ตอนที่ 42 : Vanilla sky (Part 2/2)...
... บทสัมภาษณ์ยังคงดำเนินต่อ สลับไปมาระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว
...
“มาถึงช่วงสุดท้ายของการสัมภาษณ์ ... หลายคนที่นั่งฟังอยู่คงรู้สึกหงุดหงิดว่าทำไมพี่ถึงไม่ถามเรื่องที่เป็นกระแสอยู่ซักที ...” ผมยิ้ม
“... ถามเจ้าตัวก่อนว่าลำบากใจที่จะให้สัมภาษณ์ไหม”
“ถ้าไม่ใช่เรื่องที่จะต้องพาดพิงถึงบุคคลที่ 3 ก็ยินดีตอบทุกคำถามครับ” ผมยืนยันกับพี่อู๊ดดี้ไปตั้งแต่แรกแล้วว่ายินดีจะตอบคำถามโดยจะต้องไม่ใช้คำถามที่พาดพิงถึงบุคคลอื่น
“ช่วยเล่าให้ฟังได้ไหมว่ากับเขา เรื่องมันเป็นไงมาไง มันเริ่มต้นมาจากตรงไหน”
“หมายถึงกับจีนะเหรอครับ ...” พี่อู๊ดดี้พยักหน้า
“... เราเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่อายุสิบต้นๆ ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ผ่านเหตุการณ์มาด้วยกันมากมาย ความผูกพันค่อยๆ พัฒนาขึ้นจากเพื่อนเป็นอะไรที่มากกว่านั้น”
“รู้จักกันมานานมาก ... ผ่านอะไรมาด้วยกันบ้าง เล่าให้พี่ฟังได้ไหม”
“ผ่านมาทุกอย่างเลยครับ มีแฟนคนแรก อกหักครั้งแรก ตอนผม Entrance รอบ 2 จีก็คอยให้กำลังใจ เอาหนังสือ เอา Lecture เก่าๆ มาให้ ช่วยสอนฟิสิกส์เคมีบทที่ผมไม่เข้าใจ วันสอบจีมาอยู่เป็นเพื่อนที่สนามสอบตั้งแต่เช้าถึงเย็น...”
“... เรา Support กันและกันเสมอ หรือแม้แต่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น E-mail ส่วนตัวที่ใช้อยู่ปัจจุบัน จีก็เป็นสมัครให้ Handy Drive ที่ผมใช้อยู่ตอนนี้ก็เป็นของจี” คนตรงหน้าอมยิ้มในขณะที่ฟังผมเล่าเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างเรา
“เชื่อแล้วว่าสนิทกันจริง”
“เรื่องเกียรตินิยมอันดับ 1 และเรื่องเรียนต่อ ป.โท ก็เป็นไอเดียของจี”
“น้องมิลค์ ช่วยเล่าอีกหน่อยได้ไหม”
“จริงๆ แล้วคนที่เป็นเด็กดีคือจี ไม่ใช่ผม 555 ...”
“... หลายครั้งที่ผมจะเดินเข้าสู่ Dark Side of the Force …” พี่อูดดี้หลุดขำเพื่อผมปล่อยมุก Star Wars
“... จีเขาจะเป็นคนดึงผมกลับมา ... ตอนเข้าปี 1 ผมเหมือนคนหลงทาง ความฝันของผมเป็นจริงแล้ว ผมเข้ามหาลัยในฝันได้แล้ว รู้สึกเหลิงสุดๆ คิดว่าตัวเองมีครบแล้วทุกอย่าง ...”
“... เป็นจีที่ดึงสติผม เขาบอกผมว่าให้ตั้งใจเรียนให้ได้เกรดดีๆ เพราะเกรด ป.ตรีดีๆ จะทำให้ผมสามารถเรียนต่อที่ไหนก็ได้ ... แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ตอนสมัคร ป.โท แค่เห็นเกรดก็เหมือนผมก้าวเข้าไปได้แล้วครึ่งหนึ่ง”
“พูดได้ไหมว่าเขาคือคนที่อยู่กับเรามาตลอดในทุกช่วงเวลาของชีวิต”
“พูดได้ครับ” จีมีส่วนร่วมในทุกช่วงชีวิตของผมจริงๆ
“มีทะเลาะกันไหม”
“มีบ้างตามประสาเพื่อนสนิท งอนบ้าง โกรธบ้าง แต่ไม่เคยทะเลาะกันใหญ่โตครับ”
“เวลางอนกันใครเป็นฝ่ายง้อ”
“ส่วนมากจีจะเป็นฝ่ายง้อครับ 555 แต่ถ้าผมผิด ผมก็ง้อ ก็ขอโทษเขา”
“ผูกพันกันมากขนาดนี้ ทำไมถึงไม่ได้คบกันตั้งแต่ตอนนั้น” หัวใจผมเต้นรัวเมื่อได้ยินคำถามนี้ หมดเวลาของคำถามสบายๆ แล้วซินะ
“อืมมมมม... คำว่าเพื่อนสนิทค้ำคอนะครับ กลัวว่าถ้าบอกไปแล้วเขาไม่ได้คิดเหมือนกันก็กลัวจะเสียเพื่อน ยื้อกันไปยื้อกันมา ไม่เคยคิดเหมือนกันว่ากว่าจะได้คบกันต้องใช้เวลานานขนาดนี้”
“จะบอกว่าเป็นตำนานได้ไหมเรื่องของเรา 2 คน”
“ผมไม่กล้าพูดหรอกครับ” ผมจะกล้าพูดได้ยังไง แม้จะเป็นเรื่องที่น่าดีใจที่สุดท้ายเราได้คบกันแต่ก็อย่างที่บอกมีใครหลายคนที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้
“พี่ถามตรงๆ เลยนะ ...” ผมพยักหน้า สัมผัสได้เลยว่าคำถามต่อไปต้องหนักหน่วงไม่ต่างอะไรกับหมัด Uppercut
“... ไปแย่งเขามาจริงๆ ไหม” ผมเม้มปาก กำลังไล่เรียงความคิดเพราะผลของการสัมภาษณ์จะเป็นยังไงขึ้นอยู่กับคำตอบของคำถามนี้
“ไม่จริงครับ ผมรู้ว่าทุกอย่างดูเหมือนผมไปแย่งเขามา แต่ผมบอกพี่ด้วยความสัตย์จริงว่าผมไม่เคยทำอย่างนั้น ...”
“... พอจีแต่งงาน ผมก็กลับมายืนอยู่ในที่ของตัวเอง จะว่าไปหลังจากเขากลับมาจากเรียนต่อ เราก็ไม่ได้สนิทกันเหมือนเดิม ความจริงคือติดต่อกันน้อยมาก ผมไม่เคยเข้าไปเป็นมือที่ 3”
“รับได้ไหมที่เขาแต่งงาน”
“วันนั้นความรู้สึกของผมไม่ได้สำคัญอะไรเลยครับ การแต่งงานเป็นเรื่องของคน 2 คนที่ตัดสินใจร่วมกัน ผมรับรู้พร้อมกับเพื่อนคนอื่นๆ ว่าจีจะแต่งงาน”
“วันนั้นรู้สึกยังไงบ้าง”
“บอกพี่ด้วยความสัตย์จริง ... เสียใจครับ เสียใจมากที่ผมไม่ใช่คนๆ นั้น แต่ก็ดีใจที่เห็นเขามีความสุข”
“พี่ขอถามย้อนมานิดนึง อธิบายให้เคลียร์เลยนะ คนเขาสงสัยเพราะว่าจังหวะที่เรา 2 คนคบกันมันดูลงตัวมาก”
“ไม่ได้ลงตัวขนาดนั้นครับ ตั้งแต่หย่าร้างจีก็หายไปเลย ผมและเพื่อนคนอื่นๆ ติดต่อเขาไม่ได้เกือบปี”
“แล้วอยู่ๆ ก็ติดต่อได้แบบนั้นเหรอ”
“ครับ ... มีเหตุบังเอิญบางอย่างทำให้เรากลับมาติดต่อกันอีกครั้ง ช่วงนั้นเขาก็มาๆ หายๆ ดองไลน์ผมเป็นวันๆ ถึงค่อยมาตอบ ถามก็ตอบกลับมาสั้นๆ หรือบางทีก็ส่งแค่สติกเกอร์กลับมา ...”
“... ผมรู้สึกว่าตอนนั้นเขายังไม่พร้อม ผมก็รอ รอไปเรื่อยๆ ใช้เวลาอีกเกือบปีเขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนผมไปกินข้าว หลังจากนั้นเราถึงได้กลับมาติดต่อกันมากขึ้นแต่เขาก็ยังเว้นระยะห่างจากผมเหมือนเดิม”
“ช่วงนั้นบินไปหาเขาทุกสัปดาห์จริงไหม”
“ไม่จริงครับ ใจผมอยากจะไปหาบ่อยๆ แต่เท่าที่สามารถแบ่งเวลาได้คือ 4-5 เดือนครั้ง แล้วเขาเองก็ไม่ค่อยว่าง บางจังหวะเขาก็เลื่อนผมไปเป็นเดือนๆ”
“รอบนี้เราเป็นฝ่ายจีบเขาถูกไหม”
“ไม่รู้จะพูดแบบนั้นได้ไหม ครั้งแรกที่ตัดสินใจไปหามันเริ่มจากความเป็นห่วงมากกว่า ... แต่พอได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแล้ว บรรยากาศเดิมๆ ก็กลับมา ต่างคนต่างเป็นที่พักให้กันและกัน อยู่กับเขาผมคือมิลค์ ไม่ใช่มิลค์ ติณสิงห์ พี่เข้าใจที่ผมพูดใช่ไหม”
“เข้าใจๆ เหมือนเราต่างเป็น Safe Heaven ให้กันและกันประมาณนั้นไหม”
“ครับ เหมือนช่วงเวลาที่ไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องคิด แค่ไปชีวิต”
“บินไปบินมาแบบนี้อยู่นานไหมถึงตัดสินใจคบกัน”
“ก็เกือบ 3 ปีได้มั้งครับ”
“แสดงว่ารวมๆ ก็เกือบ 5 ปีนับตั้งแต่เขาแยกทางกัน”
“ครับ”
“แอบชอบเขามานานเท่าไหร่แล้วกว่าจะถึงวันนี้”
“ก็ตั้งแต่เรียนอยู่ปี 1 ... 20 กว่าปีได้แล้วมั้งครับ”
“Oh my god!!! 20 years ... พี่นับๆ ดูในใจก็คิดอยู่ว่าน่าจะหลายปีแต่ไม่คิดว่าจะนานขนาดนี้ น้องมิลค์อายุเท่าไหร่แล้ว จะ 40 แล้วใช่ไหม”
“ใกล้แล้วครับ ปีนี้ 39 ครับ”
“รอมาครึ่งชีวิตถึงจะได้คบกัน” ผมยิ้ม
“ผมไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้ เราเคยใกล้กันมากแล้วก็ห่างกันไกลแสนไกล จากคนที่เคยเจอหน้ากันทุกวันแล้วอยู่มาวันหนึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่กันคนละประเทศ ต่างคนต่างมีทางเดินของตัวเองจนไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีวันที่เราได้กลับมาใกล้กันอีกครั้ง ...”
“... ผมยังจำวันแรกที่เราเจอกันได้ เด็กนักเรียนหน้าตี๋ๆ ตาชั้นเดียวที่บังเอิญเลือกที่นั่งข้างหลังผม แล้วเราก็เริ่มสนิทกันนับจากวันนั้น” ผมยังจำได้เหมือนกับว่าเรื่องราวทั้งหมดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
“จุดเริ่มต้นเล็กๆ สวยงามเสมอ แล้วตอนนี้ ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 คนเป็นยังไงบ้าง ท้อไหมกับกระแสที่ทั้งคู่กำลังเผชิญอยู่ขณะนี้”
“ความสัมพันธ์ของเราไม่มีปัญหาอะไรครับ ไม่ท้อครับ ต่างคนต่างให้กำลังใจซึ่งกันและกัน”
“จะตอบโต้อะไรอีกฝั่งไหม ... ถามจริงๆ จะฟ้องเขาไหม”
“ไม่ตอบโต้และไม่ฟ้องครับ จริงๆ แล้วผมต้องเป็นฝ่ายขอโทษเขา ถ้าวันนั้นผมซื่อสัตย์กับตัวเองหรือยอมรับความรู้สึกของตัวเองทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้”
หลังจากที่ออกอากาศได้ไม่ทันข้ามคืนกระแสลมก็เปลี่ยนทิศ ความเห็นใจเริ่มหลั่งไหลเข้ามา ความโกรธเกรี้ยวค่อยๆ ลดน้อยลง หลายประโยคที่ผมพูดออกไปถูกเอาไปทำเป็น Quote ข้อความ support เริ่มมีให้เห็นตาม Social Media
‘อยู่กับเขาผมคือมิลค์ ไม่ใช่มิลค์ ติณสิงห์ กูตายตั้งแต่เจอประโยคนี้แล้ว’ #คู่แท้ #มิลค์จี’
‘นับถือใจ ถ้าเป็นเรา ไม่รู้ว่าจะรอได้แบบเขาไหม #คู่แท้ #มตส’
‘ต้องเข้มแข็งแค่ไหนถึงยืนส่งคนที่ตัวเองรักมาตลอด 10 ปีเข้าประตูวิวาห์ได้ #คู่แท้’
‘เขา 2 คนผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะมากกว่าจะมีวันนี้ #คู่แท้’
‘20 ปี!!! เขารักกันตั้งแต่ก่อนฉันจะเกิดซะอีก #คู่แท้ #มิลค์จี’
‘เป็นผู้นำองค์กรที่ทัศนคติดีมาก ถ้าไม่นับเรื่องที่ผ่านมาสิ่งที่คุณมิลค์พูดสอนอะไรเราได้มากมาย #คู่แท้’
‘อยากมีเพื่อนสนิทชื่อจี ชาตินี้จะมีโอกาสได้เจอไหม #คู่แท้’
‘พี่จีคือละมุนมากเหมือนหลุดออกมาจากนิยาย เป็นพระเอกขี่ม้าขาวคอยช่วยเหลือนายเอก #คู่แท้’
...
“ไอ้มิลค์ มึงแพ้ จ่ายกูมาเลย” ไอ้โจทิ้งไพ่ในมือลงบนโต๊ะเป็นคนสุดท้าย
“แพ้อะไรกูได้ Straight Flush” ผมเถียง
“ไอ้ควาย!!! กูบอกมึงกี่ครั้งแล้วว่า Straight Flush คือเลขเรียงกับดอกเดียวกัน มึงได้แค่ Straight ...” มันกระแทกเสียงพร้อมกับมองหน้าผมด้วยสายตาเหยียดหยาม
“... กู Full House มึงจ่ายกูมา”
“ไม่เชื่อ มึงหลอกกู เอาวิธีเล่นมาให้กูดิ ...” จีที่นั่งอยู่ข้างๆ ส่งแผ่นกระดาษที่แจกแจงวิธีเล่นอย่างละเอียดมาให้ ซึ่งผมเปรียบเทียบกับไพ่ที่อยู่ในมือของผมแล้ว
“... เออกูแพ้ จ่ายก็จ่ายวะ” พูดจบผมก็ควักแบงก์เทา 2 ใบส่งให้ไอ้โจ
“ยังมามองหน้ากูตาขวางอีก มึงรวยจะตายห่าอยู่แล้วแค่นี้ขนหน้าแข้งมึงไม่ร่วงหรอก” มันยิ้มหน้าระรื่นก่อนจะเก็บแบ๊งค์เทาของผมใส่กระเป๋า
“แม่ง กูไม่เล่นแล้ว เล่นทีไรก็แพ้ ไอ้โจไอ้เลววววว กินเงินกูไปจนตั้งตัวได้แล้วมั้ง”
“แหมมมมมมมมมมมมมม ด่าแต่กู ด่าผัวมึงโน่น แดกตังค์มึงไปมากกว่ากูอีก มึงไม่พูดซักคำ” ไอ้สัสโดนย้อน โคตรจุก ผมหันมามองคนที่โดนพาดพิง จีส่งยิ้มแห้งๆ ให้ผม
หลังจากเรื่องร้ายๆ ผ่านพ้นไป พวกเราเลยหาเวลาว่างตรงกันจัดทริป Pool Villa ที่หัวหิน ไม่ได้มาเที่ยวด้วยกัน 5 คนแบบนี้นานเท่าไหร่แล้วนะ
“พวกมึง สั่งข้าวเย็นกัน เดียวลูกกูขึ้นจากสระว่ายน้ำมาแล้วน่าจะหิว ...” ไอซ์เดินกลับเข้ามาจากข้างนอก เสียงโหวกเหวกโวยวายของเด็กๆ ดังลั่นขณะที่มันเปิดประตู พอมันเห็นผมในวงไพ่คิ้วหนาก็ยกขึ้นสูงเป็นเชิงสงสัย
“... นี่มึงยังกล้าเล่นไพ่กับผัวมึงอยู่อีกเหรอ ... กูบอกกี่ครั้งแล้วว่าเรื่องเล่นไพ่กับดวลเหล้า ผัวมึงเชื่อไม่ได้ ถูกหลอกตั้งแต่เล็กยันโตไม่ได้ทำให้มึงฉลาดขึ้นเลย”
“น้อยๆ หน่อยไอ้ไอซ์ กูไม่เคยหลอกอะไรมิลค์” จีตอบกลับพร้อมสีหน้าที่ตรงกันข้ามกับประโยคเมื่อครู่
“ช่างกล้า” ไอซ์มองบนเบ้ปากใส่จี
“หรือจะออกไปกิน” ผมถาม
“ไม่ไหววะมึง ลูกกูซนเป็นลิงเลย เอาออกไปอีกรอบน่าจะวุ่นวายกว่าเดิม เกรงใจพวกมึง”
“ปะ เดี๋ยวกูช่วยมึงเลือกกว่าจะกินอะไร ขี้เกียจเล่นแล้วเหมือนกัน” ผมพูดพลางลุกตามไอซ์ออกไปข้างนอก
ผมยหยีตาเล็กน้อยเมื่อลมทะเลพัดใส่หน้า ลูกทั้ง 2 คนของไอซ์กำลังเล่นน้ำกันสนุกสนานโดยมีออยอยู่ในสระคอยดูแล ทันทีที่เห็นผมเดินออกมาเธอก็ส่งยิ้มจาง ๆ มาให้ก่อนที่จะสำลักน้ำอึกใหญ่เพราะลูกชายคนโตวักน้ำเข้ามาเต็มหน้า ไอซ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ต้องส่งเสียงเข้มๆ ปรามลูกตัวเอง
“ซนเป็นลิงเลยแม่ง” มันพูดพร้อมกับหยิบมือถือออกมา กด App สีเขียวเลือกร้านอาหารที่ได้รับดาวมากที่สุด
“กูอยากกินปูนึ่ง เอากุ้งเผาด้วย” ไอซ์จิ้มนิ้วลงไปตาม Order ของผม ไม่นานก็สรุปยอดคำสั่งซื้อ
“มิลค์ ... ไปเดินเล่นกัน” ผมหันมาตามเสียงเรียกถึงได้เห็นว่าจะยืนอยู่ข้างหลัง
“เอาดิ ... ไปด้วยกันไหมมึง” ผมหันกลับไปช่วยไอซ์
“ไม่อะ อยู่เฝ้าลูก พวกมึง 2 คนไปกันเลย ... เสื้อคู่?” มันเลิกคิ้วถามเมื่อเห็นผมกับจีใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวเหมือนกัน
“บังเอิญ” จีตอบพลางจูงมือผมไปยังประตูหลังบ้าน
“เออๆ เรื่องของพวกมึง กลับมาให้ทันแดกข้าวละกัน” พูดจบมันก็หันกลับไปทำเสียงเข้มใส่ลูกชายคนโต
“ลูกไอซ์โตไวเนอะ” ผมพูดพร้อมรอยยิ้ม
“อืม เวลาผ่านไปไวมาก เผลอแป๊บเดียวเข้า ป.1 แล้ว ยังจำวันที่เราซื้อทองไปรับขวัญได้อยู่เลย”
ลมทะเลมาจากมหาสมุทรพร้อมกับกลิ่นเค็มของเกลือทะเล แสงของดวงอาทิตย์ที่จวนจะลาลับ ตัดขอบท้องฟ้าให้เป็นสีส้มอมชมพู เรา 2 คนเดินอ้อยอิ่งอยู่ริมหาดทรายขาว พูดคุยกันถึงทุกเรื่องราวในอดีต ปัจจุบันและอนาคต มือทั้ง 2 ข้างจับกันไว้หลวมๆ เท้าเปล่าของเราเปียกน้ำทะเลที่ถูกซัดเข้ามาตามจังหวะคลื่นลม ... ก่อนที่เราทั้งคู่จะหยุดเดิน
“สวยเนอะ” ผมเอ่ยความในใจออกมาพร้อมกับซึมซับความสวยงามของธรรมชาติ มันสวยมากจริงๆ
“สวย สวยมาก”
“บ้า!!! เขินนะเว้ย” เพราะรู้สึกว่าน้ำเสียงที่คนข้างๆ เอ่ยออกมาไม่ได้เข้ากับบรรยากาศตอนนี้ซักเท่าไหร่ พอหันกลับมา ถึงได้รู้ว่าสายตาของจีไม่ได้จับจ้องไปที่ท้องฟ้าตรงหน้า
“มิลค์ ... แต่งงานกันนะ”
...
...
..
“อืม”
แล้วแสงแดดยามเย็นก็ตกกระทบรอยยิ้มของทั้ง 2 คน ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะหายลับไปหลังขอบฟ้า
To all lovers who found their way back together.
--- The End ---
----------
#Vanilla sky
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย