1.หวง 2.บอกให้รู้ว่ารัก 3.โทรมาว่ารัก 4.ดื่ม 5. กฎของแฟนเก่า
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: 1.หวง 2.บอกให้รู้ว่ารัก 3.โทรมาว่ารัก 4.ดื่ม 5. กฎของแฟนเก่า  (อ่าน 48190 ครั้ง)

ออฟไลน์ ไอ้หัวแห้ว

  • ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นดวงดาวชัดเจน...
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +568/-5
Talk : เรื่องนี้แต่งขึ้นสนุกๆ นะครับ ไม่มีพล็อต มีแต่เนื้อเรื่องสั้นๆ แต่งสนองตัณหา(ผม) เท่านั้นเองครับ พอดีฟังเพลงบวกดูมิวสิควีดีโอแล้วโดนใจน่ะฮะ ชอบครับ สะใจดี เลยอยากแต่งอะไรสนุกๆ เล่นแค่นั้นเอง อิอิ ถือว่าอ่านขำขำคลายเครียดละกันครับ

Credit : เพลงหวง ของ ปาน ธนพร แวกประยูร

ป.ล. ถ้าจะให้ดี ฟังเพลงไปด้วยนะครับจะดีมาก ได้อารมณ์เพิ่ม อิอิ




หวง  สัญชาตญาณของมนุษย์


‘ฉันหวง ฉันมาทวงของฉันคืน ฉันไม่เคยแย่งของคนอื่น...’

เสียงเพลงที่กำลังฮิตติดชาร์ทอยู่ในขณะนี้ทำเอาผมต้องยิ้มกริ่ม ทำไมเพลงของนักร้องคนนี้ถึงได้โดนใจผมอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าผมจะโดนแย่งแฟนอย่างในเพลงหรอกนะ เพียงแต่มิวสิควีดีโอมันสะใจผมเสียจริงๆ

โดยเฉพาะฉากที่ คุณ ‘ไก่ มีสุข’ เอาอาหารสุนัขไปเทลงในจานของ ‘กิ๊ก’ ของแฟนเธอ พร้อมด้วยประโยคเด็ด ที่เจ็บแสบแม้ไม่ได้ด่ากันตรงๆ

‘ถ้าหิว ก็กินซะ!”

ผมละสายตาจากหน้าจอโทรทัศน์ที่เปิดค้างไว้ พลางก้มหน้าก้มตาลงยังโต๊ะอ่านหนังสือที่เต็มไปด้วยบรรดาเหล่าหนังสือ สมุดเลคเชอร์ และเอกสารประกอบการเรียนอีกมายมายที่ซื้อมาจากร้านถ่ายเอกสารใต้ตึกคณะ

ช่วงนี้ใกล้เวลาสอบ ใครๆ ก็มัวแต่หน้ามัน หัวยุ่งอยู่กับหนังสือ ยิ่งถ้าพรุ่งนี้จะสอบล่ะก็แสงไฟที่ลอดออกมาจากใต้ประตูของแต่ละห้อง จะมีมากเป็นพิเศษ ผมมองเลยไปยังรูมเมทที่กำลังนอนน้ำลายยืดอยู่บนที่นอน โดยไม่สนใจจะแตะหนังสือสักนิดอย่างขำๆ

ให้ตายสิ...มันเคยจะสนใจขยันเหมือนคนอื่นเขาบ้างไหมนี่  

อีกสองวันเท่านั้นผมก็จะสอบปลายภาคเสร็จแล้ว ได้ข่าวว่า พวกหัวโจกในเมเจอร์มันจะนัดกันไปเที่ยวร้านอาหารกึ่งผับประจำที่พวกเราไปบ่อยๆ คิดได้ดังนั้นผมจึงสำนึกได้ว่า ก่อนจะได้ฉลองในการสอบเสร็จ ผมจะต้องผ่านกองหนังสือตรงหน้าไปให้ได้เสียก่อน


‘...ผู้หญิงเจ้าชู้ เมื่อรู้อย่าฝืน ช่วยอายสักหน่อยไหม ไม่เคยหยาบคายอย่างนี้ แต่มันไม่มีวิธีใด...’

นับวันเพลงนี้จะยิ่งฮิตมากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งร้านอาหารกึ่งผับที่ผมกำลังนั่งกิน นั่งเล่นเพื่อฉลองสอบเสร็จอยู่ ยังมีนักร้องหญิงสาวสวย ซึ่งใช้เพลงนี้ในการขับร้องอยู่บนเวทีเช่นกัน เวทีเล็กๆ ที่มีเพียงนักดนตรีที่กำลังเล่นเปียโนอยู่หนึ่งตัว และนักร้องผู้หญิงอีกหนึ่งคน ซึ่งเรียกเสียงฮาเฮจากเพื่อนๆ ผมได้มากโข เพราะเธอดูน่ารักเสียจริงๆ

“สนใจเขาหรือวะ มองตาเยิ้มเชียว”

เสียงที่แซวอยู่ใกล้ๆ หู เพราะการที่เสียงดังทำให้ต้องพูดกันใกล้ๆ ทำเอาผมหลุดจากภวังค์ หันกลับมาก็พบกับสายตาของเพื่อนตัวดี ‘ไอ้ปัง’ กำลังยิ้มกริ่มมองผมอยู่จากที่นั่งข้างๆ สงสัยไอ้นี่จะหาเรื่องให้ผมอีกแล้ว

“บ้าดิ่ ข้าไม่ได้คิดอะไร แค่มองไปเรื่อย”

“เหรอ แต่ข้าเห็นเอ็ง ทำตาหวานมองเขาซะ”

“ข้ามีแฟนแล้ว จะไปสนเขาทำไม”

“ชิชะ...มีแฟนแล้ว ให้เห็นเคยบอกเพื่อนกันเลยเนอะ...”

มันประชดแกมทำหน้าเจ้าเล่ห์เข้าให้ ทำเอาผมหยุดปากทันที ให้ตาย...ผมลืมไปซะสนิทว่า เรื่องที่ผมมีแฟน ยังไม่ได้บอกมันเลย แล้วหน้าตาของมันแบบนี้ บอกได้เลยว่า กะจะเค้นความจริงจากปากผมให้ได้แน่ๆ

“อะไร...แฟนอะไรวะ ข้าก็พูดไปงั้นแหละ”

ผมว่าพลางหันหน้าหนีไปอีกด้าน แต่ดูเหมือนจะไม่พ้นสายตาแพรวพราวของไอ้เพื่อนตัวดีได้ มันย้ายมานั่งข้างผมอีกด้านที่เพื่อนอีกคนขอตัวไปห้องน้ำ ก่อนจะทำหน้า ‘ตอแหลตัดพ้อ’ จนผมอดจะหัวเราะไม่ได้

“หยุด...น่าสงสารตายล่ะเอ็ง”

ตัดบทได้ ผมก็ลุกขึ้น อ้างกับพวกเพื่อนๆ ที่เหลือว่าจะไปห้องน้ำเสีย

ในร้านจัดว่าบรรยากาศไม่ได้มืดหรือสว่างนัก แลดูสลัวๆ แต่ก็สามารถมองใบหน้าของผู้คนในร้านได้ค่อนข้างชัดทีเดียว อาจจะเป็นเพราะว่ายังไม่ดึกมานัก กลิ่นบุหรี่ที่รายล้อมอยู่รอบกายทำเอาผมอดที่จะย่นจมูกอย่างไม่ชอบใจเสียไม่ได้

ผมเดินลัดเลาะโต๊ะต่างๆ ที่มีบรรดาลูกค้ามากมายกำลังนั่งดื่มกินกันอยู่ ก่อนจะเดินขึ้นบันไดเพื่อไปยังห้องน้ำที่อยู่ชั้นสามของร้าน เมื่อขึ้นมาได้ก็จะพบว่าห้องน้ำอยู่ทางด้านขวาของชั้น และด้านซ้ายก็ประกอบไปด้วยโต๊ะอีกหลายตัว ที่เต็มไปด้วยบรรดาลูกค้าของร้านที่นั่งจับจองอยู่

ผมไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เดินไปยังห้องน้ำ จนเมื่อทำธุระเสร็จเรียบร้อยกำลังจะลงมาจากชั้นสามนั่นแหละ หางตาดันเหลือบไปเห็นใครบางคนที่คุ้นเคย กำลังนั่งหัวเราะหันหน้ามาทางลงบันไดที่ผมกำลังยืนคาอยู่

ใบหน้าคุ้นเคย ที่ประกอบไปด้วยดวงตารียาว กับคิ้วสีเข็มที่พาดตั้งเป็นมุมเกือบตั้งฉากกับจมูกที่เป็นสันโด่งพาดอยู่เหนือดวงตา รวมกับริมฝีปากได้รูปที่กำลังแย้มยิ้มพร้อมหัวเราะอย่างถูกใจอะไรสักอย่างอยู่

“อาร์ต”

ผมอุทานออกมาเบาๆ อย่างลืมตัว ข้างหน้าของเขาคือคนที่ผมไม่เห็นหน้า แต่ผมเดาว่าคงเป็นผู้ชาย มือใหญ่ของอาร์ตเกาะกุมอยู่กับอีกคนจนผมมองอย่างสงสัย
 
ไม่ทันได้คิดจะเดินเข้าไปทักทายหรือสอบถาม หากไอ้ปังที่กำลังเดินขึ้นบันไดมากลับลากตัวผมลงไปเสียก่อน มันอ้างว่าเพื่อนๆ ให้มาตาม เพราะว่าผมหายมานานเลยเป็นห่วง แต่ดูจากหน้ามันตอนนี้ผมคิดว่า มันต้องมาตามเองมากกว่าโดยอ้างคนอื่นว่าเป็นห่วง

“เฮ้ย มองอะไรอยู่วะ”

“เปล่าว่ะ ลงไปหาเพื่อนๆ กันดีกว่า”

ผมปฏิเสธพลางลากไอ้ปังลงมาข้างล่างจนเดินถึงโต๊ะที่เพื่อนๆ กำลังเฮฮากันอยู่ ตอนนี้เวทีเล็กๆ ที่เมื่อสักครู่มีนักร้องผู้หญิงเล่นอยู่ โดยปรับเปลี่ยนเป็นนักร้องผู้ชายสองคน ในมือกำลังเกากีตาร์ลองเสียงอยู่ เพื่อนผมกำลังดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน

ผมอดสงสัยไม่ได้แต่ก็พยายามสลัดความคิดไม่ดีทิ้ง แต่ก็ไม่วายต้องสงสัยอีกจนได้ มือเลยอดคว้าโทรศัพท์มือถือกดไปยังเบอร์ที่โทรเป็นประจำอย่างรวดเร็ว เสียงสัญญาณเรียกอยู่นาน ก่อนจะกลายเป็นเสียงของโอเปอเรเตอร์

‘ไม่มีสัญญาณตอบรับ...จากหมายเลขที่ท่านเรียก”

ลองเรียกไปอีกครั้ง ก็ปรากฏว่าหมายเลขที่โทรไปปิดเครื่องไปเสียแล้ว ผมกะวนกระวายอย่างไม่มีสาเหตุอีกจนได้ ทำไมนะ เขาถึงไม่รับสาย แล้วก็ปิดเครื่องแบบนี้ คิดได้ดังนั้นผมก็ผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเพื่อนๆ มองตามผมที่ก้าวยาวๆ ขึ้นชั้นสามไปอย่างไม่เข้าใจ

เมื่อขึ้นมาได้ ผมก็มองไปทั่วร้าน ผลปรากฏว่าไม่มีคนที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะที่ผมเห็นก่อนหน้านี้แล้ว มองหาจนทั่วก็ไม่พบ จนผมต้องถอดใจ เดินลงทรุดลงนั่งที่เดิมนั่นแหละ ไอ้ปังถึงได้ถามอย่างไม่เข้าใจ

“หายไปไหนมาวะ อยู่ๆ ก็ลุกพรวดพราดออกไป”

ผมส่ายหน้าให้มัน พลางซัดเหล้าที่อยู่บนโต๊ะใส่ปากไม่ยิ้ง จนมันต้องร้องห้ามดังๆ อย่างไม่เข้าใจ พลางฉุดกระชากแก้วเหล้าในมือผมให้วางลง

“อ้าว แล้วนี่เป็นไรวะ ยกเอาๆ”

ผมปฏิเสธไปอีก จนมันก็ขี้คร้านจะห้ามเลยปล่อยให้ผมนั่งยกเหล้าเข้าปากตามใจ หากในสมองหาได้สนใจพวกมันอีก มารู้ตัวอีกที ก็ตอนที่รู้สึกถึงแสงที่แยงตาจนต้องหยีพลางยกมือขึ้นขยี้ บวกกับอาการปวดหัวตุ๊บๆ ที่ตามมากระหน่ำตั้งแต่รู้สึกตัวนั่นเอง


---

“โอ๊ย...”

“อ้าว ตื่นแล้วเหรอเอ็ง...แมร่ง เมื่อคืนเป็นไรวะ ยกเอาๆ”

“เปล่า”

ผมตอบไอ้ปังแค่นั้นก็ลุกขึ้นจากที่นอน สะบัดหัวไล่ความเมื่อยขบ พลางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนแต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก จนเมื่อล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ออกมาเห็นเจ้าเพื่อนตัวดีที่เป็นทั้งเมททั้งเพื่อนรักกำลังเทโจ๊กใส่ถ้วยอยู่

“เอ้า...กินซะ”

มันว่าพลางยื่นให้ ผมรับมาอย่างงงๆ แต่ก็เดินไปนั่งบนโต๊ะอ่านหนังสือ ก่อนจะตักเข้าปากแต่โดยดี หันไปมองหน้าเพื่อนก็ปรากฏว่ามันก็มองมาอย่างสงสัย แม้ไม่เอ่ยปากถามออกมา แต่ผมก็รับรู้ได้ถึงแววตาห่วงใยของเพื่อนที่มีให้กันเสมอในช่วงเวลาที่คบกันมา ในสายตาของมันมีคำถามที่ผมไม่รู้จะตอบอย่างไร

“มีอะไรก็เล่าให้ฟังได้นะเว้ยไอ้ธีร์”

ผมก้มลงตักโจ๊กเข้าปากอีกคำ ก่อนจะเงยหน้ามองมัน

“ข้าไม่รู้จะเริ่มยังไงว่ะ...แต่เอ็งคงแปลกใจที่ข้ากินเหล้ามากมายใช่ป่าววะ”

อีกฝ่ายเพียงแต่พยักหน้า แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ คงรอให้ผมเป็นฝ่ายพูดออกมาเอง ผมลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะคิดว่า อย่างไรเสีย มันก็เป็นเพื่อนรัก คงจะไม่เลิกคบกับผมเพียงเพราะสาเหตุแค่นี้หรอก

“เมื่อคืน ข้าเจอแฟนข้ากำลังนั่งกับคนอื่นว่ะ”

ไอ้ปัง ทำหน้าเหมือนถูกผีหลอกพลางระล่ำระลักถาม “ตอนไหนวะ เฮ้ย ไม่ใช่สิ ข้าต้องถามเอ็งว่าคนไหน
แล้วตอนไหนวะ”

คำถามมากมายพรั่งพรูมาจนผมไม่รู้ว่าจะตอบคำถามไหนของเพื่อนก่อนดี ผมตักอาหารตรงหน้าเข้าปากอีกคำ
ก่อนจะคว้าแก้วน้ำใกล้ๆ มือที่มีน้ำอยู่ภายในขึ้นมาซดอึกหนึ่งก่อนจะวางลง และหันไปมองหน้าเพื่อน

“ก็...เมื่อคืนว่ะ ตอนที่ข้าขึ้นไปชั้นสาม”

“ที่เอ็งขึ้นไปอีกรอบน่ะเหรอ?” เพื่อนรักทำหน้าไม่เข้าใจ

“ตอนนั้นข้ากะขึ้นไปดูให้แน่ใจว่ะ แต่ปรากฏว่าเขาไม่อยู่เสียแล้ว”

“เฮ้ยยังไงวะเนี่ย งงเว่ยเฮ้ย”

ไม่ทันได้เอ่ยปากดี เสียงโทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน ผมหันไปคว้าๆ โทรศัพท์เครื่องเล็ก
จากในกระเป๋าสะพาย ก่อนจะกดรับเมื่อดูชื่อคนโทรเข้าเรียบร้อยแล้ว

“ว่าไงวะ”

“ห๊ะ...มันอยู่ไหน”

“โรงไหน”

“เออๆ ขอบใจเว้ย”

ว่าแล้วผมก็โยนโทรศัพท์ใส่กระเป๋าสะพาย รีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำ ก่อนจะรีบเร่งออกมาจากหอโดยมีไอ้ปังตามมาด้วย มันทำหน้าสงสัย แต่ผมก็บอกว่าจะเล่าให้ฟังในรถ และระหว่างที่เราอยู่ในรถแท็กซี่นั้นเอง ผมก็เล่าเรื่อง ‘อาร์ต’
ให้มันฟัง

“ข้ากับอาร์ตคบกันตั้งแต่ปีสองว่ะ นี่ก็ปีที่สองแล้ว”

“แล้วเมื่อกี๊ใครโทรมาวะ”

“เพื่อนสมัยมัธยมข้าน่ะ มันรู้จักไอ้อาร์ต บอกว่าเห็นที่โรงหนังกับใครก็ไม่รู้ ดูอี๋อ๋อกันซะ”

“เค้าอาจจะเป็นเพื่อนกันก็ได้น่า...เอ็งอย่าคิดมากสิวะ”

ไอ้ปังเตือนผม พลางตบบ่าอย่างให้เข้าใจไม่ให้ผมคิดมาก แต่เรื่องที่ผมรู้มาจากเพื่อนสมัยมัธยมที่มันบอกว่าเห็นอาร์ตกับผู้ชายคนหนึ่งกำลังเดินดูของกันที่ห้างดังใจกลางเมือง มันสงสัยก็เลยเดินตามไปจนทั้งสองคนที่มันตามเดินไปยังชั้นบนสุดของห้างนั่นแหละ ถึงได้โทรมาบอกผมพร้อมรายงานเสร็จสรรพ

“แต่เพื่อนข้าบอกว่า มันจับมือกัน หอมแก้มกันนะเว่ย ไม่ให้ข้าคิดได้ไง”

“เฮ้ย...กลางสาธารณชนอ่ะนะ”

“เปล่าว่ะ ในห้องน้ำ เพื่อนข้าเห็น”

“เพื่อนเอ็งนี่จริงๆ เลยว่ะ อุตส่าห์เจออีก ฮ่าๆ”

เพื่อนรักหัวเราะเสียงดัง คงหวังให้ผมฮาไปด้วย แต่ผมกลับหัวเราะไม่ออก ใช่ว่าผมไม่เคยได้ยินความเจ้าชู้ของอาร์ต
แต่ด้วยเพราะไม่เห็นกับตาผมเลยไม่รู้จะหาข้ออ้างที่จะถามอย่างไร หลายคนอาจคิดว่าในเมื่อรู้อย่างนี้แล้วทำไมถึงไม่เลิกกับเขาเสีย

เหตุผลที่ผมให้กับตัวเองคือความรัก ความรักที่ผมยังมีให้อาร์ตอยู่ มันอาจจะดูโง่ๆ ที่ไม่ยอมทำให้ ‘อะไรๆ’ มันจบเสร็จไปเสียที ปล่อยให้ตัวเองโดนหลอก สวมเขาอยู่แบบนี้ได้ยังไง

ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน เพียงแต่รู้สึกว่า หากผมสามารถจับได้คาหนังคาเขา คงจะเป็น ‘เหตุผล’ ที่ผมจะสามารถนำมาใช้กับ ‘หัวใจ’ ตัวเองในการตัดเขาออกไปได้ หากเมื่อนึกถึงความรักหวานหู ที่เขาพร่ำบอกตลอดสองปีที่คบกันมา
ก็ทำให้ผมลืมเลือนตรงนี้ไปหมดสิ้น

ผมรู้ว่า เขารักผม แต่อาจเจ้าชู้แค่นั้นเอง...

นั่งคือสิ่งที่ผมเชื่อมั่นมาโดยตลอด...

นับจากนี้ ผมคงต้องจัดการเรื่องทั้งหมดให้เสร็จสิ้นไปเสียที ต่อจากนี้ผมจะไม่เป็นคนที่โง่งม ปล่อยให้เขามาหลอกได้อีกต่อไป

ไม่นานนักรถแท็กซี่เขียวเหลืองคันที่ผมนั่งมาก็จอดหน้าห้างสรรพสินค้าชื่อดังกลางใจเมือง ผมลงรถได้ก็ลากไอ้ปังเดินดุ่มๆ ไปยังชั้นบนสุดที่เป็นโรงหนัง ในมือก็คอยกดโทรศัพท์หาคนที่กำลังจะเจอในอีกไม่นานต่อจากนี้

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-03-2011 22:02:37 โดย ไอ้หัวแห้ว »

ออฟไลน์ ไอ้หัวแห้ว

  • ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นดวงดาวชัดเจน...
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +568/-5
Re: หวง สัญชาตญาณของมนุษย์
«ตอบ #1 เมื่อ08-04-2007 22:04:57 »


หากปลายสาย ยังคงเป็นเช่นเดิม คือการได้รับเพียงเสียงโอเปอเรเตอร์ตอบกลับมา เขายังไม่เปิดเครื่อง ไม่รู้ว่าปิดตั้งแต่เมื่อคืนหรือเปล่า? เมื่อไม่ได้รับการตอบรับอย่างใจหวัง ผมเลยเปลี่ยนเป็นกดหาเพื่อนคนที่โทรมาบอกแทน

“มันอยู่โรงไหนนะ”

“อืม...เอ็งก็ดูเหรอวะ เออ ออกมาแล้วโทรบอกข้าด้วย”

ผมหันไปบอกไอ้ปังที่เดินอยู่ข้างๆ ว่า เพื่อนผมกำลังดูหนังอยู่โรงเดียวกับอาร์ต ตอนนี้เหลือเวลาอีกประมาณครึ่งชม. หนังที่ดูอยู่ก็จะจบลง พอออกมาจากโรงหนัง มันจะโทรมาบอก ผมกับปังเลยเปลี่ยนที่หมายจากชั้นบนสุดข้างห้างไปนั่งยังร้านไอติมที่อยู่ถัดลงมาอีกชั้นแทน

ตอนแรกผมจะไปนั่งคอยอยู่หน้าโรง หากแต่เป็นไอ้ปังที่ลากผมเข้ามายังร้านไอศกรีมชื่อดังเสียก่อน มันบอกว่า กินไอศกรีม ผมจะได้ใจเย็นๆ เสียบ้าง

นั่งอยู่ไม่นาน เมื่อคราวที่ผมกำลังหันไปทางหน้าร้าน ปรากฏว่าอาร์ตกับผู้ชายคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาในร้านไอศกรีมที่ผมกำลังนั่งอยู่

“โลกกลมจริงๆ”

ผมได้แต่อุทานออกมา พลางมองไปยังคนทั้งสองที่ดูจะไม่สนใจผู้คนรอบข้าง สองคนเดินไปนั่งโต๊ะไม่ไกลจากผมนัก โดยมีพนักงานของร้านเดินนำไป  ผมอาศัยมุมที่นั่งเพื่อหลบแต่ก็สามารถมองไปทางนั้นได้ค่อนข้างชัดเจน โดยมีไอ้ปังคอยสังเกตไปด้วย

“นั่นหรือวะ”

“เออ นั่นแหละ คนใส่เสื้อสีขาวคืออาร์ต”

“อืม...แล้วอีกคน”

“เออ กิ๊กมันมั๊ง”

ผมตอบอย่างมีอารมณ์หน่อยๆ ระหว่างมองดูอาร์ตกับผู้ชายอีกคนกำลังสั่งไอศกรีมกับพนักงานหญิงที่ดูยิ้มแย้มคอยจดรายการอยู่ จนผมอดจะหัวเสียไม่ได้ เพราะกับผมเจ้านั่นไม่เคยคิดจะพามาทานอะไรแบบนี้เสียด้วยซ้ำ พอชวนก็ได้รับคำตอบมาว่า

‘เฮอะ ไอติม ทำตัวเป็นเด็กสาวน่ารักไปได้’

ความโมโหพุ่งปรี๊ด จนหยุดแทบไม่อยู่ ทำเอาผมแถบถลาเข้าไปหาถ้าไม่ได้เพื่อนรักอย่างไอ้ปังจับไว้เสียก่อน มันเอามือแตะปากตัวเองพลางทำเสียงจุ๊ๆ จนทำเอาผมตามแทบไม่ทัน ไอ้นี่มีแผนอะไรวะ?

“ข้าว่านะ...ดูๆ ไปก่อนเถอะว่ะ ให้แน่ชัด ค่อยจัดการ”

ผมมองคนตรงหน้าอย่างสงสัย นับวันไอ้นี่มันเจ้าเล่ห์ขึ้นทุกวัน ก่อนผมจะละความสนใจหันไปมองทางโต๊ะเป้าหมายที่อยู่ไม่ไกลนัก ก็เห็นสองคนนั้นกำลังคุยกันอย่างสนิทสนม มีการชี้ให้ดูผู้คนรอบข้าง ผมได้แต่กัดฟันกรอด

ผมไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ก่อนจะเปิดกล้องถ่ายภาพเหล่านั้น หรือผมจะเป็นพวกมาโซคิสซ์ชอบเจ็บปวดกันที่ถ่ายภาพแบบนี้เก็บไว้ให้เจ็บใจเล่น หากผมคิดว่าหลักฐานนี่แหละที่ทำให้ดิ้นไม่หลุดล่ะ

ถ่ายรูปเสร็จผมก็เลยลองโทรไปยังเครื่องของหมอนั่นอีกครั้ง ปรากฏว่าคราวนี้มีเสียงเรียก ผมมองภาพไม่ไกลอย่าง
ใจจดใจจ่อ สงสัยว่าคราวนี้เจ้าตัวจะเปิดเครื่องแล้ว คงจะปิดเพราะว่าดูหนังเมื่อกี๊ หมอนั่นควักมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง พลางทำหน้ายุ่งยากใจ ก่อนจะกดทิ้ง แล้วเก็บไว้เช่นเดิม

จนผมโทรไปอีกทีนั่นแหละ เจ้าตัวคงจะรำคาญ เลยกดรับ ผมเลยกรอกเสียลงไปอย่างรวดเร็วพร้อมแรงอารมณ์โมโหที่กำลังโหมกระหน่ำเพิ่มขึ้นเมื่อได้ยินเสียง

“อยู่ไหน ทำไมไม่รับโทรศัพท์”

ฝ่ายนั้นทำหน้าปั้นยากแต่ก็ตอบออกมาเบาๆ

“อาร์ตทำงานกะเพื่อนอยู่ ไว้คุยกันนะ”

แล้วสายก็ตัดไป ทำเอาผมถือโทรศัพท์ค้างไว้กับหู มือก็กำเจ้าเครื่องมือสื่อสารเครื่องเล็กในมือไว้แน่น ถ้าใครมานั่งใกล้ๆ คงจะสังเกตเห็นว่าควันสีขาวกลุ่มใหญ่ คงจะพุ่งออกมาจากหูของผมเป็นแน่

“ใจเย็นๆ เว้ย”

ไอ้ปัง ที่ไร้บทบาทในความรู้สึกผมมานานพูดขึ้น ก่อนจะยิ้มอย่างมีอะไรดีๆ

“เอางี้ป่ะ?”

---

“หวัดดีอาร์ต”

ผมทักเสียงดังพอสมควร ก่อนจะปั้นหน้ายิ้มแย้มทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เจ้าของชื่อที่หันมาทำหน้าเหวอ ตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า จนทำเอาผมต้องแสร้งหัวเราะออกมาเบาๆ

“เอ่อ...”

ดูอีกฝ่ายจะติดอ่างเสียดื้อๆ จนผมต้องหันไปหน้าผู้ชายอีกคน ถึงได้ว่ารู้ว่าคนตรงหน้าน่าจะเป็นเพียงเด็กม.ปลายเท่านั้น

ชิส์ คิดจะกินเด็กเหรอ ไอ้โคแก่...

“หวัดดีครับน้อง...”

ผมเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะมองหน้าหนุ่มน้อยตรงหน้าที่ทำหน้าไม่เข้าใจ คงจะงงว่าผมเป็นใคร แล้วทำไมไอ้คนข้างๆ ถึงได้ทำหน้าเอ๋อแดรกแถมติดอ่างเสียอย่างนั้น ผมยิ้มหวานให้ได้ ก่อนจะเอ่ยเสียงน่ารัก

“เอ๊ะ...น้องไอซ์หรือเปล่า”

ผมถามยิ้มๆ พลางมองคนตรงหน้าที่ส่ายหน้าดิก ก่อนจะตอบอย่างงงๆ “ผมชื่ออิ๊คครับ  พี่เอ่อ...”

“ธีร์ครับ อ้อ พี่คงจำผิดน่ะ เมื่อวานไม่ใช่คนนี้หนิอาร์ต”

ผมว่าพลางหันไปใบหน้าตัวต้นเหตุที่กำลังทำหน้าปั้นยาก ดูเหมือนจะทำอะไรไม่ถูกไปแล้ว

“เอ่อ....”

“แล้วนี่มากันสองคน กับ ‘แฟน’ พี่เหรอครับ?”

ผมว่าเน้นคำว่าแฟนพลางส่งยิ้มหวานไปให้ ก่อนจะโอบรอบคอคนที่นั่งข้างๆ ก่อนจะหันไปมองหน้าเด็กหนุ่มก็พบว่าเจ้านี่ก็กำลังยิ้มให้เช่นกัน แต่ผมว่ารอยยิ้มนั้นมันดูเหยียดๆ ชอบกล แถมสายตานั่นก็ทำให้ผมรู้ว่าเด็กนี่ไม่ธรรมดาเสียแล้ว

“อ๋อ...คงงั้นครับ”

ดูท่า คำตอบกลายๆ นี้คงจะหมายถึงที่ผมบอกว่าเป็นแฟนกับคนข้างๆ ผมสบตาคนตรงหน้าอย่างมีความหมาย ให้มันรู้กันไปสิ ใครเป็นใคร!

“ธีร์มากับใครเหรอ...”

ดูเหมือนแฟนผมมันคงจะหาลิ้นเจอแล้ว เลยเอ่ยออกมาได้เสียที ผมหันไปยิ้มเหี้ยมๆ ก่อนจะพาสายตาทั้งสองมุ่งไปยังเพื่อนรักที่กำลังนั่งหันหลังอยู่ไม่ไกลนัก ให้รู้ว่าผมนั่งอยู่โต๊ะนั้น ก่อนจะหันกลับมาปั้นหน้ายิ้มหวานใส่เด็กตรงหน้าอีกที

“เพื่อนน่ะ”

บรรยากาศมาคุเริ่มมากขึ้น จนผมคิดว่าไอ้เจ้าแฟนตัวดีคงจะสัมผัสได้ มันพยายามที่จะพูดอะไรบางอย่างออกมา หากแต่พอผมหันไปก็ได้แต่ทำหน้าปั้นยากกับสายตาที่เป็นคำถาม คงจะงงว่าผมมาได้อย่างไร

“เพื่อนหรือกิ๊กล่ะฮะ”

ไอ้เด็กเปรตเริ่มตีรวนเมื่อเห็นว่าแฟนผมมองไปยังโต๊ะที่เพื่อนผมนั่งอยู่อีกครั้ง ไอ้เด็กนี่...หนอยๆ วอนซะแล้ว

“เพื่อนสิ...พี่ไม่นิยมกิ๊กหรอกครับ”

ท้ายประโยคผมหันหน้ามาทำตาเหี้ยมใส่คนของตัวที่เริ่มทำหน้าหงอ เพราะโดนผมประชดเสียเต็มๆ คงจะลิ้นจุกปากอีกระลอก

“เหรอครับ แต่ผมว่า ตอนนี้เค้านิยมมีกิ๊กกันนะฮะ ไม่รู้ทำไม”

ประโยคส่งมาพร้อมใบหน้าที่ปั้นเสียน่ารักอย่างสงสัยกับคำถามที่ตัวเองตั้งขึ้นมาเสียเต็มประดา จนผมแทบจะกระโจนเข้าไปชกหน้าไอ้เด็กนี่อย่างห้ามไม่อยู่ ดีที่มือใหญ่ข้างๆ ตัว จับมือผมไว้เสียก่อน แต่ผมก็สะบัดหลุดได้อย่างรวดเร็ว

“พี่ว่า...ของแบบนี้ มันไม่จำเป็นหรอกนะ ถ้าคู่ไหนรักกันดี”

“อ๋อ...” เจ้าเด็กนี่ ลากเสียงเสียยาวสวนกลับมาทันที พร้อมใบหน้าที่หัวเราะคิกคัก

“แสดงว่า คนที่มีกิ๊กนี่ ‘แฟน’ คงจะ ‘ไม่น่าสนใจ’ สินะครับ”

ไอ้น้องอิ๊คเล่นผมเสียแล้ว มันเน้นคำว่า แฟน เสียจนผมแทบจะลุกขึ้น แล้วก็ต่อด้วยคำว่า ไม่น่าสนใจเสียชัดเจน
หากผมก็ทำได้แค่ยิ้มหวานให้  เค้นเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจที่ขุดหลุมฝังตัวเองเสียได้

“อันนี้พี่ว่าไม่แน่หรอกครับ...เพราะบางครั้ง ไอ้คนที่ชอบกิ๊กนี่ ก็...ขอโทษนะ ชอบเสียเหลือเกินกับของๆ คนอื่น”

ผมว่าเสียยืดยาวพลางหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะใส่ต่ออย่างนึกได้ เห็นที เพลงที่ผมชอบจะมีประโยชน์ก็คราวนี้

“น้องเคยฟังไหมครับ เพลงหวง ของปานน่ะ”

เด็กตรงหน้าเลิกขึ้นเป็นคำถามกับใบหน้าที่ยียวนขึ้นเรื่อยๆ แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้ ยิ้มเหยียดๆ สู้เช่นกัน

“เพลงเค้าร้องว่าไรนะ... คนที่แย่งแฟนคนอื่นนี่

‘เนื้อคนอื่นวางไว้ แอบแย่งของคนอื่นไป แอบคาบมันตัวอะไร ไปคิดเอง’

แล้วผมก็หัวเราะหึหึ พลางลุกขึ้นจากโต๊ะ โดยมีใบหน้าของเด็กหนุ่มที่มองผมอย่างอาฆาตแค้นตามมา

“น้องว่าเหมือนตัวอะไรน้า...ฝากคิดหน่อยละกัน พี่คิดไม่ออกน่ะ”

---

ผมเดินตัวปลิวกลับมายังเคาน์เตอร์จ่ายตังค์เมื่อจบคำ ไปยังที่ไอ้ปังยืนจ่ายตังค์รออยู่ โดยไม่ฟังเสียงไอ้แฟนตัวดี
ที่เรียกผม จนเมื่อผมไม่หยุดนั่นแหละ เขาถึงรีบเดินมาคว้าแขนเอาไว้

ผมมองแขนที่ถูกจับ ก่อนจะมองเลยไปยังบริเวณรอบๆ ร้านอย่างต้องการจะให้เขาตระหนักถึงสภาพแวดล้อมรอบกายมากกว่าเดิม จนมันรู้ตัวนั่นแหละเลยปล่อยแขนผมเป็นอิสระได้

“ธีร์ฟังอาร์ตก่อนนะ”

“ฟัง? ฟังอะไรล่ะ ไม่มีอะไรต้องฟังหนิ”

ผมยักไหล่อย่างกวนๆ ก่อนจะรีบเดินออกมาจากร้าน ก่อนจะกลายเป็นจุดสนใจของคนในร้านมากกว่านี้ หากอาร์ต
ยังไม่ละความพยายามเจ้าตัวยังเดินตามผมมา จนเป็นผมเองที่อายเสียจนต้องเดินเข้าห้องน้ำ

อาร์ตวิ่งหอบแฮ่กๆ มายืนตรงหน้าผม ระหว่างที่ผมผลักประตูเข้าไปในห้องน้ำ ตอนนี้ในห้องน้ำช่างประจวบเหมาะ
เพราะมีเพียงเราสองคนเท่านั้น

“อาร์ตกับอิ๊คเป็นพี่น้องกันนะ ไม่มีอะไรทั้งนั้น”

“เหอ..” ผมทำเสียงเยาะอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เชื่อตายล่ะ”

“ธีร์ อาร์ตแค่เล่นๆ กะน้องมันเฉยๆ นะ อาร์ตรักธีร์คนเดียวนะ”

ความจริงเริ่มเปิดเผยแล้วไหมล่ะ ‘เล่นๆ’ นี่มันหมายความว่าไงกันนะ?

“อมพระมาทั้งวันยังเชื่อยากเลยอาร์ต พอเถอะ”

ผมปลดมือที่เกาะอยู่กับแขนตัวเองออก ก่อนจะพาตัวเองไปยังหน้ากระจก เปิดก๊อกน้ำก่อนจะรองน้ำนั้นมาล้างหน้าอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน

“ธีร์ไม่รักอาร์ตแล้วเหรอ?”

เสียงทุ้มตัดพ้ออย่างชัดเจน จนผมแทบใจอ่อนยวบ

“พอเหอะอาร์ต เราเลิกกันดีกว่า อาร์ตคิดว่าธีร์ไม่รู้เหรอที่อาร์ตมีกิ๊กไปทั่วน่ะ ธีร์ไม่ใจกว้างพอขนาดจะแชร์แฟนกับคนอื่นนะ ขอตัว”

แล้วผมก็หันหลังเปิดประตูจากมา ไม่สนใจคนข้างหลังอีก เปิดออกมาก็เจอไอ้ปังยื่นอยู่หน้าสลอนอยู่หน้าห้องน้ำ
มันหัวเราะขำกับหน้าที่งอง้ำของผมก่อนจะเดินมากอดคอ ลากออกไป

“ยิ้มหน่อยสิว้า...เลิกกับแฟนแค่นี้ไม่ตายหรอก”

“ไอ้บ้า เลิกกับแฟนนะเว้ย ไม่ใช่ทำปากกาหาย”

ผมได้แต่ส่ายหน้าให้กับความทะเล้นของมันแกนๆ พลางยกมุมปากขึ้นเหมือนยิ้มอย่างที่มันบอก จนมันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ ก่อนมันอดจะยกมือขึ้นมาฉีกมุมปากของผมขึ้นเสียเอง

“ต้องอย่างนี้เว้ย ถึงเรียกว่ายิ้ม”

แล้วผมกับมันก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน

---

จบ

ออฟไลน์ ไอ้หัวแห้ว

  • ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นดวงดาวชัดเจน...
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +568/-5
Re: หวง สัญชาตญาณของมนุษย์
«ตอบ #2 เมื่อ08-04-2007 22:09:45 »

เพลงประกอบ

หวง


ไม่เคยร้อน ไม่เคยร้าย เครียดยังไงก็ไม่พาล
ไม่รังแก ไม่ระราน แล้วให้มันแล้วไป

แต่วันนี้ มีเหตุผล ขอเป็นคนไม่ห้ามใจ
กล้าดียังไง มาขโมยของสำคัญ

* โทษเถอะนะ แต่ถามดีๆ หรือไม่มีใครต้องการ
ถึงมาเอาของฉัน แย่งแฟนคนอื่นใช้

** ฉันหวง ฉันมาทวงของฉันคืน ฉันไม่เคยแย่งของคนอื่น
ผู้หญิงเจ้าชู้ เมื่อรู้อย่าฝืน ช่วยอายสักหน่อยไหม
ไม่เคยหยาบคายอย่างนี้ แต่มันไม่มีวิธีใด
เนื้อคนอื่นวางไว้ แอบคาบมันตัวอะไรไปคิดเอง

ไม่ใจร้าย ไม่อย่างนั้น ไม่ได้มาเพราะวู่วาม
บอกตรงๆไม่เคยทำ ถือว่าเธอโชคดี

ไม่ต่อเถียง ไม่เชือดเฉือน ฉันมาเตือนเพราะหวังดี
ถ้ามีศักดิ์ศรี ควรจะหยุดความสัมพันธ์

* / **

เป็นคนรักใครก็หวงก็ห่วงจริงไหม
เธอคงเข้าใจหัวอกเดียวกัน ..... มันควรจะจบแล้ว

ฉันหวง ฉันมาทวงของฉันคืน ฉันไม่เคยแย่งของคนอื่น
ผู้หญิงเจ้าชู้ เมื่อรู้อย่าฝืน ช่วยอายสักหน่อยไหม
ไม่เคยหยาบคายอย่างนี้ แต่มันไม่มีวิธีใด
เนื้อคนอื่นวางไว้ แอบแย่งของคนอื่นไป แอบคาบมันตัวอะไรไปคิดเอง


Credit : u-life-exteen.com

inimeg

  • บุคคลทั่วไป
Re: หวง สัญชาตญาณของมนุษย์
«ตอบ #3 เมื่อ08-04-2007 22:16:58 »

ปาดซะ....

ขอเจิมนะ จะมาอ่านอีกทีแปํบนึง

abcd

  • บุคคลทั่วไป
Re: หวง สัญชาตญาณของมนุษย์
«ตอบ #4 เมื่อ08-04-2007 22:41:04 »

อ่ะนะ สั้นจริงๆ  :laugh5:
อ่ะพี่แถมเพลงให้น้องริวด้วย

[wma=300,50]http://www.zungzung.com/music/houng.mp3[/wma]

ออฟไลน์ Lucifer

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1288
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-1
Re: หวง สัญชาตญาณของมนุษย์
«ตอบ #5 เมื่อ08-04-2007 23:26:00 »

 :kikkik: :kikkik:

ได้ใจมากมาย

 :pigangry2: :pigangry2:

fr_man

  • บุคคลทั่วไป
Re: หวง สัญชาตญาณของมนุษย์
«ตอบ #6 เมื่อ09-04-2007 00:25:29 »

ได้ใจไปเลยอ่ะหุหุ
ชอบๆๆ :angry2:

พี่แน๋วแถมเพลง

งั้นจินแถมเอ็มวีละกาน^^ :13223:

http://www.maniclub.com/upload/smashbox/smashboxplay.php?asset_detail_id[]=154


ทำลิ้งไม่ได้ (มันมี [] คั่นอยู่อ่า)  ไปตามลิ้งละกาน^^

 :laugh5: :laugh5:

ออฟไลน์ ที่ปรึกษาไอทีขั้นต้น

  • Administrator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6853
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1320/-22
Re: หวง สัญชาตญาณของมนุษย์
«ตอบ #7 เมื่อ09-04-2007 01:31:51 »

สนุกมันโคตร ทำไมรีบจบไปซะอย่างนั้น เฮ้อ อย่างว่า 
คนมันยุ่งนี่เนอะ ไหนจะแฟน ไหนจะกิ๊ก
 :laugh5:

RoosT

  • บุคคลทั่วไป
Re: หวง สัญชาตญาณของมนุษย์
«ตอบ #8 เมื่อ09-04-2007 14:24:38 »

ธีร์ทำถูกแล้วค๊าบบบบบบบ

พวกเจ้าชู้ ไม่ต้องคบหรอก หาคนจิงใจไม่จิงโจ้ดีก่า

ดีก่าโดนเอาไปพูดลับหลังว่าโดนสวมเขาแล้วยังไม่รู้ตัว

ชีวิตนี้ เราเลือกคบคนได้นี่ ชิมิๆๆ

ออฟไลน์ しろやま としんや

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1856
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +921/-157
Re: หวง สัญชาตญาณของมนุษย์
«ตอบ #9 เมื่อ09-04-2007 16:32:18 »

สะใจเจงๆ

ธีร์ทำแบบนี้ดีมากเลย ถูกต้องที่สุด

ใครเจ้าชู้จงพึงสังวรณ์เข้าไว้

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: หวง สัญชาตญาณของมนุษย์
« ตอบ #9 เมื่อ: 09-04-2007 16:32:18 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
Re: หวง สัญชาตญาณของมนุษย์
«ตอบ #10 เมื่อ09-04-2007 19:39:23 »

อ่านแล้วสะใจจิง ๆ
คนเจ้าชู้ต้องเจอแบบนี้คับ  :yeb:

ออฟไลน์ Lucifer

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1288
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-1
Re: หวง สัญชาตญาณของมนุษย์
«ตอบ #11 เมื่อ09-04-2007 23:12:56 »

เข้ามาสะใจอีกรอบ  :laugh5: :laugh5:

supermansk

  • บุคคลทั่วไป
Re: หวง สัญชาตญาณของมนุษย์
«ตอบ #12 เมื่อ10-04-2007 10:22:34 »

 :interest:สะใจแต่ก็เกือบโดนดักตบเหมือนกัน นี่ 55+  :haun5: แหมว่าแต่คนอื่นกิ๊กเยอะ ตัวเองใช่ย่อย หัดสับรางบ่อยๆละกัน

KevinKung

  • บุคคลทั่วไป
Re: หวง สัญชาตญาณของมนุษย์
«ตอบ #13 เมื่อ10-04-2007 22:28:55 »

สะใจมากครับ  :laugh5: ถ้าเป็นเราคงไม่ใจเย็นขนาดนั้นแน่ ๆ
แล้วอยากดูมิวสิคภาคสอง อะ ใครมีลิงค์มั่งป่าว  :monkeycry2:

toshin-ya

  • บุคคลทั่วไป
Re: หวง สัญชาตญาณของมนุษย์
«ตอบ #14 เมื่อ11-04-2007 01:37:06 »

สะใจรอบ2

อ่านกี่รอบๆก็ยังสะใจ กร่ากกกกกกกกกกกกกก

ออฟไลน์ ไอ้หัวแห้ว

  • ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นดวงดาวชัดเจน...
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +568/-5
Talk : เรื่องนี้แต่งขึ้นสนุกๆ อีกแล้วนะครับ พอดีว่าอยากแต่งภาคต่อ เลยได้เรื่องนี้ขึ้นมา พล็อตก็ง่ายๆ สั้นๆ อีกตามเคยนะครับ ถือว่าอ่านขำๆ ฮาๆ กันอีกเรื่องนะฮะ อิอิ

Credit : เพลงบอกให้รู้ว่ารัก ของ ดัง พันกร บุญยะจินดา

[wma=300,50]http://www.stop-at-nothing.com/song/peng/media/DUNK-บอกให้รู้ว่ารักเธอ.wma[/wma]

บอกให้รู้ว่ารัก

ผมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจที่เห็นไอ้ธีร์มันยิ้มได้สักที ตั้งแต่ออกมาจากห้องน้ำวันนั้น ผมก็พยายามที่จะทำให้ไอ้เพื่อนรักมันยิ้มได้ ผมก็รู้หรอกว่า ที่มันยิ้มตอบกลับมาน่ะ จะไม่ใช่รอยยิ้มที่มาจากใจหรอก คงจะต้องการที่จะให้ผมสบายใจมากกว่า

เสร็จเรื่องของมัน ผมก็คงต้องเก็บของกลับบ้านได้เสียที นี่ก็สอบเสร็จไปหลายวันแล้ว พ่อกับแม่ก็โทรมาเร่งยิกๆ อย่างกับว่าคิดถึงลูกหัวแก้วหัวแหวนคนนี้เสียเต็มประดา ทั้งๆ ที่ ที่บ้านก็มีไอ้ปอนด์เป็นตัวก่อกวนอยู่แล้วแท้ๆ เชียว

ไม่ทันขาดความคิด เสียงโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้นเสียก่อน มองแล้วก็ต้องยิ้มออกมา

“ครับแม่...”

“กำลังจะกลับแล้ว”

“ครับผม ได้ครับ”

วางโทรศัพท์แล้วก็ได้แต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก็แหม...แม่กับพ่อโทรมาตามอีกแล้ว
 
กำลังจะรวบรวมหนังสือกับชีทต่างๆ ให้เข้าที่เข้าทาง เผื่อไอ้ธีร์กลับมาจะได้ไม่เอ็ดตะโรเอา พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นกระดาษโน๊ตสีขาวแผ่นเล็กๆ ที่สอดอยู่ในหน้าแรกของสมุดเล่มนึงร่วงลงมาสู่พื้น หยิบขึ้นมาได้ สายตาก็ปะทะเข้ากับชื่อคนที่เคยคุ้น กับเบอร์โทรศัพท์ที่เคยให้ไว้เมื่อคราวที่เจอกันโดยบังเอิญวันก่อน

 ‘ขิง 085-8954xxx’

คนอะไร ชื่อยังกับผู้หญิง ผมได้แต่ยิ้มขำๆ พลางนึกถึงใบหน้าเจ้าของชื่อที่ทำหน้างอที่ผมล้อเขา

‘ขิง ทำไมนายถึงชื่อนี้ล่ะ’

‘อ้าว แล้วจะให้ชื่ออะไรล่ะขอรับ’ อีกฝ่ายเพียงแต่ยียวนกลับมา หากไม่ตอบคำถามเสียทีเดียว

‘ก็คนอะไร ชื่อหยั่งกับผู้หญิง’
 
ผมว่าต่อ พลางใบหน้าคนที่โดนล้อก็งอง้ำเป็นม้าหมากรุก จนผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอีก
 
สะบัดหัวไปมาไล่ความคิดได้ มือก็ยัดกระดาษแผ่นน้อยใส่กระเป๋ากางเกงอย่างลืมตัว

จัดการยัดเสื้อโปโลลายขวางสีฟ้าขาวตัวสุดท้ายเข้ากระเป๋าเสร็จ ผมหันรีหันขวางสำรวจไปมา ว่าลืมอะไรไปบ้างหรือเปล่า หากคิดแล้วก็ไม่น่ามีอะไรที่ต้องการอีก ในใจก็คิดเล่นๆ ว่าไม่ได้กลับบ้านมากี่เดือนแล้ว

“เป็นอะไรวะ ยิ้มคนเดียวอยู่ได้ตั้งนาน บ้าป่าว”

เสียงกวนประสาทที่ดังขึ้น ทำเอาผมหลุดจากภวังค์รอยยิ้ม อิอิ หันไปเจอไอ้เพื่อนสุดรักกำลังเปิดประตูเข้ามาในห้อง พลางถอดรองเท้าอยู่ เมื่อเห็นใบหน้าธีร์ไม่มีแววเสียใจมากนักเหมือนเมื่อหลายวันก่อนผมก็พลอยเบาใจยิ่งขึ้น เลยยิ่งยิ้มเข้าไปอีก

“อ้าวๆ ตอบก็ไม่ตอบ เสือกยิ้มอีก ขนลุกนะเว้ยเฮ้ย”

“ป่าวเว้ย” ผมว่าพลางกลั้นขำ “ข้าดีใจ จะได้กลับบ้านน่ะ”

“ประสาท”

ไอ้ธีร์หันมาว่า พลางเกาหัวแกรกๆ อย่างงงๆ ก่อนจะเดินหยิบกระเป๋ามาจัดบ้าง

“แล้วนี่เอ็งจะกลับบ้านวันนี้เหมือนกันเหรอ”

“เออ แม่ข้าโทรมาตามแล้ว” ไอ้ธีร์ว่าแล้วก็จัดกระเป๋าต่อ

ผมมองเพื่อนรักจัดของไอ้กระเป๋าเดินทางใบเล็กก่อนจะยกเป้สะพายหลังมาถือไว้ ไอ้นี่ก็คงจะไม่เอาของอะไรกลับไปมากเหมือนกัน เพราะคราวก่อน ตอนเราสองคนออกจากหอ เดินบันไดลงมา เจอเพื่อนอีกคณะกำลังลากกระเป๋าใบใหญ่ลงมา ก็เลยอดสงสัยไม่ได้

‘จะกลับบ้านไม่ใช่เหรอวะเอ็ง”

‘เออ กลับบ้าน’

อีกฝ่ายาตอบมาอย่างงงๆ แต่ผมงงกว่านะ

‘แล้วจะเอาอะไรกลับไปเยอะแยะวะ บ้านไม่มีจะใช้รึไง’

นั่นแหละคือสิ่งที่ผมงง ว่ากลับบ้านนี่ทำไมต้องเอาของไปมากมายทำเพื่อ? ที่บ้านก็น่าจะมีหนิ พวกเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ น่ะ แปลกๆ แฮะคนเรา


“งั้นกลับพร้อมกันเลยปะ”

ว่าแล้วผมกับไอ้ธีร์ก็จัดการล็อกห้องเดินลงมาจากหอพร้อมกัน วันนี้บนหอมีคนไม่เยอะแล้ว คงเพราะกลับบ้านกันหมดเมื่อสองสามวันก่อน เพราะคณะอื่นๆ เค้าสอบเสร็จกันหมดแล้ว เรียกแท็กซี่จากหน้ามหาลัยได้ หลังจากนั้นไม่นานเท่าไหร่เราก็มายืนอยู่หน้าสถานีขนส่ง

เนื่องจากไม่ใช่ช่วงเทศกาล การซื้อตั๋วจึงไม่ใช่สิ่งที่ยุ่งยาก ซื้อเสร็จรอไม่นานนัก ก็ได้เวลาขึ้นรถ ผมโบกมือให้ไอ้ธีร์ที่เดินมาส่ง เพราะรถของมันกว่าจะออกก็ต้องรออีกประมาณครึ่งชั่วโมง ผมเลยได้กลับบ้านก่อน

สองสามชั่วโมงให้หลัง ผมก็มายืนอยู่บนจังหวัดที่เกิด กระชับเป้บนหลัง พลางมองไปรอบๆ อย่างคุ้นเคยระคนคิดถึง เดินออกจากสถานีขนส่งของจังหวัดได้ก็เรียกรถมอไซค์ให้ไปส่งที่บ้าน

“พ่อแม่หวัดดีครับ”

“ดีเว้ยไอ้น้องชาย”

ทักพ่อแม่น้องได้ก็เลยเอาของไปเก็บในห้อง จัดการเอาเสื้อผ้าเข้าตู้เสร็จ อดที่จะเดินสำรวจรอบๆ ห้องไม่ได้ ไม่ใช่ว่าจะหาสมบัติอะไรหรอกนะ แต่ว่าต้องเปิดดูชั้นล่างสุดของตู้หนังสือต่างหากว่า ‘ของ’ ที่ซ่อนไว้ยังอยู่ดีหรือเปล่า

ผมนั่งลงยองๆ ลงจะได้ถนัดยิ่งขึ้น ก่อนจะเปิดตู้ ไล่สายตาสำรวจ จับๆ อย่างพินิจพิเคราะห์ ไม่มีการจัดใหม่ ไม่มีร่องรอยโดนเอาออกมา แสดงว่ายังอยู่ดี

“อ๊ะๆ เฮียทำไร”

เสียงไอ้ปอนด์น้องชายตัวดีดังแทรกขึ้นมา ทำเอาสะดุ้งโหยง อดจะหันแยกเขี้ยวใส่ไม่ได้

“อะไรของห๊ะ ตกอกตกใจหมด”

“อย่าคิดว่าไม่รู้นะ ว่าซ่อนอะไรไว้”

ไวเท่าความคิด มือก็คว้าประตูตู้ปิดพลั่กเข้าให้ หน้าตานี่คงเลิ่กลั่กมีพิรุธจนไม่รู้จะปิดยังไงแล้วมั๊ง ไอ้ปอนด์เลยหัวเราะฮาแตกตัวงอไปเลย

“ล้อเล่นน่า เนี่ยปอนด์รักษาไว้ให้อย่างดีเลยนะ”

ผมทำหน้าตกใจสุดขีดเข้าไปอีก คิดไว้อยู่แล้วนะว่าน่าจะไม่มีใครมาเห็น ‘การ์ตูนวาย’ ที่ซ่อนไว้ในตู้นี่ ให้ตาย นี่ไอ้ปอนด์รู้ตั้งแต่ใจเมื่อไหร่วะ

“พอเลยๆ”

ผมว่าตัดบท ช่างมัน..รู้ก็รู้ไป ล้วงกระเป๋าตังค์กะมือถือได้ ก็ตั้งแหมะไว้บนโต๊ะข้างเตียง เสเดินไปเข้าห้องน้ำทำเป็นไม่สนใจไอ้ปอนด์อีก ดี! มันจะได้คิดว่าเราไม่สะทกสะท้าน เฮอะ!

“เฮียปังๆ นี่กระดาษไรเนี่ย”

ผมหันขวับกลับไปมองอย่างงงๆ ไอ้ปอนด์กำลังหยิบกระดาษสีขาวแผ่นเล็กๆ ขึ้นมาจากโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะร้องอ๋อออกมา ในใจก็อดเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันไม่ได้ ยุ่งซะจริงเว้ยเฮ้ย

“เบอร์พี่ขิง”

“พี่ขิง?”

ไอ้น้องชายทำหน้าสงสัย

“สาวที่ไหนอ่ะเฮีย เอ๊ะ หรือหนุ่มดีเอ่ย”

หน้าตายียวนกวนประสาท ทั้งยังยักคิ้วแผล่บทำเอาผมอยากกระโดดเตะไอ้หมอนี่เสียจริงๆ ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นน้องแล้วจะปากโป้งไปฟ้องแม่ล่ะก็นะ เสร็จแน่ๆ ผมเลยอาศัยจังหวะมันเผลอเดินไปตะปบกระดาษแผ่นนั้นกลับมาอย่างรวดเร็ว

“จะอะไรก็ช่างเหอะ”

“หนุ่มๆ เหรอเฮีย แหม ไม่ต้องปกปิดน้องชายสุดที่รักหรอกนะ”

“พอเลยไอ้ปอนด์ พี่ขิงเพื่อนเฮีย จำได้ป่าวที่เคยอยู่ห้องเดียวกันตอนเฮียม.ปลายน่ะ”

“อ้อ” หนุ่มน้อยพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะถามต่อ

“แล้วทำไมถึงได้จดเบอร์ไว้ในกระดาษงี้อ่ะ ไม่เมมไว้ในโทรศัพทืรึไง” บ๊ะ...ช่างสงสัยซะจริง

“นี่ต้องรายงานทุกอย่างเลยใช่ไหมวะ ห๊ะ เดี๋ยวจะโดนเตะ”

ว่าแล้วก็ทำท่าจะพุ่งบาทาไปหามันจริงๆ จนเจ้าน้องชายที่คิดว่าคราวนี้ผมเอาจริงแน่ เลยวิ่งปรู๊ดออกนอกห้องไป แต่อย่างมัน...ไม่วายวิ่งกลับมายืนยักคิ้วแผล่บอยู่หน้าห้องอีกที ตามด้วยประโยคเด็ด ก่อนจะวิ่งตัวปลิวออกไป

“เดี๋ยวจะไปบอกแม่ ว่าจะได้ลูกสะใภ้เป็นผู้ชาย วะฮ่าๆๆ”

---
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-04-2007 14:59:05 โดย ºø•.★*..๑۩۞۩๑..*★.•¤,¸ »

ออฟไลน์ ไอ้หัวแห้ว

  • ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นดวงดาวชัดเจน...
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +568/-5

หลังจากจัดการอาบน้ำกินข้าวเสร็จเรียบร้อย ผมเลยนอนเล่นอยู่บนเตียง พลางเปิดโทรทัศน์ซึ่งตอนนี้เป็นรายการตลกกำลังออกอากาศอยู่ หากก็ไม่ได้สนใจมากนัก เพราะมัวแต่จดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ในมือ ข้างขวาตอนนี้มีโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กอยู่ ส่วนมืออีกด้านมีกระดาษโน้ตแผ่นเล็กสีขาว

“โทรดีป่าววะ”

กดแล้วลบ ลบแล้วกดอยู่หลายรอบ หากผมก็ตัดสินใจไม่ได้เสียที กำลังจะกดโทรอีกรอบ อยู่ๆ เสียงริงโทนเพลงที่ชอบก็ดังขึ้นเสียก่อน เบอร์โทรแปลกๆ ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอทำเอาต้องขมวดคิ้วมองอย่างงงๆ ก่อนจะกดรับแล้วกรอกเสียงลงไป

“สวัสดีครับ ปังพูดครับ”

“อ่ะ...ขิงเหรอ”

“อ่ะฮะ ได้เลย พรุ่งนี้ ที่เดิม”

“โอเค แล้วเจอกัน หวัดดีครับ”

กดวางสายไปแล้วก็ได้แต่นั่งอึ้งระคนดีใจ เพราะเบอร์ที่กำลังจะกดโทรออกเมื่อครู่กลายเป็นเบอร์ที่ติดต่อเข้ามาพอดี

ผมวางโทรศัพท์กับกระดาษแผ่นนั้นไว้ที่โต๊ะหัวเตียงเช่นเดิม ก่อนจะเปิดลิ้นชักข้างใต้ ในนั้นมีหนังสืออยู่หลายเล่ม ผมค้นจนเจอหนังสือปกหนาเล่มนึง หน้าปกสดใส มีชื่อโรงเรียนมัธยมชายล้วนของจังหวัดเด่นหราอยู่ด้านหน้า

ผมนั่งพิงหัวเตียง มือก็เปิดหน้าต่างๆ ของ ‘หนังสือรุ่น’ อย่างช้าๆ

 ‘ม.6/2’

หน้าที่ปรากฏว่าในสายตาคือรูปถ่ายรวมห้อง ซึ่งแบ่งเป็นสามแถวไล่สูงขึ้นไป ผมมองไล่ไปยังเพื่อนๆ แต่ละคนในห้องก็ต้องยิ้มออกมาอีกครั้ง ความทรงจำระหว่างการเรียนมอปลายหลั่งไหลเหมือนกับภาพหนังที่รีเพลย์ย้อนกลับ

สายตาผมก็สะดุดเข้ากับคนๆ หนึ่ง หน้าสุดข้างๆ อาจารย์ที่ปรึกษา

“ขิง”



วันแรกที่เจอกันคือวันปฐมนิเทศ ผมเดินลอดซุ้มประตูหน้าโรงเรียนเข้าไปอย่างตื่นๆ สถานที่ รุ่นพี่จัดให้พวกเราเด็กมอสี่นั่งลงก่อนจะให้พี่ที่ใส่ชุดเป็นพระฤๅษีพรมน้ำมนต์ แล้วให้เราเดินไปลงทะเบียนยังโต๊ะที่รุ่นพี่จัดไว้ให้ แต่ละคนจึงมีป้ายชื่อแขวนคอไว้ จากนั้นเราก็เดินแถวเข้าไปในหอประชุม

นั่งฟังผู้อำนวยการพูดอยู่ไม่นานนัก เราก็ถูกลำเลียงให้ไปเข้าฐานต่างๆ โดยแบ่งเป็นกลุ่มตามสีของป้ายชื่อ ผมได้ป้ายสีเหลืองเลยเดินตามเพื่อนๆ ไป เดินห่างจากรุ่นพี่พอสมควร ผมเลยถือโอกาสนี้สะกิดคนข้างหน้า หมอนั่นหันกลับมาก่อนจะยิ้มให้

‘อ่ะ หวัดดี เราชื่อขิง นายชื่ออะไร’

‘เราชื่อปัง’

‘ชื่อน่ารักดีนะนาย’

แล้วคนที่เดินนำหน้าผมก็ยิ้มตาหยี ก่อนจะหันกลับไปมองข้างหน้าต่อ ผมเลยได้แต่คิดในใจว่า คนข้างหน้าดูจะอารมณ์ดี และมีมนุษยสัมพันธ์ดีมากๆ หากชื่อของเขาก็อดทำให้ผมงงไม่ได้ 

จนเราเข้าฐานต่างๆ จนเละไปหมดแล้วนั่นแหละ เลยได้มานั่งพักทานอาหารว่างที่รุ่นพี่แจกให้ บนม้าหินตัวเดียวกัน นั่นนับได้ว่าเป็นการรู้จักกันเป็นทางการครั้งแรกของเรา แล้วอยู่ๆ ผมก็อดที่จะถามคำถามที่สงสัยอยู่ไม่ได้ ในระหว่างที่ปากก็กัดขนมปังอยู่อย่างเอร็ดอร่อย
 
‘ขิง ทำไมนายถึงชื่อนี้ล่ะ’

‘อ้าว แล้วจะให้ชื่ออะไรล่ะขอรับ’ 

ใบหน้าที่ตอบกลับมา ติดจะงอนิดๆ แกมกวนประสาท คงจะไม่พอใจที่ผมถามอะไรแบบนี้แน่ๆ

‘ก็คนอะไร ชื่อหยั่งกับผู้หญิง’

แล้วใบหน้าที่งออยู่แล้วก็ดูติดจะโกรธขึ้งเข้าไปอีก หากผมดูเท่าไหร่มันก็ดูน่ากลัวสักนิด มันกลับดูน่ารักเสียมากกว่า จนผมอดที่จะหัวเราะออกมาอีกไม่ได้

‘หัวเราะอะไรเราอีกล่ะ’
‘เปล๊า’

ผมว่าเสียงสูงอย่างคนปกปิดความผิดของตัวเอง แล้วก็ต้องพยายามกลั้นเสียงหัวเราะจนหน้าเขียวหน้าแดง ก็นะ คนตรงหน้ายิ่งหน้างอนี่ มันยิ่งน่าขำเข้าไปใหญ่เลยน่ะสิ

---

“เอ้า เต็มที่เว้ย”

เสียงเฮโลดังขึ้นทันทีที่ทั้งเหล้า โซดา และกับแกล้มหลายอย่างเดินทางมากองแหมะอยู่กลางวงของพวกเรา  วงที่นั่งกันอยู่จึงจำต้องขยับขยายให้ผู้มาใหม่ รวมทั้งข้าวของต่างๆ ที่ถูกลำเลียงมาไว้ใกล้ๆ กัน แสงไฟที่ส่องสว่างอยู่ในตอนนี้มาจากกองไฟที่พวกเราก่อเอาไว้ตั้งแต่หัวค่ำ ซึ่งให้ความสว่างและกันยุงกัดไปในตัว

ลมทะเลอ่อนๆ พัดพาเอากลิ่นความสดชื่นน้อยๆ เข้ามายังหาดทรายที่พวกเรานั่งอยู่ ชายหาดกอปรกับเกลียวคลื่นยามค่ำคืนที่ม้วนตัวเข้าหาชายฝั่งหวนให้คิดถึงความทรงจำในอดีตไม่น้อย

“เฮ้ย ไอ้ปังเป็นอะไรวะ เงียบซะ”

เสียงเพื่อนรักผมสมัยมอปลายดังมาให้ได้ยิน ผมหันไปมองมันอย่างกวนๆ ก่อนจะยักคิ้วแผล่บให้

“เปล่าเว้ย ข้าก็คิดไปเรื่อย”

“มาๆ กินเว้ย”

เสียง ‘ไอ้บอล’ ดังขึ้นอีก พลางจัดการเทอาหารที่เป็นกับแกล้มตรงหน้าใส่จานพลาสติกอย่างขะมักเขม้น โดยมีเพื่อนอีกสองคนคอยตักน้ำแข็ง ชงเหล้าใส่แก้ว ทำหน้าที่กันไม่มีขาดตรงบกพร่องเลยทีเดียว

ผมมองไปรอบๆ วงที่ตอนนี้มีเพื่อนๆ รวมทั้งผมนั่งรวมตัวกันอยู่เพียงห้าคน ถามพวกมันเมื่อตอนมาถึงแล้วว่ามีใครมาบ้าง พวกมันก็บอกว่าไม่กี่คนหรอก เพราะบางคนมันยังไม่กลับมาจากมหาลัยกัน เลยรวมตัวกันได้แค่นี้

หากรายชื่อเพื่อนๆ ที่นึกถึงทำให้ผมต้องขมวดคิ้วอีกอย่างสงสัย ทำไมคนที่โทรมาชวนผมเมื่อคืนถึงยังไม่มาอีก ปากที่ไวกว่าความคิดเลยรีบถามจนได้

“เฮ้ย แล้วนี่ขิงไปไหนวะ ทำไมยังไม่มา”

ไอ้บอลที่กำลังเอาช้อนพลาสติกใส่ลงไปในจานอาหาร หันมาทางผมที่อยู่ด้านขวาของมัน ก่อนจะพยักเพยิดในทางด้านหลัง จนผมต้องเหลียวหลังหันมองตาม ก็พบกับคนที่กำลังถามถึงยืนอยู่ ในมือของหมอนั่นมีกีต้าร์โปร่งตัวเก่งอยู่ในมือ

“เออ ดีมากไอ้ขิง นี่ถ้าไม่มีเหงาตาย”

“ก็รู้ไงวะ เลยเอามา”

“ดีๆ งั้นมานั่งข้างข้าเลยมะ” 

เพื่อนอีกคนหมายถึงกีต้าร์ตัวนั้นที่ขิงหนีบมาด้วย ก่อนจะขยับขยายพื้นที่ให้ขิงนั่งข้างๆ  ผมมองเจ้าของชื่อที่เท่ากับว่าต้องนั่งติดกันอย่างอึ้งๆ แต่เมื่อทำอะไรไม่ได้ ก็เลยได้แต่ขยับไปทางไอ้บอลที่อยู่อีกด้าน ซึ่งมันก็ทำเสียงจิ๊จ๊ะแต่ก็ยอมขยับไปแต่โดยดี 

“เอ้า ส่งให้ไอ้ขิงหน่อย”

แก้วเหล้าถูกยื่นผ่านมาทางผม ก่อนจะต้องรับมาอย่างงงๆ พลางหันไปอีกด้านที่ขิงนั่งอยู่ แม้แสงไฟจะไม่สว่างมากนัก แต่ผมก็ได้พิจารณาหมอนั่นมากขึ้น ก่อนจะส่งแก้วที่อยู่ในมือให้ ชายหนุ่มร่างเล็กข้างผม สวมเสื้อยืดสีฟ้า กับกางเกงขาห้าส่วนสีน้ำตาลอ่อน ไม่ชัดนักแต่ก็เห็นได้รางๆ จากแสงที่มาจากกองไฟ

ดวงตากลมโต จมูกโด่ง ลักยิ้มข้างแก้ม กับแว่นไร้กรอบที่เจ้าตัวเคยใส่ก็ยังคงเหมือนเดิม ทว่าใบหน้าใสที่ถูกแสงไฟขับทำให้ดูน่ารักยิ่งกว่าเก่า อดทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาอีกไม่ได้ ทั้งๆ ที่ความรู้สึกนี้ถูกกดลึกลงไป ไม่นำมาคิดแล้วก็ตาม แต่ผมกลับรับรู้ได้ทันทีว่าตะกอนที่นอนก้นถูกแกว่งให้ลอยขึ้นมาอีกครั้งแล้ว


 ---


“ปัง เอาแว่นเราคืนมานะ”

เสียงตะโกนโหวกเหวกพร้อมทั้งเสียงตึงตังที่ดังตามมาทำให้ผมต้องหัวเราะขึ้นมาอีก หากก็ไม่ได้ลดอัตราการวิ่งและการหลบหลีกโต๊ะเรียนให้น้อยลงแต่อย่างใด หันไปดูข้างหลังก็เห็นเจ้าของแว่นกำลังยืนหอบแฮ่กหายใจแทบไม่ทันอยู่

“ปัง เอาแว่นคืนมา!”

เสียงนั้นขุ่นจนผมแทบจะอดอมยิ้มอีกไม่ได้ ก็แหม...บอกแล้ว คุณชายขิง เวลาทำหน้าโกรธ หรือโมโหน่ะ น่ากลัวซะที่ไหน

“อยากได้ ก็มาเอาดิ๊”

ผมเลยยียวนกวนกลับไป พลางแกว่งมือข้างขวาที่ถือแว่นไร้กรอบอยู่ไปมา ยั่วให้อีกฝ่ายต้องโมโหเข้าไปอีก ใบหน้าที่งออยู่แล้วยิ่งหงุดหงิดยิ่งขึ้น นั่นแหละ ที่ผมต้องการ ไม่รู้ทำไมเจ้าของใบหน้านี้ถึงได้ดูน่ารักเสียจริงกับการที่แสดงอาการออกมาหมดแบบนี้ หรือผมจะโรคจิตก็ไม่แน่ใจ

ขิงสะบัดหน้าพรืดก่อนจะเดินออกไปนอกห้องเรียนเสียเฉยๆ ทำเอาผมตามอารมณ์ไม่ทัน ก็ปกติเวลาเจ้าตัวโกรธหรือหงุดหงิดอะไรไม่เคยจะทำแบบนี้ หรือถ้าโมโหมากๆ เข้า ก็ไปตามไอ้บอลที่นั่งเล่นอยู่ให้มาจัดการผมให้

คราวนี้มาแปลกแฮะ

ผมหันรีหันขวางอย่างงงๆ ก่อนจะรีบวิ่งตามเจ้าของแว่นที่ยาวก้าวๆ ออกไป เหมือนผมจะเห็นหลังไวๆ ไปทางบันได เลยรีบสาวเท้าตาม หากเดินไม่ทันได้เท่าไหร่ก็ได้ยินเสียงร้องของใครบางคนดังอยู่ไม่ไกลนัก เดินไปอีกหน่อยก็พบเพื่อนร่างเล็กที่นั่งแหมะอยู่ตีนบันได

“ขิง เป็นอะไร”

พร้อมกับคำถาม ผมก็นั่งลงยองๆ ข้างเพื่อนที่ทำหน้าแหยๆ อยู่

“หกล้ม”

“แล้วนี่เป็นอะไรหรือเปล่า”

ว่าแล้วก็ยกมือเจ้าของที่กุมข้อเท้าตัวเองอยู่ออก และพอผมแตะเท่านั้นแหละ ขิงก็ร้องโอ๊ยขึ้นมา

“เจ็บข้อเท้าเหรอ”

“อืม”

“วิ่งยังไงเนี่ยถึงได้ล้มน่ะ”

ไม่รู้จะด้วยนิสัยที่ชอบดุด่าไอ้ปอนด์เวลามันหกล้ม หรือเพราะเป็นห่วงคนตรงหน้ากันแน่ผมถึงได้พูดเสียงเข้มไปแบบนั้น จนเสียงโมโหๆ ที่ตอบกลับมานั่นแหละ ผมถึงได้รู้สึกตัวว่าตัวต้นเหตุ มันก็ผมนี่แหละ

“ก็เพราะใครล่ะ เอาเราแว่นไปน่ะ”

“งั้นเราพาไปห้องพยาบาลนะ”

ผมว่าอย่างสำนึกผิด เอาแว่นที่ถืออยู่ใส่ให้เจ้าตัวอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะพยุงร่างเล็กของเพื่อนให้ลุกขึ้น จับมือบางให้กอดคอผมไว้ ส่วนผมก็จัดการประคองเอวของอีกฝ่ายไว้ แล้วจึงพาเดินไปยังห้องพยาบาลที่อยู่ไม่ไกลนัก

จัดการพาคนเจ็บนอนลงบนเตียงในห้องผู้ป่วย เดินออกมารอให้อาจารย์ห้องพยาบาลสอบถามอาการ ก่อนจะพันผ้าก๊อซจนเสร็จ อาจารย์ก็ออกมาบอกว่าให้มาพาเพื่อนกลับไปได้

“เป็นอะไรมากรึเปล่า”

ผมถามอย่างรู้สึกผิด ก็เป็นตัวต้นเหตุหนิ

“ไม่หรอก ไม่กี่วันก็หายแล้ว”

“งั้นวันนี้เราไปส่งนายละกัน”

อีกฝ่ายทำหน้างงๆ แต่ก็ส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เป็นไรหรอก เรากลับเองได้”

“ยังโกรธเราอีกเหรอ”

ผมว่าต่ออย่างรู้สึกผิด พลางช่วยพยุงเพื่อนให้ลงจากเตียงที่นอนอยู่ เดินออกมาจากห้องพยาบาล หากคราวนี้คนเจ็บยังคงส่ายหัวไม่ตอบรับอีก

“ไม่ล่ะ ใครโกรธ”

 “งั้นแสดงว่างอน” 

ผมว่าต่ออย่างขำๆ แต่อีกฝ่ายเพียงแต่หันหน้าไปอีกทาง ไม่สนใจจะตอบคำถามอีก จนพยุงเดินมาถึงห้องเรียน ส่งคนเจ็บถึงที่ ผมก็แยกไปนั่งที่ประจำ พอเลิกเรียนถึงได้เสนอหน้าไปยังคนร่างเล็กอีกที

“ขิง กลับบ้านกัน”

“อือ”

แล้วผมก็จัดการพยุงคนเจ็บมายังข้างโรงเรียน ที่มีบรรดารถของนักเรียนจอดไว้เรียงราย

“ปัง”

“หือม์”

ผมตอบรับในลำคอ แต่ก็ไม่ได้หันไปมองผู้โดยสารที่ยืนจับรถพยุงตัว ในระหว่างที่ผมไขกุญแจอยู่ เงยหน้าไปมองอีกทีก็ปรากฏว่าฝ่ายนั้นทำหน้าแหยๆ อยู่

“จักรยานเนี่ยนะ”

“อื๊ม” ผมลุกขึ้นยืนหลังจากไขกุญแจโซ่คล้องจักรยานเสร็จแล้ว “พอดีมอไซค์เราเสียน่ะ เลยเอาไปซ่อม ยังไม่ได้เลย นั่งจักรยานไปก่อนละกันนะ”

แล้วผมก็ต้องฮาเมื่อขิงทำหน้าแหยๆ อีกรอบ แต่ก็ยอมซ้อนจักรยานผมแต่โดยดี โดยอาสาถือกระเป๋านักเรียนให้ผมด้วย

“จะไปละนะ”

ออกตัวได้ ผมก็ปั่นเรื่อยๆ มาตามถนนสายหลักเลียบชายหาด ก่อนจะถือวิสาสะปั่นไปบนชายหาดโดยไม่ฟังเสียงทักท้วงจากผู้โดยสารที่ซ้อนท้ายอยู่

“ปั่นบนทราย มันจะไปได้ไหมเนี่ย”

“โห่ มือระดับนี้แล้วน่า”

ผมพูดอย่างอวดๆ

“รีบๆ ละกัน เย็นแล้ว”

ตอนนี้เป็นเวลาเย็นมากแล้ว พระอาทิตย์สีส้มดวงโตกำลังถูกน้ำทะเลสีน้ำเงินเข้มกลืนกินลงไป แสงสีทองฉาบไล้ไปทั่วทั้งท้องฟ้า ดูสวยจนไม่สามารถละสายตาจากมันได้ คนข้างหลังตอนนี้เงียบเสียงไป คงเพราะภาพตรงหน้าที่งดงามเกินจะบรรยาย

ผมยังคงปั่นจักรยานในจังหวะสม่ำเสมอ มองไปข้างหน้า สลับกับมองพระอาทิตย์ดวงใหญ่ตกน้ำทางด้านขวา เงาของเรารวมทั้งเจ้ารถจักรยานคันเก่งทอดตัวยาวบนหาดทรายด้านตรงข้ามกัน ฟังเสียงร้องของนกน้อยใหญ่ที่กระพือปีกบินกลับรัง

อยู่ๆ เสียงคนข้างหลังก็ดังขึ้น

“ดีจังเลยเนอะ ที่เราอยู่ใกล้ทะเล”

ผมละสายตาจากข้างหน้าหันมามองเพื่อนแว๊บหนึ่งก่อนจะตอบรับ

“อืม”


---

ออฟไลน์ ไอ้หัวแห้ว

  • ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นดวงดาวชัดเจน...
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +568/-5

“ปัง เป็นอะไรหรือเปล่า”

“หือม์”

เสียงเรียกรวมทั้งเสียงสะกิดจากด้านขวา ทำเอาผมหลุดจากภวังค์ความคิด หันไปมองก็พบกับใบหน้าสงสัยของเจ้าของมือที่เรียกอยู่ หากไม่ทันได้ตอบอะไรมากนัก เสียงฮาเฮจากเพื่อนๆ ก็ขัดขึ้นเสียก่อน กีต้าร์โปร่งที่ขิงเอาติดมือมา ถูกส่งมายังมือผมอย่างรวดเร็ว

“เอ้า...ไหนๆ โชว์หน่อยสิวะไอ้ปัง”

ผมส่ายหน้าอย่างงงๆ แต่ก็ยื่นมือไปรับกีต้าร์ที่ถูกส่งให้แต่โดยดี

“เอ่อ...”

“แกจะร้องเพลงอะไรวะ” ไอ้บอลถามมาอีก จนสติสะตังผมที่หลุดลอยเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น สมองจึงเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว

“ ‘บอกให้รู้ว่ารัก’ ของดัง”

ผมหันไปมองรอบๆ วงอีกครั้งพลางรวบรวมสมาธิ จับกีต้าร์ในมือให้อยู่สภาพพร้อมเล่น

‘ไม่รู้ว่าเธอได้ยินมันบ้างหรือเปล่า เข้าใจไหมเข้าใจบ้างไหม...ทั้งที่ฉันไม่เคยกระซิบออกไป แต่ในใจตะโกนว่ารัก

...ที่รู้ว่าคือว่าใจตัวเองของฉัน มันบงการให้สารภาพในความรู้สึก ที่เก็บลึก ให้เธอรู้ วันนี้ ว่ารักเธอ...’


ประโยคสุดท้ายไม่รู้ว่าเพราะอารมณ์ร่วมที่มีไปกับเพลงหรือเพราะแรงดึงดูดจากคนข้างๆ กันแน่ ทำให้สายตาที่จดจ่ออยู่กับคอร์ดกีต้าร์ตรงหน้า เลื่อนไปยังใบหน้าของคนข้างๆ อย่างช่วยไม่ได้ สายตาที่สบกันนิ่งนาน ดวงตากลมโตนั้นล้อกับแสงไฟทำให้ละสายตาได้ยากยิ่งขึ้น

ก่อนผมจะเป็นฝ่ายถอนสายตาออกก่อนเมื่อเพลงจบลง

“ขอไปเดินเล่นแป๊บนะเว้ย”

ผมพูดแค่นั้น วางกีต้าร์ลงตรงหน้า ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกมาจากวงอย่างรวดเร็วไม่นำพาเสียงเรียกของเพื่อนที่ถามกันอย่างงงๆ  เมื่อห่างไปพอสมควร ผมถึงได้ลดความเร็วในการก้าวเท้า กลายเป็นเดินเอื่อยๆ เตะลม เตะทรายไปเรื่อยๆ

ลมทะเลยามค่ำคืนพัดอ่อนๆ ให้รู้สึกเย็นสบาย เกลียวคลื่นที่สาดซัดเข้าหาฝั่งตามจังหวะให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ ดวงดาวน้อยใหญ่บนท้องฟ้าสีนิลส่องกระพริบอวดแสงกันให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวาอย่างบอกไม่ถูก

ผมผ่อนจังหวะการเดินจนกลายเป็นหยุดนิ่งอยู่กับที่ สายตาเหม่อมองออกไปยังทะเลกว้างเบื้องหน้าอย่างไม่มีจุดหมาย

ความรู้สึกภายในที่ถูกกดเอาไว้ลึกสุดของหัวใจ เวลานี้มันกลับฟุ้งลอยขึ้นมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่ได้

‘รักแรก’ ที่อกหักทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำอะไร ไม่แม้แต่จะได้บอกออกไป

ผมนั่งแปะลงบนพื้นทราย ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปไกล นานเท่าไหร่ไม่รู้ จนไม่ทันได้รู้สึกถึงใครบางคนที่นั่งลงข้างตัว



“เป็นอะไรหรือเปล่า”

เสียงที่ดังอยู่ข้างๆ ตัว ทำเอาผมหลุดจากภวังค์ความคิด เสียงที่จำได้แม่นยำโดยไม่ต้องหันไปมองแม้แต่น้อย ผมส่ายหน้าปฏิเสธ แล้วก็ได้แต่ถอนใจ

“ไหนว่าไม่เป็นอะไร แล้วถอนหายใจทำไม”

“ก็...” ค้างไว้แค่นั้น ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ จนคนข้างๆ เลิกคิ้วถามนั่นแหละ ผมจึงพยายามคิดหาคำพูดมาพูดต่อ “...เซ็งๆ นิดหน่อย”

“เซ็งอะไรล่ะ”

คนข้างๆ ยังคงถามอย่างสงสัย ผมไม่ตอบคำถาม เพียงแต่หันไปมองใบหน้าเขานิดหนึ่ง ก่อนจะเสกลับไปมองภาพทะเลมืดมิดเบื้องหน้าอีกครั้ง

“ขิง”

“หือ”

“นายมีแฟนรึยัง”

“ห๊า?” คนถูกถามคงตกใจไม่น้อยกับคำถามแปลกๆ ของผม แต่เจ้าตัวก็ตอบกลับมา “ยัง ทำไมล่ะ”

“เปล่า”

เงียบไปชั่วอึดใจ ผมก็เปลี่ยนเรื่องเสียเฉยๆ

“รู้ไหม ทำไมเราถึงชอบแกล้งนายบ่อยๆ ตอนมอปลาย”

ผมเหลือบมองคนข้างๆ นิดหนึ่ง แววตาของคนถูกถามมีความสงสัยอยู่ไม่น้อย แต่ก็ส่ายหน้าว่าไม่รู้ แล้วผมก็เปลี่ยนเรื่องอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

“นายคงเคยฟังเพลงเมื่อกี๊แล้วใช่ไหม ‘บอกให้รู้ว่ารัก’ น่ะ”

อีกฝ่ายเพียงแต่พยักหน้า แต่ในแววตาก็ยังเห็นถึงความสงสัยที่แฝงอยู่ ลมทะเลยังคงพัดมาเบาๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างบอกไม่ถูก

ผมสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างต้องการรวบรวมกำลังใจ ก่อนจะหันกลับมามองคนตรงหน้าอย่างชัดเจน แล้วจึงตัดสินใจร้องเพลงออกมาอีกครั้ง เสียงเกลียวคลื่นซัดสาดส่งประสานเสียงสายลมหวีดหวิวเป็นดนตรีชั้นยอดให้แก่เสียงร้องของผมเป็นอย่างดี

“ ‘ไม่รู้ว่าเธอได้ยินมันบ้างหรือเปล่า เข้าใจไหม เข้าใจบ้างไหม...

ทั้งที่ฉันไม่เคยกระซิบออกไป แต่ในใจตะโกนว่ารัก

...ที่รู้ว่าคือว่าใจตัวเองของฉัน มันบงการให้สารภาพในความรู้สึก ที่เก็บลึก

อยากบอกเธอ ตอนนี้... ว่ารักเธอ

ขิงเราหมายความตามนี้จริงๆ เราแค่บอกให้รู้ไว้แค่นั้นเอง ขอโทษนะ เราคงอกหักแล้วใช่ไหม เรา...”

ลิ้นผมแทบจะพันกันเพราะความตื่นเต้น พูดผิดพูดถูก คำพูดที่บอกไปก็เลยตลกแบบนั้น บรรยากาศรอบข้างเงียบจนได้ยินแม้เสียงลมหายใจของตัวเอง ก่อนผมจะค่อยก้มหน้าลงน้อยๆ

ไอ้ปังนะเอ็ง ไม่น่าเลยโว๊ย...อย่างอื่นน่ะกล้านัก แต่กับเรื่องนี้ล่ะทำไมถึงขี้ขลาดขนาดนี้วะเนี่ย...

ไม่น่าบอกออกไปเลย...ไม่รู้ว่า คนตรงหน้าจะเสียความรู้สึกขนาดไหนที่อยู่ๆ ก็มีเพื่อนมาบอกอะไรแบบนี้

ในใจผมก็ได้แต่คิดฟุ้งซ่านต่างๆ นานา

ไม่กล้าแม้จะเงยขึ้นมองคนตรงหน้าในขณะนี้ ความคิดต่างๆ ประดังประเดเข้ามาในสมองจนไม่รู้สึกถึงสภาพแวดล้อมรอบกาย ผมตัดสินใจหันหลังก่อนจะเดินจากมาอย่างรวดเร็วด้วยความรู้สึกผิด หากเท้าที่กำลังก้าวต่อไปต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงอีกคนเรียกไว้ แต่ก็ไม่กล้าหันกลับไปมองอยู่ดี

“ปัง”

“จะไม่ถามเราสักคำรึไง

ขี้ตู่ว่าอกหักตั้งแต่ยังไม่ได้ฟังคำตอบนี่ไม่ตลกไปหน่อยเหรอ...”

---

จบตอน

ออฟไลน์ ที่ปรึกษาไอทีขั้นต้น

  • Administrator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6853
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1320/-22
ยอดเยี่ยม ทำสำนวน ลำดับ และพล็อตเรื่อง
ขอร้องเตอะ เขียนนิยายยาวให้อ่านหน่อย
 :serius2: :serius2: :serius2:

abcd

  • บุคคลทั่วไป
แอ่ะ แสดงว่าขิงก้อแอบมีใจให้ด้วย  :5555:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ A GE

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1174
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
ก็ยังดีที่กล้าพูดออกไปนะคับ :haun5: :give2: :haun5:  ดีกว่าเก็บไว้กับตัวเองจนทุกอย่างผ่านไปไม่มีวันกลับ :dont2: :dont2:

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
ชอบตอนจบจัง จบแบบให้คิดเองนี่เยี่ยมมั่ก ๆ  :yeb:

ออฟไลน์ มูมู่น้อย

  • Global Moderator
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2623
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +468/-12
สุดยอดนะเนี่ย  สะจายยยภาคแรก  แอบรักภาคสอง
อยากอ่านต่ออะ  มาต่อหน่อยจิ นะนะ :loveu:

KevinKung

  • บุคคลทั่วไป
หนุกจัง ๆ ๆ
เห็นด้วยกับ เพ่บลู อย่างแรง.....ช่วยเขียนเรื่องยาว ให้อ่านหน่อยจิ  :call:

ออฟไลน์ oaw_eang

  • Global Moderator
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8418
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2122/-586
เจ้จาเอาแบบยาวๆ อะเคอะคุณน้องริว  แบบนี้สั้นไป  เจ้ไม่สยิว  ของแบบยาวๆ นะเคอะ 

ปล. น้องริว เขียนได้ดีนะเคอะ  แต่ยังมีข้อขัดตาเจ้อยู่เล็กน้อย  แต่เอาๆ ไปเลย 8.5 เต็ม 10   :เชิป2:

ออฟไลน์ ไอ้หัวแห้ว

  • ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นดวงดาวชัดเจน...
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +568/-5

อ่ะเจ้ครับ

ที่ว่า "ขัดตา" นี่อะไรง่ะ

ช่วยบอกหน่อยจิเจ้ จะได้เอาไปแก้ไข

 :myeye:

actboyz

  • บุคคลทั่วไป
ชอบอ่าครับ เรื่องสนุกดี ภาษา สำนวนก็โอเค ไม่ซับซ้อนจนทำให้เข้าใจยาก แต่ก็ไม่เรียบง่ายจนเกินไป  :yeb: ไงก็เขียนมาให้อ่านอีกนะ ชอบ ๆ ๆ  :5555: :5555:

supermansk

  • บุคคลทั่วไป
 :laugh3:เมื่อไหร่จะมาลงอีก

gobgab

  • บุคคลทั่วไป

................ชอบการเขียนของคุณน้องริวนะคับ.... :loveu: :loveu:

.......................เขียนต่อไปเรื่อยๆนะคับ.....จะรออ่านต่อไป..... :110011: :เชิป2:

...............ขนาดเจ๊ยังหั้ยตั้ง 8.5 แสดงว่าเขียนดีจิง....... : 222222: : 222222:

ออฟไลน์ ไอ้หัวแห้ว

  • ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นดวงดาวชัดเจน...
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +568/-5
Talk : เรื่องนี้เป็นภาคต่ออีกภาคนะครับ มีการนำตัวละคร และเรื่องต่างๆ จากเรื่อง
La situation de l'amour
มาใช้ด้วยครับ 

 ถือโอกาสโปรโมต (อีกละ ฮ่าๆ)




โทรมาว่ารัก



“อิ๊ค เสิร์ฟโต๊ะห้า”

เสียงพี่พัทที่เรียกอยู่หน้าร้านทำให้ผมต้องกุลีกุจอรีบวิ่งออกมาจากห้องเก็บอุปกรณ์ที่อยู่ภายในร้าน โดยมีแก้วกาแฟสามสี่ใบที่ล้างสะอาดเรียบร้อยแล้วอยู่ในมือ ตั้งบนเคาน์เตอร์ด้านหน้าได้ ก็รีบยกถาดที่พี่พัทเตรียมไว้ไปเสิร์ฟที่โต๊ะตามที่บอก

“กาแฟได้แล้วครับ คาปูชิโน่หนึ่ง ลาเต้หนึ่งครับ”

ผมว่าพลางยกกาแฟในถาดลงบนโต๊ะ โค้งให้ลูกค้านิดหนึ่ง ก่อนจะถอยออกมา

“เหนื่อยไหมอิ๊ค”

เสียงพี่พัทถามออกมา ทั้งๆ ที่ตัวเองก็มือเป็นระวิงในการชงกาแฟ และตักไอศกรีมใส่ถ้วยใบใสอยู่ตรงหน้า ผมส่ายหน้าให้น้อยๆ ไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายมองเห็นหรือเปล่า มือก็ยกถ้วยกาแฟที่เสร็จเรียบร้อยแล้วใส่ถาดไว้คอยถ้วยไอศกรีม
ที่กำลังจะตามมา

“วันนี้ลูกค้าเยอะมากเลย นี่ถ้าอิ๊คไม่มาช่วย พี่คงแย่”

“ครับ ช่วงนี้อิ๊คว่างพอดี คอร์สเรียนพิเศษยังไม่เปิดน่ะ”

“อ๋อ” อีกฝ่ายลากเสียงยาวรับรู้ “ดีแล้ว...พี่คนเดียวต้องเหนื่อยตายแน่ๆ”

คนพูดว่าติดตลกเกินจริง มือก็ยกถ้วยไอศกรีมที่ตกแต่งหน้าด้วยทอปปิ้ง และแท่งช็อกโกแลตสีน้ำตาลเข้มเรียบร้อยแล้ว
วางบนถาดสแตนเลสสีเงินที่คอยอยู่

พี่ ‘ศิรภัทร’ เงยหน้าขึ้นยิ้มให้นิดหนี่งอย่างขอบใจ ก่อนหันมาบอกลูกน้องจำเป็นอย่างผมให้ทราบ

“โต๊ะหนึ่ง นะอิ๊ค”

“ครับ”

กว่าสองทุ่มแล้วที่ทั้งผมกับพี่พัทเพิ่งเก็บร้าน เช็คบัญชีกันเสร็จ ถึงได้พากันมานั่งหอบแฮ่กปาดเหงื่อซ้ายที ขวาที
อย่างเหนื่อยอ่อนบนเก้าอี้โต๊ะกลมติดเคาน์เตอร์ด้านหน้า

วันนี้ลูกค้าเข้าร้านเยอะเป็นพิเศษ ขนาดพี่พัทที่ดูขยันขันแข็งยังบ่นออกมาเลยว่าวันนี้เหนื่อยมากกว่าทุกวัน
ดีที่ได้ผมมาช่วย ไม่งั้นคงไม่ไหวแน่ๆ

‘กุ๊กกิ๊ง กุ๊กกิ๊ง’

“ร้านปิดแล้วครับ”

โดยไม่ทันได้หันไปดูว่าเป็นใคร ผมก็หลุดปากพูดออกไปเสียก่อนแล้ว พอเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของพี่พัทก็พบกับ
รอยยิ้มกว้างขวางอย่างดีใจ เลยอดหันไปมองคนที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาในร้านไม่ได้

“พี่วินท์ ไหงวันนี้มาป่านนี้ล่ะ”

เสียงพี่พัทออกแนวกระเง้ากระงอดผิดจากที่จะเป็นงานเป็นการอย่างทุกครั้ง จนผมได้แต่ทำหน้างง ผู้ชายที่คุยกับพี่พัทเป็นใครเนี่ย ร่างสูงใหญ่สวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน ชายเสื้อหลุดรุ่ยออกมาเล็กน้อย เนคโทสีน้ำเงินเข้มที่ถูกปลดหลวมๆ
คลายความอึดอัด

“ก็พี่มีประชุมตั้งแต่บ่ายเพิ่งเลิกเองนี่ครับ”

“งั้นก็แล้วไป”

“แล้วนี่มีอะไรให้พี่กินบ้างล่ะ หิวจะแย่แล้ว ประชุมทั้งวันไม่ได้กินอะไรเลย นอกจากกาแฟ” 

‘พี่วินท์’ ที่พี่ชายของผมเรียก ว่าแล้วก็ลูบท้องตัวเองป้อยๆ ทำหน้าน่าสงสารใส่คนตรงหน้า ก่อนจะเดินคู่กันมากับพี่พัท แล้วจึงนั่งอยู่ตรงข้ามผม บนโต๊ะตัวเดียวกัน

“อ้อ ลืมแนะนำ” เสียงพี่พัทดังมาจากหลังเคาน์เตอร์ใกล้ๆ กัน สงสัยจะกำลังหาอะไรให้พี่วินท์กินรองท้องแหงๆ 

“พี่วินท์ นี่อิ๊ค ลูกพี่ลูกน้องพัทเอง”

ผมยิ้มให้ก่อนจะยกมือไหว้คนเป็นผู้ใหญ่ตรงหน้า ทำหน้าสงสัยใส่ จนพิ่วินท์เองนั่นแหละคงจะรู้เลยแนะนำตัวเองเสียเลย ทำเอาผมอึ้งระคนตกใจไปเลย

“พี่ชื่อวินท์นะ เป็นแฟนพี่พัท”

“...อ่ะครับ”

ผมอ้อมแอ้มตอบรับ ถือโอกาสผละสายตาจากคนตรงหน้าไปมองพี่พัทที่กำลังง่วนอยู่กับการราดช็อคโกแลตเหนียวๆ
ลงบนไอศกรีมอยู่ จนเมื่อโดนถามนั่นแหละ ผมถึงได้ละสายตากลับมามองพี่วินท์อีกครั้ง
 
“นี่เราเรียนมอไหนแล้วล่ะ ยังมอปลายอยู่เลยใช่ไหม”

“ปีนี้ขึ้นมอหกครับ”

“อ๋อ นี่ปิดเทอมล่ะสิ”

“ครับ แต่เดี๋ยวก็ต้องไปเรียนพิเศษแล้วครับ”

“เอ๊า ช็อคชิพ ราดช็อกโกแลตของพี่วินท์”

เสียงพี่พัทดังขึ้นมา พลางวางถ้วยไอศกรีมลงตรงหน้าแฟนหนุ่มด้วยรอยยิ้ม แล้วจึงทรุดกายนั่งลงข้างๆ ผมเห็นสองคนตรงหน้ายิ้มให้กันด้วยความรักแบบนี้ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าพี่ทั้งสองคนเหมาะสมกันมากๆ

หันซ้ายหันขวาไม่รู้จะอยู่เป็นกขค.ไปทำไม พอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู ก็รู้ว่านี่ก็ดึกแล้ว ฉะนั้นผมจึงควรจะกลับเสียที

“พี่พัท พี่วินท์ อิ๊คกลับก่อนนะ”

“อ้าวไหงรีบกลับล่ะ เดี๋ยวกลับพร้อมกันสิ ให้พี่วินท์ไปส่งก็ได้”

“ไม่เป็นไรครับ ผมกลับรถไฟฟ้าดีกว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมมาช่วยแต่เช้านะพี่พัท”

ผมตัดบทด้วยความเกรงใจ เพราะผมรู้ว่าถ้าไปส่งผม พี่ๆ เขาต้องย้อนไปย้อนมาอยู่ดี ปลดผ้ากันเปื้อนที่คล้องคออยู่
ออกไปแขวนไว้ริมประตูห้องหลังร้านซึ่งพี่พัทเอาไว้สำหรับแขวนโดยเฉพาะ เดินเข้าไปคว้าเป้สีแดงใบเก่งในห้อง
ก่อนจะยกมือไหว้กล่าวลาทิ้งท้าย แล้วเปิดประตูร้านเดินออกมา
 
“ไปแล้วครับพี่ๆ สวัสดีครับ”

เดินไม่ไกลนักผมก็ถึงสถานีรถไฟฟ้า ย่านธุรกิจแบบนี้และในช่วงเวลานี้มักจะมีผู้โดยสารมากเป็นพิเศษ ผมเดินขึ้นมา
บนชานชาลาที่อยู่ชั้นสามอย่างเอื่อยๆ ผิดกับคนอื่นที่ดูจะเร่งรีบเสียมากมาย

จนเมื่อรถไฟฟ้าเข้าจอดเทียบชานชาลา ผู้หญิง ผู้ชายในชุดทำงานมากมายก็ทยอยเดินเข้าไปในตู้อย่างรีบร้อนเช่น
ตอนแรก ผมเลยเดินตามเข้าไปในตู้สุดท้ายบ้าง  ผู้คนในตู้นี้แน่นกว่าตู้อื่นๆ อาจเพราะว่าเป็นตู้สุดท้าย คนที่รีบวิ่งมาเพราะกลัวไม่ทันขบวนนี้จึงเข้าตู้นี้เสียก่อน
 

‘ฉันโทรมา เพื่อจะบอกว่ารัก ถึงเวลาที่ต้องบอกสักที ไม่กลัวแล้ว จะดูไม่ดี นาทีนี้ต้องพูดไป…’


ยิ่งรถออกมาจากสถานีนั้นมาไกลแล้ว คนก็ยิ่งแน่นขึ้นไปอีก เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นในความเงียบทำให้เพิ่มระดับ
ความดังให้มากขึ้นไปอีก

ผมควานหาเครื่องมือสื่อสารเครื่องจิ๋วในกระเป๋ากางเกงยีนสีซีดที่ใส่อยู่อย่างรวดเร็ว หากด้วยความยากลำบากเพราะคนเยอะเกินไปจึงไม่สามารถทำได้ง่ายนัก ยิ่งถูกกดดันด้วยสภาพแวดล้อมรอบข้างที่เงียบแบบนี้ด้วยแล้ว ผมจึงลนลานมากขึ้นไปอีก

“เมื่อไหร่จะหาเจอครับน้อง”

“เอ่อ...ครับๆ”

คนตรงหน้าที่ยืนจับราวโหนอยู่หันหน้ามาทางผมพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดา หากสายตาดุๆ ที่มองมาอย่างหงุดหงิดทำให้
ผมหงออย่างไรพิกล ผมเลยตอบรับไปอย่างแกนๆ

ผู้ชายคนที่ถามผม คงรำคาญไม่มากก็น้อยที่ผมอืดอาดแบบนี้ เลยเป็นฝ่ายถามออกมาก่อนคนอื่นจะได้เอ่ยปาก เอ๊ะ
หรือคนอื่นเขาไม่คิดจะพูดหรอก แต่เอ๊ะ...ใครมั่งล่ะ จะไม่ร้อนรน ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้เข้าน่ะ

คว้าโทรศัพท์ได้ผมก็กดปุ่มเงียบเสียงอย่างรวดเร็ว ด้วยเกรงสายตาประชาชนมากมายที่แม้ไม่มองมา แต่ผมก็รู้สึก
ถึงความรำคาญที่พวกเขาส่งกระแสจิตมาทางผม ผมก้มหน้าดูที่หน้าจอ เพื่อหาต้นเหตุความอับอายนี้ นี่ถ้าเป็นไอ้พวกเพื่อนตัวดีนะ ผมจะด่าเสียให้เปิง โทษฐานทำให้อาย


“พี่อาร์ต...”

ผมกดตัดสายไปในที่สุด ไม่อยากจะติดต่อกับคนพรรค์นั้นอีก หลอกเราก็เท่านั้น ขี้โม้ว่าไม่มีแฟนก็เท่านั้น

ผมยังไม่ลืมเหตุการณ์ในร้านไอศกรีม วันที่แฟนพี่อาร์ตมาแสดงตัวหรอกนะ ความจริงวันนั้นผมก็ทำปากเก่งไปอย่าง
นั้นเอง ทั้งๆ ที่จริงๆ ก็รู้สึกผิดเหมือนกัน ถ้าผมเจอสถานการณ์เดียวกับพี่เขา ผมก็คงทนนั่งเฉยๆ ไม่ได้หรอก

 “ไอ้พี่อาร์ตบ้า แม่ง...”

คิดแล้วผมก็ได้แต่สบถออกมาเบาๆ เงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็เห็นผู้ชายคนเดิม ถลึงตาดุใส่ผมอยู่ จนผมทำหน้าอย่างงงๆ
นั่นแหละ เขาจึงหันกลับไปมองประตูที่กำลังเปิดเพราะจอดที่สถานีใดสถานีหนึ่งอยู่

‘สถานีต่อไป xxx  , Next Station xxx’

เสียงประกาศที่ดังขึ้นทำให้ผมต้องเตรียมตัวลง มือทั้งสองข้างกระชับเป้เข้าหาตัว พลางพยายามแทรกผู้คนที่ยืนอยู่
รายรอบมายืนอยู่ตรงประตูทางออกของตู้รถไฟฟ้าจนได้ เงาสะท้อนจากกระจกทำให้เห็นว่าผู้ชายที่ถลึงตาใส่ผมเมื่อครู่
กำลังยืนหลับตาอยู่ข้างหลังผมนี่เอง

“สงสัยจะยืนหลับ”

ผมพูดออกมาเบาๆ ก่อนจะไม่สนใจอีก ไม่กี่นาทีต่อมา ก็ถึงสถานีที่ผมต้องลง พอประตูเปิดปุ๊บ ผมก็เดินออกมาทันที
ไม่ได้เหลียวกลับไปมองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังอีก

---
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-04-2007 22:36:55 โดย ไอ้ปลาทองตัวเล็กตาโต »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด