Absolution Café : ร้านบำบัดรัก (SM) จบ
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Absolution Café : ร้านบำบัดรัก (SM) จบ  (อ่าน 282382 ครั้ง)

ออฟไลน์ jasmin

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1801
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +174/-1
เหนื่อยใจเลยอ่ะ  :เฮ้อ:

เด็กน้อยถูกเสี่ยมสอนมาแบบผิดๆ

กลายเป็นนักฆ่าไปซะแล้วววววววว

ออฟไลน์ ppm

  • รักเด็กจังเลย
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 235
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +248/-3
    • ppmfic yboard
Absolution Café ตอนที่ 7/1 อัพ 8-3-10 จบในตอน
«ตอบ #61 เมื่อ08-03-2010 13:37:58 »

ตอนที่ 7 Hansel and Gretel : เฮนเซลและเกรเทล

(ตอนที่ 7/1)

Rate: G


ตกเย็นหลังเลิกเรียน ร้านคาเฟ่แห่งนี้มีคนแน่นเป็นพิเศษทุกวัน นั่นเพราะมีทั้งสาว ๆ และหนุ่ม ๆ จากโรงเรียนใกล้เคียง แวะเวียนมาใช้บริการเสมอ ๆ …มากันบ่อยจนกระทั่งมีการตั้งเป็นแฟนคลับเฉพาะแบบรายคนไปเลยทีเดียว ซึ่งมันก็ไม่แปลกนัก สำหรับบรรดาคนไม่ธรรมดา สุดแสนจะป็อปปูล่าทั้งห้าของคาเฟ่แห่งนี้

ยกเว้นเขา…คนธรรมดาสุด ๆ ที่ชาตินี้คงหาแฟนคลับกับเขาไม่ได้ โดยเฉพาะยิ่งมาเทียบรัศมีกับห้าคนนี้ เรย์จิเหลือบมองบรรดาพนักงานในชุดคอสเพลย์น่ารัก ที่คล้ายมีออร่าความงามเปล่งประกายอยู่รอบ ๆ ทั้งหมดนั้นอย่างปลง ๆ ในขณะที่มือแข็งแรงของเขา ก็ยังคงเช็ดทำความสะอาดโต๊ะที่ลูกค้าพึ่งจะลุกออกไปพร้อม ๆ กันด้วย

จะไม่ให้หลงกันได้อย่างไร เขาเองก็ยังไม่ลืม ในวันแรก..ที่ก้าวเข้ามาภายในร้านนี้ ว่าตนเองนั้นรู้สึกยังไงกับคนพวกนี้

โดยเฉพาะกับเด็กสาวน่ารัก…ซานะจัง…สาวน้อย…เอ้อ จริง ๆ คือเด็กชายคนหนึ่งเท่านั้น ร่างบอบบางคล่องแคล่วในชุดกระโปรงบานตัวสั้น ในตอนนี้ถือถาดอาหารสำหรับเสิร์ฟแขกในร้านอย่างมั่นคง แม้ตัวจะยังเล็ก แต่ก็มีแรงเยอะกว่าที่เห็นมาก แถมยังจัดการทุกอย่างได้เรียบร้อยไม่ขาดตกบกพร่องราวมืออาชีพ ทั้ง ๆ ที่เรย์จิเองก็รู้มาว่า สำหรับทั้งห้าคนนี้ การเปิดร้านคาเฟ่ นับเป็นครั้งแรกก็ตาม

ซานะจังคงเคยทำงานบริการมาก่อน เห็นได้ชัดจากการทักทาย เอาใจใส่แขกที่มาใช้บริการ ด้วยท่าทีที่แสนจะอ่อนโยนจนแขกหลายอดเอ็นดูไม่ได้ รอยยิ้มหวานน่ารักนั้น ยิ่งทำให้นับวัน ซานะจังของร้าน Absolution Café จะมีแฟนคลับมากขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย

และนอกจากแฟนคลับที่ดี…มันย่อมมีแฟนคลับที่โรคจิตอยู่คู่กัน

ในวันนั้นก็มีคนท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ แต่งตัวปิดหน้าปิดตา เข้ามาในร้านด้วย พอสั่งอาหารแล้ว มือกร้านน่าขยะแขยง ก็ลวนลามร่างบอบบางนั้นหน้าตาเฉย ด้วยการลูบที่สะโพกบางนั้น ก่อนจะเริ่มแอบล้วงเข้ากระโปรง

เรย์จิที่หันไปเห็นพอดีแทบจะกระโจนเข้าใส่ ศัตรูของสาว ๆ (?) แบบนี้ ให้อภัยไม่ได้

หากไม่ทันได้ทำอย่างนั้น มือที่ว่องไวกว่าของซานะจัง ก็คว้ามือซุกซนไม่รักดีข้างนั้นไว้ได้ ก่อนจะบิดโดยแรงจนอีกฝ่ายร้องจ๊าก

รอยยิ้มหวานส่งกลับไปราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อถามขึ้นว่า “ของที่ท่านสั่งมาไม่มีค่ะ จะไปทานที่โรงพักแทนมั้ยคะ”

คนโดนจับสะบัดตัวออกเต็มแรง ก่อนจะรีบผลุนผลันวิ่งหนีออกไป ปล่อยให้เด็กชายในรูปลักษณ์ของสาวน้อย ถอนหายใจอย่างเซ็ง ๆ

“ไม่มีอะไรแล้วฮะ เรย์จิคุง อย่าไปใส่ใจเลย” เด็กชายพึมพำ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

เรย์จิที่ตั้งท่าค้าง ได้แต่ยิ้มแหย ๆ แล้วตอบกลับไปว่า “ไม่เป็นอะไรแน่นะ ซานะจัง?”

“แน่สิฮะ…แค่นี้น่ะ…เรื่องเล็กมาก ๆ” หากจู่ ๆ เด็กชายก็ชะงักค้างด้วยความตกใจกับสิ่งที่เห็น จนชายหนุ่มเผลอหันมองตามไปด้วย

ซานะกำลังมองยูเมะในชุดนางฟ้าตัวน้อย ๆ ที่ยังคงนั่งเป็นตุ๊กตาหน้าร้านอยู่เป็นเพื่อนสาววัยกลางคนสองโต๊ะถัดไป จากที่ตรงนั้น เด็กหญิงมองเห็นทุกอย่างจนหมดแล้วเช่นกัน

ดวงตากลมโตของยูเมะคู่นั้น…จ้องมองมาอย่างจริงจังราวโดนสะกด ด้วยแววตาที่เขาเองยังรู้สึกได้

แววตาที่แปลกประหลาด…จะว่าไป ยูเมะ ก็มีดวงตาคู่งามสีน้ำตาลเข้ม..สีเดียวกับของซานะ ที่ยามมองในบางครั้ง ก็ดูสวยแปลกตา…จนเขารู้สึกกลัว ไม่รู้ว่าเพราะอะไร

ขณะขยับจะถามต่อ เด็กหนุ่มกลับปฏิเสธขึ้นก่อนทันควัน

“ไม่มีอะไรหรอกฮะ ผมขอไปห้องน้ำซักครู่ ฝากตรงนี้ด้วยนะฮะ เรย์จิ” เขาว่าพลางผลุนผลันเดินออกจากโซนหน้าร้านไป โดยที่จนถึงตอนนี้ เด็กหญิงตัวน้อยนั้นก็ยังคงจับจ้องคนทั้งคู่อยู่…


........................................................


ค่ำคืนหลังอาหารเย็นในคาเฟ่หลังน้อยเป็นเวลาสำหรับการพักผ่อน และนอนหลับ ซึ่งในตอนนี้เด็กน้อยทั้งสอง และทาโนเอะ อยู่ด้วยกันในห้องนอน ห้องนี้ไม่กว้างนัก แต่ตกแต่งเสียจนน่ารัก เพราะเป็นห้องของเด็กน้อยทั้งคู่นั่นเอง

เตียงใหญ่กลางห้องเป็นเตียงที่จัดไว้ให้นอนด้วยกัน เป็นเตียงคู่ปูผ้าสีชมพูอ่อน มีตุ๊กตาหลายตัววางเรียงรายบนหัวเตียง และอีกตัว ที่เด็กหญิงยังคงกอดมันอยู่

มืออีกข้างที่ยังว่างจูงมือทาโนเอะที่เดินตามมาเข้ามานั่งบนเตียงด้านข้าง

“ทาโนเอะ ยูเมะอยากฟังนิทาน” เสียงใส ๆ ว่าแจ้ว ๆ อย่างน่าเอ็นดู ตอนนี้เด็กน้อยอยู่ในชุดนอนตัวบาง ที่เป็นกระโปรงฟูฟ่อง ผ้าเนื้อนุ่มน่ารักสีหวาน รับกับใบหน้าใสนั้นจนไม่ว่าใครเห็นก็ยากจะปฏิเสธความต้องการของเธอได้

หญิงสาวยิ้มให้อย่างอ่อนโยน “ได้สิจ๊ะ เดี๋ยวอ่านต่อจากคราวที่แล้วก็แล้วกันนะ” เธอเอื้อมไปหยิบหนังสือนิทานเล่มเก่า ปกของมันสีออกเหลืองแล้ว เป็นนิทานภาพที่เด็กหญิงเก็บรักษามาเป็นอย่างดี และยังเป็นหนังสือที่…เด็กน้อยมักจะยื่นให้เธออ่านให้ฟัง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หน้าปกเขียนไว้ว่า “บ้านขนมปัง”

มันเป็นเรื่องราว ของเด็กสองคน…และชีวิตที่ถูกทอดทิ้ง…โดยครอบครัวของตนเอง

มรสุมชีวิตที่โหดร้าย และการผจญกับแม่มดใจร้าย ที่แสนโหดเหี้ยม

หากจนท้ายที่สุดแล้ว เด็กน้อยทั้งคู่ก็ได้กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขอีกครั้ง

ทาโนเอะเริ่มอ่านไปเรื่อย ๆ มีเด็กหญิงตัวน้อย นอนฟังอย่างตั้งใจ ส่วนซานะที่เข้ามาพร้อมกันนั้น ผล็อยหลับไปแล้ว ตั้งแต่เริ่มต้นอ่านใหม่ ๆ งานในคาเฟ่คงค่อนข้างเกินตัวไปหน่อยสำหรับเด็กชาย ทำให้เหนื่อยไม่น้อย ทาโนเอะจึงอ่านหนังสือด้วยเสียงที่เบาลง ให้ได้ยินกับยูเมะแค่สองคนเท่านั้น ปล่อยให้ซานะหลับใหลไปด้านข้าง โดยไม่คิดจะรบกวนอีก

"แล้วพี่น้องทั้งสอง ก็สามารถหนีพ้นจากเงื้อมมือของแม่มดใจร้าย และหาทางกลับบ้านได้ในที่สุด" เสียงนุ่มของทาโนเอะอ่านมาจนจบ

ร่างบอบบางของเด็กหญิงเอนอิงกับตัวหญิงสาวพลางพึมพำ "ดีจังนะ ในที่สุดเกรเทล ก็ได้กลับมาอยู่กับพี่ชายอีกครั้ง"

“ถ้าอย่างนั้นก็นอนได้แล้วล่ะ” มืออ่อนโยนลูบศีรษะเล็กเบา ๆ

“ค่า” ร่างบอบบางรับคำ ก่อนจะเอนตัวลงบนหมอนนุ่ม ข้าง ๆ ซานะอย่างว่าง่าย โดยมีทาโนเอะช่วยห่มผ้าให้ราวกับเป็นมารดา พอจัดแจงให้จนเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวก็เดินออกไปที่ประตู พร้อมกับปิดไฟตามหลัง สิ้นเสียงประตูปิด และเสียงที่เดินกลับห้องของทาโนเอะแล้ว ทุกอย่างก็กลับมาอยู่ในความเงียบ

มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ จากคนด้านข้างที่กำลังหลับ ที่ยังบ่งบอกได้ว่า ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง

ร่างเล็กบนเตียงลืมตาขึ้นในความมืด ริมฝีปากนุ่มมีรอยยิ้มจาง ๆ เมื่อเธอค่อย ๆ ขยับซุกตัวลงไปด้านข้างคนกำลังหลับอย่างจงใจ

“นอนดี ๆ สิยูเมะ” เสียงคนกำลังหลับงัวเงียดุเบา ๆ แบบไม่ได้จริงจังนัก เมื่อรู้สึกว่าเด็กน้อยได้แทรกตัวเข้ามานอนหนุนแขนของเขา จนรู้สึกตัวตื่นขึ้นจนได้

“น่า..นิดเดียวเองซานะจัง…ขอยูเมะกอดหน่อยนะ” เสียงใสออดอ้อนพลางกระแซะเข้ามา

เป็นร่างเล็ก ๆ ที่น่าทะนุถนอม ไออุ่นที่แค่สัมผัสก็อบอุ่นใจ

น้องสาวเพียงคนเดียว ที่เขาไม่เคยปฏิเสธคำขอได้เลยสักครั้ง

“เฮ้อ…ก็ได้ เข้ามาสิ”

ใบหน้าใสยิ้มเผล่ ก่อนจะใช้แขนของเด็กชายต่างหมอน แล้วหลับไปอย่างรวดเร็วในอ้อมแขนอ่อนโยนนั้น


.........................................


ซานะลอบถอนใจยาว เขารู้ดี…ถ้าขาดเขาสักคน ยูเมะคงไม่ยอมนอน เด็กคนนี้ ขาดเขาไม่ได้เลย

แต่การคงอยู่ของเขา…ก็มีแต่ยิ่งทำให้ตราบาป ของพวกเขาทั้งคู่…ชัดเจนขึ้น

ไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหน ก็ไร้ซึ่งทางออก เขาและยูเมะ ได้แต่เดินวนในทางวงกตแห่งนี้ มานานแล้ว จนได้เจอกับเรอิจิ…แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยัง…

แต่ในช่วงนี้ ยูเมะก็เริ่มเปิดใจให้กับคนอื่น ๆ บ้างแล้ว

ดวงตาคู่นั้นทอแววเศร้า ดวงตา…ที่เป็นสีฟ้าสดใส ไม่ใช่สีน้ำตาลเหมือนตอนอยู่นอกห้อง กล่องใส่คอนแท็กซ์เลนส์สองกล่อง วางอยู่ข้างเตียง แน่นอนว่าอีกอัน เป็นของยูเมะ

เด็กชายเหม่อมองกล่องสองกล่องนั้นพลางครุ่นคิด

ยูเมะเข้ากับทาโนเอะได้ดี…พอเรย์จิเข้ามา เด็กน้อยก็ติดเรย์จิแจ ยูเมะที่เคยมีเพียงแต่เขา ในตอนนี้ ได้หันมามองคนอื่นบ้างแล้ว

มันอาจถึงเวลาแล้ว ที่เขาควรจะจากไป

การแยกกันอยู่ น่าจะดีที่สุด สำหรับยูเมะ…ที่เขารักที่สุด

ซานะมองร่างเล็ก ๆ ที่กอดเขาหลับอย่างมีความสุข แล้วใคร่ครวญอีกครั้ง ที่นี่ เป็นที่ ๆ ปลอดภัยแล้ว สำหรับยูเมะ เป็นที่ ๆ มีคนรักและเข้าใจเด็กน้อย เป็นที่ ๆ เหมือนกับครอบครัว

ถ้าขาดเขาไปสักคน ยูเมะคงเสียใจ แต่ไม่นาน…ก็คงทำใจได้

เขาไม่มีทางเลือก นอกจากจะจากไป เพื่อไม่ให้อาการของยูเมะ กำเริบขึ้นอีก…

ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อเรอิจิ…แต่เขาก็ยังกลัว…ยังคงหวาดกลัวอยู่เสมอ ถ้าหากยูเมะ ยังคงอยู่ใกล้เขา เรื่องแบบนั้น…อาจจะเกิดขึ้นอีกก็ได้!

ยิ่งเห็นยูเมะเมื่อกลางวันนี้ ยิ่งตอกย้ำ สายตาที่มองมานั่น เป็นเพียงการเริ่มต้น

ใช่…เขาคงจะต้องไปจริง ๆ แล้ว…ก่อนจะมีโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นอีก

ซานะตั้งใจอย่างแน่วแน่ ก่อนจะข่มตาลง เขาจะต้องนอนให้เพียงพอ เพื่อวันพรุ่งนี้…ที่คงจะไม่ได้สบายเช่นนี้อีกแล้ว แต่นั่นก็เรื่องเล็ก ถ้าเทียบกับในอดีตที่แสนจะทรมานนั้น

คาเฟ่นี้ขาดเขาสักคน คงไม่ถึงกับต้องปิดตัวลง ยูเมะ…และคนอื่น ๆ จะต้องดูแลมันต่อไปแทนเขาได้แน่ ๆ
น้ำตาใส ๆ ไหลรินอาบแก้มอย่างเงียบงัน เด็กชายเช็ดมันโดยระวังไม่ให้คนกำลังหลับรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา

ลาก่อน ยูเมะ…เอเมที่รักของเขา ถึงจะไม่ได้เจอกันอีก แต่เขาคงไม่รักใคร…มากกว่าเธออีกแล้ว ชั่วชีวิตนี้!


....................................

ออฟไลน์ jasmin

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1801
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +174/-1
Re: Absolution Café ตอนที่ 7/1 อัพ 8-3-10 จบในตอน
«ตอบ #62 เมื่อ08-03-2010 16:44:56 »

 :a5: ซานะจังจะไปไหนอ่ะ
เดี๋ยวยูเมะจังก็อาละวาดหรอก

ออฟไลน์ CMYK

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 395
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-1
Re: Absolution Café ตอนที่ 7/1 อัพ 8-3-10 จบในตอน
«ตอบ #63 เมื่อ08-03-2010 18:23:17 »

ที่มาของแต่ละคน ช่างรันทดอะไรเช่นนี้

anajulia

  • บุคคลทั่วไป
Re: Absolution Café ตอนที่ 7/1 อัพ 8-3-10 จบในตอน
«ตอบ #64 เมื่อ09-03-2010 13:44:25 »

เข้าใจว่าพี่น้องคู่นี้มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นเกินพี่ชายกับน้องสาว

เอ...รึจะเข้าใจเกินกว่าความจริง จินตนาการเกินขอบอีกแล้ว หงิงๆๆๆๆ

ออฟไลน์ ppm

  • รักเด็กจังเลย
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 235
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +248/-3
    • ppmfic yboard
Absolution Café ตอนที่ 7/2 อัพ 9-3-10 จบในตอน
«ตอบ #65 เมื่อ09-03-2010 19:59:07 »

(ตอนที่ 7/2)


ร้านคาเฟ่ในยามเช้า เริ่มต้นพร้อมกับความวุ่นวายด้วยการงอแงของยูเมะ ที่ตื่นมาแล้วไม่พบซานะ ทุกคนช่วยกันหา ทว่ากลับไร้วี่แววของเด็กชาย ข้าวของส่วนตัวที่มีไม่มากนักก็หายไปด้วย เด็กหญิงตัวน้อยที่เคยอยู่กับพี่ชายตลอดเวลา ได้แต่ร่ำไห้เป็นที่น่าสงสารนัก เรย์จิอุ้มยูเมะเอาไว้ พลางปลอบโยนด้วยสารพัดวิธี แต่กลับไร้ผล

ร้านในวันนี้ จึงต้องปิดโดยอัตโนมัติ การหายตัวไปของซานะ ทำให้เกิดความว้าวุ่นใจเกินกว่าจะทำใจเริ่มงานได้ ทุกคนต่างแยกย้ายออกไปค้นหา เท่าที่พอจะนึกได้ ว่าซานะจะไปที่ไหนได้บ้าง

“ซานะจัง…ยูเมะจะหาซานะ!” เสียงร้องไห้ยังคงไม่เลิก นับตั้งแต่เด็กน้อยลืมตาตื่นขึ้นมา ดวงตากลมโตที่มีน้ำตาเอ่อคลอ ไม่ได้สวมคอนแท็กซ์เลนส์เหมือนทุกครั้ง

นัยน์ตาที่งดงามนั้น…ข้างหนึ่งมีสีฟ้า และอีกข้าง…เป็นสีเขียว

ไม่มีใครตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้จะเห็นกันทุกคน นั่นเพราะ…สมาชิกที่หายไป เป็นเรื่องสำคัญกว่า

มีเพียงทาโนเอะ ที่ดูท่าจะรู้เรื่องดีกว่าใคร ๆ และดูว่าจะไม่ประหลาดใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นนัก เธอเป็นคนเดียวที่ยังมีสติอย่างมั่นคงพอที่จะสั่งการใด ๆ ได้

หญิงสาวรับร่างเล็กจากเรย์จิที่กำลังปลอบใจอย่างค่อนข้างไร้ผลมาอุ้มแทนที่ แล้วสั่งว่า “รีบไปช่วยคนอื่นหาเถอะ ทางนี้ฉันจัดการเอง”

เธอหันไปกระซิบอะไรบางอย่างกับยูเมะ เด็กน้อยที่กำลังร้องไม่หยุด กลับหยุดร้องแทบจะในทันที เหลือเพียงเสียงสะอึกสะอื้นแผ่วเบา ดวงตาคู่นั้นจ้องมองทาโนเอะราวจะถาม แต่กลับเห็นเพียงรอยยิ้มจาง ๆ พลางพยักหน้ารับ

ในที่สุดยูเมะก็เงียบลงได้ ความโกลาหนยามเช้า จึงนับว่าเบาบางลงอีกเล็กน้อย

“ยุ่งยากซะจริง” เสียงบ่นจากร่างงามของราชินีประจำคาเฟ่ดังขึ้น อายาเมะยังหงุดหงิดที่ถูกปลุกแต่เช้าตรู่ หากแม้จะยังบ่น แต่เจ้าตัวก็ยังช่วยค้นหาเด็กน้อยตามคำสั่งอยู่ดี ซากุระหายไปอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปตามซานะที่ใด แต่ก็พอมั่นใจได้ว่า คน ๆ นี้ ย่อมมีวิธีการหาที่ไม่ธรรมดาแน่

เรย์จิวิ่งไปตามตรอกซอกซอยใกล้ ๆ ตึกเก่าโบราณหลายตึกที่ตั้งอยู่แถวนี้ ล้วนเปิดเป็นร้านขายของด้านล่าง ส่วนด้านบนจะเป็นที่พักอาศัย ร่างที่หอบน้อย ๆ ของเขา มาหยุดที่โรงแรมแห่งหนึ่งจนได้

ด้วยเมืองนี้ไม่ใช่เมืองใหญ่ โรงแรมที่พักที่พอจะใช้ได้จึงมีไม่มากนัก และที่เด่นที่สุด ก็คงเป็นโรงแรมแห่งนี้ พวกเขาพึ่งมาอยู่กันไม่นาน ไม่ได้ชำนาญพื้นที่ขนาดหาที่พักที่ลึกลับซับซ้อนได้แน่ โดยเฉพาะซานะ ที่แทบจะไม่ได้ออกไปไหนเลย นอกจากออกไปซื้อของกับทาโนเอะ

จะอย่างไร ก็ยังต้องหาที่พักค้างคืน ซานะอายุเพียง 13 ปีเท่านั้น ยังเด็กเกินกว่าจะเปิดห้องอยู่ในโรงแรมเพียงลำพังได้

แต่ถ้ามากับใครสักคน มันก็ไม่แน่…

เรย์จิตรงไปยังเคาน์เตอร์แล้วสอบถามทันที “ผมกำลังตามหาเด็กหนุ่ม…เอ่อ บางทีอาจจะเป็นเด็กสาว อายุราว ๆ 13 ปี เมื่อคืนนี้มีคนแบบนี้เข้ามาพักหรือเปล่าครับ”

พนักงานสาวที่ดูจะไม่เต็มใจต้อนรับเขานักเพราะคำถามแปลก ๆ นั้น ตอบอย่างขอไปทีว่า “มีเด็กแบบนั้นมาพักออกบ่อย ฉันไม่รู้หรอก โรงแรมของเรา ไม่มีนโยบายแจ้งเรื่องส่วนตัวของแขก ให้กับคนแปลกหน้า” เธอตอบอย่างเฉยชา

“ขอร้องล่ะครับ เด็กคนนี้หนีออกจากบ้านมา ทางบ้านกำลังเป็นห่วงมาก”

ดวงตาไม่ไว้วางใจกวาดมองร่างสูงของเขาขึ้นลง แล้วถามเสียงเรียบ ๆ ว่า “แล้วคุณเป็นอะไรกับเด็กล่ะ”

“ผม…เอ่อ เป็น”

“พวกเราเป็นพี่ชายของเขา” เสียงนุ่มตอบแทนด้านหลัง เรย์จิชะงักแล้วหันไปมอง กลับเป็นอายาเมะ ที่ในตอนนี้ อยู่ในชุดเสื้อผ้าแบบชายหนุ่มสุดโฮสต์ ดวงตาคู่งามโปรยเสน่ห์ในพริบตา พนักงานสาวชะงัก พลางจ้องมองเคลิบเคลิ้ม

“บอกผมหน่อยได้ไหมครับ คุณผู้หญิงคนงาม” มือของเขาเชยคางหญิงสาวขึ้นมา เล่นเอาอีกฝ่ายเขินจนหน้าแดงฉานมือไม้สั่นทำตัวไม่ถูกไปแล้ว

“อ่ะ…ค่ะ..เมื่อคืน…มีคู่สามีภรรยาคู่หนึ่งเข้ามาพัก ภรรยายังดูเด็ก…เอ้อ สาวมาก ส่วนสามี…เหมือนพวกเสี่ยตัญหากลับชอบกล ไม่แน่ว่า…”

“ห้องอะไรหรือครับ” ทั้งสองถามทันควัน

“เอ่อ มันเป็นความลับ…ของทาง…”

มือของเธอถูกจุมพิตแผ่วเบา “ได้โปรดบอกผมเถอะครับ น้องสาวของผม…เธออาจจะโดนทำมิดีมิร้ายได้” เสียงของเขาดูน่าสงสาร

“ค่ะ…ห้อง 204 ค่ะ!” คำตอบไม่มีอิดเอื้อนอีก หญิงสาวบิดตัวเขินอาย ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอใครงามขนาดนี้มาก่อน ทว่าพอหันมาจะคุยต่อ ปรากฏว่าแขกสองคนที่มา กลับหายไปอย่างรวดเร็วแล้ว

ประตูห้อง 204 ถูกถีบออกโดยแรง  เมื่อคนทั้งคู่บุกเข้าไป อายาเมะนั้นยามปกติดูบอบบาง แต่แกร่งเอาเรื่องเวลาเอาจริง

หากภาพตรงหน้าทำให้เขาชะงัก เมื่อเห็นร่างอ้วนนั้นยังอยู่บนเตียง…กับภรรยาสาวที่แน่นอน...ไม่ใช่ซานะจัง เรย์จิหน้าแดงฉานด้วยความเขินอาย ไม่คิดว่าจะมาเห็นภาพแบบนั้นจะ ๆ

เสียงร้องว้ายเบา ๆ ก่อนที่อีกฝ่ายจะโวยวายมากขึ้น เด็กหนุ่มรีบปิดประตูทันควัน ก่อนที่ทั้งคู่จะเผ่นออกมานอกโรงแรมนั้นท่ามกลางเสียงก่นด่า

“ที่นี่ก็ไม่ใช่…ไปโรงแรมถัดไปละกัน” เสียงราบเรียบจากอายาเมะพึมพำต่อ แล้วลากคอเรย์จิให้ตามไปอย่างชำนาญพื้นที่

โรงแรมทั้งหมดในเมืองนี้ อายาเมะคงเคยพักมาหมดแล้วกระมัง ถึงได้คล่องขนาดนี้ เด็กหนุ่มแอบคิดในใจ แต่ไม่กล้าพูดออกไป

...ลึก ๆ แล้วแอบกลัวว่า ไม่แน่สักวัน อาจจะโดนลากเข้าไปในโรงแรมบางแห่งที่นี่ก็เป็นได้…

ทั้งสองเข้าออกโรงแรมอีกนับสิบ แต่กลับไม่พบวี่แววของซานะแม้แต่น้อย เด็กตัวแค่นั้น…เพียงแค่คืนเดียว กลับหายตัวไปโดยไร้ร่องรอย

เกิดอะไรขึ้นกับซานะ และยูเมะกันแน่?

หลังจากคว้าน้ำเหลวถึงครึ่งค่อนวัน ทั้งคู่ก็ตัดสินใจเดินทางกลับร้าน เพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติม


...........................................


ที่ร้านในตอนนี้บรรยากาศยังคงอึมครึม ซากุระกลับมาแล้ว โดยที่หาซานะไม่เจอเช่นกัน หากในมือเรียวนั้น ยังมีจดหมายฉบับหนึ่งติดตัวมาด้วย

“จากคนลึกลับ” เขาพูดเพียงแค่นี้ ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปเจออะไรมา แต่จากท่าทางที่เหมือนไม่อยากจะบอกเท่าไหร่ ทำให้ไม่มีใครคาดคั้นอีก

ทุกคนได้แต่มองหน้ากันอย่างงุนงง ทาโนเอะจึงรับจดหมายนั้นมาอ่าน

ในจดหมายเขียนแต่เพียงว่า “ของที่หายไป อยู่ในการคุ้มครองแล้ว ไม่ต้องห่วง”

“ซากุระคุง ใครเป็นคนให้จดหมายนี้มา” ทาโนเอะเริ่มต้นด้วยคำถาม สีหน้าเธอเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย

ในความเงียบนั้น ซากุระเพียงแค่ส่ายหน้าเบา ๆ

หญิงสาวก็ไม่ได้ถามต่อ ราวกับว่าเธอเข้าใจแล้ว มือบอบบางพับจดหมายเก็บไว้ที่เดิม พลางบอกกับทุกคนว่า “ไปพักก่อนเถอะจ้า ไม่ต้องเป็นห่วงซานะจังหรอก ยังไงตอนนี้…ต้องยังปลอดภัยแน่ ๆ”

อายาเมะมองจดหมายในมือหญิงสาว ลายมือนั่นช่างคุ้นตานัก แต่เขาไม่มีอารมณ์จะมานึกคิดอะไรในตอนนี้ ชายหนุ่มถอนใจยาว รู้ดีว่าตอนนี้ คงทำอะไรดีกว่านี้ไม่ได้แน่ ๆ

“งั้นชั้นจะไปนอนล่ะ” ว่าแล้วเขาก็เดินจากไป

ซากุระที่ยังคงไม่พูดไม่จา หันหลังเดินเข้าครัว และลงมือทำอาหาร ในขณะที่ยูเมะที่หยุดร้องแล้ว ได้แต่ส่งสายตาแทนคำถามไปหาทาโนเอะ   

มืออ่อนโยนลูบผมอ่อนนุ่มนั้นแผ่วเบา แล้วปลอบอีกครั้ง

“ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ ซานะจังต้องกลับมาแน่นอน” เธอยืนยันอีกครั้งอย่างมั่นใจ “ทานข้าวเสียก่อนนะ ถ้าซานะจังกลับมาแล้วเจอว่ายูเมะไม่สบายล่ะก็ เดี๋ยวเขาโกรธเอาไม่รู้ด้วยนะ”

“ฮึ…ยูเมะก็โกรธซานะจังเหมือนกันนั่นแหละ นึกจะไปก็ไป” เด็กน้อยพึมพำบ่น แต่บรรยากาศที่อึมครึม กลับคลี่คลายลงไปอย่างมหัศจรรย์ ทุกคนทำตัวราวกับว่า หาซานะเจอแล้วก็ไม่ปาน เรย์จิที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับใครเลย ได้แต่มองมาอย่างงุนงง จะถามมากก็กลัวว่ายูเมะจะงอแงขึ้นอีก เขาจึงได้แต่เก็บคำถามเอาไว้ในใจเท่านั้น


..................................................


ยามค่ำมาเยือน ยูเมะหลับไปแล้ว เพราะเหนื่อยอ่อนกับการร้องไห้ตั้งแต่เช้ายันค่ำ เด็กน้อยไม่ยอมปล่อยมือที่จับกับเรย์จิไว้ ดวงตาที่ยังมีคราบน้ำตามองดูน่าสงสารนัก เรย์จิได้แต่มองร่างเล็ก ๆ ที่อยู่ในห้วงนิทราอย่างไม่รู้จะช่วยอะไรได้มากกว่านี้ เรื่องราวที่เกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าเขาจะคิดใด ๆ ได้

จะอย่างไร เขาก็ยังนับว่าเป็นคนนอกอยู่

เกิดอะไรขึ้นกับซานะและยูเมะ เขาอยากรู้เป็นที่สุด แต่ทาโนเอะ ที่ดูท่าจะรู้กว่าทุกคน กลับยังคงนิ่งเงียบอย่างใช้ความคิดเพียงลำพัง ร่างโปร่งบางนั่งอยู่ที่เก้าอี้ ใกล้ ๆ กับเตียง ไม่ห่างจากเขาที่นั่งบนเตียงนั้นเท่าใด

เด็กหนุ่มค่อย ๆ แกะมือที่จับไว้ออกอย่างระวังไม่ให้เด็กน้อยตื่น ก่อนจะหันมาหาทาโนเอะ

“คุณทาโนเอะครับ ผมคุยด้วยได้มั้ยครับ” สีหน้าของเขาดูจริงจังกว่าที่เคย หญิงสาวจึงได้แต่พยักหน้า

“เราไปคุยข้างนอกกันดีกว่า” เธอพูดราวกับกลัวว่า เสียงของพวกเขา จะทำให้ยูเมะตกใจตื่นขึ้นมาอีก

เรย์จิพยักหน้ารับ ทั้งคู่จึงเดินออกมาจากห้องนั้น

ที่ระเบียงของตัวร้าน ตอนนี้มืดแล้ว จึงมีเพียงไฟจากโคมเป็นระยะ ที่เปิดไว้แบบไม่สว่างนัก คนอื่นแยกย้ายกันไปแล้วตั้งแต่เย็น อายาเมะออกไปข้างนอกตั้งแต่หัวค่ำ ซากุระก็เช่นกัน แม้ไม่ได้บอกว่าไปไหน แต่เด็กหนุ่มรู้ดี ว่าทั้งคู่คงไปตามหาซานะต่อแน่ ๆ

ในขณะที่ยูเมะนั้นเกาะเขาแจ เรย์จิจึงได้แต่รั้งอยู่เป็นเพื่อนทาโนเอะ และอีกอย่างใกล้ค่ำแล้ว เขาเองก็ไม่กล้าจะปล่อยหญิงสาวไว้กับเด็กน้อยเพียงลำพัง โดยไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนด้วย

แสงเรืองน้อย ๆ จากโคมไฟ ฉายดวงหน้านวลที่มีแววเศร้า ดูมีเสน่ห์กว่าทุกวัน เรย์จิมองหญิงสาวแล้วทอดถอนหายใจ ถึงความงามเช่นนี้จะน่ามองเพียงใด เขาก็ยังต้องการมองใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเธอมากกว่า

รวมถึงรอยยิ้ม…ของทุก ๆ คนในร้านด้วย

ทาโนเอะมองไปยังท้องฟ้ากว้างนอกระเบียง ท้องฟ้าที่ไร้ดาว มีเมฆหมอกบดบังหนา เธอถอนใจเบา ๆ พลางพูดขึ้นก่อนว่า

“บททดสอบของพวกเรา กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว”

เรย์จิมองเธอเงียบ ๆ เขาอยากจะถามใจจะขาด แต่เพราะความรู้สึกบางอย่าง ทำให้เขาเพียงแค่รับฟัง โดยไม่ได้ซักถามใด ๆ

“พวกเรา…คือคนบาป มันเป็นความจริงที่ไม่อาจลบเลือนไปได้ หากพวกเราไม่สามารถผ่านบททดสอบได้…จะไม่มีอนาคตสำหรับพวกเราอีกต่อไป”

“อะไรคือบาปของพวกคุณกันแน่” เด็กหนุ่มอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป

ใบหน้าได้รูปส่ายเบา ๆ “ฉัน…ยังบอกไม่ได้ ขอโทษนะเรย์จิคุง”

“แต่ว่า…แล้วแบบนี้ เราจะหาซานะจังเจอได้ยังไงล่ะครับ”

“ไม่ต้องห่วงหรอก ‘เขาคนนั้น’ พบซานะจังแล้ว” เธอพูดเบา ๆ

“เขาคนนั้น…พ่อผมน่ะเหรอ” เรย์จิทวนคำอย่างสงสัย ก็พ่อของเขา อยู่อาฟริกาไม่ใช่หรือไง

“ตัวแทนของพ่อของเธอ” หญิงสาวพูดต่ออย่างมีปริศนา “มีคนจับตามองพวกเราอยู่เสมอนั่นแหละ เพราะพวกเรา…ยังไม่อาจเป็นคนธรรมดาได้”

“ผมไม่เข้าใจเลย” เรย์จิพึมพำ

“ซานะจังยังปลอดภัย แต่ถ้าซานะจังไม่รีบกลับมาล่ะก็…ฉันกลัวจริง ๆ”

“พวกเราจะออกไปจากที่นี่ไม่ได้ จนกว่าจะผ่านบททดสอบนั้น…คนบาปอย่างพวกเรา หากหนีออกไป จะต้องถูกพิพากษาด้วยความผิดที่ถึงชีวิต”

“อะ…อะไรกัน แล้วพวกพ่อ…เอ้อ พวกที่จับตาดูอยู่ ถ้าเขารู้ที่อยู่ซานะจัง เขาก็น่าจะบอกเรา หรือพาซานะจังกลับมาได้นี่ครับ”

หญิงสาวส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่หรอก พวกเขาจะไม่ยุ่งกับการตัดสินใจของพวกเรา แต่ว่า…หากพวกเรายังคงทำผิด พวกเขาจะไม่มีการให้อภัยอีกแล้ว”

“แต่ถ้าซานะจัง…ไม่ยอมกลับมา” เรย์จิพึมพำอย่างวิตก

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซานะจะไม่ยอมไปไกลจากยูเมะแน่ ๆ ดังนั้น…เราคงจำเป็น ต้องทำอะไรบางอย่างแล้ว” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงเบาลง เด็กหนุ่มเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

"ถ้าทำแบบนี้...มันไม่..เกินไปหรือครับ" เรย์จิมองหน้าหญิงสาวอย่างไม่มั่นใจนัก หากคำตอบที่ตอบกลับมา มีเพียงรอยยิ้ม

"เธอเชื่อมั่นในตัวซานะจังกับยูเมะหรือเปล่าล่ะ"

"แน่นอนสิครับ" เด็กหนุ่มตอบ "ถึงจะพึ่งรู้จักกันไม่นาน แต่ผมเชื่อ...ว่าซานะจังและยูเมะ จะไม่ตัดสินใจผิดแน่ ๆ"

“ขอบคุณมากจ้ะ เรย์จิคุง ขอให้เก็บเป็นความลับกับทุกคนด้วยนะ”

เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างจริงจัง

“พวกเราคงทำได้เพียงเท่านี้” สายตาเศร้าหมองเหม่อมองไปที่ขอบฟ้ากว้าง “ที่เหลือก็ขึ้นกับการตัดสินใจ ของตัวซานะและยูเมะแล้ว”

“บาปของพวกเขา มีเพียงพวกเขาเท่านั้น ที่จะแก้ไขได้” เธอย้ำอีกครั้ง ด้วยดวงตาที่ดูแปลกไปกว่าทุกที ในวันนี้ เธอดูเข้มแข็งกว่าเดิมมากมายนัก

บางที…มันอาจจะเป็นตัวตนที่แท้จริงของเธอก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เรย์จิก็ยินดีจะลองทำตามแผนการนั้น


.................................................

ออฟไลน์ jasmin

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1801
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +174/-1
Re: Absolution Café ตอนที่ 7/2 อัพ 9-3-10 จบในตอน
«ตอบ #66 เมื่อ09-03-2010 22:50:43 »

เอาใจช่วยให้ทั้ง 2 คนเลย

อ่านตอนนี้แล้วสงสารยูเมะจัง ต้องเสียใจมากแน่ๆเลย

ปล. คู่อายาเมะกับเรย์จิช่วยกันทำมาหากินดีเนาะ น่ารัก

namtaan

  • บุคคลทั่วไป
Re: Absolution Café ตอนที่ 7/2 อัพ 9-3-10 จบในตอน
«ตอบ #67 เมื่อ10-03-2010 02:30:34 »

กดดันคนบาปทั้งหลายมากมาย
กว่าจะได้ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา

แต่ว่าพ่อของเรย์จิทำงานอะไรกันแน่
น่าสงสัยจริงๆ

บวก 1 แต้ม ขอบคุณนะคะ

ออฟไลน์ ppm

  • รักเด็กจังเลย
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 235
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +248/-3
    • ppmfic yboard
Absolution Café จบตอนที่ 7 อัพ 11-3-10 จบในตอน
«ตอบ #68 เมื่อ11-03-2010 17:29:12 »

(จบตอนที่ 7)


ในห้องน้อยที่คุ้นเคยที่ชั้นสอง ไฟในห้องปิดลงแล้ว หน้าต่างข้างระเบียงแคบที่ติดกับตัวห้องยังคงเปิดกว้าง สายลมแผ่วเบาพัดเอื่อย ๆ ปรากฏร่างบอบบางร่างหนึ่งขึ้นที่ริมหน้าต่างนั้น ดวงตากลมโตสีฟ้าสดใส เหม่อมองเด็กหญิงผู้อยู่ในห้วงนิทราเงียบงัน ก่อนทอดถอนหายใจเฮือกใหญ่

ทั้ง ๆ ที่ตัดใจจะจากไปแล้ว…แต่เขากลับไม่อาจจากไปอย่างแท้จริงได้

ขอเฝ้ามอง…อยู่ห่าง ๆ ก็ยังดี

เท่านี้ หัวใจที่ร้อนรนของเขา ก็ยังอบอุ่นใจ ที่ได้เห็นเด็กน้อยยังคงปลอดภัย

มือเรียวยาวยื่นเข้ามาจากหน้าต่างเล็กน้อย จินตนาการว่าได้ลูบไล้ใบหน้าเด็กน้อยที่กำลังหลับใหลจากการมองเห็นระยะไกล… เขาอยากจะลูบผมนุ่มสลวยนั้นอย่างอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง อยากเข้าไป…ใกล้ชิดกว่านี้

แต่รู้ดี…ว่าทำไม่ได้

“เอเม…น้องสาวที่รักของพี่…พี่ขอโทษ”

เสียงพึมพำแผ่วในลำคออย่างขมขื่น หยาดน้ำใส ๆ คลอดวงตาคู่งาม ก่อนมือข้างหนึ่งจะรีบปาดเช็ดออก เด็กชายหายใจเข้าลึกก่อนจะพูดต่อไป แม้รู้ดีว่า คนด้านในไม่อาจได้ยิน

“วางใจเถอะ พี่จะไม่ทิ้งน้องไปไหน จะคอยอยู่ใกล้ ๆ แบบนี้…เท่าที่จะทำได้…ก่อนที่คนพวกนั้น…จะตัดสินทุกสิ่งทุกอย่าง พี่จะคุ้มครองน้องเอง”

ทันใดนั้น ร่างโปร่งบางก็ต้องชะงัก เขารีบหันควับกลับไปมอง ระเบียงที่เมื่อครู่ยืนเพียงลำพัง กลับไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไป

…มีใครบางคน…มองเขาอยู่!

ร่างเล็กคล่องแคล่วโหนตัวขึ้นต้นไม้ใหญ่ด้านข้าง ก่อนจะปีนหนีไปอย่างรวดเร็ว

เด็กชายในเงามืดหอบหายใจถี่ ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบ ๆ เขาไม่อาจสลัดหลุดการติดตามที่ว่องไวนั้นได้…คน ๆ นั้น ตามเขามา รวดเร็ว และเงียบเชียบ ถ้าไม่มีความชำนาญจากการที่ถูกฝึกมาในอดีต เขาคงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ว่าถูกตาม
   
เด็กชายกัดฟันแน่นพลางครุ่นคิด เขารู้ดี ว่าหากออกมาจากที่นั่น ย่อมต้องโดนติดตาม
   
แต่นี่มัน…เร็วเกินไปแล้ว
   
การพิพากษา กำลังจะเริ่มต้นแล้วอย่างนั้นหรือ
   
…เขาก็แค่อยากจะมอง…น้องสาวอันเป็นที่รัก ให้เนิ่นนานกว่านี้ เพียงเท่านั้น
   
แล้วหลังจากนี้ ถึงจะต้องตาย เขาก็ยินดี
   
แผ่นหลังบอบบางพิงกำแพงตึก ก่อนจะมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง …คนผู้นั้น ยังตามเขาอยู่
   
ตอนนี้เขาออกมาจากเขตร้านแล้ว ไม่จำเป็นต้องเงียบไว้เช่นเดิมอีก ร่างเล็กตัดสินใจตะโกนถาม เตรียมตัวเตรียมใจพร้อมที่จะประกาศศึก
   
“ออกมาสิ ผมรู้นะว่าคุณตามผมอยู่”
   
ในเงามืดนั้น เห็นร่างสูงของใครบางคนลาง ๆ หากไม่เห็นหน้า เสียงราบเรียบพูดขึ้นว่า
   
“เก่งนะ ที่รู้ว่าถูกฉันตามได้”
   
เด็กชายถอนใจยาว ดวงตาคู่งามจ้องคนผู้นั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนถามว่า
   
“คุณมาฆ่าผมใช่มั้ย”
   
คนฟังหัวเราะออกมา เล่นเอาเด็กน้อยชะงัก
   
“ฉันได้รับคำสั่งให้จับตามองเท่านั้น ยังไม่ทำอะไรหรอก”
   
สายตาระแวดระวังมองกลับมา อย่างไม่ไว้วางใจนัก ชายผู้นั้นจึงพูดต่อไป
   
“ถ้ารู้ว่าการออกมาจากที่นั่น หมายถึงความตาย แล้วจะออกมาทำไม กลับไปซะสิ”

ร่างเล็กส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่…ผมจะไม่กลับไปอยู่กับคนพวกนั้นอีกแล้ว อยากจะฆ่าผมก็เชิญ ในเมื่อเป็นผมเอง…ที่เป็นฝ่ายผิดข้อตกลง ผมก็ยินดีจะรับโทษ”
   
“ชีวิตคนเรา มีเพียงชีวิตเดียว ทำไมไม่รู้จักคิดรักษาเอาไว้ เพื่อคนที่รักเรากันนะ” คนฟังพูดขึ้นลอย ๆ
   
“ถ้ามันสละได้…เพื่อคนที่ผมรัก ไม่ว่าผมจะมีสักกี่ชีวิต ผมก็ยินดีสละมันทั้งหมด!” น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวโต้กลับ
   
ร่างสูงส่ายหน้าเบา ๆ “เธอยังเด็กเกินไป ไม่เข้าใจหรอก ว่าการตายของเธอ จะทำให้สาวน้อยคนนั้น เป็นอย่างไรต่อไป อย่าคิดเลย ว่าการเสียสละนี้ จะปกป้องคนที่เธอรักได้”
   
“ผมไม่เชื่อหรอก คุณจะไปรู้อะไร ไม่มีผมสักคน เธอจะต้องปลอดภัย คุณก็แค่ต้องการให้ผมกลับไปเท่านั้นเอง! อยากจะฆ่าก็เอาเลย แต่ผมจะไม่มีวันกลับไปอีกแน่!”
   
ร่างบอบบางท้าทายกลับ ก่อนจะหันหลังวิ่งจากไป โดยไม่คิดจะต่อความอีก ปล่อยให้อีกฝ่ายมองตามร่างน้อย ๆ นั้นไป พลางส่ายหน้าอย่างระอา
   
…ทำไมเขาจะไม่รู้ ว่าการสละชีวิตเพื่อใครสักคน มันทำให้คนที่รักนั้นเจ็บปวดขนาดไหน…
   
“เธอยังต้องเรียนรู้อีกเยอะนะเด็กน้อย อย่าพึ่งรีบใจเร็วด่วนได้เลย” ร่างสูงรำพึงกับตัวเอง

“เรย์จิ...หวังว่านายคงมีดีอย่างที่คน ๆ นั้นบอกล่ะ ช่วยสองพี่น้องนี่ให้ได้ก็แล้วกัน” ชายหนุ่มพูดทิ้งท้าย ก่อนจะเดินจากไป เขาไม่ได้ตามเด็กชายไป เพราะรู้การเคลื่อนไหวทั้งหมดได้เป็นอย่างดี
   
จะอย่างไร ซานะก็ไม่มีวันทิ้งยูเมะให้อยู่เพียงลำพังได้
   
แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธเสียงแข็ง ว่าจะไม่กลับไปก็ตาม!


.......................................


เช้าวันรุ่งขึ้นร้านคาเฟ่เปิดตามปกติ แม้จะไร้ซึ่งวี่แววของซานะจัง สาวน้อยน่ารักในชุดคอสเพลย์ตัวน้อย แขกที่เข้ามาหลายคนถามถึง เล่นเอายูเมะเศร้าลงไปอีก แต่ทาโนเอะได้ชี้แจงไปว่าซานะจังได้ขอลาหยุดชั่วคราว และจะกลับมาเร็ว ๆ นี้

ร้านที่คนเริ่มซาลงในช่วงบ่ายทำให้พอจะพักได้บ้าง หญิงสาวหน้าเคาน์เตอร์สำรวจรายการข้าวของแล้วเงยหน้าขึ้นเรียกหาเด็กหนุ่ม “เรย์จิคุง แย่ล่ะสิ วันก่อนฉันลืมซื้อน้ำตาลเพิ่ม เธอช่วยไปซื้อที่ร้านแถวนี้มาให้หน่อยได้ไหมจ๊ะ”

เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินออกไปซื้อของให้ตามคำสั่ง ยูเมะยังคงนั่งเหม่ออยู่ที่โต๊ะใกล้ประตู โดยไม่ได้สนใจต่อสิ่งใด ร่างเล็ก ๆ นั่งนิ่งราวเป็นตุ๊กตาแสนสวยตัวหนึ่ง ดวงตาคู่งามที่ตอนนี้กลับมาสวมคอนแท็กซ์เลนส์สีน้ำตาลอีกครั้งมองออกไปที่ประตูทางเข้า เฝ้ารออยู่อย่างนั้น เพียงเพื่อว่าจะได้เป็นคนแรกที่ได้เห็น เมื่อซานะกลับมา

ร่างที่นั่งนิ่งแทบจะไม่มีการกระพริบตาเลยด้วยซ้ำ หากไม่รู้มาก่อนว่าเป็นเด็กน้อย คนที่เข้ามาใหม่ อาจจะคิดว่าเป็นตุ๊กตาตัวใหญ่ที่วางประดับร้านก็เป็นได้

เด็กน้อยเหม่อลอยมากขึ้นทุกที นับตั้งแต่ซานะจากไป

ทาโนเอะได้แต่ส่ายหน้าอย่างเศร้า ๆ เธอไม่รู้จะปลอบโยนอย่างไรได้ดีไปกว่านี้แล้ว เพราะเธอไม่ใช่ซานะ…ไม่สามารถแทนที่เขาได้ แม้เพียงน้อยนิด

ซากุระยังคงเตรียมรายการอาหารต่าง ๆ อยู่ในครัว ส่วนอายาเมะ รับหน้าที่พนักงานเสิร์ฟ ทดแทนซานะที่จากไป งานของเขาจึงยุ่งกว่าทุกวัน จนจอมขี้เซา ไม่อาจแอบแว่บไปนอนกลางวันได้อีก แต่ในช่วงนี้ เขาก็พอจะนอนในเวลากลางคืนได้บ้างแล้ว ด้วยความช่วยเหลือของเรย์จิ ดังนั้นยามกลางวัน ราชินีผู้นี้จึงหงุดหงิดน้อยลง ถึงแม้ว่าจะต้องทำงานในส่วนของซานะเพิ่มขึ้นก็ตาม

ร่างสูงโปร่งของอายาเมะมองเด็กน้อยแล้วถอนใจยาว พึมพำขึ้นกับทาโนเอะว่า “ซานะจะกลับมามั้ย”

หญิงสาวยิ้มจาง ๆ ก่อนจะตอบว่า “หัวใจของซานะอยู่ที่นี่ จะอย่างไร ก็ต้องกลับมาแน่นอน”

“ให้มันจริงเถอะ นึกจะไปก็ไป ไม่สงสารน้องรึไงนะ” เสียงตอบกลับสะบัดเล็กน้อย ก่อนเขาจะก้าวเข้าไปในครัว ตอนนี้ไม่มีลูกค้ามาใหม่ ลูกค้าโต๊ะสุดท้ายก็ออกไปแล้ว ด้วยเลยเวลาพักกลางวันไป เป็นจังหวะดีที่เขาจะได้พักเข้าไปล้างหน้าล้างตาสักเล็กน้อยก่อนช่วงเย็นจะมาถึง

ในตอนนั้นเอง ประตูคาเฟ่ก็เปิดออก คนผู้หนึ่ง แต่งกายประหลาด มีผ้าปิดจมูกคลุมหน้า ทั้งยังสวมหมวกปิดบังเส้นผม ถือมีดเข้ามาอย่างประสงค์ร้าย

ทาโนเอะอุทานอย่างตกใจ เมื่อคน ๆ นั้น คว้าร่างที่นั่งอยู่ใกล้ประตูขึ้นมาก่อนเอามีดจ่อ ราวใช้เป็นตัวประกัน

ยูเมะที่ถูกรวบร่างขึ้น จ้องมองอย่างเฉยเมย ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีสีหน้าตื่นตระหนกใด ๆ ทั้งสิ้น เธอยังคงเหมือนตุ๊กตาตัวหนึ่งเท่านั้น

“อย่าเข้ามานะ ไม่งั้นเด็กนี่ตาย!”

“ยูเมะ!” หญิงสาวอุทานเสียงสูง “ช่วยด้วย ช่วยยูเมะด้วย!”

อายาเมะที่เข้าไปในครัว รีบวิ่งออกมาทันที พร้อม ๆ กับซากุระ ทั้งคู่หยุดชะงักที่หน้าทางเข้า เมื่อได้ยินเสียงตวาดให้ถอยออกไป ภาพที่เห็นทำให้อายาเมะกับซากุระสบตากันวูบหนึ่ง ก่อนจะถอยออกไปตามคำสั่งอีกก้าว

มีดในมือคมกริบ ไม่ต่างจากเหตุการณ์ในวันก่อน ที่พวกเขาเคยช่วยเด็กจากการเป็นตัวประกัน

แต่ยูเมะในวันนี้ กลับไม่คิดจะต่อสู้เสียนี่

“ร้องไห้เข้าสิ เป็นเด็กภาษาอะไร ไม่รู้จักโวยวายบ้าง” เสียงคนร้ายกระตุ้น พลางหัวเราะอย่างลำพอง “ฉันชอบเสียงเด็ก ๆ กรีดร้อง เอ้า ถ้าไม่ร้องล่ะก็ เห็นมีดนี่มั้ย หรืออยากจะลองซักแผลสองแผลก่อน!”

มือนั้นเงื้อง้าขึ้นตั้งท่าจะทำร้าย ท่ามกลางเสียงร้องอย่างตกใจของทาโนเอะ

“ไม่มีใครปกป้องเธอได้หรอกน่า แม่หนูน้อย คนพวกนั้น…ทิ้งเธอไปหมดแล้ว!” คำพูดนั้นทำร้ายเธออย่างจัง ยิ่งกว่าคมมีดอันร้ายกาจเสียอีก

ไม่มีใคร..ปกป้องเธออีกแล้ว!

“….ซานา…ช่วยเอเมด้วย!!!” จู่ ๆ เด็กน้อยกรีดร้องขึ้นมา เล่นเอาคนอุ้มแทบจะปล่อยหลุดมือ ร่างสูงกระชับเด็กน้อยขึ้นแนบอก ก่อนหัวเราะชอบใจ

“ดี! ร้องให้มันดังกว่านี้สิ!”

ก่อนที่จะหัวเราะได้มากกว่านี้ เขาก็รู้สึกมึนไปวูบหนึ่ง ร่างสูงลอยละลิ่วไปกระแทกกับเก้าอี้จนแทบจุก ในขณะที่เด็กหญิง กลับทิ้งตัวลงสู่พื้นได้อย่างปกติ

“เอเม! ไม่เป็นอะไรนะ?”

“ซานา!!!”

พริบตานั้น ที่ซานะปรากฎตัวขึ้น ร่างบอบบางกลับแกร่งอย่างเหลือเชื่อ เมื่อจัดการทุ่มคนร้ายได้อย่างง่ายดาย โดยที่เด็กน้อยไม่ได้บาดเจ็บแม้แต่นิดเดียว

“อูย…” เสียงครางเบา ๆ จากร่างนั้น หมวกกับหน้ากากหลุดออกไป เห็นได้ชัดว่าเป็นเรย์จินั่นเอง เด็กชายมองมาอย่างคาดไม่ถึง ระหว่างที่ตะลึงอยู่นั้น ทาโนเอะก็ลงมือต่อตามแผนการทันที

“ซากุระคุง ปิดประตูทางเข้าไว้!” หญิงสาวสั่ง ซากุระที่เคลื่อนไหวได้รวดเร็วเสมอมา ขวางประตูหน้าไว้ ในขณะที่อายาเมะที่ยืนอยู่ด้านข้าง ก็ขวางประตูครัวไว้เช่นกัน

ทางออกนั้นถูกปิดลงแล้ว

เด็กชายอึ้งไป ไม่คิดว่าทั้งหมดนั่น จะเป็นเพียงการเล่นละคร เพียงแค่ได้ยินเสียงร้องจากยูเมะ เขาก็ไม่ได้คิดอะไรอีกต่อไปแล้ว นอกจากเข้าไปช่วยเหลือเท่านั้น

พอรู้ว่าถูกหลอก ร่างบอบบางก็ยืนนิ่ง ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบ ๆ เพื่อหาทางหนีทีไล่ทันที เขาจะอยู่ที่นี่…ไม่ได้อย่างเด็ดขาด ต้องรีบ…จากไป

ยูเมะตั้งท่าจะโผเข้าหา แต่เสียงเด็ดขาดกลับห้ามไว้ “อย่าเข้ามานะเอเม!”

ร่างเล็กชะงักกึกอยู่กับที่ เป็นครั้งแรก…ที่ซานาปฏิเสธเธอ!

ทำไมกันล่ะ?

ดวงตากลมโตมีน้ำตาคลออย่างไม่เข้าใจ

“ซานา…จะทิ้งเอเมจริง ๆ เหรอ” เสียงใสตัดพ้อ

เด็กชายนิ่งเงียบ ไร้ซึ่งคำพูดโต้แย้งใด ๆ

“เพราะเอเม…อีกแล้วสินะ”

เธอรู้ดี ไม่ว่าจะอะไร พี่ชายคนนี้ของเธอ ทำเพื่อเธอเสมอ

พี่ชายแสนดีที่ให้เธอได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะร่างกายนี้ หรือแม้กระทั่งชีวิต!

“เอเมรู้นะ…ถ้าซานาออกไป พวกเขาต้องฆ่าซานาแน่ แบบนั้น…ให้เอเมไปเองจะดีกว่า…”

“ไม่นะเอเม…ไม่ใช่ความผิดของเอเมทั้งนั้น ทุกคนในนี้..เป็นคนดี ทาโนเอะก็เหมือนแม่ของพวกเรา ยังมีเรย์จิ ที่คอยดูแลเอเมได้..แทนพี่ ไหนจะซากุระคุง อายะจังอีก ถึงพี่ไม่อยู่ เอเมก็จะไม่เหงาแน่ ๆ” เด็กชายพยายามปลอบ

หากยูเมะไม่ฟังแล้ว ร่างเล็ก ๆ ส่ายหน้าไปมา เป็นหน้าที่นองไปด้วยน้ำตา “ถ้ามีใครสักคนจะต้องไป มันก็ต้องเอเมต่างหาก …เป็นเอเม…ที่เป็นฆาตกร ไม่ใช่ซานา!”

มีดที่หล่นอยู่ด้านข้าง อยู่ในมือของเธอแล้ว เด็กชายแทบจะถลาเข้าไปแย่งมัน หากดวงตาคู่นั้น จ้องมองมาอย่างจริงจังจนเขาแทบไม่กล้าขยับเขยื้อน

มือเล็กถอดคอนแท็กซ์เลนส์ออก ดวงตาข้างหนึ่งสีฟ้า และอีกข้างที่เป็นสีเขียว จับจ้องเขาตาไม่กระพริบ

“ถ้าสาเหตุมันมาจากตาคู่นี้ล่ะก็…เอเมจะทำลายมันเอง แค่ไม่มอง ไม่ต้องเห็น ก็ไม่ต้องฆ่าใครแล้ว…เท่านี้ก็สิ้นเรื่อง!” มีดในมือตวัดวูบ จงใจกรีดไปที่ดวงตาทั้งสองของตนเอง โดยที่กระทั่งซานะที่มองอยู่ก็ห้ามไม่ทัน
   
คมมีดที่เฉือนลงในเลือดเนื้อ สร้างความตกใจให้กับทุกคน

ยูเมะมองมา ด้วยนัยน์ตาที่เบิกกว้าง

“เรย์จิคุง!”

มีดนั้นเฉี่ยวแขนของเด็กหนุ่ม ซึ่งแทรกเข้ามากันเอาไว้แทน เลือดที่ไหลรินจากบาดแผลทำให้ทุกคนตกตะลึงไปอย่างคาดไม่ถึง

หากมือข้างนั้น ยังคงกอดร่างน้อย ๆ เอาไว้ พลางพูดว่า

“ฉันไม่รู้หรอกนะ ว่ายูเมะกับซานะ มีปัญหาอะไรกัน แต่ว่า…อย่าตัดสินใจกันเองได้ไหม”

“เรย์จิคุง…ไม่เข้าใจ” เด็กน้อยว่าแกมสะอื้น ร่างเล็ก ๆ ยังสั่นระริก ทิ้งมีดในมือลงกับพื้น ความปวดร้าวที่ซ่อนลึกในจิตใจ แทบจะพังทลายออกมา ไม่ว่าจะอดทนอดกลั้นเพียงใด เธอก็ยังเป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น

...มันมากเกินจะทนทานแล้ว...
   
“ใช่ ฉันไม่เข้าใจหรอก ก็พวกเธอ…ไม่เคยบอกอะไรฉันเลยนี่ นึกจะไปก็ไป นึกจะทำร้ายตัวเองก็ทำ เป็นเด็กเป็นเล็ก เอาแต่ใจกันเกินไปแล้ว แบบนี้มันต้องโดนลงโทษกันบ้าง!”

ว่าแล้วก็รั้งร่างนั้นพาดขา จับตีก้นเสียอย่างนั้น

“โอ๊ย! ยูเมะเจ็บนะเรย์จิคุง” เด็กน้อยโวยวายอย่างตกใจ จนซานะต้องวิ่งเข้ามาห้าม “อย่าตียูเมะเลย…ผม….ผมผิดเอง ตีผมเถอะ!”

“ไม่! ซานะจังไม่ผิด ยูเมะ...”

ดวงตาคมเข้มเหลือบมองเด็กชายอย่างดุ ๆ “อยู่นิ่ง ๆ ตรงนั้นนั่นแหละ เธอก็ต้องโดนตีเหมือนกัน!”

เด็กชายชะงัก ได้แต่ยืนรอแต่โดยดี

หลังจากโดนตีกันทั่วหน้า สองพี่น้องที่คลำก้นป้อย ๆ ก็ยืนอยู่เบื้องหน้าเด็กหนุ่ม ก้มหน้านิ่งอย่างสำนึกผิด

มืออ่อนโยนของเรย์จิ ลูบผมนุ่มของทั้งสองคนพร้อม ๆ กัน พลางพูดว่า “ฉันเคยบอกแล้วใช่ไหม ว่าไม่ว่าเรื่องอะไร ถ้าเด็กมีปัญหา ก็ต้องให้ผู้ใหญ่ช่วยจัดการ พวกเธอคิดกันเอง ตัดสินกันเอง แล้วเป็นยังไงล่ะ”
   
“ซานะ” เสียงเข้มเรียกย้ำ “เธออยากให้ยูเมะต้องตาบอดเพราะเธอหรือเปล่า”
   
เด็กชายส่ายหน้า ดวงตามีน้ำตาเอ่อคลอ “ไม่…ผมไม่มีวันยอมเด็ดขาด ผม…ยอมเจ็บแทน ยังไงก็จะไม่ยอมให้ยูเมะ ต้องเป็นอะไรแน่”
   
“ยูเมะ” คราวนี้เขาหันไปหาเด็กหญิง “ถ้าซานะไม่กลับมา แล้วต้องโดนลงโทษ ยูเมะอยากให้เป็นอย่างนั้นมั้ย”
   
“ไม่! ถ้าซานะต้องตาย ยูเมะจะตายด้วย ตาแค่นี้ก็เรื่องเล็ก ซานะเป็นพี่ชาย…ที่สำคัญที่สุด ของยูเมะ ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไร ยูเมะก็ไม่ยอมให้ซานะตาย!”
   
เด็กหนุ่มยิ้มให้อย่างอ่อนโยน พลางพูดต่อไปว่า “ทีนี้ก็รู้แล้วใช่มั้ย ไม่ว่าจะขาดใครไป ก็ไม่มีใครมีความสุขทั้งนั้น การเสียสละน่ะ มันต้องคิดให้รอบคอบ ไม่ใช่หุนหันพลันแล่นแบบนี้”
   
“ตะ…แต่ว่า ถ้าผมอยู่…ยูเมะอาจจะ” ซานะยังคงลังเล

“ถ้าซานะไม่อยู่ ยูเมะก็จะไม่อยู่เหมือนกัน!” เด็กหญิงสวนคำ
   
ทาโนเอะก้าวเข้ามา เธอลูบไหล่อันสั่นเทาของเด็กชาย เพื่อปลอบประโลม “พวกเราจะช่วยกันดูแลเอง ไม่ให้อาการของยูเมะกำเริบ เธอคิดว่า เราอยู่ด้วยกันเพื่ออะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่…ดูแลซึ่งกันและกัน ให้มีความสุข”
   
“ผม…”
   
“เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ …ใช่มั้ย ยูเมะ ซานะจัง”

เด็กน้อยทั้งคู่ ที่ต้องเผชิญความหวาดกลัวเพียงลำพังมาเนิ่นนานแล้ว นิ่งอึ้งไปนาน…กับคำว่า ‘ครอบครัว’
   
“พวกเรา…เป็นครอบครัวเดียวกัน…จริง ๆ เหรอฮะ” ซานะย้อนถามอย่างไม่มั่นใจนัก
   
“จริงสิ พวกเรา…ทั้งฉัน เรย์จิคุง ซากุระคุง อายะจัง แล้วก็…พวกเธอด้วย”
   
“พวกเธอ ไม่ได้อยู่ตามลำพังอีกต่อไปแล้วนะ” เธอว่าพร้อมกับกอดเด็กทั้งคู่ไว้
   
ทุกอย่างมันมากเกินกว่าจะอดกลั้นไว้ได้อีกต่อไป เด็กทั้งสอง…ที่จริงแล้วยังคงเป็นเด็กอยู่นั่นเอง…ก็ร้องไห้กันเสียยกใหญ่พร้อม ๆ กับความโล่งใจ ที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน
   
‘พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน…’
   
คำพูดประโยคนี้ ตราตรึงในใจทั้งคู่ไม่มีลืม
   
“ผมจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว  ขอโทษนะฮะ” ซานะพูดขึ้นในที่สุด กับทุก ๆ คน เรย์จิที่นั่งข้าง ๆ กำลังนั่งให้ทาโนเอะพันแผลให้ ดีที่แรงเด็ก ๆ อย่างยูเมะ ไม่ได้มากนัก แผลจึงเล็กน้อยเท่านั้น
   
ยูเมะมองบาดแผลพลางทำหน้าจ๋อย ๆ “ยูเมะ…ก็ขอโทษเรย์จิเหมือนกัน”
   
“ไม่เป็นไรแล้วล่ะ แผลเล็กน้อย เดี๋ยวก็หาย” เรย์จิตอบยิ้ม ๆ พลางขยับแขนให้ทั้งคู่ดู ว่าไม่เป็นไรจริง ๆ
   
“ถ้างั้นก็เริ่มงานต่อได้แล้ว คาเฟ่ของเราที่ขาดสาวน้อยน่ารักอย่างซานะจัง ลูกค้าหายไปกว่าครึ่งเชียวนา” เรย์จิแซว

เด็กชายยิ้มรับแล้วตอบว่า “ถ้าอย่างนั้น ผมไปเปลี่ยนชุดดีกว่า จะเย็นแล้ว แขกคงจะมาเพิ่ม”
   
“จริงสิ ต้องไปเอาป้ายเปิดร้านแขวนแทน ลืมไปเลย” เรย์จิพึมพำ ตอนเขาเข้ามาอีกครั้ง ในสภาพทำทีเป็นคนร้าย เขาได้แขวนป้ายปิดร้านไปแล้วที่หน้าประตูรั้ว เมื่อแน่ใจว่าแขกคนสุดท้ายเดินออกไปแล้ว
   
“งั้นรีบไปเลย” อายาเมะรุนหลังเด็กหนุ่ม “นายจะทำให้ร้านเราเสียลูกค้านะ ที่ต้องหงุดหงิดเพราะมาเก้อ”
   
เรย์จิหัวเราะ แล้วขยับจะออกไป แต่ก่อนจะไป เขามองหน้าซากุระ กับอายาเมะ พลางพูดว่า “ขอบคุณนะครับ ที่เมื่อกี้ รับมุกตามผม”
   
“เฮอะ ละครหลอกเด็กแบบนั้น” ซากุระพึมพำ ก่อนเดินเข้าครัวไป
   
อายาเมะตอบยิ้ม ๆ “ชั้นไม่เคยเห็นใคร ปลอมตัวได้ห่วยอย่างนายมาก่อนเลย ซานะคงหน้ามืดตามัวไปหน่อย ที่เชื่อนาย”
   
ยูเมะหัวเราะคิก “นั่นสินะ ยูเมะรู้ตั้งแต่แรกแล้ว ว่าเป็นเรย์จิ”
   
เด็กหนุ่มเกาแก้มอย่างเขิน ๆ “ก็ผมมัน…มือสมัครเล่นนี่ แต่เอาเถอะ จบได้ด้วยดีก็โอเคแล้ว”
   
เด็กหญิงดึงร่างเรย์จิให้ย่อตัวลง ก่อนจะจุ๊บเบา ๆ ที่ข้างแก้ม “ขอบคุณนะเรย์จิ ที่ทำให้ยูเมะได้ซานะจังคืนมา” เธอว่าอย่างยิ้มแย้ม ก่อนจะวิ่งไปช่วยทาโนเอะจัดโต๊ะอย่างร่าเริง
   
“เสน่ห์แรงนักนะพ่อหนุ่มน้อย รีบไปเปิดร้านได้แล้ว” อายาเมะว่าไล่หลัง ปล่อยให้เด็กหนุ่มที่หน้าแดงเรื่อ เพราะได้จูบจากสาวน้อย เดินไปอย่างเคลิ้ม ๆ เพียงลำพัง


...................................


คาเฟ่ในวันนี้เลยดูมีความสุขกว่าทุกวัน พอถึงเวลาใกล้ปิดร้าน สมาชิกที่เหนื่อยอ่อน จากเหตุการณ์ยุ่ง ๆ  ก็แยกย้ายกันไปพัก อายาเมะที่ปกติแล้วอู้เป็นประจำ เลยอาสาที่จะเป็นคนเก็บข้าวของช่วยทำความสะอาดเอง
   
“นายน่ะ ไปพักได้แล้ว หาเรื่องเจ็บตัวได้บ่อยนัก อ้อ…อย่ามาบอกว่ายังมีแรงเหลือเฟือล่ะ ไม่งั้นล่ะก็..คืนนี้…” ร่างบอบบางยิ้มหวานเป็นนัย คำขู่ชวนคิดลึกน่ากลัวระดับนี้ มีหรือเรย์จิจะกล้าปฏิเสธคำสั่งราชินีได้ ไม่งั้นคืนนี้ เขาคงไม่ได้นอนแน่ ๆ
   
เด็กน้อยสองคนแอบหัวเราะ ซุบซิบกันสนุกสนาน ปล่อยให้เรย์จิเขินจนหน้าแดงก่ำ บรรยากาศอบอุ่นแบบเดิมกลับคืนมาได้เสียที 

ซานะในรูปลักษณ์สาวน้อยน่ารักกระโปรงบาน เดินเข้ามาคล้องแขน “เรย์จิคุงต้องเมื่อยแน่ ๆ วันนี้โดนทุ่มซะ…” เขาว่าพลางหัวเราะ ก่อนจะกระซิบที่ข้างหูอย่างจงใจว่า “คืนนี้ซานะจะบริการให้เอง รับรองหายเมื่อยชัวร์”

เรย์จิเริ่มติดอ่างอีกครั้ง แม้รู้ดีกว่าโดนแกล้ง เขาหันไปบอกอายาเมะแก้เขิน “…เอ้อ…ถะ…ถ้างั้นฝากด้วยนะครับ”

“รีบ ๆ ไปเลยไป” อายาเมะโบกมือไล่ “อ้อ ทุ่มนึงอย่าลืมลงมากินข้าวนะ ซากุระคุงเตรียมมื้อใหญ่ฉลองไว้ให้แน่ะ”

ทั้งหมดพยักหน้ารับ ก่อนที่จะแยกย้ายกันไป เหลือเพียงทาโนเอะ ที่กำลังจัดการกับบัญชีของร้านหลังเคาน์เตอร์ และอายาเมะ ที่กำลังเก็บกวาดตัวร้านอยู่สองคน ซากุระอยู่ในครัว เตรียมเซอร์ไพรส์โดยห้ามทุกคนเข้าไปก่อนเวลาทุ่มตรง

งานเลี้ยงฉลองเล็ก ๆ ให้กับซานะในคืนนั้นผ่านไปอย่างสนุกสนาน สมาชิกในร้านที่กลับมารวมตัวครบอีกครั้ง ทำให้สายใยที่เชื่อมถึงกัน แนบแน่นขึ้นกว่าเก่า จากต่างคนต่างอยู่ในตอนแรก พวกเขาเริ่มหันมามองกันและกันแล้ว ไม่เว้นแม้แต่คนอย่างอายาเมะในยามนี้...

ตกดึกราชินีหนุ่มที่จัดการเก็บร้านจนเรียบร้อย ยืนอยู่ที่ระเบียง มองท้องฟ้าพลางครุ่นคิด
   
…ครอบครัวงั้นหรือ…

เป็นคำที่แปลกประหลาดเสียจริง

ไม่อยากจะคิดถึงเลย แต่บรรยากาศกลับชวนให้คิดเสียได้
   
บาปของเด็ก ๆ ยังมีผู้ใหญ่ที่พร้อมจะช่วยเหลือและให้อภัย แต่สำหรับตัวเขาเล่า

ความผิดที่เขาทำลงไป ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลย มันเป็นบาปที่ตามหลอกหลอนเขาอยู่ตลอด จนถึงเดี๋ยวนี้

คงไม่มีใคร…ยอมให้อภัยตัวเขาแน่ ถ้าได้รู้ความจริง

แม้กระทั่งเรย์จิ…

ใบหน้างามหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่ทำลงไปแล้ว ยากจะหวนคืนแก้ไขได้ เขารู้ดี และไม่คิดจะแก้ตัวใด ๆ

เขายังไม่พร้อม…ที่จะบ่งบอกออกไป นั่นเพราะเขายังกลัว…

เสียงใครบางคนที่ระเบียงอีกฝั่ง ทำให้อายาเมะชะงัก

“แล้วในที่สุด เฮนเซลและเกรเทล ก็ได้กลับบ้าน มีชีวิตอยู่กับครอบครัวของพวกเขา อย่างมีความสุข…”

ร่างบอบบางเกร็งขึ้นปุบปับ ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างอย่างตกใจ
   
เสียงนั่น…เป็นเสียงที่เขา ไม่มีวันลืม

ขาที่เหมือนจะไร้เรี่ยวแรงถอยกรูดตั้งหลัก แผ่นหลังพิงกับลูกกรงระเบียงแล้ว เมื่อคนผู้นั้นเงยหน้าขึ้นสบตาเขา

“นิทานเรื่องนี้จบลงด้วยดี…ถึงแม้จะไม่มีใครกล่าวถึงว่า…เกรเทลที่ทำบาป ฆ่าแม่มดจนตาย จะรู้สึกถึงบาปนั้นแค่ไหน…เฮนเซล ที่ได้แต่มองน้องสาวฆ่าคน โดยไม่อาจห้ามปรามได้ แม้รู้ดีว่าทำเพื่อตัวเอง จะรู้สึกเช่นไร นิทาน ก็ยังคงเป็นนิทานต่อไป จะอย่างไร เรื่องราวก็จบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งแล้ว…คิดแบบนั้นคงดีใช่มั้ยล่ะ…คิระที่รัก!”

คนฟังอึ้งไปอีกครั้ง ลำคอฝืดเฝื่อนแห้งผากตื่นตระหนก คนตรงหน้า…เป็นคนที่เขา..ไม่คิดว่าจะได้เจออีกแล้ว ในชั่วชีวิตนี้ “ฮิ…ฮิโระคุง”

“...ไม่สิ ตอนนี้คืออายาเมะสินะ...คงจำได้ใช่มั้ย...ฉันกลับมาแล้ว” ชายหนุ่มเบื้องหน้าพูดพร้อมกับรอยยิ้ม

ร่างบอบบางมองมาอย่างตกตะลึง เป็นไปได้อย่างไร…ฮิโระ….เอ็นโด ฮิโรอากิ คนนั้น…มายืนอยู่ตรงหน้าเขา!

“นาย…ตายแล้วไม่ใช่เหรอ…” เสียงสั่นระริกถามออกไป คนเบื้องหน้ายังคงอยู่ พร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่อาจคาดเดาความหมายได้

อายาเมะหน้าซีดเผือด หัวใจที่เต้นแรงบีบรัดจนอึดอัดไปหมด

เขาคนนั้น...

คนที่เห็นทุกครั้งในฝัน เมื่อยามหลับตาลง...ความฝันที่เลวร้าย และหลอกหลอน...

คนที่เขา…ฆ่ามากับมือ

“ไม่จริง….”

พูดได้แค่นั้น ร่างบอบบางก็ล้มลงหมดสติไป


- จบตอนที่ 7 -
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-02-2014 23:51:18 โดย ppm »

namtaan

  • บุคคลทั่วไป
ฮิโระยังไม่ตายจริงๆเหรอ

ถ้าเป็นเช่นนั้นก็เป็นเรื่องดีสำหรับอายาเมะสินะ

ขอบคุณนะคะ รอลุ้นต่อค่ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: Absolution Café จบตอนที่ 7 อัพ 11-3-10 จบในตอน
« ตอบ #69 เมื่อ: 11-03-2010 17:39:47 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ jasmin

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1801
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +174/-1
 :serius2: ผีหลอก หรือว่าฮิโระคุงยังไม่ตาย
ไม่ได้นะ อายะจังต้องคู่กะเรย์จิซิ
กด +1 ให้แล้วเน้อ

anajulia

  • บุคคลทั่วไป
กรี๊ดดดดดดดดด ฮิโระซังกลับมาแล้ว
ว่าแต่...ตัวจริงรึว่าตัวปลอม? ตั้งใจเข้ามาทดสอบอะไรอายาเมะรึเปล่า?
ยิ่งคิดยิ่งวุ่นวาย......

เรย์จิซังใจดีที่สุด ปลื้มค่ะ

ออฟไลน์ Oo๐FosfoggY๐oO

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 442
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-0
เพิ่มตามมาอ่านค่ะ รู้สึกเหมือนอ่านกร์ตูนคอมมิคเลย สนุกมากเลยค่ะ ไม่ค่อยเจอคนแต่งแนวนี้  o13

เรื่องของ ซานา กับ เอเม (ขอเรียกด้วยชื่อนี้นะคะ) บีบคั้นหัวใจมากอ่านแล้ว

เกลียดเจ้าดาร์คมากๆ

ขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆค่ะ :pig4:


shockoBB

  • บุคคลทั่วไป
 o13 o13

NUKWUN

  • บุคคลทั่วไป
การดำเนิเรื่องเเปลดดีน่าติดตาม รอตอนต่อไปครับ

ออฟไลน์ ppm

  • รักเด็กจังเลย
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 235
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +248/-3
    • ppmfic yboard
Absolution Café ตอนที่ 8/1 อัพ 15-3-10 จบในตอน
«ตอบ #75 เมื่อ15-03-2010 11:15:46 »

ตอนที่ 8 Angel's Tear : น้ำตานางฟ้า

(ตอนที่ 8/1)

Rate: PG-13


ประตูร้านเปิดออกพร้อมร่างสูงที่กระตือรือร้นของเรย์จิที่โผล่หน้ามายังระเบียงเล็ก ๆ ด้านนอกตัวร้านด้วยหน้าตายิ้มแย้ม เขากำลังจะนอนแล้ว แต่พบว่าอายาเมะหายไป ทาโนเอะที่เห็นราชินีหนุ่มออกไปเดินเล่นข้างนอกระเบียง จึงบอกให้เขาตามออกมา
   
“อายะคุง…” หากเสียงเรียกกลับต้องชะงักลงไป เมื่อเห็นร่างสูงของใครบางคน กำลังอุ้มอายาเมะที่ไม่ได้สติไว้
   
“คุณ? ทำอะไรอายะคุงน่ะ” เด็กหนุ่มรีบก้าวเข้าหาอย่างตกใจ

คนผู้นั้นมาจากไหนก็ไม่รู้ ในยามวิกาลที่ร้านปิดแล้วเช่นนี้ แถมยังเป็นภายในรั้วบ้านอีกต่างหาก แสงสว่างจากไฟด้านนอก ไม่อาจส่องให้เห็นใบหน้าได้ชัดเจนยิ่งดูไม่น่าไว้วางใจเลยสักนิด

หรือว่าจะเป็นขโมย!

ถ้าอย่างนั้น…อายาเมะต้องถูกทำร้ายแน่ ๆ!

เด็กหนุ่มเตรียมตัวต่อสู้เต็มที่ แม้จะไม่ได้มีฝีมือนัก แต่เรื่องแรง เขายังมั่นใจเสมอมา

อย่างน้อยก็ต้องช่วยอายะคุงเสียก่อน เรย์จิคิดในใจ

ทว่ายังไม่ทันได้ทำอะไร คนตรงหน้าก็ก้าวเข้ามา พร้อมกับส่งร่างที่ไม่ได้สติให้กับเขา เรย์จิยืนนิ่งอึ้ง เอื้อมมือไปรับมาอย่างงง ๆ

“ฝากแมวของฉันไว้ด้วย แล้วฉันจะมาเอาคืน” เสียงทุ้มพูดหน้าตาเฉย แล้วผละจากไปอย่างรวดเร็ว

“ดะ…เดี๋ยวสิครับ!” เรย์จิพยายามเรียก แต่แค่แว่บเดียว ร่างสูงของคนผู้นั้น ก็หายไปราวเป็นภูติผีปีศาจก็ไม่ปาน…

สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าไม่ได้ฝันไป ก็คือคนในอ้อมแขน ซึ่งเมื่อมองให้ชัด เขายังเห็นว่ามีที่คาดหูแมวอันหนึ่งเสียบอยู่ด้วย!


.........................................


ท่ามกลางสายหมอกเลือนราง บรรยากาศเย็นเยียบชวนหนาวสั่น ร่างบอบบางยืนเดียวดาย ทั้งมืดมนและหลงทาง ฉับพลัน หนทางเบื้องหน้ามีแสงสว่างจ้า ด้วยความยินดี สองเท้าจึงรีบเร่งก้าวเดิน ภาพเงาตะคุ่มของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เป็นคนที่คุ้นตานัก หากด้วยแสงเบื้องหลังนั้นจ้าเกินไป จึงไม่อาจบ่งชี้ได้ว่าเป็นผู้ใด

ยามก้าวเข้าไปอีก สายตาที่มองได้ชัดกลับทำให้ทั่วร่างชะงักงัน สิ่งที่เห็นคือร่างสูงของฮิโรอากิที่อกมีมีดปักคาอยู่ พร้อมกับเลือดที่ไหลซึมจนเสื้อเชิ้ตขาวเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ก้าวทื่อ ๆ เข้ามาหา ดวงตาปวดร้าวที่จับจ้องมาแฝงแววตัดพ้อต่อว่า และไม่เข้าใจ

“นายไม่เคยรักฉันเลยใช่ไหม…”

คำพูดนั้นบาดลึกจนเจ็บแปลบ ร่างบอบบางผงะถอย หากขากลับไม่อาจก้าวออกได้เลยแม้แต่ก้าวเดียว ด้วยความตกใจ เขาจึงก้มลงมอง แล้วต้องสะดุ้ง เมื่อพบร่างโชกเลือดอีกหลายคนบนพื้น กำลังยึดเกาะตัวเขาไว้

ใบหน้าที่ล้วนคุ้นเคย เงยมองอย่างโกรธแค้น

“แกต้องตาย..คนทรยศ! แกฆ่าพวกเรา!!!”

“ไม่!! ปล่อยชั้นนะ ไม่…”

ดวงตาคู่งามเบิกกว้างทันควัน ก่อนผงะผุดลุกขึ้นนั่งด้วยใจที่เต้นแรง และเหงื่อที่ชุ่มโชก หน้าใสนองด้วยน้ำตา

...ความฝัน…มันเป็นความฝัน…เหมือนทุกทีใช่ไหม

ห้องที่สว่างจ้าไม่ได้ปิดไฟ เสียงลมหายใจแผ่วเบาปะปนเสียงกรนของคนนอนข้าง ๆ ทำให้ใจที่เต้นแรง สงบลงได้เยอะ

…มันคือความฝันเท่านั้น…

อายาเมะพยายามปลอบใจตัวเอง หากดวงตางามกลับเหลือบไปเห็นของสิ่งหนึ่ง ซึ่งวางไว้บนโต๊ะข้างเตียง

เป็นที่คาดผมหูแมวน่ารักอันหนึ่ง…

ของชิ้นนั้น…เขาจำมันได้ดี!

เสียงกรีดร้องอย่างตกใจดังขึ้นจนเรย์จิสะดุ้งตื่น ภาพที่เห็นคือร่างบอบบางของอายาเมะ ที่ขดตัวกลมอยู่มุมหนึ่งของห้อง ไหล่บางสั่นเทามีเพียงเสียงพึมพำกับตัวเอง พร่ำบอกแต่ว่ามันไม่ใช่ความจริง

“ฮิโระคุง…นายตายไปแล้ว…มันไม่ใช่…ไม่จริง…” ดวงตาหวาดผวา ยังคงจ้องมองที่ของสิ่งนั้น

เรย์จิพยายามจะเข้าใกล้ แต่คนตรงหน้ากลับไม่ยินยอม เสียงร้องอย่างหวาดกลัวดังขึ้นทุกครั้งที่เขาพยายามขยับเข้าไปหา

ประตูเปิดขึ้นเต็มแรง ทาโนเอะเข้ามาอย่างเร่งรีบ ในมือของเธอมีเข็มฉีดยาเหมือนคราวก่อน หลังจากจัดการปลอบโยนและฉีดยาจนอีกฝ่ายหลับไปแล้ว เธอก็หันมาหาเรย์จิด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

“ผม…ไม่ได้ทำอะไรนะครับ ไฟในห้อง…ก็เปิดไว้ เหมือนทุกคืน” เรย์จิตอบอย่างงง ๆ ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ ถึงเหตุการณ์เมื่อตอนดึกของคืนก่อน

“เพียงแต่ว่า…เมื่อคืน ผมเจอคน ๆ หนึ่งนอกระเบียง เขาอุ้มอายะคุงที่กำลังหลับอยู่ด้วย ผมเลย...พามานอนต่อ โดยไม่ได้ปลุก จนถึงเมื่อกี้...”

“ใครกัน?” หญิงสาวถามเสียงสูง นึกสังหรณ์ใจไม่ดีบางอย่าง

“ผมไม่รู้จักเขา แต่เขาบอกว่า จะฝากแมวของเขาไว้ก่อน แล้ว...จะมาเอาคืน” ว่าแล้วก็ชี้ไปที่ที่คาดผมหูแมวอันนั้น "แล้วเจ้าหูแมวนั่น ก็เสียบอยู่บนผมของอายะคุงด้วยครับ แมวที่เขาพูดถึง...ต้องใช่อายะคุงแน่ ๆ"

“หรือว่าเขา…จะยังไม่ตาย” เธอพึมพำอยู่คนเดียว โดยที่เรย์จิได้แต่ฟังอย่างงง ๆ หากวูบหนึ่งกลับนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“ฮิโรอากิ…คือชื่อของคน ๆ นั้นสินะครับ!”

ทาโนเอะเงยหน้าขึ้น จ้องมองเรย์จิด้วยสายตาที่แปลกไปกว่าเดิม “เธอ…รู้จักเขาได้ยังไง?”

เรย์จิมองหญิงสาว สลับกับมองร่างที่หลับใหลบนเตียงอย่างสงบเสียทีในยามนี้ แล้วพูดขึ้นว่า “อายะคุง…เคยพาผมไปไหว้สุสานของเขา”

หญิงสาวระบายลมหายใจยาวออกมา “ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะยังไม่ตาย แต่ว่า…มันก็ไม่แน่นัก ฉันเองก็ไม่ได้รู้รายละเอียดมากเท่าไหร่ รู้แต่เพียงว่า…อาการของอายะจัง เกิดขึ้นเพราะคน ๆ นี้”

“ถ้าอย่างนั้น ที่เขาบอกว่าจะมาเอาคืนไป...” พูดแล้วก็ใจหายวาบ

เด็กหนุ่มนิ่งเงียบไปเป็นครู่ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น “แต่ไม่ว่าจะยังไง คนที่ทำให้อายะคุงต้องเจ็บปวด ผมไม่มีทางยอมให้พาอายะคุงไปแน่”

หญิงสาวยิ้มให้อย่างอ่อนโยน พลางพูดต่อไปว่า “เธอเป็นคนใจดีจริง ๆ นะ”

เด็กหนุ่มมองมาอย่างเขิน ๆ “ผมก็แค่…เป็นห่วงอายะคุงเท่านั้นเอง”

ทาโนเอะจ้องเรย์จิด้วยสายตาจริงจังอีกครั้ง “ขอบคุณมากนะเรย์จิคุง แต่ว่า…บาปของใคร คนนั้นก็ต้องเป็นผู้ชดใช้ สิ่งเดียวที่พวกเราพอจะทำได้ ก็คือการเป็นกำลังใจ ให้อายะจังสามารถก้าวผ่านพ้นมันไปได้ ด้วยตัวเองเท่านั้น”

“ผมเข้าใจดีครับ” เรย์จิตอบเบา ๆ “ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะผ่านมันไปได้ แต่ผมก็มั่นใจ ว่าอายะคุงต้องทำได้!”

หญิงสาวผงกศีรษะรับ คำพูดง่าย ๆ ของเด็กหนุ่มผู้นี้ กลับทำให้พวกเธอ…ทุกคน…มีกำลังใจมากกว่าเดิมมากมายนัก

เรอิจิ..คุณพูดถูกแล้ว เด็กคนนี้ จะต้องช่วยพวกเรา ให้พ้นจากตราบาปในอดีตได้แน่

“ฉันดีใจ ที่เธอมาเป็นสมาชิกคนหนึ่งของที่นี่ ขอบคุณจริง ๆ นะเรย์จิคุง ขอบคุณ…สำหรับเรื่องของเด็ก ๆ ด้วย เธอทำได้ดีมาก ๆ”

“ผมก็แค่พูดไป..ตามความรู้สึกเท่านั้น ก็พวกคุณ…ไม่ค่อยจะชอบบอกอะไรผมเลย เก็บเป็นความลับกันอยู่ได้” เขาพึมพำเสียงแผ่วแกมต่อว่ากลาย ๆ

ทาโนเอะอมยิ้ม “ความลับ…มันก็มีเสน่ห์ของมันเอง เมื่อทุกคนพร้อม เขาย่อมจะบอกออกมาเองนั่นแหละจ้ะ เธอก็รู้นี่ ว่ามันต้องอาศัยเวลา"

"ผมก็หวังว่า..คงจะช่วยอายะคุงได้ เหมือนที่ช่วยซานะกับยูเมะจังนะครับ” เขาพูดต่อเขิน ๆ

“ยังมีเวลานอนเหลืออยู่ พักผ่อนเถอะนะจ๊ะ แล้วก็ ฝากอายะจังด้วย ช่วงนี้พวกเรา…คงต้องดูแลเขามากเป็นพิเศษ”

เรย์จิพยักหน้าเข้าใจ หญิงสาวจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วเดินออกจากห้องไป


........................................


เช้ามืด ร่างบอบบางลืมตาขึ้นก่อน คนด้านข้างยังคงหลับใหล  อายาเมะมองคนกำลังหลับ พลางอมยิ้มจาง ๆ นิ้วเรียวเกลี่ยไล้ใบหน้าอ่อนเยาว์นั้น ก่อนริมฝีปากนุ่มจะโน้มลงไปจุมพิตแผ่วเบาที่ข้างแก้ม

“ขอบคุณนะเรย์จิ…สำหรับ ทุกสิ่งทุกอย่าง” น้ำเสียงเศร้าลงพึมพำแผ่ว จงใจไม่ให้คนกำลังหลับได้ยิน ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างระวัง คนกำลังหลับ ยังคงหลับ เรย์จิแม้จะเป็นคนนอนง่าย ตื่นง่าย แต่เพราะเมื่อคืนมีเหตุต้องทำให้เขาตื่นมาตอนกลางดึก ไหนจะยังมีเรื่องวุ่น ๆ เมื่อวานตอนกลางวันอีก เด็กหนุ่มจึงยังคงหลับไม่รู้เรื่องอันใด

ร่างสูงของอายาเมะเดินไปยังหัวเตียง ดวงตาคู่งามมองของที่วางอยู่ตรงนั้น ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาดูให้ชัดเจนขึ้นอีก เป็นหูแมวจำลองขนนุ่มนิ่มติดกับที่คาดสีเข้ม ของสิ่งนี้…ตอกย้ำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนชัด

…ไม่ใช่ความฝัน…

เป็นเขาคนนั้น…จริง ๆ…
   
ฮิโรอากิ…ยังไม่ตาย
   
ดวงตาคู่งามพริ้มลง หยาดน้ำตาไหลลงระแก้ม อารมณ์ที่ปั่นป่วน ยากจะบ่งบอกได้ ว่าเขาดีใจ หรือเสียใจกันแน่
   
ยังไม่ตาย…
   
ถ้าอย่างนั้น…
   
ราวกับเวลาได้หยุดนิ่ง อดีตได้หวนย้อนคืน ดวงตาที่เคยมีชีวิตชีวา กลับแปรเปลี่ยนเป็นว่างเปล่า นิ่งสนิทจนน่ากลัว

สมองที่สั่งการโดยอัตโนมัติ บงการร่างกายจนไม่อาจขัดขืน

...มีสิ่งหนึ่ง ที่จะต้องทำในทันที...

มันเป็นกฎที่ตัวเขาบัญญัติขึ้นเอง นับตั้งแต่...ต้องฆ่าคนมา
   
…ในเมื่อเหยื่อรอด…คนที่จะตาย ก็ต้องเป็นเขา!
   
ร่างสูงเดินออกไปจากห้องนั้น…จากไปอย่างเงียบงัน โดยไม่ได้บอกใครแม้แต่คนเดียว


..............................................


อากาศกำลังสบาย เด็กหนุ่มกำลังนอนฝันหวาน ก่อนจะพลิกตัวมานอนแผ่กลางเตียงอย่างมีความสุข สบาย...เกินไป จนเขาเริ่มรู้สึกว่า มีอะไรไม่ปกติเสียแล้ว

ทำไมวันนี้…เตียงถึงได้กว้างนัก?

มือที่ปัดป่าย คลำไปรอบ ๆ ราวต้องการค้นหาคนนอนข้าง ๆ ทว่ากลับพบแต่เพียงความว่างเปล่า

คนกำลังเคลิ้มสะดุ้งตื่นทันที เมื่อรู้สึกได้ว่าไม่มีราชินีหนุ่มนอนอยู่ด้านข้างเหมือนเคย หลังจากมองจนตาสว่าง ก็แน่ใจได้ว่าไม่มีจริง ๆ

อายาเมะ…หายไปแล้ว!

เรย์จิพยายามสงบสติอารมณ์ ที่คาดผมหูแมวนั่น ก็ไม่อยู่ด้วย

เด็กหนุ่มรีบมองไปรอบ ๆ ก่อนถอนใจยาว ข้าวของต่าง ๆ ของชายหนุ่มยังอยู่ครบ อายาเมะไม่ได้หนีออกจากบ้านเหมือนซานะแน่ ๆ บางที…อาจจะตื่นไว เลยลงไปข้างล่างก็ได้

เขาจึงรีบอาบน้ำแต่งตัว แล้วลงมาชั้นล่าง

แต่กลับไม่มีแม้แต่เงาของอายาเมะ ซากุระกำลังทำอาหารอยู่หน้าเตา  ในขณะที่ซานะกับยูเมะ ช่วยทาโนเอะเตรียมเครื่องปรุง เด็กทั้งสองจึงเริ่มตัังวงสนทนาโดยอัตโนมัติ วันนี้เป็นวันหยุด ทุกคนจึงไม่ได้เร่งรีบเตรียมตัวเปิดร้านเหมือนอย่างเคย

“ทำไมร้านเรา ถึงรวมสมาชิกได้ไม่ครบซักที ขยันหนีออกจากบ้านกันซะจริง”  ยูเมะบ่นพึมพำ พลางเหลือบมองซานะแกมค้อนให้ เด็กชายจึงได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ พูดไม่ออก

“เรย์จิคุง อายะจังหายไปไหน หรือเมื่อคืน…ทำอะไรให้ราชินีขัดใจล่ะ” เด็กหญิงว่าต่อยิ้ม ๆ

“ยูเมะ อย่าพูดอย่างนั้นสิ” ซานะปรามเบา ๆ

“ฮึ…ถึงยูเมะจะไม่ถูกกับอายะจังเท่าไหร่ แต่เวลาไม่อยู่ให้แกล้ง มันก็ไม่สนุกนะ” เธอบ่นต่อไป เป็นที่รู้กัน ว่าอายาเมะ ชอบแหย่ยูเมะไม่น้อย แล้วเด็กหญิงเอง ก็ชอบเอาคืนยามเผลอเช่นกัน แม้ปากบอกไม่ถูกกัน แต่จริง ๆ ก็อดชอบอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ดี

อายาเมะถึงในยามปกติ จะดูไม่ใส่ใจอะไร แต่แท้ที่จริงแล้ว กลับใส่ใจคนรอบข้างกว่าที่คิด ซึ่งสิ่งนี้ ทุกคนรู้ได้เป็นอย่างดี

“ผมขอโทษครับ” เรย์จิพึมพำบอกทุกคน “อายะคุง คงไปตอนผมกำลังหลับอยู่ พอดีเมื่อคืน…”

“แน่ะ เมื่อคืนทำอะไรกัน” ซานะแซวบ้าง ยูเมะแอบค้อนให้ทันที ปากจิ้มลิ้มพึมพำ “เมื่อกี้ว่ายูเมะแท้ ๆ นะซานะจัง”

เด็กชายหัวเราะ “เอาน่า แต่เรย์จิคุงฮะ อย่าเครียดไปเลย เมื่อก่อนบางคืน อายะคุงก็หายไป แล้วกว่าจะกลับ ก็ปาเข้าไปบ่ายของอีกวันด้วยซ้ำ คงจะค้างคืนที่ไหนซักแห่ง แล้วนอนเพลินนั่นแหละฮะ”

เรย์จิพยักหน้ารับอย่างไม่เต็มใจนัก สีหน้าของเขายังเป็นกังวล ด้วยรู้ดีว่า เมื่อคืน…มันไม่ปกติแล้ว สำหรับอายาเมะ แต่เขาก็ไม่อยากทำให้เด็ก ๆ แตกตื่นด้วยเรื่องนี้

“แต่ว่า…”

ทาโนเอะจึงตัดบทขึ้นว่า “ยังไงวันนี้ก็เป็นวันหยุดอยู่แล้ว ถ้าเรย์จิคุงไม่สบายใจ จะลองไปตามหาดูก็ได้นะจ๊ะ”

เรย์จิพยักหน้ารับ “ได้ครับ ผมจะจัดการเอง ตั้งแต่อายะคุงกลับมานอนที่นี่กลางคืนได้ เขาไม่เคยไปไหนโดยไม่บอกเลย …จริงสิ ผมพอจะรู้แล้วว่าจะตามได้ที่ไหน” เขาพูดขึ้นอย่างนึกได้

“สมกับเป็นภรรยาที่ดีจริง ๆ รู้ด้วยว่าสามีไปไหน” ยูเมะต่อให้ทันควัน

“ยูเมะ อย่าน่า เรย์จิคุงเป็นสามีต่างหาก” ซานะขัดขึ้น

“แต่ยูเมะว่าเป็นภรรยานะ” เธอยังไม่ยอมแพ้

“เอาเถอะจ้า อย่าเถียงกันเลย เรย์จิคุง…” ทาโนเอะขยับเข้ามาใกล้ สีหน้าของเธอจริงจังกว่าเดิม แต่พยายามเลี่ยงไม่ให้คนอื่นนอกจากเรย์จิเห็น

“ฝากอายะจังด้วยนะ”

ท่าทางของเธอบ่งบอกได้ดี ว่าเป็นห่วงอายาเมะเช่นกัน เรย์จิรับคำ ก่อนจะรีบออกไปตามที่คิดทันที เสียงตะโกนไล่หลังตามมาว่า “หาเจอแล้วไม่ต้องรีบกลับก็ได้นะ เดทกันให้สนุกล่ะ” พร้อมกับเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ เล่นเอาเด็กหนุ่มเขินหน้าแดงไปอีกรอบจนได้


...................................


ร่างสูงของเด็กหนุ่มวิ่งกระหอบกระหืดขึ้นไปตามทางด้านหลังร้าน ซึ่งติดอาณาเขตกับสุสานด้านหลังโบสถ์คริสต์ อันเป็นที่ซึ่งเขาเคยมากับอายาเมะในครั้งก่อน ทางนี้เป็นคนละทางกับที่เคยเดินอ้อม จึงถึงได้เร็วกว่า เพราะลางสังหรณ์บางอย่าง ทำให้เรย์จิร้อนใจกว่าเดิมมากมายนัก

ฮิโรอากิ ที่คิดว่าตายไปแล้ว กลับไม่ตาย

อายาเมะ จะต้องไปที่สุสานแน่ ๆ ...ไปยังหลุมฝังศพ ที่เคยพาเขาไปในคราวก่อน

แต่หลังจากนี้เล่า?

‘เขาคนนี้…เป็นคนที่ชั้น เคยรัก…และก็เป็นคนที่ชั้น…ฆ่าเป็นคนสุดท้าย’

คำพูดนั้น…เด็กหนุ่มจำได้ดี

ฮิโรอากิ เป็นทั้งคนรัก และทั้งคนที่อายะคุงฆ่า…

เขาเชื่อว่าคำพูดนั้น เป็นความจริง
   
นั่นคือบาปของอายะคุงหรือเปล่า? แล้วในตอนนี้…ก็คงต้องการที่จะ…ชดใช้?
   
เขากลัวอะไรอยู่ เรย์จิคิดอย่างงง ๆ แต่เขากำลังกลัวจริง ๆ
   
การปรากฏตัวของฮิโรอากิเมื่อคืนนี้ ทำให้อายะคุง ตัดสินใจจะทำบางอย่างแน่ ๆ
   
ต้องรีบไปให้เร็วที่สุด! เด็กหนุ่มคิดในใจ พลางเร่งฝีเท้าขึ้นอีกโดยไม่ใส่ใจต่อป่าช้าและหลุมฝังศพที่วิ่งผ่านไปตลอดทาง แม้ว่าในยามปกติ เขาคงไม่แม้แต่จะคิดที่จะผ่านพื้นที่แถวนี้

ด้วยเพราะเรย์จินั้น กลัวผีเป็นที่สุด!


..........................................


สุสานยามเช้า ยังคงบรรยากาศอึมครึม ร่างบอบบางยืนอยู่เดียวดาย ที่หน้าป้ายสุสานสีขาวที่เดิม ยืนอยู่อย่างนี้…มานานมากแล้ว โดยไม่ได้ขยับเขยื้อนเลยด้วยซ้ำ
   
เขารู้ดี ว่าใต้สุสานแห่งนี้ ไม่มีศพ หรือแม้แต่เถ้ากระดูกของฮิโรอากิ
   
ตั้งแต่คืนนั้น…ที่เขาจากมา ก็ไม่ได้ตามข่าวของคนผู้นี้อีก...ไม่เคยจริง ๆ
   
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่อาจลืมเลือนได้
   
สุดท้ายพอย้ายมาอยู่ที่คาเฟ่แห่งนี้ เขาก็ได้ขอพื้นที่ในโบสถ์ สร้างสุสานให้ฮิโรอากิ แม้ว่าจะมีเพียงแค่ป้ายสุสานเท่านั้น เพื่อที่เขาจะได้…แวะมาระบายอารมณ์ในที่แห่งนี้
   
และครั้งนี้…คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ในเมื่อเขาได้รู้แล้วว่า ฮิโรอากิ ยังไม่ตาย!

ที่คาดผมหูแมวอันนั้นไว้วางอยู่หน้าป้ายสุสาน ดวงตาเศร้าสร้อยจ้องมองมันนิ่งนาน  “นายจะบอกชั้นว่า ไม่ใช่ชั้นเท่านั้นสินะ ที่หลอกลวงคนเป็น”
   
หยาดน้ำตาเริ่มคลอเบ้า “คนบ้า ทำไมไม่ตายไปซะล่ะ แล้วแบบนี้…”
   
น้ำใส ๆ ไหลรินลงระแก้ม ดวงตาที่แดงเรื่อมองมายังป้ายสุสานอย่างแน่วแน่กว่าเดิม

“ก็ได้…ชั้นจะชดใช้ให้เอง กับทุก ๆ คน…ที่ต้องตายเพราะชั้น…" เสียงราบเรียบพูดต่อไป

"ชิปส์เดิมพันคือชีวิต ดังนั้น…ชั้นจึงมามอบมันให้กับนาย”

หลังจากมองอยู่สักพัก เขาก็ยิ้มให้..ทั้งน้ำตา

"ตลกนะ...ทั้ง ๆ ที่คิดว่านายตายไปตั้งนานแล้ว แต่ชั้นก็ยัง...ลืมนายไม่ได้ ถึงวันนี้ นายจะทำให้ชั้นต้องตาย แต่ว่าชั้น กลับดีใจ...ดีใจมาก ๆ"

ร่างระหงยืดตัวตรง ก่อนจะพึมพำประโยคสุดท้าย

"ลาก่อน...คนที่ชั้นคิดว่ารัก ถึงชั้นจะไม่แน่ใจ ว่ามันคือความรักรึเปล่า"

ดวงตาคู่งามเปลี่ยนเป็นเย็นชาไร้ความรู้สึก เป็นแววตาเย็นเยียบและอำมหิต...เหมือนในอดีตอีกครั้ง

ในมือกำมีดสั้นคมกริบไว้ ก่อนจะตวัดเข้าหาลำคอตัวเองโดยไม่มีลังเล

หากก่อนคมมีดจะบาดเข้าร่าง เขากลับเจ็บวูบ...มือมั่นคงของคนผู้หนึ่ง ยึดจับข้อมือที่ถือมีดนั้นไว้ ก่อนจะใช้สันมือสับลงที่ท้ายทอยอย่างชำนาญ จนร่างบอบบางนั้นหมดสติไป

ร่างสูงแข็งแรงของฮิโรอากิยืนประคองคนไม่ได้สติไว้ ดวงตาของเขาจ้องมองมายังใบหน้าขาวซีดนั้นอย่างเศร้าสร้อย

ทว่าทันใดนั้นร่างกระหืดกระหอบของเด็กหนุ่มก็พุ่งเข้าหา

"คุณ...อีกแล้ว!" เรย์จิวิ่งมาขวางเอาไว้ในระยะห่างไม่กี่ก้าว  ท่าทางที่ดูเอาเรื่องแม้จะยังหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน บ่งบอกความเป็นศัตรูชัดเจน

"ถ้าทำอะไรอายะคุงอีกล่ะก็ ผมจะไม่ให้อภัยคุณแน่" เด็กหนุ่มขู่ด้วยน้ำเสียงจริงจัง ตั้งท่าเตรียมพร้อมเต็มที่

เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากอีกฝ่าย เล่นเอาเรย์จิชะงัก แม้จะยังคงจ้องเขม็งไม่ให้คลาดสายตา อายาเมะยังอยู่ในอ้อมแขนเขาคนนั้น...อีกแล้ว เหมือนเมื่อคืนนั้นเสียจริง

"คิดว่าเธอมีปัญญาทำได้งั้นรึ" เสียงนุ่มถามอย่างใจเย็น

"ได้ไม่ได้...ผมก็ไม่ยอมให้คุณรังแกอายะคุงอีกหรอก!" เรย์จิตอบกลับทันที

"งั้นรึ...เป็นเด็กดีจริง ๆ ซะด้วยนะ" คนว่ายังคงมีรอยยิ้ม

"คุณคือ...ฮิโรอากิ...สินะ" เด็กหนุ่มว่าอย่างระมัดระวัง ดวงตาของเขายังมองอยู่ที่ร่างซึ่งยังไม่ได้สตินั้น อย่างกลัวว่าอีกฝ่ายจะทำอันตรายได้

คนฟังชะงัก สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาวูบหนึ่ง "อายาเมะบอกเธองั้นรึ"

"รู้จากใครมันก็เรื่องของผม ส่งอายะคุงมาได้แล้ว คุณทำอะไรเขา" เรย์จิว่าเสียงเข้ม

"อย่าใจร้อนสิเด็กน้อย ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย ก็แค่...ช่วยไม่ให้เขาฆ่าตัวตายสำเร็จ ก็เท่านั้น"

คนฟังอึ้งไปเป็นครู่ สิ่งที่เขากลัว...เป็นจริงเสียแล้ว

"คุณนั่นแหละ ที่ทำให้อายะคุงต้องฆ่าตัวตาย" เรย์จิย้ำอย่างไม่พอใจนัก "ส่งเขามาได้แล้ว และก็...อย่าเข้าใกล้เขาอีกเป็นอันขาดเชียวนะ!"

ฮิโรอากินิ่งเงียบไปเป็นครู่ "ไม่มีประโยชน์แล้ว...จะยังไงตอนนี้ สวิตช์ก็ถูกสับลงแล้ว" ชายหนุ่มพูดเน้นหนัก คำพูดนั้นแฝงปริศนาบางอย่าง ที่เรย์จิฟังแล้วอดกลัวไม่ได้

"คุณหมายความว่ายังไง?"

"ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต…ถ้าเหยื่อไม่ตาย...คนที่ตายก็จะต้องเป็นเขา"

คำพูดยังคงคลุมเครือ...แต่เรย์จิพอจะเข้าใจได้ราง ๆ เด็กหนุ่มขยับจะถามอีก หากอีกฝ่ายกลับขัดขึ้นว่า

“ฉันพูดอะไรไม่ได้มาก แต่ว่า…ฝากอายาเมะด้วยนะ” น้ำเสียงของเขาอ่อนลง แววตาปวดร้าวมองไปยังคนในอ้อมกอด ก่อนจะตัดสินใจส่งร่างที่ยังไม่ได้สตินั้นให้เรย์จิอีกครั้ง

“วางใจเถอะ...ฉัน…ไม่เคยคิดจะทำร้ายเขา ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ตาม!”

ร่างสูงเดินจากไป ทิ้งความสับสนไว้ให้กับเรย์จิ เด็กหนุ่มมองคนในอ้อมแขนที่ยังคงหลับใหล พลางถอนใจยาว เขารู้สึกได้ ถึงความรักที่ฮิโรอากิมีให้อายาเมะ...มันแสดงออกชัด ในสายตาคู่นั้น แม้ว่าจะไม่ได้บ่งบอกอะไรชัดเจนก็ตาม

ถ้าเหยื่อไม่ตาย...คนที่จะต้องตายคืออายาเมะ?

ฮิโรอากิต้องการจะเตือนให้เขาระวังใช่มั้ย?

...อายาเมะจะฆ่าตัวตายอีก?

“แล้วจะห้ามคนอยากตาย ไม่ให้ตายได้ยังไงล่ะเนี่ย?” เด็กหนุ่มพึมพำกับตนเองอย่างอับจนปัญญา


......................................

กระต่ายชมจันทร์

  • บุคคลทั่วไป
Re: Absolution Café ตอนที่ 8/1 อัพ 15-3-10 จบในตอน
«ตอบ #76 เมื่อ15-03-2010 21:20:12 »

มาช่วยดันให้พี่พี  :z2:


นี่มายะเองนะคะ  ยังรอตอนพิเศษอายะจังต่อนะคะ~

ออฟไลน์ Oo๐FosfoggY๐oO

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 442
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-0
Re: Absolution Café ตอนที่ 8/1 อัพ 15-3-10 จบในตอน
«ตอบ #77 เมื่อ15-03-2010 22:11:27 »

งานเข้าเจ้าเรย์จิอีกแล้วววว

แล้วทำไมฮิโรอากิไม่เข้ามาคุยกับอายะเลยล่ะเนี่ย หลบไมหว่า :m28:

ออฟไลน์ jasmin

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1801
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +174/-1
Re: Absolution Café ตอนที่ 8/1 อัพ 15-3-10 จบในตอน
«ตอบ #78 เมื่อ15-03-2010 23:03:01 »

 :เฮ้อ: ทำไมอ่านๆไปฮิโระคุงเท่ขึ้นมาได้ล่ะ
เรย์จิคุงดูเป็นเด็กน้อยเลยอ่ะ ถ้าเทียบกับฮิโระ
งานนี้ก็ต้องขัดขวางไม่ให้อายะจังฆ่าตัวตายล่ะสิ
จับขังในห้องล่ามโซ่เลยดีม่ะ เหอๆ
me// จะซาดิสไปแระ  :-[

ออฟไลน์ ppm

  • รักเด็กจังเลย
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 235
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +248/-3
    • ppmfic yboard
Absolution Café ตอนที่ 8/2 อัพ 17-3-10 จบในตอน
«ตอบ #79 เมื่อ17-03-2010 20:49:58 »

(ตอนที่ 8/2)


ร่างบอบบางขยับตัวอย่างมึนศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะปรับสายตาได้เป็นปกติ เขาค่อย ๆ ชันตัวขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความงุนงง …ยังไม่ตาย…อีกแล้วงั้นหรือ? ดวงตากลมโตเหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มกำลังนั่งสัปหงกอยู่ที่เก้าอี้ด้านข้าง ซึ่งพอเขาขยับลุกขึ้น อีกฝ่ายก็ตื่นทันควัน

“อายะคุง ตื่นแล้วสินะครับ”

“ชั้น…มาที่นี่ได้ยังไง แล้วนาย?”

“ผมเจอคุณหลับอยู่ที่สุสานครับ คุณนี่นะ…ถ้าง่วงขนาดนั้น ทำไมไม่นอนอยู่ที่บ้าน คนอื่นเขาเป็นห่วงกันจะแย่แล้ว” เด็กหนุ่มว่าต่อ โดยไม่รื้อฟื้นเรื่องราวที่คุยกับฮิโรอากิในวันนี้ขึ้นมา

ใบหน้าสวยยิ้มเศร้า ๆ เออออตามน้ำไปว่า “นั่นสินะ แล้วนายล่ะ ทำไมไม่นอนที่ห้อง มานั่งสัปหงกที่นี่ทำไม”

เรย์จิหน้าแดงเรื่อ เสมองด้านข้างพลางพึมพำ “ผมก็แค่…แค่…” กะจะแก้ตัวเสียหน่อย แต่เขากลับคิดอะไรไม่ออกเลย จึงได้แต่พูดแบบนั้น ท่าทางเคอะเขินดูน่ารัก ทำให้อีกฝ่ายอมยิ้ม

“เอาเถอะ เรากลับกันดีกว่า นี่มันสายมากแล้ว”

“อะ..ครับ เอ้อ…แต่ผมว่า เราเดินอ้อมกลับก็แล้วกันนะ”

คนฟังขมวดคิ้ว “ทำไมล่ะ ทางนี้ใกล้กว่านะ คราวก่อนที่ชั้นพาเดินอ้อม นั่นก็เพราะจะไปซื้อดอกไม้ต่างหาก”

“ผม…ไม่อยากเดินผ่านสุสานกลับไปนี่นา ถึงขามา..จะมาได้ก็เถอะ” เป็นที่รู้กันว่าสุสานส่วนใน อยู่ติดกับร้านของพวกเขา แต่ทางนั้นทั้งเปลี่ยวและน่ากลัว ไม่รู้ว่าเมื่อเช้า เขาหลับหูหลับตาวิ่งมาได้ยังไง

คนฟังหัวเราะคิก “แล้วขามา มาได้ยังไงคนเดียวล่ะ”

“ตอนนั้นผมเป็นห่วงอายะคุงนี่ ไม่ได้คิดถึงผีอะไรทั้งนั้นแหละ…ตะ..แต่ขากลับนี่ มันต่างกันแล้ว” เสียงพูดเริ่มสั่นหน่อย ๆ จนคนฟังแทบกลั้นยิ้ม

“โอเค เราเดินอ้อมก็ได้ ชั้นก็อยากแวะหาอะไรกินเปลี่ยนบรรยากาศเหมือนกัน” อายาเมะว่าง่าย ๆ

เด็กหนุ่มจึงลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้นกว่าเดิม “ตกลงครับ เอ้อ…วันนี้ พวกเด็ก ๆ บอกว่า ให้ผม…ไปเดทกับคุณได้อีกวัน” เขาพูดตะกุกตะกักอย่างเขินหนักกว่าเก่า ดวงตาสีเข้มมองมาจริงจัง “อายะคุง…วันนี้เรา…ไปเดทกันนะครับ”

คนฟังนิ่งไปอย่างคาดไม่ถึง ก่อนจะหัวเราะอีกครั้ง “ก็ได้…แบบนี้ ขากลับคงต้องซื้อขนมไปฝากพวกเด็ก ๆ ด้วยสินะ อุตส่าห์อนุญาตให้นายออกมาแบบนี้”

ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มมีรอยยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มที่เขามองแล้วรู้สึกอิจฉามาตลอด คนอย่างเขา…คงไม่มีวันยิ้มแบบนี้ได้อีกแล้ว มือแข็งแรงคล่องแคล่วฉุดดึงให้ร่างบอบบางเดินตาม เขาจึงได้แต่เดินตามไปอย่างไม่ได้โต้แย้ง
   
ไม่ว่าจะตายวันนี้ หรือพรุ่งนี้…มันก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิมนักหรอก
   
จะอย่างไร บาปที่เกิดขึ้นนี้ ก็ไม่มีวันจางหาย เขาก็ได้แต่ต้อง…ทนทุกข์ทรมานต่อไปอีก
   
ช่างมันเถอะ...ก็แค่ทน…อีกวันเดียวเท่านั้น…


.......................................


ท่ามกลางย่านผู้คนพลุกพล่าน เรย์จิยังคงเดินนำหน้าไปเรื่อย ๆ  มือแข็งแรงที่จูงมือเขาไว้ ไม่ยอมปล่อยตั้งแต่ออกจากโบสถ์ แม้กว่าการเดทกันครั้งก่อน เด็กหนุ่มจะขี้อายกว่านี้มากมายนัก กระทั่งแค่มือเผลอแตะกัน เจ้าตัวยังแอบสะดุ้งเขินจนออกมาทางสีหน้าด้วยซ้ำ แต่คราวนี้กลับแตกต่างออกไป

มือข้างนั้นจับมือเขาไว้แนบแน่น ราวกับไม่ยอมให้เขาคลาดสายตาแม้เพียงครู่เลยด้วยซ้ำ เหมือนกับว่า...เรย์จิ ล่วงรู้ความคิดของเขา ว่าคิดจะจากไป
   
เดินกันมาได้สักพัก ลัดเลาะผ่านตึกสูง ร้านค้า มากมายหลายแห่ง แต่ก็ยังไม่ถึงเสียที คนเดินตามเริ่มอดรนทนไม่ได้
   
“เราจะไปไหนกันน่ะ เรย์จิ”
   
เด็กหนุ่มหันไปหาแล้วตอบว่า “ไปเดทกันสิครับ คุณรับปากผมแล้วไม่ใช่เหรอ”
   
อายาเมะอมยิ้ม “มันก็ใช่หรอก แต่ว่า…”
   
“ถ้างั้นก็ตามผมมาเถอะ รู้ก่อนเดี๋ยวไม่เซอร์ไพรส์นะครับ” เขาว่าพลางขยิบตาให้
   
ราชินีหนุ่มจึงได้แต่ยิ้มรับ แล้วเดินตามไปอย่างว่าง่าย เพราะเริ่มอยากรู้เช่นกัน ว่าจะพาไปที่ไหน
   
เดินได้สักพักก็มาถึงโรงพยาบาลไม่ใหญ่นักแห่งหนึ่ง มือนั้นยังคงดึงเขาผ่านประตูแล้วลัดเลาะผ่านตัวตึกสูงเข้าไปยังตึกผู้ป่วยใน ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในตัวโรงพยาบาล วันนี้เป็นวันเสาร์ คนไข้หลายคนจึงมีญาติที่ได้หยุดงานมาเยี่ยมเยียนเดินกันขวั่กไขว่ เด็กหนุ่มทักทายคนผ่านไปผ่านมาราวคุ้นเคยเป็นอย่างดี

ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นห้า ขณะที่ก้าวออกมาก็ต้องชะงัก ชายหนุ่มร่างผอมสูงท่าทางเป็นกันเองผู้หนึ่งทักทายขึ้นที่หน้าลิฟท์

“อ้าว เรย์จิ ไม่ได้เจอตั้งนาน สบายดีมั้ย” เขาคนนี้อยู่ในชุดเสื้อกาวน์สีขาวสะอาด ที่คอยังคล้องหูฟังสำหรับตรวจอยู่ด้วย จากการแต่งตัวบอกได้ชัดว่าเป็นหมอ
   
“สวัสดีครับ คุณหมออินุอิ ผมสบายดี คุณหมอล่ะครับ” เด็กหนุ่มก้มทักทาย ซึ่งอีกฝ่ายก็ยิ้มแล้วพยักหน้าให้เชิงตอบรับว่าสบายดี อายาเมะมองหมอหนุ่มผู้นั้นอย่างงง ๆ ยังไม่ทันได้พูดอะไร เรย์จิก็ถามต่อว่า

“วันนี้ผมมาเยี่ยมโทริคุงน่ะครับ ขออนุญาตคุณหมอหน่อยละกัน”
   
หมอหนุ่มหัวเราะเบา ๆ “มาขออะไรฉันล่ะ ฉันไม่ใช่เจ้าของไข้สักหน่อย”
   
“ถ้าไม่ขอก่อน เดี๋ยวมีคนหึงผมจะยุ่งเอา อุตส่าห์แอบมาวันที่คุณหมอไม่มีตรวจที่นี่แล้วแท้ ๆ ไหงเจอจนได้ แต่วันนี้ผมมาเดทอยู่แล้ว คุณหมอคงไม่หึงหรอกใช่มั้ยครับ” เรย์จิยิ้มรับแล้วขยิบตาให้   

แพทย์หนุ่มเผลอหน้าแดง หลุดมาดเก๊กไปวูบหนึ่งเลยทีเดียว “เธอนี่นะ รู้จุดอ่อนฉันแล้วได้ทีใหญ่” เขาว่าพลางส่ายศีรษะเบา ๆ อย่างอ่อนใจ “แต่เอาเถอะ ใครจะคิดยังไงฉันไม่สนอยู่แล้ว ฉันรักของฉันนี่” เขาพูดต่ออย่างเต็มปากเต็มคำ

"วันนี้ฉันเปลี่ยนเวรกับเพื่อนที่ติดธุระน่ะ เลยมาเป็นพิเศษ แล้วไหน ๆ ก็มาแล้ว เลยแวะไปหาสุดที่รักเรียบร้อย" เขาพูดต่ออย่างอารมณ์ดี

"โทริยังตื่นอยู่ใช่มั้ยครับ ดีจริง งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ไปเยี่ยมโทริก่อน แล้ววันหลังจะแวะมาคุยกับคุณหมออีก” เขาว่าพลางโบกมือลา หมอหนุ่มพยักหน้ารับ
   
“เดทให้สนุกล่ะ ไม่ได้เจอแค่พักเดียว หาแฟนได้น่ารักน่าอิจฉาเชียวนะ”
   
“แหม พูดเหมือนโทริคุงไม่น่ารักงั้นนี่ เดี๋ยวผมจะฟ้องโทริ” เรย์จิสวนกลับ
   
“อย่าเชียวนา เดี๋ยวภรรยาที่รักโมโห กว่าจะง้อได้อีกนาน” เขาว่าพลางหัวเราะแล้วโบกมือไล่ “พูดมากพาซวยแบบนี้ รีบไปเลยไป”
   
มือแข็งแรงนั้นจึงฉุดให้อายาเมะออกเดินอีกครั้ง ราชินีหนุ่มมองคนเบื้องหน้าเดินบนตึกอย่างคุ้นเคย จึงถามขึ้นว่า “นายมาที่นี่บ่อยงั้นเหรอ”
   
เรย์จิหันไปยิ้มให้ “ผมเคยทำงานที่ชั้นนี้น่ะครับ เป็นผู้ช่วย ของผู้ช่วย ของผู้ช่วย ของผู้ช่วยพยาบาลอีกที” เขาตอบเล่นลิ้น
   
“หลายชั้นจริงนะ”
   
“ก็แค่ลูกจ้างชั่วคราวนี่ครับ ผมยังเรียนไม่จบเลย ใครจะรับเข้าทำงานง่าย ๆ กัน แต่ผมก็ต้องหาเลี้ยงปากท้องตัวเอง เพราะเจ้าพ่อบ้านั่นไม่เคยส่งเงินมาให้เลย โชคดีที่เจอคุณหมออินุอิตอนไม่สบาย แล้วคุยกันถูกคอ เขาเลยแนะนำงานนี้มาให้ ส่วนใหญ่ผมจะมาเฝ้ายามช่วงบ่าย ๆ หลังเลิกเรียน กับกะกลางคืนเป็นเพื่อนคุณพยาบาล แล้วก็คอยดูแลคนไข้..เอ้อ ก็พวกงานต้องใช้แรงนั่นแหละครับ ผมรักษาใครไม่เป็นหรอก”
   
“แต่ดูทุกคนจะคุ้นเคยกับนายดีจัง” อายาเมะพูดต่อ เขาไม่เคย…ตีสนิทกับใครก่อน ยกเว้นว่า..คนผู้นั้น จะเป็นเป้าหมาย ที่ต้องการฆ่า….

"ผมเป็นคนชอบรับฟังล่ะมั้ง ไม่ว่าใคร...ก็มีปัญหาในใจกันทั้งนั้น การได้ระบายออกมา มันก็ทำให้รู้สึกดีขึ้น ผมก็เลยชอบฟัง เวลาใครอยากมาคุยด้วย ไม่ว่าจะคนไข้ หมอ พยาบาล หรือญาติคนไข้ ผมเมาท์มาหมดแล้วล่ะ" เด็กหนุ่มตอบกลั้วหัวเราะ

"ฉันอยากเป็นอย่างนายได้บ้างจริง ๆ" อายาเมะถอนหายใจ

"ทุกคนก็มีความทุกข์ของตัวเองกันทั้งนั้นแหละครับ ใช่ว่าผมเองจะไม่มี แต่ว่า..เราก็สามารถช่วยกันเยียวยาได้ ถ้าเราหันหน้ามาคุยกัน ปรับทุกข์กัน" เรย์จิพูดเรื่อย ๆ

"อืม..." เสียงรับในลำคอเบา ๆ แล้วอายาเมะก็ไม่พูดอะไรอีก เด็กหนุ่มยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้คาดคั้นแต่อย่างใด นอกจากบีบมือที่จับกันอยู่แผ่วเบาให้กำลังใจ ก่อนจะก้าวเดินต่อไป

เดินไปได้นิดเดียวก็ถืงห้อง 504 ที่ป้ายหน้าห้องมีชื่อเขียนไว้ว่า ฮาซาคาว่า โทริยะ เด็กหนุ่มเคาะประตูเบา ๆ ก่อนได้ยินเสียงคนด้านในบอกให้เข้ามา

บนเตียงคนไข้มีร่างบอบบางของเด็กหนุ่มนั่งเอนหลังอยู่ ใบหน้าใสอ่อนเยาว์ดูยังอายุไม่เข้าสู่วัยรุ่นด้วยซ้ำ แต่เรย์จิบอกกับเขาว่าโทรินั้นอ่อนกว่าแค่ปีเดียว

ร่างเล็ก ๆ ดูอ่อนแอบอบบาง และน่าสงสารไม่น้อย ใบหน้าใสค่อนข้างขาวซีดด้วยไม่ค่อยได้ออกไปไหน จึงไม่ค่อยได้ถูกแดด สีหน้าที่ดูครุ่นคิดเพียงลำพัง ยากจะบอกได้ว่าเขากำลังกังวลเรื่องอะไร หากเมื่อหันไปเห็นแขกผู้มาเยือนชัด ๆ ว่าเป็นใคร ดวงตากลมโตก็เป็นประกายอย่างยินดี  “เรย์จิคุง!”

“ไงโทริ สบายดีไหม” เด็กหนุ่มขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะลากเก้าอี้เผื่อให้อายาเมะด้วย

“ก็เรื่อย ๆ เหมือนเดิมแหละ” โทริตอบเบา ๆ เสียงไม่ร่าเริงเท่าใด แต่ก็ยังคงพยายามยิ้ม

“อย่าฝืนก็แล้วกันนะ” เรย์จิพูดต่อด้วยสายตาที่เป็นห่วง

“อื้ม ไม่หรอก ฉันรู้ตัวดี ถ้าทำอะไรได้เพื่อที่จะได้อยู่กับคุณหมอ…นานขึ้นอีก ถึงจะแค่ไม่กี่นาที ฉันก็จะทำ” เขาตอบอย่างมั่นคง ดวงตางามฉายแววเศร้า หากยังคงเข้มแข็งจนรู้สึกได้

“โทริ...ฉันพา…เพื่อนมาให้รู้จัก นี่อายาเมะ หรือจะเรียกว่าอายะคุงก็ได้” เรย์จิพูดต่อ พยายามไม่รื้อฟื้นอีก โทริหันมามองอายาเมะแล้วยิ้มให้ เป็นรอยยิ้มไร้เดียงสาที่น่ารักมากทีเดียว ชายหนุ่มจึงยิ้มรับตอบ

“ผมโทริครับ..." ว่าแล้วก็หันไปหาเด็กหนุ่มผู้มาเยือน "อายะคุงเนี่ย...เป็นเพื่อนหรือแฟนกัน เรย์จิคุง” เขากระเซ้าเข้าให้ เล่นเอาเรย์จิเขินหน้าแดงเรื่อ

“บ้าสิ แค่เพื่อนเท่านั้นแหละ” คนโดนแซวพึมพำ

“ถ้าแค่เพื่อน ทำไมจับมือกันไม่ปล่อยแบบนี้ล่ะ เดี๋ยวนี้จีบหนุ่มอายุมากกว่าด้วยงั้นรึ แต่ก็สวยไม่เบาเชียวนะ” โทริยื่นตัวไปกระซิบข้างหู เรย์จิสะดุ้ง ปล่อยมือที่จับอยู่ทันที

“เอ้อ…ฉันแค่…ได้จับแล้วลืม..เอ่อ…ลืมปล่อยน่ะ อายะคุงเขา…เอ้อ…” คำพูดเริ่มติดอ่างจนสุดท้ายก็อธิบายต่อไม่ออก หน้าที่แดงเรื่อเปลี่ยนเป็นแดงฉานไปแล้ว คนฟังหัวเราะ อายาเมะเองก็กลั้นยิ้มไว้แทบไม่อยู่

“ชั้นไม่ชำนาญทางน่ะ เรย์จิคุงเลยจูงมา พอดีพวกเรามาเดทกัน” อายาเมะว่าหน้าตาเฉย ก่อนขยิบตาให้ “อ้อ แต่พวกเราไม่ใช่แฟนกันหรอก เป็นแค่เพื่อนร่วมเตียงเท่านั้นเอง”

“อ่ะ..อา..อายะคุง อย่าพูดชวนเข้าใจผิดงี้สิ” คนร้อนตัวเริ่มลุกลี้ลุกลนอยู่ไม่สุข “เอ่อ…โทริ…อายะคุงเขาเป็น…เพื่อนร่วมห้องของฉันน่ะ เราทำงานที่เดียวกัน ห้องมัน…ไม่พอ…ก็เลย” เขาร่ายยาวเหยียด เล่นเอาคนฟังขำไม่หยุดเช่นกัน

“เลิกขำได้แล้วน่า ฉันเขินจะแย่แล้ว” เรย์จิบ่นอุบอิบ “ฉันบอกแล้วไง ว่าสาวในอุดมคติ ต้องเป็นสาวสวย อึ๋ม ๆ แล้วก็น่ารัก ไม่ใช่ผู้ชายสักหน่อย”

“งั้นเหรอ…” โทริลากเสียงยาว ขำมากขึ้นเมื่อเห็นอายาเมะแกล้งหอมแก้มเรย์จิ เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือก มือจับแก้มไว้ด้วยใบหน้าที่เหรอหรา

“อะ…อายะคุง เลิกแกล้งผมได้แล้วนะครับ”

“นายเป็นคนชวนชั้นมาเดทนะ อย่าพูดจาเสียมารยาทอย่างนั้นสิ” อายาเมะแกล้งดุอย่างอารมณ์ดี

เด็กหนุ่มชะงัก เขาแทบลืมไป ว่าเป็นตัวเอง ที่เป็นคนชวน “จริงด้วยสิ…ผม…ขอโทษนะครับ” เขาว่าเสียงแห้ง ๆ

“ชั้นล้อเล่นน่า แค่นายชวนชั้นมาเจอเด็กน่ารัก ๆ ขนาดนี้ ฉันก็มีความสุขแล้ว”

เรย์จิจ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาจริงจัง “อายะคุง…มีความสุขแน่นะครับ”

คนฟังอึ้งไปเล็กน้อย แล้วตอบว่า “จริงสิ”

ดวงตากลมโตของโทริจับจ้องมาเช่นกัน มือเล็ก ๆ ยื่นเข้าหา อายาเมะจึงจับมันไว้ มือบอบบางที่ผอมเสียจนน่าใจหายบีบมือของชายหนุ่มเบา ๆ พลางบอกว่า "แต่คุณดูไม่มีความสุขเลย"

อายาเมะพูดไม่ออก

ใบหน้าใสของคนป่วยบนเตียงพูดขึ้นอย่างจริงจังว่า "เมื่อได้มีชีวิตอยู่ ก็เหมือนกับได้รับพรจากพระเจ้าแล้ว...อยู่อย่างมีความสุขเถอะครับ ทุกนาทีที่ได้อยู่ร่วมกัน กับใครสักคนที่รัก มันมีค่าจนไม่อาจจะหาอะไรมาแลกได้...ผมอยากให้คุณ รักษามันเอาไว้ให้ดี ก่อนที่จะ...ไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้นอีก" ดวงตาของเขาเศร้าลงไปวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาสดใสอีกครั้ง

"อีกอย่างนะ นาน ๆ ทีเรย์จิคุงจะยอมมาเดทกับใครเขา เจ้าหมอนี่งานยุ่งตลอดศกนั่นแหละครับ ดังนั้น...คุณต้องเป็นคนที่โชคดีเอามาก ๆ เลย"

"อาจจะโชคร้ายก็ได้นะ" เรย์จิตอบยิ้ม ๆ "เพราะมาเดทวันนี้ ก็ยังต้องทำงานอยู่ดี"

เด็กหนุ่มอมยิ้มอย่างมีเลศนัย “อายะคุง วันนี้…เรามาเดทกันแบบมาราธอนดีกว่ามั้ยครับ”

“มาราธอน?” อายาเมะทวนคำอย่างงง ๆ

ร่างสูงของเด็กหนุ่มหันไปหาโทริ “วันนี้พี่มายะคงอยากได้คนช่วยทำงานบ้างหรอกใช่มั้ย”

“อื้ม แน่อยู่แล้ว งานที่นี่เยอะจะตาย ถ้าช่วยฟรี ๆ ล่ะก็นะ” ร่างบอบบางบนเตียงตอบง่าย ๆ

“เรามาเดทกัน ก็ต้องทำบุญน่ะสิ ด้วยแรงงานไง ดังนั้นฟรีอยู่แล้ว” เขาว่าพลางบอกว่า “ถ้างั้นฉันจะแว่บไปหาพี่เขาสักหน่อย เผื่อมีงานอะไรให้ช่วยทำ รักษาตัวล่ะ” เขาว่าง่าย ๆ แล้วเดินออกไปอย่างคุ้นเคย และไม่ลืมที่จะดึงคนที่นั่งด้านข้างออกไปด้วย หากก่อนจะไป เขายังโผล่หน้ามาอีกรอบ

“อ้อ…ฉันเจอคุณหมอด้วยนะเมื่อกี้ แซวเรื่องนายนิดเดียว เขินซะหน้าแดงเชียวล่ะ พึ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้ เขินง่ายเหมือนกันแฮะ”

“นายพูดหยั่งกับตัวเองไม่เขินจนหน้าแดงบ่อย ๆ อย่างงั้นแน่ะ พอกันนั่นแหละ” โทริตอกกลับยิ้ม ๆ

“เฮอะ เข้าข้างกันซะจริง ไปดีกว่าเรา เดี๋ยวจะสวีทให้อิจฉาเลย” ว่าแล้วก็ดึงตัวอายาเมะเข้ามาใกล้ด้วยการโอบเอวด้านข้างเอาคืน คนโดนกอดยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้โต้ตอบอะไร แต่โทริกลับขำ เพราะเห็นใบหูเรย์จิจากด้านข้าง ที่เริ่มเปลี่ยนเป็นแดงฉานแม้ไม่สบตาด้วย เห็นได้ชัดว่าแม้จะแกล้งทำเป็นสวีท เด็กหนุ่มก็เขินจนปิดไม่มิดอยู่ดี

“นายนี่น้า มาทีไรก็ทำให้ฉันสบายใจได้ทุกที…ขอบใจนะ ที่มาเยี่ยมกัน” โทริว่ายิ้ม ๆ

“เรื่องจิ๊บจ๊อยน่า ไปก่อนล่ะ” เขาว่าแล้วเปิดประตูออกไป อายาเมะโบกมือลากับเจ้าของห้องพลางยิ้มให้ ก่อนที่เรย์จิจะลากเขาออกไปอย่างเขินไม่เลิก

“นายเป็นคนแต๊ะอั๋งชั้นเองนะ จะเขินทำไมเนี่ย” เขาพึมพำอย่างขำ ๆ

“ช่างผมเหอะน่า” เด็กหนุ่มบ่นอุบอิบ ก่อนจะแกล้งเร่งฝีเท้าให้ไวกว่าเดิมกลบเกลื่อนความอายนั้น


.............................................


ครึ่งวันหลังจากได้พบกับมายะ นางพยาบาลสาวที่น่ารักและกระตือรือร้นสูง เรย์จิกับอายาเมะ ก็กลายเป็นผู้ช่วยของเธอกลาย ๆ ช่วยทำงานทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ โรงพยาบาลนี้ไม่ใหญ่นัก และมีพยาบาลไม่มาก งานจึงล้นมือเป็นประจำ ทั้งคู่ช่วยกันทำงานจนค่ำ กว่าจะเสร็จแล้วขอตัวออกมา

เรย์จิพาอายาเมะขึ้นไปบนสวนลอยบนดาดฟ้าเป็นการพักผ่อน เขาโทรศัพท์หาทาโนเอะเป็นที่เรียบร้อย ว่าจะกลับช้าสักหน่อย จึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนกลับร้าน

ด้านบนยามกลางคืนไม่น่ากลัวนัก ด้วยมีแสงไฟส่องเป็นระยะในสวนสวย ถัดออกไปเป็นทางเปิดด้านนอกออกไปยังดาดฟ้าโล่ง ซึ่งตอนนี้ปิดล็อคไว้ แต่เพราะรั้วต่ำ เด็กหนุ่มจึงแอบปีนออกไปพลางบอกให้อายาเมะตามมา

ทั้งคู่เอนกายบนพื้นปูน ไม่ได้ใส่ใจต่อความแข็งกระด้างของมันนัก ดาดฟ้ามีการทำความสะอาดสม่ำเสมอ จึงน่านั่งน่านอนเป็นพิเศษ ท้องฟ้ายามค่ำคืนทอประกายงดงามจากแสงไฟตามอาคารบ้านเรือนที่อยู่ไกลออกไป มองยาวขึ้นไปที่ขอบฟ้า ฟ้าเปิดในคืนนี้ จึงเห็นดาวอยู่บ้าง แม้จะไม่มากนัก ด้วยแสงไฟจากฝีมือมนุษย์ ข่มรัศมีของมันไปมากแล้ว แต่โดยรวมก็ยังเป็นบรรยากาศที่ดี สายลมอ่อน ๆ พัดเย็นสบาย เรย์จิมองพระจันทร์เสี้ยวบนท้องฟ้าพลางพึมพำ

“เหนื่อยมั้ยครับ อายะคุง”

“อืม…ก็นิดหน่อย แต่ก็…รู้สึกดีนะ ที่ได้ทำ” เขาพูดเรื่อย ๆ “ชั้น…ไม่เคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย”

เขาเคยแต่ใช้ชีวิต…อย่างไร้จุดหมาย อยู่…เพียงเพื่อทำตามคำสั่ง เพียงเพื่อหลอกลวงผู้คน

…ล่อลวง…ให้ไปตาย

หัวใจเจ็บแปลบทันทีที่คิดเช่นนั้น…เขายังรีรออะไรอยู่ ตอนนี้ สมควรที่จะตายได้แล้ว

เพื่อชดใช้…ต่อทุกสิ่งทุกอย่าง!

อยู่ดี ๆ ร่างสูงบอบบางนั้นก็ลุกขึ้น แล้วเดินออกไปยังรั้วกั้นของดาดฟ้า รั้วนั้นไม่ได้สูงนัก ขายาวอย่างเขา เพียงแค่ก้าวข้ามก็พ้นไปได้ ร่างแทบปลิวลม ยืนอยู่ที่ริมขอบตึกนอกรั้วนั้นแล้ว อย่างรวดเร็วจนตามไม่ทัน

เรย์จิผุดลุกขึ้นตามอย่างตกใจ เขาไม่คิดว่าการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย จะว่องไวเกินกว่าจะห้ามทันได้ขนาดนี้

“อายะคุง!” เด็กหนุ่มเรียกเพื่อดึงสติอีกฝ่ายกลับมา หากดวงตากลมโตที่เฉยเมย กลับทำเพียงจ้องมองมายังเด็กหนุ่ม น้ำตาคลอดวงตาคู่งามนั้น เสียงแผ่วเบาขมขื่นพึมพำขึ้นว่า

“ปล่อยให้ชั้นตายเถอะ…เรย์จิ”

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Absolution Café ตอนที่ 8/2 อัพ 17-3-10 จบในตอน
« ตอบ #79 เมื่อ: 17-03-2010 20:49:58 »





ออฟไลน์ Oo๐FosfoggY๐oO

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 442
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-0
Re: Absolution Café ตอนที่ 8/2 อัพ 17-3-10 จบในตอน
«ตอบ #80 เมื่อ18-03-2010 00:54:41 »

เรจิจะห้ามอายะจังยังไงล่ะเนี่ย ไม่ฟังกานเลยแบบนี้  :เฮ้อ:

ออฟไลน์ jasmin

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1801
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +174/-1
Re: Absolution Café ตอนที่ 8/2 อัพ 17-3-10 จบในตอน
«ตอบ #81 เมื่อ18-03-2010 04:29:23 »

เรย์จิจะทำไงต่อไปล่ะเนี่ย
อายะจังไม่มีใจอยากจะอยู่แบบนี้
ปล.เรย์จิเขินน่ารักได้อีก

ออฟไลน์ ppm

  • รักเด็กจังเลย
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 235
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +248/-3
    • ppmfic yboard
Absolution Café จบตอนที่ 8 อัพ 18-3-10 จบในตอน
«ตอบ #82 เมื่อ18-03-2010 15:58:42 »

(จบตอนที่ 8 )


“อย่าเชียวนะครับ...อายะคุง…ยังสำคัญ สำหรับคนที่รักคุณนะครับ” เด็กหนุ่มพยายามห้ามแกมปลอบ
   
ร่างบอบบางส่ายหน้า หยาดน้ำตาไหลระแก้มใส คำพูดนั้นกรีดลงที่ใจอันบอบช้ำอย่างจัง

“ชั้น…ได้พรากชีวิตคนที่รัก มามากพอแล้ว…มันมาก…จนทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว”
   
“แต่ตอนนี้…อายะคุงไม่ได้ฆ่าใครอีกแล้วไม่ใช่เหรอครับ” เรย์จิขัดขึ้น เขาจะต้อง...ดึงความสนใจของอายาเมะไว้ก่อน
   
เสียงขมขื่นตอบเบา ๆ “แต่…คนที่ตายไป…ก็ไม่อาจฟื้นคืนเหมือนกัน…ชั้นต้อง…รับผิดชอบ”
   
“คุณก็เลย จะกระโดดลงไปสินะ ถ้าอย่างนั้น” เรย์จิอาศัยช่วงที่อีกฝ่ายเผลอก้าวอย่างรวดเร็ว ตรงไปที่รั้วกั้น ก่อนจะโหนตัวปีนออกไปยืนในตำแหน่งเดียวกัน หากทิ้งช่วงห่างอีกฝ่ายอยู่ราว ๆ สามเมตร เขาไม่กล้าเข้าไปใกล้มากกว่านี้ เพราะกลัวว่าจะทำให้อายาเมะตกใจจนพลัดหล่นลงไปเสียก่อน
   
ร่างสูงของเรย์จิลอบมองลงเบื้องล่าง ก่อนกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืด ๆ พื้นถนนที่มองเห็นอยู่ลิบ ๆ ห่างลงไปถึงหกชั้น เป็นคอนกรีตอย่างแข็ง หากตกลงไปจากตรงนี้ ไม่มีทางรอดแน่นอน แต่เขาก็ตัดสินใจแล้ว ที่จะช่วยอายาเมะให้ได้
   
“เรย์จิ นายจะทำอะไรน่ะ!” อายาเมะร้องถามด้วยความตกใจ เขาไม่คิดว่าเด็กหนุ่มจะบ้าบิ่นได้ขนาดนี้
   
ขาของเรย์จิสั่นเล็กน้อย หากยังพยายามตั้งหลัก แล้วพูดต่อไปว่า “ถ้าอายะคุงโดด ผมจะโดดด้วย!”
   
“ทำไมกัน…ทำไม นายต้องทำแบบนี้ นายเป็นคนดีนะ…แล้วก็มีคนที่รักนายมากมายด้วย ทำไม…ต้องมาทิ้งชีวิต เพราะคนอย่างชั้น”
   
เรย์จิยิ้มให้ “ก็เพราะอายะคุง คือคนในครอบครัวผมไงล่ะ”
   
คนฟังตะลึงงันจนอึ้งไปแล้ว
   
คนในครอบครัว…สำคัญต่อกัน ขนาดนี้เชียวหรือ?
   
“ชั้น..ไม่มีครอบครัว…ไม่มีใครทั้งนั้น…ไม่มีใครอภัยให้ชั้นหรอก ทุกคนที่รักชั้น…ตายหมดแล้ว ด้วยฝีมือชั้นเอง!” ดวงตาคู่นั้นทอแววปวดร้าว

“อย่างนายน่ะเหรอ จะยอมรับชั้นได้…ชั้นมันเป็นฆาตกรนะ!” มันคือความหวาดกลัวที่ซุกซ่อนอยู่ส่วนลึก ที่ทำให้เขาไม่กล้ากระทั่งจะบ่งบอกเรื่องราวทั้งหมด ให้เรย์จิฟังได้เลย

“ไม่จริงหรอกครับ ยังมีคนที่รักคุณเหลืออยู่ และเขา…ไม่เคยต้องการชีวิตของคุณ เป็นการชดเชยด้วย”
   
อายาเมะส่ายหน้า อารมณ์ของเขายังปั่นป่วนเกินจะควบคุมได้ “ชั้นไม่เชื่อ! ให้ชั้นตายเถอะ!”
   
ในสภาพที่ใกล้วิกฤติเต็มที เห็นได้ชัดว่าเขาเอง ไม่อาจจูงใจให้อายาเมะ เลิกฆ่าตัวตายได้จริง ๆ เด็กหนุ่มจึงได้แต่หลับหูหลับตาตะโกนออกไป ด้วยเสียงอันดังว่า

“คุณอยู่ตรงนั้นใช่มั้ย ฮิโรอากิ ออกมาเถอะ” เขาเชื่อมั่น…ในตัวคนผู้นั้น ว่าจะไม่มีทางห่างจากอายาเมะในสภาพเช่นนี้แน่ ๆ “ออกมาเถอะครับ มีเพียงคุณคนเดียวเท่านั้น ที่จะหยุดอายะคุงได้”
   
ร่างสูงของฮิโรอากิปรากฏขึ้นในที่สุด เขามองมาด้วยสายตาที่เศร้าสร้อย น้ำเสียงหนักแน่นย้ำคำพูดของเรย์จิอีกครั้ง  

“ฉันไม่เคยต้องการชีวิตนาย”
   
“ไม่!! ไม่จริง!!!” ร่างบอบบางกรีดร้อง คนด้านข้างเสียววาบ กลัวอีกฝ่ายจะหล่นลงไป แต่ยังดีที่อายาเมะยังจับรั้วไว้ไม่ปล่อย ด้วยกลัวว่าเรย์จิจะกระโดดตามไปด้วยอย่างที่ขู่จริง ๆ

แต่ถึงอย่างนั้น…ในสภาพเช่นนี้…หัวใจอันบอบช้ำ กลับยากจะทนทานต่อไปได้แล้ว

การตาย..คือการชดใช้ คือทางเดียว ที่เขาจะหลุดพ้น
   
ร่างบอบบางหันไปอ้อนวอนเรย์จิแทน เขา…จะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว หากควบคุมตัวเองไม่ได้…เขาไม่ต้องการให้เด็กหนุ่มผู้นี้ ต้องมาตายไปอีกคนด้วย

“เรย์จิคุง…กลับเข้าไปเถอะนะ…แล้วปล่อยชั้นไป… อย่ารั้งชั้นไว้อีกเลย” ดวงตาคู่นั้นนองด้วยน้ำตา “ชั้นไม่ต้องการเห็นคนที่รักชั้น…ต้องตายเพราะชั้นอีก ให้ชั้นได้ตาย…ซะทีเถอะ”
   
ฮิโรอากิถอนหายใจ “ตอนนั้นฉันคิดว่าคำพูดนี้เป็นคำโกหก…แต่มันคือความจริงสินะ…ที่นายอ้อนวอนเหยื่อทุกคน ให้ฆ่านาย”
   
“ชั้น…ไม่ต้องการจะฆ่าใครทั้งนั้น ก็เพียงแค่ปล่อยให้ชั้นตาย..ทุกอย่างก็จบแล้ว”
   
“มันไม่มีวันจบ!” เรย์จิพูดขัดขึ้นทันที “แล้วคุณจะทนเห็นพวกเราเสียใจอย่างคุณ เพราะการตายของคุณได้เหรอ อายะคุง” เรย์จิพูดต่อ “ถึงพวกเราจะไม่ตาย ผมก็จะเสียใจตลอดชีวิต ที่ช่วยคุณไม่ได้ คุณฮิโรอากิ ก็จะสูญเสียครึ่งหนึ่งของชีวิตเขาไป…อย่างที่คุณเป็นในตอนที่คิดว่าเขาตายไปแล้ว”
   
“คุณยังคิดจะทำร้ายคนที่รักคุณอีกงั้นหรือ”
   
“ทำไมไม่คิดจะใช้ชีวิตที่มีเพื่อคนอื่นบ้างล่ะครับ คุณได้แต่ทรมานตัวเอง…มานานจนเกินไปแล้ว ลองมองไปรอบ ๆ บ้างสิ ฟังผมนะ อายะคุง” เสียงเข้มของเรย์จิกระตุ้นต่อไป แม้อีกฝ่ายจะมีเพียงสีหน้าเฉยชา
   
“วันนี้คุณก็เห็นไม่ใช่เหรอ คนไข้มากมาย…ที่อาจจะตายวันตายพรุ่ง ก็ยังไม่รู้ แต่ทุกคน ยังพยายาม…ที่จะมีชีวิตอยู่ ทำไมคุณถึงคิดแต่จะตายนะ อายะคุงก็เห็นโทริแล้ว…หมอบอกว่า เขาจะอยู่ได้อีกไม่เกินครึ่งปี แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังพยายาม…รักษาทุกนาทีที่มีค่านี้ไว้ เพื่อคนที่เขารักที่สุด…เพื่อคุณหมออินุอิคนนั้น”

อายาเมะนิ่งอึ้งไป เขาไม่คิดว่าเด็กน่ารักคนนั้น...จะมีความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ มิน่า แววตาคู่นั้นถึงได้ดูเศร้านัก แต่ก็ยังร่าเริงและทำให้คนอย่างเขายิ้มได้
   
“แล้วคุณที่แข็งแรงดี…ยังช่วยเหลือคนได้มากมาย อย่างเช่นในวันนี้ ที่คุณได้ช่วยพวกเขาให้ได้ยิ้มแย้ม ให้ได้มีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ แล้วตอนนี้…ทำไมถึงได้ล้มเลิกเอาง่าย ๆ”
   
“ผมเชื่อว่าทุกคนที่รักคุณ ยอมตายเพื่อให้คุณ…ได้มีชีวิตอยู่ แล้วทำไม คุณจะยังทำร้ายพวกเขาอีก ด้วยการคิดสั้นกันล่ะ”
   
“ไม่…” เสียงสั่นครือจากร่างบอบบางนั้น ยังคงปฏิเสธ

มันไม่ยุติธรรมเลย..ที่คนพวกนั้นจะต้องตาย ในขณะที่เขา..ผู้ซึ่งพรากชีวิตคนที่รักมากมาย กลับได้มีชีวิตอยู่

ไม่ยุติธรรมจริง ๆ!

ดวงตาปวดร้าวมีน้ำตานอง ใบหน้างามส่ายไปมา ปฏิเสธที่จะยอมรับความจริง

ทุกอย่าง...เป็นความผิดของเขา ถ้าไม่มีเขาสักคน อีกหลายชีวิต ที่ล้วนเป็นคนดีเช่นกัน...

ก็ไม่ต้องมาตาย!

สายตานิ่งสนิทมองลงไปเบื้องล่าง ไม่ว่าเสียงของเรย์จิจะพูดอย่างไร ก็ไม่ทำให้อายาเมะเปลี่ยนใจได้

ไม่ใช่แค่นั้น...ในตอนนี้ เหมือนทุกอย่างกลับเลวร้ายลงอีกด้วยซ้ำ
   
เรย์จิหันไปมองฮิโรอากิอย่างอ้อนวอน เขารู้ดี ว่าไม่อาจห้ามอายาเมะได้ การออกไปอย่างบ้าบิ่นของเขา เพียงแค่รั้งอายาเมะไว้ได้ชั่วคราว
   
ต้องเป็นฮิโรอากิเท่านั้น...
   
“ฉันจะไม่ห้ามนาย” ฮิโรอากิพูดขึ้น เล่นเอาเด็กหนุ่มสะดุ้ง “คะ…คุณฮิโรอากิ!”
   
“ฉันเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ ไม่มีสิทธิ์ทั้งฆ่านาย หรือจะรั้งนายไม่ให้ตายได้ แต่ว่า…ถ้านายตาย ฉันจะตายด้วย!”
   
อายาเมะใจหายวาบ ภาพที่คนผู้นี้ล้มลงต่อหน้าเขา มันกำลังย้อนกลับมาอีก
   
ไม่…เขาทนมันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
   
“ฉันห้ามนายไม่ได้ แต่ก็ไม่มีใคร…ห้ามฉันได้เช่นกัน ถ้าฉันจะตายพร้อมกับนาย ไม่ว่านายจะฆ่าตัวตายอีกสักกี่ครั้ง…ถ้านายตายจริง ๆ ฉันจะไปกับนาย!”

ดวงตาคู่งามพร่าไปด้วยน้ำตา แต่ยังคงมองมายังร่างสูงของฮิโรอากิอย่างไม่แน่ใจนัก เสียงสั่นสะท้านถามขาดห้วง
   
“ฮิโระคุง…นาย…ไม่แค้นชั้นเหรอ ชั้น…หลอกลวงนายนะ…ทุกสิ่งทุกอย่าง”
   
ชายหนุ่มมองกลับมาด้วยสายตาอันอ่อนโยน “นายไม่เคยหลอกลวงฉันเลย ฉันรู้ตั้งแต่แรกแล้ว ว่าทุกอย่างที่ทำ มีจุดประสงค์อะไร เพราะนาย…บอกใบ้ฉันมาตลอด แต่ฉันมันบ้าเอง ที่ตัดสินทุกอย่าง ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ จนเกือบทำลายนาย ฉันมันโลภเอง ที่อยากจะครอบครองหัวใจของนายไว้”
   
ร่างบอบบางสั่นระริก มือที่รั้งร่างไว้กับรั้วเหล็กเกร็งแน่น “ชั้นฝันทุกคืน…ฝันร้ายมาตลอด ฝันว่านาย ต้องการให้ชั้นตาย”
   
ชายหนุ่มจ้องมองมายังอายาเมะอย่างแน่วแน่ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ถ้านายคิดว่าจะต้องชดใช้ จะยอมทำทุกอย่าง ตามที่ฉันขอได้ไหม”
   
“อืม” ร่างบอบบางรับคำ โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ต่อให้ฮิโรอากิสั่งให้กระโดดลงไปเดี๋ยวนี้ เขาก็ยินดี
   
“มาให้ฉันกอดนาย…สักครั้งได้ไหม”
   
คำขอที่คาดไม่ถึง ทำให้ร่างที่ยืนอยู่ริมตึกเริ่มลังเล
   
“นายสัญญาแล้วนะ ว่าจะทำตามที่ขอ” ฮิโรอากิย้ำอีกครั้ง
   
“อืม..” ร่างบอบบางตัดสินใจก้าวกลับเข้ามา เรย์จิได้แต่ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ก่อนจะปีนกลับมาเช่นกัน ก่อนที่ขาเจ้ากรรม จะสั่นมากไปกว่านี้
   
“ฮิโระ…ชั้น…ขอโทษ” หน้าเปื้อนน้ำตาซบลงกับอกกว้างนั้น แล้วร่ำไห้ยาวนาน อ้อมแขนอบอุ่นที่เคยโอบกอดมาในอดีต ยังคงอบอุ่นเหมือนเช่นเดิม…ไม่มีผิดเพี้ยน อบอุ่น จนเขาปวดใจ ยามต้องหักใจทำร้ายกลับ หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มอีกครั้ง แสงไฟที่สาดส่อง ยิ่งทำให้มองเห็นเป็นประกายสะท้อนเสี้ยวหน้างาม ดูสวยจนเรย์จิเองยังยากจะเผลอมองอย่างเคลิบเคลิ้มได้
   
“ชื่อของอายะคุง พ่อผมเป็นคนตั้งให้สินะ” เด็กหนุ่มพึมพำ “พ่อคิดไม่ผิดเลย…คุณเป็นนางฟ้าจริง ๆ”
   
“ชั้นไม่สามารถเป็นนางฟ้าได้หรอก” อายาเมะพึมพำอย่างเจ็บปวด…คนอย่างเขา…

…เป็นได้แค่เพียงฆาตกรเท่านั้น…

“ไม่จริงหรอกครับ คุณเป็นคนใจดี…ผมแน่ใจ ว่าถึงคุณฮิโรอากิจะไม่มา คุณก็ไม่กระโดดลงไปแน่ เพราะคุณไม่ต้องการให้ผมตาย” เรย์จิพูดอย่างมั่นใจ “ผมรู้อยู่แล้ว ถึงได้พาคุณมาที่ดาดฟ้านี้ ถ้าไม่ทำแบบนั้น…คุณฮิโรอากิคงไม่ยอมออกมา
   
“นี่นายให้อายาเมะทำเรื่องเสี่ยงขนาดนี้ เพียงเพื่อล่อฉันออกมางั้นเรอะ ฮิโรอากิถลึงตาใส่ แอบเคืองเล็กน้อย
   
เด็กหนุ่มยิ้มเจื่อน ๆ แก้ต้วว่า “ผมไม่รู้จะทำยังไง ไม่รู้จะหาตัวคุณได้ที่ไหน ดังนั้นมันก็เลยต้องเสี่ยงกันสักหน่อย”
   
“แต่แหม อายะคุง กว่าคุณจะยอมกลับมาได้ ผมน่ะ ขาสั่นแทบตายแล้ว รู้มั้ยว่าผมกลัวความสูงแค่ไหน” เด็กหนุ่มบ่นอุบอิบ กระทั่งตอนนี้ก็ยังนั่งอยู่กับพื้น เพราะขาสั่นจนยืนไม่ขึ้น
   
“คราวหน้าอย่าทำอะไรแบบนี้อีกล่ะ ชั้นกลัวนายจะหล่นลงไปซะก่อน” อายาเมะดุเข้าให้
   
“ถึงผมหล่นลงไป อายะคุงก็จะจับผมไว้อยู่ดี ใช่มั้ยล่ะครับ” เด็กหนุ่มพูดยิ้ม ๆ
   
คนฟังหลบสายตาอย่างเขิน ๆ พลางพึมพำ “แน่ล่ะสิ  ก็นายเป็น..คนในครอบครัวของชั้นนี่นา”
   
“นั่นสินะ เราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว…คุณด้วยนะ ฮิโรอากิคุง เพราะคุณเป็นคนที่อายะคุงรักที่สุด ดังนั้น พวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันเช่นกัน” เรย์จิพูดต่อ ดวงตากระตือรือร้นของเขาสบตาคนทั้งคู่อย่างจริงใจ

“นายก็น่ารักอย่างนี้สินะ เล่นเอาชั้นชักจะหลายใจแล้ว” อายาเมะพึมพำพลางอมยิ้ม

“ฉันยอมให้เป็นได้แค่น้องชายนะ อย่างอื่นล่ะอย่าได้หวัง” ฮิโรอากิพูดเสียงเข้ม

“ชั้นพูดเล่นน่า เรย์จิน่ะ เป็นน้องชายที่ชั้นรักที่สุด และเป็นน้องชายของนายเหมือนกันนะ” อายาเมะตอบแล้วแย้มยิ้ม

เป็นรอยยิ้มที่ยิ้มได้ทั้งน้ำตาเลยทีเดียว

เรย์จิมองภาพเบื้องหน้า อย่างไม่อาจปฏิเสธได้
   
…น้ำตาของนางฟ้ายามยิ้มได้ งดงามกว่าสิ่งใด ๆ จริง ๆ !
   
   
..........................................


กว่าทั้งหมดจะกลับไปยังบ้านได้ก็ดึกแล้ว แต่ก็พบว่า ทุกคนยังไม่หลับ และรอคอยพวกเขาอยู่
   
ทาโนเอะมองเรย์จิแล้วยิ้มให้ เธอรู้ดี…ว่าเรย์จิทำสำเร็จ
   
เด็กหนุ่มช่วยอายาเมะ จากความมืดมนได้แล้ว

รอยยิ้มต้อนรับกลับบ้านจากทุกคน ช่างเหมือนกับครอบครัวอย่างแท้จริง อายาเมะมองมาอย่างอบอุ่นใจ เป็นครั้งแรก...ที่เขารู้สึกว่า ได้กลับมายังบ้านจริง ๆ

บ้าน...ที่จะมีคนรอคอยเขาอยู่เสมอ ยามกลับมาถึง
   
“ฮิโรอากิคุงจะมาอยู่กับพวกเราด้วย…ได้ไหมครับ” เรย์จิถามทาโนเอะแกมขอร้อง “เขาตกงานซะแล้ว เพราะไปช่วยอายะคุงไม่ให้ตาย”
   
“ให้นอนห้องผมก็ได้ ผมจะหาฟูกไปปูเพิ่มเอง นะครับ” เด็กหนุ่มอ้อนวอนต่อ
   
ทาโนเอะยิ้มให้แล้วตอบว่า “ได้สิจ๊ะ ถ้าเธอยินดี ฉันก็ไม่มีปัญหาหรอก ความสุขของอายะจัง คือความสุขของพวกเราเช่นกันนี่นา”
   
“เอ้อ หรือจะให้ผมนอนห้องซากุระคุง…” คนถามได้ไอเดียใหม่ ก่อนจะเหลือบมองเจ้าของห้องอย่างขออนุญาต
   
ดวงตาเรียวยาวคมกริบมองกลับมาอย่างโหด ๆ จนเด็กหนุ่มเสียวสันหลังวาบ เปลี่ยนการตัดสินใจทันควัน
   
“เอ่อ…ผมนอนห้องเดิมดีแล้วครับ ท่าจะปลอดภัยสุด” เรย์จิพูดในที่สุด เล่นเอาทุกคนหัวเราะท่าทางซื่อ ๆ ตรง ๆ ของเขาอย่างขบขันเช่นเคย ซากุระเหลือบมองอีกรอบ เล่นเอาเด็กหนุ่มแทบสะดุ้ง ก่อนร่างสูงโปร่งนั้นจะเดินขึ้นห้องไป โดยไม่พูดอะไรอีก
   
“คืนนี้มีสามพีแน่เลย ยูเมะว่าเรย์จิเป็นไส้แซนวิชแน่ ๆ” ยูเมะแอบกระซิบพึมพำเสียงเบา แต่ทุกคนก็ยังได้ยิน
   
“ยูเมะ อย่าพูดแบบนี้สิ มันไม่ดีนะ” ซานะจังกระซิบดุ ๆ ปราม “แต่ว่านะ ไม่แน่ เรย์จิอาจจะอยู่บนสุดแทนก็ได้ ออนท็อปน่ะเร้าใจกว่าเยอะ!”
   
ทั้งหมดอดหัวเราะไม่ได้กับความคิดแก่แดดแก่ลมนั้น มีเพียงเรย์จิที่ก้มหน้างุดอย่างเขิน ๆ “ไม่ว่าอยู่บนอยู่ล่าง หรืออยู่กลาง ผมก็ไม่เอาทั้งนั้นแหละ คืนนี้นอนหน้าห้องก็ได้!” เด็กหนุ่มโวยวาย ก่อนจะโดนราชินีสั่งให้องครักษ์คนใหม่จัดการลากเขากลับห้องไปทั้งอย่างนั้น
   
“ฮิโระคุงน่ะ ทั้งใจดี อ่อนโยน แล้วก็…เทคนิคเป็นเยี่ยมเชียวนะ แล้วนายจะติดใจ” อายาเมะกระซิบข้างหู เล่นเอาเด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือก
   
“ผมไม่อยากเสียความบริสุทธิ์นะ ช่วยผมด้วยยยยย” เสียงร้องโหยหวนดังมา แต่ทุกคนกลับแยกย้ายกันไปนอน โดยที่ไม่มีใครคิดจะไปช่วยแม้แต่นิดเดียว นอกจากช่วยส่งเสียงเชียร์อย่างเบิกบานใจ


- จบตอนที่ 8 -
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-03-2010 16:24:27 โดย ppm »

ออฟไลน์ jasmin

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1801
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +174/-1
ใจหายใจคว่ำ ในที่สุดฮิโระคุงก็กลายเป็นเขยของบ้านนี้จนได้
อุตสาห์จิ้นอายะจังกับเรยืจิคุงมาตั้งนาน
เบนเข็มไปเชียร์ 3P แทนดีกว่า :laugh:

ออฟไลน์ Oo๐FosfoggY๐oO

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 442
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-0
โล่งอก เรย์จินี่น่ารักจริงเชียว แล้วอยูด้วยกันสามคนเรย์จิของเราจะรอดมั้ยนั่น คึคึคึ :z1:

anajulia

  • บุคคลทั่วไป
เฮ้อ.....ปมของนางฟ้าอายะจังถูกแก้แล้ว แถมได้สมาชิกเพิ่มมาคนด้วย
เรื่องนี้ดราม่าให้ถอนหายใจเฮือกๆได้ทุกตอนสิน่า  o13

ออฟไลน์ ppm

  • รักเด็กจังเลย
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 235
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +248/-3
    • ppmfic yboard
Absolution Café จบตอนที่ 9 อัพ 19-3-10 จบในตอน
«ตอบ #86 เมื่อ19-03-2010 16:59:06 »

ตอนที่ 9 Sweet Night : ค่ำคืนสุดสวีท

Rate: NC-17



หลังจากโดนฮิโรอากิลากขึ้นมาที่ห้อง มันก็เป็นเวลาดึกมากแล้ว ทาโนเอะช่วยหาฟูกใหม่อันเล็กให้อีกอันเป็นที่เรียบร้อย เรย์จิจึงยกเตียงใหญ่ให้อายาเมะกับฮิโรอากิแทน ร่างบอบบางที่นั่งอยู่บนเตียง เกาะแจไม่ห่างจากคนรัก ท่าทางสวีทหวานเจี๊ยบจนคนมองแอบอิจฉา

เด็กหนุ่มผู้แสนโดดเดี่ยว เหลือบมองคู่รักที่พึ่งจะได้พบพานกันใหม่อีกครั้งแล้วลอบถอนใจยาว แบบนี้ก็ดีแล้ว อย่างน้อยฟูกก็ปูแยกออกมา เขาคงนอนได้อย่างปลอดภัยอยู่

ท่าทีระแวดระวังก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อได้แยกออกมา บ่งบอกได้ชัดเจนว่ากำลังคิดอะไรอยู่ และมันก็ทำให้ราชินีหนุ่มแอบขำ พลางพยักเพยิดให้คนด้านข้างดูด้วย ร่างบอบบางกระซิบอะไรบางอย่างให้ฮิโรอากิฟัง ชายหนุ่มอมยิ้มเมื่อฟังจบแล้วพยักหน้ารับ

อายาเมะจึงลุกขึ้นจากเตียงนุ่ม แล้วเดินเข้ามาใกล้พลางยิ้มหวานแบบแฝงความนัยบางอย่าง "เรย์จิคุง เตียงออกจะกว้างนะ นอนด้วยกันก็ได้"

"นั่นสิ" ฮิโรอากิสนับสนุนอย่างใจกว้าง "นายอุตส่าห์ให้พวกเราได้อยู่ด้วยกัน จะให้นายไปนอนลำบากแบบนั้นได้ยังไง"

เรย์จิมองสองคนที่แสนจะหวังดี (?) แล้วสะดุ้งเมื่อเห็นปลายลิ้นนุ่มเริ่มไล้เลียริมฝีปากบาง ท่าทางราวอยากจะกลืนกินเขาซะเต็มประดา เด็กหนุ่มหันซ้ายหันขวาหาที่พึ่ง หากคนด้านข้างอีกคนก็มีรอยยิ้มแบบแปลก ๆ คล้ายรอสนับสนุนราชินีของเขาเต็มแก่ ดูน่ากลัวกว่าเดิมอีกหลายเท่า ไหนจะยังคำพูดยูเมะเมื่อตอนก่อนขึ้นมาทำเอาเด็กหนุ่มเครียดขึ้นทันที

...ไส้แซนวิช???

ไม่นะ!!!

เขาคิดผิดรึเปล่าเนี่ย บางที...เสี่ยงตายนอนที่ห้องซากุระคุง อาจจะปลอดภัยกว่าก็ได้ อายาเมะนั้นปกติก็แกล้งเขาบ่อย ๆ อยู่แล้ว แต่ไม่เคยถึงขั้นเอาจริง นอนด้วยกันมาบนเตียงเตียวกันตั้งหลายคืน เขาก็ยังอยู่รอดปลอดภัย

...แต่กับฮิโรอากิ คล้ายจะไม่ใช่

ลองได้มาจับคู่กันแล้วแบบนี้ ทาสที่ดีอย่างฮิโรอากิ คงยินดีทำทุกอย่างตามราชินีสั่งแน่ เห็นได้ชัดจากการให้ความร่วมมือหมด ไม่ว่าอายาเมะจะบอกให้ทำอะไร

ข้าวใหม่ปลามัน อดีตคนรักได้กลับมาคืนดี มันก็เป็นที่น่าเข้าใจอยู่

แถมโดยนิสัยฮิโรอากิแล้ว ท่าทางเป็นคนตามใจคนรักมากทีเดียว

แต่ว่า...มันไม่ได้เกี่ยวกับเขาเลยนะ

ถ้าเกิดคนคู่นี้นึกอยากจับเขารับประทานล่ะ???

แย่แน่!

คิดแล้วเริ่มเหงื่อตก คิ้วเข้มขมวดมุ่นคิดแต่จะหาทางรอด ราชินีหนุ่มมองมาแล้วอมยิ้ม ท่าทางไร้เดียงสาจนแสดงสิ่งที่คิดออกมาจนหมดของเรย์จิ ยิ่งทำให้เขาอดขำไม่ได้ พอหน้าหวานมีรอยยิ้ม คนข้าง ๆ ก็มองมาเช่นกันก่อนจะส่งยิ้มเป็นนัยที่น่ากลัวกว่ามาให้อีกแล้ว

เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกตัว ว่าสถานการณ์ตอนนี้ กลายเป็นสามเส้ากลาย ๆ แถมยังมีทีท่าว่าเขา...จะต้องอยู่กลางซะด้วย

นี่ขนาดฮิโรอากิ ไม่ได้รู้มาก่อน ว่าบางคืน...พวกเขาเคยนอนจับมือกันทั้งคืน...

ไม่อย่างนั้นล่ะก็...

"เอ้อ...ผม...ผมขอไปอาบน้ำก่อนละกัน" เรย์จิละล่ำละลักอย่างดูมีพิรุธ มือแข็งแรงคว้าเสื้อผ้าได้ ก็รีบผลุนผลันออกจากห้อง แล้ววิ่งเข้าห้องน้ำไป

ห้องอาบน้ำที่นี่เป็นห้องน้ำรวม อยู่ตรงข้างทางเดินไม่ไกลจากตัวห้องนอนนัก ทำให้เขาหาข้ออ้างเผ่นออกมาจากห้องนอนมหาภัยได้สำเร็จ ประตูแข็งแรงที่ปิดลงกลอน ยังถูกแผ่นหลังสั่นน้อย ๆ ยันไว้อีกชั้น ราวกลับกลัวใครจะพังเข้ามา ดวงตาสีเข้มกวาดตามองไปรอบ ๆ สภาพที่ดูคล้ายหลุมหลบภัยขนาดย่อมสร้างความอุ่นใจได้มากขึ้นอีกเล็กน้อย ร่างสูงของเด็กหนุ่มถอนใจยาวอย่างโล่งอก เหมือนได้อยู่ในที่ปลอดภัย (ต่อพรหมจรรย์) กว่าเดิมนัก

อย่างน้อยก็ในตอนนี้...

คิดไปคิดมา เด็กหนุ่มเริ่มอึ้งอีกรอบ ถึงจะหนีออกมาได้แล้ว แต่ถ้าอาบเสร็จล่ะ...เขาจะทำยังไงต่อ?

หรือว่าคืนนี้...เขาจะนอนในห้องน้ำดี?

ไม่ได้หรอก เด็กหนุ่มตอบคำถามตัวเองเรียบร้อยในใจ หากเขาหายไปนานโดยไม่มีเหตุอันควร เดี๋ยวก็คงต้องมีใครสักคน มาลากเขาออกจากห้องน้ำแน่ ๆ

แล้วปัญหามันไม่ใช่แค่วันนี้...ถึงคืนนี้จะรอด แต่คืนต่อ ๆ ไป ก็ยังไม่แน่อีกอยู่ดี

ทางแก้มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น...

เขาต้องหาห้องนอนใหม่ให้ได้!

ร่างเปลือยเปล่าที่แข็งแรงได้สัดส่วน ก้าวเข้าไปในโซนฝักบัว ก่อนจะปล่อยสายน้ำเย็นให้รินรดกาย พลางใช้ความคิดต่ออย่างจริงจัง

ห้องของทาโนเอะคงไม่ได้แน่นอน เขาจะไปขอหญิงสาวนอนด้วยไม่ได้ มันไม่เหมาะสม ดังนั้น...ก็เหลือแต่ห้องของเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ว่า...ดึกขนาดนี้ เด็ก ๆ คงจะเข้านอนกันหมดแล้ว เขาจะไปขอนอนด้วย ก็ต้องปลุกสิเนี่ย

ไม่ดีแน่ ๆ เด็กกำลังกินกำลังโต เขาจะเอาเรื่องไร้สาระพรรค์นี้ไปรบกวนได้ยังไง เรย์จิคิดต่ออย่างเสร็จสรรพ

และที่สำคัญ...เขาต้องโดนล้ออีกแน่ ๆ เลย

นั่นล่ะประเด็นหลัก!

...จริงสินะ…อย่าไปรบกวนเด็ก ๆ ท่าจะดีกว่า... เรย์จิคำนวณต่ออย่างรอบคอบ ไม่อย่างนั้นเขาคงโดนล้อไปอีกหลายวัน

ของแบบนี้...ถึงจะพอทำใจได้ แต่มันก็เขินนะ เกิดหนักข้อเข้าอายะคุงคิดทำตามที่ล้อขึ้นมา เขาจะซวยของจริงล่ะทีนี้

ถ้าอย่างนั้น...ก็เหลืออีกแค่ห้องเดียวเท่านั้น

ห้องของซากุระคุง!

แค่คิดต้นคอก็เย็นวาบ สายตาดุดันชวนสยองเมื่อเย็น ยังจำได้ดี

เขาจะทำยังไงดี...ห้องนอนเดิมก็มีหมาจิ้งจอกสองตัวรอขย้ำเขา...ส่วนห้องซากุระคุง...คล้ายจะเป็นสิงโตมากกว่า ดวงตาเรียวยาวแฝงรังสีอำมหิตนั่น คล้ายพร้อมจะฆาตกรรมคนได้ทุกเมื่อเชียวนะ

...แต่ว่า อย่างน้อยก็ดีกว่าเสียพรหมจรรย์ไม่ใช่เหรอ!

ซากุระคุง แท้ที่จริงแล้ว ก็ไม่ได้โหดอะไรมากมายนัก ออกจะใจดีกับเด็ก ๆ มากอยู่ แม้ว่าตอนเขาขอไปนอนด้วยจะโหดมากหน่อยก็เถอะ

เอาก็เอา เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน

ร่างแข็งแรงปิดน้ำลง หลังจากหาข้อสรุปให้กับตัวเองได้ เผลออาบซะเนิ่นนานเพราะความคิดมากของตัวเอง แต่ก็ตัดสินใจได้สักที ร่างของเขาสั่นน้อย ๆ รู้สึกหนาวเป็นครั้งแรก สงสัยคงเพราะอาบนานไปหน่อย น้ำเย็นจัดในตอนดึก ไม่ใช่เรื่องดีต่อสุขภาพเลย โชคดีว่าเขาเองเป็นคนแข็งแรง แค่นี้ยังเรื่องเล็ก เด็กหนุ่มเช็ดตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนรีบแต่งตัวอีกครั้ง

เสียงเคาะที่ประตูห้องน้ำเบา ๆ เล่นเอาเขาสะดุ้ง "เรย์จิ นายอาบน้ำเสร็จรึยัง อาบนานไปแล้วนะ" เสียงใสดังผ่านประตูเข้ามา ร่างในห้องน้ำหันรีหันขวาง แล้วรีบพูดขึ้นว่า

"ผม...จะเสร็จแล้วครับ แต่เอ้อ...เมื่อกี้...ผม...ผมคุยกับซากุระคุงแล้ว เขาบอกว่าให้ผมนอนห้องเขาได้"

คนหน้าประตูชะงัก ใบหน้าใสลอบยิ้ม "อ้อ งั้นเหรอ"

"คะ..ครับ ใช่แล้วครับ!"

"ถ้างั้นคืนนี้...?"

"อายะคุงนอนได้เลยนะครับ ไม่ต้องห่วงผม" เขาพูดเร็วปรื๋อ

"โอเค อ้าว แล้วฟูกล่ะ" คนถามยังคงไม่จบ

"มะ...ไม่เป็นไรครับ เตียงห้องซากุระคุงคงกว้างพอ พวกคุณนอนไปเถอะ เดี๋ยวผมอาบเสร็จผมจะไปนอนอีกห้องเอง วันนี้เหนื่อยกันมากแล้วนี่นะ" เรย์จิพยายามหว่านล้อมสุดชีวิต เขาได้ยินเสียงถอนหายใจหน้าห้องน้ำอย่างเสียดายนิดหน่อย ก่อนคนตรงนั้นจะตอบว่า "ถ้างั้นก็ตามใจนายละกัน หลับให้สบายนะ"

"ครับ เช่นกันนะครับ!" เสียงนั้นราวสวรรค์โปรด ในที่สุด...อายาเมะก็เลิกชวนเขาไปนอนด้วยสักที!

เด็กหนุ่มรู้สึกผิดเล็กน้อยที่โกหกออกไป เพราะเขายังไม่ได้ไปคุยกับซากุระคุงเลย แต่เพื่อความปลอดภัย เขาจำเป็นต้องพูดไปแบบนั้นก่อน…

ก็คงต้องพยายามมองโลกในแง่ดี ว่าอีกฝ่ายคงให้เขาได้นอนด้วยนั่นแหละน่า!


…………………………………………………………..


ร่างบอบบางหน้าประตูห้องน้ำจึงเดินกลับห้อง พอเห็นชายหนุ่มที่นั่งเอนกายรอบนเตียง ใบหน้าใสก็ส่งยิ้มน่ารักแกมเจ้าเล่ห์ไปให้

"เห็นมั้ย ชั้นบอกแล้ว คืนนี้...เราจะได้อยู่กันสองต่อสองแล้วล่ะ"

ฮิโรอากิมองมาพลางส่ายหน้าเบา ๆ รู้ดีถึงแผนการของราชินี ที่กระซิบกระซาบบอกเขาให้ทำตามแผนเมื่อตอนก่อนเรย์จิจะต้องเผ่นออกจากห้องไป

"นายไปแกล้งเรย์จิแบบนี้ไม่ดีนะ น่าสงสารเขาจะตาย" น้ำเสียงนุ่มมีแววตำหนิเล็กน้อย

"แหม ฮิโระคุง หรือว่านายไม่อยากอยู่ด้วยกันสองต่อสองกับชั้นคืนนี้ล่ะ" อายาเมะค้อนให้อย่างงอน ๆ

มือแข็งแรงคว้าเอวบางลงมานั่งบนตัก พลางกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหู "ทำไมจะไม่อยากล่ะ คิดว่าฉันอดทนมานานแค่ไหนกัน กว่าจะได้กอดนายอีกครั้งแบบนี้"

"ก็เหมือนกันนั่นแหละน่า" เสียงคนในอ้อมกอดตอบ รู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่รินรดต้นคอขาว ทำให้อารมณ์อ่อนไหวยิ่งพุ่งสูง ร่างบนตักพลิกตัวเข้าหา มือเรียวบางโอบรอบคอหนาพลางกระซิบ

“ชั้นเองก็รอนายมานานมากแล้ว …จนคิดว่าคงต้องไปกอดนายในนรกเสียอีก”

นิ้วแข็งแรงแตะริมฝีปากนุ่มเบา ๆ พลางพึมพำแกมขอร้อง “อย่าพูดเรื่องตายอีกได้ไหม ฉันไม่อยากได้ยินมันอีกแล้ว”

“เอาน่า…ชั้นไม่ยอมตายง่าย ๆ อีกแล้วล่ะ เพราะชั้น…ไม่อยากเห็นนายตายอีกรอบนี่นา” คนพูดพึมพำพลางซุกไซ้ที่อกกว้าง สัมผัสที่เปียกชื้น รู้สึกได้ว่าเป็นน้ำตา มือแกร่งจึงเชยคางได้รูปนั้นขึ้นมามองให้ชัด

“อย่าร้องไห้สิ ฉันขอโทษ…”

ร่างบอบบางส่ายหน้าเบา ๆ “นายไม่ผิดหรอก ชั้นเองก็..หลอกลวงนายไว้เยอะเหมือนกัน”

“ไม่หรอก ฉันน่ะผิด ที่คิดว่าถ้าทำแบบนั้น…นายจะคิดถึงแต่ฉันคนเดียว”

อายาเมะมองหน้าอีกฝ่าย “ว่าแต่ว่า นายรอดตายมาได้ยังไง”

คนด้านล่างโอบกอดร่างบอบบางไว้กระชับกว่าเดิม “จริง ๆ แล้วในตอนนั้น ฉันรู้มาตลอด ว่านายมีแผนการบางอย่าง เพื่อหลอกเอาสิ่งที่ฉันมีอยู่ไปให้ได้”

“ฮึ ก็ชั้นบอกนายอยู่แล้ว ว่าจะมาขโมยของนี่” ร่างบนตักขยับตัวขึ้น แล้วกดอีกฝ่ายให้เอนกายลงบนเตียงนุ่มนั้น ซึ่งฮิโรอากิก็มิได้ต่อต้าน สัมผัสที่คุ้นเคย ทำให้ร่างกายตอบรับได้ง่ายดายกว่าเดิมมากมายนัก แม้จะห่างหายมานานนับปี

“ก็นั่นแหละ นายเล่นทำตัวคลุมเครือ ใครจะไปเข้าใจได้ง่าย ๆ” เขาพูดต่อ ปล่อยให้มือซุกซนด้านบน ปลดกระดุมเสื้อเชิร์ตของเขา ดวงตาคมเข้มสบตาหวานแล้วรั้งใบหน้านั้นเข้ามาจุมพิต ปลายลิ้นนุ่มไล้ไรฟันขาวของอีกฝ่ายเชิงเชิญชวน ปากอิ่มแกล้งงับเรียวลิ้นนั้นไว้แกมดูดกระตุ้น ก่อนเผยอรับกระหวัดเกี่ยว ประกบเข้าหาแนบแน่นกว่าเดิม รสชาติหอมหวานที่ชวนลิ้มลอง ให้รู้สึกเสียดายยามผละจาก ริมฝีปากนั้นจึงสัมผัสกัน ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างดูดดื่ม

หลังจากการจูบเนิ่นนานจนแทบลมหายใจขาดห้วง ร่างด้านบนก็บ่นพึมพำ “อย่ามาจูบเบี่ยงประเด็นนะ บอกมาซะดี ๆ”

ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ “ฉันกลัวนายจะโกรธนี่นา สัญญาก่อนสิว่าจะไม่โกรธ แล้วจะเล่าให้ฟัง”

คนด้านบนขบริมฝีปากครุ่นคิด “ก็ได้… แต่เล่ามาให้หมดตามความจริงล่ะ”

“ครับ สุดที่รัก ทาสที่ดีไม่กล้าโกหกราชินีของเขาหรอก”

ใบหน้าใสเปลี่ยนเป็นแดงเรื่อ “พูดอะไรแบบนั้น…”

“ฉันเป็นทาสนาย ตั้งแต่ตอนโดนนายจับขึงวันนั้นแล้ว” ฮิโรอากิพูดพลางหัวเราะ ร่างบอบบางเสมองด้านข้างพลางพึมพำ “นายจะบอกว่า..ชอบชั้นเพราะโดนชั้นจับนายขึงงั้นเรอะ”

“นั่นก็ส่วนหนึ่ง” ฮิโรอากิตอบ มือของเขาค่อย ๆ เปลื้องเสื้อผ้าอีกฝ่ายบ้าง

“เล่ามาให้หมดก่อน ไม่งั้นไม่ให้ทำจริง ๆ ด้วย” ดวงตาคู่งามค้อนควับ “เล่าให้ดีด้วยล่ะ”

ชายหนุ่มอมยิ้ม “จริง ๆ แล้ว เพราะฉันรู้มาตลอด ว่านายมีแผน ครั้งสุดท้ายที่โกหกนั่น…ฉันก็รู้ เลยวางแผนซ้อนแผนขึ้นมา รู้มั้ย ตำแหน่งที่ฉันฝังชิปส์ไว้ ไม่ได้ตรงหัวใจพอดีหรอก หมอน่ะ เคยบอกไว้ว่า ถ้าฝังตรงหัวใจพอดี อาจจะมีอันตรายกับการเต้นของหัวใจได้ ถึงจะฝังไม่ลึกก็เถอะ ดังนั้น พอเอาชิปส์ออกมา แล้วแทงซ้ำลงไป มันเลยไม่โดนหัวใจ"

"รอยเลือดที่กินวงกว้างช่วยลวงตาได้อีกชั้น และที่สำคัญ มีดนั่นก็ไม่ได้ถูกดึงออก ทำให้ไม่เสียเลือดเยอะมากนัก นายเองก็ไม่ได้เช็คให้ดี รีบร้อนออกไป เลยคิดเอาเองว่าฉันตายไปแล้ว แต่นั่นก็เกือบจะไม่รอดเหมือนกัน ถ้าไม่ได้เตรียมอุปกรณ์เรียกคนฉุกเฉินเอาไว้ใกล้ตัวเสียก่อน" เขาเล่าต่อไป ทุกอย่างเห็นได้ชัด ว่าเตรียมการไว้เป็นอย่างดี

คนด้านบนชะงัก “อ๊ะ ถ้าอย่างนั้น…” คิ้วเรียวขมวด  “นายก็…โกหกชั้นน่ะสิ!”

“นายสัญญาแล้วนา…ว่าจะไม่โกรธน่ะ” ฮิโรอากิรีบท้วง หากอีกฝ่ายเบือนหน้าหนี

ริมฝีปากบางเม้มแน่น “นาย…ไม่ได้คิดจะตายอยู่แล้วสินะ” ดวงตาคู่นั้นรื้นไปด้วยน้ำตา “มีแค่ชั้น…ที่คิดไปเอง เข้าใจไปเอง…ว่านาย รู้ทั้งรู้ว่าถูกชั้นหลอก แต่ก็ยัง…”

“ต้องให้ฉันตายจริง ๆ นายถึงจะรักฉันงั้นเหรอ” เสียงเข้มเริ่มซีเรียส

“มัน…ไม่ใช่…แต่ว่า…” ร่างบอบบางเริ่มลังเลใจ เขาเองก็ผิด ที่เป็นฝ่ายหลอกลวงเช่นกัน การโดนหลอกกลับ มันก็สมควรแล้วนี่ แต่ว่า…คำลวงจากอีกฝ่าย กลับทำให้เขาเจ็บ…มากมายนัก

ชายหนุ่มสบตาอีกฝ่ายแน่วแน่ “ฉันแกล้งตายก็จริง เพราะตอนนั้น ฉันมีเรื่องที่จำเป็นต้องสะสางให้เรียบร้อยเสียก่อน และอีกอย่าง..ฉันรู้ดี ว่าถ้าฉันไม่ทำเป็นตาย แต่บอกไปว่าฉันรู้ ว่านายโกหก…คนที่ตายจะเป็นนาย”

สีหน้าของฮิโรอากิแสดงความรู้สึกผิดอย่างชัดแจ้ง “…ขอโทษ ที่โกหกนาย แต่ว่า…ถ้านายต้องการ ฉันยอมตายอีกครั้งก็ได้ นายคิดว่าแผนการที่ฉันวางไว้นั่นปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์เหรอ หมอยังบอกกับฉันเอง ว่าการแทงนั้น เปอร์เซ็นต์รอดมีไม่ถึง 30% หรอก ถ้าช่วยไม่ทัน แต่ถึงจะต้องตาย...ฉันก็ไม่สนใจหรอก เพียงแต่ว่า”

ชายหนุ่มมองดวงตาสวยคู่นั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ "...แววตาที่เจ็บปวดของนาย ตอนเห็นฉันล้มลง ถึงมันจะเป็นแค่วูบเดียว ที่นายแสดงอารมณ์ที่แท้จริงออกมา แต่มันก็ทำให้ฉันเจ็บตามไปด้วย เจ็บ..มากกว่าบาดแผลที่ได้รับมากมายนัก ฉันเลยต้องรอดให้ได้...เพื่อไม่ให้นาย ต้องเจ็บปวดเช่นนี้อีก"

คนฟังยังคงนั่งนิ่งไม่ตอบคำ ร่างสูงจึงหายใจเข้าลึก พลางเล่าต่อไป “พอปล่อยข่าวการตายของฉันออกไป พร้อมกับมอบชิปส์นั้นให้นาย ฉันก็สามารถสืบข่าวต่อไปได้ว่า ใครเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลัง ฉัน…ไม่ต้องการที่จะตาย แล้วปล่อยนายเอาไว้ในโลกมืดแบบนั้นอีก และอีกอย่าง…ฉันยังมีภาระ ต้องล้างแค้นให้พ่อ…กับซายะด้วย”

น้ำเสียงนุ่มหยุดชะงักเล็กน้อย แล้วตัดสินใจเล่าต่อ “และตอนนั้น…ฉันก็ได้รู้ว่า มีองค์กรน่ากลัวอยู่เบื้องหลัง คนพวกนั้น…เป็นกลุ่มสร้างนักฆ่าอาชีพที่น่ากลัวนัก ฉันพยายามสืบจนได้พบกับเรอิจิ และร่วมมือกับเขา เพื่อช่วยนาย”

“ตั้งแต่ตอนนั้น…” เสียงเครือสะอื้นพึมพำแทรก “สองปีแล้วนะ…ทำไม…นายถึงพึ่งจะโผล่มา”

“มันจำเป็น” เขาตอบอย่างหนักแน่น “ถ้านายเจอฉันก่อนหน้านี้…นายจะต้องฆ่าตัวตายอย่างแน่นอน ไม่ว่าใครก็หยุดนายไม่ได้”

“ใช่…ถ้านายรอด ชั้นจะตาย” อายาเมะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวเป็นเรื่องปกติ “มันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ…”

“ไม่…ไม่ดีแน่ ฉันไม่มีวันยอมให้เป็นแบบนั้น…และก็เพราะเหตุนั้น เรอิจิจึงไม่ยอมให้ฉันได้พบหน้านาย จนกว่าจะแน่ใจ…ว่าจะเปลี่ยนโปรแกรมจิตใจของนาย ที่จะการจัดการตัวเองเมื่องานล้มเหลวนั้นได้สำเร็จ” มือของเขาซับน้ำตาจากดวงตาคู่สวย 

“เพราะนายเปิดใจให้เรย์จิ นั่นทำให้พวกเราคิดว่า การปรากฏตัวในยามนี้ น่าจะได้ผลที่ปลอดภัยกว่า”

“แต่ถ้า…มันไม่ได้ผลล่ะ” อายาเมะค้านขึ้น

แขนอ่อนโยนโอบกอดร่างนั้นไว้แผ่วเบา “ฉันก็บอกแล้ว ไม่ว่านายจะฆ่าตัวตายสักกี่ครั้ง…ฉันก็จะพยายามหยุดมันไว้ แต่ถ้านายทำมันสำเร็จล่ะก็…ฉันจะไปกับนาย” ฮิโรอากิพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“โกหก…อีกรึเปล่า” ร่างบอบบางถามอย่างไม่ไว้ใจนัก

“คิดว่าฉันโกหกรึเปล่าล่ะ” ฮิโรอากิถามกลับ

อายาเมะส่ายหน้าทั้งน้ำตา เป็นน้ำตา…ที่ไม่อาจจะห้ามให้หยุดไหลได้ ไม่ว่าจะเช็ดออกสักแค่ไหนก็ตาม

“ชั้นเชื่อนาย…ถึงนายจะโกหก ชั้นก็ยังเชื่อนาย …เพราะ…หัวใจของชั้น เป็นของนายแล้ว ตั้งแต่ตอนนั้น…” น้ำเสียงสั่นครือกลับมั่นคงมากขึ้น ดวงตาที่สบกัน ยังคงจ้องมองตาไม่กระพริบ “นายทำสำเร็จ…หัวใจของชั้น ถูกนายขโมยไปแล้ว”

“หัวใจของฉัน ก็เป็นของนายเช่นกัน” เขากระซิบตอบ เป็นคำตอบที่มั่นคง…และไม่มีวันเปลี่ยนแปร

“อืม” คนฟังรับคำ พอเข้าใจแล้ว ก็กลับเขินมากขึ้นเสียอย่างนั้น ร่างที่เปลือยเปล่าแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ ยังคงถูกลูบไล้แผ่วเบา เป็นสัมผัสที่คุ้นเคย สัมผัสที่โหยหา…มาตลอด

เป็นสัมผัสที่ไม่คิดว่า ชาตินี้จะได้รับอีกต่อไปแล้ว

“ฉันรักนายนะ…รัก…มากที่สุด” เสียงนุ่มยังคงพึมพำ ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ร่างบอบบางทาบทับด้านบน ดวงตาคู่สวยมองมาแล้วยิ้ม “อื้ม รู้แล้วล่ะ…ทำให้ร่างกายชั้น รู้สึกถึงความรักของนายด้วยสิ” เสียงหวานเชิญชวน เรียวขาคู่งามคร่อม ขยับไล้เสียดสีปลุกปั่นจนคนด้านล่างหลุดเสียงครางแผ่ว

"นายนี่นะ เดี๋ยวจับแต่งชุดแมวอีกรอบเลย" ฮิโรอากิพึมพำ ท่าร่างปราดเปรียวเย้ายวนจากคนด้านบน ไม่ผิดไปจากแมวตัวหนึ่ง...เป็นแมว ที่กำลังจะลิ้มชิมรสอาหารที่มันชื่นชอบอยู่เสียด้วย

ลิ้นนุ่มไล้เลียแผ่นอกกว้างแทนคำตอบ เสียงเมี้ยวแผ่วเบาทำเอาเขาอมยิ้ม

มือหนาลูบบั้นท้ายเรียบลื่นที่ยกโด่ง เจลใสถูกบีบตามก่อนลูบไล้ซ้ำ สะโพกบางส่ายน้อย ๆ ยิ่งทำยิ่งเชิญชวน

"เตรียมพร้อมเชียวนะ" อายาเมะว่าพลางยิ้มหวาน ลิ้นสีชมพูเลียปากสีสดอย่างกระหาย "ชั้นอยากกินนายเร็ว ๆ ซะแล้วสิ"

"อย่าใจร้อนน่า เดี๋ยวก็เจ็บกันพอดี" เสียงนุ่มปรามซ้ำ ก่อนค่อย ๆ ขยับไล้นวดคลึงช่องทางปิดเนิบช้า สัมผัสที่คับแน่นจนยากล่วงล้ำ ทำให้คนทำชะงัก

"นายไม่ได้ทำกับใครเลยรึไง ผ่านมาตั้งสองปีแล้วนะ"

ทั้ง ๆ ที่อายาเมะ...ออกไปข้างนอกทุกคืน แต่ไม่น่าเชื่อ ว่าราชินีหนุ่ม ไม่เคยยอมทอดกายให้ใครอีกเลย

"อื้อ..." ร่างกายที่ตอบรับอ้ากว้างกว่าเดิมยามถูกปลุกเร้า "ชั้นรักนายนะ...รักนายคนเดียว ชั้นไม่ต้องการ...ให้ใครมากอดทั้งนั้น...ถึงนายจะไม่อยู่แล้ว ชั้นก็ยังจะเป็นของนาย" เสียงหวานพูดราวสารภาพรัก ทำให้คนฟังอมยิ้ม

"นายก็น่ารักแบบนี้แหละนะ ถ้าไม่ได้สัมผัส ฉันอาจจะคิดว่านายโกหกอีกก็ได้"

น้ำตาเริ่มปริ่มดวงตางามอีกรอบจนได้ "คนบ้า..ใครจะหลอกกันอีกล่ะ ชั้นในตอนนี้ ไม่เหมือนตอนนั้นอีกแล้ว...ไม่ว่าจะยังไง ชั้นจะไม่หลอกลวงใครอีกแล้ว...จริง ๆ นะ"

"เข้าใจแล้ว อย่าร้องไห้ไปเลยนะ"

ริมฝีปากที่สัมผัส ร่างกายที่แนบชิด จุดความเร่าร้อนของกันและกันได้เป็นอย่างดี ปลายนิ้วที่ล่วงล้ำ แทรกลึกทีละน้อย ความหอมหวานของกันและกันในอดีตยากจะลืมเลือน และในตอนนี้ มันได้หวนกลับมาอีกครั้ง

ดวงตาเปียกชื้นยังคงรื้นด้วยน้ำตา เสียงหวานครางสูงยามร่างกายถูกแทรกลึก ร่างสั่นน้อย ๆ เกร็งบีบรัดจนปั่นป่วน การขยับเพียงเนิบช้า ยิ่งเสียดสีจนวาบหวาม ติ่งหูนุ่มถูกขบกัดแกมดูดดึงแผ่วเบา กระตุ้นปลุกเร้าจนยากจะต้านทาน คนด้านบนโอบร่างหนาแนบแน่นเมื่อรู้สึกได้ถึงการสวนร่างเข้าหา

"อึ้ก...อา...ตรงนั้น..." เสียงกระเส่าร่ำร้อง รู้สึกได้ถึงสัมผัสอ่อนโยนภายใน สะโพกบางขยับสวน มือที่ไขว่คว้า โอบหลังแกร่งไว้ ยิ่งทำยิ่งต้องการให้อีกฝ่ายเติมเต็มให้โดยไวกว่าเดิม

มือแข็งแรงจับเอวคอดพลางช่วยกึ่งประคอง ซุกไซ้ซอกคอขาวก่อนจูบย้ำประทับตรา รอยจูบหนักหน่วงเรียกเสียงได้ดังขึ้นอีก ราชินีหนุ่มจอมมาโซกดร่างลง ภายในที่ตื่นตัว ยังคงเคลื่อนไหวสวนขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

"อ๊า...อื้อ...อีก...อีกสิ" ร่างระหงเร่งเร้า อ้อนวอนขอไม่หยุด ยิ่งทำยิ่งเร่าร้อนจนคนด้านล่างหายใจหายคอแทบไม่ทัน

"อา...ช้าหน่อยก็ได้ที่รัก นายจะกินฉันไปทั้งตัวแล้วนะ"

คนด้านบนยิ้มหวานท่าทางสุดเซ็กซี่ ยังไม่หยุดยั่วเลยด้วยซ้ำ "ชั้นจะกินนายตั้งแต่หัวจรดเท้านั่นแหละ เตรียมตัวไว้ให้ดีได้เลย!"

ร่างนั้นโน้มเข้าหา เก็บเกี่ยวไออุ่นของกันและกัน อ้อมกอดที่แนบแน่น รอยยิ้มทั้งน้ำตา ที่มีให้แก่กัน

ราตรีนี้ยังยาวนานนัก และพวกเขา...ก็ต้องการกันและกัน มากเกินกว่าอะไรทั้งนั้น

มันเป็นความรัก...ที่รอคอยมาเนิ่นนานนักแล้ว

และคืนนี้ ก็เป็นคืนแรก...ที่พวกเขาจะได้กอดกัน โดยไม่มีความเคลือบแคลงใจหรือการหลอกลวงอีกต่อไป....

...เป็นความสุข ที่มาเยือนเสียที

...สำหรับคู่รักคู่นี้...


....................................

ออฟไลน์ ppm

  • รักเด็กจังเลย
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 235
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +248/-3
    • ppmfic yboard
ในเวลาเดียวกัน ที่หน้าห้องของซากุระ ร่างสูงของเรย์จิ ยังคงเดินวนซ้ำแล้วซ้ำอีก เสียงชวนวาบหวามจากห้องด้านข้าง ซึ่งเป็นอดีตห้องของเขาเอง ทำให้เด็กหนุ่มเขินจนหน้าแดงฉาน

สองคนนั้น...ไม่คิดจะเก็บเสียงกันบ้างเลยใช่มั้ยเนี่ย ถ้าเด็ก ๆ ตื่นมาได้ยินล่ะ จะเป็นยังไง

คิดไปพลางเดินวนไม่หยุด จะเคาะประตูก็กลัวจะรบกวน ยิ่งสายตาสุดโหดนั่น ถ้าถูกปลุกกลางดึก จะเป็นอย่างไรกันนะ

นึกถึงอายาเมะในคืนแรก ที่เขาทำให้ตื่นทั้ง ๆ ที่ยังงัวเงีย ยังน่ากลัวขนาดนั้น

แล้วซากุระ ที่น่ากลัวกว่าอายาเมะเป็นร้อยเท่า จะไม่ยิ่งโหดกว่าหรือ ถ้าถูกปลุกแบบเดียวกัน

คิดแล้วเขาก็ยังคงเดินวนต่อไป พลางนึกสมเพชตัวเองอยู่ไม่น้อย จะนอนหน้าห้องนี่ก็ยังทำไม่ได้เลย เพราะเสียงจากห้องฝั่งตรงข้าม ช่างทำให้เขารู้สึกสยิวจนนอนไม่หลับเอาเสียแล้ว แถมยังมีทีท่าว่าคงจะไม่หยุดยันเช้าแน่ ๆ เด็กหนุ่มค่อนข้างแน่ใจ

จะบ่นก็ไม่ได้ เพราะทั้งคู่นั้น กว่าจะได้พบกัน ลงเอยกันด้วยดี ก็ผ่านอุปสรรคมามาก จนน่าเห็นใจอยู่

แต่ว่า...แล้วเขาล่ะ?

จะทำยังไงดี?

ทันใดนั้น ประตูที่ปิดอยู่ ก็ถูกเปิดออก เด็กหนุ่มหน้าประตูสะดุ้งเฮือก เมื่อเห็นใบหน้าสวยอ่อนเยาว์หากราบเรียบไร้อารมณ์ จ้องมองเขาด้วยดวงตาอันน่ากลัวจนหนาวเยือก

"มาทำอะไรหน้าห้องคนอื่น"

เสียงหวานถาม แต่คนถูกถามนั้นอึ้งไปแล้ว

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่เลยทีเดียว กว่าที่เด็กหนุ่มจะตั้งสติกลับคืนมาได้

"ซา...ซากุระคุง วันนี้ขอผมนอนด้วยคนได้ไหมครับ" เสียงอ่อย ๆ ของเด็กหนุ่ม เริ่มต้นด้วยการขอร้อง

ความเงียบเป็นคำตอบที่เขาไม่อาจคาดเดาอะไรได้เลย เรย์จิมองอีกฝ่ายอย่างลังเล แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เด็กหนุ่มยังคงพล่ามต่อไป "เอ้อ...ห้องผม...เอ่อ กับอายะคุงแล้วก็...ฮิโรอากิคุง...พวกเขา...ผมไม่อยากเป็นไส้แซนวิช เอ๊ย มะ..ไม่ใช่ครับ คือ..ผมไม่อยากรบกวนการรื้อฟื้นความหลังของพวกเขา ผมเลย...เอ่อ.."

"ก็เลยจะมานอนกับฉันแทน?"

เสียงนั้นยังคงอยู่ในโทนระดับเดิม ไม่มีคาดคั้นหรือกดดันแต่อย่างใด หากความรู้สึกของคนถูกถาม มันกลับกดดันกว่าเดิมหลายร้อยเท่า เพียงแค่ดวงตาเรียวยาวคู่นั้น จ้องมองมาตรง ๆ เท่านั้น

...ไม่ได้สินะ เขาก็รู้อยู่แล้ว...

"ผมบอกอายะคุงไปแล้ว แต่ถ้า...ถ้าซากุระคุงไม่สะดวก...ผมลงไปนอนในครัวชั้นล่างก็ได้ครับ" เด็กหนุ่มว่าพลางหันหลังเดินคอตกจากไป

"เดี๋ยวก่อน" เสียงใสนั้นเรียกไว้ เล่นเอาคนเดินไปชะงัก เขาหันมามองอย่างค่อนข้างลังเลใจ คำพูดก่อนหน้านั้นที่อีกฝ่ายขู่ไว้ยังจำได้ดี ถ้ายังคิดจะมีชีวิตรอด อย่าได้ขอนอนห้องนี้

เด็กหนุ่มเริ่มเหงื่อซึมจนเย็นวาบ ขนลุกโดยไม่ทราบสาเหตุ

"อ๊ะ...ผมขอโทษครับ ที่มารบกวนกลางดึก" เรย์จิรีบก้มศีรษะให้อย่างตื่น ๆ ด้วยกลัวอีกฝ่ายจะอาละวาดเพราะหงุดหงิด สองเท้าขยับเตรียมเผ่น ก่อนเรื่องราวจะเลวร้ายไปกว่านี้

"ไม่ต้องไปหรอก" เสียงเรียบ ๆ พูดขึ้น

"หา?" คนฟังอุทานอย่างงุนงง

ดวงตาคู่นั้นดุวาบขึ้นอีก "อย่าต้องให้พูดหลายรอบ เข้ามา"

หลังจากอึ้งไปอีกรอบอย่างคาดไม่ถึง เรย์จิก็หันควับกลับไปมองตรง ๆ

ซากุระคนนั้น...อนุญาตให้เขาเข้าห้อง?

ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ราวกับว่าห้องส่วนตัวนั้น เป็นอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ห้ามคนนอกเยี่ยมกรายเข้ามาก็ไม่ปาน

เจ้าของห้องเหลือบมองอีกรอบเป็นนัยว่าจะมาหรือไม่มา ทำให้คนยืนค้างรีบก้าวตาม "อะ ครับ ๆ ผมเข้าไปนะครับ"

ห้องนั้นโล่งกว่าที่คิด เตียงแบบเดียวกันกับห้องของอายาเมะ จัดวางไว้มุมด้านหนึ่ง เฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ต่างกันเท่าไหร่ ทำให้ค่อนข้างคุ้นเคยอยู่บ้าง แต่ข้าวของที่มีไม่กี่่ชิ้น กับสภาพห้องที่ว่างเปล่า กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป คน ๆ นี้...คงคุ้นเคยกับการอยู่คนเดียวแบบนี้ มานานมากแล้ว

"เอ่อ...ผมคง ไม่ได้รบกวนนะครับ" เรย์จิถามอย่างไม่มั่นใจนัก

"ฉันไม่ได้อยู่ร่วมห้องกับใคร...ที่ยังมีชีวิต นานมากแล้ว" เสียงพึมพำทำเอาคนเดินตามแอบหนาวเยือก

พอเข้ามาแล้ว เด็กหนุ่มได้แต่ยืนนิ่งเป็นหุ่นโชว์ จะพูดต่อก็ไม่แน่ใจว่าจะเข้าหูอีกฝ่ายมั้ย จะเข้าไปนอนร่วมเตียงเลย ก็กลัวจะโดนอีกฝ่ายฆาตกรรมเอาซะก่อน เขาเลยได้แต่ยืนลอบมองอีกฝ่ายอย่างละล้าละลังทำตัวไม่ถูกเสียอย่างนั้น

ร่างบอบบางผอมสูงของซากุระ เดินตัวตรงไปทรุดตัวลงนั่งที่ขอบเตียง แล้วพูดต่อไป "แต่คนธรรมดา เขาคงนอนด้วยกันได้สินะ"

"คะ...ครับ" เรย์จิรับคำเมื่อถูกมองมาด้วยสายตาที่น่ากลัวเหมือนเดิมอีกครั้ง

"นายจะนอนห้องนี้ด้วยก็ได้...แต่ว่า ห้ามขึ้นมาบนเตียงเด็ดขาด ถ้าไม่อยากตาย!" อีกฝ่ายกางอาณาเขตเป็นที่เรียบร้อย ก่อนจะโยนหมอนและผ้าห่มให้ "นอนไปก่อนข้างเตียงนี่ แล้วพรุ่งนี้หาฟูกมาปูเอง"

เขาว่าแล้วก็ล้มตัวลงนอน จากนั้นก็ไม่ขยับเขยื้อนอีกเลยจากท่านั้น ทิ้งให้เด็กหนุ่มมองมาอย่างงง ๆ แต่จะอย่างไร เขาก็คงไม่กล้าขึ้นเตียงอยู่แล้ว เพราะรู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่กางกั้นบริเวณนั้นไว้อย่างชัดแจ้ง

ร่างสูงของเด็กหนุ่มจึงได้แต่ถอนหายใจยาว ก่อนจะปูผ้าห่มลงกับพื้น นอนแบบนี้เขาก็ไม่ได้รังเกียจนักหรอก อย่างน้อย...การที่เขาได้นอนในห้อง นั่นก็นับว่าผิดคาดไปมากแล้ว

เด็กหนุ่มลังเลนิดหน่อย แล้วขยับไปปิดไฟในห้องนั้น ซากุระคงไม่ได้เป็นแบบอายาเมะ ที่ไม่อาจนอนในห้องมืด ๆ ได้

"ราตรีสวัสดิ์นะครับ" เขาพึมพำแผ่ว แล้วนอนตรงที่ ๆ ปูผ้าไว้

ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ นอกจากเสียงลมหายใจแผ่วเบา ทำทีเป็นหลับ

เรย์จิข่มตาลง พยายามจะนอน รู้ดีว่าเหนื่อยมามากจนต้องการพักผ่อนแล้ว แต่ตาเจ้ากรรมดันสว่างเกินกว่าจะหลับได้ อาจจะเพราะเพื่อนร่วมห้องแปลกหน้า ที่ทำให้ใจเต้นระทึกได้ตลอดเวลาผู้นี้ ไม่รู้ทำไม กระทั่งตอนนี้ เขาก็ยังรู้สึกว่า…สายตาของอีกฝ่าย ยังคงจ้องมองมาไม่กระพริบเลยด้วยซ้ำ

มันเป็นความรู้สึกแปลก ๆ ที่เขาเองก็อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ แต่ตอนนี้…เขารู้สึกราวเป็นเหยื่อ ที่ถูกจับตามอง สายตาในความมืด เสียดแทงจนกระทั่งข่มตาหลับก็ยังไม่กล้า ราวกับว่าคนบนเตียง จงใจปล่อยรังสีฆ่าฟันออกมากางกั้นตัวเองอีกชั้น

เพื่อความปลอดภัย?

ทำไมกันล่ะ?

เด็กหนุ่มแอบสะดุ้งกว่าเดิม เมื่อในเงาตะคุ่มอันมืดมิดขยับตัว ร่างสูงของซากุระกลับผุดลุกขึ้นนั่ง ดวงตาเรียวยาวคู่นั้น ยังคงมองมาเช่นเดิม โดยไม่พูดไม่จา แถมยังนั่งนิ่งแบบนั้น ราวกับตุ๊กตาหิน ไม่มีการขยับเขยื้อน

ระหว่างที่เรย์จิแทบจะกลั้นใจนอนให้นิ่งที่สุด เพราะกลัวสายตาพิฆาตในความมืดของซากุระ ร่างสูงโปร่งบางบนเตียง ก็ยังคงมองอยู่ สายตาที่สามารถมองในความมืดได้ดี ถูกฝึกฝนมาแต่เยาว์วัย เสียงลมหายใจจากคนด้านข้างที่สัมผัสได้ ฟังดูอบอุ่นชอบกล

...นานแค่ไหนแล้ว ที่เขาต้องนอนคนเดียวแบบนี้

เรย์จิเป็นคนที่สอง…นับตั้งแต่ฆ่าคนมา ที่เขา…ยอมให้นอนร่วมห้องด้วย…ทั้ง ๆ ที่ยังมีชีวิต!

ดวงตาคู่นั้นกลับทอแววเศร้าลงวูบหนึ่ง เมื่อคิดถึงคนอีกคน…อดีตของเขา ที่แม้จะพยายามสักเท่าไร ก็ไขว่คว้าได้เพียงแค่เงา

เป็นคนที่ไม่อาจจะครอบครองได้ ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ตาม

ลมหายใจยาวถูกระบายออกมา พร้อมความรู้สึกลึก ๆ ที่เก็บกดไว้

สายตาคมเหลือบไปเห็นร่างที่พยายามนอนนิ่งจนขาเริ่มชาเพราะเหน็บกิน ใบหน้าราบเรียบกลับมีรอยยิ้มน้อย ๆ อย่างขบขัน เมื่อเห็นเรย์จิพลิกตัวอย่างพยายามให้เบาสุดชีวิต ด้วยความเมื่อยขบ

เรย์จิคงจะนอนไม่หลับ เพราะต้องนอนกับเขาในคืนนี้แน่ ๆ

ไม่ว่าใครที่ร่วมห้องด้วย มันจะเป็นเช่นนี้เสมอ เขาไม่รู้สึกแปลกใจนัก

“เอ่อ…นอนไม่หลับเหรอครับ" เสียงแผ่วแกมลังเลของเรย์จิถามขึ้นในที่สุด

ความเงียบเข้ามาแทนที่ เนิ่นนานก่อนจะมีคำตอบกลับมาว่า "ใช่"

เหงื่อเย็นเยียบชุ่มโชกแผ่นหลังเด็กหนุ่ม แต่เรย์จิก็ยังพยายามทำใจดีสู้เสือ "ขอโทษนะครับ ที่ผมมารบกวน"

คนบนเตียงล้มตัวลงนอนอีกครั้ง "ช่างมันเถอะ พรุ่งนี้มีงานอีก นอนซะ" คำพูดห้วน ๆ แต่แฝงความเป็นห่วงลึก ๆ ทำให้เรย์จิอดอมยิ้มให้กับตัวเองไม่ได้

"คุณใจดีมากกว่าที่ผมคิดนะครับ" เขาพึมพำขึ้นเบา ๆ

คิ้วเรียวขมวดน้อย ๆ เมื่อได้ยินประโยคนั้น

"บอกให้นอนไง" เสียงดุกว่าเดิมดังขึ้น ก่อนที่อีกฝ่ายจะนอนนิ่งไม่มีการขยับตัวอีก

เด็กหนุ่มลอบถอนหายใจ รู้สึกได้ว่า ความตึงเครียดจากรังสีฆ่าฟันเมื่อครู่ กลับผ่อนคลายลงแล้ว ราวกับว่าอีกฝ่าย จะคลายการป้องกันลงอีกชั้น

พอรู้สึกโล่งกว่าเดิม เรย์จิก็ผล็อยหลับไปอย่างง่ายดาย วันนี้นั้นเหนื่อยมามากจริง ๆ

ใบหน้ายามหลับใหลในความมืดดูน่าอิจฉานัก คนบนเตียงมองมาโดยยังคงไม่ขยับตัวใด ๆ

เป็นคนที่แปลกจริง ๆ เขาไม่เคยเจอใคร ที่พูดแบบนี้มาก่อน

เพียงคำพูดประโยคเดียวนั้น ลดความตึงเครียดในใจเขาได้โข

ใจดีงั้นเหรอ...

คนอย่างเขาเนี่ยนะ?

บางทีคน ๆ นี้...อาจจะเปลี่ยนแปลงเขาได้

เพื่อจะได้เป็นคนธรรมดาเหมือนคนอื่น ๆ เสียที

ท่าหลับที่ดูไร้ซึ่งการป้องกันใด ๆ แสดงให้เห็นถึงการเชื่อใจคนนอนด้วยมากมายนัก กับคนอย่างเขา...ทำไมจึงไว้ใจได้ขนาดนี้ ไม่รู้หรอกเหรอ ว่าเพียงแค่ขยับตัวนิดเดียว ชีวิตที่อยู่ใกล้ ๆ นี้ ก็ดับสูญได้ในพริบตา

เขามั่นใจว่าทำได้ และรู้ด้วยว่าเรย์จิเอง ก็รู้เช่นกัน

แผ่นหลังกว้างที่เปิดช่องว่างขนาดนี้ เขาเองยังไม่เคยทำ ไม่ว่าจะต้องนอนกับใคร เมื่อไหร่ ที่ไหนก็ตาม

ทำไมเชื่อใจเขา

ไม่เข้าใจเลย...มันคือวิธีการนอนของคนธรรมดางั้นหรือ?

แต่มันกลับให้เขาสบายใจขึ้นมาก

อยู่กับคน ๆ นี้ เขารู้สึกสบายใจจริง ๆ

ดวงตาเรียวยาวหลับลงในที่สุด แล้วหลับสนิทไปอย่างง่ายดาย ชนิดที่เจ้าตัวเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน!


- จบตอนที่ 9 -

ออฟไลน์ CMYK

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 395
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-1
เบื้องหลังของ ซากุระ เป็นไงหว่า แล้ว 2 คนนี้ใครจะเสร็จใครอ่ะ หุหุ ส่วนคู่โน้น  :a5:

shockoBB

  • บุคคลทั่วไป
 :L2: :L2: เรย์จิจะคู่กับใครหล่ะเนี่ย

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด