ซีรี่ยส์ LOVE, FINALLY === กว่าเราจะรักกันได้ ===
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ซีรี่ยส์ LOVE, FINALLY === กว่าเราจะรักกันได้ ===  (อ่าน 144024 ครั้ง)

Zarch_Chabu_Chabu

  • บุคคลทั่วไป
 :m16:โชคดีนะโชคดีแมนซะขนาดนั้นแต่ดันซ่อมรถไม่เป็น เซ็ง!
ปล.พิมพ์ผิดนะครับพี่นาย เรื่องนี้ก็น่าติดตามถือว่ารอดไป แล้วจะคอยดูต่อไปนะครับ

ออฟไลน์ fannan

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2454
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +141/-6
เหวอเลยเนี่ยมีแฟนอยู่แล้วเหรอเนี่ยอ้ากกกกกกกกก


รออ่านตอนต่อไปค้าบบบบบบบบบบบบบบบบ

un_john2006

  • บุคคลทั่วไป

mecon

  • บุคคลทั่วไป
ชยุตม์รสนิยมแปลกนะเนี่ย ชอบคนปากร้ายๆเหรอ มีแฟนแล้วหนิ
แต่ดูท่าทางจะแปรเปลี่ยนเป็นเพื่อนในเร็ววันแหงๆ
อายุ 30 เป็นเถ้าแก่สู้ของลูกสาวบ้านอื่น ก็โออยู่นะ ฝึกเอาไว้แยะๆ

ออฟไลน์ MIkz_hotaru

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2153
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-4
โชคดีเปิดตัวแมนมากอ่ะ เหอๆๆ
พระเอกมีแฟนแล้วอีก ยังไงต่อละเนี่ย

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
เป็นนักเขียนที่มีผลงานต่อเนื่องดีค่ะ ปลาบปลื้มมากมาย  :z2: :z2:

ออฟไลน์ nana

  • 아주마 애기 두명 ㅋㅋ
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2759
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +138/-2
เป็นประสบการณ์ที่ต้องลุ้นน่าดูเลย :laugh:

kongkilmania

  • บุคคลทั่วไป
ยังไม่ได้อ่านเลยค่ะ แหะๆๆ (อ่านแค่ เกริ่นนำเรื่องไปนี๊ดสสสสเดียว)
แต่รีบมาให้กำลังใจก่อน  :L2:
อ่านทันแล้วจะรีบมาเม้นท์นะคะ   :กอด1:

ออฟไลน์ M@nfaNG

  • ชีวิตคือการตรวจสอบ...
  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +847/-18
มาดันรอ มีหยุดเสาร์อาทิตย์ด้วยนะเนี่ย นักเขียนจอมขยัน  :L2:

prawy

  • บุคคลทั่วไป

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






katawoot

  • บุคคลทั่วไป
อรุณสวัสดิ์ครับ
เมื่อวานฝนตกหนักหลังคาบ้านเปิดเปิงบ้านเละไปหมด มาทำงานก็เละเพราะหลังคาัรั่ว สนุกจริงๆ ฝนอันชุ่มฉ่ำ
อ่านบทที่ 3 ต่อกันนะครับ (ผู้เขียนโพสตามวันและเวลาราชการ  :z1:

3

โชคดีเดินเข้าไปในตลาดสด ตรงไปยังห้องแถวหลังตลาด จุดหมายคือร้านเสริมสวยของสายสมร หญิงวัยกลางคนลูกหนี้รายหนึ่งของเขา ปกติเขาไม่เคยมาเก็บเงินด้วยตัวเอง ลูกหนี้ส่วนมากมักจะเอาเงินไปให้เขาที่ร้าน หรือบางคนที่จ่ายยาก เขาจะให้พงษ์เป็นคนไปทวง ซึ่งมีน้อยร้ายมาก ลูกหนี้ของเขาทุกคนมักจะตรงต่อเวลา เพราะหากใครมีปัญหาเรื่องการใช้คืนบ่อยครั้งเข้า เขาก็จะไม่ให้ยืมเงินอีก ซึ่งทั้งหลายรู้กันดีอยู่ว่า จะหาเจ้าหนี้ที่ดีแสนดีคิดดอกเบี้ยต่ำอย่างโชคดีไม่ได้อีกแล้ว
สายสมรป่วยเรื้อรังมานาน โชคดียอมให้หญิงม่ายผัดผ่อนมาแล้วเกือบสามเดือน วันนี้เขาตั้งใจมาเยี่ยมดูอาการ เผื่อจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง สายสมรอาศัยอยู่กับลูกสาวที่ตอนนี้เพิ่งสอบเข้าเรียนมัธยมปลาย ธาราลูกสาวคนเดียวของช่างเสริมสวยฝีมือดีรีบเปิดประตูต้อนรับโชคดีทันที่เห็นเขายืนอยู่หน้าประตู
“แม่เป็นยังไงบ้างธารา” โชคดีถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แบบที่ชยุตม์คงจะเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจหากมาได้ยินเข้า
“ก็ดีขึ้นค่ะ ขอบคุณคุณโชคดีที่กรุณามาเยี่ยมนะคะ แม่นอนหลับอยู่ข้างบน หนูจะไปเอาเงินมาให้” ธารากล่าวด้วยความนอบน้อม
“อย่าเพิ่งก็ได้ธารา มีใช้หรือเปล่าล่ะ”
“ก็มีค่ะ ช่วงนี้หนูพอช่วยแม่ได้แล้ว มีลูกค้าสระไดร์ผมบ่อยเหมือนกัน” ธาราตอบ
“ดีแล้ว ฝึกๆ เอาไว้ ถ้าคิดว่าจะเป็นช่างเสริมสวยก็ต้องฝึกไว้เยอะๆ แต่การเรียนก็อย่าให้เสีย”
“หนูไม่ทิ้งเรื่องเรียนเรียนหรอกค่ะ หนูจะเป็นครูให้ได้” ธาราแววตามุ่งมั่น
“นี่ก็ใกล้เปิดเทอมแล้ว อาจต้องใช้เงิน เก็บเงินนี้เอาไว้ก่อน ให้จ่ายค่าเทอมเรียบร้อยแล้วค่อยเอาเงินที่ค้างอยู่มาให้พี่ก็แล้วกัน ช่วงเปิดเทอมใหม่ๆ เรียนยังไม่ค่อยหนัก เสาร์อาทิตย์ทำงานเก็บเงินเอาไว้ ปลายเทอมต้องทุ่มเวลาอ่านหนังสือสอบ” โชคดีแนะนำ
“ขอบคุณค่ะ” ธาราเริ่มน้ำตาคลอเพราะซาบซึ้งในความมีน้ำใจของเจ้าหนี้
“จำไว้นะธารา ตราบใดที่ยังมีแรงอยู่ก็ยังมีความหวัง ถ้าเราไม่แพ้ เราก็ทำอะไรได้ทุกอย่าง มีปัญหาเรื่องเงินทองก็ให้มาคุยกัน แต่อย่าไปยืมเจ้าหนี้คนอื่นที่คิดดอกแพงมหาโหด”
ธาราพยักหน้ารับคำ โชคดีชวนเด็กสาวอยู่อีกไม่กี่นาทีก็ขอตัวกลับ บอกว่าจะกลับร้านเพราะเย็นนี้มีงานแต่งงานของเดือน
“แล้วเรื่องรักอย่าเพิ่งคิดล่ะ เอาเรื่องเรียนไว้ก่อน เวลายังเหลืออีกเยอะ เดือนมันทำงานที่ร้าน ไม่ได้คิดจะเรียนหรือไปทำมาหากินอย่างอื่นอะไรอีกแล้ว แต่ธารามีความสามารถที่จะไปให้ได้ไกลกว่าเดือน เพราะฉะนั้น ต้องดูแลตัวเองให้ดี พี่ไปแล้ว ฝากเยี่ยมแม่ด้วยนะ”
โชคดีให้กำลังเด็กสาวแล้วขอตัวกลับ ตั้งใจจะแวะร้านของมาโนทย์ เพื่อนที่รู้จักและช่วยเหลือกันมาตั้งแต่เขากับแม่ย้ายมาอยู่ที่จังหวัดน่านใหม่ๆ แต่ไม่ทันถึงรถที่จอดไว้หน้าตลาด ชายหนุ่มก็ชะงักเมื่อเจอคนที่ไม่อยากเจอ
“หมูปิ้ง มาทำอะไรหรือ เราอยากเจอหมูจะแย่อยู่แล้ว”
“ไอ้ซ่ง” โชคดีพึมพำ
ซ่ง หรือ ทรงศักดิ์ ลูกชายร้านทองร้านใหญ่ที่สุดของจังหวัดยืนยิ้มเผล่ขวางทางอยู่ตรงหน้า
“มาเก็บเงินลูกหนี้เหมือนเราหรือ” คนถามยิ้มกว้างแทบเห็นฟันสามสิบสองซี่
“หยุดเรียกชื่อนี้ได้แล้วซ่ง” โชคดีพูดเสียงเข้ม เดินเลี่ยงจะไปขึ้นรถ
“เดี๋ยวสิหมู คุยกับเราก่อน เราจะชวนนายไปงานเลี้ยงโต๊ะจีนสโมสรไลอ้อนที่ศาลากลางวันศุกร์หน้า”
“ไม่ไป ไม่อยากกิน ไม่ชอบอาหารจีน เลี่ยน” โชคดีปฏิเสธทันใดด้วยน้ำเสียงห้วนๆ
“ไม่ใช่อาหารจีนอย่างเดียวนะ มีอาหารไทยด้วย ข้าวผัดปูก็อร่อย ร้านป้าต้อยเขาเป็นคนรับจัด”
“มีต้มย้ำโป๊ะแตกไหมล่ะ ถ้ามีถึงจะไป”
“เดี๋ยวเราไปสั่งให้เขาทำพิเศษ ป้าต้อยเป็นลูกหนี้เรา รับรองว่าทำอร่อยขาดใจ โชคดีไปนั่งโต๊ะเรานะ มีเพื่อนๆ สมัยเรียนไปกันหลายคน เราไปทาบทามหมดแล้ว” ซ่งยิ้มกว้าง เดินตามโชคดีไม่ยอมห่าง

โชคดีรู้จักกับซ่งตั้งแต่เขาย้ายมาน่าน รู้จักกันพร้อมๆ กับรู้จักมาโนทย์ เขาย้ายมาเรียนชั้น ม. 4 ที่โรงเรียนประจำจังหวัด ซ่งรวยที่สุดในห้อง มักจะเอาของแพงๆ มาอวดเพื่อนในห้องเสมอ แต่ตี๋หน้าจืดของทุกคนก็หาขนมมาให้เพื่อนทานไม่ได้ขาด ทำให้ซ่งเป็นที่รักของทุกคน
วันหนึ่ง วันที่โชคดีไม่มีวันลืม เป็นเวลาบ่ายแก่ๆ เขาปั่นจักรยานกลับบ้าน ผ่านบึงใหญ่หลังโรงพยาบาล เห็นเด็กสองคนกำลังยืนตะโกนโหวกเหวกเรียกให้ช่วยคนตกน้ำ โชคดีรีบวิ่งเข้าไปหา จึงเห็นว่าคนที่กำลังตะกุยตะกายอยู่กลางน้ำกำลังจะจมคือตี๋น้อยหน้าขาวคนเดียวกันกับคนที่กำลังเดินตามเขาต้อยๆ อยู่ตอนนี้
วันนั้นเองที่โชคดีได้รู้ว่า ซ่ง แอบชอบเขาตั้งแต่เดือนแรกที่เขาย้ายเข้ามาเรียน ม 4 กลางเทอมแรก
...นักเรียนหน้าใหม่ที่ท่าทางเข้มเหลือหลาย ไม่คบหาใครทั้งสิ้น วันๆ เอาแต่นั่งเงียบอยู่คนเดียว...
โชคดีเกือบจะปล่อยมือที่ลากคอเสื้อของซ่งขณะที่ตะกายเข้าหาฝั่ง
“เราชอบนายนะ ชอบมาตั้งแต่เห็นหน้าครั้งแรก โชคชะตาฟ้าลิขิตให้เรามาเจอกัน ให้นายมาช่วยชีวิตเรา” ทั้งๆ ที่กำลังจะตาย ตี๋น้อยลูกเถ้าแก่ร้านทองก็ยังพล่ามด้วยเสียงกระหืดกระหอบไม่ยอมหยุด
“นี่ถ้าไม่เฉียดตาย เราก็ไม่กล้าเผยความในใจออกมาหรอกโชคดี”
โชคดีจำได้ว่าตัวเองตะคอกตี๋น้อยหน้าจืดว่า “หุบปาก”
หลังจากนั้น ซ่งก็คอยกวนใจเขาอยู่เรื่อยไม่ยอมหยุด จนโตเป็นหนุ่ม ตี๋น้อยหน้าจืดกลายเป็นตี๋เข้มรูปหล่อ ทุกครั้งที่ซ่งกลับมาเยี่ยมบ้านช่วงเรียนมหาวิทยาลัยจะต้องวนเวียนมาหาโชคดีอยู่ไม่ได้ขาด บางทีโชคดีก็ไม่เข้าใจว่าทำไมซ่งจึงปักใจอยู่กับเขาไม่ยอมเลิกเสียที สี่ปีที่ไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ซ่งไม่เคยพบรักกับใครบ้างหรืออย่างไร...
“เราบอกแล้วไงว่ามันเป็นชะตาฟ้าลิขิต” ซ่งให้เหตุผลโชคดีด้วยท่าทางฝันเฟื่อง “โชคดีอยู่ในใจเราตลอดไม่เคยหายไปไหน”
“โชคชะตาหรือความซวยกันแน่ รู้อย่างนี้ปล่อยให้จมน้ำตายซะก็ดี” โชคดีถอนหายใจ

โชคดีก้าวขึ้นนั่งบนรถ ซ่งเดินมาเกาะขอบหน้าต่าง ยิ้มกว้างจนตาหยี
“ว่าไง หมูปิ้ง ตกลงไหม”
“ซ่ง ไม่อายคนหรือไง ตามตื๊ออยู่ได้” โชคดีอ่อนใจเพราะซ่งตามเขาไม่เลิก “แล้วห้ามเรียกชื่อเล่นเด็ดขาด”
“ก็ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ เราไม่ได้ทำอะไรโจ่งแจ้งน่าเกลียดนี่นา”
“เดี๋ยวเตี่ยรู้ ถูกฆ่าหั่นศพ ไม่กลัวหรือ”
“ก็อย่าให้เตี่ยรู้สิ” ซ่งยักไหล่ “น่านะ โชคดี ตั้งแต่เล็กจนโตอายุ 27 ปีแล้วยังปิดมาได้”
“ความลับไม่มีในโลก” โชคดีแย้ง  สตาร์ทเครื่องรถกระบะคู่ชีพ
“แต่ถึงมันจะกลายเป็นความไม่ลับ เราก็ไม่กลัว ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ เราจะยืดอก ยืนเคียงข้างโชคดี เป็นไงเป็นกัน” ซ่งแววตามุ่งมั่น “ขออย่างเดียว ขออย่าให้โชคดีปฏิเสธเรา”
“แต่อั๊วไม่อยากยืนเคียงข้างลื๊อ ไม่อยากยืนเคียงข้างใครทั้งนั้น ไม่อยากมีแฟน เข้าใจไม๊ คำว่าไม่อยากมีความรักน่ะ มันเข้าใจยากตรงไหน” โชคดีเค้นเสียงผ่านไรฟัน รู้สึกอ่อนใจเพราะพูดแบบนี้มาบ่อยแล้ว
“หมูปิ้งก็เปิดใจบ้างสิ” ซ่งอ้อนวอน ทำหน้าตาน่าสงสาร
“ไม่เปิดโว๊ย” โชคดีเริ่มเสียงดัง
“ไม่เปิดใจแล้วใยจะเจอรัก” ซ่งยิ้มแป้น พูดคล้องจอง
“โธ่เว้ย พูดไม่รู้เรื่อง แล้วเลิกเรียกหมูปิ้งซะที” โชคดีเข้าเกียร์ แล้วกระชากรถออกตัวไปอย่างรวดเร็ว จนซ่งเกือบกระโดดหลบแทบไม่ทัน
“ก็ตัวเองชื่อหมูปิ้ง จะให้เรียกว่ายังไงเล่า” ตี๋หนุ่มบ่นตามเบาๆ ยกมือขึ้นเกาศรีษะอย่างเซ็งๆ “แล้วตกลงจะไปงานไลอ้อนกับเราไหมเนี่ย สงสัยต้องไปเชิญถึงที่บ้าน”

โชคดีกลับมาถึงร้านก็เห็นว่าลูกน้องกับเพื่อนบ้านกำลังช่วยกันจัดสถานที่ เตรียมงานแต่งงานของโต๋กับเดือน เวลาเพียงวันเดียว ทุกอย่างก็เกือบแล้วเสร็จ ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันเป็นอย่างดี
ชายหนุ่มเจ้าของร้านค้าเหล็กยิ้มบางๆ กวาดตามองภาพที่กำลังปรากฏอยู่เบื้องหน้า รู้สึกโชคดีที่ได้มาอยู่ท่ามกลางผู้คนที่เป็นมิตรและน่ารัก คิดขอบคุณมารดาที่หอบเขามาใกลถึงขนาดนี้ หนีความหลังอันโหดร้ายและเจ็บปวด หนีมาจากผุ้คนที่ร้ายกาจซึ่งจ้องแต่จะทำร้ายเขากับแม่ หนีมาจากผู้คนที่หัวใจไม่เคยมีความรักให้เขากับแม่เลย
...ผู้ดีตระกูลเมธานนท์...

สายตาของโชคดีหยุดนิ่งที่ชายหนุ่มหน้าเข้มที่นั่งมองซ้ายมองขวาอยู่อย่างไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี วิศวกรหนุ่มชาวกรุงผู้กลายมาเป็นเถ้าแก่ฝ่ายชายดูท่าทางเงอะงะไม่คุ้นเคย
...ดูๆ ไปก็เป็นคนดี แต่พูดอะไรไม่คิด หรือไม่ก็มีความคิดแปลกๆ
เอาเถอะ ยอมให้เขาสักนิด อย่างน้อยเขาก็พยายามช่วยเรื่องโต๋ ยังไงก็คงไม่แย่เท่าไหร่...
โชคดีคิดในใจชั่วครู่หนึ่ง แล้วเดินเข้าไปหา “นายช่าง” ที่คนของเขาเรียก ชื่ออะไรเขาจำไม่ได้แล้ว ไม่เคยได้แนะนำตัวเป็นทางการ
“โชคดี มีงานอะไรหรือ”
โชคดีชะงัก หันหน้าไปยังเสียงคนที่เรียกเขาทางด้านหลัง นายช่างคนนั้นคงได้ยินด้วย จึงหันหน้ามามอง สบตาเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันหน้าไปทางอื่น
...มาดเยอะนัก วางท่าเหมือนคุณชาย ทำหน้านิ่งๆ คิดว่าตัวเองหล่อนักหรือไง...
“พอดีผ่านมา เห็นกำลังจัดอะไรกันอยู่” ร้อยตำรวจเอกปฐพี ลูกชายผู้ว่าราชการจังหวัดในชุดเครื่องแบบตำรวจเดินเข้ามาหาโชคดีช้าๆ
“แต่งงาน” โชคดีตอบสั้นๆ
“แต่งงาน โชคดีจะแต่งงานหรือ” ปฐพีล้อ ใบหน้ายิ้มๆ
...บ้าหรือ แต่งเข้าไปได้ยังไง ปฐพีรู้จักเล่นมุขตลกแบบนี้ด้วยหรือ...
“ถ้าแต่ง จะบอกผู้กองเป็นคนแรก จะให้เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวด้วย” โชคดีเบ้ปาก ทำท่าทางไม่พอใจ
“ไม่อยากเป็นเพื่อน” ปฐพียักไหล่ “แต่อยากเป็นเจ้าบ่าว”
“เห็นแล้วว่าที่นี่มีงาน จะมาช่วยหรือเปล่า เอาเหล้ามาช่วยงานซักสองสามลังก็ได้นะผู้กอง” โชคดีเปลี่ยนเรื่อง เอียงหน้าคุยกับนายตำรวจ
ปฐพียิ้มกว้าง นัยน์ตาพราวระยับ ลักยิ้มสองข้างบนแก้มทำให้ใบหน้าหล่อเหลาคมคายน่าดูมากยิ่งขึ้น
ปฐพีรู้จักกับโชคดีตั้งแต่เรียนจบนายร้อยตำรวจแล้วมาประจำการอยู่ที่จังหวัดใกล้เคียง ครั้งแรกที่พบกัน นายตำรวจหนุ่มโดนหัวหน้านำการชุมนุมต่อต้านการสร้างห้างสรรพสินค้าฟาดด้วยเสาธงชาติเข้าที่ต้นแขนและลำตัว และโชคดีถูกจับขึ้นโรงพักด้วยข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจ
“ได้เลย จะแถมโซดาให้ด้วยสี่ลัง” ปฐพียิ้มกว้าง “แล้วนี่ใครแต่ง”
“เดือน เด็กที่ร้าน”
“ไม่เห็นมีบัตรเชิญ แล้วพ่อรู้หรือเปล่านี่” ปฐพีล้อยิ้มๆ เพราะรู้ว่าฝ่ายนี้ไม่ถูกกับพ่อเขา
“งานแค่นี้คงไม่บังอาจเชิญท่านผู้ว่ามาหรอกครับ เดี๋ยวคนจะแตกตื่นกันใหญ่ เราจัดกันง่ายๆ เฉพาะคนกันเอง” โชคดีกล่าวเสียงเรียบ ใบหน้าเคร่งขรึมเกือบทุกครั้งที่พูดถึงผู้ว่าราชการจังหวัด อดคิดถึงเรื่องในอดีตไม่ได้
วันนั้น ประท้วงขับไล่นายทุนที่จะมาสร้างห้างสรรพสินค้ากลางเมือง โชคดีขับรถติดเครื่องขยายเสียงประกาศกระตุ้นให้คนออกมาคัดค้านการก่อสร้างห้างขนาดใหญ่เพราะจะทำลายวิถีชีวิตของคนเมืองเล็กๆ แห่งนี้และส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อย เจ้าของร้านค้าแห่กันออกมาตามเขาไปยังศาลากลางจังหวัด ตำรวจเข้ามาควบคุมสถานการณ์ เพราะฝูงชนเพิ่มจำนวนมากขึ้น การต่อรองเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด โชคดียื่นคำขาดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดออกมาคุยกับผู้ชุมนุม เวลาผ่านไปร่วมชั่วโมง ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ จึงเกิดความอลเวงกันขึ้น เมื่อผู้ว่าราชการออกมาพบฝูงชน สถานการณ์ก็แทบจะควบคุมไว้ไม่ได้แล้วเพราะตัวแทนคนหนึ่งของนายทุนตะโกนด่ากลุ่มผู้ต่อต้าน สองฝ่ายจึงเข้าปะทะกัน  โชคดีเข้าไปขวางแต่ปฐพีโผล่มาจากไหนไม่รู้ โดนลูกหลงจากมือเขาไปเต็มๆ จนล้มคว่ำไม่เป็นท่า ตำรวจจับเขาข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ แต่เขาเถียงว่าปฐพีผุนผลันเข้ามาขวางทางและเป็นอุบัติเหตุ ตอนนั้นเองที่เขารู้ว่าปฐพีเป็นลูกชายผู้ว่าราชการจังหวัดและเป็นตำรวจที่เผอิญวันนั้นไม่ได้แต่งเครื่องแบบ
“ผมกลัวว่าคุณจะบุกเข้าไปทำอะไรพ่อผม เลยเข้ามาขวาง” ปฐพีบอกกับโชคดีตอนที่มาประกันตัวเขาออกจากโรงพัก
“ใครจะบ้าทำอย่างนั้น ผมไม่ใช่คนป่าเถื่อนประเภทนั้น ผมแค่มาร้องทุกข์ ตำรวจงี่เง่าใช้กำลังกับพวกเราเอง”
“ร้องทุกข์ประเภทที่ไม่ใช้ความรุนแรงใช่ไหม” ปฐพีล้อยิ้มๆ “ขอโทษที่ผมเข้าใจผิด และที่มาประกันตัวนี่คุณพ่อผมเป็นคนสั่งให้มา”
“ขอบคุณ แต่อย่าถือว่าเป็นบุญเป็นคุณกันนะ เพราะยังไงแม่ผมก็จะมาประกันตัวผมอยู่แล้ว” โชคดีเบ้ปาก

“คิดอะไรอยู่หรือโชคดี หรือคิดถึงใคร เวลามีงานแต่งงาน คนจัดงานมักคิดถึงเรื่อง...” ปฐีพีถามกลั้วเสียงหัวเราะ
“รู้ดีจังนะผู้กอง หัดเดาใจคนตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ตั้งแต่...” ปฐพีขยิบตา แต่ต้องชะงักเมื่อมีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“โชคดีลูกแม่ แม่มีข่าวดีมาฝาก”
โชคดีกับปฐพีหันขวับไปยังต้นเสียงนั้น ผู้ที่กำลังเดินตรงเข้ามาใกล้จึงยิ้มกว้างมากกว่าเดิม
“อ้าว สวัสดีค่ะผู้กอง มาจีบใครแถวนี้คะ”
โชคดีกรอกตา ถอนหายใจ แม่เขาชอบล้อเล่นปฐพีแบบนี้อยู่เรื่อย
บฐพีอมยิ้ม ยกมือสวัสดีคุณเตือนใจ มารดาของโชคดี “ก็คนเดิมครับ แต่ว่าวันนี้จะมีงานแต่งงาน ผมเลยเว้นเรื่องจีบคนซักวัน”
โชคดีบ่นพึมพำเบาๆ อย่างระอาใจ แม่ของเขาเข้ากับปฐพีได้เสียจนเขาเริ่มรู้สึกไม่ชอบใจ เพราะสองคนนี้มักจะพูดกันให้กระทบถึงเขาอยู่บ่อยๆ
“อ้าว หมูปิ้ง จะไปไหนลูก มาฟังข่าวดีแม่ก่อน”
“แม่” โชคดีเรียกมารดาเสียงเข้มที่เรียกชื่อเล่นเขา ผู้กองปฐพีอมยิ้มด้วยความชอบใจ จนเขาอยากจะหยิบอะไรขว้าง
...แม่เขาก็นี่กระไร รู้อยู่ว่าไม่ชอบให้เรียกชื่อเล่น บอกเท่าไหร่ก็ไม่จำ...
...คนอะไรไม่รู้ ตั้งชื่อเล่นลูกว่าหมูปิ้ง เขาอุตส่าห์รักษาภาพพจน์ห้าวๆ เอาไว้อย่างเหนียวแน่น แต่โดนเรียกว่าหมูปิ้ง ใครได้ยินก็อมยิ้มไปตามๆ กัน...
...แล้วนายช่างคนนั้นจะได้ยินหรือเปล่านะ...
โชคดีอดหันซ้ายหันขวาไม่ได้ เห็นนายช่างเถ้าแก่ของโต๋ยืนอยู่กับพงษ์อีกฟากหนึ่งของห้องแล้วก็โล่งอก
“แม่ได้เป็นนายกไลอ้อน ดีใจกับแม่หน่อยสิลูก” คุณเตือนใจยิ้มแก้มปริ
...ดีใจตายล่ะ คราวนี้แม่ก็คงไม่ค่อยอยู่ติดบ้าน เขาก็คงต้องเหนื่อยดูร้านคนเดียวมากขึ้นกว่าเดิม...
“ขอแสดงความยินดีด้วยครับ จะเลี้ยงฉลองเมื่อไหร่แม่ พร้อมๆ กับงานแต่งยัยเดือนเลยดีไหม จะได้ประหยัดงบ”
นายกไลอ้อนสตรีคนใหม่ค้อนขวับ ลูกชายคนเดียวพูดจาประชดจนปฐพีกลั้นหัวเราะไม่ไหว
“ผมขอตัวไปดูเด็กๆ ก่อนนะครับ เชิญคุณแม่ตามสบาย ผู้กองฝากดูแลคุณแม่ด้วนนะครับ” โชคดีพูดเหน็บแนมมารดา แล้วผละจากไป
“แปลกคนจริง หมูปิ้งนี่ ผู้กองเป็นแขกจะให้ดูแลเจ้าของบ้าน”
“อ้าว แม่อยู่บ้านนี้ด้วยหรือ นานๆ ผมเห็นหน้าที” โชคดีเดินเข้าไปในโรงรถข้างร้านที่คนงานกำลังจัดสถานที่กันอยู่
“ไอ้ลูกคนนี้นี่จริงๆ เลย” เตือนใจ สาวใหญ่อายุห้าสิบปีที่ยังคงความสวยไม่สร่างมองตามลูกชายด้วยใบหน้ายิ้มๆ ภายนอกคนอาจจะมองว่าแม่ลูกคู่นี้โวยวายใส่กันเหมือนไม้เบื่อไม้เมา แต่ความเป็นจริงรักและสนิทกันมาก
“ผู้กองอย่าไปถือสามันเลยนะคะ” เตือนใจหันกลับมายิ้มกับนายตำรวจหนุ่ม
“ไม่เคยถือสาอยู่แล้วครับ” ปฐพีตอบเสียงนุ่ม ยิ่งเห็นโชคดีทำหน้าบึ้งเมื่อถูกแม่เรียกชื่อเล่นเขายิ่งชอบใจ เวลาโชคดีหน้าบึ้งนั้น น่ามองเป็นที่สุด
เขารู้ว่าโชคดีไม่เคยชอบชื่อเล่นของตัวเอง ปฐพีจำได้ถึงครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อเล่นของชายหนุ่ม โชคดีกระทืบเบรกรถจนเขาหัวคะมำ กระแทกกับกระจกหน้ารถจนหัวโน หนำซ้ำเกือบจะโดนชก ครั้งนั้น โชคดีบังคับเขาให้แต่งชุดตำรวจเต็มยศไปช่วยข่มขวัญนายทุนกว้านซื้อที่ดินที่มาบีบบังคับให้พงษ์ขายที่ดินติดเชิงเขา และวันนั้นเป็นวันแรกที่เขาแสดงออกชัดเจนว่าสนใจโชคดี เป็นวันแรกที่ต่างรู้จักกันและกันใน “ด้านลึก” ที่เคยแอบปกปิดกันไว้ และวันนั้นเองที่เขาก็รู้ด้วยว่า นอกจากเขาแล้ว มีตี๋หนุ่มลูกเถ้าแก่ร้านทองที่มาติดพันโชคดีอยู่
...โชคดี...ดุขนาดนี้ก็ยังมีคนมาชอบ...
“ผู้กองอดทนหน่อยก็แล้วกัน แม่ก็คิดว่าเลี้ยงหมูปิ้งมาดีแล้ว ไม่รู้ผิดพลาดยังไง ถึงกลายเป็นยังงี้ได้ แต่ผู้กองสบายใจได้ แม่ถือหางฝ่ายผู้กองเสมอ” เตือนใจยิ้มแก้มปริ
คนที่ได้รับการสนับสนุนสะดุ้ง “เอ่อ ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ครับ” ผู้กองหนุ่มยิ้ม “แค่เอ็นดูผมก็พอ ไม่ต้องถึงกับถือหาง”
เมื่อนึกถึงความเด็ดเดี่ยว ในใจนายตำรวจนึกว่า โชคดีก็คงเหมือนแม่นี่ล่ะ คุณเตือนใจเองเมื่อตอนสาวก็ใช่ย่อย ผู้ใหญ่ที่เขารู้จักหลายคนเล่าให้ฟังว่า ในอดีต หญิงสาวคนหนึ่งมาตั้งรกรากที่จังหวัดน่าน หอบลูกชายมาคนเดียวกับกระเป๋าไม่กี่ใบ เช่าห้องพักอยู่หลังตลาด ทำงานด้วยความขยันขันแข็งจนสร้างเนื้อสร้างตัวได้ ครั้นโชคดีจบมัธยมปลายก็ช่วยแม่ทำงานเต็มที่ ไม่นานก็สามารถมีกิจการเล็กๆ เป็นของตัวเอง  และขยายใหญ่โตขึ้นเป็นตึกสามคูหา
โชคดีเป็นนักสู้ ตั้งแต่รู้จักกันมาเขาไม่เคยเห็นชายหนุ่มยอมแพ้ พลังที่อัดแน่นอยู่ในตัวของโชคดีเป็นเหมือนหัวรถจักรไอน้ำที่ผลักดันให้ก้าวไปข้างหน้าไม่ยอมหยุด นี่เองเป็นส่วนหนึ่งที่เขาชอบชายหนุ่ม นอกเหนือไปจากบุคลิกอันโดดเด่นที่หาไม่ได้ง่ายๆ เหมือนพริกผสมน้ำตาลกับเกลือเค็มกำลังพอดีๆ
ปฐพีอดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกถึงจุดนี้ “โชคดี – เจ้าหนี้เงินกู้รายใหญ่คนหนึ่งของจังหวัด” จนเขาเคยล้อว่า “ระวังไว้เถอะ พอผมเป็นสารวัตร จะย้ายมาอยู่ที่น่าน มาปราบคนที่เข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพล”
“มาสิ ผมจะได้เกณฑ์คนไปประท้วงขับไล่” โชคดีท้าทาย
ขณะที่ร้อยตำรวจเอกปฐพีกำลังคิดอะไรเพลิน คุณเตือนใจก็แทรกขึ้นมาว่า “ผู้กอง เย็นนี้มางานนะคะ แต่คงไม่ถึงต้องเชิญคุณพ่อกับคุณแม่ งานเล็กๆ ของเด็กในร้าน จัดกันง่ายๆ แบบฉุกละหุก” เตือนใจบอก
“ครับผม” ปฐพีพยักหน้า “แต่ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่า หากมีงานใหญ่กว่านี้จริง โชคดีจะเชิญพ่อหรือเปล่า”
เตือนใจถอนหายใจ “เฮ้อ ไม่รู้ว่ามันโกรธอะไรนักหนา ไม่ยอมลืมเสียที”
“นั่นสิ พ่อก็ขอโทษแล้ว” ปฐพีเห็นด้วย นึกถึงสาเหตุของปัญหาที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายปีที่ผ่านมา เขารู้ว่าโชคดดีโกรธพ่อของเขาเกี่ยวกับเรื่องตั้งห้างสรรพสินค้ากลางเมือง แม้จะไล่นายทุนไปแล้ว ยกเลิกการสร้าง แต่โชคดีก็ยังไม่ยอมหายโกรธ ตอนนั้นพ่อของเขาตัดสินใจช้าและพลาดไป ไม่ได้ทำอะไรเฉียบขาดตามที่ได้รับการร้องเรียนและยื้อเวลาอยู่เป็นชั่วโมงกว่าจะออกมาพบกับผู้ชุมนุ่ม โชคดีเลยเลือดขึ้นหน้า ปลุกระดมจนเกิดเรื่องขึ้น แต่ยังดีที่ไม่พาลโกรธมาถึงลูกชาย

โชคดียืนสั่งการลูกน้อง ปล่อยให้แม่ของเขาคุยกับร้อยตำรวจเอกปฐพีอยู่หน้าร้าน ผู้กองหนุ่มเหลือบตามองมาที่เขาบ่อยๆ แต่โชคดีไม่สนใจ
โรงรถข้างร้านค้าเหล็กได้รับการเก็บกวาดเรียบร้อยจนมีพื้นที่กว้างขวางพอสำหรับจัดงาน โชคดีเห็นว่าแม้เดือนจะเป็นเพียงเด็กในบ้าน แต่เดือนก็ควรได้รับโอกาสพิเศษสำหรับวันที่พิเศษสุดของลูกผู้หญิง ลึกๆ ในใจชายหนุ่มอดกังวลไม่ได้ว่าสามีภรรยาวัยรุ่นคู่นี้จะพาชีวิตคู่ไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่ เขาบอกตัวเองว่า ตราบใดที่ยังพอดูแลได้ เขาจะคอยช่วยเหลือจนสุดความสามารถ
สมบูรณ์กับมานพ คนงานประจำร้านยกโซฟาออกมาจากหลังร้าน โชคดีรีบปรี่เข้าไปชี้จุดที่จะให้วาง แล้วยืนดูจนสองหนุ่มจัดวางโซฟาไม้สักขนาดใหญ่ให้เข้าที่แล้วจึงหันหน้าไปมองหาฤดี แม่บ้านของเบาที่รับหน้าที่จัดดอกไม้ แต่กลับเห็นใบหน้าของ “นายช่างใหญ่” อยู่ใกล้ๆ
“คุณโชคดี พักหน่อยเถอะครับ” ชยุตม์พูดเสียงนุ่ม แล้วยื่นแก้วน้ำให้ โชคดีหันซ้ายหันขวา ไม่ยื่นมือไปรับ
“ไม่มีใครมองหรอก” นายช่างทำหน้าเรียบ “ถ้าคุณกลัวว่าใครจะเห็น” ชยุตม์วางแก้วน้ำลงใกล้ๆ
“กลัวสิ” โชคดีพูดเสียงห้วน “กลัวจะมีคนเห็นว่าผมญาติดีกับคุณ”
“อ้าว” ชยุตม์หมดคำพูด อึ้งไปทันที เหมือนถูกต่อยเข้าที่ท้อง
โชคดีหันหลังเดินตรงไปยังอีกฟากหนึ่งของโรงรถแล้วสั่งให้คนไปตามแม่บ้านมาพบ ชายหนุ่มไม่แตะแก้วน้ำที่ชยุตม์ถือมาให้แม้แต่นิด
วิศวกรหนุ่มผู้กลายมาเป็น “นายช่าง” เหลือบตามมองแก้วน้ำเหมือนจะตัดพ้อ และหาคนคุยด้วย เพื่อระบายความในใจว่า ทำไมโชคดีไม่ชอบอะไรเขานักหนา
ชยุตม์ส่ายหน้า แล้วจึงตัดสินใจคุยให้รู้เรื่อง เขาอุตส่าห์พาโต๋มาขอเดือนแล้ว นี่ก็กำลังจะแต่งงานกัน ยังจะมาเกลียดกันอีก
...เป็นไงเป็นกัน มีคนอยู่กันหลายคน โชคดีคงไม่กล้าตะโกนโหวกเหวกเหมือนตอนพบกันครั้งแรกหรอก...
ชยุตม์เดินเข้ามาใกล้คนเลือดร้อนทันได้ยินเสียงเข้มสั่งเดือน
“จะแต่งอยู่แล้ว มาทำอะไรอีก ไปอาบน้ำแต่งตัว งานพวกนี้ให้คนอื่นทำ”
“ค่ะ” เดือนรับคำสั้นๆ แล้วรีบเดินหายเข้าไปในบ้าน ปล่อยให้โชคดียืนเท้าสะเอวมองซ้ายมองขวาตรวจดูความเรียบร้อย
“คุณโชคดีครับ” ชยุตม์เรียก
ชายหนุ่มเจ้าของบ้านนิ่งเงียบชั่วครู่ ยกไหล่ขึ้นเหมือนสูดลมหายใจเข้าไปลึก ก่อนพ่นออกมาดังๆ แล้วหันมาเผชิญหน้าชยุตม์ช้าๆ
“คุณมีเรื่องอะไรอีก”
“ผมอยากรู้ว่าทำไมคุณถึงไม่อยากญาติดีกับผมนัก นี่ผมก็พาโต๋มาแต่งงานแล้ว ยังจะมาโกรธเกลียดอะไรกันอีก”
“ผมพูดหรือว่าเกลียด”
ชยุตม์ส่ายหน้า บทจะเจ้าคารมก็ไม่มีใครเกินโชคดี “คุณไม่พูดว่าเกลียด แต่คุณก็บอกว่าไม่อยากญาติดี มันก็คือเกลียดนั่นล่ะ”
“เปล่า” โชคดีปฏิเสธหน้านิ่ง “ถ้าเกลียด ผมไม่ให้คุณเข้ามาเหยียบบ้านผมหรอก”
“อ้าว” ชยุตม์อุทานอีกครั้ง
“ผมขอบคุณที่พาโต๋มา ซึ่งคุณอาจจะเป็นคนโน้วน้าวโต๋จริงๆ หรือโต๋อยากมาเองก็ได้แต่คุณบอกว่าพามา” โชคดีพูดเสียงเรียบ แต่ทำให้คนฟังสะอึก คิดในใจว่า...ชมหรือดูถูกเขากันแน่...
“ผมไม่เข้าใจ” ชยุตม์งง ไม่เข้าใจจริงๆ
“เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็น”
“แล้วเรื่องอะไรคือประเด็นละครับ บอกผมหน่อยสิ จะได้รู้ว่าผมทำอะไรให้คุณไม่พอใจ” ชยุตม์ขมวดคิ้ว ถามด้วยน้ำเสียงระอาใจ
“ยังไม่รู้” โชคดียักไหล่ พูดหน้าตาเฉย
“อ้าว” ชยุตม์อึ้งอีกแล้ว
“ถ้าผมยังไม่แน่ใจ ผมจะยังไม่พูด” โชคดีจ้องตาชยุตม์
“แล้วเรื่องไม่อยากญาติดีกับผมนี่แน่ใจแล้วหรือถึงได้พูดออกมา” ชยุตม์จ้องตากลับ
“แต่รู้ว่ามีอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมยังไม่อยากญาติดีกับคุณ” โชคดีพูดต่อโดยไม่สนใจตอบคำถามของวิศวกรชาวกรุง “เพราะฉะนั้น กรุณาอย่าเพิ่งถาม ตอนนี้ เราก็แค่เป็นคนช่วยกันจัดงานให้เด็กสองคนนั่น คุณเองก็อย่ามัวแต่มายืนหาเรื่องผม กลับบ้านไปอาบน้ำแต่งตัวให้ดูดี จะได้กลับมาทันงานแต่งงาน” โชคดีพูดยาว ก่อนหันไปตะโกนเรียกพงษ์ ผู้ช่วยคนสนิท
“น้าพงษ์ ให้คนไปนิมนต์พระหรือยัง”
“ยังครับ” พงษ์ตะโกนตอบกลับ
"รีบไปสิ เดี๋ยวไม่ทัน" โชคดีเร่ง
"คุณโชคดีครับ งานแต่งนะ ไม่ใช่งานศพ" พงษ์ตอบ
"อ้าวเหรอ" โชคดีทำหน้าเข้าใจ แล้วหันหน้ามาพูดกับชยตม์สั้นๆ แต่เน้นเสียงทุกคำ ก่อนจะเดินจากไป“ขอตัวนะครับ คนมีงานต้องทำจะไปทำงาน”
วิศวกรหนุ่มมองตามคนหน้าดุอย่างไม่เข้าใจตัวเอง แค่ไม่กี่วันที่รู้จักโชคดี เขารู้สึกเหมือนหมดพลังไปอย่างมาก สมองเหมือนถูกกระตุ้นด้วยการเอาเข็มทิ่มแทงทำให้ต้องรู้สึกตัวเตรียมพร้อมตลอดเวลา เพราะคาดเดาไม่ได้ว่าชายหนุ่มคนนี้จะพูด จะทำอะไร หรือจะออกฤทธิ์อะไรอีก
ชยุตม์ไม่รู้ว่า อาจจะตกใจมากกว่าเดิมเมื่อได้ยินโชคดีอวยพรคู่บ่าวสาว...คำอวยพรที่จะทำให้เขาสะดุ้งและอึ้งอีกครั้ง หลังจากสองวันที่ผ่านมาเขาอึ้งไปหลายครั้งแล้ว
***** จบบทที่ 3 *****
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-04-2009 14:04:21 โดย katawoot »

LoveNineTeen

  • บุคคลทั่วไป
^

^

^

ได้จิ้มคนแต่งด้วย หุ หุ

อ่านสองตอนแรก โชคดี ดูแมนมากน่าจะเป็นพระเอก

แต่อ่านตอนสามแล้ว...เอิ่ม...มันออกมาทางนายเอกอ่ะ

สรุปว่าใครจะเป็นนายใครเป็นพระกันแน่ อยากรู้จัง


 :L2: :กอด1:

replyไม่ถึงกดบวกไม่ได้อ่ะ เจ๊ให้ดอกไม้

แถมกอดกับจูบแทนละกัน จ๊วบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

ออฟไลน์ pongsj

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6054
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +213/-9
3 คนเข้าไปแล้วน่ะเนี่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย โชคดี อิอิ

ออฟไลน์ สมุนไพร

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1581
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +144/-3
หมูปิ้ง ... ชื่อน่ารักดีออก :-[

ชยุตกลับไปฝึกปรือเตรียมรับฝีปากกะโชคดีดีกว่าไป

ซ่งนี่จะตายแล้วยังปากมากอีกนะ

พูดจาน่าปล่อยให้จมอยู่แบบนั้นแหละ :z3:

ออฟไลน์ tatum1234

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 952
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-1
 :กอด1: ชอบหมูปิ้งมากๆเลย


  :-[รอตอนต่อไปนะครับ

ออฟไลน์ M@nfaNG

  • ชีวิตคือการตรวจสอบ...
  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +847/-18
พระเอกเรื่องนี้ทำไมกลัวนายเอกจั๊ง  :sad4:
ไม่ได้เลยนะ ผิดคอนเซปท์พระเอกของคุณนาย ต้องกวนๆซิ  o18

mackerel

  • บุคคลทั่วไป
เหอะ เหอะ-อยากกินหมูปิ้ง ครึครึครึ
******************

มอบแต้มที่ 680 คร้าบบบบ

 :pig4:

mecon

  • บุคคลทั่วไป
Re: ซีรี่ยส์ LOVE, FINALLY === กว่
«ตอบ #77 เมื่อ07-04-2009 22:48:21 »

หมูปิ้งชื่อน่ารัก แต่ไม่สมกับบุคลิกคุณโชคดีจริงๆนั่นแหละ
เหอะๆๆ เสน่ห์แรงจังมีแต่คนสิเน่หา
ซ่งน่ารัก รู้ว่าเพื่อนเบื่อหน้าตัวเองจะแย่แต่ก็ตามตื้อได้ไม่ลดละ
“มีต้มย้ำโป๊ะแตกไหมล่ะ ถ้ามีถึงจะไป”
“เดี๋ยวเราไปสั่งให้เขาทำพิเศษ ป้าต้อยเป็นลูกหนี้เรา
>> ฮาอิคุณโชคเห็นแก่กิน ส่วนเพื่อนก็ตามใจกันเกิ๊น

อืม ชยุตม์เลิกตามต่อแยญาติดีกับคุณโชคเหอะ
คำพูดคำจาไม่น่าจะญาติดีด้วยเลย สงสัยคงต้องรอให้คุณโชคดี
วีนเรื่องงานกับชยุตม์โดยตรงก่อนมั้ง ชยุตม์ถึงจะได้แปลงร่าง
โต้กลับคุนโชคดีไปบ้าง พูดจากวนประสาท น่าหมั่นไส้จริงๆ  :z6:

ขอบคุณคะคุณคฑาวุธ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-04-2009 23:07:04 โดย mecon »

nuttykung

  • บุคคลทั่วไป
เอ๊ะพี่นายครับ


ทำไมรู้สึกว่ามันออกแนวนายเอกโดนรุมขอความรักนะ


คล้ายๆกับวุ่นนักรุมรักสถาปนิกเลยอ่ะ


แต่คิดว่าเรือ่งนรี้น่าจะมันส์กันไปคนละแนว


เพราะเรือ่งนี้คุณโชคดีไม่้ร้ายเหมือนแทน


แต่ออกแนวนักเลงๆมากกว่า

katawoot

  • บุคคลทั่วไป
มาต่อบทที่ 4 ครับ
ขอบคุณครับที่ติดตามอ่านและลงคอมเมนท์
อืิมมม มีความรู้สึกว่าคนไม่ค่อยชอบเรื่องนี้เลยนะเี่นี่ย มันเงียบๆ เหงาๆ พิกล สงสัยชอบเรื่องที่มีพระเอกเจ้าชู้ เจ้าเล่ห์ และกะล่อน มีการตามจีบหยอกเย้ากันใช่ป่ะ แน่ๆ เลย
สงสัย ทำไมชอบคนเจ้าชู้กันนัก

บทที่ 4

"โต๋ ดูแลเดือนดีๆ นะ ถ้าเมื่อใดทิ้งเดือนกับลูกให้ตกระกำลำบาก เมื่อนั้นแกก็หาทางหลบดีๆ ก็แล้วกัน"
"โชคดี" สิ้นเสียงอวยพรของเถ้าแก่ฝ่ายหญิง เสียงคนสามคนก็ดังขึ้นพร้อมกันราวกับนัดหมาย คุณเตือนใจสะกิดลูกชาย ผู้กองปฐพีอุทานเบาๆ ส่วนอีกคนหนึ่ง ชยุตม์ เถ้าแก่ฝ่ายชายส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อว่าจะได้ยินชายหนุ่มหน้าดุอวยพรคู่บ่าวสาวแบบที่ไม่มีใครที่ไหนในโลกทำกัน
โชคดีไม่สนใจ "อวยพร" ต่อ "เพราะแกไม่มีแผ่นดินอยู่สงบแน่" จากนั้น หันไปพูดกับเดือน "เดือนก็เหมือนกัน โต๋เป็นสามี และกำลังจะเป็นพ่อของลูก เราต้องคอยดูแลปรนนิบัติเขาให้ดี ทำหน้าที่ภรรยาที่ดีอย่าให้ขาดตกบกพร่อง"
ชยุตม์พยักหน้า เห็นด้วยกับสิ่งที่โชคดีพูดกับเดือนเพราะตอนแรกตกใจกับคำอวยพร ทว่า วิศวกรหนุ่มก็ต้องสะดุ้งอีกครั้งเมื่อได้ยินประโยคถัดไป
"แต่งแล้วก็มาอยู่กันที่ร้านนี่ล่ะ ช่วยกันทำงาน"
...ร้ายจริงๆ โชคดีนี่เจ้าเล่ห์ใด้หน้านิ่งๆ
มาช่วยกันทำงาน...ทำงานที่ร้านค้าเหล็กของตัวเองนี่นะ เอาโต๋มาใช้งานสิไม่ว่า...
ชยุตม์นึกในใจก่อนจะทักท้วงขึ้นมา "เอ่อ คุณโชคดีครับ โต๋ยังทำงานกับที่รีสอร์ท"
"เป็นสามีก็ต้องดูแลภรรยาสิ" โชคดีหันมาตอบเสียงเรียบ
"แต่โต๋ทำงานกินเงินเดือนเป็นลูกจ้างบริษัท แล้วก็..."
"ก็ลาออก มาอยู่ที่นี่ก็ได้เงินเดือน" โชคดีแทรก
"คุณโชคดีครับ ผม..." โต๋เงยหน้าขึ้น ทำท่าจะทักท้วง
"ลูกน้องคุณก็เยอะแล้ว โต๋ทำงานที่เดิม เลิกงานก็กลับบ้าน" ชยุตม์ไม่ยอม
"เมียกำลังท้อง ผัวก็ต้อง..." โชคดีเริ่มจะเสียงดัง
"เอาล่ะๆ อย่าเพิ่งเถียงกัน ให้งานแต่งเสร็จก่อนแล้วค่อยคุยก็ได้" คุณเตือนใจรีบห้ามทัพเพราะเห็นท่าทางสองหนุ่มจะทำลายพิธี ปฐพีก็ช่วยเสริมอีกแรง
"โชคดี แขกรออวยพรคู่บ่าวสาวอยู่นะ เอาไว้ค่อยคุยกันตอนเสร็จงานดีกว่า"
"ผมไม่ได้เป็นคนเริ่มนี่" โชคดีพูดเสียงเข้ม ปรายตาไปมองชยุตม์ที่นั่งมองอยู่ไม่วางตา ทำหน้าเรียบเฉย แต่กำลังจะอ้าปากเถียง คุณเตือนใจสังเกตเห็นจึงรีบพูดขึ้นว่า
"นายช่างคะ เชิญอวยพรคู่บ่าวสาวค่ะ"
"ครับผม" ชยุตม์ตอบรับเสียงเบา มองโชคดีอยู่ไม่วางตา ขณะที่อีกฝ่ายทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หันไปมองแขกเหรื่อ ยิ้มทักทายคนอื่นเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ชยุตม์เงอะงะ ไม่รู้จะอวยพรบ่าวสาวอย่างไร เกิดมาในชีวิตไม่เคยทำอะไรแบบนี้ ชีวิตในต่างประเทศกว่าครึ่งชีวิตทำให้เขาไม่คุ้นกับพิธีรีตรองใดๆ โดยเฉพาะการอวยพรในงานพิธีแบบไทย อย่างมากที่เคยทำก็มีเพียงกล่าวสุขสันต์วันเกิด Merry Christmas หรือ สุขสันต์วันปีใหม่กับเพื่อนๆ หรือคนรู้จัก
"ขอให้เป็นโต๋เป็นสามีที่ดี เป็นพ่อที่ดี ดูแลครอบครัว ส่วนเดือน ขอให้เป็นภรรยาที่ดี เป็นแม่ที่ดี ดูแลครอบครัว"
"ลอกกันเห็นๆ" เสียงพูดเบาๆ พอให้ได้ยินกันสองคนดังขึ้นข้างๆ ชยุตม์หลังจากเขาอวยพรเสร็จและถอยกลับมานั่งที่เก้าอี้ของตัวเอง วิศวกรเด็กนอกผู้กลายมาเป็นเถ้าแก่จำเป็นทำเป็นไม่สนใจเสียงนั้น...เสียงห้าวๆ ของชายหนุ่มที่คอยแต่จะขวางเขาทุกเรื่อง
...โชคดี...ต่อจากนี้ไปเขาจะเจออะไรอีก เรื่องของโต๋ยังไม่จบ งานแต่งงานเสร็จ ส่งเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าห้องหอ ก็คงต้องมานั่งเถียงกับโชคดีต่ออีกยก จะยอมหรือจะสู้ดี...
ชยุตม์นึกในใจ สายตากวาดมองบรรยากาศในงานแต่งงาน ภาพชีวิตเรียบง่ายของผู้คนต่างจังหวัดทำให้เขารู้สึกแปลกๆ ผู้คนที่นี่ต่างจากผู้คนที่อยู่ในสังคมของเขามาตลอดชีวิต งานแต่งงานที่เขาเคยไปร่วมเป็นเพียงงานเลี้ยงต้อนรับในโรงแรมหรู แต่ละคนถือแก้วเครื่องดื่มยืนคุยกันหรือเดินไปเดินมาเหมือนไม่รู้จะทำอะไรดี แต่งตัวชุดหรูหราออกโทนสีดำหรือสีทองมันเลื่อมระยิบระยับ

เวลาผ่านไปจนถึงบ่ายแก่ๆ งานแต่งงานง่ายๆ สิ้นสุดลงเอาเวลาเกือบห้าโมงเย็น หลังจากนั้นแขกที่มางานก็รับประทานอาหารร่วมกัน บรรยากาศเป็นมิตร เสียงคุยกันเป็นภาษาท้องถิ่นดังไม่ได้สรรพ ชยุตม์แทบจะไม่เข้าใจสิ่งที่ทุกคนพูด อาหารลำเลียงมาวางบนโต๊ะ ชยุตม์ก้มหน้าลงมองด้วยสีหน้าผะอืดผะอมเพราะไม่รู้จักชื่ออาหารสักอย่าง นอกจากข้าวและผัก เขานั่งอยู่กับอภิชาติ สถาปนิกของโครงการและประวิทย์ วิศวกรอีกคน เขาไม่ได้แนะนำผู้ร่วมงานสองคนนี้ให้โชคดีรู้จักเพราะกลัวว่าจะโดนหางเลขไปด้วย โชคดีนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ติดกับคุณเตือนใจ ร้อยตำรวจเอกปฐพี และสมาชิกสภาจังหวัดอีกสองคนที่เขาเคยเห็นเมื่อไปรับงานจากคุณอาของเขาเมื่อสองสามวันแรกที่เดินทางมาถึงน่าน
โต๊ะกว้างมาก เขาไม่ค่อยได้มีโอกาสคุยกับคุณเตือนใจมากนัก เพราะท่าทางกำลังคุยกับสมาชิกสภาจังหวัดทั้งสองคนอย่างออกรส ส่วนปฐพีก็หันไปรับไหว้จากแขกในงานบ่อยๆ แต่เขาก็สังเกตเห็นว่านายตำรวจหนุ่มมักจะหันไปมองโชคดีอยู่เป็นระยะเมื่อชายหนุ่มลุกขึ้นเดินไปทักทายแขกโต๊ะอื่นๆ
หากเดาไม่ผิด ผู้กองหนุ่มรูปหล่อลูกชายผู้ว่าราชการจังหวัดคนนี้ต้องชอบโชคดีแน่นอน ชยุตม์แอบเห็นประกายตาวูบวาบหลายครั้ง และที่สำคัญคุณเตือนใจก็เหมือนจะรู้เห็นเป็นใจ และท่าทางคงจะสนับสนุน
...ร้อยตำรวจเอกหนุ่ม หน้าตาดี ลูกชายผู้ว่าฯ แม่สนับสนุน กระดูกชิ้นโตๆ นี่เอง...
...กระดูกชิ้นโต! หมายความว่าอย่างไร ทำไมเขาต้องคิดแบบนี้...
ชยุตม์ไม่เข้าใจและถามตัวเองในใจว่าทำไมต้องคิดถึงเรื่องนี้ ผู้กองปฐพีจะชอบโชคดีก็ชอบไปสิ มาเกี่ยวอะไรกับเขา อีกอย่าง เขาเองก็รู้จักโชคดีได้เพียงสามวัน และฝ่ายนั้นก็ท่าทางไม่ชอบหน้าเขาเป็นเอามาก...
...รักแรกพบหรือ ลืมไปได้เลย เกลียดแรกเจอต่างหากเล่า...

หลังรับประทานอาหารเสร็จ ก็ถึงเวลาคุยเรื่อง "แย่งตัวโต๋"
ชยุตม์แปลกใจที่เห็นโชคดียอมรับโดยง่าย ตอนแรกนึกว่าชายหนุ่มจะดันทุรังเอาตัวโต๋ไว้ทำงานที่ร้าน แต่เมื่อคุณเตือนใจช่วยคุยและผู้กองปฐพีช่วยเสริมอีกแรง โชคดีก็ยอม ตอนแรกเขายังหนักใจอยู่ว่ากลัวจะเถียงสู้โชคดีไม่ได้
...เออ ก็ฟังเหตุผลอยู่เหมือนกันนี่นะ นึกว่าจะรั้นไม่มีที่สิ้นสุด...
ชยุตม์นึกในใจขณะที่ฟังโชคดี "สั่งการ" โต๋
"เลิกงานแล้วก็กลับบ้าน อย่าผิดเวลา เป็นพ่อคนแล้ว"
"เดือนเพิ่งตั้งท้องเองนะโชคดี" ผู้กองปฐพีท้วง
"ผมหมายถึงรวมๆ โดยทั่วไป" โชคดีหันมาตอบปฐพี แล้วหันไปหาโต๋ "ถ้ามีปัญหาอะไรมาคุยกับพี่เท่านั้น"
พูดเสร็จโชคดีก็ปรายตาไปมองชยุตม์แวบหนึ่ง ทำให้อีกฝ่ายเมินหน้าไปมองด้านอื่นและทำท่าไม่สนใจที่ถูกข่ม
"หมูปิ้ง อย่าลืมนะ พรุ่งนี้ไปพบ ส.ส. ธานินท์ กับแม่" จู่ๆ คุณเตือนใจที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก็โพล่งขึ้นมา
"แม่!" โชคดีปรามเสียงดัง
ชยุตม์ที่ทำเฉไฉมองด้านอื่นหันขวับมาทันทีที่ยินเสียงสองแม่ลูก
...หมูปิ้ง โชคดีชื่อเล่นว่าหมูปิ้ง นึกว่าชื่อจริงจะแปลกแหวกแนวแล้ว ชื่อเล่นยิ่งเด็ดกว่า ไม่เข้ากับตัวจริงเอาเสียเลย ถ้าให้เขาเดาชื่อเล่นของโชคดี เขาจะเดาว่าชื่อ เสือ หรืออะไรที่คล้ายๆ กัน...
ชยุตม์อดยิ้มไม่ได้ ส่งผลให้อีกฝ่ายปรายตามองตาขวาง
"โอ๊ยตาย โทษทีค่ะลูกรัก แม่ลืมไป" คุณเตือนใจขอโทษลูกชาย หากใบหน้าและแววตาไม่ได้รู้สึกอย่างที่พูด
โชคดีอายชยุตม์ที่ได้ยินแม่เรียกเขาด้วยชื่อเล่น...ชื่อที่ไม่เคยชอบเลยตั้งแต่เด็ก ชายหนุ่มจึงรีบกลบเกลื่อนด้วยการหันไปสั่งโต๋ว่า "พรุ่งนี้สายๆ ก็ไปขนของมาเลยนะโต๋ เอารถที่บ้านโน้นขนมา มีคนช่วยยกของอยู่แล้วไม่ใช่หรือ"
"พรุ่งนี้ต้องทำงานครับ" ชยุตม์รีบแย้ง
"แหม คุณนายช่างครับ คนเพิ่งแต่งงาน ให้เขาพักซักวันไม่ได้หรือไร"
"แล้วทำไมต้องให้โต๋ขนพรุ่งนี้ล่ะ ในเมื่อเพิ่งแต่งงานก็ให้พักสิ" ชยุตม์ไม่ยอม "แล้วอีกอย่าง ผมก็ต้องทำงาน จะเอารถผมขนได้ยังไง ตื่นเช้าลุงแสวงกับคนอื่นๆ ก็ต้องไปทำงานเหมือนกัน"
"ผมช่วยก็ได้ครับ นะโชคดี เอาไว้ขนตอนเลิกงานก็ได้" ปฐพีช่วยพูด
"รถที่บ้านเราก็มีหลายคัน อย่าเรื่องมากไปหน่อยเลยหมู..."
"แม่" โชคดีปรามมารดา กลัวจะหลุดชื่อเล่นเต็มๆ ออกมาอีก ทั้งที่เรียกแค่ "หมู" เขาก็รู้สึกไม่ค่อยชอบใจ
"งกอยู่ได้" คุณเตือนใจบ่นให้ลูกชาย
"ไม่งกแล้วจะรวยหรือแม่" โชคดีพูด
"เหอะน่า ให้คนที่บ้านไปช่วยขน ไหนแกบอกว่าจะดูแลโต๋มันไง แค่เอารถไปขนของเด็กในร้าน ทำเรื่องมาก" ผู้เป็นแม่บ่นลูกชายอีกครั้ง
"อ้าวมายืนอยู่ทำไมโต๋ ไปหาเมียสิ" โชคดีพาล ไล่โต๋ไปหาภรรยาที่เพิ่งแต่งงานใหม่ เด็กหนุ่มพยักหน้าแล้วรีบหายตัวไป ก่อนจะซวยโดนโชคดีดุไปมากกว่านี้เพราะท่าทางอารมณ์ไม่ดีที่โดนสามรุมหนึ่ง
ปฐพีเห็นว่าทุกอย่างลงตัวแล้วจึงขอตัวกลับ คุณเตือนใจเดินออกมาส่งนายตำรวจหนุ่มที่ริมฟุตบาธหน้าร้าน พร้อมกล่าวขอบคุณที่ผู้กองหนุ่มช่วยงาน หญิงสูงวัยกว่าตบไหล่ปฐพีเบาๆ แล้วพูดว่า
"ผู้กองก็คอยระวังๆ เอาไว้ด้วยนะคะ อย่ามัวแต่ย่ามใจ"
ปฐพีเลิกคิ้ว ไม่เข้าใจ "ระวังอะไรหรือครับ"
คุณเตือนใจไม่ตอบ หันไปมองโชคดีที่ยืนสั่งลูกน้องให้เก็บของ มีชยุตม์ยืนมองอยู่เงียบๆ
ปฐพีมองตาม ยังไม่เข้าใจอยู่ดีคุณเตือนใจเห็นสีหน้างงๆ ของผู้กองหนุ่มจึงพูดต่อไปว่า "เถอะ ไว้ซักหน่อยก็เข้าใจ พักนี้ก็แวะมาบ่อยๆ หน่อยก็แล้วกันนะคะผู้กอง"
ปฐพีรับคำแล้วขึ้นรถขับออกไป แต่ก็ไม่วายหันไปมองโชคดีอีกแวบหนึ่ง และอดนึกถึงคำพูดของคุณเตือนใจไม่ได้
...ที่ว่าระวัง ให้ระวังอะไรหรือ ระวังโชคดี หรือระวังชยุตม์...
...หรือชยุตม์ชอบโชคดี คงไม่หรอก เห็นท่าทางไม่ถูกกัน อีกอย่าง ชยุตม์เพิ่งรู้จักกับครอบครัวนี้เพียงแค่สองสามวันเท่านั้นเอง...

ชยุตม์ยืนหันซ้ายหันขวา ถึงเวลาต้องกลับบ้านแล้ว วันนี้เขาเหนื่อยมาก ทั้งๆ ที่แทบไม่ได้ทำอะไรเลย โชคดีเป็นคนจัดการทั้งหมด แล้วตอนนี้ก็ยังมีพลังเหลือเฟือ เดินทำโน่นทำนี่ไม่ยอมหยุด
คุณเตือนใจเดินเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มจึงหันไปกล่าวอำลา
"ขอบคุณนายช่างนะคะที่ช่วยเหลือ"
"ยินดีครับ ที่จริงผมไม่ค่อยได้ทำอะไรเท่าไหร่" ชยุตม์ออกตัว
"ขอบคุณเรื่องโต๋ด้วย ถ้าไม่ได้คุณ ป่านนี้โต๋มันคงถูกฆ่าหมกป่าไปแล้ว" คุณเตือนใจพูดยิ้มๆ
ชยุตม์เบิกตากว้าง "ฮ้า เล่นกันขนาดนั้นเลยหรือครับ"
"ที่นี่บ้านป่าเมืองเถื่อนนะคะ อีกอย่างโชคดีก็ร้ายไม่เบา เวลาโกรธขึ้นมานี่ไม่เหมือนผู้เหมือนคน"
"แม่ เลิกใส่ร้ายผมได้แล้ว" เสียงโชคดีดังขึ้น
"หูดีจริงๆ เลยลูกคนนี้" คุณเตือนใจพึมพำ
"คุณนายช่างคงง่วงนอนเต็มที เห็นทำตาปรือตั้งนานแล้ว" โชคดีวางของที่กำลังถืออยู่ลงบนโต๊ะ เดินเข้ามาใกล้ๆ "พรุ่งนี้หากโมงจะให้คนไปขนของโต๋ หวังว่าพนักงานก่อสร้างรีสอร์ทคงเลิกงานตรงเวลานะครับ"
"ครับ ผมจะให้โต๋ยืนคอยหน้าบ้าน 15 นาทีก่อนเวลานัด" ชยุตม์ตอบเสียงเรียบ ใบหน้าเคร่งขรึม
คุณเตือนใจเบือนหน้าไปอมยิ้มเมื่อได้ยินชยุตม์ประชดลูกชาย ในใจก็คิดว่าโชคดีกำลังจะเจอคู่ต่อสู้ที่ค่อนข้างสมน้ำสมเนื้อกันเข้าให้แล้ว
"ดีครับ แล้วเราค่อยคุยกันเรื่องรายละเอียด" โชคดีพูดแล้วผละเดินจากไปเพื่อทำงานต่อ
...รายละเอียด...รายละเอียดอะไรอีก เรื่องนี้ยังไม่จบอยู่อีกหรือ ต้องคุยอะไรกับโชคดีอีก...
ชยุตม์ร้องทักท้วงในใจ แต่ไม่กล้าพูดออกมาเพราะยังไม่พร้อมจะสู้กับโชคดีอีกยก เย็นนี้เขาเหนื่อยและอยากจะล้มตัวลงนอนพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง

ชยุตม์จอดรถหน้าบ้านหลังเล็กที่ตั้งอยู่ริมธารน้ำ ต้นไม้ร่มรื่น สนามหญ้าหน้าบ้านเขียวจีเพราะขณะเป็นเวลาปลายฝนต้นหนาว บ้านพักของเขาสร้างขึ้นอย่างเร่งรีบเพราะเขาต้องการแยกตัวออกมาพักคนเดียว
บ้านหลังเล็กมีระเบียงยื่นออกไปจรดริมตลิ่งของธารน้ำใสที่แยกออกมาจากแม่น้ำน่าน อีกฟากหนึ่งของลำธารเป็นทุ่งนากว้างสุดลูกหูลูกตา กลางทุ่งมีต้นไม้ยืนต้นโดดเด่นอยู่สองต้น ราวกับคู่รักกำลังยืนเคียงข้างกัน
ชยุตม์เดินไปเปิดไฟเพื่อดูว่าไฟฟ้าต่อเข้าบ้านเรียบร้อยดีหรือยัง จากนั้นเดินไปที่ครัวเล็กๆ หลังบ้านแล้วเปิดน้ำที่อ่างล้างจาน ครัวนอกบ้านของเขาบรรยากาศดีมาก ยืนล้างมือแล้วมองไปที่โค้งน้ำอีกด้านหนึ่งเห็นทิวไม้ยืนต้นสล้างสวยงามยิ่งนัก ต่างจากครัวของเขาที่กรุงเทพฯ หรือเมืองอื่นๆ ที่เขาเคยไปอยู่ ครัวในเมือง มองออกไปจากหน้าต่างเห็นระเบียงของอีกห้องหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามกัน ซึ่งร้อยวันพันปีเจ้าของห้องไม่เคยเปิดออกมายืนเลย...
วิศวกรหนุ่มแวะมาที่บ้านพักเพื่อดูความเรียบร้อยและล้างหน้าตาให้สดชื่น ก่อนจะเดินทางไปรับแฟนที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ซึ่งจักริณทร์บอกว่าจะมาถึงน่านประมาณหกโมงเย็น
ชีวิตรักของเขากับจักริณทร์ไม่มีอะไรหวือหวา นานๆ ทีถึงจะได้เจอกันเพราะจักริณทร์เดินทางบ่อย เขาเองก็หมกตัวอยู่กับงานทีละนานๆ บางครั้งชยุตม์ก็อดนึกไม่ได้ว่าเขากับจักริณทร์ดูราวกับเป็นคนแปลกหน้ากัน เดือนหนึ่งเจอกันเพียงสองสามวัน
...แต่คราวนี้จักริณทร์ยอมลาหยุดพักผ่อนมาเยี่ยมเขาที่น่าน มีเวลาจะได้อยู่กับเขาถึงสี่ห้าวัน ปกติจักริณทร์ไม่เคยว่างนานขนาดนี้...
นอกจากงานประจำแล้ว จักริณทร์ต้องดูแลธุรกิจครอบครัว พี่ชายของจักริณทร์เพิ่งประสบอุบัติเหตุ กำลังพักฟื้น ส่วนพี่สาวก็ท้องแก่ใกล้คลอด สองสามเดือนที่ผ่านมาจักริณทร์จึงต้องทำงานหนัก กิจการส่งออกของครอบครัวกำลังไปได้ดี ชายหนุ่มยังเคยเปรยว่าอาจจะลาออกจากการเป็นนักบินมาทำงานธุรกิจเต็มตัว

ชยุตม์ต้องหยุดความคิดของตัวเองไว้ชั่วขณะเมื่อขับรถมาถึงเชิงสะพานข้ามลำธารเพื่อเข้าสู่เขตเทศบาลเมือง บ้านพักของเขาอยู่อยู่ไกลออกไปทางตอนเหนือ ทุกครั้งที่เข้าเมืองเขาจะใช้เส้นทางนี้ ต้องข้ามสะพานที่มองออกไปทางด้านขวาเห็นต้นไม้สูงใหญ่มากต้นหนึ่งที่ยืนต้นแห้งตายอยู่ใกล้ๆ กับสะพาน แต่ฉากหลังเป็นทิวทัศน์สวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเลิกงานตอนที่เข้าเมืองมาทานอาหาร เกือบทุกครั้งที่มาถึงสะพาน มักจะเป็นเวลาพระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน
พระอาทิตย์กลมโตสีแดงเข้มดวงใหญ่ค่อยๆ เคลื่อนดวงลับทิวไม้เหนือลำน้ำที่ทอดตัวยาวไปจนลับตา แสงสีทองส่องต้องผิวน้ำที่ไหลเอื่อยๆ ทอแสงระยิบระยับสวยงามยิ่งนัก
เย็นวันนี้ มีอะไรบางอย่างที่แปลกไป ปกติสะพานนี้เงียบมาก เขาสังเกตว่าเส้นทางนี้คนสัญจรน้อย ทุกครั้งที่มาถึงสะพานจะไม่มีรถสวนมาเลย แต่คราวนี้ รถคันหนึ่งจอดอยู่กลางสะพาน กระโปรงรถเปิด ชายหนุ่มคนหนึ่งก้มๆ เงยๆ อยู่หน้ารถกระบะโฟร์วีลด์กลางเก่ากลางใหม่
ร่างสูงเพรียวนั้นดูคุ้นๆ กล้ามเนื้อต้นขาแน่น ถือว่าเป็นคนรูปร่างดีคนหนึ่ง แต่เมื่อชยุตม์เดินเข้าใกล้ เขาก็นึกใบหน้าดุๆ ออก
...โชคดี...
ชยุตม์เดินเข้าไปหาคนที่กำลังยกมือขึ้นจะดึงกระโปรงรถปิด โชคดีชะงัก หันมามองชยุตม์ ใบหน้าเรียบนิ่ง
"รถเป็นอะไรครับ" ชยุตม์ยิ้มบางๆ
"รถเสีย" โชคดีตอบสั้นๆ ไม่ถึงกับห้วน แต่น้ำเสียงเย็นชา
"ซ่อมเสร็จหรือยังครับ" ชยุตม์ถามเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะดึงฝากระโปรงรถปิด
"ยัง" คำตอบต่อมาของคนหน้าดุยิ่งสั้นกว่าเดิม
"ผมช่วยดูไหม ผมพอรู้เรื่องรถอยู่บ้าง"
โชคดีไม่ตอบ ลดมือลงจากฝากระโปรงรถที่เปิดอ้าอยู่ แล้วถอยหลังไปสองก้าวเปิดทางให้ช่างจำเป็น ใบหน้านิ่งเรียบมองมือของชยุตม์ที่วางบนขอบห้องเครื่อง
"คุณดูเป็นหรือ"
"ผมเป็นวิศวกรนะครับ" ชยุตม์พูดเบาๆ ก้มลงมองเครื่องยนต์
"อ้อ เป็นวิศวกร ซ่อมรถได้ด้วย" โชคดีทวน "นึกว่าทำลายธรรมชาติเป็นอย่างเดียว"
ชยุตม์ชะงัก อยากจะเดินหนีไปจากตรงนั้นโดยไม่พูดไม่จา ทิ้งให้โชคดีทำหน้าดุอยู่คนเดียว อยู่ดีๆ ก็โดนถากถาง ทั้งๆ ที่จะช่วยซ่อมรถให้
"คุณหมายความว่ายังไง" ชยุตม์เงยหน้าขึ้น
"เปล่า" โชคดีตอบสั้นๆ อีกแล้ว
"รีสอร์ทที่สร้างนั่นน่ะ เรานึกอยู่เสมอว่าจะให้มีผลกระทบต่อธรรมชาติน้อยที่สุด แต่จะให้รับประกันว่าไม่ต้องตัดต้นไม้เลยซักต้นก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่รีสอร์ทก็ต้องการความร่มรื่นเหมือนกัน เขาจึงพยายายามเก็บต้นไม้ไว้ให้มากที่สุด โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ ตอนสร้างเสร็จแล้ว จะปลูกต้นไม้เพิ่มด้วยซ้ำ เผลอๆ จะร่มรื่นมากกว่าเดิม" ชยุตม์อธิบายยืดยาวด้วยเสียงเรียบ หากโชคดีทำท่าทางไม่สนใจฟัง
"ตกลงคุณซ่อมได้ไหม หรือจะเหมือนคราวที่แล้ว"
"ขอผมดูก่อนว่ารถเป็นอะไร" ชยุตม์พูดเสียงเบา คุณมีไฟฉายหรือเปล่าครับ พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว เดี๋ยวจะมืด มองไม่เห็น"
"ไม่มี" เสียงเข้มตอบสั้นๆ
ชยุตม์ไม่พูดอะไรอีก ก้มหน้าสนใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่นาน วิศวกรหนุ่มก็เห็นว่าสายพานเส้นหนึ่งของเครื่องยนต์ขาด
"สงสัยต้องทิ้งรถไว้ที่นี่แล้วละครับ สายพานขาด ผมว่าเรียกช่างดีกว่า" ชยุตม์พูด แล้วได้ยินเสียงของอีกฝ่ายถอนหายใจแรงๆ แล้วเดินไปเปิดประตูรถฝั่งคนขับ หยิบโทรศัพท์ออกมา และทันใดก็ทำเสียงฮึดฮัดบ่งบอกว่าอารมณ์เสีย ปิดประตูรถดังปัง จนชยุตม์สะดุ้ง จากนั้นจึงเดินมาหาชยุตม์บอกว่าขอติดรถเข้าในเมือง
ก่อนจะขึ้นรถ โชคดีไม่วายบ่นเบาๆ ให้ชยุตม์ต้องกัดฟันสะกดอารมณ์ พยายามไม่ต่อปากต่อคำ
"นึกว่าจะซ่อมได้ ทำเป็นเก่ง"

ทั้งสองนั่งนิ่งเงียบมาตลอดทางจนรถเลี้ยวผ่านหน้าโรงเรียนประจำจังหวัด โชคดีจึงพูดขึ้นว่า "นายช่าง ขอบคุณนะที่ช่วย จอดให้ผมลงตรงนี้ล่ะ"
"ผมไปส่งถึงร้านก็ได้" ชยุตม์พูดเสียงเรียบ
"ไม่ต้อง ผมไม่อยากรบกวน" โชคดีปฏิเสธ
"รบกวนที่ไหน มาจนถึงป่านนี้ ใกล้จะถึงบ้านแล้ว"
"ส่งตรงนี้ก็ตรงนี้เถอะ" โชคดีเสียงแข็ง
...เขาไม่อยากให้ใครที่ร้านเห็นว่านั่งรถมากับชยุตม์ กลัวจะเสียภาพพจน์ที่เคยสร้างไว้ว่าไม่กินเส้นกัน...
"จะแวะทำธุระหรือครับ ผมรอก็ได้นะ" ชยุตม์พาซื่อ เสนอความช่วยเหลือเพราะเป็นคนมีน้ำใจ
โชคดีถอนหายใจเบาๆ แล้วบ่นเบาๆ ว่า "พูดไม่รู้เรื่อง"
คนขับรถใจดีที่โดนว่ารู้สึกฉุนกึกขึ้นมาทันใด เหยียบเบรกพรวดเดียวจนได้ยินเสียงล้อครูดกับถนน ชยุตม์ฉุนจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เขาทำดีกับโชคดีมาก พยายามใจเย็นก็แล้ว โดนโชคดีว่าเสียหายจนชักจะทนไม่ไหว
"อ้าว เชิญตามสบายครับ" ชยุตม์พูดเสียงเย็น ใบหน้าเรียบนิ่ง ตามองตรงไปข้างหน้า รอให้อีกฝ่ายลงจากรถ
โชคดีก้าวลงจากรถ แต่ก็ยังทิ้งท้ายให้คนขับรถผู้ใจดีต้องขมวดคิ้วมองตาม "พูดแค่นี้ทำโกรธ"
ชยุตม์นั่งนิ่งชั่วครู่ ส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อว่าจะได้ยินชายหนุ่มหน้าเข้มตำหนิเขาซึ่งๆ หน้า
...เขาไม่เข้าใจว่า ทำไมโชดดีไม่ชอบอะไรเขานักหนา คิดแล้วคิดอีกก็ไม่เห็นว่าเขาทำผิดอะไร โชคดีทำราวกับว่าเป็นศัตรูกับเขามาตั้งแต่ชาติปางก่อน...
วิศวกรหนุ่มหันไปมองผู้ชายตัวสูงที่ยืนล้วงกระเป๋าอยู่ข้างถนน มองซ้ายมองขวาประหนึ่งว่ากำลังสนใจสิ่งต่างๆ รอบข้าง แต่ในใจชยุตม์กลับคิดว่าโชคดีกำลังรอให้เขาออกรถไป
...ร้ายนัก อยากไล่เขาไปให้พ้นๆ ก็จะอยู่ขวางหูขวางตาอยู่ตรงนี้ล่ะ...
นานเข้าโชคดีทนไม่ไหว ชยุตม์ไม่ออกรถไปเสียที ชายหนุ่มจึงเดินเข้ามาเคาะกระจก ชยุตม์ทำทีเป็นไม่ได้ยิน แสร้งก้มลงค้นหาสิ่งของที่อยู่บนพื้นรถ จนต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงทุบกระจกหนักๆ
วิศวกรหนุ่มเงยหน้าขึ้น เห็นใบหน้าเอาเรื่องของคนๆ เดียวในจังหวัดที่ทำท่าจงเกลียดจงชังเขานักกำลังแนบอยู่กับกระจก
"ทำไมคุณยังไม่ไปอีก" ทันทีที่ลดกระจกลง ชยุตม์ก็ได้ยินเสียงห้วนๆ ของคนหน้าบึ้ง
"คุณเป็นตำรวจหรือไง" ชยุตม์จงใจแกล้งโชคดีบ้าง "ผมหาของอยู่ จะไปตอนไหนก็เรื่องของผม"
"งั้นก็เลื่อนรถออกไป อย่างมากีดขวางทางจราจร ผมกำลังรอคนอยู่ เดี๋ยวเขามองไม่เห็น" โชคดีไม่ยอมแพ้
...พาลหาเรื่อง จะรออะไรล่ะ ถ้าไม่รอเอาชนะเขา...
ชยุตม์คิด ชักเริ่มสนุกกับคนไม่มีมีเหตุผล "ทำไมคุณไม่ขยับไปยืนรอตรงโน้น หัวมุมโล่งๆ ใครผ่านไปมาก็เห็นคุณ โชคดี ณ เมืองน่าน"
...ตัวสูงขนาดนั้น หน้าตาก็สะดุดตาคน ใครมองไม่เห็นก็ไม่รู้จะว่ายังไง...
ชยุตม์บ่นในใจ ยอมรับว่ายิ่งมองโชคดีนานๆ ก็ยิ่งหน้าตาดี ตอนแรกที่เขามองชายหนุ่มก็เห็นว่าหน้าตาดีธรรมดา แต่ครั้นพิจารณา โชคดีมีใบหน้าที่คมเข้มมาก คิ้วรับกับสันจมูก ตาสองข้างคมกริบ ปากอิ่มเต็มได้รูป โครงหน้าสมบูรณ์แบบราวกับแกะสลัก มองได้ไม่เบื่อ ยิ่งนัยน์ตาวิบวับเอาเรื่องคู่นั้นยิ่งชวนมอง ไม่เหมือนใครที่เขาเคยพบเห็น
ก่อนที่มวยคู่เอกจะเริ่มชก เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ชยุตม์ยกโทรศัพท์ขึ้นกำลังจะกดรับสาย เสียงของโชคดีก็ดังแทรก
"อ้าว มีโทรศัพท์ เมื่อกี้ก็ไม่บอก จะได้ยืมโทรเรียกช่าง"
"คุณไม่ได้ถาม จำได้ไหมครับ ต้องถามให้ตรงคำตอบ" ชยุตม์ยั่วโมโหแล้วทักทายคนที่อยู่ในสายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม น้ำเสียงสดใสเป็นพิเศษ จงใจให้โชคดีได้ยินและรู้ว่าเขาอยากจะพูดเพราะกับคนที่พูดดีกับเขาเท่านั้น
จักริณทร์โทรมาบอกว่าถึงจังหวัดน่านแล้ว รออยู่ที่สนามบิน ชยุตม์พูดเสียงอ่อนหวานว่าอีกไม่เกินห้านาทีก็ถึง แล้วลงท้ายด้วยการรับคำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "ครับผม ครับ ครับ รอผมหน่อยนะ"
โชคดีเบ้ปาก เมื่อเห็นชยุตม์ปรายตามามองแล้วกดกระจกเลื่อนขึ้น ทำราวกับว่าเขากำลังยืนแอบฟังการสนทนา
...รอผมหน่อยนะ พูดได้ออดอ้อนน่าหมั่นใส้นัก...
ชายหนุ่มร่างสูงยืนจ้องคนที่ยังคงคุยโทรศัพท์ต่อท่าทางสดชื่น สายตาของโชคดีแข็งกร้าว เขารู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนยั่วขึ้น แต่ไม่เคยนึกว่าคนท่าทางเรียบนิ่งอย่างชยุตม์จะกวนอารมณ์ได้ถึงขนาดนี้ ที่ประเมินไว้ตอนแรกคงต้องประเมินใหม่ ชยุตม์ไม่ใช่คุณชายเมืองกรุงธรรมดาไร้พิษสง เพราะท่าทางไม่เบาเหมือนกัน
...แบบนี้ต้องเจอของแข็ง เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับโชคดี ณ เมืองน่าน ดีนะไม่เรียกเขาว่าหมูปิ้ง ไม่งั้น ชยุตม์เป็นได้โดนต่อยปากแตก แล้วเสียงออดอ้อนว่า รอผมหน่อยนั่นน่ะ ได้ยินแล้วขวางหูชะมัด แบบนี้ต้องได้รับบทเรียน...
มือไวพอๆ กับความคิด โชคดีขยับตัวสามก้าวไปยืนอยู่ข้างล้อรถด้านหลังซ้ายของกระบะโฟร์วีลด์ของวิศวกรจอมกวน ขณะที่ชยุตม์ยังคงพูดโทรศัพท์ต่อ โชคดีก้มลง ทำสิ่งที่ร้ายกาจเท่าที่เขานึกได้ในตอนนั้น
...ปล่อยลมยางรถของชยุตม์!

**** end of chapter 4 ****

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ M@nfaNG

  • ชีวิตคือการตรวจสอบ...
  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +847/-18
อ่านๆไปชักรู้สึกว่าโชคดีแสบไม่น้อยไปกว่าแทน แต่พระเอกของเราซิจะตามทันไม๊เนี่ย

ปล.คนเจ้าชู้น่ารักดีค่ะเลยชอบ :o8:

ออฟไลน์ ï_Kiss_U♥

  • รักไม่ได้
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1132
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-2

imageriz

  • บุคคลทั่วไป
ตามอ่านทันแล้ว  รู้สึกว่าโชคดีกะชยุตม์  เป็นคู่กัด กันดีแท้

แต่เจอปล่อยลมยางเขาไปนี่  เหอ ๆ ไม่อยากคิดว่าชยุตม์จะจักการยังไงกับโชคดี

 :z2: :z2: :z2:

mecon

  • บุคคลทั่วไป
Re: ซีรี่ยส์ LOVE, FINALLY === กว่
«ตอบ #83 เมื่อ08-04-2009 13:01:22 »

เย้ๆ เชียร์ชยุตม์ตอกกลับโชคดีไปบ้างเหอะ
หน้าตาดีแต่ปาก....เหลือเกิน ตัวเองคิดยังรู้สึกยังไงก็พูดอย่างนั้น
กับคนที่ตัวเองไม่ชอบหน้าด้วย โดยไม่คิดถึงค.รู้สึกของคนอื่น
ถึงจะเป็นคนที่พึ่งเจอหน้ากันไม่ครบเดือนก็เหอะ ทำตัวไม่สมกับเป็นผู้มี
อิทธิพล ณ เมืองน่านเลยนะเนี่ย เหอะๆ

รถเสียบ่อยจังคุณโชค อ่อยอะไรใครแถวนี้ป่าวเนี่ย แล้วไอ้เรื่องสร้างภาพ
ว่าเขม่นไม่ถูกกันเนี่ย คงไม่ต้องสร้างหรอกมั้งก็ในเมื่อตัวเองประกาศออกนอกหน้า
แบบนั้นแล้ว เหอะๆต่อไปขอให้นายช่างใหญ่ไปฝึกลับคารมมายั่ว พ่อหมูปิ้งของคุณนาย
เตือนใจให้ปรอทแตกไปเลย

ส่วนเรื่องปล่อยยาง ทำอะไรไม่สมกับเป็นผู้ใหญ่สักนิด ขอให้แค่คิดเฉยนะโชคดี
ถ้าทำจะเรียกหมูปิ้งตลอดเรื่องเลย เหอะๆ
ขอบคุณคะคุณคฑาวุธ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-04-2009 13:04:07 โดย mecon »

ออฟไลน์ tatum1234

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 952
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-1
อืิมมม มีความรู้สึกว่าคนไม่ค่อยชอบเรื่องนี้เลยนะเี่นี่ย มันเงียบๆ เหงาๆ พิกล สงสัยชอบเรื่องที่มีพระเอกเจ้าชู้ เจ้าเล่ห์ และกะล่อน มีการตามจีบหยอกเย้ากันใช่ป่ะ แน่ๆ เลย
สงสัย ทำไมชอบคนเจ้าชู้กันนัก

^
^
^
 ผมคนหนึ่งละครับที่เกลียดคนเจ้าชู้ :o211:

 :กอด1:ชอบเรื่องนี้จังครับ อ่านแล้วไม่ปวดตับชอบๆ

ออฟไลน์ สมุนไพร

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1581
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +144/-3
โชคดีแซ่บมากกกกกกกกกกก :กอด1:


ต่างลุ่มหลงกันโดยมิรู้ตัว :laugh:


ชยุตม์เรียกหมูปิ้งหน่อยสิ .... อยากเห็นหมูปิ้งต่อยชยุตม์น่ะ :jul3:

nuttykung

  • บุคคลทั่วไป
แหม  คู่นี้เค้าสมน้ำสมเนื้อกันดีจริงๆ

katawoot

  • บุคคลทั่วไป
อรุณสวัสดิ์ครับ ขอบคุณทุกท่านที่กดคะแนนให้นะครับ และขอบคุณที่ลงคอมเมนท์ไว้นะ
คืนอื่นๆ หายไปไหนหมดน๊อ หรือว่าไม่เอ็นดูคฑาวุธอีกแล้ว  :m15:  :เฮ้อ:

บทที่ 5

จักริณทร์ยังอยู่ในชุดเครื่องแบบนักบินเมื่อชยุตม์จอดรถหน้าอาคารผู้โดยสารสนามบินเล็กๆ ของจังหวัดน่าน คนในสนามบินที่เดินผ่านไปมาต่างก็หันมองชายหนุ่มหน้าตาดีที่ยืนตรงนิ่ง มือจับกระเป๋าล้อเลื่อนสีดำ ส่วนอีกข้างถือหมวกนักบิน สาวๆ บางคนที่เดินผ่านส่งยิ้มให้ จักริณทร์ยิ้มตอบ แล้วหันไปมองคนที่กำลังเดินมาหาเขา
นักบินหนุ่มเห็นว่าเกือบหนึ่งเดือนที่ไม่ได้เจอกัน ชยุตม์ดูคล้ำลง ผมยาวขึ้น และเมื่อมองดูใกล้ๆ ก็สังเกตเห็นว่าชายหนุ่มตัวหนาขึ้นมากกว่าเดิม ความสูง 176 เซ็นติเมตรของชยุตม์เมื่อเทียบกับเขาแล้วถือว่าตัวเล็ก แต่ความกำยำล่ำสันของชยุตม์ทำให้ชายหนุ่มดูเข้มแข็ง บึกบึนกว่าเขาที่สูง 182
"โทษทีนะจักรที่ปล่อยให้รอนาน พอดีผมมีเรื่องนิดหน่อย" ชยุตม์ยิ้มกว้าง เอื้อมมือมาจับที่ลากกระเป๋าของนักบินหนุ่ม
"คิดถึง" จักริณทร์พูดเบาๆ ส่งสายตาหวานเยิ้ม
"เหมือนกัน" ชยุตม์ตอบสั้นๆ แล้วพูดว่า "ไปเถอะ จักรคงหิวแล้ว เดี๋ยวพาไปทานอาหารเหนืออร่อยๆ"
"ทานอาหารพื้นเมืองเลยหรือ ไม่รอให้ปรับตัวหรือนี่ เผ็ดแย่เลย" จักริณทร์ยิ้มกว้าง เดินตามชยุตม์ไปที่รถ
ชยุตม์เดินเร็ว จับกระเป๋าของจักริณทร์ยกขึ้นแล้วเดินตรงลิ่วไปที่รถ จักริณทร์มองตาม เห็นแผ่นหลังกว้าง ต้นขาและบั้นท้ายแน่นภายใต้กางเกงยีนส์ซีด แขนกำยำ ร่างกายที่เคลื่อนไหวเป็นจังหวะของวิศวกรหนุ่มทำให้จักริณทร์แทบจะทนไม่ไหว อยากกระโดดกอดคนที่เขารักเสียให้ได้
ทั้งสองเดินถึงรถกระบะสีดำคันใหญ่ ชยุตม์ยกกระเป๋าของจักริณทร์ขึ้นวางบนเบาะหลังแล้วเดินอ้อมไปยังประตูฝั่งคนขับ จักริณทร์เปิดประตูจะก้าวขึ้นรถ พลันสายตามองไปยังล้อรถข้างหลังที่แบนเกือบจะราบเรียบติดพื้น
"ยุตม์ รถยางแบน" จักริณทร์เรียกแฟนหนุ่ม "ดูสิ เหยียบอะไรมาก็ไม่รู้"
ชยุตม์ชะงัก รีบเดินย้อมกลับมา ยืนมองอยู่ชั่วครู่ก็สบถออกมา
"บ้าจริง มิน่าผมรู้สึกรถมันโคลงๆ" วิศวกรหนุ่มยกมือขึ้นเท้าสะเอว เงยหน้าขึ้นมองออกไปยังถนนเบื้องหน้า เอียงคอทำท่าทางเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
"โชคดี"
จักริณทร์ขมวดคิ้ว "โชคดีอะไรกัน ยางแบนแบบนี้ยังจะโชคดีอีกหรือ โชคร้ายสิไม่ว่า"
"ใช่ โชคร้าย" ชยุตม์พยักหน้า แล้วเดินไปหยิบอุปกรณ์เปลี่ยนยางรถ พึมพำกับตัวเองเบาๆ ว่า "โชคร้ายที่เจอโชคดี"
ชยุตม์คิดต่อในใจว่า...เจอโชคดีทีไรเขาโชคร้ายทุกที แต่คราวนี้อย่าให้เจออีกนะ เจอคราวนี้ละน่าดู..
เปลี่ยนยางเสร็จ คิดแล้วอยากจะขับรถไปที่ร้านโชคดีค้าเหล็ก แล้วโวยวายเอาเรื่องอันธพาลข้างถนนคนนั้นนัก
...แต่โชคดีจะจนมุมหรือ คนแบบนั้นคงไม่ยอมรับหากไม่มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา...
...เล่นกับโชคดีต้องวางแผนอย่างแยบคาย คอยดูเถอะ ต้องมีวันของชยุตม์บ้างละน่า...
"ให้ผมช่วยอะไรไหมยุตม์" จักริณทร์ย่อตัวลงข้างๆ ถามชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงห่วงใย "ดูยุตม์ท่าทางอารมณ์เสียมากเลย ยางแบนแค่นี้เอง ก็แค่อุบัติเหตุ"
...อุบัติเหตุจากน้ำมือของโชคดีไงล่ะ จะมีใครถ้าไม่ใช่คนๆ นั้น...
"เปล่า ผมเพียงแค่เสียอารมณ์ นึกว่าจะได้รีบพาจักรไปทานข้าว ต้องมาเปลี่ยนยาง" ยุตม์ปฏิเสธ ใบหน้ายังเรียบตึง
"ก็ขับรถไม่ระวัง นี่คงไปลุยที่ไหนมา" นักบินหนุ่มแกล้งตำหนิหน้ายิ้มๆ
...ไปลุยป่าลุยโคลนยังดีกว่าเยอะ ไม่นึกว่าโชคดีจะเล่นแรงขนาดนี้...
ชยุตม์ตอบจักริณทร์ในใจ แล้วพูดกับชายหนุ่มว่า "ทนหิวอีกนิดนะ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว"
"ครับ ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่หรอก แค่ท้องกิ่ว" จักริณทร์หัวเราะเบาๆ
ชยุตม์โยนล้อรถที่ถูกปล่อยลมจนแบนลงบนพื้นถนนแรงๆ พลางจินตนาการภาพใบหน้าของพ่อตัวร้ายเจ้าของร้านขายเหล็กที่กำลังยิ้มเยาะ ภาพของคนๆ นั้นที่เขามองเห็นอยู่บนยางรถโฟร์วีลด์ของเขา
...เปลี่ยนยางยังตามมาหลอกหลอน นี่จะต้องเจอฤทธ์เดชของโชคดีอีกเท่าไหร่ก็ไม่รู้...
ชยุตม์อดนึกถึงคนร้ายกาจคนนั้นไม่ได้

คนที่มีฤทธิ์เดชมากมายตอนนี้กำลังเดินเอ้อละเหยลอยชายอยู่ท่ามกลางรถเข็นขายอาหารที่ตลาดโต้รุ่งกลางเมือง โชคดีกำลังตัดสินใจวาจะรับประทานอะไรดีเป็นอาหารเย็น วันนี้เขานึกอยากจะทานอาหารนอกบ้านขึ้นมาทันใด
เมื่อเดินกลับไปที่บ้านแล้วเห็นรถของอาตี๋ซ่งจอดอยู่หน้าบ้านเขาก็รีบหลบฉาก หันหลังหลัง เปลี่ยนจุดหมายทันที เขาเดินไปเรื่อยๆ แวะคุยกับเพื่อนที่ทำธุรกิจค้าอุปกรณ์การเกษตร แล้วบังเอิญพบกับปลัดจินตวีร์ ปลัดจังหวัดคนเก่งที่เขานับถือจึงคุยกันอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเดินมาถึงตลาดโต้รุ่ง
แต่จังหวัดน่านเล็กนิดเดียว โชคดีหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น ซ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าร้านราดหน้ารสเด็ด จะหันหลังกลับเดินหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว ตี๋หนุ่มเห็นเขาจึงร้องทักเสียงดัง
"โชคดีๆ มานั่งด้วยกันสิ จะไปไหนเล่า" ซ่งรีบลุกขึ้น ทำท่าจะวิ่งมาหาเขา เพื่อนอีกสองคนที่นั่งอยู่กับอาตี๋ลูกชายร้านทองหันขวับมาหาเขาแล้วช่วยกันส่งเสียงเรียก
ชายหนุ่มเจ้าของร้านค้าเหล็กต้องจำใจเดินเข้าไปหา นึกในใจว่าหากไม่มีพิมลวรรณกับวิษณุนั่งอยู่กับซ่ง เขาก็จะโกยอ้าวหนีไปโดยเร็ว
"เส้นใหญ่ผักเยอะๆ นะ เราสั่งให้" ซ่งเสียงใส หันไปสั่งแม่ค้าโดยไม่รอให้โชคดีปฏิเสธ
"ว่าไงอาเสี่ย กิจการกำลังไปโลดนี่" วิษณุเอื้อมมือมาตบไหล่โชคดี
ชายหนุ่มยิ้มแล้วตอบว่า "อย่ามาแข่งกันขายก็แล้วกัน นายรวยแล้ว ให้คนอื่นได้รวยบ้าง"
"จะพยายาม" วิษณุหัวเราะ "แต่โครงการรีสอร์ทที่กำลังสร้างอยู่เราขอนะ เราขายวัสดุก่อสร้างให้เขาทุกอย่าง แต่เรื่องเหล็กจะไม่ยุ่ง ให้เขาไปซื้อกับนาย"
"ขายไปเลย โครงการนั้นเราไม่สน" โชคดียักไหล่
"อ้าว" พิมลวรรณเจ้าของร้านขนมเค้กอุทานด้วยความแปลกใจ ร้อยวันพันปี เธอไม่เคยเห็นโชคดียอมใครง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิษณุ
"ทำไมล่ะโชคดี จะปล่อยให้วิษณะคว้าพุงปลามันๆ ไปกินคนเดียวได้ยังไง"
"แน่ใจหรือว่าจะได้กินพุงปลา" โชคดียิ้ม ในสมองเกิดแสงสว่างวาบขึ้นมาทันใด
"ทำไมล่ะ ก็นายไม่เข้ามาแข่ง ใครที่ไหนจะกล้า" วิษณุถาม ร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างของครอบครัวเขาเป็นร้านค้าที่ใหญ่ที่สุด โครงการก่อสร้างในจังหวัดน่านซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างจากร้านเขาแทบทั้งสิ้น คู่แข่งที่พอสมน้ำสมเนื้อกันก็คือร้านค้าเหล็กของโชคดี วิษณุเคยบอกตัวเองว่าโชคดีที่เพื่อนของเขาขายเฉพาะเหล็ก หากโชคดีกระโดดเข้าร่วมแข่งขันขายวัศดุอุปกรณ์ก่อสร้างทุกประเภทเหมือนร้านของเขาก็คงต้องห้ำหั่นกันน่าดู
"โครงการอาจล่มได้ ใครจะรู้ เล่นสร้างกันริมน้ำน่าน ผันน้ำเข้าโครงการตัวเอง ทำลายธรรมชาติ แบบนี้มันน่าจะ..."โชคดีพูดเสียงแข็ง
"เฮ่ยๆ อย่านะโชคดี เสียหายหลายล้านนะโว้ย" วิษณะเบิกตากว้าง รีบทักท้วง
"เอาเลยโชคดี เราช่วย" พิไลวรรณสนับสนุน
วิษณุท่าทางจะเสียประโยชน์รีบหันหน้ามาหาเพื่อน "บ้าหรือวรรณ ไปยุเขาทำไม เกิดพ่อคุณเอาจริงขึ้นมา ณุก็แย่สิจ๊ะ"
"แหวะ เลิกตัวเองว่าณุซะที จะอ๊วก" พิมลวรรณทำท่ารังเกียจ วิษณุชอบจีบเธอทีเล่นที่จริงมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลายแล้วแต่ไม่มีวี่แววจะไปถึงไหน
...ผู้ชายเจ้าชู้ เธอรับไม่ได้หรอก ถ้าวิษณุเป็นได้อย่างโชคดีสักครึ่งเดียว เธอจะลองพิจารณาดูบ้าง"
"คุยอะไรกัน" ซ่งที่ถูกตัดออกนอกวงสนทนามองหน้าคนนั้นทีคนนี้ที ก่อนจะถามหน้าตาเหรอหรา
"เงียบเถอะซ่ง ไม่รู้อะไรก็ดีแล้ว" โชคดีเสียงห้วน
"จงไม่รู้ต่อไป" พิมลวรรณเสริม ยืนคำพูดของโชคดีมาว่าชายหนุ่มหน้าตี๋ที่วันๆ เอาแต่สนุกสนานร่าเริง
"ว่าเราอีกแล้ว ว่าเหมือนโชคดีเปี๊ยบเลย" ซ่งทำหน้าน้อยใจ ส่งสายตาตัดพ้อมายังคนหน้าเข้มที่ชอบดุเขาด้วยประโยคที่พิมลวรรณยืมมาพูด สมัยเรียนมัธยมปลาย เวลาเขาถามจู้จี้จุกจิกกวนใจมักโดนโชคดีของตะคอกอยู่บ่อยๆ ครั้นชายหนุ่มอธิบายยืดยาวแล้วเขายังทำหน้างงๆ ก็จะโดนโชคดียกนิ้วขึ้นชี้หน้าผากแล้วพูดว่า "จงไม่รู้ต่อไป แล้วอย่าถามอีกนะ รำคาญ"
"ขอร้องเถอะ โชคดี อย่าประท้วงเลย เราอยากขายของ" วิษณุขอร้อง
"ใครบอกเราจะประท้วง" โชคดียักไหล่" คราวนี้ควรเป็นคนอื่นบ้าง"
"ใครก็คนอื่นก็นายนั่นล่ะหนุนหลัง อย่ามาทำเป็นพูดดีหน่อยเลย" วิษณุเบ้ปาก
"ราดหน้ามาแล้วจ๊ะโชคดี" ซ่งส่งเสียง ยื่นมือไปรับจากราดหน้าจากเด็กเสิร์ฟ แล้ววางลงตรงหน้าชายหนุ่ม พร้อมยกเครื่องปรุงวางให้ใกล้ๆ
"ซ่ง" โชคดีปรามด้วยสายตาเขียวปั๊ด
"ทำไมล่ะ" ซ่งทำหน้ามุ่ย "เราผิดตรงไหน"
"น่า โชคดี อย่าดุมันนักเลย" พิมลวรรณแตะมือเพื่อน เธอรู้ว่าซ่งนั้นหลงไหลคลั่งไคล้โชคดียิ่งนัก ทั้งๆ ที่เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไม
จะว่าไป ซ่งก็หน้าตาดี ร่ำรวย เรียนจบจากเมืองกรุง นิสัยดี ไม่เคยคิดร้ายกับใคร ไม่มีอะไรเสียหาย แต่ทำไมโชคดีไม่เคยหันมามองเพื่อนของเธอคนนี้เลย ในขณะเดียวกัน ซ่งก็ไม่เคยถอย รู้ทั้งรู้ว่าโชคดีไม่ชอบตัว ทั้งดุทั้งว่า ซ่งก็ยังยอมโชคดีสารพัด
...แปลกจิงมนุษย์...
พิมลวรรณถอนหายใจเบาๆ หันหน้าไปมองรอบๆ พลันสายตาสะดุดกับชายหนุ่มหน้าตาดีสองคนที่กำลังเดินใกล้เข้ามา
ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบเหมือนนักบิน กับอีกคนสวมเสื้อยืดสีเขียวเข้ม กางเกงยีนส์สีซีด รูปร่างบึกบึน หน้าตาดีทั้งสองคน ลักษณะท่าทางไม่ใช่คนจังหวัดนี้
"หล่อจัง" พิมลวรรณเผลอพึมพำ "หล่อเท่ห์ไม่จำกัด"

ชยุตม์ชะงักชั่วอึดใจเมื่อหันไปมองรอบๆ แล้วมองเห็น "คู่กรณี" กำลังนั่งทานอาหารอยู่ วิศวกรหนุ่มจึงเดินนำจักริณทร์เข้ามาหา โชคดีหันไปมองแวบเดียวก็ก้มหน้าลงรับประทานราดหน้า ไม่สนใจผู้ชายสองคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง
วิศวกรหนุ่มผู้โดนแกล้ง ยิ้มให้พิมลวรรณ์กับวิษณุที่ยิ้มกว้างท่าทางเป็นมิตร ทรงศักดิ์ก้มศรีษะทักทายแต่ใบหน้าเรียบนิ่ง
"สวัสดีครับคุณโชคดี" ชยุตม์ทักทาย
โชคดียังไม่ตอบกลับทันที มือที่ถือช้อนอยู่ตักราดหน้าเข้าปาก แล้วหันมาพยักหน้าให้ชยุตม์พลางเคี้ยวอาหารช้าๆ
พิมลวรรณยกศอกกระแทกเพื่อนเบาๆ เป็นทำนองว่าให้แนะนำให้รู้จักชายหนุ่มทั้งสองคน โชดดีทำท่าไม่สนใจ วิษณุเริ่มรู้สึกถึงความอึดอัดจึงรีบพูดขึ้นว่า "มาเที่ยวหรือครับ นั่งทานด้วยกันไหมครับ เชิญๆ"
"คุณเค้าคงไม่ค่อยชอบทานราดหน้า" ซ่งพูดแทรกขึ้นมา จับตามองชยุตม์นิ่ง เขาเห็นประกายตาบางอย่างที่เขาเท่านั้นมองออก ส่วนวิษณุกับพิมลวรรณไม่มีเรดาร์พิเศษเช่นเขา
"โชคดี" พิมลวรรณเรียกเพื่อนเสียงเบา มือดึงแขนเสื้อของชายหนุ่ม
"วิษณุ พิมลวรรณ นี่คุณเอ่อ..." โชคดีทำท่านึกชื่อของชยุตม์ "คุณชยุตม์ คุมงานก่อสร้างรีสอร์ทหรูที่อาจจะสร้างที่เวียงดาว"
"ดิฉันพิมลวรรณค่ะ"
"ผมวิษณุครับ ขายวัสดุก่อสร้าง"
ซ่งนั่งเงียบ เพียงแต่ยิ้มมุมปากให้บางๆ จนพิมลวรรณหันมามองแล้วแนะนำตัวแทนเพื่อน
มุมปากชยุตย์กระตุก โชคดีแกล้งทำเป็นนึกชื่อเขาไม่ออก แล้วยังกระทบกระเทียบว่าเขาเป็นคนคุมงานก่อสร้างรีสอร์ท แถมยังใช้คำว่า "อาจจะ" ได้รับการก่อสร้าง
...โชคดีหมายความว่าอย่างไร...อาจจะ...ชายหนุ่มหน้าดุคนนี้มีแผนจะทำอะไร?...
"วิษณุ ถ้าอยากขายอิฐขายปูนก็ติดต่อคุณ..."
"ชยุตม์" วิศวกรคนเก่งที่กลายมาเป็นคนคุมงานก่อสร้างรีบพูดแทรกบอกชื่อตัวเอง
"คุณชยุตม์นั่งด้วยกันสิครับ" วิษณุขยับเก้าอี้ ไม่ได้มองชยุตม์เป็นเพียงโฟร์แมน หากเป็นวิศวกรของโครงการเพราะมาดให้ เขารู้นิสัยโชคดีว่าหากไม่ชอบหน้าใครมักจะ 'ข่มและเหยียบ' แบบไม่ให้ผุดไม่ให้เกิด
"เอ่อคงต้องขอตัวครับ ขอบคุณครับ พอดีเพื่อนผมมาจากกรุงเทพฯ เลยอยากทานอาหารพื้นเมือง" ชยุตม์ยิ้มเป็นมิตร "เอาไว้คราวหน้าคงได้มีโอกาส"
"ว่างๆ เชิญที่ร้านวรรณนะคะ วรรณขายเค้กที่หน้าไปรษณีย์ ร้านสีขาวเห็นเด่นชัดค่ะ ผ่านไปทางหอนาฬิการับรองว่าไม่พลาด" พิมลวรรณยิ้มหวาน ทอดสะพานให้ชยุตม์เต็มที่
วิษณุไม่ยอมน้อยหน้า รีบเสนอตัวทันที "ร้านผมก็อยู่ไม่ไกลกันครับ จากหอนาฬิกา ตรงไปสุดสุดถนนก็ถึง ก่อนเลี้ยวขวาไปตลาดเช้า คุณชยุตม์ขาดเหลืออะไรก็เชิญนะครับ"
ชยุตม์รับคำ แล้วขอตัวพาเพื่อนไปทานอาหาร แต่ก่อนเดินจากไปชายหนุ่มหันมาพูดกับคนที่นั่งทานอาหารไม่สนใจใคร
"ขอบคุณคุณโชคดีมากนะครับที่ช่วยแนะนำร้านเปลี่ยนยางรถ ถ้าไม่ได้คนใจดีแบบคุณโชคดีผมคงแย่" ชยุตม์แสดงท่าทางขอบคุณอย่างจริงใจ ซึ่งมีเพียงเขากับโชคดีเท่านั้นที่เข้าใจ
"ไม่เป็นไรครับ ครั้งต่อไปขับรถก็ระวังอย่าไปชนตอก็แล้วกัน จะหาว่าไม่เตือน" โชดดีตอบ ไม่หันหน้ากลับไปมองชยุตม์ ปล่อยให้วิศวกรหนุ่มพูดกับแผ่นหลังของเขา
"ขอบคุณครับที่เตือน คราวต่อไปถ้าเจอตอ ผมจะเหยียบให้จมดิน ชาวบ้านผ่านไปมาจะได้ไม่เดือดร้อน"
...อ๊ะ...ประกาศสงครามเลยหรือ...โชคดีชะงัก มือที่กำลังตักราดหน้าค้างเติ่ง ซ่งเป็นคนเดียวที่สังเกตเห็น เพราะพิมลวรรณกับวิษณุกำลังหัวเราะชอบใจกับคำพูดของชยุตม์
"โชคดี อย่านะ ใจเย็นๆ" ซ่งเตือน เพราะกลัวว่าโชคดีจะจับจานราดหน้าขว้างไปยังชายหนุ่มหน้าตาดีที่ทำหน้ายิ้มๆ คนนั้น เขารู้ความร้ายกาจของโชคดี เขาเคยโดนมาแล้ว วิษณุก็เคยเช่นกัน

ชยุตม์กับจักรินทร์เดินจากไปแล้ว พิมลวรรณยังมองตามจนลับสายตา วิษณุหันมาพูดกับซ่งและโชคดีที่นั่งทานอาหารอยู่อย่างเอร็ดอร่อย "ท่าทางไม่เห็นเหมือนโฟร์แมน"
"ดูเป็นผู้ดี มีการศึกษา" พิมลวรรณเสริม
"ว่าแต่ว่า ไปรู้จักกันยังไงล่ะหมู...โชคดี" ซ่งลืมตัว พูดเสร็จก็รีบขยับตัวตั้งท่าจะยกมือปกป้องตัวเอง
ชายหนุ่มผู้เกลียดชื่อเล่นตัวเองหันมองตี๋หนุ่มตาขวาง "จะรู้ไปทำไม"
"ดุจัง ถามหน่อยก็ไม่ได้" ซ่งบ่นอุบอิบ
"นั่นสิ ไปรู้จักกันยังไง" พิมลวรรณถามอีกคน "สงสัยจังว่าเขาจะมาอยู่นี่นานแค่ไหน นานพอจะสร้างความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนได้หรือเปล่าน๊อ"
"เพื่อนหรือคนรักกันแน่จ๊ะ" วิษณุเย้า "ระวังเน๊อ คนใต้ขี้จุ๊ คนเหนือด้วยกั๋นบ่หันมอง"
"คนเหนือเจ้าชู้ บ่น่าไว้ใจ๋" พิมลวรรณเปลี่ยนสำเนียงการพูด ทำตาค้อนวิษณุประหลับประเหลือก
"ใช่เลี้ยว เราเห็งล่วย" ซ่งผสมโรง ก่อนทั้งสามจะหัวเราะครื้นเครง
"สนุกกันนักนะ ระวังเถอะวรรณ คนกรุงเทพฯ นะร้ายกาจนัก จะหาว่าไม่เตือน"
"ใช่ ใช่ คนบ้านเดียวกันสิน่ารัก" ซ่งสนับสนุน "ไม่เคยคิดจะทำให้ช้ำใจ"
โชคดีวางช้อนแรงๆ เอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำยกขึ้นดื่มแล้วพูดว่า "อิ่มแล้ว"
"อ้าว ทำไมรีบอิ่ม เรายังกินไม่หมดเลย" ซ่งอุทาน
"ก็มัวแต่พูด เชื่องช้าอยู่ได้" โชคดีอดว่าตี๋หนุ่มไม่ได้ "คลานเป็นเต่า จะไปทันกินอะไรเค้า"
โชคดีลุกขึ้นยืน ควักเงินออกมาวางบนโต๊ะ แล้วฝากให้พิมลวรรณช่วยจ่าย ไม่สนใจคำทัดทานของเพื่อนทั้งสามที่ชวนให้นั่งต่อ
ซ่งรีบลุกตามแต่ต้องชะงักเพราะโชคดีหันมาสังเสียงเข้มว่า "ซ่ง ไม่ต้องตามมา จะกลับบ้านแล้ว ปวดห้องน้ำ"
ตี๋หนุ่มหน้ามุ่ย จำต้องนั่งลงบนเก้าอี้อย่างหงอยๆ แต่ไม่วายพูดว่า "เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปที่ร้านตอนสายๆ นะ"
"ไปทำไม" โชคดีถามเสียงดุ
"ไปซื้อเหล็ก ที่บ้านจะซ่อมโรงรถ" ซ่งตอบเสียงอ่อย
"โทรไปสั่ง เดี๋ยวให้คนไปส่ง"
"เราจะไปซื้อเอง"
"ตามใจ" โชคดีตัดบทสนทนา ยกมือขึ้นอำลาวิษณุกับพิมลวรรณ์แล้วเดินลิ่วย้อนกลับไปทางเดิมที่เดินมา ผ่านรถเข็นขายอาหารนานาชนิด เมื่อใกล้จะพ้นรถเข็นคันสุดท้าย ชายหนุ่มหันไปมองด้านซ้ายมือที่เป็นร้านขายอาหารพื้นเมือง เขาเห็นชายหนุ่มสองคนกำลังนั่งทานอาหารอยู่ ทั้งสองคุยกันอย่างสนิทสนม...สนิทจนดูราวไม่ใช่เพื่อนกัน...
...สนิทเหมือนไม่ใช่เพื่อน...ถ้างั้นก็เป็น...?
...ฮึ...แฟน...มาทำงานต่างจังหวัดไม่ทันไร แฟนก็ตามมาเยี่ยมแล้วหรือ ห่างกันไม่ได้เลยนะ นึกแล้วหมั่นใส้ ขวางหูขวางตาที่สุด...
...ยางแบนอีกรอบดีไหมนี่ เอาทีเดียวสี่ล้อพร้อมกันเลย ดูซิ หน้านิ่งๆ ของชยุตม์จะกลายเป็นสีอะไร คงโกรธจนควันออกหู...
โชคดีคิดเล่นๆ เผลออมยิ้มกับความคิดแผลงๆ ของตัวเองไม่ได้ หากก็เป็นเพียงความคิดเท่านั้น ถึงอย่างไรเขาก็ไม่โหดร้ายกับชยุตม์ถึงขนาดนั้น
...แต่หากจะเหยียบ 'ตอ' ให้จมดินอย่างที่พูดเมื่อสักครู่จริงๆ ละก็ สงสัยต้องเจอกันซักหน่อยแล้ว คนอย่างโชคดีไม่เคยถอย...

ชายหนุ่มเดินผ่านรถกระบะของวิศวกรหนุ่มที่จอดอยู่ไม่ไกล แล้วโบกมือเรียกจักรยานยนต์รับจ้างที่รีบตรงรี่เข้ามาหา
"ลุงทองคำ" ชายหนุ่มอุทานเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนขับ
"คุณโชคดีไปไหนครับ" ชายแก่ถามอย่างนอบน้อม
โชคดีตอบว่ากลับบ้าน และถามสารทุกข์สุขดิบลุงทองคำและครอบครัว ก่อนจะบอกให้ออกรถได้
อากาศค่อนข้างเย็น ลมที่พัดปะทะใบหน้าของชายหนุ่มทำให้เขารู้สึกชา แต่เขาชอบ เขาชอบให้ลมปะทะหน้าแรงๆ ชอบขับรถเปิดกระจกให้ลมตีเข้ามา ได้ยินเสื้ออื้ออึงอยู่ในหู ทำให้เขารู้สึกว่าอยู่ในโลกของตัวเอง ไม่ได้ยินสรรพสำเนียงอื่นใด
โชคดีมองสองข้างทางที่ประดับตกแต่งด้วยไประยิบระยับ อีกไม่กี่เดือนก็ปีใหม่แล้ว งานฉลองกำลังจะเริ่มขึ้น ปีนี้ก็เหมือนทุกปี เขาฉลองกับแม่และคนงานที่ร้าน ไร้เงาพ่อเช่นเคย...
พ่อที่เห็นหน้านับครั้งได้...
ตั้งแต่แม่หอบหิ้วเขาออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูลเมธานนท์เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เขากับแม่ก็ไม่เคยกลับไปที่นั่นอีกเลย พ่อก็ไม่เคยตามมาเยี่ยม ไม่เคยได้ข่าวคราว ไม่เคยติดต่อมาแม้แต่ครั้งเดียว
ตัดกันแล้วก็ตัดกันสิ้น ไม่เหลือเยื่อใย ชีวิตเขากับแม่สองคนรวมกันเป็นสี่มือสี่เท้าที่ช่วยกันสู้ชีวิต แม่บอกเขาอย่างนั้น และเขาก็บอกตัวเองเช่นนั้นด้วย...

ชยุตม์วางโทรศัพท์ หันมาสนใจกับแบบแปลนที่วางอยู่บนโต๊ะ เมื่อครู่จักรินทร์โทรศัพท์มาบอกเขาว่าจะขับรถไปเที่ยวน้ำตก และจะรีบกลับมาให้ทันเขาเลิกงาน เย็นนี้จักรินทร์อยากให้เขาพาไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารที่อร่อยที่สุดของจังหวัด
ขณะที่กำลังมีสมาธิในการทำงาน ประตูห้องทำงานของเขาซึ่งเป็นตู้คอนเทนเนอร์ก็เปิดออก เจษฎา สถาปนิกคนหนึ่งของโครงการรีสอร์ทหน้าตื่น เรียกเขาเสียงดัง
"คุณชยุตม์ครับ เกิดเรื่องแล้ว ที่ริมน้ำ ไปดูเร็วเถอะครับ" ชายหนุ่มรุ่นน้องพูดเสร็จแล้วก็รีบหันหลังกลับแล้ววิ่งจากไป
ชยุตม์รีบลุกขึ้น คว้าโทรศัพท์แล้วรีบตามหลังเจษฎาไปติดๆ พอใกล้ถึงริมแม่น้ำน่าน ช่วงต่อระหว่างคลองในโครงการกับประตูน้ำที่กำลังก่อสร้าง เขาได้ยินเสียงเครื่องขยายเสียงดังลั่น เสียงผู้หญิงห้าวๆ คนหนึ่งตะโกนขับไล่รีสอร์ทของคุณอาเขา พร้อมปลุกระดมให้ชาวบ้านที่มาชุมนุมช่วยกันขัดขวางการก่อสร้างทำนองว่ารีสอร์ททดน้ำจากแม่น้ำเข้าไปในโครงการและทำลายธรรมชาติ ทำให้ระบบนิเวศน์และวิถีชีวิตของคนเมืองน่านเปลี่ยนแปลงไป
"จะสร้างไปเพื่อใคร เพื่อคนรวยเพียงหยิบมือเดียวที่มานอนตากอากาศไม่กี่คืน แต่สิ่งที่เราต้องเสียไปไม่คุ้มกันเลย ที่สำคัญ ขโมยน้ำจากแม่น้ำของเราเข้าไปปรนเปรอความสุขสบายของคนพวกนี้ เรายอมไม่ได้" สิ้นเสียงหญิงสาววัยประมาณยี่สิบปลายๆ เสียงชาวบ้านทั้งชายหญิงหลากวัยก็สนับสนุนดังรับกันเป็นทอดๆ
"เอาน้ำเราคืนมา เอาป่าเราคืนมา เอาธรรมชาติเราคืนมา" เสียงชายหนุ่มอีกคนดังขึ้น
"ใช่ ใช่" เสียงคนอีกกลุ่มหนึ่งดังตามมา พร้อมกับกลุ่มชายฉกรรจ์สิบกว่าคนกรูกันเข้าไปยังประตูน้ำของโครงการที่กำลังก่อสร้างอยู่
เจ้าหน้าที่ของรีสอร์ทพยายามห้ามปรามผ่านโทรโข่งที่มีอยู่เพียงอันเดียวแต่ก็ไม่เป็นผล คนงานก่อสร้างของรีสอร์ทวิ่งเข้ามาขวาง มีการผลักกันไปผลักกันมากันชุลมุน แต่ยังไม่มีมีการทำร้ายกัน เจษฎากับชยุตม์ยืนมองอยู่ยังไม่ได้เข้าไปร่วมด้วย ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ของรีสอร์ทจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น
เสียงร้องห้ามดังลั่น พยายามต่อรองไม่ให้ทำลายทรัพย์สิน อีกฝ่ายตะโกนขับไล่ไม่ยอมหยุด ศักดิ์ชัย ผู้บริหารโครงการคนหนึ่งตะโกนขอให้กลุ่มชาวบ้านฟังคำอธิบายและรอผู้ใหญ่
"เราไม่รอ เราไม่คุย ออกไป ออกไป ออกไป" หญิงสาวแกนนำการต่อต้านกระตุ้นชาวบ้านด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
"หยุดสร้าง หยุดสร้าง หยุดสร้าง" กลุ่มหนุ่มสาวที่แต่งเครื่องแบบนักศึกษาตะโกนเร่งเร้า
ชยุตม์เห็นท่าทางไม่ดีจึงรีบเดินเข้าไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมที่กำลังชุลมุน ตั้งใจว่าจะช่วยพูดอีกแรง แม้เขาเป็นวิศวกรไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงแต่สถานการณ์เช่นนี้จะให้ยืนดูเฉยๆ ก็กระไรอยู่
...แต่เดี๋ยวก่อน นั่นโชคดีนี่นา...
ชยุตม์ชะงัก มองไปอีกฟากของแม่น้ำเห็นชายหนุ่มร่างสูงยืนกอดอกอยู่ใต้ร่มไม้ เท่านั้นเองเขาก็รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง
ชยุตม์ถึงตัวศักดิ์ชัย ผู้บริหารโครงการหันมามองหัวหน้าวิศวกรหนุ่มแล้วรีบหันไปอีกด้านเมื่อผู้ช่วยอีกคนของเขาวิ่งกระหืดกระหอบมาถึง ยื่นไมโครโฟนในมือให้
ชยุตม์พยักหน้า ยื่นมือไปหาศักดิ์ชัยขอให้หนุ่มใหญ่ส่งไมโครโฟนให้เขา ศักด์ชัยรีบส่งสิ่งที่อยู่ในมือให้หลานชายของเจ้าของรีสอร์ทราวกับว่าเป็นเผือกร้อนๆ ที่เขาไม่อยากถือเอาไว้อีกแล้ว
วิศวกรหนุ่มที่ต้องกลายมาเป็นนักเจรจาสูดลมหายใจลึกๆ ตาเพ่งมองตรงไปข้างหน้าดังจะมองผู้คนที่กำลังวุ่นวานกันอยู่ตรงหน้า หากสายตาเขามองข้ามไปยังอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ ไปยังคนที่ยืนกอดอกพิงต้นไม้อยู่ราวกับสบายใจนักหนา มองไปยังชายหนุ่มที่ตั้งท่าจะขวางเขาอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ตาม
...ไม่รู้โกรธแค้นกันมาแต่ชาติปางไหน โชดดีถึงกัดเขาไม่ยอมปล่อย ชยุตม์อดคิดไม่ได้ว่าที่ชาวบ้านถูกเกณฑ์มาต่อต้านการสร้างรีสอร์ทนี่ก็เพราะว่าโชดดีไม่ชอบหน้าเขา

katawoot

  • บุคคลทั่วไป
ชยุตม์ใช้มือตบทดสอบเสียงของไมโครโฟนเพื่อให้แน่ใจว่ามีเสียงดังเป็นที่พอใจ ก่อนที่จะตัดสินใจพูดอะไรบางอย่างเพื่อสะกดทุกคนให้เงีบบฟัง
“พี่น้องครับ ฟังทางนี้ก่อน ผมขอประกาศว่า ใครก็ได้ที่มีหลักฐานชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรที่พิสูจน์ได้ว่าการก่อสร้างรีสอร์ทของเราจะทำให้แม่น้ำน่านได้รับความเสียหายจนผิดไปจากเดิม ผมจะให้เงินรางวัลเป็นเงินสดหนึ่งล้านบาท”
ลูกน้องของศักดิ์ชัยไปหาเครื่องขยายเสียงหูหิ้วที่เสียงดังมีประสิทธิภาพมากมาให้ เสียงห้าวทุ้มของชยุตม์สะกดทุกคนให้นิ่งเงียบ
“เงินสดหนึ่งล้านบาทครับ พยานมีกันเป็นร้อย ผมไม่โกหก หากใครพิสูจน์ได้ว่ารีสอร์ทแห่งนี้สร้างขึ้นแล้วทำให้ธรรมชาติเของแม่น้ำน่านเสียหาย ผมยินดีจ่ายให้หนึ่งล้าน เราพูดกับอย่างผู้ใหญ่ ไม่มีอคติ ที่กำลังเย้วๆ กันอยู่นี่ ถามตัวเองหน่อยเถอะ ท่านมีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนหรือเปล่า หากมี ก็ขอให้แสดงออกมา ใครหาหลักฐานที่ถูกหลักวิชาการและเชื่อถือได้ มีการรับรองอย่างถูกต้องอย่างเป็นทางการ ผมให้หนึ่งล้านบาท”
ชยุตม์มองโชคดี เขาเห็นว่าชายหนุ่มยังหยืนอยู่เหมือนเดิม ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จากนั้นปรายตามองหญิงสาวที่เป็นแกนนำ เขาสังเกตเห็นว่าสาวห้าวคนนั้นหันไปมองโชคดีเหมือนกับจะขอสัญญาณอะไรบางอย่างเพื่อให้ดำเนินการต่อไป
...แค่นี้ก็รู้แล้วว่าใครเป็นแกนนำที่แท้จริง ทำตัวเป็นผู้ยืนมองอยู่ห่างๆ แต่ที่จริงแล้ว โชคดีนั่นล่ะคือตัวตั้งตัวตี
ชาวบ้านที่ยืนนิ่งเริ่มหันหน้ามองกันเลิ่กลั่ก ข้อเสนอหนึ่งล้านบาทนั้นยวนใจไม่น้อย ชยุตม์เห็นว่าผู้ต่อต้านกำลังลังเลจึงรีบพูดต่อ
“พ่อแม่พี่น้องครับ ผมเป็นวิศวกร ผมขอรับรองด้วยเกียรติของผมว่าจะดูแลการก่อสร้างให้ดีที่สุด ไม่ให้ทำลายธรรมชาติโดยเด็ดขาด จริงอยู่ การก่อสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะสร้างอะไร มันก็ต้องมีการตัดต้นไม้กันบ้าง ทุกท่านสร้างบ้านก็ต้องตัดต้นไม้กันแทบทุกคนไม่ใช่หรือครับ แต่พอลุงๆ ป้าๆ สร้างบ้านเสร็จแล้ว เราก็ปลูกต้นไม้ขึ้นมาให้ความร่มรื่นให้บ้านของเรา ยิ่งทำให้น่าอยู่มากกว่าเดิม ผมก็จะสร้างรีสอร์ทนี้ให้เป็นอย่างนั้น ส่วนเรื่องผันน้ำเข้าโครงการนั้นเราไม่ทำครับ ที่เราทำประตูกั้นน้ำก็เพื่อปรับระดับน้ำให้สมดุลกัน ตั้งใจจะไม่ให้น้ำจากในโครงการของเราไหลออกไปทำความเสียหายให้แม่น้ำข้างนอกด้วยซ้ำไป ผมยินดีที่จะให้ชาวน่านจัดตั้งคณะกรรมการเข้ามาดูแลการก่อสร้างร่วมกันกันเราอีกด้วย”
สิ้นเสียงชยุตม์ ฝ่ายเจ้าหน้าที่รีสอร์ทเกิดเสียงฮือฮาขึ้นมา ศักดิ์ชัยหันซ้ายหันขวา ทำหน้าตากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ตกใจไม่น้อยที่ได้ยินชยุตม์พูด
“ผมขอร้องล่ะครับคุณน้าคุณอาทั้งหลาย ให้เวลาเราบ้าง เรามาคุยกันดีๆ ไม่ใช่อยู่เฉยๆ ก็มาทำลายข้าวของกัน ยังไม่ได้คุยอะไรกันเลย ถ้าทุกท่านมีความกังวลว่ารีสอร์ทแห่งนี้จะมีผลกระทบที่ไม่ดีต่อแม่น้ำ ก็ขอให้มาคุยกัน เราจะได้ช่วยกันแก้ไข ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อาจมีบางอย่างที่เราทำไม่ถูกใจพี่น้อง ตอนนี้เรารู้แล้วว่าทุกท่านกังวลเรื่องอะไร เรามาคุยกันก่อนดีกว่าครับ ผมอยากขอร้องให้ทุกท่านอย่าเพิ่งทำอะไรรุนแรง เราเป็นคนไทยด้วยกัน เราควรจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขทั้งสองฝ่าย ผมไม่โกหกหรอกครับ ขอให้เชื่อผม”
ชยุตม์อ้อนวอนเสียงอ่อน ถือโอกาสขณะที่คนกำลังฟังเขาอธิบายเสียยืดยาว ใช้โอกาสขณะที่เขามีเครื่องเสียงอยู่ในมือให้เป็นประโยชน์ เขาเชื่อว่าความจริงใจของเขาซึ่งออกมาจากข้างในจะแสดงออกทางสีหน้าท่าทาง ยังไงๆ คนก็ต้องเห็นบ้าง
...โชคดีก็ควรจะมองเห็น หากไม่อคติจนเกินไปนัก...

**** end of chapter 5*****
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-04-2009 15:03:49 โดย katawoot »

ออฟไลน์ M@nfaNG

  • ชีวิตคือการตรวจสอบ...
  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +847/-18
สุนทรพจน์เยี่ยมจริงๆ ขอไปหาหลักฐานมาก่อนนะคะ อยากได้1ล้าน เดี๋ยวหาเจอจะกลับมาประท้วงต่อ :jul3:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด