ทุ่งรัก ทุ่งเสน่หา [EFFECTIONATE FIELD] ตอนที่ 19 : 19-12-64
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ทุ่งรัก ทุ่งเสน่หา [EFFECTIONATE FIELD] ตอนที่ 19 : 19-12-64  (อ่าน 2985 ครั้ง)

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
  ตอนที่ [ 1 ]
หมู่บ้านท้อแท้แห่งตำบลคับพวง

พ.ศ.2537

ท้องทุ่งกว้างใหญ่ รวงข้าวสีทองโน้มลงสะท้อนแสงอำพันระยิบระยับตา สัญญาณบอกฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่กระชั้นเข้ามาโชยเป็นครั้งคราว ลมหนาวพัดผ่านแถวสักทองต้นใหญ่ เรียงต้น ริมไร่ข้าวโพด 

เมื่อสองปีก่อน ขณะที่ทุกคนง่วนลงแขกข้าวกันอย่างขมักขเม้น ตัวผมยังห่วงเล่นซุกซน ผมรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็นนกคุ่มลายติดกับดัก ด้วยหวังว่าจะได้ตัวเมียเพื่อเอาไปทำเป็นนางนกต่อ

ปีนี้ หลาย ๆ อย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างกายของผมเอง รู้สึกเจ็บหัวนมแปลก ๆ

อาชาญยิ้มอ่อน เมื่อถูกถามด้วยความสงสัยว่า ผมจะเป็นมะเร็งเต้านมเหมือนกับอาเพ็ญไหม

อาเขยตอบด้วยเสียงอ่อนโยนว่า

“ต้นน้ำกำลังแตกเนื้อหนุ่มต่างหาก เหมือนต้นข้าวแตกกองาม รอวันออกรวง”

ตรงกันข้ามกับไอ้เป๊บซี่ ลูกชายพระหน่อเล็กของน้าแหววซึ่งหัวเราะขบขันทันที เมื่อเรื่องนี้ถึงหู
มันเย้ยผมว่า

   “โง่และขาวเผือกอย่างมึง ต้องเทียบกับไอ้เผือกที่โตแต่ตัว แต่สมองเท่ามด”

   ไอ้เผือกเป็นพ่อควายพันธุ์ดี สง่าและองอาจ แค่ชายตามอง ควายตัวเมียก็ระริกหางเข้าใส่ ยิ่งไปกว่านั้นมันมีราคาสูงที่สุดในคอกของพ่อ

แน่นอน ผมย้อนคำพูดมัน เพราะผมไม่ใช่คนที่ลงให้ใครง่าย ๆ

   “ฉลาดมากเลยนะมึง มานั่งเรียนร่วมห้องด้วยกันกับกูเนี่ย”

   “ใบรายงานผลการเรียนของกูเคยมีเกรดสี่เว้ย เกรดสี่ที่คนอย่างมึงไม่เคยได้ลิ้มลอง”

   “วิชาสุขศึกษาแค่ตัวเดียวเนี่ยนะ”

   “อย่างน้อย มันก็ทำให้กูรู้ล่ะกันว่านมแตกพานไม่ใช่มะเร็งเต้านม”

   ผมจำใจ ยกความภาคภูมิให้แก่มัน

อาชาญเป็นเขยไกลมาจากพัทลุง รูปร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำ หน้าตาคมคาย อาเล่าว่าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ในช่วงที่ถนนใหม่ตัดเข้ามาในหมู่บ้าน อาเป็นนายช่างคุมงานก่อสร้าง ได้พบรักกับอาเพ็ญซึ่งเป็นสาวงามประจำอำเภอ ผู้ครองมงกุฎพร้อมสายสะพาย

ศรรักเล็งจากหนุ่มหล่อปักลงกลางอกสาวสวย แต่ไปไม่ถึงกลางใจพ่อตา

อุปสรรคขวางกั้นเสียดฟ้าสูงยิ่งกว่าขุนเขาสาปยา นั่นคือเงินทองมิอาจกองตระหง่านถึง มิวายช่วยกันทำดี จนกระทั่งพ่อตาตาย สุดท้ายได้ที่นาแปลงน้อยอยู่ลึกติดตีนเขา

อาชาญโศกเศร้ายิ่งนัก เมื่อครั้งอาเพ็ญตายจากด้วยโรคมะเร็ง ตอนนั้นผมอายุสิบขวบ เท่ากันกับไอ้แชมป์ลูกชายโทนของอา เราทั้งคู่เกิดมาคาบกรรมกันดั่งคำของแม่ว่า

เราโตมาด้วยกัน จากน้ำนมเต้าเดียวกันของอาเพ็ญ

“ฉันไปบ้านอานะแม่”

ผมตะโกนบอกแม่ ซึ่งดายพริกอยู่ท้ายสวนกับลูกจ้างช่วยงานสองคน ผู้ที่เห็นวิทยุทรานซิสเตอร์สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ป้าเอิบกับป้าอาบ สองแฝดหน้าตาเหมือนกันเป๊ะ แต่รสนิยมต่างกันลิบ

ป้าเอิบชอบสีเหลือง ในขณะที่ป้าอาบคลั่งไคล้สีแดง ป้าเอิบชื่นชอบเพลงลูกทุ่ง แต่ป้าอาบกลับถูกใจเพลงคลาสสิค กรรมไม่รู้อีโหน่อีเหน่เลยไปตกที่วิทยุซอมซ่อจะพังมิพังแหล่ สีเหลืองครึ่ง แดงครึ่ง เครื่องนั้น

รายได้หลักของแม่ นอกจากพริก ขิง ข่า ตะไคร้ กับใบมะกรูดแล้ว สวนพริกห้าไร่ก็มีกระชายกับพริกไทย ซึ่งส่งประจำให้กับแม่ค้าหลายเจ้าในตัวเมือง

“ตะวันจะลับฟ้า นกกากลับรังหมดแล้ว เอ็งยังจะไปอีกรึ”

“ฉันไปช่วยอา เอาควายของพ่อเข้าคอกจ้ะ”

“เออ ๆ ระวังงูเงี้ยว เขี้ยวขอ ด้วยล่ะ”

แค่ผมบอกว่าไปทำงานให้พ่อ แม่ก็พูดอะไรไม่ออกแล้ว

พ่อผมชื่อผัน ภูก้อนคำ เป็นผู้ใหญ่บ้านที่ละเอียด ถี่ถ้วน  ไม่พูดมากความ แม่กับลูกบ้านจึงค่อนข้างเกรงใจ งานหลักของพ่อนอกจากค้าสัตว์และประชุมกับทางการแล้ว ก็มีงานพิจารณาว่าความให้กับชาวบ้านซึ่งมาตีกลองร้องทุกข์อยู่เป็นประจำ

หมู่บ้านท้อแท้แห่งตำบลคับพวง ลูกบ้านถกเถียงกันไม่เคยเว้นวัน

ทว่า แท่นประหารของพ่อไม่เหมือนของเปาบุ้นจิ้น เพราะไม่มีหัวสุนัขและไม่มีคมดาบ มีก็แต่แป้นปั้มยางกับน้ำหมึกสีดำจากไส้ผลมะคังแดงกับถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ สำหรับตีตราประทับตรึงบนใบหน้า ซึ่งแต่ละข้อคำก็ว่ากันไปตามแต่ละคดี

คดีเบา ๆ อาทิเช่น ผัวเมียทะเลาะกันเอย คำว่า ‘ละเหี่ยใจ’ คืออักขระโจษจัณฑ์ทั่วทั้งหมู่บ้าน จากเหนือจรดใต้

คดีความที่ใหญ่อีกนิด อย่างเช่น เมื่อปีที่แล้ว ฝนแล้งหนัก ตาแห้งกับตาถึกแย่งน้ำเข้าที่นาของตน ไม่ปฏิบัติตามคำประกาศของพ่อ ท่ามกลางสภาหมู่บ้าน ว่า

“ปีนี้ ทางการห้ามทุกคนทำนาปรัง เพราะน้ำในระบบชลประทานต่ำระดับมาก”

ตาแห้งกล่าวหาตาถึกว่า แอบสูบน้ำจากที่นาของตน

ฝ่ายตาถึกก็อ้างว่า เพราะตาแห้งลักลอบดูดน้ำจากคลองทดน้ำไปใช้เสียหมด

สุดท้าย ทั้งสองเฒ่าไม่กล้าออกจากบ้านนานนับสัปดาห์ จนกระทั่งถึงวันที่ถ้อยคำ ’น่าอับอาย’ บนใบหน้าเลือนหาย

นับวันข้อคำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งใช้สืบเนื่องกันมาหลายชั่วอายุคน มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งวันหนึ่ง ผมเห็นพ่อถอนใจยาว ขณะนั่งมองหีบบรรจุแป้นคำกองโต

ต่อมา อีกไม่กี่วัน พ่อก็ตัดสินใจเรียกประชุมสมาชิกวุฒิสภาหมู่บ้าน ผู้ซึ่งมากด้วยอาวุโส ทุกคนก้าวยักแย่ยักยันมาพร้อมกับไม้เท้าคู่ชีพ  เยื้องย่างเข้ามาในศาลาว่าการข้าง ๆ วัด

พ่อกล่าว หลังจากครบองค์ประชุมแล้วว่า

“ที่เรียกผู้อาวุโสมาในวันนี้ เพราะอยากถามความคิดเห็น เรื่องเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านของเราเสียใหม่”

เสียงฮือฮา ดังอื้ออึง เมื่อสิ้นประโยคของพ่อ หลายคนสวดยับโดยไม่ถามไถ่ถึงเหตุผลกันก่อน

อันที่จริง ชื่อของหมู่บ้าน...ถ้าหากสืบย้อนกลับไป ไล่จนถึงโคตรเหง้าต้นตระกูลผู้ก่อตั้ง สมัยเมื่อเจ้าผู้ครองนครเชียงรายถูกพม่าตีพ่ายถอยร่นลงมา กระทั่งแลเห็นว่าที่แห่งนี้มีขุนเขาโอบล้อมโดยรอบ แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การตั้งทำเลถิ่นฐานแห่งใหม่ บนยอดเขายังพบต้นท้อยักษ์ต้นหนึ่ง จึงขนานนามสถานที่นี้ ว่า

‘ท้อแท้’

ตาอินนั่งลง หลังจากเล่าความหลังในเรื่องนี้ จำนวนครั้งที่เท่าไหร่ไม่อาจนับ เพื่อตอกย้ำให้ลูกหลานจดจำถึงความองอาจของต้นตระกูลบรรพบุรุษ

ขณะที่ ตานาสำทับซ้ำว่า

“อย่างไรเสียชื่อของหมู่บ้านเราก็ต้องมีคำว่า ท้อ”

ยายมาถ่มน้ำหมากลงกระโถน เสียงดังปรี๊ด ก่อนจะลุกขึ้น ยืนอย่างทระนงโดยไม่อาศัยไม้เท้าช่วย เสนอชื่อใหม่ให้เลือก ซึ่งมีแค่สองชื่อเท่านั้นที่พอจะทดแทนกันได้ นั่นคือ…

 ‘ท้อจริงจริง’ กับ ‘ท้อแล้วท้ออีก’

สุดท้าย พ่อยอมถอดใจ น้อมรับคำท้อแท้ซึ่งมีมาแต่บรรพบุรุษดั้งเดิม

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-12-2021 20:26:48 โดย Marakun »

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
ทุ่งรัก ทุ่งเสน่หา [EFFECTIONATE FIELD]
«ตอบ #1 เมื่อ25-09-2021 20:54:45 »

  ตอนที่ [ 2 ]
ยู้ฮู หนูเป็นสาวแล้ว
ผมจูง’ไอ้แหลง’จักรยานคู่ชีพสีสันถูกใจแม่ยก ตัวคันสีเหลืองซี่ล้อสีแดงออกสู่ทางลูกรัง เป้าหมายอยู่ไกลลิบ ติดตีนเขา

บ้านไม้ของอาชาญ ลักษณะคล้ายกระท่อมสองหลังทอดถึงกันด้วยชานไม้ที่มีความยาวประมาณสามก้าวกระโดด

ก่อนขึ้นคร่อมบนอานเบาะ ผมโบกมือตอบกลับป้าเอิบและป้าอาบ แล้วออกแรงถีบ’ไอ้แหลง’ให้แล่นฉิวไปตามแรงลม

เสียงเพลงลูกทุ่งจังหวะสนุกเพลงหนึ่งไล่หลังมาแว่วๆ จากวิทยุพกพาซึ่งบอกไม่ได้ว่าเป็นของใครเครื่องนั้น

ยู้ฮูวววว หนูเป็นสาวแล้ว
แจ่มแจ๋วเนื้อหนังตึงเดี๊ยะ
สาวแรกแตกดังเปรี๊ยะๆ
น่าเจ๊าะ น่าเจี๊ยะ จริงๆ
หนูเป็นสาวสแตนดาร์ด
หนุ่มฮาร์ทหนุ่มพังก์อย่านั่งนิ่ง
อยากได้เนื้ออ่อนเป็นหมอนอิง
มายดาร์ลิ่ง เวลคัมทูมี
ยู้ฮูวววว หนูเป็นสาวแล้ว
 ยู้ฮูวววว หนูเป็นสาวแล้ว
........

ต้นสักทองยืนตระหง่านเรียงแถวสลับริมทางลูกรังซึ่งกว้างกว่าล้อเกวียนเล็กน้อย คันทางถูกยกสูงกว่าท้องนา ตลอดสองข้างทางที่จักรยานแล่นผ่าน กลุ่มดอกหญ้าสีเดียวกันกับดอกเลา สูงไม่ถึงหัวเข่าลู่ลมไล่สองซี่ล้อ

เวลานาทีไม่ถึงสิบ ผมเบรกตัวโก่งกับรั้วบ้านของอาชาญ ยื่นมือข้างหนึ่งปลดตะขอเชือกซึ่งคล้องเกี่ยวกับเสารั้วเอาไว้

จากนั้น เข็น’ไอ้แหลง’เดินเข้าด้านใน กระทั่งถึงชานกลางบ้าน พิงมันเอากับต้นเสาแล้วกระโดดขึ้นบันไดทีละขั้น สี่ห้าครั้งก็ถึงพื้นไม้ซึ่งอาเพ็ญเคยใช้ลูกมะพร้าวแห้งผ่าครึ่งขัดถูด้วยความอุตสาหะ จนกระทั่งกลายเป็นมันขึ้นเงา

เพลานั้น มีเด็กน้อยวัยกำลังซนสองคน ทั้งเล่นและช่วยงานอาเพ็ญ ในคราวเดียวกัน

ถึงแม้ว่า กาลเวลาจะผ่านไปเกือบสิบปีแล้ว แต่ผมยังจำภาพรอยยิ้มเย็นตา งดงามดุจพระจันทร์ยิ้ม กับแววตาอันอบอุ่นของอาเพ็ญซึ่งทอดมองมาที่ผมได้เป็นอย่างดี

เพลานี้ ตรงเฉลียงหน้าบ้าน ซึ่งผมเคยไถลเปลือกลูกมะพร้าวตามความยาวของแผ่นไม้ ปรากฏโต๊ะเก้าอี้ครบชุดกับเตียงหนึ่งหลัง อีกทั้งเครื่องนอนหมอนมุ้งวางระเกะระกะ ขวางทางเข้าออกอยู่หน้าประตูห้องที่ปิดสนิท

ข้าวของแต่ละชิ้นล้วนใหม่เอี่ยม หุ้มด้วยพลาสติก มองแล้วดูเหมือนว่าเพิ่งจะมีคนยกพวกมันมาวางหมาด ๆ

เสี้ยววินาทีนั้นเอง ผมเกิดคำถามว่าอาชาญซื้อข้าวของมีใช้ในบ้านแล้วอีกทำไม

โดยปกติ ผมไม่ใช่คนขี้สงสัย ถ้าไม่เจอไอ้แชมป์นั่งซึมอยู่บนเถียงนาใต้ต้นพุทราใหญ่เพียงลำพัง เมื่อหลายวันก่อน
 
ไอ้แชมป์เล่าด้วยเสียงสั่นเครือว่าอาชาญไม่กลับบ้านหลายวันแล้ว ขลุกตัวอยู่ที่บ่อนพนันแห่งใหม่ในเมือง

ผมยอมรับว่า ไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับอาชาญ ควายฝูงนี้พ่อตัดสินใจให้อาเป็นคนดูแลด้วยความไว้วางใจ โดยไม่สนใจในคำคัดค้านของแม่ด้วยซ้ำ

ซ้ำร้าย แม่ยังถูกพ่อตำหนิอีกว่า หลงงมงายกับคำทำนายของเทพธิดาพยากรณ์ซึ่งอวตารมาในร่างทรง แถมทำนายทายทักเอาไว้ว่าอาชาญจะทำให้พ่อต้องอับอายในท้ายที่สุด

ใจจริงแล้ว ผมอยากปาลูกระเบิดซึ่งก่อตัวเดือดดาลในช่องท้องหลายลูก แต่ทว่าไม่อยากเห็นไอ้แชมป์สะเทือนใจมากไปกว่านี้ จึงตัดสินใจนั่งลงอย่างเงียบๆ วางมือสัมผัสไหล่ของมันเบา ๆ

ผ่านไปสักพัก เมื่อเงยหน้าขึ้น สายตาปะทะลูกพุทราป่าสุกเต็มต้น ข้อมือของไอ้แชมป์ก็ถูกผมเขย่า พลางบอกให้มันไปหาภาชนะมารอง จากนั้นผมก็ปีนขึ้นไป ขย่มสองสามครั้ง ลูกเล็กๆ สีแดงก็หล่นพราวเกลื่อนพื้น มากมาย

นอกจาก ลูกพุทราป่าจะช่วยละลายความหม่นหมองซึ่งลอยเป็นเงาเหนือหัวไอ้แชมป์ให้มลายหายไปในชั่วพริบตาแล้ว เย็นนั้น ผมก็หอบลูกพุทราไปฝากป้าเอิบกับป้าอาบด้วย

คำขอบอกขอบใจที่เกินเบอร์ของทั้งคู่ ทำให้ผมอดยิ้มไม่ได้

หลังจาก ยืนเหลียวซ้ายแลขวาอยู่ตรงเฉลียงหน้าบ้าน...
สักพักหนึ่ง ผมก็ชะโงกดูอีกฝั่งทางซ้ายมือซึ่งเป็นห้องครัว ตะโกนเรียกแล้ว ไม่มีคนขานรับ จึงตัดสินใจกระโดดลงจากชาน วิ่งอ้อมขวาไปด้านหลัง ผ่านไร่ข้าวโพด และถูกใบสากคายของมันเสียดผิวอยู่หลายครั้ง ก่อนจะทะลุออกทุ่งหญ้ากว้าง...

สูงทะมึนเสียดฟ้า แลเห็นอยู่เบื้องหน้านั่นคือ...ขุนเขาสาปยา

ลักษณะรูปร่างของมัน เหมือนกับนักรบผู้องอาจที่ร่างกายใหญ่ยักษ์ นอนตะแคงข้าง และหลับไหลอยู่ด้วยความเหนื่อยล้า

แสงสีส้มสาดกระทบยามพลบค่ำ เผยส่วนเว้าบริเวณซอกคอกับหัวไหล่สูงชัน ก่อนจะลาดลงบริเวณเอวสอบ อกหนาใหญ่ถูกห่มคลุมด้วยแถบผ้าขาวจากม่านหมอก พาดทบเป็นชั้น ๆ

ในยามโพล้เพล้ ท่ามกลางบรรยากาศวังเวงแห่งท้องทุ่ง ชวนให้ขุนเขาลูกยักษ์ซึ่งหลับใหลมาเนิ่นนาน ดูน่าเกรงขามทวีคูณ

ทุ่งหญ้าไม่มีฝูงควาย ใต้ต้นพุทราก็ไม่มีไอ้แชมป์ แต่ทว่ามีชายแปลกหน้ายืนอยู่ตรงนั้นสามคน




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-11-2021 05:07:48 โดย Marakun »

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
ทุ่งรัก ทุ่งเสน่หา [EFFECTIONATE FIELD]
«ตอบ #2 เมื่อ25-09-2021 21:03:52 »

  [ 3 ]
อาชาญแสนดี

หลังจากเตร็ดเตร่รอบบ่อน้ำ ใกล้ตีนเขา เสาะหาจิ้งหรีดสักพัก เงยหน้าขึ้น ทั้งสามคนก็อันตรธานหายไป

หนึ่งคนเป็นชายสูงวัย รูปร่างเตี้ย ผิวขาว แต่งกายภูมิฐาน พูดพลางชี้ไม้ชี้มือพลาง วาดนิ้วไปตามอาณาบริเวณชายขอบแนวเขา ซึ่งดูเหมือนว่าภายใต้อาณาเขตที่เขาชี้จะเป็นของอาชาญทั้งหมด

ชายแปลกหน้าอีกสองคนสวมชุดดำ พูดเป็นแค่คำว่า “ครับนาย” คนหนึ่งผิวคล้ำ ตัวอ้วนใหญ่ ส่วนอีกคนผอมและซีดเซียว ในตอนนั้น พวกเขามองผมซึ่งโผล่พรวดออกจากไร่ข้าวโพด แค่ปราดเดียว จากนั้นก็ไม่ใส่ใจผมอีก

อันที่จริงผมอยากจะอวดพวกเขาว่า ที่ดินฟากแม่น้ำฝั่งนี้โดยทั้งหมดเป็นของพ่อผม ที่ของอาชาญซึ่งพวกเขาสนใจอยู่นั้นมีไม่ถึงหนึ่งส่วนสิบ...  :-[
 
พระอาทิตย์ดวงส้มเริ่มแขวนต่ำกว่าปลายไม้แล้ว เมื่อไม่เห็นไอ้แชมป์ ผมจึงสันนิษฐานเอาเองว่า มันคงต้อนควายเข้าคอกซึ่งอยู่ติดไร่มันสำปะหลัง เป็นอันเรียบร้อย

โรงนอนควายจะอยู่ห่างจากตัวบ้านของผมเกือบหลักกิโล ในบริเวณเดียวกันนั้น นอกจากโรงนอนที่ล้อมรั้วแน่นหนา มีหลังคากันแดดกันฝนอย่างดีแล้ว ใกล้ ๆ กันนั้น ยังมีอาคารนอนเหมือนหอคอยสูงอีกหลังหนึ่ง

หน้าที่เฝ้ายามและสุมไฟไล่แมลงในเวลากลางคืนจะเป็นของคนงานคนหนึ่ง ผู้ซึ่งพเนจรเข้ามาในหมู่บ้านท้อแท้อย่างคนไร้สติ
เนื่องจาก แม่เห็นอกเห็นใจคนตกทุกข์ได้ยาก หลังจากช่วยรักษาอาการบ้าของชายคนนั้นจนหายดีแล้ว จึงให้เขาอาศัยอยู่กับเรากระทั่งถึงปัจจุบัน

ด้วยเหตุว่าผิวกายที่ดำเหมือนถ่าน คนในหมู่บ้านจึงเรียกชายพเนจรว่า...มืด  และอีกประการหนึ่งซึ่งถูกใจพ่อที่สุด นั่นก็คือเขาไม่เคยหลับในตอนกลางคืน

ผมคนเดียวเท่านั้นที่เรียกเขาว่า ลุงแดร็ก

ครั้งหนึ่งในอดีตขวัญอ่อน อีกทั้งอายุของเรื่องเล่าก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ลุงแดร็กฉีกยิ้มยิงฟันยื่นสีงาช้างคล้ายเคาน์แดร็กคูล่า พร้อมทั้งเปล่งเสียงแหบแห้งว่า คอของผมขาวเหมือนสีฟันของแกเลย !!!

จากวันนั้น ทุกครั้งเมื่ออยู่ใกล้ลุงแดร็ก ผมมีอันต้องหดคอและใช้สองมือกุมต้นคอเอาไว้ด้วยความกลัว

อาชาญหัวเราะอย่างขบขัน ตรงกันข้ามกับไอ้เป๊บซี่ มันไล่ให้ผมไปกินยาของลุงแดร็กจนกว่าจะหมดกระปุก

เวลาไล่เลี่ยกันนั้น...

ผมเคยขนานนามให้ป้าเอิบกับป้าอาบ ด้วยความคลั่งไคล้กล้วยหอมจอมซน หลงใหลอย่างหนักทั้ง ‘บีหนึ่ง’ และ ‘บีสอง’ เลยเพี้ยนเอามาเรียกป้าอ.คูณสองด้วยใจรักว่า

‘อี’หนึ่ง กับ ‘อี’สอง

เท่านั้นแหล่ะ...โดนแม่ตบหัวคว่ำแทบจะทันที โทษฐานไม่มีสัมมาคารวะ และไม่รู้จักเคารพผู้หลักผู้ใหญ่

หลังจากนั้น E1 กับ E2 จึงหมดโอกาศเติบโต
 
ในหน้าหนาว เมื่อพระอาทิตย์ลาลับยอดไม้ ความมืดก็เข้าครอบงำแทบจะทันที ไม่มีเวลาอ้อยอิ่งรอให้ฟ้าเล่นแสงขมุกขมัว

ผมตัดสินใจเดินย้อนกลับเส้นทางเดิม ไอเย็นจากละอองหมอกทำให้ผมห่อไหล่เข้าหากันโดยอัตโนมัติ

สักพักก็มาถึงบ้านหลังแฝด มองเห็นแสงสีส้มอมทองจากไส้ตะเกียงดวงเล็กหลายดวงใต้โคมแก้วบนเสารั้ว ส่องแสงเป็นประกายโดยรอบตัวบ้าน

อาชาญกับผู้ชายอีกสองคนกำลังย้ายเฟอร์นิเจอร์เข้าด้านใน ขณะที่ตรงราวระเบียง สาวใหญ่คนหนึ่งยืนกอดอกพิงสะโพกกับหัวเสา ผ้าคลุมผืนเล็กบางถูกเธอคลี่ออก แล้วบรรจงคลุมหัวไหล่ตัวเองอย่างกรีดกราย ความบางและขนาดของตัวผ้า ไม่น่าจะช่วยให้หล่อนคลายความหนาวได้

ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่า ความสวยของเธอเกิดจากเครื่องสำอางซึ่งประโคมบนผิวหน้าจนกระทั่งหนาเตอะกับเสื้อผ้าอาภรณ์ช่วยส่ง หรือว่าเพราะบุคลิกดุจนางพญาของเธอกันแน่

ขณะที่ผมกำลังพิจารณาเธอ ผู้หญิงคนนั้นก็เอี้ยวหน้ามามอง ในบัดดลผมก็นึกออกอย่างทันควัน

เจ๊เชอรี่...นั่นเอง

หล่อนเป็นเจ้าของบ่อนไฮโล

สองสามมาปีนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักผู้ทรงอิทธิพลคนใหม่ในอำเภอนี้ มีตำรวจใหญ่นายหนึ่งคอยหนุนหลัง บ่อนเถื่อนของเธอเลยกลายเป็นบ่อนถูก ยืนหยัดท้าทายกฎหมายด้วยอำนาจเงินตรา

ว่าแต่...เจ้าของบ่อนพนันมาทำอะไรที่นี่ล่ะ ?

ในระหว่างที่ ผมกวาดตามองหาไอ้แชมป์ สายตาดั่งปลายมีดสองเล่มก็พุ่งมาที่ผม ก่อนจะทอดลงต่ำ เลื่อนจากใบหน้าลงมาจ้องจี้หยกซึ่งห้อยคอผมอยู่อย่างแน่นิ่ง

ท่ามกลางความอึมครึมของบรรยากาศ ใบหน้าคมเข้มกับหนวดเคราเขียวครึ้มของอาชาญก็โผล่ออกมา

…คนชี้นำวิถีชีวิตแห่งลูกผู้ชายให้แก่ผม
…อาเขย ผู้สร้างความมั่นใจให้กับผมทุกครั้งบนสังเวียนสนามปั่น บ่อยครั้งที่กลยุทธ์ของอาชาญเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ทำให้จิ้งหรีดของผมต้องเจ็บตัว

“อ้าว ! ต้นน้ำ มาตั้งแต่เมื่อไหร่ลูก อาเห็นก็แต่จักรยานของเรา ไม่เจอตัวเรา” อาชาญร้องทักเสียงใส และดังทุ้มกังวาน

ผมยืนอยู่หน้าชานบันได มองเลยจากคนหนึ่งไปยังอีกคน ด้วยสายตาที่ต้องการคำตอบมากกว่าอยากจะตอบคำถาม อาชาญมองตามสายตาของผม จากนั้นก็พูดตะกุกตะกัก ราวกับคนติดอ่างซึ่งห่วงหน้าพะวงหลังว่า

“นี่ เอ่อ...พะ พี่...พี่เชอรี่...อ๋อ !... เออ ! ใช่ ๆ...จากนี้ไป ต้นน้ำต้องเรียกว่า อาเชอรี่”

“อาเชอรี่...เหรอฮะ ?”

ผมทวนซ้ำประโยคหนึ่ง ท้ายเสียงค่อนข้างสูง ต่อจากนั้นก็เดาเรื่องราวได้เองทั้งหมด ไม่คิดแม้แต่จะมองอาชาญหรือว่าผู้หญิงของเขา หมุนตัวแล้วก้าวฉับยาว ตรงดิ่งไปห้องไอ้แชมป์ด้วยความร้อนใจ

รูปถ่ายของอาเพ็ญในกรอบไม้สักซึ่งเคยเด่นหราติดอยู่บนผนัง ถูกใครบางคนปลดลงมาวางแอบอยู่กับพื้น เยื้องด้านหน้าประตูห้องนอนของไอ้แชมป์  โชคยังดีที่มันคว่ำหน้า ผมจึงไม่เห็นปฏิกิริยาของรูปภาพว่าปวดร้าวกับเรื่องนี้เพียงใด

ก่อนจะผลักบานประตูเข้าไป หัวใจของผมกระตุกเล็กน้อย เพราะรู้สึกเป็นกังวลต่ออาการรันทดของคนที่อยู่ข้างในนั้น

ทว่า พอประตูเปิดอ้า ในห้องที่มืดมน กลับไร้เงาของคนผอมบาง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-11-2021 04:43:04 โดย Marakun »

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
ทุ่งรัก ทุ่งเสน่หา [EFFECTIONATE FIELD]
«ตอบ #3 เมื่อ25-09-2021 21:09:01 »

  [ 4 ]
ผู้หญิงจุ้นจ้านคนนั้น

หลังจากย้ายของเสร็จ ก่อนจะลงจากเรือน  คนงานสองคนนั้นก็ยกมือลานายหญิงของเขาโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจเลย
 
ขอสารภาพตามตรงว่า ผมไม่ชอบสายตาของเธอ มันเหมือนมีดที่สลักขึ้นจากน้ำแข็ง ทั้งแหลมคมและเยือกเย็น
เธอคอยจับจ้องผมอยู่ทุกย่างก้าว

“หน้าตาสะอาดสะอ้าน ผิวพรรณผุดผ่อง แต่ว่า...กิริยามารยาทคงต้องปรับกันใหม่” หล่อนพูดเปรย ๆ

ผมเดาว่า เธอคงหมายถึงเรื่องที่ผมลืมยกมือไหว้กระมัง

“ไอ้แชมป์ยังไม่กลับมาเหรอฮะ อา ?” ผมยิงคำถามกับอีกคน ด้วยความร้อนใจ

“ยังเลย” อาชาญตอบ ไม่ยอมสบตาผม

“นี่ก็มืดแล้ว...แค่เอาควายเข้าคอก ทำไมถึงนานนักล่ะฮะ ?” ผมพูด พลางยกข้อมือขึ้นดูเวลา

 เอ ! ผมกลายเป็นคนขี้สงสัยตั้งแต่เมื่อไหร่กันล่ะเนี่ย

 “เอาควายเข้าคอกรึ...?” แต่สุ้มเสียงของอาชาญ ฟังดูเหมือนประหลาดใจเสียเต็มประดา

 ผู้หญิงคนนั้นเดินตรงมาที่ผม ยกมือขึ้นกอดอก แล้วบอกว่า

“เธอคงยังไม่รู้ เพื่อนของเธอหนีออกจากบ้านไปแล้ว”

ผมหันขวับไปมองอาเขยแทบจะทันที เพราะต้องการคำยืนยันในคำพูดของหล่อน

“คงไม่ไปไหนไกลหรอก อยู่แถว ๆ บ้านน้าแหววนั่นแหล่ะ”

“แล้ว...อาไปตามหรือยังฮะ ?”

“ประเดี๋ยว พอหายโกรธ แชมป์ก็กลับของเขาเอง”

ผมรู้สึกเจ็บจุกในช่องอก อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

บ่อยครั้งที่ไอ้แชมป์น้อยใจพ่อแล้วมาอยู่บ้านผม ค้างหลายวัน จนกระทั่งแม่ต้องออกปากบอกให้มันกลับบ้าน สาเหตุก็เพราะอาชาญไม่เคยใส่ใจลูกชายแบบนี้นี่เอง

“ถ้าอาไม่ตาม แล้ววันหยุดล่ะฮะ...ใครจะช่วยอาดูแลควาย ?”

ผมพยายามอธิบาย ด้วยความหวังว่าอาชาญจะเห็นคุณค่าของไอ้แชมป์บ้าง อย่างน้อยวันหยุดเสาร์อาทิตย์ พวกเราก็ทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ พยายามแบ่งเบางานต่าง ๆ อย่างสุดกำลัง

เจ๊เชอรี่ตอบคำถามของผมด้วยเสียงเรียบเย็นว่า

“เรื่องนั้นน่ะ...เธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ชั้นให้คนของชั้นจัดการเรียบร้อยแล้ว หน้าที่ของพวกเธอมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือเรียนหนังสือ”

ผมเหลือบตาไปมองอาเขยด้วยความผิดหวัง เจ็บปวดที่เห็นต้นแบบวิถีชีวิตอย่างลูกผู้ชายยกบทบาทสำคัญให้กับคนอื่น ละทิ้งสิ่งที่ตนต้องใส่ใจอย่างเช่น จิตใจของไอ้แชมป์
 
ผู้หญิงคนนี้จัดแจงเองทั้งหมด โดยไม่รอฟังความคิดเห็นจากใคร

จู่ ๆ ผมก็นึกไปถึงชายแปลกหน้าสามคนใต้ต้นพุทราต้นนั้น เดาได้เลยว่าสามคนนั้นต้องเป็นคนของเธออย่างแน่นอนที่สุด
 
ผมมองไม่เห็นประโยชน์ที่จะคุยกับอาชาญในเวลานี้ ความผิดหวังบวกกับความขุ่นเคืองทำให้ผมกระโดดลงจากชาน สับขาหนีเต็มความยาว ทิ้งจักรยานเอาไว้ตรงนั้นอย่างไม่ใยดี

“เดี๋ยวสิ ! ต้นน้ำ ลูก...มาคุยกันก่อน”

เสียงอาชาญวิ่งไล่หลัง ขณะที่ผมก้าวขาเร็วขึ้นกว่าเดิม จนกระทั่งได้ยินเพียงเสียงฝีเท้ากับลมหายใจของตน

เส้นทางมืดมิดในคืนเดือนดับ ทำให้ผมสะดุดกอหญ้า หน้าคะมำ

แต่...ช่างแม่งปะไร !

ตัวผมก็แค่หกล้ม แล้วไอ้แชมป์ล่ะ...เกิดอะไรกับมันบ้าง ?

ความเย็นชาของอาที่แสดงออกให้ลูกเห็นต่อหน้าผู้หญิงคนใหม่ ต่อให้มีพลังใจเข็มแข็งมากแค่ไหน ในใจลึก ๆ ก็ต้องปวดร้าวด้วยกันแทบทั้งนั้น อาชาญไม่เคยรู้เลยด้วยซ้ำว่าไอ้แชมป์เป็นคนเซนส์ซิทีฟสูง

ในตอนนี้ อาชาญคงลืมถ้อยคำของตนหมดสิ้นแล้ว...

เมื่อครั้งอาเพ็ญจากพวกเราไปใหม่ ๆ อาชาญจมปลักอยู่กับความโศกเศร้าทุกวี่วัน อาเคยพูดว่า เราสองคนเปรียบเสมือนลมหายใจสุดท้ายของอาที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ ก่อนจะนอนอามักจะเล่านิทานให้เราฟัง เกาหลังให้จนกระทั่งพวกเราหลับ

ท่ามกลางความวิเวก วังเวง ทั่วท้องทุ่งกังวานก้องไปด้วยเสียงหวีดปีกของจักจั่นเรไร

มันช่างร้อง...เสียงแหลมใส กรีดแทงหัวใจที่มืดดำยิ่งนัก

เพลานี้ ผมเริ่มตระหนักว่าหัวใจดวงน้อยคิดถึงอาเพ็ญมากขนาดไหน เมื่อไม่เห็นแสงจันทร์ส่องนำ ขับไล่ความมืดมนบนเส้นทางแต่ละก้าวที่ขาก้าวเดิน
 
และแล้ว ก็มาถึงเรือนไม้โบราณ ยกใต้ถุนสูง ไฟนีออนเปิดสว่างทั้งหลัง ผมเหยียบขั้นบันไดที่เคยถัดขึ้นถัดลงทีละขั้นอย่างเชื่องช้า ไม่สนใจแม้แต่จะเหลียวมองราวบันไดซึ่งเคยโหนเล่น เดินอย่างเซื่องซึม ผ่านเฉลียงซึ่งแม่กำลังนับถุงผักที่บรรจุเสร็จแล้ว

เช้ารุ่งวันพรุ่งนี้ แม่ต้องส่งแม่ค้าเจ้าประจำ บางรายก็มารับเองจนถึงบ้าน แต่บางรายแม่ก็บวกเงินเพิ่ม จากนั้นก็จัดแจงหาคนไปส่งให้ถึงที่

เสียงตำน้ำพริกดังสนั่นในครัวเป็นฝีมือของป้าเอิบ ด้วยเหตุว่าป้าเอิบไม่มีครอบครัวจึงอาศัยอยู่กับเรา เป็นเสมือนญาติคนหนึ่ง ขณะที่ป้าอาบอยู่กับสามีขี้เมาชื่อ’จ่าอ้วน’ หัวโต ๆ แต่ร่างกายผอมกะหร่อง อาจกล่าวได้ว่าเหมือนไม้เสียบกับลูกชิ้นปิ้ง อย่างไรก็อย่างนั้น

ทั้งสองอ.ต่างไม่มีลูกไว้สืบสกุล
 
ภายในโถงบ้าน พ่อนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานกับเอกสารราชการกองพะเนินตรงหน้า ช่วงนี้ใกล้วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว งานของพ่อจึงมีมากกว่าปกติ

ผมทิ้งน้ำหนักลงบนโซฟาหวายตัวหนึ่ง โซฟาชุดนี้พ่อหาซื้อมาสำหรับต้อนรับผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่งนาน ๆ จะมีครั้ง

อึดใจต่อมา แม่ก็ตามเข้ามา ถามผมเหมือนต้องการเย้ยซ้ำ ว่า

“เห็นรึยังล่ะ ? เมียใหม่ของอาเอ็ง”

ถึงแม้ผมจะไม่มีคำตอบ แต่สีหน้าของผมคงชัดเจนมากพอ แม่เลยได้ที ว่าต่อเป็นชุดฉอด ๆ

“ปากก็บอกว่ารักแม่เพ็ญเหลือเกิ๊น เมียตายยังไม่ทันไรเลย พาผู้หญิงคนใหม่เข้าบ้านซะแล้ว ลูกเต้าตาดำ ๆ ไม่เคยใส่ใจหรอก”

“ไม่ทันไรของแม่จัน เรื่องมันก็ผ่านมาจะครบหกปีแล้วนะ”

พ่อค้านเบา ๆ แต่นั่นประดุจว่าเติมเชื้อฟืนเข้าไปในกองเพลิง แม่ยิ่งออกอาการปะทุหนัก

“แหม๊…! เข้าข้างกันดีเหลือเกิน เป็นเหมือนกันหมดนั่นแหล่ะ พวกผู้ชาย...เกลียดนัก !”

“ใช่..! เกลียดนัก ผู้หญิงจุ้นจ้าน”

โดยฉับพลัน ผมโพล่งคำนั้นออกไป พร้อมทั้งทะลึ่งตัว ลุกขึ้นนั่ง

เสียงของแม่ชะงักเงียบไปชั่วอึดใจ

“นี่..เอ็ง!.. เอ็ง...ว่าแม่รึ ?”

“เอ่อ !...ป่าวจ้ะ ฉันว่าผู้หญิงจุ้นจ้านคนนั้นต่างหาก แม่ไม่จุ้นจ้านแค่จัดจ้านน่ะ แซ่บบบ !”

ทันใดนั้น พอดีกับป้าเอิบยกขันโตกสำรับข้าวเข้ามา ทั้ง ๆ ที่ไม่เข้าใจเรื่องราวดีนักแต่ก็รับคำต่อจากผมอย่างทันท่วงที ว่าพลางหัวเราะไปพลาง

 “ใช่แล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า น้ำพริกของป้าวันนี้........แซ่บ..! เลียสากกันเลยทีเดียว”

ปกติแล้ว คนบ้านนี้ก็มักจะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องแบบนี้แหล่ะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งป้าเอิบที่ประสาทหูเริ่มหย่อนสภาพ

ในค่ำนั้น ระหว่างมื้อเย็น เมียใหม่ของอาถูกเราสามคนเมาท์แรง ทั้งโขลก ทั้งสับ ใส่เครื่องยำจนเละ โดยที่พ่อนั่งฟังอย่างเงียบ ๆ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-11-2021 06:02:01 โดย Marakun »

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
ทุ่งรัก ทุ่งเสน่หา [EFFECTIONATE FIELD]
«ตอบ #4 เมื่อ25-09-2021 21:16:16 »

  [ 5 ]
อัดลม แห่งเขาสาปยา

ภายหลังกลับจากส่งข้าวลุงแดร็ก ผมเห็นแม่กับป้าเอิบตรงเฉลียงบ้าน นั่งอยู่กลางแคร่ กำลังพับเก็บถุงใส่ผัก

ผมนั่งลงปลายแคร่ แล้วจึงหยอดคำหวาน

“แม่จ๋า พรุ่งนี้ ฉันขอไปบ้านน้าแหววนะจ้ะ”

แววตาของแม่ฉาบประกายขุ่นเคือง อย่างทันทีทันใด

“เอ็งจะไปทำไม ?”

ผมตระหนักดีในเรื่องนี้ ถ้าหากไม่รีบแก้ไข แม่คงไม่ยอมให้ผมได้ย่างกรายไปเฉียดที่นั่นเป็นแน่

“ฉันจะไปตามไอ้แชมป์กลับบ้านจ้ะ”

“ไอ้แชมป์นี่ก็กระไร เอะอะอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็หนีออกจากบ้านตะพึด ที่อื่นมีให้ไปอีกถมถืดก็ดั้นไม่ไป”

ผมนิ่งเงียบ ปล่อยให้แม่บ่นเรื่องของไอ้แชมป์อยู่สักพัก
ก่อนหน้านี้ในระหว่างมื้อเย็น ผมเล่าเรื่องของไอ้แชมป์ให้แม่ฟังหมดแล้ว
 
“ขืนให้เอ็งไปบ้านน้าแหวว มิต้องเจอกับไอ้เปรตคนนั้น ดอกรึ ?”
 
ผมรู้ดีว่าแม่กำลังพูดถึงใคร และชื่อคนคนนั้นมีผลอย่างไรกับแม่บ้าง

“โถ่ ! แม่จ๋า  แม่ก็รู้ว่าฉันไม่ต้องการจะข้องเกี่ยวอะไรกับนายคนนั้นเลย แต่สำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าตอนนี้เขาไม่อยู่บ้านดอกหรือจ้ะ”

“ต้นน้ำเอ้ย ! ถ้าตอนนี้พี่ชายของเอ็งยังมีชีวิตอยู่ แม่คงจะมีความสุขมากกว่านี้ ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา  ชีวิตของคนเป็นแม่ไม่มีความสุขอื่นใดสำคัญและยิ่งใหญ่ไปกว่าการได้เห็นลูกของตนเติบใหญ่ ออกเหย้าออกเรือน แทนที่จะ...”

ท้ายประโยคเสียงของแม่สั่นเครือ ผมจึงดึงมืออวบอิ่มแต่หยาบกร้านมากุมเอาไว้ข้างหนึ่ง

“ข้าก็แค่เป็นห่วงเอ็ง ไม่อยากเห็นเอ็งต้องพบจุดจบเหมือนกับ...ไอ้กล้า”

“แม่บอกเสมอว่า น้ำเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ เพราะฉะนั้นแล้ว ฉันต้องเข้มแข็งกว่าพี่ต้นกล้าสิจ้ะ ฉันสัญญา...ฉันจะไม่ทำอะไรให้แม่ต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”

นัยน์ตาของแม่ลดความแข็งกระด้างลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะบอกผมด้วยเสียงแผ่วเบาว่า

“อย่าลืม เอาพริกสดไปฝากแม่แหววด้วยล่ะ”   
                                                                     
ถึงแม้เรื่องเลวร้ายจะผ่านไปเกือบสี่ปีแล้ว แต่สำหรับแม่ดูเหมือนกับว่าความตายของพี่ต้นกล้าเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวันวาน   แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม่ก็ยังมีเยื่อใยสำหรับน้าแหววอยู่

อันที่จริง คนที่น่าเห็นใจมากที่สุดควรจะเป็นน้าแหวว เพราะเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ใช่ความผิดของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว 

ป้าเอิบเขยิบเข้ามาจนกระทั่งตัวชิด ติดกับผม แล้วกระซิบถามว่า

“แม่จันสั่งป้าตำน้ำพริกรึ”

ว่าแล้วก็หัวเราะร่าอย่างภาคภูมิในรสสากของตน จากนั้นกระวีกระวาดเข้าครัวอย่างรวดเร็วโดยไม่รอคำตอบ

ผมถอนใจ เพราะรู้สึกโล่งอกที่แม่อนุญาต ขณะเดียวกันก็เหนื่อยใจไปกับป้าเอิบ
 
วันหยุดถัดมา หลังจากช่วยงานในสวนเสร็จ ผมหอบถุงพริกของแม่กับน้ำพริกของป้าเอิบมุ่งตรงไปบ้านน้าแหววทันที

บ้านน้าแหววจะอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ และอยู่ลึกถึงท้ายคลอง ทางเดินริมคลองเป็นคอนกรีต ลักษณะไม่กว้างมาก โย้ขึ้นและโย้ลงตามความสูงต่ำของเสาตอม่อ ทั้งสองฟากคลอง บ้านเรือนส่วนใหญ่ทำด้วยไม้ เจ้าของบ้านบางหลังผมรู้จักดี แต่บางหลังผมก็ไม่คุ้นเคย ถึงกระนั้นพวกเขาก็ถามสารทุกข์สุกดิบของแม่ตลอดทั้งเส้นทาง

เมื่อก่อน ผมมาบ้านน้าแหววบ่อยเพราะมีน้ำคลองให้เล่น นับตั้งแต่พี่ต้นกล้าเสียชีวิตก็ห่างหายไปนาน

หลังจาก เดินฝ่าลมหนาวมาสักพักก็ถึงคลองแยก บริเวณนี้เคยมีเด็กตกน้ำตายคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าผมจะว่ายน้ำแข็งแต่สภาพอากาศอย่างนี้ก็ไม่อยากสัมผัสน้ำแม้แต่ปลายเล็บ

ผมพยายามทรงตัวอย่างระมัดระวังบนขอนไม้ขนาดกลางเล็กกลางใหญ่ซึ่งทำเป็นสะพานง่ายๆให้คนเดินข้าม ที่สำคัญก็คือ มันไม่มีราวให้จับ เราต้องประคองตัวเองให้ดี

พ่อเคยคิดจะเปลี่ยนสะพานนี้เป็นคอนกรีตที่แข็งแรงและปลอดภัยกว่านี้ แต่สุดท้ายก็ต้องน้อมรับกับความท้อแท้ เนื่องจากมติของผู้อาวุโสที่เป็นเอกฉันท์ ทุกคนต้องการให้คงเอกลักษณ์แบบดั้งเดิมของมันเอาไว้อย่างนี้
 
“ระวังหน่อย !..ตาหวาน”

เสียงทุ้มกังวาน ทั้งห้าวหาญและนุ่มนวลเคล้ากันของใครคนหนึ่ง  ดังมาจากด้านหลังพร้อมกับข้อมือแข็งแรงยื่นมาประคองเอวของผมเอาไว้ ไม่ให้หล่นตูมลงไป

มีแค่คนเดียวเท่านั้นที่เรียกชื่อผมอย่างนี้ ลำคอของผมตั้งแข็งขึ้นโดยอัตโนมัติ ฝืนใจก้าวต่อจนกระทั่งสุดปลายทาง จึงหันไปมองอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“ไอ้ขายาว !”

อย่างไม่ทันคาดคิด ผมหลุดสมญานามของเขาออกมาซึ่งครั้งหนึ่งเคยเรียกขานเขา

มีนักปราชญ์นิรนามท่านหนึ่งกล่าวเอาไว้ว่า ความซวยมักมาเยือนเราในเวลาพลบค่ำเสมอ เห็นทีว่าจะเป็นเรื่องจริงเสียแล้ว
เนื่องจาก ณ เวลานี้ คนที่ผมไม่ต้องการเจอหน้ามากที่สุดก็คือ

พี่ชายของไอ้เป๊บซี่ คนนี้...!

อันที่จริงเขามีชื่อเล่นครับ แต่ฟังแล้วรู้สึกจั้กกะจี้รูหู เพราะความตะมุตะมิซึ่งผมคิดว่าไม่เหมาะสำหรับคนอย่างเขาเลยแม้สักนิด เขาชื่อ...
อัดลม
แต่คนส่วนใหญ่เรียกกันสั้น ๆ ว่า...อัด เพราะนิสัยที่ชอบตีรันฟันแทงของเขา

เรื่องร้าย ๆ นักเลงหัวไม้คนนี้เหมาทำทั้งหมด จนกระทั่งนาม ’อัด เขาสาปยา’ ดังกระฉ่อนไปทั่วทั้งคับพวง เดือดร้อนน้าแหววที่ต้องคอยวิ่งเต้นปิดคดี สูญเงินไปหลายแสนก็เพราะลูกชายคนนี้

ทั้ง  …ขโมยควาย
      …ฉุดผู้หญิง
และ ...ไล่ยิงคู่อริต่างถิ่น

จนกระทั่ง...นำพาความตายมาสู่พี่ชายของผม

คนที่จงเกลียดจงชังเขามากเสียยิ่งกว่าใคร ๆ นั่นก็คือ...แม่

บางครั้งแค่หลุดปากเอ่ยชื่อของเขาในคราวเผลอ แม่ถึงกับเบ้ปาก ขากถุยราวกับกินยาขม
 
“เอ็งจะไปแห่งหนใดรึ..? ตาหวาน”

ถึงแม้เขาจะเป็นคนรุ่นใหม่แต่ว่าคำพูดบางคำยังติดมาจากคนรุ่นเก่าอยู่ มีหลายวลีที่พวกผมไม่เอามาใช้แล้ว
 
ผมเลือกที่จะไม่ตอบ ถึงแม้ในใจจะรู้สึกว่าน้ำเสียงที่เขาใช้ถาม ฟังดูนุ่มหูแปลกกว่าที่เคยก็ตามที ก็เพราะว่า...เขาไม่ได้เอ่ยชื่อของผม

ในขณะเดียวกัน อีกหนึ่งถ้อยคำของแม่ก็ผุดขึ้นมาตอกย้ำความคิด เมื่อสมัยที่ผมเอาแต่วิ่งแจ้นไปฟ้องแม่ว่าถูกนายอัดลมแกล้งอีกแล้ว แม่เคยว่า‘ยุ่งกับหมา หมาก็เลียปาก’

คนประเภทนี้ก็คล้ายกับสุนัข ถ้าเราทำดีกับมัน มันก็จะตามติดเราตลอดเวลา เพราะฉะนั้นแล้ว อยู่ให้ห่างเป็นดีที่สุด เมื่อเราไม่สนใจ สักพักมันก็จะเลิกยุ่งกับเราเอง

“พอโตมา…เป็นใบ้ซะงั้น”

ในขณะผมกำลังคิด เขาก็เปรยกับตนเอง พลางยิ้มขรึม

ดูเหมือนว่า สำนวนข้างต้นจะเอามาใช้กับ’ไอ้ขายาว’ไม่ได้เสียแล้ว เพราะนายอัดลมยืนดักอยู่ด้านหน้า ทำให้ผมหนีไปไหนไม่พ้น เลยจำใจต้องพูดกับเขา

“นายถามใคร ?”

ผมต้องบอกก่อนนะครับว่า แต่ไหนแต่ไรมา ผมไม่เคยเรียกนายอัดลมว่า’พี่’

เหตุผลก็คือ...ไม่อยากเรียก

และอีกประการหนึ่ง ผมไม่ใช่คนประเภทปิดบังอารมณ์ตนเอง จนสามารถเอาสิ่งที่รักและสิ่งที่เกลียดมารวมไว้ในห้องใจเดียวกันได้ จนบางครั้งแยกแทบไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าตนเองดีหรือร้ายอยู่

“มีเอ็งกับข้าแค่สองคน จะให้ถามหมาที่ไหนวะ?!”

ในที่สุด หางที่แอบเอาไว้ก็โผล่ออกมาให้เราเห็นจนได้ เขาแกล้งพูดดีได้ไม่นานนักหรอก

 “ฉันไม่ได้ชื่อ ตาหวาน”

เขาจุ๊ปาก ทำเสียงจิ๊กจั๊กเหมือนจิ้งจกทัก ฉีกยิ้มกว้างอย่างกับพอใจในคำตอบของผมเสียเต็มประดา ก่อนจะยิงประโยคคำถามซึ่งทำให้หนังหัวของผมถึงกับร้อนวูบ

“หรือเอ็งจะให้ข้าเรียกว่า…คนสวย”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-11-2021 06:47:44 โดย Marakun »

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
ทุ่งรัก ทุ่งเสน่หา [EFFECTIONATE FIELD]
«ตอบ #5 เมื่อ25-09-2021 21:30:08 »

  [ 6 ]
ทหารรังแกประชาชน

ผมชูกำปั้นขึ้นแทนคำตอบ

แต่ทว่า นายอัดลมหัวเราะงอหงาย ราวกับกำลังดูคลิปตลกที่มันจี้เส้นของเขานักหนา กระทั่งเป้สีเขียวขี้ม้าใบใหญ่ที่แบกเอาไว้บนหลังโยกคลอนไปมา

ผมกวาดตามองชุดที่เขาสวมใส่ สีเขียวเข้มลายพรางแสนเท่ห์เมื่ออยู่บนเรือนร่างสูง ยาว ขับส่งให้เขาแลดูเจริญหูเจริญตาขึ้น แต่...ก็ดูดีแค่ภายนอกเท่านั้นแหล่ะ


เมื่อสี่ปีก่อน หลังจากพี่ชายของผมตายไม่นานนัก
หมู่บ้านท้อแท้มีชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันสิบกว่าคนที่อายุเข้าเกณฑ์คัดเลือกทหาร
เวลานั้น…นายอัดลมจับใบแดงได้แค่คนเดียว
คนที่ดีใจที่สุดและสมปรารถนาที่สุดก็น่าจะเป็นน้าแหวว เพราะบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาไว้หลายแห่ง ด้วยตั้งความหวังว่าวินัยแบบทหารจะสามารถขัดเกลาอุปนิสัยของลูกชายคนโตได้

ต่อมา เขาสอบบรรจุเป็นนายทหารชั้นประทวนซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจับพลัดจับผลูอีท่าไหนได้ จำได้แค่ว่าตอนนั้นน้าแหววจัดงานเลี้ยง ตั้งเวทีซะใหญ่โต  พ่อก็ไปร่วมงาน ยกเว้นแม่กับป้าเอิบที่อ้างว่าไว้ทุกข์แด่พี่ต้นกล้ายังไม่ครบร้อยวัน

ส่วนผมเอง เพราะไม่อยากเห็นแม่เสียใจเลยปฏิบัติตนตั้งอยู่ในกรอบอย่างเคร่งครัด ถึงแม้อยากจะไปเล่นสนุกด้านหน้าเวทีตามประสาเด็กในเวลานั้นก็ตามที

เสียงกระแอมของเขา ดึงสติของผมกลับมา

 “จะบอกอะไรให้ ตอนเด็ก ๆ เวลาเอ็งนอนหลับ เอ็งชอบละเมอจับแมมมอธข้าตลอด ไม่ใช่จับอย่างเดียวนะ...ขยำขยอกด้วย พอข้าดึงมือออก สักพักเอ็งก็จับอีก จับทั้งคืน เพราะฉะนั้น ช่วยบอกให้ข้าสบายใจสักหน่อยเถิดหนา ข้าควรจะเรียกเอ็งว่ากระไรดี”

“!.ฯ?@#.!”

ผมอ้าปากหวอไปชั่วขณะ ถึงแม้จะมั่นใจอย่างไม่ต้องกังขาว่าเรื่องที่เขาพูดนั้นไม่ใช่ความจริง

น่าอายที่สุด !...หน้าตาเจ้าเล่ห์ แล้วยังกล้าปั้นน้ำให้เป็นตัวได้อย่างชั่วร้ายชะมัด

“ไงล่ะ...ถึงกับหน้าซีดเป็นไก่ต้ม”

“พูดบ้าๆ ใครเชื่อก็เหี้ยละ”

 “คืนนี้ เอ็งนอนกับข้าไหมล่ะ!...มาพิสูจน์กันว่า ระหว่างชมรมนิยมเต่าขนานแท้กับคนพ่ายแพ้แมมมอธ หน้าตาอย่างเอ็งจะถูกจัดให้อยู่หมวดไหน”

ดวงตาของเขาส่งประกายวิบวับ ขณะเดียวกันมุมปากก็ยกยิ้มขึ้นข้างหนึ่ง

ถึงแม้จะรู้ดีว่า เขาเป็นคนเจ้าเล่ห์ ชอบโกหก แต่ผมก็ไม่กล้าตกปากรับคำ ครั้งหนึ่งซึ่งจำฝังใจ เขาเคยหลอกให้ผมวิ่งตามไป จนกระทั่งถึงดงไม้ใต้ต้นข่อยเพื่อจะไปดูไอ้เข้ตัวเท่าศาลา ใหญ่กว่าชาละวันถึงสิบเท่า เพราะเขารู้ว่าผมชอบเล่นน้ำแล้วสมมุติตนเป็นไกรทอง

เมื่อไปถึง อย่าว่าแต่เหี้ยเลย กิ้งก่าสักตัวก็ไม่มี

เขาพูดหน้าตาเฉยว่าเมื่อกี้มันยังอยู่ คงจะแปลงกายเป็นคนไปแล้ว แถมบอกให้ผมตามหาชาละวันในร่างคน โดยสังเกตผู้ชายก้นใหญ่ๆ ซ้ำร้ายยังทำเป็นใจดี ช่วยบอกวิธีเผยร่างจริงของมันให้อีกด้วย

“เอ็งประกบนิ้วชี้เข้าหากันสองข้างอย่างนี้ แล้วทิ่มร่องก้นมันตรงๆ ให้สุดกำลัง”

ในครั้งนั้น ถือเป็นคราวเคราะห์ของลุงนุ้ยตูดกะละมัง และเป็นคราวซวยของผมเองถึงโดนพ่อเฆี่ยนด้วยไม้เรียวเสียยับ


ผมสะดุ้งตื่นจากภวังค์ รู้สึกเจ็บจี๊ดตรงหน้าผากเหมือนโดนอะไรดีด

“เอ็งยังไม่ตอบคำถามข้าเลย…จะรีบไปแต่หนไหน ?”

หลังจากเก็บนิ้วชี้ไว้ในที่ของมันแล้ว นายอัดลมก็คาดคั้นจะเอาคำตอบ แต่ผมเลือกที่จะถามกลับ

“ไอ้แชมป์อยู่ที่บ้านนาย ใช่ป่าว?”

เขาถอนหายใจเฮือกยาว อย่างกับว่าจำใจทนฟังเรื่องที่มันน่าเบื่อเสียเต็มประดา

“ข้ารับคำสั่งจากหน่วยพิเศษ มาที่นี่เพื่อปฏิบัติราชการลับโดยเฉพาะ ไม่ได้มาเพื่อช่วยใครตามหาผู้ชาย”

ให้ตายสิ!..อยากจะเอาหัวกระแทกพื้นคอนกรีตให้มันรู้แล้วรู้รอด คุยกับจิ้งหรีดยังได้ประโยชน์เสียกว่า

“อีกอย่าง ข้าเพิ่งเดินทางมาถึง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นในชุมชนของเราบ้าง”

จังหวะนั้นเอง มีผู้ชายคนหนึ่งปั่นจักยานสวนทางมาบนทางเดินแคบๆ พร้อมทั้งลั่นกระดิ่ง ส่งสัญญาณขอทาง

เมื่อชายคนนั้นพ้นไป ผมรีบฉวยจังหวะที่นายอัดลมเผลอ ผลักเขาอย่างแรงชนกับกำแพง บ้านหัวมุมหลังหนึ่ง เสียงดัง

กึก !

จากนั้น รีบฉีกตัวออกด้านข้างแล้วจ้ำอ้าวหนี

นายอัดลมสืบเท้าไล่หลังมาติดๆ เป้ขนาดใหญ่ของเขาถูกยกออกจากแผ่นหลัง ก่อนจะเหวี่ยงลงบนไหล่บางๆ ของผม น้ำหนักมโหฬารของมันทำให้ผมถึงกับสะดุด หยุดอยู่กับที่

“ไหนๆ ก็จะไปกินข้าวฟรีที่บ้านข้าแล้ว ช่วยแบกเป้หน่อยละกัน”

ว่าแล้วเจ้าตัวก็ทิ้งถุงผ้าเอาไว้ตรงนั้น มือสองข้างล้วงในกระเป๋า เดินลิ่วไป โดยไม่สนใจว่าผมจะทำอย่างไรกับมัน

เป็นทหาร...รังแกประชาชนชัด ๆ

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
ตอนที่ [ 7 ] 
คนน่าเบื่อ !

ผมลากเป้ ถูครืดคราดไปกับพื้นอย่างทุลักทุเล ผ่านกระชังเลี้ยงปลาหลายแพกระทั่งมาถึงคลองแยกท้ายสุด พอเลี้ยวซ้ายก็เห็นบ้านสีขาวสองชั้น หากเรามองสูงขึ้นไป ที่ชั้นสองจะเห็นระเบียงโดยรอบตัวบ้านกับหน้าต่างซึ่งติดม่านสีฟ้า

เนินหญ้าหน้าบ้านมีขนาดความกว้างเกือบครึ่งสนามฟุตบอล แต่ละมุม ตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับต้นเล็กสลับแซมต้นใหญ่ เหล่าผีเสื้อบินฉวัดเฉวียนสีสันตัดกันกับกุหลาบเลื้อยสีสดซึ่งชูช่อ ออกดอกบานสะพรั่งเกยก่ายกับแนวรั้ว

ห่างกันเพียงเล็กน้อย ต้นสักทองขนาดทัดเทียมกัน เรียงต้นเป็นทิวแถวตามแนวยาวของรั้วไม้ บางต้นมีโต๊ะหินอ่อนตั้งอยู่ภายใต้เงาครึ้มของมัน

ผมไม่ได้มาที่นี่ แค่เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง ต้นสักทองกลุ่มนี้สูงจรดหลังคาบ้านเสียแล้ว
 
ที่ซุ้มศาลา เยื้องห่างออกไปจากหน้าบ้าน นายอัดลมนอนเอกเขนกในเปลตาข่าย ขาเรียวยาวของเขาเหยียดจนสุดเปลอย่างกับคนหมดแรง หนังตาปิดสนิท ปลายแคร่ไม้อีกตัว ข้าง ๆ กันนั้น น้าแหววนั่งอยู่และกำลังพูดอะไรบางอย่างกับฝ่ายนั้น

ตอนที่ผมยกมือไหว้ ดูเหมือนว่าน้าแหววจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
 
จู่ ๆ ภาพมโนก็ทำให้ผมนึกไปถึงเพลงกล่อมลูกบทหนึ่ง บางทีถ้าหากนายอัดลมจะตัวเล็กกว่านี้สักสิบเท่า เป็นไปได้ว่าเราอาจจะได้ฟังเพลงแม่กาเหว่าด้วยหนึ่งบท

มโนภาพซึ่งไม่อาจจะนึกภาพต่อ ทำให้ผมยิ้มขำ

หลังจาก ดันเป้ด้วยปลายเท้าไปกองแหมะที่หน้าห้องครัวแล้ว ผมก็ย้อนกลับมา วางถุงผักกับกระปุกน้ำพริกลงบนแคร่ ได้ยินคำพูดของน้าแหววชัดหูว่า

“อีกอย่าง ลุงหมายก็รักลูก ให้ความช่วยเหลือเรามาตลอด...”

ดวงตาของน้าแหววเบิกโตขึ้นเหมือนคนไม่คาดคิดมาก่อน เมื่อแลเห็นผม เรื่องที่กำลังคุยอยู่เลยค้างไว้แค่นั้น

“ต้นน้ำ มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ลูก ?”

ผมทำได้แค่ฉีกยิ้มให้เต็มหน้าที่สุด เพราะไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร หยิบของที่แม่ฝากมา ยกขึ้นชูประกอบคำสนทนา

“อันนี้ แม่ฝากมาฮะ ส่วนเจ้าแซ่บ...นี่ ก็ฝีมือของป้าเอิบ”

น้าแหววนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ แต่สีหน้าและแววตาเปล่งเป็นประกายเหมือนคนป่วยเรื้อรังได้เจอหมอมือดี นัยน์ตาระรื่นด้วยน้ำหล่อเลี้ยงกระพริบซ้อนกันติด ๆ สองสามครั้ง

ในช่วงที่ผ่านมา เราอาจมีท่าทีเย็นชาต่อน้าแหววมากเกินไป จนกระทั่งบ่อน้ำใจซึ่งแต่ก่อนนั้นเคยมีต่อกันอย่างล้นหลาม บัดนี้เกือบแปรสภาพกลายซากเป็นตะกอนขุ่นเคืองเสียสิ้น

น้าแหววผลุดลุกจากแคร่ ตรงเข้ามาโอบกอดผม พลางกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ในอก

“ขอบคุณน้ำจิตน้ำใจของพี่จันกับป้าเอิบจริง ๆ ขอบใจน้ำด้วยนะลูก อุตส่าห์เอามาให้ด้วยตัวเองจนถึงที่” พูดพลางยกมือผ่ายผอมขึ้น ปาดน้ำตาออกทิ้งข้างแก้ม ทั้งสองข้าง

“โอ้โฮเฮะ ! ยังไม่ทันเปิดกระปุกเลย น้ำพริกของป้าเอิบก็สำแดงฤทธิ์แล้วเหรอฮะ” ผมพูดกระเซ้า

น้าแหววยิ้มทั้งน้ำตา จากนั้นดันตัวผมออกห่างเล็กน้อย กวาดตาสำรวจขึ้นลงอย่างถ้วนถี่

“โตเป็นหนุ่มหล่อ ไม่ทิ้งเชื้อแม่เลย...”

ผมยิ้มในหน้าบ้าง

แหม ! เป็นใครก็ต้องรักในคำชม ถึงแม้จะพิศวงบ้างกับคำว่า’ไม่ทิ้งเชื้อแม่’ เพราะอะไรน่ะหรือครับ
ก็...แม่ของผม ใคร ๆ ก็ชมว่า สวยเหมือนนางเงาะป่า

 “ปีนี้ น้ำอายุสิบหก ใช่ไหมลูก? ความสูงกำลังไล่กวดลูกชายน้าเลยมั้ง”

“ไอ้เป๊บซี่น่ะเหรอฮะ ?”

“ไม่ใช่จ้ะ คนนั้นน่ะ เขาตัวเล็กเหมือนพ่อของเขา น้าหมายถึงตาอัดต่างหากล่ะ”

ผมอดกระหยิ่มยิ้มย่องไม่ได้ เหลือบตามุ่งร้ายไปทางเปลญวน
 
เมื่อก่อน หมอนั่นชอบเอาความได้เปรียบในด้านรูปร่างและพละกำลังที่เหนือกว่ามาใช้ข่มเหงผมอยู่บ่อยครั้ง

ต่อจากนี้ไป นายอย่าได้หวัง !

นายอัดลมยังคงหลับตาสนิท อย่างคนไม่รู้เหนือรู้ใต้

น้าแหววฉุดให้ผมนั่งลงปลายแคร่ด้วยกัน ผมสบโอกาสพินิจพิเคราะห์ผู้หญิงตรงหน้า ถึงแม้น้าแหววจะมีรูปร่างผอมบาง แต่ทุกอณูเนื้อของผู้หญิงคนนี้อัดแน่นไปด้วยพลังแห่งความทรหด กว่าจะเฟื่องฟูอย่างเช่นทุกวันนี้ได้ ชีวิตต้องฟันฝ่ามรสุมอยู่หลายต่อหลายครั้ง

ในอดีต เมื่อสาวแรกแย้ม น้าแหววหนีความอัตคัดไปขายแรงงานอยู่ต่างแดน นานหลายปี กระทั่งวันที่ย้อนกลับมา ต่อสู้กับคำครหาอย่างอดกลั้นเพียงลำพัง เนื่องจาก...ตั้งท้องนายอัดลม

โดยที่ ไม่มีผู้ใดรู้ว่า พ่อของเขาเป็นคนเชื้อชาติอะไร !?

น้าแหววเองก็ไม่เคยปริปากในเรื่องนี้ ต่อให้มีคนอยากรู้ เฝ้าเพียรถามอยู่บ่อยครั้งก็ตามที ผู้คนต่างพากันเดาส่งเอาเองว่า พ่อของเขาเป็นชาวอาหรับ หลังจากได้เห็นใบหน้าของเด็กน้อยแล้ว

อีกสิบปีต่อมา น้าแหววก็ตัดสินใจอยู่กินกับนายทหารคนหนึ่งซึ่งมาประจำการที่กองร้อยลาดตระเวนระยะไกล ห่างจากหมู่บ้านของเรา ลึกเข้าไปในหุบเขาราวสิบกิโล

หลังจากคลอดไอ้เป๊บซี่ไม่ถึงปี สามีก็เสียชีวิตกะทันหัน

แม่เล่าว่า ในตอนนั้นน้าแหววไม่มีน้ำตาให้ใครเห็นแม้สักหยด นับได้ว่าเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมากที่สุดคนหนึ่ง
 
ถึงแม้เรื่องเลวร้ายจะถาโถมกันเข้ามา ระลอกแล้วระลอกเล่า นอกจากไม่เสียเวลาคร่ำครวญต่อโชคชะตาแล้ว น้าแหววยังเลือกที่จะสู้อย่างทันท่วงที ด้วยการขอเช่าหน้าน้ำทำกระชังเลี้ยงปลา

จนกระทั่ง ในท้ายที่สุดก็ลืมตาอ้าปากได้ กลายเป็นเจ้าของแพปลาขนาดใหญ่หลายแพในปัจจุบัน

ผมรักและศรัทธาในตัวน้าแหววมาก พอ ๆ กับรักอาเพ็ญ ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ทั้งสองคนเป็นเพื่อนซึ่งห่วงใยกันและกัน มีความรักให้กันประดุจญาติพี่น้อง

“ไอ้แชมป์อยู่ที่นี่ ใช่ไหมครับ น้า?”

อย่างทันทีทันใด ผมตรงเข้าประเด็นร้อนของตนซึ่งมาถึงนี่ ในวันนี้ เพราะยังไม่ได้คำตอบว่า...คนที่ผมตามหา อยู่ที่ไหน ? ไอ้แชมป์หนีมาอยู่ที่นี่ จริงดั่งที่อาชาญคาดเดาเอาไว้ไหม ?

ถ้าหากไม่เจอไอ้แชมป์ที่นี่ บางทีมันก็อาจจะอยู่ที่บ้านเพื่อนในห้องเรียนของมัน ไม่คนใดก็คนหนึ่ง

“น่าเบื่อ !”

จู่ๆ หมอนั่น...คนที่ผมเข้าใจว่าหลับไปแล้วก็สบถคำนี้ออกมา สายตามึนงงสองคู่หันไปมองตำแหน่งเดียวกันโดยไม่ได้นัด

ไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการ บางครั้งเมื่อเราต้องการคำตอบ สิ่งที่ได้มักเป็นความว่างเปล่าเสมอ แต่ทว่าการกระทำของเขาเพียงน้อยนิด กลับส่งผลกระทบต่อคนอื่นอีกมากมาย

ในครั้งนี้ นายอัดลมก็แค่พลิกตัวหันข้าง เสมือนหนึ่งว่าเขาต้องการเมินเราทั้งคู่

ผมเห็นน้าแหววมองเขาด้วยสายตาของคนเป็นแม่ ซึ่งเต็มไปด้วยความหวั่นวิตก

และนั่น ทำให้ผมรีบถามซ้ำประโยคเดิมอย่างทันท่วงที ไม่เช่นนั้น ในครั้งนี้คนที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำเล็ก ๆ ของเขา คงหนีไม่พ้นตัวผมนั่นแหล่ะ

ในที่สุด ผมก็ยิ้มได้ด้วยความสบายใจ เมื่อน้าแหววบุ้ยปากขึ้นไปชั้นบน

หลังจาก คุยกับน้าแหววต่ออีกสักพัก ผมก็ขอตัวออกจากตรงนั้น ด้วยเกรงว่าน้าแหววจะรับรู้ถึงความรู้สึกของผม ซึ่งเอือมระอาเต็มทนกับคนที่เอาแต่นอนพลิกตัวไปมา พร้อมกับโพล่งคำว่า...

น่าเบื่อ !

ทุกครั้ง เมื่อผมเล่าถึงเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนให้น้าแหววฟัง

อันที่จริง ผมอยากจะเอา ‘ยาเบื่อ’ สักสิบซองเทกรอกปากหมอนั่นให้รู้แล้วรู้รอด นับว่าโชคของผมยังดี ที่ตรงนั้นมีน้าแหววอยู่ ไม่เช่นนั้น ผมอาจมีคดีติดตัว ตั้งแต่แรกเริ่มของการเป็นวัยรุ่นก็ได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-11-2021 06:56:58 โดย Marakun »

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
  [ 8 ]
คนเศร้าสร้อย

บันไดด้านข้างตัวบ้านนำผมขึ้นสู่ชั้นบนซึ่งแบ่งออกเป็นสองซีกด้วยโถงทางเดิน พื้นห้องลื่นเท้าบ่งบอกนิสัยเจ้าของบ้านว่าเป็นคนละเมียดละไมคนหนึ่ง

ตู้ไม้ทรงสวย ณ มุมห้องตัวเดิมโดดเด่นขึ้นกว่าเดิมเพราะม่านหน้าต่างผืนใหม่ เนื้อบาง ซึ่งปลิวไสวเป็นครั้งคราวยามต้องลม

ห้องนอนของน้าแหววจะอยู่ทางฝั่งตะวันออกติดกับห้องพระ ส่วนของไอ้เป๊บซี่อยู่อีกฝั่งทางซีกตะวันตก ขณะที่ ‘คนซึ่งผมไม่ควรจะเอ่ยนาม’อยู่ชั้นล่างกับแมวตัวหนึ่งของเขา

ตอนนี้ ฐานะของน้าแหววมีกินมีใช้จนกระทั่งเนรมิตสิ่งที่ลูกชายหลงใหลเอาไว้ในบ้านได้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นห้องบันเทิงของไอ้เป๊บซี่ซึ่งพรั่งพร้อมไปด้วยเครื่องเล่นเกมส์ คอมพิวเตอร์และโฮมเธียเตอร์

ขณะเดียวกัน ชั้นล่างก็มีห้องดนตรีอีกห้องหนึ่งของนายคนนั้น

ตรงกันข้ามกับบ้านผม ถึงแม้จะไม่ขัดสนแต่มีโทรทัศน์ขาวดำแค่เครื่องเดียว ซึ่งจำเป็นต้องมี เนื่องจากแม่กับป้าเอิบติดละครหนักมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปีนี้ แม่ดาวพระศุกร์เล่นส่องสกาวทั่วท้องนภาจนชาวบ้านชาวเมืองติดกันอย่างงอมแงม

คนส่วนใหญ่ยกย่องผู้ใหญ่ผันเป็นบุคคลต้นแบบ สาเหตุเพราะพ่อมีสินทรัพย์ที่เปลี่ยนจากทรัพย์สินมากกว่าใคร  ๆ

แต่ผมกลับคิดว่า ระหว่างตระหนี่กับมัธยัสถ์ มันมีความก้ำกึ่งกันอยู่ แค่เส้นบาง ๆ เท่านั้น

เมื่อใดก็ตาม ที่ผมเอ่ยปากกับพ่อแล้วตัวเลขในบัญชีกลายเป็นลบ น้ำเสียงที่พ่อซักถามมักเข้มข้นเสมอ ผมต้องยกแม่น้ำสะแกกรังทั้งสายมาเป็นเหตุและผลในการตอบคำถามอยู่บ่อยครั้ง

นับว่าโชคยังดีที่พ่อแค่ตระหนี่ ถ้าถี่เหนียวด้วยล่ะก็...แม่น้ำทุกสายคงได้เดือดร้อนกันเป็นแถบ

ผมมี ‘พ่อทูนหัว’ อีกคน ที่คอยเนรมิตข้าวของให้โดยไม่ซักไซ้ไล่ความ อาชาญบอกว่า ‘พ่อทูนหัว’ เป็นเพื่อนของอา และเป็นนายหัวใหญ่อยู่ทางใต้มีอิทธิพลบารมีมาก ตัวตนของท่านผมยังไม่เคยเจอ แต่ก็มีจี้หยกพร้อมสร้อยคอกับรูปถ่ายหนึ่งใบแทนตัว

ก่อนหน้าที่อาเพ็ญจะล้มเจ็บเพียงไม่กี่วัน อาชาญสัญญาว่าจะพาผมกับไอ้แชมป์ล่องใต้เพื่อไปกราบ‘พ่อทูนหัว’  แต่ทว่าเรื่องร้าย ๆ ก็มาเกิดขึ้นเสียก่อน

เวลานี้ ผมไม่รู้ว่าอาชาญยังจำคำสัญญาเหล่านั้นได้บ้างไหม?


ขณะแง้มบานประตู เสียงซาวด์เอฟเฟกต์ก็ดังกระหึ่มสวนออกมา นอกจากไอ้แชมป์กับไอ้เป๊บซี่แล้ว ในห้องนั้น ก็มีคนตัวเล็กแต่ชื่อใหญ่กว่าตัว อีกคนหนึ่ง

 มันชื่อว่า...มังกร พ่อของมันเป็นช่างสักลายที่ฝีมือฉกาจ หาตัวจับยากคนหนึ่ง

วันนี้ ‘แกงค์มารไม่เคยท้อ’ ของเราในสมัยเด็ก ๆ ขาดก็แต่ไอ้ขวัญกับไอ้เพชร ฝาแฝดคู่นั้นกลายเป็นหนุ่มอย่างเต็มตัว หลังจากจบชั้นประถมหก ไม่ใช่เด็กหนุ่มอย่างพวกเรา ที่ก้ำกึ่งกันระหว่างเรียนและเล่น

ไอ้เป๊บซี่กับไอ้มังกรกำลังเมามันกับปุ่มกดในมือ ขณะที่ไอ้แชมป์นั่งแกะตัวโน๊ตด้วยกีตาร์ ไม่ห่างกันนัก

หลังจาก หย่อนสะโพกลงด้านข้าง แชมป์ก็หยุดปลายนิ้ว ชำเลืองมองผมด้วยหางตา แว่บหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถาม

ทว่าเสียงที่ดังกระหึ่ม ผมจำต้องโน้มคอเข้าหาร่างผอมบาง จนกระทั่งใบหูแนบชิดติดกับใบหน้าของมัน

โดยปกติ ไอ้แชมป์ก็เป็นคนพูดเสียงเบาเหมือนเราคุยกันในห้องสมุดอยู่แล้ว

ไอ้แชมป์ถามซ้ำอีกครั้ง ซึ่งดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

“สักเกมส์ไหม ?”

ผมมองหน้ามันตรง ๆ ถามกลับโดยไม่อ้อมค้อม

“มึงไม่คิดจะกลับบ้านเลยเหรอวะ ?”

“กูมีบ้านด้วยเหรอ”

มันตอบ แต่เลี่ยงออกเส้นบายพาสซะงั้น ดูเหมือนว่า คนที่ผมตามหาด้วยความห่วงใยจะติดใจบ้านน้าแหววเข้าแล้ว

ใบหน้าของคนตรงหน้า จืดสนิท หนังตาแทบจะเป็นเส้นตรง ตาตี่ เหมือนถูกขีดด้วยปลายพู่กันโดยฝีมือของจิตรกรฝึกหัด ผู้ซึ่งละเลงลบด้วยหนังยางครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งขนคิ้วบางกิ่ว ดูไร้ระเบียบ

ถ้าหากมีคนทึกทักหรือเดาส่งว่า ไอ้แชมป์เป็นลูกของเจ็กฮง ร้านขายของชำ หน้าปากซอยข้างวัด อาจกล่าวได้เลยว่า ร้อยทั้งร้อยไม่มีใครคัดค้าน

ขณะที่ นัยน์ตาหยาดน้ำผึ้งของอาเพ็ญ ทั้งหวานและหยาดเยิ้มเหมือนเพชรา เชาวราษฎร์ ดาราผู้มีชื่อเสียงตลอดกาล ในทำนองเดียวกัน เสน่ห์แบบชายชาญของอาชาญก็เกิดจากประกายตาคมเข้ม บวกกับคิ้วหนาและหนวดเคราเขียวครึ้ม

ทั้งหมดทั้งมวล ตรงกันข้ามกับไอ้แชมป์อย่างสิ้นเชิง

นัยน์ตาของไอ้แชมป์ปรากฏแววเศร้าอย่างชัดเจน ชนิดที่ว่าไม่ต้องสังเกตเราก็เห็น ใบหน้าไม่มีเค้าของอาเพ็ญกับอาชาญเลยแม้แต่น้อย และนั่นเป็นปมด้อยของมันซึ่งผมตระหนักดีที่สุดในเรื่องนี้

ด้วยเหตุว่า ดีเอ็นเอของพ่อแม่ยอมให้ความแปลกแยกปรากฏแทนที่บนหน้า รอยด่างทางความรู้สึกจึงตราไว้ในดวงจิตนับจากนั้น

“เมื่อวานกูไปหามึงที่บ้าน ถึงได้รู้ว่ามึงอยู่นี่”

ผมมองตาอีกฝ่ายในขณะพูด นอกจากประกายหม่นหมองแล้วก็ไม่เห็นสิ่งอื่น

“อาชาญให้กูมาตามมึง”

บางทีความสัมพันธ์ของสองพ่อลูกอาจจะดีขึ้นก็ได้ ซึ่งผมอยากให้เป็นอย่างนั้น จึงตัดสินใจปล่อยลูกแกะตัวหนึ่งออกไปเดินเฉิดฉาย

สีหน้าของไอ้แชมป์บ่งบอกความไม่เชื่ออย่างชัดเจน

“แน่ใจว่าพูดความจริง”

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าไอ้แชมป์เป็นคนเฉลียวฉลาดสมกับตำแหน่งนักเรียนดีเด่นในด้านวิชาการของมัน

ผมยิ้มแห้ง
จบกัน ชีวิตลูกแกะฝึกหัดตัวน้อย
แต่...ในเมื่อเราขึ้นบนหลังเสือแล้ว ก็ต้องก้าวลงอย่างสง่างามสิวะ เมื่อคิดดังนั้น ผมจึงยืดอก สูดลมเข้าเต็มปอด ตอบกลับด้วยเสียงเข้มว่า

   “เออ !”

ไอ้แชมป์จ้องหน้าผมเหมือนตำรวจคอยดักพิรุธผู้ร้าย มันส่ายหัว ก่อนจะกล่าวในเชิงตำหนิว่า

“ต่อให้พยายามแค่ไหน มึงก็โกหกไม่เป็นอยู่ดี ขอร้องเหอะ! ต้นน้ำ… อย่าให้โลกของมึงต้องแปดเปื้อนด้วยถ้อยคำโป้ปดอีกใบหนึ่งเลย”

ไอ้แชมป์ต่อว่า หนังตาตี่กระพริบซ้ำถี่ ๆ น้ำหล่อเลี้ยงสีใสเอ่อซึม กลบนัยน์ตาสีดำแกมเทาคู่นั้น

“แค่คนเดียวที่เปลี่ยนไปตั้งแต่แม่ตาย จนบางครั้งกูเผลอคิดว่า...กูอาจไม่ใช่ลูกของเขา กูก็เจ็บมากพอแล้ว มึงอย่าสำเนาความทรมานเพิ่มอีกคนจะได้ไหม”

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2175
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2445
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
มีต่อรึเปล่า รออ่านนะจ๊ะ (พ่อมึงสิ) ยืมเพลงฮิตติดหู มาโฆษณา

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
[9]
เรื่องของผัวเมีย

บนจอภาพสีเขียว บรรดานักเตะเสมือนกำลังไล่ตามลูกกลมๆ กับเสียงโห่ร้องจากซาวด์เอฟเฟกต์ซึ่งไล่กระชั้นตามติด

ผมบอกอย่างจริงใจว่า

“กูขอโทษ…กูแค่อยากให้มึงกลับบ้าน”

“มึงเจอเมียใหม่ของพ่อด้วย ใช่ไหม ?”

ไอ้แชมป์กำลังหมายถึงผู้หญิงจุ้นจ้านคนนั้น ซึ่งสายตาของหล่อนแสดงเจตจำนงค์อย่างชัดเจน และมันตามรังควานผมอยู่ตลอดเวลา มือสองข้างกำหินสีเขียวกลางสร้อยคอเอาไว้จนแน่น ประหนึ่งว่ามันจะหายไป  ในขณะพยักหน้าแทนคำตอบ

“กูจะรอ จนกว่าพ่อจะย้ายเข้าบ้านของเขา” ไอ้แชมป์ตั้งคำสัตย์

อันที่จริง ผมก็อยากแต้มพู่กันให้โลกมีสีสวย แล้วลากเอาพระอาทิตย์ไปขึ้นทางทิศตะวันตกแบบนั้นบ้าง

ไอ้แชมป์คงยังไม่รู้ความจริงว่า ในตอนนี้เจ๊เชอรี่เล่นบทนำแทนอาชาญที่บ้านหลังแฝดเรียบร้อยแล้ว เธอคงไม่ย้ายออกในเร็ววันอย่างที่มันคาดเดา

“แต่มึงจะอาศัยบ้านน้าแหววตลอดไปไม่ได้”

ผมทำได้เพียงคว้ากระดาษกับปากกามา แล้วขยี้คำว่า ‘เกรงใจ’ เพื่อจี้ต่อมอีกฝ่าย  ไอ้แชมป์ถอนหายใจเฮือกอย่างกับคนแก่ที่แก้ปัญหาลูกหลานไม่ตก

ชั่วขณะหนึ่ง ที่ฝ่ายนั้นจ้องหน้าผมอย่างครุ่นคิด จากนั้นก็เอ่ยถามด้วยเสียงที่เบากว่าเดิมครึ่งเท่า

“กูอยู่บ้านมึง...ได้ไหม ?”

ผมนิ่ง สมองไตร่ตรองอย่างหนักเหมือนกำลังนั่งสอบชั่วโมงฟิสิกส์

ถึงแม้ แม่จะบ่นบ้างอะไรบ้างทุกครั้งที่ไอ้แชมป์มาค้างด้วย แต่พ่อก็เมตตามันทุกเมื่อ

บางที ในครั้งนี้พ่ออาจจะช่วยพูดเกลี้ยกล่อม ทำให้ไอ้แชมป์กลับบ้านเร็วขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นก็ได้ อีกอย่างถ้ามันอยู่บ้านผมย่อมดีกว่าอยู่ที่นี่ เมื่อไหร่ที่แม่รู้ความจริงว่านายอัดลมกลับมาบ้านแล้ว ผมคงไม่ได้มาที่นี่อีก

ในโรงเรียน เราก็เรียนกันคนละห้อง กิจกรรมชมรมก็ต่างกัน โอกาสคุยกันจึงมีน้อย

คิดได้ ดังนั้น ผมจึงพยักหน้าแทนคำตอบ

ทันใดทันใดนั้น เสียงห้าวและห้วน ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“ตาหวาน...เป้ของข้า อยู่ที่ใด ?”

ผมแทบไม่รู้ตัวเลยว่า คนที่ตนไม่อยากจะเอ่ยนามมานั่งประกบหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้สึกตงิดใจว่าเขามองไม่เห็นจริง ๆ  หรือต้องการระรานกันแน่...!?

 แต่ถึงกระนั้น ผมก็ตอบเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“วางไว้หน้าห้องครัว”

“ข้างบนนี้ ไม่ใช่สถานที่สำหรับพลอดรักกัน ถ้าคันบั้นท้ายนักก็ลงไปข้างล่างกับข้า”

ถึงแม้จะไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้นัก แต่น้ำเสียงสะบัดและท่าทียียวนของอีกฝ่ายก็ทำให้ผมรู้สึกคันในอารมณ์

“ได้ ! มาวัดกันเลย สักตั้ง”

เขาหัวเราะหึ

“ยอมรับความจริงแล้วรึ ว่าคันบั้นท้าย”

“เปล่า ! ชั้นคันไม้คันมือ อยากต่อยนายต่างหาก”

เขาทำเสียงจิ๊กจั๊ก และผมก็รู้สึกอยากบีบคอจิ้งจก ตัวที่อาศัยอยู่ในช่องปากที่น่ารังเกียจนั่น

“อย่างเอ็งนี่ ข้ายินดีนอนให้กระทำตามที่ใจต้องการ”

“ดีแต่พูด เล่นกันตรงนี้เลยสิ อย่าคิดเอาน้าแหววมาเป็นโล่กำบังอยู่ข้างล่าง ต้องการอะไรก็ลุกขึ้นมา”

ผมท้าทายอย่างจริงจัง ผงาดขึ้นยืน

คนก่อเรื่องให้อารมณ์ขุ่นมัว สปริงตัวขึ้นราวกับเสือดาวทะยานตะครุบเหยื่อ เขาเดินวนรอบตัวผมอย่างเชื่องช้า มือสองข้างล้วงเข้าในกระเป๋ากางเกง พร้อมทั้งใช้สายตาสำรวจ ขึ้นและลง

แต่ที่เลวร้ายไปกว่านั้น เขาโน้มตัวเข้ามา ใกล้จนปลายจมูกของเราห่างกันไม่ถึงครึ่งคืบ ทว่าผมไม่เหมือนสมัยเด็ก ๆ ถึงยอมอ่อนข้อให้กับเขาอย่างง่าย ๆ

ตรงกันข้าม ผมจ้องตาเขาอย่างท้าทาย

ภายใต้นัยน์ตาสีน้ำตาลไหม้คู่นั้น นอกจากเปลวไฟสองดวงกระพือพะเยิบพะยาบสะท้อนเป็นเงาให้เห็นแล้ว ข้างในนั้นยังมีเหล่าอสูรตัวน้อยกระโดดหย็องแหย็ง กอดคอกันเต้นรำราวกับเป็นผู้กำชัย

นายอัดลมเคลื่อนใบหน้าออกด้านข้าง ใกล้ซอกหูของผม ลมหายใจร้อนผะผ่าวของเขาเป่าระบายที่จุดสยึมกึ๋ยอย่างจงใจ
ผมยืนแข็งทื่อ รูขุมขนนับล้านเส้นลุกชันแทบทั้งตัว

เสี้ยววินาทีแห่งการตอกย้ำ ริมฝีปากชั่วร้ายก็แตะลงข้างแก้มผมอย่างรวดเร็ว

“เชี่ย ! ทำเหี้ยอะไรของนาย”

ผมรู้สึกหน้าร้อนวูบ เหมือนเลือดทุกหยดแล่นมารวมตัวเป็นกระจุกอยู่ที่เดียวกัน ดูเหมือนว่าลมในท้องจะทำให้ร่างกายของผมขยายใหญ่ขึ้น ไม่กลัวแม้กระทั่งหน้าอินทร์หรือหน้าพรหม  กระโจนเข้าใส่อีกฝ่าย พร้อมทั้งปล่อยหมัด แต่ทว่าปะทะเพียงแค่ลม
 
เขาเอี้ยวใบหน้าเล็กน้อยก็หลบกำปั้นของผมได้อย่างว่องไว

ไอ้แชมป์ช่วยดึงสติของผมอยู่ด้านหลังด้วยการรั้งตัวเอาไว้ ขณะที่ไอ้เป๊บซี่ทิ้งเกมส์ในมือ หันจากผู้เล่นสนามเทียมมาเป็นกรรมการแท้ห้ามมวยแทน

“เฮ้ยมึง ! ใจเย็น ๆ ดิวะ พี่กูแค่แหย่เล่น”

จู่ ๆ บทเพลงซึ่งเคยร้องอย่างสนุกสนานเมื่อครั้งงานกีฬาสีก็ดังก้องขึ้นในหูว่า ‘แหย่รู ๆ ๆ...เอาไม้แหย่รู’

ผมฮึดฮัด ตวาดเสียงบ้าบอ ซึ่งไม่รู้กาลเทศะออกไปอย่างแรง

“กูไม่ใช่เมียงู… โว้ย !”

“…”

ราวเศษเสี้ยววินาที คำว่างุนงงทำให้เพื่อนของผมยืนสงบนิ่งกันชั่วขณะ ประหนึ่งว่าทุกคนกำลังไว้อาลัยแด่เมียงูตัวนั้น ซึ่งถูกไฟนัยน์ตาของผมแผดเผา

น่าแปลก คนที่ควรจะร้อนรน กลับไม่รู้สึกรู้สมอะไรเลย และดูเหมือนเขาจะพอใจที่เห็นผมโกรธ นายอัดลมตีหน้ายิ้มระรื่น มุมปากฉีกกว้างเกือบถึงใบหู

เผลอมองใบหน้าเจ้าเล่ห์ที่แต่งแต้มด้วยรอยยิ้มพราวแล้ว ก็รังแต่พลอยฟ้าพลอยฝนจะเดือดดาล คำถามที่เขาใช้ก็ยิ่งบาดอารมณ์

“พวกเอ็งเป็นผัว-เมียกันหรือ ?”

เมื่อได้ยินประโยคนี้ ไอ้มังกรซึ่งโอบแขนรอบตัวผมอยู่ หน้าตาตื่นทันที โดยปกติมันเป็นคนตกใจง่ายและกลัวไปสารพัดสิ่ง ไอ้มังกรรีบออกตัว

“พี่อัด !...พวกผมไม่ใช่กะเทยนะ”

ผมตะเบ็งเสียง คำรามอย่างสุดกำลังว่า

“เรื่องของผัว-เมีย มันหนักส่วนไหนของนายวะ จะเอาไงก็ว่ามา”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-10-2021 19:06:42 โดย Marakun »

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
  [ 10 ]
ร้ายกาจเกินกำลังต้าน

เขาไม่โต้ตอบ แต่ฮัมเนื้อเพลงอย่างร้ายกาจ
...
เอา ๆ ๆ ๆ เอาแน่
ฉันรักเธอจนเมาซมซานก็เพื่อต้องการเธอมาดูแล
ฉันรักเดียว ใจเดียวเพียงเธอ
ถ้าไม่ได้เจอโดนยิงลอยแพ
...

ไอ้แชมป์ช่วยดึงสติของผม โดยการแตะหัวไหล่

“ต้นน้ำ มึงกำลัง…โกรธ !”

คำเตือนของมันทำให้ผมรู้สึกตัว

บ่อยครั้งที่การกระทำเล็ก ๆ แต่สำหรับเราถือเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่เสมอ หลังจากดับความพลุ่งพล่านของผมแล้ว ไอ้แชมป์ก็หันหน้าเข้าหาอีกฝ่าย

“ลูกพี่! เลิกเล่นเถอะครับ กลับมาทั้งที ผมว่าหาเรื่องดี ๆ มาฉลองกันดีกว่า”

แค่ได้ยินคำว่า ‘ฉลอง’ เท่านั้นแหล่ะ เจ้าพ่อบันเทิงอย่างไอ้เป๊บซี่ก็รีบสนับสนุนความคิดนั้นทันที

“จริงด้วยพี่อัด...จังหวะดีเลย เหล้าโทของลุงสักกำลังหมักได้ที่ แกน่าจะแบ่งให้เราบ้างสักไห”

ว่าแล้วก็ผลักไอ้มังกรให้ตรงออกทางประตู โดยไม่ใส่ใจใบหน้าของอีกฝ่ายซึ่งขาวซีดลงอย่างทันตา

“อย่าทำงง ไปกับกูเลย ไปขอพ่อมึงด้วยกัน”

“จะดีเหรอวะ ถ้าพ่อรู้ว่ากูเอาเรื่องนี้มาบอกมึง ไม่วายโดนกระทืบตายแน่”

“ถ้าอย่างนั้น มึงคงต้องเลือกแล้วล่ะ...ระหว่างตีนพ่อมึงในวันข้างหน้ากับตีนกู ณ เวลานี้ ตีนใครจะทำให้มึงตายเร็วกว่ากัน”

เพียงเท่านั้นเอง นอกจากฝุ่นตลบแล้ว ผมก็มองไม่เห็นแผ่นหลังของทั้งคู่อีก

ว่าแต่ เพื่อน ๆ สงสัยกันบ้างไหมครับ ?
ทำไมไอ้แชมป์ถึงเรียกนายอัดลมว่า ‘ลูกพี่’

ก็...ตั้งแต่ เขาอุปโลกน์ตัวเองเป็นอาจารย์ของมัน ประดุจว่าตนเป็นผู้เชี่ยวชาญการบรรเลงเพลงสายเสียนักหนา และหลังจากที่เขายกกีตาร์ตัวหนึ่งให้มัน ซึ่งผมเดาว่าก็คงจะเป็นตัวที่เขาไม่ใช้งานแล้วนั่นแหล่ะ นับจากวันนั้น ไอ้แชมป์ก็ตกอยู่ภายใต้เสน่ห์ของเขา

รู้ทั้งรู้ว่า ระหว่างผมกับลูกพี่ของมันเหมือนกระดูกสองท่อนที่ไขว้กากบาทกัน แถมโปะซ้ำอีกชั้นด้วยหัวกะโหลกสีแดง

ไอ้แชมป์เทียวตอกย้ำผมอยู่บ่อยครั้ง ว่านายอัดลมเป็นคนดีที่หาตัวจับยากคนหนึ่งบนโลกใบนี้

มิหนำซ้ำ มันยังบอกผมอีกว่า ให้มองคนของมันเสียใหม่ด้วยใจที่ปราศจาก...อคติ

ผมอยากจะอุทานคำว่า ‘อะไรนะ?’ เป็นภาษาอังกฤษ แล้วกลอกตามองบน พร้อมกับตะโกนว่า

โอว มาย ก๊อด !

น่าเจ็บใจอย่างที่สุด !

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ไอ้แชมป์ก็เป็นเพื่อนที่ผมไว้ใจ ยามใดที่ความหม่นหมองในตัวถูกหมางเมิน เมื่อนั้นผมก็จะเจอเพื่อนที่ฉลาดหลักแหลมและรู้ใจเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน อย่างเช่นเวลานี้

ผมเหลือบตามองไอ้แชมป์ซึ่งผลักดันนายอัดลมไปที่ประตู มันกำลังสับหลอกความสนใจของเขา จากอาการแปลกประหลาดอย่างหนึ่งซึ่งก่อตัวขึ้นภายในร่างกายผม

ขณะนั้น แม้สักเล็กน้อยผมก็ไม่กล้ากระดิก ร่างกาย ณ เวลานี้ประดุจว่ากำลังโดนแขวนขึง ตรึงอยู่หน้าปากเหว ด้วยเส้นด้ายเล็กจิ๋วไม่กี่เส้นซึ่งจวนจะขาดอยู่รอมร่อ

ผมฝืนร่างกายอย่างสุดกำลัง พยายามอย่างเต็มที่ที่จะกลั้นลมเอาไว้ในช่องท้อง จนกระทั่งสั่นเทิ้มไปทั้งตัว จากหางตาปรากฏร่างสูงยาวของนายอัดลมถูกไอ้แชมป์กวาดต้อนไปที่ประตูราวกับนักโทษ

เขาถอยหลัง ก้าวหลุน ๆ พลางเหลียวมองผมไปพลางอย่างไม่วางตา

“พวกเอ็งสองคนดูมีพิรุธ กระไร ๆ อยู่”

ถึงแม้จะยอมให้ความร่วมมือแต่โดยดี แต่ทว่านายอัดลมก็มิวายตั้งข้อสังเกตแบบนักเลงที่เฝ้าระวังภัย

ทันทีทันใด เมื่อเขาพ้นประตู ลับไป

ธาตุลมในตัวผมก็ระเบิดตัว ราวกับว่าวันนี้คือวันนรกแตก !

หลังจากระบายลมในช่องท้องหมดแล้ว ผมก็ถอนหายใจครั้งใหญ่ ด้วยความโล่งอก

เป็นความโชคร้ายของผมเอง ทุกครั้งที่โกรธ ธาตุไฟในตัวมักจะแตกซ่าน แล้วกลายสภาพเป็นก้อนลม ปริมาณมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขีดความรุนแรง

ไอ้แชมป์เคยช่วยผมรับมือกับเรื่องนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง จากความ ดื้อรั้นของไอ้เผือก สุดท้ายความพยศของมันก็ถูกกำราบลงด้วยเกลือเค็ม ๆ แค่ก้อนเดียว

ผมนึกไม่ออกเลยว่า  ถ้านายอัดลมรู้เรื่องนี้เข้า สภาพของผมจะเป็นอย่างไร อาจต้องซ่อนความโอ้ปป้าเอาไว้ภายใต้หน้ากากฮีโร่ตัวใดตัวหนึ่ง หรือปกปิดให้มิดด้วยปี๊บสิบชั้นเลยก็เป็นได้

โชคดีที่มีไอ้แชมป์ ความลับสุดยอดจึงไม่เคยแพร่งพรายให้ใครรู้

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า นายอัดลมเป็นตัวอันตรายซึ่งยากเกินจะรับมือ รอยยิ้มชั่วร้ายกับใบหน้าเจ้าเล่ห์ของเขาสามารถกระตุ้นความโกรธของผมได้อย่างง่ายดาย

ต่อไปนี้ ผมต้องระมัดระวังอารมณ์ให้มาก หากเป็นไปได้ก็จะอยู่ให้ห่างจากหมอนั่นให้มากที่สุด
ผมอาจใช้เวลาสักระยะในการหาวิธีกำราบรูปแบบที่ร้ายกาจเช่นเขา

แต่ถ้าเมื่อใดที่นายอัดลมตกเป็นลูกไก่อยู่ในกำมือ

เมื่อนั้น ผมจะยัดเยียดขุมนรกให้กับเขา

จะไม่ใส่ใจในเสียงเว้าวอนของเขาเลย แม้แต่นิดเดียว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-11-2021 07:26:59 โดย Marakun »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2175
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
[ 11 ]
เผลอ

ในภายหลัง ไอ้แชมป์บอกกับผมอย่างมาดมั่นว่า เรื่องบาดหมางระหว่างผมกับนายอัดลมสามารถลบล้างได้ แค่เราทั้งคู่ดวดเหล้าด้วยกันหนึ่งครั้ง

ผมปฏิเสธ เพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้และยืนยันที่จะกลับบ้าน เนื่องจากไม่ได้บอกแม่เอาไว้ว่าจะมาค้างที่นี่

ไอ้แชมป์ไม่ละความพยายาม มันสัญญา ถ้าหากคืนนี้ผมอยู่ร่วมวงฉลองด้วย พรุ่งนี้เช้ามันจะกลับบ้านพร้อมผม ขณะเดียวกัน น้าแหววก็เว้าวอน ขอให้ผมอยู่ทานข้าวด้วยกันก่อน

นายอัดลมขันอาสา หลังจากทานข้าวเสร็จ เขาจะเป็นคนพาผมไปส่งเอง

ผมปฏิเสธสิ่งที่เขาแสร้งทำด้วยการบอกน้าแหววว่าผมขอค้างคืนที่นี่  น้าแหววยิ้มรับเต็มหน้า จากนั้นก็สั่งเด็กคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกของแม่บ้านให้ไปบอกคนงานที่แพ ช่วยเอาปลามาส่งที่บ้านด้วย

ทันใดนั้น ไอ้มังกรก็นึกสนุก เสนอไอเดียแข่งเกมส์ตกปลาภายในเวลาที่กำหนด ถ้าใครได้ปลาตัวใหญ่ที่สุด คนนั้นเป็นผู้ชนะ ซึ่งทุกคนก็กระเหี้ยนกระหือรือจะเล่นด้วย


ขณะเรียงแถว เดินออกจากบ้านหลังขาว ในมือของแต่ละคนก็หิ้วอุปกรณ์กันคนละอย่าง

ผมถือกระแป๋งน้ำ เดินอยู่หลังสุด ถัดจากไอ้แชมป์ แต่ถึงกระนั้นก็ได้ยินคำสนทนาจากคนด้านหน้าทุกถ้อยคำ
ไอ้เป๊บซี่ถามพี่ชายของมัน ว่า

“พี่อัดยอมทำตามความต้องการของแม่แล้ว ใช่ไหมพี่ ?”

“เอ็งหมายความถึงเรื่องใด ?”

“ฉันหมายถึง การแต่งงานกับพี่มะปราง” ไอ้เป๊บซี่ตอบ

“น้องชายข้า ! พี่ชายผู้นี้ของเอ็งเป็นคนทำตามหัวใจตนเองเท่านั้น จำคำของพี่เอาไว้เสียจะดี หากไม่ใช่เพราะความปรารถนาแล้ว ข้าจักไม่กระทำตามผู้ใดทั้งนั้น ”

ถ้าไม่คิดเอาเอง ผมรู้สึกว่าเสียงของนายอัดลมดังกว่าปกติ ขณะที่เขาเอี้ยวคอหันมา

“พี่มะปรางกับอีเปรี้ยวเป็นเพื่อนกันก็จริง แต่นิสัยต่างกันมาก” ไอ้เป๊บซี่กล่าวลอย ๆ อาจเป็นเพราะคำตอบที่มันได้รับ ยังไม่ชัดเจนพอ

พี่มะปรางเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนของผมใกล้จะครบขวบปีแล้ว อายุใกล้เคียงกันกับนายอัดลม หน้าตาน่ารัก กิริยาแช่มช้อย และมีผิวสีน้ำผึ้งแบบสาวไทยแท้ ๆ

ขณะที่ ผมนึกถึงลูกสาวคนเดียวของลุงหมาย ไอ้มังกรก็ตั้งคำถามเกี่ยวพันถึงผู้หญิงอีกคนหนึ่ง คนที่ไอ้เป๊บซี่เรียกจิกสรรพนามนำหน้าอย่างชิงชัง

“เปรี้ยว...คนที่เขาพูดกันว่า พี่อัดฉุดมาทำเมียน่ะหรือ ?”

 “มึงก็พลอยเป็นไปเหมือนกับคนอื่นด้วย หลงเชื่อคำโกหกของอีเปรี้ยว“

ไอ้เป๊บซี่เป็นเดือดเป็นร้อนอย่างทันทีทันใด มันต่อว่าไอ้มังกร พร้อมทั้งทิ้งหางตามาทางผม ท้ายประโยคคำว่าคนอื่น

ทุกครั้งที่มีคนกล่าวหาพี่ชายสุดที่รัก ไอ้เป๊บซี่มักทำตัวเป็นเมืองหน้าด่านสาดกระสุนน้ำลายโต้กลับเสมอ ผมตระหนักดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะครั้งหนึ่ง เราสองคนโต้เถียงกันรุนแรงเกี่ยวกับเหตุการณ์หนึ่งในอดีต ที่นายอัดลมเคยกระทำต่อผม


ตอนอายุหกขวบ วัยกำลังซน ผมปีนขึ้นควายรุ่นตัวหนึ่ง ซึ่งมันไม่เคยถูกฝึกมาก่อนจึงยังไม่เชื่องพอ ไอ้ทุยตัวนั้นดีดรุนแรงจนกระทั่งผมเจ็บหนัก และกลัวการขี่ควายแบบฝังใจ

พอนายอัดลมรู้ว่าผมกลัวอะไร เขาก็จับผมโยนขึ้นหลังควายแก่ตัวหนึ่ง โดยไม่สนใจเสียงกรีดร้องกับน้ำหูน้ำตาของผมที่หลั่งออกมาราวตุ่มแตก

ในวันนั้น ไอ้เป๊บซี่โต้แย้ง ว่า

“ทุกวันนี้ที่มึงกล้าขี่ควายได้ ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะฝีมือของพี่ชายกูล้วน ๆ หรอกเรอะ ?”

มันย้ำว่า พี่ของมันทำตามตำราลูกผู้ชาย

‘อะไรก็ตามที่เราขลาดกลัว ยิ่งต้องเข้าหา แล้วฝึกจิตให้ฉลาดอยู่เหนือความกลัว เมื่อนั้น ความขลาดกลัวจะสูญสิ้นจากเราเอง’

แต่มันไม่ได้บอกด้วยว่า เจ้าของตำราทิพย์เล่มนั้นก็คือพี่ชายของมัน นั่นเอง

“ใช่ กูเลิกกลัวควาย” 

ผมยอมรับกับมันอย่างลูกผู้ชายเช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องอ้างตำราใด ๆ  แถมทิ้งท้ายด้วยว่าผมเกลียดและไม่อยากเห็นหน้านายอัดลมพอ ๆ กันกับไม่อยากเห็นผี

ตราบจนทุกวันนี้ ไอ้เป๊บซี่ก็ยังอุทิศตนเป็นองครักษ์พิทักษ์พี่ชายด้วยความรักและภักดีไม่เคยเปลี่ยนแปลง

“พี่กูไม่ได้ฉุดโว้ย กูเป็นพยานได้ อีเปรี้ยวมานอนค้างเอง ตอนที่พ่อของมันมาตาม มันกลัวลุงเสือจะฆ่าตาย ก็เลยกุเรื่องขึ้นมาโกหกทุกคน”

ไอ้เป๊บซี่ยืนกรานด้วยคำพูดเดิม ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง วันนั้น มันกับน้าแหววเข้าเมืองหลวง และยังไม่กลับจากเยี่ยมญาติทางพ่อด้วยซ้ำ

“เลิกพูดได้แล้วน่า เอ็งไม่เหนื่อยบ้างหรือไรกับการแก้ไขความคิดของใครต่อใครเขา คนเขาจะว่ากระไรก็ปล่อยเขาพูดไปเถอะ เราเป็นผู้ชายจะกลัวอันใดกับถ้อยคำติฉินนินทาเล็ก ๆ น้อย ๆ เพียงแค่นี้”

นายอัดลมตำหนิแกมสอนสั่ง ผมมองไม่เห็นสีหน้าของเขา เนื่องจากเดินอยู่ด้านหลัง

ระหว่างนั้นเอง ความคิดของผมก็ตีกันวุ่นอยู่ข้างใน

ถ้าเป็นเรื่องเท็จ แล้วทำไมเขาถึงยอมจ่ายค่าสินไหมง่าย ๆ ตามที่คู่กรณีเรียกร้องล่ะ ?

เสี้ยวเวลานาทีหนึ่งซึ่งผมนึกถึงพี่ต้นกล้า ถ้าหากพี่ชายของผมยังมีชีวิตอยู่ เขาคงช่วยยืนยันความจริงในเรื่องนี้ได้ เพราะเหตุการณ์ในวันนั้นพี่ต้นกล้าอยู่ที่นั่นด้วย และเป็นพยานบุคคลแค่คนเดียว

และแล้ว พวกเราก็มาถึงกระชังปลาของน้าแหวว ซึ่งลอยเคว้งอยู่ริมคลอง ช่วงเวลาย่ำค่ำ แม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำสะแกกรังหนุนขึ้นพร้อม ๆ กัน เลยทำให้น้ำในคลองเอ่อท้นเปี่ยมตลิ่ง

ผักปอดกอเล็ก กอใหญ่ ทยอยลอยมา

คนงานเฝ้ากระชังคนหนึ่งเดินเข้ามาหาพวกเรา นายอัดลมอธิบายบางอย่างกับเขา สักพักคนงานคนนั้นก็กลับที่พักของเขาไป

ไอ้มังกรแจ้งกฎเกณฑ์ว่า ผู้เล่นต้องจับปลาด้วยคันเบ็ดพร้อมทั้งต่อสู้กับความหนาวในเวลาครึ่งหนึ่งของชั่วโมง และคัดเอาปลาตัวที่ใหญ่ที่สุดที่แต่ละคนจับได้มาประชันกันในภายหลัง

ผมปฏิเสธที่จะเล่นเกมส์นี้ เนื่องจากเป็นคนแพ้อากาศหนาว มันจึงให้ผมเป็นคนคุมเกมส์ อึดใจต่อมา แต่ละคนก็เหลือเพียงกางเกงในตัวเดียวกับคันเบ็ดในมือคนละคัน

“อยากมีหุ่นเท่ห์ ๆ แบบลูกพี่บ้างจัง”

ไอ้แชมป์เปรยอย่างชื่นชม พลางมองดูแขนขาตัวเอง

ผมเผลอสติ จึงมองตามที่มันชักพา และต้องยอมรับตามตรงว่า นายอัดลมเป็นคนรูปร่างดีคนหนึ่ง แบบนักกีฬาชั่วโมงฝึกมาก ถึงแม้เรือนร่างของเขาจะสูงเพรียว แต่มัดกล้ามทุกมัดแน่นขนัด ผิวคล้ำแลดูดำลงกว่าเดิมเล็กน้อยเพราะกรำแดด  แต่ก็เนียนละเอียด

มีขนสีดำบาง ๆ กลุ่มหนึ่งตรงช่วงอก และลามเลื้อยละเอียดลงเป็นอุยอยู่แถวสะดือ ก่อนจะหายเข้าไปใต้กางเกงในสีหม่นที่พยุงอาวุธประจำกายเอาไว้ กางเกงในเนื้อบางของเขาตุงย้วยลงด้านล่างตามน้ำหนักของแรงโน้มถ่วง

ท่าทาง...เจ้าตอร์ปิโดคงจะหนักเอาการ

ผมคิดเล่น ๆ อย่างขำ ๆ

ทันใดนั้นเอง สายตาดั่งคบเพลิงของนายอัดลมก็เหลียวฉับ มองมาทางผม

แค่เศษเสี้ยววินาทีเท่านั้น ที่สายตาของเราปะทะกัน

ผมหลบลูกกะตาอย่างปุบปับ หันไปมองที่อื่นทันควัน

...นกกระจาบทอง สีเหลืองอ่อนคู่หนึ่ง มีรังรักโอบคู่นอนก่อนค่ำแล้วที่กอปรือ เยื้องห่างออกไปเล็กน้อย ข้าง ๆ กันนั้น กลางวงล้อมใต้เงาอึมครึม ต้นลำพูใบครึ้มปรากฏแสงหิ่งห้อย กระพริบปริบปรับให้เห็น...



เวลาผ่านไป...
นานแค่ไหนผมก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าหัวใจเต้นแรงผิดปกติ

พอดึงสายตากลับมาที่เดิม ก็พบดวงตาคู่นั้นยังคงมองอยู่ และมันกำลังยิ้มได้

เชี่ย...!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-11-2021 07:34:46 โดย Marakun »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2175
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2445
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
พี่ต้นกล้า เป็นเพื่อน หรือแฟน กับนายอัดลม หว่า

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
[ 12 ]
Game Master กับ Player จอมอึด


ไอ้มังกรบอกว่า ในครึ่งชั่วโมงนี้ นอกจากควบคุมเวลาให้แม่นยำแล้ว ผมซึ่งบัดนี้ถูกเรียกว่าเกมมาสเตอร์ ต้องตักน้ำเต็มถังสาดไปยังผู้เล่นแต่ละคนทุก ๆ ห้านาที

ผมยอมรับโดยไม่ต้องกังขาว่า ถูกใจเกมส์ตกปลาของไอ้มังกรอย่างที่สุดของที่สุด

ขณะที่ ไอ้เป๊บซี่ร้องโอดโอย แค่ถอดผ้ามันก็ว่าหนาวเกินพอแล้ว แต่ถึงกระนั้น ในตอนท้ายมันก็ลงเล่นเกมส์ เนื่องจากไอ้มังกรเพิ่มเหล้าของลุงสักอีกห้าไหเป็นรางวัลล่อตาล่อใจ

นายอัดลมขอเป็นคนแรกที่จะโดนผมสาดน้ำ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเขาต้องการอวดเบ่งหรือว่าอย่างไร ขณะที่พรรคพวกของผมเลือกที่จะจับไม้สั้นไม้ยาวเพื่อจัดลำดับคิวกัน

ในขณะ ผมนั่งฆ่าเวลา รอสามคนนั้นอยู่ข้างบ่อด้วยการโกยถังพลาสติกขึ้นแล้วเทน้ำลงอย่างครึ้มใจ หมอนั่นก็เดินตามมา จากนั้นก็หย่อนสะโพกลงด้านข้างตัวผม ฝ่ามือของเขาสัมผัส ระกับผิวน้ำ ขณะสายตาจับอยู่ที่ใบหน้าของผม ส่วนริมฝีปากก็เปรยว่า

“เย็นเอาเรื่อง”

พอผมขยับตัว ลุกหนีไปนั่งอีกที่หนึ่ง เขาก็กระเถิบตาม เอาก้นแหมะวางลงกระแซซึ่งเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม เนื่องจากท่อนขาของเขาแนบชิดติดกับของผมจนเนื้อของเราแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

“ตรงนี้ก็เย็นได้เรื่องพอ ๆ กับตรงนั้น”

ถ้าหากผมขยับอีก มีหวังว่าในรอบนี้ หมอนี่ต้องขึ้นขี่ตัวผมโดยแท้...สติของผมเริ่มตรึกตรอง


ขณะเดียวกัน ภาพควายในมโนก็ออกมาโลดแล่นพร้อมทั้งถูกนับปริมาณอยู่ข้างใน ขณะสูดลมหายใจยาวเข้าปอด

ผมพยายามสร้างจินตนาการว่า ควายฝูงนั้นเดินเรียงหน้ากันเข้ามาเพื่อสัมผัสกับน้ำเย็น ๆ จากในบ่อซึ่งผมโกยขึ้นมาด้วยฝ่ามือ

“สนุกมากรึ ?” นายอัดลมถาม

เมื่อเห็นผมไม่ตอบ เขาก็เริ่มพูดจาแปลกประหลาด

“ท่าทางเอ็งคงกำลังขาดน้ำ ตรงกันข้ามกับตัวข้า ตอนนี้เสมือนว่าน้ำในตัวกำลังจะระเบิด บางทีอาจเกิดเหตุร้ายเขื่อนทะลัก พังทลายเอาง่าย ๆ แค่มีใครสักคนร้องคำว่า...อิคึ อิคึ”

“แต่...ฉันรู้สึกสนุกที่จะได้เห็นใครสักคนทรมานต่างหาก”

ผมคำราม พร้อมทั้งซัดน้ำก้นถังใส่ตัวเขา

นายอัดลมส่งเสียงซี๊ดซ๊าด ทำท่าเอมอิ่ม นัยน์ตาของเขาเป็นประกายระยิบระยับเหมือนตาพระเอกของป้าเอิบ ขณะเข้าพระเข้านางในละครไม่มีผิด

ป้าเอิบถึงกับเพ้อว่าตาพระเอกคนนั้นยิ้มได้...


หลังจากจับไม้สั้นไม้ยาวเสร็จ ไอ้มังกรซึ่งได้คิวท้ายสุดก็ยกมือขึ้น บ่งบอกสัญญาณว่าเกมส์ของมันกำลังเริ่มต้น

“ไอ้น้ำ...มึงต้องสาดน้ำให้เต็มถังนะเว้ย แล้วก็วนให้ครบทุกคน” มันออกคำสั่ง

อย่างทันทีทันใด ผมซึ่งตั้งท่ารอก็ประเคนน้ำใส่นายอัดลมเป็นคนแรก  ถ้าตักน้ำจนล้นถังได้ผมก็อยากจะทำ

ทว่า รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่เขาไม่แสดงอาการใด ๆ ให้เห็น นอกจากรอยยิ้มที่ฉีกจนกว้างเหมือนเช่นเคย

เมื่อถึงคิวของไอ้แชมป์กับไอ้เป๊บซี่ ทั้งคู่ออกอาการสะดุ้งจนตัวยืด ขณะที่ไอ้มังกรกระโดดเหยง ๆ ราวกับกุ้งดีดหนีน้ำร้อน

ในเวลาต่อมา ทุกคนก็จดจ่อสมาธิอย่างแน่วแน่กับปลาซึ่งเริ่มตอดเบ็ดทันทีที่พวกเขาทิ้งเหยื่อลงไป แม้ว่าร่างกายของใครบางคนจะมีอาการหนาวสั่นปรากฎให้เห็นอย่างชัดเจนก็ตามที

ผ่านไปทั้งหมดสามรอบ...

ไอ้มังกรก็ตะโกนขึ้นก่อนใคร ๆ ว่า มันพอใจในขนาดของตัวปลาที่จับได้แล้ว

พอรอบที่สี่...

ไอ้แชมป์กับไอ้เป๊บซี่ก็พูดในลักษณะเดียวกันบ้าง ทั้งสามคนรีบสวมเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว

“หนาวว่ะ... กูกลับก่อนนะ”

ไอ้แชมป์ยอมรับกับผมในภายหลัง เสียงของมันขาดเป็นห้วง ๆ เนื่องจากขากรรไกรแข็งค้าง หลังจากพูดเสร็จก็หิ้วถังปลา วิ่งอย่างรวดเร็ว ตามสองคนนั้นไปซึ่งไม่ร่ำไม่ลา

“เฮ้ย ! พวกมึง “ ผมร้องตาม

อึดใจต่อมา หลังจากเหลือบมองเวลาครั้งแล้วครั้งเล่า ในใจของผมก็เริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรให้นายอัดลมเลิกเกมส์นี้เร็วขึ้น

“ถ้าการจับเวลา มันน่าเบื่อนัก...ก็มาตกปลาด้วยกันสิ” เขาชวนคุย เหมือนอยากทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัด
ผมรีบฮุบโอกาสซึ่งเขาเปิดช่องทันที

“แค่นายเก็บคันเบ็ดแล้วกลับขึ้นบ้าน ชั้นก็หายเบื่อแล้ว”

“ในฐานะที่เอ็งเป็นเกมมาสเตอร์ ไม่มีผู้เล่นแม้สักคนทนเล่นเกมส์ของเอ็งจนกระทั่งครบเวลา เอ็งยังคิดจะยอมให้มันจบง่ายดาย เยี่ยงนั้นหรือ”

“แค่นายมองข้ามเงื่อนไขของเวลา เกมส์นี้ก็เป็นอันจบ”

ผมกล่าวอย่างใจเย็น ถึงแม้ข้างในจะโต้แย้งเขาว่า

มันใช่เกมส์ของฉันที่ไหนกันเล่า…!

“เอ็งกำลังจะบอกให้ข้าทำเรื่องทุจริต คอรัปชั่นอยู่” เขาว่า

“ไม่เอาน่า...นายกำลังทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ต่างหากล่ะ มันก็แค่เกมส์โง่ ๆ เกมส์หนึ่ง จะเอาดินที่ตัวตุ่นขุดมาปั้นให้เป็นภูเขาทำไม ?...นายเองก็ได้ปลาตัวใหญ่ตั้งหลายตัว ชั้นรับรองว่านายชนะอย่างเห็น ๆ อีกอย่างนายก็รู้ว่าทุกคนกลับบ้านกันหมดแล้ว”

“เอ็งคนเดียวกระมังที่เข้าใจเยี่ยงนั้น ใช่ว่ากลับทุกคนเสียเมื่อไหร่”

สรุปแล้ว เขาไม่ใส่ใจในสิ่งที่ผมพล่ามเลยแม้แต่น้อย

“ก็ได้ ๆ ตกลง เอาเป็นว่า ชั้นจะพูดให้ถูกต้องและเข้าใจง่ายอีกนิด ชั้นเบื่อที่จะต้อง...มานั่งเฝ้านาย !”

“ข้าว่า เอ็งเลิกเพ่งนาฬิกาเสียเถิด” เขาสรุปทันทีทันใด พร้อมกับชักคันเบ็ดขึ้นมา

ปลาตัวใหญ่ตัวหนึ่งดิ้นโง่ ๆ อยู่กลางอากาศ

นายอัดลมปลดมันออกจากตะขอ โยนลงถัง แล้วติดเหยื่อชิ้นใหม่เข้าไป
ปลาพวกนั้นดิ้นกันขลุกขลักอยู่ในพื้นที่แออัด ซึ่งต่างจากผมที่เดินอึดอัดอยู่บนพื้นที่กว้าง

นายอัดลมเอ่ย ขณะยืนหันหลังให้ผมว่า

“ถ้าเอ็งอยากแก้เบื่อด้วยการตีหนอน แล้วกระฉูดน้ำเล่นจนกระทั่งครบเวลา ข้าก็ไม่ว่ากระไรดอก”

ผมรู้ดีว่าเขาจงใจพูดยั่วโทสะ จึงย้อนแค่เบาะ ๆ ว่า

“หนังหน้าของนายคงหลอมด้วยเหล็กล้าสินะ ถึงพูดเรื่องพรรค์นี้ได้อย่างไม่รู้สึกกระดากปาก”

เขาหัวเราะหึ หึ

“เอาอย่างนี้ ข้าจะช่วยสงเคราะห์และแก้อาการเบื่อให้กับเอ็ง ด้วยโชว์ที่แสนเย้ายวน”

พูดเสร็จ เขาก็หมุนสะโพกควงเป็นวงกลม พร้อมกับเดินไปด้านหน้าสลับมาด้านหลังเหมือนนกกระเด้าลมเดิน

ผมยอมรับว่ารู้สึกประหลาดใจที่เห็นหมอนั่นในท่วงท่าตลกอย่างคนเสียสติแบบนั้น แต่ถึงกระนั้น ผมก็พูดบางอย่างซึ่งทำให้เขาหยุดการกระทำในสิ่งที่กระตุ้นน้ำย่อยจากลำไส้อย่างเลวร้ายลง

“ดูแล้วก็เหมือนคนปวดท้องขี้ ฉันว่านายรีบขึ้นบ้าน แล้วไปเข้าห้องน้ำไม่ดีกว่าเหรอ”

อึดใจต่อมา เขาก็วางคันเบ็ดลง แล้วสปริงข้อเท้าดีดตัวขึ้นกลางอากาศ ม้วนหลังตีลังกา ก่อนจะลงเท้ายืนกับพื้นอย่างสง่างาม

ถ้าเป็นการกระทำของคนอื่น ผมคงกล่าวคำชื่นชมจากใจจริง แต่เพราะความมาดมั่นของอีกฝ่ายทำให้ผมเบะปาก

“ถามหน่อยเถอะ นายคิดว่าโชว์ของนายต่างจากสมัยเด็ก ๆ ตอนที่พวกเราเล่นน้ำแล้วใช่ไหม ? ชั้นว่า...เจ้าจ๋อซึ่งตัวเล็กกว่านายเกือบร้อยเท่าก็ทำแบบเดียวกันนี้ได้”

ชั่วครู่หนึ่ง  เขาทำท่าลังเล เหมือนกำลังชั่งใจกับอะไรบางอย่าง

ผมรู้สึกว่า ตนเองชักจะถือไพ่เอาไว้ในมือ จึงยกมุมปากขึ้นข้างหนึ่งอย่างนึกลำพอง

รวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด นายอัดลมถอดกางเกงชั้นในของเขาลงสู่ปลายเท้า ก่อนจะเตะมันทิ้งด้วยขาข้างหนึ่ง

สาบานได้ว่า ผมดึงสายตาหนีไม่ทันความว่องไวของเขาอย่างแท้จริง อีกทั้งตกใจ ระคนไม่คาดฝัน

พับผ่าสิ !

ผมตะโกนขึ้นว่า

“ทำบ้าอะไรของนาย ไม่รู้จักอายคนบ้างหรือไง ?”

ถึงแม้ท้องฟ้าจะมืดมนแกมทะมึน แต่แสงไฟจากหลอดนีออนซึ่งติดอยู่โดยรอบก็สว่างเจิดจ้า สามารถเห็นอะไรต่อมิอะไรได้อย่างชัดเจน

ลูกกะตาแจ่มแจ้งเจ้ากรรมดันสั่งการสมองอย่างฉับพลัน จดจำทั้งรูปลักษณ์และรูปทรงอลังการ ซึ่งดูเหมือนว่ามันไม่สะทกสะท้านต่อสภาพอากาศเลยแม้แต่น้อย

เหนือแพไหมดกดำ หลุมสะดือลึกบุ๋มลง ท่ามกลางขนอุยลู่น้ำ :hao6:

เขาก้มมองต่ำ ถามผมด้วยน้ำเสียงติดไปทางค่อนข้างภาคภูมิ

“เอ็งคิดว่า ข้าควรจะอายกระนั้นรึ ?”

ผมกระชากสายตาขึ้น จากความมโหฬารผ่านหน้าท้องแบนราบกับซิกแพคลาง ๆ จากหน้าอกแน่นเนื้อขึ้นสู่ใบหน้าคมเข้ม

นายอัดลมกล่าวต่อ พร้อมทั้งหัวเราะน้อย ๆ ว่า

“ดูเอ็งทำหน้าอย่างกับปลาบู่ตกใจ...อย่างกับว่าเมื่อก่อนไม่เคยจับมันกระนั้นแหล่ะ ทั้ง ๆ ที่สมัยเด็ก ๆ ...”

“เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว ชั้นอับอายแทนขนาดของนายต่างหาก”

ผมรีบตัดบท ก่อนที่เขาจะพล่ามต่อเนื่องในเรื่องบ้า ๆ อย่างเพ้อเจ้อ

ทันทีทันใด ตาของเขาลุกวาว อีกทั้งรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั่นก็ฉายฉาบโดยรอบมุมปาก

“ถ้าเช่นนั้น เอ็งคงไม่อายกระมังที่จะสำแดงให้ข้าได้เห็น ถือว่าเป็นบุญตาของข้าสักครั้ง”

“ฝันไปเถอะ ! “ ผมปฏิเสธ

“ชั้นไม่ใช่พวกจำอวด เอะอะ ๆ ถอด เหมือนอย่างนายหรอก”

ปี๊บ ! ปี๊บ !
ทันใดนั้นเอง สัญญาณบอกเวลารอบที่ห้าก็ส่งสัญญาณขึ้น

ผมตักน้ำจนเต็มถัง แล้วสาดโครมไปที่เขาประหนึ่งว่ามันจะช่วยระบายความอัดอั้นลงได้
สาดแล้ว สาดอีก แล้วก็...สาดอีก

ขณะเดียวกัน ผมก็ตัดสินใจแล้วว่า ผมต้องเป็นคนถอดปลั๊กของเกมส์นี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-12-2021 01:01:11 โดย Marakun »

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2445
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
นายอัดลม รักน้องน้ำฝังจิตฝังใจ

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
[13]
 ช้างป่าหรือว่ายีราฟ ?

ขณะเฉียดถังปลา ความระรานแล่นจากสมองลงสู่ปลายเท้า

ผมเดินสะดุด มันล้มคว่ำ กลิ้งหลุน ๆ

นายอัดลมตะกายถังของเขา มองตามปลาตัวโตซึ่งสะบัดหางแห่งเสรีภาพครั้งใหญ่ใต้ผิวน้ำ ก่อนที่พวกมันจะดำดิ่งลึกลงก้นบ่อ

“เอ็งนี่ !...”

เขาคำรามได้เพียงแค่นั้น ส่วนที่เหลือ...คือบทละครซึ่งผมจัดเต็ม

“เอ็ง ๆ ข้า ๆ”

ผมเริ่มต้นความสนุกจากการเล่นคำสรรพนามของเขา ต่อจากนั้นงัดเอาทักษะการแสดงจากชมรมศิลปะการละครออกมา

“ต้นน้ำ...เจ้าทำอะไรลงไปเนี่ย”

“ข้า...ข้าเสียใจ...ข้าไม่มีเจตนาเลยจริง ๆ”

“ท่านนักบุญผู้มีใจเมตตาของข้า...พวกข้า...ปลาตัวน้อยซาบซึ้งใจยิ่งนักที่ท่านให้กำเนิดชะตาชีวิตครั้งใหม่ หัวใจของท่านเปี่ยมล้นด้วยเมตตา บุญคุณครั้งนี้ยิ่งใหญ่นัก พวกข้าจักไม่มีวันลืมเลย...ท่านนักบุญผู้มีใจเมตตาของข้า”

เพราะความเงียบของอีกฝ่าย ผมจึงเหล่ตาข้างหนึ่งขึ้นมอง

นายอัดลมกำลังเพ่งมองมาทางผม  ไม่ปรากฏให้เห็นว่านัยน์ตาของเขามีอาการขุ่นเคืองแต่อย่างใด ในนั้นมีแววประหลาดบางอย่างซึ่งผมก็อธิบายไม่ถูก

แต่ดูเหมือนว่า มัน...กำลังยิ้มได้

ผมหมุนตัว ซ่อนยิ้มขำ ก่อนจะก้าวขาออกจากตรงนั้น

ทันใดนั้นเอง เขาก็ตะโกนขึ้นว่า

“ในเมื่อพวกเจ้าเป็นปลาตัวน้อย เหตุใดจึงมาอยู่บนบกเล่า ความจริงที่ถูกต้อง พวกเจ้าควรจะอยู่ในน้ำต่างหาก”

วินาทีต่อมา แผ่นหลังของผมก็สัมผัสถึงแรงกระชากวูบหนึ่ง อึดใจต่อจากนั้น ทั้งผมและเขาก็หล่นตูมลงน้ำพร้อม ๆ กัน


ผมรู้สึกว่า...ระยะทางจากแพปลาถึงบ้านหลังขาวไกลมาก เหมือนโลกไปดาวอังคาร ไกลชนิดไม่มีที่สิ้นสุด

ที่บริเวณลานบ้าน เพื่อน ๆ ของผมกำลังช่วยกันก่อไฟพร้อมกับกางเต้นท์หลังหนึ่ง ขณะที่น้าแหววกับเด็กรับใช้คนหนึ่งกางเสื่อปูพื้นในพื้นที่ติดกัน

“ตายแล้ว !…” น้าแหววอุทานอย่างตกใจเมื่อแลเห็นผม จากนั้นรี่เข้ามาโอบร่างผมซึ่งหนาวสั่นจนขากรรไกรกระทบกันระรัวเข้าสู่ตัวบ้านอย่างรวดเร็ว

“ทำไมถึงเปียกทั้งตัวแบบนี้ล่ะ ?” น้าแหววขมวดคิ้วถาม

จังหวะนั้นเอง นายอัดลมก็ตามเข้ามาถึงด้านใน

ในบทละคร คนที่เป็นตัวร้ายต่อให้ยืนหายใจเฉย ๆ คนก็รู้ว่าเขาเล่นบทร้าย อย่างไรก็ตาม ผมอยากช่วยบอกใบ้ผู้แสดงบทร้ายให้คนดูเข้าใจง่ายอีกนิด จึงชูนิ้วกลางข้างหนึ่งใส่เขา
 
น้าแหววหันไปดุนายอัดลม เป็นจริงเป็นจังประดุจนักแสดงที่เข้าถึงบทบาทแม่เสือสาวกำลังหวงลูกอ่อน

“ทำไมถึงชอบแกล้งน้องนักนะ คอยดูเถิด !...ถ้าครั้งนี้น้องเกิดเป็นอะไรขึ้นมาอีกละก็ แม่จะจัดการเอ็ง ไม่ต้องรอให้ถึงมือป้าจันทร์ดอก”

เขานิ่งเงียบ อึดใจต่อมา ตัวร้ายไร้บทพูดก็เดินเข้าห้องของเขาไป

น้าแหววสั่งผมให้รออยู่ตรงนั้น ก่อนจะกระวีกระวาดไปหาเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน ผมพยายามอย่างเต็มที่เพื่อควบคุมร่างกายไม่ให้มันสั่น
น้าแหววหายไป แค่ชั่วอึดใจก็หอบเสื้อกับกางเกงปรี่เข้ามา

แต่ ทันใดนั้น...

ผ้านวมผืนหนึ่งก็โยนตัดหน้าออกมาจากมุมใดมุมหนึ่ง

ในชั่วโมงหนาวเหน็บสิ้นความทระนง ผมคว้าผ้าผืนนั้น แผ่ออกเต็มความยาวของมัน ก่อนจะโอบกระชับไออุ่นเข้าหาตัว กลิ่นกายของเขาฟุ้งกระจายโดยรอบ

 “เอ็งควรจะแช่น้ำร้อนด้วย ไม่เช่นนั้นอาจจับไข้ง่าย ๆ เหมือนสมัยก่อน รอที่นี่...อย่าไปไหน ข้าจะไปเตรียมน้ำอุ่นให้”
 
นายอัดลมพูดด้วยน้ำเสียงที่ต่างไปจากเดิม คล้ายกับตอนพลบค่ำซึ่งเขาประคองผมเดินข้ามสะพาน

น้าแหววบอกผมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล หลังจากนายอัดลมลับตาไปแล้ว ว่า

“เสื้อนวมกับกางเกงตัวนี้น้าซื้อมา ด้วยความตั้งใจว่าจะให้เป็นของขวัญวันเกิดตาอัด แต่พอเจ้าตัวแลเห็น ก็บอกน้าว่าเสื้อผ้าชุดนี้เหมาะสำหรับต้นน้ำมากกว่าตัวเอง แถมยังกำชับว่าให้น้าเก็บเสื้อกับกางเกงชุดนี้เอาไว้ให้ดี รอจนกว่าวันที่ต้นน้ำจะมาเยือนที่นี่”

น้าแหววพูด พลางลูบชุดนั้นอย่างเบามือ

“พ่อคนนั้นน่ะ...เขาชอบอะไรที่มันเก่า ๆ บางครั้งก็เล่นอะไรแผลง ๆ ต้นน้ำก็อย่าถือสาเลยนะลูก ถ้าเมื่อไหร่พี่เขาทำรุนแรงจนเกินไป ขอให้บอกน้า”

ผมรับคำ เพราะไม่อยากเห็นน้าแหววคิดมาก ดูเหมือนว่าเจอกันในรอบนี้ น้าแหววจะผอมลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ

เวลาผ่านไปไม่ถึงนาที ผมก็พาตนเองตามเข้าไปในห้องน้ำ


ที่บ้านน้าแหววมีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ซึ่งสามารถแช่ได้พร้อมกันสองคน นายอัดลมกำลังผสมน้ำร้อนกับน้ำเย็นลงอ่าง
ไอน้ำขาวขุ่นลอยโขมงกลุ่มใหญ่… :katai5:

อุต๊ะ...ผมอยากจะฝังตัวในน้ำอุ่น ตั้งแต่วินาทีนี้เลย :hao7:

“นายทำให้มันเร็วกว่านี้หน่อย ไม่ได้หรือไง ”

เขามองหน้าผม ทำท่าเหมือนอยากจะดุ แต่แล้วก็บอกผมว่า

“ถอดเสื้อผ้าก่อนเถอะ“

ผมทำตามอย่างว่าง่าย รีบคลายผ้านวมที่หุ้มตัวราวกับหนอนไหมออก แขวนชุดซึ่งถือมาด้วยบนตะขอแขวน จากนั้นถอดเสื้อตัวนอก ตามด้วยตัวใน พาดทั้งหมดรวมกันบนราวแขวนผ้า

ในขณะปลดเข็มขัด ใจก็รู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งซึ่งเขม็งมอง

จู่ ๆ ความหวามไหวในอกก็ตื่นตัวขึ้น เสมือนว่าสองตุ่มนูนกำลังถูกโลมไล้ด้วยสายตา เห็นลูกกระเดือกของเขาใต้สายตาคู่นั้นขยับขึ้นแล้วเคลื่อนลงซ้อน ๆ กัน

อย่างทันท่วงที ผมยกแขนทั้งสองข้างขึ้นไขว้กันเป็นรูปกากบาท ไหล่ห่อเข้าหากัน ลำตัวบิดไปด้านข้างโดยอัตโนมัติ

“นายออกไปข้างนอกก่อนสิ” ผมออกคำสั่ง ขณะยืนหันหลัง

เขาทำท่าเหมือนไม่ได้ยิน ผมรีบเร่งเร้าอย่างทันทีทันใด

“เดี๋ยวนี้เลย ! ”

เห็นได้ชัดว่า นายอัดลมกำลังทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม อย่างแน่นอนที่สุดเขาไม่คิดจะเชื่อฟังคำสั่งของผม

“ข้าก็อยากแช่น้ำเหมือนกัน อาบพร้อมกันเลยดีกว่า จะได้ประหยัดน้ำ” คนดื้อรั้นถอดเสื้อของเขาอย่างว่องไว และกำลังจะตามด้วยตะขอกางเกง
 
“ไม่ได้”

ผมตะโกนเสียงดังราวฟ้าผ่า เนื่องจากตระหนักแก่ใจว่าด้านในของเขาไม่เหลืออะไรห่อหุ้มอยู่ ฉวยผ้าจากราวแขวนผ้ามาถือไว้ในมือ พร้อมกับยื่นคำขาดสำหรับอีกฝ่าย

“ถ้านายไม่ออก ชั้นไม่อาบ อยากจะแช่ก็แช่ไปเลย”

เขาหยุดชะงัก กางเกงคาสะโพก

“เอ็งจะกระมิดกระเมี้ยนไปใย อะไร ๆ ข้ากับเอ็งก็มีเหมือนกัน” นายอัดลมอุทธรณ์ หน้ามุ่ย

ผมสะบัดหัว ปฏิเสธอย่างแรง ขณะเดียวกันข้างในก็แย้งเขาว่า

มันเหมือนกันที่ไหนเล่า

ของนาย...ช้างแอฟริกันผสมพันธุ์กับยีราฟชัด ๆ

อันที่จริง ใช่ว่าผมจะไม่เคยแก้ผ้าต่อหน้าคนอื่น ตอนเข้าค่ายรักษาดินแดน เรียกได้ว่าพวกเราถอดกันล่อนจ้อนไม่เหลือติดตัวแม้แต่ชิ้นเดียว
 
อย่างไรก็ตาม ตอนนั้นไม่ใช่ตอนนี้ และยิ่งไปกว่านั้น ผมกับนายอัดลมก็ไม่ได้คุ้นเคยกันจนถึงขั้นสามารถแบ่งปันความเป็นส่วนตัวของกันและกันได้ สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ผมไม่ชอบความรู้สึกบางอย่างซึ่งเกิดขึ้น ในขณะยอดปทุมถันของตนถูกเขาจ้องมอง

และแล้ว ในที่สุด...

ผมก็แช่อ่างน้ำคนเดียวเพียงลำพัง ท่ามกลางไออุ่น อย่างสบายใจ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-12-2021 01:02:07 โดย Marakun »

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
สนุกมากค่าา

หมั่นไส้พี่อัดจริงๆ อย่ามาแกล้งน้องน้ำนะ :m16:


 :pig4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2175
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
[14]
ตาหวาน

ข้างกองไฟ ไอ้มังกรห่มผ้าผืนใหญ่ ส่วนไอ้แชมป์ขับกล่อมพวกพ้องด้วยเพลงรักหวานซึ้ง ขณะที่น้าแหววร้อยมะลิอยู่กลางแคร่ซึ่งยกจากศาลามาวางอีกทอดหนึ่ง

เยื้องห่างออกไป ที่ซุ้มศาลา นายอัดลมกำลังเสวนากับเพื่อนร่วมรุ่นของเขาคนหนึ่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“ไอ้หล่อ...หายไปไหนวะ ?” ผมถาม ขณะหย่อนสะโพกระหว่างสองคน ไอ้แชมป์หยุดเกากีตาร์ชั่วขณะ ตอบผมว่า

“ไปบ้านลุงหมายน่ะ ขอยืมตัวพี่มะปรางมาช่วยลูกพี่ทำกับข้าว”

ทุกคนให้สมญานามกับไอ้เป๊บซี่เนื่องจากความพยายามหล่อของมันนั่นเอง

“อ้าว ! แล้วป้านวลล่ะ ?” ที่ผมสงสัยก็เพราะบ้านหลังนี้มีแม่ครัวกับเด็กรับใช้อีกคนหนึ่ง

“คนแพ้เกมส์ก็ต้องลงมือทำเองซิวะ” ไอ้มังกรตอบแทรก

“นี่คือประกาศิตของผู้ชนะ คนแพ้ก็ต้องน้อมรับชะตากรรมอย่างคนพ่ายแพ้” ในขณะประกาศ มันชูหมัดขวาขึ้นข้างหนึ่งราวกับว่านั่งอยู่ท่ามกลางคอนเสิร์ตวงไมโคร

“แต่มึงดันให้พี่มะปรางมาช่วยลูกพี่...นี่สิ” ไอ้แชมป์แหย่ พลางเคาะนิ้วกับคอกีต้าร์

ผู้ชนะหันขวับไปที่ศาลา ลดเสียงพูดลงกลายเป็นกระซิบ

“กูนึกบรรลัยขึ้นได้น่ะเซ่ เฮียอัดทำกับข้าวเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้...เกือบซวยปากแล้วไหมล่ะ “

จังหวะนั้นเอง นายอัดลมก็หันกลับมา มองมาทางพวกผมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คนที่เขาเสวนาด้วยชั่วโมงนี้เป็นสมุนเก่าเมื่อคราวอดีต หนึ่งในสมาชิกแก๊งค์ไร้เงา

พอนายอัดลมกลับมา...
พวกพ้องก็นำข่าวปัจจุบันมาบอกอย่างทันท่วงที

ผมไม่รู้ว่าพวกเขากำลังคุยอะไรกันอยู่ แต่รู้สึกสังหรณ์ใจชอบกลในบทละครเมื่อผู้ร้ายปรากฏตัวขึ้น เรื่องเลวร้ายมักจะเกิดตามเสมอ

น้ำขาวขุ่นเทจากไหไหลลงครึ่งแก้ว ก่อนจะสาดเข้ากระเพาะพรวดเดียว

“เหล้าดี มีแอลกอฮอล์ 19 โมเลกุล !” ผมกล่าว

“เหี้ยน้ำ...เพลาได้มึงก็ช่วยกูเพลาหน่อยสิวะ” ไอ้มังกรอุทธรณ์ “มึงเล่นแดกแบบนี้ กว่าไอ้พวกนั้นจะมาเหล้ากูก็หมดไหก่อนพอดี”

“ใครมาวะ ?” ผมถาม

“ไอ้เพชรกับไอ้ขวัญไง...มึงก็เห็น ๆ อยู่ มีงานไหนที่ไอ้หล่อของเราจะขาดสองคนนั้นได้บ้าง”

“ไม่ใช่ว่า เหล้าเดิมพันมีทั้งหมดห้าไหเหรอวะ ?” ผมซัก

“ตอนนี้เหลือสองไหเว้ย !...ความจริงแล้วพ่อตกปากให้มาแค่ไหใหญ่ไหเดียว ที่เหลือกูพลั้งปากเองว่ะ  แต่ในเมื่อเกมส์นี้ผู้ชนะก็คือกู เพราะฉะนั้นแล้วทั้งหมดก็ต้องเป็นของกู กูก็เลยเอาไปคืนในยุ้งข้าวเรียบร้อยแล้ว ขโมยมาแค่ไหเดียว เผื่อว่าโทษหนักจะได้กลายเป็นเบา”
ไอ้มังกรรำพึงรำพัน

ผมตบไหล่มันอย่างเห็นใจ ก่อนจะรินเหล้าให้ไอ้แชมป์ และเทอีกหนึ่งแก้วสำหรับคนตัวเล็กด้วย

ท่ามกลางสีหน้าพิลึกพิลั่นของใครบางคน แก้วทั้งสามใบก็กระทบกันดังกริ๊ง

“ดื่มโว้ย...เพื่อชีวิตแสนรันทดของคนเป็นลูกอย่างพวกเรา”
“...”


เวลาต่อมา หลังจากเพื่อนคนนั้นถูกภรรยาสาวดึงตัวกลับ นายอัดลมก็ตามพี่มะปรางเข้าไปช่วยงานในครัว ป้าแม่ครัวได้แต่ทำลับ ๆ ล่อ ๆ เนื่องจากน้าแหววสั่งห้ามไม่ให้เข้าไปยุ่มย่ามในนั้น

หลังจากไอ้เป๊บซี่ยกหูโทรศัพท์ไม่ถึงห้านาที ไอ้ขวัญกับไอ้เพชรก็มาถึงเช่นกัน

เกือบหนึ่งชั่วโมงผ่านไป อาหารหลายสำรับก็ทยอยออกมา นายอัดลมถือจานใหญ่ใบหนึ่งมาด้วย ก่อนจะวางลงตรงหน้าผม

“ปลาแรดทอดตะไคร้จ้า จ่าทำเองกับมือเลยนะ”

ขณะยกหม้อแกงตามมาด้านหลัง ครูมะปรางคนสวยก็บอกทุกคนพร้อมด้วยรอยยิ้ม

ไอ้ขวัญกับไอ้เพชรยกนิ้วขึ้นพร้อมกัน อุทานว่า

 “สุดยอด !”

 “น่ากินมากเลยครับเฮีย ว่าแต่...จะอร่อยเหมือนหน้าตาไหมนะ? ” ใครคนใดคนหนึ่งตั้งคำถามขึ้น

“ข้อนี้...พวกเอ็งคงต้องซักคนชิมแล้ว”

นายอัดลมตอบ ขณะตักเนื้อปลา ราดน้ำจิ้ม แล้วยื่นช้อนจ่อตรงหน้าผม

“ทำไมต้องเป็นชั้นด้วยล่ะ ?” ผมตั้งคำถาม

“เพราะว่าปลาตัวนี้เป็นตัวเดียวที่ข้าเหลืออยู่”

ผมถึงบางอ้อทันที

แท้ที่จริงแล้วนายตัวร้ายกำลังต้องการชำระแค้นผมนี่เอง เพราะผมทำให้เขาแพ้เกมส์ บางทีอาหารจานนี้อาจมีบางอย่างที่เลวร้าย เมื่อกลืนลงท้อง อาจต้องเข้าสู่ห้วงนิทราเหมือนกับเจ้าหญิงสโนไวท์...

จะให้ผมไว้ใจคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาได้อย่างไรกัน

“เอ่อ...คือว่าชั้น...ชั้นเป็นหวัด ลิ้นก็เลยไม่รู้รส” ผมอึกอัก

“อะไรของมึง...ก่อนหน้านี้ ยังพูดอยู่เลยว่าเหล้าดีมีแอลกอฮอล์ 19 โมเลกุล” ไอ้มังกรท้วง

เพื่อน ๆ เคยเป็นกันบ้างไหมครับ ? ความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ระหว่างอยากถลกหนังหัวตัวเองกับทุบกะโหลกของอีกฝ่าย

“กูพูดเอาใจมึง โว้ย !” ผมตะคอก

“ถ้าเช่นนั้น...เอ็งคงไม่รังเกียจกระมังที่จะเอาใจข้าอีกคน เอ !... หรือว่าเอ็งรังเกียจมากมาย แม้กระทั่งกินไข่แทนตัวก็ทำไม่ได้ แกงปลาไหลก็ซดน้ำไม่ลง” นายอัดลมฉวยโอกาส

ขณะที่ผมกำลังเพลี่ยงพล้ำ องครักษ์ของเขาก็กระโดดเข้าเสริมทัพอย่างทันทีทันใด

“อายุสิบหกแล้ว มึงก็ยังทำตัวเหมือนเด็กไม่เคยเปลี่ยน” 
ไอ้เป๊บซี่เบ้ปาก ในขณะต่อว่าผม พลางหยิบกระจกจากกระเป๋าขึ้นมาส่อง ด้านซ้ายที ด้านขวาที

ผมเหลือบตาไปทางน้าแหววซึ่งสังเกตการณ์อย่างเงียบ ๆ ข้างกองไฟ เมื่อเห็นเงาเทาหม่นใต้แสงสีส้มจาง ๆ ผมจึงจำใจงับปลายช้อนของอีกฝ่าย

ทันใดนั้นเอง...
แมวสีน้ำตาลตัวหนึ่ง ตาสองข้างไม่เหมือนกันก็เข้ามาคลอเคลียที่บริเวณข้อเข่า ผมโน้มตัวลง ประคองแมวตัวนั้นขึ้นมาอย่างเบามือ

“ว่ากระไร ? ” นายอัดลมคาดคั้นอย่างต้องการคำตอบ

“เอ่อ...ฉันว่าให้ ’เจ้าน้ำตาล’ ช่วยตัดสินดีกว่า ถ้าไม่กินก็แปลว่า รสชาติเหมียวไม่รับประทาน” ผมตัดสินใจโยนคำถามของเขา หากยอมรับโต้ง ๆ ว่าอร่อย ก็เกรงว่าคนมั่นใจจะมั่นหน้าจนเกินพอดี

แต่ลืมความจริงไปข้อหนึ่งว่าแมวกับปลาก็พอ ๆ กันกับน้ำตาลใกล้มด จนกระทั่งแมวของเขากินจนเกลี้ยง แถมยังร้องเหมียวราวกับต้องการขออีก

“บางทีนายก็ต้องมีหิวบ้างแหล่ะใช่ไหม...น้ำตาล เพราะว่าเจ้าของนายทิ้งนายไปเสียนาน” ผมพูดกับแมว

นายอัดลมดึงตัวแมวไปจากผม เอ่ยประโยคหนึ่งซึ่งทำให้ใจของผมกระตุก

“เจ้าของแมวที่แท้จริง ไม่เคยเหลียวแล’ตาหวาน’เลยต่างหาก”

พี่มะปรางขยับเข้าหาฝ่ายนั้น สัมผัสตัวแมวในอ้อมแขนของเขา พลางตั้งคำถามราวกับว่าเธอไม่ได้ยินชื่อก่อนหน้านั้นซึ่งผมเอ่ยเรียก

“แมวตัวนี้น่ารักจัง ชื่ออะไรเหรอคะ ?”

“อันที่จริง ชื่อน้ำตาลครับ แต่ผมเรียกเขาว่า...ตาหวาน”

นายอัดลมตอบอีกฝ่าย ลงท้ายคำอย่างไพเราะ

“เพราะสีตาของมันเหรอคะ ?”

เขามองหน้าเธอ ก่อนจะชำเลืองมาทางผม ขณะตอบด้วยเสียงห้วน สั้น  ปราศจากรอยยิ้มว่า

“ครับ”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-12-2021 01:04:15 โดย Marakun »

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
[ 15 ]

แมวกำพร้าที่น่าสงสาร



จวบจนพระอาทิตย์สาดไออุ่นลอดม่านหน้าต่าง

เสียงหืดหอบในคอปลุกให้ผมลืมตาตื่น ก่อนจะพบว่าตัวเองนอนลำพังบนฟูกนอนหนานุ่มกับแมวสีน้ำตาลตัวหนึ่ง ในห้องผนังสีเทาที่แขวนด้วยโปสเตอร์ขาวดำหลากรูปทรงล้อมแซมแผ่นเสียงเก่าขนาดใหญ่ และที่มุมหนึ่งของห้องมีซีดีเพลงกองใหญ่กับกีตาร์คลาสสิกตัวหนึ่ง

ในขณะความคิดกำลังตีกันอย่างสับสน แมวขนปุยตาฟ้าข้าง เหลืองอำพันข้างก็ขยับ ขยุกขยิก อยู่เหนืออกผม เสียงแหบแห้งของมันทำให้ผมหวนนึกถึงเหตุการณ์หนึ่งเมื่อครั้งอดีต

วันนั้นมีสายฝนเทห่าใหญ่ และเหตุเกิดในอีกห้องหนึ่งถัดไป

ผมจำได้ว่า...

พอบานประตูเปิดอ้าออก เสียงดนตรีในห้องนั้นก็พลันหยุดชะงักลง อาการชะงักงันของใครคนหนึ่งที่พักไม้บนหน้ากลอง ทำให้สิ่งรอบข้างพลอยเบรกตามไปด้วย

พี่ต้นกล้าวางมือจากคีย์บอร์ดเบส และอีกสองคนก็ค้างนิ้วคาอยู่กับเส้นเอ็นของกีตาร์ซึ่งแต่ละคนสะพายไหล่ของตนเอาไว้

ทุกอย่างชะงักค้าง สายตาสี่คู่เล็งมาที่ผมเป็นจุดเดียวกัน ราวกับเห็นสัตว์ประหลาดตัวน้อยแบกเสื้อกับกางเกงเปียกโชกบุกเข้ามา แล้วปล่อยหยดน้ำทิ้งลงพื้นแหมะ ๆ ในนั้นมีสายตาคู่หนึ่งทำให้ผมรู้สึกประหม่า

ผมหยุดก้าวเท้า ยืนอยู่หน้าประตู ก่อนจะตะเบ็งเสียงว่า

“พี่กล้าคั้บ น้ำขอเลี้ยงลูกแมวได้ไหมค้าบ ?”

“ไม่ได้” อย่างทันทีทันใด พี่ต้นกล้าปฏิเสธผมเสียงห้วน

“นายก็รู้ว่าพี่แพ้ขนมัน”

 “แต่ว่าลูกแมวไม่ใช่น้องหมาซักหน่อย...พี่กล้าแพ้ขนหมานี่ฮะ ?” ผมกล่าวอ้างอย่างเด็กอายุสิบขวบ

“จะหมาหรือแมวก็มีขนเหมือนกันทั้งนั้นแหล่ะ” พี่ชายผมยืนยัน

เมื่อหลายปีก่อน...

ผมเคยเลี้ยงลูกหมาตัวหนึ่ง ผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์พี่ต้นกล้าก็ขโมยหมาของผมไปทิ้ง ดังนั้นการถูกปฏิเสธในครั้งนี้ ผมจึงไม่ประหลาดใจเท่าใดนัก ในทางกลับกันหากพี่ต้นกล้าชักธง’ตกลง’ขึ้นสู่ยอดเสาแบบง่าย ๆ คงทำให้ผมสับสนไม่ใช่น้อย

 “ไอ้กล้า...เอ็งแพ้ขนหมานับจากเมื่อใด ?” น้ำเสียงเจือความสงสัยถามจากคนที่นั่งอยู่หลังกลองชุด ไม้ในมือที่เขาใช้บรรเลงบนหน้ากลองถูกรวบเข้าหากัน ก่อนจะลุกขึ้นยืน

พี่ต้นกล้านิ่งเงียบ ไม่ตอบคำถามของนายอัดลม

จะอย่างไรก็ตาม ผมต้องง้างเอาคำยินยอมจากปากพี่ต้นกล้ามาให้ได้ ไม่เช่นนั้นเหตุการณ์อีหรอบเดิมก็อาจฉายวน ขึ้นจอซ้ำอีกครั้ง

“น้ำเห็นซากศพแม่แมวที่ถูกหมากัดตายด้วยคับ ลูกแมวไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ แถมพี่กับน้องก็ไม่มี จะเอาชีวิตรอดได้อย่างไรกันล่ะฮะ...พี่กล้า พี่ไม่สงสารมันบ้างเหรอ ขืนปล่อยเอาไว้แบบนั้น ลูกแมวกำพร้าตัวเล็ก ๆ จะใช้ชีวิตลำพังได้ยังไงกัน มันร้องหาพ่อหาแม่จนเสียงแหบเสียงแห้ง...น่าสงสารมากเลยนะฮะ”

“พี่บอกว่าไม่ให้เลี้ยงก็ไม่ให้เลี้ยงสิ ไป...ออกไปได้แล้ว อย่าเอาเรื่องไร้สาระของเอ็งมากวนใจการซ้อมวงของพวกเรา”

ทันใดนั้น นายอัดลมก็พูดแทรกขึ้นว่า

“ข้าเลี้ยงเอง”

เส้นผมที่ยาวระเกะระกะของเขาถูกรวบเข้าหากันด้วยสองมือ มัดหนังยางอย่างรวดเร็วจนตึง หลังจากจบชั้นมัธยมปลาย ผมคิดว่านายอัดลมไม่น่าจะเคยเข้าร้านเสริมหล่อ

ผมเคยได้ยินแม่กล่าวตำหนิเขาอยู่บ่อยครั้งว่าไว้หนวดไว้เคราอย่างกับโจรป่า แน่นอนที่สุดป้าเอิบเห็นคล้อยด้วย
ในขณะที่ป้าอาบกลับพูดตรงกันข้ามซึ่งทำให้แม่หน้าคว่ำ เนื่องจากชื่นชมนายอัดลมว่าหล่อ เท่ห์ เถื่อน เหมือนพระเอก‘จำเลยรัก’

“ลูกแมวที่เอ็งว่าน่าสงสาร อยู่หนใด ?” คนขายาวก้าวสวบ ๆ สองสามครั้งก็เข้าประชิดตัวผม

“อยู่ ๆ...อยู่บนต้นตะขบ ชายทุ่ง หลังบ้านลุงหมาย”

ผมตอบเขาตะกุกตะกักด้วยความประหม่า

“พาข้าไป ถ้ามันไม่น่าเวทนาอย่างที่เอ็งเล่าละก็...” เขาขู่ ดุดันเหมือนพญาราชสีห์โหด

ทุกครั้งที่เข้าใกล้นายอัดลม ผมรู้สึกทั้งร้อนและหนาวปะปนกันเหมือนตัวเองเป็นหนูตัวน้อย เดาทางอีกฝ่ายไม่ออกเลยว่าตอนไหนกำลังเล่นล่อหลอก และเมื่อไหร่ที่เขาพร้อมตะปบ

แม้กระทั่ง...

เช้าตรู่ที่อากาศเย็นยะเยือก

ขณะนอนอยู่บนฟูก ท่ามกลางอาณาเขตซึ่งไร้ตัวตนของเขา แมวสีน้ำตาลในอ้อมแขน ขยับตัว ส่งเสียงอ้อนเบา ๆ
 
จู่ ๆ ผมก็รู้สึกตัวสั่นเหมือนกำลังจับไข้ ความคิดที่สับสนวิ่งตีกันอย่างวกวนจนหัวแทบระเบิด

ทำไมผมอยู่ที่นี่ ? และ...ผมมาที่ห้องนี้ได้อย่างไรกัน ?

ความทรงจำซึ่งสมองบันทึกอย่างสะลึมสะลือในคืนที่ผ่านมา ถูกย้อนไล่เรียงเรื่องราว ลำดับท้ายสุดคลับคล้ายคลับคลาว่า อาชาญแบกผมขึ้นขี่หลังด้วยความทุลักทุเล เนื่องจากผมไม่ให้ความร่วมมือ แถมยังปล่อยหมัดอย่างสะเปะสะปะอีกด้วย

หรือว่าผมเมาหนักมาก จนกระทั่งแยกใครเป็นใครไม่ออก !
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-12-2021 01:00:27 โดย Marakun »

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2445
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
ทำไม ไม่ขึ้นหน้า 2 หน้า 3 ล่ะ สนุกมาก พี่อัดหลงรักน้องตาหวานนี่เอง

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
ชอบบบบบ  สนุกมากกกกก   :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
มาต่อไวๆ นะไรท์
       :pig4: :pig4: :pig4:
 :L1: :L1: :L1: :L1: :L1: :L1:

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
[ 16 ]
ร้อนใจเพราะนาย...



จำได้ว่า...

งานฉลองเปิดฉาก พอเหล้าขาด ไอ้มังกรก็วิ่งรอกไปเอามาเพิ่ม

หลังจากเก็บสำรับข้าวไม่นาน ไอ้ขวัญกับไอ้เพชรก็ขอตัวกลับ คู่แฝดที่หน้าตาดีชนแก้วกับผมเพียงไม่กี่ครั้ง เนื่องจากพรุ่งนี้เช้าทั้งคู่ต้องรีบตื่นก่อนฟ้าสาง ก่อนซังข้าวที่เปียกชื้นจากหมอกลงหนาจะแห้งวาย

ตามวิถีของคนทำนาแห่งหมู่บ้านท้อแท้ หลังจากเก็บเกี่ยวและมัดข้าวเป็นฟ่อนแล้ว พวกเขาต้องตากแดดทิ้งไว้อีกสามแดด ในวันถัดไปจึงทยอยขนไปกองที่ลานกลางบ้าน ติดศาลาว่าการข้าง ๆ วัด ซึ่งที่นั่นมีเครื่องนวดพร้อมสีข้าวได้ในตัวเครื่องหนึ่ง รอกระทั่งถึง‘วันถลุงข้าว’ งานใหญ่ประจำปีของที่นี่

ในวันนั้นลานกลางบ้านที่กว้างใหญ่จะแลดูแคบลงถนัดตา เพราะคนจำนวนมากที่หลั่งไหลกันมาเพื่อฉลองเมล็ดข้าวใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าความรื่นเริงเบอร์นี้ไอ้เป๊บซี่ไม่เคยพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีนี้มันเป็นโต้โผงานด้วยแล้ว

“เอ็งรู้หรือไม่ ? กาลใดที่ผู้ใหญ่ผันจะลงแขกข้าว” นายอัดลมถามผม ขณะพ่นควันออกปลายจมูก

ผมเงยหน้าขึ้น มองการกระทำของเขาอย่างรู้สึกทึ่ง ควันบุหรี่ถูกปั้นกลางอากาศให้เป็นก้อนกลม ๆ อย่างน่าอัศจรรย์
คนใกล้ตัวผมไม่มีใครสูบบุหรี่เลยแม้แต่คนเดียว

อาชาญเคยเป็นสิงห์รมควันคนหนึ่ง แต่ทว่าเลิกสูบอย่างเด็ดขาดแล้ว อาบอกว่าเหนือสิ่งอื่นใดหากเราสามารถเอาชนะใจตัวเองได้ อุปสรรคในจักรวาลที่ว่ายิ่งใหญ่ล้วนดูเล็กกระจิริด ฉนั้นการกีดกันจากมนุษย์คนหนึ่งซึ่งสวมวิญญาณพ่อตาจึงไม่ใช่เรื่องน่าหนักใจ

ความเด็ดเดี่ยวแบบชายชาตรีคือเหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้อาเพ็ญตัดสินใจเลือกอาชาญเป็นคู่ชีวิต ถึงแม้จะเห็นความลำบากรอท่าอยู่
 
แต่ทว่า...สิบหกปีผ่านไป สัตบุรุษของอาชาญก็มีอันเปลี่ยนแปลง


สติของผมถูกดึงกลับเพราะใครบางคนจ้องมอง ผมรีบตอบคำถามว่า

“วันเสาร์หน้า”

“...”

นายอัดลมมีท่าทีเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็ชะงักเอาไว้ เขาก้มลงมา จ้องหน้าผมเหมือนกำลังค้นหาสิ่งผิดปกติบางอย่าง

“อย่าเอาตาไข่ห่านของเอ็งมาใช้มองข้า...แบบนี้”

จู่ ๆ ผมก็ถูกตำหนิอย่างไม่มีปี่ ไม่มีขลุ่ย

“สายตาของฉัน ! แบบไหนล่ะ ?”

“แบบที่เอ็งทำ นั่นปะไร” เขากล่าวห้วน ๆ ขยี้ปลายบุหรี่ลงกับพื้น จนกระทั่งสีแดงเข้มของมันดับสนิท

“ฉันก็กำลังงงอยู่นี่ไงเล่า ” ผมพูด เกาหัวยิก

ฝ่ายนั้นสะบัดหลังแขนเป็นเชิงว่าไม่ใส่ใจ พลางเอ่ย

“ช่างเถิด เอาเป็นว่าข้าขอเตือนเอ็ง อย่าได้ชม้ายชายตาต่อหน้าใครต่อใครเยี่ยงนั้นเป็นอันขาด เพราะการกระทำที่บ้องตื้นจะขยับเอ็งเข้าใกล้โซนอันตราย”

 ในขณะพูด นายอัดลมก็ทิ้งหางตาไปด้านหลังผม

บ่อยครั้งที่ผมตีความประโยคคำพูดของเขาไม่ออก อย่างเช่นในครั้งนี้กับคำว่าชม้ายชายตา แต่ดูจากท่าทางของอีกฝ่ายก็พอจะเดาได้อย่างเลา ๆ ว่าเขาต้องการเตะก้นผมเป็นการสั่งสอน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผมจะไม่ชอบขี้หน้านายอัดลม แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นลั่นวาจาห้ามฝ่ายตรงข้ามมองหน้า
บางทีขีดความไม่พอใจระหว่างเราอาจมีไม่เท่ากัน ผมคงประเมินความไม่พอใจสำหรับเขาต่ำเกินไป

นัยน์ตาของผมกลอกขึ้นมองบนอย่างอัตโนมัติ ประกายขุ่นเคืองเหล่ไปทางไอ้แชมป์ด้วยความขัดใจ

ดูลูกพี่ของมึงเอาเองเถอะ !
กูยอมลดเกียรติลงเกินครึ่ง ชนแก้วกับเขาก็หลายครั้ง หาใช่ว่ามันจะช่วยให้เปลวแดดกลายสภาพเป็นเม็ดฝนได้ ในทางกลับกันพญาพิรุณยังคิดจะฟาดสายฟ้าลงกลางแผ่นหลังของกูอีก…


ในขณะนั้น ไอ้แชมป์กำลังสมทบกับไอ้เป๊บซี่วนแก้วชนกับคู่แฝด ถือเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งของสองคนนั้นในการดึงอีกฝ่ายเอาไว้ ขณะที่ไอ้มังกรนั่งโงนเงนอยู่ข้างกองไฟ จวนจะฟุบลงกับพื้นอยู่รอมร่อ

“ฉันก็แค่อยากลองดูดบุหรี่...แค่นั้น”

ผมแถลงไขความเข้าใจบางอย่างแก่นายอัดลม เผื่อว่ามันจะช่วยให้ความรู้สึกของเขากระจ่างขึ้นมาบ้าง

“มันไม่เหมาะสำหรับเอ็งหรอก” เขาสบถ

 “แต่เหมาะสำหรับนาย ว่างั้นเถอะ” ผมตีรวน

ทว่าถ้อยคำของเขาต่อจากนั้น สร้างความประหลาดใจแก่ผม อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

“วัตถุประสงค์ของสิ่งเสพติดทุกประเภท ล้วนผลิตมาเพื่อคนที่ไม่มีใครต้องการ จำพวกปราศจากรัก...ซึ่งเอ็งไม่ใช่”

“...”

จังหวะนั้นเอง น้าแหววก็เข้ามา เอ่ยปากขอให้นายอัดลมไปส่งพี่มะปรางจนถึงเรือนของเธอ คนลั่นวาจาว่า ’จะทำตามหัวใจปรารถนาเท่านั้น’ ปฏิเสธชนิดที่ว่าเด็ดบัวไม่เหลือใย โดยไม่เห็นแก่หน้าหญิงสาวอีกคนซึ่งตามหลังมาติด ๆ

ใบหน้าเลือดฝาดของพี่มะปรางถึงกับเปลี่ยนสี จากแดงสลับเหลือง เหลืองสลับซีด

เดิมที ผมตั้งใจว่าจะไม่ยุ่งเรื่องของนายอัดลม แต่พอเหลือบตาไป  เห็นความวุ่นวายใจฉาบบนดวงหน้าซูบผอมของน้าแหววก็อดที่จะตำหนิความใจยักษ์ของเขาไม่ได้

ประโยคนั้น ผมจำได้ดี

“โถ่เอ้ย ! บ้องตื้นชะมัดยาด ฉันจะบอกอะไรนายอย่าง ไม่ว่าจะรู้หรือไม่ก็ต้องรู้ เพราะความเย็นชาแถมบ้าอำนาจ ไม่ใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นแบบนี้ นี่ไงล่ะ...พวกปราศจากรัก”

นายอัดลมขมวดคิ้วเข้าหากัน หน้าตึงไร้รอยยิ้ม ตาคมกริบจ้องมองผมอย่างแน่นิ่ง...

ผมนึกถึงเสือร้ายตัวหนึ่งที่มันกระโจนออกจากร่างของเขา ก่อนจะทะยานขึ้นคล่อมพี่ต้นกล้า แล้วประเคนหมัดบนตัวเขาแบบไม่ยั้ง...
ผมจำได้ว่า ในครั้งนั้นผมกรีดร้องด้วยความตกใจ

พอถึงบทนี้ใจที่ว่าแน่ของผมก็เริ่มชักเข้าชักออก มือสองข้างประสานกันแน่น ขณะก้มดูข้อมือ พลันนึกประหลาดใจเข็มนาฬิกาว่าทำไมถึงกระดิกตัวช้ากว่าปกติ

สักพัก นายอัดลมก็ลุกขึ้นยืน และ...เดินจากไป

ไม่มีแม้แต่คำสบถ หรือก่นด่าสักคำ เขาก็แค่นิ่งมอง

หนึ่งชั่วโมงต่อมา...

ไอ้ขวัญกับไอ้เพชรก็ไปจากไอ้เป๊บซี่ ไอ้แชมป์กลับมาเกาเอ็นกีตาร์อีกครั้ง เกือบจะติดกองไฟ ใกล้ ๆ กันนั้นไอ้มังกรนอนหงาย ปากอ้า หนังตากระพือ และน้ำลายไหลย้อย

อึดใจต่อจากนั้น ไอ้เป๊บซี่ก็ขึ้นเรือน ทิ้งไว้เพียงความมุ่งมั่นของมันที่ตั้งใจว่าวันพรุ่งนี้จะตื่นก่อนไก่ เพื่อไปช่วยงานไอ้ขวัญกับไอ้เพชร

หลังจากไปส่งพี่มะปรางแล้ว นายอัดลมก็เงียบหาย ไร้ร่องรอย เหมือนควันบุหรี่ของเขาที่พอเคล้าเข้าสายลมก็สลาย หายไปกับอากาศ

ยิ่งดึกอากาศก็ยิ่งหนาว กองไฟซึ่งเคยอบอุ่นก่อนหน้านี้ เมื่อปราศจากคนเติมเชื้อ ไอร้อนก็หรี่เปลวลงกลายเป็นริบหรี่อย่างจวนจะดับ

ผมรู้สึกเหมือนว่าลมในปอดไหลวกวน ย้อนไปย้อนมา เพราะติดกับอยู่ในคำพูดคำหนึ่ง

พวกปราศจากรัก...!

ปลายบุหรี่คาปากติดไฟสีแดงวาบ ควันของมันถูกอัดเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะพ่นออกปลายจมูกเลียนแบบใครบางคน

ความน่าพิสมัยของเจ้าแท่งมวนขาวถูกถุยคะแนนอย่างทันท่วงที ต่างจากน้ำสีขาวขุ่น ยิ่งผมยกบ่อย ความอร่อยยิ่งโหมกระหน่ำ

และแล้ว สติของผมก็พลันถูกถอดปลั๊ก




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-12-2021 00:59:30 โดย Marakun »

ออฟไลน์ HamsteR

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-1
สนุกดีครับ อ่านเพลินเลย  o13

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
[ 17 ]
วันวุ่นวาย
:z6:

ไอ้แชมป์นั่งอยู่ใต้โคนต้นสัก สายตาทอดออกทุ่งนานอกแนวรั้วไม้หลังบ้าน มองเห็นไกล ๆ  สูง ๆ ต่ำ ๆ หลายลูกซ้อน ๆ กันคือกลุ่มเขาหินซ้อน หากจะว่ากันตามจินตนาการแบบเด็ก ๆ หมู่บ้านของเราก็คล้ายกับเมืองลับแล เนื่องจากถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาทั้งซ้าย ขวา หน้า หลัง

อากาศในเช้านี้หนาวเย็นกว่าเมื่อวันก่อน ถึงแม้ผมจะสวมเสื้อฮู้ดอย่างหนา  แต่สายลมก็หอบไอเย็นแบบจับจิตเข้าบาดทะลุถึงเนื้อใน

“หนักหัวชะมัด” ผมบ่น เมื่อเข้าใกล้ไอ้แชมป์

มันหันหน้ามา ขมวดคิ้วถามผมว่า

“เมื่อคืน มึงนอนที่ไหน?  กูพาไอ้กรไปฉี่ พอกลับมาก็ไม่เห็นมึงแล้ว นึกว่าเข้านอนในกระโจมเสียอีก”

“เอ่อ...กู...ก็...นอนห้องที่น้าแหววจัดให้ไง สามคนในกระโจมหอยหลอดมีหวังคงทับกันตาย”  ผมโบ้ยคำตอบ รู้สึกกระดากปากที่จะพูดความจริง ขณะเดียวกันก็มองหาใครบางคนแถว ๆ นั้นไปด้วย

นอกจากห่วงใยผู้อื่นแล้ว ไอ้แชมป์ก็ยังเป็นคนช่างสังเกตอีกด้วย มันเหลือบตามองแล้วจึงบอกผมว่า

“ไอ้กรกลับบ้าน ส่วนไอ้เป๊บซี่ป่านนี้น่าจะมัดข้าวหลายฟ่อนละ กูกำลังนึกอยู่ว่า...” คิ้วบาง ๆ คู่นั้นขมวดเข้าหากันจนเป็นรูปสระไม้ผัด
“ตัวเองเผลอรับปากมันตอนไหน ถึงได้มาปลุกกูตั้งแต่เช้ามืด”

“ตอนเมาล่ะมั้ง” ผมช่วยหาคำตอบ

ในความเป็นจริงที่ทุกคนรู้กันก็คือ ไอ้แชมป์เป็นคนตื่นง่าย ขยับตัวไว ซึ่งต่างจากผม  :katai5:

ขณะนี้ พระอาทิตย์โผล่สาดแสงเลยยอดเขาทั้งดวงแล้ว เป็นเวลาที่น้าแหววสั่งงานอยู่หน้าบ่อ ผมมองกระเป๋าผ้าของไอ้แชมป์ซึ่งวางคู่กันกับกีต้าร์โปร่งบนโต้ะหินอ่อน ก่อนจะถามว่า

“มึงบอกน้าแหววหรือยัง ?”

มันพยักหน้า จากนั้นก็แจ้งข่าวร้อน ๆ สำหรับวันนี้

“ลูกพี่อัดจะไปกับเราด้วย”

“ไป... ! ทำไมวะ”  ผมถาม รู้สึกถึงน้ำเสียงที่ตื่นตระหนก

“กราบพ่อผู้ใหญ่...” ไอ้แชมป์ตอบด้วยโทนเสียงอันเป็นปกติของมัน
“เห็นว่ามีเรื่องจะปรึกษากับลุงผัน”

“เอ่อ...กูคิดว่า พวกเราไปก่อนจะดีกว่า” ผมตัดสินใจเองเสร็จสรรพ รู้สึกสังหรณ์ใจทะแม่ง ๆ พิกลเหมือนเห็นลางร้าย

เมื่อเย็นวาน หลังจากตกปากรับคำกับน้าแหววแล้ว ผมก็หมุนเบอร์โทรศัพท์กลับบ้าน ถึงแม้จะได้รับคำตอบให้ค้างที่นี่ได้ แต่ปลายสายไม่ใช่บุคคลที่ทำให้ผมคลายกังวล

เงาใครคนหนึ่งวูบวาบทะลุผ่านแถวต้นไม้พุ่ม การเคลื่อนไหวนอกแนวรั้วมีความเร็วพอประมาณ ไอ้แชมป์ยกแขนขึ้นชี้นิ้ว และบอกว่า

“นั่นไง วิ่งมาโน่นแล้ว”

นายอัดลมนั่นเอง !
เขาโผล่จากพุ่มไม้ สวมเสื้อยืดเขียวพื้นแบบทหาร กางเกงผ้าขาสั้นสีเดียวกัน ใส่รองเท้าสำหรับออกกำลังกายสีดำ เหงื่อท่วมตัว

ครั้นใกล้เข้ามา ผมจึงเห็นใบหน้าของเขาฝังด้วยรอยยิ้มพราว

“เมื่อคืน หลับสบายไหมจ้ะ ?”

ผมรู้สึกเหมือนโดนขวดโหลบรรจุน้ำตาลกระแทกเข้าลิ้นปี่ คำลงท้ายของเขาหวานจนแสบลำไส้

อย่างที่ผมบอกนั่นแหล่ะครับ นายคนนี้มีออร่าอันตรายรอบทิศ คุณไม่สามารถเดาได้เลยว่าในแต่ละวันจะเจอกับอะไรบ้าง บางครั้งคุณอาจเห็นเทพหิมะตอนหน้าร้อน ขณะที่เทพสายฟ้าก็ปรากฎตัวอย่างเงียบเชียบยามเหมันต์ได้เช่นกัน

แล้วยังไงน่ะหรือ...!
ต่อจากคำลงท้ายก็อาจจะตามมาด้วยอะไรสักอย่าง แล้วค่อยลามไปถึงเรื่องที่หลับที่นอนซึ่งผมกระดากปากจะพูดเป็นแน่แท้

แต่ทว่า...ไอ้แชมป์ขโมยซีนด้วยการวิสัชนาคำถามของเขา

“หลับสบายมากครับ ต้องขอบคุณความเอื้อเฟื้อของลูกพี่ที่บอกเด็กเอาผ้าห่มมาให้”

ผมเมินคำถามที่ไม่ปกติ หันไปยกกระเป๋าผ้าของไอ้แชมป์ใส่บ่า ก้าวขาออกเดิน พลางบอกเจ้าของกระเป๋าว่า

“มึงจะรอเสด็จพร้อมใครก็ตามใจมึง กูขอปิดม่านก่อนล่ะ”

เสียงหัวเราะในคอของใครบางคนดังขึ้นเบา ๆ

ไอ้แชมป์มองซ้ายทีขวาที ก่อนจะคว้ากีตาร์ติดหลัง เปล่งเสียงพูดที่ดังกว่าปกติ พร้อมทั้งถอยหลังเดิน
 
“เจอกันที่บ้านลุงผันนะครับ   ลูกพี่”

ผมเชื่อว่า นายอัดลมต้องอาบน้ำและเปลี่ยนชุดใหม่ อย่างน้อยที่สุดเขาก็เสียเวลาเกินกว่าสามนาที

...นับตั้งแต่วันที่ควายของพ่อถูกขโมย แม่ยัดถ้อยคำสกปรกและถุยน้ำลายกระทบหน้าเขา นายอัดลมก็เปลี่ยนไป ดูเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น เขาตัดผมสั้นทรงสกินเฮด ใบหน้าสะอาดเกลี้ยงเกลาเหมือนหยกที่ถูกเจียระไน

ทั้ง ๆ ที่รู้ตัวดีว่ามีคนจงเกลียดจงชัง แต่ในวันสำคัญนายอัดลมก็เทียวกราบพ่อพร้อมข้าวของติดไม้ติดมือไม่เคยขาด มิหนำซ้ำยังเผื่อแผ่ถึงคนที่รังเกียจตนด้วย

แรกเริ่มเดิมที แม่โยนสิ่งของของเขาทิ้งต่อหน้าต่อตา ในคราวหลังก็ใช้ป้าเอิบเอาไปคืน บางชิ้นคนคืนก็แอบงุบงิบเนื่องจากเห็นว่าข้าวของหลายชิ้นที่เขาเอามาให้นั้นเป็นเครื่องใช้ในครัวซึ่งที่บ้านยังไม่มี อาทิเช่น เครื่องบดเนื้อกับหม้อตุ๋นดินเผาอย่างดี

ระยะหลัง แม่กลายเป็นคนเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมเห็นแม่จับปากกาเองกับมือ ก่อนจะรับตู้เย็นซึ่งใหญ่กว่าอันเก่าซึ่งทางร้านนำมาส่งให้ตามคำสั่งซื้อของคนที่อยู่กรมทหารในขณะนั้น...
:hao4:

ผมไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันอะไร ถึงได้เกิดเรื่องร้ายขึ้นพร้อม ๆ กัน

ในระหว่างทาง เราเจอคนงานเฝ้ากระชังคนเมื่อวานวิ่งกระหืดกระหอบมา เมื่อสอบถามก็ได้ความว่า กระชังปลาของน้าแหววกำลังถูกนักเลงในชุดเครื่องแบบก่อกวนอย่างไร้สาเหตุ และเขากำลังไปตามนายอัดลมมาช่วย

อย่างทันทีทันใด ไอ้แชมป์รีบปลีกตัวจากผม เพื่อเรียกไอ้เป๊บซี่กับพรรคพวกมาเป็นหน่วยเสริม ขณะที่ผมขอตัวกลับก่อน เนื่องจากรู้สึกกังวลเกี่ยวกับคนที่บ้านจนไม่อาจขยายเวลาเพิ่มเพื่อเข้าไปยุ่งในเรื่องนี้ อีกอย่างผมเชื่อว่านายอัดลมสามารถจัดการปัญหานี้ได้

ขณะเดียวกัน ความเป็นกังวลของผมก็เกิดขึ้นจริงที่บ้านเรือนไทย

เสียงเอะอะของแม่ดังโหวกเหวกอยู่ด้านหน้าทางขึ้นบันได ในขณะป้าเอิบกับป้าอาบวิ่งชุลมุนเกือบจะชนกันเอง ดูอลหม่านเหมือนฝูงผึ้งกำลังแตกรัง

ที่ใต้ถุนเรือน ร่างผอมกระหร่องของจ่าอ้วนนอนชักกระตุกอยู่กับพื้น ตัวเกร็ง นิ้วมือนิ้วเท้าหงิกงอ  หนังตาปลิ้นกลับ ห่างกันออกไปเพียงเล็กน้อย ลุงแดร็กลงเข่านั่งคุดคู้อยู่ท่ามกลางกองเลือดสีแดงฉาน



 :jul1:


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-12-2021 00:53:06 โดย Marakun »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2175
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ insomniac

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +111/-3
เขียนดีมากๆ เลยครับ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด