...The Timeless Tide...หากแม้นสายนธีร์จะย้อนกลับ...[แจ้งข่าว หน้า๒๒ ค่ะ]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ...The Timeless Tide...หากแม้นสายนธีร์จะย้อนกลับ...[แจ้งข่าว หน้า๒๒ ค่ะ]  (อ่าน 279422 ครั้ง)

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

meili run

  • บุคคลทั่วไป
อ้าว คุณหลวงเป็นเด็กกำพร้าหรออ ? 
พ่อธีร์น่ารัก

 :mew1:

ออฟไลน์ เฉื่อย

  • UNCOMMON AS NORMAL.
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 67
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0
ชอบแนวพีเรียดแบบนี้จัง
เนื้อเรื่องเรื่อยๆ สบายๆ อบอุ่นๆ

ชอบผู้ชายแบบคุณหลวงแก้วอ่ะ(แต่สมัยนี้คงไม่มี) :heaven

ออฟไลน์ Novemberist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 97
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-0
Chapter VIII...แรกเริ่มของความรู้สึก


"เหนื่อยมั้ยมึงงงงง"เสียงกวนของไอ้แชมป์เอ่ยขึ้น...ผมที่กว่าจะกลับมาถึงเรือนก็มืดเสียแล้ว แถมตอนกลับมาถึงยังเดินกลับไปเรือนบ่าวหน้าตาเฉย จนไอ้มิ่งกับพี่สนต้องเตือนสติให้อีกรอบว่าตอนนี้แกช่วยกันย้ายของผมกับไอ้แชมป์ขึ้นไปบนเรือนเรียบร้อย...แต่ผมก็ยังไม่ค่อยชินอยู่ดี

"ไม่เหนื่อย แต่โคตรง่วง...เห็นแต่ตัวหนังสือจนตาลาย"ผมตอบไอ้แชมป์ที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง...เจ้าคุณให้พวกผมมาอยู่ที่ห้องของคุณดาวเรืองลูกสาวคนโต เพราะเธอแต่งงานย้ายออกไปตั้งแต่ต้นปี ส่วนเจ้าคุณแกไปนอนที่ห้องหนังสือเพราะคุณพิกุลเธอไปนอนกับคุณหญิงสร้อยแทน

"เหมือนกูเลยว่ะ...ทั้งอังกฤษทั้งฝรั่งเศส...ดีนะกูยังคืนอาจารย์ไปไม่หมด"ไอ้ตัวดีว่า ในมือมันยังถือหนังสือภาษาฝรั่งเศสที่เจ้าคุณให้กลับมาอ่านเป็นการบ้าน

"อย่ามาเนียนครับเชี่ยแชมป์...มึงลงมานอนข้างล่างนี่"ผมหันไปเห็นไอ้แชมป์มันทิ้งตัวลงบนเตียงสี่เสาต่อหน้าต่อตา

"มาก่อนได้ก่อนเว้ย...มึงแหละนอนข้างล่าง วันนี้กูทำงานเหนื่อย"

"เหนื่อยเชี่ยไร แค่ตื่นเช้าเดินขึ้นเรือน กูนี่ต้องนั่งเรือไปกลับเป็นชั่วโมงๆ"ผมบ่นไปงั้น เพราะจริงๆแล้วการได้นั่งเรือชมความงามของสองฝั่งแม่น้้ำไม่ได้ทำให้ผมเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย

"เหนื่อยนักก็นอนเรือนโน้นดิ จะกลับมาแย่งเตียงกูทำไมวะ"มันพูดลอยๆพลางนอนกระดิกเท้าอ่านหนังสืออย่างสบายอารมณ์

"บ้านกูซะที่ไหนครับสัส"เดินไปโบกหัวมันสักรอบ โทษฐานทำหน้ากวนประสาท

"นี่ก็ไม่ใช่บ้านมึงเหมือนกัน"

"แล้วนี่มันบ้านมึงเหรอ"ยังเถียงต่อ

"ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง"มันหันมายิ้มกรุ้มกริ่มใส่ผม ผมรู้ทันทีว่ามันหมายถึงอะไร

"ถุ้ยยยย ปากดี"

"ฮ่าๆ กูล้อเล่น...มาๆนอนด้วยกันนี่แหละเตียงออกจะกว้าง"มันว่าพลางกระเถิบตัวหลบไปอีกทาง ตบเตียงปุๆให้ผมไปนอนด้วย

"มึงชอบนอนถีบกูอ่ะ"ไอ้แชมป์นี่ตัวนอนดิ้นเลยครับ ขนาดเตียงห้องผมที่น้องๆคิงไซส์ นอนด้วยกันสองคนมันยังสามารถถีบผมตกเตียงได้

"กูไม่ถีบแล้ว มาๆ นอนได้ละ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไม่ใช่เหรอไง"ขี้เกียจเถียงกับมันต่อ เลยทิ้งตัวลงบนที่ว่างบนเตียงอีกฝั่งแทน

"แชมป์"ผมเรียกชื่อคนข้างๆ...มันละสายตาจากหนังสือตรงหน้ามามอง

"เมื่อคืนกูฝันถึงอานิด"ผมเล่าสั้นๆ...ภาพอานิดที่ฟุบหน้าลงร้องไห้บนโต๊ะนั้นผมยังจำได้ดี

"กูรู้มึงคิดมาก...แต่เราทำอะไรไม่ได้ตอนนี้...เพราะงั้นทำใจให้สบายซะ...อานิดแกไม่เป็นไรหรอก"ไอ้แชมป์วางหนังสือลงบนโต๊ะหัวเตียงใกล้กับตะเกียงที่ให้แสงสว่างแล้วเอื้อมมือมาขยี้หัวผมเบาๆ

"ผมมึงยาวละนะ ให้ใครตัดให้หน่อยดีมั้ยวะ แม่งอย่างกับผู้หญิง เดี๋ยวกูนอนๆอยู่เผลอปล้ำทำไงวะเนี่ย"แล้วดูมัน เข้าโหมดซึ้งได้ไม่ถึงสองนาทีกวนประสาทกูอีกจนได้

"สัส! ยาวยังไงกูก็ยังหล่อเว้ย ไม่เกรียนเหมือนมึง หึหึ"ผมปัดมือมันทิ้งก่อนจะเสยผมให้เข้าที่เข้าทาง...จะว่าไปมันก็ยาวขึ้นมากจริงๆ ด้านหลังผมแทบจะรวบเป็นหางม้าสั้นๆได้แล้ว

"สบายหัวจะตาย แทบไม่ต้องสระผม"แล้วมันยังประจารความโสโครกของตัวเองให้ผมฟังอีก

"พอๆ นอนได้ละมึง...กูง่วงงงง"ผมผลักหัวเกรียนๆของมันที่พยายามยื่นเข้ามาไถใกล้ๆจมูกไปอีกทาง




"แชมป์"


"เมื่อกี้ใครมันบอกจะนอนวะ"เจ้าของชื่อที่นอนตะแคงหันหลังให้ผมอยู่พลิกกลับมาถาม

"มีไรว่ามาอย่ามาลีลา"

"กูดีใจว่ะ ที่มีมึงอยู่ที่นี่กับกู"ผมเห็นหน้ามันนิ่งไปเล็กน้อยไม่ต่อปากต่อคำเหมือนปกติ

"ถ้ากูต้องมาที่นี่คนเดียวกูคงไม่รู้จะทำไง"นั่นเป็นคำสารภาพจากใจของผม...แชมป์รู้จักผมดีกว่าใคร การที่ผมจะยอมแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นแทบเป็นไปไม่ได้...ทุกคนรู้จักชลนธีร์ที่เข้มแข็ง...ดูแลตัวเองได้...และไม่เคยขอความช่วยเหลือใคร แม้แต่อาแท้ๆของตัวเอง...มีแต่มัน...ที่เคยเห็น...ถึงผมจะแสดงออกไม่บ่อยนัก แต่มันก็รู้ดี

"อย่ามาทำเสียงอ่อย มึงมันเก่ง ไม่มีกูมึงก็อยู่ได้"มันตอบเสียงเรียบ ราวกับพยายามให้กำลังใจ

"เออกูรู้...แต่มันก็ดีกว่า หึหึ"

"นอนครับนอน...ชวนกูคุยอยู่ได้ จะได้นอนกันมั้ยวันนี้"มันว่าพลางดึงผ้าห่มไปทั้งผืนแล้วนอนหันหลังให้ผมเหมือนเดิม...ผมได้แต่หัวเราะอาการ-เขิน-ของมันก่อนจะหลับตาลงบ้าง...พรุ่งนี้ยังมีอะไรให้ทำอีกเยอะเลยนะไอ้ธีร์...
.

.

.

.
...เช้าวันรุ่งขึ้นผมต้องอาศัยมิ่งพายเรือไปส่งที่บ้านเจ้าคุณไพศาลเหมือนเคย...วันนี้พี่สนแกไม่ว่างเพราะต้องออกไปช่วยป้าน้อยถือของที่ตลาดแต่เช้า...

"เหนื่อยไหมวะอ้ายธีร์...เอ้ย พ่อธีร์"มิ่งถามขึ้นด้วยความสับสนในสรรพนามทำเอาผมหัวเราะออกมาเบาๆ

"เรียกเหมือนเดิมก็ได้มิ่ง...ผมก็ยังเป็นไอ้ธีร์คนเดิมนั่นแหละ"ผมที่ยังนั่งชมธรรมชาติสองฝั่งแม่น้ำหันไปบอกมันที่ได้แต่ยกมือลูบหัวตัวเองแก้เก้อ

"มันจะมิงาม...ข้าเป็นบ่าว"

"ผมก็ไม่ได้มียศอะไรมากไปกว่ามิ่งหรอก...เรียกเหมือนเดิมเถอะ ยังไงมิ่งก็เป็นเพื่อนผมคนหนึ่งนะ"ผมหันกลับไปยิ้มให้คนตัวใหญ่ที่พายเรืออยู่ด้านหลัง...เจ้าตัวเพียงแค่พยักหน้ารับเท่านั้น

ฝีพายของมิ่งดูจะคล่องแคล่วกว่าพี่สน เพราะใช้เวลาเพียงไม่นานจากเรือนเจ้าคุณจิตรา มิ่งก็พาเรือมาจอดเทียบท่าเรือนเจ้าคุณไพศาลเสียแล้ว...จะต่างจากเมื่อวานก็ตรงที่...คนที่มารอรับผมวันนี้ไม่ใช่บ่าวผู้หญิงคนเดิม...แต่เป็นคนที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ท่าน้ำนี่ต่างหาก!

"สวัสดีขอรับคุณหลวง"มิ่งยกมือไหว้คุณหลวงหนุ่มที่ละสายตาจากหนังสือตรงหน้าเมื่อเห็นเรือของผมมาเทียบท่า...วันนี้หลวงพิสิษฐสวมเสื้อสีขาวเหมือนเคย ต่างแค่กางเกงผ้าแพรมันวับสีน้ำเงินเข้ม

"อ้ายสนไม่ได้มารึวันนี้"หลวงพิสิษฐเอ่ยถาม

"อ้ายสนไปตลาดกับป้าน้อยขอรับ...กระผมขอตัวกลับก่อนนะขอรับ"ว่าพลางยกมือไหว้

"ขอบคุณนะมิ่ง"ผมที่ตอนนี้ขึ้นมายืนริมท่าน้ำเรียบร้อยเอ่ยขอบคุณ มิ่งหันมายิ้มรับก่อนจะแจวเรือกลับไปทางเดิม



"หิวหรือไม่"แล้วนี่มันช่างเป็นคำทักทายที่ไพเราะเสนาะหูและเหมาะสมอะไรเช่นนี้...ผมประชดครับ...ไม่มีอรุณสวัสดิ์อะไรทั้งนั้นเลยหรือพ่อคุณ

"ทานมาแล้วครับ"ผมตอบกลับ

"วันนี้ดูแปลกตาไปนะพ่อ"พูดพลางเหยียดยิ้มบางๆที่ผมรู้สึกว่ากวนพิลึก...แน่ล่ะสิ ก็วันนี้ผมแต่งตัวเหมือนคนบางคนแถวนี้ไม่มีผิด เพราะเจ้าคุณจิตราเพิ่งให้บ่าวเอาเสื้อผ้ามาให้เมื่อคืน ท่านว่าเห็นผมกับไอ้แชมป์ใส่แต่ชุดเดิมๆเกือบทุกวัน...แต่ผมก็ยังหนีบแตะคู่ใจมาอยู่ดี เพราะมันใส่สบายกว่า

"แล้วจะมองอีกนานไหมพ่อ"เมื่อเห็นอีกฝ่ายจ้องไม่เลิกเลยสวนกลับด้วยภาษาโบราณเสียเลย...เจ้าตัวเลยได้แต่หัวเราะเบาๆก่อนจะหันไปหยิบหนังสือที่อ่านทิ้งไว้เมื่อครู่

"อ่านอะไรอยู่ครับ"ถามไปอย่างนั้น ก็คงจะเป็นเรื่องการบ้านการเมืองเหมือนเคย

"รามเกียรติ์น่ะ"ห้ะ! อารมณ์ไหนของเขา

"คุณหลวงนี่สนใจหลายเรื่องจริงนะ"พูดพลางเดินตามคนตัวสูงกว่าเข้าไปในเรือน

"อยู่ว่างๆ หยิบฉวยอะไรได้ก็เอามาอ่าน"ตอบกลับเสียงเรียบเหมือนเคย

"พ่อรู้หรือไม่ว่านางสีดาเป็นธิดาของทศกัณฑ์"

"เฮ้ย จริงดิ!"ความรู้ใหม่ที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนทำเอาผมเผลอร้องเสียงดัง

"จริงสิ...ตอนแรกเกิด ภิเภกทำนายว่านางสีดาจักนำภัยพิบัติใหญ่หลวงมาสู่วงศ์ยักษ์ ทศกัณฐ์จึงสั่งให้นำนางสีดาใส่ผอบลอยน้ำไป...เมื่อกลับมาพบกันอีกคราทศกัณฐ์ไม่รู้ว่านางสีดาเป็นธิดาจึงเกิดหลงรัก กลายเป็นเรื่องราวตามหนังสือ"ผมไม่รู้ว่าควรทึ่งกับเรื่องราวของรามเกียรติ์หรือความรู้รอบตัวของคนเล่าเรื่องดี...อยากจะถามเหลือเกินว่าวันๆอ่านหนังสือสักกี่เล่ม

"แล้วคุณหลวงชอบตอนไหนในเรื่องที่สุด"ตอนนี้ผมเข้ามาถึงห้องทำงานห้องเดิม แล้วก็ต้องสะดุดตาเข้ากับเก้าอี้หวายที่ตั้งอยู่ข้างโต๊ะทำงานของหลวงพิสิษฐ...เมื่อวานยังไม่มีเลยนี่

"เมื่อวานเห็นพ่อนั่งกับพื้นดูท่าไม่ค่อยสบายนัก เลยให้บ่าวยกเก้าอี้มาให้ จักได้ไม่เมื่อยตัว"รอยยิ้มหวานเช่นเคย ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะทำงานตามเดิม...ผมเลยทิ้งตัวลงบนเก้าอี้หวายข้างๆพลางเอื้อมมือหยิบเอกสารสองสามแผ่นบนโต๊ะขึ้นมาดู

"เมื่อครู่พ่อถามว่าเราชอบตอนใดในเรื่องรึ..."ผมละสายตาจากตัวหนังสือตรงหน้าขึ้นมอง ก่อนที่หลวงพิสิษฐ์จะร่ายบทกลอนในหนังสือโดยที่ไม่ต้องหยิบมันขึ้นมาอ่านแม้เพียงตัวอักษรเดียว...



“สุดเอยสุดสวาท  โฉมประหลาดล้ำเทพอัปสร
 ทั้งวาจาจริตก็งามงอน  ควรเป็นนางฟ้อนวิไลลักษณ์
 อันซึ่งธุระของเจ้า  หนักเบาจงแจ้งให้ประจักษ์
 ถ้าวาสนาเราเคยบำรุงรัก  ก็จะเป็นภักษ์ผลสืบไป
 ตัวพี่มิได้ลวนลาม  จะถือความสิ่งนี้นี่ไม่ได้
 สาวสวรรค์ขวัญฟ้ายาใจ  พี่ไร้คู่จะพึ่งแต่ไมตรี”
.

.

...ผมนั่งฟังคุณหลวงหนุ่มร่ายกลอนยาวจนได้แต่กระพริบตาปริบๆ...ถึงผมเองไม่ได้มีความรู้เรื่องวรรณคดีหรือบทกลอนเหล่านี้มากมายนัก...แต่บทที่หลวงพิสิษฐร่ายให้ฟังมันช่างเพราะเสียเหลือเกิน

"พ่อธีร์"เสียงนุ่มเรียกอีกครั้งปลุกผมจากภวังค์...สะดุ้งโหยงหันไปมองคนข้างๆ

"ห้ะ"

"เป็นอะไร หน้าแดง ไม่สบายรึ"ไม่พูดเปล่ายังยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนผมต้องถอยหนี...หน้าแดง?...ผมเนี่ยนะหน้าแดง

"ปะ เปล่าครับ!...ละ แล้วทำไมคุณหลวงถึงชอบบทนี้ล่ะ"ผมรีบเปลี่ยนเรื่องถามกลับตะกุกตะกัก

"ก็มันตลกน่ะซี...บทนี้ยักษ์นนทกใช้เกี้ยวพระนารายณ์ที่จำแลงลงมาเป็นนางอัปสร...สงสารเจ้ายักษ์ช่างโง่เสียจริง"ไอ้เราก็นึกว่าชอบเพราะเป็นบทจีบสาว...ที่แท้ชอบเพราะตลกในความโง่ของตัวละครเสียงั้น

"เจ้าบทเจ้ากลอนแบบนี้ สาวๆหลงแย่นะครับคุณหลวง"ได้ทีเลยแซวกลับบ้าง เห็นนิ่งๆแบบนี้แต่เจ้าสำบัดสำนวนนัก..สงสัยสาวๆในพระนครคงติดใจกันเป็นแถว

"เรารึ...ไม่หรอก...ทำแต่งานใครเขาจักมาแล"มีตัดพ้อต่อว่าด้วยเว้ย

"อ้าว แล้วคุณพิกุลล่ะ เห็นใครๆเค้าก็ว่า..."

"ว่ากระไรรึ"ยังไม่ทันพูดจบประโยคดีคนตัวสูงก็ขัดขึ้นเสียก่อน

"ก็ว่าคุณหลวงกับคุณพิกุลเป็นคู่หมายกันน่ะสิ"ผมอ้อมแอ้มตอบ...แต่อีกฝ่ายได้แต่ขมวดคิ้วแน่น

"มิใช่หรอก...พ่อก็อย่าพูดไป ใครมาได้ยินเข้าแม่พิกุลเขาจะเสียหาย"ว่าพลางจรดปากกาบนกระดาษเพื่อคัดลอกเอกสารต่อ...ดูท่าทางแปลกพิกลเวลาพูดถึงเรื่องคุณพิกุล แต่ผมไม่ได้ถามอะไรต่อเพราะถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว
.

.

.

.
"นี่แผ่นสุดท้ายแล้ว"หลังจากใช้เวลาในห้องทำงานตั้งแต่เช้าจนเกือบบ่าย...หลวงพิสิษฐก็ยื่นกระดาษอีกแผ่นมาให้ผมดู

"เสร็จหมดแล้วเหรอ"ผมตรวจทานตัวอักษรบนแผ่นกระดาษนั้นพลางถามขึ้น

"ยังหรอก...เดี๋ยววันพรุ่งค่อยทำต่อ"เจ้าตัวเอ่ยขึ้นก่อนจะวางปากกาขนนกลงที่เดิม

"อ้าว ทำต่อก็ได้นะคุณหลวง"ผมวางกระดาษแผ่นเดิมลงบนโต๊ะ ไม่มีอะไรต้องแก้ไข

"กลัวพ่อธีร์เบื่อ...ขลุกอยู่แต่ในห้องทำงานเสียตั้งแต่เช้า"แล้วจะมายิ้มพร่ำเพรื่อให้ผมทำไมล่ะนี่

"ไม่เบื่อหรอกครับ...เจ้าคุณจิตราให้มาทำงาน ผมก็ต้องมาทำงานสิ"ผมส่ายหน้าตอบ

"ออกไปนั่งที่ศาลาริมน้ำเป็นเพื่อนเราก่อนแล้วค่อยกลับมาทำต่อก็แล้วกัน...เราเมื่อยมือเสียแล้ว"สรุปที่เลิกทำไม่ใช่เพราะกลัวผมเบื่อ แต่เพราะเจ้าตัวเมื่อยนี่เอง...แล้วก็ไม่บอกตั้งแต่แรก

"ขี้เกียจก็บอกมาเถอะคุณหลวง หึหึ"ผมเลยแซวกลับบ้าง...อย่างคุณหลวงพิสิษฐก็มีช่วงเวลาขี้เกียจกับเขาเป็นเหมือนกัน

"ดูว่าเข้า...เรานั่งคัดหนังสือตั้งแต่เช้าตั้งไม่รูู้กี่หน้า เราก็เหนื่อยเป็นนะ"แล้วไอ้น้ำเสียงตัดพ้อต่อว่านี่มันคืออะไรครับ

"ใช่สิ งานผมมันสบายจะตาย แค่นั่งตรวจทานที่คุณหลวงเขียน"เทียบกับผมแล้ว งานคุณหลวงหนักกว่ามากจริงๆ เพราะผมแทบไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากตรวจทานตัวอักษรและคำแปล ส่วนเวลาที่เหลือก็เอาแต่นั่งอ่านหนังสือเล่มอื่นไปพลางๆ

"เรามิได้ว่าพ่อธีร์เสียหน่อย ทำเป็นใจน้อยไปเสียได้"ว่าพลางลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วจัดแจงกองเอกสารบนโต๊ะให้เป็นระเบียบ


'ก็ถ้าลายมือกูดีก็คงช่วยเขียนไปแล้วล่ะเว้ย'ผมบ่นงึมงำกับตัวเอง...ลายมือของผมนี่เข้าขั้นวิบัติ อย่างเวลาเข้าเรียนจดเลคเชอร์มาต้องเอามานั่งเขียนอีกรอบให้เป็นระเบียบ ไม่อย่างนั้นตอนสอบแม้แต่ลายมือตัวเองก็อ่านไม่ออก


"มิต้องช่วยเขียนหรอก...แค่ช่วยดูให้เราก็ขอบใจมากแล้ว"อุตส่าห์บ่นคนเดียวก็ยังจะได้ยินอีก...หูดีไปแล้วนะคุณหลวง

"ไปเถิดพ่อ...พักสายตาเสียบ้าง"ว่าพลางหันมายกยิ้มบางๆให้...ผมชอบมองเวลาแกยิ้ม...ทั้งๆที่หน้าออกเข้ม เวลาอยู่เฉยๆดูเหมือนดุ แต่พอยิ้มกลับดูอ่อนโยน...


....แล้วนี่ผมกำลังคิดอะไรอยู่?!...


ผมเดินตามหลวงพิสิษฐมาจนถึงศาลาแปดเหลี่ยมสีขาวหม่นที่ตั้งอยู่ริมน้ำ...ตรงกลางมีโต๊ะไม้สีเดียวกันตั้งอยู่...ริมศาลามีบันไดทอดลงไปที่่ท่าน้ำเล็กๆ...ศาลานี้ตั้งอยู่อีกฟากของเรือน คนละฝั่งกับท่าน้ำใหญ่ที่ผมใช้เป็นประจำ

"ไหนว่าจะพักสายตาไงครับคุณหลวง"คนที่ชวนผมออกมาพักสายตาตอนนี้กลับหยิบหนังสือเล่มหนาขึ้นมาเปิดอ่านเสียอย่างนั้น

"พักสายตาจากเอกสาร...มิได้บอกว่าพักสายตาจากการอ่านเสียหน่อย...อีกอย่างเราบอกว่าเมื่อยมือ มิได้เมื่อยตา"เผื่อคุณผู้อ่านยังไม่ทราบ...ผมจะได้บอกไว้ ณ ที่นี้เลยว่า ไอ้คุณหลวงนี่มัน ที่สุดของความ...กวนตีนหน้านิ่ง...

"เป็นอะไรรึพ่อ...เงียบเชียว"อยากจะด่าแต่ด่าไม่ถูก ก็เลยได้แต่เงียบอย่างนี้ไงล่ะ

"เมื่อวานว่าจักให้เล่าให้เราฟังว่าพ่อมาจากที่ใดก็ลืมเสีย มัวแต่สอนหนังสือเจ้าพวกนั้น"คนตัวสูงยังคงพูดต่อโดยไม่ละสายตาจากหนังสือตรงหน้า

"ว่าอย่างไร"แล้วถึงได้เงยหน้าขึ้นมาถาม...ไอ้เราก็นึกว่าแค่ถามลอยๆเห็นมัวแต่สนใจกับหนังสือเล่มหนาอยู่

"แล้วจะฟังหรือจะอ่านล่ะพ่อออออ"กวนมาก็กวนกลับ...อีกฝ่ายไดัแต่หลุดขำออกมาก่อนจะวางหนังสือในมือลง

"ฟังสิ...มิเช่นนั้นจะถามหรือ"ยกยิ้มมุมปากให้ผมอีกสักที


"ที่ๆผมอยู่ เค้าเรียกว่ากรุงเทพ..."ผมเริ่มเล่า พยายามเลี่ยงประเด็นเรื่องย้อนเวลาเพราะถึงพูดไปอีกฝ่ายก็คงไม่เชื่อ แถมจะพาลว่าผมสติไม่ดีไปเสียอีก ผมเห็นคนตัวสูงขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่ได้ถามอะไร

"กรุงเทพเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย...เป็นเมืองที่เจริญก้าวหน้าทุกอย่าง...เรามีไฟฟ้า...มีน้ำประปา...คลองบ้านเราไม่ได้ใสแจ๋วเหมือนคลองที่นี่...น้ำสีดำเหมือนถ่านแถมยังมีกลิ่นเหม็น"ผมเห็นคนฟังยิ่งขมวดคิ้วหนักเมื่อได้ยินสิ่งที่ผมเล่า

"เรามีเทคโนโลยี...เวลาจะไปไหนมาไหนเราก็ไม่ได้ใช้เรืออย่างเดียว แต่เราใช้รถยนต์ด้วย..."

"ที่ที่พ่อธีร์อยู่มีรถยนต์ด้วยรึ...เราเคยเห็นเมื่อครั้งไปศึกษาที่ต่างประเทศ"คนฟังถามขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ

"ช่ายยยย...แล้วก็มีรถไฟที่วิ่งบนฟ้า"ผมว่าพลางกลั้นหัวเราะ พยายามทำหน้าจริงจังเต็มที่เมื่อเห็นคนฟังทำหน้าประหลาดพิกล

"รถไฟอะไรวิ่งบนฟ้าได้"

"ก็รถไฟฟ้าน่ะสิ..."ผมหัวเราะเบาๆกับสีหน้าของอีกฝ่าย

"แล้วประเทศไทยนี่มันอยู่ส่วนไหนรึ"คนตัวสูงยังคงมีคำถาม...ผมก็อยากตอบเหลือเกินว่ามันก็อยู่ตรงนี้นี่แหละ

"อยู่ไม่ไกลจากที่นี่หรอก"แต่ต้องเลี่ยงตอบอย่างเสียไม่ได้

"แล้วพ่อธีร์ชอบที่ใดมากกว่ากัน...กรุงเทพหรือพระนคร"คำถามนี้ทำเอาผมนิ่งสนิท...นั่นสิ ผมชอบที่ไหนมากกว่ากัน ระหว่าง...กรุงเทพ...โลกที่ผมอยู่...โลกของความสะดวกสบาย โลกที่มีเพื่อน มีแฟน มีครอบครัว มีคนรู้จัก...แต่ก็เป็นโลกของความเห็นแก่ตัว แก่งแย่งชิงดี โลกแห่งความรีบเร่ง โลกที่หมุนเร็วในทุกวินาทีอย่างไม่มีวันหยุด...หรือ...พระนคร...โลกที่ผมไม่รู้จักใครสักคนนอกจากไอ้แชมป์...แต่กลับเงียบสงบ...โลกที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนผมก็เห็นแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนรอบข้าง...โลกที่แม้แต่คนไม่รู้จักกันก็ยังยิ้มและทักทายให้กัน...โลกที่ไม่ต้องรีบเร่งอะไรสักอย่าง...เพราะที่นี่ -เวลา- ไม่ใช่ปัจจัยในการดำเนินชีวิต

"ว่าอย่างไร"คนตัวสูงเอ่ยถามเมื่อเห็นผมเงียบไป...กำลังรอฟังคำตอบ

"ก็คง...ชอบทั้งสองที่มั้ง"

"แล้วกัน...เลือกไม่ได้หรอกรึ"

"ไม่ได้หรอก...เพราะมันไม่เหมือนกันเลย"อย่างที่ผมว่า...สองโลกนี้ไม่เหมือนกันเลยแม้แต่นิดเดียว...ทั้งๆที่มันคือสถานที่เดียวกัน...ต่างแค่เวลาเพียงร้อยปีที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม...

"เราอยากไปกรุงเทพเสียจริง...อยากเห็นรถไฟที่วิ่งบนฟ้า"คำพูดของคุณหลวงทำเอาผมหัวเราะลั่น

"ขำอะไร...ก็พ่อธีร์ว่าที่ที่พ่ออยู่มีรถไฟที่วิ่งบนฟ้า...เราก็อยากเห็นน่ะซี"หันมาขมวดคิ้วถามผมที่หัวเราะจนท้องแข็ง

"ฮะๆ ไม่ได้ขำเรื่องนั้น...แต่คำพูดคุณหลวงมัน โอ๊ย ฮ่าๆๆ"หยุดไม่ได้แล้วครับไอ้ธีร์...ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างหลวงพิสิษฐวรเวทย์จะพูดจาเหมือนเด็กสามขวบเป็นกับเขาเหมือนกัน

"เราพูดอะไรผิดรึ"เจอหน้านิ่งๆแบบนี้เข้าไปผมเลยหยุดขำได้แล้วส่ายหน้าตอบทันที

"ถ้าพ่อธีร์กลับกรุงเทพเมื่อใด อย่าลืมบอกเราบ้าง...เราอยากไปเห็นกรุงเทพเหลือเกิน"แล้วประโยคนั้นก็ทำให้ผมเงียบสนิท...กลับกรุงเทพอย่างนั้นหรือ...ถ้ามันทำได้ง่ายๆเหมือนนั่งรถทัวร์จากเชียงใหม่เข้ากรุงเทพก็คงจะดี...แต่ตอนนี้ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะกลับไปได้อย่างไร...แล้วถึงผมกลับไปได้ ผมจะได้กลับมาที่นี่อีกไหมก็ยังไม่รู้

"คิดอะไรอยู่หรือพ่อ"เป็นอีกครั้งที่เสียงนุ่มคุ้นหูปลุกผมจากภวังค์ความคิด ผมได้แต่ส่ายหน้าตอบอีกฝ่าย

"พ่อธีร์เหมือนมีอะไรในใจ...หากมีอะไรที่เราช่วยได้ขอให้บอกเถิด"มือใหญ่แตะลงที่บ่าของผมเพียงเบาๆเป็นเชิงปลอบ...ผมมองตามมือนั้นไล่ไปถึงใบหน้าคมเข้มของอีกฝ่าย...แม้เรียวปากนั้นจะไม่ได้ยิ้มเหมือนเคย แต่แววตาช่างอ่อนโยนยิ่งนัก

"ผมไม่เป็นไรหรอก...ขอบคุณนะ"ยิ้มบางๆตอบไปคงพอให้คลายกังวลได้บ้าง แต่ดวงตาคมคู่นั้นยังจ้องมาที่ผมไม่วางตา...น่าแปลกที่ความยียวนกวนประสาทถูกแทนที่ด้วยแววตาจริงจังนี่แทน

"ม่ะ...ไม่อ่านหนังสือต่อแล้วเหรอคุณหลวง"รีบเปลี่ยนเรื่องเสียก่อนเลยพอดึงสติของอีกฝ่ายกลับมาได้บ้าง ก่อนจะยกมือที่วางอยู่บบนบ่านั้นออกแล้วกลับไปสนใจหนังสือตรงหน้าแทน...ผมแอบเห็นรอยยิ้มบางเบื้องหลังหนังสือเล่มหนานั้น...แล้วก็อดยิ้มตามเสียไม่ได้...ชั่วขณะหนึ่งของความคิด...


...ผมอยากเห็นรอยยิ้มนี้ไปนานๆ...
.

.

.

.
"พรุ่งนี้มิต้องมาที่เรือนหรอก...เจ้าคุณไพศาลจักไปหาเจ้าคุณจิตราที่เรือน เราต้องตามท่านไปด้วย"เวลาล่วงเลยมาถึงยามเย็น ในที่สุดคนตรงหน้าก็วางหนังสือเล่มหนาลงแล้วหันมาบอกกับผมที่ตอนนี้ลงมานั่งเล่นริมท่าน้ำ...บรรยากาศยามเย็นริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาช่างสวยงามจนผมอยากจะหากล้องดิจิตอลสักตัวมาบันทึกภาพเอาไว้...ฝั่งตรงข้ามเรือนเป็นวัดเก่าแก่เรียงรายด้วยบ้านเรือนทรงโบราณและถูกแซมด้วยสีเขียวของต้นไม้ใหญ่...ที่นี่ต้นไม้เยอะ ไม่เหมือนกรุงเทพยุคปัจจุบันที่จะมองไปทางไหนก็เห็นแต่สายไฟ...เรือเล็กเรือน้อยพายอ้อยอิ่งอยู่กลางแม่น้ำ ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ ไม่มีมลภาวะ...แสงแดดยามเย็นยิ่งสาดส่องให้ภาพตรงหน้าสวยงามนัก...

"งามไหมพ่อ"เสียงนุ่มเอ่ยขึ้นใกล้ๆ ผมหันไปมองหลวงพิสิษฐที่ตอนนี้มานั่งอยู่ข้างผมเสียแล้ว

"สวย...สวยมาก"ผมพยักหน้ารับ...ยังคงมองภาพตรงหน้าไม่วางตา

"เราเคยไปมาหลายที่...แต่จักหาที่ใดงามเสมือนพระนครหามีไม่"คนข้างๆเอ่ยต่อพลางทอดสายตาสู่แม่น้ำเบื้องหน้า...ดวงตาคมเข้มสะท้อนกับแสงแดดเป็นประกายวิบวับ...สันจมูกโด่งรับกับริมฝีปากหยักได้รูปที่ยกยิ้มบางๆ...เป็นถึงคุณหลวงแต่กลับนั่งบนพื้นท่าน้ำอย่างไม่ถือตัว แถมยังพับขากางเกงแพรแล้วแช่เท้าลงในน้ำอย่างที่ผมทำอีก

"แต่เราอยากเห็นกรุงเทพ...อยากเห็นที่ที่พ่อธีร์อยู่"ประโยคสุดท้ายดังขึ้นพร้อมดวงตาคมเข้มที่หันมา...สบตา...เนิ่นนาน...ราวกับเวลาถูกหยุดเอาไว้...ใบหน้าด้านข้างสะท้อนแสงแดดยามเย็น...งาม...ราวกับรูปปั้น...ทั้งใบหน้า...ทั้งรูปร่างสูงโปร่ง...ราวกับถูกเบื้องบนสรรค์สร้างมาอย่างเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ

"ถ้าพ่อธีร์กลับกรุงเทพแล้วจักมาพระนครอีกไหม"ราวกับถูกใครถีบออกจากภวังค์...ผมละสายตาจากคนตรงหน้า เหม่อออกไปยังแม่น้ำกว้างและไม่มีคำตอบใดๆ...เพียงได้แต่ชมความงามริมฝั่่งแม่น้ำต่อไปเท่านั้น...



'ผมไม่รู้'...เพียงคำตอบในใจที่เอ่ยกับตัวเอง...

.........................................................................

เรื่อยๆมาเรียงๆก่อนนะเจ้าคะ...คนแต่งชอบแบบเนิ่บๆเจ้าค่ะ  :hao6:
เดี๋ยวเขาจะว่าพ่อธีร์ใจเร็วด่วนได้เสียก่อน อิอิ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ (กราบเบญจางคประดิษฐ์) <<< ไม่ใช่ละ :mew5:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-07-2014 14:20:01 โดย Vivid_Vuitton »

ออฟไลน์ MaRiTt_TCL

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1515
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-5
อ่านตอนนี้แล้วหน่วงเบาๆ กระซิกๆ

meili run

  • บุคคลทั่วไป
ถ้าธีร์ได้กลับไป ก็คงจะมีเสียงเรียก พ่อธีร์ พ่อธีร์ กลับมาๆๆๆๆๆๆ

แลดูหลอน แต่ชอบค่ะ


 :z2:

ออฟไลน์ AeRoMoZa

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 432
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-1
ขอเมนท์2ตอนรวดนะค้า
ในที่สุดก็มีงานมีการทำกับเค้าสินะ แถมจับถูกคู่ซะด้วย555
แอบอยากรู้ว่าพ่อแก้วเค้าเริ่มชอบพ่อธีร์รึยังนะ
พ่อแก้วดูแบบ ละมุน อ่อนโยน โอ๊ย ชอบ
แต่ด้วยการเล่าเรื่องผ่านพ่อธีร์ เลยทำให้เห็น มุมมอง ความคิด ของพ่อธีร์ชัดอ่ะ
เขินแทน แล้วทำไมพ่อธีร์ต้องหน้าแดง555
ที่คนเขียนบอกว่าแต่งไปยิ้มไป คนอ่านอย่างเรานี่ทั้งยิ้มทั้งกัดปาก
ขำพ่อแก้วนะอยากไปกรุงเทพ พ่อธีร์ก็ฉลาดตอบ
อ่านๆไปแล้วอยากหาร้านนั่งริมน้ำจัง  

พ่อแช่มก็สู้ๆเข้านะ อีกฝ่ายเป็นลูกสาวท่านเจ้าคุณ ผ่านด่านพ่อตาไปก่อนนะจ๊ะ(ทำไมเหมือนเราชอบแกล้งพ่อแช่ม555)

จริงๆแอบชอบโมเมนท์แชมป์ธีร์ด้วยนะ น่ารักดี ใครจะดูแลใครก็ไม่รู้

ป.ล.แล้วโลกยุคปัจจุบันเป็นยังไงหนอ เวลาเดินเท่ากันมั้ย
สงสารอานิด
อ้อ แล้วพ่อแก้วกับคุณพิกุลนี่ทำไมเหรอ พ่อแก้วไม่ชอบแต่โดนยัดเยียดป่าวเนี่ย
รออ่านต่ออยู่ตลอดนะคะ แอบอยากให้คนเขียนแต่งเยอะๆเร็วๆ กลัวเดี๋ยวจะไม่ค่อยว่าง555

ออฟไลน์ PetitDragon

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +342/-5
รอตอนต่อไปครับ สนุกมาก  o13



ออฟไลน์ Novemberist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 97
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-0
Chapter IX...เมื่อสายนธีร์ย้อนกลับ...


"กึก..."รุ่งเช้า...ผมงัวเงียตื่นเพราะเสียงแปลกๆที่ดังขึ้นในห้องนอน...ลืมตามองไอ้ตัวดีข้างๆที่ไม่อยู่บนเตียง...ผมหันซ้ายหันขวา...แล้วนั่น...มันไปมุดหัวทำอะไรอยู่ตรงประตูครับ?...

ผมเดินไปนั่งยองๆอยู่ข้างมันที่ดูท่าว่ายังไม่รู้ตัว...เห็นมันแง้มประตูพลางเงี่ยหูฟังอะไรสักอย่าง...สภาพมันตอนนี้ทุเรศลูกตาผมเสียจริง อยากจะยกเท้าถีบไอ้ก้นโด่งๆนี่ด้วย

"ทำไรวะ"คำถามที่ทำเอาอีกฝ่ายสะดุ้งโหยงจนหัวกระแทกกับบานประตูอย่างจัง

"โอ๊ย!"แล้วก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้เลยรีบปิดประตูไม้ลงให้สนิทตามเดิม พลางหันกลับมาลูบหน้าผากตัวเองป้อยๆ...ผมเห็นรอยแดงบนหน้าผากมันแล้วก็อดขำไม่ได้

"เชี่ยยย ตกใจหมด...มาไม่ให้สุ้มให้เสียง"ดูท่าจะเจ็บมากถึงกับน้ำตาซึมเลยทีเดียว

"โอ๋ๆ ขวัญอ่อนจริงนะมึง...แล้วนี่มาแอบดูอะไร...อย่าบอกนะว่าแอบดูคุณพิกุล"ท้ายประโยคผมหรี่ตามองมันอย่างรู้ทัน

"บ้าดิ กูไม่โรคจิตขนาดนั้น"ไม่ได้แอบมองคุณพิกุล...แล้วมันทำอะไรของมัน

"เจ้าคุณไพศาลกับหลวงพิสิษฐมา"คำตอบที่ทำให้ผมถึงบางอ้อ...ผมนึกถึงคำพูดของหลวงพิสิษฐเมื่อวานที่บอกจะมาหาเจ้าคุณที่เรือน

"แล้วทำไมต้องแอบดู"แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่าไอ้แชมป์มันจะมาทำลับๆล่อๆตรงนี้ทำไม

"กูเปล่าแอบดู...กูแอบฟัง...เอ๊ย!"ในที่สุดก็หลุดออกมาจนได้...ไอ้ตัวดีรีบยกมือปิดปากตัวเองทันที

"แอบฟังไร...แอบฟังผู้ใหญ่คุยกัน ไม่มีมารยาทเลยนะมึง"

"ก็กูอยากรู้อ่ะ"

"รู้อะไรของมึง"

"ก็ที่ป้าน้อยเคยบอก...เรื่องหลวงพิสิษฐกับคุณพิกุล"ผมนึกย้อนไปเมื่อตอนล้อมวงกินข้าวกับพวกป้าน้อยและมิ่ง...ยังจำบทสนทนานั้นได้ดี

"แล้วไง...เจ้าคุณไพศาลเค้ามาขอแล้วเหรอ...โอ๊ยยยย"พูดยังไม่ทันจบประโยคดีไอ้คนข้างๆก็ยกมือขึ้นมาโบกหัวผมเสียก่อน

"ปากหมานะมึงอ่ะ"ดูท่ามันโกรธจริง...ผมแอบขำกับอาการของไอ้แชมป์...คุณพิกุลเขาก็ยังไม่มีท่าทีอะไร ยังจะไปหวงเขาอีกนะมึง

"ไหนๆ กูดูดิ๊ คุยไรกันมั่ง"แล้วต่อมอยากรู้ผมก็ทำงานบ้าง...ผมค่อยๆแง้มบานประตูออกพลางยื่นหน้าออกไปดู...โชคดีที่ห้องของคุณดาวเรืองอยู่มุมด้านใน ผมเลยมองเห็นพื้นเรือนยกสูงตรงกลางบ้านได้อย่างชัดเจน แต่อีกฝั่งคงมองไม่เห็นเพราะขอบเรือนด้านข้างช่วยบังไว้พอดี...ผมเห็นเจ้าคุณจิตรากับคุณหญิงสร้อย...วันนี้เจ้าคุณไม่สวมเสื้อ สวมเพียงกางเกงผ้าแพรสีกรมท่า ส่วนคุณหญิงสร้อยห่มสไบสีม่วงเปลือกมังคุด เข้ากับโจงกระเบนสีน้ำเงิน...อีกด้านผมเห็นหลวงพิสิษฐที่วันนี้มาค่อนข้างเต็มยศเหมือนวันแรกที่เจอกัน...แกสวมเสื้อคอตั้งแขนยาวสีขาวมีกระดุมหน้า กับโจงกระเบนสีน้ำตาล สวมถุงเท้ายาวสีขาวและรองเท้าหนังมันวับ...ผมรองทรงถูกหวีเรียบแปล้ไปด้านหลังเช่นเคย...ส่วนที่นั่งข้างๆคงเป็นเจ้าคุณไพศาลที่ผมเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก...ท่านดูใจดีสังเกตได้จากใบหน้าเจือรอยยิ้มตลอดเวลาถึงจะซ่อนอยู่ภายใต้ไรหนวดสีอ่อน...ผมสีดอกเลาเริ่มบางลงบ้างแล้ว แต่ท่านก็ยังดูแข็งแรงไม่ต่างจากคนหนุ่มๆรุ่นผม...

"แล้วคุณพิกุลไปไหนวะ"ผมถามไอ้แชมป์ที่ตอนนี้มันทะลึ่งเสนอหน้ามาอยู่ด้านบนผมเรียบร้อยเพื่อแอบฟังบ้าง...ใครมาเห็นสภาพของผมสองคนตอนนี้คงขำพิลึก

"เห็นเจ้าคุณว่ามีเรื่องจะคุยกับเจ้าคุณไพศาลกับหลวงพิสิษฐเลยให้คุณพิกุลเข้าห้องไปก่อน...กูว่าต้องเป็นเรื่องนั้นแน่เลยว่ะ"แล้วไอ้เรื่องนั้นของไอ้แชมป์มันคือเรื่องไหนกันล่ะ


'พ่อแก้วไม่ได้มาเสียนาน...งานในกรมมีมากรึ'เสียงคุณหญิงสร้อยแว่วมาแต่ไกล พวกผมสองคนเลยหยุดเถียงกันแล้วหันไปเงี่ยหูฟังแทน

'ต้องอยู่ช่วยงานเจ้าคุณด้วยขอรับ'เจ้าของชื่อเอ่ยตอบ

'แม่พิกุลเองก็เพิ่งจักกลับมา...เห็นว่าคราวนี้จักอยู่นาน'เริ่มมาก็เข้าประเด็นกันเลยครับคุณหญิงสร้อย

'ปีนี้แม่พิกุลอายุเท่าใดแล้วรึคุณหญิง'ถึงทีเจ้าคุณไพศาลถามขึ้นบ้าง

'เดือนแปดนี้ก็จักครบ18ปีแล้วเจ้าค่ะ'

'18ปีเปรียบเหมือนดอกไม้ยามแรกแย้ม แม่พิกุลงามสมวัย เหมือนคุณหญิงสมัยสาวๆเลยทีเดียว'เจ้าคุณไพศาลหยอดคุณหญิงเจ้าของบ้านกลับบ้าง คุณหญิงเลยได้แต่หัวเราะเบาๆอย่างขวยเขิน

'เอ้า เจ้าคุณ...มาเรือนข้าแล้วยังมาหยอดเมียข้าอีก'เจ้าคุณจิตรากระแอมแซวอีกฝ่าย แต่ดูก็รู้ว่าท่านแค่แหย่เล่น...ดูท่าทางเจ้าคุณทั้งสองจะสนิทสนมกันพอสมควร สังเกตได้จากบทสนทนาที่ดูเป็นกันเอง เหมือนเพื่อนสนิท...แต่ยังไม่เท่าผมกับไอ้แชมป์ที่ปีนเกลียวกันตลอดเวลา

'ปีนี้พ่อแก้วก็จักครบ26ปีแล้วซีนะ'คุณหญิงสร้อยหันไปถามคนหนุ่มที่นั่งพับเพียบอยู่ตรงข้าม

'ขอรับ...เดือนสิบนี้แหละขอรับ'รอยยิ้มหวานโปรยบนใบหน้าพร้อมตอบกลับเจ้าของบ้าน...ผมไม่เคยรู้ว่าหลวงพิสิษฐอายุเท่าไหร่ เพราะไม่เคยถามมาก่อน รู้แค่ว่าแกคงอายุมากกว่าเพราะท่าทางเป็นผู้ใหญ่ ตอนแรกคิดว่าสัก30เสียอีก

'อายุอานามก็เหมาะสมจักออกเรือนได้แล้วนะพ่อ'แล้วดูคุณหญิงครับ...ตรงเสียจริง

'กระผมมิเคยคิดเรื่องนั้นเลยขอรับ...อยากอยู่ช่วยเจ้าคุณไพศาลทำงานเสียมากกว่า'เจ้าตัวอ้อมแอ้มตอบ ใบหน้ายังมีรอยยิ้ม แต่ดูก็รู้ว่าลำบากใจ

'ออกเรือนไปก็มิได้หมายความว่าจักทำงานมิได้เสียที่ไหนเล่า'คราวนี้เป็นทีเจ้าคุณจิตราบ้าง...ดูท่าเจ้าของบ้านทั้งสองจะอยากได้คุณหลวงหนุ่มมาเป็นเขยเสียเต็มที

'พ่อแก้วกับแม่พิกุลเองก็เห็นกันมาแต่เด็ก แลดูเหมาะสมกันนะเจ้าคะ'คุณหญิงสร้อยหันไปพยักเพยิดกับเจ้าคุณไพศาลบ้าง

'เราก็ว่าเหมาะสม...แต่ก็แล้วแต่เจ้าตัวเขาล่ะ...เอ้า ว่าอย่างไรเรา นั่งเงียบเสียนานแล้ว'เจ้าคุณไพศาลหันมาถามคนข้างๆที่นั่งเงียบตั้งแต่เมื่อครู่...สีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์แต่ก็ยังมีรอยยิ้มปราย

'เพลานี้งานที่กรมมีมาก...กระผมเกรงว่ายังมิเหมาะขอรับ'เข้าใจบ่ายเบี่ยงเสียจริงคุณหลวง...ว่าแต่...เขาไม่อยากแต่งงานกับคุณพิกุลหรือไงนะ ทั้งๆที่ผู้ใหญ่สองฝ่ายก็เห็นดีขนาดนี้แล้ว

'เอ้า...เจ้าตัวเขาว่ายังมิพร้อม ก็คงต้องรอกันไปก่อนล่ะแม่สร้อย'เสียงเจ้าคุณจิตราเอ่ยขึ้น คุณหญิงสร้อยยังดูยิ้มแย้มแม้จะมีสีหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย

และบทสนทนาหลังจากนั้นก็ดูจะเกี่ยวกับการบ้านการเมืองเสียมากกว่า ผมเลยตัดสินใจปิดประตูห้องลง...หันมาเห็นไอ้แชมป์นั่งหน้ามุ่ยอยู่บนเตียง...เมื่อกี้ยังแอบฟังด้วยกันอยู่ดีๆ ไปตั้งตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่วะ

"เป็นไรของมึง...หน้าเป็นตูด"

"มึงดูดิ...ที่แท้ก็มาคุยเรื่องแต่งงาน"ผมล่ะอยากเอากระจกมาให้มันส่องหน้าตัวเองเสียจริงเพราะหน้ามันตลกพิลึก

"เอ้า ก็เค้าเป็นคู่หมั้นกัน จะมาคุยเรื่องแต่งมันผิดตรงไหนวะ"

"ยังไม่ได้หมั้นเว้ย"มันเถียงกลับเสียงดัง

"มึงรู้ได้ไง"

"คุณพิกุลบอก...อุ๊บบบ"เหมือนจะหลุดอะไรบางอย่างเลยรีบยกมือปิดปากตัวเอง...แต่ไม่ทันแล้วครับไอ้แชมป์...ผมสาวเท้าไปถึงเตียงที่มันนั่งอยู่ทันที

"อะไรยังไง"ถามพลางแกะมือที่ปิดปากนั่นออก

"อะไรของมึง...ไม่มีไรรรรร๊"เสียงสูงอย่างนี้ยังจะบอกไม่มีอะไร เชื่อก็ออกลูกเป็นมันแล้ว

"อย่ามาเนียน...เดี๋ยวนี้มีไรไม่เล่าเหรอ...กูไม่ใช่เพื่อนแล้วใช่มั้ย"ถามไม่ตอบ ต้องอาศัยลูกงอน เพราะตั้งแต่เด็กมันแพ้ลูกงอนผมเสมอ และคราวนี้ก็ได้ผลอีกเช่นเคย

"เฮ้ยมึงอ่ะ...อย่ามาน้อยใจ...กูไม่มีไรจริงๆ"รีบปฏิเสธเสียงอ่อน แต่ผมยังแกล้งเคืองมันไม่เลิก

"ไม่มีไรแล้วทำไมไม่เล่า...เดี๋ยวนี้แม่งมีความลับว่ะ"เสมองไปทางนอกหน้าต่างไม่ยอมมองหน้ามัน

"ไม่มีอะไรจริงๆ กูแค่ถามเค้าว่าเป็นคู่หมั้นกันเหรอ เค้าก็บอกว่าไม่ได้เป็น"

"เค้าน่ะใคร"

"คุณพิกุล"

"หลุดมาจนได้นะมึง! ฮ่าๆ"ผมรีบหันกลับมาชี้หน้ามันที่เหวอหนัก ไม่คิดว่าจะโดนผมแกล้ง

"เชี่ยยย แกล้งกู!"ว่าแล้วมันก็ยันโครมผมเข้าให้ เล่นเอาผมลงไปกองกับพื้นเลยทีเดียว

"โอ๊ย เขินแรงนะมึงเนี่ย!"ว่าพลางยกมือลูบสะโพกตัวเอง ไอ้แชมป์นะไอ้แชมป์ยันกูมาเสียเต็มแรง

"เดี๋ยวนี้พัฒนานะ...พ่อแช่ม หึหึ"ยังไม่วายแซวกลับอีกรอบ มันเลยได้แต่ชูนิ้วกลางหราใส่หน้าผมแทน

"เชี่ยไม่คุยด้วยละ กูไปอาบน้ำดีกว่า"พูดจบมันก็รีบหยิบผ้าเช็ดตัวกับเสื้อผ้าเดินออกจากห้องทันที...แว่วเสียงมันทักทายผู้มาเยือนก่อนจะเงียบไป...

...ว่าแต่มันไปแอบคุยกับคุณพิกุลตอนไหน ทำไมผมถึงไม่รู้...เดี๋ยวต้องหาทางหลอกถามมันอีก ไอ้นี่มันหลุดง่ายจะตาย หึหึ...


"ก๊อกๆ"

เสียงเคาะประตูดังขึ้น...สงสัยไอ้แชมป์ลืมของสิท่า แต่มันจะมามีมารยาทเคาะประตูอะไรตอนนี้วะ

"ลืมไรอีกล่ะมึงงงง...เอ้ยยย!"เสียงที่ดังขึ้นถามก่อนจะเอื้อมมือไปผลักบานประตูออกแล้วก็ร้องออกมาเสียงหลงเมื่อคนตรงหน้าไม่ใช่ไอ้แชมป์

"ตื่นแล้วรึ"จะเป็นใครที่ไหนนอกจากผู้มาเยือนที่ตอนนี้ยืนยิ้มกริ่มอยู่หน้าห้อง...ชอบโผล่มาแบบนี้ทุกที ไม่คิดว่าผมจะเป็นโรคหัวใจแล้วหัวใจวายตายเข้าสักวันหรือไง

"คุณหลวง"ไม่รู้จะตอบอะไรเลยได้แต่เรียกไป

"ว่าอย่างไร"ร่างสูงถามกลับเสียงเรียบ แต่รอยยิ้มกวนยังปรากฏให้เห็นเหมือนเคย

"คุณหลวงมีอะไร"

"ไม่มีอะไร"

"อ้าวววว ไม่มีอะไรแล้วมาทำไม"

"ก็เพราะไม่มีอะไรน่ะซีถึงได้มา"ไอ้คุณหลวง...ชักจะกวนประสาทขึ้นทุกวันแล้วนะครับ

"ดูทำหน้าเข้า พ่อธีร์นี่ตลกนัก"แล้วผมกำลังทำหน้าอย่างไรอยู่รึ?

"ให้เราเข้าไปหน่อยได้หรือไม่...เจ้าคุณท่านคุยงาน มิใช่งานของเราเลยมิรู้จะนั่งอยู่ทำไม"สรุปว่าไม่มีที่ไปก็เลยมาห้องผมเสียงั้น...ผมเบี่ยงตัวหลบให้คนตัวสูงเดินเข้ามาในห้องพลางมองสำรวจเสียจนทั่ว

"ไม่มีอะไรทำแล้วทำไมไม่ชวนคุณพิกุลออกไปเดินเล่นล่ะครับ"คำถามที่ทำเอาอีกฝ่ายชะงักงันแล้วหันกลับมามามอง


"แอบฟังผู้ใหญ่คุยกันมิงามนะพ่อ"ผมได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆจากอีกฝ่าย

"ไม่ได้แอบฟังซักหน่อย"แล้วก็ได้แต่เถียงข้างๆคูๆ

"มิได้แอบฟังแล้วรู้ได้อย่างไรเล่า"...เงียบกริบ...โดนจับได้ขนาดนี้...เงียบเอาไว้เสียจะดีกว่า

"แล้ววันนี้มีงานให้ผมทำอีกรึเปล่าครับ"เนียนเปลี่ยนเรื่องมันเสียเลยแล้วกันครับไอ้ธีร์

"ไม่มีหรอก...เดี๋ยวบ่ายเราต้องเข้ากรมกับเจ้าคุณทั้งสอง กว่าจักได้กลับเรือนก็วันพรุ่ง...วันพรุ่งพ่อก็มิต้องไปที่เรือน เดี๋ยวจักเสียเที่ยวเอา"


ผมรู้สึกถึงลมแรงที่พัดวูบผ่านหน้าต่าง หอบเอาเศษฝุ่นผงมาเสียเต็มจนผมต้องหลับตา


"เห็นทีฝนจักตกกระมัง"หลวงพิสิษฐบ่นพึมพำพลางมองออกไปด้านนอก ฟ้าเริ่มครึ้มมาแต่ไกลโน่นแล้ว...ก่อนจะหันมามองผมที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง...คนตัวสูงขมวดคิ้วมุ่นพลางเดินตรงเข้ามาหา

"มีอะไรครับ"ท่าทางแปลกๆ แต่อีกฝ่ายยังไม่ตอบ

"อยู่นิ่งๆก่อนสิพ่อ"ว่าพลางยื่นมือมาตรงหน้า...อะไร...คุณหลวงจะทำอะไร...ผมได้แต่หลับตาปี๋เพราะท่าทีแปลกๆของอีกฝ่าย...รู้สึกถึงฝ่ามืออุ่นที่เฉียดแก้มไปนิดเดียว...ก่อนที่จะ...



"พี่นี้รักเธอคนเดียวเท่าน้านนนนน! อุ่ย!!"เสียงไอ้แชมป์ที่ร้องเพลงอย่างอารมณ์ดีมาแต่ไกล แต่ดันมาหยุดอยู่หน้าประตูทำให้ผมต้องลืมตามอง...เห็นมันชะงักอยู่ที่เดิมแถมทำหน้าประหลาดพิลึก...ส่วนคนตรงหน้า...เพียงแค่ชักมือกลับพร้อมเศษดอกมะลิที่คงปลิวมาตามลมเมื่อครู่

"มันปลิวมาติดผม จักหยิบออกให้ มิได้ทำอะไรเสียหน่อย"รอยยิ้มบางปรากฎบนใบหน้าอีกครั้ง...ผมเหลือบไปเห็นไอ้แชมป์ที่ตอนนี้อาบน้ำเสร็จแล้วแต่ยังยืนเหรอหราอยู่หน้าประตู

"ผมเข้าไปได้มั้ยครับ"แล้วก็ส่งเสียงถามอย่างกับว่านี่ไม่ใช่ห้องของตัวเอง

"นี่ก็ห้องพ่อ มิเห็นต้องขอเรา"หันไปบอกไอ้แชมป์ที่ยืนอยู่หน้าประตูมันเลยก้าวเข้ามาในห้อง

"เจ้าคุณจิตรากับคุณหญิงให้มาตาม...เห็นว่าให้พวกบ่าวเตรียมสำรับไว้ให้มาตามพ่อทั้งสองไปร่วมด้วย"เจ้าตัวว่าพลางเดินกลับไปทางหน้าห้อง

"รีบอาบน้ำแต่งตัวเสีย อย่าให้ผู้ใหญ่ท่านคอยนาน"เหลือบไปเห็นสายตากวนพิลึกที่มองสำรวจผมตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะเดินออกไป...สภาพผมที่เพิ่งตื่นนอนคงแย่มากสินะ ถึงได้รู้ว่ายังไม่ได้อาบน้ำเนี่ย



"ฮั่นแน่ะ! ซัมติงรองนะมึง"เสียงกวนของไอ้แชมป์ขัดขึ้น ผมเห็นมันยืนยิ้มเผล่อย่างอารมณ์ดี

"บอกพี่แชมป์มาบัดเดี๋ยวนี้...เมื่อกี้ทำไรกันก่อนกูมา"ว่าแล้วมันก็แถเข้ามาประชิดตัวผมที่นั่งอยู่บนเตียงทันที ทำเอาผมต้องถอยกรูด

"อะไรของมึ๊งงงง"ยิ่งมันยื่นหน้าสอดรู้เข้ามามากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งอยากถีบมันออกไปให้ไกลเท่านั้น

"กูเห็นนะ...ยังกะฉากพระนางในละคร หึหึ"

"พระนางบ้านมึงดิ ผู้ชายทั้งคู่ มึงนี่คิดอกุศล"ว่าพลางเอามือดันหน้ามันออกห่าง

"หู้ยยยย นี่มันสมัยไหนแล้วครับเชี่ยธีร์ ทำอย่างกับมึงไม่เคยมีผู้ชายมาจีบ"มันว่าพลางนึกย้อนไปสมัยม.ปลาย...ก็ไอ้รุ่นพี่ที่ผมมีเรื่องด้วยนั่นแหละ ที่ผมโดนต่อยเสียน่วมเพราะผมไม่ยอมรับรักมัน มันเลยโกรธเรียกเพื่อนมารุมผมซะ...ดีนะแค่รุมกระทืบ ถ้าโดนรุมโทรมนี่ผมคงเครียดหนักจนอยากยิงตัวตาย...ถึงจะมีคนเคยชมว่าหน้าผมหวานแต่ผมก็ยังไม่เคยเสียเชิงชายนะครับ แล้วก็ไม่คิดจะเสียด้วย

"นี่มันสมัยรัชกาลที่5ครับเชี่ยแชมป์...หัดจำใส่กะโหลกซะบ้าง"ผมยื่นมือไปดีดหน้าผากมันเตือนสติ แต่คงไปซ้ำรอยที่ถูกประตูกระแทกเมื่อเช้ามันเลยร้องเสียงหลงออกมา

"แซวเล่นแค่นี้ แม่งถึงขั้นทำร้ายร่างกาย"มันรีบเอามือคลำหน้าผากตัวเอง เห็นรอยแดงๆนั่นแล้วก็อดขำไม่ได้

"เพ้อเจ้อว่ะมึงอ่ะ...กูไปอาบน้ำดีกว่า"ว่าพลางหยิบผ้าเช็ดตัวของตัวเองกับเสื้อผ้าตั้งท่าจะเดินออกจากห้อง

"พี่ไปช่วยถูหลังมั้ยจ๊ะ...เอ๊ หรืออยากให้คุณหลวงหน้าหล่อไปช่วยแทน"ยังครับ ยังไม่จบ

"-วยครับ"ไม่พูดเปล่าชูนิ้วกลางหราให้มันอีกรอบก่อนจะรีบเดินออกจากห้อง ได้ยินเสียงมันหัวเราะร่าตามหลังมา...

โชคดีที่บนเรือนมีห้องอาบน้ำ...ก็ห้องที่ผมเคยต้องแบกน้ำจากท่าน้ำมาใส่โอ่งให้คุณหญิงสร้อยนั่นแหละ...ในห้องก็มีเพียงโอ่งดินขนาดใหญ่กับขันเอาไว้ตักน้ำกับพวกสมุนไพรขัดตัวที่คนสมัยนี้เขาใช้แทนสบู่...แต่ก็ยังดีกว่าต้องเดินลงจากเรือนไปอาบที่ท่าน้ำ เพราะจากเรือนใหญ่ไปท่าน้ำนี่ก็ไกลพอดู...ตอนเดินออกจากห้องผมทักทายเจ้าของบ้านที่ยังนั่งคุยกับเจ้าคุณไพศาลและคุณหญิงสร้อยอยู่ที่เดิม...ส่วนคนที่เพิ่งเข้ามาในห้องผมเมื่อครู่ตอนนี้ไม่รู้หายไปไหนเสียแล้ว

และผมก็ได้รับคำตอบเมื่อมองลงไปด้านล่าง...ภาพคู่หนุ่มสาวยืนเคียงกันอยู่...จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลูกสาวเจ้าของบ้านที่วันนี้แต่งกายงามพร้อม ห่มสไบสีกลีบกุหลาบตัดกับโจงกระเบนสีเขียวเข้ม ผมยาวประบ่าถูกรวบเพียงครึ่งเผยให้เห็นใบหน้าหวานฉ่ำ...อีกฝ่ายคือคนที่เพิ่งเดินออกจากห้องผมไปเมื่อครู่...ผมไม่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง แต่ดูจากใบหน้ายิ้มแย้มของทั้งคู่ก็พอดูออกว่ากำลังคุยกันอย่างออกรส...ใครเห็นก็คงต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทั้งสองนั้นเหมาะสมกันเสียยิ่งกว่าอะไร...
วูบหนึ่งผมเห็นร่างสูงด้านล่างเหลือบมองขึ้นมา...สบตากันเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับไปสนใจคนตัวเล็กข้างๆ...รอยยิ้มหวานโปรยบนใบหน้า...รอยยิ้มที่ผมคิดว่าวันนี้มันน่าหมั่นไส้ชะมัด...
ผมเดินไปทางห้องอาบน้ำที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องนอน...ได้แต่ตักน้ำในโอ่งสาดโครมใส่ตัวเองไม่รู้กี่รอบ...นี่ผมเป็นอะไรนะ...ทำไมมันหงุดหงิดพิกล...เพียงแค่ได้เห็นภาพนั้น...
"เค้าเป็นคู่หมั้นกันก็ต้องใช้เวลาด้วยกันดิวะ"พร้อมกับน้ำขันใหญ่ที่สาดใส่ตัวเองอีกรอบ...ถึงไอ้แชมป์จะบอกว่าสองคนนั้นยังไม่ได้หมั้นกัน แต่ดูท่าแล้วก็คงอีกไม่นาน...เห็นทีหลังเสร็จงานยุ่งๆที่กรม เรือนเจ้าคุณจิตราคงจะมีงานมงคลเป็นแน่...


"เชี่ย! ตกใจหมด เป็นไรของมึง!"ผมเปิดประตูห้องผลัวะเข้ามาจนไอ้แชมป์สะดุ้งโหยง

"เปล่า"ตอบกลับเพียงสั้นๆ...ในใจยังคงถามตัวเองอยู่...นั่นสิ...ผมเป็นอะไรวะ?

"น้อยใจที่พี่แชมป์ไม่ได้ไปถูหลังให้เหรอจ๊ะ...โอ๊ยยยย มึงนิ่ ซาดิสม์ขึ้นทุกวัน"มันรีบยกมือขึ้นบังหัวตัวเองหลังโดนผมโบกเข้าให้อย่างแรง

"เป็นไรของมึง...ทำหน้างอนเหมือนแพมเลยสัส"คำพูดที่เรียกสติผมกลับมาได้บ้าง...งอน?...ใครงอนวะ...แล้วงอนใคร...ไอ้แชมป์นี่เพ้อเจ้อ

"ถามก็ไม่ตอบ...แล้วนั่นจะปล่อยให้หัวมึงมันสังเคราะห์แสงแล้วแห้งเองรึไง...เตียงเปียกหมดแล้วเว้ย"มันว่าพลางโยนผ้าของตัวเองร่อนมาจอดบนหัวผมพอดี...ผมจับมาขยี้ผมยาวๆของตัวเองให้พอหมาด เริ่มรู้สึกรำคาญผมที่ยาวขึ้นทุกวันๆ สงสัยต้องหาคนมาตัดให้เสียแล้ว ไม่งั้นเดี๋ยวได้มีดอกนู่นดอกนี่ปลิวมาติดผมลำบากให้คนอื่นเขาต้องมาหยิบออกให้อีก...

"ไปๆ แดกข้าว อย่าให้ผูู้ใหญ่เค้ารอนาน"แล้วมันก็จัดการดึงแขนผมให้ลุกขึ้น
ผมเดินตามไอ้แชมป์ออกมาที่นอกเรือน...เห็นบ่าวผู้หญิงสองสามคนกำลังยกสำรับขึ้นมา...บนพื้นยกกลางเรือนทุกคนนั่งกันอยู่พร้อมหน้า...รวมทั้งลูกสาวเจ้าของบ้านและว่าที่'คู่หมาย'ของเธอด้วย

"เอ้า มาๆ กินข้าวกินปลาเสีย"เจ้าคุณจิตราเรียกเสียงดังขณะที่ผมกับแชมป์กำลังเดินไปหา ผมนั่งลงข้างคุณหญิงสร้อยโดยมีไอ้แชมป์นั่งข้างๆ

"นี่พระยาไพศาลราชวราการ...เจ้าของเรือนที่เอ็งไปช่วยหลวงพิสิษฐทำงานน่ะ"เจ้าคุณจิตราแนะนำ...ผมยกมือไหว้เจ้าคุณไพศาลที่รับไหว้กลับพร้อมยิ้มอ่อนโยนให้

"นี่รึพ่อธีร์...ได้ยินชื่อมานาน เพิ่งได้เจอตัวก็วันนี้"ผมผงกหัวเล็กน้อยแทนคำตอบ...ส่วนไอ้แชมป์เห็นว่าเคยเจอกันมาก่อนครั้งที่เจ้าคุณมาที่เรือน

"หลวงแกว่าพ่อธีร์ช่วยงานได้มากอยู่ ขอบใจพ่อมาก"น้ำเสียงของเจ้าคุณไพศาลอ่อนโยนไม่แพ้คนตัวสูงที่นั่งข้างๆ...แล้วผมจะเอาไปเปรียบเทียบกันทำไมวะ?

"ผมไม่ได้ทำอะไรมากหรอกครับ...คุณหลวงต่างหากที่ทำงานหนักทั้งวัน"ท้ายประโยคผมปรายตามองเจ้าตัวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม...อีกฝ่ายยังคงนิ่งไม่โต้ตอบอะไร มีเพียงรอยยิ้มบางที่ยังเจืออยู่บนใบหน้า...แต่ไม่ได้ยิ้มให้กับผม

"ได้อย่างไรเล่า...พ่อก็เสียเวลาไปช่วยหลวงแกทำงานเสียทั้งวัน ต้องยกความชอบให้พ่อด้วย"เจ้าคุณไพศาลยังว่าต่อ พอดีกับที่สำรับตรงหน้าเตรียมเสร็จเรียบร้อย คุณหญิงสร้อยเลยบอกให้พักเรื่องงานแล้วกินข้าวกันเสียก่อน...
ไม่รู้ว่าผมคิดไปเอง...หรือมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ...เพราะผมรู้สึกว่าบรรยากาศของอาหารมื้อนี้มันอึมครึมพิกล...ผมเห็นไอ้แชมป์แอบมองคุณพิกุลเป็นพักๆ...คุณพิกุลเองก็หันมาสบตามันบ้าง แต่ไม่มากเท่าคนตัวสูงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม...ส่วนผมกับเขาน่ะเหรอ...ไม่มีแม้บทสนทนาสักประโยค...จะมีก็แต่เจ้าคุณทั้งสองและคุณหญิงสร้อยที่หัวเราะร่ากันอย่างอารมณ์ดี
.
.
.

ออฟไลน์ Novemberist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 97
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-0


"กระท้อนลอยแก้วนี่แม่พิกุลลงครัวทำเองเชียวนะพ่อแก้ว...เห็นว่าเป็นตำรับจากในวัง พ่อแก้วลองเสียหน่อยสิ"หลังรับอาหารคาวเสร็จก็ได้เวลาของหวาน...วันนี้คุณพิกุลแกลงมือทำกระท้อนลอยแก้วสูตรชาววังด้วยตัวเอง...กลิ่นหอมของน้ำลอยดอกมะลิเตะจมูกเชิญชวนให้ลิ้มลอง...เนื้อกระท้อนหวานกำลังดีเข้ากันกับน้ำเชื่อม...ไม่ต้องใส่น้ำแข็งแต่ก็เย็นชื่นใจ...ฝีมือคุณพิกุลนี่ชั้นหนึ่งจริงๆ...ผมเห็นไอ้แชมป์นั่งยิ้มเผล่มองกระท้อนลอยแก้วตรงหน้าก่อนจะจัดการเสียหมดเกลี้ยง แถมยังขอต่อชามที่สองหน้าด้านๆ

"ถูกปากไหมพ่อแก้ว"คุณหญิงสร้อยยังถามต่อ

"รสมือแม่พิกุลเลื่องชื่อ กระผมไม่มีอะไรจะติเลยขอรับ"ว่าพลางยิ้มหวานตอบ...ก็ลองไปบอกว่าไม่อร่อยสิ ใครเขาจะยกลูกสาวให้กันเล่า...ผมเหลือบไปเห็นคุณพิกุลยิ้มหวานเมื่อได้รับคำชม

"อ้ายแช่ม หนังสือที่ข้าให้เอ็งไปอ่านเมื่อวาน อ่านจบหรือยัง"เจ้าคุณจิตราเอ่ยถาม หลังจากที่บ่าวไพร่พากันยกสำรับลงจากเรือน...ส่วนคุณพิกุลเดินตามลงไปข้างล่างเห็นว่าจะไปดูแลเรื่องสำรับเย็น...ที่นี่เวลาเตรียมอาหารทีเขาเตรียมกันหลายชั่วโมงครับ ผมเคยเห็นป้าน้อยทำกับข้าวตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางกว่าจะเสร็จก็พอดีมื้อเช้า

"ยังเลยครับ...เล่มมันหนามาก แต่ก็อ่านไปได้ครึ่งแล้วครับ"ไอ้แชมป์รีบตอบ ผมเห็นมันนั่งอ่านหนังสือเล่มนั้นทั้งคืนจนผลอยหลับไป ดูท่ามันตั้งใจกับงานนี้เสียจริง

"ดีแล้วเอ็ง อ่านเสียให้จบ จักได้มาช่วยข้าอีกแรง"ดูท่าคงเป็นหนังสือสำคัญ แต่ผมอ่านไม่ออกเพราะมันเป็นภาษาฝรั่งเศส

"ในสยามจักหาคนรู้ภาษาฝรั่งเศสช่างน้อยนัก โชคดีของเจ้าคุณจิตราที่ได้พ่อแช่มมาช่วยอีกแรง"เจ้าคุณไพศาลเอ่ยชม ทำเอาเจ้าตัวยิ้มเผล่ตัวแทบลอย

"เจ้าคุณไปแต่งตัวเถิดเจ้าค่ะ ต้องเข้ากรม ประเดี๋ยวจักสายเอา"คุณหญิงสร้อยหันไปบอกเจ้าคุณผู้เป็นสามี

"จริงของแม่สร้อย...รอเราสักครู่ ประเดี๋ยวเรามา"พูดจบเจ้าคุณจิตรากับคุณหญิงสร้อยก็พากันเดินเข้าห้อง เหลือเพียงพวกผมที่นั่งอยู่...แล้วผมก็ไม่รู้ว่าจะนั่งอยู่ทำไมเหมือนกัน

"ผมขอตัวก่อนนะครับ"ผมยกมือไหว้ลาเจ้าคุณไพศาลก่อนจะเดินลงจากเรือน...ไม่รู้ทำไมแต่ผมไม่อยากนั่งอยู่ตรงนั้น


"ไปไหนวะมึง"ไอ้แชมป์ที่เดินตามลงมาถามขึ้น

"ไปนั่งเล่นท่าน้ำ...เบื่อ"ตอบกลับสั้นๆแค่นั้นก่อนจะเดินไปทางท่าน้ำหน้าเรือน...ส่วนไอ้แชมป์เห็นคล้อยหลังไปทางเรือนบ่าว สงสัยจะไปหาพวกมิ่งกับพี่สน...หรือไม่ก็คงป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆโรงครัว
ผมเดินมาถึงท่าน้ำ เห็นเรือของเจ้าคุณไพศาลผูกเทียบท่าอยู่ ก่อนจะทิ้งตัวนั่งบนม้านั่งยาวที่ท่าน้ำ...เรือนเจ้าคุณจิตราไม่ได้อยู่ติดแม่น้ำเหมือนเรือนเจ้าคุณไพศาล แต่เป็นเพียงคลองสายเล็ก...ฝั่งตรงข้ามมีเรือนไม้ทรงโบราณตั้งอยู่ประปราย ไม่แน่นขนัดเหมือนเรือนริมแม่น้ำเจ้าพระยา...แต่ให้ความสงบร่มรื่นมากกว่า เพราะผู้คนไม่จอแจ นานๆทีถึงจะเห็นชาวบ้านพายเรือผ่านไปสักลำ


"เป็นอะไรรึ...มานั่งอยู่คนเดียว"เสียงนุ่มคุ้นหูดังขึ้น...ผมชักสงสัยว่าหมอนี่แอบติดจีพีเอสติดตามตัวผมไว้ตรงไหนหรือเปล่า...แถมยังชอบโผล่มาแบบนี้ทุกที

"เปล่า"ตอบเพียงสั้นๆแต่ยังไม่มองหน้า

"ท่าทางมิเหมือนพ่อธีร์คนเดิม"

"คนไหนล่ะครับ"

"เราถามดีๆ ยียวนเราเสียได้"สำเนียงโบราณคุ้นหูที่ผมเคยคิดว่ามันเนิบนาบน่าฟัง แต่ตอนนี้มันช่างขัดหูนัก

"เป็นอะไรรึ"เจ้าตัวยังคงถามต่อพลางทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ...ไม่ใกล้มาก

"ไม่ได้เป็นอะไรครับ"ผมตอบทั้งที่ไม่มองหน้าอีกฝ่ายแม้แต่น้อย สายตายังจดจ้องกับพื้นน้ำเบื้องหน้า

"ไม่เป็นอะไรแล้วทำไมไม่คุยกับเรา"

"ไม่มีอะไรจะคุยนี่ครับ"

"อย่างนี้เขาเรียกว่ามี"

"มีอะไร"ผมหันกลับไปถามหน้านิ่ง...สบตากับอีกฝ่ายที่นิ่งไม่แพ้กัน...รอยยิ้มโปรยบนใบหน้านั้นหายไป

"ก็มีอะไรน่ะซี ถึงได้เป็นแบบนี้"คำตอบยียวนเสียจนผมอยากจะต่อยให้หน้าหงาย...ติดที่สายตาคมกริบของอีกฝ่ายยังจ้องหน้าผมนิ่ง

"ก็บอกว่าไม่มีอะไร"ผมเสมองไปทางอื่น ไม่อยากมองหน้า...มันทำให้ผมหงุดหงิด

"งอนเหมือนผู้หญิงไม่มีผิด" ห้ะ?!

"คุณหลวงว่าไงนะ"ผมหันกลับไปถาม...เห็นคนตรงหน้ากลั้นยิ้มนิดๆ

"เราว่าพ่อธีร์งอนเหมือนผู้หญิง...หรือไม่จริง"

"ผมเป็นผู้ชาย จะไปงอนได้ยังไงครับ"ยังจ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่ง...ผมไม่ได้งอน...ผมแค่...หงุดหงิด

"เอ้า เป็นผู้ชายงอนไม่ได้รึ"แล้วไอ้น้ำเสียงกระเซ้าเย้าแหย่นี่มันคืออะไรวะ

"ผู้ชายเค้าไม่งอนกันครับคุณหลวง...อย่างคุณพิกุลเนี่ยเค้าถึงจะงอนได้"คำตอบที่ทำเอาอีกฝ่ายขมวดคิ้วมุ่น

"เกี่ยวอะไรกับแม่พิกุลเล่า...เราคุยกับพ่อเพียงสองคน"

"ก็ผมไม่มีอะไรจะคุยกับคุณหลวงนี่ครับ แล้วคุณหลวงหลบมาอยู่นี่ ไม่ไปหาคุณพิกุลเหรอครับ"วูบหนึ่งที่ผมอยากจะกลืนคำพูดตัวเองลงไปเสียให้หมด...อยากตบหน้าตัวเองจริงเชียว พูดอะไรไม่รู้จักคิด

"ทำไมพ่อธีร์พูดถึงแต่แม่พิกุล...คำก็แม่พิกุลสองคำก็แม่พิกุล"ก็แล้วใครกันที่ยืนคุยกับแม่พิกุลกระหนุงกระหนิงให้ผมเห็นเนี่ย

"พ่อธีร์ชอบแม่พิกุลรึ"ถามเสียงเรียบแต่ทำเอาผมเบิกตาโพลง...หันกลับไปมองอีกฝ่ายที่ตอนนี้มานั่งประชิดตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

"อย่างนี้เขาเรียกว่าหึงรู้หรือไม่"แล้วยังยิ้มยียวนนี่อีก...นี่มันอะไรกันวะ

"หึง? ผมเนี่ยนะหึง"

"หรือไม่ใช่"ก็ไม่ใช่น่ะสิเว้ย...ผมจะไปหึงคุณพิกุลทำไมเล่า...ก็ผมไม่ได้ชอบคุณพิกุลสักหน่อย ไอ้คุณหลวงนี่พูดจาไม่รู้เรื่องแล้ว

"ผมไม่ได้หึง...แล้วผมก็ไม่ได้ชอบคุณพิกุลด้วย คุณหลวงเข้าใจผิดแล้วครับ"

"ไม่ได้ชอบแม่พิกุล แล้วทำไมต้องไม่พอใจที่เราคุยกับแม่พิกุลด้วยเล่า"โอ๊ยพ่อคุณ เลิกถามผมเสียทีเถอะ จะให้ผมตอบอะไรอีก

"ไม่ได้ไม่พอใจ แต่ผมไม่ได้ชอบคุณพิกุล"

"ไม่ชอบก็ไม่ชอบ...เราแค่ถาม มิเห็นจักต้องเสียงดังเลย"ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆลอยมากับสายลม...แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมหายหงุดหงิดแม้แต่น้อย



"เห็นทีจักต้องไปเสียแล้ว"คนตัวสูงว่าเมื่อเห็นเจ้าคุณทั้งสองเดินลงมาจากเรือน...ผมหันกลับไปมองตามเห็นเจ้าคุณจิตราที่ตอนนี้แต่งกายเต็มยศเหมือนเจ้าคุณไพศาลไม่มีผิด

"อีกสองวันค่อยไปที่เรือนนะพ่อ...วันนี้เราคงต้องอยู่ที่กรม"

"ครับ"ผมพยักหน้ารับ

"พ่อธีร์"เรียกชื่อผมอีกครั้งทำให้ผมต้องหันกลับไปมอง

"เราเคยบอกพ่อธีร์แล้ว ว่าเราไม่ได้คิดอะไรเรื่องแม่พิกุล...พ่อธีร์อย่ากังวลเลย"ไอ้คำพูดนี้...มันหมายความว่าไง...แล้วทำไมผมถึงรู้สึกร้อนวูบที่หน้าแบบนี้




"หากพ่อธีร์มีใจให้แม่พิกุล เราจักช่วยพูดกับเจ้าคุณจิตราและคุณหญิงให้"



เคยเป็นไหมครับ ขับรถมาด้วยความเร็วสูงแล้วอยู่ๆมีใครมาเหยียบเบรคจมมิดจนหัวทิ่ม...ผมเพิ่งเคยก็คราวนี้แหละ...ขอบคุณครับคุณหลวง...แต่คุณหลวงกำลังเข้าใจผิดไปไกลจนเกือบออกปากแม่น้ำเจ้าพระยาโน่นแล้วครับ

"ผมบอกว่า..."กำลังจะเถียงแต่ถูกขัดขึ้นเสียก่อน

"มิเป็นไร เราเข้าใจ...พ่อธีร์คงเกรงว่าเจ้าคุณจิตราจักรังเกียจที่ไม่รู้ที่มาที่ไปของพ่อ"เออผมว่าตอนนี้มันไปไกลกว่าแม่น้ำเจ้าพระยาจนจะไปถึงปากอ่าวไทยแล้ว...แต่ยังไม่ทันจะได้เถียงอะไรต่อเจ้าคุณทั้งสองก็เดินมาถึงท่าน้ำพอดี...ผมยกมือไหว้ลาท่านทั้งสองก่อนจะส่งท่านลงเรือ ตามด้วยคนตัวสูงข้างๆที่ลงเรืออีกลำตามไป...

...ไอ้เรื่องที่เข้าใจผิดเรื่องคุณพิกุลคงต้องปล่อยเลยตามเลย...แต่ไอ้ประโยคที่เพิ่งบอกผมเมื่อครู่นั้น มันดันทำให้ผมยิ้มออกมาได้เสียนี่...
.
.


...คืนนั้นช่างเงียบสงัด...เจ้าคุณจิตราไม่ได้กลับบ้านเหลือเพียงคุณหญิงสร้อยกับคุณพิกุล...พวกมิ่งที่เดินเวรยามรอบเรือนก็ทำได้อย่างเงียบเชียบนัก จะเห็นก็เพียงแสงไฟวูบไหวจากตะเกียงที่สาดลอดผ่านหน้าต่างไม้เป็นพักๆ...ไอ้แชมป์ที่ตอนนี้อ่านหนังสือเล่มหนาจนหลับไปแล้ว ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจเบาๆของมัน...ส่วนผมก็กำลังเคลิ้มได้ที่

...หากแต่มีเสียงหนึ่งดังกังวานในหัวเสียก่อน...เสียงแปลกๆที่ไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน...เสียงเหมือนเครื่องแก้วที่ถูกเสียดสีกลายเป็นเสียงแหลมทว่ากังวานอยู่ในหัว...ผมขมวดคิ้วแน่น...ไม่แน่ใจว่ามันคือความฝันหรืออะไร...เสียงนั้นยังกังวานอย่างต่อเนื่องในความมืด...ฉับพลันมีแสงสว่างวาบจนผมแสบตา...ทั้งๆที่ผมยังหลับตาอยู่ แต่แสงนั้นมันช่างสว่างจ้าเสียเหลือเกิน...ก่อนที่แสงจะจางลง เหลือให้เห็นเพียง...ภาพโต๊ะไม้สักตัวคุ้นตา...และที่ทับกระดาษ...ต่างแค่เพียง...ที่ทับกระดาษนั้นมันกำลังส่องแสงเรืองอยู่บนโต๊ะ...


ผมลืมตาโพลง...เหลือบหันไปมองรอบตัวแต่ทุกอย่างยังเงียบสนิท...ไอ้แชมป์ยังคงหลับอยู่ข้างๆ ในมือมันยังกอดหนังสือเล่มหนาไม่ปล่อย...


...หรือมันจะเป็นแค่ความฝัน...

...ไม่สิ...มันไม่ใช่ความฝัน...


"แชมป์!...ไอ้แชมป์!"ผมเรียกมันสุดเสียง ยกมือเขย่าปลุกไอ้คนที่นอนหลับอยู่ข้างๆจนมันงัวเงียตื่นขึ้นมา

"อะไรของมึงงงง คนจะนอนนนน"น้ำเสียงมันยังงัวเงียพลางยกมือขยี้ตาตัวเอง

"ไปกับกู"ผมลุกพรวดจากเตียงดึงแขนมันให้ลุกตาม แต่ดูท่ามันยังไม่ตื่นดีมันเลยสะบัดมือออกเบาๆ

"ไปไหนวะ ดึกจะตายห่าแล้ว นอนเห๊อะ"มันยกมือโบกไปมาแบบไร้ทิศทาง แต่ผมฉวยข้อมือมันเอาไว้ได้

"ลุกมึง...ต้องไปเดี๋ยวนี้"ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมพูดคำนั้นออกมา...ไอ้แชมป์ลืมตามองผมที่ทำหน้าจริงจังจนมันต้องลุกตามอย่างเสียไม่ได้

"จะไปไหนวะธีร์"เสียงของมันที่ถามขึ้นทว่าไร้ซึ่งคำตอบ...ผมเดินนำหน้ามันมาจนถึงห้องทำงานของเจ้าคุณจิตรา...ห้องที่ผมไม่ได้เข้ามาเหยียบนับอาทิตย์

"มีอะไรป่าววะ"ไอ้แชมป์ยังคงถามต่อ แต่ผมเพียงแค่ผลักประตูไม้บานนั้นออก...เป็นไปอย่างที่ผมคิด...


ที่ทับกระดาษอันเดิมส่องแสงเรืองอยู่บนโต๊ะไม้สัก เหมือนที่ผมเห็นไม่มีผิด...ผมก้าวเข้าไปใกล้...แสงนั้นค่อยๆหม่นลงทุกที...

"เชี่ยยยย เหมือนวันนั้นเลยมึง"ตอนนี้ไอ้แชมป์ที่ได้สติกลับมาครบร้องเสียงดัง...ผมหันกลับไปมองหน้ามันก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบวัตถุที่กำลังส่องแสงเรืองรองนั้นขึ้นมา...ไอ้แชมป์ยื่นมือมาซ้อนกับมือผมอีกชั้น...ผมมองหน้ามันและมันกำลังมองผมเช่นเดียวกัน...ผมรู้สึก...ใช่ มันคือความรู้สึก...ความรู้สึกเดียวกันกับวันนั้น...


...ผมหลับตาลง...เห็นภาพห้องทำงานของเจ้าคุณจิตรากำลังหมุนคว้างบิดเบี้ยวไปมา...สิ่งเดียวที่ผมรับรู้ตอนนี้คือน้ำหนักของวัตถุในมือ...และสัมผัสของมือไอ้แชมป์ที่รองอยู่ด้านล่าง กับเสียงกังวานใสที่ยังดังก้อง...


...แล้วทุกอย่างก็เงียบลง...


...ผมลืมตา...


...และพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ในห้องทำงานของอาต้น...


...ผมกลับมาได้แล้ว...


"ไอ้ธีร์!"เสียงไอ้แชมป์เรียกขึ้น ผมมองหน้ามันแล้วเผลอยิ้มกว้างออกมาอย่างดีใจทั้งคู่...ใช่...ผมกลับมาได้แล้ว!
.

.

.

.
สิ่งแรกที่ผมทำคือเดินลงไปข้างล่าง...ได้ยินเสียงโทรทัศน์ในห้องนั่งเล่นเปิดอยู่...อานิด...ธีร์กลับมาแล้ว...


...ผมเปิดประตูห้องนั่งเล่น...ภาพของหญิงสาววัยกลางคนที่คุ้นตาหากแต่ดูซีดเซียวกว่าเดิมกำลังนั่งดูละครหลังข่าว...ทันทีที่เธอเห็นผม...หยาดน้ำใสๆก็ไหลรินออกมาทันที

"ธีร์!!"เสียงเรียกดังขึ้นพร้อมร่างที่โผเข้ามากอดผมแน่น...ผมกอดกลับ...คิดถึงเหลือเกิน

"ธีร์! ธีร์หายไปไหนมา รู้ไหมอาเป็นห่วงแค่ไหน"ว่าพลางเขย่าตัวผม มือไม้ลูบไปทั่วใบหน้า...ดวงตาช้ำเปื้อนไปด้วยน้ำตา...สีหน้าของอานิดอิดโรยลงมาก

"ธีร์กลับมาแล้วครับอา"ผมได้แต่ตอบเพียงสั้นๆ ก่อนที่อานิดจะโผเข้ามากอดอีกครั้ง

"ธีร์หายไปไหนมา แล้วทำไมถึงแต่งตัวแบบนี้"อานิดว่าพลางจับตัวผมหมุนไปมา...ผมเกือบลืมไปว่าตอนนี้ผมอยู่ในสภาพโบราณเสียจริง เสื้อผ้าฝ้ายตัวบางสีขาวกับกางเกงแพรสีน้ำตาลเข้ม...ไอ้แชมป์เองก็เหมือนกัน

"ธีร์ บอกอาสิ ธีร์หายไปไหนมา"อานิดเริ่มเสียงดัง ถามคำถามที่ผมไม่สามารถตอบได้

"ธีร์อยู่หอ"คำตอบเดียวที่ผมคิดออก

"อาโทรเข้ามือถือก็ปิดเครื่อง เพิ่งเห็นว่าธีร์ลืมมือถือไว้ที่บ้าน...ไปหาที่หอก็ไม่เจอ หนูแพมก็โทรมาที่บ้านอีกบอกว่าติดต่อธีร์ไม่ได้ นี่ธีร์หายไปไหนมา"อานิดร่ายยาวจนผมไม่รู้จะตอบคำถามไหนก่อน

"ธีร์อยู่หอจริงๆครับ...ช่วงนี้ธีร์งานยุ่งเลยไม่มีเวลาทำอะไรเลย"ผมได้แต่แก้ตัว เพราะไม่มีคำอธิบายใดเลยที่อานิดจะเข้าใจ

"แชมป์ก็เหมือนกัน ป๊ากับม๊าเราโทรมาบอกว่าจะมานอนที่บ้านอาแล้วก็หายไป รถก็ยังจอดอยู่นี่  หายไปเกือบสองอาทิตย์เชียวนะ คราวหลังอย่าทำให้อาเป็นห่วงอย่างนี้อีกนะลูก"เกือบสองอาทิตย์...เท่ากับเวลาที่ผมไปอยู่เรือนเจ้าคุณจิตราพอดี...มันเป็นช่วงเวลาที่สั้นนักเมื่ออยู่ที่นู่น แต่ช่างยาวนานสำหรับอานิดและคนที่นี่

"ธีร์ขอโทษครับอา วันหลังธีร์จะบอกก่อนนะ"ผมยกมือไหว้ขอโทษอานิดที่ยังร้องไห้ไม่หยุด...ผมรู้ว่าอานิดเป็นห่วงผมมากขนาดไหน และอานิดเองก็กลัวมากเช่นกัน...กลัวว่าผมจะกลับไปเป็นเหมือนตอนที่พ่อกับแม่เพิ่งเสียใหม่ๆ

"ไม่ต้องขอโทษอา ธีร์กลับมาก็ดีแล้วลูก...แชมป์เองก็กลับบ้านก่อน ป๊ากับม๊าเราเป็นห่วงมาก"

"ครับอานิด...งั้นแชมป์กลับก่อนนะครับ"ไอ้แชมป์ว่าพลางยกมือไหว้ลาก่อนจะหันมามองหน้าผมอีกครั้ง

"ธีร์รู้ไหม อาเกือบจะไปแจ้งตำรวจอยู่แล้ว อยู่ดีๆธีร์ก็หายไป"อานิดที่พาผมมานั่งบนโซฟายังคงลูบผมและหน้าของผมอย่างเป็นห่วง

"ธีร์ไม่ได้ไปไหนครับอา อาไม่ต้องเป็นห่วง แค่ช่วงนี้ธีร์ยุ่งเลยไม่มีเวลาติดต่อใคร"ผมโกหก แต่เป็นคำโกหกเพื่อให้อานิดสบายใจ

"แล้ววันนี้จะนอนนี่หรือกลับไปนอนหอ...นอนที่นี่กับอาเถอะ มืดมากแล้วรถก็อยู่ที่หอไม่ใช่หรือลูก"

"นอนนี่แหละครับอา...ธีร์ขอตัวขึ้นห้องก่อนนะครับ พรุ่งนี้เจอกันนะครับ"ผมยิ้มหวานให้อานิดอีกรอบก่อนจะขอตัวเดินขี้นมายังห้องนอน...ห้องสีขาวที่คุ้นตาของผม...ห้องที่มีเตียงกว้างพร้อมที่นอนนุ่ม...ห้องที่มีโคมระย้าอยู่บนเพดาน...เพียงแค่กดสวิตช์แกร๊กเดียวทั้งห้องก็สว่างไสวไปด้วยแสงไฟนีออน...ผมเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ากระจก..มองตัวเองในเงาสะท้อนนั้น...เสื้อผ้าแบบเดิมที่ใส่เสียจนคุ้นตามันช่างดูขัดกับสภาพแวดล้อมตอนนี้เสียจริง...แต่ผมก็ไม่ยอมถอดมันออก...ผมทิ้งตัวลงบนเตียงกว้างทั้งอย่างนั้น...ในใจมีเพียงคำพูดเดียว



...ผมกลับมาแล้ว...

.....................................................

มาดึกหน่อยนะเจ้าคะ (แถวบ้านเรียกเกือบเช้า)
พ่อธีร์กลับมาเสียแล้วนะเนี่ย หุหุ

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามค่ะ  :mew1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ AeRoMoZa

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 432
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-1
แง้ ทำไมเป็นเยี่ยงนี้ แล้วนี่ทางบ้านเจ้าคุณจะวุ่นวายแค่ไหน งานการก็ให้ช่วยแบ่งเบา หายมาแบบนี้จะถูกโกรธมั้ยนั่น
อยากจะกรี๊ด โอ๊ย แต่แบบ พ่อแก้ว ฮือ อบอุ่นบอกไม่ถูกเลย ชอบ พูดแบบนั้นที่ท่าน้ำ งื้อ
แต่ความฟินหดหายตรงที่พูดเป็นตุเป็นตะเรื่องคุณพิกุล ฮ่วย

แต่งสปีดดีมากเลยค่ะ รออ่านต่ออยู่นะคะ

panthip

  • บุคคลทั่วไป

ออฟไลน์ LimousinX9

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 229
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0
*0*เข้ามาคอยติดตามด้วยคน

ออฟไลน์ MaRiTt_TCL

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1515
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-5
พ่อทีกลับมาแล้ว แล้วคุณหลวงจะทำยังไงอ่ะ
อ่านตอนนี้แล้วอารมณ์แบบพุ่งสูงๆแล้วตกฮวบมาในตอนสุดท้าย เฮือกก

ออฟไลน์ PetitDragon

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +342/-5
คุณหลวงนะคุณหลวง ช่างไม่รู้อะไรเลย  :katai5:

meili run

  • บุคคลทั่วไป
อยากอ่านต่อ สนุกค่ะ
ติดตามนะคะ มาต่อเร็วๆนะคะ :katai2-1:

ออฟไลน์ Chichi Yuki

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1636
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-3
กลับมาแล้ว แล้วจะกลับไปอีกหรือเปล่า
ถ้าหากหยุดอยู่เพียงแค่นี้คงจะไม่มีใครต้องเจ็บปวด แต่หากกลับไปอีกรอบคงต้องมีอีกหลายคนที่ต้องเจ็บปวดเป็นแน่

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ quiicheh.

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1678
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-9
คุณหลวงรู้อะไรเสียบ้างเถิด อ่านไปอ่านมาเริ่มจะติดภาษาแล้วค่ะ
อ่านรวดเดียวจบ สนุกมากกกกก
ธีร์ยังไม่เลิกกะแพม แล้วธีร์จะได่กลับไปมั้ย
โอ้ยยยยให้คุณหลวงมากรุงรัตนโกสินทร์สิ
จะพาไปนั่งรถบนฟ้า555555

ออฟไลน์ Novemberist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 97
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-0
Chapter X....หัวใจที่กระซิบบอก...


...การกลับมาของผมกับไอ้แชมป์สร้างความปั่นป่วนให้โลกปัจจุบันไม่น้อย...เริ่มจากอาต้นที่ต่อสายตรงมาจากเชียงใหม่...แกบ่นเสียจนหูผมแทบชา เพราะตอนนี้อาต้นย้ายไปอยู่เชียงใหม่เรียบร้อยแล้วเลยไม่มีเวลามาดูแลอานิด พอผมหายไปแกเลยยิ่งเครียดหนักเพราะเห็นอานิดไม่สบายใจ..ผมก็ทำได้แต่พูดขอโทษจนอาต้นเสียงอ่อนลง แต่ยังกำชับเสียงดุว่าถ้าจะไปไหนอีกต้องบอกอานิด อย่าปล่อยให้แกเป็นห่วงแบบนี้..


...ต่อมาก็คงหนีไม่พ้นไอ้โจ๊กกับไอ้ต่อ เพราะตั้งแต่วันแรกที่ผมโผล่หน้าไปที่มหาวิทยาลัย มันสองคนแทบจะเดินเข้ามาประเคนเท้าใส่ทั้งผมและไอ้แชมป์ แถมบ่นอุบไม่เลิกที่อยู่ดีๆผมสองคนหายไป ติดต่อก็ไม่ได้ แถมยังแซวพวกผมคิดว่าโดนลากไปฆ่าหมกศพที่ไหนแล้ว...


...แล้วไหนจะเรื่องเรียนอีก...แต่นับว่าโชคยังเข้าข้างที่ผมกลับมาก่อนสอบกลางภาคพอดี...ไม่อย่างนั้นคงได้มีดรอปแล้วกลับไปเรียนกับรุ่นน้องแน่ๆ...ยังดีที่เพื่อนในภาคเห็นใจให้ผมซีร็อกซ์เลคเชอร์ในช่วงที่ผมหายไป...


...และคนสุดท้ายจะเป็นใครไปไม่ได้...นอกจากคนที่กำลังนั่งหน้างอใส่ผมอยู่ตอนนี้...

"แพมครับ ธีร์บอกแล้วไงว่าธีร์ขอโทษ"

...เงียบ...ไม่มีเสียงตอบรับ...แต่เจ้าตัวยังหันไปทักทายเพื่อนร่วมคณะที่เดินผ่านโต๊ะในโรงอาหารของมหาวิทยาลัยอย่างอารมณ์ดี แล้วก็หันกลับมาทำหน้างอใส่ผมต่อ

"ธีร์ทำรายงานยุ่งจริงๆ ไม่เชื่อแพมไปถามไอ้แชมป์ก็ได้"

"แล้วทำไมไม่บอกแพม...ธีร์รู้มั้ยแพมโทรหาธีร์วันละเป็นร้อยรอบ โทรจนมือถือธีร์แบตหมด ตามตัวก็ไม่เจอ โทรไปหาอานิดที่บ้านแกก็ไม่รู้ว่าธีร์ไปไหน แพมไปหาที่หอก็เห็นแต่รถจอดอยู่ ขึ้นไปเคาะเรียกก็ไม่มีใครมาเปิด"มาเป็นชุดเลยคราวนี้

"ถ้าธีร์มีคนอื่นธีร์บอกแพมมาดีๆก็ได้ ไม่ต้องหนีหน้าแพมแบบนี้หรอก"แล้วนั่น อะไรเข้าสิงคุณเธอให้คิดแบบนี้ครับ

"แพม ธีร์ไม่ได้มีใครนะครับ ธีร์บอกแล้วว่าธีร์ทำรายงานจริงๆ"

"ไม่รู้ล่ะ...แพมโกรธมาก...ธีร์รู้มั้ยว่าแพมเป็นห่วงธีร์แค่ไหน...ถ้าธีร์ไม่เห็นความสำคัญของแพมเราก็ไม่ต้องคบกันต่อ"เจ้าหล่อนยื่นคำขาดเสียงแข็ง...ผมเลยได้แต่นั่งเงียบ

"ถ้าแพมคิดว่ามันดีสำหรับแพมแล้ว...ธีร์ก็..."

"โอ๊ยธีร์! แพมประชด...แพมกำลังโกรธ ธีร์เข้าใจมั้ย"ถ้าให้พูดกันตามตรงก็ต้องบอกว่าผมไม่เข้าใจ...ขนาดอานิดกับเพื่อนสนิทผมมันยังเข้าใจกันเลย แล้วทำไมแพมต้องโกรธผมขนาดนี้

"แพมครับ ธีร์อธิบายไปแล้ว ถ้าแพมไม่เชื่อธีร์ก็ไม่รู้จะทำยังไง"คนตัวเล็กตรงหน้ายังนั่งกอดอกหน้ามุ่ย แต่ยังไม่ทันไรเสียงโทรศัพท์มือถือของเจ้าหล่อนก็ดังขึ้นเสียก่อน

"ว่าไงเอก...แพมอยู่กับแฟน"ท้ายประโยคหันมามองผมเล็กน้อย

"แพมบอกเอกแล้วไงว่าแพมมีแฟนแล้ว...แล้วไง แค่มารับไปกินข้าวสองสามครั้งเอกจะมาเหมาว่าแพมคบกับเอกได้ไง...แค่นี้นะแพมยุ่ง"สิ้นเสียงแพมก็กดตัดสายโดยไม่รอให้ปลายสายพูดอะไรต่อ

"ใครครับแพม"

"ชื่อเอก อยู่ปี2ทันตะ...เค้าขอเบอร์แพมมาจากเพื่อน"

"แพมก็มีคนคุยด้วยแล้วนิ่"

"ธีร์! ก็ไม่ใช่เพราะธีร์หายไปแบบนี้เหรอแพมถึงต้องไปคุยกับคนอื่นน่ะ"น้ำเสียงยิ่งหงุดหงิดหนักกว่าเดิม...แต่มันใช่เรื่องเหรอวะ

"ถ้าแพมมีคนที่เค้ามีเวลาให้แพมมากกว่าธีร์แล้วแพมจะคบกับเค้า ธีร์ก็ไม่ว่าหรอกนะครับ"ผมตอบกลับเสียงเรียบ แต่ดันเรียกน้ำตาคนตรงข้ามเสียนี่...แล้วคุณเธอจะร้องไห้ทำไมล่ะ

"ธีร์...ถ้าธีร์มีคนอื่นธีร์ก็บอกแพมมา ไม่เห็นต้องไล่แพมไปหาคนนั้นคนนี้เลย"พูดพลางยกมือขึ้นปาดน้ำตาตัวเอง

"ธีร์ไม่ได้ไล่...แต่ธีร์บอกแพมแล้ว แพมก็ไม่เข้าใจธีร์...ถ้ามีคนที่เข้าใจแพมมากกว่าธีร์ ธีร์ก็ดีใจด้วย"


...เพี๊ยะ!...ลั่นโรงอาหาร...ผมรู้สึกถึงฝ่ามือเล็กที่ตบเข้าเต็มๆจนหน้าหัน...ตอนนี้แพมกำลังยืนกำมือแน่น หน้าแดงด้วยความโกรธ...และคนทั้งโรงอาหารกำลังมองมาที่เราสองคน...ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเหลือเกินไอ้ธีร์เอ๋ย


"แพมไม่เคยสำคัญสำหรับธีร์เลย ไม่ว่าแพมจะพยายามแค่ไหน ธีร์ก็ไม่เคยเห็นค่า...พอกันที ถ้าธีร์อยากจะไปนัก จะไปตายที่ไหนก็ไป!"พูดจบก็หยิบกระเป๋าแบรนด์เนมยี่ห้อดังสะบัดตัวลุกออกจากโต๊ะทันที ทิ้งไว้เพียงผมที่นั่งหน้าแดงเพราะเจอฝ่ามือของแพม กับสายอีกนับร้อยคู่ที่ยังจ้องมาไม่เลิก


...มองทำไมกันนักหนา...ไม่เคยเห็นคนถูกตบหรือไงวะ?...



"โอ๊ยยยยย กูขำ! อยากจะถ่ายคลิปเก็บไว้จริงๆว่ะ"เสียงไอ้โจ๊กที่หัวเราะลั่นพลางจับหน้าผมไปดูรอยแดงๆที่แพมฝากไว้เมื่อกลางวัน

"เชี่ย แอบดูแต่ไม่ช่วยกูกันเลยนะ"ผมหันไปด่าพลางลูบแก้มตัวเองเบาๆ ตัวเล็กแต่มือหนักเป็นบ้า

"เรื่องผัวเมียใครเค้าเสือกกันครับมึง"ไอ้ต่อรีบเสริม เห็นไอ้สองตัวนี้ขำแล้วอยากจะถีบมันตกเก้าอี้เสียจริง

"แล้วยังไงอ่ะ สรุปว่าเลิก?"ไอ้โจ๊กถามผมต่อ

"ก็คงงั้น...ตบกูซะขนาดนี้"

"เออดีละ ตอนมึงไม่อยู่กูเห็นเด็กทันตะมารับมาส่งตลอด กูยังถามไอ้ต่อว่าเค้าเลิกกับมึงแล้วเหรอวะ"เด็กทันตะที่ว่าก็คงเป็นคนเดียวกับในโทรศัพท์นั่น

"ช่างมันเหอะมึง ผู้หญิงคนเดียว ไม่ตายก็หาใหม่ได้ จริงมั้ยไอ้แชมป์"ไอ้โจ๊กว่าพลางหันไปหาเสียงสนับสนุน

"เชี่ยแชมป์! เป็นไรของมึง นั่งเหม่ออยู่ได้"ไอ้ต่อหันไปเรียกเจ้าตัวที่นั่งเหม่อมองฟ้ามองลมไม่สนใจคนรอบข้าง

"ไอ้นี่อีกคน...หายหัวไปสองอาทิตย์กลับมาสมองกลับเลยนะมึง"ไอ้โจ๊กเลยจัดการโบกหัวมันสักทีเพื่อเรียกสติ

"ไรของมึงวะ นั่งกันอยู่แค่นี้เสียงดังไปได้"ไอ้ตัวดีลูบหัวตัวเองป้อยๆก่อนจะหันกลับมาด่า

"กูตะโกนเรียกคอแทบแตกมึงสนใจกูซะที่ไหนล่ะ"และก็เป็นไอ้ต่อที่หันไปด่ามันอีกรอบ...ไอ้แชมป์มีท่าทางแปลกๆตั้งแต่กลับมา...มันดูเหม่อชอบกล แถมไม่ค่อยกวนประสาทพวกผมเหมือนเมื่อก่อน

"เดี๋ยวกูกับไอ้ต่อไปเรียนละ ตอนบ่ายมีเทส พวกมึงไปไหนต่อ?"ไอ้โจ๊กหันมาถาม...มันสองคนเรียนนิเทศศาสตร์ เอกเดียวกัน ตัวก็เลยติดกันเป็นเรื่องปกติ

"กลับหอมั้ง บ่ายกูไม่มีเรียน"ผมว่าพลางโบกมือลาไอ้สองตัวที่เดินไปทางตึกเรียน...เหลือแต่ไอ้คนข้างๆที่นั่งถอนหายใจเป็นระยะ

"เป็นไรของมึง"ผมยกขาขึ้นสะกิดมันยิกๆ ถ้าเป็นตอนปกติมันคงถีบผมกลับ แต่คราวนี้มันกลับนิ่ง

"ไม่รู้ว่ะ...แปลกๆ"

"แปลกไรวะ"

"แปลกอ่ะ...มึงไม่คิดว่ามันแปลกมั่งเหรอ"

"เออแปลก"

"มึงก็ว่าแปลกใช่มั้ย"มันรีบหันมาเกาะแขนผมแล้วเขย่าแรงๆ

"มึงอะแปลก เป็นเชี่ยไรเหม่ออยู่ได้"

"มึงอ่ะ ไม่เข้าใจกูเลยสัส"แล้วกูจะไปเข้าใจมึงได้ไงครับในเมื่อมึงไม่ยอมบอกกูเนี่ย

"กูควรจะดีใจที่ได้กลับมา...กูกลับบ้านไปเจอป๊ากับม๊า โดนสวดจนหูชา...กูดีใจที่ได้เจอเค้า กูคิดถึง...แต่มันก็ยังแปลกๆอ่ะมึง"คำพูดวกไปวนมาของมันทำเอาผมชักปวดหัว

"ทำไมกูไม่ดีใจที่ได้กลับมาเลยวะธีร์"ประโยคสุดท้ายที่ทำให้ผมเงียบเช่นกัน...นั่นสิ...ผมเองก็ควรจะดีใจที่ได้กลับมาอยู่ในโลกของผม...แต่ทำไม...ผมยังนึกถึง...เรือนไทยหลังนั้น...คนที่นั่น...สภาพแวดล้อมแบบนั้น...และ...รอยยิ้มของใครบางคน

"มึงว่าเราจะได้กลับไปอีกมั้ยวะ"คำถามที่ผมเองก็อยากรู้คำตอบ...ผมจะได้กลับไปอีกไหมนะ...กลับไปยังเรือนของเจ้าคุณจิตรา...คุณหญิงสร้อย...คุณพิกุล...กลับไปเจอมิ่งกับพี่สน ป้าน้อย พี่ชด และบ่าวคนอื่นๆ

"แล้วมึงว่า...เจ้าคุณท่านจะสงสัยมั้ยว่าเราหายไปไหนกัน"มันยังคงยิงคำถามไม่เลิกแต่ความคิดในหัวของผมมันแล่นไปไกลกว่านั้น

"มึงว่าคุณพิกุลจะสงสัยมั้ยว่ากูไปไหน"นั่นสิ...เขา...จะสงสัยไหมว่าผมหายไปไหน...


"ไอ้ธีร์...เชี่ยธีร์!!"

"เสียงดัง นั่งกันอยู่แค่นี้"ผมหันกลับไปด่ามัน กำลังคิดอะไรเพลินๆ

"ว่าแต่กูมึงก็เหม่อเหมือนกันแหละวะ หึหึ"

"เงียบไปเลยมึงอ่ะ กูกลับหอละ ไปกับกูป่าว"ยื่นมือไปผลักหัวมันออกไปไกลๆเพราะตอนนี้มันทำหน้ากวนพิลึก

"ไม่อ่ะ เดี๋ยวกูกลับบ้าน ช่วงนี้โดนป๊ากับม๊าคุมเข้ม...ตอนแรกเค้าหาว่ากูหนีตามสาว"ผมล่ะอดขำกับความคิดป๊ากับม๊าไอ้แชมป์ไม่ได้...ลูกอาเสี่ยมีเงินขนาดนั้น มันจะไปหนีตามใคร มีแต่ผู้หญิงนี่แหละอยากจะหนีตามมันมากกว่า

"เออ งั้นกูไปละ"ผมพูดพลางลุกเดินไปทางที่จอดรถ...วันนี้ช่วงบ่ายไม่มีเรียนเพราะพรุ่งนี้เป็นวันสอบกลางภาค...หลังสอบเสร็จก็ได้หยุดยาวกันเกือบอาทิตย์เพราะที่มหาวิทยาลัยของผมเป็นเจ้าภาพงานวิชาการระดับโลกที่มีสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยอื่นๆทั้งในและต่างประเทศมาร่วมด้วย...ส่วนผมที่ไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรกับงานนี้ก็เลยได้หยุดเรียนสบายๆ
.

.

.

.
"พรุ่งนี้ไปไหนรึเปล่าธีร์"อานิดถามขึ้นขณะที่เรากำลังทานอาหารเย็นกันอยู่...วันนี้วันศุกร์ผมกลับมานอนที่บ้านเหมือนเคย แถมยังสอบเสร็จแล้วด้วย เลยคิดว่าจะกลับมาอยู่บ้านสักพักให้อานิดหายคิดถึง

"ไม่ได้ไปครับ อานิดจะไปไหนเหรอ"

"อาจะชวนไปวัด"คำตอบที่ทำเอาผมขมวดคิ้วเล็กน้อย

"ก็ตอนที่ธีร์หายไปน่ะ อาไปไหว้พระที่วัดขอให้ธีร์ปลอดภัย ตอนแรกอาบอกหลวงพ่อที่วัดนั้นว่าอาจะไปแจ้งความ แต่ท่านว่าไม่ต้องเดี๋ยวธีร์ก็กลับมาเอง...ดูสิ อย่างกับตาเห็น...ธีร์ไปกับอานะลูก"อานิดร่ายยาวอย่างอารมณ์ดี ผมเลยตอบรับไปเพราะพรุ่งนี้ไม่ต้องทำอะไรอยู่แล้ว
.

.

.
วัดที่อานิดพามาอยู่นอกตัวเมืองไม่ไกล ใช้เวลาขับรถเกือบสองชั่่วโมงก็ถึง เป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ด้านหลังมีท่าน้ำให้ชาวบ้านและผู้มาเยือนลงไปให้อาหารปลาได้...ผมเดินตามอานิดเข้าไปในโบสถ์ ในมือถือของพะรุงพะรังเพื่อนำมาถวายหลวงพ่อ...ด้านในมีพระประธานสีทององค์ใหญ่ตั้งเด่น เรียงรายด้วยพระพุทธรูปอีกจำนวนมาก...

"นมัสการค่ะหลวงพ่อ"ผมและอานิดลงนั่งพับเพียบกราบเจ้าอาวาสวัดที่ตอนนี้นั่งอยู่ในโบสถ์หน้าพระประธานองค์ใหญ่...ท่านยังอยู่ในวัยกลางคน ใบหน้ามีรอยยิ้มอ่อนโยน

"เจริญพรเถอะโยม"

"นี่หลานชาย ที่เคยเล่าให้หลวงพ่อฟังไงคะ...เพิ่งกลับมาเมื่ออาทิตย์ก่อน ว่าจะพามาหาตั้งหลายวันแล้วแต่เขาติดสอบน่ะค่ะ"ผมนั่งพับเพียบพนมมือไหว้หลวงพ่ออีกครั้ง ท่านเพียงหันมายิ้มบางๆตอบ

"ไปเที่ยวมาสนุกไหม"คำถามที่ทำเอาผมนิ่งสนิท...อานิดหันมามองเล็กน้อย แต่ผมไม่ได้ตอบอะไร

"จะพาเขามาทำบุญน่ะค่ะ อยากให้หลวงพ่อช่วยรดน้ำมนต์ให้ด้วย"หลวงพ่อเพียงแค่ยิ้มรับแล้วพยักหน้าเล็กน้อย...ผมถวายของที่นำมา นั่งพนมมือรับพรและน้ำมนต์ ก็เป็นอันเสร็จ


"เดี๋ยวอาเอาของไปเก็บที่รถก่อนนะธีร์...อยู่คุยกับหลวงพ่อไปก่อนนะลูก"ผมพยักหน้ารับ เห็นอานิดว่าจะเอาของมาให้หลวงพ่อเจิมเพื่อเป็นสิริมงคลอะไรสักอย่าง


"ยังไม่ได้ตอบอาตมาเลยนะโยม"เสียงหลวงพ่อเอ่ยถามอีกครั้ง

"อาตมาถามว่าไปเที่ยวมาสนุกไหม"ผมไม่ค่อยแน่ใจในคำถาม แต่เพราะรอยยิ้มบางนั่นทำให้ผมรู้

"หลวงพ่อรู้เหรอครับ"ผมถามกลับ...ถ้าท่านรู้อะไรบ้างคงช่วยให้ความกระจ่างผมได้บ้างไม่มากก็น้อย

"รู้เรื่องอะไรล่ะ...เรื่องที่โยมไปเที่ยวมาน่ะหรือ"เอ้อ คำพูดคำจาท่านช่างคุ้นหูนัก

"อาตมาไม่รู้หรอก...แต่เห็น"คำตอบที่ได้รับทำเอาผมเสียววูบ...ท่านเห็น...เห็นอะไร?

"แล้วทำไม ผมถึงไปที่นั่นได้ล่ะครับ"ผมยิงตรงคำถาม ไม่อ้อมค้อม

"โยมเคยได้ยินเรื่อง จิตเป็นนาย ไหมล่ะ"ผมส่ายหน้าตอบ...เรื่องทางธรรมนี่ผมไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ มาวัดก็แทบนับครั้งได้ ส่วนมากจะสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้พ่อกับแม่อยู่ที่บ้านเสียมากกว่า

"มนุษย์เรามีเลือดเนื้อภายนอกก็คือกาย...แต่ภายในที่ควบคุมกายก็คือจิต...จิตของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บ้างก็อ่อน บ้างก็แข็ง"ผมนั่งพับเพียบฟังหลวงพ่อเล่าอย่างสงบ

"จิตที่เข้มแข็งย่อมสั่งกายให้ทำตามได้ ที่เขาว่ากันว่าจิตเป็นนายกายเป็นบ่าว...อย่างเวลาโยมไม่สบาย หากมัวแต่คิดว่าฉันไม่สบาย ฉันไม่สบาย โยมก็จะไม่หายสักที แต่ถ้าโยมคิดว่า ฉันไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันก็หาย โยมก็จะหายในเร็ววัน"

"เหมือนการให้กำลังใจตัวเองอย่างงั้นเหรอครับ"

"ก็คล้ายกันนั่นแหละ"

"จิตของโยมนั้นผูกพันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยที่โยมไม่รู้ตัว...เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม จิตที่เข้มแข็งจึงได้พากายไปยังที่แห่งนั้นได้ โดยอาศัยสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างสองที่นั้น"ผมขมวดคิ้วแน่นกับคำพูดของหลวงพ่อพลางคิดตาม

"หมายความว่าผมสามารถไปที่นั่นได้เพราะของสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันใช่มั้ยครับ"ผมพอจะนึกภาพสิ่งที่หลวงพ่อพูดให้ฟังออก

"ไม่ใช่ทุกที่นะโยม ต้องเป็นที่ที่จิตโยมผูกพันอยู่เท่านั้น สมมติว่าบนโลกนี้มีของห้าชิ้นที่เหมือนกัน แต่โยมเคยเห็นแค่สองชิ้น โยมก็จะผูกพันกับของแค่สองชิ้นนั้น ส่วนอีกสามชิ้นที่โยมไม่เคยเห็นมาก่อน โยมก็จะไม่รู้สึกอะไรกับมัน"

"แต่ไม่ได้หมายความว่าขึ้นอยู่กับสิ่งของเพียงอย่างเดียว...บุคคลก็มีผลกระทบกับจิตของโยมด้วย"ผมไม่ค่อยเข้าใจกับคำพูดของหลวงพ่อสักเท่าไหร่

"แล้วผมจะได้กลับไปอีกมั้ยครับหลวงพ่อ"คนถูกถามยิ้มบางเมื่อได้ยินคำถามของผม

"จิตของโยมอยู่ที่ไหน กายของโยมก็ต้องตามไปด้วย...จิตจะเป็นตัวนำพาให้กายไปสู่สถานที่และบุคคลที่โยมผูกพัน"สถานที่และบุคคลที่ผูกพัน...อย่างเรือนเจ้าคุณจิตราจะเป็นสถานที่นั้นหรือเปล่า...แต่ครั้งแรกที่ผมไปผมก็ไม่ได้รู้จักเจ้าคุณกับคนในเรือนมาก่อน

"แต่ครั้งแรกที่ไป..."ผมกำลังจะถาม แต่ถูกขัดขึ้นเสียก่อน

"บางทีการที่โยมได้ไปยังสถานที่แห่งหนึ่งที่โยมไม่รู้จัก ก็ไม่ได้หมายความว่าจิตของโยมไม่เคยผูกพันกับมันมาก่อน...อาตมาถึงบอกว่าจิตของโยมผูกพันกับบางอย่างโดยที่โยมเองก็ไม่รู้ตัว"ราวกับอ่านใจผมออก หลวงพ่ออธิบายยาวเหยียด ก่อนที่อานิดจะเดินกลับเข้ามาในโบสถ์อีกครั้ง


"กราบลานะคะหลวงพ่อ ไว้มีโอกาสจะมาใหม่"ผมกราบลาหลวงพ่อหลังเสร็จธุระของอานิด ท่านมายืนส่งที่ประตูโบสถ์ก่อนจะยิ้มบางๆให้ผมที่หันกลับไปมอง


...จิตเป็นนายอย่างงั้นหรือ...
.

.

.

.
ผมกลับมาอยู่บ้านอานิดได้สองสามวันแล้ว...ไอ้แชมป์มักจะแวะมาหาเสมอ และทุกครั้งเราก็จะเข้าไปขลุกตัวอยู่ในห้องทำงานของอาต้น...สิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบเมื่อกลับมาคือตั้งแต่กลับมาผมรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไร้สาระสิ้นดี เพราะนอกจากเรื่องเรียนแล้วก็ไม่ได้มีอย่างอื่นที่ผมจะทำประโยชน์ได้เลย...ผิดกับเวลาอยู่ที่เรือนเจ้าคุณจิตรา แม้ไม่ต้องไปเรียน แต่ทุกวันกลับมีอะไรให้ทำมากมาย...

"มาขลุกกันอยู่ห้องนี้อีกแล้ว"อานิดว่าพลางยกจานของว่างและน้ำผลไม้เข้ามาให้

"ปกติไม่เห็นเคยสนใจห้องนี้เลยนี่ลูก"แกยังถามต่อพลางวางถาดขนมลงบนโต๊ะไม้สัก

"มันเงียบดีครับอา"คำตอบที่ไม่ได้ช่วยให้ความกระจ่างแก่คนฟังเลย เพราะเอาเข้าจริงบ้านที่มีแค่ผมกับอานิดและคนรับใช้อีกสองสามคน ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนมันก็เงียบอยู่ดี...แต่อานิดไม่ได้ถามอะไรต่อ เพียงแค่เดินออกจากห้องไป

"เหม่ออีกแล้วนะมึง"ผมหันไปหาไอ้ตัวดีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงานของอาต้น ทอดแขนยาวพาดกับโต๊ะไม้พลางถอนหายใจเป็นระยะ

"ซึมเป็นหมาหงอย ไม่เห็นเหมือนไอ้แชมป์ที่กูรู้จักเลยนะครับ"ผมรู้ว่ามันคิดอะไรอยู่ แต่ก็แค่อยากทำให้มันสบายใจขึ้นบ้าง

"เค้าจะคิดถึงกูมั้ย"ถามเพียงสั้นๆ

"อย่ามาเพ้อ...เดี๋ยวกูไล่กลับบ้าน"

"มึงไม่มาเป็นกูมึงไม่เข้าใจหรอก"ถึงผมจะไม่รู้เรื่องมันกับ'คนทางโน้น'สักเท่าไหร่ แต่ผมอยากจะบอกมันเหลือเกินว่าผมเข้าใจดี...เข้าใจว่ามันอยากกลับไปเพราะอะไร...แม้แต่ตัวผมเอง...ถึงจะไม่ค่อยแน่ใจนัก...แต่ผมก็คิดว่าผมรู้...แล้ว'คนทางโน้น'ล่ะ...จะรู้สึกอะไรบ้างไหมกับการหายไปของผม

"มานั่งเฝ้าทุกวันแบบนี้มันก็ไม่ช่วยอะไรป่าววะ...ออกไปหาอะไรทำกันดีกว่า กูเบื่อ"ว่าพลางดึงแขนไอ้คนที่ฟุบหน้ากับโต๊ะให้ลุกขึ้น

"แล้วถ้า'ไอ้นี่' มันเรียกตอนที่เราไม่อยู่ล่ะ"ผมหันไปมอง'ไอ้นี่'ที่มันว่า

"ความบังเอิญไม่มีบนโลกมึง...จำคำกูไว้...ป่ะ หาไรกินกัน อุดอู้อยู่แต่ในห้องทั้งวัน น่าเบื่อ"ผมเชื่ออย่างนั้น...เชื่อว่าวันหนึ่งถ้าถึงเวลา


...ผมจะได้กลับไป...


ถึงจะบอกไอ้แชมป์ไปอย่างนั้น แต่เอาเข้าจริงการออกมาเดินห้างครั้งนี้ก็ไม่ได้ทำให้ผมกับมันหายเบื่อแม้แต่น้อย...พวกผมหาอะไรกินกันตามปกติ...เดินเล่นดูของ แต่ไอ้คนข้างๆดูหงอยลงผิดหูผิดตา...ไม่ร่าเริงเหมือนเคย

"แดกเหล้าป่ะ กูเลี้ยง"ถึงแม้ผมเองจะไม่ได้ดีไปกว่ามันเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่อยากเห็นหน้ามันอมทุกข์ตลอดเวลาแบบนี้...มันพยักหน้ารับก่อนจะโทรเรียกไอ้โจ๊กกับไอ้ต่อออกมาเจอกันที่ร้านเดิม...ตอนนี้เพิ่ง6โมงเย็นผมเลยเดินเล่นรอเวลาในห้างไปพลางๆ

...ผมเจอแพมที่ห้าง...มากับผู้ชายตัวสูงท่าทางสำอางค์ ผมมั่นใจว่าแพมก็เห็นผมเพราะเราเดินสวนกันใกล้นิดเดียว เธอเหลือบมองผมเล็กน้อย แต่แววตายังดูขุ่นเคือง...ส่วนผู้ชายที่เธอกำลังเกาะแขนอยู่นั้นหันมามองหน้าผมเช่นกัน...เขาเองก็คงจะรู้จักผมดี และถ้าผมเดาไม่ผิดเขาก็คงเป็นเด็กทันตะปี2คนนั้น...น่าแปลกที่เวลาไม่ถึงเดือนจะทำให้คนๆหนึ่งเปลี่ยนใจจากกันได้เพียงเพราะไม่เห็นหน้ากัน...สำหรับผมไม่ต้องใช้เวลาในการทำใจ เพราะผมไม่เคยรักแพม...ผมชอบแพมอยู่บ้างเพราะเธอน่ารัก ขี้อ้อน...ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น...แต่ตลอดเวลาที่คบกันผมก็ไม่เคยนอกลู่นอกทางเพราะผมเคารพในความสัมพันธ์ของเราสองคน...ผมไม่เคยว่าหากแพมเจอคนที่ถูกใจแล้วคิดจะไปจากผม...หรือแม้แต่ตัวผมเองก็เช่นกัน...แต่ผมก็ไม่เคยเจอใครที่ทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้น...แต่จนถึงตอนนี้


...ผมกลับไม่แน่ใจ...


ร้านประจำที่เราไปเป็นอีกร้านแถวๆมหาวิทยาลัย...เป็นร้านเหล้าของรุ่นพี่ที่จบไปแล้วของคณะไอ้โจ๊กกับไอ้ต่อ...พวกมันสนิทกับพี่โอ้เจ้าของร้านดี พวกผมเลยมารวมตัวกันที่นี่บ่อยๆ

"เป็นไรวะแชมป์ ดูหงอยๆ"พี่โอ้เจ้าของร้านที่แบกทาวเวอร์เบียร์มาให้ที่โต๊ะหันไปถาม...เป็นใครก็ต้องรู้สึก เพราะไอ้แชมป์ที่ปกติเวลามากินเหล้ามีแต่ระริกระรี้นั่งมองสาวโต๊ะนั้นทีโต๊ะนี้ที...แต่นี่มันเล่นนั่งซึมเป็นหมาโดนเจ้าของทิ้ง

"แม่งเป็นงี้มาอาทิตย์นึงละ...พี่ดูมันหน่อยดิว่าสมองมันกระทบกระเทือนรึเปล่า"ไอ้ต่อรีบหันไปบอกพี่เจ้าของร้าน

"กูจบนิเทศไม่ใช่หมอครับสัส"เลยโดนพี่โอ้สวนเข้าให้

"ก็เมียพี่เป็นหมอ...เผื่อจะได้ความฉลาดติดมาบ้าง หึหึ"ไอ้โจ๊กรีบแซวต่อ เลยโดนยันโครมเข้าให้

"ไม่ใช่หวัด มันถึงจะติดกันได้ พวกมึงนิ่ เพื่อนนั่งซึมเป็นหมาหงอยยังมีเวลามาปากหมาใส่กู"พี่โอ้ส่ายหน้าปลงๆก่อนจะเดินไปดูลูกค้าโต๊ะอื่นต่อ

"เชี่ยแชมป์ เรียกพวกกูมาแดกเหล้าแต่เสือกมาซึม มาเลยๆ ชนกับกูเดี๋ยวนี้ ไม่เมาคืนนี้พี่ต่อไปกลับเว้ยยยย"ไอ้ต่อชักเสียงดังจนโต๊ะข้างๆหันมามอง




"เออออ แดกให้เมาแม่งงงงง"อยู่ดีๆเจ้าตัวมันก็โพล่งมาแบบนั้นก่อนจะซัดเบียร์แก้วใหญ่รวดเดียวหมด...มึงนี่มันยุง่ายขนาดนั้นเลยเหรอวะ

"ไอ้ธีร์ครับ มึงก็อย่ามาเนียนนิ่ง...ชนกับกูเดี๋ยวนี้!"แล้วเสียงโวยวายของพวกผมก็เริ่มกลายเป็นเรื่องปกติของคนในร้านเพราะตั้งแต่เริ่มตั้งวงจนตอนนี้ไอ้ต่อกับไอ้โจ๊กยังไม่หุบปาก แถมดันมีไอ้แชมป์ที่อยู่ดีๆก็ลุกขึ้นมาชนแล้วชนอีก...ผมเห็นสาวๆโต๊ะข้างๆหันมามองมันพลางส่งยิ้มหวานให้ แต่มันก็แค่ยิ้มตอบไม่ได้เดินเข้าไปป้อเหมือนเมื่อก่อน...มันเปลี่ยนไปมากจริงๆ...กับเวลาเพียงแค่สองอาทิตย์...
.

.

.

"ใครใช้ให้มึงแดกขนาดนี้วะเนี่ย ลำบากกูอีก!"แล้วจะเป็นใครที่ซวยต้องขับรถพามันกลับบ้าน...ถ้าไม่ใช่ผม!...แต่ถ้าพากลับตอนนี้สงสัยป๊ากับม๊ามันได้สวดยับ ผมเลยโทรไปบอกว่ามันจะมาค้างที่บ้านของผมแทน...กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็เกือบตีสี่ อานิดคงหลับไปแล้ว...ผมกึ่งดึงกึ่งลากมันขึ้นบันไดอย่างทุลักทุเล...ได้ยินเสียงงึมงำของมันเป็นระยะ

"ธีร์...ไอ้ธีร์"มันเรียกผมเสียงเบา

"ไรของมึง...จะอ้วกป่ะเนี่ย...อย่าเพิ่งนะมึง ไม่งั้นกูปล่อยนอนตรงนี้จริงๆด้วย"ว่าแล้วก็พยายามลากมันไปถึงห้องให้เร็วที่สุด

"ธีร์กูปวดหัว"

"เออกูรู้แล้ว"

"มีเสียงด้วย"

"เสียงเชี่ยไรวะ"

"เสียงวิ้งๆ...แสบตาชิบหาย"เสียงวิ้งๆ?

"มึงเปิดไฟทำไมวะ กูแสบตา"

"เปิดเชี่ยไรกูยังไม่ได้เปิดเลย เดินดีๆดิวะ"

"เสียงไรวะธีร์"ผมไม่เห็นจะได้ยินเสียงอะไรเลย...เสียง...เดี๋ยวนะ!

"มึงได้ยินเสียงเหรอแชมป์"ผมเขย่าตัวมันสองสามทีแต่ดูท่าสติมันจะหายไปกับเบียร์สามทาวเวอร์หมดแล้ว...ผมยังลากมันเดินต่อ แต่จุดหมายไม่ใช่ห้องนอนผมอีกต่อไป...แต่เป็น...


...ห้องทำงานของอาต้น...


ผมคิดถูกที่เดินเข้ามา...ไอ้แชมป์...มึงไม่ต้องหงอยอีกต่อไปแล้ว...เพราะมึงกำลังจะได้กลับไปที่ที่มึงอยากไป...ผมบอกแล้วไง...


...ความบังเอิญไม่มีในโลก...

....................................................................

กลับมาสู่โลกแห่งความจริงกันบ้างนะตัวเธอ  :hao7:
แต่กลับมาก็กลายเป็นหมาหงอยทั้งสองคนเลยต้องรีบให้กลับไปซะและ ฮี่ๆ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ จะพยายามลงให้ต่อเนื่องเพราะไม่รู้จะว่างจนถึงเมื่อไหร่  :hao5: :hao5: :hao5:

สุดท้ายอยากบอกว่า...รักคนอ่านทุกคนค่า :)

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ AeRoMoZa

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 432
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-1
โอ๊ย ดีใจ จะได้กลับไปอีกแล้ว
แต่ทางท่านเจ้าคุณจะว่ายังไง ทำเค้าเสียงานเสียการ แผนเสียหมดเลย
เฮ้อ เค้าจะเข้าใจมั้ย ลุ้นเหลือเกิน กลัวจะไม่ได้รับการต้อนรับดีๆ
ใจนึงอยากให้โผล่ไปต่อหน้าต่อตาท่านเจ้าคุณเลย จะได้ไม่ต้องสงสัยว่าหายไปไหน
คงพอเข้าใจว่าอยู่ดีๆก็หายไป เพียงแต่ว่าจะโดนข้อหาแนวแม่มดหมอผีอะไรเทือกนี้ป่าว
หลวงพ่อก็รู้ก็เห็นนะ อืมม ความผูกพัน ความรัก คงจะเป็นตัวนำพา

ขอบคุณนะคะ รออ่านๆตอนต่อไป555
ป.ล.เดี๋ยวคนเขียนบอก พึ่งลงตอนใหม่ ก็ถามหาตอนค่อไปซะละ

ออฟไลน์ PetitDragon

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +342/-5
คุณหลวงจะคิดถึงมั้ยเนี่ย  :hao7:

ออฟไลน์ ►MoNkEy-PrInCe◄

  • อินเตอร์ไลน์
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 755
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-3
เย้ๆ อ่านแล้วอินมากกับเรื่องนี้

ออฟไลน์ Novemberist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 97
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-0
Chapter XI...ห้วงนธีร์ไหลวน...


ผมกลับมาที่นี่อีกครั้ง...ห้องทำงานห้องเดิม...โต๊ะไม้สักตัวเดิม...ที่ทับกระดาษอันเดิม...บรรยากาศเดิมๆ...แต่จะไม่เหมือนเดิมก็เพราะ...

...ไอ้คนที่มันนอนกองอยู่กับพื้นนี่!...

"มาไม่สวยเลยนะมึง เมาเป็นหมา"หันกลับไปบ่นมันที่นอนจูบพื้นไม้ไม่ได้สติอยู่อย่างนั้น เห็นแล้วสงสารเลยจัดการลากมันออกจากห้องตั้งใจจะพาไปนอนที่ห้องเดิมก่อน...แต่เพียงแค่จับตัวมันขึ้นเอาแขนพาดบ่า...ประตูไม้สักของห้องทำงานก็ถูกเปิดออกเสียก่อน

"พ่อธีร์...พ่อแช่ม!"ใบหน้าหวานฉ่ำของคุณพิกุลดูตกใจมากเมื่อเห็นผมทั้งสองคน...ในสภาพจัดเต็ม เสื้อเชิ๊ตกางเกงยีนส์ทั้งคู่...และไอ้คนที่ผมพยุงอยู่ในสภาพ'เมาเป็นหมา'

"คุณพิกุล"ผมได้แต่เรียกชื่อ...เจ้าของร่างเล็กถือตะเกียงเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้ากังวล

"เราได้ยินเสียงแปลกๆเลยมาดู นึกว่าคุณพ่อกลับมาจากกรมเสียอีก"อีกอย่างหนึ่งที่ผมเพิ่งสังเกต ทุกครั้งที่ผมเดินทางข้ามเวลา...เจ้าคุณจิตรามักไม่อยู่ที่เรือนเสมอ...และผมรู้ว่านั่นไม่ใช่ความบังเอิญ

"แล้วนี่พ่อธีร์หายไปไหนมาเสียนาน เขาตามหากันเสียให้ทั่ว"

"เอาไว้บอกทีหลังได้มั้ยครับ ตอนนี้เอาไอ้นี่ไปเก็บที่ห้องก่อน"ถึงไอ้คนที่เมาเกาะแขนผมมันจะเตี้ยกว่าผมก็ตาม แต่ความหนาของตัวมันไม่ได้ทำให้มันดูบอบบางน่าทะนุถนอมสักนิด แถมยังหนักกูอีกครับ...คุณพิกุลรีบเข้ามาช่วยประคองอีกข้างก่อนจะพากันเดินไปจนถึงห้องนอน...จัดการให้มันนอนลงบนเตียงได้ผมถึงหันกลับไปขอบคุณลูกสาวเจ้าของเรือนเสียหน่อย

"พ่อแช่มเป็นอะไรรึ"น้ำเสียงคนตัวเล็กเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล...สายตาที่เธอมองเพื่อนผมก็เช่นกัน

"เอ้อออ ไม่สบายนิดหน่อยครับ"แล้วผมจะบอกได้อย่างไรว่ามันเมา...ไม่ได้ครับ ต้องรักษาภาพพจน์ให้เพื่อนสักหน่อย

"เป็นอะไร เดี๋ยวเราจักไปหาหยูกยามาให้"ดวงตาคมเบิกโพลง...ดูก็รู้ว่าเป็นห่วง

"มันไม่เป็นอะไรมากหรอกครับ ได้นอนเดี๋ยวก็หาย ขอบคุณคุณพิกุลมากนะครับที่ช่วยผมแบกมันมา แต่ผมว่าคุณพิกุลกลับห้องก่อนดีกว่า เดี๋ยวคุณหญิงท่านมาเห็นมันจะดูไม่ดี"คนตัวเล็กดูท่าไม่อยากจะกลับตอนนี้ แต่ก็ต้องเดินออกจากห้องอย่างเสียไม่ได้...แน่ล่ะ เป็นผู้หญิงเข้าห้องผู้ชายดึกๆดื่นๆ ถ้าคุณหญิงมาเห็นเข้าได้บ้านแตกกันพอดี



"พรุ่งนี้ตื่นมาหลอนแน่มึง หึหึ"ผมหันไปมองไอ้คนที่เมาหลับไม่รู้เรื่องอยู่บนเตียง...อยากเห็นหน้ามันตอนตื่นชะมัด
.

.

.

.
"เชี่ยยยยยยยยยยยยย!"ดังมากครับคุณผู้อ่าน...ดังกว่าเสียงนาฬิกาปลุกบนหัวเตียงที่ห้องนอนผมเสียอีก

"ไอ้ธีร์ๆๆๆๆ"นอกจากระบบเสียงแล้วยังมีระบบสั่นแถมให้อีก...แล้วจะมาปลุกกูอะไรตอนนี้วะ เพิ่งได้นอนไปไม่กี่ชั่วโมงเอง

"อะไร"ตอบกลับสั้นๆด้วยเสียงรำคาญและยังไม่ลืมตา

"มึงๆๆๆๆ กูมาอยู่นี่ได้ไงอ่ะ"ผมไม่ต้องลืมตาดูก็รู้ว่ามันกำลังทำหน้าแบบไหน อยากจะขำ แต่ตอนนี้ผมง่วง เอาไว้ผมนอนเต็มที่ก่อนค่อยตื่นมาขำมันอีกที

"มึงฝันอยู่แชมป์...นอนต่อซะ"

"เชี่ยธีร์มึงอย่ามา! ตื่นมาคุยกับกูเดี๋ยวนี้"มึงเลิกปลุกกูด้วยระบบเสียงและสั่นนี่ทีเถอะ กูง่วง

"ไอ้ธีร์ ลุกมาคุยกับกูก่อนนนนน"ยังเสียงดังไม่เลิกผมเลยจำใจสลึมสลือตื่นขึ้นมา

"กูมานี่ได้ไง"

"กูแบกมึงมา...แม่งเมาเป็นหมา หนักชิบ"

"ไม่ได้หมายถึงมาห้องนี้ได้ไง หมายถึงมาที่นี่ได้ไง"

"ก็ปกติมึงมาทางไหนล่ะ ก็ทางนั้นแหละ"ผมตอบพลางหาวหวอดใหญ่ เมื่อคืนผมก็ดื่มไปไม่น้อยเหมือนกัน แถมยังนอนไปแป๊บเดียวอีก

"กูไม่ได้ฝันใช่มั้ยวะ"ปล่อยมันเพ้อไปครับ ผมขอนอนต่อก่อนละ

"เออไม่ได้ฝัน แต่มึงพลาด"แหย่สักหน่อย เดี๋ยวไม่สนุก

"พลาดอะไร"

"พลาดที่เมาเป็นหมาต้องให้คุณพิกุลช่วยหามมึงมาห้องเนี่ย"ผมนอนหันหลังตอบมันเสียงเรียบ กะว่าจะนอนต่ออีกสักพัก

"เชี่ยยยยยยยยยยยยย"แล้วมันแหกปากอยู่อย่างนี้ผมคงไม่ได้นอนกันละ
.

.

.
สายวันนั้น...ต้องเรียกว่าสายครับเพราะกว่าผมจะตื่นเต็มสติดวงอาทิตย์ก็เกือบจ่ออยู่กลางหัวแล้ว...ส่วนไอ้แชมป์จะให้มันข่มตาหลับต่อคงยากเลยออกไปหาพวกมิ่งกับพี่สนที่เรือนบ่าว...คุณพิกุลแกคงบอกคุณหญิงสร้อยแล้วว่าพวกผมกลับมา คุณหญิงเลยให้บ่าวมาตามออกไปพบ...ไม่ต้องสืบครับ...กลับไปบ้านอานิดโดนบ่นขนาดไหน...กลับมาที่นี่เหมือนโดนเพิ่มเป็นสองเท่า แต่พวกผมไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่ ก็เสียงคุณสร้อยมันช่างเนิบนาบน่าฟังเสียเหลือเกิน...ไม่ว่าจะเป็น "จักไปที่ใดก็มิบอก เห็นข้าเป็นหัวหลักหัวตอรึ" หรือแม้แต่ "ทำเขาเสียงานเสียการกันไปหมด...เจ้าคุณกลับมาได้เอ็ดพวกเอ็งกันบ้างล่ะ"...แล้วใครมันจะไปโกรธลง...จะมีก็แต่เจ้าคุณจิตรานี่แหละที่ผมเกรง สงสัยกลับมาจะโดนชุดใหญ่...ส่วนไอ้แชมป์ตอนนี้นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มองคุณพิกุลลงครัวทำกับข้าวอยู่ครับ...คุณพิกุลเองก็หันมาส่งยิ้มหวานให้มันอย่างเขินอาย...คูู่นี่ชักจะยังไง เดี๋ยวผมต้องเสือก เอ๊ย! สืบเสียหน่อย...ว่าแต่...ผมคิดไปเองรึเปล่าว่าผมอารมณ์ดีเกินเหตุที่ได้กลับมา...คงไม่ใช่หรอกมั้งครับ หึหึ



บ่ายแก่ๆเจ้าคุณจิตราก็กลับมาจากกรม...ท่านให้บ่าวมาตามพวกผมไปพบ สงสัยว่าจะโดนชุดใหญ่กันก็คราวนี้...ผมกับไอ้แชมป์ที่ตอนนี้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยเดินออกมาหาเจ้าคุณจิตราที่นั่งสง่าอยู่กลางเรือน...แต่ผมกลับสะดุดตาเข้ากับคนที่นั่งอยู่ด้วยเสียมากกว่า...

...อึดใจหนึ่งที่หัวใจกระตุกวูบเมื่อได้เห็นหน้าคนตัวสูงที่ไม่ได้เห็นมาเสียนาน...ใบหน้าคมเข้ม...อยู่ในชุดราชการเพราะเพิ่งกลับมาจากกรม...ทุกอย่างในตัวเขายังคงเหมือนเดิม...หากแต่รอยยิ้มนั้น...หายไป...

"พวกเอ็งหายไปไหนมา"เสียงเจ้าคุณจิตรายังดุและมีอำนาจเช่นเคย ผมกับไอ้แชมป์ได้แต่นั่งก้มหน้านิ่ง

"ว่าอย่างไร"ขึ้นเสียงดังกว่าเดิมเมื่อพวกผมยังเงียบ...ส่วนคนข้างๆไม่พูดอะไรแม้แต่น้อย...จะมองมาสักครั้งก็ไม่มี

"ผมไปทำธุระมาครับ"เป็นไอ้แชมป์ที่ยอมเปิดปากพูดก่อน

"ธุระอันใดของเอ็ง ถึงได้หายหน้าไปเสียเป็นอาทิตย์ แล้วนี่จักบอกเล่าใครในเรือนให้รู้ก็มิมี ข้าเป็นเจ้าของเรือนยังมิรู้ เห็นข้าเป็นหัวหลักหัวตอรึ"น้ำเสียงยังเด็ดขาดเช่นเคย

"ไม่ใช่ครับ มันเป็นธุระด่วน เลยไม่ทันได้บอก ผมขอโทษจริงๆครับ"ผมตอบกลับบ้างพลางยกมือไหว้เจ้าคุณจิตราที่ยั่งคงนั่งนิ่ง

"พวกผมขอโทษจริงๆครับ แต่มันเป็นเหตุสุดวิสัย"ไอ้แชมป์เสริมต่อ

"เหตุสุดวิสัยอันใด ถึงได้ไปมิลามามิไหวเยี่ยงนี้"ดูท่าพายุจะไม่สงบลงง่ายๆ

"ผมก็อธิบายไม่ได้มาก แต่ผมต้องขอโทษจริงๆนะครับเจ้าคุณ"คำขอโทษที่พรั่งพรูออกจากปากพวกผมทั้งสองคน แม้ไม่มีคำอธิบายใดๆว่าหายไปไหนกันมา แต่ก็พอทำให้เจ้าคุณจิตราอ่อนลงได้บ้าง

"คราวหลังจักไปไหนมาไหนก็ให้บอก...ข้าเป็นห่วงกลัวจักเป็นอันตรายเสีย"เสียงของเจ้าคุณอ่อนลงมาก ก่อนที่แกจะลุกเข้าไปเปลี่ยนเสื้อในห้องนอน...ผมหันไปมองคนตัวสูงที่นั่งเงียบไม่พูดอะไรตั้งแต่เจอกัน...


ไอ้แชมป์ขอตัวเข้าไปอ่านหนังสือในห้อง...มันว่าหายไปเป็นอาทิตย์คงมีงานให้มันทำจนล้นมือ...ส่วนผมยังไม่มีอารมณ์เพราะใบหน้านิ่งไม่แสดงอารมณ์ของใครบางคนยังวนเวียนอยู่ในหัว...ได้แต่เดินเตร็ดเตร่อยู่แถวโรงครัวกับเรือนบ่าว แถมยังโดนพวกมิ่งกับพี่สนบ่นเสียจนหูชา...



"มานั่งทำอะไรคนเดียวครับ"มองเห็นจากโรงครัวว่านั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ศาลาไม้สักข้างเรือนใหญ่เลยเดินเข้ามาทักเสียหน่อย...เห็นว่าเจ้าคุณจิตราให้อยู่รับมื้อเย็นด้วยกัน

"คุณหลวง"ยังคงสนใจหนังสือตรงหน้าเหมือนเคย เลยได้แต่นั่งลงข้างๆ

"พรุ่งนี้เจ้าคุณจิตราให้ไปทำงานที่เรือนเจ้าคุณไพศาลเหมือนเดิมนะครับ"ก็ยังไม่ตอบอยู่ดี...ชักหงุดหงิด

"คุณหลวงเป็นอะไรครับ"คนตัวสูงละสายตาจากหนังสือตรงหน้าแล้วปรายตามองเพียงครู่ก่อนจะกลับไปสนใจหนังสือเล่มเดิมต่อ...ผมเพิ่งได้รู้ว่าเวลาอยู่นิ่งๆ แกน่ากลัวเหลือเกิน...ผมที่จนปัญญาจะถามต่อเลยตัดสินใจเดินขึ้นเรือนเสียดีกว่า ไม่อยากอยู่ให้คนแถวนี้รำคาญ...แต่เพียงแค่ลุกขึ้นยืนเท่านั้น มือใหญ่ก็ฉวยข้อมือของผมเอาไว้เสียก่อน

"ครับ"ผมหันไปมองหน้าเจ้าของมือที่จ้องผมนิ่ง

"เราขออะไรพ่ออย่างหนึ่งได้หรือไม่"น้ำเสียงยังคงราบเรียบ...ดวงตาคมกริบยังมองตรงมาที่ผม

"อะไรครับ"เป็นครั้งแรกที่คนตรงหน้าทำให้ผมกลัว...เพราะปกติผมมักจะได้เห็นหลวงพิสิษฐที่อบอุ่น ใจดี และรอยยิ้มโปรยที่มีให้ผมเสมอ...แต่วันนี้มันตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง



"อย่าหายไปเช่นนี้อีก"เพียงแค่ประโยคสั้นๆที่ทำให้ใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะ...ผมมองหน้าคนตัวสูง แววตาคมกริบไม่ไหวติง ไม่สื่อถึงอารมณ์ใดๆ...แต่ทำไมต้องพูดแบบนี้



"ทำให้คนอื่นเขาเป็นห่วงมันไม่ดีนะพ่อ"เป็นอีกครั้งที่หัวใจผมกระตุกวูบ...เป็นห่วง...อย่างนั้นเหรอ



"เขาตามหาพ่อกันเสียให้ทั่ว เจ้าคุณทั้งสองก็มิเป็นอันทำอะไร คุณหญิงสร้อยท่านก็เป็นกังวล...พ่อธีร์รู้ไหมว่าทำให้ผู้ใหญ่ท่านเป็นห่วง"รู้สึกเหมือนใครเหยียบเบรคให้หัวทิ่มอีกครั้ง...หากแต่มือใหญ่นั้นยังจับอยู่ไม่ยอมปล่อย

"แม่พิกุลเองก็ดูเป็นกังวลไม่น้อย ถามถึงแต่พ่อธีร์กับพ่อแช่มทุกวัน"ประเด็นนี้ผมว่าผมไม่ใช่ตัวต้นเหตุแล้วล่ะครับ

"แค่นั้นเองเหรอครับ"น้ำเสียงเรียบเอ่ยตอบไป...ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงถามออกไปแบบนี้...แต่บางทีผมก็อยากรู้...ความคิดของคนตรงหน้า

"แค่นั้น"ตอบกลับหน้านิ่ง...ค่อยๆคลายมือที่เกาะกุมไว้ออก

"ถ้าอย่างนั้นก็ขอโทษที่ทำให้ทุกคนเป็นห่วงครับ"ผมไม่สามารถอธิบายความรู้สึกของตัวเองตอนนี้ได้เลย...มันหน่วง...หนัก...แต่ไม่อาจเอ่ยมาเป็นคำพูดได้...อีกฝ่ายเองก็เพียงหันกลับไปสนใจกับหนังสือตรงหน้าต่อ

"วันพรุ่งเจ้าคุณจิตราจักฝากเอกสารมากับพ่อให้เจ้าคุณไพศาล...เรารบกวนพ่อธีร์ด้วย"ผมเพียงแค่พยักหน้ารับก่อนจะหันกลับเดินขึ้นเรือนไป...แค่นี้เอง...แค่เพราะเป็นต้นเหตุให้ทุกคนเดือดร้อน...เขาถึงได้โกรธ
.

.

.

.
เช้าวันรุ่งขึ้นผมได้พี่สนมาเป็นสารถีพายเรือไปส่งที่บ้านเจ้าคุณไพศาล...ระหว่างทางแกก็บ่นเรื่องที่พวกผมหายไปเป็นอาทิตย์ ผมเลยได้แต่ขอโทษแกและคนอื่นๆที่ทำให้เป็นห่วง...การกลับมาที่นี่ทำให้ผมได้รู้ว่า แม้ตัวเองจะเป็นแค่คนไม่มีหัวนอนปลายเท้าสำหรับทุกคน แต่กลับได้รับความห่วงใยเหมือนคนในครอบครัว...พี่สนเล่าให้ฟังว่าแกกับมิ่งตามหาพวกผมเสียจนทั่ว กลัวจะพลัดตกน้ำหรือเกิดอุบัติเหตุอะไร...ป้าน้อยเองก็ไปถามหาจากคนแถวตลาดว่าเห็นคนลักษณะเหมือนพวกผมสองคนแถวนั้นบ้างหรือไม่...ทั้งหมดนั่นมันทำให้ผมรู้สึกอบอุ่น แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดเหลือเกิน...ผมกลัวว่าวันหนึ่งหากผมไม่ได้กลับมาที่นี่อีก พวกเขาจะเป็นอย่างไร...จะออกตามหาพวกผมแบบคราวนี้อีกหรือไม่...และจะเสียใจแค่ไหนถ้าพวกผมไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว...

...กว่าจะมาถึงเรือนเจ้าคุณไพศาลดวงอาทิตย์ก็โผล่พ้นขอบน้ำพอดี...แสงแดดอ่อนยามเช้าทำให้ผมรู้สึกสดชื่น...ผมกล่าวขอบคุณพี่สนก่อนจะเดินขึ้นเรือน...วันนี้ไม่มีใครมาคอยอยู่ที่ท่าน้ำ แม้แต่บ่าวสักคนก็ไม่มี

"หลวงพิสิษฐอยู่มั้ยครับ"ผมเอ่ยถามบ่าวผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังปัดกวาดเครื่องเรือนอยู่ด้านใน

"คุณหลวงอยู่ในห้องทำงานเจ้าค่ะ"แกชะงักมือจากงานที่ทำอยู่ก่อนจะหันมาตอบ...ผมเลยเดินตามโถงทางเดินไปสุดทางด้วยความเคยชิน

...ประตูบานพับสไตล์ยุโรปของห้องทำงานที่ปิดอยู่ทำเอาผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่...หลังจากเหตุการณ์เมื่อวาน ทำให้ผมไม่อยากเจอหน้าเขาเลยจริงๆ...ทั้งที่ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมต้องเป็นแบบนี้เลย...แต่ในเมื่อเป็นงาน...จะทำอะไรได้...คิดได้อย่างนั้นจึงเอื้อมมือไปเคาะประตูเป็นสัญญาณบอกให้คนในห้องรู้...แต่ก็ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา...
ผมค่อยๆผลักบานประตูออกอย่างเบามือ ไม่อยากให้เสียงดังทำลายสมาธิของคนในห้อง...ภาพที่เห็นคือแผ่นหลังกว้างของคนตัวสูงที่นั่งอยู่กับโต๊ะทำงานตัวเดิม...

"เอกสารที่เจ้าคุณจิตราฝากมาให้เจ้าคุณไพศาลครับ"ผมเดินมาหยุดอยู่ที่โต๊ะแล้วยื่นเอกสารปึกหนาที่เจ้าคุณจิตราให้ไว้เมื่อเช้า แต่อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรยังคงจดจ่อกับงานเขียนตรงหน้า ผมเลยได้แต่วางมันลงบนโต๊ะนั้น

"วันนี้มีอะไรให้ทำบ้างครับ"ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้หวายตัวเดิมก่อนจะหันไปถาม หากแต่คนถูกถามยังคงเงียบ...ไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลยจริงๆ...แต่ถ้าจะพูดให้ถูก...ผมไม่ชอบความรู้สึกนี้ต่างหาก


"ช่วยแปลตรงนี้หน่อยเถิดพ่อ"น้ำเสียงเรียบเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบในห้อง...ผมยื่นมือไปหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาอ่าน ก่อนจะหันไปอธิบายความหมายของมันให้คนตัวสูงฟัง...เขาเพียงแค่พยักหน้ารับก่อนจะก้มลงบรรจงคัดตัวอักษรลงบนพื้นกระดาษ...


...มันน่าอึดอัดสิ้นดี...


"คุณหลวง"แล้วก็เป็นผมเองที่ทนไม่ได้กับสงครามเย็นที่เกิดอยู่ตอนนี้...คุณหลวงหนุ่มชะงักมือแล้วหันมามองเป็นเชิงถาม

"ที่ผมหายไปโดยไม่บอกผมยอมรับว่าผมผิด...ผมขอโทษ...แต่ทำไม..."คำพูดสุดท้ายถูกกลืนหายเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมของอีกฝ่าย

"ทำไม...อะไรรึ"ถามกลับเสียงเรียบ

"ทำไมคุณหลวงต้องโกรธ"

"โกรธรึ"แล้วถ้าไม่โกรธ ไอ้อาการแบบนี้เขาเรียกว่าอะไรล่ะครับ



"พ่อธีร์"เสียงนุ่มเอ่ยเรียกชื่อ หลังจากปล่อยให้ความเงียบครอบคลุมอยู่นาน...คนตัวสูงวางปากกาขนนกลงแล้วหันมามอง


"หากเราเป็นฝ่ายหายไปบ้าง พ่อธีร์จักพอใจหรือไม่"คำถามที่ทำเอาผมได้แต่นิ่ง...พอใจหรือ...แค่เพียงเขามีท่าทีแบบนี้ผมยังหงุดหงิด...แล้วถ้าเขาหายไปผมจะพอใจไหมงั้นหรือ...

"เรามิได้โกรธเคืองพ่อ...เพียงแต่เรามิพอใจที่พ่อหายไปไม่บอกกล่าว เดือดร้อนผู้ใหญ่ท่าน แล้วยังงานที่ทำก็ยังไม่เสร็จดี...อย่างนี้เขาเรียกว่าไม่มีความรับผิดชอบ"มาเป็นชุด...แถมเป็นคำตอบที่รู้ดีอยู่แล้ว ไม่รู้จะโง่ถามซ้ำทำไมให้โดนด่า

"หากพ่อเห็นว่ามิสมควร ที่เราจักไม่พอใจ เราก็ขอโทษพ่อด้วย"แล้วทำไมกลายเป็นเขาที่ต้องมาขอโทษกันเล่า แล้วยังน้ำเสียงยังประชดประชันแบบนี้อีก

"คุณหลวงจะขอโทษทำไม คุณหลวงไม่ได้ทำอะไรผิด"ผมเถียงกลับด้วยเสียงที่ดังขึ้นเล็กน้อย...ผมกำลังหงุดหงิด หงุดหงิดเพราะความไม่เข้าใจ

"ผมก็ไม่ได้อยากไปไหนซักหน่อย...คุณหลวงไม่เข้าใจหรอก"อีกครั้งที่อารมณ์ปะทุขึ้นมา ทำเอาคนตรงหน้าตกใจไม่น้อย เพราะปกติถึงผมจะเคยเสียงดังโวยวาย แต่ก็ไม่เคยทำเพราะอารมณ์แบบนี้...


"เรื่องมันผ่านมาแล้ว ช่างมันเถิดพ่อ...แต่คราวหน้าจักไปที่ใดแจ้งให้ผู้ใหญ่ท่านทราบสักหน่อย ท่านจักได้ไม่กังวล"หลังจากปล่อยให้ความเงียบครอบคลุมอยู่พักใหญ่ อีกฝ่ายก็ถอนใจยาวออกมาพลางเอื้อมมือมาแตะที่แขนเบาๆเป็นเชิงปลอบให้เย็นลง

"ครับ"ผมตอบกลับเพียงสั้นๆ

"โกรธเรารึ"

"เปล่าครับ"

"ไม่โกรธแล้วทำไมทำเสียงเยี่ยงนี้เล่า"น้ำเสียงของอีกฝ่ายเริ่มอ่อนลงเล็กน้อย คงเพราะเห็นว่าผมกำลังหงุดหงิด

"ออกไปนั่งทำงานที่ศาลาริมน้ำกันเถิด พ่อธีร์จักได้อารมณ์เย็นขึ้นบ้าง"ว่าแล้วก็เปลี่ยนเรื่องเอาเสียดื้อๆ แต่ก็เอาเถอะ ดีกว่ามานั่งตึงใส่กันทั้งวัน


ผมแบกกองเอกสารและหนังสืออ้างอิงบางเล่มตามคนตัวสูงกว่าออกมาจนถึงศาลาริมน้ำ...สายมากแล้วแต่กลับไม่ร้อนสักนิดคงเป็นเพราะลมเอื่อยที่พัดผ่านทำให้รู้สึกเย็นสบายแล้ววันนี้แดดก็ไม่ค่อยแรงนัก...แสงแดดอ่อนกับลมโกรกเอื่อยทำให้อารมณ์ที่พุ่งพล่านของผมเย็นลงได้มาก...ผมหลับตาสูดหายใจยาว พลางทิ้งเรื่องเมื่อครู่ไว้เบื้องหลัง...ผมไม่ชอบที่ตัวเองโกรธจนขาดสติ...เพราะผมรู้ว่าบางทีเมื่อเราควบคุมมันไม่ได้ เราก็เผลอทำอะไรแย่ๆออกมา

"ช่วงที่พ่อไม่อยู่เราคัดลอกเอกสารได้หลายแผ่น พ่อช่วยตรวจทานทีเถิด"ว่าพลางยืนกระดาษปึกหนึ่งมาให้ เวลาหนึ่งอาทิตย์ที่ผมหายไปทำให้หลวงพิสิษฐต้องทำงานทั้งหมดเพียงลำพัง ถึงแม้ตอนผมอยู่จะไม่ได้ช่วยอะไรมากนักก็ตาม...ผมหยิบเอกสารขึ้นมาไล่ดูทีละแผ่นเทียบกับต้นฉบับภาษาอังกฤษ ลายมือในกระดาษยังประณีตบรรจงเช่นเคยแม้จะต้องคัดลอกเป็นกี่สิบแผ่นก็ตาม


"ตรงนี้มีผิดนิดหน่อยนะครับ"ผมขยับเข้าไปใกล้พลางก้มลงชี้ให้อีกฝ่ายดู พอดีกับที่เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมา...ปลายจมูกโด่งเฉียดแก้มจนผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น...นัยน์ตาคมกริบที่อยู่ตรงหน้าทำเอาผมชะงักงัน...แม้แต่เขาเองก็นิ่งไปเช่นกัน...ผมสบตาคมสวยภายใต้แพขนตาหนาคู่นั้น...รู้สึกร้อนวูบบนใบหน้าแต่ไม่อาจถอยห่างได้...หัวใจกำลังเต้นแรงไม่เป็นจังหวะจนกลัวว่าคนที่นั่งอยู่ติดกันแค่นี้จะได้ยิน...



...ผมกำลังถามตัวเองอีกครั้ง...ความรู้สึกนี้มันคืออะไร?...



คนตัวสูงตรงหน้ากระพริบตาเพียงช้าๆพลางถอยตัวออกห่างเล็กน้อย กลับไปสนใจเอกสารตรงหน้าก่อนจะหันมาถามตรงจุดที่ต้องแก้ไข...ผมชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะชี้นิ้วบอก...ท่าทีไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย


...เหตุการณ์นั้นผ่านไปแล้ว...แต่หัวใจยังเต้นแรง...

...ผมกำลังรู้สึกอะไรบางอย่างกับผู้ชายคนนี้...


"คุณหลวง"เจ้าของชื่อหันมามองเป็นเชิงถาม

"ถ้าวันนึง..."เงียบไปเพียงอึดใจ

"วันนึงผมหายไปแล้วไม่กลับมาที่นี่อีก...คุณหลวงจะเสียใจมั้ย"อะไรบางอย่างดลใจให้ถามออกไปเช่นนั้น...ผมเห็นรอยยิ้มบางบนใบหน้าของอีกฝ่ายที่ไม่ได้เห็นมาเสียนาน

"ไม่เสียใจ"หากแต่คำตอบช่างตรงข้ามกับรอยยิ้มบนใบหน้าเสียเหลือเกิน...ผมเงียบ...หน้าเจื่อนลงแม้แต่ตัวเองยังรู้สึกได้...แล้วมันก็ร้อนวูบขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินประโยคถัดมา





"เพราะเรารู้ว่าวันหนึ่งพ่อธีร์จักกลับมา"



...เพียงแค่นั้นแล้วหันกลับไปทำงานต่อ...

...เพียงประโยคนั้นที่ทำให้ผมรู้...ว่าความรู้สึกนี้คืออะไร...

...........................................................

ยืดเยื้อจริงๆ...หรือจะให้พ่อธีร์จับกดเลยดีนะ ผิดดดดดด!! :hao7:

ฝากตอนนี้ไว้ในอ้อมอกนะคะ กราบบบบบบบ :mew1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-07-2014 18:45:43 โดย Vivid_Vuitton »

meili run

  • บุคคลทั่วไป
สักยกซิๆ มันน่านักกกกกกกกกกกกกกกกกกกก  :hao7:

ออฟไลน์ PetitDragon

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +342/-5
คุณหลวงช่างปากแข็งนัก !!  :katai5:

ออฟไลน์ quiicheh.

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1678
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-9
เขินคุณหลวง อะไรไม่รู้แต่เขินนนนน

ออฟไลน์ mbpwn_

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
น้องธีร์ของคุณหลวง  :hao7:

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
 :impress2:


กรี๊ด 30 วิ แบบไม่พัก ... สำหรับ ตอนนี้

ออฟไลน์ Chichi Yuki

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1636
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-3
ยืดเยื้อกันต่อไป
หากพ่อธีร์มิได้กลับมาตลอดไปแล้วคุณหลวงจะรู้สึก
อะไรๆ บนโลกล้วนมิแน่นอน ถ้าหากมัวแต่รีรอมิทำอย่างไรสักอย่าง เมื่อเวลานั้นมันไม่หวนกลับมา ต่อให้คุณหลวงร้องเรียกตะโกนมากมายสักเท่าใด มันก็มิมีทางกลับมาดอก

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด