หรือจะให้เป็นแค่ความทรงจำ โดย ภัคD เพิ่มตอนพิเศษในรวมเล่ม P.14
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: หรือจะให้เป็นแค่ความทรงจำ โดย ภัคD เพิ่มตอนพิเศษในรวมเล่ม P.14  (อ่าน 392110 ครั้ง)

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
“...เอก...”เสียงพี่เหยากระซิบเรียกชื่อผม พร้อมลมหายใจอุ่นๆที่ปะทะกับปลายหูผมทำให้ผมสะท้านไปทั้งตัว

สองมือที่ยกยันอกผมไว้ เปลี่ยนมาโอบคอผม และแขนเสื้อที่ถลกร่นนั้นก็มอบอิสระให้ลำแขนเปลือยของพี่เหยาได้สัมผัสถูกต้นคอและผิวแก้มของผม พี่เหยาขยับเรียวขาเพียงนิด แล้วชายทบเสื้อคลุมก็ขยับเปิดทางให้ขาเปลือยเปล่าของพี่เหยาเสียดสีแผ่วเบากับขาที่ยังถูกห่อหุ้มไว้ด้วยกางเกงยีนส์เนื้อหนาของผม

ผมรู้ทุกอย่างเป็นไปโดยตั้งใจ...

ถ้าบอกว่าผมไม่ใช่เด็กอ่อนเดียงสาที่ต้องรอให้ใครมาจับมือนำ พี่เหยายิ่งก้าวไกลห่างจากคำนั้นไปหลายเท่า

ถ้าผมบอกว่าผมรู้จักร่างกายพี่เหยาทุกซอกทุกหลืบเนื้อ พี่เหยาก็รู้จักร่างกายผมทุกหลืบทุกซอกผิวเนื้อเช่นกัน

แล้วผมก็แพ้ เมื่อพี่เหยาขยับแยกเรียวขาออกจากกัน ปล่อยให้ฝ่ามือของผมที่ลูบไล้สะโพกของพี่เหยาอยู่ ได้มีโอกาสขยับมือผ่านเข้าสู่ช่องว่างระหว่างเรียวขาที่แยกออก ผมไม่ต้องการการถูกขวางกั้นสัมผัสด้วยผ้าเนื้อหนาอีกต่อไปเมื่อพี่เหยาโอบกอดผมแน่น เพื่อรั้งตัวขึ้นเขย่งปลายเท้า ให้มือผมซุกไซร้ได้ถนัดมือขึ้น

ผมพยายามปลดเสื้อคลุมของพี่เหยาออกด้วยมือข้างที่เหลืออยู่ ในขณะที่อีกมือยังซุกไซร้อยู่ที่ต้นขาพี่เหยาอย่างไม่สามารถละมือได้ และแทบจะคลั่งเมื่อพบว่าความรีบร้อนของตัวเองทำให้ปมสายรัดเอวที่พี่เหยาผูกไว้หลวมๆกลายเป็นเงื่อนตายที่ยิ่งดึงก็ยิ่งแน่น

“เอก...เจ็บ”พี่เหยากระซิบบอก เมื่อผมพยายามดึงปมเชือกจนกลายเป็นกระชาก

เสียงกระซิบของพี่เหยามันทำให้สติสุดท้ายของผมหลุดลอย ผมเอื้อมมือกวาดโทรศัพท์ กับสมุดเล่มเล็กไม่กี่เล่มที่วางไว้บนตู้ตัวยาวขนาดไม่กว้างนัก และสูงเพียงแค่สะโพกทิ้งลงมาบนพื้นหมด ก่อนที่จะโอบแขนรอบสะโพกพี่เหยา และโน้มตัวทับให้พี่เหยานอนลงบนตู้ตัวนั้น

“เอก!”พี่เหยาดูตกใจ เมื่อผมปลดซิปกางเกงตัวเองลง แต่เพราะกางเกงยีนส์ชื้นน้ำ ทำให้ผมปลดมันลงไม่ได้ง่ายอย่างที่ต้องการ ผมจึงทำเพียงดึงขอบกางเกงชั้นในตัวเองลง ปล่อยให้ความแข็งขันที่ร่ำร้องอยู่นานได้รับอิสระ

ใบหน้าพี่เหยาแดงกล่ำเมื่อจับจ้องอยู่ที่ความแข็งขืนของผม

“เดี๋ยว...เอก!”พี่เหยายันอกผมไว้ เมื่อผมสอดมือกระชับเรียวขาพี่เหยาและดึงเข้ามาหาตัว

ผมเลียปลายลิ้นกับปลายนิ้วตัวเอง ก่อนนวดหนักๆยังช่องทางที่ผมจะรุกล้ำในอีกไม่ช้า

“เอก อย่าเพิ่ง!”พี่เหยาพยายามขยับหนีอีกครั้ง เมื่อผมขยับยกเรียวขาพี่เหยาขึ้นพาดบ่า

“เอก...ถุงย..”ผมรู้พี่เหยาจะพูดอะไร แต่ผมไม่สนใจโน้มตัวลงบดเบียดริมฝีปากตัวเองกับริมฝีปากพี่เหยา พร้อมๆกับค่อยๆแทรกกายผ่านช่องทางที่บีบรัด ตอบสนองทุกจังหวะที่ผมค่อยๆส่งกายผ่านเข้าไปอย่างช้าๆ

ผมรู้สึกได้จากปลายลิ้น ว่าพี่เหยาสูดหายใจลึก ก่อนค่อยผ่อนลมหายใจลงช้าๆ เมื่อรู้ว่าไม่สามารถห้ามหรือรั้งผมไว้ได้

พี่เหยาเบือนหน้าหนี ขบริมฝีปากแน่น เมื่อผมละปลายลิ้นจากเรียวปากของพี่เหยาและยันตัวขึ้น

ในขณะที่มือหนึ่งยังเกาะกระชับสะโพกพี่เหยาไว้ให้ตอบสนองจังหวะการขยับกาย อีกมือหนึ่งผมปัดผมชื้นเหงื่อที่บดบังใบหน้าพี่เหยาไว้ออก

“มองหน้าผม!”ผมบอกพี่เหยา ที่เบือนหน้าหลบและ หลับตา

พี่เหยามองดูผมอย่างแปลกใจ แต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้น หลังจากนั้นดวงตาของพี่เหยาก็บ่งบอกว่าเข้าใจในสิ่งที่ผมคิด

ผมขยับตัวลึกเข้า ในขณะที่พี่เหยากัดริมฝีปากข่มความเจ็บเสียดไว้ แต่ดวงตาก็ยังจับจ้องมาที่ผม

ผมไม่สงสัยว่าพี่เหยาเข้าใจในสิ่งที่ผมคิดจริงหรือเปล่า เพราะผมจดจำได้ว่าพี่เหยาเข้าใจผมเสมอ พี่เหยาเข้าใจและรู้จักผมมากกว่าใครๆทุกคน แม้กระทั่งพ่อและแม่ และในวันนี้ วินาทีนี้ วินาทีที่เราจับจ้องกันและกัน ผมก็ต้องยอมรับกับตัวเองว่า ผมคิดถึงพี่เหยามากมายแค่ไหน ไม่ใช่แค่ร่างกายพี่เหยา แต่เป็นทั้งหมด

“ผมคิดถึงพี่...”ผมพูดปนสะอื้นออกมาอย่างไม่ตั้งใจ โน้มตัวลงกอดพี่เหยาไว้ด้วยแรงกำลังทั้งหมดเท่าที่มี

“ไม่เป็นไร...”พี่เหยากระซิบบอกผมเบา และลูบมือที่ชื้นเหงื่อที่หลังผมเบาๆ

“ไม่เป็นไร...”พี่เหยากระซิบเบาๆอีกครั้ง เลื่อนฝ่ามือลงโอบรัดที่สะโพกผมและยกสะโพกตัวเองขึ้น จนร่างกายเราแนบสนิทกันยิ่งขึ้น

“ไม่เป็นไร...”พี่เหยากระซิบอีกครั้งและอีกครั้ง และเริ่มขยับสะโพกตัวเองช้าๆ และผมก็ตอบรับสัมผัสนั้น

เราขยับร่างกายสนองตอบกันและกัน ในขณะที่ดวงตายังจับจ้องกันอยู่ไม่ลดละ แม้เมื่อทุกอย่างดูขาวโพลน ความรู้สึกด่ำดิ่งลึกเกินกว่าที่จะฉุดรั้ง สิ่งเดียวที่มองเห็นชัดเจน คือดวงตาของพี่เหยาที่จับจ้องผมอยู่

เป็นครั้งแรกที่หมดข้อกังขาในใจส่วนลึก และยอมรับอย่างแท้จริงว่า คนตรงหน้าคือพี่เหยา...ไม่มีเนคไทด์สีแดง ไม่มีทอม มีเพียงแค่ผมกับพี่เหยา กับสติที่ย้อนกลับมาอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง ทั้งผมและพี่เหยา

เรามองดูท่าทีของกันและกันนิ่งนาน

แม้เมื่อครู่ผมจะเอ่ยปาก...ผมคิดถึงพี่ และพี่เหยากระซิบแผ่วครั้งแล้วและครั้งเล่าว่า...ไม่เป็นไร

และแม้ผมจะแน่ใจว่าครั้งนี้ มันไม่ใช่การฝืนบังคับ เพราะพี่เหยาก็ตอบสนองทุกสัมผัสของผม

แต่ผมก็ยังสัมผัสได้ถึงความกระอักกระอ่วนใจทั้งของผมและพี่เหยาที่ยังคงนอนอยู่ใต้ร่างของผม ในขณะที่สองขายังพาดไว้บนไหล่ผมที่ยันตัวคร่อมอยู่เนื้อร่างของพี่เหยา และผมยังปล่อยให้ความแข็งขืนของตัวเองซุกตัวอยู่กับความอุ่นภายในตัวของพี่เหยาอยู่เช่นเดิม

ผมไม่แน่ใจว่าควรทำยังไง...ขอโทษ? แต่ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิด ทั้งพี่เหยาเองก็ดูมีความสุขกับสิ่งที่เพิ่งผ่านไปเมื่อครู่ แต่ก็อีกนั่นแหละ คนที่เริ่มคือผม และปฏิกิริยาสนองตอบของพี่เหยามันแค่...ห้ามใจตัวเองไม่ได้ เท่านั้น

แล้วตาผมก็เหลือบเห็นสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรเห็น...รูปพี่เหยาสมัยที่ยังเรียนม.ปลาย ยืนยิ้ม และคนที่ยืนยิ้มร่าอยู่ข้างๆคือ...ทอม

วินาทีที่ผมเห็นรูปทอม มันไม่ได้มีแค่ผมกับพี่เหยาอีกต่อไป ทอมคือตัวแปรที่ทำให้ผมตีค่าการกระทำของตัวเองอย่างสับสนและแปรเปลี่ยนไปสิ้นเชิง

ในขณะที่ไม่รู้สึกผิด ผมกลับบอกตัวเองว่าควรรู้สึกผิด หรืออย่างน้อยก็ยอมรับกับตัวเองว่ากระทำผิดโดยไม่รู้สึกผิด...ผมไม่รู้เลยว่าสำหรับพี่เหยาแล้วมันไม่ใช่ มันเป็นครั้งแรกสำหรับพี่เหยาที่ได้กอดใครคนหนึ่งโดยปราศจากสายตาของทอมที่จับจ้อง ความปรารถนาอันหยาบก้านของผม เมื่อส่งผ่านถึงผิวเนื้อพี่เหยา มันละเอียดอ่อนกว่านั้น พี่เหยาสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ผมไม่กล้าเอื้อมมือไปไขว่คว้าและ รับรู้ได้ในสิ่งที่ผมเองยังไม่กล้าจะรับรู้

ดังนั้นเมื่ออารมณ์ดิบในใจมันทุเลา และบอกให้ตัวเองควรรู้สึกผิด ผมก็เลือกที่จะหาเหตุผลมาปกป้องและรองรับความรู้สึกผิดของตัวเองอีกครั้ง ด้วยคำว่า...ความอดอยาก...

ผมอดอยาก...เพราะร้างลาจากสัมผัสที่เคยคุ้นมาเนิ่นนาน

พี่เหยาอดอยาก...เพราะขาดสิ่งที่ทอมเฝ้าหยิบยื่นให้ทุกเมื่อเชื่อวัน มานานร่วมเดือน

ผมตีค่าของความสุขที่เพิ่งผ่านพ้นไปเพียงเท่านั้น

บอกให้ตัวเองพอใจอยู่แค่ การได้กอดร่างกายที่เฝ้าคิดถึง

บอกให้ตัวเองพอใจอยู่แค่การได้พี่เหยาคนที่เข้าใจผมที่สุดคืนมา

และบอกให้ตัวเองพอใจอยู่แค่การได้ความสนิทสนมชิดเชื้อของพี่เหยากลับคืน

โดยไม่เคยถามตัวเองและคิดว่า ในวันนั้นสำหรับพี่เหยาแล้วได้อะไรบ้าง

ในขณะที่ผมยังยันตัวคร่อมอยู่เหนือร่างพี่เหยา และขบคิด พี่เหยาก็ถอนหายใจ มือหนึ่งยันตัวลุกขึ้น ในขณะที่อีกมือผลักอกผม คล้ายจะบอกให้ผมถอยออกไปเสียที พร้อมกับที่ขยับเรียวขาตัวเองลงจากไหล่ผม...เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นโดยผมไม่ทันตั้งตัว ทั้งความแข็งขันของผมมันก็ยังนอนนิ่งอยู่ในตัวพี่เหยา เมื่อพี่เหยาขยับตัว มันจึงช่วยไม่ได้ที่มันส่งผลต่อเจ้าความแข็งขืนนั้น ผมจึงเผลอครางออกมาอย่างไม่ตั้งใจ

พี่เหยาชะงักทันที หันมามองผมอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ก่อนที่จะหัวเราะออกมา และไอ้อาการขยับตัวหัวเราะของพี่เหยามันก็ยิ่งกระตุ้นความแข็งขืนของผมในตัวพี่เหยาให้กลับมาอีกครั้ง

พี่เหยายังหัวเราะ เมื่อผลักผมให้ถอยออกไป แต่ผมลืมตัวรีบกระชับสะโพกพี่เหยาไว้และดึงกลับมาให้สนิทแนบแน่นเหมือนเดิม

“โอ๊ย!”พี่เหยาร้อง

“โอ๊ยอะไร? ผมรู้พี่ไม่เจ็บสักหน่อย!”ผมเถียงแก้เขิน...อีกทั้งเสียงหัวเราะของพี่เหยา กับอารมณ์สั่นไหวที่เพิ่งผ่านไป ทำให้ผมได้ใจขึ้นอีกโข

“รู้ได้ไงว่าไม่เจ็บ?”พี่เหยายังไม่ยอมแพ้ แกะมือของผมที่เกาะกุมสะโพกตัวเองไว้ออก

“ก็รู้สิ นี่ไง!”ผมพูด และยอมตามใจปล่อยมือจากสะโพกที่เกาะกุมไว้ เปลี่ยนมาจับต้นขาขาวที่ตอนนี้พาดขนาบลำตัวผม ให้ขยับยกขึ้นสูงอีกครั้ง กดบดเบียดตัวเองเข้าไปให้แนบสนิทยิ่งขึ้น มันได้ผล เพราะพี่เหยามีปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นมาทันทีเหมือนกัน

“เห็นไหม...พี่ไม่เจ็บสักหน่อย”ผมพูดก่อนโน้มตัวลงบดเบียดริมฝีปากกับเรียวปากของพี่เหยาที่กำลังหัวเราะคำพูดผม

และเมื่อพี่เหยาขยับมือที่ยกยันอกผมไว้ขึ้นโอบคอผม มันก็เกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้น...

แม้ว่ามันจะไม่ใช่ครั้งแรก ครั้งที่สอง หรือแม้กระทั่งยากที่จะบอกว่านั่นคือครั้งที่เท่าไหร่ที่ผมได้สัมผัสร่างกายพี่เหยา จนความเป็นจริงก็อย่างที่บอกคือ ผมรู้จักทุกถ้วนทั่วของผิวเนื้อพี่เหยาและแม้จะเพิ่งผ่านพ้นไปอีกครั้งเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมาที่เราสนองตอบกันและกันด้วยความ...อดอยาก

และแม้ว่ามันจะฟังดูน่าหัวเราะหรืออาจจะน้ำเน่าไปหน่อย แต่ด้วยความสัตย์จริงคือผมรู้สึกดื่มด่ำ ตื่นเต้น และอิ่มเอมอย่างที่ไม่เคยเป็นกับการหลอมหลวมเป็นหนึ่งเดียวกับพี่เหยาในครั้งนี้...เหมือนกับว่าความปรารถนาที่เต้นเร้าอยู่เป็นเพียงดนตรีบรรเลงเพลงประกอบ...มันมีรสชาติหากแต่ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างอีกต่อไป...ความรู้สึกทั้งหลายทั้งมวลมันจดจ่ออยู่ที่สัมผัสอบอุ่นของผิวเนื้อภายใน

เราจ้องมองกันและกัน และผมค่อยๆเสียดสัมผัส ละเลียดไปทีละน้อย ทีละน้อยคล้ายจะจดจำทุกความอบอุ่นของทุกอณูเนื้อภายในตัวพี่เหยา

พี่เหยาขยับเรียวขา ช่วยให้ผมบดเบียดร่างกายเข้าไปลึกล้ำยิ่งขึ้น แต่ไม่เร่งเร้า คล้ายจะจดจำทุกอณูของความล้ำลึกนั้นไว้เช่นเดียวกัน

เมื่อแน่ใจว่าผมไม่สามารถบดเบียดตัวเข้าไปให้แนบสนิทยิ่งกว่านี้ ผมก็ค่อยๆขยับกายออก ทีละน้อยทีละน้อย ทำอย่างนี้ครั้งแล้วและครั้งเล่า...ไม่เร่งเร้าจังหวะ ทั้งที่ความปรารถนามันเริ่มรบเร้าหาสัมผัสที่รวดเร็วและรุนแรงกว่านั้น หากแต่ผมก็สะกดมันไว้ด้วยยังไม่อิ่มเอมกับความรู้สึกแปลกใหม่ที่เกิดขึ้น

ตราบจนอิ่มเอม ผมจึงกระชับสะโพกพี่เหยาไว้ และต้องสะท้านไปทั้งตัวเมื่อพี่เหยาโอบกอดผม และรั้งตัวเองขึ้น สองขาเรียวขยับลงจากไหล่ผมและเปลี่ยนมาเกี่ยวกระหวัดรัดรอบเอว

ตาเรายังจับจ้องกันและกัน ในขณะที่ร่างกายบดเบียดเข้าหากัน...ช้าและเร็ว...เนิ่บนาบและรุนแรงสอดประสานกันไปทุกจังหวะ...

ถ้าเพียงแต่ไม่มีทอม...ผมคิด เมื่อจมดิ่งอยู่กับความสุขครั้งสุดท้าย



--------------------

จบตอน 6

hasuzz

  • บุคคลทั่วไป
พี่เหยาาา

TT________TT


กาซิก เรื่องนี้เค้าดีจริง~!!

อาจารย์..สีฟ้า

  • บุคคลทั่วไป
เจาะไข่คุณน้องรีฯ บน  อิอิ    :m1: :m1: :m1:

ขอบคุณพี่ทิพย์มากๆๆๆๆๆ ลงได้แบบจุใจจริงๆๆๆ  :pig4: :pig4:

ตั้งแต่อ่านเรื่องนี้มา ตอนนี้บีบหัวใจน้อยที่สุด บางตอนก็น่ารักดี โดยเฉพาะตอน  XXX   :o8: :o8:
ชอบเรื่องนี้มากๆ ครับ :L2: :L2: :L2:

อยากจะบอกอีกครั้งของเค้าดีจริง 
o13 o13 o13




เป็นกำลังใจพี่ทิพย์คนโพสต์ครับ  :L2: :L2: :L2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-03-2008 21:52:48 โดย อาจารย์..สีฟ้า »

abcd

  • บุคคลทั่วไป
 :o8: อ่านไปก็เขิลไป ตอนนี้สัมผัสกันแบบหวานละมุนละไม

ออฟไลน์ oaw_eang

  • Global Moderator
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8418
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2122/-586
ก่อนอื่น

ต้องขอบใจทิพมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ที่เอาเรื่องดีๆ แบบนี้มาให้อ่าน

เรียกได้ว่า  ถ้าเป็นหนังสือก็วางกันไม่ลงเลยทีเดียว

สองขอบอกเลยนะว่า...เป็นเรื่องแรกที่ มีประโยคเด็ด สะกิดใจสอง  ในทุกตอนท่ลงเลย

เป็นเรื่องแรกที่สองเกิดอาการแบบนี้

อัศจรรย์มาก

ทิพไปหามาจากไหน

เพชรแท้ๆ

ขอชื่นชมจากใจจริง

เริ้ดจนไม่สามารถบรรยายได้อย่างที่ใจคิด

สุดยอดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

ไม่มีขอติเลย

สองต้องขอยอมแพ้

ชนิดที่ต้องก้มกราบกันเลยทีเดียว

หากจะเสนอ "นิยายแนะนำ" ประจำเดือนนี้

สองขอเสนอเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาเลยนะ  ได้ผลว่าไงบอกต่อด้วย

ขอบใจทิพอีกครั้งที่นำมาลงให้


ปล. จัดหน้าได้ดี  แบ่งตอนได้อิ่ม  อ่านแล้วไม่ค้างคา  ชอบมาก

ฝากบอกคนแต่งด้วยนะว่า  เก่งมาก  อ่านแล้วทึ่งสุดๆ ผูกปม ให้สัญลักษณ์ หาเหตุผล  วางจังหวะ  และอีกสารพัด  ได้ดีมาก

ดีมากแบบที่สองไม่เคยเห็นในเรื่องไหนๆ มาก่อนเลย

ขอยกให้เป็นนิยายขิ้นเอกในใจสองเลยทีเดียว

แม้ว่าจะอ่านแล้วเครียดไปนิด ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการเรื่องเบาสมอง

ปลล. ขอชมว่าบรรยายฉากขืนใจได้สมจริงมาก  อ่านแล้วสะท้านสะท้อนเลย  ไม่ทราบว่าได้ข้อมูลมากจากไหน  สมจริงมาก

ไม่คิดว่าจะมีนักเขียนคนไหนเข้าใจถึงความรู้สึกของคนที่โดนได้ลออแบบนี้

ชอบเรื่องนี้มาก   แม้กระทั้งความคิดของตัวละครที่สองคิดเตรียมจะเขียนต่อในเรื่องที่สองเขียนค้างไว้  ก็ถูกคุณคนนี้ตีแผ่อย่างหมดเปลือกเลยอะ  เพราะสองกะว่าจะให้พระเอกในเรื่องนั้นมีมิติของตัวละครที่เป็นปมแย้งเหมือน เอก ในเรื่องนี้ 

ตายแล้ว  อ่านเรื่องนี้แล้วสองคงต้องทำการบ้านเยอะขึ้นมากเลยถ้าจะเขียนต่อ

ไม่งั้นคงอายคุณคนเขียนเรื่องนี้แน่เลย  กลัวเขียนได้ไม่ดีเท่าจัง


สอง...


ปลลล.  อันนี้  :L2: ให้ทิพนะจ๊ะ

อาจารย์..สีฟ้า

  • บุคคลทั่วไป
เห็นด้วยกับเจ้สอง คนสวย อย่างแรงครับ

เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็น" เพชร " แห่งวรรณกรรม เลยทีเดียว ( ข้อให้คำว่าวรรณกรรม เพราะมีคุณค่ามากว่านิยายธรรมดาทั่วๆ ไป )

อย่างที่เคยบอกครับ ตั้งแต่อ่านวรรณกรรม และ นิยายทั่วๆ ไปมา เรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ที่ทำให้ตัวผมเข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึกของตัวละครมากที่สุด  ประโยคบางประโยค บีบหัวใจจนพูดไม่ออกจริงๆ ครับ ที่สำคัญน้ำตาเจ้ากรรมไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน


ต้องบอกว่า  งดงาม  ทั้งภาษา
ต้องบอกว่า  งดงาม  ทั้งอารมณ์
ต้องบอกว่า  งดงาม  จริงๆ ครับ สำหรับเรื่อง "หรือจะให้เป็นแค่ความทรงจำ " เพชรแห่งวรรณกรรม ในเล้าเป็ด
ปล.1.ขอบคุณ คุณ ภัค D  เจ้าของเรื่อง
        ขอบคุณ พี่ทิพย์ คนโพสต์ ครับ

ปล.2.ก้มกราบ เป็นเพื่อนเจ้สองด้วยคนครับ

ปล.3.แล้ววันนี้เมื่อไหร่พี่ทิพย์จะโพสต์ ครับ




เป็นกำลังใจให้ทั้งสองคนเลย   :L2:  :L2: :L2: :L2:



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-03-2008 17:47:18 โดย อาจารย์..สีฟ้า »

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
หรือจะให้เป็นแค่ความทรงจำ# 7

เมื่อก่อนตอนสมัยเด็กๆเวลาดูหนัง ผมเคยสงสัย...ว่าทำไมเมื่อผ่านค่ำคืนแรกไปแล้ว ไม่ว่าก่อนหน้านั้น พระเอกกับนางเอกจะชิงชังกันขนาดไหน และแม้ว่าค่ำคืนแรกจะผ่านพ้นไปด้วยความเต็มใจหรือไม่ หากแต่เช้าวันใหม่ ความสัมพันธ์ของพระเอกและนางเอกก็จะเปลี่ยนไป กลายเป็นหวานหยดชนิดที่ความเกลียดชังครั้งก่อนเก่าจมความหวานตายไปเลย

ผมสงสัยและคิดค้าน...ว่าเป็นไปได้อย่างไร ที่ความชิงชังต่อกันมาเนิ่นนานจะพ่ายแพ้ต่อเวลาแค่ชั่วข้ามคืน สุดท้ายผมก็แอบสรุปว่า...มิแคล้วพระเอกและนางเอกคงต้องเลิกรา ถ้าหนังมันไม่ชิงตัดหน้าจบไปเสียก่อน

ผมภูมิใจที่คิดได้ในสิ่งที่แม้แต่ผู้กำกับ หรือแม่ที่นั่งปลื้มฉากหวานๆในตอนจบอยู่นั้น คิดไม่ได้ ในตอนนั้นหัวเล็กๆของผมมันยังไม่เข้าใจว่า...บางสิ่งซับซ้อนกว่าที่ตาเห็นหรือแม้แต่ที่ใจคิด

และตราบเมื่อผมได้ประสบการณ์นั้นผ่านผิวเนื้อ ความรู้สึก และ หัวใจของตัวเอง ผมจึงเข้าใจ

หลังผ่านความอิ่มเอม ที่เต็มตื้นไปทั้งหัวใจไปผมจึงรู้ว่าเพราะอะไร...

เพราะความเย็นชาย่อมพ่ายแพ้ต่อความอบอุ่นของผิวเนื้อ...

เพราะความขมขื่นย่อมแพ้พ่ายต่อความหวานของผิวกาย

เพราะความเงียบงันมิอาจต้านทานเสียงสะท้อนของลมหายใจ

และความแข็งกระด้างก็มิอาจทนทานต่อความอ่อนโยนของรสสัมผัส

เหมือนที่ความห่างเหินต้องยอมจำนนต่อความแนบสนิทของเนื้อหัวใจ

ดังนั้นเมื่อความชิงชังและหมางเมินที่ทอดเวลายาวนานกว่า 2 ปี พ่ายแพ้ต่อรสหวานและสัมผัสที่อ่อนโยนในอ้อมกอดกันและกัน ผมจึงนอนกอดพี่เหยาที่ซุกตัวซบหลับสบายอยู่กับอกผม ลืมแม้แต่คำว่าความสัมพันธ์อันฉาบฉวยที่ตัวเองเคยคิดไว้แต่ครั้งยังเด็ก และลืมแม้แต่คำนิยามของความสัมพันธ์ที่ตัวเองเพิ่งคิดขึ้นคือ ความอดอยาก เสียสนิทใจ

ผมกอดพี่เหยาไว้ตลอดคืน แม้รู้สึกง่วงแต่ก็ข่มตาหลับไม่ลง เพราะรสหวานยังแผ่สัมผัสอยู่ทั่วทุกผิวเนื้อ นานครั้งผมจึงกระชับอ้อมกอดและจูบพี่เหยาเบาๆ และพี่เหยาก็จะสนองตอบด้วยการกระชับอ้อมแขนที่โอบกอดผมไว้เช่นกัน...กลิ่นหอมบางๆมันทำให้ผมลืมตาโพล่ง คิดถึงความหอมหวานที่เพิ่งผ่านพ้นไปครั้งแล้วและครั้งเล่า และถ้อยสนทนาที่เรานอนคุยกันจนพี่เหยาหลับไป

ผมแปลกใจเล็กน้อยที่ดูเหมือนพี่เหยาจะรู้ความเป็นไปต่างๆของผม นับจากที่ความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องของเราจบลง พี่เหยารู้ถึงพฤติกรรมเหลวไหลของผม รู้ที่แม่ต้องถูกอาจารย์ของผมเรียกไปพบบ่อยๆ รู้ที่เกรดเฉลี่ยผมตะกายอยู่ที่หนึ่งกว่าๆ และ รู้แม้กระทั่งที่ผมต้องเรียนซ้ำชั้นม.4แล้วจู่ๆก็กระโดดจากม.4ครั้งที่2เข้ามหาวิทยาลัยไปเฉยๆ

และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม พี่เหยาถึงยกโทษให้ผมง่ายเหลือเกิน และเป็นครั้งแรกที่ผมไม่นึกเสียใจกับพฤติกรรมเลวๆของตัวเอง ถึงผมจำได้ว่าพ่อโกรธแค่ไหน และแม่ร้องไห้บ่อยครั้งเท่าไหร่ แต่มันผ่านไปแล้ว และพี่เหยาอาจจะยกโทษให้เพราะมัน...

พี่เหยาบอกว่าผมไม่ควรทำอย่างนั้น พี่เหยาว่าคนเราทำผิดได้ แต่ดีที่สุดคืออย่าให้ใครรู้ ไม่ใช่เพื่อปกป้องตัวเองเท่านั้น แต่เพื่อปกป้องคนที่รักเราด้วย

มันยากที่จะบอกว่าผมเห็นด้วยหรือเปล่า แต่ผมบอกพี่เหยาว่า ผมเลือกทำร้ายตัวเอง เพราะผมรู้ว่าคนที่เจ็บกว่าคือแม่ และเมื่อแม่ร้องไห้ ผมสะใจ ส่วนหนึ่งสะใจที่แม่เจ็บ แต่สะใจยิ่งกว่าเพราะที่สุดแล้วคนที่เสียใจและเจ็บปวดที่สุดคือผม...ผมเลือกทำร้ายตัวเอง เพื่อใช้ความเจ็บปวดของแม่ย้อนมาทำร้ายตัวผมเองอีกที...ผมเลือกทำร้ายคนที่ตัวเองรัก เพื่อลิ้มรสชาติที่เจ็บปวดกว่าเสมอ

ผมไม่ได้บอกพี่เหยาว่าอะไร ที่ทำให้ผมคิดว่าตัวเองควรถูกลงโทษแบบนั้น แต่พี่เหยาก็กอดผม และบอกผมเบาๆว่าขอโทษ

ผมไม่รู้ว่าพี่เหยาทำอะไรผิด ในความเป็นจริง พี่เหยาไม่ผิดแม้แต่นิดเดียว...มันเป็นเพราะผมเลือกที่จะทำเอง เป็นเพราะทอม แต่ไม่ใช่พี่เหยา...แต่ผมก็ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธคำขอโทษนั้น

พี่เหยาให้ผมเล่าเรื่องตัวผมเอง เล่าเรื่องเพื่อนๆในช่วงเวลาที่เราไม่ได้คุยกัน ตรงข้าม...พี่เหยากลับไม่ค่อยยอมพูดถึงเรื่องของตัวเองเท่าไหร่นัก พี่เหยาบอกแค่ว่าน้องสาวของพี่เหยาชื่อคิม อายุแก่กว่าผมหนึ่งปี และน้องชายชื่อฟง อายุอ่อนกว่าผมหนึ่งปี กำลังจะเตรียมเอนท์ในปีนี้และเป้าหมายก็คือเชียงใหม่

ผมไม่รู้ว่าพี่เหยาเป็นกังวลหรือเปล่าเรื่องที่น้องชายจะมาเรียนที่เชียงใหม่ เพราะถึงตอนนั้น พี่เหยาก็อาจจะกลับไปบ้านแล้ว นั่นหมายความว่าน้องชายพี่เหยาก็ต้องอยู่ตามลำพังกับทอมเพียงสองคน

“น้องชายพี่ หน้าเหมือนพี่หรือเปล่า?”ผมถาม นึกกังวลขึ้นมาแทน

“อยากเห็นหรือเปล่า?”พี่เหยาถาม และไม่ยอมรอคำตอบของผม ก็ลุกไปหยิบกระเป๋าตังค์และหยิบรูปใบเล็กๆส่งให้ผมดู

พี่เหยาหัวเราะก่อนที่ผมจะได้เห็นรูป และผมก็ต้องหัวเราะตาม เพราะรูปที่พี่เหยาส่งให้ผม เป็นรูปถ่ายครบทั้งครอบครัว รูปขนาดแค่พกไว้ในกระเป๋าตังค์ แต่ถ่ายเต็มตัวทำให้มองเห็นคนในรูปไม่ชัดเจนนัก ที่พอมองออกก็คือมีผู้ใหญ่สามคน และเด็กอีกสามที่ดูจะอายุไล่ๆกัน

ผมพอเดาได้ว่าเด็กที่ดูโตสุดน่าจะเป็นพี่เหยา เพียงแต่เด็กที่โตสุดในรูปนั้นยังยืนทำหน้าเคร่ง เลียนแบบท่าอุลตร้าแมนอยู่เลย ดูยังไงก็คงไม่เกินหกเจ็ดขวบ ส่วนน้องสาวที่ยืนข้างๆก็ยังมัดผมแกละ ยืนชูสองนิ้ว ยิ่งน้องชายของพี่เหยาที่ผมถามถึง ยังทำหน้าเบ้เตรียมร้องไห้อยู่ในวงแขนของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งก็คงจะเป็นแม่ของพี่เหยา แต่ที่สะดุดตาผมที่สุดคือผู้ชายที่มีผมสีทอง แม้เวลาในภาพนั้นจะผ่านมา10กว่าปีแล้ว ทั้งใบหน้าก็มองเห็นได้ไม่ชัดนัก แต่ผมก็รู้ว่าใคร...ทอมคุกเข่าอยู่ข้างหน้าของพ่อพี่เหยา มือหนึ่งโอบพี่เหยาไว้ ในขณะที่อีกมือโอบน้องสาวของพี่เหยา

“เหมือนไหม?”พี่เหยาถามทั้งที่ยังหัวเราะ

“ขาวเหมือนกัน...”ผมตอบพยายามที่จะไม่มองดูทอมที่กำลังยิ้มเห็นฟันขาวอยู่ในรูป

“ตอนเด็กๆเวลาผมถ่ายรูป ผมชอบ...”ผมแกล้งชวนคุยเรื่อยเปื่อย ทั้งที่ในหัวเห็นแต่ภาพทอมนั่งยิ้มฟันขาว...มันชัดเจนเสียยิ่งกว่าที่ตามองเห็นจากรูปถ่ายเสียอีก

“กางแขน!”พี่เหยาต่อประโยคให้ ผมถึงนึกขึ้นได้ ว่าที่บ้านมีรูปถ่ายสมัยเด็กๆของผมที่แม่วางไว้เต็มไปหมด และทุกรูป ผมจะยืนกางแขน ไม่ว่าจะถ่ายกับเพื่อนตอนงานโรงเรียนหรือถ่ายกับพ่อกับแม่ ผมจะต้องทำท่าบินเสมอ จนเริ่มโตและอายเป็นนั่นแหละถึงเลิก แต่ก็ยากที่จะบอกอย่างชัดเจนว่าเมื่อไหร่ที่ผมเริ่มอายและเก็บแขนไว้ข้างตัวเวลาถ่ายรูป

มันก็เหมือนเรื่องหลายๆเรื่องที่ผ่านเข้ามา และผ่านออกไปในชีวิต เราอาจไม่เคยคิดถึงมัน หรือกว่าจะคิดถึง มันก็ไม่ชัดเจนเสียแล้วในความทรงจำ...เหมือนภาพพี่เหยาในวันแรกที่พบกัน ผมจำได้ก็แค่เงาร่างลางๆเท่านั้นเอง

“ใช่...ส่วนไอ้วิทย์มันต้องคุกเข่าแล้วชันเข่าขึ้นมาหนึ่งข้าง ไว้เท้าแขน คนอื่นเขายืนกัน มันก็ต้องนั่ง ตอนไปเข้าค่ายตอนป.5 เพื่อนๆเลยแกล้งมัน รูปถ่ายกลุ่มเห็นมันก็แต่ผม...”ผมเล่าให้พี่เหยาฟังและพี่เหยาก็หัวเราะ

“ดูทอมสนิทกับบ้านพี่จังเลย...”ในที่สุดผมก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงทอม

“อือ...ก็สนิท...สนิทมาก...สนิทมากๆ”พี่เหยาบอก ดึงรูปในมือผมไปดู

“ไม่มีรูปไหน ที่ถ่ายกันครบแล้วไม่มีทอม...แล้วก็มายืนอยู่ตรงกลางทุกที จะตัดทิ้งก็ไม่ได้”พี่เหยาพูดพลางใช้นิ้วยกขึ้นมาปิดรูปทอมไว้ และถึงพี่เหยาจะพูดอย่างนั้น หรือทำอย่างนั้น แต่ในน้ำเสียงของพี่เหยา ก็ไม่มีความเกลียดชังสักนิด

“เอารูปผมแปะลงไปแทนไหม?”ผมถามไปงั๊นๆไม่ได้คิดจริงจังกับคำพูดตัวเองก่อนดึงรูปคืนจากมือพี่เหยา และพี่เหยาก็ไม่ตอบอะไร ทำก็แค่หัวเราะเท่านั้น

“ทอมโกรธพ่อมากที่ไม่ยอมไปปรึกษาตอนที่มีปัญหา เผื่อจะได้ช่วยกันแก้ไขตั้งแต่ต้น แล้วก็ยิ่งโกรธตอนที่รู้ว่าพ่อให้พี่ออกจากโรงเรียน...”อยู่ๆพี่เหยาก็พูดขึ้นมา ก่อนที่จะเอียงหัวเบียดซบผมที่ไหล่และมองดูรูปในมือผม

“พี่รักทอมนะ...หมายถึงนับถือน่ะนะ”

รัก...ตอนนั้นผมไม่ได้คิดถึงคำนี้สักนิดเดียว ผมอาจคิดถึงคำคำนี้ เมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างทอมกับพี่เหยา แต่เมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ของตัวเองกับพี่เหยาผมกลับไม่กล้าตั้งคำถามกับตัวเอง

เพราะอย่างน้อยลึกๆ ผมก็รู้ว่า สำหรับพี่เหยาแล้วคงไม่มีคำๆนี้ให้ผมอย่างแน่นอน เราอาจคุ้นเคยในรสสัมผัสระหว่างกัน คุ้นเคยในความสัมพันธ์ที่ครั้งหนึ่งเคยสนิทสนมกันยิ่งกว่าใครๆ แต่มันคงไม่ใช่...ความรัก

และเมื่อพี่เหยาพูดขึ้น มันฟังคล้ายพี่เหยาตั้งใจปกป้องทอมจากความคิดของผม

“แล้ว...”ผมอยากรู้เรื่องของทอมกับพี่เหยา และดูเหมือนพี่เหยาพร้อมจะเล่า แต่ผมกลับไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน ยิ่งพี่เหยาเงียบราวกับไม่รู้ว่าผมอยากถามอะไร ผมยิ่งลังเลว่า...หรือจริงๆพี่เหยาไม่ได้คิดจะเล่า

“พี่เต็มใจที่...”พี่เหยาเต็มใจจะพูดหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่อย่างน้อยผมอยากรู้เพียงสิ่งเดียว เพราะมันรบกวนจิตใจผม แม้ว่าจะไม่รู้ว่าทำไมมันจึงกวนใจนัก

“ไม่!”พี่เหยาตอบก่อนที่ผมจะถามจบ

“งั๊นทอมก็...”ผมได้ยินตัวเองพูดถึงสิ่งที่น่ารังเกียจ ด้วยน้ำเสียงเกือบจะยินดี

“ทอม?...เอกหมายถึงทอม?”อีกครั้งที่พี่เหยาไม่ปล่อยให้ผมพูดจบ

เมื่อได้ยินคำถาม ผมแข็งไปทั้งตัว เพราะถ้าไม่ได้หมายถึงทอม พี่เหยาย่อมหมายถึงผม ความยินดีเมื่อครู่มันกระโดดหายไปรวดเร็วชนิดไม่เห็นหลัง แล้วพี่เหยาก็หัวเราะอีกครั้ง อย่างทุกทีที่หามุมเหมาะเคาะไม้บรรทัดลงบนหัวผมได้สำเร็จ

“เต็มใจ หรือ ไม่เต็มใจบางทีมันพูดยากนะ”พี่เหยาพูดทั้งยังหัวเราะ และ ตายังจับจ้องที่รูปในมือผม

ไม่ต้องถามหรือขอคำอธิบายเพิ่มเติม ผมก็เข้าใจในสิ่งที่พี่เหยาพูด...สิ่งที่เราทำด้วยตัวเอง ไม่มีใครบังคับ บางครั้งมันก็ยากที่จะพูดได้ว่าเต็มใจ เพราะสุดท้าย แม้แต่ใจของเราเอง เราก็ยังบังคับมันไม่ได้

“แปลว่าพี่โอเคกับทอม เพราะพี่นับถือทอม...พี่เต็มใจตอบแทน?”ผมถามพยายามทำให้เหมือนเราพูดเรื่องทั่วๆไป ทั้งที่เริ่มสัมผัสได้ว่า เราเริ่มไม่กล้ามองหน้ากันสักนิด

“โอเคกับทอม?”พี่เหยาทวนประโยคของผม แล้วหัวเราะ จนผมต้องหัวเราะตาม แต่ผมก็ไม่รู้จะหาคำไหนมาใช้ ที่มันช่วยให้กระดากน้อยกว่านี้ คำว่า...พี่นอนกับทอม หรือ พี่มีอะไรกับทอม หรือว่า พี่มีเซ็กซ์กับทอม...หรือทอมข่มขืนพี่ อะไรทำนองนั้น ผมคงพูดออกมาได้ง่ายๆถ้าเพียงแต่ไม่ได้พูดอยู่กับพี่เหยาหรือพูดถึงพี่เหยา และ ผมก็ไม่กล้าบอกพี่เหยาว่า ผมเคยนั่งคิดคำนี้ คำว่า...โอเคกับทอม...อยู่ตั้งนาน คิดไว้เผื่อมีโอกาสได้คุยกับพี่เหยาอีกจะได้หาคำเหมาะๆมาใช้ได้ แต่เสียงหัวเราะของพี่เหยามันทำให้ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าคำนี้มันเหมาะจริงหรือเปล่า

“ไม่ใช่...ไม่เกี่ยวกับความนับถือ...”พี่เหยาพูดต่อและเงียบไปนานเหมือนกับกำลังคิด

“นั่นสิ...ไม่รู้ว่าเกี่ยวหรือเปล่า...”ดูเหมือนพี่เหยาเองก็ไม่เคยกล้าที่จะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน

เราถามและตอบกันอีกยืดยาว หลายๆคำถาม และ หลายๆคำตอบ อ้อมและค้อมจากสิ่งที่ถามและตอบ อย่างจงใจและไม่จงใจ และระหว่างนั้น เราต่างไม่มองดูกันและกัน มองดูก็เพียงใครคนหนึ่งที่ยิ้มอยู่ในรูป เราต่างแสร้งทำเหมือนว่าสิ่งที่พูดถึงคือเรื่องของคนอื่น

และสิ่งหนึ่งที่ผมได้รับรู้ในวันนั้นนั้นคือ ผมรู้สึกว่าความจริงมันถูกบิดเบือนไป และคนที่ทำให้ความจริงนั้นบิดเบือนไปก็คือตัวพี่เหยาเอง หรือจะพูดให้ถูกคือความศรัทธาที่พี่เหยามีต่อทอม ทำให้ความจริงบิดเบือนไป...แต่นั่นก็อาจเป็นเพียงอคติที่ผมมีต่อทอมก็อาจเป็นได้...ซึ่งทั้งหมดนั้นก็มีเพียงทอมเท่านั้นที่รู้ว่า ผมคิดถูก...หรือคิดเพราะอคติ

ในความรู้สึกของพี่เหยาแล้ว แม้ยากจะบอกว่าเต็มใจ หากแต่ก็ไม่ใช่การบังคับ พี่เหยาบอกว่าทอมไม่เคยมีเงื่อนไขหรือสิ่งแลกเปลี่ยนใดมาเสนอ...หากแต่ในความคิดของผมแล้ว ผมว่าทอมจะชั่วช้าน้อยกว่านี้ หากยอมอ้าปากเสนอเงื่อนไขเพื่อแลกมาในสิ่งที่ตัวเองต้องการ...

วันนั้น วันที่ผมพบพี่เหยาครั้งแรก

วันนั้น วันที่พี่เหยาอายุแค่ 14

และวันนั้น...วันแรกที่พี่เหยามาอยู่ในที่ๆไม่มีใครรู้จัก และไม่รู้จักใคร

เด็กอายุแค่ 14 ที่เพิ่งหนีปัญหามา หนีจากสภาพที่ตัวเองไม่อยากทนเห็นและทนอยู่ หนีจากภาพความทุกข์ของพ่อและแม่ที่มือของตัวเองยังช่วยแบ่งเบาภาระอะไรไม่ได้ และหวังที่พึ่งเดียวคือคนที่ตัวเองนับถือราวกับพ่อ คนที่หยิบยื่นความหวังมาให้อย่างเมตตา หวังที่พึ่งเดียวที่จำต้องสำนึกไว้ตลอดว่า ที่พึ่งนั้นคือความหวังเดียวของครอบครัว

ทอมไม่ต้องเสนอเงื่อนไขใดๆเลย ฉกฉวยก็เพียงความเป็นเด็ก ความไม่รู้เท่าทัน ความหวาดกลัว และไร้ที่พึ่งพิง ปล่อยให้พี่เหยาสร้างและคิดถึงเงื่อนไขต่างๆ ขึ้นมาเองเพียงเท่านั้น

พี่เหยาบอกว่า...ทอมเมา ผมฟังแล้วก็ได้แต่นึกขัน...

เมา...นั่นคือเหตุผลที่คนมักใช้ เพื่อหลบเลี่ยงที่จะยอมรับว่าสำนึกของตัวเองนั้นแหละที่เลว

พี่เหยาไม่สามารถบอกได้ว่าหวาดกลัวอะไรมากกว่ากัน ระหว่างสิ่งที่กำลังจะเกิด และสิ่งที่จะเกิดตามมาหากขัดขืน...ทอมอาจไม่พอใจ..ทอมอาจโกรธและล้มเลิกความตั้งใจที่จะช่วย...พี่เหยาคิดไปเองสารพัด โดยที่ทอมอ้างเพียงเหตุผลว่าเมาขาดสติ...

เมื่อแสร้งสร่างเมา ทอมเพียงทำทีเป็นเสียใจกับสิ่งที่ทำไปเพราะฤทธิ์เหล้า และมองดูพี่เหยาอย่างผิดหวังเมื่อสำรวจไม่เห็นร่องรอยการขัดขืนใดๆ... แล้วความผิดทั้งหลายทั้งมวลก็ตกอยู่ที่พี่เหยา...เด็กที่หวาดกลัวและคิดว่าการยินยอมคือทางเลือกเดียวที่ตัวเองมีและเป็นผู้เลือกที่จะทำ

จากผู้ที่ต้องยินยอมถูกกระทำ กลับกลายเป็นผู้ยั่วยุ ชักนำให้ตัวเองถูกกระทำเสียเอง



--------------------

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
จากศรัทธาที่มีให้ทอม กลับกลายเป็นการสูญเสียศรัทธาที่มีต่อตัวเอง

เงื่อนไขที่หัวเล็กๆของเด็กอายุ 14 คิดขึ้น กลับกลายเป็นการคิดไปเองฝ่ายเดียว สุดท้ายกลายเป็นการตำหนิตัวเองที่คิดดูถูกผู้มีพระคุณอย่างร้ายกาจ

“ทอมเสียใจมากจริงๆนะ”พี่เหยาพูดย้ำเป็นร้อยครั้ง จนผมนึกอยากถามว่าพี่เหยาย้ำให้ผมรู้ หรือย้ำให้ตัวเองเชื่อกันแน่

พี่เหยาไม่กล้าบอกทอมถึงสิ่งที่ตัวเองคิดและกลัว

“มันเป็นการดูถูกทอม”พี่เหยาบอกผมอย่างนั้น

เพียงเท่านั้น ทอมก็ได้ทุกอย่างที่ต้องการ โดยไม่ต้องอ้าปากพูดถึงเงื่อนไข ไม่ต้องสูญเสียความดี หรือบุญคุณอันใหญ่โตของตัวเอง

เมื่อฟังแล้ว...ผมก็ทำได้แค่หัวเราะให้กับความโหดร้ายของทอม

“ทอมเมาทุกวัน?”ผมแกล้งถามประชด และคำตอบที่ได้ก็แค่ความเงียบ

“มีครั้งแรก มันก็ต้องมีครั้งที่สอง...เคยครั้งนึงแล้ว มันก็...”

“อยากอีกเป็นเรื่องธรรมดา!”ผมช่วยต่อประโยคให้ นึกนับถือทอมที่ทำให้พี่เหยาคิดแบบนั้นได้

แน่นอนว่ามันคือความจริง...มีครั้งแรก มันก็ต้องมีครั้งที่สอง เคยครั้งหนึ่ง ร่างกายมันก็อยากที่จะกระทำอีก...แต่ที่ผมไม่เข้าใจคือ ทอมทำลงได้อย่างไร...ผมได้แต่คิดเมื่อมองดูรูปถ่ายที่ยังถืออยู่ในมือ

หรือความจริงคือสิ่งที่พี่เหยาเข้าใจ...ความคิดของผมก็เป็นแค่อคติ

ไม่ใช่!...ตัวผมที่ยังรู้จักโลกได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของอายุทอมยังมองเห็นภาพของพี่เหยาในวันนั้น แล้วทอมจะไม่เข้าใจอะไรเลยได้อย่างไร...มันเป็นเจตนา ที่ไม่ยอมอ้าปากยอมรับความชั่วของตัวเองเท่านั้น

ผมถามถึงการกระทำของทอมเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดกับตัวผมเอง ถามถึงเพื่อนๆของทอม ดูเหมือนพี่เหยาไม่ค่อยอยากพูด และจริงๆผมก็ไม่ได้อยากรู้เท่าไหร่ หากแต่แค่อยากให้พี่เหยาได้คิด...ถ้าทอมดีจริง คงไม่ให้พี่เหยานอนกับคนอื่น แม้กระทั่งนอนกับผม แต่ความจริง หรือ จะพูดให้ถูกคือ ความจริงในความคิดของพี่เหยานั้นทำให้ผมหัวเราะไม่ออก

เหล้า...คือฉากที่ทอมเอามาใช้ได้ไม่รู้จักเบื่อ

พี่เหยาบอกว่าไปเที่ยวกับทอมพร้อมเพื่อนบ่อยๆแต่ก็ไม่เคยมีอะไร...แต่ผมบอกได้ว่า ทอมแค่รอเวลา

“ทอมห้ามแล้ว...แต่พี่อยากลองกิน...”พี่เหยาพูดถึงเหล้า เหล้าที่น่าจะแรงพอให้พี่เหยาขาดสติทั้งที่คงกินไปไม่มากนัก...แล้วก็เข้าแผน ทอมแค่ถอยฉาก เปิดโอกาสให้เพื่อน แล้วตัวเองก็รอจังหวะ...

“ทอมโกรธมาก...โกรธจริงๆ...แล้วก็เลย...”พี่เหยาเล่า...ไม่ต้องพูดต่อจนจบผมก็นึกภาพออก

“พี่เคยได้ยินหรือเปล่า...ที่ประเทศอะไร ผมจำไม่ได้ แถบๆที่ผู้หญิงยังต้องยอมผู้ชาย...เค้ามีกฏหมายปกป้องผู้หญิงนะ เพียงแต่ว่าถ้ามีเหตุสมควร ผู้ชายก็ขอหย่าแล้วก็ไล่เมียออกจากบ้านได้โดยไม่ต้องเสียสักบาท...พี่รู้ไหม ผู้ชายทำยังไง?”

“ผู้ชายก็แค่หาจังหวะเหมาะๆ แกล้งออกไปนอกบ้าน นัดเพื่อนให้เข้าไปข่มขืนเมียตัวเอง แล้วพอได้จังหวะก็กลับบ้าน...ทำเป็นว่าจับได้คาหนังคาเขาว่าเมียมีชู้...เท่านั้น เมียก็ต้องระเห็จออกจากบ้านไปอยู่ข้างถนน โดนสังคมประนามว่ามีชู้ ผู้ชายก็แต่งเมียใหม่ สักบาทก็ไม่ต้องเสียให้เมียเก่า”

สิ่งที่ผมพูดกับพี่เหยา คือความจริงที่อ่านเจอจากหนังสือ ตอนอ่านผมรู้สึกเวทนา แต่ก็ไม่มากมายพอที่จะจดจำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกิดที่ไหน เพราะส่วนหนึ่งผมรู้สึกว่า มันดูห่างไกลจากตัวผมเหลือเกิน เหมือนอ่านนิยายสั้นๆสักเรื่อง แต่วันนี้มันเกิดขึ้นใกล้ๆ ต่างกันก็แค่วิธีการ และบทสรุป

ผู้หญิงในประเทศที่ห่างไกลนั้น คงสูญเสียศรัทธาที่มีต่อสามี แต่ไม่เสียศรัทธาที่มีต่อตัวเอง เพราะหล่อนรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร

แต่พี่เหยาไม่ใช่...พี่เหยายอมรับว่าสิ่งที่เกิด เพราะตัวเองเลือกที่จะทำ ยอมรับในความโกรธและบทลงโทษของทอมที่ตามมา...ทอมผิดก็เพียงแค่โกรธจนขาดสติเท่านั้น...เท่านั้นจริงๆในความคิดของพี่เหยา

พี่เหยาไม่พูดอะไรกับสิ่งที่ผมพูด แต่ผมรู้การนิ่งเงียบคือการไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผมคิด

“แล้วทำไมมันยังทำอีก?”ผมไม่ยอมแพ้

“ก็....”

“มันติดใจ!”ผมต่อให้ไม่ต้องรอให้พี่เหยาพูดจบ...พี่เหยาผิดอีกเหมือนเคยที่ทำให้ทอมค้นพบรสนิยมเลวๆของตัวเอง แต่ดูเหมือนอย่างเดียวที่พี่เหยาทำให้ทอมค้นไม่พบคือ ความเลวของตัวเองเท่านั้น

“เอกก็ไม่ได้ทำครั้งเดียว ไม่ใช่หรือไง?”พี่เหยาถามและผมนิ่งงัน ไม่ใช่เพราะพี่เหยาจี้ถูกจุด หากแต่เพราะพี่เหยาเลือกปกป้องทอม และหันมาทำร้ายผมแทนโดยไม่เสียเวลาลังเลแม้สักนิด

“ถ้าผมกับทอมตกเหวพี่จะช่วยใคร?”ผมถามคำถามที่แฟนคนแรกเคยเอามาอ่านให้ฟังจากหนังสือการ์ตูน ตอนนั้นผมนึกขันๆ ว่าเป็นใครก็ต้องตอบว่า..ก็ช่วยไอ้คนที่ถามนั่นแหละ...

‘ทำไมไม่ถามไปตรงๆวะว่า กูกับมันจะเลือกใคร...”ไอ้วิทย์คนที่กล้า และพูดตรงมากกว่าผมออกความเห็น เมื่อผมเอาคำถามนั้นไปเล่าต่อให้มันฟัง และผมก็หัวเราะเห็นด้วยไปกับมัน จนตอนที่ออกปากถามพี่เหยานี่แหละ ผมถึงมีคำตอบต่อคำถามของไอ้วิทย์...คำตอบคือ ไม่กล้าถาม และกลัวคำตอบไง...

“ไปเรียกคนมาช่วย”แต่พี่เหยาตอบงั๊น

“ไม่ใช่...ต้องช่วยเอง พี่ไม่เคยได้ยินเหรอ ออกจะเป็นคำถามสุดฮิต?”ผมพูด หัวเราะคำตอบที่คาดไม่ถึงของพี่เหยา

“ต้องช่วย?”พี่เหยายังสงสัย แต่ข้อสงสัยของพี่เหยาแปลว่า ถ้าเลือกได้...ไม่ช่วยเลยดีกว่า

“อือ...ต้องช่วยหนึ่งคน”ผมตอบ ยังหัวเราะ นึกถึงหน้าแฟนเก่าว่าจะทำหน้ายังไงถ้ามาเจอคนตอบแบบพี่เหยา

“งั๊น ช่วยเอกแล้วกัน...”พี่เหยาตอบแบบไม่ลังเล เพียงแต่คำว่า...แล้วกัน...มันเหมือนตัดใจช่วยเสียมากกว่า แต่ผมก็ดีใจ ถึงจะเคยคิดไว้ก็เถอะว่า...ก็ต้องตอบว่าช่วยไอ้คนที่ถามนี่แหละ ไม่ใช่อะไร ก็เพราะอีกคนไม่ได้ยิน...

“ช่วยทอมคงไม่ไหว...”เหตุผลที่พี่เหยาเพิ่มเติมให้ ยิ่งทำให้ผมหัวเราะ

“ไหว!...หมายถึงถ้าพี่เลือกช่วยคนไหน คนนั้นก็รอด อีกคนก็ตาย”จริงๆผมเลิกอยากได้คำตอบไปแล้วแต่ก็อยากอธิบายให้พี่เหยาเข้าใจ

“ทำไมล่ะ?”พี่เหยาถาม น้ำเสียงบ่งบอกว่าสงสัยจริงๆ มันทำให้ผมหัวเราะออกมาจนเต็มเสียง เพราะพาลนึกไปถึงเรื่องที่พี่เก้าเคยเล่าเรื่องเมื่อครั้งที่สอนพี่เหยาเล่นไพ่slave ตอนม.ปลายว่า พออธิบายวิธีเสร็จพี่เหยาก็ถามคำถามที่ไม่มีใครเคยคิดถึงว่า...แล้วทำไม สองถึงมากกว่าสาม...มันคงไม่น่าขันเท่าไหร่ ถ้าหน้าตาพี่เหยาไม่บ่งบอกว่า ถ้าไม่มีเหตุผลที่ดีพอ สามก็ควรจะกลับไปมากกว่าสองเหมือนเดิม

จริงๆผมยังอยากถามอีกหลายคำถาม และยังอยากกลับไปไล่เรียงเรื่องทอมอีกครั้ง ทำให้พี่เหยายอมรับให้ได้ว่าทุกอย่างเป็นฉากที่ทอมสร้างขึ้น แต่ความสุขจากการได้หัวเราะ มันก็ทำให้ผมเปลี่ยนใจ ทั้งผมเองก็รับรู้ว่า ผมบังคับให้พี่เหยาต้องตอบมามากพอแล้ว และส่วนหนึ่งผมเชื่อว่า พี่เหยาโตกว่าผม โตพอที่จะรู้ แต่สำคัญที่พี่เหยากล้าพอไหมที่จะยอมทิ้งศรัทธาที่มีต่อทอม...ผมไม่มีอะไรผูกพันกับทอม แต่พี่เหยาไม่ใช่ ดังนั้นถ้าทอมไม่ยอมอ้าปากยอมรับสิ่งที่ตัวเองคิด...ก็เหลือเพียงแต่พี่เหยา ว่าจะกล้าพอไหมที่จะยอมทำลายศรัทธาของตัวเองที่มีต่อทอม....

“เอกรู้ใช่ไหมว่าการเริ่มต้นน่ะยาก แต่รู้ไหมว่าอะไรยากกว่านั้น”อยู่ๆพี่เหยาก็ถามขึ้นอีกครั้งเมื่อเราต่างฝ่ายต่างเงียบกันไปนานและก็ผมส่ายหัวแทนคำตอบ ซึ่งพี่เหยาก็คงไม่เห็น เพราะพี่เหยากำลังกระชับอ้อมแขนที่กอดผมไว้ ขยับตัวซบกับอกผม คล้ายจัดท่าหาความสบายให้กับตัวเองเพื่อพร้อมที่จะนอน

“...การเลิกหรือยุติสิ่งที่ดำเนินอยู่..ยากกว่า”พี่เหยาบอกแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก และกระชับอ้อมแขนที่กอดผมไว้เมื่อผมทำท่าจะพูดอะไรขึ้นมาอีก ผมรู้พี่เหยาไม่อยากพูดอะไรแล้ว ผมจึงกอดพี่เหยาไว้เงียบๆ พี่เหยายิ้มแล้วก็ซุกตัวหลับ ปล่อยให้ผมลืมตาอยู่กับความเงียบ ความสุข และความทุกข์ตามลำพัง

...การเลิกหรือยุติสิ่งที่ดำเนินอยู่นั้นยากกว่า...มันคงเป็นอย่างที่พี่เหยาพูด อะไรบางอย่างบอกผมว่าแม้แต่ตัวพี่เหยาเองก็ไม่สามารถ มองเห็นความรู้สึกนึกคิดทั้งของตัวเองและของทอมได้ชัดเจน ดังนั้นสิ่งที่ง่ายดายที่สุดคือ การปล่อยให้มันเป็นไป...

...ถ้าเพียงแต่ทอมไม่กลับมา...ถ้าเพียงแต่ไม่มีทอม...ผมบอกตัวเองเมื่อไม่สามารถทนความง่วงงุนได้อีกต่อไป กระชับอ้อมแขนที่กอดพี่เหยาไว้อีกครั้ง และหลับไปเมื่อพี่เหยากระชับอ้อมแขนตอบ

หนึ่งเดือนที่ไม่มีทอม พี่เหยาทำให้ผมลุ่มหลง หมกหมุ่นอยู่กับความสุขและความกังวล

พี่เหยาไม่ได้เข็ดขยาดหรือเบื่อหน่ายกับความสัมพันธ์ทางกายอย่างที่ผมเคยคิด ตรงข้าม...พี่เหยายังสนุกและมีความสุขไปกับมัน

แน่นอนว่าผมรู้อยู่แล้ว...และไม่ใช่ว่าใครบอก แต่ผมรู้ผ่านผิวเนื้อของผมเอง...ผมรู้ว่า คำว่าอ่อนเดียงสานั้นอยู่ห่างไกลจากพี่เหยาขนาดไหน...ผมยังจำรสสัมผัสของปลายลิ้นและปลายนิ้ว จำสัมผัสเสียดสีของผิวกายในเวลาที่โลกของผมและพี่เหยาถูกปิดกั้นออกจากกันด้วยเนคไทด์เส้นสีแดง ไม่ว่าจะเป็นก่อนและหลังที่พี่เหยาจะรู้ว่าเป็นผม

แต่มันแตกต่าง...ในเวลานั้นทุกสัมผัสเพียงเร่งเร้าให้อารมณ์ปรารถนาได้มอดไหม้ลงด้วยความสุขทางกาย และไม่หลงเหลือรสอิ่มเอมใดไว้ในใจ...

แต่เวลานี้ไม่ใช่เพียงเท่านั้น...

ดวงตาที่เคยถูกทาบทับด้วยเนคไทด์เส้นสีแดง ตอนนี้กลับระริกไหวเวลาที่มองดูผม

ปลายลิ้นต่อปลายลิ้นนั้นหยอกเย้าและหลอกล่อให้ผมตามติด และหัวเราะ เมื่อผมติดตามไม่ลดละ

ปลายนิ้วนั้นหยอกล้อ เวลาที่ลูบเรื่อยไปตามผิวกาย

เรียวขาที่เคยเพียงแยกออก และมอบอำนาจทั้งหมดแล้วแต่ใครจะนำพา เวลานี้กลับเกี่ยวกระหวัด ลูบไล้ปลายฝ่าเท้าอย่างล้อเลียน

และเสียงลมหายใจอุ่นๆมาวันนี้มันยิ่งอ่อนหวานเมื่อพี่เหยากระซิบเรียกชื่อผมแผ่วเบา

แม้อารมณ์ปรารถนาจะมอดลง แต่ความอิ่มเอมนั้นยังอ้อยอิ่ง และค่อยๆซึมซับเข้าสู่หัวใจทีละนิด ทีละนิด...

ผมมีความสุขกับทุกๆสัมผัสแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ในขณะเดียวกัน ความสุขนั้นก็มีช่องโหว่เล็กๆเรียกว่าความกังขา...ทุกครั้งและทุกครั้ง...ผมเฝ้าคิด...บทรักระหว่างทอมกับพี่เหยาเป็นอย่างไร เมื่อไม่มีบุคคลที่ 3 อย่างผม

ผมกังวลและหงุดหงิดในคำถามที่ถามกับตัวเอง แม้ไม่รู้ว่าอะไรทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้น...หรือจริงๆผมอาจจะรู้ แต่สิ่งที่ไม่รู้คือ...ผมมีสิทธิ์อะไรที่จะรู้สึกอย่างนั้น

แต่ความรู้สึกหนึ่งที่ผมบอกตัวเองได้คือ...อยากครอบครอง...แต่การอยากครอบครองนั้น ใช่ความรู้สึกรักหรือเปล่า ผมไม่รู้ ...

“ผมไม่ใช้!”ผมบอกพี่เหยา ในเช้าวันรุ่งขึ้น เช้าที่ลืมตาตื่นพร้อมๆกับความปรารถนาที่ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะผิวกายมันยังไม่ลืมความสุขที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวาน และผมก็ปัดสิ่งที่พี่เหยาหยิบยื่นให้ทิ้ง

“ทำไม?"

ผมไม่ตอบ แต่ยังมองสิ่งที่อยู่ในมือพี่เหยา...พลาสติกบ้าๆที่เรียกกันง่ายๆว่าถุงยาง แต่ผมว่าสำหรับคนบางคน มันก็เหมือนกับฉี่ของหมา ที่เอาไว้แสดงอาณาเขตของตัวเอง

หากไม่นับความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานเพราะความอดอยาก หรือ ห้ามใจไม่อยู่อย่างที่ผมเรียก...มีเพียงครั้งแรกเท่านั้นที่ผมไม่ต้องใช้มัน...หลังจากนั้นทุกครั้ง ทอมบังคับให้ผมใช้

ครั้งแรกที่ทอมส่งให้ ผมยังใช้มันไม่เป็นด้วยซ้ำ...ทอมหัวเราะเมื่อผมใส่มันกลับด้าน และหัวเราะอีกครั้งเมื่อผมใส่จนสำเร็จ เพียงแต่เกินกว่าครึ่งยังกองยับย่นอยู่ตรงปลาย สุดท้ายทอมต้องจับมือผมใส่

ผมรู้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วเรื่องการป้องกันตัวเอง และผมคงยอมใช้แต่โดยดี เมื่อพี่เหยาส่งมันให้ในวันนี้ ถ้าเพียงแต่...ทอมจะเคยใช้มันบ้างเท่านั้น...มันเหมือนเป็นการประกาศให้รู้ว่า...ผมหรือใครๆไม่อาจแตะต้องพี่เหยามากเกินไปกว่าที่ทอมอนุญาต พลาสติกบางๆกลับกลายเป็นอะไรที่บ่งบอกความเป็นเจ้าของๆทอมได้ชัดเจน

แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไม่ได้นึกถึงมันมากมาย และเห็นว่าเป็นสิ่งที่สมควร แต่วันนี้...มันแตกต่าง

“เอก!”พี่เหยายังยืนยันและยัดมันใส่มือผมอีกครั้ง ทำเหมือนเวลาที่ยัดดินสอใส่มือผมเวลาที่ผมรั้นไม่ยอมทำการบ้านไม่มีผิด และผมก็โยนมันทิ้งอย่างที่เคยโยนดินสอทิ้งเช่นกัน

“เอก!”พี่เหยาเรียกผมด้วยน้ำเสียงปราม และหยิบมันขึ้นมาอีกครั้ง แต่ตอนนี้ผมไม่นึกอยากขอโทษ

“ถ้าจะติดโรคก็ติดไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว...หรือว่าเมื่อวานเชื้อโรคมันไม่ทันตั้งตัว...แต่ตั้งหลายหนเชื้อโรคมันน่าจ...”ผมเลือกที่จะพูดจาหยาบคาย มากกว่าที่จะพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด

“เอก!”เวลาโกรธ พี่เหยาทำได้แค่เรียกชื่อผมซ้ำไปซ้ำมา โกรธน้อย หน้าก็ไม่แดง ยิ่งโกรธมากหน้าก็ยิ่งแดง เพียงแต่ที่รู้คือ ที่แดงอยู่ตอนนี้น่าจะเพราะทั้งโกรธและ ทั้งอาย

“เอก!...ต้องให้พูดหรือไง ว่าพี่ไม่ได้นอนกับเอกคนเดียว?”แล้วพี่เหยาก็พูดในสิ่งที่ผมไม่คาดคิด และมองผม เหมือนจะบอกว่าผมนั่นแหละเป็นคนบังคับให้พูดออกมา

“ขอโทษๆ”อีกแล้ว...พอรู้ตัวว่าตัวเองผิดและทำให้พี่เหยาโกรธ ประโยคเคยปากมันก็หลุดออกมาก่อนที่จะทันคิดด้วยซ้ำ



--------------------

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
“แต่ ผมไม่อยาก...”ผมยังดื้อดึงแต่ก็ไม่อยากบอกเหตุผลของตัวเอง

“ไม่อยากก็กลับไป!”

“ทีทอมยังไม่ใช้!”ผมหลุดปากพูดในสิ่งที่คิด เมื่อพี่เหยายื่นคำขาด และดูเหมือนมันจะได้ผลมากกว่าคำขอโทษหรือคำพูดหยาบคาย เพราะพี่เหยามองผมนิ่งนาน และในที่สุดก็ถอนหายใจ

“แต่...ต่อไปต้องใช้” พี่เหยาบอก และผมไม่สนว่า คำว่าต่อไป หมายถึงเมื่อไหร่

“แต่ทอมไม่ใช้!”ผมยังยืนยัน

“ก็เพราะทอมไม่ใช้ เอกเลยต้องใช้...”

“ผมไม่แคร์”

“แต่พี่แคร์...เอกก็มีแฟนไม่ใช่หรือไง...ปีเดียวมีตั้ง สาม สี่คน”

“สามคน!... แล้วก็เลิกไปตั้งนานแล้ว!”ผมปฏิเสธอย่างร้อนตัว ทั้งที่ในความเป็นจริง ผมไม่เคยมีอะไรกับแฟนสักคนเดียว เพราะความสัมพันธ์ทางกายมันไม่ใช่อะไรที่เกิดขึ้นง่ายๆโดยเฉพาะกับผู้หญิง มันไม่เกี่ยวกับว่าผมชอบผู้ชายมากกว่า แต่เพราะแฟนแต่ละคนที่ผมคบ ความสัมพันธ์มันไม่ได้ยืนนานขนาดที่ผมคิดว่าควรจะเอาเปรียบพวกหล่อน ดังนั้นแม้มีโอกาส ผมก็ไม่เคยที่จะหยิบฉวย...ทั้งผมก็ไม่อยากรู้สึกผิด อย่างที่ต้องจมอยู่ทุกวันกับสิ่งที่เคยทำกับพี่เหยา

“ไอ้วิทย์บอกพี่?”ผมถามเสียงขุ่น ไม่ใช่ไม่พอใจที่พี่เหยารู้ว่าผมเคยมีแฟน แต่ไม่พอใจว่าทำไมไอ้วิทย์ต้องบอกพี่เหยา

“อือ...”พี่เหยารับอย่างไม่เห็นสำคัญ

“แล้วมันบอกพี่หรือเปล่า ว่าแฟนผมผิวขาวเหมือนพี่ทุกคนเลย?”ผมถามในสิ่งที่ไม่เคยคิดจะบอกใครหรือแม้แต่ยอมรับกับตัวเอง แต่ตอนนั้นผมเพียงรู้สึกว่าถ้าไม่พูด มันคล้ายกับจะเสียเปรียบไอ้วิทย์

“ไม่ได้บอก...แต่คนดำๆก็ชอบคนขาวๆอยู่แล้วนี่นา”พี่เหยาพูดเหมือนไม่ได้คิดอะไร แต่ผมรู้ว่าไม่ใช่ เพราะแก้มขาวๆของพี่เหยาที่หายแดงเพราะความโกรธไปแล้ว ตอนนี้มันค่อยๆแดงขึ้นมาอีกครั้ง จนผมอดไม่ได้ที่จะโน้มตัวเข้าไปสัมผัส

“แล้วคนตัวขาวๆละ...ก็ชอบตัวดำๆแบบผมหรือเปล่า?”ผมกระซิบถามเมื่อจูบเบาๆที่แก้มแดงๆของพี่เหยา และไล่ไปที่เรียวปากเมื่อพี่เหยาหัวเราะ

“ผมใช้ถุงยางก็ได้...แต่พี่ใส่ให้ผมนะ”ผมกระซิบบอกพี่เหยา ก่อนขบปลายลิ้นอุ่นของพี่เหยาเบาๆ

“ไม่เอามือ...”ผมกระซิบอีกครั้ง และพี่เหยาก็หัวเราะก่อนที่จะก้มลงทำในสิ่งที่ร้องขอ...เพียงแต่พี่เหยาโยนมันทิ้งก่อนที่จะก้มลง และไม่ร้องขอให้ผมใช้มันอีก

“พี่รู้ไหม...หมามันแสดงอาณาเขตของตัวเองด้วยการฉี่”

“แล้วทอมก็ทำเหมือนกันไม่มีผิด!”พี่เหยาเงยหน้ามองดูผมอย่างไม่เข้าใจ

“ก็ทอมบังคับให้คนอื่นใส่ถุงยาง แต่ตัวเองไม่ใส่ พี่ว่ามันไม่เหมือนเหรอ?”

“งั๊นเอก...ก็เหมือนกัน!”พี่เหยาพูด และผมไม่แน่ใจ พี่เหยาเลือกจะยืนอยู่ฝ่ายทอมอีกครั้งหรือเพียงแต่พูดตามหลักเหตุและผลซึ่งมันก็คงใช่

“ไม่เป็นไร...ผมยอมเป็น!”ผมบอกก่อนที่จะผลักพี่เหยาให้นอนลง และทำอย่างที่บอก คือประกาศความเป็นเจ้าของกับร่างกายของพี่เหยา

พี่เหยาไม่ชอบให้ผมเอ่ยถึงทอมมากนัก ตรงข้ามผมชอบที่จะเอ่ยถึง เพราะมันเหมือนกับว่า ผมกับพี่เหยาได้ร่วมมือกันทรยศต่อทอม

แต่การเอ่ยถึงทอม ก็มักเป็นการย้ำเตือนตัวผมเองด้วยเช่นกันว่า...พี่เหยาไม่เคยลังเลที่จะอยู่ฝ่ายทอม หากผมพูดถึงทอมในแง่ร้าย ดังนั้นผมจึงต้องเป็นฝ่ายเลือกว่าจะเอาความสุขแบบไหนระหว่างได้ทรยศทอม หรือ ไม่ต้องตอกย้ำตัวเองว่าพี่เหยาเลือก ทอมไม่ใช่ผม...และผมก็เลือกที่จะไม่พูดถึงทอม

เมื่อไม่มีเรื่องทอม ผมกับพี่เหยาก็ไม่มีเรื่องอะไรให้ขัดแย้งหรือโต้เถียงกันอย่างจริงๆจังๆ จะมีก็แต่เรื่องเล็กๆ ที่เถียงกันเล่นๆ เพียงแค่อยากยั่วโมโหกันเล็กน้อยๆอย่างที่เคยทำตอนเด็กๆ

เราเถียงกันเรื่องจะดูทีวีช่องไหน...เถียงกันไปอย่างนั้น เพราะต่างก็รู้ว่าไม่ชอบดูทีวีทั้งคู่

เราเถียงกันเรื่องจะดูวีดีโอเรื่องไหน...แต่สุดท้ายก็แค่เถียงกันว่าจะดูเรื่องไหนก่อน เพราะถึงอย่างไร ก็นั่งดูด้วยกันทั้งสองเรื่อง ซึ่งจริงๆแล้วผมก็ไม่ได้ชอบดูหนังมากนัก แต่ที่ชอบคือ พี่เหยาที่นั่งเบียดตัวพิงผมอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันขณะจับจ้องอยู่ที่ภาพบนจอทีวี

เราเถียงกันว่าจะกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมูหรือลูกชิ้นปลา ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าสุดท้ายเราก็เลือกร้านที่มีทั้งสองอย่างถึงความอร่อยมันจะน้อยลงก็ช่าง เพราะแท้จริงแล้วสิ่งที่ผมชอบกว่าคือการได้นั่งกินข้าวอยู่กับพี่เหยาเพียงสองคน

เราเถียงกันว่าจะสั่งโค้กหรือเป๊บซี่ ซึ่งสุดท้ายก็หมดสิทธิ์เลือก เพราะไม่เห็นมีร้านไหน ที่มีทั้งสองอย่างให้เราเลือก และแม้จริงๆแล้วผมจะไม่ค่อยชอบกินโค้กหรือเป๊บซี่เท่าไหร่นัก แต่ผมก็เลือกที่จะกินทุกครั้ง เพราะดูเหมือนถ้าสั่งหนึ่งขวดก็น้อยไปสำหรับพี่เหยา แต่สองขวดก็มากไป ผมเลยต้องแจมด้วยนิดๆหน่อยๆ พี่เหยาจะได้กินหนึ่งขวดกับอีกครึ่ง

และเราเถียงกันว่าจะเพิ่มหรือลดแอร์ ทั้งที่สุดท้ายเราก็ชอบไออุ่นจากตัวกันและกันมากกว่า

แต่ไม่ว่าจะเถียงกันอย่างไร หากต้องมีสักคนที่ชนะ คนๆนั้นก็มักจะเป็นพี่เหยา ไม่ใช่เพราะจำใจยอมให้ แต่ก็อย่างที่บอกคือ ผมแค่เถียงข้างๆคูๆไปแบบที่ชอบทำแต่เด็กเท่านั้น...เพียงแค่ยั่วเล่นถือเอาสนุก...เพราะถ้าพี่เหยาให้ผมเป็นคนออกไปซื้อข้าวมากินกัน ผมก็จะเลือกแต่ที่พี่เหยาชอบ...ถ้าพี่เหยาให้ผมเป็นคนแวะเช่าวีดีโอ ผมก็จะเลือกหนังที่พี่เหยาอยากดูก่อน...ผมลดความเย็นของแอร์ก่อนที่พี่เหยาจะทันออกปากว่าหนาว และเอาเป๊บซี่ไปใส่ให้ในตู้เย็นทุกครั้งที่เห็นว่ามันพร่องไป ทั้งที่บ้านผมมีทั้งเป๊บซี่และโค้กก็เถอะ...ไม่ใช่เพราะอยากเอาใจ...แต่ผมรู้สึกมีความสุขที่ได้ทำ

ผมรู้สึกมีความสุขเมื่อพี่เหยายิ้ม และมีความสุขกว่าเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของพี่เหยา

ผมมีความสุขเมื่อได้โอบกอดพี่เหยา และยิ่งมีความสุขกว่าเมื่อพี่เหยาโอบกอดผม

พี่เหยายังคงทำหน้าบึ้งใส่ผมในบางครั้ง แต่ก็เลิกหยิบไม้บรรทัดมาเคาะหัวผมแล้ว อาจเป็นเพราะตอนนี้ผมสูงกว่าพี่เหยาแล้ว

พี่เหยายังคงวางอำนาจสั่งให้ผมไปรดน้ำต้นไม้แทน สั่งให้ผมกวาดถูบ้านให้ แต่ก็ยอมทำตัวว่าง่ายทุกครั้งเมื่อกลับมาอยู่ในอ้อมแขนผม

เวลาหนึ่งเดือนที่ไม่มีทอม เราพูดคุยกัน หยอกล้อกัน และโต้เถียงกัน อย่างที่เคยทำตอนเด็กๆ...เราโอบกอดกัน สัมผัสกันและกันอย่างอ่อนโยน...เรากระซิบเรียกชื่อกันและกัน และเติมเต็มความปรารถนาให้แก่กันและกัน...แต่อย่างหนึ่งที่เราไม่เคยทำ คือพูดคำว่า...รัก

...รัก...ผมไม่เคยคิดถึงมัน และคิดเอาเองว่า พี่เหยาก็คงไม่ได้คิดถึงมันด้วยเช่นกัน...

เราแค่มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ในวันนี้ และหวังว่าจะยังคงมีอยู่ในวันพรุ่ง...โดยไม่เคยตั้งคำถามว่า ความสุขนั้นมีที่มาชื่อว่าอะไร หรือถ้าถาม...คำตอบมันก็อาจจะยังไม่ใช่ความรักอยู่ดี

เวลาหนึ่งเดือนที่ไม่มีทอม มันเหมือนกับความฝัน...ฝันที่วันหนึ่งก็ต้องตื่น...

บางครั้งเรารู้สึกตัว ก่อนลืมตาตื่น...

บางครั้งเราตื่นขึ้นมาและเตรียมพร้อม...

แต่อีกบางครั้ง...เราลืมตาและงงงวย...เพราะฝันหวานถูกกระชากไปโดยไม่ทันตั้งตัว...และฝันของผมเป็นแบบนั้น

ทั้งที่ผมเฝ้าภาวนามาตลอดว่า ไม่อยากให้ทอมกลับมา...แต่ผมก็ยังลืมไปว่า วันหนึ่งทอมต้องกลับมา

ผมเฝ้าย้ำคิดและย้ำทำ เพื่อให้ตัวเองได้รู้สึกว่าพี่เหยาเป็นของผม...และผมทำสำเร็จ จนผมลืมว่าแท้จริงแล้วพี่เหยาเป็นของใคร

ผมรู้...แต่แกล้งลืม

ผมรู้...แต่ความสุขทำให้ผมแกล้งลืมจนหมดใจ

จนเมื่อวันหนึ่งพี่เหยาบอกว่า...อย่า...ผมถึงตื่นขึ้นมาจากฝัน

ตอนได้ยินผมยังยิ้ม...เพราะพี่เหยาไม่เคยปฏิเสธผม คำว่า...อย่า ที่หลุดออกจากริมฝีปากแดงๆก็เพียงเพื่อเพิ่มแรงปรารถนาเท่านั้น ดังนั้นเมื่อพี่เหยาบอกว่า...อย่า..ผมจึงแค่ยิ้มและดึงดัน

และเมื่อพี่เหยาบอกว่า...อย่า...อีกครั้ง ผมก็เพียงโน้มตัว ขบเบาๆที่ติ่งหู...ผมรู้พี่เหยาจะหัวเราะ และเบี่ยงตัวหลบ หยอกเย้าให้ผมกระชับอ้อมแขนตัวเองเหมือนทุกครั้ง...แต่ครั้งนี้แตกต่าง...

“เอก!...พี่บอกว่าอย่า!”พี่เหยาพูดและผลักผมเต็มแรง

“ทอมจะกลับมาแล้ว...”พี่เหยาตอบ เมื่อผมมองพี่เหยาอย่างตั้งคำถาม

พี่เหยาหมายความว่าอย่างไร...ทอมจะกลับมาแล้ว?

ฟังดูคงคล้ายผมต้องใช้เวลาเนิ่นนานในการทำความเข้าใจในสิ่งที่พี่เหยาพูด...แต่ในความเป็นจริง ผมใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาที...เพราะจิตใต้สำนึกมันเตือนผมอยู่ตลอดเวลา...ผมจึงต้องแกล้งลืมตลอดมา เพราะถ้าผมลืมได้จริง...ผมคงไม่ต้องย้ำคิดและย้ำทำ...ไม่ต้องคอยเฝ้าภาวนาให้ทอมอย่ากลับมา

“แล้วไง?”ผมถามฉุนเฉียว แขนที่เมื่อครู่โอบกอดพี่เหยาไว้เพียงเบาๆ ตอนนี้ผมรั้งเอวพี่เหยาเข้ามาจนเบียดชิด

“ทำไมต้องโกรธ?”พี่เหยาถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ต่างไปจากผมมากนัก และคำถามนั้นมันเหมือนตบหน้าผมฉาดใหญ่...เป็นคำถามที่เหมือนตอกย้ำ...โกรธทำไมในสิ่งที่รู้อยู่แล้ว?...และ มีสิทธิ์อะไรที่จะโกรธ?...

แต่มันไม่ใช่...ถ้าเพียงตอนนั้นผมใจเย็นลงนิด...คิดในสิ่งที่พี่เหยาคิดบ้าง และเหนืออื่นใดคือกล้าที่จะทำอะไรบ้าง ผมอาจเข้าใจในสิ่งที่พี่เหยาถาม...

พี่เหยาเพียงอยากรู้....ความสัมพันธ์เราจะเป็นอย่างไรต่อไป

พี่เหยาเพียงอยากรู้...ความชัดเจนที่ผมต้องเป็นฝ่ายเริ่มบ้าง

แต่สิ่งที่ผมแสดงออกมานั้นมันเป็นได้แค่การแสดงออกของเด็กๆเวลาที่ไม่ได้อะไรดังใจ...หวังก็เพียงแต่ให้คนอื่นเอาสิ่งที่ตัวเองอยากได้มาวางไว้ให้โดยไม่ต้องไข่วคว้าหรือพยายามทำด้วยตัวของตัวเอง

พี่เหยามองดูผมอย่างผิดหวัง แต่ก็ยิ้ม...และความฉุนเฉียวของผม ทำให้ผมไม่เข้าใจความผิดหวังนั้น ผมคิดได้เพียงว่า...พี่เหยาผิดหวังที่ผมยอมรับความจริงที่กำลังเกิดขึ้นไม่ได้

ผมยังโกรธ แต่ก็ไม่มีแรงพอทีจะกอดรั้งพี่เหยาไว้...ผมปล่อยพี่เหยาและทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา

“หมายความว่าต่อไป ผมก็อยู่กับพี่ทุกวันๆแบบนี้ไม่ได้แล้ว?”ผมถาม รู้สึกในหัวมันโหวงๆ นึกถึงเวลาที่ได้อยู่กันสองคน นึกถึงที่ตัวเองแอบไปดร็อปเรียนซัมเมอร์ แล้วโกหกพี่เหยาว่าไม่ได้ลงเรียน โกหกแม่ว่ายังไปเรียนอยู่เสมอๆและบอกพวกไอ้วิทย์ว่าจะไปต่างจังหวัด แล้วห้ามโทรหาผมเด็ดขาด เพื่อที่ผมจะได้โกหกแม่ว่าไปนอนค้างบ้านพวกมัน เพื่อที่ผมจะได้อยู่กับพี่เหยาทุกวันๆ...ได้กินข้าวด้วยกัน...นั่งดูทีวีด้วยกัน นอนกอดกันและ หลับอยู่ในอ้อมแขนกันและกัน...

พี่เหยาถอนหายใจและนั่งลงข้างๆผม

“ไม่เป็นไรหรอกเอก...”พี่เหยาปลอบเหมือนเวลาที่ผมโดนแม่ดุ

“ไม่เป็นไร...”พี่เหยาบอกและกอดผมไว้เบาๆ...เพียงเท่านั้นผมก็แทบจะผวาเข้ากอดพี่เหยาไว้...ผมรู้พี่เหยาคงเจ็บ แต่ผมก็ถนอมแรงลงไม่ได้แม้แต่น้อย ราวกับกลัวว่าถ้าผมคลายอ้อมแขนลงแล้วทอมจะมาแย่งพี่เหยาไป

ผมซุกหน้าลงกับซอกคออุ่นๆของพี่เหยา สูดดมกลิ่นหอมที่คุ้นเคย...กลิ่นหอมที่ทอมเป็นคนเลือก...กลิ่นหอมที่เป็นของทอม...

ขอบตาผมร้อนผ่าว...นึกรู้ไม่นานน้ำตาหยดแรกมันคงไหลออกมา ถ้าเพียงแต่พี่เหยาไม่พูด...

“ก็ได้เอก...แต่อย่าให้มีรอยนะ...”

ผมยังคงกอดพี่เหยาไว้ แต่อ้อมแขนผมมันแข็งทื่อ ตายังร้อนผ่าว แต่น้ำตาถูกเก็บกลืนไปจนหมด

ผมผิดหวัง...เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าพี่เหยาไม่เข้าใจผมเลย...แต่ผมก็รู้ว่าไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะโกรธ...ก็การกระทำที่ผ่านมาของผม มันคงบอกอยู่แค่นั้น...

ด้วยความสัตย์จริง...เมื่อผมรู้สึกว่ากำลังสูญเสีย...ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังสูญเสียอ้อมกอดที่ไม่มีความปรารถนาเข้ามาเกี่ยวข้อง...ผมนึกถึงรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของพี่เหยา...ผมนึกถึงใบหน้าบึ้งตึงและความเอาแต่ใจของพี่เหยา...นึกถึงก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาที่ผมหิ้วมาให้พี่เหยา และคอยแกล้งแย่งลูกชิ้นพี่เหยากิน...การเติมเต็มความปรารถนาให้แก่กันและกันนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งหากแต่ไม่ใช่ทั้งหมด...ความฝันที่กำลังถูกแย่งไป มันไม่ใช่แค่นั้น...แต่ผมจะบอกพี่เหยาได้อย่างไร...ในเมื่อสิ่งที่ผ่านมาหรือแม้แต่หนึ่งเดือนที่ไม่มีทอม...พี่เหยาคิดว่าผมต้องการเพียงเท่านั้นจริงๆหรือ?...

“แล้วอะไรอีก?”ผมถาม น้ำเสียงเรียบเฉยกว่าที่ตัวเองคิด แต่ตรงข้ามกับอ้อมแขนที่กระชับเข้าจนสัมผัสได้ว่า พี่เหยาเริ่มอึดอัด

“อย่าให้มีรอย แล้วอะไรอีก?”ผมถามซ้ำ กอดรัดพี่เหยาแน่นขึ้นอีก เมื่อพี่เหยาเริ่มดิ้นรนขัดขืน

“แล้วต่อไป ผมต้องใช้ถุงยางหรือเปล่า?”

“หลั่งในตัวพี่ได้หรือเปล่า?”

“เอก!”พี่เหยาเรียกชื่อผมเสียงแข็ง และผลักผมเต็มแรงจนหลุดจากอ้อมแขนผมในที่สุด

“แล้วห้ามมีอะไรกับพี่ หนึ่ง วันก่อนมันกลับหรือต้องมากกว่านั้น?”ผมถามดึงแขนพี่เหยาให้กลับลงมานั่งก่อนที่พี่เหยาจะลุกหนี

“หรือว่าห้ามทำเกินกว่าหนึ่งครั้ง เดี๋ยวพี่จะหมดแรงไปทำกับมัน?”

“เอก!”

“ที่โต๊ะกับเก้าอี้ก็ห้ามใช่ไหม เพราะเดี๋ยวพื้นเป็นรอย?”

“เอก!”




--------------------

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
“แต่ที่โซฟานี่น่าจะได้ใช่ไหม...มันเช็ดได้นี่”ผมพูดผลักพี่เหยาให้นอนลง และก้าวขึ้นคร่อม เมื่อพี่เหยายังพยายามที่จะลุกหนี ผมก็จับไหล่พี่เหยาและกดลงจนพี่เหยาเบียดตัวซุกอยู่ที่มุมขึ้นของโซฟาตัวใหญ่นั้น

พี่เหยาไม่ใช่คนที่ดูนุ่มนิ่มเหมือนผู้หญิง แม้จะผอม แต่ก็ผอมบางอย่างที่ผู้ชายคนหนึ่งเป็นเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะด้วยความสูงหรือบุคลิกแล้ว ก็ไม่ต่างจากเด็กผู้ชายทั่วไป เมื่อผมบอกว่ารู้สึกอยากปกป้อง มันเป็นความรู้สึกทางใจ ไม่ใช่ทางกายซะทีเดียว

แต่เวลานี้นั่นไม่ใช่...พี่เหยาที่โดนผมกดให้นอนลงบนโซฟานั้นดูผอมบางกว่าที่เคย ใบหน้าขาวที่ซ่อนซบหลบสายตาผมนั้นแดงกล่ำ ปากแดงที่พี่เหยาขบไว้แน่นนั้นก็สั่นระริก

“แล้วต่อไปเวลามีอะไรกันพี่ต้องเรียกผมว่าทอมหรือเปล่า...เวลามีอะไรกับมันจะได้ไม่...”ผมพูดได้แค่นั้น แล้วพี่เหยาก็ส่งเสียงสะอื้นออกมา และเสียงสะอื้นนั้นก็เรียกสติของผมให้กลับคืนมาจากความโกรธ

ผมเสียใจในสิ่งที่ทำและพูดออกไป แต่ก็ไม่นึกอยากขอโทษ เพราะที่รู้สึกมากกว่าความเสียใจ คือความโกรธ...ทำไมพี่เหยามองผมไม่ต่างไปจากเมื่อสองปีก่อนสักนิด...สองปีก่อนที่ความสัมพันธ์ของเราไม่มีอะไรนอกจากเรื่องของความปรารถนาทางกาย

“พี่จดให้ผมเป็นข้อๆแล้วกัน ผมจะได้เอาไปท่องจำ!”ผมพูด ปล่อยมือออกจากพี่เหยา และเดินออกมา ไม่หันกลับไปมองพี่เหยาอีก

คืนนั้นผมนอนคิดทั้งคืน...ถ้าไม่ยอมรับ แล้วผมทำอะไรได้...ผมรู้ตัวเองไม่มีความกล้าพอที่จะพูดและทำในสิ่งที่ใจตัวเองต้องการ...และผมโกรธเพราะพี่เหยาไม่สามารถทำในสิ่งที่ตัวผมต้องการโดยที่ผมไม่ต้องออกปากพูดมันออกมา...แต่สิ่งที่ผมต้องการคืออะไรล่ะ...ถ้าบอกว่าตัวเองไม่ต้องการร่างกายของพี่เหยา แล้วทำไมต้องโกรธ เราก็กลับไปเป็นพี่เป็นน้องกันอย่างแต่ก่อน...ยิ่งคิดผมก็ยิ่งสับสน ไม่เข้าใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างเราคืออะไร...สำหรับพี่เหยา เมื่อทอมกลับมาพี่เหยายังต้องการผมหรือเปล่า ตลอดเวลาผมคิดว่าทอมทำร้ายพี่เหยา แต่พี่เหยาก็ยังแสดงออกเสมอว่าไม่พอใจเมื่อผมว่าร้ายทอม...สุดท้ายผมก็เลิกคิด เพราะรู้สุดท้ายทุกอย่างขึ้นอยู่กับพี่เหยา และผมบอกกับตัวเองว่า ไม่ว่าจะอย่างไร ผมจะไม่ทำร้ายพี่เหยาอีกแล้ว... ผมบอกตัวเองอย่างนั้น


วันต่อมาผมกลับไปหาพี่เหยา...ขอบตาพี่เหยาดูคล้ำ ดวงตาบวมและแดงช้ำ แต่พี่เหยาไม่มีทีท่าโกรธเคืองอะไร...พี่เหยายอมให้ผมกอด แต่ไม่ยอมกอดผมตอบอย่างทุกที และผมรู้ว่าพี่เหยาต้องการอะไร

“ขอโทษ...”ผมขอโทษแบบที่ทำจนเคยชินตั้งแต่เด็ก...ขอโทษแบบที่รู้ว่าพี่เหยายกโทษให้ตั้งแต่ผมยังไม่อ้าปากขอโทษด้วยซ้ำ...แล้วพี่เหยาก็กอดผมตอบ

ผมไม่เคยเข้าใจว่าทำไม พี่เหยาต้องการแค่นั้น...คำขอโทษแบบเด็กๆ ที่บางครั้งตัวผมยังรู้ว่ามันไร้สำนึกว่าตัวเองผิด

ผมไม่เคยเข้าใจว่าทำไมคำพูดที่รุนแรง การกระทำที่หยาบคายของตัวเองถึงถูกพี่เหยายกโทษให้ง่ายๆ ด้วยการขอโทษเพียงคำเดียว มันง่ายดายจนผมลืมที่จะนึกถึงคุณค่าของมันไปโดยสิ้นเชิง จนเมื่อวันหนึ่งวันที่ผมไม่ต้องสงสัยอีกต่อไป วันที่พี่เหยาไม่คิดจะยกโทษให้ผมอีกต่อไป...ผมถึงรู้ว่าการให้อภัยของพี่เหยามันมีค่ามากมายขนาดไหน

เมื่อพี่เหยายกโทษให้ เมื่อพี่เหยากอดผม...ผมก็ทำเพียงกอดพี่เหยา แม้ใจจริงอยากได้สัมผัสที่มากกว่านั้น แต่ผมก็อยากให้พี่เหยารู้ว่า ที่ผมกลับมา ผมไม่ได้ต้องการอยู่แค่เรื่องเดียวอย่างที่พี่เหยาเข้าใจ

วันนั้นจนกระทั่งถึงวันที่ทอมกลับ ผมไม่ได้แตะต้องพี่เหยามากไปกว่าการกอดเลย ผมทำอย่างที่บอกกับตัวเองว่าผมจะไม่ทำร้ายพี่เหยาอีกแล้ว ถ้าพี่เหยาไม่เต็มใจ ผมก็จะไม่แตะต้องพี่เหยาเลย แต่นั่นก็เป็นแค่ความตั้งใจก่อนที่ทอมจะกลับมา เป็นความตั้งใจอันแน่วแน่ก่อนที่จะเห็นพี่เหยายิ้มและหัวเราะให้กับทอม เป็นความจริงใจก่อนที่จะต้องยอมรับว่า...ทนไม่ได้

ผมใช้เวลาสองสามวันก่อนทอมกลับ พยายามทำใจให้ชิน...ให้ยอมรับว่าพี่เหยาเลือกที่จะเป็นของทอมไม่ใช่ผม

ผมยิ้มรับการกลับมาของทอมด้วยรอยยิ้มที่ดูดีกว่าที่ตัวเองคิดไว้...กล่าวคำขอบคุณสำหรับของฝากได้แนบเนียนอย่างเหลือเชื่อ แต่จนทุกวันนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าของฝากที่ว่านั้นมันคืออะไร เพราะทันทีที่ทอมหันหลัง ผมก็โยนมันลงถังขยะ

ไอ้ที่คิดว่าตัวเองทำใจได้ แท้ที่จริงแล้วผมทำใจไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

ความโกรธที่เฝ้าบอกตัวเองว่าไม่มีสิทธิ์ และคิดว่ามันเบาบางลง มันกลับลุกโชนขึ้นมา เมื่อเห็นพี่เหยายิ้มและหัวเราะให้กับทอม...มันไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งยิ้มอย่างที่ผมทำ ดูพี่เหยายินดีกับการกลับมาของทอมจริงๆ

แล้วผมล่ะ?...ผมนึกโกรธ เพราะไม่ใช่แขนของผมอีกแล้วที่โอบกอดพี่เหยาไว้ ถึงแม้จะรู้ว่าแขนของทอมในขณะที่กอดไหล่พี่เหยาไว้นั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรมากมายไปกว่าความคุ้นเคยหรือความยินดี แต่เมื่อทอมเดินกอดไหล่พี่เหยาเดินออกจากบ้านไป ผมก็ไม่รู้สึกถึงอะไรอีกนอกเสียจากความโกรธ เพราะเพียงเมื่อวาน ที่ตรงนั้นยังเป็นของผม...รอยยิ้มและเสียงหัวเราะนั้นยังเป็นของผม ไหล่ผอมบางกับดวงตาที่จ้องมองยังเป็นของผม...

ความตั้งใจที่คิดไว้ มันปิดลงพร้อมๆกับประตูบ้านของทอม ที่พวกเขาทิ้งผมไว้ข้างหลัง

ผมไม่ใช่เด็กสิบขวบที่ไม่รู้ว่าหลังประตูบ้านนั้นจะมีอะไรเกิดขึ้น...ไม่ใช่เด็กสิบขวบที่จะคิดว่า คงต้องรอให้ฟ้ามืดก่อน ทอมถึงจะทำในสิ่งที่ต้องการ

ความโกรธ ความเกลียด และเหนืออื่นใดคือความอิจฉามันแล่นพล่านไปทั่วตัว...สิ่งเดียวที่คิดอยู่ในหัวคือ...พี่เหยาเป็นของผม...ต้องเป็นของผม

และความโกรธเกลียดนั้น มันยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่อพบว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย

ผมคิดและคิดว่าจะต้องทำอะไรสักอย่าง..อะไรที่ช่วยให้ผมไม่ต้องเป็นคนที่ถูกทิ้งให้ยืนอยู่ตรงนี้ สุดท้ายผมก็เลือกทำในสิ่งที่คิดว่า..สะใจ...ในเวลานั้น หากแต่เมื่อมองย้อนกลับไป มันขี้ขลาด...ผมทำร้ายได้ก็แต่คนที่ไม่มีทางเลือก ซึ่งก็คือพี่เหยา คนที่ผมเพิ่งสาบานกับตัวเองไปเมื่อไม่นานว่า ผมจะไม่ทำร้ายเขาอีกแล้ว...แต่ในที่สุด ผมก็ทำ...และทำอย่างไม่รู้สึกผิดสักนิด

ผมคว้านหาเศษตังค์จากกล่องเหรียญในลิ้นชัก และกวาดมาจนหมด ไม่สนใจเสียงโวยวายของย่า เดินไปตู้โทรศัพท์ที่ห่างจากบ้านไปไม่กี่ช่วงตึก

ผมรู้ว่าตัวเองโกรธ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองโกรธจนมือไม้สั่น กว่าจะรู้ก็จนเมื่อยกหูโทรศัพท์ขึ้นหยอดเหรียญ ผมต้องสูดลมหายใจและทำใจอยู่นานกว่าจะบังคับมือให้หยอดเหรียญลงไปในช่องเล็กๆได้ กดเบอร์มือถือพี่เหยาผิดๆถูกๆอยู่หลายครั้งกว่าจะกดได้ และเมื่อกดถูก พี่เหยาก็ไม่ยอมรับสาย นั่นยิ่งทำให้ผมโกรธ

ผมวางแล้วกดใหม่ รอจนตัดเข้าสู่ระบบฝากข้อความ วางและกดใหม่ ผมทำอยู่อย่างนั้น ในหัวก็มองเห็นแต่ภาพพี่เหยากับทอม

แล้วในที่สุดก็มีคนรับสาย แต่ไม่ใช่พี่เหยา...ทอมเป็นคนรับ ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดไว้ แต่มาถึงตอนนี้ ผมโกรธเกินกว่าที่จะกลัวทอมแล้ว ผมขอสายพี่เหยา ไม่สนใจว่าทอมจะจำเสียงผมได้หรือเปล่า

โทรศัพท์ถูกส่งต่อจากมือทอมสู่มือพี่เหยา รวดเร็วเพียงชั่วหายใจ...มันยิ่งทำให้ผมคิด พวกเขาอยู่ใกล้กันเพียงผิวเนื้อต่อผิวเนื้อ...แล้วผมล่ะ ทำไมต้องยืนอยู่ตรงนี้...

“ผมเอง!”ผมบอกพี่เหยาเมื่อพี่เหยาขานรับ และพี่เหยาเงียบเสียงไป

“พี่ทำอะไรอยู่?” ผมถามไม่สนใจความเงียบงันของพี่เหยา สนใจก็เพียงเสียงเบาๆที่เล็ดลอดมาตามสาย เสียงการเคลื่อนไหว เสียงลมหายใจ...

“แค่นี้...”เสียงพี่เหยาที่ลมหายใจไม่สม่ำเสมอนัก

“เดี๋ยว!”ผมขัดขึ้นไม่ปล่อยให้พี่เหยาตัดสาย

“ถ้าพี่วาง ผมจะโทรไปอีก โทรไปจนกว่าทอมจะสงสัย!”ผมเกือบบอกออกไปว่า...หรือให้ทอมเปิดประตูรับผมดี...แต่ผมก็กัดลิ้นตัวเองไว้ทันไม่ให้พูด...ทำไมผมถึงไม่พูดก็ไม่รู้ ทั้งที่มันน่าจะสะใจดีในเวลานั้น

“มี...อะไร?” พี่เหยาถาม ฟังคล้ายพยายามบังคับลมหายใจของตัวเองให้เป็นปกติ

“ผมรู้นะ พี่นอนกับมันอยู่ใช่ไหม?”ผมตะโกนถามออกไปโดยไม่ตั้งใจ

“มีอะไร?”พี่เหยาถามเหมือนเดิมด้วยน้ำเสียงแบบเดิม คือสกัดกั้นลมหายใจของตัวเอง

“มัน...อยู่...ใน...ตัว...พี่...ใช่ไหม...มัน...กำลัง...”ผมพูดช้าชัดและกำลังจะพูดในสิ่งที่หยาบคายอย่างที่คงไม่มีวันพูดได้ในเวลาปกติ แต่ยังไม่ทันพูดจบ พี่เหยาก็ตัดสายไป

ผมต่อสายเข้าไปอีกครั้ง และทอมก็เป็นคนรับเหมือนเดิม

ผมรู้ ทอมกำลังเล่นเกมส์ของผู้ใหญ่ มันคงเร้าใจสำหรับทอมไม่น้อย เมื่อมองดูพี่เหยาที่นอนอยู่ใต้ร่างตัวเองถูกบังคับให้คุยโทรศัพท์ไปด้วย

ผมยิ้มเยาะในความโง่ของทอมที่คงไม่คิดว่าคนที่โทรมาคือผม

ผมขอสายพี่เหยาอีกครั้ง แล้วทอมก็ส่งโทรศัพท์ให้พี่เหยา

“มันกำลังเ...”ผมถามทันทีที่พี่เหยารับสาย

“ใช่!”พี่เหยาตอบรับไม่ยอมให้ผมพูดจบ

“ที่ไหน?”ผมถามและพี่เหยาเงียบ

“ที่ไหน?”ผมถามย้ำ และพี่เหยาไม่ตอบเช่นเคย

“อ๋อ!...พี่พูดไม่ได้เพราะเดี๋ยวทอมรู้ใช่ไหม?...งั๊นผมเดาว่าที่โซฟาใช่ไหม?”

“แค่นี้นะ?...”คราวนี้เสียงพี่เหยาอ้อนวอน

“หรือว่าบนตียง?”ผมไม่สนใจคำขอร้องของพี่เหยา สนใจก็แต่เสียงเคลื่อนไหวเบาๆที่ดังเล็ดลอดมา และเสียงลมหายใจของพี่เหยาที่พยายามทำให้เป็นปกติ

“พี่ตอบผมสิ ผมจะได้วาง หรือจริงๆพี่ก็ชอบแบบนี้เหมือนกัน มันเ...”

“ใช่”

“ใช่อะไร?...ใช่ที่ว่าพี่ชอบ?”

“ไม่ใช่!”

“อ๋อ!...หรือว่าหมายถึงบนเตียง?”

“ใช่...”

“บนเตียง?...แปลว่ามันกะเอาหลายรอบสิ?”

“แค่นี้นะ?”

“แล้วพี่อยู่ข้างบนหรือข้างล่าง?”

“แค่...”

“ข้างล่างใช่ไหม?”

“...ใช่...”

“ข้างหน้าหรือข้างหลัง?”

“...หน้า...แค่นี้...”

“ขยับแรงไหม?”

“ไม่!”

“เข้าลึกไหม?”

“ไม่!”

“ผมก็กำลังช่วยตัวเองอยู่...คิดภาพพี่อยู่ข้างล่าง...เข้าด้านหน้า แล้วก็ขยับช้าๆ...”

“แค่นี้นะ...”อีกครั้งที่พี่เหยาอ้อนวอน

“อย่าวางนะ ถ้าพี่วางผมก็จะโทรเข้าไปใหม่”

“ทำไม?...”

“พี่กดโทรศัพท์หน่อยสิ...พอมันขยับเข้า พี่ก็กด...ผมจะได้รู้จังหวะ”

“แค่นี้นะ...”

“กดสิ...”

“ผมบอกให้กด!”ผมย้ำเมื่อไม่ได้ยินเสียงที่ตัวเองต้องการ

พี่เหยาไม่พูดอะไรอีก ผมได้ยินก็แต่เสียงกดโทรศัพท์เป็นจังหวะช้าๆ...

“พี่รู้สึกไหม...ที่กำลังขยับอยู่ในตัวพี่เป็นผมใช่ไหม?”ผมถาม ฟังเสียงสัญญาณไปด้วย

“เป็นผมใช่ไหม?”ผมถามย้ำ เมื่อพี่เหยาไม่ตอบ

“ใช่...”

“ใช่จริงๆนะ?”

“ใช่...แค่นี้นะ?”

“เดี๋ยวสิ...ผมยังไม่เสร็จเลย...พี่อยากให้ผมขยับแรงกว่านี้ไหม?”

“พอ...แค่นี้ได้ไหม?”

“ได้...แต่พี่ต้องไม่วางสาย วางโทรศัพท์คว่ำลง อย่าให้ทอมรู้ว่าพี่ยังไม่วาง”ผมบอก ฟังเสียงโทรศัพท์ที่ถูกปล่อยจากมือพี่เหยา ฟังเสียงการเคลื่อนไหวและลมหายใจที่ดังชัดเจนขึ้น ฟังเสียงทอมที่หัวเราะและพูดอะไรบางอย่าง...แต่ไม่มีเสียงพี่เหยาเลย

สุดท้ายก็เหลือแต่เสียงสัญญาณ ไม่ใช่พี่เหยาที่ตัดสาย...แต่เป็นผมเองที่กดตัดสายทิ้งเพราะนั่นไม่ใช่เสียงที่ผมอยากได้ยิน

ผมเดินกลับบ้าน รู้สึกสะใจ...บอกตัวเองให้หัวเราะกับความโง่เขลาของทอม โดยไม่ทันคิดสักนิดว่า ทอมเองก็สนุกกับเกมส์ที่ตัวเองคิด...แต่คนเดียวที่เจ็บปวดคือพี่เหยา



--------------------
จบตอน 7

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






EternalHeart

  • บุคคลทั่วไป
คุณTHIP เนี่ยขยัยพิมพ์จัง

ผมคงต้องขยันพิมพ์ ขยันอ่านเท่าคุณแล้วหละ :a2:

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10

ปล. จัดหน้าได้ดี  แบ่งตอนได้อิ่ม  อ่านแล้วไม่ค้างคา  ชอบมาก


เรื่องการจัดหน้า เว้นบรรทัด จัดตอน นี่คุณภัคD เป็นคนจัดการค่ะ  มืออาชีพจริงๆ

คนโพสต์แค่ copy paste อย่างเดียว อิอิ  :laugh: :laugh: :laugh:

อาจารย์..สีฟ้า

  • บุคคลทั่วไป
" การเริ่มต้นนั้นยาก  แต่การเลิกหรือยุติสิ่งที่ดำเนินอยู่ยากกว่า " ชอบประโยคนี้จังครับ

ตั้งแต่อ่านมา มีเมื่อวานตอนเดียวที่อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่น  พอกลับมาวันนี้ " ก็บีบหัวใจเหมือนเดิม "  สงสัยอ่านเรื่องนี้จบ ผมคงเป็นโรคหัวใจแน่ๆๆ เพราะตลอดเวลาที่อ่าน เลือดสูบฉีดหัวใจดีแรงเกิน

เข้าใจความรู้สึกของ เหยา กับ เอก ว่าทั้งสองคนคงเจ็บปวดไม่น้อย ถึงแม้เป็นแค่นิยาย  แต่ก็ให้ความรู้สึกกับผม เหมือนเกิดขึ้นกับตัวเองเลย



เป็นกำลังใจให้พี่ทิพย์คนโพสต์ครับ  :L2: :L2: :L2:

อาจารย์..สีฟ้า

  • บุคคลทั่วไป
เข้ามารอพี่ทิพย์แหละ  :m7: :m7: :m7:

เรื่องนี้เหมือนสารเสพติด วันไหนไม่ได้อ่านแล้วกระสับกระส่าย  " อ่านแล้วอินมาก เมื่อคืนถึงขนาดเก็บเอาไปฝันเลย "

สังสัยตรูจะบร้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ 
:serius2: :serius2:


ป็นกำลังให้พี่ทิพย์ครับ   :L2: :L2: :L2:

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
หรือจะให้เป็นแค่ความทรงจำ#8

เมื่อไม่มีทางเลือกสุดท้าย ผมก็ต้องยอมรับสภาพ

กฎที่ต้องท่องจำจนขึ้นใจ คือ...อย่าให้เหลือรอย

ผิวขาวจัดของพี่เหยาเป็นของทอม...ผิวที่แค่จับแรงนิดก็เป็นรอยมือ...ผิวที่มีแต่ทอมและคนที่ทอมอนุญาตเท่านั้นจึงจะฝากรอยสัมผัสไว้ได้

...อย่าให้เหลือรอย...ผมเฝ้าบอกกับตัวเองว่า...อย่าให้เหลือรอย

ผมไม่รู้ว่า อย่างไหนที่ทำให้ตัวเองโกรธยิ่งกว่ากัน ระหว่าง ผมไม่อาจแตะต้อง หรือ เพราะคนอื่นได้แตะต้อง

หนึ่งเดือนที่ไม่มีทอม มันเหมือนความฝันที่พอเช้าก็ต้องตื่น และพอเวลาผ่านไปก็ลางเลือน...แต่ที่ลางเลือน ไม่ใช่ภาพที่จดจำ หรือ รสสัมผัสที่เคยคุ้น หากแต่เป็นความสุขที่ดิ่งลึกอยู่ในใจ

ผมเริ่มตักตวงความสุขในสองวันที่ทอมไม่อยู่เชียงใหม่ คือเสาร์และอาทิตย์ เป็นสองวันที่ผมดึงดันว่าเป็นของผมและผมก็ตักตวงความสุขจากมันอย่างคุ้มค่าที่สุด จนสุดท้ายผมลืมว่า ที่ผมต้องการไม่ใช่เพียงร่างกายพี่เหยา ผมลืมว่าความรู้สึกเวลาที่ร่างกายเราได้โอบกอดกันโดยที่ความปรารถนาเป็นเพียงดนตรีประกอบนั้นเป็นอย่างไร...ผมตักตวงความสุขเท่าที่จะทำได้ เท่าที่แรงกำลังจะมี แต่ไม่ใช่เพราะตายอดตายอยาก หากแต่อาจเป็นเพราะ ร่างกายและรสสัมผัสของพี่เหยาคือรูปธรรมหนึ่งเดียวที่ผมสามารถยื้อยุดกับทอมอย่างเงียบๆเพื่อจะได้แสดงสิทธิ์ของคำว่า เจ้าของ

ดังนั้นเมื่อพี่เหยาขยับริมฝีปากพูด ผมก็ไขว่คว้าเพียงแต่สัมผัสของปลายลิ้น ไม่สนใจสิ่งที่พี่เหยากำลังพูด

ผมกอดพี่เหยาแทนการตอบรับ เมื่อพี่เหยาชวนออกไปไหนๆด้วยกัน

และเร่งเร้าจังหวะของร่างกาย พึงพอใจกับความเจ็บปวดของพี่เหยา เพราะเป็นการแสดงสิทธิ์ในอีกรูปแบบหนึ่ง

ร่างกายเราแนบชิดสนิทกันหลายต่อหลายครั้ง แต่ใจเรากลับถอยห่างกันออกไปเรื่อยๆ

แล้วผมก็ก้มหน้ายอมรับสภาพนี้โดยดุษฏีได้ไม่นานนัก...

ผมรู้การเป็นเจ้าของสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น มีด้วยกัน สอง วิธี คือ

หนึ่ง ถนุถนอมและเอาใจใส่ และสอง...ทำร้ายเพื่อแสดงอำนาจที่เหนือกว่า

และผมเลือกวิธีที่สอง...เพราะมันง่ายเหลือเกินที่จะทำ และเมื่อทำ มันสะใจเหลือเกินที่ได้ปลดปล่อยความชิงชัง และโกรธแค้นในใจ

ผมเลือกวิธีที่สอง...เพราะมันเจ็บปวดดี...ทั้งกับผมและพี่เหยา...

เริ่มแรกผมค่อยๆเริ่มทำร้ายพี่เหยาด้วยคำพูด...

“ทอมทำกับพี่ยังไง?”ครั้งแรกที่ผมออกปากถาม แม้ดูพี่เหยาตกใจหากแต่ก็นิ่งเงียบและเพียงมองผมอย่างค้นหา เหมือนพยายามจะเข้าใจในความคิดผม

“คราวนี้กี่คน?”ผมถามเมื่อสังเกตเห็นพี่เหยาออกไปกับทอมและเพื่อนๆ และคำตอบที่ได้คือความเงียบเฉกเช่นเดิม

หากแต่ที่สุดแล้ว ผมก็คาดคั้นจนได้ทุกคำตอบที่ผมต้องการ

ผมไม่สนใจใบหน้าที่แดงกล่ำและดวงตาที่หลูบหลบ เมื่อถูกบีบบังคับให้ตอบคำถามผม

ไม่สนใจอาการต่อต้านหรือขัดขืนเพียงเล็กน้อย เมื่อผมทวงหารสสัมผัสแบบเดียวกัน

ผมทาบทับทุกร่องรอยที่ทอมทาบทับ

สัมผัสทุกพื้นผิวที่ทอมทิ้งรอยสัมผัสไว้

ขยับจังหวะของร่างกาย ในจังหวะที่ทอมโปรดปราน

แล้วพี่เหยาก็เลิกต่อต้าน เลิกขัดขืน หากแต่ยังคงมองผมอย่างเข้าใจ

ผมเริ่มไม่พอใจกับเวลาเพียงสองวันที่ตัวเองมี เริ่มเข้าหาพี่เหยาทุกครั้งที่มีโอกาส ทั้งยามเช้าที่ทอมออกจากบ้านไปแล้ว ยามสายที่รู้ว่าพี่เหยาไม่มีเรียน ผมชักชวนแกมบังคับให้พี่เหยาเข้าโรงแรมม่านรูดราคาถูก ทั้งที่เป็นผู้ชายด้วยกัน และไม่แคร์แม้ว่าจะยังอยู่ในเครื่องแบบของนักศึกษา

ผมขอร้องและดึงดันที่จะมีอะไรกับพี่เหยาบนรถ ในมุมที่ลับตาคน กับอีกบางครั้งเหนี่ยวรั้งพี่เหยาให้อยู่กับผมจนค่ำเพื่อจะจบลงด้วยการบังคับให้พี่เหยายอมรับรสสัมผัสที่เคยคุ้นบนเบาะรถ ทั้งที่รู้ว่าทอมกำลังรอการกลับของพี่เหยา แล้วผมก็นอนฟังเพลงสบายใจอยู่บนรถ รอพี่เหยาที่ต้องแวะปั๊มสกปรกข้างทางเพื่อชำระล้างความเห็นแก่ตัวของผมออกจากร่างกาย

ตลอดเวลาผมไม่พยายามทำความเข้าใจกับตัวเองว่าทำไมผมถึงทำอย่างนั้น และที่ไม่เคยพยายามเข้าใจยิ่งกว่าคือ ทำไมพี่เหยาถึงยอม

เหมือนอย่างที่ยอมทอมไง!...ผมบอกตัวเองอยู่แค่นั้น

อาจเป็นอย่างที่บอกคือ การได้ครอบครองพี่เหยา มันเป็นรูปธรรมหนึ่งเดียวที่ยืนยันว่า ผมมีสิทธิ์ในตัวพี่เหยา

แม้จะบอกว่าตัวเองพึงพอใจ หรือ สะใจในความเจ็บปวดของพี่เหยา แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่...ผมไม่ได้พอใจในความเจ็บปวดนั้น ไม่ได้ยินดีในความเหนื่อยล้าที่เห็นอยู่ในดวงตาของพี่เหยา ตรงข้าม ผมยินดีกับรสชาติของการได้เป็นเจ้าของ

ผมยินดีและพอใจ เมื่อพี่เหยายินยอมแม้ผมเลวร้าย

ผมยินดีและพอใจ เมื่อพี่เหยายกโทษให้แม้ผมทำตัวน่ารังเกียจ

เพราะสิ่งเหล่านั้นมันช่วยยืนยันกับผมว่า...ผมไม่ได้แพ้ทอม

พี่เหยาไม่เคยมองผมด้วยสายตาชิงชัง รังเกียจ หรือเมินเฉย ตรงกันข้าม พี่เหยายังมองผมอย่างเข้าใจ กับอีกบางครั้งพี่เหยามองผมคล้ายจะถาม...แล้วจะให้ทำอย่างไร?... แต่พี่เหยาก็ไม่เคยถาม

ผมรู้ไม่ใช่พี่เหยาไม่อยากถาม แต่เพราะพี่เหยา รู้ว่าผมไม่มีคำตอบ....

พี่เหยาจึงไม่เคยต้อนให้ผมจนมุม ตรงกันข้าม ผมกลับเป็นฝ่ายต้อน จนพี่เหยาแทบไม่เหลือตัวตนของตัวเอง

ถ้าบอกว่าทอมคือคนที่ทำลายความบริสุทธิ์ของวันเวลาในวัยเยาว์ของพี่เหยา

ผม...คือคนที่ทำลายตัวตนทั้งหมดของพี่เหยา

ความโกรธทำให้ผมลืมเลือน จนลืมคิดว่า...

...เมื่อไหร่กันที่พี่เหยาเลิกหยอกเย้าผมด้วยปลายลิ้นอุ่น สัมผัสของปลายเรียวลิ้นมันเหลือเพียงรสสัมผัสของความปรารถนา

...เมื่อไหร่กันที่พี่เหยาทอดร่างลงให้ผมได้ก่ายกอด ปลดปล่อยความปรารถนาของตัวเอง โดยไม่ยินดี ยินร้ายแม้แต่นิด

และเมื่อไหร่กัน ที่พี่เหยาพูดน้อยลง เรียกชื่อผมน้อยลง ยิ้มน้อยลง...และไม่หัวเราะ

กว่าผมจะจำได้ว่าอ้อมแขนพี่เหยามันทำให้อุ่นที่หัวใจมิใช่ที่กาย และรอยยิ้ม หรือเสียงหัวเราะของพี่เหยามันทำให้ผมมีความสุขขนาดไหนนั้น ทุกอย่างก็เกือบจะสายเกินไป หรือจริงๆแล้ว มันอาจจะสายเกินไปแล้วก็ได้....

“คืนนี้ไปใส่บาตรกัน”อยู่ๆไอ้วิทย์ชวนขึ้น ไอ้ชัยทำหน้าไม่เห็นด้วย และผมก็เกือบปฏิเสธ หากไม่หันไปเห็นสีหน้างงๆของพี่เหยา

“พี่เป็นไร?”ผมถาม มองดูพี่เหยาที่เงยหน้าขึ้นจากสมุดจดงานในมือ มือยังคงถือปากกาค้างไว้ และมองดูไอ้วิทย์อย่างครุ่นคิด คล้ายพยายามเข้าใจกับประโยคสั้นๆของไอ้วิทย์

“ผมไม่ใช่ไอ้ชัยนะพี่ เข้าวัดแล้วจะได้ร้อน”ไอ้วิทย์เริ่มต้นอธิบายโดยการหันไปกัดไอ้ชัยก่อน

“ก็แม่บ่นทุกปีให้ไปใส่บาตรตอนวันเกิด...อ๋อ...วันนี้วันเกิดผม พี่รู้หรือเปล่า?”มันอธิบายได้แค่นิดเดียวแล้วก็หันไปถามพี่เหยาอย่างเพิ่งนึกได้

ผมกับไอ้ชัยเลยหันมามองหน้ากัน เพราะเพิ่งนึกได้เหมือนกันตอนมันหันไปบอกพี่เหยานี่แหละ

“เอ่อ...แฮปปี้เบริ์ทเดย์...แล้วกันนะ”ดูพี่เหยายังงงๆ เพราะจริงๆเราไม่เคยสนใจเรื่องของวันเกิดกันเท่าไหร่ ทั้งกลุ่มเพื่อนผมและเพื่อนพี่เหยา ดูมันไม่สำคัญอะไรนัก ผิดกับพวกผู้หญิงที่ให้ความสำคัญกับมันอย่างที่พวกผมไม่ค่อยเข้าใจ และยิ่งสำหรับพวกผมด้วยแล้ว วันเกิดน่าจะจัดเป็นวันขำขันของพวกเราเสียมากกว่า

ไอ้ชัย...มันมักโสล่เสล่มาโรงเรียนในวันเกิดทุกๆปี เพราะแม่มันบังคับให้ตื่นแต่เช้ามาใส่บาตร มันบ่นว่าพระแถวบ้านมันตื่นมาบิณฑบาตกันตั้งแต่หกโมง ซ้ำแม่มันยังกลัวว่าบุญของมันจะไม่มากพอ เลยบังคับให้มันลุกขึ้นมาเตรียมอาหารใส่ถุงเอง และจำนวนชุดอาหารที่เตรียมต้องเท่ากับอายุมันเสียด้วย

‘ปีนี้กูตะเวนตั้ง4วัด กว่าจะใส่หมด’มันบ่นในวันเกิดมัน เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพราะวัดตามอำเภอรอบนอกมักมีพระอยู่ไม่กี่รูปเท่านั้น

‘ถ้ากูอายุ60 กูไม่ต้องใส่บาตรข้ามวันเหรอว่ะ ขนทีเป็นรถบรรทุกเลย’

‘ถึงตอนนั้น มึงก็ไม่อยู่กับแม่แล้ว’ไอ้วิทย์ช่วยปลอบใจไอ้ชัยที่ทำท่าจะฟุบหลับกับโต๊ะ เพราะแรงบุญที่ทำมาแต่เช้าตรู่

ส่วนไอ้วิทย์ แม่ของมันก็ไม่ต่างกับแม่ของไอ้ชัยเท่าไหร่ ผิดกันก็ตรงที่ไอ้วิทย์มันไม่ยอมตื่นเหมือนไอ้ชัยเท่านั้น ขนาดมันไม่ต้องลุกมาเตรียมอาหารเอง เพราะแม่มันให้ใช้วิธีมาซื้อเอาที่ตลาด แล้วพระในเมืองก็บิณฑบาตกันถึงสายคือเกือบๆแปดโมง แต่มันก็ยังสายกว่าพระท่าน ดังนั้นพอมันลืมตาตื่น มองดูนาฬิกาแล้วเห็นว่าถ้าไปใส่บาตรก็คงมาโรงเรียนไม่ทัน มันเลยไม่เคยยอมไปใส่บาตรเลย เป็นผลให้มันโดนแม่มันบ่น จนต้องเอามือแยงหูมาโรงเรียนทุกปีตั้งแต่ประถมยันมหาวิทยาลัย

ส่วนผมโชคดีกว่าเพราะแม่กับย่าเตรียมเองหมด ก่อนนอนแม่ให้ผมยกสวยดอกไม้ที่แม่เตรียมไว้จบบนหัว พอตอนเช้าแม่ก็ใส่บาตรให้พร้อมสวยดอกไม้ที่ผมยกขึ้นจบนั่นแหละ

ผิดกับวันเกิดพี่เหยาที่ทอมจะตัดเค้กแบ่งมาให้ที่บ้านผมทุกปีๆ และส่วนใหญ่จะเป็นเค้กไอศครีมแต่งหน้าแยมผลไม้ เหตุผลเพราะพี่เหยาไม่ชอบกินเนื้อเค้กและครีมนั่นเอง และวันเกิดปีที่17 ของพี่เหยา บ้านผมก็ได้รับเค้ก พร้อมๆกับสังเกตเห็นรถคันใหม่ที่บ้านทอม...รถราคาแพงที่ทอมให้พี่เหยาตอนวันเกิดปีที่พี่เหยากำลังเตรียมจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยพอดี ตอนนั้นผมฝันหวาน รอว่าพออายุครบ 17 ปีก็คงได้อะไรแบบนั้นจากแม่บ้าง แต่เมื่อเดือนธันวา ปีที่ผ่านมา ผมก็ได้แค่สวยดอกไม้ยกขึ้นจบหัวเท่านั้น...ซึ่งผมก็ไม่ผิดหวังอะไร เพราะโตพอที่จะเข้าใจอะไรๆแล้ว ยิ่งกว่านั้น สวยดอกไม้ที่แม่ทำเองกับมือทุกปีๆกลับดูมีค่ามากมายเหลือเกิน เพราะผมรู้แล้วว่ามันเป็นความรักจากแม่ล้วนๆ โดยที่ผมไม่ต้องเอาอะไรแลกมาเลย ปีที่แล้วจึงเป็นปีแรก ที่ผมลุกขึ้นมาแต่เช้าใส่บาตรกับแม่ในวันเกิดของตัวเอง

“ก็เลยชวนไปใส่บาตรคืนนี้ไง!”ผมได้ยินไอ้วิทย์จบคำอธิบายของมันที่ไม่ช่วยให้สีหน้างวยงงของพี่เหยาหายไปแม้สักนิด

“วันเป็งปุ๊ด!”เสียงคำอธิบายลอยมาจากด้านหลังพี่เหยา ก่อนที่พี่เก้าจะโอบแขนรอบคอพี่เหยาแล้วนั่งลงข้างๆ

“มันไม่รู้จักหรอก!”พี่นัทหันมาบอกพวกผมก่อนนั่งลงข้างๆพี่เก้า และวางขนมที่ติดมือมาฝากลงที่กลางโต๊ะ

พี่นัทกับพี่เก้า รวมทั้งพี่เก่งเรียนจบกันไปหมดแล้วแต่ก็ยังแวะเวียนมาหาพี่เหยาที่มหาวิทยาลัยบ่อยๆ จนเกือบจะบ่อยมาก โดยเฉพาะพี่นัทที่ทำงานที่บ้านตัวเองจึงมีอิสระกว่าพี่เก้าที่เข้าทำงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ส่วนพี่เก่งเพื่อนพี่เหยาอีกคน พอเรียนจบก็กลับไปช่วยงานที่บ้านตัวเองที่ต่างจังหวัด เลยไม่ค่อยได้เจอหน้านัก และพี่เหยาที่ผมคิดว่าจะเรียนจบไปเมื่อภาคเรียนที่แล้ว ยังต้องเรียนต่ออีกหนึ่งภาคเรียน เพราะพี่เหยาดร็อปเรียนไปมากกว่าหนึ่งครั้งที่ผมรู้เพราะเป็นต้นเหตุ แต่พี่เหยาไม่ยอมบอกถึงสาเหตุของการดร๊อปเรียนอีกครั้ง ดังนั้นนี่จึงเป็นภาคเรียนสุดท้ายของพี่เหยา

และวันนี้ที่พี่เก้าว่า ก็คือวันพุธที่ตรงกับวันลอยกระทงอันเป็นวันพระใหญ่ ซึ่งก็เป็นกว่าปีแล้วนับจากวันที่ผมกับพี่เหยากลับมาพูดกันอีกครั้ง เป็นกว่าปีที่ผมช่วยให้พี่เหยาไม่ต้องไปกับทอม แต่ก็เป็นเพียงแค่ครั้งเดียวที่ทำได้ เพราะหลังจากนั้น พี่เหยาก็ต้องออกไปกับทอมกับเพื่อนทอมเหมือนเดิมโดยที่ผมทำอะไรไม่ได้เลย

“ประเพณีคนเมือง ถ้าวันพระใหญ่ตรงกับวันพุธจะมีตักบาตรตอนเที่ยงคืน วันลอยกระทงอีกต่างหาก คนคงเยอะน่าดู”พี่เก้าอธิบายให้พี่เหยาฟัง ก่อนก้มดูสมุดที่วางอยู่ตรงหน้าพี่เหยา มือก็ยังกอดคอพี่เหยาไว้ไม่เลิก ซึ่งผมไม่ชอบใจเท่าไหร่เลย

“ไอ้วิทย์เลยได้โอกาสใส่บาตรตอนวันเกิดเป็นครั้งแรก หลังจากเกิดมา18ปี”ไอ้ชัยพูด

“เออสิ! แล้วจะไปไม่ไป?”

“ไปสิ! ไปเที่ยวงานลอยกระทง ไปทุกปีอยู่แล้วนี่หว่า”

“กูหมายถึงใส่บาตร”

“มึงก็ใส่ไปสิ กูจะดูขบวนแห่”

“เที่ยงคืน ขบวนบ้านมึงสิยังแห่ไม่เลิก”

“เออ ก็จะไปเล่นประทัดที่สะพาน”

ผมไม่รู้ว่าพวกมันจะเถียงกันทำไม เพราะวัดที่ไอ้วิทย์จะไปใส่บาตรก็คือวัดอุปคุตที่ขบวนแห่ผ่าน แล้วก็อยู่ตีนสะพานเนาวรัตน์ที่เราไปปักหลักเล่นประทัดกันทุกปีๆ

“ปีนี้ขบวนแห่น่าดูกว่าทุกปี”พี่นัทพูดลอยๆแล้วยิ้ม

“ไม่ต้องดูเลย ไปใส่บาตรกันน่ะดีแล้ว”




--------------------

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
“ใส่บาตรตั้งเที่ยงคืน ขบวนแห่ปีนี้มีอะไรพี่?”ไอ้วิทย์เลิกสนใจการใส่บาตรขึ้นมาเสียดื้อๆ แต่พี่นัทไม่ยอมตอบเอาแต่ยิ้มเหมือนเดิม

“พี่เคยไปเที่ยวงานลอยกระทงหรือเปล่า?”ผมหันไปถามพี่เหยา

“เคยครั้งเดียว ทอมพาไปดูขบวนแห่ แต่คนเยอะ ปีหลังๆทอมเลยไม่ไป”

“งั๊นปีนี้ไปกับพวกผม”ไอ้วิทย์ชวนตัดหน้าผมเฉย ผมเลยนึกอยากให้พี่เหยาปฏิเสธ

“ไม่ต้องไป คนก็เยอะ ไปทำไมวะ?”แต่คนที่ช่วยปฏิเสธคือพี่เก้า

“ทำไมล่ะ... ลอยกระทงปีนี้มีอะไร?”พี่เหยาถามอย่างสนใจ

“เค้าให้มันนั่งกระทง!”พี่นัทบอกโพล่งออกมา ก่อนกระโดดลุกหนีจากเก้าอี้หลบหมัดพี่เก้าที่เหวี่ยงใส่ทั้งที่แขนข้างหนึ่งยังกอดคอพี่เหยาไว้ ผมต้องรีบดึงแขนพี่เหยาไว้ก่อนจะเสียหลักหงายหลังลงไปเพราะพี่เก้า

“ไอ้สัตว์!กูบอกว่าห้ามบอกใคร”พี่เก้าหันไปชี้หน้าด่าพี่นัทที่ลุกหนีไปยืนหัวเราะอยู่ห่างตั้งไกล ไม่สนใจพี่เหยาที่จับคอตัวเองเพราะเจ็บ สมุดที่เปิดกางไว้ก็โดนแขนพี่เหยากวาดลงไปกองกับพื้นหมด

“อ้าว...ผมนึกว่าพี่มาเชิญด้วยตัวเอง”ผมพูด ก่อนก้มลงไปเก็บสมุดให้พี่เหยา พร้อมปัดฝุ่นจนสะอาด และเปิดกางให้หน้าเดิมอีกต่างหาก แต่พี่เหยาไม่ได้สนใจมองผมเลย มองก็แต่พี่เก้ากับพี่นัท พร้อมจับคอตัวเองปอยๆ คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสมุดตัวเองหล่น

“เชิญเหี้ยสิ!...พอหลุดปากบ่น ก็รู้เลยว่ามันต้องแจ้นมาบอกพวกมึง กูเลยต้องรีบมา!”

“คอพี่แดงเลย...”ผมไม่สนใจคำสบถของพี่เก้า ดึงมือพี่เหยาออกดู ถึงเห็นคอพี่เหยาเป็นรอยแดง

“โทรมาบอกก็ได้”พี่เหยาหันไปแนะพี่นัท ไม่สนใจผมอีกเหมือนเคย

“ไม่ต้องเลยไอ้เหยา!”พี่เก้าพูด แล้วยังดึงมือผมออก เปิดคอเสื้อออกดูคอพี่เหยา แต่คราวนี้พี่เหยาดึงมือพี่เก้าออกอย่างรำคาญ มันทำให้ผมพอใจเพราะอย่างน้อยตอนผมจับคอพี่เหยา ถึงพี่เหยาไม่หันมาสนใจผม แต่ก็ไม่ปัดมือผมทิ้ง

“แบบนี้สนุกกว่า...กูก็ว่าช่วงนี้แม่งเงียบไป ถามอะไรก็เปล่าๆ”พี่นัทพูดก่อนเดินกลับมานั่งแต่เปลี่ยนไปนั่งแทรกกลางระหว่างไอ้วิทย์กับไอ้ชัยแทน

“คืนนี้พี่ไปกับผมนะ?”ผมหันไปชวนพี่เหยาอีกที และพี่เหยาก็พยักหน้ารับอย่างไม่ลังเลอย่างตอนที่ไอ้วิทย์ชวน ซึ่งผมก็ดีใจถึงแม้จริงๆแล้วสาเหตุอาจจะมาจากพี่เก้าก็เหอะ

“ไม่ต้องเลย พวกมึงจะไปทำไม!?”

“พวกผมก็ไปกันทุกปี!”

“ปีนี้การท่องเที่ยวซบเซา ยิ่งลอยกระทงตรงกับช่วงเปิดเทอมนักท่องเที่ยวเลยน้อย ก็ต้องไปช่วยกันหน่อย”พี่เหยาให้เหตุผลน่าฟัง

“คนท้องถิ่นไม่นับโว๊ย”

“ไปช่วยสร้างภาพไง!” พี่เหยาบอกพร้อมยิ้มกว้างอย่างที่ผมไม่ได้เห็นมานาน

“เออ!”พี่เก้าพูดแค่นั้น ก่อนกระแทกเท้าลุกจากโต๊ะ

“เฮ้ยกูลืมบอก ไอ้เก่งก็มานะ!”พี่นัทตะโกนไล่หลัง

“บอกมันไม่ต้องมาเลย!...อัตราเกิดอุบัติเหตุช่วงลอยกระทงสูงพอๆกับปีใหม่เลยนะโว๊ย”พี่เก้าเดินถอยหลังพูด ทำหวังดี แต่ดูก็รู้ว่าไม่จริงใจ

“มันมาตั้งแต่เมื่อวานซืนแล้ว แต่ไปหายายมันที่ลำพูน วันนี้ถึงจะเข้ามาเชียงใหม่”พี่เหยาบอกพร้อมยิ้มๆ

“เออ! อย่าให้ทีกูบ้าง”พี่เก้าตะโกนกลับหลังเดินไปแล้ว

“อ้าว ทำไมรีบกลับล่ะพี่ นั่งกระทงต้องซ้อมด้วยเหรอ?”ไอ้วิทย์แกล้งตะโกนถามเสียงดัง เรียกให้ใครๆหันมาสนใจเพราะส่วนใหญ่ก็รู้จักและยังจำพี่เก้าประธานสโมสรนักศึกษาคนก่อนได้

“เออ!”พี่เก้าตะโกนรับ ก่อนเดินจ้ำอ้าวออกไปเร็วยิ่งกว่าเดิม

“ชื่อกลุ่มอะไร กระทงที่มึงนั่งน่ะ?”พี่นัทแกล้งถามไล่หลังเสียงดัง

“ไม่บอกโว๊ย ไอ้สัตว์นัท!”และพี่เก้าตะโกนกลับมาเสียงดังยิ่งกว่าจากสุดปลายทางเดิน ก่อนเดินเลี้ยวไป

พี่นัทหันมาบอกชื่อกลุ่มขบวน ของกระทงที่พี่เก้านั่ง

“เป็นกลุ่มศิลปินล้านนา โคงานกับบริษัทที่มันอยู่ เห็นมันแล้วถูกตาต้องใจ เลยขอให้มันไปช่วย”พี่นัทอธิบายและยิ้มขัน แต่เมื่อมีเด็กนักศึกษาเดินเข้ามาถามว่าพี่เก้านั่งขบวนไหน พี่นัทกลับปฏิเสธว่าไม่รู้แทน

หลังจากนัดแนะเวลาที่จะเจอกันตอนเย็นเสร็จแล้วพี่นัทก็กลับ

และแม้พี่เหยาจะรับปากว่าจะไปกับพวกผมแล้ว แต่ก็ยังต้องโทรกลับไปขออนุญาตทอมก่อน

“เกิดทอมไม่ให้ไป พี่ก็ไม่ไปเหรอ?”ผมถามเมื่อพี่เหยาวางสาย

“ก็ต้องถามก่อน ว่าวันนี้มีงานอะไรให้ช่วยหรือเปล่า”พี่เหยาอธิบาย

“งาน?”ผมหัวเราะ และพอใจที่แก้มขาวๆของพี่เหยาแดงขึ้นมาเล็กน้อย ขณะที่พี่เหยาก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสือต่อทำเป็นไม่สนใจผม

ตอนบ่ายผมกับไอ้ชัยกลับไปเรียน และนัดเจอกับพี่เหยาและไอ้วิทย์ที่แถวๆถนนท่าแพ ที่ขบวนแห่จะผ่าน

ไอ้วิทย์ให้พี่เหยาไปจอดรถไว้ที่บ้านมัน ก่อนซ้อนมอเตอร์ไซด์มาด้วยกัน ส่วนผมมาพร้อมกับไอ้ชัย และไอ้รงค์ที่พาแฟนมันมาด้วย

“อ้าวไม่เปลี่ยนเสื้อผ้ากันเหรอ?”พี่นัทถามเมื่อมาถึงและเห็นพวกผมยังใส่ชุดนักศึกษากันอยู่

“ถ้ากลับไปเปลี่ยนก็พอดีถนนปิด”ไอ้วิทย์บอก หันไปยกมือหวัดดีพี่เก่งที่เดินมาพร้อมพี่นัท

“ทีกูไม่เห็นพวกมึงไหว้”พี่นัททวงสิทธิ์

“ถ้ายกมือไหว้พี่ก็พอดีมือผมเคล็ด สามเวลาหลังอาหารเลยนะพี่ นึกว่าพี่ยังเรียนไม่จบ!”พี่วิทย์ตอบซึ่งก็จริง พี่นัทมาเตร่อยู่ที่มหาวิทยาลัย บ่อยน้อยกว่าผมกับไอ้ชัยนิดเดียวเท่านั้น

พอถนนปิดแล้ว เราก็หาที่เหมาะๆนั่งเรียงกันริมถนน พี่นัทกับพี่เก่งนั่งขนาบพี่เหยา ส่วนผมนั่งอยู่ท้ายสุด คอยฟังเสียงพี่เหยาคุยและหัวเราะกับเพื่อนๆ

“ทำไมช้าจัง?”พี่เหยาถาม เมื่อจนแล้วจนรอด ก็ไม่มีวี่แววจะมองเห็นขบวนแห่เสียที ทั้งที่เสียงวงดุริยางค์นำขบวนดังมานานพอควรแล้ว

“โน้นไง! เห็นตุงแล้ว”ไอ้รงค์ชี้ไปที่สุดถนน ที่เห็นก็แต่ยอดตุงนำขบวนมาไกลลิบ

“เออนั่นไง เห็นถุงแล้ว!”พี่นัทพูด แล้วก็นั่งหัวเราะกันงอหงายอยู่กับพี่เก่งสองคน จนพวกผมงง

“ตอนม.ปลาย อาจารย์บอกให้มันไปหยิบตุงที่ห้องเก็บของ เดินมาเจอไอ้นัทกับไอ้เก้า เลยชวนกันไปเอา มันเสือกบอกว่าอาจารย์ให้มาเอาถุง แล้วถุงที่พวกมันช่วยกันแบกขึ้นตึกสี่ชั้นน่ะ...ถุงปูน!”พี่เก่งช่วยอธิบายเมื่อพี่นัทยังไม่ยอมหยุดหัวเราะ แต่พวกผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี

“ก็ถามแล้วว่าถุงอะไร...อาจารย์ได้ยินเป็นถามว่าตุงอะไร อาจารย์ก็ว่า...ตุงที่ใช้ปักในถังเนี่ย ก็นึกว่าถุงปูนนะสิ”พี่เหยาแก้ตัว แบบรู้กันเองแค่สามคน สุดท้ายพี่นัทต้องช่วยอธิบาย

“ก็ตอนงานโรงเรียน ที่ห้องพี่มันต้องใช้ตุง อาจารย์เขาจะให้เสียบไว้ในถังแล้วเทปูน ตั้งเป็นแถวๆ แต่ตอนซ้อมเขาแค่จะเอาตุง ใช้ใครไม่ใช้ดันไปใช้ไอ้เหยา บอกให้มันไปหยิบตุง มันแปลเองเสร็จว่าให้ไปหยิบถุง พอถามว่าถุงอะไร อาจารย์ก็คงได้ยินเป็นตุง เลยบอกว่าก็ตุงที่จะใช้ปักในถัง มันเสือกคิดว่าให้ไปเอาถุงปูนที่จะมาเทใส่ถังปักตุง...วิ่งลงมาเจอพี่กับไอ้เก้า เลยซวยได้ไปช่วยมันแบกถุงปูน จากห้องเก็บของหลังโรงเรียน ไปตึกหน้าโรงเรียนแถมชั้นสี่ เท่านั้นไม่พอยังต้องแบกกลับไปเก็บ ไปขนตุงมาอีกรอบ มันมีหน้ามาบอกว่า...อันนี้บ้านมันเรียกธง”พี่นัทพูดไปหัวเราะไป ส่วนพี่เหยาแกล้งทำหน้าเฉยไม่รู้สึกรู้สากับเสียงหัวเราะของพวกผม

“มาแล้ว!”พี่เหยาลุกขึ้นไปชะเง้อมองขบวนที่ใกล้เข้ามา ไม่รู้ว่าตื่นเต้นจริงหรือแค่หวังเปลี่ยนเรื่อง

“บ้านนอกเข้ากรุง!”พี่เก่งแกล้งป้องปากตะโกนเบาๆใส่พี่เหยา แต่พี่เหยาไม่สนใจ เพราะรู้กันดีว่าบ้านนอกเข้ากรุงอย่างพี่เหยาน่ะเด็กกรุงเทพ ส่วนคนที่ตะโกนแซวอยู่ป่าวๆน่ะ ต้องเก็บเสื้อผ้ามาเรียนที่เชียงใหม่ เพราะที่บ้านตัวเองยังไม่มีมหาวิทยาลัย

“ขี้เกียจนั่งรอ ก็เดินขึ้นไปดูก็ได้”ไอ้วิทย์ออกความเห็น เพราะโดยมากผู้คนก็มักเดินย้อนขึ้นไปตามถนนเพื่อดูขบวนแห่ที่ยังเดินมาไม่ถึง ติดใจขบวนไหนก็เดินย้อนกลับลงไป เพราะกว่าขบวนรถแต่ละขบวนจะเคลื่อนที่ รวมทั้งการแสดงต่างๆที่แต่ละขบวนนำมาเสนอ ทำให้ขบวนเคลื่อนช้า จนถ้าเดินดูเองก็คงดูได้หลายๆรอบ

และถึงไอ้วิทย์จะเป็นคนออกปากชวน แต่ผมก็รีบลุกขึ้นปัดกางเกงตัวเอง เป็นการบอกว่าถ้าพี่เหยาจะเดินไปดู ผมก็จะเดินไปเป็นเพื่อน ไอ้วิทย์ที่ขยับตัวช้ากว่าเลยหย่อนก้นลงไปนั่งที่เดิม

“ซื้อลูกชิ้นมาด้วย!”พี่นัทสั่ง

“ยังไม่ได้บอกว่าจะไปเลย!”พี่เหยาหันไปพูดกับพี่นัท พลางทำท่าจะลงไปปักหลักนั่งใหม่

“ก็ดีไง พวกกูจะได้กินลูกชิ้นเร็วๆ”พี่เก่งพูดขยับปิดที่ไม่ให้พี่เหยานั่ง

“กรอบนอกนุ่มในนะ...เอาไส้กรอกพันแฮมด้วย ไม่เอาพันเบค่อนนะ”พี่นัทสั่งยาว

“ไอ้ชัยเอาแบบพันเบค่อน...”ไอ้วิทย์ช่วยสั่งแทน

“เฮ้ย..พี่เค้ายังไม่ได้ถาม!”แต่ไอ้ชัยแกล้งเกรงใจ

“เออ! งั๊นไม่ต้อง”ผมหันไปบอกมัน ก่อนดึงพี่เหยาให้เดินตามก่อนจะได้รายการกินมาอีกเป็นหางว่าว

“ทอดมันของผมด้วยนะพี่!”เสียงไอ้รงค์ตะโกนตามหลังมา ผมรู้มันสั่งให้แฟนมันที่เอาแต่นั่งยิ้ม

“ซื้อที่ไหนล่ะ?”พี่เหยาถามเมื่อมองไปตามถนนไม่มีรถขายของ มีก็แต่ลูกโป่งกับสายไหมที่เดินขายเป็นระยะ

“ในวัด...ตรงตรอกเล่าโจ้วก็มี แต่ในวัดมีเยอะกว่า”ผมบอก พาพี่เหยาเดินฝ่ากลุ่มคนที่เริ่มขยับลุกจากริมทางเข้ามารอดูขบวนที่ขยับเคลื่อนใกล้เข้ามา

“ถ้างานไม้ดอก ไม้ประดับจะมีทหารขี้ม้านำเปิดขบวน...พี่เคยดูงานไม้ดอกหรือเปล่า?”ผมหันไปถาม พี่เหยาที่เดินตามอยู่ข้างหลัง

“ไม่เคย”

“งั๊นปีหน้ามากับผมนะ?”ผมชวน และพี่เหยายิ้มรับ ตอนนั้นเราไม่รู้เลยว่า...ปีหน้า...ที่ผมพูดถึง ปีหน้าที่หากนับเวลาจริงๆก็เพียงแค่ สองเดือนกว่าๆเท่านั้น แต่มันกลับไม่เคยมาถึงเลย...

ผมพาพี่เหยาเดินเลี้ยวเข้าวัด เลือกซื้อของกินตามที่โดนสั่งมา

พี่เหยาหยุดยืนดูไข่ที่ตีใส่กระทงใบตองย่างไฟ มีตัวหนังสือตัวโตๆเขียนไว้หลอกล่อนักท่องเที่ยวว่า...ไข่ป่าม

“ก็ไข่ตุ๋นนั่นแหละ”ผมกระซิบบอกพี่เหยา ก่อนสะกิดให้เดินตามผมมา เพราะนึกรู้ว่าพี่เหยาแค่สนใจดูแต่ไม่สนใจจะลองชิม เพราะพี่เหยาเกลียดอาหารตระกูลไข่ทั้งหลาย แค่พี่เก้าเคยแกล้งเอาเกี้ยวห่อไข่นกกระทาให้แล้วบอกว่าข้างในเป็นลูกชิ้น พี่เหยาทำท่าขะย้อนจนหน้าตาแดงไปหมด และจบลงด้วยเป๊ปซี่เย็นจัดล้างปากทีเดียวสองกระป๋องรวด

‘เป็นผู้ชายซะเปล่า ไม่ชอบเนื้อ นม ไข่!’พี่เก้าชอบว่าพี่เหยาแบบนั้น เพราะเป็นที่รู้กันว่า พี่เหยาไม่กินเนื้อวัวซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนจีนเสียส่วนใหญ่ แล้วพี่เหยาก็ไม่ถูกโรคกับไข่และนม ด้วยเหตุผลว่า...มันเหม็นคาว

‘กินสิจะได้โตไวๆ’แต่ผมชอบแซวพี่เหยาแบบนี้ ทั้งๆที่จริงๆความสูงขนาด 175 เซนติเมตรของพี่เหยาก็ไม่ได้จัดว่าต่ำกว่ามาตราฐาน เพียงแต่พี่เหยาเถียงไม่ได้เพราะผมสูงกว่าร่วมสิบเซน ซ้ำยังอ่อนกว่าร่วมห้าปี

‘ตอนเด็กๆแม่บังคับให้กิน จนอยู่ๆมันก็นึกเหม็นขึ้นมา’ พี่เหยาเคยเล่าเหตุผลให้ผมฟัง ซึ่งไม่บ่อยครั้งนักที่พี่เหยาจะพูดถึงตัวเอง พูดถึงครอบครัวให้ผมได้ยิน

พอมีเสบียงกันเต็มมือ ผมก็พบว่าทุกคนไม่เว้นแม้พี่เหยา ดูจะสนใจลูกชิ้นในถุงเสียมากกว่าขบวนที่ค่อยๆผ่านหน้าไปทีละขบวน จะมียอมลุกยืนบ้างก็แต่ขบวนที่ดูน่าสนใจ ผู้คนรุมถ่ายรูป จนเราก็ขยับลุกขึ้นดู ไม่งั๊นก็เห็นแต่ก้นของคนที่ยืนอยู่ข้างหน้า หรือไม่ก็อาจจะถูกเหยียบเอาได้ กับอีกบางครั้งเรายอมลุกเดิน เพราะการแสดงต่างๆมักหยุดแสดงเป็นจุดๆ อาศัยจังหวะที่ขบวนหยุดนาน ก็จะมีการแสดงเพื่อไม่ให้คนเบื่อ ดังนั้นเราจึงต้องคอยมองว่ามีการแสดงอยู่ตรงจุดไหนแล้วเดินตามไปดู

“เฮ้ย! นี่ไง ขบวนไอ้เก้า”พี่เก่งพูดฟังคล้ายตื่นเต้น แต่กลับหัวเราะไปด้วย เมื่อชี้ให้ดูป้ายขนาดความยาวเต็มถนนที่พี่สาวแต่งตัวสวยด้วยชุดพื้นเมืองหลายคนช่วยกันถือมา

ขบวนของพี่เก้า เริ่มต้นด้วยขบวนตุงเหมือนขบวนอื่นๆ แต่คนถือตุงล้วนเป็นเด็กผู้ชาย หัวเกรียนๆนุ่งโจงสีแดงตัวเดียว

ถัดมาคือขบวนเสลี่ยงที่มาเป็นคู่ๆ แต่คราวนี้คนหามเสลี่ยงเป็นหนุ่มรุ่นใหญ่ที่ทามัดกล้ามด้วยน้ำมันและสักยันต์จนเต็มตัว เสื้อผ้าติดตัวมีแค่โจงสั้นสีแดง กับผ้าเคี่ยนหัวเท่านั้น

บนเสลี่ยง บางหลังเป็นผู้ชาย และบางหลังเป็นผู้หญิงแต่งองค์ทรงเครื่องครบชุด วาดลวดลายฟ้อนบ้างรำบ้างกันเต็มที่ แบบไม่เกรงใจคนหาม ที่หามกันจนเหงื่อโทรมตัวซึ่งก็ทำให้กล้ามเนื้อที่ทาน้ำมันจนเงาวับน่ามองขึ้น

“ไอ้เก้ามันอยู่ส่วนไหนของขบวนวะ?”พี่เก่งร้องถามพี่นัท ที่ยืนช่วยกันชะเง้อมองไปตามเสลี่ยงแต่ละหลัง



--------------------

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
“ไอ้เก้ามันกลัวความสูง มันคงไม่ยอมขึ้นไปยืนหรอก!”พี่เหยาบอกข้อเท็จจริงที่ทุกคนรู้แต่คงลืม สายตาพวกเราเลยย้ายไปที่คนแบกเสลี่ยงแทน

“โน้นไง!”เสียงไอ้ชัยดูตื่นเต้น ตามด้วยเสียงหัวเราะของพี่เก่งกับพี่นัทดังมาก่อนที่ผมจะหันไปดูตามมือไอ้ชัย

“เราประเมินพี่เก้าต่ำไปหน่อย...”ไอ้วิทย์พูด หลังจากย้ายสายตาจากคนหามเสลี่ยงมาที่ขบวนรถ และถึงมันจะพูดอย่างนั้นแต่มันก็ยืนหัวเราะแบบเดียวกับพี่นัทและพี่เก่ง เลยกลายเป็นว่าเรายืนหัวเราะกันทั้งกลุ่ม

“ไม่มีอะไรครับ เพื่อนผมเอง”ผมได้ยินเสียงพี่เก่งหันไปพูดกับใครสักคน เดาว่าใครคนนั้นคงหันมามองอย่างนึกสงสัยในเสียงหัวเราะของพวกเรา

คนรอบข้างคงสงสัยว่าเราหัวเราะอะไรกัน เพราะขบวนที่เห็นอยู่ตรงหน้า สวยและสมบูรณ์ไม่เสียชื่อที่เอ่ยอ้าง...กลุ่มศิลปินและสล่าล้านนา...

ขบวนรถตกแต่งด้วยโทนสีขาวอันเปรียบประดุจสวรรค์ชั้นดาวดึงก์...คนบรรยายว่าอย่างนั้นถ้าผมจำไม่ผิด

พญานาคเจ็ดเศียรเปรียบได้กับอะไรสักอย่างที่ฟังยาวและยากจนจำไม่ได้ ซึ่งพอมาถามพี่เก้าคนนั่งฉีกยิ้มอยู่บนขบวนและน่าจะได้เวียนฟังซ้ำไปซ้ำมาเป็นร้อยรอบ พี่เก้าตอบแค่ว่า...กูไม่รู้!

ดอกบัวดอกใหญ่สีขาวสะพรั่งที่ใส่กลไกลให้กลีบบัวหุบและบานได้ เรียกเสียงฮือฮาและแสงเฟลชได้มากกว่าขบวนที่ผ่านๆมา

แต่นั่นไม่ได้เรียกความสนใจจากพวกผมที่ไม่ค่อยเข้าใจศิลปะหรือมีอารมณ์สุนทรีย์มากมายนักได้เท่า คนที่นั่งเด่นสง่าอยู่กลางดอกบัวดอกใหญ่นั้น

ผมเดาว่าเขาคงอนุมานพี่เก้าเป็นเทพสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อะไรประมาณนั้น

พี่เก้าวันนี้ไม่ได้ดูน่าหัวเราะอย่างที่พวกผมหัวเราะ เพียงแต่ถ้าไม่รู้มาก่อน ให้จ้องจนตาหลุดจากเบ้า พวกผมก็คงไม่รู้ว่าเป็นพี่เก้า

ผิวที่เคยขาวของพี่เก้า วันนี้ถูกพอกแป้งจนยิ่งขาวไปทั้งตัว โจงกระเบนสั้นสีทองความยาวแค่คืบถือเป็นเครื่องแต่งกายชิ้นเกือบใหญ่สุดในตัวของพี่เก้า เพราะชิ้นที่ถือว่าใหญ่สุดคือวิกผม หนาสีดำ หยักเป็นลอน ที่ยาวเต็มแผ่นหลัง

นอกนั้นเครื่องแต่งกายอื่นๆก็มีแค่สังวาลย์ และกำไลมือ กำไลเท้าเท่านั้น

พี่เก้านั่งในท่าที่เทพสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ควรนั่งคือข้างหนึ่งพับสมาธิในขณะที่อีกข้างชันขึ้นรับศอกที่วางพักได้พอดิบพอดี

แขนของพี่เก้าตั้งวงรำ จะขยับซ้ายย้ายขวา เปลี่ยนท่าแต่ละทีก็ต้องอยู่ในท่าขยับจับวงรำ ดูน่าเมื่อยแขนแทน

ตาที่ทาขอบตาจนดำ ก็เมี่ยงมองไปทั่ว ไม่มีสะดุด เรียกว่ามองพวกผมแบบผ่านเลย แต่ผมว่าน่าจะไม่กล้ามองเสียมากกว่า

ปากพี่เก้าที่วันนี้แดงจัด ก็ยกยิ้มมุมปากสวยไม่มีกระตุก

“เพิ่งรู้ว่าพี่เก้ารำเป็นด้วย!”ผมพูดอย่างทึ่งๆกับพี่เหยาที่ยืนอยู่ข้างๆผม ในขณะที่คนอื่นเบียดฝูงคนเข้ามาดูพี่เก้าแบบชัดๆ แต่ผมรู้ปณิธานของทุกคนคือล่อหลอกพี่เก้าให้ฟอร์มหลุดให้ได้

“ก็ได้เท่าที่เห็นนั่นแหละ!”พี่เหยาตอบฟังน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก และผมคิดว่าตัวเองไม่ได้คิดไปเอง เพราะเมื่อผมละสายตาพี่เก้าที่ผมเพิ่งรู้ตัวว่า ผมมองแบบไม่ละตานั้น พี่เหยาไม่ได้ยิ้มหรือหัวเราะแบบคนอื่นๆเลย

“ยิ้มอะไร?”พี่เหยาถามผม ที่ตอนนี้เลิกมองพี่เก้าแล้วแต่เปลี่ยนมามองหน้าพี่เหยาที่ดูแก้มจะเริ่มแดงขึ้นมาหน่อยๆ ผมเดาว่าพี่เหยาคงรู้ตัวว่าตัวเองพูดด้วยน้ำเสียงไม่ดีนัก

“เปล่า!”ผมตอบ เอื้อมมือไปโอบเอวพี่เหยาไว้แบบไม่ทันคิด ต่อเมื่อคิดได้จึงขยับขึ้นไปกอดคอไว้แทน เพราะนั่นดูธรรมชาติกว่าสำหรับผู้ชายด้วยกัน

พี่เหยาไม่ได้ปฏิเสธวงแขนผม ตรงข้ามพี่เหยาขยับตัวเข้ามาใกล้จนผมกอดคอพี่เหยาได้ถนัดขึ้น

พี่เก้ายังยกยิ้มได้สวยไม่มีหลุด ในขณะที่พี่เก่งกับพี่นัทหยิบกล้องถ่ายรูปกันขึ้นมาคนละตัว รัวชัตเตอร์ไม่ยั้ง

“ไม่ยักรู้ว่าพี่นัทกับพี่เก้าเอากล้องมาด้วย!”ผมตั้งข้อสังเกตเพราะเพิ่งสังเกตเห็น และพี่เหยาก็แค่หัวเราะ

“มีฟิลม์หรือเปล่า?”ผมถามพี่เหยาอย่างสงสัย

“ไม่รู้สิ!”พี่เหยาตอบและหัวเราะอย่างเคย

“ถ่ายให้ผมรูปสิ!”ผมตะโกนบอกพี่นัท หลังจากดึงพี่เหยาให้ไปหยุดยืนคู่กับผมหน้าขบวนรถพี่เก้า และหน้ากล้องพี่นัท เพราะนึกได้ว่าผมไม่มีรูปถ่ายคู่กับพี่เหยาสักรูป

“เฮ้ย!หลบไป!เกะกะ!เปลืองฟิลม์!”พี่นัทพูดชัดถ้อยชัดคำ ก่อนเดินหามุมใหม่ให้ผมกับพี่เหยาหลุดจากมุมกล้อง ผมเลยต้องดึงพี่เหยาหลบออกมา

“นึกว่าจะได้รูปคู่กับพี่สักใบ...”ผมบ่น เอาแขนกลับไปวางไว้รอบคอพี่เหยาเหมือนเดิม

“ขอรูปในกระเป๋าตังค์พี่ให้ผมได้ไหม?”ผมถาม แต่พี่เหยาแค่ยิ้มตอบเหมือนเคย คงคิดว่าผมล้อเล่น แต่ผมชอบรูปใบนั้นจริงๆ รูปที่พี่เหยายืนตั้งท่าอุลตร้าแมนถ่ายรูป รูปพี่เหยายังดูมีความสุขกับวันเวลาของตัวเอง

“ผมพูดจริงๆนะ!”ผมย้ำ แล้วพี่เหยาก็ส่ายหัว

“มันเหลืออยู่แค่ใบเดียว รูปที่มีกันครบทุกคน...ตอนย้ายบ้าน มันหายไปทั้งอัลบั๊มเลย ไม่รู้หลงไปอยู่ไหน...”พี่เหยาบอก ตาจ้องอยู่ที่ขบวนรถของพี่เก้าที่เริ่มขยับเคลื่อน

เมื่อฟังพี่เหยาพูด ผมนึกเห็นภาพ...ไม่ใช่ภาพบ้านพี่เหยาที่ผมไม่เคยเห็น แต่เป็นบ้านของทอม ครั้งที่เปลี่ยนเจ้าของครั้งแล้วครั้งเล่า

...ทรัพย์สินของธนาคารหมายเลข....ผมจำป้ายสีเหลือง ตัวหนังสือสีแดงที่เคยถูกนำมาติดไว้เด่นชัดที่ประตูบ้านหลังข้างๆได้ดี

ตอนที่เห็นครั้งแรกผมเพิ่งอ่านหนังสือได้แค่แม่กา จึงอ่านข้อความในป้ายสีสวยแผ่นนั้นไม่ออก...แต่จำได้ว่า ผมไปตั้งคอยืนดู ตอนเขาเอามาติด นึกสงสัยที่แผ่นป้ายโฆษณาใบนี้ไม่มีรูปอะไรเลย ไม่เหมือนแผ่นภาพโฆษณาต่างๆที่ติดอยู่หน้าบ้านผม

ผ่านไปอีกหลายปี จนผมอ่านหนังสือได้ จึงได้สังเกตเห็นแผ่นป้ายแบบเดียวกันอีกครั้งแต่สถานที่อื่น ผมจำได้ทันทีว่าเป็นแบบเดียวกับที่เคยเห็นตอนเด็กๆ

...สมบัติผลัดกันชม...พ่อพูดอย่างนั้น เมื่อเห็นผมหยุดยืนอ่านแผ่นป้ายสีเหลืองอย่างตั้งใจ

จนวันนี้พี่เหยาพูด...ย้ายบ้าน...ผมนึกเห็นภาพแผ่นป้ายและอักษรตัวใหญ่...ทรัพย์สินของธนาคาร...ได้เจนตา และที่เจนหูคือคำพูดของพ่อ...สมบัติผลัดกันชม...

เพียงแต่...สมบัติ...ที่ว่าในตอนนี้ ผมกลับไม่ได้นึกถึงภาพบ้าน นึกเห็นก็แต่ภาพของพี่เหยา ทอม ผม และใครอีกหลายคนที่นึกเห็นแค่เงาร่างบางๆเท่านั้น

“เป็นอะไร?”เสียงพี่เหยาถาม

“เปล่า...”ผมตอบ ก้มมองดู...สมบัติที่ถูกเปลี่ยนมือกันชม

...เป็นอะไร?...คำถามเคยหูที่ได้ยินเสมอมาแต่เด็ก จนวันนี้วันที่ผมตัวสูงใหญ่กว่า วันที่ผมเปลี่ยนบทบาทตัวเองให้เป็นผู้คุกคามเสียเอง พี่เหยาก็ยังเอ่ยถามผมอย่างเป็นห่วง...เป็นอะไร...

ผมถามตัวเอง เคยถามพี่เหยาแบบนี้บ้างหรือเปล่า ผมตอบไม่ได้ เพราะนึกไม่ออก

...สมบัติผลัดกันชม...คำนี้ฟังดูเจ็บปวด โดยเฉพาะเมื่อสมบัติชิ้นนั้น มีชีวิตและจิตใจ...มีจิตใจที่คอยเป็นห่วงเป็นใยผม

“เฮ้ย เหยา!...กูกับไอ้เก่งจะเดินตามรถไอ้เก้า”พี่นัทเดินเข้ามาหา พยักเพยิดไปยังขบวนรถที่เคลื่อนออกไปอย่างช้าๆ เป็นการบอกเล่าที่คล้ายจะถาม...จะไปด้วยกันหรือเปล่า?... แต่ผมทำไม่รู้ไม่ชี้ กอดคอพี่เหยาไว้เฉย ทั้งที่ใจหนึ่งผมอยากดึงแขนตัวเองลง เพราะด้วยอายุที่น้อยกว่าแล้ว ผมไม่เคยทำกับพี่เหยาอย่างนี้ หากไม่ได้อยู่กันตามลำพังสองคน

“อ้าว พี่ไม่รอใส่บาตรรกับพวกผมเหรอ?”ไอ้วิทย์ถาม กระชับเป้บนหลังที่ใส่เสบียงมาเต็ม

“กูนึกว่ามึงพูดเล่น...วันนี้พระที่ไหนจะตื่นมาให้มึงใส่บาตร!”พี่นัทพูด หลังจากจ้องหน้าไอ้วิทย์อยู่เป็นนาน

และพูดเท่านั้น เราก็นึกได้ว่า ตักบาตรคืนวันพุธคือหลังเที่ยงคืนวันอังคาร ไม่ใช่คืนวันพุธ...ไม่ใช่ว่าเราไม่รู้ แต่พอไอ้วิทย์พูด เราก็พลอยหลงวันไปกับมัน

“พี่รู้แล้วทำไมไม่บอก?”มันหันไปถามพี่เหยาที่ยืนหัวเราะมองเสบียงเต็มหลังของมัน

“พี่เขาจะรู้ได้ไง เขาไม่รู้จักด้วยซ้ำ”แต่เป็นผมที่แก้ตัวแทน

“เอาไงจะไปด้วยกันหรือเปล่า?”

“คนเยอะ ขี้เกียจเดิน”พี่เหยาปฏิเสธ

“เออ งั๊นไว้คุยกันอีกที...เจอกัน!”พี่นัทพูด ยกมือให้พวกผมแล้วเดินจากไปพร้อมพี่เก่ง

“เสบียงมึงกินได้ไหมวะ?”ไอ้รงค์ถาม พลางถือวิสาสะดึงกระเป๋าจากหลังไอ้วิทย์มาเปิดดู

“ปลากระป๋อง มาม่า...เหี้ย!แดกไม่ได้สักอย่าง”มันพูดโยนกระเป๋าคืนไอ้วิทย์

“กูเอามาใส่บาตรพระ ไม่ได้เอามาใส่บาตรรมึง...หนักชิบ รู้แล้วก็ไม่บอกกูกัน!”ไอ้วิทย์บ่น

“ไปปล่อยโคมกัน เดี๋ยวกูจะไปส่งแฟนกูกลับหอแล้ว”ไอ้รงค์ออกปากชวนหลังยกนาฬิกาขึ้นมาดู

“พี่อยากดูต่อหรือเปล่า?”ผมหันไปถามพี่เหยา เพราะขบวนแห่ยังไม่จบ แต่พี่เหยาส่ายหน้า คงรู้สึกเหมือนกันคือ พอขบวนของพี่เก้าผ่านไปแล้ว ความสนุกมันก็ลดลงเพราะไม่เหลืออะไรให้ลุ้น ให้รอดูแล้ว ถึงจะยังเหลือขบวนเด่นๆอีกสองสามขบวนที่ยังมาไม่ถึงก็เถอะ

“ไปวัดชัยกัน”ไอ้ชัยเสนอความคิด แต่จริงๆก็ไม่เรียกว่าการเสนอเท่าไหร่ เพราะพวกผมไปปล่อยโคมที่วัดชัยมงคลกันทุกทีหลังจากเบื่อการนั่งดูขบวนแล้ว

ที่วัดชัยมงคล อีกจุดหนึ่งในหลายๆจุดที่ทั้งนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นนิยมมาลอยกระทงและปล่อยโคมลอย มันพิเศษกว่าที่อื่นตรงที่ นอกจากจะมีกระทงและโคมให้ลอยแล้ว ยังมีนก มีปลา มีหอย หรือเต่าให้ลอยอีกต่างหาก แต่พวกผมไม่เคยซื้อมันไปลอย เพราะใจลึกๆมันรู้สึกว่าผิดเทศกาลไปหน่อย ถึงการทำบุญปล่อยนกไม่ปลาไม่ต้องมีเทศกาลก็เถอะ

“ทำการค้าต้องหมั่นปล่อยปลาไหลกับหอย”พี่เหยาพูดขึ้นเมื่อไปยืนก้มๆเงยๆดูสารพัดสัตว์ในกะละมังที่แม่ค้าตั้งเรียงรายอยู่ริมทางลงน้ำปิง

“ปลาไหลถังละห้าสิบ หอยยี่สิบ”แม่ค้าแจงราคา ยิ้มร่า และพี่เหยาก็แค่ยิ้มตอบก่อนเดินถอยออกมา

“แต่พี่ว่าทำการค้าต้องเริ่มจากประเมินราคาก่อนดีกว่า”พี่เหยาบอกผมเมื่อเดินห่างออกมาแล้ว

ไอ้วิทย์ซื้อโคมใบใหญ่มายืนรออยู่แล้ว

โคมลอยในวันนั้นเป็นโคมแบบล้านนาแท้ๆ ไม่ใช่โคมลอยที่นำเข้าจากจีนแดงที่เห็นกลาดเกลื่อนอย่างในวันนี้ และขนาดมันใหญ่พอสำหรับเราหกคนยืนเรียงรายอยู่รอบมัน

“ไอ้วิทย์ส่งไฟแช็คให้พี่เหยาเป็นคนจุดไฟ แต่พี่เหยาส่ายหัว ผมเลยเป็นคนรับมาจุดเอง

“ปัง!”ไอ้วิทย์ตะโกนเสียงดังแบบไม่อายฟ้าอายดิน หรืออายใครแถวๆนั้นเมื่อผมยื่นมือไปจุดไฟยังก้อนเชื้อเพลิงหรือก็คือขี้เลื่อยที่อัดเป็นก้อนกลมๆรูปร่างคล้ายโดนัทและมีเชือกสามเส้นโยงจากโคมแต่ละด้าน

เราตกใจกับการเล่นแผลงๆของมัน แต่ไม่มีใครปล่อยมือจากโคม ยกเว้นพี่เหยาที่กระโดดถอยหลังไปสามถึงสี่ก้าว เรียกว่าถ้าโคมมันระเบิดขึ้นมาได้จริงๆ คงมีแค่พี่เหยาเท่านั้นที่รอด

“จุดไฟอัดควันเฉยๆ...เป็นเชื้อเพลิงเท่านั้น”ผมหันไปอธิบายกับพี่เหยา พลางหยิบก้อนขี้เลื่อยรูปโดนัทโชว์ให้พี่เหยาดู พี่เหยาเลยเดินกลับเข้ามาช่วยถือโคมอย่างเดิม

พอผมจุดไฟเสร็จ เราก็นั่งลง

คนที่เคยปล่อยโคมย่อมรู้ว่า เมื่อจุดไฟแล้ว เราจะกดปากโคมลงให้ติดกับพื้น โดยมีใครคนหนึ่งทำหน้าที่จับยอดโคมไว้ไม่ให้หล่นพับลงมาโดนไฟ ต่อเมื่อควันมากพอจนไม่ต้องจับยอดโคม เราจึงค่อยลุกขึ้น...แต่พี่เหยาไม่เคยปล่อยโคม ดังนั้นเมื่อไอ้ชัยจับยอดโคมขึ้น และพวกเรานั่งลงโดยไม่ต้องรอให้ใครบอก พี่เหยาจึงยังยืนเฉย ผลคือขี้เลื่อยรูปทรงโดนัทที่เคยห้อยอยู่ตรงกลางและตอนนี้มีเปลวไปลุกโชนอยู่ เหวี่ยงตัวไปด้านตรงข้ามเพื่อกลับไปทำมุมฉากกลับพื้นเหมือนเดิม จึงเหวี่ยงไปตำแหน่งใบหน้าไอ้วิทย์ ที่เตรียมนั่งลงและอยู่ตรงข้ามพี่เหยาพอดี

“แก้แค้นเหรอพี่?”มันโวย เมื่อต้องถอยหลังหลบทั้งๆที่กำลังจะนั่งลง ผลคือมันหงายลงไปนอนกับพื้นไม่เป็นท่า

“ก็ไม่บอก!”พี่เหยาบ่นพึมพำ ก่อนนั่งลงอย่างคนอื่นๆ

เมื่อควันมากพอ ไอ้ชัยก็ปล่อยมือจากยอดโคม

“ยืน... พี่ ยืน”ไอ้วิทย์กำกับ บอกพี่เหยาให้ยืนขึ้น

“ปล่อยได้ยัง?”พี่เหยาถามหลังจากยืนขึ้นแล้ว แต่ก็ปล่อยมือจากโคมก่อนจะได้คำตอบ

“ยัง...”ไอ้วิทย์ตอบ พี่เหยาเลยเอื้อมมือมาจับโคมไว้อย่างเดิม แต่ไม่วายสงสัย

“เต็มแล้วนี่!”



--------------------

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
“ต้องมากกว่านี้ ไม่งั๊นพอเจอลมข้างบน แล้วขึ้นไม่ไหวตกลงมา”ผมอธิบาย และอธิบายต่อ เมื่อหน้าพี่เหยายังสงสัยไม่เลิก

“ถ้าอัดควันเต็ม มันจะมีแรงพยุงลอยขึ้นไปได้สูงเหนือลม พอไฟดับ มันก็ตกลงมา แต่ถ้าอัดควันไม่มากพอ เจอลมแรงๆข้างบน มันก็โดนพัดตกลงมา ไฟยังไม่ทันดับจะไปไหม้บ้านเค้าเอา”

“ใช่...เคราะห์หล่นใส่ของจริง แต่ไม่เหลือบ้านให้ทำบุญ!”ไอ้วิทย์พูดด้วยเสียงแค้นๆ อย่างกับพี่เหยาเป็นคนปล่อยโคมที่ไปตกเผาบ้านคนอื่น และอย่างกับบ้านมันเคยเจอประสบการณ์อย่างนั้นมาแล้ว แต่ความเป็นจริงคือไม่ใช่ทั้งสองอย่าง เพียงแต่ผมได้ยินมันด่าลมด่าแล้งหรือจริงๆก็คือคนที่ปล่อยโคมลอยซึ่งเราก็ไม่มีวันรู้ว่าใคร ทุกครั้งที่รู้ข่าวว่าโคมหล่นใส่และเผาบ้านคน

“คนเชียงใหม่ถือว่า ปล่อยโคมคือปล่อยเคราะห์ ทีนี้พอโคมไปหล่นที่บ้านใคร...ผมหมายถึงหล่นเมื่อสมควรหล่นน่ะนะ...เจ้าของบ้านก็ต้องทำบุญล้างเคราะห์”ผมอธิบายต่อ ไม่สนใจไอ้วิทย์

“งั๊น จะปล่อยเคราะห์ให้คนอื่นทำไม...ดีตรงไหน?”พี่เหยายังไม่เลิกสงสัย

“ตอนอธิษฐาน พี่ก็อธิฐาน ให้โคมของเราไปตกที่โล่งๆ ไม่ตรงบ้านใครสิ”ไอ้วิทย์แนะ ผมยิ้มก่อนหลับตาลง

ผมรู้ตอนนี้ทุกคนคงทำเหมือนผม คือหลับตาลงอธิษฐาน ก่อนที่จะปล่อยโคมขึ้นฟ้า ยกเว้นพี่เหยาที่ใช้เท้าสะกิดผม

“อะไร?”ผมลืมตาขึ้นถาม มองดูเท้าพี่เหยาที่ยังเหยียบอยู่บนเท้าผม

“ก็อะไรล่ะ?”พี่เหยาย้อนถาม พลางส่งสายตาชำเลืองไปยังแฟนไอ้รงค์ที่ยืนหลับตาอยู่ข้างๆ พี่เหยามองเห็นแค่ผมและแฟนไอ้รงค์ที่ยืนขนาบข้างอยู่ จึงไม่เห็นคนอื่นๆว่าก็คงยืนหลับตาอยู่เหมือนกัน

“อธิษฐานไง!...จะปล่อยโคมแล้ว...”ผมบอก มองดูพี่เหยาที่พยักหน้ารับก่อนหลับตาลงบ้าง

ผมหลับตาลงอีกครั้ง แต่ไม่มีสมาธิที่จะอธิษฐานอะไรแล้ว นึกสงสัย...พี่เหยาอยู่เชียงใหม่มาร่วมแปดปี แต่ไม่เคยปล่อยโคม ไม่เคยมาดูขบวนแห่...ผมนึกถึงตอนเด็กๆที่นึกอิจฉาพี่เหยาที่ได้ออกไปเที่ยวกับทอมบ่อยๆ แม้รู้มานานแล้วว่าการไปเที่ยวนั้นคงไม่สนุกนักสำหรับพี่เหยา แต่เป็นครั้งแรกที่ได้คิดว่า พี่เหยาคงรู้จักเชียงใหม่น้อยกว่าที่ผมคิดและน้อยกว่าที่ควรจะเป็น...ผมนึกเกลียดทอม

คราวนี้ผมต้องเป็นคนสะกิดพี่เหยา เพราะไอ้วิทย์ที่เป็นคนก้มลงไปจะจุดประทัดที่ห้อยต่องแต่งอยู่ใต้โคมเพิ่งเห็นว่าพี่เหยายังยืนหลับตานิ่งแบบไม่สนใจโลก

“ปล่อยโคมอันเดียว ขอคุ้มเลยเหรอพี่?”ไอ้วิทย์แซว ยังนั่งยองๆมองหน้าพี่เหยาจากใต้โคม

“ยังไม่ทันขออะไรสักอย่าง!”พี่เหยาแย้ง

“อ้าว!”พวกเราร้องออกมาพร้อมๆกัน เพราะเห็นพี่เหยายืนหลับตาอยู่เป็นนานสองนาน

“เพิ่งบอกชื่อเสร็จ!”พี่เหยาเฉลยแบบเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่พวกเราทำหน้าเอ๋อในสิ่งที่ได้ยิน

“ก็...จะอธิษฐานอะไร ก็ต้องบอกชื่อ บอกสกุลตัวเองก่อนสิ ไม่งั๊นเขาจะทำให้ถูกคนเหรอ”พี่เหยาอธิบายเพิ่มเติม เมื่อเห็นเรางง

“วันหลังยื่นนามบัตรเลยไหมพี่ สะดวกดีพร้อมแผนที่ ท่านจะได้ไม่หลง”ไอ้วิทย์ยังไม่เลิกแซว

“ถึงว่าผมขออะไร ไม่เคยได้เลย”แต่ไอ้รงค์กลับเห็นดีด้วย ส่วนผมฟังแล้วรู้สึกงงๆ ไม่ใช่งงในสิ่งที่พี่เหยาพูด แต่กลับงงในสิ่งที่ไอ้วิทย์พูด เพราะเวลาไหว้พระ ผมรู้ว่าตัวเองขอพรจากพระท่าน แต่ตอนยืนหลับตาอธิษฐานก่อนปล่อยโคม ผมไม่รู้ว่าตัวเองขอพรจากใคร แน่นอนว่าคงไม่ใช่พระแม่คงคา เพราะนั่นเราขอตอนลอยกระทง

...หรือจะมีแค่ผม ที่ไม่รู้ว่าเวลาปล่อยโคมเราขอพรจากใคร?...ผมนึกสงสัย หลังจากมีชีวิตผ่านมาตั้งเกือบสิบแปดปี

“ท่านไหนวะ?”ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจถามไอ้วิทย์

“กูจะรู้ไหมล่ะ!”แต่มันตอบแบบนั้น แล้วยังโยนไปที่พี่เหยา

“ถามพี่เหยาสิ! เห็นคุยกับท่านนาน ถึงขั้นแนะนำเนื้อ แนะนำตัว”ไอ้วิทย์พูดไปหัวเราะไป

“เอ้า!ให้พี่เป็นคนจุดประทัด เพราะคุ้นเคยกับท่านที่สุด”มันพูดส่งไฟแช็คให้พี่เหยา แต่พี่เหยาไม่ยอมรับ ผมเลยรับมาเองอีกครั้ง

“เฮ้ย ไอ้เอกระวังนะโว๊ย...ทำไมอันนี้ชนวนมันสั้นวะ ดึงมือออกไม่ทัน ไม่มีมือกลับบ้าน กูไม่ช่วยหานะโว๊ย”ไอ้วิทย์ขู่ด้วยทีท่าน่าเตะ แต่ผมรู้มันไม่ได้ขู่ผม แต่ตั้งใจขู่พี่เหยา ที่พอได้ยินก็ถอนมือออก เหลือแค่เอาปลายนิ้มแตะๆไว้ ไม่ให้ใครเห็น

ผมไม่สนใจฟังมัน หันไปจุดไฟที่ชนวนประทัด รอจนเกิดประกายไฟลั่นเปรี๊ยะที่ปลายชนวนจึงดึงมือออก

ไม่มีใครรู้ว่าไอ้วิทย์จะเล่นอะไรแผลงๆ มันเป่าประทัดที่ห้อยเป็นสายยาวไปทางพี่เหยา พี่เหยาตกใจกระโดดหลบ แต่คราวนี้ไม่ยอมไปแต่ตัว ดึงผมติดมือไปด้วย กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็ได้ยินเสียงพวกมันโวยวาย โคมที่อัดควันจนแน่น อันเลยเวลาสมควรปล่อยไปนานโขนั้น เอียงกระเท่ก่อนดีดตัวพุ่งขึ้นข้างบน แบบหมุนติ้ว เที่ยวชนโคมของคนอื่นสะเปะสะปะ...แฟนของไอ้รงค์ที่แม้จะเทียบกับผู้หญิงด้วยกันก็ยังถือว่าไซส์มินินั้น เซไปข้างหลังชนเข้ากับนักท่องเที่ยวสาวชาวญี่ปุ่นสองคนที่ไซส์พอกัน มีผลให้โคมลอยที่รออัดควันอยู่ในมือหล่อนทั้งสองหลุดจากมือและลอยขึ้นไปแบบไม่น่าจะมีชีวิตรอดอยู่ได้นานนัก...ไอ้วิทย์ ไอ้รงค์ กับ ไอ้ชัยได้ช่วยกันกระโดดคว้ามันกลับลงมาคืนให้เจ้าของที่ตบมือเชียร์อย่างเห็นเป็นสนุก แล้วระหว่างที่มันไล่คว้าโคม ชาวบ้านชาวช่องที่ยืนรออัดควันโคมอยู่รอบๆ ก็ต้องพากันเดินหลบพวกมันทั้งที่ถือโคมใบใหญ่อยู่ในมือ

มันเป็นการปล่อยโคมที่ทุลักทุเลที่สุดตั้งแต่ผมเคยปล่อยมา

“ของเราอันไหนพี่?”ไอ้วิทย์ถามพี่เหยา เมื่อเดินกลับเข้ามาหาเรา

เพราะผมมัวยืนดูภาพที่เกิดอยู่ข้างหน้า จึงเพิ่งสังเกตว่าตลอดเวลาพี่เหยาแหงนหน้ามองดูโคมที่ลอยขึ้นไปอย่างไม่น่าดูนั้นแบบไม่ยอมละสายตา

“อันนั้น”พี่เหยาชี้ แต่เราหาไม่เจอ เพราะโคมเป็นร้อยเป็นพันลอยเกลื่อนอยู่เต็มฟ้า

“หมดกันเลย...กูขอเอท่าน แล้วท่านจะงงไหมเนี่ย หมุนซะติ้ว ไม่ใช่โยนเอฟให้กูนะ!”ไอ้รงค์ยืนท้าวเอว มองโคมบนฟ้า ที่ดูไม่ออกว่าอันไหนของเรา

“กูขอท่านให้ได้เป็นแฟนกับผู้หญิงคนนั้น อดแหง”ไอ้ชัยเอาบ้าง และผู้หญิงที่มันว่า คือผู้หญิงที่เราเดินสวนที่หน้าวัด มันเห็นหล่อน แต่หล่อนไม่เห็นมัน แล้วก็เห็นในระยะหนึ่งร้อยเมตร ในเวลาแค่เสี้ยววินาที

“เราก็ขอท่านว่าให้เรากับรงค์คบกันนานๆ หมุนติ้วแบบนั้น เราต้องเลิกกันแน่เลยรงค์!”แฟนไอ้รงค์เอาบ้าง ไอ้รงค์เลยหันไปโวยกับไอ้วิทย์

“ไอ้วิทย์ มึงต้องรับผิดชอบ!”

“เออ เดี๋ยวกูหาแฟนใหม่ให้ คนนั้นเป็นไง...หรือคนนั้น?”ไอ้วิทย์ว่า ก่อนกอดคอไอ้รงค์ ชี้มือชี้ไม้ไปทางไหนก็ไม่รู้

“คนโน้นได้เปล่าที่ยืนอยู่ตีนกะได”ไอ้รงค์ชี้ไปอีกทาง

“คนนี้แหละ!”แฟนไอ้รงค์พูด ก่อนไปยืนท้าวสะเอวดักอยู่ข้างหน้าพวกมัน

ตลอดเวลาพี่เหยาไม่สนใจอะไร ทำเพียงแหงนหน้ามองดูโคมที่คงลอยสูงขึ้นๆ ตาไม่กระพริบ ราวกับว่าจะดูมันจนหายไปกับตา และไม่มีใครเร่งเร้าพี่เหยา พอพวกมันแหย่กันเสร็จก็กลับมายืนรออยู่ข้างๆอย่างเงียบๆ

ไอ้รงค์พาแฟนมันเดินไปทางอื่น ส่วนพวกผมก็ได้แต่ยืนรอเงียบๆ

ผมไม่เคยรู้ว่า ในเวลานั้น เวลาที่โคมลอยสูงขึ้นไปรอเวลาลับสายตา พี่เหยาคิดและรู้สึกอย่างไร

แต่สำหรับผม...มันคงคล้ายความหวัง ที่ลอยหลุดมือไป นึกหดหู่จนอยากดึงมันกลับลงมาให้พี่เหยาอีกครั้ง

และผมว่าไอ้วิทย์และไอ้ชัยคงนึกรู้สึกแบบเดียวกัน...เราสบตากันเงียบๆ เมื่อเห็นพี่เหยาหรี่ตา และเม้มปากสนิท...เรารู้โคมกำลังหายไปจากสายตาพี่เหยา...ความหวังกำลังหายไปเช่นกัน...

“เมื่อย!”พี่เหยาว่าอย่างนั้นพลางหมุนคอไปมา เมื่อเลิกแหงนหน้ามองดูโคม ผมเลยเอื้อมมือไปช่วยบีบให้เบาๆ

หลังจากนั้น ไอ้รงค์ก็แยกตัวไปส่งแฟนมันกลับหอ ส่วนพวกผมเลือกไปเตร่กันต่อแถวสะพานนวรัฐ

พี่เหยายอมไปด้วยแต่โดยดี ไม่คิดค้านเพราะไม่รู้ว่าตรงนั้นเป็นจุดที่คนมารวมตัวกัน เพื่อเดินไปเดินมาพร้อมประทัดในมือ

พี่เหยาหยุดเท้าดังกึกเมื่อเดินมาถึงตีนสะพาน

ตลอดความยาวของสะพานที่มองเห็น มีแต่กลุ่มควันฟุ้งตลบ เสียงประทัดดังอยู่ไม่ขาดหู เช่นเดียวกับประกายไฟสารพัดสี ที่ทำให้บนสะพานดูสว่างขึ้นเป็นระยะๆ

ทุกปีพวกผมจะย้อนกลับมาเดินเตร่เล่นประทัดบนสะพาน ความสนุกของมันคือการโยนประทัดลงบนพื้นเฉียดใกล้คนที่เดินผ่านไปมา ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงแล้วด้วย ถ้าร้องวี๊ดว๊ายดังเท่าไหร่ เราก็ยิ่งสนุกเท่านั้น ยิ่งผู้หญิงกลุ่มไหนสวยๆ ก็อาจทำให้เกิดความร่วมไม้ร่วมมือระหว่างกลุ่มคนเล่น ที่หันมาช่วยกันโดยไม่ต้องร้องขอ...ไม่มีการโกรธกัน เพราะพวกหล่อนรู้พอๆกับที่พวกผมรู้ว่า ประทัดที่โยนใส่กันนั้น ไม่อันตรายนัก ส่วนใหญ่ก็แค่เสียงดังให้ตกใจ และยิ่งกว่านั้น เราก็โยนใส่กันในระยะที่มั่นใจว่าสะเก็ดมันจะไม่กระเด็นไปโดน แต่ก็มีบ้างที่วิ่งหลบประทัดกันผิดทาง แทนที่จะวิ่งหนี กลับวิ่งเข้าหาประทัด และใช่ว่าจะมีแค่ผู้หญิงที่เป็นฝ่ายถูกจู่โจม ตรงข้ามผู้ชายอย่างพวกผม ก็ต้องคอยหลบประทัดทั้งจากมือสาวๆ และจากมือผู้ชายด้วยกันเอง ซ้ำอันตรายกว่า เพราะประทัดจากมือผู้หญิงมักมาแบบให้เรารู้ตัว แต่ถ้าจากมือผู้ชายด้วยกัน มักแอบโยนเวลาเราเผลอ แต่ก็เช่นเคยคือต่างรู้ว่าเป็นการล้อกันเล่นเท่านั้น

และวันนี้ยิ่งสนุก เพราะเราลากพี่เหยาที่ไม่ชอบประทัดมาด้วย

ไอ้วิทย์พยายามยัดประทัดที่มันพกใส่เป้หลังมาใส่มือพี่เหยา แต่ไม่สำเร็จ

ผมไม่รู้ว่าพวกมันรู้หรือเปล่าว่าพี่เหยาเกลียดประทัด...ซึ่งจริงๆผมว่าน่าจะเรียกว่ากลัวมากกว่า แต่พี่เหยาไม่ยอมรับ ผมก็ค้านจะเถียง เพราะรู้ว่า เรื่องบางเรื่องเถียงไป ผมก็ไม่ชนะ

พี่เหยาเกลียดประทัด เพราะเคยโดนประทัดสีแดงแบบที่คนจีนใช้จุดวันตรุษจีนแตกใส่มือตอนเด็กๆ และยังเหลือรอยแผลเป็นเล็กๆมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งหากไม่สังเกตก็มองไม่เห็น และผมภูมิใจเพราะมองเห็น โดยพี่เหยาไม่ต้องบอก

‘ทอมรู้หรือเปล่า?’ตอนสังเกตเห็นมันและถามถึงที่มา ผมอดปากถามถึงทอมไม่ได้

‘รู้...ทอมอยู่ด้วย พ่อดุพี่ แต่ทอมไม่ดุ’พี่เหยาเล่า...ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตพี่เหยา จะมีทอมเป็นส่วนหนึ่งด้วยเสมอ

ผมนึกถึงตอนเป็นเด็ก สมัยที่ยังต้องนั่งแก่ว เล่นประทัดคนเดียวอยู่หน้าบ้าน เพราะเป็นลูกคนเดียว และก็ไม่มีเด็กอายุใกล้เคียงกันอยู่ละแวกบ้านเลย จนเมื่อพี่เหยามาผมจึงร้องขอให้พี่เหยาเล่นเป็นเพื่อน และพี่เหยาก็ไม่เคยขัด เพียงแต่พี่เหยาจะทำเพียงนั่งดูเฉยๆ แต่เพียงเท่านั้น ผมก็รู้สึกสนุกกว่าการนั่งเล่นอยู่คนเดียวแบบทุกปีๆ



--------------------

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
ผมคิดไปพลาง มองดูไอ้วิทย์ที่ยังพยายามไม่เลิกที่จะยัดประทัดใส่มือพี่เหยา...ผมนึกสงสัยใครจะชนะ

สุดท้ายไอ้วิทย์ชนะ ไม่ใช่ว่าพี่เหยายอมรับประทัดจากมัน แต่ว่ามันเปลี่ยนใจจุดประทัดโยนใส่พี่เหยาแทน

แล้วพี่เหยาก็เปลี่ยนฝ่ายมากำชัยในเวลาอันรวดเร็ว...พี่เหยาไม่ได้กระโดดหนีประทัดที่ไอ้วิทย์โยนใส่แบบที่ผมคิดไว้ ตรงข้ามกลับใช้เท้าตบประทัดจนดับ

“โหพี่ ลูกละตั้ง 5 บาท!”ไอ้วิทย์โวย วิ่งเข้าไปดูศพประทัดที่ตายสนิทอยู่บนพื้นถนน

คราวนี้กลายเป็นฝ่ายพี่เหยาที่สนุก เพราะไม่ว่าไอ้วิทย์กับไอ้ชัยจะโยนประทัดลงตรงไหน พี่เหยาเป็นต้องวิ่งตามเข้าไปที่ตรงนั้น

“สิบบาท!”พี่เหยาคิดตัวเลขให้เสร็จ ตอนประทัดลูกที่สองตายสนิทคาเท้า

“สิบห้าบาท!”

“ลูกนั้นสิบบาท”ไอ้วิทย์แย้ง มองดูซากประทัดลูกที่สาม

“งั๊นก็ยี่สิบบาท!”พี่เหยาคิดให้ใหม่

“ระวังดอกไม้ไฟ!”เสียงร้องจากด้านหลังเรียกให้ผมหันไปดูแบบไม่ได้ตั้งใจ

...ดอกไม้ไฟ...คำนี้ไม่แปลกหู เพียงแต่ไม่คุ้นหูเท่านั้นเพราะไม่บ่อยนักที่ใครจะเรียกเสียเต็มยศขนาดนั้น

ผมหันไปดู แต่ไม่ได้สนใจดอกไม้ไฟหรือประทัดที่กำลังแตกอยู่ข้างเท้าผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้สนใจผู้ชายคนที่ร้องเตือนด้วย

แต่คำว่าดอกไม้ไฟ ทำให้ผมคิดอะไรขึ้นมาได้...ไม่บ่อยนักที่ผมจะคิดอะไรแบบนี้ขึ้นมาได้...อาจเพราะความสุขที่เห็นพี่เหยาหัวเราะอยู่ตรงหน้ากระมัง...ผมคิดอย่างนั้น

“ดอกไม้อะไร แตกเป็นไฟ?”ผมเดินเข้าไปแอบกระซิบถามพี่เหยาที่กำลังปลิดชีวิตประทัดลูกที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้

“ห้าสิบบาท!...ดอกไม้ไฟ!”พี่เหยาขานตัวเลข ก่อนหันมาตอบผมด้วยสายตาดูแคลนในความง่ายของคำถาม และวิ่งไปเหยียบประทัดที่ไอ้ชัยหวังใช้ทีเผลอของพี่เหยาโยนลงพื้น...มันตายสนิทอีกเช่นกัน

“แล้ว ดอกไม้อะไร ที่ไม่แตกเป็นไฟ?”ผมเดินตามไปกระซิบถามอีก

“ดอกไม้...”พี่เหยาไม่ได้ตอบ แต่ทวนคำถามผมด้วยท่าทางครุ่นคิด และผมไม่รอให้พี่เหยาพูดจบ

“ใช่ดอกไม้!”ผมชิงพูดและได้ผล พี่เหยาหันมามองผม ปล่อยให้ประทัดอีกลูกที่ไอ้วิทย์โยนรอดชีวิตอวดสี อวดเสียงของมัน

ผมไม่รอช้า ยัดประทัดลูกเล็กๆ ขนาดเท่าเหรียญบาทใส่มือพี่เหยา

ผมอยากย้ำอีกครั้งว่า..ดอกไม้ไง...เมื่อพี่เหยาแบมือดูประทัดในมืออย่างงงๆ แต่ก็นึกอายเกินกว่าจะพูดอีกครั้งอย่างที่ใจอยาก

แล้วผมก็รู้ว่า พี่เหยาเข้าใจในสิ่งที่ผมพูด...เพราะแก้มขาวๆของพี่เหยา ตอนนี้มันเริ่มแดงขึ้นมานิดๆ

...ดอกไม้...ผมเคยให้ดอกไม้แฟนผมทั้งสามคนเหมือนกัน...

แฟนคนแรก...เราคบกันช่วงรับน้อง ผมถอดพวงมาลัยดอกมะลิที่คอส่งให้หล่อน ด้วยเหตุผลเพียงว่าขี้เกียจเอากลับบ้าน หล่อนยิ้มแก้มแดงดีใจ...ผมก็ดีใจที่หล่อนดีใจ เพียงแต่เป็นความดีใจปนขำๆ

แฟนคนที่สอง ก็ยังไม่พ้นช่วงเป็นเฟรชชี่อยู่ดี...รุ่นพี่พาเดินขึ้นดอยไปไหว้ครูบาศรีวิชัยที่ตีนดอยสุเทพ ผมขันอาสาไปซื้อดอกไม้ ธูปเทียน มาแจก ตอนส่งให้หล่อน เพื่อนๆก็แซวกัน หล่อนยิ้มแก้มแดงดีใจ...ผมก็ดีใจที่หล่อนดีใจ แต่คราวนี้เป็นความดีใจแบบงงๆ เพราะดอกที่ผมส่งให้น่ะ มันดอกบัว แล้วก็ให้หล่อนไปไหว้พระด้วย ซ้ำค่าดอกไม้ธูปเทียน รุ่นพี่ก็เป็นคนออกอีกต่างหาก

แฟนคนที่สาม...ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าดอกที่ส่งให้หล่อนคือดอกอะไร...ไอ้ชัยโยนส่งให้ผม ผมก็ส่งต่อให้หล่อนเพราะผู้ชายถือดอกไม้มันไม่งามนัก เพื่อนๆแซวอีกตามเคย และหล่อนก็ยิ้มแก้มแดงดีใจอีกเช่นเคย ผมดีใจแต่คราวนี้มาพร้อมความรู้สึกผิด เพราะเมื่อหล่อนยิ้มดีใจ ผมก็ตัดสินใจว่าจะเลิกกับหล่อนดีกว่า...เพราะผมต้องยอมรับกับตัวเองว่า ไม่ว่ากับแฟนคนไหน เวลาที่พวกหล่อนยิ้ม หัวเราะ หรืออายจนหน้าแดง ผมดีใจ แต่ภาพที่ผุดขึ้นในหัวทุกครั้งเช่นกัน...คือแก้มแดงๆของพี่เหยา...พวกหล่อนขาวเหมือนพี่เหยา...นั่นคือเหตุผลข้อแรกที่ผมเลือกพวกหล่อนเป็นแฟน และข้อที่สอง...เพราะผมยังไม่เชี่ยวสนามพอที่จะหาแฟนผู้ชาย...ผมจึงตัดสินใจเลิก

แต่วันนี้กลับแตกต่าง...

ดอกไม้ที่ ถ้าไม่จุดไฟก็ไม่มีวันสวย กลับดูมีความหมายขึ้นมา และแก้มแดงๆของพี่เหยาก็ทำให้ผมดีใจโดยไม่มีความรู้สึกอื่นๆเข้ามาเจือปนแม้แต่น้อย...หรือหากจะมี ก็มีเพียงความรู้สึกเสียดาย...

แม้ว่าเมื่อผมเดินเข้าไปถามพี่เหยา ผมไม่ได้คิดอะไรจริงจัง มากไปกว่าการคิดจะเย้าเล่น...แต่แก้มแดงๆของพี่เหยามันทำให้ผมนึกเสียดาย ที่ดอกไม้ดอกนั้น ไม่ใช่ของจริง...ไม่ใช่ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมอย่างที่เคยส่งให้ คนที่ผมคิดใช้เป็นตัวแทนของพี่เหยา

ยิ่งเมื่อไอ้วิทย์เอื้อมมือมาจะคว้า แต่พี่เหยาดึงมือหลบ...ไอ้วิทย์ก็ไม่ได้สนใจจะตามเอา จึงไม่ทันเห็นพี่เหยาหย่อนดอกไม้ดอกนั้นลงในกระเป๋าเสื้อกันหนาว ก่อนวิ่งตามไล่ล่าชีวิตของเหล่าประทัดจากมือไอ้วิทย์และไอ้ชัยอีกครั้ง

ผมเริ่มนึกเสียใจ เมื่อเห็นพี่เหยาหย่อนมันลงในกระเป๋าเสื้อ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ควรเก็บไว้ใกล้ตัวขนาดนั้น ข่าวประทัดระเบิดบ้าง ทำให้คนบาดเจ็บบ้าง มีให้เห็นบ่อย จากวินาทีนั้น ผมจึงหมกมุ่นอยู่เพียงเอา...ดอกไม้...ดอกนั้นกลับคืนมาให้ได้

การขอคืนคงไม่ยากนัก หากแต่แก้มแดงๆของพี่เหยาทำให้ผมไม่กล้าออกปาก และมันยิ่งยากขึ้น เมื่อผมสังเกตเห็นว่า พี่เหยาเอามือสอดไว้ในกระเป๋าเสื้อกันหนาวตลอด และพี่เหยาก็พลาดเป้า ปล่อยให้ประทัดของไอ้วิทย์และไอ้ชัยลอยนวลบ่อยครั้งขึ้นด้วยเช่นกัน

นานกว่าประทัดที่ไอ้วิทย์ขนมาจะหมด

ผมมองดูศพประทัดที่เกิดมาอย่างเสียชาติเกิด เพราะไม่มีโอกาสได้อวด แสง อวดเสียงอย่างที่ควร และนึกถึง... ดอกไม้...ที่ยังอยู่ในกระเป๋าเสื้อพี่เหยา

“ยังไม่อยากกลับเลย ไปไหนดี?”ไอ้ชัยพูด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอีก เพราะไม่มีปีไหน ที่พวกผมยอมกลับบ้านก่อนฟ้าสาง

เราเถียงกันว่าจะไปจบชีวิตคืนนั้นที่ไหนดี ลงท้ายเลยตัดสินใจไปนั่งเล่น นอนเล่นที่อ่างแก้ว...อ่างเก็บน้ำขนาดไม่ใหญ่และ ไม่เล็กในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งโอกาสแบบนี้คงมีไม่บ่อยนัก หากไม่ใช่ค่ำคืนของเทศกาลลอยกระทงที่ประตูรั้วมหาวิทยาลัยปิดดึกกว่าทุกวัน

“เผื่อไอ้รงค์ยังอยู่ที่หอแฟนมัน จะได้เรียกมันลงมาด้วย”ไอ้วิทย์ออกความเห็น ก่อนยืมโทรศัพท์มือถือพี่เหยาโทรไปหาไอ้รงค์ที่หอแฟนมันซึ่งอยู่หน้ามหาวิทยาลัยนั่นเอง และไอ้รงค์ก็ยังอยู่ที่นั่นจริงๆ... มันบอกให้พวกผมโทรตามถ้าไปถึงแล้ว

“บอกให้มันเอาเสื้อหนาวมาเผื่อกูตัว”ผมบอกไอ้วิทย์ที่กำลังกดโทรศัพท์ไปตามไอ้รงค์ เมื่อเรามาถึงที่นัดแล้ว

ผมใส่เสื้อกันหนาวที่น่าจะเรียกว่ากันได้แค่ลมมาตัวเดียวเท่านั้น แต่เมื่อหลุดออกมาจากที่คนพลุกพล่าน ขี่มอเตอร์ไซด์ฝ่าลมหนาว และที่หมายคือตีนดอย...ฟันผมจึงกระทบกันกึกๆอย่างห้ามไม่อยู่

“มันว่า นี่หอแฟนมัน เสื้อของแฟนมัน มึงยัดได้เหรอ!”ไอ้วิทย์หันมาตะโกนบอกผมที่กำลังผลักประตูตามไอ้ชัยเข้าไปในร้านเซเว่นเพื่อซื้อเสบียงไว้กิน

“งั๊นบอกมัน เอาผ้าปูที่นอนมาให้กูก็ได้!”พวกมันคงคิดว่าผมพูดเล่น เพราะไอ้รงค์มามือเปล่า แต่ความจริงแล้ว ผมพูดจริง

ตอนสมัยเด็ก เมื่อครั้งที่พี่เหยายังชอบมาซุกตัวหลับอยู่บนที่นอนผม...ผมขี้ร้อน ในห้องเลยไม่มีผ้าห่มถ้าอากาศไม่หนาวจริง แต่พี่เหยาขี้หนาว เมื่อนอนๆแล้วหาผ้าห่มไม่ได้ ก็มักดึงผ้าปูที่นอนนั่นแหละมาม้วนๆตัวนอน แล้วก็เดือดร้อนผมที่ต้องปูผ้ากลับเข้าไปอย่างเดิมเมื่อพี่เหยากลับไปแล้ว...ต่อมาผมก็เอาอย่างบ้าง และพบว่า ผ้าปูที่นอนผืนบางๆกลับอุ่นกว่าที่คิด

“ผ้าปูที่นอนกูล่ะ?”ผมถามเมื่อพวกมันเดินตามเข้ามาเลือกเสบียงในร้าน ส่วนพี่เหยายืนรอนอกร้าน เพราะแค่เดินเข้ามาเจอลมแอร์ พี่เหยาก็ถอยกลับออกไปทันที

“กูนึกว่ามึงพูดเล่น”ไอ้รงค์แก้ตัว แบบไม่รู้สึกผิดเท่าไหร่

“ไม่เป็นไร...ใกล้น้ำไม่หนาวหรอก”ไอ้ชัยพูด แต่เสื้อหนาวมันหนากว่าผม

“เออ...งั๊นมึงถอดเสื้อให้กูเลย!”ผมหันไปบอกมัน ก่อนหยิบของออกจากตะกร้าให้พนักงานคิดเงิน

“ขอบัตรด้วยครับ”พนักงานบอก และพวกผมเงียบ ก้มมองหาสาเหตุ จึงเห็นกระป๋องเบียร์ห้า หก กระป๋องที่หยิบมากินแก้หนาว

“อาจารย์ของพวกน้องออกมาสั่งไว้ว่า วันนี้ให้เข้มงวดหน่อย...เหล้า เบียร์ อายุต่ำกว่า 18 ซื้อไม่ได้”

พวกผมหันไปมองหน้าไอ้วิทย์ เพราะมันเป็นคนเดียวที่เพิ่งอายุครบ 18 ปีเต็ม วันนี้พอดิบพอดี แต่มันไม่ได้พกบัตรมา

“ถึงอยู่แล้วพี่...ดูหน้าดิ”มันยืนยันทั้งเสนอหน้าแก่กว่าอายุไปให้ดู

“ไม่ได้น้อง ยังใส่ชุดนักศึกษากันอยู่เลย!”พี่พนักงานท้วงไม่ยอมความ

เราเลยหันมามองหน้ากันอีกหน

ไอ้ชัย กับ ไอ้รงค์ มันพกบัตรมา แต่กว่าจะสิบแปดปีเต็มก็ต้องปีหน้า

ส่วนผมอีกแค่เดือนเดียว และพกบัตรมา แต่ผมไม่เคยรู้ว่า อายุสิบแปดปีนี่เขาดูแค่ปี หรือดูละเอียดขนาดนับเดือน นับวันกันด้วย

“เออ...ใช่! ไปถามไอ้เหยาดิ พกบัตรมาหรือเปล่า”ไอ้วิทย์หันมาสั่งผมอย่างนึกได้ แต่ผมทำได้แค่เปิดประตูไปเรียกพี่เหยาเบาๆ

“เอาบัตรมาหรือเปล่า เขาตรวจบัตร”ไอ้วิทย์ถามเมื่อพี่เหยาเดินเข้ามา และมันก็ละสรรพนามที่ทำฟอร์มเรียกตอนลับหลังไว้ ไม่กล้าเรียกต่อหน้าเช่นกัน

พี่เหยาขมวดคิ้วมองดูกระป๋องเบียร์ที่วางอยู่ตรงหน้า...อดแน่...ผมคิด

“เป๊ปซี่ล่ะ?”พี่เหยาหันมาถามผม ผมถึงนึกได้ ว่านอกจากเรื่องเรียนเก่งแล้ว ก็ไม่มีเรื่องไหนที่พี่เหยาอยู่ใกล้คำว่าเด็กดีเช่นกัน

“ลืม!”ผมบอก ก่อนเดินไปหยิบเป๊ปซี่ที่เมื่อครู่หยิบมาให้พี่เหยาแล้ว เพียงแต่ลืมวางไว้ตรงตู้ไอติม




--------------------

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
พี่เหยาส่งบัตรให้พนักงาน ที่ก้มลงมองและส่งคืนอย่างรวดเร็ว ก่อนหยิบเครื่องสแกนบาร์โค้ดขึ้นมา

“ขอโทษครับ ผิดอัน!... อันนั้นไม่มีวันเดือนปีเกิด!”พี่เหยาพูดหน้าตาเฉยก่อนส่งบัตรประชาชนให้ใหม่

พวกเราหัวเราะ พี่พนักงานก็หัวเราะแก้เก้อ รับบัตรไปดูอีกครั้ง

“อันนี้ต้องใช้บัตรไหมพี่?”ไอ้วิทย์ถามก่อนหยิบกล่องถุงยางโยนรวมกับกองขนม

“ใหญ่ไปมั๊งวิทย์ นี่มันไซส์ฝรั่ง...”พี่เหยาหยิบขึ้นมาดูและพูด และพี่พนักงานคิดตังค์ก็หัวเราะ แต่พวกผมเงียบ

เราหันมามองหน้ากันอย่างไม่ได้ตั้งใจ ไม่ต้องพูดเราก็รู้ว่าต่างคิดอะไร และผมดีใจที่พี่เหยายืนอยู่ข้างหน้า คงไม่เห็นปฏิกิริยาของพวกผม แต่ผมคิดผิด

“ตกลงเอาหรือเปล่า?”พี่พนักงานยังถามทั้งที่หัวเราะ แต่คราวนี้พี่เหยาไม่ตอบ ทำแค่ส่ายหน้าทั้งที่ก้มหน้าต่ำ

ผมมองเห็นแก้มขาวๆของพี่เหยาแดงขึ้นมาอีกแล้ว

“เฮ้ย ไอ้วิทย์ตังค์อยู่ที่มึงไม่ใช่เหรอ?”ผมหันไปถามไอ้วิทย์ เรียกมันให้ขึ้นไปจ่ายตังค์

“หนาว... ไปรอนอกร้านดีกว่าพี่”ผมพูด ก่อนดึงพี่เหยาให้เดินออกไปรอข้างนอกร้านกับผม

เราไม่ได้คุยอะไรกัน เพราะผมคิดว่าปล่อยให้พี่เหยาจมกับความรู้สึกของตัวเองดีกว่า ที่จะแสดงให้พี่เหยารู้ว่า พวกผมก็คิดในสิ่งที่พี่เหยาคิดเช่นกัน

พวกไอ้วิทย์ก็คงคิดแบบเดียวกัน พวกมันจึงเดินคุยและหัวเราะกันออกมาจากร้านให้เป็นปกติ

“เฮ้ยเอก มึงไปกับกู...พี่ไปกับไอ้ชัยกับไอ้รงค์นะ”ไอ้วิทย์บอกกับพี่เหยา เพราะมอเตอร์ไซด์มีแค่สองคัน และผมกับไอ้วิทย์ก็ตัวใหญ่พอๆกัน

“เล่นห่าอะไรอย่างนั้นวะ!”ผมกระซิบด่าไอ้วิทย์เมื่อขึ้นไปซ้อนอยู่หลังมันและแน่ใจว่าพี่เหยาไม่ได้ยิน มันไม่พูดอะไรแปลว่ารู้สึกผิดเช่นกัน

“เดี๋ยวก็หายหนาว!”ไอ้ชัยบอกอีกครั้ง เมื่อเรามายืนสั่นอยู่ริมอ่างแก้ว

เสื้อไอ้ชัยหนากว่าผมแต่ก็ไม่ช่วยให้มันหายหนาวได้เท่าไหร่ ไอ้วิทย์กับไอ้รงค์เตรียมมาพร้อมกว่า แต่ที่เห็นจะอุ่นที่สุดคือพี่เหยาที่ใส่เสื้อกันหนาวตัวใหญ่สีเขียวขี้ม้าแบบทหารที่ผมจำได้ตั้งแต่ที่เห็นว่าเป็นของทอม

สุดท้ายไอ้วิทย์ที่สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกกว่า ต้องแลกเสื้อกับไอ้ชัย ด้วยข้อแลกเปลี่ยนคือข้าวกลางวันตลอดอาทิตย์หน้า

“ไม่มีทาง!”พี่เหยาพูดเสียงแข็งกอดอกแน่น เมื่อผมมองดูเสื้อกันหนาวตัวใหญ่ของพี่เหยาอย่างสนใจ

“พี่ถอดออกมาก่อน”ผมบอกเมื่อมองดูเสื้อหนาวตัวใหญ่บนตัวพี่เหยาและคิดอะไรดีๆขึ้นมาได้

“ถอดก่อน!”ผมต้องย้ำอีกครั้ง เมื่อพี่เหยายังยืนกอดอกนิ่ง ส่ายหัวดิก

“ถอด!”คราวนี้ผมอาศัยข้อได้เปรียบทางร่างกาย จัดการล็อกคอ แล้วจับพี่เหยาถอดเสื้อจนสำเร็จ

ไอ้วิทย์กระโดดเข้ามาช่วยจับเมื่อพี่เหยาพยายามจะดึงเสื้อคืนจากมือผม

แล้วผมก็ต้องล็อกคอจับพี่เหยาใส่เสื้อหนาวอีกครั้ง เมื่อพี่เหยาไม่ยอมใส่เสื้อหนาวของผมที่ผมถอดให้

พี่เหยายืนกอดอก มองดูผมใส่เสื้อหนาวของตัวเองอย่างแค้นๆ แต่ผมไม่สนใจ

แล้วผมก็อาศัยจังหวะนั้น ล้วงมือลงไปในกระเป๋า หยิบ...ดอกไม้...ที่ให้กับพี่เหยา แอบโยนมันทิ้งไม่ให้พี่เหยาเห็น

ถ้ามองย้อนกลับไปจากวันนี้ ในวันนั้นผมไม่เคยนึกถามตัวเองว่า ทำไมผมต้องใส่ใจกับประทัดอันเดียวขนาดนั้น ถึงมันจะลั่นเปรี้ยงปร้างขึ้นมาก็คงฝากไว้ได้แค่รอยแผลเล็กๆเท่านั้น คงคล้ายกันกับครั้งหนึ่งเมื่อตอนเด็ก ตอนที่พี่เหยามานั่งสอนหนังสือให้ผม พี่เหยาเผลอใช้ไม้บรรทัดเหล็กของผมเกาเบาๆที่คาง เป็นรอยแดง ผมเห็นแต่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่เมื่อไม้บรรทัดอันนั้นหาย เมื่อผมต้องซื้ออันใหม่ ผมกลับเลือกไม้บรรทัดพลาสติกที่ตัวเองไม่เคยนึกอยากใช้ ตอนเลือกหยิบ ผมลองจับเหลี่ยมมันดูว่าไม่คม...ทำไมผมทำอย่างนั้น...

“หันหลัง!”ผมบอกพี่เหยา ก่อนจับพี่เหยาหมุนตัวหันหลังให้กับผม

“สอดแขนเข้ามา..”ผมบอกพี่เหยาอีกครั้ง เมื่อดึงพี่เหยาเข้ามาอยู่ในเสื้อหนาวตัวเดียวกัน

“ไม่เอา!”พี่เหยาปฏิเสธ ผมเลยต้องใช้มือขวาจับแขนซ้ายของพี่เหยายัดเข้ามาในแขนเสื้อข้างซ้าย และทำแบบเดียวกันกับแขนอีกข้างหนึ่ง

“อุ่นไหม? ทีนี้พี่ก็ได้ใส่เสื้อตั้ง 2 ชั้น”ผมพูดพลางกอดอก หรือจริงๆก็คือกอดพี่เหยาไว้กับอก

“นั่งเหอะ...”ผมบอก แต่พี่เหยาไม่ให้ความร่วมมือ เราเลยล้มลงไปกองกับพื้นไม่เป็นท่า

และเมื่อต่างคนต่างพยายามจะลุก ผลก็คือล้มกลิ้งกันอยู่บนพื้น ลุกไม่ได้เสียที

“หนัก!”พี่เหยาโวยทั้งหัวเราะ เมื่อสุดท้ายล้มลงไปนอนคว่ำอยู่กับพื้นหญ้า โดยมีผมนอนหัวเราะทับอยู่ข้างบน

พอลุกขึ้นนั่งได้ ผมถึงเพิ่งนึกได้ว่ามีพวกไอ้วิทย์นั่งอยู่ด้วย...พวกมันนั่งกันเงียบๆอย่างกับกลัวจะขัดความสุขของผมกับพี่เหยา

ผมสังเกตได้ว่า พวกมันแอบชำเลืองมองดูผมกับพี่เหยาซึ่งนั่งเหยียดขา เอนหลังพิงอยู่กับอกผมกันบ่อยๆ

อย่างที่เคยบอก ผมไม่รู้ว่าพวกมันรู้ถึงรสนิยมของผมหรือเปล่า และยิ่งไม่รู้ว่าพวกมันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ของผมกับพี่เหยามากน้อยแค่ไหน

จริงๆ ถ้าพวกมันรู้ผมก็ไม่แคร์ ไม่ใช่ว่าผมไม่แคร์ความรู้สึกนึกคิดของพวกมัน หากแต่ว่าคบกันมานาน จนผมรู้ว่าพวกมันต่างหากที่ไม่แคร์

“ขอเป๊บซี่หน่อย”พี่เหยาพูด และคนที่หยิบส่งให้คือไอ้วิทย์ และคนที่เอื้อมมือรับคือผม ส่วนพี่เหยาดึงมือหลบอยู่ในแขนเสื้อหนาวข้างเดียวกันกับผมนั่นแหละ

กระป๋องเป๊บซี่เย็นจนมือชา แต่มันอุ่นในใจดี เมื่อได้ยกให้พี่เหยาดื่ม

“เราลืมลอยกระทง!”ไอ้ชัยพูดขึ้นอย่างเพิ่งนึกได้ ไม่มีใครพูดอะไรนอกจากนั่งหัวเราะกัน เพราะเพิ่งนึกได้ว่าลืมลอยกระทงทั้งที่เป็นวันลอยกระทงก็ตอนมันพูดนี่แหละ

พอหยุดหัวเราะ ผมถึงเพิ่งได้ยินเสียงกีตาร์และเสียงเพลงที่ดังลอยมาจากจุดที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก

ผมรับหน้าที่เป็นคนส่งเสบียงเข้าปากพี่เหยาที่แกล้งลืมไปเสียแล้วว่าแขนตัวเองอยู่ที่ไหน

เรานั่งกินขนมกันไป คุยกันไป และหยุดฟังเสียงเพลงกับเสียงกีตาร์บ้าง

พอจบจากเสียงทุ้มๆของผู้ชาย ก็เป็นเสียงหวานๆของผู้หญิง และพอจบเสียงหวานๆ โดยไม่รอให้กีตาร์ทันเงียบเสียงนั้น ไอ้วิทย์ก็ทะลึ่งตะโกน

“ขอเพลงพี่สาวครับ ได้เก๊าะครับอ้าย?”

ไม่มีเสียงตอบ แต่เสียงกีตาร์ก็เปลี่ยนเป็นจังหวะที่คุ้นหูตามที่ไอ้วิทย์ร้องขอ

ผมเคยชอบเพลงนี้ มันเป็นเพลงที่เด็กผู้ชายชอบร้องแซวรุ่นพี่ผู้หญิง และพวกผมก็เป็นหนึ่งในเด็กผู้ชายเหล่านั้น แต่วันนี้ผมชอบมันยิ่งขึ้น

ผมกอดพี่เหยาไว้ โยกตัวไปตามเสียงเพลง ไม่ได้ร้องตาม ทำก็แค่ก้มหน้าลง ฮัมเพลงตามไปเบาๆที่ข้างหูพี่เหยา

แก้มเย็นๆของพี่เหยาสัมผัสกับแก้มของผม และบ่อยครั้งที่ผมทำตามใจตัวเองอย่างไม่นึกกลัวพวกไอ้วิทย์จะเห็น ผมกดปลายจมูกและริมฝีปากตัวเองกับแก้มเย็นๆของพี่เหยา และพี่เหยาก็ไม่เคยปฏิเสธ หากแต่ยิ้มรับ

พอมาถึงเนื้อเพลงท่อนสุดท้าย...พี่สาวครับ ผมฮักพี่แล้วครับ..ผมก็แนบริมฝีปากกับหูของพี่เหยาและร้องกระซิบเบาๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน

“จะฮักพี่ บ่มีหน่าย...บ่อยากเป็นน้องชายแล้วล่ะ......”

...เคยไหมที่วันที่เริ่มต้นอย่างธรรมดาๆ วันหนึ่งจะกลับกลายเป็นวันที่พิเศษที่สุด เป็นวันที่เราภาวนาว่า ขอให้เวลาหยุดอยู่แค่ตรงนั้น เป็นวันที่เราบอกกับตัวเองและนึกรู้ว่าคงจดจำมันไปชั่วชีวิต...ถ้าถามผม คำตอบก็คือวันนั้นนั่นเอง... วันที่ท้องฟ้าของเชียงใหม่เต็มไปด้วยแสงโคม วันที่ได้กอดพี่เหยาเอาไว้อย่างที่หัวใจเราใกล้ชิดกันที่สุด วันที่จดจำได้ว่า รอยยิ้มของพี่เหยาต่างหากที่ทำให้ผมมีความสุขอย่างแท้จริง...

...แล้วเคยไหม ที่วันที่คิดว่าพิเศษที่สุด จะกลับกลายเป็นวันที่เลวร้ายที่สุด เป็นวันที่ยอมเอาทุกอย่างในชีวิตมาแลก ภาวนาเพียงอย่างเดียวว่าขออย่าให้มันเกิดขึ้นจริง...ถ้าถามผม...มันคือหนึ่งวันหลังจากนั้น...



--------------------

จบตอน 8 

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ oaw_eang

  • Global Moderator
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8418
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2122/-586
ทิพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพ

ทิพแกล้งสองอะ!

ทำไมวันนี้ทิพลงน้อยจัง

สองรอมาทั้งวันแล้วนะรู้เปล่า


ปล. อาจารย์สีฟ้าครับ  อย่าว่าแต่จารย์เลย  เมื่อวานสองเองพออ่านเรื่องนี้จบ(ไม่ได้เม้นต์เพราะเนตเน่า)ก็อารมณ์ค้าง เอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปคิดต่อ ต้องมากมาย

จนต้องแปลกใจว่า...เอ๊ะ! เรานี้ท่าจะเป็นเอามากนะ  นอกจากเซ็งเป็ดแล้วก็มีนิยายในเวปแบบนี้เพียงแค่เรื่องนี้แหละที่สองอ่านแล้วเอาไปคิดต่อ  วิเคราะห์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในท้องเรื่องเป็นฉากๆ

สงสารเหยาที่เป็นเด็ก และ ดิ้นรนทำในสิ่งที่สมองของเด็กอายุ 14 คิดได้ว่ามันคือทางที่ดีที่สุด

หมั่นไส้และซูฮกทอม  ที่วางหมากสร้างสถานการณ์ให้ตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์แต่ยังคงได้ผลตอบแทนตามที่ใจหวัง  แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องไม่ดี

ติดตามพัฒนาการทางด้านความความของเอก  ที่ดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนแปลงไปตามวัย  เริ่มมีความรู้สึกและมุมมองที่ต่างไปจากวัยเด็ก  มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น  มนุษย์ที่ไม่ว่าจะยังไงก็ตามก็ยังคิดหาเหตุผลร้อยแปดเพื่อชี้ให้ถึงความชอบทำในสิ่งต่างๆที่ตัวเองได้กระทำลงไป

ตายแล้ว...............คนเขียนเอาสมองส่วนไหนคิดเคอะเนี้ย  ทำไมสองไม่มีสมองส่วนนั้นบ้างนะ   

อิจฉาและชื่นชมมากมาย


ปลล. อยากรู้ว่า อีกสองเดือนอะไรจะเกิดขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม  เอาใจช่วยเหยาตลอดเวลา

รักเหยามากมาย

อิเจ้

อาจารย์..สีฟ้า

  • บุคคลทั่วไป
ค้างอย่างแรงครับ พี่ทิพย์

" แล้วเคยไหม ที่วันที่คิดว่าพิเศษที่สุด จะกลับกลายเป็นวันที่เลวร้ายที่สุด เป็นวันที่ยอมเอาทุกอย่างในชีวิตมาแลก ภาวนาเพียงอย่างเดียวว่าขออย่าให้มันเกิดขึ้นจริง...ถ้าถามผม...มันคือหนึ่งวันหลังจากนั้น..."

น่าคิดจังประโยคนี้ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น.........แต่ก็ทำใจไว้ล้วงหน้าแล้ว เพื่อเศร้า

"แสดงความเป็นเจ้าของ โดยการทำร้ายเพื่อแสดงอำนาจที่เหนือกว่า"

คุณภัคD คิดได้ไงเนี้ยะ..เข้าใจเลยว่า เอกต้องเจ็บปวดมากๆๆ แต่เอกไม่รู้หลอกว่าเหยาก็คงเจ็บปวดไม่น้อยไปกว่ากัน

สุดยอดจริงๆๆๆๆ ครับ คุณภัคD  เก็บรายละเอียดได้งดงามมากจริงๆ งดงามทั้งภาษา อารมณ์ และความรู้สึกสมกับเป็น"เพชรแห่งวรรณกรรมของเล้าเป็ด"

:L1: :L1:รักเหยา กับ เอกที่สู้ด ถึงแม้จะเป็นแค่ตัวละครในนิยาย  แต่ก็รักมากมายเหมือนเจ้สองครับ



ปล.เข้ามาอ่านตอนเช้าแล้วจะทำงานรู้เรื่องมั้ยเนี้ยะ...รอ  รอ  รอ...รอพี่ทิพย์คนเดียว


เป็นกำลังใจให้พี่ทิพย์เสมอครับ   :L2: :L2: :L2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-04-2008 08:34:31 โดย อาจารย์..สีฟ้า »

ออฟไลน์ oaw_eang

  • Global Moderator
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8418
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2122/-586
เข้ามารอทิพเคอะ

ทิพๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

อยู่ไหนเนี้ย?

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
หรือจะให้เป็นแค่ความทรงจำ#9


ผมนอนกำมือแน่นซ่อนตัวอยู่ในความมืด ทั้งที่แสงสว่างอยู่แค่ตรงหน้า แต่ผมกลับกลัวมัน

กระบอกตาผมร้อนผ่าวและปวดเพราะอาการเก็บกลั้นน้ำตาไว้ แต่ก็ไม่สำเร็จ เหมือนกับลำคอที่ผมพยายามเก็บกักเสียงสะอื้นไว้จนมันร้าวไปทั้งคอ

ผมมองดูแผ่นไม้ที่เห็นอยู่ตรงหน้า พยายามนึกและนึกว่าทำไมผมมาอยู่ตรงนี้...ไม่ใช่ว่าผมจำไม่ได้ เพียงแต่ผมหวังว่า สิ่งที่เพิ่งผ่านพ้นไปเพียงไม่ถึงชั่ววัน มันจะช่วยผมให้หลุดพ้นจากความเจ็บปวดที่กำลังเผชิญอยู่แม้สักนิดก็ยังดี

เวลานี้ของเมื่อวานนี้ผมกำลังทำอะไรอยู่นะ...ผมแกล้งถามตัวเองเป็นรอบที่ร้อย...ภาพพี่เหยาที่ก้มหน้าก้มตาอ่านสมุดจดงานของตัวเองมันยังเจนอยู่ในความคิดผม แล้วพี่เก้ากับพี่นัทก็เข้ามา พวกเราหัวเราะกัน และพี่เหยายิ้มกว้างอย่างที่ผมนึกได้ว่าไม่ได้เห็นมาเสียนาน อย่างที่ผมคิดว่า อยากเห็นอีกบ่อยๆเหลือเกิน

ผมเกร็งท่อนแขนตัวเองที่วางนาบอยู่กับพื้นปาร์เก้เย็นๆ เมื่อยังจดจำได้ถึงความอบอุ่นของพี่เหยาที่อยู่ในเสื้อกันหนาวตัวเดียวกันกับผม แขนเราอยู่ในแขนเสื้อตัวเดียวกัน พี่เหยานั่งพิงผมและผมกอดพี่เหยาไว้แน่น...อากาศหนาวที่ตีนดอยยังไม่กล้าแม้เข้ามารบกวนเรา มันอุ่น...อุ่นเข้าไปถึงเนื้อของหัวใจ...ผมจำได้

‘หัวใจคนเต้นกี่ครั้งต่อนาที?’ผมกระซิบถามพี่เหยา ไม่ได้มีความหมายอะไรมากมาย แค่นึกขึ้นมาได้ถึงจำนวนครั้งที่เคยรู้เพราะต้องท่องจำไปสอบ และนึกขึ้นมาได้ว่าสิ่งที่เคยรู้นั้น วิ่งกลับคืนไปหาอาจารย์เสียหมดแล้ว...และที่นึกขึ้นมาได้ ก็เพราะพี่เหยาที่นั่งพิงผมอยู่ขยับตัว แผ่นหลังของพี่เหยาที่มันเบียดเข้ามาชิดกับหน้าอกผม มันทำให้ผมรู้สึกถึงจังหวะเต้นของหัวใจตัวเองชัดเจนขึ้น

พี่เหยาไม่ได้ตอบ แต่ขยับมือตัวเองมาวางนาบที่หน้าอก

‘หัวใจเอกเต้นแรงกว่า’พี่เหยาบอก ก่อนขยับตัวให้ห่างออกจากผม เพื่อจะจับจังหวะหัวใจตัวเองให้ชัดขึ้น แต่ผมรั้งพี่เหยาให้กลับมาพิงอกผมไว้อย่างเดิม

‘ก็นับของผมก็ได้’ผมบอกพี่เหยา ขยับแขนกลับไปกอดพี่เหยาไว้เหมือนเดิม

เราต่างนั่งเงียบ นับจังหวะเต้นของหัวใจผมที่สัมผัสอยู่กับแผ่นหลังของพี่เหยา

เวลาหนึ่งนาทีดูจะยาวนานเกินไป เพราะเมื่อใจมันจดจ่ออยู่แค่หน้าอกผมที่แนบสัมผัสอยู่กับแผ่นหลังพี่เหยา ผมก็นึกถึงอย่างอื่นมากกว่าเสียงหัวใจตัวเอง

‘ไม่อยากให้พวกมันนั่งอยู่ตรงนี้เล้ย!’ผมซุกหน้าสูดลมหายใจลึกๆที่ซอกคออุ่นๆของพี่เหยา ในขณะที่กระชับอ้อมแขนกอดพี่เหยาแน่น

‘ยุบหนอๆ’พี่เหยาพูดไปหัวเราะไปพลางขยับตัวหนีจากสิ่งที่มันไม่ยอม...ยุบหนอ...ตามที่พี่เหยาบอก

‘ต้องบอกว่าพองหนอๆต่างหาก’ผมแนะ ก่อนกระชับแขนดึงพี่เหยากลับมาเหมือนเดิม พี่เหยาเงียบอันเป็นเครื่องหมายของคำถามว่า...ทำไมล่ะ? ผมเลยต้องอธิบายต่อ

‘ก็เวลาปวด ก็ท่องว่า...ปวดหนอๆ แล้วจะไม่ปวด เวลาง่วงก็ท่องว่า...ง่วงหนอๆ แล้วจะ...’

‘หลับไปเลย!’พี่เหยาต่อให้

‘ไม่ใช่! หายง่วงสิ...พี่นี่ ไกลวัดยิ่งกว่าผมอีก’

‘พองหนอๆ...พองหนอๆ’พี่เหยาพูดไปหัวเราะไป มือที่ซุกอยู่ในแขนเสื้อหนาวก็แกล้งลูบที่แขนผมเบาๆ

‘แล้วทำไมมันพองขึ้นล่ะ?!’พี่เหยาถามทั้งหัวเราะ ขยับตัวหนีจากผมอีกครั้ง

‘ก็พี่ทำอะไรล่ะ!?’ผมย้อนถาม กอดพี่เหยาไว้แน่นไม่ให้ขยับหนี

‘กลับกันเถอะ?’ผมชวน เมื่อแน่ใจว่าไอ้ที่พองๆอยู่มันคงไม่ยุบลงง่ายๆถ้ายังนั่งกอดพี่เหยาอยู่อย่างนี้

‘โคมยังเต็มฟ้าอยู่เลย’พี่เหยาบอก อันหมายถึงให้ผมทนไปก่อน...แม้อยากกอดพี่เหยาใจจะขาดแต่ตอนนั้น ผมก็เสียดายถ้าจะจบเวลาแห่งความสุขลงแค่นั้นเช่นกัน

จนแสงโคมหายไปจากฟ้า จนฟ้าเริ่มสว่าง จนหมอกเริ่มจาง และแน่ใจว่าทอมน่าจะออกจากบ้านไปแล้ว ผมจึงชวนพวกมันแยกย้ายกันกลับ

ผมบอกให้พี่เหยาทิ้งรถไว้ที่บ้านไอ้วิทย์ แล้วซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ผมกลับแทน จะได้ไม่ต้องวนไปวนมา

‘เอาแบบหนาวเข้ากระดูก แต่แป๊บเดียวถึง หรือว่าหนาวไม่ถึงกระดูก แต่...นาน น๊าน นาน กว่าจะถึง’ผมหันไปถามพี่เหยาที่ขึ้นมานั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ มือก็บิดแฮนด์มอเตอร์ไซด์เตรียมออกตัว

‘งั๊นส่งพี่ลงหน้ามอ เดี๋ยวขึ้นสี่ล้อตามไป!’พี่เหยาบอกตัวเลือกที่น่าจะหนาวน้อยที่สุด

‘หนาวเนื้อห่มเนื้อจะหายหนาว...’ผมไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธทางเลือกของพี่เหยา เพราะรู้ว่าพี่เหยาพูดเล่น และเลือกที่จะร้องบอกพี่เหยาเป็นเพลง ก่อนเข้าเกียร์ และออกตัวแรงจนพี่เหยาต้องรีบคว้าเอวผมไว้

‘กลับไปจะห่มเนื้อพี่ให้อุ่นเลย!’ผมตะโกนบอกพี่เหยาแข่งกับเสียงลม พี่เหยาหัวเราะ ก่อนซุกตัวอาศัยหลังของผมเป็นเครื่องกำบังลม

‘จะช้าจะเร็ว แต่เอาแบบกลับถึงนะเอก...’พี่เหยาบอกผมเมื่อต้องจอดรถติดอยู่ที่สี่แยกไฟแดง หน้าพี่เหยายังเบียดซุกอยู่ที่แผ่นหลังผม ในขณะที่เสียงพี่เหยาสั่นเพราะความหนาว

‘พี่หนาวเหรอ?’ผมถาม เอื้อมมือสองข้างไปข้างหลัง ดึงมือพี่เหยาที่กอดอกไว้แน่นขึ้นมาโอบเอวผมไว้ พี่เหยาจะดึงมือกลับแต่ผมไม่ยอม

‘มือพี่เย็นเจี๊ยบเลย’ผมบอก และดึงมือพี่เหยาขึ้นมาจูบแรงๆ

ไม่ใช่ว่าไม่มีรถจอดติดไฟแดงอยู่แถวนั้น แต่ความสุขที่มันเกิดณ.ตรงนั้น ความสุขที่มันเต็มล้นอยู่ในหัวใจตั้งแต่เมื่อคืน จนถึงเดี๋ยวนั้น มันทำให้ผมมีความกล้าที่จะไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

‘ทำอะไร?!’พี่เหยา ถามอย่างตกใจ เมื่อผมดึงมือพี่เหยาให้โอบรัดเอวผมอีกครั้ง แต่คราวนี้ผมซุกมันไว้ใต้เสื้อผมแทน

‘ตกใจอะไร? แค่ซุกไว้ข้างในเสื้อ...อุ่นเปล่า?’ผมถามจับมือพี่เหยาที่ซุกอยู่ใต้เสื้อผมไว้แน่น ไม่ให้ดึงมือคืน

‘อือ’พี่เหยาตอบ ไม่ดึงมือคืนแล้ว

‘แต่มือพี่เย็นจนเอวผมแข็งเลย...กลับถึงบ้าน ตาพี่ทำให้ผมอุ่นบ้างนะ’ผมเอี่ยวคอหันไปบอกพี่เหยา เสียงไม่เบานัก

‘เสียงดัง!’พี่เหยาดุ

‘ไม่เห็นเป็นไร เจอกันแค่ครั้งเดียว...จับแน่นๆนะ’ผมเตือน เมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนสี

ใจหนึ่งอยากขี่ช้าๆ อยากให้เวลาหยุดอยู่แค่ตรงนั้น แต่อีกใจก็อยากกลับไปห่มเนื้อพี่เหยาให้อุ่นไวๆ เพราะผมยังเชื่อ...ความสุขคงจะยาวนาน

ย่าเปิดร้านแล้ว แต่ผมก็เลือกจอดมอเตอร์ไซด์ทิ้งไว้ที่หน้าบ้าน ก่อนวิ่งตามพี่เหยาเข้าไปในบ้านของทอม ผมทนรอได้แค่ให้พี่เหยาดึงประตูปิด ผมกอดพี่เหยาจากด้านหลังเมื่อพี่เหยาคล้องแม่กุญแจ ไม่สนใจว่าจะมีใครมองเข้ามาเห็น และพี่เหยาก็แค่หัวเราะ ไม่ปฏิเสธอ้อมแขนผมสักนิด

เมื่อล็อคกุญแจเสร็จ พี่เหยาก็หันมาหาผม โอบแขนรอบคอผม และรั้งผมให้ก้มลง

แก้มและริมฝีปากพี่เหยาเย็น แต่ปลายลิ้นของพี่เหยาอุ่น เหมือนกับปลายนิ้วของพี่เหยาที่สัมผัสที่หลังคอผมนั้นเย็นเชียบแต่ผิวเนื้อใต้ร่มผ้าที่ผมสอดมือเข้าไปคลึงเคล้นและสัมผัสนั้นกลับอุ่นจนร้อน

พี่เหยาหัวเราะในลำคอ เมื่อขบเบาๆที่ปลายลิ้นอันจาบจ้วงของผม คล้ายจะเตือนให้ใจเย็นลง แต่ตรงข้าม พี่เหยากลับแทรกเรียวขาอย่างจงใจเสียดสัมผัสกับต้นขาด้านในของผม

พี่เหยารั้งมือของผมที่พยายามจะสอดลึกลงใต้เอวกางเกงนักศึกษาของพี่เหยาไว้ แต่กลับสอดปลายนิ้วเย็นของตัวเองเข้าสู่ความร้อนรุ่มใต้กางเกงนักศึกษาของผม

‘ตรงนี้อุ่นดีจัง!’พี่เหยากระซิบและหัวเราะ เมื่อเน้นสัมผัสของปลายนิ้วเย็นๆกับความแข็งขืนและร้อนที่สุดในตัวผม

ผมหลับตาแน่น แต่มองเห็นภาพมือขาวๆของพี่เหยากำลังทำหน้าที่ของมันอย่างช่ำชอง

ผมสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงตัวเองเผลอครางออกมา เมื่อพี่เหยาเป่าลมหายใจร้อนๆรดต้นคอ

‘เบาสิ...นี่หน้าประตูนะ...’พี่เหยากระซิบเตือนเบาๆ แต่กลับไล้ปลายลิ้นอุ่นๆไปตามติ่งและหลังใบหู ทั้งที่รู้ว่านั่นคือส่วนที่ไวความรู้สึกของผม

‘ก็พี่แกล้งผมนี่!’

‘งั๊น หยุด!’ไม่พูดเปล่า พี่เหยาหยุดการทำงานของมือตัวเองซะงั๊น ทั้งที่ริมฝีปาก ลมหายใจและปลายลิ้นยังแกล้งคลอเคลียอยู่ที่ข้างหูอันเป็นจุดที่อ่อนไหวของผม

‘อือ... หยุด’ผมรวบรวมกำลังใจทั้งหมด จนพูดออกมาได้ทีละคำ

‘ผมอยากกอดพี่’ผมได้ยินเสียงตัวเองพูดออกมาอย่างยากเย็น เพื่ออธิบายต่อข้อกังขา ที่เห็นในดวงตาของพี่เหยาเมื่อผมบอกให้หยุด และดึงมือพี่เหยาที่เกาะกุมความแข็งขืนของผมอยู่ออกมาช้าๆ

ใช่...ผมอยากกอดพี่เหยา แต่มันไม่ใช่แค่ความหมายของการทำเพียงเพื่อปลดปล่อยความต้องการของกันและกันให้จบไปเพียงเท่านั้น

ผมอยากกอดพี่เหยา แบบที่ครั้งหนึ่งเคยทำ ครั้งหนึ่งที่แกล้งหลงลืม ว่าในโลกใบนี้มีทอมยืนอยู่กลางระหว่างผมกับพี่เหยา

ผมจับแก้มเย็นๆของพี่เหยา และจูบพี่เหยาเบาๆ เมื่อพี่เหยายังมองผมอย่างค้นหาคำตอบว่า ตัวเองทำอะไรที่ผิดไปหรือเปล่า

‘ผมแค่อยากกอดพี่’ผมกระซิบย้ำ ก่อนจูบที่แก้มเย็นๆนั้นอีกครั้ง และพี่เหยาก็เอื้อมมือมาโอบกอดผมเอาไว้

เรากอดกันอยู่อย่างนั้น ยังสัมผัสได้ดีถึงแรงปรารถนาในตัวกันและกัน แต่เราก็แกล้งเพิกเฉยต่อมัน

‘แต่ผมไม่ได้หมายถึง แค่กอดอยู่แบบนี้นะ!’ผมกระซิบบอกและพี่เหยาหัวเราะ เมื่อเรารู้สึกเต็มอิ่มกับความอิ่มเอมใจที่เกิดขึ้น เมื่อเราเห็นพ้องต้องกันว่า ถึงเวลาตามใจแรงปรารถนาเสียที

ผมยังจำภาพพี่เหยาที่นอนมองผมได้... ผ้าปูที่นอนสีน้ำตาลทองที่เข้ากันได้ดีกับผิวเนื้อขาวจัดของพี่เหยา แสงแดดสีทองที่ตกต้องผิวหน้าของพี่เหยา มันไม่สวยเท่าแสงโคมแต่ก็น่าจำกว่าแสงไฟสีส้มสลัวของทอม




--------------------

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
ผมก้มจูบพี่เหยาทุกครั้งที่ปลดกระดุมเสื้อพี่เหยาออกทีละเม็ด...จับจ้องดูแต่พื้นผิวที่ค่อยๆเผยให้เห็นทีละน้อย...ไล้ปลายนิ้วสัมผัสก่อนที่จะประทับริมฝีปากลงทุกอณูเนื้อที่ปรากฏต่อสายตา

ผมบอกความปรารถนาของตัวเองให้รอคอยอยู่อย่างสงบ เพื่อดื่มด่ำกับความสุขอันอ่อนโยนที่ตรงหน้า

ความสุขที่ผมบอกกับตัวเองอยู่ในใจ ว่าจะไม่ลืมเลือนมันไปอีก...ความสุขที่ผมบอกและถึงขั้นสาบานกับตัวเองว่า...ต่อไปจะไม่กระทำกับพี่เหยาอย่างที่ผ่านมา เพราะผมเพิ่งได้ตะหนักว่าในทุกครั้งที่เคยครอบครองร่างกายพี่เหยา มันมีแต่ความสุขทางกาย หากแต่ผมไม่เคยได้รับความสุขใจใดๆเลย จนเมื่อได้สัมผัสณ.เวลานี้ ผมจึงตะหนักว่า...นี่ต่างหากคือความสุขที่ผมหลงลืมวิธีที่จะไข่วคว้าได้มันมา ความสุขที่มิใช่การตักตวงแค่การครอบครองทางกายแต่ฝ่ายเดียว...

...จนถึง ณ.วันนี้ผมจำได้ดีว่า ความสุขในวันนั้นเป็นอย่างไร จำได้ดีพอๆกับอีกหนึ่งความรู้สึกที่อยู่คนละข้างกันอย่างสิ้นเชิง และอาจฝังลึกอยู่ในใจผมยิ่งกว่า...เพราะความทุกข์ไม่น่าจดจำหากแต่กรีดรอยได้ลึกบังคับให้เราจดจำได้ดียิ่งกว่าความสุขเสมอ...ความสุขวันนั้นก็เช่นกัน มันถูกฉีกกระชากและแทนที่ด้วยความทุกข์ที่ผมไม่เคยรู้จักและถูกบีบบังคับให้จดจำมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

เสียงพูดคุยและหัวเราะอย่างสนุกสนานที่ดังมาจากชั้นล่าง แต่กลับเป็นความหวาดผวาและตื่นกลัวของผมและพี่เหยา

เสียงหัวเราะและพูดคุยอันจับสำเนียงเสียงไม่ได้นั้น เหมือนไฟร้อนๆที่ทำให้ผมกับพี่เหยาผวาลุกขึ้นจากความสุข

ในขณะที่ผมยืนละล้าละลังทำอะไรไม่ถูก พี่เหยากลัดกระดุมเสื้อตัวเอง สาวเท้าออกไปนอกห้องอย่างร้อนรน

‘ทอม?’ผมถามเมื่อพี่เหยากลับเข้ามา และคำตอบของพี่เหยาคือดวงตาอันสับสนและหวาดกลัว

เสียงที่ดังมาจากชั้นล่าง แม้ฟังยังไม่ได้ศัพท์ หากแต่รู้ว่ามิใช่แค่คนเดียว และไม่มีเสียงคุ้นหูของทอม ยิ่งกว่านั้น เสียงนั้นใกล้เข้ามาทุกทีและทุกที

‘ไปไหน?’พี่เหยาร้องถาม และขืนตัวไว้ เมื่อผมดึงพี่เหยาให้ไปกับผม

ผมตอบพี่เหยาไม่ได้ แต่ผมรู้ว่าผมไม่ต้องการยืนอยู่ที่ตรงนั้น และไม่ต้องการทิ้งพี่เหยาให้เผชิญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามลำพัง ในเวลานั้นผมกลัว แต่กลัวกว่าหากต้องยืนรอคอยอยู่เฉยๆ

‘ออกไปข้างนอก’ผมบอกพี่เหยาในที่สุด ทั้งที่ยังนึกไม่ออก จะรอดพ้นสายตาของทอมหรือใครที่อยู่ข้างล่างนั้นออกไปได้อย่างไร

‘ไม่ได้หรอก...ขึ้นไปข้างบน!’พี่เหยาพูดเสียงสั่น ดึงผมให้วิ่งตามขึ้นบันไดไปชั้นบน แต่เราก็หยุดอยู่ได้แค่นั้น

‘กุญแจ?...มาได้ยังไง...ทุกทีมันไม่มี!’พี่เหยาเขย่าประตูที่ลงแม่กุญแจไว้แน่นหนา ก่อนที่จะตัดสินใจวิ่งนำผมกลับลงมาและเข้าไปในห้องอีกครั้ง

‘เอกไปหลบที่ระเบียง!’พี่เหยาพูด และผลักผมไปที่ระเบียงเมื่อผมขืนตัวไว้ไม่ยอม

‘ไม่เอา!’ผมไม่ยอม เพราะรู้ถ้าพวกมันเข้ามาถึงในห้อง ถ้าหลบที่ระเบียงก็คงมีแค่ผมที่พี่เหยาหมายใจให้หลบ

‘เร็วสิ!’พี่เหยาเร่งและผลักผมเต็มแรง และก็ต้องหยุดอยู่แค่ตรงนั้น

‘ทำไมล็อคกุญแจล่ะ?...พี่ไม่เคยล็อคนี่!’พี่เหยาพูดปนสะอื้น เมื่อแม่กุญแจดอกใหญ่ลงล็อคไว้ในที่ๆเป็นสิทธิ์ส่วนตัวของพี่เหยา

พี่เหยามองไปรอบห้องอย่างสิ้นหวัง

‘ลงไปข้างล่างกันเถอะ!’ผมเอ่ยปากชวนอีกครั้ง และฉุดพี่เหยาให้เดินตาม แต่พี่เหยาไม่ยอม

‘ผมมาบ้านพี่แล้วมันผิดตรงไหนล่ะ?’ผมเอ่ยถามในสิ่งที่เป็นจริง หากความสัมพันธ์เรายังเป็นแค่พี่น้อง หากเราไม่มีชะหนักติดหลังกันอยู่ และแม่กุญแจที่ลงปิดประตูทางหนีเราไว้ทุกที่ มันเป็นสัญญาณบ่งบอก ว่าชะหนักที่ติดอยู่บนหลังนั้น ไม่เป็นความลับอีกต่อไป....แต่ก็อีกนั่นแหละ บางส่วนของหัวใจมันคิดค้านว่า พี่เหยากับทอมไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย แล้วผิดอะไร ถ้าผมจะอยู่ที่นี่?

...ถ้าคิดแบบนั้น แล้วผมกลัวทำไมล่ะ?...เสียงของความจริงมันร้องถามผม

เสียงฝีเท้านั้นบ่งบอกว่ากำลังขึ้นบันไดมา และเสียงของความหวังก็กำลังจะจากไป

‘ไม่เป็นไรหรอก...เอกหลบที่ใต้เตียงนะ’พี่เหยาพูดปลอบผม ทั้งที่ริมฝีปากตัวเองสั่นระริก

‘ทำไมผมต้องหลบล่ะ?’ผมยังดึงดัน

‘ทอมอาจจะลืมของ...’ผมพยายามคิดและให้เหตุผลที่น่าจะเป็นได้ ผมกับพี่เหยาอาจจะตกใจกลัวเกินเหตุ รถพี่เหยาไม่อยู่ ทอมอาจจะไม่รู้ว่าพี่เหยาอยู่ ห้องทอมอยู่อีกด้าน ทอมอาจไม่ใส่ใจที่จะเข้ามาในห้องนี้เลยก็ได้

‘ไม่ใช่ทอม...’พี่เหยาพูดในสิ่งที่ผมเองก็รู้ เพราะเสียงที่ได้ยินไม่มีเสียงคุ้นหูของทอมเลย

‘เพื่อนทอมมาหาทอมไง...’

‘ก็อาจใช่...เอกก็หลบไปสิ พี่ไม่อยากให้...’

‘พี่จะให้ผมหลบได้ไง พี่ก็รู้พวกมันมาทำไม!?’ในที่สุดผมก็ต้องยอมรับในสิ่งที่ตัวเองรู้ และพี่เหยาก็รู้

ในวันนั้น ในเวลานั้น ผมพร้อมที่จะสู้ แม้ยากจะบอกว่าสู้ด้วยความรู้สึกอย่างไร...อาจสู้ด้วยความกล้า เพื่อจะรักษาความสุขที่มันยังหลงเหลืออยู่ในใจ...หรือด้วยความกลัว และพร้อมจะสู้อย่างจนตรอก หรืออาจจะด้วยความเกลียดชัง เมื่อนึกเห็นภาพที่กำลังจะเกิดขึ้นกับพี่เหยา หากผมไม่อยู่ที่ตรงนั้น

ในตอนนั้น ผมรู้...ผมพร้อมที่จะสู้ ถ้าเพียงแต่พี่เหยาให้สิทธิ์นั้นแก่ผม ถ้าเพียงแต่พี่เหยายอมที่จะยืนอยู่ฝั่งเดียวกันกับผม...แต่มันไม่ใช่ พี่เหยายืนยันที่จะให้ผมหลบซ่อนตัว

‘ทำไมผมต้องหลบ?’ผมถามอย่างไม่เข้าใจ เพราะแม้จะรู้ว่าตัวเองกลัว แม้ว่าถ้าเลือกได้ผมก็คงไม่อยากให้มันเกิดขึ้น แต่เมื่อเลือกไม่ได้ ผมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน ผมจะไม่ทิ้งพี่เหยาไว้กับความกลัวเพียงคนเดียว

‘อย่าทำให้มันเป็นเรื่องได้ไหม?’พี่เหยาพูดกับผมเสียงแข็ง เมื่อผมยังคงดื้อดึง

‘เอกทำอะไรไม่ได้หรอก...’พี่เหยาพูดในสิ่งที่ผมรู้ว่า ท้ายที่สุดมันก็คงเป็นอย่างนั้น ผมคนเดียวมีหรือจะสู้ฝรั่งตัวโตๆตั้งหลายคนได้

‘เอกจะทำยังไง ถ้าน้าสุรู้?’พี่เหยาถาม และผมก็ต้องยอมรับ ว่านั่นไม่ได้อยู่ในความคิดผมเลย

‘แม่จะรู้ได้ยังไง?’ผมย้อนถาม อย่างดื้อดึง

‘ก็แล้วถ้ารู้ล่ะ?...ถ้ารู้...เอกจะบอกน้าสุว่ายังไง?’พี่เหยาถาม ตาจับจ้องที่ประตู เสียงพูดคุยใกล้เข้ามาทุกที

ผมไม่แน่ใจ ว่าแม่จะรู้เรื่องอะไรได้ ก็แค่เรื่องต่อยตี มันไม่ใช่ครั้งแรกของผมเสียหน่อย ทอมต่างหากที่ต้องเป็นคนตอบคำถามทั้งหมด...แต่ถ้าแม่รู้ล่ะ?...ผมเริ่มคิด

ตั้งแต่เริ่มโต คำเตือนที่ได้ยินจนหูชาทั้งจากพ่อกับ แม่ และจากบรรดาอาจารย์ทั้งหลาย คือคำเตือนเรื่องความรัก...ยังไม่ถึงวัยบ้างล่ะ...หน้าที่ของพวกผมตอนนี้คือการเรียนบ้างล่ะ...แต่ไม่มีอาจารย์คนไหนหรือแม้แต่พ่อแม่กล้าออกปากเตือนว่า...อายุแค่นี้อย่าริอ่านมีเซ็กซ์ ผมรู้...ไม่ใช่ว่าไม่เตือนคืออนุญาติ แต่ไม่เตือนเพราะไม่อยากชี้โพรงให้กระรอกวัยแก่แดดอย่างพวกผม ไม่เตือนเพราะคิดและรู้ว่า...วัยอย่างพวกผมยังห่างไกล

แล้วแม่จะว่าอย่างไร ถ้ารู้ว่าลูกชายแม่รู้จักคำนี้ รู้จักเซ็กซ์ ก่อนที่แม่จะจูงมือไปทำบัตรประชาชนเสียอีก...แม่จะว่าอย่างไร ถ้าเซ็กซ์ที่ว่า เกือบใกล้เคียงกับการข่มขืน ที่ตัวลูกชายแม่เองเป็นฝ่ายกระทำ ซ้ำร้ายฝ่ายตรงข้ามยังเป็นผู้ชาย...เป็นพี่เหยาที่แม่ภูมิใจนักหนา

ถ้าความเป็นเด็ก ทำให้ใครต่อใครยกโทษให้...แต่ผมรู้ ตลอดชีวิตจะไม่มีใครลืมมัน...เหมือนกับไอ้วิทย์ที่ไม่เคยเปิดปากพูดถึงความผิดผม แต่วันหนึ่งมันก็ด่าแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด...เพราะกูไม่เหี้ยเหมือนมึง...

ถ้าแม่รู้...ผมจะสู้หน้าแม่ต่อไปอีกได้อย่างไร...

ให้เพื่อนรู้...ไม่เหมือนกับให้พ่อแม่รู้...ความรู้สึกมันต่างกัน โดยเฉพาะกับเรื่องเซ็กซ์

คิดได้แค่นี้ ความกลัวมันก็วิ่งแซงความกล้า เพียงแต่เป็นความกลัวต่อความรู้สึกผิดต่อพ่อและแม่...

อาจเป็นเหตุผลเดียวกันว่า...ทำไมพี่เหยาถึงยอมทุกอย่าง เพียงให้ทุกอย่างเป็นความลับตลอดไป ถ้าเพียงผมไม่เป็นฝ่ายก้าวเท้าเข้ามา ผมเองก็คงไม่มีวันล่วงรู้ความลับนั้นเช่นกัน

...ความผิดเก็บไว้กับตัวดีที่สุด ไม่ใช่เพียงเพื่อปกป้องตัวเอง แต่เป็นการปกป้องคนที่เรารักด้วย...พี่เหยาเคยบอกผมอย่างนั้น และวันนี้ผมก็เข้าใจ

การให้ผมหลบซ่อนตัว ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวผม แต่มันเพื่อตัวพี่เหยาเองด้วย...ถ้าแม่รู้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เรื่องของพี่เหยาจะเป็นความลับอีกต่อไป มันจะกลายเป็นเรื่องราวระหว่างผู้ใหญ่ ไม่มีเหตุผลที่พ่อแม่ของพี่เหยาจะไม่รู้เรื่องอีกต่อไปเช่นกัน... มันไม่เกี่ยวว่า ใครคือฝ่ายกระทำ หรือถูกกระทำ...ใครควรถูกกล่าวโทษ หรือควรได้รับความเห็นใจ หากแต่เรื่องบางเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน...ความลับคือคำที่ดีที่สุด...

‘เอก!...เร็วสิ’พี่เหยาเร่งเมื่อผมยังยืนนิ่ง

‘เอก...’

ด้วยเหตุนี้ผมจึงต้องนอนสงบนิ่งอยู่ใต้เตียงอย่างคนขี้ขลาด มองเห็นก็แต่ปลายเท้าของใครต่อใครที่บุกรุกเข้ามาอย่างถือดี...มองเห็นเพียงปลายเท้าพี่เหยาที่ก้าวถอยอย่างคนไม่มีทางสู้ ก่อนที่จะถูกเหวี่ยงขึ้นมาบนตียงเหมือนตุ๊กตาที่ไม่มีชีวิต

ถึงมองไม่เห็น แต่ผมก็นึกเห็นในสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเสียงทุกอย่างมันแจ่มชัดที่ปลายหู...เสียงการต่อสู้ดิ้นรนของคนไร้ทางสู้...เสียงพูดคุยและหัวเราะชอบใจของคนที่หลงลืมความเป็นมนุษย์ของตัวเอง

ชุดนักศึกษาที่ถือว่าเป็นเกราะกำบังกายชั้นเยี่ยม ที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผู้สวมใส่ย่อมได้รับการปกป้องจากสังคม มาตอนนี้ผมได้ยินเสียงมันถูกฉีกกระชากอย่างไม่ใยดี กระดุมที่เมื่อครู่ผมยังค่อยๆปลดออกทีละเม็ดอย่างถนอมมือกลับถูกแรงกระชาก ขาดกระเด็น ร่วงหล่นบนพื้น

เสียงฝ่ามือหยาบหนา ที่คงกระทบกับผิวแก้มเย็นๆของพี่เหยา หลายต่อหลายครั้ง...มันเงียบลงพร้อมกับการดิ้นรนขัดขืนที่สิ้นสุดลง

แม่จะรู้ได้ยังไง?...ผมถามตัวเอง เมื่อความอดทนนั้นสิ้นสุด แต่เพียงแค่ขยับตัว ผมก็เย็นวาบไปทั้งตัว เมื่อเห็นเงาขาของใครคนหนึ่งเดินมาที่ช่องประตูที่ปิดไม่สนิท

ถึงไม่เห็นหน้า แต่อะไรบางอย่างก็บอกผมว่า...คือทอมที่ยืนอยู่ตรงนั้น

คือทอม...ที่ยืนมองพี่เหยากำลังถูกทำร้าย

มันเป็นความสับสนที่เกิดขึ้น จนผมแทบจะไม่เข้าใจแม้แต่สิ่งที่ตัวเองคิด

ผมดีใจ...พี่เหยาจะได้รู้สักทีว่าทอมชั่วชาติเพียงไร ต่อไปคำขอโทษของทอมจะได้ไร้ความหมาย




--------------------

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
แต่ผมก็ผิดหวัง เมื่อเจ้าของขาที่ผมคิดว่าเป็นทอม หยุดยืนอยู่แค่ตรงนั้น สุดท้ายเดินหันหลังจากไป

หรือจะไม่ใช่ทอม...ผมคิด

ใช่แน่ๆ...ผมแน่ใจ

กุญแจที่ลงไว้ปิดทางหนีมันบอกชัด

เพื่อนของทอมหรือจะกล้าถือวิสาสะเข้ามาถ้าทอมไม่อนุญาต

มันเป็นคำเตือน...เป็นบทลงโทษ ที่ผมแตะต้องของๆทอม โดยที่ทอมไม่อนุญาติ...ผมรู้ และ พี่เหยาก็คงรู้

การต่อสู้ ดิ้นรนของพี่เหยาจบลงแล้ว เหลือก็แต่เสียงเตียงที่ลั่นเอี๊ยด อ๊าดเป็นจังหวะ...เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยของคนที่คิดว่าตัวเองชนะและเสียงลมหายใจหื่นกระหายกับเสียงครางในลำคออย่างน่าขยะแขยง...แต่ไม่มีเสียงของพี่เหยาเลย

มันดัง...หยุด...และเริ่มต้นใหม่ อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น


ผมยกมือขึ้นปิดหู ส่วนหนึ่งเพราะไม่อยากได้ยิน อีกส่วนหนึ่งเพราะรู้...พี่เหยาไม่อยากให้ผมได้ยิน

ผมกดหูตัวเองจนรู้สึกเจ็บ...แต่เสียงทุกอย่างก็ยังเล็ดลอดให้ได้ยิน ผมเพิ่มแรงกดให้มากขึ้น...เจ็บยิ่งขึ้น ผมจึงได้รู้ บางครั้งความเจ็บปวดก็ช่วยให้อะไรๆดีขึ้น ดังนั้นเมื่อผมกดฝ่ามือเข้าที่หู แรงขึ้นๆ ผมก็จิกปลายเล็บลงกับปลายเล็บ จิกมันลงใบหู ลงกับเนื้ออ่อนๆ หลังใบหู เรื่อยมาที่หน้า ไม่สนใจความเปียกชื้นที่ไม่ใช่เหงื่อ ไม่สนใจกลิ่นคาวเลือดอ่อนๆที่ติดอยู่ที่ปลายเล็บ

น้ำตาผมหยุดไหลไปแล้ว เหลือแต่ความชาไปทั้งตัว ทั้งความรู้สึก จนเล็บที่ยังจิกลงบนผิวเนื้อไม่สามารถสร้างความเจ็บปวดให้ผมอีกต่อไป แต่เสียงความสิ้นหวังของพี่เหยาก็ยังเจนหูอยู่อย่างนั้น

ผมยื้อแย่งหาความเป็นเจ้าของ แต่เมื่อถึงเวลา ผมทำได้แค่ซ่อนตัว ไม่สามารถปกป้องสิ่งที่ตัวเองดึงดันจะเอาเป็นของตัวได้สักนิด

ผมบอกตัวเอง ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า...ไม่เอาอีกแล้ว ผมจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว ไม่อยากรู้สึกอย่างนี้อีกแล้ว ผมท่องอยู่อย่างนั้น...ไม่เอาอีกแล้ว...ไม่เอาอีกแล้ว และไม่เอาอีกแล้ว

ผมท่องอยู่อย่างนั้น...ไม่เอาอีกแล้ว ในขณะที่หูได้ยินเสียงที่ค่อยๆเงียบลง

...ไม่เอาอีกแล้ว...ผมบอกกับตัวเอง เมื่อมองดู เท้าแต่ละคู่เดินออกจากห้องไป

แต่ผมก็ยังนอนนิ่ง ไม่มีเสียงอะไรอีกแล้ว นอกจากเสียงที่ตัวเองตะโกนบอกตัวเองในใจ...ไม่เอาอีกแล้ว!...

ผมนอนอยู่อย่างนั้น ไม่ใช่เพราะกลัวว่าพวกมันจะย้อนกลับขึ้นมา แต่เพราะในหัวมันว่างเปล่า ได้ยินก็แต่เสียงตะโกนของตัวเอง

ผมสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงพี่เหยาเรียก เพิ่งรู้ว่ามือตัวเองยังกดแน่นอยู่ที่หู ปลายเล็บยังจิกลึกอยู่ในเนื้อ กับเสียงที่ยังดังวนเวียนอยู่ในหัว...ไม่เอาอีกแล้ว...

ผมขยับตัว คลาน ออกจากใต้เตียงช้าๆ เพิ่งรู้ตัวว่ากำลังก้าวผ่านวินาทีที่น่ารังเกียจจนน้ำตามันไหลออกมาอีกครั้ง ไหลให้กับความน่าสมเพชของตัวเอง

เมื่อลุกขึ้นยืน ผมยังยืนหันหลังให้กับพี่เหยา ไม่กล้าหันกลับไปมอง นึกอยากเดินหนีมาทั้งอย่างนั้น นึกอยากหนีไปให้เร็วที่สุด นึกอยากหลอกตัวเองว่า...มันไม่เคยเกิดขึ้นเลย

“เอกกลับไปก่อนนะ...”พี่เหยาพูด ด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติที่สุด แต่นั่นก็ช่วยให้ผมยอมหันกลับไปมองความจริง

ภาพที่เห็น มันโหดร้ายยิ่งกว่าที่ผมคิดและนึกไว้ จนผมทรุดลงไป ไม่สามารถยืนอยู่ได้อีก

...ทำไมมนุษย์ ทำต่อกันได้ขนาดนี้?!...

ผมมองสองมือของพี่เหยาที่ถูกผูกไว้กับหัวเตียง...สองมือที่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วยังโอบกอดผมอย่างอ่อนโยน

มองดูแก้มขาวๆที่ตอนนี้แดงช้ำ ยังนึกจำได้ว่าแก้มของพี่เหยาเย็นเมื่อแนบอยู่กับแก้มร้อนๆของผม

“ไม่เป็นไร...เอกกลับไปก่อนนะ”พี่เหยาพูดปลอบ มองดูผมที่ทรุดตัวอยู่ตรงนั้น

ผมหมดแรงที่จะลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง ทำได้ก็แต่คลานเข้าไปหาพี่เหยา ในขณะที่ตาจับจ้องที่ลำคอพี่เหยาที่แดงเป็นรอยมือเด่นชัด

“ไม่เป็นไร เอกกลับไปเถอะ”พี่เหยาบอกอีกครั้ง เมื่อผมพยายามจะแกะเนคไทด์ที่มัดแน่นบนข้อมือพี่เหยาออก

“เอก พี่บอกให้กลับไปก่อน!”พี่เหยาพูด เกือบเป็นตวาดเมื่อผมไม่ยอมฟังเสียง แล้วผมก็เพิ่งนึกเห็นท่าทางผิดปกติของพี่เหยา

“อย่า...เอกกลับไปเถอะ”เสียงของพี่เหยาเปลี่ยนเป็นอ้อนวอน เมื่อผมไล่สายตาช้าๆไปตามร่างกายของพี่เหยาซึ่งเต็มไปด้วยรอยช้ำ และหลักฐานความโสมมของพวกมัน

ผมได้ยินเสียงหายใจอย่างหวาดกลัวของตัวเอง ได้ยินเสียงริมฝีปากตัวเองที่สั่นระริก

คราบขาวขุ่นที่แสดงถึงความเลวทรามของคนพวกนั้นแห้งเกระกรังอยู่ตามเรียวขาทั้งสองที่ถูกบีบเข้าหากัน แม้จะนึกรังเกียจจนไม่อยากสัมผัส แต่ผมก็เอื้อมมือไป

“อย่ามอง!”เสียงพี่เหยาตะโกนปนสะอื้น เมื่อผมดึงเรียวขาทั้งสองให้แยกออกจากกัน

“อย่ามอง!”พี่เหยาสะอื้น อ้อนวอน เมื่อตาผมยังจับนิ่งอยู่กับภาพที่เห็น...ขวดแก้วสีเขียวที่ฝังคอขวดไว้กับร่างไร้ทางดิ้นรนของพี่เหยา

ขาทั้งสองของพี่เหยาที่ผมเกาะกุมไว้นั้นสั่นระริก พยายามดิ้นรนให้พ้นจากการเกาะกุมของผม

“อย่ามอง!”พี่เหยาเฝ้าอ้อนวอนครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ตาผมก็ยังจับจ้องอยู่อย่างนั้น

ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยได้ยิน...เพียงแต่ไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นตรงหน้า

ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยรู้...แต่ก็นึกรู้ และนึกเชื่อ ว่าทอมจะไม่ทำกับพี่เหยาแบบนี้

“อย่า!”พี่เหยาร้อง เมื่อผมเอื้อมมือไปสัมผัสเนื้อแก้วเย็นๆ ผมจึงชะงักมือไว้ก่อนที่จะดึงกระชากมันออกอย่างไม่ทันรู้ตัว

ผมดึงมันออกมาช้าๆ มองดูคราบขาวขุ่นโสโครกที่เปื้อนเปรอะรอบปากขวด มองดูเลือดสีแดงๆที่กลืนเป็นเนื้อเดียวกับคราบขุ่นโสโครกนั้น ผมมองดูมันไหลลงมาตามคอขวดช้าๆ และยกมันปาลงพื้นจนแตกกระจาย ก่อนที่มันจะไหลลงมาเปื้อนมือ

พี่เหยายังสะอื้น พยายามซุกซ่อนดวงหน้าลงกับที่นอน สองแขนที่ยังไม่เป็นอิสระ ก็พยายามดึงมาปกปิดดวงหน้าที่แดงกล่ำของตัวเองไว้

“เอกกลับไปเถอะ...”พี่เหยาพูดปนสะอื้น เมื่อผมกลับไปพยายามแกะเนคไทด์ที่รัดข้อมือพี่เหยาไว้จนห้อเลือดอีกครั้ง

ผมไม่พูดอะไร พยายามใช้เล็บแกะปมที่มัดแน่น ไม่สนใจเลือดที่ไหลออกมาจากปลายนิ้วของตัวเอง

ผมมองดูผ้าปูที่นอนที่ยับย่น มองดูหยดเลือดที่ซึมซับ กระจัดกระจายอยู่กับผ้าปูที่นอนยับย่นนั้น

ทั้งกลิ่นคาวเลือด กลิ่นคาวความโสโครกของคนมันเจนจมูกขึ้นทุกที

ผมสะดุ้ง เมื่อมือที่กำลังพยายามแกะปมเนคไทด์อยู่ ถูกเกาะกุมไว้

ผมไม่รู้ว่าสองมือของพี่เหยาได้รับอิสระตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ก็เมื่อมันเกาะกุมมือผมที่ยังสาละวนอยู่กับเนคไทด์ว่างเปล่านั้น

ผมมองดูร่างของพี่เหยาที่เปรอะเปื้อน นึกอยากถอยตัวออก แต่ก็ข่มใจตัวเองให้หยุดอยู่ตรงนั้น กลิ่นคราบคาวจากตัวพี่เหยานั้นเด่นชัดจนนึกอยากอาเจียน

“เอก...พี่ขอโทษ”พี่เหยาพูดปนสะอื้น กุมสองมือเย็นๆกับใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาของผม

มันแสบขึ้นมาเมื่อพี่เหยาไล่ปลายนิ้วไปช้าๆ...แผลจากรอยเล็บของตัวเอง...ผมเพิ่งนึกได้

“พี่ขอโทษ”พี่เหยาพร่ำพูด จับจ้องที่ใบหน้าและปลายนิ้วเปื้อนเลือดของผม

คำขอโทษที่พี่เหยาพร่ำพูด มันไม่ช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นแม้แต่นิดเดียว ตรงข้าม มันยิ่งตรอกย้ำความไม่เอาไหนของตัวเอง ที่สุดท้ายผมก็แสดงออกแต่ความอ่อนแอ ให้พี่เหยาปกป้องด้วยคำขอโทษ

“ผมไม่เป็นไร...พี่อย่าขอโทษผมสิ”ผมพูดดึงมือออกจากการเกาะกุมของพี่เหยา พยายามจะฝืนยิ้มแต่ไม่สำเร็จ

ผมก้มหน้าหลบ เมื่อพี่เหยาจับจ้องหน้าผม เพื่อพยายามค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับผมในเวลานั้น

“เอกกลับไปก่อนนะ พี่ไม่เป็นไร...”พี่เหยาพูด ในที่สุด...พี่เหยารู้จริงๆว่าอะไรคือสิ่งที่ผมต้องการที่สุด...การออกไปจากห้องนั้นนั่นเอง...

“แล้วพี่ล่ะ?”ผมถาม ถึงผมอยากออกมาให้เร็วที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ความหมายของการทิ้งพี่เหยาไว้

“ไม่เป็นไร...เดี๋ยวทอมก็กลับมา เดี๋ยวทอมก็จัดการเอง”พี่เหยาตอบ และผมงงงันกับสิ่งที่ได้ยิน

มันหมายความว่ายังไง!?...ผมคิด

หมายความว่า พี่เหยายังคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี่ ทอมไม่รู้เห็นด้วย?

หมายความว่า พี่เหยาเชื่อว่าทอมจะปกป้องพี่เหยาได้?...หรือมันมีความหมายอื่นอีก?

“พี่หมายความว่ายังไง?”ผมถาม แต่ไม่รอคำตอบ

“พี่คิดว่ามันไม่รู้เรื่องเหรอ... มันยืนอยู่หน้าห้องดูพี่ พี่ไม่รู้หรือไง?”

พี่เหยาไม่รู้ และไม่คิด...เป็นคำตอบที่ผมเห็นได้จากดวงตาที่สับสน ตกใจ และหวาดกลัวของพี่เหยา

“เอกรู้ได้ยังไง?”พี่เหยาถาม แต่ผมรู้มันไม่ใช่แค่คำถาม แต่มันเป็นคำปฏิเสธของพี่เหยาว่า...ไม่จริง

“ก็ผมเห็น!”ผมโกหก ผมไม่เห็น แต่ผมมั่นใจว่าเป็นมัน

“เอกเห็นได้ยังไง?”พี่เหยายังไม่ยอมแพ้

“เห็นก็แล้วกัน? ทำไมพี่ไม่เชื่อ...มันแปลกตรงไหนที่มันจะทำ...ไอ้สัตว์นรกนั่น ทำไมมันจะทำไม่ได้”ผมพูดอย่างเกรี้ยวกราด เจ็บใจมัน เจ็บใจพี่เหยาที่เชื่อมันและเจ็บใจตัวเอง เพราะพี่เหยาไม่เชื่อผมสักนิด

“ถ้าไม่ใช่มัน แล้วไอ้พวกระยำพวกนั้นมันเข้ามาได้ยังไง!?”ผมตะโกนด้วยความเจ็บใจทั้งหมด ไม่สนใจพี่เหยาที่ไม่ได้ฟังผมเลยสักนิด




--------------------

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
“แปลว่าทอมโกรธ...”พี่เหยาพูดกับตัวเองเสียมากกว่าที่พูดกับผม

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพี่เหยาคิดได้แค่นั้น ถ้าทอมโกรธ..หมายความว่าทอมมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้อย่างนั้นเหรอ? แล้วทอมมีสิทธิ์อะไรที่จะโกรธ?...

พี่เหยาสะอื้นออกมาอีกครั้ง มองแลเลยไปด้านหลังของผม...ผมมองตาม...เศษแก้วสีเขียวแตกละเอียด กระจายอยู่เต็มพื้น แล้วผมก็เข้าใจ...ถ้าทอมรู้...ก็หมายความทุกสิ่งควรเป็นอยู่อย่างเดิมหากไม่มีผม

สองแขนของพี่เหยาไม่ควรเป็นอิสระ อย่างที่ขวดแก้วขวดนั้นไม่ควรแตกกระจาย มันควรอยู่ในที่ๆมันไม่ควรอยู่

ความเจ็บปวด และทรมานของพี่เหยา ก็เหมือนแม่กุญแจ ที่เอาไว้ต้อนผมให้จนมุมเท่านั้น

ถ้าผมอยากหลบซ่อนตัวต่อไป ผมก็ต้องทำในสิ่งที่คนที่ผมเพิ่งด่าไปว่า... สัตว์นรก... ทำ

“ไม่เอา...”ผมได้ยินเสียงตัวเองพูดปนสะอื้น

“ผมไม่ทำ...”ผมพูดพลาง ผมลุกถอยออกจากเตียง หนีจากพี่เหยาที่จ้องมองผมอย่างเย็นชา

“ป่านนี้แล้ว ยังไงก็ต้องทำ!”เสียงพี่เหยาบอกผม มันไม่ใช่เสียงปลอบอีกต่อไป ไม่ใช่เสียงปนสะอื้นไห้...แต่เป็นเสียงประชดประชัน คล้ายสะใจ

ใช่แล้ว ทั้งหมดเป็นเพราะตัวผมเอง...เพราะความดึงดันเอาแต่ใจ บีบบังคับพี่เหยาโดยย่ามใจถือเอาเป็นชัยชนะว่าได้ร่วมมือกับพี่เหยา ทรยศทอม ...ย่ามใจว่าทอมไม่รู้ ทอมไม่เห็น

“ไม่เอา ผมไม่ทำ...”ผมปฏิเสธ คิดว่าเป็นไงก็เป็นกัน ผมไม่จำเป็นต้องกลัวทอม

พี่เหยาไม่ได้พูดอะไรอีก ลุกขึ้น หยิบเสื้อคลุมตัวที่ผมนึกชอบที่สุดเวลาเห็นพี่เหยาใส่มันมาใส่ และเดินออกจากห้องไป

ผมทรุดลงไปนั่งอยู่ที่เดิม นึกอยากเดินตามออกไป แต่ก็ไม่เหลือกำลังอะไรที่จะทำ

พี่เหยาเดินกลับเข้ามาพร้อมไม้กวาด และที่ตักผง...กวาดเศษแก้วที่ผมปาแตกกระจาย ด้วยใบหน้าไร้ชีวิต จะมีก็แต่น้ำตาที่มันไหลอยู่เงียบๆ แต่ไม่มีเสียงสะอื้นใดๆเลย

ผมนั่งมอง จนพี่เหยาเดินออกไปอีกครั้ง...ได้ยินเสียงพี่เหยาเดินลงไปชั้นล่าง และกลับขึ้นมาอีกครั้ง

พี่เหยาไม่ได้กลับเข้ามาในห้อง...ได้ยินก็แต่เสียงเปิดประตูห้องที่อยู่อีกฟากหนึ่ง...เสียงประตูห้องของทอม ที่ผมไม่เคยย่างกายเข้าไป

ผมลุกขึ้นเดินตามออกไป นึกสงสัยว่าพี่เหยาเข้าไปในห้องของทอมทำไม

ประตูห้องของทอมเปิดทิ้งไว้ ผมจึงสามารถมองผ่านเข้าไปโดยที่พี่เหยาไม่รู้ตัว

ห้องนอนของทอมกินพื้นที่เกือบครึ่งของพื้นที่ทั้งหมด ในห้องดูมืดทึมด้วยเฟอร์นิเจอร์โทนสีดำ ทั้งโต๊ะ ตู้ เตียง ไม่ได้ดูสว่างเหมือนห้องนอนของพี่เหยา

ตู้เย็นขนาดย่อมถูกเปิดทิ้งไว้ เห็นขวดเบียร์สีเขียวเรียงรายเต็มตู้

พี่เหยายืนอยู่ที่อีกด้านหนึ่งของห้อง หน้าตู้ปลาขนาดใหญ่ที่วางเรียงกันอยู่สามตู้

ผมลืมไปแล้ว ว่าทอมเลี้ยงปลา เพราะนานมาแล้วหลายปี หากจำไม่ผิด ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาก่อนที่พี่เหยาจะมาอยู่กับทอมเสียด้วยซ้ำไป

ผมจำได้ทอมยกถุงปลาถุงใหญ่ให้ผมดู...ถุงปลาที่ใหญ่โตกว่าหัวผมในเวลานั้นเสียอีก

ปลาสีเทาตัวยาวที่ดูอย่างไรก็ไม่สวยว่ายอยู่โดดเดี่ยวในถุงที่อัดลมใบใหญ่ พ่อบอกว่ามันคือปลามังกร แต่ผมไม่ได้สนใจ ผมสนใจปลาทองตัวเล็กหลายๆตัวในถุงอีกใบเสียมากกว่า

‘ปลาเหยื่อ’พ่อว่าอย่างนั้น ตอนนั้นผมยังเด็ก ได้แต่สงสัยในใจว่าปลาเหยื่อหน้าตาคล้ายปลาทอง และจำไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ที่รู้ว่า ปลาเหยื่อก็คือปลาทองตัวเล็กๆที่สวยในสายตาของคนทั่วไปอย่างผม แต่คงไม่สวยนักในสายตาของนักดูหรือนักเลี้ยงปลา มันจึงถูกเอามาขายในราคาถูก เพื่อเป็นอาหารให้แก่บรรดาปลากินเนื้อราคาแพง อย่างปลามังกร

ผ่านไปกี่ปีแล้วไม่รู้ แต่ปลามังกรในตู้ตอนนี้ดูตัวไม่โตไปกว่าวันนั้นเท่าไหร่ เลย

ปลามังกรสองตัวยังว่ายอยู่โดดเดี่ยวในตู้คนละใบ

ผมไม่รู้ว่าพี่เหยาถืออะไรไว้ในมือ แต่รู้เมื่อพี่เหยาเปิดช่องเล็กบนฝาตู้ที่เอาไว้ใส่อาหาร

เสียงคล้ายเปิดกระป๋อง พี่เหยาคล้ายใส่อะไรบางอย่างลงไป แล้วน้ำสีเหลืองอ่อนๆก็ฉีดพุ่งลงในตู้ปลา พร้อมๆกับฟองสีขาวและ ปลามังกรราคาแพงก็ว่ายชนกระจกเสียงดังด้วยความตกใจ

กระป๋องเบียร์สีเขียวถูกโยนทิ้งลงในถังผงที่ว่างเปล่า ก่อนที่พี่เหยาจะเดินกลับไปที่ตู้เย็น คราวนี้ที่พี่เหยาหยิบออกมาคือขวดแก้วสีเขียวเหมือนกันกับที่เมื่อครู่มันแตกกระจายอยู่บนพื้นไม่ผิดเพี้ยน

พี่เหยาเปิดขวด และยกมันขึ้นดื่ม ก่อนที่จะเดินกลับไปที่ตู้ปลาตู้ที่สอง

ช่องสำหรับใส่อาหารถูกเปิดกระชากออก ก่อนที่เบียร์เย็นๆจะถูกรินลงไปช้าๆ แตกต่างจากคราแรก

ผมนึกอยากร้องห้ามพี่เหยา แต่ก็เปลี่ยนใจ เพราะเมื่อผมเลื่อนสายตาลงมองต่ำ ของเหลวขาวขุ่นไหลลงมาตามเรียวน่องของพี่เหยา พี่เหยาเพียงแต่ใช้เท้าอีกข้างยกขึ้นเช็ดมันก่อนที่มันจะทิ้งรอยไว้บนพื้นไม้ปาร์เก้ขัดมันจนเงา ตาพี่เหยาก็ยังจับจ้องอยู่ที่ปลาที่ยังว่ายสงบอยู่ในตู้

ผมไม่รู้ว่าเบียร์จะมีผลอะไรกับปลาตัวเล็กๆหรือเปล่า...หากมี ก็คงไม่มากเท่าไหร่ ก็ตู้ออกจะใหญ่ น้ำก็เต็มตู้...ผมคิด จึงได้แต่มองดูพี่เหยาเงียบๆ

ผมไม่แน่ใจนักว่าควรถอยออกมาเงียบๆ ไม่ให้พี่เหยารู้ว่าผมยืนอยู่ตรงนั้นดีหรือเปล่า แล้วผมก็ตัดสินใจยืนอยู่ที่เดิม เมื่อสังเกตเห็นเงาตัวเองที่สะท้อนอยู่บนตู้ปลา พี่เหยาคงเห็นผมแล้ว แต่ผมคิดผิด เพราะเมื่อพี่เหยาหันมา ดูพี่เหยาจะตกใจเมื่อเห็นผมยืนอยู่ตรงนั้น

พี่เหยามองผม มองดูขวดเบียร์ในมือ และหันไปมองดูปลาในตู้ที่ยังว่ายอยู่อย่างสงบ

ผมไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดอะไร หรือแสดงอาการแบบไหน...แน่นอนว่าสิ่งที่ผมเห็นมันทำให้ผมตกใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ธรรมดาเหลือเกิน เมื่อเทียบกับคราบเหนียวๆสีขาวที่เปรอะเปื้อนอยู่ทั่วร่างกายพี่เหยา

ผมมองดูกระป๋องเบียร์ที่พี่เหยาโยนทิ้งไว้ในถังขยะที่ว่างเปล่า ไม่แน่ใจว่าควรเก็บออกมาทิ้งข้างนอกหรือเปล่า พี่เหยามองตาม แต่สุดท้ายก็แค่ยักไหล่และเดินผ่านผมออกมา

ก่อนที่จะทันปิดประตู เดินตามพี่เหยาไป ผมก็สังเกตเห็นคราบขาวๆที่เลอะอยู่บนพื้น ใจหนึ่งอยากปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น แต่สุดท้ายผมก็เดินเข้าไป ก้มลงและใช้ชายเสื้อนักศึกษาเช็ดมันทั้งที่ใจนึกขยะแขยง...ผมกลัว กลัวว่าปลาจะตาย และทอมจะรู้ว่าพี่เหยาเป็นคนทำ แต่พี่เหยาก็ทิ้งกระป๋องเบียร์ไว้ทั้งอย่างนั้น...เหมือนท้าทาย...สุดท้ายผมก็หยิบกระป๋องเบียร์ติดมือออกมาด้วย

พอกลับออกจากห้องของทอม ผมก็กลับออกมาสู่ความรู้สึกเดิมๆอีกครั้ง ผมจำได้..พี่เหยาเดินออกจากห้องของทอมพร้อมขวดเบียร์สีเขียวที่ผมรู้ว่า เพื่ออะไร

ผมอยากหนีกลับไปทั้งอย่างนั้น...แต่หลังจากนั้นล่ะ จะเป็นอย่างไร?...

ทอมอาจจะยังไม่รู้ว่าใครอีกคน คือ ผม...แต่ผมไม่ได้อยากเอาตัวรอด ที่อยากให้รอดคือทั้งผมและพี่เหยา

ผมไม่เข้าใจ...ทอมให้พี่เหยานอนกับใครตั้งหลายคนรวมทั้งผม แล้วมันจะแตกต่างอะไรกับใครอีกแค่หนึ่งคนที่ทอมไม่รู้...

...แตะต้องได้ เท่าที่ทอมอนุญาติ...นั่นคือคำตอบที่ผมรู้แก่ใจ ผมถึงได้พยายามดึงดันแสดงสิทธิ์ที่จะเทียบเท่าทอม...แต่สุดท้ายผมทำอะไรให้แก่คนที่ผมดึงดันจะเอาเป็นของตัวได้บ้าง?

ผมเดินกลับเข้าไปในห้องพี่เหยา เมื่อตัดสินใจว่า อย่างไรก็ต้องพาพี่เหยากลับออกไปให้ได้ก่อนทอมกลับ ให้ต้องบังคับผมก็จะทำ แต่ในห้องกลับว่างเปล่า ขวดเบียร์สีเขียวถูกวางทิ้งไว้บนที่นอนยับๆ

ผมสะดุ้งสุดตัว เมื่อมือเย็นๆของพี่เหยาเอื้อมมาจับมือผมจากด้านหลัง

พี่เหยาหัวเราะ ก่อนดึงมือผมให้นั่งลงที่ริมเตียง

ผมมองดูพี่เหยาใช้ผ้าขนหนูเปียกๆเช็ดปลายนิ้วที่เปื้อนเลือดของผม ทีละนิ้ว...มันเหมือนตอนที่ผมเพิ่งเข้าทีมบาสใหม่ๆ ที่เล็บฉีกกลับบ้านเกือบทุกวัน

‘คนอื่น เป็นแบบนี้หรือเปล่า เพื่อนพี่ที่เล่นบาสไม่เห็นมีใครเล็บฉีก?’พี่เหยาถามแกมบ่นทุกครั้งที่ผมเล็บฉีกกลับมา บางครั้งฉีกมากขนาดที่เลือดซึมตลอด เดือดร้อนพี่เหยาต้องเป็นคนใส่ยา ติดปลาสเตอร์ให้ ผมได้แต่ส่ายหัว

‘ไม่รู้ หรือว่าไม่เป็น?’พี่เหยาถาม

‘ไม่รู้!’ผมโกหก เพราะจริงๆ ไม่เห็นมีใครเป็นกันสักคน

‘แน่ใจ?’พี่เหยาถามอย่างรู้ทันตามเคย

‘ก็ไม่รู้จริงๆ! ผู้ชายที่ไหนจะมานั่งบ่นเรื่องหยุมหยิม!’ผมย้ำแกมแขวะ เมื่อพี่เหยารู้ทัน และได้ผลทันตาเห็น มือที่ใส่ยาให้ผมอยู่อย่างเบามือเปลี่ยนเป็นบีบลงบนเล็บผมเต็มแรง แบบที่ดิ้นยังไงก็ไม่หลุด

‘ขอโทษๆ’ผมร้องลั่น นั่นแหละพี่เหยาถึงยอมปล่อย

‘ดีเหมือนกันแฮะ!...ต่อไปไม่ต้องใช้ไม้บรรทัดเคาะ ใช้วิธีบีบเล็บแทน’พี่เหยายิ้มกระหยิ่ม เมื่อนึกวิธีลงโทษผมแบบใหม่ได้ และจะเพราะกลัวคำขู่ของพี่เหยาหรืออย่างไรก็ไม่รู้ ผมก็ไม่เคยได้แผลที่ปลายเล็บกลับไปให้พี่เหยาบีบอย่างที่หมายมั่นอีกเลย

“เมื่อก่อน เล็บผมก็ฉีกเป็นประจำ...”ผมพูดขึ้นทำลายความเงียบ พี่เหยายิ้มรับแปลว่าจำได้เช่นกัน

พอเล็บมือผมสะอาดไม่เหลือรอยเลือด พี่เหยาก็ใช้ผ้าเช็ดเบาๆที่แก้มผม

มันแสบจนผมต้องผงะถอย

“เลือดเต็มเลย...กลับไปแบบนี้จะบอกน้าสุว่ายังไง?”พี่เหยาถาม

...แม่อีกแล้ว...ผมคิด ปล่อยให้พี่เหยาเช็ดรอยแผลตามใบหน้าและหูให้โดยดี

“ใสปิ๊ง!”พี่เหยาพูดแกมหัวเราะ เมื่อลดมือลง เป็นอันว่าสะอาด หมดจด แต่คงไม่ใสปิ๊งอย่างที่พี่เหยาว่า

“แล้งแน่ ถ้าพี่จะเอาน้ำมาขัดจนผมใสปิ๊ง!”ผมพูด ก่อนยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเอง



--------------------

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
“อือ...ตาเอกทำให้พี่บ้าง...”พี่เหยายิ้มและพูดเสียงเรียบๆ ก่อนโยนผ้าขนหนูทิ้ง และสิ่งที่พี่เหยาส่งให้ผมคือขวดเบียร์สีเขียวเข้ม

พี่เหยาพูดและใช้วิธีการเหมือนตอนผมเป็นเด็ก...พี่ทำให้เอกแล้ว ตาเอกทำให้พี่บ้าง...หรือบางครั้งก็เอาขนม เอาการ์ตูนมาหลอกล่อ...น่า แล้วเดี๋ยวพี่ซื้อการ์ตูนให้...

วิธีการและคำพูดเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน แต่ครั้งนั้นเรามีความสุข... แต่ครั้งนั้น เราต่างพูดและ หัวเราะได้เต็มเสียง ผิดกับครั้งนี้ ที่แม้น้ำตาจะหยุดไหลไปแล้ว แม้พี่เหยาจะยิ้ม แต่ทุกอย่างในโลกดูจะแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี

ในความเป็นจริง มันอาจจะง่ายที่เรา...ทั้งผมและพี่เหยา...จะหันหลังให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น มันอาจจะง่ายที่เราจะหันหลังให้กับทอม

เมื่อเวลาผ่านไป ...เมื่อมองย้อนกลับไป ในความเป็นจริงแล้วทุกอย่างดูง่ายดายหากเราจะเลือกแข็งขืน...แต่มันก็เป็นแค่ความเป็นจริงเท่านั้น

ความเป็นจริง และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นต่างกัน...เพราะกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราไม่รู้ว่า หากเราเลือกแข็งขืน สิ่งใดที่จะตามมา เราสร้างเงื่อนไขต่างๆขึ้นจากความกลัว ทำลายความกล้าและตัวตนของตัวเองจากสิ่งที่มองไม่เห็น และอาจไม่มีวันเกิดขึ้น...เราจึงเลือกทำในหนทางที่เรา...ไม่ต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง

ผมรับขวดเบียร์ที่ยังเหลือไอเย็น จากมือของพี่เหยา ไม่ได้ปฏิเสธมันอีกแล้ว ทั้งที่ใจผมยังตะโกนว่า...ไม่ ผมไม่ทำ...ทั้งที่ก่อนที่จะก้าวเข้ามาในห้อง ผมมุ่งมั่น จะพาพี่เหยาออกไปถึงพี่เหยาไม่เต็มใจ

แต่เมื่อกลับเข้ามา...ใจผมยังต่อต้าน หากแต่เป็นการต่อต้านโดยสงบและจำยอม

อาจเพราะพี่เหยาไม่ได้บีบบังคับให้ผมทำ เราไม่ได้โต้เถียงกัน ไม่ได้ใช้ถ้อยคำรุนแรงอย่างที่ผมวาดไว้ในความคิด หากแต่ทุกอย่างดูสงบ...ตา เอกทำให้พี่บ้างนะ...พี่เหยาพูด ราวกับเป็นเรื่องสุดแสนจะสามัญ จนความรู้สึกมันยอมรับอย่างสงบว่า...โลกมันสลายไปแล้ว ไร้ประโยชน์ที่จะต่อต้าน ทุกอย่างมันสายเกินไปแล้ว...จริงๆ...

ทุกอย่างมันง่ายกว่าที่คิดไว้ ผมส่งผ่านสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างของพี่เหยาอย่างไม่ยากเย็นนัก อาจเพราะซากความเลวทรามของมนุษย์ที่ยังเหลือคั่งค้างอยู่ในตัวของพี่เหยา...

ตลอดเวลาเราต่างเบือนหน้า หลบสายตากันและกัน ได้ยินก็แต่ลมหายใจของกันและกัน...ลมหายใจที่ต่างข่มความเจ็บปวดเอาไว้ข้างในกันอย่างสุดกำลัง

ผมนึกถึงปลามังกรสองตัว...ถ้าหากว่าเบียร์เย็นๆจะมีผลต่อมันบ้าง หรือ หากแม้ว่ามันตาย...ปลาตัวหนึ่งจะค่อยๆตายอย่างไม่รู้สึกรู้สมต่อความเปลี่ยนแปลงรอบตัวสักนิด หากแต่ปลาอีกตัว มันรับรู้ แต่ก็ทำได้เพียงว่ายวนอยู่ในตู้ปลาที่ครั้งหนึ่งมันเคยคิดว่าใหญ่เพียงพอ...พี่เหยาเป็นปลาตัวไหน และผมเป็นปลาตัวไหน? ผมถามตัวเอง และคำตอบคือ ไม่ใช่ทั้งสองตัว เราต่างเป็นได้แค่ปลาเหยื่อ...เท่านั้นจริงๆ

“เอก...พอ...”พี่เหยาร้องเตือนเสียงแผ่ว เรียกให้ผมหลุดออกจากภาพความคิดของปลาทองสีสวยราคาถูก

ผมรีบปล่อยมืออย่างไม่รอช้า ไม่กล้าแม้แต่ก้มมองดูสิ่งที่เกิดจากน้ำมือของตัวเอง

พี่เหยายกแขนขึ้นพาดเหนือหัว ตาที่เมื่อครู่หันเบือนไปทางอื่นตอนนี้หันกลับมาจ้องหน้าผม

ผมดึงเนคไทด์ที่ยังผูกทิ้งไว้กับหัวเตียง มาพันรอบข้อมือพี่เหยา พยายามที่สุดที่จะไม่ให้มันรัดผิวเนื้อที่แดงจนช้ำรอบข้อมือเล็กๆของพี่เหยา

ตลอดเวลาที่ตาผมจับจ้องอยู่ที่เนคไทด์และข้อมือของพี่เหยา ผมรู้และรู้สึกว่าพี่เหยาจ้องมองผมตลอด แต่ผมไม่กล้าจะก้มลงสบตา แม้เมื่อเสร็จ ผมก็ยังก้มหน้านิ่ง ไม่กล้ามองพี่เหยาแม้แต่น้อย

“เอกกลับไปก่อนนะ...”พี่เหยาพูด เหมือนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว...ทำไมนะ ทำไมผมไม่ไปเสียตั้งแต่ตอนนั้น เพราะถึงอยู่ ผมก็ทำอะไรไม่ได้เลย ไม่มีค่าสักนิด กับการมีอยู่ของตัวเอง...ผมถามตัวเอง ก่อนเดินหันหลังออกมาก่อนที่น้ำตาจะหยดลงมาอีกครั้ง และพี่เหยาต้องเอ่ยปากขอโทษผมอีกหน

ผมล้วงมือหยิบกุญแจในกระเป๋ากางเกง นึกบอกตัวเองว่า เดี๋ยวผมจะทิ้งมัน ผมจะไม่กลับเข้ามาอีกแล้ว...

มือผมสั่น เมื่อพยายามไขกุญแจ

ทันทีที่ประตูเปิดออก ความรู้สึกต่างๆมันก็ถาโถมเข้ามา

ผมรู้สึกถึงอิสระ พอๆกับที่รู้สึกว่าตัวเองจะถูกกักขังอยู่ในความรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต ทันทีที่ก้าวเท้าออกไป

ลมเย็นข้างนอก ทำให้ผมฉุกคิดถึงความสุขภายใต้เสื้อกันหนาวตัวเดียวกันกับพี่เหยา...ความสุขที่เพิ่งผ่านไปไม่ถึงวัน แต่กลับรู้สึกว่ามันผ่านไปนานจนลางเลือน

ผมนึกสงสัย เมื่อวันหนึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้มันเบาบางลงในความรู้สึกของผม ผมจะสามารถจดจำความสุขในคืนที่ได้กอดพี่เหยาไว้ได้บ้างหรือเปล่า หรือจะจำได้ก็เพียงแต่ภาพของเหตุการณ์ ส่วนความสุขนั้นอาจจมหายไปกับความทุกข์ที่ยากจะลืมในวันนี้...

ทันทีที่ผมก้าวพ้นประตู ผมก็ชะงัก รถคุ้นตาจอดอยู่ใต้ร่มไม้ ในซอยฝั่งตรงข้ามที่เยื้องไปไม่ห่างนัก

รถคุ้นตา ที่เจ้าของรถดูจะเคยคุ้นตาเสียยิ่งกว่า...ทอม!ผมจำได้...

ชีวิตเป็นเรื่องความความบังเอิญที่ชวนให้ขบขัน

ทอมคงทนนั่งเฝ้าอยู่ตรงนั้นนานนับชั่วโมง เพื่อรอวินาทีที่ผมจะก้าวขาออกมา แต่เมื่อผมก้าวขาออกมา... ทอมกลับเอี้ยว ตัว สาละวนกับการหาอะไรสักอย่างที่เบาะหลัง

เวลานับชั่วโมงที่บังเอิญถูกทำให้ไร้ค่า ด้วยช่วงเวลาแค่ไม่กี่นาที...ขึ้นอยู่กับว่า ความบังเอิญนั้น จะเข้าข้างใคร

แต่ครั้งนี้ ความบังเอิญเข้าข้างผม ผมก้าวขาออก มา ปิดประตู และเดินกลับเข้าบ้านโดยที่ทอมไม่เห็นผมแม้แต่เงา

ช่วงเวลาที่กำลังหลุดพ้นจากสายตาของทอม ผมนึกอยากให้ทอมหันมา นึกอยากให้ทอมรู้ว่าเป็นผม นึกอยากรู้ว่า...ถ้ารู้แล้วจะเป็นยังไง หากปล่อยให้เกิดมันขึ้น อะไรๆอาจง่ายขึ้น เพราะผมไม่ต้องตัดสินใจอีกต่อไปว่าจะทำอย่างไรดี?...ผมคิด และนึกขำ เพราะสุดท้ายก็ต้องตัดสินใจอยู่ดีว่า จะรั้งรอให้ทอมเห็น หรือ กลับเข้าไปในบ้านแล้วไปโผล่ทักทายทอมที่ระเบียงให้ทอมงงเล่นดี...

ผมก้าวขาขึ้นบันไดที่ละสองขั้น อยากออกไปที่ระเบียงให้เร็วที่สุด เสียงแม่ตะโกนถามอะไรสักอย่างแต่ผมไม่สนใจ...วันนี้ผมไม่อยากได้ยินเสียงแม่เลย ผมรู้ว่า แม่ไม่ผิด แต่แม่เป็นเงื่อนไขที่ยืนอยู่คนละด้านกับพี่เหยา เป็นเงื่อนไขที่ผมยกมาแอบอ้าง และต้องเจ็บปวด

ผมเปิดประตูระเบียงและแทบจะกระโจนออกไป แต่ก็หยุดขาตัวเองไว้ได้ทัน

ผมหายใจลึก บอกตัวเองให้เดินออกไปอย่างใจเย็นๆ

ผมทำอย่างที่บอกตัวเองได้สำเร็จ เสมองไปทางอื่นทั้งที่หางตาชำเลืองมองไปทางทอม พยายามบังคับไม่ให้ริมฝีปากขยับยิ้ม เมื่อเห็นทอมชะโงกตัวมาจนติดกระจกรถเพื่อมองดูผม

ผมหันไปอย่างเสแสร้งไม่ตั้งใจ ยกมือและยิ้มเยาะทักทายอย่างคนเพิ่งสังเกตเห็น

ทอมโบกมือทัก ยิ้มได้จริงใจอย่างฝรั่งตัวโต ใจดีที่ผมเห็นมาแต่เด็ก แต่ไม่มีทีท่าว่าทอมจะกลับเข้าไปในบ้าน ทอมรออะไร? รอว่าเผื่อผมจะทนไม่ไหว และวิ่งกลับเข้าไปติดกับอีกครั้งหรือ?...ผมคิด ก่อนเดินกลับเข้าไปในบ้าน ลากเก้าอี้ และหยิบหนังสือที่ไม่ทันดูด้วยซ้ำว่าเป็นหนังสืออะไรติดมือออกมาทำทีเป็นนั่งอ่าน

...ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่...สถานะการณ์ของผมกับทอมคงเป็นแบบนั้นกระมัง เสแสร้ง และรอดูท่าทีของกันและกัน

ผมแสร้งก้มหน้า ก้มตาอ่านหนังสือ ในขณะที่ทอมยกโทรศัพท์ไว้ที่หูไม่ห่าง ผมเห็นทอมกดแล้วกดเล่า แต่ไม่ยักเห็นริมฝีปากขยับสักนิด

เรารอดูทีท่ากัน โดยเพิกเฉยต่อความเจ็บปวดของพี่เหยา

ต่างคนต่างวัดใจกัน โดยไม่แยแสต่อน้ำตาของพี่เหยาที่คงรินไหลอยู่อย่างเงียบๆตามลำพัง

ไม่นานเท่าที่ผมคิด ทอมก็กระชากประตูเปิด และกระแทกปิดเสียงดังจนแม้จะอยู่คนละฝั่งถนนก็ยังได้ยินชัดเจน

ผมชนะ...ผมคิด แสร้งละตาจากหนังสือ เงยหน้าขึ้นมองทอมและยิ้ม แต่ทอมไม่ยิ้ม ทอมมองผมแล้วมองไปยังระเบียงบ้านที่ว่างเปล่าของตัวเอง ก่อนวิ่งข้ามถนนโดยไม่สนใจรถที่วิ่งเข้ามาในระยะกระชั้นชิด

ผมชนะ...ผมบอกตัวเอง เมื่อก้มมองดูทอมที่หยุดยืนอยู่ที่เกาะกลางถนนโดย ที่ไม่ได้สนใจใยดี จะมองดูผมอีกแล้ว ตาทอมจับจ้องก็เพียงที่บ้านตัวเอง และรถที่วิ่งผ่านหน้าอย่างไม่ขาดสาย ผมเห็นทอมกำอะไรบางอย่างไว้ในมือที่เกร็งแน่น และท้ายที่สุด ทอมก็ยกมือขึ้นห้ามรถที่แล่นใกล้เข้ามา วิ่งข้ามผ่านถนนมาโดยไม่สนใจมองสักนิดว่ารถคันนั้นจะหยุดให้หรือเปล่า

ผมชนะ...ผมบอกตัวเองอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเงี่ยหูฟังเสียงทอมไขประตูบ้าน

เสียงประตูเปิด และปิด แล้วผมก็บอกตัวเองว่า...ผมไม่ได้ชนะ แท้จริงแล้วผมแพ้ต่างหาก

ทันทีที่เสียงประตูปิด ความรู้สึกบางอย่างมันบอกว่า...ผมต่างหากที่พ่ายแพ้...

ทั้งที่ปากยังยิ้มให้กับชัยชนะของตัวเอง ทั้งที่ใจยังกระหยิ่มว่าตัวเองชนะ แต่บางเศษเสี้ยวในใจ ที่ขยายวงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มันบอกว่า...ผมแพ้

ผมพยายามเรียบเรียงความคิดในใจตัวเองแต่ก็ไม่สำเร็จ ทุกเรื่อง ทุกอย่างมันหมุนวนอยู่ในหัว ไร้ต้นสาย ปลายเหตุ ไร้ที่มา ไร้ที่ไป ไร้เหตุผล จนสุดท้ายไร้แม้แต่กำลังจะขบคิด

ผมล้วงมือลงในกระเป๋ากางเกงตัวเอง...ลูกกุญแจดอกเล็กๆที่ผมปลดมันออกจากพวงกุญแจของพี่เหยา เพื่อไขเข้าบ้านของทอมอย่างถือวิสาสะยังนอนนิ่งอยู่ในกระเป๋ากางเกง ไม่ได้ถูกโยนทิ้งอย่างที่ผมตั้งใจ

ผมนึกเห็นภาพทอมทำร้ายพี่เหยา เพราะผิดหวังในสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งที่บางเศษเสี้ยวในใจมันแย้งว่า... ไม่จริงหรอก...

ผมรู้ เพราะเมื่อผมเริ่มยอมรับความพ่ายแพ้...ผมก็มองเห็นรอยกังวลในดวงตาของทอม ขณะวิ่งข้ามถนน

ผมรู้ เพราะเมื่อผมเริ่มยอมรับความพ่ายแพ้...ผมก็เริ่มคิดตั้งคำถามว่า ที่หมายคือที่ไหน ที่ทอมเฝ้ากดโทรศัพท์หาครั้งแล้วครั้งแล้ว เพื่อพบว่าไม่มีใครรับสาย

ผมนึกเห็นภาพทอมทำร้ายพี่เหยา เพียงเพื่อปฏิเสธสิ่งที่ตัวเองคิดได้

ก็ทอมรู้อยู่แก่ใจว่าเกิดอะไร ขึ้นกับพี่เหยา ทอมเป็นคนทำให้เกิด...ผมแย้งในใจ เมื่อถือกุญแจวิ่งกลับออกไปอีกครั้ง

ผมไขกุญแจเข้าไปอย่างมีความหวัง...ไม่ใช่ว่าผมอยากเห็นพี่เหยาโดนทำร้าย หากแต่ก็เพียงเพื่อหวังว่าตัวเองยังเป็นผู้ชนะ

ผมไขกุญแจเข้าไปอย่างมีความหวัง...โดยไม่รู้เลยว่าจะต้องเข้าไปพบกับความสิ้นหวัง... เข้าไปพบกับความพ่ายแพ้ ที่เพิ่งรู้ตัวว่าเป็นความพ่ายแพ้ที่ตัวเองไม่เคยได้แข่งขัน ที่ผ่านมานั้น การพยายามช่วงชิง ล้วนคือสิ่งที่ผมยื้อยุด และคิดเอาเพียงฝ่ายเดียว....เท่านั้น



--------------------
จบตอน 9

อาจารย์..สีฟ้า

  • บุคคลทั่วไป
 :o12: :o12: :o12: :o12: :o12: :o12:

ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นแค่นิยาย แต่ก็สงสารเหยาจนจับหัวใจ...บีบหัวใจเหมือนเคยอีกแล้ว  :เฮ้อ: :เฮ้อ: นอกจากเรื่องนี้จะเป็นเพชร แล้ว  ยังเป็นนิยายที่มีชีวิตอีกด้วย  เสียดายแทนคนที่ไม่ได้อ่านเรื่องนี้จัง

อ่านแล้วก็คิดตาม ถ้าผมเป็นเหยา...ผมจะมีชีวิตอยู่ต่อไปกับสถาพอย่างนี้ได้อย่างไร



เป็นกำลังใจให้พี่ทิพย์ครับ
  :L2: :L2: :L2: :L2: :L2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-04-2008 20:21:08 โดย อาจารย์..สีฟ้า »

ออฟไลน์ ที่ปรึกษาไอทีขั้นต้น

  • Administrator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6853
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1320/-22
ช่างน่าเศร้าจริงๆ ที่ต่างคนต่างกลัวความจริงที่จะเกิดขึ้น
จนมองไม่เห็นทางออกของปัญหา

เป็นเพราะความกดดัน และถูกทอดทิ้งหรือปล่าวที่หล่อหลอมให้สองคนที่ความคิดเช่นนั้น
เรื่องบางเรื่องเราคงจะต้องกล้าสู้กับมัน ดีกว่าถูกกดดัน และกดขี่ต้องยอมรับสิ่งที่ตนไม่อยากทำ
จนสุดท้ายระเบิดออกมา แล้วทำเรื่องที่ร้ายๆลงไปแทน

 :oni1: :oni1: :oni1:

สนุกมากๆเลยครับรออ่านต่อ
ภาษาสำนวนชวนติดตามดีแท้
 :oni2:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด