[เรื่องเบาๆ]Stair.ขยับรัก ข้ามขั้น : จบ P22 6/07/2554(รุ่นพ่อ?vsรุ่นลูก?)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [เรื่องเบาๆ]Stair.ขยับรัก ข้ามขั้น : จบ P22 6/07/2554(รุ่นพ่อ?vsรุ่นลูก?)  (อ่าน 369222 ครั้ง)

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1030
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +782/-3
    • My novel blog
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้

1.ห้ามละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์  และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

6.อย่าพูดคุย ทักทาย นักเขียน คนอ่่านโดยรีพลายดังกล่าวไม่เกี่ยวพันกับนิยายให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรคอมเม้นต์สักคอมเม้นต์เีดียวก็เพียงพอแล้ว ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และทำลิงค์โยงมายังนิยาย และให้นักเขียนทุกคนทำลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยเกี่ยวกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วย เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0
 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-05-2012 06:07:05 โดย juon »

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1030
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +782/-3
    • My novel blog
ปิดจองแล้วค่ะ

เฉพาะจองทางไปรษณีย์รอบแรก มีของแถมพิเศษให้นะคะ

เป็นbookletการ์ตูนใบ้ เหมียวนพกับคุณไพฯค่ะ



Stair. ขยับรัก ข้ามขั้น (2เล่มจบ)
ราคาชุดละ 470บ. (ไม่แยกขายและยังไม่รวมค่าจัดส่ง)

ที่คั่นที่จะแถมกับตัวหนังสือค่ะ



เรื่องย่อ

“คุณไพฑูรย์คะ น้องที่จะมาสัมภาษณ์งานรอพบอยู่ที่ห้องแล้วค่ะ”

ผมทำงานอยู่ฝ่ายบุคคลของบริษัทมาเป็นสิบๆ ปี
ไม่เคยนึกอยากได้ผู้ช่วยเลยสักครั้ง
แต่เพราะเจ้านายที่เป็นรุ่นพี่ห่วงสุขภาพผมในระยะหลังเป็นพิเศษ
 เลยเปิดรับสมัครผู้ช่วยโดยไม่ไถ่ถามผมสักคำ
 เอาเถอะ ผมจะยอมรับไว้สักคนแล้วกัน
ถ้าไม่ได้เรื่อง ผมจะไล่ออก 
แล้วแจ้งกับรุ่นพี่ของผมว่าอย่าได้เปิดรับสมัครผู้ช่วยให้ผมอีกเลย
   เขาเป็นเด็กหนุ่ม รูปร่างหน้าตาหมดจด อายุห่างกับผมคราวลูก...
เด็กขนาดนี้  จะทนไม้ทนมือผมไปได้สักกี่น้ำ...  แต่ทว่า....

   “คุณไพฑูรย์ชอบดูหนังรึเปล่าครับ?  พอดีผมได้ตั๋วฟรีมาสองใบ”

   มารู้สึกตัวอีกที..
คนที่เย็นชาและโดดเดี่ยวตัวเองมาตลอดชีวิตอย่างผม
กลับเคยชินกับการมีเขาอยู่ข้างๆ  เสียแล้ว.....

-----------------------------------------

ตอนพิเศษที่จะลงเฉพาะในรวมเล่ม

** ตอนไปเที่ยวทะเลของนพและคุณไพฑูรย์

** ตอนเสริมในบันทึกของนพ ช่วงเล่นบาสและไปคาราโอเกะ

ถ้ามีเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบค่ะ

***ของแถมพิเศษเฉพาะคนที่สั่งจองรอบแรกทางไปรษณีย์***
Booklet การ์ตูนสั้น เกี่ยวกับแมวนพและคุณไพฯ
-------------------------------------------

รายละเอียดการสั่งจอง



ค่าจัดส่งแบบลงทะเบียน ชุดละ40บ.

EMS. 70บ.

อีเมลแจ้งแล้ว กรุณาตรวจเช็กรายชื่อ และสถานะการสั่งจอง ตามลิ้งด้านล่างนี้ด้วยนะคะ

http://jumemon.wordpress.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2/

ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ^^

--------------------------------------------------


ไพฑูรย์ หัวหน้าแผนกบุคคลผู้ซึ่งเป็นที่หวาดกลัวของผู้คนทั้งบริษัท เรียกว่าเดินไปทางไหนทุกคนต้องหยุดขยับ หรือเงียบกริบไม่กล้าพูดอะไร ถูกรุ่นพี่ซึ่งเป็นเจ้านายบังคับให้รับสมัครผู้ช่วย เพราะกลัวเจ้าตัวจะเครียดจนมีอันเป็นไปเสียก่อน ไพฑูรย์จึงจำต้องรับนพรัตน์ เด็กหนุ่มคราวลูกมาเป็นผู้ช่วย แล้วผู้ช่วยคนใหม่นี้ก็ได้ทำให้ชีวิตแสนเงียบเหงาของหนุ่มวัยสี่สิบเศษเปลี่ยนไป
------------------------------
*ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นสายชอบคนแก่นะเนี่ย กร๊าส
------------------------------
บันไดขั้นที่1
   “คุณไพฑูรย์คะ น้องที่จะมาสัมภาษณ์งานรอพบอยู่ที่ห้องแล้วค่ะ” เสียงใสๆ ของเลขาหน้าห้องสาวสวยทำให้ผมต้องเงยหน้าจากหนังสือพิมพ์ที่อ่านอยู่ พอเหลือบมองนาฬิกาก็พบว่าเป็นเวลาเก้าโมงเศษแล้ว ผมพยักหน้าให้เธอ และหยิบกาแฟที่ดื่มค้างอยู่ขึ้นมาจิบ ก่อนจะถอดแว่น และลุกออกไป
-------------------------------------
   “สวัสดีครับ” คนที่นั่งรออยู่ยกมือไหว้ทันทีที่ผมเดินเข้าไปในห้อง ผมหรี่ตามองเขาขณะที่นั่งลงตรงโต๊ะสัมภาษณ์งาน เป็นชายหนุ่มหน้าตาหมดจด หวีผมแต่งตัวเรียบร้อย ผมหยิบใบประวัติของเขาขึ้นมาดู และล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเพื่อหาแว่นสายตา
   “..........................”
   ผมชะงักมือ และเปลี่ยนมาถือใบประวัติของเขาให้ออกห่างไปสักหน่อย ให้ตายสิ ตะกี้ถอดแว่นแล้วลืมเอาไว้บนโต๊ะแน่ๆ อาการสายตายาวถามหาผมก่อนจะถึงวัยอันควรเสียอีก ผมเพิ่งอายุแค่สี่สิบสองจะสี่สิบสามเอง
   “ชื่อนพรัตน์เหรอ ชื่อเล่นล่ะ?” ผมเงยหน้าขึ้นมาและเหมือนจะเห็นเขายิ้มเล็กๆ นพรัตน์ตอบคำถามด้วยเสียงฉะฉาน “นพครับ”
   “อืม” ผมส่งเสียงงึมงำในลำคอ พยายามเพ่งตามองตัวอักษรในประวัติสมัครงานของเขาอย่างยากลำบาก ไม่รู้ทำไมเดี๋ยวนี้ถึงได้พิมพ์ประวัติกันตัวเล็กนัก น่าจะขยายอีกสักหน่อย
   “เอ่อ... ไม่ใส่แว่นตาหรือครับ?” ได้ยินเสียงเขาถามขึ้นมา ผมเหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดตอบไป
   “ไม่เป็นไรหรอก เรียนจบมาจากมหาลัยTใช่ไหม?”
   “ครับ” เขาตอบยิ้มๆ ผมเดาจากรูปถ่ายในชุดบัณฑิตที่ติดบัตรของเขา ไอ้ข้อมูลที่กรอกอยู่น่ะ จะว่าไปก็มองไม่ค่อยเห็นหรอก แต่จะให้ลุกไปหยิบแว่นก็ดูจะเสียเวลา แล้วก็ไม่ใช่สิ่งที่คนระดับผมสมควรจะทำต่อหน้าคนที่มาสมัครงานใหม่ด้วย อีกอย่าง นี่เป็นการสัมภาษณ์งาน ผมถามเอาจากปากเขาเลยก็ได้
   พอคิดได้ดังนั้น ผมจึงวางเอกสารลง และพิจารณาดูเขาอีกรอบ
   “อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ?”
   “ยี่สิบสามครับ”
   “ก่อนหน้านี้เคยไปทำงานที่ไหนมาบ้าง”
   “ช่วยพี่ชายอยู่ที่บริษัทM แล้วก็ทำฟรีแลนซ์กับบริษัทJกับLครับ”
   “อ้อ” ผมครางในคอ หลังจากถามประวัติการศึกษาอีกเล็กๆ น้อยๆ ผมก็เข้าประเด็น
   “ใครแนะนำให้คุณมาสัมภาษณ์งานที่นี่”
   “คุณพชรครับ”
   “อ้อ” ผมร้อง และนึกไปถึงชายหนุ่มวัยสามสิบห้าปีที่ดูจะห้าวๆ ชวนปวดหัวอยู่สักหน่อย เหมือนหมอนั่นจะทำงานที่ได้สักปีหนึ่งแล้วลาออกไป “เป็นอะไรกันล่ะ เพื่อนหรือ?”
   “ครับ เขาเล่าเรื่องคุณให้ผมฟังด้วย”
   ผมขมวดคิ้ว เกือบจะถามไปแล้วว่านายพชรเล่าอะไรให้ฟังไปบ้าง แต่ก็นึกได้ว่าไม่ใช่สิ่งที่สมควรถาม เลยมองสำรวจเขาอีกครั้ง “คุณนพ ผมไม่รู้ว่าคุณพชรเล่าเกี่ยวกับการทำงานที่นี่ให้คุณฟังแบบไหน แต่ผมบอกไว้ก่อนเลยนะว่างานที่นี่ค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะในตำแหน่งที่คุณระบุมา ผมไม่ได้พูดขู่คุณหรอกนะ ถ้าไม่เชื่อไปถามคุณพชรดูก็ได้”
   “ครับ ผมทราบครับ” นพรัตน์ตอบและมองมาด้วยสายตามุ่งมั่นเต็มที่ ก็สมกับเป็นคนที่อยากจะได้งานดี ผมยิ้มหน่อยๆ และพูดต่อ “มีประวัติการทำงานอย่างอื่นให้ดูอีกไหม?”
   เขาหยิบแฟ้มบางๆ ส่งให้ผมอีกสองแฟ้ม ผมรับมาเปิดผ่านๆ เพราะมองได้ไม่ชัดมาก ก่อนจะพยักหน้า
   “ไว้เดี๋ยวผมจะติดต่อกลับไปแล้วกันนะ”
   เขายิ้มและยกมือไหว้ผมก่อนกลับ
   “แล้วผมจะรอนะครับ”
------------------------------------------------
   งานฝ่ายจัดการทรัพยากรบุคคลไม่ใช่อะไรที่ผมอยากทำเลยสักนิด แต่เพราะจับพลัดจับผลูทำบริษัทนี้มากับรุ่นพี่ที่สนิทกันจนขยายกิจการใหญ่โต หน้าที่นี้เลยกลายเป็นของผมไปโดยปริยาย รู้ตัวอีกทีผมก็กลายเป็นที่ซุบซิบนินทาของพวกพนักงานไปแล้ว เหมือนจะเรียกผมว่าครูใหญ่ หรือจอมเผด็จการ อะไรเทือกนั้นแหละ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ลองมีคนที่คอยจับตาดูการทำงานอยู่แทบจะตลอดเวลา แถมจ้องจับผิดจนน่ารำคาญ ไม่มีใครตั้งฉายาเลยสิแปลก ผมรู้ว่าพนักงานหลายคนไม่ค่อยชอบขี้หน้าผม แต่มันก็เป็นหน้าที่ที่ผมต้องทำ เพื่อให้บริษัทดำเนินงานไปได้อย่างราบรื่น
   “ไง ไพฑูรย์ เด็กที่มาสมัครงานมีถูกใจสักคนรึเปล่า?” คนที่เอ่ยทักผมเป็นหนุ่มใหญ่วัยใกล้ห้าสิบเข้าไปทุกทีแล้ว พงษ์โพยมเป็นชายร่างใหญ่ หน้าตาดูดีในแบบของคนทำงาน ที่สำคัญยังไม่มีอาการสายตายาวถามหาเหมือนผม เขาเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัย หลังจากเรียนจบเขาก็ชวนผมมาทำบริษัท และตอนนี้ก็เป็นเจ้าของที่นี่แหละ
   ผมสั่นศีรษะ “ไม่รู้สิ เด็กสมัยนี้ดูง่องๆ แง่งๆ พิกล”
   เขายิ้มออกมา ก่อนจะตบไหล่ผมเบาๆ “หาคนช่วยเสียบ้าง พี่กลัวเธอจะเหนื่อยตายก่อน”
   ผมหัวเราะ “คนช่วยไม่ได้เรื่องสิน่าปวดหัว”
   พงษ์โพยมพยักหน้า มองผมอยู่พักหนึ่ง “ทานข้าวหรือยัง?”
   “แล้ว” ผมตอบ “เรื่องที่แผนกจัดส่งผมจัดการให้แล้วนะ”
   “อืม รู้แล้วล่ะ ถึงได้รีบเดินตามมาไง ถ้าเหนื่อยจะลาพักบ้างก็ได้ พี่เห็นอยู่ว่าเธอทานข้าวไม่หมดมาหลายวันแล้ว”
   “ก็มันเรื่องด่วน” ผมว่า และพูดต่อ “อีกอย่าง กับข้าวกินทุกวันมันก็เบื่อ”
   คนได้ฟังผงกศีรษะ มีสีหน้าครุ่นคิด “งั้นให้คนขับรถพาออกไปทานข้างนอกไหม หรือจะให้สั่งเข้ามาดี”
   ผมหัวเราะอีก “ไม่เป็นไรหรอก ไม่ใช่ผมเพิ่งทานข้าวไม่หมดครั้งแรกเสียหน่อย ทำงานกันมาตั้งกี่ปีแล้ว”
   เขามองผม จังหวะเดียวกับที่เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นพอดี พงษ์โพยมกดรับ ผมรู้ว่าถึงเวลาจะต้องแยกกันแล้ว
   “ไว้คุยกันต่อวันหลัง” เขาว่า ตอนที่ผมเดินปลีกออกมา ผมหันไปยิ้มให้เขา และพยักหน้าพอเป็นพิธี
-------------------------------------------------
   ผมกลับมาถึงโต๊ะทำงาน และรู้สึกเพลียขึ้นมา ช่วงนี้ที่ผมเริ่มทานข้าวไม่ลงก็เพราะเสียงซุบซิบกันของพนักงานในบริษัทนั่นแหละ ถึงจะทำงานมานานแล้ว และบอกตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าเสียงพวกนั้นมันไม่มีความหมายอะไร แต่ได้ยินบ่อยๆ มันก็พาลทำให้กินข้าวไม่ลงอยู่เหมือนกัน
   เดือนนี้ผมตัดสินใจทำเรื่องไล่พนักงานออกไปสองคน และสั่งปรับเงินเดือนลงอีกแปดคน คงพอจะสร้างเสียงนินทาให้กินข้าวไม่ลงไปอีกพักใหญ่
   ผมนึกถึงพงษ์โพยมที่อุตส่าห์เดินตามมาไถ่ถามข่าวคราวผมอย่างเป็นห่วง พอขึ้นตำแหน่งระดับเขาแล้ว เวลาว่างจะคุยกับใครก็น้อยลงไปทุกที ถึงกระนั้นพอมีโอกาสเขาก็แสดงความห่วงใยผมไม่ได้ขาด ที่ผมทำงานให้เขามาจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะส่วนดีตรงนี้ของเขาด้วยนี่แหละ แต่อย่าเพิ่งคิดว่าผมกับเขามีอะไรกันมากกว่าความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง หรือคนร่วมงานนะ ถึงผมจะยังไม่แต่งงาน แต่พงษ์โพยมแต่งงานไปแล้ว แถมลูกสาวของเขาก็กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยอยู่ปีหน้า วันดีคืนดีก็แวะเข้ามาทักทาย “อาไพฑูรย์” อย่างผมให้ได้ชื่นใจอยู่บ่อยๆ
   ผมไม่เคยคิดอะไรกับเขาไปมากกว่ารุ่นพี่และเพื่อนร่วมงาน รวมถึงเจ้านายที่ดีหรอก คนที่ผมเคยคิดเกินเลยน่ะ คือพรายโพยม น้องชายของเขาต่างหาก
   พรายโพยมเด็กกว่าพี่ชายอยู่หลายปี เขาอายุน้อยกว่าผมด้วยซ้ำ ช่วงที่ผมเรียนอยู่ปีสาม เขาก็เข้ามาเป็นรุ่นน้องแล้ว ความน่ารักกระตือรือร้นและหัวไวของเขามัดใจผมเอาไว้อยู่หมัด กว่าจะรู้ตัวอีกที ผมก็หลงชอบเขาไปแล้ว เราคบกันแบบทีเล่นทีจริงอยู่ราวๆ หนึ่งปี หลังจากที่พรายโพยมไปเรียนต่อที่เยอรมัน และเลิกอาลัยในตัวผม ผมก็เพิ่งรู้สึกตัวว่ารักเขาขนาดไหน
   อาการหัวปักหัวปำของผมคงไปสะกิดความสงสารในตัวของพงษ์โพยมซึ่งเป็นพี่ชายเข้า เขาเลยชวนผมไปทำงานด้วย คงอยากจะไถ่โทษแทนน้องชายล่ะมั้ง แต่ผมไม่ได้ถือโทษโกรธอะไรเขานักหรอก ก็แค่เสียใจและผิดหวังเท่านั้นแหละ พอเวลาผ่านไปมันก็เหมือนดูหนัง นึกย้อนไปแล้วก็ยังขำตัวเองอยู่เลย กระนั้นผมก็ยังทำงานให้เขาอยู่ เพราะซาบซึ้งในความดีงามของเขานั่นเอง
   ผมสะดุ้ง และเพิ่งรู้สึกตัวว่าเผลอวูบหลับ ผมกวาดตามองไปรอบๆ และรู้สึกดีที่ไม่มีใครอยู่แถวนั้น ด้วยตำแหน่ง ผมจำเป็นต้องทำตัวเองให้ดูน่าเกรงขาม อย่างน้อยก็ต้องน่าเกรงใจนั่นแหละ ไม่งั้นคงไม่มีใครเคารพผม ผมกวาดตามองโต๊ะทำงาน เพื่อหาอะไรมาแก้อาการง่วง ก่อนที่จะมีใครผ่านมาเห็นว่าผมแอบหลับ แล้วเอาไปนินทากันให้สนุกปาก สายตาของผมสะดุดเข้ากับกองเอกสารสมัครงานที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งผมไม่เคยคิดจะเปิดอ่านเลย
   ถึงผมจะเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลของที่นี่ แต่ตำแหน่งผู้ช่วยผม คนเปิดรับสมัครกลับเป็นพงษ์โพยม ท่าทางเขากลัวผมจะทนไม่ไหวและชิงลาออกไปวันใดวันหนึ่ง จึงคะยั้นคะยอให้ผมรับผู้ช่วย จนสุดท้ายเลยเปิดรับสมัครเสียเอง ซึ่งก็ไม่พ้นผมอีกที่ต้องไปนั่งสัมภาษณ์
   ผมกวาดตามองกองเอกสาร เท่าที่จำได้ ไม่มีใครในจำนวนนี้เหมาะจะเป็นผู้ช่วยผมสักคน แต่จนใจที่อาการง่วงไม่ยอมหาย และที่เหลือบนโต๊ะนอกจากนี้คือเรื่องร้องเรียนภายใน ซึ่งบางคนพอเห็นชื่อ ผมก็แทบจะโกยไปขายสำนักพิมพ์นิยายน้ำเน่า บางทีก็นึกสงสัยว่าเจ้าพวกนี้ตั้งใจจะเขียนเรื่องร้องเรียนจริงๆ หรือเขียนนิยายน้ำเน่ามาให้ผมอ่านกันแน่
   เมื่อสภาพอารมณ์ไม่อำนวยให้อ่านเรื่องร้องเรียนพวกนั้น ผมจึงหันมาให้ความสนใจกับกองเอกสารสมัครงานต่อ อย่างน้อยก็คงไม่มีเรื่องงี่เง่าให้อ่านเท่าไหร่นัก
   ผมอ่านใบสมัครกับประวัติงานพวกนั้นไป พลางนึกพยักหน้ากับตัวเอง ไม่มีใครเหมาะเลยจริงๆ นั่นแหละ ผมควรเอาเรื่องพวกนี้ไปคุยกับพงษ์โพยม แล้วให้เขาปิดรับสมัครเสียที
   ผมอ่านใบสมัครงานกับประวัติการทำงานพวกนั้นไปแล้วรู้สึกง่วงยิ่งกว่าเก่า ขณะที่ทำท่าจะสัปหงกอีกรอบ ผมก็ต้องขมวดคิ้ว
   ไอ้ประวัติงานนี่มันอะไรกัน?
   ผมยกมือขึ้นดันแว่น ซึ่งใกล้จะหลุดแหล่มิหลุดแหล่ เพราะไม่ได้ตั้งใจจะใส่ให้มองเห็นชัดนักขึ้นมา ก่อนจะเพ่งสายตามองตัวอักษรพวกนั้น มันใหญ่กว่าของคนอื่นพอสมควร เรียกว่าขนาดผมไม่ตั้งใจมอง ก็ยังพอจะอ่านออก
   ประสบการณ์การจัดการงานบุคคลในบริษัทM
   ผมขมวดคิ้ว บริษัทMที่ว่า ใครๆ ก็รู้ดีว่าเป็นบริษัทใหญ่ คนทำหน้าที่นี้คงต้องเก่งพอตัว ใครกันนะ แล้วนึกไงถึงได้มาสมัครงานที่นี่ ผมนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าใคร เลยต้องรื้อใบสมัครงานขึ้นมาดูอีกรอบ
   รูปถ่ายในชุดครุยของมหาวิทยาลัยที่ดูสะดุดตาของชายหนุ่มหวีผมเรียบร้อยหน้าตาหมดจด ปรากฏขึ้น พร้อมกับชื่อเจ้าของ
   นพรัตน์
   ผมยังคงใช้เวลานึกอยู่พักใหญ่ จึงจะจำได้ว่าเป็นเด็กที่มาสมัครงานเมื่อตอนเช้า ตอนนั้นผมลืมหยิบแว่นไปเลยไม่ได้อ่านชื่อกับนามสกุลเขาให้ดี พออ่านดีๆ แล้วถึงได้รู้ว่าพี่ชายเขาทำงานในตำแหน่งอะไรที่นั่น เรื่องน่าแปลกคือทำไมน้องชายถึงเลือกมาสมัครงานที่นี่
   ผมมองดูเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อกลับของเขา แล้วเปิดอ่านเอกสารสมัครงานของคนอื่นๆ จนครบ และสรุปได้ว่าผมน่าจะเลือกคนที่จะมาเป็นผู้ช่วยได้แล้ว เอาเถอะ ถ้าไม่ได้เรื่องล่ะก็ คงจะได้ยกเป็นเรื่องอ้างให้พงษ์โพยมเลิกหาผู้ช่วยให้ผมสักที
   สงสัยจะเพราะความเพลียบวกอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผมจึงตัดสินใจให้เลขาฯติดต่อกลับไปในวันนั้น เพราะขี้เกียจจะทนสัมภาษณ์งานในวันรุ่งขึ้น ทั้งๆ ที่ปกติผมจะรอสักสองสามวันก่อนแท้ๆ
   เอาเถอะ ก็นี่มันตำแหน่งผู้ช่วยผมนี่ ผมจะใช้เวลาพิจารณาเท่าไหร่ก็ได้
----------------------------------------
   เย็นวันนั้นผมกลับบ้านด้วยอาการอ่อนล้าสุดๆ แทบจะหลับบนรถแท็กซี่ ความจริงทำงานมาถึงระดับนี้ ผมมีเงินพอจะซื้อรถขับเองได้สบายๆ แต่ผมอยู่ตัวคนเดียว ครอบครัวพี่น้องก็แยกย้ายกันไปหมดแล้ว เกิดวันหนึ่ง ผมเหนื่อยจนขับรถไม่ไหวขึ้นมา หรือเบลอ มันจะกลายเป็นปัญหาเสียเปล่าๆ พงษ์โพยมเคยหาคนขับรถพร้อมรถส่วนตัวมาให้ผม แต่ปัญหาอยู่ที่ผมเป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคลนี่แหละ ถ้ามีใครสนิทกับผมเกินไป ก็คงกลายเป็นที่ซุบซิบนินทาอีก สุดท้ายผมเลยตัดปัญหา ใช้บริการรถสาธารณะมันเสียเลย ซึ่งก็ดูเข้าท่าที เพราะพงษ์โพยมมีงบค่ารถให้ผมเบิกต่างหาก
   บ้านที่ผมอยู่เป็นทาวเฮาส์เล็กๆ สองชั้น กว้างไม่มาก เรียกว่าถึงอยู่คนเดียวก็ไม่รู้สึกเหงาเท่าไหร่ ผมเดินสะโหลสะเหลไปเข้าห้องน้ำ ด้วยอาการอ่อนล้าอย่างสุดๆ พลางคิดว่าควรจะทำอะไรเพื่อให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายลงบ้างแล้ว
   แต่เรื่องจะให้ไปผับไปบาร์ตัดทิ้งไปได้เลย ผมอายุสี่สิบกว่าแล้ว แถมยังไม่ใช่ผู้ชายปกติ จะให้ไปบาร์เกย์ซาวน์น่าเกย์ ก็คงจะมีคนหาว่าผมไปออฟเด็ก ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็ไม่เคยอยากจะทำแบบนั้นหรอก จะให้ไปที่เที่ยวธรรมดาก็น่าเบื่อ เพราะผมไม่มีเพื่อนสนิทเลยสักคน ตั้งแต่เรียนจบมาและเริ่มทำงาน เพื่อนๆ ก็พากันห่างหายกันไปหมด ต่างคนต่างยุ่งนั่นแหละ ส่วนเพื่อนในบริษัทยิ่งไม่ต้องพูดถึง นอกจากพงษ์โพยมที่ดูจะสนิทกับผมมากที่สุด ซึ่งเจ้าตัวก็แทบหาเวลาว่างไม่ได้เลย ที่เหลือก็ไม่มีใครแล้ว ดังนั้นการพักผ่อนของผมคือการออกไปกินอาหารในร้านอาหารดีๆ สักร้าน ออกไปดูละครเพลงสักเรื่อง ไม่ก็นั่งฟังดูโทรทัศน์อยู่ในบ้านตัวเอง
   ก็เหงานะ แต่ผ่านมาเป็นสิบปีแล้ว ผมชินเสียแล้วล่ะ

   ผมก้าวเท้าออกมาจากห้องน้ำ และรู้สึกดีที่ยังไม่เห็นรอยตีนกาของตัวเองในกระจก แต่ใครจะไปรู้ มันอาจจะมีแล้วก็ได้แต่ผมมองไม่เห็น อาการสายตายาวเด่นชัดออกมาจนน่าตกใจสำหรับคนวัยนี้ หมอที่ตรวจตาให้ผมบอกว่ามันสืบเนื่องมาจากกรรมพันธุ์ ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่ามันเป็นกรรมแท้ๆ คนอายุเพิ่งสี่สิบต้นๆ หน้าตายังไม่แก่เท่าไหร่อย่างผม มีอันต้องมาควานหาแว่นสายตาอยู่ร่ำไปนี่ไม่เรียกว่ากรรมก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว
   ผมมองนาฬิกาติดผนัง และตัดสินใจว่าคืนนี้คงต้องดูโทรทัศน์เงียบๆ เพราะขืนออกไปข้างนอกอาจจะกลับดึก แล้วร้านอาหารดีๆ ที่เปิดตอนกลางคืนก็คนเยอะจนน่ารำคาญ ผมเผชิญคนที่บริษัทมาเยอะแล้ว จะให้ไปเผชิญคนที่ร้านอาหารอีกคงไม่ไหว
   ละครโทรทัศน์ของฟรีทีวีรอบค่ำมีแต่ความน้ำเน่า สุดท้ายผมจึงไปจบลงที่ช่องหนังของเคเบิล โชคดีที่มันเป็นหนังตลกที่ทำให้ผมขำออก อารมณ์ของผมจึงดีขึ้นพอสมควร
--------------------------------------------------------
   “อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณไพฑูรย์ คุณนพรัตน์มารออยู่หน้าห้องแล้วค่ะ” เสียงเลขาฯสาวทักผม ขณะที่ผมเดินจ้ำๆ มาที่ห้องทำงาน เธอชื่ออาจารีย์ ทำงานเป็นเลขาหน้าห้องผมมาได้เกือบสองปีแล้ว นับแล้วเธอเป็นคนที่อยู่ทนที่สุด ดูเธอจะเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่มีความสุขกับการทำงานร่วมกับผม เธอบอกว่าเพราะผมไม่มีเรื่องชู้สาวหรือสายตากะลิ้มกะเหลี่ยให้เธอเป็นกังวลเหมือนเจ้านายคนก่อนๆ ผมได้แต่ยิ้ม เธอคงรู้แหละว่าผมไม่ใช่ผู้ชายปกติ เอาเถอะ ให้ทำงานเข้ากันได้ก็พอ
   ผมพยักหน้าและกล่าวทักทายเธอนิดหน่อย ก่อนจะเดินจ้ำๆ และนึกว่านายนพรัตน์นี่ใครกัน
   เมื่อคืนไม่รู้ผมผล็อยหลับไปนอนไหน ตื่นมาอีกทีก็แปดโมงกว่าเข้าไปแล้ว การเผลอหลับบนโซฟาทำให้ผมเกิดอาการหลังยอก ตั้งแต่ลุกขึ้นมาได้ จนมาถึงที่ทำงาน ผมต้องทนกับอาการปวดร้าวพวกนั้นจนทำให้สีหน้าดูถมึงทึงกว่าทุกวัน วัดได้จากอาการเกร็งของยามหน้าบริษัทตอนที่ผมเดินเข้ามา พวกนั้นคงคิดว่าผมกำลังพิจารณาตำแหน่งของใครอยู่อีกแน่ๆ
   “สวัสดีครับ” ชายหนุ่มที่หน้าตาไม่คุ้นเลยซึ่งนั่งรออยู่หน้าห้อง รีบลุกขึ้นและยกมือไหว้ทักทายผม ผมตกมือรับไหว้ ขมวดคิ้วมองเขา นึกไม่ออกว่าเด็กคนนี้เป็นใคร
   “เธอ...”
   “นพรัตน์ครับ ที่มาสัมภาษณ์งานแล้วคุณติดต่อไปเมื่อวานน่ะครับ” เขาอธิบายต่อ สงสัยจะสังเกตจากสีหน้าว่าผมนึกไม่ออก ผมร้องอ้อออกมาทันที “มาเช้าดีนะ”
   พูดไปก็อายปาก ปกติผมไม่ค่อยมาสายหรอก แต่เมื่อคืนสงสัยจะเพลียมากไปจริงๆ นั่นแหละ ไม่รู้เจ้าเด็กนี่มารออยู่นานเท่าไหร่แล้ว ผมไม่อยากให้ตัวเองเสียเครดิตกับผู้ช่วยหน้าใหม่ไปมากกว่านี้ จึงพยายามทำตัวเองให้ดูน่าเกรงขาม และอาการหลังยอกก็ช่วยผมได้ดี เพราะมันทำให้ผมหน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดเวลา
   “ไม่สบายหรือครับ?” เขาเอ่ยทัก ตอนที่ผมนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานแล้ว นี่หน้าตาผมเหยเกจนเหมือนคนเป็นไข้เลยรึ? ผมกวาดตามองเขาซึ่งยืนอยู่อีกรอบ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขายังไม่มีโต๊ะทำงาน จึงต้องลำบากลุกขึ้นไปบอกอาจารีย์ให้หาโต๊ะทำงานมาเพิ่มอีกตัว พลางนึกอนาถตัวเอง ผมเพิ่งรับคนเข้ามาโดยไม่เตรียมตัวอะไรเลยก็คราวนี้แหละ ท่าทางผมจะล้าเกินไปเสียแล้ว
   โต๊ะทำงานถูกยกเข้ามาหลังจากนั้นไม่นาน ผมนั่งมองนพรัตน์เข้าไปช่วยคนงานยกโต๊ะอย่างแข็งขัน เหมือนจะดูมีน้ำใจดี แต่ผมไม่รู้ว่าเพราะอยู่ต่อหน้าผมด้วยรึเปล่า
   พอมีโต๊ะทำงานเพิ่มเข้ามาอีกตัว พร้อมด้วยผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง ห้องผมก็ดูเล็กลงไปถนัด แถมยังทำให้รู้สึกแปลกๆ ผมทำงานมาเกือบยี่สิบปี นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนอื่นมานั่งทำงานด้วย ขนาดเลขาฯส่วนตัวของผม ยังมีห้องแยกออกไปต่างหากเลย
   “ผมอ่านประวัติการทำงานของคุณแล้ว ทำไมถึงได้เลือกมาทำที่บริษัทนี้ล่ะ?” ผมเริ่มต้นถามประวัติเขาใหม่ ทั้งๆ ที่ดูจะเป็นทำถามง่ายๆ แท้ๆ แต่ท่าทางเขากลับดูกระมิดกระเมี้ยนจนผมคิดว่าตัวเองถามผิด
   “มีปัญหากับพี่ชายหรือ?” ผมถามต่อ เขาสั่นศีรษะ ในที่สุดก็ตอบออกมา “คือ ผมอยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ บ้าง”
   “ไม่ใช่ว่าพี่ชายส่งมาล้วงความลับหรือไง?” ผมลองแหย่ นพรัตน์รีบสั่นศีรษะ
   “ผมไม่ทำเรื่องแบบนั้นหรอกครับ พี่ชายบอกผมว่าเรื่องทรัพยากรบุคคลเป็นความลับสำคัญของแต่ละบริษัท ห้ามแพร่งพรายให้คนอื่นรู้เด็ดขาด”
   “อืม..ผมก็แน่ใจอยู่หรอกว่าคุณคงจะไม่ยอมบอกความลับของบริษัทพี่ชายให้ผมฟัง แต่จะแน่ใจได้ยังไงว่าคุณจะไม่เอาความลับของบริษัทผมไปบอกเขา”
   “ผมไม่แลกอนาคตการทำงานของตัวเองกับเรื่องแบบนั้นหรอกครับ” เขาตอบชัดเจน แต่ผมยังคงกัดไม่ปล่อย
   “คำพูดเฉยๆ ยืนยันอะไรไม่ได้หรอกนะ มีอะไรมายืนยันมากกว่านี้รึเปล่า?”
   สีหน้าของคนถูกจี้เริ่มปรากฏเลือดฝาดขึ้นมา คงเริ่มโมโหนั่นแหละ แทนที่จะเรียกมาทำงาน ดันเรียกมาสอบสวนแทน แต่ผมทำงานด้านนี้มานานแล้ว จะรับผู้ช่วยทั้งที มันก็ต้องผ่านการทดสอบบ้างล่ะนะ จริงๆ แล้วบริษัทของพี่ชายเขากับบริษัทที่ผมทำอยู่ กิจการแทบจะไม่เกี่ยวข้องกันเลย เรียกได้ว่าไม่ได้เป็นบริษัทคู่แข่ง ถึงเขาจะรู้เรื่องทรัพยากรบุคคลภายใน แล้วเอาไปบอกพี่ชาย ก็ใช่ว่าจะไดประโยชน์อะไรขึ้นมา ที่ผมอยากเห็นคือวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของเขาต่างหาก
   “ถ้าอย่างนั้นคุณจะตรวจโทรศัพท์ผมก็ได้ หรือคุณจะให้ผมย้ายไปอยู่ด้วยก็ได้”
   ผมอึ้งไปนิดหน่อยพอได้ยินว่าถึงขั้นจะย้ายมาอยู่ด้วย นพรัตน์รีบพูดต่อ “ผมไม่ได้ประชดนะครับ ผมพูดจริงๆ ผมอยากพิสูจน์ว่าผมจริงใจ”
   “เอ่อ..” ผมกะพริบตาปริบๆ ไม่รู้จะหัวเราะหรือว่าอะไรดี เจ้านี่เลือกวิธีแก้ปัญหาแบบนี้ จะบอกว่าโง่หรือฉลาดดีล่ะ แต่ก็เล่นเอาผมพูดไม่ออกไปเลยเหมือนกัน ผมโบกมือให้เขาหยุดและคิดว่าควรจะพอกับเรื่องนี้ได้แล้ว
   “ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอก ผมเตือนคุณไว้ก่อน คงรู้นะว่าถ้าถูกจับได้จะเป็นยังไง”
   “ครับ ผมไม่ทำหรอก รับรองได้” นพรัตน์ตอบเสียงแข็งขัน แต่ยังไม่วายหน้าแดงหน่อยๆ เอาเถอะ หมอนี่อายุแค่ยี่สิบกว่าๆ นับแล้วเป็นลูกผมได้ด้วยซ้ำ ถึงจะทำงานเก่งยังไง ก็ยังเป็นเด็กอยู่ดีนั่นแหละ
   ผมกวาดตามองเขาอีกรอบ ก่อนจะพูดต่อ “เดี๋ยวผมจะพาคุณไปแนะนำให้รู้จักกับคนอื่นๆ “
   เขามองผม แล้วกะพริบตาปริบๆ “แล้วคุณ.....”
   ผมมองหน้าเขา และนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้แนะนำตัวเอง “ผม ไพฑูรย์”
   “ครับ คุณไพฑูรย์”
   ผมยิ้มออกมานิดหน่อย รู้สึกพอใจที่เขาไม่พยายามเติมคำนำหน้าว่าพี่หรืออา หรือน้า เพราะผมรู้สึกขนลุกทุกทีเมื่อลูกน้องที่อายุน้อยกว่ามากๆ เรียกพี่ และถ้าเปลี่ยนเป็นเรียกน้าหรืออาก็รู้สึกว่าตัวเองดูแก่ ดีที่นพรัตน์พอจะรู้เรื่องบ้าง อย่างน้อยก็ไม่เหมือนใครคนหนึ่งที่เข้ามาทำงานวันแรกก็เรียกผมว่าลุง
   “อ้อ...คุณเป็นเพื่อนกับคุณพชรสินะ” ผมพูดอย่างนึกได้ ไอ้นายพชรนี่แหละที่เริ่มต้นเรียกผมว่าลุง แล้วก็กลายเป็นชื่อเรียกลับหลังของผมไปทั้งบริษัท ผมยังไม่ได้แก่ขนาดนั้นเสียหน่อย ก็แค่สายตายาวก่อนวัย อย่างอื่นผมก็ยังตึงดี ยกเว้นหูนะ นพรัตน์พยักหน้า และยิ้มตอบ
   “เขาบอกผมว่าคุณชอบให้เรียกแบบนี้”
   “อืม..” ผมคราง นายพชรคงหวังดีกับเพื่อนเหมือนกัน ถ้าแนะนำให้เรียกผมว่าลุงแบบที่ตัวเองเรียก ไม่แน่ว่าผมคงเตะโด่งเจ้านพรัตน์นี่ไปเลยก็ได้ ที่ผมรับนายพชรไว้ตอนนั้นเพราะประวัติงานของเขาตรงกับตำแหน่งที่ขาดพอดี แล้วก็เป็นตำแหน่งจำเป็น ส่วนนายนพรัตน์ ต่อให้ประวัติดีขนาดไหน ถ้าลองทำตัวแบบนายพชรล่ะก็ ผมจะตะเพิดออกไปเลย ก็ตำแหน่งผู้ช่วยผมมันไม่ได้จำเป็นอะไรเท่าไหร่เลยนี่
   “ผมจะอธิบายงานของคุณให้ฟังคร่าวๆ ก่อนแล้วกัน เพราะนี่เป็นตำแหน่งใหม่ ผมไม่เคยรับผู้ช่วยมาก่อน”
   “ครับ” นพรัตน์พยักหน้า ดูท่าทางเขาจะว่าง่ายกว่าเพื่อนที่ลาออกไปเยอะ ดีเหมือนกัน ผมไม่อยากได้ผู้ช่วยที่คอยขวางมือขวางเท้าตัวเองหรอก
   ผมอธิบายงานที่คิดว่าน่าจะให้เขาช่วยได้ในขั้นแรกให้ฟังคร่าวๆ ระหว่างนั้นนพรัตน์พยักหน้าและเอ่ยปากถามบ้างในบางอย่างที่สงสัย ซึ่งก็ไม่ได้ขัดจังหวะการพูดของผม ทำให้ผมรู้สึกพอใจอยู่มากทีเดียว ในที่สุดผมก็ผุดลุกขึ้น เตรียมจะพาเขาไปแนะนำกับพนักงานคนอื่นๆ
   “............”
   “เป็นอะไรรึเปล่าครับ?” นพรัตน์ถามอย่างเป็นห่วงเมื่อเห็นผมยืนนิ่ง ค้างอยู่ท่าเดิมด้วยใบหน้านิ่วกิ่ว ผมล่ะโมโหเอวกับหลังตัวเองจริงๆ ได้นั่งพักน่าจะดีขึ้น แต่กลายเป็นว่าพอลุกขึ้นกับแสดงอาการประท้วงอย่างออกนอกหน้า ท้ายที่สุดผมก็กลับลงไปนั่งเหมือนเดิม ได้ยินเสียงเขาถามขึ้นอีก
   “เมื่อคืนนอนผิดท่าหรือ?”
   ผมมองหน้าเขา และเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น “เดี๋ยวผมบอกคุณอาจารีย์ให้พาคุณไปก็แล้วกัน”
   เขามีท่าทีลังเลอยู่พักหนึ่ง แต่ก็พยักหน้าในที่สุด “ได้ครับ”
-------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-05-2012 06:06:30 โดย juon »

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1030
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +782/-3
    • My novel blog
   พออาจารีย์พานพรัตน์ออกไปแล้ว ผมถึงระบายลมหายใจออกมาได้ ขมวดคิ้วนิ่วหน้ากับอาการเจ็บยอกให้หายอยากโดยไม่ต้องสนใจสายตาคนอื่น ให้ตายสิ กะอีแค่นอนผิดที่ผิดทาง มันจะอะไรกันนักกันหนา ผมผุดลุกขึ้น พยายามนึกถึงท่าบริหารร่างกายที่พอจะช่วยแก้อาการหลังยอกได้ ถึงผมจะทำงานตัวเป็นเกลียว แต่ผมก็ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ผมไม่ชอบเลยเวลาเห็นคนรุ่นเดียวกันกลายเป็นตาแก่ลงพุงอะไรทำนองนั้น เพราะอย่างนั้นกับแค่นอนผิดที่หน่อยเดียว ไม่น่าจะอาการหนักขนาดนี้
   แต่ความเป็นจริงตอนนี้คือหลังกับเอวของผมกำลังประท้วงเจ้าของมันแทบเป็นแทบตาย
   ในที่สุดผมก็ลุกขึ้นมาได้ ด้วยท่าทางที่ไม่ควรให้ใครเข้ามาเห็นเป็นที่สุด หลังจากขมวดคิ้วนิ่วหน้ากัดฟันกรอดๆ ด้วยความปวดร้าวอยู่พักหนึ่ง ผมก็เริ่มขยับตัวในท่ากายบริหารต่างๆ ด้วยหวังว่ามันจะช่วยทุเลาอาการได้บ้าง แล้วก็ได้ผล อาการยอกหลังของผมดีขึ้นจริงๆ หลังจากบริหารร่างกายอยู่สักพัก ผมก็ตั้งใจว่าจะจบรายการนี้โดยการทำสะพานโค้งสักรอบ เพราะท่าทางเมื่อคืนผมจะงอหลังมากไป ดังนั้นจึงสมควรจะดัดกลับ
   ถึงผมจะอายุสี่สิบกว่า แต่ท่าสะพานโค้งไม่ได้เป็นปัญหา ผมตัวอ่อนมาแต่ไหนแต่ไร และออกกำลังกายรวมถึงยืดหยุ่นกล้ามเนื้อมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผมไม่ต้องลงไปนอนตั้งท่าด้วยซ้ำ ทำทั้งที่ยืนอยู่ยังได้เลย
   เสียงกร๊อบเบาๆ ของกระดูกที่เคลื่อนเข้าที่ตอนที่แอ่นตัวลงและอาการผ่อนคลายที่ตามมาทำให้ผมรู้สึกพออกพอใจ เพราะขืนผมต้องนั่งจ่อมอยู่บนเก้าอี้ไปทั้งวัน นอกจากจะต้องทนกับอาการเจ็บแล้ว ยังต้องทนฟังเหล่าพนักงานที่เวียนเข้าเวียนออกมาฟ้องนั่นฟ้องนี่ สู้ทำตัวให้พร้อมเข้าไว้ และออกเดินตรวจอย่างทุกวันจะดีกว่า อย่างน้อยก็ได้เห็นปัญหาใหม่ๆ มากกว่าเจ้าพวกขาประจำที่วนมาฟ้องกันแทบทุกวัน
   ขณะที่ผมกำลังจะวางตัวลงนอนราบกับพื้น ประตูห้องก็เปิดผลัวะเข้ามา
   “คุณไพฑูรย์!?”
   บ้าชิบ ถึงเพิ่งจะได้ยินเสียงแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ผมคงจำเสียงไอ้เด็กบ้านี่ไปจนวันตาย จะเข้ามาหัดเคาะประตูไม่เป็นหรือไง โอ๊ย ทำไมต้องเข้ามาเห็นผมในสภาพนี้ด้วยนะ
   ด้วยอารามความโมโห บวกความอาย ผมเตรียมจะลุกขึ้นแล้วด่าเสียให้เข็ด แต่ผมคงจะโกรธจนลืมไปว่าตัวเองทำลังทำท่าอะไรอยู่ ไอ้การพยายามจะทำแบบนั้นเลยกลายเป็นว่าทำให้ผมเสียหลักแทน
   กร๊อบ!
   โอ๊ยยย หลังที่ผมอุตส่าห์จัดการให้หายเป็นปกติแล้วแท้ๆ ไอ้เสียงที่ดังทำเอาผมใจหายวูบ ยังไม่ทันคิดว่าตัวเองจะล้มลงไปกระแทกแบบไหน ใครคนหนึ่งก็ช้อนตัวผมเอาไว้
   “ไม่เป็นอะไรนะครับ?”
   ไม่เป็นอะไรบ้านแกน่ะสิ!! ผมล่ะอยากจะด่าออกไปจริงๆ หน้าของนายนพรัตน์ดูจะตื่นๆ อยู่สักหน่อยตอนที่อุ้มผมขึ้นมา
   “เจ็บมากหรือครับ?” เขาถามอย่างตกใจ พลางยกมือขึ้นเช็ดหางตาผม อ้อ คงคิดว่าผมเจ็บจนน้ำตาเล็ดล่ะสิ ไม่ใช่หรอกนะ ผมอายจนน้ำตาร่วงต่างหากล่ะ
   “ผมเรียกรถพยาบาลดีกว่า” ทางนั้นพูดต่อ ผมล่ะอยากจะบ้าตายจริงๆ ทำไมวันนี้ถึงได้ซวยสุดๆ แบบนี้นะ
   “ไม่ต้อง!” ผมพูดออกไป พยายามจะลดเสียงไม่ให้ถึงขั้นตวาด ก่อนจะผลักเขาออก แล้วก็ต้องกัดฟันกรอดเพราะอาการเจ็บ
   “คุณหลังยอกนี่ ไปหาหมอเถอะนะครับ” เขาว่า ผมเหลือบตาไปมองเขาเชิงตำหนิ ก่อนจะพาดตัวเองเข้ากับโต๊ะทำงาน เพราะลากสังขารไปไหนไม่ไหว
   โอ๊ย หลังผม โอ๊ย หน้าผม...
   ผมพาดตัวลงบนโต๊ะทำงานเหมือนพวกเด็กขี้เกียจสันหลังยาวไม่อยากไปเรียน แต่จริงๆ คือสันหลังของผมไม่ยาว แต่ยอกต่างหาก โชคดีที่โต๊ะทำงานผมสูง พอพาดตัวลงไปแล้วเลยรู้สึกดีขึ้นหน่อย อันที่จริงผมก็ไม่อยากทำท่านี้ต่อหน้าคนอื่นหรอก แต่มันเจ็บมากจริงๆ แล้วผมก็ไม่อยากถูกกอดเอาไว้แบบนั้นด้วย
   “คุณไพฑูรย์ ผมโทรเรียกรถพยาบาลนะ”
   “ไม่ต้อง!” ผมพูด ทั้งๆ ที่ยังพาดตัวอยู่แบบนั้นแหละ เหมือนเขาจะเดินเข้ามาใกล้ พูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล “แต่คุณดูจะเจ็บมากนี่ เกิดเป็นกระดูกทับเส้นประสาทกลายเป็นอัมพาตจะแย่เอานะครับ”
   โอ๊ย คนยิ่งเจ็บๆ ยังจะมาพูดแบบนี้อีก ถ้าฉันจะเป็นอัมพาตล่ะก็ เพราะนายนั่นแหละ
   แต่ในฐานะคนที่มีอายุเยอะกว่า ผมควรจะพูดให้เขาเลิกวิตกจริตกับอาการของผมเสียที
   “ผมไม่เป็นอะไรหรอก แค่หลังเคล็ดนิดหน่อย” ผมว่า พยายามทำเสียงให้ปกติที่สุด นพรัตน์ขยับเข้ามาใกล้อีก ก่อนจะโน้มหน้าลงมามองผมที่นอนพาดตัวครึ่งหนึ่งอยู่บนโต๊ะทำงานด้วยสายตาไม่เชื่อถือ ดังนั้น ผมจึงยันตัวลุกขึ้น
   อื้อหือ... เจ็บซะไม่มี...
   หน้าผมคงเหยเกอย่างไม่ต้องปิดบังกันอีก นพรัตน์ถลันเข้ามาประคองผมอีกรอบ และถูกผมผลักออกไปอีก ผมพยายามตั้งตัวอีกครั้ง ประเมินอาการของตัวเอง ก่อนจะค่อยๆ ก้มตัวลง
   กรึ๊บ....
   เสียงกระดูกขยับเข้าที่ทำเอาผมระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ผมกำลังทำท่าง่ายๆ ที่แค่เอามือแตะพื้นทั้งๆ ที่ขายังยืนตรงอยู่ เพื่อกันความผิดพลาด ผมจึงขยับตัวลงคุกเข่าลงกับพื้น ก่อนจะยันตัวให้ตรง แล้วค่อยลุกขึ้น จากนั้นก็ได้เวลามาไล่เบี้ยหาความผิดกับไอ้หนุ่มที่ยืนดูอยู่
   “โห...คุณเล่นโยคะด้วยหรือ?” เขาพูดอย่างตื่นเต้น ไม่ได้ดูสำนักผิดกับสิ่งที่ทำเลยสักนิด ผมตีสีหน้าถมึงทึงใส่เขา และไม่สนใจจะตอบคำถามไร้สาระนั้น
   “บ้านไม่มีใครสอนหรือไงว่าถ้าจะเปิดประตูเข้ามาห้องคนอื่นให้เคาะก่อน”
   นพรัตน์หน้าเจื่อนลงทันที แต่ก็ยังใจแข็งสบตาผม ก่อนจะตอบออกมา “ก็ผมคิดว่านี่เป็นห้องทำงานผมนี่ครับ”
   ผมมองเขา และนึกขึ้นได้ว่าโต๊ะทำงานเขาอยู่ในห้องผมนี่นา อีกอย่าง คงไม่มีใครนึกว่าเจ้านายตัวเองจะทำท่าบ้าๆ บอๆ แบบนี้ตอนอยู่คนเดียวในห้อง
   ผมขบริมฝีปาก ไอ้โกรธนะโกรธอยู่หรอก อายก็อาย แต่จะโวยวายโทษเขาไปหมดก็ใช่ที่ เอาเข้าจริงเขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย โมโหไปก็เหมือนเด็กที่พยายามจะกลบความผิดของตัวเอง พอคิดได้อย่างนั้น ผมก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
   “เอาเถอะ ถือว่ามันเป็นเรื่องไม่คาดคิดก็แล้วกัน วันหลังอย่าลืมเคาะประตูก่อนล่ะ”
   “ครับ ขอโทษนะครับ” นพรัตน์ตอบ ผมพยักหน้าให้เขา
   “ว่าแต่ คุณแวะกลับมาทำไมน่ะ?” ผมถามถึงประเด็นที่ทำให้เขาเปิดประตูเข้ามาทั้งๆ ที่ยังออกไปไม่นานเท่าไหร่ นพรัตน์มองหน้าผม แล้วตอบเขินๆ
   “คือ...ผมมาคิดว่า ผมทำงานเป็นผู้ช่วยคุณ ผมเห็นคุณดูจะเจ็บๆ หลัง เลยคิดว่าน่าจะเข้ามาดูอาการคุณก่อน เรื่องแนะนำตัวน่ะ ไว้ทีหลังก็ได้”
   “อ้อ..” พอคิดว่ามีเด็กอายุรุ่นลูกมาเป็นห่วงแบบนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดี นี่ผมดูอ่อนแอขนาดนั้นเลยหรือ?
   “ขอบใจนะ ผมไม่เป็นไรแล้วล่ะ คุณไปเถอะ”
   นพรัตน์พยักหน้า แต่ยังคงยืนนิ่ง จนผมต้องพูดต่อ “มีอะไรอีกล่ะ?”
   “เอ่อ...ถ้าไม่รบกวนมาก คุณไปกับผมได้ไหมครับ จะได้แนะนำงานไปด้วยเลย”
-----------------------------------------
   “โอ้โห ลุงไพฑูรย์ พาน้องใหม่มาแนะนำหรือครับเนี่ย” ชายหนุ่มอายุราวๆ สามสิบสองสามสิบสามเอ่ยทักผมอย่างอารมณ์ดี ตอนที่ผมไปถึงแผนกของเขา ผมตีสีหน้าเหมือนรูปปั้นสิงโตหน้าวัด ก่อนจะพูดออกไป
   “นี่คุณนพรัตน์ ผู้ช่วยของผม”
   “โอ้โห...ยังเด็กอยู่เลย เขาไม่ใช่ลูกลับๆ ของลุงแน่นะ”
   ผมไม่ต่อปากต่อคำกับเขา แต่ให้เลือกได้ ผมอยากสาปให้เขาเป็นใบ้ไปตอนนี้เลย
   “นี่คุณพัชระ หัวหน้าแผนกไอทีของที่นี่ ไม่รู้คุณพชรเคยเล่าเรื่องเขาให้คุณฟังรึเปล่า สมัยทำงานอยู่ที่นี่ พวกเขาสนิทกันมากเลย” ผมพูด และนึกในใจว่าเจ้าคู่นี้เข้ากันได้ดีโดยเฉพาะเรื่องความปากหมานี่แหละ นพรัตน์ยกมือขึ้นไหว้คนที่ผมเพิ่งแนะนำไป และพูดขึ้นบ้าง
   “พี่นัทพูดถึงคุณให้ผมฟังด้วยนะครับ บอกว่าคุณน่ะเฮี้ยวน่าดู”
   “อ้อ นายคงเป็นเจ้าเปี๊ยกที่เขาพูดถึงบ่อยๆ ล่ะสิ นึกไงมาทำงานที่นี่เนี่ย แถมยังมาเป็นผู้ช่วยลุงอีก นัทไม่ได้บอกนายหรือไง ว่าลุงแกโคตรเฮี๊ยบ”
   ผมยืนฟังเจ้าสองตัวนี่พูดข้ามหัวด้วยอารมณ์เหมือนคนพยายามเอาผ้าชุบน้ำโปะกาต้มน้ำร้อนที่ตั้งไฟเอาไว้ เพื่อไม่ให้มันร้องปู๊นๆ ออกมา
   “ไม่ขนาดนั้นหรอกมั้งครับ” นพรัตน์พูดตอบ ไม่รู้เขากำลังนึกถึงเรื่องน่าอายเมื่อครู่ของผมอยู่หรือเปล่า อุณหภูมิอารมณ์ของผมเริ่มเดือดขึ้นเรื่อยๆ ได้ยินเสียงพัชระพูดเย้า
   “นั่น ลุงแกเริ่มเทอโมมิเตอร์ขึ้นอีกแล้ว นพ นายดูแลแกดีๆ หน่อยนะ เดี๋ยวเกิดโมโหจนหน้ามืด เป็นลมเป็นแล้งไป คนที่นี่คงเหงาน่าดู ไม่เห็นแกเดินตรวจงานวันไหนแล้วหลังมันโล่งๆ พิกล”
   “คุณพัชระ คุณแอบโหลดวีดิโอลามกโดยใช้อินเตอร์เน็ตบริษัทอีกแล้วหรือไง?” ผมรู้สึกว่าควรจะปรามเขาบ้างแล้ว พัชระทำงานเป็นหัวหน้าแผนกไอที มีลูกน้องอยู่ราวๆ สองสามคน เขาทำงานดีมากยกเว้นเรื่องปากหมาและแอบอู้ในบางครั้ง
   “โธ่ ลุงครับ นั่นมันเรื่องตั้งนานมาแล้ว ลุงไม่ดูก็อย่ามาว่าคนอื่นสิครับ อีกอย่าง ผมโหลดมานิดหน่อย ไม่ได้ทำการค้านะ”
   “ถ้าคุณโหลดมาทำการค้า ผมคงไล่คุณออกไปแล้วล่ะ” ผมว่า นายพัชระหัวเราะชอบใจ ก่อนจะพูดต่อ “ว่างๆ ผมจะโหลดหนังเกย์เผื่อลุง บางทีลุงน่าจะปลดปล่อยบ้างนะ”
   ผมมองเขา ก่อนจะพูดเสียงขุ่น “คุณพัชระ จะล้อเล่นให้มันมีขอบเขตหน่อยนะ”
   นายพัชระห่อไหล่ ทำท่าว่ากลัวเสียเต็มประดา ก่อนจะหันไปสะกิดนพรัตน์ “นพ ดูแลลุงแกหน่อยนะ ช่วงนี้อากาศร้อนๆ อย่าให้แกไปกัดใครเข้าล่ะ”
   ก่อนที่ผมจะปรอทแตก พัชระก็หยุดการเล่นหัวของเขาไว้แค่นั้น ก่อนจะเรียกลูกน้องมาแนะนำตัวคร่าวๆ ทีละคน
----------------------------------------------
   โชคดีที่มีคนแบบพัชระไม่มากในบริษัท ไม่อยากนั้นผมคงต้องกินยาระงับประสาท กว่าผมจะพาเขาไปดูที่ตั้งและทำความรู้จักกับพวกหัวหน้าฝ่ายและพนักงานบางคนของแผนกที่คิดว่าจะให้เขาดูแลรับผิดชอบในบางเรื่องครบ ก็กินเวลาเที่ยงกว่าเข้าไปแล้ว ผมก้มลงมองนาฬิกาข้อมืออย่างนึกขึ้นได้เมื่อเห็นป้ายพักเที่ยงวางแปะอยู่ที่แผนกหนึ่ง
   “เออ เที่ยงแล้ว คุณอยากทานอะไรล่ะ? ด้านล่างตึกมีโรงอาหารอยู่ แต่ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานฝ่ายผลิต ชั้นสองมีอีกโรงอาหารหนึ่ง แต่คนก็เยอะเหมือนกัน”
   “แล้วปกติคุณทานที่ไหนล่ะครับ?” นพรัตน์เอ่ยถามขึ้น ผมนิ่งนึก สองโรงอาหารนี้ จำได้ว่า ผมลงไปเมื่อไหร่ทุกคนจะเงียบกริบเหมือนเป่าสาก ไม่ก็พูดคุยกันเบาๆ กลัวผมจะได้ยิน แต่ผมก็ได้ยินทุกทีนั่นแหละ หนักๆ เข้าบางทีก็ทำเอาผมกินข้าวไม่ลง อย่างช่วงนี้ไงล่ะ
   ผมตัดสินใจพาเขาไปที่โรงอาหารชั้นสองของตึก แล้วก็อย่างที่คาด พอผมไปถึงก็เหมือนคุณครูเข้าห้องเรียน พวกพนักงานที่ส่วนใหญ่ทำงานชั้นบนต่างพากันเงียบกริบ ก้มหน้าก้มตาทานกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เห็นสภาพแบบนี้แล้วผมยังกินข้าวลงอีกก็แปลกล่ะ
   “อืม...ผมเข้าใจแล้วล่ะ” นพรัตน์พึมพำ ก่อนจะหันมาพูดกับผม “ออกไปทานข้างนอกกันไหมครับ ผมมีเพื่อนเปิดร้านอยู่ใกล้ๆ แถวนี้”
   ผมขมวดคิ้ว พอถามชื่อร้านแล้วก็ต้องร้องอ๋อ “ผมก็ชอบทานร้านนั้นเหมือนกัน”
   นพรัตน์ยิ้มกว้างจนเห็นฟันเขี้ยวซี่เล็กๆ “งั้นไปกันเถอะครับ”
------------------------------------------------
   ผมเพิ่งรู้ว่านพรัตน์ขับรถมาทำงาน ตอนนี้ผมเลยนั่งอยู่ตรงเบาะหน้าในรถของเขา ถึงทางจะไม่ไกลมาก แต่ผมไม่เสี่ยงนั่งเบาะหลังหรอก เกิดกระแทกอะไรขึ้นมาหลังผมไม่แย่ล่ะหรือ
   เราใช้เวลาไม่นานก็ไปถึงร้านอาหารที่ว่า พอก้าวเข้ามาในเงาร่มไม้ที่ปลูกเรียงกันจนครึ้ม ผมก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาทันที แม้จะเป็นตอนเที่ยงที่แดดร้อนเปรี้ยงๆ แต่เพราะร่มเงาของต้นไม้จึงทำให้ภายในร้านไม่ร้อนเลยสักนิด
   แม้ตอนเที่ยงจะคนแน่น แต่เหมือนนพรัตน์จะโทรมาจองโต๊ะไว้ก่อนแล้ว ผมเลยได้นั่งตรงโต๊ะมุมตัวโปรด ใต้ร่มของต้นก้ามปูต้นใหญ่ พนักงานเอาเมนูมาให้หลังจากนั้นไม่นาน
   ผมไม่ค่อยมีประสบการณ์ทานอาหารร่วมกับคนอื่นมากนัก ปกติมาที่นี่ก็สั่งอาหารจานเดียวบ้าง หรือไม่ก็กับข้าวอย่างสองอย่าง ดังนั้นการที่ได้ยินคนร่วมโต๊ะสั่งกับข้าวถึงห้าหกอย่างทำให้ผมอดรู้สึกหวั่นใจไม่ได้
   “ทานหมดรึ?”
   นพรัตน์พยักหน้า และพูดยิ้มๆ “หมดครับ คุณเองก็ทานเยอะๆ นะครับ”
   ผมมองเขาแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก สักพักเขาก็เป็นฝ่ายเริ่มชวนคุยก่อน
   “ผมชอบแกงเหลืองของที่นี่นะ อร่อยดี”
   “อืม” ผมส่งเสียงแค่นั้นโดยความเคยชิน นพรัตน์เงียบไปพักหนึ่ง เหมือนพยายามจะหาเรื่องคุย
   “ตอนบ่ายต้องออกไปเดินตรวจรึเปล่าครับ?”
   “ไม่ต้อง บ่ายต้องจัดการงานเอกสาร” ผมว่า และนึกปวดหัวกับเอกสารร้องเรียนที่มีเข้ามาทุกวันพวกนั้น บางเรื่องอ่านแล้วแทบจะขยำทิ้ง ผมสงสัยจริงๆ ว่าทำไมเจ้าพวกนี้ไม่ลาออกไปเขียนนิยายน้ำเน่าให้รู้แล้วรู้รอด เอาเถอะ เอกสารยังดีกว่าเจ้าตัวมาเอง ให้ตายสิ
   “ผมต้องทำอะไรบ้างครับ ช่วงบ่าย?”
   ผมเหลือบตามองคนถามอย่างนึกขึ้นได้ ก่อนจะขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด
   “คุณช่วยผมดูเอกสารร้องเรียนก็ได้” ผมพูด และรู้สึกโล่งใจขึ้นมาที่มีคนมาช่วยอ่านไอ้ของบ้าๆ พวกนั้น นพรัตน์พยักหน้า
   “คุณทำงานนี้มานานแล้วหรือครับ?”
   “จะยี่สิบปีแล้ว” ผมตอบ และมองเขา พลานึกว่า ตอนนายแบเบาะฉันก็ทำงานแล้วล่ะ เขาพยักหน้าอีก
   “นานนะครับ ผมเกิดรึยังไม่รู้”
   “เกิดแล้วล่ะ” ผมว่า พลางมองหน้าเขาและรู้สึกสงสัยว่าเด็กอายุขนาดนี้สามารถทำงานบริหารจัดการอย่างที่ในประวัติเขียนมาได้จริงๆ รึ?
   “คุณนพรัตน์ ผมจะให้เวลาคุณทดลองงานเดือนหนึ่งนะ ถ้าผมเห็นว่าคุณไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ ผมจะหาตำแหน่งอื่นมาแทนให้”
   นพรัตน์เงยหน้ามองผมครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา “ครับ”
   ผมมองเขาด้วยความงุนงงเอาเรื่อง เพราะปกติถ้าคนอื่นได้ยินคำพูดแบบนี้ คงไม่ยิ้มอย่างสบายใจแบบที่หมอนี่ยิ้มแน่ ผมพยายามวิเคราะห์รอยยิ้มเมื่อครู่ ประชด หรือคิดอะไรกับผมอยู่กันแน่นะ
   “ทานข้าวเถอะครับ คุณไพฑูรย์” เขาพูดเมื่อเห็นผมยังนิ่งทั้งที่อาหารมาวางตรงหน้าครบแล้ว ผมพยักหน้าอย่างคนรู้สึกตัว ก่อนจะเห็นว่าเขาตักกับข้าวมาใส่จานให้
   “ทานเยอะๆ นะครับ มื้อเที่ยงก็เป็นมื้อสำคัญนะ”
   ผมมองเขา บอกไม่ถูกว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกับคำพูดและการกระทำนี้กันแน่
   “บอกไว้ก่อนนะ เอาใจผมไป ถ้าทำงานไม่ได้เรื่องผมก็ไม่ละเว้นหรอกนะ”
   “ครับ ผมทราบล่ะครับ” เขาตอบ และยิ้มอีก ผมเพิ่งรู้ว่าเขาเป็นคนที่ยิ้มง่ายและยิ้มบ่อยมาก เหมือนชีวิตไม่เคยรู้สึกทุกข์ร้อนกับเรื่องอะไรเลย
   “คุณยิ้มเก่งดีนะ น่าจะไปอยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์”
   “ผมอยากทำตำแหน่งนี้มากกว่าครับ” เขาว่า ก่อนจะพูดต่อ “คุณไพฑูรย์ชอบดูหนังรึเปล่าครับ? พอดีผมได้ตั๋วฟรีมาสองใบ”
   ผมมองเขาอย่างสงสัย “ไปดูกับแฟนสิ”
   “ยังไม่มีหรอกครับ” เขาพูด และหน้าแดงขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ “ไปดูเป็นเพื่อนผมหน่อยนะ”
   ผมมองหน้าเขา แล้วตักข้าวขึ้นมาทานโดยไม่พูดอะไรอีก
--------------------------------------------
   ดูท่าประวัติงานของนพรัตน์จะพอเชื่อถือได้ การเข้ามาทำงานของเขาทำให้ผมเบาแรงไปพอสมควรสำหรับสัปดาห์แรก ผมตื่นมาในเช้าวันเสาร์ด้วยความครึ้มอกครึ้มใจเป็นพิเศษและคิดว่าจะออกไปเดินเที่ยวสักหน่อย
   เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่ผมกำลังนั่งทานอาหารเช้าอยู่ที่โต๊ะ ผมมองหาแว่นสายตาเผื่อว่าจะตั้งอยู่แถวนั้น พอเห็นว่าขืนมัวแต่หาแว่นเพื่อมองว่าคนที่โทรมาเป็นใครท่าทางจะไม่ได้รับสายแน่ๆ ผมจึงกดปุ่มรับไป
   “สวัสดีครับ”
   เสียงในสายดูคุ้นพอสมควร แต่ผมยังนึกไม่ออกว่าใคร แต่ให้ถามเลยตอนนี้คงไม่เหมาะ รอเขาพูดธุระก่อนดีกว่า
   “คุณว่างรึเปล่าครับ ไปดูหนังกับผมไหม”
   ผมขมวดคิ้ว ไอ้บ้าตัวไหนมันกล้ามาชวนผมดูหนัง ครั้งสุดท้ายที่มีคนอื่นชวนไปดูหนังก็คงสักสิบกว่าปีที่แล้วมั้ง
   “คุณ...เอ่อ.... ใครครับ?”
   “นพครับ คุณไพฑูรย์ไม่ได้เมมเบอร์ไว้หรือครับ?”
   “อ้อ...” ผมร้องอย่างนึกขึ้นได้ “โทษที ผมหาแว่นไม่ทันน่ะ”
   เหมือนได้ยินเสียงเขาหัวเราะเบาๆ “ไม่เป็นไรครับ ตกลงว่าว่างนะครับ เดี๋ยวผมจะเข้าไปรับ”
   ผมอึ้งไปด้วยความงุนงง จู่ๆ ก็โทรมาชวนไปดูหนัง แล้วจะเอารถเข้ามารับ มันดูจะกะทันหันจนผมตั้งตัวไม่ติด
   “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวผมไปเจอคุณก็ได้”
   “ครับ” เขาตอบ และนัดแนะสถานที่เสร็จสรรพ
   “มานะครับ ผมรออยู่นะ” เขาว่า และวางสาย ปล่อยให้ผมงงอยู่อีกพักใหญ่ ท้ายที่สุดผมก็ต้องลากขากลับขึ้นไปชั้นบน เพื่อแต่งตัวออกจากบ้าน
----------------------------------------
   ผมไม่ออกจากบ้านไปเที่ยวกับคนอื่นมาหลายปีแล้ว แถมคราวนี้คนชวนดันเป็นลูกน้องที่อายุรุ่นลูกผมอีก ผมยืนงงหน้าตู้เสื้อผ้าอยู่นาน และนึกสงสัยว่าตัวเองตอบตกลงจะไปได้อย่างไร แล้วผมควรแต่งตัวแบบไหน?
   จะแต่งให้สมอายุ ให้เหมือนพ่อกับลูกไปดูหนังรึ?
   ไม่หรอก ถึงผมจะอายุรุ่นพ่อเขา แต่ผมไม่ได้เป็นพ่อเขาสักหน่อย แล้วผมก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองแก่ขนาดนั้น อีกอย่าง ขืนแต่งให้ดูแก เดี๋ยวผมอาจจะถูกมองว่าเป็นพวกคั่วเด็กอีกก็ได้ ทั้งๆ ที่หมอนั่นเป็นฝ่ายชวนก่อนแท้ๆ
   สุดท้ายผมก็ตกลงใจว่าควรจะแต่งอะไรที่มันกลางๆ ดีกว่า
--------------------------------------
   “คิดว่าคุณจะไม่มาแล้ว” นพรัตน์เอ่ยทักเมื่อเห็นผม ในมือเขายังมีถุงขนมอยู่ คิดว่าคงรอมานานพอสมควร ผมมองนาฬิกา และไม่คิดว่าตัวเองจะมาสายขนาดนี้ เอาเข้าจริงคือผมมัวแต่คิดว่าจะแต่งตัวแบบไหนจนลืมมองนาฬิกา พอเห็นเวลาก็คิดว่าเขาน่าจะกลับไปแล้ว ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่อยากจะโทรหา ไหนๆ ผมก็ตั้งใจจะออกจากบ้านมาเดินเล่นอยู่แล้ว เขาจะรอหรือไม่รอก็คงไม่ใช่ปัญหาอะไร แล้วเขาก็ไม่มีสิทธิ์จะมาอิดออดใส่ผมด้วย เพราะเขาเป็นฝ่ายชวนผมโดยไม่ทันให้ตั้งตัวนี่นา
   “อืม โทษที พอดีมันกะทันหันไปหน่อย” ผมว่า เขายิ้มกว้าง “ไม่เป็นไรหรอกครับ แค่คุณมาผมก็ดีใจแล้ว”
   ผมพยักหน้าหน่อยๆ และนึกสงสัยว่าผมตกลงมาตามคำชวนของเขาเพราะอะไร
   นพรัตน์อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตลำลองสบายๆ ผมนึกดีใจที่เขาไม่ได้ใส่เสื้อยืดหรืออะไรทำนองนั้นออกมา เพราะมันคงทำให้ผมยิ่งดูแก่ นพรัตน์มองผม และอมยิ้ม
   “คุณดูดีจัง ถ้าพี่นัทไม่บอกอายุคุณกับผมก่อน ผมคงเข้าใจผิดแล้ว”
   ผมมองเขา และส่งเสียงในคออย่างไร้ความหมาย “อืม”
   “ไปกันเถอะครับ คุณอยากดูเรื่องอะไรล่ะ?”
   “แล้วไม่ทานข้าวก่อนหรือไง?” ผมถาม เขาหันกลับมามอง “คุณยังไม่ทานหรือครับ?”
   “เปล่า ผมทานแล้ว คุณนั่นแหละ”
   เขายิ้มอีก “ไม่เป็นไรครับ ไว้ทานหลังดูจบก็ได้ ผมเองก็ไม่ได้หิวอะไรมาก”
   ถึงจะพูดแบบนั้นแต่เอาเข้าจริงเขาก็ซื้อป๊อปคอร์นถุงใหญ่ก่อนจะเข้าโรงหนัง จนผมอดพูดไม่ได้
   “ถ้าหิวไปทานข้าวกันก่อนก็ได้”
   “ไม่เป็นไรหรอกครับ หนังจะเข้าแล้ว ไปกันเถอะ”

   ผมไม่ได้มาดูหนังกับใครนานมากแล้ว และเพิ่งรู้ตอนเดินเข้ามาอีกเหมือนกันว่าตั๋วฟรีที่เขาได้เป็นที่นั่งแบบโซฟาคู่ ผมที่ปกตินั่งแต่ที่นั่งธรรมดาก็เรียกไม่ถูกเหมือนกันว่าอะไร แต่พอเห็นแล้วก็ให้รู้สึกอึ้งๆ อยู่เหมือนกัน
   “โทษทีครับ พอดีตั๋วมันได้เป็นที่นั่งแบบนี้น่ะ คุณคงไม่มีปัญหาอะไรนะ” นพรัตน์พูดขึ้น สงสัยจะเห็นท่าทางกระอักกระอ่วนของผม ผมนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะสั่นศีรษะ
   “ไม่หรอก อืม.. น่าจะชวนแฟนมาดูนะ”
   “ก็ยังไม่มีนี่ครับ” เขาตอบและนั่งลงข้างๆ ผม
   “ทานรึเปล่าครับ” เขาถามและยื่นถุงป๊อบคอร์นในมือให้ผม ผมสั่นศีรษะ มองดูป๊อบคอร์นถุงใหญ่ แล้วหันไปมองตรงพนักเก้าอี้
   “เอาวางไว้ตรงนี้ก็ได้” ผมพูดและดึงที่เท้าแขนซึ่งเก็บอยู่ลงมา เขามองดูมันอย่างลังเลพักหนึ่ง และพยายามจะเอาถุงป๊อบคอร์นวางลงไป ซึ่งก็ดูจะใหญ่กว่าช่องใส่
   “วางไว้ตรงกลางดีกว่า” นพรัตน์ว่า และดึงที่เท้าแขนขึ้น ผมพยักหน้า สักพัก ทางโรงก็เริ่มฉายภาพยนตร์ตัวอย่าง
   อย่างที่พูดว่าผมไม่ได้มาดูหนังกับคนอื่นนานมากแล้ว แถมคนชวนยังไม่ค่อยจะสนิท จะไม่เกร็งเลยก็แปลก ช่วงต้นๆ ผมนั่งตัวลีบ พยายามขยับห่างออกมาให้มากที่สุด แต่พอหนังเริ่มฉายสักพัก ผมก็หัวร่องอหงาย นึกไม่ผิดเลยที่เลือกมาดูหนังเรื่องนี้ ผมขำจนลืมเรื่องเกร็งก่อนหน้าไปเสียสนิท รู้สึกตัวอีกทีตอนหนังจบแล้วหันมาหัวเราะกับเขานั่นแหละ
   “โอ๊ย ผมขำจนเจ็บท้องไปหมดเลย” นพรัตน์ว่าขณะที่เราเดินออกมาจากโรงหนัง ผมพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
   “อืม ผมไม่ได้หัวเราะจนน้ำตาไหลแบบนี้มานานแล้ว” ผมว่า เขาหันมาและยิ้ม “ไปหาอะไรทานกันไหม ผมชักหิวแล้วล่ะ”
   ผมมองเขา และยิ้มอย่างเอ็นดู เขายังเด็กอยู่จริงๆ นั่นแหละ ตะกี้ก็ทำเป็นเกรงใจผมไปอย่างนั้นเอง
   “เอาสิ จะทานอะไรล่ะ”
-----------------------------------------------------
   ระหว่างทานอาหาร ผมกับเขาพูดกันถึงเรื่องหนังที่เคยดูกันอย่างออกรส หลังจากนั้นเราเดินย่อยอาหารและซื้อของใช้ส่วนตัวนิดหน่อย ผมก้มลงมองนาฬิกา และคิดว่าได้เวลากลับแล้ว
   “ขอบใจนะที่ชวน ผมคงต้องกลับแล้วล่ะ” ผมว่า เขามองผมด้วยสายตาเหมือนจะพูดว่าจะกลับแล้วหรือ? แต่ก็พยักหน้าในที่สุด
   “ผมไปส่งคุณนะ”
   “ไม่เป็นไร ผมนั่งแท็กซี่ไปก็ได้” ผมตอบ นพรัตน์มองหน้าผมและพูดติดตลก
   “เอาน่า ผมรับรอง ไม่ชาร์ตมิเตอร์คุณเพิ่มหรอก”
   ผมหัวเราะขึ้นมาบ้าง “บ้านคุณอยู่แถวไหนล่ะ?”
   พอเขาตอบมาผมก็ได้แต่ขมวดคิ้ว “อ้อ...”
   “บ้านคุณล่ะครับ?”
   “ก็ไม่ไกลจากแถวนั้นเท่าไหร่?”
   “ดีล่ะ ให้ผมไปส่งเถอะครับ จะได้ช่วยลดโลกร้อน”
   ผมมองหน้าเขา และนึกขำกับวิธีพูด “อืม ได้”
   
   สุดท้ายเขาก็ขับรถมาส่งผมถึงบ้าน ผมเลยชวนเขาเข้ามาดื่มน้ำเสียหน่อย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท เขาถามอย่างแปลกใจ “คุณอยู่คนเดียวหรือ?”
   “อืม” ผมตอบ และแทบจะขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเขาพูดต่อ “น่าเป็นห่วงนะครับ เกิดมีอะไรขึ้นมา ใครจะช่วยคุณเนี่ย”
   “ผมยังไม่แก่ขนาดนั้นหรอกนะ” ผมตอบ และพยายามคิดว่าเขาคงพูดด้วยความเป็นห่วง
   “ผมไม่ได้ว่าคุณแก่นะครับ แต่เรื่องไม่คาดฝันมันเกิดขึ้นได้กับทุกคนนี่”
   “เอาน่า ผมมีเพื่อนบ้านอยู่ คุณไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ผมอยู่มาเป็นสิบๆ ปีแล้ว”
   “ครับ” นพรัตน์พูด และมองหน้าผมอยู่พักหนึ่ง
   “งั้นผมกลับนะครับ รักษาสุขภาพด้วยนะ วันจันทร์เจอกัน”
   ผมพยักหน้า และเดินออกไปส่งเขาหน้าบ้าน

   คืนนั้นผมหลับไปอย่างรวดเร็ว และฝันถึงใครคนหนึ่งที่ไม่นึกถึงมานานแล้ว
   พรายโพยม
-------------------------------------------------------------------
(จบตอน)

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1030
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +782/-3
    • My novel blog
แปะรูปค่ะ กันคุณไพฑูรย์กลายเป็นลุงไปจริงๆ ฮ่าๆ


คุณไพฑูรย์นะคะ


คุณนพค่ะ

ไม่รู้ใครหน้าแก่กว่าใคร ฮ่าๆ

ออฟไลน์ MimicClub

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 323
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +174/-3
 :o8:สนุกดีค่ะ จะรอติดตาม
แต่สงสารลุงจัง กร๊อบ  แกร๊บ  :laugh:

ออฟไลน์ TanyaPuech

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4342
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +530/-23

น่าติดตามๆๆๆ

ชอบนักคนแก่โดนเด็กกินเนี่ย 555

ออฟไลน์ l2ozen

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 65
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
 :L2:

ชอบจังโคเด็กฟันแข็งแรงเคี้ยวหญ้าแก่

ออฟไลน์ epoch

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 49
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
แค่ตอนแรกก็สนุกมากแล้วค่า น่าติดตามมากๆ  o13
ยินดีต้อนรับสู่ชมรมผู้นิยมคนแก่ค่า (เราอยู่สองชมรม อีกอันชมรมผู้นิยมกล้าม) หุหุ  :laugh:

ออฟไลน์ yeyong

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5861
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +917/-26
ยาวได้ใจค่ะ
สนุกจริงๆ นานๆจะเห็นคู่ผู้ใหญ่
ไพฑูรย์เป็นนายเอกใช่มั้ยคะ
บวกหนึ่งจ้า

rose

  • บุคคลทั่วไป
หลักจากประสบณ์ปัญหา

ล็อกอินไม่ได้เป็นเวลานาน

นี่คือเม้นแรกที่จะโพสคร้าาาาาาาาาาาาาาาา า

ฮิ้วววววววว ว ~

 :mc4: :mc4: :mc4:

เจิมเรื่องใหม่ค่ะ :z13: :z13: :z13:

ชอบมากกกกกกกกกกกกกก ก แนวนี้

เราเป็นโอจิค่อน ฮ่าๆ

ซึ่งหาอ่านได้ยากมากจริงๆ

ไว้อาลัย  :m15:

เป็นกำลังใจให้ไรเตอร์นะคะ

สู้ต่อไปค่ะ

ร๊อรอ  :L2:



CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ kun

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +122/-10
เรื่อยรื่นๆๆอ่ะ

ภาพวาดสวยๆๆ

ผู่ใหญ๋โดนกิน ยิ่งได้ใจ

555555

ออฟไลน์ Piaanie

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-2
นี่โคแก่จะกินหญ้าอ่อน หรือว่า โคอ่อนกินหญ้าแก่นะนี่ อิอิ ชอบๆ +1

ออฟไลน์ golove2

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +277/-6

ออฟไลน์ kokikung

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-3
นี่โคแก่จะกินหญ้าอ่อน หรือว่า โคอ่อนกินหญ้าแก่นะนี่ อิอิ ชอบๆ +1

+1ให้เรื่องใหม่ด้วยคน
นั่นสิใครกินใครกันแน่เนี่ยยยยย
ฮ๋าๆๆๆๆ มาตามต่อไป แต่แก่จริงไรจริง  :laugh:
กว่าจะรักกันกว่าจะอะไรกันลุงแกไปปาไป50แล้วหรอน่ากลัวนะ 555++

ออฟไลน์ seaz

  • รักอยู่ไหน...ใจเรียกหา
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +381/-9
นพจะปีนเกลียวหรือนี่?
อิอิ

ออฟไลน์ aeyja55

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 316
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-1
น่าสนุกจัง ในรูปดูคุณไพฑูรย์ยังไม่แก่เท่าไหร่นะเนี่ย

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5387
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19

ออฟไลน์ kazhiki

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +140/-2
ชอบแนวนี้มากเลยค่า :impress2:

รออ่านและเป็นกำลังใจให้ค่ะ

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1030
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +782/-3
    • My novel blog
บันไดขั้นที่2
   “พี่ไพฑูรย์”
   ผมหันไปมองตามเสียง เด็กหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวผูกเนกไทสีดำเดินตรงมาและโบกมือหยอยๆ ผมของเขายังยาวไม่มาก เหมือนกับพวกน้องใหม่เฟรชชี่คนอื่นๆ
   “ทำไมพี่ลงมาคนเดียวล่ะ?” เขาถาม ผมทำหน้าเหนื่อย “ติดคุยกับอาจารย์อยู่น่ะ”
   “อ้อ” ทางนั้นส่งเสียงในคอ และพูดต่อ “งั้นพี่ไปกินข้าวกับผมนะ”
   ผมมองหน้าเขา และพยักหน้า “อืม”
------------------------------------------
   “คุณไพฑูรย์ครับ”
   ผมผงะตัวจากภวังค์ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเด็กหนุ่มที่เริ่มจะคุ้นหน้าคุ้นตาขึ้นบ้างแล้วในช่วงนี้ นพรัตน์มาทำงานกับผมได้เดือนกว่าแล้ว ผมไม่รู้จะหาข้ออ้างอะไรมาติงานของเขา ดังนั้นตอนนี้เขาเลยยังนั่งอยู่ในห้องทำงานเดียวกับผมต่อ
   “ผมอยากปรึกษาเรื่องของคุณวลัยภรณ์ แผนกการตลาดน่ะครับ” นพรัตน์เอ่ยขึ้น เขารอจนผมพยักหน้า จึงหยิบเอกสารเดินเข้ามาหยุดข้างผม วางมันลงบนโต๊ะก่อนจะอธิบายให้ผมฟัง
   ผมฟังเขาและพยักหน้าเป็นระยะ นพรัตน์มีข้อดีตรงที่เขารู้จักให้ความเคารพผู้ใหญ่ รู้จักปรึกษาและรับฟังคำแนะนำของผม และบางครั้งก็กล้าที่จะแย้งในบางเรื่อง ส่วนข้อเสีย....
   “ตกลงตามที่คุณว่าแล้วกันครับ” เขาพูด ผมพยักหน้า เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความเคยชิน และแทบจะชนกับปลายจมูกที่ยื่นเข้ามา
   “ขอโทษครับ” เขาว่า และรีบถอยออกไป ผมโบกมืออย่างไม่ถือสา และขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ “ถ้าสายตาสั้นก็ตัดแว่น ไม่ก็ใส่คอนแทกต์เลนส์เสียสิ”
   ผมมีปัญหาสายตายาว จะดูอะไรทีถ้าไม่พึ่งแว่นก็ต้องยกห่างออกไปเป็นโยชน์ๆ แต่ดูนพรัตน์จะมีปัญหาตรงกันข้าม เขาชอบก้มหน้าเข้ามาใกล้ทุกครั้ง ผมว่าเขาต้องสายตาสั้นแน่ๆ
   “คงยังไม่สั้นขนาดนั้นมั้งครับ” เขาพูดและหัวเราะเขินๆ ผมมองเขา และหันไปมองกองหนังสือร้องเรียนที่ดูจะไม่จบไม่สิ้นกันเสียที “เดี๋ยวผมจะไปแผนกการเงินสักหน่อย คุณอยู่รับเรื่องที่นี่แล้วกันนะ”
   “ได้ครับ” นพรัตน์ตอบพลางมองนาฬิกาตั้งโต๊ะ “เดี๋ยวคุณจะแวะเข้ามาก่อนเที่ยงรึเปล่าครับ”
   “ไม่ล่ะ ผมอาจจะไปกับคุณพงษ์โพยม”
   “อ้อ ครับ” นพรัตน์พยักหน้า เหมือนเขาจะทำหน้าผิดหวังหน่อยๆ ตั้งแต่เข้ามาทำงาน เขาก็ไปทานข้าวกับผมตลอด ซึ่งก็คงไม่แปลก เพราะเพื่อนร่วมงานของเขาก็ดูจะมีแค่ผมเท่านั้น แต่ตำแหน่งของผมไม่ใช่เพื่อนทานข้าวของเขา อีกอย่าง ผมอยากรู้ว่ากับคนอื่น เขามีปฏิกิริยายังไง
------------------------------------------------
   “จะเล่นแบบนั้นอีกรึ?” พงษ์โพยมทักผมเมื่อเห็นผมเดินเข้ามาในห้องทำงานของเขา และตรงไปยังตู้ตู้หนึ่ง ผมพยักหน้าและได้ยินเสียงเขาหัวเราะ
   “พี่อยากทำบ้างจัง แต่หุ่นแบบพี่ใครๆ เขาคงจำได้”
   ผมหันไปยิ้มให้เขา “ความจริงผมก็ไม่อยากทำเท่าไหร่หรอก แต่ไม่ทำมันก็ไม่รู้นะพี่”
   “แล้วผู้ช่วยเป็นไงบ้างล่ะ? นพรัตน์น่ะ”
   “ก็โอเคนะครับ ทำงานคล่องดี”
   “พี่เห็นหน้าตาเธอดีขึ้นก็รู้สึกคุ้มค่าจ้างแล้วล่ะ แล้วนี่จะแวะไปดูเขาด้วยรึเปล่า พี่ว่าปล่อยไปก่อนก็ได้มั้ง คนเรามันมีสองด้านทั้งนั้นแหละ ถ้าเขาดีกับเธอ มันก็น่าจะพอแล้วนี่นา”
   “ยังไม่แน่หรอกครับ แต่ผมจำเป็นต้องรู้ทั้งสองด้านนะ จะได้ประเมินแนวโน้มถูกไง ไม่เป็นไรหรอกครับ ต่อหน้าผมถ้าเขายังทำงานดีอยู่ เอาผมไปพูดลับหลังยังไงผมไม่ถือหรอก”
   “อืม พี่รู้” พงษ์โพยมพยักหน้า ผมหยิบเสื้อแจ็กเกตสำหรับพนักงานส่งของออกมา และหยิบหมวกแก๊ปเก่าๆ ใบหนึ่งออกมาสวม ได้ยินเสียงคนในห้องหัวเราะ
   “พี่ดูยังไงเธอก็ไม่เหมือนพนักงานส่งของเลยนะ ตัวเล็กๆ แบบนี้น่ะ”
   “คุณอรรณพตัวเล็กกว่าผมอีกนะ” ผมแย้ง เขาหัวเราะอีก “เอาล่ะ ส่งของก็ส่งของ ยังไงบริษัทเรามีพนักงานส่งของเดินเข้าเดินออกตลอดเวลาอยู่แล้ว อย่าลืมทานข้าวด้วยล่ะ”
   ผมยิ้มให้เขาอีกครั้ง และเดินออกจากห้องไป
-----------------------------------------
   อย่างที่รู้กันแล้ว คนที่นี่ ถ้ารู้ว่าผมอยู่ตรงไหน พวกเขาจะพยายามระวังตัวเต็มที่ เรียกว่าแทบจะหยุดพูด หยุดกระดิกตัว การเดินตรวจรายวันของผมก็แค่การไปข่มขวัญเท่านั้นเอง ส่วนการตรวจจริงๆ คือแบบนี้ต่างหาก
   ผมเดินอุ้มกล่องของใบเล็กๆ ด้านในใส่กล้องวีดิโอตัวเล็กๆ เอาไว้ ตรงไปยังแผนกที่เป็นปัญหา พอแต่งตัวแบบนี้ ไม่ว่าใครมาเห็นก็คงไม่คิดว่าเป็นผมหรอก
   เทคโนโลยีสมัยนี้ก็พัฒนาเข้าที่ดี ผมไม่ต้องกลัวข้อครหาว่าสร้างหลักฐานเท็จเสนอเจ้านายเพื่อปลดหรือย้ายคนอีก ลำพังแค่ถ่ายวีดีโอเอาไว้ก็เหมือนได้คำให้การล้านปากแล้ว
   ก่อนเที่ยงเป็นช่วงเวลาที่พนักงานส่งของเข้าออกในบริษัทเยอะมากที่สุดช่วงหนึ่ง มีคนร้องเรียนมาว่าเจ้าหน้าที่แผนกตรวจสอบสินค้าแอบยักยอกของบางส่วนเอาไว้แล้วจะส่งให้กับพนักงานส่งของซึ่งนัดแนะกันเอาไว้
   ในที่สุดผมก็ได้หลักฐานมาครบ ผมก้มลงมองนาฬิกา เพิ่งเลยเวลาพักเที่ยงไปนิดหน่อย ผมกลับไปเก็บของที่ห้องทำงานของพงษ์โพยม เก็บเมมโมรีการ์ดใส่กระเป๋า เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดพนักงานทำความสะอาด หยิบผ้าปิดจมูกมาคาด และเดินลงไปชั้นล่าง แวะไปหยิบไม้กวาดกับที่โกย ก่อนจะตรงไปยังโรงอาหารชั้นสอง
   โรงอาหารคึกคักเป็นพิเศษ แน่ล่ะ วันนี้ไม่มีจอมมารไพฑูรย์แวะลงมานี่ ตลอดเดือนที่ผ่านมา ผมออกไปทานข้าวกับนพรัตน์แทบตลอด เจ้าพวกนี้คงโล่งอกโล่งใจกันเป็นการใหญ่ ผมลากไม้กวาดกับที่โกยเข้าไปในห้องอาหาร พลางสังเกตพนักงานพวกนั้น
   ความจริงผมไม่ได้มาจ้องจับผิดอะไรพวกเขาในโรงอาหาร เพียงแต่ผมต้องรู้ว่าพนักงานมีความสัมพันธ์กันอย่างไร กลุ่มไหนมีปัญหา กลุ่มไหนไม่ถูกกัน ซึ่งถ้าผมเดินดู คงไม่มีทางรู้ได้ มันก็ต้องใช้วิธีการแบบนี้แหละ
   เดือนนี้มีการเปลี่ยนแปลงพนักงานไม่มาก ระดับความสัมพันธ์เองก็ดูจะไม่ค่อยต่างจากเดือนก่อนหน้านัก ผมมองสำรวจขณะกวาดขยะไปด้วย ว่ามีกลุ่มไหนดูเปลี่ยนไปจากเดือนที่แล้วบ้าง แล้วผมก็สะดุดตาอยู่กับโต๊ะโต๊ะหนึ่งที่ดูจะมีคนรุมล้อมเป็นพิเศษ ซึ่งจำได้ว่าเดือนที่แล้วไม่มีโต๊ะไหนเป็นแบบนี้
   ด้วยความสงสัย ผมเลยค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้เรื่อยๆ จนเห็นว่าคนที่อยู่กลางโต๊ะเป็นใคร
   นพรัตน์นั่งอยู่พร้อมกับพัชระ เขายิ้มบ้างหัวเราะบ้าง ดูเหมือนเจ้าหมอนี่จะเข้ากับคนอื่นดีเป็นพิเศษ ไม่ก็คนอื่นอยากจะเข้าหาอยู่แล้ว ด้วยตำแหน่งของเขาไงล่ะ
   ผมไม่ได้ยินที่พวกเขาคุยกันหรอก แต่ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่พอสมควร จริงอยู่ ผมไม่มีสิทธิ์ห้ามว่าเขาควรจะคุยกับใครไม่คุยกับใคร แต่เขาควรทำตัวให้มีชั้นเชิงกว่านี้หน่อย ทำแบบนี้เดี๋ยวคนนั้นคนนี้ก็วิ่งเข้ามาหาให้วุ่นวายไปหมด แล้วเขาก็ยังเด็กอยู่ จะประสาอะไรกับคารมปากไอ้คนพวกนี้ล่ะ ผมเกือบจะเดินเข้าไปกลางวงและลากเขาออกมาแล้ว ดีที่นึกขึ้นได้ว่าตัวเองเป็นพนักงานทำความสะอาดอยู่
   ก่อนที่จะปรอทแตก ผมจึงตัดสินใจเดินออกมา แต่สงสัยจะเพราะอารมณ์โมโหจนลืมดูข้างๆ ผมเลยชนเข้ากับใครสักคน และเสียหลักล้ม
   !!
   ผมถึงกับจุก จะร้องก็ร้องไม่ออก ตอนก้นกระแทกกับพื้นดังปึก ดีที่ไม่กัดลิ้นตัวเองด้วย วงสนทนาเงียบทันที ขณะที่ผมหน้าดำหน้าแดงยักแย่ยักยันพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น และปฏิเสธมือที่ยื่นมาให้ของคนแถวนั้น ใครคนหนึ่งก็เดินเข้ามาใกล้
   !!!
   ผมตกใจรอบสอง และเกือบจะร้องออกมา เมื่อร่างถูกช้อนสูงขึ้นจากพื้น ผมคว้าแขนเสื้อเขาอย่างตกใจ และพบว่าไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเจ้านพรัตน์นั่นเอง
   ผมเกิดอาการขนหัวลุก ก็ดีอยู่หรอกที่เจ้าหมอนี่เป็นคนดีมีน้ำใจ แต่ได้โปรดอย่าจำผมได้ในสภาพแบบนี้ ครั้งก่อนผมยังไม่ลืมว่าเขาโผล่เข้ามาเห็นผมในสภาพไหน ไม่รู้ว่าจะเอาไปเล่าต่อให้ใครฟังรึเปล่า
   ผมเห็นคนอื่นเดินตามมาอีกเป็นโขยง สงสัยจะนึกว่าผมเจ็บหนัก จริงๆ ล้มแค่นี้พยุงเอาก็ได้ ไม่เห็นต้องอุ้มมาเลย ผมนึกสยองใจ ถ้าไอ้เจ้าพวกที่เดินตามมาทั้งหมดนี่รู้ว่าผมเป็นใครล่ะก็ งานที่ผมทำมาทั้งหมด มีหวังต้องเริ่มใหม่แน่ๆ แถมหน้าก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน
   ผมอยากบอกให้นพรัตน์ปล่อยผมลง แต่กลัวว่าถ้าพูดไปแล้วเขาจะจำเสียงของผมได้ มันจะยิ่งซวยกันไปใหญ่ ผมเลยได้แต่นอนนิ่งๆ พยายามคิดหาวิธีช่วยเหลือตัวเองระหว่างนั้น
   “เดี๋ยวผมพาเขาไปนั่งที่โซฟา คงไม่เป็นอะไรมากหรอกครับ”
   นพรัตน์พูดหลังจากเห็นคนพวกนั้นตามมาไม่เลิก ได้ยินเสียงหลายคนถามอย่างเป็นห่วง นี่ถ้ารู้ว่าผมเป็นใคร เจ้าพวกนี้จะยังห่วงแบบนี้ไหมนะ ผมหน้านิ่วคิ้วขมวด กัดฟันกรอดๆ อยู่ใต้ผ้าปิดปาก ภาวนาให้เจ้านพรัตน์วางผมลงสักที
   เป็นกรรมของเวรที่ชั้นสองไม่มีโซฟา เพราะเป็นโรงอาหารทั้งหมด ได้ยินเสียงใครบางคนถามว่าให้ช่วยไหม ผมภาวนาให้เจ้าหมอนี่ปล่อยให้ผมเดินเองดีกว่าส่งผมให้คนอื่น นพรัตน์ตอบปฏิเสธอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินมาหยุดที่หน้าลิฟต์
   “กดลิฟต์ให้หน่อยครับ” เขาพูด ใครแถวนั้นขยับมากดให้ ขณะที่ผมยังจับเขาแน่น เพราะกลัวตกและกำลังวิตกจริตเรื่องที่จะโดนจับได้
   “ผมจะขึ้นไปห้องคุณไพฑูรย์นะครับ ขอบคุณครับ”
   ดูท่าชื่อผมจะมีอานุภาพไล่คนจริงๆ พอได้ยินว่าห้องคุณไพฑูรย์เท่านั้นแหละ เจ้าพวกไทยมุงทั้งหลายก็รีบถอยทัพ คนหนึ่งเข้ามากดลิฟต์ให้แล้วถอยออกไปทันที ผมเกือบจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แม้จะนึกสงสัยว่าทำไมเจ้าหมอนี่ถึงต้องไปไกลถึงห้องผมด้วยนะ ชั้นอื่นก็มีโซฟาเหมือนกัน แต่เพราะชื่อผมทำให้ไทยมุงพวกนั้นหายไป ผมเลยขี้เกียจจะคิดอะไรมาก
   ก็เขาอุ้มผม ไม่ใช่ผมอุ้มเขาสักหน่อย ผมจะไปเดือดร้อนแทนทำไมล่ะ
   กะอีแค่ที่เป็นอยู่ก็ร้อนอาสน์ผมพอแล้ว
   นพรัตน์ยืนเงียบๆ ไม่พูดอะไรระหว่างอยู่ในลิฟต์ ผมโล่งใจได้พักหนึ่ง ก็นึกวิตกขึ้นมาอีก เขาจะพาผมไปที่ห้อง จริงอยู่ว่าหน้าห้องมีโซฟาตัวใหญ่ แต่ปัญหาคือ ถ้าเขาวางผมตรงนั้น แล้วผมควรจะหาข้ออ้างยังไงเพื่อปลีกตัวออกมาดี ก้นผมยังระบมอยู่ แต่กระดูกคงไม่ถึงกับหักหรอก ผมภาวนาให้เขาหมดแรง ยอมวางผมลงในลิฟต์ ผมจะได้หาทางหนีไปสักที แต่สุดท้ายเขาก็พาผมมาจนถึงโซฟาหน้าห้องจนได้ เรี่ยวแรงคนหนุ่มกับความมุ่งมั่นนี่ไม่ธรรมดาเลย
   แต่ทำไมต้องเป็นผมที่เจอเรื่องแบบนี้ด้วยนะ!
   ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้าย อาจารีย์ดูจะออกไปทานข้าวด้านนอก ตอนนี้เลยมีแค่ผมกับเขา เอาล่ะ ถ้าจะหนี ก็มีแต่ตอนนี้เท่านั้นแหละ
   “รู้สึกยังไงบ้างครับ?” เขาถาม หลังจากวางผมลงบนโซฟาแล้ว ผมสั่นศีรษะ
   “เจ็บตรงไหนรึเปล่า? อืม.. ผมว่าคุณถอดผ้าปิดปากออกก่อนดีกว่า”
   ผมสั่นศีรษะอย่างเอาเป็นเอาตาย พยายามจะลุกขึ้นตอนนั้น แล้วก็ต้องนิ่วหน้าอีก เขาเลยกดผมให้นอนลงแต่โดยดี
   “ไม่เอาน่า คุณไพฑูรย์ เรื่องแค่นี้เอง ผมไม่ล้อคุณหรอก”
   ผมถลึงตา แทบจะลุกขึ้นมาด่าเขาตอนนั้น แต่ก็ได้แต่อ้าปากพะงาบๆ อยู่ใต้ผ้าปิดปาก เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นด่าว่าอะไรดี แล้วไม่รู้ว่าเขาผิดข้อหาไหนด้วย
   พอเห็นผมไม่พูดไม่ขยับ ได้แต่ทำตาลุก เจ้าตัวเลยถือวิสาสะถอดผ้าปิดปากออกเสียเอง ผมเหงื่อออกท่วม ขบปากเอาไว้ไม่ให้ด่าเขาออกไป
   “เจ็บมากหรือครับ เดี๋ยวผมตามหมอให้นะ”
   “ไม่ต้อง” ผมพูดออกมา และนึกว่านี่ผมต้องมาเจรจาความกับเขาในสภาพดูไม่ได้แบบนี้อีกแล้วหรือ นพรัตน์ก้มมองผมอย่างไม่ไว้ใจ “ไม่เป็นไรแน่นะครับ ผมเห็นคุณล้มแรงเลยนะ”
   “อืม” ผมส่งเสียงในคอ พยายามรักษามาดเอาไว้ให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
   “ผมว่าไปโรงพยาบาลหน่อยดีกว่า เผื่อว่ากระดูกจะร้าว”
   “ไม่เป็นไร คงไม่ขนาดนั้นหรอก” ผมตอบ พยายามควบคุมอารมณ์เต็มที่ โดยความรู้สึกผมเอง ผมว่ามันไม่น่าจะถึงขั้นนั้น แต่ดูเขาจะไม่วางใจจริงๆ เลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
   “บอกว่าไม่ต้องไง!” ผมเริ่มพูดอย่างมีโมโห เกิดให้บุรุษพยาบาลเข้ามาเห็นผมแต่งตัวแบบนี้ จะให้ผมอธิบายว่ายังไงล่ะ? แล้วถ้าคนในบริษัทรู้เรื่อง ไม่พังกันไปหมดรึ? ผมล่ะอยากบีบคอไอ้เด็กบ้านี่จริงๆ
   “ผมไม่ได้เรียกรถพยาบาลครับ” นพรัตน์พูด ทันทีที่ผมพยายามแย่งโทรศัพท์จากเขา เขากดผมนอนลงบนโซฟา และพูดสายต่อ “ครับ เขายังอาละวาดได้อยู่เลย พี่ว่าเขาไม่น่าจะกระดูกร้าวแน่นะ...อ้อ ครับ ..ครับ เดี๋ยวผมจะลองทำดูนะครับ”
   เขาวางโทรศัพท์ และหันมาพูดกับผม “คุณไพฑูรย์ครับ ขอโทษนะครับ” เขาว่า และจับขาผมยกขึ้น
   “ทำอะไรของคุณน่ะ!!” ผมอดไม่ได้ต้องร้องออกมาด้วยความตกใจ นายนพรัตน์กำลังจับก้นผม น่าเกลียดสุดๆ เจ้าหมอนี่คิดจะทำอะไรกันแน่
   “เจ็บตรงสะโพกรึเปล่าครับ แบบว่าเจ็บเสียวๆ เจ็บร้าวๆ อะไรแบบนี้”
   ผมทนไม่ไหวจริงๆ เลยถีบหมอนั่นไปเต็มแรง
   “คุณไพฑูรย์!” เขาร้อง และเซไปหน่อยหนึ่ง รอยรองเท้าปืนใหญ่ปรากฏขึ้นบนเสื้อ ขณะที่ผมหน้าเหยเกเพราะความเจ็บ
   “ผมว่าคุณกระดูกร้าวแน่ๆ อย่าเพิ่งโมโหถีบผมนะครับ ผมแค่จะเช็กดูว่ามันร้าวจริงๆ รึเปล่าแค่นั้นเอง แต่คุณเจ็บมากเลยใช่ไหมครับ”
   ผมถลึงตามองเขา ไอ้เจ็บก็เจ็บหรอก แต่อายน่ะโคตรๆ เลย
   “อย่ามายุ่ง.. โอ๊ย!” ผมพยายามถีบเขา แล้วก็ต้องหน้าหงิกเพราะความเจ็บอีกรอบ นพรัตน์ยอมถอยออกไป เขามองผมอย่างเป็นห่วง แต่ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีเลยสักนิด เพราะตอนนี้ผมกำลังโมโหสุดๆ
   ผมถลึงตาจ้องเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ หมอนั่นก็คงพอจะรู้เหมือนกันว่าผมโกรธ เลยก้มหน้างุด เราทั้งคู่ยืนจ้องยืนก้มกันอยู่แบบนั้นพักหนึ่ง ระหว่างที่ผมเริ่มตาลายเพราะจ้องนานบวกโมโหมากไป เขาก็เงยหน้าขึ้น
   “ผมไปหาเสื้อมาให้เปลี่ยนนะครับ เผื่อใครมาเห็น”
   ผมกะพริบตา ดีกรีโมโหลดมาหน่อยหนึ่ง ถูกของหมอนี่ ใครมาเห็นสภาพผมตอนนี้ท่าทางจะดูไม่จืดแน่ๆ ผมนิ่งไปพักหนึ่ง และถอดเสื้อของคนทำความสะอาดที่ใส่ทับอยู่ออก เสื้อน่ะไม่เท่าไหร่หรอก ตอนถอดกางเกงนี่สิ โคตรยอกตรงก้นเลย ผมชักเริ่มใจเสียว่ากระดูกจะร้าวจริงๆ รึเปล่า
   “เอาไปเก็บในห้อง แล้วห้ามบอกใครนะ” ผมสำทับ ขณะที่ยื่นเสื้อผ้าให้เขา นพรัตน์พยักหน้าหงึกหงัก และเดินงุดๆ เอาเสื้อไปเก็บ ก่อนจะเดินย้อนออกมา
   “จะไปโรงพยาบาลรึเปล่าครับ?”
---------------------------------------------------------
   “ตกลงเป็นอะไรมากรึเปล่า?” น้ำเสียงห่วงใยของพงษ์โพยมที่ดังลอดหูโทรศัพท์ซึ่งนพรัตน์เพิ่งเอามาให้ผมทำเอาแทบน้ำตาไหล ผมกรอกเสียงลงไป “ไม่เป็นอะไรเท่าไหร่ครับพี่ แค่ช้ำเฉยๆ”
   “อ้อ แล้วหมอว่าไง เห็นคุณนพบอกว่าต้องพักสักสองสามวันนี่”
   ผมเหลือบตาขึ้นมองเจ้าของชื่อซึ่งยืนหน้าเจี๋ยมเจี้ยมอยู่ข้างๆ ก่อนจะกรอกเสียงตอบไป “ผมหยุดนานขนาดนั้นไม่ได้หรอก เดี๋ยวคนก็สงสัยกันพอดี”
   ครับ สุดท้ายผมก็ตกลงยอมมาโรงพยาบาล เพราะกลัวกระดูกจะร้าวจริงๆ ก็ดูสิ่งที่นายนพรัตน์ทำกับผมสิครับ ใครเขาตรวจว่ากระดูกร้าวไม่ร้าวแบบนั้นเล่า โชคดีจริงๆ ที่มันไม่เป็นอะไร ไม่งั้นผมคงแย่แน่ๆ
   “อืม พี่แจ้งว่าส่งเธอไปดูงานต่างประเทศก็ได้ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ถือโอกาสให้เธอพักเลยดีกว่า ช่วงที่เธอไม่อยู่ก็ให้นพดูแลงานไปก่อน พักสักอาทิตย์หนึ่งก็ได้ พี่คุยกับนพรัตน์แล้ว”
   ผมเหลือบมองนายนพรัตน์อีกรอบ และปลงตกว่าพงษ์โพยมคงอยากให้ผมพักจริงๆ จึงตอบตกลงไป “เอางั้นก็ได้ครับ”
   “อือ งั้นก็ให้นพเขาไปส่งเธอเลยแล้วกัน ส่วนเรื่องพนักงานทำความสะอาด เดี๋ยวพี่จัดการเอง”
   “ครับ ขอโทษด้วยนะครับ”
   “ไม่เอาน่า เธอทำหน้าที่ดีที่สุดแล้วนี่ พักผ่อนเถอะ ไม่ต้องห่วงอะไร”
   “อืม” ผมพยักหน้า และวางโทรศัพท์
   “ว่าไงครับ” นพรัตน์เอ่ย เมื่อเห็นผมเอาแต่นั่งนิ่ง ไม่ยอมพูดอะไร ผมเหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง รู้สึกเคืองเขาเล็กๆ แต่ก็พยายามบอกตัวเองว่าที่เขาทำไปทั้งหมดเพราะหวังดี แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงแต่ทำให้ผมไม่สบอารมณ์เท่านั้นเอง
   “ตามที่คุณคุยกับคุณพงษ์โพยมนั่นแหละ”
   นพรัตน์ยิ้มกว้าง ผมเริ่มรู้สึกว่าเขาน่าจะไปทำงานประชาสัมพันธ์หรือเป็นดาราไปเสียเลย แทนที่จะมาทำอาชีพแบบนี้
-----------------------------------------
   หลังจากยักแย่ยักยันพาตัวเองออกจากโรงพยาบาลมาขึ้นรถของนายนพรัตน์ได้โดยไม่ต้องให้เขาอุ้มขึ้น ผมก็มีอันพบว่าสังขารคนเราเสื่อมเร็วจริงๆ เพราะพอถึงบ้าน สะโพกผมก็ประท้วงอย่างหนัก จนต้องขอยืมแรงเขาอีกรอบหนึ่ง นี่แหละหนาข้อดีของคนหนุ่ม จะทำอะไรก็เรี่ยวแรงเหลือเฟือ นพรัตน์อุ้มผมเข้าบ้านโดยไม่หอบเลยด้วยซ้ำ ขณะที่ผมเกร็งแทบตายเพราะกลัวจะร่วง โธ่ เกิดมาชีวิตนี้นอกจากตอนแบะเบาะแล้ว เพิ่งมาถูกอุ้มอีกทีตอนอายุสี่สิบกว่านี่แหละ
   เขาวางผมลงบนโซฟา และกุลีกุจอแกะห่อกระเป๋าน้ำร้อนที่แวะซื้อตรงตลาดก่อนเข้าหมู่บ้าน พร้อมกับควานหาหม้อต้มน้ำตามคำแนะนำของหมอ เพราะก้นช้ำ จะนวดยาก็ใช่ที่ ให้กินยาคลายกล้ามเนื้อ กระเพาะของผมก็ไม่แข็งแรงพอจะทนกับยาแรงแบบนั้นได้แล้ว ท้ายที่สุดก็ต้องใช้วิธีพื้นบ้านสุดๆ คือเอาของร้อนประคบ
   ผมนอนแบ๊ปอยู่บนโซฟา ก้นระบมไปหมด โชคดีจริงๆ ที่กระดูกไม่ร้าว ไม่งั้นคงจะแย่กว่านี้ ผมนึกอยากได้หมอนมารองหลังรองขา ขณะที่ควานมือเปะปะ นพรัตน์ก็กลับออกมาจากครัว ก่อนจะหยิบหมอนมาให้ผม
   “เฮ้อ... ค่อยยังชั่ว” ผมครางออกมาหลังจากทางนั้นเอาหมอนมารองหลังรองขาให้เรียบร้อยแล้ว และปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตกับเข็มขัดออก นพรัตน์เอากระเป๋าน้ำร้อนห่อผ้าเรียบร้อยมารองสะโพกของผมหลังจากนั้น ผมหันไปมองเขา
   “ขอบใจนะ” ผมรู้สึกขอบคุณเขาจากใจจริงเลยในตอนนี้ ถ้าเขาไม่มาด้วยผมคงลำบากลำบนกว่านี้แน่ๆ นพรัตน์ไม่พูดอะไรเพียงแต่ยิ้มบางๆ ก่อนจะคุกเข่าลงนั่งข้างๆ โซฟา
   “อยากได้อะไรบอกผมนะครับ”
   ผมพยักหน้า “อืม เร่งพัดลมให้หน่อยสิ”
   เขาเดินไปกดสวิตช์พัดลมที่อยู่ใกล้ๆ แล้วกลับมานั่งต่อ “จะเปลี่ยนเสื้อไหมครับ?”
   ผมสั่นศีรษะ พอดีสายตาเหลือบไปเห็นปลายเท้าที่วางพาดอยู่บนพนักรองแขน
   “รบกวนถอดถุงเท้าให้หน่อยสิ” ผมพูดอย่างเกรงใจ แต่ใส่ถุงเท้าอยู่บ้านแบบนี้มันไม่ค่อยสบายจริงๆ นั่นแหละ เขาเดินไปถอดถุงเท้าให้ผมอย่างว่าง่าย ผมรู้สึกจั๊กจี๋นิดหน่อยตอนเขาจับเท้าผมไว้
   “บ้าจี้เหรอครับ?” เขาถาม ผมพยักหน้า และรีบขู่ “ห้ามแกล้งกันนะ”
   นพรัตน์หัวเราะ และดึงถุงเท้าจนหลุดออกทั้งสองข้าง ผมบอกให้เขาเอาไปใส่ไว้ในตะกร้าด้านหลัง ก่อนจะบอกขอบใจอีกครั้ง
   “โทษทีนะที่ต้องให้มาทำแบบนี้”
   “ไม่เป็นไรหรอกครับ” เขาพูด และนั่งลงข้างๆ โซฟาที่ผมนอนอยู่อีกครั้ง ผมขยับตัว พยายามจะหันมามองหน้าเขา และพบว่ามันใกล้จนดูเบลอไปหมด เลยเปลี่ยนใจหันกลับไปมองฝ้าเพดานแทน
   “กลับได้แล้วล่ะ” ผมพูด เมื่อเห็นเขายังนั่งนิ่ง ได้ยินเสียงเขาพูดตอบ
   “ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณพงษ์โพยมบอกให้ผมไปส่งคุณที่สนามบิน ขืนกลับเร็วเดี๋ยวก็ไม่สมเหตุสมผลสิ”
   ผมพยักหน้า “งั้นไปเดินห้างดูหนังพลางๆ ก่อนก็ได้”
   ถึงผมจะอายุเยอะกว่าเขามาก แต่ผมก็รู้จักเกรงใจเหมือนกัน ให้คนไม่ใช่ญาติไม่ใช่เพื่อนสนิท เป็นแค่พนักงานที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่มาเฝ้าแบบนี้ ไม่รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย ผมไม่อยากให้เขาพยายามดูแลผมเพราะคิดว่ามันเป็นหน้าที่ เท่าที่เขาทำมาทั้งหมดก็เกินพอแล้ว
   “นี่ ไม่ต้องอยู่เฝ้าผมหรอก ผมไม่เป็นไร คุณทำหน้าที่ดีแล้วล่ะ”
   “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมอยากอยู่เฝ้า” นพรัตน์ว่า เหมือนเขาจะซบหน้าลงมาบนโซฟาใกล้ๆ กับไหล่ผม ผมอดรู้สึกสงสัยไม่ได้ “ทะเลาะกับพี่ชายรึเปล่า?”
   เขาดูเหงาๆ บางทีอาจจะมีปัญหากับพี่ชายก็ได้ นพรัตน์ปฏิเสธ “เปล่าครับ ผมดูเหมือนคนหนีออกจากบ้านเหรอ?”
   ผมหัวเราะ “ไม่รู้สิ ดูคุณเหมือนเหงาๆ “
   “แล้วคุณล่ะ อยู่คนเดียว ไม่เหงาหรือไง?”
   “ผมชินแล้วล่ะ” ผมตอบ และรู้สึกว่าเสียงลมพัดโมบายเซรามิกที่ห้อยเอาไว้ตามชายคาบ้านดังกิ๊งๆ ดูผ่อนคลายดีจริงๆ แถมคนที่ซบอยู่ข้างๆ ก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด นานแล้วที่ไม่มีใครมาอยู่ข้างๆ ผมแบบนี้ แม้จะแค่อยู่เฝ้าก็เถอะ
----------------------------------------
   “พี่ไพฑูรย์ ดีขึ้นรึเปล่า ผมซื้อโจ๊กมาฝาก” ใครคนหนึ่งพูดกับผม หลังจากเปิดประตูเข้ามาในห้อง ผมพยายามปรือเปลือกตาหนักอึ้งขึ้นมองเขา รอยยิ้มสดใสปรากฏอยู่ตรงหน้า แทบจะไล่อาการไข้ของผมออกไปทันที เขานั่งลงข้างเตียง ผมดำยาวปรกใบหูเป็นเงาสลวย
   “เดี๋ยวผมป้อน”
   ผมมองมือเขาที่ตักโจ๊กมาให้ ไม่รู้ว่าทานหมดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาเอาถ้วยไปล้าง แล้วกลับมานั่งข้างเตียง ยกมือผมขึ้นมากุมไว้
   “หายเร็วๆ นะ”
-----------------------------------------
   ผมลืมตาขึ้นมา และได้กลิ่นอะไรบางอย่าง ไม่ใช่กลิ่นโจ๊ก แต่เป็นกลิ่นไอดิน หูของผมได้ยินเสียงน้ำไหล
   ฝนตก?
   ผมขยับตัวทำท่าจะลุกขึ้น อาการปวดร้าวที่สะโพกทำให้ผมได้สติ ผมกะพริบตาและมองไปรอบๆ ถึงได้รู้ว่าอยู่ในห้องนอนของตัวเอง ผ้าม่านโดนลมพัดอยู่ไหวๆ ผมค่อยๆ ไถลลงจากเตียง เกาะฝาผนังเพื่อจะไปปิดหน้าต่าง ละอองฝนสาดมาโดนตัวนิดหน่อย นพรัตน์กลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ เขาคงอุ้มผมขึ้นมา แล้วจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าให้
   ผมนึกอายตัวเองที่หลับสนิทขนาดนั้น ท่าทางผมจะล้าเกินไปแล้ว
   ผมค่อยๆ สอดตัวกลับลงไปในผ้าห่ม และพบว่ามีหมอนวางอยู่ นพรัตน์คงเอามารองหลังกับขาผมเหมือนตอนที่นอนอยู่บนโซฟาแน่ๆ คลำไปอีกหน่อยก็เจอกระเป๋าน้ำร้อน ผมอดยิ้มไม่ได้ เด็กคนนั้นดูจะทำอะไรรอบคอบดี ผมขยับตัวเอาหมอนมารองหลังและขา พร้อมกับกระเป๋าน้ำร้อนที่ยังอุ่นอยู่นิดหน่อย
   ผมหลับตา นอนฟังเสียงฝนตก ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกหนาวขึ้นมา คงเพราะละอองฝนเมื่อครู่ล่ะมั้ง ผมขยับตัว พยายามหาไออุ่นจากสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด ซึ่งก็คือกระเป๋าน้ำร้อนที่นพรัตน์วางไว้ให้
------------------------------------------------------

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1030
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +782/-3
    • My novel blog
   ผมตื่นมาด้วยอาการปวดหัวตึ๊บ แถมหายใจลำบาก นึกในใจว่าคงถึงคราวซวยแล้วจริงๆ เมื่อวานเพิ่งล้มก้นจ้ำเบ้า วันนี้ก็เป็นหวัดอีก ความกระปลกกระเปลี้ยที่เกิดจากอาการไข้ทำเอาผมแทบไม่อยากลุกไปไหน แต่ทุกข์หนักทุกข์เบาไม่เข้าใครออกใคร เข้าแล้วจะห้ามให้ออกได้เสียเมื่อไหร่ ท้ายที่สุดผมก็ต้องลากสังขารลงจากที่นอนทั้งๆ ที่ก้นยังระบมแถมยังปวดหัวซะไม่มีดีไปเข้าห้องน้ำ
   ขณะที่นั่งสะลึมสะลืออยู่บนชักโครก เสียงออดก็ดังขึ้น ผมขมวดคิ้ว นึกไม่ออกว่าใครจะมาหาผมวันนี้ ก็ทุกคนเข้าใจว่าผมไปต่างประเทศกันหมดไม่ใช่เหรอ? อาจจะเป็นเพื่อนบ้านสักคนมาเรียกก็ได้ ผมโซซัดโซเซ พาร่างออกจากห้องน้ำ ไต่บันไดยักแย่ยักยันลงไปเปิดประตูหน้าบ้าน แล้วก็ต้องเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ
   “ผมเอากุญแจมาคืน เมื่อวานเห็นคุณหลับไม่ได้สติ ผมเลย...”
   “อืม” ผมพยักหน้า รู้สึกมึนๆ หัวจากอาการไข้ จำได้ว่าเมื่อวานหลับลืมโลกไปจริงๆ ขณะที่คิดว่าควรจะพูดอะไรตอบดี จมูกผมก็คันยิกๆ แล้วก็จามออกมาฟาดใหญ่
   “ขอโทษ” ผมพูดเสียงอู้อี้ เอามือกุมจมูกเอาไว้ และพบว่าน้ำมูกยืดออกมาเป็นสาย ได้ยินเสียงนพรัตน์ตอบเบาๆ
   “ไม่เป็นไรครับ เป็นหวัดเหรอ?”
   ผมเงยหน้าขึ้นมอง พลางพยักหน้า ก่อนจะนึกได้ว่าเขาถูกผมจามใส่ เลยยักแย่ยักยันลากมือเข้ามาในบ้าน
   “รีบๆ ไปล้างหน้าแล้วกินยาซะ เดี๋ยวจะติด”
   นพรัตน์พยักหน้าหงึกๆ และตรงไปยังห้องน้ำ ผมนั่งแปะลงบนโซฟา บอกไม่ได้ว่าระหว่างอาการเจ็บก้น กับอาการหวัด อะไรแย่กว่ากัน จริงๆ คือเหมือนมันจะช่วยกันแย่ไปหมด
   นพรัตน์กลับออกมาพร้อมกับยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำ เขาเดินมาทางผมพร้อมกับถามอย่างเป็นห่วง
   “ไปหาหมอมั้ยครับ?”
   ผมสั่นศีรษะ และชี้มือไปที่ตู้ยาข้างเคาน์เตอร์ครัว “กินยาแล้วพัก เดี๋ยวคงหาย”
   “อือ” เขาส่งเสียง “เมื่อคืนฝนตก ผมก็ลืมปิดหน้าต่างให้คุณ”
   “ไม่เป็นไรหรอก” ผมพูดอู้อี้ ใครมันจะไปนึกว่าฝนจะตกกลางดึกล่ะ “ไปทำงานเถอะ” ผมว่า เพราะเห็นเขาแต่งตัวเรียบร้อยเตรียมจะออกไปทำงานอยู่แล้ว แต่คงแวะมาหาผมเพื่อคืนกุญแจก่อน นพรัตน์เก็บผ้าเช็ดหน้า แล้วหันมาเอามือแตะหน้าผากผม
   “มีไข้ด้วยนะ คุณนอนพักก่อนดีกว่า เดี๋ยวผมออกไปหาซื้อโจ๊กมาให้ ยังไม่ได้ทานอะไรใช่ไหมครับ?”
   ผมสั่นศีรษะ แต่ก็ยังพูดต่อด้วยความเกรงใจ “ไม่ต้องหรอก ไปทำงานเถอะ เดี๋ยวสายๆ ไข้ลด ผมค่อยออกไปเอง”
   นพรัตน์มองผมด้วยสีหน้าแย้งเต็มที่ ก่อนจะจับผมนอนลงบนโซฟา และใช้หลังมือแตะหน้าผากผมอีกรอบ
   “ไข้อยู่จริงๆ ด้วย เดี๋ยวนะครับ” เขาพูด และลุกขึ้นเดินไปที่ห้องน้ำ จากนั้นก็กลับออกมาพร้อมด้วยขันน้ำ ก่อนจะใช้ผ้าเช็ดหน้าของตัวเองชุบน้ำแล้วเช็ดตัวผม
   ผมรู้สึกแปลกๆ นานแล้วที่ไม่มีใครเช็ดตัวให้ผม มันเป็นประสบการณ์สมัยยังเป็นเด็กเล็กๆ โน่น มาโดนเช็ดตัวอีกทีตอนอายุสี่สิบกว่า แถมคนเช็ดยังเป็นเด็กรุ่นลูกรุ่นหลานผมอีก
   “มีผ้าขนหนูอยู่ในตู้ชั้นบนน่ะ” ผมพูด เพราะนึกกระดากที่ต้องให้เขาเอาผ้าเช็ดหน้าตัวเองเช็ดตัวให้ นพรัตน์พยักหน้า ลุกหายไปพักหนึ่ง ก็กลับมาพร้อมผ้าขนหนูผืนเล็กๆ เขาเช็ดตัวผมอย่างเบามือ พลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
   “นอนพักนะครับ เดี๋ยวผมจะออกไปซื้อโจ๊กมาอุ่นไว้ให้ ทำใจให้สบายๆ นะ”
   ผมพยักหน้า และหลับตาลง ผมได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำยาปรับผ้านุ่ม คงจะมาจากเสื้อของนพรัตน์ เพราะร้านที่ผมส่งซักไม่ได้ใช้กลิ่นนี้ ผมเพิ่งรู้อีกเหมือนกันว่าเขาไม่ได้ใส่น้ำหอม อืม.. นี่ล่ะมั้งที่ทำให้เขานั่งทำงานห้องเดียวกับผมได้ ผมแพ้น้ำหอมบางกลิ่น และจะจามอย่างหนักหากมีใครใส่แล้วเดินเฉียดเข้ามาใกล้ ขนาดอาจารีย์ยังต้องเปลี่ยนน้ำหอม ตอนที่เข้ามาทำงานกับผมแรกๆ
   ผ้าชุบน้ำเย็นๆ ที่เช็ดลงบนตัว ทำให้อาการไข้ของผมดีขึ้น ผมปล่อยให้เขาเช็ดจนถึงฝ่าเท้า จากนั้นก็ได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ “เดี๋ยวผมกลับมานะครับ นอนพักเยอะๆ นะ”
--------------------------------------------
   ผมตื่นมาอีกครั้ง พร้อมกับอาการไข้ที่ลดลงจนพอจะหายใจคล่องขึ้น พอมองออกไปด้านนอกก็พบว่าแดดร้อนเปรี้ยง ไม่ต้องดูนาฬิกาก็พอเดาได้ว่ากี่โมง ผมพยุงตัวเองลงจากโซฟา เดินไปเข้าห้องน้ำ กระเพราะเริ่มถามหาของกินที่ยังไม่ตกลงไปเลยตั้งแต่เมื่อวาน ผมจึงตรงไปที่โต๊ะกินข้าวต่อ เมื่อเปิดฝาชีออกก็พบโจ๊กถ้วยหนึ่งวางอยู่ คงจะเป็นนพรัตน์ที่ซื้อมาตั้งเอาไว้ให้
   บรรยากาศในบ้านยังคงเงียบสงบเช่นเคย ผมนั่งทานโจ๊กที่ยังอุ่นๆ อยู่ พลางฟังเสียงนกเสียงหมาเห่าที่ดังแว่วมาเป็นระยะด้วยความรู้สึกผ่อนคลายระดับหนึ่ง ผมนึกถึงเจ้าของโจ๊กถ้วยนี้ นึกถึงมือเบาๆ ของเขาที่พยายามเช็ดตัวให้ผม และนึกดีใจว่ายังมีเด็กดีๆ แบบนี้เหลืออยู่ สงสัยบางทีผมอาจจะทำให้เขานึกถึงญาติผู้ใหญ่ที่บ้านล่ะมั้ง
   ถึงตรงนี้ผมอดหัวเราะไม่ได้ จริงๆ ผมเองก็อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้ว การที่เขาจะมองเหมือนญาติผู้ใหญ่ก็คงไม่แปลก พอนึกถึงพฤติกรรมของเขาที่ผ่านมาแล้วผมก็นึกเอ็นดูขึ้นมา เขาคงเห็นผมเหมือนน้าเหมือนอาคนหนึ่ง ผมควรจะลดระดับความเขี้ยวใส่เขาลงสักหน่อย
   แต่แบบนั้นก็คงไม่ดี ผมจะเอาเรื่องความเอ็นดูส่วนตัวมาปนกับเรื่องงานไม่ได้
   ผมนั่งนึกเรื่องเขาในภาวะของคนเป็นไข้ และตกลงใจเอาเองว่าผมจะญาติดีกับเขาเพิ่มขึ้นนอกเวลางาน อย่างน้อยก็คงพอจะตอบแทนความมีน้ำใจของเขาได้บ้าง
   ขณะที่นั่งนึกๆ อยู่ เสียงเรียกของใครคนหนึ่งก็ทำให้ผมสะดุ้ง พอชะเง้อมองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นนพรัตน์ยืนอยู่หน้าประตูรั้ว ผมรีบลุกไปเปิดประตูให้เขาอย่างคนที่ยังเจ็บยอกอยู่นั่นแหละ
   “ดีขึ้นหรือยังครับ?” นั่นคือประโยคแรกที่เขาถามเมื่อเห็นหน้าผม ก่อนจะกุลีกุจอเข้ามาประคองผมที่ยังเดินไม่ค่อยสะดวกดีกลับเข้าบ้าน ผมพยักหน้าหงึกๆ
   “ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะ”
   “ดีจัง” เขาพูดพลางยิ้มกว้าง ผมไม่เคยนึกชอบรอยยิ้มของใครมานานแล้ว เพราะคนส่วนใหญ่มักยิ้มเพราะหวังผลประโยชน์ทั้งนั้น แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มของนพรัตน์ดูสะอาดจริงใจดี คงเพราะเขายังเด็กอยู่ล่ะมั้ง เลยยังไม่ค่อยประสีประสาว่าต้องแสดงละครแบบไหนยังไงต่อหน้าใครเท่าไหร่
   ผมยกมือขึ้นลูบศีรษะเขาอย่างเอ็นดู เหมือนนพรัตน์จะหน้าแดงนิดหน่อย เขาเหลือบมองผม ก่อนจะมองผ่านไปยังโต๊ะอาหาร
   “ทานโจ๊กอยู่หรือครับ?” เขาว่า และรีบประคองผมไปนั่งหน้าถ้วยโจ๊ก ก่อนจะวางถุงก๊อบแก๊ปที่ถือมาลงบนโต๊ะ
   “ไปทำงานหรือยังน่ะ?” ผมถามอย่างสงสัย และเริ่มรู้สึกไม่ดีหากเขาขาดงานเพราะต้องมาดูแลผม นพรัตน์พยักหน้า
   “ครับ ผมแวะมาดูคุณตอนพักเที่ยง เห็นคุณลุกขึ้นได้แล้วผมก็สบายใจล่ะ เอ่อ... ผมนั่งทานด้วยได้รึเปล่า?”
   ผมพยักหน้า ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องเสียหายอะไร ก็เขาซื้ออาหารมาแล้วนี่นะ นพรัตน์ยิ้มกว้างอีก และออกปากยืมจานยืมช้อนผม ก่อนจะหายไปหลังบ้าน
   ผมมองมือเขาที่กำลังตักข้าวผัดปูเข้าปาก พลางนึกถึงความทรงจำเลือนรางเมื่อสมัยยังหนุ่มๆ ใครสักคนที่ผมเคยนั่งกินข้าวด้วยเมื่อนานมาแล้ว
   คนคนนั้นก็เคยเป็นเด็กหนุ่มที่ร่าเริงสดใส และยิ้มเก่งแบบนี้เหมือนกัน
   ผมเงยหน้าขึ้นมองนพรัตน์ และนึกเข้าใจขึ้นมาว่าทำไมพักนี้ผมถึงได้ฝันเกี่ยวกับเรื่องราวเก่าๆ บ่อยนัก คงเพราะการเข้ามาของเขาทำให้ผมนึกถึงคนคนนั้น
   พรายโพยม
   เหมือนความฝันจริงๆ ช่วงเวลาความรักสดใสของเขากับผม ไม่รู้ว่าเราเริ่มคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ เท่าที่ผมจำได้ วันหนึ่งเขาก็ย้ายมาอยู่ห้องเดียวกับผมแล้ว เราไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ ดีกันบ้างทะเลาะกันบ้าง ตามประสาวัยรุ่นทั่วไป ผมมีเขาอยู่ใกล้เสียจนเคยชิน ไม่เคยนึกเลยว่าจะต้องจากเขาไปวันใดวันหนึ่ง ช่วงนั้นเรามีชีวิตผ่านไปวันๆ อย่างแสนสนุกสนาน
   จู่ๆ ผมก็นึกถึงมือของเขาที่ค่อยๆ ขยับมาจับมือผมไว้ นึกถึงสีหน้ายิ้มแย้มและเสียงหัวเราะเบิกบานนั้น เหมือนผ่านมานานแสนนาน และก็เหมือนเพิ่งผ่านมาไม่กี่วันนี้เอง ผมยกมือของตัวเองขึ้นมอง และมองเห็นริ้วรอยแห่งกาลเวลาบนนั้น
   “มีอะไรหรือครับ?” นพรัตน์ถามอย่างสงสัย เมื่อผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ผมหันไปมองเขา และสั่นศีรษะ “ไม่มีอะไรหรอก ทานต่อเถอะ”
   นพรัตน์มองผมด้วยสีหน้างุนงง ก่อนจะก้มลงมองนาฬิกา และหยิบถ้วยจานทั้งของเขาและผมไปล้าง ก่อนที่ผมจะทันได้อ้าปากห้าม ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าในมือ
   “ผมไปก่อนนะ เดี๋ยวเลิกงานจะแวะมาหานะครับ”
   ผมยิ้มให้เขาอย่างเหนื่อยๆ “ไม่ต้องแวะมาหรอก ผมดูแลตัวเองได้”
   นพรัตน์มองผม แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เขาออกไปทั้งๆ แบบนั้น ผมมองเขาขับรถออกไป แล้วถอนหายใจอีกครั้ง หันมองเก้าอี้ที่เขานั่งเมื่อครู่
   ความเหงามันจะชัดเจนขึ้นมา ตอนที่มีสิ่งให้เปรียบเทียบนี่แหละ
-----------------------------------------
   นพรัตน์แวะมาหาผมอีกทีตอนเย็นจริงๆ ผมถึงกับหน้านิ่วกิ่วเพราะต้องยักแย่ยักยันหอบสังขารที่ถูกรุมทั้งไข้ทั้งอาการยอกออกมาเปิดประตูให้เขา
   “บอกแล้วไงว่าไม่ต้องแวะมา” ผมว่า ขณะที่เขาช่วยประคองกลับเข้ามาในตัวบ้าน
   “ยังเจ็บมากหรือครับ?” เขาถาม เพราะเห็นผมยังเดินกระย่องกระแย่งอยู่ ผมส่งเสียงในคอ “อืม”
   ต่อให้ไม่อยากยอมรับแค่ไหน แต่ร่างกายผมไม่เหมือนเด็กหนุ่มวัยยี่สิบสามยี่สิบสี่แล้ว แค่ล้มก้นจ้ำเบ้าน่ะหนักหนาสาหัสเสียยิ่งกว่าอะไรดี ผมปรายตามองเขา ด้วยอารมณ์หงุดหงิดเพราะความเจ็บ เขาหน้าเจื่อนลงหน่อยหนึ่ง และพูดอ้อมแอ้ม “ขอโทษนะครับ คือผมเป็นห่วง”
   เจอแบบนี้ผมก็ไม่รู้จะหงุดหงิดต่ออย่างไรดี ในที่สุดผมก็ถอนหายใจเฮือก กวักมือเขาเข้ามานั่งใกล้ๆ
   “ผมพูดจริงจังนะ คุณนพรัตน์ ทำดีกับผมไป ก็ไม่ช่วยให้คุณได้เลื่อนตำแหน่งหรือได้เงินเดือนเพิ่มหรอก มันอยู่ที่ประสิทธิภาพการทำงานของคุณที่บริษัท”
   “ครับ ผมรู้” เขาพูด และนั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองผม ผมมองเขาอยู่พักหนึ่ง นึกสะท้อนใจกับดวงตาคู่นั้น ดวงตาสีดำสนิท ทอประกายแห่งความมุ่งมั่นของคนหนุ่ม ดวงตาที่ผมไม่เคยเห็นมานานแล้ว ผมถอนหายใจอีก
   “ผมพูดจริงๆ นะ”
   “ครับ” นพรัตน์ตอบ “ผมไม่ได้หวังตำแหน่งหรือเงินเดือนหรอกครับ ผมแค่อยากดูแลคุณ”
   “.....................”
   เราสองคนเงียบกันไปพักใหญ่ เงียบเสียจนได้ยินระฆังลมที่แขวนอยู่ตรงหน้าต่าง ผมเงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนจะถามออกไป
   “ทำไม?”
   นพรัตน์เหลือบตาขึ้นมองผมแวบหนึ่ง ก่อนจะหลุบลงไป หน้าแดงวาบขึ้นมา เขาขบริมฝีปากเหมือนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี ตั้งแต่มาทำงานได้เดือนกว่า ผมเพิ่งเห็นเขามีท่าทีกระสับกระส่ายก็ตอนนี้แหละ ลมด้านนอกพัดแรงขึ้น นพรัตน์มีท่าทีละล้าละลังอย่างเห็นได้ชัด จนผมอดคิดไม่ได้ว่าไปสะกิดความรู้สึกอะไรของเขารึเปล่า จึงพูดต่อ
   “ช่างเถอะ”
   นพรัตน์เงยหน้าขึ้นมองผมทันที “คือ.....”
   เขาอ้ำๆ อึ้งๆ ขณะที่ผมมอบตอบ ผมเพิ่งรู้สึกนี่เองว่าสายตาของเขาเหมือนลูกแมวตัวเล็กๆ ที่ดูจะอยากคลอเคลียกับเจ้าของ เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ผมหลบสายตาคนอื่นก่อน
   “เอาว่าเชื่อผมเถอะนะครับ ที่ผมทำดีกับคุณ ผมไม่ได้หวังเงินเดือนหรือตำแหน่งหรอก”
   ผมพยักหน้า จู่ๆ ก็ขี้เกียจจะไล้จี้เขาต่อ ช่างเถอะเขาจะทำดีกับผมเพราะหวังอะไรก็ช่าง ผมไม่หวั่นไหวไปกับเรื่องพวกนี้หรอก มีชีวิตมาสี่สิบกว่าปี ผมผ่านอะไรมามากพอจะแยกแยะได้แล้วว่า อะไรควรหรือไม่ควรตอนไหน
   นพรัตน์มองผมพักหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นต่อ “ทานอะไรหรือยังครับ?”
   ผมสั่นศีรษะ ได้ยินเสียงเขาพูดอีก “ผมซื้อโจ๊กมาฝาก แต่ถ้าเบื่อแล้ว ผมซื้อกับข้าวมาด้วยล่ะ” พูดจบก็กุลีกุจอหยิบสารพัดถุงที่ถือเข้ามาไปวางที่โต๊ะอาหาร ก่อนจะผลุบหายเข้าไปในครัว ผมมองเขาวุ่นอยู่กับการเทกับข้าวพวกนั้นลงถ้วยแล้วรู้สึกแปลกๆ
   นานแล้วที่ไม่มีใครเข้ามาทำอะไรในบ้านนี้
   ปกติผมอยู่บ้านคนเดียวตลอด เพื่อนฝูงก็ออกไปสังสรรค์กันข้างนอก ญาติพี่น้องส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยจะแวะมา เพราะรู้ว่าผมไม่ค่อยว่างเท่าไหร่ ภาพการทำนั่นทำนี่ของนพรัตน์จึงดูแปลกตาผมอยู่พอสมควร
   สุดท้ายผมก็ฝืนสังขาร พาตัวเองไปที่โต๊ะกินข้าว เพราะไม่อยากนั่งงอมืองอเท้ารอเขามาพยุงไปเหมือนคนเป็นอัมพาต พอเห็นผมเดินมา เขาก็รีบวางมือจากจานอาหารพวกนั้น แล้วตรงมาช่วยพยุงผมทันที
   “ไม่ต้องหรอก” ผมรีบพูด แต่ก็คงช้าไปสักหน่อย เขาปราดเข้ามาถึงผมอย่างรวดเร็ว และแทบจะอุ้มผมไปที่เก้าอี้ ผมเงยหน้ามองเขา และพบว่านพรัตน์เป็นผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่ง ผิวขาว ผมดำสนิท สันจมูกโด่งได้รูป รับกับสันคางคมสวย ทำไมถึงได้มาเสียเวลาดูแลตาแก่อย่างผมนะ ทั้งๆ ที่ตอนเย็นเขาควรจะออกไปเที่ยวผ่อนคลายกับเพื่อนฝูงแท้ๆ
   จู่ๆ ทางนั้นก็หันมามองหน้าผม สายตาที่ประสานกันทำให้หัวใจผมเต้นแรง ดวงตาสีดำสนิท มองมายังผมด้วยความรู้สึกอะไรบางอย่าง ดวงตาที่ใสราวกับน้ำในแก้ว แม้เห็นไม่ชัดนักแต่ก็ยังรู้สึกได้ ผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นดัง ตึก ตึก ก่อนจะราบลงอย่างรวดเร็วเมื่อเขาประคองผมลงนั่งบนเก้าอี้ ผมมองเขาอีกครั้ง และถอนหายใจ
   เขาก็แค่เด็กหนุ่มอายุคราวลูก ที่เป็นผู้ช่วยของผมที่ทำงาน ก็แค่นั้นเอง
   “อยากทานอะไรล่ะครับ” นพรัตน์ถาม ทั้งๆ ที่เป็นการถามธรรมดาแท้ๆ แต่ทำไมผมถึงเห็นว่าสีหน้าของเขาเหมือนคนพยายามจะกลั้นยิ้มเต็มที่ แถมหน้ายังแดงเรื่อขึ้นมาอีก ไม่เข้าใจเด็กสมัยนี้จริงๆ ท่าทางของผมมันไปสะกิดโดนเส้นตลกเขาตรงไหน
   “ข้าวสวยก็ได้” ผมว่า พออาการไข้ดีขึ้นแล้ว จมูกมันก็พลอยดีขึ้นไปด้วย โชคดีที่ผมไม่ได้เจ็บคอพ่วง ดังนั้น พอเห็นกับข้าวสารพัดวางเรียงตรงหน้า คนที่สองวันเพิ่งทานไปแค่โจ๊กถ้วยเดียวอย่างผม แทบจะไม่ต้องคิดอะไรมาก นพรัตน์พยักหน้า และยกจานข้าวสวยให้ผม
   พอตักกับข้าวเข้าปาก ผมก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาทันที รสชาติเดียวกับร้านโปรดของผมเลย ผมหันไปถามที่มากับเขา แล้วก็ถูกเผง ร้านที่ผมชอบไปกินบ่อยๆ จริงๆ
   “ทำไมถึงไปซื้อร้านนี้ล่ะ” ผมถามอีก เขาตอบผมด้วยท่าทีเคอะๆ เขินๆ ที่ดูจะไม่เข้ากับบรรยากาศเอาเสียเลย
   “ผมก็ชอบทานร้านนี้ เขาทำอาหารสะอาดดี”
   ผมพยักหน้า นึกเห็นด้วยในทันที ระหว่างที่นั่งทานข้าวกันอยู่ ลมด้านนอกก็พัดแรงขึ้นเรื่อยๆ แถมด้วยเสียงฟ้าคำราม เตือนให้รู้ว่าพายุฝนกำลังใกล้เข้ามาแล้ว
   “นี่ รีบกลับบ้านเถอะ ฝนจะตกแล้วนะ” ผมพูด เมื่อเห็นเขาเก็บจานไปล้าง นพรัตน์หันมายิ้ม แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ผมได้ยินเสียงเขาล้างชาม แข่งกับเสียงลมที่พัดแรงขึ้นทุกที ผมที่ลุกไม่ขึ้น ไม่รู้จะทำอะไร เลยชะเง้อมองท้องฟ้ายามค่ำด้านนอกที่เริ่มมีเมฆสีแดงตั้งเค้ามาแล้ว
   “คุณนพ รีบกลับเถอะ จานน่ะตั้งไว้ก่อนก็ได้ ขับรถตอนฝนตกอันตรายนะ”
   “อะไรนะครับ” เสียงนพรัตน์ดังแว่วมา แทบจะพร้อมๆ กับเสียงฝนห่าแรกที่เทลงมา ผมนั่งนิ่ง ก่อนจะถอนหายใจเฮือก “ไม่มีอะไรแล้ว”
   เขาโผล่หน้ามาจากครัวอย่างงงๆ “ตะกี้คุณว่าอะไรหรือ?”
   เสียงฝนตกจั๊กๆ แทบจะดังกลบเสียงพูดของเขา ผมสั่นศีรษะ และโบกมือ เขาเลยหายกลับไปล้างจานต่อ ผมมองดูเม็ดฝนที่เทลงมาจนกระแทกกับกระจกหน้าต่าง ผ้าม่านในบ้านปลิวสไว ขณะที่ผมคิดว่าควรจะเดินไปปิดหน้าต่างสักบานสองบานข้างรั้ว นพรัตน์ก็เดินออกมาจากครัว แล้วตัดหน้าผมไปเสียก่อน
   “จู่ๆ ก็ตกอีกแล้ว” เขาบ่น “แบบนี้เป็นหวัดกันทั้งเมืองแน่”
   ผมนึกคล้อยตาม และพูดอย่างนึกขึ้นได้ว่าเขาถูกผมจามใส่เต็มๆ ตอนเข้า “คุณรู้สึกไม่สบายรึเปล่า?”
   นพรัตน์สั่นศีรษะ ทำหน้างงๆ ก่อนจะยิ้มออกมา “ผมคิดว่าน่าจะไม่ติดหวัดคุณนะ”
   ผมย่นคิ้ว พูดออกไปอย่างคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน “ระวังไว้ก็ดีนะคุณนพ หวัดน่ะติดง่ายจะตาย”
   เขาหัวเราะ และพยักหน้า “ครับๆ “ พูดพลางชะเง้อมองออกไปนอกหน้าต่าง ฝนยังคงตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา ผมมองเขา และนึกสงสารขึ้นมา
   “รีบรึเปล่า ถ้าไม่รีบอยู่รอฝนซาก่อนก็ได้” ผมว่า เขาหันมา และยิ้มเขินๆ
   “ความจริงแล้วผมกะจะขอค้างสักคืนน่ะ”
   ผมเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ทางนั้นรีบพูดต่อ “ก็คุณป่วยอยู่ใช่ไหมล่ะ ที่บ้านผม พี่ชายก็พักร้อนไปต่างจังหวัด ไม่มีใครอยู่เลย ผมเลยไม่รู้จะรีบกลับไปทำไมเหมือนกัน”
   “อ้อ” ผมร้อง และนึกสงสัยขึ้นมาจริงๆ ว่าเขาทะเลาะกับพี่ชายรึเปล่า
   “คุณกับพี่ชาย เข้ากันไม่ได้หรือ?” ผมถาม เขาสั่นศีรษะ ทำหน้างงกว่าเดิม “ไม่นี่ครับ”
   ผมมองดูเขาอีกพักหนึ่ง พอเห็นแววว่าฝนคงหยุดยาก แถมเขาก็ยังเด็ก จะเหงาบ้างก็ไม่แปลก ผมไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไรในฐานะผู้ใหญ่ เลยได้แต่พยักหน้า
   นพรัตน์ยิ้มกว้าง และหน้าแดงขึ้นมาอีก ผมสงสัยว่าเขาไม่สบายรึเปล่า ถึงได้หน้าแดงบ่อยนัก เลยขยับเข้าไปหาเขา
   “มีไข้รึเปล่าน่ะ” ผมถามและแตะมือลงบนหน้าผากเขา และพบว่าตัวเขาร้อนจี๋ หน้างี้แดงเป็นลูกตำลึง ผมขมวดคิ้ว “ผมว่าคุณไม่สบายแล้วนะ”
   นพรัตน์เงยหน้าขึ้นมองผมแวบหนึ่ง แล้วก้มหน้างุด ตัวยิ่งร้อนจัดกว่าเดิม ผมคิดว่าแย่แน่ๆ ถ้าเขาไม่สบายไปอีกคนใครจะจัดการงานที่บริษัทล่ะ
   “เดี๋ยวผมไปหายามาให้ทานดีกว่า” ผมว่า และขยับสังขารเสื่อมโทรมเต็มทีของตัวเอง เพื่อจะลุกไปหยิบยาจากตู้ออกมาให้ นพรัตน์คว้ามือผมเอาไว้
   “ผมไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไรจริงๆ นะ” เขาพูด พลางเม้มปาก หน้ายังแดงอยู่อย่างนั้น ผมขมวดคิ้วอีก และนึกว่าเขาดื้อเหมือนใครกันนะ ฝนด้านนอกยังไม่มีวี่แววว่าจะซา จะเดินไปหยิบยาเขาก็ยังจับมือผมอยู่ เราทั้งสองเลยอยู่นิ่งๆ กันแบบนั้น ท่ามกลางเสียงฝนที่ซัดกระหน่ำตัวบ้าน
   “คุณไพฑูรย์...” นพรัตน์เรียกชื่อผม ขณะพยายามเงี่ยหูฟังว่าเขาจะพูดอะไรกันแน่ เพราะเสียงฝนที่ตกกระแทกหลังคาก็ดังเสียเหลือเกิน ฟ้าก็ผ่าเปรี้ยงลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ผมสะดุ้งเฮือก เกือบจะหลุดเสียงอุทานออกมา และรู้สึกว่ามือของนพรัตน์ที่จับอยู่ก็กระตุกกึก ผมหันไปมองหน้าเขา สายตาของเราประสานกันโดยไม่ได้นัดหมาย สักพักหนึ่ง ต่างคนต่างก็หัวเราะออกมา
   “ตกใจหมดเลย” เขาพูดออกมา พร้อมกับทำหน้าโล่งใจ ผมพยักหน้า และถอนหายใจเฮือก “ดีนะที่ไฟไม่ดับด้วย”
   “อืม” ทางนั้นส่งเสียงเห็นด้วย ก่อนจะรีบพูดต่อ “คุณจะอาบน้ำรึเปล่า หรือจะเช็ดตัวครับ? ผมว่าเรารีบอาบน้ำก่อนดีกว่า เผื่อไฟดับ ตกหนักซะด้วยนะเนี่ย”
   ผมพยักหน้าอย่างเห็นด้วย แต่พอลุกขึ้น สังขารมันก็ประจานตัวเองออกมา นพรัตน์เข้ามาประคองผมไว้ ขณะที่ผมพยายามบอกตัวเองให้สูดหายใจลึกๆ เจ็บแค่นี้ไม่ตายหรอก แค่ท่าไม่สวยเท่านั้นเอง
   “ไหวรึเปล่าครับ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง เมื่อผมพยายามปัดมือเขาออกอย่างสุภาพ
   “อือ ไม่เป็นไร ผมไหว” ผมพูด พลางยักแย่ยักยันกระเสือกกระสนพาสังขารร่อแร่ของตัวเองไปที่ห้องน้ำ เพราะไม่อยากถูกพยุงไปตลอด ดูแล้วเหมือนคนแก่เป็นอัมพาตสิ้นดี พอถึงหน้าห้องน้ำ ผมจึงเพิ่งนึกได้ว่าไม่ได้หยิบผ้าเช็ดตัวมาด้วย พอหันกลับมาก็เห็นนพรัตน์ยืนยิ้มเผล่
   “ผ้าเช็ดตัวอยู่ไหนล่ะครับ เดี๋ยวผมไปหยิบให้”
   ด้วยความจนใจในสังขาร ผมจึงต้องฝากให้เขาเอาทั้งผ้าเช็ดตัวและเสื้อนอนลงมาด้วย
   ผมอาบน้ำเสร็จ เลยรู้สึกดีขึ้นมาอีกหน่อย ดีได้พักเดียวเท่านั้นแหละ เพราะอากาศไข้ก็กลับมาอีกไม่นานหลังจากนั้น นพรัตน์ทำหน้าที่ดีเกินเหตุอีกเช่นเคย ด้วยการอุ้มผมขึ้นไปส่งถึงห้องนอน คนหนุ่มนี่นะ จะทำอะไรออมๆ แรงไว้บ้างก็ได้ ดูเหมือนนพรัตน์จะตั้งใจมาค้าง เพราะเขาเตรียมเสื้อนอนมาด้วย ก็ดีเหมือนกัน เพราะผมก็ไม่รู้ว่าเสื้อผ้าที่มีจะให้เขายืมใส่ได้รึเปล่า ก็ดูตัวเขาสิ ใหญ่อย่างกับช้างกับม้า
   ผมมองเขาตอนที่ช่วยจัดผ้าห่มให้ แล้วถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะชี้มือไปที่ตู้ในห้องนอน
   “มีผ้าห่มกับหมอนอยู่ชั้นบนตู้น่ะ.....” ผมเงียบไปอย่างคนคิดหนัก ตอนแรกว่าจะให้เขานอนตรงโซฟาด้านล่าง แต่ก็คิดว่าคงจะแคบเกิดไปสำหรับคนตัวขนาดนี้ จะให้นอนเตียงเลยก็ไม่ไหว คงจะแคบไป ห้องข้างๆ อีกสองห้องก็มีเอาไว้เก็บนั่นเก็บนี่ เตียงก็มีอยู่หลังเดียว นพรัตน์เดินไปหยิบหมอนและผ้าห่มออกมา และพูดขึ้นเสียเอง
   “งั้นผมไปนอนโซฟาด้านล่างนะ”
   ผมพยักหน้าอึ้งๆ และถามด้วยความเป็นห่วง “นอนได้แน่นะ”
   เขาหันกลับมายิ้ม พลางพูดตอบ “ได้สิครับ”
   ผมพยักหน้าอีก และคิดว่าเขาคงไม่คิดจะขโมยอะไรในบ้านผมหรอก ถ้าทำ น่าจะทำไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
   “ถ้าลำบากอะไรก็บอกแล้วกัน” ผมว่า และไม่ลืมกำชับ “กินยาด้วยนะ จะได้หายไข้”
   เขาหัวเราะเขินๆ แล้วปิดไฟห้องนอน “ราตรีสวัสดิ์นะครับ”
   ผมพยักหน้าเหนื่อยๆ แล้วหลับไปทั้งอย่างนั้น ท่ามกลางเสียงฝนตกจั๊กๆ ที่ด้านนอก

   คืนนั้นผมฝัน ฝันว่าใครคนหนึ่งจูบแก้มผมเบาๆ ก่อนจะกระซิบว่าหายไวๆ นะ
   ไม่ใช่พรายโพยม....

   ใครกันนะ.....
--------------------------------------------------------------
*************
ปล. คุณไพฑูรย์กลายเป็นลุงไปจริงๆ หรือคะเนี่ย แกยังไม่อายุ50เลยนะคะ ฮ่าๆ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ milky way

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 495
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1
พล๊อตเรื่องแบบนี้หาอ่านยากมาก ถูกใจจริงๆ
ที่ได้อ่านแนวนี้ แถมเขียนดีมาก อ่านแล้วรู้สึกสนุก

คุณไพทูรย์ น่ารักมาก ดูเก็กขรึม เนี้ยบ
แต่ที่ไหนได้ตลกมาก
ยังไม่รู้ตัวอีกว่าเด็กอยากจะกินขนาดไหน
เราว่านพคงจะแอบสืบทุกๆอย่างที่เกี่ยวกับคุณไพทูรย์
ทั้งของที่ชอบ แอบปลอมตัว บ้าน
และนพคงไม่ได้สายตาสั้นด้วย แค่อยากอยู่ใกล้ก็เท่านั้น

ออฟไลน์ k00_eng^^

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 647
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-2

ออฟไลน์ love2y

  • (′~‵)
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2059
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +502/-11

bellity

  • บุคคลทั่วไป
ฮึ๋ย แปลกและแหวกแนวดีอ่ะ

ว่าแต่คุณไพฑูรย์เ้นี่ยอ่านไปอ่านมาเหมือนอายุเยอะเลยแฮะ -0-

อายุแค่ 40 นิดๆ ไม่น่าจะมีอาการขนาดนี้นะครับทั้งที่บอกออกกำลังกายแท้ๆ เน้อ

แบบว่าอ่านแล้วทำไมตัวเอกดูแก่จัง T^T

คือย่างพ่อผม 48 ยังไม่มีอาการแบบนี้เลยเน้อแข็งแรงกระดูกแข็งโป๊ก 55+

ออฟไลน์ dahlia

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +695/-4
สนุกดี ชอบๆๆ แถมออฟฟิคข้างๆ มีพี่เขาอายุประมาณนี้ด้วย นึกหน้าพี่แกตามแล้วอย่างฮา  :m20:  :m20:  :m20:
+1 ไปโทษฐานทำฮา

pattybluet

  • บุคคลทั่วไป
เนื้อเรื่องน่ารักจังเลยค่ะ อ่านไปขำไป
รอตอนหน้านะคะ :impress2:
แถมบวกเป็นกำลังใจค่ะ

ออฟไลน์ Piaanie

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-2
โถ อาการมันฟ้องว่าอายุมากจริงๆนะนั่น :impress2:  แต่ไม่ต้องห่วงพ่อหนุ่มโคอ่อนเค้าคงไม่แคร์สื่อเท่าไหร่มั้งนั่น อาการออกซะขนาดนั้น แต่หญ้าแก่ของเราไม่ยักกะรู้นี่สิ สงสัยต้องรอให้บอกไปตรงๆ เลย  :เฮ้อ:

ออฟไลน์ kokikung

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-3
555++ ยังเดาไม่ค่อยว่าใครจะกินใคร
แต่ว่าคิดไว้ว่าเด็กกินลุงแน่ๆเลยอ่า
555++สงสารลุงเนอะ ไม่ถึง50แตอาการเหมือนคน 50เลย

กร๊ากกกกกกกกกกกกกกก :m20:

minimonmon

  • บุคคลทั่วไป
คุณไพทูรย์น่ารักอ่ะ :impress2:


คุณนพก็น่ารักไม่แพ้กัน :z2:

ออฟไลน์ yeyong

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5861
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +917/-26
อ่านตอนนี้แล้วก็รู้สึกถึงความเหงาลึกๆที่ซ่อนอยู่ของคุณลุงน่ะนะ
คาดว่าอายุของคุณไพฑูรย์น่าจะยังน้อยกว่าอาปุ๊ ในน้ำผึ้งขมนะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด