     ชายหนุ่มหัวเกรียนข้างตัวชินจิที่ตอนนี้รู้แล้วว่าชื่อเควินกระซิบที่หูเขา ชินจิหันมามองอย่างงง ๆ ชายหนุ่มจึงขยายความว่า
     “บาสตี้ฉายาคือบอส หัวหน้าพวกเราทุกคน ส่วนฟิลิป มันกุมบังเหียนหอพักเราเอาไว้ แถมชื่อซ้ำกับอดีตกัปตันทีมชาติเยอรมัน ทุกคนก็เลยเรียกมันว่ากัปตัน คนอื่นก็มีฉายานะ อย่างมิโร รายนั้นเป็นพ่อพระ สุภาพบุรุษตลอดกาล”
     “แล้วนายล่ะ ฉายาอะไร”
     เควินไม่ต้องตอบคำถามนี้เพราะฟิลิปหันมาจ้องชายหนุ่มเขม็ง
     “ส่วนคุณนะครับ คุณเควิน ไอ้เจ้าพ่อปาร์ตี้ ช่วยเพลาการจัดปาร์ตี้ลงบ้างนะเทอมนี้ เทอมที่แล้วนายเล่นจัดแทบจะทุกอาทิตย์ แถมยังชอบเลยเวลา ครั้งสุดท้ายที่จัดตอนฉันไม่อยู่นี่ล่อเข้าไปตีสอง แถมเสียงดังจนชาวบ้านเขาเรียกตำรวจ ฉันโดนผู้ดูแลด่าจนหูชาเลยรู้รึเปล่า”
     “ว้า น่าเสียดาย ฉันอุตส่าห์วางแผนสำหรับเทอมนี้แล้วเชียว” เควินแกล้งบ่น
     “เฮ้ย มันก็แค่ปาร์ตี้เองน่า” บาสเตียนเข้าข้างลูกฟลอร์เต็มที่
     “จัดได้ แต่ห้ามเสียงดัง ห้ามเลยเวลา ห้ามเกินเที่ยงคืน ห้ามเมาแล้วทำข้าวของเสียหายเด็ดขาด เข้าใจไหม” ฟิลิปกำชับเสียงแข็ง
     เควินยักไหล่ หันไปสบตากับชินจิที่มองเขาอยู่ก่อนแล้ว แต่พอยักคิ้วข้างหนึ่งให้ด้วยท่าทางกวน ๆ แทนคำตอบของคำถามเมื่อสักครู่ ชินจิก็รีบหันหน้าหนีไป ข้างตัวเขา อัตสึโตะที่ฟังฟิลิปพูดเร็ว ๆ โต้ตอบกับบาสเตียนและเควินไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรก็ยังจำต้องพึ่งมานูเอลที่คอยฟังแล้วสรุปคร่าว ๆ ให้เขาฟังอยู่ แต่ชายหนุ่มไม่เดือดร้อน เขากลับรู้สึกสนุกไม่น้อย
     ดู ๆ ไปแล้วฟลอร์ของเขานี่มันสุดยอดไปเลยนะ แล้วตอนนี้เขาก็รู้จักทุกคนในฟลอร์หมดแล้วด้วย เทอมนี้ก็น่าจะมีอะไรสนุก ๆ รอเขาอยู่อีกเยอะเลยล่ะ

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5681
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 1 - update - 19.9.2014
«ตอบ #4 เมื่อ19-09-2014 20:39:59 »

โห แบบนี้ก็หาตัวคนที่จะอยู่
บนทางรักของอัตสึยากเลยนะ
เอ๊ะหรือว่าจะมีหลายคน ชักสงสัย
แอบสงสารมายะล่วงหน้าเลยได้มั้ย

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 1 - update - 19.9.2014
«ตอบ #5 เมื่อ20-09-2014 00:30:29 »

บทที่ 2

     ก่อนเปิดเทอมประมาณหนึ่งสัปดาห์ทางมหาวิทยาลัยได้จัดให้มีการพานักศึกษาใหม่เที่ยวชมรอบมหาวิทยาลัยซึ่งนักศึกษาส่วนใหญ่สมัครเข้ารับบริการ รวมทั้งอัตสึโตะและมายะ ความจริงอัตสึโตะไม่จำเป็นต้องไปก็ได้ เพราะมานูเอลพาเขาไปเดินรอบแคมปัสอัดเลอร์สโฮฟมารอบหนึ่งแล้ว แต่มายะยังไม่เคยไป เขาก็เลยต้องไปเป็นเพื่อน แต่เมื่อเขาชวนชินจิ รายนั้นกลับปฏิเสธ
     “ฉันไม่ได้เรียนที่แคมปัสอัดเลอร์สโฮฟ ฉันเรียนที่แคมปัสกลาง” ชินจิบอก ชายหนุ่มเรียนวรรณคดีเยอรมัน นักศึกษาสาขาวิชาพวกภาษา วรรณคดี สังคม ปรัชญา กฎหมาย พวกนี้จะเรียนที่แคมปัสกลางในตัวเมืองเบอร์ลินชั้นใน
     “เจ้าหน้าที่เขาจองที่พักให้ผิดน่ะ อาจจะเห็นว่ามาจากประเทศเดียวกับพวกนาย เขาก็เลยจองให้อยู่ด้วยกันซะเลย” ชินจิไม่เดือดร้อน การเดินทางจากแคมปัสอัดเลอร์สโฮฟไปยังแคมปัสกลางทำได้อย่างง่ายดาย แค่นั่งรถไฟเอสบาห์นหมายเลขแปดหรือหมายเลขเก้าไปลงที่สถานีโอสท์ครอยส์แล้วเปลี่ยนเป็นหมายเลขห้าไปลงที่สถานีถนนฟรีดริช จากนั้นเดินอีกประมาณสิบนาทีก็ถึงแล้ว
     ชายหนุ่มลาอัตสึโตะกับมายะที่สถานีเอสบาห์นอัดเลอร์สโฮฟ เขาสมัครรับบริการพาชมมหาวิทยาลัยในวันนี้เหมือนกัน แต่เป็นที่แคมปัสกลาง ส่วนอัตสึโตะกับมายะไปสมทบกับนักศึกษาคนอื่น ๆ ที่จุดนัดพบแถวสถานีนั่นเอง
     อัดเลอร์สโฮฟเป็นแคมปัสสำหรับนักศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นนักศึกษารุ่นพี่นี่เองพากลุ่มนักษาใหม่เดินชมและแนะนำสถานที่ต่าง ๆ ในบริเวณนี้
     มายะเรียนคณิตศาสตร์ เขาตื่นเต้นกับตึกของภาควิชามาก เป็นตึกแบบสมัยใหม่สีแดงเข้ม ติดกระจกใสเรียงต่อกันเป็นแถว ตรงส่วนที่เป็นสีแดง เมื่อเข้าไปดูใกล้ ๆ จะเห็นว่าเป็นอิฐเรียงกันเป็นชั้น ด้านหน้าตึกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ส่วนที่เป็นอิฐสีแดงเข้มติดหน้าต่างกระจกสลับกับส่วนที่ตกแต่งด้วยแผ่นวัสดุใสเรียงกันจนเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ มองทะลุผ่านเข้าไปเห็นบันไดเวียนในอาคารได้
     อัตสึโตะชอบตึกภาควิชาฟิสิกส์ของเขาที่เป็นสีน้ำเงินเหมือนกัน หน้าตาตึกเหมือนเอากล่องสีฟ้ากับสีน้ำเงินมาวางซ้อน ๆ กัน แต่เขาไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนมายะ ตอนนี้เขาสนใจโรงอาหารของแคมปัสมากกว่า การพาชมสถานที่ใช้เวลาราว ๆ หนึ่งชั่วโมงครึ่ง เมื่อเสร็จเรียบร้อย ชายหนุ่มก็หิวพอดี เขากับมายะเข้าไปรับประทานอาหารที่โรงอาหารมหาวิทยาลัยหรือเรียกว่าเม็นซ่า โรงอาหารเป็นบริการพิเศษสำหรับนักศึกษาเพื่อให้สามารถซื้ออาหารได้ในราคาถูก คนทั่วไปก็สามารถเข้ามาใช้บริการได้ แต่จะต้องจ่ายค่าอาหารในราคาที่สูงกว่า รายการอาหารแต่ละวันติดไว้ด้านหน้าและสามารถเช็ครายการอาหารทั้งอาทิตย์ได้ในเว็บไซต์ของโรงอาหารแต่ละแห่ง
     โรงอาหารที่แคมปัสแห่งนี้ชื่อว่าเม็นซ่าโออาเซ่อ อัดเลอร์สโฮฟ เป็นโรงอาหารที่เพิ่งตกแต่งใหม่ให้สว่าง โล่ง และโปร่งมากขึ้น จัดวางโต๊ะและเก้าอี้หลายแบบ ทั้งแบบโต๊ะไม้ยาวธรรมดา แบบเคานท์เตอร์ริมหน้าต่าง หรือแบบโต๊ะบิวด์อินตัวยาวพร้อมเก้าอี้แบบสตูลสีสันสดใส อัตสึโตะกับมายะซื้อบัตรโรงอาหารเม็นซ่าการ์ดแล้วไปส่องรายการอาหาร
     มายะเลือกแล้วเลือกอีกก่อนลงท้ายด้วยซุปครีมมันฝรั่งใส่เห็ด พาสต้าซอสอาร์ทิโช้คกับพริก และแอปเปิ้ลชตรูเดลกินกับซอสวนิลา ส่วนอัตสึโตะ กวาดตามองครั้งเดียวก็เลือกรากูต์ไก่ใส่แอปริคอทรับประทานกับข้าว ส่วนของหวาน เขาเลือกมาทั้งพุดดิ้งและผลไม้กับครีมซึ่งมันอร่อยมากจนทำให้เขาติดใจ แล้วก็ไปแย่งเอาแอปเปิ้ลชตรูเดลของมายะมากิน เจ้าของก็ไม่ได้ว่าอะไร
     อัตสึโตะกินเสร็จก่อนเพราะไม่ได้ละเลียดกินอย่างเพื่อน ระหว่างรอมายะเขาก็หยิบโทรศัพท์มากดเล่นเกมไปเรื่อย ๆ จะคุยเล่นระหว่างรับประทานอาหารไม่ได้ มายะมันไม่ยอม
     “ใครส่งข้อความมา”
     มายะละเมิดกฎของตัวเองทันทีที่ได้ยินเสียงจากโทรศัพท์ของอัตสึโตะ
     “ชินจิส่งมา มันชวนไปกินเบียร์คืนนี้ บอกว่าคนอื่น ๆ ที่หอนัดกัน” อัตสึโตะตอบ

     ชินจิได้รับคำชวนไปกินเบียร์จากเควิน
     ชายหนุ่มมารอที่โถงตึกกลางซึ่งเป็นจุดนัดพบสำหรับการพาชมมหาวิทยาลัย แคมปัสกลาง ระหว่างที่รอคนอื่น ๆ เขาก็กวาดตามองไปรอบตัวด้วยความสนใจก่อนจะหยุดอยู่ที่บันไดหินอ่อนสีน้ำตาลแดงแทรกริ้วบาง ๆ สีขาวที่ตรงชานบันไดมีข้อความตัวสีทองติดอยู่
     คำพูดของนักปรัชญาคนสำคัญชาวเยอรมัน คาร์ล มาร์กซ์
     ชินจิฆ่าเวลาด้วยการอ่านมันแล้วพยายามหาคำแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นที่สละสลวย ก่อนที่จะเดินตามคนอื่น ๆ ไปเมื่อเจ้าหน้าที่ที่เป็นนักศึกษารุ่นพี่ส่งสัญญาณเรียก
     การชมแคมปัสกลางใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เจ้าหน้าที่พาเดินชมตึกคณะต่าง ๆ ทั้งที่เป็นตึกเก่าแก่สวยงามแบบยุคศิลปะบาร็อคและตึกสูงแบบสมัยใหม่ รวมทั้งพาชมโรงอาหาร คาเฟ่ และห้องสมุดกลางของมหาวิทยาลัยซึ่งมีดีไซน์ที่สวยงามแปลกตามาก ชินจิทึ่งกับตัวตึกที่เป็นแบบเรียบ ๆ สีเทาอ่อน ติดกระจกรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าบานยาวติด ๆ กัน เว้นช่องว่างระหว่างบานกระจกเพียงแคบ ๆ เท่านั้น ภายในยิ่งดูน่าทึ่งด้วยมีเสาไม้สีน้ำตาลต้นใหญ่เรียงกันไปเป็นตับโดยเว้นช่องว่างระหว่างเสาแต่ละต้นไว้พอสมควร ลักษณะเหมือนกรอบประตูหรือหน้าต่างที่ไม่มีบาน ข้างหลังเสาไม้สีน้ำตาลพวกนี้เป็นชั้นวางหนังสือสูงจรดเพดานบรรจุหนังสือเอาไว้เป็นล้าน ๆ เล่ม ปกติเขาไม่ชอบตึกสมัยใหม่ที่มีดีไซน์แปลกตา อย่างตึกสีขาวของคณะเขาที่จตุรัสเฮเกล มันดูไม่สวยเลย เขาชอบตึกเก่ามากกว่า น่าอิจฉาคนที่ได้เรียนในตึกแบบบาร็อคอย่างพวกที่เรียนกฎหมายจริง ๆ ตึกคณะนั้นเคยเป็นห้องสมุดเก่าของแคว้นปรัสเซีย สีน้ำตาลอ่อนสวยมาก
     “ถ่ายรูปซะเยอะ ชอบเหรอ”
     เสียงทักพร้อมกับมือของใครก็ไม่รู้มาจับที่ไหล่ทำให้ชินจิสะดุ้ง แต่เมื่อหันไปเห็นหน้าที่รู้จักก็โล่งอก
     “เควิน”
     เพื่อนร่วมหอพักและเพื่อนข้างห้องด้วยยิ้มให้ รอยยิ้มของเขาดูเหมือนแสยะนิด ๆ ที่ตอนแรกชินจิรู้สึกไม่ค่อยชอบเท่าไร แต่อยู่ ๆ ไปก็ชิน เพราะเควินยิ้มอย่างนี้ตลอด
     “ถ่ายแต่รูปตึกนี้ อยากมาเรียนกฎหมายกับฉันรึไง”
     “เปล่า แค่ตึกสวยดี ฉันชอบ” ชินจิพูด ก่อนจะถามด้วยความสงสัยว่า “แล้วนายมาที่นี่ทำไม นักศึกษาเก่าอย่างนายยังต้องมาเดินชมมหาวิทยาลัยอีกเหรอ”
     “มาเป็นเพื่อนเพื่อนน่ะ” เควินพยักพเยิดไปยังนักศึกษาชายสองสามคนที่ยืนจับกลุ่มกันอยู่ห่างออกไปหน่อย กำลังสูบบุหรี่และพูดคุยกันเบา ๆ ชินจินิ่วหน้านิดหน่อย นึกตำหนิในใจว่าไม่น่าสูบบุหรี่ในเวลาแบบนี้เลย น่าจะรอให้การชมมหาวิทยาลัยจบเสียก่อน
     “เสร็จจากนี้แล้วนายไปไหนต่อ” เควินถาม
     “ไม่รู้สิ หาข้าวเที่ยงกินที่โรงอาหารมั้ง แล้วก็คงจะไปห้องสมุดต่อ”
     “เย็นนี้ล่ะ”
     “ก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ”
     “ไปกินเบียร์กันไหม คนอื่น ๆ ที่หอเขาจะไปกัน ถ้านายสนใจ เย็นนี้ตอนทุ่มนึง”
     “ไปสิ” ชินจิตอบตกลงโดยไม่ต้องคิดเลย ชายหนุ่มออกจะมีปมเรื่องเพื่อนอยู่นิดหน่อย เขารู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่คนที่มีมนุษยสัมพันธ์เท่าไร ออกจะเป็นคนเงียบ ๆ และขี้เหงาด้วยซ้ำ มาเรียนที่นี่ก็มาคนเดียว เพื่อนชาติเดียวกันที่รู้จักที่นี่อย่างอัตสึโตะหรือมายะก็ตัวติดกันเพราะรู้จักกันมาก่อน ส่วนเพื่อนต่างชาติที่จะต้องเรียนด้วยกัน ก็ไม่มีใครชวนเขาไปไหนสักคน ชายหนุ่มจึงเริ่มรู้สึกเหงาขึ้นมานิดหน่อย และคำชวนของเควินก็มาพอดี
     ชินจิมองเควินด้วยความรู้สึกที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก
     “ฉันชวนอัตสึโตะกับเพื่อนไปด้วยได้ไหม”
     “ตามสบาย”
     เมื่อได้รับอนุญาต ชายหนุ่มจึงส่งข้อความหาอัตสึโตะกับมายะ

     ผับหรือคไนเปอเป็นร้านสำหรับคนไปดื่มเบียร์และนั่งคุยกัน บางแห่งอาจจะสั่งอาหารจำพวกสแน็คได้บ้าง แต่หลัก ๆ คือขายเบียร์และเครื่องดื่มอย่างอื่นโดยเฉพาะ อัตสึโตะ มายะ และชินจิตามคนอื่น ๆ เข้ามาในผับที่ไม่ไกลจากแคมปัสมากนัก เป็นร้านที่ตกแต่งสวยงามด้วยเครื่องประดับจำพวกแก้วและคริสตัล บนโต๊ะวางจานแก้วลอยเทียนที่จุดไฟสว่าง
     มันคงจะโรแมนติกดีอยู่หรอกถ้ามากับแฟนสองคน ไม่ใช่ผู้ชายทั้งโขยงมาดื่มเบียร์กันแบบนี้
     ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่มีเสียงใครสักคนบ่นพึม
     “ใครเลือกร้านวะ”
     แต่ทุกคนก็ขี้เกียจจะไปหาร้านใหม่เลยแยกย้ายกันนั่ง ชินจินั่งที่โต๊ะเดียวกับมายะและอัตสึโตะที่ฝ่ายหลังเป็นคนลากเพื่อนไปนั่งโต๊ะเดียวกับมานูเอล มายะหน้างอ แต่ก็ยอมตามใจ และเอาตัวเองไปนั่งคั่นกลางระหว่างอัตสึโตะกับมานูเอลไว้ ชินจินั่งลงที่เก้าอี้ข้างมานูเอลและแปลกใจนิดหน่อยที่เควินเลือกนั่งข้างเขา ส่วนเก้าอี้ตัวสุดท้ายที่โต๊ะเป็นของเจอโรม
     ชินจินึกว่าเควินกับเจอโรมจะไปนั่งโต๊ะเดียวกับบาสเตียนและลูคัสเสียอีกเพราะดูท่าทางสนิทสนมกันดี แต่ตอนนี้ที่โต๊ะตัวนั้นมีใครหลายคนที่เขาไม่รู้จักมานั่งด้วย คงจะอยู่คนละฟลอร์คนละตึกกัน เขาได้ยินมายะทักใครคนหนึ่งในโต๊ะนั้นแว่ว ๆ ได้ยินเรียกชื่อว่ามัทธีอัส
     เกือบทุกคนที่โต๊ะสั่งเบียร์ซึ่งเสิร์ฟมาในแก้วทรงสูง ชินจิเริ่มกังวลว่าเขาจะดื่มมันหมดหรือไม่
     คนเดียวที่ไม่สั่งเบียร์คืออัตสึโตะ เขาดื่มน้ำส้มแทนและไม่สนใจว่าใครจะล้อเลียนว่าเป็นเด็กด้วย
     “ไม่ชอบเบียร์” ชายหนุ่มประกาศ “กินกันเข้าไปได้ยังไง ไม่เห็นจะอร่อยเลย ขมก็ขม กินแล้วก็เมา เสียของ ไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาสักนิด”
     “พูดได้เสียบรรยากาศมาก” เควินโคลงศีรษะ “แต่ไม่สนใจว่ะ”
     แล้วเขาก็คุยอย่างสนุกสนานกับเจอโรม ส่วนมานูเอลหันไปชวนอัตสึโตะว่า
     “ลองดื่มมอลต์เบียร์ไหม”
     “ก็อัตสึโตะมันบอกแล้วไงว่าไม่กินเบียร์” มายะแฟ่ดใส่ทันที แต่มานูเอลไม่สนใจ บอกต่อว่า
     “ไม่มีแอลกอฮอล์ อร่อยนะ”
     อัตสึโตะนิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนจะพยักหน้า มานูเอลเป็นคนสั่งให้ เมื่อบริกรเอาขวดวีต้ามัลส์มาวางให้ ชายหนุ่มก็ส่งต่อให้อัตสึโตะ
     “อร่อยไหม” เขาถามเมื่อเห็นอัตสึโตะชิมไปหนึ่งอึก แล้วก็ดื่มต่ออีกอึกใหญ่ ๆ
     “หวาน อร่อยสุด ๆ เลย” อัตสึโตะตอบ และท่าทางจะถูกใจจริง ๆ เพราะหลังจากนั้นก็กระดกรวดเดียวจนหมดขวด หน้าตาอิ่มเอมเต็มที่
     มานูเอลยิ้ม บอกว่า
     “มาเยอรมันก็ควรจะกินเบียร์ และตอนนี้นายก็กินเบียร์ได้แล้ว ถือว่ามาถึงเยอรมันแล้ว”
     “โห เบียร์ยังงี้ชอบเลยล่ะ” อัตสึโตะหัวเราะชอบใจ
     มายะทำหน้าเซ็งสุดชีวิต
     ชินจินั่งดื่มเบียร์เงียบ ๆ ฟังเพื่อน ๆ คุยกัน แต่เขาไม่รู้สึกเหงา ขอแค่ได้เป็นส่วนหนึ่งในบรรยากาศสนุกสนานก็ดูจะเพียงพอแล้ว เขาได้ยินมายะถามถึงแฟนของมานูเอล ฝ่ายหลังก็เล่าให้ฟังว่าแฟนสาวของเขาชื่อคัธริน เรียนอยู่ที่ดืสเซลดอร์ฟ
     “เรียนไกลกันจังนะ ทำไมไม่ย้ายไปเรียนใกล้ ๆ กัน” มายะจิกกัดแบบหวังผล
     “ฉันมาจากรัฐนอร์ดไรน์เวสต์ฟาเล่นทางตะวันตก เกิดที่เกลเซ่นเคียเช่น เมืองแถว ๆ นั้นพวกดืสเซลดอร์ฟ เคิล์น บอนน์ ก็ไปเสียจนปรุ ฉันก็เลยเลือกมาเมืองทางด้านตะวันออกบ้าง มหาวิทยาลัยที่เบอร์ลินก็สุดยอดด้วย” มานูเอลตอบ
     ชินจิไม่ได้ยินว่ามายะหรืออัตสึโตะพูดอะไรต่อเพราะเควินหันมาถามเขาเสียก่อนว่า
     “นายล่ะ มีแฟนแล้วรึยัง”
     ชินจิสั่นศีรษะ
     “แล้วคิดจะมีแฟนเป็นคนต่างชาติไหม” เควินถามต่อ ชินจินิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนส่ายหน้า
     “ไม่ดีกว่า ถ้ามีแฟนต่างชาติ ก็จะต้องอยู่ไกลกัน ฉันไม่อยากให้เป็นยังงั้นเท่าไหร่ อยากอยู่ใกล้ ๆ กันมากกว่า”
     “งั้นเหรอ” เควินลากเสียง เขาสบตากับชินจิเมื่อพูดต่อว่า
     “แต่ถ้าเป็นฉันนะ ลองว่ารักแล้วล่ะก็ ฉันไม่สนใจเรื่องจะอยู่ใกล้กันหรือไม่ ระยะทางไม่ใช่ปัญหาสำหรับฉัน”
     ชินจิรู้สึกว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วขึ้นอย่างผิดปกติ
     ก่อนกลับที่พักในคืนนั้น เควินประกาศว่าเขาจะจัดปาร์ตี้ครั้งแรกสำหรับเทอมนี้ในวันศุกร์ก่อนเปิดเรียน

     ปาร์ตี้สำหรับนักศึกษาที่จัดกันในฟลอร์ที่หอพักความจริงก็ไม่มีอะไรมากไปกว่ากินเบียร์ คุยกัน และเปิดเพลงเต้นรำ เพื่อน ๆ ก็ชักชวนกันมาเมื่อรู้ บางคนก็ไม่รู้จักเจ้าของงานหรอกแต่ตามเพื่อนมาและมาทำความรู้จักเพื่อนหน้าใหม่กันในงานนี้เอง เครื่องดื่มหรือของกินเล่นแกล้มเบียร์เอากันมาเอง หรือบางครั้งเจ้าของงานอาจจะเตรียมเอาไว้ให้บ้างก็แล้วแต่
     เควินเตรียมเบียร์เอาไว้ลังหนึ่งพร้อมกับกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เพื่อน ๆ ร่วมกันทำ
     ชายหนุ่มบอกว่าเขาไม่ได้ชวนใครมากนอกจากคนในฟลอร์กับเพื่อนคนอื่นอีกไม่กี่คนจึงจัดเป็นเครปปาร์ตี้ ให้ทุกคนได้ลองทำเครปแบบฝรั่งเศส เจอโรมเป็นคนผสมแป้งเครปและเตรียมแยม ช็อกโกแล็ต กับเนยถั่วไว้เป็นไส้เครป
     ชินจิมองเควินเทแป้งเครปลงกระทะด้วยความสนใจ เขาใช้ไฟอ่อนทอดเครปจนเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ ทั่วทั้งแผ่นแล้วตักใส่จาน ไส้เลือกเป็นเนยถั่วทาทั่วแผ่น แล้วม้วนกัดกิน
     “ตาพวกนายแล้ว” เควินพูด ทำท่าจะส่งตะหลิวให้อัตสึโตะ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ หันไปยื่นให้ชินจิแทน แล้วดึงแขนมาที่หน้าเตา
     มาโกโตะที่ถูกชวนมาด้วยหัวเราะเบา ๆ กับเอย์จิ
     “ดีนะที่มันเปลี่ยนใจส่งให้ชินจิเป็นคนแรก ถ้ามันให้อัตสึโตะทำ มีหวังเละเทะ”
     “โห นินทา ผมก็ทำได้เหอะ” อัตสึโตะหน้าคว่ำ
     การจัดปาร์ตี้ทำให้รู้ความสัมพันธ์ของคน ในฟลอร์นี้ก็มีคู่รักอยู่หลายคู่ ไม่นับคู่รักคู่จิ้นที่ไม่รู้ว่าจริงหรือแกล้งอย่างบาสเตียนกับลูคัส คู่รักที่เปิดเผยแบบโจ่งแจ้งที่สุดชนิดไม่ต้องเดาคือมาร์โคกับมาริโอ้ มีการป้อนเครปกันกุ๊กกิ๊ก และตอนนี้ก็เปลี่ยนมาจูบกันอย่างดูดดื่มแล้ว
     ไม่มีใครสนใจอาการของคู่รักเพราะเป็นเรื่องธรรมดา เดินตามถนนยังเห็นคนกอดจูบกันให้เกร่อ แต่อัตสึโตะก็อดชำเลืองมองด้วยความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ แล้วเขาก็พลอยสังเกตคนอื่น ๆ ไปด้วย
     “นายว่าคู่นั้นอะ เป็นแฟนกันไหม” ชายหนุ่มใช้ศอกกระทุ้งแขนมายะที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พยักพเยิดไปทางหน้าต่างครัวที่เอริคกับมัตส์กำลังยืนคุยกันประหนึ่งมีกันแค่สองคนในโลก
     “ไม่รู้สิ นายอยู่ฟลอร์นี้ เคยเห็นเขาจูบกันไหมล่ะ” มายะถามเหมือนต่อบทสนทนาแค่นั้น สายตาเขาไม่ได้มองไปทางเดียวกับอัตสึโตะ แต่มองไปที่เตาที่ขณะนี้เจอโรมกำลังสอนเพื่อนที่มายะไม่คุ้นหน้าคนหนึ่งทำเครปอยู่
     “ก็ไม่นะ” อัตสึโตะส่ายหน้า
     “อ๊ะ เตาว่างแล้ว นายเอาเครปไหมอัตสึโตะ ฉันจะไปทำให้”
     “เอาสิ เอาหลาย ๆ แผ่นเลยนะ” อัตสึโตะสั่ง แล้วพอมายะกระวีกระวาดไปที่เตา เขาก็หนีบมาโกโตะกับเอย์จิไปหามานูเอลที่เพิ่งเดินเข้ามาในครัวและนั่งลงคุยกับฟิลิป
     “มานูเอล นี่รุ่นพี่ของฉันชื่อมาโกโตะกับเอย์จิ ส่วนนี่เพื่อนผม ชื่อมานูเอลกับฟิลิปครับ”
     อัตสึโตะแนะนำ ทั้งหมดจับมือกัน มาโกโตะกับเอย์จิพิจารณามานูเอลเป็นพิเศษเพราะรุ่นน้องพูดถึงไว้มากเหลือเกินด้วยความชื่นชม เพิ่งได้เห็นตัวจริงก็วันนี้เอง
     “เจ้าอัตสึโตะชมนายไม่ขาดปาก บอกว่านายใจดีมาก” มาโกโตะพูด มานูเอลมีท่าทีเขิน ๆ แต่ก็ตอบอย่างถ่อมตัวว่าเขาแค่ทำในสิ่งที่ควรจะทำเท่านั้น
     “เครปมาแล้วอัตสึโตะ”
     เสียงมายะดังมาก่อน แล้วก็วางจานเครปที่ทอดอย่างสวยงามลงบนโต๊ะพร้อมกับเบียดตัวแทรกเข้าไปตรงกลางระหว่างอัตสึโตะกับมานูเอลที่นั่งติดกันอยู่บนโซฟา อัตสึโตะกระเถิบตัวโดยอัตโนมัติและไปเบียดมาโกโตะที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
     “เบียดมาทำไมวะมายะ ที่มีตั้งกว้าง ไปเอาเก้าอี้มานั่งให้มันดี ๆ สิ” รุ่นพี่ของเขาบ่น
     “ผมจะนั่งตรงนี้นี่” มายะดื้อแพ่ง “อัตสึโตะ เอาไส้เครปเป็นอะไร เดี๋ยวฉันทาให้”
     “แยมก็ได้” อัตสึโตะตอบ ก่อนจะหันไปชวนมานูเอล “กินเครปด้วยกันนะมานูเอล มายะทำมาตั้งเยอะแน่ะ”
     คนถูกชวนลังเล เพราะเห็นชัดว่ามายะตั้งใจทำมาให้ใคร
     “กินเหอะ มายะทำมาตั้งขนาดนี้ เจ้าอัตสึโตะมันกินคนเดียวไม่หมดหรอก” มาโกโตะคะยั้นคะยอมาอีกคนหนึ่ง มานูเอลจึงรับจานเครปมา เขาทาช็อกโกแล็ตนูเทลล่าลงไปจนชุ่มทั้งแผ่นแล้วม้วนกิน
     “มันอร่อยเหรอแบบนั้น”
     อัตสึโตะถามเมื่อเห็นเครปชุ่มช็อกโกแล็ตในมือเพื่อนหมดไปทีเดียวเกือบครึ่ง ส่วนเครปไส้แยมในมือเขานั้นไม่ค่อยถูกใจเท่าไร
     มานูเอลพยักหน้า ก่อนจะเหวอไปเล็กน้อยเมื่อจู่ ๆ อัตสึโตะก็พูดว่า
     “งั้นขอชิมหน่อยนะ” แล้วก็โน้มตัวข้ามหน้ามายะมาจับมือเขาที่ถือเครปอยู่ให้ป้อนเครปเข้าปากตัวเอง
     “อร่อยจริง ๆ ด้วยล่ะ” อัตสึโตะพูดอย่างพอใจ
     มายะแทบอยากจะดิ้นตายเดี๋ยวนั้นเมื่อเห็น เขาดึงมืออัตสึโตะออกจากมือไอ้หมียักษ์ตัวใหญ่แต่ดันชอบกินนูเทลล่าเหมือนเด็ก ๆ ทันที พลางเอ็ดว่า
     “ถ้าอยากลองกินทำไมไม่บอกฉัน เดี๋ยวจะทำให้ ไม่เห็นต้องไปแย่งของคนอื่นกินเลย”
     “แค่ชิมหน่อยเดียวเอง อยากรู้ว่ามันรสชาติเป็นไง ถ้าให้นายทาให้ทั้งแผ่น เกิดมันไม่อร่อยก็เสียของแย่สิ” อัตสึโตะเถียง
     มานูเอลยังพูดไม่ออก และเขาไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมหัวใจของเขามันเต้นตึกตักผิดจังหวะอย่างนี้ ขณะที่เอย์จิกับมาโกโตะส่ายหน้า ปรามว่า
     “อย่าทะเลาะกันน่า”
     ตอนนั้นเองชินจิก็เดินมาพร้อมกับจานเครปและถ้วยที่ใส่ซอสครีมเห็ด มีเควินเดินตามมาข้างหลัง ชายหนุ่มวางจานกับถ้วยลงตรงหน้าทุกคน แล้วบอกว่า
     “ลองชิมเครปกับซอสครีมเห็ดหน่อยนะครับทุกคน เควินสอนผมทำเมื่อกี้นี้เอง”
     ฟิลิปมองชินจิก่อนจะชำเลืองมองเควินที่เดินมาหยุดยืนอยู่ข้างเก้าอี้ของเขา เปรยลอย ๆ ว่า
     “คืนนี้นายทำตัวดีนะเควิน”
     “รับรองว่าไม่ทำให้กัปตันผิดหวังแน่นอนครับ และปาร์ตี้วันนี้จะเลิกแค่สี่ทุ่มเท่านั้น”
     “ก็ขอให้มันเป็นแบบนี้ไปให้ตลอดก็แล้วกัน” ฟิลิปพึมพำ

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 2 - update - 20.9.2014
«ตอบ #6 เมื่อ21-09-2014 01:45:18 »

     มหาวิทยาลัยเปิดเทอมในอีกสองวันถัดมา อัตสึโตะยุ่งกับการเลือกวิชาเรียน ความจริงนักศึกษาแลกเปลี่ยนเทอมเดียวอย่างเขาไม่ต้องลงเรียนมากมายอะไรก็ได้ ชายหนุ่มอยากเรียนวิชาของคณะ แต่ก็ลังเลว่าจะลงเรียนคอร์สภาษาด้วยดีไหม กลัวว่าถ้าลงเรียนเยอะ เขาก็จะเหนื่อยเกินไป
     อาจารย์ผู้ดูแลนักศึกษาต่างชาติของคณะซึ่งเป็นคนที่ทางคณะที่ญี่ปุ่นติดต่อประสานงานด้วยแนะนำให้เขาลงเรียนคอร์สปรับพื้นฐานคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการเรียนฟิสิกส์ เป็นคอร์สสั้น ๆ ที่จะทำให้ทราบว่าการเรียนการสอนที่นี่เป็นอย่างไรและยังจะได้รู้จักเพื่อน ๆ ในชั้นปีเดียวกันด้วย อัตสึโตะก็เลือกตามนั้น และคิดว่าจะลงเรียนวิชาของคณะเพิ่มอีกสองวิชาคือการใช้คอมพิวเตอร์ในวิชาฟิสิกส์และวิธีการทางคณิตศาสตร์ในวิชาฟิสิกส์
     อัตสึโตะเคาะประตูห้องที่ติดป้ายชื่อไว้ว่า „Löwenhertz“ ซึ่งเป็นห้องทำงานของอาจารย์ผู้ดูแลนักศึกษาต่างชาติอย่างเขา เมื่อได้รับอนุญาต เขาก็เปิดประตูเข้าไป
     “อ้าว มานูเอล” อัตสึโตะแปลกใจที่เจอร่างสูงใหญ่ของเพื่อนร่วมฟลอร์ของเขาอยู่ในห้องด้วย
     “นี่รู้จักกันแล้วเหรอ ดีเลย จะได้ไม่ต้องแนะนำมาก” แฮร์เลอเว่นแฮร์ตส์พูดด้วยความยินดี อาจารย์ของอัตสึโตะเป็นหนุ่มใหญ่วัยประมาณห้าสิบปีที่ยังดูดีกว่าอายุจริงมาก ผมสีเข้มของเขามีเส้นสีขาวปนอยู่ หุ่นสูงและสมาร์ทราวกับนายแบบ ยิ่งใส่สูทสีเข้มยิ่งดูเท่ชนิดที่ถ้ามีใครบอกว่าแฮร์เลอเว่นแฮร์ตส์ทำงานนอกเวลาเป็นนายแบบ อัตสึโตะก็เชื่อ
     “อัตสึโตะอยู่หอพักเดียวกับผมครับ ห้องเราอยู่ติดกัน” มานูเอลตอบ
     “เยี่ยมเลย อัตสึโตะ มานูเอลจะเป็นติวเตอร์ให้คุณตลอดเวลาที่คุณเรียนอยู่ที่นี่” อาจารย์หนุ่มใหญ่แจ้งให้อัตสึโตะทราบ
     สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาเรียนใหม่ คณะมักจะจัดติวเตอร์ซึ่งอาจจะเป็นนักศึกษารุ่นพี่หรืออาจารย์เอาไว้ให้ในเทอมแรก ๆ เพื่อช่วยเรื่องเรียน แต่ใครจะไม่เอาก็ได้
     อัตสึโตะรู้สึกดีใจที่ติวเตอร์ของเขาคือคนคุ้นหน้าอย่างมานูเอล
     เมื่อออกมาจากห้องอาจารย์ ชายหนุ่มก็เขย่งตัวขึ้นกอดคอติวเตอร์คนใหม่ของเขา
     “โชคดีจังที่ติวเตอร์ของฉันคือนาย”
     มานูเอลปลดมือของอัตสึโตะออกจากไหล่เขาอย่างนุ่มนวล แล้วถามถึงวิชาที่เลือกจะลง อัตสึโตะส่งกระดาษจดชื่อรายวิชาให้ดู ชายหนุ่มไม่มีอะไรขัดข้อง แต่เขาแนะนำให้อัตสึโตะลงเรียนคอร์สภาษาเพิ่มอีกสองคอร์ส
     “ไม่ลงได้ไหมอะ เรียนไวยากรณ์กับการสนทนาไม่เห็นจะสนุกเลย” อัตสึโตะงอแง
     “แต่มันมีประโยชน์นะ สองคอร์สนี้เป็นคอร์สเบื้องต้น ไม่ยากหรอก นายจะได้เข้าใจภาษาเยอรมันมากขึ้นไง” มานูเอลพยายามกล่อม
     “แต่ฉันว่าไม่เข้าใจไว้มันสนุกกว่าอีก ใช้ภาษามือแทนเอา แบบนี้ไง ไม่เอาไม่ชอบ” อัตสึโตะยกสองแขนไขว้กันเป็นรูปกากบาทและย้ำซ้ำด้วยการส่ายหน้าแรง ๆ
     “นายนี่บ้าจริง ๆ” มานูเอลโคลงศีรษะอย่างอ่อนใจ แต่ไม่ยอมตามใจอัตสึโตะ
     “งั้นลงไวยากรณ์คอร์สเดียวได้ไหมล่ะ ไม่อยากลงคอร์สสนทนาอะ ฉันก็พูดกับนายทุกวันอยู่แล้วนี่” อัตสึโตะต่อรอง
     “แต่นายจะได้ฝึกพูดกับคนเยอะ ๆ นะ”
     “ไม่เอา พูดกับนายคนเดียวก็พอแล้ว นะมานูเอล ให้ฉันลงไวยากรณ์คอร์สเดียวนะ แล้วนายสอนฉันพูด ตกลงนะ”
     มานูเอลใจอ่อนกับลูกอ้อนของอัตสึโตะในที่สุด

     มายะแทบเต้นเมื่อรู้ว่าอัตสึโตะจะเรียนภาษาเยอรมันกับมานูเอล แค่เวลาเรียนของเขาไม่ตรงกับอัตสึโตะก็เซ็งพออยู่แล้ว ชายหนุ่มลงสองวิชาเหมือนกัน เรียนวันอังคารตอนบ่ายกับวันพุธตอนเช้า สลับเวลากับอัตสึโตะโดยสิ้นเชิง หมอนั่นเรียนอังคารเช้ากับพุธบ่าย แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เขาคิดว่าสวรรค์กลั่นแกล้งเขาได้อย่างไร แถมสวรรค์ยังกระหน่ำซ้ำเติมเขาด้วยการให้ไอ้หมียักษ์นูเทลล่ามาเป็นติวเตอร์ให้อัตสึโตะของเขาเสียอีก
     ชายหนุ่มไม่ยอมแพ้ เขาลงเรียนไวยากรณ์ภาษาเยอรมันคอร์สเดียวกับอัตสึโตะในวันศุกร์และอาศัยความหน้าด้านตามมาขอเรียนกับมานูเอลในตอนเย็นวันพุธด้วย
     “ฉันอยากเรียนด้วย ฉันก็อยากพูดภาษาเยอรมันเก่ง ๆ เหมือนกัน” มายะยืนยัน แม้ว่าอัตสึโตะจะคัดค้านด้วยความเกรงใจมานูเอล แต่มายะก็ไม่ยอมท่าเดียว สุดท้ายมานูเอลก็ต้องออกโรงไกล่เกลี่ย ตัวเขาเองไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้วถ้าจะมีนักเรียนเพิ่มอีกหนึ่งคน และอันที่จริง มีนักเรียนหลายคนสิยิ่งจะดี จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน การเรียนจะได้สนุกขึ้น
     “แต่เวลาเรียนอาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ มายะเรียนตอนเช้า ต้องรอหลายชั่วโมง อยากจะเปลี่ยนเวลาใหม่ไหม” มานูเอลเป็นห่วง
     “ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก เวลานี้ดีแล้ว ฉันไม่อยากให้นายยุ่งยากนะมานูเอล ส่วนนาย ถ้าอยากจะเรียนก็ต้องรอ รอได้ใช่ไหมมายะ”
     อัตสึโตะจ้องหน้าเพื่อนเขม็งและมายะไม่กล้าคัดค้านหรือมีปัญหาอะไรทั้งนั้น
     ดังนั้นทุกวันพุธตอนเย็นในคาเฟ่โออาเซ่อที่อยู่ในบริเวณตึกสีแดงเข้มของภาควิชาคณิตศาสตร์อัตสึโตะและมายะจะนั่งเรียนภาษาเยอรมันรวมทั้งติววิชาเรียนที่พวกเขาไม่เข้าใจอยู่กับมานูเอลจนถึงเวลาคาเฟ่ปิดในตอนห้าโมงครึ่ง

     ถ้าไม่นับเรื่องเรียน นักศึกษาอย่างพวกอัตสึโตะก็มีกิจกรรมอื่นทำกันอีกเยอะมาก นอกจากเฮาส์ปาร์ตี้ที่นักศึกษาจัดกันเองแล้ว ทางองค์กรนักศึกษาของเมืองก็ยังขยันจัดกิจกรรมเสียเหลือเกิน และที่กำลังจะมาถึงคือ Stammtisch เป็นกิจกรรมที่ให้นักศึกษาแต่ละประเทศทำอาหารประจำชาติให้เพื่อน ๆ จากประเทศอื่นได้ชิม
     งานเลี้ยงอาหารประจำชาติครั้งแรกของเทอมนี้หวยออกที่ประเทศญี่ปุ่น
     แม่งานคือมายะเพราะทำอาหารเก่งที่สุด เขาดึงชินจิมาช่วยอีกแรง ส่วนอัตสึโตะเป็นได้แค่แรงงานช่วยขนของเท่านั้นสำหรับงานนี้
     เมนูอาหารก็เลือกเอาที่ไม่ยุ่งยากจนเกินไปและทุกคนรู้จักกันดีคือซูชิ เน้นไปที่มากิซูชิซึ่งก็คือข้าวห่อสาหร่าย รวมทั้งฟุโตมากิซึ่งม้วนเป็นแท่งโต ๆ และเทมากิซึ่งจะม้วนสาหร่ายเป็นรูปกรวย ไม่เอานิงิริซูชิซึ่งเป็นชิ้นปลาดิบแปะอยู่บนก้อนข้าว เพราะไม่อยากกังวลเรื่องวัตถุดิบและการเก็บรักษา นอกจากซูชิก็ยังมีไก่คาราอะเกะ ไข่ม้วน ซุปมิโสะ และข้าวสวยร้อน ๆ
     มายะกับชินจิอยากจะลองทำกันดูก่อน ทั้งสองคนจึงชวนกันไปซื้อของและมาทดลองทำกันที่ครัวในฟลอร์ของชินจิกับอัตสึโตะ
     “ฉันช่วยเอาไหม” มานูเอลอาสาเมื่อเปิดประตูห้องมาเจอ
     “ทำเป็นเหรอ แค่นจะช่วย” มายะจิกกัด
     “ไม่เป็น ฉันเคยกินซูชิ แต่ยังไม่เคยลองทำ ดูน่าสนใจดีนะ” มานูเอลว่า
     “เอาสิ มีคนมาช่วยก็ดีเหมือนกัน ขอบใจนะ” ชินจิยิ้มรับ และอัตสึโตะปลดผ้ากันเปื้อนที่ตัวเองใส่อยู่ส่งไปให้มานูเอล
     “เราก็เริ่มจากหุงข้าวกันก่อน” มายะพูด และถึงปากจะจิกกัด แต่ชายหนุ่มก็อธิบายให้มานูเอลที่ตั้งใจฟังเป็นอย่างดีว่าการหุงข้าวทำซูชินั้นควรต้องใส่อะไรบ้าง ชินจิเริ่มทอดไข่ม้วน ส่วนอัตสึโตะหั่นแตงกวา ปูอัด เนื้อปลาโอเป็นแท่งยาว ๆ เตรียมทำเป็นไส้ซูชิ
     “ลองทอดไข่ม้วนดูไหมมานูเอล” ชินจิชวนซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ขัดข้อง เขาตั้งอกตั้งใจใช้ตะเกียบม้วนไข่ที่ทอดจนเป็นสีเหลืองสวยบนกระทะ แม้จะทุลักทุเลสักนิด แต่ก็ม้วนสำเร็จจนได้
     “มานูเอลนี่เก่งเหมือนกันนะ” ชินจิชมกับอัตสึโตะที่ยังตั้งหน้าตั้งตาหั่นไส้ซูชิ ส่วนมายะที่หุงข้าวเสร็จแล้วและกำลังหั่นไก่เตรียมหมักร้องฮึอยู่ในลำคอด้วยความไม่สบอารมณ์
     ไข่ม้วนเสร็จแล้ว ชินจิตัดส่วนหนึ่งแบ่งออกเป็นท่อน ๆ เรียงใส่จาน ที่เหลือให้อัตสึโตะหั่นเป็นแท่งยาวเตรียมทำเป็นไส้ซูชิ เมื่อข้าวหุงสุกก็เตรียมม้วนข้าวกับสาหร่ายทำเป็นซูชิ
     มายะเป็นคนสอนมานูเอลห่อซูชิ พร้อมกับกระซิบจิกกัดเมื่อชายหนุ่มห่อเบี้ยว ก่อนจะปิดปากฉับเมื่ออัตสึโตะเงยหน้าจากเขียงขึ้นมามองทั้งสองคนด้วยความสงสัย
     “ไก่คาราอะเกะเสร็จแล้ว เป็นไงมั่ง ควรให้สุกกว่านี้อีกไหม” ชินจิเป็นคนเอาไก่ที่มายะหมักเตรียมไว้ให้พร้อมไปทอด อัตสึโตะใช้ตะเกียบคีบชิ้นไก่สีน้ำตาลขึ้นมาชิมก่อนชูนิ้วโป้งให้
     “ฉันว่าใช้ได้แล้วนะ หรือว่ายังไง” อัตสึโตะคีบไก่ป้อนทั้งมายะและมานูเอลที่มือเปื้อนข้าว ทั้งสองคนก็ยืนยันว่าใช้ได้แล้ว
     มายะละมือจากซูชิไปทำซุปมิโสะ ปล่อยให้อัตสึโตะกับมานูเอลบรรเลงซูชิกันไปตามลำพัง แน่นอนล่ะว่าออกมาบูด ๆ เบี้ยว ๆ แต่เมื่อตัดออกมาเป็นชิ้น มันก็ไม่ได้ดูแย่จนเกินไป
     อาหารเย็นของทั้งสี่คนในวันนี้จึงเป็นอาหารญี่ปุ่นที่ทดลองทำเพื่องานเลี้ยงอาหารประจำชาติ
     มานูเอลชิมไก่คาราอะเกะ ซุปมิโสะ ไข่ม้วน แต่เขาบอกว่าชอบซูชิที่สุด
     “เพราะฉันเป็นคนทำเอง” ชายหนุ่มร่างใหญ่พูดด้วยความภูมิใจ
     “นายทำตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” มายะสงสัย
     “ก็ฉันม้วนไง ถือว่าทำเหมือนกัน” มานูเอลโต้
     “เฮอะ ได้ข่าวว่าฉันเป็นคนผสมข้าว ซูชิจะอร่อยหรือไม่มันอยู่ที่ข้าวโว้ย” มายะไม่ให้เครดิต
     ทั้งสี่คนคุยกันไปรับประทานอาหารไปอย่างครื้นเครง แม้ว่ามายะจะบ่นกระปอดกระแปดไม่อยากให้พูดไปกินไปเพราะมันเสียมารยาทก็ตาม
     ใครคนหนึ่งเดินเข้ามาในครัวเงียบ ๆ ชินจิเห็นจากหางตาก็เลยหันไปมอง แล้วก็ยิ้มเมื่อเห็นว่าเป็นเควิน
     “กินข้าวด้วยกันไหม” ชินจิชวน
     เควินกวาดตามองอาหารหน้าตาแปลกตาบนโต๊ะแวบหนึ่งก่อนส่ายหน้า
     “ไม่ดีกว่า ฉันแค่กะจะมาชวนพวกนายไปคลับรูม วันนี้วันอังคาร เบียร์ลดครึ่งราคา”
     ที่หอพักมีคลับรูม เป็นเหมือนกับผับ คือมีบาร์เครื่องดื่มที่ขายให้นักศึกษาในราคาถูก และมีของเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น โต๊ะฟุตบอลมือหมุน เกมกระดาน และกระดานปาเป้า คลับรูมเรียกลูกค้าด้วยการลดราคาเบียร์ครึ่งหนึ่งทุกวันอังคารและพฤหัสบดี
     ชินจิสนใจ คนอื่น ๆ ก็ไม่มีอะไรขัดข้อง หลังจากรับประทานอาหารเสร็จและเก็บล้างเรียบร้อย ทั้งหมดก็ย้ายไปที่คลับรูมซึ่งเป็นห้องกว้าง มีบาร์เครื่องดื่มอยู่ทางซ้ายมือใกล้ประตูทางเข้า มุมห้องด้านในถัดจากบาร์เครื่องดื่มวางโต๊ะฟุตบอลมือหมุน ด้านตรงกันข้ามยกพื้นเป็นเวทีเล็ก ๆ ใกล้กันเป็นโต๊ะขนาดนั่งได้สักหกคนและชั้นเล็ก ๆ วางหนังสือนิตยสารและเกมกระดานชนิดต่าง ๆ
     มายะกับเควินเป็นคนไปซื้อเบียร์มาให้ทุกคน ยกเว้นอัตสึโตะที่ดื่มมอลต์เบียร์
     “เล่นเกมเศรษฐีกันนะ” อัตสึโตะถูไม้ถูมือ มายะตามใจเพื่อนอยู่แล้ว มานูเอลไม่มีปัญหา แต่เควินสะกิดชินจิให้ลุกไปเล่นเกมปาเป้ากับเขา
     “เคยเล่นรึเปล่า” เควินถาม เมื่อเห็นเควินมองเขาทดลองปาลูกดอกอย่างสนใจ
     ชินจิสั่นศีรษะ ลูกดอกของเขาเมื่อปาไปแล้วมันกลับไม่ปักที่กระดานกลม ๆ แต่เด้งหล่นลงพื้นทุกครั้งไป
     “ไม่ต้องปาแรง กะน้ำหนักให้พอดี ๆ อย่างนี้”
     เควินพูดแล้วก้าวมาซ้อนหลังชินจิ มือจับลงบนมืออีกฝ่ายที่ถือลูกดอกไว้ แล้วจับมือชินจิให้ปาลูกดอกไป
     “ได้แล้ว” ชินจิเผลอร้องอุทานด้วยความยินดีเมื่อเห็นลูกดอกติดอยู่บนกระดานในที่สุด เขาหันไปจะขอบคุณชายหนุ่ม แล้วก็พบว่าใบหน้าของเขาอยู่ใกล้กับใบหน้าของเควินมากจนจมูกเกือบจะชนกัน
     หัวใจของชินจิเต้นแรงและเขารู้สึกว่าใบหน้าของเขาร้อนผ่าว ชินจิถอยห่างออกมาก้าวหนึ่งโดยอัตโนมัติ
     เควินไม่แสดงทีท่าอะไร ชายหนุ่มทำตัวเป็นปกติ หยิบลูกดอกอันใหม่มาส่งให้ แล้วชวนด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ว่า
     “ลองดูอีกครั้งไหม”

     วันเสาร์แรกที่มาโกโตะและเอย์จิว่างพร้อมกัน ทั้งคู่ก็โทรศัพท์ชวนรุ่นน้องให้มาเที่ยวชมตัวเมืองเบอร์ลินชั้นใน อัตสึโตะชวนชินจิไปด้วยกัน ใจจริงอยากจะชวนมานูเอลไปด้วยอีกคน แต่มายะเบรกเขาเอาไว้ก่อน
     “หมอนั่นมันมาเรียนอยู่ที่นี่ตั้งนาน มันคงไปจนเบื่อแล้วล่ะ อย่าไปชวนมันให้เสียเวลาเลย”
     อัตสึโตะคิดไปคิดมาก็เห็นด้วยกับมายะจึงไม่ได้ชวนมานูเอล
     มาโกโตะกับเอย์จินัดให้ทุกคนมาเจอกันที่หอพักบนถนนโมลวิทซ์ก่อน ชินจิยังไม่เคยมาที่หอพักแห่งนี้ เขาจึงชอบใจมากเมื่อเห็นหมู่ตึกสูงที่มีไม้เลื้อยสีเขียวอ่อนสดใสเกาะไปทั่วผนังสีเทาขรึม
     “หอพักของรุ่นพี่สวยมากเลย สวยกว่าหอพักเราที่อัดเลอร์สโฮฟอีกเนอะ” ชายหนุ่มพูดกับอัตสึโตะ
     “แพงกว่าก็ต้องสวยกว่าเป็นธรรมดาแหละ” อัตสึโตะตอบ
     รุ่นพี่ทั้งสองเดินลงมารับที่หน้าประตู มาโกโตะบอกให้ขึ้นไปดื่มชาสักถ้วยที่ห้องของเขากันก่อนแล้วค่อยออกไปเที่ยว อัตสึโตะฟังแล้วโวยทันที
     “นี่คุณแกล้งนัดพวกผมก่อนเวลาอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย”
     “ก็ฉันคิดว่าพวกนายจะมาช้ากว่านี้” มาโกโตะพูดหน้าตาเฉย
     กิตติศัพท์เรื่องนัดก่อนเวลาของมาโกโตะเป็นที่เลื่องลือ ชายหนุ่มเป็นคนที่วางแผนทุกเรื่องเอาไว้เป็นอย่างดีก่อนที่จะลงมือทำอะไร ดังนั้นจึงไม่ชอบใจเลยหากนัดใครแล้วคนนั้นมาสายจนทำให้แผนการที่วางไว้เป็นอย่างดีผิดพลาดไป เขาจึงถือคติว่า รอดีกว่าสาย เวลานัดใครจึงนัดก่อนเวลาจริงตลอด แต่บางครั้งมันก็มากเกินไปนะ อัตสึโตะจำได้ว่าเขาเคยต้องมาแกร่วรอแบบนี้แหละถึงสองชั่วโมงเต็ม
     “ซวยชะมัด!” เสียงมาโกโตะสบถเมื่อเห็นร่างสูงเพรียวของผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากประตูหน้าตึก
     “ใครครับเอย์จิซัง” อัตสึโตะกระซิบถาม เมื่อได้ยินมาโกโตะที่เดินนำอยู่ข้างหน้าสบถแว่ว ๆ เป็นภาษาญี่ปุ่น คนที่เพิ่งเดินออกมาที่เขาเห็นเป็นผู้ชายหน้าตาหล่อเหลา ผมสีน้ำตาลตัดสั้น สวมแว่นกันแดดสีดำ ผ้าพันคอพันหลวม ๆ สวมชุดกันหนาวยี่ห้อดี ท่าทางเนี้ยบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า อัตสึโตะคิดว่าเขาเห็นภาพสะท้อนของมาโกโตะจากผู้ชายคนนี้ และเมื่อผู้ชายสองคนที่ดูเนี้ยบด้วยกันทั้งคู่เดินมาประจันหน้ากัน ทั้งคู่ก็มองกันและกันอย่างหยั่งเชิง ก่อนจะเมินใส่กันแล้วแยกกันไปคนละทาง
     “คุณชายโทนี่” เอย์จิตอบยิ้ม ๆ และชายหนุ่มไม่มีอคติกับคนที่พูดถึงเหมือนมาโกโตะ ดังนั้นเมื่อโทนี่เดินสวนมา เอย์จิก็ทัก และชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าคุณชายทักตอบอย่างสุภาพพร้อมกับทักเลยมาถึงอัตสึโตะ มายะและชินจิด้วย
     “ถูกเรียกว่าเป็นคุณชายเพราะมันเนี้ยบทุกกระเบียดนี่แหละ” เอย์จิอธิบายเมื่อคล้อยหลังโทนี่ไปแล้ว
     อัตสึโตะเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเพราะการพูดและท่าก้มศีรษะทักทายของโทนี่นั้นดูสง่างามราวกับเป็นคุณชายจริง ๆ
     “สุดยอด โคตรเท่เลย ผมอยากเท่ยังงั้นมั่งจัง” อัตสึโตะชื่นชม
     “ถ้านายเลิกแต่งตัวอย่างที่แต่งอยู่ตอนนี้ได้เมื่อไหร่เดี๋ยวก็เท่เหมือนโทนี่มันเองแหละ”
     เอย์จิพูด วันนี้รุ่นน้องของเขาแต่งตัวได้แนวมาก คือแนวหายนะทางแฟชั่นอย่างรุนแรง เสื้อเสว็ตเตอร์ลายทางทับเสื้อเชิ้ตลายสก็อต เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวมันหยิบส่ง ๆ มาใส่โดยไม่ได้คำนึงว่ามันจะเข้ากันหรือไม่
     “ทำไมมาโกโตะซังไม่ชอบโทนี่ล่ะครับ” ชินจิสงสัย
     “หมั่นไส้ไงที่มาเนี้ยบเป็นคุณชายเกินหน้าเกินตามัน” เอย์จิตอบหน้าตาเฉย

     แผนเที่ยวที่มาโกโตะวางไว้เริ่มจากปราสาทชาร์ล็อตเท่นบวร์กที่ใกล้หอพักที่สุดก่อนซึ่งเป็นปราสาทที่ใหญ่โตและเก่าแก่ย้อนไปถึงสมัยปลายศตวรรษที่สิบเจ็ด ปราสาทแห่งนี้สร้างในแบบศิลปะยุคบาร็อค ตามข้อมูลในหนังสือนำเที่ยวบอกว่าเป็นอาคารสองชั้นครึ่งแผ่ออกเป็นปีกซ้ายและขวา แต่อัตสึโตะมองอย่างไรก็นับได้สองชั้น ชั้นบนสีไข่ไก่อ่อนจาง ชั้นล่างสีเข้มกว่าดูออกไปทางสีเบจ หลังคาสีน้ำตาลแดง ตรงกลางเป็นโดมสูงหลังคาสีเขียวอมฟ้า มีรูปปั้นทองคำอยู่บนยอดโดม
     ชินจิอยากเข้าไปข้างในปราสาทที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บรวบรวมภาพเขียนแบบฝรั่งเศสสมัยศตวรรษที่สิบแปดและเครื่องกระเบื้องเคลือบจากจีนและญี่ปุ่น อยากเดินชมห้องงาม ๆ ที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหราแบบร็อคโคโค แต่เห็นแถวนักท่องเที่ยวยาวเหยียดหน้าปราสาทแล้วต้องยอมแพ้ พวกเขาถ่ายรูปกันที่ลานหน้าปราสาทตรงรูปปั้นกษัตริย์ฟรีดริช วิลเฮล์มที่หนึ่งแห่งปรัสเซีย แล้วเดินไปชมสวนของปราสาทที่เปิดให้เข้าชมฟรี จากนั้นก็ออกเดินทางต่อไปยังอาคารรัฐสภา
     มาโกโตะกับเอย์จิพารุ่นน้องขึ้นรถบัสสายเอ็มสี่สิบห้าไปลงที่ถนนเจเบนส์ใกล้กับสวนสัตว์แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถบัสสายหนึ่งร้อยไปลงที่อาคารรัฐสภาซึ่งเป็นอาคารแบบเก่าสีเทาดูเคร่งขรึม ด้านบนมีโดมกระจกรูปครึ่งวงกลม และคราวนี้แม้ว่าคนจะต่อคิวรอเยอะขนาดไหน แต่ทุกคนก็ยอมอดทนรอเพื่อจะได้ขึ้นไปชมวิวที่สวยงามของเมืองเบอร์ลินจากข้างในโดมกระจก
     “สวยสุดยอดไปเลย” อัตสึโตะเกาะกระจกโดมมองออกไปยังตัวเมืองเบอร์ลินที่อยู่ต่ำลงไปเบื้องล่าง จากหางตาเขาเห็นธงสามสีของเยอรมันปลิวสะบัดไปตามแรงลม
     “นั่น Fernsehturm รึเปล่า” มายะชี้ชวนให้ดูเสาสูง ๆ ที่มีลูกกลม ๆ อยู่ข้างบนที่คาดว่าน่าจะเป็นอาคารสถานีโทรทัศน์
     “สวนเทียร์การ์เท่นนี่ดูยังไงก็ป่าชัด ๆ เนอะ” ชินจิมองบริเวณที่เป็นสีเขียวกว้างใหญ่แทบจะสุดสายตา
     มาโกโตะกับเอย์จิปล่อยให้รุ่นน้องเดินเวียนรอบโดมกระจกชมโน่นชมนี่อยู่พักใหญ่ ๆ แล้วต้อนทั้งหมดเดินต่อไปที่ประตูบรันเดนบวร์กซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล
     ประตูเมืองเก่าขนาดใหญ่ซึ่งมีรูปปั้นรถม้าและม้าลากสี่ตัวอยู่ด้านบนนั้นนับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ใคร ๆ ก็ต้องมาถ่ายรูปด้วย ขนาดมาโกโตะและเอย์จิที่มาหลายครั้งแล้วก็ยังอดไม่ได้ที่จะถ่ายรูปด้วย พวกเขาเดินชมเส้นที่ขีดลากให้เห็นแนวอดีตกำแพงเบอร์ลินที่แยกเมืองออกเป็นฝั่งตะวันตกและตะวันออก ถ่ายรูปเล่นกันอยู่หน้าประตูบรันเดนบวร์กและจัตุรัสปารีสอยู่อีกพักก็เดินต่อไปตามถนนบูเลอวาร์ดอันกว้างใหญ่และสวยงามที่ชื่ออุนเทอร์ เดน ลินเด้น
     อัตสึโตะเดินรั้งท้ายเพราะหยุดถ่ายรูปหมีตัวใหญ่ที่ยืนอยู่หน้าร้านค้า สัญลักษณ์ของเมืองเบอร์ลินคือหมี ร้านค้าหลายร้านจึงนำรูปปั้นหมีที่เพ้นท์ลายสวย ๆ มาตั้งด้านหน้าเพื่อเรียกลูกค้า ชายหนุ่มชอบหมีตัวใหญ่สีน้ำตาลใส่เสื้อสีขาวหน้าร้านขายของที่ระลึกแห่งหนึ่งบนถนนสายนี้มาก มันดูน่ารักน่ากอด เขาจึงตัดสินใจซื้อพวงกุญแจรูปหมีตัวนี้เก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก
     “ทำอะไรอยู่น่ะอัตสึโตะ” มายะเดินมาตาม
     “ถ่ายรูปหมีอยู่ ดูสิ น่ารักเนอะ”
     อัตสึโตะรีบเก็บพวงกุญแจใส่กระเป๋ากางเกง แล้วเดินแกมวิ่งมาหา พร้อมกับส่งรูปในโทรศัพท์ให้ดู
     “ก็งั้น ๆ แหละ” มายะไม่เออออด้วย เขาไม่ชอบหมี
     “ไปเหอะอัตสึโตะ คนอื่น ๆ เดินลิ่วไปโน่นแล้ว”
     มายะรีบดึงแขนอัตสึโตะให้เดินตามเขาไป
     ระหว่างทางมีซุ้มขายขนมปังเพรทเซลและไส้กรอกย่างอยู่เป็นระยะ อาหารเที่ยงของทุกคนก็เลยเป็นของพวกนี้ อัตสึโตะติดใจไส้กรอกย่างทั้งแบบเทือริงเง่อและแบบที่ผสมผงเครื่องเทศและผงพริก แต่เขาชอบซื้อแบบเทือริงเง่อมากกว่า เขาจะได้ขนมปังก้อนเล็ก ๆ ผ่าครึ่งเสียบไส้กรอกย่างหนังกรอบดุ้นยาว ๆ ที่ดูแล้วไม่สมดุลกันเลย แต่เขาชอบเพราะรูปร่างมันตลกดี ส่วนชินจิไม่ชอบทั้งขนมปังและเพรทเซล แต่เขากินไส้กรอกเยอรมันได้ เขาก็เลือกสั่งแต่ไส้กรอกเปล่า ๆ ไม่เอาขนมปังทุกครั้ง
     ทั้งหมดเดินชมสถานที่ท่องเที่ยวแถวนั้นต่อไล่ไปทั้งเบอร์ลินโดม โรงอุปรากร ศาลาว่าการเมือง จนมาจบลงที่สถานีโทรทัศน์และจตุรัสอเล็กซานเดอร์
     “บนนั้นมีร้านอาหารหมุนได้ด้วยนะ ให้คนนั่งกินข้าวชมวิว” มาโกโตะชี้ไปที่ลูกกระจกกลม ๆ บนอาคารสถานีโทรทัศน์ แต่ตอนนี้ไม่มีใครสนใจอยากจะไปกินข้าวชมวิว แต่ละคนเริ่มเหนื่อยเพราะเดินมาทั้งวัน ต้องการที่จะหาอะไรกินและกลับไปพักผ่อนมากกว่า ทุกคนจึงหาอะไรง่าย ๆ กินกันแถวนั้น แล้วเดินไปชมเวิร์ลด์คล็อคทาวเวอร์ที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อยซึ่งจะแสดงเวลาจากทั่วทุกมุมโลก จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับ
     ชินจิลาอัตสึโตะที่หน้าห้อง และเมื่อเขาเปิดไฟในห้องพัก เขาก็เห็นกระดาษแผ่นหนึ่งพับครึ่งวางอยู่บนพื้น คงมีใครสักคนเสียบกระดาษแผ่นนี้ลอดช่องประตูเข้ามา ชินจิคิดเมื่อก้มลงไปหยิบมาเปิดอ่าน

     “อยากชวนนายไปกินเบียร์ แต่นายไม่อยู่ที่ห้อง เที่ยวสนุกเลยสินะวันนี้ ดีจัง – เควิน”

     ชายหนุ่มอึ้งไปนิดเมื่ออ่านจบ
     เขาอยากรู้จริง ๆ ว่าเควินคิดอย่างไร

ออฟไลน์ insomniac

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1518
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +107/-3
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 2 - update - 21.9.2014
«ตอบ #7 เมื่อ21-09-2014 07:52:01 »

สุดยอดมาก
ทั้งรายละเอียด เนื้อเรื่อง และการบรรยาย
คนแต่งเรียนอยู่ที่โน่นใช่ไหมครับ อ่านแล้วมันใช่จริงๆ

ออฟไลน์ Paracetamol

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 669
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-2
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 2 - update - 21.9.2014
«ตอบ #8 เมื่อ21-09-2014 13:39:54 »

สนุกดีเหมือนได้ไปเที่ยวเลย o13

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 2 - update - 21.9.2014
«ตอบ #9 เมื่อ22-09-2014 00:50:33 »

บทที่ 3

     งานเลี้ยงอาหารประจำชาติครั้งแรกจัดที่คลับรูมของหมู่บ้านนักศึกษาอัตเลอร์สโฮฟ แม่งานอย่างมายะงานยุ่งตั้งแต่ตอนเช้า เขากับชินจิและอัตสึโตะไปซื้อของสดที่เค้าฟ์ลันด์หิ้วกลับมาทำกันที่ห้องครัวในฟลอร์ของอัตสึโตะและชินจิ
     งานนี้กะจำนวนแขกค่อนข้างยากเพราะไม่มีการลงชื่อหรือลงทะเบียนกันก่อน แต่จากงานครั้งก่อน ๆ ก็พอจะกะคร่าว ๆ ได้ว่าอาจจะมีคนมาร่วมงานสักห้าสิบคน จุดประสงค์ของงานคือให้นักศึกษาได้ทำความรู้จักกันและเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง อาหารในงานก็ขอแค่มีพอให้ทุกคนได้ชิมกันคนละนิดละหน่อยเท่านั้นก็พอ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น พวกเขาก็อยากจะทำกันออกมาให้ดีที่สุด
     มายะ ชินจิและอัตสึโตะเริ่มทำอาหารกันตั้งแต่บ่าย แบ่งหน้าที่กันเหมือนเดิมคือมายะเป็นคนปรุงข้าวซูชิ หมักเนื้อไก่ ทำซุปมิโสะ ปรุงรสไข่ที่จะไว้ทำไข่ม้วน ชินจิเป็นคนทอดไก่และไข่ม้วน ส่วนอัตสึโตะเป็นมือมีดหั่นทุกอย่างที่ขวางหน้า
     มานูเอลอาสาเป็นลูกมือเหมือนเดิมเช่นกัน คอยช่วยมายะม้วนมากิซูชิ
     “โอ้โห น่าสนุกจังเลยนะ”
     คู่รักเปิดเผยมาร์โคและมาริโอ้ทักเมื่อเดินเข้ามาในครัวแล้วเห็นเพื่อนร่วมฟลอร์กำลังทำอาหารกันอย่างขะมักเขม้น
     “ว้าว ซูชิ นี่สำหรับงานคืนนี้เหรอ” มาร์โคถาม เขารู้จักซูชิ อาหารตะวันออกชนิดนี้เป็นที่นิยมในเยอรมนี ร้านอาหารในห้างหลายร้านก็ขายซูชิ แถมยังมีแบบเป็นกล่องแช่เย็นขายอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ก็ดูไม่สดใหม่น่ากินเหมือนที่เพื่อนของเขากำลังทำอยู่ตอนนี้
     “ใช่แล้ว นายจะมาร่วมงานด้วยรึเปล่าล่ะ” อัตสึโตะถาม
     มาร์โคยิ้มกริ่ม ก่อนจะเดินไปกอดเอวอัตสึโตะพร้อมกับเอาคางเกยบ่าเอาไว้
     “ไปสิ อยากกินอาหารฝีมืออัตสึโตะ นายนี่มันน่ากินจังเลยนะ”
     ซูชิที่ม้วนเป็นแท่งยาวอย่างสวยงามในมือของมายะถูกขยำรวมกันเป็นก้อนข้าวสีกระดำกระด่างทันทีขณะที่ชายหนุ่มถลึงตาใส่มาร์โคที่กล้าบังอาจมาแต๊ะอั๋งอัตสึโตะของเขา
     วอนซะแล้ว ไอ้หัวหงอนไก่!
     แต่ยังไม่ทันจะได้ขว้างก้อนข้าวในมือใส่หน้ามาร์โคไปอย่างใจคิด มานูเอลที่ยืนอยู่ข้างเขาก็ปรามเพื่อนเสียก่อนว่า
     “อย่าเล่นกับอัตสึโตะอย่างนี้น่ามาร์โค หมอนั่นไม่ได้เป็นอย่างนาย”
     มาร์โคปล่อยมือที่โอบเอวอัตสึโตะอยู่ทันทีโดยที่ไม่อ้อยอิ่ง แต่ก็ยังมิวายแกล้งหยิกแก้มอัตสึโตะเล่นก่อนจะย้ำว่าเขาไปร่วมงานเลี้ยงคืนนี้อย่างแน่นอน แล้วเดินกลับไปคลอเคลียกับมาริโอ้ใหม่ เมื่อทั้งคู่เดินออกไปข้างนอกแล้ว มายะก็ทิ้งก้อนข้าวในมือลงบนโต๊ะอย่างไม่แยแส แล้วคว้าผ้าเช็ดหน้ามาเช็ด ๆ ถู ๆ ตรงที่ที่อัตสึโตะโดนหยิกแก้ม
     “โอ๊ย นายทำอะไรของนายเนี่ย มันเจ็บนะ” อัตสึโตะปัดมือมายะออกด้วยความรำคาญ
     “ก็ลบรอยของไอ้หัวไก่นั่นไง มันหยิกแก้มนาย แถมยังมาโอบเอวอีก มันทำบ้าอะไรของมันก็ไม่รู้ ฉันต้องรีบตัดไฟเสียแต่ต้นลม”
     “แต่นายเช็ดมากเกินไปแล้วโว้ย พอเลย เลิกเช็ดแล้วกลับไปทำงานต่อเดี๋ยวนี้นะ” อัตสึโตะโวยตอบเสียงขุ่นมัวพร้อมกับไล่ให้มายะกลับไปม้วนซูชิต่อ แล้วเขาก็เลยลืมไปว่าตัวเองตั้งใจจะถามมานูเอลว่ามาร์โคเป็นอะไรและทำไมมาร์โคมาหยอกล้อเล่นกับเขาแบบนี้แต่มาริโอ้กลับไปสนใจเลยสักนิดเดียว

     เมื่อเตรียมอาหารเสร็จเรียบร้อย ทุกคนก็ช่วยกันยกลงไปที่คลับรูมซึ่งจัดไว้พร้อมสำหรับงานเลี้ยงแล้ว โต๊ะยาวถูกขนมาตั้งไว้ด้านหนึ่งเพื่อไว้วางอาหาร บนเวทีมีคอมพิวเตอร์พร้อมลำโพงสำหรับเปิดเพลงและเมื่องานครั้งนี้เป็นของประเทศญี่ปุ่น เพลงที่จะเปิดจึงเป็นเพลงญี่ปุ่นจากไอพ็อดของมายะและอัตสึโตะ
     มายะเจ้ากี้เจ้าการสั่งให้จัดอาหารวางเรียงแบบที่เขาต้องการ ตัวชายหนุ่มจัดจานกระดาษ ถ้วยพลาสติก ตะเกียบไม้แบบใช้แล้วทิ้ง พร้อมทั้งกระดาษทิชชู่เตรียมไว้อย่างพรักพร้อม และยังมีชาร้อนแบบญี่ปุ่นชงใส่กระติกอย่างดีไว้ให้คนในงานชิมด้วย
     งานเริ่มในตอนหกโมงเย็น แต่คนเริ่มทยอยกันมาก่อนหน้านั้นและตั้งแถวรอที่โต๊ะอาหาร ทุกคนสนใจอยากจะลองชิมซูชิหน้าตาน่ากินกันทั้งนั้น มายะกับชินจิช่วยกันตักอาหารแจก แต่สองคนตักกันไม่ทัน ชินจิจึงไปขอให้เอริคที่บังเอิญยืนอยู่ใกล้พวกเขาที่สุดมาช่วยด้วยอีกคน
     อัตสึโตะขอบายเรื่องการตักอาหารแล้วไปประจำอยู่บนเวทีแทนเพื่อเปิดเพลง ชายหนุ่มดึงตัวมานูเอลมานั่งกับเขาหลังคอมพิวเตอร์เพราะเขาไม่ถนัดคอมพิวเตอร์ที่คำสั่งทุกอย่างเป็นภาษาเยอรมัน
     “นายฟังเพลงแบบไหน” อัตสึโตะชวนคุย
     “ฟังได้ทุกแนว เพลงป๊อบทั่วไปอะไรยังงี้แหละ นายล่ะ”
     “เหมือนกัน แต่ฉันมักจะฟังเพลงญี่ปุ่นน่ะนะ เพลงอนิเมชั่นการ์ตูนก็ชอบ” อัตสึโตะเลื่อนแทร็คเพลงการ์ตูนเพลงหนึ่งขึ้นมาต่อจากเพลงที่เล่นใกล้จะจบแล้ว
     “จังหวะสนุกดี” มานูเอลชม
     “งานอดิเรกอย่างอื่นล่ะมีไหม” อัตสึโตะถามต่อ
     “ชอบกีฬา ฉันเล่นเทนนิส สกี เทร็กกิ้ง อ้อ ชอบไปเที่ยวด้วย”
     อัตสึโตะฟังแล้วย่นจมูก บอกว่า
     “ฉันไม่ค่อยชอบเล่นกีฬาเท่าไหร่ ไม่ชอบไปไหนด้วย ถ้ามีเวลาว่างขนาดนั้นฉันว่านอนดีกว่า ขี้เกียจออกไปข้างนอก สำหรับฉันนะ โซฟานุ่ม ๆ เนี่ยเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในโลกแล้ว”
     “ไหนมาโกโตะบอกฉันว่านายเล่นฟุตบอล” มานูเอลถาม
     “ก็เล่นได้ แต่ขี้เกียจ”
     “ใกล้ ๆ นี่มีทะเลสาบด้วยนะ นายรู้ไหม” มานูเอลลองหยั่งเสียง เมื่ออีกฝ่ายส่ายหน้า แต่ดูมีทีท่าสนใจ เขาก็พูดต่อว่า “ชื่อมึกเกลเซ สวยมากเลย มีโรงเบียร์ มีเบียร์การ์เด้น ขี่จักรยานก็ได้ หรือเทร็กกิ้งที่ภูเขามึกเกลก็ได้ ฉันกำลังคิดจะไปเทร็กกิ้งสักครั้งอยู่พอดีก่อนหน้าหนาว ตอนแรกคิดว่าจะชวนนาย แต่เมื่อกี้นายบอกว่าไม่ชอบออกไปข้างนอก งั้นนายก็คงไม่สนใจใช่ไหม”
     อัตสึโตะรีบส่ายหน้าอย่างแรง
     “สนใจสิ ให้ฉันไปกับนายด้วยนะ”
     “ไหนบอกขี้เกียจออกไปข้างนอกไง”
     “ก็ขี้เกียจ แต่อยากไปกับนาย แล้วฉันก็ยังไม่เคยไปทะเลสาบนี่ด้วย ให้ฉันไปกับนายด้วยคนนะ” อัตสึโตะรบเร้า
     “ไปสิ” มานูเอลตกลง แล้วเขาก็ยิ้ม บอกว่า “เบอร์ลินมีอะไรน่าทำมากมาย นายอุตส่าห์มาถึงที่นี่แล้ว ถ้ามัวแต่นอนอยู่ในห้องมันก็น่าเบื่อออกนะ นายว่าจริงไหม”

     ชินจิกำลังตักซุปมิโสะมือเป็นระวิง คนที่มาร่วมงานวันนี้น่าจะมากกว่าห้าสิบคนเพราะเขาเห็นคนแน่นคลับรูมไปหมด ระหว่างที่กำลังเป็นกังวลว่าอาหารจะไม่พอ ไหล่ของเขาก็ถูกสะกิด
     “ขยันจังนะ” เควินทัก
     “นายมาตั้งแต่เมื่อไหร่” ชินจิหันมาคุยด้วย แต่มือของเขายังตักซุปต่อไป
     “มาเมื่อกี้ คนเข้าคิวกันยาวจังเลยเนอะ ยังงี้คงอีกนานแน่กว่าจะได้กิน” เควินเปรย
     ชินจิฟังแล้วทำหน้ายุ่ง ใจจริงเขาอยากลัดคิวให้ชายหนุ่มอยู่เหมือนกัน แต่เขาทำไม่ได้ คนอื่น ๆ เข้าคิวกันเป็นอย่างดี ถ้าเขาลัดคิวให้ใครมันจะไม่ดี แต่เขาก็อยากเอาใจเควินเหมือนกัน ชินจิจึงตัดสินใจก้มลงไปหยิบกล่องทัปเปอร์แวร์ในถุงกระดาษใต้โต๊ะที่แบ่งอาหารส่วนของตัวเองใส่เอาไว้ขึ้นมาส่งให้เควินไป กล่องทัปเปอร์แวร์สีเข้มดูไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้นทำให้ดูไม่น่าเกลียดนัก แล้วเมื่อเห็นรอยยิ้มของเควิน ชินจิก็รู้สึกดีใจที่ทำอย่างนั้น
     อาหารพอดีกับจำนวนคนอย่างฉิวเฉียด ต้องขอบคุณความรอบคอบของมายะที่ทำเผื่อเอาไว้พอสมควร ชินจิช่วยมายะเก็บของทั้งหมดใส่ถุงเตรียมไว้ขนกลับตอนเลิกงาน เมื่อเสร็จเรียบร้อย มายะก็เอากล่องทัปเปอร์แวร์ใส่อาหารสามกล่องออกมา ชายหนุ่มสบถด้วยความขัดใจเมื่อเห็นอัตสึโตะอยู่กับมานูเอลอีกแล้ว มายะรีบแทรกผู้คนไปยังเวทีทันที ปล่อยให้ชินจินั่งอยู่ที่โต๊ะยาวคนเดียว
     หลังจากรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย งานเลี้ยงอาหารประจำชาติจะกลายเป็นปาร์ตี้ธรรมดาไปในทันที เพลงจะถูกเปลี่ยนใหม่เป็นจังหวะที่เร็วขึ้นเพื่อให้คนในงานได้เต้นกัน ทุกคนดื่ม คุย และเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน
     ชินจิไม่สนใจเรื่องเต้น เขาจิบเบียร์ดูคนอื่นไปเงียบ ๆ มีคนแวะเวียนกันมาทักและชมเขาเรื่องอาหารบ้างซึ่งชายหนุ่มก็ยิ้มแย้มพูดคุยด้วยเป็นอย่างดี แล้วตอนที่เขากำลังคุยอยู่กับชายหนุ่มผมดำหน้าตาดีคนหนึ่ง เควินก็เดินเข้ามาขัดจังหวะ เขาส่งกล่องทัปเปอร์แวร์คืนให้พร้อมกับชมว่า
     “อร่อยทุกอย่างเลย นายนี่ทำอาหารเก่งจัง”
     คนถูกชมเป็นปลื้ม แทบจะลืมผู้ชายอีกคนหนึ่งไปในทันที
     “นายชอบอะไรมากที่สุดล่ะ”
     “ไก่ทอด”
     “แล้วนายว่าซูชิเป็นยังไงบ้าง ชอบแบบไหนมากที่สุด”
     “ไอ้แบบที่ม้วนเป็นกรวยก็อร่อยดี”
     ทั้งคู่คุยกันจนชินจิไม่เห็นว่าผู้ชายผมดำคนนั้นหายไปตั้งแต่เมื่อไร
     เควินขยับเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ข้างชินจิ และตอนนั้นเองที่เจอโรมเดินผ่านมาพอดี ชายหนุ่มชะงักเท้านิดหนึ่ง มองเพื่อนสนิทตัวเองและชินจิที่กำลังคุยกันอย่างสนิทสนม
     “เอ๋ สองคนนี้ชักจะยังไง ๆ แล้วนะ” เจอโรมแซวพร้อมกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
     “ไปให้พ้นเลย” เควินไล่ แต่เขาไม่ปฏิเสธหรือแก้ตัวอะไรสักนิด ชินจิเหลือบมองเควินนิดหนึ่ง แต่เมื่อชายหนุ่มไม่พูดอะไร เขาก็ไม่อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองเหมือนกัน
     เขาอยากได้ยินจากปากของเควินเองมากกว่า
     “อย่าไปสนใจเลยนะ เจอโรมมันปากมากยังงี้แหละ” เควินหันมาบอก
     “นายสองคนสนิทกันมากเลยใช่ไหม” ชินจิถาม
     “ฉันสนิทกับเจอโรมที่สุด ที่ฉันพักที่นี่ ไม่หาหอพักใกล้แคมปัสกลางก็เพราะเจอโรมนี่แหละ อยู่กับมันแล้วสนุกดี”
เควินตอบ สบตากับชินจิเมื่อพูดต่อว่า
     “แล้วตอนนี้ก็ต้องบอกว่าตัวเองโชคดีแล้วที่เลือกพักที่นี่”
     สายตาของเควินรวมทั้งความนัยในคำพูดของชายหนุ่มทำให้ชินจิหน้าร้อน

     หลังจากเปลี่ยนโหมดจากงานเลี้ยงอาหารประจำชาติเป็นปาร์ตี้ธรรมดา หน้าที่เปิดเพลงของอัตสึโตะก็จบลง ชายหนุ่มดึงมือมานูเอลไปยืนด้วยกันที่มุมหนึ่ง ทั้งคู่คุยกันต่อเรื่องงานอดิเรก ขณะที่มานูเอลกำลังเล่าเรื่องเทร็กกิ้งที่ภูเขาที่เขาเคยไป มายะก็เข้ามาหาพร้อมกับกล่องทัปเปอร์แวร์ในมือ ยื่นกล่องใบหนึ่งให้อัตสึโตะ
     “นี่ส่วนของนาย”
     “แล้วไหนของมานูเอล” อัตสึโตะสงสัย
     “ไม่มี ฉันลืมแบ่ง” มายะตอบ แต่พอเห็นสายตาของอัตสึโตะ เขาก็หน้ามุ่ย แล้วก็ยัดกล่องใบที่สามใส่มือใหญ่ ๆ ของมานูเอล บอกเสียงสะบัดว่า
     “เออ ๆ รู้แล้ว ฉันแบ่งไว้แล้วล่ะน่า ขอบใจที่มาช่วยวันนี้”
     อัตสึโตะส่ายหน้าอย่างระอากับอาการออกนอกหน้าของเพื่อน ก่อนจะเปิดกล่องเพื่อหยิบของข้างในออกมากิน
     เพียะ
     มายะตีมือเขาพร้อมกับดุว่า
     “ถ้าจะใช้มือ นายต้องไปล้างมือก่อน”
     “อะไรของนายเนี่ย” อัตสึโตะบ่นงึมงำ แต่เขาก็ยอมทำตามที่มายะบังคับเพื่อตัดรำคาญ เพราะถ้าไม่ทำ มายะจะบ่นไม่หยุด ชายหนุ่มเอากล่องอาหารฝากคนดุนั่นแหละไว้ แล้วก็เดินฝ่าคนออกไปห้องน้ำที่อยู่ด้านนอก
     “นายก็เหมือนกัน จับตะเกียบผิด ฉันสอนเท่าไหร่ทำไมไม่จำ”
     มายะเล่นงานมานูเอลต่อ เมื่อหันไปเห็นชายหนุ่มจับตะเกียบไขว้กัน
     “ก็ฉันใช้ตะเกียบไม่เป็น” มานูเอลว่า เขาพยายามจับตะเกียบแบบที่มายะสอนแล้ว โดยใช้สองนิ้วประคองและนิ้วชี้เป็นตัวบังคับ แต่มันยาก เวลาเผลอจึงกลับไปจับแบบเก่าทุกที
     “ใช้ไม่เป็นก็ต้องหัดสิ” มายะดุ และมานูเอลคิดว่า มายะต้องกำลังแก้แค้นเขาอยู่แน่ ๆ เพราะคำพูดของมายะนั้นเหมือนกันเปี๊ยบกับตอนที่เขาเคี่ยวเข็นให้ทั้งอัตสึโตะและมายะพูดภาษาเยอรมันตลอดเวลา ถ้าหลุดภาษาญี่ปุ่นออกมาเมื่อไร เขาในฐานะติวเตอร์ส่วนตัวของทั้งคู่ก็จะดุว่า
     ‘มัวแต่พูดญี่ปุ่น แล้วเมื่อไหร่จะพูดเยอรมันได้ อยากพูดได้ก็ต้องหัดเยอะ ๆ สิ’
     ชายหนุ่มหัวเราะหึหึ ก่อนจะเปรย ๆ ว่า
     “นายนี่ดุยิ่งกว่าแม่ฉันอีกนะมายะ”
     “นายอย่าพูดเหมือนเจ้าอัตสึโตะอีกคนได้ไหม ฉันไม่ได้อยากเป็นแม่มัน แล้วก็ยิ่งไม่อยากเป็นแม่นายเข้าไปใหญ่”
     “นายรักอัตสึโตะมาตั้งแต่เมื่อไหร่แล้ว”
     “ตั้งแต่สี่ขวบ”
     อัตสึโตะตอนเด็ก ๆ ตาเรียว แก้มแดงป่อง ๆ น่ารักน่าหยิกแก้มมาก มายะรักอัตสึโตะมาตั้งแต่เจอครั้งแรกที่โรงเรียนอนุบาลแล้ว และเขาก็ตามดูแลประคบประหงมอัตสึโตะมาโดยตลอด ขนาดหมอนั่นไปเรียนที่โตเกียวตอนมัธยมปลาย เขายังกระเสือกกระสนตามไปเรียนด้วยเลย
     “นานนะ”
     “นาน และฉันจะไม่ยอมแพ้”
     มายะพูดด้วยความมุ่งมั่น ตาเรียวจ้องมานูเอลเขม็ง
     “นายยังไม่เลิกคิดว่าฉันเป็นคู่แข่งอีกรึไง” ชายหนุ่มถาม
     มายะขยับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เขาก็ตัดสินใจไม่พูด จังหวะนั้นเอง อัตสึโตะก็เดินเข้ามาจับแขนมานูเอลเขย่า ๆ
     “นายเป็นอะไร” มานูเอลขมวดคิ้วเมื่อเห็นเพื่อนทำหน้าพิลึก
     “ก็..ก็..” อัตสึโตะนึกคำพูดไม่ออก และเมื่อเขาพยายามจะนึก ชายหนุ่มก็จะกระโดด นึกไปกระโดดหย็องแหย็งไปเหมือนตั๊กแตนจนมานูเอลเปลี่ยนจากสงสัยเป็นขำ มือใหญ่ของเขาจับศีรษะอัตสึโตะด้วยความเอ็นดูพลางพูดว่า
     “ทำไมทำท่าแปลก ๆ อย่างนั้น นายเป็นอะไร มีอะไรก็พูดมาสิ”
     “คือ..ในห้องน้ำอะ” อัตสึโตะพยายามเรียบเรียงคำพูด “มาร์โคกับใครก็ไม่รู้ จะว่าใครก็ไม่รู้ไม่ได้สิ ฉันว่าฉันรู้จักผู้ชายคนนั้นนะ คนที่เจอที่ผับวันนั้น ชื่ออะไรวะ...” อัตสึโตะเงียบไปเดี๋ยวหนึ่งก่อนจะนึกได้ “อ้อ มัทธีอัส ขื่อมัทธีอัส คือมาร์โคกับมัทธีอัสกำลังมีอะไรกันในห้องน้ำอะ”
     อัตสึโตะนึกถึงตอนที่เปิดประตูห้องน้ำเข้าไปแล้วได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ ในห้องน้ำห้องในสุด พอเดินเข้าไปเมียงมองก็ต้องตกใจเพราะห้องน้ำห้องนั้นประตูยังเปิดอ้าซ่า ข้างในห้อง มาร์โคกำลังพันตูอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งอย่างถึงลูกถึงคน
     “อ้อ เรื่องนี้เอง” มานูเอลทำเสียงเข้าใจในลำคอ
     “ทำไมเป็นมาร์โคกับมัทธีอัส ทำไมไม่ใช่มาริโอ้ สองคนนั้นเป็นแฟนกันไม่ใช่เหรอ” อัตสึโตะไม่ได้ตกใจสิ่งที่เห็น แต่เขาติดใจเรื่องนี้มากที่สุด
     “ดูโน่นแน่ะ” มานูเอลชี้ไปยังมุมหนึ่งใกล้โต๊ะบอลมือหมุน อัตสึโตะกับมายะมองตามไปเห็นผู้ชายตัวอวบ ๆ คนหนึ่งกำลังจูบกับผู้ชายอีกคนหนึ่งอยู่
     อัตสึโตะยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่
     “สองคนนั้นเป็นแฟนกันแบบนี้แหละ สำหรับเรื่องเซ็กซ์ พวกนั้นไม่ได้จำกัดว่าจะต้องทำแต่กับคู่ของตัวเองเท่านั้น มันก็เปลี่ยนของมันไปเรื่อย ๆ บางทีก็ทรีซัม แล้วแต่โอกาส อยู่ ๆ ไปนายก็เห็นเอง อย่างมัทธีอัส เทอมที่แล้วฉันก็เคยเห็นมันมาค้างที่ห้องมาร์โคอยู่บ่อย ๆ”
     มานูเอลอธิบาย
     “ตอนที่มันมาเกาะแกะนายในครัว ฉันถึงปรามมันไปอย่างนั้นไง”
     อัตสึโตะเข้าใจแล้ว แต่ก็ยังทำหน้ายุ่งอยู่ดี เรื่องแบบนี้ทำอย่างไรก็คงชินไม่ได้ง่าย ๆ หรอก
     “ที่ญี่ปุ่นคงไม่มีแบบนี้สินะ” มานูเอลถาม
     “ก็มีเหมือนกัน แต่มันไม่ประเจิดประเจ้อขนาดนี้” อัตสึโตะพูด ก่อนจะมองมานูเอลเขม็ง
     “แล้วนายเป็นอย่างนี้เหมือนกับเขาอีกคนรึเปล่าเนี่ย”
     “ฉันไม่ได้มีแฟนตาซีเซ็กซ์แบบนั้นหรอก” มานูเอลรีบปฏิเสธ
     ทั้งสองคนพูดกันโดยไม่สนใจมายะที่ยืนหัวโด่อยู่ตรงนั้นอีกคนสักนิด แกล้งกระแอมยังไม่มีใครหันมามองเขาเลย
     หรือสวรรค์จะกลั่นแกล้งเขาจริง ๆ
     กล่องข้าวในมือมายะทิ่มพรวดไปตรงหน้าอัตสึโตะทันที
     “นี่กล่องข้าวของนาย! กินก่อนเถอะ มันเย็นหมดแล้ว”

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: "บนทางรัก" - บทที่ 2 - update - 21.9.2014
« ตอบ #9 เมื่อ: 22-09-2014 00:50:33 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-80
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 3 - update - 22.9.2014
«ตอบ #10 เมื่อ22-09-2014 01:57:54 »

ชอบมากค่ะ

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 3 - update - 22.9.2014
«ตอบ #11 เมื่อ23-09-2014 01:47:37 »

     งานเลี้ยงอาหารประจำชาติครั้งแรกของเทอมนี้จบลงอย่างเรียบร้อยและประสบความสำเร็จเกินคาด องค์กรนักศึกษาจึงจัดครั้งที่สองต่อในเวลาอันรวดเร็ว สถานที่จัดงานยังคงเป็นคลับรูมเหมือนเดิม และคราวนี้เป็นตาของประเทศเจ้าบ้าน คือเยอรมัน
ฟิลิปเป็นแม่งานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นครั้งแรกที่อัตสึโตะเห็นชายหนุ่มกับบาสเตียนจับมือกัน
     เข้าทำนองยามศึกเราร่วมรบ ยามสงบเราตบตีกันเอง
     นอกจากฟิลิปและบาสเตียนก็ยังมีมานูเอลกับเควินที่ถูกดึงให้มาเข้าร่วมด้วย เมนูคืออาหารท้องถิ่นของรัฐทางตะวันตกและทางใต้ เควินกับมานูเอลมาจากรัฐนอร์ดไรน์เวสต์ฟาเล่นทางตะวันตก เลือกทำขนมปังโรยเกลือกับเมล็ดยี่หร่ารับประทานกับหมูสับและหัวหอม และเฟฟเฟอร์พ็อตฮัสท์ซึ่งเป็นสตูเนื้อแบบเวสต์ฟาเล่น ส่วนบาสเตียนกับฟิลิปซึ่งมาจากรัฐบาเยิร์นทางใต้เตรียมคเนอเดลซึ่งเป็นก้อนแป้งต้ม ไส้กรอกขาวไวซ์วัวร์สท์ และสลัดมันฝรั่งแบบบาเยิร์น ของหวานเป็นขนมโดนัทโรยน้ำตาลของขึ้นชื่อของเบอร์ลิน และเครื่องดื่มคือเบียร์ดอร์ทมุนด์ เบียร์จากเมืองเกิดของเควินซึ่งได้ชื่อว่ามีการหมักเบียร์ทำเบียร์กันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
     อาหารที่จะทำไม่ยุ่งยากอะไร แต่ก็จำเป็นต้องใช้แรงงานคนอยู่ดี ข้างตัวฟิลิปจึงมีสาวน้อยหน้าแฉล้มคนหนึ่งมาช่วยปั้นแป้งคเนอเดล แล้วเอาแป้งที่ปั้นเป็นก้อนกลม ๆ เล็ก ๆ ไปต้มในหม้อจนสุก ฟิลิปแนะนำว่าชื่อเคลาเดีย เป็นคนรักของเขา บาสเตียนทำสลัดมันฝรั่งแบบบาเยิร์นซึ่งก็ไม่ยุ่งยากอะไรเพียงแค่หั่นมันฝรั่ง แตงกวา หัวหอม แอปเปิ้ลเป็นชิ้นแล้วผสมด้วยน้ำสลัดที่ปรุงรสด้วยน้ำส้ม เกลือ น้ำตาล พริกไทย มัสตาร์ด และน้ำมันนิดหน่อยโรยหน้าด้วยเบคอนกรอบ ส่วนไส้กรอกขาวกับขนมโดนัทแบร์ลีนเนอร์ก็ซื้อแบบที่ทำสำเร็จมาแล้ว
     ชินจิอาสาช่วยเควิน ขนมปังโรยเกลือและเมล็ดยี่หร่านั้นไม่ได้ทำเอง แต่ซื้อมาจากร้านขายขนมปัง เควินต้องทำไส้ที่เป็นหมูสับปรุงรสและหัวหอมสับเอง เขาให้ชินจิช่วยผ่าครึ่งขนมปังก้อนกลม ตักหมูสับใส่ลงไป วางขนมปังอีกครึ่งประกบ แล้วโรยด้วยหัวหอมสับด้านบน
     อัตสึโตะก็อยากช่วยมานูเอลเหมือนกัน แต่เขาเหมือนมาช่วยชิมมากกว่า เพราะกลิ่นเฟฟเฟอร์พ็อตฮัสท์ที่ใส่เม็ดพริกไทย ใบกระวาน และกานพลูลงไปปรุงรสด้วยน้ำมะนาวและพริกไทยป่นนั้นหอมยั่วกระเพาะชายหนุ่มเหลือเกิน หลังจากเคี่ยวเนื้อจนสุก มานูเอลจึงตักใส่ถ้วยเล็กมาให้อัตสึโตะ
     “ปกติจะกินกับมันฝรั่ง แตงกวา หรือหัวผักกาดแดง แต่กินกับคเนอเดลก็ได้” ชายหนุ่มบอก
     “ไม่เอาล่ะ ฉันว่ากินกับข้าวสวยอร่อยที่สุด” อัตสึโตะว่า เขาอุ่นข้าวที่มายะหุงไว้ให้เกือบทุกวันมากินกับสตูเนื้อฝีมือมานูเอลอย่างมีความสุข
     งานเริ่มหกโมงเหมือนเดิม อาหารถูกลำเลียงไปวางไว้บนโต๊ะในคลับรูมอย่างเรียบร้อย คนก็ทยอยกันมาเรื่อย ๆ และเริ่มมาเข้าแถวที่โต๊ะเพื่อรอชิมอาหารเหมือนครั้งที่แล้ว
     “ให้ฉันช่วยนะเควิน” ชินจิอาสา และเควินก็ส่งมีดให้ชายหนุ่มช่วยตัดครึ่งขนมปัง
     “เราจะให้คนละครึ่งชิ้น” เควินบอก ชินจิก็หยิบขนมใส่จานให้แขกในงานตามนั้น
     มานูเอลไม่ได้เป็นคนตักอาหาร เพราะมีคนช่วยอยู่มากแล้วที่โต๊ะ ทั้งชินจิ เควิน ฟิลิป เคลาเดีย และเพื่อนอีกสองสามคน เขาจึงนั่งจิบเบียร์ดอร์ทมุนด์ที่เควินสุดแสนจะภาคภูมิใจเป็นล้นพ้นพลางคุยกับอัตสึโตะ ส่วนมายะถูกใช้ให้ไปต่อคิวรับอาหาร ชายหนุ่มบ่นกระปอดกระแปดไม่อยากจะไป แต่ไม่สามารถขัดใจอัตสึโตะได้
     “มานูเอล นายมีเหรียญยี่สิบเซ็นต์ให้ฉันยืมสักเหรียญไหม ฉันจะไปซื้อน้ำอัดลม เหรียญฉันเกลี้ยงหมดแล้ว มีแต่แบงค์ใหญ่ ๆ”
     อัตสึโตะคุ้ยหาเศษเหรียญในกระเป๋าสตางค์ แต่ไม่เจอเลย งานนี้มีแต่เบียร์แจก ชายหนุ่มไม่ดื่มเบียร์ เขาต้องเดินไปซื้อน้ำอัดลมที่บาร์เอง และตอนนี้ขวดเก่าก็ดื่มหมดไปแล้ว
     มานูเอลหยิบกระเป๋าสตางค์ของตัวเองมาเปิดดูแล้วหยิบเหรียญสีทองเหลืองส่งให้
     “รูปแฟนรึเปล่าที่อยู่ในกระเป๋า” จู่ ๆ อัตสึโตะก็ถามขึ้น
     “เนี่ยเหรอ ใช่แล้วล่ะ” มานูเอลหยิบรูปส่งให้
     “สวยนะ” อัตสึโตะชม เคยได้ยินแต่ชื่อคัธริน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นรูป คัธรินเป็นผู้หญิงหน้าคม ตัดผมสั้นแค่คอดูสวยเก๋ ในรูปมานูเอลกอดเอวหล่อนไว้
     “ไม่ได้อยู่ด้วยกันอย่างนี้ นายไม่คิดถึงแฟนบ้างเหรอ”
     “ก็มีบ้าง แต่ชินแล้ว ถ้าคิดถึงก็จะคุยสไกป์กัน” มานูเอลนิ่งไปนิดโดยที่อัตสึโตะไม่ได้สังเกตเพราะมัวแต่จ้องดูรูปเพื่อนกับคนรักอยู่ “ตอนนี้ไม่ได้คุยกันสักพักแล้ว เทอมนี้คาธี่ยุ่ง ได้ยินว่ากำลังจะไปฝึกงาน”
     “อยู่ห่างกันยังงี้ไม่กลัวเรื่องนอกใจเหรอ มันเผลอใจกันได้ง่าย ๆ เลยนะ”
     คราวนี้มานูเอลเงียบไปนานจนอัตสึโตะเงยหน้าขึ้นมองอย่างผิดสังเกต
     “มันก็เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นคาธี่หรือตัวฉันเองก็ตาม ถ้ามันจะเกิด” มานูเอลไม่สบตากับอัตสึโตะ ท่าทางของชายหนุ่มดูอึดอัดแปลก ๆ เขาเสจิบเบียร์ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องไปว่า
     “นายไม่ไปซื้อน้ำอัดลมแล้วเหรอ”
     อัตสึโตะมองมานูเอลที่จู่ ๆ ก็มีทีท่าเหินห่างขึ้นมาอย่างกะทันหันด้วยแววตาที่ขุ่นมัวลงเล็กน้อย ปากของชายหนุ่มเม้มเข้าหากัน เขาอยากจะพูดอะไรกับมานูเอล แต่ก็ไม่ได้พูด อัตสึโตะลุกขึ้นไปซื้อเครื่องดื่มที่บาร์แล้วกลับมาพร้อมกับมายะที่ถือจานใส่อาหารมาทั้งสองมือ
     ทั้งสามคนนั่งรับประทานกันอย่างเงียบ ๆ บรรยากาศดูอึดอัดจนมายะที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรยังจับความผิดปกติได้ เขามองมานูเอลสลับกับอัตสึโตะอย่างสงสัย แต่ยังไม่สบโอกาสจะถาม
     บรรยากาศอึดอัดคลี่คลายลงเมื่อมีใครสักคนเรียกชื่อมานูเอล
     “มานู”
     แล้วเจ้าของเสียงซึ่งเป็นหนุ่มน้อยตัวใหญ่ตัดผมสั้นเกรียนก็เข้ามาทักทายเขาด้วยการทุบไหล่ดังอั้ก
     “ยูเลี่ยน”
     เจ้าเด็กจอมแสบประจำหมู่บ้านนักศึกษานี่เอง ตัวสร้างปัญหาคนละแบบกับเควิน ยูเลี่ยนถนัดเรื่องแกล้งคน เขาเคยเผลอลืมล็อคประตูห้องครั้งหนึ่ง ผลคือเจ้าหมอนี่เข้าไปสร้างเซอร์ไพรซ์ด้วยการตกแต่งห้องพักให้เขาใหม่ ชายหนุ่มตกใจมากเมื่อเปิดประตูห้องมาเจอเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นของเขาถูกพันด้วยกระดาษทิชชู่สีขาวเหมือนมัมมี่ กระดาษทิชชู่ที่เขาซื้อเก็บตุนไว้ทั้งห่อใหญ่หมดเกลี้ยงไม่มีเหลือสักม้วน
     “หายหน้าหายตาไปเลยนะ เปิดเทอมมาตั้งเกือบเดือน แต่ฉันแทบไม่เคยเห็นหน้านายเลย” มานูเอลทัก
     “ฉันก็อยู่แถว ๆ นี้แหละ ไม่ได้หายไปไหนสักหน่อย” ยูเลี่ยนพูด แต่สายตาของเขาจ้องเป๋งไปที่อัตสึโตะที่ฟังทุกอย่างด้วยความสนใจ มานูเอลจึงแนะนำ
     “นี่ยูเลี่ยน เพื่อนรุ่นน้องของฉัน เอ น่าจะอ่อนกว่าพวกนายด้วยนะ” มานูเอลไม่แน่ใจ “ส่วนนี่อัตสึโตะ เพื่อนข้างห้องของฉัน ข้าง ๆ นั่นชื่อมายะ เรียนคณิตศาสตร์เหมือนนาย แล้วถ้าฉันจำไม่ผิด อยู่ตึกเดียวฟลอร์เดียวกับนายด้วยนะ”
     มายะขมวดคิ้ว รู้สึกไม่คุ้นหน้าเลย ไม่ว่าจะเป็นที่ฟลอร์หรือที่คณะ และเจ้ายูเลี่ยนอะไรนี่มันก็ดูแปลก ๆ พิกล ทำไมมันจ้องอัตสึโตะตาวาวอย่างนั้นล่ะ เฮ้ย มันกอดอัตสึโตะทำไม! ชายหนุ่มลุกพรวดมาประจันหน้ากับเพื่อนรุ่นน้องของมานูเอลทันที
ยูเลี่ยนผละจากการกอดทักทายอัตสึโตะมาเผชิญหน้ากับมายะ สายตาและสีหน้าของเขาแสดงความสนุกสนาน แล้วเด็กหนุ่มก็เข้าไปกอดทักมายะอีกคนซึ่งฝ่ายหลังรีบผละออกแทบไม่ทัน
     “ยินดีที่ได้รู้จักนะ ฉันชื่อยูเลี่ยน”
     เด็กหนุ่มแนะนำตัวเองซึ่งฟังแล้วเหมือนการประกาศศึกมากกว่าในสายตาของมายะ แล้วเจ้าเด็กแสบก็หย่อนระเบิดลงบนหัวเขาทันทีด้วยการประกาศว่า
     “มานู เพื่อนนายน่ารักจัง ฉันอยากจีบอัตสึโตะเพื่อนนาย”
     “จีบไม่ได้!” มายะออกโรงค้านทันควัน แต่ยูเลี่ยนไม่สนใจ
     “ทำไมจะจีบไม่ได้ หรือนายเป็นแฟนกับอัตสึโตะล่ะ”
     มายะอึกอักตอบไม่ได้ ยูเลี่ยนยิ้มอย่างมีชัยแล้วหันไปทางอัตสึโตะที่นั่งฟังอยู่เฉย ๆ
     “ให้ฉันจีบนายนะอัตสึโตะ ฉันชอบนาย นายนี่มันน่ารักสุด ๆ ไปเลย”
     มานูเอลขยับจะปรามอาการเล่นไม่เข้าเรื่องของยูเลี่ยนอยู่แล้ว แต่อัตสึโตะกลับพูดขึ้นก่อนว่า
     “เอาสิ อยากจีบก็จีบ ท่าทางน่าจะสนุกดีนะ”
     “อัตสึโตะ!” มายะร้องเหมือนไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง มานูเอลก็มองอัตสึโตะอย่างสงสัยเช่นกัน
     “แค่มีคนอยากจะจีบฉัน ตกใจทำไมกันนักหนา พวกนายไม่ได้เป็นอะไรกับฉันสักหน่อย” อัตสึโตะไม่สนใจ เขาหันไปจับมือกับยูเลี่ยน แล้วพูดว่า
     “ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะยูเลี่ยน”

     ชินจิอยู่ช่วยเควินจนเลิกงาน ชายหนุ่มช่วยตักอาหาร ช่วยเก็บภาชนะใส่อาหารลงถุงเตรียมเอากลับไปล้างที่ครัว ช่วยเก็บขยะใส่ถุงดำมัดปากถุงเรียบร้อย และเมื่อเควินเดินมาหาเขา เอาเบียร์ดอร์ทมุนด์ขวดหนึ่งมายื่นให้พร้อมกับกล่าวคำขอบคุณ ชายหนุ่มก็รู้สึกดีใจจนตัวลอย
     พอดึก คนก็ทยอยกันกลับ แต่ชินจิยังอยู่ในงานเพราะเควินยังอยู่ เควินออกไปเต้นกับเพื่อน ๆ อย่างสนุกสนานสลับกับเดินมาหาเขา เอาขวดเบียร์ในมือมาชนกับขวดเบียร์ของเขา ชวนดื่มด้วยกัน จากนั้นก็ออกไปเต้นต่อ ชินจิไม่ชอบเต้น เขาจึงนั่งอยู่เฉย ๆ มองโน่นมองนี่ไปเรื่อย ๆ แต่สุดท้ายสายตาของเขาก็จะมาหยุดที่เควินเสมอ คืนนี้เควินดื่มเยอะเป็นพิเศษ แต่เขาก็ยังไม่มีท่าทีจะเมา แค่เดินเซ ๆ เท่านั้นและยังหัวเราะร่วนกับเพื่อน ๆ ตลอดเวลา
     เพื่อนคนอื่นทยอยกันกลับเกือบหมดแล้ว ฟิลิปกับเคลาเดียกลับทันทีที่หน้าที่ของเขาหมดลง บาสเตียนช่วยทำอาหารและโผล่มาดูในงานแวบหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้อยู่นาน และชายหนุ่มคิดว่าเห็นมัตส์กับเอริคในงานด้วย แต่ตอนนี้หายไปแล้วทั้งสองคน อัตสึโตะก็กลับไปพร้อมกับมานูเอล ข้างหลังพวกเขา มายะเถียงกับผู้ชายคนหนึ่งที่ชินจิไม่รู้จักไปตลอดทาง ตอนนี้ในงานเหลือเพียงแค่ตัวเขากับกลุ่มของเควินเท่านั้น
     “วันนี้สนุกมากเลย” เควินพูดเมื่อนั่งลงข้างชินจิ ตาของเขาเยิ้มเพราะแอลกอฮอล์
     “ฉันก็สนุก อาหารก็อร่อย ฉันชอบขนมปังของนาย” ชินจิบอก
     “ขอบใจอีกครั้งสำหรับวันนี้นะ นายช่วยฉันได้มากเลย” เควินพูด พร้อมกับชูขวดเบียร์ในมือขึ้นเพื่อแสดงความชื่นชม ทำเอาชินจิยิ้มไม่ยอมหุบ เอาขวดเบียร์ในมือชนกับเบียร์ของเควินอีกรอบ ระยะห่างของทั้งคู่เขยิบเข้ามาใกล้กันมากขึ้น
     “นายเป็นคนพิเศษมากชินจิ”
     เควินพูด แต่มันกำกวมมากในสายตาของคนที่ได้ฟัง
     “พิเศษยังไง แบบไหนล่ะ” ชายหนุ่มขอคำอธิบาย เขาไม่อยากคิดไปเอง เขาอยากได้ยินจากปากเควิน อยากได้ยินสิ่งที่ชัดเจนกว่านี้ แต่เควินก็ไม่ยอมพูดอะไรต่อ
     เจอโรมเดินเตร่มาใกล้เพราะเห็นเพื่อนสนิทกับชินจินั่งชิดกันชนิดเข่าแทบจะเกยกันอยู่ตรงยกพื้นเวที มาถึงปุ๊บก็หัวเราะชอบอกชอบใจ พลางแหย่ว่า
     “จีบกันไปถึงไหนแล้วล่ะ ได้ยินเรียกกันว่าอะไรนะ คนพิเศษหรืออะไรนี่แหละ”
     “ฉันไม่เข้าใจ เจอโรม พิเศษยังไง” ชินจิถาม สีหน้าเขาคาดหวัง
     “พิเศษก็คือพิเศษน่ะแหละ” เควินตัดบท เจอโรมหัวเราะชอบใจอีกครั้งหนึ่งแล้วเดินจากไป เควินโยนขวดเบียร์เปล่าในมือลงถังขยะ แล้วส่งมือให้
     ชินจิลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยอมจับมือเควินให้เขาดึงตัวลุกขึ้นยืน
     “กลับเหอะ ดึกแล้ว ช่วยฉันเคลียร์ห้องหน่อยก็แล้วกันนะชินจิ” เควินขอร้อง
     หลังจากกลับเข้าไปในห้องพักของตัวเองอีกครั้ง ชินจิก็รู้สึกว่าตัวเองตาสว่าง ไม่มีความง่วงงุนเลย แม้ว่าจะดื่มเบียร์ไปหลายขวดและเวลากำลังจะล่วงเข้าเที่ยงคืนแล้วก็ตาม
     เสียงเตือนข้อความเข้าดังขึ้น เควินส่งข้อความมาขอบคุณเขาอีกครั้ง ชินจิก็ตอบไปอย่างรวดเร็ว
     ชายหนุ่มยังคงนอนไม่หลับเพราะคิดถึงคำพูดกำกวมของเควินและคิดถึงมือที่อบอุ่นของเขา ชินจิต้องหยิบหนังสือเรียนขึ้นมาอ่านเพื่อดับความฟุ้งซ่าน แต่อีกพักใหญ่ ๆ ข้อความก็เข้ามาอีก

     “เควิน: พรุ่งนี้มีเรียนไหม”
     “ชินจิ: มี ตอนเก้าโมง”
     “เควิน: งั้นนอนเถอะ ฝันดีนะ”
     “ชินจิ: ขอบใจ ฝันดีเช่นกัน”


     ชายหนุ่มยังคงอ่านหนังสือต่อเพราะใจเต้นตึกตัก ไม่สามารถข่มตาลงนอนได้อีกแล้ว เขาพยายามไม่สนใจโทรศัพท์ แต่ก็อดเหลือบตามองอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ แล้วเมื่อเสียงเตือนข้อความดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เขาก็รีบคว้ามาดูทันที

     “เควิน: ยังตื่นอยู่รึเปล่า”
     “ชินจิ: ยังตื่นอยู่”
     “เควิน: …”


     ชินจิงงกับเครื่องหมายจุดสามจุด แต่คำตอบก็มาพร้อมกับเสียงเคาะประตูในวินาทีถัดมา
     เควินยืนอยู่ด้านนอก เมื่อเห็นชินจิเปิดประตูออกมา ชายหนุ่มก็ถามว่า
     “ทำไมยังไม่นอนอีก”
     “ยังไม่ง่วง คิดอะไรเพลินไปหน่อย คือฉันอยากรู้ว่าคำว่าพิเศษจะหมายถึงอะไรได้บ้าง”
     ชินจิสบตากับเควินนิ่ง ก่อนจะหลับตาลงเมื่อเควินก้มหน้าลงมาหา และเมื่อเควินถอนริมฝีปากออก ชินจิก็ได้ยินเสียงกระซิบที่ริมหูว่า
     “หมายถึงฉันรักนายไง เป็นแฟนกับฉันนะชินจิ”
     ชายหนุ่มพยักหน้าโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดเลย

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 3 - update - 23.9.2014
«ตอบ #12 เมื่อ23-09-2014 22:16:35 »

บทที่ 4

     ชินจิตื่นขึ้นมาในเช้าวันนั้นพร้อมกับความรู้สึกที่แปลกใหม่
     เขามีแฟนแล้ว
     เมื่อคืนกว่าเขาจะได้นอนก็ตีสองกว่า พอทุกอย่างมันชัดเจนแจ่มแจ้ง เขาก็นอนหลับได้ในที่สุด
     หลังจากสารภาพรัก เควินก็จูบเขาอีกครั้ง แล้วขอตัวกลับห้อง ตอนนี้จะตื่นหรือยังก็ไม่รู้
     ชายหนุ่มตัดสินใจไม่เข้าเรียนในตอนเช้า แต่เข้าครัวทำอาหารฆ่าเวลาไปพลางแวะเวียนไปดูที่ห้องของเควินไปพลาง แต่ประตูก็ยังคงปิดสนิท ชายหนุ่มล่าถอยกลับมาที่ครัวอีกครั้ง ทำอาหารเช้าจนเสร็จเรียบร้อยก็ยังไม่เห็นวี่แววของเควิน หลังจากกินอาหารเช้าที่ทำเองแล้ว ชินจิก็ตัดสินใจกลับห้อง แต่พอมือของเขาจับลูกบิดประตูปุ๊บ ประตูห้องข้าง ๆ ก็เปิดออก
     “อรุณสวัสดิ์เควิน” ชินจิทักด้วยความดีใจ แต่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในภาวะทำอะไรไม่ถูกอย่างไรก็ไม่รู้ มือไม้ดูเกะกะไปหมดไม่รู้จะเอาวางไว้ตรงไหน และไม่แน่ใจว่าควรจะทำตัวอย่างไรกับเควินดี
     คือนี่เป็นครั้งแรกที่เขามีความรักและมีแฟนเป็นตัวเป็นตน
     คนรักของชินจิเป็นคนคลี่คลายสถานการณ์ให้ด้วยการยื่นหน้ามาจุ๊บแก้มเขาเร็ว ๆ ครั้งหนึ่งพร้อมกับบอกว่า
     “อรุณสวัสดิ์ชินจิ ตื่นเช้าจัง”
     “ไม่เช้าแล้วนะ นี่จะสิบเอ็ดโมงแล้ว” ชินจิตอบ ความเกร็งลดลงบ้างแล้ว แต่หน้าเขายังไม่หายร้อนเพราะมอร์นิ่งคิสที่แก้มเมื่อสักครู่
     “หิวไหมเควิน จะกินอะไรไหม ฉันจะทำให้”
     “ไม่เป็นไร ฉันมีของกินอยู่แล้ว” เควินปฏิเสธ แล้วเปิดตู้เย็นหยิบเอาโยเกิร์ตถ้วยใหญ่กับกล้วยหอมแช่เย็นเจี๊ยบจนเปลือกกลายเป็นสีน้ำตาลออกมา
     “นายอยากไปปาร์ตี้วันฮัลโลวีนกับฉันไหมคืนนี้” เควินถาม
     ชินจิลืมไปเสียสนิทเลยว่าวันนี้เป็นวันฮัลโลวีน แต่ก็เพราะเขาไม่ได้ให้ความสนใจอะไรเป็นพิเศษกับวันนี้อยู่ก่อนแล้วด้วย ที่ญี่ปุ่นมีการจัดดิสเพลย์ร้านค้าตามเทศกาลแบบนี้อยู่เหมือนกัน ที่นี่ก็เริ่มตกแต่งกันก่อนล่วงหน้าแล้วตั้งอาทิตย์ ไปที่ไหนเขาก็เห็นแต่ฟักทองฉลุเป็นหน้าคน ค้างคาวสีดำ แม่มดขี่ไม้กวาดใส่หมวกปลายแหลม เขาไม่คิดมาก่อนว่าปีนี้จะไม่เหมือนทุกปีที่ผ่านมา
     ชินจิตอบตกลงทันที แต่เขากังวลอยู่เรื่องหนึ่ง
     “แล้วฉันควรแต่งตัวยังไงดี ต้องแต่งคอสตูมไหม แต่งานมันวันนี้แล้ว จะหาอะไรกันทัน”
     “ไม่เป็นไร เดี๋ยวนายเอาเสื้อบอลของฉันไปใส่ก็แล้วกัน แต่งคอสตูมเป็นแฟนบอล”
     เควินบอกง่าย ๆ แล้วพาคนรักเข้าไปในห้องพักของตัวเอง ชินจิไม่เคยเข้ามาในห้องของเควินมาก่อนและมันผิดไปจากที่เขาคิดไว้มาก
     ห้องของเควินรกและไม่เป็นระเบียบมากที่สุดเท่าที่ชายหนุ่มเคยเห็นมา
     เตียงนอนยับย่น ผ้าห่มม้วนเป็นกองอยู่ปลายเตียง หัวเตียงวางหนังสือกับกองกระดาษสุม ๆ อยู่กับนาฬิกาปลุกและโคมไฟอันเล็ก บนโต๊ะทำงานวางคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป หนังสือกฎหมายวางกองเต็มโต๊ะ เว้นที่ว่างตรงมุมไว้นิดเดียวเพื่อวางจานอาหารที่ยังไม่ได้ล้าง บนพื้นมีกระดาษที่ขยำเป็นก้อน รองเท้ากระจายอยู่คนละทิศละทาง ถังขยะเต็มจนเกือบจะล้น ชินจิอดรู้สึกผิดหวังนิด ๆ ไม่ได้เมื่อนึกถึงห้องตัวเองที่จัดเก็บข้าวของทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
     ชายหนุ่มค่อย ๆ นั่งลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง
     เควินเปิดตู้เสื้อผ้าที่รกพอกันกับส่วนอื่นในห้อง คุ้ยหาอยู่สักครู่ก่อนจะโยนเสื้อสีเหลืองสลับดำตัวหนึ่งมาให้ ชินจิรับมาคลี่ออกดู มันคือเสื้อทีมโบรุสเซียดอร์ทมุนด์ หมายเลขสิบเก้า สกรีนชื่อ โกรสคร้อยซต์ ที่ด้านหลัง
     “แล้วนายจะแต่งตัวเป็นอะไร” ชายหนุ่มถาม
     เควินงัดเอาเสื้อคลุมยาวสีดำกับหน้ากากดาร์ธเวเดอร์ออกมาให้ดู
     “น่าเสียดายที่ไม่มีดาบ เจอโรมมันยืมไปแล้วทำพัง” เควินบ่น
     ชินจินิ่งเงียบอยู่พักหนึ่งก่อนจะตัดสินใจถามว่า
     “วันนี้นายต้องทำอะไรรึเปล่า”
     “ไม่นะ ไม่ได้ทำอะไร”
     “งั้นฉันช่วยนายทำความสะอาดห้องนะ ฉันว่าห้องของนายเริ่มรกแล้วล่ะ”
     เควินมองชินจิแล้วมองไปรอบห้องตัวเอง สุดท้ายเขาก็ยักไหล่
     “เอาสิ อยากทำก็ได้”
     ชินจิมัวแต่ยุ่งอยู่กับการทำความสะอาดห้องของเควินจึงลืมชวนอัตสึโตะกับมายะเสียสนิท แต่ทั้งคู่ก็รู้เรื่องงานปาร์ตี้วันฮัลโลวีนจากยูเลี่ยนที่ตามมาเทียวไล้เทียวขื่ออัตสึโตะถึงอาคารลีเซ่อไมท์เน่อแห่งภาควิชาฟิสิกส์ชนิดไม่มีการยอมน้อยหน้ามายะเด็ดขาด อัตสึโตะไม่รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนักหลังจากที่อนุญาตให้ยูเลี่ยนจีบเขาได้ ก็แค่เหมือนมีมายะเพิ่มมาอีกคนเท่านั้น แต่เป็นมายะที่ปากว่ามือถึงอยู่สักหน่อย ยูเลี่ยนชอบเข้ามากอดมาคลอเคลียเขาจนต้องเปิดศึกกับมายะอยู่บ่อย ๆ
     “ไปด้วยกันนะอัตสึโตะ” ยูเลี่ยนชวน แต่อัตสึโตะยังมีทีท่าลังเลเพราะงานจัดที่คลับรูมของหอพักใกล้แคมปัสกลาง ชายหนุ่มไม่ค่อยอยากออกไปไหนไกล ๆ ในตอนกลางคืนสักเท่าไร มันเสียเวลานอนของเขา
     “ถ้าไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปหรอกอัตสึโตะ ฮัลโลวีนปาร์ตี้ไม่เห็นจะมีอะไร ก็แค่หาเรื่องดื่มกันเท่านั้น” มายะถือโอกาสขัดคอทันที เขาเองก็ไม่อยากเข้าเมืองตอนกลางคืนเหมือนกัน และยิ่งไม่อยากให้อัตสึโตะไปไหนมาไหนกับเจ้าเด็กแสบนี่ด้วย
     “ไปเถอะ สนุกนะ ฮัลโลวีนปาร์ตี้น่ะทุกคนจะต้องแต่งคอสตูม ถือว่าไปเปิดหูเปิดตาดูคนแต่งอะไรแปลก ๆ ไง” ยูเลี่ยนไม่สนใจเสียงนกเสียงกายังคงพยายามชักชวนอัตสึโตะซึ่งเริ่มมีทีท่าสนใจขึ้นเล็กน้อยตอนที่ได้ยินคำว่าคอสตูม
     “แต่งานจัดในเมือง ขากลับจะกลับกันยังไง เออ แล้วมีใครไปบ้าง” อัตสึโตะถาม
     “ที่แน่ ๆ ก็มีฉัน เจอโรม เควิน มาร์โค มาริโอ้ มัทธีอัส อ้อ ถ้ามานูตกลงไปด้วย ขากลับก็กลับรถของมานูได้”
     อัตสึโตะนิ่งคิด เขาเพิ่งเจอมานูเอลเมื่อเช้าก่อนจะออกมาเรียน แต่ชายหนุ่มไม่เห็นพูดอะไรเรื่องนี้เลย
     “แล้วเรื่องคอสตูมล่ะ มาชวนเอาวันนี้ จะไปหาอะไรมาใส่ได้” มายะยังมีปัญหา
     “ก็ถ้านายหาไม่ได้ก็ไม่ต้องไป” ยูเลี่ยนพูดไม่ไว้หน้า แต่บอกอัตสึโตะเสียงอ่อนเสียงหวานว่า “สำหรับอัตสึโตะนะเดี๋ยวฉันหาให้ นายอยากเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์ไหม ฉันจำได้ว่ามานูมีผ้าพันคอสีเหลืองแดงของบ้านกริฟฟินดอร์กับไม้กายสิทธิ์ของใครสักคนนี่แหละ ถ้านายตกลง ฉันจะไปยืมมาให้”
     “ไปก็ได้ ท่าทางจะสนุกดีเหมือนกัน” อัตสึโตะตกลงหลังจากคิดอยู่สักครู่ แต่เขาบอกกับยูเลี่ยนว่า
     “นายไม่ต้องไปยืมของจากมานูเอลให้ฉันหรอก เดี๋ยวฉันไปยืมเอง”

     อัตสึโตะเคยไปเคาะห้องมานูเอลอยู่หลายครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้ามาข้างใน
     มานูเอลเปิดประตูรับเขาและพอรู้ว่าจะมาขอยืมของ ชายหนุ่มก็ให้เขาเข้ามารอในห้อง เมื่ออัตสึโตะก้าวเข้ามา สิ่งแรกที่สะดุดตาเขาที่สุดคือตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลตัวใหญ่ใส่เสื้อฟุตบอลสีขาวน้ำเงินทีมชาลเก้วางเด่นอยู่บนเตียง
     “ของขวัญวันเกิดจากพ่อของฉัน” มานูเอลบอกเมื่อสังเกตเห็นสายตาของอัตสึโตะ ท่าทางของชายหนุ่มขัดเขินเมื่อพูดต่อว่า
     “ติดมาก ไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน”
     “นายเป็นแฟนชาลเก้เหรอ” อัตสึโตะเอานิ้วจิ้มตัวนุ่ม ๆ ของตุ๊กตาหมีตัวใหญ่เล่น
     “แน่นอน ฉันมาจากเกลเซ่นเคียเช่นนี่นา”
     “แต่ไม่ยักเล่นฟุตบอลเนอะ” อัตสึโตะจำได้ว่ามานูเอลเล่นกีฬาอย่างอื่น
     “เล่นตอนเด็ก ๆ ฉันเป็นผู้รักษาประตูด้วยนะ” มานูเอลเล่า แล้วกวักมือเรียกอัตสึโตะให้เดินเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มเลื่อนคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปให้อัตสึโตะมองเห็นหน้าจอ แล้วกดเลือกวีดิโอขึ้นมาคลิปหนึ่ง
     “เฮ้ย นี่นายเหรอเนี่ย” อัตสึโตะหัวเราะก๊ากเสียงดังเมื่อเห็นเด็กน้อยมานูเอลวัยห้าขวบในวีดิโอกำลังจะลงแข่งฟุตบอล แขนหนีบตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ใส่เสื้อทีมชาลเก้ซึ่งก็คือตัวที่อยู่บนเตียงนี่แหละ มานูเอลตอนเด็กเป็นผู้รักษาประตูและรับบอลพลาด ปล่อยให้ทีมฝ่ายตรงข้ามทำประตูได้ เด็กน้อยมีท่าทางเสียใจ เขาเดินหงอย ๆ ไปรวมกลุ่มกับเพื่อน แต่คุณครูเดินมาบอกว่าเขาลืมตุ๊กตาหมีไว้ที่ประตูฟุตบอล มานูเอลจึงวิ่งกระดุ๊กกระดิ๊กกลับไปเอาตุ๊กตาหมีกลับมา
     วีดิโอจบลงแค่นั้น แต่อัตสึโตะยังหัวเราะงอหาย
     “นายตอนเด็ก ๆ นี่ตลกอะ มีลืมตุ๊กตาหมีด้วย”
     “แล้วตอนเด็ก ๆ มีใครบ้างไม่ตลก ตัวนายเองก็ต้องทำอะไรตลก ๆ เหมือนกันแหละ” มานูเอลพูดด้วยน้ำเสียงเคือง ๆ เมื่อเห็นอัตสึโตะหัวเราะเอา ๆ อย่างนั้น
     “ตกลงนายจะเอาอะไร ผ้าพันคอกริฟฟินดอร์ใช่ไหม แป๊บนะ ขอฉันหาก่อน”
     ระหว่างที่มานูเอลเปิดตู้หา อัตสึโตะก็ถือโอกาสล้มตัวลงนอนอย่างสบายบนเตียงของมานูเอลที่ปูผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดเรียบตึง ผ้าห่มสีฟ้าอ่อน ๆ พับเรียบร้อยวางอยู่ปลายเตียง
     ห้องของมานูเอลสะอาดเรียบร้อย ม่านหน้าต่างสีครามเย็นตา ที่ผนังสีขาวติดรูปอวกาศและดวงดาวอย่างที่เจ้าตัวเคยบอกว่าชอบ มีโมเดลระบบสุริยะจักรวาลวางอยู่บนหัวเตียงด้วย ห้องนี้ให้ความรู้สึกสบายตาสบายใจจนเขาต้องพูดออกมาว่า 
     “สบายจัง วันหลังฉันมานอนกับนายได้ไหม”
     มานูเอลชะงัก หันมามองอัตสึโตะตาโต แต่คนพูดนอนหลับตาคว่ำหน้าซุกหมอนของเขาอย่างสบายใจ แถมเท้ายังถีบผ้าห่มของเขาเอียงกะเทเร่แทบจะตกจากเตียง ท่าทางไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าคำพูดตัวเองทำให้คนฟังตกใจแค่ไหน แต่เห็นอัตสึโตะแบบนี้แล้ว มานูเอลก็เรียนรู้ว่าเขาไม่ควรคิดมากกับคำพูดของอัตสึโตะ
     ชายหนุ่มโคลงศีรษะ ลองมาอีท่านี้ ห้องของตัวเองคงจะรก แล้วก็กะมาทำให้ห้องคนอื่นเขารกไปด้วยสินะ
     “แล้วห้องนายล่ะ”
     “ก็มันรกอะ มายะยังไม่ได้มาทำความสะอาดให้เลย”
     นั่นไง เขาว่าแล้ว
     “แล้วทำไมไม่ทำเองล่ะ มัวแต่รอมายะ ห้องนายก็รกไปเรื่อย ๆ”
     “ไม่เอา ขี้เกียจทำ”
     “แล้วนายคิดว่ามายะจะอยู่ทำให้ได้ตลอดเหรอ สักวันหนึ่งมายะก็ต้องมีแฟน เขาก็ต้องไปดูแลแฟนเขา นายลองทำเองไม่ดีเหรอ ไม่ต้องรอคนอื่น ห้องของนายก็ไม่รก”
     อัตสึโตะนิ่งคิดตาม เสียงมานูเอลกล่อมต่อ
     “ลองดูสักหน่อยสิ แล้วนายจะรู้ว่าจริง ๆ มันก็ไม่ได้ลำบากอะไรเลย แถมทำเองก็จะรู้ว่าจะเก็บจะทิ้งอะไร ให้คนอื่นทำให้เกิดเอาของสำคัญของนายทิ้งไปโดยที่ไม่รู้ มันจะแย่นะ”
     “จริงด้วย” อัตสึโตะเริ่มคล้อยตาม
     “งั้นตอนแรก ๆ ก็เริ่มจากเก็บของที่ใช้แล้วให้เข้าที่อย่างเดียวก่อนก็ได้ นายเอาอะไรออกมาจากที่ไหน ใช้เสร็จแล้วเอากลับไปวางคืนที่เดิม เท่านี้แหละง่าย ๆ ห้องนายก็ไม่รกแล้ว”
     “จริงนะ”
     “แน่นอน” มานูเอลรับรอง
     “งั้นฉันจะทำ” อัตสึโตะสัญญา
     “ดีมาก” มานูเอลชม แล้วเขาก็ให้รางวัลด้วยการยื่นกล่องกระดาษใส่ผ้าพันคอสีเหลืองสลับแดงปักตราอาร์มบ้านกริฟฟินดอร์ให้ และยังมีเสื้อคลุมยาวสีดำปักตราอาร์มแบบเดียวกันอยู่ในกล่องด้วย อัตสึโตะรับมาดู ก่อนจะบอกว่า
     “ต้องใช้ไม้กายสิทธิ์ด้วย”
     “แต่ฉันไม่มีของแฮร์รี่นะ มีแต่ของสเนป ฉันว่ามันสวยกว่า” มานูเอลยื่นกล่องใส่ไม้กายสิทธิ์สีดำเรียบ ๆ ตรงด้ามจับฉลุเป็นลายให้ดู “ใส่ผ้าพันคอกริฟฟินดอร์ แต่ถือไม้กายสิทธิ์ของสลิธีริน มันคงดูประหลาด”
     “ไม่เห็นจะเป็นไร แฮร์รี่ยังเคยใช้ไม้กายสิทธิ์ของมัลฟอยเลย”
     มานูเอลหัวเราะชอบใจ
     “พูดงี้แสดงว่าอ่านเหมือนกัน”
     “ทั้งอ่านหนังสือทั้งดูหนังเลย ฉันชอบอะไรแบบนี้อะ ผจญภัย ต่อสู้ เวทมนตร์ ทั้งหนังสือทั้งหนัง การ์ตูนก็ชอบ นายรู้จักไหม การ์ตูนปล่อยพลัง ดราก้อนบอลอะไรแบบนี้อะ สนุกมาก”
     “ที่ดัง ๆ ที่นี่ก็นารุโตะ วันพีซ บลีช ยูกิโอ้ ฉันเคยดูในช่องการ์ตูน สนุกดีนะ”
     “นั่นแหละ ๆ สนุกเนอะ”
     “ชอบอะไรแบบนี้ถึงว่าอยากจะเป็นนักฟิสิกส์ที่เป็นนักสืบ” มานูเอลล้อ
     “เฮอะ โอตาคุระบบสุริยะจักรวาลอย่างนายไม่มีสิทธิ์มาพูดแบบนี้กับฉันนะ” อัตสึโตะโต้กลับทันควัน
     ทั้งสองคนคุยกันอย่างถูกคอและเพลินจนอัตสึโตะเกือบลืมว่าตัวเองมาเคาะห้องมานูเอลเพราะเหตุผลอีกอย่างหนึ่ง
     “แล้วตกลงนายจะไปงานด้วยกันรึเปล่า ถ้านายไม่ไป พวกฉันก็ไม่รู้จะกลับกันยังไงนะ”
     “กลัวจะไม่มีใครขับรถพากลับว่างั้น โหย ประโยชน์ของเรามีแค่นี้เอง” มานูเอลแกล้งว่า แต่เขาก็พยักหน้ารับ “ไปแหละ คืนนี้ฉันก็ว่างด้วย ไปเป็นคนขับรถให้ก็ได้”
     “แล้วนายจะแต่งตัวเป็นอะไร ฉันแย่งชุดนายมาใส่ซะแล้ว”
     “ไม่เป็นไร ในตู้มีเสื้อบอลทีมชาลเก้ ฉันแต่งตัวเป็นแฟนบอลก็ได้”
     มานูเอลยิ้มให้แล้วขมวดคิ้วนิด ๆ เพราะเห็นอัตสึโตะจ้องหน้าเขานิ่ง และเมื่อเขาถาม อัตสึโตะก็ตอบว่า
     “ฉันนึกว่านายโกรธที่ฉันถามเรื่องแฟนนายซะอีก ตั้งแต่เมื่อวานนายดูเมิน ๆ ฉันยังไงก็ไม่รู้”
     “ฉันไม่ได้โกรธนาย จะโกรธทำไม” มานูเอลพูด แล้วถ้าถามก็ต้องบอกว่าเขาโกรธตัวเองมากกว่า โกรธที่คิดอะไรเผลอไผลเลื่อนเปื้อนทั้ง ๆ ที่ไม่สมควร แล้วเมื่อถูกถามถึงคนรักเข้า มันก็เหมือนถูกตอกย้ำด้วยความจริง เขาถึงทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะวางตัวแบบไหนดี
     “งั้นก็ดี คราวหลังนายอย่าเมินฉันอีกละกัน เหมือนไม่ใช่มานูเอลคนเดิมเลย ปกตินายใจดีออก”
     “ขอโทษที”
     มานูเอลรับคำ แต่เขาก็รู้ว่าถึงเขาจะไม่ทำตัวห่างเหิน แต่เขาก็จะใกล้ชิดอัตสึโตะมากไปกว่านี้ไม่ได้เหมือนกัน

ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-80
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 4 - update - 23.9.2014
«ตอบ #13 เมื่อ24-09-2014 20:34:32 »

โถ งานนี้สงสารคนที่ตกหลุมอัตสีโตะจริง ๆ ... ยกเว้นยูเลี่ยนนะ

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 4 - update - 23.9.2014
«ตอบ #14 เมื่อ24-09-2014 22:40:19 »

     ชินจิไปงานเลี้ยงวันฮัลโลวีนกับเควินและเจอโรม เขาใส่เสื้อทีมโบรุสเซียดอร์ทมุนด์สีเหลืองสลับดำทับด้วยเสื้อกันหนาว เควินยังให้ยืมผ้าพันคอของทีมสีเดียวกับเสื้อมาด้วย ส่วนเควินใส่หน้ากากและเสื้อคลุมยาวสีดำเป็นดาร์ธเวเดอร์อย่างที่ตั้งใจไว้ แถมยังไปหาแท่งพลาสติกทรงเดียวกับดาบเลเซอร์มาได้อีก เจอโรมแต่งเป็นแดร็กคูลา ใส่ทักซีโด้กับเขี้ยวปลอม
พวกเขานั่งรถเอสบาห์นไปกันจึงมาถึงช้ากว่าพวกอัตสึโตะที่มากับรถของมานูเอล
     “อัตสึโตะ นายแต่งตัวน่ารักจัง”
     เมื่อเข้าไปในงานเจออัตสึโตะที่แต่งตัวเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์ ชินจิก็ทักด้วยความชอบอกชอบใจ อัตสึโตะใส่ชุดคลุมกับผ้าพันคอสีเหลืองสลับแดง ใส่แว่นกลมขอบสีดำ ที่หน้าผากเขียนรูปสายฟ้าฟาด มือถือไม้กายสิทธิ์ เพื่อนของเขาตอนใส่แว่นดูน่ารักมากจนเขาอดชมไม่ได้
     “ใส่แว่นด้วย” มือของชินจิแตะแว่นตาที่มีแต่กรอบไม่มีเลนส์ของอัตสึโตะ
     “แว่นเก่าของฉันเอง เลนส์มันแตกเลยเอาออก เหลือแต่กรอบเปล่า โชคดีที่เอาติดมา” อัตสึโตะพูด “แล้วนี่นายมายังไง มากับเควินเหรอ”
     “เควิน เจอโรม มาร์โค มาริโอ้ มัทธีอัส” ชินจิแจกแจง เขายังไม่ได้บอกใครว่าตกลงเป็นแฟนกับเควินแล้ว มันออกจะเขิน ๆ คิดว่าให้ค่อย ๆ รู้กันเองดีกว่า
     “นี่นายแต่งตัวเป็นแฟนโบรุสเซียดอร์ทมุนด์ยังงี้ นายจะตีกับมานูเอลไหม” มายะยื่นหน้าเข้ามาถามบ้าง เขาไม่ได้แต่งคอสตูม ยูเลี่ยนไม่ยอมจึงจับดินสอเขียนหน้ามาละเลงวงกลมรอบขอบตาชายหนุ่มแล้วถมดำจนดูเหมือนคนโดยต่อยตาช้ำ มายะโวยวายลั่นไปหมดตอนที่ส่องกระจกดู
     ชินจิมองตามอาการบุ้ยใบ้ของมายะไปทางมานูเอลที่ใส่เสื้อของทีมคู่อริแล้วหัวเราะชอบใจ มานูเอลที่โดนพาดพิงก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย
     ทั้งหมดทักทายและแยกย้ายกันไปนั่งหรือยืนที่มุมใดมุมหนึ่งของงาน คลับรูมกว้างขวางเต็มไปด้วยผู้คนที่แต่งตัวเป็นผีและปีศาจรวมทั้งคอสตูมแบบอื่น ๆ
     ชินจินั่งอยู่ข้างเควินที่กำลังคุยกับคนอื่น ๆ อย่างสนุกสนาน นาน ๆ ทีจึงหันมาชนแก้วกับเขาสักครั้ง ชินจิพยายามจับต้นชนปลายเรื่องที่พูดกันอยู่ แต่เขาตามไม่ค่อยทันจึงเพียงแต่ตั้งใจฟังและจิบน้ำส้มผสมว็อดก้าไปเรื่อย ๆ พร้อมกับมองไปรอบตัว ที่มุมหนึ่งของงาน เขาเห็นพวกอัตสึโตะกำลังเล่นเกมกันอย่างสนุกสนาน ดูเหมือนจะเป็นไพ่อีแก่กินน้ำ ใครแพ้ต้องดื่มเบียร์หมดแก้ว
     “เครื่องดื่มนายหมดแล้วนี่นา ฉันเติมให้นะ” เควินทักพร้อมกับผสมว็อดก้ากับน้ำส้มแก้วใหม่ให้ ชินจิละความสนใจจากภาพเมื่อกี้ทันที สายตาของเขาจ้องมองแต่เควินคนเดียว ไม่ได้หันไปทางอื่นอีก เขาฟังเควินคุยกับเพื่อนสลับกับคุยกับเจอโรมบ้าง แล้วก็ดื่มเครื่องดื่มในมือไปเรื่อย ๆ ชินจิดื่มแอลกอฮอล์ได้ แต่เขาไม่ใช่คนคอแข็งอะไร ครู่เดียวก็เริ่มมึน แต่ยังฝืนดื่มต่อเรื่อย ๆ เพราะเควินยังไม่ยอมกลับ สุดท้ายเขาก็เมา
     เจอโรมสะกิดเควินให้ดูชินจิ ชายหนุ่มจึงเลิกคุยกับเพื่อนได้ในที่สุด
     “ชินจิ นายเมาแล้วรึเนี่ย” เควินเขย่าตัวที่โงนเงนของคนรัก
     “กลับเลยดีกว่ามั้ง แฟนนายเมาแล้วล่ะ” เจอโรมเสนอ
     “เอา กลับก็กลับ” เควินตกลง แล้วเขาก็ประคองร่างของชินจิติดรถเพื่อนของเจอโรมกลับมาที่หอพัก ชินจิยังมีสติรู้ตัว แต่เขาควบคุมตัวเองไม่ได้และไม่รู้เรื่องเมื่อเควินถามหากุญแจห้อง เควินจึงต้องพามาที่ห้องของตัวเอง แล้วเมื่อเข้ามาในห้อง ชินจิก็ฝืนตัวเองไม่ไหวอีกต่อไป เขาเดินโซเซเข้าห้องน้ำ แล้วอาเจียนออกมาหมดไส้หมดพุง
     “เฮ้ย อย่าอ้วกในอ่างล้างหน้าสิ” เควินร้องห้ามเสียงหลง แต่ไม่ทัน ชินจิเกาะขอบอ่างโก่งคออาเจียนเรียบร้อยแล้ว
     “ว้า เมาหมดสภาพเลยชินจิเอ๊ย” เควินโคลงศีรษะ มือข้างหนึ่งของเขาประคองชินจิ อีกข้างหนึ่งควานลงไปในกองอาเจียนของชินจิให้มันกระจายตัวเพื่อให้ไหลลงท่อได้เร็วขึ้น ชินจิมองเห็นทุกอย่างตลอดเวลา เขาเมาควบคุมตัวเองไม่ได้ก็จริง แต่มีสติพอที่จะอึ้งไปเมื่อเห็นเควินใช้มือเปล่าแตะของที่เขาอาเจียนออกมาอย่างไม่รังเกียจรังงอน ชินจิยังคิดถึงตัวเองต่อว่าเขาจะทำอย่างนั้นได้บ้างหรือเปล่า และเขาบอกตัวเองทันทีว่าเขาจะทำให้ได้เหมือนที่เควินทำให้เขา
     ชินจิถูกประคองมานอนที่เตียง เมื่อเควินเอาผ้าห่มมาคลุมให้ ชายหนุ่มก็หลับไปอย่างรวดเร็ว
     ตื่นขึ้นมาอีกทีในตอนเช้า ชินจิก็ไม่เห็นเควินแล้ว แต่บนพื้นหน้าเตียงมีผ้าห่มที่ปูเป็นที่นอนยังไม่ได้เก็บ บนหมอนมีกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งวางอยู่ ชายหนุ่มหยิบขึ้นมาอ่าน

     “ไปเล่นเกมห้องเจอโรม นายตื่นแล้วมาหาด้วย – เควิน”

     ชินจิยิ้มนิด ๆ รู้สึกดีอย่างประหลาด
     หลังจากเก็บที่นอนให้เควินและพับผ้าห่มที่ตัวเองใช้เมื่อคืนอย่างเรียบร้อย ชินจิก็เดินออกจากห้องของเควิน ตอนแรกเขาตั้งใจจะไปที่ห้องของเจอโรมเลย แต่คิดอีกที กลับห้องไปล้างหน้าล้างตาและหาอะไรรองท้องหน่อยดีกว่า ชายหนุ่มจึงกลับเข้าไปในห้องตัวเอง อาบน้ำให้เนื้อตัวสดชื่น แล้วออกมาหาอะไรกินในห้องครัว
     “สวัสดีฟิลิป” ชินจิทักเพื่อนร่วมฟลอร์ที่นั่งอ่านหนังสือนิตยสารอยู่บนโต๊ะอาหาร ตรงหน้ามีกาแฟกับจานขนมที่ยังกินค้างไว้วางอยู่
     “สวัสดี” ฟิลิปทักตอบ เขามองใบหน้าสดใสของชินจิอย่างคนที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ไม่นับรวมถึงตอนที่เขาเห็นชายหนุ่มเดินออกมาจากห้องเควินเมื่อสักครู่นี้
     ชินจิทักแล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก ตรงไปต้มน้ำชงชา หยิบโอนิงิริไส้ทูน่ามายองเนสทำเองที่เก็บไว้ในตู้เย็นออกมา แล้วเดินไปนั่งที่เก้าอี้ห่างจากที่ฟิลิปนั่งเล็กน้อย
     “ได้ยินว่านายตกลงเป็นแฟนกับเควินแล้วยังงั้นเหรอ” จู่ ๆ ฟิลิปก็ถามขึ้น
     ชินจิมองประธานหอพักด้วยความประหลาดใจ
     “ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องของฉัน แต่ถ้าฉันเป็นนาย ฉันจะไม่ตัดสินใจอย่างนี้”
     “ทะ...ทำไม” ชินจิหน้าเสีย
     ฟิลิปขยับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สีหน้าของชินจิทำให้เขาตัดสินใจไม่พูด แค่ยักไหล่ แล้วเปลี่ยนเป็นบอกว่า
     “นายอยู่ที่นี่แค่เทอมเดียว ฉันว่าเวลามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ที่จะมีความรัก”
     “อ้อ เรื่องนี้เอง” ชินจิสีหน้าดีขึ้น “ฉันว่าไม่น่าจะเป็นอะไรนะ”
     เขาคิดถึงคำพูดที่หนักแน่นของเควินที่ผับในวันนั้นและสิ่งที่เควินทำให้เมื่อคืนนี้ แล้วก็มั่นใจว่ามันจะไม่ใช่ปัญหาจริง ๆ
     ฟิลิปมองหน้าชินจิอีกครั้ง สีหน้าและแววตาของชินจิบอกความรู้สึกออกมาจนหมด ฟิลิปจึงเพียงแต่พูดว่า
     “เอาเถอะ แล้วแต่นาย ฉันขอให้นายมีความสุขก็แล้วกัน”

     ชินจิบอกตัวเองว่าเขากำลังมีความสุข
     ตั้งแต่ตกลงเป็นแฟนกัน เควินก็ชวนเขาไปไหนมาไหนบ่อยขึ้น และยังมีดอกไม้ ชินจิไม่เคยได้รับดอกไม้จากใครมาก่อน แต่เขาได้รับดอกกุหลาบสีแดงดอกหนึ่งจากเควิน
     “สวยจังเลย” ชินจิชื่นชม แล้วเอามันใส่แจกันวางไว้บนโต๊ะทำงาน
     ครั้งต่อมาเควินก็ซื้อกุหลาบดอกเล็ก ๆ สีชมพูมาให้กระถางหนึ่ง ชินจิไม่ใช่คนมือเย็นที่ปลูกอะไรก็งอกงาม ในห้องของเขาจึงไม่เคยมีดอกไม้หรือกระถางต้นไม้ แต่ชายหนุ่มก็เฝ้าประคบประหงมกระถางกุหลาบที่ได้มาจากคนรักอย่างดี
     คนรอบตัวเริ่มทราบว่าเขาคบกับเควิน
     ตอนนี้ชินจิไม่ค่อยได้ไปไหนกับอัตสึโตะและมายะเหมือนแต่ก่อน เพราะเขาอยู่แต่กับเควิน อย่างเช่นในคืนนี้ คนในหอพักนัดกันไปไอริชผับเพื่อไปเล่นเกมตอบคำถามซึ่งทางผับจัดขึ้นทุกวันจันทร์เพื่อเรียกลูกค้า ใครตอบถูกหมดทั้งห้าคำถามจะได้รับรางวัลห้าสิบยูโร ชินจิก็แยกกันไปกับอัตสึโตะและมายะโดยไปกับเควินและเจอโรมแทน
     เกมในวันนี้มีหัวข้อคือแฮร์รี่ พอตเตอร์ เข้าทางอัตสึโตะกับมานูเอลพอดี ทั้งคู่อยู่ทีมเดียวกัน พ่วงด้วยมายะและยูเลี่ยน ส่วนทีมของชินจิมีเควิน เจอโรม มัตส์และเอริค
     คำถามยากง่ายปนกัน พนักงานจะแจกกระดาษคำตอบให้ทีมละแผ่น จากนั้นอ่านทีละคำถาม ฟังคำถามปุ๊บก็เขียนคำตอบลงไป เมื่อส่งกระดาษคำตอบครบหมดทุกทีม พนักงานจะเฉลยคำตอบและประกาศชื่อทีมที่ได้รับรางวัล
     ชินจิรู้เกี่ยวกับแฮร์รี่ พอตเตอร์มากกว่าคนอื่น แต่ปัญหาของเขาคือฟังคำถามไม่เข้าใจทั้งหมด ต้องให้เควินช่วยแปล
     ส่วนทีมของอัตสึโตะ ชินจิได้ยินแต่เสียงเถียงกันโหวกเหวกของมายะกับยูเลี่ยนที่พยายามจะแย่งกันตอบคำถามเพื่อเอาใจเพื่อนของเขา แต่ทั้งทีมของเขาและอัตสึโตะไม่มีใครได้รับรางวัลทั้งคู่เพราะตอบคำถามข้อสุดท้ายผิด ชินจิได้ยินอัตสึโตะบ่นอย่างเซ็ง ๆ ว่า
     “ใครมันจะไปรู้วะว่าผู้กำกับชอบหนังสือเล่มที่เท่าไหร่”
     ชายหนุ่มก็ไม่รู้ เขาก็เลยเลือกตอบหนังสือเล่มที่เขาชอบที่สุดคือเล่มเจ็ด แต่ผู้กำกับคริส โคลัมบัสเคยให้สัมภาษณ์ว่าชอบเล่มที่สามมากที่สุด แต่ถึงจะไม่ได้รางวัล เขาก็สนุกมาก เควินแสดงออกกับเขาอย่างเปิดเผย นั่งอยู่ใกล้ ๆ เอามือโอบเอวเขาไว้ตลอดเวลา บางครั้งก็หันมาจูบเขาโดยไม่สนใจสายตาใคร ชายหนุ่มเองเสียอีกที่หน้าแดงด้วยความอาย แต่เขาก็ชอบที่คนรักทำแบบนี้
     เควินยังเซอร์ไพรซ์เขาด้วยการจัดดินเนอร์ใต้แสงเทียนให้ในวันหนึ่ง
     ชินจินึกว่าจะทำอาหารกินกันง่าย ๆ เมื่อเควินบอกเขาว่า
     “วันนี้กินข้าวด้วยกันนะ ฉันทำอาหารเอง”
     แล้วเขาก็ถูกไล่ให้ไปรอในห้องของตัวเองตอนที่เขาเสนอตัวว่าจะช่วย
     “ฉันทำเอง นายไปรอในห้องเถอะ เสร็จแล้วเดี๋ยวฉันจะไปเรียก”
     สามสิบนาทีถัดมา เควินก็มาเคาะประตูและจูงมือชินจิไปที่ห้องของเขา ข้างในห้องปิดไฟมืด มีแต่แสงสลัว ๆ ของเทียนไขสามเล่มที่ปักอยู่บนเชิงเทียน
     “สวยจัง” ชินจิชื่นชม เขาเคยฝัน ๆ ถึงดินเนอร์ใต้แสงเทียนอยู่เหมือนกัน เคยคิดว่ามันจะเป็นอย่างไรหากมีใครสักคนทำให้เขา แล้วเมื่อความฝันเป็นจริงขึ้นมาในวันนี้ ชายหนุ่มบอกได้เลยว่ามันพิเศษจริง ๆ
     “ชอบไหม” เควินถาม
     “ชอบมากเลย” ชินจิตอบ อาหารที่เควินทำเป็นสเต็กหมูง่าย ๆ ราดซอสเห็ดเคียงด้วยมันฝรั่งผัด เขาซื้อไวน์ราคาไม่แพงมากมาด้วยหนึ่งขวด ชินจิรับประทานอาหารที่เควินทำอย่างเอร็ดอร่อย
     ทุกอย่างมันดีจนเหมือนอยู่ในความฝัน ชินจิยิ้มหวานให้เควินพร้อมกับพูดว่า
     “ขอบใจมากนะเควินสำหรับทุกอย่างที่นายทำให้ฉัน”
     “ฉันดีใจที่นายชอบ”
     เควินยิ้มตอบ ชินจิเห็นสายตาที่แสดงความรักใคร่ของเควินทอดจับอยู่ที่เขา ชายหนุ่มบอกตัวเองว่า
     เขามีความสุขจริง ๆ

ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-80
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 4 - update - 24.9.2014
«ตอบ #15 เมื่อ24-09-2014 22:58:34 »

เควิน​จริงใจ​หรือเปล่าฟระ แหม่งๆ

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 4 - update - 24.9.2014
«ตอบ #16 เมื่อ25-09-2014 19:41:16 »

บทที่ 5

     ชินจิกำลังเห่อทำอาหาร เพราะเควินบอกว่าชอบอาหารที่เขาทำ
     ปกติชายหนุ่มไม่ได้ทำอาหารกินเองบ่อยนัก เมื่อตอนอยู่ญี่ปุ่น เขาก็ฝากท้องไว้ที่โรงอาหารบ้าง ข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อบ้าง ร้านราเม็งหรือร้านอาหารสำหรับครอบครัวราคาไม่แพงบ้าง นาน ๆ ทีมีเวลาก็ทำกินเองสักที แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่เขาทำอาหารบ่อยขึ้นเพราะไม่ได้ชอบอาหารฝรั่งมากเท่าไร กินติด ๆ กันเข้าก็เบื่อ ต้องหันกลับมาหาข้าวสวยทุกครั้ง
     หลังจากคบกับเควิน ชินจิทำอาหารทุกวัน เขาเปิดอินเตอร์เน็ตหาสูตรอาหาร หรือไม่ก็ขอคำแนะนำจากมายะ
     อาหารที่เขาทำส่วนใหญ่เป็นอาหารญี่ปุ่นด้วยความที่คุ้นเคยมากกว่า และเควินก็ชมว่าอร่อย คนรักกินอาหารเย็นกับเขาแทบทุกวันจนเจอโรมแซวว่า
     “ตั้งแต่เป็นแฟนกับนายเนี่ย ฉันไม่เคยเห็นมันเข้าครัวเลย มีคนทำกับข้าวให้กินตลอด น่าอิจฉาจริงวุ้ย”
     ชินจิก็ได้แต่ยิ้มอาย ๆ
     วันนี้เขาก็ทำอาหารอยู่ในครัวเหมือนทุกวัน แต่มีมายะกับอัตสึโตะอยู่ด้วย มายะสอนเขาทำผักต้มซอสและผลงานของเขาก็ออกมาดี ดีจนอัตสึโตะกินเอา ๆ เกือบจะหมดหม้อนี่แหละ
     “นายทำอาหารเก่งชะมัดเลย ฉันว่าเก่งกว่ามายะแล้วล่ะ” อัตสึโตะชม
     “พูดยังงี้เดี๋ยวฉันเลิกทำให้กินซะเลย” มายะงอน แต่อัตสึโตะไม่สนใจตามเคย เขายกถ้วยขึ้นซดน้ำซุปที่เหลือจนเกลี้ยง
     “อย่าทะเลาะกันน่า” ชินจิห้าม ก่อนจะขอคำปรึกษาว่า “ฉันอยากทำอาหารออกไปปิกนิก พวกนายคิดว่าดีไหม เสาร์อาทิตย์ไหนว่าง ๆ ออกไปเที่ยวนอกเมืองกัน”
     “เอาสิ ก็ดีเหมือนกัน เปลี่ยนบรรยากาศ” มายะเห็นด้วย เขาเองก็อยากไปเที่ยวกับอัตสึโตะเหมือนกัน การทำอาหารไปปิกนิกก็น่าสนใจ
     “อากาศหนาว ๆ เนี่ยนะ” แต่คนที่มายะอยากให้ไปด้วยกลับทำหน้ายุ่ง ต้นเดือนพฤศจิกายนอย่างนี้อากาศเย็น อัตสึโตะไม่เข้าใจเลยว่าการออกไปปิกนิกท่ามกลางอากาศหนาว ๆ มันจะดีกว่าการนอนห่มผ้าห่มอุ่น ๆ ตรงไหน
     “ก็ดีกว่าจับเจ่าอยู่ในหอพักล่ะน่า” มายะว่า
     “ไปไหนกันดีล่ะ” ชินจิถาม
     ทั้งชินจิและมายะพากันนิ่งคิด แต่อัตสึโตะที่ไม่ค่อยยินดียินร้ายในตอนแรกกลับมีไอเดียให้

     มานูเอลไม่มีอะไรขัดข้องเมื่ออัตสึโตะมาทวงสัญญาเรื่องไปเที่ยวมึกเกลเซ แต่เมื่อจุดประสงค์คือการไปปิกนิก ชายหนุ่มก็เลือกเปลี่ยนโปรแกรมเล็กน้อยเพราะคงไม่เหมาะสมที่จะเทร็กกิ้งกันสักเท่าไร
     “เราไปกันแบบสบาย ๆ ก็แล้วกัน ออกตอนสาย ๆ แล้วไปกินข้าวเที่ยงที่ทะเลสาบ บ่าย ๆ ข้ามไปเดินเที่ยวที่รานส์ดอร์ฟ แล้วก็กลับ”
     ทุกคนไม่มีปัญหาอะไร
     ในตอนแรกคนที่จะไปมีมานูเอลในฐานะไกด์ อัตสึโตะ มายะ ยูเลี่ยน (มายะสงสัยว่าไอ้หมอนี่มันรู้ได้อย่างไรในเมื่อเขาอุตส่าห์กำชับทุกคนแล้วว่าไม่ให้บอก) ชินจิ และเควิน แต่วันที่จะไปกันนั้นกลับมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกหลายคน เควินชวนเจอโรม มัตส์ และเอริคไปด้วยโดยที่ไม่ได้บอกชินจิก่อน แล้วเมื่อรู้ ชินจิก็อึ้งไปเล็กน้อย
     “ฉันไม่ได้ทำอาหารเผื่อสามคนนั้นนะ นายน่าจะบอกฉันก่อนว่าจะชวน ฉันจะได้ทำอาหารเพิ่ม” ชินจิเป็นกังวล
     นี่ยังไม่นับเรื่องผิดแผนที่จะได้อยู่กันสองคนโดยที่ไม่มีเพื่อน ๆ ของเควินอยู่ด้วยอีก ส่วนพวกมานูเอลนั่นยกไว้เถอะ ถึงเวลาก็คงป้วนเปี้ยนกันอยู่รอบตัวอัตสึโตะทุกคนนั่นแหละ ไม่มีใครมารบกวนเขาหรอก
     “ไม่ต้องห่วงหรอก พวกนั้นหาอะไรกินกันเองได้แหละน่ะ” เควินไม่เดือดร้อน แต่ชินจิก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี ถึงกระนั้นเขาก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ได้แต่หิ้วถุงใส่กล่องอาหารหนักอึ้งเดินตามคนรักไปสมทบกับคนอื่น ๆ
     มึกเกลเซเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของเบอร์ลิน ตั้งอยู่ในเขตเคอเพนิค เป็นสถานที่ตากอากาศยอดนิยมของชาวเมืองในตอนหน้าร้อน เหมาะกับการเล่นกีฬาทางน้ำ ไม่ว่าจะเป็นพายเรือ เล่นเซิร์ฟ หรือว่ายน้ำ รอบ ๆ ทะเลสาบยังมีเรือให้เช่าตั้งแต่เรือยนต์ไปจนถึงเรือแคนู และยังมีบริการนั่งเรือชมวิวด้วย
     จากหอพัก พวกเขานั่งรถรางสายหกสิบมาลงที่ป้ายถนนบาห์นโฮฟตัดกับถนนเซเล่นบินเดอร์ จากนั้นต่อรถบัสสาย X69 มาลงที่ป้ายถนนโอแดร์นไฮเมอร์ซึ่งเป็นป้ายสุดท้าย
     “มึกเกลเซมีสองส่วนคือ ทะเลสาบใหญ่กับทะเลสาบน้อย ที่เราจะไปกันคือมึกเกลเซน้อย เพราะถ้าเราจะข้ามไปรานส์ดอร์ฟด้วย ตรงนี้จะสะดวกกว่า” มานูเอลอธิบายให้อัตสึโตะฟังขณะอยู่บนรถบัส
     เมื่อนั่งรถมาถึงป้าย ทั้งหมดก็เดินไปตามถนนที่สองข้างทางเป็นป่าร่มครึ้มเพื่อไปยังจุดที่เป็นหาดทรายให้เล่นน้ำและนั่งปิกนิกกันได้
     “รู้งี้ฉันน่าจะแบกจักรยานมาด้วย นี่ต้องเดินไปอีกไกลแค่ไหนเนี่ย” มายะโอดครวญเพราะเขาต้องแบกเป้หนัก ๆ ใส่กล่องอาหารที่บรรจุของกินลงไปแบบเต็มพิกัด และถึงมานูเอลจะแบ่งไปช่วยแบกด้วย แต่เขาก็ยังบ่นอยู่ดี
     “ไม่ไกล อีกแป๊บนึงก็ถึงแล้ว” มานูเอลที่เดินอยู่ข้าง ๆ บอก
     ชินจิหิ้วถุงอาหารเดินเยื้องไปทางข้างหลังเล็กน้อยรั้งท้ายทุกคน ชายหนุ่มอยากบ่นเหมือนกัน แต่คนละเรื่องกับมายะ เควินไม่ช่วยเขาหิ้วของ ชายหนุ่มก็ไม่ว่าอะไร แต่เควินทิ้งเขาไปเดินนำโด่งอยู่ข้างหน้า รวมอยู่กับเจอโรม มัตส์และเอริค ชินจิไม่ชอบแบบนี้เลย เขาอยากให้เควินเดินอยู่ข้าง ๆ เขามากกว่า ชายหนุ่มพยายามไม่คิดมาก เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังงี่เง่า แต่เขาก็ไม่ค่อยพอใจที่มันเป็นแบบนี้
     หลังจากที่เดินกันมาประมาณสิบนาทีก็ถึงจุดหมาย หาดริมฝั่งมึกเกลเซน้อยเป็นหาดทรายสีน้ำตาลกว้างพอประมาณ น้ำนิ่งสงบเป็นสีน้ำเงินหม่น ๆ มองออกไปเห็นบ้านน่ารักสีขาว สีเหลือง สีส้ม สีชมพูอ่อนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของทะเลสาบ และถึงแม้จะเป็นตอนปลายฤดูใบไม้ร่วง อากาศหนาว แต่ก็มีคนมาเที่ยวกันอย่างหนาตา
     เควินกับเจอโรม มัตส์และเอริคพากันเดินลงไปหาที่นั่งอย่างรวดเร็ว มานูเอล มายะ อัตสึโตะและยูเลี่ยนตามลงมา รั้งท้ายด้วยชินจิ และเพราะกำลังไม่พอใจ ชินจิจึงเลือกนั่งบนผ้าผืนเดียวกับพวกอัตสึโตะซึ่งเป็นผ้าปูผืนใหญ่ ปล่อยให้เควินนั่งกับเพื่อนบนผ้าปูอีกผืนหนึ่งที่มีขนาดเล็กกว่า
     อัตสึโตะคว้าเป้ของมายะมาเปิดเอากล่องอาหารออกมาทันทีที่นั่งลง แล้วก็คีบอาหารเข้าปากตุ้ย ๆ
     มานูเอลชวนชินจิคุยเมื่อเห็นเขานั่งเงียบ ๆ ฟังมายะกับยูเลี่ยนเถียงกัน หลังจากที่ยกอาหารทั้งกล่องไปวางไว้ให้เควินแล้ว
     “นายมาจากคานาซาว่าเหมือนอัตสึโตะรึเปล่า”
     “เปล่า ฉันมาจากโกเบ นายรู้จักไหม”
     มานูเอลพยักหน้า
     “รู้จักสิ เคยเห็นรูป ที่มีสวนสนุกตรงท่าเรือใช่ไหม”
     “ใช่แล้ว นายนี่รู้เยอะเหมือนกันนะ”
     “ฉันชอบญี่ปุ่น ฉันว่าประเทศนายสวยมาก อาหารก็อร่อย สักวันหนึ่งฉันอยากจะไปเที่ยวบ้าง”
     “มาสิ แล้วอย่าลืมมาเที่ยวที่โกเบด้วยนะ”
     “ต้องไปแน่นอน” มานูเอลตอบอย่างกระตือรือร้น และนั่นทำให้ชินจิแอบสะท้อนใจนิด ๆ ชายหนุ่มเหลือบมองเควินที่กำลังนั่งคุยกับเจอโรมพลางดื่มเบียร์กันไปพลาง เควินไม่เคยถามเลยว่าชินจิมาจากเมืองอะไร หรือแสดงทีท่าสนใจอะไรญี่ปุ่นเป็นพิเศษ มันคงจะดีนะถ้าเควินสนใจประเทศของเขาเหมือนที่มานูเอลสนใจบ้าง
     มัตส์กับเอริคชวนกันไปเช่าเรือมาพายเล่น ท่าทางสนุกสนานมาก มายะจึงหันมาชวนอัตสึโตะที่ทำท่าจะล้มตัวลงนอนหลังจากกินอิ่มให้ไปพายเรือเล่นกับเขา
     “ฉันอยากนอนสักงีบอะ” อัตสึโตะสั่นศีรษะปฏิเสธ
     “มาถึงนี่ทั้งทีจะนอนทำไม นายไปพายเรือเล่นกับฉันดีกว่า ฉันจะพายให้นายนั่งเอง” มายะยังพยายามตื๊อและแน่นอนว่ายูเลี่ยนไม่มีทางน้อยหน้า เขาจับมืออัตสึโตะทันที
     “นายไปพายเรือเล่นกับฉันก็ได้นะถ้าไม่อยากไปกับมายะ”
     “อัตสึโตะไม่อยากไปกับนายหรอกเจ้าเด็กบ้า อัตสึโตะจะไปกับฉัน” แล้วมายะก็จับมืออัตสึโตะอีกข้างหนึ่ง
     มายะกับยูเลี่ยนมองหน้ากันเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ
     อัตสึโตะรำคาญเต็มแก่ เขาสะบัดมือออก แล้วประกาศว่า
     “ถ้าอยากพายเรือนักก็พายด้วยกันสามคนเนี่ยแหละ”
     พูดจบเขาก็เดินดุ่ม ๆ ไปจัดการเช่าเรือ มายะกับยูเลี่ยนต้องรีบวิ่งตามมา
     “เอาจริงเหรอ อัตสึโตะ” มายะถาม เขาอยากนั่งเรือกับอัตสึโตะ แต่ไม่อยากมีเจ้าเด็กแสบพ่วงไปด้วยนี่นา ยูเลี่ยนก็ทำหน้าเซ็งพอกัน
     “ก็ไหนบอกว่าอยากพายเรือ พวกนายอย่าเรื่องมากได้ไหม” อัตสึโตะเอ็ด “ยูเลี่ยน นายลงไปก่อน”
     ยูเลี่ยนจำต้องลงไปนั่งในเรือ สองมือจับพายเอาไว้
     “ต่อไปมายะ” อัตสึโตะสั่ง และเมื่อมายะยึกยัก เขาก็ดันตัวเพื่อนลงไปนั่งในเรือจนได้ มายะต้องรีบจับกราบเรือเพื่อพยุงตัวไม่ให้ตกน้ำเพราะอัตสึโตะผลักเขาอย่างแรงจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่
     “พายเรือกันให้สนุกนะทั้งสองคน”
     อัตสึโตะพูดพร้อมกับถีบเรืออย่างแรงให้ลอยห่างออกจากท่า
     “ไม่นะ! อัตสึโตะ!” มายะร้องโหยหวน มือของเขายืดออกสุดเอื้อม ขณะที่เรือลอยห่างจากฝั่งเรื่อย ๆ
     “บ๊ายบาย” อัตสึโตะยืนโบกมือส่งอยู่ที่ท่า เสียงหัวเราะชอบใจของเขาดังประสานกับเสียงโหวกเหวกโวยวายของทั้งมายะและยูเลี่ยนบนเรือที่กำลังหมุนเป็นวงกลม
     “ไอ้ยูเลี่ยน พายกลับสิวะ นี่นายพายเรือเป็นรึเปล่าเนี่ย”
     “ฉันก็พยายามอยู่นี่ไง ปากดีนัก มาพายเองไหมล่ะ”
     บนฝั่ง มานูเอลโคลงศีรษะด้วยความอ่อนใจ อัตสึโตะนี่ก็เอาเรื่องไม่หยอก บทจะเกรียนขึ้นมา แม้แต่เจ้าเด็กแสบยูเลี่ยนยังหลงกล แล้วเมื่ออัตสึโตะเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กลับมา เขาก็ถามว่า 
     “แกล้งให้สองคนนั่นนั่งเรือด้วยกันยังงั้นไม่สงสารพวกนั้นรึไง”
     “สงสารทำไม ก็สองคนนั้นอยากนั่งเรือนี่ ฉันก็ช่วยให้สมหวังแล้วไง”
     อัตสึโตะตอบพร้อมกับล้มตัวลงนอนอย่างสบายอารมณ์
     ชินจิไม่ได้สนใจวีรกรรมของอัตสึโตะมากนัก สายตาของเขาคอยแต่จะเหลือบแลไปทางเควินมากกว่า แต่เควินก็ไม่ได้มีท่าทีจะรับรู้หรือสังเกตอะไร สนใจเบียร์ในมือมากกว่าสนใจมองหาเขาด้วยซ้ำ
     ชายหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ
     “ไม่สนุกเหรอชินจิ” มานูเอลถาม
     “เปล่า ๆ” ชินจิรีบปฏิเสธทันที “ฉันแค่สงสัยว่าเราจะไปรานส์ดอร์ฟกันตอนกี่โมง”
     “บ่าย ๆ หน่อยก็ได้ รานส์ดอร์ฟอยู่ใกล้ ๆ นี่เอง นั่งเรือเฟอรี่ไปไม่นาน นายจะหลับสักงีบก็ได้นะ”
     ชินจิไม่ได้นอน และในที่สุดชายหนุ่มก็ทนความอึดอัดที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเองไม่ไหว ต้องลุกไปหาเควินจนได้
     “อาหารอร่อยไหม”
     “ก็ดี ขอบใจนะ” เควินตอบพลางตบที่ว่างข้างตัว ชินจิจึงทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ ซบศีรษะลงกับไหล่เควิน
     “เบียร์ไหม” เควินถาม ชินจิพยักหน้า คนเยอรมันดื่มเบียร์กันเป็นน้ำ ความจริงที่ญี่ปุ่นก็ดื่มกันเยอะเหมือนกัน เขาจึงไม่แปลกใจที่เควินเอะอะก็ชวนเขาดื่มเบียร์ทุกที
     “ฉันชอบที่นี่จัง นายเคยไปที่มึกเกลเซใหญ่ไหม เป็นยังไงมั่ง” ชินจิชวนคุย
     “ก็เหมือนที่นี่แหละ แต่กว้างกว่า มีที่เล่นน้ำ พายเรือ มีร้านอาหารริมน้ำ มีโรงเบียร์ด้วย อ้อ แล้วยังมีมึกเกลเทาเวอร์ให้ขึ้นไปชมวิวได้”
     “น่าไปจัง”
     “เอาไว้วันหลังค่อยไปกันก็ได้”
     ได้คุยกันแบบนี้ ชินจิเริ่มรู้สึกดีขึ้น เขารู้สึกว่าตัวเองไม่น่างี่เง่าเลย การไม่ทะเลาะกันแบบนี้มันดีออก แต่เรื่องที่เควินทิ้งเขาให้เดินคนเดียวก็คิดว่าจะต้องลองเปรย ๆ ดูตอนกลับไปที่ห้อง บางทีถ้าเควินรู้ เขาอาจจะไม่ทำอย่างนี้อีกก็ได้
     หลังจากปล่อยให้พักผ่อนกันตามสบายอยู่อีกครู่ใหญ่ มานูเอลก็ปลุกอัตสึโตะและบอกทุกคนให้เตรียมตัวไปรานส์ดอร์ฟ ตอนนั้นเองปัญหาก็เกิด มัตส์กับเอริคปฏิเสธที่จะไปด้วย พวกเขายังอยากจะพายเรือเล่นมากกว่า เควินกับเจอโรมก็ไม่สนใจเช่นกันเนื่องจากเคยไปกันมาแล้ว อยากจะนอนเล่นจิบเบียร์กันอยู่ตรงนี้มากกว่า ชินจิละล้าละลัง อยากอยู่กับคนรักก็อยาก แต่ก็อยากจะไปกับพวกอัตสึโตะเหมือนกัน
     “ไปเถอะเควิน ไหน ๆ ก็มาด้วยกันแล้วนะ” เขาพยายามชวน
     “ไม่ดีกว่า รานส์ดอร์ฟมันก็แค่หมู่บ้านชาวประมงธรรมดา ไม่มีอะไรน่าสนใจสักเท่าไหร่หรอก อย่างดีก็มีโบสถ์เล็ก ๆ ให้ดู ไม่มีอะไรมาก”
     “แต่ฉันยังไม่เคยไปเลยนะ ฉันอยากไปดู”
     “งั้นนายก็ไปกับพวกมานูเอลนั่นแหละ แล้วค่อยกลับไปเจอกันที่หอพัก” เควินบอกง่าย ๆ ชินจิจึงไม่พอใจกรุ่น ๆ ขึ้นมาอีก แต่เขาพยายามระงับอารมณ์สุดความสามารถ
     “ก็ได้ ฉันจะไปกับพวกมานูเอล ถ้านายไม่ไป งั้นฉันฝากถุงใส่กล่องอาหารกลับด้วยนะ”
     พูดจบก็เดินไปสมทบกับพวกมานูเอลที่ยืนรออยู่ อัตสึโตะยืนตาปรือ มีมายะกับยูเลี่ยนขนาบอยู่คนละข้าง พยายามไม่มองหน้ากันอย่างสุดความสามารถ เพราะเหตุการณ์บนเรือเมื่อสักครู่มันยังหลอนอยู่ไม่หาย แค่คิดว่าได้ไปอยู่ด้วยกันบนเรือสองคนกันอย่างนั้น ผื่นก็จะขึ้นแล้ว
     “ไม่ไปด้วยกัน ไม่เป็นไรเหรอ” มานูเอลถามด้วยความเป็นห่วง
     “ไม่เป็นไรหรอก เควินเขาไม่อยากไปนี่นา ฉันไปกับพวกนายก็ได้ คนเป็นแฟนกันไม่จำเป็นต้องตัวติดกันก็ได้นี่นา ใช่ไหม”       
     ชินจิยิ้มก็จริง หากมานูเอลดูออกว่าเพื่อนกำลังฝืนความรู้สึกตัวเองอยู่อย่างเต็มที่ แต่ในเมื่อชินจิยืนยันอย่างนั้น เขาจึงไม่พูดอะไรอีก เดินนำทุกคนไปที่ท่าเรือนอยเฮลโกลันด์ซึ่งอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย มีจุดสังเกตเป็นโรงแรมและร้านอาหารริมน้ำสีขาวชื่อเดียวกับท่าเรือ
     มานูเอลพาทุกขึ้นขึ้นเรือยนต์สายยี่สิบสาม เขาเล่าเพิ่มเติมว่า
     “มีเรือข้ามแม่น้ำแบบใช้คนพายด้วยนะ ลำเล็กสีส้มนั่งได้ประมาณแปดคน สายยี่สิบสี่”
     เรือแล่นไปตามแม่น้ำที่มีบ้านหลังเล็กสวยงามเรียงรายอยู่ทั้งสองฝั่ง ถ้าเป็นหน้าร้อนคงเห็นดอกไม้และสนามหญ้าเขียวขจี แต่นี่มากันตอนใกล้หน้าหนาว ทุกอย่างเลยดูแห้ง ๆ แถมลมก็พัดแรง แต่กระนั้นทุกคนก็ยังตื่นเต้นกับสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
     ชินจิเองก็เริ่มอารมณ์ดีขึ้นเมื่อขึ้นจากเรือที่ท่าเรือครู้กกัซเซ่อแล้วเจอถนนปูหินและสองฝั่งถนนเป็นบ้านเรือนหน้าตาสวยงาม ล้อมรอบด้วยรั้วเตี้ย ๆ สีขาว ชายหนุ่มชอบหมู่บ้านเล็ก ๆ น่ารักแบบนี้มาก รู้สึกเหมือนเดินอยู่ในหมู่บ้านในหนังสือนิทาน
     มานูเอลพาเดินนำไปตามถนนที่ทอดไปสู่โบสถ์ยอดแหลมสีน้ำตาล เขาถามทุกคนว่า
     “อยากเข้าไปดูในโบสถ์ไหม”
     ทุกคนพยักหน้า เขาจึงเดินนำเข้าไปข้างใน โบสถ์เล็ก ๆ แห่งนี้สร้างเป็นแบบผสมระหว่างโรมาเนสก์และกอธิค ภายในโบสถ์จึงมีหน้าต่างแบบโค้งและมีหน้าต่างติดกระจกสีอย่างสวยงามอยู่เหนือแท่นบูชา อัตสึโตะเงยขึ้นมองโครงหลังคาที่ทาสีฟ้าอ่อนสวยงามด้วยความสนใจ
     “หายง่วงแล้วเหรอ” มานูเอลอดแซวไม่ได้ เพราะเมื่อครู่นี้อัตสึโตะยังตาปรือท่าทางจะหลับแหล่มิหลับแหล่อยู่เลย ตอนนี้กลับเงยหน้ามองหลังคาตาแป๋วเสียแล้ว
     “สวยอะ ฉันชอบสีฟ้าแบบนี้” อัตสึโตะตอบ
     “ฉันก็ชอบสีฟ้าเหมือนกัน”
     “ไม่ต้องบอกก็รู้ นายมันโอตาคุอวกาศ ชอบสีอื่นสิแปลก”
     “ในอวกาศมีสีทุกสีน่ะแหละ ไม่ใช่สีฟ้าอย่างเดียวสักหน่อย”
     “แต่อวกาศของนายมันอยู่บนฟ้าที่เป็นสีฟ้า”
     มานูเอลยอมจำนนกับเหตุผลข้าง ๆ คู ๆ ของอัตสึโตะ เรียนรู้นิสัยของอีกฝ่ายได้อีกอย่างหนึ่งแล้วว่านอกจากจะเกรียนในบางครั้งแล้ว หมอนี่มันยังดื้อด้วย แต่เป็นความดื้อที่ทำให้เขาขำ เพราะอัตสึโตะกวนเขาเสร็จก็ทำปากยื่นเหมือนเด็ก หน้าตาตลกมาก
     “เราจะไปไหนกันต่อ” ชินจิเดินเข้ามาถาม สีหน้าของเขาสดชื่นขึ้นมาก ในมือถือกล้องถ่ายรูปคอมแพ็คเล็ก ๆ ที่เก็บภาพไว้มากมาย
     “นอยเวเนดิก นายน่าจะชอบนะ บ้านเล็ก ๆ สวย ๆ ริมคลองที่มีเรือแล่นไปมา มีสะพานข้ามคลอง ดูคล้ายกับในเมืองเวนิซ ก็เลยเรียกว่านอยเวเนดิก”
     มานูเอลตอบ เขาสังเกตว่าชินจิสนใจบ้านเรือนและถนนปูหินของหมู่บ้านนี้มาก เขาจึงมั่นใจว่าเพื่อนน่าจะชอบที่ที่เขากำลังจะพาไปด้วย ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น ชินจิตื่นเต้นมากเมื่อเห็นภาพของบ้านหลังเล็กเรียงรายอยู่ริมคลองเล็ก ๆ ที่มีสะพานเล็ก ๆ พาดผ่านด้านบน นาน ๆ ครั้งก็มีเรือยนต์สีขาวแล่นมาตามคลอง
     “นี่ เวนิซของจริงมันต้องสวยกว่านี้อีกใช่ไหม” อัตสึโตะหันมาถามมานูเอลกับยูเลี่ยน เขาตื่นตาตื่นใจกับวิวสวย ๆ ตรงหน้าเหมือนกัน แม้ว่าปากจะชอบพูดว่าขี้เกียจไม่อยากออกไปไหนหรืออิดออดไม่อยากจะมาในตอนแรก แต่เขาก็มักจะตื่นเต้นชอบใจกับสิ่งที่ได้เห็นในท้ายที่สุดเสมอ
     “สวยมาก คลองเยอะกว่าถนน ใช้เรือแทนรถ บ้านเรือน โบสถ์ วิหาร สวย ๆ ทั้งนั้น แล้วก็มีกอนโดลาให้เช่านั่งชมเมือง คนพายเรือจะร้องเพลงให้เราฟังด้วยนะ”
     “แต่น้ำในคลองมันเน่า” ยูเลี่ยนสรุป
     ทุกคนเดินชมบ้านเรือนริมคลองและถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานจนบ่ายคล้อยและฝนทำท่าจะตกจึงตัดสินใจกลับ มานูเอลพาทุกคนนั่งรถบัสมาที่สถานีเอสบาห์นรานส์ดอร์ฟ แล้วนั่งรถบัสไปต่อรถรางที่ฟรีดริชส์ฮาเก้น ใช้เวลาราวสี่สิบนาทีก็กลับมาถึงหอพัก
     ชินจิตรงไปที่ห้องของเควินทันที เมื่อเควินเปิดประตูมาเจอหน้าคนรัก เขาก็ทักว่า
     “สนุกไหม”
     “ก็ดี สวยดี ถ่ายรูปมาเยอะแยะเลย ฉันขอเข้าไปข้างในได้ไหม”
     เควินเบี่ยงตัวให้ชินจิเข้ามาในห้อง ห้องของเควินกลับมารกเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ชินจิไม่มีอารมณ์มาสนใจเรื่องนี้ เขาเดินไปนั่งลงบนเตียง เควินตามมานั่งลงใกล้ ๆ พลางโอบตัวเขามากอดไว้
     “ฉันดีใจที่ได้ยินแบบนี้นะ”
     “แต่ฉันคงสนุกกว่านี้ถ้ามีนายไปด้วย” ชินจิพูด เบือนหน้าหนีเล็กน้อยเมื่อคนรักก้มหน้าลงมาจะจูบ เควินชะงักนิดหนึ่ง ถามว่า
     “นายโกรธฉันเหรอ”
     “โกรธนิดหน่อยที่นายปล่อยฉันให้ไปคนเดียวกับพวกอัตสึโตะ แล้ววันนี้นายก็ให้ฉันเดินคนเดียว เควิน ฉันขอร้องได้ไหม คราวหลังอย่าเดินไปคนเดียวอย่างวันนี้อีกได้ไหม ช่วยหันกลับมามองฉันบ้าง”
     “ขอโทษที ฉันไม่รู้เลยว่านายโกรธ ก็เห็นนายทำท่าเฉย ๆ แล้วที่ไม่ไปรานส์ดอร์ฟด้วยก็เพราะเห็นว่านายไปกับเพื่อนนายอยู่แล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
     “มันก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก แค่ฉันจะรู้สึกดีกว่านี้ถ้ามีนายไปด้วย”
     “โอเค โอเค คราวหน้าฉันจะไปด้วย”
     ชินจิหายงอนทันที่ที่เห็นเควินดูมีทีท่าตกใจเมื่อรู้ตัวว่าทำให้เขาโกรธและชายหนุ่มยังสัญญาด้วยว่าคราวหลังจะไม่ทำอีก คราวนี้เขาจึงเต็มใจรับจูบของเควิน แต่แล้วก็ชะงักนิดหนึ่งเมื่อมือของอีกฝ่ายเริ่มไล้ลงต่ำไปเรื่อย ๆ เขาตะครุบมือเควินไว้ทันก่อนที่จะขยับลงไปต่ำกว่านั้น
     “นะ ชินจิ ขอฉันนะ” เควินกระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากของเขาจูบเรื่อยไปตามแนวคางของคนรัก
     “แต่...แต่ว่า...” ชินจิอึกอัก เขาชอบจูบและกอดของเควินนะ แต่เขายังรู้สึกไม่พร้อมกับสิ่งที่มันเกินกว่านั้นและชายหนุ่มก็บ่ายเบี่ยงสำเร็จมาตลอด เควินไม่เคยว่าอะไร ชินจิก็ยิ่งประทับใจที่เควินไม่เร่งรัดหรือฝืนใจเขา ถึงแม้ชายหนุ่มจะรู้ว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องทำมัน
     “ชินจิ ฉันรักนายนะ อย่าปฏิเสธฉันอีกเลย”
     เหมือนเป็นคำวิเศษ ชินจิใจอ่อนยวบทันทีและไม่ปฏิเสธเมื่อเควินดันร่างของเขาให้นอนลงไปบนเตียง เควินถอดเสื้อผ้าของตัวเองและถอดให้ชินจิจนเปลือยเปล่าด้วยกันทั้งคู่ ก่อนจะก้มลงไปใช้ปากเล้าโลมให้จนชินจิครางไม่หยุด แล้วเขาก็ยกสะโพกของชินจิขึ้น นิ้วชุ่มเจลของชายหนุ่มค่อย ๆ แทรกเข้าไปในตัวของอีกฝ่าย
     “เจ็บ เควิน ไม่เอาแล้ว” แม้จะเป็นแค่นิ้วและมีเจลช่วย แต่ชินจิก็เจ็บมาก เขารั้งมือของเควินไว้ทันทีพร้อมกับกระถดตัวหนี หน้าตาเหยเก
     “พอเถอะ ฉันเจ็บ”
     “เดี๋ยวก็หายเจ็บแล้ว”
     “ไม่เอา ฉันเจ็บ”
     ชินจิไม่ยอมให้ความร่วมมือ เขาดิ้นหนีตลอดเวลาจนเควินหมดอารมณ์ สุดท้ายจึงทำได้แค่เพียงใช้มือให้กันและกันเท่านั้น
     “เควิน ฉันขอโทษ” ชินจิพูด เมื่อเห็นคนรักยังมีสีหน้าเหมือนคนอารมณ์ค้าง แม้ว่าจะปลดปล่อยไปแล้วก็ตาม ทั้งคู่นอนอยู่ด้วยกันบนเตียงของเควินโดยที่เควินหันหลังให้ ชายหนุ่มบอกว่าเขาเป็นคนนอนยาก ไม่สามารถเป็นฝ่ายกอดชินจินอนได้อย่างที่ชินจิชอบ เขาจะนอนไม่ถนัดถ้าทำอย่างนั้น แต่ชายหนุ่มไม่ว่าอะไรเมื่อชินจิเป็นฝ่ายเอื้อมมือมากอดเขาเอง ดังนั้นเวลาที่นอนด้วยกันตอนกลางคืน เควินจะนอนหันหลังให้โดยมีชินจินอนซ้อนอยู่ข้างหลังและเป็นฝ่ายเอามือข้างหนึ่งมาพาดเอวเควินและกอดไว้
     “ช่างเถอะ ไม่เป็นไรหรอก”
     เควินหันกลับมากอดชินจิและจูบที่หน้าผาก แล้วหันหลังกลับไปนอนท่าเดิม
     ชินจิยังไม่รู้สึกดีขึ้นแม้เควินจะบอกว่าไม่เป็นไรก็ตาม เควินต้องรู้สึกไม่ดีแน่ ๆ เขารู้ แต่เขายิ่งรู้สึกไม่ดีมากกว่าหลายเท่าที่ไม่สามารถทำให้เควินมีความสุขได้ เขากอดคนรักแน่นขึ้นอีกนิดพร้อมกับซบศีรษะลงกับแผ่นหลังของชายหนุ่มโดยระวังไม่ให้ลมหายใจของตัวเองรดหลังของอีกฝ่ายเพราะชายหนุ่มเคยบอกเขาว่านอนไม่หลับเพราะรู้สึกจั๊กจี้ที่ชินจิหายใจรดแผ่นหลังของเขาตลอดเวลา
     ฉันขอโทษนะเควิน แต่ฉันสัญญาว่าครั้งหน้าฉันจะพร้อม ฉันจะไม่ทำให้นายผิดหวังเหมือนครั้งนี้อีก

     
     ..................................
     เซ็งอะ คิดงานไม่ออก ลงนิยายดีกว่า  :katai4:
     แล้วก็ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นท์นะคะ เป็นกำลังใจให้ข้าพเจ้าอย่างมากจริง ๆ  :hao5:

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 5 - update - 25.9.2014
«ตอบ #17 เมื่อ25-09-2014 21:44:49 »

     “มานูเอล นายจะไปไหน”
     เสียงเรียกของอัตสึโตะทำให้มานูเอลที่อยู่ในชุดวอร์มกำลังจะเดินออกจากห้องหันหลังกลับมามอง
     “ไปวิ่งที่พาร์กใกล้ ๆ เนี่ย” มานูเอลตอบ ก่อนจะมองเพื่อนด้วยความฉงน “ทำไมวันนี้นายตื่นเช้าจัง”
     ปกติอัตสึโตะตื่นสายตลอดแหละและมายะจะเป็นคนมาปลุกพร้อมกับทำอาหารเช้าให้
     “ฉันไปด้วยนะ ขอฉันเปลี่ยนรองเท้าแป๊บนึง” อัตสึโตะพูด แล้วก็ไม่รอคำตอบจากเขา ผลุบหายเข้าห้องตัวเองไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะออกมาด้วยชุดวอร์มและเปลี่ยนเป็นรองเท้ากีฬาอย่างเรียบร้อย
     “รีบไปกันเถอะ เร็ว ๆ เข้า” อัตสึโตะเร่ง พร้อมกับตรงเข้ามาจับข้อมือของมานูเอลที่ยังมีสีหน้างง ๆ ให้วิ่งตามเขามา
     “นายเป็นอะไรของนาย จะรีบร้อนทำไมเนี่ย” มานูเอลสงสัย
     “จะได้ไม่เสียเวลาไง”
     ใกล้หอพักของพวกเขามีสวนสาธารณะขนาดใหญ่อยู่ห่างออกไปประมาณกิโลเมตรกว่า ๆ ย่างเข้าหน้าหนาวแบบนี้ หญ้าในสนามกลายเป็นสีน้ำตาลแห้ง ๆ ต้นไม้บางต้นที่ปลูกอยู่เป็นหย่อมเหลือแต่เพียงกิ่งก้าน มานูเอลเล่าให้อัตสึโตะฟังว่าสวนสาธารณะแห่งนี้เคยเป็นสนามบินเก่า
     “ชื่อสนามบินโยฮันนิสธาล แต่เลิกใช้ไปตั้งแต่หลังสงคราม ปล่อยให้มีต้นไม้ขึ้นเต็มไปหมด เขาก็เลยออกแบบใหม่ให้เป็นสวนสาธารณะ”
     มานูเอลกับอัตสึโตะวิ่งเหยาะ ๆ ไปด้วยกันตามทางเดินที่สร้างให้ยกขึ้นจากพื้นหญ้า
     “รันเวย์สนามบินก็ยังมีอยู่นะ แต่กลายเป็นทางสำหรับเล่นเสก็ตกับโรลเลอร์เบลดไปแล้ว”
     อัตสึโตะมองไปทางที่มานูเอลชี้ เขาเห็นนักเสก็ตมาเล่นกันอยู่ประปราย บางคนก็เอาเสก็ตบอร์ดมาไถลเล่นแข่งกันอย่างสนุกสนาน
     “ตกลงนายนึกยังไงออกมาวิ่งกับฉัน” มานูเอลถาม ก่อนจะหรี่ตาลงนิดหนึ่ง “หรือนายหนีใครมา”
     “รู้ได้ไงอะ”
     “อย่างนายน่ะอ่านไม่ยากหรอก” มานูเอลหัวเราะเบา ๆ อยู่ในลำคอ แล้วถามว่า “หนีใครล่ะ มายะหรือยูเลี่ยน”
     “ทั้งสองคนนั่นแหละ เมื่อเช้ายูเลี่ยนโทรมาปลุกฉัน ขอมากินข้าวเช้าด้วย นายคิดดูนะ สองคนนั่นมาเจอกันทีไรทะเลาะกันทุกที ฉันรำคาญ” อัตสึโตะหน้ามุ่ย
     “อยากหาเรื่องเอง” คนฟังไม่สงสาร “อยู่ดีไม่ว่าดีไปให้ยูเลี่ยนมันมาจีบ หมอนั่นมันก็เกาะไม่ยอมปล่อยน่ะสิ”
     “ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันจะมาแนวเดียวกับมายะยังงี้อะ”
     อัตสึโตะโอดครวญ แต่ประสาคนไม่คิดอะไรมากก็ยักไหล่
     “ช่างมันเหอะ ตัดสินใจพลาดบ้างก็สนุกดี ใครมันจะไปเหมือนนายล่ะเนอะ มีสติตลอดเวลา ทำอะไรก็ต้องไตร่ตรองก่อน ไม่ยอมทำอะไรตามใจตัวเองซะบ้าง ถามจริงเหอะ เคยตัดสินใจพลาดบ้างไหม”
     มานูเอลฟังแล้วไม่ค่อยแน่ใจว่าอัตสึโตะกำลังชมเขาหรือด่ากันแน่ แต่เขาก็ตอบว่า
     “บ่อยไป ฉันก็ไม่ได้มีสติตลอดเวลาหรอก” ชายหนุ่มถอนใจนิด ๆ “บางครั้งก็คิดอยากจะทำอะไรตามใจตัวเองบ้างเหมือนกัน ไม่ต้องคิดว่ามันจะผิดหรือมันจะถูก”
     “ก็ทำสิ” อัตสึโตะยุ แต่มานูเอลกลับสั่นศีรษะ สีหน้าหมองลงไปเล็กน้อย แต่แทบสังเกตไม่ออก
     “ไม่ได้หรอก เรื่องบางอย่างถึงอยากทำตามใจชอบก็ทำไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง”
     แล้วชายหนุ่มก็รีบเปลี่ยนเรื่อง
     “ใกล้ปิดเบรกคริสต์มาสแล้ว นายจะกลับญี่ปุ่นไหม”
     “กลับทำไม ปิดแป๊บเดียวเอง ฉันก็คงอยู่ที่นี่แหละ นายล่ะ”
     “ฉันก็คงกลับบ้านที่เกลเซ่นเคียเช่นไปฉลองคริสต์มาสกับพ่อแม่ ไปช่วยงานด้วย บ้านฉันเป็นโรงแรม อยู่นอกเมืองไปนิดหน่อย”
     “จริงเหรอ” อัตสึโตะตื่นเต้น “บ้านฉันก็ทำโรงแรม เอ ไม่ใช่สิ เรียกเกสต์เฮาส์น่าจะเหมาะกว่า คือพ่อแม่ฉันก็เป็นพนักงานบริษัทธรรมดาแหละ แต่คุณอาของฉันเปิดเกสต์เฮาส์ อยู่ใกล้สถานีรถไฟคานาซาว่า”
     ทั้งคู่หยุดวิ่งแล้วนั่งพักกันอยู่บนพื้นทางเดินนั่นเอง อัตสึโตะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดให้ดูรูปบ้านสองชั้นสีแดงเข้มที่ตั้งอยู่ริมคลองสายเล็ก ๆ มีป้ายเขียนเวลาปิดเปิดและกระถางดอกไม้สวยงามตั้งอยู่ด้านหน้า
     “วันหยุด ถ้าฉันกลับบ้านก็จะไปช่วยที่เกสต์เฮาส์ สนุกดีนะ ได้คุยกับคนเยอะแยะเลย”
     “จริง พวกนักท่องเที่ยวบางทีก็มีเรื่องมาเล่าให้เราฟังเยอะแยะ” มานูเอลเห็นด้วย เขากดโทรศัพท์มือถือของตัวเองให้อัตสึโตะดูรูปโรงแรมของเขาเช่นกัน เป็นอาคารสองชั้นแบบฟาคแวร์คเฮาส์สีขาว ผนังด้านนอกมีไม้สีดำวางพาดเหมือนเป็นลวดลาย ด้านหน้าวางโต๊ะและเก้าอี้ใต้ร่มสีขาวสำหรับนั่งพักและรับประทานอาหาร รอบ ๆ ปลูกต้นไม้ไว้เต็มไปหมด
     “สวยจังเลย” อัตสึโตะชม
     “ตอนหน้าร้อนจะมีลูกเบอรี่ป่าขึ้นเต็มไปหมด เก็บมากินกับครีมเย็น ๆ นายชอบรึเปล่า”
     อัตสึโตะพยักหน้าหงึกหงัก ทำหน้าละห้อย ตอบว่า
     “ชอบสิ พูดแล้วก็อยากกินขึ้นมาเลย ฉันอยากเก็บลูกเบอรี่ด้วย ยังไม่เคยลองเก็บดูสักที เคยแต่เก็บสตรอเบอรี่ แบบที่สวนเขาเปิดให้เข้าไปเก็บกินได้ตามใจชอบน่ะ”
     “อันนี้ก็เก็บกินได้ตามใจชอบเหมือนกัน” มานูเอลพูด
     “บ้านนายสวยจัง” อัตสึโตะยังติดใจโรงแรมสีขาวของเพื่อนอยู่ มือเลื่อนรูปภาพดูไปเรื่อย ๆ ด้วยความสนใจ มานูเอลเห็นอย่างนั้น เขาก็เลยตัดสินใจชวน
     “นายอยากไปบ้านฉันตอนวันหยุดคริสต์มาสรึเปล่า”
     อัตสึโตะเงยหน้าจากโทรศัพท์ขึ้นมามองทันที
     “ฉันไปได้เหรอ”
     “ได้สิ ไปฉลองคริสต์มาสกัน ชวนพวกมายะไปด้วยกันก็ได้ มาโกโตะกับเอย์จิด้วย บ้านฉันเป็นโรงแรมอยู่แล้ว ห้องมีเยอะแยะ นายจะได้ไม่ต้องจับเจ่าอยู่ที่นี่ ดีไหม”
     “Toll!” อัตสึโตะอุทานเป็นภาษาเยอรมันด้วยความดีใจ ท่าทางของเขาตื่นเต้นมาก แล้วก็ลุกมากระโดดหย็องแหย็งเป็นตั๊กแตนอีกครั้งจนมานูเอลอดยิ้มไม่ได้
     “ดีใจอะไรนักหนา ที่ชวนเนี่ยไม่ได้ให้ไปเฉย ๆ นะ นายต้องไปช่วยฉันทำงานด้วย แลกกับที่พักและอาหาร”
     “อ้าว” อัตสึโตะร้องเสียงหลง คนแกล้งก็เลยหัวเราะชอบใจ
     “ตกลงไปใช่ไหม”
     อัตสึโตะพยักหน้า พูดต่อว่า
     “ฉันจะไปชวนพวกมายะดูนะ แล้วก็ชินจิ นายว่าชินจิจะไปกับเรารึเปล่า หรือว่าจะไปฉลองคริสต์มาสกับเควิน”
     “เอ ไม่รู้สิ แต่ลองชวนดูก่อนก็ได้”
     “ตกลง โอ๊ย ดีใจจัง แต่น่าเสียดายที่อดเก็บลูกเบอรี่”
     “นายมาเยี่ยมฉันตอนหน้าร้อนสิ เดี๋ยวจะพาไปเก็บให้หนำใจเลย”
     “หน้าร้อนนายมาเยี่ยมฉันที่ญี่ปุ่นบ้างดีกว่า ฉันจะได้พานายเที่ยวเป็นการตอบแทนไง แต่เอ หน้าร้อนไม่ดี อากาศมันร้อนมาก นายมาหาฉันตอนหน้าซากุระดีกว่า สวยกว่า ซากุระบานเต็มทั้งเมืองคานาซาว่าเลย แถมสวนเคนโระคุเองก็เปิดให้เข้าฟรีด้วย สวนนี่สวยมากเลยนะ ข้ามไปเดินเที่ยวปราสาทคานาซาว่าก็ได้ สวยเหมือนกัน เป็นปราสาทสีขาว แล้วถ้านายมา ฉันจะพาไปกินอาหารทะเลกับซูชิอร่อย ๆ อร่อยกว่าที่มายะทำล้านเท่าเลย” อัตสึโตะจาระไน
     “ฉันต้องไปเยี่ยมนายที่ญี่ปุ่นแน่นอน” มานูเอลสัญญาอย่างหนักแน่น

     ชินจิตื่นขึ้นมาไม่เจอเควินในตอนเช้า มีแต่โน้ตเขียนทิ้งไว้ว่าไปมหาวิทยาลัย
     เควินคงยังเคืองเรื่องเมื่อคืนนี้อยู่แน่ ๆ
     ชายหนุ่มเดินหงอย ๆ ออกมาจากห้องของเควิน เห็นมายะนั่งหน้าหงิกอยู่ในครัวกับยูเลี่ยน ด้วยความสงสัยว่าทำไมสองคนนี้ถึงมานั่งอยู่ด้วยกันได้ ชินจิจึงตัดสินใจไม่กลับเข้าห้องพักของตัวเองก่อน แต่เดินเข้ามาถามว่า
     “มายะ ยูเลี่ยน มาหาอัตสึโตะเหรอ”
     “เออ แต่หมอนั่นมันไม่อยู่ในห้อง นายเห็นบ้างไหม” ยูเลี่ยนถาม
     “ไม่รู้สิ ฉันก็เพิ่งตื่น ยังไม่เจอใครเลย”
     “มานูเอลก็ไม่อยู่เหมือนกัน” มายะพูดลอย ๆ
     “มานูเอลคงออกไปวิ่งที่พาร์กเหมือนทุกวันนั่นแหละ” ชินจิพูด เขาตื่นมาทำอาหารเช้าให้ตัวเองกับเควินทุกวันก็เจอมานูเอลออกไปวิ่งทุกวันเหมือนกัน
     “ฉันบอกแล้วว่าสองคนนั่นไม่ได้ไปด้วยกัน” ยูเลี่ยนได้โอกาสตอกมายะทันทีเพราะมายะปักใจเชื่อเหลือเกินว่ามานูเอลต้องจีบอัตสึโตะแน่ ๆ มายะฟังชินจิแล้วก็ชักเริ่มไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะมันดูจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จู่ ๆ อัตสึโตะจะตื่นแต่เช้าออกไปวิ่งได้ ถูกล่ะที่หมอนั่นอยู่ชมรมฟุตบอล เคยออกไปวิ่งตอนเช้า แต่นั่นเพราะเข้าชมรมถึงต้องทำ แต่อยู่ที่นี่ไม่มีใครบังคับ แล้วอัตสึโตะจะลุกขึ้นมาวิ่งทำไม
     “เซ็งว่ะ อุตส่าห์จะมากินข้าวด้วยซะหน่อย ดันไม่เจออัตสึโตะซะได้ เจอแต่ไอ้หน้าเต้าหู้” ยูเลี่ยนลุกขึ้นยืนพลางบ่นงึมงำเสียงไม่เบานัก กะว่ามายะต้องได้ยินแน่ ๆ
     “ว่าใครหน้าเต้าหู้วะ” มายะได้ยินเต็มสองหู เขาลุกขึ้นมาประจันหน้าด้วยทันที ชินจิต้องรีบเข้ามาแยกทั้งคู่อย่างรวดเร็ว
     “อย่าทะเลาะกันน่าทั้งสองคน”
     “ก็นายดูมันสิ กวนฉิบหาย” มายะฟ้องเมื่อเจ้าเด็กแสบยูเลี่ยนเดินออกไปแล้ว
     “นายยั่วขึ้นแบบนี้ ยูเลี่ยนมันก็ชอบน่ะสิ อย่าไปสนใจเลยน่ะ ยังไงอัตสึโตะก็สนิทกับนายมากกว่ายูเลี่ยนอยู่ดี ไม่ต้องกังวลไปหรอก”
     “แต่ตอนนี้อัตสึโตะสนิทกับเจ้ามานูเอลอีกคน นี่ ชินจิ ไอ้หมียักษ์นั่นมันจีบอัตสึโตะของฉันรึเปล่า”
     มายะถามด้วยความสงสัย ชินจินิ่งคิด แต่แล้วก็ส่ายหน้า
     “ก็ไม่นะ อัตสึโตะสนิทกับมานูเอลมากที่สุดในฟลอร์นี้ก็จริง แต่มานูเอลก็ไม่มีท่าทีอะไรเป็นพิเศษนี่นา ก็ปกติ ใจดีกับทุกคน”     
     ใช่แล้วล่ะ มานูเอลเป็นคนใจดีมาก พลอยใจดีมาถึงเขาด้วยจนบางครั้งเขายังอยากให้เควินเอาอย่างชายหนุ่มสักนิดบ้างเลย
     “เฮอะ ก็ขอให้มันจริงเหอะ บอกตรง ๆ นะ ฉันไม่ไว้ใจไอ้หมียักษ์นั่นเลย” มายะยังบ่นงึมงำ
     ชินจิไม่อยากให้เพื่อนเครียดจึงเปลี่ยนเรื่องไปถามถึงสูตรอาหาร เพราะตั้งใจว่าจะจัดดินเนอร์ใต้แสงเทียนเพื่อเควินบ้าง ชายหนุ่มอยากให้เขารับประทานอาหารอร่อย ๆ อยากให้เขาประทับใจ และยังอยากจะชดเชยเรื่องเมื่อคืนนี้ด้วย
     “นายจะทำให้เควินล่ะสิ เฮ้อ อิจฉาจัง” มายะพูดด้วยความเซ็งสุดขีด แต่ก็ยอมช่วยเพื่อนเลือกอาหาร ชินจิตกลงใจทำแฮมเบอร์เกอร์เนื้อบดราดซอสปอนสึ เขาวิ่งไปถึงห้างกรอพิอุส พาสซาเกิ้นเพื่อหาซื้อจานชามสำหรับใส่อาหารใหม่เพื่อให้ดินเนอร์ของเขาออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด ชายหนุ่มเลือกกระดาษเช็ดปาก รวมไปถึงเทียนไขอันเล็ก ๆ พร้อมกับจานรองทำจากแก้วสวยงาม ก่อนจะหอบของทั้งหมดติดตัวไปเข้าเรียนในตอนบ่ายด้วย เสร็จแล้วก็หอบกลับมาหอพัก
     เควินยังไม่กลับขณะที่ชินจิกำลังทำอาหารอยู่ในครัว วันนี้ฟลอร์ของเขาคึกคักเป็นพิเศษ ชายหนุ่มมีเพื่อนทำอาหารหลายคน แต่ไม่มีใครจัดเต็มเท่าเขาเท่านั้น
     “หอมจังเลย น่ากินจัง” มาร์โคเดินโฉบเข้ามาหาใกล้พลางชะโงกหน้าข้ามไหล่เขามาดูแฮมเบอร์เกอร์ที่ร้อนฉ่าอยู่ในกระทะ จมูกของมาร์โคเฉียดแก้มเขาไปหวุดหวิด แต่เขาสนิทกับมาร์โคจนไม่ถือสาความมือไวเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเพื่อนร่วมฟลอร์คนนี้แล้ว รู้ว่าเพื่อนทำเป็นหมาหยอกไก่ไปอย่างนั้น ไม่ได้จริงจังอะไร
     ชินจิอารมณ์ดีพอจะแบ่งอาหารที่เขาทำให้มาร์โคชิมได้ รวมไปถึงบาสเตียนกับลูคัสที่นั่งกินข้าวด้วยกันอยู่ในครัวด้วย ทุกคนชมเปาะว่าอร่อยมาก ยิ่งทำให้ชินจิอารมณ์ดียิ่งขึ้นจนไม่ได้ใส่ใจฟิลิปที่เดินเข้ามาในครัว แต่ปฏิเสธไม่เข้ามาร่วมชิมอาหารที่เขาทำ
     ระหว่างที่ชินจิจัดอาหารที่ทำเสร็จแล้วลงจานอย่างตั้งอกตั้งใจอยู่นั้น ประตูครัวก็เปิดออกพร้อมกับเสียงถกเถียงกันของมายะกับอัตสึโตะดังเข้ามา มายะไม่ชอบใจเลยที่อัตสึโตะจะไปฉลองคริสต์มาสที่บ้านของมานูเอล
     “ทำไมนายต้องไปบ้านมันด้วย อยู่ฉลองที่นี่ก็ได้”
     “ก็แล้วทำไมฉันจะไปไม่ได้” อัตสึโตะไม่ยอม “ฉันอยากไปบ้านมานูเอล แล้วฉันก็ไม่ได้ไปคนเดียวสักหน่อย ฉันกำลังชวนนายอยู่นี่ไง ชวนมาโกโตะซังกับเอย์จิซังไปด้วย ชินจิด้วย”
     ชินจิเงยหน้าขึ้นมองเมื่อได้ยินชื่อตัวเอง อัตสึโตะจึงถือโอกาสชวนว่า
     “นายมีแผนวันคริสต์มาสรึยัง ไปบ้านมานูเอลที่เกลเซ่นเคียเช่นกันไหม มานูเอลชวนพวกเราไปฉลองด้วยกันที่บ้าน”
     “ไม่รู้สิว่าจะไปได้ไหม ขอฉันถามเควินก่อนนะ” ชินจิลังเล แต่ใจคิดว่าคงไม่ได้แน่ เพราะเควินคงกลับไปฉลองคริสต์มาสกับครอบครัวและจะต้องชวนเขาไปด้วย เขาจึงแบ่งรับแบ่งสู้ซึ่งอัตสึโตะก็ไม่ได้ว่าอะไร
     มายะกับอัตสึโตะเดินไปพลางเถียงกันไปพลางก่อนจะเงียบเสียงลงเมื่อประตูห้องของอัตสึโตะปิดลง
     ชินจิทำงานของเขาต่อไป จัดแฮมเบอร์เกอร์วางลงในจานราดด้วยไชเท้าสับละเอียด แต่งจานด้วยมันบดก้อนเล็กวางเคียงกับบล็อคโคลี่ต้ม ไข่ต้มผ่าซีก และถ้วยใบเล็กใส่น้ำซอสปอนสึ แล้วยกจานมาตั้งบนถาด จัดถ้วยข้าว ถ้วยซุป ถ้วยไข่ตุ๋น และจานใบเล็กใส่ผักดองวางตามลงไป
     ชายหนุ่มมีกุญแจห้องของเควิน เขาจึงสามารถเข้าไปจัดเตรียมสถานที่ได้ขณะที่เจ้าของห้องยังไม่กลับ ชินจิจุดเทียนที่วางอยู่บนจานแก้ว แล้ววางกระจายไว้บนโต๊ะกับตามมุมต่าง ๆ ถาดอาหารวางพร้อมอยู่บนโต๊ะพร้อมกับกระดาษเช็ดปากและตะเกียบกับมีดและส้อม เมื่อเขาปิดไฟ แสงสว่างจากเทียนก็ทำให้โต๊ะอาหารที่เขาจัดยิ่งดูสวยงามมากขึ้น
     ชินจิมองผลงานของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ เควินจะต้องชอบแน่ ชายหนุ่มคิด แล้วก็ส่งข้อความหาคนรัก ถามว่าจะกลับมาถึงเมื่อไร และคำตอบของเควินก็ทำให้เขาดีใจมากเพราะเควินกำลังจะกลับมาแล้ว
     “โอ้โฮ อะไรกันเนี่ย”
     เควินอุทานด้วยความประหลาดใจเมื่อเปิดประตูเข้ามาแล้วเจอห้องของตัวเองเต็มไปด้วยเทียน
     ชินจิยิ้มกว้าง ตรงเข้าไปกอดคนรักเอาไว้
     “ฉันทำอาหารไว้ให้นาย จัดห้องให้ด้วย นายชอบไหม”
     “ก็ดีนะ ขอบใจมาก” เควินพูดพร้อมกับก้มลงจูบชินจิเร็ว ๆ ที่ริมฝีปากเป็นการทักทาย แล้วเดินตามแรงจูงของชินจิมานั่งที่โต๊ะทำงานที่แปลงร่างเป็นโต๊ะอาหารชั่วคราว เขามองอาหารบนโต๊ะ แล้วเงยหน้าขึ้นยิ้ม
     “หิวแล้วยัง กินเลยไหม” ชินจิถาม เควินพยักหน้า แล้วทั้งคู่ก็ลงมือรับประทานอาหารด้วยกัน ชายหนุ่มยิ้มแก้มปริเมื่อคนรักชมแฮมเบอร์เกอร์ของเขา หลังจากอิ่มอาหารคาว ชินจิกระวีกระวาดยกถาดไปเก็บที่ในครัว แล้วกลับมาใหม่พร้อมกับของหวานเป็นไอศกรีมชาเขียวที่เขาได้มาจากเค้าฟ์ลันด์ ชายหนุ่มยิ้มด้วยความเป็นปลื้มอีกครั้งขณะมองคนรักกินไอศกรีมจนหมด
     “ขอบใจนะชินจิ” เควินพูด แล้วลุกขึ้นมาดึงตัวชินจิไปกอดเอาไว้
     “ไม่เป็นไร” ชินจิกอดตอบ ทั้งคู่กอดกันแน่น แล้วมือของเควินก็เริ่มขยับ ชินจิไม่ขัดขืน เควินจึงถือโอกาสนี้รั้งตัวชินจิให้นั่งลงบนตักของเขา ชินจิเงยหน้ารับจูบเร่าร้อนของเควิน สมองของเขามึนเบลอไปหมดจนไม่รู้ตัวสักนิดว่าเสื้อผ้าถูกถอดออกจากตัวไปตั้งแต่เมื่อไร ชายหนุ่มหลับตาลงเพื่อซึมซับความรู้สึกจากสัมผัสของเควินที่ร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เขาครางเสียงแผ่วไปพร้อมกับทุกสัมผัสทั้งจากมือและริมฝีปากของคนรัก สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อร่างกายของเขาสัมผัสเจลเย็นเฉียบ ก่อนจะสะดุ้งขึ้นทั้งตัวเมื่อนิ้วร้อน ๆ ของเควินแทรกเข้าไปในร่างกายของเขา
     ความเจ็บผุดพลุ่งขึ้น แต่ชายหนุ่มกัดฟันทน นิ้วของเควินเพิ่มจากหนึ่งเป็นสอง ขยับเป็นจังหวะจนความเจ็บปวดเปลี่ยนแปลงเป็นความรู้สึกอย่างอื่นในท้ายที่สุด เสียงจากปากของชินจิก็เริ่มสั่นพร่าตามอารมณ์และจุดไฟให้ความปรารถนาของเควินเพิ่มมากขึ้นจนทนไม่ไหว ชายหนุ่มชักนิ้วออก แล้วสอดตัวเองเข้าไปแทน
     ชินจิผวาขึ้นกอดเควินทั้งตัว คราวนี้เควินไม่ยอมให้อีกฝ่ายขัดขืนอีกแล้ว เขารัดร่างชินจิแน่นขณะที่เริ่มขยับสะโพก ชินจิร้องเสียงดังด้วยความลืมตัว ไม่สนใจว่าเสียงของเขาอาจจะดังไปถึงข้างนอก ในสมองของเขาตอนนี้มีแต่เควินที่ขยับไม่หยุดอยู่ในตัวของเขา ชายหนุ่มยอมให้เควินพาเขาไปสู่ความรู้สึกที่เขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน
     ในเสี้ยวสมองที่เบลอ ๆ มึน ๆ ของชินจิเพราะความหฤหรรษ์ที่เควินปรนเปรอให้ ชายหนุ่มนึกย้อนไปถึงความไม่พอใจที่เขาเคยรู้สึก แต่ตอนนี้ความไม่พอใจพวกนั้นหายไปหมดแล้วเมื่อเขาอยู่ในอ้อมแขนของเควินแบบนี้
     ความรักมันต้องมีปัญหาและความไม่เข้าใจกันบ้าง แต่เขาเชื่อว่าทั้งเขาและเควินจะผ่านมันไปได้
     เขาบอกตัวเองอย่างมั่นใจ
     แต่ชินจิเพิ่งตระหนักได้ในตอนหลังว่า ปัญหาบางอย่างก็ไม่สามารถแก้ไขได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปัญหานั้นไม่ได้เกิดมาจากเขา

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 5 - update - 25.9.2014
«ตอบ #18 เมื่อ26-09-2014 19:08:38 »

     หลังจากที่ชินจิกับเควินเคลียร์ความรู้สึกกันได้ ชินจิก็รู้สึกว่า เขามีความสุขทุกวัน
     เควินติดใจเขามาก วนเวียนคลอเคลียเขาอยู่แทบจะทุกวัน ไม่สนใจว่าจะเป็นตอนกลางวันหรือตอนกลางคืน และชินจิก็ยอม เขายอมทุกอย่างเพื่อให้เควินมีความสุข แม้ว่าบางอย่างที่เควินเรียกร้องมันออกจะน่าอายอยู่บ้าง แต่เขาก็ทำ
     เควินชอบให้เขาทาเล็บสีสด ๆ ที่เท้าเวลาที่มีอะไรกัน ชายหนุ่มบอกว่ามันกระตุ้นอารมณ์ของเขาได้เป็นอย่างดีเมื่อเห็นเท้าที่ทาเล็บสีสด ๆ ไล้ไปตามแนวขา
     ชินจิรู้สึกอายในตอนแรก แต่เขาก็ยอมทาเล็บและล้างเล็บเพื่อเควินทุกวัน
     เควินยังนอนหันหลังให้เขาอยู่ แต่ชายหนุ่มก็พลิกตัวกลับมาหาเขามากขึ้นตามที่เขาเคยขอร้อง
     ความสุขที่ชินจิกำลังได้รับทำให้เขาเริ่มฝันถึงสิ่งที่พิเศษกว่านั้น
     ชินจิยังไม่ได้คุยกับเควินเรื่องแผนการวันคริสต์มาส แต่เขาเริ่มฝันว่าบ้านที่ดอร์ทมุนด์ของเควินจะเป็นอย่างไร ครอบครัวของเควินจะน่ารักและใจดีขนาดไหน แต่ชินจิไม่ทันจะได้ถาม คำตอบก็กลับเดินมาหาเขาก่อน
     เควินกำลังสไกป์คุยกับพี่สาวของเขาเมื่อชินจิเปิดประตูห้องเข้ามา ชายหนุ่มทำท่าจะเดินกลับออกไป แต่เควินชิ้ให้เขาไปนั่งที่เตียงเสียก่อน ชินจิทำตาม เขาได้ยินเควินบอกลาพี่สาว แล้วปิดสไกป์
     “คิดถึงนายจัง”
     เควินเข้ามากอดเขาเอาไว้
     “คิดถึงเหมือนกัน” แล้วเขาก็โอนอ่อนให้เควินเอนร่างเขาลงไปบนเตียง
     “เมื่อกี้นายคุยกับใคร พี่สาวเหรอ” ชินจิถาม ขณะที่นอนนิ่งให้คนรักปลดเสื้อผ้าออกจากตัว
     “ใช่แล้ว ฉันมีพี่สาวหนึ่งคน อยู่ที่ดอร์ทมุนด์กับพ่อแม่” เควินตอบ
     ชินจินิ่งไปนิดหนึ่ง นึกได้ว่าตัวเองไม่ค่อยทราบเรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเควินมากนัก ชายหนุ่มไม่ค่อยเล่าอะไรมาก ถ้าเขาถามถึงจะตอบ ตอบเสร็จแล้วก็จบ ไม่ได้ถามอะไรเกี่ยวกับตัวเขาต่อด้วยเหมือนกัน เรื่องที่คุยกันก็มักจะเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป ข่าวสาร เรียน ไปเที่ยว หรือชวนไปปาร์ตี้ เควินชอบปาร์ตี้เหลือเกิน สมฉายาเจ้าพ่อปาร์ตี้มาก
     “พี่โทรมาถามเรื่องปิดเบรกคริสต์มาส ฉันคงจะกลับบ้านล่ะนะ นายล่ะจะฉลองที่ไหน”
     ชินจิอึ้งไปเลยเมื่อเจอเควินพูดแบบนี้
     “ฉัน..ฉันไม่รู้”
     “เพื่อนนายล่ะ พวกอัตสึโตะจะไปฉลองที่ไหน คงไม่ได้กลับบ้านกันใช่ไหม ได้ฉลองกับเพื่อน นายคงไม่เหงาหรอกนะ”
     “นายจะกลับบ้านจริง ๆ เหรอเควิน ฉันนึกว่าเราจะได้ฉลองคริสต์มาสด้วยกันซะอีก”
     “กลับสิ ฉันต้องกลับไปฉลองกับครอบครัว เมื่อกี้พี่ฉันก็ถามถึงนายนะ แต่ฉันบอกว่านายคงไม่ได้ไปด้วย”
     “ทำไมล่ะ นายไม่ได้ปิดบังเรื่องที่เราคบกันอยู่สักหน่อย หรือที่บ้านนายเขาไม่ชอบฉัน” ชินจิหน้าเสีย
     “ไม่ใช่หรอก เขาเป็นห่วงฉันกันมากกว่า” เควินเล่า มือของเขาก็ยังไล้เล่นไปตามเนื้อตัวของชินจิ “ตอนฉันมีแฟน ฉันชวนแฟนไปฉลองคริสต์มาสที่บ้านเหมือนกัน แต่สองสามวันหลังจากนั้นเราก็เลิกกัน เพราะเข้ากันไม่ได้ ที่บ้านเขาก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นอีก ครั้งนี้เขาก็เลยบอกว่าให้มันแน่ ๆ ก่อนแล้วค่อยพามา ฉันก็เห็นด้วย เอาไว้เราคบกันนานกว่านี้ก่อนก็แล้วกันนะ คริสต์มาสปีที่สอง ฉันค่อยพานายไปฉลองที่บ้าน”
     ชินจิฟังแล้วคิดว่ามันไม่เข้าท่าสักนิด สำหรับเขา ถ้าเขามีแฟน เขาจะแนะนำแฟนเขาให้คนที่บ้านรู้จักแน่นอนแม้ว่าจะเพิ่งเริ่มคบกันมาได้แค่หนึ่งวันก็ตาม ชายหนุ่มคิดว่ามันเป็นการแสดงความจริงใจ แต่คนรักคงไม่คิดอย่างเดียวกัน
     “นายคงเข้าใจฉันนะ” เควินพูด แล้วจูบเขา
     ชินจิหลับตาลง เขาไม่เข้าใจหรอก แต่เขารู้ว่าลองเควินพูดแบบนี้ เขาก็ต้องเข้าใจให้ได้ ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนกับว่ามีน้ำตาไหลอยู่ข้างในหัวใจของเขา
     มันช่วยไม่ได้จริง ๆ ในเมื่อเรื่องมันออกมาแบบนี้ ครอบครัวของเควินยังไม่อยากให้เขาไปที่บ้าน เขาก็ไม่สามารถจะดึงดันไปได้เหมือนกัน
     “เอาไว้เราค่อยมาฉลองปีใหม่ด้วยกันนะ ฉันจะกลับมาตอนปีใหม่ แล้วเราไปเที่ยวที่ไหนไกล ๆ กันสักแห่งดีไหม ฉันว่าไปอัมสเตอร์ดัมก็แล้วกันนะ ฉันยังไม่เคยไปเลย มันน่าจะสนุกดีเหมือนกัน ตกลงไหม”
     ชินจิพยักหน้าแกน ๆ เขาไม่สนว่าจะเป็นอัมสเตอร์ดัมหรือที่ไหน เขายังเสียใจเรื่องวันหยุดคริสต์มาสอยู่ แต่เขาไม่ได้ตัดพ้ออะไร ชินจิยอมรับทุกอย่าง และยอมให้เควินขยับตัวอยู่เหนือร่างของเขา แต่ชายหนุ่มไม่ได้มีอารมณ์คล้อยตามมากนัก ในใจของเขาตระหนักอยู่แค่อย่างเดียวในตอนนี้ว่า
     ความรัก... มันอาจจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไปเสียแล้ว
     เขาต้องยอมรับให้ได้
     เขาต้องทำได้



     ....................................
     จบบทที่ห้า ขอตัวพักเบรกไปทำงานสักพักนะคะ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีสมาธิเลย อยากแต่จะนั่งอยู่หน้าจอคอมพ์เขียนต่อเรื่อย ๆ
     ไม่อยากทำงาน แต่ต้องไปทำละค่ะ ใกล้อดตายละ  :ling2:
     แต่อาทิตย์หน้าน่าจะมาอัพเดตได้อีกนะคะ เอาไว้ค่อยมาอ่านกันต่อเนอะ จะรีบกลับมาโดยเร็วที่สุดค่ะ

ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-80
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 5 - update - 26.9.2014
«ตอบ #19 เมื่อ26-09-2014 21:26:03 »

ชินจิไม่เฉลียวใจบ้างเลยนะ รัรักบังตาจริง ๆ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: "บนทางรัก" - บทที่ 5 - update - 26.9.2014
« ตอบ #19 เมื่อ: 26-09-2014 21:26:03 »





ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 5 - update - 26.9.2014
«ตอบ #20 เมื่อ30-09-2014 09:39:19 »

บทที่ 6

     แต่เวลาที่คนเรามีปัญหา ปัญหามันก็มักจะมาติด ๆ กัน
     คืนวันศุกร์ที่หอพักถนนโมลวิทซ์มีการจัดงานปาร์ตี้ที่คลับรูมซึ่งอยู่ชั้นใต้ดิน มาโกโตะและเอย์จิชวนรุ่นน้องของเขามาร่วมงานด้วย งานนี้คนที่หอพักอัดเลอร์สโฮฟก็ไปกันอีกหลายคน อัตสึโตะ มายะ ยูเลี่ยนติดรถมานูเอลไป ในขณะที่ชินจิไปกับเควินและเจอโรม
     คลับรูมใต้ดินของหอพักถนนโมลวิทซ์กว้างขวางหรูหรากว่าที่หอพักอัดเลอร์สโฮฟมาก เปิดไฟสลัวสีแดง เพลงจังหวะสนุก เครื่องดื่มเต็มที่ คนจึงมางานกันแน่นขนัด แล้วก็จับกลุ่มดื่มเบียร์คุยกัน เต้นรำกันอย่างสนุกสนาน
     ชินจิไม่ชอบงานที่มีคนเยอะ ๆ แต่เขาอยากไปทุกที่กับเควิน คนรักของเขาฉายาเจ้าพ่อปาร์ตี้ มีปาร์ตี้ที่ไหนเขาไม่เคยพลาด และเมื่อมาถึง ชายหนุ่มก็จะสนุกอย่างสุดเหวี่ยง เควินเดินไปคุยกับคนโน้นคนนี้ทั่วงาน ดื่มเบียร์ขวดแล้วขวดเล่า เต้นโยกตัวอย่างเมามัน และสูบบุหรี่มวนแล้วมวนเล่า ชินจิเพิ่งทราบว่าคนรักของเขาสูบบุหรี่ก็ตอนไปงานปาร์ตี้ด้วยกัน แล้วเขาก็เห็นเควินสูบอยู่เรื่อย ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นก่อนนอน ครั้งละมวน แต่จะสูบมากขึ้นเมื่ออยู่ในงานปาร์ตี้
     “ปกติก็ไม่ได้สูบหรอก เฉพาะในงานเท่านั้นแหละ สนุก ๆ” เควินบอกเขา ชินจิไม่ค่อยชอบให้คนรักสูบบุหรี่เท่าไร แต่เมื่อเขายืนยันว่าไม่ค่อยได้สูบ ชายหนุ่มก็เลยไม่อยากจะจู้จี้ ปล่อยให้เขาทำอะไรไปตามใจชอบ
     ปาร์ตี้ครั้งนี้เควินก็ทำเหมือนเดิม คือสนุกสนานอย่างเต็มที่ โดยลืมไปว่ามีชินจิมากับเขาด้วยอีกคน
     ชินจิถูกทิ้งให้รวมกลุ่มอยู่กับพวกอัตสึโตะอีกครั้ง เขาไม่ชอบใจเลย แต่ไม่อยากแสดงความไม่พอใจออกมาให้ใครเห็น ถ้ารุ่นพี่หรือเพื่อนรู้ ชายหนุ่มคิดว่า เขาคงโดนด่าว่างี่เง่าเป็นแน่ เขาจึงไม่อยากจะพูดหรือบ่นอะไร เพียงแต่นิ่งเงียบจิบเบียร์ไปพลางฟังอัตสึโตะชักชวนรุ่นพี่ทั้งสองคนไปเที่ยวบ้านมานูเอลไปพลาง
     “นะครับ ไปฉลองคริสต์มาสที่บ้านมานูเอลกัน” อัตสึโตะอ้อน สองมือเขย่าแขนมาโกโตะพร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอนสุดพลัง แต่ไม่รู้ตัวเลยว่าข้างตัวเขา มายะกับยูเลี่ยนอยากจะเข้าไปสิงร่างมาโกโตะมากแค่ไหน
     “บ้านนายอยู่ไหน” เอย์จิหันไปถามมานูเอล
     “เกลเซ่นเคียเช่น ถิ่นของเอฟซีชาลเก้” ชายหนุ่มตอบยิ้ม ๆ และนั่นเรียกความสนใจจากรุ่นพี่ชมรมฟุตบอลของอัตสึโตะได้ เอย์จิจึงตอบตกลงเป็นคนแรก
     “ขอฉันดูตารางก่อน” มาโกโตะต้องมีออแกไนเซอร์ติดตัวตลอดเวลาประสาคนช่างวางแผนทุกเรื่อง หลังจากกด ๆ แตะ ๆ แท็บเล็ตดูแล้วและเห็นว่าช่วงเวลานั้น ตารางของเขาว่างเปล่า ชายหนุ่มจึงตกลงอย่างไม่อิดเอื้อน เขาเคยฉลองคริสต์มาสในเบอร์ลินแล้ว ปีนี้ได้ออกไปเที่ยวที่อื่นบ้างก็น่าสนใจไม่น้อย ชายหนุ่มคิดพลางเพิ่มรายการนัดหมายใหม่ลงไปในปฏิทินของเขา
     “ยะฮู้! เอย์จิซังกับมาโกโตะซังน่ารักที่สุดเลย ผมรักคุณ” อัตสึโตะพูดพลางยื่นหน้าเข้ามาจะจุ๊บแก้มขอบคุณมาโกโตะที่นั่งอยู่ใกล้เขาที่สุด แต่โดนยันหน้าออกไปก่อน
     “ไม่ต้องมาเล่นเลย เจ้าบ้า มาพูดแบบนี้กับฉัน เดี๋ยวฉันก็โดนแฟนคลับนายงับหัวตาย”
     มาโกโตะหมายถึงมายะกับยูเลี่ยนที่กำลังมองเขาด้วยสายตาแสดงความอิจฉาอย่างที่สุด แล้วถ้าทำได้ พวกมันคงอยากแปลงร่างเป็นเขากับเอย์จิแน่ ๆ
     “รุ่นพี่ไปได้ ตอนนี้ก็รวมกันเป็นห้าคนแล้ว นายโอเคนะมานูเอล” อัตสึโตะถามเจ้าของบ้านอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
     มานูเอลรับรองอย่างแข็งขัน แล้วชายหนุ่มจึงหันไปทางชินจิที่นั่งเงียบมาตลอดจนทุกคนแทบลืมกันไปแล้วว่ายังมีเขานั่งอยู่ที่โต๊ะนี้อีกหนึ่งคน แต่มานูเอลไม่ลืม เขาคอยจับสังเกตเพื่อนของอัตสึโตะอยู่และรู้ว่าชินจิต้องมีอะไรในใจแน่ เขาคิดว่าคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับเควิน เพราะชินจิเอาแต่เงียบสลับกับการมองหาคนรักของตัวเอง
     “นายจะไปกับพวกเราด้วยไหม”
     “เอ้อ...ไปสิ” ชินจิอ้อมแอ้มตอบ
     “อ้าว นายไม่ได้ไปกับเควินเหรอ” อัตสึโตะถาม
     “เปล่า” ชินจิส่ายหน้าปฏิเสธ “คือ...เควินจะกลับไปฉลองกับที่บ้าน”
     “แล้วนายไม่ไปด้วยเหรอ ไม่อยากไปรู้จักครอบครัวของมันรึไง” มายะสงสัย
     ชินจิตอบไม่ถูก ใครบอกว่าเขาไม่อยากไป แต่เขาไปไม่ได้ต่างหาก
     “ไม่เป็นไร ปีนี้นายก็มาฉลองกับพวกเราแล้วกัน โรงแรมของบ้านฉันน่ะสวยมากเลยนะ รับรองว่านายต้องชอบแน่ ๆ” มานูเอลรีบยื่นมือเข้ามาช่วยไม่ให้ชินจิต้องตอบคำถามที่ไม่สะดวกใจจะตอบของมายะ เขาจึงมองมานูเอลอย่างขอบคุณ
     “เออใช่ มีใครบอกพวกนายเรื่องงานอัดเว้นท์ปาร์ตี้แล้วรึยัง วันที่สามสิบพฤศจิกาน่ะ” เอย์จิถามขึ้นต่อทันทีและชินจิก็รู้สึกขอบคุณรุ่นพี่ด้วยอีกคนที่เบนหัวข้อสนทนาออกห่างจากเรื่องของเขา มายะกับอัตสึโตะที่มองเขาด้วยความสงสัยจึงไม่มีโอกาสจะได้ซักไซ้อะไรต่อ
     พวกอัตสึโตะยังไม่มีใครรู้เรื่องงานอัดเว้นท์ปาร์ตี้กันเลย
     “งานฉลองเริ่มต้นเทศกาลคริสต์มาสยังไงล่ะ วันนั้นจะมีปาร์ตี้ นักศึกษาต่างชาติต้องจัดแสดงอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนึงบนเวที จะเต้น จะร้องเพลง แล้วแต่สะดวก ปีนี้ยังไงก็ต้องขอฝากพวกนายแล้วล่ะนะ” เอย์จิอธิบายก่อนจะรีบรวบรัดตัดความและมัดมือชกรุ่นน้องทันที งานแสดงอะไรพวกนี้มักจะเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็เกี่ยงกันและรุ่นน้องก็มักจะเป็นคนที่ต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปีที่แล้วเขากับมาโกโตะก็ต้องหาอะไรมาแสดงเหมือนกัน แต่ปีนี้ไม่เอาอีกแล้ว
     “แสดงเนี่ยนะครับ” อัตสึโตะขมวดคิ้ว เขาไม่ค่อยถนัดอะไรแบบนี้เสียด้วยสิ
     “ฉันเต้นไม่เป็น ร้องเพลงก็ไม่ได้ ขอเถอะนะ ไม่ไหวจริง ๆ” ชินจิรีบปฏิเสธเมื่อเห็นสายตาของเพื่อนเบนมาที่ตัวเอง
     “งั้นวันนั้นนายใส่ยูกาตะสิชินจิ เอาของฉันไปใส่ก็ได้ ถ้านายไม่แสดงอะไร” เอย์จิเสนอ
     “แล้วพวกผมจะแสดงอะไรดีล่ะ” อัตสึโตะครุ่นคิด มายะก็ไม่มีไอเดียอะไร
     “เต้นไหม ไอ้แบบที่นายเคยพาพวกฉันไปดูที่บ้านนายน่ะ โอะวะระ นากาชิ ที่คนเต้นใส่ยูกาตะ ฮัปปิ กับหมวกฟาง” มาโกโตะเสนอ รุ่นน้องเคยพาเขาไปเที่ยวบ้านเกิดและที่ย่านเกอิชาฮิงาชิของคานาซาว่ามีการเต้นรำแบบพื้นบ้าน ผู้หญิงใส่ยูกาตะ ผู้ชายใส่เสื้อฮัปปิซึ่งเป็นเสื้อคลุมผ่าหน้าตัวสั้น และทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชายใส่หมวกฟางปิดหน้า
     “ก็ดีเหมือนกันนะ ฉันพอจะจำท่าเต้นได้” มายะเห็นด้วย
     “แต่มันต้องเต้นเป็นคู่ผู้ชายกับผู้หญิงนะ” อัตสึโตะขมวดคิ้ว “ใครจะเป็นผู้หญิงให้ล่ะ”
     “นายไง” นิ้วของทุกคนชี้มาที่อัตสึโตะทันที แม้แต่ยูเลี่ยนและมานูเอลซึ่งไม่รู้หรอกว่าการแสดงที่ว่ามันจะเป็นอย่างไร แต่แค่ได้ยินว่าอัตสึโตะจะแต่งเป็นผู้หญิงใส่ยูกาตะ แค่นี้ก็น่าตื่นเต้นแล้ว
     อัตสึโตะไม่มีทางเลือกต้องจำยอมแต่งเป็นผู้หญิงอย่างช่วยไม่ได้
     เอย์จิกับมาโกโตะพาชินจิกับอัตสึโตะไปเอาชุดยูกาตะที่ห้องพัก พวกเขามียูกาตะทั้งของผู้หญิงและผู้ชายจากอัดเว้นท์ปาร์ตี้ครั้งที่แล้ว ส่วนชุดฮัปปิและหมวกฟาง เอย์จิกับมาโกโตะจะเป็นธุระจัดหาให้ทีหลัง ที่โต๊ะจึงเหลือมานูเอล ยูเลี่ยน และมายะนั่งอยู่ตามลำพัง
     “เฮ้ โทนี่”
     เสียงมานูเอลทักทายใครคนหนึ่งพร้อมกับโบกมือให้ มายะคุ้นชื่อจึงหันไปมองแล้วเขาก็เห็นว่าโทนี่ที่มานูเอลทักเป็นคนเดียวกับคุณชายโทนี่สุดเนี้ยบที่เขาเคยเจอพร้อมกับพวกอัตสึโตะตอนมาที่นี่นั่นเอง
     “ไงมานู ยูเลี่ยน” โทนี่ทัก แล้วหันมาทางมายะ “ฉันเคยเจอนาย ชื่อมายะใช่ไหม”
     มายะพยักหน้า นึกแปลกใจนิดหน่อยที่คุณชายโทนี่ความจำดีทีเดียว ชื่อคนญี่ปุ่นไม่คุ้นหูแต่กลับจำได้แม่น
     “โทนี่ ฉันจองห้องให้นายกับครอบครัวที่โรงแรมของฉันเรียบร้อยแล้วนะ” มานูเอลบอก
     “ขอบใจมาก แต่ไม่ต้องราคาพิเศษหรอกนะ คิดตามธรรมดานี่แหละ”
     “เฮ้ย ไม่ได้สิ เพื่อนไปทั้งที”
     “งั้นก็ขอบคุณมาก”
     เมื่อโทนี่เดินจากไปแล้ว มายะก็สะกิดมานูเอลทันที ถามว่า
     “โทนี่จะไปบ้านนายตอนคริสต์มาสด้วยเหรอ”
     มานูเอลพยักหน้า
     “ใช่แล้ว ได้ยินว่าปีนี้ครอบครัวหมอนั่นจะไปเที่ยวกันแถบนอร์ดไรน์เวสต์ฟาเล่น ก็เลยตัดสินใจว่าจะมาฉลองคริสต์มาสกันที่โรงแรมของฉัน”
     “สนุกแน่” มายะพึมพำ
     “ทำไม” มานูเอลสงสัย
     “ก็มาโกโตะซังกับหมอนั่นไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่ ไปเจอกันยังงั้นคงมีตีกันอะ” มายะตอบ ยูเลี่ยนได้ยินเข้าก็คันปากเหลือเกิน
     “เหมือนที่ฉันกับนายตีกันใช่ไหม ฉันขอย้ำอีกครั้งว่าตอนนี้ยังถอนตัวทันนะไอ้หน้าเต้าหู้ จะได้ไม่ต้องไปเห็นฉันสวีทกับอัตสึโตะที่เกลเซ่นเคียเช่นให้ช้ำใจ”
     “ไอ้เด็กบ้า!”
     แล้วมายะกับยูเลี่ยนก็เปิดศึกน้ำลายเกทับบลัฟแหลกกันเรื่องของอัตสึโตะจนมายะลืมที่จะพูดเรื่องโทนี่กับรุ่นพี่เสียสนิท มาโกโตะจึงไม่รู้จนแล้วจนรอดว่าจะมีอะไรและใครรอเขาอยู่ที่เกลเซ่นเคียเช่นบ้าง

ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-80
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 6 - update - 30.9.2014
«ตอบ #21 เมื่อ30-09-2014 11:16:44 »

ถ้าโทนี่เบนเข็มมาที่อัตสึโตะ  คงจะแซ่บน่าดู
คนนึงเนี๊ยบ  คนนึงไม่ใส่ใจตัวเองสุด ๆ

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 6 - update - 30.9.2014
«ตอบ #22 เมื่อ30-09-2014 15:12:07 »

ถ้าโทนี่เบนเข็มมาที่อัตสึโตะ  คงจะแซ่บน่าดู
คนนึงเนี๊ยบ  คนนึงไม่ใส่ใจตัวเองสุด ๆ

สงสารโทนี่เถอะค่ะ ถ้าเป็นยังงั้นเธอคงปวดหัวแย่เลยล่ะ  :try2:

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 6 - update - 30.9.2014
«ตอบ #23 เมื่อ30-09-2014 21:57:15 »

     ชินจิตัดสินใจที่จะรอกลับพร้อมเควิน
     พวกอัตสึโตะกลับกันไปตั้งแต่ยังไม่ดึกมาก แต่เขาต้องรอเควินถึงตอนปาร์ตี้เลิกคือราว ๆ เที่ยงคืนและคนรักของเขาก็เมาแประ เขากับเจอโรมต้องช่วยกันหิ้วปีกกลับ
     เมื่อกลับมาถึงห้อง ชินจิก็พยายามจะดูแลเควินด้วยการหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าเช็ดตาให้ แต่เควินปัดทิ้งลูกเดียว ท่าทางหงุดหงิดและรำคาญ เขาเอะอะโวยวายตลอด และพยายามจะออกไปหาเบียร์มาดื่มต่อ ชินจิต้องรั้งเอาไว้อย่างสุดความสามารถ เขากับเควินยื้อกันจนล้มลงไปบนพื้นทั้งคู่ แล้วเควินก็ลุกขึ้นมานั่งคร่อมตัวเขาไว้ พยายามจะดึงเสื้อผ้าของเขาออก
     “ไม่เอา เควิน นายเมาแล้ว ไปนอนเถอะนะ” ชินจิพยายามขืนตัวเองไว้
     “ไม่ ไม่ ไม่ ฉันจะทำ” เควินไม่ยอมลูกเดียว เมื่อโดนขัดใจเรื่องปาร์ตี้ก็ต้องยอมเรื่องนี้ แต่ชินจิผลักชายหนุ่มลงจากตัว และถึงจะรู้ว่าไม่ควรถือสาคนเมา แต่เขาก็เริ่มรู้สึกโมโหขึ้นมาเหมือนกัน
     “คืนนี้ฉันจะกลับไปนอนที่ห้อง สร่างเมาเมื่อไหร่ค่อยกลับมาคุยกัน”
     เป็นครั้งแรกที่ชินจิตวาดเควินด้วยความโกรธ แล้วก็หมุนตัวจะเดินออกไปจากห้อง แต่เควินตรงมาฉุดข้อมือของชายหนุ่มเอาไว้ก่อน
     “ไม่เอา ไม่ไป ไม่ให้ไป” เควินพูด แล้วก็ยังพยายามจะเข้ามากอดเขา แต่ชินจิก็ไม่ยอมเหมือนกัน
     “อะไรวะ ทำไมไม่ได้” เควินหงุดหงิดอยู่เป็นทุนอยู่แล้ว เมื่อโดนชินจิปฏิเสธอีก เขาก็ยิ่งไม่พอใจ
     “ฉันจะเอานาย ให้ฉันจ่ายเงินก็ได้”
     เสียงพูดของเควินอ้อแอ้ แต่ก็ยังฟังรู้เรื่องดี แล้วเขาก็ควักธนบัตรยับ ๆ ออกมาจากกระเป๋าตัวเองทิ้งลงไปบนพื้น
     ชินจิรู้สึกเหมือนโดนตบหน้า เขาไม่คิดว่าเควินกำลังเมาอีกแล้ว ชายหนุ่มชกหน้าเควินเข้าไปทีหนึ่งด้วยความโมโห โดนเข้าถนัดถนี่ที่มุมปากจนเลือดซิบ
     เควินดูงงมากและไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงโดนชก
     “เราจะคุยกันพรุ่งนี้!” ชินจิย้ำอีกครั้ง ก่อนจะเดินลงส้นออกจากห้องเควินไป แล้วเมื่อกลับเข้าไปในห้องของตัวเอง ชายหนุ่มก็ทุ่มตัวลงนอนบนเตียงของตัวเองที่ไม่ได้นอนมานานมาก แล้วก็ร้องไห้ไปตลอดทั้งคืน สภาพของชินจิในวันต่อมาจึงแย่มาก ตาของเขาแดงและดูท่าทางอิดโรยเหมือนกับคนไม่ได้นอน
     “นายเป็นอะไรรึเปล่าชินจิ” มานูเอลที่กำลังจะไปวิ่งในตอนเช้าเห็นเข้าก็ทักด้วยความตกใจ
     “ไม่เป็นไร เมื่อคืนกลับดึกไปหน่อยก็เลยตาค้าง นอนไม่ค่อยหลับ” ชินจิปด แต่มานูเอลก็รู้ทันและด้วยความเป็นห่วงเพื่อน ชายหนุ่มก็เลยยอมเสียมารยาท ถามย้ำว่า
     “นายไม่เป็นอะไรจริง ๆ นะ ทำไมฉันคิดว่านายร้องไห้”
     คำถามของมานูเอลจี้ใจดำชินจิได้ตรงจุดพอดี จากตอนแรกที่ไม่คิดจะเล่าอะไรให้ใครฟัง ชินจิกลับอยากเล่าให้ผู้ชายตัวใหญ่ตรงหน้าฟังเพราะมั่นใจว่ามานูเอลจะเข้าใจและเห็นใจเขา ชายหนุ่มจึงพรั่งพรูเรื่องเมื่อคืนออกมา แต่ข้ามเรื่องที่เขาโดนดูถูกเรื่องมีค่าตัวไป
     มานูเอลฟังเพื่อนเล่าด้วยความเห็นใจจริง ๆ แต่เขาก็ทำได้เพียงแค่ปลอบใจ
     “เควินมันคงไม่ได้ตั้งใจหรอกนะ มันเมา”
     “แต่ฉันก็ยังเสียใจอยู่ดีแหละ มันไม่ควรจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเลย นี่ มานูเอล เควินเขาเมาแล้วเป็นแบบนี้เสมอเลยรึเปล่า”
     “ปกติเวลามันเมามันก็จะเฮฮา สนุกสนาน เสียงดัง ทำอะไรห่าม ๆ บ้างประสาคนเมาน่ะแหละ”
     “แล้วเมาบ่อยรึเปล่า”
     “เอ อันนี้ฉันไม่แน่ใจนะ คือฉันก็ไม่ได้ปาร์ตี้บ่อยขนาดนั้น แต่เท่าที่เห็นก็มีบ้างเหมือนกัน”
     “ฉันไม่ชอบแบบนี้เลย” ชินจิบ่นด้วยความไม่ชอบใจ “เรื่องทิ้งฉันให้อยู่คนเดียวอีก ถ้าเป็นนายล่ะมานูเอล เวลานายไปปาร์ตี้กับแฟน นายทิ้งให้แฟนนายอยู่คนเดียวแบบนี้รึเปล่า”
     “เรื่องนี้ฉันว่ามันแล้วแต่จะตกลงกันนะ ฉันก็เคยเห็นมาทั้งสองแบบ นายต้องคุยกับเควินแล้วล่ะว่าจะทำยังไง”
     ชินจิถอนใจยาว หน้าตากลัดกลุ้ม
     “ฉันงี่เง่ามากไหม เรื่องมาก จู้จี้จุกจิกบ้าบอเกินไปรึเปล่า”
     “อย่าพูดอย่างนี้เลย ชินจิ นายกับเควินยังอยู่ในช่วงเริ่มคบกัน เรื่องปรับตัวมันก็เป็นเรื่องธรรมดา ฉันเชื่อว่านายกับเควินต้องปรับตัวให้เข้ากันได้แน่ ๆ” มานูเอลปลอบพร้อมกับบีบไหล่เพื่อนเป็นเชิงให้กำลังใจซึ่งชินจิก็ยิ้มให้ด้วยความขอบคุณและมือข้างหนึ่งยกขึ้นจับมือมานูเอลบนไหล่ของตัวเองโดยอัตโนมัติ
     “ชินจิ!”
     เสียงเคร่งเครียดของเควินดังขึ้นเมื่อเขาเดินออกมาจากห้องแล้วเห็นคนรักของตัวเองกำลังนั่งคุยกับเพื่อนร่วมฟลอร์อยู่ ชินจิปล่อยมือจากมานูเอลทันที หน้าของเขาบึ้งด้วยความไม่พอใจที่ยังเหลือเชื้ออยู่จากเมื่อวาน
     “นายอย่าพูดเรื่องนี้กับใครนะ ฉันขอร้อง ฉันไม่อยากให้ใครรู้ เดี๋ยวคนอื่นจะเป็นห่วง” ชินจิขอร้องซึ่งมานูเอลก็รับปาก ชายหนุ่มพยักหน้าทักเควิน แต่ฝ่ายหลังแค่ผงกศีรษะตอบนิดเดียว คิ้วขมวดนิด ๆ ด้วยความไม่สบอารมณ์
     “ชินจิ” เควินเรียกอีก แต่คราวนี้น้ำเสียงมีความออดอ้อนเพิ่มขึ้น ชินจิสะบัดหน้า เดินผ่านเควินกลับเข้าห้องของตัวเองไป แต่เปิดประตูทิ้งไว้ เควินรีบเดินตามเข้าไปและปิดประตูตามหลัง
     มานูเอลเห็นเควินเดินตามชินจิไปอย่างนั้น เขาก็คลายความเป็นห่วงลง แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ เตรียมตัวจะไปวิ่งตามปกติ ขณะที่หมุนตัวไปทางประตู ชายหนุ่มก็เห็นอัตสึโตะยืนตาปรือทำหน้ามุ่ย ๆ อยู่ที่ทางเดินบริเวณหน้าห้องของเขา
     “อ้าว อัตสึโตะ ทำไมวันนี้ตื่นเช้าอีกแล้ว” มานูเอลทัก
     “ก็จะไปวิ่งกับนาย”
     “หือ? คิดยังไงขึ้นมา หรือหนีมายะกับยูเลี่ยนอีก” มานูเอลล้อ แต่วันนี้อัตสึโตะไม่ขำด้วย หน้ามุ่ย ๆ ของชายหนุ่มยิ่งหงิก
     “ฉันจะไม่ให้มายะมาปลุกตอนเช้าแล้ว ฉันจะตื่นเอง แล้วออกไปวิ่งกับนาย ได้รึเปล่าล่ะ”
     “ก็ได้อยู่หรอก แต่นึกยังไงจะไปวิ่งตอนเช้า” มานูเอลสงสัย
     “ก็อยากวิ่งเฉย ๆ ไปวิ่งกับนายวันก่อนมันรู้สึกสดชื่นดี”
     “ดีแล้วล่ะ วิ่งตอนเช้า ๆ จะทำให้อารมณ์แจ่มใส มีสมาธิ สุขภาพดีด้วย” มานูเอลยิ้มกว้าง นึกดีใจที่อัตสึโตะตัดสินใจแบบนี้
     “งั้นไปกันเลยไหม นายไปเปลี่ยนรองเท้าสิ ฉันจะรอ”
     “ไม่ไป! วันนี้ไม่มีอารมณ์แล้ว ฉันจะกลับไปนอนต่อ”
     “อ้าว” มานูเอลงงกับโหมดเอาแต่ใจตัวเองของอัตสึโตะ
     “แล้วเมื่อกี้นายคุยอะไรกับชินจิ” อัตสึโตะถาม
     “ก็ไม่มีอะไร ทักทายกันนิดหน่อย” มานูเอลตอบเลี่ยง ๆ แต่คำตอบของเขากลับยิ่งกระตุกต่อมเอาแต่ใจของคนฟังมากขึ้น
     “ทักทาย แล้วทำไมต้องจับไหล่จับมือกันด้วย”
     มานูเอลตอบไม่ถูก ไม่คิดว่าจะเจอคำถามแบบนี้พร้อมสีหน้าเอาเรื่องของอัตสึโตะ
     “ช่างเหอะ ยังไงมันก็เรื่องของนายกับชินจิสองคน ไม่ใช่เรื่องของฉัน” เมื่อเห็นอีกฝ่ายอึกอัก อัตสึโตะก็ประชด และเมื่อพูดจบก็เดินกระแทกเท้าเข้าห้องปิดประตูดังปัง มานูเอลตามไปเคาะประตูเรียก แต่อัตสึโตะก็ไม่ยอมเปิดให้
     “ฉิบหายแล้ว ทีนี้จะทำยังไงดีล่ะเนี่ย” มานูเอลเกาศีรษะอย่างจนปัญญา

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 6 - update - 30.9.2014
«ตอบ #24 เมื่อ01-10-2014 00:26:27 »

     ในเวลาเดียวกันในห้องของชินจิ เควินก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน ชินจิโมโหจนไม่ยอมพูดกับเขาเลย ชายหนุ่มเมามากเมื่อคืนนี้ จำได้ราง ๆ แค่ว่าตัวเองโวยวายมาก ไม่ยอมให้คนรักจับตัว แต่ไม่รู้ว่าทำไมเรื่องแค่นี้ทำให้อีกฝ่ายโมโหมากขนาดนั้น แถมตื่นขึ้นมาปากเขายังแตกอีกต่างหาก
     เควินพยายามจะง้อ แต่ชินจิหันหลังหนีลูกเดียว
     “นายเป็นอะไร หันหน้ามาคุยกันดี ๆ ดีกว่าน่ะ” ชายหนุ่มเรียก แต่ชินจิก็ไม่ยอมหันกลับมามองเลย
     “ชินจิ”
     เควินเรียกอีก พร้อมกับเข้ามากอดเอาไว้ ชินจิสะบัด แต่เควินเข้ามากอดเอาไว้อีกไม่ยอมปล่อย
     “นายโกรธอะไรฉัน บอกหน่อยได้ไหม”
     ชินจิยังเงียบ
     “โอเค โอเค ถ้านายไม่อยากพูดตอนนี้ก็ได้ ไม่เป็นไร เอาไว้นายอารมณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่ แล้วค่อยคุยกัน”
     ชินจิเหวอไปเลยเมื่อคนรักไม่ง้อต่อ แล้วเมื่อเห็นเควินทำท่าจะเดินออกไปจากห้องจริง ๆ เขาจึงลืมโกรธทันที วิ่งตามไปกอดเอวรั้งเอาไว้
     “อยากจะพูดแล้วเหรอ” เควินถาม
     ชินจิพยักหน้ากับบ่าของอีกฝ่าย แล้วก็ยอมเดินตามแรงจูงของคนรักกลับมานั่งด้วยกันบนเตียงเหมือนเดิม
     “เป็นอะไร”
     หลังคำถามของเควิน ชินจิจึงเล่าเรื่องเมื่อคืนให้ฟังทั้งหมด รวมทั้งเรื่องที่เควินดูถูกเขาเอาไว้ด้วย ชายหนุ่มฟังแล้วเอามือกุมขมับ
     “ฉันก็เลยชกหน้านาย” ชินจิสรุป มือของเขาแตะที่แผลปากแตกของคนรัก เควินจับมือของเขาไว้
     “ฉันสมควรโดนแล้ว” ชายหนุ่มพูด แล้วกอดชินจิไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง “ขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ เมื่อคืนฉันเมาจริง ๆ ไม่รู้เลยว่าฉันทำกับนายแบบนั้นลงไป”
     “คราวหลังนายอย่าเมาแบบนี้อีกได้ไหม ฉันไม่ชอบที่นายเป็นแบบนี้เลย มันเหมือนนายไม่รักฉัน”
     “ฉันรักนาย” เควินพูด แล้วก้มหน้าลงมาจูบ คราวนี้ชินจิเต็มใจรับจูบของคนรักโดยที่ไม่บ่ายเบี่ยงหรือเบือนหน้าหนีอีก
     “ฉันก็รักนาย รักมากที่สุด” ชินจิพูดเมื่อเควินถอนริมฝีปาก จากนั้นทั้งสองคนก็ล้มตัวลงไปบนเตียงด้วยกัน เควินกอดชินจิอย่างที่ชินจิชอบ ลูบศีรษะเขา และจูบอย่างอ่อนหวาน การเคลื่อนไหวของเควินอ่อนโยนทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมากจนแทบจะลืมความขุ่นเคืองใจทั้งหมด ชินจินอนซบศีรษะอยู่กับอกของเควินโดยมีคนรักกอดเอาไว้ ริมฝีปากของเควินคลอเคลียอยู่ที่ขมับ
     “คราวหลังถ้ามีอะไรก็พูดกันตรง ๆ นะชินจิ อย่าเงียบเหมือนวันนี้อีก”
     “นายจะทำตามที่ฉันขอร้องใช่ไหม” ชินจิถาม
     “ฉันจะพยายาม” เควินสัญญา “นิสัยฉันก็แบบนี้ เปลี่ยนยาก แต่ฉันสัญญาว่าฉันจะกลับมาหานายให้บ่อยขึ้น ไม่ทิ้งนายอีก”
     เท่านี้ชินจิก็พอใจแล้ว เขาเข้าใจเควินและดีใจที่อย่างน้อยชายหนุ่มก็สัญญาว่าจะพยายาม
     “แล้วเมื่อกี้นายคุยอะไรกับมานู” เควินถามบ้าง ชินจิก็เลยเล่าให้ฟังเรื่องที่เขาปรับทุกข์กับเพื่อนร่วมฟลอร์
     “นี่นายเล่าทุกเรื่องเลยเหรอ” เควินถามเสียงขุ่นนิด ๆ
     “ไม่ทุกเรื่องหรอก แค่เรื่องที่ไม่สบายใจบางเรื่องเท่านั้นแหละ บางทีฉันก็ไม่รู้จะคุยกับใคร นายก็รู้ ก็นายน่ะชอบทิ้งฉัน”
     เจอแบบนี้เข้าเควินก็ยอมจำนน เถียงไม่ออก เพราะตัวเองก็มีชนักปักหลังอยู่
     “โอเค ฉันยอม แต่คราวหลังมีอะไรให้คุยกับฉัน ไม่ต้องไปปรึกษามานู”
     ชินจิอมยิ้มเมื่อเห็นเควินมีท่าทางหึงเขากับมานูเอล การที่คนรักมีท่าทีแบบนี้บ้างมันทำให้รู้สึกชุ่มชื่นหัวใจดีเหลือเกิน เขาแนบแก้มลงกับแผ่นอกของคนรักพลางออดอ้อนว่า
     “ฉันไม่อยากคุยกับใครมากนักหรอก ฉันอยากคุยกับนายแค่คนเดียวเท่านั้นแหละ”
     เควินจูบคนรักเป็นรางวัล แล้วเขาก็บอกว่าเขาจะชดเชยให้
     “เย็นนี้นายไม่ต้องทำอาหารนะ ฉันจะทำให้เอง นายจะได้ไม่ต้องเหนื่อยไง”
     “แน่ใจนะ”
     “แน่ใจ บ่ายนี้เราไปซื้อของที่เค้าฟ์ลันด์กันนะ ของในตู้เย็นของฉันหมดแล้ว เดี๋ยวเย็นนี้ไม่มีของทำอาหารสูตรพิเศษให้นายกิน”
     “สูตรพิเศษด้วย นายจะทำอะไร ฉันตื่นเต้นจัง”
     “เย็นนี้ก็รู้เอง”
     ทั้งสองคนคุยกันกระจุ๊กกระจิ๊กอย่างมีความสุข แล้วหลังจากนั้นก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวออกไปซื้อของด้วยกัน แต่เพราะเควินจะเป็นคนทำอาหารและเขาอยากจะเซอร์ไพรซ์ ชายหนุ่มจึงเป็นคนเข้าไปเลือกซื้อของสดในเค้าฟ์ลันด์คนเดียวโดยนัดหมายเวลาเจอกันไว้
     ระหว่างรอเควินซื้อของ ชินจิจึงเดินหาร้านหนังสือฆ่าเวลา ตั้งใจว่าเลือกซื้อนิยายไปอ่านเล่น ๆ สักเล่มสองเล่ม ทุกวันนี้เขาต้องอ่านวรรณคดีคลาสสิคภาษาเยอรมันยาก ๆ จนปวดหัวไปหมด ถ้าได้ออกห่างจากเกอเธ่ ชิลเล่อร์ หรือโธมัส มันน์เสียบ้างก็จะดีไม่น้อย
     ชายหนุ่มกำลังจะเดินเข้าไปในร้านหนังสือที่มีชื่อร้านเป็นตัวหนังสือตัวใหญ่สีแดงเด่นสะดุดตาก็พอดีกับที่ร่างสูงใหญ่ของมานูเอลเดินสวนออกมา ในมือของเพื่อนร่วมฟลอร์ถือถุงใบใหญ่สองถุง ชินจิทักว่า
     “มาซื้อหนังสือเหมือนกันเหรอ”
     “เปล่าหรอก ปฏิทินกับของนิดหน่อย” มานูเอลตอบ สังเกตว่าชินจิมีสีหน้าดีขึ้นมาก ท่าทางก็สดใสเหมือนไม่เคยมีเรื่องขุ่นเคืองใจมาก่อน เขาจึงถามว่า
     “เคลียร์กับเควินได้แล้วใช่ไหม”
     ชินจิพยักหน้าพร้อมกับยิ้มน้อย ๆ ด้วยความเขินนิดหน่อย เพราะเมื่อเช้าเขาใส่อารมณ์ตอนปรึกษากับเพื่อนไปแบบเต็มที่ทีเดียว
     “ขอบใจนะมานูเอลที่ให้คำปรึกษาฉัน”
     “ไม่เป็นไรหรอก เพื่อนกันก็ต้องช่วยกันอยู่แล้ว” ชายหนุ่มพูด ก่อนจะถามว่า “อัตสึโตะไปถามอะไรนายบ้างรึเปล่า”
     “วันนี้ฉันยังไม่เจออัตสึโตะเลย มีอะไรเหรอ”
     “หมอนั่นเห็นนายกับฉันคุยกันเมื่อเช้า แต่ฉันไม่ได้เล่าอะไรให้ฟัง หมอนั่นก็เลยโมโหที่ฉันปิดบัง ฉันเกรงว่าอัตสึโตะอาจจะไปกวนนาย” มานูเอลอธิบายก่อนถามด้วยความระมัดระวังว่า “ตอนนี้นายก็คืนดีกับเควินแล้ว ถ้าอัตสึโตะถามอีก ฉันเล่าได้ไหมว่านายมีเรื่องไม่สบายใจอะไร หมอนั่นจะได้เลิกโกรธฉันซะที”
     “ก็ได้แหละ” ชินจิตกลง สีหน้าของมานูเอลจึงค่อยดีขึ้น
     “นายนี่ห่วงความรู้สึกของอัตสึโตะจังเลยนะ” ชินจิตั้งข้อสังเกต “ถ้าฉันไม่รู้มาก่อนว่านายมีแฟนแล้ว ฉันคงนึกว่านายชอบอัตสึโตะแน่ ๆ เลย”
     มานูเอลเงียบไปเลย แต่ก็ไม่นานจนทำให้ชินจิสงสัย ชายหนุ่มตอบแก้เก้อไปว่า
     “ไม่หรอก ก็เป็นเพื่อนกัน ไม่มีอะไร เอ้อ...ฉันขอตัวก่อนนะ ยังต้องไปซื้อของเพิ่มอีกนิดหน่อย”
     ชินจิพยักหน้า โบกมือลา แล้วก็เดินเข้าไปในร้านหนังสือโดยที่ไม่ได้สนใจอะไรอีก
     เควินซื้อของที่ต้องการเสร็จเรียบร้อยก็ส่งข้อความบอกคนรัก แล้วทั้งคู่ก็พากันกลับมาที่หอพัก เควินเข้าไปในครัว ส่วนชินจิกลับไปที่ห้องของตัวเองเพราะเควินบอกว่าจะไปตามเมื่อทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มเดินสวนกับอัตสึโตะที่ทำหน้าบึ้งต่างออกไปจากปกติและท่าทางก็ดูเมิน ๆ เมื่อเห็นเขา ชินจิจึงเรียกเพื่อนเอาไว้
     “ทำไมทำหน้ายังงั้นล่ะอัตสึโตะ เป็นอะไร”
     “โกรธคนนิดหน่อย” อัตสึโตะตอบ ชินจิเลิกคิ้วนิด ๆ
     “โกรธฉันรึเปล่า”
     “นายทำอะไรให้ฉันโกรธรึเปล่าล่ะ” อัตสึโตะย้อนถาม ชินจิยิ้มขำ อธิบายว่า
     “ถ้าเป็นเรื่องเมื่อเช้าล่ะก็ ฉันปรึกษากับมานูเอลเรื่องเควินเท่านั้นแหละ เมื่อคืนเราทะเลาะกันนิดหน่อย ฉันไม่รู้จะปรึกษาใคร ก็พอดีเจอมานูเอลเข้า”
     “แค่นี้เนี่ยนะ แล้วทำไมต้องทำท่าปิด ๆ บัง ๆ” อัตสึโตะสงสัย
     “ก็ฉันขอร้องเขาเอาไว้เอง ฉันไม่ค่อยอยากให้มีใครรู้เรื่องฉันทะเลาะกับเควิน มันดูงี่เง่าอะ ทะเลาะกันเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นั้น”
     “แล้วนายมาบอกฉันทำไม”
     “นายจะได้หายโกรธมานูเอลไง เมื่อกี้ฉันเจอเขาที่ห้าง เขาเล่าให้ฟังว่าโดนนายโกรธเอา ท่าทางเป็นเดือดเป็นร้อน”
     “ก็อยากทำตัวไม่ดีเอง” อัตสึโตะงึมงำบ่น แต่สีหน้าดีขึ้นมาก ไม่งอนแก้มป่องเหมือนเมื่อสักครู่แล้ว หากก็ยังดูน่าหมั่นเขี้ยวอยู่ดี ชินจิจึงหยิกแก้มเพื่อนไปทีหนึ่ง
     “หายโกรธรึยัง โกรธนาน ๆ มานูเอลเสียใจตายเลย”
     “หายก็ได้” อัตสึโตะพูดอย่างเสียไม่ได้
     ชินจิขอตัวจากอัตสึโตะแล้วกลับเข้าไปในห้องของตัวเอง หยิบเอานิยายที่ซื้อมาจากร้านหนังสือขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา แล้วก็อ่านเพลินจนถึงเวลาที่เควินมาเคาะประตูเรียก
     “อาหารสุดพิเศษเสร็จแล้ว”
     เควินผายมือให้ดูอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะอาหารในครัวด้วยความภาคภูมิใจ ถึงงานนี้เขาจะไม่ได้จัดเป็นดินเนอร์ใต้แสงเทียน แต่ชายหนุ่มก็ตั้งใจทำสุดฝีมือ เขาเลื่อนเก้าอี้ให้คนรักที่มีสีหน้าอึ้ง ๆ งง ๆ
     “พาสต้าโฮมเมด ฉันทำเส้นพาสต้าเองเลยนะ” เควินบอก
     ชินจิยังมีสีหน้าอึ้ง ๆ เมื่อเห็นพาสต้าในจานตรงหน้า คือเขาก็ดีใจนะที่เควินทำอาหารให้ แต่เขาผิดหวังนิดหน่อยที่เควินทำพาสต้า ไม่ใช่สเต็กหรืออาหารอย่างอื่นที่ใส่เนื้อสัตว์อย่างในครั้งแรก ๆ เขาไม่ค่อยเคยเห็นชายหนุ่มรับประทานพาสต้าหรืออาหารอิตาเลียนอย่างอื่น ไม่นึกว่าเควินจะมาเลือกทำเอาในวันนี้
     พาสต้าในจานตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมตรงกลางกลวงซึ่งชินจิก็เรียกไม่ถูกว่าควรจะเป็นชนิดไหน ชิ้นไม่หนาและใหญ่มากนัก ขนาดกำลังพอดี ราดซอสมะเขือเทศที่ใส่มอสซาเรลล่าชีสแบบเต็มพิกัด โรยหน้าด้วยผักสีเขียวที่ชายหนุ่มไม่รู้จักชื่อ แถมยังมีชีสป่นใส่จานวางไว้ข้าง ๆ พร้อมกับตะกร้าใส่ขนมปังกับเนยอีกหนึ่งถ้วย
     อาหารที่เควินทำรวมสิ่งที่ชินจิไม่ชอบเอาไว้เกือบทั้งหมด ทั้งเส้นพาสต้า ขนมปัง เนย ชีส
     “น่ากินใช่ไหม ลงมือเลย” เควินเชิญชวน ชินจิก็ได้แต่ยิ้มแหย ๆ
     ชายหนุ่มกินพาสต้าพอได้ แต่ต้องเป็นสปาเก็ตตี้นโปลิตันใส่ไส้กรอกเยอะ ๆ หรือจำพวกซอสที่มีเนื้อผสมอยู่ เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนต่างชาติถึงชอบกินซอสที่ผสมด้วยมะเขือเทศกับชีสเท่านั้น อย่างพิซซ่าก็เหมือนกัน เขาเห็นเพื่อน ๆ ต่างชาติที่คณะชอบสั่งกันแต่แบบมาร์เกริต้าที่แทบจะไม่มีอะไรนอกจากแผ่นแป้งกับซอสมะเขือเทศและชีส
     “ไม่อร่อยเหรอ” เควินถามเมื่อเห็นชินจิเขี่ย ๆ อาหารในจานและกินอย่างช้า ๆ รวมทั้งไม่ยอมแตะขนมปังในตะกร้าเลย
     “อร่อยสิ ฉันเพิ่งเคยกินมอสซาเรลล่าชีสก็วันนี้ รสชาติมันแปลกใหม่ดีนะ”
     ชายหนุ่มตอบอย่างต้องการจะถนอมน้ำใจคนฟัง แต่ใจจริงของเขานั้นคิดว่ามื้อต่อไปจะไม่ให้เควินทำอาหารแล้ว
     “กินกับมะเขือเทศสดยิ่งอร่อย ฉันชอบมาก” เควินบอก อาหารในจานของเขาหมดแล้ว ชายหนุ่มลากตะกร้าขนมปังมาตรงหน้า แล้วหยิบก้อนหนึ่งมากัดกิน
     “นายชอบชีสเหรอ”
     “ใช่ ชีสทุกชนิดเลย แล้วก็พวกเนย ครีม โยเกิร์ต วิปครีมก็ดีนะ บีบใส่ปากกินเล่นเพลิน ๆ ดี”
     เควินเพิ่งเปิดปากเรื่องรสนิยมการกินอาหารของตัวเองเยอะหน่อยก็วันนี้และชินจิฟังแล้วถึงกับมึนตึ้บเพราะเป็นของที่เขากินได้ แต่ไม่ค่อยชอบทั้งนั้นเลย
     “ฉันซื้อวิปครีมมากระป๋องนึงด้วย เดี๋ยวกินกับพีชกระป๋องก็แล้วกันนะ”
     ชินจิได้แต่พยักหน้ารับอย่างเซ็ง ๆ

ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-80
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 6 - update - 01.10.2014
«ตอบ #25 เมื่อ01-10-2014 08:07:09 »

ชินจิกับเควิน เหมือนขั้วบวกกับขั้วลบมาเจอกันนะ
แตกต่างทั้งนิสัยและรูปแบบการใช้ชีวิตทีเดียว

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 6 - update - 01.10.2014
«ตอบ #26 เมื่อ01-10-2014 14:46:47 »

     ปลายโต๊ะอาหารอีกด้าน มายะรับประทานอาหารเย็นอยู่กับอัตสึโตะ ชายหนุ่มยังบ่นกระปอดกระแปดเรื่องที่อัตสึโตะไม่ยอมให้เขามาทำอาหารเช้าให้ไม่หาย พอถาม อัตสึโตะก็ไม่ยอมบอกเหตุผลว่าทำไม บอกแต่เพียงว่า
     “ฉันไม่อยากกวนนายแล้ว แค่อาหารเช้าง่าย ๆ ฉันทำเองก็ได้”
     “นายไม่ได้กวนฉันสักหน่อย ฉันอยากทำให้นาย”
     “เดี๋ยวฉันก็เคยตัวกันพอดี แค่นี้ฉันก็นิสัยเสียพอแล้ว”
     มายะนิ่วหน้าน้อย ๆ เมื่อได้ยินอัตสึโตะพูดแบบนั้น ซึ่งมันออกจะแปลกเอามาก ๆ
     “เมื่อก่อนนายไม่เห็นเคยคิดแบบนี้เลย หรือใครมันมาเป่าหูนาย” ใจของมายะแล่นปราดไปถึงมานูเอลทันที หนอย ไอ้หมียักษ์ ถ้ามันอยู่เบื้องหลังความคิดประหลาด ๆ แบบนี้ของอัตสึโตะจริง ๆ ล่ะก็ เขาจะวางยาในกระปุกนูเทลล่าของมัน คอยดู
     “เมื่อก่อนก็คือเมื่อก่อน แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนกัน นายน่ะดูแลฉันมากเกินไปแล้ว คนอื่นเขาไม่เห็นต้องให้ใครมาดูแล”
     มายะอยากจะร้องเฮ้อออกมาดัง ๆ ที่อัตสึโตะไม่เจียมตัวเองเอาซะเล้ยยยย
     ถ้าจะมีใครสักคนที่ต้องการคนดูแล เจ้าอัตสึโตะนี่แหละมาเป็นที่หนึ่ง
     ก่อนมาที่นี่มันยังพังไมโครเวฟไปแล้วเครื่องหนึ่ง อยากจะต้มไข่ แต่ขี้เกียจเปิดน้ำใส่หม้อใส่กระทะต้มให้มันเป็นเรื่องเป็นราว จับไข่ยัดใส่ไมโครเวฟจนเครื่องระเบิดเสียอย่างนั้น ไม่นับไอ้ที่มันเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเบลอติดกระดุมเสื้อสลับแถว ซื้อตั๋วรถไฟไม่เป็น ขึ้นรถผิดทิศผิดทาง หรือลืมนั่นลืมนี่ให้ต้องช่วยเตือนกันตลอด
     “ชินจิมันยังดูแลแฟนมันเลย” มายะชี้ให้ดูเพื่อนที่กำลังรับประทานอาหารกับเควิน
     “ก็นั่นเขาเป็นแฟนกัน แต่ฉันกับนายเป็นเพื่อนกันเฉย ๆ ไม่ได้เป็นแฟนกันสักหน่อย”
     “โหย นายพูดแบบนี้เอาตะเกียบมาทิ่มตากันเลยเหอะ”
     อัตสึโตะจ้องหน้ามายะ
     “ฉันเคยบอกนายแล้วนะว่าเราเป็นเพื่อนกัน”
     “ฉันรู้ ฉันรู้ แต่ช่วยเปลี่ยนเป็นเพื่อนสนิทได้ไหม ไม่อยากเป็นเพื่อนเฉย ๆ อะ”
     เขามันดื้อเองนั่นล่ะที่ไม่ยอมตัดใจเสียที ทั้ง ๆ ที่อัตสึโตะไม่เคยชอบเขาแบบอื่นนอกจากเป็นเพื่อนสนิทและไม่เคยเรียกเขาเป็นอย่างอื่นนอกจากคนรับใช้แท้ ๆ
     เขาอยากจะร้องเฮ้อออกมาดัง ๆ ก็ดันยอมเป็นทุกอย่างให้อัตสึโตะและยอมรับสถานะมากกว่าเพื่อนแต่ยังไงก็ไม่ใช่แฟนนี่อย่างสมัครใจเองนี่นะ
     “เอ้า! ฉันกับนายเป็นเพื่อนสนิทกัน และในฐานะเพื่อนสนิท นายต้องยอมรับการตัดสินใจของฉัน ทุกอย่าง
     มายะจำต้องยอมจำนนแต่โดยดี หากเขายังพยายามปลอบใจตัวเองว่าอย่างน้อยเขายังได้ทำอาหารเย็นให้อัตสึโตะทุกวัน
     หลังจากที่มายะกลับไปแล้ว อัตสึโตะก็กลับเข้าห้องพักของตัวเอง แต่ปิดประตูตามหลังยังไม่ทันจะเท่าไร ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เมื่อเขาหันหลังกลับมาเปิดก็พบมานูเอลยืนอยู่หน้าประตู
     “ฉันเข้าไปในห้องนายได้ไหม”
     อัตสึโตะพยักหน้าพร้อมกับเบี่ยงตัวหลีกทางให้
     “ห้องนายเรียบร้อยขึ้นนะ มายะมาทำให้เหรอ” มานูเอลมองไปรอบ ๆ ห้องที่ไม่ค่อยมีของวางระเกะระกะไม่เป็นที่แล้ว
     “ทำเองสิ ก็ไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้ดันบอกฉันว่าให้ลองทำเองดูบ้าง ฉันก็ดันทำตามซะอีก เหนื่อยจะตาย รู้งี้ให้มายะมาทำให้เหมือนเดิมดีกว่า”
     ‘ไอ้บ้า’ ยิ้มนิดหนึ่ง ก่อนจะยื่นถุงสองถุงที่ถืออยู่ให้อย่างง่าย ๆ
     “ฉันซื้อนี่มาให้”
     มานูเอลบอก อัตสึโตะรับมาเปิดดูอย่างสงสัย
     “นี่มันอะไรน่ะ”
     ชายหนุ่มถามเมื่อเห็นของในถุง ซึ่งเป็นกิ่งกับใบสนสีน้ำเงินเข้มร้อยเป็นวงประดับด้วยลูกกลม ๆ สีขาวและสีทองสลับกับดาวสีแดง วางรองเทียนสีขาวเล่มอ้วน ๆ สีเล่มผูกริบบิ้นผ้าโปร่งสีทอง ตรงกลางมีตุ๊กตาเซนต์นิโคเลาส์ตัวเล็กในชุดบิชอปไว้หนวดเครายาวฟูสีขาว ถือไม้เท้าสีทองและถุงใส่เหรียญทอง ส่วนอีกถุงหนึ่งใส่บอร์ดกระดาษแข็งขนาดใหญ่ที่มีหมีเท็ดดี้แปะติดอยู่ทั่วทั้งแผ่น แต่ละตัวสวมหมวกซานต้าสีแดงอุ้มถุงเล็ก ๆ ที่มีลูกกลม ๆ สีทองใส่อยู่ข้างใน บนถุงมีหมายเลขตั้งแต่หนึ่งถึงยี่สิบสี่ติดอยู่
     “สำหรับอัดเว้นท์ไง Adventskranz กับปฏิทิน” มานูเอลบอกยิ้ม ๆ “ปีนี้เริ่มอัดเว้นท์ในวันที่สามสิบพฤศจิกายน พอถึงวันนั้นเด็ก ๆ จะเริ่มกินช็อกโกแลตจากปฏิทินอัดเว้นท์ เริ่มจากหมายเลขหนึ่ง” ชายหนุ่มชี้ให้ดูถุงหมายเลขหนึ่งที่เจ้าหมีเท็ดดี้ตัวหนึ่งอุ้มอยู่ “แล้วก็กินเรียงตามหมายเลขไป วันละหนึ่งก้อนจนกระทั่งถึงวันที่ยี่สิบสี่ พอช็อกโกแลตหมดก็ถึงวันคริสต์มาสพอดี”
     “นี่ช็อกโกแลตเหรอ” อัตสึโตะเอานิ้วล้วงลูกกลม ๆ สีทองในถุงออกมาดูพลางย่นจมูก “ของเด็ก แล้วเอามาให้ฉันทำไม”
     “ก็ไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้โกรธฉันยังกับเป็นเด็ก ๆ ฉันก็ต้องเอาช็อกโกแลตของเด็กมาง้อไง”
     “เฮอะ ฉันไม่ได้โกรธนายสักหน่อย”
     “เหรอ ไม่โกรธเลย แค่งอนจนแก้มป่องแค่นี้เองใช่ไหม”
     มานูเอลหยิกแก้มสองข้างของอัตสึโตะทันทีเมื่ออีกฝ่ายทำเป็นปากแข็งไม่ยอมรับ
     “ไม่ได้โกรธ” อัตสึโตะปัดมือชายหนุ่มออก “ใครจะไปโกรธเรื่องเล็กน้อยแค่ชินจิมาปรึกษาเรื่องเควินแค่นั้นกันล่ะ”
     “ชินจิบอกนายแล้วเหรอ”
     อัตสึโตะพยักหน้า ก่อนจะชี้ไปที่ของอีกอย่างหนึ่งที่มานูเอลซื้อมาให้
     “แล้วไอ้เนี่ยล่ะอะไร”
     “เทียนสี่เล่มนี่เอาไว้จุดทุกวันอาทิตย์นับจากอัดเว้นท์เริ่ม อาทิตย์ละเล่ม ครบสี่เล่มก็ถึงคริสต์มาสพอดี เทียนแต่ละเล่มมีความหมาย แต่ฉันจำไม่ได้แล้วว่าแต่ละเล่มหมายถึงอะไรบ้าง” มานูเอลอธิบาย ก่อนจะถามว่า
     “ชอบไหม”
     “ก็ดี ขอบใจนะ” อัตสึโตะตอบ
     “หายโกรธแล้วนะ”
     “ก็บอกว่าไม่ได้โกรธไงเล่า”
     มานูเอลหัวเราะ เขาลุกขึ้นยืน และก่อนจะกลับห้อง ชายหนุ่มก็หันมาถามว่า
     “พรุ่งนี้นายจะไปวิ่งกับฉันรึเปล่า” เมื่ออัตสึโตะพยักหน้า ชายหนุ่มก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ
     “ถ้านายไม่ตื่น ฉันจะมาเคาะประตูเรียกนายเอง ห้ามเบี้ยวล่ะ”
     “เออ ไม่เบี้ยวหรอกน่า กลับไปได้แล้ว”
     อัตสึโตะไล่ มานูเอลเดินไปเปิดประตูห้อง แต่เมื่อนึกอะไรได้ก็หันกลับมาอีกครั้ง บอกว่า
     “แล้วนายห้ามกินช็อกโกแลตหมดก่อนล่ะ เขาให้กินวันละก้อน ไม่ใช่กินวันเดียวหมดทุกก้อน”
     “รู้แล้วล่ะน่ะ”
     “แล้วเทียนเนี่ย เก็บไว้เฉย ๆ ไม่ต้องจุดก็ได้ ขืนนายจุดแล้วลืมเป่าดับตอนออกจากห้อง นายจะทำไฟไหม้หอพักเราซะเปล่า ๆ”
     “รีบกลับไปเลย ไอ้บ้า!”
     หมอนบนเตียงของอัตสึโตะลอยไปที่ประตูหมายให้โดนหัวมานูเอล แต่ชายหนุ่มนกรู้รีบปิดประตูเสียก่อนพร้อมกับหัวเราะชอบใจและหูของเขาก็ยังได้ยินเสียงสบถอย่างขัดใจของมือขว้างตามหลังมา

ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-80
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 6 - update - 01.10.2014
«ตอบ #27 เมื่อ01-10-2014 16:19:43 »

ใครเป็นพระเอกว๊า  มานูเอลแหงเลย

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 6 - update - 01.10.2014
«ตอบ #28 เมื่อ01-10-2014 19:58:25 »

     ชุดฮัปปิของมายะและหมวกฟางสำหรับการแสดงในงานอัดเว้นท์ของพวกอัตสึโตะมาถึงในเวลาไม่นานนักรวมทั้งซีดีเพลงและซีดีที่บันทึกท่าเต้นด้วย เมื่อของพร้อม มายะกับอัตสึโตะก็เริ่มซ้อมกันทันทีที่ฟลอร์ของอัตสึโตะโดยมีชินจิเป็นคนคอยส่งเสบียงอาหารเพราะแม่ครัวหัวป่าก์อย่างมายะไม่ว่างทำเสียแล้ว ชายหนุ่มเป็นคนทำอาหารให้เพื่อนทั้งสองคนโดยมีมานูเอลคอยช่วยทุกครั้งเมื่อว่าง
     ชินจิสังเกตว่ามานูเอลดูจะสนใจการทำอาหารแบบญี่ปุ่นเป็นพิเศษและเขากินอาหารญี่ปุ่นได้แทบจะทุกชนิดแม้แต่ปลาดิบและสาหร่ายที่คนต่างชาติบางคนบอกว่าน่าขยะแขยง แถมกินแล้วยังชอบเสียอีกด้วย
     “นายนี่เก่งจังนะเดี๋ยวนี้ ใช้ตะเกียบคล่องขึ้นเยอะเลย แถมกินอะไร ๆ ได้อีกตั้งเยอะ” ชินจิพูดขึ้นในวันหนึ่งเมื่อมานูเอลเข้ามาช่วยเขาทำอาหารในครัว มาโกโตะและเอย์จิเอาชุดการแสดงของมายะกับอัตสึโตะมาให้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาแถมด้วยมิโสะอย่างดีทั้งกระปุกจากเมืองทาเทยาม่า เขาจึงคิดว่าจะลองทำมิโสะย่างดู
     “ขืนใช้ไม่คล่องสิ ถูกมายะด่าไม่รู้จบ” มานูเอลบอกยิ้ม ๆ พลางช่วยเพื่อนทำซุปมิโสะ ตอนนี้เขาพอจะทำเองได้แล้วโดยที่ชินจิไม่ต้องอยู่ดู
     “ฉันชอบอาหารญี่ปุ่น ไอ้ที่นายทำเมื่อวันก่อนนั่นก็อร่อยมากเลย ฉันจำชื่อไม่ได้แล้ว”
     “โอโคโนมิยากิน่ะเหรอ” ชายหนุ่มหมายถึงแป้งผสมเครื่องจำพวกเนื้อสัตว์หรืออาหารทะเลและผักแล้วนำไปทอดในกระทะเป็นแผ่น ๆ
     “ใช่ ๆ คราวหลังนายบอกสูตรฉันหน่อยนะ” มานูเอลพูดอย่างกระตือรือร้น
     ชินจิพยักหน้า แต่ในใจของเขากลับไพล่ไปคิดถึงคนรักของตัวเอง
     เควินไม่เป็นเหมือนมานูเอลเลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นโอโคโนมิยากิกับข้าวสวยที่เขายกเข้าไปให้เป็นอาหารเย็น ชายหนุ่มก็ทำหน้าเบ้ บ่นว่า
     “ข้าวอีกแล้วเหรอ เบื่อจัง”
     ชินจิชะงัก หน้าเสียไปเลย
     “นายเบื่อแล้วเหรอ” เขาถามตะกุกตะกัก
     “อือม์ กินข้าวทุกวัน น่าเบื่อจะตาย นายทำอย่างอื่นบ้างสิ พาสต้า อาหารฝรั่ง อะไรก็ได้” เควินพูดโดยไม่สนใจว่าคนฟังจะรู้สึกอย่างไร เขากำตะเกียบเขี่ย ๆ แป้งอะไรไม่รู้ในจานอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไร
     “เออ นายลืมเอามีดกับส้อมมาให้ฉันนี่ ฉันไม่ใช้ตะเกียบ” เควินบอกชินจิที่ยังยืนอึ้งอยู่
     ดูเหมือนว่าระยะนี้ความพยายามของเขาจะไร้ผลขึ้นทุกวัน ชินจิไม่ได้รับคำชมอาหารที่เขาทำจากเควินอีก แม้ว่าเขาจะพยายามหาอะไรใหม่ ๆ หรือพลิกแพลงอะไรอย่างไรก็ตาม แต่ก็ไม่ถูกปากเควินเลย ชายหนุ่มรู้ว่าเขาทำอาหารญี่ปุ่นบ่อยมากเพราะเป็นสิ่งที่เขามั่นใจ รู้จักรสชาติเป็นอย่างดี และเมื่อเขารู้ว่าเควินชอบกินอาหารประเภทชีสและครีม เขาก็พยายามจะปรับอาหารให้ไปในแนวทางนั้น แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล แม้แต่สปาเก็ตตี้นโปลิตันที่เขาภาคภูมิใจ เควินยังไม่มีทีท่าจะพอใจเลย บ่นว่าซอสรสจัดเกินไปจนแทบจะกินไม่ได้ ชินจิรับรู้ในวันนั้นเองว่าเควินกินเผ็ดได้น้อยมาก ซอสพริกที่ใส่ในนโปริตันจึงไม่ถูกปากชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย
     แต่จะให้เขาทำอาหารฝรั่งแท้ ๆ เขาก็ทำไม่ได้ แถมตัวเองก็ยังไม่ชอบกินด้วย
     เรื่องรสนิยมการรับประทานจึงเป็นเรื่องที่อิหลักอิเหลื่อมากสำหรับเขาและเควิน
     ต่างกับมานูเอล เพื่อนของเขาคนนี้ไม่เคยมีปัญหาในการรับสิ่งใหม่ ๆ เลย กินอะไรก็ได้ ทำอะไรให้ก็กิน แถมยังช่างคิดถึงคนอื่นอีก ชายหนุ่มรู้ว่าเพื่อนสามคนของตัวเองถนัดรับประทานอาหารญี่ปุ่นกันทั้งนั้นจึงมีความคิดทำอาหารแบบผสมผสานเพื่อให้ถูกปากทั้งตัวเองและเพื่อน คราวที่แล้วมานูเอลทำสปาเก็ตตี้ครีมซอสที่ตัวเองชอบ แต่ใส่แฮม กุ้ง แถมด้วยหน่อไม้ฝรั่งที่อัตสึโตะชอบแบบเต็มพิกัด ผลก็คือรับประทานกันจนหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือเลยแม้แต่นิดเดียว
     เขาไม่อยากเปรียบเทียบคนรักของตัวเองกับใครเลย แต่เขาก็อดเปรียบเทียบเควินกับมานูเอลในเรื่องนี้ไม่ได้ทุกที
     “ถ้านายได้แฟนเป็นคนญี่ปุ่น นายคงไม่มีปัญหาเรื่องกินเลยเนอะ” ชินจิลืมตัวหลุดปากออกมาตามใจคิด ก่อนจะรีบโบกไม้โบกมือกลบเกลื่อนและเปลี่ยนเรื่องคุยไปเป็นเรื่องอื่นอย่างรวดเร็วเมื่อมานูเอลเลิกคิ้วมองมาอย่างแปลกใจเมื่อได้ยินคำพูดของเขา
     “เอ ทำไมพวกนั้นยังซ้อมกันไม่เสร็จก็ไม่รู้นะ นายไปดูทีได้ไหม ฉันกลัวว่ามิโสะย่างจะเย็นเสียก่อน”
     มานูเอลขยับจะทำตาม แต่ก็เห็นอัตสึโตะกับมายะออกมาจากห้องพอดี ท่าทางเหนื่อยและหิวโซมาทีเดียว แต่หน้าตาก็ยิ้มแย้มสดชื่นดีและมายะก็ไม่ได้บ่นเรื่องอัตสึโตะไม่ยอมจำท่าให้ดีด้วย แสดงว่าการซ้อมวันนี้เป็นไปได้ด้วยดี
     ชินจิยกถาดอาหารมาวางตรงหน้าเพื่อน ๆ ที่พอเห็นมิโสะย่างหอม ๆ ก็เป่าปากด้วยความชอบใจ
     “แหม ถ้าได้เนื้อฮิดะสักหน่อยนะจะสุดยอดมากเลย” อัตสึโตะบ่น แต่เขาก็คีบข้าวเข้าปากคำโตตามด้วยมิโสะรสแหลม ๆ ย่างผสมกับเห็ดและต้นหอมสับละเอียด
     “เอาเนื้อธรรมดาได้ไหมล่ะ พรุ่งนี้ฉันจะย่างเนื้อกับมิโสะกับเต้าหู้ สนใจไหม กินกับโซบะเย็น ๆ ฉันยังมีเส้นโซบะเหลืออยู่ในตู้”
     อัตสึโตะกับมายะร้องเฮทันทีด้วยความชอบใจ

     งานอัดเว้นท์จัดขึ้นที่บริเวณแคมปัสกลาง องค์การนักศึกษาและสำนักงานกิจการต่างประเทศใช้ห้องประชุมในตึกเรียนที่จัตุรัสเฮเกลเป็นสถานที่จัดงาน งานนี้นักศึกษาต่างชาติพากันมาแทบจะทุกคนเพราะต่างต้องแสดงบนเวทีในฐานะตัวแทนของประเทศตัวเอง
     ชินจิไม่ได้แสดงอะไร เขาจึงแค่เปลี่ยนมาใส่ชุดยูกาตะสีเข้มที่เอย์จิให้ยืมมาเท่านั้นและเข้ามาช่วยอัตสึโตะแต่งตัวในห้อง ชุดยูกาตะที่ชายหนุ่มจะต้องใส่นั้นเป็นของผู้หญิง เป็นชุดยูกาตะสีชมพูโอลด์โรสคาดโอบิสีดำ ใส่ถุงเท้าสีขาวกับรองเท้าฟางสายคาดสีดำ สีชุดหวานมากจนคน (ที่ถูกบังคับให้) ใส่แอบงอแงเล็กน้อย
     “มันหวานไปไหมอะชินจิ โอ๊ย! ไม่อยากใส่เลย ทำไมฉันต้องใส่ด้วยวะ”
     “แล้วจะให้มายะใส่รึไง สงสารคนดูมั่งเหอะ” ชินจิพูดยิ้ม ๆ นินทาได้เพราะมายะไม่ได้อยู่ในห้องด้วย ชายหนุ่มมองอัตสึโตะที่ยืนหมุนไปหมุนมาทำหน้ามุ่ยอยู่หน้ากระจกด้วยความขบขัน
     “น่ารักจะตายแล้วอัตสึโตะ ไม่ต้องดูกระจกแล้ว”
     “อย่าแซวสิ” อัตสึโตะโอด แล้วก็ทำท่าจะคว้าหมวกฟางมาสวมเพื่อซ่อนหน้าตัวเองที่แดงแปร๊ดเพราะความอาย หมวกใบนี้จะคาดหน้านักแสดงเอาไว้ ตัวหมวกจะลู่ลงเหมือนกับถูกพับครึ่งปิดทับหน้าคนใส่ไม่ให้ใครเห็น แต่อัตสึโตะไม่ทันจะได้ใส่ ชินจิคว้าเอาไว้ได้เสียก่อน
     “ถ้านายใส่หมวกซะแล้ว คนที่รอดูนายในชุดยูกาตะคงเสียใจกันน่าดู ทั้งมายะ ทั้งยูเลี่ยน ทั้งมานูเอล”
     ชายหนุ่มแซวยิ้ม ๆ เพราะทั้งสามคนนี้มารอลุ้นอัตสึโตะอยู่ในครัวกันตั้งแต่ไก่โห่
     “ไอ้พวกนั้นมันบ้า ไม่รู้จะอยากดูกันไปทำไม ใส่ชุดนี้น่าอายจะตาย” อัตสึโตะบ่นงึมงำ แต่ก็ไม่ได้พยายามจะยื้อแย่งหมวกกลับคืนมาแต่อย่างไร
     “ถ้าเสร็จแล้วก็ออกไปกันเถอะ” ชินจิชวน อัตสึโตะพยักหน้า และก่อนออกจากห้องเขาก็เดินไปดับเทียนที่หัวเตียง ชินจิมองตามแล้วอุทานว่า
     “โอ้โฮ นี่นายจุดเทียนอัดเว้นท์ด้วยเหรอเนี่ย”
     “ฮื่อ” อัตสึโตะรับคำในลำคอ
     แล้วเมื่อเห็นหรีดอัดเว้นท์ที่หัวเตียง ชินจิจึงสังเกตเห็นปฏิทินอัดเว้นท์รูปหมีเท็ดดี้ที่แขวนอยู่ใกล้ ๆ ด้วยซึ่งตอนเข้ามาทีแรกชายหนุ่มไม่ทันได้สังเกตเพราะมัวแต่ช่วยเพื่อนใส่ชุดยูกาตะอยู่
     “ปฏิทินก็มี น่ารักแฮะ รูปหมีเท็ดดี้ซะด้วย แล้ววันนี้กินช็อกโกแลตก้อนแรกแล้วรึยัง”
     “กินตั้งแต่เช้าแล้ว อร่อยดีนะ ตอนแรกนึกว่าไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ซะอีก ของเด็ก ๆ”
     “มานูเอลซื้อให้ใช่ไหม”
     อัตสึโตะหันมามองเพื่อนทันทีเมื่อจู่ ๆ ชินจิก็ถามขึ้นมาแบบนี้
     “นายรู้ได้ไง” เขามองเพื่อนอย่างสงสัย
     “มันคุ้น ๆ ฉันว่าฉันเคยเห็นปฏิทินแบบนี้ที่ร้านหนังสือที่ห้างกรอพิอุส ร้านเดียวกับที่ฉันเคยเจอมานูเอลเดินออกมา ไม่เห็นหรอกนะว่าซื้ออะไร แต่ถุงที่หิ้วงี้ใหญ่เบ้อเริ่ม ใหญ่พอจะใส่ไอ้ปฏิทินอันนี้แหละ” ชินจิตอบพลางมองเพื่อนด้วยสายตาค้นคว้า ก่อนจะตัดสินใจถามว่า
     “มานูเอลกับนายนี่ตกลงยังไงกัน หมอนั่นมันมาจีบนายรึเปล่า”
     “ไม่มีอะไรนี่ เป็นเพื่อนกันเฉย ๆ” อัตสึโตะปฏิเสธ
     “เพื่อนกันเฉย ๆ เขาไม่ซื้ออะไรแบบนี้ให้กันหรอกมั้ง” ชินจิยังแซวไม่เลิก
     “หมอนั่นมันก็ใจดีกับคนอื่นไปทั่วน่ะแหละ” หางเสียงของอัตสึโตะสะบัดเล็ก ๆ โดยที่ไม่รู้ตัว แต่คนฟังก็ยังจับได้
     “แต่ใจดีกับนายที่สุด ดูแลนายมากที่สุด เป็นห่วงนายมากที่สุด” ชินจิว่า เขาพยายามจับสังเกตอัตสึโตะขณะที่พูด และเมื่อพิจารณาดูดี ๆ แล้ว สีหน้าของอัตสึโตะก็แสดงอะไร ๆ ออกมามากพอดูทีเดียวจนชินจิคิดว่าตัวเองมองไม่ผิด
     “นายรักมานูเอลใช่ไหม อัตสึโตะ”
     “ไม่รู้สิ บอกไม่ถูก” อัตสึโตะทำหน้ายุ่งเหมือนกับตอนที่คิดโจทย์ฟิสิกส์ไม่ออก “แต่ฉันชอบมานูเอลมาก ๆ เลย”
     “มากกว่ามายะกับยูเลี่ยนอีกใช่ไหม”
     อัตสึโตะพยักหน้า
     “แล้วพอมานูเอลไปทำดีกับใครที่ไม่ใช่นายมาก ๆ นายโกรธรึเปล่า”
     “ก็โกรธนะ” เขานึกถึงตอนที่มานูเอลทำดีกับชินจิ ตอนนั้นเขาก็โมโหมากเสียจนหงุดหงิดอารมณ์ไม่ดีไปทั้งวันเลยทีเดียว
     “ฉันว่าฉันพอจะได้คำตอบแล้วล่ะ” ชินจิพูดยิ้ม ๆ แต่ไม่ยอมบอกแม้ว่าจะโดนอัตสึโตะตื๊อถามมากแค่ไหน ชายหนุ่มบอกว่า
     “เรื่องแบบนี้มันต้องรู้ด้วยตัวเอง จะให้คนอื่นมาบอกมันไม่ได้หรอก”
     จากนั้นเขาก็ดันหลังเพื่อนที่ทำหน้างอเพราะถูกขัดใจออกไปจากห้อง
     สามหนุ่มที่รออยู่ในห้องครัวพร้อมใจกันลุกขึ้นยืนอย่างพร้อมเพรียงกันเมื่อเห็นชินจิกับอัตสึโตะเดินออกมาจากห้อง ท่าทางขัดเขินและหน้าแดง ๆ ของอัตสึโตะที่ใส่ชุดยูกาตะของผู้หญิงสีหวานทำให้ทั้งมายะและยูเลี่ยนมองตาค้าง
     มานูเอลเองก็มีทีท่าเหมือนกับจะหายใจไม่ออก
     อัตสึโตะน่ารักเหลือเกิน
     “มองอะไรกันวะ” อัตสึโตะโวยกลบเกลื่อนความเขิน
     มายะกับยูเลี่ยนพุ่งเข้าหาอัตสึโตะทันที แล้วก็มะรุมมะตุ้มรุมกันชื่นชมยกใหญ่ แต่ก็ยังมิวายจิกกัดและกันท่ากันเองสุดชีวิต
     “ถอยออกไปไอ้ยูเลี่ยน อย่ามาจับมือถือแขนอัตสึโตะของฉันนะเว้ย”
     “นายสิถอยไป นายอยู่ใกล้อัตสึโตะสุดที่รักของฉันมากไปแล้วเหมือนกันโว้ย”
     “ไอ้เด็กบ้า”
     “ไอ้หน้าเต้าหู้”
     “...”
     “...”
     ชินจิโคลงศีรษะอย่างอ่อนใจ เดินมาหยุดยืนข้างตัวมานูเอลที่ได้แต่นิ่งมองเพื่อนของเขา ก่อนจะเปรยว่า
     “อัตสึโตะแต่งตัวแบบนี้แล้วน่ารักดีนะ นายว่าไหม”
     “เอ้อ...” มานูเอลเพิ่งหาเสียงตัวเองเจอ เขาอึกอักตอบไม่ถูกจนชินจิอดหัวเราะเบา ๆ ด้วยความขบขันไม่ได้
     “อยากถ่ายรูปเก็บไว้ไหมมานูเอล ฉันจะถ่ายให้ เอาโทรศัพท์มาสิ”
     แต่เมื่อดึงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง มานูเอลก็ชะงัก
     เขามีหนึ่งสายที่ไม่ได้รับ
     บนหน้าจอสีดำขึ้นตัวหนังสือว่า

     Kathrin vor 5 Min.
     Verpasster Anruf
     Zum Anrufen streichen
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-10-2014 20:02:06 โดย Mettnoon »

ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-80
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 6 - update - 01.10.2014
«ตอบ #29 เมื่อ01-10-2014 20:30:29 »

หวา แฟนโทร.มา  เซ็งเบย

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด