"บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ) - แจ้งหมดลิขสิทธิ์/แจ้งขายอีบุ๊ก
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ) - แจ้งหมดลิขสิทธิ์/แจ้งขายอีบุ๊ก  (อ่าน 31571 ครั้ง)

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 15 - update - 11.10.2014 page 3
«ตอบ #90 เมื่อ11-10-2014 11:28:20 »

ชินจิก็ดูเป็นคนเรียนเก่งนะ  ทำไมไม่เฉลียวใจบ้างเลย  เฮ้อ
...
อ่านนิยายเรื่องนี้  ถ้ากลับไปนับ ๆ ดู  แต่ละเมนท์จะมีคำว่า เฮ้อ อยู่ด้วยเกือบตลอดอ่ะ
ชินจิ เอ๊ยยยย  ชินจิ

ก็เก่งแต่ในตำราค่ะ และเควินคือรักแรก
ชินจิเรียนวรรณคดี ชอบอ่านนิยาย
เรื่องมันก็ออกมาแบบนี้แหละค่ะ เธอจะมีคอนเซ็ปท์ความรักของเธออยู่

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 15 - update - 11.10.2014 page 3
«ตอบ #91 เมื่อ11-10-2014 17:47:50 »

บทที่ 16

     “ชินจิ!”
     เสียงเรียกที่คุ้นหูทำให้ชินจิกลับมามีสติรับรู้เหมือนเดิมได้นิดหน่อย ชายหนุ่มกะพริบตาเพื่อปรับภาพที่เห็นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
     “อัตสึโตะ มายะ” ชินจิพึมพำเสียงแผ่ว แต่เขายังนิ่งอยู่ในท่าเดิมจากเมื่อวาน
     “โธ่ ชินจิ นายเป็นอะไร ทำไมกลายเป็นแบบนี้ล่ะ” อัตสึโตะถามเมื่อทรุดลงนั่งตรงหน้าเพื่อน
     “ก็คงจะรู้เรื่องแล้วล่ะมั้ง” มายะโคลงศีรษะ ก้มลงไปเก็บโทรศัพท์มือถือที่ตกอยู่ข้างตัวชินจิขึ้นมาดู หน้าจอสีดำสนิท แบตเตอรี่หมดเกลี้ยง มิน่าเขาพยายามโทรหามาตั้งแต่เช้า แต่โทรเท่าไรก็โทรไปติดสักที
     “ลุกขึ้นมานั่งคุยกันก่อนนะชินจิ นายทำท่ายังงี้แล้วฉันไม่สบายใจเลย” อัตสึโตะพยุงเพื่อนให้ลุกขึ้นนั่งตัวตรงซึ่งชินจิก็ทำตามแต่โดยดี ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยคราบน้ำตา แต่ชายหนุ่มไม่ได้ร้องไห้อีกแล้ว เขาสงสัยว่าน้ำตาของเขามันคงหมดไปแล้วในช่วงใดช่วงหนึ่งเมื่อคืนนี้นั่นแหละ
     มายะตรงไปไขน้ำอุ่นใส่อ่างเล็ก ๆ และคว้าผ้าขนหนูจากบนชั้นเอามาชุบน้ำแล้วเช็ดหน้าให้เพื่อนอย่างเบามือ
     “เกิดอะไรขึ้นชินจิ บอกพวกฉันซิ ใครทำอะไรนาย” อัตสึโตะถาม
     ชินจินั่งนิ่ง แล้วเมื่อมายะเอาผ้าออกไปจากหน้าเขา ชายหนุ่มจึงพูดสั้น ๆ ว่า
     “เควินขอเลิกกับฉันเมื่อคืนนี้”
     “ว่ายังไงนะ” อัตสึโตะกับมายะแทบจะร้องประสานเสียงกันเมื่อได้ยินข่าวที่คาดไม่ถึง
     “เราเลิกกันแล้ว เควินบอกว่าเขาไม่รักฉันอีกต่อไปแล้ว”
     ชินจิพูดเสียงสั่น ริมฝีปากของเขาก็สั่น แล้วน้ำตาที่เขาคิดว่ามันหมดไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วมันก็กลับไหลออกมาอีก ชินจิปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น
     “โธ่ ชินจิ ฉันเสียใจจริง ๆ” อัตสึโตะร้อง มือเอื้อมไปจับไหล่เพื่อนไว้ แล้วชินจิก็เลยโผเข้าหาอัตสึโตะ กอดเอาไว้แน่นพร้อมกับร้องไห้โฮ
     “เขาเลิกกับฉันแล้วอัตสึโตะ เควินเลิกกับฉันแล้ว ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วยล่ะ”
     “ชินจิ” อัตสึโตะเสียงเครือ ชายหนุ่มกอดเพื่อนแน่น พร้อม ๆ กันนั้น ภาพหนึ่งก็แวบขึ้นมาในหัว เป็นภาพของมานูเอลกอดกับคัธรินเมื่อคืนนี้ มานูเอลไม่พูดอะไร ไม่อธิบายอะไรทั้งนั้นจนอัตสึโตะเริ่มรู้สึกเครียดและกังวลขึ้นมาเหมือนกัน
     หรือเขาต้องกลายเป็นอย่างนี้ในไม่ช้า
     น้ำตาที่ไม่เคยไหลตั้งแต่เกิดเรื่องของอัตสึโตะก็ไหลออกมาในตอนนี้ แล้วชายหนุ่มก็ร้องไห้โฮตามเพื่อนไปด้วยอีกคน
     “ฉิบหายแล้ว ทำไมเจ้าอัตสึโตะไปร้องตามเขาด้วยยังงั้นละวะเนี่ย” มายะเกาหัวแกรก
     “เฮ้ย อย่าร้องไห้สิ อะไรของพวกนายกันวะ เอาจริง ๆ ก็เพิ่งคบกันได้ไม่เท่าไหร่ ห้าเดือนแค่เนี้ย จะเสียใจทำไมมากมายก็ไม่รู้”
     มายะคิดว่าคำปลอบใจของเขาเข้าท่าแล้วทีเดียว แต่ชินจิกับอัตสึโตะหันขวับมามองเขาพร้อมกัน แต่ละคนหน้าบึ้งเหมือนยักษ์ แล้วเจ้าอัตสึโตะก็แยกเขี้ยวออกมาเป็นคนแรก
     “ไอ้มายะ หุบปากไปเลยนะ ไอ้คนไม่มีความละเอียดอ่อน”
     โดนคนอย่างอัตสึโตะด่าเอาว่าไม่มีความละเอียดอ่อนนี่มันเจ็บแฮะ
     “ใช่ เรื่องเวลามันไม่เกี่ยวสักหน่อย จะคบกันนานหรือไม่นานแล้วมันสำคัญยังไง ก็ฉันรักเขามาก นายจะไม่ให้ฉันเสียใจได้ยังไง นายนี่มันไม่เข้าใจอะไรเอาซะเลย”
     ชินจิแยกเขี้ยวขย้ำเขาต่อเป็นคนที่สอง แล้วทั้งสองคนก็กอดกันร้องไห้โฮ ๆ อีกรอบ
     มายะร้องเฮ้อออกมาดัง ๆ
     “แล้วตกลงข้าวเย็นเอายังไง มัวแต่ร้องไห้กันอยู่แบบนี้แล้วจะได้กินข้าวกันไหม เนี่ยซื้อของมาซะตั้งเยอะว่าจะมาทำสุกี้ยากี้กินกัน จะกินอยู่ไหมเนี่ย”
     “กิน!” อัตสึโตะพูดทันที ชินจิก็เอามือปาดน้ำตาป้อย ๆ
     “ฉันก็กิน นายซื้อเนื้อมาใช่ไหม แค่นี้มันไม่พอหรอกนะ ฉันจะกินเนื้อ!” ชินจิจิกตาไปที่ถุงพลาสติกที่เพื่อนวางไว้ไม่ไกลนัก อัตสึโตะก็สำทับมาอีกคน
     “นายไปซื้อเนื้อมาเพิ่มเดี๋ยวนี้เลยมายะ แล้วรีบกลับมาทำสุกี้ เร็วเข้า พวกฉันหิวแล้ว!”
     พูด (สั่ง) จบ ทั้งอัตสึโตะกับชินจิก็โผเข้าหากันแล้วเริ่มต้นร้องไห้ขึ้นมาอีกเป็นรอบที่สาม

     มายะรู้สึกว่าเขากำลังเป็นเพื่อนกับผู้ชายเสียสติสองคน
     อัตสึโตะดีหน่อยที่เมื่อได้ร้องไห้ระบายอารมณ์ออกมาแล้วก็รู้สึกดีขึ้น แต่หมอนั่นก็ยังมีความเครียดสะสมอยู่จนต้องระบายมันออกมาด้วยวิธีการเดิมคือ คว้าขนมทุกอย่างที่ขวางหน้าเข้าปาก
     มายะมองเพื่อนจิ้มเค้กเข้าปากไม่หยุดแล้วส่ายหน้า อัตสึโตะขยันชวนเขาเข้าร้านเบเกอรี่หรือไม่ก็ร้านกาแฟเหลือเกิน เข้ามาแล้วก็สั่งของหวานมาสวาปาม เพื่อนของเขากินขนมเยอะมากจนเขารู้สึกว่าแก้มของอัตสึโตะชักจะพองขึ้นทุกวัน ๆ ถึงแม้ว่าเค้กที่นี่มันจะเบา ๆ ไม่เข้มข้นหนักเนยหนักชีสเหมือนที่เยอรมนีก็เถอะ
     “จะกินเข้าไปให้มันได้อะไรขึ้นมา แค่ไอ้หมียักษ์นูเทลล่ามันไม่โทรมาอาทิตย์นึงแค่เนี้ย” มายะบ่น เรื่องนี้ก็อีก จู่ ๆ มานูเอลก็ไม่โทรมาหาอัตสึโตะเหมือนเคย ครั้งสุดท้ายที่คุยกันคือตอนที่อัตสึโตะบอกเรื่องที่ชินจิเลิกกับเควิน แล้วจากนั้นก็ติดต่อกับมานูเอลไม่ได้อีก เพื่อนของเขามันก็เลยยิ่งเครียด
     สปีดการกินของอัตสึโตะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทันทีที่มายะพูดจบ
     มายะคันปากอยากจะพูดอะไรบางอย่างออกมาจริง ๆ แต่เขาก็ต้องเงียบเอาไว้เพราะดันไปสัญญาเอาไว้แล้ว
     ส่วนชินจินี่แย่กว่าอัตสึโตะมาก ถึงแม้ว่าหมอนั่นจะยอมออกมาจากห้อง ไม่เอาแต่นั่งนิ่งทำท่าซังกะตายเหมือนโลกจะถล่มอย่างที่เคย แต่ชินจิก็เหมือนจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ชายหนุ่มยิ่งเงียบขรึม ไม่ค่อยพูดกับใคร และน้ำหนักลดลงอย่างเห็นได้ชัด แถมยังมีทัศนคติที่ติดลบกับความรักไปเลย ใครพูดอะไร ชินจิก็ไม่ฟัง สภาพของเขาแย่มาก แถมเวลานอยด์ขึ้นมาแต่ละที ชายหนุ่มดื่มทั้งเบียร์ทั้งเหล้า บางครั้งยังเห็นหยอดตู้บุหรี่ ทั้ง ๆ ที่ปกติไม่เคยทำ
     ชินจิทำให้ทุกคนเป็นห่วง จนมายะต้องมาปรึกษากับอัตสึโตะอยู่ในตอนนี้ ทุกคนอยากให้ชินจิตัดใจและทำใจให้ได้เพื่อจะได้เริ่มต้นใหม่ แต่ก็ดูท่าจะไม่ค่อยได้เรื่อง
     “โอ๊ย! พอแล้วอัตสึโตะ ห้ามสั่งเพิ่มอีกนะ! เราต้องมาคุยเรื่องชินจิไม่ใช่เหรอ”
     มายะร้องห้ามเมื่ออัตสึโตะทำท่าจะสั่งเค้กชิ้นใหญ่อีกหนึ่งชิ้น อัตสึโตะหน้ามุ่ยเมื่อโดนขัดใจ แต่ก็ยอมนั่งนิ่ง ๆ ฟังมายะพูด
     “หมอนั่นแย่ลงทุกวัน ๆ เราต้องทำอะไรสักอย่างนะ ปล่อยชินจิเป็นยังงี้ไม่ดีแน่ ๆ นี่ก็ไม่ได้ไปทำงานพิเศษแล้วใช่ไหมล่ะ”
     “แล้วจะทำยังไงล่ะ ชินจิมันเสียใจจนไม่ยอมทำอะไรทั้งนั้น ฉันพูดมันก็ไม่ค่อยจะฟัง”
     “พามันกลับบ้านเราที่คานาซาว่าดีไหมล่ะ กลับไปชมดอกไม้กัน ชินจิจะได้เปิดหูเปิดตา ไม่จมกับตัวเองเหมือนตอนนี้” มายะปรึกษา อัตสึโตะทำท่าคิด แล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย
     “ก็ดีเหมือนกันนะ ให้มันไปช่วยที่เกสต์เฮาส์สักสองสามวัน เจอคนเยอะ ๆ มันอาจจะดีขึ้นก็ได้”
     แต่อัตสึโตะก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่า
     “เอ แต่จะดีเหรอ มันเปิดเทอมแล้วนะตอนนั้นน่ะ”
     “ช่างเถอะ โดดเรียนไม่กี่วัน ถึงชินจิอยู่ที่นี่คิดว่ามันจะได้เรียนเหรอ นอยด์ขนาดนั้น ไปทำงานยังไม่ได้เลย” มายะว่า และอัตสึโตะก็เห็นด้วย
     ดังนั้นเมื่อตกลงกันได้ อัตสึโตะกับมายะก็เลยไปชวนชินจิ แต่ชายหนุ่มไม่ให้ความร่วมมือ ชินจิไม่อยากไปไหน ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น เขาจึงปฏิเสธเพื่อนอย่างรวดเร็ว แล้วกลับไปจมอยู่กับกระป๋องเบียร์เหมือนเดิม
     มายะมองหน้าอัตสึโตะ ฝ่ายหลังพยักหน้า
     ทั้งคู่กลับมาชวนชินจิอีกครั้งในอาทิตย์ต่อมา แล้วเมื่อชินจิยังทำท่าไม่สนใจอย่างเดิม แต่กลับปีนขึ้นเตียงยัดตัวลงใต้ผ้าห่ม อัตสึโตะก็ดึงผ้าห่มทิ้งและลากตัวเพื่อนลงจากเตียง
     “เฮ้ย พวกนายทำอะไร” ชินจิอุทานเมื่อถูกเพื่อนดึงแขนอย่างแรง ส่วนมายะก็ตรงไปลากกระเป๋าเดินทางใบเล็กของเขาออกมาแล้วเปิดตู้จับเสื้อผ้าของเขายัดลงไป
     “พานายไปคานาซาว่าไง มาเร็ว”
     อัตสึโตะลากตัวชินจิออกมาจากห้องโดยมีมายะลากกระเป๋าของอีกฝ่ายเดินตามมา
     ชินจิขัดเพื่อนไม่ได้จำต้องยอมตามมาด้วย ทั้งที่ในใจคิดว่าโตเกียวก็มีสถานที่ชมซากุระตั้งเยอะแยะเขายังไม่มีตาจะมองเลย แล้วให้ถ่อไปถึงคานาซาว่า ชายหนุ่มไม่คิดว่ามันจะช่วยอะไรได้หรอก ชินจิคิดแล้วหลับตา พิงพนักนั่งหลับอยู่บนไนท์บัสที่กำลังแล่นออกจากสถานีชินจูกุ
     ไนท์บัสจอดเทียบท่าที่สถานีคานาซาว่าในตอนราว ๆ เจ็ดโมงเช้า มายะปลุกอัตสึโตะกับชินจิให้รีบลงมาจากรถเพราะรถบัสยังต้องแล่นต่อไปยังสถานีอื่นอีก ทั้งสามคนรับกระเป๋าเดินทางที่เจ้าหน้าที่หยิบออกมาส่งให้จากที่เก็บของด้านล่างตัวรถ แล้วมายะกับอัตสึโตะก็หันมาบอกชินจิว่า
     “ยินดีต้อนรับสู่คานาซาว่า”
     ชินจิมองรอบตัวด้วยความสนใจขึ้นมานิดหนึ่ง เขายังไม่เคยมาที่คานาซาว่ามาก่อนเลย และเท่าที่เห็นเมืองนี้ก็สวยงามพอดู
สถานีคานาซาว่ากว้างใหญ่เป็นทั้งสถานีรถไฟเจอาร์และด้านนอกมีป้ายรถบัสมากมายสำหรับรถบัสสายต่าง ๆ ที่แล่นภายในตัวเมือง แล่นไปนอกเมือง แล่นระหว่างเมือง และยังมีป้ายรถลูปบัสที่เป็นรถให้บริการนักท่องเที่ยวโดยจะวิ่งไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ของเมือง
     “ถ่ายรูปหน่อยไหมชินจิ” อัตสึโตะถามเมื่อเห็นเพื่อนแหงนหน้ามองประตูใหญ่หน้าสถานีคานาซาว่าซึ่งสร้างออกมาเป็นรูปร่างเหมือนขากลองญี่ปุ่น
     “เอ้อ..ไม่เป็นไรหรอก” ชินจิปฏิเสธ แต่อัตสึโตะไม่ยอม เขาขอให้คนที่เดินผ่านไปช่วยถ่ายรูปพวกเขาสามคนยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ของสถานีคานาซาว่าจนได้
     “เราไปที่เกสต์เฮาส์กันเลยดีกว่าเนอะ ชินจิจะได้พักผ่อน” อัตสึโตะชวน แต่มายะนิ่วหน้าน้อย ๆ
     “นี่มันเช้าอยู่เลย จะดีเหรอ ประเดี๋ยวโดนโอจิซังด่า”
     “อาไม่ว่าหรอก ฉันโทรมาบอกเอาไว้แล้วว่าเราจะมาถึงราว ๆ นี้”
     “ยังไงก็เถอะ ฉันว่าหาอะไรกินรองท้องหน่อยดีกว่า เดี๋ยวสักแปดโมงค่อยเข้าไป”
     “อะไรของนาย กลัวอาฉันอยู่ได้ อาฉันใจดีจะตาย” อัตสึโตะบ่น แต่ก็ยอมเดินเข้าไปในตัวสถานีเพื่อหาซื้ออาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ จากร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
     เกสต์เฮาส์ของคุณอาของอัตสึโตะเป็นบ้านสองชั้นสีแดงเข้มตั้งอยู่ริมคลองเล็ก ๆ สายหนึ่งไม่ไกลจากสถานีคานาซาว่านัก ใช้เวลาเดินราว ๆ ห้านาทีก็ถึง
     ตอนที่พวกเขามาถึงเป็นหน้าซากุระบาน ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีเมฆเลยสักก้อน แต่อากาศในตอนเช้าก็ยังหนาวจนต้องสวมแจ็กเก็ตตัวหนา ทั้งสามคนเดินฝ่าอากาศหนาวมาจนถึงจุดหมาย
     อาของอัตสึโตะยืนคอยรับอยู่แล้วที่หน้าบ้าน เขาโบกมือเมื่อเห็นหลานชาย
     “มาซากิจิซัง” อัตสึโตะเรียกด้วยความดีใจ แล้วตรงเข้าไปกอด มาซากิกอดตอบพร้อมกับตบหลังตบไหล่หลานชายด้วยความเอ็นดู เขาเป็นผู้ชายวัยกลางคนร่างสันทัดสูงพอ ๆ กับอัตสึโตะ แต่หน้าตาไม่เหมือนกันเลย มาซากิหน้าตาจืด ๆ แบบคนญี่ปุ่นทั่วไป สวมแว่นตากลม ๆ เวลายิ้มตาที่ตี่อยู่แล้วจะหยีลงจนเหมือนกับเป็นเส้นตรง และตอนนี้ตาตี่ ๆ ของเขาก็ตวัดมามองเพื่อนของหลานชาย
     “อ้าว มาด้วยรึ เจ้าเด็กแสบมายะ”
     มายะรีบโค้งทักทายอย่างรวดเร็ว ท่าทีของเขาเกรง ๆ อาของอัตสึโตะมาก ก็จะไม่ให้เกรงได้อย่างไร เห็นหน้าคุณอายิ้ม ๆ ใจดีอย่างนั้นความจริงโหดจะตาย ตอนเขาเด็ก ๆ แค่เขาวิ่งตึง ๆ จนบ้านสะเทือนเข้าไปในเกสต์เฮาส์เพื่อชวนอัตสึโตะไปเล่นด้วยกันแค่นี้เอง แต่กลับโดนคุณอาดุเสียใหญ่โต แล้วใช้เขาทำความสะอาดเกสต์เฮาส์ทั้งหลัง เขาต้องขัดเตียงไม้ทั้งหมดให้ขึ้นเงาจนเจ็บมือไปหมด
     “อาครับ นี่เพื่อนผม ชินจิ คนที่ผมเล่าให้อาฟังที่จะมาอยู่ด้วยสองสามวันน่ะครับ”
     ชินจิรีบโค้งทักทายอีกคน มาซากิบอกอย่างใจดีว่า
     “สวัสดีชินจิคุง เรียกฉันว่าอาเหมือนเจ้าพวกนี้ก็ได้นะ เอาล่ะ เข้ามาข้างในก่อนสิ แต่เสียงดังมากไม่ได้นะ ส่วนใหญ่แขกยังไม่ตื่นกันเลย”
     อาของอัตสึโตะเลื่อนประตูบานเลื่อนเปิดให้เพื่อนของหลานชายเดินตามเข้ามาข้างในบ้าน
     เกสต์เฮาส์ของมาซากิมีสองชั้น ดูจากข้างนอกเหมือนกว้าง แต่ข้างในมีพื้นที่จำกัดเหมือนบ้านในญี่ปุ่นทั่วไปจึงต้องใช้พื้นที่ใช้สอยทุกตารางเซ็นติเมตรให้คุ้มค่า เมื่อเปิดประตูเลื่อนด้านนอกเข้าไปจะเจอกับเค้านท์เตอร์รีเซปชั่นขนาดเล็กแค่พอดีคนคนเดียวนั่งก่อนอื่น และหลังเค้านท์เตอร์มีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ หล่อนตัดผมสั้นและมีรอยยิ้มที่สดใส
     “โอฮาโย่โกไซมัส”
     “มารุซัง สวัสดีครับ” อัตสึโตะทักทายด้วยความดีใจ มารุซังเป็นลูกจ้างของเกสต์เฮาส์และทำงานอยู่กับอาของเขามาตั้งแต่เริ่มสร้างเกสต์เฮาส์แห่งนี้แล้ว หล่อนเป็นพี่สาวที่ใจดีของอัตสึโตะเสมอมา
     “เข้ามาก่อนสิ แต่ระวังหน่อยนะ”
     มาซากิกวักมือเรียกให้หลานชายและเพื่อน ๆ ถอดรองเท้าและเข้ามานั่งในห้องแบบญี่ปุ่นถัดไปจากเค้านท์เตอร์รีเซปชั่น ชายหนุ่มเลื่อนประตูที่คั่นอยู่ออก
     “ชินจิคุง ที่นี่เคยเป็นร้านกิโมโนเก่า บ้านหลังนี้อายุกว่าร้อยปีแล้ว เวลาเดินต้องระวังหน่อย อย่ากระแทกเท้าแรง ๆ หรือวิ่งไปวิ่งมา แล้วก็ห้ามลงไม้ลงมือกับบ้านนะ” มาซากิเตือน แล้วหันไปสำทับมายะ
     “เข้าใจใช่ไหม มายะคุง”
     มายะถึงกับสะดุ้งทันทีพร้อมกับรีบตอบรับอย่างรวดเร็ว
     “พวกเธอจะค้างกันที่นี่ใช่ไหม แต่ตอนนี้ของต้องวางไว้ในห้องนี้ก่อนนะ สาย ๆ ค่อยเอาไปเก็บ ตอนนี้ยังเช้าอยู่ เดี๋ยวจะกวนแขกคนอื่น” มาซากิพูด
     “เดินทางกันมาเหนื่อย ๆ จะล้างหน้าล้างตาหน่อยไหม เดี๋ยวฉันจะชงชาให้” มารุเสนอ และทุกคนก็ตอบรับ หล่อนจึงเดินนำทุกคนเข้าไปข้างใน
     ถัดจากห้องญี่ปุ่นที่เหมือนห้องนั่งเล่นและรับแขกไปในตัวแล้ว ด้านในก็เป็นห้องเดียวกว้าง ๆ ทางด้านขวามือมีชั้นวางหนังสือนำเที่ยวญี่ปุ่นและคานาซาว่าอยู่ใต้หน้าต่าง หลังชั้นวางของมีของที่ระลึกชิ้นเล็กชิ้นน้อยวางเรียงกันอยู่ มีโอริกามินกกระเรียนตัวเล็ก ๆ และตู้ปลาที่มีปลาทองว่ายอยู่สองสามตัว กับกระถางต้นไม้เล็ก ๆ อีกกระถางหนึ่ง บนพื้นเสื่อตาตามิหน้าชั้นหนังสือวางโต๊ะกลมตัวเล็กสองตัวติดกันพร้อมเบาะนั่งเพื่อเอาไว้ให้แขกนั่งรับประทานอาหารหรือนั่งคุยกัน ตรงมุมห้องด้านหนึ่งวางคอมพิวเตอร์พร้อมพริ้นเตอร์หนึ่งเครื่อง มุมในสุดของห้องทางด้านขวาเป็นตู้เย็นและชั้นเล็ก ๆ วางแก้วน้ำ ถ้วยน้ำชา กาน้ำ กระติกน้ำ และชาชนิดต่าง ๆ กับกาแฟให้แขกชงดื่มได้ฟรี
     ทางด้านซ้ายมือเป็นตู้ล็อกเกอร์หยอดเหรียญเล็ก ๆ สำหรับให้แขกเก็บของมีค่า ถัดไปเป็นห้องพักรวมหญิงชายที่มีเตียงสองชั้นสี่เตียง และมีบันไดขึ้นชั้นสองสองทาง ด้านซ้ายมือเป็นทางขึ้นไปยังห้องพักแบบไพรเวตที่พักได้สามคนหนึ่งห้องกับห้องนอนของมารุ และบันไดทางด้านขวาเป็นทางขึ้นไปยังห้องนอนรวมสำหรับผู้หญิง มีเตียงสองชั้นสองเตียง พักได้สี่คน พร้อมกับห้องน้ำหนึ่งห้อง รวมทั้งหมดแล้วเกสต์เฮาส์เล็ก ๆ แห่งนี้พักได้ทั้งหมดสิบห้าคน
     “ห้องน้ำอยู่นั่นจ้ะ ตามสบายนะ” มารุชี้ให้ชินจิดูห้องน้ำเล็ก ๆ ที่อยู่ถัดจากตู้เย็นและชั้นวางเครื่องดื่ม ตัวคนพูดเข้าไปในครัวเล็ก ๆ ที่ติดกับบันไดขึ้นห้องนอนรวมหญิง ห้องครัวเป็นทางผ่านไปห้องอาบน้ำเล็ก ๆ และมีเครื่องซักผ้ารวมทั้งอ่างล้างหน้าติดผนังอัดแน่นกันอยู่ในนั้น อัตสึโตะเดินตามมารุเข้าไปในครัวเพื่อล้างหน้าที่อ่างล้างหน้า ส่วนชินจิเดินเข้าไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ
     มารุยกน้ำชาที่ชงเผื่อทุกคนมาตั้งไว้ให้ที่ห้องนั่งเล่นด้านหน้า ชินจิออกจากห้องน้ำและแวะล้างหน้าล้างตาที่อ่างล้างหน้าในครัวแล้วตามมาสมทบกับคนอื่น ๆ เป็นคนสุดท้าย ชายหนุ่มได้ยินเสียงอัตสึโตะออดคุณอาอยู่พอดี
     “โห มายังไม่ทันจะได้พักก็ถูกใช้ทำงานแล้วเหรอ ใจร้ายจัง”
     “หึหึ ไม่ต้องเสียค่าที่พักก็ต้องทำงานแลกสิ” มาซากิว่า แล้วหันไปทางมายะ
     “จริงไหมมายะคุง”
     “ครับผม” มายะรับคำพร้อมกับนั่งตัวตรงทื่อทันที
     “ชินจิคุง เข้ามา ๆ กำลังคุยกันอยู่พอดี ชินจิคุงก็จะช่วยอาทำงานด้วยใช่ไหม”
     ชินจิงงเพราะไม่เคยรู้เรื่องข้อตกลงอันนี้มาก่อน แต่เขาก็โค้งรับอย่างสุภาพ พร้อมกับนั่งลงบนเบาะนั่งที่มารุเลื่อนมาให้
     “ไม่มีอะไรมากหรอกก็แค่ช่วยอากับมารุซังดูแขกเท่านั้นเอง แขกอาจจะถามข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวหรือขอให้เราช่วยจองรถบัส จองตั๋วรถไฟ หรือจองร้านอาหาร เราก็ช่วยตามที่แขกขอร้อง ตอนกลางวันช่วงที่เกสต์เฮาส์ปิดพักระหว่างเที่ยงถึงบ่ายสามก็ช่วยมารุซังทำความสะอาด แค่นี้เอง” มาซากิพูดจบก็หันไปปิดท้ายที่มายะตามเคย
     “ทำได้ใช่ไหมมายะคุง”
     “ได้ครับผม” มายะเหงื่อตกขณะที่ตอบรับเสียงอ่อย ๆ
     “ตอนค่ำล่ะครับ ถ้าไม่มีอะไรต้องทำ ผมจะได้พาชินจิไปดูซากุระที่สวนเคนโระคุเอง” อัตสึโตะถามเนื่องจากบางครั้งที่เกสต์เฮาส์แห่งนี้ก็จะจัดกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แขกทำ เช่น หัดพับโอริกามิ หัดเขียนพู่กันญี่ปุ่น หรือมีปาร์ตี้น้ำชาเพื่อให้แขกสนุกสนานและสนิทสนมกัน
     “ตอนนี้ยังไม่มีอะไรหรอก” มาซากิตอบ
     สายหน่อย แขกที่มาพักทยอยกันตื่น เกสต์เฮาส์ของมาซากิค่อนข้างมีชื่อเสียงในหมู่นักเดินทางต่างชาติ ในบ้านเล็ก ๆ สีแดงเข้มหลังนี้จึงมีนักเดินทางจากทั่วโลก ส่วนใหญ่เดินทางคนเดียวหรือมาเป็นคู่ มากที่สุดก็ไม่เกินสามคนเนื่องจากจำนวนที่พักมีไม่มากนัก ภาษาที่ใช้เป็นภาษากลางคือภาษาอังกฤษ ทั้งมาซากิและมารุพูดภาษาอังกฤษได้ดีมากทั้งคู่
     แขกส่วนใหญ่ที่มาพักมักจะนอนคืนเดียวหรือไม่ก็สองคืน ไม่ค่อยมีใครพักนาน ๆ แขกที่มาพักจึงหมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันไปเรื่อย ๆ แต่บ่อยครั้งที่มาแล้วก็มักจะมาอีกเพราะติดใจความเป็นมิตรของเกสต์เฮาส์เล็ก ๆ แห่งนี้
     มาซากิให้หลานชายกับเพื่อนเอากระเป๋าไปเก็บที่ห้องพักซึ่งเป็นห้องนอนรวมหลังจากที่แขกเช็คเอาท์ออกไปแล้ว ที่พักแบบเกสต์เฮาส์แบบนี้ราคาถูก เตียงละประมาณ 2700 เยน แต่แขกที่มาพักก็จะต้องช่วยตัวเองด้วยการปูเตียงเอง
     “นายไม่กลับไปนอนที่บ้านเหรออัตสึโตะ” ชินจิถามขณะที่ช่วยกันปูเตียงอยู่ในห้องที่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่อีกนอกจากพวกเขาสามคน
     “ไม่ล่ะ ก่อนกลับค่อยแวะไปที่บ้านก็ได้ ฉันนอนที่นี่กับนายดีกว่า” อัตสึโตะว่า เขาปูเตียงอย่างคล่องแคล่วเพราะคุณอาเคยสอนซึ่งเป็นงานบ้านอย่างเดียวที่เขาทำได้ดี
     “ลำบากนายจริง ๆ” ชินจิพึมพำ
     “บ้า คิดมาก ลำบากอะไร ฉันอยากให้นายมาเที่ยวผ่อนคลายบ้าง เดี๋ยวเย็นนี้ไปเดินเล่นกันที่สวนเคนโระคุเองกับสวนปราสาทคานาซาว่า ซากุระสวยมาก ๆ เลย แถมวันนี้วันเสาร์ มีไลท์อัพด้วย อาคารต่าง ๆ ในเมืองติดไฟสวยมากเลย นายต้องชอบแน่ ๆ”
     อัตสึโตะชวนอย่างกระตือรือร้นซึ่งชินจิก็เพียงแต่รับคำด้วยท่าทีเนือย ๆ
     วันนั้นชายหนุ่มไม่ค่อยได้ช่วยอะไรที่เกสต์เฮาส์มากนักเพราะมีอัตสึโตะ มายะกับมารุช่วยกันสามคนก็เพียงพอแล้ว ชินจิจึงนั่งอยู่ในห้องรับแขกใกล้กับเค้านท์เตอร์รีเซปชั่น อ่านนิตยสารบ้างหรือคุยกับแขกบางคนบ้างไปพลาง ๆ และเพราะว่าง เขาจึงสังเกตเห็นอัตสึโตะทำงานไปก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูไป แล้วก็จะทำหน้านิ่วโดยที่ไม่รู้ตัว
     “เป็นอะไรไปน่ะอัตสึโตะ มองโทรศัพท์แล้วทำหน้าแปลก ๆ รอโทรศัพท์จากมานูเอลรึไง” ชินจิถาม
     อัตสึโตะพยักหน้า
     “หายหัวไปสองอาทิตย์แล้ว ไม่รู้เป็นอะไรของมัน ไหนบอกจะโทรมาทุกวัน โกหกชัด ๆ” อัตสึโตะพูดด้วยความหงุดหงิด
     “หายไปแบบนี้ เขาจะทิ้งนายรึเปล่า”
     “ก็ลองทิ้งดูสิ พ่อจะตามไปชกหน้าถึงเบอร์ลินเลย” อัตสึโตะทำเสียงฮึ่มฮั่มพร้อมกับกำหมัดชกกับฝ่ามือของตัวเอง ชินจิยิ้มขม น้ำเสียงของเขาก็แสดงความขมขื่นออกมาอย่างชัดเจน
     “แต่มานูเอลเป็นคนดี ไม่เลวเหมือนเควิน เขาคงไม่ทิ้งนายหรอก”
     อัตสึโตะชะงัก มองเพื่อนด้วยความสงสาร แล้วเขาก็ไม่พูดเรื่องนี้อีกเพราะไม่อยากให้ชินจิสะเทือนใจ
     หลังจากช่วยมารุทำความสะอาดเกสต์เฮาส์ อัตสึโตะคิดว่าจะได้พัก ชายหนุ่มจึงโอดครวญเล็กน้อยเมื่อมาซากิเดินมาบอกหลานชายว่าให้ไปรับแขกของเกสต์เฮาส์ที่สถานีเจอาร์ด้วยในตอนบ่ายสามโมงครึ่ง
     “แล้วทำไมแขกเขามาเองไม่ได้ล่ะ เกสต์เฮาส์เราอยู่ใกล้สถานีนิดเดียวเอง ทางก็บอกในเว็บไซต์อย่างละเอียดยิบแล้วด้วย”
     “ก็เขาเพิ่งเคยมาญี่ปุ่นครั้งแรก ยังไม่ชินทาง พูดภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ได้ ไปรับเขาหน่อยน่ะอั๊ตจัง” มาซากิพูด อัตสึโตะหันขวับไปหามายะที่กำลังนั่งเช็ดกาน้ำชาและถ้วยชาเหยง ๆ ทันที
     “อย่าไปโยนให้มายะคุง อั๊ตจังนั่นแหละต้องเป็นคนไป” อาของชายหนุ่มรีบปราม อัตสึโตะจึงจำใจต้องไป แต่มิวายบ่นหงุงหงิง
     “ใครวะ อยากเห็นหน้าจริงวุ้ย ทางแค่นี้ก็มาไม่ถูก”
     มาซากิกระแอมทันทีเพราะการนินทาแขกนั้นเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง แล้วบอกต่อว่า
     “เขาจะรออยู่ที่กาน้ำชาหน้าสถานี เป็นฝรั่ง อั๊ตจังไปถึงก็เห็นเอง มากันสองคน”
     “คร้าบ คร้าบ ไปเดี๋ยวนี้แหละ”
     อัตสึโตะรับคำแล้วเปิดประตูเลื่อนออกไปนั่งใส่รองเท้าอยู่ที่ขั้นบันไดหน้าเค้านท์เตอร์ ลับหลังหลานชาย มาซากิหันมาทำมือเป็นเครื่องหมายโอเคกับมายะซึ่งฝ่ายหลังรีบโค้งขอบคุณอย่างรวดเร็ว
     “ตกลงมีเรื่องอะไรกันครับเนี่ย” ชินจิถามด้วยความไม่เข้าใจซึ่งทั้งเพื่อนและมาซากิก็เพียงแต่ยิ้มเท่านั้น

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 16 - update - 11.10.2014 page 4
«ตอบ #92 เมื่อ12-10-2014 07:46:24 »

     อัตสึโตะไม่ได้สนใจอะไรทั้งนั้น ใส่รองเท้าเสร็จก็ลุกขึ้นเปิดประตูบานเลื่อนหน้าบ้านออกไปข้างนอก ตอนออกไปเขาเดินสวนกับผู้หญิงตัวเล็กตัดผมสไลด์สั้นทำสีเป็นสีทองสว่าง สะพายเป้ใบใหญ่ ชายหนุ่มโค้งให้เป็นเชิงทักทายและหญิงสาวก็โค้งรับพร้อมกับยิ้มกว้างตอบทำให้ใบหน้าที่อ่อนเยาว์เหมือนเด็กยิ่งดูสดใสมากขึ้น แล้วหล่อนก็เปิดประตูเลื่อนเข้าไปข้างในพร้อมกับส่งเสียงทักเป็นภาษาญี่ปุ่นแปร่ง ๆ
     “คนนิจิวะ”
     อัตสึโตะไม่ได้ยินอะไรอีก ชายหนุ่มเดินจ้ำพรวด ๆ ไปตามทางที่ตรงไปยังสถานีเจอาร์คานาซาว่า
     ภายในเมืองแห่งนี้มีงานศิลปะประเภทรูปปั้นและรูปหล่ออยู่ตามมุมต่าง ๆ ในเมือง หน้าสถานีรถไฟก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีงานศิลปะแบบนี้อยู่ อัตสึโตะเดินข้ามลานกว้างขนาดใหญ่หน้าสถานีที่วางม้านั่งให้คนมานั่งพักผ่อนหรือรอรถบัสตามอัธยาศัยตรงไปยังรูปหล่อกาน้ำชาขนาดใหญ่ที่ฝังเอียง ๆ อยู่ในดินไปเกือบหมดเหลือพ้นพื้นออกมาแค่เพียงนิดเดียว
     “ฝรั่งสองคนเหรอ”
     อัตสึโตะพึมพำพลางกวาดตามองหา ก่อนจะสะดุดตากับร่างสูงใหญ่ของผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้ารูปหล่อกาน้ำชาพอดี อัตสึโตะตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ
     ผู้ชายชาวตะวันตกตัวใหญ่ ชาวเยอรมัน ผมสีทอง ตาสีฟ้า และรอยยิ้มที่อบอุ่นคุ้นตาอัตสึโตะเป็นอย่างมากกำลังโบกมือให้เขา
     “มานู”
     ชื่อที่ติดอยู่ในใจของอัตสึโตะเสมอมาหลุดออกมาจากปากของเขาอย่างแผ่วเบา
     เขาไม่รู้ว่าตัวเองทำไปได้อย่างไร แต่เขาก็ทำไปแล้ว ชายหนุ่มโถมตัวเข้าสู่อ้อมแขนของผู้ชายตัวใหญ่ตรงหน้าทันทีแล้วจูบที่ริมฝีปากโดยไม่สนใจผู้คนมากมายที่กำลังรอรถอยู่ที่ป้ายรถบัสหน้าสถานีที่พากันมองมาเป็นตาเดียว
     อัตสึโตะไม่เห็นสายตาอยากรู้อยากเห็นของผู้คนรอบตัวที่กำลังซุบซิบกัน เขาไม่เห็นแม้กระทั่งยูเลี่ยนที่ยืนทำหน้าทะเล้นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ใกล้ ๆ ชายหนุ่มมองแต่มานูเอลคนเดียว สองมือของเขาประคองหน้าของมานูเอลเอาไว้ขณะที่จ้องมองอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเอง
     “มานู นายมาได้ยังไงเนี่ย”
     “ก็คิดถึงเลยมาหา อยากมาคุยกับนายด้วย แต่ไม่อยากคุยทางโทรศัพท์ ก็เลยต้องมาที่นี่”
     “คุยเรื่องอะไร เรื่องดีหรือไม่ดี” อัตสึโตะหรี่ตา และมือของเขาก็สั่นโดยที่ไม่รู้ตัว แต่เมื่อมืออบอุ่นของมานูเอลเลื่อนมาซ้อนจับมือของเขาที่ยังประคองหน้าของอีกฝ่ายไว้และมานูเอลยังมีรอยยิ้มที่อบอุ่นอยู่ในหน้าแบบนี้ รวมทั้งสายตาอ่อนโยนที่ทอดมองมา อัตสึโตะก็รู้สึกใจชื้นขึ้นทันที
     “เอาน่ะ ไม่ใช่เรื่องที่นายกังวลอยู่ก็แล้วกัน ได้ข่าวว่ากินเค้กแทนข้าวอีกแล้วเหรอ” มานูเอลแหย่
     “นายรู้ได้ไง!” อัตสึโตะตาโต
     “แก้มยุ้ยขนาดนี้เดาได้ไม่ยากหรอก” มานูเอลหยิกแก้มคนตรงหน้าทันทีที่พูดจบ แล้วเขาก็ดึงตัวอัตสึโตะเข้ามากอดเอาไว้แน่นพลางบอกว่า
     “ขอโทษนะที่หายหน้าหายตาไปเลย แต่ต่อไปนี้จะไม่เป็นแบบนี้อีกแล้ว ฉันจะไม่ทำให้นายเป็นห่วงหรือว่าเสียใจอีก”
     อัตสึโตะซบหน้าลงกับอกกว้างของมานูเอลพร้อมกับที่ได้ยินเสียงหนักแน่นของอีกฝ่ายดังอยู่ใกล้ ๆ หูว่า
     “ฉันรักนายนะอัตสึโตะ”
     แล้วทั้งคู่คงจะกอดกันอย่างนั้นอยู่อีกนานถ้ายูเลี่ยนจะไม่เดินกระมิดกระเมี้ยนเข้ามาสะกิดเสียก่อน
     “ฉันว่าเราไปคุยกันที่อื่นดีกว่าไหม คือ คนมองกันทั้งสถานีแล้วนะ”

     อัตสึโตะไม่อยากจะรอจนกว่าจะกลับไปถึงเกสต์เฮาส์จึงดึงมือมานูเอลกับยูเลี่ยนเดินฝ่าสายตาผู้คนเข้าไปในร้านกาแฟชื่อดังที่อยู่ในห้างข้างสถานีรถไฟ เมื่อนั่งลงได้ ชายหนุ่มก็คาดคั้นคนรักทันทีให้เล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง
     “ฉันอึดอัดอยู่ตั้งนาน แถมนายก็หายหัวไปตั้งสองอาทิตย์ นายต้องบอกฉันมาให้หมด ทุกอย่างเลย!”
     ยูเลี่ยนเห็นสายตาเอาเรื่องของอัตสึโตะแล้วแขยง รีบลุกขึ้นทันที
     “เคลียร์กันเอาเองนะ ฉันไม่เกี่ยวนะอัตสึโตะ ไอ้พวกนี้มันบังคับฉันให้ทำ” พูดจบแล้วยูเลี่ยนก็ชิ่งอย่างรวดเร็ว พุ่งตรงไปเกาะเค้านท์เตอร์สั่งเครื่องดื่มแก้วใหม่
     มานูเอลยิ้มอ่อน ๆ โดยที่ไม่ระย่อกับสายตาคมกริบเอาเรื่องของคนที่กำลังจ้องเขาเขม็ง แต่เมื่อเขาเริ่มเล่าเรื่องทุกอย่าง สายตาของอัตสึโตะก็อ่อนลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเศร้าใจเมื่อทราบถึงการตัดสินใจของคัธริน
     “ทำไมคาธี่ต้องทำถึงขนาดนั้นด้วยล่ะ” อัตสึโตะถาม
     “ฉันพยายามเกลี้ยกล่อมเขาแล้ว แต่คาธี่ก็ไม่ยอม การทำแท้งที่เยอรมนีขึ้นกับผู้หญิงคนเดียว ถ้าผู้หญิงต้องการจะทำและมีใบรับรองก็สามารถทำได้ตามกฎหมาย คาธี่เขาตัดสินใจแล้ว เขายังไม่อยากเป็นแม่คนตอนนี้ ยิ่งเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ไม่มีสามี เขายิ่งไม่ต้องการจะเป็น”
     “น่าสงสาร” อัตสึโตะพึมพำด้วยความรู้สึกไม่สบายใจจนมานูเอลต้องเอื้อมมือมากุมมือของเขาเอาไว้เพื่อปลอบใจ แต่อัตสึโตะกลับดึงมือออก แล้วทำหน้ามุ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
     “แต่นายต้องหายหน้าไปตั้งสองอาทิตย์ด้วยเหรอ”
     “ขอโทษที พอเคลียร์เรื่องทุกอย่างได้ ฉันก็อยากจะมาเจอนายที่นี่มาก ๆ ก็ต้องเสียเวลานิดหน่อยจัดการพวกเรื่องเอกสาร ตั๋วเครื่องบินอะไรพวกนี้ และจริง ๆ ก็อยากเซอร์ไพรซ์นายด้วยแหละก็เลยขอมายะไม่ให้บอกนาย”
     “อ้อ ไอ้เจ้ามายะร่วมมือด้วยอีกคนใช่ไหมเนี่ย งั้นที่หลอกฉันมาเจอนายที่นี่ก็มันสินะ”
     อัตสึโตะกัดฟันกรอด
     “อัตสึโตะ ไม่โกรธฉันนะ” มานูเอลยิ้มหวานง้อพร้อมกับเอื้อมมือไปกุมมืออัตสึโตะไว้อีกครั้ง ในตอนนี้เมื่อไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ทุกอย่างก็แลดูจะสดใสไปหมดจนอัตสึโตะที่อยากจะงอนต่ออีกหน่อยก็ยังไม่สามารถฝืนใจทำได้ ยิ่งเมื่อมานูเอลหยิบเอากล่องสังกะสีบรรจุลูกอมเป๊ปเปอร์มิ้นท์มายื่นส่งให้พร้อมกับบอกว่า
     “ของขวัญวันไวท์เดย์ย้อนหลังของนาย”
     หน้างอ ๆ ของอัตสึโตะเปลี่ยนมาเป็นยิ้มกว้างในทันที แล้วก็โถมทั้งตัวเข้ากอดมานูเอลอีกครั้งจนเก้าอี้ที่ตัวเองนั่งอยู่หงายหลังล้มโครมลงกับพื้น เสียงเก้าอี้ดังจนเรียกสายตาทุกคู่ให้หันมามองได้
     ที่เค้านท์เตอร์ ยูเลี่ยนได้เครื่องดื่มแก้วใหม่แล้ว ชายหนุ่มโคลงศีรษะมองเพื่อนสองคนที่กอดกันกลมกลางร้านกาแฟโดยไม่แคร์สายตาคนทั้งร้านด้วยความอ่อนอกอ่อนใจเต็มทีพลางบ่นพึมพำกับตัวเองว่า
     “ไอ้สองคนนี้มันจะรักกันเงียบ ๆ บ้างไม่ได้เลยรึไงวะ”

ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6868
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-80
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 16 - update - 12.10.2014 page 4
«ตอบ #93 เมื่อ12-10-2014 08:24:32 »

จบเรื่องเสียที เหลือแต่ชินจินี่แหละ

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 16 - update - 12.10.2014 page 4
«ตอบ #94 เมื่อ12-10-2014 12:35:41 »

บทที่ 17 (end)

     เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังให้ได้ยินทันทีที่อัตสึโตะ มานูเอลและยูเลี่ยนเดินมาถึงที่เกสต์เฮาส์ มานูเอลมองบ้านสองชั้นสีแดงเข้มด้วยความสนใจขณะที่อัตสึโตะบอกยิ้ม ๆ ว่า
     “ตอนเย็น ๆ เกสต์เฮาส์เราค่อนข้างเสียงดัง อาฉันมักจะเป็นหัวโจกนำแขกคุยเล่นกันยังงี้ล่ะ”
     ชายหนุ่มเปิดประตูบานเลื่อนเข้าไปพร้อมกับส่งเสียงว่า
     “ทาดาอิมะ”
     “โอไกริ กลับมาแล้วเหรออั๊ตจัง เจอแขกไหม” มารุโผล่หน้าจากประตูเลื่อนมาทัก แสดงว่าทุกคนรวมกันอยู่ในห้องนั่งเล่นหลังประตูกันหมด
     “เจอสิครับ เซอร์ไพรซ์มากด้วย” อัตสึโตะพูดพลางขยับตัวให้เพื่อนสองคนของเขาเข้ามา ทางเดินหน้ารีเซปชั่นไม่กว้างมากและเมื่อมีฝรั่งตัวใหญ่สองคนยืนอยู่แบบนี้ก็ยิ่งคับแคบ อัตสึโตะจึงรีบถอดรองเท้าแล้วเข้าไปในห้อง
     “โอไกริ อั๊ตจัง” มาซากิทักหลานชายพร้อมกับยิ้มกว้างขวาง แต่หลานชายทำหน้างอใส่ด้วยความงอน
     “ผมไม่ยักรู้ว่าอาร่วมมือกับไอ้มายะหลอกผมด้วย”
     “ทำมาเป็นงอน ความจริงก็ดีใจล่ะว้า” มายะอดจิกกัดด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้ แต่พูดจบเขาก็ขยับตัวไปหลบหลังชินจิเผื่อกรณีที่อัตสึโตะมันจะเอาอะไรขว้างใส่เขาขึ้นมา มันจะได้ไม่กล้า
     อัตสึโตะชี้หน้าเป็นการคาดโทษ ขณะที่ชินจิที่ทำหน้าที่เป็นโล่ห์ให้มายะอยู่เพียงยิ้มนิด ๆ แต่ก็เป็นรอยยิ้มที่เศร้าอย่างน่าใจหายจนคนที่นั่งข้าง ๆ อีกด้านหนึ่งสังเกตเห็นอย่างไม่ยากเย็นนัก
     มานูเอลกับยูเลี่ยนตามเข้ามาสมทบหลังจากลงทะเบียนเข้าพักกับมารุเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้จึงเป็นเวลาสำหรับทำความรู้จักกันซึ่งคนที่เข้าพักที่เกสต์เฮาส์แห่งนี้จะได้รับการแนะนำให้รู้จักกันทุกคนเพื่อเป็นการกระชับมิตรภาพ
     “นี่มานูเอลซัง ยูเลี่ยนซัง จากเยอรมนี แต่ทุกคนคงรู้จักกันอยู่แล้วเนอะ” มารุแนะนำยิ้ม ๆ
     “ว้าว เยอรมนี อย่างนี้ก็เหมือนงานเลี้ยงรุ่นเลยสิเนี่ย เรามีนักเรียนเก่าเยอรมนีอีกคนนึง นี่นุ่นซัง จากประเทศไทย”
     มาซากิแนะนำคนอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในห้องซึ่งกำลังจิบชาและฟังทุกคนคุยกันด้วยรอยยิ้ม เป็นผู้หญิงตัวเล็กตัดผมสไลด์สั้นทำสีทองสว่างที่เดินสวนกับอัตสึโตะเมื่อตอนที่เขาออกไปรับมานูเอลกับยูเลี่ยนนั่นเอง
     “สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก” หล่อนทักทายพร้อมกับโค้ง จากนั้นเปลี่ยนลิ้นเป็นภาษาเยอรมันอย่างคล่องแคล่วพอสมควร
     “มาซากิซังบอกว่ามีหลานชายเรียนที่เยอรมนีเหมือนกัน คืออัตสึโตะซังใช่ไหมคะ”
     “ใช่ครับ นี่เพื่อนผม มานูเอลกับยูเลี่ยน เรียนด้วยกันที่เบอร์ลิน” อัตสึโตะแนะนำ
     “แนะนำว่าเป็นแฟนก็ได้สำหรับไอ้คนแรกเนี่ย ไม่มีใครว่าอะไรสักหน่อย” มายะสอดขึ้นทันทีจากข้างหลังชินจิทำให้ทุกคนที่ได้ยินหัวเราะชอบใจ รวมทั้งหญิงสาวจากประเทศไทยด้วย
     อัตสึโตะยกมะเหงกใส่มายะยิ่งทำให้ทุกคนยิ้มขำ
     “นุ่นซังเรียนที่เบอร์ลินด้วยรึเปล่าครับ” มานูเอลชวนคุยด้วยความสนใจ เขาเรียกตามที่มารุแนะนำและเปลี่ยนเป็นพูดภาษาอังกฤษเพื่อให้มารุกับมาซากิเข้าใจด้วย
     “ไม่ใช่ค่ะ ฉันเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนเทอมเดียวเท่านั้นเอง เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเล็ก ๆ ในเมืองเล็ก ๆ ทางตะวันตก แต่นานมากแล้วค่ะ สิบปีได้แล้วล่ะ”
     “โอ้โห นุ่นซังหน้าเด็กจัง ผมนึกว่ายังเรียนไม่จบซะอีก” อัตสึโตะอุทาน
     “เรียนจบนานแล้วค่ะ ฉันอายุเยอะแล้ว” หญิงสาวตอบยิ้ม ๆ
     “พวกเราก็เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนเทอมเดียวอยู่ที่เบอร์ลินครับ มีผม มายะ แล้วก็ชินจิ”
     นุ่นซังพยักหน้ารับ หญิงสาวหันไปยิ้มให้มายะ แต่สายตาจับอยู่ที่ชินจิเป็นพิเศษเพราะตั้งแต่เข้ามาที่นี่ หล่อนยังไม่เห็นสีหน้าอย่างอื่นนอกจากความเศร้าจากผู้ชายคนนี้เลย
     มารุวางใบปลิวแผ่นหนึ่งลงบนโต๊ะให้ทุกคนดู บอกว่า
     “คืนนี้มีเต้นโอะวะระ นากาชิที่ฮิงาชิจายะกาอิ พาเพื่อน ๆ ไปดูสิอั๊ตจัง”
     “เห มีวันนี้แล้วรึเนี่ย” อัตสึโตะหยิบใบปลิวขึ้นมาดู แล้วส่งให้มานูเอลดูต่อ
     “นี่มันเต้นแบบเดียวกับที่นายเต้นกับไอ้หน้าเต้าหู้ตอนงานอัดเว้นท์ใช่ไหม” ยูเลี่ยนที่ยื่นหน้าเข้ามาดูด้วยถาม แต่คนตอบเป็นมายะแทน
     “ใช่แล้ว ไอ้เด็กบ้า เดี๋ยวนายจะได้ดูของจริงล่ะคืนนี้”
     “แต่ยังไงฉันก็ชอบที่อัตสึโตะเต้นอยู่ดีแหละ ใส่ยูกาตะสีชมพูโคตรน่ารักเลยล่ะ” ยูเลี่ยนทำตาฝัน แต่อัตสึโตะรีบโวยวายดับฝันเขาทันทีเพราะความอาย
     “หุบปาก! พูดมากจริงไอ้พวกนี้ แล้วช่วยลืม ๆ ไปได้ไหม ไอ้ยูกาตะสีชมพูอะไรนี่ น่าอายจะตาย”
     “ฉันก็ว่าน่ารักดีออก เวลานายใส่ยูกาตะ น่ารักที่สุด” มานูเอลพูดบ้างและทุกคนก็เห็นอัตสึโตะยิ่งหน้าแดงขึ้นจนเหมือนจะระเบิดด้วยความขัดเขิน
     “งั้นดูเต้นเสร็จเราไปดูซากุระต่อที่สวนเคนโระคุเองกับสวนปราสาทคานาซาว่า” อัตสึโตะวางแผนและเป็นการเปลี่ยนเรื่องไปในตัว มาซากิก็เสริมหลานชายด้วยการเสนอว่า
     “ชมซากุระเสร็จก็ไปฉลองเลี้ยงรุ่นกันที่ร้านซูชิของโอจี้ซังสิ เดี๋ยวอาโทรไปจองเอาไว้ให้” มาซากิหมายถึงซูชิร้านโปรดที่เขากับครอบครัวชอบไปกินจึงรู้จักสนิทสนมกับเจ้าของร้านซึ่งเป็นคู่สามีภรรยาสูงวัยจนเรียกว่าคุณตาคุณยายได้
     “เย้ เดี๋ยวนายจะได้กินซูชิที่อร่อยที่สุดในโลก” อัตสึโตะบอกมานูเอล ก่อนจะหันไปชวนเพื่อนใหม่ด้วย
     “นุ่นซังไปด้วยกันนะครับ”
     เพื่อนใหม่จากประเทศไทยตกลงรับคำด้วยความยินดี จากนั้นทุก ๆ คนก็คุยกันในเรื่องต่าง ๆ อย่างสนุกสนาน
     ชินจินั่งเงียบมองบรรยากาศรื่นเริงตรงหน้าด้วยสายตาเนือย ๆ ใจเขาตอนนี้ยังไม่สามารถตอบรับความสนุกสนานใด ๆ ได้เลย แม้ว่าเพื่อน ๆ จะคุยหรือแหย่เล่นกันแค่ไหน ชายหนุ่มก็ยังยิ้มไม่ค่อยออกอยู่ดี สุดท้ายชินจิก็ทนนั่งอึดอัดอยู่ท่ามกลางความรื่นรมย์ไม่ไหวจึงลุกเดินออกไปข้างนอกเงียบ ๆ
     ชายหนุ่มเดินไปหยอดตู้บุหรี่ติดกับตู้เครื่องดื่มที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วเดินกลับมายืนพิงราวสะพานเล็ก ๆ ข้างบ้าน จุดบุหรี่สูบ
     “ขอบุหรี่สักมวนได้ไหมคะ”
     ชินจิสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงดังอยู่ข้างตัว แต่หันไปก็เห็นเพื่อนใหม่จากประเทศไทยยืนยิ้มอยู่ เขาจึงเปลี่ยนบุหรี่ที่คีบอยู่ไปไว้ที่มืออีกข้างหนึ่งเพื่อไม่ให้ควันเข้าหน้าหญิงสาว แล้วส่งซองบุหรี่ให้ นุ่นซังหยิบบุหรี่ไม่ถนัด หล่อนจึงหยิบไปทั้งซอง แต่เมื่อหยิบออกมาได้มวนหนึ่ง หญิงสาวก็ไม่ได้ส่งซองบุหรี่คืนให้ หากยื่นมวนบุหรี่ในมือไปขอจุดกับไฟแช็คของชินจิแทน แล้วเมื่อหล่อนเริ่มสูบ หญิงสาวก็สำลักทันที ไอขลุกขลักจนหน้าดำหน้าแดง
     “นุ่นซัง เป็นอะไรรึเปล่าครับ” ชินจิตกใจ เขาโยนบุหรี่ทิ้ง เอาเท้าขยี้จนดับ แล้วเข้ามาดูหญิงสาว
     นุ่นซังโบกมือ แต่ยังไออยู่ สักพักจึงพูดออกมาได้
     “ไม่ไหวจริง ๆ ด้วยแฮะ” หล่อนพึมพำก่อนจะยิ้มแหย “ฉันสูบบุหรี่ไม่เป็นหรอก ได้แต่พ่นควันเล่น ๆ ถ้าเกิดอยากจะอัดควันขึ้นมาก็จะเป็นอย่างนี้แหละ”
     “แล้วคุณสูบทำไมครับเนี่ย” ชินจิงง
     “ก็อยากให้ตัวเองดูแรง ๆ ดูร้าย ๆ ดูแบบไม่แคร์เว้ย อะไรยังงี้น่ะ ฉันน่ะเริ่มลองสูบมันดูหลังจากโดนผู้ชายทิ้ง ก็เมื่อสิบปีที่แล้วนั่นแหละ ตอนนั้นนะเสียใจสุด ๆ แล้วก็เริ่มทำตัวประหลาด ๆ อย่างสูบบุหรี่ แต่ทำยังไงก็สูบไม่ได้ สำลักควันเรื่อย ได้แต่พ่นเล่น ๆ ฉันโดนเพื่อนด่าจนหูชาทุกวันว่าสูบไม่เป็นจะไปริสูบให้มันได้อะไรขึ้นมา มันดูโคตรงี่เง่าเลย อยากสูบ แต่ดันสูบไม่เป็น แล้วตอนหลังฉันก็เลยด่าตัวเองด้วยว่าจริงว่ะ โคตรงี่เง่าจริง ๆ ด้วย สุดท้ายก็เลยเลิกสูบ”
     หญิงสาวเล่าด้วยความขบขัน
     “คุณอกหักด้วยเหรอ”
     “ใช่ ก็ไปเจอกันตอนไปเรียนที่เยอรมันนี่แหละ ตอนนั้นไม่รู้ว่าอะไรเข้าสิง หลงรักมันหัวปักหัวปำ ใครพูดอะไรก็ไม่เชื่อเหอะ”
     “ผมก็รักเขาหัวปักหัวปำเหมือนกัน ใครพูดก็ไม่เชื่อ” ชินจิพึมพำ
     “ใครพูดกับคุณก็คงไม่โหดเท่าของฉันหรอก” หญิงสาวบอกยิ้ม ๆ “ฉันโดนอาจารย์ที่ปรึกษาเลยจ้า โหดมาก ปกติเขาไม่เข้ามายุ่งกันหรอกนะเรื่องส่วนตัวแบบนี้ แต่ฉันก็ไม่เชื่อ พูดแล้วก็ขำ สมัยนั้นนี่เปรี้ยวเหอะ ใครพูดอะไรก็ไม่ฟัง ดื้อมาก มั่นมาก ไม่รู้ว่าไปเอาความมั่นใจแบบนั้นมาจากไหนสิน่า”
     “โห ขนาดนั้นเลยเหรอครับ” ชินจิออกจะทึ่ง และเขาก็เริ่มสนใจขึ้นมา
     “ช่าย” หญิงสาวลากเสียง แล้วหล่อนก็นั่งลงบนพื้นถนนโดยไม่สนใจว่าเสื้อผ้าจะเปื้อน ชินจิก็เลยนั่งลงอีกคนบนพื้นข้าง ๆ หล่อน
     “ขนาดตัวเองออกโรงเตือนเอง ยังไม่เชื่อเลยล่ะ มันมีลางสังหรณ์ แต่ฉันก็ไม่เคยฟัง แล้วชินจิซังเชื่อไหม ฉันน่ะเคยโดนทิ้งให้นั่งร้องไห้อยู่คนเดียวกลางหิมะเย็น ๆ ในเมืองที่ไม่รู้จักด้วยนะ ขนาดนั้นแล้วยังไม่ยอมเลิก คิดดูสิ ถามใคร ๆ แม้กระทั่งถามตัวเองตอนนี้ ทุกคนก็บอกว่าคงเลิกไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ไม่รู้ทนเข้าไปได้ยังไง ตลกดี”
     ชินจิมองหน้าหญิงสาว สีหน้าและดวงตาของหล่อนเต็มไปด้วยความร่าเริงและสนุกสนาน แทบไม่เห็นร่องรอยความโศกเศร้า แม้ว่าจะเป็นตอนที่นึกย้อนไปถึงความทรงจำที่เลวร้ายขนาดนั้น ชายหนุ่มก็เลยอดถามไม่ได้
     “คุณไม่เศร้าบ้างเลยเหรอ”
     “ใครบอกไม่เศร้า ตอนที่โดนผู้ชายทิ้งเป็นช่วงที่ฉันทำธีสิสพอดี ฉันนี่อ่านหนังสือไปร้องไห้ไปเลยนะ หนังสือพองทุกเล่ม เปียกแล้วแห้ง เปียกแล้วแห้งหลายรอบเพราะน้ำตา ทรมานมากเลยล่ะ เศร้าก็เศร้า แต่งานมันยังมี ชีวิตมันยังต้องเดินต่อไป ก็ร้องไห้ไปเดินไปทั้งยังงั้นแหละ”
     “คุณนี่เข้มแข็งจังเลยนะครับ”
     หญิงสาวส่ายหน้า
     “ไม่หรอกค่ะ ถ้าเข้มแข็งจริง ฉันคงไม่สติแตกทำอะไรให้เพื่อนด่าอยู่ตั้งนานหรอก แต่เวลาเป็นยาที่ดีที่สุดค่ะ เมื่อเวลามันผ่านไป มันก็ทำใจได้เอง ตอนนี้ฉันไม่เจ็บปวด ไม่เศร้าอีกแล้ว แม้ว่าจะเห็นรูปแต่งงานของเขา ฉันก็ไม่รู้สึกอะไร พูดแล้วก็ตลกอีกละ นึกไงไม่รู้ล่ะชินจิซัง จู่ ๆ ก็เอาชื่อเขาไปพิมพ์ใส่กูเกิ้ลซะงั้น แล้วเฟซบุ๊กของเขาก็กระเด้งขึ้นมา มีรูปแต่งงานเป็นรูปโปรไฟล์ ฉันนึกว่าตัวเองจะร้องไห้ แต่ไม่เลย มันก็แค่วูบขึ้นมาว่า อ้าว แต่งงานแล้วเหรอ แล้วก็จบ จบจริง ๆ นะ ฉันกดปิดหน้าต่างเสิร์ช กลับไปทำงานต่อ ไม่มีความรู้สึกอะไรแม้แต่นิดเดียว ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนเคยจะเป็นจะตายถึงขนาดสาบานกับตัวเองว่าจะไม่ลืมเขา ไม่อยากลืมว่าเราเคยรักกัน แต่ไอ้ความรู้สึกแบบนั้นมันหายไปตอนไหนก็ไม่รู้ค่ะ หายไปแบบสนิทเลยล่ะ เวลามันช่วยได้จริง ๆ”
     “ผมอยากทำให้ได้อย่างนั้นมั่งจัง”
     “คุณทำได้อยู่แล้วล่ะ ฉันเชื่อ แต่ตอนนี้คุณไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองก็ได้ คุณยังเศร้าอยู่ ก็ปล่อยให้มันเศร้าไปเถอะค่ะ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง ค่อยเป็นค่อยไป” นุ่นจับไหล่ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ
     “ผมไม่ชอบตัวเองตอนนี้เลย ผมไม่มีใจจะทำอะไรทั้งนั้น แล้วผมก็ยังอิจฉาเพื่อน อิจฉาอัตสึโตะกับมานูเอล ทำไมความรักของพวกเขาสมหวัง แล้วทำไมของผมไม่ มันมีแต่คำถามเต็มหัวว่าทำไม ๆ”
     “ก็ไม่แปลกอีกแหละค่ะ ฉันก็ถามตัวเองเหมือนคุณเหมือนกัน รอบตัวฉันน่ะ ไม่มีใครมีปัญหาเรื่องรักทางไกลสักคน และที่ฉันมาญี่ปุ่นครั้งนี้ก็ไม่ใช่มาเที่ยวอย่างเดียว ฉันมางานแต่งงานเพื่อนด้วย เพื่อนที่ฉันรู้จักที่เยอรมนีในตอนนั้น”
     หญิงสาวยิ้มให้ชินจิที่กำลังตั้งใจฟัง
     “มิยูกิจังเป็นเพื่อนสนิทของฉันที่โน่น เธอรักกับติวเตอร์ส่วนตัว คริสซัง แล้วก็คบกันมาตั้งแต่ตอนนั้น ผลัดกันไปอยู่ที่ญี่ปุ่นมั่งที่เยอรมนีมั่ง แล้วสิบปีผ่านไป พวกเขาก็ได้แต่งงานกัน ฉันเคยอิจฉามิยูกิจังมากเหมือนกัน มีคำถามว่าทำไมอยู่เต็มหัวเหมือนกัน แต่ตอนนี้ สิบปีผ่านไป ฉันเลิกถามคำถามพวกนั้นแล้ว เพราะฉันรู้ว่าเส้นทางของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน มิยูกิจังก็มีเส้นทางของเธอ ฉันก็มีเส้นทางของฉัน และฉันก็พอใจกับเส้นทางของฉันในตอนนี้ค่ะ ถึงแม้ว่าฉันจะต้องเดินไปบนเส้นทางสายนี้ตามลำพัง แต่ฉันก็เป็นสุขและมีอิสระมาก อยากทำอะไรก็ทำ นึกอยากจะเที่ยวญี่ปุ่นมันสักสองอาทิตย์ ฉันก็บินมาเลย ฉันว่าไม่มีใครจะมีความสุขเท่าฉันในตอนนี้แล้วล่ะค่ะ”
     นุ่นซังหยุดพูดเพราะได้ยินเสียงมายะตะโกนโหวกเหวกเรียกมาจากประตูหน้าบ้าน หญิงสาวหันไปโบกมือรับและลุกขึ้นพร้อมกับฉุดแขนชินจิให้ลุกขึ้นตามมาด้วย
     “ฉันลืมไปเลยมัวแต่พูดมาก ฉันอาสามาบอกคุณว่าเราจะไปที่ฮิงาชิจายะกาอิตอนหกโมงเย็นค่ะ ไปจองที่ดูเขาเต้นรำพื้นเมืองกัน ตอนนี้ก็ได้เวลาแล้ว ไปกันเถอะค่ะ”
     ชินจิเดินตามแรงจูงของเพื่อนใหม่ไปด้วยท่าทางที่เหมือนกับกำลังครุ่นคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่ ทั้งคู่เดินตรงไปทางด้านหลังบ้านที่มีรถของมาซากิซังจอดรออยู่
     นุ่นซังหยุดเมื่อเดินผ่านถังขยะ หญิงสาวชูซองบุหรี่ที่หล่อนยึดเอาไว้ให้เจ้าของดูก่อนจะหย่อนทิ้งลงถังไป พลางพูดสั้น ๆ ว่า
     “อย่างชินจิซังน่ะไม่เหมาะกับบุหรี่เลยสักนิด”

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 16 - update - 12.10.2014 page 4
«ตอบ #95 เมื่อ12-10-2014 12:43:16 »

     ระหว่างทางไปฮิงาชิจายะกาอิหรือย่านเกอิชาที่ใหญ่ที่สุดของเมือง ชินจิก็ยังคงเงียบขรึมอยู่ แต่รอบตัวของเขาไม่เงียบ ชายหนุ่มได้ยินเสียงอัตสึโตะเล่าโน่นเล่านี่ให้มานูเอลฟัง เสียงถกเถียงจิกตีกันของมายะกับยูเลี่ยน และเสียงแจ้ว ๆ ถามโน่นถามนี่ของหญิงสาวจากประเทศไทย สุดท้ายชายหนุ่มก็ต้องเลิกเงียบไปในที่สุดเพราะหญิงสาวข้างตัวของเขาคอยหันมาคุยกับเขาอยู่เรื่อย ๆ แค่นั้นยังไม่พอ เขายังต้องคอยระมัดระวังทุกสิ่งทุกอย่างให้เจ้าหล่อนด้วย
     ก็เห็นท่าทางคล่องแคล่วพูดจ๋อย ๆ ออกอย่างนั้นน่ะ ความจริงนุ่นซังโก๊ะและซุ่มซ่ามระดับเดียวกับอัตสึโตะเลยทีเดียว
     ชินจิปาดเหงื่อ ตอนที่เดินมาขึ้นรถ หลังจากทิ้งบุหรี่ทั้งซองของเขาลงไปในถังขยะ หล่อนก็สะดุดพื้นถนน ถ้าเขาไม่จับเอาไว้ทัน หัวของหล่อนก็คงพุ่งถลาเข้าไปในรถที่มาซากิซังเปิดประตูรออยู่ไปแล้ว ชายหนุ่มงงมากว่าหล่อนสะดุดได้อย่างไรทั้งที่พื้นถนนออกจะเรียบขนาดนั้น
     แล้วเมื่อกี้ เมื่อคุณอาของอัตสึโตะจอดรถให้ลงและบอกว่าข้ามถนนไปก็ถึงย่านเกอิชาแล้ว นุ่นซังก็ทำท่าจะข้ามถนนจริง ๆ แต่ผิดด้าน ชายหนุ่มต้องไปลากตัวหล่อนให้เดินตามคนอื่น ๆ มา
     เขาอดไม่อยู่จริง ๆ จนต้องถามหล่อนว่า
     “นุ่นซังเดินหลงทิศขนาดนี้ เวลาไปเที่ยวคนเดียว คุณทำยังไงเนี่ย”
     “ก็เดินไปหลงไป เดี๋ยวมันก็ถึงที่ที่เราอยากไปเองนั่นแหละ”  หญิงสาวตอบหน้าตาเฉย แล้วพูดไม่ทันขาดคำดีหล่อนก็ทำท่าจะเดินชนป้ายบอกรายละเอียดการแสดงที่ตั้งอยู่บนถนนมุ่งตรงสู่ฮิงาชิจายะกาอิ แต่ชินจิดึงตัวหล่อนให้หลบทัน
     การแสดงเต้นเริ่มต้นที่ลานกว้างกลางย่านเกอิชาซึ่งเป็นห้องแถวไม้เตี้ย ๆ แบบเก่า ในตอนกลางวันย่านนี้มีร้านน้ำชาและขนมเปิดขาย และยังมีพิพิธภัณฑ์ที่แสดงข้าวของ เครื่องดนตรีและเรื่องราวของเกอิชา ส่วนตอนกลางคืน อาคารบ้านเรือนจะติดไฟสว่างเพราะเป็นจุดแสดงไลท์อัพที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของเมือง ถ้าเป็นเวลาปกติจะมีไกด์อาสาซึ่งเป็นคนสูงอายุพานักท่องเที่ยวเดินชมไฟและเล่าเรื่องราวของเกอิชาให้ฟัง แต่ภาษาที่ใช้เป็นญี่ปุ่นล้วน ๆ
     ชินจิตามประกบนุ่นซังไม่ห่าง เพราะย่านห้องแถวไม้แห่งนี้ค่อนข้างซับซ้อนวกวนเหมือนเขาวงกต เขาเองยังงง ๆ ทางอยู่เหมือนกัน ดังนั้นไม่มีปัญหาสำหรับนุ่นซัง ถ้าเขาคลาดสายตาเมื่อไร หล่อนเดินหลงแน่นอน ชายหนุ่มดันให้หญิงสาวที่ตัวค่อนข้างเล็กไปยืนอยู่ที่ด้านหน้าติดกับรั้วเชือกที่เจ้าหน้าที่เอามากั้นคนเอาไว้เพื่อให้หล่อนมองเห็นได้ชัด ตัวเขากั้นหล่อนเอาไว้จากคนอื่นอีกทีหนึ่งเพราะมีคนมารอชมการแสดงมากจนเบียดเสียดเยียดยัดกันอยู่พอสมควร
     เสียงดนตรีดังขึ้นพร้อมกับเสียงผู้ชมปรบมือ แล้วการแสดงก็เริ่มต้นขึ้น สาวน้อยหลายคนสวมชุดยูกาตะสีชมพูอมส้มสวมหมวกฟางปิดใบหน้าเต้นช้า ๆ คู่กับชายหนุ่มสวมเสื้อฮัปปิสีเข้มและหมวกฟาง
     “อัตสึโตะกับมายะเต้นยังงี้ตอนวันงานอัดเว้นท์” ชินจิเผลอเล่าออกมา
     “อัตสึโตะใส่ยูกาตะของผู้หญิง เต้นกับมายะ แต่หมอนั่นเต้นผิด มันก็เลยมั่ว ๆ ไปจนจบได้ มันแอบมาบอกผมทีหลังแล้วก็หัวเราะขำ บอกว่าไม่มีใครจับได้หรอกว่ามันเต้นผิด”
     “แล้วชินจิซังแสดงอะไรคะ”
     “ผมไม่ได้แสดงหรอก ร้องไม่ได้เต้นไม่ได้ ผมใส่ยูกาตะเฉย ๆ มีเพื่อน ๆ มาขอถ่ายรูปเยอะแยะ เขินสุด ๆ เลยครับตอนนั้นน่ะ”
     หญิงสาวยิ้มพร้อมกับบอกว่า
     “ฟังน่าสนุกจังนะคะ เป็นความทรงจำที่ดีจริง ๆ”
     “มันเศร้า” ชินจิพึมพำ
     “แต่มันเป็นความทรงจำที่ดีค่ะ”
     การแสดงรอบแรกจบลงไปแล้ว และเหล่านักแสดงต่างพากันเคลื่อนตัวไปยังสถานที่อื่น ๆ ในย่านเกอิชาแห่งนี้ต่อ พวกเขาจะเปลี่ยนที่เต้นไปเรื่อย ๆ จนเวียนครบรอบกลับมาที่เดิมในเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง
     “เราไปสวนเคนโระคุเองต่อเลยนะ” อัตสึโตะชวน
     “เดินไปหรือรอนั่งรถไลท์อัพบัส แต่เดินไปก็ไม่ไกลนะ สักสิบนาทีเท่านั้นเอง” มายะหารือ
     “เดินดีกว่า กว่ารถบัสจะมามันนานไป”
     ตกลงกันได้อย่างนั้นก็เริ่มออกเดินกัน ระหว่างทาง ทั้งหมดแวะฟังดนตรีในสวนที่เล่นกันอยู่ในศาลเจ้าในฮิงาชิจายะกาอินั่นเอง สวนของศาลเจ้าเปิดไฟสว่าง ปูผ้าปูผืนใหญ่สีฟ้าให้ผู้คนมานั่งฟังดนตรี ดอกซากุระในสวนของศาลเจ้าเป็นสีชมพูจางจนเกือบขาวสะท้อนแสงไฟเป็นประกายสวยงามจนแทบลืมหายใจ
     ทุกคนฟังเพลงกันจนเพลิน แต่ก็ต้องตัดใจเดินต่อไปยังสวนเคนโระคุเองซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก สวนแห่งนี้จัดว่าเป็นสวนที่สวยงามที่สุดหนึ่งในสามแห่งของญี่ปุ่น พระเอกของสวนคือตะเกียงหินสองขา ตามปกติจะต้องเสียค่าเข้าชมสวนสามร้อยเยน แต่ในหน้าซากุระบานอย่างตอนนี้ สวนเปิดให้เข้าชมฟรีและระหว่างทางขึ้นมายังสวนที่เป็นเนินย่อม ๆ ก็จะมีงานออกร้านตั้งซุ้มขายอาหารกันอย่างคึกคัก ผู้คนมากมายเดินกันขวักไขว่จนแทบไม่มีที่ว่าง
     ชินจิเดินตามนุ่นซังที่ทำท่าจะเดินชนคนโน้นคนนี้อยู่เรื่อย หล่อนหยุดดูทุกซุ้มแทบไม่ต่างจากอัตสึโตะที่ตอนนี้กำลังดึงมือมานูเอลให้เข้าไปซื้อองุ่นชุบไซรัปสีแดงเข้มมาเคี้ยวเล่นกรุบ ๆ แล้วหล่อนก็ซื้อไทยากิซึ่งใช้แป้งเค้กทอดบนเตาพิมพ์เป็นรูปปลาข้างในสอดไส้ถั่วแดงมาแบ่งกันกินกับเขา จากนั้นเดินตามคลื่นฝูงชนเข้าไปชมซากุระในสวน
     ในตอนกลางวันซากุระจะเป็นสีจาง ๆ แต่ในตอนกลางคืน สีอ่อน ๆ ของซากุระจะถูกขับให้เด่นขึ้นด้วยแสงไฟตัดกับท้องฟ้าสีเข้มของเวลากลางคืนทำให้บางครั้งจะมีความรู้สึกว่า ซากุระในตอนกลางคืนยิ่งดูสวยกว่าตอนกลางวันเสียด้วยซ้ำ
     “สวยจังเลยนะคะ” นุ่นซังแหงนหน้ามองซากุระต้นใหญ่ที่ออกดอกบานสะพรั่ง กลีบบางปลิวตามลมก่อนจะร่วงหล่นลงมาบนพื้น
     “ผมนึกถึงหิมะที่ตลาดคริสต์มาส เกล็ดหิมะก็ร่วงลงบนพื้นอย่างนี้เหมือนกัน แล้วก็มีคนเยอะแยะไปหมด ไม่ผิดกับตอนนี้เลย”
     “จริงด้วยสินะ ตลาดคริสต์มาส แล้วก็หิมะกับซากุระ มันสวยไม่ต่างกันจริง ๆ ค่ะ”
     ชินจิชะงักเมื่อเขารู้ตัวว่าเผลอไปคิดถึงอีกแล้ว
     “ชินจิซัง ช่วยกินหน่อยได้ไหม ฉันกินไม่หมดแล้ว เหลืออีกตัวเดียว คุณเอาท่อนหางไปนะ มีไส้ใส่ไว้เต็มมาถึงตรงนี้เลยล่ะ”
หญิงสาวไม่ปล่อยให้ชายหนุ่มมีเวลาคิดมาก ยื่นขนมที่หักเป็นสองท่อนส่งต่อให้ทันที
     ข้างตัวพวกเขา มานูเอลกำลังจับมือกับอัตสึโตะชมซากุระอยู่ด้วยกัน พวกเขาไปถ่ายรูปกับตะเกียงหินสองขามาแล้วก่อนที่จะเดินกลับมาหาเพื่อนและหยุดยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
     “ดูชินจิสดใสขึ้นนะ” อัตสึโตะสะกิดมานูเอล
     ชายหนุ่มละสายตาจากดอกซากุระมองตามไปเห็นชินจิกำลังกินขนมอยู่กับนุ่นซังก็ยิ้มออกมานิดหนึ่ง
     “ก็คนเขามีประสบการณ์คล้าย ๆ กัน คำพูดคำจาก็มีน้ำหนักมากกว่าเราอยู่แล้วล่ะ”
     “งั้นเราก็ไม่ต้องห่วงชินจิแล้วใช่ไหม”
     “แน่นอน ชินจิต้องดีขึ้นแน่ ๆ” มานูเอลรับรอง มือของทั้งสองคนที่เกาะกุมกันอยู่กระชับแน่นขึ้นอีกนิดและพากันชี้ชวนกันชมซากุระต่อ แต่ทั้งคู่ก็มีเวลาสงบสุขด้วยกันไม่นานเพราะยูเลี่ยนวิ่งหน้าตั้งมาฟ้องว่า
     “อัตสึโตะ ไอ้หน้าเต้าหู้มันจะผลักฉันลงเขา” ชายหนุ่มชี้ไปทางเนินที่ปลูกซากุระเรียงรายหลายต้นและจากตรงนั้นสามารถชมวิวของเมืองคานาซาว่าที่อยู่ต่ำลงไปเบื้องล่างได้
     “ก็เห็นทำท่าชะเง้อชะแง้นึกว่าอยากจะดูซากุระใกล้ ๆ ฉันก็เลยจะช่วยสงเคราะห์ให้ไง ไม่พอใจรึไงไอ้เด็กบ้า” มายะที่เดินตามมาติด ๆ โต้ตอบทันควัน
     “แล้วเมื่อกี้นะอัตสึโตะ มันยังจะผลักฉันตกสระด้วย” ยูเลี่ยนฟ้องไม่หยุด
     “อ้าว ก็นายอยากถ่ายรูปกับตะเกียงหินใกล้ ๆ ไม่ลุยน้ำเข้าไปแล้วมันจะใกล้ได้ไงวะ” มายะไม่ยอมเช่นกัน
     อัตสึโตะฟังแล้วอ่อนอกอ่อนใจ ชายหนุ่มขี้เกียจฟังต่อจึงดึงมือมานูเอลให้เดินตามเขาเพื่อไปยังปราสาทคานาซาว่าที่อยู่ตรงข้ามกับสวน
     ระหว่างสวนเคนโระคุเองกับปราสาทคานาซาว่ามีสะพานเชื่อมถึงกันและบนสะพานก็มีผู้คนมากมายกำลังถ่ายรูปกับซากุระและประตูอิชิกาวะม่อนซึ่งเป็นป้อมปราการสีขาว ปราสาทคานาซาว่าเป็นปราสาทสีขาวทรงยาว ไม่สูงเหมือนปราสาทอื่น ๆ ของญี่ปุ่น และเมื่อปราสาทสีขาวมาอยู่คู่กับดอกซากุระสีชมพูอ่อนจางก็ยิ่งทำให้ดูงดงามและอ่อนหวานราวกับเป็นหญิงสาวแสนสวยสวมชุดกิโมโนสีชมพูหวาน
     ลานปราสาทคานาซาว่าเปิดให้เข้าชมโดยไม่ต้องเสียเงินอยู่แล้ว ผู้คนจึงมาเดินเล่นชมซากุระกันอย่างหนาตา มานูเอลจูงมืออัตสึโตะเดินลอดอุโมงค์ซากุระที่ปลูกอยู่ข้างปราสาทสีขาวไปด้วยกันช้า ๆ บนใบหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุข แล้วเมื่อไม่เห็นใครอยู่ใกล้ ๆ อัตสึโตะก็ดึงมือมานูเอลให้เข้าไปยืนเกาะราวสะพานมองเงาซากุระสะท้อนน้ำในคูของปราสาท
     “สวยไหมมานู”
     มานูเอลพยักหน้า แต่เขาไม่ได้มองซากุระที่อยู่ในน้ำอีกแล้ว สายตาของเขาทอดจับอยู่ที่กลีบซากุระที่บังเอิญร่วงลงมาติดอยู่ใกล้ริมฝีปากของอัตสึโตะ เขาหยิบกลีบซากุระออก ก่อนจะประทับริมฝีปากของตัวเองลงไปแทน
     “ปีหน้าเราก็จะได้มาชมดอกไม้ด้วยกันแบบนี้อีกสินะ ดีจัง” มานูเอลพึมพำ
     “ไม่เฉพาะปีหน้า แต่ปีต่อ ๆ ไปด้วย นายกับฉันจะมาชมดอกไม้ด้วยกันแบบนี้ไปจนเบื่อเลยล่ะ” อัตสึโตะพูด แล้วโถมตัวเข้าสู่อ้อมแขนของมานูเอลอย่างไม่รอช้า
     ภาพของอัตสึโตะกับมานูเอลทำให้ชินจิรู้สึกสะท้อนใจอยู่นิด ๆ แต่เขาไม่มีเวลามาเศร้าหรืออิจฉาเพื่อนทั้งนั้น เพราะข้างตัวเขา นุ่นซังทำท่าจะปีนราวสะพานเพื่อโน้มตัวลงไปถ่ายรูปซากุระสะท้อนน้ำ ชายหนุ่มรั้งตัวหล่อนเอาไว้แทบไม่ทัน
     “คุณจะปีนลงไปทำไมครับเนี่ย” ชินจิระล่ำระลักถามด้วยความตกใจ
     “อ้าว ก็ฉันอยากถ่ายรูปซากุระในน้ำนี่นา”
     “เดี๋ยวก็ตกลงไปหรอกครับ คุณนี่จริง ๆ เล้ย” ชินจิโคลงศีรษะด้วยความอ่อนใจ ก่อนจะดึงมือหล่อนไปอีกทาง “เราไปสมทบกับมายะกับยูเลี่ยนทางโน้นดีกว่า ฟังสองคนนั้นเถียงกันน่าจะดีกว่าที่ผมจะต้องโดดลงไปเอาตัวคุณขึ้นมาจากคูน้ำแน่ ๆ”
     ชายหนุ่มปาดเหงื่อเป็นรอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้กับความซนความโก๊ะของเพื่อนใหม่คนนี้ แต่เขาก็รู้สึกดีเหมือนกัน เพราะอยู่กับหล่อน เขาไม่มีเวลามาจมอยู่กับตัวเองอีกต่อไป และเขาไม่รู้ว่าตัวเองบ่นไปแต่ก็มีรอยยิ้มอยู่บนหน้าด้วย เนื่องจากอดขำนิสัยอันสุดโต่งของหญิงสาวไม่ได้ และนั่นทำให้นุ่นซังยิ้มกว้างด้วยความชอบใจขณะที่ชมเขาว่า
     “ชินจิซังยิ้มสวยจัง คุณยิ้มแล้วน่ารักมากเลย ฉันชอบเวลาคุณยิ้มมากกว่าเวลาทำหน้าแบกโลกอีก ยิ้มเยอะ ๆ นะคะ”
     ชินจิไม่รับคำ แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธ และบนใบหน้าของเขาก็ยังมีรอยยิ้มบาง ๆ แต้มอยู่ไม่เปลี่ยน
     ชายหนุ่มมองตามร่างเล็ก ๆ ของหญิงสาวที่เมื่อพูดจบก็วิ่งถลาเข้าไปหามายะกับยูเลี่ยนที่กำลังเถียงอะไรกันสักอย่างอยู่ทันที ตรงไปเขย่าแขนมายะขอให้พาไปที่ร้านซูชิเร็ว ๆ เพราะหล่อนหิวจนท้องกิ่วแล้ว
     ทั้งหมดเดินทะลุไปยังด้านหลังของปราสาทและออกมาทางประตูอิโมริซะกะ ก่อนจะลัดเลาะไปตามทางข้างศาลเจ้าโอยามะจินจะที่เป็นสิ่งก่อสร้างแบบโปรตุเกสติดไฟสว่างเพราะเป็นจุดไลท์อัพจุดหนึ่งเช่นกัน จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าย่านคาตะมาจิ เดินผ่านห้างใหญ่ทั้งไดวะและอาทริโอจนกระทั่งมาถึงร้านซูชิเล็ก ๆ ที่อยู่ในซอยห่างออกมาไม่ไกลนัก
     อัตสึโตะเลื่อนประตูบานเลื่อนหลังม่านหน้าร้านสีน้ำเงินแล้วจูงมือมานูเอลเข้าไปเป็นคนแรก ตามด้วยมายะกับยูเลี่ยนที่แย่งกันเข้าไปอย่างไม่มีใครยอมหลีกทางให้ใคร ส่วนชินจิยังยืนรออยู่ข้างนอก เพราะนุ่นซังเดินเหยียบเชือกผูกรองเท้าของตัวเองจนเกือบจะล้มคว่ำหน้าคะมำลงพื้น แต่เขาจับหล่อนเอาไว้ได้ทัน และตอนนี้หล่อนก็กำลังผูกเชือกรองเท้าของตัวเองอยู่ ผูกเสร็จหล่อนก็ลุกขึนยืนพร้อมกับยิ้มแหย ๆ
     “ขอโทษนะคะ ฉันทำชินจิซังลำบากอยู่เรื่อย”
     “ไม่เป็นไรหรอกครับ” ชายหนุ่มยิ้มให้นิด ๆ แล้วเลิกคิ้วเมื่อเห็นหญิงสาวมองเขานิ่ง
     “คุณเป็นคนที่น่ารักมากเลยชินจิซัง ฉันเชื่อนะคะว่าสักวันนึงคุณจะได้เริ่มต้นเดินบนเส้นทางสายใหม่อย่างแน่นอน และเส้นทางสายที่คุณจะเดินต่อไป คุณจะไม่ต้องเดินอยู่คนเดียวเหมือนกับฉันแน่ ๆ”
     ชินจิยังยืนนิ่งอยู่ข้างนอกแม้ว่านุ่นซังจะเดินเข้าร้านไปแล้วก็ตาม ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋า ชายหนุ่มยังส่งข้อความหาเควินอยู่ แต่ไม่เคยได้รับคำตอบ เขาก็เลยพิมพ์ข้อความไปอีกประโยคหนึ่งและตอนนี้เขาก็ได้รับข้อความจากเควินตอบกลับมา

     “ฉันลบรูปของนายไปหมดแล้วล่ะ รวมทั้งรูปเปลือยพวกนั้นด้วย ไม่ต้องเป็นห่วง”

     บางทีมันอาจจะจบแล้วจริง ๆ ก็ได้นะเรื่องของเขากับเควิน
     “ชินจิ ทำอะไรอยู่ เราจะสั่งกันแล้วนะ”
     อัตสึโตะโผล่หน้าออกมากวักมือเรียกเขา ชายหนุ่มจึงรีบเก็บโทรศัพท์มือถือและก้าวเข้าไปในร้าน
     ภายในร้านไม่มีลูกค้าคนอื่นนอกจากพวกเขา ดูเหมือนว่าคุณอาของอัตสึโตะคงจะปิดร้านให้เลยเพราะมั่นใจว่าหลานและเพื่อนจะถล่มร้านของโอจี้ซังและโอบ้าซังแน่ ๆ ซึ่งก็จริงเพราะขนาดมีกันแค่หกคนแต่คุยกันเฮฮาสนุกสนาน โดยเฉพาะมายะกับยูเลี่ยนที่เถียงกันเสียงดังกว่าใคร เพราะเป็นร้านของคนกันเองไม่เคร่งครัดเรื่องมารยาทจึงส่งเสียงกันได้เต็มที่
     ซูชิของคุณตาอร่อยกว่าของที่มายะทำล้านเท่าจริง ๆ อย่างที่อัตสึโตะประกาศอยู่ลั่น ๆ คุณยายควักขิงดองสีชมพูออกมาจากกระปุกมาเติมให้อย่างไม่ยั้งขณะที่คุณตาปั้นซูชิไม่ได้หยุดมือ ทุกคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย แม้แต่นุ่นซังที่เห็นตัวเล็กขนาดนั้น แต่กินจุไม่แพ้ใคร ถ้าชินจินับไม่ผิด หล่อนกินไปเกือบยี่สิบคำแล้ว และตอนนี้กำลังสั่งนิงิริหน้าหอยคานาซาว่ากับหน้าอุนิเป็นรอบที่สาม
     ชินจิกำลังคิดถึงสิ่งที่หญิงสาวพูดกับเขา
     ทุกคนมีเส้นทางเป็นของตัวเอง
     เส้นทางความรักของอัตสึโตะเริ่มต้นที่เยอรมนีเหมือนกับเขา แต่เส้นทางของเพื่อนยังคงทอดยาวต่อไปโดยมีมานูเอลเดินอยู่เคียงข้างบนเส้นทางสายนั้น ในขณะที่เส้นทางความรักของเขาขาดสะบั้นลงเสียแล้ว ของนุ่นซังก็เหมือนกัน เส้นทางความรักของหล่อนเริ่มต้นที่เยอรมนีเหมือนกับเขาและมันก็จบลงแล้วเหมือนกัน ตอนนี้หล่อนเริ่มเดินบนเส้นทางความรักสายใหม่โดยมีตัวหล่อนเองเดินอยู่เคียงข้าง
     เส้นทางของคนที่รักตัวเอง
     แล้วเขาล่ะ เขาจะทำได้เหมือนกันไหมนะ
     ชายหนุ่มมองหญิงสาวที่กำลังคุยสนุกสนานอยู่กับมานูเอลและอัตสึโตะ มือหยิบซูชิเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ หญิงสาวในตอนนี้มีความสุข เต็มไปด้วยความสดใสรื่นเริงทั้ง ๆ ที่ผ่านประสบการณ์ความรักที่แสนเศร้ามาไม่ต่างจากเขา
     บางทีเขาก็อาจจะทำได้เหมือนกันกระมัง
     ชินจิหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอีกครั้ง เขากดเลือกรูปภาพที่ยังเหลืออยู่อีกหนึ่งรูปขึ้นมาดู เป็นภาพเขาใส่ยูกาตะสีเข้มกับเควินที่กำลังหอมแก้มเขาอยู่ รูปที่ถ่ายในงานอัดเว้นท์ เมื่อตอนที่เขาตั้งคำถามกับตัวเองเป็นครั้งแรกว่า เขาคิดผิดหรือคิดถูกที่เลือกรักเควิน
     คำตอบที่เขาได้ในวันนี้คือ มันไม่ถูกและมันก็ไม่ผิด
     เควินทำให้เขารู้จักความรัก มีความทรงจำที่สวยงาม แต่ในขณะเดียวกัน เควินทำให้เขารู้จักความเจ็บปวด มีความทรงจำที่แสนเศร้าซึ่งมันจะกลายเป็นบทเรียนของเขาต่อไป
     มันเศร้า แต่มันก็สวยงาม
     ขอให้มันเป็นแค่ความทรงจำก็พอ
     ชินจิกดลบรูปภาพรูปนั้นทันที
     “เฮ้ย ชินจิ! ถ้านายไม่กิน ฉันขอนะเว้ย!”
     มายะที่ถูกยูเลี่ยนขโมยนิงิริหน้าทาโกะชิ้นใหญ่ยักษ์ไปกินหันขวับมาทางเขา และเมื่อเห็นนิงิริวางอยู่โดยที่ชินจิไม่สนใจจะแตะ ชายหนุ่มก็คว้าหมับ
     “ไม่ได้! นี่มันของฉัน!”
     ชินจิฟาดมือเพื่อนอย่างแรงจนมายะต้องปล่อยมือพลางสูดปากด้วยความเจ็บ
     “นายอย่าหวังเลยว่าจะแย่งของกินจากฉันได้ สั่งเอาเองสิเว้ย ไอ้บ้ามายะ”
     ชินจิชี้หน้า และถึงแม้ว่าน้ำเสียงของเขาจะเข้ม แต่บนใบหน้าของชินจิก็มีรอยยิ้มที่สนุกสนานปรากฎขึ้นเป็นครั้งแรก
     มายะบ่นอุบ ขณะที่ยูเลี่ยนหัวเราะเยาะด้วยความชอบอกชอบใจ
     อัตสึโตะกับมานูเอลก็ยิ้ม แต่ไม่ใช่เพราะขำมายะ ทั้งคู่ยิ้มเพราะดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มและได้ยินเสียงโวยวายของชินจิ
     ชายหนุ่มยังต้องโวยวายต่อเมื่อมายะยังไม่ยอมหยุดคิดที่จะขโมยซูชิของเขา นอกจากโวยวาย เขายังหัวเราะออกมาได้โดยที่ไม่ต้องฝืนอีกด้วย
     ชินจิจบเส้นทางความรักระหว่างเขากับเควินลงแล้ว และเขาจะเริ่มเดินบนเส้นทางสายใหม่
     ตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าจะต้องเดินไปตามลำพังหรือจะมีใครเดินอยู่เคียงข้าง
     แต่เขาจะเดินต่อไปโดยที่ไม่เจ็บปวดเหมือนในวันนี้อีกอย่างแน่นอน



     -จบ-

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ)
«ตอบ #96 เมื่อ12-10-2014 12:48:13 »

"บนทางรัก" จบแล้วนะคะ ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ต้นจนจบ
สำหรับคนที่แวะเข้ามาอ่านเรื่องนี้ ยังไงขอทราบ feedback สักนิดนะคะ ชอบไม่ชอบยังไง หรืออยากจะด่า (เขียนอะไรของแก๊!) ก็ยินดีค่ะ จะได้เอาไว้ปรับปรุงตัวเองต่อไป

ขอบคุณจากใจอีกครั้งค่ะ
 :pig4:

Mettnoon

ออฟไลน์ j_world

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 399
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-4
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ)
«ตอบ #97 เมื่อ12-10-2014 13:37:36 »

ชอบมากชอบสุดใจ เป็นเรื่องหนึ่งที่เขียนดีเหลือเกิน ทุกคนต่างก็มีเส้นทางเป็นของๆตน เห็นด้วยนะที่ความรัก ต้องเริ่มจากรักตัวเองให้เป็นก่อน

เป็นการเดินทางที่จบได้งดงามด้วยความเข้าใจในทางของแต่ละคน

....แต่เอ...นุ่นซัง คือคนเขียนใช่ป่ะ? 
ถ้านุ่นซังไม่ออกโรง จบไม่ได้นะเออ ฮ่าๆๆ

ขอบคุณสำหรับงานเขียนดีๆ
รีบเขียนงานใหม่มาเลยยยย จะรออ่านจ้า  :pig4:

 :กอด1:


ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6868
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-80
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ)
«ตอบ #98 เมื่อ12-10-2014 14:23:13 »

คิดเหมือนคนข้างบน  ... นุ่นซัง .. คือคนเขียนหรือเปล่าเนี่ยะ
บรรยายบรรยากาศซะเหมือนกับได้ไปอยู่ในทั้ง 2 ประเทศกันเลยทีเดียว
พี่ชอบเรื่องนี้ค่ะ  ได้แง่มุมให้กับชีวิตด้วย
ว่า...จะมีตอนพิเศษไหมนะ

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ)
«ตอบ #99 เมื่อ15-10-2014 17:17:37 »

ขอบคุณสำหรับตอมเม้นท์นะคะ  :L2:
ยังเข้ามาดูอยู่เรื่อย ๆ นะคะ ถ้าหากอ่านจบแล้วตอมเม้นท์บ้าง ก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนเขียนมากค่ะ  :pig4:
สำหรับเรื่องต่อไปยังคิดอยู่เลยค่ะ แนวเรื่องที่อยากเขียนอาจจะไม่ค่อยถูกจริตผู้อ่านส่วนมาก ถ้าเขียนได้จนจบก็คงต้องคิดอีกทีว่าจะเอาลงดีรึเปล่า แต่ถึงจะพูดยังงี้ แต่ตอนนี้ก็ยังเขียนไม่ออกสักตัวเลยน้า ยากอะ :ling2:

BTW, ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านอีกครั้งนะคะ

Mettnoon 

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ)
« ตอบ #99 เมื่อ: 15-10-2014 17:17:37 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ punchnaja

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3382
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +383/-5
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ)
«ตอบ #100 เมื่อ16-10-2014 23:22:21 »

เขียนดีจังค่ะ สนุกมาก รอเรื่องต่อไปนะคะ

ออฟไลน์ titansyui

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2471
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ)
«ตอบ #101 เมื่อ18-10-2014 11:14:38 »

 :L2: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ zuu_zaa

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2041
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +115/-1
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ)
«ตอบ #102 เมื่อ23-10-2014 12:38:31 »

 :กอด1:

ออฟไลน์ jum1201

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 591
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-5
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ)
«ตอบ #103 เมื่อ23-10-2014 22:10:26 »

นิยายสนุกมากคะ อ่านแล้วเหมือนได้ไปเที่ยวในตัวเลย
และหน่วงพิลึกสุดๆ ให้แง่คิดชิวีตดีค่ะ  :กอด1:
เป็นกำลังใจให้มีเรื่องราวดีๆ มาให้อ่านอีกนะคะ
 :L2: :mew1:

ออฟไลน์ pummy09

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +32/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ)
«ตอบ #104 เมื่อ24-10-2014 17:35:13 »

จบแล้ว สนุกมากค่ะ ตอนแรกดูเหมือนไม่มีอะไร แต่อ่านๆๆ ไปมันมีอะไรๆๆๆ นะคะ  ฮ่าาาาาา   o13

ได้ไปเที่ยวในหลายๆๆที่อีกด้วย ถึงแม้ว่าอาจจะนึกตามไม่ค่อยออก ด้วยความที่คนอ่านไม่ค่อยคุ้นชื่อสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองแถบยุโรปเอง (สรุป คนอ่านโง่เองค่า ฮ่าาาา)

ขอบคุณมากๆนะคะ  จะรออ่านเรื่องต่อไปนะคะ  :pig4:

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ)
«ตอบ #105 เมื่อ31-10-2014 21:41:29 »

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นท์นะคะ  :hao5:

ออฟไลน์ iabgnot

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ)
«ตอบ #106 เมื่อ18-12-2014 15:02:33 »

จบแล้ว...
สนุกมากเลยค่ะ ให้ข้อคิดอะไรหลายๆอย่าง อ่านแล้วเหมือนได้ไปจริงๆเลย
 :mew1: :o8: :-[ :กอด1: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ)
«ตอบ #107 เมื่อ16-01-2015 22:25:56 »

มีคอมเม้นท์เพิ่มแล้ว ^^
ขอบคุณมากนะคะที่เข้ามาอ่าน

ออฟไลน์ kekaprain

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ)
«ตอบ #108 เมื่อ12-02-2015 18:22:28 »

โหยยยย  ชอบมากกกกกก  ชอบนิยายที่ได้บรรยากาศแบบนี้มากค่ะ
มันเหมือนเราได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเลยจริงๆ  ความรักของอัตสึโตะและเหล่าแฟนคลับน่ารักมากกก  ฮ่าๆ
มันอุ่นๆฟุ้งๆ  น่ารักมุ้งมิ้ง  ในขณะที่ของชินจิจะเข้มข้นขึ้นมาในความเป็นคนรัก การเอาจริงเอาจังของความรักและชีวิตคู่
การประคับประคองความรักและความเชื่อของตนเอง  การพยายาม กระปรับตัวต่างๆ  อ่านแล้วรู้สึกถึงความเป็นจริง
ทั้งลุ้นทั้งคอยช่วย  ตื่นเต้นสนุกสนานไปกับบรรยากาศของเรื่องไปด้วย 
อ่านแล้วคุ้มมากค่ะเรื่องนี้  ใจจริงอยากให้มีสเปเชี่ยล โทนี่มาโคโตะด้วยนะ  ฮ่าๆ
แอบเอาใจช่วยชินจิต่ออยู่เลย  จริงๆชอบที่จบแฮปปี้  แต่ก็รู้สึกว่า  จบแบบนี้ก็ขื่นๆนิดๆมีความหวังว่าชินจิจะมีรักใหม่ที่ดี
สนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก  จริงๆค่ะ  ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องโปรดเลย
ไว้แต่งมาอีกหลายๆเรื่องนะคะ  ไว้จะรอตามอ่านค่ะ 

ปล.ชอบคู่ญี่ปุ่นกับต่างชาตินะคะ  รู้สึกผชญี่ปุ่นนี่เหมาะจะเป็นเคะสุดๆ อิอิ ฟินไปสิตั้งแต่แรก 

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ)
«ตอบ #109 เมื่อ16-02-2015 19:18:43 »

โหยยยย  ชอบมากกกกกก  ชอบนิยายที่ได้บรรยากาศแบบนี้มากค่ะ
มันเหมือนเราได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเลยจริงๆ  ความรักของอัตสึโตะและเหล่าแฟนคลับน่ารักมากกก  ฮ่าๆ
มันอุ่นๆฟุ้งๆ  น่ารักมุ้งมิ้ง  ในขณะที่ของชินจิจะเข้มข้นขึ้นมาในความเป็นคนรัก การเอาจริงเอาจังของความรักและชีวิตคู่
การประคับประคองความรักและความเชื่อของตนเอง  การพยายาม กระปรับตัวต่างๆ  อ่านแล้วรู้สึกถึงความเป็นจริง
ทั้งลุ้นทั้งคอยช่วย  ตื่นเต้นสนุกสนานไปกับบรรยากาศของเรื่องไปด้วย 
อ่านแล้วคุ้มมากค่ะเรื่องนี้  ใจจริงอยากให้มีสเปเชี่ยล โทนี่มาโคโตะด้วยนะ  ฮ่าๆ
แอบเอาใจช่วยชินจิต่ออยู่เลย  จริงๆชอบที่จบแฮปปี้  แต่ก็รู้สึกว่า  จบแบบนี้ก็ขื่นๆนิดๆมีความหวังว่าชินจิจะมีรักใหม่ที่ดี
สนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก  จริงๆค่ะ  ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องโปรดเลย
ไว้แต่งมาอีกหลายๆเรื่องนะคะ  ไว้จะรอตามอ่านค่ะ 

ปล.ชอบคู่ญี่ปุ่นกับต่างชาตินะคะ  รู้สึกผชญี่ปุ่นนี่เหมาะจะเป็นเคะสุดๆ อิอิ ฟินไปสิตั้งแต่แรก


ขอบคุณมากนะคะสำหรับคอมเม้นท์ ขอบคุณมากที่เข้ามาอ่านด้วย ดีใจจริง ๆ ค่ะที่มีคนชอบ
ทำให้มีกำลังมากขึ้นเยอะเลยค่ะ
 :hao5:
ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ดีใจมาก ๆ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ)
« ตอบ #109 เมื่อ: 16-02-2015 19:18:43 »





ออฟไลน์ GMT101

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 236
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-2
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ)
«ตอบ #110 เมื่อ24-06-2017 21:56:06 »

 :mew1:

ออฟไลน์ wizard_tao

  • หนุ่มใต้อู้กำเมือง
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 417
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: "บนทางรัก" - บทที่ 17 (จบ)
«ตอบ #111 เมื่อ03-03-2019 17:06:16 »

เดี๋ยวกลับมาอ่าน
ตอนนี้ติดเรื่อง “ภาพลวงตาของปีศาจ” อยู่

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
สวัสดีค่ะ

นี่ Mettnoon เองนะคะ
ขอแจ้งว่า เรื่องบนทางรักนี้หมดลิขสิทธิ์กับทาง Rainy Night Publishing แล้ว ตอนนี้นุ่นก็ทำเป็น Ebook ขายเองโดยลงขายที่ Fictionlog ในราคาเล่มละ 250 บาท
ยังไงถ้าอ่านแล้วชอบ ฝากตามไปดาวน์โหลดฉบับอีบุ๊กกันด้วยนะคะ เพื่อเป็นแรงใจและพลังใจให้นักเขียนคนน้อย ๆ คนนี้ค่ะ
ตอนนี้ทางเว็บอาจจะยังตรวจสอบอยู่ ยังไงเข้า fictionlog แล้วก็กดหาชื่อนามปากกา mettnoon ได้เลยค่ะ ส่วนเรื่องตอนพิเศษคือ คู่อริที่รักก็จะทยอยทำเป็นอีบุ๊กตามมารวมทั้งเรื่องอื่น ๆ ด้วยนะคะ
นุ่นยังไม่มีทุนตีพิมพ์เป็นฉบับเล่ม แต่ยังไงก็ขอฝากนิยายเรื่องที่นุ่นรักเล่มนี้ด้วยนะคะ

ขอบคุณมากค่ะ
Mettnoon

ออฟไลน์ Mettnoon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0
สวัสดีค่ะ

Mettnoon กลับมาเปิดเพจใน facebook อีกครั้งแล้วนะคะ
ทางสายดอกพริมโรส https://www.facebook.com/%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%AA-100683698257541/?modal=admin_todo_tour
ฝากติดตามด้วยนะคะ

ตอนนี้นุ่นกำลังทำ Ebook ขายอยู่ที่ Fictionlog ก็มีอยู่สามเรื่องนะคะ
บนทางรัก
คู่อริที่รัก (ตอนพิเศษ)
Misaki: วันที่ดอกไม้บาน (ตอนพิเศษของภาพลวงตาของปีศาจ)
และกำลังจะเอาตอนพิเศษตอนอื่น ๆ ของภาพลวงตาของปีศาจลงทำเป็น Ebook ด้วย ยังไงก็ฝากอุดหนุนเป็นกำลังใจให้นุ่นด้วยนะคะ

ขอบคุณมากค่ะ

ออฟไลน์ nOn†ღ

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4412
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +502/-5

ออฟไลน์ airicha

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 735
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด