...The Timeless Tide...หากแม้นสายนธีร์จะย้อนกลับ...[แจ้งข่าว หน้า๒๒ ค่ะ]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ...The Timeless Tide...หากแม้นสายนธีร์จะย้อนกลับ...[แจ้งข่าว หน้า๒๒ ค่ะ]  (อ่าน 279326 ครั้ง)

ออฟไลน์ Mississippi

  • Don't act like it's a bad thing to fall in love with me
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 189
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
โถ่พ่อคุณณณณณ งอนให้มันน้อยๆหน่อย คิดเองเออเอเดี๊ยะๆยุให้พ่อธีร์กลับบ้านซะเลย
ปล คุณพี่เจษเกี้ยได้แบบว่า  :z6:
ว่าแต่ค้างมากกก มาต่อเร็วๆน้าาา :m15:

ออฟไลน์ Chichi Yuki

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1636
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-3
กลับบ้านเลียแผลใจ!
มองแค่ภายนอกก็ว่าสนิทแหละ แล้วทำไมไม่มองแขนบ้างล่ะเจ้าคะว่าสนิทกันขนาดไหน
ปากน่ะเค้ามีไว้ถามไม่ได้ให้พูดในสิ่งที่คิดไปเอง
ความสัมพันธ์ที่เริ่มจะดีมันเริ่มจะพังก็เพราะคุณหลวง ไม่ต้องโทษใครหรอกเจ้าคะ ต่อให้ใครที่เข้ามาหาธีร์คุณหลวงก็คงคิดอย่างนี้ไปเสียหมด!

ออฟไลน์ เฉื่อย

  • UNCOMMON AS NORMAL.
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 67
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0
พ่อแก้วนี่เป็นจอมคิดมาก คิดเยอะ คิดไปเอง
ขี้หึง ขี้งอน ง๊องแง๊งมากอ่ะ
โป้ง!พ่อแก้วแล้วทำพ่อธีร์เสียใจ! เชอะ!

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4119
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
ถ้าไม่คุยไม่ถามกันดีๆเมื่อไหร่จะเข้าใจกันเนี่ย
ทำร้ายจิตใจกันจัง

ออฟไลน์ goosongta

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1532
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-6
ความรักทำให้คุณหลวงร้อนเป็นไฟได้ด้วย

ออฟไลน์ Inwoสูs

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-5
อ้าวว หลวงแก้ว กลับมาเคลียให้เรียบร้อยสิ เดี๋ยวธีร์หนีไปไม่กลับมาอีกจะเป็นไง

ออฟไลน์ ทั่วหล้า

  • ไม่ช่างพูดแต่ช่างพิมพ์
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1051
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-3
รอร๊อรอๆๆๆครับ o13

ออฟไลน์ PetitDragon

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +342/-5
เวรกรรม  :a5:

หึงก็บอกมาสิคุณหลวง  :m16:

ออฟไลน์ Novemberist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 97
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-0
ตอนที่ ๑๕...คำสารภาพ...


บาดแผลยังไม่หายดี...แม้ปากแผลจะปิดสนิทแล้ว แต่ความเจ็บปวดนั้นยังคงอยู่...และคงเหลือไว้เพียงรอยแผลเป็นที่ยากจะหาย...

ห้าวันแล้วที่ผมเอาแต่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมไปทำงานตามเดิม...ผมบอกเจ้าคุณจิตราว่าขอเอางานทั้งหมดมาทำที่นี่แทน ซึ่งแกก็ไม่ได้ห้าม...แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้เริ่ม...และก็เป็นห้าวันที่ผมเฝ้าภาวนา ขอให้ได้กลับไปโลกปัจจุบันเสียที...ผมไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว...มันช่างเป็นห้าวันที่ยาวนานเหลือเกิน

"เอ็งเป็นอะไรหรือเปล่าอ้ายธีร์...ข้าเห็นเอ็งมิค่อยสดใส"เจ้าของเรือนเอ่ยถามขณะกำลังทานข้าวกลางวัน...ไอ้แชมป์หันมามองผมเล็กน้อย

"เห็นเจ้าคุณไพศาลว่าหลวงพิสิษฐเองก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องทำงานทั้งวัน...มีปัญหาอะไรกันรึ"

"เปล่าครับ"ตอบกลับสั้นๆ เจ้าคุณจิตราได้แต่มองหน้าพลางถอนหายใจ...อาการแปลกๆของผมเกิดขึ้นหลังกลับจากเรือนเจ้าคุณไพศาลเมื่อห้าวันก่อน...ต่อให้เป็นเด็กสามขวบก็คงจะพอเดาได้ แล้วยิ่งอีกคนก็มีอาการไม่ต่างกัน...

"มีอะไรไม่เข้าใจก็พูดกันตรงๆเสีย มิใช่เด็กๆกันแล้ว"ก็เพราะว่าพูดตรงถึงได้เป็นแบบนี้...ตอนนี้ถ้าเลือกได้ ขอไม่พูดอะไรเลยดีกว่า...

"พรุ่งนี้ไปเรือนท่าน...ข้าสั่ง"แต่ดูเหมือนฟ้าฝนไม่เป็นใจ อยากจะหนีแต่ก็ขัดคำสั่งคนที่ให้ที่อยู่ที่กินไม่ได้

"ครับ"ตอบกลับเสียงเบา เหลือบไปเห็นเจ้าคุณเองก็ลอบถอนหายใจยาวเช่นกัน
.

.

.

.
ผมมายืนอยู่ที่ท่าน้ำหน้าเรือนนี้อีกครั้งในรอบหกวัน...เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายความรู้สึกของผมที่มีในตอนนี้...รู้เพียงแค่ว่าผมต้องมาทำงาน...และนี่เป็นคำสั่ง...ถึงจะบ่ายเบี่ยงไม่อยากเจอแค่ไหน แต่ก็ไม่สามารถทำให้ผู้ใหญ่เสียงานได้อีกแล้ว...


"พ่อธีร์...มาแต่เช้าเชียวรึ"เจ้าของเรือนกล่าวทักทายเมื่อผมเดินเข้ามาด้านใน...ผมยกมือไหว้เจ้าคุณไพศาลที่กำลังนั่งจิบชายามเช้าอย่างสบายอารมณ์ หากไร้ซึ่งเงาของหลวงคนสนิท

"นั่งก่อนเถิดพ่อ"เจ้าของเรือนผายมือชักชวน ผมจึงนั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม

"เรามิใช่คนอ้อมค้อมนัก คงต้องถามพ่อธีร์ตรงๆเสียล่ะว่ามันเกิดอะไรขึ้น"คำถามที่ทำเอาผมได้แต่เงียบ...ไม่มีคำตอบให้อีกฝ่าย

"หลวงแกเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องทำงานมาสี่ห้าวันแล้ว ถามอะไรก็มิยอมตอบ แลยังว่าจักขอกลับไปทำงานที่กรมแกตามเดิม...บอกเราเถิด หากมีอะไรที่เราช่วยได้จักได้ช่วยกันแก้ เป็นเช่นนี้มันจักเสียงานเสียการไปหมด"

"ผมไม่เป็นไรครับ ส่วนเรื่องงานไม่ต้องเป็นห่วง ผมไม่ทำให้เสียแน่นอนครับ"หากแต่เจ้าคุณไพศาลไม่ได้มีท่าทีสบายใจขึ้นเลยแม้แต่น้อย


...ห้องทำงานห้องเดิมที่ผมเห็นเสียจนชินตา...สถานที่ที่ทำให้ผมยิ้มได้ทุกครั้ง และเฝ้าภาวนาขอให้มีเวลาอยู่ที่นี่นานขึ้นอีกหน่อย...หากตอนนี้ มันกลับกลายเป็นที่เดียว ที่ผมอยากไปให้พ้น

...เขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม...แผ่นหลังกว้างนั้นก็ยังคงเหมือนเดิม จะผิดไปก็ตรงใบหน้าซีดเซียวและดูซูบลงอย่างเห็นได้ชัด...กรอบหน้าคมที่เคยเกลี้ยงเกลาตอนนี้ประปรายด้วยไรหนวดและเครา...แววตาแข็งกระด้างเฉยชา...เขา...ไม่ใช่คนเดิมที่ผมเคยรู้จักอีกแล้ว

...ผมเดินเข้าไปลากเก้าอี้หวายที่เคยตั้งเคียงโต๊ะทำงานออกมาอยู่อีกมุมหนึ่ง...ทิ้งตัวลงนั่งและพยายามตั้งสมาธิให้จดจ่อเพียงแค่ตัวหนังสือตรงหน้า...ความเงียบเข้าปกคลุมก่อเกิดเป็นความอึดอัดในใจ...ทั้งตัวผมเอง และผมแน่ใจว่าอีกคนในห้องนี้ก็เช่นกัน

...เวลาช่างผ่านไปเชื่องช้ายิ่งนักเมื่อเทียบกับตอนปกติ...ผมได้แต่เฝ้ามองดวงอาทิตย์ดวงโตที่สาดแสงจ้าอยู่เบื้องบน หมายให้มันคล้อยต่ำเรี่ยเส้นขอบแม่น้ำเจ้าพระยาเสียที...ผมจะได้ไปจากที่นี่...หากแต่ดวงอาทิตย์คงไม่ฟังคำขอจากคนพลัดถิ่นเช่นผม ถึงได้ลอยอ้อยอิ่งอยู่กลางฟากฟ้าแผดแสงเจิดจ้ากว่าเคย...

...เวลาหกวันมันทำให้ความโกรธในใจของผมหายไปหมดสิ้น...คงเหลือไว้แต่ความไม่เข้าใจ...และแผลเป็นที่ยังไม่หายสนิทดี...สิ่งที่เขาพูดออกมาวันนั้น มันยังคงก้องอยู่ในความคิดของผมทุกคำ ทุกประโยค ราวกับใครฝังมันเอาไว้แน่นและยากที่จะถอนคืน...คำพูดนั้นมันทำร้ายผมเสียเหลือเกิน...เพราะคนที่พูดมันออกมา...คือคนที่ผมรู้สึกดีมากกว่าใคร...บ่อยครั้งที่อยากถาม...แต่เมื่อนึกถึงคำพูดส่อเสียดเหล่านั้นมันทำให้ผมได้แต่นิ่งเงียบ...ทิฐิในใจมันมีมากกว่า...และผมรู้ว่าตัวเขาเองก็เช่นกัน...แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจ...ผมทำอะไรผิด และมันสมควรแล้วหรือไม่ที่ผมต้องถูกประนามเช่นนี้


...ในที่สุดคำขอต่อดวงอาทิตย์ก็เป็นผลเมื่อมันลอยคล้อยต่ำสาดแสงทองอยู่เหนือแม่น้ำเจ้าพระยาเพียงแค่เอื้อม...ผมกล่าวลาเจ้าคุณไพศาลเพื่อขอตัวกลับเรือน...เขายังคงอยู่ในห้องทำงานเมื่อผมเดินออกมาโดยไม่มีการกล่าวลาใดๆต่อกัน...เจ้าคุณเองก็เพียงแค่ยิ้มอ่อนโยนพลางยกมือขึ้นตบบ่าของผมเบาๆราวกับจะปลอบโยน
.

.

.
"ทำงานอยู่รึพ่อ"เสียงหวานเอ่ยขึ้น คงเพราะเห็นผมนั่งเหม่ออยู่ที่ศาลาไม้สักข้างเรือนเหมือนเคย...บนโต๊ะมีกองเอกสารและหนังสือภาษาอังกฤษวางระเกะระกะ หากแต่ผมยังไม่ได้แตะมันสักนิด

"คุณพิกุล"เรียกชื่อลูกสาวเจ้าของเรือนที่ยืนยิ้มปรายอยู่ก่อนจะเดินเข้ามานั่งฝั่งตรงข้าม

"เห็นพ่อแชมป์ว่า ช่วงนี้พ่อมิค่อยสบายใจนัก"สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้ ตอนนี้เธอเรียกชื่อไอ้แชมป์ได้ถูกต้องอย่างที่มันต้องการแล้ว

"ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ"คำโกหกคำโตที่ส่งออกไป แม้แต่ใครก็คงดูออก

"พ่อธีร์ แม้เรากับพ่อจักมิได้คุยกันมากนัก แต่เราก็เห็นพ่อเหมือนญาติเราคนหนึ่ง เราเห็นพ่อธีร์มิสบายใจก็พลอยเป็นห่วง คุณแม่ท่านก็ถามถึง พ่อธีร์จักให้ผู้ใหญ่ท่านเป็นห่วงเยี่ยงนี้รึ"ยิ่งได้ฟังก็ยิ่งตอกย้ำว่าผมทำให้ทุกคนที่นี่ไม่สบายใจแค่ไหน ทั้งๆที่ผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับที่นี่เลย...หากแต่สิ่งที่มันอยู่ข้างใน มันคือสิ่งที่ผมไม่สามารถพูดกับใครได้

"เห็นพ่อแชมป์ว่า พ่อธีร์มีปัญหากับหลวงแก้ว"ผมขอยกเว้นไอ้แชมป์ไว้คน เพราะมันต้องดูออกแน่อยู่แล้ว...แต่ทำไมต้องเอาไปบอกคุณพิกุลด้วยวะเนี่ย

"มีอะไรเล่าให้เราฟังได้หรือไม่...เรารู้จักหลวงแก้วตั้งแต่ยังเล็ก ได้ฟังที่คุณพ่อและเจ้าคุณไพศาลเล่าแล้วก็แปลกใจนัก"อย่าว่าแต่คุณพิกุล แม้แต่ผมเองยังแปลกใจ...แปลกใจที่ตัวเองโดนด่าเสียเละเทะขนาดนี้

"จักหาว่าเราสอดมิเข้าเรื่่องก็สุดแท้แต่พ่อ แต่เราก็เป็นห่วงงานของคุณพ่อเช่นกัน ช่วงนี้งานท่านมากนักแลยังมีปัญหาเยี่ยงนี้ เราเองก็พลอยไม่สบายใจ"คุณพิกุลเป็นคนดีนัก และผมก็เชื่อว่าคนที่เธอเป็นห่วงคงไม่ได้มีเพียงเจ้าคุณกับคุณหญิงสร้อย แต่ยังรวมไปถึงไอ้เพื่อนตัวดีของผมที่ทำท่าอยากถามไม่รู้กี่ครั้งแต่ก็ได้แต่ปิดปากเงียบเมื่อเห็นสีหน้าไร้อารมณ์ของผม

"ผมเข้าใจคุณพิกุลครับแต่มันไม่มีอะไรจริงๆ"ผมมองหน้าคนตัวเล็กที่แสดงท่าทีเป็นกังวลเห็นได้ชัด

"คุณหลวงแค่เข้าใจผมผิดนิดหน่อย"ไอ้คำว่านิดหน่อยผมเติมให้มันดูไม่ร้ายแรงเธอจะได้ไม่เป็นห่วง

"นิดหน่อยรึ"แต่ดูเหมือนเธอจะดูออกเสียนี่

"พ่อธีร์ เราโตมากับหลวงแก้ว ย่อมรู้จักหลวงเธอดี...แม้หลวงเธอจักมิใช่ผู้ชายเจ้าสำราญ ชอบเที่ยวเตร็ดเตร่ แต่ก็มิเคยเก็บเนื้อเก็บตัวเยี่ยงนี้มาก่อน เห็นทีปัญหาที่พ่อว่าจักมิใช่เรื่องเล็กน้อยเสียแล้วกระมัง"ได้ยินเสียงถอนหายใจยาวจากอีกฝ่าย...สำหรับผมมันคงไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมันถึงได้ดูใหญ่โตนักสำหรับเขา

"มีปัญหาอะไรก็ให้พูดจากันเสียมิดีหรือพ่อ บึ้งตึงใส่กันเยี่ยงนี้ เรามิเห็นใครจักได้ประโยชน์"เธอเงียบไปสักพักก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆจากคนตัวเล็ก หากแต่เธอพยายามกลั้นไว้ด้วยการยกมือขึ้นมาปิดแต่พองาม

"มีอะไรเหรอครับคุณพิกุล"เจ้าของชื่อหันมามองหน้า ใบหน้ายิ้มหวานระเรื่่อ

"ก็ถ้าหากพ่อธีร์เป็นหญิงเราคงอดคิดเสียไม่ได้ว่าเป็นเรื่องพ่อแง่แม่งอนกระมัง"คำพูดที่ทำให้ผมนิ่งสนิท...พ่อแง่แม่งอนงั้นเหรอ...ใบหน้าหวานฉ่ำของคุณพิกุลยังเจือรอยยิ้ม ก่อนที่เจ้าตัวจะปลีกตัวขึ้นเรือนไป...ทิ้งให้ผมสงสัยกับคำพูดของเธอไม่หาย
.

.

.

.
เป็นอีกวันที่ผมต้องมาที่นี่...หากแต่วันนี้พระยาเจ้าของเรือนไม่อยู่ คงเหลือเพียงคุณหลวงคนสนิทที่ออกมานั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ศาลาริมน้ำ...แม้รับรู้ได้ถึงการมาถึงแต่ก็ไม่มีแม้เสียงทักทาย

...ผมเดินตรงลิ่วไปยังห้องทำงานตามปกติ...ไม่ช้าร่างสูงโปร่งของอีกฝ่ายก็เดินตามมา และทุกอย่างก็ยังคงเป็นเช่นเดิม...ความเงียบและความอึดอัดลอยวนเวียนอยู่ในห้อง...ทิฐิที่สูงลิ่วของคนสองคนมันทำให้ผมอยากระเบิดอารมณ์ออกมาอีกครั้ง หากแต่ยั้งตัวเองไว้ได้เพราะรู้ตัวดีว่าการทำอะไรด้วยความขาดสติเป็นเรื่องสิ้นคิดเพียงใด...และผมก็ได้เห็นมาแล้วจากเหตุการณ์วันนั้น...
ผมสูดหายใจลึก...พลางไล่ทิฐิที่มีในใจ...แม้คำพูดเสียดสีเหล่านั้นยังคงอยู่ แต่ผมไม่สามารถปล่อยให้ทุกอย่างยืดเยื้อได้อีกแล้ว...หากยังต้องทำงานร่วมกันในบรรยากาศเช่นนี้ต่อไป ไม่วันใดก็วันหนึ่งผมคงได้ระเบิดมันออกมาหนักกว่าเก่า...ผมเดินไปหยุดอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวเดิม...คนตัวสูงเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัยเล็กน้อย คงเพราะไม่คิดว่าผมอยากจะเข้าใกล้เขาอีกครั้งหลังจากปะทะคารมกันไปในวันนั้น...ใบหน้าคมดูซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้มองในระยะใกล้เช่นนี้

"เขียนเสร็จรึยังครับ จะได้เอาไปตรวจ"ว่าพลางยื่นมือออกไปตรงหน้า...พยายามข่มแววตาตัวเองให้เป็นปกติเมื่อได้สบเข้ากับนัยน์ตาคมของอีกฝ่าย...เขาเพียงพยักหน้าเบาๆก่อนจะยื่นปึกเอกสารหลายแผ่นมาให้...ผมรับมันมาแล้วนั่งไล่ดูบนเก้าอี้หวายตัวเดิมที่ถูกลากไปวางอยู่อีกมุม แต่ยังลอบมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายเป็นระยะ

"ผมรู้ว่าคุณหลวงอึดอัดที่ต้องทำงานกับผม...อดทนหน่อยนะครับ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว"ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำหน้าแบบไหนตอนที่พูด แต่มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเมื่ออีกฝ่ายยังคงนั่งหันหลังให้เช่นเคย

"เรามิเคยพูดว่าอึดอัด"ประโยคแรกในรอบหนึ่งอาทิตย์ช่างสั้นนัก...และยังราบเรียบไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ

"การกระทำมันแสดงออกชัดเจนกว่าคำพูดนะครับ"สิ้นเสียง อีกฝ่ายชำเลืองมองเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจเบาๆ

"ถ้าเช่นนั้นพ่อก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน"เขาพูดถูก...ผมอึดอัด...แต่คนละความหมายกับเขา...ผมอึดอัดเพราะผมมีความรู้สึก...อึดอัดที่ถูกเมิน...อึดอัดที่ถูกคำพูดเสียดสีนั้นว่าร้าย...แต่เขาคงจะอึดอัดที่ต้องทำงานร่วมกับคนที่เขาดูถูกไว้เสียเต็มที่


...ผมไม่ตอบอะไรได้แต่ปล่อยความเงียบให้ปกคลุมอีกครั้ง...ผมคิดว่าผมทำดีที่สุดแล้ว...


คนตัวสูงเพียงลุกขึ้นยืนเดินตรงไปทางประตู แต่ก็ยังหยุดปรายตามองที่ผมเพียงครู่
"จักไปบอกแม่ชื่นให้ทำกับข้าว อยากกินอะไรหรือไม่"ผมส่ายหน้าตอบ อีกฝ่ายจึงเดินออกจากห้องไป


...ผมนั่งตรวจทานงานเขียนของอีกฝ่ายก่อนจะเดินกลับมาวางมันไว้ที่โต๊ะตามเดิม...เวลาห้าวันที่เขาเอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้องทำงานหากแต่จำนวนงานไม่ได้มากอย่างที่คิดไว้...แล้วยังมีจุดให้แก้ไขอีกหลายจุด จนผมเริ่มสงสัยว่าเขาเป็นอะไรกันแน่...แม้แต่คำพูดเสียดแทงอารมณ์ในวันนั้น จนถึงตอนนี้ผมเองก็ยังไม่เข้าใจ...ทำไมต้องโกรธ...ผมทำอะไรผิด...

...มือที่ไม่ทันระวังปัดเข้ากับกระดาษปึกหนาบนโต๊ะจนร่วงกระจัดกระจายไม่เป็นท่า...ผมรีบก้มลงเก็บพลางยกมือขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิด

"โว้ย ต้องมานั่งเรียงหน้าใหม่อีก"เอกสารที่กองเรียงกันเรียบร้อยแต่ตอนนี้กลับลงไปเกลื่อนอยู่บนพื้น...โชคดีที่หลวงพิสิษฐเขียนหน้ากำกับไว้เลยช่วยให้จัดเรียงได้ง่ายขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำให้ผมหงุดหงิดไม่น้อยที่ต้องมานั่งก้มๆเงยๆอยู่แบบนี้...

...เอกสารแผ่นแล้วแผ่นเล่าถูกจัดเรียงอยู่ในมือ...ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดเข้ากับกระดาษอีกแผ่นที่ไม่ได้เขียนหน้ากำกับเอาไว้...และตัวหนังสือในนั้นยังเป็นข้อความเพียงสั้นๆ ต่างจากกระดาษแผ่นอื่น...

...ผมเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา...ไล่อ่านตัวอักษรทีละตัว...ลายมือบนกระดาษแผ่นนั้นเป็นลายมือเดียวกับเอกสารอื่นไม่ผิดเพี้ยน...เพียงข้อความบนนั้นที่แตกต่าง...มือที่จับอยู่เริ่มสั่น...และสิ่งที่ได้ยินชัดเจนยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด...คือเสียงหัวใจของตัวเอง...



"หากแม้นสายนทีย้อนกลับได้
พี่จะโอบเจ้าไว้แนบอกพี่
ดวงเนตรฉ่ำโอษฐ์เอื้อนเอ่ยถ้อยพาที
จะมิมีวาสนาอีกหรือไร
ยามเจ้าห่างหายไปปวดใจนัก
ดั่งของรักที่ใฝ่ปองพลันสูญหาย
หากเจ้าหวนคืนมาอีกคราใด
พี่จะไม่ปล่อยเจ้าห่างไปไกลตา
พี่มิอาจเอ่ยความตามใจคิด
ด้วยพินิจไตร่ตรองเป็นหนักหนา
แม้นใฝ่ปองเคียงคู่ยอดชีวา
ด้วยเกรงว่าเจ้าจะตัดซึ่งไมตรี"

...๒๑ กรกฎาคม...
[/size]



ถ้อยคำเรียงร้อยที่ได้อ่านยังคงวนเวียนอยู่...มือที่ถือมันอยู่ยังคงสั่นเทา...และสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่ไหลมาอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว...น้ำตากำลังไหลริน...ผมกำลังร้องไห้...น้้ำตาที่ไม่เคยมีใครได้เห็นอีกเลยนับแต่ตอนที่เสียพ่อกับแม่คราวนั้น...มันกลับมาทำให้ผมรู้ตัวอีกครั้ง ว่าผมยังมีความรู้สึก...แต่มันไม่ใช่ความรู้สึกของการสูญเสีย...มันเป็นความรู้สึกราวกับความหนักหน่วงที่อยู่ในใจตั้งแต่แรกเริ่ม ตอนนี้มันกลับปลิวหายไปหมด...


...วันที่ที่ลงท้าย คือช่วงเวลาที่ผมหายไป...เขาเขียนมันขึ้นมาตอนที่ผมไม่อยู่...


...เสียงบานประตูที่เปิดออกทำให้ผมละสายตาจากตัวหนังสือตรงหน้าที่ผมไล่อ่านวนเวียนไม่รู้กี่ครั้ง...เขายืนอยู่ตรงนั้นพลางขมวดคิ้วมองเอกสารที่ปลิวเกลื่อน...และตัวผมที่นั่งนิ่งอยู่บนพื้น...มือยังคงสั่น...และน้ำตายังคงไม่แห้งเหือดไป...คนตัวสูงสาวเท้ายาวเข้าหาด้วยความสงสัยในภาพที่เห็นตรงหน้า หากแต่ต้องชะงักไปเมื่อเห็นสิ่งที่ผมถืออยู่...เขาขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะยื่นมือมาดึงกระดาษแผ่นนั้นออกจากมือของผม...กำลังจะหันหลังกลับหากแต่มือของผมคว้ามือใหญ่ของเขาไว้ได้ทัน...

"ทำไม..."พยายามกลั้นน้ำตาที่ไหลอยู่ คำพูดเลยขาดหายเพียงแค่นั้น

"ทำไมไม่เคยพูด"มือของผมที่บีบอยู่นั้นมันสั่นเสียจนผมเองยังตกใจ...เขาเพียงถอนหายใจยาวแต่ไม่ยอมหันกลับมามอง

"เกรงว่าพ่อจักรังเกียจ"คำตอบเพียงสั้นๆ...รังเกียจงั้นหรือ...ผมเคยแสดงท่าทีแบบนั้นให้เขาเห็นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

"แล้วเคยถามมั้ย ว่าผมรังเกียจรึเปล่า"ทิฐิและความอึดอัดที่เคยมีลอยหายไปแล้ว...เหลือเพียงตัวผมที่นั่งนิ่งอยู่กับพื้นและคนตัวสูงที่ยืนหันหลังให้ เพียงแค่มือของผมเท่านั้นที่ยังบีบมือใหญ่ของอีกฝ่ายแน่นไม่ยอมปล่อย

"ทำไมไม่ถาม!"ตวาดเสียงดังพร้อมน้ำตาที่ไหลรินลงมาอีกครั้ง เสียงสะอื้นเหมือนเด็กน้อยมันช่างน่าอาย...ผมกำลังร้องไห้ โดยหาคำตอบกับตัวเองไม่ได้เลยว่าเพราะอะไร

...ใบหน้าคมเข้มนั้นหันมา...และโดยไม่ทันตั้งตัวร่างสูงของคนตรงหน้าก็โผลงมากอดผมเอาไว้แน่น...ตัวผมสั่น...เขาเองก็เช่นกัน...อ้อมแขนนั้นกระชับแน่นราวกลับกลัวว่าผมจะหายไปเสียต่อหน้า...

"เราขอโทษ อย่าร้องเลยนะพ่อ"ราวกับคำสั่งที่ทำให้น้ำตายิ่งไหลออกมาไม่หยุด...เสียงสะอื้นนั้นยิ่งทำให้วงแขนของคนตรงหน้ากระชับแน่นขึ้นอีก

"พ่อจักโกรธหรือเกลียดเราก็ยอม แต่อย่าร้องไห้แบบนี้ เราขอโทษ พ่อธีร์ เราขอโทษ"น้ำเสียงนุ่มสั่นเครือเอ่ยเบาข้างหู...มือที่คลายอ้อมกอดออกเอื้อมมาเกลี่ยหยาดน้ำใสที่ข้างแก้มเพียงแผ่วเบา

"ผมโกรธ..."เพียงคำพูดสั้นๆที่ทำอีกฝ่ายชะงักมือ ใบหน้าคมเข้มเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

"โกรธที่คุณหลวงไม่เคยถาม...โกรธที่คุณหลวงไม่เคยพูด...โกรธที่ทำให้ผมคิดว่าผมคิดไปเองคนเดียว แล้วผมก็โกรธ...ที่คุณหลวงดูถูกผม...หาว่าผมมีอะไรกับไอ้หลวงหื่นกามนั่น"คำพูดทั้งหมดที่อัดอั้นอยู่ข้างในตลอดเวลาเจ็ดวันพรั่งพรูออกมาไม่หยุด...เสียงที่ดังกว่าปกติสั่นเครือปนกับเสียงสะอื้น...น้ำตาที่คิดว่าหยุดไปแล้วกลับไหลลงมาอีกครั้ง...ก่อนที่อีกฝ่ายจะดึงตัวผมเข้าไปกอดไว้แน่น หากแต่คราวนี้ผมเอื้อมมือออกไปโอบรอบแผ่นหลังกว้างนั้นกลับเช่นกัน

"เราขอโทษ หยุดร้องเถิดพ่อ"ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับเพียงแค่กระชับวงแขนให้แน่นขึ้นกว่าเดิม...ในที่สุดผมก็ได้รู้ความรู้สึกของคนตรงหน้า...ความรู้สึกที่มันเหมือนกันกับผม...ความรู้สึกที่ทำให้ผมไม่อยากแม้แต่จะปล่อยมืออออกจากวงแขนนี้อีกเลย...แม้ผมจะไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะเป็นเช่นไรก็ตาม

"เราเกรงว่าพ่อจักรังเกียจ...พ่อเป็นชาย เราก็เช่นกัน...เราพยายามหักใจ แต่ทุกครั้งที่เราได้อยู่ใกล้พ่อเรามีความสุขเหลือเกิน"วงแขนแกร่งยังตระกองกอดเอาไว้ไม่ยอมปล่อย...น้ำเสียงนุ่มเอ่ยความรู้สึกที่มีให้ผมได้ฟังโดยที่ผมทำได้เพียงซุกหน้าลงบนแผ่นอกกว้างเท่านั้น

"ที่พ่อมิพอใจเรื่องแม่พิกุล เรามิกล้าคิดเข้าข้างตัวเอง เราเพียงแต่คิด หากพ่อมีใจให้แม่พิกุลจริงเราจักยินดีด้วย แม่พิกุลเองก็งามพร้อมแลพ่อเองก็เป็นชายจักพึงใจแม่พิกุลก็มิใช่เรื่องผิด"

"หากแต่เรื่องหลวงเจษฎ์ทำให้เราขาดสติยิ่งนัก ยิ่งได้เห็นพ่อกับหลวงเจษฎ์ที่เรือนวันนั้น แลเรื่องที่เรารู้มาเกี่ยวกับหลวงแก เรายิ่งโกรธ"ผมได้แต่เงียบฟังสิ่งที่เขาระบายออกมาไม่หยุดหย่อน...เสียงสะอื้นและน้ำตาแห้งเหือดไปแล้ว คงเหลือเพียงอ้อมแขนอุ่นที่ยังไม่ยอมปล่อยไปไหน

"เราเข้าใจว่าพ่อเองก็พึงใจหลวงเจษฎ์จึงยอมให้แกเข้าใกล้ เราโกรธที่คนๆนั้นไม่ใช่เรา"

"อย่าร้องเลยนะพ่อ เรามิอยากเห็นพ่อร้องไห้ หากพ่ออยู่กับเราแล้วต้องเป็นแบบนี้ เรา..."คำพูดสุดท้ายถูกหยุดไว้ด้วยนิ้วเรียวของผมที่แตะเพียงแผ่วเบาบนริมฝีปากหยักได้รูปนั้น

"ผมไม่อยากฟังแล้ว"คนตัวสูงเพียงยกมือขึ้นกุมมือของผมเอาไว้แน่น ผมจ้องกลับไปที่นัยน์ตาคมที่เคยนิ่งสนิทแต่บัดนี้กลับฉายแววไม่มั่นใจ

"ทำไมคุณหลวงชอบคิดไปเองครับ ตั้งแต่เรื่องคุณพิกุล เรื่องไอ้หลวงหื่นกามนั่น คุณหลวงไม่คิดจะถามผมเลยเหรอครับ"ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผมโกรธ...โกรธคนตรงหน้าที่ทำเรื่องง่ายๆให้มันวุ่นวายขนาดนี้...เขาไม่ตอบอะไรเพียงส่งสายตาเจือแววเสียใจมาให้...มือใหญ่นั้นยังคงกุมมือผมเอาไว้แน่น

"แล้วผมก็ไม่เคยพูดว่าผมไม่อยากอยู่กับคุณหลวง เลิกคิดไปเองได้แล้วนะครับ"ผมยกมืออีกข้างประคองใบหน้าคมเข้มนั้นเพียงแผ่วเบาขณะที่อีกฝ่ายทาบทับมือใหญ่ของเขาลงมาเช่นกัน...เพียงชั่วครู่ที่เวลาเหมือนหยุดนิ่ง...ความเงียบก่อตัวอีกครั้งหากมีเพียงแววตาสองดวงที่สบกันไม่ไหวติง ราวกับต้องการจะสื่อความรู้สึกทั้งหมดนั้นออกมา...ริมฝีปากหยักได้รูปบรรจงจูบลงบนหน้าผากของผมเพียงแผ่วเบาทว่าความอบอุ่นนั้นแทรกลึกไปถึงกลางหัวใจ...หลวงพิสิษฐคนเดิมกลับมาแล้ว...


...ผู้ชายคนแรกที่ผมรักกลับมาอยู่ตรงหน้าผมอีกครั้ง...และผมขอมีเพียงคนๆนี้ไม่ว่าทั้งในปัจจุบันหรืออนาคต...
.

.

.

.
กว่าจะรู้ตัว ดวงอาทิตย์ดวงโตก็ลาลับขอบฟ้าไปนานแล้ว...ภายนอกปกคลุมด้วยความมืดมิด แว่วเพียงเสียงลมโชยแผ่วเบา...เก้าอี้หวายตัวเดิมถูกลากกลับมาวางอยู่เคียงโต๊ะทำงาน...เช่นเดียวกับตัวผม...วันนี้เสียเวลาทำงานไปนาน เลยต้องอยู่ยาวจนดึกดื่น...ผมไล่สายตาตามตัวอักษรบนกระดาษในมือ หากแต่รู้สึกได้ถึงสายตาคมของอีกฝ่ายที่มองอยู่นาน

"มองอะไรครับ"ละสายตาจากตัวหนังสือตรงหน้าก็สบเข้ากับดวงตาสวยคู่นั้นทันที...รอยยิ้มบางปรากฎบนใบหน้าคมเข้ม...รอยยิ้มที่ผมไม่ได้เห็นมาเสียนาน

"มองพ่อธีร์"ความรู้สึกร้อนวูบจนต้องหลบสายตามาอ่านข้อความในกระดาษต่อ

"ได้ทีเอาใหญ่นะครับคุณหลวง"ได้แต่ตอบกลับด้วยเสียงอ้อมแอ้ม

"ก็เราไม่ได้มองเสียนาน ขอมองหน่อยมิได้รึ"คำตอบที่ทำให้ผมก้มหน้าลงจนเกือบชิดแผ่นกระดาษในมือ...แว่วเสียงหัวเราะของคนตัวสูงเบาๆ

"ก้มหน้าเสียใกล้ จักอ่านรู้เรื่องหรือพ่อ"ยิ่งว่าก็เหมือนยิ่งยุ...ยอมเอากระดาษบางๆนี่บังหน้าเสียดีกว่าให้สู้สายตาคมกริบนั่น...มือใหญ่เอื้อมมาดึงแผ่นกระดาษตรงหน้าออก เผยให้เห็นรอยยิ้มโปรยของคนตัวสูงอีกครั้ง

"ดึกแล้ว ไว้วันพรุ่งค่อยทำต่อ"ว่าพลางวางแผ่นกระดาษลงบนโต๊ะ...แม้แต่อีกฝ่ายเองก็วางปากกาขนนกลงเช่นกัน


...เสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมกับเจ้าคุณไพศาลที่เปิดเข้ามา...แกเพิ่งกลับมาถึงเรือนและดูประหลาดใจที่ผมยังนั่งอยู่ในห้อง

"อ้าว พ่อธีร์ ดึกมากแล้วยังมิกลับรึ"ผมเองก็ไม่รู้ว่าดึกมากที่เจ้าคุณว่ามันกี่โมงกี่ยามกันแล้ว

"กำลังจะกลับแล้วครับ"เจ้าคุณไพศาลขมวดคิ้วมุ่น สีหน้ากังวลเล็กน้อย

"เห็นทีจักไม่ได้เสียล่ะ ดึกป่านนี้บ่าวไพร่มันเข้านอนกันหมดแล้ว ค่อยกลับวันพรุ่งเถิดพ่อ"คำตอบของเจ้าของเรือนที่ทำเอาผมเบิกตากว้าง แต่คนตัวสูงข้างๆเพียงแค่กลั้นหัวเราะเบาๆ

"คืนนี้ก็นอนเสียที่นี่ ห้องรับรองแขกที่เรือนเราก็มี"

"จะดีเหรอครับ ผมเกรงใจ"ไม่ได้เกรงใจแต่ตกใจต่างหาก...ตั้งแต่ทำงานที่เรือนนี้มายังไม่เคยต้องนอนค้างอ้างแรมแม้แต่ครั้งเดียว...แล้วทำไมมันจะต้องเป็นวันนี้ครับ

"เกรงใจอะไรกันเล่า หากเราปล่อยพ่อกลับเสียตอนนี้เห็นทีได้ถูกเจ้าคุณจิตราค่อนขอดเป็นแน่ ให้คนของเขาทำงานเสียดึกดื่น"เจ้าของเรือนยังยืนกรานคำเดิม ผมเลยได้แต่เงียบไม่รู้จะเถียงอะไร

"ประเดี๋ยวให้หลวงแกพาไปที่ห้องรับรองแขกนะพ่อ"พยักหน้ารับแบบไม่ค่อยสมยอมเท่าไหร่...ส่วนคนถูกอ้างถึงเอาแต่นั่งอมยิ้มไม่พูดอะไร

"เจ้าคุณจะนอนแล้วเหรอครับ"เห็นเจ้าคุณไพศาลกำลังเอื้อมมือปิดประตูเลยทักขึ้น

"กำลังจักขึ้นเรือน เห็นไฟสว่างอยู่นึกว่าหลวงแกลืมดับ"พูดจบก็ยิ้มอ่อนโยนเช่นเคยก่อนจะปิดประตูห้องทำงานลง...แว่วเสียงหัวเราะของบางคนอยู่ใกล้ๆ

"ขำอะไรครับ"ยิ้มหวานโปรยแต่ไม่ได้มองหน้าทำเอาผมสงสัย

"ไม่มีอะไร...ไปเถิดพ่อ"ว่าพลางลุกขึ้นเดินนำออกจากห้อง...เอาเถอะ อย่างน้อยก็นอนห้องรับรองแขก...ไม่ได้นอนห้องเดียวกันเสียหน่อย...แล้วนี่ผมกำลังคิดอะไรอยู่ครับ?...


เดินขึ้นมาบนชั้นสองเห็นประตูห้องหลายบาน เลยชักไม่แน่ใจว่าเจ้าคุณแกมีห้องรับรองแขกกี่ห้องกันแน่...คนตัวสูงเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูห้อง ก่อนจะเปิดออกแล้วเดินนำเข้าไป...แล้วนี่เขาจะเข้าไปทำไมล่ะครับ

"นี่ห้องรับรองแขกแน่เหรอครับ ทำไมกว้างจัง"แม้จะมืดแต่ก็ยังพอเห็นได้รางๆว่าห้องนี้กว้างขวางเกินกว่าจะเป็นห้องรับรองแขกธรรมดา

"มิใช่หรอก...ห้องเราเอง"หาาาาา?

"คุณหลวง"กำลังตกใจอยู่เลยเรียกออกไปได้แค่นั้น...อีกฝ่ายหันกลับมายิ้มโปรยให้เช่นเคย...แล้วมันใช่เวลาไหมเล่า

"พ่อธีร์อยากนอนที่ห้องรับรองแขกรึ"น้ำเสียงยียวนถามขึ้น...ความจริงก็ไม่อยาก...ไมใช่!...คือผมยังไม่พร้อมเอ๊ย!...พอๆ คิดไปไหนแล้วครับไอ้ธีร์

"นอนเสียที่นี่ล่ะ เรามิทำอะไรพ่อหรอก"ถึงจะพูดแบบนั้นมันก็ห้ามหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะนี่ไม่ได้...เจ้าของห้องเอื้อมมือไปเปิดไฟในห้องให้สว่าง...ดวงไฟสีส้มเผยให้เห็นสภาพห้องที่ถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย...เตียงสี่เสาขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้องถูกคลุมทับด้วยผ้าแพรมันวับสีน้ำเงิน...ฝั่งผนังห้องก็เต็มไปด้วยชั้นหนังสือหลายชั้นและหนังสือที่อัดแน่นอยู่เต็ม...แต่ที่ทำให้ผมตกใจจนต้องเบิกตาโพลงกลับเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่เบื้องหลังเจ้าของห้องในตอนนี้ต่างหาก...



"คุณหลวงครับ...โต๊ะนั่น!"

.......................................................................


จุดพลุให้น้องธีร์หน่อยคร๊าาาา  :mc4:
พี่แก้วเขาหึงโหดนะขอบอก ลูกชายต้องระวังตัวดีๆละ หึหึ
ว่าจะแกล้งให้งอนกันนานๆ สงสารนังน้องธีร์นั่งเป็นหมาหงอยเลย  :hao7:

ฝากตอนนี้ด้วยนะคะ  :mew1: :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4119
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
เย้ ดีกันแล้ว
และแล้วพ่อธีร์ก็เจอ item ชิ้นที่สอง (ก่อนหน้านี้เข้าใจว่าโต๊ะนั่นอยู่ที่บ้านเจ้าคุณจิตราซะอีก)

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Mississippi

  • Don't act like it's a bad thing to fall in love with me
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 189
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
เอริ้ววว ค้างงงงงงงงงงงงง :katai5:

ออฟไลน์ ►MoNkEy-PrInCe◄

  • อินเตอร์ไลน์
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 755
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-3
โต๊ะ? โต๊ะนั่นทำไมรึพ่อ?

ออฟไลน์ PetitDragon

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +342/-5
ดีกันแล้ว ๆ  :impress2:


กลอนเพราะมาก ชอบมาก  o13


ออฟไลน์ pim-lovemj

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 95
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
 :sad4: ค้างจร้าาาาาาาาา โต๊ะนี้เป็นคู่แฝดกันใช่ม้ายยยยย

ออฟไลน์ goosongta

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1532
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-6
พ่อธีร์ลืมน้านิดเลยนะพ่อ

ออฟไลน์ AeRoMoZa

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 432
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-1
คืออ่านมาถึงกลอนละแบบ โอ๊ย กัดปากจนกลัวปากแตกเลยค่า ฮือ ในที่สุดก็เข้าใจกันแล้ว รู้ใจกันแล้วว่าใจตรงกัน โอ๊ย กรี๊ดค่า อุปสรรคต่อไปคงเป็นหลวงเจษฎ์และการเดินทางผ่านกาลเวลานี่ล่ะ เดาว่าต้องมีมาม่ามาเป็นระยะ แต่ชอบนะคะ มาม่านิดๆกำลังดี ไม่นานด้วย ช่วยสร้างสีสันให้รักกันมากขึ้น เหมือนที่ว่าทะเลาะกันทุกวันลูกจะดก(เกี่ยว?)

หลวงแก้วววว ดูเจ้าเล่ห์ ขี้กวนในคราบบุคลิกที่ดูอบอุ่น โอ๊ยจะกรี๊ด จริงๆทั้งตอนตัดพ้อ ตอนหึง ตอนยิ้มหวาน ส่งสายตา ชอบหมดเลยค่า แล้วนี่แบบอะไรคะ หลอกให้ทำงานดึกละพานอนห้องตัวเองแหงๆ ไม่งั้นต้องมีห่วง ให้กลับบ้านก่อนอยู่แล้ว แผนสูง โอ๊ย ไม่ทำอะไร แต่แค่นี้พ่อธีร์ก็ใจเต้นตึกตักแล้วมั้ย   โต๊ะนั่น มันยังไงนะ โต๊ะจะย้ายไปหาที่ทับกระดาษ หรือที่ทับกระดาษจะย้ายมาหาโต๊ะ แต่ว่า...กว่าที่หลวงแก้วจะสลักชื่อ "ชลนธีร์" ลงบนที่ทับกระดาษ พ่อธีร์คงกลับยุคปัจจุบันไปแล้ว ตอนนี้เริ่มคิดว่ามาม่าแค่ไหนก็ได้ แต่ขอจบแฮปปี้นะคะ ซึ่งจริงๆยังหาหนทางให้แฮปปี้ไม่เจอแฮะ เง้อ

รออ่านต่อนะคะ อย่างจะเร่งให้เขียนเร็วๆแต่ก็เกรงใจ แฮ่ๆ

meili run

  • บุคคลทั่วไป
จิตใจตรงกัน ผูกรักกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกใหม่ อิอิ น่ารักซะ หวานๆ  :o8:

ออฟไลน์ quiicheh.

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1678
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-9
อ่านกลอนตามพ่อธีร์แล้วใจเต้นตุบตับ
เป็นตอนที่สมการรอคอยค่ะทุกอารมณ์มากๆ
แล้วตอนนี้ก็เจอโต๊ะแล้ว ที่มาเลยนะนั่น

ปล.เราแอบสงสัยค่ะว่า สองคนนี้เค้าก็ต้องผูกพันมาตั้งแต่อดีต
เพราะตอนแรกๆที่ธีร์ได้ยินเสียงแปลกๆคือธีร์ยังไม่เคยย้อนอดีต
แต่ทำไมมันเหมือนสองคนนี้มาสปาร์คกันเพราะธีร์ข้ามเวลามาคะ?
แหะๆ เราแค่อยากรู้ว่าคุณหลวงเค้าเคยไปเจอธีร์มาก่อน
หรือว่าเคยรักกันมาก่อนรึเปล่าน่ะค่ะ

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
 :เฮ้อ:


เห้อออออ สักทีน่ะ !! คนอ่านก็เครียดตามมาหลายตอน !! ฟริ้วว

ออฟไลน์ Chichi Yuki

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1636
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-3
เอ๊ะๆๆ โต๊ะไหน ใช่โต๊ะที่ทำงานของอาผู้ชายหรือเปล่า แต่ว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ทำไม่ธีร์ไม่โผล่มาที่นี่อ่ะ ทำไมถึงไปโผล่อีกเรือนกัน หรือว่าที่ทับกระดาษนั่นคือจุดเชื่อมโยง แต่ว่าที่ทับนั่นก็ไม่ใช่ของคุณหลวงอีกล่ะ
เดาว่าโต๊ะที่อยู่ในห้องคงไม่เกี่ยวอะไรหรอก...มั้ง ก็ทุกอย่างมันชี้ตรงจุดว่าโต๊ะของอาผู้ชายเป็นโต๊ะของทางเรือนคุณพิกุลนี่นา ((สับสันอ่ะ))

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Novemberist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 97
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-0
อ่านกลอนตามพ่อธีร์แล้วใจเต้นตุบตับ
เป็นตอนที่สมการรอคอยค่ะทุกอารมณ์มากๆ
แล้วตอนนี้ก็เจอโต๊ะแล้ว ที่มาเลยนะนั่น

ปล.เราแอบสงสัยค่ะว่า สองคนนี้เค้าก็ต้องผูกพันมาตั้งแต่อดีต
เพราะตอนแรกๆที่ธีร์ได้ยินเสียงแปลกๆคือธีร์ยังไม่เคยย้อนอดีต
แต่ทำไมมันเหมือนสองคนนี้มาสปาร์คกันเพราะธีร์ข้ามเวลามาคะ?
แหะๆ เราแค่อยากรู้ว่าคุณหลวงเค้าเคยไปเจอธีร์มาก่อน
หรือว่าเคยรักกันมาก่อนรึเปล่าน่ะค่ะ


อันนี้จะมีบอกในตอนต่อๆไปนะค้า ติดตามนะ :mew1: :mew1: :mew1:
แต่บางทีอาจจะเป็นเรื่องของพรหมลิขิตก็ได้น้า อิอิ


เอ๊ะๆๆ โต๊ะไหน ใช่โต๊ะที่ทำงานของอาผู้ชายหรือเปล่า แต่ว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ทำไม่ธีร์ไม่โผล่มาที่นี่อ่ะ ทำไมถึงไปโผล่อีกเรือนกัน หรือว่าที่ทับกระดาษนั่นคือจุดเชื่อมโยง แต่ว่าที่ทับนั่นก็ไม่ใช่ของคุณหลวงอีกล่ะ
เดาว่าโต๊ะที่อยู่ในห้องคงไม่เกี่ยวอะไรหรอก...มั้ง ก็ทุกอย่างมันชี้ตรงจุดว่าโต๊ะของอาผู้ชายเป็นโต๊ะของทางเรือนคุณพิกุลนี่นา ((สับสันอ่ะ))

แหะ มิได้ตั้งใจให้งงนะเจ้าคะ คนแต่งเองแต่งไปบางทีก็ปวดหัวไปเหมือนกัน :mew5:
จะพยายามไล่เปิดประเด็นเรื่องนี้ให้เข้าใจในตอนต่อๆไปนะคะ
อย่าเพิ่งเบื่อเค้าก่อนน๊า  :mew2: :mew2:

ออฟไลน์ ทั่วหล้า

  • ไม่ช่างพูดแต่ช่างพิมพ์
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1051
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-3
คำกลอนไพเราะจับจิตมากครับ

ดีแล้วที่ดีกันสงสารพ่อธีร์ของบ่าว :heaven

รอร๊อรอๆๆๆครับ

ออฟไลน์ เกริด้า(๐-*-๐)v

  • ไม่อยากคิดอะไรทั้งนั้นแหละ
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +349/-29
ชอบเรื่องนี้มากเลยค่ะ คุณหลวงแก้วกวนติง+หวานได้น่ารักมาก แบบนี้สายน้ำจะไม่หวั่นไหวยังไงได้เนอะ

ความรักของแชมป์กับคุณพิกุลก็น่ารักมากค่ะ น่ารักมากๆๆๆ ปกติคนแต่งนิยายวาย แต่งคู่ปกติในเรื่องไม่ค่อยดีหรอกค่ะ แต่เรื่องนี้ดีมากๆๆ ชวนให้ติดตามคู่นี้ไปด้วยเลย อย่าทิ้งนะคะ ขอรับรู้ไปทั้งสองคู่เลยค่ะ ชอบจริงๆ แบบนี้เรียลดี และคุณแต่งน่ารักชวนติดตามด้วย

*ขอหวานๆแบบนี้อีก อยากยิ้มแก้มปริ (ทั้งสองคู่เลยนะ)*

แต่ไอสงสัยนิดหนึ่งนะคะ สองเรื่องค่ะ

เรื่องแรก อยากรู้ว่าทำไมหลวงหื่นเห็นแชมป์แล้วไม่หลงเหมือนตอนเห็นธีร์อ่ะ ทั้งๆที่ขาวเหมือนๆกันนิ คนแบบนั้นเห็นแบบนี้น่าจะสนใจเหมือนกันนะ

เรื่องที่สอง ไอติดใจตรงบอกคนอื่นๆว่าอยู่หอๆ แล้วเขาเชื่อกันด้วยเหรอ? ไม่มีใครตามไปดูเลยเหรอ? ไม่มีใครมีกุญแจเปิดดูห้องเลย? ค่าน้ำ+ไฟ+ห้อง จ่ายกันยังไง? ถ้าไม่จ่ายมีหวังโดนไล่ออกจากห้องพอดีกัน แล้วรายงานไม่ส่งอาจารย์ไปสอบอย่างเดียวจะจบไหม? จริงๆถ้าสองคนนี้ไปกลับอดีตปัจจุบันไม่ได้ไอคงไม่สงสัยเรื่องนี้เท่าไหร่หรอกค่ะ ออกแนวช่างมัน แต่นี่ทำได้อ่ะ แล้วระยะเวลาที่มาอยู่อดีตกับปัจจุบันดันไหลตามเวลาเลย เหมือนอยู่ช่วงเวลาเดียวกันซะงั้น แบบนี้ถ้าหายไปปีหนึ่งเวลาก็หายไปปีหนึ่งไปด้วยอ่ะ แบบนี้น่าจะเลือกอนาคตได้แล้วนะว่าจะอยู่ที่ใด

ออฟไลน์ Novemberist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 97
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-0
ตอนที่ ๑๖...ค้นหาความจริง...


นิรมลนั่งอยู่บนโซฟายาวในห้องรับแขกกว้าง...ใบหน้าของเธอซีดเซียวลงมากเมื่อเทียบกับเวลาปกติ...ดวงตาอิดโรยและบวมช้ำบ่งบอกว่าเธอผ่านการร้องไห้อย่างหนัก...ในมือกำโทรศัพท์มือถือที่ไม่ใช่ของเธอเอาไว้แน่น...เธอนอนไม่หลับมาหลายวันจนต้องอาศัยยานอนหลับอยู่บ่อยครั้ง

"ค่ะ คุณต้น"หญิงสาวกรอกเสียงตอบสามีที่โทรเข้ามา

"ยังไม่กลับมาเลยค่ะ นิดแจ้งตำรวจไปแล้ว...นิดไม่เป็นอะไรค่ะ คุณต้นไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ"ถึงจะตอบไปเช่นนั้นแต่แววตาไม่ได้ตรงกับคำพูดที่ออกมาแม้แต่น้อย แต่เธอก็ไม่อยากทำให้สามีที่ไปประจำอยู่ต่างจังหวัดต้องเป็นห่วง

หญิงสาววางสาย เธอพิงศีรษะลงบนโซฟาพลางถอนหายใจยาว...เป็นเวลาสองอาทิตย์กว่าแล้วที่หลานชายของเธอหายตัวไป...แม้ก่อนหน้านี้เธอจะได้รับข้อความว่าเขากับเพื่อนจะไปอยู่หอ แต่กลับขาดการติดต่อไปนานจนเธออดเป็นห่วงไม่ได้...เธอพยายามโทรไปที่หอหลายครั้ง หรือแม้แต่ไปหาด้วยตัวเองแต่กลับไม่มีใครออกมาเปิดประตู...นั่นทำให้เธอแน่ใจว่าหลานชายของเธอหายตัวไปจริงๆ

นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว...ครั้งแรกเขากลับมาหลังจากหายไปสองอาทิตย์ บอกกับเธอเพียงแค่ว่าเขาเรียนหนักและอยู่ที่หอ...หากแต่คราวนี้กลับนานกว่าเก่า...เธอพบโทรศัพท์มือถือของเขาหล่นอยู่ในห้องทำงานของสามี โทรศัพท์ที่เธอถือมันติดตัวทั้งวันเผื่อว่าหลานชายของเธอจะโทรเข้ามา...และได้แต่ภาวนาขอให้หลานของเธอปลอดภัย แม้ตัวเธอเองจะไม่รู้เลยว่าเขาอยู่ที่ไหนก็ตาม
.

.

.
"คุณนิดทานอีกหน่อยเถอะค่ะ เพ็ญเห็นคุณนิดไม่ค่อยทานอะไรเลย"แม่บ้านคนสนิทเอ่ยขึ้นเมื่อเธอวางช้อนข้าวต้มลงหลังจากที่กินมันเข้าไปได้เพียงไม่กี่คำ

"ฉันไม่ค่อยหิวน่ะเพ็ญ"เธอส่ายหน้าตอบ ในขณะที่เพ็ญมีสีหน้าเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด

"คุณนิดทำใจให้สบายนะคะ คุณธีร์แกไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ นิดเชื่อว่าคนดีพระคุ้มครองนะคะ"คำปลอบโยนที่ไม่ได้ทำให้คนฟังรู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย

ครั้งแรกที่หลานชายของเธอหายตัวไป...เธอโทรถามเพื่อนทุกคนของเขา แม้แต่แฟนสาวของเขาเองก็โทรมาถามอยู่หลายครั้ง...แต่คราวนี้กลับมีเพียงเพื่อนสนิทที่มหาวิทยาลัยสองคน และเพื่อนที่คณะอีกสองสามคนที่โทรมา...นั่นยิ่งทำให้เธอยิ่งวิตก...ครั้งก่อนเธอหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้จนต้องหันหน้าเข้าพึ่งพระพุทธศาสนา...เธอไปที่วัดแห่งหนึ่งและได้พบกับเจ้าอาวาสวัยกลางคน เล่าให้ท่านฟังเรื่องของหลานชายเพียงแต่ท่านแค่ยิ้มบางๆเท่านั้น

'ไม่ต้องกังวลหรอกโยม เดี๋ยวเขาก็กลับมาเอง'นั่นเป็นคำตอบของหลวงพ่อในครั้งแรกที่เธอไปพบ และครั้งนี้เธอคิดว่าเธอควรจะไปพบกับท่านอีกครั้ง...เพราะถ้าเธอคิดไม่ผิด...ท่านคงรู้อะไรบางอย่าง
.

.
นิรมลเร่งคันเร่งให้เร็วขึ้นเมื่อท้องถนนเบื้องหน้าโล่งตา...วัดนั้นตั้งอยู่นอกตัวเมืองไม่ไกล ขับรถเพียงแค่สองชั่วโมงก็ถึง...เธอมาถึงวัดเอาตอนหลังเพล...เข้าไปกราบองค์พระประธานในอุโบสถก่อนจะเดินออกมาด้านนอก ตั้งใจจะถามใครสักคนแถวนั้นถึงเจ้าอาวาสวัด หากแต่ท่านยืนอยู่ตรงหน้าประตูพอดี

"นมัสการค่ะหลวงพ่อ"หญิงสาวยกมือไหว้อย่างนอบน้อมก่อนจะเดินตามเจ้าอาวาสวัยกลางคนเข้ามาในโบสถ์...เธอนั่งพับเพียบพนมมืออย่างสุภาพ

"มีอะไรหรือโยม"น้ำเสียงอ่อนโยนของหลวงพ่อเอ่ยถาม

"หลานชายหายตัวไปอีกแล้วค่ะหลวงพ่อ...คราวนี้สองอาทิตย์กว่าแล้วค่ะ"เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อยขณะเล่า หากแต่เจ้าอาวาสเพียงแค่ยิ้มและรับฟังอย่างเงียบๆ

"อาตมาเคยบอกโยมแล้วว่าเขาไม่ได้ไปไหน เดี๋ยวเขาก็กลับมา"

"แต่หลวงพ่อไม่คิดว่ามันผิดปกติบ้างเหรอคะ หลานชายดิฉันทั้งคนนะคะ หายไปนานแบบนี้ไม่ให้ห่วงไม่ได้หรอกค่ะ"เธอรู้สึกเหมือนเส้นอะไรขาดผึง ในใจมีแต่ความกังวล

"โยม หลานชายของโยมมีจิตใจดี อยู่ที่ไหนใครเขาก็รัก โยมไม่ต้องเป็นห่วงเขาหรอก เมื่อถึงเวลาเขาก็กลับมาเอง"

"หลวงพ่อพูดเหมือนรู้อะไร หลวงพ่อรู้หรือคะว่าธีร์อยู่ที่ไหน"เจ้าอาวาสเพียงแค่ยิ้มบาง

"เขาอยู่ในที่ที่โยมไม่สามารถไปหาเขาได้ แต่เขาอยู่สุขสบายดี อาตมาพูดได้แค่นี้ โยมคงเข้าใจนะ"นิรมลไม่มีวันเข้าใจและเธอก็คิดว่าหลวงพ่อไม่เข้าใจเธอเช่นกัน...หลานชายของเธอหายไปทั้งคน แล้วยังมีเพื่อนสนิทของเขาอีก...พ่อแม่ของแชมป์ก็เป็นห่วงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ...เธออยากถามเขาเหลือเกินว่าไม่เป็นห่วงเธอกับครอบครัวบ้างหรือ...เธอพยายามคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตก สถานที่ที่คาดว่าหลานชายของเธอจะไป แต่ก็ไม่เคยพบ...สิ่งหนึ่งที่ยังติดใจเธอมาจนถึงทุกวันนี้นั่นคืออาการแปลกๆของธีร์ก่อนจะหายตัวไปในครั้งแรก


ตั้งแต่แม่และพ่อของธีร์ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆของเธอประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตตั้งแต่ตอนที่หลานชายเธอเพิ่งอายุได้14ปี ธีร์ก็กลายเป็นเด็กเก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร เธอพยายามรับธีร์มาอยู่ที่บ้านแต่เขาไม่ยอม ดื้อแพ่งจะอยู่ที่บ้านเดิม แม้จะมีคนใช้ของพี่ชายมากมายในบ้านคอยดูแลแต่เธอก็อดเป็นห่วงไม่ได้...เธอบังคับเขาหนักเข้าจนเขาหนีออกจากบ้านในที่สุด...นิรมลออกตามหาหลานชายอยู่สามวันกว่าจะพบ แววตาของธีร์แข็งกระด้างแต่กลับว่างเปล่า...เขาไม่ยอมฟังอะไรเธอเลยแม้แต่นิดเดียว จะมีก็แต่แชมป์ เพื่อนสนิทในวัยเด็ก ที่คอยดึงธีร์ให้กลับมาสู่โลกปกติ...แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังรู้สึกว่าลึกๆแล้วเขาก็ยังต่อต้าน


ตอนเรียนจบมัธยมปลาย เธอดีใจที่เขาสอบติดรัฐศาสตร์ตามที่พี่ชายของเธอวาดหวังไว้...แต่ธีร์กลับขอเธอออกไปอยู่หอ...เธอรู้มาตลอดว่าธีร์ไม่อยากอยู่ที่บ้านนี้เพราะมันไม่ใช่บ้านของเขา...เธอกับสามียอมรับโดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่าเขาจะต้องตกลงให้เธอเป็นคนดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพราะนั่นคือมรดกที่พี่ชายของเธอทิ้งไว้ให้กับลูกชายเพียงคนเดียวของครอบครัว แม้ความจริงเธอไม่อยากให้เขาออกไปอยู่คนเดียวเลยก็ตาม เพราะเธอเองไม่มีลูกและรักเขาเหมือนลูกชายคนหนึ่ง


หลังจากย้ายไปอยู่หอ ธีร์จะกลับมานอนที่บ้านแค่ช่วงสุดสัปดาห์ แม้บางทีมีวันหยุดยาวธีร์ก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมกลับ จนเธอคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ...แต่เมื่อไม่นานมานี้ อยู่ๆหลานชายเธอก็กลับมานอนที่บ้านบ่อยครั้ง บางทีไม่ใช่สุดสัปดาห์เขาก็ยังมา และมักจะมาขลุกอยู่ในห้องทำงานของสามีเธอครั้งละหลายชั่วโมง...นั่นทำให้เธอสงสัยเพราะปกติเขาไม่เคยเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับห้องทำงานของสามีเธอเลย...แต่เธอก็รู้เหตุผลเมื่อธีร์ถามเธอเรื่องโต๊ะไม้สักและที่ทับกระดาษที่บังเอิญมีชื่อที่เหมือนกับชื่อของเขาสลักอยู่...เธอจำได้ว่าสามีของเธอได้โต๊ะตัวนี้มาจากคุณหญิงอร เพื่อนสนิทของแม่ของธีร์...มันช่างเป็นความบังเอิญที่ทำให้หลานชายของเธอสนอกสนใจโต๊ะตัวนี้เป็นพิเศษ...แล้ววันหนึ่ง...เขาก็หายตัวไป...


นิรมลพยายามหาเหตุผล...แต่เธอก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าหลานชายของเธอหายไปไหน...เธอยังคงติดใจเรื่องโต๊ะไม้สัก...แต่เธอก็ไม่รู้ว่ามันจะเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของหลานชายได้อย่างไร...แต่อย่างน้อยหากได้ความกระจ่างเรื่องความเป็นมาของมัน อาจจะทำให้เธอเข้าใกล้ความจริงมากยิ่งขึ้น


เช้าวันถัดมา นิรมลตัดสินใจไปหาเจ้าของเดิมของโต๊ะไม้สักโบราณ...เธอโทรไปบอกคุณหญิงอรล่วงหน้าก่อนจะขับรถออกไปยังบ้านท่านทูตสามีของคุณหญิง

"นิด ไม่สบายหรือเปล่า ท่าทางไม่ค่อยดีเลย"คุณหญิงเจ้าของบ้านทักขึ้นเมื่่อเห็นใบหน้าซูบผอมของเธอ...คุณหญิงอรเป็นเพื่อนสนิทกับพี่สะใภ้ซึ่งก็คือแม่ของธีร์ ส่วนท่านทูตสามีของเธอกับพี่ชายเธอก็รู้จักกันเป็นอย่างดี และยังสนิทสนมกับสามีของเธออีกด้วย

"นิดสบายดีค่ะคุณหญิง...คุณหญิงคะ นิดมีเรื่องอยากจะถาม"เธอเปิดประเด็นทันทีที่มาถึง

"คุณหญิงเล่าให้นิดฟังเรื่องโต๊ะไม้สักของท่านทูตหน่อยได้ไหมคะ ที่คุณต้นซื้อไปน่ะค่ะ"คุณหญิงมีท่าทีแปลกใจกับคำถาม

"เอ ก็ไม่ค่อยรู้ละเอียดหรอกนะ คุณเขาเคยเล่าว่าเป็นของคุณทวดหรือปู่ทวดนี่ล่ะ ของตั้งแต่สมัยรัชกาลที่5"นิรมลนั่งฟังคุณหญิงเล่าอย่างตั้งใจ แต่เธอก็จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าการหายตัวไปของหลานชายจะเกี่ยวกับโต๊ะตัวนี้จริงหรือเปล่า

"คุณเขาได้โต๊ะนั้นมาตอนย้ายของออกจากเรือนโบราณของเจ้าคุณต้นตระกูลน่ะ เพราะตอนนั้นกำลังจะปรับปรุงเรือนใหม่ ตอนแรกคุณเขาว่าอยากขายที่ตรงนั้นแต่มานึกๆดูก็เสียดาย มรดกตกทอดมาตั้งไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น"

"แล้วที่ทับกระดาษที่มีชื่อเหมือนกับตาธีร์อยู่ด้านล่างล่ะคะ"นิรมลยังคงถามต่อด้วยความสงสัย

"มันมาเป็นชุดพร้อมกับโต๊ะอยู่แล้วนะ แต่ตอนที่เอามาตาธีร์ยังไม่เกิดเลย"

"เอ หรือว่าแม่ของตาธีร์จะตั้งชื่อตามที่ทับกระดาษอันนี้คะ"

"อุ้ย ไม่ใช่หรอก แม่ของตาธีร์ไม่เคยเห็นเพราะคุณเขาเอาไว้ในห้องทำงานตลอด"นั่นยิ่งทำให้เธอสงสัยหนักกว่าเก่า...มันเป็นความบังเอิญที่เหลือเชื่อจนเกินไป

"แล้วคุณหญิงพอจะทราบไหมคะว่าใครเป็นคนเขียน"

"ไม่รู้หรอกจ้ะ...คุณเขาก็ไม่ได้รู้อะไรมาก แค่นึกถูกใจตอนไปดูเรือนโบราณเลยเอามาไว้ที่นี่ แต่พอดีได้โต๊ะตัวใหม่มา ก็เลยจะเอาไปให้คนอื่น พอดีกับที่คุณต้นมาเห็นเสียก่อนน่ะ"

"ว่าแต่นิดถามเรื่องโต๊ะนั้นทำไมหรือ...แล้วนี่ตาธีร์ไปไหนเสียล่ะ ไม่เจอนานแล้วน่าจะพามาหากันบ้าง"คุณหญิงถามขึ้นพลางเอ่ยถึงหลานชายของตน

"นิดแค่อยากรู้น่ะค่ะ ส่วนตาธีร์ตอนนี้เรียนหนักค่ะ เลยไม่ค่อยมีเวลา"เธอไม่ได้บอกใครเรื่องที่หลานชายหายตัวไปนอกจากคนในบ้าน เพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่...นามสกุลของพี่ชายมีชื่อเสียงอยู่บ้าง ตัวหลานชายเองก็ถูกจับตามองจากแวดวงไฮโซอยู่บ่อยครั้ง เพียงแต่เขาไม่ได้ให้ความสนใจด้านนี้เท่าไหร่นัก และยังใช้ชีวิตปกติเรื่อยมา

"คุณหญิงคะ...คุณหญิงมีรูปเจ้าคุณต้นตระกูลของท่านทูตไหมคะ"ราวกับมีอะไรดลใจให้ถาม เธออยากเห็นหน้าเจ้าของเดิมของโต๊ะตัวนั้น แม้มันจะไม่ได้ช่วยอะไรมากก็ตาม

"เอ เหมือนจะมีนะ นิดรอฉันสักครู่"คุณหญิงว่าพลางลุกเดินขึ้นไปชั้นบนของบ้าน...เธอหายไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาพร้อมกรอบรูปเก่าขนาดกลางในมือ

"นี่จ้ะ มีอยู่รูปเดียว เห็นคุณเขาว่าเจ้าคุณท่านไม่ชอบถ่ายรูปเลยไม่ค่อยมีรูปแกเยอะนัก"นิรมลรับกรอบรูปในมือมาดู...ภาพนั้นเป็นภาพถ่ายขาวดำของเจ้าคุณต้นตระกูลของท่านทูตที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ สวมเสื้อราชปะแตนแขนยาวและโจงกระเบนสีเข้ม ในมือถือหมวกวางไว้บนตัก ส่วนมืออีกข้างกุมไม้เท้าเอาไว้ ผมสีดอกเลาเช่นเดียวกับไรหนวด ใบหน้าของท่านดูเป็นคนใจดี แม้ในรูปท่านจะไม่ได้ยิ้มแต่แววตากลับเจือไปด้วยความอ่อนโยน


...แต่ที่เธอสะดุดตากลับเป็นคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง...ผู้ชายตัวสูงใบหน้าคมเข้มที่แต่งตัวเหมือนกัน ท่าทีสง่าผ่าเผย ผมรองทรงเสยไปด้านหลังยิ่งทำให้โครงหน้าคมเด่นชัด สันจมูกโด่ง ริมฝีปากหยักหนาได้รูป...แววตาของเขาเหมือนกับเจ้าคุณไม่มีผิด...อ่อนโยนและใจดี

"คนนี้ใครหรือคะคุณหญิง"เธอยื่นรูปส่งให้คุณหญิงอรดู

"เห็นว่าเป็นคนสนิทท่าน หล่อเนอะนิด นี่ขนาดสมัยโบราณนะเนี่ย"คุณหญิงอรว่าพลางหัวเราะคิกคัก...นิรมลส่งรูปคืนให้เธอ...ภาพเจ้าคุณท่านนั้นยังติดตา หากแต่ภาพคนตัวสูงข้างหลังกลับติดตายิ่งกว่า...เธอได้แต่สงสัยว่าเขาเป็นใครและมีความเกี่ยวข้องใดกับเจ้าคุณ

"คุณหญิงคะ..."เรียกขึ้นอีกครั้ง ในใจหวังว่าคุณหญิงอรจะไม่รำคาญเธอเสียก่อน

"เจ้าคุณต้นตระกูลของท่านทูตชื่ออะไรหรือคะ"คุณหญิงขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้...เธอพลิกด้านหลังกรอบรูปและเปิดฝามันออก ก่อนจะยื่นกรอบรูปนั้นมาให้นิรมล

"นี่ไงมีชื่อเขียนอยู่ตรงนี้"นิรมลก้มมองลายมือตวัดหางแบบโบราณที่ถูกเขียนไว้ด้านหลังรูป ปรากฎเป็นชื่อของบุคคลสองท่าน



...พระยาไพศาลราชวราการ...

และ

...หลวงพิสิษฐวรเวทย์...

..............................................................................

อ่านความรู้สึกของอานิดกันบ้างเนอะ :sad4:

สำหรับอานิดแล้วธีร์เหมือนเป็นลูกชายคนหนึ่งเลยค่ะ
แต่สำหรับธีร์ ด้วยความที่ต่อต้านมาตั้งแต่เสียพ่อกับแม่ ธีร์เลยกลายเป็นเด็กที่คิดว่าอยู่คนเดียวได้
สังเกตได้จากตอนแรกๆที่ธีร์ไม่ค่อยสนใจจะกลับบ้านเท่าไหร่ เพราะธีร์รู้สึกว่าไม่ใช่บ้านของธีร์
เพราะฉะนั้นเวลาที่ธีร์ไปอยู่พระนคร ความรู้สึกผูกพันกับอานิดจึงมีไม่มากเท่ากับคนในอดีต

ส่วนเรื่องโต๊ะ จริงๆผู้แต่งไม่ได้ตั้งใจโฟกัสเรื่องนี้มากนัก แต่เมื่อโยงเรื่องไปแล้วก็จะค่อยๆคลายปมในตอนถัดๆไปนะคะ
อาจจะมีเอื่อยไปบ้างเพราะมีหลายคู่และหลายประเด็นที่ต้องเปิด อย่าเพิ่งเบื่อกันก่อนน๊าาา  :call:

ยังไงก็ฝากตอนนี้ด้วยนะคะ  :mew1:

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4119
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
น่าสงสารคนที่รอ คงเป็นห่วงน่าดู
เมื่อไหร่ทุกคนจะชินกับการไปๆกลับๆปัจจุบันกับอดีตของพ่อธีร์กับแชมป์ซะที
จุดนี้ควรทำให้เคลียร์นะจ๊ะคนแต่ง
เพราะถ้าเราเป็นพ่อธีร์หรือแชมป์คงห่วงหน้าพะวงหลังพอสมควร ถ้าคนใกล้ๆตัวยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ปล.ทำไมพ่อธีร์กับแชมป์ถึงบอกความจริงกับคุณหลวงแล้วก็น้าของธีร์ไม่ได้อ่ะ

ออฟไลน์ quiicheh.

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1678
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-9
กลับมาคราวนี้ธีร์ควรบอกอาแล้วล่ะ
เพราะอย่างไงอาก็ต้องเชื่อ
แต่ลุ้นในอนาคตมากเลยคะ ว่าจะได้อยู่ด้วยกันมั้ยฮือออ

แน่นอนจะติดตามยันจบเรื่องเลย
สนุกมากๆ :-)

ออฟไลน์ ►MoNkEy-PrInCe◄

  • อินเตอร์ไลน์
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 755
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-3
สงสารอานะ อาไม่รู้เรื่องอะไร
หลานหายไปเป็นใครเขาก็ทุกข์

ออฟไลน์ PetitDragon

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +342/-5
แอบนึกว่าจะได้อ่านคุณหลวงฯกับพ่อธีร์ร่วมเตียงด้วยกัน  :m26:

ออฟไลน์ goosongta

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1532
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-6
สั้นจัง ต่อมอยากรู้ทำงานเยอะ ยังไม่หายสงสัย และก็คิดถึงคุณหลวงด้วย

ออฟไลน์ AeRoMoZa

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 432
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-1
รู้ซักทีว่าหลวงแก้วคือใคร...แต่ทำไมหน่วงๆ
ขอจบแฮปปี้นะ จริงๆ ขอหลายรอบเลย เพราะดูท่าจะไม่มีทางบรรจบกันเอาจริงๆ

หลวงแก้วคิดถึง พ่อธีร์เลยย้อนไป เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่อง
แล้วเรื่องในอดีตก็ต้องดำเนินไปจนพ่อธีร์กลับมาปัจจุบัน
หลวงแก้วก็คงยังคิดถึงอยู่ แถมยังสลักชื่อไว้ที่ที่ทับกระดาษด้วย
แล้วยังไงต่อล่ะทีนี้...ต้นตระกูลท่านทูตต้องมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับหลวงแก้วบ้างสิ
งือ หน่วงมากอ่ะ ทำไงดี ดิ้นๆๆ

จะมีทางไหนที่ทำให้หลวงแก้วกับพ่อธีร์อยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่านะ จะมีซักทางมั้ย

รออ่านต่ออยู่นะคะ
ป.ล.ชอบจริง รูปเก่า เรื่องเล่าสมัยก่อน

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด