● เล่ห์รักฤดูร้อน ●
พักยก 55.5 – กันและกัน
...นี่ผมเอง...คิมหันต์ วานิชตระการกูล ชื่อเล่นชื่อคีม และเป็นคนเดียวในบ้านที่มีชื่อเล่น แย่หน่อยตรงพี่สาวคนโตมักเปลี่ยนเป็น ‘ครีม’ แต่ผมชอบให้คนอื่นเรียกว่า ‘คิม’ มากกว่า ปัจจุบันอายุ 20 ปี เรียนคณะทันตแพทยศาสตร์ปี 3 ชอบเคป๊อปแดนเกาหลี แต่ช่วงหลังมานี้ไม่ค่อยได้ติดตาม เพราะมัวแต่ยุ่งเรื่องเรียนและเรื่อง....อืม....เรื่องอื่น...
“...เฮียเพี้ยน...”
เรื่องของคนนี้แหละ“..ฮะ..เฮีย..”
เขาไม่ยอมตอบเป็นคำ มีแต่เสียงอือเบา ๆ ที่ไม่รู้ความหมาย ขณะก้มหน้าก้มตาจูบตรงนั้นตรงนี้ไปทั่วแผ่นอกผม มืออีกข้างสาละวนกับไอ้น้องชายที่โดนปลุกง่ายดาย จากแค่ความร้อนและการเสียดสีไม่เท่าไรจากปลายนิ้วอีกฝ่ายซึ่งสอดเข้ามาทางขอบกางเกงชั้นใน เขารู้ดีว่าตรงไหนส่งผลร้ายกาจกับผมมากที่สุด
ผมหายใจเข้าออกช้า ๆ รู้ดีว่านี่แค่เริ่มต้น พยายามแล้วจะคิดถึงเรื่องอื่น ทว่าไม่ใช่ง่ายเลย ดึงตัวเองออกจากเหตุการณ์ตรงหน้าได้ไม่เท่าไร สายตาก็กลับมาหยุดอยู่ที่เขาอีกแล้ว
พี่ภพเป็นมนุษย์โคตรน่าฟัด กล้ามเขาสวยกำลังดีแบบน่าอิจฉา อกยิ่งโคตรแน่น ผมลูบ ๆ คลำ ๆ จนชินมือ (ผลจากความพยายามจะแหวกอกเสื้อเขาทุกครั้งที่มีโอกาส) ทว่าเท่าไรก็ไม่เคยรู้สึกพอ อยากลวนลามอีกเยอะ ๆ แต่คราวนี้ดูเหมือนมือผมจะแรงตกไปนิดหน่อย ขยับไม่ได้อย่างใจสักนิด โดยเฉพาะตอนที่เขาลากปลายลิ้นสลับกับพรมจูบไปถึงท้องน้อย และพอถึงแค่นั้น...มือไม้ผมก็ราวกับเป็นอัมพาตไปดื้อ ๆ
“...เฮีย..” ผมโอดครวญ “...อย่าอารัมภบทเยอะนักดิ”
เขาเงยหน้ามองผมแวบหนึ่ง สายตาคล้ายว่าไม่เข้าใจที่พูด ซึ่งก็อาจไม่ใช่เรื่องแปลก แน่นอนละ ผมไม่ได้อยากรีบถวายตัวอะไรอย่างนั้น แต่วูบหนึ่ง (วูบใหญ่ ๆ) ที่ตัดสินใจไปแล้ว หากมัวแต่ช้าผมก็ชักอยากเปลี่ยนใจ ลองนึกภาพเหตุการณ์สมมติ คุณอยู่ในโรงพยาบาล ทำใจได้แล้วว่ากำลังจะถูกฉีดยา แต่แทนที่เข็มจะจิ้มลงมาเลย คุณพยาบาลคนสวยกลับดูดยาขึ้นมาเชื่องช้า ดีดไล่ฟองอากาศแปะ ๆ มองคุณด้วยสายตามีเลศนัยเจือสงสาร จากนั้นก็แกว่งเข็มไปมาต่อหน้าให้หวาดเสียวเล่นนาน ๆ นั่นละ...มาอีกหรอบเดียวกันเลย ความมั่นใจผมเริ่มจะร่อยหรอลงไปมากแล้วตอนนี้
“...จะ...จะทำก็ทำดิ” ปากผมบ่น แต่มือก็ยกขึ้นปิดหน้าปิดตา อายใกล้ถึงแก่ชีวิตแต่จะไม่อีกทนแล้ว “นกเขาไม่ขันเหรอ!?”
พี่ภพถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่งเลย คิ้วเข้มยกขึ้นสูงบนหน้าผาก หลังจากนั้นก็หลุดหัวเราะพรืด
“แล้วก่อนหน้านี้ หมาที่ไหนบอกไม่อยากเสียตัววะ”
“หมาที่นี่แหละ” ผมงุบงิบอย่างขัดอกขัดใจ “..ตะ...แต่อุตส่าห์ทำใจได้แล้วไง โอ้เอ้นาน ๆ ผมจะเปลี่ยนใจแล้วนะเว้ย!”
ผมพาลใส่ทั้งหน้าร้อนฉ่า แต่กลับไม่ได้ส่งผลกระทบอันใดกับเขานอกจากเพิ่มเสียงหัวเราะขบขันดังกว่าเก่าอีกนิดหน่อย
“มันต้องทำใจหนักขนาดนั้นเลยหรือ?”
“เฮียไม่ใช่ผม เฮียไม่รู้หรอก” ชวนดราม่าแม่งเลย พร้อมกับแหวกคอเสื้อเขาไปด้วย เปิดยั่วดีนัก “ไหนมาให้ผมฟัดดิ๊!”
พี่ภพทำหน้าพึงใจ ปล่อยผมแกะกระดุมเสื้อเขาออกยังไม่ทันหมดก็กระชากมันให้แบะออก คอเสื้อเปิดจนไปกองอยู่ตรงต้นแขน นั่น..กล้ามเนื้อเดลทอยด์รูปสามเหลี่ยมสวย ๆ ที่ไหล่ ไล่ลงมาจนสายตาหยุดที่ไบเซปส์ ภาพซ้อนในตำรากายวิภาคผุดขึ้นมาในหัวผม แต่ตอนดูบนแผ่นกระดาษไม่เห็นรู้สึกว่าน่ากัดอย่างนี้เลย
“เป็นอะไร จ้องตาเยิ้ม”
เสียงเขาดึงผมหลุดจากภวังค์ กลับมาทุรนทุรายต่อกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์โชว์ฟันเขี้ยวของอีกฝ่าย
ผมยังเหลือความรู้สึกอยากโวยวายอยู่บ้าง แต่มากกว่านั้นคืออยากฟัดพี่ภพโคตร ๆ หลังทะเลาะกับกระดุมเม็ดสุดท้ายของเสื้อนอนเขาเสร็จจึงได้จัดการดึงมันออกไปให้พ้นสายตาโดยไว แผ่นอกกว้างและหน้าท้องสวย ๆ อย่างที่ผมเคยอยากมีปรากฏต่อสายตา ตอนนี้ถึงผมจะไม่มีอย่างนั้นบ้าง...แต่ก็มั่นใจว่าที่เห็นตรงหน้าต้องเป็นของผมทั้งหมดนั่นแหละ
“...น่ากอดโคตรเล—” ผมเพ้อเจ้อยังไม่ทันจบประโยค ก็กลับเป็นฝ่ายถูกดึงไปกอดเสียเอง
“งั้นกอดสิ” เขาสั่ง
“...กอดอยู่” ผมพึมพำ สองมือโอบแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเขาเอาไว้ อดไม่ได้จะข่วนเบา ๆ ไปด้วย ให้ตายเถอะ จับตรงไหนก็แน่นตึงมือไปหมดเลย
“กอดพี่..แล้วไม่ต้องไปกอดคนอื่นอีก”
ผมหูผึ่ง ลอบยิ้มทั้งหน้าร้อนแทบไหม้ ซุกหน้าบนอกเขาไม่ให้เจ้าตัวเห็น “..เฮียขี้หวงอ่า”
“หวงมาก”
“ดี ๆ” ผมถูจมูกไปมาสูดกลิ่นหอมและไอร้อนตามเนื้อตัวเขา “หวงผมเยอะ ๆ ..ผมชอบมาก”
“เด็กบ้าเอ๊ย”
พี่ภพพ่นลมหายใจคล้ายว่าจะหัวเราะ อาศัยจังหวะนัวเนียติดพันดึงกางเกงชั้นในผมหลุดจากเอว...ง่ายดายอย่างนั้นเอง ปล่อยช่วงล่างโล่งเวอร์จนต้องคู้ขาขึ้นมาโดยอัตโนมัติ แต่กลับช่วยอะไรไม่ได้มากเพราะติดตัวเขาที่คร่อมอยู่ตรงกลาง ก้มหน้าลงบดจูบหนัก ๆ บนริมฝีปาก ซึ่งผมว่าบางทีแล้วอาจดีกว่าปล่อยปากผมว่างโดยไม่รู้จะพูดอะไรให้มันเข้าท่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องหาเรื่องเถียงแก้เขินแล้ว ผมแค่จูบตอบ กอดตอบ หรือทำอะไรสานต่อจากที่เขากำลังจะเริ่มนั่นแหละ สร้างข้ออ้างกันเสียหน้าอย่างง่าย ๆ ให้กับตัวเอง ว่าก็ปากผมไม่ว่างหาเรื่องกวนประสาทเขาแล้วนี่นา
มันดำเนินไปอย่างทุกที เหมือนกับที่เราเคยจูบกันครั้งก่อน ๆ ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวเสียหน่อย พอคิดอย่างนั้นแล้วก็ดูเหมือนความกังวลจะค่อย ๆ เลือนหายไป บอกตัวเองว่านี่มันเรื่องธรรมดาออก ผมรักเขา และเขาก็รักผม ปล่อยให้เป็นไปตาม—
“...อะ!”ผมเบิกตากว้าง ปลายลิ้นที่สู้สุดฤทธิ์อยู่กับลิ้นเขาชะงักงัน เมื่อนิ้วอีกฝ่ายลากมาหยุดอยู่ตรงช่องทางด้านหลัง...จุดที่ปกติแล้วเขาไม่เคยแตะเลยสักครั้ง
“ถ้าไม่เตรียมก่อน...จะเจ็บรู้ไหม” พี่ภพกระซิบเสียงแหบพร่าข้างหู
และผมเพิ่งรู้ตัว ว่าไอ้ที่สบายใจอยู่เมื่อครู่ไปพักใหญ่ ดูเหมือนจะคิดง่ายไปหน่อยเสียแล้ว
“..รู้..” ผมตอบ ด้วยเสียงสั่น...โคตรตลก แต่เป็นตลกที่ขำไม่ค่อยออกเท่าไร
“งั้นก็อย่าดื้อ”
ผมทำใจกล้า จ้องหน้าเขาอยู่อึดใจหนึ่ง ตอนแรกว่าจะเถียงอีกสักหน่อย สั่งนักเชียว แต่พอเห็นรอยยิ้มและสายตาอบอุ่นยิ่งกว่าทุกทีของเขาเข้า จึงตระหนักได้ว่าเขาไม่ได้สั่ง
แต่กำลังขอร้องผมต่างหากอะไรที่ผมตั้งใจไว้ว่าจะเถียงถูกกลืนกลับไปเกลี้ยง หายวับไปจากหัวเหมือนไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นมาก่อน เหลือแค่ความสงสัยว่าทำไมเขาถึงใจดีนักนะ หากไม่นับเจ้ ๆ ทั้งสองที่เป็นคนร่วมสายเลือด ใครจะตามใจผมได้ขนาดนี้กัน
ผมกลั้นยิ้ม แม้ปากจะยังสั่นอยู่นิดหน่อย ขยับตัวให้ถอยไปด้านหลังเพื่อให้เขามีที่บนโซฟาด้วยอีกคน และท่าทางเช่นนั้นคงบอกความหมายบางอย่าง มุมปากเขาจึงได้ยกขึ้นสูงขึ้น พึมพำอ่อนโยนว่าผมเป็นเด็กดี...
ผมหัวเราะ เอามือดึงกางเกงพี่ภพลง กระซิบตอบข้างหูเขาเสียงแผ่ว
“..ของมันแน่อยู่แล้ว”.
.
.
.
คิมหันต์ยังคงอ่อยได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย อันที่จริง ผมนึกว่าเขาจะแหกปากร้องโหวกเหวกตั้งแต่ตอนที่โดนดึงกางเกงชั้นในลงมาแล้ว แต่คราวนี้ผิดคาด (ถ้าผมจะยังกล้าคาดหวังอะไรกับไอ้ตัวแสบนี่ได้อยู่) นอกจากไม่ขัดขืน กลับถึงขั้นยั่วต่ออย่างถึงพริกถึงขิง รับปากมั่นเหมาะว่าจะเป็นคนดีของผมคนเดียว โดยที่สภาพคนพูดก็ล่อแหลมเสียเหลือเกิน ผิวขาวจัดของร่างเปล่าเปลือยเบื้องล่างนั้นแดงระเรื่อไปหมดแล้ว แถมยังใจกล้าพอจะเอื้อมมือมาดึงกางเกงผมลงอีก
ผมลากนิ้วมือผ่านปากทางด้านหลังของอีกฝ่าย เขาสะดุ้งน้อย ๆ แต่ไม่นานก็หายใจเข้าลึก ก่อนจะผ่อนออกยาว แยกขากว่าเดิมอีกนิดหน่อยอย่างเหนียม ๆ หลับตาปี๋พร้อมกับเกาะไหล่ผมแน่นไปด้วย บางทีเขาก็น่ารักเกินทน เกือบสอดนิ้วเข้าไปอยู่แล้ว ตอนที่นึกขึ้นมาได้ว่าผมน่าจะมีอะไรหล่อลื่นบ้าง เจลที่เคยซื้อ (ตอนหวังจะเคลมไอ้ตัวยุ่งเมื่อนานมาแล้ว) น่าจะยังอยู่ในลิ้นชักของชั้นวางของใกล้ ๆ ว่าแต่ถุงยางล่ะ..เก็บไว้ที่ไหนแล้ว?
“ไอ้ตี๋..” ผมเรียกเบา ๆ ก่อนจะถามอะไรที่ชวนให้หมดมู้ดพิกล “มีถุงยางไหม?”
คิมหันต์หรี่ตาขึ้นมา ทำหน้าเหวอใส่ ก่อนจะส่ายศีรษะ “ก็พี่ยึดของผมไปแล้วไง อยู่ในแฟ้มลับในตู้พี่อะ”
ผมพยักหน้า เออจริง..อยู่ในแฟ้มนั่น...แต่เดี๋ยวนะ...
“พูดงี้แสดงว่าเคยไปรื้อแฟ้มนั่นมาเรอะ?”
“น่า ๆ” อีกฝ่ายทำหน้ายุ่ง เลยกลายเป็นปากแย้มรอยยิ้มกริ่มแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ “ผมเห็นความโรคจิตของพี่หมดแล้ว”
ผมพลาดเอง ที่เก็บของอย่างนั้นไว้ในตู้โดยไม่ได้ซุกซ่อนอะไรมากมาย เห็นคิมหันต์ไม่พูดถึงก็นึกว่าเขาไม่ได้สังเกต ในสถานที่นี้คงไม่มีซอกมุมไหนที่เขาไม่รู้จักอีกแล้ว ใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อทำใจ หลังจากนั้นก็ปลงว่าช่างเถอะ
“งั้นเรารอนี่แป๊บ”
ผมถอยออกมา ตั้งใจจะไปหยิบมาใช้ อย่างน้อยก็เห็นแก่พี่สาวเขาที่อุตส่าห์ไว้ใจ แต่ยังไม่ทันลุกพ้นโซฟา แขนกลับถูกรั้งเอาไว้เสียก่อน
“...ไม่ต้องก็ได้...”
คิมหันต์หน้าขึ้นสีเข้มจัด ปากบาง ๆ สั่นระริก พูดไปก็ก้มหน้าก้มตาจนชวนให้สงสารอย่างไรพิกล
“..เดี๋ยวก็—”
“ผมบอกว่าไม่ต้องก็ได้” อีกฝ่ายย้ำ
ผมจ้องมองเขาที่ลุกขึ้นมานั่งขดเหมือนเป็นลูกบอล แต่มือยังดึงแขนผมไว้แน่น เอ่ยตะกุกตะกักโดยไม่มองหน้า
“..ถะ...ถ้ายื้อไปนานกว่านี้...ผม...ว่า...ผม...ไม่กล้าทำแล้วอะ...”
“....”
“....ผมแค่...อยากให้พี่กอดผมแน่น ๆ เท่านั้นเอง..”
ความอดทนอันยาวนานนับปีของผมสิ้นสุดลงเพราะประโยคนั้นเองผมเอื้อมมือไปควานหาหลอดเจลหล่อลื่นในลิ้นชักจากชั้นวางใกล้ ๆ ภาวนาว่ามันจะยังอยู่ที่เดิมและไม่หมดอายุไปเสียก่อน แต่เพราะเขายังไม่ยอมปล่อยมือจากผม ท่าทางจึงได้เงอะงะไปสักหน่อย กว่าจะหยิบติดมาได้ก็กวาดหนังสือและของจุกจิกแถวนั้นหล่นตามกันลงไปกองบนพื้น ส่วนตัวผมเองล้มคร่อมลงไปเหนือร่างเขา (ด้วยทิศทางที่เซมาผสมกับความจงใจนิดหน่อย) ก้มลงดูดเม้มริมฝีปากซึ่งพูดจาชวนสติขาดผึงอยู่บ่อยครั้ง กวาดชิมรสหวานจนมั่นใจว่าจะไม่มีซอกมุมไหนที่ตกสำรวจ มือเปิดฝาหลอดไปด้วยอย่างทุลักทุเล ป้ายมันลงไปเบา ๆ ตรงนั้น ด้วยความคาดหวังว่าจะไม่ทำให้เขาเจ็บจนกลัวตั้งแต่ครั้งแรก
“ไม่ต้องเกร็ง..” ผมกระซิบอ่อนโยน จับแขนเขามาเกาะไว้บนไหล่ ก่อนจะค่อย ๆ แทรกนิ้วแรกเข้าไปเชื่องช้าในช่องทางเบื้องล่าง พร้อมกันจูบย้ำที่ขมับเขาไปด้วย
คิมหันต์ผงกศีรษะอย่างว่าง่าย ก้มลงซุกหน้าลงบนบ่าผม เกร็งตัวอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยคลายลงพร้อมกับผ่อนลมหายใจ เรานิ่งงันยาวนานเกือบนาทีอันเปี่ยมล้นไปด้วยความทรมานใจของผม กว่าจะลองขยับนิ้วดูอีกครั้ง
“ไหวไหม?”
เขาพยักหน้าอีกครั้ง แขนรั้งคอผมไว้แน่น มองเห็นแค่ใบหูแดงจัดแทนมาตรวัดความเคอะเขิน
อีกครู่ใหญ่ทีเดียว กว่าจะทำให้ช่องทางคับแคบสามารถรับนิ้วมือเข้าไปได้ถึงสาม ผมเบียดตัวเข้าหามากขึ้นอีก เหมือนเป็นการบังคับกลาย ๆ ให้อีกฝ่ายแยกขาออก ถามเขาโดยที่ยังคานิ้วเอาไว้อย่างนั้นว่าเจ็บหรือเปล่า
เขาส่ายหน้า แต่ริมฝีปากเม้มแน่น จนผมนึกสงสัย ว่าไอ้ที่บอกไม่เจ็บนั้นเรื่องจริงหรือแค่เอาใจ
“แน่หรือ?”
“ฮื่อ” คราวนี้มีเสียงร้องตอบกลับมาสั่น ๆ “..สะ..ใส่ดิ...”
น่าเอ็นดูจนจนอยากจะจับเคี้ยวกลืนเข้าไปทั้งตัวเลยผมบอกตัวเองให้เย็นไว้ ขืนบ้าจี้ทำตามไอ้ตัวยุ่งว่าเสียหมด สุดท้ายแล้วอีกฝ่ายเองนั่นแหละที่จะเจ็บตัว ทนรอมาตั้งขนาดนี้ก็อยากให้เขารู้สึกดี ๆ ด้วยมากกว่าจะยอมไปหมดทุกอย่างเพื่อเอาอกเอาใจ แต่เอาเข้าจริงกลับทำได้ไม่เป็นดังคาดนัก
ทันทีที่ถอนนิ้วตัวเองออกมาอย่างพยายามใจเย็นถึงขีดสุด ผมก็จับขาเขาแยกออกให้มีที่ว่างสำหรับตัวเองจะแทรกไปคร่อมอยู่ จ่อส่วนนั้นไปแทนที่ตรงปากทางขณะเจ้าตัวเอาแต่หลับตาปี๋
“...ยะ...ยังอีกเหรอ..”
แถมยังมีทวงด้วยแน่ะ!ผมหัวเราะพร้อมกับพ่นลมร้อน ๆ ข้างหูเจ้าตัวช่างยั่วเบื้องล่าง ผลคือคิมหันต์มุ่นคิ้ว กอดคอผมแน่น แถมเอาขามาเกี่ยวเอวไว้เสียด้วย เงอะงะกันอยู่ครู่หนึ่งเพราะผมต้องทิ้งตัวลงบนพื้นที่แคบ ๆ จนขาข้างหนึ่งถึงกับไถลลงไปเหยียบพื้นเอาไว้เพราะไม่เหลือที่บนโซฟาแล้ว บางทีถ้าใจเย็นอีกหน่อยพอจะพาเขาไปถึงเตียงได้ก่อนคงดี
..แต่ตอนนี้ช่างมันก่อนเถอะผมเบียดแทรกส่วนนั้นเข้าไปในร่างกายอีกฝ่ายช้า ๆ หายใจเข้าออกพร้อมกับยั้งตัวเองให้เย็นไว้ก่อน เข้าไปไม่ทันไรเขาก็ทำหน้ายุ่งเสียแล้ว ไหล่สั่นพร้อมกับที่ผมรู้สึกได้ว่าเบื้องล่างกำลังรัดเกร็ง ได้ยินเสียงครางฮือเบา ๆ อยู่ในลำคอ
“..คิม..” ผมกระซิบ ลูบศีรษะเขาเบามือ “...ผ่อนหน่อย...”
“...มะ..มันแน่น...ไงไม่รู้...” เจ้าตัวรีบฟ้อง ซึ่งมันควรจะน่าสงสาร แต่ท่าทางและน้ำเสียงเขากลับทำผมอยากแกล้งขึ้นมาอย่างประหลาด
“เจ็บไหม?” ผมชวนคุย จับสะโพกเขาไว้ อาศัยทีเผลอดันลึกเข้าไปอีกหน่อย
“.....ไม่...เชิง มันแบบ—!”
คิมหันต์ชะงักอยู่แค่นั้น ลมหายใจติดขัด พวงแก้มแต้มสีชมพูเข้ม กัดฟันอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็เปลี่ยนมากัดไหล่ผมแทน ท่าทางเมื่อกี้อาจเผลอเบียดเข้าหาเร็วเกินไป เรียวขาสองข้างเขาสั่นไปหมด ขณะที่ปลายเท้าจิกงุ้มอยู่กับโซฟา
“อึดอัด?”
“..อะ...อือ!” เขาพยักหน้าหงึกหงัก ลมร้อนพร้อมเสียงกระซิบแผ่วเบาหลุดจากปากมาปะทะกับอกผม “...แต่ไหว...” พร้อมกับล็อคคอให้ผมขยับเข้าหาตัวเองที่ยังทำหน้านิ่วคิ้วขมวด บทจะน่ารักก็เกินทนเอาจริง ๆ
ผมประคองท้ายทอยให้เขาเงยหน้าขึ้นมา กดริมฝีปากตัวเองลงแนบสนิทกับของเขา บดจูบหนัก ๆ ด้วยความมันเขี้ยว ขณะที่มืออีกข้างรั้งสะโพกเขาไว้ ผิวละเอียดแน่นตึงอยู่ในมือตอนที่กดให้มันแอ่นรับความปรารถนาลึกล้ำที่จะครอบครองเขาไว้แต่เพียงผู้เดียว
คิมหันต์จูบตอบผม แขนสองข้างเกี่ยวไว้กับแผ่นหลัง แนบร่างเข้าชิดใกล้ เนื้อตัวอุ่น ๆ ทำผมแทบคลั่งตาย หาทางออกด้วยการซุกไซ้ฝากร่องรอยสีแดงสดไปทั่วลำคอและแผ่นอกเขา ลืมไปหมดแล้วเรื่องจะไม่สร้างหลักฐานไว้สูงกว่าระดับคอเสื้อ ตอนนี้สงสัยอยู่แค่เรื่องเดียวว่าผมทนมาตั้งนานเป็นปี ๆ ได้อย่างไร
เขาเอียงศีรษะไปด้านหนึ่ง เบียดตัวเข้าหาผมแล้วเอาแขนเกาะเกี่ยวไว้แน่น ยอมให้ฝังจูบไปทั่วตามชอบใจ ทว่าแม้จะตอบสนองถึงขนาดนั้น แต่เบื้องล่างก็ยังเกร็งแน่นไปหมดจนขยับตัวลำบาก เห็นชัดว่าเขาหายใจกระท่อนกระแท่นทุกครั้งที่ผมขยับตัว แต่ครั้งแรกอย่างนี้จะบอกให้ไม่เกร็งเลยก็ออกจะเป็นไปได้ยาก
ผมลากมือฝ่ามือผ่านหน้าท้องเขาจนหยุดตรงจุดอ่อนไหวต่ำลงมา สัมผัสส่วนปลายของตรงนั้นแผ่วเบา ไล่ลงไปเรื่อยตลอดความยาว เคล้นคลึงอยู่ในมือจนได้ยินเสียงครางต่ำจากลำคออีกฝ่าย ร่างกายบิดเร่าอยู่เบื้องล่างอย่างเย้ายวนโดยปราศจากเจตนา
ผมถอยสะโพกตัวเองออกมาช้า ๆ ก่อนจะค่อยบดเบียดกลับเข้าไปจนสุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า พิศมองดวงหน้าและริมฝีปากแดง ๆ น่าจูบของเขาไปด้วย ต่ำลงกว่านั้นเป็นลำคอขาวและแผ่นอกซึ่งเต็มไปด้วยรอยแต้มที่บอกว่าเขาเป็นของผม ยอดอกสีสดยั่วเย้าจนอยากสัมผัสด้วยปลายลิ้น หน้าท้องมีกล้ามเนื้อน้อย ๆ ที่เขาพยายามฟิตร่างกายสู้กับผมช่างน่ากัด แต่ถ้าทำอย่างนั้นก็อดเห็นสีหน้าเขาซึ่งคงน่ามองไม่น้อย ตอนผมขบเม้มลงไปเขาจะทำหน้าตาน่ารักแบบไหนกัน ...บางครั้งผมก็อยากแยกร่างได้เพื่อจะปรนเปรอทั้งเรือนร่างของเขาไปพร้อมกันทั้งหมด โดยไม่พลาดจากการจับจ้องสีหน้าแบบที่มีแค่ผมเท่านั้นได้เห็นและเป็นเจ้าของ
นานทีเดียว กว่าเขาจะเริ่มคุ้นกับจังหวะและแรงเบียดดันจากช่องทางด้านหลัง หูผมฟังแต่เสียงครางอืออาของเขาซึ่งดังขึ้นทุกครั้งที่สัมผัสโดนจุดอ่อนไหวข้างใน และสุ้มเสียงหวามไหวซึ่งมีชื่อผมหลุดมาเป็นพัก ๆ ยิ่งทำให้ผมขยับกายหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ
นัยน์ตาฉ่ำเยิ้มของเขาราวกับจะร้องไห้ ขนตาเปียกชื้นเกาะเป็นแพ ผิวเนื้อเรากระแทกกระทั้นเป็นเสียงเฉอะแฉะจากเม็ดเหงื่อและของเหลวที่เริ่มซึมออกมาจากตรงนั้น และอีกอย่างที่กำลังจะทำผมเหมือนกลายเป็นสัตว์ป่าซึ่งไม่สามารถหยุดตัวเองได้ คือการที่รู้สึกได้ว่าเขาเองก็ขยับสะโพกขึ้นรับกับจังหวะร้อนรนของผมเช่นกัน
โซฟาเคลื่อนไปข้างหลังไกลจากจุดเดิม แต่ผมไม่เหลือแก่ใจจะหยุดหรือชะลอความเร็วลงสักนิด สิ่งเดียวที่อยู่ในสายตาคือเจ้าของร่างซึ่งนอนอยู่เบื้องล่างผม เรายังคงบดเบียดร่างเข้าหากันเร็วขึ้น...รุนแรงขึ้น... ด้วยความปรารถนาจะรุกล้ำเข้าไปให้ลึกขึ้นทั้งในร่างกายและจิตใจของอีกฝ่าย จนกระทั่งโซฟาไถลไปเรื่อย ก่อนจะหยุดลงเมื่อไปติดเข้ากับตู้เก็บของไม่ไกลกันนัก
เสียงหอบหนัก ๆ ของคิมหันต์ล่องลอยในอากาศอันเต็มไปด้วยกลิ่นหอมหวานที่ผมอาจคิดไปเองว่ามันกรุ่นอยู่รอบตัวเขา เหงื่อเม็ดโตพรมทั่วร่างเปลือยตรงหน้า ขณะที่เจ้าของร่างเอ่ยถ้อยคำกระท่อนกระแท่นว่าเขาไม่ไหวแล้ว หลังจากนั้นเพียงอึดใจเดียวก็ถึงจุดสูงสุดของอารมณ์ ปล่อยทั้งหมดออกมาเต็มหน้าท้องของทั้งเขาและผม ริมฝีปากช้ำเจ่อจากการจูบซ้ำแล้วซ้ำเล่าเผยอออกน้อย ๆ เพื่อระบายลมหายใจ แต่ผมเห็นแล้วกลับรู้สึกรักใคร่จนต้องก้มลงไปปิดช่องทางหายใจนั้นของเขาด้วยปากตัวเอง
เขาส่งปลายลิ้นดันสู้ ร่างกายเบื้องล่างยังพยายามขยับรับแม้จะอ่อนแรง เป็นความน่ารักอีกอย่างของคิมหันต์ที่รู้ว่าผมยังไม่เสร็จ เขาพยักหน้าหงึก ๆ เมื่อผมกระซิบว่าทนอีกนิดเดียว หลุดครางออกมาบางครั้งกับแรงกระแทกเข้าใส่จากอารมณ์ซึ่งยังคั่งค้าง ผมรู้ว่ากำลังจะถึงลิมิตในอีกไม่ช้า แต่ก็รู้สึกดีจนไม่อยากให้หยุดอยู่แค่นี้เลย
“...อืม”เป็นเสียงผมเองที่ฟังแปลกหูกว่าทุกที
เขายกมือขึ้นปิดปาก กะพริบตาปริบ ๆ ใส่ผมทั้งใบหน้าแดงซ่าน ตอนที่รู้สึกได้ว่ามีอะไรไหลตามออกมาจากข้างใน พร้อมกับที่ผมค่อย ๆ ถอนร่างกายตัวเองออกแล้วทิ้งตัวลงทาบทับร่างเขาไว้ข้างใต้
“...เฮีย...”
เขาร้องเรียก พยายามขยับตัวอย่างยากลำบากไปด้วย ก่อกวนจนผมเกือบกลิ้งตกโซฟา สุดท้ายต้องยันกายลุกขึ้นนั่งมองเขาซึ่งจ้องกลับมาตาแป๋ว กางแขนสองข้างออกเป็นเชิงบอกให้ช่วยดึงตัวเองลุกขึ้นนั่งบ้าง แก้มแดงเปล่งปลั่งจนเผลอฟัดเบา ๆ ทีหนึ่งเป็นค่าหัวคิวก่อนจะดึงตัวขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ฟังอีกฝ่ายหัวเราะแหะด้วยความได้ใจ พอลุกขึ้นนั่งได้ก็เริ่มเรียกร้องอย่างอื่นทั้งที่มือยังลูบสะโพกตัวเองป้อย ๆ แต่ไม่บ่นสักคำ
“เฮียกอดผมดิ”
“....”
“นะ..นะ?”
หากเขาชอบถูกกอด ผมจะกอดเขาแน่น ๆ “รักผมปะ?”
หากเขาอยากถูกรัก ผมก็จะรักเขามาก ๆ “เฮียตอบเร็ว” คิมหันต์เร่ง สีหน้าคาดคั้น ไม่รู้ว่าจะชอบฟังอะไรนักหนา
ผมโคลงศีรษะอ่อนใจ ก้มลงไปงับใบหูเขา เอ่ยช้า ๆ...ให้เขาได้ยินชัด ๆ
“โคตร..รัก..เลย..ครับ..”รอยยิ้มชอบใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าอ่อนระโหยของเขา เงยขึ้นจูบเบา ๆ ตรงมุมปากเหมือนอยากให้รางวัล บ่นงึมงำบางอย่างที่ฟังไม่รู้เรื่อง ก่อนจะคู้ตัวบนตักผม ชันเข่าแล้วซุกตัวเข้าหาอย่างออดอ้อน ขยับตัวจนได้ท่าที่สบาย จากนั้นเพียงครู่เดียวก็ผล็อยหลับไปในอ้อมแขนอย่างไม่ระวังตัว
ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้ ก้มลงจูบแผ่วเบาบนหน้าผากชื้นเหงื่ออีกฝ่าย ฟังเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของเขาและแผ่นอกแต้มรอยจูบที่ขยับขึ้นลงสม่ำเสมอ ครุ่นคิดว่าจะพาเขากลับไปที่เตียงอย่างไรดีไม่ให้ตื่นเสียก่อน แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าช่างปะไร ถ้าตื่นก็จะปล้ำมันอีกรอบให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย เรื่องแค่นั้นเอง คิมหันต์เหมือนจะรับมือลำบาก เรื่องมาก เอาแต่ใจ ทว่าเอาเข้าจริงก็น่ารักจนผมมองข้ามอะไรพวกนั้นไปหมด
"ไอ้เบื๊อกเอ๊ย..."
ผมบ่นพึมพำ ก้มลงมองคนที่คิดว่าหลับไปแล้ว แต่กลับเห็นว่าเจ้าตัวกำลังแอบยิ้มเสียนี่
"ยังมีแรงกวนประสาท เดี๋ยวก็จัดอีกรอบซะ"
เขาสะดุ้งน้อย ๆ ก้มหน้างุด บ่นว่าไม่ไหวแล้ว พรุ่งนี้ก็คงออกไปไหนไม่ไหวแน่ ๆ น้ำเสียงน่าสงสารมาเชียว ผมนึกแล้วว่าต้องมาอีหรอบนี้ แต่ก็เตรียมวิธีรับมือไว้บ้างเหมือนกัน
ก็นั่นละ..ถ้าจะมองความเจ้าเล่ห์ของเขาอย่างเข้าอกเข้าใจสักหน่อย
เลี้ยงไอ้เด็กแสบสักคนก็ไม่ใช่เรื่องคณนามือเลย-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
เป็นตอนที่ไม่มีอะไรเลย ฮว้ากกกส์ อันนี้คือสารภาพว่าจัดมาเพื่อเซอร์วิสเลยค่ะ แด่เฮียพี่ภพที่รอมาเนิ่นนาน และแด่คนอ่านที่รอมานานพอกัน มีคนดักทางได้ถูก เพราะตอนแรกกะว่าจะแพนกล้องขึ้นเพดาน แล้วตัดฉับมาโผล่ตอนเช้าที่น้องงอแงไม่ยอมไปบ้านเฮียเลย 555 *โดนฆ่าหมกเล้า* แต่ชั่งน้ำหนักด้วยประการทั้งปวง หลายท่านน่าจะรออ่านฉากนี้(เหรอ?)กันพอสมควร ก็เลยแตกตอนพักยกขึ้นมาสักหน่อย =////=
//สังเกตว่าพักยกของเรื่องนี้ (พวก .5 ทั้งหลาย) จะเล่าผ่านบุรุษที่ 1 ค่ะ
ไม่ได้เขียนฉากอย่างนี้นาน เลยฝืด ๆ ไปบ้าง หยวน ๆ นะคะ Orz
ของแถมขอแปะรีพลายนี้เลยเพราะมีไม่เยอะค่ะ ,,>w<,,
คิมหันต์ ณ ตอนปัจจุบัน พยายามวาดให้โตขึ้นนิดหน่อยค่ะ



"เดี๋ยวปั๊ดปล้ำจริง" //เฮียเพี้ยนไม่ได้กล่าว
ปิดท้าย ควันหลงวอลเลย์บอลหญิง (ตอนดูหวีดลั่นบ้าน)
เลยอยากวาดนุ้งครีมเป็นมือเซ็ต ปิ่นหยกเป็นมือตบ (อูย...) ชุดมันกระชุ่มกระชวยใจดีนะคะ

พบกันยกหน้าค่า ^o^ *กอดฟัด*
