❤ ไม่เชื่ออย่ารัก ❤ [ตอนที่ 11] 05.07.21 หน้า 3
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ❤ ไม่เชื่ออย่ารัก ❤ [ตอนที่ 11] 05.07.21 หน้า 3  (อ่าน 4459 ครั้ง)

ออฟไลน์ mamacub

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1039
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-0

ออฟไลน์ darin

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1088
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2261/-45

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
จะใกล้ตัวขนาดไหนนะ

ออฟไลน์ darin

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1088
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2261/-45




ตอนที่ 7 : สารที่ส่งมา



เพิงยืนหันรีหันขวางอยู่ชั้นล่างตึกที่ทำงานของภามชน ลุงชัยไม่แวะมาหาเขาห้าวันแล้ว ปากของชายหนุ่มก็บอกว่าดีแล้ว แต่ใจกลับอดเป็นห่วงไม่ได้ สุดท้ายก็มายืนอยู่ที่นี่

เพิงพยายามเรียกลุงชัย แต่อีกฝ่ายไม่ปรากฏร่างให้เขาเห็น ผ่านมาเกือบสิบห้านาทีเขาก็ยังติดต่อไม่ได้ เพิงจึงเริ่มคิดว่าหรือเขาต้องขึ้นไปที่บริษัทถึงจะเจอ

ชายหนุ่มคิดหนัก เพราะดันพูดไว้เสียงแข็งว่าจะไม่มาที่นี่อีก หลังจากคิดกลับไปกลับมา ก็สรุปได้ว่าอย่าขึ้นไปให้โดนหัวเราะเยาะเลย เพิงจึงตัดสินใจกลับบ้าน เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรดีการกลับไปปรึกษาใบบุญเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

เพิงเดินเกือบถึงทางออกอยู่แล้วเมื่อแขนถูกรั้งไว้จากทางด้านหลัง เขาหันกลับไปด้วยความตกใจ สายตาปะทะเข้ากับร่างสูงที่ยืนอยู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็สบเข้ากับดวงตาแฝงรอยยิ้มของใครบางคน

“ตกใจหมด” เพิงดึงแขนออกจากมือของภามชน

“ตกใจง่ายจริง” คนทำยังมีหน้ามาบ่นเขา

“ถ้าผมไม่ตกใจสิครับแปลก” เพิงอยากบอกว่าดีแค่ไหนแล้วที่เขาไม่อุทานออกมาให้เสียภาพลักษณ์

“คิดถึงผมเหรอ” คำถามยังไม่เท่าไหร่แต่ดวงตาที่มองมานี่สิ เพงเลือกที่จะส่งยิ้มระอากลับไปให้

“ผมกลับก่อนนะครับ” กับผู้ชายคนนี้ยิ่งต่อล้อต่อเถียงยิ่งชอบใจ เขาสังเกตมาหลายครั้งแล้ว

ภามชนยกยิ้มมุมปาก ยื่นมือไปจับข้อมือของอีกฝ่ายเอาไว้ ออกแรงลากให้เดินตามมา

“ผมหิวแล้ว หาอะไรทานก่อนเถอะค่อยกลับ”

เพิงพยายามดึงมือกลับแต่สู้แรงของภามชนไม่ไหว

“แต่ผมยังไม่หิวครับ แล้วผมก็ไม่ได้มาพบคุณด้วย” เพิงมั่นใจว่าเขาไม่ได้โกหก เพราะเขามาหาลุงชัยต่างหาก

“คุณไม่ได้มาพบผม?” ร่างสูงหยุดเดิน หันกลับมามอง

“ใช่ครับ”

“เข้าใจแล้ว ที่นี้ไปทานข้าวได้หรือยัง”

“...”

เพิงไม่เคยรู้สึกจนคำพูดแบบนี้มาก่อน เขารู้แล้วว่าลุงชัยเหมือนใคร เหมือนเจ้านายนี่เอง

“เอาน่าคุณ อย่าโมโหผมเลย ผมหิวจริงๆ ไปทานเป็นเพื่อนผมหน่อยเถอะ”

เพิงนึกเสียใจขึ้นมา ที่เมื่อก่อนเขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็นน้ำแข็งไฟ หยิ่งยะโส ไม่น่าคบหา ควรมีคนสอนให้ปรับปรุงตัว แต่ตอนนี้เขาอยากให้ภามชนกลับไปเป็นเหมือนเดิมมากกว่า ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าตอนนี้ทำเอาเข้าปรับอารมณ์ไม่ทัน

“ผมไม่ได้โมโหครับ ว่าแต่คุณเถอะเป็นยังไงบ้าง พักนี้เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า” ในเมื่อไม่เจอลุงชัยก็ถามกับเจ้าตัวเลยแล้วกัน

“ทุกอย่างปกติดี ตัวผมก็สบายดี”

“คุณก็อย่าชะล่าใจนัก บางอย่างยังไม่เกิดขึ้นก็ใช่ว่ามันจะไม่เกิด บางทีความเงียบก็มาก่อนพายุไม่ใช่เหรอ”

ภามชนซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ เพราะกลัวคนตรงหน้าจะตีความหมายผิดจากรอยยิ้มของเขา เดี๋ยวจะยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่ ดวงตาของเขาอ่อนแสงลง น้ำเสียงทุ่มต่ำนุ่มหู

“คุณห่วงผมเหรอ”

“ใครห่วงคุณ” เพิงไม่คิดจะรับ

“คุณไง ห่วงผม” ภามชนดีดนิ้วลงบนหน้าผากของเพิง

“ใช่ไหม”

“ตกลงจะกินอยู่ไหมครับข้าว ถ้าไม่กินผมจะได้กลับ” มีเพียงยอมไปกินข้าวด้วยเท่านั้นถึงจะจบเรื่องนี้ได้ การถูกหมอนี่จับได้ว่าเขาเป็นห่วงน่าขายหน้าชะมัด

“กินสิ” ภามชนพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“งั้นเอาร้านนั้นแล้วกันครับ” เพิงชี้ไปยังร้านอาหารไทยที่อยู่ไม่ไกล นอกจากร้านกาแฟแล้ว ชั้นแรกของอาคารยังมีร้านอาหารอีกสองร้าน

“ผมจะไปห้องน้ำ คุณภามชนเข้าไปก่อนเลยครับ”

“ไม่หนีใช่ไหม” ภามชนถามด้วยสายตายั่วเย้า

“จะหนีทำไมครับ ผมไม่ใช่เด็กจะได้เล่นเอาล่อเอาเถิดแบบนั้น”

ดวงตาที่มองมาคล้ายอยากถามกลับว่า ‘ไม่ใช่แน่เหรอ’ แต่เพิงแกล้งทำเป็นไม่เห็นเสีย



เมื่อเขาเดินกลับมาจากห้องน้ำและเข้าไปในร้านอาหาร เขาพบว่าธาวินนั่งอยู่กับภามชนด้วย

“สวัสดีครับคุณธาวิน” เพิงทักทายอีกฝ่าย

“สวัสดีครับคุณเพิง”

“ตอนเจอผมไม่เห็นทักทายดีแบบนี้” เสียงทุ้มของใครบางคนดังขึ้น

เพิงหันไปส่งยิ้มให้ภามชน แน่นอนว่าเขายิ้มอย่างจริงใจที่สุด ใครจะไม่ดีใจล่ะ นานๆ จะพบโอกาสแบบนี้สักครั้ง

“ตอนผมเจอคุณ ผมถูกจับโยนออกจากตึกครับ”

ธาวินหัวเราะเสียงดัง เขาชอบมวยคู่นี้จริงๆ

“นั่นมันนานแล้ว ผมยังไม่รู้จักคุณดี” คนพูดแก้ตัวเสียงอ่อน

“ตอนนี้ยอมเชื่อว่าผมเป็นคนดีแล้วเหรอครับ”

“เชื่อ”

เพิงเลิกคิ้วขึ้น ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยอมรับง่ายๆ

“แล้วเชื่อเรื่องที่ผมบอกไหมครับ”

“เชื่อ” เสียงตอบรับมั่นคง ทำให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายพูดจากใจจริง

เพิงถอนหายใจเบาๆ เขาโล่งอกเป็นอย่างมาก การเชื่อโดยไม่มีหลักฐานเป็นการเชื่อที่ยากที่สุด โดยเฉพาะกับคนที่การพบกันครั้งแรกไม่ค่อยดีนัก

เพิงคิดว่าแค่นี้ก็ดีมากแล้ว เขาไม่ได้คาดคิดว่าจะได้ยินสิ่งที่ภามชนกำลังจะพูดออกมา

“ขอบคุณที่เพิงมาเตือนผม แล้วก็ขอโทษที่แสดงกิริยาไม่ดีอย่างที่ผ่านมา”

เพิงมองร่างสูงด้วยสายตาแปลกใจ นายน้ำแข็งไฟกำลังขอโทษเขาอยู่เหรอ

“ถึงแม้ผมจะยังไม่เข้าใจอะไรเลย แต่ผมเชื่อที่คุณบอก”

“ดีแล้วครับ ไม่ใช่ดีสำหรับผมแต่ดีสำหรับตัวคุณเอง”

“ครับ” ภามชนพยักหน้ารับ

“รู้ไหมครับว่าผมเกือบถอดใจแล้ว ถ้าไม่ติดว่าลุง..” เพิงงับปากทันที

ธาวินลอบสบตากับภามชน พวกเขาต่างได้ยินคำพูดเมื่อครู่

“สั่งอาหารกันไปหรือยังครับ” เพิงรีบเปลี่ยนเรื่อง ใจของเขาเต้นตุ๊บตั๊บ เกือบไปแล้ว อีกนิดเดียว พอคุยกันสบายใจเขาก็เกือบหลุดเรียกชื่อลุงชัยออกไป

“ผมสั่งไปบางส่วนแล้ว รอให้คุณสั่งเพิ่ม”

“งั้นผมไม่เกรงใจนะครับ” เพิงยกมือขึ้นเป็นสัญญาณเรียกพนักงาน

ภามชนมองชายหนุ่มที่นั่งตรงหน้า เขายกยิ้มมุมปากขึ้นช้าๆ

ช่างเถิด ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมบอก เขาก็จะยอมแต่โดยดี สักวันคงได้รู้ความจริง

• • • • •

“เพิง” เสียงเรียกดังมาจากด้านหลัง ชายหนุ่มสะดุ้งโหยงเพราะกำลังใช้ความคิดกับงานที่กองอยู่เต็มโต๊ะ

“ลุง! มาเงียบๆ ทำผมตกใจหมด”

“ขอโทษที ลุงนึกว่าเราชินแล้ว”

“ใครจะไปชินกัน วันหลังลุงมาก็ให้สุ้มให้เสียงผมหน่อย” เพิงอดบ่นไม่ได้

“เมื่อกี้ลุงก็ให้แล้วนะ” ลุงชัยตอบประสาซื่อ

เพิงมองค้อนอดีตเลขาผู้ทรงประสิทธิภาพ ให้เสียงแบบนี้ต้องมีสักวันที่เขาหัวใจวายตาย

“แล้วนี่ลุงหายไปไหนมา” เกือบอาทิตย์แล้วที่เขาไม่เจออีกฝ่าย

“ลุงก็คอยเฝ้าอยู่ที่บริษัทนั่นแหล่ะ ไม่ได้ไปไหน ลุงไปงบอกท่านเจ้าที่แล้วนะ ขอให้ท่านช่วยสอดส่องให้ด้วย”

“ก็ดีแล้ว” เพิงพยักหน้าเห็นด้วย

“ใช่! ผมมีเรื่องจะถาม เกือบลืมไปแล้วเห็นไหม”

“ถามมาเลย”

“ทำไมลุงไม่ดูเบอร์ที่โทรเข้าเครื่องพวกนั้นล่ะ ลุงก็จำเบอร์มาให้ผม ผมจะได้เอาให้เจ้านายลุงไปตรวจสอบหารคนบงการ”

“มันไม่ขึ้นเบอร์น่ะสิ มันขึ้นเป็นชื่อที่บันทึกไว้ว่า ‘งานรถ’ ลุงเป็นผีนะกดโทรศัพท์ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นลุงดูไปแล้ว” ลุงชัยตอบด้วยน้ำเสียงน้อยใจ ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก ถ้าไม่ติดว่าลุงชัยไม่ใช่คนละก็

“แค่นี้ต้องงอนด้วย ผมก็แค่ลองถามดู ใครจะไปว่าอะไรลุง” เพิงพูดด้วยน้ำเสียงเอาใจ

“มัวแต่พูดเรื่องอื่นจนเกือบลืม ลุงมีธุระสำคัญมาบอก” ลุงชัยรีบพูดเมื่อนึกถึงเหตุผลที่ตนเองมาได้

“เรื่องอะไรลุง”

“คุณพ่อคุณภามอยากเจอเพิง”

“หะ?!!” ชายหนุ่มร้องเสียงหลง เรื่องนี้เกินความคาดหมายของเขาไปมาก

“พ่อคุณภามชนเหรอลุง? ทำไมอยากเจอผมล่ะ รู้เรื่องผมได้ยังไง” ชายหนุ่มรัวคำถามเป็นชุด

“ใจเย็นๆ ลุงกำลังจะเล่านี่ไง” ลุงชัยเบรกคำถามไว้ก่อนที่จะยาวกว่านั้น

“คุณภามตัดสินใจเล่าให้คุณดลกับคุณจันทร์ฟังแล้ว” ชัยอนันต์หมายถึงธนดลและจันทร์ศิริ พ่อและแม่ของภามชน

“คุณดลเลยขอให้คุณภามพาเพิงไปพบท่าน”

“ทำไมถึงเล่าเรื่องแบบนี้ให้พ่อกับแม่ฟังนะ ถ้าเป็นผม ผมจะปิดไว้พวกท่านจะได้ไม่ต้องกังวล” ชายหนุ่มอดออกความคิดเห็นไม่ได้ เพราะตอนนี้เล่าไปก็เท่านั้น เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลใดๆ ที่มีประโยชน์มากพอ รังแต่จะทำให้ผู้ใหญ่เป็นห่วงเปล่าๆ

“แต่ลุงว่าคุณภามทำถูกแล้ว จะได้ช่วยกันคิดช่วยกันระวัง”

“ก็จริงอย่างที่ลุงว่า” เพิงพยักหน้า

“แต่ผมไม่ไปดีกว่าลุง ไม่รู้พ่อกับแม่คุณภามชนเชื่อเรื่องที่ผมพูดหรือเปล่า ขี้เกียจโดนว่าซ้ำสอง” ลูกชายแค่คนเดียวก็เกินพอแล้ว เพิงคิดว่าสิ่งที่เขาต้องทำก็ทำไปหมดแล้ว ไม่มีสิ่งไหนติดค้างในใจอีก

“ใครบอก คุณจันทร์เชื่อเรื่องนี้มากกว่าคุณภามเยอะ คุณจันทร์ชอบเข้าวัดเข้าวา ส่วนคุณดลท่านเป็นผู้ใหญ่น่านับถือ มีเหตุผล คุณภามเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังและบอกว่าเชื่อเพิง คุณท่านก็ฟัง” ลุงชัยอธิบายต่อ

“ถ้าเชื่อแล้วผมก็ยิ่งไม่ต้องไป”

“ไปเถอะ ท่านคงอยากได้ยินเอง ตอนนี้ก็กังวลกันอยู่”

“ถึงไปผมก็บอกได้เท่าเดิม” เพิงยังอิดออด การปฏิเสธผู้ใหญ่เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะไม่สามารถใช้วิธีเดินหนีได้

“ไปให้ลุงสักครั้งเถอะ ถือว่าลุงขอ”

“ลุงก็ขยันขอผมจัง” เพิงบ่นอีกฝ่าย

“ลุงขอโทษจริงๆ แต่...”

ลุงชัยยังพูดไม่จบประโยค ก็ถูกเสียงเปิดประตูบ้านและเสียงของใบบุญขัดขึ้นเสียก่อน

“เพิง เรากลับมาแล้ว”

“อยู่ในห้องทำงาน ลุงชัยมานะ” ชายหนุ่มรีบบอกตามระเบียบปฏิบัติ

“สวัสดีครับลุงชัย” ใบบุญยกมือขึ้นไหว้ เขาเล็งไปทางที่เพิงนั่งอยู่ คิดว่าอย่างไรเสียก็ต้องอยู่ข้างกัน

“เป็นเด็กดีจริงๆ” ลุงชัยชม

“บุญ ลุงชัยชมว่ามึงเป็นเด็กดี” เพิงบอกใบบุญตามที่ได้ยิน

“ขอบคุณครับ” ใบบุญยกมือไหว้อีกครั้ง

“ลุงชัยมามีอะไรหรือเปล่าครับ” ใบบุญอดเป็นห่วงไม่ได้ เขาถามอย่างนี้ทุกครั้งที่ลุงชัยมาหาเพิง เพราะกลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

“พ่อกับแม่คุณภามชนอยากเจอกู”

“จริงเหรอ” แม้แต่ใบบุญยังแปลกใจ

“จริง กูว่าจะไม่ไปแต่ลุงชัยตื้อให้กูไป” เพิงรีบฟ้องเพื่อนสนิท แต่ใบบุญกลับเห็นด้วยกับลุงชัย

“ไปก็ดีนะ ไปพูดคุยกับท่านเสียหน่อย เราไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น เผื่อมีเหตุให้ต้องติดต่อพวกท่าน ไม่เคยรู้จักกันจะลำบาก”

ใบบุญพูดมีเหตุผลทีเดียว ชายหนุ่มเริ่มคล้อยตาม

“ไปก็ไป แต่มึงไปกับกูด้วยนะ”

“ได้ ไปเมื่อไหร่ล่ะ” ใบบุญรับคำเพื่อน ถ้าเป็นเรื่องที่ทำได้เขาไม่เคยปฏิเสธอยู่แล้ว

“นั่นสิ ไปเมื่อไหร่ลุง” เพิงหันไปทางลุงชัย

“วันมะรืนเป็นไง คุณภามกับคุณวินไม่มีประชุมช่วงเย็น คุณดลกับคุณจันทร์ก็อยู่บ้านไม่ได้ไปไหน เพิงไปหาคุณภามที่บริษัท แล้วให้พาไปเจอที่บ้านได้เลย ไม่ต้องนัดล่วงหน้า” ลุงชัยออกความคิดเห็น

“ลุงนี่สมกับเป็นเลขาจริงๆ ตายไปแล้วก็ยังรู้ตารางงานทั้งเจ้านายเก่าเจ้านายใหม่” เพิงอดแซวลุงชัยไม่ได้ ก่อนหันไปถามใบบุญ

“ลุงชัยให้ไปวันมะรืน มึงว่างหรือเปล่า”

“ว่าง ไปได้”

“งั้นก็ตามนั้น ว่าแต่.....” ชายหนุ่มเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้

“คุณภามชนไม่ได้บอกพ่อกับแม่เหรอลุงว่าไม่มีเบอร์ผม ติดต่อผมไม่ได้ แล้วจะจะพาผมไปพบได้ยังไง” เพิงถามเรื่องที่ข้องใจ

“คุณภามชนก็พยายามอยู่” ลุงชัยตอบอ้อมแอ้ม

“พยายามอะไรลุง” เพิงเลิกคิ้ว ไม่แน่ใจว่าพวกเขาคุยเรื่องเดียวกันอยู่ไหม

ใบบุญมองเพื่อนด้วยความสงสัยแต่ยังไม่ถามอะไร อยู่ด้วยกันมานานเขาจึงรู้จังหวะดี

“คือ..” ลุงชัยยิ้มแห้ง “คุณภามให้คุณวินจ้างนักสืบเอกชนตามหาตัวเพิง”

“ขนาดนั้นเลยเหรอ!” ชายหนุ่มถึงกับร้องเสียงหลง เขารู้ว่าอีกฝ่ายคงสืบหาเขา แต่ไม่คิดว่าจะลงทุนขนาดนี้

“มีอะไรเหรอเพิง” ใบบุญตัดสินใจถามด้วยความเป็นห่วง เพิงจึงหันไปเล่ารายละเอียดให้ฟัง

“ไม่ต้องกังวล ลุงคอยดูให้อยู่ ถ้าตามใกล้เจอเดี๋ยวลุงบอกเอง” ลุงชัยรีบบอกให้สบายใจ

“งั้นผมไป ผมมีเรื่องต้องพูดกับคุณภามชนของลุงสักหน่อยเหมือนกัน”

สมควรเอาคำชมก่อนหน้านี้กลับคืนจริงๆ เพิงได้แต่เข่นเขี้ยวอยู่ในใจ

“งั้นเจอกันที่บริษัท” ลุงชัยเห็นท่าทางของเด็กหนุ่มแล้วคิดว่าควรรีบไปให้เร็วที่สุด

แต่ก่อนที่ลุงชัยจะเลือนหายไป เพิงก็รีบพูดขึ้นมา

“วันมะรืนลุกยืนเฝ้ารถคุณภามชนไว้ ตั้งแต่ที่บ้านยันไปถึงบริษัทเลยนะลุง อยู่มันในรถนั่นแหละไม่ต้องแวบไปไหน ผมจะได้มั่นใจว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นตอนผมต้องนั่งรถคันนั้น”

ลุงชัยหัวเราะออกมา “ได้ๆ ลุงจะเฝ้าให้ทั้งวันเลยเพิงไม่ต้องเป็นห่วง งั้นลุงไม่ลงไปรับเพิงนะ ขึ้นไปเองได้ใช่ไหม”

“ได้” จากการพูดคุยครั้งหลังสุด ทำให้ชายหนุ่มมั่นใจว่าจะไม่โดนโยนออกมา

“งั้นวันมะรืนเจอกัน”

“คุ้มครองรถดีๆ นะลุง” เพิงยังไม่วายตะโกนส่งท้ายก่อนลุงชัยจะเลือนหายไป

ใบบุญเดินไปรินน้ำใส่แก้ว แล้วกลับมานั่งข้างเพื่อนรัก ยื่นแก้วใบหนึ่งให้

“เพิงจะเล่าให้พ่อกับแม่คุณภามชนฟังแค่ไหน” ใบบุญถามเหมือนเช่นทุกครั้ง ต้องทำความเข้าใจกันก่อน

“เล่าทั้งหมด แค่ไม่บอกเรื่องลุงชัย”

“ถ้าถูกซักจนจนมุมล่ะ” ใบบุญถามต่อ

“ถ้าถูกซักจนจนมุมก็ทำเหมือนทุกครั้ง สูงสุดคือบอกว่าคนตายเป็นคนบอกแต่ไม่เอ่ยชื่อ แต่ถ้าสถานการณ์ไม่บีบมากก็ยืนยันคำเดิม บอกไปว่ามีคนบอก ให้เดากันเองว่าคนมีชีวิตคนไหนบอก”

“ก็เอาตามนั้น ถ้าต้องบอกเรื่องลุงชัยแล้วเกิดอะไรขึ้น เราจัดการสถานการณ์เอง”

ใบบุญเป็นแบบนี้เสมอ เป็นเพื่อนที่เหมือนพี่ชาย คอยปกป้องเขาตลอดเวลา ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ออกหน้าก่อนเสมอ

“ขอบใจนะบุญ”

“ไม่มีปัญหา” ใบบุญส่งยิ้มให้เพื่อนรัก



** ตอนค่ำๆ จะมาลงเพิ่มให้อีกตอนนะคะ







ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ ordkrub

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4153
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +341/-12
ขอบคุณครับ

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4067
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +330/-6
เรื่องถึงพ่อแม่ละ

ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 172
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ชอบ

และชอบที่ขนาดของตัวอักษร อ่านง่ายดี สีสบายตา

ออฟไลน์ darin

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1088
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2261/-45



** วันนี้มีลงสองตอนนะคะ ใครยังไม่ได้อ่านตอน 7 ย้อนกลับไปอ่านก่อนค่า



ตอนที่ 8 : ความจริง



เพิงเร่งความเร็วของฝีเท้า รีบเดินตรงไปหาใบบุญที่โต๊ะ วันนี้เขาออกไประชุมข้างนอก จึงนัดเจอกับเพื่อนที่ร้านกาแฟ ที่ตั้งอยู่ชั้นแรกของอาคาร

“มาแล้วๆ” ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงหอบนิดๆ

“จะนั่งพักก่อนไหมหรือจะไปเลย” ใบบุญถามเมื่อเห็นอาการหอบของเพื่อน

“ไปเลย กูมาสายแล้ว”

เพิงขึ้นไปที่ห้องทำงานของภามชนสองครั้งแล้ว จึงรู้วิธีหลบหลีกเป็นอย่างดี ตามวิธีที่ลุงชัยเคยพาไป เขาคิดว่าพอขึ้นลิฟต์ผู้บริหารไปถึงชั้นยี่สิบสามแล้ว ค่อยบอกพนักงานต้อนรับด้านหน้าว่ามาขอพบภามชน ถึงอย่างไรเขาก็ยังไม่อยากแลกบัตรอยู่ดี ไม่อยากให้อีกฝ่ายมีข้อมูลส่วนตัวของเขากับใบบุญ

แต่พอประตูลิฟท์เปิดออกที่ชั้นยี่สิบสาม ชายหนุ่มก็เห็นภามชนกับธาวินยืนรออยู่แล้ว ธาวินส่งยิ้มกว้างมาให้ ส่วนอีกคนมองมาด้วยดวงตาแฝงร้อยยิ้ม

“สวัสดีครับ คุณเพิง คุณอิง” ธาวินทักทาย

“สวัสดีครับ” เพิงกับใบบุญตอบพร้อมกัน ในใจนึกสงสัยว่าทั้งสองคนมายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้

ภามชนไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาสอบถาม ร่างสูงหมุนตัวกลับ เดินนำทุกคนไปยังห้องทำงานของตัวเอง



หลังจากนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ใบบุญเป็นฝ่ายเปิดการสนทนาขึ้น

“คุณภามชนกับคุณธาวินมีธุระไปไหนหรือเปล่าครับ ถ้ามีเชิญได้เลยนะครับเดี๋ยวพวกผมมาใหม่วันหลัง” ใบบุญถามเพราะเห็นทั้งคู่ยืนอยู่หน้าลิฟต์โดยสาร

“ไม่ได้ไปไหนครับ” ธาวินเป็นคนตอบคำถาม

“แล้วทำไมไปยืนอยู่หน้าลิฟต์ล่ะครับ” เพิงมองทั้งสองคนด้วยสายตาแปลกใจ ไม่ได้ไปไหนแล้วไปยืนอยู่ตรงนั้นทำไม

“ผมให้ทางทีมรปภ.คอยสังเกต ถ้าเห็นคุณมาให้แจ้งให้ผมทราบทันที” ภามชนตอบข้อสงสัยของเพิง

“อ๋อ” เพิงพยักหน้ารับรู้ โชคดีแค่ไหนที่คนพูดไม่ใช้คำว่า ‘ให้คอยจับตาดูเขา’

“ทำไมทำหน้าแบบนั้น” ภามชนถามเมื่อเห็นสีหน้าประหลาดของเพิง

“ผมแค่รู้สึกเป็นเกียรติแบบแปลกๆ ครับ”

“ฮ่าๆ” ธาวินหัวเราะเสียงดัง แต่เมื่อนึกบางอย่างขึ้นมาสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นจริงจังทันที

“ที่คุณเพิงมาคงไม่ใช่....” ธาวินละถ้อยคำที่เหลือไว้

“ไม่ใช่ครับ สบายใจได้ผมไม่ได้มาบอกเรื่องนั้น” เพิงรีบบอกเมื่อเห็นสีหน้าเป็นกังวลของธาวิน

“มาเพราะผมบอกให้มาหาบ่อยๆ หรือเปล่า”

“...” เพิงมั่นใจแล้วว่าเขาอยากได้นายน้ำแข็งไฟคนเก่ากลับคืนมา

ภามชนหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าของเพิง เป็นสีหน้าที่บอกความคิดของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน

“ถ้าอย่างนั้นคุณเพิงมาหานายภามทำไมครับ” ธาวินถามนำ เขาเชื่อว่าต้องมีเหตุผลที่เพิงและใบบุญแวะมาหา จึงไม่อยากให้ออกนอกเรื่องไปไกล

“เรื่อง...” เพิงเลื่อนสายตาจากธาวินไปหาภามชน สบตากับอีกฝ่ายตรงๆ

“ได้ข่าวว่าคุณพ่อของคุณภามชนอยากเจอผมไม่ใช่เหรอครับ”

จบประโยคของเพิง ภามชนกับธาวินสบตากันทันที ในดวงตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ

ธาวินกระแอมออกมาเบาๆ เขาส่งยิ้มเป็นมิตรให้กับเพิง

“ผมพอรู้ว่าคุณเพิงมักจะรู้ข้อมูลดีๆ เสมอ แต่นี่เล่นเอาผมขนลุกเลยนะครับ” ธาวินชูแขนให้ดู

“คุณบอกเรื่องนั้นกับพ่อแม่แล้ว?” เพิงเลือกที่จะถามภามชนแทน

“ผมบอกแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรให้ผมพูดแล้ว ที่บอกได้ผมก็บอกไปหมดแล้ว แต่เพื่อความสบายใจของผู้ใหญ่ ตกลงครับผมจะไป”

“ขอบคุณมาก ผมขอเวลาสักครู่”

ภามชนเดินไปที่โต๊ะทำงาน ยกหูโทรศัพท์ขึ้นโทรกลับไปที่บ้าน ธาวินตัดสินใจจะไปด้วย เขาโทรบอกพ่อของเขาให้ไปรวมตัวกันที่บ้านของภามชน

เพิงนึกดีใจที่เขาชวนใบบุญมาด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นห้าคนซักเขาคนเดียว เขาไม่รอดแน่



“เพิงคุณกับใบบุญไปรถวินก็ได้ถ้าไม่มั่นใจ” ภามชนพูดขึ้นขณะที่อยู่ในลิฟต์ ระหว่างลงไปยังลานจอดรถ ชายหนุ่มพูดเพราะรู้ว่าเพิงไม่อยากนั่งรถของเขา

“ไม่เป็นไรครับ วันนี้ผมมั่นใจว่ารถคุณปลอดภัย”

ภามชนประหลาดใจกับคำตอบที่ได้รับ ขณะที่เพิงคิดในใจว่าก็ลองไม่ปลอดภัยสิลุงชัยโดนดีแน่

“เพิงไปกับคุณภามชนนะ เราจะไปกับคุณธาวินเอง”

เพิงหันไปมองเพื่อนรัก เมื่อสายตาสบกันเขาก็รู้ว่าใบบุญต้องการคุยบางเรื่องกับธาวิน จึงรับคำ

ธาวินเลิกคิ้วขึ้น แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาเดินไปยังรถที่จอดอยู่ เปิดและปิดประตูให้ใบบุญก่อน ถึงจะอ้อมไปขึ้นรถฝั่งคนขับ



“คุณบุญมีอะไรจะพูดกับผมหรือเปล่าครับ” ธาวินถามขึ้นหลังจากขับรถออกมาได้พักหนึ่งแล้ว แต่ใบบุญก็ยังไม่มีทีท่าจะพูดถึงเรื่องที่ทำให้ตัดสินใจมารถคันเดียวกับเขา

“มีครับ”

“เชิญเลยครับ”

“ช่วยกรุณายกเลิกนักสืบเอกชนที่จ้างไว้ด้วยครับ” ใบบุญพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มที่ส่งมาให้อ่อนโยนเช่นเดิม แต่ก็เพียงพอจะทำให้ธาวินตกใจจนเกือบเผลอแตะเบรกรถ

“คุณธาวินทำได้ใช่ไหมครับ”

“เอ่อ..ครับ” ธาวินไม่รู้ว่าเขาควรจะพูดอะไรดี

“ถ้าคุณอยากรู้อะไรเกี่ยวกับเพิงถามผมได้ครับ ถ้าผมตอบได้ผมจะตอบ แต่ส่งคนไปสืบแบบนี้ ไม่ให้ความรู้สึกว่าเป็นคนรู้จักกันเลยนะครับ พวกเราเป็นคนรู้จักกันใช่ไหมครับ”

“ครับ ใช่ครับ” ธาวินรีบตอบ เขารู้สึกถึงเหงื่อที่ซึมออกมาตามไรผม แต่แผ่นหลังกลับรู้สึกเย็นเยือก

“ผมขอโทษด้วยที่ทำแบบนั้น แต่ผมไม่รู้ว่าจะติดต่อพวกคุณยังไง ก็เลย...” ธาวินพยายามหาคำพูดที่ดีที่สุด

“ไม่ใช่เพราะคิดว่าเพิงเป็นพวกหลอกลวง หรือถูกใครบางคนใช้มาเหรอครับ”

ธาวินกลืนน้ำลายลงคอ

“ไม่ว่าคุณธาวินให้คนมาสืบเพราะอะไร แต่หยุดเถอะครับ ผมไม่อยากเสียใจที่รู้จักกับคุณ”

“แน่นอนครับ ผมจะยกเลิกทันที”

“ขอบคุณมากครับ”

ธาวินทั้งรู้สึกผิดและรู้สึกเกรงใจคนที่นั่งอยู่เป็นอย่างมาก เมื่อมาคิดดูแล้วดูเหมือนไม่เคยมีใครทำให้เขาหนาวเย็นได้ โดยยังใช้น้ำเสียงอ่อนโยนและดวงตาเป็นมิตรแบบใบบุญมาก่อน

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

“เปล่าครับ” ธาวินรีบหันไปส่งยิ้มให้ใบบุญ ใครจะยอมรับเล่าว่าผู้ชายอกสามศอกอย่างเขากำลังกลัวผู้ชายตัวเล็กที่นั่งอยู่ด้านข้าง



ในรถอีกคันหนึ่ง

“ใบบุญมีอะไรจะพูดกับนายวินใช่ไหม” ภามชนถามชายหนุ่มที่นั่งด้านข้าง

“รู้ได้ยังไงครับ”

“ปกติพวกคุณไม่แยกกัน”

“มีครับ ป่านนี้คงพูดแล้ว” เพิงคาดเดาจากเวลา

“เรื่องอะไรบอกได้ไหม” ภามชนถามต่อ

“เรื่องที่คุณธาวินจ้างนักสืบเอกชนตามผมไงครับ บุญบอกว่าจะเป็นคนคุยเอง”

“งั้นเหรอ” ภามชนพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ แต่ใครจะรู้ว่าในใจเขาคิดอะไร ชายหนุ่มกำลังคิดว่าเขาควรนิ่งไว้ ปล่อยให้ธาวินโดนไปคนเดียวดีกว่า

ภามชนเลิกคิดจะถามไปแล้วว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องนักสืบได้อย่างไร หนึ่งคือรู้ว่าจะไม่ได้รับคำตอบแน่นอน สองคือเขาเริ่มชินและไม่แปลกใจแล้วที่อีกฝ่ายรู้ในสิ่งที่ไม่น่าจะรู้

“คุณทานอะไรมาหรือยัง” ชายหนุ่มเปลี่ยนเรื่องคุย

“ทานกลางวันมาแล้วครับ”

“คุณแม่ผมคงชวนคุณทานข้าวเย็น” ภามชนคาดการณ์

“ไม่กินได้ไหมครับ” เพิงถามออกไปตรงๆ เรื่องนี้เขามีประสบการณ์ค่อนข้างมาก ยิ่งอยู่นานเวลาที่จะถูกซักไซ้ก็จะนานขึ้นไปด้วย

“ทำไมครับ”

หือ?? เพิงหันไปมองคนพูด ผู้ชายนิ่งๆ ดูเย็นชา พอพูดคำว่าครับด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มหู ดูเหมือนจะทำให้สาวๆ ละลายได้เลย

“ผมไม่อยากให้มีเวลาสอบถามมากนักครับ กับคุณผมจะปฏิเสธยังไงก็ได้ แต่กับผู้ใหญ่ผมไม่ควรแสดงกิริยาหยาบคายแบบนั้น” เพิงเลือกที่จะตอบออกไปตามตรง

ภามชนหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนที่นั่งอยู่ ชายหนุ่มนึกชื่นชมอีกฝ่าย น้อยคนนักที่จะพูดถึงการกระทำของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำดีงามไปทั้งหมด

“ถ้าคุณอยากกลับหรือรู้สึกอึดอัดก็บอกผมได้ ผมจะพาคุณกลับเอง ตอนไหน เมื่อไหร่ก็ได้”

“ได้เหรอครับ” เพิงถามย้ำให้แน่ใจ

“ได้สิ”

“ขอบคุณครับ”

เพิงเริ่มจำไม่ได้แล้วว่าเขาเคยอึดอัดเวลาอยู่ใกล้ภามชนมากแค่ไหน เพราะตอนนี้ในพื้นที่เพียงไม่กี่เมตร เขารู้สึกสบายใจ



บ้านพ่อแม่ของภามชนตั้งอยู่ในหมู่บ้านขนาดใหญ่แถบชานเมือง เพิงมองด้วยสายตาทึ่ง เขาประมาณพื้นที่คร่าวๆ คงหลายไร่ ตัวบ้านตั้งอยู่กลางสวนสวย มองเห็นสระว่ายน้ำอยู่ไกลๆ ความรวยมันสวยงามแบบนี้นี่เอง

เพิงลงจากรถพร้อมๆ กับใบบุญ พวกเขาเดินมารวมตัวกัน

“เชิญครับ ข้างในน่าจะรอกันแล้ว”

เพิงสบตากับใบบญเพื่อส่งกำลังใจให้กันและกัน ตั้งแต่ยุ่งเรื่องพวกนี้มา พวกเขายังไม่เคยเจอคนรวยระดับนี้ จึงไม่รู้ว่าจะคุยด้วยยากน้อยเพียงใด



ภามชนเริ่มต้นด้วยการแนะนำให้ทั้งฝ่ายรู้จักกัน เพิงกับใบบุญพยายามไหว้ให้ดูนอบน้อมที่สุด

“สวัสดีครับ”

“สวัสดีจ้ะ ชื่อของเพิงกับบุญเพราะดี ฟังไม่ซ้ำใคร” คุณจันทร์สิริ แม่ของภามชนยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ท่าทางใจดี เพิงกับใบบุญจึงรู้สึกใจชื้นขึ้น

“ผมเกิดวันเข้าพรรษาครับ แม่ก็เลยตั้งชื่อให้ว่าพรรษา” เพิงพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ในน้ำเสียงมีความเคารพนบน้อม ภามชนมองด้วยแววตาเต็มไปด้วยความขบขัน สงสัยว่านี่ใช่คนเดียวกับที่เถียงเขาปาวๆ หรือเปล่า

“ส่วนผม พ่อกับแม่อยากมีลูกมากแต่ก็ไม่มีสักทีครับ เลยไปทำบุญขอพร ตระเวนไหว้พระหลายวัดมาก พอผมเกิดก็เลยตั้งชื่อว่าใบบุญ หมายถึงอาศัยใบบุญมาเกิดครับ” ใบบุญเล่าให้ฟังบ้าง

บรรยากาศการสนทนาดูผ่อนคลาย แต่ถึงอย่างนั้นเพิงก็ไม่ลดการระวังตัวลง เขาคิดว่าใบบุญก็คงเหมือนกัน

“ทานอะไรกันมาหรือยัง จะทานก่อนไหม” คุณธนดล พ่อของภามชนถามขึ้น

“เรียบร้อยแล้วครับคุณลุง ขอบคุณมากครับ” เพิงตอบคำถาม สายตาเหลือบไปเห็นลุงชัยยืนอยู่ข้างหลังอีกฝ่าย

ลุงชัยอยู่กับพ่อของภามชนมานาน ได้รับทั้งความรักและความเมตตา ป่วยไข้ช่วยดูแล ให้ลูกชายคนเดียวของตนเองเรียกว่าลุงชัยทุกคำ ไม่เคยเห็นเป็นลูกน้อง ข้อมูลเหล่านี้เป็นลุงชัยที่เล่าให้เขาฟัง

“ถ้าอย่างนั้นลุงขอเข้าเรื่องเลยนะ” คุณธนดลเริ่มต้น

“ได้ครับคุณลุง เพียงแต่ว่าบางเรื่องผมอาจจะพูดไม่ได้ แต่ผมจะพูดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ” เพิงมองพ่อของภามชนด้วยสายตาของเด็กมองผู้ใหญ่ที่นับถือ

คุณธนดลส่งยิ้มใจดีมาให้ “ได้สิ เอาที่เพิงสะดวกใจเลย”

“ขอบคุณครับ” เพิงยกมือขึ้นไหว้อีกฝ่ายด้วยความโล่งใจ

“เริ่มจากเล่าให้พวกเราฟังอีกรอบได้ไหม อาอยากฟังจากปากของเพิงเอง” คุณธนทัต พ่อของธาวินพูดขึ้นบ้าง

“ได้ครับ” พรรษาตอบรับ แล้วหันไปทางใบบุญ

“ถ้าฉันเล่าตกหล่นตรงไหนบุญช่วยเสริมด้วยนะ”

“ได้” ใบบุญรับคำ

เพิงใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่ในการเล่าเรื่องทั้งหมดที่ได้ฟังมาจากลุงชัย แทบจะเรียกว่าถอดกันมาคำต่อคำเลยทีเดียว

“แต่เพิงยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ใช่ไหม” คุณธนดลถามย้ำอีกครั้ง

“ครับ ผมคิดว่าแม้แต่คนที่รับจ้างมาก็ยังไม่รู้ น่าจะรอคำสั่งอยู่เหมือนกัน”

“ไม่มีการลอบยิงใช่ไหม”

“คิดว่าไม่มีครับ ต้องการให้ดูเป็นอุบัติเหตุมากกว่า”

คุณธนดลพยักหน้า

“คุณลุงพอเดาได้ไหมครับว่าเป็นใคร” ใบบุญถามขึ้น

“ลุงคิดไม่ออก ผู้ถือหุ้นใหญ่สุดของบริษัทคือลุงกับอาทัต ไม่ใช่ภาม”

“ผมเคยสงสัยคุณวินครับ” เพิงหลุดปากออกมา

“ผมเหรอ?!” ธาวินชี้นิ้วเข้าหาตัวเองด้วยสีหน้าเหรอหรา เสียงหัวเราะจึงดังขึ้น ช่วยให้บรรยากาศคลายความตึงเครียดลง

“ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักคุณวินนี่ครับ เลยนึกว่าเหมือนในละคร หักเหลี่ยมชิงสมบัติกันแบบนั้น”

“คุณเพิง! หาเหาใส่หัวผมแล้ว” ธาวินโอดครวญ

“ผมว่าเราเรียกดนุตมาดีไหม” คุณธนทัตหันไปถามพี่ชาย ดนุตคือนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เป็นญาติห่างๆ แต่สนิทสนมกันดีกับทั้งสองบ้าน

“อย่าเพิ่งเลย” พ่อของภามชนห้ามไว้

เพิงเดาได้ทันทีว่าเพราะอะไรถึงขอความช่วยเหลือจากตำรวจไม่ได้ เขาจึงเสนอตัวเองขึ้น

“คุณลุงครับ บอกว่าผมเป็นคนได้ยินได้ไหมครับ น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว”

พ่อของภามชนเงียบไป ราวกับกำลังตัดสินใจอยู่

“ที่จริงผมคิดได้หลังจากไปเจอคุณภามชนครับ พอโดนโยนออกมาจากบริษัทผมถึงคิดได้ว่าน่าจะบอกแบบนี้มากกว่า ดูน่าเชื่อถือกว่า” เพิงกึ่งเล่ากึ่งฟ้อง

“ภามไม่เห็นเล่าให้แม่ฟังเลยว่าโยนน้องออกมา” คุณจันทร์สิริหันไปไล่เบี้ยกับลูกชาย

“ผมไม่ได้โยนครับ” ภามชนรีบปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นดวงตาวาวๆ มองมา จึงจำเป็นต้องพูดต่อ

“แค่ให้รปภ.สองคนพาออกไปส่งหน้าตึกเท่านั้นครับ”

“ภามนะภาม” คุณจันทร์สิริดุลูกชาย เพิงมองด้วยสายตาเบิกบานใจ การมีคนหนุนหลังนี่มันดีจริงๆ

“แต่เพิงจะปลอดภัยหรือถ้าบอกแบบนั้น ถ้าข่าวรั่วออกไปพวกนั้นจะเข้าใจว่าเพิงเห็นหน้านะ” คุณธนดลยังตัดสินใจไม่ตก

“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าเลยครับ” ภามชนปฏิเสธทันที

“แค่เพิงมาบอกก็เสี่ยงมากแล้ว อย่าให้ต้องเป็นอันตรายเพราะเรื่องผมเลยครับ”

“บอกแค่คุณดนุตคนเดียวได้ไหมครับ กับตำรวจท่านอื่นก็บอกไปว่ามาจากแหล่งข่าวที่ไม่สามารถเปิดเผยตัวได้เพื่อความปลอดภัย แบบนี้น่าจะใช้ได้แล้ว” เพิงออกความคิดเห็น

“อย่าเลย” ภามชนหันมาสบตาเขา สั่งด้วยสายตาว่าอย่าพูดอะไรอีก แต่มีหรือเพิงจะเชื่อฟัง

“ผมดูแลตัวเองได้ครับ ไม่อย่างนั้นคงไม่ตัดสินใจมาบอกตั้งแต่แรก” เขาให้ความมั่นใจกับพ่อของภามชน

“เพิง” ใบบุญเรียกเพื่อนพร้อมกับแตะที่แขนเบาๆ “ขอเราคุยด้วยหน่อย”

หลังจากนั้นใบบุญก็หันไปบอกกับทุกคน

“ผมขอคุยกับเพิงสักครู่นะครับ ต้องขอโทษที่เสียมารยาท แต่ผมอยากขอปรึกษาบางอย่างกับเพิงก่อน”

“ตามสบายเลย” คุณธนดลเอ่ยปากอนุญาต

ใบบุญยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณพ่อของภามชน ก่อนดึงเพิงออกไปนอกประตู ดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครได้ยิน

“มีอะไร” เพิงมองใบบุญ เขาไม่รู้ว่าเพื่อนเรียกออกมาทำไม

“เพิงจะเอาแบบนั้นจริงๆ ใช่ไหม”

“อืม กูว่าปลอดภัยนะ ไม่เป็นอะไรหรอก”

“เราไม่ได้กลัวเรื่องนั้น แต่ถ้าเพิงบอกแบบนั้นแปลว่าเพิงจะเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้เต็มตัวนะ ไม่ใช่แค่ส่งข่าว แต่กำลังเข้าไปช่วย”

เพิงขมวดคิ้ว เขาไม่ทันคิดถึงเรื่องนี้จนใบบุญพูดขึ้นมา

“มึงว่ากูไม่ควรทำใช่ไหม” เพิงขอความคิดเห็นจากเพื่อน

“เปล่า เราแค่ไม่แน่ใจว่าเพิงรู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมา ถ้ารู้ตัวแล้วอยากช่วยเราก็เอาด้วย”

เพิงใช้เวลาคิดครูหนึ่ง สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปให้กับตัวเอง

“ทำ กูอยากทำ”

“โอเค ถ้าอย่างนั้นเพิงก็ต้องบอกทุกคนว่าเพิงเห็นคนตาย”

“ต้องบอกด้วยเหรอ” เพิงชักไม่แน่ใจ เขาไม่ชอบให้ใครมองเขาเป็นตัวประหลาด

“ต้องบอก ไม่อย่างนั้นเพิงจะอึดอัด บอกข้อมูลอะไรก็ยาก จะไปหาข้อมูลอะไรก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ถ้าเรื่องนี้จบไม่สวย เพิงจะเสียใจทีหลังว่าไม่ได้ทำเต็มที่ แต่ถ้าไม่อยากบอกก็อย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้ แค่คอยส่งข่าวให้เหมือนเดิมก็พอ”

ใบบุญพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะรู้จักเพื่อนดี ถึงต้องคอยบอกคอยเตือนกัน

เพิงเดินกลับไปกลับมา ไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไรดี เขาใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งจึงคิดตก

“บอกเถอะ ถ้ามันไม่เป็นอย่างที่คิด เราก็แค่เดินออกมาแล้วลืมมันซะ”

“บอกก็ได้ แต่บอกเฉพาะคุณภามชนกับคุณธาวินได้ไหม”

“ไม่ได้ สุดท้ายเขาก็บอกพ่อแม่อยู่ดี”

“ก็ให้คุณภามชนเป็นคนบอก”

“เพิง ที่ต้องมาวันนี้ก็ไม่ใช่เพราะเขาอยากได้ยินจากปากเพิงเองเหรอ”

“ก็ได้ ตกลง”

“สู้ๆ เราจะช่วยเพิงพูดเอง” ใบบุญจับมือที่เย็นเฉียบของเพิงมาบีบเพื่อให้กำลังใจเพื่อนรัก เขารู้ว่าเพิงกังวลเรื่องอะไร ใครไม่เคยเจอย่อมไม่รู้ว่ากว่าที่เพื่อนของเขาจะผ่านมาได้ยากเย็นเพียงใด

เพิงพ่นลมหายใจยาวก่อนสูดลมหายใจกลับเข้าไป เขาส่งยิ้มให้กับใบบุญ

“โอเค ไปกันเถอะ”

“อืม” พวกเขาต่างส่งยิ้มให้กำลังใจกันและกัน











ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5455
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ HamsteR

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 139
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-1

ออฟไลน์ stormphoenix

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2267
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +154/-3
ธาวิน กลัวเมียใช่ไหม อิอิ

ออฟไลน์ PoyPay

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 252
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
แอบชอบใบบุญจัง...
airtime ไม่มาก แต่คุณภาพจัดเต็ม... คุคุ...

ออฟไลน์ เป็ดอนุบาล

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1427
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2

ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 172
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
 :katai2-1:     

 :katai2-1:

 :katai2-1:

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4067
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +330/-6
ได้ตกใจกันเป็น Set

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2443
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +230/-3
มีอึ้งกัน แต่คงมีอ๋อด้วยแหละ

ออฟไลน์ darin

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1088
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2261/-45


ตอนที่ 9 : ความจริง (2)



เพิงกับใบบุญเดินกลับเข้ามาในห้องรับแขก หลังจากนั่งประจำที่ตัวเองแล้ว ใบบุญเป็นคนเริ่มบทสนทนาขึ้นก่อน

“เพิงมีเรื่องอยากบอกให้ทุกคนทราบครับ ผมอยากรบกวนให้ฟังเพิงจนจบก่อน มันอาจจะเชื่อยากสักนิด แต่ผมเป็นเพื่อนเพิงมานาน ผมกล้ายืนยันว่าสิ่งที่เพิงพูดเป็นเรื่องจริง”

สายตาแต่ละคู่ที่มองมาแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ที่เหมือนกันคือความสงสัยและรอคอย

“เพิงมีอะไรก็พูดมาเถอะ ลุงพร้อมฟัง” คุณธนดลพูดด้วยน้ำเสียงผู้ใหญ่ใจดี เมื่อเห็นสีหน้าลังเลและไม่แน่ใจของเพิง

“ครับ..คือ..” ชายหนุ่มกวาดสายตาไปรอบๆ

ผมจะบอกว่า...” เพิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

“เพิง” ใบบุญกระตุ้นเพื่อนรักเมื่ออีกฝ่ายเงียบไป

“ผมจะบอกว่า คนที่มาบอกเรื่องนี้กับผมคือคนที่ตายไปแล้วครับ”

!!!

ทันทีที่เพิงพูดจบประโยค ภายในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงัน ราวกับไม่มีผู้คนอยู่เลย ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอ สีหน้าแย่ลง

“ที่ผมต้องการบอกก็คือ ผมสามารถมองเห็นและสื่อสารกับวิญญาณได้ครับ”

“เดี๋ยวครับ!! คุณเพิงกำลังจะบอกว่าตัวเองเห็นผีเหรอคร้บ!” น้ำเสียงของธาวินเต็มไปด้วยความประหลาดใจและยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

“ใช่ครับ”

คุณธนดลและคุณธนทัตสบตากัน พวกเขากำลังประเมินว่าควรเชื่อเรื่องที่เด็กหนุ่มพูดหรือไม่

เมื่อไม่มีใครกล่าวอะไร เพิงจึงหันไปทางภามชน

“คุณภามชนจำได้ไหมครับ คุณเคยสงสัยว่าทำไมคนที่บอกผมถึงรู้ เพราะคนพวกนั้นไม่น่าประมาทขนาดพูดให้คนอื่นได้ยิน และเพราะแบบนั้นคุณถึงสงสัยผม ไม่เชื่อใจผม ตอนนั้นผมไม่ได้ตอบ แต่ตอนนี้ผมบอกได้แล้วครับ เพราะไม่ใช่คนที่ได้ยิน ถึงไม่มีใครสังเกตเห็นครับ”

ชายหนุ่มพยายามรักษาความสงบภายนอกเอาไว้ แต่ภายในหัวใจของเขาเต้นแรงมาก มือทั้งสองข้างเย็นเฉียบ

“ผมไม่อยากจะเชื่อเลย” สีหน้าของธาวินเป็นไปตามคำที่เขาพูด เพิงเกือบถอดใจแล้วถ้าไม่ได้ยินประโยคถัดไป

“แต่มันก็ตอบทุกโจทย์ที่เราเคยสงสัย ว่าคุณเพิงรู้เรื่องที่ไม่ควรรู้ได้ยังไง”

“ใช่ครับ นั่นคือเหตุผลที่ผมสามารถเข้าไปในบริษัทของคุณได้โดยไม่มีใครขัดขวาง ผมคงทำไม่ได้ถ้าไม่มีใครช่วยบอกทางให้”

“เพิงบอกผมได้ไหมว่าเป็นใคร” ภามชนไม่ได้บอกว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่จากคำถามของอีกฝ่ายก็ทำให้เพิงอุ่นใจขึ้น

“ไม่ได้ครับ” เป็นเรื่องเดียวที่เพิงยังยืนยันคำตอบเดิม

“เขาหรือเธอไม่ให้คุณบอกเหรอ”

“ไม่ใช่ครับ เป็นผมเองที่ไม่บอก” เพิงยอมรับตามตรง

“ทำไม”

เพิงมองไปรอบๆ ทุกสายตาตั้งตารอฟังคำตอบของเขา

“เพราะความผูกพันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวที่น่ากลัวครับ” เพิงถอนหายใจยาว อดนึกถึงหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่ได้

“เมื่อก่อนผมก็เคยบอกครับ แต่ผลมันออกมาไม่ดีนัก ถ้าเรารู้ว่าคนตายยังอยู่ โดยเฉพาะคนที่เรารัก คนที่เราผูกพัน สุดท้ายเราจะเอาแต่พะวงหา คิดว่าเค้ายังอยู่ ยึดติดกันไว้ทั้งๆ ที่ตายจากกันไปแล้ว การรับรู้ไม่ได้ทำให้สบายใจ แต่ทำให้เป็นภาระในใจมากกว่า ทำให้บางคนก้าวต่อไปไม่ได้ ความจริงบางอย่างจึงไม่ควรพูดและไม่ควรรับรู้ครับ” เพิงพยายามอธิบาย เขาได้แต่หวังว่าทุกคนจะเข้าใจ

“ผมจึงตั้งกฎกับตัวเองว่าผมจะไม่บอกถึงการมีอยู่ของพวกเขา คนตายไปแล้วก็ควรจากไปครับ ไม่ควรยึดติดหรือผูกพันกับโลกใบนี้อีก หวังว่าทุกคนจะเข้าใจผมนะครับ”

แม้จะรู้ว่าถึงไม่บอกก็อาจจะคาดเดากันได้ แต่การคาดเดากับการได้รับการยืนยันไม่เหมือนกัน

“ป้าเข้าใจที่เพิงพูด” คุณจันทร์สิริพูดเสียงเบา เธอเองศึกษาพระธรรมคำสอนมาโดยตลอด จึงเข้าใจสิ่งที่เด็กหนุ่มต้องการสื่อ

แม้สีหน้าของทุกคนยังเต็มไปด้วยความประหลาดใจปนไม่อยากเชื่อ แต่ก็ไม่มีใครที่มองว่าเขาเป็นพวกเพ้อเจ้อ พูดจากหลอกหลวง เพิงหันไปส่งสายตาโล่งอกให้กับใบบุญที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว

“เพราะแบบนี้เพิงถึงรู้ว่าดนุตเป็นตำรวจใช่ไหม” คุณธนดลถามขึ้นหลังจากฟังทุกคนพูดจนจบ

“ครับ?” เพิงตามคำถามไม่ทัน

“ตอนที่ทัตพูดถึงดนุต ทัตไม่ได้พูดว่าดนุตเป็นตำรวจ”

“ใช่ครับ” เพิงหัวเราะเสียงแห้ง เพิ่งรู้ตัวว่าพลาดไป ในตอนนั้นลุงชัยคอยบอกข้อมูลอยู่ข้างหู เขาจึงรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

“ถ้าอย่างนั้น..” ธาวินมองไปรอบๆ “ตอนนี้อยู่ไหมครับ”

เพิงส่งยิ้มไปให้แทนคำตอบ ธาวินจึงคิดได้ว่าอีกฝ่ายคงไม่ตอบ เขาจึงเปลี่ยนคำถามแทน

“แล้วทำไมคนที่บอกถึงไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหนเมื่อไหร่ครับ”

เพิงยิ้มแห้ง คนเข้าใจเรื่องวิญญาณผิดๆ มาอีกคนหนึ่งแล้ว

“วิญญาณก็คือคนที่ตายไปแล้วครับคุณธาวิน ไม่สามารถหยั่งรู้ได้ เขาไม่ได้รู้ทุกเรื่องแต่รู้ในสิ่งที่เขาได้ยินมา คิดภาพตามง่ายๆ ก็เหมือนคนแอบฟัง รู้เยอะกว่าเพราะไม่มีใครเห็นเท่านั้นเองครับ” เพิงอธิบายให้ธาวินฟัง

“อ๋อครับ” ธาวินพยักหน้าว่าเขาเข้าใจแล้ว

“ทำไมเพิงถึงเปลี่ยนใจยอมบอก” ภามชนถามในสิ่งที่อยากรู้ เพิงจึงชี้นิ้วไปทางเพื่อนรัก

ใบบุญยิ้มรับ เขาตอบภามชนเหมือนที่เคยพูดกับเพิง

“มาถึงขั้นนี้แล้ว เพิงกับผมต้องคิดว่าเราจะเอายังไงครับ ไม่อยากทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ บอกไปแบบนี้เพิงจะทำอะไรได้ง่ายขึ้น”

“แล้วถ้าพวกผมไม่เชื่อคุณ” ธาวินมองใบบุญ

“เราก็แค่เดินออกจากบ้านหลังนี้ไปครับ” ใบบุญตอบพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้า

ธาวินหัวเราะออกมาเบาๆ

“อย่าเลยครับ อยู่ก่อนเถอะ” ที่เขาต้องรีบพูดเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายจะทำแบบนั้นจริงๆ

บรรยากาศตึงเครียดเริ่มผ่อนคลาย เพิงยังคงตอบข้อสงสัยเล็กๆ น้อยๆ จากเจ้าของบ้านและน้องชาย จู่ๆ แม่ของภามชนก็พูดขึ้นมากลางวงสนทนา

“ป้าเปลี่ยนรหัสตู้เซฟไปเมื่อวานแต่ลืมว่าตั้งรหัสอะไร ยังคิดว่าจะเรียกช่างทำตู้เซฟมาเปิดให้ เพิงพอรู้รหัสไหมจ้ะ”

“แม่ครับ” ภามชนเรียกมารดาของตนเอง “เพิงบอกว่าไม่ได้รู้ทุกเรื่อง”

“แม่แค่ลองถามดูจ้ะ”

เพิงหลับตาลงแล้วตั้งสมาธิ เขาพูดบางอย่างในใจ

“ท่านเจ้าที่ครับ ท่านเจ้าที่พอรู้ไหมครับ ช่วยคุณป้าหน่อย”

ผ่านไปครู่หนึ่งเพิงจึงลืมตาขึ้น เขาค้นกระเป๋าตัวเอง หยิบกระดาษกับปากกาออกมา เขียนตัวเลขห้าหลักลงไป พับกระดาษแล้วยื่นให้กับแม่ของภามชน

“คุณป้าเปิดแล้วอย่าลืมเปลี่ยนใหม่นะครับ”

“ขอบใจเพิงมา” คุณจันทร์สิริส่งยิ้มขอบคุณเด็กหนุ่ม เธอหยิบกระดาษก่อนลุกเดินออกไปจากห้องรับแขก

ในตอนนั้นเองเพิงถึงรับรู้บรรยากาศโดยรอบ ทุกคนกำลังมองมาที่เขาด้วยสีหน้าอึ้งปนทึ่ง ภายในห้องเงียบจนเข็มตกสักเล่มยังได้ยิน

เอ่อ หรือเขาจะตัดสินใจผิดที่บอกรหัสไป

“ผมเป็นคนดีครับไม่ใช่โจรแน่นอน” ชายหนุ่มรีบออกตัว

ใบบุญอยากเขย่าเรียกสติเพื่อนนัก จะได้รู้ว่าทำอะไรลงไป พรรษาเห็นสีหน้าเพื่อนจึงส่งยิ้มแห้งไปให้ เขาทำไปแล้วถึงเพิ่งคิดได้ว่าไม่ควรบอกว่าเขารู้

คุณธนดลเป็นคนแรกที่หัวเราะออกมา

“ไม่ต้องกังวล ไม่มีใครคิดว่าเพิงเป็นแบบนั้น ถ้าเป็นโจรจริงไม่บอกรหัสไม่ดีกว่าเหรอ จะได้ขโมยของได้”

“ใช่ไหมครับ” เพิงหัวเราะออกมาอย่างโล่งอก บอกตัวเองว่าคราวหลังต้องคิดให้มากกว่านี้

เพียงครู่เดียวแม่ของภามชนก็เดินกลับเข้ามา

“ขอบใจเพิงมากจ้ะ ป้าเปิดได้แล้ว”

ภามชนมองเพิงด้วยสายตาจริงจัง เดิมเขาทั้งเชื่อและไม่เชื่อไปพร้อมกัน คราวนี้คงไม่สามารถปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้แล้ว เพิงมองเห็นผีจริงๆ

“แล้วคุณบุญเห็นไหมครับ” เมื่อความจริงพิสูจน์ออกมาแล้ว ธาวินจึงเกิดข้อสงสัยขึ้นมา

“ไม่เห็นครับ ต้องอาศัยเพิงเล่าให้ฟัง” ใบบุญตอบไปตามความจริง

“ตอนนี้เราก็ได้รู้ที่มาที่ไปแล้ว มาปรึกษากันอีกที” คุณธนดลกลับเข้าเรื่องอีกครั้ง

“ถ้าอย่างนั้นผมขอเล่าเพิ่มเติมจากที่เคยเล่าไว้ ในส่วนที่ไม่ได้เล่าก่อนหน้านี้ครับ”

ทุกคนหันมาตั้งใจฟังเพิงพูด

“ก่อนอื่นผมจะแทนด้วยคำว่า ‘เพื่อนของผม’ นะครับ” เพิงไม่เคยใช้คำว่าผี เขาจึงต้องบอกกับทุกคนก่อน

“เพื่อนของผมเคยตามไปจนถึงบ้าน แต่เข้าบ้านไม่ได้เพราะเจ้าที่ไม่ให้เข้า จึงไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม นอกจากที่ได้ยินในวันนั้น” เพิงหยุดนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ

“ทีแรกพวกผมคิดจะแจ้งตำรวจไปจับในระหว่างที่กำลังก่อคดีอื่น แต่บุญทักว่าพวกนี้แค่รับจ้าง เปลี่ยนจากกลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มอื่นอยู่ดี อย่างน้อยตอนนี้เราก็ยังมีข้อมูลอยู่บ้าง ผมเลยไม่ได้ทำ”

“เพิงรู้ใช่ไหมว่าที่พักของพวกมันอยู่ที่ไหน” พ่อของธาวินถามขึ้น

“ทราบครับ ผมกับบุญเคยขับรถไปดู” เพิงพูดโดยไม่คิดอะไร แต่ใครบางคนสีหน้าเคร่งขรึมทันที

“เรื่องอันตรายอย่างนั้นวันหลังอย่าทำ”

“ไม่อันตรายครับ ผมแค่ขับรถไปดูบ้านไม่ได้แอบเข้าไป” เพิงตอบภามชน

“ถ้างั้นเพิงเขียนแผนที่ให้ลุงหน่อย”

“เดี๋ยวผมเขียนให้ครับ” ใบบุญรีบอาสา เพราะเพิงเป็นคนบอกทางได้แย่มาก

“ตอนนี้เพื่อนของผมก็พยายาระวังให้อยู่ครับ แต่อย่างที่บอกไป เพื่อนของผมไม่ได้รู้ทุกอย่าง ถ้าจังหวะไม่ดีอาจอยู่ผิดที่ผิดเวลา ดังนั้นคุณภามชนก็ต้องดูแลตัวเองด้วย”

“ครับ” ภามชนตอบรับ เขารู้ว่าชายหนุ่มพูดด้วยความเป็นห่วงเขาจริงๆ

“พรุ่งนี้ผมขอไปที่บริษัทได้ไหมครับ อยากลองไปดูสักครั้ง เผื่อจะฝากฝังหรือถามข้อมูลอะไรจากแถวนั้นได้บ้าง”

“ได้สิ ให้ผมไปรับไหม”

“ไม่ต้องครับ” เพิงรีบปฏิเสธทันที ยังไงก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้ที่อยู่ ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจ แต่ที่ผ่านมาเมื่อจัดการธุระจบแล้ว คนเหล่านั้นมักพาคนอื่นมาหาพวกเขาที่บ้านเพื่อขอให้ช่วย ดังนั้นพวกเขาจึงปิดบังเอาไว้เพื่อความสงบสุขในชีวิต

“พรุ่งนี้เพิงไม่ต้องทำงานเหรอจ๊ะ รบกวนหรือเปล่า”

“ผมทำงานฟรีแลนซ์ครับ บุญทำงานส่วนตัว พวกเราทำงานที่บ้านทั้งคู่ นานๆ ถึงออกไปประชุมที” เพิงตอบคำถามแม่ของภามชน

“ถ้าอย่างนั้นป้ากับลุงรบกวนเพิงด้วย”

“ผมเต็มใจครับ” เพิงส่งยิ้มให้อย่างจริงใจ สายตาของเขาเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนผนังที่อยู่ด้านหลังพอดี จึงหันไปสบตากับใบบุญเพื่อส่งสัญญาณ

“ถ้าผมได้ข้อมูลเพิ่มเติมจะรีบแจ้งให้ทราบนะครับ ส่วนเรื่องที่จะขอความช่วยเหลือจากตำรวจ ก็บอกว่าเป็นผมได้เลยครับ ผมยินดีช่วย”

“ขอบใจเพิงมาก” คุณธนดลกล่าวขอบคุณเด็กหนุ่ม

“ถ้าอย่างนั้นผมกับบุญขอตัวกลับก่อนนะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยขอตัวเมื่อเห็นว่าการพูดคุยเรียบร้อยแล้ว

“อยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนสิ” คุณจันทร์สิริรีบห้ามไว้ เธอรู้สึกถูกชะตากับเด็กหนุ่มทั้งสองคน

“ขอบคุณมากครับ พอดีผมกับบุญมีธุระต่อครับ”

“งั้นก็ไปเถอะวันหลังค่อยแวะมาทานข้าวด้วยกัน ภามออกไปส่งเพิงด้วย” คุณธนดลบอกลูกชาย

“ครับพ่อ”

เพิงกับใบบุญไหว้ลาผู้ใหญ่ทุกคนในห้อง ก่อนจะเดินตามภามชนออกไป

“เดี๋ยวเพิง” คุณธนดลลุกขึ้นยืนและเรียกชายหนุ่มเอาไว้ เพิงจึงหยุดยืนรอ

“ลุงคิดว่าลุงรู้ว่าใครเป็นคนบอกเพิง ฝากบอกชัยด้วยว่าขอบใจมาก ลุงยังระลึกถึงเขาเสมอ”

เพิงมองไปทางด้านหลังของคุณธนดล นั่นไง! ลุงชัยตารื้นเลย

“เขาได้ยินที่คุณลุงพูดแล้วครับ ฝากให้บอกว่าบุญคุณท่านท่วมหัว ยังไงก็จะปกป้องคุณภามชนให้ดีที่สุดครับ”

“ขอบใจ” พ่อของภามชนเองก็คล้ายกับมีน้ำตาคลอ

“คุณลุงจะบอกคนอื่นไหมครับ” เพิงถามด้วยน้ำเสียงลังเล

“ไม่ ลุงเข้าใจที่เพิงพูด ชัยเองก็เสียมาเกือบสามปีแล้ว คงไม่มีใครคิดว่าเป็นเขา”

“ผมถามได้ไหมครับ ว่าทำไมคุณลุงทราบว่าเป็นลุงชัย”

“คำพูดหลายๆ คำที่เพิงพูด คงพูดตามที่ชัยบอกมาใช่ไหม คนมันอยู่ด้วยกันมานานแม้แต่คำพูดก็รู้ว่าใคร ภามอาจจำไม่ได้ เพราะทำงานใกล้ชิดกันไม่ถึงสองปีก่อนชัยจะเสีย แต่ลุงไม่เคยลืม”

“ลุงชัยรักครอบครัวคุณลุงมากนะครับ ถึงตอนนี้ก็ยังคอยดูแล”

“นั่นสิ นิสัยไม่เปลี่ยน ตายไปแล้วก็ยังไม่เปลี่ยน” พ่อขของภามชนหัวเราะออกมา

“ผมขอตัวกลับก่อนนะครับคุณลุง คุณภามเดินมาตามแล้ว” เพิงเห็นภามชนเดินย้อนกลับมาจึงเอ่ยขอตัว

“ไปเถอะ แล้วคุยกันใหม่วันหลัง”

“ครับ สวัสดีครับ”



“คุยอะไรกับพ่อผม” ภามชนถามชายหนุ่มที่เดินอยู่ข้างกาย

“ทั่วๆ ไปครับ” เพิงไม่คิดจะบอก “เดี๋ยวคุณไม่ต้องไปส่งพวกผมนะครับ เดี๋ยวผมขอติดรถคุณวินออกไป”

“บ้านวินอยู่รั้วติดกัน คุณจะให้วินขับไปไหน”

เอ่อ เขาก็ลืมถามว่าบ้านธาวินอยู่ที่ไหน จึงเกิดอาการหน้าแตกแบบนี้

ยังไม่ทันที่เพิงจะคิดหาข้อแก้ตัวอื่น พวกเขาก็เดินออกมาเจอธาวินกับใบบุญที่ยืนรออยู่ เพิงสังเกตเห็นว่าโทรศัพท์ในมือของธาวินคือโทรศัพท์ของใบบุญ

“คุณบุญจะโทรเรียกแท็กซี่ ดื้อชะมัด” ไม่ต้องรอให้เพิงถาม ธาวินก็พูดขึ้นมาก่อน

“พอกัน คนนี้กะจะติดรถนายออกไปถนนใหญ่” ภามชนพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ส่วนเพิงได้แต่เจ็บใจที่เผลอปล่อยไก่ออกไป

“ผมรู้พวกคุณว่าไม่อยากให้ผมไปส่งที่บ้าน ถ้าอย่างนั้นก็บอกสถานที่ใกล้ๆ ดีไหม เอาตรงที่พวกคุณสะดวกใจ” ภามชนยื่นข้อเสนอ

“แบบนั้นได้เหรอครับ” เพิงเลิกคิ้วขึ้น

“ได้สิ”

“ตรงนี้” เพิงกับใบบุญพูดขึ้นมาพร้อมกัน ส่งผลให้สองหนุ่มที่เหลือต่างถอนหายใจยาว

ภามชนเลิกพูด จับแขนเพิงพาเดินตรงไปที่รถ เพิงพยายามขืนตัวแต่แทบไม่มีผลอะไรเลย ใบบุญทำได้เพียงเดินตามเพื่อนไป ปิดท้ายด้วยธาวินที่เดินตามมาอีกคน

เมื่อเดินถึงรถ ภามชนเปิดประตูฝั่งข้างคนขับแล้วจับเพิงยัดเข้าไป ก่อนจะเปิดประตูรถด้านหลังให้ใบบุญ ที่ยอมเข้าไปนั่งแต่โดยดี คงกลัวโดนจับยัดอีกคน

ธาวินส่งโทรศัพท์คืนให้กับใบบุญเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว

“กลับมาแล้วบอกฉันด้วยนะ จะแวะมาคุยด้วย” ธาวินบอกญาติที่เป็นเหมือนเพื่อนสนิท

“ได้ เดี๋ยวโทรหา”



เมื่อรถแล่นใกล้ถึงถนนใหญ่แล้ว เพิงจึงพูดขึ้น “ส่งพวกผมที่หน้าบริษัทคุณก็ได้ครับ”

ภามชนพยักหน้าตกลง รู้ทั้งรู้ว่าที่นั่นต้องไม่ใกล้เคียงกับที่พักของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่อยากขัดใจ

“พรุงนี้ให้ผมไปรับไหม แถวไหนก็ได้ที่เพิงสะดวก”

“ไม่ต้องครับผมยังไม่แน่ใจว่าจะไปถึงกี่โมง ขอเคลียร์งานตัวเองก่อน”

“ให้เราไปด้วยไหม” ใบบุญถามขึ้น พวกเขายังไม่ได้คุยกันเรื่องนี้

“บุญมารับกลับก็พอ”

“ได้” ใบบุญพยักหน้า

เป็นเรื่องที่รู้กันสองคน ว่าวันไหนที่เพิงตั้งใจเปิดรับการติดต่อสื่อสาร ยิ่งจำนวนมากเท่าไหร่ก็ยิ่งหมดแรงมากเท่านั้น

ภามชนฟังทั้งสองคนคุยกันเงียบๆ เขาไม่ได้เสนอตัวไปส่งในวันพรุ่งนี้ เพราะรู้เพิงจะปฏิเสธเขาแน่นอน บางเรื่องคงต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่างน้อยวันนี้พวกเขาก็รู้จักกันมากขึ้นระดับหนึ่งแล้ว




ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ PoyPay

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 252
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
เพิงดูแอบก๊งเล็กๆอย่างน่ารักนะคะ... คุคุ...

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
จะยุ่งกว่าเดิมมั้ยน้อออ

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2443
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +230/-3
เพิงเป็นคนไม่คิดมาก
แค่บุญเป็นคนคิดเยอะ

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5455
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 172
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ชอบ  เหมือนเดิม

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4067
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +330/-6
พอคุณพ่อพูด ก็น้ำตารื้นๆ

ออฟไลน์ darin

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1088
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2261/-45

ตอนที่ 10 : ยานอนหลับ



“เดี๋ยวนี้เล่นตัวนะลุงกว่าจะมาได้” เพิงยืนอยู่ลานด้านหน้าตึก มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์แนบหู เขามาถึงได้สักพักหนึ่งแล้ว

“ขอโทษๆ ลุงมัวแต่ฟังเขาประชุมกัน” ลุงชัยยืนอยู่ข้างชายหนุ่ม

“ผมซื้อผลไม้กับพวงมาลัยมาถวายท่านเจ้าที่ด้วย ลุงพาไปหน่อยสิ”

“ศาลตั้งอยู่บนดาดฟ้า แต่ลุงพาขึ้นไปไม่ได้นะไม่มีกุญแจ”

“งั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวผมขอคุณภามชนพาขึ้นไป”

“ไปไหนครับ” เสียงทุ้มต่ำดังมาจากทางด้านหลัง เพิงเกือบปล่อยโทรศัพท์ในมือร่วง ไม่ใช่เพราะตกใจแต่เพราะความร้อนของลมหายใจที่รินรดต้นคอ

ชายหนุ่มหันไปมองร่างสูงของภามชน บอกแล้วว่าหมอนี่น่ากลัวกว่าผีอีก ไม่รู้โผล่มาได้ยังไง

“ถ้าอย่างนั้นผมขึ้นไปไหว้ท่านก่อนแล้วกัน” เพิงมองภามชนก็จริง แต่ไม่ได้พูดกับชายหนุ่ม

“ให้ลุงไปด้วยไหม”

“ไม่เป็นไร” เขากลัวพลาดเรียกชื่ออีกฝ่ายออกมา

“ได้ ลุงไปรอเพิงที่รถนะ”

“ครับ ถ้ามีอะไรส่งข่าวบอกผมด้วย” เพิงพูดจบก็เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง

“ใครครับ” ภามชนถือวิสาสะถาม เนื่องจากมีชื่อของเขาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

“คนที่คุณคุยด้วยไม่ได้ครับ”

“คุณคุยทางโทรศัพท์เหรอ” ภามชนเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ เขาไม่เคยได้ยินวิธีนี้มาก่อน

เพิงอยากถามว่าคิดได้อย่างไร แต่นึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่รู้ย่อมไม่ผิด

“ไม่ใช่ครับ ยืนอยู่ด้วยกันนี่แหละ”

ภามชนกวาดสายตาไปรอบๆ รู้ว่าตัวเองมองไม่เห็นแต่ก็อดมองหาไม่ได้

“ไปแล้วครับ” เพิงบอกเมื่อเห็นอีกฝ่ายมองหา

“แล้วทำไมเพิงถึงคุยโทรศัพท์”

“ถ้ายืนคุยคนเดียวผมก็เป็นคนบ้าสิครับ” เพิงมองอีกฝ่ายด้วยสายตา ‘เรื่องแค่นี้ไม่รู้เหรอ’

ภามชนหัวเราะเมื่อเห็นสายตาสื่อความนัยของอีกฝ่าย

“เข้าใจคิด แบบนี้คุณก็คุยได้สบาย”

“มันพัฒนาไปตามกาลเวลาครับ ว่าแต่คุณโผล่มาได้ยังไง”

ภามชนชี้นิ้วไปยังกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่กับตัวอาคาร เพิงจึงถึงบางอ้อ

“ผมชักไม่แน่ใจแล้วสิ ว่าตกลงผมเป็นแขกหรือเป็นผู้ต้องสงสัยกันแน่” แค่ภามชนชี้กล้องวงจรปิด ชายหนุ่มก็รู้แล้วว่าฝ่ายรักษาความปลอดภัยยังจับตาดูเขาอยู่”

“คุณไม่ใช่ผู้ต้องสงสัยแต่เป็นคนพิเศษ”

เพิงหรี่ตามองใบหน้าหล่อเหลาของภามชน คิ้วของเขาย่นเข้าหากัน

“คนพิเศษที่ว่านี่มันคล้ายๆ กับคนประหลาดไหมครับ”

“หึๆ” ภามชนหัวเราะในลำคอ

“ไม่ต้องตอบก็ได้ครับ ผมไม่อยากรู้” เพิงรีบยกมือขึ้นห้าม กลัวจะได้คำตอบว่าประหลาดสุดๆ

“เมื่อกี้คุณบอกว่าจะไปไหนนะ” ภามชนย้อนกลับไปถามในสิ่งที่เขาได้ยิน

“อ๋อ ผมอยากขึ้นไปไหว้ศาลพระภูมิที่ตั้งบนดาดฟ้าครับ แต่เห็นบอกว่าต้องมีกุญแจ”

“ได้ เดี๋ยวผมให้คนไปเปิดให้ เพิงจะขึ้นไปนั่งพักดื่มอะไรก่อนไหม”

“ไม่ดีกว่าครับ คุณภามชนจะขึ้นไปไหว้ด้วยกันไหม”

ภามชนยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา “ไปสิ ผมมีประชุมตอนบ่ายสาม ยังว่างเกือบชั่วโมงหนึ่ง”

“แล้วคุณวินว่างไหมครับ ผมอยากชวนขึ้นไปด้วย”

“น่าจะว่างนะ เดี๋ยวผมโทรตามให้”

ภามชนโทรแจ้งฝ่ายรักษาความปลอดภัยให้อำนวยความสะดวก และตามธาวินขึ้นไปเจอกันข้างบน



เพิงนำขวดน้ำและตะกร้าผลไม้ออกจากถุง เขาวางพวงมาลัยไว้ด้านบน ก่อนนำไปวางบนแท่นวางกระถางธูปด้านหน้าศาลพระภูมิ เขานั่งคุกเข่ากับพื้น ยกมือขึ้นไหว้พร้อมกับสำรวมจิต เพียงครู่เดียวเงาร่างหนึ่งก็ปรากฎขึ้นด้านข้างของศาล

“สวัสดีครับท่านเจ้าที่ ผมชื่อเพิงครับ ผมมากราบทำความเคารพท่าน และมาขอความช่วยเหลือจากท่านด้วยครับ”

ภามชนกับธาวินสบตากัน พวกเขายังยกมือไหว้แต่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร ธาวินขยับตัวเล็กน้อย เขารู้สึกอึดอัดกับความไม่รู้ที่เกิดขึ้น

เงาร่างของท่านเจ้าที่จางหายอย่างรวดเร็ว ก่อนปรากฎขึ้นตรงหน้าเพิง ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก

“เกิดอะไรขึ้น!” ภามชนถามเมื่อเห็นทางทางของอีกฝ่าย

“ไม่มีอะไรครับ” เพิงยิ้มแห้ง ไม่อยากบอกให้เสียมาดว่าเขาหัวใจเกือบวายด้วยความตกใจ ชายหนุ่มกระแอมเล็กน้อย ก่อนผายมือไปทางภามชน

“ท่านเจ้าที่ครับ คนนี้...”

“ข้ารู้จัก ข้ารู้เรื่องจากชัยแล้ว”

“ครับ” เพิงลดมือลง

“ข้าคงช่วยอะไรเจ้าไม่ได้ ข้าไม่มีอิทธิฤทธิ์ทำให้เรื่องที่จะเกิดไม่เกิดขึ้นได้”

“ผมทราบครับ ผมเพียงอยากรบกวนท่านช่วยสอดส่องคนนอก หากมีใครเข้ามาทำเรื่องไม่ดี ก็ขอให้พวกผมได้รู้ตัว จะได้ป้องกันได้ทันการณ์”

ภามชนมองใบหน้าด้านข้างของเพิง สีหน้าของอีกฝ่ายแฝงได้ด้วยความมุ่งมั่น มันทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจ แม้จะกังวลบ้างแต่กลับไม่รู้สึกกลัว

“เรื่องนั้นข้ารับปากชัยไปแล้ว”

“ขอบคุณมากครับ” เพิงกล่าวขอบคุณ จากนั้นเปลี่ยนไปพูดในใจแทน สำหรับท่านเจ้าที่แล้วการตอบโต้ทางกระแสจิตเป็นสิ่งที่สามารถทำได้

“ห้าหกวันนี้ผมขอให้ลุงชัยไปทำบางเรื่องให้ครับ ผมเลยเป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่นี่เลยมาขอรบกวนท่าน และตั้งใจมาแนะนำตัวกับท่านเจ้าที่ด้วย ว่าผมสามารถรับสารจากท่านได้”

“ได้ ข้าจะคอยสอดส่องให้ หากมีอะไรข้าจะบอกเจ้า”

“ขอบพระคุณมากครับ” เพิงกลับมาพูดเต็มเสียง เขายกมือขึ้นไหว้และค้อมศีรษะลง ภามชนกับธาวินเห็นอย่างนั้นจึงทำตาม

“ผมฝากท่านเจ้าที่ช่วยคุ้มครองคุณภามชนของผมด้วยนะครับ” คำพูดมันไหลลื่นไปเอง ชายหนุ่มไม่ได้คิดอะไรแม้แต่น้อย หากแต่ใครบางคนที่ฟังอยู่ยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก

“ผมลาล่ะครับ” เพิงน้อมตัวลงไหว้ เมื่อเงยหน้าขึ้นท่านเจ้าที่ก็หายไปแล้ว ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นยืน

“เรียบร้อยแล้วครับ ลงไปกันได้แล้ว” เพิงหันไปบอกชายหนุ่มทั้งสองที่ยืนอยู่

“แดดร้อนแฮะ” ชายหนุ่มยกมือขี้นบังใบหน้า เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าถึงเห็นว่าแทบไม่มีก้อนเมฆเลย

“ร้อนมากเหรอ” น้ำเสียงยังเป็นภามชนคนเดิม แต่เดี๋ยวนี้เพิงกลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนเย็นชาและใจร้ายอย่างที่เขาเคยคิด

“ผมก็บ่นไปอย่างนั้นเอง” เพิงลงบันไดนำไปก่อน มีพนักงานรักษาความปลอดภัยยืนรออยู่ด้านล่างเพื่อล็อคประตูทางขึ้นไปยังดาดฟ้า

“ผมลืมถาม มีคนขึ้นมาถวายน้ำถวายอาหารเป็นประจำใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มเห็นของที่วางไว้ จึงเดาว่าน่าจะมีคนคอยดูแลเรื่องนี้

“ใช่ครับ แม่บ้านจะขึ้นมาทำความสะอาดและถวายของทุกเช้า เป็นคำสั่งของคุณแม่นายภาม ตั้งแต่ตอนที่ตั้งศาลเสร็จ” ธาวินเป็นคนตอบ

“ดีแล้วครับ ท่านจะมีพลังมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการดูแลของเราด้วย จากนี้ถ้าพอมีเวลาคุณสองคนก็ขึ้นมาบ้างนะครับ”

“ได้ แล้วคุณจะทำอะไรต่อ” ภามชนตอบตกลงและถามถึงจุดหมายต่อไป

“ผมจะไปที่ลานจอดรถครับ แล้วก็จะเดินเล่นในตึกกับรอบๆ ตึกด้วย” เพิงคิดจะมองหาเพื่อนพิเศษ เผื่อจะฝากฝังให้เป็นหูเป็นตาให้

“เดี๋ยวผมมีประชุม น่าจะเสร็จภายในสองชั่วโมง คุณรอก่อนเดี๋ยวผมไปส่ง”

“ลืมแล้วเหรอครับว่าบุญจะมารับผม”

“รอผมก่อนจะได้ทานข้าวเย็นด้วยกัน ผมสัญญาว่าจะให้คุณเลือกร้าน และไม่ไปส่งคุณกับใบบุญ ตกลงไหม”

“ผมต้องถามบุญก่อนครับเผื่อบุญรีบกลับ”

“ได้ งั้นผมไปเป็นเพื่อนคุณจนกว่าจะถึงเวลาประชุม วินนายไปทำงานก่อนได้เลย”

“อืม ถ้าเสร็จธุระแล้วคุณเพิงไปรอที่ห้องผมก็ได้นะครับ”

“ขอบคุณครับ” เพิงตอบรับน้ำใจอีกฝ่าย ธาวินส่งยิ้มให้ก่อนขอตัวแยกไปทำงาน

“งั้นผมไปบ้าง” เพิงรีบขอแยกตัว

“ผมบอกว่าจะไปกับคุณด้วย”

“ไม่ต้องคุณไปทำงานเถอะ ผมไม่อยากรบกวนเวลา”

“ผมพอมีเวลา”

เมื่อใช้วิธีอื่นไม่ได้ผล เพิงจึงขอความเห็นใจแบบตรงไปตรงมา “ถึงคุณจะรู้แล้ว ผมก็ไม่อยากให้คุณเห็นตอนผมเอาแต่พูดคนเดียวเหมือนคนบ้า”

“เพื่อนของคุณไปด้วยแน่ใช่ไหม” ภามชนถามให้แน่ใจ เขาไม่ไว้ใจความมุทะลุของเพิง

“แน่สิครับ อย่าห่วงเลยน่า” ชายหนุ่มพูดออกไปแล้วก็นึกขึ้นได้ เกิดหมอนี่บอกใครเป็นห่วงกัน หน้าแหกกันพอดี

“ดีแล้วที่คุณรู้ว่าผมเป็นห่วง มีอะไรโทรหาผม”

“อืม” เพิงพยักหน้า เขาไม่ได้สนใจอะไรนัก จึงไม่เห็นประกายที่วาบผ่านดวงตาของภามชน

“ผมไปแล้ว...เฮ้ย!” เพิงอุทานเมื่อร่างสูงของภามชนเข้าประชิด มือทั้งสองข้างถูกอีกฝ่ายจับไพล่ไปทางด้านหลังและถูกล็อคไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ทำให้แผ่นอกแอ่นขึ้นจนแนบชิดกับแผ่นอกของอีกฝ่าย ก่อนที่เขาจะสะบัดมือหลุด โทรศัพท์ที่ในกระเป๋ากางเกงก็ถูกล้วงเอาไปแล้ว

เพิงรีบกระโดดออกห่าง หัวใจของเขาเต้นโครมคราม ใบหน้าขึ้นสีแดงจนลามไปถึงหู ชายหนุ่มบอกตัวเองว่าเป็นเพราะเขาตกใจ

“เอาโทรศัพท์ผมคืนมา!” เมื่อตั้งสติได้สิ่งแรกที่เขาทำคือโวยวาย

ภามชนไม่ตอบ เขาเบี่ยงตัวหลบมือของเพิง ยกยิ้มเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ล็อคหน้าจอโทรศัพท์ เขากดหมายเลขโทรศัพท์ของตัวเองและกดโทรออกทันที ก่อนส่งโทรศัพท์คืนให้กับเจ้าของ

“ทำบ้าอะไรของคุณ!” เพิงรีบยัดโทรศัพท์ลงกระเป๋า

“ถ้าผมขอดีๆ คุณคงไม่ให้” คนตอบยกยิ้มมุมปาก ดวงตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์

“ต่อไปห้ามทำแบบนี้อีก”

“ทำแบบไหน” สายตายั่วเย้าที่มองมาทำเอาคนสั่งห้ามพูดไม่ออก ทำไมในหัวของเขาดันไปคิดถึงอะไรที่ไม่ควรคิดเข้า เพิงได้แต่พูดงึมงำอยู่ในคอ แล้วรีบเดินจากไปให้เร็วที่สุด

ชายหนุ่มได้ยินเสียงหัวเราะดังตามมาจากด้านหลัง จึงได้แต่สาปส่งอีกฝ่ายในใจ

• • • • •

เพิงใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงในการหาฝากฝังเพื่อนพิเศษที่ปรากฎตัวให้เห็น แม้จะเจอมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วแต่เขาก็ไม่เคยชินเสียที ถ้ามาแบบดีก็ดีไป แต่พวกที่ชอบแกล้งโผล่มาให้ตกใจทำเขาเข่าอ่อนทุกที แถมวันนี้อากาศยังร้อนมาก ทั้งขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้า ลงไปลานจอดรถ เดินออกตึก เดินเข้าตึก เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็น พอเรียบร้อยถึงรู้ว่าตัวเองแทบไม่เหลือแรง และคล้ายจะมีไข้

เพิงจึงตัดสินใจโทรหาใบบุญ ถามอีกฝ่ายว่าจะมาเร็วขึ้นได้ไหม

“ไม่เกินสิบห้านาทีเราออกไป” ใบบุญตอบเพื่อนด้วยความเป็นห่วง เขากังวลตั้งแต่ได้ยินเสียงของเพิงแล้ว

“เดี๋ยวกูไปรอที่ห้องทำงานคุณธาวินนะ คุณภามชนเข้าประชุมไม่อยู่ที่ห้อง”

“ได้”

“มึงขึ้นมาที่ชั้นยี่สิบสามเหมือนเดิม แจ้งพนักงานว่ามาหาคุณธาวินแล้วกัน เดี๋ยวกูบอกคุณธาวินให้แจ้งพนักงานไว้”

“ตกลง เดี๋ยวเรารีบไป”

หลังจากวางสายจากใบบุญ เพิงขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นยี่สิบสาม ชายหนุ่มแจ้งพนักงานต้อนรับว่ามาพบธาวินพร้อมกับบอกชื่อของตัวเอง ตอนนี้เขาไม่ต้องให้ลุงชัยพาหลบเลี่ยงผู้คนแล้ว

เพียงครู่เดียว พนักงานก็เดินนำเขาไปที่ห้องทำงานของธาวิน เพิงถึงรู้ว่าห้องทำงานของทั้งคู่ถูกคั่นด้วยห้องประชุมและห้องรับรองขนาดใหญ่ เลขาของอีกฝ่ายยืนรอเขาอยู่แล้ว เธอทักทายเล็กน้อยและเปิดประตูให้เขาเข้าไปด้านใน

“รบกวนด้วยนะครับ” เพิงส่งยิ้มให้ธาวิน อีกฝ่ายลุกขึ้นและเดินมาหาเขาที่กลางห้อง

“นั่งก่อนครับ” ธาวินเดินนำเขาไปที่โซฟาสำหรับรับรองแขก

“เสร็จธุระแล้วเหรอครับ” ธาวินเลื่อนแก้วน้ำที่เลขาเพิ่งนำเข้ามาวางให้ไปใกล้เพิงอีกนิด เพิงยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว

“เสร็จแล้วครับ พอดีผมรู้สึกไม่สบายนิดหน่อย เลยมาขอนั่งพักระหว่างรอบุญมารับ”

“เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ ต้องไปหาหมอไหมเดี๋ยวผมไปส่งคุณเพิงเอง” ธาวินเสนอตัว

“ไม่มากครับ พักสักเดี๋ยวก็ดีขึ้น”

“คุณเพิงทานยาก่อนไหม เดี๋ยวผมให้เลขาเอาเข้ามาให้”

“ขอน้ำอีกแก้วก็พอครับผมมียามาด้วย”

ธาวินรีบจัดการให้ทันที

“คุณธาวินทำงานตามสบายเลยครับ ผมขอพักตาสักครู่” เพิงบอกกับธาวินหลังจากที่เขาทานยาเข้าไปเรียบร้อยแล้ว

“เดี๋ยวผมบอกนายภาม” ธาวินเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน เพื่อจะส่งข้อความบอกภามชน

เพิงลืมตาขึ้นทันทีที่ได้ยิน “ไม่ต้องครับ ไม่ต้องบอก”

“ทำไมครับ”

คุณภามชนกำลังประชุมอยู่ไม่ใช่เหรอครับ ผมปวดหัวนิดหน่อยเท่านั้น พักสักเดี๋ยวก็หายแล้ว” เพิงให้เหตุผล

“อย่างนั้นก็ได้ครับ”

เมื่อเห็นธาวินวางโทรศัพท์แล้ว ชายหนุ่มจึงหลับตาลงอีกครั้ง ตอนนี้เขาหมดแรงแล้วจริงๆ



ใบบุญยืนรอให้พนักงานต้อนรับติดต่อเข้าไปด้านใน ใจของเขาร้อนด้วยความเป็นห่วง ไม่รู้ว่าวันนี้เพิงเจอกับอะไรบ้าง ที่ผ่านมาบางครั้งก็เป็นไข้จนต้องนอนซมไปหลายวัน

“เชิญทางนี้เลยค่ะ”

ใบบุญเดินตามพนักงานต้อนรับเข้าไปจนถึงหน้าห้องทำงานของธาวิน จากนั้นเลขาของอีกฝ่ายก็รับช่วงต่อ โดยการพาเขาเข้าไปด้านในห้อง

ใบบุญทักธาวินพอเป็นพิธีแล้วรีบเดินไปหาเพิงที่นั่งเอนหลังอยู่บนโซฟา ชายหนุ่มยกมือขึ้นแตะหน้าผากของเพื่อนรัก ตัวยังร้อนอยู่เลย

“เพิงทานยาหรือยัง” ใบบุญถามเสียงเบา

“อือ ทานแล้ว” เสียงเนือยๆ ตอบกลับมา

“ได้นอนบ้างหรือยัง”

“ยังเลย มันนอนไม่หลับ”

“เข้าใจแล้ว” ใบบุญลงนั่งลงข้างเพื่อน ชายหนุ่มหยิบหนังสือเล่มบางออกจากในกระเป๋า ขณะที่กำลังจะเปิดอ่าน เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าไม่ได้อยู่กันตามลำพัง ใบบุญจึงเงยหน้าขึ้น สบตาเข้ากับดวงตาของธาวินที่มองมาพอดี

“คุณธาวินกำลังยุ่งอยู่หรือเปล่าครับ”

“ไม่ครับ ธาวินรีบตอบ เขาคิดว่าใบบุญจะขอให้เขาขับรถไปส่ง

“ถ้าอย่างนั้นผมขออ่านหนังสือแบบออกเสียงได้ไหมครับ ผมจะพยายามให้เบาที่สุด จะรบกวนคุณหรือเปล่าครับ”

“ไม่มีปัญหาครับ ผมอ่านเอกสารทั่วๆ ไปไม่ต้องใช้สมาธิ”

“ขอบคุณครับ”

ใบบุญเปิดหน้าหนังสือ เขาอ่านด้วยน้ำเสียงนุ่มหู เป็นจังหวะจะโคน นี่เป็นวิธีกล่อมให้เพิงหลับ

เพิงเคยบอกเขาว่าเสียงของเขาฟังแล้วทำให้รู้สึกสบาย ทุกครั้งที่เจ้าตัวเกิดอาการหวาดกลัว จึงมักขอให้เขาอ่านหนังสือให้ฟังเสมอ



ใบบุญดูนาฬิกาที่ข้อมือ ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เขาคิดว่าเพิงน่าจะดีขึ้นบ้างแล้วหลังจากได้พัก เขาแตะตัวเพื่อนและเขย่าเบาๆ เพิงงัวเงียลืมตาขึ้นมา

“กลับกันเถอะ ออกช้ากว่านี้รถจะติด” ใบบุญอยากให้เพื่อนได้กลับไปพักไวๆ

“อืม” เพิงยังงัวเงียแต่ก็ลุกขึ้นยืนแต่โดยดี คว้ากระเป๋าที่วางอยู่มาสะพายบนไหล่

ใบบุญมองไปยังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ตั้งใจจะกล่าวขอบคุณธาวินพร้อมกับลากลับ แต่สิ่งที่เขาเห็นคือร่างสูงของธาวินเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาปิดสนิท เขาลองเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ถึงรู้ว่าอีกฝ่ายหลับจริงไม่ใช่พักสายตา

เห็นธาวินยกมือกอดอก ใบบุญจึงมองไปรอบๆ ห้อง เขาหาที่ปรับอุณหภูมิไม่เจอ จึงเดินไปหยิบเสื้อสูทของชายหนุ่มที่แขนไว้มุมห้อง มากางห่มให้อย่างเบามือ พร้อมกับยกมือแตะริมฝีปากเพื่อให้เพื่อนรักเบาเสียงเดิน

เพิงพยักหน้ารับรู้ พวกเขาค่อยๆ ย่องออกจากห้องทำงานธาวินไป



ภามชนกลับมาถึงห้องทำงานหลังจากเลิกประชุม แต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของเพิง เขาลองโทรเข้ามือถือก็พบว่าอีกฝ่ายปิดเครื่องไปแล้ว ชายหนุ่มจึงยกโทรศัพท์โทรไปห้องทำงานของธาวิน

“ครับ” เสียงตอบกลับเบาจนเกือบไม่ได้ยิน

“เป็นอะไรหรือเปล่า”

“หือ?” เสียงตอบรับคล้ายอีกฝ่ายเพิ่งได้สติ

“ธาวิน” ภามชนเรียกชื่อเพื่อนสนิท

“ได้ยินแล้ว ไม่ได้เป็นอะไร” เสียงของธาวินกลับมาเป็นปกติ

“นายเห็นเพิงไหม”

“เห็น” ชายหนุ่มกำลังจะบอกว่าอยู่ในห้องนี้ แต่เมื่อสายตาไปหยุดอยู่ที่โซฟากลับไม่มีใคร

“เดี๋ยวนะภาม เดี๋ยวเดินไปหา” ธาวินบอกก่อนวางสาย

“คุณชิดชนกเห็นคุณเพิงกับคุณบุญไหมครับ” ธาวินเปิดประตูออกไปถามเลขานุการที่นั่งอยู่ด้านหน้าห้อง

“ออกไปแล้วค่ะ

“ออกไปแล้ว?” ธาวินเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ

“ออกไปนานหรือยังครับ”

ประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ” เลขาของเขามองนาฬิกาบนผนังก่อนตอบ

“ได้ฝากข้อความถึงผมไหม”

“ไม่มีค่ะ มีแค่บอกว่าถ้าไม่มีธุระสำคัญอย่าเพิ่งเข้าไปรบกวนคุณธาวินค่ะ” ชิดชนกตอบตามที่ใบบุญบอก

“งั้นเหรอ ผมไปห้องภามนะมีอะไรโทรไปที่นั่น”

“ค่ะ”



ธาวินเปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานของภามชน เขานั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะ

“ตกลงนายเจอเพิงไหม” ภามชนถามซ้ำในสิ่งที่เพื่อนยังไม่ตอบ

“ตอนแรกก็เห็น ตอนนี้ไม่เห็น” ธาวินตอนกำกวม

“หมายความว่ายังไง”

ธาวินจึงเล่าเหตุการณ์ให้ภามชนฟัง ตั้งแต่ตอนที่เพิงมาที่ห้องทำงาน จนถึงตอนที่เขานั่งฟังใบบุญอ่านหนังสือ และตัดสินใจว่าจะพักสายตาสักครู่นึง

“ไม่รู้ฉันหลับไปตอนไหน ตื่นมาตอนที่นายโทรหา”

“หลับ? เมื่อกี้นายหลับเหรอ?” ภามชนถามซ้ำ เหมือนตัวเองได้ยินผิดไป

ธาวินเป็นโรคนอนไม่หลับค่อนข้างรุนแรงมานานแล้ว หากเป็นติดกันหลายคืน ก็ต้องใช้ยาตามที่คุณหมอแนะนำ คนที่รู้เรื่องนี้มีน้อยมาก เพราะไม่อยากให้เป็นปัญหาในการบริหารงาน ทั้งโรคนี้ยังขัดกับบุคลิคภายนอกของธาวินค่อนข้างมาก

“อืม หลับจริงๆ ตื่นมาฉันยังตกใจ ถ้านายไม่โทรมาก็ไม่รู้ว่าจะหลับไปถึงกี่โมง”

“ได้พักก็ดีแล้ว อาจจะเป็นเพราะนายนอนน้อยมาหลายวัน” ภามชนออกความคิดเห็น

“ก็เป็นไปได้” เพียงแต่มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็เท่านั้น

“ว่าแต่เพิงเป็นอะไรมากหรือเปล่า” ภามชนยังรู้สึกเป็นห่วง ถึงจะรู้ว่าใบบุญมารับไปแล้วก็ตาม

“ไม่มาก เหมือนคนหมดแรงมากกว่า ได้พักคงดีขึ้นแล้ว”

ภามชนลองกดโทรศัพท์หาชายหนุ่มอีกครั้ง แต่เครื่องก็ยังปิดเช่นเดิม

“ปิดเครื่องติดต่อไม่ได้ นายมีเบอร์คุณบุญไหม”

“ไม่มี นายคิดว่าคุณบุญจะให้ฉันเหรอ”

“ก็ลองถามดูเผื่อนายมี”

“ฉันไม่มี แต่ทำไมนายมีเบอร์คุณเพิง”

ภามชนนึกถือใบหน้าแดงเรื่อของเพิง แล้วเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

“มีอะไรดีเหรอ”

“อะไร?”

“ก็นายยิ้มกำลังยิ้ม ไม่รู้ตัวเหรอ”

“ไม่มีอะไร เรื่องเบอร์ฉันกดจากเครื่องของเพิงเอง ถ้าขอก็คงไม่ให้เหมือนกัน”

“ก็คิดอยู่แล้วว่าคุณเพิงคงไม่ให้ง่ายๆ”

“อืม”

“วันนี้ไปหาอะไรดื่มกันไหม” ธาวินเอ่ยชวน แต่พอนึกเรื่องที่เพิงเตือนเขาจึงเปลี่ยนใจ

“ที่คอนโดแล้วกัน”

“เอาสิ” ภามชนตอบรับ

“ถ้านายจะกลับแล้วโทรตามฉันด้วย จะจอดรถไว้ที่นี่” ธาวินนัดแนะก่อนลุกออกจากห้องไป

ภามชนมองตามหลังเพื่อน เมื่อประตูห้องปิดลงเขายกโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กดส่งข้อความหาเพิง

คุณเป็นยังไงบ้าง ติดต่อกลับผมด้วย

เขาคิดครู่หนึ่งก่อนพิมพ์เพิ่มลงไปว่า..

ผมเป็นห่วง

ภามชนวางโทรศัพท์ลง ก็ได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะยอมอ่านข้อความของเขา



** สปอย ตอนหน้าเพิงจะเจอหน้าคนร้ายที่โดนจ้างมาแล้วค่ะ








« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-07-2021 23:08:51 โดย darin »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5455
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2443
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +230/-3
ท่าทางบุญกล่อมได้ทุกคน

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด