ทุ่งรัก ทุ่งเสน่หา [EFFECTIONATE FIELD] ตอนที่ 11 : 7-10-64
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ทุ่งรัก ทุ่งเสน่หา [EFFECTIONATE FIELD] ตอนที่ 11 : 7-10-64  (อ่าน 1073 ครั้ง)

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
  ตอนที่ [ 1 ]
หมู่บ้านท้อแท้แห่งตำบลคับพวง

พ.ศ.2537

ท้องทุ่งกว้างใหญ่ รวงข้าวสีทองโน้มลงสะท้อนแสงอำพันระยิบระยับตา สัญญาณบอกฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่กระชั้นเข้ามาโชยเป็นครั้งคราว ลมหนาวพัดผ่านแถวสักทองต้นใหญ่ เรียงต้น ริมไร่ข้าวโพด 

เมื่อสองปีก่อน ขณะที่ทุกคนง่วนลงแขกข้าวกันอย่างขมักขเม้น ตัวผมยังห่วงเล่นซุกซน ผมรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็นนกคุ่มลายติดกับดัก ด้วยหวังว่าจะได้ตัวเมียเพื่อเอาไปทำเป็นนางนกต่อ

ปีนี้ หลาย ๆ อย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างกายของผมเอง รู้สึกเจ็บหัวนมแปลก ๆ

อาชาญยิ้มอ่อน เมื่อถูกถามด้วยความสงสัยว่า ผมจะเป็นมะเร็งเต้านมเหมือนกับอาเพ็ญไหม

อาเขยตอบด้วยเสียงอ่อนโยนว่า

“ต้นน้ำกำลังแตกเนื้อหนุ่มต่างหาก เหมือนต้นข้าวแตกกองาม รอวันออกรวง”

ตรงกันข้ามกับไอ้เป๊บซี่ ลูกชายพระหน่อเล็กของน้าแหววซึ่งหัวเราะขบขันทันที เมื่อเรื่องนี้ถึงหู
มันเย้ยผมว่า

   “โง่และขาวเผือกอย่างมึง ต้องเทียบกับไอ้เผือกที่โตแต่ตัว แต่สมองเท่ามด”

   ไอ้เผือกเป็นพ่อควายพันธุ์ดี สง่าและองอาจ แค่ชายตามอง ควายตัวเมียก็ระริกหางเข้าใส่ ยิ่งไปกว่านั้นมันมีราคาสูงที่สุดในคอกของพ่อ

แน่นอน ผมย้อนคำพูดมัน เพราะผมไม่ใช่คนที่ลงให้ใครง่าย ๆ

   “ฉลาดมากเลยนะมึง มานั่งเรียนร่วมห้องด้วยกันกับกูเนี่ย”

   “ใบรายงานผลการเรียนของกูเคยมีเกรดสี่เว้ย เกรดสี่ที่คนอย่างมึงไม่เคยได้ลิ้มลอง”

   “วิชาสุขศึกษาแค่ตัวเดียวเนี่ยนะ”

   “อย่างน้อย มันก็ทำให้กูรู้ล่ะกันว่านมแตกพานไม่ใช่มะเร็งเต้านม”

   ผมจำใจ ยกความภาคภูมิให้แก่มัน

อาชาญเป็นเขยไกลมาจากพัทลุง รูปร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำ หน้าตาคมคาย อาเล่าว่าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ในช่วงที่ถนนใหม่ตัดเข้ามาในหมู่บ้าน อาเป็นนายช่างคุมงานก่อสร้าง ได้พบรักกับอาเพ็ญซึ่งเป็นสาวงามประจำอำเภอ ผู้ครองมงกุฎพร้อมสายสะพาย

ศรรักเล็งจากหนุ่มหล่อปักลงกลางอกสาวสวย แต่ไปไม่ถึงกลางใจพ่อตา

อุปสรรคขวางกั้นเสียดฟ้าสูงยิ่งกว่าขุนเขาสาปยา นั่นคือเงินทองมิอาจกองตระหง่านถึง มิวายช่วยกันทำดี จนกระทั่งพ่อตาตาย สุดท้ายได้ที่นาแปลงน้อยอยู่ลึกติดตีนเขา

อาชาญโศกเศร้ายิ่งนัก เมื่อครั้งอาเพ็ญตายจากด้วยโรคมะเร็ง ตอนนั้นผมอายุสิบขวบ เท่ากันกับไอ้แชมป์ลูกชายโทนของอา เราทั้งคู่เกิดมาคาบกรรมกันดั่งคำของแม่ว่า

เราโตมาด้วยกัน จากน้ำนมเต้าเดียวกันของอาเพ็ญ

“ฉันไปบ้านอานะแม่”

ผมตะโกนบอกแม่ ซึ่งดายพริกอยู่ท้ายสวนกับลูกจ้างช่วยงานสองคน ผู้ที่เห็นวิทยุทรานซิสเตอร์สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ป้าเอิบกับป้าอาบ สองแฝดหน้าตาเหมือนกันเป๊ะ แต่รสนิยมต่างกันลิบ

ป้าเอิบชอบสีเหลือง ในขณะที่ป้าอาบคลั่งไคล้สีแดง ป้าเอิบชื่นชอบเพลงลูกทุ่ง แต่ป้าอาบกลับถูกใจเพลงคลาสสิค กรรมไม่รู้อีโหน่อีเหน่เลยไปตกที่วิทยุซอมซ่อจะพังมิพังแหล่ สีเหลืองครึ่ง แดงครึ่ง เครื่องนั้น

รายได้หลักของแม่ นอกจากพริก ขิง ข่า ตะไคร้ กับใบมะกรูดแล้ว สวนพริกห้าไร่ก็มีกระชายกับพริกไทย ซึ่งส่งประจำให้กับแม่ค้าหลายเจ้าในตัวเมือง

“ตะวันจะลับฟ้า นกกากลับรังหมดแล้ว เอ็งยังจะไปอีกรึ”

“ฉันไปช่วยอา เอาควายของพ่อเข้าคอกจ้ะ”

“เออ ๆ ระวังงูเงี้ยว เขี้ยวขอ ด้วยล่ะ”

แค่ผมบอกว่าไปทำงานให้พ่อ แม่ก็พูดอะไรไม่ออกแล้ว

พ่อผมชื่อผัน ภูก้อนคำ เป็นผู้ใหญ่บ้านที่ละเอียด ถี่ถ้วน  ไม่พูดมากความ แม่กับลูกบ้านจึงค่อนข้างเกรงใจ งานหลักของพ่อนอกจากค้าสัตว์และประชุมกับทางการแล้ว ก็มีงานพิจารณาว่าความให้กับชาวบ้านซึ่งมาตีกลองร้องทุกข์อยู่เป็นประจำ

หมู่บ้านท้อแท้แห่งตำบลคับพวง ลูกบ้านถกเถียงกันไม่เคยเว้นวัน

ทว่า แท่นประหารของพ่อไม่เหมือนของเปาบุ้นจิ้น เพราะไม่มีหัวสุนัขและไม่มีคมดาบ มีก็แต่แป้นปั้มยางกับน้ำหมึกสีดำจากไส้ผลมะคังแดงกับถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ สำหรับตีตราประทับตรึงบนใบหน้า ซึ่งแต่ละข้อคำก็ว่ากันไปตามแต่ละคดี

คดีเบา ๆ อาทิเช่น ผัวเมียทะเลาะกันเอย คำว่า ‘ละเหี่ยใจ’ คืออักขระโจษจัณฑ์ทั่วทั้งหมู่บ้าน จากเหนือจรดใต้

คดีความที่ใหญ่อีกนิด อย่างเช่น เมื่อปีที่แล้ว ฝนแล้งหนัก ตาแห้งกับตาถึกแย่งน้ำเข้าที่นาของตน ไม่ปฏิบัติตามคำประกาศของพ่อ ท่ามกลางสภาหมู่บ้าน ว่า

“ปีนี้ ทางการห้ามทุกคนทำนาปรัง เพราะน้ำในระบบชลประทานต่ำระดับมาก”

ตาแห้งกล่าวหาตาถึกว่า แอบสูบน้ำจากที่นาของตน

ฝ่ายตาถึกก็อ้างว่า เพราะตาแห้งลักลอบดูดน้ำจากคลองทดน้ำไปใช้เสียหมด

สุดท้าย ทั้งสองเฒ่าไม่กล้าออกจากบ้านนานนับสัปดาห์ จนกระทั่งถึงวันที่ถ้อยคำ ’น่าอับอาย’ บนใบหน้าเลือนหาย

นับวัน ข้อคำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งใช้สืบเนื่องกันมาหลายชั่วอายุคน มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งวันหนึ่ง ผมเห็นพ่อถอนใจยาว ขณะนั่งมองหีบบรรจุแป้นคำกองโต

ต่อมา อีกไม่กี่วัน พ่อก็ตัดสินใจเรียกประชุมสมาชิกวุฒิสภาหมู่บ้าน ผู้ซึ่งมากด้วยอาวุโส ทุกคนก้าวยักแย่ยักยันมาพร้อมกับไม้เท้าคู่ชีพ  เยื้องย่างเข้ามาในศาลาว่าการข้าง ๆ วัด

พ่อกล่าว หลังจากครบองค์ประชุมแล้ว ว่า

“ที่เรียกผู้อาวุโสมาในวันนี้ เพราะอยากถามความคิดเห็น เรื่องเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านของเราเสียใหม่”

เสียงฮือฮา ดังอื้ออึง เมื่อสิ้นประโยคของพ่อ หลายคนสวดยับโดยไม่ถามไถ่ถึงเหตุผลกันก่อน

อันที่จริง ชื่อของหมู่บ้าน ถ้าหากสืบย้อนกลับไป ไล่จนถึงโคตรเหง้าต้นตระกูลผู้ก่อตั้ง สมัยเมื่อเจ้าผู้ครองนครเชียงรายถูกพม่าตีพ่ายถอยร่นลงมา กระทั่งแลเห็นว่าที่แห่งนี้มีขุนเขาโอบล้อมโดยรอบ แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การตั้งทำเลถิ่นฐานแห่งใหม่ บนยอดเขายังพบต้นท้อยักษ์ต้นหนึ่ง จึงขนานนามสถานที่นี้ ว่า

‘ท้อแท้’

ตาอินนั่งลง หลังจากเล่าความหลังในเรื่องนี้ จำนวนครั้งที่เท่าไหร่ไม่อาจนับ เพื่อตอกย้ำให้ลูกหลานจดจำถึงความองอาจของต้นตระกูลบรรพบุรุษ

ขณะที่ ตานาสำทับซ้ำ ว่า

“อย่างไรเสียชื่อของหมู่บ้านเราก็ต้องมีคำว่า ท้อ”

ยายมาถ่มน้ำหมากลงกระโถน เสียงดังปรี๊ด ก่อนจะลุกขึ้น ยืนอย่างทระนงโดยไม่อาศัยไม้เท้าช่วย เสนอชื่อใหม่ให้เลือก ซึ่งมีแค่สองชื่อเท่านั้นที่พอจะทดแทนกันได้ ชื่อนั้นก็คือ…

 ‘ท้อจริงจริง’ กับ ‘ท้อแล้วท้ออีก’

สุดท้าย พ่อยอมถอดใจ น้อมรับคำท้อแท้ซึ่งมีมาแต่บรรพบุรุษดั้งเดิม

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-10-2021 19:45:31 โดย Marakun »

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ทุ่งรัก ทุ่งเสน่หา [EFFECTIONATE FIELD]
«ตอบ #1 เมื่อ25-09-2021 20:54:45 »

  ตอนที่ [ 2 ]
ยู้ฮู หนูเป็นสาวแล้ว
ผมจูง’ไอ้แหลง’จักรยานคู่ชีพสีสันถูกใจแม่ยก ตัวคันสีเหลืองซี่ล้อสีแดงออกสู่ทางลูกรัง เป้าหมายอยู่ไกลลิบ ติดตีนเขา

บ้านไม้ของอาชาญ ลักษณะคล้ายกระท่อมสองหลังทอดถึงกันด้วยชานไม้ที่มีความยาวประมาณสามก้าวกระโดด

ก่อนขึ้นคร่อมบนอานเบาะ ผมโบกมือตอบกลับป้าเอิบและป้าอาบ แล้วออกแรงถีบ’ไอ้แหลง’ให้แล่นฉิวไปตามแรงลม

เสียงเพลงลูกทุ่งจังหวะสนุกเพลงหนึ่งไล่หลังมาแว่วๆ จากวิทยุพกพาซึ่งบอกไม่ได้ว่าเป็นของใครเครื่องนั้น

ยู้ฮูวววว หนูเป็นสาวแล้ว
แจ่มแจ๋วเนื้อหนังตึงเดี๊ยะ
สาวแรกแตกดังเปรี๊ยะๆ
น่าเจ๊าะ น่าเจี๊ยะ จริงๆ
หนูเป็นสาวสแตนดาร์ด
หนุ่มฮาร์ทหนุ่มพังก์อย่านั่งนิ่ง
อยากได้เนื้ออ่อนเป็นหมอนอิง
มายดาร์ลิ่ง เวลคัมทูมี
ยู้ฮูวววว หนูเป็นสาวแล้ว
 ยู้ฮูวววว หนูเป็นสาวแล้ว
........

ต้นสักทองยืนตระหง่านเรียงแถวสลับริมทางลูกรังซึ่งกว้างกว่าล้อเกวียนเล็กน้อย คันทางถูกยกสูงกว่าท้องนา ตลอดสองข้างทางที่จักรยานแล่นผ่าน กลุ่มดอกหญ้าสีเดียวกันกับดอกเลา สูงไม่ถึงหัวเข่าลู่ลมไล่สองซี่ล้อ

เวลานาทีไม่ถึงสิบ ผมเบรกตัวโก่งกับรั้วบ้านของอาชาญ ยื่นมือข้างหนึ่งปลดตะขอเชือกซึ่งคล้องเกี่ยวกับเสารั้วเอาไว้

จากนั้น เข็น’ไอ้แหลง’เดินเข้าด้านใน กระทั่งถึงชานกลางบ้าน พิงมันเอาไว้กับต้นเสาแล้วกระโดดขึ้นบันไดทีละขั้น สี่ห้าครั้งก็ถึงพื้นไม้ซึ่งอาเพ็ญเคยใช้ลูกมะพร้าวแห้ง ผ่าครึ่ง ขัดถูด้วยความอุตสาหะ จนกระทั่งกลายเป็นมันขึ้นเงา

เพลานั้น มีเด็กน้อยวัยกำลังซนสองคน ทั้งเล่นและช่วยงานอาเพ็ญ ในคราวเดียวกัน

ถึงแม้ว่า กาลเวลาจะผ่านไปเกือบสิบปีแล้ว แต่ผมยังจำภาพรอยยิ้มเย็นตา งดงามดุจพระจันทร์ยิ้ม กับแววตาอันอบอุ่นของอาเพ็ญซึ่งทอดมองมาที่ผมได้เป็นอย่างดี

เพลานี้ ตรงเฉลียงหน้าบ้าน ซึ่งผมเคยไถลเปลือกลูกมะพร้าวตามความยาวของแผ่นไม้ ปรากฏมีโต๊ะเก้าอี้ครบชุดกับเตียงหนึ่งหลัง อีกทั้งเครื่องนอนหมอนมุ้งวางระเกะระกะ ขวางทางเข้าออกอยู่หน้าประตูห้องที่ปิดสนิท

ข้าวของแต่ละชิ้นล้วนใหม่เอี่ยม หุ้มด้วยพลาสติก มองแล้วดูเหมือนว่า เพิ่งจะมีคนยกพวกมันมาวางหมาด ๆ

เสี้ยววินาทีนั้นเอง ผมเกิดคำถามว่าอาชาญซื้อข้าวของมีใช้ในบ้านแล้วอีกทำไม

โดยปกติ ผมไม่ใช่คนขี้สงสัย ถ้าไม่เจอไอ้แชมป์นั่งซึมอยู่บนเถียงนาใต้ต้นพุทราใหญ่เพียงลำพัง เมื่อหลายวันก่อน
 
ไอ้แชมป์เล่าด้วยเสียงสั่นเครือว่าอาชาญไม่กลับบ้านหลายวันแล้ว ขลุกตัวอยู่ที่บ่อนพนันแห่งใหม่ในเมือง

ผมยอมรับว่า ไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับอาชาญ ควายฝูงนี้พ่อตัดสินใจให้อาเป็นคนดูแลด้วยความไว้วางใจ โดยไม่สนใจในคำคัดค้านของแม่ด้วยซ้ำ

ซ้ำร้าย แม่ยังถูกพ่อตำหนิอีกว่า หลงงมงายกับคำทำนายของเทพธิดาพยากรณ์ซึ่งอวตารมาในร่างทรง แถมทำนายทายทักเอาไว้ว่าอาชาญจะทำให้พ่อต้องอับอาย ในท้ายที่สุด

ใจจริงแล้ว ผมอยากปาลูกระเบิดซึ่งก่อตัวเดือดดาลในช่องท้องหลายลูก แต่ทว่าไม่อยากเห็นไอ้แชมป์สะเทือนใจมากไปกว่านี้ จึงตัดสินใจนั่งลงอย่างเงียบๆ วางมือสัมผัสไหล่ของมันเบา ๆ

ผ่านไปสักพัก เมื่อเงยหน้าขึ้น สายตาปะทะลูกพุทราป่าสุกเต็มต้น ข้อมือของไอ้แชมป์ก็ถูกผมเขย่า พลางบอกให้มันไปหาภาชนะมารอง จากนั้น ผมก็ปีนขึ้นไป ขย่มสองสามครั้ง ลูกเล็ก ๆ สีแดงก็หล่นพราวเกลื่อนพื้นมากมาย

นอกจาก ลูกพุทราป่าจะช่วยละลายความหม่นหมองซึ่งลอยเป็นเงาเหนือหัวไอ้แชมป์ให้มลายหายไปในชั่วพริบตาแล้ว เย็นนั้น ผมก็หอบลูกพุทราไปฝากป้าเอิบกับป้าอาบด้วย

คำขอบอกขอบใจที่เกินเบอร์ของทั้งคู่ ทำให้ผมอดอมยิ้มไม่ได้

หลังจาก ยืนเหลียวซ้ายแลขวาอยู่ตรงเฉลียงหน้าบ้าน สักพัก ผมก็ชะโงกดูอีกฝั่งทางซ้ายมือซึ่งเป็นห้องครัว ตะโกนเรียกแล้ว ก็ไม่มีคนขานรับ จึงตัดสินใจกระโดดลงจากชาน วิ่งอ้อมขวาไปด้านหลัง ผ่านไร่ข้าวโพด ถูกใบสากคายของมันเสียดผิวอยู่หลายครั้ง ก่อนจะทะลุออกทุ่งหญ้ากว้าง

แลเห็น สูงทะมึนเสียดฟ้าอยู่เบื้องหน้านั่นคือ ขุนเขาสาปยา

ลักษณะรูปร่างของมัน เหมือนกับนักรบผู้องอาจ ร่างกายใหญ่ยักษ์ นอนตะแคงข้าง และหลับไหลอยู่ด้วยความเหนื่อยล้า

แสงสีส้มสาดกระทบยามพลบค่ำ เผยส่วนเว้าบริเวณซอกคอกับหัวไหล่สูงชัน ก่อนจะลาดลงบริเวณเอวสอบ อกหนาใหญ่ถูกห่มคลุมด้วยแถบผ้าขาวจากม่านหมอก พาดทบเป็นชั้น ๆ

ในยามโพล้เพล้ ท่ามกลางบรรยากาศวังเวงแห่งท้องทุ่ง ชวนให้ขุนเขาลูกยักษ์ซึ่งหลับใหลมาเนิ่นนาน ดูน่าเกรงขามทวีคูณ

ทุ่งหญ้าไม่มีฝูงควาย ใต้ต้นพุทราก็ไม่มีไอ้แชมป์ แต่ทว่า มีชายแปลกหน้ายืนอยู่ตรงนั้นสามคน

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ทุ่งรัก ทุ่งเสน่หา [EFFECTIONATE FIELD]
«ตอบ #2 เมื่อ25-09-2021 21:03:52 »

  [ 3 ]
อาชาญแสนดี

หลังจากเตร็ดเตร่รอบบ่อน้ำ ใกล้ตีนเขา เสาะหาจิ้งหรีดสักพัก เงยหน้าขึ้น ทั้งสามคนก็อันตรธานหายไป

หนึ่งคนเป็นชายสูงวัย รูปร่างเตี้ย ผิวขาว แต่งกายภูมิฐาน พูดพลางชี้ไม้ชี้มือพลาง วาดนิ้วไปตามอาณาบริเวณชายขอบแนวเขา ซึ่งดูเหมือนว่าภายใต้อาณาเขตที่เขาชี้จะเป็นของอาชาญทั้งหมด

ชายแปลกหน้าอีกสองคนสวมชุดดำ พูดเป็นแค่คำว่า “ครับนาย” คนหนึ่งผิวคล้ำ ตัวอ้วนใหญ่ ส่วนอีกคนผอมและซีดเซียว ในตอนนั้น พวกเขามองผมซึ่งโผล่พรวดออกจากไร่ข้าวโพด แค่ปราดเดียว จากนั้นก็ไม่ใส่ใจผมอีก

อันที่จริง ผมอยากบอกพวกเขาว่า ที่ดินฟากแม่น้ำฝั่งนี้โดยทั้งหมดเป็นของพ่อผม ที่ของอาชาญซึ่งพวกเขาสนใจนั้นมีไม่ถึงหนึ่งส่วนสิบ

 
พระอาทิตย์ดวงส้มเริ่มแขวนต่ำกว่าปลายไม้แล้ว เมื่อไม่เห็นไอ้แชมป์ ผมจึงสันนิษฐานเอาเองว่า มันคงต้อนควายเข้าคอกซึ่งอยู่ติดไร่มันสำปะหลัง เป็นอันเรียบร้อย

โรงนอนควายจะอยู่ห่างจากตัวบ้านของผมเกือบหลักกิโล ในบริเวณเดียวกันนั้น นอกจากโรงนอนที่ล้อมรั้วแน่นหนา มีหลังคากันแดดกันฝนอย่างดีแล้ว ใกล้ ๆ กันนั้น ยังมีอาคารนอนเหมือนหอคอยสูงอีกหลังหนึ่ง

หน้าที่เฝ้ายามและสุมไฟไล่แมลงในเวลากลางคืนจะเป็นของคนงานคนหนึ่ง ผู้ซึ่งพเนจรเข้ามาในหมู่บ้านท้อแท้อย่างคนไร้สติ
เนื่องจาก แม่เห็นอกเห็นใจคนตกทุกข์ได้ยาก หลังจากช่วยรักษาอาการบ้าของชายคนนั้นจนหายดีแล้ว จึงให้เขาอาศัยอยู่กับเรากระทั่งถึงปัจจุบัน

ด้วยเหตุว่าผิวกายที่ดำเหมือนถ่าน คนในหมู่บ้านจึงเรียกชายพเนจรว่า...มืด  และอีกประการหนึ่งซึ่งถูกใจพ่อที่สุด นั่นก็คือเขาไม่เคยหลับในตอนกลางคืน

ผมคนเดียวเท่านั้นที่เรียกเขาว่า ลุงแดร็ก

ครั้งหนึ่งในอดีตขวัญอ่อนซึ่งอายุของเรื่องเล่าผ่านมาหลายปีแล้ว ลุงแดร็กฉีกยิ้ม ยิงฟันยื่นสีงาช้างเหมือนท่านเคาน์แดรกคิวล่า พร้อมทั้งเปล่งเสียงแหบแห้งว่า คอของผมขาวเหมือนสีฟันของแกเลย !!!

หลังจากวันนั้น ทุกครั้งเมื่ออยู่ใกล้ลุงแดร็ก ผมมีอันต้องหดคอและใช้สองมือกุมต้นคอเอาไว้ด้วยความหวาดกลัว

อาชาญหัวเราะอย่างขบขัน ตรงกันข้ามกับไอ้เป๊บซี่ มันไล่ให้ผมไปกินยาของลุงแดร็ก จนกว่าจะหมดกระปุก

เวลาไล่เลี่ยกันของเรื่องเล่า กาลครั้งหนึ่ง...ผมเคยขนานนามให้กับป้าเอิบและป้าอาบ สาเหตุจากความคลั่งไคล้ในตัวกล้วยหอมจอมซน หลงใหลอย่างหนัก ทั้ง ‘บีหนึ่ง’ และ ‘บีสอง’ เลยเพี้ยนเอามาเรียกป้าอ.คูณสอง ด้วยใจรักว่า

‘อี’หนึ่ง กับ ‘อี’สอง

เท่านั้นแหล่ะ...โดนแม่ตบหัวคว่ำแทบจะทันที โทษฐานไม่มีสัมมาคารวะ และไม่รู้จักเคารพผู้หลักผู้ใหญ่

หลังจากนั้น E1 กับ E2 ก็เลยไม่ได้เติบโต
 
ในหน้าหนาว เมื่อพระอาทิตย์ลาลับยอดไม้ ความมืดก็เข้าครอบงำแทบจะทันที ไม่มีเวลาอ้อยอิ่ง รอให้ฟ้าเล่นแสงขมุกขมัว

ผมตัดสินใจเดินย้อนกลับเส้นทางเดิม ไอเย็นจากละอองหมอกทำให้ผมห่อไหล่เข้าหากันโดยอัตโนมัติ

สักพักก็มาถึงบ้านหลังแฝด มองเห็นแสงสีส้มอมทองจากไส้ตะเกียงดวงเล็กหลายดวง ใต้โคมแก้ว บนเสารั้วส่องแสงเป็นประกายโดยรอบตัวบ้าน

อาชาญกับผู้ชายอีกสองคนกำลังย้ายเฟอร์นิเจอร์เข้าด้านใน ขณะที่ตรงราวระเบียง สาวใหญ่คนหนึ่งยืนกอดอกพิงสะโพกกับหัวเสา ผ้าคลุมผืนเล็กบางถูกเธอคลี่ออก แล้วบรรจงคลุมหัวไหล่ตนเองอย่างกรีดกราย

ผมว่า ความบางและขนาดของตัวผ้า ไม่น่าจะช่วยให้หล่อนคลายความหนาวได้เลย

ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่า ความสวยของเธอเกิดจากเครื่องสำอางซึ่งประโคมลงบนผิวหน้าจนกระทั่งหนาเตอะ กับอีกเสื้อผ้าอาภรณ์ หรือว่าเป็นเพราะบุคลิกดุจนางพญาของเธอกันแน่

ขณะที่ ผมกำลังพินิจพิจารณาเธออยู่ ผู้หญิงคนนั้นก็เอี้ยวใบหน้ามามอง ในบัดดล ผมก็นึกออกทันควัน

เจ๊เชอรี่...นั่นเอง

หล่อนเป็นเจ้าของบ่อนไฮโล สองสามมาปีนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักผู้ทรงอิทธิพลคนใหม่ของอำเภอนี้ มีตำรวจใหญ่นายหนึ่งคอยหนุนหลัง บ่อนเถื่อนของเธอเลยกลายเป็นบ่อนถูก ยืนหยัดท้าทายกฎหมายด้วยอำนาจเงินตรา

ว่าแต่...เจ้าของบ่อนพนันมาทำอะไรที่นี่ล่ะ ?

ในระหว่างที่ ผมกวาดตามองหาไอ้แชมป์ สายตาดั่งปลายมีดสองเล่มก็พุ่งมาที่ผม ก่อนจะทอดลงต่ำ เลื่อนจากใบหน้าลงมาจ้องจี้หยกซึ่งห้อยคอผมอยู่อย่างแน่นิ่ง

ท่ามกลางความอึมครึม ใบหน้าคมเข้มกับหนวดเคราเขียวครึ้ม ของอาชาญก็โผล่ออกมา

…คนชี้นำวิถีชีวิตแห่งลูกผู้ชายให้แก่ผม
…อาเขย ผู้สร้างความมั่นใจให้กับผมทุกครั้ง บนสังเวียนสนามปั่น บ่อยครั้งที่กลยุทธ์ของอาชาญเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ทำให้จิ้งหรีดของผมต้องเจ็บตัว

“อ้าว ! ต้นน้ำ มาตั้งแต่เมื่อไหร่ลูก อาเห็นก็แต่จักรยานของเรา ไม่เจอตัวเรา” อาชาญร้องทัก เสียงทุ้มกังวาน

ผมยืนอยู่หน้าชานบันได มองเลยคนหนึ่งไปยังอีกคน ด้วยสายตาที่ต้องการคำตอบมากกว่าอยากจะตอบคำถาม อาชาญมองตามสายตาของผม

ราวกับคนติดอ่างซึ่งห่วงหน้าพะวงหลัง อาชาญพูดตะกุกตะกักว่า

“นี่ เอ่อ...พะ พี่...พี่เชอรี่...อ๋อ !... เออ ! ใช่ ๆ...จากนี้ไป ต้นน้ำต้องเรียกว่า อาเชอรี่”

“อาเชอรี่...เหรอฮะ ?” ผมทวนซ้ำประโยคหนึ่ง ท้ายเสียงค่อนข้างสูง ต่อจากนั้นก็เดาเรื่องราวได้เองทั้งหมด ไม่คิดแม้แต่จะมองอาชาญหรือว่าผู้หญิงของเขา หมุนตัวแล้วก้าวฉับยาว ตรงดิ่งไปห้องไอ้แชมป์ด้วยความร้อนใจ

รูปถ่ายของอาเพ็ญในกรอบไม้สักซึ่งเคยเด่นหราติดอยู่บนผนัง ถูกใครบางคนปลดลงมาวางแอบอยู่กับพื้น เยื้องด้านหน้าประตูห้องนอนของไอ้แชมป์  โชคยังดีที่มันคว่ำหน้า ผมจึงไม่เห็นปฏิกิริยาของรูปภาพว่าปวดร้าวกับเรื่องนี้เพียงใด

ก่อนจะผลักบานประตูเข้าไป หัวใจของผมกระตุกเล็กน้อย รู้สึกเป็นกังวลต่ออาการรันทดของคนที่อยู่ข้างในนั้น

ทว่า พอประตูเปิดอ้า ในห้องที่มืดมน กลับไร้เงาของคนผอมบาง

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ทุ่งรัก ทุ่งเสน่หา [EFFECTIONATE FIELD]
«ตอบ #3 เมื่อ25-09-2021 21:09:01 »

  [ 4 ]
ผู้หญิงจุ้นจ้าน

หลังจากย้ายของเสร็จ ก่อนจะลงจากเรือน  คนงานสองคนนั้นก็ยกมือลานายหญิงของเขา โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจเลย
 
ขอสารภาพตามตรงว่า ผมไม่ชอบสายตาของเธอ มันเหมือนมีดที่สลักขึ้นจากน้ำแข็ง ทั้งแหลมคมและเยือกเย็น เธอคอยจับจ้องผมอยู่ทุกย่างก้าว

“หน้าตาสะอาดสะอ้าน ผิวพรรณผุดผ่อง แต่ว่า...กิริยามารยาทคงต้องปรับกันใหม่” หล่อนพูดเปรย ๆ

ผมเดาว่า เธอคงหมายถึงเรื่องที่ผมลืมยกมือไหว้กระมัง

“ไอ้แชมป์ยังไม่กลับมาเหรอฮะ อา ?” ผมยิงคำถาม ด้วยความร้อนรน

“ยังเลย” อาชาญตอบ ไม่ยอมสบตาผม

“นี่ก็มืดแล้ว...แค่เอาควายเข้าคอก ทำไมถึงนานนักล่ะฮะ ?” ผมพูด พลางยกข้อมือขึ้นดูเวลา

 เอ ! ผมกลายเป็นคนขี้สงสัยตั้งแต่เมื่อไหร่กันล่ะเนี่ย

 “เอาควายเข้าคอกรึ...?” สุ้มเสียงของอาชาญ ฟังดูเหมือนว่าประหลาดใจเสียเต็มประดา

 ผู้หญิงคนนั้นเดินตรงมาที่ผม ยกมือขึ้นกอดอก แล้วบอกว่า

“เธอคงยังไม่รู้ เพื่อนของเธอหนีออกจากบ้านไปแล้ว”

ผมหันขวับไปมองอาเขยแทบจะทันที ต้องการคำยืนยันในคำพูดของหล่อน

“คงไม่ไปไหนไกลหรอก อยู่แถว ๆ บ้านน้าแหววนั่นแหล่ะ”

“แล้ว...อาไปตามหรือยังฮะ ?”

“ประเดี๋ยว พอหายโกรธ แชมป์ก็กลับของเขาเอง”

ผมรู้สึกเจ็บจุกในช่องอก อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

บ่อยครั้งที่ไอ้แชมป์น้อยใจพ่อแล้วมาบ้านผม อยู่ค้างหลายวัน จนกระทั่งแม่ต้องออกปากบอกให้มันกลับบ้าน สาเหตุก็เพราะอาชาญไม่เคยใส่ใจลูกชายนี่เอง

“ถ้าอาไม่ตาม แล้ววันหยุดล่ะฮะ...ใครจะช่วยอาดูแลควาย ?”

ผมพยายามอธิบาย ด้วยความหวังว่าอาชาญจะเห็นคุณค่าของไอ้แชมป์บ้าง อย่างน้อยวันหยุดเสาร์อาทิตย์ พวกเราก็ทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ พยายามแบ่งเบางานต่าง ๆ อย่างสุดกำลัง

“เรื่องนั้นน่ะ...เธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ชั้นให้คนของชั้นจัดการเรียบร้อยแล้ว หน้าที่ของพวกเธอมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือเรียนหนังสือ”

ผมเหลือบตาไปมองอาเขยด้วยความผิดหวัง เจ็บปวดที่เห็นต้นแบบวิถีชีวิตอย่างลูกผู้ชายยกบทบาทสำคัญให้กับบุคคลอื่น ละทิ้งสิ่งที่ตนต้องใส่ใจอย่างเช่น จิตใจของไอ้แชมป์
 
ผู้หญิงคนนี้จัดแจงเองทั้งหมด โดยไม่รอฟังความคิดเห็นจากใคร

จู่ ๆ ผมก็นึกไปถึงชายแปลกหน้าสามคน ใต้ต้นพุทราต้นนั้น ผมเดาว่า สามคนนั้นต้องเป็นคนของเธออย่างแน่นอนที่สุด
 
มองไม่เห็นประโยชน์ที่จะคุยกับอาในเวลานี้ ความผิดหวังบวกกับความขุ่นเคืองทำให้ผมกระโดดลงจากชาน สับขาหนีเต็มความยาว ทิ้งจักรยานเอาไว้ตรงนั้นอย่างไม่ใยดี

“เดี๋ยวสิ ! ต้นน้ำ ลูก...มาคุยกันก่อน”

เสียงอาชาญวิ่งไล่หลัง ขณะที่ผมก้าวขาเร็วขึ้นกว่าเดิม จนกระทั่งได้ยินเพียงเสียงฝีเท้ากับลมหายใจของตน

เส้นทางมืดมิดในคืนเดือนดับ ทำให้ผมสะดุดกอหญ้า หน้าคะมำ

ช่างแม่งปะไร !

ตัวผมก็แค่หกล้ม แต่ทว่า ไอ้แชมป์ล่ะ...เกิดอะไรกับมันบ้าง ?

ความเย็นชาของอาที่แสดงออกให้ลูกเห็น ต่อหน้าผู้หญิงคนใหม่ ต่อให้พลังใจเข็มแข็งมากขนาดไหน ลึก ๆ ในใจก็ต้องปวดร้าวด้วยกันแทบทั้งนั้น อาชาญไม่เคยรู้เลยด้วยซ้ำว่า ไอ้แชมป์เป็นคนเซนส์ซิทีฟ

เวลานี้ อาชาญคงลืมถ้อยคำของตนหมดสิ้นแล้ว

เมื่อครั้งอาเพ็ญจากพวกเราไปใหม่ ๆ อาชาญจมปลักอยู่กับความโศกเศร้าทุกวี่วัน อาเคยพูดว่า เราสองคนเปรียบเสมือนลมหายใจสุดท้ายที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ของอา ก่อนจะนอนอามักจะเล่านิทานให้เราฟัง เกาหลังให้ จนกระทั่งพวกเราหลับ

ท่ามกลางความวิเวก วังเวง ทั่วท้องทุ่งกังวานก้องไปด้วยเสียงหวีดปีกของจักจั่นเรไร

มันช่างร้อง...เสียงแหลมใส กรีดแทงหัวใจที่มืดดำยิ่งนัก

ผมเริ่มตระหนักว่า หัวใจดวงน้อยคิดถึงอาเพ็ญมากแค่ไหน ก็ต่อเมื่อไม่เห็นแสงจันทร์ส่องนำ ขับไล่ความมืดมนบนเส้นทางแต่ละก้าวที่ขาก้าวเดิน
 
และแล้ว ก็มาถึงเรือนไม้โบราณ ยกใต้ถุนสูง ไฟนีออนเปิดสว่างทั้งหลัง ผมเหยียบขั้นบันไดที่เคยถัดขึ้นถัดลงทีละขั้นอย่างเชื่องช้า ไม่สนใจแม้แต่จะเหลียวมองราวบันไดซึ่งเคยโหนเล่น เดินอย่างเซื่องซึม ผ่านเฉลียงซึ่งแม่กำลังนับถุงผักที่บรรจุเสร็จแล้ว

ในวันพรุ่งนี้ แม่ต้องจัดส่งแม่ค้าเจ้าประจำ บางเจ้าก็มารับเองจนถึงหน้าบ้าน แต่บางรายแม่ก็บวกเงินเพิ่ม จากนั้นจึงจัดแจงหาคนไปส่งให้ถึงที่

เสียงตำน้ำพริกดังสนั่นอยู่ในครัวเป็นฝีมือของป้าเอิบ ด้วยเหตุว่าป้าเอิบไม่มีครอบครัวจึงอาศัยอยู่กับเรา เป็นเสมือนญาติคนหนึ่ง ขณะที่ ป้าอาบอยู่กับสามีขี้เมา ชื่อ’จ่าอ้วน’ หัวโต ๆ แต่ร่างกายผอมกะหร่อง อาจกล่าวได้ว่าเหมือนไม้เสียบกับลูกชิ้นปิ้ง อย่างไรก็อย่างนั้น

ทั้งสองอ.ต่างไม่มีลูกไว้สืบสกุล
 
ภายในโถงบ้าน พ่อนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานกับเอกสารราชการตรงหน้ากองพะเนิน ช่วงนี้ใกล้วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว งานของพ่อจึงมีมากกว่าปกติ

ผมทิ้งน้ำหนักลงบนโซฟาหวายตัวหนึ่ง โซฟาชุดนี้พ่อหาซื้อมาสำหรับต้อนรับผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่งนาน ๆ จะมีครั้ง

อึดใจต่อมา แม่ก็ตามเข้ามา ถามผมเหมือนต้องการเย้ยซ้ำ ว่า

“เห็นรึยังล่ะ ? เมียใหม่ของอาเอ็ง”

ถึงแม้ผมจะไม่มีคำตอบ แต่สีหน้าของผมคงชัดเจนมากพอ แม่เลยได้ที ว่าต่อเป็นชุด ฉอด ๆ

“ปากก็บอกว่ารักแม่เพ็ญเหลือเกิ๊น เมียตายยังไม่ทันไรเลย พาผู้หญิงคนใหม่เข้าบ้านซะแล้ว ลูกเต้าตาดำ ๆ ไม่เคยใส่ใจหรอก”

“ไม่ทันไรของแม่จัน เรื่องมันก็ผ่านมาจะครบหกปีแล้วนะ”

พ่อค้านเบา ๆ แต่นั่นประดุจเติมเชื้อฟืนเข้าไปในกองเพลิง แม่ยิ่งออกอาการปะทุหนัก

“แหม๊…! เข้าข้างกันดีเหลือเกิน เป็นเหมือนกันหมดนั่นแหล่ะ พวกผู้ชาย...เกลียดนัก !”

“ใช่..! เกลียดนัก ผู้หญิงจุ้นจ้าน”

โดยฉับพลัน ผมโพล่งคำนั้นออกไป พร้อมทั้งทะลึ่งตัว ลุกขึ้นนั่ง

เสียงของแม่ชะงักเงียบ ชั่วอึดใจ

“นี่..เอ็ง!.. เอ็ง...ว่าแม่รึ ?”

“เอ่อ !...ป่าวจ้ะ ฉันว่าผู้หญิงจุ้นจ้านคนนั้นต่างหาก แม่ไม่จุ้นจ้านแค่จัดจ้านน่ะ แซ่บบบ !”

ทันใดนั้น พอดีกับป้าเอิบยกขันโตกสำรับข้าวเข้ามา ทั้งที่ไม่เข้าใจเรื่องราวดีนัก แต่ก็รับคำต่อจากผมอย่างทันท่วงที ว่าพลางหัวเราะไปพลาง

 “ใช่แล้ว ฮะฮะฮ่า น้ำพริกของป้าวันนี้........แซ่บ..! เลียสากกันเลยทีเดียว”

ปกติแล้ว คนบ้านนี้ก็มักจะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องแบบนี้แหล่ะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ป้าเอิบที่ประสาทหูเริ่มหย่อนสภาพ

ค่ำนั้น ระหว่างมื้อเย็น เมียใหม่ของอาถูกเราสามคนเมาท์แรง ทั้งโขลก ทั้งสับ ใส่เครื่องยำจนเละ โดยที่พ่อนั่งฟังอย่างเงียบ ๆ

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ทุ่งรัก ทุ่งเสน่หา [EFFECTIONATE FIELD]
«ตอบ #4 เมื่อ25-09-2021 21:16:16 »

  [ 5 ]
อัดลม แห่งเขาสาปยา

ภายหลังกลับจากส่งข้าวลุงแดร็ก ผมเห็นแม่กับป้าเอิบตรงเฉลียงบ้าน นั่งอยู่กลางแคร่ กำลังพับเก็บถุงใส่ผัก

ผมนั่งลงปลายแคร่ แล้วจึงหยอดคำหวาน

“แม่จ๋า พรุ่งนี้ ฉันขอไปบ้านน้าแหววนะจ้ะ”

แววตาของแม่ฉาบประกายขุ่นเคือง อย่างทันทีทันใด

“เอ็งจะไปทำไม ?”

ผมตระหนักดีในเรื่องนี้ ถ้าไม่รีบแก้ไข แม่คงไม่ยอมให้ผมย่างกรายไปเฉียดที่นั่นเป็นแน่

“ฉันจะไปตามไอ้แชมป์กลับบ้านจ้ะ”

“ไอ้แชมป์นี่ก็กระไรอยู่ เอะอะนิด ๆ หน่อย ๆ ก็หนีออกจากบ้านตะพึด ที่อื่นก็มีให้ไปอีกถมถืด ดั้นไม่ไป”

ผมนิ่งเงียบ ปล่อยให้แม่บ่นเรื่องของไอ้แชมป์อยู่สักพัก ก่อนหน้านี้ ในระหว่างมื้อเย็น ผมเล่าเรื่องของมันให้แม่ฟังหมดแล้ว
 
 “ขืนเอ็งไปบ้านน้าแหวว มิต้องเจอกับไอ้เปรตคนนั้น ดอกรึ ?”
 
ผมรู้ดีว่าแม่หมายถึงใคร และคนคนนั้นส่งผลอย่างไรกับแม่บ้าง

“โถ่ ! แม่จ๋า  แม่ก็รู้ว่าฉันไม่ต้องการจะข้องเกี่ยวอะไรกับนายคนนั้นเลย สำคัญที่สุด ไม่ใช่ว่าตอนนี้เขาไม่อยู่บ้านดอกหรือจ้ะ”

“ถ้าตอนนี้พี่ชายเอ็งยังมีชีวิตอยู่ แม่คงจะมีความสุขมากกว่านี้ ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ต้นน้ำเอ้ย ! ชีวิตของคนเป็นแม่ไม่มี
ความสุขใดยิ่งใหญ่ไปกว่าการได้เห็นลูกเติบใหญ่มีเหย้ามีเรือน แทนที่จะ...”

ท้ายประโยค เสียงของแม่สั่นเครือ ผมดึงมืออวบอิ่มแต่หยาบกร้านมากุมเอาไว้ข้างหนึ่ง

“ข้าก็แค่เป็นห่วงเอ็ง ไม่อยากเห็นเอ็งพบจุดจบเหมือนกับ...พี่ชายของเอ็ง”

“แม่บอกเสมอว่า น้ำเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ เพราะฉะนั้นแล้ว ฉันต้องเข้มแข็งกว่าพี่ต้นกล้าสิจ้ะ ฉันสัญญา ฉันจะไม่ทำอะไรให้แม่ต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”

นัยน์ตาของแม่ลดความแข็งกระด้างลง บอกผมด้วยเสียงแผ่วเบาว่า

“อย่าลืม เอาพริกสดไปฝากแม่แหววด้วยล่ะ”   
                                                                     
ถึงแม้เรื่องเลวร้ายจะผ่านไปเกือบสี่ปีแล้ว แต่สำหรับแม่เหมือนกับว่าความตายของพี่ต้นกล้าเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวันวาน   อย่างไรก็ตาม แม่ก็ยังเหลือเยื่อใยให้กับน้าแหววอยู่

อันที่จริง คนที่น่าเห็นใจมากที่สุดควรจะเป็นน้าแหวว เพราะเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเธอเลย

ป้าเอิบเขยิบเข้ามาจนกระทั่งตัวชิด ติดกับผม แล้วกระซิบถามว่า

“แม่จันสั่งป้าตำน้ำพริกรึ”

ว่าแล้วก็หัวเราะร่าอย่างภาคภูมิในรสสากของตน จากนั้นกระวีกระวาดเข้าครัวอย่างรวดเร็ว โดยไม่รอคำตอบ

ผมถอนใจ เพราะรู้สึกโล่งที่แม่อนุญาต ขณะเดียวกันก็เหนื่อยใจกับป้าเอิบ
 
วันหยุดถัดมา หลังจากช่วยงานในสวนเสร็จ ผมหอบถุงพริกของแม่กับน้ำพริกของป้าเอิบมุ่งตรงไปบ้านน้าแหววทันที

บ้านน้าแหววจะอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ และอยู่ลึกถึงท้ายคลอง ทางเดินริมคลองเป็นคอนกรีต ลักษณะไม่กว้างมาก โย้ขึ้นและโย้ลงตามความสูงต่ำของเสาตอม่อ ทั้งสองฟากคลอง บ้านเรือนส่วนใหญ่ทำด้วยไม้ เจ้าของบ้านบางหลังผมรู้จักดี แต่บางหลังผมก็ไม่คุ้นเคย ถึงกระนั้นพวกเขาก็ถามสารทุกข์สุกดิบของแม่ตลอดทั้งเส้นทาง

เมื่อก่อน ผมมาบ้านน้าแหววบ่อยเพราะมีน้ำคลองให้เล่น นับตั้งแต่พี่ต้นกล้าเสียชีวิตก็ห่างหายไปนาน

หลังจาก เดินฝ่าลมหนาวมาสักพักก็ถึงคลองแยก บริเวณนี้เคยมีเด็กตกน้ำตายคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าผมจะว่ายน้ำแข็งแต่สภาพอากาศอย่างนี้ก็ไม่อยากสัมผัสน้ำแม้แต่ปลายเล็บ

ผมพยายามทรงตัวอย่างระมัดระวังบนขอนไม้ขนาดกลางเล็กกลางใหญ่ซึ่งทำเป็นสะพานง่ายๆให้คนเดินข้าม ที่สำคัญก็คือ มันไม่มีราวให้จับ เราต้องประคองตัวเองให้ดี

พ่อเคยคิดจะเปลี่ยนสะพานนี้เป็นคอนกรีตที่แข็งแรงและปลอดภัยกว่านี้ แต่สุดท้ายก็ต้องน้อมรับกับความท้อแท้ เนื่องจากว่ามติของผู้อาวุโสเป็นเอกฉันท์ ต้องการให้คงเอกลักษณ์แบบดั้งเดิมของมันเอาไว้อย่างนี้
 
“ระวังหน่อย !..ตาหวาน”

เสียงทุ้มกังวาน ทั้งห้าวหาญและนุ่มนวลเคล้ากันของใครคนหนึ่ง  ดังมาจากด้านหลังพร้อมกับข้อมือแข็งแรงยื่นมาประคองเอวของผมเอาไว้ ไม่ให้หล่นตูมลงไป

มีแค่เขาเดียวเท่านั้นที่เรียกชื่อผมอย่างนี้ ลำคอของผมตั้งแข็งขึ้นโดยอัตโนมัติ ฝืนใจก้าวต่อจนกระทั่งสุดปลายทาง จึงหันไปมองเพื่อความแน่ใจ

“ไอ้ขายาว !”

อย่างไม่ทันคาดคิด ผมหลุดสมญานามออกมาซึ่งครั้งหนึ่งเคยเรียกขานเขา

มีนักปราชญ์นิรนามท่านหนึ่งกล่าวเอาไว้ว่า ความซวยมักมาเยือนเราในเวลาพลบค่ำเสมอ เห็นทีว่าจะเป็นเรื่องจริงเสียแล้ว
เนื่องจาก ณ เวลานี้ คนที่ผมไม่ต้องการเจอหน้ามากที่สุดก็คือ พี่ชายของไอ้เป๊บซี่คนนี้...นี่แหล่ะ !

อันที่จริงเขามีชื่อเล่นครับ แต่ฟังแล้วรู้สึกจั้กกะจี้รูหูชะมัด เพราะความตะมุตะมิของมันซึ่งผมคิดว่าไม่เหมาะสำหรับคนอย่างเขาเลยแม้สักนิด ชื่อเล่นของเขาคือ
อัดลม
แต่ส่วนใหญ่ คนมักเรียกสั้น ๆ ว่า...อัด เพราะนิสัยที่ชอบตีรันฟันแทงของเขา

เรื่องร้าย ๆ นักเลงหัวไม้คนนี้เหมาทำทั้งหมด จนกระทั่งนาม ’อัด เขาสาปยา’ ดังกระฉ่อนไปทั่วทั้งคับพวง เดือดร้อนน้าแหววที่ต้องคอยวิ่งเต้นปิดคดี สูญเงินไปหลายแสนก็เพราะลูกชายคนนี้

ทั้ง…ขโมยควาย
    …ฉุดผู้หญิง
และ...ไล่ยิงคู่อริต่างถิ่น

จนกระทั่ง...นำพาความตายมาสู่พี่ชายของผม

คนที่จงเกลียดจงชังเขามากเสียยิ่งกว่าใคร ๆ นั่นก็คือ...แม่

บางครั้งแค่หลุดปากเอ่ยชื่อของเขาในคราวเผลอไผล แม่ถึงกับเบ้ปาก ขากถุยราวกับกินยาขม
 
“เอ็งจะไปแห่งหนใดรึ..? ตาหวาน”

ถึงแม้เขาจะเป็นคนรุ่นใหม่แต่ว่าคำพูดบางคำยังติดมาจากคนรุ่นเก่าอยู่ มีหลายวลีที่พวกผมไม่เอามาพูดกันแล้ว
 
ผมเลือกที่จะไม่ตอบ ถึงแม้ในใจจะรู้สึกว่าน้ำเสียงที่เขาใช้ถามฟังดูนุ่มหู แปลกกว่าที่เคยก็ตามที ก็เพราะเขาไม่ได้เอ่ยชื่อของผม
ในขณะเดียวกัน อีกหนึ่งถ้อยคำของแม่ผุดขึ้นมาตอกย้ำความคิด เมื่อสมัยที่ผมเอาแต่วิ่งแจ้นไปฟ้องแม่ว่า ถูกนายอัดลมแกล้งอีกแล้ว แม่เคยบอกว่า‘ยุ่งกับหมา หมาก็เลียปาก’

คนประเภทนี้ก็คล้ายกับสุนัข ถ้าเราทำดีกับมัน มันก็จะตามติดเราตลอดเวลา เพราะฉะนั้นแล้ว อยู่ให้ห่างเป็นดีที่สุด เมื่อเราไม่สนใจ สักพักมันก็จะเลิกยุ่งกับเราเอง

“พอโตมา…เป็นใบ้ซะงั้น”

ในขณะผมกำลังคิด เขาเปรยกับตนเอง ยิ้มขรึม

ดูเหมือนว่า สำนวนข้างต้นจะเอามาใช้กับ’ไอ้ขายาว’ไม่ได้เสียแล้ว เพราะนายอัดลมยืนดักอยู่ด้านหน้า ทำให้ผมหนีไปไหนไม่พ้น จำใจต้องพูดกับเขา

“นายถามใคร ?”

ผมต้องบอกก่อนว่า แต่ไหนแต่ไรมา ผมไม่เคยเรียกนายอัดลมว่า’พี่’

เหตุผลก็คือ...ไม่อยากเรียก

และอีกประการหนึ่ง เพราะผมไม่ใช่คนประเภทปิดบังอารมณ์ตนเอง จนสามารถเอาสิ่งที่รักและสิ่งที่เกลียดมารวมไว้ในห้องใจเดียวกันได้ บางครั้งแยกแทบไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าตนเองดีหรือร้ายอยู่

“มีเอ็งกับข้าแค่สองคน จะให้ถามหมาที่ไหนวะ?!”

ในที่สุด หางที่แอบเอาไว้ก็โผล่ออกมาให้เราเห็น เขาแกล้งพูดดีได้ไม่นานนักหรอก

 “ฉันไม่ได้ชื่อ ตาหวาน”

เขาจุ๊ปาก ทำเสียงจิ๊กจั๊กเหมือนจิ้งจกทัก ฉีกยิ้มกว้างอย่างกับพอใจในคำตอบของผมเสียเต็มประดา ก่อนจะยิงประโยคคำถามซึ่งทำให้หนังหัวของผมถึงกับร้อนวูบ

“หรือเอ็งจะให้ข้าเรียกว่า…คนสวย”

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ทุ่งรัก ทุ่งเสน่หา [EFFECTIONATE FIELD]
«ตอบ #5 เมื่อ25-09-2021 21:30:08 »

  [ 6 ]
ทหารรังแกประชาชน

ผมชูกำปั้นขึ้นแทนคำตอบ

แต่ทว่า นายอัดลมหัวเราะงอหงาย ราวกับกำลังดูคลิปตลกที่มันจี้เส้นของเขานักหนา กระทั่งเป้สีเขียวขี้ม้าใบใหญ่ที่แบกเอาไว้บนหลังโยกคลอนไปมา

ผมกวาดตามองชุดที่เขาสวมใส่ สีเขียวเข้มลายพรางแสนเท่ห์เมื่ออยู่บนเรือนร่างสูง ยาว ขับส่งให้เขาแลดูเจริญหูเจริญตาขึ้น แต่...ก็ดูดีแค่ภายนอกเท่านั้นแหล่ะ


เมื่อสี่ปีก่อน หลังจากพี่ชายของผมตายไม่นานนัก
หมู่บ้านท้อแท้มีชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันสิบกว่าคนที่อายุเข้าเกณฑ์คัดเลือกทหาร
เวลานั้น…นายอัดลมจับใบแดงได้แค่คนเดียว
คนที่ดีใจที่สุดและสมปรารถนาที่สุดก็น่าจะเป็นน้าแหวว เพราะบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาไว้หลายแห่ง ด้วยตั้งความหวังว่าวินัยแบบทหารจะสามารถขัดเกลาอุปนิสัยของลูกชายคนโตได้

ต่อมา เขาสอบบรรจุเป็นนายทหารชั้นประทวนซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจับพลัดจับผลูอีท่าไหนได้ จำได้แค่ว่าตอนนั้นน้าแหววจัดงานเลี้ยง ตั้งเวทีซะใหญ่โต  พ่อก็ไปร่วมงาน ยกเว้นแม่กับป้าเอิบที่อ้างว่าไว้ทุกข์แด่พี่ต้นกล้ายังไม่ครบร้อยวัน

ส่วนผมเอง เพราะไม่อยากเห็นแม่เสียใจเลยปฏิบัติตนตั้งอยู่ในกรอบอย่างเคร่งครัด ถึงแม้อยากจะไปเล่นสนุกด้านหน้าเวทีตามประสาเด็กในเวลานั้นก็ตามที

เสียงกระแอมของเขา ดึงสติของผมกลับมา

 “จะบอกอะไรให้ ตอนเด็ก ๆ เวลาเอ็งนอนหลับ เอ็งชอบละเมอจับแมมมอธข้าตลอด ไม่ใช่จับอย่างเดียวนะ...ขยำขยอกด้วย พอข้าดึงมือออก สักพักเอ็งก็จับอีก จับทั้งคืน เพราะฉะนั้น ช่วยบอกให้ข้าสบายใจสักหน่อยเถิดหนา ข้าควรจะเรียกเอ็งว่ากระไรดี”

“!.ฯ?@#.!”

ผมอ้าปากหวอไปชั่วขณะ ถึงแม้จะมั่นใจอย่างไม่ต้องกังขาว่าเรื่องที่เขาพูดนั้นไม่ใช่ความจริง

น่าอายที่สุด !...หน้าตาเจ้าเล่ห์ แล้วยังกล้าปั้นน้ำให้เป็นตัวได้อย่างชั่วร้ายชะมัด

“ไงล่ะ...ถึงกับหน้าซีดเป็นไก่ต้ม”

“พูดบ้าๆ ใครเชื่อก็เหี้ยละ”

 “คืนนี้ เอ็งนอนกับข้าไหมล่ะ!...มาพิสูจน์กันว่า ระหว่างชมรมนิยมเต่าขนานแท้กับคนพ่ายแพ้แมมมอธ หน้าตาอย่างเอ็งจะถูกจัดให้อยู่หมวดไหน”

ดวงตาของเขาส่งประกายวิบวับ ขณะเดียวกันมุมปากก็ยกยิ้มขึ้นข้างหนึ่ง

ถึงแม้จะรู้ดีว่า เขาเป็นคนเจ้าเล่ห์ ชอบโกหก แต่ผมก็ไม่กล้าตกปากรับคำ ครั้งหนึ่งซึ่งจำฝังใจ เขาเคยหลอกให้ผมวิ่งตามไป จนกระทั่งถึงดงไม้ใต้ต้นข่อยเพื่อจะไปดูไอ้เข้ตัวเท่าศาลา ใหญ่กว่าชาละวันถึงสิบเท่า เพราะเขารู้ว่าผมชอบเล่นน้ำแล้วสมมุติตนเป็นไกรทอง

เมื่อไปถึง อย่าว่าแต่เหี้ยเลย กิ้งก่าสักตัวก็ไม่มี

เขาพูดหน้าตาเฉยว่าเมื่อกี้มันยังอยู่ คงจะแปลงกายเป็นคนไปแล้ว แถมบอกให้ผมตามหาชาละวันในร่างคน โดยสังเกตผู้ชายก้นใหญ่ๆ ซ้ำร้ายยังทำเป็นใจดี ช่วยบอกวิธีเผยร่างจริงของมันให้อีกด้วย

“เอ็งประกบนิ้วชี้เข้าหากันสองข้างอย่างนี้ แล้วทิ่มร่องก้นมันตรงๆ ให้สุดกำลัง”

ในครั้งนั้น ถือเป็นคราวเคราะห์ของลุงนุ้ยตูดกะละมัง และเป็นคราวซวยของผมเองถึงโดนพ่อเฆี่ยนด้วยไม้เรียวเสียยับ


ผมสะดุ้งตื่นจากภวังค์ รู้สึกเจ็บจี๊ดตรงหน้าผากเหมือนโดนอะไรดีด

“เอ็งยังไม่ตอบคำถามข้าเลย…จะรีบไปแต่หนไหน ?”

หลังจากเก็บนิ้วชี้ไว้ในที่ของมันแล้ว นายอัดลมก็คาดคั้นจะเอาคำตอบ แต่ผมเลือกที่จะถามกลับ

“ไอ้แชมป์อยู่ที่บ้านนาย ใช่ป่าว?”

เขาถอนหายใจเฮือกยาว อย่างกับว่าจำใจทนฟังเรื่องที่มันน่าเบื่อเสียเต็มประดา

“ข้ารับคำสั่งจากหน่วยพิเศษ มาที่นี่เพื่อปฏิบัติราชการลับโดยเฉพาะ ไม่ได้มาเพื่อช่วยใครตามหาผู้ชาย”

ให้ตายสิ!..อยากจะเอาหัวกระแทกพื้นคอนกรีตให้มันรู้แล้วรู้รอด คุยกับจิ้งหรีดยังได้ประโยชน์เสียกว่า

“อีกอย่าง ข้าเพิ่งเดินทางมาถึง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นในชุมชนของเราบ้าง”

จังหวะนั้นเอง มีผู้ชายคนหนึ่งปั่นจักยานสวนทางมาบนทางเดินแคบๆ พร้อมทั้งลั่นกระดิ่ง ส่งสัญญาณขอทาง

เมื่อชายคนนั้นพ้นไป ผมรีบฉวยจังหวะที่นายอัดลมเผลอ ผลักเขาอย่างแรงชนกับกำแพง บ้านหัวมุมหลังหนึ่ง เสียงดัง

กึก !

จากนั้น รีบฉีกตัวออกด้านข้างแล้วจ้ำอ้าวหนี

นายอัดลมสืบเท้าไล่หลังมาติดๆ เป้ขนาดใหญ่ของเขาถูกยกออกจากแผ่นหลัง ก่อนจะเหวี่ยงลงบนไหล่บางๆ ของผม น้ำหนักมโหฬารของมันทำให้ผมถึงกับสะดุด หยุดอยู่กับที่

“ไหนๆ ก็จะไปกินข้าวฟรีที่บ้านข้าแล้ว ช่วยแบกเป้หน่อยละกัน”

ว่าแล้วเจ้าตัวก็ทิ้งถุงผ้าเอาไว้ตรงนั้น มือสองข้างล้วงในกระเป๋า เดินลิ่วไป โดยไม่สนใจว่าผมจะทำอย่างไรกับมัน

เป็นทหาร...รังแกประชาชนชัด ๆ

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ตอนที่ [ 7 ] 
คนน่าเบื่อ !

ผมลากเป้ ถูครืดคราดไปกับพื้นอย่างทุลักทุเล ผ่านกระชังเลี้ยงปลาหลายแพกระทั่งมาถึงคลองแยกท้ายสุด พอเลี้ยวซ้ายก็เห็นบ้านสีขาวสองชั้น หากเรามองสูงขึ้นไป ที่ชั้นสองจะเห็นระเบียงโดยรอบตัวบ้านกับหน้าต่างซึ่งติดม่านสีฟ้า

เนินหญ้าหน้าบ้านมีขนาดความกว้างเกือบครึ่งสนามฟุตบอล แต่ละมุม ตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับต้นเล็กสลับแซมต้นใหญ่ เหล่าผีเสื้อสีสันตัดกันกับกุหลาบเลื้อยสีสดซึ่งชูช่อ ออกดอกบานสะพรั่งเกยก่ายกับแนวรั้ว

ห่างกันเพียงเล็กน้อย ต้นสักทองขนาดทัดเทียมกัน เรียงต้นเป็นทิวแถวตามแนวยาวของรั้วไม้ บางต้นมีโต๊ะหินอ่อนตั้งอยู่ภายใต้เงาครึ้มของมัน

ผมไม่ได้มาที่นี่ แค่เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง ต้นสักทองกลุ่มนี้สูงจรดหลังคาบ้านเสียแล้ว
 
ที่ซุ้มศาลา เยื้องห่างออกไปจากหน้าบ้าน นายอัดลมนอนเอกเขนกในเปลตาข่าย ขาเรียวยาวของเขาเหยียดจนสุดเปลอย่างกับคนหมดแรง หนังตาปิดสนิท ปลายแคร่ไม้อีกตัว ข้าง ๆ กันนั้น น้าแหววนั่งอยู่และกำลังพูดอะไรบางอย่างกับฝ่ายนั้น

ตอนที่ผมยกมือไหว้ ดูเหมือนว่าน้าแหววจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
 
จู่ ๆ ภาพมโนก็ทำให้ผมนึกไปถึงเพลงกล่อมลูกบทหนึ่ง บางทีถ้าหากนายอัดลมจะตัวเล็กกว่านี้สักสิบเท่า เป็นไปได้ว่าเราอาจจะได้ฟังเพลงแม่กาเหว่าด้วยหนึ่งบท

มโนภาพซึ่งไม่อาจจะนึกภาพต่อ ทำให้ผมยิ้มขำ

หลังจาก ดันเป้ด้วยปลายเท้าไปกองแหมะที่หน้าห้องครัวแล้ว ผมก็ย้อนกลับมา วางถุงผักกับกระปุกน้ำพริกลงบนแคร่ ได้ยินคำพูดของน้าแหววชัดหูว่า

“อีกอย่าง ลุงหมายก็รักลูก ให้ความช่วยเหลือเรามาตลอด...”

ดวงตาของน้าแหววเบิกโตขึ้นเหมือนคนไม่คาดคิดมาก่อน เมื่อแลเห็นผม เรื่องที่กำลังคุยอยู่เลยค้างไว้แค่นั้น

“ต้นน้ำ มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ลูก ?”

ผมทำได้แค่ฉีกยิ้มให้เต็มหน้าที่สุด เพราะไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร หยิบของที่แม่ฝากมา ยกขึ้นชูประกอบคำสนทนา

“อันนี้ แม่ฝากมาฮะ ส่วนเจ้าแซ่บ...นี่ ก็ฝีมือของป้าเอิบ”

น้าแหววนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ แต่สีหน้าและแววตาเปล่งเป็นประกายเหมือนคนป่วยเรื้อรังได้เจอหมอมือดี นัยน์ตาระรื่นด้วยน้ำหล่อเลี้ยงกระพริบซ้อนกันติด ๆ สองสามครั้ง

ในช่วงที่ผ่านมา เราอาจมีท่าทีเย็นชาต่อน้าแหววมากเกินไป จนกระทั่งบ่อน้ำใจซึ่งแต่ก่อนนั้นเคยมีต่อกันอย่างล้นหลาม บัดนี้เกือบแปรสภาพกลายซากเป็นตะกอนขุ่นเคืองเสียสิ้น

น้าแหววผลุดลุกจากแคร่ ตรงเข้ามาโอบกอดผม พลางกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ในอก

“ขอบคุณน้ำจิตน้ำใจของพี่จันกับป้าเอิบจริง ๆ ขอบใจน้ำด้วยนะลูก อุตส่าห์เอามาให้ด้วยตัวเองจนถึงที่” พูดพลางยกมือผ่ายผอมขึ้น ปาดน้ำตาออกทิ้งข้างแก้ม ทั้งสองข้าง

“โอ้โฮเฮะ ! ยังไม่ทันเปิดกระปุกเลย น้ำพริกของป้าเอิบก็สำแดงฤทธิ์แล้วเหรอฮะ” ผมพูดกระเซ้า

น้าแหววยิ้มทั้งน้ำตา จากนั้นดันตัวผมออกห่างเล็กน้อย กวาดตาสำรวจขึ้นลงอย่างถ้วนถี่

“โตเป็นหนุ่มหล่อ ไม่ทิ้งเชื้อแม่เลย...”

ผมยิ้มในหน้าบ้าง

แหม ! เป็นใครก็ต้องรักในคำชม ถึงแม้จะพิศวงบ้างกับคำว่า’ไม่ทิ้งเชื้อแม่’ เพราะอะไรน่ะหรือครับ
ก็...แม่ของผม ใคร ๆ ก็ชมว่า สวยเหมือนนางเงาะป่า

 “ปีนี้ น้ำอายุสิบหก ใช่ไหมลูก? ความสูงกำลังไล่กวดลูกชายน้าเลยมั้ง”

“ไอ้เป๊บซี่น่ะเหรอฮะ ?”

“ไม่ใช่จ้ะ คนนั้นน่ะ เขาตัวเล็กเหมือนพ่อของเขา น้าหมายถึงตาอัดต่างหากล่ะ”

ผมอดกระหยิ่มยิ้มย่องไม่ได้ เหลือบตามุ่งร้ายไปทางเปลญวน
 
เมื่อก่อน หมอนั่นชอบเอาความได้เปรียบในด้านรูปร่างและพละกำลังที่เหนือกว่ามาใช้ข่มเหงผมอยู่บ่อยครั้ง

ต่อจากนี้ไป นายอย่าได้หวัง !

นายอัดลมยังคงหลับตาสนิท อย่างคนไม่รู้เหนือรู้ใต้

น้าแหววฉุดให้ผมนั่งลงปลายแคร่ด้วยกัน ผมสบโอกาสพินิจพิเคราะห์ผู้หญิงตรงหน้า ถึงแม้น้าแหววจะมีรูปร่างผอมบาง แต่ทุกอณูเนื้อของผู้หญิงคนนี้อัดแน่นไปด้วยพลังแห่งความทรหด กว่าจะเฟื่องฟูอย่างเช่นทุกวันนี้ได้ ชีวิตต้องฟันฝ่ามรสุมอยู่หลายต่อหลายครั้ง

ในอดีต เมื่อสาวแรกแย้ม น้าแหววหนีความอัตคัดไปขายแรงงานอยู่ต่างแดน นานหลายปี กระทั่งวันที่ย้อนกลับมา ต่อสู้กับคำครหาอย่างอดกลั้นเพียงลำพัง เนื่องจาก...ตั้งท้องนายอัดลม

โดยที่ ไม่มีผู้ใดรู้ว่า พ่อของเขาเป็นคนเชื้อชาติอะไร !?

น้าแหววเองก็ไม่เคยปริปากในเรื่องนี้ ต่อให้มีคนอยากรู้ เฝ้าเพียรถามอยู่บ่อยครั้งก็ตามที ผู้คนต่างพากันเดาส่งเอาเองว่า พ่อของเขาเป็นชาวอาหรับ หลังจากได้เห็นใบหน้าของเด็กน้อยแล้ว

อีกสิบปีต่อมา น้าแหววก็ตัดสินใจอยู่กินกับนายทหารคนหนึ่งซึ่งมาประจำการที่กองร้อยลาดตระเวนระยะไกล ห่างจากหมู่บ้านของเรา ลึกเข้าไปในหุบเขาราวสิบกิโล

หลังจากคลอดไอ้เป๊บซี่ไม่ถึงปี สามีก็เสียชีวิตกะทันหัน

แม่เล่าว่า ในตอนนั้นน้าแหววไม่มีน้ำตาให้ใครเห็นแม้สักหยด นับได้ว่าเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมากที่สุดคนหนึ่ง
 
ถึงแม้เรื่องเลวร้ายจะถาโถมกันเข้ามา ระลอกแล้วระลอกเล่า นอกจากไม่เสียเวลาคร่ำครวญต่อโชคชะตาแล้ว น้าแหววยังเลือกที่จะสู้อย่างทันท่วงที ด้วยการขอเช่าหน้าน้ำทำกระชังเลี้ยงปลา

จนกระทั่ง ในท้ายที่สุดก็ลืมตาอ้าปากได้ กลายเป็นเจ้าของแพปลาขนาดใหญ่หลายแพในปัจจุบัน

ผมรักและศรัทธาในตัวน้าแหววมาก พอ ๆ กับรักอาเพ็ญ ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ทั้งสองคนเป็นเพื่อนซึ่งห่วงใยกันและกัน มีความรักให้กันประดุจญาติพี่น้อง

“ไอ้แชมป์อยู่ที่นี่ ใช่ไหมครับ น้า?”

อย่างทันทีทันใด ผมตรงเข้าประเด็นร้อนของตนซึ่งมาถึงนี่ ในวันนี้ เพราะยังไม่ได้คำตอบว่า...คนที่ผมตามหา อยู่ที่ไหน ? ไอ้แชมป์หนีมาอยู่ที่นี่ จริงดั่งที่อาชาญคาดเดาเอาไว้ไหม ?

ถ้าหากไม่เจอไอ้แชมป์ที่นี่ บางทีมันก็อาจจะอยู่ที่บ้านเพื่อนในห้องเรียนของมัน ไม่คนใดก็คนหนึ่ง

“น่าเบื่อ !”

จู่ๆ หมอนั่น...คนที่ผมเข้าใจว่าหลับไปแล้วก็สบถคำนี้ออกมา สายตามึนงงสองคู่หันไปมองตำแหน่งเดียวกันโดยไม่ได้นัด

ไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการ บางครั้งเมื่อเราต้องการคำตอบ สิ่งที่ได้มักเป็นความว่างเปล่าเสมอ แต่ทว่าการกระทำของเขาเพียงน้อยนิด กลับส่งผลกระทบต่อคนอื่นอีกมากมาย

ในครั้งนี้ นายอัดลมก็แค่พลิกตัวหันข้าง เสมือนหนึ่งว่าเขาต้องการเมินเราทั้งคู่

ผมเห็นน้าแหววมองเขาด้วยสายตาของคนเป็นแม่ ซึ่งเต็มไปด้วยความหวั่นวิตก

และนั่น ทำให้ผมรีบถามซ้ำประโยคเดิมอย่างทันท่วงที ไม่เช่นนั้น ในครั้งนี้คนที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำเล็ก ๆ ของเขา คงหนีไม่พ้นตัวผมนั่นแหล่ะ

ในที่สุด ผมก็ยิ้มได้ด้วยความสบายใจ เมื่อน้าแหววบุ้ยปากขึ้นไปชั้นบน

หลังจาก คุยกับน้าแหววต่ออีกสักพัก ผมก็ขอตัวออกจากตรงนั้น ด้วยเกรงว่าน้าแหววจะรับรู้ถึงความรู้สึกของผม ซึ่งเอือมระอาเต็มทนกับคนที่เอาแต่นอนพลิกตัวไปมา พร้อมกับโพล่งคำว่า...

น่าเบื่อ !

ทุกครั้ง เมื่อผมเล่าถึงเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนให้น้าแหววฟัง

อันที่จริง ผมอยากจะเอา ‘ยาเบื่อ’ สักสิบซองเทกรอกปากหมอนั่นให้รู้แล้วรู้รอด นับว่าโชคของผมยังดี ที่ตรงนั้นมีน้าแหววอยู่ ไม่เช่นนั้น ผมอาจมีคดีติดตัว ตั้งแต่แรกเริ่มของการเป็นวัยรุ่นก็ได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-10-2021 22:03:39 โดย Marakun »

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
  [ 8 ]
คนเศร้าสร้อย

บันไดด้านข้างตัวบ้านนำผมขึ้นสู่ชั้นบนซึ่งแบ่งออกเป็นสองซีกด้วยโถงทางเดิน พื้นห้องลื่นเท้าบ่งบอกนิสัยเจ้าของบ้านว่าเป็นคนละเมียดละไมคนหนึ่ง

ตู้ไม้ทรงสวย ณ มุมห้องตัวเดิมโดดเด่นขึ้นกว่าเดิมเพราะม่านหน้าต่างผืนใหม่ เนื้อบาง ซึ่งปลิวไสวเป็นครั้งคราวยามต้องลม

ห้องนอนของน้าแหววจะอยู่ทางฝั่งตะวันออกติดกับห้องพระ ส่วนของไอ้เป๊บซี่อยู่อีกฝั่งทางซีกตะวันตก ขณะที่ ‘คนซึ่งผมไม่ควรจะเอ่ยนาม’อยู่ชั้นล่างกับแมวตัวหนึ่งของเขา

ตอนนี้ ฐานะของน้าแหววมีกินมีใช้จนกระทั่งเนรมิตสิ่งที่ลูกชายหลงใหลเอาไว้ในบ้านได้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นห้องบันเทิงของไอ้เป๊บซี่ซึ่งพรั่งพร้อมไปด้วยเครื่องเล่นเกมส์ คอมพิวเตอร์และโฮมเธียเตอร์

ขณะเดียวกัน ชั้นล่างก็มีห้องดนตรีอีกห้องหนึ่งของนายคนนั้น

ตรงกันข้ามกับบ้านผม ถึงแม้จะไม่ขัดสนแต่มีโทรทัศน์ขาวดำแค่เครื่องเดียว ซึ่งจำเป็นต้องมี เนื่องจากแม่กับป้าเอิบติดละครหนักมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปีนี้ แม่ดาวพระศุกร์เล่นส่องสกาวทั่วท้องนภาจนชาวบ้านชาวเมืองติดกันอย่างงอมแงม

คนส่วนใหญ่ยกย่องผู้ใหญ่ผันเป็นบุคคลต้นแบบ สาเหตุเพราะพ่อมีสินทรัพย์ที่เปลี่ยนจากทรัพย์สินมากกว่าใคร  ๆ

แต่ผมกลับคิดว่า ระหว่างตระหนี่กับมัธยัสถ์ มันมีความก้ำกึ่งกันอยู่ แค่เส้นบาง ๆ เท่านั้น

เมื่อใดก็ตาม ที่ผมเอ่ยปากกับพ่อแล้วตัวเลขในบัญชีกลายเป็นลบ น้ำเสียงที่พ่อซักถามมักเข้มข้นเสมอ ผมต้องยกแม่น้ำสะแกกรังทั้งสายมาเป็นเหตุและผลในการตอบคำถามอยู่บ่อยครั้ง

นับว่าโชคยังดีที่พ่อแค่ตระหนี่ ถ้าถี่เหนียวด้วยล่ะก็...แม่น้ำทุกสายคงได้เดือดร้อนกันเป็นแถบ

ผมมี ‘พ่อทูนหัว’ อีกคน ที่คอยเนรมิตข้าวของให้โดยไม่ซักไซ้ไล่ความ อาชาญบอกว่า ‘พ่อทูนหัว’ เป็นเพื่อนของอา และเป็นนายหัวใหญ่อยู่ทางใต้มีอิทธิพลบารมีมาก ตัวตนของท่านผมยังไม่เคยเจอ แต่ก็มีจี้หยกพร้อมสร้อยคอกับรูปถ่ายหนึ่งใบแทนตัว

ก่อนหน้าที่อาเพ็ญจะล้มเจ็บเพียงไม่กี่วัน อาชาญสัญญาว่าจะพาผมกับไอ้แชมป์ล่องใต้เพื่อไปกราบ‘พ่อทูนหัว’  แต่ทว่าเรื่องร้าย ๆ ก็มาเกิดขึ้นเสียก่อน

เวลานี้ ผมไม่รู้ว่าอาชาญยังจำคำสัญญาเหล่านั้นได้บ้างไหม?


ขณะแง้มบานประตู เสียงซาวด์เอฟเฟกต์ก็ดังกระหึ่มสวนออกมา นอกจากไอ้แชมป์กับไอ้เป๊บซี่แล้ว ในห้องนั้น ก็มีคนตัวเล็กแต่ชื่อใหญ่กว่าตัว อีกคนหนึ่ง

 มันชื่อว่า...มังกร พ่อของมันเป็นช่างสักลายที่ฝีมือฉกาจ หาตัวจับยากคนหนึ่ง

วันนี้ ‘แกงค์มารไม่เคยท้อ’ ของเราในสมัยเด็ก ๆ ขาดก็แต่ไอ้ขวัญกับไอ้เพชร ฝาแฝดคู่นั้นกลายเป็นหนุ่มอย่างเต็มตัว หลังจากจบชั้นประถมหก ไม่ใช่เด็กหนุ่มอย่างพวกเรา ที่ก้ำกึ่งกันระหว่างเรียนและเล่น

ไอ้เป๊บซี่กับไอ้มังกรกำลังเมามันกับปุ่มกดในมือ ขณะที่ไอ้แชมป์นั่งแกะตัวโน๊ตด้วยกีตาร์ ไม่ห่างกันนัก

หลังจาก หย่อนสะโพกลงด้านข้าง แชมป์ก็หยุดปลายนิ้ว ชำเลืองมองผมด้วยหางตา แว่บหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถาม

ทว่าเสียงที่ดังกระหึ่ม ผมจำต้องโน้มคอเข้าหาร่างผอมบาง จนกระทั่งใบหูแนบชิดติดกับใบหน้าของมัน

โดยปกติ ไอ้แชมป์ก็เป็นคนพูดเสียงเบาเหมือนเราคุยกันในห้องสมุดอยู่แล้ว

ไอ้แชมป์ถามซ้ำอีกครั้ง ซึ่งดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

“สักเกมส์ไหม ?”

ผมมองหน้ามันตรง ๆ ถามกลับโดยไม่อ้อมค้อม

“มึงไม่คิดจะกลับบ้านเลยเหรอวะ ?”

“กูมีบ้านด้วยเหรอ”

มันตอบ แต่เลี่ยงออกเส้นบายพาสซะงั้น ดูเหมือนว่า คนที่ผมตามหาด้วยความห่วงใยจะติดใจบ้านน้าแหววเข้าแล้ว

ใบหน้าของคนตรงหน้า จืดสนิท หนังตาแทบจะเป็นเส้นตรง ตาตี่ เหมือนถูกขีดด้วยปลายพู่กันโดยฝีมือของจิตรกรฝึกหัด ผู้ซึ่งละเลงลบด้วยหนังยางครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งขนคิ้วบางกิ่ว ดูไร้ระเบียบ

ถ้าหากมีคนทึกทักหรือเดาส่งว่า ไอ้แชมป์เป็นลูกของเจ็กฮง ร้านขายของชำ หน้าปากซอยข้างวัด อาจกล่าวได้เลยว่า ร้อยทั้งร้อยไม่มีใครคัดค้าน

ขณะที่ นัยน์ตาหยาดน้ำผึ้งของอาเพ็ญ ทั้งหวานและหยาดเยิ้มเหมือนเพชรา เชาวราษฎร์ ดาราผู้มีชื่อเสียงตลอดกาล ในทำนองเดียวกัน เสน่ห์แบบชายชาญของอาชาญก็เกิดจากประกายตาคมเข้ม บวกกับคิ้วหนาและหนวดเคราเขียวครึ้ม

ทั้งหมดทั้งมวล ตรงกันข้ามกับไอ้แชมป์อย่างสิ้นเชิง

นัยน์ตาของไอ้แชมป์ปรากฏแววเศร้าอย่างชัดเจน ชนิดที่ว่าไม่ต้องสังเกตเราก็เห็น ใบหน้าไม่มีเค้าของอาเพ็ญกับอาชาญเลยแม้แต่น้อย และนั่นเป็นปมด้อยของมันซึ่งผมตระหนักดีที่สุดในเรื่องนี้

ด้วยเหตุว่า ดีเอ็นเอของพ่อแม่ยอมให้ความแปลกแยกปรากฏแทนที่บนหน้า รอยด่างทางความรู้สึกจึงตราไว้ในดวงจิตนับจากนั้น

“เมื่อวานกูไปหามึงที่บ้าน ถึงได้รู้ว่ามึงอยู่นี่”

ผมมองตาอีกฝ่ายในขณะพูด นอกจากประกายหม่นหมองแล้วก็ไม่เห็นสิ่งอื่น

“อาชาญให้กูมาตามมึง”

บางทีความสัมพันธ์ของสองพ่อลูกอาจจะดีขึ้นก็ได้ ซึ่งผมอยากให้เป็นอย่างนั้น จึงตัดสินใจปล่อยลูกแกะตัวหนึ่งออกไปเดินเฉิดฉาย

สีหน้าของไอ้แชมป์บ่งบอกความไม่เชื่ออย่างชัดเจน

“แน่ใจว่าพูดความจริง”

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าไอ้แชมป์เป็นคนเฉลียวฉลาดสมกับตำแหน่งนักเรียนดีเด่นในด้านวิชาการของมัน

ผมยิ้มแห้ง
จบกัน ชีวิตลูกแกะฝึกหัดตัวน้อย
แต่...ในเมื่อเราขึ้นบนหลังเสือแล้ว ก็ต้องก้าวลงอย่างสง่างามสิวะ เมื่อคิดดังนั้น ผมจึงยืดอก สูดลมเข้าเต็มปอด ตอบกลับด้วยเสียงเข้มว่า

   “เออ !”

ไอ้แชมป์จ้องหน้าผมเหมือนตำรวจคอยดักพิรุธผู้ร้าย มันส่ายหัว ก่อนจะกล่าวในเชิงตำหนิว่า

“ต่อให้พยายามแค่ไหน มึงก็โกหกไม่เป็นอยู่ดี ขอร้องเหอะ! ต้นน้ำ… อย่าให้โลกของมึงต้องแปดเปื้อนด้วยถ้อยคำโป้ปดอีกใบหนึ่งเลย”

ไอ้แชมป์ต่อว่า หนังตาตี่กระพริบซ้ำถี่ ๆ น้ำหล่อเลี้ยงสีใสเอ่อซึม กลบนัยน์ตาสีดำแกมเทาคู่นั้น

“แค่คนเดียวที่เปลี่ยนไปตั้งแต่แม่ตาย จนบางครั้งกูเผลอคิดว่า...กูอาจไม่ใช่ลูกของเขา กูก็เจ็บมากพอแล้ว มึงอย่าสำเนาความทรมานเพิ่มอีกคนจะได้ไหม”

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2076
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2467
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +134/-5
มีต่อรึเปล่า รออ่านนะจ๊ะ (พ่อมึงสิ) ยืมเพลงฮิตติดหู มาโฆษณา

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
[9]
เรื่องของผัวเมีย

บนจอภาพสีเขียว บรรดานักเตะเสมือนกำลังไล่ตามลูกกลมๆ กับเสียงโห่ร้องจากซาวด์เอฟเฟกต์ซึ่งไล่กระชั้นตามติด

ผมบอกอย่างจริงใจว่า

“กูขอโทษ…กูแค่อยากให้มึงกลับบ้าน”

“มึงเจอเมียใหม่ของพ่อด้วย ใช่ไหม ?”

ไอ้แชมป์กำลังหมายถึงผู้หญิงจุ้นจ้านคนนั้น ซึ่งสายตาของหล่อนแสดงเจตจำนงค์อย่างชัดเจน และมันตามรังควานผมอยู่ตลอดเวลา มือสองข้างกำหินสีเขียวกลางสร้อยคอเอาไว้จนแน่น ประหนึ่งว่ามันจะหายไป  ในขณะพยักหน้าแทนคำตอบ

“กูจะรอ จนกว่าพ่อจะย้ายเข้าบ้านของเขา” ไอ้แชมป์ตั้งคำสัตย์

อันที่จริง ผมก็อยากแต้มพู่กันให้โลกมีสีสวย แล้วลากเอาพระอาทิตย์ไปขึ้นทางทิศตะวันตกแบบนั้นบ้าง

ไอ้แชมป์คงยังไม่รู้ความจริงว่า ในตอนนี้เจ๊เชอรี่เล่นบทนำแทนอาชาญที่บ้านหลังแฝดเรียบร้อยแล้ว เธอคงไม่ย้ายออกในเร็ววันอย่างที่มันคาดเดา

“แต่มึงจะอาศัยบ้านน้าแหววตลอดไปไม่ได้”

ผมทำได้เพียงคว้ากระดาษกับปากกามา แล้วขยี้คำว่า ‘เกรงใจ’ เพื่อจี้ต่อมอีกฝ่าย  ไอ้แชมป์ถอนหายใจเฮือกอย่างกับคนแก่ที่แก้ปัญหาลูกหลานไม่ตก

ชั่วขณะหนึ่ง ที่ฝ่ายนั้นจ้องหน้าผมอย่างครุ่นคิด จากนั้นก็เอ่ยถามด้วยเสียงที่เบากว่าเดิมครึ่งเท่า

“กูอยู่บ้านมึง...ได้ไหม ?”

ผมนิ่ง สมองไตร่ตรองอย่างหนักเหมือนกำลังนั่งสอบชั่วโมงฟิสิกส์

ถึงแม้ แม่จะบ่นบ้างอะไรบ้างทุกครั้งที่ไอ้แชมป์มาค้างด้วย แต่พ่อก็เมตตามันทุกเมื่อ

บางที ในครั้งนี้พ่ออาจจะช่วยพูดเกลี้ยกล่อม ทำให้ไอ้แชมป์กลับบ้านเร็วขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นก็ได้ อีกอย่างถ้ามันอยู่บ้านผมย่อมดีกว่าอยู่ที่นี่ เมื่อไหร่ที่แม่รู้ความจริงว่านายอัดลมกลับมาบ้านแล้ว ผมคงไม่ได้มาที่นี่อีก

ในโรงเรียน เราก็เรียนกันคนละห้อง กิจกรรมชมรมก็ต่างกัน โอกาสคุยกันจึงมีน้อย

คิดได้ ดังนั้น ผมจึงพยักหน้าแทนคำตอบ

ทันใดทันใดนั้น เสียงห้าวและห้วน ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“ตาหวาน...เป้ของข้า อยู่ที่ใด ?”

ผมแทบไม่รู้ตัวเลยว่า คนที่ตนไม่อยากจะเอ่ยนามมานั่งประกบหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้สึกตงิดใจว่าเขามองไม่เห็นจริง ๆ  หรือต้องการระรานกันแน่...!?

 แต่ถึงกระนั้น ผมก็ตอบเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“วางไว้หน้าห้องครัว”

“ข้างบนนี้ ไม่ใช่สถานที่สำหรับพลอดรักกัน ถ้าคันบั้นท้ายนักก็ลงไปข้างล่างกับข้า”

ถึงแม้จะไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้นัก แต่น้ำเสียงสะบัดและท่าทียียวนของอีกฝ่ายก็ทำให้ผมรู้สึกคันในอารมณ์

“ได้ ! มาวัดกันเลย สักตั้ง”

เขาหัวเราะหึ

“ยอมรับความจริงแล้วรึ ว่าคันบั้นท้าย”

“เปล่า ! ชั้นคันไม้คันมือ อยากต่อยนายต่างหาก”

เขาทำเสียงจิ๊กจั๊ก และผมก็รู้สึกอยากบีบคอจิ้งจก ตัวที่อาศัยอยู่ในช่องปากที่น่ารังเกียจนั่น

“อย่างเอ็งนี่ ข้ายินดีนอนให้กระทำตามที่ใจต้องการ”

“ดีแต่พูด เล่นกันตรงนี้เลยสิ อย่าคิดเอาน้าแหววมาเป็นโล่กำบังอยู่ข้างล่าง ต้องการอะไรก็ลุกขึ้นมา”

ผมท้าทายอย่างจริงจัง ผงาดขึ้นยืน

คนก่อเรื่องให้อารมณ์ขุ่นมัว สปริงตัวขึ้นราวกับเสือดาวทะยานตะครุบเหยื่อ เขาเดินวนรอบตัวผมอย่างเชื่องช้า มือสองข้างล้วงเข้าในกระเป๋ากางเกง พร้อมทั้งใช้สายตาสำรวจ ขึ้นและลง

แต่ที่เลวร้ายไปกว่านั้น เขาโน้มตัวเข้ามา ใกล้จนปลายจมูกของเราห่างกันไม่ถึงครึ่งคืบ ทว่าผมไม่เหมือนสมัยเด็ก ๆ ถึงยอมอ่อนข้อให้กับเขาอย่างง่าย ๆ

ตรงกันข้าม ผมจ้องตาเขาอย่างท้าทาย

ภายใต้นัยน์ตาสีน้ำตาลไหม้คู่นั้น นอกจากเปลวไฟสองดวงกระพือพะเยิบพะยาบสะท้อนเป็นเงาให้เห็นแล้ว ข้างในนั้นยังมีเหล่าอสูรตัวน้อยกระโดดหย็องแหย็ง กอดคอกันเต้นรำราวกับเป็นผู้กำชัย

นายอัดลมเคลื่อนใบหน้าออกด้านข้าง ใกล้ซอกหูของผม ลมหายใจร้อนผะผ่าวของเขาเป่าระบายที่จุดสยึมกึ๋ยอย่างจงใจ
ผมยืนแข็งทื่อ รูขุมขนนับล้านเส้นลุกชันแทบทั้งตัว

เสี้ยววินาทีแห่งการตอกย้ำ ริมฝีปากชั่วร้ายก็แตะลงข้างแก้มผมอย่างรวดเร็ว

“เชี่ย ! ทำเหี้ยอะไรของนาย”

ผมรู้สึกหน้าร้อนวูบ เหมือนเลือดทุกหยดแล่นมารวมตัวเป็นกระจุกอยู่ที่เดียวกัน ดูเหมือนว่าลมในท้องจะทำให้ร่างกายของผมขยายใหญ่ขึ้น ไม่กลัวแม้กระทั่งหน้าอินทร์หรือหน้าพรหม  กระโจนเข้าใส่อีกฝ่าย พร้อมทั้งปล่อยหมัด แต่ทว่าปะทะเพียงแค่ลม
 
เขาเอี้ยวใบหน้าเล็กน้อยก็หลบกำปั้นของผมได้อย่างว่องไว

ไอ้แชมป์ช่วยดึงสติของผมอยู่ด้านหลังด้วยการรั้งตัวเอาไว้ ขณะที่ไอ้เป๊บซี่ทิ้งเกมส์ในมือ หันจากผู้เล่นสนามเทียมมาเป็นกรรมการแท้ห้ามมวยแทน

“เฮ้ยมึง ! ใจเย็น ๆ ดิวะ พี่กูแค่แหย่เล่น”

จู่ ๆ บทเพลงซึ่งเคยร้องอย่างสนุกสนานเมื่อครั้งงานกีฬาสีก็ดังก้องขึ้นในหูว่า ‘แหย่รู ๆ ๆ...เอาไม้แหย่รู’

ผมฮึดฮัด ตวาดเสียงบ้าบอ ซึ่งไม่รู้กาลเทศะออกไปอย่างแรง

“กูไม่ใช่เมียงู… โว้ย !”

“…”

ราวเศษเสี้ยววินาที คำว่างุนงงทำให้เพื่อนของผมยืนสงบนิ่งกันชั่วขณะ ประหนึ่งว่าทุกคนกำลังไว้อาลัยแด่เมียงูตัวนั้น ซึ่งถูกไฟนัยน์ตาของผมแผดเผา

น่าแปลก คนที่ควรจะร้อนรน กลับไม่รู้สึกรู้สมอะไรเลย และดูเหมือนเขาจะพอใจที่เห็นผมโกรธ นายอัดลมตีหน้ายิ้มระรื่น มุมปากฉีกกว้างเกือบถึงใบหู

เผลอมองใบหน้าเจ้าเล่ห์ที่แต่งแต้มด้วยรอยยิ้มพราวแล้ว ก็รังแต่พลอยฟ้าพลอยฝนจะเดือดดาล คำถามที่เขาใช้ก็ยิ่งบาดอารมณ์

“พวกเอ็งเป็นผัว-เมียกันหรือ ?”

เมื่อได้ยินประโยคนี้ ไอ้มังกรซึ่งโอบแขนรอบตัวผมอยู่ หน้าตาตื่นทันที โดยปกติมันเป็นคนตกใจง่ายและกลัวไปสารพัดสิ่ง ไอ้มังกรรีบออกตัว

“พี่อัด !...พวกผมไม่ใช่กะเทยนะ”

ผมตะเบ็งเสียง คำรามอย่างสุดกำลังว่า

“เรื่องของผัว-เมีย มันหนักส่วนไหนของนายวะ จะเอาไงก็ว่ามา”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-10-2021 19:06:42 โดย Marakun »

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
  [ 10 ]
ร้ายกาจเกินกำลังต้าน

เขาไม่โต้ตอบ แต่ฮัมเนื้อเพลงอย่างร้ายกาจ
...
เอา ๆ ๆ ๆ เอาแน่
ฉันรักเธอจนเมาซมซานก็เพื่อต้องการเธอมาดูแล
ฉันรักเดียว ใจเดียวเพียงเธอ
ถ้าไม่ได้เจอโดนยิงลอยแพ
...

ไอ้แชมป์ช่วยดึงสติของผม โดยการแตะหัวไหล่

“ต้นน้ำ มึงกำลัง…โกรธ !”

คำเตือนของมันทำให้ผมรู้สึกตัว

บ่อยครั้งที่การกระทำเล็ก ๆ แต่สำหรับเราถือเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่เสมอ หลังจากดับความพลุ่งพล่านของผมแล้ว ไอ้แชมป์ก็หันหน้าเข้าหาอีกฝ่าย

“ลูกพี่! เลิกเล่นเถอะครับ กลับมาทั้งที ผมว่าหาเรื่องดี ๆ มาฉลองกันดีกว่า”

แค่ได้ยินคำว่า ‘ฉลอง’ เท่านั้นแหล่ะ เจ้าพ่อบันเทิงอย่างไอ้เป๊บซี่ก็รีบสนับสนุนความคิดนั้นทันที

“จริงด้วยพี่อัด...จังหวะดีเลย เหล้าโทของลุงสักกำลังหมักได้ที่ แกน่าจะแบ่งให้เราบ้างสักไห”

ว่าแล้วก็ผลักไอ้มังกรให้ตรงออกทางประตู โดยไม่ใส่ใจใบหน้าของอีกฝ่ายซึ่งขาวซีดลงอย่างทันตา

“อย่าทำงง ไปกับกูเลย ไปขอพ่อมึงด้วยกัน”

“จะดีเหรอวะ ถ้าพ่อรู้ว่ากูเอาเรื่องนี้มาบอกมึง ไม่วายโดนกระทืบตายแน่”

“ถ้าอย่างนั้น มึงคงต้องเลือกแล้วล่ะ...ระหว่างตีนพ่อมึงในวันข้างหน้ากับตีนกู ณ เวลานี้ ตีนใครจะทำให้มึงตายเร็วกว่ากัน”

เพียงเท่านั้นเอง นอกจากฝุ่นตลบแล้ว ผมก็มองไม่เห็นแผ่นหลังของทั้งคู่อีก

ว่าแต่ เพื่อน ๆ สงสัยกันบ้างไหมครับ ?
ทำไมไอ้แชมป์ถึงเรียกนายอัดลมว่า ‘ลูกพี่’

ก็...ตั้งแต่ เขาอุปโลกน์ตัวเองเป็นอาจารย์ของมัน ประดุจว่าตนเป็นผู้เชี่ยวชาญการบรรเลงเพลงสายเสียนักหนา และหลังจากที่เขายกกีตาร์ตัวหนึ่งให้มัน ซึ่งผมเดาว่าก็คงจะเป็นตัวที่เขาไม่ใช้งานแล้วนั่นแหล่ะ นับจากวันนั้น ไอ้แชมป์ก็ตกอยู่ภายใต้เสน่ห์ของเขา

รู้ทั้งรู้ว่า ระหว่างผมกับลูกพี่ของมันเหมือนกระดูกสองท่อนที่ไขว้กากบาทกัน แถมโปะซ้ำอีกชั้นด้วยหัวกะโหลกสีแดง

ไอ้แชมป์เทียวตอกย้ำผมอยู่บ่อยครั้ง ว่านายอัดลมเป็นคนดีที่หาตัวจับยากคนหนึ่งบนโลกใบนี้

มิหนำซ้ำ มันยังบอกผมอีกว่า ให้มองคนของมันเสียใหม่ด้วยใจที่ปราศจาก...อคติ

ผมอยากจะอุทานคำว่า ‘อะไรนะ?’ เป็นภาษาอังกฤษ แล้วกลอกตามองบน พร้อมกับตะโกนว่า

โอว มาย ก๊อด !

น่าเจ็บใจอย่างที่สุด !

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ไอ้แชมป์ก็เป็นเพื่อนที่ผมไว้ใจ ยามใดที่ความหม่นหมองในตัวถูกหมางเมิน เมื่อนั้นผมก็จะเจอเพื่อนที่ฉลาดหลักแหลมและรู้ใจเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน อย่างเช่นเวลานี้

ผมเหลือบตามองไอ้แชมป์ซึ่งผลักดันนายอัดลมไปที่ประตู มันกำลังสับหลอกความสนใจของเขา จากอาการแปลกประหลาดอย่างหนึ่งซึ่งก่อตัวขึ้นภายในร่างกายผม

ขณะนั้น แม้สักเล็กน้อยผมก็ไม่กล้ากระดิก ร่างกาย ณ เวลานี้ประดุจว่ากำลังโดนแขวนขึง ตรึงอยู่หน้าปากเหว ด้วยเส้นด้ายเล็กจิ๋วไม่กี่เส้นซึ่งจวนจะขาดอยู่รอมร่อ

ผมฝืนร่างกายอย่างสุดกำลัง พยายามอย่างเต็มที่ที่จะกลั้นลมเอาไว้ในช่องท้อง จนกระทั่งสั่นเทิ้มไปทั้งตัว จากหางตาปรากฏร่างสูงยาวของนายอัดลมถูกไอ้แชมป์กวาดต้อนไปที่ประตูราวกับนักโทษ

เขาถอยหลัง ก้าวหลุน ๆ พลางเหลียวมองผมไปพลางอย่างไม่วางตา

“พวกเอ็งสองคนดูมีพิรุธ กระไร ๆ อยู่”

ถึงแม้จะยอมให้ความร่วมมือแต่โดยดี แต่ทว่านายอัดลมก็มิวายตั้งข้อสังเกตแบบนักเลงที่เฝ้าระวังภัย

ทันทีทันใด เมื่อเขาพ้นประตู ลับไป

ธาตุลมในตัวผมก็ระเบิดตัว ราวกับว่าวันนี้คือวันนรกแตก !

หลังจากระบายลมในช่องท้องหมดแล้ว ผมก็ถอนหายใจครั้งใหญ่ ด้วยความโล่งอก

เป็นความโชคร้ายของผมเอง ทุกครั้งที่โกรธ ธาตุไฟในตัวมักจะแตกซ่าน แล้วกลายสภาพเป็นก้อนลม ปริมาณมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขีดความรุนแรง

ไอ้แชมป์เคยช่วยผมรับมือกับเรื่องนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง จากความ ดื้อรั้นของไอ้เผือก สุดท้ายความพยศของมันก็ถูกกำราบลงด้วยเกลือเค็ม ๆ แค่ก้อนเดียว

ผมนึกไม่ออกเลยว่า  ถ้านายอัดลมรู้เรื่องนี้เข้า สภาพของผมจะเป็นอย่างไร อาจต้องซ่อนความเกาหลีเอาไว้ภายใต้หน้ากากฮีโร่ตัวใดตัวหนึ่ง หรือปกปิดให้มิดด้วยปี๊บสิบชั้นเลยก็เป็นได้

โชคดีที่มีไอ้แชมป์ ความลับสุดยอดจึงไม่เคยแพร่งพรายให้ใครรู้

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า นายอัดลมเป็นตัวอันตรายซึ่งยากเกินจะรับมือ รอยยิ้มชั่วร้ายกับใบหน้าเจ้าเล่ห์ของเขาสามารถกระตุ้นความโกรธของผมได้อย่างง่ายดาย

ต่อไปนี้ ผมต้องระมัดระวังอารมณ์ให้มาก หากเป็นไปได้ก็จะอยู่ให้ห่างจากหมอนั่นให้มากที่สุด ผมอาจใช้เวลาสักระยะในการหาวิธีกำราบรูปแบบที่ร้ายกาจเช่นเขา

แต่ถ้าเมื่อใดที่นายอัดลมตกเป็นลูกไก่อยู่ในกำมือ

เมื่อนั้น ผมจะยัดเยียดขุมนรกให้กับเขา

จะไม่ใส่ใจในเสียงเว้าวอนของเขาเลย แม้แต่นิดเดียว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-10-2021 20:17:34 โดย Marakun »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2076
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
[ 11 ]
เผลอ

ในภายหลัง ไอ้แชมป์บอกกับผมอย่างมาดมั่นว่า เรื่องบาดหมางระหว่างผมกับนายอัดลมสามารถลบล้างได้ แค่เราทั้งคู่ดวดเหล้าด้วยกันหนึ่งครั้ง

ผมปฏิเสธ เพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้และยืนยันที่จะกลับบ้าน เนื่องจากไม่ได้บอกแม่เอาไว้ว่าจะมาค้างที่นี่

ไอ้แชมป์ไม่ละความพยายาม มันสัญญา ถ้าหากคืนนี้ผมอยู่ร่วมวงฉลองด้วย พรุ่งนี้เช้ามันจะกลับบ้านพร้อมผม ขณะเดียวกัน น้าแหววก็เว้าวอน ขอให้ผมอยู่ทานข้าวด้วยกันก่อน

นายอัดลมขันอาสา หลังจากทานข้าวเสร็จ เขาจะเป็นคนพาผมไปส่งเอง

ผมปฏิเสธสิ่งที่เขาแสร้งทำด้วยการบอกน้าแหววว่าผมขอค้างคืนที่นี่  น้าแหววยิ้มรับเต็มหน้า จากนั้นก็สั่งเด็กคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกของแม่บ้านให้ไปบอกคนงานที่แพ ช่วยเอาปลามาส่งที่บ้านด้วย

ทันใดนั้น ไอ้มังกรก็นึกสนุก เสนอไอเดียแข่งเกมส์ตกปลาภายในเวลาที่กำหนด ถ้าใครได้ปลาตัวใหญ่ที่สุด คนนั้นเป็นผู้ชนะ ซึ่งทุกคนก็กระเหี้ยนกระหือรือจะเล่นด้วย


ขณะเรียงแถว เดินออกจากบ้านหลังขาว ในมือของแต่ละคนก็หิ้วอุปกรณ์กันคนละอย่าง

ผมถือกระแป๋งน้ำ เดินอยู่หลังสุด ถัดจากไอ้แชมป์ แต่ถึงกระนั้นก็ได้ยินคำสนทนาจากคนด้านหน้าทุกถ้อยคำ
ไอ้เป๊บซี่ถามพี่ชายของมัน ว่า

“พี่อัดยอมทำตามความต้องการของแม่แล้ว ใช่ไหมพี่ ?”

“เอ็งหมายความถึงเรื่องใด ?”

“ฉันหมายถึง การแต่งงานกับพี่มะปราง” ไอ้เป๊บซี่ตอบ

“น้องชายข้า ! พี่ชายผู้นี้ของเอ็งเป็นคนทำตามหัวใจตนเองเท่านั้น จำคำของพี่เอาไว้เสียจะดี หากไม่ใช่เพราะความปรารถนาแล้ว ข้าจักไม่กระทำตามผู้ใดทั้งนั้น ”

ถ้าไม่คิดเอาเอง ผมรู้สึกว่าเสียงของนายอัดลมดังกว่าปกติ ขณะที่เขาเอี้ยวคอหันมา

“พี่มะปรางกับอีเปรี้ยวเป็นเพื่อนกันก็จริง แต่นิสัยต่างกันมาก” ไอ้เป๊บซี่กล่าวลอย ๆ อาจเป็นเพราะคำตอบที่มันได้รับ ยังไม่ชัดเจนพอ

พี่มะปรางเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนของผมใกล้จะครบขวบปีแล้ว อายุใกล้เคียงกันกับนายอัดลม หน้าตาน่ารัก กิริยาแช่มช้อย และมีผิวสีน้ำผึ้งแบบสาวไทยแท้ ๆ

ขณะที่ ผมนึกถึงลูกสาวคนเดียวของลุงหมาย ไอ้มังกรก็ตั้งคำถามเกี่ยวพันถึงผู้หญิงอีกคนหนึ่ง คนที่ไอ้เป๊บซี่จิกสรรพนามนำหน้าอย่างโกรธแค้น

“เปรี้ยว...คนที่เขาพูดกันว่า พี่อัดฉุดมาทำเมียน่ะหรือ ?”

 “มึงก็พลอยเป็นไปเหมือนกับคนอื่นด้วย หลงเชื่อคำโกหกของอีเปรี้ยว“

ไอ้เป๊บซี่เป็นเดือดเป็นร้อนอย่างทันทีทันใด มันต่อว่าไอ้มังกร พร้อมทั้งทิ้งหางตามาทางผม ท้ายประโยคคำว่าคนอื่น

ทุกครั้งที่มีคนกล่าวหาพี่ชายสุดที่รัก ไอ้เป๊บซี่มักทำตัวเป็นเมืองหน้าด่านสาดกระสุนน้ำลายโต้กลับเสมอ ผมตระหนักดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะครั้งหนึ่ง เราสองคนโต้เถียงกันรุนแรงเกี่ยวกับเหตุการณ์หนึ่งในอดีต ที่นายอัดลมเคยกระทำต่อผม


ตอนอายุหกขวบ วัยกำลังซน ผมปีนขึ้นควายรุ่นตัวหนึ่ง ซึ่งมันไม่เคยถูกฝึกมาก่อนจึงยังไม่เชื่องพอ ไอ้ทุยตัวนั้นดีดรุนแรงจนกระทั่งผมเจ็บหนัก และกลัวการขี่ควายแบบฝังใจ

พอนายอัดลมรู้ว่าผมกลัวอะไร เขาก็จับผมโยนขึ้นหลังควายแก่ตัวหนึ่ง โดยไม่สนใจเสียงกรีดร้องกับน้ำหูน้ำตาของผมที่หลั่งออกมาราวตุ่มแตก

ในวันนั้น ไอ้เป๊บซี่โต้แย้ง ว่า

“ทุกวันนี้ที่มึงกล้าขี่ควายได้ ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะฝีมือของพี่ชายกูล้วน ๆ หรอกเรอะ ?”

มันย้ำว่า พี่ของมันทำตามตำราลูกผู้ชาย

‘อะไรก็ตามที่เราขลาดกลัว ยิ่งต้องเข้าหา แล้วฝึกจิตให้ฉลาดอยู่เหนือความกลัว เมื่อนั้น ความขลาดกลัวจะสูญสิ้นจากเราเอง’

แต่มันไม่ได้บอกด้วยว่า เจ้าของตำราทิพย์เล่มนั้นก็คือพี่ชายของมัน นั่นเอง

“ใช่ กูเลิกกลัวควาย” 

ผมยอมรับกับมันอย่างลูกผู้ชายเช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องอ้างตำราใด ๆ  แถมทิ้งท้ายด้วยว่าผมเกลียดและไม่อยากเห็นหน้านายอัดลมพอ ๆ กันกับไม่อยากเห็นผี

ตราบจนทุกวันนี้ ไอ้เป๊บซี่ก็ยังอุทิศตนเป็นองครักษ์พิทักษ์พี่ชายด้วยความรักและภักดีไม่เคยเปลี่ยนแปลง

“พี่กูไม่ได้ฉุดโว้ย กูเป็นพยานได้ อีเปรี้ยวมานอนค้างเอง ตอนที่พ่อของมันมาตาม มันกลัวลุงเสือจะฆ่าตาย ก็เลยกุเรื่องขึ้นมาโกหกทุกคน”

ไอ้เป๊บซี่ยืนกรานด้วยคำพูดเดิม ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง วันนั้น มันกับน้าแหววเข้าเมืองหลวง และยังไม่กลับจากเยี่ยมญาติทางพ่อด้วยซ้ำ

“เลิกพูดได้แล้วน่า เอ็งไม่เหนื่อยบ้างหรือไรกับการแก้ไขความคิดของใครต่อใครเขา คนเขาจะว่ากระไรก็ปล่อยเขาพูดไปเถอะ เราเป็นผู้ชายจะกลัวอันใดกับถ้อยคำติฉินนินทาเล็ก ๆ น้อย ๆ เพียงแค่นี้”

นายอัดลมตำหนิแกมสอนสั่ง ผมมองไม่เห็นสีหน้าของเขา เนื่องจากเดินอยู่ด้านหลัง

ระหว่างนั้นเอง ความคิดของผมก็ตีกันวุ่นอยู่ข้างใน

ถ้าเป็นเรื่องเท็จ แล้วทำไมเขาถึงยอมจ่ายค่าสินไหมง่าย ๆ ตามที่คู่กรณีเรียกร้องล่ะ ?

เสี้ยวเวลานาทีหนึ่งซึ่งผมนึกถึงพี่ต้นกล้า ถ้าหากพี่ชายของผมยังมีชีวิตอยู่ เขาคงช่วยยืนยันความจริงในเรื่องนี้ได้ เพราะเหตุการณ์ในวันนั้นพี่ต้นกล้าอยู่ที่นั่นด้วย และเป็นพยานบุคคลแค่คนเดียว

และแล้ว พวกเราก็มาถึงกระชังปลาของน้าแหวว ซึ่งลอยเคว้งอยู่ริมคลอง ช่วงเวลาย่ำค่ำ แม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำสะแกกรังหนุนขึ้นพร้อม ๆ กัน เลยทำให้น้ำในคลองเอ่อท้นเปี่ยมตลิ่ง

ผักปอดกอเล็ก กอใหญ่ ทยอยลอยมา

คนงานเฝ้ากระชังคนหนึ่งเดินเข้ามาหาพวกเรา นายอัดลมอธิบายบางอย่างกับเขา สักพักคนงานคนนั้นก็กลับที่พักของเขาไป

ไอ้มังกรแจ้งกฎเกณฑ์ว่า ผู้เล่นต้องจับปลาด้วยคันเบ็ดพร้อมทั้งต่อสู้กับความหนาวในเวลาครึ่งหนึ่งของชั่วโมง และคัดเอาปลาตัวที่ใหญ่ที่สุดที่แต่ละคนจับได้มาประชันกันในภายหลัง

ผมปฏิเสธที่จะเล่นเกมส์นี้ เนื่องจากเป็นคนแพ้อากาศหนาว มันจึงให้ผมเป็นคนคุมเกมส์ อึดใจต่อมา แต่ละคนก็เหลือเพียงกางเกงในตัวเดียวกับคันเบ็ดในมือคนละคัน

“อยากมีหุ่นเท่ห์ ๆ แบบลูกพี่บ้างจัง”

ไอ้แชมป์เปรยอย่างชื่นชม พลางมองดูแขนขาตัวเอง

ผมเผลอสติ จึงมองตามที่มันชักพา และต้องยอมรับตามตรงว่า นายอัดลมเป็นคนรูปร่างดีคนหนึ่ง แบบนักกีฬาชั่วโมงฝึกมาก ถึงแม้เรือนร่างของเขาจะสูงเพรียว แต่มัดกล้ามทุกมัดแน่นขนัด ผิวคล้ำแลดูดำลงกว่าเดิมเล็กน้อยเพราะกรำแดด  แต่ก็เนียนละเอียด

มีขนสีดำบาง ๆ กลุ่มหนึ่งตรงช่วงอก และลามเลื้อยละเอียดลงเป็นอุยอยู่แถวสะดือ ก่อนจะหายเข้าไปใต้กางเกงในสีหม่นที่พยุงอาวุธประจำกายเอาไว้ กางเกงในเนื้อบางของเขาตุงย้วยลงด้านล่างตามน้ำหนักของแรงโน้มถ่วง

ท่าทาง...เจ้าตอร์ปิโดคงจะหนักเอาการ

ผมคิดเล่น ๆ อย่างขำ ๆ

ทันใดนั้นเอง สายตาดั่งคบเพลิงของนายอัดลมก็เหลียวฉับ มองมาทางผม

แค่เศษเสี้ยววินาทีเท่านั้น ที่สายตาของเราปะทะกัน

ผมหลบลูกกะตาอย่างปุบปับ หันไปมองที่อื่นทันควัน

...นกกระจาบทอง สีเหลืองอ่อนคู่หนึ่ง มีรังรักโอบคู่นอนก่อนค่ำแล้วที่กอปรือ เยื้องห่างออกไปเล็กน้อย ข้าง ๆ กันนั้น กลางวงล้อมใต้เงาอึมครึม ต้นลำพูใบครึ้มปรากฏแสงหิ่งห้อย กระพริบปริบปรับให้เห็น...



เวลาผ่านไป...
นานแค่ไหนผมก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าหัวใจเต้นแรงผิดปกติ

พอดึงสายตากลับมาที่เดิม ก็พบดวงตาคู่นั้นยังคงมองอยู่ และมันกำลังยิ้มได้

เชี่ย...!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-10-2021 12:15:58 โดย Marakun »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2076
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2467
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +134/-5
พี่ต้นกล้า เป็นเพื่อน หรือแฟน กับนายอัดลม หว่า

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด