❤Cafe to be loved รอคุณ...มารักกัน❤ บทที่ 20 [02-10-21]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ❤Cafe to be loved รอคุณ...มารักกัน❤ บทที่ 20 [02-10-21]  (อ่าน 5845 ครั้ง)

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-2
อ้างถึง
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะ ครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรัก ชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้าม แจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะ ปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของ แต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้าม จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิด เดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม

6.การ พูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอม ให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้าม ลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อ ขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ด นิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยาย ที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง

16.นิยาย เรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วน หรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมด ออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้าม แจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

18.ใคร จะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17

เวปไซต์ แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่าง ประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


Cafe to be loved รอคุณ...มารักกัน❤

#คาเฟ่ทูบีเลิฟ



❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤

สารบัญ
บทนำ
บทที่ 1   บทที่ 2   บทที่ 3
บทที่ 4   บทที่ 5   บทที่ 6
บทที่ 7   บทที่ 8   บทที่ 9
บทที่ 10 บทที่ 11 บทที่ 12
บทที่ 13 บทที่ 14 บทที่ 15
บทที่ 16 บทที่ 17 บทที่ 18
บทที่ 19 บทที่ 20

❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤

แนะนำเรื่อง

ซีล เป็นลูกค้าคนแรกของ Cafe to be loved และได้รับเค้กอีกหนึ่งปอนด์เป็นของขวัญวันเปิดร้าน

แต่เมื่อได้ลิ้มลองเพียงหนึ่งคำ...ก็ตกหลุมรักรสชาตินั้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

เขาจึงอยากเรียนทำเค้กแบบเดียวกัน เพื่อมอบเป็นของขวัญเรียนจบให้รุ่นพี่ที่แอบชอบ

และทางเดียวที่จะได้รสชาติแบบเดียวกัน เขาต้องไปเรียนแบบส่วนตัว

กับปาติซิเย่หน้าดุที่เลี้ยงแมวไว้หนึ่งตัว

แต่พอได้รู้จักกัน...อื้ม เขาใจดีจังเลยนะ!


....................................................................
Inside Love: เปลี่ยนยังไงสุดท้ายก็มึง (นิยาย)
☂เหตุเกิดเพราะชอบคุณ☂(นิยาย)
เลือดหวานของผม (นิยาย)
ฉากรักซ่อนร้าย (นิยาย)


Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-10-2021 19:37:42 โดย janeta »

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-2
บทนำ

ท่ามกลางบรรยากาศวันวาเลนไทน์ 2021 ที่รายล้อมด้วยดอกกุหลาบและเหล่าคู่รักที่เดินผ่านไปมา

ร่างสูงของมาสคอตกระต่ายขาวทิ้งตัวลงนั่งบนฟุตบาตพลางยกใบปลิวขึ้นโบกพัดอย่างหมดแรง ลืมแม้กระทั่งตัวเองสวมหัวกระต่ายด้วยซ้ำ ดังนั้นต่อให้เขาพัดแรงแค่ไหนลมก็ไม่อาจพัดเข้ามาถึงภายในอยู่ดี

“คุณกระต่ายคงร้อนแย่เลย” ใครบางคนยื่นขวดน้ำมาให้เขา “น้ำเย็นๆ ครับ”

กระต่ายขาวเงยหน้ามองคนใจดี แต่เพราะหัวที่หนักเกินไปจึงเห็นเพียงมือขาวที่ถือขวดน้ำอยู่ เขาเผลอยื่นมือที่ถือใบปลิวไปรับ อีกฝ่ายจึงหยิบใบปลิวไปแล้วส่งขวดน้ำให้ทันที พลางอ่านเนื้อหาในใบปลิวนั้นอย่างสนใจ

“คาเฟ่ต์ทูบีเลิฟ ชื่อน่ารักจังเลยนะครับ”

ร่างสูงพยายามลุกขึ้นยืนเพื่อจะได้มองเห็นใบหน้าคนพูด

“เอ๊ะ อยู่แถวนี้เองเหรอ ไว้ผมจะไปอุดหนุนนะครับ”

แต่พอยืนขึ้นเต็มความสูง คนคนนั้นก็หันหลังเดินไปอีกทางเสียแล้ว

ชายหนุ่มถอดหัวกระต่ายออกพลางเสยผมชื้นเหงื่อไปด้านหลัง มองขวดน้ำเย็นเฉียบราวกับเพิ่งซื้อจากร้านสะดวกซื้อข้างๆ นิ้วเรียวแกะแคปซีลฝาขวดน้ำแล้วยกขึ้นดื่มดับกระหาย ความสดชื่นที่เข้ามาเติมเต็มความอ่อนล้าทำให้เขายิ้มออกเป็นครั้งแรกของวัน

ไม่นานนักเหล่าคนที่เดินผ่านไปมาจึงสังเกตเห็นเขาและเดินเข้ามารับใบปลิวกันอย่างเต็มใจ ตรงกันข้ามกับเขาที่ลดเลือนรอยยิ้มลงแล้วยกหัวกระต่ายขึ้นสวมปิดบังใบหน้าทั้งหมดของตนเอง

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-2
บทที่ 1


ห้องเรียนรวมเต็มไปด้วยเหล่านักศึกษากำลังรอเรียนกับอาจารย์ประจำวิชา หลายคนกำลังพูดถึงภาพยนตร์ที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ บางคนพูดถึงวิชาที่ต้องเรียนในคาบถัดไป และบางคนกำลังพูดถึงดาราไอดอลที่ตนชื่นชอบ จนทำให้ห้องเรียนเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยจนฟังไม่ได้ศัพท์

ระหว่างนั้นในที่นั่งหนึ่งท่ามกลางผู้คน ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่นั่งอ่านหนังสือเงียบๆ อยู่คนเดียว เขามีหนังสือวางอยู่สองสามเล่มข้างตัว คั่นทับด้วยใบปลิวสีชมพูพาสเทล

“นี่อะไรน่ะ” เสียงทุ่มเอ่ยถามพลางหยิบใบปลิวแผ่นหนึ่งออกมาจากหนังสือที่คั่นไว้ สายตากวาดมองอยู่ครู่หนึ่งก็ส่งคืนอย่างไม่ใยดี

“ซีล ทำไมนายชอบเก็บอะไรก็ไม่รู้มาคั่นหนังสืออยู่เรื่อย ที่คั่นหนังสืออย่างดีของฉันโยนทิ้งไปไว้ไหนแล้วล่ะ”

ชายหนุ่มที่ยืนโวยวายอยู่นั้นชื่อว่าชัท เป็นเพื่อนสนิทของเขาเอง  เริ่มจากนั่งข้างกันตอนปฐมนิเทศจากนั้นก็นั่งข้างกันมาโดยตลอด เหตุผลเพียงเพราะเลขรหัสนักศึกษาของเราต่อกัน บ้านของชัททำธุรกิจหลายอย่างจึงมีฐานะค่อนข้างดี หลายคนจึงมักเขาหาเขาด้วยสาเหตุนี้ กระทั่งซีลก็ถูกมองเป็นหนึ่งในนั้นไม่ต่างกัน เพราะคนที่ได้รับของขวัญจากชัทมากที่สุดก็คือเขา

“เก็บไว้ที่บ้านน่ะสิ ถ้าหายไปฉันซื้อคืนนายไม่ไหวหรอกนะ” แค่นึกถึงมูลค่าของชิ้นนั้น ชายหนุ่มก็อดถอนหายใจไม่ได้ เพื่อนของเขาคนนี้นอกจากเรื่องใช้เงินสิ้นเปลืองแล้วทุกอย่างล้วนดีหมด

“หายก็ช่างมันสิ ฉันอุตส่าห์สั่งทำจากช่างฝีมือ สุดท้ายเป็นไงนายเอาไปเก็บซะอย่างนั้น ไร้ประโยชน์”

“ก็ของมันแพง...”

“เหอะ” ชัทสะบัดหน้าไปอีกทางแต่ก็ไม่ได้ตีตัวออกห่าง ระหว่างเรียนก็ยังยื่นหนังสือมาถามเขาว่าใช้สูตรแทนค่าอย่างไร ไปๆ มาๆ ก็มานั่งเรียนข้างกัน หายงอนปลิดทิ้ง

“วันนี้ไปส่งไม่ได้นะ แฟนมาหาต้องไปรับเธอที่สนามบิน”

“อื้อ” ซีลพยักหน้าขณะที่มือยังพิมพ์รายงานวิชาเอก อันที่จริงชัทก็ต้องทำด้วยแต่เพราะวันนี้แฟนเขาอุตส่าห์เดินทางมาหา จึงเหลือแค่เขาที่นั่งทำงานกับเพื่อนในกลุ่ม

“จริงๆ นายไม่ต้องไปส่งฉันทุกวันก็ได้ รถเมล์ผ่านหน้าคอนโดก็มีตั้งหลายคัน” เขาบอกเขาด้วยความเกรงใจ จะให้อีกฝ่ายมารับมาส่งทุกวันก็ดูจะเกินไปหน่อย เพราะบ้านเราก็อยู่คนละทาง

“ฉันไม่ไว้ใจให้นายกลับคนเดียว” พูดจบชัทก็เงียบไป นึกถึงวันที่เพื่อนสนิทของเขาถูกกระชากกระเป๋ากลางซอยเมื่อหลายเดือนก่อน แม้คนพวกนั้นจะปล้นทรัพย์ไปไม่ได้ แต่แรงกระชากก็ทำเข่าถลอกเลือดไหลไม่หยุดเลยทีเดียว โชคดีที่ชัทโทรเข้ามาพอดีจึงวนรถมารับไปทำแผลที่โรงพยาบาลได้ทัน ไม่อย่างนั้นเพื่อนของเขาคงเสียเลือดมากจนช็อกตายไปก่อน

“ใครมีรถก็ไปส่งซีลด้วยเข้าใจไหม ส่วนรายงานนั่นพวกนายทำเสร็จก็ส่งเข้าเมล์ฉัน เดี๋ยวฉันทำต่อเอง” พูดจบชัทก็สะพายกระเป๋าเดินจากไป ส่วนซีลกับเพื่อนๆ ก็นั่งทำงานกันต่อไป จนกระทั่งผ่านไปหลายชั่วโมง รายงานก็ใกล้เสร็จพอดี

“งั้นส่วนที่เหลือให้ชัทไปทำต่อก็แล้วกัน” เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้น แล้วรวบรวมไฟล์งานส่งเข้าอีเมล์ชัท ส่วนอีกคนก็ถามซีลว่าจะกลับด้วยกันไหมเพราะเขาเป็นคนเดียวที่ขับรถมา

“ไม่เป็นไร นายไปเถอะฉันกลับเองได้”

“แต่ชัทมันฝากให้ฉันไปส่งนาย ถ้านายไม่ไปกับฉันมันจะต่อยฉันไหม” เพื่อนคนนั้นลังเล เพราะก่อนจะไปชัทจ้องเขาเขม็งราวกับถ้าไม่ทำตามก็จะชกเขาจนกว่าจะพาซีลไปส่ง

“ถ้าเขามีปัญหาเดี๋ยวฉันจัดการเอง นายสบายใจเถอะ” ซีลตบบ่าเพื่อนพลางลอบถอนหายใจกับโรคห่วงเกินเหตุของเพื่อนสนิทที่นับวันจะยิ่งหนักขึ้นทุกที จากนั้นก็บอกลาเพื่อนในกลุ่มแล้วแยกย้ายกันไปตามทาง

ซีลหยิบใบปลิวสีชมพูพาสเทลที่เพิ่งได้จากคุณกระต่ายขาวเมื่อเช้านี้ มุมปากผุดรอยยิ้มเมื่อนึกถึงสิ่งมีชีวิตขนปุยสีขาว เพราะเขาแพ้ทุกอย่างที่มีลักษณะนี้ ทั้งหมา แมว และกระต่าย โชคดีที่คาเฟ่นี้อยู่ไม่ไกลจากคอนโด ซีลจึงตั้งใจจะแวะเข้าไปดูสักหน่อยว่าร้านนี้น่าตาเป็นอย่างไร

คาเฟ่ทูบีเลิฟ อยู่ไม่ไกลจากป้ายรถเมล์ เดินเข้ามาไม่ถึงสิบก้าวก็จะเห็นคาเฟ่สไลต์มินิมอลโทนขาวน้ำตาล ที่โดดเด่นด้วยหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ภายในมีโต๊ะสีขาวและเก้าอี้สีน้ำตาล บางส่วนเป็นโซฟาตัวยาว ดูเข้ากันดีกับภายในร้าน ส่วนด้านนอกเป็นโต๊ะกลมและเก้าอี้ไม้หลากหลายไว้รองรับลูกค้า และมีต้นไม้ใหญ่นานาพันธุ์ให้ความร่มรื่น ส่วนบริเวณที่ต้นไม้แผ่กิ่งก้านไปไม่ถึงก็จะมีร่มไม้สีขาวบังแดดให้อย่างดี

ที่บริเวณหนึ่งของร้านมีหญิงสาววัยรุ่นสวมชุดเดรสสีฟ้าอ่อนนั่งมองร้านด้วยรอยยิ้ม ซีลคิดว่าเธอคงเป็นเจ้าของร้านจึงเดินเข้าไปหา

“สวัสดีครับ” เขาทักทายเธอด้วยรอยยิ้มพลางหยิบใบปลิวจากหนังสือแล้วยื่นให้เธอ “ผมอยากจะสั่งเค้กล่วงหน้า ไม่ทราบว่าร้านรับออเดอร์ไหมครับ”

เธอมองเขาด้วยใบหน้าตกใจแล้วลุกจากเก้าอี้ “คุณจะสั่งเค้กเหรอคะ” เธอชี้เข้าหาตัว “สั่งฉันเหรอคะ”

“เอ่อ...” ชายหนุ่มเงียบไปเพราะคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมีปฏิกิริยาแบบนั้น หรือว่าเขาเข้าใจผิด ความจริงเธอก็เป็นลูกค้าเหมือนกัน “ขอโทษด้วยครับ ผมคิดว่าคุณเป็นเจ้าของร้าน”

“ไม่ค่ะ ไม่ๆ” เธอยกมือโบกปฏิเสธ แล้วสักพักเธอก็พยักหน้า “ใช่ค่ะ ฉันเป็นเจ้าของร้าน แต่ว่า...ฉันไม่คิดเงินคุณหรอกค่ะ ฉันอยากให้ฟรีต้อนรับลูกค้าคนแรก”

“แต่ผมเป็นลูกค้าคนแรกควรให้เงินคุณมากกว่านะครับ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี”

หญิงสาวเดินเข้ามาหาเขาแล้วยิ้มกว้างดวงตาเป็นประกาย

 “ยิ่งคุณอยากให้เงินฉันยิ่งอยากให้ฟรีค่ะ เอาอย่างนี้ ฉันให้เค้กสุดพิเศษเป็นของขวัญคุณดีไหมคะ ส่วนเค้กที่คุณอยากสั่งคุณค่อยจ่ายเป็นเงินแบบนั้นดีไหมคะ”

ซีลนิ่งคิด ของซื้อของขายจ่ายเป็นเงินนั้นถูกแล้ว ส่วนของแถมในเมื่ออีกฝ่ายอยากให้เขาก็ไม่มีปัญหาอะไร “ครับ แบบนั้นก็ได้”

“งั้นรบกวนคุณเขียนใส่กระดาษให้ฉันทีนะคะว่าอยากได้เค้กแบบไหน”

เขายิ้มพลางหยิบสมุดฉีกในกระเป๋ามาเขียนเมนูที่ตั้งใจจะสั่งแล้วส่งให้เธอ แต่เธอขอให้ซีลเขียนลงท้ายเพิ่มอีกหนึ่งคำ

Aimer

คำนี้ในภาษาฝรั่งเศสแปลว่า “ชอบ” เขาจำมาจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่รุ่นพี่เคยแนะนำให้ดู พระเอกมักจะเรียกนางเองว่า Aimer ซึ่งนางเอกไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดอะไรเพราะเธอเป็นชาวอเมริกันและไม่ได้ชื่อนั้น สุดท้ายเขาก็เฉลยให้เธอฟังในตอนท้ายเรื่องว่าเขาชอบเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตด้วยโรคร้าย

ซีลเงยหน้ามองเธอเล็กน้อยเพราะคิดว่าถูกสารภาพเข้าแล้ว แต่เมื่อเห็นใบหน้ายิ้มแย้มปกติของเธอ เขาก็ลอบถอนหายใจแล้วยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้เธอ

“คุณช่วยพับกระดาษแล้วสอดไว้ใต้ประตูร้านให้ฉันทีนะคะ คือว่า...มันเป็นความเชื่อโบราณว่าถ้าลูกค้าคนแรกส่งออเดอร์ทางประตูร้านจะช่วยให้ร้านมีออเดอร์เข้าตลอดไปค่ะ” เธอยกมือไหว้ขอร้อง เขาจึงทำตามที่เธอว่าแล้วสอดกระดาษที่พับไว้เข้าไปด้านใน

ซีลยิ้มแล้วอวยพรเธอ “ขอให้ลูกค้าเข้าร้านเยอะๆ นะครับ”

“ขอบคุณมากค่ะ” เธอยิ้มให้แล้วชะงักไปเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ “พรุ่งนี้...ช่วยติดเข็มกลัดดอกรักที่อกเสื้อด้วยนะคะ จะได้จำได้ว่าคุณเป็นลูกค้าคนพิเศษ”

ซีลมองตามสายตาเธอจนเห็นเข็มกลัดดอกรักที่วางอยู่บนโต๊ะ แต่ดูเหมือนเธอไม่คิดจะหยิบส่งมาให้ เขาจึงเอื้อมมือไปหยิบมาเก็บใส่กระเป๋าเสื้อตัวเอง

ระหว่างนั้นโทรศัพท์ของซีลก็ดังขึ้น บนหน้าจอแสดงชื่อของคนที่กำลังนึกถึงและเป็นเจ้าของเค้กที่เขาสั่งให้พอดี

“สวัสดีครับพี่บูม”

(คงไม่ลืมนัดพรุ่งนี้ของเราใช่ไหม)

“ไม่ลืมครับ” ซีลพูดยิ้มๆ พลางหันกลับไปเพื่อบอกลาเจ้าของร้าน แต่เธอกลับหายไปแล้ว

(พี่จองตั๋วไว้ตอนสิบโมงครึ่ง ดูหนังเสร็จแล้วเราไปกินข้าวกันก่อนแล้วค่อยเข้าเรียนช่วงบ่ายก็แล้วกัน)

“ได้ครับ ยังไงก็แค่ไปเก็บรายละเอียดอีกนิดหน่อยก่อนพรีเซนต์ คนที่ต้องจำเนื้อหาก็มีแค่พี่นั่นแหละ...” เขาพูดต่อแล้วเดินออกจากร้านไป

.........................................

คล้อยหลังชายหนุ่ม ร่างสูงที่เพิ่งหลับไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนก็ลุกขึ้นจากโซฟาตัวยาวที่หันหลังให้ประตูร้าน ใบหน้างัวเงียกระพริบตาถี่เพื่อปลุกตัวเอง จากนั้นก็ลุกนั้นขึ้นยืนพลางบิดขี้เกียจคลายความเมื่อยล้า เขาคว้ากระเป๋าสะพายข้างแล้วก้าวเดินไปยังประตูที่ล็อกไว้เพื่อเตรียมตัวกลับคอนโด

ทันใดนั้นดวงตาคมกริบเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งสอดไว้ที่ใต้ประตู จึงก้มลงไปหยิบแล้วเปิดออกดู
ภายในเขียนด้วยลายมือเป็นระเบียบเรียบร้อย เดาว่าคงทานคงไม่ชอบขนมหวานเท่าไหร่จึงสั่งเมนูนี้ จากนั้นสายตาก็ไล่อ่านไปจนถึงบรรทัดที่สอง และต้องแปลกใจกับคำคุ้นเคยจากคนแปลกหน้าผู้ไม่ทิ้งชื่อหรือเบอร์ติดต่อไว้เลย

Aimer

คำๆ นี้ มีเพียงคนที่เข้าใจความหมายแฝงเท่านั้นจึงเขียนทิ้งท้ายได้

เขาอยากรู้นักว่าคนคนนั้นเป็นใคร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2021 16:06:30 โดย janeta »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2076
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
Re: ❤Cafe to be loved รอคุณ...มารักกัน❤ [14-02-21]
«ตอบ #3 เมื่อ15-02-2021 00:09:06 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-2
บทที่ 2 เจ้าของเค้ก&แมวตาฟ้า

ร่างสูงโปร่งยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าพลางทาบเสื้อและกางเกงอยู่หน้ากระจกอย่างคนไม่รู้ว่าแต่งตัวอย่างไรดี แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ออกไปดูหนังกับรุ่นพี่ แต่เขาก็อดกังวลกับการแต่งตัวของตัวเองไม่ได้ ถ้าแต่งตัวดูดีเกินไปก็ไม่ใช่ธรรมชาติของเขา แต่ถ้าไม่พิถีพิถันหน่อยก็เกรงว่าจะทำให้รุ่นพี่ขายหน้าที่มาเดินข้างกัน

สุดท้ายก็เหลือบไปมองกระเป๋าสะพายหลังของตัวเอง พอนึกขึ้นได้ว่าบ่ายนี้มีเรียนที่มหาวิทยาลัย ปัญหาเรื่องชุดจึงถูกตัดไปง่ายๆ เขาหยิบเสื้อนักศึกษามาสวมแล้วคว้าเสื้อคาดิแกนสีน้ำตาลมาสวมทับกันหนาวเท่านั้นเป็นอันเสร็จสิ้น
ซีลพยักหน้าให้ตัวเองในกระจกแล้วสะพายกระเป๋าเดินออกจากห้องไปด้วยรอยยิ้ม

ระหว่างทางเดินไปป้ายรถเมล์เขานึกขึ้นได้ว่าตัวเองสั่งเค้กไว้ จึงเหลือบไปมองร้านที่เต็มไปด้วยผู้คน ไม่แน่ใจว่าเพราะเป็นร้านเปิดใหม่หรือเปล่าจึงได้รับความสนใจมากถึงเพียงนี้ เขามองเข้าไปด้านในก็เห็นเพียงพนักงานสองคนรับออเดอร์กันหัวหมุน ทันเห็นหลังไวๆ ของปาติซิเย่เดินเข้าไปในครัวพอดี แต่กลับไม่พบหญิงสาวเจ้าของร้านที่คุยกันเมื่อวาน

และเนื่องจากหางแถวยาวออกมาถึงนอกร้าน เขาจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนต่อแถวเงียบๆ ระหว่างนั้นพนักงานสาวก็ถือถาดใส่เค้กและกาแฟแก้วใหญ่เดินสวนออกมา เขาจึงรีบขยับหลบให้เธอทันที แต่กลับเป็นเธอที่ยืนนิ่งจ้องเข็มกลัดดอกรักที่ติดอกเสื้อเขา

“คุณรอแป๊บหนึ่งนะคะ เดี๋ยวฉันนำเค้กของคุณมาให้ ไม่ต้องต่อแถวหรอกค่ะ” พูดจบเธอก็รีบเดินออกไปเสิร์ฟขนมให้ลูกค้า ส่วนเขาก็เดินออกจากแถว พยายามหาที่ยืนท่ามกลางผู้คนที่เบียดเสียดถ่ายภาพกับมุมต่างๆ ของร้านที่ออกแบบมาเพื่อการถ่ายภาพอย่างดี ไม่ว่าจะมุมไหนก็ถ่ายได้ภาพสวยๆ อย่างแน่นอน

“คุณคะ ช่วยถ่ายภาพให้หน่อยได้ไหมคะ” หญิงสาวคนหนึ่งยื่นโทรศัพท์ให้ซีลที่ยืนว่างอยู่พอดี เขายิ้มให้และเดินตามออกไปด้านนอกเพื่อถ่ายภาพให้เธอและเพื่อนๆ ที่ยืนพิงกำแพงท่ามกลางไม้เลื้อยด้านหลัง ถ่ายได้สองสามภาพก็ส่งโทรศัพท์คืนเธอ จากนั้นก็ขยับหลบกลุ่มคนที่เข้าไปถ่ายบริเวณนั้น

ขยับไปขยับมา บริเวณที่ยืนอยู่ก็เหมือนจะเป็นพื้นที่ถ่ายภาพไปเสียหมด รู้ตัวอีกทีเขาก็เดินถอยออกมาจนถึงด้านหลังของครัวที่พอจะสงบอยู่บ้าง มีเพียงเก้าอี้ไม้ผุเก่าตัวหนึ่งซึ่งคนอื่นเห็นแล้วคงไม่สนใจนัก เขานั่งลงพลางก้มมองนาฬิกาที่ยังพอมีเวลาอยู่บ้าง จึงตั้งใจว่าจะรอเค้กแล้วค่อยไปตามนัดหมาย

“เมี๊ยว...”

เสียงแมวร้องเบาๆ ดังมาจากเหนือหัวซีล เขาเงยหน้ามองไปบนต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง ก็เห็นแมวสีขาวตัวเล็กเท่าฝ่ามือร้องเรียกด้วยเนื้อตัวสั่นเทา ดวงตาสีฟ้าจ้องมองเขาอย่างอ้อนวอน ราวกับขอให้พาลงมาจากที่สูง

แค่เห็นเจ้าตัวน้อยหัวใจของซีลก็อ่อนยวบ เขารีบปีนเก้าอี้ที่นั่งอยู่เพื่อพาเจ้าเหมียวลงมาโดยเร็วที่สุด

“มามะเด็กดี” เขาเกลี้ยกล่อมเจ้าตัวน้อยด้วยใบหน้าเป็นมิตรแล้วเขย่งเท้ายื่นมือที่เช็ดกับเสื้อจนสะอาดไปหา

อุ้งมือขาวและนิ้วเท้าสีชมพูอ่อนขยับเล็กน้อย มองมนุษย์ตรงหน้าอย่างลังเล แต่เมื่อระยะห่างใกล้กันมากขึ้นเจ้าเหมียวก็ตัดสินใจกระโดดโผเข้าสู่อ้อมแขนนั้นทันที

แม้น้ำหนักเจ้าเหมียวจะไม่มาก แต่แรงที่พุ่งเข้ามาก็ทำให้ซีลไม่ทันตั้งตัว เท้าที่เขย่งอยู่จึงเสียหลักพลัดตกลงมาจากเก้าอี้ เขาหลับตาพลางกอดเจ้าเหมียวแนบอกเพื่อปกป้องไม่ให้บาดเจ็บ แล้วใช้หลังตัวเองทนรับแรงกระแทกจากพื้นหญ้า

หมับ

อ้อมแขนของใครบางคนรับตัวเขาไว้อย่างทันท่วงที กลิ่นหอมของขนมหวานทำให้ซีลต้องลืมตาขึ้นเพราะเขาเผลอจินตนาการไปว่าขนมปันก้อนใหญ่รับตัวเขาไว้ แต่พอเห็นหน้าอีกฝ่ายปากที่อ้าออกเพื่อกล่าวคำขอบคุณก็หุบลงทันที

ใบหน้าปราศจากรอยยิ้มเป็นสิ่งแรกที่ได้เห็น ตามมาด้วยเสียงทุ้มที่เอ่ยดุเจ้าแมวเหมียวในอ้อมแขนของซีล

“รู้ว่าสูงก็ยังปีนขึ้นไป ลงไม่ได้ก็ร้องเรียกให้คนอื่นช่วย นิสัยไม่ดีเลยนะลูเซีย” พูดจบเขาโอบตัวซีลแล้วอุ้มลงจากเก้าอี้ ทำให้ความภาคภูมิใจในความสูงของซีลราวกับหายไปกับอากาศ เมื่อเทียบกับอีกฝ่ายที่น่าจะสูงเกินร้อยแปดสิบเซนติเมตร เขาสวมชุดเชฟทำขนมที่คนทั่วไปเรียกกันว่าปาติซิเย่

ซีลเม้มปากแล้วก้มหน้าลง เขาคิดว่าอีกฝ่ายจะดุที่ตนยุ่งไม่เข้าเรื่อง และอาจจะทำให้แมวของเขาบาดเจ็บไปด้วย

“ขอบคุณที่ช่วยลูเซีย...” อีกฝ่ายพูดเท่านั้นก็เงียบไป ซีลจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นและได้เห็นว่าสายตาของเขากำลังจ้องเข็มกลัดดอกรักที่ติดอยู่บนอกเสื้อของตน

“อ้อ...ผมมารับเค้กที่สั่งไว้น่ะครับ”

ปาติซิเย่หนุ่มเหมือนเพิ่งหลุดออกจากภวังค์ “อ้อ...คุณนั่นเอง เดี๋ยวผมเอาเค้กมาให้ครับ”

เขากล่าวเพียงเท่านั้นก็เดินกลับเข้าร้านไป ส่วนซีลที่อุ้มลูเซียก็ลูบหัวมนนั้นอย่างเพลิดเพลิน

เพื่อนๆ เคยถามว่าเขาว่าชอบสิ่งมีชีวิตขนปุยทำไมไม่เลี้ยงไว้สักตัว ซีลบอกเพื่อนไปว่าถึงจะชอบมากแค่ไหนเขาก็ไม่กล้าเลี้ยงอีกแล้ว จำได้ว่าตอนเด็กๆ เขาเลี้ยงกระต่ายเคระสีขาวขนฟูน่ารักอยู่ตัวหนึ่ง ตั้งชื่อว่าไวท์ วันหนึ่งหลังจากให้อาหารมันแล้วไม่ระวังลืมปิดประตูกรง ไวท์แอบกระโดดหนีออกไปเล่นข้างนอกจึงถูกรถชนจากเขาไปตลอดกาล

เขาฝังใจเกินกว่าจะกล้าเลี้ยงสัตว์ กลัวว่าจะเผลอทำให้พวกมันบาดเจ็บเพียงเพราะความสะเพร่าของตน

“เค้กของคุณ” คุณเชฟยื่นกล่องขนมให้เขาสองกล่อง กล่องหนึ่งเล็กอีกกล่องหนึ่งใหญ่ ซีลจึงถามว่ากล่องไหนเป็นของที่เขาสั่งไว้ เมื่ออีกฝ่ายชี้กล่องใหญ่ซีลจึงสบายใจได้บ้างว่าอีกฝ่ายเพียงให้เค้กก้อนเล็กๆ เป็นของขวัญ ไม่ได้มีราคามากจนต้องเกรงใจรับไว้ไม่ได้ เขาถามราคาเค้กแล้วยื่นเงินสดให้เต็มจำนวน

“ไม่ต้องหรอกครับ ของขวัญเปิดร้านสำหรับลูกค้าคนแรกผมทำให้ฟรี”

“ได้ยังไงล่ะครับ ของซื้อของขาย” ซีลยัดเงินใส่มือเขาแล้วส่งยิ้มให้ “แบบนี้ถึงเรียกของขวัญเปิดร้านครับ”

เมื่อเห็นความดื้อดึงของเขา อีกฝ่ายก็ยอมแพ้รับเงินไป จากนั้นก็ยื่นมือมารับแมว แต่ลูกเซียที่เคยว่าง่ายกลับจิกกรงเล็บยึดเสื้อคลุมของเขาไม่ยอมปล่อย ซีลจึงเพิ่งสังเกตว่าเสื้อคลุมตัวโปรดของตัวเองเต็มไปด้วยขนแมว ซึ่งคุณเชฟก็เห็นเช่นเดียวกัน

“คุณรอผมแป๊บหนึ่งนะครับ” พูดจบคุณเชฟก็เดินกลับเข้าไปในร้านอีกครั้งและกลับมาพร้อมเสื้อคลุมสีดำตัวหนึ่ง “ใช้เสื้อผมไปก่อนเถอะครับ ขอโทษด้วยที่แมวของผมทำให้เสื้อของคุณเปื้อน”

ซีลตั้งใจจะปฏิเสธ แต่สายตาของอีกฝ่ายกลับมองมาเหมือนไม่ยอมให้เขาพูดว่า ‘ไม่’ เด็ดขาด ซีลจึงได้แต่ถอดเสื้อคลุมออกมาซึ่งคุณเชฟก็รับไปแล้วยื่นของตัวเองมาให้ จากนั้นก็คว้าตัวลูเซียจากอกเขาไปอุ้มไว้เอง

โชคดีที่เสื้อคลุมของอีกฝ่ายแม้จะตัวใหญ่ไปหน่อยแต่ก็ใส่สบาย ดูเผินๆ เหมือนใส่โอเวอร์โค้ทเป็นแฟชั่นไปอีกแบบ

“ขอบคุณที่ให้ยืมเสื้อครับ” ซีลยิ้มแล้วยื่นมือไปรับเสื้อคลุมของตัวเอง แต่คุณเชฟขยับมือหลบ

“เสื้อคุณเปื้อนขนแมว ผมจะเอาไปซักให้ครับ ไว้คุณว่างค่อยมาเอาเสื้อที่ร้านก็ได้”

“ไม่เป็นไรครับ” ซีลยื่นมือไปอีกครั้งด้วยความเกรงใจ จะให้คนอื่นมาซักเสื้อตัวเองได้ยังไงล่ะ
แต่พอสบดวงตาคมกริบคู่นั้นซีลก็เผลอชะงักมือ แล้วดึงกลับมาข้างตัวอย่างว่าง่ายราวกับตัวเองกำลังทำเรื่องไม่สมควร

“เอาตามที่ผมว่าก็แล้วกันครับ บอกลาเขาสิลูเซีย” เขาขยับแขนตัวเองให้ใบหน้าเจ้าเหมียวในอ้อมหันมาทางผมพอดี

“ไปก่อนนะลูเซีย ไว้จะมาหาใหม่นะ” ผมลูบหัวที่หลับตาพริ้มแล้วละมือออก จากนั้นก็จำใจเดินออกจากร้านไปเพราะใกล้เวลานัดหมายแล้ว แต่พอหันกลับไปเห็นเสื้อตัวโปรดอยู่ในมืออีกฝ่ายก็อดเสียดายไม่ได้
รุ่นพี่อุตส่าห์ซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด หวังว่าอีกฝ่ายจะซักเบาๆ นะ

...........................

เชฟหนุ่มมองตามหลังเจ้าของเค้กที่เขาตื่นตั้งแต่ตีสี่มาผสมแป้งและใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุดตกแต่งหน้าเค้กนานหลายชั่วโมง หากเทียบเป็นราคาเรียกได้ว่ามูลค่าสูงกว่าเค้กทั้งร้านที่เขาทำเสียอีก

“นายว่าเขาจะใช่คนคนนั้นหรือเปล่า” เขาถามแมวน้อยในอ้อมแขนพลางลูบหัวมันเบาๆ ดวงตาจับจ้องจนอีกฝ่ายเลี้ยวหายไปจากสายตา

“เมี๊ยว” ลูเซียครางรับเบาๆ จากนั้นก็เอาหัวถูต้นแขนสักพักแล้วหลับพริ้มไป

“เจ้าแมวขี้เกียจ” เขาบ่นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมาโดยไม่รู้ตัว



.......................


ขอบคุณ คุณ AkuaPink ที่มาเป็นกำลังใจให้น้าาาาาา  :mew1:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2076
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
Re: ❤Cafe to be loved รอคุณ...มารักกัน❤ [14-02-21]
«ตอบ #5 เมื่อ22-02-2021 00:43:10 »

 :pig4:
 :3123: :3123:

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
Re: ❤Cafe to be loved รอคุณ...มารักกัน❤ [14-02-21]
«ตอบ #6 เมื่อ23-02-2021 23:19:44 »

พระเอกคือคนทำขนมสินะ :hao7:เปิดมา2ตอนยังไม่รู้ชื่อพระเอกเลย :katai1:

มาต่อไวๆ น๊าาาาาาา

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-2
บทที่ 3 รุ่นพี่


ซีลมาถึงโรงภาพยนตร์ก่อนเวลานัดหมายครึ่งชั่วโมง เขากวาดตามองหารุ่นพี่ที่พักจะมาก่อนเวลานัดเสมอ จนกระทั่งเหลือบไปเห็นแผ่นหลังคุ้นเคยนั่งสนทนากับหญิงสาวคนหนึ่งในร้านกาแฟ เธอคนนั้นมีใบหน้าสวยหยาดเยิ้ม ยิ้มแย้มขณะพูด ซีลไม่เห็นใบหน้าของรุ่นพี่เพราะอีกฝ่ายหันหลังให้ประตู แต่คาดว่าอีกฝ่ายคงมีรอยยิ้มไม่ต่างจากเธอ

เขามองหาที่นั่งว่างด้านนอกพลางลอบสังเกตคนทั้งคู่ ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นความเหมาะสม สุดท้ายจึงลุกไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เมื่อไม่มองก็ไม่เห็น เมื่อไม่เห็นก็ไม่เป็นทุกข์

กล่องเค้กตรงหน้าคงอยากปลอบใจเขา ซีลจึงแกะกล่องเค้กของแถม ตั้งใจจะกินฆ่าเวลา แต่พอได้เห็นสิ่งที่อยู่ภายในกล่อง ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยร้อยยิ้ม

เค้กชิ้นนี้จำลองท้องทะเลที่เต็มไปด้วยปลาดาว ม้าน้ำ ไข่มุก ปะการัง และฝูงโลมาแหวกว่ายอยู่บนหน้าเค้กท่ามกลางเกลียวคลื่น งดงามจนเขาไม่กล้าทำให้เสียรูปลักษณ์

เขากดถ่ายภาพเก็บไว้ ขณะเดี๋ยวกันก็หาชื่อร้านขนมเพื่อเตรียมจะเขียนคำวิจารณ์และให้ดาวเต็มห้าคะแนน แต่คาดไม่ถึงว่าร้านเค้กนั้นจะได้รับความนิยมอย่างมาก เพิ่งเปิดร้านวันนี้ แต่มีคนเขียนรีวิวให้มากกว่าหนึ่งร้อยคน ซีลนึกถึงลูกค้าที่ต่อแถวยาวเหยียดเมื่อเช้าก็ไม่แปลกใจนัก อีกทั้งเค้กตรงหน้าเขาก็บอกได้คำเดียวว่าประณีตมาก เรียกได้ว่าคนทำใส่ใจมากทีเดียว

นิ้วเรียวกดถ่ายภาพบางส่วนของเค้กแล้วกดแท็กร้าน เขียนข้อความขอบคุณที่มอบเค้กให้เขาเป็นของขวัญ จากนั้นก็กดให้ดาวเต็มห้าคะแนน หลังกดโพสต์เขาได้ยินเสียงแจ้งเตือนว่ามีคนติดตามเพิ่ม แต่ซีลไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะปกติก็มีคนติดตามเขาวันละคนสองคนอยู่แล้ว

ดวงตาเปล่งประกายเฝ้ามองเค้กชิ้นเล็กด้วยความอยากกินแต่ไม่กล้ากิน แต่สุดท้ายเสียงร้องของกระเพาะอาหารก็ชนะ มือเรียวหยิบช้อนพลาสติกตักเค้กโดยเริ่มจากขอบเป็นอันดับแรก

ทันทีที่เนื้อครีมแตะลิ้นรสชาตินุ่มละมุนของเนื้อเค้กและกลิ่นหอมของวนิลาก็อบอวลไปทั่วทั้งปาก น้ำตาของซีลแทบจะไหลออกมาด้วยความปลื้มปริ่ม เขาชอบกินเค้กมาก แต่เค้กที่อยู่ตรงหน้าก็เรียกได้ว่าเติมเต็มจิตวิญญาณ ยอมรับเลยว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เจอเค้กร้านไหนที่อร่อยเท่านี้มาก่อน อร่อยจนเขาไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอกินจนหมดหนึ่งปอนด์ตอนไหน

ครืดๆ

ซีลยกหลังมือเช็ดมุมปาก แล้วเอ่ยทักทายรุ่นพี่ด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ครับพี่บูม”

(อยู่ไหนแล้ว)

“ผมใกล้จะถึงแล้วครับ” เขาลอบมองรุ่นพี่ที่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ขณะที่หญิงสาวอีกคนยังคงนั่งอยู่ที่เดิม

(อืม ถึงแล้วโทรมานะ) พี่บูมวางสายแล้วพูดกับหญิงสาวคนนั้น เมื่อเธอพยักหน้ารับ พี่บูมก็คว้ากระเป๋าสะพายไหล่แล้วก้าวออกมาจากร้าน ซีลรีบหลบมุม กวาดกล่องเค้กใส่ถุงแล้วรีบเอากล่องไปทิ้งขยะ

เมื่อหันกลับมาพี่บูมก็หันมาพอดี เขาจึงโบกมือให้ด้วยรอยยิ้มแล้วรีบเดินเข้าไปหา

“พี่บูมมานานแล้วเหรอครับ”

“พอดีนัดเจอเพื่อนน่ะ เลยมาสักพักแล้ว เห็นว่าใกล้เวลาแล้วนายยังไม่โทรมาก็เลยนึกว่าลืมกันซะแล้ว”

“ผมจะลืมพี่ได้ยังไงล่ะ” ผมรีบส่งเค้กกาแฟให้อีกฝ่าย “พอดีมีร้านเค้กเปิดใหม่ ผมก็เลยซื้อมาฝากพี่ครับ”

“ไม่ใช่แค่ซื้อมาฝากมั้ง” พี่บูมยิ้มแล้วยื่นมือเข้ามาเช็ดมุมปากให้อย่างอ่อนโยน “นายเดินออกจากร้านมาด้วยสภาพนี้ได้ยังไง”

ซีลเม้มปากด้วยใบหน้าร้อนๆ อีกฝ่ายคงรู้ว่าเขาแอบกินเค้กแล้วแน่ๆ แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นพี่บูมก็ไม่มีท่าทีอารมณ์เสียเลยสักนิด แค่พูดหยอกนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น

“กินเค้กมาแล้วงั้นป็อบคอนก็คงไม่ต้องแล้วมั้ง”

“ได้ไงล่ะครับ โรงหนังต้องคู่กับป็อบคอนสิ” เขาแย้งอีกฝ่ายและตั้งใจจะเดินไปซื้อป็อบคอน แต่ถูกดึงกระเป๋าจากด้านหลังไม่ให้เดินต่อ

“ชวนนายเสียเวลามาดูหนังกับพี่อีกรอบ เรื่องอะไรจะให้นายจ่ายล่ะ พี่เลี้ยงเอง” พูดจบร่างสูงก็เดินตรงไปยังเคาน์เตอร์แล้วสั่งป็อบคอนรสคาราเมล ทั้งที่อีกฝ่ายไม่ชอบรสหวานเลยสักนิด

แล้วจะไม่ให้เขายิ้มกับความใจดีของอีกฝ่ายได้ยังไงล่ะ



เมื่อถึงเวลาฉายภาพยนตร์ รุ่นพี่ก็เดินนำไปพร้อมกับน้ำและป็อบคอน ให้ซีลถือเพียงตั๋วหนังสองใบส่งให้พนักงาน

ภายในโรงภาพยนตร์ค่อนข้างเย็น แต่เสื้อคลุมของคุณเชฟที่สวมอยู่อุ่นมาก ซีลจึงขอบคุณอีกฝ่ายในใจไปอีกหลายคำ

เขาเป็นคนขี้หนาวจึงมักจะสวมเสื้อคลุมติดตัวไว้ตลอด ตอนแรกก็กังวลว่าเสื้อตัวนี้จะไม่อุ่นเท่าตัวโปรดของเขา แต่พอก้าวเข้ามาในโรงภาพยนตร์เขาก็ไม่หนาวอย่างที่คิด จะได้ไม่ต้องตัวสั่นให้เป็นที่ขบขันของรุ่นพี่

“เสื้อตัวนี้เหมาะกับนายดีนะ ไม่หนาวใช่ไหม”

“ไม่หนาวครับ”

“งั้นเสื้อพี่คงหมดประโยชน์แล้วสินะ” อีกฝ่ายกระซิบด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ ก่อนจะเดินไปยังที่นั่งของตน ทิ้งให้ซีลยืนอึ้งรีบตามไปปลอบใจอีกฝ่ายทันที

“ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ พอดีเสื้อตัวนั้น...ผมเอาไปซักเลยยังไม่แห้งครับ” ซีลโกหกเพื่อไม่ให้รุ่นพี่น้อยใจ โชคดีที่ในโรงภาพยนตร์ไม่ค่อยมีแสงอีกฝ่ายจึงสังเกตท่าทางมีพิรุธของเขาไม่ได้ เพราะเขาโกหกไม่เก่งเลยสักนิด

“งั้นเหรอ” น้ำเสียงอีกฝ่ายกลับมาร่าเริงอีกครั้ง

“ครับ”

ซีลกล่าวเพียงเท่านั้นภาพยนตร์ก็เริ่มฉาย พวกเขาทั้งคู่จึงตั้งสมาธิไปกับเนื้อหาในภาพยนตร์

ฟุบ

แต่ดูไปได้สักพัก ศีรษะของคนข้างๆ ก็เอนพิงไหล่เขา ดวงตาปิดลงอย่างที่เคย ไม่ว่าจะดูหนังด้วยกันมาแล้วกี่ครั้งรุ่นพี่ก็หลับทุกครั้งไป แต่เขาไม่โกรธหรอก เพราะทุกครั้งที่เจอกันใต้ตาของรุ่นพี่เต็มไปด้วยรอยคล้ำราวกับคนไม่ได้นอน เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงฝึกงานหนักมาก ดังนั้นหากอีกฝ่ายชวนออกไปข้างนอกเขาก็มักจะเลือกดูหนัง เพราะเป็นช่วงเวลาที่จะได้อยู่ด้วยกัน โดยที่รุ่นพี่ได้พักผ่อนไปในตัว

ซีลใช้เวลาสองชั่วโมงนั้นอย่างเต็มที่ในการศึกษาภาพยนตร์ เพื่อที่ช่วงบ่ายจะช่วยเก็บข้อมูลให้รุ่นพี่ใช้พรีเซนต์รายงานได้อย่างเฉียบคม

พี่บูมยืนอยู่หน้าเวที กล่าวถึงเทคนิคการถ่ายทำไปจนถึงพล็อตเรื่องที่มีความแยบคายหลอกคนดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งสุดท้ายทุกคนที่ดูจบก็ยังไม่ได้คำตอบว่าสรุปแล้วตัวละครในเรื่องเป็นอย่างไร

“มันเป็นลูปที่วนเวียนเป็นวงกลม หาทางออกไม่ได้ แต่ทุกคนสังเกตไหมว่ามีหนึ่งคนที่ไม่เปลี่ยนไป”

“เธอคิดว่าเขาคือต้นเรื่องเหรอ”

“ครับอาจารย์ เงื่อนไขของภาพยนตร์เรื่องนี้คือถ้าคุณหลับตาคุณจะกลายเป็นคนที่อยากเป็น ในหนังฉายภาพทุกคนกลายเป็นคนที่อยากเป็นก่อนจะถูกฆ่าอย่างเลือดเย็น แต่กลับมีเพียงคนเดียวที่อยู่ในทุกฉากของตัวละคร แต่กลับไม่เปลี่ยนไป ทั้งทรงผมและการแต่งกายทุกอย่างยังเป็นเขา ผมจึงคิดว่าเขานี่แหละที่เป็นฆาตกร”

“พวกคุณคิดแบบนั้นไหม”

“ต้องใช่แน่ๆ ครับอาจารย์” หลายเสียงกล่าวสนับสนุนอย่างเต็มที่ บางส่วนตั้งใจว่าเลิกเรียนแล้วจะกลับไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้ง เพราะตอนแรกไม่มีใครคิดว่าเด็กคนหนึ่งที่มีท่าทีเซ่อซ่า ขี้ขลาด จะกลายเป็นฆาตกรไปได้

“ผมจะไม่ตัดสินว่าสิ่งที่คุณกล่าวถูกหรือผิด เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นปลายเปิด บทสรุปอาจจะเป็นแบบที่คุณคาดไว้หรือเป็นไหนก็ได้ แต่เรื่องการวิเคราะห์การสังเกต ผมจะให้คะแนนอย่างเหมาะสม”

อาจารย์ประจำวิชากล่าวเพียงเท่านั้น นักศึกษาทั้งห้องก็รู้แล้วว่าชายหนุ่มต้องได้คะแนนดี

“พี่บูมทั้งเก่งทั้งฉลาดไม่น่าจะมาอยู่กลุ่มเดียวกับนายเลยนะ” คนข้างๆ ซีลพูดอย่างไม่ไว้หน้า เขาคิดว่าหากรุ่นพี่หนุ่มสุดฮอตอยู่กลุ่มเดียวกับพวกเขาคงไม่ได้แค่คะแนนเหมาะสมแต่จะต้องได้คะแนนเต็มอย่างแน่นอน

“นั่นสิ อะไรดีๆ นายก็ได้ไปหมด ไม่รู้ว่าทำรายงานบ้างหรือเปล่า”

ซีลยิ้มๆ ไม่ได้กล่าวอะไร สำหรับเขาเพื่อนร่วมคลาสเหล่านี้พบกันไม่นานก็ต้องแยกย้าย เขาจึงไม่คิดจะสร้างความบาดหมาง อยากว่าอะไรเขาก็ว่าไป เขารู้อยู่แก่ใจว่าตนเองไม่ได้เป็นอย่างที่อีกฝ่ายว่าก็พอ

“รายงานที่ส่งอาจารย์เขาทำทั้งหมด สคริปที่ให้ฉันรายงานก็เป็นเขาเขียนให้” รุ่นพี่ที่เพิ่งส่งไมค์คืนอาจารย์เดินมาหยุดตรงหน้าเขาแล้วกล่าวต่อ “คนที่ได้อะไรดีๆ ควรเป็นฉันมากกว่า พวกนายอิจฉาฉันเหรอ”

รุ่นพี่กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มๆ แล้วนั่งลงข้างเขา “นายอย่าไปใส่ใจคำพูดคนพวกนั้นเลย รู้แค่ว่าพี่ขอบคุณนายมากที่ช่วยพี่ทำรายงานก็พอ ไม่ได้นายพี่คงต้องเรียนซ้ำอีกปีแน่ๆ”

“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ผมไม่ใส่ใจที่พวกเขาพูดหรอก” รุ่นพี่ของเขาดีขนาดนี้ จะไปใส่ใจคนที่ไม่รู้อะไรไปทำไม

“ดีมาก” มืออุ่นลูบหัวเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

ซีลมองใบหน้านั้นก่อนจะนิ่งไป เมื่อนึกขึ้นได้ว่าหลังจากคาบหน้าพวกเขาก็จะไม่ได้พบกันแล้ว เนื่องจากเป็นช่วงสอบปลายภาค และรุ่นพี่ก็คงเตรียมตัวเรียนจบอย่างเป็นทางการ พอรู้ว่าจะไม่ได้พบกันแล้วรอยยิ้มบนใบหน้าก็เลือนหายไป

“พี่บูมครับ”

“หืม...ว่าไง”

“อาทิตย์หน้าก็จบคลาสแล้ว พี่บูมพอจะ...มีเวลาว่างไหมครับ”

“ก็ว่างนะ มีอะไรเหรอ”

“ผม...” ขณะที่กำลังจะกล่าวออกไป สายตาก็เหลือบไปเห็นกล่องเค้กที่อยู่ด้านล่าง พี่บูมบอกเขาว่าเค้กอร่อยมาก บางที...เขาอาจจะทำเค้กเป็นของขวัญให้อีกฝ่ายได้ “ผมอยากเลี้ยงส่งพี่ครับ”

“เอาสิ แต่นายไม่ต้องเลี้ยง พี่เลี้ยงเอง ถือว่าเป็นการขอบคุณที่ดูแลพี่มาตลอดหกเดือน พี่ฝึกงานหนักขนาดนี้จะเอาเวลาที่ไหนมาทำงานวิชาเสริม ไม่ได้นายพี่คงแย่ นายเลือกสถานที่มาแล้วกันที่เหลือพี่จ่ายเอง”

“แต่ว่า...”

“ไม่มีแต่เด็กน้อย” พี่บูมบีบแก้มเขาแล้วยิ้ม “พี่มีของขวัญจะให้นายด้วย เอาเป็นว่าให้อาทิตย์หน้าก็แล้วกัน”

“ครับ” ซีลเม้มปาก อดตื่นเต้นนิดๆ ไม่ได้ ที่จะได้รับของขวัญจากอีกฝ่าย แม้ไม่รู้ว่าของชิ้นนั้นคืออะไรแต่ก็ยังคาดหวังอยู่ดี

เย็นวันนั้นเขาเล่าเรื่องทั้งหมดให้ชัทฟัง ซึ่งฝ่ายนั้นก็แค่พยักหน้าแล้วตอบแชทแฟนสาวดูไม่ค่อยใส่ใจเขาเท่าไรนัก

“นายว่าฉันพอจะมีหวังไหม”

“ฉันไม่รู้ว่านายมีหวังกับพี่บูมไหม แต่เรื่องเค้ก...” ชัทส่ายหน้า “ไม่มีหวัง”

“นายดูถูกฉันไปหรือเปล่า ไม่เคยทำใช่ว่าจะทำไม่ได้นะ”

ชัทมองเพื่อนสนิทแล้วส่ายหน้า มองมือเรียวคู่นั้นที่กระทั่งไข่ดาวยังทอดไหม้ ยังจะคาดหวังอะไรได้อีก

“เชื่อฉันเถอะเพื่อน นายเหมาะกับใช้ปากกาเขียนหนังสือมากกว่าทำอาหาร”

“ชัท!”

“ตะโกนชื่อฉันไป ฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี นายทำพ่อครัวฉันหมดศรัทธาในอาชีพไปหลายครั้งแล้วนะ ปาติซิเย่ที่ไหนจะกล้าสอนนาย”

“ฉันเชื่อว่าต้องมีคนสอนฉันได้” คิดไปคิดมาซีลก็นึกออกอยู่หนึ่งคน “ฉันรู้แล้วว่าจะให้ใครช่วยสอน”

เจ้าของลูเซียต้องช่วยเขาได้แน่ๆ คุณเชฟมีฝีมือขั้นเทพ ต่อให้เขาฝีมือห่วยแตก อย่างน้อยได้เรียนกับคุณเชฟก็น่าจะพอกินได้ เท่านั้นก็พอแล้ว



.................................

“บอส...” ไลท์เป็นพนักงานเสิร์ฟในร้าน เขาเห็นเจ้าของร้านเอาแต่จ้องโทรศัพท์ขณะที่มือยังถือหัวบีบแต่งหน้าเค้กค้างไว้ ก็ส่งเสียงเรียกขัดจังหวะ “มีคนมาขอเรียนเค้กกับบอสอีกแล้วครับ”

ปาติซิเย่หนุ่มได้ฟังก็วางโทรศัพท์แล้วหมุนจานเค้กทำดอกกุหลาบต่อไป “บอกไปว่าไม่รับ”

“รับทราบครับ” ไลท์มองอีกฝ่ายอีกเล็กน้อยแล้วเดินกลับไปทำหน้าที่ของตน คล้อยหลังพนักงานหนุ่มปาติซิเย่คนดังผู้มีคนติดตามหลักแสนก็หยิบโทรศัพท์มาเปิดดูอีกครั้ง

คนที่เขาเพิ่งติดตามเมื่อหลายชั่วโมงก่อน นอกจากจะโพสต์เกี่ยวกับขนมแล้ว ก็เต็มไปด้วยรูปคู่กับสัตว์ขนปุย ทั้งแมว หมา กระต่าย ใบหน้าใสเต็มไปด้วยรอยยิ้มจนดูไม่ออกว่า...อะไรน่ารักกว่ากัน

“เมี๊ยว”

“มาก่อกวนอีกแล้วเหรอลูเซีย” เขาดุเจ้าแมวน้อยที่เอาหัวมาคลอเคลียขาไม่ไปไหน “เดี๋ยวพรุ่งนี้เขาก็มา นายก็ไปเล่นกับเขาสิ”

“เมี๊ยว” ลูเซียครางรับก่อนจะผละไปอย่างว่าง่าย เขามองตามแมวไปจนกระทั่งเห็นเสื้อคาดิแกนสีน้ำตาลที่แขวนไว้แทนที่เสื้อคลุมของเขา มุมปากก็ยกยิ้มหันกลับมาสนใจเค้กของตนเองต่อ

...........................................



:pig4:
 :3123: :3123:

 ขอบคุณน้าาาาา :กอด1:  :pig4:

พระเอกคือคนทำขนมสินะ :hao7:เปิดมา2ตอนยังไม่รู้ชื่อพระเอกเลย :katai1:

มาต่อไวๆ น๊าาาาาาา

ตอนหน้าก็รู้แล้วน้าาาาาา
 :mew1:  :katai4:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2076
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
Re: ❤Cafe to be loved รอคุณ...มารักกัน❤ [14-02-21]
«ตอบ #8 เมื่อ26-02-2021 23:56:36 »

 :3123:
 :pig4:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-2
บทที่ 4


“ขอโทษด้วยครับ ร้านเราไม่รับสอนทำขนม” ไลท์จำคำพูดของบอสได้ดีเขาจึงกล่าวปฏิเสธนักศึกษาหนุ่มตรงหน้าด้วยน้ำเสียงเย็นชา เพราะตั้งแต่ช่วงบ่ายเป็นต้นมามีแต่คนถามคำถามนี้กับเขา และเขาก็ปฏิเสธไปไม่ต่ำกว่าห้าสิบคน โดยเฉพาะหลายคนก่อนหน้าที่แววตาไม่ได้แสดงออกว่าต้องการทำขนม แต่เป็นหลงใหลใบหน้าของเจ้านายเขามากกว่า ดังนั้นเขาจึงประเมินชายหนุ่มตรงหน้าว่าเป็นคนประเภทเดียวกัน

“อ่า เหรอครับ น่าเสียดายจัง” ซีลถอนหายใจอย่างเศร้าๆ เขามุ่งหน้ามาที่ร้านด้วยความหวังเต็มเปี่ยม แต่สุดท้ายกลับต้องพบกับความผิดหวัง

“ไม่ทราบว่าจะรับอะไรไหมครับ” ไลท์ถามถึงออเดอร์เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังไม่ขยับออกไปจากเคาน์เตอร์ ซึ่งคนฟังก็รีบพยักหน้าแล้วชี้ไปที่เค้กครีมสดหน้าผลไม้ทันที

“เอาชิ้นนั้นครับ”

ไลท์ใช้เกรียงตักเค้กชิ้นสุดท้ายออกจากตู้แล้วใส่กล่องให้อย่างดี จากนั้นก็ยื่นให้อีกฝ่าย แต่ขณะที่กำลังจะคิดเงินกล่องเค้กกล่องหนึ่งก็กระแทกลงบนเคาน์เตอร์อย่างแรง หญิงสาวคนสวยใบหน้าบึ้งตึงชี้หน้าพนักงานสาวแล้วตะโกนเสียงดัง

“เค้กเละแบบนี้ยังกล้าขายให้ฉันอีกเหรอ!!”

ซีลลอบมองกล่องเค้กที่พนักงานสาวค่อยๆ แกะออก โดยที่มือไม่สั่น ดูอย่างไรก็มีความเชี่ยวชาญและระมัดระวังพอสมควร แต่เมื่อกล่องเค้กถูกเปิดออกผลไม้ที่ตกแต่งสวยงามบนหน้าเค้กไหลลงด้านข้างกล่อง และเป็นเค้กแบบเดียวกันกับที่เขาเพิ่งสั่งไป

“เอาเค้กผมแทนไหมครับ เพิ่งออกจากตู้เลย” ซีลดันกล่องเค้กไปให้เธอก่อนจะหันไปบอกพนักงานสาว “ช่วยปิดกล่องนั้นให้ผมทีนะครับ”

“ยุ่งอะไรด้วย!” เธอจ้องหน้าซีล จากนั้นก็หันไปบอกพนักงานสาว “ฉันจะคุยกับผู้จัดการร้าน เรียกเขาออกมา!”

ไลท์รับมือกับคนโวยวายอยากพบเจ้านายเขามาตั้งแต่เช้าจนใกล้จะหมดความอดทนแล้ว ขณะที่กำลังจะแจกแจงรายละเอียดว่าทำไมเค้กครีมสดจึงกลายสภาพเป็นแบบนั้น ก็มีคนพูดแทรกแทน

“คุณครับ เมื่อกี้คุณโยนกล่องเค้กแรงมาก ผมไม่แปลกใจที่เค้กจะเป็นแบบนั้น อีกอย่างผมเห็นคุณพนักงานใช้เล็บแกะกล่องเค้กอย่างยากลำบาก ดูก็รู้ว่าเทปติดแน่นมากเหมือนว่าคุณยังไม่ได้แกะกล่องเลย เพราะถ้าแกะแล้ว กาวบนเทปจะมีแรงยึดน้อยลงทำให้แกะง่ายขึ้น ผมแปลกใจมาก คุณรู้ได้อย่างไรว่าเค้กเละครับ หรือคุณเผลอทำตกก็เลยมาถามหาความรับผิดชอบ”

ซีลมองใต้กล่องที่มีเศษดินติดอยู่เล็กน้อย แม้จะเช็ดออกไปแล้ว แต่คราบสีน้ำตาลจางๆ ยังคงอยู่ ตอนแรกเขาตั้งใจจะรับเค้กชิ้นนั้นไปเพื่อรักษาหน้าเธอ แต่เพราะเธอไม่ยอมจบ เขาจึงต้องช่วยออกหน้าแทนพนักงานสาวที่กำลังถูกใส่ความ

“คุณ...พูดอะไร” เธอหลบตาเขาพลางยื่นมือมารับกล่องเค้กของเขาไป “ฉันจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น” พูดจบเธอก็รีบก้าวออกจากร้านไปท่ามกลางสายตาคนร้านที่ดูเหมือนจะเข้าใจเรื่องทั้งหมด บางคนจึงเริ่มซุบซิบนินทาว่าเธอจงใจหาเรื่องพนักงานร้าน ส่วนบางคนก็คิดว่าเธอเป็นมิจฉาชีพ ก่อเรื่องขึ้นเพียงเพื่อจะขอเงินชดเชย

“ขอบคุณมากนะคะ” พนักงานสาวกล่าวขอบคุณลูกค้าใจดีก่อนจะชะงักไปเมื่อเห็นใบหน้าของเขา “คุณคือ...”

“อ้อ เมื่อเช้าผมได้เค้กแล้วครับ ขอบคุณมาก” ซีลจำพนักงานสาวคนนี้ได้ เขาส่งเงินให้เธอแล้วรับกล่องเค้กมาด้วยรอยยิ้ม “สู้ๆ นะครับ แล้วก็...ระวังอย่าให้ใครเอาเปรียบคุณ”

“ค่ะ...” เธอมองเขาตาค้าง จนกระทั่งอีกฝ่ายก้าวออกจากร้านไปเธอถึงเพิ่งนึกได้ถึงความสำคัญของอีกฝ่ายที่มีต่อเจ้านายของเธอ “แย่ล่ะ ฉันให้เขาออกหน้าแทนได้ยังไงเนี่ย บอสฆ่าฉันตายแน่ๆ”

“อะไรเหรอแจน” ไลท์รับออเดอร์พลางชงกาแฟไปด้วย ขณะที่เพื่อนร่วมงานของเขามีสีหน้าราวกับโลกถล่ม

“ฉันเพิ่งนึกได้ว่าเขาคือเจ้าของเค้ก Aimer”

“...เธอว่าอะไรนะ”

“ก็เจ้าของเค้กที่บอสตื่นมาทำให้ตั้งแต่ตีสี่น่ะสิ เดี๋ยวนะ ทำไมสีหน้านายแย่กว่าฉันล่ะ”

ไลท์วางมือจากแก้วกาแฟที่ทำอยู่แล้วยกมือขึ้นนวดขมับ “ดูเหมือนคนที่แย่ไม่ได้มีแค่เธอแล้วล่ะ”

“นายทำอะไรเขา!”

“ก็...บอสบอกว่าไม่รับสอนทำเค้ก...” ไลท์เม้มปาก เพียงเท่านั้นแจนก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด เธอยกมือตบไหล่เพื่อนเป็นกำลังใจให้ จากนั้นก็รับหน้าที่ชงกาแฟให้ลูกค้าแทนอีกฝ่ายที่เดินคอตกเข้าไปหาบอสในห้องครัว อย่างน้อยไปสารภาพบาปด้วยตัวเอง อาจจะดีกว่าคนสำคัญของบอสพูดออกมาเอง

“บอสครับ” ไลท์กลั้นใจเรียกเจ้านายที่กำลังเก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน

ปาติซิเย่หนุ่มเลิกคิ้วพลางอุ้มแมวน้อยไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็หยิบเสื้อคลุมที่แขวนอยู่ใส่ถุงกระดาษ

“คือว่า...เรื่องสอนทำขนม...”

“บอกไปแล้วนี่ว่าไม่รับ จะใครก็ไม่สอนทั้งนั้น นายอยากจะเรียนหรือไง”

“เปล่าครับไม่ใช่ผม” ไลท์โบกมือปฏิเสธแล้ววางลงข้างตัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลจนคนเป็นเจ้านายสังเกตเห็น

“มีอะไรหรือเปล่า”

“ผม...เผลอทำตัวเสียมารยาทกับเพื่อนเจ้านายครับ เขาอยากเรียนทำขนม แต่ผมปฏิเสธไปแล้ว”

“เพื่อนฉัน?” ชายหนุ่มพยายามนึกถึงรายชื่อเพื่อนร่วมรุ่นที่ไม่ได้พบกันนานกว่าหนึ่งปี เพื่อนสนิทที่สุดตอนนี้ก็ประจำร้านอยู่ที่ฝรั่งเศส ส่วนคนไม่สนิทก็ไม่มีทางมาร้านนี้ เพราะส่วนใหญ่ต่างก็เป็นเชฟทำขนมชื่อดัง ประจำอยู่โรงแรมระดับสูง ไม่มีทางแอบอ้างชื่อมาเป็นเพื่อนกับเจ้าของร้านเล็กๆ อย่างเขา “เขาบอกชื่อไว้ไหม”

“ไม่ได้บอกครับ แต่แจนจำได้ว่าเขาเป็นเจ้าของเค้ก Aimer บอสบอกว่าเค้กนั้นเป็นของคนสำคัญไม่ใช่เหรอครับ”

“อ้อ เขานั่นเอง” เขานึกถึงชายหนุ่มหน้าตาซื่อๆ ที่เพิ่งพบเมื่อเช้าพลางลูบหัวแมวน้อยในอ้อมแขน “เขาอยากเรียนทำขนมเหรอ”

ไลท์พยักหน้าน้อมรับความผิดทั้งหมด

“งั้นก็ให้เขาเรียน”

“ครับ?”

“นายบอกเขาตามนี้ ถ้าเขาอยู่รอหลังปิดร้านได้ ฉันก็จะสอน”

“แล้วคนอื่นๆ ...”

“ฉันรับสอนเขาคนเดียว คนอื่นไม่สอน ตามนี้” พูดจบร่างสูงสะพายกระเป๋าพาดไหล่แล้วเดินออกจากห้องครัว พนักงานหนุ่มจึงรีบเดินตามมาส่งเจ้านายด้วยเช่นกัน

“จะกลับแล้วเหรอคะบอส” แจนถามเจ้านายพลางลอบส่งสายตาถามเพื่อนถึงผลลัพธ์ เพราะเธอมองสีหน้าเจ้านายตัวเองไม่ออกว่าอารมณ์ดีหรือไม่ดีกันแน่

ปาติซิเย่หนุ่มกวาดสายตาไปทั่วราวกับมองหาอะไรบางอย่าง เมื่อไม่พบก็หันกลับมาตอบคำถามพนักงานสาว

“อืม จะกลับแล้ว พวกเธอก็เตรียมตัวกลับบ้านได้” เขามองตู้เค้กที่ว่างเปล่าแล้วพยักหน้าให้กับความสำเร็จของตัวเองเงียบๆ เพิ่งเปิดร้านวันแรก คาดไม่ถึงว่าจะได้รับการตอบรับดีเช่นนี้ “มีใครมาหาเรื่องบ้างไหม”

“เอ่อ...คือ” ถ้าให้พูดถึงปัญหา คนที่ควรตอบคำถามนี้ควรเป็นไลท์ที่รับมือตลอดวันมากกว่า ส่วนเธอที่ทั้งวันวิ่งวุ่นไปกับการเสิร์ฟของ ไม่ค่อยเจอปัญหาเท่าไรนัก

แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นเธอก็เล่าปัญหาที่เพิ่งประสบให้เจ้านายฟัง รวมถึงเรื่องที่ชายหนุ่มเจ้าของเค้ก Aimer ที่ช่วยออกหน้าแทนเธอ

ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด แม้ไม่เห็นคน แต่ก็พอจะนึกออกว่าชายหนุ่มช่วยแก้ปัญหาให้พนักงานของเขาอย่างไร ทั้งที่ถูกปฏิเสธเรื่องสอนทำเค้กแต่ก็ยังยื่นมือช่วยเหลือ ยอมเลือกใช้วิธีประนีประนอมรับเค้กเละๆ กลับไป ถ้าไม่ถึงที่สุดก็คงไม่ฉีกหน้าอีกฝ่ายด้วยความจริงจนต้องหนีเผ่นแนบไปแบบนั้น

น่าเสียดายที่เขาไม่ได้เห็นอีกฝ่ายด้วยตาตัวเอง

“คราวหน้าถ้าเขามาซื้อเค้ก เธอไม่ต้องคิดเงินเขา ถือว่าเป็นน้ำใจที่เขามีต่อพวกเรา ช่วยรักษาไม่ให้ชื่อเสียงด่างพร้อย”

ข้อดีของการช่วยเหลือครั้งนี้คือการรักษาชื่อเสียงของร้าน หากพนักงานของเขายอมรับความผิดไว้กับตัว ลูกค้าคนอื่นๆ ก็จะคิดไปในทางเดียวกันว่าเค้กของเขาไร้ประสิทธิภาพ หรือไม่ก็พนักงานของเขาเป็นพวกอ่อนประสบการณ์ดูแลรักษาเค้กให้ลูกค้าไม่ได้ แล้วจะมีลูกค้าคนไหนกล้ากลับมาใช้บริการอีก

ยิ่งสมัยนี้โซเชียลแพร่หลาย แค่โพสต์ข้อความเดียวอาจทำให้ร้านที่เพิ่งเปิดของเขาเจ๊งได้โดยที่ไม่มีความผิด คนที่ไม่เคยรับประทานอาจตัดสินไปแล้วว่าของร้านเขาไม่ดี นานวันเข้าก็คงไม่มีใครกล้าพิสูจน์ ร้านขาดรายได้ ต้องปลดพนักงาน สุดท้ายร้านก็ถูกปิดตัวไปอย่างเงียบๆ

เขาไม่เคยกลัวว่าเค้กจะรสชาติไม่ดี เพราะเขาคัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุด และตั้งใจทำอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงไม่กลัวคำวิจารณ์ แต่สำหรับคนที่ตั้งใจมาหาเรื่อง หากไม่ระวังให้ดี ก็จะถูกทำลายชื่อเสียงไปโดยไม่รู้ตัว

“ค่ะบอส” แจนรับฟังอย่างตั้งใจ ส่วนไลท์ที่ยืนอยู่ด้านหลังก็เพิ่งตระหนักถึงความสำคัญของเหตุการณ์ในครั้งนี้ และตั้งใจระมัดระหวังท่าทีของตนที่มีต่อลูกค้ามากขึ้น ไม่ให้อารมณ์มีผลกระทบต่องาน ต่อให้ลูกค้าอาละวาดเขาก็ต้องยิ้มต่อไป

ปาติซิเย่หนุ่มพยักหน้ารับเมื่อเห็นพนักงานทั้งสองเข้าใจความหมายของเขา จากนั้นก็อุ้มแมวน้อยเดินออกจากร้านไป



ในซอยแคบๆ พอเดินได้ วันนี้หม่นแสงกว่าปกติ ซีลเงยหน้ามองเสาไฟด้านบนที่ปราศจากแสงสว่างพลางคิดว่าจะแจ้งหน่วยงานไหนมาเปลี่ยนหลอดไฟได้บ้าง จากนั้นก็ก้มหน้ามองภาพเค้กในโทรศัพท์ที่ถ่ายเก็บไว้อย่างดี จากนั้นก็บ่นด้วยความเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้เรียนทำเค้กชิ้นนี้เป็นของขวัญเรียนจบให้รุ่นพี่

แล้วอย่างนี้ เขาจะกล้าไปสารภาพว่าชอบอีกฝ่ายได้ยังไง

เข้าเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอ ขณะกำลังก้าวไปข้างหน้าเท้าของเขาก็สะดุดเข้ากับเหล็กที่ยื่นออกจากพื้น โทรศัพท์หลุดจากมือ เช่นเดียวกับตัวเขาที่ล้มลงเข่ากระแทกพื้น

“ซีด...” เขากุมเข่าขวาที่ปวดแสบ พยายามลุกขึ้นยืนแต่ก็เจ็บจนน้ำตาแทบไหล ได้แต่ขยับตัวไปนั่งพิงกำแพง พลางเปิดไฟฉายโทรศัพท์เพื่อส่องดูแผลของตน

“เฮ้อ ซุ่มซ่ามอีกแล้ว” เข่าถลอกมีเลือดซิบเล็กน้อย เขากดปิดไฟฉายแล้วนั่งเงียบๆ อยู่ในความมืด ตั้งใจว่าจะรออีกสักพักค่อยลุกขึ้นยืน

ท่ามกลางความมืดยังมีแสงสว่างจากดวงดาวที่อยู่ห่างไกล เขายื่นมือออกไปแล้วแสร้งความจับดาวดวงหนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะออกมา ถึงแม้จะยังเจ็บอยู่บ้าง แต่การนั่งมองดาวก็เป็นความเพลิดเพลินอย่างหนึ่ง

ทันใดนั้น บางอย่างก็กระโจนเข้ามาบนตัวเขา ทั้งอุ่นและเต็มไปด้วยขนนุ่มลื่นมือ ลิ้นสากเล็กๆ ไล้เลียนิ้วเขาอย่างอ่อนโยนราวกับปลอบประโลมเขาที่กำลังบาดเจ็บ

ซีลลูบหัวเจ้าสิ่งนั้น พลางนึกถึงสัมผัสที่จำได้ไม่ลืม น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความยินดี “ลูเซีย มาช่วยฉันเหรอ”

“เมี้ยว” เจ้าเหมียวร้องเสียงเบา พลางซุกเข้ากับฝ่ามืออุ่นที่ลูบหัวตนอย่างรักใคร่

“ลูเซีย” เสียงทุ้มมาพร้อมกับฝีเท้าหนัก ก่อนจะหยุดยืนอยู่ไม่ไกลจากกำแพง แสงสลัวจากปลายทางทำให้เขามองเห็นคนคนหนึ่งนั่งพิงกำแพง แม้จะเห็นใบหน้าไม่ชัดแต่ก็พอเดาได้จากท่าทีของแมวตนที่อ้อนออเซาะอีกฝ่ายราวกับนั่นคือเจ้านาย ส่วนเขาคือเจ้าทาสที่มีหน้าที่หาอาหารให้ ซึ่งคนที่ทำแบบนี้ได้ จนถึงตอนนี้ก็มีเพียงคนเดียว

“คุณมานั่งทำอะไรตรงนี้” เขาถามอีกฝ่ายพลางย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตา จากนั้นก็เปิดไฟฉายส่องไปด้านหน้าเพื่อยืนยันว่าใช่คนที่คิดหรือไม่

“แสบตา” อีกฝ่ายยกมือบังแสง ปาติซิเย่หนุ่มจึงหันโทรศัพท์ไปทางอื่น จนกระทั่งเห็นกางเกงมีรอยขาดบริเวณเข่าจึงถามด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

“คุณบาดเจ็บเหรอ”

“แหะๆ ผมซุ่มซ่ามนิดหน่อยครับ นั่งพักแล้วค่อยเดินต่อ” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเจ้าของแมวน้อย ไหล่ที่เครียดขึงก็คลายลงอย่างเบาใจ โชคดีที่ไม่ใช่พวกปล้นชิงทรัพย์อย่างคราวก่อน ไม่อย่างนั้นเขาคงหนีเอาตัวรอดไม่ไหว

“มีโอกาสที่เชื้อโรคจะเข้าไปในแผล คุณอาจติดเชื้อได้” พูดจบคุณเชฟก็หยิบขวดน้ำเปล่าในกระเป๋ามาเทใส่แผลของเขาแล้วผ้าเช็ดหน้าสะอาดซับให้อย่างเบามือ ซีลไม่ทันเอ่ยได้เอ่ยห้ามก็ต้องรีบกัดริมฝีปากเพื่อระงับความเจ็บ

เนื่องจากอยู่ในความมืดมานาน เขามองใบหน้าที่ปราศจากความอ่อนโยนนั้นพยายามซับเลือดให้เขาอย่างตั้งใจ แม้จะรู้สึกเจ็บแสบแต่กลั้นใจปล่อยไป จนกระทั่งมือนั้นหยุดลง

“คุณลุกไหวไหม”

“ครับ” ซีลเม้มปากพลางอุ้มแมวน้อยด้วยความกังวล ขณะใช้มือข้างหนึ่งพยุงตัวเองขึ้นจากพื้นอย่างทุลักทุเล คนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็โน้มตัวลง สอดแขนเข้ามาโอบหลังเขา ส่วนมืออีกข้างก็ช้อนใต้ข้อพับขาอุ้มเขาขึ้นจากพื้นโดยสีหน้าไม่เปลี่ยน

“คุณปล่อยผมลงเถอะ ผมเดินเองได้” ใบหน้าของซีลร้อนผ่าว เขารู้สึกอับอายเมื่อผู้ชายเหมือนกันมาอุ้มเขาราวกับเป็นเด็กน้อย

“ให้ผมไปส่งคุณเถอะ แถวนี้กลางคืนพวกโจรวิ่งราวอาจจะโผล่มาเมื่อไหร่ก็ได้”

“แต่ว่า...”

“ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธครับ” ปาติซิเย่หนุ่มย่อตัวลงเพื่อให้ชายหนุ่มได้หยิบโทรศัพท์ของตนที่ตกอยู่ไม่ไกล จากนั้นก็ยืดตัวขึ้นกระชับตัวคนในอ้อมแขนแล้วเดินต่อไปท่ามกลางแสงสลัว

ระหว่างทางมีเพียงความเงียบ ซีลตั้งใจว่าถ้าออกจากซอยนี้ไปก็ถึงพื้นที่สว่างแล้ว ดังนั้นจึงตั้งใจจะขอลงเดินเอง แต่อีกฝ่ายเพียงแค่ส่งสายตาดุๆ มาให้ จากนั้นก็เดินต่อโดยไม่สนใจคนรอบข้างที่มองมาที่พวกเขา

“ได้ยินว่าคุณอยากเรียนทำขนมกับผม”

“ครับ...แต่พนักงานบอกว่าที่ร้านไม่รับสอนทำขนม” ซีลยอมรับอย่างว่าง่ายพลางส่งสายตาให้อีกฝ่ายอย่างมีความหวังว่าสิ่งที่พนักงานพูดนั้นอาจจะมีข้อยกเว้นบ้างก็ได้ เช่น ค่าเรียนต่อคอร์สที่อาจจะค่อนข้างสูง แต่หากได้มาซึ่งผลลัพธ์ เขาก็พร้อมจ่าย

“เขาพูดถูกแล้วครับ ร้านเราไม่สอนทำขนม” ปาติซิเย่หนุ่มมองคนในอ้อมแขน เห็นแววตาคู่นั้นดูเศร้าลงหลังได้ฟังคำตอบ เขาเลิกแกล้งอีกฝ่ายแล้วพูดต่อ “แต่หลังปิดร้านก็พอจะรับนักเรียนได้คนหนึ่ง ไม่รู้ว่าคุณสะดวกเรียนไหม”

“เรียนครับ!” ซีลตอบรับทันที ดวงตาของเขาเป็นประกายราวกับคว้าจับความหวังสำคัญของตนได้ ไม่สนด้วยซ้ำว่าทำไมนักเรียนคนเดียวที่เชฟหนุ่มเลือกสอนถึงเป็นตน

“กฎของผมมีข้อเดียว คือคุณต้องตั้งใจเรียนและตั้งใจทำขนมให้ดีที่สุด ถ้าวันไหนคุณรู้สึกว่าตัวเองไม่อยากทำแล้ว อย่าฝืน บอกผมได้เสมอ เพราะผมไม่อยากสอนคนที่ไม่มีใจให้กับการทำขนม”

“ไม่มีทางครับ!” ซีลรับปากด้วยน้ำเสียงหนักแน่น คุณเชฟอุตส่าห์ลดตัวลงมาสอนคนไม่ได้เรื่องอย่างเขา เรื่องอะไรจะยอมแพ้ง่ายๆ ล่ะ!

“ดีมากครับ ถ้าอย่างนั้นอันดับแรก ช่วยบอกชื่อและที่อยู่ของคุณด้วยครับ ผมจะได้ไปส่งถูก”

“เอ่อ...” ซีลเพิ่งนึกได้ว่าอีกฝ่ายอุ้มเขาเดินมานานแล้ว จึงชี้ไปที่คอนโดของตนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม “ที่นั่นครับ จริงๆ คุณส่งผมแค่นี้ก็ได้เดี๋ยวผมเดินไปต่อเอง”

“ชื่อล่ะครับ” ชายหนุ่มไม่ยอมปล่อยอีกฝ่ายลงเดิน แต่กลับเดินข้ามถนนไปยังคอนโดที่อยู่ฝั่งตรงข้าม จากนั้นก็ให้อีกฝ่ายกดลิฟต์

“ชื่อซีลครับ ซีล...ที่แปลว่ากระตือรือล้น” เขาเม้มปาก อับอายที่บอกความหมายของชื่อตนเองไป แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยให้อีกฝ่ายคิดว่าชื่อเขาแปลว่าแมวน้ำเหมือนเพื่อนๆ ของเขาก็แล้วกัน

คุณเชฟพยักหน้าจากนั้นก็แนะนำตัวเองให้เขารู้จัก “ผมชื่อเซน ชื่อภาษาอังกฤษของเราสะกดด้วยตัว z เหมือนกัน”

“ครับ” ซีลพยักหน้ารับ

“ห้องคุณอยู่ชั้นไหน”

“ชั้น 9 ครับ” ซีลยืนมือไปกดหมายเลขชั้น จากนั้นก็จ้องตัวเลขบอกชั้นที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป ภาวนาให้ลิฟต์ถึงชั้นตนเองไวๆ โดยไม่แวะจอดที่ชั้นอื่น

แต่ดูเหมือนคำภาวนาของเขาไม่เป็นผล

ติ้ง

เสียงเปิดลิฟต์มาพร้อมชายหนุ่มหญิงสาวที่ก้าวเข้ามาในลิฟต์ และกดชั้นบนสุดซึ่งเป็นสระว่ายน้ำของคอนโด ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนที่ต้องการขึ้นไปว่ายน้ำย่อมต้องกดลิฟต์ขึ้นชั้นบน ดังนั้นทุกครั้งที่เปลี่ยนชั้นจึงต้องรับคนใหม่เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ

“เอ่อ” ซีลรู้สึกถึงอ้อมแขนที่กระชับตัวเขาเข้าไปใกล้มากขึ้น ก็พยายามก้มหน้าต่ำพลางลูบหัวแมวน้อย หลบเลี่ยงสายตาของคนที่เดินเข้ามาในลิฟต์ชั้นแล้วชั้นเล่า จนกระทั่งถึงชั้นเก้าที่เขาพักอยู่

“ขอทางด้วยครับ” เซนกล่าวกับคนในลิฟต์แล้วเบี่ยงตัวเดินออกเพื่อไม่ให้คนรอบข้างชนขาที่บาดเจ็บของคนในอ้อมแขน

“ห้องผมอยู่ตรงนั้นครับ” นิ้วเรียวชี้ไปยังห้องที่สองถัดจากลิฟต์ ชายหนุ่มจึงยอมปล่อยเขาลงที่หน้าประตู

“ขอบคุณที่มาส่งนะครับ” ซีลส่งแมวน้อยให้อีกฝ่าย จากนั้นก็ยืนรอส่งเขากลับไป

เซนพยักหน้ารับ จากนั้นก็หันหลังเดินไปทางลิฟต์ แต่เพียงสามก้าวเขาก็หยุดฝีเท้าลง มองคนเจ็บที่ยังไม่เปิดประตูเข้าห้องไป แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขบขัน “คุณไม่เข้าห้องเหรอ”

“ผมรอส่งคุณก่อนน่ะครับ” ซีลพูดยิ้มๆ จากนั้นก็ชะงักไป เมื่อเห็นอีกฝ่ายถือคีย์การ์ดแตะเซนเซอร์ที่ประตู แล้วเปิดประตูเข้าไปด้านใน

“ผมถึงห้องแล้ว คุณเองก็ควรเข้าห้องได้แล้วนะ” ปาติซิเย่ลอบยิ้มเมื่อเห็นใบหน้าช็อกของซีล เขาเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพื่อนข้างห้องของตน เพราะเพิ่งย้ายเข้ามาเมื่อเดือนก่อน และส่วนใหญ่ก็พักอยู่ที่ร้านเพื่อดูแลเรื่องการตกแต่งจึงไม่เคยเห็นเพื่อนข้างห้องคนนี้

“ครับ...” ซีลรับคำจากนั้นก็เปิดประตูเข้าห้องไป แต่ไม่กี่วินาทีต่อมาเขาก็ชะโงกหน้าออกมาแล้วโบกมือให้แมวในอ้อมแขนของเชฟหนุ่ม “บ้ายบายลูเซีย” จากนั้นก็หายเข้าไปในห้องพร้อมเสียงประตูที่ปิดลง

แม้คำพูดบอกลาจะหมายถึงแมวของเขา แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงหลุดยิ้มราวกับคำบอกลานั้นหมายถึงตัวเอง

“บ้ายบายซีล”

น้ำเสียงอ่อนโยนแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน เขาลูบหัวเจ้าแมวน้อยจากนั้นก็เดินเข้าห้องตนเองเช่นกัน


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
Re: ❤Cafe to be loved รอคุณ...มารักกัน❤ [14-02-21]
«ตอบ #10 เมื่อ14-03-2021 00:41:40 »

Z❤Z สินะ :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-2
บทที่ 5


“เมี๊ยว...” เสียงร้องเรียกมาพร้อมกับอุ้งเท้านุ่มนิ่มวางลงบนหน้า เซนลืมตา ลูบหัวเจ้าแมวน้อย แล้วค่อยลุกจากเตียงไปจัดการตัวเอง

เขาเลือกเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบๆ พลางเหลือบมองเสื้อคาดิแกนที่แขวนอยู่ที่ราวระเบียง จากนั้นก็แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นแล้วเดินตรงไปที่ครัว เปิดตู้เย็นหยิบวัตถุดิบออกมาทำอาหารง่ายๆ เทอาหารแมวให้ลูเซีย แล้วนั่งทานอาหารไปพลางดูทีวียามเช้าไปด้วยกัน

“สวัสดีครับ เราสองคนเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัย...” เสียงคุ้นหูมาพร้อมกับใบหน้าที่คุ้นเคย ซีลยืนอยู่ข้างชายหนุ่มตัวสูงที่เขาไม่รู้จัก ทั้งสองมาแนะนำงานเทศกาลที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัยพร้อมเชิญชวนคนที่สนใจไปเที่ยวชม โดยมีฉากหลังเป็นภาพชิงช้าสวรรค์ ไฮไลท์สำคัญของงาน

ร่างสูงโปร่งในจอยิ้มแย้มแนะนำสถานที่ต่างๆ อย่างสนุกสนาน

“อยากเจอเขาไหมลูเซีย”

“เมี๊ยว”

เซนยิ้มตอบแมวน้อย จากนั้นก็เก็บจานตัวเองและลูเซียไปล้างทำความสะอาด เตรียมออกจากห้องไปพบคนที่ลูเซียอยากเจอ

รออยู่หน้าประตูเกือบสิบนาที ในที่สุดประตูห้องข้างๆ ก็เปิดออกพร้อมกับร่างโปร่งชุดนักศึกษาเรียบร้อย ก่อนเจ้าตัวจะชะงักไปเมื่อเห็นร่างสูง

“ลูเซีย” สายตาของซีลโฟกัสแมวน้อยทันทีที่เห็นมัน จากนั้นก็ก้าวไปหาอย่างลืมตัว มือขาวเรียวลูบหัวมนนุ่มนิ่มด้วยหัวใจพองโต อยากขโมยก้อนขนสีขาวซุกไว้ในอกตนแล้วกอดรัดฟัดเหวี่ยงตลอดทั้งวัน

ซีลเกาคางเจ้าแมวน้อยด้วยความเอ็นดูอยู่สักพักก็ผละออกด้วยความเสียดาย เขาอยากเล่นกับเจ้าแมวน้อยต่ออีกหน่อยแต่ก็เกรงใจเจ้าของมัน

“ฝากไว้ที่คุณก่อน” พูดจบเซนก็ส่งลูเซียให้ซีลอุ้มไว้ จากนั้นหันไปล็อกประตูห้องแล้วเดินนำไปที่ลิฟต์

ซีลเห็นเป็นโอกาสดีจึงไม่ได้คืนลูเซียให้อีกฝ่ายในทันที เขาเล่นกับแมวน้อยแล้วเดินตามอีกฝ่ายเข้าลิฟต์ไป

“เท้าคุณเป็นยังไงบ้าง” เซนถามพลางมองเท้าของอีกฝ่ายที่ดูเหมือนเดินได้ปกติดี

“ดีขึ้นแล้วครับ โชคดีที่ได้คุณช่วยไว้ ไม่อย่างนั้นเมื่อวานผมคงแย่” เซนตอบพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดข่าวเมื่อวานที่เพื่อนของเขาแชร์มาให้ด้วยความเป็นห่วง แล้วยื่นให้อีกฝ่ายดู

“เมื่อคืนพวกเด็กแว้นขับรถไปซอยนั้นแล้วเกิดอุบัติเหตุ ถ้าผมนั่งอยู่กับที่คงถูกรถชนไม่รู้ตัว”

เซนอ่านเนื้อหาในนั้นจบก็ถอนสายตากลับมา เขาหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมาบ้างแล้วเปิดคิวอาร์ของตัวเอง

“แอดไลน์กันไว้ เผื่อฉุกเฉินคุณจะได้โทรหาผม”

“...ห้ะ ทำไมผมต้องโทรหาคุณด้วยล่ะ”

“ถ้าคุณตกอยู่ในอันตราย ผมอยู่ใกล้สุด ผมช่วยคุณได้ ร้านผมคุณก็รู้จัก ห้องผมคุณก็รู้ เคาะประตูเรียกได้ 24 ชั่วโมง”

“ผมหมายถึง...” ทำไมผมต้องให้คุณช่วยต่างหาก

ซีลคิดแต่กลับไม่ได้พูดประโยคหลังนั้นออกไป รู้สึกว่าตัวเองไม่ควรหาเรื่องบาดหมางกับคนตรงหน้า อย่างน้อยเขาก็นับถืออีกฝ่ายในฐานะเชฟขนมฝีมือดี จะหาคนสอนเขานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ในเมื่ออีกฝ่ายยอมรับเขาเป็นศิษย์ ผูกมิตรไว้น่าจะดีกว่า

“ครับ” ซีลรับคำ จากนั้นก็เพิ่มอีกฝ่ายเป็นเพื่อนอย่างง่ายดาย

เซนตั้งภาพลูเซียเป็นรูปโปรไฟล์ตั้งแต่วันแรกที่รับเลี้ยงแมวน้อย จากนั้นก็ไม่เคยเปลี่ยนอีกเลย เขาจึงไม่รู้ว่าในบรรดาคนที่แอบเพิ่มเขาเป็นเพื่อนนั้นเสียใจมากแค่ไหนที่ได้แต่มองหน้าแมวแต่กลับไม่เคยเห็นใบหน้าเจ้าของแมวเลยสักครั้ง

ซีลมองภาพแมวน้อยเอียงคอมองด้วยหัวใจเต้นแรง แอบสไลด์หน้าจอเซฟภาพนั้นไว้ จากนั้นก้มหน้าหอมหัวลูเซียด้วยความรักใคร่ แล้วทำเสียงเล็กเสียงน้อยพูดคุยกับแมวอย่างสนิทสนม ส่วนลูเซียก็ร้องรับเสียงเบาราวกับเข้าใจคำพูดเหล่านั้น คนหนึ่งพูดตัวหนึ่งตอบ

เซนยิ้มนิดๆ แล้วเดินตามทั้งคู่ออกจากลิฟต์ไป

“เรื่องทำขนม คุณคิดไว้หรือยังว่าอยากเรียนทำอะไร”

หัวข้อนี้ดึงดูดความสนใจของซีลได้ดีเลยทีเดียว เขาเงยหน้าขึ้นพลางนึกถึงปัญหาสำคัญที่เขาต้องเผชิญ

เขาทำอาหารไม่เป็นเลย

“คุณมีข้อแนะนำไหม สำหรับมือใหม่หัดเรียนทำขนม” ซีลเงียบไปนิดแล้วกล่าวต่อ “อันที่จริงต้องพูดว่า ไม่มีพื้นฐานเลยสักนิดน่ะ”

“สำหรับผมต่อให้ไม่มีพื้นฐานก็เรียนได้ ขอแค่คุณมีความตั้งใจก็ทำได้ทุกอย่าง”

“อาจเพราะคุณยังไม่เจอคนแบบผมต่างหาก...” ซีลพูดเสียงเบา เขารู้ความห่วยของตัวเองอยู่ในระดับไหน ดังนั้นจึงไม่กล้าเสนอขอทำเค้กหรูหราอลังการ แค่ทำขนมที่พอกินได้สักชิ้นก็ถือว่าก้าวหน้ามากแล้ว

“บราวนี่ทำไม่ยาก ส่วนคัพเค้กก็ครีเอทได้หลายแบบ คุณชอบแบบไหน”

“ผมอยากทำคัพเค้ก!!” คัพเค้กตกแต่งตามความชอบได้ ดังนั้นเขาจึงนึกถึงความชอบของพี่บูม อีกฝ่ายชอบเล่นกีตาร์มาก ถ้าเขาสามารถทำคัพเค้กแล้วประดับด้วยช็อกโกแลตกีตาร์เล็กๆ สักอันจะต้องสร้างความประทับใจได้มากแน่ๆ

“งั้นก็เป็นคัพเค้ก ส่วนผสมใช้ที่ร้านของผมได้” เซนกล่าวอย่างไม่ถือสา เพราะแค่สอนอีกฝ่ายทำขนมคงไม่สิ้นเปลืองเท่าไรนัก ไม่จำเป็นต้องซื้อเพิ่มให้เสียเงินเปล่าๆ

“ไม่ได้ครับๆ จะใช้ของร้านคุณได้ยังไง นั่นเป็นต้นทุนทำขนมขายของคุณ อย่าเอามาสิ้นเปลืองกับผมเลยนะครับ พูดตามตรง คือ...ฝีมือผมแย่มาก ผมขอซื้อส่วนผสมพวกนั้นมาเองดีกว่า”

“คุณดูเหมือนคนเรียนเก่งมาก”

“ฮะๆ เรียนเก่งกับทำอาหารเป็นมันคนละเรื่องกันนะครับ เห็นผมเป็นแบบนี้ แต่เวลาทำอาหาร...ขนาดพ่อครัวเพื่อนยังส่ายหัวเลยครับ”

“ผมจะทำให้คุณเก่งเอง” เซนเชื่อมั่นในตัวเองมาก อย่างน้อยเรื่องทำขนมเขาก็ไม่เคยแพ้ให้ใคร กระทั่งการแข่งขันทำขนมระดับโลกเขาก็ได้รับรางวัลมาแล้ว สอนคนคนหนึ่งให้ทำขนมเป็นจะไปยากอะไร

“ผมก็เชื่อแบบนั้น” ซีลตอบยิ้มๆ

ดวงตาคู่นั้นเต็มเปี่ยมด้วยความศรัทธาจนเซนรู้สึกอบอุ่นในใจ นานมากแล้วที่เขาไม่ได้รับสายตาเชื่อมั่นแบบนี้ กระทั่งตอนที่กรรมการติดสินการแข่งขันบอกว่าขนมของเขารสสัมผัสดี เขาก็ยังไม่รู้สึกถึงความจริงใจมากเท่าตอนนี้

“ขอบคุณ”

รอยยิ้มที่เห็นได้ยากผุดขึ้นบนใบหน้าของอีกฝ่าย ซีลที่มองอยู่จึงนิ่งค้างไป

“ถึงร้านของผมแล้ว ขอบคุณที่มาส่ง” เซนรับลูเซียไปจากอ้อมแขนของอีกฝ่ายก่อนจะเปิดประตูรั้วแล้วเดินเข้าร้านไป

ซีลที่เพิ่งได้สติก็มองตามหลังอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกประหลาดใจ เพราะเป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคุณเชฟยิ้มได้น่ามองขนาดนี้

“...ทำไมเขาดูดีขนาดนั้นนะ” ซีลพึมพำกับตัวเองพลางก้าวเดินต่อ “แล้วทำไมฉันต้องชมเขาด้วยละเนี่ย”

เขาสะบัดหัวไล่ความคิด รีบเดินไปยังป้ายรถเมล์เพื่อไปยังมหาวิทยาลัย

....................................



“พี่บูม” ซีลโบกมือทักทายรุ่นพี่แล้วเดินเข้าไปหา ก่อนสายตาจะสบเข้ากับหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ พี่บูม ด้วยความที่เธอตัวเล็กเขาจึงมองไม่เห็นเธอในทีแรก “อ่า ขอโทษทีครับ”

“ขอโทษอะไรกัน” บูมหันมาหารุ่นน้องด้วยใบหน้ายิ้มๆ ก่อนจะแนะนำคนข้างๆ ให้ซีลรู้จัก “นี่ฟาง แฟนพี่เอง ฟางนี่รุ่นน้องเราชื่อซีล”

“สวัสดีครับพี่ฟาง” ซีลยกมือไหว้หญิงสาวด้วยใบหน้าที่พยายามยิ้มแย้มยินดี แต่ลึกๆ ในใจกลับรู้สึกวูบโหวงที่ได้รับรู้เรื่องราวกะทันหันนี้

“สวัสดีค่ะน้องซีล ได้ยินชื่อมานาน ได้พบกันสักทีนะคะ” ฟางยิ้มให้รุ่นน้องของคนรักที่มักได้ยินชื่ออยู่บ่อยๆ ที่นัดกันคราวก่อนก็ได้ยินว่าต้องไปดูหนังด้วยกันเพื่อทำรายงาน ตอนแรกเธอค่อนข้างไม่ไว้ใจนักเพราะแฟนของเธอเป็นที่นิยม อาจจะมีคนมาแอบชอบแล้วใช้คำว่าพี่น้องเข้ามาแทรกกลางระหว่างเธอกับแฟน

แต่เมื่อได้พบเด็กหนุ่มที่ดูท่าทางตั้งใจเรียน เธอจึงค่อยสบายใจว่าทั้งคู่ไม่ได้คิดอะไรกันมากกว่าพี่น้อง

“ซีลเรียนห้องไหนเดี๋ยวพี่ไปส่ง”

“เอ่อ...” ซีลเงียบไปนิดพลางสังเกตสีหน้าของแฟนรุ่นพี่ “ผมเรียนอีกตึกครับ แค่เดินผ่านมาทางนี้”

“อ้าวงั้นเหรอ” บูมเกาหัวนิดๆ เขาจำได้ว่าสัปดาห์ก่อนพวกเขาขึ้นเรียนตึกนี้ด้วยกัน แค่อยู่คนละชั้นกัน หรือว่าเขาจะจำวันผิด

“ผมขอตัวก่อนนะครับ” ซีลบอกลาทั้งคู่แล้วรีบเดินไปอีกทาง มือที่จับสายกระเป๋าสั่นระริก ด้วยกลัวว่าแฟนสาวของรุ่นพี่จะจับได้ถึงความสนิทสนมที่มากเกินควรระหว่างพวกเขา สองเท้ารีบก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่มีจุดหมาย หวังเพียงหลีกหนีไปให้ไกลจากทั้งคู่

คล้อยหลังซีล ฟางก็หันกลับมาคุยกับแฟนหนุ่มด้วยสีหน้างงงวย “น้องเขาไม่ค่อยสบายหรือเปล่า หน้าซีดมากเลย”

“ช่วงนี้อาจจะเครียดเรื่องเตรียมสอบ ไว้ฉันจะคอยดูเขาเอง ส่วนเธอไปเรียนได้แล้ว”

“ทีกับน้องไปส่งได้ ทำไมให้แฟนเดินไปเอง ใช้ไม่ได้!”

“ยัยตัวแสบ ฉันไปส่งเธอก่อนแล้ว แต่เธอต่างหากที่เดินตามฉันมา” บูมก้มมองนาฬิกาก่อนจะคว้ามือแฟนสาวเดินไปอีกทาง “ไปๆ เหลือเวลาอีกห้านาที ฉันจะเดินไปส่งเธออีกรอบ คราวนี้ไม่ต้องเดินตามฉันมาแล้วนะ”

“รู้แล้วน่า!” ฟางบ่นอุบแต่ก็แอบมีความสุขในใจที่แฟนหนุ่มตามใจเธอ

............................................

ShutDown: ซีล นายอยู่ไหนเนี่ย อาจารย์เข้าสอนแล้วนะ!

IAmZeal: วันนี้โดดเรียนคาบหนึ่ง ฝากจดเลคเชอร์ด้วย

ซีลตอบข้อความเสร็จก็ฟุบหน้าลงบนโต๊ะ หลับตาลงพลางนึกถึงช่วงเวลาดีๆ ตลอดหกเดือนที่ผ่านมา

ทำไมเขาไม่เคยถามอีกฝ่ายว่ามีแฟนหรือยัง ทั้งๆ ที่คนดีๆ แบบนั้นอย่างไรก็ต้องมีคนเข้ามาทำความรู้จักอยู่แล้ว ถ้าเขาได้รู้ก่อน อย่างน้อยก็จะได้ไม่เจ็บนาน ไม่ต้องคาดหวัง และปล่อยให้ความรู้สึกถลำลึกเข้ามามากถึงเพียงนี้

ซีลปล่อยให้ความเสียใจทั้งหมดถูกระบายออกมาเงียบๆ เฝ้ามองเข็มนาฬิกาที่กำลังเคลื่อนผ่านตัวเลขไป อีกชั่วโมงกว่าๆ ก็จะถึงคาบเรียนถัดไป หวังว่าเวลาเหล่านี้จะช่วยเยียวยาหัวใจเขาได้

เขาหันข้างไปทางชั้นวางที่เต็มไปด้วยหนังสืออ่านแล้ว หลังทำใจอยู่สักพักเขาก็ลุกไปช่วยอาจารย์ประจำห้องสมุดเก็บหนังสือเข้าชั้นตามเลขหมวดหนังสือ

“มาอีกแล้วเหรอเรา”

“มาอีกแล้วครับ ผมช่วยนะ” ซีลพูดยิ้มๆ พลางหยิบหนังสือเข้าชั้น

“การแอบชอบใครสักคนไม่ใช่เรื่องผิด”

“!!” มือเรียวชะงักไป เช่นเดียวกับหัวใจที่ดิ่งลง หรือว่าอาจารย์รู้เรื่องของเขา

“ใครเอาหนังสือนิยายมาปนกับหนังสือวิจัยเนี่ย ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ” อาจารย์หยิบหนังสือเล่มเล็กออกมาจากชั้น จากนั้นก็ยื่นให้เขา “เธอเอาเล่มนี้ไปเก็บที่หมวดนิยายให้อาจารย์ด้วยนะ”

“...ครับ” ซีลรับหนังสือเรื่องนั้นมาถือไว้แนบอก เหลือบมองสีหน้าอาจารย์ที่ยังคงมุ่งมั่นกับการจัดหนังสือเข้าชั้นแล้วลอบถอนหายใจ

“แต่ที่หนังสือว่าไว้ก็ไม่ได้ผิดหรอกนะ” อาจารย์พูดต่อ “การแอบชอบคนคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ตราบใดที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ไม่พยายามแทรกกลางระหว่างคู่รัก อาจารย์คิดว่าเรายังคงแอบชอบเขาต่อไปได้อีกนานแสนนาน ดูอย่างศาสตราจารย์เซเวอรัส สเนปสิ เขายังชอบลิลลี่จนถึงวาระสุดท้ายเลยไม่ใช่เหรอ”

“อ่า...ครับ”

“อาจารย์ก็แค่เล่าสู่กันฟัง เธออย่าคิดมากล่ะ” อาจารย์ตบบ่าเขาก่อนจะลากรถเข็นเดินไปอีกทาง

ซีลก้มมองหนังสือในมือ จากนั้นก็นำไปเก็บที่ชั้น เขาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วคว้ากระเป๋ามาสะพาย

นั่นสิ การแอบชอบไม่ได้ผิดอะไร จะมามัวเศร้าใจไปเพื่ออะไร เป็นพี่น้องกันก็ได้นี่ ชอบแบบเคารพรักก็เป็นความชอบแบบหนึ่งไม่ใช่เหรอ

ซีลยิ้มให้ตัวเอง เขาคิดว่าการเปลี่ยนแนวคิดครั้งนี้ไม่เลวเลย ไม่ต้องสูญเสียความสัมพันธ์ที่สร้างมาเพียงเพราะความรู้สึกที่เปลี่ยนไปของเขาเพียงฝ่ายเดียว แค่ตบๆ ให้กลับไปเป็นเหมือนตอนเริ่มต้นเท่านั้นก็ได้แล้ว



“หายหัวไปไหนมา” ชัทเดินเข้าห้องมาพร้อมกับกลุ่มเพื่อน จากนั้นก็คิ้วขมวดเมื่อเห็นดวงตาแดงๆ ของเพื่อน “ใครทำอะไรนาย”

“ไม่มีใครทำอะไรทั้งนั้นแหละ ฉันแค่เครียดเรื่องสอบไปหน่อย”

“ไม่หน่อยมั้ง คาบนี้นายไม่เคยโดดเลยนะ นายพูดเองว่าวิชานี้ยากไม่เข้าเรียนสักคาบคงไม่เข้าใจเลย แล้วทีนี้จะทำไง จะสอบได้ไหม”

ซีลแบมือไปหาคนตรงหน้า “ฉันรู้ว่านายอัดเสียงมา เพราะถ้าฉันเรียนไม่รู้เรื่องแล้วใครจะติวให้นายล่ะ”

“รู้ก็ดี คราวหน้าห้ามขาดอีก!” พูดจบชัทก็ส่งเครื่องอัดเสียงให้เพื่อนพร้อมกับชีท “ถ้าไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร ไว้นายพร้อมค่อยบอกฉัน”

แม้จะถูกเบี่ยงประเด็นไปเรื่องสอบ แต่คนช่างสังเกตแบบชัทก็พอจะดูออกว่าเพื่อนสนิทของเขาไม่ได้เครียดเรื่องนั้น ถ้าจะมีอะไรที่ทำให้เจ้าเด็กเรียนประจำภาควิชาไขว้เขวได้ คงไม่พ้นรุ่นพี่สุดฮอตคนนั้นหรอก

ซีลกล่าวขอบคุณเบาๆ จากนั้นก็ตั้งใจเรียนตลอดทั้งคาบ และตลอดทั้งวันจนกระทั่งตะวันตกดิน

“กลับบ้านเลยไหมเดี๋ยวฉันไปส่ง”

“ไปส่งที่ห้างนะ ฉันจะไปซื้อของหน่อย” ซีลบอกชัท ขณะเดียวกันก็ทบทวนของที่ต้องซื้อตามรายการที่ได้รับจากคุณเชฟเมื่อช่วงบ่าย

“ปกติชวนไม่ไปจะให้พาไปตลาด วันนี้จะไปห้าง...” ชัทหรี่ตามองเพื่อน “แปลกๆ นะ”

“ของที่ต้องซื้อตลาดสดไม่มีขาย เถอะน่า เดี๋ยวดึกเกิน”

“เออ ไปก็ไป” ชัททำหน้าที่สารถีพาเพื่อนไปยังห้างหรูใจกลางกรุง ปกติเขามาเดินเล่นตอนว่างๆ หลังเลิกเรียน กินข้าวกับที่บ้าน หรือไม่ก็ไปเป็นเพื่อนแฟนต่อแถวซื้อบัตรคอนเสิร์ต

แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่เขาต้องมาช่วยเพื่อนหอบแป้งทำขนมและสารพัดวัตถุดิบที่ซื้อเหมือนจะใช้ทั้งปี

“เยอะไปไหมซีล นายจะทำขนมหรือเปิดโรงงาน” ชัทมองถุงในมือทั้งสองข้างที่หนักเอาการ ก่อนจะหันไปร้องห้ามเพื่อนที่เดินไปหยิบของบนชั้น “พอแล้ว นายจะซื้อกาแฟทุกรสไปทำขนมไม่ได้!”

“ก็ฉันไม่รู้ว่ารสไหนอร่อย ซื้อไปเยอะๆ ไว้ทดลองไง”

“ไว้ค่อยมาซื้อวันหลังก็ได้ ใช้ไอ้ที่อยู่ในมือฉันให้หมดก่อนเถอะ” ชัทถอนหายใจ “ฉันอยากจะรู้นักว่าเชฟคนไหนกล้าสอนนาย เขาไม่กลัวเครื่องครัวพังหรือไง”

“ไม่พังหรอกน่า...” ซีลฉุกใจคิดเล็กน้อย “หรือว่าฉันควรจะซื้อชุดทำขนมไปเผื่ออีกสักชุดดี ถ้าพังจะได้หยิบมาใช้เลยไง”

ถ้าไม่ติดว่าถือของอยู่ชัทก็อยากจะเอามือขึ้นมาก่ายหน้าผากเหมือนกัน เขาส่ายหัวเล็กน้อยแล้วใช้ขาขวางเพื่อนที่ทำท่าจะเดินไปทางแผนกเครื่องครัว เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่ต้องซื้อแล้วโว้ย!!”

“เอางั้นเหรอ” ซีลถาม เมื่อเห็นเพื่อนพยักหน้าอย่างแข็งขันเขาก็ยอมแพ้วางโหลกาแฟกลับเข้าที่

“เอาไปถือด้วย หนักมาก” ชัทยื่นถุงใส่ถ้วยกระดาษใส่คัพเค้กให้เพื่อน แล้วเดินนำหน้าไปที่ประตูทางออก

“ฉันถืออีกก็ได้นะ” ซีลกล่าวขำๆ ยื่นมือไปหยิบไข่ไก่มาช่วยถือ จากนั้นก็เดินขึ้นรถไปด้วยกัน

ชัทเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ปีแรกที่รู้จักกัน ช่วงนั้นซีลทำกิจกรรมไปด้วยเรียนไปด้วยทำให้เขาพักผ่อนน้อยจนเป็นลมไปหลายครั้ง ซึ่งกลายเป็นภาพจำของชัทว่าเขาสุขภาพไม่แข็งแรง รวมกับเรื่องที่เคยถูกทำร้ายจนเลือดตกยางออก จากนั้นถ้าอะไรที่ดูเหมือนจะหนักเกินไป ชัทก็จะรับไปถือไว้เอง แม้เขาจะบอกว่าเขาแข็งแรง ถือได้ อีกฝ่ายก็ดูเหมือนจำฝังใจไม่ฟังเขาเลยสักคำ

รถยนต์คันหรูจอดลงที่หน้าร้าน ไลท์ที่กำลังเก็บโต๊ะจึงรีบเดินออกไปเพื่อบอกกล่าวลูกค้าว่าร้านปิดแล้ว แต่ยังไม่ทันได้กล่าวคำ คนที่บอสของเขารออยู่ก็ก้าวลงมาจากรถพร้อมกับของพะรุงพะรัง

“ผมช่วยนะครับ” เขายื่นมือไปรับของก่อนจะรีบบยกขาขวางกันลูเซียที่วิ่งพรวดเข้ามา ด้วยกลัวว่าแมวเจ้านายจะไปนอนใต้ท้องรถ

“ลูเซีย~” ซีลย่อตัวลงอ้าแขนรับเจ้าเหมียวที่กระโดดข้ามขาพนักงานหนุ่มโผเข้าหาเขา แล้วกล่าวเสียงสอง “คิดถึงจังเลย~”

“เราเอาของเข้าไปเก็บกันเถอะครับ” ชัทรู้จักความบ้าขนฟูของเพื่อนสนิทดีจึงปล่อยให้ซีลเล่นกับแมวน้อยไป ส่วนเขาก็พิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าที่เพื่อนบอกว่าเป็นเชฟขนมฝีมือดี

แต่มองอย่างไรก็ดูเหมือนนักศึกษาคนหนึ่ง รุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขา ไม่ได้ดูแก่ประสบการณ์เหมือนที่เพื่อนโม้ไว้สักนิด

“คุณทำงานมากี่ปีแล้ว”

“สองวันครับ”

“ห้ะ!”

ไลท์มองคนตรงหน้าที่ตกตะลึงยืนนิ่งอยู่กลางสวน “ร้านเพิ่งเปิดได้สองวัน ก็ทำงานมาสองวันไงครับ”

“เพิ่งเรียนจบก็ทำงานที่ร้านเลยเหรอ ไม่คิดจะเป็นลูกมือเชฟฝึกฝนประสบการณ์ก่อนเหรอ” เขาเดินต่อพลางถามไปด้วย

เพราะคนรอบตัวเขาส่วนใหญ่ ต่อให้เจ๋งแค่ไหนก็ต้องลองไปเป็นลูกน้องคนอื่นก่อนช่วงหนึ่งเพื่อเรียนรู้งาน น้อยมากที่จะกล้าเปิดกิจการเป็นของตัวเอง

“ผมยังเรียนไม่จบ และไม่ได้คิดจะเป็นลูกมือเชฟ” ยิ่งพูดไลท์ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตรงไหนไม่ถูกต้อง แต่กลับไม่รู้ว่าผิดตรงไหน

“เรียนไม่จบด้วย!” ชัทเบิกตากว้าง เขาหันกลับไปมองเพื่อนสนิทที่ยังงุ้งงิ้งกับแมวแล้วหันกลับมาหาชายหนุ่มตรงหน้า “คุณโคตรเทพเลย ทำได้ยังไงน่ะ”

ต้องบอกก่อนว่าลิ้นของซีลไม่ใช่ธรรมดา ของไม่อร่อยซีลไม่มีทางกินเป็นคำที่สอง คนที่เลือกกินแบบนั้นบอกว่าจะเรียนทำขนม ย่อมต้องหาคนที่ทำให้เชื่อมั่นในรสชาติได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เรียนแค่งูๆ ปลาๆ ในคอร์สทำขนมราคาไม่กี่พัน

“คนทั่วไปก็ทำได้นิครับ” ทำงานพาร์ทไทม์ไปเรียนไปก็ไม่ใช่แปลกอะไร แค่แบ่งเวลาเป็นก็ทำได้แล้ว ไลท์จึงไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงมองตนแบบนั้น

“คนทั่วไปแบบผมทำไม่ได้” ชัทตบบ่าอีกฝ่าย “สู้ๆ นะครับ ถ้ากิจการไม่ดี มาเป็นปาติซิเย่ที่โรงแรมผมได้”

“ห้ะ?” ไม่ทันให้ไลท์ได้กล่าวโต้แย้ง เจ้านายของเขาก็เดินออกมา

“ร้านปิดแล้วครับ” เซนกล่าวกับคนตรงหน้าเพราะเข้าใจว่าชายหนุ่มคือลูกค้า จากนั้นก็เดินไปหาร่างโปร่งที่อุ้มลูเซียอยู่ “ผมนึกว่าคุณไม่มาแล้ว”

“ได้ไงล่ะครับ คุณเชฟอุตส่าห์ตั้งใจสอนผม ผมก็ต้องตั้งใจมาเรียนรู้สิ” ซีลพูดยิ้มๆ

“งั้นเราเข้าไปเตรียมของกันเถอะครับ เดี๋ยวดึกเกินไป” เซนกวาดมองรอบตัวอีกฝ่ายที่ปราศจากวัตถุดิบ “ของล่ะครับ?”

นิ้วเรียวชี้ไปที่เพื่อนสนิทที่กำลังอ้าปากค้างอยู่ “เพื่อนผมถือไปแล้ว”

เซนหันกลับไปหาลูกค้าหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างพนักงานของเขาแล้วพยักหน้ารับ “สวัสดีครับเพื่อนน้องซีล”

น้องซีล “0-0”

เพื่อนน้องซีล “= [] =”

“ผมขอตัวก่อนนะครับ...” ชัทส่งของทั้งหมดให้พนักงานหนุ่มแล้วรีบวิ่งกลับไปที่รถโดยไม่สนใจเสียงร้องทักของเพื่อน

เขาไม่อยากต้องรู้สึกหน้าแตกไปมากกว่านี้ ยิ่งนึกถึงคำตอบของอีกฝ่าย เขาก็อยากเอาหัวมุดอ่างน้ำ

แค่คำว่าทำงานสองวัน เขาก็ควรคิดได้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นพนักงานร้าน

“น่าอับอายที่สุด!”



ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6403
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
น้ารักน่าเอ็นดูที่สุด สมแล้วที่เป็นเพื่อนกัน

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-2
บทที่ 6


“คุณซื้ออะไรมาบ้าง” เซนหยิบของในถุงออกมาดู ส่วนใหญ่เป็นของที่เขาลิสต์รายการไว้ แต่มีปริมาณมากกว่าที่ต้องใช้ ส่วนกาแฟที่บอกให้ซื้อถุงเดียวก็พอ กลับมีมากกว่าห้ายี่ห้อ

“ผมไม่รู้ว่ารสไหนทำคัพเค้กแล้วอร่อยก็เลยหยิบมาหลายแบบ”

เซนพลิกดูส่วนผสมแล้วถามต่อ “ปกติคุณทานเข้มไหมครับ”

“อ่า ผมไม่ชอบทานกาแฟครับ”

“แล้วทำไมถึงอยากทำคัพเค้กรสกาแฟล่ะครับ ผมว่าแบบคุณคัพเค้กรสช็อกโกแลตน่าจะเหมาะกว่า”

“คือว่า...” ซีลเม้มปาก ลอบมองอีกฝ่ายแล้วอ้อมแอ้มตอบ “ผมอยากทำให้เป็นของขวัญคนอื่นน่ะครับ”

“อ้อ...” เซนพยักหน้า ไม่ได้ถามอะไรต่อ เขาหันกลับไปหยิบอุปกรณ์สำหรับทำขนม ชุดหนึ่งวางตรงหน้าซีล ส่วนอีกชุดสำหรับตนเอง “ถ้าอย่างนั้นผมใช้รสชาติแบบที่ผมชอบก็แล้วกัน”

“ได้ครับ” คุณเชฟทำขนมอร่อย ซีลจึงสบายใจที่อีกฝ่ายเป็นคนเลือกรสกาแฟ

“อันดับแรก เรามารู้จักส่วนผสมก่อน...” เซนวางวัตถุดิบแยกสัดส่วนไว้ตามลำดับการผสม เพื่อให้ซีลเข้าใจง่ายและหยิบใช้ได้ตามขั้นตอน จากนั้นก็หยิบซองกาแฟรสที่ตนชอบส่งให้อีกฝ่าย

“ขั้นตอนแรก ชงกาแฟครับ”

ซีลพยักหน้ารับพลางมองหาถ้วยชงกาแฟ ก่อนสายตาจะหยุดลงที่แก้วน้ำคู่รูปแมวสองตัวหันหน้าเข้าหากัน ตัวหนึ่งสีขาว ส่วนอีกตัวสีดำ

เซนมองตามสายตาอีกฝ่ายแล้วหยิบแก้วรูปแมวสีขาวให้คนข้างๆ “ของแถมมาตอนซื้อกาแฟน่ะ”

“ขอบคุณครับ” ซีลยิ้มนิดๆ มองแมวน้อยบนแก้วที่เหมือนลูเซียราวกับแกะ “คุณซื้อที่ไหนเหรอครับ ผมอยากได้บ้าง”

แม้จะไม่ชอบดื่มกาแฟ แต่เพื่อแก้วใบนี้ เขายอมซื้อกาแฟ!

“คุณเอาไปเถอะ ผมยกให้ แต่คงต้องหลังจบคอร์สนะ เพราะคุณยังต้องใช้แก้วนั้นผสมกาแฟอยู่”

ซีลอึ้งไป ไม่คิดว่าคุณเชฟจะออกปากยกให้ง่ายๆ แบบนี้ ถึงแม้จะเป็นของแถม แต่ก็เป็นของแถมที่ได้มาจากการเสียเงิน อย่างไรเขาก็ไม่ควรรับมา

“ผมขอซื้อได้ไหม เกรงใจคุณจัง เรียนก็เรียนฟรี ยังมาปล้นของแถมคุณอีก”

เซนมองออกว่านักเรียนของเขาอยากได้ แต่กลับไม่กล้ารับไปฟรีๆ ดังนั้นเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายลำบากใจเขาจึงเสนอทางออกอื่น

“อาทิตย์หน้าผมต้องไปสัมมนาต่างประเทศ คุณช่วยดูแลลูเซียให้ผมสักสามวันก็แล้วกัน ถือเป็นการแลกเปลี่ยน”

“เอ๊ะ แบบนั้นมัน...” เรื่องดีสุดๆ เลยไม่ใช่เหรอ!!

ได้อยู่กับลูเซียทั้งวัน ได้ดื่มช็อกโกแลตร้อนจากแก้วที่มีรูปลูเซีย ได้พาลูเซียไปวิ่งเล่น ได้นอนกอดลูเซีย

ให้ตายสิ แค่คิดเขาก็สำลักความสุขตายแล้ว

“คุณไม่สะดวกเหรอ”

“สะดวกครับ!!” ซีลตอบรับเสียงดัง เขาอยากพาลูเซียกลับห้องเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ อยากเอาไม้ล่อแมวในห้องมาเล่นกับแมวน้อย อยากรู้ว่าเจ้าก้อนขนสีขาวจะใช้อุ้งเท้าตะปบไหม

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามนี้ เอาละ เรามาทำคัพเค้กกันดีกว่า” เซนมอบหมายให้ซีลไปชงกาแฟโดยใส่น้ำและกาแฟตามสัดส่วนที่เขากำหนด จากนั้นก็สอนเขาแยกไข่ขาวและไข่แดงออกจากกัน

“ทำไงดีครับ ผมทำไข่แดงแตกอีกแล้ว” ซีลรู้สึกหดหู่กับความไม่ได้เรื่องของตัวเอง ซื้อไข่มาสองโหล ถูกเขาทำเสียไปแล้วครึ่งโหล ไม่ให้กังวลเลยก็คงไม่ได้

“อาจเป็นเพราะไข่แตกจากข้างในแต่แรกแล้ว ไม่ใช่ความผิดคุณทั้งหมดหรอก ลองใบใหม่นะ” เซนเอ่ยปลอบ แล้วหยิบใบใหม่ส่งให้อีกฝ่าย จากนั้นก็สาธิตอีกครั้ง “คุณเคาะเบาๆ แบบนี้”

“แบบไหนนะครับ” ซีลเผลอขยับเข้าหาอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว ลองทำตามด้วยการแง้มรอยแยกเล็กน้อยแล้วปล่อยให้ไข่ขาวไหลลงไปในชาม จากนั้นก็เทไข่แดงกลับไปกลับมาจนไข่ขาวไหลลงไปจนเกือบหมด

เห็นไข่แดงกลมสมบูรณ์ซีลก็อยากโห่ร้องดีใจ เขาลองทำอีกสองใบก็ได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างเขาจะพัฒนาได้เร็วขนาดนี้!

“คิดถูกแล้วที่ให้คุณเชฟสอน” ซีลพูดยิ้มๆ แล้วหันไปหาอีกฝ่าย “ผมทำได้เพราะคุณเลยนะครับ”

เซนได้ฟังก็เพียงยิ้ม ไม่ได้กล่าวออกไปว่าการแยกไข่นั้นง่ายที่สุดแล้ว ยังเหลือการผสมแป้งและบัตเตอร์ครีมที่ต้องใช้ฝีมือ ซึ่งดูจากความมือใหม่ของซีล ขอบคุณเขาตอนนี้นับว่าเร็วเกินไป ไม่แน่ว่านาทีถัดไปชายหนุ่มอาจจะอยากล้มเลิกไม่ทำแล้วก็ได้

“เอ่อ ที่คุณบอกเมื่อกี้ต้องผสมยังไงนะ” ซีลมองอ่างผสมของคุณเชฟที่เริ่มใส่ไข่แดงลงไปแล้ว แต่ของเขามีเพียงเนยจืดกับน้ำตาลที่เกาะกันเป็นก้อน แม้จะใช้พายคนกันอย่างไรก็ไม่เข้ากันสักที

“ทำแบบนี้ครับ” เซนจับมือคนข้างๆ แล้วขยับไม้พายผสมวัตถุดิบ พลางลอบมองคนที่ดูส่วนผสมค่อยๆ เข้าที่อย่างตั้งใจ

ซีลดูเปล่งประกายมากขึ้นทุกครั้งที่ได้พบ โดยเฉพาะรอยยิ้มที่มักแสดงออกเมื่อรู้สึกดีใจ กระทั่งเรื่องเล็กๆ อย่างการผสมวัตถุดิบก็ทำให้เขามีความสุขได้

“ใส่ไข่แดงเลยได้ไหมครับ”

เซนหลุดจากภวังค์ เขาหลบสายตาที่มองมาแล้วหยิบชามไข่แดงส่งให้อีกฝ่าย

“ขั้นตอนต่อไปก็แค่ผสมให้เข้ากัน คุณทำไปก่อน ผมจะไปเทแป้งใส่ถ้วย” เซนผละออกแล้วเดินไปอีกทาง

ซีลโคลงหัวเล็กน้อย ไม่ได้สังเกตท่าทีที่แปลกไปของอีกฝ่าย มือเรียวตั้งใจผสมไข่ลงไปทีละฟองตามที่คุณเชฟสอน ไม่นานนักส่วนผสมก็เนียนลื่นเป็นเนื้อเดียวกัน

“นี่คือผลงานชิ้นโบว์แดงชัดๆ” ชายหนุ่มอดชื่นชมตัวเองไม่ได้

“แป้งสาลีครับ” คุณเชฟยื่นถ้วยแป้งพร้อมตะเกรงร่อนแป้งให้ จากนั้นก็เริ่มร่อนแป้งในอ่างผสมของตน เทกาแฟที่เตรียมไว้ แล้วผสมให้เข้ากัน “ลองทำดูครับ ประมาณสามครั้งก็พอ”

ซีลถูมือเตรียมพร้อม แล้วทำตามที่คุณเชฟสอนทุกขั้นตอน ถึงจะทุลักทุเลไปหน่อย เนื้อตัวเปื้อนไปมากกว่าครึ่ง แต่ในที่สุดส่วนผสมของเขาก็พร้อมแล้ว

“ต่อไปเราจะตีไข่ขาวให้ขึ้นฟู แล้วนำมาผสมกันอีกครั้งครับ” เซนวางเครื่องตีไข่ไว้ตรงหน้าซีล ทั้งร้านเขามีเครื่องเดียว จึงยกให้อีกฝ่ายเป็นคนทำ

“ให้ผมทำเหรอ” ซีลยกนิ้วชี้หน้าตัวเอง พอคุณเชฟพยักหน้ารับ เขาก็เทไข่ขาวทั้งส่วนของเขาและคุณเชฟลงไปด้วยกัน กดปุ่มเปิดเครื่อง แล้วมองดูไข่ขาวที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีใสเป็นขาวข้น

“พอแล้วครับ เนื้อเริ่มข้นแล้ว”

“อ้อครับ” ซีลกดปิดเครื่อง ตักแบ่งส่วนหนึ่งให้คุณเชฟ อีกส่วนของตน ต่างคนต่างผสมวัตถุดิบของตนเองไป ไม่นานนักเนื้อเค้กก็เนียนนุ่ม

ซีลอมยิ้มพลางก้มหน้าเข้าไปดมส่วนผสมที่เต็มไปด้วยกลิ่นกาแฟ ตอนอบเสร็จจะต้องหอมมากแน่ๆ

“คุณตักส่วนผสมใส่พิมพ์ได้เลย...” ปาติซิเย่หนุ่มเงียบไปเมื่อเห็นเนื้อครีมติดอยู่ที่ปลายจมูกของคนข้างๆ เขาเช็ดมือกับเสื้อแล้วใช้ปลายนิ้วปาดคราบสีน้ำตาลอ่อนออกด้วยแววตาอ่อนโยน

ทำไมถึงซุ่มซ่ามได้น่าเอ็นดูแบบนี้นะ

“เอ่อ...” ยังไม่ทันได้เอื้อมมือไปหยิบถาดก็ต้องตกตะลึงกับการกระทำของอีกฝ่าย แต่พอเห็นคราบสีน้ำตาลบนนิ้วคุณเชฟ เขาก็ได้แต่ยิ้มแหยๆ กับความไม่ได้เรื่องของตนเอง

ซีลจัดการตักส่วนผสมคัพเค้กใส่พิมพ์ แล้วนำถาดเข้าเตาอบ ส่วนคุณเชฟเป็นคนตั้งเวลาและอุณหภูมิ

เนื่องจากต้องรออบ 20 นาที ทั้งคู่จึงเตรียมเก็บล้างอุปกรณ์ที่ใช้แล้ว เหลือไว้อีกส่วนหนึ่งสำหรับเตรียมตกแต่งหน้าเค้ก

“คุณไปนั่งเล่นก่อนก็ได้ ตรงนี้ผมจัดการเอง”

“ได้ยังไงล่ะครับ อุปกรณ์พวกนี้ผมเป็นคนใช้งาน ผมก็ต้องช่วยทำความสะอาดสิ คุณเชฟต่างหาก สอนผมทำขนมคงเหนื่อยมาก
คุณไปนั่งรอดีกว่าครับ”

“งั้นผมฝากด้วยนะครับ” เซนปล่อยให้อีกฝ่ายเก็บล้างไป แล้วเดินออกไปด้านนอกไม่นานนักก็กลับเข้ามาพร้อมอิตาเลียนโซดาสองแก้ว

ซีลที่เพิ่งวางถ้วยบนที่คว่ำจานหันกลับมาเห็นพอดี ดวงตาก็เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง

อุปกรณ์ก็ใช้ของเขา วิชาทำสอนขนมก็ของเขา ยังจะให้เขาทำน้ำมาให้อีก

คิดได้ดังนั้นก็ยกมือไหว้งามๆ หนึ่งครั้งเป็นการขอบคุณ

“ขอบคุณมากครับ”

“แค่นี้เอง ไม่เปลืองอะไรหรอก” เซนพูดยิ้มๆ เมื่อเห็นท่าทางเกรงอกเกรงใจของลูกศิษย์ จากนั้นก็เดินนำไปที่เคาน์เตอร์เพื่อเตรียมทำส่วนผสมสำหรับแต่งหน้าเค้ก

“เหลืออีกสิบนาที ถ้าอย่างนั้นเรามาเตรียมบัตเตอร์ครีมกาแฟกันเลยนะครับ”

“ได้ครับ” ซีลยกแก้วดื่มน้ำรวดเดียวจนหมดแล้วเลียริมฝีปากอย่างเสียดาย เขามองแก้วเปล่าที่เหลือแต่น้ำแข็งแล้ววางลง อยากกินอีกสักแก้วแต่ก็เกรงใจคนทำ

“ไว้ทำบัตเตอร์ครีมเสร็จผมจะทำให้กินอีกแก้ว” พูดจบเซนก็สบตาอีกฝ่ายอย่างรู้ทัน “หรือถ้าคุณไม่อยากรอ แก้วผมยังมีน้ำเหลืออยู่ ผมยกให้”

“ไม่เป็นไรครับๆ” ซีลรีบยกมือปฏิเสธ แล้วตั้งใจเรียนทำบัตเตอร์ครีมอย่างจริงจัง แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น พอถึงตอนเขาทำ เนื้อครีมกลับเหลวเป๋วราวกับน้ำ

“ผมทำพลาดไปตรงไหนกัน ทำไมไม่เหมือนของคุณเลยล่ะ”

เซนที่เพิ่งถือถาดคัพเค้กออกจากเตามองเนื้อบัตเตอร์ครีมแล้วดูปุ่มปรับระดับที่เครื่อง เมื่อเห็นตัวเลขความเร็วสูงสุดเขาก็ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมเนื้อครีมถึงเหลวแบบนั้น

“คุณตีแรงเกินไปเนื้อบัตเตอร์ก็เลยเหลวครับ” เขาวางถาดขนมไว้ด้านข้าง จากนั้นก็หยิบน้ำตาลไอซิ่งเทลงไปในอ่างผสมของอีกฝ่าย “วิธีแก้คือใส่น้ำตาลไอซิ่งลงไปเพิ่มครับ”

ซีลมองตามทุกขั้นตอนอย่างละเอียด คุณเชฟใช้ตระกร้อมือตีแทนเครื่องอย่างเชี่ยวชาญ จากเนื้อครีมเหลวๆ ก็ค่อยๆ เซตตัวเข้าที่พอที่จะใช้แต่งหน้าเค้ก

“เหมือนมีเวทย์มนตร์เลยครับคุณเชฟ”

“แค่ทริกเล็กๆ น้อยๆ ครับ”

เซนยิ้มรับเมื่อเห็นสายตาชื่นชมของคนข้างๆ การที่เขาเลือกใช้ตระกร้อมือแทนเครื่องก็นับว่าคุ้มแล้ว

ทั้งคู่แยกกันตกแต่งคัพเค้กของตัวเอง ซึ่งหลังจากได้รับการสอนจากปาติซิเย่ผู้เชี่ยวชาญ ซีลก็เข้าใจหลักการใช้หัวบีบครีมและจัดการตกแต่งอย่างตั้งใจทุกชิ้น แม้ครึ่งถาดจะล้มเหลว แต่อีกครึ่งก็สวยงามพอที่จะถ่ายรูปอวดเพื่อนๆ

“ชิ้นนี้ผมยกให้คุณเชฟครับ สวยสุดเท่าที่ผมทำเลย”

“ขอบคุณครับ แล้วที่เหลือคุณจะเก็บไว้เองเหรอ” เซนเหล่มองคัพเค้กในถาดที่เหลือ “คุณไม่ทานกาแฟไม่ใช่เหรอครับ”

“ผมจะลองกินดูครับ อย่างไรซะก็เป็นผลงานของตัวเอง” ถึงจะไม่สวยแต่เขาก็ไม่อยากทิ้ง จะเอาไปให้คนอื่นเขาก็รู้สึกขายหน้าเกินไป ไว้เขาเก่งมากกว่านี้ค่อยทำไปฝากเพื่อนๆ ก็แล้วกัน

“งั้นเรามาแลกกันไหมครับ” เซนดันถาดขนมที่ตกแต่งสวยงามของตนไปให้อีกฝ่ายจากนั้นก็ถือวิสาสะหยิบชิ้นที่ไม่น่าดูที่สุดครึ่งหนึ่งนั้นมาเป็นของตัวเอง

“แบบนั้นไม่ได้นะครับ คุณเลือกที่สวยๆ ไปดีกว่า” ซีลยื่นมือจะไปแย่งคัพเค้กของตนกลับมาแต่อีกฝ่ายขยับตัวเข้ามาขวางไว้

“สำหรับผมความสวยงามภายนอกไม่สำคัญเท่ารสชาติครับ” ปาติเซเย่หนุ่มสบตาคนตรงหน้า “รสชาตินี้ผมชอบ ไม่สำคัญหรอกว่าหน้าตาจะเป็นยังไง เพราะเนื้อในก็เป็นรสกาแฟที่ผมชอบอยู่ดี ผมสอนคุณเองกับมือนะ”

“คุณเชฟ...” อีกฝ่ายพูดมาแบบนี้ ทำเอาซีลพูดแย้งต่อไม่ออก “แบบนี้ไม่ยุติธรรมกับคุณเลย”

“เราแค่แลกเปลี่ยนกันครับ ผมได้คัพเค้กหกชิ้น คุณก็หยิบของผมไปหกชิ้น แค่นั้นก็เท่าเทียมกันแล้วครับ”

“แต่ของคุณสวยมากเลย” เขามองคัพเค้กที่ตกแต่งอย่างประณีต กลีบดอกกุหลาบบานสวยจนเขาไม่กล้ากินด้วยซ้ำ

“กินไปรสชาติก็เหมือนกันครับ” เซนหยิบชิ้นที่สวยที่สุดของตนใส่กล่องอย่างดีจากนั้นก็ยื่นให้อีกฝ่ายโดยไม่ยอมให้ปฏิเสธ “รับไปครับ ผมได้ของคุณมาแล้ว ไม่อย่างนั้นคุณจะเสียเปรียบนะ”

“แต่ว่า...”

“ถ้าคุณไม่กิน ก็ให้เพื่อนๆ ของคุณได้”

ซีลเบิกตากว้าง รีบรับมาเก็บไว้เอง “เรื่องอะไรจะเอาของดีๆ ให้พวกนั้นล่ะครับ” ของที่คุณเชฟทำเองกับมือ เรื่องอะไรจะไปแบ่งให้คนอื่นล่ะ ให้เขาได้กินเพื่อซึมซับ คราวหน้าจะได้ทำเป็นบ้างดีกว่า!

เซนมองตามยิ้มๆ จากนั้นก็จัดการเก็บอุปกรณ์ไปล้างทำความสะอาด คราวนี้พวกเขาช่วยกันเพราะเวลาล่วงเลยมาหลายชั่วโมงแล้ว ซีลเองก็ต้องกลับไปทบทวนหนังสือก่อนสอบ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้สึกอุ่นใจเพราะคืนนี้มีขนมอร่อยๆ ไว้กินคู่กับนม

“ยิ้มอะไรเหรอครับ” เซนถามเมื่อเห็นคนข้างๆ เอาแต่ยิ้มสลับกับมองกล่องขนมของเขา

“เปล่าครับ แค่คิดว่าคืนนี้จะไม่หิวอย่างเดียวดาย”

“คุณนอนดึกบ่อยเหรอครับ”

“ช่วงนี้อ่านหนังสือสอบน่ะครับ นานเข้าก็เริ่มหิวแต่ไม่มีอะไรอยู่ในตู้เย็น” เขาบอกเล่าความเศร้าใจของตน เวลาที่หิวขึ้นมากลางดึก นอกจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเขาก็ทำอย่างอื่นไม่เป็นแล้ว จะสั่งอาหารมากินก็มีแต่ฟ้าดฟู้ดไขมันสูง กินได้ไม่กี่คำก็เลี่ยนจะเหลือทิ้งไว้ก็น่าเสียดาย สุดท้ายเขาก็เลยฝืนข่มตาหลับไปพร้อมกับความหิวโหย

“ถ้าวันไหนคุณหิวจนทนไม่ไหว ก็มาเคาะประตูห้องผมได้นะครับ ตู้เย็นผมมีทุกอย่างอยากกินอะไรก็บอกได้เลย”

“คุณใจดีเกินไปแล้วครับ...” ยิ่งอีกฝ่ายเอื้อเฟื้อเขามากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเกรงใจมากขึ้นเท่านั้น อีกอย่างพวกเขาเป็นแค่อาจารย์กับลูกศิษย์ มากไปแบบนั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ “ผมไม่กล้ารบกวนคุณเชฟหรอกครับ”

เซนโคลงหัวเล็กน้อยเมื่อได้ยินอีกฝ่ายเรียกเขาคุณเชฟตลอด คิดอยากเปลี่ยนเป็นคำเรียกอื่น ริมฝีปากก็ไปไวเท่าความคิด

“เรียกผมว่าพี่แทนได้ไหม คุณเชฟฟังดูห่างไกลไปหน่อย”

จู่ๆ ถูกเปลี่ยนเรื่องกะทันหันคนฟังถึงกับมึนไปเลยทีเดียว ให้เขาเรียกอีกฝ่ายว่าพี่ แล้วเขาจะถูกแทนคำเรียกว่าอะไรล่ะ

“เอ่อ จะดีเหรอครับ”

“หรือจะเรียกเซนก็ได้นะ ผมไม่ถือ”

นั่น...ไม่ลามปามคุณเชฟเกินไปเหรอ เซนคิดในใจพลางไล่คิดหาคำเรียกอื่น

“คุณลำบากใจจะเรียกผมว่าพี่เหรอ” เซนถามพลางคิดว่าจะยอมแพ้แล้ว เขาไม่อยากฝืนใจซีล ถ้าอีกฝ่ายอยากเรียกคุณเชฟเขาก็ต้องยอมรับมัน แค่อดเสียดายนิดหน่อยที่ไม่มีโอกาสได้ยินอีกฝ่ายเรียกเขาว่าพี่

“พี่...เซน” ซีลพูดเสียงเบาก่อนจะย้ำคำเรียกอีกครั้ง “พี่เซนครับ ผมไม่ได้ลำบากใจขนาดนั้น ผมแค่รู้สึกว่าคุณเชฟคือคำเรียกที่แสดงถึงการให้เกียรติพี่ ในฐานะอาจารย์สอนศิษย์ จะให้เรียกพี่ก็เกรงว่าจะดูไม่เคารพน่ะครับ”

เซนได้ยินอีกฝ่ายเรียกตนว่าพี่ทั้งยังมีท่าทีพยายามอธิบายเหตุผลที่ไม่กล้าเปลี่ยนคำเรียก รอยยิ้มก็ผุดขึ้นที่มุมปาก

“ผมเข้าใจที่คุณพูดครับ อ้อ ไม่สิ ทางนี้ก็ควรเปลี่ยนคำเรียกเหมือนกัน พี่เขาใจที่ซีลพูด ขอบคุณที่ให้เกียรตินะครับ”

“...”

เป็นครั้งแรกที่ซีลได้ฟังชื่อตัวเองจากปากอีกฝ่ายแล้วรู้สึกคันยุบยับในใจ รีบก้มหน้าล้างถ้วยใบสุดท้ายแล้ววางคว่ำบนที่วางจาน

“นี่ก็ดึกมากแล้ว พวกเรารีบกลับกันเถอะครับ”

“งั้นซีลถือกล่องขนมไปรอพี่ข้างนอกก่อน พี่ขอตรวจเช็คความเรียบร้อยแล้วเราค่อยเดินกลับด้วยกัน”

“...ครับ”

ซีลพยักหน้ารับแล้วถือกล่องขนมเดินออกจากห้องครัวไปพร้อมกับความรู้สึกแปลกๆ ที่ต้องเปลี่ยนคำเรียก

สำหรับเขาการเรียกอีกฝ่ายว่าพี่ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะเดิมทีเขาก็คนที่อายุมากว่าว่าพี่ทั้งนั้น แต่พอตัวเองถูกแทนคำว่าคุณด้วยชื่อ และคุณเชฟแทนตัวเองว่าพี่ เขากลับรู้สึกเหมือนว่ามีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย

“เมี๊ยว” เสียงเรียกมาพร้อมกับสายตาออดอ้อนที่ร้องขอให้อุ้มยังคงเป็นไม้เด็ดของลูเซีย แค่เห็นซีลก็ใจอ่อนยวบ วางกล่องเค้กไว้บนโต๊ะแล้วอุ้มเจ้าเหมียวแนบอก

“หายไปไหนมาครับ ดูซิเท้าเปื้อนหมดเลย” ซีลล้วงผ้าเช็ดหน้าสะอาดของตนออกมาแล้วค่อยๆ บรรจงเช็ดเท้าทั้งสี่ข้างให้ลูเซีย จากนั้นก็เช็ดตามขนที่เปื้อนดินเล็กน้อยจนขาวสะอาด

เซนที่เพิ่งก้าวออกจากประตูหันมาเห็นภาพนี้แววตาก็อ่อนลง เขามองทาสแมวสลับกับแมวของตนที่ซุกแขนชายหนุ่มพลางเลียหลังมือขาวอย่างตั้งใจ ราวกับต้องการบอกให้รู้ว่าซีลเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวที่มันรัก

ภาพนั้นซ้อนทับกับวันแรกที่เขารับลูเซียมาเลี้ยง แม้ก่อนหน้านั้นจะเคยพบกันสองสามครั้ง แต่เจ้าเหมียวก็ไม่เคยแลมองเขา จนกระทั่งวันนั้น วันที่ลูเซียยอมโอนอ่อนรับเขาเป็นหนึ่งในครอบครัวของมัน หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ดีขึ้น

และตอนนี้ดูเหมือนลูเซียจะอยากรับสมาชิกใหม่เพิ่ม โดยที่ทาสแมวคนนั้นก็คงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกนับรวมเข้าไปแล้ว

“ลูเซีย ซนอีกแล้วนะ” เซนลูบหัวแมวน้อยจากนั้นก็อาสาถือของทั้งหมดเอง เพราะซีลอุ้มแมวให้เขาอยู่ คงไม่ถนัดถือของเท่าไรนัก

“ดูเหมือนผมสร้างปัญหาให้พี่ตลอดเลย พี่อุ้มลูเซียไหม ผมถือของเอง”

เซนมองคนปากอย่างใจอย่าง สายตายังไม่ละจากแมวเขา ยังจะขอของไปถือเองอีก “อุ้มแมวไป ของแค่นี้พี่ถือได้”

“ได้ครับ” ซีลตอบรับอย่างยินดี รอยยิ้มระบายเต็มใบหน้าชวนให้คนที่ลอบมองอยู่อดยิ้มตามไม่ได้

พวกเขาคุยกันไปตลอดทาง เรื่องที่ซีลสงสัยมักจะเป็นเรื่องของลูเซีย เช่น ชอบกินอะไร ชอบของเล่นแบบไหน ท่าทางแบบนี้ของลูเซียหมายถึงอะไร ซึ่งเซนก็ตอบทุกคำถามเท่าที่เขารู้จากการเลี้ยงลูเซีย

“พี่เซนได้ลูเซียมายังไงเหรอ ซื้อจากคนขายแมว หรือคนรู้จักให้มา”

“...แมวของน้องสาวน่ะ”

“อ้อ...” ซีลนึกถึงหญิงสาวที่เขาเจอเมื่อวันเปิดร้าน เธอบอกเขาว่าเป็นเจ้าของร้าน ดังนั้นก็คงเป็นน้องสาวของคุณเชฟ “เขาย้ายที่อยู่เหรอครับ”

เซนยิ้ม แต่ก็เป็นรอยยิ้มที่เจือความเศร้า “เธอจากไปด้วยโรคร้าย เมื่อครึ่งปีก่อน...”




...........................


ช่วงนี้งานเยอะ+ป่วยไปหลายวัน ขออภัยที่มาช้าน้าาา
ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ  :mew1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-06-2021 00:00:52 โดย janeta »

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6403
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
น้องสาวกับลูเซียคือสื่อรักนี่เอง // รักษาสุขภาพด้วยนะค้าาา

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-2
บทที่ 7


ซีเป็นน้องสาวที่น่ารักของเซน เธอมีความฝันอยากเปิดร้านขนมมาตั้งแต่เด็ก และเป็นแรงผลักดันให้คนที่ไม่มีความฝันอย่างเขา...อยากเรียนทำขนม

เซนไม่เคยอยากเป็นอะไรในอนาคต แม้ว่าครูจะยกผลการเรียนระดับสูงของเขามาแนะนำคณะหรือมหาวิทยาลัยชั้นนำ เขาก็เพียงคิดแค่ว่าเรียนอะไรก็เหมือนกัน เรียนอะไร จบไปก็ทำแบบนั้น ได้เป็นที่พึ่งให้น้องสาวของเขาก็พอแล้ว

จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาเห็นหน้ากระดาษสมุดบันทึกของน้องสาว เธอวาดร้านขนมที่พ่อกับแม่พาเราไปตอนเด็กๆ วาดพ่อและแม่เป็นคนขายขนม วาดตัวเธอและเขาเป็นเชฟทำขนม พร้อมชื่อร้านประดับอยู่ด้านข้าง

Café to be loved

วินาทีนั้น ในที่สุดเขาก็หาเส้นทางอนาคตเจอ แค่ได้อยู่กับน้องเขาก็พอใจมากแล้ว แม้ว่าพ่อกับแม่จะไม่ได้อยู่กับเราแล้วก็ตาม

ทั้งคู่ประสบอุบัติเหตุในวันฝนตก ด้วยสภาพถนนลื่นและเดินทางกลางดึก ทำให้รถพลิกคว่ำระหว่างทาง เขากับน้องสาวรออยู่ที่บ้านจนเผลอหลับไป กว่าจะรู้เรื่องราวญาติๆ ก็มาหาเขาด้วยใบหน้าหม่นหมอง พาเขากับน้องไปไหว้รูปพ่อกับแม่

ตอนนั้นเขาเพิ่งเรียนจบมัธยมปลาย ยังไม่ทันได้เตรียมใจก็ต้องฝืนเข้มแข็ง เขาไม่กล้าแม้แต่จะร้องไห้ให้น้องเห็น พยายามยิ้มให้มากที่สุดเพื่อเป็นกำลังใจให้เธอ

“พี่จะเป็นเชฟทำขนมนะ ไว้ซีเรียนจบเราไปเปิดร้านกัน”

“จริงเหรอคะ พี่เซนพูดจริงๆ นะ”

“อื้ม เพราะฉะนั้นเลิกร้องไห้ได้แล้วนะครับ คุณพ่อคุณแม่คอยดูความสำเร็จของเราอยู่บนฟ้านะ”

“...ค่ะ ซีจะไม่ร้องไห้”
น้องสาวของเขากลั้นน้ำตา “ซีจะตั้งใจเรียน แล้วจะทำขนมอร่อยๆ เยอะๆ เลย”

โชคดีที่พ่อกับแม่ทิ้งมรดกให้เขามากมาย พวกเขาสองพี่น้องจึงไม่ต้องลำบากหาเงินเรียนหนังสือ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น น้องสาวของเขาก็ยังแบ่งเวลาว่างไปทำงานพาร์ทไทม์ร้านขนมเพื่อเรียนรู้การทำขนมแต่ละชนิด จากนั้นก็นำมาปรับปรุงสูตรของตัวเองให้มีทั้งความอร่อยและดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร

“พี่เซน นี่เป็นเค้กสูตรใหม่ของหนู หนูเตรียมไว้สำหรับลูกค้าคนแรกของหนูเท่านั้น”

“เค้กอะไรเนี่ย...”
เซนอ่านสูตรการทำคร่าวๆ แล้วขมวดคิ้ว “ทำยากเกินไปรึเปล่า แค่ให้เค้กสักชิ้นฟรีๆ ก็พอแล้วมั้ง”

“ไม่ได้ เขาเป็นคนแรกที่มาร้านหนู หนูจะให้เค้กที่ดีที่สุดสำหรับเขา ถ้าหน้าตาดีมากๆ หนูจะยกพี่ให้เขาเลยด้วย”

“พูดอะไรไร้สาระ ถ้าเขาเป็นผู้ชาย เธอจะยกพี่ให้เขาด้วยรึไง”

“พี่ก็รู้ว่าหนูเหลือเวลาไม่มาก”
ซีมองสายน้ำเกลือที่เจาะบนหลังมือ “หนูไม่รู้จะฝืนตัวเองจนถึงวันเปิดร้านได้หรือเปล่า”

“ห้ามพูดแบบนี้อีก!”
เขาดุน้องทั้งที่หัวใจใกล้สลาย อาการของน้องเขาแย่ลงเรื่อยๆ ตั้งแต่เมื่อหนึ่งปีก่อน

ตอนนั้นเขากำลังเป็นปาติซิเย่ชื่อดังอยู่ที่เมืองนอก จนกระทั่งวันหนึ่งได้รับสายจากญาติว่าน้องสาวเขาล้มป่วย เขาจึงรีบเดินทางกลับประเทศเพื่อมาดูแลน้องสาว และเมื่อได้รู้ผลตรวจว่าเธอเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย เขาก็ลาออกจากงานทันที ไม่สนใจว่าทางนั้นจะก่นด่าเขามากแค่ไหน หรือสื่อจะวิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างไร เขาแค่อยากอยู่ใกล้ๆ น้องจนวินาทีสุดท้ายเท่านั้น

“พี่เซน...ในชีวิตของหนูมีสิ่งที่ห่วงไม่มาก ร้านขนมที่พี่เปิดให้หนู แม้ว่าจะเห็นแค่รูปแต่หนูเชื่อว่าพี่จะดูแลร้านได้” ซีจับมือเขา “ส่วนพี่...คือคนที่หนูห่วงที่สุด”

“หนูอยากให้มีใครสักคนดูแลพี่แทนหนู หนูจะตั้งชื่อเขาว่า Aimer ถ้าหนูเจอเขาก่อนพี่หนูจะมอบดอกรักให้เขา พี่จะได้รู้ว่าเป็นคนที่หนูหามาให้ ยังไงก็ช่วยพิจารณาเขาหน่อยนะ หนูจะเลือกแต่คนดีๆ ให้พี่”

“แต่ถ้าหนูไม่อยู่ ลูเซียจะช่วยพี่ตามหาเขาเอง”
ซีลูบหัวลูกแมวน้อยที่หลับอยู่ในอ้อมแขน

นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาได้พูดคุยกับน้องสาว เธอกอดลูเซียแล้วหลับไปด้วยรอยยิ้ม เขาเฝ้ามองใบหน้านั้นและจับมือน้องไว้จนกระทั่งเสียงสัญญาณชีพหยุดลง

หลังจากนั้นเขาก็ซึมเศร้าไปพักใหญ่ กว่าจะฟื้นตัวได้เวลาก็ล่วงเลยมาหลายเดือน เขากลับมาตั้งมั่นกับการเปิดร้านขนม ขลุกอยู่ในครัวเพื่อฝึกฝีมือและปรับปรุงรสชาติ วางแผนการตลาด รับสมัครพนักงาน ตกแต่งร้าน และแจกใบปลิว ลืมเลือนไปแล้วว่าคำพูดสุดท้ายที่น้องทิ้งไว้คืออะไร

จนกระทั่งวันก่อนเปิดร้าน เขาได้พบกระดาษสอดไว้ใต้ประตูพร้อมคำลงท้ายที่มีเพียงเขาและน้องสาวที่รู้ ในใจก็คาดหวังและกังวลคละเคล้ากันไป คาดหวังว่าจะได้พบคนที่น้องสาวปรารถนาให้มาอยู่ร่วมกับเขา อยากรู้ว่าคนคนนั้นเป็นอย่างไร แต่อีกใจก็กังวล เพราะเขาไม่เคยมอบความรู้สึกให้ใคร ไม่กล้าเปิดใจรับใคร และไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องมาเสียเวลากับคนน่าเบื่อแบบเขา

แต่เมื่อพบกับชายหนุ่มร่างสูงโปร่งโอบกอดลูเซียอย่างทะนุถนอม ความคิดทั้งหมดนั้นก็พลันหายไป

เขาไม่กล้าพูดว่าเป็นรักแรกพบ เพราะเขาเองก็ไม่เคยมีความรักในแง่นั้น แค่มีความประทับใจในครั้งแรกที่ได้เห็น โดยเฉพาะความอ่อนโยนที่มอบให้แมวของเขายังคงติดอยู่ในใจ ตอนที่เห็นเสื้ออีกฝ่ายเปื้อนจึงหาวิธีที่จะทำให้ได้พบกันอีกครั้ง และไม่ลังเลที่จะยื่นเสื้อของตัวเองให้อีกฝ่าย ทั้งที่เสื้อตัวนั้นน้องสาวซื้อให้เขา และเขาไม่เคยให้ใครสวมใส่มันนอกจากตัวเอง

กระทั่งตอนที่อีกฝ่ายเดินจากไปก็ยังอดมองตามไม่ได้ และคาดหวังจะได้พบกันอีกสักครั้ง



“ฮึก”

เซนมองคนที่กำลังร้องไห้อยู่ข้างๆ เขาเพิ่งเล่าถึงตอนที่น้องสาวบอกความปรารถนาแรกว่าต้องการเปิดร้านขนม และเขาทำมันสำเร็จแล้วให้ซีลฟัง ยังไม่ทันได้เล่าต่อ ร่างโปร่งก็น้ำตาไหลยกมือปาดคราบน้ำตาเงียบๆ เขาจึงหยุดพูดแล้วลูบหลังอีกฝ่ายเบาๆ

“เรื่องมันผ่านไปแล้ว ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วครับ ไม่ต้องร้องนะ”

“ผม...ขอโทษ” ซีลคิดไม่ถึงว่าเรื่องราวของร้านขนมจะมีที่มาแบบนี้ เขายอมรับว่าแวบแรกที่ได้ฟังเขาตกใจกลัวเพราะได้เห็นวิญญาณเธอกลางวันแสกๆ แต่พอได้ฟังว่าเธออยากมอบเค้กสูตรพิเศษให้ลูกค้าคนแรก เขาก็อดร้องไห้ไม่ได้

เพราะเขาเป็นคนแรกที่ได้รับของขวัญชิ้นนั้น

“แค่ซีลชอบเค้กชิ้นนั้น น้องสาวพี่ก็มีความสุขมากแล้วครับ” เซนลูบหัวปลอบประโลม จากนั้นก็พาชายหนุ่มไปส่งถึงหน้าประตู

“ถึงห้องแล้ว หรือถ้าอยู่คนเดียวไม่ไหวจะไปอยู่ห้องพี่ก็ได้นะ” เขาพูดหยอกอีกฝ่าย หวังว่าจะคลายความเศร้าได้บ้าง

“แค่กๆ พูดอะไรน่ะครับ” ซีลส่งลูกแมวให้คุณเชฟแล้วรับกล่องขนมมา “ผมอยู่ได้ครับ น้องสาวพี่เป็นคนน่ารัก เธอคง...ไม่แกล้งผมหรอก”

“ตอนเขาเด็กๆ ก็แสบใช่ย่อยเลยนะ เพื่อนพี่ทุกคนโดนแกล้งหมดเลย”

“พี่เซนนนนนนนนน”

“ฮะๆ ไม่แกล้งแล้วครับ เข้าห้องเถอะ” เซนยิ้มเมื่อเห็นท่าทางขี้กลัวของซีล ก่อนจะหุบยิ้มลงแล้วพูดอย่างจริงจัง “แต่ถ้ารู้สึกไม่สบายใจก็เรียกพี่ได้นะ ขอโทษด้วยที่มาเล่าเรื่องอะไรแบบนี้ตอนกลางคืน”

“ไม่เป็นไรครับ ผมต่างหากที่เสียมารยาทพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ทำให้พี่ต้องนึกถึงอดีต” ซีลเหลือบมองร่างสูงที่แววตายังคงหม่นเศร้าแต่พยายามแสดงออกว่าไม่เป็นไร “ถ้าพี่รู้สึกไม่ดีก็บอกผมนะ ถึงจะช่วยอะไรไม่ได้แต่ผมก็รับฟังเก่งนะ”

“ขอบคุณครับ”

เซนมองอีกฝ่ายด้วยสายตาอบอุ่น น้อยคนนักจะสังเกตเห็นว่าเขาอยู่ในอารมณ์ไหน นอกจากซีแล้ว หน้ากากของเขาใช้ได้ผลกับทุกคนเสมอ ในสายตาคนภายนอก เขาคือปาติซิเย่หนุ่มผู้มากฝีมือและมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า ไม่ว่าจะเข้าร่วมการแข่งขันไหนก็ไม่เคยหวาดหวั่น มีเพียงน้องสาวของเขาที่รับรู้ความกังวลของเขาทุกครั้ง และคอยให้กำลังใจเสมอ

“พี่ทำหน้าแบบนั้นคู่แข่งก็ได้ใจกันหมดสิว่าชนะพี่แน่” ซีบ่นเขาทางวีดิโอคอล จากนั้นค่อยพูดปลอบใจ “สู้ๆ นะพี่เซน ถึงหนูจะช่วยพี่แข่งไม่ได้ แต่เป็นกำลังให้นะ พี่ต้องทำได้แน่ๆ หนูเชื่อว่าพี่ชายของหนูเก่งมากพอที่จะคว้ารางวัลชนะเลิศ”

และเพราะกำลังใจนั้น เขาจึงชนะการแข่งขันทำขนมระดับประเทศ ชนะคู่แข่งที่กวาดรางวัลมาสามปีซ้อนด้วยคะแนนสูงสุด

“ผมเข้าห้องก่อนนะครับ” ซีลทนรับสายตาที่จ้องมองมาไม่ไหวจึงรีบเปิดประตูห้องเข้าไปทันที ขณะกำลังคิดว่าอีกฝ่ายมองเขาแบบนั้นทำไมสายเรียกเข้าก็ร้องขึ้นขัดความคิด “ฮัลโหล”

(เพื่อนรักของฉัน นายอ่านหนังสือถึงไหนแล้ว)

“กำลังจะอ่าน” เขาตอบชัทพร้อมกับนำคัพเค้กเข้าตู้เย็น จากนั้นก็เดินกลับไปที่โต๊ะอ่านหนังสือ “ทำไม นายจะมาอ่านกับฉันหรือไง”

(อือ นายเปิดวิชา XX ไว้นะ ฉันก็จะอ่าน ถ้าสงสัยจะได้ถามนายได้)

“วิชานั้นฉันอ่านจบไปแล้วเมื่อวาน วันนี้ฉันจะอ่านวิชา YYY”

(ก็ได้...) ปลายสายพูดเสียงเบาลงอย่างน้อยอกน้อยใจ ซีลใจอ่อนก็เลยบอกอีกฝ่ายไปอีกประโยค

“นายจะอ่านวิชานั้นก็อ่านไป มีอะไรค่อยถามฉัน”

(ซีล ฉันคิดไว้แล้วว่านายคือเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน สอบปลายภาคเสร็จฉันจะยกเกาะส่วนตัวให้นายไปเที่ยวเล่นๆ ยาวๆ เลย)

“ให้ฉันทั้งเกาะ?”

(ให้ไปเที่ยวฟรีเฉยๆ ไม่ได้ยกให้เลย!)

ซีลหัวเราะอยู่พักหนึ่งก็เริ่มอ่านหนังสือ โดยมีคำถามของชัทแทรกเข้ามาเป็นระยะ ซีลก็ช่วยอธิบายให้เพื่อนเข้าใจ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงตีหนึ่งเขาก็เริ่มหิว ฝั่งชัทแค่กดกระดิ่งพ่อบ้านประจำตัวก็รีบไปเตรียมอาหารมาเสิร์ฟทันที ส่วนเขาได้แต่ลุกไปเปิดตู้เย็นแล้วหยิบคัพเค้กที่อยู่กล่องมากินคู่กับนมอุ่นร้อน

เนื่องจากทั้งคู่วีดิโอคอลคุยกัน จึงเห็นภาพของฝั่งตรงข้ามบนหน้าจอ ชัทกำลังเปิดภาพยนตร์ระหว่างรอพ่อบ้านมาเสิร์ฟอาหาร เหลือบมาเห็นเขาแกะกล่องคัพเค้กพอดี

(น่ากินจัง นายซื้อร้านไหนมาอะ)

“ก็ที่ทำวันนี้ไง” ซีลจงใจไม่พูดว่าคนทำเป็นใคร เพราะอยากเห็นว่าเพื่อนจะทำสีหน้าอย่างไรเมื่อคิดว่าเขาทำคัพเค้กชิ้นนี้

(อย่ามาโม้ ฉันว่านายขโมยที่ปาติซิเย่คนนั้นทำมามากกว่า ของที่นายทำเนื้อเค้กต้องแข็งโป้กแน่ๆ ส่วนหน้าคัพเค้กเหรอ เหอะๆ เหลวเป๋ว ต้องเละแหงๆ)

ซีลหน้าบึ้งเมื่อเพื่อนพูดถูกทุกคำ คัพเค้กของเขาไม่ได้เรื่องจริงๆ นั่นแหละ เมื่อกี้หยิบที่ตัวเองทำมาลองกินชิ้นหนึ่งเขาก็คายทิ้งทันที ของแบบนั้นใครจะกินเข้าไปได้ สงสารก็แต่คุณเชฟที่รับเอาไป ถ้าเขาถามถึงรสชาติอีกฝ่ายต้องให้กำลังใจด้วยการบอกว่ารสชาติดี เพราะงั้นเขาจะเงียบไว้ไม่ถามถึงแล้วกัน

(เงียบแบบนี้ ฉันทายถูกล่ะสิ เฮ้อ ซีล...ฉันพูดตรงๆ นะ นายน่ะไม่เหมาะกับการทำอาหารหรอก ฉันว่านายเอาคะแนนเต็มทุกวิชาไปเป็นของขวัญรุ่นพี่คนนั้นไม่ดีกว่าเหรอ เอาความถนัดของนายให้เขา ดีกว่าต้องมาลำบากทำสิ่งที่ไม่ง่ายแบบนี้)

ได้ฟังซีลก็นิ่งไป ใช่ว่าเขาไม่นึกถึงเรื่องนี้ การทำขนมน่ะ ต่อให้เขาพยายามมากแค่ไหน คนหัดทำก็ไม่มีทางทำได้ดีเท่าคนที่ทำเป็นอาชีพ อีกทั้งเป้าหมายในการทำขนมของเขาก็ถูกโยนทิ้งไปแล้ว เขาไม่อาจใช้ขนมเป็นสะพานในการสารภาพความรู้สึกได้อีก เพราะพี่บูมมีแฟนแล้วและรักเธอมาก จึงไม่มีเหตุผลที่จะดึงดันทำสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัดต่อไป

“หรือฉันควรถอดใจ”

(ฉันได้ข่าวว่ารุ่นพี่มีแฟนแล้ว นาย...รู้เรื่องนี้ไหม) ปลายสายถามด้วยน้ำเสียงลังเล ใจหนึ่งก็ไม่กล้าบอกออกไป แต่อีกใจก็อยากให้เพื่อนรู้ความจริง

“ฉันเพิ่งรู้วันนี้เหมือนกัน” ซีลตอบเสียงเบาลง “เรื่องสารภาพฉันคงไม่ทำแล้ว ส่วนเรื่องของขวัญ...ฉันไม่รู้จะเอายังไงต่อดี”

ที่เขาหอบของมาหาคุณเชฟวันนี้ ก็เพื่อทำตามคำพูดที่ได้ตกลงกันไว้ เขาจะเรียนทำขนมอย่างตั้งใจเพราะอีกฝ่ายอุตส่าห์สละเวลามาสอนเขา แต่พอผลลัพธ์ที่ได้ไม่เป็นอย่างที่หวังเขาก็เริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเอง ว่าจะฝืนลองทำต่อไป หรือหาอย่างอื่นมอบให้รุ่นพี่เป็นของขวัญแทน

เขาไม่อยากให้พี่เซนต้องมาเสียเวลากับเขา

(เฮ้ ยังมีเวลาอีกหลายวัน นายทำได้แน่ ขอโทษที่ฉันปากพร่อยทำลายกำลังใจนาย เชฟคนนั้นดูเก่งมาก ถึงจะสอนนายให้เป็นมืออาชีพทันทีไม่ได้ แต่ระดับกินได้น่าจะไม่ยากนะ ถ้าถึงตอนนั้นแล้วไม่ได้จริงๆ ฉันจะไปช่วยนายเลือกของขวัญชิ้นอื่นให้รุ่นพี่ ดีไหม)

ซีลรู้ว่าเพื่อนไม่ได้ตั้งใจพูดจาดูถูกว่าเขาทำไม่ได้ ชัทแค่พูดความจริงว่าบางเรื่องก็ยากเกินไปที่เขาจะทำได้ จึงไม่อยากให้เขาต้องเสียเวลา “ขอบใจนะ ไว้ฉันทำไม่ได้จริงๆ ค่อยเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นให้พี่บูมก็แล้วกัน”

มือเรียวตักคัพเค้กน่าตาน่าทานชิมเพื่อรับรสชาติขนมที่ควรเป็น เนื้อเค้กนุ่มละมุนและบัตเตอร์ครีมที่หอมกลิ่นกาแฟชวนให้อยากกินซ้ำหลายๆ คำ กระทั่งชัทที่อยู่หน้าจอโทรศัพท์ยังอดกลืนน้ำลายไม่ได้

(อร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ)

“อืม...อร่อยมาก” มากจนอยากทำให้เป็นด้วยตัวเอง

ซีลตัดสินใจในเสี้ยววินาที “ฉันจะเรียนทำขนมต่อไป จะต้องทำให้อร่อยระดับนี้ให้ได้!”



ด้านคนสอนที่กำลังจ้องคัพเค้กหน้าตาประหลาดๆ อย่างลังเล แค่มองจากภายนอกเขาก็รู้ว่าเนื้อเค้กเป็นอย่างไร เช่นเดียวกับบัตเตอร์ครีมด้านบนที่ละลายไหลลงด้านข้าง ไม่ต้องถึงระดับปรมาจารย์ด้านทำขนมออกโรง แค่วางไว้เฉยๆ ก็ถูกลูกแมวเมินแล้ว

“...” ลูเซียเพียงแค่มองอยู่ไกลๆ ไม่ขยับเข้าใกล้คัพเค้กชิ้นนั้นเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ปกติเมื่อได้กลิ่นขนมจากเขา เจ้าตัวน้อยจะรีบมาหาทันที

“เขาอุตส่าห์ตั้งใจทำนะ” เซนบอกลูกเซียจากนั้นก็ตักคัพเค้กเข้าปากโดยไม่ลังเลอีก แม้รสชาติตรงกันข้ามกับที่เขาทำแต่เขาก็ฝืนใจกินจนหมดชิ้น “รสชาติและเนื้อสัมผัสดีกว่าตอนที่ฉันทำครั้งแรกเสียอีก”

ปาติซิเย่หนุ่มจำได้ว่าตอนนั้นเขาไปขอเรียนกับเชฟทำขนมท่านหนึ่ง คนคนนั้นไม่ได้สอนเขาเป็นเรื่องเป็นราว แค่ให้เขาทำงานจิปาถะ ส่วนเขาก็ครูพักลักจำนำสูตรไปลองทำ ครั้งแรกที่ทำแล้วล้มเหลว เชฟสั่งให้เขากินขนมทั้งหมดที่ทำ แล้วให้จำความล้มเหลวครั้งนั้นเป็นบทเรียนจะได้ไม่ผิดอีก ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ยังล้มเหลวอีกหลายสิบครั้ง กินเข้าไปเท่าไรก็อาเจียนออกมาจนหมด เข็ดขยาดขนมไปพักใหญ่

เขาจำความรู้สึกแย่ๆ นั้นได้ จึงไม่สอนให้ซีลทำแบบนั้น เพราะชายหนุ่มไม่ได้จะเรียนเพื่อไปเปิดร้านทำขนมหรือเป็นเชฟอาชีพ แค่พอกินได้ก็ถือว่าสอบผ่านแล้ว

“พรุ่งนี้คงต้องติวเข้มหน่อย”

คัพเค้กอีกห้าชิ้นที่เหลือเซนไม่ได้ฝืนใจกินต่อ แต่แช่ไว้ในช่องฟรีสเก็บผลงานชิ้นแรกของนักเรียนไว้เป็นที่ระลึก จากนั้นก็นั่งทำบัญชีร้านเงียบๆ อยู่ที่โต๊ะหนังสือ

ผ่านไปกว่าชั่วโมง ลูเซียกระโดดขึ้นมานอนบนตัก ส่งเสียงเรียกร้องความสนใจเบาๆ

เซนถอดแว่น ละสายตาจากบัญชีร้านขนมที่กำลังคำนวณค่าใช้จ่ายอยู่ เขาเหลือบมองนาฬิกาที่เวลาล่วงเลยมาจนถึงตีสองจากนั้นก็หันไปมองประตูห้องที่ปราศจากเสียงเคาะประตู ไม่รู้ว่าคนข้างห้องหลับไปแล้วหรือยัง

เขาอุ้มแมวน้อยแล้วลุกจากเก้าอี้ เดินไปยังระเบียงห้องพลางเงี่ยหูฟังเสียงเพลงเบาๆ จากห้องข้างๆ แว่วเสียงเจ้าของห้องกำลังอธิบายศัพท์เข้าใจยากสองสามคำให้ใครบางคนฟัง

(อ้อ! แบบนี้นี่เอง ถ้าเอา A แทนค่านี้ ก็จะได้คำตอบใช่ไหม!)

“ใช่ นายลองคำนวณดูอีกรอบ ฉันจะยังไม่บอกคำตอบ ถ้าตัวเลขเราตรงกันแสดงว่านายคิดถูก”

(โอเค ฮ้าว~)

“จบบทนี้นายไปนอนก่อนได้แล้ว พรุ่งนี้ค่อยติวใหม่”

(งืมๆ ...คร่อก)

“บ้ายบายเพื่อน” คนพูดหัวเราะนิดๆ ก่อนเสียงกรนจะหายไป คิดว่าเจ้าของห้องคงกดวางสายไปแล้ว

“เมี้ยว” ลูเซียส่งเสียงเบาๆ แต่กับคนหูไวอย่างซีลกลับได้ยินอย่างชัดเจน ไม่นานนักเสียงลากเก้าอี้ก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงเปิดประตูระเบียง ร่างสูงจึงวางลูเซียลงแล้วรีบหลบหลังกำแพง

“ลูเซีย~ ยังไม่นอนเหรอครับ” ซีลพูดยิ้มๆ เมื่อเห็นแมวน้อยนั่งจ้องเขาตาแป๋วบนพื้นระเบียงห้องข้างๆ และเพราะเห็นแสงไฟในห้องยังไม่ถูกปิดจึงคิดว่าคุณเชฟยังไม่นอน “อยู่ตรงระเบียงอันตรายนะ รีบเข้าห้องไปเร็ว”

“เมี้ยว” ลูเซียร้องเรียกคนที่หลบอยู่หลังกำแพง จากนั้นก็เดินไปงับขากางเกงหวังลากเจ้าของตนให้เดินออกมา

“ไปไหนแล้วน่ะ” ซีลพยายามชะโงกมองหาแต่ไม่เห็นเจ้าแมวน้อย จึงคิดว่ามันวิ่งเข้าห้องไปแล้ว มุมปากยกยิ้มอบอุ่น “ฝันดีนะลูเซีย”

เสียงนุ่มพูดยิ้มๆ จากนั้นก็เปิดประตูระเบียงกลับเข้าห้องไป ส่วนเซนที่รั้งตัวแมวน้อยไว้ไม่ให้โผล่หน้าออกไปก็แอบชะโงกหน้าไปที่ระเบียงฝั่งตรงข้ามซึ่งมีม่านกั้นอยู่ ขณะที่ไฟในห้องนั้นก็ค่อยๆ ปิดไปทีละดวง

“ฝันดีนะซีล” เขายืนพิงกำแพง มองไปยังท้องฟ้าที่มีดวงดาวนับล้านทอแสง คงมีสักดวงที่น้องสาวของเขาเฝ้ามองอยู่

“ขอบคุณนะซี” ขอบคุณที่พาเขาเข้ามาในชีวิตพี่ ถึงตอนนี้จะเพิ่งเริ่มต้นและไม่รู้จะไปได้ไกลแค่ไหน แต่พี่จะลองเปิดใจดูนะ



........................
พรุ่งนี้ทำงานแล้ว เลยรีบมาเขียนเพิ่มอีกตอนจ้า

น้องสาวกับลูเซียคือสื่อรักนี่เอง // รักษาสุขภาพด้วยนะค้าาา

ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ // ช่วงนี้โรคระบาดดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ
 :pig4::mew1: :กอด1:


ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
เดี๋ยวนะผู้หญิงในตอนแรกที่ติดดอกไม้ให้้้้ซีลตอนเปิดร้านวันแรกคือ... :a5:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-2
บทที่ 8

ช่วงเสาร์-อาทิตย์ เพื่อไม่ให้รบกวนการอ่านหนังสือสอบปลายภาค เซนให้ซีลหยุดเรียนทำขนมไปอ่านหนังสือ และจะใช้เวลาช่วงหลังร้านปิดในวันธรรมดาสอนทำขนมตามปกติ

ซีลเป็นคนขอไว้เพราะไม่อยากให้การเรียนทำขนมล่าช้าไปมากกว่านี้ แม้จะทุลักทะเลไปบ้างแต่เขาก็ตั้งใจเต็มร้อย เวลาว่างก็มักจะไปห้องสมุด หาไอเดียใหม่ๆ เขียนลงไดอารี่แล้วให้คุณเชฟช่วยสอนทำท็อปปิ้งแต่งหน้าเค้ก จนถึงวันที่สามของการเรียน ในที่สุดคัพเค้กหน้าตาน่าทานก็พร้อมเสิร์ฟ

ดวงตาของซีลเป็นประกาย ขอเพียงเนื้อเค้กไม่แข็งเกินไปเขาก็มั่นใจได้แล้วว่าคัพเค้กชิ้นนี้สมบูรณ์แบบ

“จะชิมแล้วนะครับ” เซนกล่าวยิ้มๆ ใช้ส้อมตักคัพเค้กชิมรสชาติ “ใช้ได้ครับ เนื้อสัมผัสตรงตามที่สอนทุกอย่างเลย”

“จริงเหรอครับ!” ได้ฟังคำวิจารณ์แบบนั้นซีลก็ใจชื้นลองชิมดูบ้าง “อร่อยมาก!!”

แม้จะหวานกว่าที่คุณเชฟทำ แต่ก็ตรงตามรสชาติที่เขาชอบ ถ้าไม่ติดว่าเป็นของขวัญมอบรุ่นพี่เขาก็คงจะขอเก็บไว้กินเองแล้ว

มองมือที่เลอะบัตเตอร์ครีมของตน ซีลไม่คาดคิดเลยว่าสองมือคู่นี้นอกจากเปิดหนังสืออ่านจะสามารถทำขนมได้ด้วย

“เก่งมากครับ” เซนลูบผมลูกศิษย์หนึ่งเดียวของเขา ตลอดสามวันที่ผ่านมาซีลไม่คิดยอมแพ้เลยสักครั้ง แม้จะมีท้อไปบ้างที่ขนมไม่เป็นอย่างที่หวัง แต่ความตั้งใจที่ไม่ย่อท้อของเขา ในที่สุดก็ให้ผลลัพธ์ที่ดี

“ถ้าไม่ได้พี่ช่วยสอน ผมก็คงทำของอร่อยแบบนี้ออกมาไม่ได้” ซีลพูดด้วยความซึ้งใจ ตอนแรกเขาแทบไม่มีความหวังว่าจะทำได้ ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นทุกวันบั่นทอนกำลังใจของเขาอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่มีเลยสักครั้งที่คุณเชฟจะถอนหายใจหรือใช้น้ำเสียงต่อว่าเขาโง่เง่าสอนไม่จำ

“พี่เชื่อว่าซีลทำได้ เรามาลองกันใหม่นะ” คำพูดและรอยยิ้มจากอีกฝ่ายทำให้เขาฮึดสู้ได้ทุกวัน

“ขอบคุณนะครับ” ซีลพูดยิ้มๆ และมอบคัพเค้กชิ้นที่สวยที่สุดให้อีกฝ่ายอีกครั้ง “ผมให้พี่เป็นของขวัญ คราวนี้อร่อยแน่ๆ ครับ”

เซนรับขนมพลางมองอีกหกชิ้นที่เหลือด้วยความรู้สึกเสียดาย เขาไม่อยากให้คนอื่นได้ขนมพวกนั้นไปแต่ก็พูดอะไรไม่ได้ เพราะอย่างไรการที่ซีลมาเรียนทำขนมกับเขาก็เพื่อมอบของขวัญให้คนอื่น

“เขาจะต้องดีใจมากแน่ๆ ที่ได้ขนมจากซีล”

“ผมก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้นครับ” พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของการเรียนวิชารวม และอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้พบรุ่นพี่ ยังไงก็ต้องมอบของขวัญชิ้นนี้ให้ได้



.............................................

ท่ามกลางคลาสเรียนรวมที่เต็มไปด้วยนักศึกษาหลายภาควิชา แม้จะอยู่ในช่วงสอบทุกคนก็พร้อมใจมานั่งเรียนด้วยกันเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ใช่เพราะคิดถึงเพื่อนหรือรักอาจารย์ประจำวิชา แต่เป็นเพราะหากเข้าเรียนครบทุกคาบจะไม่มีทางได้ F ต่อให้สอบไม่ผ่าน อย่างน้อยสุดก็ยังได้เกรด D

ซีลถือกล่องขนมเดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้ายิ้มๆ พลางกวาดตามองหารุ่นพี่ ก่อนจะชะงักไปเมื่อเห็นหญิงสาวคนสวยนั่งเก้าอี้ประจำของตน ส่วนที่นั่งข้างๆ เธอมีกระเป๋าของพี่บูมวางจองอยู่

ดูเหมือนที่ที่เคยเป็นของเขาจะกลายเป็นของคนอื่นไปแล้ว

ซีลสะบัดหัวไล่ความรู้สึกหดหู่ในใจ จากนั้นก็มองหาที่นั่งว่างแถวหลังห่างไกลผู้คน งานกลุ่มเขาก็พรีเซนต์ไปแล้ว ต่อให้คนหลังห้องคุยกันดังแค่ไหนก็ไม่มีผลกระทบอะไร คาบนี้ไม่มีสอบ แค่เข้าครบก็พอแล้ว

“เฮ้ยๆ น้องซีลมานั่งข้างพวกเราว่ะ”

“ทะเลาะอะไรกับไอ้บูมปะวะ”

“โดนเขี่ยทิ้งมั้ง โน่น ตัวจริงเขามานั่งกันที่ล่ะ หนุ่มน้อยของเราจะไปนั่งที่เดิมได้ยังไง”

“ไม่มีหมาหวงก้างก็ดีไม่ใช่เหรอวะ จะได้เดินหน้าจีบได้สักที ไอ้เวรนั่นดุอย่างกับหมา จะคุยกับน้องก็กันท่าตลอด”

ซีลได้ยินรุ่นพี่แถวหลังกระซิบกระซาบเสียงเบา เขาฟังไม่รู้เรื่อง ได้ยินอะไรหมาๆ สักอย่าง บางทีก็อดคิดในใจไม่ได้ ว่ารุ่นพี่พวกนั้นนินทาเขาเป็นหมาหัวเน่าหรือเปล่า แต่ก็นะ...ดูเหมือนเขาจะกลายเป็นหมาหัวเน่าจริงๆ เพื่อนผู้หญิงรุ่นเดียวกันก็ไม่ค่อยสนิทกับเขา ส่วนเพื่อนผู้ชาย...ก็มองเขาด้วยสายตาแปลกๆ แถมยังไม่มีเพื่อนร่วมคณะเดียวกันอีก ดูยังไงเขาก็หมาหัวเน่าจริงๆ

“น้องซีลครับ...” หนึ่งในรุ่นพี่ส่งเสียงเรียกจากด้านหลัง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะตอบรับก็มีคนมาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าเสียก่อน

“มานั่งทำอะไรตรงนี้” เสียงทุ้มมาพร้อมกับสายตาคมกริบที่พุ่งตรงไปด้านหลังเขา

“พี่บูม...” ซีลเม้มปาก จะให้เขาตอบไปได้ยังไงว่าแฟนพี่นั่งที่ผม ผมเลยหลบมานั่งตรงนี้

“ไปนั่งกับพี่เถอะ” บูมจับแขนรุ่นน้องแล้วดึงขึ้นให้ลุกจากเก้าอี้ เขาแวบไปห้องน้ำแป๊บเดียวเลยให้แฟนจองที่นั่งให้ซีล พอเดินกลับมากลับเห็นเด็กหนุ่มนั่งเงียบๆ อยู่หลังห้อง ปล่อยให้พวกปีสามจ้องกันตาเป็นมัน

แน่นอนว่าซีลไม่รู้ว่าตัวเองเป็นที่นิยมในหมู่รุ่นพี่ เพราะเจ้าตัวถูกรายล้อมด้วยเพื่อนผู้ชายที่ไม่สนใจเพศเดียวกัน แต่เพื่อนของเขาทุกคนมองสายตาคนรอบข้างออกจึงช่วยกันกันท่ามาโดยตลอด เขาเองก็ยังเคยถูกเพื่อนซีลที่ชื่อชัทเขม่นอยู่บ่อยๆ ถ้าไม่ใช่เพราะซีลแนะนำว่าเขาเป็นรุ่นพี่ที่รู้จักกัน สายตาคู่นั้นก็คงมองเขาไม่ดีเหมือนเดิม

“แต่ว่าแฟนพี่...”

“ฟางกลับไปแล้ว พี่แค่ให้เธอมานั่งจองที่ให้นายชั่วคราว”

ได้ยินเหตุผลชัดเจน ซีลก็ยอมลุกจากเก้าอี้แล้วหยิบของของตนเดินตามรุ่นพี่กลับไปนั่งที่เดิม ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของรุ่นพี่แถวหลัง

“เกินไปแล้วนะไอ้บูม! มีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้วยังไม่พออีกเหรอวะ”

“ไม่ต้องไปฟังเสียงนกเสียงกา” บูมรับถุงกล่องขนมไปถือไว้ “ซื้อขนมมากินในห้องเรียนอีกแล้วเหรอ เดี๋ยวอาจารย์จับได้ก็ลงโทษหรอก”

“อันนั้นผมทำมาให้พี่บูมครับ...” ซีลพูดอ้อมแอ้ม “เป็นของขวัญเรียนจบครับ ขอให้อนาคตราบรื่นนะครับ”

“เราทำขนมเป็นด้วยเหรอ...” บูมมองกล่องเค้กในถุงด้วยความรู้สึกอบอุ่นในใจ

“พอดีไปเรียนกับเชฟทำขนมน่ะครับ คนเดียวกับที่ทำเค้กกาแฟให้พี่น่ะ”

“อ้อ เค้กวันนั้นอร่อยมากเลย พี่คาดหวังได้ใช่ไหมว่าที่นายทำอร่อย” เขาไม่เคยได้รับของขวัญทำมือจากใครเลย กระทั่งแฟนสาวของเขาก็ยังเลือกซื้อของขวัญจากเมืองนอกเพียงเพราะอยากให้สมฐานะลูกชายคนโตของประธานบริษัทใหญ่

“แน่นอนครับ คุณเชฟบอกว่าอร่อยก็ต้องอร่อยสิ”

“งั้นเหรอ...” บูมพูดเสียงเบา พลางมองใบหน้ายิ้มๆ ของรุ่นน้องด้วยความรู้สึกแปลกๆ ในใจ ยิ่งได้ยินคำชมเกี่ยวกับคุณเชฟ เขายิ่งรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไรนัก จนเผลอถามคำถามประหลาดๆ ออกไปโดยไม่รู้ตัว “เขาหล่อมากไหม”

ซีลชะงักไปเมื่อได้ยินคำถามนี้ นึกถึงปาติซิเย่หนุ่มผู้เคร่งครัดจริงจังกับงานทำงาน แต่พอยิ้มโลกทั้งใบกลับดูอ่อนโยนขึ้นมาก

“หล่อมากครับ ผมว่าใครได้เป็นแฟนเขาคงโชคดีมากๆ เขาเป็นคนตั้งใจทำงาน อาจจะดุไปบ้าง แต่ก็ใจดีกับคนรอบข้างมากครับ”

ซีลนึกถึงตอนที่เห็นคุณเชฟดุพี่แจนกับพี่ไลท์เรื่องการทำความสะอาด เพราะเรื่องอาหารสุขอนามัยเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเหลือคราบสกปรกบนโต๊ะเพียงเล็กน้อย ลูกค้าก็อาจเหมารวมไปแล้วว่าเค้กของร้านเขาไม่สะอาด และไม่กล้ากลับมากินอีก

ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่คนใจร้ายถึงขนาดบังคับให้ทุกคนเข้างานตามเวลาเป๊ะแบบนั้น อย่างพี่ไลท์ที่มีช่วงสอบกลางวัน คุณเชฟก็ให้เขาไปสอบตามปกติ และไม่หักเงินค่าแรงเลยแม้แต่บาทเดียว

กับเขาเองก็ไม่เคยบีบคั้นว่าต้องทำขนมให้ได้ตามสูตร แต่จะค่อยๆ สอนให้เข้าใจและเรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งแบบนี้ช่วยให้เขามีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น อย่างเรื่องท็อปปิ้งตกแต่งขนมก็เป็นไอเดียของเขาทั้งหมด

ฟังจบบูมก็เงียบไป ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก ตลอดคาบจึงลอบมองรุ่นน้องที่ตั้งใจฟังพรีเซนต์หน้าห้องเป็นอย่างดี อาจารย์ถามอะไรก็มักจะยกมือตอบด้วยความมั่นใจและร่าเริงเสมอ บางครั้งก็หันมาถามความเห็นเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย

ซีลดูไม่ต่างไปจากปกติ ตลอดหกเดือนที่นั่งเรียนข้างกันก็ยังคงเหมือนเดิม แต่วันนี้...เขากลับรู้สึกว่าสายตาคู่นั้นที่เคยมองเขาเปลี่ยนไป

หลังจบคาบเรียน ซีลก็นิ่งงันไปครู่หนึ่ง แผนการที่เคยวางไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนถูกพับเก็บไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่รู้จะอยู่จะทำอะไรต่อ

ตามแผนเดิมเขาจะชวนรุ่นพี่ไปเที่ยวงานเทศกาลในมหาวิทยาลัย ไปนั่งชิงช้ายักษ์แล้วมอบคัพเค้กแทนความรู้สึกพร้อมกับสารภาพรัก แต่พอรุ่นพี่มีแฟนแล้ว เขาก็ทำได้แค่มอบคัพเค้กเป็นของขวัญเรียนจบในฐานะรุ่นน้อง และตั้งใจจะจบสถานะทางความรู้สึกไว้เท่านี้

“ที่นายเคยบอกว่าจะเลี้ยงส่งพี่วันนี้ จะพาไปที่ไหนเหรอ” บูมเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าซีลกำลังจะเดินออกจากห้องไปราวกับลืมนัดของพวกเขาไปแล้ว

“อ้อ...” ซีลกล่าวเพียงเท่านั้นก็นึกถึงแผนการใหม่ได้อย่างรวดเร็ว “พี่สนใจจะไปร้านคาเฟ่ไหมครับ ไปตอนนี้คนน่าจะไม่เยอะเท่าไร”

“ใช่ร้านที่นายซื้อเค้กมาคราวที่แล้วหรือเปล่า”

“ใช่ครับ ขนมอย่างอื่นก็อร่อยนะ” ช่วงระหว่างรอปิดร้านเพื่อเรียนทำขนม เขาลองสั่งหลายอย่างมาลองชิม อร่อยทุกอย่างเลยจริงๆ

“เปลี่ยนร้านดีไหม นายเคยบอกว่าอยากกินขนมร้านที่มีชุดน้ำชายามบ่ายไม่ใช่เหรอ พี่รู้จักอยู่ร้านหนึ่ง เคยพาฟางไปกินเขาชอบมากเลย” ถ้าเป็นไปได้ บูมไม่อยากให้ซีลไปเจอคนคนนั้นอีกไม่ว่าจะในสถานะใดก็ตาม ตอนนี้ไม่ได้เรียนทำขนมให้เขาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปที่นั่นอีก

“ตอนนี้เย็นแล้ว ผมไม่อยากกินน้ำชายามบ่าย” ซีลรู้สึกไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะเมื่อได้ยินว่าพี่บูมเคยพาแฟนสาวไปทานน้ำชายามบ่าย

อันที่จริงที่เขาเคยพูดแบบนั้นเพราะเห็นภาพที่รุ่นพี่โพสต์ถ้วยชาลายพิเศษ และจำได้ว่าเป็นร้านขนมชื่อดังที่เสิร์ฟชุดน้ำชายามบ่าย คิดไม่ถึงว่าเป็นเดทของรุ่นพี่กับแฟนสาว

“งั้นเราไป...” ยังไม่ทันพูดจบเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ก็ดังขึ้น บูมกดรับสายแฟนสาวพลางลอบมองรุ่นน้องที่ทำท่าจะเดินจากไป “ว่าไงครับฟาง”

(ไปเที่ยวกัน วันนี้มีงานเทศกาลนะ!)

“คือว่าตอนนี้...”

“พี่บูมคงมีนัด งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ซีลก็ตัดสินใจได้ทันที เขาหันหลังเดินออกจากห้องเรียนไปโดยไม่หันกลับมา แม้จะยังรู้สึกหน่วงๆ อยู่บ้างแต่ไม่ได้เจ็บปวดเหมือนครั้งแรกที่รู้ว่ารุ่นพี่มีแฟนแล้ว

“เข้มแข็งไว้นะซีล สักวันแฟนในอนาคตก็จะปรากฏตัวขึ้นเอง” ซีลพูดพึมพำกับตัวเอง พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นร่างสูงเดินเข้ามาหาเขาท่ามกลางสายตาใคร่รู้ของคนรอบข้าง “พี่เซน มาได้ไงครับเนี่ย”

“แจนกับไลท์อยากไปเที่ยวหลังสอบกับเพื่อนๆ ก็เลยปิดร้านหนึ่งวันน่ะ” เซนกล่าวยิ้มๆ

“แล้วลูเซียละครับ” ซีลมองหาเจ้าแมวเหมียวแต่ไม่พบแม้แต่เงา

“เพื่อนรับไปเล่นด้วยน่ะ เลยว่างไม่มีอะไรทำ ได้ยินว่าที่นี่มีงานเทศกาลก็เลยจะมาเที่ยวสักหน่อย”

“มีชิงช้าสวรรค์ยักษ์ด้วยนะครับ ถ้าพี่สนใจ” ซีลชี้ไปที่ชิงช้าสวรรค์ซึ่งโดดเด่นอยู่ด้านหลังตึกเรียน

“นายว่างหรือเปล่า พาพี่ไปเที่ยวหน่อยสิ”

“ผมเหรอ”

“อืม พี่ไม่เคยเรียนที่นี่ กลัวหลงทางน่ะ”

“แล้วพี่มาตึกนี้ได้ไงครับ” ซีลหัวเราะให้กับท่าทางไร้เดียงสาของอีกฝ่าย ตึกที่เขาเรียนอยู่ลึกสุดยังเดินมาได้ โซนงานเทศกาลอยู่ด้านหน้าจะไปไม่ถูกได้ยังไง

“เดินหลงมาน่ะ เห็นตึกนี้มีนักศึกษาเยอะก็เลยว่าจะเดินมาถามว่าไปงานเทศกาลยังไงได้บ้าง บังเอิญเจอนายพอดีเลยคิดว่าให้คนรู้จักพาไปน่าจะดีกว่า” เซนอธิบายอย่างสมเหตุสมผล

“งั้นก็ได้ครับ เดี๋ยวผมทำหน้าที่เป็นไกด์ส่วนตัวนำทางเอง” ทั้งคู่เดินไปด้วยกัน ในฐานะที่ซีลเคยถ่ายทำแนะนำงานเทศกาลเขาจึงรู้ว่าโซนไหนมีกิจกรรมอะไรบ้างจึงแนะนำอย่างกระตือรือร้น ส่วนคนฟังที่รู้คร่าวๆ เพราะเคยดูวีดิโอตัวนั้นก็ไม่ได้เอ่ยแทรกแต่อย่างใด ทำราวกับไม่เคยรู้มาก่อนว่าที่นี่มีอะไรบ้าง

ทั้งคู่คุยกันอย่างสนิทสนม ไม่ทันสังเกตว่ามีใครบางคนมองตามอยู่ด้านหลัง

“อยู่นี่เอง ไหนตอนแรกบอกไม่ไปเพราะมีนัดสำคัญไง” ฟางเดินเข้ามาเกาะแขนแฟนหนุ่มด้วยความสนิทสนม เรียกสายตาอิจฉาจากคนรอบข้างได้เป็นอย่างดี

บูมเป็นคนดังของคณะ แม้จะไม่ค่อยเข้าเรียนเพราะต้องฝึกงานนอกสถานที่ แต่วิชาเสริมนี้เขาไม่เคยขาดเรียนเลยสักครั้ง บรรดารุ่นน้องจึงมาแอบส่องเขาที่คาบเรียนนี้เสมอ แม้จะมีข่าวว่าเขามีแฟนแพร่สะพัดไปทั่ว แต่คนติดตามก็ไม่ได้น้อยลงเลย

“อยากไปเที่ยวน่ะ ไปกันเลยไหม”

“อื้มไปสิ” แม้จะรู้สึกว่าแฟนหนุ่มดูแปลกไป แต่เพราะเขายอมไปเที่ยวกับเธอ ฟางจึงไม่ใส่ใจอะไรมากนัก เธอกับแฟนหนุ่มคบกันมาหกเดือนแล้ว แต่มีโอกาสอยู่ด้วยกันน้อยเพราะต่างคนต่างฝึกงาน มีบ้างที่นัดเจอกันในวันหยุด และคาบเรียนที่จำเป็นต้องมาเก็บหน่วยกิตที่มหาวิทยาลัย

เธอยื่นมือไปจับมืออีกฝ่ายแล้วกอบกุมไว้ด้วยความหวงแหน โชคดีเหลือเกินที่ตอนนี้เธอมีความกล้ามากพอที่จะสารภาพ และเขาเองก็ไม่ได้คบใคร จึงลงเอยกันอย่างรวดเร็วแบบนี้ เธอหวังว่าเรียนจบไปความสัมพันธ์ของพวกเขาจะไม่มีวันเปลี่ยน

บูมขยับมือเล็กน้อยด้วยความอึดอัด จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนถูกผูกมัด ทั้งที่แต่ก่อนเขากับแฟนสาวมักแสดงความรู้สึกดีต่อกันอย่างเปิดเผย เขาไม่เคยปฏิเสธความใกล้ชิดของเธอ เธอต้องการอะไรเขาก็ตามใจเสมอ และเขาเองก็สบายใจที่ได้อยู่กับเธอ ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะรู้สึกแบบนี้

สายตาของเขาจับจ้องแผ่นหลังเด็กหนุ่มที่เดินเคียงคู่ไปกับชายแปลกหน้าที่เขาไม่รู้จัก ไม่รู้ว่าสองคนนั้นพูดอะไรกัน ซีลถึงหัวเราะมากถึงขนาดนั้น

“นั่งรถรางไปกันไหม” บูมเป็นฝ่ายถามแฟนสาวทั้งที่รู้ว่าปกติเธอไม่ชอบนั่งรถโต้ลมเพราะกลัวผมเสียทรง แต่เพราะเห็นคนสองคนยืนรออยู่ที่ป้ายรถราง จึงเอ่ยถามออกไปโดยไม่รู้ตัว

“นายก็รู้ว่าฉันไม่ชอบ” ฟางปฏิเสธทันทีแล้วชี้ไปที่รถหรูของเธอ “ฉันจอดรถไว้ตรงนั้น...”

“งานเทศกาลไม่มีที่จอดรถ ขับไปแล้วจะจอดตรงไหน” บูมเริ่มกังวลเมื่อเห็นรถรางใกล้เข้ามาจึงคว้าแขนเธอเดินตรงไปข้างหน้า “นั่งรถรางไปนั่นแหละ”

“ไม่ไป!” เธอสะบัดแขนออกจากเขาแล้วหยุดยืนพลางลูบแขนตัวเอง “เป็นอะไรของนาย ฉันเจ็บนะ!”

“รถมาแล้ว...เรารีบไปกันเถอะ” บูมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง เขาไม่อยากทำให้เธอเจ็บ แต่พอเห็นสองคนนั้นเดินขึ้นรถไปแล้วก็รู้สึกร้อนรน หากพวกเขามัวแต่เถียงกันตรงนี้คงวิ่งไปขึ้นรถไม่ทัน

“ก็ฉันบอกว่าไม่ไปไง ทำไมนายต้องบังคับฉัน” ฟางขมวดคิ้วก่อนจะหันไปมองรถรางที่เพิ่งแล่นออกไป “หรือบนรถคันนั้นมีใครที่นายสนใจจนถึงกับต้องรีบตามไปแบบนั้น”

“...”

เห็นแฟนหนุ่มเงียบเธอก็ถามย้ำอีกครั้ง “ใช่ไหม บนรถคันนั้นมีคนที่นายชอบใช่ไหม เธอเป็นใคร!”

“ฟาง...” บูมรีบจับมือเธอไว้เมื่อเห็นสีหน้าของเธอไม่ค่อยดี

“ฉันรู้ว่าวันนี้ต้องมาถึง...” ฟางกัดริมฝีปากตัวเอง “แต่ทำไมนายไม่บอกฉันก่อน ต้องให้ฉันรู้เองเหรอว่านายมีคนอื่น!”

“ฉัน...” บูมถอนหายใจ “ฉันไม่รู้ว่ารู้สึกอะไรกับเขากันแน่ ก็แค่อยากแน่ใจเท่านั้น เธออย่าเพิ่งคิดอะไร”

“นายแน่ใจแล้วต่างหากถึงทำแบบนี้” ฟางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “ฉันรู้ว่าที่ผ่านมานายก็แค่ใจดีเพราะฉันเป็นคนแรกที่สารภาพรักนาย แถมยังยื่นข้อเสนอง่ายๆ ว่าถ้านายเจอคนที่ชอบฉันจะเลิกกับนายเอง”

เธอยกข้อมือที่แดงเถือกของตนให้แฟนหนุ่มดู “แต่ในเมื่อคนคนนั้นสำคัญจนนายต้องทำกับฉันแบบนี้ นายยังจะพูดอะไรอีก”

“ฟาง...ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” เขารั้งแขนเธอไว้เมื่อเห็นว่าเธอกำลังจะเดินจากไป

“ฉันขออยู่คนเดียวสักพัก นายจะได้ทบทวนตัวเองว่าตกลงยังชอบฉัน หรือเปลี่ยนใจไปชอบคนอื่นแล้ว” ฟางดึงแขนตัวเองออกจากการเกาะกุม “หรือนายจะตามไปเพื่อพิสูจน์ก็ได้ว่าแค่หวั่นไหว หรือชอบคนคนนั้นไปแล้วจริงๆ”

เธอไม่รอคำตอบจากเขาแต่เลือกเดินกลับไปที่รถแล้วขับออกไปทันที

ชายหนุ่มมองตามรถที่เพิ่งแล่นผ่านไปด้วยความรู้สึกผิด จากนั้นก็ก้มมองถุงขนมในมือด้วยความรู้สึกสับสน

เขาหาที่นั่งเงียบๆ แล้วแกะกล่องขนม ภายในเป็นคัพเค้กหน้าตาน่าทาน แค่ดูก็รู้ว่าคนทำใส่ใจมากแค่ไหน โดยเฉพาะซีลที่ทำอาหารไม่ได้เรื่องเลย แต่กลับทำขนมให้เขาได้ นี่คือความพยายามของเด็กหนุ่มทั้งนั้น แม้แต่ท็อปปิ้งบนหน้าขนมก็เป็นความชอบของเขา ทั้งกีตาร์ ลูกฟุตบอล เกล็ดหิมะ ต้นคริสต์มาส พระจันทร์ และกระต่ายขาว

ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่เขาพูดออกไปอย่างไม่ตั้งใจ อาจจะเป็นตอนดูภาพยนตร์ ตอนแชร์ประสบการณ์ในการเลี้ยงสัตว์ เล่าเรื่องสนุกช่วงวัยมัธยม ซึ่งสิ่งเหล่านี้หากเป็นคนนอกคงแค่ฟังแล้วผ่านเลยไป แต่ซีลกลับจำได้ทั้งหมดและแสดงออกให้เขารู้ในรูปแบบนี้

รสชาติของกาแฟอบอวลอยู่ในปาก เขารู้ว่าซีลไม่ชอบกาแฟ แต่ทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อเขา ไม่รู้ว่าล้มเหลวมาแล้วกี่ครั้งถึงทำได้อร่อยขนาดนี้ หากไม่ใช่เพราะชอบคนเราจะพยายามไปเพื่ออะไร

บูมปิดกล่องขนมแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกับรุ่นน้องกันแน่ ถ้าอยากไปต่อกับฟางก็ต้องตัดใจให้ขาด

...แต่ถ้าความรู้สึกที่มีให้ซีลมีน้ำหนักมากกว่า ก็ต้องพูดความจริงกับฟาง เพื่อไม่ให้เธอต้องเสียเวลากับเขาไปมากกว่านี้



…………………………

ปล. อยากถามคนอ่านว่า…เชียร์ทีมไหนคะ 555555555

เดี๋ยวนะผู้หญิงในตอนแรกที่ติดดอกไม้ให้้้้ซีลตอนเปิดร้านวันแรกคือ... :a5:

น้องมาช่วยหาแฟนให้พี่ ไม่ต้องกลัวน้าาาาาาา  :mew1:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2076
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
จะเลือกใครดี เขาที่เพิ่งเจอหรือเธอที่มาก่อน:hao7:

ใดๆคือเชียร์คุณเซฟ :hao6:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-2
บทที่ 9



“ถึงแล้วครับ” ซีลเดินนำไปยังซุ้มประตูทางเข้า รับแผ่นพับจากน้องๆ นักศึกษาส่งให้ร่างสูงที่มองไปรอบๆ อย่างสนใจ “พี่เซนอยากไปโซนไหนก่อนครับ”

“มีแนะนำไหมครับคุณไกด์” เซนรับแผนที่มากางออกดู โซนที่อยู่ใกล้พวกเขามากที่สุดตอนนี้เป็นโซนกิจกรรม แค่ร่วมสนุกก็ลุ้นรับของที่ระลึกกลับไปได้ ถัดจากนั้นเป็นโซนอาหาร และโซนสวนสนุก

“งั้นเราเดินไปทีละโซน เจอไหนก็เที่ยวโซนนั้นดีไหมครับ” ซีลถามความเห็นอีกฝ่าย เพราะเขาเองก็เพิ่งมาเที่ยวครั้งแรก แต่ละโซนมีอะไรบ้างเขาไม่ค่อยแน่ใจนัก ตอนที่สภานักศึกษามาขอให้ช่วยถ่ายวีดิโอโปรโมทงานก็เพียงแค่ส่งสคริปให้ เขาก็มีหน้าที่ยืนพูดหน้าฉากเขียว ส่วนฉากหลังสุดตระการตาในวีดีโอนั้นนั้น ฝ่ายตัดต่อนำไปจัดการเองทั้งหมด

“ได้ครับ พี่ไม่รีบ” เซนพูดยิ้มๆ พลางลอบมองคนข้างกาย อย่างไรเขาก็มีเวลาอีกมากค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปก็แล้วกัน

“พี่ๆ คะ ทางนี้เลยค่า!” น้องปีหนึ่งวิ่งมาดักหน้าพวกเขาด้วยรอยยิ้ม “พี่ๆ สนใจเล่นเกมไหมคะ เกมง่ายมาก! คำตอบตรงกันได้ของรางวัลไปเลย”

เซนเหลือบมองป้ายหน้าซุ้ม เพียงแค่นั้นก็เข้าใจเนื้อหาเกมทั้งหมด

Know your mind

“ของรางวัลอะไรครับ” ซีลถามอย่างสนใจ เขาอยากได้พวงกุญแจรูปแมวที่วางประดับอยู่บนโต๊ะแต่ไม่กล้าเอ่ยปากขอ

“บอกตอนนี้ก็ไม่เซอร์ไพร์สสิคะ มาค่ะๆ” เธอจับแขนซีลพาเดินเข้าไปในซุ้มด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นก็เหลือบมองร่างสูงด้านหลังที่เดินตามเข้ามาด้วยใบหน้าเงียบขรึม มั่นใจเต็มร้อยว่าเรด้าของเธอไม่ผิดแน่ พี่ซีลของเธออยู่กับใครเคมีก็เข้ากับทุกคนหมด ทั้งพี่ชัท พี่บูม หรือแม้กระทั่งผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ก็ไม่เว้น

“พี่ซีลนั่งตรงนี้นะคะ ส่วนคุณพี่เชิญนั่งตรงนี้ค่ะ” จัดแจงที่นั่งให้ทั้งคู่เสร็จเธอก็กวักมือเรียกเพื่อนๆ ให้ถือป้ายคำถามเข้ามา ส่วนเพื่อนอีกคนเธอก็ส่งสายตาให้เขาจดคำตอบไว้ให้ดี เธอจะเก็บคำตอบของพี่ซีลไว้ทั้งหมด จะได้เอาไปประกาศให้ลูกเพจรู้ว่าไอดอลของพวกเธอชอบอะไรไม่ชอบอะไร

“คำถามแรก ทะเลหรือภูเขา”

สองหนุ่มต่างคนต่างเขียนคำตอบลงในกระดานไวท์บอร์ดเล็กๆ ของตน

ทะเล / ทะเล

“ว้าว ตอบตรงกันตั้งแต่ข้อแรกเลยนะคะ มาค่ะ ข้อต่อไป หวานหรือขม”

หวาน / ขม

“อ่า อันนี้ความชอบส่วนตัว แน่นอนว่าคนเราก็ต้องมีของที่ชอบแตกต่างกันถูกไหมคะ” เธอคิดว่าข้อนี้ไม่น่าแปลกอะไร เพราะภาพถ่ายที่บรรดาแฟนคลับถ่ายพี่ซีลได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นภาพตอนที่เขากำลังกินขนมหวานๆ อยู่ทั้งนั้น ส่วนผู้ชายที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับพี่ซีล ดูอย่างไรก็ไม่เข้ากับของหวานๆ เลยสักนิด

“ข้อต่อไป...ชอบทำหรือชอบกิน อ้อ หนูหมายถึงอาหารนะคะ”

กิน / ทำ

“อ้าว หนูนึกว่าพี่ซีลชอบทำอาหารซะอีก” สัปดาห์ที่แล้วเธอยังหวีดที่เห็นพี่ชัทกับพี่ซีลไปซื้อของที่ห้างอยู่เลย เธอนึกว่าเขาทำอาหารเป็นซะอีก

“แหะๆ พี่ทำไม่เป็นหรอกครับ ถึงทำได้ก็กินไม่ได้หรอก” ซีลนึกถึงห้องครัวบ้านชัทที่ต้องรีโนเวทใหม่เพราะความซุ่มซ่ามของเขา แม้แต่คุณพ่อบ้านก็ปฏิเสธที่จะให้เขาอยู่ในครัว

“คุณทำคัพเค้กเป็นนะ อย่าลืมสิ อร่อยด้วย” เซนพูดให้กำลังใจ ถึงตอนนี้จะยังไม่เก่ง แต่ก็ใช่ว่าอนาคตจะเก่งขึ้นไม่ได้

“อ้ะ!” หญิงสาวอุทานด้วยความตกใจ เหมือนว่าเธอจะได้รับรู้สองเรื่องที่แตกต่างกันในเวลาเดียวกัน ข้อแรกพี่ซีลทำอาหารไม่เป็น

ส่วนอีกเรื่อง...พี่ซีลทำคัพเค้กให้ผู้ชายคนนี้กินด้วยตัวเอง!!

“สู้คุณเชฟไม่ได้หรอกครับ ขนมของคุณอร่อยทุกอย่างเลยนะ” ซีลพูดยิ้มๆ เขาภูมิใจมากที่สามารถทำคัพเค้กได้ด้วยสองมือของตัวเอง และต้องขอบคุณคนตรงหน้าที่อดทนและช่วยสอนเขาจนทำได้ดีแบบนี้

“ห้ะ” เธออึ้งไปอีกครั้งเมื่อรู้ว่าผู้ชายหน้าดุคนนี้เป็นปาติซิเย่! โอ้ ดูเหมือนฉันจะไม่สามารถคาดเดาอะไรได้อีกแล้ว

“แกจดไว้ทุกประโยคใช่ไหม” เธอกระซิบถามเพื่อน เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าก็เริ่มคำถามต่อไปทันที “ข้อต่อไปค่ะ แมว / หมา”

แมว / แมว

ในที่สุดคำตอบของทั้งคู่ก็กลับมาเหมือนกันอีกครั้ง เธอยิ้มพลางลอบสังเกตเชฟหนุ่มที่ดูไม่เข้ากับแมวเท่าไรนัก จากนั้นก็ถามรุ่นพี่ที่น่ารักของเธอ “พี่ซีลเลี้ยงแมวเหรอคะ น้องชื่ออะไรเหรอคะ”

“เอ่อ...ไม่ได้เลี้ยงเองครับ ขอยืมเขามาเล่นด้วยน่ะ ชื่อลูเซียครับ”

“เอ๊ะ คุณพี่เลี้ยงแมวเหรอคะ” เธอต้องแปลกใจอีกครั้งเมื่อคนหน้าดุเป็นเจ้าของแมว

“ครับ” เซนตอบสั้นๆ ตัดบทสนทนาจนเธอไปต่อไม่ถูก ได้แต่รีบบอกเพื่อนให้ส่งคำถามข้อต่อไปมา “คนที่คุณรัก หรือ คนที่รักคุณ”

มือเรียวที่ตั้งใจจะเขียนคำตอบหยุดชะงักไป คำถามนี้ดูเหมือนง่าย แต่ตอบยากเหลือเกิน

ซีลนึกถึงพี่บูม รุ่นพี่ที่เขาเคยชอบ แต่ต้องจบความรู้สึกไปเพราะอีกฝ่ายมีแฟนแล้ว ถ้าเขาเลือกคำตอบแรก ก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็นมือที่สามในความสัมพันธ์นั้น ส่วนคนที่รักเขา ซีลก็ยังไม่เจอ และไม่รู้ด้วยว่าตัวเองจะชอบอีกฝ่ายมากกว่ารุ่นพี่ของเขาไหม

เซนเขียนคำตอบเสร็จแล้วเห็นคนตรงหน้าหยุดชะงักไป ก็โบกมือไปตรงหน้าอีกฝ่าย “เป็นอะไรหรือเปล่า”

“ครับ? อ้อเปล่าครับ” ซีลตั้งสติแล้วรีบเขียนคำตอบไป

คนที่รักเรา / คนที่เรารัก

“อ่า ถูกอีกข้อเดียวก็ได้รางวัลแล้ว” หญิงสาวกล่าวด้วยใบหน้าเสียดาย ขณะที่ชายหนุ่มทั้งสองไม่ได้มีท่าทีไม่ถูกใจในคำตอบของอีกฝ่ายแต่อย่างใด

“เกมสนุกมากครับ สู้ๆ นะ” ซีลพูดยิ้มๆ พลางเหลือบมองของรางวัลเป็นระยะๆ ด้วยความรู้สึกเสียดาย

“ผมขอพวงกุญแจคู่นั้นได้ไหม ซื้อก็ได้” เซนถามหญิงสาวพลางหยิบเงินในกระเป๋าส่งให้

“ไม่ต้องค่ะพี่ หนูยกให้เลย!” หญิงสาวเห็นพี่ซีลมองตาละห้อยตั้งแต่เล่นเกมแพ้แล้ว จึงแอบไปขอเพื่อนๆ ยกให้เขาหนึ่งตัว คาดไม่ถึงว่าชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ พี่ซีลจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอซื้อ

“จริงนะ...” สิ้นเสียงถาม มือเรียวก็คว้าพวงกุญแจแมวคู่นั้นมาทันที ตอนแรกตั้งใจจะหยิบแค่ชิ้นเดียว แต่เพราะพี่เซนเอ่ยถามเป็นคู่ เขาเลยคิดว่าอีกฝ่ายก็คงอยากได้เหมือนกัน

“ขอบคุณครับ” เซนกล่าวขอบคุณหญิงสาว จากนั้นก็เดินออกจากซุ้มไปพร้อมกับซีล

“ของพี่ครับ” ซีลยื่นพวงกุญแจให้อีกฝ่าย แต่เซนกลับไม่ได้รับไป

“พี่ไม่มีที่เก็บ ฝากซีลเก็บไว้ก่อนแล้วกัน” วันนี้เขามาตัวเปล่า ยัดพวงกุญแจแมวขนฟูไว้ในกระเป๋ากางเกงคงดูไม่ดีเท่าไร

“ได้ครับ” ซีลเก็บพวงกุญแจคู่นั้นใส่กระเป๋าสะพายแล้วรูดซิปปิด “ไปโซนต่อไปกันเลยไหมครับ”

ซีลมองซุ้มที่อยู่ห่างไปไม่ไกล ตรงนั้นเป็นโซนของร้านค้าและอาหาร เขาเห็นว่าเริ่มค่ำแล้วปล่อยให้คุณเชฟหิวคงไม่ได้ ต้องพาไปกินอะไรรองท้องก่อน

“ได้สิ” เซนเดินตามอีกฝ่ายไปโดยไม่ละสายตา ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกว่ามีใครบางคนลอบมองพวกเขาอยู่เงียบๆ เซนไม่ได้หันกลับไปแต่ขยับเข้าไปใกล้ซีลมากขึ้น หากเกิดเรื่องอันตรายจะได้ป้องกันได้ทัน

“ซีล! ไหนว่าไม่มาไง” ชัทตะโกนลั่นเมื่อเห็นเพื่อนสนิทเดินมาทางซุ้มของเขา จากนั้นก็รีบกระชากผ้ากันเปื้อนสีชมพูออกทันที

“ฮะๆ แล้วคนที่บอกว่าจะไม่ยอมใส่ผ้ากันเปื้อนลายคิตตี้ล่ะ ทำไมเปลี่ยนใจมาใส่แล้ว”

“มันเป็นงาน! เข้าใจไหม ช่วยเพื่อนร่วมคณะน่ะ!”

“ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย น่ารักดีออก นายกลับไปใส่เถอะเดี๋ยวซอสเปื้อนเสื้อหมด ฉันไปแล้วๆ” ซีลพูดยิ้มๆ แล้วรีบดึงร่างสูงเดินห่างจากซุ่มนั้นทันที ขืนเขาอยู่ชัทคงโยนผ้ากันเปื้อนทิ้งแน่ๆ

เซนยิ้มตามเมื่อเห็นอีกฝ่ายอารมณ์ดี ก่อนจะรีบหุบยิ้มลงเมื่อซีลหันมาถามเขาด้วยใบหน้าซื่อๆ “พี่เซนอยากกินอะไรครับ”

“มีอะไรอร่อยบ้าง” เขาถามพลางมองไปรอบๆ อย่างสนใจ จนกระทั่งเห็นร้านขนมน่าทานที่อยู่ไม่ไกล ไอเดียค่อนข้างน่าสนใจ เพราะเลือกใช้สัญลักษณ์ของคณะต่างๆ ในมหาวิทยาลัยมาเป็นของตกแต่ง เพิ่มสีสันในการตกแต่งหน้าคัพเค้กด้วยตัวเอง

“ว้าว เจ๋งชะมัด” ซีลมองขนมเหล่านั้นด้วยดวงตาเป็นประกาย จากนั้นก็เลือกซื้อคัพเค้กช็อกโกแลตมาสองชิ้นพร้อมด้วยสัญลักษณ์ประจำคณะของตัวเอง แล้วลงมือบีบบัตเตอร์เค้กตกแต่งด้วยตัวเองตามแบบที่คุณเชฟเคยสอน

เซนมองตามด้วยความภาคภูมิใจ ลูกศิษย์ของเขาทำได้ดีมากจริงๆ เขาจึงยกอีกชิ้นให้อีกฝ่ายตกแต่งด้วย

“โห พี่คะ พี่เปิดร้านขนมได้เลยนะเนี่ย” ในฐานะที่เธออยู่ชมรมทำขนม เธอรู้ดีว่าวิธีใช้หัวบีบให้เป็นกลีบดอกไม้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่รุ่นพี่ของเธอกลับทำได้ดีมาก ทั้งประณีตและสวยงาม

“ไม่ไหวหรอกครับ พี่เป็นแค่มือใหม่ คนนี้ต่างหากที่เปิดร้านเป็นของตัวเองแล้ว” ซีลรีบชี้ไปที่คนข้างๆ ทันที

“เจ๋งมากเลยค่ะพี่ ร้านอยู่ไหนคะ ไว้หนูจะพาเพื่อนๆ ไปอุดหนุน”

เซนยิ้มรับ ล้วงนามบัตรร้านในกระเป๋าส่งให้อีกฝ่าย “ยื่นนามบัตรนี้ให้พนักงาน ลดเพิ่ม 10% ครับ”

“ขอบคุณมากค่ะ” เธออ่านชื่อร้าน จากนั้นก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ “เชฟเซนเหรอคะ!”

“ครับ? รู้จักผมเหรอครับ”

“ไม่เคยรู้จักตัวจริงค่ะ แต่เคยทานขนมที่เพื่อนซื้อมาให้จากร้านนี้ คุณเชฟคะ! ขนมอร่อยมากค่ะ!”

“ขอบคุณครับ” ได้ยินลูกค้าพูดชมแบบนี้เขาก็มีกำลังใจทำขนม พวกเขาคุยแลกเปลี่ยนไอเดียกันเล็กน้อย ส่วนใหญ่แล้วหญิงสาวจะนำปัญหาเกี่ยวกับการทำขนมมาปรึกษาเขามากกว่า ซึ่งทุกคำถามเซนก็ตอบตามประสบการณ์ที่เขาได้พบจากการทำงาน ซึ่งบางคำตอบก็ไม่ตรงกับตำราการสอน แต่กลับช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

ซีลรู้สึกว่าอาจารย์ของเขาเท่มาก หลังจากเดินออกจากร้านมาก็เอาแต่ลอบมองอีกฝ่าย พอคุณเชฟหันมาก็รีบก้มหน้าตักคัพเค้กกิน

“มีอะไรติดหน้าพี่หรือเปล่าครับ” เห็นอีกฝ่ายแอบมองเขา แต่พอมองกลับก็หันหน้าหนี เกรงว่าซีลจะคอเคล็ดเสียก่อนจึงกล่าวทำลายความเงียบ

“เปล่าครับ” รีบซีลหันหน้าไปอีกทาง กวาดมองไปรอบๆ เพื่อหาซุ้มอื่นเบี่ยงเบนความสนใจ จนกระทั่งเห็นชิงช้าสวรรค์ที่อยู่ตรงหน้า สถานที่...ที่เขาตั้งใจจะสารภาพรักกับพี่บูม เพียงแต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว

เห็นคนข้างๆ ยืนเหม่อมองชิงช้าสวรรค์ เซนคิดว่าอีกฝ่ายคงอยากขึ้นไปชมวิวบนชิงช้าสวรรค์เลยเดินไปทางเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วเพื่อต่อแถวซื้อบัตร โดยไม่รู้เลยว่าวินาทีที่เขาเดินจากไป เป็นจังหวะเดียวกับที่ใครบางคนก้าวเข้าไปแทนที่เขา

“ซีล...”

เจ้าของชื่อได้สติ เขารีบหันกลับไปตามเสียงเรียกคุ้นหู

“พี่บูม” ซีลชะงัก คาดไม่ถึงว่าคนที่กำลังนึกถึงจะปรากฏตัวตรงหน้า สายตาจึงรีบกวาดมองหาแฟนอีกฝ่ายที่ควรอยู่ด้วยกันตอนนี้ แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงา “พี่ฟางล่ะครับ”

“พี่มีเรื่องสำคัญต้องคุยกับซีลตอนนี้” บูมไม่สนใจคำถามประโยคนั้น เขาลอบมองร่างสูงที่กำลังหันหลังให้พวกเขาอยู่ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มองมาก็รีบพูดต่อทันที “ไปหาที่เงียบๆ คุยกันหน่อยได้ไหม”

“แต่ว่า...” ซีลนึกขึ้นมาได้ว่าคนข้างกายเขาหายไป ไม่รู้ว่าคุณเชฟไปไหน มองไปทางไหนก็หาไม่เจอ จึงไม่มีข้ออ้างปฏิเสธอีกฝ่าย

“พี่รบกวนเวลาเรานิดเดียวเท่านั้น” บูมส่งสายตาอ้อนวอน ขอแค่ได้พูดคุยได้รู้ความในใจอีกฝ่ายเท่านั้นก็พอแล้ว

ซีลชั่งใจพลางสังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายที่กำลังร้อนรน บางที...พี่บูมอาจมีเรื่องจำเป็นต้องให้เขาช่วยจริงๆ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มาขอร้องเขาตอนนี้

“ก็ได้ครับ” ซีลตอบตกลง ขณะเดียวกันก็ส่งข้อความหาคุณเชฟ

รอผมตรงชิงช้าสวรรค์นะ เดี๋ยวผมกลับมา



เซนจ้องข้อความบนหน้าจอโทรศัพท์ ก่อนจะมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่เดินตามหลังใครบางคนไป เขาอยากเดินตามไปรั้งอีกฝ่ายไว้ แต่สุดท้ายก็เลือกยืนรออยู่ที่เดิมพร้อมกับตั๋วสองใบ

ซีลบอกให้รอ...เขาก็จะรออยู่ตรงนี้





:pig4:
 :3123:
:mew1: :กอด1:

จะเลือกใครดี เขาที่เพิ่งเจอหรือเธอที่มาก่อน:hao7:

ใดๆคือเชียร์คุณเซฟ :hao6:

ก็...แสนดีขนาดนี้โน๊ะ :-[

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2076
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ nut2557

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 109
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
เชียร์คุณเซฟฟฟฟฟฟเต็มที่ :hao7:

มาต่อไวๆ น๊าาาาาา

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-2
บทที่ 10

ซีลเดินตามรุ่นพี่ออกมาพักใหญ่ แต่ไม่มีท่าทีว่าฝีเท้าของพี่บูมจะหยุดลง เขาเห็นว่าใกล้ถึงประตูออกจากงานแล้วจึงเอ่ยแทรกขึ้นมา

“พี่บูมครับ ผมว่าเราคุยกันที่นี่ก็ได้นะ”

บูมหยุดฝีเท้าลง เขาหันกลับมาหารุ่นน้องที่หยุดยืนอยู่กับที่ ดูเหมือนซีลจะไม่อยากตามเขาออกไปจากงาน ดวงตาคู่นั้นคอยหันกลับไปด้านหลังเป็นระยะราวกับมองหาใครบางคนอยู่

“ก็ได้” บูมเดินนำซีลไปยังเก้าอี้ไม้ที่ตั้งอยู่ริมทางเดิน “นั่งสิ”

ซีลนั่งลงข้างๆ รุ่นพี่ ตั้งใจรับฟังปัญหาอย่างดี หากมีอะไรที่เขาพอจะช่วยได้เขาก็พร้อมทำอย่างเต็มที่

“พี่บูมว่ามาเลยครับ”

บูมสบตารุ่นน้องที่เปี่ยมด้วยความจริงใจ ทั้งที่เขาควรจะดีใจที่ความปรารถนาดีของอีกฝ่ายไม่เคยเปลี่ยนไป แต่ไม่รู้ทำไมลึกๆ ในใจเขากลับรู้สึกว่าบางอย่างที่เคยเป็นของเขากลับหายไป

“ซีล...ชอบพี่ใช่ไหม”

“!”

ซีลชะงักไป เขานั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนม้านั่งด้วยหัวใจเต้นรัว สมองว่างเปล่า คาดไม่ถึงว่าคำถามที่อีกฝ่ายเอ่ยถามจะเป็นเรื่องนี้
เรื่องที่เขาได้ตัดใจไปแล้ว...

“พี่บูม...ทำไมถึงถามเรื่องนี้ล่ะครับ” ซีลหลบสายตาคู่นั้นที่มองมาอย่างคาดคั้นคำตอบ จะให้เขาตอบได้อย่างไรว่าเคยชอบ โดยเฉพาะในตอนนี้ที่อีกฝ่ายมีเจ้าของหัวใจแล้ว

“แค่ตอบคำถามพี่มาเท่านั้น เรื่องอื่นไม่ต้องไปนึกถึง”

“ผม...” ในหัวของซีลเต็มไปด้วยความคิดมากมาย หากตอบว่าไม่ก็เท่ากับว่าเขาหลอกตัวเองและพี่บูม หากตอบว่าใช่ พูดไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร มีแต่ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาต้องกระอักกระอ่วนมากไปกว่าเดิม

เขาควรตอบคำถามนี้อย่างไรดี...

ครืดๆ

ซีลหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋า เปิดดูข้อความเข้าหวังยืดเวลาตอบให้นานขึ้นอีกสักนิด

พี่จะรอนะ ไม่รู้ซีลชอบกินอะไรเลยซื้อขนมมาเต็มเลย รีบกลับมานะ

เมื่อเห็นข้อความจากเซน และภาพถุงขนมเต็มมือ ซีลก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ มีแต่ของที่เขาชอบทั้งนั้น ไม่รู้อีกฝ่ายเดินไปซื้อถึงไหน โชคดีที่ไม่หลงทางไปเสียก่อน

“ซีล...”

“อ้อ...โทษทีครับ” ซีลเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า เขาตั้งสติเล็กน้อย พยายามค้นหาความรู้สึกของตนเองเพื่อตอบถามนั้น

ความรู้สึกที่เขามีต่อพี่บูม อย่างไรก็เคยเกิดขึ้นจริง เพียงแต่ตอนนี้ไม่ได้รู้สึกมากเท่านั้นอีกแล้ว จะพูดออกไปตอนนี้หรือวันข้างหน้าก็คงไม่ต่างกัน

“ผมชอบพี่บูมครับ” ซีลยิ้มแล้วเอ่ยต่อ “พี่เป็นเหมือนแสงสว่างของผม การได้อยู่ใกล้พี่ทำให้ผมมีความสุขมากจนเหมือนฝันเลยครับ”

“จริงเหรอ” เมื่อได้ฟังคำตอบ หัวใจของบูมก็เต้นรัวจนแทบจะหยุดหายใจ “พี่ก็...”

“จริงครับ...พี่เป็นพี่ชายที่ดีมาก ผมเป็นลูกคนเดียว โตมาคนเดียว ไม่เคยมีใครปกป้องผมเหมือนที่พี่ทำให้เลย ขอบคุณนะครับ”

แม้ก่อนหน้านี้จะชอบมากกว่านั้น แต่ในเมื่อเป็นไปไม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องไปเพิ่มปัญหาให้พี่บูม “ผมฝันอยากมีพี่ชายมานานแล้ว และพี่ก็เป็นพี่ชายที่สมบูรณ์แบบมากจริงๆ”

ดวงตาของซีลเป็นประกายเมื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์ของพวกเขา คำพูดที่บูมตั้งใจจะเอ่ยต่อจึงถูกปัดทิ้งไปทันที เขาผ่อนลมหายใจ พยายามระงับความรู้สึกผิดหวังที่กำลังแผ่ขยายไปทั้งหัวใจ

“พี่ได้คำตอบแล้ว ขอบคุณมากนะ” เขาฝืนยิ้มแล้วลุกขึ้นยืน

“ยินดีครับ ถ้าพี่มีเรื่องไม่สบายใจก็ปรึกษาผมได้นะ”

“อืม...” เขาลูบหัวรุ่นน้องที่เอ็นดูเสมอมา คิดไม่ถึงว่าวันนี้ต้องปล่อยมือแล้วจริงๆ “ซีลเองก็เหมือนกัน ถ้ามีปัญหาอย่าลืมนึกถึงพี่นะ”

“ครับ” ซีลพยักหน้ารับ โล่งใจมากที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป “ว่าแต่...ทำไมพี่ถามคำถามนี้กับผมล่ะครับ”

“เพื่อนพี่มันแซวน่ะ พี่ก็เลยมาถามเจ้าตัวเลยดีกว่า” บูมเลือกที่จะโกหกออกไป “พี่ไปก่อนนะ นัดกับฟางไว้น่ะ”

“บ้ายบายครับ” ซีลโบกมือให้รุ่นพี่ที่เดินผ่านเขาไปยังประตูทางออก จากนั้นก็เดินย้อนกลับไปทางเดิมที่พี่เซนรอเขาอยู่

บูมหันกลับไปมองร่างโปร่งที่ค่อยๆ เดินจากไป ซีลกำลังก้าวไปข้างหน้า เขาเองก็ไม่ควรรั้งใครไว้ข้างตัวเพียงเพราะความเหงาของตัวเอง

“ฟาง...เรามีเรื่องจะคุยด้วย เธอสะดวกออกมาเจอกันไหม”

.............................

งานเทศกาลยิ่งดึกยิ่งครึกครื้น แสงไฟจากชิงช้าสวรรค์ยังคงสว่างไสว เช่นเดียวกับผู้คนที่เดินสวนกันไปมาอย่างคับคั่ง
แต่ขนมที่เคยร้อนกรุ่นจากเตา กลับเย็นชืดหมดแล้ว 

เซนมองตามกระเช้าชิงช้าสวรรค์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นไปด้านบน ก่อนสายตาเลื่อนไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวพลางคิดว่าน้องสาวของเขาที่อยู่บนนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง

“พี่เซนขึ้นไปกับหนูนะ”

“ไม่เอาอะ พี่ไม่ชอบที่สูง”

“งั้นหนูไปคนเดียวก็ได้ เชอะ”

ทุกครั้งที่พาน้องสาวไปเที่ยวสวนสนุก มีเพียงเครื่องเล่นเดียวเท่านั้นที่เขาไม่เคยขึ้นไปกับเธอ นั่นคือชิงช้าสวรรค์ แม้ตอนนี้อยากชดเชยให้เธอ แต่เขากลับไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว

“พี่เซนครับ”

เซนหลุดจากภวังค์ หันไปตามเสียงเรียก “มาแล้วเหรอ”

“ซื้ออะไรมาบ้างครับ” ซีลถามถึงขนมที่อีกฝ่ายซื้อมา แล้วช่วยแบ่งถุงขนมมาถือไว้บ้าง

“อันนี้เย็นแล้ว ไม่อร่อยแล้ว” เซนคัดขนมที่ยังทานได้ส่งให้ซีล ส่วนที่เหลือตั้งใจว่าจะนำกลับไปอุ่นกินเองที่ห้อง

“ไม่เป็นไรครับ ไม่ร้อนก็ยังกินได้” ซีลคิดว่าอีกฝ่ายจะเอาไปทิ้งก็รีบรับมาถือไว้ทั้งหมด แล้วลองชิมดูทีละอย่าง แม้จะอร่อยไม่เท่าตอนที่ซื้อใหม่ๆ แต่รสชาติก็พอไหวอยู่ “ยังอร่อยครับ”

“กินเลอะหมดแล้ว” เซนหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าเสื้อเช็ดมุมปากให้คนตะกละ

ซีลชะงักเมื่อถูกจู่โจมไม่ทันตั้งตัว ตั้งใจจะหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมาเช็ดเองแต่ถูกสายตาดุคู่นั้นห้ามไว้

“ถือของอยู่จะเช็ดเองได้ยังไง ดูสิมือก็เปื้อน” พูดจบเซนก็จัดการเช็ดนิ้วเรียวที่เต็มไปด้วยซอสมะเขือเทศอย่างนุ่มนวล

ซีลลอบสังเกตคนที่กำลังตั้งใจเช็ดมือให้เขา มืออุ่นที่แตะหลังมือทำให้เขาหน้าร้อนจนต้องรีบเบือนหนีไปอีกทาง โตป่านนี้ยังต้องให้คนอื่นมาเช็ดปากเช็ดมือให้ เขารู้สึกอายมากจริงๆ

“เรียบร้อยครับ ไปกันเถอะ เดี๋ยวหมดเวลาก่อน” เซนพับผ้าเช็ดหน้าเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วหยิบตั๋วขึ้นชิงช้าสวรรค์สองใบออกมา

“พี่ไปซื้อมาตอนไหนครับ” ซีลเบิกตากว้าง เขาเพิ่งกลับมาจากเคาน์เตอร์ขายตั๋ว คนขายบอกว่าตั๋วชิงช้าสวรรค์วันนี้หมดแล้ว เขายังเสียดายอยู่เลยที่มาซื้อไม่ทัน

“ระหว่างรอน่ะ ไปกันเลยไหม”

“ครับ” ซีลพยักหน้ารับแล้วรีบเดินไปด้วยกัน โชคดีที่แถวสั้นลงมากไม่นานนักก็ถึงคิวพวกเขา

“พี่เซนเคยขึ้นชิงช้าสวรรค์ไหมครับ” ซีลถามขณะเดินเข้าไปนั่งในกระเช้า ส่วนร่างสูงที่เดินตามมานั่งลงบนที่นั่งฝั่งตรงข้ามเงียบๆ ไม่ได้เอ่ยตอบอะไร “พี่เซนครับ?”

“อ้อ...เอ่อ”

ครืดดด

ชิงช้าสวรรค์ค่อยๆ เคลื่อนที่อย่างช้าๆ แต่หัวใจของคนหนึ่งในกระเช้ากลับเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ

มือของเซนชื้นเหงื่อ เขาคิดว่าตัวเองโตมากพอที่จะไม่กลัวชิงช้าสวรรค์แล้ว แต่ลึกๆ ในใจเขารู้ดีว่าความหวาดกลัวนี้ไม่หายไปตามกาลเวลา เป็นเขาที่ประมาทตัวเองเกินไป

“พี่เซนเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” เห็นอีกฝ่ายนั่งตัวเกร็งหน้าซีด ซีลก็นึกถึงเรื่องเลวร้ายขึ้นมาเป็นอันดับแรก “พี่กลัวความสูงเหรอครับ”

ยิ่งอีกฝ่ายไม่ตอบคำถามซีลก็ยิ่งมั่นใจ เขาเปลี่ยนไปนั่งฝั่งเดียวกับพี่เซนแล้วจับมืออีกฝ่ายไว้ทันที

“ไม่ต้องกลัวนะครับ ผมอยู่ตรงนี้ หายใจเข้าลึกๆ นะ” กระเช้าของพวกเขาขึ้นมาไกลเกินกว่าจะตะโกนบอกคนข้างล่าง ได้แต่รอให้จบรอบนี้แล้วค่อยขอลง หวังเพียงว่าพี่เซนจะไม่ตกใจจนเป็นลมไปก่อน

แต่ยิ่งสูงจินตนาการของคนขี้กลัวก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากทุกที

เซนดึงคนข้างตัวมากอดไว้ เพราะสิ่งที่เขากลัวไม่ใช่แค่ตนเท่านั้นที่จะตกลงไป แต่กลัวว่าคนข้างๆ จะตกลงไปเช่นกัน

ซีลลูบหลังปลอบใจร่างสูงที่กำลังสั่น พยายามคิดหาวิธีอื่นมาดึงความสนใจชายหนุ่มไม่ให้กลัวไปมากกว่านี้

“พี่เซนเคยได้ยินความเชื่อที่ว่า เราสามารถนั่งชิงช้าสวรรค์ไปพบคนบนฟ้าไหมครับ”

คนในอ้อมแขนส่ายหน้า ซีลจึงพูดต่อ “ว่ากันว่าตอนที่เรานั่งชิงช้าสวรรค์ถึงจุดสูงสุด เท่ากับเราอยู่ใกล้คนที่จากไปแล้ว และสามารถส่งคำพูดของเราไปหาเขาได้ พี่เซน...อยากลองส่งความคิดถึงไปหาพี่ซีไหมครับ”

“ซีคงไม่อยากเจอพี่หรอก” เซนพูดเสียงเบาดวงตายังคงปิดสนิท เขาปฏิเสธที่จะขึ้นชิงช้าสวรรค์กับน้องมาตลอดชีวิต จู่ๆ มาส่งความข้อความถึงน้องสาวผ่านชิงช้าสวรรค์ ซีไม่โกรธเขาก็แปลกแล้ว

“นี่เป็นโอกาสเดียวเลยนะครับ” ซีลพยายามโน้มน้าว กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นกว่าเดิม “ผมกอดพี่ไว้แล้ว พี่ไม่ต้องกลัวนะ มองไปบนฟ้า มองหาดวงดาวที่สว่างที่สุดแล้วบอกพี่ซีว่าพี่คิดถึงเขามากแค่ไหน”

เซนรับรู้ได้จากน้ำเสียงและไออุ่นจากคนในอ้อมกอด ซีลกำลังเบี่ยงเบนความสนใจให้เขาอยู่ หากเขาเมินเฉยแล้วจะก้าวผ่านความรู้สึกนี้ไปได้อย่างไร

ดวงตาที่ปิดสนิทค่อยๆ ลืมขึ้นอย่างช้าๆ ตอนนี้กระเช้าของพวกเขาเคลื่อนมาถึงจุดสูงสุดพอดี เซนมองไปยังดาวเหนือที่โดดเด่นอยู่บนฟ้า แล้วส่งผ่านคำพูดในใจไปยังน้องสาวที่อยู่ห่างไกลออกไป

‘พี่ขึ้นชิงช้าสวรรค์มาหาซีได้แล้วนะ...’

‘ซีสบายดีไหม...พี่คิดถึงซีมากนะ’

ช่วงเวลาที่กำลังพูดกับดวงดาว สัมผัสจากมืออุ่นยังคงลูบหลังคอยปลอบประโลมเขาอยู่เงียบๆ เซนเพิ่งได้สติว่าตัวเองเสียมารยาทกอดอีกฝ่ายไว้นานเพียงใด

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่อยากผละออกจากอ้อมกอดนี้อยู่ดี

ตอนนี้ไม่ใช่เพราะกลัวที่สูง...แต่เป็นเขาเพราะหวงแหนช่วงเวลาเหล่านี้

การมีใครสักคนเป็นที่พึ่งในช่วงเวลาที่ย่ำแย่เป็นเรื่องที่ดีมากจริงๆ

เซนกระชับอ้อมกอด หัวใจของเขาค่อยๆ เต้นช้าลง ขณะที่กระเช้าเคลื่อนที่จากบนสู่ล่าง

แม้วิวด้านบนจะสวยเพียงใด ซีลก็ไม่ได้สนใจเท่าอาการของพี่เซนในตอนนี้ ขอเพียงพาร่างสูงออกไปได้ก็พอแล้ว ไว้คราวหน้าเขาค่อยหาเวลามานั่งชมวิวคนเดียวก็ได้

“ใกล้ถึงแล้วครับ” ซีลตั้งใจจะตะโกนบอกพนักงานให้หยุดกระเช้า แต่คนในอ้อมแขนเอ่ยแทรกขึ้นเสียก่อน

“อย่าเพิ่งลงครับ พี่ขอนั่งต่ออีกสักรอบ”

“แต่ว่าพี่เซน...”

“มีซีลอยู่พี่ไม่กลัวครับ” เซนค่อยๆ ผละออกจากอ้อมแขนแล้วสบตาอีกฝ่ายด้วยความมั่นใจ “ต้องเผชิญหน้ากับความกลัว ถึงจะผ่านมันไปได้ครับ ซีลช่วยไปกับพี่อีกสักรอบได้ไหม”

ซีลชั่งใจ เขากลัวว่าพี่เซนจะไม่ไหว แต่เมื่อสบตาแน่วแน่คู่นั้น ซีลก็พร้อมจะเดินหน้าไปด้วยกัน “ได้ครับ ผมไปกับพี่เอง”

“ขอบคุณนะ”

ซีลยื่นมือไปให้ด้วยรอยยิ้ม “ถ้าพี่กลัวก็จับมือผมไว้นะครับ”

เซนสอดนิ้วประสานมือข้างนั้นไว้โดยไม่คิดปฏิเสธ ดวงตามองตรงไปข้างหน้าขณะที่กระเช้าค่อยๆ เคลื่อนที่สู่ด้านบน





.................
AkuaPink
 :กอด1: :pig4:

nut2557
 :pig2:  :L2:

เชียร์คุณเซฟฟฟฟฟฟเต็มที่ :hao7:

มาต่อไวๆ น๊าาาาาา
และแล้วผู้ชนะในค่ำคืนนี้คือ...

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
ละมุน อบอุ่นหัวใจจริงๆ ขอหวานๆ ไปยาวๆ นะ :hao7:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-2
บทที่ 11


ทั้งคู่นั่งข้างกันโดยไม่ได้พูดอะไร ต่างคนต่างมองออกไปด้านนอกชื่นชมบรรยากาศยามค่ำคืน มีเพียงซีลที่สัมผัสได้ถึงความกลัวของคนข้างๆ ทุกครั้งที่กระเช้าขยับจากการเคลื่อนที่ มืออุ่นข้างนั้นคอยบีบมือเขาไว้เป็นระยะโดยไม่รู้ตัว

“พี่เซนไม่จำเป็นต้องฝืนขนาดนี้ก็ได้นะครับ คนเราก็ต้องมีสิ่งที่กลัวกันบ้างเป็นเรื่องปกติ ผมเองก็กลัวแมลงสาบ ดังนั้นอยู่ว่างๆ ทีไรเป็นต้องหยิบไม้กวาดมาทำความสะอาดห้องทุกที” แค่นึกถึงสิ่งมีชีวิตบินได้ตัวนั้น ขนแขนก็ลุกชันขึ้นมา ได้แต่ส่ายหัวขับไล่ความคิดไป

“ถ้าเจอมันก็เรียกพี่ไปช่วยได้นะ พี่ไม่กลัว” เขาเคยทำงานอยู่ในร้านระดับเล็ก ด้อยคุณภาพ เจอมาสารพัดสิ่งมีชีวิตทั้งกลางวันและกลางคืน แม้ว่าเขาจะทำความสะอาดอย่างดีแล้ว แต่ถ้าเพื่อนร่วมงานไม่ให้ความร่วมมือ สุดท้ายก็กลับไปเป็นแบบเดิมอยู่ดี

โชคดีที่ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ได้รับเลือกไปทำงานในโรงแรมระดับสูง ที่นั่นมีระบบการทำความสะอาดที่เคร่งครัดทุกขั้นตอน อาหารทุกจานที่เสิร์ฟต้องทำทันที ไม่มีการสต็อกของไว้เด็ดขาด ดังนั้นจึงได้รับความเชื่อถือจากลูกค้าเป็นอย่างมาก

เช่นเดียวกับร้านขนมของเขา แม้จะไม่ได้เลิศหรูระดับห้าดาว แต่อุปกรณ์และวัตถุดิบทุกชิ้นได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดี

“ไว้ถ้าเจอ ผมจะตะโกนเรียกนะ” ซีลพูดขำๆ รู้สึกได้ถึงความผ่อนคลายของคุณเชฟ “พี่เซนก็เหมือนกัน ถ้ามีเรื่องที่กลัวนอกจากการขึ้นชิงช้าสวรรค์ ก็เรียกผมไปช่วยได้นะ”

“อืม” เซนยิ้ม ลอบมองใบหน้าด้านข้างของคนที่ดวงตาเป็นประกาย ยามเมื่อกระเช้าขึ้นถึงจุดสูงสุดอีกครั้งและหยุดลง

“สวยมากเลย...”

รอยยิ้มของคนตรงหน้าสว่างไสวยิ่งกว่าแสงไฟด้านล่างเสียอีก เซนอดไม่ได้ต้องยิ้มตาม จนกระทั่งอีกฝ่ายหันกลับมา เซนก็พบว่าหัวใจของตัวเองเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ จนควบคุมไม่อยู่

“พี่เซนครับ ดูสิ”

ทำอย่างไรถึงจะได้คนคนนี้มาไว้ในครอบครอง

ทำอย่างไร รอยยิ้มนี้...จะเป็นของเขาแค่คนเดียว

“ซีล...” เซนเม้มปาก พยายามสงบสติอารมณ์ของตนไม่ให้กล่าวคำนั้นออกไป

“ครับ?”

“เรามา...”

“มา?”

สุดท้ายเซนก็ยั้งปากตัวเองไว้ได้ทัน

“ไม่มีอะไร ใกล้หมดรอบแล้วอยากไปไหนต่อหรือเปล่า”

“กลับบ้านกันไหมครับ นี่ก็ดึกแล้ว”

“อืม...กลับบ้านกัน” เซนยิ้มคนเดียวเงียบๆ แม้อีกฝ่ายจะไม่คิดอะไรกับการรวบคำแบบนั้น แต่สำหรับเขา ช่างเป็นประโยคที่ชวนให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจดีจริงๆ

“ถ่ายรูปกันสักหน่อยไหม ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ขึ้นมาอีกหรือเปล่า”

“ได้ครับ เดี๋ยวผมถือเอง” ซีลรีบอาสา เพราะถ้าให้คุณเชฟถือภาพคงสั่นจนใช้ไม่ได้แน่นอน ขนาดมือที่จับเขาไว้ยังสั่นอยู่เลย

เซนขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่ายเล็กน้อยพอให้ภาพของพวกเขาอยู่ในเฟรม แต่ดูเหมือนซีลจะไม่ถนัดกับการใช้มือซ้ายถ่ายภาพเท่าไรนัก

“พี่ถ่ายให้ดีกว่า” เชฟหนุ่มหยิบโทรศัพท์มาถือไว้เอง จากนั้นก็โอบซีลเข้ามาใกล้แล้วนับเวลาถอยหลัง

“สาม”

“สอง”

“...หนึ่ง”

ซีลยิ้มกว้างทันทีเมื่อจบเลขสุดท้าย ไม่ทันได้สังเกตเลยว่าท่าทางของพวกเขาในภาพนั้นเป็นอย่างไร



............

เช้าวันต่อมา เข้าสู่ช่วงปิดเทอมอย่างเป็นทางการ แต่ถึงอย่างนั้นซีลก็ยังตื่นเช้าเหมือนเดิม หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้วเขาก็ว่างจนไม่มีอะไรทำ หนังสือก็อ่านแล้ว อาหารเช้าก็สั่งมาทานเรียบร้อยแล้ว ส่วนเพื่อนอย่างชัทที่มักจะแวะเวียนมาก่อกวนช่วงสอบก็บินไปสวีทกับแฟนที่ต่างประเทศตั้งแต่เมื่อคืน

(ไง เพื่อนเลิฟ ให้ทายว่าฉันอยู่ที่ไหน)

ภาพชัทปรากฏขึ้นบนหน้าจอพร้อมควันขาวออกจากปาก สวมเสื้อโค้ทหนายืนอยู่ริมถนน ด้านหลังเป็นเกล็ดหิมะที่กำลังโปรยปรายลงมา

“บ้านหิมะ...ดรีมเวิลด์”

(นิวยอร์กครับเพื่อนนิวยอร์ก แล้วนี่แต่งตัวจะไปไหน ปกติเป็นเด็กติดห้องไม่ใช่หรือไง)

ซีลก้มมองเสื้อผ้าสไตล์มินิมอลของตน แล้วเลิกคิ้วถามเพื่อนด้วยความสงสัย

“รู้ได้ยังไงว่าฉันจะออกไปข้างนอก”

(เพราะถ้าฉันโทรหานายเวลานี้แล้วนายไม่ออกไปไหน ภาพที่ฉันเห็นก็ต้องเป็นโต๊ะอ่านหนังสือ หรือไม่ก็บนเตียง แต่ตอนนี้นายยืนอยู่ที่ประตูห้อง)

“ออกไปซื้อข้าวยังต้องสงสัยไหม”

(ไปซื้อข้าวยิ่งแล้วใหญ่ เวลานี้เลยมื้อเช้าของนายมาแล้ว อีกอย่างนายสะพายกระเป๋าเหมือนจะออกไปข้างนอก ตกลงจะไปไหน ร้านหนังสือ?)

“ฉันไม่ได้บ้าอ่านหนังสือขนาดนั้น” ซีลบ่นอุบ “ฉันจะไปคาเฟ่คุณเชฟ ไปกินของอร่อยต้อนรับปิดเทอมสักหน่อย”

(ไปกินเค้กหรือไปหาเจ้าของร้าน)

“พูดอะไรของนาย” ซีลขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

(อย่าบอกนะว่านายไม่รู้เรื่อง เฮ้อ เอาเถอะ ไปหาคุณเชฟของนายไป เดี๋ยวก็รู้เอง ชัดเจนขนาดนั้น เพื่อนฉันก็ไม่ใช่คนโง่นี่...)

“บ่นอะไรของนาย”

(ไม่มีอะไรครับแม่ ไว้ผมจะซื้อขนมไปฝากนะ อ้อ! ของฝากพ่อด้วย)

“ห้ะ?”

(พ่อทูนหัวของนายไง ไปล่ะ บาย ~)

สายถูกตัดไปทั้งอย่างนั้น แต่ด้วยความที่ซีลไม่ใช่คนติดใจอะไร เพียงพริบตาเดียวเขาก็สลัดความสงสัยนั้นทิ้งไป ในหัวเหลือเพียงแต่ขนมอร่อยๆ ฝีมือคุณเชฟ และขนนุ่มๆ ของลูเซีย



สิบนาทีต่อมา ซีลก็เดินทางมาถึงคาเฟ่ทูบีเลิฟ ภายในร้านยังคงเนืองแน่นไปด้วยลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่เด็กน้อยวัยไม่เกินสิบขวบ ไปจนถึงกลุ่มผู้สูงวัยที่กำลังนั่งจิบชาพูดคุยกันเบาๆ อยู่ใต้ร่มไม้ นับว่าที่นี่ตอบโจทย์คนทุกวัยจริงๆ

“ลูเซีย ~” ซีลโผเข้าไปหาเจ้าแมวน้อยที่วิ่งมาหาเขาเช่นเดียวกัน ลูบขนสีขาวนุ่มลื่นสุขภาพดี พร้อมเอียงแก้มรับลิ้นเล็กๆ ที่เลียใบหน้าเขาอย่างกระตือรือร้น “คิดถึงจังเลยครับ”

“เมี๊ยว ~” ลูเซียร้องตอบด้วยเสียงเล็กๆ ทำเอาใจซีลอ่อนยวบ

“ขอโทษด้วยนะคะ”

ซีลหันไปตามเสียงคุ้นเคย ก็เห็นว่าพี่แจนกำลังขอโทษลูกค้าเนื่องจากเสิร์ฟผิดโต๊ะ จากนั้นก็รีบยกถาดเครื่องดื่มไปเสิร์ฟอีกโต๊ะที่อยู่ถัดไปไม่ไกล ดูเหมือนวันนี้ลูกค้าจะเยอะกว่าปกติ เขาเห็นหลายโต๊ะยังไม่ได้รับอาหาร พร้อมกันนั้นเสียงกระดิ่งในห้องครัวก็ร้องเรียก ว่ารายการที่สั่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เมื่อมองไปที่พี่ไลท์ พนักงานหนุ่มเองก็ยังไม่ว่างปลีกตัวไปอีกทาง เพราะทั้งชงกาแฟไปด้วย จัดเตรียมขนมสำหรับลูกค้าที่สั่งกลับบ้านไปด้วย เห็นแบบนั้นซีลก็รีบอุ้มลูเซียเดินเข้าไปในครัวทันที

“คุณเชฟครับ”

“ซีล...เข้ามาได้ไงน่ะ แล้วเมื่อกี้เรียกว่าอะไรนะ”

“แหะๆ พี่เซนครับ คือว่า...ผมขอช่วยงานได้ไหม ตอนนี้ลูกค้าเยอะมาก พวกเขาทำงานไม่ทันแล้วจริงๆ”

“งั้นพี่ออกไปจัดการเอง”

เห็นคุณเชฟเช็ดมือทำความสะอาด ซีลก็รีบพูดต่อทันที

“ลูกค้าก็รอขนมจากพี่อยู่นะครับ พี่ไม่ทำแล้วใครจะทำล่ะ” เขาได้ยินลูกค้าในร้านสั่งครัวซองต์กับฮันนี่โทสต์ตั้งเยอะ พี่เซนปลีกตัวจากครัวมาช่วยเสิร์ฟ แล้วขนมพวกนั้นลูกค้าจะได้กินเมื่อไหร่

“นะครับ ผมอยากช่วยจริงๆ ไม่รับค่าจ้างด้วย”

“พี่ไม่อยากให้ซีลเหนื่อย” เขามองร่างโปร่งและลูกแมวที่มองเขาตาแป๋วไม่ต่างกัน ตั้งใจว่าจะให้ทั้งคู่เล่นสนุกกันในร้าน ไม่ใช่มากช่วยงานเขาแบบพนักงานทั่วไป

“เรื่องแค่นี้เอง สบายมากครับ” ซีลวางลูเซียลงบนพื้นแล้วรีบล้างมือทำความสะอาด

“ถ้าเหนื่อยก็นั่งพักทันทีนะรู้ไหม”

“โอเคครับ ลูเซีย เราไปเสิร์ฟขนมกันนะ”

“เมี๊ยว”

มือเรียวหยิบถาดครัวซองต์พร้อมเสิร์ฟที่วางอยู่บนโต๊ะก้าวออกจากห้องครัวไป



“คุณซีล...” ไลท์ชะงักเมื่อเห็นอีกฝ่ายถือถาดขนมออกมาจากห้องครัว ก่อนจะรีบยื่นมือไปรับถาดขนมมาถือไว้เอง “ลำบากคุณแย่เลย”

“ไม่ลำบากเลยครับ มีอะไรให้ผมช่วยก็บอกได้เลย พี่เซนอนุญาตให้ผมช่วยพวกคุณได้”

“แต่ว่า...” ไลท์ตั้งใจจะปฏิเสธ เพราะอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นคนสำคัญของเจ้านาย จะให้เขาเรียกใช้เหมือนพนักงานคนหนึ่งก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไรนัก

“สั่งกาแฟค่ะ!” เสียงลูกค้าจากเคาน์เตอร์เร่งไลท์ที่กำลังลังเลจำเป็นต้องตัดสินใจทันที เรื่องฝีมือการทำกาแฟ เขามั่นใจว่าซีลทำไม่ได้แน่ๆ ดังนั้นจึงส่งถาดกลับคืนอีกฝ่ายไป

“โต๊ะ 12 ฝากด้วยนะครับ ออเดอร์พวกนี้ดูไม่ยาก มีเลขที่โต๊ะเขียนไว้อยู่บนถาด ส่วนลำดับโต๊ะเรียงจากด้านในส่วนที่ใกล้ห้องครัวไปยังโต๊ะด้านนอก หรือจะดูจากเลขบนโต๊ะก็ได้ครับ”

“รับทราบครับ!” ซีลตอบรับเสียงดังฟังชัด จากนั้นก็ถือถาดมุ่งหน้าไปเสิร์ฟขนม โดยมีลูเซียวิ่งตามมาเป็นกำลังใจให้

“ทานให้อร่อยนะครับ” ซีลกล่าวเสียงหวานพร้อมด้วยรอยยิ้มจริงใจ

“พนักงานใหม่เหรอคะ น่ารักจังเลย”

“ผมมาช่วยงานชั่วคราวครับ อยากสั่งอะไรเพิ่มแจ้งที่เคาน์เตอร์ได้เลยนะครับ”

แนะนำตัวเองเสร็จซีลก็รีบเดินกลับไปช่วยไลท์ที่เคาน์เตอร์ทันที หน้าที่ของเขาไม่ยาก แค่จัดการนำเค้กใส่กล่องและช่วยคิดเงินเท่านั้น เพราะเขาชงกาแฟไม่เป็นและไม่ดื่มกาแฟ ดังนั้นจะเป็นลาเต้ คาปูชิโน่ หรือมอคค่า เขาก็แยกความแตกต่างของรสชาติไม่ออกอยู่ดี

เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงบ่ายแต่ลูกค้ากลับไม่ลดลงเลย ขณะวัตถุดิบส่วนใหญ่ในร้านใกล้หมดลงแล้ว เซนจึงเดินออกจากครัวมาบอกไลท์ที่ยืนรับออเดอร์หัวหมุนอยู่ด้านนอกให้ปิดรับออเดอร์ขนมไปก่อน

“ซีลล่ะ” เขามองหาเด็กหนุ่ม จนกระทั่งเห็นร่างโปร่งยืนเสิร์ฟอาหารอยู่ด้านนอกอย่างแข็งขัน

“อ่า...ผมลืมเขาไปเลย” ไลท์มองไปที่กล่องข้าวที่ยังวางอยู่ที่เดิมตั้งแต่ช่วงเที่ยง จนตอนนี้บ่ายสามแล้ว ซีลยังไม่ได้กินข้าวกลางวันเลย

“มีอะไร” เขามองตามสายตาพนักงานหนุ่มไปก็เห็นกล่องข้าวยังมีอาหารอยู่เต็มกล่อง

“ข้าวของซีลครับ ผมเรียกให้เขากินข้าวแล้ว แต่พอดีช่วงนั้นยุ่งๆ เขาบอกว่าเดี๋ยวก่อนแล้วก็รีบไปเสิร์ฟอาหารน่ะครับ”

“ฉันจัดการเอง” เซนหยิบข้าวกล่องนั้นกลับเข้าไปในห้องครัว แล้วอุ่นร้อนอีกครั้ง ระหว่างรอก็ทำบราวนี่นมสดจากวัตถุดิบที่เหลืออยู่ให้ซีลเป็นหวานหลังมื้ออาหาร

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เซนก็ยกถาดออกมาด้านนอกแล้วกวักมือเรียกร่างโปร่งที่เพิ่งเดินเข้าร้านมาพอดี

“มากินข้าวก่อน เดี๋ยวปวดท้อง”

“แต่ว่า...” ซีลมองไปที่กาแฟรอเสิร์ฟบนเคาน์เตอร์ จากนั้นก็หันกลับมาเห็นจานข้าวของตนเองที่ได้รับการตกแต่งอย่างดี รวมถึงบราวนี่นมสดน่าอร่อยวางรอเขาอยู่ จึงอดยิ้มออกมาไม่ได้ น่ากินมากจริงๆ

“พี่เสิร์ฟเอง มานั่งเถอะ” เซนลากเก้าอี้ให้เขา รอจนซีลนั่งลงเรียบร้อยจึงค่อยไปทำหน้าที่พนักงานเสิร์ฟด้วยตัวเอง

ซีลตักข้าวกิน ขณะเดียวกันก็มองไปทางร่างสูงที่ยังคงดูดีทุกย่างก้าว แค่เสิร์ฟน้ำก็ทำเอาสาวๆ ที่นั่งอยู่หลุดกรี๊ดเบาๆ ตรงกันข้ามกับคุณเชฟที่ดูไม่สนใจอะไร เสิร์ฟโต๊ะนั้นเสร็จก็ไปเสิร์ฟอีกโต๊ะ คล่องแคล่วว่องไวจนเขามองตามเพลินๆ

“คุณเชฟดูดีชะมัด” ซีลพูดเสียงเบา จากนั้นก็รีบส่ายหัว เมื่อรู้สึกว่าความคิดของเขาเริ่มผิดเพี้ยนมากขึ้นทุกที “คิดบ้าอะไรของเราเนี่ย”

ซีลรีบกินข้าวจนหมดแล้วเช็ดปาก เมื่อเบนสายตาไปที่ของหวานเขาก็รู้ได้ทันทีว่าคนทำใส่ใจมากแค่ไหน บราวนี่รูปแมวน้อยน่ารักเกินกว่าเขาจะกล้ากิน

คิดได้อย่างนั้นซีลก็หยิบโทรศัพท์ออกมาเปิดกล้อง ตั้งใจจะถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึก แต่ข้อความแจ้งเตือนในไอจีดังขึ้นเสียก่อน

นิ้วเรียวกดเข้าไปดูก็พบว่ามีคนติดตามเขามากกว่าพันคน และมีข้อความแจ้งเตือนว่ามีคนแท็กเขาในไอจี

ซีลไม่รู้จักชื่อคนแท็ก แต่พอกดเข้าไปดู ก็เห็นภาพตนเองถ่ายคู่กับพี่เซนบนชิงช้าสวรรค์ เพียงแต่ท่าทางของพวกเขาใกล้ชิดกันจนแทบไม่มีช่องว่าง เขายิ้มกว้างให้กับกล้อง ขณะที่พี่เซนเอียงหัวเข้าหาเขาพร้อมกับยิ้มนิดๆ

‘ขอบคุณที่ยอมเสี่ยงไปด้วยกัน’

มีคนถูกใจภาพนั้นเกือบหมื่นคน

ซีลช็อกเมื่อเห็นตัวเลขนั้น รีบคว่ำหน้าจอลง ไม่กล้ากดเข้าไปดูความคิดเห็นใต้ภาพว่าคิดอย่างไรเลยด้วยซ้ำ

“ทำไมไม่กินล่ะ” เสียงทุ้มมาพร้อมสัมผัสอุ่นที่ลูบหัวเขาเบาๆ ก่อนพี่เซนจะนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

“...พี่เซนครับ”

“ว่าไง”

“ภาพ...ภาพที่พี่ลงในไอจีน่ะ”

“อืม ทำไมเหรอ” เซนยิ้มมุมปาก ยกกาแฟร้อนที่เพิ่งชงขึ้นดื่มอย่างอารมณ์ดี ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบนโลกโซเชียล

ตอนแรกที่เห็นร่างโปร่งเดินมาหาเขาด้วยท่าทีปกติ เซนก็พอจะดูออกว่าซีลยังไม่รู้ว่าเขาทำอะไรลงไป แต่ในเมื่ออีกฝ่ายรู้แล้ว เขาก็พร้อมจะเดินหน้าอย่างเต็มที่ ถ้าไม่ถูกปฏิเสธเสียก่อนล่ะนะ

“ไม่มีอะไรครับ” ซีลรีบตักบราวนี่เข้าปาก จู่ๆ ก็ไม่รู้จะถามอะไร ในเมื่อภาพที่ลงก็แค่ภาพภาพหนึ่ง และคำขอบคุณจากพี่เซนเท่านั้นเอง

ร่างสูงคอยสังเกตคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามอยู่ตลอด เมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนเป็นเข้าใจอะไรง่ายๆ แต่ไม่ใช่ในแบบที่ตนอยากให้เข้าใจ ก็รีบหาทางอื่นทันที

“วันนี้มีธุระอะไรหรือเปล่า” เซนถาม ขณะเดียวกันก็เปิดหน้าเว็บไซต์โรงภาพยนตร์ ดูรอบที่เป็นช่วงเวลาหลังเลิกงานพอดี

“ไม่มีครับ ปิดเทอมผมว่างทั้งวัน”

“งั้นไปเป็นเพื่อนพี่หน่อยได้ไหม” เขากดซื้อตั๋วภาพยนตร์เรื่องหนึ่งสองที่นั่งข้างกันทันที เขาจำได้ว่าช่วงสัปดาห์ก่อนซีลบอกว่าตั้งใจจะไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้กับเพื่อนสนิท แต่ดูเหมือนแผนจะล่ม เพราะเขาเห็นไอจีของชัทแสดงที่ตั้งอยู่ที่ต่างประเทศ และคงกลับมาไม่ทันโปรแกรมฉายแน่นอน

“พี่ได้ตั๋วหนังมาฟรี เรื่อง XXX สนใจไหม”

“เรื่อง XXX เหรอครับ” ซีลชะงักไป ภาพยนตร์เรื่องนี้เขาตั้งใจจะไปดูพรุ่งนี้คนเดียว ตั๋วก็ซื้อไว้แล้วด้วย “คือว่า...”

“พี่ไม่กล้าดูคนเดียว ไปด้วยกันได้ไหม” เพราะเป็นหนังสยองขวัญติดอันดับของต่างประเทศ จึงการันตีได้ว่าขนหัวลุกแน่นอน

ซีลชอบหนังแนวนี้อยู่แล้ว แต่เขาก็คิดไม่ถึงว่าคนหน้าดุอย่างคุณเชฟจะไม่กล้าดูคนเดียว เพราะอีกฝ่ายดูเหมือนคนชอบสะสมภาพยนตร์แนวนี้มากกว่าด้วยซ้ำ

“ก็ได้ครับ” ดูสองรอบก็ไม่เห็นเป็นไร มีคนช่วยแชร์ความคิดเห็นก็น่าจะดีกว่าสนุกอยู่คนเดียว อีกอย่างเขาก็สัญญากับคุณเชฟแล้วว่าถ้ามีเรื่องที่กลัวก็บอกเขาได้ เขาพร้อมช่วยเสมอ แค่ดูหนังเป็นเพื่อน นับเป็นเรื่องเล็กน้อยมากจริงๆ

“งั้นตกลงตามนี้นะครับ” เซนพูดยิ้มๆ จากนั้นก็เก็บจานอาหารของซีลใส่ถาดเตรียมนำไปเก็บล้าง

“ให้ผมเก็บเองดีกว่าครับ” คุณเชฟอุตส่าห์เตรียมข้าวกลางวันกับขนมให้อย่างดี จะให้มาทำความสะอาดอีกได้อย่างไร

“ก็ได้ครับ” เซนยอมถอยให้หนึ่งก้าวเพื่อไม่ให้ซีลต้องรู้สึกอึดอัดใจ แต่สายตายังคงมองตามร่างโปร่งที่เดินเข้าห้องครัวไป

“ไม่เนียนเลยนะครับบอส” ไลท์พูดขึ้นให้ได้ยินกันสองคน เขาตั้งใจจะนำถ้วยกาแฟไปเก็บล้าง คาดไม่ถึงว่าจะได้ฟังบทสนทนานั้นเข้าพอดี “วันก่อนคุณยังฝากผมซื้อหนังฆาตกรรมอยู่เลย หนังเข้าใหม่นั่นไม่น่ากระทบกระเทือนความรู้สึกของคุณด้วยซ้ำ”

“ก็ไม่ได้ตั้งใจเข้าไปดูหนังอยู่แล้วนี่...” เซนพูดยิ้มๆ จากนั้นก็รับถาดจากไลท์มาถือไว้เอง “นายไปรับออเดอร์เถอะ เรื่องทำความสะอาดถ้วยจานฉันจัดการเอง”

ไลท์มองตามหลังเจ้านายที่เดินเข้าไปในครัวแล้วลอบถอนหายใจเบาๆ หวังให้ซีลรู้ตัวให้เร็วขึ้นอีกสักนิด ไม่อย่างนั้นคงโดนบอสเขาต้มจนเปื่อย จับเคี้ยวลงท้องโดยไม่รู้ตัวแน่ๆ


ละมุน อบอุ่นหัวใจจริงๆ ขอหวานๆ ไปยาวๆ นะ :hao7:
  :-[  :hao3:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-05-2021 16:51:17 โดย janeta »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2076
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
แหม๋มมมมมมมตั๋วฟรี :laugh: :m20:ไม่เนียนเลยนะคุณเซฟ

ซีลลูกนู๋ควรรู้สึกตัวได้แล้วนะ :hao7:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-2
บทที่ 12

เมื่อใกล้เวลาเลิกงาน เซนก็พาลูเซียกลับคอนโดพร้อมซีล ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปเปลี่ยนเสื้อผ้า และตกลงเวลามาพบกันอีกครั้ง เซนตั้งใจไว้แล้วว่าวันนี้จะพาซีลไปที่ไหนบ้าง ดังนั้นจึงรีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วออกมารอด้านนอกทันที

แต่ถึงเขาจะเร็วแค่ไหน เด็กหนุ่มที่ยืนพิงประตูเล่นโทรศัพท์อยู่ก็เร็วกว่าเขาก้าวหนึ่ง

“นายออกมาเร็วจัง”

“อ่า...ผมแค่เปลี่ยนเสื้อเองครับ” ซีลตั้งใจว่ากลับมาค่อยอาบน้ำ ดังนั้นเขาจึงแค่เปลี่ยนเสื้อเน่าๆ ของตัวเอง แต่กลับคาดไม่ถึงว่าคุณเชฟจะอาบน้ำหอมฉุยออกมาจากห้อง “พี่เซนอาบน้ำแล้วเหรอครับ”

“ความเคยชินน่ะ” เซนติดนิสัยอาบน้ำทุกครั้งที่กลับถึงห้อง ต่อให้ไปดูหนังกับซีลแล้ว กลับมาเขาก็ตั้งใจว่าจะอาบอีกรอบก่อนนอนจะได้หลับสบายไปตลอดคืน “ไปกันเลยไหม”

“ครับ” ซีลพยักหน้ารับแล้วเดินตามร่างสูงเข้าไปในลิฟต์

โครก~

ซีลชะงัก รีบกุมท้องกลั้นเสียงน่าอายของตัวเอง พลางเหลือบมองคนข้างๆ ด้วยคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน

“เดี๋ยวพี่พาไปกินร้านกระเพาะปลาหน้าโรงหนัง รับรองอร่อยมาก” เซนพูดโดยไม่หันไปมอง เขาเข้าใจว่าซีลคงจะอายที่ถูกได้ยินเสียงท้องร้อง ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนไปพูดเรื่องของกินเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ กับของอร่อยเขามั่นใจว่าซีลคงสลัดเรื่องน่าอายก่อนหน้าทิ้งได้อย่างแน่นอน

“พี่พูดปุ๊บผมหิวปั๊บเลย” ซีลก็ตั้งใจจะชวนพี่เซนไปร้านนั้นพอดี ช่วงสมัยเรียนปีหนึ่งเขากับชัทนัดกันไปดูหนังบ่อยๆ ไม่เคยพลาดทานกระเพาะปลาร้านนั้นเลยสักครั้ง น่าเสียดายที่พี่บูมไม่ชอบกระเพาะปลา ทุกครั้งที่เขาไปดูหนังกับพี่บูมก็เลยต้องเปลี่ยนไปกินข้าวร้านอื่นแทน

แค่คิดว่าจะได้กินกระเพาะปลาร้านนั้น กระเพาะเขาก็ส่งเสียงร้องขึ้นมาอีกรอบ แต่ถึงอย่างนั้นซีลก็พร้อมยืดอกบอกว่าเขาหิวได้อย่างไม่อาย

“งั้นรีบไปกันเถอะ” เห็นท่าทางอีกฝ่ายยอมรับว่าหิวเซนก็ยิ้มออกมา รู้สึกดีมากขึ้นไปอีกขั้นที่สามารถทำให้ซีลอยู่กับเขาแล้วสบายใจได้

เมื่อลิฟต์มาถึงชั้นลานจอดรถ เซนก็รีบเดินนำไปที่รถมอเตอร์ไซค์ของเขาทันที จากนั้นก็สวมหมวกกันน็อกให้ร่างโปร่งที่ยืนอึ้งๆ อยู่ข้างๆ

“ใส่ไว้ครับ เพื่อความปลอดภัย”

“ผมใส่เองได้นะ” ซีลเม้มปาก ได้รับการดูแลดีแบบนี้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กน้อยที่ต้องได้รับการดูแลเลย

“พี่อยากใส่ให้นี่” พูดจบเซนก็สวมให้ตัวเองบ้าง แล้วค่อยๆ ขยับรถออกมาจากซอง “พี่ขับมอเตอร์ไซค์ ซีลผิดหวังหรือเปล่า”

“ห้ะ? ทำไมผมต้องผิดหวังล่ะ” เขาคิดว่าคนขับมอเตอร์ไซค์เท่จะตาย เขาสิ ขับไม่เป็นสักอย่าง

“ก็เพื่อนซีลขับรถหรูไม่ใช่เหรอ”

“รถของชัทเกี่ยวอะไรกับผม ผมขับรถไม่เป็นสักหน่อย หรูไม่หรูผมดูไม่ออกหรอก อย่าขับเร็วก็พอครับ ผมไม่ชอบความเร็วน่ะ”

เมื่อได้รับคำตอบที่พอใจแล้ว เซนก็ตบเบาะด้านหลังเบาๆ “นั่งสิ พี่ไม่ขับเร็วหรอก”

ซีลก้าวขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายแล้วจับไหล่พี่เซนไว้ “พร้อมแล้วครับ!”

“จับแบบนั้นเดี๋ยวก็ตกหรอก” เซนจับมืออีกฝ่ายมากอดเอวเขาไว้หลวม “เกาะตรงนี้ปลอดภัยกว่านะ”

“เอ่อ...ผมว่า”

“ไปล่ะนะ” เซนบิดคันเร่งทันที ทำให้คนด้านหลังที่ไม่ทันตั้งตัวต้องรีบสวมกอดไว้ด้วยความตกใจ

“พี่เซน! ถ้าผมตกลงไปจะทำยังไงเนี่ย!”

เซนทำหูทวนลม ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา เมื่อสัมผัสได้ถึงอ้อมกอดที่แน่นขึ้นแม้ว่าเขาจะลดความเร็วแล้วก็ตาม

เซนขับรถไม่ช้าไม่เร็วไปจนถึงจุดหมาย จากนั้นก็บอกให้ซีลเดินไปสั่งกระเพาะปลาก่อน ส่วนเขาจะไปหาที่จอดรถใกล้ๆ

ไม่นานนักกระเพาะปลาหอมฉุยก็มาเสิร์ฟ เพียงแต่คุณเชฟยังมาไม่ถึง ดังนั้นซีลจึงได้แต่มองชามกระเพาะปลาตาละห้อยพร้อมกับท้องที่ส่งเสียงร้องประท้วงเบาๆ

“ทำไมไม่กินล่ะ” เซนนั่งลงฝั่งตรงข้าม จากนั้นก็หยิบช้อนส้อมยื่นให้ซีลแล้วค่อยหยิบของตัวเอง

“รอพี่เซนครับ” พูดจบซีลก็ลงมือกินอย่างหิวโหย เขาไม่ได้สัมผัสกระเพาะปลาอุ่นร้อนแสนอร่อยนี้มานานมากแล้ว

ซีลลอบมองคนตรงข้ามด้วยความรู้สึกอบอุ่นในใจ ทั้งที่หิวขนาดนั้น แต่ก็ยังรอเขามาแล้วค่อยกิน

ทำไมถึงน่ารักขนาดนี้นะ อยากให้เขาเป็นบ้าตายหรือไงกัน



ทั้งคู่กินกระเพาะปลาคนละสองชาม สำหรับเซนปริมาณนี้นับว่ากำลังพอดี ส่วนซีล เขากินชดเชยในส่วนที่อดทานมาหลายครั้งในรอบปี ถ้าไม่ติดว่าอิ่มแล้วเขาก็อยากจะสั่งเพิ่มอีกสักชาม

“สั่งกลับบ้านไหม เห็นนายมองกระเพาะปลาไม่วางตาเลยนะ” เซนพูดยิ้มๆ แล้วยื่นเงินให้เจ้าของร้าน

“ไม่ได้หรอกครับ ร้านนี้อร่อยก็ตรงที่ตักจากหม้อนี่แหละ ซื้อกลับไปเย็นแล้วก็ไม่อร่อย เอาไปอุ่นก็รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างหายไป”

“งั้น...ไว้คราวหน้าเรามาดูหนัง ค่อยมากินอีกก็ได้” เซนลองถามไปแบบแนบเนียน ซึ่งคนที่ตกอยู่ในห้วงของอร่อยย่อมไม่ทันพิจารณาความหมายแฝงในคำถามนั้น

“ได้ครับ ไว้คราวหน้า...” พูดไปครึ่งประโยคซีลค่อยรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป “ผมหมายถึง...ถ้าเราโชคดีได้ตั๋วฟรีกันอีกนะครับ”

“พี่เป็นคนดวงดีนะ เล่นกิจกรรมพวกนี้ได้รางวัลตลอดเลย” เซนตีหน้าซื่อจากนั้นก็ก้มมองนาฬิกา โชคดีที่เข็มยาวเคลื่อนมาที่เลข 12 พอดี “หนังจะฉายแล้ว เรารีบไปกันเถอะ”

เซนถือวิสาสะจับมืออีกฝ่ายแล้วรีบเดินเข้าไปในอาคาร กว่าซีลจะทันคิดอะไรเขาก็ถูกดึงตามแรงร่างสูงไปแล้ว

“ช้าๆ หน่อยครับ” ซีลเพิ่งกินมาเต็มอิ่มรู้สึกแน่นท้องไปหมด ถ้าต้องวิ่งไปแบบนี้เกรงว่าหนังยังไม่ทันฉายเขาคงพุ่งไปอ้วกเสียก่อน

“โทษที” เซนผ่อนจังหวะก้าวเดินลง พอที่จะเดินข้างกันได้โดยไม่ติดขัดอะไร ส่วนมือข้างนั้นก็ยังคงกุมไว้เช่นเดิม

ซีลเม้มปาก มองมือที่ถูกกุมไว้หลวมๆ หากเขาอยากดึงออกก็ใช้แรงเพียงนิดเดียวเท่านั้น

แต่ไม่รู้ทำไม...สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ดึงมือกลับมา



ช่วงเวลากว่าชั่วโมงที่อยู่ในโรงภาพยนตร์ ซีลไม่รู้เลยว่าหนังที่กำลังฉายอยู่นั้นเป็นอย่างไร เพราะอุณหภูมิอุ่นที่กุมมือเขาไว้ตลอดนั้นส่งผลโดยตรงต่อสมาธิของเขา จนอดไม่ได้ต้องหันไปมองคนข้างๆ เป็นระยะ อยากรู้ว่าทำไมถึงไม่ยอมปล่อยมือจากเขา

และทำไม...คนที่บอกว่ากลัวหนังสยองขวัญ ถึงจ้องมองจอภาพยนตร์โดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย

“มองพี่หลายรอบแล้วนะครับ” เซนพูดยิ้มๆ โดยไม่หันกลับมา เขาแบ่งสมาธิตัวเองได้ดี แม้ดวงตาจะดูหนังอย่างเพลิดเพลินแต่ก็ลอบสังเกตคนข้างๆ ไปด้วยเช่นกัน เขารู้สึกได้ว่าซีลไม่ค่อยมีสมาธิดูหนังตั้งแต่เริ่มฉายแล้ว แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเขาก็ยินดี ถ้าคนที่ทำให้ซีลเสียสมาธิได้คือตัวเขาเอง

“พี่เซน ชอบหนังเรื่องนี้ไหมครับ” ซีลถาม

“ว่าไงนะครับ” เซนเอียงหูไปหาคนข้างๆ แม้จะได้ยินแต่แรกว่าอีกฝ่ายถามอะไรก็ตาม

ซีลยื่นหน้าเขาไปใกล้แล้วพูดซ้ำ “พี่ชอบหนังเรื่องนี้ไหมครับ”

“ชอบสิ” เซนหันใบหน้ามาหาซีล ทำให้ระยะห่างของพวกเขาใกล้เพียงแค่ฝ่ามือกั้น “ได้ดูกับซีล เรื่องอะไรก็ชอบทั้งนั้น”

ได้ฟังคำตอบ ซีลก็ชะงักไป สายตาคู่นั้นคล้ายกำลังสื่อบางอย่างให้เขารับรู้ แต่ก่อนที่ซีลจะถามอะไรออกไปโทรศัพท์ในกระเป๋าก็สั่นขึ้นมาก่อน พอเห็นว่าเป็นสายจากพี่บูม ซีลก็รีบกดรับทันที

“ครับพี่บูม”

ชื่อปริศนาที่ได้ยินจากปากซีลทำลายสมาธิทั้งหมดของเซน เขาโยนหนังฆาตกรรมทิ้งไปแล้วเงี่ยหูฟังบทสนทนาของคนข้างๆ ด้วยความอยากรู้ว่าใครโทรมาหาซีลดึกดื่นป่านนี้

(สวัสดีครับ พอดีผมเห็นสายของคุณเป็นเบอร์โทรออกฉุกเฉินน่ะ ไม่ทราบว่ารู้จักเจ้าของโทรศัพท์ไหมครับ)

“รู้จักครับ เจ้าของเครื่องล่ะครับ”

(เขาเมาไม่ได้สติอยู่ที่ร้าน XXX ครับ พอดีทางร้านกำลังจะปิดครับ รบกวนช่วยมารับเขากลับไปทีนะครับ)

“ได้ครับ ผมจะรีบไป” พูดจบซีลก็กดวางสายจากนั้นก็บอกคนข้างๆ ว่าเขาจะขอกลับก่อน

“มีเรื่องอะไรเหรอ”

“รุ่นพี่ผมเมาครับ ผมจะไปรับเขากลับมาก่อน”

“ทำไมต้องไปเอง ให้คนที่บ้านเขารับกลับไปสิ” เซนรู้สึกหัวเสีย เขาวางแผนการเดทอย่างดี ทำไมถึงมีใครที่ไหนไม่รู้มาแย่งเวลาส่วนตัวของพวกเขาไปด้วย

“ผมไม่มีเบอร์ติดต่อญาติเขาครับ อีกอย่างร้านก็อยู่ไม่ไกลจากเรา...”

“งั้นพี่ไปด้วย สองคนแบกคนเมา ยังไงก็ดีกว่าคนเดียว”

“แต่ว่า...” ซีลมองอีกฝ่ายอย่างลังเล ใจหนึ่งก็อยากให้คุณเชฟไปด้วยเพราะเขารับมือคนเมาไม่เก่ง คราวชัทเมาก็เกือบทำให้เพื่อนเป็นปอดบวมตาย เพียงเพราะอ่านเจอว่าต้องปลุกคนเมาไปอาบน้ำ

เขาทำตามทุกขั้นตอน เผื่อว่าจะช่วยให้เพื่อนสร่างเมาเร็วขึ้น คิดไม่ถึงว่าเพื่อนขี้เมาของเขาจะไปหลับในนั้น เขาเองก็เหนื่อยกับการเช็ดอ้วกและทำความสะอาดห้องเลยเผลอหลับไป รู้ตัวอีกที เพื่อนก็นอนสั่นอยู่บนพื้นห้องน้ำ ท่ามกลางฝักบัวที่เปิดน้ำทิ้งไว้กว่าสองชั่วโมง

อีกใจก็เกรงใจพี่เซน เห็นอีกฝ่ายสนุกกับการดูหนัง และยังเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมง ถ้าดูไม่จบก็น่าเสียดายแย่

“หนังน่ะ ดูเมื่อไหร่ก็ได้ แต่คนเมาปล่อยทิ้งไว้แบบนั้นคงไม่ดีมั้ง” เซนเลือกพูดในสิ่งที่ซีลอยากฟังมากกว่าสิ่งที่เขาต้องการ อย่างน้อยก็ดีกว่าถูกผลักไสเพียงเพราะความเกรงใจ

เขามองแววตาคู่นั้นออก ถ้าตนไม่เป็นฝ่ายพูดออกไปก่อน ซีลจะต้องตัดเขาออกจากเรื่องราวหลังจากนี้อย่างแน่นอน

แล้วเรื่องอะไรจะให้คนนอกมาใกล้ชิดคนของเขาได้ล่ะ



ทั้งคู่ออกจากโรงภาพยนตร์แล้วตรงไปยังร้าน XXX ทันที เซนเลือกที่จะทิ้งมอเตอร์ไซค์ไว้แล้วนั่งแท็กซี่ไปด้วยกัน เพราะอย่างไรก็ซ้อนสามกลับไปไม่ได้อยู่ดี

เมื่อมาถึงร้านพนักงานหนุ่มก็รีบเดินมาหาพวกเขาด้วยสีหน้าโล่งอก พลางชี้ไปที่เคาน์เตอร์บาร์ซึ่งมีคนนั่งฟุบหลับอยู่ แค่มองจากแผ่นหลังซีลก็รู้แล้วว่าเป็นรุ่นพี่ของเขาไม่ผิดแน่

“พี่บูมครับ” ซีลเรียกเบาๆ พลางเขย่าแขนปลุกรุ่นพี่

“ซีลเหรอ...”

“ครับ ผมมารับพี่กลับบ้าน” ซีลยกแขนคนเมาพาดไหล่ แต่ยังไม่ทันดึงพี่บูมลุกขึ้นแขนข้างนั้นก็ถูกดึงออกจากไหล่เขา

“พี่จัดการเอง นายไปเรียกแท็กซี่” เซนจัดการพยุงอีกฝ่ายลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยตัวเอง แม้น้ำหนักคนเมาจะไม่เท่าเขาแต่ก็มากกว่าซีลอย่างแน่นอน โชคดีที่เขาตามติดมาด้วย ไม่อย่างนั้นแค่คนคนนี้ทิ้งตัว ซีลก็คงล้มลงไปนอนพื้นแล้ว

เซนมองใบหน้าชายหนุ่มไร้สติในอ้อมแขน พอจะจำได้ว่าเป็นคนที่ชวนซีลเดินออกไปจากงานเทศกาล ปล่อยให้เขาต้องรอนานกว่าครึ่งชั่วโมง คิดแล้วก็เหมือนกับคราวนี้ ช่วงเวลาดีๆ ของเขากับซีล มักมีคนคนนี้ขัดขวางเสมอ

“นายสำคัญกับซีลขนาดนั้นเลยเหรอ” เซนถอนหายใจ เขาหวังว่าคนคนนี้จะไม่สำคัญมากนัก อย่างน้อยก็อย่าได้เข้ามาวุ่นวายกับความสัมพันธ์ของเขากับซีลเป็นอันขาด

“รถมาแล้วครับ” ซีลเดินกลับเข้ามา ตอนแรกจะเข้ามาช่วยพยุง แต่ร่างสูงขยับตัวหลบอย่างว่องไว

“ไม่เป็นไร นายไปเปิดประตูรถเถอะ”

“เอ่อ ครับ” ซีลเดินนำไปที่รถแล้วเปิดประตูหลัง รอจนพี่เซนส่งคนเมาเข้าไปด้านในก็เตรียมขึ้นไปช่วยดูแลคนเมาทันที แต่ร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างกันแทรกตัวเขาไปนั่งก่อนอย่างรวดเร็ว

“นายนั่งข้างหน้าบอกทางดีกว่านะ” เซนพูดสั้นๆ จากนั้นก็รีบปิดประตู

ซีลยืนอึ้งไปชั่วครู่ หากไม่ใช่เพราะรู้จักพี่เซนดี เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่พอใจเขา แต่เพราะรู้จักกันมาระยะหนึ่ง ดังนั้นแทนที่จะไม่พอใจ ซีลกลับคิดว่าพี่เซนคงไม่อยากให้เขาลำบากมากกว่า คนเมาดูแลยาก ซึ่งซีลเข้าใจอย่างลึกซึ้งเลยทีเดียว

คิดได้แบบนั้นซีลก็ขึ้นไปนั่งข้างคนขับเพื่อบอกทางกลับคอนโดของพวกเขา



“ม่ายอาว จะไปหาซีล~”

“ยืนให้มันตรงๆ หน่อยได้ไหม” เซนกระซิบใส่หูคนฟังจากนั้นก็รวบมืออีกฝ่ายไว้กับตัวจะได้ไม่ไปทำรุ่มร่ามใส่ซีล

“เอ่อ ส่งเขามาให้ผมก็ได้ครับ” ซีลยื่นมือไปข้างหน้า เขาเปิดประตูห้องไว้แล้ว ที่เหลือก็แค่พาพี่บูมไปนอนโซฟาด้านใน

เซนขยับถอยหลังออกห่างไปก้าวหนึ่งแล้วค่อยพูดเหตุผลที่ไม่ยอมส่งตัวคนเมาให้

“คืนนี้ให้เขาพักห้องพี่ดีกว่า ซีลรับมือไม่ไหวหรอก” เซนได้กลิ่นแอลกอฮอล์รุนแรงจากอีกฝ่าย หากปล่อยให้อยู่กับซีลสองคน กับคนน่ารักแบบนั้น เขาเกรงว่าจะเกิดเรื่องขึ้นได้ แต่ถ้าอยู่กับเขา ต่อให้อีกฝ่ายอาละวาดขึ้นมา อย่างมากสุดก็แค่ชกให้สลบไปอย่างไรแรงเขาก็มากกว่าคนเมาแน่นอน

“แต่ว่า...” พี่บูมเป็นรุ่นพี่เขา ฝากให้พี่เซนดูแลทั้งหมดเลยก็คงไม่ดีเท่าไร

“เพื่อนๆ พี่เคยดื่มหนักกว่านี้ พี่ก็จัดการมาแล้ว รุ่นพี่ซีลแค่คนเดียวไม่หนักหนาอะไรหรอกครับ”

“ให้ผม...ไปอยู่ดูแลที่ห้องพี่ด้วยดีไหมครับ”

“วางใจเถอะครับ” เซนลูบหัวซีลเบาๆ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังมีสีหน้าไม่สบายใจ “พี่จะดูแลรุ่นพี่ซีลให้ดีที่สุดนะ”

“ผมไม่ได้หมายถึงแบบนั้น...ผมแค่ไม่อยากให้พี่เซนเหนื่อย”

ได้ยินคำห่วงใยที่มอบให้เขา เซนก็อุ่นวาบในใจ ต่อให้ต้องเพิ่มคนเมาอีกสิบคน เขาก็พร้อมรับมือ



หลังจากบอกลาซีลเรียบร้อยเขาก็ปิดประตูห้องแล้วพาคนเมาไปนอนโซฟา จากนั้นก็นวดไหล่ตัวเองด้วยใบหน้าปราศจากรอยยิ้ม แน่นอนว่าเขาไม่ยินดีดูแลคนแปลกหน้านี้เลยสักนิด แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยให้ซีลดูแลอย่างใกล้ชิด จนเขาไม่สบายใจไปตลอดทั้งคืน

หมับ

“ซีล~ อย่าไปนะ”

แรงกอดช่วงเอวทำเอาร่างสูงชะงัก เขารีบดึงมืออีกฝ่ายออกอย่างแรง แต่ยิ่งดึงอีกฝ่ายยิ่งกอดรัดแน่น

“ปล่อย!”

“ไม่อาวววว ถ้าพี่ปล่อยซีลปายยย ซีลต้องไปหาคนคนนั้นแน่ อย่าไปนะ พี่ขาดซีลม่ายด้าย”

“ซีลจะต้องมาหาฉันแน่ เขาไม่สนใจนายหรอก”

ราวกับคำพูดของเขามีพลังมากพอ ในที่สุดเซนก็กระชากมือคู่นั้นออกจากการเกาะกุม เขารีบขยับไปยืนอีกทาง ปล่อยให้คนเมายกแขนคว้าอากาศต่อไปอย่างไร้จุดหมาย

“ซีล...คงไม่เหลือโอกาสให้พี่แล้ว”

“นายว่าไงนะ” เซนขยับเข้าไปใกล้เพื่อฟังอีกฝ่ายอธิบายคำพูดเมื่อกี้ อะไรที่หมายถึงไม่เหลือโอกาสแล้ว

“แหวะ”

“ไอ้....”

เซนกำหมัดแน่น แทบอยากจะพุ่งตัวไปชกคนที่นอนสบายท้องอยู่บนโซฟา

แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาเช็ดคราบอ้วกน่ารังเกียจทั้งบนพื้นและใบหน้าคนเมา จากนั้นก็โยนเสื้อผ้าตัวนั้นของตัวเองลงถังขยะ แล้วเข้าไปอาบน้ำสระผมล้างกลิ่นอ้วกบนตัว

เขาค้นผ้านวมในตู้เสื้อผ้ามาห่มให้คนเมา ถึงจะเป็นตัวปัญหาแค่ไหน แต่อีกฝ่ายก็มีฐานะเป็นรุ่นพี่ของซีลเกิดชายหนุ่มป่วยจากการปล่อยปละละเลยของเขา ก็จะเป็นภาระให้ซีลต้องดูแลมากขึ้นไปอีก

ครืดๆ

IAmZeal: เป็นยังไงบ้างครับ

เซนมองนาฬิกาที่ล่วงเลยมาถึงตีหนึ่ง แล้วพิมพ์ตอบข้อความซีล

ZenCia: สบายมากครับ

จากนั้นก็แนบรูปคนเมาหลับพริ้มบนโซฟาส่งกลับไปเพื่อให้ซีลสบายใจ

IAmZeal: ลำบากพี่เซนแย่เลย

“เมี๊ยว” ลูเซียเข้ามาได้จังหวะพอดี เซนจึงอุ้มแมวน้อยแล้วถ่ายภาพคู่ของพวกเขาส่งกลับไปให้ซีล

ZenCia: งั้นซีลต้องตอบแทนด้วยการดูแลพวกเราให้มากๆ นะ

เห็นซีลอ่านแต่ไม่ตอบข้อความอะไรกลับมา เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายลำบากใจ เซนจึงเตรียมส่งข้อความบอกฝันดีเป็นการกล่าวลา

IAmZeal: ครับ ผมจะดูแลอย่างดีเลย

ข้อความที่กำลังพิมพ์ถูกกดลบอย่างรวดเร็ว เซนอ่านข้อความนั้นอยู่นาน เขาอยากเข้าข้างตัวเองว่าซีลหมายความถึงความสัมพันธ์ระยะยาวของพวกเขา แต่ก็เป็นไปได้ที่อีกฝ่ายจะหมายถึงดูแลทั่วๆ ไป แบบที่คนรู้จักมีน้ำใจต่อกัน

“ลูเซีย...ต้องทำยังไงเขาถึงจะอยากมาอยู่กับเราจริงๆ” เขาถามเจ้าเหมียวที่สบตาเขาราวกับรู้ความ

“เมี๊ยว~” ลูเซียเอียงคอด้วยท่าทางน่ารัก แล้วเอาหัวมาถูไถอกเขาด้วยความรักใคร่

“ต้องอ้อนแบบนี้เหรอ”

“เมี๊ยว”

“อืม...ไว้จะลองทำดูแล้วกัน” ถึงจะดูน่าอายไปหน่อย แต่ถ้าทำให้ซีลใจอ่อนได้ก็น่าลองเหมือนกันนะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-06-2021 22:26:15 โดย janeta »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด