(จบแล้ว) บอสครับผมเป็นมิจ... #สายโซ่ [Yaoi]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: (จบแล้ว) บอสครับผมเป็นมิจ... #สายโซ่ [Yaoi]  (อ่าน 2814 ครั้ง)

ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

-19-

ปฐมบทของหายนะ

 
  ผมกำลังยืนทำอาหารเช้าอยู่ดีๆ สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ครั้งหนึ่งในชีวิต ผมได้เจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน บ้านทั้งหลังกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง

  แผ่นดินไหว…

  แรงสั่นขนาดนี้คาดเดาว่า ขนาดของแผ่นดินไหวคงไม่ต่ำกว่า 4-5 ริกเตอร์แน่ๆ

  ผมวางทุกอย่างที่ทำอยู่ แล้วก้มลงต่ำคลานเข้าไปหลบใต้โต๊ะ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าธนูยังคงหลับอยู่ในห้อง ผมรีบพาตัวเดินซวนเซกลับเข้าในห้อง นอน มองดูร่างเปลือยเปล่าหลับสบายอย่างไม่รู้สึกรู้สา

  นี่เขาไม่รับรู้อะไรเลยใช่ไหมเนี้ย!

  “คุณตื่นก่อน เราต้องหาที่หลบเดี๋ยวนี้” ผมว่า เขย่าธนูจนตัวโยก

  ธนูปรือตามอง ก่อนจะดึงผมเข้าไปกอดเอาไว้ แล้วดันตัวผมให้นอนอยู่ใต้ล่าง

  “คุณ...จะทำอะไร มันไม่ใช่เวลา!”

  “ตอนนี้แหละ”

  “อ๊ะ!” ความรู้สึกเจ็บแปล๊บที่ช่วงล่างแล่นปราดไปทั้งตัว

  เจ็บ... ดี... เจ็บ... ดี... เจ็บ... ดี... ดี...ดี... โวยไอ้สัด!

 

  ร่างกายสะดุ้งเฮือก เปลือกตาทั้งสองเบิกโพลงเมื่อรู้สึกว่า ความเจ็บมันสมจริงเกินกว่าฝัน

  “ตื่นแล้วเหรอ”

  แผ่นดินไหวจริงเหรอว่ะ ทำไมบ้านมัน...

  “อ๊า...!” เสียงครางหวานหลุดออกมา อย่างห้ามไม่ได้ เมื่อร่างกายถูกกระตุ้นด้วยตัวตนของคนที่อยู่ด้านบน “คุณทำอะไรของคุณเนี่ย” ผมว่าเสียงแข็ง ก่อนจะใช้เท้ายันหน้าอกแกร่งเพื่อให้ธนูหยุดขยับ

  “Morning Sex ยังไงล่ะ” เขาว่าก่อนจะจับฝ่าเท้าขึ้นมาจูบเบาๆ

  อห. ที่ไม่ได้แปลว่า โอ้โห้ ชีวิตรักที่ข้ามขั้น Morning Kiss

  “...” หมดคำจะพูด ได้แต่นอนให้ธนูตอกเสาเข็ม จนร่างชาดิกไปทั้งตัว

  อา...มึงโยกเข้าไป เอาให้สุด “อ๊ะ!” ไอ้สัด เหมือนรู้ความในใจกูยังไงอย่างนั้นแหละ แต่คือประชดไง!!!

  ผมปล่อยให้ธนูทำตามใจจนเราถึงปลายทางพร้อมกัน หลังจากที่เราคืนดีกันเมื่อหลายวันก่อน ชีวิตผมก็กลับมาเป็นปกติ ตื่นเช้าไปทำงาน เลิกงานเราก็ออกไปทานข้าวด้วยกัน

  ถ้าวันไหนค้างที่บ้านของธนูก็จะมีกิจกรรมออกกำลังกาย (บนเตียง) หลังทานอาหารเพิ่มเข้ามา ธนูบอกว่าเราต้องเบิร์นออกให้มากกว่าที่กิน ฟังดูยังไงผมก็เสียเปรียบ

  แต่ก็นั่นแหละ ผมยอมเสียเปรียบเพราะผมเองก็ชอบเหมือนกัน...

  “ผมจะลุกไปอาบน้ำแล้ว” ผมว่า เมื่อเห็นท่าทีของธนูต้องการจะต่อรอบสอง

  “ฉันหิว...”

  “หิวก็รีบลุก จะได้ลงไปหาอะไรทาน คุณไม่ไปทำงานหรือไง”

  “ฉันลาออกดีไหม อยากนอนกอดเธอแบบนี้ทุกวันมากกว่า”

  ทุกวัน...!

  ผมคงไม่ได้แก่ตาย

  “ไม่ทำงานแล้วจะเอาอะไรกินล่ะครับ ผมทำงานเลี้ยงคุณไม่ไหวหรอกนะ คุณใช้เงินเก่งขนาดนี้”

  “เงินเก็บฉันเยอะพอจะเลี้ยงเธอได้ทั้งชีวิต เผื่อเธอไม่รู้”

  “ครับๆ แต่ตอนนี้หยุดงอแงแล้วลุกไปอาบน้ำได้แล้ว” ผมว่าพลางตีแขนเบาๆ ให้เขาปล่อย แต่ธนูกลับกอดผมแน่นกว่าเดิม “เอาแบบนี้ไหม เราไปอาบน้ำด้วยกัน เดี๋ยววันนี้ผมขัดหลังให้คุณ” ผมยื่นข้อเสนอ และมันก็ได้ผลเสมอ

  “เดี๋ยวนี้เธอเก่งนะ” ธนูว่าก่อนจะลุกขึ้นเต็มความสูง ช้อนตัวผมขึ้นจากที่นอน แล้วตรงเข้าไปยังห้องน้ำทันที

  แน่นอนว่ามันไม่จบแค่ที่อาบน้ำแน่ แต่วิธีนี้ก็ทำให้ธนูยอมลุกจากเตียงขึ้นมาได้ มันกลายเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

  รู้แค่ว่าผมมีความสุขสุดๆ ...

 

 

  “ดอกไม้มาส่งคุณโซ่ครับ”

  ผมยืนมองคนส่งดอกไม้ตาปริบๆ ถึงผมจะไม่ได้เจอศรเลยในช่วงหลัง แต่เขาก็ยังส่งดอกไม้มาให้ผมทุกวันไม่ขาด นั้นทำให้ผมต้องหาวิธีดับไฟในตัวของธนู

  “เขาจ้างคุณมาเท่าไหร่ ผมจ้างสองเท่า รบกวนส่งกลับคืนเจ้าของด้วยครับ” ธนูว่าก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่

  “ผมขอโทษ” อยู่ๆ ผมก็รู้สึกผิดมันซะอย่างนั้น

  “เธอไม่ได้ทำอะไรผิดนี่”

  “ครับ” ผมว่า ก้มทำงานต่อ

  หลังจากที่เรากลับมาหวานชื่น ผมก็ขอให้ธนูสอนงานอย่างอื่นทำบ้าง โดยการขู่ว่า ถ้าเขาไม่สอนงานผมจะออกไปหางานทำ

  ผลก็เป็นอย่างที่เห็น ธนูไม่ยอมปล่อยให้ผมไปหางานทำแน่ งานส่วนใหญ่ที่ทำจะเป็นโครงการง่ายๆ ที่พอทำได้ งานไม่เยอะ แต่ก็ดีกว่านอนเฉยๆ แล้วรับเงินเดือน

  อันที่จริงแล้ว ผมแค่อยากช่วยแบ่งเบาธนูมากกว่า ช่วงนี้เขาดูเครียดๆ เรื่องงานประมูลที่กำลังจะมาถึง เห็นว่ามีบริษัทคู่แข่งที่ยอมทุ่มหมดหน้าตักเพื่อที่ดินผืนนั้น

  “เธอชอบเหรอ” ธนูว่า หลังจากที่เรานั่งเงียบกันมาสักพัก

  “ครับ?”

  “ดอกไม้น่ะ”

  “ก็ชอบนะครับ ห้องทำงานคุณมีแต่สีดำ มีดอกไม้ก็ช่วยให้สบายตาขึ้นมาบ้าง”

  “อืม”

  อะไรของเขา…

  ถามจบก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อเงียบๆ ที่น่ากลัวอย่างหนึ่งคือความเงียบของธนูนี่แหละ เพราะผมไม่รู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

  “ว่าแต่เที่ยงนี้คุณทานอะไรดีครับ ผมจะออกไปซูเปอร์ฯ”

  “ฉัน---”

  “ไม่ต้องคิดจะตามเลยครับ ผมแค่จะไปซื้อของ” ผมดักคอเอาไว้ก่อน

  ตั้งแต่ที่ผมทำลายความเชื่อใจพังลงกับมือ ธนูก็แทบจะติดจีพีเอสที่คอ ตัวติดกันจนปาท่องโก๋ยังอาย ค้างสายจนเช้าราวกับเด็กสาววัยขบเผาะ

  ก็พอเข้าใจเขานะ เป็นธรรมดาที่เขาจะยังรู้สึกไม่ไว้ใจผม คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก ทุกอย่างคงจะดีขึ้น...

  “ถ้าคุณคิดไม่ออก เดี๋ยวผมทำให้คุณกินดีไหม”

  “ทำหน้าที่เมียเหรอ” ธนูว่า

  “คุณ!!!” เขาอายเป็นบ้างไหมเนี้ย “ผมไม่คุยกับคุณแล้ว” ผมว่าก่อนจะหยิบกระเป๋าผ้าเดินออกมา

 

  ยังไม่ทันก้าวเท้าออกจากตึก รถตู้สีดำคุ้นตาก็จอดรออยู่ด้านหน้า พี่ไม้บอดี้การ์ดยืนหล่อเท่ที่ประตูรถ ไม่ต้องเดาก็พอจะดูออกว่าธนูสั่งมา

  “บอส---”

  “ครับผมพอเดาออก แต่มันไม่เวอร์ไปเหรอพี่ ผมแค่จะไปซื้อของ” สายตาหลายคู่จับจ้องมายังผม

  ไม่มองก็บ้าแล้ว ทำอย่างกับผมเป็นผู้บริหาร ที่มีคนคอยรับคอยส่ง
 
  “ไม่ชิน?”

  “ครับๆ” ผมว่าก่อนจะเดินขึ้นรถ ไม่ชินก็แปลก ธนูก็เล่นใหญ่เป็นปกติ

  ระยะทางจากออฟฟิศไปซูเปอร์ฯ ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก แต่เราใช้เวลาบนถนนเกือบครึ่งชั่วโมง เพราะรถติดหนักมาก

  เดินทางในกรุงเทพฯ ใช้เวลาพอๆ กับขับรถออกต่างจังหวัดได้เลย ผมชอบขับมอไซค์ฯ เพราะมันสะดวกรวดเร็วกว่า ถึงความปลอดภัยจะน้อยนิด แต่ผมก็รู้สึกไม่เสียเวลาชีวิตขนาดนี้

  “พี่ไม้รอผมในรถก็ได้” ผมว่าเมื่อเรามาถึงซูเปอร์ฯ

  “บ้าหรือไง ร้อนจะตายชัก”

  “ฮ่าๆ ครับ”

  เราเดินเลือกของกันอยู่พักก็ได้ของที่ต้องการครบ ผมตั้งใจจะทำสปาเกตตีให้ธนูกิน อันที่จริงผมทำไม่เป็นหรอกแต่ก็ไม่น่าอยาก เคยดูในยูทูปมาบ้าง ง่ายๆ รับรองปัง!

  “พี่ไม้เดี๋ยวผมขอแวะซื้อผลไม้อีกนิดนะครับ”

  “ครับซ้อ...”

  “ซ้อบ้าอะไรล่ะพี่!” ผมหันไปแหวใส่พี่ไม้ที่กำลังยืนหัวเราะชอบใจ

  ทุกคนพอจะมองออกแหละว่าผมกับธนู...

  มันก็ดูไม่ยากเท่าไหร่นัก ก็คอผมฝีมือธนูทั้งนั้น กัดเก่งยิ่งกว่าหมาซะอีก พูดแล้วก็เริ่มมีน้ำโห บ่นไปล้านครั้งว่าอย่ากัด แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ

  “ขอโทษครับ” ผมว่าหลังจากเผลอหยิบกล่องสตรอว์เบอร์รีกล่องเดียวกันกับใครบางคน

  จังหวะนรกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว เมื่อผมเงยหน้ามาแล้วพบว่า เป็นเจ้ากรรมนายเวรของผมเอง “คุณศร!”

  “นึกว่าใคร คุณโซ่นี่เอง”

  “ขอตัวก่อนนะครับ” ผมว่า ตั้งท่าเดินออกมาทันที

  ผมภาวะนาให้ตัวเองอยู่ห่างกับเขาให้มากที่สุด แต่บุญที่สั่งสมมามันหมดแล้วหรือไง ทำไมต้องมาเจอเขาเวลานี้ด้วยวะ

  “เดี๋ยวครับ” ไวกว่าความคิดศรก็คว้าข้อมือผมไว้ “คุณไม่ชอบดอกไม้ที่ผมส่งไปงั้นเหรอ” ผมหันไปมองพี่ไม้เพื่อขอความช่วยเหลือ และพี่ไม้ก็เหมือนจะรู้ได้ทันที

  “คุณศรปล่อยเถอะครับผมว่ามันไม่เหมาะ” พี่ไม้ว่า คว้ามือศรเอาไว้แน่น

  ศรยอมปล่อยมือผมแต่โดยดี แต่ไหนๆ โชคชะตา เวรกรรม หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ผมได้เจอศร ขอปฏิเสธแบบเด็ดขาดไปเลยก็แล้วกัน

  “ครับ...ไม่ชอบ แล้วคุณก็เลิกทำแบบนี้ได้แล้ว” ดวงตาจ้องลึกลงไปยังนัยน์ที่ว่างเปล่า “ผมไม่รู้ว่าคุณคิดจะทำอะไร แต่คุณหยุดเถอะครับ ผมไม่ยอมให้คุณทำอะไรธนูแน่!” ว่าจบก็เดินออกมาโดยไม่สนว่าเขาจะพูดอะไรต่อ

  ดูจากรอยยิ้ม ผมว่าเขาไม่หยุดแค่นั้นแน่

 

 

  เราเอาของทั้งหมดไปคิดเงิน ก่อนจะแบกเอามาเก็บไว้ที่รถ โชคดีที่พี่ไม้มาด้วย คิดไม่ออกเลยว่าถ้ามาคนเดียวจะเอาของทั้งหมดกลับยังไง

  ไม่นานเราก็ออกจากซูเปอร์ฯ ในเวลาต่อมา

  “พี่ไม้ครับ พี่ว่าผมควรบอกธนูเรื่องที่เราเจอคุณศรไหม” ผมว่าหลังจากที่นั่งคิดคนเดียวเงียบๆ มาพักใหญ่

  “โซ่ว่าไงล่ะ”

  “อ้าว... นี่ผมถามพี่ ไม่ได้ให้ถามกลับนะครับ”

  “พี่ไม่รู้ ไม่รู้” พี่ไม้กลอกตาไปมา

  ผมเสหน้ามองออกไปยังนอกหน้าต่าง ปล่อยให้ตัวเองขบคิดอยู่อย่างนั้นจนถึงออฟฟิศ ของทั้งหมดถูกยกขึ้นมาไว้ชั้นบนสุดที่เป็นห้องพัก ของบางส่วนถูกแบ่งเก็บไว้ในตู้เย็น และบางส่วนก็ถูกแยกออกมาเพื่อลงมือทำสปาเกตตี

  “โซ่ทำเป็นเหรอ” พี่ไม่ว่า

  “ไม่ครับ ผมดูในยูทูป”

  “ปัง! ไม่ไหว” พี่ไม้ว่าหน้าตื่น

  “แน่ล่ะครับระดับผมแล้ว”

  “ปังปินาศ!!”
 
  โห้... พี่ไม้ไม่เชื่อใจผมอะ ค่อยดูเถอะ!

  ผมเริ่มเปิดคลิปดู แล้วจัดการทำตามเป๊ะทุกขั้นตอน ผลที่ได้คือ มันออกมาดีจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นฝีมือผม

  "พี่ลองชิม” ผมว่า ยื่นส้อมให้

  “พี่จะไม่ตายใช่ไหม”

  “จะตายเพราะกิน หรือตายตอนนี้เลยดีครับ” พี่ไม้ยืนหัวเราะ ก่อนจะซัดเอาเส้นสปาเกตตีเข้าปาก

  “อืม...” ผมมองด้วยความหวัง “จองคิวหมอไตให้พี่ด้วย”

  ปังปินาศของจริง...

  "ขนาดนั้นเลยเหรอพี่” หน้าเริ่มจ๋อย ผมไม่เคยทำอาหารเลยนะ แต่ก็อยากทำให้ธนูกิน...

  “ไม่ขนาดนั้นพี่แซวเล่น ทำหน้างอซะพี่รู้สึกผิดเลย”

  “เราเอาเส้นไปล้างน้ำแล้วผัดใหม่ดีไหมครับ” ผมว่า

  “พี่ว่าไม่ดีนะ...” พี่ไม้ร้องห้าม “พี่แค่แซวเล่น มันอร่อยแล้วเชื่อสิ” ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะจัดทุกอย่างลงจาน ไม่ลืมที่จะหยิบสตรอว์เบอร์รีที่ซื้อมาจัดใส่จานแยกเอาไว้ ตั้งใจว่าถ้าสปาเกตตีไม่รอด ก็เอาไว้กินล้างปาก

 

 

 

  “อร่อยดี” ผมยิ้มกว้าง เมื่อธนูตักเข้าปากคำแรก แล้วบอกว่าอร่อย

  ภูมิใจ...

  “เหรอครับ” ผมว่าเขินๆ

  “บอสคะ...ดอกไม้มาส่ง” ผมหันไปสนใจคนที่เข้ามาใหม่

  เลขาของธนูกำลังถือดอกไม้สีขาวช่อใหญ่กว่าเมื่อเช้าเป็นเท่าตัว อย่าบอกนะว่าศรไม่ยอมจบง่ายๆ

  “เอาเข้ามา” ผมหันกลับไปมองธนู เมื่อเช้าเขายังให้เอาส่งกลับคืนอยู่เลย “ของเธอ..” เขาว่าก่อนจะยื่นช่อดอกไม้ในมือให้

  “ของผม?” ดอกไม้ช่อโตถูกย้ายมาอยู่ในอ้อมกอดผมแทน “คุณให้ผมเนื่องในโอกาสอะไรครับ”

  “อยากให้”

  อ่า... จบล่ะ ถ้าธนูตอบแบบนั้น ไม่ต้องถามอะไรต่อเลย เพราะผมไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ

  ผมรับดอกไม้ช่อโตมาก่อนจะค่อยๆ แยกร่างออกแล้วจัดใส่แจกันเอาไว้

  พอจัดดอกไม้ผมก็ฉุกคิดถึงเรื่องที่เจอศร ผมควรบอกธนูหรือเปล่านะ พี่ไม้ที่พอจะเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวได้ก็ดันไม่ช่วยอะไรซะนี่ แต่พอคิดถึงวันที่ผมตามง้อธนูก็ทำให้รู้สึกขนลุก

  “คุณ...” คนถูกเรียกเงยหน้าขึ้นมอง “ตอนผมไปซื้อของ ผมเจอคุณศรด้วยล่ะ”

  “...” ธนูเงียบ เขาไม่ตอบเอาแต่จ้องผมนิ่ง

  “แต่ผมไม่ได้เป็นคนนัดเขานะ เราแค่บังเอิญเจอกัน” เพราะธนูเงียบ ยิ่งทำให้ผมร้อนรน

  “มานี่” เท้าสาวเข้าไปจนใกล้ ธนูตบหน้าขาตัวเองเบาๆ ผมก็รู้ได้ทันทีว่าเขาต้องการให้นั่งลง

  “ครับ?”

  ธนูยังคงนิ่งเงียบ เขาไม่พูดอะไรก่อนจะเปิดลิ้นชักหยิบเอากล่องกำมะหยี่สีดำขึ้นมา

  “สำหรับศร ไม่มีคำว่าบังเอิญ” พูดจบเขาก็เปิดกล่องสีดำ ในนั้นมีสร้อยสีเงิน ประดับด้วยจี้เป็นวงรี ใหญ่กว่าเหรียญสองบาทนิดหน่อย ตรงกลางขึ้นรูปเซนทอร์ยิงธนู ซึ่งนั่นเป็นสัญลักษณ์ของราศีธนู “ฉันตั้งใจจะให้เธอนานแล้ว ใส่เอาไว้ห้ามถอด”

  “ครับ” ผมรู้สึกได้ว่าธนูกำลังกลัว “ผมรักคุณนะ” ผมว่า

  “...” เขาไม่ตอบอะไรนอกจากทิ้งหัวพิงลงมาที่ลาดไหล่

  “ผมไม่ได้พูดเพราะคุณให้ของพวกนี้กับผม แต่เพราะผมอยากให้คุณมั่นใจว่า ผมจะไม่เลือกใครนอกจากคุณ” พูดจบผมก็หันไปกดริมฝีปากลงที่ขมับ

  ธนูเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะขยับหน้าเข้ามาใกล้...

 

  ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...

  ให้ตาย!!! คนกำลังเข้าได้เข้าเข็ม อยากจะโรแมนซ์แบบหนังรัก แต่ก็ตกม้าตายแบบหนังตลก ฮ่อลลล!

  “เข้ามา” ธนูว่า

  “เดี๋ยวสิคุณ ผมยังไม่ลุกเลย” ผมตั้งท่าลุกจากตัก แต่กลับโดนธนูรั้งเอาไว้ให้นั่งลงตามเดิม

  “ขอโทษค่ะ มีของมาส่ง...” สายตาผมมองพี่เลขาที่เดินเข้ามา “ของคุณโซ่ค่ะ”

  “ผมไม่ได้สั่งนะ” ผมหันไปบอกธนู

  “เอาเข้ามา” ธนูว่า

  ชายวัยกลางคนเดินยกกล่องสีขาวตีตราตัวใหญ่ว่า ‘สตรอว์เบอร์รีสดจากสวน’ ดวงตาเบิกโพลงเมื่อมันถูกยกเข้ามากล่องแล้วกล่องเล่า

  “เซ็นรับด้วยครับ” ผมรับปากกามาอย่างงุนงง เซ็นชื่อรับแล้วตรวจสอบกล่องสตรอว์เบอร์รีจำนวนสิบกล่อง มีโน้ตแปะเอาไว้ที่กล่องสุดท้าย

  มันถูกหยิบขึ้นมา แต่ก่อนอ่านผมหันไปมองคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ธนูย่นคิ้วจนแทบผูกกันเป็นปม รังสีบางอย่างกำลังออกมาจากตัวเขา

 

 
‘เจ้านี้อร่อยกว่าที่คุณซื้อมาเมื่อกลางวันอีกนะครับ ทานให้อร่อย’

                                    -ศร-

 

  ฝีมือศร...

  ผมไปทำเวรทำกรรมอะไรกับเขาหนักหนา ทำไมเขาถึงได้ตามเกาะติดขนาดนี้

  “จอส” แล้วเสียงของธนูก็ดึงความสนใจให้ผมหันกลับไปมอง “ที่ญี่ปุ่นช่วงนี้สตรอว์เบอร์รีพันธุ์ไหนกำลังออก...” มันจะไม่ใช่อย่างที่คิดใช่ไหม

  มือผมเริ่มสั่นเมื่อได้ยินธนู กำลังสนทนาเรื่องสตรอว์เบอร์รีกับพี่จอสทางโทรศัพท์

  “ดี... นายช่วยซื้อยกไร่ให้ฉันที...ไม่ดีกว่า ช้าไป นายช่วยเตรียมไพรเวทเจ็ทให้ฉันที ฉันจะพาโซ่ไปกินที่สวนเอง”

  ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!!

  นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันฟ่ะ...

  ถ้านี้เป็นฝัน ใครก็ได้ช่วยตบให้ผมตื่นที ผมกำลังจะขาดอากาศหายใจ

 

 

 

 

 

#สายโซ่

#บอสครับผมเป็นมิจ

**กำลังทยอยแก้คำผิดนะฮ่าฟ**


ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

-20-

บททวิของหายนะ

 
  ว่าด้วยเรื่องสตรอว์เบอร์รี เกือบได้ไปกินไกลถึงญี่ปุ่นแล้วไหมล่ะ ถามว่าอยากไปไหม ใครก็อยากไปทั้งนั้นแหละ ผมก็อยากไป แต่มันดูบ้าไปหน่อย

  กว่าจะเคลียร์กันลงตัวได้ เล่นเอาดึกดื่นเที่ยงคืน ถามว่ามันจบแค่นี้จริงๆ เหรอ?

  “คุณโซ่ครับ มีดอกไม้มาส่ง”

  เฮ้อ~

  สำหรับสองพี่น้องตระกูลนี้บอกเลยว่ายาก!!!

  ผมยืนมองดอกกุหลาบสีขาวสองช่อ มองดูก็พอรู้ว่าช่อใหญ่นี้ของศร ส่วนช่อที่เหมือนเหมาทั้งสวนนี้ของธนู นี่ผมกำลังเจออะไรอยู่กันแน่วะ โชคชะตากำลังฝึกความอดทนของผมอยู่เหรอ

  “ผมไม่รับครับ รบกวนด้วย”

  “เอ่อ... คือ” พนักยืนอ้ำอึ้ง

  “ไม่รับทั้งสอง” ผมย้ำก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟาตัวยาว

  มันเริ่มจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ทั้งศรและธนู ไม่มีใครคิดบ้างเลยหรือไงว่าผมจะรู้สึกยังไง สิ่งที่พวกเขาทั้งสองทำมันไม่ต่างอะไรกับการเอาชนะกัน

  เมื่อตอนพักเที่ยงก็มีเดลิเวอรี่มาส่ง เป็นเมนูหมู หมูกรอบ คอหมูย่าง หมูสามชั้นทอดกระเทียม บลาๆ มันมาจากศร เพราะผมเคยหลุดปากบอกไปว่าผมชอบกินหมู เขาก็จัดมาทั้งคอก

  ธนูเห็นอย่างนั้นก็รู้สึกทนไม่ได้ จัดการสั่งมาบ้าง จัดหนักจัดเต็มแทบอ้วก ชาตินี้สาบานเลยว่าจะเลิกกินหมูตลอดชีวิต ไม่มีใครคิดจะถามความสมัครใจของผมสักนิด ผมจะรู้สึกยังไงก็ไม่เห็นว่าจะมีใครสน

  ความอดทนของคนก็มีขีดจำกัดนะเว้ย!

ก่อนที่เรื่องมันชักจะไปกันใหญ่กว่านี้ ผมตัดสินใจปลดบล็อกไลน์ของศร เพื่อทักไปเคลียร์ให้จบ ไม่งั้นผมเองที่จะต้องเป็นบ้าก่อนแน่...

 

Sayso

  ผมต้องการให้คุณหยุดส่งทุกอย่าง

  ถ้าแค่ต้องการเอาชนะธนู คุณก็ไปคุยกันเอง

  อย่างดึงผมเข้าไปเกี่ยวผมเบื่อ!!!

  รำคาญ...

 

  ยอมรับเลยว่าที่พิมพ์ไปทั้งหมด เพราะรู้สึกโมโห...

  ผมรอข้อความตอบกลับอยู่นาน แต่เขายังไม่อ่านข้อความผมด้วยซ้ำ หรือเขาจะบล็อกผมไปแล้ววะ

 

  วันนี้ทั้งวันผมแทบไม่คุยกับธนู เลิกงานผมก็ขอตัวกลับเลย

  “ไงมึง... จำทางกลับบ้านได้ด้วยเหรอ” กุญแจว่าเมื่อเห็นผมก้าวเท้าเข้าบ้าน

  แต่ก็ไม่แปลกเพราะพักหลัง ผมค้างที่คอนโดธนูบ่อยขึ้น จากเมื่อก่อนสามวันต่ออาทิตย์ เดี๋ยวนี้ห้าถึงหกวัน เล่นเอาน้องชายลืมหน้าตาผมไปเลย

  “เออ ว่าแต่ทำ’ไรอยู่” ผมว่าก่อนจะเดินไปทิ้งสะโพกลงนั่งข้างๆ

  “ไม่ต้องถามกู มึงเถอะทำหน้าเป็นตูดทะเลาะกับพี่ธนู?”

  “ทำไมมึงรู้ดีจังวะ”

  “ควาย... อ่านง่ายขนาดนี้ แล้วถ้าไม่ทะเลาะกัน คนอย่างมึงไม่กลับบ้านมาง่ายๆ แบบนี้หรอก” นี่ผมกลับมาให้น้องตัวเองด่าซ้ำเหรอวะ

  “ตามนั้น” ผมว่าก่อนจะลุกขึ้น ใครจะไปยอมให้มันนั่งด่าฟรี กลับเข้าห้องตัวเองดีกว่า

  “มึงจะไม่เล่าจริงดิ”

  “เดี๋ยวนี้ขี้เสือกเหรอ” ผมว่า

  “ไม่เล่าก็ไปๆ กูจะดูหนังต่อ”

  “เล่าๆ” นอกจากเก็บความรู้สึกไม่เก่งแล้ว ยังเก็บความลับไม่เก่งอีกต่างหาก

  ผมใช้เวลาหลายนาทีเพื่อเล่าเรื่องราวของศรกับธนูให้น้องชายฟัง นอกจากมันเงียบอย่างเดียวแล้ว มันก็ไม่คิดจะออกความเห็นอะไรเลยระหว่างที่ผมเล่า

  “มึงจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอวะ”

  “จะให้กูพูดอะไร” กุญแจว่า

  “ก็แบบ กูผิด หรือธนูผิดอะไรก็ได้อะ” กุญแจเงียบก่อนจะทำท่าคิด

  “มึงคิดว่าพี่เขาทำแบบนั้นไปทำไม”

  “จะมีอะไรล่ะ คงจะแค่อยากเอาชนะกันตามประสาพี่น้อง”

  “มึงไม่มองจุดประสงค์ที่พี่ธนูทำเลยเหรอ” กุญแจยังคงพูดต่อ แต่ก็ไม่ละสายตาจากจอทีวี “เขาทำแบบนี้เพราะกลัวมึงชอบคุณศรมากกว่าหรือเปล่า”

  เออวะ ทำไมคิดไม่ได้วะ...

  “แต่เขาก็ควรจะถามความรู้สึกกูหน่อยไหมล่ะ”

  “กูว่าเรื่องนี้มันแก้ไม่ยากหรอก”

  “ยังไงวะ”

  “มึงคุยเรื่องความรู้สึกกับธนูแล้วหรือยัง” ตอบ ‘ยัง’ จะโดนมันด่าอีกหรือเปล่าวะ “ถ้าพี่ธนูไม่ถาม มึงก็เป็นคนเริ่มพูดก่อนเลย จะรอทำไม ยังไงตอนนี้ธนูก็ใช้อารมณ์ล้วนๆ เขาไม่ได้มีสติพอจะมาถามมึงหรอก แฟนมึง มึงต้องรู้นิสัยเขาป่ะ”

  เชี่ย... จริงของกุญแจวะ ผมรออะไรอยู่ว่ะ

  “แจ มึงแอบมีแฟนใช่ป่ะ” ผมถามเพราะเห็นว่าน้องชายให้คำปรึกษาดี มันต้องแอบมีแฟนแล้วไม่บอกผมแน่ๆ

  “ไม่” กุญแจว่าหน้านิ่ง

  “แอบมีแฟนไม่บอกกูหรือเปล่ากิ้วๆ” ปลายนิ้วชี้จิ้มแก้มกุญแจเบาๆ เป็นการหยอกล้อ
 
  “กูไม่อยากมี กลัวได้แฟนแบบมึง”

  “หล่อ?”

  “หึ! โง่!!!” จึก มันเจ็บจี๊ด แต่ไม่แคร์เพราะผมหน้าด้าน

  “ไอ้แจ!!!”

 

  ติ้ง~ แล้วเสียงแจ้งเตือนก็ช่วยชีวิตน้องชายผมไว้ ไม่งั้นผมคงทุบกุญแจตายคามือ

  มันเป็นแจ้งเตือนจากคนที่ผมรอมาทั้งวัน

 

K.Sayson

  ออกมาหาผมที่ร้านxx ตอนสองทุ่ม แล้วผมจะไม่ยุ่งกับธนูและคุณอีก

 

  ผมมองนาฬิกา ตอนนี้หนึ่งทุ่มยี่สิบ ลังเลใจอยู่สักพักหลังจากได้ข้อความของศร แต่เขาบอกว่าจะเลิกยุ่งกับเราสองคน ถ้าลองไปฟังสิ่งที่เขาว่าดูก็คงไม่เสียหาย ไม่คุ้มผมก็แค่กลับ

 

Sayso

  โอเค

 

  ผมไม่ลืมที่จะบอกเรื่องนี้กับธนู คิดว่าเขาคงจะทำงานอยู่ที่ออฟฟิศนั่นแหละ ผมกดโทรออกหาธนูอยู่หลายสาย แต่เขาก็ไม่ยอมรับ ผมเลยตัดสินใจทิ้งข้อความเอาไว้

 

Sayso

  คุณผมออกมาพบศรที่ร้านxx ตอนสองทุ่ม

  ผมส่งข้อความบอกคุณไว้ไม่ได้จะให้คุณโกรธ

  แต่หลังจากจบเรื่องแล้วผมจะรีบไปหาคุณทันที

 

  ระหว่างที่นั่งอยู่ในรถ ผมก็พยายามต่อสายหาธนู ข้อความก็ยังไม่ถูกเปิดอ่าน แบตเตอรี่ที่มีอยู่ก็เหลือแค่ห้าเปอร์เซ็นต์ นี่มันพล็อตหนังชัดๆ

ผมตัดสินใจฝากข้อความไว้อีกครั้ง


Sayso

  แบตผมกำลังจะหมด

  ช่วยรอผมที่ออฟฟิศก่อนนะครับ

  ผมอยากให้คุณเชื่อใจผมนะ

  ผมรักคุณ

*แนบรูป*

 

  ผมส่งแคปภาพหน้าจอมือถือ ส่งให้ธนูดู ว่าแบตเตอรี่เหลือเพียงห้าเปอร์เซ็นต์...

 

  ไม่นานผมก็มาถึงร้านxx สายไปสิบห้านาที แต่ก็ช่างเถอะผมมาเพื่อต้องการคุยให้จบ และก็หวังว่าเขาจะทำตามที่พูดเอาไว้

  “คิดว่าจะไม่มาซะแล้ว ผมโทรไปไม่ติด”

  “ครับ... คุณรีบพูดเถอะ ผมเหนื่อยกับเรื่องของคุณมามากพอแล้ว” ผมว่า

  “รีบจังเลยนะครับเชิญนั่งก่อน”

  ผมลอบสังเกตภายในห้อง มีบอดี้การ์ดจำนวนห้าคน “กลัวเหรอครับ” ศรว่า

  “ผมไม่จำเป็นต้องกลัว” พูดจบผมก็เอนกายพิงกับพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบาย “รีบคุยเถอะครับผมมีธุระต่อ”

  “แต่ผมไม่รีบ” ศรไหวไหล่ นี่เขากำลังเล่นเกมความอดทนกับผมอยู่ใช่ไหม

  “งั้น... เอาเป็นว่าผมกลับก่อนแล้วกัน ถ้าคุณไม่รีบก็เรื่องของคุณ” ผมลุกขึ้นเต็มความสูง หมุนตัวเดินออกมา ยังไม่ทันเปิดประตูออก เสียงของศรก็ดึงให้ผมหยุดฟัง

  “ยังไม่ดื่มอะไรเลยคุณรีบกลับแล้วเหรอ” ผมหันไปสบตาคนที่นั่งอยู่

  “ในเมื่อคุณไม่มีอะไรจะพูด ผมก็ไม่จำเป็นต้องอยู่นี่ครับ”

  “คุณกลัวผมขนาดนั้นเลยเหรอ อย่างน้อยก็ดื่มไวน์กันสักแก้วจะเป็นไรไป” ผมมองกลับไปที่แก้วเปล่า มันยังไม่ถูกเติม “ทำไม...คุณกลัวผมจะวางยางั้นเหรอ” เขาว่าพลางเลิกคิ้วมอง

  ขวดไวน์ทรงสวยถูกยกขึ้นรินใส่แก้วใสของศร แล้วรินใส่แก้วเปล่าฝั่งผม ศรยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ก่อนจะสั่งให้ลูกน้องรินไวน์เพิ่ม

  “เห็นไหมฉันไม่เห็นจะเป็นอะไร”

  “ถ้าผมดื่มมันจะจบใช่ไหม” ผมว่า

  “ก็คงงั้น เห็นเธอรักน้องชายฉันขนาดนี้ คงไม่มีพื้นที่ตรงกลางให้ฉันแทรกหรอก...จริงไหม”

  ผมมองแก้วไวน์ที่ตั้งอยู่พักใหญ่ สังเกตอาการศรแล้วก็ไม่มีท่าทีว่าเขาจะแปลกไปหลังจากที่ดื่ม สุดท้ายผมก็ตัดสินใจยกไวน์ดื่มจนหมดรวดเดียว

  “หมดแล้ว ผมกลับแล้วนะครับ” ผมว่าก่อนจะเดินกลับออกมา

  จังหวะที่จับลูกบิดผมก็รู้สึกได้ว่า โลกทั้งใบกำลังหมุนจนอยากจะอ้วก ผมทรุดตัวลงนั่งกับพื้นโดยอัตโนมัติ ดวงตาทั้งสองเริ่มพร่าเบลอ

  “นี่คุณ...ใส่อะไรให้ผมกิน” ศรกำลังเดินเข้าประชิดตัวผม พร้อมแก้วไวน์

  “ผมไม่ได้ใส่อะไรลงไปทั้งนั้นแหละครับ”

  ภาพศรที่กำลังมองแก้วไวน์ทำให้ผมรู้ได้ทันที ในไวน์ไม่มียาแต่มันอยู่ที่แก้ว ผมมันโง่สิ้นดี ที่หลงเชื่อคนอย่างเขา ในใจก็หวังว่าธนูจะเปิดเข้ามาเพื่อช่วยผม

  แต่เรื่องมันไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อภาพทุกอย่างมันตัดดับไปในความมืด...

 

 

[ธนู]

 

  หัวใจแทบร่วงลงพื้นเมื่อเห็นข้อความที่โซ่ทิ้งเอาไว้ ที่แย่กว่านั้นคือตอนนี้สามทุ่มกว่าแล้ว แต่โซ่ยังไม่มา โทรไปก็ไม่ติดคงจะแบตเตอรี่หมดอย่างเขาว่า

  มือถือถูกเปิดเข้าแอปพลิเคชันที่ถูกติดตั้งไว้ มันคือระบบจีพีเอสติดตามตัวที่ลิงค์กับสร้อยที่ผมให้โซ่ไปเมื่อวานก่อนนั่นแหละ

  อย่างที่บอก คนอย่างศรไม่มีคำว่าบังเอิญ และผมก็รู้ว่ามันจะไม่หยุดแค่นั้นแน่ ผมตัดสินใจกดโทรออกหาคนที่คิดว่าชาตินี้ผมจะไม่ติดต่อมันไปเด็ดขาด

  ศรกดรับสายอย่างไวว่อง ราวกับว่าเขากำลังรอสายจากผมอยู่...

  “กำลังจะพาโซ่ไปไหน!” ผมว่า

  [อะไรกัน คำแรกไม่คิดจะถามถึงพี่ชายหน่อยเหรอ] ศรยังคงเก่งเรื่องยั่วโมโห

  “ฉันถามว่า จะพาโซ่ไปไหน!”

  [ไม่น่าอยากนี่ สร้อยที่โซ่ใส่ก็คงจะบอกตำแหน่งได้ดี หึ!] ศรว่าพลางกลั้วหัวเราะ [กับคนนี้คงหวงมากเลยสินะ ไม่งั้นคงไม่ทำขนาดนี้]

  “ถ้ามึงแตะต้องตัวโซ่แม้แต่นิดเดียว ได้เห็นดีกันแน่!”

  [เอาแบบนี้ เรามาคุยกันดีๆ ดีกว่านะ]

  “ไม่จำเป็น คนอย่างมึงเชื่อได้แค่ไหนกันเชียว”

  [เรามันนักธุรกิจนาธนู ทุกอย่างล้วนมีความเสี่ยงในตัวอยู่แล้ว กล้าๆ หน่อย]

  “อย่ามาเล่นลิ้นนะศร ต้องการอะไรก็ว่ามา”

  [เดิมพันด้วยโซ่เป็นไงยังล่ะ] แน่นอนว่าผมไม่เห็นด้วย

  “อย่ามาตลก โซ่ไม่ใช่สิ่งของ แล้วอีกอย่างนะ ถ้าไม่อยากผิดหวัง หยุดทุกสิ่งที่คิดจะทำซะ!”

  [ถ้ามั่นใจขนาดนั้นแล้ว ยังต้องกลัวอะไรอีก หรือแค่หลอกตัวเอง]

  “...” ผมยอมรับตรงๆ ว่าหวั่นใจอยู่บ้าง

  กลัวว่าถ้าโซ่ไม่เลือกผมอย่างที่ศรคิดล่ะ

  ยิ่งคิดภาพของโซ่ก็ยิ่งปรากฏชัดในความรู้สึก อดีตที่เคยหวาดกลัวถูกแทนที่ และถูกเติมเต็ม...

  เสียงเล็กๆ ยังดังก้องในโสตประสาท ปากกระจับที่กำลังขยับบอกกับผมในวันนั้น...

  ‘ผมเลือกคุณ’

  ‘เชื่อใจผมนะ’

  “โอเค” ผมสลัดทิ้งทุกความกลัว เหลือเอาไว้เพียงแค่คำว่าไว้ใจ และเชื่อใจ “แต่...”
 
  [...]

  “ถ้าโซ่เลือกฉัน หลังจากนี้เลิกยุ่งวุ่นวายกับโซ่อีกเด็ดขาด”

  [ก็ได้ ห้าวัน นั้นคือสิ่งที่ฉันต้องการ]

  “ตกลง”

 

 

 

 

#สายโซ่

#บอสครับผมเป็นมิจ

**กำลังทยอยแก้คำผิดนะฮ่าฟ


ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

-21-

ปัจฉิมบทของหายนะ

 



 

  หลังจากวันที่ผมโดนจับมา นี่ก็สองวันแล้ว ศรแทบจะไม่คุยอะไรกับผมด้วยซ้ำ ผมก็ไม่เข้าใจว่าเขาทำแบบนี้ต้องการอะไรกันแน่

  ถ้ามองดีๆ ชีวิตผมก็ไม่ต่างอะไรกับพล็อตละครหลังข่าวสักเท่าไหร่ เพียงแค่ไม่มีฉากตบจูบ

  แต่ที่ผมสงสัยคือ...

  ไม่มีใครจะตามหาผมเลยหรือไงฟะ!

  “คุณศรผมอยากออกไปเดินเล่น” ผมว่า

  “เอาสิ” ศรไม่ปฏิเสธ

  เรานั่งกินอาหารเย็นกันอยู่พักใหญ่ ในบ้านมีบอดี้การ์ดอยู่สามคน ไม่ต้องคิดเรื่องหนี เพราะที่นี่คือเกาะส่วนตัวของตระกูล ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มีแต่ทะเล

  จะให้ผมว่ายน้ำหนีก็คงไม่น่าถึงห้าสิบเมตรก็จมน้ำตายก่อน

  เสียงคลื่นลมซัดกระทบชายฝั่ง กลิ่นเค็มเป็นเอกลักษณ์ของทะเลโชยขึ้นมาแตะจมูก ผมออกมาเดินคิดอะไรเงียบๆ โดยมีศรอยู่ด้วย

  ศรให้สัญญากับผมว่า เขาจะไม่แตะต้องตัวผมแม้แต่ปลายเล็บ นอกซะจากผมยินยอม ถ้าจะออกไปไหนต้องบอกเขาเสมอ และต้องมีเขาไปด้วยทุกที่

  “เธออยากได้เท่าไหร่” ศรว่าท่ามกลางเสียงคลื่น แต่ทว่าคำถามกลับทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจ

  “ครับ?”

  “เธอรู้มาก่อนหรือเปล่าว่าน้องชายฉันไม่เคยคบผู้ชาย”

  “ผมทราบ”

  “ฉันขอพูดตรงๆ เลยแล้วกัน น้องฉันให้เธอเท่าไหร่ ถ้าเธออยากได้มากกว่าฉันยินดี” ผมกำลังรู้สึกฉุนกับคำพูดของศร เขากำลังตีค่าความรู้สึกของผมด้วยจำนวนเงิน

  “พร้อมจ่ายเหรอครับ” ผมหันไปยิ้ม มองใบหน้าของคนตัวสูง “ผมยินดีรับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะเลือกคุณ” ผมว่าก่อนจะถอยห่างออกมา

  ผมรักธนู ต่อให้วันนี้เขาเหลือเพียงตัวเปล่า ผมก็ยังยืนยันว่าผมเลือกเขา...

  “เดี๋ยว” ข้อมือผมถูกคว้าเอาไว้ “หรือว่าเธออยากได้มากกว่าเงิน” เขาว่าก่อนจะกระตุกแขนผมเข้าไปใกล้ แล้วออกแรงกำข้อมือแน่นขึ้น

  “ปล่อยครับ เราสัญญากันแล้วนี่ ว่าจะไม่แตะต้องตัวผม ให้ผมเชื่อคุณได้สักอย่างเถอะนะครับ” เขาปล่อยมือผมทันที เมื่อเริ่มรู้ตัวว่ากำลังบีบข้อมือแน่นขึ้น “ถ้าคุณจะหมายถึงเซ็กส์ ต้องขอโทษด้วยนะครับ ผมให้ได้แค่กับคนรักเท่านั้น” ว่าจบผมก็ผละตัวออกมา ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปทางเข้าบ้าน

  “เธอจะบอกว่า เธอรักน้องชายฉันงั้นสิ”

  เท้าที่กำลังก้าวหยุดชะงักเพื่อฟังสิ่งที่ศรว่า ก่อนจะหันตัวกลับมาตอบ

  “นั้นไม่ใช่เรื่องของคุณ” ผมว่า

  “จะไม่ใช่ได้ยังไง ในเมื่อธนูคือครอบครัวของฉัน”

  ครอบครัว?

  “ครอบครัวเขาไม่ทำกันแบบนี้หรอกครับ ผมขอตัว” ศรชะงักไปนิดก่อนจะผินหน้าไปทางอื่นเพื่อหลบสายตา ผมเดินกลับเข้ามาในบ้านโดยที่ไม่สนใจอะไรอีก

  ผมไม่เข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดเท่าไหร่ ครั้งแรกที่ศรว่าผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนดูถูก แต่ยิ่งคุยก็ยิ่งสับสนในสิ่งที่เขาพูด

  คำว่าครอบครัวหมายความว่ายังไง ถ้าธนูเป็นคนในครอบครัวอย่างที่ศรว่า แล้วทำไมเขาต้องวุ่นวายกับคนเก่าๆ ของธนู รวมถึงตัวผมด้วย

  จะบอกว่าศรชอบผมก็คงไม่ใช่ เพราะเขาไม่มีท่าทีว่าจะพิศวาสผมเลยสักนิดเดียว ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ การที่ได้มาอยู่ตรงนี้ อาจทำให้ผมรู้อะไรมากขึ้น

 

 

 

  วันที่สี่ของการอยู่บนเกาะเฮงซวย ตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่ได้คุยกับศรอีกเลย เขาส่งแม่บ้านหนึ่งคนเข้ามาอยู่เป็นเพื่อนผม ส่วนตัวเขาเองก็ขลุกอยู่ในห้องที่ห่างออกไปเพียงสามห้องเท่านั้น

  ผมเดินออกมายังพื้นที่ส่วนกลางของบ้าน มันเงียบราวกับว่าไม่มีใครอยู่ บอดี้การ์ดที่เคยยืนอยู่หน้าประตูก็ไม่อยู่แล้ว ผมตัดสินใจว่าจะออกไปเดินเล่นสูดอากาศ อุดอู้อยู่ในห้องก็ไม่มีอะไรทำ

  บรรยากาศยามเย็นทำให้รู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง พระอาทิตย์ที่อยู่ไกล มองจากตรงนี้ยังรู้สึกได้ถึงความใหญ่โต มันสาดสะท้อนลงมาย้อมทะเลสีคราม ให้กลายเป็นสีส้มแดง

  ถ้าธนูอยู่ตรงนี้ด้วยก็คงจะดีไม่น้อย...

  ตรงนั้นจะคิดถึงผมไหม หรือออกตามหาผมกันบ้างหรือเปล่า ตอนนี้ผมเป็นห่วงก็แต่น้องชาย ไม่รู้ว่าปานนี้กุญแจจะทำอะไรอยู่ มือถือผมก็ไม่มี

  ใต้ร่มไม้มุมหนึ่งถูกเลือกให้เป็นที่นั่งพัก ผมนั่งเหม่อมองดูดวงอาทิตย์ค่อยๆ ลาลับขอบฟ้าลงอย่างช้าๆ ก่อนที่ท้องฟ้าที่เคยสว่างจะถูกแทนที่ด้วยความมืด

  มีเพียงแสงจากดวงจันทร์ กับไฟรอบหาดที่ยังพอทำให้ท้องทะเลสว่างได้บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ทำให้ภาพตรงหน้าสวยน้อยลงเลยแม้แต่น้อย

  ภาพที่ทั้งท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวนับล้าน...

  “โซ่!” ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นเสียงใคร เพราะทั้งเกาะมีเพียงผมกับศร

  “ผมอยู่ตรงนี้” ผมว่า โบกมือเป็นสัญญาณ

  “จะออกมาทำไมไม่บอก ฉันออกมาไม่เห็นเธอตกใจแทบแย่”

  “ขอโทษครับ” ผมว่า “แต่ผมขอนั่งต่ออีกสักพักได้ไหม”

  “อืม” ศรตอบก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ

  เราทั้งสองต่างเงียบใส่กัน ทั้งที่เมื่อสองวันก่อนเราเพิ่งจะเถียงกันไปแท้ๆ แต่วันนี้เรากลับไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกันซะอย่างนั้น

  “คุณศรครับ” ความเงียบทำให้ผมนึกคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ “ผมขอถามอะไรคุณหน่อยได้ไหม”

  “ก็ลองว่ามา”

  เมื่อศรอนุญาตผมก็ถามสิ่งที่คิดออกไปตรงๆ

  “คุณบอกว่าธนูเป็นครอบครัว แต่สิ่งที่คุณทำมันย้อนแย้งนะครับ”

  “หึ! คงจะเพราะ...” ศรเงียบเว้นระยะ ก่อนจะได้ยินเสียงลมหายใจพรูดออกทางปาก “ฉันมันก็แค่คนขี้อิจฉาเท่านั้น”

  “ยังไงครับ”

  “เธออาจจะมองว่าฉันได้ทุกอย่าง ทั้งสังคมเงินทอง ผู้คนนับถือ เป็นที่ยอมของครอบครัว มันฟังดูสวยใช่ไหมล่ะ”

  “...”

  “แต่เธอรู้ไหมไม่เคยมีใครถามฉันว่า ‘เหนื่อยหรือเปล่า’ บางทีฉันอาจจะไม่ได้มีความสุขอย่างที่เธอเห็นก็ได้”

  “แต่การที่คุณเข้ามาวุ่นวายเรื่องส่วนตัวของธนู มันทำให้คุณมีความสุขงั้นเหรอ?” ผมว่า

  “ฉันผิดเอง... ฉันแค่อิจฉาที่น้องชายฉันไม่ต้องอยู่ในกรอบ ไม่ต้องคอยรับคำสั่งจากใคร”

  “ผมพอจะเข้าใจ แต่คุณไม่คิดบ้างเหรอครับ ว่าธนูเองก็มีสิ่งที่เขาต้องการไม่ต่างจากคุณ”

  “...” ศรเอียงคอมองด้วยความสงสัย

  “ความรักจากครอบครัวไงล่ะครับ เท่าที่ผมรู้ว่า ธนูทะเลาะกับพ่อบ่อยๆ เขามีเพียงแค่คุณที่ยังเป็นครอบครัว สิ่งที่คุณต้องการมันสร้างได้จากตัวคุณ ต่อให้คุณเข้ามาวุ่นวายในชีวิตธนูทุกครั้ง คุณก็ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ” ผมหวังว่าคำพูดยาวเหยียดของผมจะทำให้ศรคิดได้บ้าง

  “ฉันชักชอบเธอจริงๆ ซะแล้วสิ” ศรว่า

  “เฮอะๆ ผมไม่ได้ชอบคุณ” อาจจะตรงไปสักหน่อย แต่มันก็คือความจริงที่เขาต้องยอมรับ

  “เจ็บดี ฉันไม่เคยถูกปฏิเสธแรงขนาดนี้เลยแฮะ น้องชายฉันมันน่าอิจฉาจริงๆ”

  “ผมก็เคยอิจฉาน้องชายนะ”

  “เธอมีน้องชายด้วยเหรอ”

  “ครับ น้องผมทำอะไรก็รุ่งไปหมด ส่วนผมก็รุ่งริ่ง” ผมว่าพลางกลัวหัวเราะ “ผมเคยพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองเหมือนน้องชาย เพื่อให้ได้รับคำชมจากป้าข้างบ้าน ให้พ่อกับแม่ยิ้มหน้าบาน แต่สุดท้ายผมก็ได้คำตอบจากความพยายาม คำตอบมันง่ายมาก”

  “...”

  “ผมก็คือผม บนโลกนี้มีผมแค่คนเดียว ผมเหมือนน้องชายไม่ได้ น้องชายผมก็เช่นกัน”

  “อ่า...นั้นสิเนอะ”

  “ผมว่าคุณลองคุยกับธนูเถอะครับ ยังไงคุณก็เป็นพี่ชายทำผิดก็ต้องกล้ายอมรับ ถ้าอะไรที่ผมพอช่วยได้ผมจะช่วย”

  “ฉันจะลองดูแล้วกัน” ศรว่าก่อนจะกระตุกยิ้มพราว “ว่าแต่น้องชายเธอมีแฟนหรือยัง”

  “หยุดความคิดคุณซะ! ถ้าคุณกล้ายุ่งกับน้องชายผม รับรองว่าผมไม่ยอมแน่”

  “อะไรกัน ฉันเป็นคนดีนะ”

  “ผมไม่เชื่อ”

  “ก็ได้ๆ ฉันแค่ล้อเล่นหรอกนา”

  พอได้มาลองคุยกับศรแบบจริงจัง ผมก็ได้รู้ว่า แท้จริงแล้วเขาไม่ได้ร้ายอย่างที่คิด ถึงแม้ว่าเรื่องที่เขาว่ามาทั้งหมดอาจจะเป็นเรื่องโกหก หรือเรื่องจริงก็ตาม

  แต่ถ้าหากเป็นเรื่องจริง ผมว่าเขาก็เป็นคนหนึ่งที่น่าเห็นใจ

  ทุกคนล้วนมีปมใจ และสร้างปีศาจเป็นของตัวเอง มันขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะมีวิธีจัดการยังไง กับศรเขากลับผูกปมเพิ่มขึ้นจนพันกันยุ่งเหยิง การได้มีใครสักคนคุยกับเขาก็พอจะช่วยบรรเทาความรู้สึกได้บ้าง

  เรานั่งคุยกันต่ออยู่อย่างนั้นจนดึกกว่าจะพากันกลับเข้ามาในบ้าน ผมได้รู้อะไรมากมายเกี่ยวกับศร ชีวิตที่ถูกทุกคนคาดหวัง ภาระที่ต้องแบกเอาไว้หนักเกินกว่าจะรับไหว

  พ่อดูจะถูกใจศรมากกว่าธนู เพียงเพราะศรทำทุกอย่างที่พ่อต้องการ และศรกำลังหนักใจเรื่องที่พ่อจะให้ขึ้นเป็นประธานเต็มตัว ซึ่งศรเองไม่ต้องการ

  ผมเลยแนะนำให้เขาลองพูดตรงๆ กับพ่อดูน่าจะดีกว่าก้มหน้าตาทำในสิ่งที่ตัวเองต้องฝืน พอฟังเรื่องของศรแล้วผมก็รู้สึกว่า ธนูโชคดีจริงๆ ที่ได้อิสระทุกอย่าง

  แต่ทุกอย่างก็มีราคาที่ต้องแลก...

 

 

  “อื้อ...”

  เมื่อคืนผมนอนดึกไปหน่อย เช้านี้ผมเลยรู้สึกไม่ค่อยอยากลุกจากที่นอน แต่ก็รู้สึกว่าร่างกายกำลังตอบสนองอะไรบางอย่าง

  ขนอ่อนตามตัวลุกชันอย่างห้ามไม่ได้...

  ช่องท้องกำลังรู้สึกปั่นป่วน หดเกร็งเป็นจังหวะ ขาทั้งสองถูกแยกออกกว้าง ก่อนจะสัมผัสได้ถึงความอุ่นนุ่มที่แกนกาย

  ผมฝันเปียกเหรอ?

  แต่ก็ไม่แปลก ก็ผมไม่ได้เจอธนูมาตั้งกี่วันแล้ว อยากจะปลดปล่อยบ้างก็เป็นเรื่องธรรมชาติ

  “อ๊า... ซี๊ดดดด” ความเสียวซ่านแล่นปะทะอย่างจัง เมื่อรู้สึกได้ถึงแรงดูดดึงคล้ายว่าริมฝีปากกำลังครอบลงมา

  เดี๋ยวนะ...

  ริม...ริม...ริมฝีปากงั้นเหรอ!!!

  ผมลืมตาขึ้นทันทีที่ได้สติ ภาพตรงหน้ายิ่งกว่าฝัน หรือว่าฝันว่ะ ลังเลอีกไอ้สัด!

  ธนูอยู่ตรงหน้าผม กำลัง... กินไอติม!

  “คุณ อ๊ะ!!!” เสียงครางหลุดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ แรงดูดดึงทำเอาเสียววาบไปทั้งช่องท้อง “เลิกปลุกผมด้วยวิธีนี้สักที!” ผมว่า

  “...” ธนูยังคงไม่ตอบ และจดจ่อกับการใช้ริมฝีปากรูดรั้งตามความยาวของแกนกาย ก่อนจะใช้ลิ้นร้อนหยอกล้อกับส่วนปลายปริ่มน้ำใส ดูดเม้มผ่อนหนัก ผ่อนเบาตามจังหวะ

  “อ๊ะ...อา...อะ” จังหวะกดริมฝีปากเข้า แล้วดึงออกเริ่มกระชั้นถี่ เร่งจังหวะขึ้นเรื่อยๆ จนผมเริ่มทนไม่ไหว “เอาออกผมจะไม่แล้ว อื้มมมม...”

  “อ๊ะ...อ๊า...อะ” สิ้นสุดเสียง ความเบาวูบก็แล่นปะทะจนร่างกายวูบไหว หน้าท้องกระตุกเกร็งบิดเร้าไปมากับที่นอนกว้างด้วยความเสียวซ่าน สมองขาวโพลนจนคิดอะไรไม่ออก เมื่อของเหลวสีขาวถูกปลดปล่อยจนหมดทุกหยด

  ไม่รู้ว่าผมเผลอไปจิกหัวของธนูตอนไหน แต่...

  เชี่ยยยย! เต็มแก้มธนูเลย
 
  “ผมขอโทษ” ผมว่า ก่อนจะเอานิ้วโป้งเกลี่ยของเหลวสีขาวขุ่นที่เลอะแก้มธนูออก แต่ก็ถูกมือหนารั้งเอาไว้

  “เสียดายออก” ว่าจบ ธนูก็ยื่นลิ้นโลมเลียนิ้วจนสะอาด

  “คุณจะบ้าเหรอ!” ผมว่าเสียงดุ “แล้วก็เลิกปลุกผมด้วยวิธีนี้ได้แล้วครับ”

  “ก็ฉันเห็นมันแข็งอยู่นี่ คิดว่าเธอคงจะกำลังฝันถึงฉันอยู่ นี่ฉันช่วยเธออยู่นะ” เขามันคนหน้าไม่อาย คุยเรื่องลามกได้หน้าตาเฉย

  “เฮอะๆ มันก็ยืนตรงทุกเช้าเป็นปกติไม่ใช่เหรอครับ”

  “...” ธนูไหวไหล่ ไม่สนใจที่ผมกำลังบ่น

  “ช่างหัวเรื่องนั้นก่อนครับ คุณหาผมเจอได้ยังไง ทำไมเพิ่งมาเอาปานนี้รู้ไหมผม... ผม...คิดถึงคุณ” ผมว่าเสียงเบาลงในประโยคสุดท้าย

  “ฉันขอโทษนะ แต่หลังจากนี้ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน ฉันจะรีบไปหาในทันที”

  “ไม่รู้แหละครับผมโกรธคุณ”

  “งั้นเดี๋ยวฉันพาไปหาอะไรอร่อยๆ กินดีไหม”

  “อย่าเอาของกินมาล่อ ผมไม่ติดกับคุณหรอก” ผมว่า หันหน้าหนีไปอีกทาง

  “ก็ได้” ประโยคสั้นๆ ถูกพ่นออกมา ผมรู้สึกประหลาดใจอยู่นิดหน่อย ‘ก็ได้’ อะไรของเขาวะ

  แต่ภายในไม่กี่วินาทีต่อมาผมก็เข้าใจว่า ‘ก็ได้’ ของเขาคืออะไร เมื่อผมถูกดึงตัวเข้าไปนั่งช้อนหลัง ฝ่ามือข้างหนึ่งสอดเข้ามาในเสื้อเชิ้ตตัวบาง

  ปลายนิ้วสัมผัสกับตุ่มไตจนขึ้นแข็งขึง “คุณจะทำอะไร”

  “ก็ง้อเธอไง” พูดไปมืออีกข้างก็ค่อยๆ ปลดกระดุมลงมา เพียงไม่กี่อึดใจกระดุมก็หลุดออกหมด

  “ไม่เช้าไปสำหรับทำเรื่องอย่างว่าเหรอครับ”

  “ทำอย่างกับไม่เคย” พูดจบเสื้อสีขาวก็ถูกรั้งลงมาเผยให้เห็นลาดไหล่ แล้วจึงค่อยกดริมฝีปากตะโบมจูบอย่างเชื่องช้า

  ผมไม่ปฏิเสธทุกการกระทำของธนู ถึงแม้ว่าจะเพิ่งเสร็จไปเมื่อสักครู่ แต่แค่ข้างหน้ามันยังไม่พอสำหรับความต้องการของผม

  “คุณศรล่ะครับ”

  “ไม่อยู่แล้ว” ธนูว่า ก่อนจะออกแรงผลักให้ผมนอนคว่ำหน้ากับหมอนอย่างไม่เบามือ

  “ผมเจ็บนะครับ”

  “โทษฐานที่เธอคิดถึงคนอื่นตอนที่อยู่กับฉัน เธอต้องถูกลงโทษ”

  ยังไม่ทันได้ร้องห้าม ความรู้สึกเจ็บแปล๊บก็แล่นปราดไปทั้งตัว คมฟันกัดลงมาที่สะโพกจนจมเขี้ยว “อ๊ะ... ผมเจ็บ”

  “เจ็บจริงเหรอ” มุมปากแสยะยิ้มร้าย ผมรู้ได้ทันทีว่าเขาชอบ “เธอดูมีอารมณ์ขนาดนี้” ผมไม่ปฏิเสธว่ามันเจ็บ แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกดีมาก

  มือหนาบีบคลึงทั้งตัวจนขึ้นรอยแดงระเรือ สะโพกถูกยกขึ้นสูงจนเห็นรอบจีบสีหวานเด่นชัด เป็นภาพที่ลามก หยาบโลนสุดๆ แต่ก็ทำให้อารมณ์ดิบเถื่อนพุ่งสูงอย่างห้ามไม่อยู่ ผมชอบทุกอย่างที่ธนูปฏิบัติกับผม

  เหมือนตัวเองถูกดึงสัญชาตญาณดิบ และอารมณ์ที่ถูกซ่อนไว้อยู่ภายในให้เผยออกมา ผมได้เป็นตัวของตัวเอง และเขาคือคนเดียวที่ได้เห็นผมในมุมนี้...

 

 

 

#สายโซ่

#บอสครับผมเป็นมิจ

**กำลังทยอยแก้คำผิดนะฮ่าฟ


ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

-22-

ธนู

  ครั้งแรกที่ได้พบ

  “ไม้... นายเคยรู้สึกเบื่อกับชีวิตบางไหม” ผมว่าก่อนยกเท้าขึ้นบนโต๊ะทำงานตัวเอง

  “ก็มีบ้างนะครับบอส” ไม้ว่า

  “แล้วนายทำยังไง”

  “ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม นอน” ไม้กลอกตาขึ้นพลางคิดหาสิ่งที่ทำแก้เบื่อ

  ช่วงนี้ผมรู้สึกเบื่ออย่างบอกไม่ถูก จุดหนึ่งของชีวิต ผมจะรู้สึกว่าเหมือนมีอะไรฉุดขาผมเอาไว้ มันเหนื่อยหน่ายทุกสิ่งอย่าง

  “เกมงั้นเหรอ น่าสนใจดีนี่”

  “บอสอยากเล่นเหรอครับ”

  “แค่บอกว่าน่าสนใจ จะว่าไปก็ไม่ได้เล่นนานแล้ว ช่วงนี้มีเกมอะไรฮิตๆ บ้าง”

  “บอสถามถูกคนแล้วครับ” ไม้ว่าก่อนจะจัดการติดตั้งเกมลงคอมพิวเตอร์

  มาคิดดูเล่นเกมครั้งสุดท้ายก็ตั้งแต่สมัยเรียนปีหนึ่ง กลับมาเล่นอีกครั้งก็ไม่น่ามีอะไรยาก เกมก็เดิมๆ เปลี่ยนแค่เนื้อเรื่อง

  “เรียบร้อยครับบอส”

  “...” หน้าจอปรากฏเกมที่ไม่คุ้นตา แต่ก็พอมองออกว่าเป็นเกมเก็บเลเวลทั่วไป

  ไม้จัดการสมัครไอดีเกมให้เสร็จสรรพ แต่ทว่ายิ่งเล่นก็ยิ่งเบื่อ...

  ก็แน่ละสิ เกมตัวใหม่ เลเวลก็ต่ำกว่าจะเก็บได้เยอะๆ ต้องใช้เวลา จะไปสนุกอะไรกัน

  “ฉันไม่เล่นแล้ว เลเวลก็น้อยทำอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจ” ผมบ่นอุบอย่างหัวเสีย

  “บอสเอาตัวผมไปเล่นก่อนไหมครับ ตัวผมเลเวลตันแล้ว”

  “ก็ลองดู” ไม้จัดการเข้ารหัสเกมของตัวเอง ตัวเกมของไม้เลเวลสูงมาก แต่แต่งตัวห่วยชะมัด

  “แต่งตัวเฉยสุดๆ สมกับเป็นนายจริงๆ” ผมว่า

  “โธ่บอสก็ผมไม่เติมนี่ครับ”

  “แล้วชื่อนี่ยังไง ‘หวัดดีเบล’ ใครคือเบล”

  “มันมาจากเพลงครับบอสลองไปฟังดู”

  “ส่งรหัสมาให้ฉันแล้วกันเดียวกลับบ้านจะลองเล่น”

  “ได้ครับ”

  ไม้จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยภายในไม่กี่นาทีต่อมา ส่วนผมก็ต้องกลับมาอยู่ในโลกของความจริง โลกที่มีแต่งานกองรออยู่

 

  เผลอตัวอีกทีมองดูเวลาก็ล่วงเลยไปจนตีสองกว่า ผมมักจะทำงานจนลืมเวลาอยู่เป็นประจำ...

  สายตาเหลือบเห็นกระดาษสีขาวถูกเขียนไอดีเกมเอาวางอยู่บนโต๊ะ ผมตัดสินใจเข้าเกมเพื่อลองเล่นเผื่อว่าจะช่วยทำให้ผมหายเบื่อได้บ้าง

 

หวัดดีเบล ล็อกอินแล้ว

 

  ชื่อตลกชะมัด...

  ผมลองหัดเล่นอยู่สักพักก็เริ่มเข้ามือมากขึ้น ไม่ได้ยากอย่างที่คิด คนอย่างธนูไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ผมเป็นคนทำอะไรจะทุ่มเทสุดๆ

  นั่งเล่นเกมอยู่ไม่นานเวลาก็หมุนเร็วขึ้นราวกับว่ามีเครื่องช่วงเร่งเวลา ผมรับเควสรายวันเพื่อทำกิจกรรมในเกม แต่เงื่อนไขของเควสคือต้องลงดันเจี้ยนกับเพื่อนอย่างน้อยหนึ่งคน

  ผมมารออยู่หน้าประตูทางเข้าสักพักใหญ่ แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะมีใครหลงเข้ามาทำเควสด้วยกัน

  ตีสาม...

  ใครจะมาทำเควสกันเวลานี้

  แต่แล้วก็มีคนหลุดมา ตัวเกมเธอน่ารักมาก เป็นผู้หญิงตัวเล็กแต่หน้าอก หน้าใจใหญ่อลังการ ตัวเกมสมัยนี้มันช่าง...

 

‘ข้อความขอรับ’

 

  เสียงข้อความในเกมดังขึ้น เมาส์ขยับลากไปยังกล่องข้อความ ก่อนจะเห็นว่าเป็นเธอที่ยืนอยู่ข้างๆ ทักมา

  ลูลู่กัม : เธอลงดันเจี้ยนด้วยกันไหม

  ผมตอบกลับไปว่า ‘ตกลง’ แต่ก็ต้องลบทิ้ง เล่นตัวหน่อยก็ดี เดี๋ยวจะหาว่าง่าย

  หวัดดีเบล : ไม่

  ลูลู่กัม : ช่วยหน่อยสิเราเล่นคนเดียวตั้งหลายครั้งไม่ผ่านสักที

  ลูลู่กัม : นะคะพี่

  ลูลู่กัม : นะนะนะนะนะนะนะ

  ลูลู่กัม : พลีส พี่สุดหล่อ >///<

  เห็นแก่ความพยายามก็แล้วกัน ไม่ได้เกี่ยวกับหล่อหรืออะไรเลยนะ

  หวัดดีเบล : ก็ได้...

ข้อความวันนั้นทำให้ผมได้รู้จักกับเธอ ‘สายโซ่’

 

 

  “บอสครับท่านประธานเรียกพบ”

  ท่านประธานที่จอสว่าคือพ่อผมเอง...

  ชายดูมีอายุนั่งรออยู่ที่ห้องรับแขกขนาดใหญ่ เขานั่งอยู่ที่โซฟาตัวยาว พร้อมกับบอดี้การ์ดอีกหลายคน บริษัทที่ผมอยู่เป็นเพียงบริษัทลูก ไม่ได้ใหญ่โตมากนักแต่ที่ผ่านมาผมก็ทำกำไรไม่ใช่น้อย

  “สวัสดีครับ” ผมกล่าวทักทาย

  “ฉันมีเรื่องอยากจะคุยด้วยนิดหน่อย แกสะดวกใช่ไหม”
 
  “ครับ”

  “ได้ข่าวว่าจะมีงานประมูลที่ดิน ยังจำที่ที่ฉันเคยบอกได้ไหม”

  “จำได้ครับ”
 
  “ฉันต้องการให้แกไปประมูล ทำยังไงก็ได้ให้ได้มา ศรมีโปรเจคที่น่าสนใจ ตอนนี้คณะกรรมการก็เข้าประชุมแล้ว อีกไม่กี่วันก็คงได้คำตอบ”

  ศร...

  ศรอีกแล้วเหรอ

  “คงไม่ได้หรอกครับ ผมเองก็ต้องการที่ตรงนั้นเหมือนกัน ถ้าพ่ออยากได้ก็ให้ศรไปประมูลเอง”

  ปัง! เสียงฝ่ามือกระแทกโต๊ะดังสนั่น

  “นี่แกกล้าขัดคำสั่งฉันเหรอ!” พ่อว่าขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาบางๆ “หึ! ถ้าไม่มีเงินฉัน แกคิดว่าแกจะไปรอดงั้นเหรอ”

  “พ่อคิดว่าผมทำงานทุกวันนี้ รอเงินเดือนจากบริษัทเล็กๆ นี่งั้นเหรอ คุณคิดผิดแล้ว”

  “แก!!!” พ่อจ้องเขม็งอย่างหัวเสีย เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของผม

  คราวนี้ผมเป็นฝ่ายกระตุกยิ้มออกมา รู้ว่าสิ่งที่ผมทำอยู่มันผิด แต่ผมรู้สึกแค่อยากเอาชนะคนเป็นพ่อเท่านั้น

  “แกหัดว่าง่ายๆ เหมือนศรพี่แกซะบ้าง ทำตัวให้มันดีๆ ถ้าคิดไม่ออกว่าเป็นยังก็หันไปดูพี่แก ไม่งั้นแม้แต่ไอ้บริษัทเล็กๆ นี่ แกก็ไม่มีสิทธิ์” เขาโกรธจนตัวสั่น นัยน์ตาสีดำสนิทอัดแน่นไปด้วยโทสะ

  “เหรอครับ” ผมว่า “ถ้าพ่อจะมาพูดแค่นี้ ผมขอตัวงานผมเยอะ” ว่าจบผมก็ลุกขึ้นเต็มความสูง หมุนตัวออกมาจากตรงนั้น

  ผมคิดเอาไว้แล้วว่าต้องเจอกับอะไร สิ่งเดียวที่ผมเกลียดที่สุดคือการที่พ่อพูดว่า ให้ผมดูพี่ชายเป็นตัวอย่าง เพราะพี่ชายผมทุ่มเทกับงานอย่างเหน็ดเหนื่อยไม่เคยบ่น

  แล้วผมล่ะ...

 คนที่ถูกลืมเอาไว้ข้างหลัง คนที่ทำดีให้ตายยังไงก็ไม่เคยอยู่ในสายตา ผมเกลียดพี่ชายที่เอาแต่พูดให้ตัวเองดูดี เกลียดที่มันพยายามห้ามพ่อให้หยุดว่าผม ทุกอย่างที่มันทำ ยิ่งตอกย้ำว่าผมแตกต่าง

  ผมไม่ได้แตกต่าง ผมแค่ไม่เคยอยู่ในสายตา...

 

  ผมกลับมายังบ้านหลังใหญ่ นั่งกระดกวอดก้าอยู่เงียบๆ ภายในห้องรับแขก เครื่องดื่มทำให้ผมตกอยู่ในห้วงความคิด ผมไม่ได้เมา ผมมีสติทุกอย่าง

  คำพูดของพ่อยังดังก้องอยู่ในโสตประสาท ทั้งที่พยายามสะบัดมันออกไปแล้ว แต่มันก็ยังวนเวียนไม่ยอมไปไหน

  หากคำเหล่านั้นหลุดออกมาจากคนนอก ผมจะไม่ให้ค่ามันเลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อมันหลุดออกจากปากของคนในครอบครัว มันกลับเจ็บในอก ราวกับถูกคมมีดนับพันเสียบแทงลงมา

  “ถ้าศรดีขนาดนั้น ผมก็ไม่จำเป็นใช่ไหมครับพ่อ” ผมบ่นพึมพำคนเดียว มุมปากกระตุกยิ้มออกมา

  ผมคิดจะทำสิ่งที่ไม่ควร มันไม่ใช่เพราะเมา แต่เป็นเพราะความขาดสติยั้งคิดของตัวเอง แอลกอฮอล์ที่ไหลเวียนอยู่ในกายเริ่มทำงานกับความคิด

  ความหม่นหมองในใจทำให้เริ่มควานหากระปุกยานอนหลับในลิ้นชัก แต่ก็เหมือนกรรมเก่าที่ยังรั้งผมเอาไว้ กระดาษสีขาวที่ไม้เขียนไอดีเกมเอาไว้ก็กลิ้งออกมาจากด้านใน

  มันทำให้ผมนึกถึงเพื่อนหนึ่งเดียวที่อยู่ในโลกออนไลน์ของผม

  สายโซ่...

  ผมกดเข้าเกมตั้งใจว่าจะบอกลา แต่ก็มีประโยคแสนธรรมดาที่ฮีลใจ และฉุดรั้งผมเอาไว้

 

  ลูลู่กัม : งื้อออ แบบนี้นี่เอง หนูไม่รู้หรอกนะคะว่ามีปัญหาอะไร แต่สู้ๆ นะ พี่เก่งยังไงพี่ก็จัดการปัญหาได้แน่ๆ โซ่เชื่อว่าพี่ทำได้

  หวัดดีเบล : ขอบคุณมากนะ รู้สึกดีจัง

 

  ผมตอบเธอกลับไป เพราะรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

  คนนอกที่ผมไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา ไม่เคยพบเจอ

  คำพูดที่ถูกพิมพ์ออกมาเป็นคำธรรมดา เขาอาจจะแค่พิมพ์ออกมาส่งๆ แต่ผมก็เชื่อหมดใจ

  เชื่อว่าผมทำได้...

  หลังจากวันนั้นผมก็รู้เลยว่า ต่อให้ต้องพลิกฟ้า พลิกแผ่นดินหา ผมจะคว้าเธอมาอยู่ข้างผมให้ได้ และตอนนี้เธอก็มาอยู่ข้างผมแล้วจริงๆ

  อยู่ในอ้อมกอด...

  “ทำไมคุณเพิ่งออกตามหาผม” โซ่ว่า

  “...ฉันขอโทษที่มาหาเธอช้าไป”

  “ผมคิดว่าคุณจะทิ้งผมไปซะแล้ว”

  “รู้สึกผิดจัง” แขนแกร่งขยับโอบกอดกระชับขึ้น “ให้ฉันไถ่โทษอีกสักรอบดีไหมนะ”

  “พอเถอะครับ อีกรอบผมต้องตายแน่” โซ่ว่า

  ตั้งแต่วันแรกที่รู้จักโซ่ ชีวิตผมก็ได้รู้จักคำว่าความสุข ระหว่างทางอาจไม่ได้สวยเสมอ แต่ผมก็พร้อมที่จะจับมือผ่านไปด้วยกัน

  “โซ่”

  "ครับ?”

  “ถ้าวันหนึ่งฉันหมดตัวเธอยังจะอยู่กับฉันไหม”

  “นี่ คุณคิดว่าผมอยู่กับคุณเพราะเรื่องแค่นี้เหรอครับ”

  “...” ผมไม่มีคำตอบ

  “คุณไม่คิดว่าตัวเองมีข้อดีมากกว่ารวยเลยงั้นเหรอ”

  “นั่นเป็นข้อดีข้อแรกของฉันเลยล่ะ”

  “ตลก...” โซ่เงียบเว้นวรรคก่อนจะเริ่มพูดต่อ “คุณยังมีข้อดีอีกหลายข้อ”

  “เธอก็ว่ามาสิ”

  “คุณหล่อมาก” ว่าจบเสียงหัวเราะในลำคอก็หลุดออกมา

  “ฉันเห็นด้วยนะ” ผมว่า

  ผมในตอนนี้มันดีจริงๆ ตอนที่เรานอนกอดกันแล้วคุยเรื่องไร้สาระหลังจากมีเซ็กส์ ตอนที่เสียงหัวเราะของเราดังก้องไปทั่วห้อง ตอนที่ผมมีโซ่อยู่ข้างๆ แบบนี้

  “แล้วข้ออื่นล่ะ” ผมว่าต่อ

  “ผมไม่บอกคุณหรอก เดี๋ยวคุณเหลิง คุณลองหาข้อดีด้วยตัวคุณเองสิ”

  “ฉันคิดได้เป็นร้อยข้อ เธออยากฟังไหม”

  “เอามาสักห้าข้อก็ได้ครับ”

  “...ข้อหนึ่ง ฉันรักเธอ”

  “...”

  “ข้อสองฉันรักเธอ”

  “...”

  “ข้อสามฉันรักเธอ”

  “เดี๋ยวนะครับคุณจะพูดจนครบหนึ่งร้อยเลยหรือไง”

  “ใช่ แล้วเธอก็รู้เอาไว้ว่าข้อที่หนึ่งร้อยก็จะยังเป็น ฉันรักเธอ”

  “บ้าบอ ผมไม่ฟังคุณแล้ว ออกไปหาอะไรกินดีกว่าผมหิว” โซ่ว่าก่อนจะลุกชันตัวขึ้นนั่ง

  โซ่ไม่ยอมหันหน้ากลับมามองผม แต่ก็รู้ได้ทันทีว่าเขินมากแค่ไหน ดูได้จากผิวสีขาวที่เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อตั้งแต่ใบหูจนถึงคอ

  ท่าทีน่ารักทำให้ผมอยากจะแกล้งจนจมเตียง หลังจากนี้ชีวิตผมจะกลับมาสงบสุขอย่างที่มันควรจะเป็น ได้แต่ภาวนาว่าศรจะทำอยากที่ตกลงกันไว้

  ผมจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำลายความสุขที่อยู่ตรงหน้าเด็ดขาด...

  คุณความรักของผม...

  “โซ่ฉันรักเธอมากเลยนะ อยากให้รู้ไว้”

  “ผมก็...รักคุณครับ ธนู”

 

 


ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

-23-

คำขอโทษแรกจากปากพี่ชาย

 
  “มัสแตงสีแดง!”

  “ใช่”

  “น้องพริก... อี๊ดดดด คุณให้ผมเอาคันนี้ไปจริงเหรอ”

  “เธอจะใส่ชุดฮันบกขับน้องแว้นไปหรือไง” ผมมองคนตัวเล็กกว่าสวมชุดฮันบกสีฟ้าอ่อน ยืนทำตาแป๋ว

  ไม่อยากให้ไปเลย อยากทำอย่างอื่นมากกว่า

  วันนี้โซ่ไปงานแต่งของชีสตั้งแต่เช้า แต่ดันลืมชุดงานอาฟเตอร์ปาร์ตี้เลยต้องกลับมาเปลี่ยนที่บ้าน ส่วนผมก็ดันติดงานสำคัญ

  งานประมูลที่ดินถูกเลื่อนกะทันหัน ดันตรงกับวันงานของเพื่อนโซ่พอดิบพอดี เราทั้งคู่จึงต้องแยกกันไป

  “ให้พี่ไม้ไปส่งผมก็ได้นะ” โซ่ว่า

  “เดี๋ยวฉันไปรับเธอเอง”

  “แต่ว่า...” โซ่ก้มหน้างุดต่ำลง “ถ้าผมทำรถคุณชนโน้นชนนี้เข้าจะทำยังไง”

  “ไม่เป็นไร แค่นี้เองฉันมีเงิน”

  “งั้น...ผมขับรถชนเสาไฟได้ไหมครับ”

  “ไม่ได้!” ผมหันไปดุเสียงแข็ง แล้วเขาจะขับรถชนเสาไฟฟ้าทำไม?

  “อ้าวไหนคุณบอกว่าไม่เป็น'ไร โกหกกันนี่”

  “ไม่ได้หวงรถ ฉันหวงเธอนั่นแหละ” มือยกขึ้นจับหัวคนตัวเล็กกว่าโยกไปมาเบาๆ “แล้วอีกอย่างนะ เธอสติไม่ดีหรือไงทำไมต้องขับรถชนเสาไฟฟ้า”

  “คุณว่าผม” โซ่ยืนเท้าสะเอวมองอย่างเอาเรื่อง

  ไอ้ดื้อเอ๊ย! ถ้ายังไม่หยุดเถียงเราทั้งคู่คงไม่ได้ไปไหนกันแน่...
 
  “หึ ไม่รีบไปแล้วหรือไง เมื่อกี้ยังวิ่งวุ่นไปทั่วห้อง”

  “เฮ้ย!!! จริงด้วย”

  จุ๊บ~

  ปลายเท้าเขย่งขึ้นเพียงนิดเดียว ริมฝีปากบางนุ่มหยุ่นก็กดลงที่แก้ม ผมรู้สึกได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ทั่วใบหน้า

  “ผมไปก่อนนะครับ คุณก็รีบตามมาด้วย”

  “ครับ” ผมว่าสั้น มองแผ่นหลังเดินหายออกจากห้องไป

  นานวันโซ่ก็ยิ่งเผยมุมน่ารักให้ผมเห็นออกมาเรื่อยๆ รู้สึกโชคดีที่มีเขาอยู่ข้างๆ และผมก็อยากทำทุกอย่างเพื่อให้เขารู้สึกแบบเดียวกันกับผม

  “บอสครับรถพร้อมแล้ว”

  “อืม...”

 

 

  ในงานมีคนมากหน้าหลายตา ทั้งคุ้นเคย และเคยเห็นผ่านๆ โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบออกงานสังคมเท่าไหร่ แต่เพราะการเป็นที่รู้จักกับคนเยอะ ก็ส่งผลดีต่องานในอนาคต
 
  “คุณธนูมาด้วยเหรอครับ” ผมหันไปมองคนที่เข้าทัก

  “ต้องมาอยู่แล้วสิครับคุณมานพ”

  “ว่าแต่คงจะไม่ได้เล็งที่ดินตรงรัชดาฯ ใช่ไหมครับเนี่ย ไม่งั้นผมคงสู้คุณธนูไม่ไหว”

  “ผมมาเพราะไฮไลท์ของงานอย่างเดียวเลยครับ สบายใจได้” ผมยอมรับตรงๆ ว่าผมตั้งใจมางานนี้เพราะที่ดินผืนที่พ่อผมต้องการโดยเฉพาะ

  ส่วนหนึ่งเพราะที่ตรงนั้นทำเลดีมาก แต่ประเด็นหลักผมแค่ต้องการเอาชนะพ่อ

  “เราเข้าไปในงานกันเถอะครับ ใกล้ได้เวลาแล้ว”

  “ครับ คุณมานพเข้าไปก่อนเลย ผมขอจัดการธุระอีกสักหน่อย”

  “เจอกันข้างในครับ” มานพว่า

 

  “จอส”

  “ครับบอส”

  “นายเห็นพี่ชายฉันบางไหม”

  “เมื่อสักครู่คุณศรเพิ่งเดินเข้าไปในงาน” ตามคาดศรมาจริง คงจะขัดใจพ่อไม่ได้อีกนั่นแหละ

  ผมเดินเข้าไปเพื่อรอเวลางานเริ่ม ไม่นานพิธีกรก็ขึ้นมากล่าวเปิดพิธี แต่แล้วข้อความของคนรักก็เด้งขึ้นมา คงจะถึงงานแล้ว ผมเองก็ไม่รีรอกดเปิดอ่านอย่างไวว่อง

 

Sayso

ผมถึงแล้วนะครับ

ปลอดภัยรถไม่มีรอย

Tn

  ดีมาก

  ดูแลตัวเองด้วย

  ใครเข้ามาจีบบอกไปเลยนะว่าแฟนดุ

Sayso

ใครจะมาจีบผม

Tn

  ฉันไง

Sayso

คุณอาจจะพลาดก็ได้

Tn

  โชคดีมากกว่า

  เธอรู้ไหมของแปลกเดี๋ยวนี้หายากนะ

Sayso

คุณธนู!!!!!!

Tn

  5555+

  เสร็จงานตรงนี้ฉันจะรีบไป

  แล้วเจอกันครับ

  ที่รัก

  ❤

 

  “คุณธนูยิ้มอะไรครับ” จอสว่ายิ้มๆ

  “เปล่า! ฉันยิ้มเหรอ” ผมว่าก่อนจะดึงหน้ากลับมาปกติ

  จอสรู้ว่าทำไมผมถึงยิ้ม แต่ก็ยังเอ่ยถามหวังแซว

  การประมูลดำเนินมาเรื่อยๆ ผมเองก็รออย่างใจจดใจจ่อ ไม่นานก็ถึงไฮไลท์ของงาน

  “ไฮไลท์ของงานวันนี้แล้วนะคะ ที่ดินใจกลางเมือง ติดห้างสรรพสินค้า ห่างรถไฟฟ้าหนึ่งร้อยเมตร เนื้อที่ยี่สิบห้าไร่ เริ่มต้นที่สี่ร้อยล้านบาท เพิ่มราคาครั้งละห้าสิบล้านบาท ท่านใดเพิ่มราคาสูงกว่านี้ยกป้ายได้เลยค่ะ”

  คนเริ่มยกป้ายขึ้น ราคาก็เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่เสียเวลายกสู้ให้เมื่อยมือ รอเวลานับผมถึงจะเริ่มยก และสู้กับคนที่กล้าสู้กับผมเท่านั้น

  แวบหนึ่งผมลอบมองไปยังที่ศรนั่งอยู่ เขาก็คงจะใช้วิธีเดียวกันกับผม

  “หมายเลขศูนย์เก้าสี่ยกหนึ่งครั้งนับห้าสิบล้าน เป็นเก้าร้อยล้านนะคะ หมายเลขสองศูนย์สี่ยกหนึ่งครั้งนับห้าสิบล้าน เป็นเก้าร้อยห้าสิบล้าน”

  พิธีกรยังคงดำเนินต่อ การแข่งขันเป็นไปอย่าสูสี ที่ดินตรงนี้สวยมาก จึงเป็นที่ต้องการจากหลายบริษัท

  “สองพันสามร้อยห้าสิบล้านบาทนะคะ มีใครให้มากกว่านี้ไหมคะ หากไม่มีหมายเลขหนึ่งหนึ่งศูนย์ผูกพันราคาที่สองพันสามร้อยห้าสิบล้านบาทนะคะ” พิธีกรพูดย้ำ เริ่มนับถอยหลัง ในจังหวะนี้ผมยกป้ายตัวเองขึ้นทันที

  “หมายเลขศูนย์เก้าสองยกหนึ่งครั้งนับห้าสิบล้าน เป็นสองพันสี่ร้อยล้านบาท”

  “หมายเลขศูนย์เก้าสามยกหนึ่งครั้งนับห้าสิบล้าน เป็นสองพันสี่ร้อยห้าสิบล้านบาท” ผมหันไปมองหมายเลขศูนย์เก้าสาม เขาคือศร

  ศรมองกลับมายังผม สายตาเราประสานกัน แววตาเขาดูอ่อนลง แต่ผมก็ยังไม่ไว้ใจเขาอยู่ดี ผมยกป้ายขึ้นอีกครั้ง มีคนอื่นยกขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่มากเท่าช่วงแรก เราแข่งขันกันจนราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ หลายคนก็ยอมถอยออกไปยกเว้นผม

  “หมายเลขศูนย์เก้าสองยกหนึ่งครั้งนับห้าสิบล้าน เป็นห้าพันห้าร้อยล้านบาท มีใครให้มากกว่านี้ยกป้ายขึ้นได้เลยค่ะ”

  ผมยกป้ายขึ้นอีกครั้ง เสียงพิธีการประกาศซ้ำ และยังไม่มีใครยก ผมมองไปยังศร หากเป็นเมื่อก่อนเขาจะยกจนกว่าผมจะยอมแพ้ แม้ต้องเสียเงินมากเท่าไหร่เขาก็ไม่แคร์ขอแค่ได้เอาชนะผม

  “หมายเลขสองสองหนึ่งยกหนึ่งครั้งนับห้าสิบล้าน เป็นห้าพันห้าร้อยห้าสิบล้านบาท ...หมายเลขศูนย์เก้าสามยกหนึ่งครั้งนับห้าสิบล้าน เป็นห้าพันหกร้อยล้านบาท มีใครให้มากกว่านี้ยกป้ายขึ้นได้เลยค่ะ” หมายเลขสองสองหนึ่งยกป้ายขึ้นผมหันกลับไปมอง เขาคือเกสรคู่ค้าเก่าที่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน เขามาที่งานด้วยและยกป้ายขึ้นสู้กับผม

  ศรเองก็รีบยกตามทันที ผมยังไม่คิดยอมแพ้ยกป้ายขึ้นต่อ

  “หมายเลขศูนย์เก้าสองหนึ่งยกหนึ่งครั้งนับห้าสิบล้าน เป็นห้าพันหกร้อยห้าสิบล้านบาท”

  ผมชักจะเบื่อเกมบ้านี้เต็มทน เกสรก็ตั้งท่าจะยกป้ายอีก ผมตัดสินใจยกป้ายซ้ำอีกห้าครั้งรวด ทุกคนในงานไม่มีใครกล้ายกป้าย พิธีกรจึงประกาศซ้ำ และศรเองก็ไม่ยอมยกเช่นกัน

  “ห้าพันเก้าร้อยล้านบาทนะคะ มีใครให้มากกว่านี้ไหมคะ หากไม่มีหมายเลขศูนย์เก้าสองผูกพันราคาที่ห้าพันเก้าร้อยล้านบาทนะคะ”

  “ห้าพันเก้าร้อยล้านครั้งที่หนึ่ง...”

  “ห้าพันเก้าร้อยล้านครั้งที่สอง...”

  “ห้าพันเก้าร้อยล้านครั้งที่สาม...”

  “ขายให้หมายเลขศูนย์เก้าสองหนึ่งเรียบร้อยค่ะ” มุมปากผมกระตุกยิ้มอย่างพอใจ ผมไม่สนใจว่าจะเสียเงินไปมากเท่าไหร่ แค่เอาชนะพี่ชายตัวเองได้ ผมก็พอใจเป็นอย่างมาก

  หลังจากงานประมูลจบ ผมก็สั่งให้จอสจัดการต่อ ทุกอย่างถูกจัดการภายในไม่กี่นาทีต่อมา

  “คุณธนูยินดีด้วยนะครับ”

  “ขอบคุณครับคุณเกสร” ผมหันไปยกมือไหว้เกสร

  ไม้ก็เคยทำงานกับเกสรมาก่อน แต่เพราะความไม่สื่อตรงของเกสร ทำให้ไม้รู้สึกไม่สบายใจที่จะทำงานด้วย จึงตัดสินใจเอาเรื่องทั้งหมดมาบอกผม หลังจากวันนั้น ผมก็รับไม้เข้ามาทำงาน

  วันที่ไม้เข้ามาทำงานวันแรก ผมยังจำคำของเขาได้ดี ‘หากวันไหนผมไม่ซื่อตรง คดโกงกับคนอื่นเขาก็พร้อมจะออกมาจากผมและหักหลังผมได้ทุกเมื่อ’ ไม้ไม่ชอบการทำงานแบบสกปรก แน่นอนว่านั่นก็ไม่ใช่ทางของผม

  “นี่สนลูกชายลุงเอง เราเก่งมากเลยนะไว้ให้ลูกชายลุงไปฝึกงานกับเราหน่อยก็ดี มันไม่เอาไหนเลยวันๆ มีแต่เที่ยวเล่น วันนี้ให้มาดูงานก็ยังไม่ได้เรื่อง”

  “ได้เสมอครับ” ผมหันไปมองลูกชายที่ดูจะไม่ค่อยสบอารมณ์มากนัก

  “นี่ไปไหนต่อ ไปทานอะไรด้วยกันสักหน่อยไหม”

  “ผมมีธุระเอาครั้งหน้านะครับ ผมขอตัว” ว่าจบผมก็ยกมือไหว้อีกครั้ง ก่อนจะหมุดตัวเดินผละออกมา

  จอสขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ผมจึงออกมารอที่รถก่อน

  ลานจอดรถเงียบสนิท ผมเดินมายังรถของตัวเอง ก่อนจะเห็นว่ามีใครบางคนยืนรออยู่ก่อนแล้ว

  ศร...

  ผมหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในงาน แต่ทว่าศรดันเห็นผมเสียก่อน

  “ธนู...” เท้าทั้งสองหยุดชะงัก ตั้งแต่วันที่ผมกลับจากเกาะวันนั้นผมก็ไม่เจอศรอีกเลย

  “...”

  “พี่มีเรื่องอยากจะคุย”

  “นี่ลืมที่เราตกลงกันไปแล้วงั้นเหรอ” ผมว่า เพราะเราตกลงกันเอาไว้ ว่าถ้าหาโซ่เลือกผม ศรจะต้องเลิกยุ่งกับพวกเราสองคน

  “พี่รู้ แต่ช่วยฟังกันก่อนได้ไหม”

  “ก็ลองว่ามา แต่ผมมีเวลาไม่มาก”

  “คือ...” ศรเงียบครู่หนึ่ง “พี่อยากขอโทษ”

  “เรื่อง?” ผมตอบสั้น หันกลับไปมองหน้าศร

  “ทุกเรื่อง ให้อภัยพี่ได้ไหม อะไรที่จะทำเพื่อไถ่โทษได้---”

  “พอเถอะศร” ผมว่าไม่รอให้ศรพูดจบ “มันไม่มีอะไรที่ไถ่โทษได้ทั้งนั้น วันนี้ผมให้อภัยพี่ได้ แต่อย่ามาวุ่นวายกับโซ่แค่นั้นก็พอ”

  “แต่เรายังเจอกันอีกได้ใช่ไหม พี่อยากให้เราเหมือนเมื่อก่อน”

  “อย่าเลยดีกว่าครับ ผมไม่ไว้ใจ”

  “...”

  “สิ่งที่ผมต้องเจอมันหนักหนามาก แต่วันนี้ พี่แค่เดินเข้ามา แล้วบอกว่าขอโทษ อยากให้เราเป็นเหมือนเมื่อก่อน มันไม่ง่ายเกินไปหน่อยเหรอ คำขอโทษกับสิ่งที่ผมต้องเจอ”

  “โอเค” คำตอบสั้นๆ ที่ศรพูดออกมา ผมไม่รู้เลยว่ามันหมายความว่าอะไร เขาจะหยุดแค่นั้น หรือเขาอาจจะคิดทำอะไรอยู่ก็เป็นไปได้

  ผมยืนมองศรเดินหายไปในรถของตัวเอง ก่อนรถเขาจะเคลื่อนตัวออกไป เป็นจังหวะเดียวกันกับที่จอสเข้ามาพอดี

  “มีอะไรหรือเปล่าครับ”

  “ไม่มี รีบไปเถอะโซ่รออยู่” ผมว่าก่อนจะเดินขึ้นรถตัวเอง

  ไม่นานรถก็เคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถออกสู่ถนนกว้าง ระหว่างทางทำให้ผมมีเวลาได้คิดอะไรมากมาย ผมไม่เคยเห็นสายตาศรเป็นแบบนี้มาก่อน จะว่าไปตอนประมูลที่ศรก็ไม่ได้มีท่าทีจะสู้ผมแต่อย่างใด หรือว่าเขาจะสำนึกจริง แต่อีกใจก็รู้สึกว่าทั้งหมดนี้อาจเป็นแค่เพียงการแสดง คนอย่างศรผมจะไปเชื่ออะไรเขาได้ แค่ข้อตกลงที่ห้ามมาวุ่นวาย วันนี้เขายังมาดักรอผมที่ลานจอดรถเลย

  “บอส!”

  ผมสะดุ้งโหยงหลุดออกจากภวังค์เมื่อถูกเสียงทุ้มเรียกเสียงดัง

  “จะเสียงดังทำไมเนี่ย”

  “ก็ผมเรียกหลายครั้งแล้ว”

  “เหรอ... อืมแล้วมีอะไร”

  “ถึงแล้วครับ” หันออกไปมอง ก็เห็นว่ารถจอดดับสนิท เป็นลานจอดรถที่เปลี่ยนมาอยู่ใต้โรงแรม ผมเดินเข้ามาตามที่โซ่ส่งข้อมูลทิ้งเอาไว้ก่อนเจ้าตัวจะหายเงียบไปหลายชั่วโมง

 

  ผมหยุดยืนมองหน้าประตูทางเข้า ก่อนจะผลักเข้าไป

  โฮ้... อย่างกับหลุดมาอีกมิติ ทุกคนในงานสวมชุดฮันบก เพลงเกาหลีอีดีเอ็มกระหึ่มจัดเต็ม ประหนึ่งว่านี้เป็นผับในยุคของแดจังกึม คนในงานมีไม่มากอย่างที่คิด คงเชิญแค่เพื่อนที่รู้จักมางานเท่านั้น

  “อ้าว... ปี้ตะนู” ร่างซวนเซของใครบางคนว่า ในแสงไฟสลัว ผมพอมองออกว่านั้นคือกระทิงเพื่อนของโซ่

  “กระทิง โซ่อยู่ไหน”

  “ตามปมมา” ผมเดินตามกระทิงไปยังโต๊ะที่พวกเขานั่ง ทุกคนล้มฟุบกับโต๊ะ รวมถึงโซ่ด้วย นี้คงจะกินกันหนักมาก

  “อ้าย...โซ่ผัวมึงมา” กระทิงว่าเขย่าโซ่จนร่างแทบร่วง

  “อ้าว... กว่าจะมานะคุณ” โซ่ว่า ส่งยิ้มเยิ้มกลับมา

  “เธอเมามากแล้วนะ กลับได้แล้ว” ผมว่า

  “ม่ายยยย... เพื่อนผมจะกลับยังไง ผมต้องไปส่งพวกมัน”

  “พี่ธนูครับ” ผมหันกลับไปยังเสียงเรียกของคนที่เพิ่งมาใหม่ ชีส... เจ้าบ่าวที่ดูแล้วน่าจะเป็นคนเดียวที่มีสติครบที่สุด

  “พี่พาโซ่กลับก่อนนะ”

  “ครับพี่”

  "ยินดีด้วยล่ะพี่ฝากเช็คเงินสดมาให้เป็นของขวัญแล้ว เราได้หรือยัง" ผมถามชีสซ้ำเพราะเกรงว่าโซ่เมามากเผื่อจะไปทำหล่นหายที่ไหน

  "เห็นแล้วครับ ผมว่ามันเยอะไป"

  "รับไปเถอะ มีความสุขมากๆ นะ"

  "ขอบคุณครับพี่"

  “ไม่กูไม่กลับ กูต้องไปส่งเพื่อนก่อน” โซ่ว่าเสียงดัง เริ่มอยู่ไม่สุข ดิ้นไปดิ้นมาจนผมต้องหิ้วเอาไว้

  “เป็นห่วงตัวเองก่อนไหม ดูสภาพตัวเองสิเนี้ย”

  “พี่ธนูพาโซ่กลับเถอะครับ พอดีผมเปิดห้องกับทางโรงแรมไว้ เดียวลากที่เหลือขึ้นไปเองครับ พวกมันเป็นแบบนี้แหละผมชินแล้ว”

  “เอางั้นก็ได้ มีอะไรโทรหาพี่ได้เลยนะ”

  “ไม่เอากูจะกลับบ้านกู กูไม่นอนโรงแรม” คราวนี้เป็นกระทิงที่งอแง

  “มึงเมามากแล้วจะกลับยังไง รถก็ไม่เอามา” ชีสว่า

  “ไม่เอากูกลัวผี ฮือ กูไม่นอนที่นี่ ฮึก...” อ้าวเมื่อกี้ยังยิ้มร่าอยู่เลย ตอนนี้กระทิงร้องไห้จนผมตกใจ

  “เอาอีกแล้วนะมึง เมาแล้วเอาแต่ใจฉิบหาย”

  “งั้นเดี๋ยวให้จอสไปส่งบ้านก็ได้” ผมว่า

  “ไม่เป็น’ไรครับรบกวนพี่เปล่าๆ บ้านคนละทางจะได้ไม่ต้องวนไปวนกลับ”

  “ไม่เป็นไร พี่ให้โซ่เอารถมา เดี๋ยวพี่ขับอีกคันกลับ”

  “งั้นผมรบกวนหน่อยนะครับ ไอ้กระทิงถ้าได้เมาแล้วเอาแต่ใจสุดๆ”

  “ไม่เป็นไร” ผมว่า “จอสฝากจัดการให้ที” ผมหันไปสั่งจอส แล้วเดินหิ้วตัวโซ่ออกมาจากงาน

  “เฮ้ย ธนูนี่หว่า ว่าไงพวกเพิ่งมาอ๋อ...”

  “เมาแล้วเก่งจังนะ” ผมว่าก่อนจะบีบจมูกโซ่เบาๆ

  “มึงซ่าเหรอไอ้สัด! ไม่ใช่โซดาอย่าซ่าไอ้น้อง”

  “พูดจาแบบนี้กลับไป จะโดนไม่ใช่น้อยนะ”

  “ก็มาดิคร้าบบบ คนอย่างไอ้โซ่ไม่กลัวอยู่แล้ว”

  “หึ หึ” เสียงกลั้วหัวเราะหลุดออกจากลำคอเบาๆ ผมใช่มือข้างหนึ่งฟาดลงไปที่ก้นของโซ่ไม่แรงไม่เบา ไม่ได้ต้องการให้เขาเจ็บ แต่เพราะรู้สึกเอ็นดูในความห้าวด่องของโซ่

  บ้านผมที่มีคนคุ้มกันในระดับหนึ่ง โซ่ก็ยังแอบปีนขึ้นมา ถ้าไม่ได้มาอยู่กับผม เขาอาจจะต้องเป็นมิจฉาชีพที่มีฝีมืองัดแงะอยู่บ้านหลังไหนก็หลังหนึ่งแน่

  "อ้าว... ธนูเองเหรอ คุณมาตอนไหน" โซ่วนกลับมาถามคำเดิมซ้ำๆ ตลอดทางที่ผมหิ้วเขาออกมา

  ผมเริ่มปวดหัวกับคนเมาซะแล้วสิ...

 

 
#สายโซ่

#บอสครับผมเป็นมิจ

**กำลังทยอยแก้คำผิดนะฮ่าฟ**

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1977
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Re: บอสครับผมเป็นมิจ... #สายโซ่ [Yaoi]
«ตอบ #35 เมื่อ16-05-2021 19:23:13 »

 :pig4:
 o13

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 515
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
Re: บอสครับผมเป็นมิจ... #สายโซ่ [Yaoi]
«ตอบ #36 เมื่อ16-05-2021 23:23:04 »

 :hao5:

ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

-24-

แขกไม่ได้รับเชิญ


  หลังจากดวลวอสก้ากับกระทิงผมก็แทบน็อค รู้ตัวอีกทีก็ฟุบหน้าลงกับโต๊ะเป็นที่เรียบร้อย แอลกอฮอล์ในกายทำให้เลือดสูบฉีด หัวใจเต้นเร็ว มันไม่ถึงกับหลับไป แต่ยังพอมีสติพูดคุยได้อยู่

  “อ้าวธนูมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

  “เธอถามฉันรอบที่ห้าได้แล้วนะ”

  ผมปรือตามองธนูที่กำลังดึงเข็มขัดคาดให้ เราอยู่บนรถ...

  “เราจะไปไหนกันครับ” ผมว่า

  “กลับบ้าน เธอเมาขนาดนี้จะให้ไปไหน”

  ผมไม่อยากกลับบ้านธนู เหตุผลมันไม่มีอะไรมากหรอก เพียงแค่พี่ไม้เคยบอกว่าบ้านหลังนั้นเคยเป็นเรือนหอมาก่อน จู่ๆ ผมก็รู้สึกอยากงอแงมันซะอย่างนั้น
 
  “ไม่กลับบ้านได้ไหมครับ” มือขวากระตุกเนกไทคนตัวใหญ่ขยับเข้ามาใกล้ กดจูบที่ริมฝีปากบางอย่างเอาแต่ใจ ก่อนจะผละออกอย่างเชื่องช้า

  “ไม่กลับบ้านแล้วจะไปไหนคะ” มุมปากธนูกระตุกยิ้ม

  “ที่ไหนก็ได้ครับที่ไม่ใช่บ้านคุณ” ธนูผละตัวออก แล้วเดินไปฝั่งคนขับ

  รถทะยานออกจากลานจอดสู่ถนนกว้าง ความเงียบเกาะกุมหัวใจให้รู้สึกหนาวสะท้าน ทำไมผมถึงรู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าขนาดนี้กัน หรือเป็นเพราะฤทธิ์ของเครื่องดื่มที่เพิ่งดื่มไป

  “ธนู...”

  “หืม” ธนูขานรับแต่สายตายังคงจดจ่อกับถนน

  “คุณเคยอยากแต่งงานไหม” ผมกำลังถามเรื่องงี่เง่าอยู่หรือเปล่า

  “...” แวบหนึ่งธนูหันมามองก่อนจะหันไปสนใจถนนต่อ “ต้องเคยสิ เธอถามทำไม มีอะไรหรือเปล่า”

  “เปล่าครับ วันนี้ชีสดูมีความสุขมากเลยครับ ผมเห็นมันยิ้มไม่หุบเลยเคยคิดว่าคุณจะเคยคิดเรื่องพวกนี้บางหรือเปล่า” ผมว่ายิ้มๆ

  “แล้วเธอล่ะ ไม่อยากแต่งงานบ้างเหรอ”

  “ก็เคยคิดนะครับ แต่ผมทุกครั้งที่มีแฟน ผมก็จะกลายเป็นคนโง่เสมอ”

  “เธอไม่ได้โง่เธอแค่ยังไม่เจอคนดีๆ” ความอบอุ่นจากมือหนาสัมผัสที่หัวผมอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้ “แต่ตอนนี้เธอเจอแล้วนี่”

  “ครับ?”

  “ก็คนดีๆ ไง”

  “...?” ผมทำหน้างง

  “ก็ฉันไง”

  “แหวะ! ผมจะอ้วก”

  “เดี๋ยวจะโดนไม่ใช่น้อย” ธนูว่า

  “ผมไม่ได้พูดเล่น อุ๊บ! ผมจะอ้วก”

  เชี่ย! อ้วกตีขึ้นคอ

  “โซ่เธอใจเย็นก่อนนะ ข้างหน้ามีปั๊ม”

  “แฮะๆ ไม่เป็นไรครับ ผมกลืนไปแล้ว”

  “เธอนอนไปเลย ถึงแล้วเดี๋ยวฉันปลุก” ธนูว่า

  “ครับ” เบาะถูกปรับให้นอนสบายขึ้น เพียงแค่หลับตาลงไม่นาน ผมก็จมลงสู่ภวังค์ไปอย่างง่ายดาย

 

  รู้สึกตัวอีกทีผมก็อยู่ในห้องแล้ว มันไม่ใช่ที่บ้านแต่เป็นคอนโดฯ มองออกไปรอบห้องไม่มีใครอยู่ สังเกตเห็นเพียงแสงไฟที่สาดออกมาจากกระจกใสในห้องน้ำ

  ผมลุกขึ้นพาตัวเองเดินเข้าไปในห้องน้ำ เสียงสายน้ำจากเรนชาวเวอร์กระทบพื้นดังก้อง คนตัวสูงกำลังยืนสระหัวอยู่

  “ตื่นแล้วเหรอ ฉันเห็นเธอหลับเลยอุ้มขึ้นมา” ธนูว่า

  “...” ผมยืนมอง ไม่ตอบอะไร หันมาปลดสายชุดฮันบกสีฟ้าออกไปกองไว้กับพื้น ก่อนจะค่อยๆ รั้งกางเกงซับในตัวบาง ออกไปพร้อมกับอันเดอร์แวร์ แล้วเดินตรงเข้าไปอยู่ใต้เรนชาวเวอร์ด้วยกัน

  “สระผมอยู่เหรอครับ ผมช่วยนะ” ผมว่า พร้อมกับยกมือขึ้นสัมผัสเส้นผมที่เต็มไปด้วยฟองสีขาว ผมกำลังคิดฟุ้งเรื่องบ้านของธนู พยายามแล้วที่จะบอกตัวเองว่ามันเป็นเพียงแค่อดีต

  “เธอมีอะไรหรือเปล่า”

  “เปล่านี่ครับ” ผมค่อยๆ ปล่อยให้สายน้ำล้างฟองสีขาวออกจากหัวของธนูจนหมด

  “เธอคิดมากเรื่องบ้านฉันใช่ไหม” เขาถามเหมือนรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ในหัว

  “...คุณรู้?”

  “ตาเธออ่านง่าย”

  “แย่จังเลยนะครับ ผมดูงี่เง่ามากเลยใช่ไหม”

  “ไม่หรอก ฉันชอบนะที่เธองอแง”

  “ผมเปล่าสักหน่อย” ว่าจบผมก็ตั้งท่าเดินออกมา ไวกว่าความคิด ธนูก็คว้าตัวผมเข้าไปกอดจากด้านหลัง สายน้ำที่ยังคงเปิดอยู่สาดกระทบผิวเนื้อจนเย็นฉ่ำ

  “บ้านหลังนั้นเคยเป็นเรือนหอ แต่ถ้าเธอไม่ชอบฉันจะขายทิ้ง”

  “ได้ไงครับ บ้านไม่ได้หลังละพันสองพัน”

  “ฉันไม่สน อะไรที่ทำให้เธอสบายใจ ฉันทำได้ทุกอย่าง” ผมหลุดยิ้มออกมาเพียงเพราะคำพูดที่ทำให้ผมรู้สึกดี

  “ไม่ต้องขายหรอกครับ แค่นี้ผมก็รู้แล้วว่าคุณทำเพื่อผม”

  “ว่าแต่ใครบอกเธอเรื่องบ้านฉัน”

  “พี่ไม้ครับ”

  “ไม้นี่เอง สงสัยต้องโดนสักที”

  “คุณจะทำอะไรพี่ไม้ เขาไม่ได้ผิดอะไรนะครับ” ผมว่า

  “เธอไม่ต้องเป็นห่วงไม้หรอก เป็นห่วงตัวเองก่อนเพราะเธอกำลังจะโดนลงโทษ” ธนูว่าลากมือลงต่ำ ของแข็งดุดันอยู่ข้างหลังบอกได้อย่างดีว่าอารมณ์เขาพุ่งสูงแค่ไหน

  “ผมยังไม่ทำอะไรเลยนี่ครับ”

  “ตอนอยู่ที่งานเธอพูดมึงกูกับใครละ” ฝ่ามือหนากอบกุมแกนกายเอาไว้ก่อนจะขยับมือชักรูดขึ้นลงอย่างเชื่องช้า

  “อึก! ผะ...ผมเปล่านะครับ” ผมถูกดันให้หันหน้าเข้ากำแพง ธนูใช้ขาแทรกเข้ามาระหว่างตัวจนต้องขยับขาออก

  “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ” ธนูว่า ดึงหน้าผมเข้าจูบอย่างรุนแรง ฝ่ามือยังคงขยับขึ้นลงอย่างเป็นจังหวะ

  “อ๊ะ! ...” เขาใช้ปลายนิ้วลูบวนส่วนปลายระหว่างรอยแยกที่กำลังปริ่มน้ำใส ก่อนจะขยับตัวออกห่าง แล้วใช้แท่งร้อนถูกับรอยจีบด้านหลังไปมา สายน้ำช่วยทำให้ความฝืดเคลื่อนตัวง่ายขึ้น สัมผัสที่ได้รับทำให้สมองขาวโพลน

  มันรู้สึกดี แต่ก็รู้สึกทรมานเมื่อเขาทำอยู่อย่างนั้น และไม่ยอมใส่เข้ามาสักที

  “คุณจงใจแกล้งผมใช่ไหม” ผมว่าเสียงแข็ง เมื่อความต้องการพุ่งสูง

  “ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย จะแกล้งได้ยังไง” ธนูว่า พลางกลั้วหัวเราะในลำคอ

  “ก็คุณไม่ยอมใส่เข้ามาสักที”
 
  “ใจร้อนจัง ลองอ้อนฉันสิ” มือที่ขยับก็พลันหยุดชะงักลง ความรู้สึกอึดอัดต้องการปลดปล่อยมีมากกว่าความเขินอาย ผมไม่ไหวจึงพยายามใช้มือช่วยตัวเอง แต่ก็ถูกธนูรั้งตัวเอาไว้ “อ้อนฉันก่อน ฉันจะทำให้” เสียงกระซิบแหบพร่าบอกก่อนจะงับติ่งหูเล่น

  “คุณมันเจ้าเล่ห์ที่สุด”

  “ว่ายังไงนะ เสียงน้ำดังฉันไม่ได้ยิน” มุมปากกระตุกยิ้ม ดวงตาแพรวพราวของเขาทำผมแพ้

  ผมแพ้เขาอีกแล้ว...

  “อ๊า!” เขาใช้นิ้วโป้งขยี้เน้นย้ำส่วนปลาย “ธนู อื้ออ... ผมไม่ไหวแล้วคุณช่วยใส่ของคุณเข้ามาในตัวผมได้ไหมครับ” ให้ตายเถอะ ผมแทบไม่เชื่อหู ว่าตัวเองจะพูดลามกได้ขนาดนี้ แต่ผมก็พูดออกไปแล้ว

  ใบหน้าผมร้อนผ่าวกับประโยคที่เพิ่งพูดออกไป...

  “หึ หึ” เสียงหัวเราะสั้นๆ เป็นคำตอบ ฝ่ามือเริ่มชักรูดอีกครั้ง ก่อนธนูจะเริ่มดันตัวตนเข้ามาอย่างเชื่องช้า

  ผมกัดริมฝีปากตัวเองแน่น รับรู้ได้ถึงส่วนที่แข็งขึงกำลังเคลื่อนตัวเข้ามา ขนอ่อนตามตัวลุกชัน ของเหลวสีขาวพุ่งพรวดออกมาอย่างห้ามอยู่ เพียงเพราะเขาดันส่วนแข็งเข้ามาจนสุด

  ผมอาย แต่ผมก็อดทนต่อไปอีกไม่ไหวเช่นกัน

  “แค่ใส่เข้าไปเธอก็เสร็จเลยเหรอ” ธนูว่า

  “คุณหยุดพูด แล้วรีบทำต่อเถอะครับ”

  “ใจร้อนจัง”

  “อ๊ะ!” เสียงครางหลุดออกมา เมื่อเขาถอนแกนกายออกแล้วสอดเข้ามาจนสุดรวดเดียว “เบา... เบาหน่อยครับ อ๊า...” แต่ยิ่งห้าม ก็เหมือนยิ่งยุ

  มือหนาจับล็อกสะโพกเอาไว้แน่นเพื่อรับแรงกระแทกที่ถูกส่งเข้ามากระชั้นถี่ เสียงผิวเนื้อกระทบกันดังก้องในห้องน้ำอย่างหยาบโลน เขาช่วงชิงจูบผมจนนับครั้งไม่ถ้วน จูบย้ำๆ จนริมฝีปากเริ่มช้ำ และบวมเจ่อ

  “อา...อะ!” ความเสียวซ่านแล่นปราดเมื่อเขาเน้นย้ำจุดเร้นลับข้างใน

  ธนูคว้าตัวผมเข้าไปกอดเอาไว้จนตัวเราแนบชิดกัน ขาทั้งสองเริ่มสั่นแทบทรงตัวไม่อยู่ “ซี๊ดดดด” เสียงครางต่ำของธนูบอกได้ชัดว่ารู้สึกดีไม่ต่างกัน

  เขากัดไหล่ผมจนขึ้นรอยฟัน มันเจ็บแต่ความรู้สึกดีที่กำลังได้รับ ทำให้ผมลืมความเจ็บปวดตรงนั้นไป

  “ผมไม่ไหวแล้ว อื้ม... จะเสร็จแล้ว อ๊ะ!” ผมบอกธนูด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาเม็ดใสเอ่อคล้อจนภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเบลอ

  เขาใช้ฝ่ามือกอบกุมแกนกายเอาไว้เต็มมือ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วปิดส่วนปลาย “รอฉันก่อนสิ” ธนูว่า

  เขาสวนสะโพกตอกเข้ามาหนักๆ และลึกกว่าเดิม ขยับออกจนสุดแล้วดันเข้ามาเน้นๆ ซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นจนร่างผมบิดเร้า “อ๊ะ ผมไม่ไหวแล้ว”

  “ปล่อยออกมาเลย” ธนูว่าปล่อยปลายมือออก แล้วชักรูดแกนกายถี่ ช่องท้องรู้สึกหดเกร็ง วูบวาบ ปลายเท้าจิกพื้นแน่น ลมหายใจเริ่มหอบถี่

  ไม่รู้เลยว่าจะรู้สึกดีจากทางด้านหน้าหรือด้านหลังก่อนดี ไม่นานความเบาวูบก็แล่นปะทะร่างกาย หยาดน้ำสีขาวขุ่นก็พวยพุงออกมาเต็มมือ

  ธนูควงคว้านในตัวผมอีกเพียงไม่กี่ที่ เขาก็เริ่มกระตุกเกร็ง ขยับเข้าออกช้าลงก่อนจะรู้สึกได้ถึงของเหลวที่ไหลอยู่ในช่องท้องอุ่นๆ

  เขายังคงฝั่งตัวตนอยู่ข้างใน รีดเค้นเอาทุกหยาดหยดออกมาทุกหมด ก่อนจะค่อยๆ ถอนแกนกายออก

  หลังเสียงดังพล็อกจากการถอนแกนกายออก ทำให้ของเหลวที่อยู่ภายในไหลออกมาเป็นทางจนเปรอะลงมาที่ขาอ่อน ภาพตรงหน้าทำให้ธนูมีอารมณ์อีกครั้ง

  “ไปต่อกันที่เตียงเถอะ” ธนูกระซิบบอกก่อนจะใช้นิ้วกวาดเอาของเหลวออกจากช่องทางด้านหลัง

  “อื้ออออ...” ไม่ใช่แค่ธนูที่เริ่มมีอารมณ์อีกครั้ง

  ผมถูกอุ้มออกมาจากห้องน้ำหลังทำความสะอาดเสร็จ ไม่นานแผ่นหลังก็ได้สัมผัสความนุ่มจากเตียง ร่างกายแนบชิดกันจนแทบเป็นอันหนึ่งอันเดียว เราแลกเปลี่ยนความหวานผ่านน้ำลายที่หยาดเยิ้ม ลิ้นร้อนไล่ต้อนจนผมจนมุม ทุกอย่างที่เขาได้ไปคือทั้งหมดที่ผมมี

  “เดี๋ยวสิครับ” ผมว่า “ผมอยากทำให้คุณบ้าง” ไม่รู้ว่า เพราะความต้องการของตัวเอง หรือเพราะฤทธิ์ของเครื่องดื่มที่เพิ่งดื่มมาทำให้ผมพูดออกไปอย่างนั้น แต่ท้ายที่สุด ผมก็ได้คำตอบว่า ผมแค่อยากให้เขามีความสุขเหมือนผม

  “เอาสิ” ธนูว่า หยิบเจลฯ บนหัวนอนออกมาป้ายที่ช่องทางหลัง หมอนถูกวางพิงหัวเตียงก่อนที่ธนูจะทิ้งตัวลงไปกึ่งนั่งกึ่งนอน แล้วดึงผมขึ้นไปนั่งคร่อมบนตัก

  ผมกำแกนกายที่แข็งขึงเปียกชุ่มไปด้วยเจลฯ แล้วกดสะโพกลงช้าๆ จนแกนกายชนเข้ากับรอยจีบ มันค่อยๆ แทรกตัวเข้ามาข้างในทีละนิด ทีละนิดตามแรงกดสะโพก

  ธนูหลับตาพริมอย่างสบอารมณ์ ผมยังกดสะโพกลงไปเรื่อยๆ จนสุดโคนแล้วแช่ทิ้งเอาไว้อย่างนั้น

  “ธนู ผมไม่กล้าขยับ” ผมว่า เพราะมันรู้สึกแปลกกว่าที่เคย

  “เจ็บเหรอ”

  “เปล่าครับ... มันรู้สึกแปลกๆ” ธนูกระตุกยิ้มออกมา ช่องท้องผมรู้สึกเสียววูบ “คือ... ผมจุก มันเข้ามาถึงตรงนี้เลย” ผมจับมือของธนูขึ้นมาลูบที่ท้องของตัวเอง ก่อนจะซุกหน้าลงกับแผ่นอกแกร่งของเขา มันทั้งลึกและอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

  “ฉันก็ไม่ไหวแล้ว ข้างในตัวเธอทั้งร้อน ทั้งตอดรัดของฉันจนแน่นไปหมด”

  “คุณพูดบ้าอะไรเนี่ย!” ผมว่าก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแหวใส่ธนู เขาพูดออกมาได้อย่างไม่รู้สึกอาย

  “ฉันพูดความจริงนี่” พูดจบเขาก็หยัดตัวตรง โน้มหน้าลงมาดูดกลืนยอดอกอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาใช้ลิ้นร้อนตวัดสัมผัสกับยอดอกจนขึ้นแข็งขึง

  ธนูใช้นิ้วล้วงเข้ามาในปาก ขยับเข้าออกหยอกล้อกับลิ้นที่ตวัดอยู่ภายใน ก่อนจะดึงออกแล้วใช้ปลายนิ้วที่ชุ่มน้ำลาย บดคลึงที่ยอดอกอีกข้าง ร่างกายร้อนผ่าวกับสัมผัสที่ได้รับ

  “ธนู อื้อออ” ความเสียวซ่านทำให้ร่างกายเริ่มขยับขึ้นลงอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกมันต่างออกไปจากทุกครั้ง เมื่อผมเป็นคนคุมเกมเอง
“อา...อะ...อ๊ะ!” จังหวะที่สะโพกกดลงต่ำ ธนูก็สวนสะโพกเข้ามาพร้อมกัน มันรู้สึกดีจนเหมือนจะขาดใจ ผมมอบจูบรสหวานให้กับเขา พร้อมกับขยับสะโพกขึ้นลงเป็นจังหวะ

  แกนกายสัมผัสหน้าท้องแกร่งจนรู้สึกปวดหนึบ รอการปลดปล่อย “ผม...จะเสร็จแล้ว” ผมว่าพร้อมขยับช่วงล่างที่เชื่อมกันอยู่ถี่ขึ้น ไม่นานของเหลวสีขาวก็พุ่งออกมาอีกครั้ง “อื้อออ...” หน้าท้องแกร่งเต็มไปด้วยหยาดน้ำอุ่นเพิ่งปลดปล่อยออกมา

  ผมซบหน้าลงกับแผ่นอกของธนู เสียงลมหายใจหอบเหนื่อยจากการปลดปล่อยครั้งที่สอง หัวใจเต้นเร็วจนไม่เป็นจังหวะ แต่ก็ยังไม่ทันได้พัก ผมก็ถูกผลักให้นอนจมลงกับเตียง

  ขาทั้งสองถูจับรวบเข้าหากันแล้วถูกยกขึ้น “ผมเพิ่งเสร็จไปเองนะ” ผมว่าเพราะรู้สึกเหนื่อย

  “แต่ฉันยังไม่เสร็จเลยนี่” ธนูก็คือธนู เขายังคงเป็นคนที่เอาแต่ใจคนเดิม

  “งั้นผมขอพัก” ธนูไม่ฟังเสียงทัดทาน ตอกสะโพกเข้ามาหนักหน่วงจนลึกสุดโคน “อ๊ะ... ผมขอห้านาทีก็ยังดี” ผมลองต่อรองอีกครั้ง ถึงแม้จะรู้ผลลัพธ์อยู่แล้วก็ตาม

  “เธออยากพักจริงเหรอ ช่วงล่างเธอตอบรับขนาดนี้แล้ว”

  “อะ...อ๊ะ...อ๊า! คนเลว” รอยยิ้มของธนู ทำให้ผมก่นด่าภายในใจอีกหลายคำ เพราะผมแทบไม่เหลือเถียงกับเขาแล้ว

  ยิ่งนานเข้าเจลที่ใส่เอาไว้ก็เริ่มแห้ง ผมเริ่มรู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งตัว

  “ธนู อึก... ผมเจ็บ” ธนูคว้าเจลฯ ที่อยู่ใกล้ตัวขึ้นมาบีบใส่ ร่างกระตุกเบาๆ เมื่อสัมผัสกับความเย็นจากเจลฯ

  ความฝืดที่มีก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยความคล่องตัว ธนูยังคงโหมโรมรันเข้ามาไม่ขาดช่วง เสียงครางต่ำหลุดออกมาเป็นระยะ ร่างกายเคลื่อนไหวตามแรงโหมขึ้นลงอย่างเป็นจังหวะ เสียงความฉ่ำแฉะจากเจลฯ ที่เพิ่งใส่เข้าไปกระทบกับผิวเนื้อดังไปทั้งห้อง ภาพทั้งหมดดูลามก และหยาบโลน แต่ก็เต็มไปด้วยความสุข

  ธนูถอนแกนกายออกช้าๆ ก่อนจะจับผมพลิกให้นอนคว่ำหน้าลงกับหมอน แล้วยกสะโพกลอยขึ้นสูง แกนกายร้อนถูกดันกลับเข้ามาอีกครั้ง “อื้ออออ อื้มมมม อ๊ะ! ธนู” ผมร้องเรียกชื่ออีกฝ่าย ทุกครั้งที่แกนกายครูดกับผนังด้านในรู้สึกวูบหวิว

  สองมือจิกกำผ้าปูจนมุมที่นอนหลุดลุ่ย เอวสอบกระชั้นถี่ ความรู้สึกเหมือนต้องการปลดปล่อย แต่เหมือนว่ามันยังไม่ถูกจุด

  “คุณจงใจใช่ไหม” ผมว่า

  “อะไรกัน” ว่าจบเขาก็โหมแรงอีกครั้งจนผมพูดไม่ออก

  “ผมอยากปล่อย คุณช่วยผมหน่อย”

  “เธออ้อนขนาดนี้ ใครจะไปใจร้ายได้ลงคอกัน”

  ไม่มีใครใจร้ายเท่าคุณอีกแล้วล่ะธนู...

  ธนูสอบสะโพกเข้ามาย้ำจุดเร้นลับถี่ ร่างกายบิดเร้าไปมาด้วยแรงอารมณ์ที่เก็บเอาไว้ไม่อยู่ “ธนู ผมไม่ไหวแล้วอื้มมม” ผมร้องครางเสียงแหบพร่า “อ๊า...อ๊ะ...อะ! ธนู”

“ครับ”

  “ผม...จะ...อึก...” ของเหลวสีขาวพุ่งออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ร่างกายกระตุกเกร็ง มือยังคงจิกกำผ้าปูจนยับยู่ ภาพตรงหน้าพร่าเบอลไปหมด เรี่ยวแรงที่มีกำลังจะหมด ความรู้สึกสุดท้ายคือ หยาดน้ำอุ่นภายในช่องท้องที่ถูกฉีดพุ่งเข้ามา ก่อนภาพทุกอย่างจะตัดดับไป

 

 

  ผมรู้สึกตัวอีกทีในตอนเช้าด้วยอาการร่างแหลก ระบมไปทุกสัดส่วน โชคดีที่เนื้อตัวถูกทำความสะอาดจนรู้สึกสบายตัว ธนูยังใจดีสวมชุดนอนให้เรียบร้อย พอนึกถึงเรื่องเมื่อคืนใบหน้าก็เริ่มร้อนผ่าว นี้ผมทำขนาดนั้นได้ไงวะเนี่ย

  “ตื่นแล้วเหรอ” ผมสะดุ้งเฮือกเพราะเสียงของธนูที่เดินเข้ามา เขาสวมกางเกงนอนขายาวสีน้ำเงิน ท่อนบนเปลือยเปล่า

  “คุณไม่แต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนเข้ามา” ที่ผมว่าเขา เพราะเผลอมองมัดกล้ามเนื้อสวยอย่างละสายตาไม่ได้

  “ก็เสื้อผมเอาให้คุณใส่ไปแล้ว”

  ผมนั่งทวนคำของธนู เสื้อผมเอามาใส่งั้นเหรอ...

  ดวงตาทั้งสองเบิกโพลงเมื่อคิดอะไรบางอย่างออก ผ้าห่มถูกเปิดออก และมันก็เป็นอย่างที่คิด ผมใส่เสื้อตัวเดียวนอน ยังดีที่ท่องล่างยังสวมอันเดอร์แวร์ให้อยู่

  “อะไรของคุณเนี่ย ทำไมไม่ใสกางเกงให้ผม”

  “ชุดคู่ไง” ให้ตายเถอะ เขาพูดออกมาอย่างหน้าไม่อาย และไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร “ฉันซื้อข้าวเช้ามาให้ออกไปกินกันเถอะ” พูดจบเขาก็ยกผมลอยขึ้นจากเตียง

  “ปล่อย ผมเดินเองได้”

  “เดินไม่ไหวหรอก เมื่อคืนเธอสลบไปขนาดนั้น ฉันตกใจมากเลยนะรู้ไหม”

  ฉ่าา~ .///.

  หน้าผมร้อนเหมือนคนมีไข้สูงกับสิ่งที่เขาพูด สุดท้ายผมก็ต้องยอมให้เขาอุ้มออกมา เพราะลองยืนแล้วปรากฏว่าขาสั่นเป็นผีเข้า

  อาหารถูกจัดเตรียมเอาไว้เรียบร้อยอยู่ก่อนแล้ว เขาวางผมเอาไว้แล้วเดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม เรานั่งทานอาหารและพูดคุยกันไปเรื่อยๆ จนอาหารเริ่มพร่อง

  “ยังเจ็บอยู่ไหม ฉันขอโทษนะ เห็นเธอสลบไปแบบนั้นฉันรู้สึกแย่มาก”
 
  “ไม่ครับ...” ผมว่า “คุณไม่มีความสุขเหรอ”

  “มีความสุขอยู่แล้ว ทำไมถึงถามแบบนั้น”

  “ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ต้องขอโทษครับ แค่คุณมีความสุขผมก็โอเค”

  “ที่ฉันมีความสุขเพราะว่าเป็นเธอหรอกนะ ไม่ใช่เพราะเซ็กซ์”

  “งั้นเรางดมีเซ็กซ์สักเดือนดีไหมครับ” ผมว่า

  "เธอทนไม่ได้หรอก ฉันรู้"

  "ครับๆ ไม่มีใครรู้ดีเท่าคุณอยู่แล้วนี่" ผมว่าเอินหยอก "ธนู..." ผมเรียกเขาเสียงแผ่ว วางช้อนที่ถืออยู่ลง

  "ครับ?"

  "ถ้าคุณมีความสุข คุณก็ไม่ต้องขอโทษ เพราะผมก็มีความสุขไม่ต่างจากคุณ"

  ธนูยิ้มกว้าง มือหนาลูบพวงแก้มอย่างแผ่วเบา เขาน่ะทั้งอบอุ่น และใจดี ถึงแม้บางทีเขาจะเจ้าเล่ห์ และเอาแต่ใจตัวเองอยู่บ้าง แต่ความรู้สึกทั้งหมดที่ผมได้รับมันหักล้างกันแล้ว ทุกอย่างมันลงตัว

  เขาทำอย่างที่เคยพูดเอาไว้ เขาทำให้ผมกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดได้จริงๆ...

 

 

  วันนี้ธนูไม่ได้ลงไปทำงาน เราเลยนอนกอดกันทั้งวัน ผมชอบเวลาที่เราได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันสองคน เขามักจะขี้อ้อนมากกว่าปกติ เดี๋ยวกอด เดี๋ยวหอมจนแก้มผมช้ำไปหมด

  ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก


  เสียงประตูดังขึ้นในขณะที่เรากำลังนั่งดูหนัง ธนูลุกขึ้นสาวเท้าออกไปยังหน้าประตู ผมหันไปมองตามหลังก่อนจะหันกลับมาสนใจหนังต่อ คงจะเป็นพี่ไม้ ไม่ก็พี่จอสนั่นแหละ อาจจะมีงานด่วน

  “พ่อ!” ธนูว่าเสียงดังจนผมต้องหันกลับไปมอง

  ชายดูมีอายุเดินเข้ามาภายในห้อง ผมเองก็ลุกขึ้นยืนอัตโนมัติ ก่อนจะยกมือขึ้นไหว้

  “สวัสดีครับ” สายตาของเขาจ้องมองผมตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

  “นี่มันอะไรกันธนู!”

  “พ่อพูดเรื่องที่จะพูดเถอะ จะได้รีบกลับ” ธนูว่า

  พ่อ?

  ผมเบิกตาโพลงมองธนูสลับกับผู้ชายที่เดินเข้ามาใกล้ผมทุกที

  “นี่แกคบกับผู้ชายงั้นเหรอ!” พ่อของธนูตะคอกเสียงดังจนผมสะดุ้งโหยง

  “พ่อไม่มีสิทธิ์ยุ่งเรื่องส่วนตัวของผม” ธนูเดินเข้ามากุมมือผมเอาไว้จนแน่น ยิ่งทำให้พ่อของธนูโมโหเข้าไปใหญ่

  เพียะ!

  เสียงฝ่ามือของคนเป็นพ่อ ฟาดลงที่แก้มของธนูจนหน้าหัน ใบหน้าขาวขึ้นรอยมือเป็นสีแดงระเรื่อ

  “ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ์ งานที่แกทำ ห้องที่แกซุกหัวนอนอยู่ มันก็เป็นของฉันทั้งนั้น!!!”

  “...”

  “ฉันสั่งให้แกสองคนเลิกกันซะ!”

 

 

 

 

อีกสามตอนจะจบแล้วทุกคน //กระซิก TT^TT

 

#สายโซ่

#บอสครับผมเป็นมิจ

**กำลังทยอยแก้คำผิดนะฮ่าฟ


ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 515
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
Re: บอสครับผมเป็นมิจ... #สายโซ่ [Yaoi]
«ตอบ #38 เมื่อ18-05-2021 23:41:10 »

คุณพ่อใจร้าย :hao5:

ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

-25-

แขกไม่ได้รับเชิญคูณสอง

 

  “ฉันสั่งให้แกสองคนเลิกกันซะ!”

  “พ่อไม่มีสิทธิ์สั่งให้ผมคบหรือเลิกกับใครทั้งนั้น”

  บรรยากาศภายในห้องปกคลุมไปด้วยเงามืด ผมที่ยืนอึ้งอยู่ถึงกับทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนเหม่อ

  “ถ้าคนนอกรู้ว่าแกคบกับผู้ชายความน่าเชื่อก็ลดลง สังคมจะมองยังไง ลูกเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่คบกับผู้ชาย มันคุ้มแล้วเหรอห๊ะ!”

   “ผมไม่สนใครน่าไหนทั้งนั้น...”

  “หึ! ฉันจะอ้วก เธอเองก็คงหิวเงินลูกชายฉันล่ะสิ อยากได้เท่าไหร่บอกฉัน แล้วรีบออกไปจากชีวิตลูกฉันซะ”

  โอ้โฮ~ ชีวิตผมเหมือนหลุดมาจากละครหลังข่าว ไหนจะโดนพี่ชายแฟนจับไป พ่อผัวไม่ปลื้ม ใช้เงินฟาดหัว เงินนะซื้อผมได้ แต่ซื้อความรักจากผมไม่ได้หรอกนะ ฟังแล้วมันจี๊ด

  “ขอโทษนะครับ จะพันล้าน หรือหมื่นล้านผมก็ไม่สน ขอตัวนะครับ สวัสดีครับ” ว่าจบผมก็ยกมือไหว้ ถ้าหากว่านี้ไม่ใช่พ่อของธนูผมคงฟาดด้วยคำพูดแรงๆ 

  ผมคว้ามือธนูเดินออกมาพร้อมกัน ยังไม่ทันพ้นประตู เสียงของคนเป็นพ่อก็ดังขึ้นอีกครั้ง

  “ถ้าแกกล้าก้าวออกไปจากห้องนี้ ก็อย่ามาเหยียบที่นี่อีก” ธนูชะงักเท้า ก่อนจะมองผม ถ้าธนูจะเลือกพ่อก็ไม่ผิดหรอก ผมเข้าใจทุกอย่างดี

  “ขอโทษนะโซ่” ธนูว่าก่อนฉีกยิ้ม เขาทิ้งให้ผมยืนอยู่ตรงนี้ ถ้าเขาเลือกแล้วผมก็แค่ยอมรับความจริง นั้นพ่อเขานะเว้ย ส่วนผมก็แค่แฟน เป็นแค่คนนอก

  “พ่อครับผมขอโทษ” ธนูว่าก่อนยกมือขึ้นไหว้ คนเป็นพ่อกระตุกยิ้มวูบหนึ่งก่อนจะหันมามองผม “ผมขอลาออก ทุกอย่างที่เป็นของพ่อ และบริษัทผมคืนให้ทั้งหมด” สิ้นสุดประโยค ธนูหมุนตัวเดินออกมา

  “ไอ้ธนู แกมันไม่ได้เรื่อง ทำไมแกถึงไม่ได้สักครึ่งหนึ่งของศร” คำพูดของคนเป็นพ่อเหมือนดังน้ำมัน ที่ลาดบนไฟที่กำลังจะมอดดับให้ลุกโชนขึ้นมา

  ธนูหันกลับไปมองคนเป็นพ่อนิ่ง มือทั้งสองกำหมัดแน่น “ครับ ต่อให้ผมทำดีแค่ไหน ผมก็ดีไม่เท่าศรอยู่แล้ว” น้ำตาเม็ดใสไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้

  เขาคว้ามือผม ก่อนจะเดินออกมาทั้งน้ำตา ความเงียบเข้าปกคลุม ผมไม่รู้เลยว่าธนูกำลังคิดอะไรอยู่ ในตาเขาดูหม่นลง คำพูดจากคนในครอบครัวมักมีอิทธิพลทางความรู้สึกมากกว่าสิ่งใดคือเรื่องจริง

 

  ผมพาธนูนั่งรถแท็กซี่กลับมายังบ้านของตัวเอง เพราะไม่กล้าถามว่าเขาจะไปไหน จะเอายังไงต่อ ธนูยังคงนิ่งเงียบไม่พูดอะไร นอกจากเดินตามเข้ามาในบ้าน

  “นี่ห้องนอนผม เตียงมันเล็กไปหน่อย เดี๋ยวคุณนอนข้างบนก็ได้ผมจะออกไปเอาที่นอนเสริม”

  “ไม่เป็นไร ฉันนอนพื้นเอง” ธนูว่า

  “ได้ไงละคุณเป็นแขกนะ”

  “ตามใจเธอแล้วกัน”

  ผมเดินออกไปนอกห้อง จัดแจงทุกอย่างให้เรียบร้อย ก่อนที่จะมืดไปกว่านี้

  “บ้านผมเล็กหน่อยนะครับ คุณอยู่ได้ใช่ไหม หรือว่าคุณอยากไปนอนที่โรงแรมบอกผมได้นะ” ผมนั่งชันเข่ากับพื้นมองคนที่นั่งอยู่

  เขานั่งนิ่งๆ แบบนี้มาจะยี่สิบนาทีได้แล้ว

  “โซ่...” เสียงเรียกสั่นเครือ ผมโผเข้ากอดธนูแน่น “ฉันแย่มากเลยใช่ไหม” เสียงสะอื้นดังในลำคอ ลาดไหล่สัมผัสได้ถึงน้ำอุ่นๆ ที่ไหลลงมา

  “...”

  “ต้องดีขนาดไหน พ่อถึงจะเห็นฉันสายตา”

  “...”

  “อะไรศรก็ถูกหมด ไม่ว่ามันจะทำอะไรก็ดีไปซะทุกอย่าง ต่างจากฉัน...”

  “อันดับแรกคุณไม่ได้แย่หรอกครับ สิ่งที่คุณทำ สิ่งที่คุณเป็น ใครไม่เห็นแต่ผมเห็น ส่วนเรื่องคุณศร คุณคงยังไม่ได้คุยกันสินะครับ” ผมผละตัวออกจากกัน ก่อนจะเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมา

  “โซ่... ตอนนี้ฉันไม่มีอะไรแล้วเธอยังจะรักฉันอยู่ไหม”

  “ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่เรายังไม่ได้เจอกัน ผมยอมรับว่าผมแค่รักเงินคุณ”

  “แล้วตอนนี้ละ”
 
  “ก็ไม่รู้สิครับ คิดเอาเอง”

  “ขี้โกงชะมัด” ธนูว่า “ว่าแต่เรื่องศรที่เธอว่าคืออะไรยังไง ทำไมฉันไม่เห็นรู้”

  “ผมได้คุยกับเขาวันที่อยู่ที่เกาะนั่นแหละครับ ไม่มีอะไรหรอก” ธนูมองหน้าผมอย่างไม่เชื่อ “ไม่มีอะไรจริงๆ ครับ”

  “โซ่” ธนูว่ากดเสียงต่ำ ทำเอาคนฟังเสียวสันหลังวาบ

  “เฮ้อคุณนี่จริงๆ เลย” ผมบ่นอุบอิบ “คุณเชื่อหรือเปล่าว่าทุกคนมีปมอยู่ภายในใจ เราต่างก็ต้องได้อย่างเสียอย่างกันทั้งนั้น คุณศรเองก็ไม่ต่างกันหรอกครับ”

  “...”

  “ผมจะไม่พูดอะไรไปมากกว่านี้ มันเป็นเรื่องของคุณสองคน”

  “...”

  “ผมว่าคุณลองคุยกับศรหน่อยก็ดี จริงๆ แล้วถ้าคุณสองคนลองคุยกัน อาจจะไม่เป็นอย่างที่คุณคิดก็ได้”

  “ฉันขอคิดดูก่อนแล้วกัน”

  “คุณก็แบบนี้ตลอด ไปอาบน้ำเถอะครับ จะได้ออกไปกินข้าว” ผมว่าหยิบเช็ดตัวผื่นใหม่ออกจากตู้ส่งให้ธนู ก่อนจะเดินออกมาสั่งข้าว

  หลังจากที่ไม่ได้สั่งพี่แกร๊บมานาน วันนี้ก็ได้ฤกษ์งามยามดีสั่ง ไม่นานนักอาหารก็มาส่ง ผมจัดการเตรียมโต๊ะอาหารเอาไว้ ก่อนจะโทรไปถามกุญแจว่ากลับบ้านกี่โมง

  ผมเดินกลับเข้ามายังในห้องนอนเพื่อตามธนูออกไปด้านนอก สายตาผมก็ต้องสะดุดกับชุดที่เขาสวม มันฟิตมาก กางเกงขายาวก็ลอยขึ้นเหนือตาตุ่ม ภาพตรงหน้าทำคนมองอย่างผมหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

  “ถ้าเธอไม่หยุดหัวเราะฉันจับเธอกด ให้เดินไม่ไหวเลยดีไหม”

  “ครับๆ ก็มันตลกจริงๆ นี่”

  ติ้งน่อง~

  เสียงออดหน้าบ้านดังขึ้น ผมเดินออกมาดูก็พบกับพี่ไม้ และพี่แมทยืนอยู่

  “พี่ไม้กับพี่แมทมาน่ะครับ”

  “ฉันโทรเรียกมาเองแหละ”

  เราทั้งคู่เดินออกไปหน้าบ้านพร้อมกัน ยังไม่ทันถามไถ่พี่ไม้ก็หลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง

  “บอสแต่งตัวอะไรเนี่ย”

  “ตลกใช่ไหมพี่" ผมว่า

  “ถ้าเธอสองคนยังไม่หยุดหัวเราะได้โดนดีแน่” ธนูหันกลับมาดุเสียงเข้ม “เธอก่อนเลยโซ่”

  “ผมเกี่ยวอะไรอ่า~”

  “ของที่สั่งครับ” พี่ไม้ยื่นกระเป๋าส่งให้ธนูพร้อมกับกุญแจอะไรบางอย่าง

  “ขอบใจมาก”

  “บอสจะไม่กลับไปจริงเหรอครับ” พี่ไม้ว่า

  “เดี๋ยวค่อยว่ากัน พวกนายกลับกันได้แล้วมันจะดึก”

  “ครับบอส” พี่ไม้ก้มหัวลงเล็กน้อยก็จะเดินจากไป

  เมื่อรถตู้เคลื่อนตัวออกไปก็เผยให้เห็นมัสแตงสีแดงจอดอยู่ กุญแจที่พี่ไม้ให้คงเป็นกุญแจรถนั่นแหละ ธนูเดินกลับไปยังรถ ก่อนจะขับเข้ามาจอดที่หน้าบ้านเพื่อให้เป็นกิจจะลักษณะ

  ส่วนกระเป๋าใบนั้นก็เต็มไปด้วยเสื้อผ้า ธนูเดินกลับเข้าไปเพื่อเปลี่ยนชุดใหม่ ไม่นานนักบุคคลที่สามก็โผล่มา

  กุญแจเดินกลับเข้ามาในบ้านด้วยท่าทางซอมบี้เหมือนอย่างเคย

  “รถใครวะจอดหน้าบ้าน”

  “รถธนูว่าแต่มึงเถอะทำไมกลับบ้านค่ำขนาดนี้”

  “มึงไม่กลับบ้านกูยังไม่บ่นเลย”

  “...” ผมยืนนิ่งเพราะเถียงไม่ออก พักหลังแทบไม่กลับบ้านเพราะขลุกอยู่กับธนูทุกวัน

  กุญแจเดินกลับเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่นาน เราก็ออกมานั่งทานอาหารกันที่โต๊ะ บรรยากาศไม่ได้เงียบอย่างที่คิด เพราะธนูเข้ากับน้องผมได้ดีกว่าผมซะอีก

  “แล้วพี่จะมาอยู่กี่วัน” กุญแจว่า

  “ไม่รู้สิ”

  “อยู่กี่วันก็ได้ผมไม่ว่า ขอแค่อย่าทำอะไรกันเสียงดังก็พอ” 

  “เสียงดังอะไร กูนอนพื้น มึงก็พูดไปเรื่อย” ผมว่า

  “กูหมายถึงส่งเสียงในบ้าน มึงคิดเหี้ยอะไรเนี่ย”

  “ไม่ต้องห่วงนะแจ พวกพี่จะเก็บเสียงให้เงียบที่สุด” ธนูพูดประสมโรงอย่างหน้าชื่นตาบาน

  “ธนู!” ผมหันไปแหวสองคนทันที ผมไม่รู้เลยว่าหลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อ แค่เริ่มก็รู้สึกปวดหัวตุบๆ ยาพาราต้องเข้าสปอนเซอร์แล้วนะ

 

 

  หลังจากทานข้าวกันเสร็จ ธนูก็อาสาล้างจาน กุญแจเลยขอตัวเข้าห้องนอน เราสองคนช่วยกัน ก่อนจะเข้าห้องของตัวเองบ้าง

  “คุณผมปิดไฟเลยนะ” ผมถามธนูที่นอนอยู่บนเตียง

  “อืม”

  ในห้องมืดสนิท ผมเดินกลับมาโดยไม่สะดุดอะไร ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนเสริมที่เตรียมเอาไว้ หลับตาลงสักพักก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่กำลังเบียดเสียดอยู่ข้างหลัง

  เฮ้ย!

  “ธนู คุณลงมาเบียดผมทำไมเนี่ย”

  “ไม่รู้แหละฉันจะนอนกับเธอ”

  “ทำไมคุณดื้อจังวะ”

  “พูดวะเหรอ!”

  “โอ๊ยๆ เปล่าครับ เปล่าผมไม่ได้พูด” ผมร้องโอดครวญเมื่อถูกคมฟันที่ซอกคออย่างแรง

  “ถ้าเธอไม่อยากให้ฉันนอนพื้น เธอก็ขึ้นไปนอนกับฉันข้างบนสิ” ผมเงียบคิดอยู่สักพัก ธนูเลยถามย้ำ “นะ ไปนอนด้วยกัน”

  “ก็ได้ แต่คุณห้ามทำอะไรแปลกๆ นะ” ผมว่าดักคอ

  “มีอะไรกันนี่ไม่แปลกนะ”

  “ธนู!”

  “ฉันหยอกเล่น หรือว่าเราจะทำกันข้างล่างก่อนดีจะได้ไม่เสียงดัง”

  “พอเลยครับ พักบ้าง ผมไม่ได้อึดขนาดนั้น” ว่าจบผมก็ลุกขึ้นไปนอนบนเตียง ก่อนธนูจะกระโดดตามขึ้นมา

  เรานอนกอดกันในความมืด ในพื้นที่สามจุดห้าฟุต ผมไม่รู้ว่าธนูจะอยู่แบบนี้ได้นานอีกเท่าไหร่ ที่ที่ผมอยู่มันไม่ได้สะดวกสบายอย่างที่เขาเคยอยู่

  แต่ในพื้นที่เล็กๆ นี้ผมสัมผัสได้ถึงคำว่าเรา...

   

 

  [ธนู]

 

  ผมมาอยู่ที่บ้านของโซ่มาเกือบอาทิตย์แล้ว ที่จริงผมสั่งให้จอสจัดการเรื่องคอนโดไว้แล้ว มันเป็นหนึ่งในโครงการของบริษัทพ่อผมนั่นแหละ ซึ่งจอสก็จัดการเรียบร้อย เหลือเพียงแค่เก็บกระเป๋าเข้าไป

  แต่การได้อยู่ในบ้านหลังเล็กๆ กลับทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นและสบายใจมากกว่าที่เคย

  หลังจากที่ผมประกาศกร้าวลาออกจากบริษัท พ่อก็ให้ศรเข้ามาคุมงานควบ ผมไม่สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว ใครจะเอาอะไรก็เชิญตามสบาย 

  พักหลังที่ผมทำงานหนักขึ้นก็เพราะว่า ได้จัดเตรียมเอกสารต่างๆ เพื่อเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง ยิ่งพอได้โซ่เข้ามาอยู่ในชีวิต ความคิดที่จะทำสิ่งต่างๆ ก็ชัดเจน ผมคิดไว้แล้วว่าสักวันผมจะต้องมีปัญหากับพ่อ และมันก็จริง 

  “คุณกินอะไรผมจะสั่งข้าว”

  “เธอสั่งมาเลย" ผมว่า

  ไม่นานอาหารที่สั่งก็มาส่งหน้าบ้าน เรานั่งทานอาหารด้วยกันทุกมื้อ มีมื้อเย็นที่จะมีกุญแจร่วมโต๊ะด้วย หากวันไหนกุญแจกลับดึกหน่อยโซ่ก็จะสั่งอาหารวางไว้บนโต๊ะ

  กิจวัตรประจำวันไม่มีอะไรมาก ส่วนใหญ่เราจะสั่งอาหารจากข้างนอกมากิน กลางวันเราก็นอนดูหนังด้วยกันที่โซฟา ตกเย็นก็เข้านอน

  เข้านอนอย่างเดียวมาหลายวันแล้วด้วย ผมดันเป็นผู้ชายที่มีความต้องการมากพอสมควร การห่างหายจากเซ็กซ์เป็นเวลานานก็ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดและไม่สบายตัว

  “คุณ!”

  “ครับ?” ผมว่าหน้านิ่ง

  “มือ...เอาออกเลย” ผมขยับมือออกจากใต้เสื้อของโซ่อย่างเชื่องช้าก่อนจะทำหน้าเซ็งๆ นี่ผมใช่มือช่วยในห้องน้ำทุกวัน มันก็ไม่เหมือนที่ทำกับแฟนหรอกนะ

  ไม่รู้ล่ะวันนี้ผมต้องได้!

  “เธอ ฉันง่วงแล้ว”

  “อื้อออ ก็เข้าไปนอนสิครับ ผมดูหนังอีกแป๊บ”

  “ไม่มีเธอฉันนอนไม่หลับนี่” ผมว่าพลางกอดแขนโซ่อย่างออดอ้อน ก่อนจะขโมบหอมแก้มอีกหลายฟอด

  “ทำอะไรเนี่ยคุณ เดี๋ยวแจออกมาเห็น”

  “แค่นี้เอง ไม่เป็นอะไรหรอก”

  “เฮ้อ!” โซ่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ สุดท้ายก็ยอมปิดทีวีแล้วเดินเข้ามาในห้อง

  โซ่ทำอย่างนี้ทุกวัน เขาจะให้ผมเดินไปรออยู่ที่เตียง ส่วนเขาจะยืนรอปิดไฟอยู่ข้างประตู เมื่อผมล้มตัวลงนอนเรียบร้อยเขาถึงจะเดินกลับเข้ามานอนข้าง

  ภายในเตียงนอนเล็กๆ เรานอนเบียดจนแทบเป็นคนคนเดียวกัน

  “คุณจะทำอะไร!” โซ่ว่าเมื่อผมเริ่มลุกโดยการสอดมือเข้าไปใต้เสื้อลูบไล้ขึ้นมา ก่อนจะสะกิดเบาๆ จนตุ่มไตจนขึ้นแข็งขึง

  “เราไม่ได้มีอะไรกันนานแล้วนะ โซ่...”

  “ไม่ได้ครับ เกิดแจได้ยินจะทำไง ผมก็อายนะคุณ” ผมไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ รีบกดริมฝีปากลงที่ซอกคอขาว ขบเม้นอย่างเชื่องช้า ปล่อยลมหายใจอุ่นๆ กระทบผิวเนื้อ

  “เธอก็อย่าเสียงดังสิ” พูดจบผมก็ใช้ลิ้นโลมเลียติ่งหูก่อนจะพ่นลมร้อนออกทางจมูกให้ตกกระทบกับใบหูอย่างแผ่วเบา "เธอไม่อยากบ้างหรือไง หรือเบื่อฉันแล้วเหรอ"

  "ก็อยากครับ แต่มันไม่ได้ไง แจอยู่ห้องข้างๆ"

  "งั้นเราทำกันเงียบๆ ก็ได้นี่" 

  “คุณ...อึก! หยุดก่อนครับ” กางเกงขาสั้นตัวบางถูกรั้งลงต่ำจะเห็นสะโพกขาวกลม

  “ที่ห้องเธอมีเจลหล่อลื่นไหม”

  “มีครับอยู่ในลิ้นชักบนหัวนอน แต่ผมว่าเราไว้ทำกันวันอื่นไหม”

  “ทำไมละ” ผมว่า

  “เดี๋ยวผ้าปูเปื้อน ผืนสำรองผมยังไม่ได้ซักเลย” สิ้นสุดประโยค ไฟดวงเล็กบนหัวนอนก็สว่างขึ้น

  ลิ้นชักถูกเปิดออก ในนั้นมีเจลหล่อลื่น และถุงยางอนามัยอีกหนึ่งกล่อง ผมหยิบถุงยางออกมา มันไม่ใช่ของผมแต่เป็นของโซ่

  ผมแกะถุงยางออกแล้วสวมให้โซ่ใส่เอาไว้ แล้วจึงหยิบถุงยางที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาสวมให้ตัวเอง

  “คุณใส่ให้ผมทำไม”

  “จะได้ไม่เละไง”

  “คุณจะร้ายเกินไปแล้วนะ”

  “ร้ายแค่ไหนก็ผัวเธอนั่นแหละ” เจลสีใส่ถูกชโลมที่ช่องทางหลังจนชุ่ม “กัดเอาไว้ เธอจะได้ไม่ต้องเสียงดัง” ผมดึงชายเสื้อของโซ่ขึ้นให้เขากัดเอาไว้

  ดวงไฟดวงเล็กส่องสว่างไม่มากนัก แต่ก็พอทำให้ผมเห็นร่างบางที่นอนอยู่ แก่นกายถูกจับจ่อที่ช่องทางอ่อนนุ่ม ค่อยๆ ดันเข้าไปช้าๆ จนสุดความยาว แล้วเริ่มขยับออกจนเกือบสุด แล้วดันเข้าอย่างเชื่องช้าเพื่อไล่อากาศข้างใน

  ใบหน้าขาวขมวดคิ้วแน่น ปากก็ยังคงคาบชายเสื้อเอาไว้

  ฝ่ามือของเราประสานกันอย่างอบอุ่น ยอดอกสีหวานกำลังหลอกล่อให้ผมก้มลงไปดูดเม้ม “อื้อออ” เสียงครางแผ่วเบาหลุดออกมาจากลำคอ โซ่คงกลัวว่าเสียงจะดังลอดออกไป จึงรีบยกมือขึ้นปิดปาก

  เหงื่อเม็ดโตผุดซึมออกมาตามกรอบหน้า แรงโหมโรมรันทำให้คนใต้ร่างโยกขึ้นลงตามแรง ฝ่ามือปัดป่ายไปทั่วแผ่นหลัง ทั้งจิก ทั้งข่วนเพื่อระบายอารมณ์

  “อา...อ๊ะ!” โซ่พยายามกลั้นเสียง มองแล้วคงจะอึดอัดหน้าดูที่ไม่สามารถส่งเสียงออกมาได้ตามอำเภอใจ

  แต่ผมก็หยุดไม่ได้ เพราะภาพตรงหน้ามันปลุกเร้าอารมณ์ให้พลุ่งพล่าน

  ขยับเอวสอดลึกเข้าไปเพียงไม่กี่ครั้งความเบาวูบแล่นปะทะร่างกาย ของเหลวสีขาวขุ่นที่อยู่ปลายถุงยางบอกได้ชัดว่าโซ่ถึงฝั่งแล้ว

  ผมจงใจไม่ขยับตัวออก แล้วแนบกายเราให้ชิดกันยิ่งกว่าเดิม

  “รอบเดียวพอแล้ว” เสียงหอบหายใจ สั่งด้วยเสียงสั่นเครือ

  “เสียดายจัง งั้นนอนแบบนี้เลยได้ไหม”

  “คุณจะบ้าหรือไง เอาออกไปได้แล้ว” ผมค่อยๆ ถอนแกนกายออกจนเกือบสุด แล้วสวนกลับเข้าไปโดยที่โซ่ไม่ทันตั้งตัว

  “อ๊ะ! ธนู...” ร่างบางบิดเร้ากับที่นอน ยิ่งเห็นใบหน้าที่กำลังบิดเบ้ด้วยแรงอารมณ์ ผมก็ยิ่งอยากแกล้งเขาซ้ำๆ เวลาที่ผ่านมาโซ่เองก็คงมีความต้องการไม่ต่างกันกับผมมากไม่ต่างกัน

  เราต่อรอบสองกันที่เตียง ก่อนจะเข้าไปต่อรอบสามในห้องน้ำ แล้วกลับมานอนกอดกันบนเตียงเล็กๆ แลกเปลี่ยนไออุ่นให้กันและกัน

  ผมมีความสุขมากกว่าเมื่อก่อนหลายเท่าเพราะโซ่...

 

  ทุกวันโซ่จะตื่นขึ้นมาก่อน เพื่อสั่งอาหารเช้ารอผม แล้วจึงเข้ามาปลุกให้ออกไปทานข้าว วันนี้ก็เช่นกัน

  “คุณผมวันนี้ผมไม่ได้สั่งกาแฟไว้นะ”

  “ทำไมล่ะ อากาศดีแบบนี้ต้องดื่มกาแฟสิ”

  “คุณไม่ได้ทำงานแล้ว จะดื่มทำไมทุกวัน มันไม่ดีต่อสุขภาพ”

  “ครับๆ แฟนใครครับเนี่ย”

  “ไม่รู้สิครับ” ผมคว้าตัวโซ่เอาไว้จากด้านหลัง ดึงให้เขานั่งลงกับเตียง

  “ฉันมีความสุขจัง”

  “ผมก็มีความสุขครับ”

  ฟอด~

  ผมขโมยหมอแก้มฟอดใหญ่อย่างชื่นใจ

  ติ้งน่อง~

  โซ่มองออกไปยังหน้าประตู ก่อนจะแกะมือผมให้หลุดออกจากตัว

  “คุณไปล้างหน้าก่อน อาหารคงมาส่ง เดี๋ยวผมออกไปจัดโต๊ะรอ” ว่าจบโซ่ก็เดินออกไป

  ผมหย่อนปลายเท้าลงจากเตียง ก่อนจะจัดการธุระทุกอย่าง แล้วเดินออกไปข้างนอกห้อง ภายในบ้านเงียบสนิท ราวกับว่าไม่มีใครอยู่

  “โซ่...” ผมตะโกนเรียก แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ

  ผมตัดสินใจเดินออกไปหน้าบ้าน แต่ก็ว่างเปล่า มีเพียงกระดาษหนึ่งแผ่นที่เหน็บเอาไว้ที่ประตู ความรู้สึกบอกผมว่ากำลังจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น

  กระดาษสีขาวถูกคลี่ออกอ่าน ใจความในนั้นบอกเพียงว่า ให้ผมเอาโฉนดที่ดินที่เพิ่งประมูลได้ไปแลกกับตัวโซ่ และแนบที่อยู่ที่ไว้ มันต้องการภายในเย็นวันนี้ ซึ่งผมมีเวลาคิดแผนไม่มาก ในกระดาษไม่ได้บอกเอาไว้ว่ามันเป็นใคร

  หากว่าครั้งนี้เป็นฝีมือศรอีก ผมว่าเราก็คงญาติดีกันไม่ได้อีกต่อไป

  ผมวิ่งกลับเข้ามาในบ้าน กดโทรออกหาใครบางคน

  “จอส เตรียมคนให้ฉัน ฉันมีเรื่องให้ช่วย... อืมขอบใจ เดี๋ยวฉันโทรกลับ”

 

  หลังจากวางสาย ผมก็เปิดแอปฯ ที่เคยติดตั้งไว้ในมือถือ เพื่อเช็กดูว่าโซ่อยู่ที่ไหน โชคดีที่โซ่ไม่เคยถอดสร้อยที่ผมซื้อให้ จีพีเอสยังคงทำงานได้ดี มันระบุที่ตั้งเอาไว้ตรงตามที่ในกระดาษบอก ผมรีบจัดการแต่งตัว แล้วคว้ากุญแจรถออกไปยังบริษัท เพื่อกลับไปเอาโฉนดที่ดินที่เก็บเอาไว้

 

  ไม่นานนักผมก็มาถึงบริษัท ภาพตรงหน้าทำเอาหัวใจผมหล่นวูบ เมื่อเห็นว่าศรกำลังนั่งทำงาน ในใจเริ่มนึกคิดว่าคนที่ส่งจดหมายคือใคร

  “ศรมึงเอาโซ่ไปไว้ที่ไหน” ผมถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

  “อะไร ฉันไม่รู้เรื่อง” ศรว่า ผมรู้ว่ามันไม่ได้โกหก “เกิดอะไรขึ้น”

  “ผมไม่มีเวลาอธิบาย” พูดจบผมก็ไขกุญแจตู้เซฟที่อยู่ด้านหลังโต๊ะทำงาน หยิบเอาของที่ต้องการ ก่อนจะสั่งให้จอสเดินตามออกมา

  ศรเองก็เดินตามออกมาด้วยเช่นกัน ผมไม่มีเวลามากพอที่จะอธิบายอะไร ศรเองก็ไม่ถามเซ้าซี้ตามผมมาอย่างเงียบๆ

  ผมเริ่มว่างแผนกับจอสอย่างแนบเนียน แล้วรีบออกเดินทางไปยังจุดนัดหมาย จีพีเอสก็พาเรามาถึงโกดังร้างนอกชานเมือง ผมสั่งกระจายคนพร้อมอาวุธ

  “ศรมึงไม่ต้องเข้าไป อยู่กับจอสตรงนี้ มันบอกให้กูไปคนเดียว”

  “ระวังตัวด้วย พี่เป็นห่วง” ผมมองหน้าศรนิ่งเมื่อได้ยินประโยคที่ไม่คิดว่าจะได้ยิน แต่เราไม่มีเวลามากพอที่จะทำซึ้งในตอนนี้

  ผมเดินเข้าไปอย่างระวัง ภายในโกดังมีบอดี้การ์ดอยู่จำนวนหนึ่ง มันไม่ได้เยอะอย่างที่คิด เดินเข้ามาเรื่อยๆ ก็พบกับผู้ชายที่กำลังยืนหันหลังพ่นควันบุหรี่อย่างสบายใจ

  “นายครับ คุณธนูมาแล้ว” บุหรี่ถูกคว้างทิ้งลงพื้นก่อนจะใช้ปลายเท้าขยี้จนไฟสีส้มมอดดับไป

  ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างเมื่อคนที่กำลังหันมาไม่ใช่ใคร มันคือท๊อปลูกชายของคุณเกสรที่เจอกันในวันงานประมูลที่ดินครั้งก่อน

  “หึ! มาไวนี่ครับคุณธนู”

 

 

 

 

 

#สายโซ่

#บอสครับผมเป็นมิจ

**กำลังทยอยแก้คำผิดนะฮ่าฟ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0


-26-

แล้วทุกอย่างก็ผ่านไป


สวัสดีครับ ผมชื่อสายโซ่ หรืออีกชื่อหนึ่งในวงการคือ เจ้าหญิงแห่งวงการลักพาตัว ออกจากเกาะยังไม่ทันครบเดือน ผมก็ถูกจับมัดกับเก้าอี้ในโกดังร้าง โดยมีพวกบอดี้การ์ดยืนคุมอีกเป็นสิบ

ให้ตายเถอะ ชีวิตผมมีสีสันตั้งแต่ได้รู้จักกับธนู

“นายบอกให้เอาตัวมันออกไป” บอดี้การ์ดคนหนึ่งเดินเข้ามาบอก พวกที่เหลือจึงจัดการแก้มัด พร้อมกับเอาปลายกระบอกปืนจี้ที่เอวผมเอาไว้

โลกนี้คือละคร อะไรที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้เจอก็เจอ มันมาถึงจุดนี้ได้ไงวะ คิดแล้วหัวตาก็ร้อนผ่าว แม่ย้อยกูร้องไห้ ฮืออออ หนูกลัว...

ผมเดินตามที่พวกมันสั่งทั้งน้ำตา อย่างว่าง่าย ไม่ง่ายก็กลัวปืนลั่น ระยะทางไม่ไกลผมก็มาถึงจุดที่พวกมันสั่ง สายตาเห็นใครบางคนที่คุ้นเคยกำลังนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น ใบหน้าบวมช้ำ มุมปากมีเลือดออก

“ธนู!” ผมพยายามวิ่งเข้าไปหาธนู แต่ก็ถูกบอดี้การ์ดคุมตัวไว้ น้ำตาที่เหมือนจะแห้งเหือดไปพลันไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้

“ได้ของที่ต้องการแล้วก็ปล่อยตัวโซ่ซะ!” ธนูว่าก่อนจะถ่มน้ำลายผสมเลือดลงพื้น

“รักกันมากเลยสินะ” ใครอีกคนว่า ผมไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อน “ปล่อยตัวมัน” สิ้นคำสั่งผมก็ถูกปล่อยให้เป็นอิสระ

ผมพุ่งตัวเข้าหาธนูทันที “คุณเจ็บไหม ฮึก...”

“ฉันไม่เป็นไร อย่างร้องแบบนี้ฉันใจไม่ดี” ธนูว่าพลางเอามือเกลี่ยน้ำตาที่ไหลออกมา “วิ่งออกไปห้ามหันกลับมา”

“ไม่ผมไม่ไปไหนทั้งนั้น”

“วิ่งออกไป” ธนูจ้องตาผมนิ่ง “ฉันไม่เป็นอะไร ฉันสัญญา”

“คุณสัญญาแล้วนะ” เขาพยักหน้ารับ

ผมลุกขึ้นเดินออกไปโดยไม่หันกลับตามที่ธนูบอก ได้ยินเพียงเสียงของธนูกำลังพูดอะไรบางอย่าง หูทั้งสองผมอื้ออึ้ง ไม่รู้จะทำอย่างไรกับเหตุการณ์นี้

แต่แล้วภาพที่ผมเห็นเมื่อออกมาจากโกดังก็ทำให้ผมเนื้อเต้น “คุณศร...” ผมโผเข้ากอดศร น้ำตาไหลออกมาไม่หยุด “ช่วยด้วยครับ ช่วยธนูด้วย”

“ไม่ต้องห่วง ฉันเรียกคนของฉันมาเพิ่มแล้ว เธอรออยู่ตรงนี้ก่อน” ศรว่าก่อนจะเดินหายเข้าไป พี่จอสกับพี่ไม้ก็อยู่ด้วย ผมก็เริ่มใจชื้น

ปัง!

ผมได้ยินเสียงคล้ายปืนดังขึ้น พี่จอสรีบตามเข้าไปสมทบทันที เหลือเพียงผมที่นั่งรออยู่ในรถ ผมเริ่มนั่งไม่นิ่งเมื่อได้ยินเสียงปืนนัดที่สอง ผมตัดสินใจลงจากรถทันที

รีบวิ่งเข้ามาข้างในโกดังตามทางที่เดินออกมา แต่ทว่ารองเท้าหูคีบที่ผมใส่มาด้วยดันไปเตะเข้ากับท่อนเหล็กจนล้ม หัวผมกระแทกเข้ากับอะไรบางอย่าง มันเจ็บมากจนผมทนไม่ไหว

“ศร!”

ปัง!

แต่แล้วเสียงจากข้างในก็ทำให้ความเจ็บจางลง เมื่อผมได้ยินเสียงของธนูตามมาด้วยเสียงปืนอีกนัด

ผมลุกขึ้นวิ่งเข้าไปข้างในอย่างเร็วรี่ สถานการณ์ตอนนี้ทำให้หัวใจผมแทบหยุดเต้น ธนูถูกยิงที่แขนซ้าย เลือดไหลซึมออกมาผ่านเสื้อสีขาว

“ธนู...” ผมวิ่งเข้าไปกอดธนูเอาไว้ ภาพทุกอย่างที่ผมเห็นดูชุลมุนไปหมด พี่จอสที่กำลังวิ่งเข้ามา พี่แมทกำลังจับคนที่ผมไม่รู้จักกดลงกับพื้น “ฮือ... คุณเจ็บไหม คุณโดนยิง ไหนคุณบอกวว่าจะไม่เป็นไรไง คุณหลอกผม ฮือ... คุณ...” คำพูดมากมายพรั่งพรูออกมาตามความคิด

“ฉันโดนแค่ถากๆ ไม่เจ็บ”

“ไม่จริงเลือดคุณออก”

“จริงๆ ฉันไม่เจ็บเลย” บรรยากาศในโกดังร้อนมาก ร้อนจนเหงื่อออกท่วมตัว เหงื่อที่หัวก็ไหลย้อยหยดลงมาใส่เสื้อของธนู

เฮ้ย! เหงื่อสีแดง!!!

เลือด!!!

“ใครทำอะไรเธอ!” ธนูว่าทำหน้าตื่น ดันไหล่ทั้งออกเพื่อมองหน้าเอาคำตอบ

“แฮะๆ ผมล้ม” ผมว่าอย่างอายๆ แม่งเอ๊ยยิงกันดังสนั่น ผมดันล้มหัวฟาดอะไรก็ไม่รู้จนหัวแตก น่าอายฉิบหาย

“ทำไมแฟนฉันถึงได้โก๊ะขนาดนี้นะ” ธนูว่า หัวเราะออกมาเสียงดัง



หลังจากเคลียร์ทุกอย่างเสร็จ ศรก็เป็นคนพาผมกับธนูมายังโรงพยาบาล ธนูไม่เป็นอะไรมา ส่วนผมโดนไปเจ็ดเข็ม แผลแห่งความอัปยศ โดนยิงอาจจะเท่กว่าก็ได้นะผมว่า

“พี่ขอบใจมากนะ” ศรว่า

“ไม่เป็นไร” ธนูตอบเสียงเรียบ

“ผมออกไปหาอะไรกินกับพี่ไม้ก่อนนะครับ” ผมขอตัวออกมาเพื่อให้พี่น้องได้อยู่ตามลำพัง พี่ไม้เล่าว่า ธนูช่วยบังกระสุนแทนศร แฟนผมโคตรเท่เลยอะ

ส่วนสาเหตุที่ท๊อปทำแบบนี้ก็เพราะพ่อของเขาไม่พอใจที่ท๊อปเอาแต่เที่ยวเล่นไม่สนใจงาน อีกทั้งยังได้ที่ดินผื่นนั้นมาก แต่ก็ถูกธนูตัดหน้า ท๊อปต้องการเอาที่ผื่นนั้นไปให้พ่อ แต่ด้วยความคิดน้อยไปหน่อย จึงทำอะไรสิ้นคิด

พ่อของท๊อปเข้ามาคุยกับธนูแล้ว จ่ายค่าเสียหายอีกหลายหลักเพื่อรักษาความสัมพันธ์เรื่องธุรกิจที่ยังจับมือกันอยู่

“เป็นไงบ้าง” พี่ไม้ว่า

“ไม่เป็นไงอะ”

“ไปทำอีท่าไหนถึงได้หัวแตก คุณศรก็บอกให้อยู่ในรถไม่ใช่เหรอ”

“ก็ผมได้ยินเสียงปืน ผมเป็นห่วงธนู” พี่ไม้พ่นลมออกทางปากเบาๆ

“แล้วพี่เป็นไงบ้างไม่ได้เจอกันตั้งนาน”

“ก็ดี คุณศรเข้ามาดูบริษัทแทนบอส”

“คิดว่าจะบอกคิดถึงผมซะอีก”

“คิดถึงหมูกระทะมากกว่า” ให้ตายเถอะไม่ได้เจอกันตั้งนาน ไม่มีคิดถึงกันบ้างเลย

“งั้นธนูออกจากโรง'บาล ไปกินที่บ้านผมกัน”

“บอสยัง...”

“ครับ?”

“เปล่าๆ”

เรานั่งคุยกันอยู่สักพักใหญ่ ก็ตัดสินใจเดินกลับขึ้นไป คิดว่าคงนานพอที่จะทำให้ศรกับธนูคุยกันเรียบร้อยแล้ว ประตูห้องถูกเปิดเข้าไป ภายในห้องคนแน่นขนัดตา คนหรือผีวะเยอะจัง สายตาเหลือบไปเห็นชายมีอายุที่ยืนอยู่ข้างเตียง เขาคือพ่อของธนู

“สวัสดีครับท่านประธาน” พี่ไม้ว่า โค้งตัวลงเล็กน้อย พ่อธนูก็พยักหน้ารับ

“พวกเธอออกไปกันก่อน ฉันมีเรื่องจะคุย” สิ้นสุดประโยคคำสั่ง ทุกคนก็เดินออกไปจากห้องรวมถึงผมด้วย

“เธอคนนั้น...” ผมหยุดชะงัก มองดูว่าหมายถึงใคร “เธอนั่นแหละเข้ามานี่ก่อน” ผมมองซ้ายมองขวา พี่ไม้พยักหน้าให้ผมเดินกลับเข้าไป

ในห้องเหลือเพียงแค่ผม ศร ธนู และพ่อของสองคน

“ธนู... ฉันอนุญาตให้แกคบกับเด็กนี่ก็ได้” ผมเงยหน้าขึ้นมองอย่างอึ้งๆ “แล้วก็กลับมาทำงานเหมือนเดิมเถอะ” นี่พ่อเขาไปกินอะไรมาผิดสำแดงปะวะ วันก่อนยังแยกเขี้ยวใส่อยู่แท้ๆ

“ขอบคุณครับ แต่เรื่องบริษัทผมคงรับไว้ไม่ได้” ธนูว่า

“ถ้าอยากขอบคุณ ขอบคุณศรเถอะ ส่วนเรื่องบริษัทก็ตามใจแก ได้ข่าวว่าแกเตรียมไว้แล้วนี่” เตรียม'ไรวะ ทำไมผมดูไม่รู้เรื่องอะไรอยู่คนเดียว

“ครับ”

“ส่วนเธอ” ผมสะดุ้งโหยงเมื่อพ่อธนูหันหน้ามาทางผม “ถ้าเธอทำลูกชายฉันเสียใจ เธอได้ไปนอนดูปะการังที่เกาะส่วนตัวฉันแน่!” เป็นคนขู่ที่คุ้นหู นี้สินะที่เขาบอกว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

“ครับคุณลุง”

“ลุง เลิง อะไรกัน เรียกพ่อสิ” ผมสะดุ้งอีกครั้งเมื่อฝ่ามือของเขาแตะที่ไหล่ นึกว่าจะง้างมือตบซะอีก

“ค...ครับคุณพ่อ”

“จะบ้าตาย ถ้าลูกชายฉันกล้าเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงขนาดนั้น เธอคงไม่ใช่คนธรรมดาสินะ” ผมฉีกยิ้มกว้าง อยากจะบอกว่าผมนี่โคตรธรรมดาเลยครับ ไม่อยากให้รู้เลยว่าผมมาเจอกับธนูได้ยังไง ไม่งั้นผมอาจได้ไปนอนดูปะการังวันนี้เลย

“ฉันกลับล่ะอยู่โรงพยาบาลนานๆ รู้สึกไม่ดี” ชายมีอายุบอก ก่อนจะหันไปมองศร “ศรอย่าลืมที่ตกลงกันไว้ด้วยล่ะ”

“ครับพ่อ”

ผมมองพ่อของทั้งสองเดินออกไปจนลับสายตา ผมยัง งงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ มันจบง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไงกัน เมื่อหลายวันก่อน เขายังสั่งให้ผมเลิกกับธนูอยู่เลย มาวันนี้ให้คบกันไม่พอ ยังให้ผมเรียกพ่ออีก ขนลุกล่าวว...

“พี่คุยอะไรกับพ่อ ทำไมพ่อถึง...” เออนั้นสิผมเองก็สงสัย รีบเสนอหน้าตั้งใจฟัง

“ไม่มีอะไร นายก็พักเถอะจะได้หายไวๆ”

“นั้นสิ คุณนอนพักก่อน” ผมพูดประสมโรงกับศรทันที

“ฉันอยากกลับบ้าน” ธนูว่า คว้ามือผมขึ้นมาถูแก้มตัวเองอย่างออดอ้อน

“เกรงใจคนโสดหน่อยก็ดี” ศรว่า

“พี่ก็รีบหาแฟนสิครับ”

“พูดมากรีบนอนเถอะ เดี๋ยวโซ่ฉันดูแลให้เอง”

“ศร!” ธนูจ้องเขม็ง สายตาเขาพร้อมจะฟาดพี่ชายตัวเอง

“ฉันล้อเล่นหนา”

ผมจัดการห่มผ้าให้ธนูเพื่อให้เขาได้พัก นั่งรอจนธนูหลับ จึงชวนศรออกมาด้านนอก

“โซ่เธอกินอะไรหรือยัง”

“กินขนมกับพี่ไม้แล้ว”

“ดีเลย งั้นไปกินข้าวเป็นเพื่อนฉันที”

อ้าว... ถามแบบนี้ไม่ต้องถามก็ได้มั้ง

อะไรของเขาวะ ผมเดินตามศรไปยังร้านอาหารภายในโรงพยาบาล สั่งอาหารมาสามสี่อย่าง แล้วนั่งกินราวกับว่าไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน ทุกอย่างดูปกติไปหมด

“ทำไมพ่อคุณถึงยอมให้ธนูคบกับผมง่ายจัง” ผมถามลองเชิง มันง่ายจริงๆ น่ะเหรอ ผมว่าศรต้องรู้อะไรมาบ้างแหละ

“พ่ออาจจะรู้ก็ได้ว่าธนูรักเธอจริงๆ”

“เหรอครับ แล้วพ่อคุณบอกว่าอย่าลืมที่สัญญานี่คืออะไร” ผมไล่ต้อนศรต่อ

“เรื่องงาน ไม่มีอะไร”

“แล้วที่พ่อบอกให้ธนูขอบคุณ คุณศรล่ะ”

“เธอจะเอาคำตอบให้ได้เลยใช่ไหม” ศรว่า

“คุณบอกมาตั้งแต่แรกก็จบแล้ว”

“เธอนี่นะ” ศรส่ายหัวไปมา “พอรู้ว่าธนูลาออก ฉันก็แค่เข้าไปคุยกับพ่อไม่มีอะไรหรอก”

“ผมไม่เชื่อว่ามีแค่นั้น”

“เธอจะแสนรู้เกินไปแล้วนะ”

“แสนรู้นั่นมันหมาครับ คุณไม่ต้องเปลี่ยนเรื่องเล่ามา” ผมว่าตั้งหน้าตั้งตาเสือกต่อ

“พ่อเคยอยากให้ฉันรับช่วงต่อธุรกิจทั้งหมด แต่ตอนนั้นฉันยังไม่พร้อม เลยลองเอาเรื่องนี้ต่อรองกับพ่อดู”

“แล้วคุณอยากทำหรือเปล่า” ศรวางช้อนลงก่อนจะยกน้ำเปล่าขึ้นดื่ม

“ช่างมันเถอะ คิดซะว่าฉันได้ไถ่โทษเรื่องเธอก็พอ”

“แล้วเรื่องคุณกับธนู...”

“มันอาจจะไม่เหมือนเดิม แต่ธนูก็เปิดใจกับฉันกว่าเมื่อก่อน คงต้องใช้เวลา”

“แล้วธนูรู้เรื่องนี้หรือยังครับ”

“ยัง เธอก็ไม่ต้องไปบอกล่ะ”

“ครับท่านประธาน” ผมว่าเอินหยอก

“ประธานบ้าอะไรยังไม่ใช่ตอนนี้”

“เดี๋ยวก็เป็นแล้วนี่ครับ”

เรานั่งทานข้าวกันต่อหลังจากบทสนทนาจบลง การที่ศรยอมทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ต้องการเพื่อธนูขนาดนี้ ก็ชัดเจนแล้วว่าเขารู้สึกผิดในสิ่งที่เคยทำไว้ มันอาจจะลบภาพจำเหล่านั้นออกไปไม่ได้ แต่มันก็คือสิ่งที่เขาเลือกแล้ว

หลังจากนี้ไป ผมเองก็หวังว่าทุกอย่างจะจบลงจริงๆ...





[เดี่ยวศร]



หลังจากวันที่ผมได้รู้ว่าธนูลาออกจากบริษัทผมก็เข้าไปคุยกับพ่อ แต่ดูเหมือนว่าพ่อจะไม่ยินดีกับสิ่งที่ธนูเลือก ธนูไม่ได้เหมือนผม เขามีอิสระ เขากล้าที่จะตัดสินใจ ต่างจากผมที่นอกจากจะไม่กล้าแล้วยังได้แต่ทำตามที่พ่อสั่ง

ผมยอมพ่อทุกอย่างเพื่อแลกกับอิสระของธนู ผมเชื่อว่าถ้าผมไม่ยอมรับตำแหน่ง ไม่ว่าธนูจะทำอะไร พ่อต้องคอยขัดขวางแน่ ยิ่งพักหลังคิมส่งข่าวว่าธนูกำลังจะทำบริษัทใหม่แล้วด้วย ขืนพ่อยังเป็นประธานอยู่ บริษัทใหม่ของธนูคงโดนถล่มยับ

คุณอาจจะมองก็ดีนี่เป็นถึงประธานบริษัท แต่สำหรับผมมันคือความรับผิดชอบที่หนักพอตัว ผมต้องแบกความหวังคนทั้งบริษัท ผมไม่มั่นใจตัวเองเลยด้วยซ้ำว่าจะทำได้หรือเปล่า แต่เพื่อไถ่บาปให้กับความผิดที่ผมทำเอาไว้กับธนู ผมยอม

Rrrr…

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่ผมกำลังนั่งทานข้าว มันไม่ใช่ของผมหรอก แต่เป็นของโซ่

“ว่า...พี่ไม่เป็นไรแค่หัวแตก...ห๊ะ!! ...เออๆ เดี๋ยวออกไป” ว่าจบโซ่ก็กดวางแล้วหันมาคุยกับผม

“คุณศรเดี๋ยวผมมานะ น้องชายผมมาหา พอดีผมบอกมันว่าอยู่โรงพยาบาล”

“เราคิดเงินเลยก็ได้ ฉันอิ่มแล้ว”

“อิ่มบ้าอะไรข้าวเต็มจาน เดี๋ยวผมมาแป๊บเดียว”

“อืม” ผมรับคำก่อนจะมองดูโซ่เดินออกไปจากร้าน

ผมนั่งทานข้าวอยู่คนเดียวพักใหญ่ เลยตัดสินใจเรียกพนักงานคิดเงินเพราะโซ่ออกไปเกือบครึ่งชั่วโมง เขาคงอยู่บนห้องกับธนูแล้วนั่นแหละ

ยืนรอลิฟต์อยู่ไม่นานประตูลิฟต์ก็เปิดออก ผมรอให้คนออกมาจนหมดแล้วจึงค่อยเดินเข้าไป

ติ้ง~

เสียงลิฟต์ตัวข้างๆ เปิดออกกว้าง ผมไม่ได้สนใจอะไรเดินเข้าไปในลิฟต์ จังหวะที่ประตูกำลังจะปิดลง แวบหนึ่งผมเห็นโซ่เดินอยู่กับใครบางคน ตัวเล็กกว่าโซ่ ผมสีน้ำตาลอ่อน แต่ก็เห็นแค่แผ่นหลัง

ผมเดินกลับเข้ามาในห้องเห็นธนูกำลังนอนดูทีวีอย่างสบายใจ

“โซ่ละ” ผมว่า

“ถามหาเมียกูทำไม”

“ก็เห็นหายไป นี้ก็หวงจัง”

“ลงไปส่งกุญแจ”

“กุญแจ?”

“น้องเขา มึงถามไรเยอะแยะเนี่ยจะดูหนัง”

“คนตัวเล็กๆ ปะ”

“มึงถามทำไม อย่าแม้แต่จะคิดนะมึง”

“หวงน้องชายแทนเมียด้วย ทั้งผัวทั้งเมียเลยนะ”

“ก็มึงเหี้ย”

“เออรู้แล้วหนา เห็นเดินอยู่ข้างล่าง คิดว่าเดินกับกิ๊ก”

“กิ๊กหน้ามึงสิ เงียบเลยกูดูหนังไม่รู้เรื่องแล้วเนี่ย” ธนูว่า ขมวดคิ้วแน่น ตั้งใจดูหนังมากกว่าตั้งใจจะตอบผมซะอีก

ผมไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างผมกับธนูจะดีขึ้นเรื่อยๆ หรือเปล่า แต่ผมก็หวังว่ามันจะดีกว่าเมื่อก่อน ความผิดที่ผมทำกับน้องชายที่ผ่านมามันมากพอที่จะทำให้ชาตินี้เราจะไม่กลับมาคุยกันอีก

แต่โซ่ก็เข้ามาทำให้ทุกอย่างมันง่ายขึ้น...

“น้องกลับแล้วเหรอ” ธนูว่าเมื่อเห็นโซ่เดินเข้ามา

“ครับ คุณดูอะไรอยู่”

“ขึ้นมานอนด้วยกันสิ”

“จะบ้าเหรอเตียงคนป่วย”

“ก็ลองพิสูจน์ดูไงว่าเตียงโรงพยาบาลแข็งแรงหรือเปล่า”

“ตลกเหรอครับ เดี๋ยวผมก็บอกให้หมอฉีดยาให้คุณตายซะนี่”

ผมมองสองคนคุยกันราวกับว่าทั้งโลกมีเพียงพวกเขาสองคน ภาพตรงหน้าตอกย้ำได้ดีว่าน้องชายผมโคตรโชคดีแค่ไหน  ถึงแม้ที่ผ่านมาคนที่น้องชายผมเลือก มักเดินเข้าหาผมเพียงเพราะผมให้ได้มากกว่า

แต่กับโซ่ เขาไม่คิดแม้แต่จะมองผมเลยด้วยซ้ำ

ผมเองก็หวังว่าสักวันจะได้เจอคนที่อยู่ด้วยกันในทุกๆ วันแบบนี้...

[จบเดี่ยวศร]









#สายโซ่

#บอสครับผมเป็นมิจ

**กำลังทยอยแก้คำผิดนะฮ่าฟ


ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0


-27-

แด๊ดดี้จำเป็น



หลังจากเรื่องราวต่างๆ ผ่านไป ผมกับธนูก็กลับมาใช้ชีวิตตามเดิม เป็นความสงบสุขอย่างแท้จริง ซึ่งผมไม่ได้รับมันมานานตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา จนกระทั่งวันนี้ ความสงบสุขที่ว่ากำลังจะโดนพราก



“นะ โซ่กูไหว้ล่ะ” ไอ้ชีสเพื่อนผมที่เพิ่งแต่งงานใหม่ได้ไม่นาน เพิ่งได้ฤกษ์ออกฮันนีมูนที่เกาหลีตามที่แยมฝันเอาไว้ แต่ปัญหามันติดที่ทั้งสองคนมีลูก น้องพาย กับน้องขนมปังต้องการคนดูแล



น้องพายไม่เท่าไหร่ เพราะโตแล้วเลยต้องอยู่กับป้า เช้าออกไปเรียน ตกเย็นป้าเลิกงานก็ไปรับได้ แต่น้องขนมปังที่เพิ่งจะอายุได้เพียงหนึ่งขวบนี่สิ ต้องมีผู้ใหญ่คอยดูแลเป็นพิเศษ



“มึงไม่ฝากที่บ้านแยมล่ะ”



“เขาอยู่ต่างจังหวัด”



“แม่มึง?”



“จำศีลอยู่ที่ป่าไหนสักทีแหละกูก็จำไม่ได้”



“เครื่องออกกี่โมง”



“สองทุ่ม”



“ฉิบหายนี่เที่ยงแล้วนะมึงไม่รีบไปวะ”



“ก็นี่ไง” มันก้มมองลูกตัวเองในคาร์ซีทเพื่อเป็นการสื่อว่ายังไปไม่ได้



“มัดมือชกฉิบหาย”



“เพื่อนคนอื่นมีงานมีการทำหมด เหลือมึงนี่แหละ”



“ไอ้สัด! เหมือนถูกด่า” ผมทำที่เล่นตัวอีกสักนิด เพื่อจะได้อะไรมากกว่าเด็กตัวน้อยที่ต้องเลี้ยงสองคืนสามวัน



“เออช่วยกูหน่อย เดี๋ยวกูซื้อของมาฝาก”



“จะดีเหรอ...” ผมทำท่าคิด



“กูจะกวาดฟิกเกอร์มาให้มึงเอง อยากได้อะไรว่ามาเลยเพื่อน”



“เออๆ นี่เห็นแก่เด็กหรอกนะ” ว่าจบผมก็รับคาร์ซีทไว้ ก่อนจะรับตะกร้าของใช้เด็กอ่อน



“กูไปก่อนนะขอบใจมึงมาก”



“เออ”



“มีอะไรไลน์มา”



“เออ รีบไปเถอะรำคาญ”



ผมมองรถครอบครัวสัญชาติญี่ปุ่นถอยหายออกไปจากซอย เหลือเพียงเด็กน้อยตาแป๋ว “ปังปัง อยู่กับพี่โซ่นะครับ” ผมว่าก่อนจะเคี้ยวปากตาม



ธนูที่กำลังนอนดูหนังอยู่บนโซฟาตัวยาวลุกชันตัวนั่งเมื่อเห็นผมถือของเข้ามา ใช่ ธนูยังอยู่ที่บ้านผม ตอนนี้ธนูไม่ได้ทำงานที่บริษัทแล้ว แต่กำลังทำบริษัทของตัวเอง เหลือเพียงตบแต่งภายใน กับวันเปิดตัวเท่านั้น คาดว่าไม่ปลายเดือนนี้ ก็กลางเดือนหน้า



ศรก็เป็นคนดูแลบริษัทต่อจากธนู ตอนนี้ศรยังไม่ได้รับตำแหน่งคงจะปลายปีนี้ล่ะมั้งได้ข่าวมาว่าอย่างนั้น



“เธอไปขโมยเด็กในซอยมาเหรอ” ดูปากแฟนผม ไปติดนิสัยปากหมามาจากใครเนี่ย



“ก็บ้าแล้วคุณ ลูกไอ้ชีสมันฝากเลี้ยงสามวัน”



“อ๋อ แล้วชีสไปไหนอะ” ธนูว่าพลางหยอกกับเด็กน้อยในคาร์ซีท



“มันไปฮันนีมูนกับแยม”



“เจ้าหนูชื่ออะไรครับ ยัมๆ” ยัมๆ อะไรของเขาวะ “เธอน่ารักมากเลย ฉันสั่งชุดเด็กดีกว่า”



“เดี๋ยววววววว!”



เฮอะ! ผ่านไปสองชั่วโมงหลังจากที่ผมร้องห้ามเสียงยาน ชุดเด็กก็มาส่งถึงหน้าบ้าน ส่วนผมนั้น ได้กลายเป็นหมาหัวเน่าแล้ว



“เธอ อันนี้ของเธอ” ธนูว่ายื่นชุดส่งมาให้ “เปลี่ยนเลย”



“ยังไม่อาบน้ำเลยนะ” หู้ยย~ ธนูยังไม่ทันตอบอะไรธนูก็ถอดเสื้อตัวเองโชว์มัดกล้ามลายสวย ก่อนจะสวมเสื้อแล้วดึงฮู้ดขึ้นมาสวมที่หัว



เพนกวิน?



ผมคลี่เสื้อตัวเองออกดู มันคือเพนกวินเช่นเดียวกัน ต่างกันตรงที่ ฮู้ดผมมีโบว์สีแดง ผมเงยหน้าขึ้นมองธนูที่สวมชุดให้น้องขนมปัง



โอ๊ยยยยยยยยยย! เพนกวินน้อย น่ารักฉิบหาย ผมหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพหลายช็อต ส่งไปให้ไอ้ชีสดูความเห่อหลานของธนู



“เธอไปเปลี่ยนชุดสิถ่ายรูปกัน” ธนูว่า



ผมเดินกลับเข้ามาในห้องก่อนจะเปลี่ยนชุดตามที่ธนูบอก ผมไม่กล้าเดินออกไปเพราะรู้สึกเขินที่ต้องทำอะไรแบบนี้ ผมไม่ได้อาย แต่แค่รู้สึกแปลกๆ



ธนูอุ้มขนมปังเข้ามาในห้องเพราะเห็นว่าผมไม่ออกไปสักที



“เธอทำอะไร” เขาใช้สายตากวาดมองผมตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า “น่ารัก...”



“อะไรของคุณ” ผมว่า ก่อนจะอุ้มหลานเอาไว้



ธนูใช้มือปิดตาขนมปัง ก่อนจะคว้าท้ายทอยผมเข้าไปใกล้แล้วกดจูบลงมาอย่างแผ่วเบา ใบหน้าของผมร้อนผ่าว ไม่บอกก็พอรู้ว่ามันต้องขึ้นแดงจัดแค่ไหน



“เสียดายจังมีหลานอยู่ด้วย” ธนูว่า



“อะแฮ่ม!” เสียงกระแอมทำผมสองคนสะดุ้งหันกลับไปมองที่ประตู “แต่งตัวอะไรกัน ปาร์ตี้สวนสัตว์เหรอ” กุญแจว่า เชี่ยเข้ามาตอนไหนวะ



“กวิน กวิน” เสียงเด็กตัวน้อยว่า



“โซ่มึงไปขโมยเด็กที่ไหนมาวะ”



เวรเถอะ!



“ลูกเพื่อนกูมันฝากเลี้ยง”



“เออ ไม่มีอะไร กูแค่จะแวะมาบอกว่า จะไม่อยู่บ้านสามสี่วัน มีสอบพวกกูนัดกันอ่านหนังสือ”



“เออๆ”



“จะออกไปไหนก็ล็อกบ้านด้วย ดูไฟ---”



“เออ รู้แล้วววว” ผมร้องห้าม ทุกครั้งที่มันจะออกไปไหน มันจะย้ำแบบนี้เสมอ



“ก็ดี กูไปล่ะ” ว่าจบมันก็เดินผละออกไป



“แดด แดด” น้องขนมปังเอื้อมมือส่งให้ธนู “ดี้ ดี้ มะ มะ” ธนูอุ้มเด็กตัวน้อยเอาไว้ในอ้อมกอด



“คุณสอนเด็กเหรอ”



“แด๊ดดี้ เรียกใหม่สิครับ”



“แดด แดด อั่มๆ” ผมยืนมองธนูคุยกับขนมปัง ท่าทางเขาดูมีความสุขมากตอนที่ได้อยู่กับเด็ก แต่ใจผมกลับรู้สึกหน่วงอย่างบอกไม่ถูก



ผมไม่ได้อิจฉาเด็ก หรือหึงหรอกนะ ผมแค่รู้สึกว่าถ้าผมเป็นผู้หญิง มีลูกให้ธนูได้ มันคงจะดีกว่านี้ พ่อของเขาก็ไม่ต้องสั่งให้เราเลิกกันตั้งแต่แรก



ผมเก็บความรู้สึกทั้งหมดเก็บเอาไว้เพียงคนเดียว เพราะไม่ต้องการให้ธนูรู้สึกอึดอัด และไม่อยากทำตัวงี่เง่าให้เขากังวลใจ เราช่วยกันเลี้ยงขนมปังจนกระทั่งช่วงสองทุ่ม เราก็พาเด็กตัวน้อยเข้านอน



“เลี้ยงเด็กก็เหนื่อยเหมือนกันนะ”



“นั่นสิครับ” ผมว่า



“วันนี้แจไม่อยู่ เราไปอาบน้ำแล้วรีบออกมาทำลูกกันเถอะ” ลมหายใจเขารดที่ต้นคอจนรู้เสียววาบ ฝ่ามือร้อนยังคงล่วงเข้ามาในเสื้อ



“ผมท้องไม่ได้” ผมว่าเสียงเรียบก่อนจะลุกไปหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำ





ผมใช้เวลาอาบน้ำนานกว่าปกติ เพราะมัวแต่คิดอะไรเพลิน พอผมออกจากห้องน้ำธนูก็ใช้ต่อทันที ผมทอดกายลงบนที่นอน พยายามสะบัดความคิดฟุ้งซ่านให้หายไป ไม่นานธนูก็เดินออกมาจากห้องน้ำ แล้วเดินตรงมายังที่นอนทันที เขาเองก็คงจะพอดูออกว่าผมกำลังรู้สึกอย่างไร



“โกรธเหรอ ฉันขอโทษ”



“ไม่ได้โกรธครับ”



“ไม่จริง เธอกำลังคิดมากใช่ไหม”



“...”



“ฉันชอบเด็ก ไม่ได้หมายความว่าฉันอยากมีลูกสักหน่อยนี่”



“ผมรู้สึกแย่ที่ยังไงไม่รู้ ถ้าผมเป็นผู้หญิง คุณอาจจะมีความสุขมากกว่านี้ก็ได้” ผมว่าตามที่คิด



“มองหน้าฉัน” ธนูว่า ผมหันหน้ามานอนหงาย เพื่อมองหน้าของธนูให้เต็มตา “แค่มีเธอฉันก็มีความสุข ชีวิตฉันไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”



“จริงเหรอครับ”



“การที่ฉันอยู่ตรงนี้เป็นคำตอบได้ดีกว่าคำพูดอีกนะ” สิ้นสุดประโยค ริมฝีปากนุ่มก็กดลงมาก่อนที่ธนูจะใช้ลิ้นร้อนเพื่อเปิดปากผมออก แล้วสอดลิ้นเข้ามาตวัดพันเกี่ยว



เสียงความฉ่ำแฉะทำให้เกิดเสียงจ๊วบจ๊าบหยาบโลน เสื้อถูกถกขึ้น ฝ่ามือหนาลูบไล้จนทั่ว ก่อนที่สมองจะเริ่มขาวโพลน ช่องท้องวูบหวิวเหมือนมีผีเสื้อบินอยู่



“แง้~~~~~~~~” ร่างกายกระตุกเฮือกเมื่อได้ยินเสียงเด็กน้อยร้อง



ผมรีบลุกจากเตียง ช้อนตัวน้องขนมปังขึ้นกอดเอาไว้ เสียงร้องดังอยู่ตลอดไม่หยุด ผมตัดสินใจเอาผ้าคลุมหัวน้องขนมปัง แล้วพาออกมาเดินเล่นหน้าบ้าน ธนูเองก็ออกมาเป็นเพื่อน



หลังจากที่ผมโดนจับครั้งนั้น ธนูก็ไม่เคยปล่อยให้ผมออกไปไหนคนเดียวอีกเลย



“น้องหลับแล้ว” ธนูก้มมองนาฬิกา “เที่ยงคืนแล้วเราเองก็นอนกันเถอะ” ผมพยักหน้ารับ



หลังจากส่งน้องขนมปังเข้านอน ผมก็พาตัวเองกลับมาที่ห้อง ไม่มีการสานต่อเรื่องที่ทำค้างไว้ เพราะต่างคนต่างง่วงงุน นี้ขนาดเพิ่งผ่านไปคืนแรกแท้ๆ ผมกับธนูก็ร่างแทบแหลก





“แง้~~ ฮือออ...” เสียงน้องขนมปังดังขึ้นมาผมลุกจากเตียงด้วยความงัวเงีย



“ร้องทำไมครับ” ผมว่าทั้งที่ยังไม่ลืมตา



“แง้~~ ฮือออ...”



“โอ๋ๆ ไม่ร้องนะครับ” อุ้มเด็กตัวน้อยขึ้นมากอดเอาไว้ สายตากำลังพยายามปรับโฟกัส นาฬิกาแขวนผนังบอกเวลาหกโมงเช้า!



ชีวิตไม่เคยต้องตื่นเช้า ให้ตายเถอะ ผมเดินกลับเข้าไปในครัวชงนมให้ขนมปังกิน แล้วจึงอุ้มขึ้นตบหลังเบาๆ ไม่นานธนูก็ตื่นขึ้น



“เธอตื่นเช้าจัง”



“น้องร้องน่ะ กลัวคุณตื่นเลยลุกมาดู เดี๋ยวสักพักผมจะเอาน้องไปอาบน้ำ” ผมว่า



“งั้นเดี๋ยวฉันเตรียมน้ำอุ่นให้”



“ขอบคุณครับ”



ผมพาน้องขนมปังเดินเล่นอยู่หน้าบ้าน น้องเก่งมาก เริ่มพูดได้แล้วแต่เป็นคำสั้นๆ



“น้ำอุ่นได้แล้วนะ” ธนูเดินออกมาตาม



ผมเดินกลับเข้าไปในบ้าน ก่อนจะจัดการถอดเสื้อผ้าของน้องขนมปังออก แล้วเดินตรงไปยังห้องน้ำ ธนูกำลังเอาเป็ดสีเหลืองลอยจนเต็มอ่าง



“คุณสั่งมาด้วยเหรอ”



“อืม น่ารักไหม” ว่าจบธนูก็บีบเป็ดจนเสียงดัง น้องขนมปังหัวเราะอย่างชอบใจ



“เหมือนพ่อแม่ลูกเลยเนอะ” ผมว่า



“นั้นสิ” ธนูว่า หันหน้าไปคุยกับขนมปัง “ขนมปังครับ คนนี้ใคร” ธนูชี้นิ้วเข้าตัวเอง



“แดด แดด”



“แล้วคนนี้ละ” ธนูชี้นิ้วมาทางผม



“มี มี”



“น่ารักจังเลยอยากได้อะไรบอกแด๊ดสิ”



“กวิน กวิน”



“แล้วมี้ละอยากได้อะไร” เขาหันมาถามผม



“แด๊ดดี้ไงครับ” ผมตอบสั้นๆ เพราะรู้ว่าธนูทำอะไรผมไม่ได้



“เอาน้องไปฝากไว้กับศรได้ไหมน้า อยากกินมี้จังครับ”



ผมหัวเราะในลำคอ เพราะสีหน้าของธนูไม่ได้พูดเล่น เราอาบน้ำให้น้องขนมปังเสร็จในเวลาต่อมา วันนี้ธนูชวนออกไปซื้อของเข้าบ้านด้วย ผมเองก็ไม่ได้ขัดอะไร





ช่วงเที่ยงเราออกมาซื้อของโชคดีที่ในตะกร้าที่ชีสให้มา มีกระเป๋าอุ้มเด็กติดมาด้วย ธนูอาสาอุ้ม ผมก็ตามใจเข้าเหมือนอย่างเคย



“เธอเอาอันนี้ด้วยสิ ฉันอยากกิน” ธนูว่า



“ครับบอส” ไม่ได้เรียกเขาว่าบอสนานแค่ไหนแล้วนะ



เขายิ้มรับ ก่อนจะเดินเลือกของอย่างอื่นต่อ



“โซ่” ผมหันหน้าไปตามเสียงเรียก



พี่สมรักษ์...



“อ้าวพี่ ไม่เจอกันนานเลย”



“นั่นสิ พี่ไปหาที่บ้าน กุญแจก็บอกว่าโซ่ไม่ได้อยู่บ้านแล้ว พี่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้”



“ผมสบายดีครับ” ผมว่า คุยกันอยู่สักพัก ผมก็รู้สึกหนักที่ไหล่ แขนแกร่งของธนูที่กำลังพาดลงมาจนรู้สึกได้



“ขอโทษทีนะครับ ผมขอตัวโซ่ก่อน” ธนูว่า



“คุณเป็นใคร!?” พี่สมรักษ์ขมวดคิ้วเข้าหากัน จ้องธนูไม่ละสายตา



เกิดมาหน้าตาดีก็เหนื่อยหน่อย เฮ้อ~



“แดด มี มี” เสียงเด็กตัวน้อยในที่อยู่กับธนูว่าขึ้น ยื่นมือราวกับต้องการให้ผมอุ้ม



“...”



“...”



เชี่ยย! เดดแอร์



“พี่สมรักษ์ นี่ธนูครับ” ธนูจ้องผมเขม็ง “แฟนผมเอง” ผมว่าต่อ ธนูฉีกยิ้มกว้างอย่างผู้ชนะ



“แฟน?”



“เอ่อ ครับ”



“อ๋อ พี่เข้าใจแล้ว” พี่สมรักษ์พยักหน้ารับ “งั้นพี่ขอตัวก่อนนะ”



“ไว้เจอกันใหม่ครับ”



หลังจากพี่สมรักษ์เดินห่างออกไป ธนูก็เตรียมแยกเขี้ยวใส่ผม โชคดีที่ขนมปังช่วยชีวิตไว้ เราใช่เวลาเดินกันต่อไม่นานก็พากันกลับมายังบ้าน



ผมปล่อยให้ธนูจัดการดูขนมปัง ส่วนผมก็จัดการเก็บของเข้าตู้ ก่อนจะเริ่มทำอาหาร วันทั้งวันธนูง่วนอยู่กับน้องขนมปัง ส่วนผมก็เข้ามานอนเพราะเมื่อเช้าตื่นเร็วกว่าที่เคย



การเลี้ยงเด็กคนหนึ่งได้ไม่ง่ายเลย เหนื่อยมาก ร่างแทบพัง ช่วงดึกน้องขนมปังก็ร้องหนึ่งรอบ กว่าจะนอนก็เกือบตีสอง ไม่ต้องสืบธนูนอนตายก่อนผมเพราะทั้งวันเขาอยู่กับเด็ก



นับถือเลยไอ้ชีสกับแยมเก่งมาก เลี้ยงลูกทั้งที่ตัวเองก็มีงานทั้งวัน ขนาดผมต้องเลี้ยงแค่สองวันยังแทบร่างแหลก เหนื่อยสายตัวแทบขาด นอนดึกตื่นเช้า อะไรที่ไม่เคยทำก็ได้เคย



อดทนอีกนิดพรุ่งนี้ชีสก็กลับมาแล้ว เราจะได้อิสระคืนมา...













**กำลังทยอยแก้คำผิดนะฮ่าฟ

ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0


-28-

บทส่งท้าย




“บ๊ายบายพี่โซ่กับลุงธนูก่อนเร็วลูก”



“แดด มี้ มี้” เด็กตัวน้อยโบกมือไปมา ยิ้มจนเห็นฟันกระต่าย ส่วนพ่อยืนงงเพราะลูกมันเรียกผมกับธนูว่า แดด มี้



“ขอบคุณมานะมึง”



“เออกลับกันดีๆ”



ผมเดินออกมาส่งน้องขนมปังที่หน้าบ้านกับธนู วันนี้ชีสมารับช่วงค่ำ หลังจากที่ชีสพาลูกกลับไป ผมก็สังเกตเห็นว่าธนูน้ำตาซึม



“คุณเป็นอะไร” ผมว่า



“เปล่า...”



“ผมเห็นนะว่าคุณน้ำตาซึม”



“ฉันแค่...” เขาก้มหน้างุดต่ำลง



“เดี๋ยวว่างๆ ผมพาไปเล่นกับน้องใหม่เนอะแด๊ดดี้~” ผมว่าลากเสียงยาว



“ฉันไม่ได้เศร้าที่น้องกลับ ฉันดีใจ” อ้าวคดีพลิก! “โคตรเหนื่อยเลยเธอ ฮือออ” โธ่ น้ำตาลูกผู้ชาย ผมได้แต่กอดปลอบธนู



ไอ้เราก็นึกว่าคิดถึง ที่แท้ดีใจ แต่มันก็เหนื่อยจริงๆ นั่นแหละ แค่ได้ลองเลี้ยงไม่กี่วัน ผมก็อยากวิ่งไปกราบเท้าพ่อกับแม่เลย รู้ซึ้งถึงสชาติความเป็นพ่อเป็นแม่คน



“วันนี้เรานอนกันเร็วหน่อยนะ พรุ่งนี้เช้าฉันให้จอสมารับ”



“จะไปไหนเหรอครับ”



“ถึงก็รู้เอง” ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะสาวเท้าเข้าห้องน้ำจัดการธุระของตัวเองจนเสร็จ ธนูเองก็ใช้ต่อทันที ไม่นานเขาก็ออกมา จัดการเดินไล่ปิดไฟในห้องเอง แล้วกลับมานอน เขาทำทุกอย่างเหมือนเมื่อก่อนที่ผมทำ ตอนนี้เขาไม่ต่างอะไรจากเจ้าของบ้าน ทุกซอกทุกมุม หลับตาเดินยังได้



คืนนี้ไม่มีอะไรมากเกินกว่าจูบฝันดีที่ธนูทำเป็นประจำ แล้วก็นอนกอดกันใต้ผ้าห่ม



“ธนูคุณหลับหรือยัง” ผมว่าท่ากลางความมืด



“ยัง เธออยากทำเหรอ”



“คุณก็วกเข้าเรื่องทะลึ่งตลอด”



“ฮ่าๆ ก็เผื่อได้ไง” เอาจริงผมไม่ติดนะ นี่ก็สามวันแล้วที่เราไม่ได้จู๋จี๋กัน แต่เดี๋ยวก่อนโซ่นั้นไม่ใช่ประเด็น



“คือผมแค่จะถามว่า คุณจะอยู่ที่นี่อีกนานไหม”



“ทำไม อยากให้ฉันรีบย้ายออกเหรอ”



“เปล่า ผมแค่สงสัยเห็นคุณมาอยู่ที่นี่นาน”



“ไม่รู้สิ อาจจะเร็วๆ นี้มั้ง”



“อืม” ผมไม่กล้าถามต่อ ใจอยากให้เขาออกปากชวน ถ้าพูดออกไปเอง จะดูเสนอตัวไปหรือเปล่านะ



“เธอรีบนอนเถอะ ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจไม่นอนแล้วทำอย่างอื่นแทน”



“ครับ” ผมรีบรับคำเพราะธนูไม่เคยพูดเล่น ยิ่งถ้าเรื่องอย่างว่าแล้วด้วย เครื่องฟิต สตาร์ทติดง่าย



หลังจากที่เหน็ดเหนื่อย นอนดึกตื่นเช้ากันมาหลายวัน ใช้เวลาไม่นานเราทั้งคู่ก็เข้าสู่ภวังค์หลับใหล ในอ้อมกอดอุ่นๆ





นาฬิกาปลุกบอกเวลา แต่เมื่อลุกขึ้นมากลับไม่เป็นอย่างที่คิด เชี่ยเกือบเที่ยง แล้วเสียงนาฬิกาปลุกที่ว่าก็เป็นพี่จอสที่โทรมาเป็นสิบสาย



ผมกดรับสายทันที



“ครับพี่”



[ยังไม่ตื่นเหรอ นี่พี่กำลังจะปีนบ้านเข้าไปกันอยู่แล้ว]



“ขอโทษครับเดี๋ยวผมปลุกธนู แล้วจะรีบออกไป”



[โอเค]



ผมกดตัดสายทันที ก่อนจะหันไปปลุกธนูที่กำลังหลับอย่างสบายใจ



“คุณตื่นได้แล้ว ไหนบอกว่าวันนี้ตื่นเช้าไง”



“ฉันขออีกห้านาที” ตั้งแต่ที่ธนูไม่ต้องไปทำงาน เขาก็ขี้เซาขึ้นเป็นกอง



“คุณจะพาผมไปไหนจำไม่ได้หรือไง สรุปไม่ไปใช่ไหมผมจะได้ออกไปบอกพี่จอส” ผมว่าติดอารมณ์เสีย



ดวงตาทั้งสองเบิกโพลง ดีดตัวลุกขึ้นอัตโนมัติ “กี่โมงนะ!”



“จะเที่ยงแล้วครับ พี่จอสมารอแล้ว”



“งั้นฉันอาบน้ำก่อน”



“อาบพร้อมกันเลยก็ได้ครับ” ผมว่า



“ฮันแน่~” จะบ้าตายรีบขนาดนี้ยังจะมีอารมณ์มาเล่นอีก



ผมหันไปขึงตาใส่ จนเขารีบลุกจากเตียงตรงไปยังห้องน้ำทันที



ผมเลือกเสื้อผ้าเรียบง่ายอย่างเสื้อยืดสีพื้น กับกางเกงขาสั้น ต่างจากธนู ที่เขาเลือกสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน กับกางเกงสแล็ค หรือผมควรเปลี่ยนดีวะ



“คุณแต่งตัวเวอร์ไปปะ”



“ก็ไม่นะ”



“แล้วผมต้องเปลี่ยนชุดหรือเปล่าครับ จะได้เข้ากับคุณ”



“ชุดนี้ก็ได้น่ารักแล้ว” น่ารักตรงไหนฟะ โคตรธรรมดาเลย คนทั่วไปก็ใส่กัน



เราออกมายังหน้าบ้านที่มีรถตู้จอดรออยู่ก่อนแล้ว พี่จอสหนีบพี่ไม้มาด้วย ผมแทรกตัวเข้าไปในรถ ไม่รู้ว่าธนูจะพาผมไปไหน คงจะไม่ได้หลอกผมไปถ่วงทะเลหรอกใช่ไหม



“เราจะไปไหนกันครับ” ผมว่า ก็รู้แหละว่าธนูคงไม่บอก แต่ผมก็เลือกที่จะถาม



“ถึงแล้วเธอก็เห็นเองนั่นแหละ”



หลังจากจบประโยคเราก็ไม่ได้คุยไรกันอีก ผมเผลอหลับไปนิดหน่อยช่วงที่รถติด ธนูเองก็เขี่ยไอเพดดูหุ้นหรืออะไรสักอย่างนั่นแหละ ตัวเลขเต็มไปหมด ผมไม่รู้เรื่องกับเขาหรอก



ไม่นานรถตู้ก็จอดเทียบในลานจอดรถในโซนวีไอพีของคอนโดฯ เดาว่าคงมาตรวจโครงการเหมือนอย่างเคย เดินเข้ามาแค่ล็อบบี้ก็สัมผัสถึงกลิ่นอายคนรวย หรูหรามาเห่าตั้งแต่ทางเข้า พื้นกระเบื้องสีขาวใสจนเห็นเงาตัวเอง



“เรามาหาใครเหรอครับ”



“อดทนอีกหน่อยใกล้ถึงแล้ว”



ใกล้กับผีนะซิ ผมเห็นพี่จอสใช้คีย์การ์ดแตะลิฟต์ ตัวเลขขึ้นว่าชั้นสี่สิบ ผมไม่ถามต่อเพราะถามไปก็คงไม่ได้คำตอบอะไร



ไม่นานลิฟต์ตัวใหญ่ก็หยุดเมื่อถึงชั้นที่ต้องการ เท้าก้าวออกมาจากตัวลิฟต์สิ่งแรกที่เห็นเด่นสะดุดตาเลยคือพรมสีแดงสดปูเป็นทาง ทอดยาวออกไป ทั้งชั้นมีเพียงแค่ห้องเดียว



ธนูหยิบคีย์การ์ดออกจากกระเป๋าสตางค์ เพื่อใช้แตะเปิดประตู



ทันทีที่ประตูเปิดออก สายผมกวาดมองรอบห้องที่ตกแต่งอย่างสวยงาม มันกว้างจนรู้สึกหวิวไปหมด ม่านบางสีขาวปลิวลมเพราะเปิดหน้าต่างไว้ ทำให้เห็นว่าเราอยู่บนชั้นบนสุด เท้าสาวออกไปยังจุดที่ลมพัดเข้ามา สระว่ายน้ำขนาดกลางบนชั้นลอย มีเก้าอี้ไม้อยู่สองตัวตั้งอยู่ มีสวนเล็กๆ อยู่ถัดมา สายตาถอดมองออกไปมองเห็นกรุงเทพฯ แทบทั้งเมืองเลยละมั้ง



ผมเดินกลับเข้ามาห้อง ธนูยืนรออยู่ก่อนแล้ว



“คืออะไรครับ?”



“ห้องของเราสองคนไง” ผมอึ้งไปนิดหน่อย มันคงจะแพงมากแน่ๆ “สวยไหม”



“สวยครับ สวยมากเลยแต่ว่า...”



“...”



“มันต้องแพงมากเลยใช่ไหม ผมไม่มีเงินช่วยคุณออกขนาดนั้นหรอกนะ”



“ฉันขายบ้านหลังนั้นแล้ว”



“...” ผมนิ่งเงียบเพราะไม่คิดว่าธนูจะยอมขายบ้านที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นความทรงจำของเขา



“ฉันไม่ให้เธอจ่ายด้วยเงินเธอหรอกนะ”



“แล้วคุณอยากได้อะไร ผมงั้นเหรอ?” ผมว่าก่อนดักมุขของธนู



“เธอฉันได้แล้ว แต่มีอีกอย่างที่ฉันอยากได้”



“...?” เอียงคอมองด้วยความสงสัย ที่ให้ไปก็ทั้งหมดของผมแล้ว



“ฉันอยากได้ทั้งชีวิตของเธอ อยู่กับฉันนะ”



“...” ผมนิ่งเงียบกับคำตอบของธนู หัวใจเต้นเร็วจนรู้สึกเหนื่อย มันเหนือกว่าคำที่เขาบอกว่ารัก สิ่งที่เขาพูดออกมามันไม่ต่างอะไรจากการขอแต่งงานด้วยซ้ำ



“เธออย่าเงียบสิ ฉันใจคอไม่ดีนะ” ธนูว่า กลั้วหัวเราะในลำคอเบาๆ



ผมฉีกยิ้มกว้างมองคนตรงหน้านิ่ง ใบหน้าของเขา น้ำเสียงของเขาไม่ต่างจากวันแรกที่ผมเจอ วันที่เขาบังคับให้ผมตอบตกลงเป็นแฟน เป็นวันที่ผมรู้สึกอีหยังวะกับตัวเองมาตลอด แต่วันนี้ผมรู้แล้วว่าผมตัดสินใจไม่ผิดเลย



ผมรู้แล้วว่าทั้งชีวิตผมควรยกให้ใคร...



“ผมยกให้คุณทั้งหมดนั่นแหละครับ” เขย่งปลายเท้าเพียงนิดเดียวริมฝีปากเราก็ประกบกัน



เป็นจูบสัมผัสเบาๆ เขาอยู่ตรงนี้แล้ว เจ้าของหัวใจของผม...



“เราเดินดูบ้านกันเถอะ” ธนูว่า



ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินสำรวจบ้านจนทั่ว มันกว้างมาก โชคดีที่ธนูจ้างแม่บ้าน ไม่อยากคิดถึงตอนที่ตัวเองต้องทำความสะอาดบ้าน น้ำหนักคงลดวันละกิโลฯ



ผมชอบห้องนอนที่สุดเพราะมันมีโซนที่ธนูทำเอาไว้ให้ผม มันเป็นมุมที่เต็มไปด้วย ชุดอุปกรณ์เกมเมอร์ทั้งเซทใหญ่ ทั้งคอมพิวเตอร์สเปคเทพ เก้าอี้ โต๊ะ แป้น เมาส์ หูฟังฯ ผมล่ะช๊อบชอบบบ ถูกใจฝุดๆ



“วันมะรื่น เป็นงานเปิดตัวบริษัทใหม่ ผมอยากให้คุณไปนะ”



“ผมต้องไปอยู่แล้ว ผมจะอยู่กับคุณทุกช่วงเวลาเลยล่ะ”



“จนแก่เลยนะ” ธนูว่า



“ได้สิครับ จนแก่ไปเลย” ผมชอบคำว่าจนแก่ของเขาจัง มันเหมือนเขากำลังจะบอกว่าหลังจากนี้จะมีแค่เราสองคน เวลาต่อจากนี้ไปจะเป็นของผมคนเดียว



“เรามาฉลองห้องใหม่กันเถอะ” ธนูลากปลายนิ้วเรียวที่หลังมืออย่างแผ่วเบา แค่มองตาผมก็รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร ผมชันตัวขึ้นโน้มหน้าเข้าไปกดจูบที่ริมฝีปากบางหยัก แล้วนั่งคร่อมลงบนตัก



“อย่าให้ห้องใหม่เลอะนะครับ” ผมว่ายิ้มๆ ก่อนจะทิ้งสะโพกลงตรงจุดแข็งขึงดุดันกางเกงออกมา



“ไม่รู้สิ อยากรู้เหมือนกันว่าเตียงใหม่จะแข็งแรงหรือเปล่า” สิ้นสุดประโยค ผมก็ถูกอุ้มขึ้นจนลอยวืดจากโซฟา ตรงเข้าไปยังห้องนอน



คงไม่ต้องเล่าต่อว่าจะเกิดอะไรต่อจากนี้ เพราะมันคือบทรักที่กำลังเริ่ม และไม่รู้ว่าจะจบตอนไหน...





“ยินดีด้วยนะครับ” ผมได้ยินคำนี้ประมาณล้านรอบได้แล้วมั้ง งานเปิดตัวบริษัทใหม่ของธนูเป็นไปอย่างราบรื่น หนึ่งในนั้นก็มีบริษัทของศรเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย นักข่าวก็มาร่วมทำข่าวกันอย่างแน่นขนัดตา กดชัตเตอร์กันรัวๆ จนตาผมแทบบอด



แต่แล้วทุกคนก็ต้องหันไปมอง เมื่อผู้ชายดูมีอายุคุ้นตาเดินเข้ามาพร้อมกับดอกไม้ช่อใหญ่ในมือ พ่อของธนูมาร่วมงานด้วย นักข่าวต่างกดชัตเตอร์รัวกระหน่ำกว่าเดิม



“ยินดีด้วยนะธนู” พ่อว่ายื่นช่อดอกไม้ให้ ธนูรับก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง “แกโตขึ้นมากเลยนะ ฉันภูมิใจในตัวแกที่สุด” คราวนี้เป็นผมเองที่ยิ้มออกมา ผมรู้ว่าธนูรอฟังคำนี้มานานแค่ไหน



วันนี้เขาได้พิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่เขาพยายามทำมาทั้งหมดไม่สูญเปล่า...



“ต้องขอบคุณโซ่มากกว่า ทั้งหมดที่ผมทำก็เพราะมีเขาคอยให้กำลังใจ” เราประสานสายตาให้กัน ก่อนจะหลุดยิ้มออกมา แขนแกร่งถูกเหวี่ยงขึ้นมาโอบไหล่ผมไว้



“ขอบคุณนะที่รักลูกพ่อ”



“ขอบคุณนะครับ ที่ให้เรารักกัน” ผมว่า



“คุยอะไรกัน” ศรที่เพิ่งให้สัมภาษณ์เสร็จเดินเข้ามาทัก



“ขอถ่ายรูปหน่อยค่ะ” ยังไม่ทันได้ตอบศร ช่างภาพก็เดินเข้ามาขัดจังหวะ แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธหรือหงุดหงิด ยืนหันหน้าเรียงกันเพื่อถ่ายภาพ ในนั้นมีผมร่วมอยู่ในเฟรมด้วย ผมไม่คิดเลยว่าตัวเองจะได้มาอยู่ในจุดนี้







งานจบลงในเวลาต่อมา วันนี้เล่นเอาเหนื่อยจนร่างแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่ที่พังแน่ๆ คือตาผมนี้แหละ รับแสงแฟลชสาดจนตาแทบบอดอยู่รอมร่อ



“ธนู ฉันกับพ่อจะไปฉลองไปด้วยกันไหม” ศรว่า



“ไม่ล่ะ ฉันมีธุระต่อ” ว่าจบเราก็แยกย้ายกันตรงลานจอดรถ



เราตรงกลับมายังคอนโดฯ ทันที ธนูเลือกคอนโดที่ไม่ห่างจากบริษัทมากนัก และคอนโดฯ ก็ยังเป็นโครงการของบริษัทพ่อเขา



“ท่านประธานครับ เราจะไม่ไปฉลองกับพ่อเหรอ” ผมว่า



“ไม่ล่ะ ฉันสั่งไม้เตรียมไวน์ฉลองกับเธอที่ห้องแล้ว”



“จะไม่น่าเกลียดเหรอครับ หนีมาฉลองกันสองคน”



“ไว้ครั้งหน้าค่อยฉลองก็ได้นี่ วันนี้ฉันอยากอยู่กับเธอ”



“ครับๆ”



ระหว่างทางที่รถติด ผมหยิบมือถือขึ้นมาเขี่ยเล่นเพื่อฆ่าเวลา ข่าวงานเปิดตัวบริษัทของศรเต็มฟีดไปหมด ผมอ่านไปยิ้มไปด้วยความภาคภูมิใจ



กดเลื่อนอ่านเรื่อยๆ ก็เห็นหน้าตัวเองแปะอยู่ในนั้น ทำไมผมดูเตี้ยที่สุดเลยวะ



ติ้ง!



และเสียงแจ้งเตือนจากกลุ่มเพื่อนก็ดังขึ้น ผมรีบกดเข้าไปดูอย่างไวว่อง



สามีแห่งชาติ (แยม)

ยังไงครับเปิดตัวเหรอ

*ลิงค์ข่าวบันเทิง*



เปิดตัวอะไรวะ ผมกดเข้าไปที่ลิงค์ข่าวที่เพื่อนผมส่งมา พาดหัวข่าวทำผมหลุดหันไปมองธนูที่กำลังนั่งเช็คหุ้นอยู่...



สาวๆ เกียมใจพังหนุ่มใหญ่เปิดตัวมีคนรู้ใจ ที่สำคัญเป็นผู้ชายด้วยค่าเพื่อนสาว เจ้าตัวไม่บอกว่าเป็นใคร แต่ชาวเราก็คาดเดากันไปต่างๆ นานา แต่วันนี้ไม่ต้องสืบให้ใจเจ็บ เพราะวันนี้เราไปตามเก็บภาพบรรยากาศมาให้ชม



 ทายสิใครไม่เข้าพวก... เดาว่าคงเป็นคนของใจของหนุ่มธนูไม่ผิดแน่ เพราะเมื่อนักข่าวขอถ่ายรูปครอบครับ คุณธนูสุดหล่อของชาวเรา ก็คว้าตัวเขาคนนี้มายืนใกล้ พร้อมกับโอบไหล่แสดงความเป็นเจ้าของ ไม่ไหวแล้วแม่...



ผมเลื่อนลงมาเลื่อยๆ ในนั้นมีรูปผมกับธนูตอนที่อยู่ด้วยกันเต็มไปหมด



"คุณ..."



"หืมมม" ธนูขานรับแต่ก็ยังไม่ละสายตาจากไอเพด



"คุณให้สัมฯ เรื่องแฟนด้วยเหรอ"



"ใช่ ทำไม"



"คุณไม่กลัวคนรู้เหรอครับ ว่าคบผู้ชาย"



"ฉันไม่สน เธอไม่โอเคเหรอ"



"..."



"ฉันไม่ได้บอกว่าเป็นใคร เผื่อเธออยากได้ความเป็นส่วนตัว"



"ผมเปล่าไม่โอเค แต่ผมโอเคมากๆ เลยต่างหาก" ว่าจบ ธนูก็ดึงหัวผมเข้าไปจูบ



ผมไม่คิดว่าเขาจะกล้าป่าวประกาศว่ามีแฟนเป็นผู้ชาย เพราะฟังจากที่พ่อธนูว่าวันนั้นก็พอเข้าใจ มันเป็นเรื่องของความหน้าเชื่อถือ ธนูเองก็มีหน้ามีตาทางสังคม แต่ไม่ว่าอะไรก็ตามผมจะเป็นตัวเลือกแรกของธนูเสมอ





ใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาที รถก็มาถึงคอนโดฯ เราตรงขึ้นมายังห้องทันที พี่ไม้กำลังจัดโต๊ะทานอาหารไว้ข้างนอก มีไฟประดับอย่างสวยงาม



“เธอไปรอฉันที่โต๊ะก่อน เดี๋ยวฉันตามไป”



“ครับ”



ผมเดินออกมาด้านนอก ที่ริมสระน้ำ สายตามองทอดยาวออกไป บรรยากาศมันคุ้น ยามเมื่อลมพัดเอื่อยๆ กระทบผิวหน้า ทำให้หวนนึกถึงวันที่ผมเดทกับธนูครั้งแรก เขาเคยถามผมว่า อยากได้คอนโดที่เห็นวิวแบบนั้นไหม และวันนี้เขาก็ทำอย่างที่พูดไว้



“มองอะไรอยู่คะ” เสียงจากด้านหลังทำให้ผมหันกลับไปมอง ธนูเดินมาพร้อมกับแก้วไวน์ทรงสวย “ของเธอเป็นน้ำผลไม้” เขารู้ว่าผมไม่ชอบดื่มไวน์



“ขอบคุณครับ” ผมรับแก้วไว้ในมือ



“แล้วมองอะไร ยังไม่ตอบฉันเลยนะ”



“คุณก็ลองมองดูสิครับ มันสวยมาก” ผมว่า หันหลังกลับไปดื่มด่ำกับบรรยากาศตรงหน้าต่อ



“สวยนะ แต่ก็ไม่เท่าดวงตาคู่นี้หรอก”



“เลียนมากครับทาประธาน”



“ฉันมีความสุขที่สุดเลย เธอรู้ไหม” ธนูว่าพลางเอาคางวางลงที่ลาดไหล่ แขนข้างหนึ่งกอดเอวเอาไว้หลวมๆ



“ผมก็มีความสุขครับ”



“วันนี้เล่นเกมด้วยกันไหม เราไม่ได้เล่นนานแล้วนะ”



“คุณไม่อยากพักหรือไง ผมเหนื่อยจะแย่” ธนูหยัดตัวขึ้น ริมฝีปากเขากดลงมาที่ศีรษะไม่แรงไม่เบา



“เล่นแค่แป๊บเดี๋ยว”



“ก็ได้ครับ” ผมรับคำ



เราเดินกลับมานั่งทานอาหารที่ถูกเตรียมเอาไว้จนอิ่ม ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้อง ผมเปิดคอมพิวเตอร์ฯ ของตัวเอง ธนูก็เช่นกัน ในคอมพิวเตอร์ถูกติดตั้งเกมเอาไว้แล้ว



ผมกดใส่พาสเวิร์ดอย่างเคยชิน



เราคือเบล ล็อกอินแล้ว



ภาพวันเก่าไหลเข้ามาเมื่อผมกดเข้ามาในเกม ชื่อประหลาดๆ ที่ธนูตั้งเอาไว้คู่กัน ผมรอสักพักก็ยังไม่เห็นชื่อของ หวัดดีเบล เข้าเกมสักที



“คุณเข้าเกมหรือยัง” ผมถามเพราะตอนนี้ก็เริ่มดึกมากแล้ว



“ฉันสมัครตัวใหม่น่ะ ตัวนั้นจำรหัสไม่ได้ รับแอดด้วย ฉันกำลังขอไป”



“ครับ” ผมตอบรับ



นั่งรอสักพัก การแจ้งเตือนก็เด้งเข้ามาที่หน้าจอ ผมกดเข้าไปช่องเพิ่มเพื่อน แต่สิ่งที่ผมเห็นก็ทำให้หัวใจผมสั่นสะท้าน แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง



“ถ้าเธอตอบว่าไม่ ฉันคงเสียใจไปทั้งชีวิต” ผมมัวแต่ตะลึงจนไม่รู้ว่าธนูมายืนอยู่ข้างหลังผมตั้งแต่เมื่อไหร่



จู่ๆ น้ำตาเม็ดใสก็ร่วงลงมาอย่างห้ามอยู่ ผมไม่คิดว่าตัวเองจะมีวันนี้ ไม่เคยคาดหวังว่าคนคนนั้นจะเป็นธนู คำว่า 'จนแก่' ของเขาในวันนั้น คือความจริง



ผมเลื่อนเมาส์กดรับเพื่อนที่เพิ่งแอดเข้ามาอย่างไม่ลังเล





เราคือเบล  เพิ่ม  แต่งงานกันนะ  เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ

.

.

.

THE END



#สายโซ่

#บอสครับผมเป็นมิจ








**กำลังทยอยแก้คำผิดนะฮ่าฟ


ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1079
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0

ออฟไลน์ Vergintomza

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
รักบอส บอสจ๋า

ออฟไลน์ Ggthait

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 4
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
อ่านจบภายในสองวัน สนุกมากเลยครับ ขอบคุณนะครับสำหรับการแต่งรื่องที่ฟีลกู้ดอย่างนี้ :o8:  :o8:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด