[เรื่องเบาๆ]Stair.ขยับรัก ข้ามขั้น : จบ P22 6/07/2554(รุ่นพ่อ?vsรุ่นลูก?)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [เรื่องเบาๆ]Stair.ขยับรัก ข้ามขั้น : จบ P22 6/07/2554(รุ่นพ่อ?vsรุ่นลูก?)  (อ่าน 368999 ครั้ง)

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1030
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +782/-3
    • My novel blog
ฮึ๋ย แปลกและแหวกแนวดีอ่ะ

ว่าแต่คุณไพฑูรย์เ้นี่ยอ่านไปอ่านมาเหมือนอายุเยอะเลยแฮะ -0-

อายุแค่ 40 นิดๆ ไม่น่าจะมีอาการขนาดนี้นะครับทั้งที่บอกออกกำลังกายแท้ๆ เน้อ

แบบว่าอ่านแล้วทำไมตัวเอกดูแก่จัง T^T

คือย่างพ่อผม 48 ยังไม่มีอาการแบบนี้เลยเน้อแข็งแรงกระดูกแข็งโป๊ก 55+

ฮ่าๆ โมเอะเรื่องสังขารไม่เที่ยง แต่ยังไม่โมเอะตีนกาอ่ะค่ะ คุณไพฑูรย์แกเลยเป็นคนอายุ40ที่อาการเหมือนคนอายุ50-60 แต่...แกก็มีความเครียดสะสมของแกเหมือนกันนะคะ เลยทำให้เจ็บป่วยทีอาการทรุดหนักล่ะมั้ง (ว่าไปนั่น ก็โมเอะความยักแย่ยักยันของแกอ่ะ << ไม่น่าเชื่อเราจะเป็นถึงขั้นนี้!!!)

ออฟไลน์ pita

  • ขอเพียงกล้าทำตามฝัน จะล้มบ้าง ลุกบ้าง ช่างมันปะไร
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2370
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +328/-13
 :-[ ชอบๆๆๆ มาต่อไวๆนะคะ

ออฟไลน์ l2ozen

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 65
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ออฟไลน์ tartar

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ชอบอ่ะ

รออ่านน่ะครับ
 :pig4:

ออฟไลน์ kun

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +122/-10
รุ้เลยว่าใครกระซิบบอก อิอิ


ออฟไลน์ kazhiki

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +140/-2
เขินแทนอ่ะ น่ารักมากๆๆๆๆๆ คุณไพฑูรณ์พอป่วยแล้วดูแก่ไปเลยจริงๆ  :laugh:
เป็นกำลังใจให้ค่ะ

ออฟไลน์ aeyja55

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 316
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-1

ออฟไลน์ Acacha

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1645
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-2

ออฟไลน์ seaz

  • รักอยู่ไหน...ใจเรียกหา
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +381/-9
มีแบบนี้สักคนรักตายเลย

dog

  • บุคคลทั่วไป
เรื่องน่าอ่านน่าติดตามมากเลยคะ เราออกจะชอบแนวนี้อยู่
ยิ่งแนวโน้มเคะแก่กว่านี้ยิ่งชอบ เอิ้ก เอิ้ก
รีบๆมาต่อนะค๊า

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ punchnaja

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3359
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +383/-5

ออฟไลน์ golove2

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +277/-6

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1030
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +782/-3
    • My novel blog
บันไดขั้นที่3
   ผมใช้วันหยุดหนึ่งสัปดาห์ไปอย่างคุ้มค่าจริงๆ พงษ์โพยมบอกกับพนักงานคนอื่นว่าผมไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ความจริงคือ ผมนอนซม ทั้งเจ็บก้น ทั้งเป็นไข้อยู่บ้านตลอดสัปดาห์เลยต่างหาก โดยมีนายนพรัตน์คอยแวะมาเยี่ยมแทบจะสามเวลาหลังอาหาร นึกขอบใจหมอนั่นอยู่เหมือนกัน ถ้าไม่มีเขา ผมอาจจะไม่หายไวขนาดนี้ก็ได้
   วันนี้ผมตื่นเช้ามาด้วยอาการที่ดีขึ้นจนเกือบจะหายเป็นปกติ ขณะที่ยืดเส้นยืดสายออกกำลังกายเบาๆ ตอนเช้า และคิดว่าพรุ่งนี้น่าจะไปทำงานได้แล้ว รถยนต์สีขาวคันหนึ่งก็แล่นมาจอดหน้าบ้านผม ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ารถใคร ผมเดินไปเปิดประตูรั้วตอนที่เขายังไม่ทันได้ออกมาจากรถดีด้วยซ้ำ นพรัตน์หิ้วถุงกระดาษมาหลายใบ พร้อมกับรอยยิ้มสดใสเช่นเคย เขายกมือไหว้ผม และเดินเข้ามาในบ้าน ผมถามด้วยความสงสัย
   “ซื้ออะไรมาน่ะ?”
   “ของฝากไงครับ” เขาพูดอย่างอารมณ์ดี และเปิดถุงให้ผมดู เมื่อเข้ามาในบ้านแล้ว ผมขมวดคิ้ว “ไปเที่ยวมาหรือไง?”
   คนถูกถามสั่นศีรษะ “ของฝากของคุณน่ะครับ อืม...คุณพงษ์โพยมบอกว่าคุณไปดูงานที่ญี่ปุ่นใช่ไหมล่ะ ถ้ากลับมาแล้วไม่มีของฝากเลย มันไม่ดูน่าสงสัยไปหน่อยหรือครับ”
   ผมนิ่งนึก และพยักหน้าอย่างเห็นด้วย พลางคิดว่าเจ้าหมอนี่รอบคอบหรือเคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อนกันแน่นะ
   “แล้วไปซื้อมาจากไหนล่ะ?” ผมถาม ขณะที่เขารื้อของพวกนั้นออกมา
   “ที่ห้างฯ มีขายนะครับ แต่ผมลอกสติกเกอร์ออกหมดแล้ว ไม่มีใครจับได้หรอก”
   ผมมองเขาหยิบของออกมา และเริ่มตั้งข้อสังเกตเมื่อเห็นว่ามันมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ “ซื้อมาทำไมเยอะแยะน่ะ แพงไม่ใช่หรือ?”
   “ก็เผื่อคุณฝากหลายที่ไงครับ”
   ผมย่นคิ้วอย่างคนใช้ความคิด “ผมไม่เคยซื้อของฝากเยอะขนาดนี้เลยนะ”
   ที่ซื้อไม่เยอะไม่ใช่ว่าผมงกเงิน หรือไม่ค่อยอยากซื้อของฝากลูกน้องหรอกนะครับ แต่ผมไม่ค่อยได้ไปเที่ยว ไปเที่ยวทีก็ไปคนเดียว จะซื้อของมาฝากเยอะๆ ก็หิ้วไม่ไหว ผมมองดูกองของฝากที่เจ้านพรัตน์ซื้อมาให้แล้วชักรู้สึกหนักใจ ไอ้กองขนาดนี้ไม่ใช่วิสัยที่คนอย่างผมจะแบกกลับมาแน่ๆ นพรัตน์ตอบคำถามอย่างไม่รู้สึกร้อนใจอะไร
   “คุณเลือกที่คุณอยากฝากไปก็ได้ครับ ถือว่าผมเปิดร้านขายให้”
   ผมหัวเราะออกมา “จะมาค้ากำไรกับผมหรือไง เอาเถอะ ไหนดูหน่อยซิ ว่ามีอะไรขายบ้าง”
   เจ้านพรัตน์หยิบของพวกนั้นขึ้นมาและเริ่มอธิบายสรรพคุณของมันราวกับนักขายมืออาชีพ แถมทำหน้าทำตาเอาจริงเอาจังจนเกินพอดี ทำเอาผมหัวร่องอหงาย
   “คุณนพ คุณอยากไปทำฝ่ายการตลาดไหม มีตำแหน่งว่างอยู่นะ เงินเดือนดีกว่านี้ด้วย” ผมว่า นพรัตน์เงียบเสียงลงทันที แล้วเงยหน้าขึ้นมองผม “ไม่เอาครับ ผมจะทำตำแหน่งนี้”
   ผมมองเขา พอเจอสายตาจริงจังแบบนั้นก็ไม่รู้จะว่าไง ผมแค่แซวเขาเล่นเท่านั้นเอง แต่เขาดันทำหน้าจริงจังเหมือนนึกว่าผมจะจับเขาย้ายเพราะทำผิดหูผิดตางั้นแหละ
   “ไหนว่าสินค้าของคุณมาต่อซิ” ผมวกกลับเข้าเรื่องเดิม นพรัตน์มองผมครู่หนึ่ง และเสนอขายสินค้าของเขาต่อ
   เป็นอันว่าผมตกลงซื้อของฝากมาได้สามถุง เจ้านพรัตน์ก็รอบคอบน่าดู ขายของได้แล้วยังมีถุงให้เปลี่ยน บอกว่าจิ๊กมาจากพี่สาวที่ไปญี่ปุ่นเมื่อเดือนก่อน แบบนี้แนบเนียนไม่มีใครสงสัยแน่ ผมขำระคนเอ็นดูความพยายามของเขา เลยให้ทิปไปเสียหลายบาท เขารีบปฏิเสธเป็นพัลวัน บอกว่าเรื่องแค่นี้ไม่ต้องให้ท้งให้ทิปหรอก ผมเลยบอกว่าผมเป็นผู้ใหญ่กว่า มีเด็กมาทำอะไรให้มากมายแบบนี้จะรับเฉยๆ ก็คงรู้สึกไม่ดี นพรัตน์เลยยื่นข้อเสนอให้ผม
   “เอางี้ไหมครับ ผมได้ตั๋วฟรีไปดูละครเวทีที่กำลังเล่นอยู่อาทิตย์นี้เลย”
   พอเขาพูดชื่อดาราออกมา ผมก็ทำตาโต “ไม่เห็นงานนานมากแล้วนะ เขาเล่นหนังตั้งแต่สมัยผมยังหนุ่มๆ “
   “อือ ใช่ไหมล่ะครับ ผมก็อยากไปดูเหมือนกัน คุณไปดูกับผมนะ”
   ผมเกือบจะพยักหน้า แต่ก็พูดอย่างนึกขึ้นได้ “ทำไมคุณได้ตั๋วฟรีบ่อยนัก เมื่อคราวก่อนก็ตั๋วหนัง”
   เขามีท่าทีกระมิดกระเมี้ยน ยิ้มอายๆ “ผมเอาแต้มบัตรเครดิตแลกมาน่ะ”
   ผมเลิกคิ้ว ถึงจะมีบัตรเครดิต แต่ผมไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่หรอก ยิ่งไอ้เรื่องสะสมคะแนนอะไรนี่ ยิ่งไม่อยู่ในความคิดผมเลย ผมมองเขา และพูดเตือน
   “เป็นเด็กเป็นเล็ก อย่าใช้เงินเกินตัวล่ะ”
   เขาหัวเราะอีก แล้วพูดตอบ “จริงๆ เอาคะแนนบัตรพี่ชายแลกมาน่ะครับ”
   ผมพยักหน้า มองดูกองของที่เขาหิ้วมาอีกรอบ แล้วให้นึกสงสัยอีก ว่าเขาพยายามช่วยผมจนเดือดร้อนกระเป๋าสตางค์รึเปล่า
“แล้วที่เหลือพวกนี้ล่ะ เอาไง?” ผมถาม เขาตอบยิ้มๆ “พากลับไปบ้านครับ ที่บ้านมีคนช่วยทานเยอะ”
“อ้อ” ผมร้อง ของที่เขาซื้อมาส่วนใหญ่เป็นของกิน คงจะเผื่อไว้แล้วนั่นแหละ ผมถอนหายใจเฮือก
“ยังไงก็ขอบใจนะ แต่... เอางี้ดีกว่า” ผมคว้ากระเป๋าสตางค์ออกมาอีก และพูดต่อ “ของที่เหลือนี่ผมซื้อหมดเลยแล้วกัน แต่ผมให้คุณ ถือว่าเป็นของฝาก”
นพรัตน์ทำตาโตเหมือนเด็กๆ “ฝากผมหรือครับ?”
“อืม” ผมพยักหน้า “ถ้าผมไป ผมก็คงซื้อมาฝากคุณแบบนี้แหละ”
คราวนี้เจ้านพรัตน์ยิ้มแทบไม่หุบ ไม่รู้ว่าดีใจอะไรหนักหนา หรือว่าดีใจที่มีคนช่วยจ่ายกันแน่
“นี่... วันหลังก็อย่าซื้ออะไรเกินตัวอีกนะ” ผมเตือนเขาด้วยความหวังดี นพรัตน์มองผมงงๆ ก่อนจะสั่นศีรษะ “ไม่หรอกครับ ผมมีเงินส่วนตัวพอสมควรอยู่”
“อ้อ... แต่ยังไงๆ ก็ประหยัดไว้หน่อยแล้วกัน คนเราต้องเก็บเงินเผื่อไว้ตอนฉุกเฉินบ้าง” ผมว่า เขาพยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น “คุณทานข้าวหรือยังครับ นี่ก็สายแล้ว”
พอเขาพูด ผมถึงนึกขึ้นได้ ว่าคุยกับเขาจนตะวันสายโด่ง ทันใดนั้นท้องก็ร้องโครกครากขึ้นมาทันที
“ยัง จะออกไปทานที่ไหนล่ะ?” ผมถาม เขายิ้ม และหยิบถุงออกมาอีกสองสามถุง
“ผมซื้ออูด้งมาล่ะ กะว่าจะมาลองทำดู เผื่อคุณด้วย”
ผมพยักหน้า นึกในใจว่าก็ดี จะได้ไม่ต้องเสียค่าน้ำมันออกไปข้างนอก ถึงมันจะเป็นอาหารกึ่งสำเร็จรูปก็เถอะ
--------------------------------------
   นพรัตน์ขอยืมใช้ครัว ตั้งแต่ซื้อบ้านมายังไม่มีใครมาทำอาหารในครัวผมเลย เพิ่งมีเขาเป็นคนแรก ดังนั้น ตัวผมที่ร่างกายแข็งแรงดีแล้วจึงเดินตามไปดู ภาพเด็กหนุ่มร่างสูงอยู่ในครัวเล็กๆ ของผมดูแปลกตาดี ผมยืนมองเขาแกะถุง เอาพวกของสดของดิบกึ่งสำเร็จรูปพวกนั้นออกมา ยืนดูอยู่ได้พักหนึ่ง ผมก็ต้องเดินเข้าไปอย่างทนไม่ไหว
   เซ็นต์ด้านการทำอาหารของนพรัตน์ดูจะไม่ได้เรื่องสุดๆ
   แค่ผมเห็นเขาหั่นเต้าหูสีๆ เป็นท่อนใหญ่ๆ ก็แทบจะลมจับ
   “คุณนพ คุณเคยทำกับข้าวรึเปล่า?”
   ได้ยินเสียงเขาหัวเราะแหะๆ “นานๆ ทีครับ”
   ผมขมวดคิ้ว ดูเขาจัดการกับต้นหอมแล้วยิ่งให้ปวดหัวหนัก เด็กสมัยนี้นี่นะ แค่เรื่องเข้าครัวยังไม่เอาอ่าวเลย
   “คุณส่งมีดมาให้ผมดีกว่า เดี๋ยวผมทำเอง” ผมว่า นพรัตน์มองผมอย่างเกรงใจ “ไม่ต้องหรอกครับ คุณไปนั่งรอเถอะ”
   ผมถลึงตาใส่เขา พูดไปโดยลืมนึกถึงน้ำใจคนทำ “ไอ้เต้าหู้ท่อนใหญ่ขนาดนี้ไม่มีใครเขากินลงหรอกนะ กินเข้าไปติดคอตายพอดี แถมหั่นผักท่อนยาวอย่างกับท่อซีเมนต์ เวลาคุณทานคุณไม่เคยดูหรือไงว่าเขาทำกันยังไง?”
   นพรัตน์หน้าเจื่อนลงทันที เขาพูดอ้อมแอ้ม “ก็ผมไม่เคยทำให้ใครนี่นา”
   ผมถอนหายใจ และเบียดเขาออกจากหน้าเขียง “ผมทำเอง ยืนดูไปแล้วกัน”
   จากนั้นผมก็หยิบผ้ากันเปื้อนมาผูก ใส่หมวกคลุมผม เดินไปล้างมือจนสะอาดดี แล้วกลับมาจับมีด หั่นได้เจ้าเต้าหูทรงประหลาดพวกนั้นเป็นแว่นๆ
   “มันต้องหั่นบางๆ แบบนี้ถึงจะน่ากิน” ผมสอนเขา ทางนั้นตอบรับเสียงซื่อๆ “ครับ”
   “แล้วไอ้เส้นนี่ ลวกยังไง?” ผมถาม และชูห่อเส้นหมี่สีขาวให้เขาดู หลังจากขมวดคิ้วเพราะความเล็กของตัวอักษรบนฉลากด้านหลัง ทำไมไม่รู้จักพิมพ์ตัวใหญ่ๆ กันบ้างนะ นพรัตน์รับไป และอ่านให้ผมฟัง
   “ต้มในนำเดือนห้านาที แล้วเอาน้ำเย็นราดครับ”
   “อืม.. คุณหยิบหม้อตรงนั้นใส่น้ำ แล้วเอามาตั้งที่เตานะ” ผมสั่ง ขณะหั่นต้นหอมรูปร่างใหญ่เทอะทะเสียงดังต๊กๆ
   “มันต้องทำน้ำซุปด้วยใช่ไหม?” ผมถาม พอนึกภาพออกลางๆ ถึงพวกอาหารญี่ปุ่นที่โฆษณาอยู่ตามป้ายบนถนน เขาพยักหน้า
   “ใช้อะไรทำบ้างล่ะ” ผมถามต่อ เขาขยับมาหยิบซอสขวดหนึ่งออกมาจากถุง “ใส่นี่น่ะ”
   “อะไร?”
   “ซีอิ้ว”
   ผมขมวดคิ้ว “แค่ซีอิ้วมันจะไปอร่อยได้ยังไงกัน”
   “แต่ปกติอาหารญี่ปุ่นเขาก็ทำกันแบบนี้นะครับ” เขาแย้ง ผมมองหน้าเขา และรู้สึกไม่เชื่อถือเอาเสียเลย ผมเคยกินอาหารญี่ปุ่นครั้งหนึ่ง และรู้สึกว่าจืดสนิท ถึงผมจะไม่กินรสจัด แต่อาหารมันควรจะมีรสหลายๆ อย่างสิ
   ผมดึงกระเทียมที่แขวนอยู่ลงมาสองสามกลีบ ตบเอาเปลือกออกแล้วสับพอแหลก ท่ามกลางเสียงถามอย่างแปลกใจของนพรัตน์ “คุณชอบทำกับข้าวหรือครับ?”
   “เปล่า บางทีเบื่อๆ ก็ทำทานเองบ้างน่ะ” ผมว่า และนึกว่าตัวเองไม่เคยชอบทำกับข้าวเลย แต่คงเพราะเป็นคนเรื่องมากเรื่องอาหาร สมัยเรียนเลยต้องทำครัวอยู่บ่อยๆ ขนาดลักลอบเอากระทะไฟฟ้าไปไว้ที่หอ เพื่อจะได้ทำอะไรทานเอง แล้วก็มีหลายคนชอบมาพลอยด้วยสิ
   ผมนึกถึงคนคนนั้นขึ้นมา
   “คุณไพฑูรย์” ผมสะดุ้ง หันมาถึงเห็นว่านพรัตน์ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ข้างๆ
   “น้ำเดือดแล้ว ให้ผมใส่ลงไปเลยไหม?” เขาถาม มือถือถุงใส่เส้นหน้าตาแปลกๆ อยู่ ผมพยักหน้า “ดูก่อนนะว่ามีพวกซองเล็กๆ ใส่สารกันชื้นหรืออะไรอยู่รึเปล่า ผมว่าคุณเทใส่ถ้วยก่อนดีกว่า แล้วเดี๋ยวเอาตะเกียบไม่ก็ส้อมมาคนๆ ด้วย เส้นมันจะได้ไม่ติดกัน”
   นพรัตน์พยักหน้าหงึกๆ และรีบไปทำตามอย่างว่าง่าย ผมหันมาจัดการกับเหล่าเครื่องปรุงตรงหน้าต่อ นานแล้วที่ไม่ได้ทำอาหารให้ใครทาน

   “น่าทานจัง” นพรัตน์พูด ขณะช่วยผมยกชามเส้นหมี่หน้าตาแปลกๆ นั้นออกมาจากครัว
   “ใช่ไหมล่ะ หั่นบางๆ แบบนี้น่ากินกว่าตะกี้ตั้งเยอะ” ผมว่า เขาหัวเราะแหะๆ ผมถอดหมวกคลุมผมกับผ้ากันเปื้อนออก ก่อนจะมานั่งลงตรงเก้าอี้โต๊ะทานข้าว เขาทำท่าสูดกลิ่นอาหารเหมือนเด็กๆ
   “หอม”
   ไม่รู้ทำไม หน้าผมมันถึงได้มีรอยยิ้มขึ้นมา ผมรีบหันไปทางอื่น แล้วบอกตัวเองว่ามันก็แค่คำชมตามมารยาทนั่นแหละ แต่พอเห็นเขาเงียบ ผมเลยหันกลับมามองอีกครั้ง
   “รสชาติเป็นไง?” ผมถาม นึกกลัวว่ามันจะไม่อร่อยถูกปากเขา เพราะผมเล่นปรุงตามใจตัวเองตั้งแต่เริ่ม นพรัตน์เงยหน้าขึ้นมา ชูนิ้วโป้ง แล้วพูดทั้งๆ ที่ยังเคี้ยวอยู่ “อร่อยสุดๆ “
   “อย่าพูดตอนทานสิ” ผมเอ็ด แต่ก็หุบยิ้มไม่ลงสักที ถึงจะบอกตัวเองว่าเขาคงชมตามมารยาท แต่ท่าทางกับสีหน้าจริงใจนั้นก็ทำเอาคนทำอย่างผมเป็นปลื้ม ผมไม่กล้ายิ้มนาน เดี๋ยวเขาจะนึกว่าผมหลงตัวเอง เลยก้มหน้าก้มตาทานลงไปบ้าง
   ‘รสชาติก็พอทานได้ล่ะนะ’ ผมนึก ขณะเคี้ยวเส้นหมี่สีขาวพวกนั้น มันนุ่มๆ แปลกลิ้นดีไปอีกแบบเหมือนกัน
   “ผมเติมอีกนะ” นพรัตน์พูด และตักเส้นในถ้วยใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วเติมน้ำซุปในหม้อ ขณะที่ผมยังทานไปได้ไม่ถึงครึ่ง เห็นท่าทางเอร็ดอร่อยของเขาแล้ว ผมแทบจะอิ่มจริงๆ แบบนี้ล่ะมั้งที่เขาเรียกว่าอิ่มท้องคนทาน อิ่มใจคนทำ
   สุดท้ายผมก็ทานไปแค่ชามเดียว ส่วนที่เหลือนพรัตน์เหมาหมด แถมเกลี้ยงไม่เหลือน้ำซุปสักหยด ทำเอาผมนึกเคลิ้มว่าคงทำอาหารอร่อยจริงๆ
   “ถ้าชอบ วันหลังก็เอามาทำทานกันอีกสิ เอาอย่างอื่นบ้างก็ได้ ที่คุณอยากทานน่ะ” ผมเผลอปากพูดออกไป นพรัตย์ยิ้มแต้ ทำท่ากระมิดกระเมี้ยนจนผมนึกสงสัย “ทำไมล่ะ ไม่ต้องเกรงใจผมหรอก คนกันเอง” เหลือเชื่อจริงๆ ที่ผมหลุดปากออกไปได้ขนาดนั้น สงสัยเพราะหลงเคลิ้มไปกับท่าทางซื่อๆ ของเขาแน่ๆ
   “งั้น วันอาทิตย์หน้า ทำสุกี้ทานกันนะ เดี๋ยวผมซื้อของเข้ามาให้” นพรัตน์ว่า ผมพยักหน้า แต่ก็ไม่ได้คิดจริงจังอะไรนัก หลังจากนั้นเราก็ช่วยกันเก็บโต๊ะและล้างถ้วยชาม
   นพรัตน์อ้อยอิ่งอยู่บ้านผมพักหนึ่ พอดูท่าว่าไม่เหลืออะไรให้ทำหรือคุยแล้ว เขาเลยลากลับ ก่อนกลับยังอุตส่าห์ล้วงกล่องใส่อะไรบางอย่างยัดใส่มือผมอีก
   “อันนี้ผมซื้อมาฝากคุณโดยเฉพาะเลยนะครับ ไม่ใช่ของที่คุณซื้อฝากผมนะ ผมฝากคุณนะ”
   ผมพยักหน้า และนึกงงกับคำพูดของเขาจริงๆ ของฝาก ฝากของ เด็กสมัยนี้เล่นสำนวนอะไรกันนี่ เขากุมมือผมอยู่พักราวกับกลัวว่าผมจะทิ้งกล่องนั้นตอนที่เขาปล่อยมือ จากนั้นจึงค่อยผละออกไป
   “เจอกันพรุ่งนี้นะครับ”
   ผมรอจนเสียงรถเงียบไป จึงค่อยแกะกล่องนั้นออกดู ด้านในบรรจุตุ๊กตาแมวที่ทำจากเรซิ่นตัวหนึ่ง ขนของมันดูพลิ้วเสียจนเหมือนขนแมวจริงๆ ผมยังเผลอเอามือลูบเพราะคิดว่ามันนุ่ม ฝีมือการทำดีทีเดียว แมวเหมียวตัวน้อยสีขาวออกน้ำตาลที่นอนคุดคู้ จ้องดวงตาใสแจ๋วมาทางผม ทำเอาผมนึกถึงหน้าคนให้ ผมอมยิ้มอย่างลืมตัว และมองหาที่ว่างในตู้โชว์เพื่อใส่มันเข้าไป แต่ดูแล้วดูอีก ก็หาช่องว่างสวยๆ ใส่ลงไปไม่ได้ สงสัยถ้าผมอยากจะวาง คงต้องจัดตู้โชว์ใหม่ ดังนั้นผมจึงต้องเอาไปวางที่หัวเตียงแทน พลางนึกว่าคงต้องหาเวลาจัดตู้โชว์สักวัน จะได้เอาแมวเหมียวตัวนี้ลงมาอวด
   แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครแวะมาดูรึเปล่า
---------------------------------------------------
   หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป คนที่บริษัทได้เวลาขนหัวลุกกันอีกรอบ เมื่อผมก้าวเข้าไปเหยียบพื้นตึกในตอนเช้า ทุกคนไม่เว้นยามมองมาทางผมด้วยสายตาเกรงอกเกรงใจระคนหวาดระแวงอีกเช่นเคย  แต่เช้าวันนี้ผมคงดูแปลกตาพวกเขาสักหน่อย เพราะหิ้วถุงพะรุงพะรังเต็มไปหมด ผมแวะหยิบถุงใบเล็กออกจากถุงใบใหญ่พวกนั้นและส่งให้ยามที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าบริษัท
   “ของฝาก”
   พวกนั้นทำหน้าอึ้งๆ ตอนที่ผมก้าวเท้าออกไป ก็ของฝากที่เจ้านพรัตน์ซื้อมาเยอะแยะจนผมคิดว่าควรจะกระจายให้ทั่วถึง ดังนั้น กว่าผมจะไปถึงห้องทำงาน ก็กินเวลาไปหลายนาที หลายคนที่ท่าทางจะแช่งให้ผมตกเครื่องบินตายหน้าสลดไปตามๆ กัน เมื่อเห็นว่าผมยังแข็งแรงดีมีครบสามสิบสองประการเหมือนเดิม
   ผมไม่ลืมของฝากอาจารีย์ เธอบอกขอบคุณและพูดยิ้มๆ ว่านพรัตน์มาถึงก่อนแล้ว ผมพยักหน้า ถ้ามาถึงหลังผมสิ น่าดูแน่
   เขายกมือไหว้ผมเช่นเคยตอนผมเปิดประตูเข้าไป พอนั่งลงที่โต๊ะ สิ่งแรกที่ผมทำคือเช็กงานทั้งหมดที่เขาทำในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างละเอียด ทั้งตรวจเอกสาร และถามเขาปากเปล่า ราวกับสอบปากคำนักโทษ จนอาจารีย์ที่เดินเข้ามารับเอกสารไปเก็บต้องพูดขึ้น
   “โหดไปมั้งคะ คุณไพฑูรย์ คุณนพเขาก็ทำงานเต็มที่แล้วนะคะ ผิดบ้างพลาดบ้างนิดหน่อยก็....”
   “ผมมองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้หรอกนะ ผมรู้ว่าคนเราผิดพลาดกันได้ แต่ผิดแล้วให้มองผ่านไปเลยคงไม่ได้หรอก มันต้องทัก ต้องตักเตือนกัน”
   อาจารีย์พยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะพูดต่อ “ค่ะ ดิฉันเข้าใจ”
   พูดจบก็เดินออกไป โดยไม่วายชายตามามองนพรัตน์ที่นั่งหน้าซีดหน้าแดงอยู่อย่างสงสาร แต่คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ เพราะเจ้านายของเขาและเธอคือผม ซึ่งกำลังนั่งสอบปากคำเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย
   นพรัตน์อธิบายบ้างยอมรับบ้างตามเหตุผลและหลักฐาน ความจริงเขาก็ไม่ได้ทำพลาดอะไรมาก แต่ถ้าปล่อยเอาไว้ไม่ทำให้รู้สึกตัวเสียแต่ตอนนี้ มันอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ก็ได้
   ผมเทศนาเขายืดยาว จนคอแห้งนั่นแหละ ถึงได้หยุด และรับน้ำที่อาจารีย์ยกเข้ามาขึ้นดื่ม ก่อนจะเหลือบตามองนพรัตน์ผ่านแว่น
   เจ้าหมอนั่นทำตาแดงๆ เหมือนจะร้องไห้ เล่นเอาผมใจอ่อนยวบ ชักนึกว่าตัวเองพูดแรงไปรึเปล่า แต่นี่ก็ควรจะเป็นสิ่งที่คนซึ่งคิดจะมาเป็นผู้ช่วยผมควรจะรับรู้และอดทนกับมันได้
   ผมกับเขานั่งจ้องตากันอยู่พักหนึ่ง ท้ายที่สุดนพรัตน์ก็พูดขึ้นก่อน
   “คุณ....อย่าไล่ผมออกนะ”
   ผมกะพริบตาปริบๆ ไม่รู้จะขำหรืออะไรดี อย่างที่บอกไว้แล้วว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเสียหายมากมาย เพิ่งรู้เหมือนกันว่าหมอนี่ก็คิดมากเหมือนกัน
   “ผมไม่ไล่คุณออกหรอก” เสียงผมอ่อนลงกระทั่งตัวเองก็ยังตกใจ คงนึกไม่ถึงว่าเขาจะตีความไปขนาดนี้ล่ะมั้ง นพรัตน์ยังคงช้อนตามองผมต่อ ชวนให้นึกถึงตุ๊กตาแมวที่เขาให้ไว้เมื่อวานจริงๆ
   “คุณ...อย่าโมโหผมนานนะ”
   “ผมไม่โมโหคุณกับเรื่องแค่นี้หรอก ผมแค่อยากเตือนให้จำไว้” ผมว่า เขายังคงมองผมต่อ “อย่าเกลียดผมนะ...”
   “ผมไม่เกลียดคุณหรอก” ผมพูด และถอนหายใจเฮือก ยกมือขึ้นลูบศีรษะเขาอย่างเอ็นดู
   “จริงๆ นะ จะทำงานนี้ไหวรึเปล่าเนี่ยเรา แค่นี้ก็คิดมากเสียแล้ว”
   “ไหว” เขาพูด และเม้มปากจนเป็นเส้นบาง “แค่คุณไม่เกลียดผมก็พอ”
   ผมมองหน้าเขา เห็นแบบนี้แล้วก็นึกไม่ออกว่าจะเกลียดลงได้อย่างไร
-------------------------------------------

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1030
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +782/-3
    • My novel blog
   สงสัยเพราะผมจะรู้สึกผิดนิดหน่อยที่เอ็ดนพรัตน์เสียจนเจ้าตัวทำท่าจะร้องไห้ ทั้งๆ ที่อุตส่าห์ทุ่มทั้งงาน และสละเวลามาดูแลผมเสียขนาดนั้น ประกอบกับความตั้งใจเดิมของผมตอนที่ไม่สบาย ว่าจะญาติดีกับเขานอกเวลางานเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย เย็นวันนั้นผมจึงชวนเขาออกไปทานข้าว
   สีหน้าของนพรัตน์ดูสดชื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขามองผมอย่างกระตือรือร้น “ที่ไหนดีครับ?”
   “อืม” ผมนิ่งนึกครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกชื่อร้านไป เขาตกลงทันทีเหมือนเดิม แถมอาสาขับรถให้ด้วยแน่ะ แน่นอน เขาคงไม่ทิ้งรถไว้แล้วนั่งแท็กซี่ไปกับผมหรอก
   “เดือนนี้ผมจ่ายค่าน้ำมันให้แล้วกัน” ผมว่า ตอนที่ขึ้นรถแล้ว เขาหันมามองหน้าผมอย่างงงๆ
   “ก็คุณอุตส่าห์ขับรถมาดูแลผมหลายวัน น้ำมันก็ต้องเติมเองใช่ไหมล่ะ ผมเองก็ไม่ค่อยสบายใจหรอกนะถ้ารบกวนคุณเฉยๆ โดยไม่ได้ตอบแทนอะไรเลยน่ะ”
   “ไม่ต้องหรอกครับ” นพรัตน์พูด และสตาร์ทรถ ผมพูดต่อทันที “ไม่ได้หรอก เงินคุณก็จริง แต่ยังไงผมก็ต้องช่วยจ่าย คุณพงษ์โพยมมีค่ารถให้ผมรายเดือน ถ้าเดือนนี้ผมใช้รถคุณฟรี ก็เท่ากับผมอมค่ารถเขาน่ะสิ เพราะฉะนั้น คุณรับไปเถอะนะ”
   นพรัตน์หันมามอง ทำไมผมถึงรู้สึกว่าเขากำลังกลั้นยิ้มอยู่ก็ไม่รู้
   “งั้น... ต่อไปนี้คุณใช้บริการผมแทนแท็กซี่เลยแล้วกันนะครับ ไหนๆ ผมก็ขับผ่านแถวบ้านคุณทุกวันอยู่แล้ว”
   ผมอึ้งไปหน่อยหนึ่ง ด้วยไม่คิดว่าเขาจะมาไม้นี้ นพรัตน์พูดยิ้มๆ “นะครับ ถือว่าช่วยลดโลกร้อน คุณกับผม ยังไงก็ไปทางเดียวกันอยู่แล้ว”
   “อืม” สุดท้ายผมก็ตอบตกลงไป เพราะไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร นพรัตน์ยิ้มกว้างจนเห็นฟันเขี้ยว ผมไม่รู้ว่าเขาจะดีใจอะไรนักหนา กับแค่ผมยอมให้ขับรถไปรับไปส่ง
   “บอกก่อนนะ ถึงมารับมาส่งผม ถ้าคุณทำงานไม่ดีอีก ผมก็จะเทศนาคุณเหมือนวันนี้แหละ”
   “รู้ล่ะครับ” เขาตอบ แต่ก็ยังยิ้มออกมาอยู่ดี ทำเอาผมรู้สึกคันหน้ายิบๆ จนต้องหันไปทางอื่นเสีย
---------------------------------------------------------
   ร้านอาหารคนบางตา คงเพราะเป็นต้นสัปดาห์ของกลางเดือน และยังไม่ค่ำมาก ผมจึงสามารถเลือกมุมสงบๆ นั่งฟังเพลงบรรเลงและเสียงน้ำตกจำลองที่ตั้งอยู่กลางร้านได้อย่างสบายใจ
   พอสั่งอาหารเสร็จ นพรัตน์ก็ตั้งหน้าตั้งตาถามเรื่องงานเสียจนผมสงสาร ท่าทางจะกลัวถูกไล่ออกมาก ผมตอบคำถามเขาเสร็จ แล้วจึงพูดปลอบอย่างที่ไม่ค่อยจะได้ทำเท่าไหร่นัก “เอาน่ะ ผมชวนคุณมาทานข้าว คุณอย่าเพิ่งคิดเรื่องงานตอนนี้เลยนะ มันไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นหรอก”
   นพรัตน์มองหน้าผมหวั่นๆ แต่ก็ยอมพยักหน้า เราทั้งคู่เงียบไปพักหนึ่ง สุดท้ายผมกลายเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน
   “คุณนพ ผมมีเรื่องสงสัย แต่ไม่ได้ซีเรียสอะไรนะ คุณรู้ได้ไงว่าพนักงานทำความสะอาดคนนั้นเป็นผม”
   ผมลดเสียงคำว่า’พนักงานทำความสะอาด’ลง เพราะกลัวใครจะได้ยินเข้า นี่เป็นคำถามที่ผมค้างใจมานับสัปดาห์ แต่ยังหาโอกาสดีๆ ถามเขาโดยไม่เสียมาดไม่ได้เสียที นพรัตน์มองผมงงๆ ก่อนจะยิ้มออกมา
   “ผมจำท่าเดินคุณได้ อืม...ผมจำคุณได้น่ะ”
   ผมนึกร้อนใจขึ้นมา “ผมดูออกง่ายขนาดนั้นเลย?”
   นพรัตน์มองผม ก่อนจะหัวเราะ “อืม... ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ผมว่าคนอื่นคงดูไม่ออก ท่าทางคุณไม่ให้จะไปทำอะไรแบบนั้น มือคุณก็บางๆ ตัวก็เล็ก แต่เวลากวาดพื้นก็คล่องดีนะ”
   ผมถลึงตาใส่เขา ไม่รู้ว่าเจ้าหมอนี่ตั้งใจจะล้อผมหรือพูดจริงๆ กันแน่ นพรัตน์รีบพูดแก้ตัว “ผมไม่ได้ล้อคุณนะ แต่ผมว่าคนอื่นไม่รู้หรอก”
   “งั้นทำไมคุณรู้ล่ะ?”
   “เอ่อ...” นพรัตน์อึ้งไปพักหนึ่ง ก่อนจะรีบพูดต่อเหมือนเพิ่งนึกได้ “ผมนั่งทำงานกับคุณอยู่ทั้งวันใช่ไหมล่ะ ก็ต้องจำลักษณะคุณได้มากกว่าคนอื่นอยู่แล้ว มันก็เหมือนดูคุ้นๆ มั้งครับ คนอื่นคงไม่สังเกตกันเท่าไหร่หรอก”
   ผมพยักหน้าอย่างพอจะยอมรับได้ในเหตุผล เพราะพนักงานคนอื่นคงไม่อยากมองผมนักหรอก ยิ่งถ้าผมหายไปได้พวกนั้นคงดีใจ
   “เก็บเรื่องนี้เป็นความลับนะ ถ้าผมรู้ว่าเรื่องรั่วเพราะคุณล่ะก็.......” ไม่ต้องรอให้ผมพูดต่อ นพรัตน์รีบพยักหน้าหงึกๆ “ผมรับรอง ปิดเงียบไม่บอกใครแน่”
   ผมพยักหน้าอีก พอดีกับที่พนักงานยกอาหารมาเสิร์ฟ บทสนทนาจึงชะงักอยู่แค่นั้น
   “คุณไพฑูรย์ ผมถามอะไรสักอย่างได้ไหม?” นพรัตน์ถามขึ้น หลังจากพวกเราทานอาหารไปได้ครู่หนึ่ง ผมเงยหน้ามองเขา
   “คุณ เอ่อ... เคยมีคนที่ชอบรึเปล่า?”
   “ถามทำไมน่ะ?”
   “เอ่อ.... คือเพื่อนผมเขามีปัญหา แบบว่า....มาปรึกษาผม แล้วผมไม่รู้จะตอบเขาไปแบบไหนดี”
   “อ๋อ” ผมร้อง และยิ้มออกมา “เรื่องความรักนี่ไม่เข้าใครออกใครหรอกนะ คุณเลยจะมาปรึกษาผม?”
   “อือ” เขาพยักหน้าอย่างเขินๆ “ผมว่าคุณอาจจะช่วยได้บ้าง”
   “อืม....” ผมนิ่งนึก เรื่องความรัก จะว่าไปผมเองก็ไม่ค่อยมีประสบการณ์ตรงเท่าไหร่ แต่ก็เห็นคนอื่นมามากพอสมควร “ผมคงตอบคุณได้ไม่มากหรอกนะ แต่ถ้าคุณอยากจะปรึกษา ผมก็ไม่ว่าอะไร”
   “อือ...” เขาส่งเสียงในคอ หน้าแดงวาบจนผมสงสัยว่าหมอนี่อ้างชื่อเพื่อนเพื่อจะปรึกษาเรื่องตัวเองรึเปล่า
   “ว่าไงล่ะ?” ผมถามต่อ นึกสนุกขึ้นมา เจ้าหมอนี่แอบไปชอบใครที่บริษัทอยู่รึเปล่านะ แต่เอามาถามผมจะดีหรือ ถามคนมีหน้าที่จับผิดคนอื่นแบบผม มันจะได้อะไรขึ้นมา หรือเขาเห็นว่าผมอายุมากพอจะเป็นที่ปรึกษาเรื่องแบบนี้ได้ หรือว่าเพราะผมเป็นหัวหน้างาน
   “ผมเปลี่ยนใจแล้ว ไปถามเพื่อนก่อนดีกว่าว่าเขาจะให้ผมบอกคนอื่นรึเปล่า” นพรัตน์พูดในที่สุด ผมคิดว่าเขาคงไม่กล้าบอก เพราะกลัวผมจะแฉคนคนนั้นให้เขาฟังแน่ๆ ผมพยักหน้าให้เขาอย่างเข้าใจ
   “ทานข้าวเถอะ เรื่องของคนอื่น อย่าเก็บมาคิดให้มากนักเลย แค่เรื่องของตัวเองก็พาให้รอดก่อน”
   เขาหัวเราะเขินๆ เมื่อได้ยินที่ผมพูด ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทานอาหารต่อ
   ทานอาหารเสร็จ นพรัตน์ก็ชวนผมไปนั่งรถเที่ยว ผมแย้งทันทีว่าหลังอาหารควรจะเดินออกกำลังกายเสียมากกว่า ในที่สุดเขาก็เสนอสถานที่ที่ทำให้ผมแปลกใจ
   นพรัตน์จอดรถ ก่อนจะพาผมเดินขึ้นบันไดไปโผล่ตรงลานด้านข้าง ของสะพานแขวนที่ยาวและสวยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ลมแม่น้ำยามค่ำคืนที่พัดมาโดนตัว ทำให้ผมซึ่งกำลังเหงื่อออกชุ่มเพราะออกแรงเดินขึ้นสะพานมารู้สึกผ่อนคลาย นพรัตน์เดินนำหน้าไปนิดหน่อย เขาหันมามองผมเป็นระยะๆ ผมเดินทอดน่องไปตามทางข้างสะพาน มองดูทิวทัศน์ยามค่ำคืนของแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่เบื้องล่าง
   “แบบนี้ไม่ต้องจองโรงแรมก็ได้เห็นวิวแม่น้ำเหมือนกันนะ” ผมพูด เหมือนเห็นนพรัตน์สะดุ้ง ก่อนจะหันกลับมายิ้มเขินๆ “ชอบรึเปล่าครับ?”
   “อืม” ผมส่งเสียงอย่างไม่คิดอะไร เราเดินกันไปเรื่อยๆ เห็นรถราแล่นสวนมาเป็นระยะๆ แต่เพราะทางเดินกว้างและห่างจากถนนพอสมควร ผมจึงไม่รู้สึกรำคาญอะไรมาก
   “มาเดินเล่นบ่อยหรือ?” ผมถาม เพิ่งสังเกตเห็นว่ามีหนุ่มสาวหลายคู่ เดินเคียงกันไปเหมือนกัน นพรัตน์สั่นศีรษะ “เปล่าครับ เคยมาครั้งหนึ่ง นานแล้วน่ะ”
   “กับแฟน?”
“เปล่าครับ... กับอาจารย์ที่เคยสอนตอนเรียนมันธยม”
“อืม... นึกไงขึ้นมาบนนี้กันน่ะ”
“เขาบอกว่าอยากดูแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลางคืน”
“อ้อ เลยชวนลูกศิษย์มาด้วย”
“อืม... ตอนนั้นผมจีบเขาอยู่”
“?”
“แต่เขาไม่ได้คบผมเป็นแฟนหรอก เพราะพอหลังจากนั้นเขาก็แต่งงาน”
“อ้อ...” ผมร้อง และพยักหน้าอย่างเข้าใจ “อาจารย์ฝึกสอนกับเด็กม.ปลายน่ะ อายุห่างกันไม่มากเท่าไหร่ เป็นเรื่องธรรมดาแหละ”
“เปล่าครับ เขาแก่กว่าผมสิบปี เป็นอาจารย์บรรจุแล้ว”
“..............”
“ผมคงโชคร้าย ที่ไปชอบคนอายุเยอะกว่าขนาดนั้น”
“เอาน่า” ผมพยายามปลอบ “ยังดีกว่าชอบคนมีลูกมีสามีแล้วนะ”
เขาหันมามองผมแล้วยิ้ม “คุณเคยชอบใครบ้างรึเปล่า?”
ผมอึ้งไปเลย
ชอบ?
พรายโพยม......
ผมนึกถึงเขาขึ้นมา นึกถึงรอยยิ้ม นึกถึงเสียงหัวเราะ ผมคง ‘เคย’ ชอบเขา เมื่อครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ชอบโดยที่ผมไม่เคยรู้ตัว ไม่รู้เลยว่าชอบ จนเขาจากไปแล้ว
ผมเคยชอบใครจริงๆ หรือ?
“คุณไพฑูรย์?” ได้ยินเสียงนพรัตน์ถาม คงหวังคำตอบหรือคำแนะนำอะไรบางอย่าง ผมได้แต่ฝืนยิ้มออกไป
“ผมไม่เคยชอบคนอายุเยอะกว่าขนาดนั้น คงช่วยอะไรคุณไม่ได้หรอก”
เหมือนเขาจะยิ้มตอบกลับมา “คุณไม่เคยชอบใครเลยหรือครับ? ชอบเฉยๆ น่ะ ผมไม่ถามถึงอายุหรอก”
“.............”
“ไม่เคยเลยเหรอ...”
“..........................”
“...................................”
“เคย” ผมตอบ คราวนี้เขาหันตัวกลับมามองผมอย่างจริงจัง ผมกะพริบตา รู้สึกลำบากใจนิดหน่อย แต่ไหนๆ ก็พูดออกไปแล้ว คงต้องต่อให้จบ
“ผมเคยชอบ แต่ผมเพิ่งรู้ตัวว่าชอบตอนที่เขาไม่อยู่แล้ว”
“เขาตายหรือ?”
“เปล่า.. แค่ไปเรียนต่อ”
“อ้าว แล้วทำไมไม่บอกเขาล่ะครับ แค่ไปเรียนต่อเอง เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว”
“เขาไม่กลับมาเลยน่ะ”
“........................” คราวนี้นพรัตน์เงียบไปบ้าง ผมเองก็เงียบ ได้ยินเสียงรถแล่นผ่านไปคันแล้วคันเล่า ในที่สุด ชายหนุ่มก็ถามขึ้นมาก่อน
“เขาเด็กกว่าคุณ?”
“อืม...”
“แล้ว...ตอนนี้คุณยังชอบเขาอีกรึเปล่า?”
“...........................”
“คุณไพฑูรย์….”
ผมเงยหน้าขึ้นมองเขา นพรัตน์จ้องนัยน์ตาสีดำสนิทมาทางผม ตาของเขาเหมือนตุ๊กตาแมวตัวนั้นไม่มีผิด ใสๆ อ้อนๆ ผมได้ยินเสียงตัวเองถอนหายใจเฮือก
“คุณนพ อดีตน่ะ นึกไปถ้ามันแก้ไขอะไรในปัจจุบันไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปนึกถึงหรอก”
เขาทำหน้างงๆ ผมเลยพูดต่อ “ผมแนะนำคุณนะ คุณอย่าฝังใจกับอดีตมากไปเลย ตอนนั้นคุณอาจจะชอบอาจารย์ของคุณเพราะคุณยังเด็กอยู่ก็ได้ แต่นี่คุณก็อายุตั้งยี่สิบกว่าแล้ว สำหรับผมคิดว่าเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ คุณน่าจะมองผู้หญิงที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ผู้หญิงอายุเยอะกว่าน่ะ มีปัญหาหลายอย่างนะ ไหนจะแก่เร็ว ไหนจะมีปัญหาเรื่องมีลูก”
นพรัตน์มองผมตาค้าง ก่อนจะหัวเราะออกมา “คุณพูดอย่างกับมีประสบการณ์เลย”
“ผมพูดในสิ่งที่ผมเห็นน่ะ” ผมตอบ เขาถามผมอีก “เพราะงี้คุณเลยไม่แต่งงานหรือ?”
“เอ่อ.... เรื่องนั้น...” ผมเริ่มอึกอัก จะให้ตอบไปว่าเพราะผมไม่ชอบผู้หญิงงั้นหรือ.. ใครมันจะไปพูดกันล่ะ ผมเงียบไปพักหนึ่ง แล้วถอนหายใจอีก “คุณนพ บางเรื่องมันก็ไม่เป็นไปอย่างที่เราคิดหรอกนะ”
นพรัตน์พยักหน้า ไม่รู้ว่าเข้าใจหรือส่งเดชกันแน่ ผมกับเขาเดินกันไปอีกพักหนึ่ง เราเลิกคุยถึงเรื่องหัวใจในอดีตไปโดยปริยาย แล้วหันไปคุยเรื่องสัพเพเหระอื่นๆ แทน

นพรัตน์ขับรถมาส่งผมที่บ้านในตอนค่อนข้างจะดึกอยู่สักหน่อย เขาเดินมาส่งผมถึงประตูรั้ว ก่อนจะขอตัวกลับ ผมไม่ลืมจะยัดค่ารถใส่มือเขา นพรัตน์มีท่าทีอึกอักในตอนแรก แต่ก็ยอมรับไป ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“พรุ่งนี้ให้ผมขับรถมารับคุณนะ ห้ามเรียกแท็กซี่ออกไปก่อนนะครับ”
ผมพยักหน้า และบอกให้เขารีบกลับไปนอนได้แล้ว นพรัตน์หมุนตัว ทำท่าจะเดินไปที่รถ แล้วก็ชะงักอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมา
“คุณไพฑูรย์ อาจารย์ของผมคนนั้นน่ะ เขาเป็นผู้ชาย”
“อืม กลับไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องไปทำงานอีกนะ” ผมว่า และเดินกลับเข้าบ้าน พอถอดถุงเท้าออก ปลดกระดุมเสื้อไปได้เม็ดสองเม็ด ผมก็ชะงักมืออย่างคนเพิ่งคิดอะไรขึ้นมาได้
อาจารย์คนนั้นเป็นผู้ชาย... แก่กว่าตั้งสิบปี
ผมหันกลับไปมองนอกประตูรั้ว รถยนต์สีขาวคันนั้นไม่อยู่เสียแล้ว หลังจากยืนละล้าละลังกับตัวเองอยู่พักหนึ่ง ผมถึงไปอาบน้ำ เพราะนี่ก็ดึกมากแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม คืนนั้นผมนอนหลับไม่ค่อยสนิทเอาเสียเลย....
-----------------------------------------------
   เพราะนอนไม่ค่อยหลับ ผมเลยตื่นสายโด่งในวันรุ่งขึ้น ขณะที่เพิ่งอาบน้ำ ยังแต่งตัวไม่ทันเสร็จดี ก็ได้ยินเสียงออด ผมกุลีกุจอวิ่งลงมาดู ก็พบนพรัตน์ยืนรออยู่แล้ว ผมที่อย่าว่าแต่ผูกเนกไท ขนาดเสื้อยังติดกระดุมไม่ครบดี จึงต้องเชิญเขาเข้ามานั่งในบ้านก่อน
   “ตื่นสายเหรอ?” เขาถาม ขณะนั่งลงบนโซฟา ผมส่งเสียงงึมงำในคอ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำ เพื่อหวีผมให้เรียบร้อย ปกติผมใช้เวลาแต่งตัวไม่มาก เรียกว่าเป็นมนุษย์ที่มีกิจวัตรประจำวันเป็นตางรางเป๊ะๆ นานๆ ทีจะมีผิดเวลาบ้าง แต่ก็ไม่เคยให้ใครมานั่งรอแบบนี้ ผมชักรู้สึกเกรงใจเขาขึ้นมา
   “คุณนพ คุณไปทำงานก่อนก็ได้ เดี๋ยวผมเรียกแท็กซี่ตามไปทีหลัง”
   “ไม่เป็นไรหรอก ผมช่วยดีกว่า” เขาว่า และเดินมาหยิบเสื้อสูทที่วางพาดอยู่
   “จะใส่ไปเลยรึเปล่าครับ?”
   ผมพยักหน้า เพราะกำลังรีบจนไม่มีอารมณ์จะมาใส่ใจเรื่องหยุมหยิม ก็เลยให้เขาช่วยใส่เสื้อสูทให้
   “อย่าลืมแว่นตานะครับ” เขาทัก ขณะที่ผมคว้ากระเป๋า ทำท่าจะเดินออกไป โดยที่ตลับใส่แว่นยังวางเด่นเป็นสง่าอยู่ข้างๆ ผมพยักหน้า และคว้ามันใส่กระเป๋าเสื้อสูท ก่อนจะก้าวฉับๆ ออกไป
   พอขึ้นรถนั่นแหละ ผมถึงพอผ่อนลมหายใจออกมาได้ พลางนึกว่าควรจะบอกให้นพรัตน์ไม่ต้องมารับแล้ว เพราะเกิดมีเรื่องแบบนี้อีก เขาจะได้ไม่เสียเวลา ผมขยับตัว อ้าปากจะพูดกับเขา
   “คุณนพ”
   “ครับ” นพรัตน์มองมา และยิ้มอีกเช่นเคย ผมเหมือนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นดังขึ้นมาในตอนนั้น รถค่อยๆ เคลื่อนตัวออก แต่ผมยังเค้นคำพูดออกไปไม่ได้สักคำ
   เขาไม่ได้ถามอะไรต่อ ผมที่พูดไม่ออกเลยก้มหน้าไปมองอย่างอื่นเสีย มือของนพรัตน์ที่จับคันเกียร์ดูจะแข็งแรงดี อืม.. นี่ผมนั่งพิจารณามือเขาเพื่ออะไรกันนะ
   “คุณไพฑูรย์” เขาเรียกผมบ้าง ผมจึงเงยหน้าขึ้นไป
   “เรื่องที่ผมคุยกับคุณเมื่อคืนน่ะ อย่าบอกใครนะครับ” เขาพูดพลางยิ้มอายๆ ผมมองเขาอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยิ้มและถอนหายใจ
   “อืม...” เขายังเด็กอยู่จริงๆ นั่นแหละ หัวใจผมเงียบเสียงลงอย่างรวดเร็ว
   นพรัตน์ยังเป็นหนุ่มวัยรุ่น แต่ผมไม่ใช่แล้ว...
   ผมไม่หลงตื่นเต้นไปกับความไร้เดียงสาของเขาอย่างเด็ดขาด
---------------------------------------------------------
   งานที่บริษัทสัปดาห์นี่วุ่นวายเสียจนผมอยากเกิดมามีสามหัวหกมือให้รู้แล้วรู้รอด เอาเถอะ ครั้งอื่นผมยังอยากกลายเป็นทศกรรณ์เลยก็มี คนที่แผนกตรวจสอบสินค้ารับมาตอนที่ผมไม่อยู่ก็มีปัญหา แถมที่แผนกจัดเก็บยังขอคนเพิ่ม ส่วนแผนกจัดส่งยังมีปัญหาเรื่องรถชนรถเสียเขามาเพิ่มอีก ผมบอกให้เขาไปคุยกับฝ่ายช่าง แต่พวกนั้นดันซัดกันไปกันมาว่าอีกคนเป็นต้นเหตุ ผมล่ะอยากจะปวดหัวตายจริงๆ
   เพราะความวุ่นวายที่ดูจะเข้ามาทุกนาที ผมจึงต้องลงไปทานข้าวที่โรงอาหารชั้นสอง ด้วยหน้าตาถมึงทึงราวกับอยากจะฆ่าใคร พอผมก้าวเข้าไป ทุกคนก็แทบจะลุกออก งานนี้ถึงมีคนนิสัยดีเข้ากับคนง่ายอย่างเจ้านพรัตน์เดินตามเข้าไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา ผมทำงานที่นี่มาจะยี่สิบปี ไม่มีใครไม่รู้ฤทธิ์เดชผม
   ผมทานข้าวอย่างแทบจะไม่รู้รสชาติอะไร ก็แค่ให้พ้นไปมื้อหนึ่ง หลังจากนั้นจึงเดินออกมา หูก็ยังอุตส่าห์ได้ยินอีกนะ ว่าพวกนั้นนินทาอะไรกัน แต่ช่างเถอะ ผมไม่อยากจะเอาไอ้คำไร้สาระพวกนั้นมาคิดหรอก เท่าที่เป็นอยู่ผมก็ขมปากพอแล้ว พอกลับมาถึงห้อง ก็พบว่ามีคนรอพบอยู่แล้ว คราวนี้เป็นเรื่องชู้สาว
   สรุปว่ากว่าจะถึงวันหยุด ผมก็แทบจะกลายร่างจริงๆ ดีที่ยังมีเจ้านพรัตน์ช่วยรับเรื่องงี่เง่าบางอย่างเอาไว้บ้าง ผมเริ่มคิดว่า ถ้าเขาอายุสักสามสิบสามสิบห้าคงจะช่วยอะไรผมได้เยอะกว่านี้ เนื่องจากอายุยังน้อย ความน่าเชื่อถือเลยน้อยตามไปด้วย งานที่ผ่านๆ ก่อนหน้านี้ คงได้บารมีพี่ชายช่วยเอาไว้เยอะเหมือนกัน
   แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาทำงานไม่ดีหรอกนะ เพียงแค่ยังอายุน้อยเกินไปเท่านั้นเอง
---------------------------------------------------
   วันเสาร์ผมออกไปว่ายน้ำแต่เช้า เพื่อเอาสารพิษตกค้างในร่างกายที่สะสมมาจากความเครียดทั้งสัปดาห์ทิ้งไปบ้าง พอได้ออกแรง ออกเหงื่อ อารมณ์ผมก็ดีขึ้น ดังนั้น พอถูกผู้หญิงในกลุ่มสมาคมแม่บ้านในหมู่บ้านชวนคุยเรื่องสุขภาพหลังขึ้นจากสระ ผมเลยนั่งคุยอยู่เป็นชั่วโมง ท้ายที่สุดพอพวกหล่อนเริ่มวกเข้าเรื่องสามีตนเอง ผมจึงขอตัวกลัว เพราะขี้เกียจรับรู้เรื่องชาวบ้านเพิ่มเติม แค่ที่บริษัทผมก็แทบจะบ้าตายอยู่แล้ว
   ผมเดินชมนกชมไม้มาท่ามกลางแสงแดดแผดจัดของยามสายอย่างคนพยายามจะอารมณ์ดีเต็มที่ เอาเถอะ ถ้าไม่นับเรื่องผัวๆ เมียๆ ที่โผล่ขึ้นมาในตอนหลัง ก็ถือว่าผมได้แลกเปลี่ยนความรู้ด้านการดูแลสุขภาพพอสมควรเหมือนกัน ผมแวะให้อาหารปลาในบ่อเลี้ยงที่ขุดเอาไว้ตรงพื้นที่ส่วนกลาง แวะหยอกลูกใครสักคนที่วิ่งเล่นอยู่แถวนั้น และเดินเอ้อระเหยท้าแดดมาถึงบ้าน
   รถยนต์สีขาวจอดอยู่หน้าบ้านผม พร้อมด้วยเจ้าของที่ยืนชะง้ออยู่หน้าประตูรั้ว พอเห็นผมเดินเข้าไป เขาก็ยิ้มกว้างจนเห็นฟันเขี้ยวซี่เล็กๆ อีกเช่นเคย
   หน้าตาดีขนาดนี้ ไปเป็นนายแบบยังจะรุ่งกว่า
   “มีธุระอะไรน่ะ คุณนพ”
   ดูท่าเขาจะดีใจจนไม่ได้ยินที่ผมพูด จึงพูดสวนออกมา “ผมคิดว่าคุณเป็นอะไรซะอีก โทรเข้าไปก็ไม่รับสาย”
   “ผมไปว่ายน้ำ ไม่ได้เอาโทรศัพท์ไปด้วยน่ะ” ผมตอบ แนะนึกสงสัยว่าตัวเองดูแก่ขนาดน่ากลัวว่าจะเป็นลมล้มพับในบ้านตัวเองหรือไง นพรัตน์เบิ่งตากว้าง ก็ดูน่ารักดีอยู่หรอก แต่ทำในสถานการณ์แบบนี้ สำหรับคนอายุรุ่นผม มันน่าถีบเสียมากกว่า
   “ผมออกกำลังกายเป็นประจำนะคุณนพ ไม่ใช่พวกขี้โรคหรอกนะ” ผมตอบ พยายามปลอบใจตัวเองว่าเขาน่าจะเข้าใจไปในแนวทางนั้น เพราะตอนเข้ามาใหม่ๆ ผมก็เจ็บนั่นเจ็บนี่จนลำบากเขาต้องคอยมาช่วยดูแล เขาไม่รู้หรอกว่าพออายุมาถึงขนาดนี้แล้ว เวลาเป็นอะไร มันหนักหนาสาหัสเสียจนไม่อยากจินตนาการเชียวล่ะ
   “อือ ผมรู้ล่ะ แบบนี้คุณถึงได้ดูดีตลอดนี่เอง” เขาว่า ผมเกิดอาการกระดากขึ้นมา ตอนแรกเคืองอยู่นิดๆ แต่พอมาเจอคำชมด้วยสีหน้าจริงจังจริงใจขนาดนี้ เลยได้แต่รับมาด้วยสีหน้าอ้ำๆ อึ้งๆ
   “แล้ว.. คุณมีธุระอะไร?” ผมรีบถามเพราะกลัวเขาจะพูดอะไรให้ผมได้อึ้งมากไปกว่านี้ เขามองผม ทำหน้าแปลกใจ
   “คุณลืมจริงๆ ด้วย” เขาพูด และหัวเราะออกมา คราวนี้ถึงตาผมงงบ้าง
   “ลืม?”
   “อืม... ก็วันนี้ผมนัดคุณไปดูละครเวที”
   “ละครเวที?” ผมยังคงงงไม่หาย เขาเลยต้องช่วยผมนึก
   “ก็ต้นสัปดาห์ ที่ผมคุยกับคุณไงครับ เรื่องค่ารถ ว่าไม่ต้องจ่าย คุยก็ยืนยันจะจ่าย ผมเลยบอกว่างั้นคุณไปดูละครกับผมแทนแล้วกัน”
   “อ้อ แต่ผมจ่ายค่ารถคุณแล้วนี่” ผมพูด อย่างคนที่นึกได้เลือนรางเต็มที เขาย่นคิ้ว ทำหน้าเหมือนน้อยใจหน่อยๆ “แต่คุณสัญญาว่าจะไปแล้วนี่”
   “คุณไม่มีเพื่อนคบแล้วหรือไง” ผมแหย่ไปเล่นๆ เพราะนึกขำหน้าน้อยใจของเขา ถึงจะเด็กกว่าผม แต่อายุตั้งยี่สิบสาม ไม่น่าจะทำหน้าแบบนี้แล้วล่ะ เขายิ่งหน้ามุ่ยกว่าเดิม
   “มีครับ แต่ผมจะไปดูกับคุณน่ะ ก็คุณสัญญาแล้ว”
   “เอาล่ะๆ ” ผมรีบโบกมือ หมอนี่อ้าปากก็ทวงสัญญา ทั้งๆ ที่ผมนึกแทบไม่ออก แต่ดูจากสีหน้าแล้วเขาคงไม่ได้โมเมไปเองหรอก คงเป็นผมนี่แหละที่ลืม ก็มันไม่ใช่เรื่องน่าใสใจเท่าไหร่นี่นา
   “ผมไปก็ได้ คุณรอผมเปลี่ยนเสื้อผ้าหน่อยแล้วกัน”
----------------------------------------------
   สุดท้ายผมก็ต้องมานั่งดูละครเวทีกับคนรุ่นราวคราวลูก พอเห็นหน้าหนังกับชื่อดารานำแสดงก็พอจะนึกออกได้นิดหน่อยว่าเคยคุยเรื่องนี้กับเขาไว้เหมือนกัน แต่คงเพราะผมเพิ่งผ่านวิกฤติที่ทำงานมา รับรู้แต่ปัญหาชาวบ้านมาทั้งอาทิตย์ พอมาดูละคร ก็ดันเป็นละครปัญหาครอบครัวสังคมอีก ละครสนุก เนื้อหาดี ดารายิ่งไม่ต้องพูดถึง ระดับนี้แล้ว ฝีมือสุดยอด เสียแต่ผมคงแบกปัญหามาเยอะเกินไปในสัปดาห์ที่ผ่านมา พอจบเรื่อง เลยไม่รู้สึกมีความสุขเท่าไหร่ ออกจะหดหู่ในอารมณ์อยู่ด้วยซ้ำ
   ท่าทางนพรัตน์จะรู้ว่าผมอารมณ์ไม่ค่อยดี จึงชวนคุยนั่นคุยนี่ สุดท้ายก็พาผมไปนั่งร้านอาหารที่ตกแต่งสบายๆ เงียบๆ มีเพลงเปิดคลอเบาๆ อย่างที่ผมชอบ ผมเลยค่อยอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อย
   “ละครเล่นดีนะ” ผมเป็นฝ่ายชวนคุยบ้าง หลังจากสั่งอาหารกันเสร็จ เพราะสงสารเขาที่ชวนผมคุยและเจอผมถามคำตอบคำมาตลอดทาง นพรัตน์พยักหน้า “อือ ผมว่ามีซึ้งๆ หลายฉากเลยนะ”
   “อืม...” ผมครางในคอ นึกต่อไม่ออกว่าจะพูดอะไร เลยหันไปมองหน้าเขา ดูเหมือนนพรัตน์จะเกร็งขึ้นมา ผมนึกสงสัย ปกติเขาตัวเกร็งแบบนี้ทุกครั้งเวลาผมมองรึเปล่า
   “คุณนพ”
   “ครับ”
   “ชอบคนอายุมากกว่าเยอะๆ ไม่ดีหรอกนะ”
   “?!” นพรัตน์ทำหน้าอึ้งๆ ก่อนจะตะกุกตะกักถามออกมา “ทำไมจู่ๆ พูดงี้ล่ะครับ”
   ผมมองเขา พิจารณาแทบจะทุกส่วนที่พอมองเห็น ก่อนจะถอนหายใจ “คนเราพออายุมากขึ้น มุมมองที่มองโลกมองคนอื่นก็จะเปลี่ยนไปด้วย เหมือนอย่างละครที่ไปดูมาไงล่ะ”
   “อ้อครับ แล้ว....” เขาถามต่อ สีหน้ายังสงสัยไม่หาย ผมจึงอธิบายเพิ่มเติม “ผมไม่อยากให้คุณอกหักซ้ำซาก อายุต่างกันมาก มุมมองมันก็ต่างกันมาก มันไปกันไม่ค่อยรอดหรอก”
   “ผมยังไมได้อกหัก” เขาเถียง ผมเลยจี้ต่อ “อาจารย์คุณคนนั้นล่ะ?”
   นพรัตน์กะพริบตาปริบๆ อึ้งไปพักหนึ่ง “นั่นมันตั้งนานมาแล้วนี่ครับ”
   “อ้อ... แล้วตอนนี้ล่ะ?”
   “ตอนนี้ยังไม่รู้หรอกครับ แต่ที่แน่ๆ ผมยังไม่อกหักหรอก”
   “เหรอ รู้ได้ไงว่าจะไม่อกหัก”
   “แล้วคุณรู้รึเปล่าล่ะ?”
   “.....................” ถึงคราวผมอึ้งไปบ้าง เขามองหน้าผม แววตาจริงจังสุดๆ
   “ผมไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอกนะ”
   ผมใจเต้นแรงขึ้นมา บ้าเอ๊ย ใช่ว่าเขาจะพูดถึงผมสักหน่อย และถ้าหมายถึงผม ผมก็คง....
   “ทานข้าวเถอะ” ผมตัดบท พอดีกับที่อาหารถูกยกมา นพรัตน์เหมือนจะอยากพูดต่อให้จบ เขาจ้องหน้าผม จนผมรู้สึกคันหน้ายิบๆ เลยต้องก้มลงทานอาหารทั้งอย่างนั้น ได้ยินเสียงนพรัตน์พูดต่อ
   “คุณไพฑูรย์”
   บ๊ะ! ไอ้หมอนี่ไม่ยอมเลิกง่ายๆ หรือนี่
   ผมเงยหน้า เตรียมวางมวย พูดดีๆ ไม่รู้เรื่องก็ต้องรุนแรงกันบ้างล่ะ พอเงยหน้าขึ้นมาก็เขาเขายิ้มแก้มแทบปริ หน้างี้แดงเป็นลูกมะเขือเทศเชียว เขี้ยวนั่นก็น่ารักเสียไม่มี ให้ตายสิ ลาออกไปเป็นดาราหรือทำงานประชาสัมพันธ์ไปเลยไป
   “มีอะไร?” ผมที่เตรียมปะทะคารมเต็มที่มีอันต้องยั้งทัพ นพรัตน์มองหน้าผม ยิ้มอยู่สักพัก แล้วก็สั่นศีรษะ “เปล่าครับ ทานข้าวเถอะ”
   ผมไม่เคยนึกอยากถีบคนมาเป็นสิบๆ ปี เพิ่งคิดอยากถีบก็ตอนนี้แหละ
--------------------------------------------------

pattybluet

  • บุคคลทั่วไป
 :laugh:ยิ่งอ่านคุณไพฑูรย์ยิ่งน่ารัก
ส่วนคุณนพ คุณไพฑูรย์เนี่ยสเป็คเลยดิ  :z1:

ออฟไลน์ bvan

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 315
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-1
น่ารักกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก :-[ อยากอ่านต่ออ่ะ :call:

bellity

  • บุคคลทั่วไป
น่ารักน่าเอ็นดูซ่ะนี่กระไร

นพดันตกหลุมรักเข้าเต็มเปา

สงสัยว่าไพฑูรณ์คงหนีไม่พ้นแน่ๆ 55+

ออฟไลน์ milky way

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 495
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1
จริงด้วยแหละ ยิ่งอ่านคุณไพทูรย์ยิ่งน่ารักขึ้นทุกวัน
สงสัยจริง ทำไมถึงอยู่เป็ยดสดมาถึงขนาดนี้
คงเพราะไม่มีใครทลายด่านโหดมาได้
นพ รุกคืบไปอีกขั้นแล้ว มีดูละคร ทำกับข้าวกินกัน
ไม่นานก็รู้ผล

ออฟไลน์ ทิวลิปสีส้ม

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 867
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-0
ชอบ! ชอบแนวนี้มากมาย ชอบให้ผู้ใหญ่ถูกกิน :-[
เป็นกำลังใจให้คนเขียน
รอตอนต่อไปนะคะ ^^

ออฟไลน์ Piaanie

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-2
โวววโววว เดินหน้าเต็มกำลังแล้วหนูนพ งานนี้มีลุ้นต้องอย่าท้อถอย หึหึ  o13

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






LadyOneStar

  • บุคคลทั่วไป
เรื่องแบบนี้ก็ชอบนะ
หาอ่านได้ยากมากเลย
เขียนดีมากๆ
เพราะงั้นมาอัพบ่อยๆนะ
ติดตามอยู่จร้าา สู้ๆๆๆ ค่ะ ^^

ออฟไลน์ LalaBam

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2864
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +227/-2
ให้ตายสิโรบิ้น
มันน่ารักมากๆเลย

ออฟไลน์ love2y

  • (′~‵)
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2059
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +502/-11
นพน่ารัก คุณไพทูรย์ก็น่ารัก ชอบอ่ะ ชอบ >_<

ออฟไลน์ kazhiki

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +140/-2
คุณนพ น่ารักขนาดนี้ คุณไพฑูรก็ให้โอกาสบ้างเถอะจ้า

อายุห่างกันก็ไม่เป็นปัญหาหรอกกกก  :กอด1:

ออฟไลน์ jamesnaka

  • วิหคเหมันต์
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 152
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-1
อยากจะร้องกรี๊ดดังๆ :oni2: ชอบแนวนี้มากค่ะ นายเอกแก่กว่าพระเอกเนี่ย  :o8:
นพขี้อาย น่ารักมากๆค่ะ หน้าแดงประจำ อิอิ
ส่วนคุณไพฑูรย์ แอ๊บโหดน่ารักอีกเหมือนกัน อิอิ

ขอบคุณสำหรับตอนที่ 1,2 และ 3 ค่ะ  :pig4:

ออฟไลน์ yeyong

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5861
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +917/-26
คุณไพฑูรย์ฟอร์มเยอะจริง
นพน่ารักจัง ว่าแต่ไงมาชอบคนแก่ได้นี่

ออฟไลน์ ณยฎา

  • ขอเพียงมีเธออยู่คู่ฉัน แม้นหลับก็มิฝันถึงสิ่งใด
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 497
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-3

ออฟไลน์ tartar

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
น่ารั๊กกกกกกกกกกอ่ะ

ออฟไลน์ Tifa

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1474
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +417/-2
กรี๊ด

มาให้กำลังใจเจ้า

เขียนดีมาก บทดี เนื้อเรื่องน่าติดตาม แอร๊ยยยยย

เอาใจช่วยเด็กน้อยนะคะ มัดใจหนุ่มใหญ่ให้ได้ในเร็ววัน

ออฟไลน์ pita

  • ขอเพียงกล้าทำตามฝัน จะล้มบ้าง ลุกบ้าง ช่างมันปะไร
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2370
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +328/-13
อายุเปนเพียงตัวเลขเนาะ :oo1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด