ทุ่งรัก ทุ่งเสน่หา [EFFECTIONATE FIELD] ตอนที่ 19 : 19-12-64
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ทุ่งรัก ทุ่งเสน่หา [EFFECTIONATE FIELD] ตอนที่ 19 : 19-12-64  (อ่าน 3044 ครั้ง)

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
[ 18 ]
คนแรกที่นึกได้


“อีเอิบ เอาช้อนมาใส่ปากจ่าอ้วนที”

แม่สั่ง และชี้ไม้ชี้มือ

“เอ็งจะวิ่งขวางทางข้าทำไม ฮึ..นังอาบ” ขณะที่ป้าเอิบทั้งตะคอก ทั้งผลักป้าอาบ ผมรีบถลันเข้าไปถามว่า

“เกิดอะไรขึ้นครับ ?”

“พ่อเอ้ย ! พ่อมหาจำเริญ มาได้เวลาประจวบเหมาะพอดิบพอดี”

อย่างทันทีทันใด ป้าอาบรำพึงหน้าตาตื่นตระหนก พลางยกมือขึ้นพนม  “ช่วยตาอ้วนก่อนเถิดพ่อน้ำ ขืนช้าไปกว่านี้ มีหวังลิ้นคับปากแท้หนา”

แม่ไม่พูดพร่ำทำเพลง ดึงกึ่งลากตัวผม พลางถลาตัวเข้าหาร่างซึ่งกระตุกเป็นครั้งคราว สองแรงของเราช่วยกันง้างขากรรไกรดั่งหินสลักของจ่าอ้วนอย่างทุลักทุเล จังหวะเดียวกันนั้นป้าอาบก็รับช้อนมาจากป้าเอิบ พันผ้าอย่างรวดเร็วสองทบ ก่อนจะทิ่มเข้าไปในปากของจ่าอ้วน

ท่ามกลางความโกลาหล ผมเหลือบตาไปทางลุงแดร็กที่ทรุดตัวลงนอนตะแคงกับพื้น สองมือหยาบกร้านของแกประคองมีดซึ่งปักอยู่กลางสะดือเอาไว้ เลือดสีแดงไหลจากปลายด้ามหยดลงพื้นอย่างต่อเนื่อง

เสียงโอดโอยแผ่วเบา สลับอาการหอบท้องเป็นพัก ๆ บ่งบอกว่าลมหายใจที่อ่อนแรงนั้นเริ่มช้าลงทุกขณะ เป็นสัญญาณเตือนเสมือนหนึ่งว่าอีกฟากโลกหนึ่งพญามัจจุราชกำลังกระตุกเวลาอย่างกระชั้นถี่ โดยไม่รีรอหรือมัวอ้อยอิ่ง

“ต้นน้ำ เอ็งไปตาม ‘ใคร’ ก็ได้ ช่วยส่งตามืดให้ถึงมือหมอโดยเร็วที่สุด” แม่ตะโกนอย่างร้อนรน “ปัดโธ่เอ้ย ! วันนี้ ผู้ใหญ่ก็ไม่อยู่เสียด้วย”

ภายในเศษเสี้ยววินาที ‘ใคร’ ที่แม่ว่านั้น คนแรกที่ผมนึกได้ก็คือนายอัดลม แต่ก่อนที่ขาสองข้างจะพุ่งเร็วกว่านรก แม่ก็สำทับว่า

“ไปตามอาของเอ็ง...เร็วเข้า”

อา....ชาญ
นั่นสิ ! ผมลืมเสียสนิท

จากตรงนี้ไป หากเทียบระยะทางระหว่างบ้านของอาชาญกับกระชังปลาของน้าแหววแล้ว เรียกได้ว่าบ้านหลังแฝดใกล้กว่าชนิดทิ้งห่างหลายกิโล

โถ โถ โถ ความคิดของหนวดจิ้งหรีดเอ้ย   :o12:



และแล้ว...

ท้ายที่สุด ผมก็หายใจโล่ง ในเวลาต่อมาก็หายใจขัด เนื่องจากไอ้แชมป์กลับบ้านไปพร้อมกับเมียใหม่ของอา…

หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นให้อาชาญนำรถสปอร์ตของเธอ เอาร่างซูบเลือดของลุงแดร็กกับอีกหนึ่งไร้สติของจ่าอ้วนส่งโรงพยาบาลอย่างทันท่วงทีแล้ว หล่อนก็สอบสวนแม่เป็นการใหญ่

ผมเรียกการพูดคุยครั้งนี้ว่าสอบสวน เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้ร่วมวงสนทนาด้วย ทั้งที่ความเป็นจริงในเวลาเดียวกันนี้ ป้าเอิบก็สาธยายต้นตอทั้งหมดให้ผมฟัง ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า

หลังจากลุงแดร็กไปลงอาคมทั้งตัวแล้วก็พุ่งมาที่นี่ พร้อมมีดก่อเหตุซึ่งเสียบเอวคาดผ้าคะม้า จ่าอ้วนรับหน้าที่เป็นคนพิสูจน์ความขลังของมัน แต่แล้วมือมีดก็ต้องผวาตาตั้งเสียเองจนกระทั่งลมบ้าหมูกำเริบ

สรุปแล้ว เรื่องทั้งหมดเกิดจากความเชื่ออย่างโง่เขลาโดยแท้

เวลาผ่านไป อีกอึดใจ ผมก็เห็นไอ้แชมป์ยืนชะเง้อชะแง้ อยู่ท่ามกลางความกว้างของลานบ้าน จึงผลุนผลันวิ่งลงกระไดก่อนที่มันจะขึ้นมาแล้วปะหน้ากับแม่เลี้ยงอย่างจัง

จากนั้น พาลัดเลาะใต้ถุนโล่งไปทางทิศเหนือ ลอดเงาต้นไม้ร่มรื่นซึ่งแม่ปลูกเอาไว้กินลูกรอบบ้าน

“ป้าจันทร์ว่าอย่างไร ?... ป้าจันทร์ไม่ยอมเหรอ ?”

ไอ้แชมป์ลั่นคำถามถึงสองครั้งระหว่างเดินผ่านไร่พริก เราสองคนหลบหนามมะกรูดอยู่หลายครั้ง  จนกระทั่งสุดเขตรั้วลวดหนาม ท่ามกลางซุ้มพริกไทยเตี้ยเสมอไหล่ มันจึงได้คำตอบจากผม

“ไม่ใช่แม่กู แต่...ของพ่อมึง” ผมว่า พลางทิ่มนิ้วที่อกอีกฝ่าย

“มึงกำลังจะบอกว่า มึงพากูมาถึงที่นี่ เพราะพ่อ...ตามหากู อย่างนั้นเหรอ ?” ใบหน้าไอ้แชมป์เริ่มมีสีเลือด

ผมสั่นหัว รีบอธิบายว่า

“ตอนนี้ ข้างบนนั้นมีผู้หญิงสามคน นอกจากป้าเอิบกับแม่แล้ว อีกคนก็ไม่ใช่พ่อมึงแต่เป็นเมียพ่อ”

อันที่จริง ถ้าป้าอาบไม่ขึ้นรถตามไปด้วย ข้างบนนั้นก็น่าจะมีสุดยอดสตรีสี่นาง
 :hao3: :hao3: :hao3: :hao3:

หลังจากเล่าเหตุการณ์ในชั่วโมงก่อนให้ฟังอย่างคร่าว ๆ แล้ว  ผมก็นั่งลงใต้โคนต้นมะรุมต้นหนึ่ง  ไอ้แชมป์นิ่งอยู่สักพัก ก่อนจะตามมานั่งชันเข่า ซบใบหน้าลงบนฝ่ามือ

สิบกว่าปีที่เติบโตเคียงข้างกัน ผมตระหนักในความรักที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งมีให้กับพ่อของเขาเสมอมา ขุนเขาสาปยาที่เลื่องลือและขึ้นชื่อด้านอลังการอย่างน่าหวาดหวั่นก็ไม่เทียมเทียบใจดวงเล็กแต่มโหฬารรักของไอ้แชมป์

ชั่วครู่หนึ่งก็มีเสียงพูด ถึงแม้จะแผ่วเบา แต่ทว่าทำลายความเงียบระหว่างเรา

“ต้นน้ำ...มึงต้องพากูกลับไป” ผมเอี้ยวคอมอง เนื่องจากไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยินนัก สีหน้าของไอ้แชมป์ดารดาษไปด้วยความมุ่งมั่น

“ถ้าเลือกที่จะหนีอยู่ตลอดเวลา โอกาสที่จะได้พบกับความจริงตรงหน้าก็พลอยหมดไป บางทีการเลือกเจรจาพร้อมยื่นข้อเสนอบางอย่างอาจช่วยให้ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่บานปลายมากไปกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้... กูจำเป็นต้องคุยกับเขา”

“แต่ว่า...” ผมแย้ง

“มึงเองก็คงลำบากใจไม่ใช่น้อยที่ต้องทนฟังป้าจันพูด ถ้าไม่มีกูให้บ่น ก็ไม่มีเรื่องให้ต้องวุ่นวายใจ” ไอ้แชมป์พูดขัดจังหวะ

 ผมส่ายหัวเพราะไม่เคยรู้สึกเช่นนั้นเลย ขณะเดียวกันก็มองหาช่องทางเพื่อเปลี่ยนเลนส์ความคิดของอีกฝ่ายไปด้วย

“เออ ! เกือบลืมถามถึงเรื่องที่กระชังปลาของน้าแหววเลย”

ไอ้แชมป์นิ่งสักพัก จึงพูดว่า

“พวกอวดเบ่งน่ะ...” มันสลับท่านั่ง ก่อนจะเล่าต่อว่า

“นายตำรวจใหม่เพิ่งมาประจำการในสภ.เมือง พื้นเพของเขาเป็นคนอีกหมู่บ้านหนึ่ง จุดประสงค์จริง ๆ คงต้องการเหยียบจมูกลูกพี่มากกว่า  พอลูกพี่มาถึง เขาก็ถอยฉากกลับไป”

ไอ้แชมป์เห็นผมตั้งใจฟัง มันจึงพูดต่อ

“ไอ้เป๊บซี่บอกว่าตำรวจนายนี้เป็นอริเก่าของลูกพี่ ลูกชายคนโตของท่านดำริอย่างไรล่ะ พอลูกพี่สอบทหารได้ เขาก็ใช้เส้นสายเข้าตำรวจบ้าง มีพ่อเป็นรัฐมนตรีเสียอย่าง อะไร ๆ มันก็ดูง่ายไปหมด ใคร ๆ ต่างก็พูดว่า เลือกตั้งสส.ไม่ว่าจะกี่สมัย ท่านดำริมักเป็นเสือนอนกินเสมอ ในรอบนี้ก็คงแบเบอร์อีกเช่นเคย”

ผมนิ่วหน้า ดูเหมือนว่านายอัดลมกำลังจับอสรพิษข้างหางอยู่ ได้ยินแบบนั้นแล้วก็อดกระหวัดใจอย่างห่วงใยไปถึงอีกคนไม่ได้

“เจอเรื่องทำนองนี้เข้า น้าแหววคงตกใจน่าดู”

ไอ้แชมป์กลืนน้ำลาย อีกอึดใจต่อมา จึงมีเสียงพึมพำอย่างเบา ๆ

“ปากอาจจะบอกว่าไม่คิดอะไร แต่ในใจลึก ๆ คงหวั่นวิตกไม่ใช่น้อย ในเมื่อฝ่ายนั้นมีอิทธิพลเหนือฟ้าแถมวิชามารก็มาเหนือเมฆ” ได้ยินเสียงถอนหายใจดังแทรกระหว่างคำพูดของไอ้แชมป์

“ลูกพี่บอกน้าแหววว่าย้ายมารับตำแหน่งใกล้บ้านแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะทำให้น้าแหววอุ่นใจได้อีกเปลาะหนึ่ง”

ไอ้แชมป์เชื่อมั่นนายอัดลม แต่ผมกลับรู้สึกไม่แน่ใจระหว่างคำว่าอุ่นใจกับร้อนใจ

น้าแหววจะอุ่นใจได้อย่างไรเล่า...

ในเมื่อสิ่งที่นายอัดลมกำลังท้าชนนั้น หาใช่ตอไม้ขาดใบที่ตายแล้ว แต่ทว่าตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง นอกจากลำต้นใหญ่โตกับแขนงที่แตกใบให้ร่มเงามากมาย กิ่งก้านของมันก็นับวันแต่จะผลิดอก ออกผล ขยายสาขาใหญ่ ทั้งแข็งแกร่งและเติบโต แผ่บุญคุณเบ่งบานเหนือสรรพสัตว์น้อยใหญ่

อย่างฉับพลัน...
 
ความคิดของผมสะดุดลงกึก เมื่อไอ้แชมป์พูดว่า

“ถูกแล้วล่ะ ที่พ่อตำหนิว่า กูน่ารังเกียจ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ทำให้ใครอื่นเขาพลอยเดือดร้อนไปทั่ว”





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-12-2021 21:22:21 โดย Marakun »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2178
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ กฤตย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1

ออฟไลน์ Marakun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
[ 19 ]
คนสุดท้ายที่ได้เจอ


หลังจาก ไอ้แชมป์ขึ้นรถ ผมก็หมดเวลาไปกับการนึกทบทวน

โดยปกติ อาชาญเป็นคนระมัดระวังคำพูด ถนอมน้ำใจคนอื่นอยู่เนืองนิตย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนใกล้ตัว ผมไม่เคยได้ยินอาชาญหลุดคำหยาบคายเลยแม้แต่คำเดียว

แต่ทว่า เหตุใดจึงทำร้ายไอ้แชมป์ด้วยถ้อยคำรุนแรงเช่นนั้น

อาชาญมักจะลงท้ายคำพูดอย่างอ่อนโยนกับผมอยู่บ่อยครั้งว่า ‘ลูก’  ซึ่งฟังแล้วก็รู้สึกอบอุ่นใจ คำเหล่านี้หาได้ยากอย่างยิ่งยวดจากผู้ให้กำเนิดทั้งสองคน

อันที่จริง ถ้าหากผู้ใหญ่ผันกับเมียผู้ใหญ่จะเลือกใช้คำนี้กับผมในตอนนี้บ้าง ผมก็ไม่แน่ใจนักว่าจะรู้สึกอย่างไร

คง...จั๊กกะจี้ไม่ใช่น้อย

ก็...แหม ! ของมันไม่เคยนี่นา...  :-[

“มานั่งทำหน้าเหมือนหมาเบ่งขี้อยู่ตรงนี้เอง” แม่ทัก จากโคนส้มโอต้นหนึ่ง

...แน่นอนที่สุด   แม่ตัวจริงต้องจัดจ้านอย่างนี้

“พ่อเอ็งรอคุยด้วยเป็นชั่วโมงแล้วนะ”

“อ้าว !..พ่อกลับจากประชุมนานแล้วเหรอจ้ะ”

“เออ ! สิวะ...”

“พ่อเรียกหาฉันทำไมเหรอจ้ะแม่”

“สงสัยจะวานให้เอ็งไปเฝ้าคอกควายแทนตามืดกระมัง” แม่คาดคะเน

ผมผละจากเปลอย่างทันที


ในห้องหนังสือ นอกจากตู้ไม้หลายหลังที่ใช้เก็บตำราโบราณซึ่งตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นแล้ว ที่โต๊ะทำงาน พ่อนั่งลำพังคนเดียวในชุดราชการสีกากี

ผมเหลือบตาสำรวจโดยรอบอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าพ่ออยู่คนเดียวอย่างแท้จริง พอเอาเข้าจริง นายอัดลมก็เปลี่ยนใจไม่มาคุยกับพ่อแล้ว อดไม่ได้ที่จะยิ้มหยันให้กับความคิดของตนเองที่เผลอเอาแน่เอานอนกับคนประเภทเช้าสามเย็นสี่

จริงดั่งที่แม่คาดการณ์ ผมถูกพ่อไหว้วานให้อยู่โยงเฝ้าควายในตอนกลางคืน จนกว่าลุงแดร็กจะหายดีเป็นปรกติ อย่างน้อยก็หนึ่งสัปดาห์หรือบางทีอาจมากกว่านั้น

เมื่อคุยธุระกับพ่อเสร็จ ผมก็ออกมาซักไซร้แม่ถึงเบื้องหลังการสนทนากับผู้หญิงคนนั้น

แม่เปิดเผยแค่ว่า เธอถามเกี่ยวกับการเรียนของผมเท่านั้น พอพูดเสร็จก็ขอดูผลการเรียนที่น่าปกปิดของเทอมนี้ มิหนำซ้ำเมียผู้ใหญ่ยังเล่นใหญ่ จนผมตะลึง...!!!

อย่างทันท่วงที ผมรีบรายงานข่าวเพื่อเปลี่ยนกระแสมรสุมว่า นายอัดลมได้ย้ายมาประจำการ ณ กองร้อยลาดตระเวนระยะไกล สถานที่ซึ่งพ่อของไอ้เป๊บซี่เคยจบชีวิตลงที่นั่นอย่างมีเงื่อนงำแล้ว

แม่อุทานด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อน ขณะที่ผมลอบถอนใจอย่างโล่งอก หลังจากนั้นแม่ก็ตรงปรี่หาพ่อในห้องหนังสือ ทิ้งให้ผมนึกสงสัยอยู่ครามครันว่า

เจ๊เชอรรี่คิดจะทำอะไรกันแน่ ?

หล่อนถามเกี่ยวกับการเรียนของผม...!

โอ้ะ ! แย่แล้ว...ผู้หญิงจุ้นจ้านคนนั้นต้องมีความคิดอยากคุกคามบุคลากรทางศึกษาแน่ ๆ
 :katai1:


ก่อนหน้าแสงสีทองจะลาขอบฟ้า ป้าเอิบถามผม ในขณะเก็บกวาดห้องบนหอคอยและเปลี่ยนผ้าปูที่นอนใหม่ว่า

“ให้ป้ามานอนเป็นเพื่อนไหม...? แน่ใจรึว่าพ่อน้ำอยู่คนเดียวได้”

“ได้สิ” ผมยืนยัน  “น้ำอายุสิบหกแล้วนะฮะ”

“ไม่กลัวผีแล้วรึ ?”

“ถ้าผีมีจริง พี่กล้าก็ต้องปรากฏตัวให้น้ำเห็นสิฮะ แต่นี่...” ผมพูด วางหมอนใบใหญ่ซึ่งหอบมาด้วย จากนั้นตบเบา ๆ ให้ขึ้นฟู

“อีกอย่าง น้ำก็ไม่เคยเห็นผีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ซึ่งนั่น...คือคำตอบสุดท้าย ว่าโลกใบนี้ไม่มีผีเป็นตัวเป็นตน เพราะฉะนั้นแล้วเหตุใดน้ำต้องเสียเวลากลัวต่อสิ่งที่มันไม่มีอยู่จริงด้วยล่ะฮะ ป้าเอิบมั่นใจเถอะครับ ต้นน้ำของป้าคนนี้เลิกกลัวผีมาตั้งนานนน...น... แล้วล่ะ” ผมคุยโขมง

คำยืนยันหนักแน่นของผม ทำให้ป้าเอิบบอกกับแม่ระหว่างมื้อเย็นว่า “พ่อน้ำของป้าโตเป็นหนุ่มแล้วจริง ๆ นะ แม่จัน”


คืนนี้ อากาศหนาวราวกับมีหิมะ

พอความมืดเข้าปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ ความทรงจำเกี่ยวกับหนังผีเรื่องหนึ่งในคืนหิมะตกของสตีเฟนคิงส์ก็เริ่มหลอนผมอย่างเลวร้าย จากจินตนาการต่อสิ่งที่มองไม่เห็น ทั้ง ๆ ที่ผมอยากจะลบมันทิ้งไป

ท่ามกลางหอคอยเวิ้งว้าง ผมรู้สึกโมโหตัวเองที่ไม่รั้งไอ้แชมป์เอาไว้ อย่างน้อยถ้ามีไอ้แชมป์อยู่ด้วย ผมก็อุ่นใจ

ตึง ! ตึง !  ตึง !

เสียงประหลาดบางอย่างดังมาจากคอกของไอ้เผือก

ผมกระตุกไฟฉายของป้าเอิบกระชับเข้าแนบอก
อย่างไรก็ตาม การกดสวิทซ์ไฟเป็นสิ่งเลวร้ายอันดับหนึ่งซึ่งผมไม่ควรกระทำ เพราะแสงไฟคือตัวล่อทำให้วิญญาณร้ายมองเห็นตัวผม

อีกอึดใจใหญ่ต่อจากนั้น เสียงนั้นยังคงดังอย่างต่อเนื่อง สักพักก็มีกลิ่นควันไฟลอดช่องกระจกเข้ามา อีกทั้งแสงวูบวาบจากเพลิงกองเล็กที่ฝ่าความมืดขึ้นมาส่องกระทบบานหน้าต่างนั่นก็ด้วย

สติข้างในบอกผมว่า

นั่นไม่ใช่ผี แต่อาจเป็น...ขโมย
 
ผมลุกขึ้น แง้มบานกระทุ้ง กวาดตามองโดยรอบจากมุมบน เห็นใครคนหนึ่งตัวเตี้ยตัน และที่สำคัญมาแค่คนเดียว

ในห้องหนังสือ พ่อกำชับแล้วกำชับอีกว่า ถ้าเห็นขโมยให้ผมกดปุ่มสีแดงข้างเสา และสัญญาณหวูดจะแผดเสียงดังที่บ้าน จากนั้นชายฉกรรจ์ที่พ่อเกณฑ์เอาไว้จะยกโขยงแห่กันมาที่นี่

แต่ผมคิดว่า พ่อน่าจะภูมิใจมากกว่า ถ้าลูกชายของพ่อสามารถจับหัวขโมยที่เป็นคนแคระได้

เจ้าหัวขโมยร่างแคระแกรนกำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ในคอกอย่างชะล่าใจ

ขณะไต่ลงบันไดเวียนอย่างแผ่วเบา แขนสองข้างของผมก็กระชับไม้คมแฝกกับไฟฉายที่ถือติดมือมาด้วย ก่อนจะฝังตัวเข้าในเงามืดด้านหลังฟางแห้งกองหนึ่ง ผมขยับเท้าเข้าใกล้ฝ่ายนั้นทีละนิด ๆ

ทันใดนั้น เจ้าหัวขโมยก็เหยียดกายลุกขึ้นยืน เขาสูงกว่าที่ผมคาดคิด สูงอย่างน่าตะลึง

เป๊าะ !

ขาข้างหนึ่งพลาดโดนกิ่งไม้ การจู่โจมในเศษเสี้ยววินาทีจึงเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ผมบุกตะลุยโจมตีทันที พร้อมกับทำลายการมองเห็นของอีกฝ่ายด้วยแสงเจิดจ้าจากไฟฉาย

“โอ้ย !” เขาร้องเบา ๆ ขณะที่ตัวผมก็อุทานเช่นกันว่า

“ไอ้ขายาว !”




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-12-2021 21:11:41 โดย Marakun »

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
พี่อัดลมรึเปล่า

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด