1.หวง 2.บอกให้รู้ว่ารัก 3.โทรมาว่ารัก 4.ดื่ม 5. กฎของแฟนเก่า
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: 1.หวง 2.บอกให้รู้ว่ารัก 3.โทรมาว่ารัก 4.ดื่ม 5. กฎของแฟนเก่า  (อ่าน 48194 ครั้ง)

ออฟไลน์ ไอ้หัวแห้ว

  • ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นดวงดาวชัดเจน...
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +568/-5

“พี่พัท หวัดดีคร๊าบ”

ผมส่งเสียงทะเล้นให้เจ้าของชื่อที่ตอนนี้ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์บนตัวมีผ้ากันเปื้อนสีสะอาดของร้านสวมอยู่เรียบร้อยแล้ว
ผมเดินเลยนำเป้ใบเก่งเข้าไปวางในห้องด้านใน ก่อนจะคว้าผ้ากันเปื้อนของร้านมาใส่บ้าง

“มานานยังครับ”

“ไม่หรอก ประมาณเก้าโมงเอง”

“มีอะไรให้ผมช่วยบ้างครับ”

ผมว่าแล้วก็กุลีกุจอเข้าไปช่วยพี่พัท ยกกาน้ำร้อน ที่วันนี้ไม่รู้พี่พัทจะคึกย้ายที่วางทำไม จนเสร็จเรียบร้อยแล้วนั่นแหละ เจ้าตัวที่กำลังเช็ดแก้วให้สะอาดอยู่ถึงหันมาตอบ แล้วก็หันไปสนใจงานของตัวเองตรงหน้า

“วางตรงนี้จะได้สะดวกขึ้นน่ะ”

ผมนั่งหน้าเซ็งอยู่บนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์อย่างไม่รู้จะทำอะไรดี นี่ก็ถึงเวลาเปิดร้านมาประมาณสิบนาทีแล้ว แต่ยังไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย ทั้งๆ ที่เมื่อวานแทบจะยืนรอก่อนร้านจะเปิด ผมส่ายหัวไปมากับความคิดที่คิดยังไงก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี

“พี่พัทเป็นแฟนกับพี่วินท์นานแล้วเหรอ”

อยู่ๆ ผมก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ขอถามซะหน่อย เห็นพี่เค้าสองคนดูน่ารัก เหมาะสมกันดี คนถูกถามมีสีหน้าเรื่อขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรผมที่ถามละลาบละล้วงอย่างนี้

“ก็...ห้าเดือนมั๊ง”

“โห นานแล้วนะ”

“นานตรงไหน นี่ยังไม่ครบปีเลย”

“ก็แหม”

“ว่าแต่ตัวเองเถอะ เมื่อไหร่จะเอาแฟนมาแนะนำพี่บ้างเนี่ย”

อยู่ๆ คนถูกถามตอนแรกก็เปลี่ยนประเด็นกลับมาถามซะงั้น จนผมได้แต่ทำหน้าเอ๋อ ส่ายไปมาปฏิเสธ

“มีที่ไหนเล่าพี่พัท ใครมันจะมาสนใจ”

“เหอะ” คนพูดทำหน้าหมั่นไส้ก่อนจะเบ้ปาก “แล้วที่โทรหาทุกวันล่ะ แหม...อย่ามาบอกว่าไม่ใช่แฟน”

ผมได้ยินแล้วก็สะอึก ไอ้ที่พี่พัทเห็นผมรับโทรศัพท์น่ะ บางทีผมก็ไม่ได้รับหรอก แค่กดทิ้งแล้วทำเป็นคุยแค่นั้นเอง
พี่พัทจะได้ไม่ผิดสังเกต แล้วไอ้คนที่โทรมา ก็จะใช่ใคร นอกจากพี่อาร์ต

“แฟนคนอื่นอ่ะดิพี่”

“แฟนคนอื่นยังไงวะ”

คนฟังหันมาทำหน้าสงสัย แต่ไม่ทันจะได้เอ่ยอะไรออกไป เสียงกระดิ่งตรงประตูที่ติดไว้ ก็บอกว่ามีลูกค้ากำลังเดินเข้ามา ผมคว้าเมนู สมุดโน้ตได้ ก็ลุกขึ้นยืนเพื่อไปรับออเดอร์ หากปากก็พูดต้อนรับออกไปด้วยอย่างที่พี่ชายสอนไว้

“ยินดีต้อนรับครับ”

“กี่ที่ครับ”

“สามนะครับ เชิญทางนี้เลย”

เดินนำคน ‘สอง’คน มานั่งที่โต๊ะติดกระจกใส ก่อนถอยออกมาหนึ่งก้าวตามที่พี่พัทสอนทุกอย่าง วางเมนูลงบนโต๊ะใสๆ
ที่มีแจกันเสียบดอกกุหลาบสีขาว อย่างนุ่มนวล คว้าปากกกากับสมุดโน้ตเล็กบางในกระเป๋าใบเล็กตรงหน้าอก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ลูกค้า

“จะสั่งเลยไหมครับ”

“อ๋อ สักครู่นะครับ รออีกคนก่อน”

“ครับ”

ผมตอบรับเสียงใส ก่อนจะหลบฉากออกมายืนหน้าเคาน์เตอร์ดังเดิม และเมื่อไม่เห็นวี่แววว่าลูกค้ารายแรกของร้านจะสั่งอะไรเสียที ผมจึงถือโอกาสนี้ไปเข้าห้องน้ำ ส่วนพี่พัทกำลังทำอะไรสักอย่างง่วนอยู่หน้าตู้เย็น

“อิ๊ค รับออเดอร์”

เสียงพี่พัทตะโกนเข้ามายังห้องด้านใน ทำให้ผมต้องรีบวิ่งออกไปข้างนอก คว้าเมนูอีกแผ่นได้ ก็รีบเดินไปยังโต๊ะที่ลูกค้าเพียงตัวเดียวนั่งอยู่ ตอนนี้มีคนนั่งอยู่ครบสามคนตามที่บอกไว้แต่แรกแล้ว ผมหยุดยืนอยู่นิดหนึ่ง วางเมนูแผ่นสุดท้ายลงโต๊ะก่อนจะพูดต่อ

“จะรับเลยไหมครับ”

“ครับ สั่งเลย”

หนึ่งในสามคนพูด คนนี้คือคนที่หันมาตอบผม และมาก่อนในตอนแรก ส่วนอีกคนเป็นผู้หญิงก็ที่มาด้วยกัน ก็หันหน้าเยี้องๆ ทางด้านซ้าย ส่วนผู้มาใหม่คือผู้ชายคนที่นั่งหันหลังให้ผมนั่นเอง ผมมองลักษณะการแต่งตัวของทั้งหมดแล้ว
ก็คิดว่าพวกเขาน่าจะทำงานไม่ไกลจากแถวนี้มากนัก 

“ผมขอมอคค่าร้อนครับ”

“ฉันเอาลาเต้นะคะ อ้อ...เอาเค้กสตอเบอร์รี่มาชิ้นหนึ่งด้วยจ๊ะ”

หญิงสาวคนที่สั่งต่อมาหันมายิ้มให้ผม ผมพยักหน้ายิ้มตอบ แล้วก็ลงมือจดรายการที่ลูกค้าสั่ง ก่อนจะยืนรอลูกค้า
คนสุดท้ายที่กำลังนั่งมองเมนูอยู่

“แล้วคุณรับอะไรดีครับ”

“ขอคาปูชิโน่ร้อนครับ”

ผู้ชายคนนั้นตอบก่อนจะหันไปรวบรวมเมนูจากเพื่อนอีกสองคน ก่อนจะเอี้ยวตัวหันมาส่งคืนให้ผม และจังหวะที่
เขาหันมานั่นเอง ผมก็ได้แต่อุทานในใจอย่างงงๆ ระคนตกใจ

‘เฮ้ย ผู้ชายคนเมื่อวานนี่หว่า’

ก่อนจะปั้นหน้ายิ้มแย้ม คิดในใจว่า คนตรงหน้าผมคงจะจำไม่ได้หรอกน่า

แล้วโลกทำไมมันกลมอย่างนี้เนี่ย

“ได้ครับ รอสักครู่นะครับ”

รับเมนูมาถือได้ ก็ผละออกมาอย่างรวดเร็ว ตกใจแทบแย่ แต่วันนี้ผู้ชายคนนั้นไม่ได้ทำหน้าดุใส่ผม แต่ผมสังเกตได้ว่า
เขาเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ก่อนจะคลายออก ไม่สนใจอีก แล้วหันกลับไปคุยกับเพื่อนๆ ต่อ ผมคงจะคิดไปเองว่าเขาคงจำได้

“พี่พัท ตามนี้”

“ตามนี้อะไรวะ อ่านด้วยดิ”

“ก็นี่ไง ที่จดอ่ะ มอคค่าร้อน คาปูร้อน ลาเต้แล้วก็เค้กสตอ”

ผมอ่านอย่างย่อๆ พลางมองไปยังโต๊ะตัวเดียวในร้านที่มีลูกค้านั่งอยู่ จนโดนพี่พัทสะกิดนั่นแหละ ถึงได้รู้ตัว เดินกลับไปหลังเคาน์เตอร์ หยิบจานใบเล็กมาไว้ในมือ ก่อนจะย่อตัวเปิดตู้กระจกที่มีเค้กมากมายหลากหลายชนิดวางอยู่ หยิบที่
ต้องการได้ก็วางไว้บนถาดสแตนเลสที่พร้อมใช้งาน

“แป๊บนึง เอาเค้กไปเสิร์ฟก่อนก็ได้”

เสียงพี่พัทดังมาอีก ทำให้ผมต้องพยักหน้าแกนๆ หยิบถาดที่มีจานเค้กเล็กๆ อยู่ได้ ก็เดินดุ่มๆ ไปเสิร์ฟยังโต๊ะที่มีลูกค้าคอยอยู่ จนเกือบจะถึงโต๊ะที่หมาย อารามรีบร้อนหรือคราวซวยก็ไม่อาจทราบได้ เท้าของผมดันสะดุดกับขาเก้าอี้ที่วางใกล้ๆ จนเซถลา

ถาดสแตนเลสในมือหลุดออกไปตอนไหนผมก็คว้าไว้ไม่ทัน ก่อนที่ร่างผมจะวืดลงสู่พื้น ตาเล็กๆ ของผมก็เห็นเค้กก้อนน้อยๆ สีชมพูสวยงาม ลอยละล่องไปเสียไกล ก่อนจะ ‘โผละ’ ลงบนหัวใครบางคนที่นั่งหันหลังไม่ได้มองมาทางนี้

“กรี๊ด!!!”

“เฮ้ย!!!”

ไม่ทันเสียแล้ว เมื่อผมลงไปนอนเอ้งเม้งอยู่บนพื้น ภาพที่ปรากฏในสายตาก็พบว่า คนที่เคยหันหลังตอนนี้หันหน้ากลับมา แถมสีหน้าก็ดุเสียจนผมแทบจะกัดลิ้นฆ่าตัวตายเพื่อหลบลี้หนีความผิดที่ได้ก่อไว้ บนผมที่เซตมาอย่างดีของผู้ชายคนนั้น มีเค้กสีชมพูน่ารัก พร้อมทั้งครีมสีขาวเปรอะอยู่อย่างเห็นได้ชัด

“อ๊ะ...อิ๊คเกิดอะไรขึ้น”

เสียงตึงตังที่ดังมาให้ได้ยิน พร้อมทั้งเสียงที่ถาม ทำให้ผมทราบว่าตอนนี้ผมมีตัวช่วยแล้ว เลยรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นโดยมีพี่ชายที่แสนดีช่วยพยุง พอเห็นหน้าเท่านั้นแหละ ใบหน้าที่หวาดๆ ของผมก็แทบกลั้นหัวเราะไม่ทัน

“ยังจะมาหัวเราะอีก”

เสียงคนที่มีเค้กเต็มหัวกัดฟันพูด จนผมหงอไปอีกรอบ

“ขอโทษด้วยนะครับๆ น้องมันไม่ได้ตั้งใจน่ะครับ คงจะสะดุด ถ้าไงเดี๋ยวอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าข้างในก่อนแล้วกันครับ”

พี่พัทว่าเสียยืดยาว ไอ้ผู้ชายหน้ากลัวคนนั้นเลยลดอาการตึงเครียดลงหน่อย แต่ใบหน้านั้นก็ยังไม่วายหันมาทางผมที่
ได้แต่ก้มหน้างุดๆ

“ขอโทษเขาสิอิ๊ค”

“ขอโทษครับ”

เสียงดุๆ ของพี่พัท ทำให้ผมต้องอุบอิบขอโทษอย่างเสียไม่ได้ ทั้งที่รู้สึกว่าตัวเองผิดนั่นแหละ แต่พอดูใบหน้าคนตรงหน้าแล้ว มันชวนให้หงุดหงิดเสียไม่ได้ ไอ้ผมมันเป็นประเภทชอบเอาชนะเสียด้วยสิ

“อ้าว เกิดอะไรขึ้นน่ะ”

เสียงทุ้มอีกเสียงแทรกเข้ามา  ผมรีบหันไปมองถึงได้รู้ว่าเป็นพี่วินท์เอง แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่ออยู่ๆ พี่วินท์ที่หันซ้าย
หันขวาอย่างงงๆ ก็หัวเราะฮาออกมาซะงั้น

“ฮ่าๆๆ เฮ้ยทำไมหัวเป็นงั้นวะไอ้ต้าร์”

“ไม่ต้องมาพูดเลยเอ็ง ยิ่งโมโหๆ อยู่ด้วย”

“พัท ทำไมเหรอ เกิดอะไรขึ้น”

เมื่อหัวเราะจนพอใจแล้ว พี่วินท์ถึงหันมาถามพี่พัทก็ยืนทำหน้างงๆ เช่นเดียวกันกับผม พอตอนตอบคำถามพี่พัทเอง
ก็คงไม่รู้จะตอบยังไงให้ดูดี เลยอ้ำอึ้งๆ จนคนที่โดนการประทุษร้ายโดยไม่ตั้งใจจากผมต้องเป็นฝ่ายตอบเสียเอง

“เอ่อ...พอดี อิ๊คมันทำเค้ก...เอ่อ ”

“ลอยละลิ่วจนหล่นใส่หัวข้าไง ชัดไหมวะไอ้วินท์”

“เออๆ รู้แล้ว ล้อเล่นนิดเดียวทำตาเขียว เอ้า ไปอาบน้ำ ล้างหัวซะสิวะ”  พี่วินท์สั่งเพื่อน ก่อนพยักเพยิดมาทางพี่พัท

“อิ๊ค พาพี่เขาไปสิ ไปเร็ว” ผมเลยได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก เดินอย่างสำนึกผิด พาคนที่หน้าแทบบอกบุญไม่รับเข้าไป
หลังร้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เลอะครีมที่เริ่มหล่นลงมาโดนเสื้อผ้าเลอะไปหมดแล้ว

---

ออฟไลน์ ไอ้หัวแห้ว

  • ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นดวงดาวชัดเจน...
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +568/-5

นี่ก็ดึกมากแล้ว แต่ผมยังไม่อยากกลับสักเท่าไหร่ วันนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน เพราะพ่อกับแม่ไปธุระต่างจังหวัด ส่วนพี่เอ๋ย
พี่สาวคนเดียวของผมก็อยู่ทำกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยโน่น กว่าจะกลับมาก็สัปดาห์หน้า

ผมเดินเต๊ะจุ๊ยไปเรื่อยๆ ตามทางเท้าที่มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟฟ้า สองมือล้วงกระเป๋ายีนซีดๆ ที่สวมอยู่ บนหลัง
ก็มีเป้ใบเก่งสีแดงที่มักจะสะพายไปไหนมาไหนเป็นประจำ บนถนนตอนนี้คลาคล่ำไปด้วยรถยนต์ที่ขับเคลื่อนตามกันไป

เดินไปเรื่อยๆ เสียงโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็ดังขึ้น ผมหยุดควานๆ หาในกระเป๋าเป้ที่วันนี้เก็บมือถือคู่ใจใส่ไว้ตั้งแต่บ่าย
เพราะมัวแต่วุ่นวายในการเสิร์ฟ การรับออเดอร์ที่ร้านเลยไม่อยากให้ใครโทรมารบกวนทำให้เสียเวลาในการทำงาน

กดรับเสร็จสรรพ ยกมือถือขึ้นแนบหูได้ กำลังจะพูดออกมา อยู่ๆ มือถือที่อยู่ในมือก็ถูกกระชากออกไปตามแรงดึง เสียงตะคอกแรงๆ ดังในระหว่างที่มือกำลังโดนดึง ทำให้ผมตกใจจนปล่อยมือออกจากการเกาะกำโทรศัพท์เครื่องจิ๋วไปโดยอัตโนมัติ

“เฮ้ย!!”

เมื่อได้สตินั่นแหละ ผมถึงได้วิ่งตามไป ไม่รู้หรอกว่ามันวิ่งไปทางไหน แต่ที่รู้ผมต้องเอามันคืนมาให้ได้ มันคือมือถือเครื่องแรกที่ผมสะสมเงินซื้อเองเชียวนะนั่น ไอ้บ้า...เมิงตาย!!!!

วิ่งมานานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าเห็นหลังมันไวไว หากบริเวณนี้ ตอนนี้ก็มืดเสียเหลือเกิน ไอ้หัวขโมยนั่นมันวิ่งไปทางไหนแล้วก็ไม่รู้

“เอ๊ะ นั่นไง”

ไม่รู้ว่ามันตั้งใจให้มองเห็น หรือผมตาดีจริงๆ เลยเห็นมันเข้าจนได้ มันกำลังวิ่งผ่านตรอกซอยเล็กๆ ที่ผมหลงวิ่งเข้ามาโดยไม่มีคุ้นทาง ผมเลยรีบวิ่งย้อนกลับไปต้นซอยอีกครั้ง หวังไว้จะจับมันให้ได้

‘พลั่ก’

แรงประทะที่ผมกำลังกระโจนไปข้างหน้าเต็มที่ กับสิ่งที่ขว้างกั้นอยู่ ทำเอาผมกับใครคนหนึ่งที่ชนกันโดยไม่ได้ตั้งใจกระเด็นออกไปคนละทางพร้อมกัน ผมพยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างงงๆ โดยฝ่ายนั้นที่กำลังพยุงตัวลุกขึ้นยืนเช่นกัน

“เฮ้ย!!”

“อ้าว!!”

ผมต้องร้องเสียงหลงขึ้นมาอีกรอบ เมื่อผู้ชายตรงหน้าที่ชนกับผม คือคู่กรณีที่ผมทำเรื่องไว้เสียมาก หากไม่ทันได้คิด
จะพูดอะไร ผมจึงนึกถึงขโมยขึ้นมาได้ เลยรีบออกตัววิ่งมาอย่างรวดเร็ว มารยงมารยาทไม่สนมันแล้วเว้ย!

หากพอกำลังจะก้าวเท้าไปจริงๆ กลับมีมือมารั้งแขนผมไว้เสียก่อน ผมหันกลับมามองอย่างหัวเสีย กำลังจะเอ่ยปากด่าออกไป อีกฝ่ายกลับชูมืออีกข้างที่มีมือถือผมไว้เสียก่อน ผมเลยยิ้มกว้างออกมาโดยไม่รู้ตัว

“อ๊ะ มาได้ไง”

“ของนายรึเปล่า”

เสียงนั้นราบเรียบ พร้อมด้วยใบหน้าเฉยชาที่ผมแทบจับอารมณ์ไม่ถูก เอ๊ะ หรือวางแผนจะแก้แค้นผมเนี่ย เพราะรู้สึกผมจะก่อคดีไว้กับเขาหลายข้อหาเหลือเกิน

“ของผมครับ แล้ว...?”

“ก็เห็นมันตกอยู่ตรงนั้น” เจ้าของมือชี้ไปยังจุดไม่ไกลนักประกอบคำพูด “นึกว่าของไอ้เจ้านั่น เลยวิ่งจะมาคืน มันดันวิ่งหนี แล้วก็ชนกับนายนี่แหละ”

“ง่ะ”

ผมรับมันมาถือไว้ แต่ก็ทำหน้าเอ๋อเร๋ออย่างแรง ทำไมในโลกนี้นอกจากมันจะกลมแปลกๆ แล้วมันยังจะมีเรื่องเหลือเชื่อแบบนี้เกิดขึ้นได้ด้วย ไม่น่าเชื่อที่เค้าว่า โลกเบี้ยวๆ บูดๆ ใบนี้ มักมีอะไรเกิดขึ้นได้เสมอๆ

“แล้วตกลงของนายใช่ป่ะ”

“ครับ พอดีเจ้านั่นมันกระชากไปจากมือ ผมก็เลยวิ่งตามมา”

“บู๊หน้าดูเลยนะ”

อีกฝ่ายว่าพลางยิ้ม แต่ดูเหมือนการประชดประชันอย่างไรพิกลในความรู้สึกผม แต่จนแล้วจนรอดเมื่อแน่ใจได้บ้างว่า
คนตรงหน้าจะไม่อยู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาแยกเขี้ยวใส่ผมอีก ผมก็เลยวางใจเดินเคียงกันออกมาจากซอยเล็กๆ นั้นแต่โดยดี

หากอยู่ๆ คนข้างๆ ก็เอ่ยถามขึ้นมาอย่างทำลายความเงียบขึ้น

“แล้วจะใช้ได้รึเปล่านั่น”

ผมก้มลงมองเครื่องสื่อสารเครื่องจิ๋วในมือ ก่อนจะเงยหน้าตอบ 

“ไม่รู้สิครับ คงไม่เป็นอะไรหรอก” ผมว่าพลางไหวไหล่อย่างไม่จริงจังนัก “มันอึดจะตายไปเจ้านี่น่ะ”

“ถ้ามันเจ๊งเอาของพี่ไปใช้ก่อนไหม”

ประโยคที่ดังออกมา ทำให้ผมตาโตอ้าปากหวอไปเลยทีเดียว ทั้งคำว่า ‘พี่’ และความมีน้ำใจของอีกคน ตอนแรก
ผมคิดว่าผู้ชายคนนี้จะไม่ยอมญาติดีกับผมแล้วเสียอีก ตั้งแต่วันที่เค้กโปะใส่หัวเค้าวันนั้น

“ไม่เป็นไรครับ มันคงใช่ได้แหละ”

“เอาไปเถอะน่ะ มีหลายเครื่อง หลายเบอร์”

“รวยจัง” ผมว่าประชดเล็กๆ “หลายเบอร์นี่ หลายใจด้วยป่ะครับ”

ผมว่าอย่างหมั่นไส้หน่อยๆ คนถูกถามไม่ตอบ หากกลับจ้องผมนัยน์ตาวาวเสียอย่างนั้น ทำให้ผมอดจะรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ แปลกๆ ไม่ได้ แต่พูดก็พูดเถอะวันนี้คนข้างๆ ก็ใจดีกับผมเป็นพิเศษ จนแอบแปลกใจไปเหมือนกัน

มองไปมองมาคนๆ นี้ก็ดูดีเหมือนกันแฮะ ดูการแต่งตัวอีกล่ะ ถึงแม้จะชายเสื้อจะปล่อยออกกับคลายเนคไทให้หลวมๆ สบายๆ ไปแล้วก็ตามแต่ก็ยังดูดีอยู่ ไหนจะคิ้วดำเข้มที่พาดเหนือดวงตาตี่เล็ก แต่ไม่ตี๋จนเกินไปบ่งบอกความีเชื้อจีน
จมูกขึ้น กับปากแดงที่แถมมาด้วยลักยิ้ม หล่อแฮะ...

เหวอ...นี่ผมคิดอะไรไปเนี่ย?


---

‘KKKKKK’

“สวัสดีครับ”

“เป็นไง มือถือใช้ได้หรือยัง”

“ได้แล้วครับ แล้วจะให้ผมเอาไปคืนยังไงครับ”

“อ๊ะ...วันนี้เหรอครับ ได้ครับ”

สุดท้ายตอนจะลงรถไฟฟ้าผมก็ต้องรับมือถือของคนๆ นั้นมาใช้ก่อนอยู่ดี จะด้วยดวงตาดุๆ ที่เอาไว้มองเวลาผมทำหน้า
ขัดใจเหมือนตอนที่อยู่บนรถไฟฟ้าตอนนั้นก็ไม่แน่ใจ เห็นว่าเป็นเพื่อนพี่วินท์หรอกนะ ไม่งั้นผมคงไม่กล้ารับของเขามาหรอก
 
ผมวางกดวางโทรศัพท์อย่างครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรดี ตอนนี้งานในร้านเสร็จไปหมดแล้ว แต่ยังไงจะให้พี่พัทต้องอยู่ร้านคนเดียวคอยพี่วินท์ก็ท่าจะไม่ดี พี่วินท์ก็ยังไม่เข้ามาสักที ผมเลยต้องแถๆ ไปหาพี่พัทที่คิดบัญชีอยู่ที่เคาน์เตอร์อย่าง
ช่วยไม่ได้

“พี่พัทจ๋า”

“หือ ว่าไงเรา ทำเสียงอ้อนเชียว”

“พี่พัทอยู่รอพี่วินท์คนเดียวได้เปล่า อิ๊คจะไปซื้อของก่อนกลับบ้านซะหน่อย”

ไม่รู้ทำไม ผมต้องโกหกเหมือนกัน

เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นมาจากกองสมุดบัญชี แล้วก็ยิ้มให้

“ก็ไปสิ พี่อยู่คนเดียวได้อยู่แล้ว กลับบ้านดีละๆ เรา”

“ขอบคุณคร๊าบ”

ผมพนมมือไหว้ขอบคุณ ถอนผ้ากันเปื้อนไปเก็บได้ ก็รีบวิ่งหน้าเริ่ดออกมาจากร้าน พลางดูนาฬิกาข้อมืออย่างเร่งรีบ
อีกสิบนาทีสองทุ่ม ตายๆ จะทันไหมเนี่ย ไม่ใช่ไปช้าแล้วตีหน้ายักษ์อยุ่ก่อนแล้วหรอกนะ ยิ่งเดาอารมณ์ยากๆ อยู่
สามวันดี สี่วันไข้รึเปล่าวะ

ไม่ถึงห้านาทีหลังจากนั้นผมก็มายืนหอบแฮ่กๆ อยู่หน้าสถานีรถไฟฟ้าขาประจำ

“หอบแฮ่กเชียว ไม่เห็นต้องรีบ”

พอเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นเจ้าของเสียงทุ้มกำลังยืนทำหน้าดุให้อยู่ก่อนแล้ว ทำไมต้องดุด้วยนะ แค่นี้เอง 

“แฮ่ก...ก็กลัวพี่รอ เห็นบอกกำลังจะออกมาจากที่ทำงานแล้ว”

“ไม่เป็นไร คราวหลังก็ไม่ต้องวิ่งมาแบบนี้มันอันตราย”

“ขึ้นมาดิ ยืนอยู่ทำไม”

ไม่ทันได้พูดอะไรออกไป เพราะมัวแต่หอบอยู่ ผู้ชายตรงหน้าก็สั่งมาอีก ให้ตายสิ...
พี่วินท์ทนคบเพื่อนเผด็จการแบบนี้ไปได้ยังไง

สุดท้ายผมเลยต้องถ่อสังขารขึ้นรถไฟฟ้ามาแหล่งช็อปปิ้งใจกลางเมืองและก็เดินตามคุณพี่ที่เข้าไปนั่งในร้านไอศกรีมกลางห้างดังน่าตาเฉยโดยไม่ฟังความเห็นของผมสักนิด

แต่ทำไม...มันต้องเป็นร้านนี้ด้วยวะ


‘เสียงข้างในดังออกมา มันแสดงออกมา ว่ารักแล้วให้ทำไง...’


เสียงเพลงที่ดังออกมาจากร้อน ทำให้ผมหลุดจากภวังค์ความคิดชั่วคราว ก่อนจะเดินตามผู้ชายตรงหน้าที่เดินจนไป
หยุดยังโต๊ะหนึ่ง ตรงข้ามโต๊ะวันนั้นเลยแฮะ ผมได้แต่คิดในใจ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งอย่างเซ็งๆ

“เป็นอะไร ทำหน้ายังกับถ่ายไม่ออก”

นั่น ไหง ประโยคที่ถามมันถึงได้กวนแบบนี้...เอ๊ะ ทำไมคนตรงหน้านี่ ถึงอารมณ์แปรปรวนพิกลวะเนี่ย ไม่ดุก็กวน
ไรวะคนเรา เอาใจยากจริง

“เปล่า”

“แล้วทำไมทำหน้างั้นล่ะ แฟนบอกเลิกร้านนี้รึไง”

ได้ยินแล้ว ผมเลยต้องรีบหันกลับไปมองอีกฝ่ายพลางถลึงตาใส่อย่างโกรธๆ ไม่ใช่โกรธเพราะมันเป็นความจริงหรอก เพราะมันไม่ใช่ความจริงอยู่แล้ว แต่ก็เล่นเอาสะอึกหน่อยๆ เหมือนกัน

“มั่วละพี่”

“เหรอ...เอาอะไรดีล่ะ”

อยู่ๆ คนตรงหน้าก็เปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย ก้มลงมองเมนูไอศกรีมหลากรสที่ถืออยู่ในมือซะงั้น ไอ้ผมก็เลยก้มๆ ลงมองบ้าง แม้จะไม่ได้อยากกินนักก็ตาม ก็นะ...ที่ร้าน ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีไอติมเสียหน่อย อยากกินเมื่อไหร่พี่พัทก็บอกว่าไปตักกินได้เลย

สั่งเสร็จแล้ว อยู่ๆ เสียงโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น พอดูชื่อคนที่โทรเข้ามา ผมเลยต้องเบ้หน้า อะไรวะ นั่งก็ร้านเดิม
พี่อาร์ตดั๊นโทรมาอีก ไม่โทรมาหลายวันแล้วนะ ไหงโทรมาอีกแล้ว เลยจัดการกดทิ้ง

ไม่กี่วินาทีต่อไป เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก จนคนตรงหน้าคงจะทนไม่ได้ เพราะตอนนี้หน้าเริ่มดุ เข้าโหมดยักษ์ไปอีกแล้ว

“รับๆ ซะสิ ปล่อยให้ดังอยู่ได้”

“ก็ไม่อยากรับ”

“แล้วทำไมไม่อยากรับ”

“ก็ไม่อยากคุย” 

ผมอ้อมแอ้มตอบ แล้วกดทิ้งไปอีก จนมันดังอีกครั้ง

‘…วันนี้ หัวใจ มันกำความรักไว้ไม่อยู่ซะแล้วเธอ...’


“ไม่รับ ฉันรับเอง”

ไม่ทันจะจบประโยคดี มือใหญ่ของคนตรงหน้าก็คว้าไปกดรับหน้าตาเฉย จะคว้ากลับมาก็ไม่ถึง เพราะอีกคนเอาไปแนบหูเสียแล้ว เฮ้ย...

“เจ้าของเค้าไม่อยากคุยก็เลิกโทรมาได้แล้ว”

“ผมเป็นใครเหรอ”

“เออใช่ เป็นแฟน งั้นก็เลิกโทรมาซะที”

ออฟไลน์ ไอ้หัวแห้ว

  • ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นดวงดาวชัดเจน...
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +568/-5

ห๊ะ! ถ้าใครมาเห็นใบหน้าผมตอนนี้ผมจะหัวเราะจนตัวงอแน่ๆ ก็นะ ตอนนี้ดวงตาคงเบิกกว้าง ปากก็คงอ้าหวอไปแล้ว
เมื่อสติสตังกลับมาผมเลยรีบถามทันที

“พี่ไปบอกพี่อาร์ตว่าอะไรนะ”

“ก็ตามนั้นแหละ”

“ตามนั้น ตามไหนเล่า”

“ช่างเหอะ ว่าแต่ชอบเพลงนั้นมากรึไง”

คนอะไรวะ เปลี่ยนเรื่องอีกแล้ว งงชิบเป๋ง

“เพลงไหนของพี่”

ผมว่าอย่างฉุนๆ ตอบก็ไม่ตรงคำถาม ดันมาถามคนอื่นเค้าอีก อะไรวะ ไม่แฟร์เลย ให้ตายสิ

“เอ้า ก็ที่ทำเป็นเสียงเรียกเข้าไง”

พอผมกำลังจะอ้าปากตอบ บริกรสาวน่ารักก็นำไอศกรีมมาเสิร์ฟเสียก่อน ผมเลยหุบปาก จัดการไอศกรีมตรงหน้าเสียดีกว่า แถมดูคนตรงหน้าก็ไม่ได้คิดจะถามอะไรต่อ เห็นลงมือจัดการในส่วนของตัวเองเหมือนกัน

“โทรศัพท์ผมล่ะ”

เมื่อนึกได้ ผมก็เลยยื่นมือไปขอคืน แล้วก็เลื่อนโทรศัพท์ของคนตรงหน้าที่ยืมมาคืนไปเสียด้วย ผู้ชายตรงหน้าผมพยักหน้าอย่างว่าง่าย ก่อนจะเอาโทรศัพท์ของผมที่ถืออยู่ในมือ ไปกดอะไรสักอย่าง ไม่นาน แล้วก็ส่งกลับมา

“พี่ทำไรอ่ะ”

“เปล่า”

รับโทรศัพท์คืนได้ ผมก็ไม่สนใจอะไรอีก จัดการกับไอศกรีมตรงหน้าจนหมด

---

‘สถานีต่อไป xxx  , Next Station xxx’

“ผมไปก่อนนะพี่ ขอบคุณมากครับ”

ว่าแล้วก็หันไปไหว้งามๆ กับยิ้มหวานให้เสียทีหนึ่งให้สมกับที่เลี้ยงไอศกรีมและให้ยืมโทรศัพท์เสียหลายวันโดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้ตอบ ผมเดินไปยืนที่หน้าประตูรถไฟฟ้าฝั่งที่จะเปิดอย่างทุกครั้ง หากเงาที่สะท้อนให้กระจกอย่างวันนั้นก็อดที่
จะทำให้ผมมองคนข้างหลังเสียไม่ได้

หากที่ผมได้เห็นในวันนี้ไม่ใช่การหลับตาอย่างวันก่อน แต่สิ่งที่ได้ตอบกลับมากลับเป็นรอยยิ้ม...

รอยยิ้มที่ผมไม่คิดว่าจะได้จากคนๆ นี้

แปลกแต่จริง!

หากพอจะหันกลับไปมองของจริง รถไฟฟ้ากลับจอดนิ่งสนิทและประตูตรงหน้าผมก็เปิดออกเสียก่อน กระแสผู้คนที่กำลังเดินต่อจากผมออกมา ทำให้ไม่สามารถหันกลับไปมองได้ในทันที หากเมื่อสามารถหันกลับไปมองได้จากชานชาลาที่ลง ประตูรถไฟฟ้ากลับปิดลงและเคลื่อนตัวออกไปเสียก่อน

ผมสะบัดหัวไล่ความคิดแปลกๆ กับรอยยิ้มนั่น หากไม่ทันจะก้าวเท้าลงบันไดเพื่อไปยังพื้นเบื้องล่าง เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้ผมต้องรีบค้นมันออกมาจากกระเป๋ากางเกงเสียก่อน มองหน้าจอที่แสงไฟกระพริบอยู่ก็ได้แต่ทำหน้างง

...พี่ต้าร์...


“มีอะไรหรือเปล่าครับ”

“พี่มีอะไรจะบอก”

ไม่ทันที่ผมจะอ้าปากถาม เสียงเพลงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นมาเสียก่อน


‘ฉันโทรมา เพื่อจะบอกว่ารัก ถึงเวลาที่ต้องบอกสักที
ไม่กลัวแล้ว จะดูไม่ดี นาทีนี้ต้องพูดไป
เสียงข้างในดังออกมา มันแสดงออกมา ว่ารักแล้วให้ทำไง
วันนี้ ‘หัวใจ’ มันกำความรักไว้ไม่อยู่ซะแล้ว...เธอ’



หากคราวนี้มันไม่ได้เป็นเสียงของนักร้องดังอย่างที่ผมตั้งเป็นเสียงเรียกเข้า แต่มันเป็นเสียงคนที่กำลังคุยกับผมอยู่
ต่างหาก  พอฟังจบ ไม่ทันที่ผมจะได้พูดอีก เสียงพี่ต้าร์ก็แทรกเข้ามาอีกครั้ง

วันนี้ ‘หัวใจ’ มันกำความรักไว้ไม่อยู่ซะแล้วเธอ

พี่หมายความตามนั้นจริงๆ นะ

...กลับบ้านดีๆ ล่ะ ฝันดีนะครับอิ๊ค”

แล้วสายก็ตัดไป ปล่อยให้ผมยืนงง อึ้ง ก่อนที่ใบหน้าจะแดงขึ้นตามมา ส่วนในมือก็ถือโทรศัพท์เครื่องเล็กค้างอยู่อย่างนั้น

---

จบตอน

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
หุหุ เป็นการบอกรักที่น่ารักมาก  :-[  :-[  :-[

kYos

  • บุคคลทั่วไป
 :จ้อบจัง1:  เรื่องดูน่าอ่านดีอ่ะ แต่วันนี้ม่ายไหวแล้ว ขอไปนอนก่อน
ลงชื่อจองที่ไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวมาตามอ่านเน้อ..

ออฟไลน์ LingNERD*

  • จบแล้ว...รักที่เคยมี *
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2797
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +144/-0
กว่าจะอ่านทัน เห้อ เหนื่อย แต่นุกดีคับ  :kikkik:


ปล.อ่านเรื่องนี้เสด ง่วงมาก ไปนอนดีกว่าเรา หาวววววววววววววว :110011:

ออฟไลน์ Junrai_Hyper™

  • พูห์น้อยกลอยใจ
  • Global Moderator
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4842
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +777/-50
มาอ่านแว้วววววว :laugh3:

น่ารักมากมาย  :kikkik:

พยายามต่อไปนะครับ เป็นกำลังใจให้ครับ :yeb:

สู้ๆ  :110011: :เชิป2:

KevinKung

  • บุคคลทั่วไป
โหยยย ถ้าโดนบอกรักงี้ คง กรี๊ดดดด สลบ ไปแหละ  :-[

kYos

  • บุคคลทั่วไป
 :loveu: อ่านทีเดียว 3 ตอนรวด
 :-[ น่าร๊ากกกอ่า 2 ตอนหลัง  ส่วนตอนแรกก็ได้ใจมากๆ สะใจๆ :13223:
ขอบอกว่าอยากอ่านเรื่อยงยาวด้วยคน  อ่านแล้วลื่นมากเลย ชอบๆ :รักจัง11:

supermansk

  • บุคคลทั่วไป
 :laugh3:สุดยอดจริงๆ ว่าแต่ตาอาร์ตจะเป็นไงต่อละเนี่ย อยากรู้อะแต่งต่อให้ทีดิ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






gobgab

  • บุคคลทั่วไป

................บอกรักได้น่ารักมากมาย..... :110011: :เชิป2:

ออฟไลน์ ที่ปรึกษาไอทีขั้นต้น

  • Administrator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6853
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1320/-22
ไปลำดับความมาใหม่อีกรอบ
หุหุ เกือบงงไปกะคนเขียน
 :pandalaugh:

MyLoveMyBabe

  • บุคคลทั่วไป
เป็นการบอกรักที่น่ารักมากๆ เลยอ่า อิจฉาตาร้อน หุหุ   :impress2:

ขอชมเลยนะคับว่าแต่งเรื่องออกมาได้น่าอ่าน น่าติดตามมาก การเดินเรื่องก็ดีคับ ชอบทั้งสามตอนเลย o22

เขียนมาอีกนะครับ เขียนเรื่องยาวๆบางก็ดีนะคับ ผมจะคอยติดตาม เป็นกำลังใจ รอผลงานดีๆ ค้าบบ :teach:

rarmz

  • บุคคลทั่วไป

ออฟไลน์ punchnaja

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +383/-5
 :m4:
เขียนดีจัง อิชั้นชอบ อ่านลื่นมาก สนุกด้วย
 ทิ้งปมให้ชวนคิดต่อตอนจบได้ดี สนุกทุกตอนเลย...

อยากอ่านต่อเร็วๆจัง แหะๆ
ปล.เราชอบเอ็มวีเพลงหวงเหมือนกัน มันส์เนอะ ...อันล่าสุดก็มันส์ เพลงถ้าไม่มีใครตายอย่าโทร เอ็มวรตบลั่นสนั่นเมือง สุดๆ

มาต่อเร็วๆนะ อิๆ

ออฟไลน์ ไอ้หัวแห้ว

  • ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นดวงดาวชัดเจน...
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +568/-5
ดื่ม



ผมรีบสาวเท้าเร็วขึ้น เมื่อฟ้าฝนตอนนี้เหมือนไม่ค่อยเป็นใจจะให้ใครเดินอยู่ในที่โล่งแจ้งมากนัก ผู้คนที่เดินอยู่รายล้อมรอบตัวผมดูเร่งรีบไม่แพ้กัน
 
ท้องฟ้ามืดครึ้มชวนให้หดหู่อย่างไรบอกไม่ถูก แต่...ผมกลับรู้สึกว่า ภายในใจมันกลับหดหู่ยิ่งกว่าบรรยากาศรอบกายเป็นร้อยเท่า สองขาที่กำลังก้าวไม่ได้หยุดชะงัก ทั้งๆ ที่จิตใจของผมตอนนี้อยากจะถอยหลังเสียตั้งแต่วินาทีแรก ที่ตัดสินใจก้าวออกมาจากบ้านตามคำเรียกหาของอีกคน

เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กดังขึ้น ตอนที่ผมกำลังนอนหลับอุตุสบายในเช้าวันเสาร์แรกของปิดเทอมตุลาคมครั้งสุดท้ายในชีวิตนักศึกษาของตัวเอง คว้ามันได้ ก็พยายามแงะตาที่ปิดจนไม่สามารถลืมขึ้นมาได้ แม้ตอนนี้จะเลยเวลาเที่ยงวันมามากโขแล้วก็ตาม
 
ผมพยายามเขม้นมองหน้าจอที่กระพริบวาบอยู่ในมืออย่างยากลำบาก

...พี่คิว...

“ฮัลโหลครับ...”

“อ๋อ...หกโมงเย็น”

“ว่างครับ แค่นี้นะ หวัดดีครับ”

จากที่ยังไม่ตื่น เล่นเอาตื่นเต็มตาก็คราวนี้ ผมผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วราวติดสปริง สองตาที่กำลังปิดอยู่ร่อมรอเมื่อครู่ พลันเบิกกว้างขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

ไม่ใช่ดีใจ

...หากแต่มันสะท้อนใจถึงบางสิ่งบางอย่าง ... สิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นต่างหาก ที่มันกำลังจะเกิดขึ้น

ผมรู้ว่า...การนัดครั้งนี้ มันเพื่ออะไร




มือข้างขวาที่กำลังจะผลักประตูร้านชะงักนิดหนึ่ง  อดที่จะเงยหน้ามองป้ายร้านไม่ได้  ร้านกาแฟเล็กๆ บรรยากาศน่ารัก ดูเป็นกันเองระหว่างลูกค้าและเจ้าของร้าน ที่ผมและพี่คิวมักมาใช้บริการด้วยกันเสมอๆ
 
‘La situation de l’amour’
แผ่นป้ายเล็กๆ มีตัวอักษรสีช็อกโกแลต ข้างๆ มีแก้วกาแฟสีน้ำตาลอ่อนประดับตกแต่งไว้อย่างสวยงามอยู่เหนือประตูบานกระจก เสียงกุ๊กกิ๊งของกระดิ่งเหนือหัวที่แสดงถึงการสั่นสะเทือนซึ่งเกิดแรงผลักของประตู ทำให้ผมอดยิ้มน้อยๆ ออกมาไม่ได้
 
“สวัสดีครับ กี่ที่ครับ”

เสียงใสๆ ดังมาจากเด็กหนุ่มผมเกรียน ที่ผมคาดว่าเป็นวัยมัธยมศึกษาตอนปลายดังมาจากหน้าเคาน์เตอร์ ซึ่งอยู่ทางขวาของประตูร้าน ผมหันไปยิ้มจางๆ ให้หนุ่มน้อยคนนั้น ในขณะที่เจ้าตัวคว้าเมนู เดินตรงมาทางผม ที่กำลังหันรีหันขวางลังเลในจำนวนคน 

ไม่รู้สิ...ผมรู้สึกว่ามันต้องมีมากกว่าสอง


“โต๊ะไหนดีครับ”

ผมชี้ไปยังโต๊ะตัวหนึ่ง ฝั่งเดียวกับประตูร้าน โต๊ะตัวนี้อยู่ตรงมุมพอดี โต๊ะกระจกใสเช่นเดียวกับกระจก
 
เด็กหนุ่มในชุดผ้ากันเปื้อนสีขาวมีกระเป๋าเล็กๆ ใส่บิลกับปากกาอยู่ด้านหน้า นำผมเดินไปยังโต๊ะตัวที่ต้องการ

“รับอะไรดีครับ”

“รอเพื่อนก่อนดีกว่าครับ”

สองมือยื่นเอาเมนูที่ถือติดมือมาให้กับผม ก่อนจะคว้ากระดาษโน้ตกับปากกาในกระเป๋าด้านหน้าขึ้นมา เพื่อจะจดรายการอาหารและเครื่อมดื่มตามที่สั่ง หากผมได้แต่ยิ้ม รับเมนูมาวางไว้ก่อน แล้วเจ้าตัวเลยหลบฉากถอยออกไปยังเคาน์เตอร์ซึ่งมีชายหนุ่มที่มีอายุมากกว่าอีกคนยืนชงเครื่องดื่มอยู่


ท้องฟ้าข้างนอกมือครึ้มมากยิ่งขึ้น จนผมไม่แน่ใจว่าเพราะเวลานี้เย็นมากขึ้น หรือเพราะฝนห่าใหญ่กำลังจะเทลงมากันแน่ ลมที่พัดแรงขึ้นเมื่อมองออกไปภายนอก ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับมันกำลังเข้ามากระพือพัดอย่างรุนแรงภายในท้องของตัวเอง มันป่วนปั่นจนยากจะระงับอาการ

ก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ ปรากฏว่าอีกสิบนาทีจะถึงหกโมงเย็นตามเวลานัด ใจกระหวัดไปถึงเหตุการณ์ต่อจากนี้ที่กำลังจะเกิดขึ้น ถึงแม้เป็นเหตุการณ์ที่ผมคาดการณ์ไว้ก่อนอยู่แล้วก็ตาม แต่มันก็อดจะรู้สึกแย่เสียไม่ได้

 
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา ทำให้ผมหลุดจากภวังค์ความคิด คว้ามือถือเครื่องเล็กที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมากดรับ

“อีกสักแป๊บนะบอล ใกล้ถึงแล้ว”

น้ำเสียงจากปลายสายยังคงทุ่มนุ่มเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง อดทำให้ผมสะท้านในอกไม่ได้ น้ำที่เอ่อออกมาคลอหน่วยตา ทำให้ผมต้องรีบเงยหน้าขึ้นมองเพดาน  เพดานสีขาวที่ปราศจากสิ่งใดมาแต่งแต้ม ผมยกมุมปากยกขึ้นให้เป็นรอยยิ้ม ทว่าในความรู้สึก มันกลับดูแห้งแล้งเสียเต็มที



“รอนานไหมบอล”

เสียงที่ดังอยู่ด้านบนศีรษะ ทำให้ต้องเงยหน้าขึ้นมอง ‘พี่คิว’ ยืนอยู่ในสภาพที่เหงื่อหยดเล็กๆ ซึมอยู่ตามใบหน้า ผมผายมือให้เขานั่งลง ก่อนจะคว้ากระดาษทิชชู่บนโต๊ะส่งให้ หันไปกวักมือเรียกน้องพนักงานเสิร์ฟมารับออเดอร์พลางๆ ปล่อยให้คนที่เพิ่งมา เช็ดหน้าเช็ดตาไปก่อน

“รับอะไรดีครับ”

“คาฟูชิโน่เย็นสอง บราวนี่สองครับ”

ผมแทบไม่ได้เปิดเมนูในการสั่ง เพราะแน่นอน เราสองคนชอบกินอะไรที่เหมือนๆ กัน  คนตรงข้ามเงยขึ้นมาจากการเช็ดหูเช็ดหน้าขึ้นมา ผมยิ้มให้ แม้จะยังรู้สึกว่า...รอยยิ้มของตัวเองช่างฝืดเฝื่อนเสียเหลือเกิน

พี่คิวยิ้มตอบผม ยิ้มที่ผมมักได้รับเสมอๆ


“พี่คิว มีอะไรหรือเปล่าครับ”

ผมกลั้นใจถามออกไป  แม้จะไม่ได้อยากพูดออกไปเลยก็ตาม

เครื่องดื่มกับขนมมาเสิร์ฟตั้งแต่หลายนาทีก่อน แต่กลับไม่มีใครที่เอ่ยปากออกมา จนผมต้องทำลายความเงียบขึ้น สายตาทอดมองออกไปข้างนอกร้าน ผ่านกระจกที่ใสแจ๋ว ไม่ได้โฟกัสสายตามองในที่ใดที่หนึ่ง

ผมไม่ได้สังเกตท่าทางอาการของพี่คิวว่าเป็นอย่างไร หากคำตอบที่รอฟัง กลับไม่ได้ถูกเอ่ยมาจากปากของคนที่นั่งตรงข้าม จนต้องละสายตาจากด้านนอก หันกลับมามองคนตรงหน้าที่กำลังอึกอักจนผมรู้สึกได้  ริมฝีปากนั้นเม้มน้อยๆ อย่างไม่แน่ใจในคำพูดของตัวเอง

“เอ่อ...พี่”

“บอกบอลมาเถอะครับ”

ผมยิ้มให้เขาน้อยๆ รอคำพูดจากเขา

“เราเลิกกันเถอะนะบอล”

ราวกับฟ้าผ่าลงกลางศีรษะ 

ทั้งๆ ที่ทำใจมาแล้ว แต่พอได้ยินคำนี้จากคนรัก...ไม่สิ ตอนนี้ต้องเรียกว่า คนรักเก่า เสียแล้ว ผมก็อดจะช็อกไม่ได้ ใบหน้าของผมตอนนี้คงประหลาดมาก พี่คิวรีบจับมือของผมที่วางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะพร่ำพูดคำขอโทษออกมามากมาย หากผมไม่รับรู้อะไรอื่น นอกจากคำว่า ‘เลิกกัน’ เพียงแค่นั้น

“พี่ขอโทษนะบอล คือ...พี่...พี่ขอโทษจริงๆ บอล อย่าโกรธพี่นะ บอล...บอลครับ”

“พี่หมดรักบอลแล้วใช่ไหม”

ผมถามออกไป รู้สึกเหมือนเสียงนั้นไม่ใช่เสียงของตัวเอง มันเหมือนดังมาจากที่ไกลแสนไกล

“เอ่อ...พี่ พี่รักบอลครับ แต่...แบบน้องชายแล้ว แล้ว พี่...”

“พี่คิวมีคนอื่นใช่ไหมครับ”

“พี่... คือ...”

“ไม่เป็นไรครับ บอลเข้าใจ”

เป็นนานกว่าผมจะหาสติตัวเองได้พบ รู้สึกเจ็บริมฝีปากที่กำลังเม้มมันเข้ากันไว้แน่น น้ำตาที่คิดว่าจะไหลออกมาหากได้ยินคำๆ นี้จากคนที่รัก แต่วันนี้มันกลับเหือดแห้งสนิท ไม่มีแม้การรื้นขึ้นมาคลอหน่วย ผมชักมือตัวเองกลับจากการเกาะกุมของมือใหญ่

“บอล ไม่โกรธพี่นะครับ”

ผมพยักหน้า ยิ้มให้ ยิ้มอย่างเข้าใจ พลางปรับโฟกัสสายตา มองใบหน้าผู้ชายตรงหน้าชัดๆ อีกครั้ง ผู้ชายคนนี้ที่ครั้งหนึ่งเราเคยเป็นแฟนกัน ผู้ชายคนที่สูงเกือบร้อยแปดสิบ ไหล่กว้าง ผิวขาว ดวงตารีเล็ก บนคิ้วสีเข้มพาดขวางขนานกับดวงตา ลักยิ้มน้อยๆ ตรงมุมปาก


แต่นับจากวินาทีนี้ไป...

เราคงเป็นได้เพียงแค่ ‘คนรู้จัก’ กันเท่านั้น

---
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-08-2008 23:13:10 โดย ไอ้ปลาทอง »

ออฟไลน์ ไอ้หัวแห้ว

  • ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นดวงดาวชัดเจน...
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +568/-5
“เฮ้ยไอ้แม็กซ์ โต๊ะไหนดีวะ”

เสียงไอ้แม็กซ์ เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดถามผมเสียงดัง ในขณะที่เรากำลังเดินเข้าไปในร้านกาแฟเล็กๆ ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก เราสองคนเดินกอดคอกัน ผมอยู่ด้านซ้ายของมัน ในมืออีกข้างที่ไม่ได้อยู่ติดกัน ถือกระเป๋าสะพายของตัวเองคนละใบ แต่ท่าทางเสียงไอ้นี่คงดังมาก คนที่อยู่ในร้านรวมถึงพนักงานที่กำลังเสิร์ฟ ถึงได้หันมามองทางผมสองคนกันหมด

“โต๊ะนั้นก็ได้”

ผมชี้ไปยังโต๊ะตัวหนึ่ง อยู่อีกฝั่งของร้าน ซึ่งไม่ใช่ฝั่งประตูที่ติดกับกระจก ยิ้มแหยๆ ให้คนที่มองมา ส่วนไอ้คนที่เสียงดังก็ไม่ได้อนาทรร้อนใจอะไรสักนิด หันไปมองเมนูของกินหลังเคาน์เตอร์ซะอย่างนั้น ผมจึงตัดสินใจตบหัวมันไปทีหนึ่งสั่งสอน 

“เบาๆ หน่อยก็ได้ว่ะ เสียงดังคนมองห็นไหมวะเนี้ย”

ไอ้ตัวต้นเหตุกลับไม่สนใจ ยักไหล่กวนๆ ให้ผมเสียอีก ผมกับมัน จึงเดินมาจนถึงโต๊ะ มาถึงมันก็จัดการสั่งขนมที่มันอยากกินเสียเยอะแยะ จนผมไม่กล้าสั่งต่อ แต่มันกลับบอกมา

“นี่ของกู มึงก็สั่งของมึงไปดิ”

ผมเลยต้องสั่งของผมเอง “ขอคาปูชิโน่เย็น กับ บราวนี่ ครับ” พนักงานที่มารับออเดอร์ ใส่ชุดนักเรียนโรงเรียนใกล้ๆ นี้ แสดงว่าต้องเป็นรุ่นน้องพวกผม ไม่รู้ทำงานพิเศษหรือเปล่า...แต่ผมว่า คงต้องเป็นร้านของตัวเองมากกว่า เพราะดูท่าสนิทกับพี่ที่เป็นเจ้าของร้านซะขนาดนั้น

“เฮ้ย มองไรวะ”

เสียงไอ้แม็กซ์ขัดความคิดของผมเสียจริง ผมหันไปถลึงตาใส่มันอย่างเซ็งๆ

“อะไรของมึง ไม่ได้มองอะไร”

“แหน่ะ มองน้องเขาล่ะสิ กูเห็นนะเว้ย”

“มองอะไรของมึง กูก็มองไปเรื่อย”

“กูจะเชื่อดีไหมวะ”

“ตามใจมึง กูบอกแล้ว สเปคกูต้องคนทำงานเว้ย”

“เหรอ...สรุปว่ากูต้องเชื่อใช่ป่ะ”

“เออดิ อะไรของมึงวะ หยุด พอ หาเรื่องให้กูจริงๆ”

ผมกับไอ้แม็กซ์หยุดต่อล้อต่อเถียงกันทันที เมื่อน้องที่เป็นคนเสิร์ฟยกน้ำกับขนมเดินเข้ามาใกล้โต๊ะของเราเรื่อยๆ ด้วยเกรงว่าเรื่องมันจะได้ยินไปถึงน้องเขา แม้ไอ้แม็กซ์มันจะไม่อยากหยุดพูดจนผมต้องเอาเท้าเตะมันใต้โต๊ะก็ตามเถอะ

“แล้วอย่างคนนั้นล่ะวะ”

อยู่ๆ ไอ้แม็กซ์ก็พูดขึ้น ตาของมันมองไปทางด้านหลังของผม ที่กำลังนั่งหันหลังให้กับประตูร้าน กระดิ่งส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งทำให้รู้ว่ามีลูกค้าใหม่เข้ามาในร้าน เสียงน้องพนักงานตอบรับเสียงใสมาให้ได้ยิน ผมเหลียวกลับมามอง คนที่ไอ้แม็กซ์บอกอย่างช่วยไม่ได้ แต่มีตั้งสามสี่คน

“คนไหนวะ”

“คนใส่เสื้อเชิ้ตสีดำนั่นไง”

ผมเขม้นมองไปทางคนใส่เสื้อสีดำอย่างที่เพื่อนรักว่า ตอนนี้คนๆ นั้นเดินมานั่งหันหลังให้กับผม ผมเพียงแค่ได้เห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาเท่านั้น แต่ราวกับใบหน้านั้นมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่าง ทำให้ผมไม่สามารถละสายตาจากเขาไปได้ จนเขาหันหลังให้แล้ว แต่ผมก็ยังหันมองอยู่

“เฮ้ย เป็นไงวะ โดนเลยอะดิ กูรู้หรอก สเปคมึง ฮ่าๆ”

เสียงไอ้แม็กซ์ผ่านเข้าหู แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมันมากนัก  สุดท้ายเขาก็หันไปสนใจกับเมนูในการเลือกเครื่องดื่มและขนม ไม่ได้หันมามองทางผมสักนิด ผมเลยหันกลับมากินบราวนี่ตรงหน้าดีกว่า ของโปรดซะด้วย

“อะไร หงอยเชียวมึง เขาไม่มองเนี้ย”

“อะไรของมึงล่ะ ไอ้แม็กซ์ แม่ง...โยนขี้ให้กูอีก”    

“เปล๊า”

ไอ้เพื่อนรัก ลากเสียงสูงกวนตีน ผมไม่ได้อยากสนใจมันนัก ก้มหน้าก้มตากินบราวนี่ของตัวเองดีกว่า ทว่าเสียงไอ้แม็กซ์ที่ดังอยู่ข้างหน้า ทำให้อดจะฟังเสียไม่ได้

“เฮ้ย เขาหันมามองทางนี้ด้วยว่ะ”

“มองใคร” ผมเงยหน้าจากบราวนี่ขึ้นถาม  “เค้าอาจจะมองเมนูบนหัวมึงก็ได้”

“ไม่รู้ว่ะ แล้วจะเอี้ยวตัวกลับมาทำไมวะ เมื่อยเปล่าๆ มึงหันไปดูดิ”

ไม่ทันขาดคำของมัน ผมก็หันไปมองอย่างสงสัยทันที

ทว่า...สายตาของผมดันประสานกับผู้ชายในชุดทำงานคนนั้นน่ะสิ เขากำลังมองมาทางนี้อยู่ก่อนแล้ว ผมรู้สึกชาวูบไปชั่วขณะ โดยไม่สามารถละสายตาไปจากดวงตาคมคู่นั้นได้ เขาขยับปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่พูด แล้วก็หันกลับไป

ผมกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะหันกลับมามองไอ้แม็กซ์ ที่กำลังหัวเราะขำเสียงดัง อย่างกับฟังเรื่องตลกโปกฮา

“หัวเราะอะไร”

“หัวเราะมึงไง”

“อะไรของมึง”

แล้วมันก็ไม่ตอบ หัวเราะบ้าบอ ปากก็กินขนมอันแสนจะมากมายอย่างกะจะขนมากินกันทั้งบ้านต่อไป หันไปดูดนมเย็นที แล้วก็ไม่สนใจผมที่กำลังนั่งงงอยู่อีก ไอ้นี่พอได้ของกิน แล้วมักจะไม่สนใจชาวบ้านเป็นประจำ

“เฮ้ย ปวดฉี่ เดี๋ยวไปห้องน้ำนะเว้ย”

ผมบอกมัน ระหว่างที่ลุกขึ้น ตอนเดินผ่านโต๊ะนั้น ก็อดที่จะเหลือบมองผู้ชายคนนั้นเสียไม่ได้ เขาก็กำลังมองตามมาทางที่ผมเดินอยู่เหมือนกัน  ถามพี่ที่เคาน์เตอร์ได้ ก็อาสาเดินไปเองไม่ต้องรบกวนให้น้องพนักงานเสิร์ฟต้องนำไปให้เสียเวลา

จัดการตัวเองเรียบร้อย พอเปิดประตูกำลังก้มหน้าก้มตาเดินออกมานั่น ถึงได้ปะทะกับอกกว้างที่ยืนอยู่ก่อนแล้ว

“อ๊ะ”

ผมรีบเงยหน้าขึ้นมองอย่างรวดเร็ว เสื้อสีดำที่คุ้นตา ทำให้รู้สึกว่าหัวใจเต้นตึกๆ อย่างรวดเร็วเสียไม่ได้ พอเห็นคนตรงหน้าชัดเจน หัวใจที่เต้นเร็ว ก็รัวถี่อย่างกับกลอนโทน รีบก้าวถอยออกมา ละล่ำละลักบอก

“ขอ..ขอโทษครับ”

“ไม่เป็นไรครับ พี่สิ...ต้องขอโทษเรา”

ประโยคทุ้มนุ่ม พร้อมทั้งรอยยิ้มบาดใจ ทำเอาผมหน้าแดง

“งั้นขอตัวก่อนนะครับ”

ผมอุบอิบเสียงเบา กำลังจะเดินผ่านหน้าได้ แต่ก็ต้องหยุดด้วยคำพูดของเขา

“พี่ชื่อคิวครับ....”

เท้าที่หยุดชะงัก ด้วยมารยาท ผมจึงต้องหมุนตัวกลับไปหาชายหนุ่มอีกครั้ง ใบหน้าขาวยิ้มส่งมาให้ ผมจึงยิ้มตอบกลับไป

“บอลครับ”

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ”

“เอ่อ..ครับ ขอตัวก่อนนะครับ”

---

“บอลครับ..บอล”

มือที่สะกิดกับเสียงเรียกทำให้ผมออกจากภวังค์ความคิด ผมกระพริบตาปริบๆ เหตุการณ์ในความทรงจำผุดขึ้นมาราวกับเกิดซ้ำ
เหตุการณ์เมื่อหกเดือนก่อนที่ผมกับพี่คิวพบกันที่นี่...

ร้านที่เราพบกันครั้งแรก...

“บอลเป็นอะไรหรือเปล่า”

ผมส่ายหน้า มือใหญ่คว้ามือของผมไปเกาะกุมอีกครั้ง จนผมต้องผละมือตัวเองออกมา ผมไม่อยากได้รับความอบอุ่นแบบนี้อีก มันทำให้ผมทำใจลำบาก ทั้งๆ ที่เตรียมตัวเตรียมใจกับเรื่องนี้มาบ้างแล้วก็ตาม

อีกอย่างเดี๋ยวเขาคนนั้นจะเข้าใจผิด ...ผมยิ้มเซียวๆ ให้ไปอีกหนึ่งที

“บอลไม่เป็นไร”

“คิดอะไรอยู่ครับ”

“คิดถึงครั้งแรกที่เรารู้จักกัน แล้วก็หลายๆ ครั้งที่เรามาที่นี่ด้วยกัน...”

คนตรงหน้า หน้าม่อยลงเมื่อผมตอบกลับไป ผมรู้ว่าพี่คิวเป็นคนดี คงรู้สึกผิดมากที่ต้องนัดผมออกมาวันนี้ จริงๆ ผมก็รู้อยู่ก่อนแล้ว ว่าเขานัดผมออกมาทำไม ผมไม่อยากโทษว่าใครเป็นคนผิด แต่เมื่อคนเราหมดรักกันแล้ว ก็ไม่รู้จะรั้งกันไว้อีกทำไม

“เขาไม่มาด้วยเหรอครับ?”

“ครับ?”

คนตรงหน้าผมขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่เข้าใจ จนผมต้องเฉลยให้

“คนนั้นของพี่ไงครับ”

พี่คิวสะอึกไปนิดหนึ่ง คงไม่รู้จะตอบอย่างไรดี จริงๆ ผมรู้แล้วว่าคนที่เดินตามหลังพี่คิวเข้ามา แล้วแยกไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่งคือคนรักใหม่ของเขา ชายหนุ่มในชุดทำงานไม่แตกต่างกัน คงจะทำงานบริษัทเดียวกัน ผมคิดอย่างเข้าใจ เขาแยกไปนั่งไม่ไกลนัก แล้วก็สามารถมองเห็นโต๊ะของผมกับพี่คิวได้ชัดด้วย

“ให้เขามานั่งทานด้วยกันสิครับ”

“อย่าดีกว่าครับ”

คนรักเก่าของผมรีบตอบออกมาทันที สงสัยคงกลัวผมจะด่าหรือว่าคนนั้นของเขา

“พี่คิดว่า บอลจะสร้างปัญหาเหรอครับ”

ผมไม่ได้ตั้งใจจะตัดพ้อ ไม่ได้ต้องการจะเรียกร้องความเห็นใจ ผมเพียงแค่อยากรู้เท่านั้น

“เปล่าครับ...พี่แค่...เอ่อ...”

“ไม่เป็นไรครับ งั้นก็ทานกาแฟนกับผมสักแก้ว แล้วค่อยไป”

“ครับ...”

“ถือว่าฉลองแล้วกัน”

ผมตัดบทอย่างไม่อยากให้อีกคนได้ออกความคิดเห็น

ฉลองอะไร พี่คิวคงจะเข้าใจ ถึงได้เงียบไปอีก

ผมก้มหน้าลงใช้ช้อนเงิน ตักบราวนี่ เป็นคำๆ จากจานสีขาวลายดอกไม้สีแดงสีส้มใบเล็กๆ ที่ใส่อยู่อย่างตั้งอกตั้งใจเป็นพิเศษกว่าทุกวัน บราวนี่ที่ผมกับเขาชอบ เรามักทานเหมือนกันเสมอๆ แม้จะดูแล้วไม่มีความหลากหลายก็ตาม

เงยหน้ามองพี่คิวที่ยังคงนั่งเฉย มือที่กำลังตักบราวนี่เข้าปาก หยุดชะงักค้าง บราวนี่เข้าไปได้แค่คำเล็กๆ เท่านั้น ทำไมเหรอ? ผมมีอะไรผิดปกติ

...ผมเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ตาก็มองมือพี่คิวซึ่งกำลังดึงทิชชู่จากกล่องส่งให้ผม

เอ๊ะ...ปากผมเลอะเหรอ ไม่ทันขาดความคิด ผมเลยตวัดลิ้นเลียๆ เสียหน่อยอย่างลืมตัว เผื่อรอยเลอะจะได้หายไปโดยไม่ต้องใช้กระดาษให้เสียเวลา


...ทำไมบราวนี่เค็มจังวะวันนี้


“บอล...เป็นอะไรหรือเปล่า”

“บอลไม่เป็นไรนี่ครับ”

ผมหัวเราะเสียงใส ตักบราวนี่คำต่อไปเข้าปาก เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้คนตรงหน้าที่ยังสีหน้าไม่ดีอยู่ จนผมต้องพยักหน้า

ยิ้มให้อีกครั้งอ อย่างที่ผมยิ้มให้เขาเสมอ...

 
ไม่เค็มแล้วนี่นา...

---
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-08-2008 22:43:43 โดย ไอ้ปลาทอง »

ออฟไลน์ ไอ้หัวแห้ว

  • ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นดวงดาวชัดเจน...
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +568/-5
“พี่คิว ทานอะไรดีครับ”

ผมถามพี่คิว ในขณะที่วันนี้พี่คิวนัดผมออกมาดูหนัง แล้วเราจึงกลับมาหาอะไรทานเล่นกันที่ร้านนี้

หลังจากวันนั้น ที่เราเจอกันครั้งแรกที่ร้านนี้ ก่อนผมจะออกจากร้านไป พี่คิวก็ยื่นนามบัตรมาให้ผม พร้อมทั้งโทรศัพท์มือถือที่ยื่นให้ผมกดเบอร์ของตัวเอง ในขณะที่กำลังผลักประตูร้านเพื่อออกไปพอดี

ผมรู้สึกหน้าร้อนผ่าวต่อสายตาของเพื่อนพี่คิวที่มองมา พลางยิ้มน้อยๆ รวมถึงรอยยิ้มล้อๆ ของไอ้แม็กซ์ด้วย  ผมรีบกด ก้มหน้างุดๆ ก่อนจะรีบเปิดประตูร้านออกไปให้เร็วที่สุด พอออกจากร้านได้เท่านั้นแหละ ไอ้แม็กซ์ก็เอาเลย ล้อตั้งแต่หน้าร้านกาแฟ ยันรสถานีไฟฟ้า ผมหน้าแดงจนไม่รู้จะว่าไง

“เอ่ออะไรดีล่ะ”

เสียงพี่คิวทำให้ผมกลับมาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง ผมไม่ได้พูดอะไรตอบ เปิดเมนูที่อยู่ในมือบ้าง แต่จริงๆ แล้ว ผมไม่ต้องดูเมนูหรอก เพราะยังไงผมก็สั่งเหมือนเดิมอยู่ดี ผมมันเป็นประเภทชอบกินอะไรซ้ำๆ เหมือนเดิม เลยชิงบอกน้องพนักงานเสิร์ฟที่ยืนตาแป๋วรอฟังอยู่ก่อน

“ขอคาปูชิโน่ กับ บราวนี่ชิ้นนึงนะ”

“สองเลยครับ”

อยู่ๆ พี่คิวก็พูดแทรกขึ้นมา ผมหันหน้าไปมอง ก็พบว่าพี่คิวมองหน้าผม ส่งยิ้มให้อยู่ก่อนแล้ว ผมเลยยิ้มตอบอย่างเขินๆ มือก็ไม่รู้จะเอาไปวางไว้ไหนดี

“แค่นี้ก่อนครับน้อง”

“ครับ”

พนักงานเสิร์ฟเดินไปแล้ว สายตาพี่คิวก็ยังคงมองผมอยู่ไม่วาง จนผมยิ่งเขินหนัก หน้าแดงเข้าไปอีก ก็แหงล่ะ...แค่มองธรรมดาก็ว่าเขินแล้ว นี่ยังมานั่งจ้องกันด้วยสายตาวิบวับๆ นั่นอีกล่ะ ใครจะไปทนไหว

“บอล ชอบทานแบบนี้เหรอครับ?”

ผมเลิกคิ้งนิดหนึง ก่อนจะเข้าใจคำถามที่ถูกส่งมา “อ๋อครับ บอลชอบกิน มาทีไรก็สั่งแบบนี้”

คนถามพยักหน้าตอบ “พี่ก็ชอบครับ...เราชอบอะไรเหมือนกันเลยเนอะ”

ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่พี่คิวพูดมา มันเป็นเรื่องจริง หรือแค่ต้องการพูดเพื่อเอาใจผมแค่นั้น แต่หลังจากนั้น เมื่อเรามากินที่ร้านนี้ทีไร ผมกับพี่คิวก็มักจะสั่งเหมือนกันแบบนี้เสมอๆ จนผมชักเชื่อแล้วล่ะ ว่าพี่เขาชอบแบบผมจริงๆ ผมว่า น้องพนักงานเสิร์ฟเขาคงจำได้แล้วละ ว่าผมกับพี่คิวชอบทานอะไรโดยไม่ต้องบอก

---

เสียงเพลงที่ถูกเปิดขึ้น ดูจะได้จังหวะเสียนี่ เพลงนี้เป็นเพลงเก่าที่ผมคุ้นหูเป็นอย่างดี แต่ก่อนผมมักจะร้องเพลงนี้บ่อยๆ เมื่อต้องเข้าคาราโอเกะกับเพื่อนฝูง

เพลงที่ผมร้องอย่างสนุกสนาน

หากวันนี้เพลงที่ได้ยินกลับทำให้ผมได้แต่ยิ้มอย่างขื่นๆ ให้กับตัวเอง เท่านั้น

“ฉันรู้แล้วที่เรานัดกัน เพื่อมาบอกลา
นัดร้านนี้ที่เราคุ้นเคย ที่มากันประจำ
ร้านที่ฉันพบเธอครั้งแรก แล้วเราก็รักกัน

แต่ทำไมวันนี้ มันหงอยมันเหงา มันเศร้าจับใจ
มันเหมือนจะรู้ วันนี้เป็นคืนสุดท้าย และเธอกับฉันไม่มีวันเหมือนเก่า

ฉันเห็นแล้วว่าเขาเข้ามา แล้วไปอยู่ไหน
ฉันไม่ถือให้มันวุ่นวาย แค่ชวนมาดื่มกัน
ฉันรู้แล้วเรื่องเธอและเขา ปิดบังมาตั้งนาน

อยากจะเชิญให้เขา มาพบมาทัก มารู้จักกัน
ก็เพียงเท่านั้น และฉันไม่สร้างปัญหา
อย่ากลัวอย่างนั้น จะลากันด้วยดี...”

พี่คิวกลับไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงที่แล้ว พร้อมด้วยชายหนุ่มคนนั้น คนรักของพี่คิว...เดินออกจากโต๊ะมาสมทบกับเขาที่ประตูร้าน ทั้งหมดอยู่ในสายตาของผมตลอดเวลาแม้ไม่ต้องการจะมอง ใบหน้าของพี่คิวยังดูกังวลอยู่ ผมพยักหน้ายิ้มให้นิดๆ พลางเผื่อแผ่ไปยังบุคคลที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วย จนเขาคนนั้นยิ้มตอบกลับมา แล้วจึงผลักประตูกระจกใสเดินออกไปทั้งคู่จนลับสายตา

ในขณะที่ผมในตอนนี้...ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม

สายตามองเหม่อไปไกล

ภายนอกร้านตอนนี้มืดสนิท หากแสงจากเสาไฟข้างทางกลับส่องให้พื้นที่มืดมิดสว่างไสว ร้านรวงต่างๆ ในบริเวณนี้เปิดไฟสีสันหลากหลาย ช่วยให้บรรยากาศสดใสขึ้น แต่งแต้มถนนทั้งสายให้ดูมีชีวิตชีวา

หากมันช่างสวนทางกับความรู้สึกของผมตอนนี้เสียเหลือเกิน

กาแฟในแก้วใสทรงสูงหมดไป เหลือเพียงน้ำสีหม่นที่ละลายจากน้ำแข็ง บราวนี่ชิ้นเล็กสีน้ำตาลไหม้ไม่ได้รับการแตะต้องมามากกว่าหนึ่งชั่วโมง ช้อนคันเล็กตั้งเกยอยู่ตรงขอบจานแก้วสีขาว ไม่ได้ขยับเขยื้อนนานมากแล้ว

ผมหันกลับมามองรอบๆ ร้านอีกครั้ง ตอนนี้ในร้านเหลือเพียงโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ กับอีกโต๊ะหนึ่งที่มีเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนนั่งหันหลังให้กับผม เขากำลังนั่งอ่านนิตยสารหรือหนังสืออะไรบางอย่างอยู่เท่านั้น หันไปมองทางเคาน์เตอร์ ชายหนุ่มในผ้ากันเปื้อนสีขาวกำลังง่วนอยู่กับการเช็ดแก้วใบใสที่อยู่ในมือ ส่วนน้องที่เสิร์ฟอาหาร หายไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้

เมื่อชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากงานในมือ ผมจึงได้ยกมือขึ้น เพื่อเรียกเขาให้เดินมาหา

“รับอะไรเพิ่มหรือเปล่าครับ?”

“เอ่อ...ขอโกโก้ร้อนแก้วนึงครับ”

น่าแปลก...ตอนนี้เผมกลับไม่ได้อยากสั่งคาปูชิโน่เย็น เหมือนแก้วที่ตั้งอยู่ตรงหน้า

ไม่รู้สินะ... บางที ผมอาจจะต้องเปลี่ยนบ้าง เพื่อความแปลกใหม่

ต้องการความหวาน ที่มาก่อนความขมบ้าง...ท่าจะดี


ชายหนุ่มในผ้ากันเปื้อน หยิบเอาแก้วใบเก่าที่เหลือแต่น้ำ ลงถาดเพื่อนำไปเก็บ เจ้าตัวหันมามองหน้าผมแว้บหนึ่ง ส่งสายตาไปยังจานบราวนี่อยู่ตรงหน้า

ผมส่ายหน้า หมายความว่า ให้วางมันไว้ก่อน เขาจึงเดินกลับไป ไม่นานนัก โกโก้ร้อนๆ มีไอสีขาวกรุ่นที่ลอยวนขึ้นจากแก้ว ถูกวางลงตรงหน้า

“ขอบคุณครับ”

ผมยิ้มขอบคุณ เขาก็ยิ้มตอบ เมื่อเขาเดินไปแล้ว ผมจึงยกแก้วโกโก้ที่เพิ่งวางตรงหน้าขึ้นจรดริมฝีปาก ดื่มลงไปเสียอึกหนึ่ง


รสชาติหวานๆ ของโกโก้ผสมกับไอร้อนๆ ที่ลอยกรุ่นทำให้รู้สึกดีไม่น้อยทีเดียว...

เพลงที่ชื่นชมยังไม่จบไป ผมจึงฮัมออกมาเบาๆ ซึ่งมันเป็นท่อนสุดท้ายพอดิบพอดี


“ดื่มให้คืนสุดท้ายของเรา ดื่มให้เธอและเขารักกัน
อยากจะทำอย่างนี้ตั้งนาน ก่อนที่เธอจะทิ้งกันไป
ดื่มให้เธอกับเขาโชคดี ดื่มให้ลืมว่าเคยรักใคร
ดื่มให้ใจมันลืมโลกนี้ไปเลย…”

ความเคลื่อนไหวไม่ไกลนักทำให้ผมต้องหันไปมอง เด็กหนุ่มมอปลายกำลังลุกขึ้น เก็บหนังสือที่อยู่ในมือลงในกระเป๋านักเรียน เขาเดินไปยังเคาน์เตอร์ สักพักจึงกลับตัวเดินออกมา

สงสัยจะกลับแล้ว... ผมคิดในใจ



ผมหันหน้าไปมองด้านนอกกระจกใสอีกครั้ง  ไม่ได้ให้ความสนใจกับเขาอีก

... รถติด ผู้คนเดินขวักไขว่ เป็นความวุ่นวายที่เป็นเหมือนเช่นทุกวัน




ทว่า...วินาทีต่อมา เสียงฝีเท้าที่หยุดอยู่ข้างๆ ทำให้ผมต้องหันกลับมามอง








“เอ่อ...ขอนั่งด้วยคนได้ไหมครับ?”



---

ดื่ม

ฉันรู้แล้วที่เรานัดกัน เพื่อมาบอกลา
นัดร้านนี้ที่เราคุ้นเคย ที่มากันประจำ
ร้านที่ฉันพบเธอครั้งแรก แล้วเราก็รักกัน

แต่ทำไมวันนี้ มันหงอยมันเหงา มันเศร้าจับใจ
มันเหมือนจะรู้ วันนี้เป็นคืนสุดท้าย และเธอกับฉันไม่มีวันเหมือนเก่า

ฉันเห็นแล้วว่าเขาเข้ามา แล้วไปอยู่ไหน
ฉันไม่ถือให้มันวุ่นวาย แค่ชวนมาดื่มกัน
ฉันรู้แล้วเรื่องเธอและเขา ปิดบังมาตั้งนาน

อยากจะเชิญให้เขา มาพบมาทัก มารู้จักกัน
ก็เพียงเท่านั้น และฉันไม่สร้างปัญหา
อย่ากลัวอย่างนั้น จะลากันด้วยดี

ดื่มให้คืนสุดท้ายของเรา ดื่มให้เธอและเขารักกัน
อยากจะทำอย่างนี้ตั้งนาน ก่อนที่เธอจะทิ้งกันไป
ดื่มให้เธอกับเขาโชคดี ดื่มให้ลืมว่าเคยรักใคร
ดื่มให้ใจมันลืมโลกนี้ไปเลย

อยากจะเชิญให้เขา มาพบมาทัก มารู้จักกัน
ก็เพียงเท่านั้น และฉันไม่สร้างปัญหา
อย่ากลัวอย่างนั้น จะลากันด้วยดี

ดื่มให้คืนสุดท้ายของเรา ดื่มให้เธอและเขารักกัน
อยากจะทำอย่างนี้ตั้งนาน ก่อนที่เธอจะทิ้งกันไป
ดื่มให้เธอกับเขาโชคดี ดื่มให้ลืมว่าเคยรักใคร
ดื่มให้ใจมันลืมโลกนี้ไปเลย

---

มันเป็นเรื่อง(แอบ)ไร้สารน่ะครับ พอดีชอบเพลงนี้มากๆ ครับ เลยแต่งขึ้นมา (ฮ่าๆ ไร้สาระของแท้)
ร้านนี้ มันอยู่ในเรื่อง La situation de l’amour และนาย ‘บอล’ ก็อยู่ใน  “บอกให้รู้ว่ารัก” ด้วยครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-08-2008 23:41:08 โดย ไอ้ปลาทอง »

bowjung

  • บุคคลทั่วไป
ตอนนี้เค้าอยู่ในภาวะสอบอ่ะที่ร๊ากกกก  o7



อาทิตย์หน้าเค้าสอบเสร็จ เค้าจะมาอ่านรวดเลย งึมๆ  :กอด1:









คิดถึง  :c5:

ออฟไลน์ bennietakky

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 71
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-0
โอ๊ย

น่ารักอ่ะ

ไม่ไหวแล้ว

หลงรักน้องริว 555

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Doodleberry®

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 133
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
อ่านจบอีกเรื่องแล้นนะน้องริว อิ อิ

น่ารักทุกเรื่องเลยอ่า  :m1:

ริวโรแมนติกเหมือนที่พี่คนนั้นว่าจริงๆอ่ะพี่ว่า  :m13:

ดูได้จาก 4 เรื่องนี้เลย  :m12:

ชอบคู่ของอิ๊คที่สุดเลย  :m4:

 :กอด1: :กอด1: :กอด1: :กอด1: :กอด1: :กอด1:

LOVE_Child

  • บุคคลทั่วไป
อ่านเรื่องไป :write-a-letter:

ฟังเพลงประกอบ :music:

อยากบอกว่าได้อารมณ์มาก  :110011: :เชิป2:

ต้องยกนิ้วให้คนเขียนเลย o13

ออฟไลน์ punchnaja

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +383/-5
เอ่อ...ชอบตอนจบทุกทีเลย...จบดีทุกเรื่อง...

น่ารักง่ะ

ชอบๆอ่านแล้วสบายใจ อมยิ้มได้ทุกเรื่องเลย อิๆ

มาต่อเร็วๆน๊า

ปล.เกิดชอบเพลงปักตะไคร้ขึ้นมาจะแต่งเป็นเรื่องแบบไหนเนี่ย555

phak

  • บุคคลทั่วไป

bowjung

  • บุคคลทั่วไป
เฮ้ยยย  ชอบว่ะ ชอบทุกเรื่องเลย  :oni2:


แต่งอีก แต่งอีก แต่งอีก  :m4: :m4:




ริว....มาลงต่อด้วยอ่ะ อยากอ่านแบบนี้อีก ภาษาสวย เก็บรายอะเอียดได้ดีมากเลยแก ชอบๆๆ

ร้าน La situation de l’amour ทำให้คิดถึงซีรี่ส์เรื่อง Coffee Prince ชอบกงยูอ่ะ 555+ (เกี่ยวมั้ย?)



แล้วก็แต่งเรือ่งยาวด้วย เพลาๆบ้างนะที่อ่านเรื่องของคนอื่นน่ะ เอาเวลามาแต่งของตัวเองบ้าง อยากอ่าน เข้าใจมั้ย  :angry2:

ออฟไลน์ bellbomb

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1561
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1261/-7
    • Bellbomb's Blog
เพิ่งได้มาอ่านละ งี้ดดดดด น่ารักทุกเรื่องเลย ชอบ "ดื่ม" จังค่ะ ในเวลาที่เศร้า มีใครสักคนก้าวเข้ามาเป็นเพื่อนยามเหงาๆนี่ให้ความรู้สึกดีจังเลย  :m4: 


มีตอนต่ออีกไหมอ้ะ อยากอ่านๆ

ออฟไลน์ ไอ้หัวแห้ว

  • ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นดวงดาวชัดเจน...
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +568/-5
ตอนต่อไป มีแน่ ครับ...



รอสอบเสร็จก่อนนะครับ




 :laugh: :laugh: :laugh: :laugh:

ออฟไลน์ bellbomb

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1561
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1261/-7
    • Bellbomb's Blog
จริงน้า อย่ามาหลอกให้เจ้ดีใจแล้วหายไปกับสายลมน้า  :oni2:

zeazaiz

  • บุคคลทั่วไป
ชอบมากๆๆ  ทุกเรื่องเลยย

รอตอนต่อไป อิอิ

 :oni1:

ออฟไลน์ ไอ้หัวแห้ว

  • ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นดวงดาวชัดเจน...
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +568/-5
กฎของแฟนเก่า





อากาศหนาวเย็น จนผมสามารถมองเห็นไอความเย็นสีขาวเหมือนฝ้าที่เกาะอยู่บนกระจกใสติดกับโต๊ะที่ตัวเองนั่งอยู่ เสียงพูดคุยในร้านดังเพียงกระซิบพอให้รับรู้ถึงการมีชีวิต บนโต๊ะตรงหน้ามีภาชนะสีขาวใบเล็กจากเซรามิคเนื้อดี พร้อมควันฉุยลอยขึ้นมากระทบใบหน้าให้รู้สึกอบอุ่น

สายตาของผมเหม่อมองไปไกลเกินกว่าบนถนนข้างหน้า นานหลายนาทีจึงยกแก้วตรงหน้าขึ้นจิบน้ำสีน้ำตาลเข้มหอมกรุ่นเสียทีหนึ่ง

เสียงร้องเคล้าเสียงเมโลดี้หลายบทเพลงถูกขับกล่อมให้ลูกค้าได้ฟังคลายความเหงาหงอย เสริมความอบอุ่นให้แก่หัวใจใครหลายๆ คนจากอากาศเย็นชื้นภายนอก วงดนตรีเล็กๆ มีเพียงผู้เล่นเครื่องสายสองคน คีย์บอร์ดหนึ่งคน และนักร้องนำ

ผมละสายตากลับมามองบนเวทีอีกครั้งเมื่อเสียงเพลงที่ถูกขับกล่อมเงียบลง ทำให้เห็นว่าขณะนี้มีหญิงสาวขึ้นมาบนเวทีบ้าง เธอถือไมโครโฟนสีเงินไว้ในมือข้างซ้ายด้วยความมั่นใจ ผมยิ้มน้อยๆ มองด้วยความชื่นชม

นักร้องสาวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเล็กๆ ที่ตั้งเคียงอยู่กับเก้าอี้นักดนตรีหนุ่ม เขากำลังนั่งทดสอบกีตาร์ในมืออยู่เพื่อการใช้งาน   
ไม่นานนัก ก็ได้เห็นใบหน้ายิ้มแย้ม และได้ยินเสียงใสๆ ของนักร้องสาว กล่าวทักทายลูกค้าในร้าน

“สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับสู่ร้านของเรา กับบรรยากาศเหงาๆ ปลายฝนตั้งหนาวแบบนี้...”

เธอกล่าวอะไรต่ออีกสองสามประโยค หากผมไม่ได้สนใจมากนัก

ทว่า...เมื่ออินโทรบทเพลงที่กำลังบรรเลงขึ้น ทำเอาผมไม่สามารถละสายตาไปจากนักร้องและนักดนตรีทั้งสองคนบนเวทีได้ เนื้อความในเพลงสะท้อนอะไรบางอย่าง ...

บางสิ่ง...ที่ผมอยากจะทำให้ได้อย่างที่พูด ...อย่างที่ตัวเองคิดเอาไว้

แต่...มันดูยากเต็มที่


“นั่งในร้านประจำของเรา
ตั้งแต่เช้าจนเย็นเฝ้ารอเธอ เผื่อเจอเธอสักวัน
ตรงที่นัดเจอกันทุกที
มาวันนี้ก็ไปเหมือนเมื่อวาน ต่อให้ไม่เคยได้พบเจอ...”



มือขวาของผมควานหาเครื่องมือสื่อสารเครื่องเล็กในกระเป๋าสะพายออกมา สายตาที่เหม่อมองบนเวทีเล็กๆ เมื่อสักครู่ ถูกดึงความสนใจกลับมายังเจ้าสิ่งเล็กๆ ในมือแทน หน้าจอของมันส่องสว่างสีฟ้าสดใสอย่างที่เคยเป็น

นิ้วมือข้างที่ประคองไว้อดจะกดปุ่มสีเขียวเล็กๆ ซ้ายมือไม่ได้ รายชื่อตามรายการโทรออกล่าสุดปรากฏไล่เรียงตามลำดับให้เห็น 

บทเพลงคุ้นหู ยังคงเข้าสู่โสตประสาทอย่างต่อเนื่อง

“ไอซ์...”

---

“ร้านนี้ดีกว่าพี่แมกซ์”

เสียงสดใสที่ดังอยู่ข้างๆ ในระหว่างที่ผมกับ ‘ไอซ์’ กำลังเดินอยู่ในซอยย่อยเล็กๆ ของย่าน ‘สยาม’

ท้องฟ้าตอนนี้เป็นสีนิลสนิท พระจันทร์เสี้ยวที่มองเห็นได้ยากนักในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร ส่องแสงประกายอวดความสว่างกับดวงดาวเล็กๆ เพียงสองดวง

ผมยิ้มกับท้องฟ้า ก่อนจะหันกลับมามองรอยยิ้มข้างๆ ที่ส่องสว่างไม่แพ้กัน

“ร้านไหนครับ?”

ร่างเล็กกว่าขมวดคิ้วน้อยๆ อย่างใช้ความคิด พลางชี้มือไปยังร้านไม่ใหญ่นัก มีเพียงบล็อกเดียวทางฝั่งตรงข้าม ผมมองตามนิ้วเล็กๆ นั้นไป จากระยะไม่ไกล เห็นว่าด้านล่างของร้านเป็นกระจกใสมองเห็นภายใน  ร้านอาหารกึ่งบาร์เล็กๆ ประกอบไปด้วยโต๊ะไม่มาก มีเวทีไม่ใหญ่นักอยู่มุมหนึ่งของพื้นที่

“ร้านนี้เหรอ”

ผมถามย้ำเพื่อความแน่ใจ แล้วก็ได้รอยยิ้มหวานกลับมาแทนที่

“ครับ...ไอซ์ว่า น่านั่งดีนะ”

คนเลือกกระตุกชายเสื้อยืดสีเข้มของผมยิกๆ แล้วเจ้าตัวก็ถือวิสาสะ หากด้วยความเต็มใจอย่างยิ่งของผม เดินไปยังร้านที่ว่านั้น ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะลืมไปว่า ตอนนี้ผู้คนต่างเดินพลุกพล่านผ่านเราสองคนไปมา ถึงแม้จะไม่มาก แต่กิริยาที่เจ้าตัวแสดงออกมา อดทำให้ใครหลายๆ คน มองแล้วลอบยิ้มน้อยๆ ยามที่เดินผ่านไม่ได้

“กี่ท่านครับ”

เสียงบริการสอบถาม ในขณะที่ผมกับไอซ์ กำลังก้าวเข้าไปในร้าน เจ้าตัวเล็กยิ้มหวานให้ ก่อนจะบอกจำนวน ผมมองตาเขียว หากเด็กหนุ่มกลับหัวเราะใส่ผมกลับ พาเดินตามบริกรไปหาที่นั่ง ไม่ไกลจากมุมที่เวทีตั้งอยู่ ตอนนี้นักร้องสาวกำลังขับกล่อมบทเพลง  ในขณะที่นักดนตรีหนุ่มกำลังเล่นเปียโน สอดประสานเป็นท่วงทำนองนุ่มหู

“รับอะไรดีครับ”

ผมกับไอซ์รับเมนูมาเปิดดู ก่อนจะเลือกอาหารสองสามอย่างรวมถึงเครื่องดื่ม เมื่อพนักงานเสิร์ฟหลบฉากออกไป ผมกับไอซ์จึงหันมองรอบๆ ร้านอย่างสนใจ ผนังรอบๆ ร้านเป็นไม้สีน้ำตาลแก่ขัดเงา โต๊ะกับเก้าอี้มีสีไม่แตกต่างกันนัก ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

ไอซ์หันกลับมายิ้มให้ผม

“ชอบไหมพี่แม็กซ์”

“ก็ดีนะ เราล่ะ”

“ชอบครับ...ไอซ์ชอบเพลงนี้จัง”

อยู่ๆ เจ้าตัวก็เปลี่ยนเรื่อง หันเหสายตาและความสนใจไปมองยังเวที ที่นักร้องสาวกำลังเริ่มต้นร้องเพลงใหม่ ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะจดจ่อกับเพลงนี้เป็นพิเศษ จนผมที่ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อเพลงยังต้องฟังตาม ถึงไม่เคยได้ยินต้นฉบับ ทว่าเสียงนักร้องที่กำลังขับกล่อม และถ่ายทอดบทเพลงนี้ ทำให้ผมอดชื่นชมในความไพเราะไม่ได้

“มันชื่อเพลงอะไรไอซ์”

“กฎของแฟนเก่าอะ”

 “อ๋อ...”

ผมลากเสียงยาวตอบรับ พลางซึมซับทั้งบรรยากาศและเสียงดนตรีที่กำลังซาบซึมเข้าไปในความรู้สึก หลังจากนั้น บริกรหนุ่มก็ยกอาหารมาเสิร์ฟ ผมกับไอซ์จึงได้ลงมือทานกันอย่างเอร็ดอร่อย

ผมตักกับข้าวให้คนตรงข้าม เจ้าตัวจึงเงยหน้าขึ้นมากล่าวขอบคุณ ผมเลยถือโอกาสชวนคุยต่อ

“หนังสนุกไหม พี่ว่าฮามากอะ”

“ไอซ์ก็ว่างั้นแหละ ตอนแรกนึกว่าจะแป้กนะเนี่ย”

แล้วผมกับไอซ์ ก็คุยเรื่องภาพยนตร์ที่เพิ่งดูมากันต่อ ไม่ว่าจะเป็นฉากที่ผมติดใจ หรือไอซ์คิดว่าตลก สุดท้าย อาหารทั้งหมดก็ตกไปอยู่ในท้องของเราสองคนไม่เหลือ จนผมต้องมองอย่างอึ้งๆ ปนตกใจ

“หมดได้ไงวะ”

“นั่นสิ... พี่แม็กซ์ค้าบบบ”

“ว่า...”

“ไอซ์อยากกินไอติม”

“ห๊ะ...ยังกินลงอีกเหรอเรา”

“แหะๆ”

ไอ้ตัวดียิ้มแต้ ผมกวักมือเรียกบริกรมารับรายการไอศกรีมที่สั่ง เมื่อได้ของกินอย่างที่เจ้าตัวชอบ ผมก็นั่งมองไอซ์ละเลียดไอศกรีมอย่างเชื่องช้า กอรปกับซึบซับบรรยากาศรอบข้างด้วยความอิ่มเอม รอจนเจ้าตัววางช้อน นั่งมองตาแป๋วนั่นแหละ ผมถึงได้หัวเราะออกมาอย่างนึกเอ็นดู

มือขวาคลำในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกมา

“ไอซ์...”

“คร้าบบบ”

“พี่มีอะไรจะให้”

“อะไรครับ?”

“อ๊ะ...นี่”

ไอ้ตัวเล็กทำตาโต มองสร้อยเงินเส้นเล็กที่ผมถือ แล้วยื่นให้ดูตรงหน้า มันเป็นสร้อยที่เจ้าตัวบ่นว่าอยากได้ ตอนที่เราไปดูเครื่องประดับในร้านเครื่องเงินด้วยกันเมื่อคราวก่อน ผมยิ้มอบอุ่นให้ก่อนจะพูดต่อ

“Happy Birthday นะครับ”

“อะ...ขอบคุณครับ”

คนตรงหน้ายิ้มตอบน่ารัก ผมเลยลุกขึ้นจากเก้าอี้ เด็กหนุ่มยังนั่งงงนิดหน่อย ก่อนจะเข้าใจความหมายมากขึ้น เมื่อความเย็นวาบที่คอสัมผัสจนรู้สึกได้ เจ้าตัวรอจนผมใส่สร้อยให้เรียบร้อยกลับมานั่งกับที่ จึงยิ้มน่ารักให้อีกครั้ง จนผมแทบจะวิ่งไปหอมแก้มนุ่มๆ เสียเดี๋ยวนั้น

“ชอบไหมเรา”

“ชอบ...” ไอ้ตัวเล็กยิ่งฉีกยิ้ม ตอบอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีคำถาม  “ว่าแต่...พี่แมกซ์รู้ได้ไงว่า ไอซ์อยากได้สร้อยเส้นนี้”

“วันก่อน พี่เห็นเราด้อมๆ มองๆ ไม่เลิกซักทีเลยรู้ไง๊”

เจ้าตัวหัวเราะแหะๆ ก่อนจะอุบอิบขอบคุณอีกรอบ จนผมต้องยิ้มให้

“แล้วเมื่อไหร่จะตอบรับพี่ล่ะคร้าบบบบ”

ผมทำเสียงน่ารักๆ ใส่บ้าง ทำเอาคนฟังหัวเราะคิกคัก แก้มขาวค่อยๆ ระเรื่อขึ้นน้อยๆ แม้จะเห็นไม่ชัดเจน แต่ผมรับรู้ได้ว่า คนตรงหน้ากำลังรู้สึกอย่างไร ก่อนจะคว้ามือเล็กมากอบกุมไว้ มองตาโตๆ ที่กำลังมองตอบ

“ว่าไงครับ....เป็นแฟนกับพี่นะครับไอซ์”

“อือ....ครับ”

ก่อนเสียงอุบอิบตอบรับจะดังมาจากริมฝีปากบางของคนตรงหน้า เพียงเท่านี้ ผมแทบจะกระโดดโลดเต้นลั่นร้านเลยทีเดียว

---
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-10-2008 00:19:11 โดย ไอ้หัวแห้ว »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด