○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 5 ○ 18/9/2020
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 5 ○ 18/9/2020  (อ่าน 477 ครั้ง)

ออฟไลน์ Tulah

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
***************************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-09-2020 21:04:57 โดย Tulah »

ออฟไลน์ Tulah

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 3 ○ 13/9/2020
«ตอบ #1 เมื่อ13-09-2020 15:05:07 »


บทนำ

ร่างสูงใหญ่กดพ้อยท์เตอร์ชี้ไปยังส่วนสำคัญบนเจอโพรเจคเตอร์ กฤษณ์กวาดตามองนักศึกษาทั้งหมดในชั้นเรียน บ้างก้มหน้าลงจดโน้ต บ้างก้มหน้าลงจดจ่อกับจอโทรศัพท์ราวกับว่าในนั้นมีธุระสำคัญเสียเต็มประดา อย่างไรก็ตามเกินครึ่งของทั้งชั้นเรียนยังคงจับจ้องมายังเขา

น่าเสียดายที่ดวงตาของหลายคนไร้แวว มันเป็นเพียงการมองเพื่อสื่อให้ผู้พูดรับทราบว่ากำลังมีคนกำลังฟังอยู่เท่านั้น ในบรรดาสายตานับสิบคู่นั่นมีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่ฉายเเววว่ากำลังใคร่ครวญในสิ่งที่เขาพูดไปด้วย

เด็กหนุ่มแต่งกายเรียบร้อยตรงมุมขวาสุดแถวที่สองนับจากด้านหน้าเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในสายตาของกฤษณ์ ไม่ใช่ในเเง่ของหน้าตาหรือบุคลิกภาพ หากเป็นตัวเลขที่บันทึกอยู่ในคอมพิวเตอร์ของเขาต่างหาก

‘ปัณพัทธ กิจโกศล’ เป็นนักศึกษาที่กวาดคะเเนนวิชาของเขาเมื่อภาคเรียนที่แล้วไปได้มากที่สุด อาจารย์หนุ่มพบว่าเด็กคนนี้ไม่เพียงเเต่ทำคะแนนได้ดีในรายวิชาของเขา แต่กลับทำคะแนนได้ดีในทุกรายวิชาจนมีแต่เสียงชื่นชมจากบรรดาคณาจารย์หลายต่อหลายท่าน

ในรายชื่อนักศึกษาผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่มีผลการเรียนดีจนได้รับทุนการศึกษาเต็มจำนวนมีชื่อของปัณพัทธอยู่ด้วย กฤษณ์เห็นมานักต่อนักแล้วกับเด็กวัยเล่าเรียนที่บิดามารดาพร้อมจะส่งเสียแต่กลับไม่เอาอ่าว หากเด็กอย่างปัณพัทธกลับกระเสือกกระสนจนมาไกลกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันที่มีต้นทุนมากกว่าเป็นไหนๆ นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้อาจารย์หนุ่มอดปฏิเสธไม่ได้ว่าเขานึกนิยมเด็กคนนี้อยู่ไม่น้อย

ดวงหน้านวลฉาบเคลือบไปด้วยรอยยิ้มเจือจาง มือเรียวขยับลากดินสอในมือเป็นรูปกราฟไปด้วย ในฐานะผู้สอน กฤษณ์มักจะเห็นว่าในยามที่เขาให้นักศึกษาทดลองทำโจทย์ ปัณพัทธมักจะได้คำตอบก่อนใครเพื่อน หากเจ้าตัวกลับเลือกที่จะนั่งนิ่ง ๆ รอคอยกระทั่งมีคนยกมือตอบ เเล้วค่อยลอบยิ้มในตอนที่คำตอบของเจ้าตัวตรงกันกับที่เขาเฉลย ที่เก่งรองลงมาจากนักศึกษาหนุ่มนี่คงจะเป็นเด็กอีกคนที่นั่งข้าง ๆ เขาจำชื่อได้ไม่เเม่นนักแต่พอจะคุ้นว่าทั้งคู่เป็นคู่หูที่พากันเข้ารับทุนการศึกษาอยู่ทุกปี

ในคาบเรียนนี้ อาจารย์หนุ่มลอบมองไปทางมุมขวาสุดของห้องอยู่บ่อยครั้ง สายตาของปัณพัทธสบประสานกับเขาอย่างไม่ได้ตั้งใจ นักศึกษาปีที่สองไม่ได้เลี่ยงที่จะสบตาเขา หากดวงตากลมกลับสำรวจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของอีกฝ่ายอย่างอดไม่ได้

อาจารย์กฤษณ์รูปร่างสูงสวง่า เขาสวมแว่นตาทรงสี่เหลี่ยมกรอบสีเงินยวง เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดของเขาถูกรีดจนเรียบกริบ ชายเสื้อสอดเข้าไปในกางเกงเเสล็คเข้ารูป ปลายเเขนเสื้อถูกกลัดไว้ด้วยคัฟลิงค์สีเงินวาววับเเซมด้วยสีดำทรงรีดูหรูหราทว่าเรียบร้อย รองเท้าหนังสีดำขัดจนเงาวับเหมือนใหม่ตลอดเวลา

..กระทั่งหมดคาบเรียนแล้ว ปัณณ์ก็เพิ่งจะพบว่าเขาน่ะหาที่ติไม่ได้เลย..

“อาจารย์กฤษณ์นี่ล้อหล่อเนอะ สอนเก่งอีกต่างหาก”

เพื่อนสนิทของปัณณ์เปรยขึ้นเบา ๆ สายตาชื่นชมมองตามอาจารย์หนุ่มที่นั่งลงเก็บเเล็ปท็อปที่โต๊ะ ในขณะที่มือของคนพูดเก็เก็บข้าวของลงในกระเป๋าผ้าของตัว วันนี้มันดูจะโตกว่าปกติเนื่องจากเจ้าตัวยัดชุดที่จะต้องใส่ทำงานพิเศษมาด้วย

“ก็ดูดี แต่เหมือนจับต้องไม่ได้”

ปัณณ์ฉีกยิ้มจืดชืด ซุกซ่อนความรู้สึกสะดุดใจชั่วขณะหนึ่งไปราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้น เขาไม่ควรจะยินดียินร้ายกับการมีอยู่ของคนที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากโลกอุดมคติเท่าใดนัก ความข้องเกี่ยวเดียวที่เขาจะมีให้อาจารย์หนุ่มคงจะเป็นวันที่ต้องทำเเบบประเมินการสอนท้ายภาคเรียนเท่านั้น

“ปัณณ์จะไปกินข้าวกับเราก่อนไหม หรือว่าจะไปทำงาน” เสียงเล็กของเพื่อนสนิทเอ่ยขึ้นอย่างเป็นห่วงเป็นใย

โดยปกติเเล้วพวกเขาไม่ใคร่ชอบออกจากห้องเรียนไปพร้อมกับคนอื่นนัก เนื่องจากทั้งทางเดินหน้าห้อง ลิฟท์โดยสาร รวมถึงบันไดต่างก็เเน่นขนัด ปัณณ์จึงมักจะรอราวห้านาทีหรือสิบนาทีให้คนซาลงแล้วค่อยออกจากห้องเรียน ขณะนี้นาฬิกาบอกเวลาสี่โมงเย็นแล้ว อีกไม่นานนักก็ได้เวลาเข้างานพิเศษของทั้งเขาเเละปัณณ์

“คงไม่กินล่ะ เดี๋ยวเราไปกินที่ทำงานเลย บุญจะไปกินที่แคนทีนหรือเปล่า”

ปัณณ์ปฏิเสธ เด็กหนุ่มมองท่าทางมีชีวิตชีวาของอีกคนอย่างนึกอิจฉา ใบบุญเป็นเพื่อนสนิทคนเเรกเเละคนเดียวของเขาในรั้วมหาวิทยาลัย คงเป็นเพราะพวกเขาทั้งคู่ต่างก็ต้องทำงานหาเงินเพื่อจุนเจือตัวเองให้อยู่ต่อไปได้จึงเข้าใจกันดีทีเดียว

“โอเค งั้นเดียวเราคงไปกินที่ทำงานเหมือนกัน ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ” ใบบุญโบกมือลา ไม่ได้อยู่รอเพื่อนสนิทที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม เนื่องจากที่ทำงานของเขาจะต้องต่อรถเมล์ถึงสองต่อ หนำซ้ำการจราจรที่เริ่มติดขัดอาจจะให้เขาสาย

ปัณณ์โบกมือลาเพื่อนสนิท เขายังไม่หิวมากนัก เเละกว่าจะถึงเวลาทำงานที่ร้านอาหารกึ่งผับก็อีกตั้งสามชั่วโมง เด็กหนุ่มชั่งใจว่าเขาจะยึดห้องเรียนนี้เป็นของตัวเองดี หรือจะเเวะไปใช้บริการห้องสมุดอย่างที่มักจะทำอยู่เสมอดี

กว่าจะคิดตกก็เหลือเพียงแต่เขาที่กำลังพลิกชีทเรียนไปมา แน่นอนว่าปัณณ์จำได้เกือบหมด เด็กหนุ่มเก็บทุกอย่างใส่กระเป๋า ก้าวเดินออกจากห้องเรียนผ่านโถงทางเดินร้างไร้ผู้คน วันนี้เขาไม่ได้เลือกใช้ลิฟท์แต่เลือกจะเดินเอื่อย ๆ ไปตามบันไดกว้าง

ไม่นานนักปลายเท้าของปัณณ์หยุดลงที่หน้าห้องสมุดของคณะบนชั้นสามของอาคาร โดยปกติแล้วนักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบที่นี่นักเนื่องจากมันค่อนข้างคับแคบและเคร่งเรื่องระเบียบการใช้เสียงมากกว่าหอสมุดมหาวิทยาลัย ทว่าวันนี้คนเยอะกว่าปกติ คงเป็นเพราะอีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะเข้าสู่ช่วงการสอบกลางภาค หนอนหนังสือหลายตัวจึงมักจะมาสร้างรังหลังเลิกเรียนเป็นเรื่องธรรมดา

เด็กหนุ่มเเวะชั้นหนังสือหยิบเอาหนังสืออ่านเล่นเล่มเล็กติดมือมาด้วย เขาอ่านมันค้างไว้เมื่อวาน และตั้งใจจะจบมันภายในวันนี้ ปัณพัทธมุ่งตรงไปยังส่วนลึกที่สุด ในนั้นมีโต๊ะสี่ที่นั่งเร้นกายอยู่เบื้องหลังชั้นหนังสือเก่า มันเป็นที่ของเขาเสมอแม้ว่าจะมีโต๊ะว่างให้เลือกจับจองในบริเวณอื่นก็ตาม

ทันทีที่เขาย่างเท้าเข้าไป เจ้าของดวงตาเรียวรีสีนิลของคนที่จับจองที่นั่งไว้ก่อนก็สบจ้องมา ปัณณ์ชะงักไปชั่วขณะ น้อยครั้งที่ที่นี่จะมีอาจารย์เข้าใช้

“....”

อาจารย์กฤษณ์นั่งอยู่มุมหนึ่งของโต๊ะ ในมือของเขามีหนังสือสภาพเก่าคร่ำคร่า บังเอิญเหลือเกินที่มันเป็นเล่มต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสของเจ้าเล่มภาษาอังกฤษที่เขาหยิบติดมือมาเมื่อครู่

“แชร์โต๊ะกับผมก็ได้ โต๊ะอื่นคงเต็มหมดแล้ว” เสียงทุ้มนุ่มนวลเอ่ยขึ้นก่อนที่เด็กหนุ่มจะได้ก้าวถอยหลัง หากจะบอกว่าไม่เป็นไรเขาคงจะเป็นเด็กที่เสียมารยาทน่าดู

“ขอบคุณครับอาจารย์” ปัณณ์เลื่อนเก้าอี้อย่างเบามือ ก่อนจะเริ่มลงมืออ่านหนังสือที่ตัวเองหยิบมา เด็กหนุ่มกวาดสายตาไปยังบทที่เขาเคยอ่านค้างไว้

บรรยากาศระหว่างบุคคลทั้งคู่เงียบสงบ มีเพียงเสียงพลิกกระดาษสลับกัน อุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศทำให้นักศึกษาหนุ่มห่อไหล่ อากัปทั้งหมดอยู่ในสายตาของคนตัวใหญ่กว่าซึ่งชำเลืองมองมาเป็นระยะ

..กฤษณ์เพิ่งทราบเดี๋ยวนี้เองว่าเด็กหัวกะทิของคณะเศรษฐศาสตร์เองก็นิยมนิยายรักกับเขาด้วยเหมือนกัน..

อาจเป็นเพราะระยะห่างของนักศึกษาเเละอาจารย์หนุ่มไม่ได้มากมายนัก คนอ่อนวัยกว่าจึงสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมราคาเเพง ปัณณ์เคยเป็นพนักงานแนะนำน้ำหอมในช่วงปิดเทอม ถึงเเม้จะไม่นานนักเเละไม่ได้อยู่ในร้านที่หรูหรามีระดับอะไร หากจมูกของเขากลับแยะเเยะส่วนประกอบของมันได้เป็นอย่างดี

กลิ่นเปลือกไม้และเครื่องเทศไม่ได้รุนแรงอย่างที่ควรจะเป็นหากมันนุ่มนวลอ่อนหวานจนคาดไม่ถึงเมื่อพรมลงบนผิวกายของคนตรงหน้า ความลุ่มลึกนั้นไม่ต่างอะไรกับเขาวงกตที่ทำให้ปัณณ์หลงเข้าไปอย่างเต็มใจ เด็กหนุ่มลอบสูดหายใจเข้า รื่นรมย์ไปกับกลิ่นกายของคนแก่วัยกว่าอย่างเงียบเชียบ

“มีอะไรติดใจอยากถามผมหรือเปล่า คุณปัณพัทธ” เสียงของเขาทำให้เด็กหนุ่มหลุดออกจากภวังค์ ไม่รู้ตัวเลยว่าเขาเหม่อลอยวางสายตาจับจ้องใครอีกคนมานานเท่าไหร่เเล้ว

“ครับ พอดีตรงนี้มันติดภาษาฝรั่งเศสมา ผมแปลไม่ออก” เขาอึกอัก เเละค่อย ๆ ยื่นหนังสือของตนให้คนนั่งฝั่งตรงข้ามแก้เก้อ ปัณพัทธรู้อยู่เต็มอกว่าวลีนั้นเเปลว่าอย่างไร ในเมื่อเขาอ่านมันเป็นรอบที่สามแล้ว

อาจารย์ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ สายตาคมหลังกรอบเเว่นไล่ไปบนตัวอักษรบรรทัดหนึ่งบริเวณกึ่งกลางหน้ากระดาษ ดวงตาสีดำขลับมืดมิดราวกับมหาสมุทรไร้ก้นบึ้งทอดมองมายังเด็กหนุ่มครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ลิ้นเป็นพยานเท็จของหัวใจ… คุณเห็นด้วยไหม”


ออฟไลน์ Tulah

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 3 ○ 13/9/2020
«ตอบ #2 เมื่อ13-09-2020 15:06:31 »

บทที่ 1

ปัณพัทธ์ไม่ได้มุ่งไปยังห้างสรรพสินค้าหรือกลับบ้านอย่างนักศึกษารุ่นราวคราวเดียวกันคนอื่น ๆ สำหรับหลายคน ‘บ้าน’ อาจเป็นวิมานหรูหรา เป็นรังรักซึ่งถูกถักทออย่างบรรจงไว้ให้ลูกนกซุกตัว

สำหรับเขาเเล้ว ‘บ้าน’ ไม่ต่างอะไรจากขุมนรกเท่าไหร่นัก บางครั้งมันเย็นเยียบและหนาวเหน็บอ้างว้าง บางครั้งมันก็ร้อนรุ่มราวกับจะแผดเผาเขาให้ตายทั้งเป็น

ปัณณ์อยู่ในสถานภาพที่ไม่ต่างอะไรกับนกปีกหัก แม้อยากจะบินหลีกลี้หนีไปให้ไกลอย่างไรก็ยังจำต้องอยู่ที่นั่น

เด็กหนุ่มเผลอเหยียดริมฝีปากขณะเดินอยู่บนทางเท้า ก้าวไปซ้ายบ้างขวาบ้างเพราะบางส่วนของกระเบื้องชำรุด เขาไม่อยากจะเปื้อนคราบน้ำขังหลังฝนตกเเสนสกปรกนี่เลยสักนิด แต่น่าเสียดายที่จำนวนแผ่นกระเบื้องปูนอัดลายดูคงทนมีจำนวนที่ชำรุดมากเกินไป

ในที่สุดเขาก็ก้าวพลาด น้ำขังสีเข้มดีดขึ้นมาเปียกชายกางเกงจนเลอะเทอะเกินจะเช็ดออก

ปัณณ์แสร้งไม่สนใจกับซากดินโคลนที่เปรอะเปื้อนทั้งที่เดียดฉันท์มันเต็มทนแล้วก้าวต่อไป เม็ดฝนเล็กจ้อยโปรยปรายลงอีกหน เพราะมันไม่ได้รุนแรงเพียงพอที่จะทำให้เปียกเด็กหนุ่มจึงตั้งหน้าตั้งตาเดินโดยหวังว่ามันจะไม่ตกลงมาจนเข้าต้องหาที่หลบ

วันนี้ปัณณ์โชคดี เมื่อเขามาถึงที่ทำงานพิเศษได้ไม่กี่นาที เมฆสีดำทะมึนก็เขาปกคลุม พวกมันกลั่นตัวลงมาเป็นฝนห่าใหญ่ เขาเข้าห้องน้ำมาเพื่อเปลี่ยนชุด ถอดเสื้อนักศึกษาออกแล้วเปลี่ยนเป็นเสื้อเชิ้ตสีดำคาดทับด้วยผ้ากันเปื้อน เด็กหนุ่มพยายามทำความสะอาดคราบเปื้อนตอนขามาอย่างดีที่สุดเท่าที่สถานการณ์จะเอื้ออำนวย

“วันนี้มาเร็วแฮะ” บาร์เทนเดอร์รุ่นพี่หนึ่งของปัณณ์โบกมือทักเมื่อเด็กหนุ่มเดินไปประจำที่หน้าบาร์

“กลัวฝนตก โชคดียังมาทัน” เด็กหนุ่มยิ้มให้คนที่อยู่ในเครื่องแบบเดียวกัน

เมธัสเองก็เป็นพนักงานบาร์ในร้านอาหารกึ่งผับเช่นเดียวกันกับปัณพัทธ์ อีกฝ่ายเรียนจบแล้วและมีทีท่าว่าจะหันมาเอาดีด้านการจัดการเเผนกเครื่องดื่มถึงขั้นลงทุนควักค่าเทอมเกือบแสนเพื่อเข้าเรียนในหลักสูตรประกาศนียบัตรโรงเเรมดังในปีการศึกษาหน้า

“ลองหน่อย”

แก้วมาการิต้าทรงสูงบรรจุน้ำสีเขียวแก่ด้านล่าง ไล่ขึ้นมาเป็นชั้นสีเขียวอ่อน และชั้นบนสุดเป็นสีฟองละเอียดสีขาว ตกแต่งด้วยใบเเละสับปะรดฝานและใบสมุนไพรทรงกลมสีเขียวเป็นมัน

“ใบบัวบก? ” ปัณณ์เบ้หน้า เขาดันเเก้วคืนแทบจะทันทีทันใด เพียงเห็นก็เหมือนจะได้กลิ่นเหม็นเขียวเตะจมูกเเล้ว เขาเคยเห็นคนบรรจุขวดขาย แต่ไม่เคยนึกควักเงินซื้อ

“อือฮึ ลองก่อน” แก้วใสใบเดิมถูกดันกลับมา เมธัสมองรุ่นน้องอย่างรอคอย

“ถ้าเหม็นเขียวผมเตะพี่เเน่” เด็กหนุ่มจิบมันเพียงนิด หากรสหวานอมเปรี้ยวเเทบไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวของใบบัวบกกลับถูกปากเขาอย่างไม่น่าเชื่อ

“อร่อยอ่ะดิ” บาร์เทนเดอร์หนุ่มยักคิ้ว มันเป็นเมนูใหม่ที่จะเปิดตัวปลายสัปดาห์หน้า

“ก็ขายได้เเหละน่า” ปัณณ์ยักไหล่อย่างไว้เชิง ท่าทีเหล่านั้นทำให้คนมองหัวเราะ หากไอ้ปัณณ์กินได้ เขาก็มั่นใจว่าถ้าไม่ผสมเหล้า เด็กหกขวบก็กินได้เหมือนกัน

“ไปจัดโต๊ะได้แล้วไป” รุ่นพี่โบกมือไล่ปัณณ์เมื่อเห็นว่าควรแก่เวลา

ปกติเขาเป็นพนักงานเสิร์ฟที่หน้าบาร์และในโซนใกล้เคียงเท่านั้น แต่วันนี้มีคนลางานไปถึงสามคน ทำเอาคนที่เหลือเดินกันขาแทบขวิด

“ปัณณ์.. ช่วยดูคุณกุนต์หน่อย” ผู้จัดการร้านสะกิดไหล่เด็กหนุ่ม

ถัดออกไปไม่ไกลนักมีชายหนุ่มผิวขาวจัดในชุดเสื้อเชิ้ตสีแดงเลือดหมู เขาเป็นลูกค้าประจำที่ร้านแทบจะมาวันเว้นวันเลยด้วยซ้ำ

“ครับ”

เพลงแจ๊ซที่เปิดคลอในร้านอาหารเร่งจังหวะขึ้นให้คึกคักเหมาะสมกับเวลา หากบนโต๊ะของลูกค้าประจำมีเพียงไวน์ชั้นดีเพียงแก้วเดียวเท่านั้น

“สวัสดีครับคุณกุนต์” มือเรียวประกบกันไหว้คนแก่วัยกว่า

“นั่งสิ” เขาผายมือไปยังที่นั่งข้าง ๆ

“เด็กเสิร์ฟนั่งกับลูกค้าไม่ได้ครับ” ปัณณ์ยืนนิ่ง ส่วนคนฟังยักไหล่ มองก็รู้ว่าเขาไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก แต่ก็ขัดอะไรไม่ได้

“ได้ยินว่าอีกไม่นานเธอก็ใกล้สอบแล้ว” ชายวัยสามสิบสามเปรยขึ้น

“ผมไม่ขายตัวครับ” เด็กหนุ่มชิงตัดบทตั้งแต่เริ่ม

ไม่ใช่ไม่รู้ว่าพนักงานหลายคนรับงานพิเศษ หนำซ้ำยังมีลูกค้าอีกมากที่พยายามเสนอความสะดวกสบายให้ หากยินยอมไปเสียแต่ป่านนั้น ตอนนี้เขาคงไม่ต้องกระเสือกกระสนขนาดนี้

“ไม่ใช่.. ฉันไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น” เขายกมือขึ้นทั้งสองข้างเป็นสัญญาณว่าบริสุทธิ์ใจ “ฉันแค่อยากได้เพื่อนไปเที่ยว แบบคราวที่แล้ว”

คราวที่แล้วที่เขาว่า คือช่วงที่ปัณพัทธ์เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก เพื่อที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาต้องใช้เงินมากทีเดียว

เขาทดลองทำงานเป็น ‘เพื่อนเที่ยว’ อยู่เพียงครั้งเดียว

ทีแรกปัณณ์กลัวสารพัด แต่เขาจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อสมัครสอบเพื่ออนาคตที่ดีตามที่หวังไว้ นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้เขาไปพบกับคุณกุนต์ ท่าทางเจ้าเสน่ห์ของเขาชวนให้ปัณณ์เดาได้ว่าเจ้าตัวคงจะเป็นพวกมือปลาหมึกแน่ หากสิ่งที่ไม่คาดฝันคืออีกฝ่ายกลับไม่ล่วงเกินเขาแม้แต่ปลายนิ้ว

คุณกุนต์เพียงแต่ทักทาย สอบถามประวัติ เพราะนึกสงสัย ปัณณ์ไม่เหมือนคนอื่น นอกจากจะดูเด็กและไม่เข้าใจวิธีการเป็นเพื่อนเที่ยวที่ดีแล้ว ก็ยังไม่อ่อนหวานหรือพยายามพูดคุย

สุดท้ายจากการสอบถามก็กลายเป็นเค้นความ เมื่อรู้ว่าปัณพัทธ์ปกปิดอายุจริงด้วยจุดประสงค์ใด เขาจึงทำได้แค่ยกมือกุมขมับ สุดท้ายแล้วเขาก็เพียงแต่พาปัณณ์ไปรับประทานอาหารและแวะซื้อของเล่นเด็กให้ลูกของเพื่อนเท่านั้น

ก่อนกลับบ้านได้เงินจากอีกฝ่ายเป็นแบงก์พันทั้งสิ้นห้าใบ จากที่ตกลงกันเพียงสามพันบาท เด็กหนุ่มยังจำเสียงของคุณกุนต์ที่ไล่เขาไปตั้งใจสอบให้ติดได้แม่นยำทีเดียว

แน่นอนว่าปัณพัทธ์ไม่ผิดหวังและไม่ทำให้เจ้าของเงินผิดหวัง เมื่อเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าได้ในที่สุด นับแต่นั้นเด็กหนุ่มไม่เคยพบกับเจ้าของเงินค่าสมัครสอบอีก กระทั่งเขามาทำงานพิเศษที่บาร์เมื่อสามเดือนก่อน และคุณกุนต์เองก็เป็นลูกค้าประจำมานาน

“แบบที่ไปซื้อของเล่นเด็กน่ะเหรอครับ”

“พูดอย่างกับว่าชวนไปทำอย่างอื่นแล้วเธอจะยอม” เขาหัวเราะ แต่ปัณณ์ก็เห็นด้วย

“ฉันคิดว่าช่วงนี้เธออาจจะต้องใช้เงิน” แน่นอนว่าคุณกุนต์พูดไม่ผิดเลยสักนิด

ช่วงใกล้สอบปัณณ์จะต้องลางานเพื่อทบทวนบทเรียนอย่างหนักเพื่อไม่ให้ผลสอบออกมาแย่จนหลุดทุน แต่นั่นก็หมายความว่า หากเขาหยุดงานเมื่อไหร่ เขาจะไม่มีเงินเข้าเมื่อนั้น

“เอาไว้ให้ถึงเวลานั้นก่อนดีกว่าครับ ผมยังไม่อยากรบกวนคุณ” ปัณพัทธ์ปฏิเสธอย่างสุภาพ ครั้งที่แล้วเขารอดตัวเพราะอายุยังไม่ถึงสิบแปด และศีลธรรมในใจของคุณกุนต์เองก็ยังไม่ตกต่ำจนเกินไป

“โทรมาแล้วกันนะ” มือใหญ่ส่งนามบัตรของตัวเองให้เด็กหนุ่ม

กุนต์ยอมรับว่าเขาถูกใจเด็กหนุ่มคนนี้มากเหลือเกิน ปัณพัทธ์มีความหยิ่งผยองในศักดิ์ศรีเล็ก ๆ สายตามีแววของนักสู้ ไม่ช่างพูดช่างคุย แต่ก็ไม่ได้เงียบหรือทื่อมะลื่อจนน่ารำคาญ



--------------------------------------------------



เนื่องจากในวันพรุ่งนี้กฤษณ์ไม่มีสอนช่วงเช้า เขาจึงตัดสินใจว่าจะกลับไปเยี่ยมมารดาที่บ้านบ้าง หลังจากที่มีธุระติดพันมาหลายสัปดาห์ ในความเป็นจริงพื้นที่กรุงเทพไม่ได้กว้างใหญ่แต่อย่างใด เพียงแต่ตรอกซอกซอยและการจราจรทำให้บ้านหลังใหญ่ไกลเกินไปในความรู้สึก

รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นสนนราคาเจ็ดหลักเปียกพราวไปด้วยน้ำฝน มันพร่างพรมลงขณะรถติดหลังออกจากห้างสรรพสินค้าในช่วงสามทุ่มกว่า อาจารย์หนุ่มหัวเสียเล็กน้อยเพราะเขาเพิ่งจะเอารถเข้าคาร์แคร์มาได้สองวันเท่านั้น เขาตบไฟเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน เอารถเข้าจอดก่อนจะหิ้วข้าวของลงมาด้วย

“ตายแล้วตากฤษณ์ ทำไมจะมาไม่บอกแม่”

มารดาของเขายังเหมือนเดิมไม่มีผิด หล่อนเเสดงสีหน้าประหลาดใจ และกุลีกุจอเรียกสาวใช้มาช่วยบุตรชายถือของที่หิ้วมาเต็มสองมือ

“เซอร์ไพรซ์ไงครับ มีข้าวเหนียวมะม่วงเจ้าโปรดของคุณเเม่ด้วย” กฤษณ์ยิ้มเล็กน้อยขณะที่มารดายืดตัวหอมแก้มทั้งซ้ายเเละขวา

“โธ่ มาเซอร์ไพรซ์เเบบนี้แม่จะหาอะไรให้ทานล่ะเนี่ย กับข้าวไม่เหลือแล้วลูก” คุณภัทรารั้งลูกชายเข้าไปในห้องอาหาร ส่วนตัวหล่อนเดินต่อเข้าไปยังส่วนเตรียมอาหาร จัดแจงจะทำอะไรต่อมิอะไรมากมาย

“โธ่ ผมมาทำให้คุณแม่วุ่นวายหรือเปล่าครับนี่” กฤษณ์เดินตามมารดาเข้าไป เขาเห็นว่าไม่มีอาหารเย็นเหลือเเล้ว ซึ่งผิดวิสัยบ้านที่มีคนอยู่เกินสามคน

“ไม่พูดอย่างนั้นครับลูก แม่ดีใจที่กฤษณ์มานะครับ” ภัทราเเตะแก้มบุตรชายที่บัดนี้ตัวสูงจนต้องเงยหน้ามองอย่างอาทร

“อย่างนั้นเอาข้าวไข่เจียวนั่นเเหละครับ ไม่ได้ทานฝีมือป้าสมใจมานานแล้ว” ชายหนุ่มตัดสินใจ ก่อนจะโอบมารดาให้ละออกจากห้องครัวมาโดยง่าย ปล่อยให้เป็นหน้าที่หัวหน้าเเม่บ้านซึ่งเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เล็ก

“แล้ววันนี้เจ้ากุนต์ไม่อยู่เหรอครับ ทำไมปล่อยให้คุณเเม่อยู่คนเดียวได้” ชายหนุ่มเอ่ยถึงน้องชายเพียงคนเดียว ที่มักจะเเวะมาพักที่บ้านอยู่เสมอ

“เขาก็มีบ้านของเขา จะให้มาอยู่กับเเม่ตลอดได้ยังไงล่ะลูกคนนี้”

คุณภัทราตีมือบุตรชายคนโตเบา ๆ แม้ว่าบุตรชายคนเล็กของหล่อนจะเทียวไปเทียวมาอยู่บ้าง แต่ก็แต่งงานเเละย้ายออกไปสร้างครอบครัวเป็นของตัวเองได้ราวสองปีเศษแล้ว

“อ้อ… เห็นว่าคุณช่อเธอแพ้หนักจนต้องมาอยู่กับคุณเเม่นี่ครับ” นัยน์ตาผู้พูดไม่แสดงออกถึงความยินดียินร้าย กฤษณ์ขยับตัวเล็กน้อยให้แม่บ้านวางจานข้าวราดไข่เจียวร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง กับแกงจืดตำลึงหมูสับถ้วยเล็กตรงหน้า

“นี่ก็ห้าเดือนเเล้ว เลิกเเพ้เเล้วล่ะจ้ะ จะให้มาอยู่กับคนแก่บ่อย ๆ ก็กลัวจะอึดอัด แม่ไม่อยากไปเจ้ากี้เจ้าการเขามาก” คุณภัทราว่าพลางนึกถึงศรีสะใภ้คนแรก

การตบเเต่งระหว่างบุตรสาวคนเดียวของคู่ค้าของสามีผู้ล่วงลับเเละบุตรชายคนเล็กเป็นไปอย่างราบรื่นในเมื่อต่างฝ่ายต่างก็รู้จักกันมานาน

‘ช้องนาง’ เป็นลูกสะใภ้ที่หล่อนเลือกเฟ้นมากับมือจนมั่นใจแน่ว่าผู้หญิงคนนี้จะอยู่เคียงข้างกับแก้วตาดวงใจของหล่อนด้วยความรักและให้เกียรติ ด้วยเห็นกันมาแต่อ้อนแต่ออก ทั้งยังมีหน้าตาสะสวย การศึกษาอยู่ในระดับดี กริยามารยาทงดงามอย่างที่พาออกไปไหนแล้วคุณภัทราจะไม่มีทางขายหน้าใคร จะเสียอยู่บ้างก็ตรงที่เป็นเด็กหัวอ่อนไปหน่อยเท่านั้น

“แล้วเราล่ะเมื่อไหร่จะพาสะใภ้มาไหว้แม่เสียที” เจ้าบ้านเปลี่ยนเป้าหมายฉับพลันจนชายหนุ่มเสียกริยาไปชั่วขณะ อาจารย์หนุ่มวางช้อนส้อมก่อนจะเลื่อนไปหยิบน้ำเปล่าขึ้นจิบ

“ไม่มีเวลาเลยครับ”

“แม่ฟังอย่างนี้มาเป็นสิบปีแล้วนะครับ” อาจารย์กฤษณ์อายุไม่น้อยแล้ว หากไม่เคยมีทีท่าว่าจะสนใจเรื่องรักใคร่เลยเเม้แต่นิด ทั้งที่เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันต่างก็อยู่ในช่วงจูงมือลูกเข้าโรงเรียนกันหมดเเล้ว

“ผมยังไม่มีใครจริง ๆ ครับ คุณแม่ก็เห็นว่างานที่มหาวิทยาลัยเยอะมาก ไหนจะต้องเทียวไปเทียวมาเรื่องที่บริษัทอีก” ชายหนุ่มรวบช้อน ปล่อยให้เป็นหน้าที่เเม่บ้านเก็บเอาจานเปล่าออกไปและเเทนที่ด้วยของหวานที่เขาซื้อติดมือเข้าบ้านมาด้วย

“เเม่บอกเเล้วว่ากิจการที่บ้านเราก็มี ทำไมจะต้องไปเป็นอาจารย์ให้เหนื่อยอีก” คุณภัทราถอนใจ

หล่อนไม่มีเจตนาจะดูหมิ่นดูเเคลนอาชีพที่ลูกชายรักนักหนา เพียงแต่เพิ่งจะเห็นว่าการเป็นอาจารย์นั้นหนักหนาและทำเงินได้น้อยกว่าทำธุรกิจเป็นไหน ๆ

“ผมคิดว่าเราเคยพูดกันไปเเล้ว”

กฤษณ์ขยับช้อนส้อม ในจานกระเบื้องใบย่อมมีมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองถูกปอกเเละจัดมาอย่างสวยงามพร้อมข้าวเหนียวมูน ถั่วทอง และน้ำกะทิเช่นเดียวกันกับจานของคุณภัทรา

“แม่แค่ไม่อยากเห็นลูกเหนื่อย ไม่รู้ว่าแม่จะตายวันตายพรุ่ง อย่างน้อยเเม่ก็อยากเห็นคนที่จะมาดูเเลลูกชายของเเม่ต่อไป” ผู้เป็นมารดาเอาน้ำเย็นเข้าลูบ หากกฤษณ์กลับปราศจากท่าทีไหวเอนโดยสิ้นเชิง

ไม่ใช่ว่าภัทราไม่เคยนัดดูตัวให้กฤษณ์อย่างที่ทำให้กับบุตรชายคนเล็ก หากกฤษณ์หัวเเข็งและดื้อเงียบกว่ามาก

ทุกครั้งที่หล่อนจัดการเรื่องดูตัว ลูกชายคนโตไม่เคยเห็นด้วยเลยสักครั้ง ทว่าเจ้าตัวก็จะยินยอมไปร่วมรับประทานอาหารหรือเข้าร่วมงานสังคมเพราะเห็นแก่หน้าตาของมารดาอยู่เสมอ

สิ่งที่ตามมาหลังจากการดูตัวทำให้ภัทราปวดใจทุกทีไป เมื่อมองเห็นรูปถ่ายขณะที่ร่างกายสูงใหญ่รับปริญญาบัตรในระดับมหาบัณฑิตสองใบ และดุษฎีบัณฑิตหนึ่งใบ กฤษณ์ไม่เคยโต้แย้งหล่อนอย่างเปิดเผยหากเลือกที่จะโบยบินออกจากอ้อมอกของมารดาเพื่อไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ

คุณภัทราถูกลูกชายทรมานด้วยความคิดถึงบ่อยครั้งจนเจ็บปวดเกินกว่าจะรับมือไหวไปเสียเเล้ว

“เอาไว้ค่อยว่ากันนะครับ ให้งานซาลงกว่านี้หน่อย ถึงเวลานั้นหากผมกำลังพิจารณาใคร ผมจะพามาพบคุณเเม่คนเเรก”

ชายหนุ่มเดาว่าผู้เป็นเเม่คงจะเหนื่อยหน่ายกับถ้อยคำเหล่านี้เต็มกลืนหากไม่สามารถขยับตัวทำอะไรได้ จึงได้แต่เก็บความขัดข้องใจไว้ในอกอย่างที่เคยเป็นมาเสมอ

หลังจากมื้อเย็น กฤษณ์ขึ้นไปพักผ่อนบนห้องนอน ซึ่งนาน ๆ เขาจะเเวะมาพักค้างคืนสักครั้ง เนื่องจากชายหนุ่มซื้อคอนโดใกล้กันกับมหาวิทยาลัยเอาไว้เพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง

อาจารย์หนุ่มนั่งลงกับโต๊ะทำงาน เขาเปิดเเล็ปท็อปเพื่อเช็คอีเมลล์ในเวลาก่อนเข้านอนเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีเรื่องด่วน และในขณะเดียวกันกระดาษคำตอบสำหรับการควิซเมื่อคาบบ่ายก็ถูกยกขึ้นมาสะสางให้เสร็จด้วย

ชายหนุ่มนั่งหลังตรง จรดปลายปากกาไล่ขีดให้คะแนนทีละจุด เขาจดจำจุดที่นิสิตส่วนใหญ่มักจะทำพลาด มันไม่ได้หมายความเพียงแต่ว่าเหล่านักศึกษายังไม่เข้าใจดีหรือไม่สามารถประยุกต์โจทย์ได้ หากมันกลับเป็นกระจกบานใหญ่คอยส่องตัวเขา ให้นึกทบทวนตัวเองถึงจุดบกพร่องในการสอนอีกด้วย

มีกระดาษเพียงไม่กี่ใบที่ขาวสะอาด ที่มุมขอบมีร่องรอยการรวมคะแนนและลายมือชื่อของเขาเซ็นกำกับ อาจารย์หนุ่มยกยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าหนึ่งในกระดาษใบที่ได้คะแนนเต็มระบุชื่อของปัณพัทธ์เป็นเจ้าของ

ดวงหน้าผ่องใสปรากฎขึ้นในความคิด เขาจำสายตาเหม่อลอยที่มองจ้องมาได้ชัดเจน ริมฝีปากหนักยกยิ้มบาง ๆ เมื่อไพล่นึกไปถึงคำเเปลของสำนวนฝรั่งเศสที่ทำให้ปัณพัทธ์ต้องรีบขอตัวกลับ

..กฤษณ์ส่ายศีรษะ เขาอาจจะหลงตัวเองมากเกินไป จนคิดว่าท่าทีเหล่านั้นของเด็กหนุ่มคืออาการเขินอาย..




ออฟไลน์ Tulah

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 3 ○ 13/9/2020
«ตอบ #3 เมื่อ13-09-2020 15:07:37 »

บทที่ 2

แสงแดดตอนเช้าลอดผ่านหน้าต่างเข้ากระทบผิวคนนอนหลับอยู่บนฟูกปูกับพื้นขนาดสามฟุตครึ่ง มันค่อย ๆ ลามเลียตั้งแต่ต้นขาขาวสะอาด ไล้เรื่อยขึ้นไปตลอดลำตัว ลำแขนเรียวเล็กไปจนกระทั่งใบหน้า

ความร้อนทำให้ปัณณ์กระพริบตาถี่ ๆ ปรับสายตาให้เข้ากับระดับเเสงสว่าง เขาหยิบโทรศัพท์ตกรุ่นขึ้นมาเปิดดูหน้าจอ

..เจ็ดโมงห้าสิบ..

วันนี้เขามีเรียนตอนสิบโมงเช้า คิดว่าออกจากบ้านราว ๆ เกือบเก้าโมงก็ยังทัน

เด็กหนุ่มปิดตาลง เลื่อนเอาผ้าแพรสีน้ำเงินผืนบางขึ้นมาคลุมตัวกันเเดดเนื่องจากผ้าม่านในห้องเขามันบางจนไม่สามารถจะกันอะไรได้นอกจากช่วยพรางสายตาจากผู้คนสัญจรในตรอกเล็ก ๆ ด้านนอก

เสียงพื้นไม้ลั่นออดแอดเนื่องจากมีคนเดินอยู่หน้าห้อง ไม่นานนักประตูก็เปิดผลัวะเข้ามาโดยปราศจากการให้สัญญาณ

“มึงจะนอนไปถึงไหน ให้กรุงเทพฯ มันหายไปครึ่งเมืองเลยไหมไอ้ปัณณ์”

เสียงของมารดาหวีดแหลมแสบแก้วหูกว่านาฬิกาปลุกเรือนใด ถ้อยคำประชดประชันเคยแสบสันไปถึงใจ หากบัดนี้มันกลับไม่ระคายเเม้แต่นิด

“อือ เมื่อคืนปัณณ์กลับดึก” เขาไม่แม้แต่กระทั่งจะลืมตา เอาไว้แม่ได้ด่าปลดปล่อยจนพอใจหรือไม่ก็ได้เงินจากเขานั่นล่ะถึงจะเดินจากไปเอง

“เออ! ทำงานก็ให้เงินมันถึงกูด้วย อาศัยซุกหัวนอนก็หัดทำตัวให้มันเป็นประโยชน์บ้าง ค่าน้ำค่าไฟไม่ใช่น้อย ๆ ” หล่อนว่า พลางเดินไปยังโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กที่มุมห้อง คว้าเอากระเป๋าสะพายของลูกชายขึ้นมาควานหากระเป๋าสตางค์

กระเป๋าหนังเทียมแบบพับใบละสองสามร้อยบาทถูกเปิดออก มือเรียวเช่นเดียวกันกับบุตรชายมีร่องรอยหยาบกร้านจากการทำงานหยิบแบงก์พันเเละแบงก์ย่อยออกไปเกือบหมด เหลือเอาไว้ให้ปัณณ์เพียงสามร้อยบาท กับเหรียญห้าเหรียญสิบอีกสองสามเหรียญ

“จะไปเรียนกี่โมง”

“จะออกแล้ว” เด็กหนุ่มตัดรำคาญ

บ้านไม้ชั้นเดียวในที่เล็ก ๆ ริมคลองแออัดจนหลังคาเกยกันกับเพื่อนบ้านไม่ใช่สถานที่อันน่าอภิรมย์เท่าไรนัก ปัณณ์ไม่เคยมีความเป็นส่วนตัวเมื่ออยู่บ้าน กลิ่นท่อน้ำและน้ำเน่าเสียจากริมน้ำโชยขึ้นมาเตะจมูกเป็นระยะ เสียงผู้คนสัญจรจ้อกแจ้กจอแจ และเสียงรถมอเตอร์ไซค์แสบหูดังรบกวนเขาอยู่เสมอไม่ว่าจะหลับหรือตื่น

สุดท้ายความตั้งใจที่จะนอนต่ออีกสักนิดของปัณพัทธก็พังทลาย เด็กหนุ่มรีบอาบน้ำ คว้ากระเป๋าสะพายขึ้นคล้องไหล่ สวมรองเท้าผ้าใบมือสองออกจากบ้าน

“ตั้งแต่เรียนมหาลัยมือไม้หนักนักนะไอ้ปัณณ์ กูไม่ใช่หัวหลักหัวตอนะโว้ย”

เสียงชายวัยกลางคนดังไล่หลังมา เมื่อปัณณ์เดินผ่านลุงแท้ ๆ ไปโดยไม่ปรายตามอง เด็กหนุ่มย่นจมูก พยายามรักษาอาการไม่ให้ความไม่พึงพอใจปรากฏบนใบหน้า หากริมฝีปากกลับผรุสวาทเสียงแผ่วเบาไม่ให้ใครได้ยิน

ผู้คนในละแวกนี้รู้จักกันทั้งหมด หากไม่ใช่เครือญาติก็เป็นมิตรสหายที่ไม่ได้อยากจะเป็นมิตรต่อกันเท่าใดนัก ปัณพัทธเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่บิดเบี้ยวของสังคมนี้

ในบรรดาเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันไม่มีใครได้เรียนหนังสือแล้ว ส่วนใหญ่จะจบการศึกษาแค่มัธยมศึกษาปีที่สาม อย่างดีก็ได้เรียนจนจบมัธยมศึกษาปีที่หก เด็กผู้หญิงบางคนเป็นเเม่ตั้งแต่ก่อนจะได้เปลี่ยนไปใช้คำว่านางสาวด้วยซ้ำ

ซอกหลืบของเมืองฟ้าอมรซุกซ่อนความแร้นแค้นไว้จนเกือบจะมิดชิด เพื่อนแถวบ้านของปัณณ์ทำอาชีพที่เห็นกันได้ทั่วไป บ้างเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อ บ้างเป็นวินมอเตอร์ไซค์ ร้ายหน่อยก็ส่งยา ลักเล็กขโมยน้อยบ้านคนมีสตางค์ เป็นเพราะหน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง ใครขยับตัวทำอะไรก็รู้กันหมด

แน่นอนว่าเรื่องของใครก็ของคนนั้น แค่ทำมาหากินทุกวันนี้ก็เหนื่อยจนสายตัวแทบขาด คงไม่มีใครอยากจะหาเหาใส่หัวเพิ่มด้วยการแจ้นไปหาตำรวจ

อิสระทางใจเพียงหนึ่งเดียวของปัณพัทธคงจะเป็นทุกวันที่ก้าวเท้าพ้นออกจากพื้นที่ชุมชนในทุกเช้า ท้องฟ้าด้านนอกสดใสกว่าเดิมในความรู้สึก แม้มันจะเป็นสีฟ้าที่ไม่เต็มฟ้านักก็ตาม

เด็กหนุ่มมาถึงคณะไวกว่าปกติ เขาไม่ชอบเสียงเจี๊ยวจ๊าวในโรงอาหารเท่าไหร่ จึงเพียงเเต่จ่ายเงินซื้อเเซนด์วิชหนึ่งคู่กับน้ำเปล่า ปัณณ์แอบซุกห่อพลาสติกไว้ในกระเป๋า เดินเข้าห้องสมุดคณะอย่างเป็นปกติ คราวนี้เขาไม่ได้เลือกหนังสืออ่านเล่นเล่มเดิม หากหยิบสุ่มเอาหนังสือสักเล่มที่ใหญ่พอจะปิดบังการกระทำผิดกติกาห้องสมุดได้

ขนมปังสองชิ้นหายไปภายในชั่วพริบตา เด็กหนุ่มเปิดฝาขวดน้ำกระดกของเหลวไล่ความสากแห้งระคายคอ เมื่อท้องอิ่มหนังตาก็ตก ความรู้สึกง่วงงุนเข้าโจมตีเขาอีกครั้ง นาฬิกาข้อมือราคาย่อมเยาบอกเวลาว่าอีกราวห้าสิบนาทีจึงจะได้เวลาเข้าเรียน

วันนี้เขาไม่ลืมจะติดเสื้อคลุมกันหนาวมาด้วย ปัณณ์ใช้หนังสือเล่มหนาเเละเเขนเรียวร่วมกันต่างหมอน ดึงฮู้ดสีดำขึ้นคลุมศีรษะ เขารักห้องสมุดเพราะมันให้บรรยากาศอย่างที่เขาไม่เคยมีอยู่ในครอบครอง

ไม่มีไอร้อนจากดวงอาทิตย์ ไม่มีเสียงจ้อกแจ้กจอแจหยาบกระด้างให้ระคายหู ไม่มีใครคาดหวังเอาอะไรจากเขา ราวกับห้วงเวลาในความเป็นจริงถูกหยุดไว้ ปัณณ์หลับตาลง กดข่มความรู้สึกเวียนหัวจนอยากสำรอกอาหารเช้าเพราะนอนน้อยสะสมเอาไว้

เด็กหนุ่มหวังว่าการได้พักผ่อนสักยี่สิบสามสิบนาทีคงช่วยเยียวยาเขาได้ไม่มากก็น้อย

สิ่งที่ปลุกปัณพัทธขึ้นจากห้วงนิทราไม่ใช่นาฬิกาปลุกตั้งในโทรศัพท์มือถือ หากเป็นกลิ่นหอมซึ่งให้ความรู้สึกนุ่มนวลอบอุ่น ชักพาให้เขาลักลอบหลงใหล

เด็กหนุ่มลืมตาขึ้น กลิ่นนั้นยังติดอยู่ที่ปลายจมูก หากในบริเวณนั้นกลับร้างไร้ผู้คน ปัณณ์ขยี้ตา ใช้หลังมือปัดปลายจมูกเบา ๆ ก็พบว่ากลิ่นที่ปลุกเขาขึ้นจางหายไป

..ไม่มีเจ้าของน้ำหอมอยู่ที่นี่ เขาเพียงแต่ฝันไปเท่านั้นเอง..







อานุภาพของการพักผ่อนน้อยอันตรายกว่าที่ปัณณ์คิด มันไม่เพียงแต่ทำให้ประสาทรับกลิ่นเพี้ยนไปเท่านั้น แต่ยังทำให้เขาเวียนหัวเเละรู้สึกพะอืดพะอม จากเดิมที่กลั้นใจว่าจะไม่สำรอกอาหารเช้า ในที่สุดเขาก็อาเจียนออกมาจนหมดไส้

“ไหวไหมปัณณ์” ใบบุญส่งยาดมให้กับเพื่อนสนิท เขาเห็นปัณพัทธวิ่งเข้าห้องน้ำไป เด็กหนุ่มจึงตามไป ด้วยเห็นว่าผิดวิสัย ให้รีบอย่างไรมากที่สุดของปัณณ์ก็เป็นการก้าวให้ยาวเเละสับขาให้ไวขึ้นหน่อยเท่านั้น

“อือ ดีขึ้นแล้ว ขอบใจมาก” แม้จะว่าอย่างนั้นหากใบหน้าของคนพูดกลับห่างกันกับถ้อยคำอยู่หลายขุม ปัณพัทธหน้าซีดขาวไร้สีเลือด

“นอนเถอะ เดี๋ยวเราจดให้เอง”

ปัณณ์ชอบนิสัยของใบบุญ ตัวเล็กก็เท่านี้แต่ความเอื้ออารีที่มีกลับยิ่งใหญ่ราวกับตาน้ำที่ให้เท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด

บุญขยับเสื้อกันหนาวให้เพื่อนสนิท คอยสอดส่องดูเเลจนมั่นใจว่าปัณณ์จะไม่โงหัวขึ้นจากโต๊ะเเม้ว่าอาจารย์จะยังคงบรรยายอยู่หน้าชั้น

การได้หลับตาพักเกือบสองชั่วโมงเต็มทำให้ปัณพัทธอาการดีขึ้น เขาไม่รู้สึกอ่อนเพลียเท่าเดิมอีก มีแค่ใบบุญที่ตื่นตูมพยายามจะหิ้วปีกเขาทั้งที่ตัวเองสูงไม่ถึงร้อยหกสิบห้าด้วยซ้ำ

“ไม่รู้ว่าจะมีใครใช้ห้องต่อหรือเปล่าเนอะ ปัณณ์รอนี่เเหละเดี๋ยวเราไปหาซื้อข้าวเที่ยงมาให้” บุญหันซ้ายหันขวา เพื่อนร่วมชั้นกลับออกไปกันหมดเเล้ว ทั้งห้องเรียนเหลือเพียงเครื่องปรับอากาศที่ส่งเสียงลมเเละพวกเขาทั้งคู่เท่านั้น

“ไม่ต้องหรอก ลงไปด้วยกันนี่เเหละ” เด็กหนุ่มส่ายหน้า พยายามจะทรงตัวลุก

หากจู่ ๆ อาการเวียนหัวก็แล่นเข้าโจมตี ภาพเบื้องหน้ามืดดับไปชั่วครู่ ปัณพัทธได้ยินเสียงอะไรบางอย่างฟาดเข้ากับโต๊ะตัวใหญ่ขนาดพดสำหรับนักศึกษานั่งเรียนสามคนเสียงดังลั่น

“ปัณณ์! ”

ใบบุญร้องเสียงหลงเมื่อเพื่อนสนิททรุดลง ร่างกายผอมบางกระเเทกลงกับโต๊ะ เด็กหนุ่มได้แต่หันรีหันขวาง ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ประตูห้องเรียนก็ถูกผลักเข้ามา คนที่น่าจะต้องใช้ห้องในคาบเรียนถัดไปสืบเท้าเข้ามาใกล้เมื่อเห็นนักศึกษาอยู่ในสภาพไม่ปกติ

“เพื่อนผมเป็นลมครับอาจารย์” ใบบุญหน้าถอดสี ไม่กล้าทิ้งเพื่อนไปไหน

“คุณไปหาซื้อน้ำหวานกับของกินขึ้นมา ผมเฝ้าเอง ถ้าอีกสิบห้านาทีไม่ดีขึ้นผมจะพาไปโรงพยาบาล” มือใหญ่ส่งธนบัตรสีเเดงสองใบจากกระเป๋าสตางค์ให้บุญ นักศึกษาตัวเล็กพยักหน้าหงึกหงัก รีบเเจ้นลงไปที่โรงอาหารคณะด้วยอาการโล่งใจ

อย่างน้อยก็ยังมีใครสักคนที่น่าจะพึ่งพาได้เข้ามาในจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะ

ร่างของปัณพัทธถูกอาจารย์ยกขึ้นมานอนราบบนโต๊ะหนังสือ มือใหญ่หยิบยาดมที่ตกอยู่ใกล้ ๆ มาเปิดจ่อให้เด็กหนุ่ม แอร์ในห้องเรียนนี้ไม่ได้ทำความเย็นได้ดีอย่างที่ควรจะเป็นด้วยอายุขัยของมัน กฤษณ์คว้าเอาชีทเรียนใกล้มือขึ้นมาพัดให้เด็กหนุ่ม

ใบหน้านวลเผือดซีดไร้สีเลือด ดวงตากลมปิดสนิททำให้เห็นขนตายาวเป็นเเพได้ชัดเจน ใต้ตาของปัณพัทธลึกโหลจนน่าเป็นห่วง

“อาจารย์...”

เสียงผะเเผ่วของปัณณ์ดังขึ้น เขาเห็นคนที่ไม่น่าจะมีอะไรข้องเกี่ยวกันอยู่ใกล้ชิด คราวนี้จะเป็นฝันอีกหรือเปล่า

“คุณเป็นลม” ใบหน้าสลักเสลาไม่แสดงอาการใด สีหน้าของอาจารย์กฤษณะเรียบนิ่งอย่างที่เคย ปัณณ์เพิ่งจะนึกได้เดี๋ยวนี้เองว่าเคยเห็นเขายิ้มเเทบจะนับครั้งได้

“ช่วงนี้ผมนอนน้อยครับ ไม่เป็นอะไรมาก” ปัณพัทธหลบตาเขา

“เมื่อเช้าทานข้าวมาหรือเปล่า” เสียงทุ้มเอ่ยต่อไป เด็กหนุ่มสัมผัสได้ว่าแรงลมจากกระดาษปึกหนึ่งไม่อ่อนลงเลยสักนิด

“ทานครับ” เขาไม่ได้เอ่ยต่อไปว่าอาเจียนออกมาจนหมดสิ้น ร่างกายจึงไม่รู้จะไปหาพลังงานจากที่ไหนมาใช้ระหว่างวัน

“แค่แซนด์วิชคู่เดียวจะเอาอะไรไปพอ” อาจารย์หนุ่มโคลงศีรษะ หากคนนอนกลับเบิกตาโต

...เขาไม่ได้จมูกเพี้ยนหรือฝันไปเสียหน่อย…

“คุณแย่งที่นั่งผม” น้ำเสียงของอาจารย์หนุ่มไม่ได้ติเตียนเขาอย่างเป็นจริงเป็นจังนัก ออกจะเป็นการหยอกเย้าเสียด้วยซ้ำ

เมื่อเช้ากฤษณ์วางกระเป๋าทิ้งไว้ที่เก้าอี้นั่งที่เดิมกับเมื่อวาน เขาเดินไปตามชั้นหนังสือเพื่อหาตำราเรียนบางเล่มเพื่อจะเอาไปแนะนำนักศึกษารายที่มาปรึกษาเขาเกี่ยวกับเนื้อหาวิจัย

พอกลับมาถึงโต๊ะก็พบว่ามีใครคนหนึ่งกำลังเเอบรับประทานอาหารในห้องสมุด โดยไม่สังเกตถึงกระเป๋าหนังสีเข้มบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกันเลยสักนิด แก้มสองข้างโตเหมือนกระรอก เพียงพริบตาเดียวเด็กคนนั้นก็ฟุบหลับลงเสียเเล้ว

สุดท้ายเขาจึงได้เเต่นั่งอ่านหนังสือเล่มที่หอบหิ้วจากชั้นวางที่โต๊ะด้านนอก จนกระทั่งแน่ใจเเล้วว่ามันมีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ครบถ้วน กฤษณ์จึงค่อยเข้าไปหยิบกระเป๋าของตัวเองออกมาอย่างเงียบเชียบที่สุด

“อ่า… ผมไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษครับ”

“ไม่เป็นไรครับ แต่คราวหน้าอย่าทานอาหารในห้องสมุดอีกก็พอ”

ไม่ว่าจะหลบลี้อย่างไร สายตาของปัณพัทธก็วนเวียนกลับไปมองอาจารย์กฤษณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก ก้อนเนื้อในอกของเด็กหนุ่มที่ให้จังหวะสม่ำเสมอมาตลอดคล้ายจะไม่ค่อยมันคงมากนักในยามนี้

ให้ตายสิ… ปัณณ์ไม่ชอบสบตาเขาเลยสักนิด

ทุกครั้งที่จ้องลึกลงไปก็รู้สึกราวกับว่าทั้งร่างถูกโยนทิ้งลงมหาสมุทร ไม่เพียงร่างกาย หากสติสัมปชัญญะของเขาก็จมลงสู่ท้องน้ำกว้างใหญ่ด้วย ทั้งซ้ายเเละขวาไร้ซึ่งที่ยึดเกี่ยว

นักศึกษาหนุ่มคาดหวังว่าจะหยั่งถึงก้นบึ้งของหุบเหวนี้ได้ในชั่วขณะหนึ่ง น่าเสียดายที่เขาดำดิ่งลึกลงคล้ายกับช่วงเวลาเหล่านั้นจะไม่มีวันสิ้นสุดโดยที่ไม่เเม้แต่จะหยั่งถึงสิ่งใดได้เลย

..ในวันหนึ่งปัณพัทธอาจจะขาดอากาศหายใจตายโดยไม่รู้ตัว..


--------------------------------------------------------


เด็กหนุ่มตัดสินใจโทรไปลาป่วยกับที่ทำงานหนึ่งวัน ความเหนื่อยล้าสะสมทำให้เขาต้องยอมเเพ้เเละกลับบ้าน รถโดยสารไม่ปรับอากาศคันสีเเดงจอดบริเวณป้ายที่ใกล้ชุมชนของเขาที่สุด

ปัณณ์เดินเท้าต่อไปยังทางลาด ทั้งซ้ายเเละขวาเป็นอาคารพาณิชย์ทรุดโทรม บ้างเปิดเป็นร้านโชห่วย บ้างปิดร้างมานานเนื่องจากไม่มีใครอยู่อาศัย หากรถเข็นที่จอดหน้าอาคารต่างหากที่พอจะทำให้บรรยากาศดูคึกคักขึ้นมาบ้าง

ด้านหลังอาคารมีตรอกเเคบ ๆ ที่เข้าได้เฉพาะคนเดินเท้าเเละมอเตอร์ไซค์ กลิ่นขยะเน่าเสียค้างท่อลอยขึ้นมาเตะจมูกทำให้เด็กหนุ่มต้องเบ้หน้า

อาหารมื้อกลางวันที่อาจารย์กฤษณ์ให้ใบบุญไปซื้อทำท่าจะตีขึ้นมาอีกเเล้ว เด็กหนุ่มในชุดนักศึกษารีบจ้ำ เขาเดินผ่านบ้านที่เบียดชิดกันหลายหลัง พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เหลือบมองวงพนันที่วัยรุ่นนั่งกันอยู่เกลื่อน

บ้านของเด็กหนุ่มเเทบจะไม่เคยปิดประตูในช่วงกลางวัน แม้ว่าเเม่จะไม่อยู่ แต่ลุงขี้เหล้าของเขามักจะนอนอยู่บนพื้นเสื่อน้ำมัน เปิดดูรายการประกวดร้องเพลงของคนขาดโอกาสเเละทุนทรัพย์ที่รีรันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นาฬิกาพลาสติกซึ่งเเถมมากับผงซักฟอกยี่ห้อดังบนผนังไม้บอกเวลาว่าตอนนี้เพิ่งจะบ่ายสอง อีกนานทีเดียวกว่าแม่จะกลับถึงบ้าน

มารดาของปัณพัทธไม่ได้มีงานเป็นหลักเป็นเเหล่งชัดเจนนัก เด็กหนุ่มโตขึ้นมากับกิจวัตรที่ว่าตีสองไฟในบ้านจะเปิดสว่าง เมื่อก่อนเเม่จะถีบจักรยานไปรับเอาดอกไม้สดจำพวกมะลิ กุหลาบ เเละจำปีมาจากตลาดใกล้ ๆ เพื่อร้อยเป็นมาลัยส่งขายต่อให้พวกเด็กขายพวงมาลัย

จนปัจจุบันนี้เเทบไม่มีเด็กขายพวงมาลัยหลงเหลือในกลางเมืองเเล้ว แม่ก็เปลี่ยนไปทำส่งให้พวกที่ขายพวงมาลัยบริเวณทางเท้าหรือบนสะพานลอยเเทน

แน่นอนว่าปัณณ์เองที่ต้องเป็นคนปั่นจักรยานคันเดิมที่สนิมกินสายโซ่ไปถึงไหนต่อไหนไปรับดอกไม้ เพื่อมาให้เเม่ร้อย หากวันไหนคนสั่งเยอะ ก็เป็นเขาเองที่จะต้องช่วยทำบ้าง

พอตกบ่ายในวันหวยออก แม่มักจะไปนั่งขายเรียงเบอร์โดยหยิบยืมที่ของร้านขายส้มตำหน้าปากทางบ้าง หรือไม่ก็ขลุกอยู่ในวงไพ่ของคนมีอายุ เด็กหนุ่มปฏิเสธไม่ได้เสียทีเดียวหรอกว่าน้ำเงินที่ทำให้เขาเติบโตมาได้ ก็เป็นเงินที่เเม่หามาจากวงการพนันพวกนี้

ปัณพัทธสืบเท้าผ่านพี่ชายเเท้ ๆ ของเเม่ เขาใส่เสื้อกล้ามกรีนลายเครื่องดื่มชูกำลัง นอนหนุนหมอนทรงเหลี่ยมใบเก่า ดวงตาปิดสนิทโดยที่โทรทัศน์ทรงหลังเต่าจอเล็กยังคงถูกเปิดทิ้งไว้

เขาปิดประตูห้องที่ทำจากไม้อัดลงเบา ๆ อาการเหนื่อยล้าทำให้เขาไม่อยากเเม้กระทั่งจะเปลี่ยนชุดด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มเปิดพัดลมและเอนหลังลงกับฟูกนอน เปลือกตาทั้งคู่หนักอึ้งเกินกว่าจะคิดเรื่องอื่นใดอีก

เวลาราวหนึ่งชั่วโมงคลับคล้ายจะเป็นโมงยามอันเเสนสั้น ปัณพัทธลืมตาขึ้นเมื่อสัมผัสที่บริเวณสะโพกปลุกเขาให้ตื่นขึ้น ฝ่ามือหยาบกอบกุมอยู่ที่บั้นท้ายของเขา แรงบีบน้อย ๆ ทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัว

“ไอ้เหี้ย! ”

ปัณณ์ผรุสวาทเสียงดัง ลุงเเท้ ๆ ของเขาเข้ามาถึงในห้องนอนอย่างเงียบเชียบ ชายวัยห้าสิบปีไม่มีเสื้อปกปิด ด้านล่างเขาเห็นชัดเจนว่ามีอะไรดึงดันอยู่ในเป้ากางเกง

“มึงเข้ามาทำอะไรกู” เด็กหนุ่มถอยกรูด เขาตั้งหลักได้รวดเร็วกว่าคนเเก่หลายเท่า

“แค่จะมาขอยืมเงิน ในกางเกงมึงน่ะ ไม่มีเหรอ” อีกฝ่ายเเก้ตัว มันทำลอยหน้าลอยตาจนเขาอยากตะบันหน้ามันสักหมัด

“ไปขอเเม่นู่น ไม่มีหรอก” เด็กหนุ่มใจเต้นระส่ำ ทั้งโกรธทั้งกลัว เขากระโดดเหย็งไปคว้ากระเป๋าสะพาย แล้วรีบวิ่งออกจากบ้าน

สิ่งเร้าทำให้เขาตื่นเต็มตา ถึงเเม้ว่าเขาจะไม่ได้ชอบเเม่ของตัวเองนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบ้านที่ไม่มีเเม่อยู่ช่างไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย

ปัณพัทธไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรไปที่ไหน ได้เเต่ก้าวขาขึ้นรถเมล์ร้อนสายเดิมตามความเคยชิน คราวนี้เขาไม่ได้ลงที่มหาวิทยาลัยอย่างเคย เเต่กลับเลยไปลงใกล้ ๆ กับสวนสาธารณะเเห่งใหญ่ใจกลางกรุง

ช่วงเวลาบ่ายเเก่ ๆ ก็เริ่มมีคนมาออกกำลังกายเเล้ว เขาเบือนหน้าหนีเมื่อเห็นว่ามีพ่อเเม่พาลูกชายมาหัดเดิน เขาไม่ได้นึกอิจฉา เพียงเเต่นึกรังเกียจร่องรอยความไม่สมบูรณ์ของตัวเองมากกว่า

สัมผัสที่บั้นท้ายยังคงติดอยู่ในใจของเขา ราวกับถูกเหล็กเผาจนแดงนาบมาอย่างไรอย่างนั้น เขารังเกียจลุงขี้เหล้าที่ไม่รู้จักทำงานทำการยิ่งกว่าไส้เดือนกิ้งกือเสียอีก

เพียงอีกฝ่ายถือสิทธิ์ว่าตัวเองเป็นเจ้าของบ้าน ยอมให้เเม่พาเขาเข้ามาอาศัยเเล้วจะสูบเลือดสูบเนื้อกันอย่างไรก็ได้หรือ?

ริมผีปากบางขบเม้มเข้าหากัน น้ำตาร้อน ๆ ไหลลงอาบเเก้มอย่างห้ามไม่ได้ สองขาพาปัณพัทธเดินออกมาจากสวนสาธารณะ เส้นทางฝั่งถนนวิทยุเริ่มมีรถเเน่นขนัด

ปัณณ์ก้มหน้าก้มตาเดิน เดิน..ทั้งที่ไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางอยู่ที่ใดด้วยซ้ำ

“ปัณณ์.. ปัณณ์! ” เสียงเเตรรถจากทางขวามือดังสนั่น เสียงเรียกชื่อของเขาดังจนคนรายรอบต้องหันมอง

..คุณกุนต์..

“ขึ้นมาก่อน! ” เขายังตะโกนไม่เลิก จนเด็กหนุ่มต้องเดินเข้าไปใกล้รถยนต์ราคาเเพงระยับคันนั้น ปัณพัทธเหนื่อยล้าจนกว่าจะคิด

เบื้องลึกในใจของเขาคงยังต้องการที่พึ่ง ในที่สุดมือเรียวก็เปิดประตูรถเเละเเทรกกายลงข้างคนขับ

“มาทำอะไรเเถวนี้” เจ้าของรถถามขึ้น กุนต์สังเกตเห็นคราบน้ำตาจาง ๆ บนแก้มอิ่ม หากไม่ได้เอ่ยคำใด

“เดินเล่นครับ” เด็กหนุ่มขยับคาดเข็มขัด ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกฝ่ายเจตนาจะไปที่ใด

“แล้วนี่จะไปไหน” มือใหญ่เบาเสียงเพลงที่เปิดคลอในห้องโดยสารลง แอร์เย็นเฉียบทำให้ปัณณ์ห่อไหล่โดยอัตโนมัติ กุนต์เพิ่งพินิจใบหน้าเศร้าหมองเเล้วก็ให้เอ็นดู เด็กนี่คงไม่รู้ว่าตัวเองหน้าตาเหมือนลูกนกตกรังขนาดไหน

“ไม่ทราบครับ” ปัณพัทธตอบตามตรง วันนี้เขาเป็นคนไร้จุดหมายโดยเเท้จริง

“ถ้าเธอมีปัญหา เราคุยกันได้นะ” เสียงทุ้มทอดอ่อน มือใหญ่เเตะเบา ๆ บนท่อนแขนของนักศึกษาหนุ่ม อย่างไรเสียเขาก็พร้อมที่จะสนับสนุนเด็กคนนี้อยู่เสมอ

“ผมไม่ขายตัวครับ” ปัณพัทธยังยืนยันคำเดิม

“รู้เเล้วน่า.. ฉันดูเป็นไอ้หื่นตัณหากลับขนาดนั้นหรือยังไง” คนพูดเหยียบคันเร่งให้ทันพ้นไฟแดง “บ้านอยู่ไหน ฉันจะไปส่ง”

“จอดข้างหน้าก็ได้ครับ” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ เขาไม่อยากกลับบ้าน

กุนต์ไม่ชะลอรถ เขาขับเลยป้ายรถเมล์ที่ปัณณ์อยากจะลงอย่างจงใจ ปัณพัทธดูเคว้งคว้างเกินกว่าที่เขาจะปล่อยให้หลุดมือไป

“สองตัวเลือกเท่านั้นปัณณ์” คนแก่วัยกว่ายื่นคำขาด

“ข้อหนึ่ง บ้านเธอ.. ข้อสอง คอนโดฉัน”

ออฟไลน์ Tulah

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 3 ○ 13/9/2020
«ตอบ #4 เมื่อ13-09-2020 15:08:29 »

บทที่3

คอนโดมิเนียมของคุณกุนต์เป็นอาคารสูงเพียงเเปดชั้น ภายในมีเพียงหนึ่งห้องนอน ห้องนั่งเล่นขนาดกะทัดรัดบรรจุโซฟาตัวเล็ก ชั้นวางโทรทัศน์ และโต๊ะอาหารสูงเเบบเชื่อมต่อกับครัวได้เต็มพอดี

“นั่งก่อน” เจ้าของห้องพยักเพยิดไปที่โซฟาในขณะที่กำลังสาละวนกับการสับคัทเอาท์ขึ้นเเละหารีโมทเครื่องปรับอากาศ

..ที่นี่คงไม่มีใครใช้งานมันมาพักใหญ่..

“อยากกินอะไรไหม” กุนต์ถามเด็กหนุ่ม ปัณณ์นั่งลงเงียบ ๆ บนโซฟาอย่างที่เขาบอก เด็กหนุ่มดูเศร้าโศกเเละระมัดระวังเหลือเกิน

“ผมไม่หิวจริงๆ ครับ” เด็กหนุ่มส่ายหน้า รู้สึกเหมือนลำคอตีบตันและตื้อในท้อง

“ไม่หิวก็ต้องกิน ฉันไม่ยอมให้เธอมาเเห้งตายที่นี่เเน่” คนแก่วัยกว่าถลกเเขนเสื้อขึ้นเผยให้เห็นสร้อยข้อมือสีเงินยวง เขาเปิดลิ้นชักในโซนทำอาหาร มันไม่มีอะไรเลยนอกจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเเบบกระป๋องเเละจา นเปล่า

ห่วยแตกสิ้นดี… สุดท้ายกุนต์ก็ปิดลิ้นชักลงโดยไม่หยิบอะไรออกมา และแน่นอนว่าเขาไม่กรอกอาหารขยะพวกนี้ลงกระเพาะแน่ มือใหญ่กดโทรศัพท์สั่งงานเลขา กว่าจะนึกออกเด็กหนุ่มที่พามาด้วยก็ตาปรือเเล้ว

“เธอไปอาบน้ำก่อนดีกว่า” เจ้าของห้องเเวะเข้าไปในห้องนอน เขาเปิดตู้เเละรื้อเอาชุดนอนมาให้ปัณณ์

“อาจจะใหญ่ไปหน่อย ทน ๆ เอาเเล้วกันนะ” กุนต์ว่าพลางยัดเสื้อยืดสีขาว กางเกงวอร์ม และผ้าเช็ดตัวใส่มือเด็ก

“ขอบคุณครับ” ปัณพัทธลุกขึ้นจนเต็มความสูง เขาเหนื่อยเกินกว่าจะคิดอะไรออกแล้ว

ห้องน้ำแบ่งโซนเปียกเเห้งไม่ใหญ่โตนัก บนอ่างล้างหน้าสะอาดเอี่ยมไม่มีกระทั่งทิชชู่สักม้วน หากในชาวเวอร์บูทยังมีขวดสบู่และเเชมพูที่พร่องไปราวครึ่งหนึ่ง

น้ำเย็น ๆ ช่วยทำให้ปัณณ์รู้สึกสดชื่นขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยให้หลงลืมความรู้สึกเลวร้ายเมื่อช่วงบ่าย เขาอดคิดไม่ได้เลยว่าหากเขาไม่ตื่น เหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

เด็กหนุ่มไม่คิดว่าเขาใช้เวลาในห้องน้ำนานเกินไปนัก หากอาหารเย็นกลับมาไวกว่าที่คิด บนโต๊ะหน้าโซฟามีพิซซ่าถาดใหญ่ หน้าตาของมันดูหรูหราเกินกว่าจะเป็นพิซซ่าตามโฆษณาทีวี

คุณกุนต์นั่งอยู่บนโซฟา ในมือถือกระป๋องเบียร์ญี่ปุ่นที่เปิดเเล้วพลางกดโทรศัพท์ไปด้วย หากไม่ใช่การยุ่งตามประสานักธุรกิจ ปัณณ์ก็คิดว่าเขาคงกำลังสับรางเด็ก ๆ ที่เลี้ยงไว้จนมือเป็นระวิง

“ฉันไม่รู้ว่าเธอชอบปลาหรือเนื้อมากกว่ากัน” เขาขยับให้คนในเสื้อยืดสีขาวตัวโคร่งนั่งข้าง ๆ เเละช่วยเลื่อนถาดพิซซ่าหน้าเปเปอโรนีครึ่งหนึ่ง เเซลมอนรมควันอีกครึ่งหนึ่งมาให้

“ขอบคุณครับ” ปัณณ์หยิบเอาพิซซ่าชิ้นที่ใกล้มือที่สุดขึ้นมา รู้สึกปราศจากความอยากอาหารโดยสิ้นเชิง

“เอาล่ะ มาอัพเดตชีวิตเธอกันดีกว่า” ร่างสูงเอนหลังพิงพนัก เขาหันมองเด็กที่ห่างกันราวหนึ่งรอบอย่างเอื้อเอ็นดู “ตอนนี้เรียนอะไรอยู่นะ”

กุนต์จำได้เเค่ว่าเขาให้เงินเด็กนี่ไปจำนวนหนึ่ง กำชับให้สอบให้ติดมหาวิทยาลัยเท่านั้น

“เศรษฐศาสตร์ครับ” ปัณพัทธเงยหน้ามองเขา เเล้วงับพิซซ่าแป้งบางกรอบเข้าปาก หากเป็นเวลาปกติมันคงอร่อยมากทีเดียว

“สนใจธุรกิจ? ” คนถามขยับนั่งไขว่ห้าง ลำแขนยาวเอื้อมไปหยิบพิซซ่าชิ้นที่สอง

เด็กหนุ่มส่ายหน้า ก่อนจะสำทับ “เพราะมันอยู่รอดในตลาดแรงงาน”

ตั้งแต่เด็กจนโต ปัณณ์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองสนใจหรือไม่สนใจอะไร อย่างเดียวที่รู้คือปัณณ์ต้องเรียนให้ดี เพื่อที่จะได้อยู่รอดและถีบตัวเองออกมาจากบ้านหลังนั้น

บ้านของลุงขี้เมาที่อ้างสิทธิ์ในการเป็นเจ้าบ้านทั้งที่ไม่มีโฉนด หนำซ้ำยังขอเงินจากเขาเเละเเม่เป็นค่าเลี้ยงดูทั้งที่วัน ๆ ไม่กระดิกตัวทำอะไร

“ปีอะไรเเล้วนะ” เสียงนุ่มนวลเอ่ยถาม

“หมดเทอมนี้จะขึ้นปีสามครับ” พิซซ่าชิ้นที่สองของคุณกุนต์หายวับไปแล้ว เขายังไม่หมดชิ้นแรกเลย

“เหลืออีกสองปีสินะ” กุนต์ทวนคำ เขาสัมผัสได้ถึงความเหนื่อยอ่อนในน้ำเสียงของปัณพัทธได้ชัดเจน เขาอยากรู้แต่ไม่อยากละลาบละล้วงว่าเหตุใดกันเด็กคนหนึ่งถึงต้องกระเสือกกระสนขนาดนี้

กุนต์กับเด็กคนนี้ต่างกัน เขาเป็นลูกคนเล็ก ทั้งแม่ พี่เลี้ยง เเละพี่ชายต่างก็เอาอกเอาใจ ทุกคนชื่นชมและยินยอมให้เขาเป็นผู้ชนะไม่ว่าจะในเกมใด

แม้ในความเป็นจริง..ความสามารถของเขายังไม่ได้ครึ่งของพี่เลยด้วยซ้ำ

“รู้ใช่ไหมว่ามาหาฉันได้” คนพูดทวนซ้ำอีกครั้ง เรารู้ว่าปัณณ์คงจะให้คำตอบเดิม ตอบเหมือนกับหุ่นยนต์ที่โดนโปรเเกรมมา

เด็กหนุ่มคงไม่รู้ ความหยิ่งผยองแบบนั้นยิ่งกระตุ้นให้เขาอยากเอาชนะ ทั้งที่ตอนนั้น หากไม่ปฏิเสธ ปัณณ์ก็คงเป็นคู่นอนของเขาไปแล้ว เป็นอย่างน่าจะเต็มใจด้วยซ้ำ..

“ถ้าวันนั้นผมอายุเกินสิบแปด.. คุณจะปล่อยผมไปหรือเปล่า” คนถามมองย้อนกลับไปยังอดีต ท่าทางของเขาในตอนนี้กับตอนนนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง

“คิดว่ายังไงล่ะ” กุนต์เช็ดมือกับกระดาษทิชชู ซอสมารินาราทำมือเขาเลอะเทอะไปหมด

เด็กหนุ่มรู้ดีว่าคำถามนี้ไม่ต้องการคำตอบ เขาเป็นนักธุรกิจ จะอย่างไรเสียก็คงไม่ยอมขาดทุน ตอนนั้นเขาคงเมตตา คงอาจจะปล่อยปัณณ์ไปด้วยความรู้สึกเดียวกับที่ปล่อยนกปล่อยปลาก็ได้

“ที่นี่ยังว่าง ถ้าเธอสนใจ” เขาเอ่ยขึ้นเมื่อทั้งห้องเงียบลงชั่วขณะ ไม่ได้เเจกแจงเพิ่มว่าห้องนี้เพิ่งจะว่างเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

“คุณเบื่อเขา หรือเขาเบื่อคุณล่ะ” ปัณพัทธลดมือลงเมื่อเเป้งชิ้นสามเหลี่ยมหมดลง เขารู้แต่แรกเเล้วว่าที่นี่ไม่ใช่ทีพักถาวรของคุณกุนต์แน่

“ผิดทั้งคู่” เขาส่ายหน้า “ฉันตกลงจะดูเเลเขาแค่จนถึงเวลาเรียนจบ”

ปัณณ์นั่งนิ่ง สุดท้ายทุกคนก็ต้องมองหาที่ทางของตัวเอง เขากำลังใคร่ครวญว่าแท้จริงแล้ว ‘ที่ทาง’ ของเขาควรอยู่ตรงไหนกันแน่

ด้วยความสัตย์จริง.. ปัณณ์ไม่คิดว่าจะมีใครต้องการเขา

เเม้กระทั่งเเม่ อย่างน้อยที่สุดเธอก็ไม่เคยเเสดงออกว่าดีใจที่มีเขาเลยเเม้สักครั้ง





‘ไอ้ลูกเวร ทำไมมึงถึงทำตัวอย่างนี้! ’ หญิงสาวเงื้อไม้เเขวนเสื้อราคาถูกขึ้นสุดมือก่อนจะฟาดลงบนหลังปัณพัทธในวัยหกขวบ

‘กูส่งมึงไปเรียนดี ๆ แล้วทำไมถึงทำเรื่องให้กูนัก’ หล่อนฟาดลงมาอีกหน มันแรงเสียจนเหล็กเส้นเล็กโย้จากที่เดิมไปโข

‘แม่อย่า.. ฮึก เจ็บแล้ว เจ็บแล้ว” ปัณณ์วิ่งหนี แต่ขาของเด็กประถมหนึ่งก็ได้เท่านั้น เเม่ก้าวเข้ามาปราดเดียวก็ถึงตัว คราวนี้หล่อนใช้มือรวบเขาไว้แล้วถึงค่อยตี

‘มึงเอารองเท้าไปขว้างหัวลูกเขาอย่างวันนี้ไม่ได้’ เสียงของแม่หวีดเเหลม หล่อนเดือดดาลจนคนบ้านใกล้เรือนเคียงเริ่มมามุงดู

‘แต่มันว่าหนูก่อน มันบอกว่าบ้านอยู่สลัม ก็ต้องเป็นขอทาน เป็นหมาขี้เรื้อน’ น้ำตาเม็ดโตผุดออกมาไม่หยุดราวกับตาน้ำ เสียงล้อเลียนอย่างขบขันปนขยะเเขยงยังดังก้องอยู่ในหูของเด็กน้อย

คำว่า ‘ปัณพัทธเป็นหมาขี้เรื้อน’ กลายเป็นประโยคติดปากของเพื่อนในห้อง เพื่อนในห้องตั้งแง่รังเกียจเขา ไม่มีใครอยากนั่งใกล้ ไม่มีใครพูดด้วย

คงไม่มีใครเข้าใจว่ามันหนักหนาสำหรับเด็กคนหนึ่งเกินไป

..แม่ก็ด้วย..

‘ลูกเขาเจ็บตัวกูจะเอาที่ไหนจ่ายหือ! ’ หล่อนเลือดขึ้นหน้า ฟาดไม่เเขวนเสื้อลงมาไม่ยั้ง ‘ลำพังแค่ค่าน้ำค่านมมึงกูก็ชักหน้าไม่ถึงหลังแล้ว! ’

‘แม่ พอแล้ว หนูเจ็บ’ เด็กชายปัณพัทธสะอึกสะอื้น รสไม้เเขวนเสื้อทำให้เขาหลาบจำ มือน้อย ๆ พนมเข้าหากันเพื่อร้องขอ ตอนนี้เขาไม่รู้ถูกรู้ผิด รู้อย่างเดียวคือเขาไม่อยากให้แม่โกรธ

‘มึงนี่ไม่น่าเกิดมาเลยจริงๆ ’ เเม่ตีเขาเป็นหนสุดท้ายก่อนจะโยนไม้เเขวนเสื้อทิ้งเพราะเริ่มมีเสียงคนทักท้วง

คืนนั้นปัณณ์ต้องนอนคว่ำ บางเเห่งบนเเผ่นหลังเขียวช้ำเป็นแนว บางเเห่งมีเเผลแตกจนเห็นเลือดซิบ ๆ เเม่ไม่ได้เปิดเสื้อเขาดู หล่อนปิดไฟเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ เพราะต้องตื่นมาร้อยมาลัยตั้งแต่กลางดึก ปัณณ์ไม่เคยคิดพึ่งพาลุง รายนั้นไม่เคยดูดำดูดีเขาเเต่ไหนเเต่ไร

ระยะเวลานับสิบปีช่วยให้ปัณพัทธหลงลืมไปเเล้วว่าตอนนั้นเขารู้สึกเจ็บบนเนื้อหนังอย่างไร หากมันกลับไม่ช่วยบรรเทาความเจ็บในใจเลยเเม้แต่น้อย





กุนต์เหลือบมองเด็กหนุ่มที่นั่งเงียบ ดวงตากลมโศกเเดงก่ำ น้ำตาเม็ดใสไหลอาบเเก้มนวล หากไม่เเม้แต่จะมีเสียงสะอื้น

ไม่มีใครรู้...ปัณพัทธเชี่ยวชาญเรื่องการร้องไห้ให้ไร้เสียง

“ร้องไห้ทำไม” คนแก่วัยกว่ารั้งร่างเด็กหนุ่มเข้ามาใกล้ นิ้วโป้งมนคอยเกลี่ยน้ำตา หวังให้มันหายไปโดยไว

“ไม่รู้ครับ” ปัณณ์นิ่ง แต่เขาหยุดน้ำตาไว้ไม่อยู่ ยิ่งคิดให้เจ็บหนึ่งเรื่อง เรื่องอื่น ๆ ก็ยิ่งตามมา

“ชู่ว.. นิ่งซะ” เขาดึงเด็กหนุ่มเข้ามากอด ความอบอุ่นจากร่างกายช่วยให้ปัณพัทธสงบได้ครู่หนึ่ง

กุนต์เพิ่งจะได้เห็นเด็กคนนี้ชัด ๆ ดวงตากลมโศกสบจ้องเขา แววตาไหวระริก แพขนชายาวชุ่มน้ำ จมูกโด่งรั้นกลายเป็นสีเเดง รับกับริมฝีปากรูปกระจับ

รูปลักษณ์ของปัณพัทธช่วนให้ลุ่มหลง ใบหน้าของเด็กหนุ่มอยู่ห่างไปเพียงเเค่คืบ กุนต์ขยับเข้าหาจนได้ยินเเม้กระทั่งเสียงลมหายใจ ความร้อนผะผ่าวของผิวเนื้อนวลอยู่แทบจะเเนบชิด เขาหมายจะฝากรอยจูบเอาไว้

เสี้ยววินาทีนั้น เด็กหนุ่มขยับตัวออกห่าง ความอบอุ่นเพียงชั่วครู่ชั่วยามของคนตรงหน้าบดบังสติสัมปัชชัญญะของปัณณ์ไปชั่วขณะ

“ผมอายุเกินสิบแปดแล้ว และทราบดีว่าคุณคงไม่ให้อะไรใครเปล่า ๆ ” ปัณพัทธเอ่ยขึ้น เขาตระหนักดี หากเริ่ม คุณกุนต์จะไม่หยุด

“แต่ค่าพิซซ่าวันนี้ผมขอจ่ายเป็นอย่างอื่น”...ที่ไม่ใช่ตัว







เมื่อคืนปัณณ์นอนที่คอนโดของคุณกุนต์ หากตัวเจ้าของขอตัวกลับไปตั้งแต่สามทุ่ม เด็กหนุ่มคิดใคร่ครวญถึงเรื่องเมื่อวาน เขาไม่เคยไม่กลับบ้าน ไม่รู้ว่าที่เขาหายหัวไปเเม่จะว่าอย่างไรบ้าง

..หรือบางที แม่อาจไม่สนใจด้วยซ้ำ..

บรรยากาศตอนเช้ามืดของซอยหน้าบ้านคึกคัก บรรดาเด็กนักเรียนมาคอยขึ้นรถเมล์ไปโรงเรียน ร้านข้าวแกงรถเข็นสองร้านมีลูกค้ารอคิวยาวเหยียด ร้านข้าวเหนียวหมูปิ้งเองก็ปิ้งแทบไม่ทันขาย

คงเพราะเมื่อวานเขากินมื้อเย็นไปน้อย ท้องเลยร้องโครกคราก ปัณพัทธไม่ใคร่สนใจมันเท่าไหร่นัก เขากะว่าค่อยเข้าบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนชุด จากนั้นค่อยเจียวไข่สองใบกินกับข้าวสวยร้อน ๆ คงไม่เลว

เด็กหนุ่มก้มลงถอดรองเท้าผ้าใบเมื่อกลับมาถึงบ้าน เสียงรายงานข่าวช่วงเช้าดังออกมาจากหน้าประตูบ้าน เขาได้ยินเสียงก๊องแก๊งจากจานชาม ป่านนี้ทั้งแม่เเละลุงคงกำลังกินมื้อเช้าอยู่เหมือนกัน

“หายหัวไปไหนมาทั้งคืน” เสียงของเเม่ดังหวีดมาก่อนที่จะเห็นตัวเสียอีก ไม่ทันขาดคำดีก็มีจานพลาสติกลอยมา มันเข้าหัวเขาจัง ๆ

“นอนบ้านเพื่อน” ปัณพัทธไม่ถือสา เขาชินเเล้ว เวลาแม่ไม่พอใจก็หาอะไรใกล้ไม้ใกล้มือเขวี้ยงเขาอยู่เรื่อย

“แล้วบ้านตัวเองไม่มีหรือไง” นิ้วเรียวชี้หน้าเขาคาดโทษ “อย่าให้กูรู้ว่าไปทำตัวเละเทะที่ไหน”

เมื่อวานหล่อนเห็นเด็กท้ายซอยโดนดักจับคดียาแล้วก็นึกกังวล โชคดีที่ไอ้ปัณณ์มันหัวสูง ไม่คบกับเด็กในชุมชนเดียวกัน

“มาแล้วก็มากินข้าว” หล่อนว่า

สำรับบนโต๊ะไม้มีกับข้าวเเค่สองอย่าง คือไข่พะโล้ที่น่าจะเหลือจากเมื่อวาน กับน้ำพริกกะปิ เครื่องเเนมมีแค่เเตงกวากับถั่วฝักยาวสด ปลาทูมันตัวเล็กทอดหายไปครึ่งเเถบ

เด็กหนุ่มสบตาลุง อีกฝ่ายยังเคี้ยวข้าวแจ๊บ ๆ ทำตัวราวทองไม่รู้ร้อน แม้ท้องจะหิวอย่างไร แต่เขาก็ไม่อยากจะร่วมโต๊ะกับพี่ชายแท้ ๆ ของแม่เท่าไหร่นัก

“ไม่หิว เดี๋ยวจะออกไปข้างนอก”

“เออเว้ย! เพิ่งจะมา นี่จะแรดออกไปอีกแล้ว.. ถ้าเป็นผู้หญิงป่านนี้มึงคงมีลูกเป็นโหล” หล่อนด่าเสียเเสบสัน ปัณณ์ได้แต่นิ่งเงียบ เขารู้ว่าเถียงไปก็ไม่จบไม่สิ้น รังแต่จะวุ่นวายไปกว่าเดิม

เขาเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนชุด มือเรียวหยิบเอาเสื้อนักศึกษามาใส่อย่างเคย วันนี้เขาไม่มีเรียน แต่ยังต้องไปทำงานพิเศษที่ร้านกาแฟในมหาวิทยาลัย เขาไม่อยากบอกเเม่เรื่องงานที่นี่ ยิ่งบอกมาก เงินที่ต้องจ่ายให้เเม่ก็มากตาม

ปัณณ์ออกจากบ้านตอนฟ้าสาง มันยังเป็นช่วงเวลาที่รถไม่ติดนัก เขามาทันเปิดร้านและรับขนมปังอบจากร้านที่มาฝากขายพอดี

วันศุกร์ดูสงบกว่าทุกวัน แต่ก็ยังมีลูกค้าไหลเวียนมาไม่ขาดสายเขารับออเดอร์หน้าบาร์ เช็ดโต๊ะนั้น เก็บจานโต๊ะนี้ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็จวนจะบ่ายแล้ว

คราวนี้ท้องเจ้ากรรมไม่เพียงแต่ร้อง มันยังบีบให้ปัณณ์ปวดเล่น ๆ เป็นการประท้วงเสียด้วย เด็กหนุ่มกัดฟัน อีกราวชั่วโมงก็จะถึงเวลาเลิกงานแล้ว

“ลาเต้ร้อนครับ ทานที่นี่นะ” ใบหน้ารูปไข่เงยขึ้นจากลิ้นชักเงินทอนขึ้นตามเสียง ลูกเค้าคนก่อนไป คนใหม่ก็มา

“อะ.. อาจารย์” ปัณณ์ชะงัก ร่างสูงสง่าของอาจารย์กฤษณ์ยืนอยู่เบื้องหน้า ปัณณ์ทำงานที่นี่มาร่วมปี เเต่ไม่ยักเคยพบเขาสักหน

“ลาเต้ร้อนนะครับ หกสิบห้าบาทครับ” เด็กหนุ่มทวนออเดอร์ นิ้วเรียวจิ้มลงบนหน้าจอทัชสกรีน พริบตาเดียวลิ้นชักเก็บเงินก็ดีดตัวออกมาโดยอัตโนมัติ

แบงก์ร้อยสีเเดงถูกยื่นมาให้ เขารับมันมาอย่างระมัดระวัง ไม่รู้ว่าทำไม.. ปัณณ์ถึงไม่กล้าสบตาอาจารย์หนุ่ม

อาจเป็นเพราะตอนนั้น ตอนที่เขาเผลอเพ่งพิศใบหน้าคมคายในห้องสมุด

อาจเป็นเพราะกลิ่นน้ำหอมของเขาที่ชวนให้ปัณณ์เสียการควบคุม

หรือไม่… ก็อาจเป็นเพราะคำถามของเขาที่ทำให้ปัณณ์ร้อนตัวขึ้นมา

‘ลิ้นเป็นเป็นพยานเท็จของหัวใจ.. คุณเห็นด้วยไหม’

เพราะลิ้นชักเงินทอนถูกเปิดไว้นานเกินไป มันจึงร้องเตือนออกมาเสียงดัง ปัณณ์เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอจ้องหน้าอาจารย์หนุ่มอีกหน เขาก้มหน้าก้มตา หยิบเงินทอนขึ้นมาก่อนจะผลักลิ้นชักเจ้าปัญหากลับไปที่เดิม

“เงินทอนสามสิบห้าบาทครับ” เด็กหนุ่มพูดรัวเร็ว คนฟังพยักหน้ารับ ชั่วขณะหนึ่งปัณณ์คิดว่าเห็นเขายกมุมปากคล้ายจะยิ้มหากไม่ยิ้มออกมาจริง ๆ

“ขอบคุณครับ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นพลางเเบมือรับสตางค์

นิ้วเรียวเเตะโดนฝ่ามือเขาน้อย ๆ ปัณพัทธรู้สึกราวกับมีกระเเสไฟฟ้าอ่อน ๆ ที่แล่นจากมือเข้าสู่ห้วงสติสัมปัชชัญญะ ในหูอื้ออึงจนได้ยินเเต่เสียงหัวใจเต้นตึกตัก

ใช้เวลาไม่นาน กฤษณ์ก็ได้ดื่มกาแฟร้อนในถ้วยเซรามิกสีน้ำเงิน อีกไม่กี่สัปดาห์ดีก็จะเข้าฤดูสอบปลายภาคเเล้ว เขาเปิดเเล็ปท็อปเพื่อทบทวนแผนการสอนอีกครั้ง โชคดีที่เกือบทั้งหมดเป็นไปตามกำหนด จะเหลืออยู่ก็เเค่อย่างเดียวเท่านั้น คือออกข้อสอบปลายภาคเเละส่งให้กบส่วนกลางในสัปดาห์หน้า

ปัณณ์พัทธรู้สึกว่าตัวเองอยู่อย่างไม่สงบสุขนักตั้งแต่อาจารย์กฤษณ์ก้าวเข้ามาในร้าน สายตาไม่รักดีมักจะหยุดอยู่ที่เขาเสมอ

พอเขาหันมามองที ปัณณ์ก็หลบสายตาที จนกระทั่งเด็กหนุ่มตัดสินใจหันหลัง สายตาไม่รักดีจะได้ไม่หันไปมองอาจารย์อีก เด็กหนุ่มก้มหน้าก้มตาล้างโถปั่นเครื่องดื่ม

“ปัณณ์จ๊ะ ช่วยเช็ดโต๊ะหน่อยจ้ะ” เสียงจากพี่เจ้าของร้านเรียก กว่าจะรู้ตัว เจ้าของโต๊ะริมหน้าต่างตัวนั้นก็อันตรธานหายไปแล้ว

เด็กหนุ่มหยิบผ้าชุบน้ำและสเปรย์ทำความสะอาดติดมือไป เขาเพิ่งค้นพบว่าอาจารย์กฤษณ์เป็นคนเรียบร้อยพอดู บนโต๊ะไม่มีแม้เเต่คราบกาเเฟติดก้นแก้ว เขาดื่มกาแฟหมดเกลี้ยง ซ้ำยังพับผ้าเช็ดปากวางไว้ข้างกัน

เมื่อเก็บแก้วและจัดการเช็ดโต๊ะแล้ว สายตาก็สะดุดเข้ากับกระเป๋าสตางค์หนังบนเก้าอี้นวม เขาถือวิสาสะหยิบมันมาเปิดดู ด้านในมีบัตรประชาชนของอาจารย์ ปีเกิดของเขาทำให้เด็กวัยยี่สิบตกใจไม่น้อย

ทีแรกปัณณ์คิดว่าเขาน่าจะเพิ่งเลขสาม แต่นี่นับเพิ่มอีกแค่สองสามนิ้วเขาก็จะแตะเลขสี่แล้ว เขาอาจจะเป็นรูปปั้นหินก็ได้ หน้าตาถึงได้ไม่ดูสอดคล้องกับอายุเลยสักนิด

ปัณพัทธโยนความคิดไร้สาระทิ้ง เขายกเเก้วไปวางที่ซิงก์ล้างจาน ก่อนจะเดินไปหาเจ้าของร้าน

“พี่ครับ ลูกค้าลืมกระเป๋าสตางค์”

“อ้าว มีเบอร์ติดต่อไหม” เธอช่วยเขาค้นนามบัตรในกระเป๋าสตางค์สีดำใบนั้น น่าเสียดาย มันมีเพียงบัตรประชาชน ใบขับขี่ บัตรเครดิตสองสามใบและเงินสดจำนวนหนึ่ง

ปัณณ์เปิดโทรศัพท์ เขาเข้าเว็บไซต์มหาวิทยาลัยก่อนจะกรอกชื่อและนามสกุลของกฤษณ์ลงไปในช่องเสิร์ชหาตารางสอนของอาจารย์ หากโชคดี เขาก็คงยังสอนอยู่ที่อาคารใดอาคารหนึ่งในมหาวิทยาลัยนี้

เมื่อตารางสอนของอาจารย์กฤษณ์ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์ เขาก็เสนอตัว

“เดี๋ยวผมเอาไปคืนลูกค้าเองครับ”

“เอางั้นก็ได้จ้ะ เลิกงานไวหน่อยเเล้วกัน จะได้ตามคุณเขาทัน” เธอพูดพลางมองนาฬิกา อีกยี่สิบนาทีจะถึงเวลาเลิกงานของปัณณ์

“ขอบคุณครับ” เด็กหนุ่มกระวีกระวาดถอดผ้ากันเปื้อน เขาฉวยเอากระเป๋าผ้าขึ้นมาแขวนบ่า พร้อมหย่อนกระเป๋าสตางค์ของอาจารย์กฤษณ์ลงไป โชคดี เขาสอนอยู่ที่อาคารเรียนรวมข้าง ๆ นี่เอง

น่าเสียดายที่ปัณพัทธมาไม่ทัน คลาสเรียนเริ่มไปแล้ว ครั้นจะเคาะประตูเข้าไปเขาก็เห็นว่าไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก สุดท้ายเเล้วเด็กหนุ่มจึงได้แต่นั่งคอยอยู่ที่ม้านั่งด้านนอก ลมเย็นช่วงบ่ายแก่ ๆ ทำให้ปัณณ์ตาปรือปรอย เขางีบหลับไปพักหนึ่ง แต่ก็ตื่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเหล่านักศึกษาที่กำลังเดินเท้าออกจากห้องเรียน

เขารออีกเกือบห้านาที ร่างสูงใหญ่ของอาจารย์กฤษณ์ถึงปรากฏในครรลองสายตา อีกฝ่ายสบตาเขา เลิกคิ้วด้วยความสนเท่ห์

“ปัณพัทธ? ”

“ครับ คือ.. ผมเอามาคืน” ปัณณ์ลุกขึ้น มือเรียวยื่นกระเป๋าสตางค์ไปตรงหน้าเขา “อาจารย์น่าจะทำตกไว้ที่ร้านครับ”

“อ้อ ผมไม่รู้ตัวเลย” เขาเเตะที่กระเป๋ากางเกงทั้งหน้าเเละหลัง ไม่รู้เลยว่ามันหล่นออกไปเมื่อไหร่

“ขอบคุณนะครับ” รอยยิ้มน้อย ๆ ของเขาทำให้ปัณณ์รู้สึกว่าหัวใจเขากระตุกไปจังหวะหนึ่ง เขาเคยเห็นอาจารย์อมยิ้มในห้องเรียน แต่ท่าทางแบบนี้… ไม่เหมือนกัน

“ไม่เป็นไรครับ” ปัณณ์ว่า ตากลมเสหลบอีกหน

“แล้วนี่.. อาหารเย็น? ” อาจารย์ถามถึงถุงพลาสติกใส ด้านในบรรจุเเซนด์วิชทูน่าจากร้านที่ปัณณ์ทำงาน พอเด็กพยักหน้ารับ เขาก็ส่ายศีรษะ

“ทานน้อยเกินไป” กฤษณ์ว่า ปัณพัทธสูง แต่ผอมจนหนังแทบติดกระดูก

“คุณมีธุระไปไหนหรือเปล่า” ปัณพัทธส่ายหัวหวือเมื่อเขาถาม น่าประหลาดใจที่ร่างกายเขาตอบไวกว่าข้อมูลจะส่งไปถึงสมองเสียอีก

“เอาเป็นว่าวันนี้ผมเลี้ยงมื้อเย็นเเล้วกัน” กฤษณ์ก้าวนำไปยังลิฟต์โดยสาร หากเด็กหนุ่มกลับไม่ก้าวตามมา

“ไม่เป็นไรครับอาจารย์ ผม..เกรงใจ” ปัณณ์ทำตัวไม่ถูก เขาเกรงใจอาจารย์ การเอากระเป๋ามาคืนไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ขนาดนั้นในความคิดเขา

ร่างสูงสง่าหันกลับมา ดวงตาสีดำสนิทภายใต้กรอบเเว่นจ้องเขานิ่ง ราวกับมีคำตำหนิอออกมาอย่างไรอย่างนั้น ปัณณ์ได้เเต่นึกสงสัยว่ามีใครตายเพราะสายตาเย็นชาของเขาแล้วหรือยัง

“ก็ได้ครับ” เด็กหนุ่มก้าวออกไป หูได้ยิ่งเสียงทุ้มเอ่ยแว่ว ๆ

“ถือว่าตอบเเทนที่ยังใจดีเหมือนเคยนะ”

ลมหายใจของปัณพัทธสะดุดไปชั่วขณะ ความรู้สึกเหมือนผีเสื้อนับร้อยนับพันบินอยู่ในท้องที่ใครเขาว่ากันคงเป็นอย่างนี้ เขาไม่นึกฝันด้วยซ้ำ เรื่องมันตั้งนานมาแล้ว..

อาจารย์กฤษณ์..จำกันได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-09-2020 19:54:26 โดย Tulah »

ออฟไลน์ silverspoon

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2450
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +275/-12
Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 3 ○ 13/9/2020
«ตอบ #5 เมื่อ13-09-2020 21:15:14 »

เนื้อเรื่องดีงามมาก ดราม่ามากมั้ยคะ สงสารปัณ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-09-2020 21:20:29 โดย silverspoon »

ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 3 ○ 13/9/2020
«ตอบ #6 เมื่อ14-09-2020 21:39:36 »

ดราม่ามาแน่ๆๆๆๆๆๆ​  :katai5: :katai5: :katai5:

ออฟไลน์ ลูกกุญแจ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-2
Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 3 ○ 13/9/2020
«ตอบ #7 เมื่อ15-09-2020 00:13:48 »

เรื่องดีมากกกก ติดตามจ้า

ออฟไลน์ Tulah

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 4 ○ 15/9/2020
«ตอบ #8 เมื่อ15-09-2020 01:09:24 »

บทที่ 4


“แอร์เย็นไปหรือเปล่า” กฤษณ์หันมาถามเด็กในชุดนักศึกษาที่นั่งอยู่บนเบาะข้างกัน เขาไม่รอคำตอบ มือใหญ่ผละจากพวงมาลัยไปปรับลดอุณหภูมิให้

“ขอบคุณครับ” ปัณพัทธก้มลงมองมือตัวเอง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาจารย์จะพาไปที่ไหน รถของเขาเป็นซีดานคันใหญ่ ราคาสูงน่าดู ปัณณ์ไม่กล้าขยับตัว กลัวจะป้ำเป๋อใส่เขา

“โตขึ้นเยอะเลยนะ แทบจำไม่ได้” ดวงตาคมกริบตวัดมองเขาชั่วครู่ ก่อนจะกลับไปมองท้องถนนเบื้องหน้า

“ผมไม่คิดว่าเราจะได้เจอกันอีก” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงเบา เรื่องมันนานมาแล้ว ตั้งแต่เขาอายุสิบห้า

“นั่นสิ..” เขาเงียบ ปัณพัทธก็เงียบ ในรถไม่เปิดกระทั่งวิทยุด้วยซ้ำ



“อย่าให้เหลือนะโว้ย ลงทุนไปเยอะ” แม่ฝากฝังกับปัณพัทธ หล่อนยัดดอกกุหลาบดอกเดี่ยวอีกกำหนึ่งใส่ถังพลาสติก ด้านล่างมีน้ำรองอยู่ค่อนถัง ดอกไม้จะได้ไม่เหี่ยวไว

“ขายหมดนี่จะได้มีเงินเรียน” หล่อนพูดไปอย่างนั้น

จบแค่ม.สามก็พอแล้ว วุฒินี้สมัครเข้าทำงานร้านสะดวกซื้อหรือเป็นพนักงานในห้างก็ได้เงินเดือนเกือบหมื่น ส่งมันไปเรียนนี่มีแต่เสียกับเสีย

เด็กหนุ่มพยักหน้า เขากำลังเรียนมัธยมปีที่สาม ปัณณ์ตั้งใจทำงานทุกอย่างที่เขาเห็นโอกาส จะได้มากได้น้อยเขาก็ไม่เคยเกี่ยง เพราะเขากลัว..

กลัว.. กลัวจะไม่ได้เรียนต่อมัธยมปลาย

..กลัวว่าจะไม่มีอนาคต..

วันวาเลนไทน์ทำให้บรรยากาศในเมืองคึกคักขึ้น ป้ายบิลบอร์ดและโฆษณาต่าง ๆ ก็ปรับโทนให้เข้ากับเทศกาล นับรวมไปถึงโปรโมชั่น และการตกแต่งประดับประดาของร้านรวงก็ยังสอดคล้องกัน

ที่บนทางเท้าถูกจับจองไปหมดเเล้ว ปัณณ์หิ้วถังน้ำเดินไปเรื่อย ระหว่างทางขายได้มากพอสมควร แดดร้อนเปรี้ยงทั้งที่ยังไม่สิบโมงเช้า

ปัณณ์เมื่อยล้า เขาเดินไปเดินมาร่วมสามชั่วโมง เลยไปอีกไม่ไกลมีสวนสาธารณะขนาดย่อม เด็กหนุ่มสบตากับดอกกุหลาบที่เหลืออีกครึ่งถัง

เขาร้อน… พวกมันก็คงร้อนเหมือนกัน

เด็กหนุ่มตัดสินใจหลบร่ม ม้านั่งที่มีไม่กี่ตัวถูกจองเต็มแล้ว เด็กหนุ่มไม่เดือดร้อน ใต้ซุ้มกันเกราน่าจะเย็นสบาย ม้านั่งโลหะใกล้กันมีชายหนุ่มจับจองไว้ แต่ปัณพัทธไม่สน เขาเดินเข้าไป ถอดรองเท้าเเตะหูคีบ ใช้มันต่างเสื่อเอาไว้นั่งพื้นใกล้ๆ ม้านั่งนั่นเเหละ

ราวสิบห้านาที พอหายเหนื่อยเด็กหนุ่มก็ลุก เสื้อยืดคอย้วยนี่ก็ใส่สบายอยู่ แต่กางเกงเขาสั้นไปหน่อย ตอหญ้าแหลม ๆ ถึงได้ทิ่มจนคันไปหมด

ปัณณ์เพิ่งจะเห็นความน่าประหลาดเดี๋ยวนี้เอง ชายในเสื้อยืดคอปกคนนั้นแทบไม่ขยับตัว เขานั่งจ้องยอดไม้นิ่ง นิ่งจนเด็กหนุ่มแอบสงสัย.. เขาเป็นคนหรือรูปปั้นกันแน่

ขาเรียวก้าวเข้าไปใกล้ ครึ่งหนึ่งคือความสงสัย อีกครึ่งหนึ่งคือหวังจะขายกุหลาบให้ได้สักดอกก่อนจะออกเดินต่อ

“พี่ครับ ซื้อกุหลาบไหม ให้แฟนก็ได้ ถ้าไม่มีแฟน.. จะใช้ขอแฟนที่หอพระก็คงได้” เด็กบุ้ยใบ้ไปที่หอพระกลางสวน

อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาสบตา เขาหล่ออย่างกับรูปปั้นจริง ๆ หากสิ่งที่ทำให้เด็กหนุ่มรู้ว่านี่ไม่ใช่ประติมากรรมหรือเทพจำเเลงที่ไหนคือเขากำลังมีน้ำตา

“ผมขอโทษครับ” เด็กหนุ่มกระพุ่มมือไหว้ เกลียดจังหวะนรกของตัวเองโดยเเท้

“ไม่เป็นไร” เขาโบกมือ ไม่นึกถือสา หากความรู้สึกผิดยังติดอยู่ในใจคนอ่อนวัยกว่า

“ใช้นี่ก็ได้ครับ” ปัณณ์ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบผ้าเช็ดหน้ากลางเก่ากลางใหม่ขึ้นมา “สะอาดนะ ผมยังไม่ได้ใช้”

“...” ดวงตาสีดำมองผ้าเช็ดหน้าผืนสีฟ้า นึกเกรงใจเด็ก แต่บางครั้ง ความเกรงใจอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นความรังเกียจ

ตากลมแป๋วจ้องมายังเขา ความคาดหวังให้มื่อใหญ่ยื่นมารับไปฉายชัด คงรู้สึกผิดน่าดู

“ขอบใจ” เขารับมันมาแต่ไม่ได้ใช้ หยาดน้ำตาเหือดหายไปเมื่อไหร่ไม่ทราบได้

“ดอกละเท่าไหร่” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถาม มองกุหลาบแดงในถัง หลายดอกเริ่มเหี่ยว อีกไม่นานคงมีอันต้องทิ้ง

“ห้าสิบครับ” เด็กหนุ่มแอบลิงโลด ปัณณ์กำลังจะขายได้อีกดอกหนึ่ง หากเป็นอย่างนี้ไปตลอดทาง ปัณณ์คงได้กลับบ้านไม่เกินเที่ยง

“เอาหมดนี่แหละ” คนพูดหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมา ปัณพัทธ์แอบเห็นแบงก์สีม่วงสีเทาหลายใบในนั้น มือเรียวหยิบดอกไม้ขึ้นมานับ

“ยี่สิบสี่ดอก..” เด็กหนุ่มว่า รู้สึกเจ็บแปลบ ๆ ที่ปลายนิ้ว พอยกขึ้นมาดูก็เห็นมีเลือดซึม เพราะดอกกุหลาบพวกนี้มีราคาสูงแต่ต้นทุนต่ำ ต้นทางถึงไม่ได้ริดหนามมันให้ดี

“เข้ามือจนได้สิน่า” คนตัวสูงส่ายหัว กะเอาไว้เเล้วว่าหนามมันคงแหลมน่าดู เด็กนี่ล้วงมือลงถังไปอย่างไม่ระวังสักนิด

“ไปซื้อพลาสเตอร์” เจ้าของเสียงทุ้มเห็นว่ามีร้านสะดวกซื้ออยู่

“ทิ้งไว้เดี๋ยวมันก็หายเองแหละคุณ พรุ่งนี้ก็ไม่เจ็บแล้ว”

ปัณณ์ส่ายหน้า พลางเช็ดเลือดกับชายเสื้อ สีเเดงชาดกลืนหายไปกับสีดำของผ้าฝ้ายจนมองไม่เห็น พลาสเตอร์ในร้านติดแอร์อย่างนั้น อย่างถูกก็คงยี่สิบบาท โชว์ห่วยหน้าปากซอยบ้านสิเจ๋งกว่า ป้าแกแบ่งขายอันละบาทเดียวเอง

“จะได้ติดเชื้อน่ะสิ.. มานี่” คนแก่วัยกว่าถือวิสาสะดึงเอามือเด็กหนุ่มมาจับ หมายจะลากเข้าร้านขายของหน้าสวนด้วยกัน

น่าประหลาด… ทั้งที่แดดร้อนจ้า แต่มือที่ถูกกุมไว้กลับรู้สึกอบอุ่น

..ไม่ได้อุ่นที่ผิวเนื้อ.. แต่กลับอุ่นลึกไปถึงใจ..

มือใหญ่เลือกพลาสเตอร์ยามาเเผงหนึ่ง ใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจก็จ่ายเงินเสร็จ หากเด็กหนุ่มในเสื้อยืดตัวเก่าหลุบตามองพื้น พวกพนักงานมองอย่างสงสัยใคร่รู้ หรือไม่ก็แค่จับตาไว้ คงกลัวเด็กเร่ขายดอกไม้จะเข้ามาขโมยของ

สิ่งหนึ่งที่ปัณณ์เห็น… นอกจากจะไม่แสดงอาการรังเกียจแล้ว เขาไม่แคร์เลยด้วยซ้ำว่าใครจะมองยังไง

ในอกของปัณพัทธพองฟูเหมือนมีใครมาสูบลมใส่ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงได้ใจดีกับเด็กที่ไม่แม้แต่จะรู้จักชื่อด้วยซ้ำ

“ทำไมคุณใจดี” ม้านั่งใต้ซุ้มกันเกราตัวเดิมถูกยึดไปแล้ว ทั้งปัณณ์ทั้งเขาเลยต้องมาอาศัยบันไดหอพระเป็นที่นั่งหลบร่ม

“ก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำให้คนอื่นไม่ใช่หรือไง” คำถามของอีกฝ่ายทำให้ปัณณ์ฉุกคิด ปัณณ์อยู่ในวงของคนที่สนใจแต่จะเอาตัวรอด ไม่มีใครคิดจะทำอะไรให้ใครทั้งสิ้น

มือใหญ่กอบเอานิ้วของปัณณ์ขึ้นมาดู รอยหนามไม่ได้มีเพียงจุดเดียว ชายหนุ่มไล่ปิดพลาสเตอร์ให้จนครบ แล้วบอกเด็กว่าอย่าซนให้ได้เลือดอีก

“ขอบคุณครับ” ปัณณ์เม้มปาก ลังเลว่าจะพูดประโยคต่อไปดีหรือไม่ “คุณใจดีที่สุดตั้งแต่ผมเจอมา”

ดวงตากลมใสไม่มีแววหลอกลวง เขาไม่เมินเฉยต่อความเจ็บปวดของปัณณ์ แม้มันจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย มีอย่างหนึ่งที่ปัณณ์คิด แต่ไม่กล้าพูด.. เขาใจดีกว่าแม่ด้วยซ้ำ

“เธอก็เหมือนกัน.. ขอบคุณสำหรับผ้าเช็ดหน้า” คนตรงหน้าไม่ได้ยิ้ม แต่แววตาไม่หมองเศร้าเหมือนคราวแรก

“เอาล่ะ เมื่อกี้ ยี่สิบสี่ดอก..” ชายหนุ่มควักเงินออกจากกระเป๋าสตางค์ ส่งมาให้ปัณณ์พันห้า

“เดี๋ยวผมทอนให้ครับ” ปัณณ์กระวีกระวาดหาเงินทอน เเต่อีกฝ่ายบอกไม่ต้อง ให้เก็บไว้ทั้งหมด

“ขอบคุณครับ ผมใส่ถุงให้นะ”

“ไม่เป็นไร ตั้งใจจะเอาไว้หอพระนี่แหละ” มือใหญ่ชี้ แต่ปัณณ์ตกใจ ไม่คิดว่าเขาจะเหมาดอกกุหลาบไปไหว้พระขอแฟนอย่างที่ปัณณ์พูดจริง ๆ

“ไปด้วยกันไหม” ชายหนุ่มยืนขึ้นจนเต็มความสูง เงาจากร่างกายกำยำทอดทับปัณณ์จนมิด

“ก็ได้ครับ” เด็กหนุ่มพยักหน้าหงึกหงัก จะหิ้วถังพลาสติกไปแต่อีกคนไวกว่า สุดท้ายจึงได้แต่เดินตามขึ้นไปต้อย ๆ

ประตูหอพระเป็นประตูกระจกใส มันสะท้อนให้เห็นเงาลาง ๆ คนข้าง ๆ หล่อเหลาเอาการ แต่เด็กวัยสิบห้ากลับดูสกปรกและซอมซ่อ

“หยิบธูปมาสิ” คนแก่วัยกว่าว่า นั่งคุกเข่าต่อหน้าพระประธาน

ปัณณ์เอื้อมไปหยิบธูป นับให้ได้หกดอก ของปัณณ์สาม ของอีกฝ่ายสาม หันมาอีกทีคนแก่วัยกว่าก็จุดเทียนเสร็จแล้ว มือเล็กแบออก เป็นสัญญาณว่าจะขอไฟแช็ก

“จุดให้” มือใหญ่ฉวยธูปไป ความอุ่นร้อนจากมือคู่นั้นทำให้ปัณณ์ไม่ปล่อยก้านธูปสีแดง กว่าจะรู้ตัว กลิ่นธูปก็ลอยขึ้นมาแล้ว

“คุณจะขอแฟนจริง ๆ เหรอ” ตากลมจ้องมอง บนใบหน้าคงมีเครื่องหมายคำถามอันเบ้อเริ่ม

“งั้นมั้ง” เจ้าของเสียงทุ้มหัวเราะในลำคอ ไม่ตอบคำถามเด็กจริง ๆ

“เธอขออะไรล่ะ” ปัณพัทธนึกไม่ออก หรือถ้านึกออกมันก็วิ่งมาเป็นพรวนจนพระท่านคงให้ไม่ไหว

เด็กหนุ่มจ้องหน้าอีกฝ่าย มีพรอยู่สองข้อที่อยากจะขอ..

ข้อแรก.. เพราะเขาใจดี ปัณณ์ถึงอยากเจอเขาอีก

ข้อสอง.. เพราะเขาใจดี เขาถึงไม่ควรมีน้ำตา

..ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขออย่าให้ผู้ชายคนนี้เศร้าหมองอีกเลย..

“ไม่บอกครับ มีคนบอกบอกว่าถ้าบอกคนอื่น จะไม่ศักดิ์สิทธิ์” ปัณณ์ยิ้มให้คู่สนทนา คำนี้เคยได้ยินจากป้าข้างบ้าน แกถูกหวย แต่ไม่ยอมบอกเลขเด็ดกับใคร เลยใช้ไม้นี้กับคนอื่นประจำ

ชายหนุ่มเผยยิ้มจาง ๆ พลางรวบดอกกุหลาบทั้งหมดขึ้นมาวางต่อหน้าพระ เขาหยอดเงินใส่ตู้ ปัณณ์ก็หยอดด้วย ใช้แบงก์เขียวนั่นแหละ วันนี้ถือว่าทุ่มมากแล้ว ปกติปัณณ์หยอดแต่เหรียญ

“เขียนนี่ไหม” ชายหนุ่มชูใบโพธิ์ทองขึ้น ปัณพัทธเห็นว่ามันต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกก็ส่ายหน้าหวือ

“ไม่เป็นไรหรอก เขียนต่อกันก็ได้” คนแก่วัยกว่าใจดี เขียนอย่างประหยัดพื้นที่ พอให้ปัณณ์ได้เอาชื่อเข้าไปเบียดด้วย ตอนนั้นเอง เด็กหนุ่มถึงได้ทราบ..

‘กฤษณ์’ พยางค์เดียวสั้น ๆ เด็กหนุ่มว่ามันจำง่ายดี แต่ต่อให้ชื่อเขายาวเป็นกิโล ปัณณ์ก็เชื่อว่ายังไงก็คงไม่ลืม



“ที่ขอพรตอนนั้น.. อาจารย์สมหวังไหมครับ” เด็กหนุ่มถาม บรรยากาศในรถเงียบเกินไป

“ไม่รู้สิ คิดว่ายัง” กฤษณ์ตอบ หักพวงมาลัยเพื่อเลี้ยวซ้าย

“เลยยังไม่แต่งงานสินะครับ” ปัณณ์เหลือบมอง นิ้วนางซ้ายของเขาว่างเปล่า

“เธอคิดว่าฉันขอแฟนจริง ๆ สินะ” ดวงตาคมฉายแววขบขัน ปัณณ์ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอ สรรพนามระหว่างกันเปลี่ยนจาก ‘คุณ’ เป็น ‘เธอ’ ในอกของปัณณ์เหมือนถูกสูบลมใส่อีกแล้ว

แต่อย่างไรเสีย อาจารย์หนุ่มก็ยังไม่ให้คำตอบเรื่องคนรัก

“ก็ผมไม่รู้นี่ครับ”

“แล้วเธอล่ะ สมหวังหรือเปล่า” ดวงตาสีนิลทอดมองมายังคู่สนทนา ช่วงเวลาที่นิ่งเฉยราวรูปสลัก แน่นอนว่าอาจารย์กฤษณ์มีเสน่ห์ แต่ยิ่งเวลาที่ดูอบอุ่น เขามีเสน่ห์คูณสอง

“แค่ครึ่งเดียวครับ” ปัณณ์พบเขาอีกครั้งอย่างที่ขอ แม้จะรอนานหน่อย แต่อีกครึ่งหนึ่งปัณณ์ไม่มีทางรู้ได้เลย

..กฤษณ์ยังมีน้ำตาอยู่หรือเปล่า..

ร้านอาหารที่อาจารย์หนุ่มพามาออกจะอยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยไปสักหน่อย ตัวร้านเป็นอาคารเรือนกระจกแบบของฝรั่ง บางส่วนกรุด้วยกระจกใสให้เห็นบรรยากาศด้านนอก บางส่วนกรุด้วยกระจกสีเข้มทำให้ดูปิดทึบ เข้ากันกับโครงสร้างเหล็กสีเขียวเกือบดำ

ข้าวของเครื่องใช้ด้านในเป็นของใหม่ หากดีไซน์ให้ดูย้อนยุค ต้นไม้แบบตั้งและแบบห้อยระย้าทำให้ร้านดูสดชื่นขึ้น พื้นสีน้ำตาลเข้ากันดีกับเฟอร์นิเจอร์

กฤษณ์นั่งลง สั่งอาหารโดยไม่มองเมนูเลยด้วยซ้ำ ปัณณ์คิดว่าเขาคงมาบ่อย “เธออยากกินอะไร”

เด็กหนุ่มเปิดเมนูจากหน้าแรกไปหน้าสุดท้าย เเล้ววนกลับมาอีก ปัณณ์รู้ว่าเขาคงไม่ยอมให้ปัณณ์จ่าย แต่อย่างไรมันก็ยังแพงอยู่

“ไข่เจียวดอกโสนครับ” เด็กหนุ่มปิดเมนู ภาพไข่เจียวทอดฟูจนเป็นเกล็ดดูน่ารับประทาน หากเขาลองทอดไข่แล้วใช้น้ำมันเยอะอย่างนี้ที่บ้าน แม่คงตบจนหัวทิ่มแน่

บรรยากาศระหว่างปัณณ์กับเขาเงียบลง โชคดีที่ยังมีเสียงคนคุยกันและเสียงเพลงที่เปิดคลอ พอกลับมาเจอกันในสถานะอาจารย์และลูกศิษย์อย่างนี้ ปัณณ์ก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับเขา

เด็กหนุ่มก้มหน้า มองลวดลายบนจานราวกับมีอะไรน่าสนุก เขาเหลือบมองกฤษณ์ ชายหนุ่มนั่งนิ่ง ทำตัวเหมือนรูปปั้นอีกหน

อาหารไม่ได้มาช้าเกินไป น้ำพริกลงเรือมาเป็นอย่างแรก จานกลมใบใหญ่ใส่ผักสดหลายอย่างมาเป็นผักแนม ถ้วยกลางเป็นน้ำพริก ข้างกันมีหมูหวานใส่ถ้วยแยกไว้ด้วย

ไข่เจียวดอกโสนของปัณณ์มาเป็นอย่างที่สอง ไข่ฟูกรอบถูกจัดใส่จานมาสวยงาม แค่เพียงอึดใจเดียวแกเขียวหวานเนื้อก็ตามมา ทางร้านทำแบบแกงโบราณ กะทิแตกมันสวย ไม่ข้นและไม่ใสจนเกินไปนัก

“กินสิ” กฤษณ์เอ่ย เขาตักแกงเขียวหวานใส่จานของเด็ก

“ขอบคุณครับ” ชีพจรของปัณพัทธเต้นถี่รัว มือที่ถือช้อนสั่นน้อย ๆ ปัณณ์หวังว่าอีกฝ่ายจะไม่เห็น

“เริ่มอ่านหนังสือสอบหรือยัง” อาจารย์หนุ่มเริ่มคุยก่อน ปัณณ์เหมือนลูกแมวที่จะไปซ้ายก็ไม่กล้า ไปขวาก็ไม่กล้า ระวังตัวจนขนฟู

“ยังครับ” ปัณณ์ไม่อยากโกหก เขางานยุ่งจนหัวปั่น

“อาจารย์ชอบมาที่นี่เหรอครับ” ปัณณ์ถาม การคุยเรื่องเรียนกับอาจารย์เป็นเรื่องอึดอัดพอดู

“มาบ่อย” เสียงทุ้มตอบห้วน ๆ แต่น้ำเสียงของกลับไม่ได้ฟังดูห้วนไปด้วย กฤษณ์ไม่ได้บอกว่าเขาชอบหรือไม่ แต่คำตอบนั้นก็ทำให้คนฟังอนุมานไปเอง

“ปกติเธอชอบกินอะไร” เขาถาม มันเป็นคำถามทั่วไป แค่กันไม่ให้บทสนทนาชะงักลงเท่านั้น

“ไม่รู้สิครับ ผมไม่ค่อยเลือกมากเท่าไหร่” เด็กหนุ่มเขี่ยข้าวในจาน แค่กำลังคิดว่าเขาไม่เลือก หรือไม่อยู่ในสถานะที่จะเลือกได้กันแน่

คำว่า ‘กินไม่เลือก’ คล้ายจะสะกิดใจอาจารย์หนุ่ม เขาคิดถึงใครคนหนึ่ง แววตาแข็งกร้าวขึ้นมาชั่วขณะ

ปัณพัทธกินอย่างกับแมวดม แม้ข้าวหอมมะลิในจานจะหมด แต่กับข้าวยังเหลือไม่น้อย

“อิ่มแล้วเหรอ” กฤษณ์ขมวดคิ้ว เห็นเด็กรวบช้อนแล้วก็นึกไม่ชอบใจนัก ฝ่ามือของเด็กหนุ่มหยาบกร้าน ข้อมือเล็กจนเห็นสันกระดูกแหลมชัดเจน

มองปราดเดียวก็รู้ว่าคงไม่ได้เติบโตมาอย่างสะดวกสบายเท่าไหร่นัก

“พอแล้วครับ แน่นท้องแล้ว” เด็กหนุ่มเผยยิ้ม เขากินน้อยจนเป็นนิสัย ปัณณ์ไม่รู้.. บางทีนิสัยอย่างนี้มันคงเหมือนที่ปากแม่ว่า

‘เลี้ยงไปก็เสียข้าวสุก ลูกบ้านอื่นเขาเลิกเรียนมาหาเลี้ยงแม่กันหมดแล้ว’

ปัณณ์ได้ยินมาตั้งแต่จบม.สาม กระทั่งจบม.หก หรือเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังได้ยินอยู่เลา ๆ คงเพราะอย่างนี้ เขาถึงไม่กล้ากินเยอะ เพราะกลัวว่าวันหนึ่งตัวเองจะกลายเป็นคนที่เลี้ยงแล้ว ‘เสียข้าวสุก’ อย่างปากแม่ว่าจริง ๆ



-------------------------------------------------



“คุณทานอะไรมาหรือยังคะ” เสียงใสถามขึ้นเมื่อสามีกลับมาถึงบ้าน สามทุ่มกว่าเเล้ว กับข้าวบนโต๊ะคงเย็นชืดและเธอเองก็ง่วง

“ผมทานที่ออฟฟิศมาแล้ว ขอบคุณมาก” กุนต์นั่งลงหน้าโซฟาเคียงข้างเธอ เจ้าของใบหน้ารูปไข่อ่อนหวานไม่แสดงอาการใด

คนเป็นสามีคงไม่ทราบ.. เธอน้อยใจ จนกลายเป็นชินชา

“งั้นเดี๋ยวช่อไปเก็บกับข้าว..” ช้องนางลุกขึ้น อายุครรภ์ห้าเดือนทำให้เธอขยับตัวยากกว่าเก่านิดหน่อย ขาทั้งสองเริ่มบวมนิด ๆ แต่เห็นไม่ชัดนัก

“ให้แม่บ้านทำเถอะ” เขาฉุดข้อมือภรรยาไว้ ช้องนางท้องโตขึ้นเรื่อย ๆ กุนต์ไม่เห็นความจำเป็นด้วยซ้ำที่เธอจะต้องทำงานครัวเอง เขาไม่ได้จ่ายเงินให้แม่บ้านมายืนเฝ้าเมียตัวเองทำกับข้าวเสียหน่อย

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คงเข้านอนกันหมดแล้ว”

เธอรู้.. พวกแม่บ้านยังไม่นอน แต่คงกำลังดูละครช่วงหัวค่ำอย่างออกรสในห้องพัก

กุนต์ไม่ได้ลุกไปช่วย เขาเอนหลังพิงพนักโซฟา มือหนึ่งกอดหมอนอิง อีกมือหยิบรีโมทโทรทัศน์มาเปลี่ยนจากรายการทำอาหารเป็นช่องภาพยนตร์

กับข้าวบนโต๊ะมีสามอย่าง ปลาทอดราดพริก ผัดผักน้ำมันหอย และแกงจืดที่แบ่งไว้ให้สามีไม่มีร่องรอยการแตะต้อง ช้องนางรับประทานมื้อเย็นล่วงหน้าไปก่อนเพราะเจ้าตัวเล็กในท้องดิ้นประท้วง

น้ำตาอุ่น ๆ รื้นขึ้นหล่อดวงตา มันไม่ได้รินไหลลงมา เพียงแต่ขังอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะเหือดไป เธอคลี่ถุงพลาสติก ทีแรกตั้งใจว่าจะเก็บกับข้าวไว้ให้แม่บ้านและคนสวนแต่ก็เปลี่ยนใจ ใช้ช้อนกวาดมันทิ้งเสียทั้งหมดเพื่อกำจัดความไม่พอใจ

ช้องนางเป็นลูกสาวคนเดียวของบิดามารดา ถูกเลี้ยงมาอย่างไข่ในหิน น่าเสียดาย เธอไม่ได้เติบโตเพื่อเป็นตัวเอง หากถูกเลี้ยงดูจนเติบโตมาเพื่อเป็นภรรยา และเป็นแม่ของลูกของใครสักคนซึ่งผู้ใหญ่เห็นว่าเหมาะสม

คุณค่าที่ใครเห็นว่าดีงามของเธอนั้นเป็นไปตามขนบ เธอเชื่อฟัง ว่าง่าย ใจดี และอ่อนโยน ตลอดชีวิต.. ช้องนางไม่เคยนึกสงสัย สิ่งที่เธอทำคงดีแล้ว

..อย่างน้อยก็ดีที่สุดในฐานะภรรยาและเเม่ที่กำลังอุ้มท้อง..

กว่าจะล้างจานเสร็จ คุณกุนต์ก็ไม่อยู่ที่ห้องนั่งเล่นแล้ว หนังไซไฟถูกเปิดค้างไว้ หน้าจอสลับไปมาจนหล่อนเวียนศีรษะ โชคดีที่อาการแพ้ท้องเเทบไม่มีแล้ว ไม่อย่างนั้นป่านนี้หล่อนคงเกาะอยู่กับอ่างล้างหน้า

ช้องนางปิดโทรทัศน์ เดินตามสามีขึ้นห้องนอนไป ไฟในห้องเปิดสว่าง เธอดับมันลงเหลือครึ่งเดียว ดวงตาสีน้ำตาลหรี่ปรือ

“คุณช่อ วันนี้ไปที่ร้านมาหรือเปล่า” กุนต์เดินออกจากห้องน้ำ เขาใส่กางเกงนอนตัวเดียว ท่อนบนปราศจากเสื้อ ทีแรกช้องนางเขินอาย ต่อให้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี เธอก็ยังอาย

“ไปค่ะ เมื่อกลางวัน” เธอว่า ธุรกิจร้านอาหารไทยที่ลงทุนกับเพื่อนสนิทเป็นไปด้วยดี เธอมีหัวด้านการทำอาหาร สูตรอาหารเองก็เอามาจากของคุณยายทวดซึ่งเคยเป็นต้นเครื่องในวัง

“คนคงเยอะน่าดู” เขาเปรย มองหญิงวัยสามสิบที่กำลังเอนหลังลงบนเตียง พอภรรยาท้องใหญ่ขึ้น เธอก็มีหมอนช่วยนอนเต็มเตียงไปหมด แทบหมดโอกาสที่จะใกล้ชิด

“ขายดีเลยค่ะ” เเววตาสุกใสสกาวขึ้น ในชีวิต.. มีไม่กี่อย่างที่เธอภูมิใจ

“ดีแล้ว เอาไว้ผมจะพาลูกค้าไปกินข้าวบ้าง” เขาว่าอย่างนั้น แต่ช้องนางกลับแทบไม่เคยเห็นเงาของคุณกุนต์ที่ร้าน

หญิงสาวเอนตัวลง สามีปิดไฟในห้องให้อย่างทุกคืน ไฟโคมหัวเตียงส่องแสงสลัว กุนต์เห็นหนังสือนิทานสามสี่เล่มวางอยู่ใกล้ ๆ เธอมักชวนเขาอ่านให้ลูกฟัง หรือหากเขายังไม่กลับเธอก็คงอ่านมันคนเดียว

เจ้าของมือใหญ่หยิบมันขึ้นมา แต่สุดท้าย ความคลางแคลงก็เป็นเหตุให้เขาตัดสินใจที่จะวางมันลงโดยไม่ทำหน้าที่พ่อ ดวงตาสีอ่อนกว่าพี่ชายมองภรรยาที่หลับตาลงแล้วอย่างพิจารณา

..สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ภายใต้หน้าท้องนูนนั่น ทำให้เขานึกสงสัย..



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-09-2020 11:28:42 โดย Tulah »

ออฟไลน์ sailom_orn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1155
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1
Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 4 ○ 15/9/2020
«ตอบ #9 เมื่อ15-09-2020 09:13:38 »

 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 4 ○ 15/9/2020
« ตอบ #9 เมื่อ: 15-09-2020 09:13:38 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ silverspoon

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2450
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +275/-12
Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 4 ○ 15/9/2020
«ตอบ #10 เมื่อ15-09-2020 18:53:23 »

เรื่องนี้มีปมดราม่าเยอะจัง ติดตามๆ :katai2-1:

ออฟไลน์ ลูกกุญแจ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-2
Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 4 ○ 15/9/2020
«ตอบ #11 เมื่อ17-09-2020 01:26:35 »

เอีะ อย่าบอกนะว่าไม่ใช่ลูกคุณกุนต์

ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 4 ○ 15/9/2020
«ตอบ #12 เมื่อ17-09-2020 17:50:42 »

ทีมกฤษณ์ปัณณ์

ออฟไลน์ Tulah

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 5 ○ 18/9/2020
«ตอบ #13 เมื่อ18-09-2020 21:04:31 »

บทที่ 5



รถยนต์ญี่ปุ่นคันใหญ่ดับเครื่องลงหน้าโรงรถ กฤษณ์ไม่ได้นำรถเข้าไปจอดให้เรียบร้อยเนื่องจากเขาคิดว่าแวะมาเพียงเพื่อรับประทานอาหารแล้วก็จะได้กลับคอนโด ดวงตาคมเหลือบมองรถยนต์ยุโรปที่จอดอยู่ในซอง น้องชายและน้องสะใภ้คงมาค้างที่นี่เมื่อคืน

อันที่จริงแล้วก็อนุมานได้ไม่ยากนัก เป็นธรรมเนียมที่ทุกคนในบ้านจะกลับมารวมกันเป็นวันอาทิตย์ บรรยากาศคึกคักน่าดู คงเป็นเพราะทั้งบิดาและมารดาของช้องนางก็อยู่บ้านข้างกันนี่เอง หากจะพูดกันตามตรง ทั้งบ้านเขาและบ้านของช้องนางก็ไปมาหาสู่กันตั้งแต่เรียนมัธยมแล้วด้วยซ้ำ

“หนูช่วยค่ะคุณกฤษณ์” สาวใช้เดินตรงมาหาเขา กฤษณ์ส่งถุงผลไม้ให้หล่อน ด้านในมีองุ่นเขียวนำเข้าพวงโต และขนมอบอีกสองสามอย่าง

“ขอบใจมาก”

ห้องนั่งเล่นไม่มีใครอยู่ เสียงสนทนามาจากพื้นที่สำหรับรับประทานอาหาร ทั้งมารดาและเเม่บ้านของเขาจัดมื้อกลางวันแล้ว

“นี่ไงพ่อคนกินยากมาถึงแล้ว” เสียงกระเซ้าของคุณภัทราทำเอาลูกชายคนโตถึงกับขมวดคิ้ว

“นินทาอะไรกันครับ” ชายหนุ่มนั่งลงใกล้หัวโต๊ะซึ่งเป็นที่ประจำของมารดา ฝั่งตรงข้ามคือน้องชายและน้องสะใภ้

“คุณแม่บอกว่ามื้อนี้พี่กฤษณ์คงเจริญอาหารน้อยน่ะค่ะ” เสียงหวานใสดังขึ้น รอยยิ้มยิ่งขับให้ช้องนางเข้ากันกับชุดคลุมท้องสีชมพูอ่อน

อาหารบนโต๊ะคราวนี้ไม่ใช่อาหารไทยอย่างที่ลูกชายคนโตชอบ คราวนี้เป็นคิวของลูกชายคนโปรด เพราะกุนต์ไม่ชอบรับระทานอาหารรสจัดเท่าไหร่นัก คุณภัทราเลยลงมือทำสปาเกตตี้กุ้งแม่น้ำ ใส่เครื่องหลายอย่าง ทั้งมะเขือเทศ มะกอกดำ หัวหอม และเบคอนทอดจนกรอบ ไม่เท่านั้น เธอยังทำไก่อบแกล้มถั่วแขก แคร์ร็อต และหน่อไม้ฝรั่งราดเกรวี่ รับประทานคู่กับมันบดเนื้อเนียน อย่างสุดท้ายคือสลัดร็อคเก็ตที่มีบัลซามิกมาตัดเปรี้ยวช่วยแก้เลี่ยน

“เรื่องมากน่ะสิ” กุนต์ย่นจมูก พี่ชายเขาน่ะมันพวกเพอร์เฟกต์ชั่นนิสต์ ทุกอย่างต้องถูกต้องสมบูรณ์ หากมีอะไรผิดที่ผิดทางเกินเส้นที่ขีดไว้ สงสัยคงต้องสิ้นใจตาย

“ดีกว่าพวกไม่เลือก” กฤษณ์ไม่ค่อยปฏิเสธ หากมื้อไหนชอบ เขาก็ทานมาก หากมื้อไหนไม่ชอบเขาก็ทานน้อย

บางครั้งกุนต์ก็คิดว่าพี่ชายของเขาควรจะชื่อ ‘กริช’ ไปเสียให้จบ ๆ ทั้งท่าทางเรียบเฉยและคำพูดคำจาเชือดเฉือนแทงใจดำอย่างนั้น.. ไม่เห็นต่างอะไรกับมีดสักนิด

“ช่อเป็นยังไงบ้าง” กฤษณ์ตักผักอบลงจาน เขาเจอเธอบ้าง แต่ไม่ได้พูดจากันเป็นกิจจะลักษณะมาสักพัก

“ดีค่ะ เจ้าคนนี้ก็เริ่มดิ้นแล้ว” มือเล็กลูบลงบนหน้าท้อง แรงขยับน้อย ๆ พอให้จุกจากเจ้าตัวน้อยทำให้ช้องนางหัวเราะ

“พอพูดถึงก็ถีบเลยค่ะ นี่ฟังรู้เรื่องแล้วใช่ไหมลูก” คนกำลังจะเป็นแม่เย้าแหย่

“สงสัยจะชอบพี่กฤษณ์ อยู่กับผมไม่ยักเห็นดิ้น” กุนต์เหลือบมองพี่ชาย อีกฝ่ายยังตีหน้าเฉยเหมือนทุกที

“น่ากลัวจะโตมาใจร้อนเหมือนกุนต์น่ะสิ” คุณภัทราเอ่ยขึ้น “รู้ไหมตอนแม่ท้อง.. กุนต์นี่ดิ้นจนน่ากลัว”

“ใจร้อนตั้งแต่อยู่ในท้องเลยหรือคะ.. จะกังวลดีไหมเนี่ย” ช้องนางช้อนตามองมองสามี รอยยิ้มของเธอเหมือนดอกไม้แรกแย้ม

“เอาไว้ออกมาไม่เหมือนผมสิค่อยน่ากังวล” กุนต์หัวเราะ ลูบมือไปบนหน้าท้องของภรรยา สายตาเรียบเฉย

“แล้วตอนคุณแม่ท้องพี่กฤษณ์เป็นยังไงหรือคะ” ศรีสะใภ้ถามไว้เป็นประสบการณ์ เพราะเธอเป็นลูกคนเดียวถึงรู้ว่ามันโดดเดี่ยว จะอย่างไรก็คงต้องมีคนที่สองไว้เป็นเพื่อนคู่คิด

“ไม่เหมือนกุนต์เลย คุณพ่อยังทักว่าท้องลมให้ดีใจเก้อหรือเปล่า” ภัทราหวนนึกถึงสามี บนใบหน้าฉายประกายความสุขล้น น่าเสียดายที่เขาไม่ทันอยู่ได้เล่นกับหลาน

“ตากฤษณ์ดิ้นน้อยมาก แม่กับคุณพ่อต้องลุ้นให้ขยับตัว.. เรียกว่าเรียบร้อยตั้งแต่อยู่ในท้อง” อาจารย์หนุ่มฟังเฉย ๆ โดยไม่ได้ออกความเห็น ชินชาเสียแล้วกับการที่มีใครสักคนนำเขาไปเปรียบเทียบกับน้องชาย

“สัปดาห์หน้าจะมีนัดหมอ คุณเเม่อยากไปด้วยกันไหมคะ” หญิงสาวว่า บางครั้งคุณกุนต์ก็ติดงาน คงไม่สะดวกพาเธอไปโรงพยาบาลนัก

ช้องนางนึกตำหนิตัวเองเล็ก ๆ .. ทั้งที่มีคนขับรถไปส่งถึงที่ แต่เธอก็ยังดูแลตัวเองไม่ได้

“ได้สิลูก ถ้าจะไม่เบื่อคนแก่ล่ะนะ” คุณภัทราหัวเราะเบิกบาน มีคุณย่าคนไหนบ้างที่ไม่อยากเห็นหลานคนแรก

“ตากฤษณ์เห็นหลานหรือยัง”

“ยังครับ” อาจารย์หนุ่มส่ายหน้า พอจะทราบว่าเป็นหลานชายเท่านั้น เขารับโทรศัพท์ที่มีภาพอัลตร้าซาวด์ของน้องสะใภ้มาดู

“เห็นไหมคะพี่กฤษณ์.. ไม่เหมือนช่อเลยสักอย่าง” คนพูดทำท่าน้อยอกน้อยใจ ตาโตแต่ยาวรีไม่เหมือนเธอ จมูกงุ้มบริเวณปลายน้อย ๆ ก็ไม่เหมือนเธอ แม้กระทั่งริมฝีปากก็ยังไม่เหมือน

“เอาไว้ก็มีลูกสาวอีกคนสิ จะได้เหมือนช่อ” กระแสเสียงอ่อนโยนของคนเป็นพี่ใหญ่เอ่ยขึ้น “พี่ชายน้องสาว น่าจะดีนะ กุนต์ว่ายังไง”

“ไม่รู้สิครับ ดูก่อนแล้วกันว่าผมจะเลี้ยงได้ไหม” กุนต์บอกปัด ไม่ทันได้สนใจท่าทีของภรรยาสาว

ช้องนางได้แต่ยิ้มเจื่อน บังคับตัวเองไม่ให้สั่น เธอรู้เต็มอกว่าเขาไม่ได้รัก ไม่ได้สนใจ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร...ทั้งเธอและเขาก็กลายเป็นครอบครัวเดียวกันเเล้วไม่ใช่หรือ?





------------------------------------------------





ตั้งแต่วันที่ไปกินข้าวกับอาจารย์กฤษณ์ ปัณณ์ก็แทบไม่พบเขาอีกนอกจากในคาบเรียน ทุกอย่างเหมือนก่อนหน้านี้ อาจารย์บรรยายหน้าชั้น ส่วนเขาก็ตั้งใจเรียน ใคร ๆ ต่างก็ชื่นชมเรื่องรูปลักษณ์ของอาจารย์ไม่เปลี่ยนแปลง

ปัณณ์ไม่ปฏิเสธ.. เขาดูดี แต่เหมือนไร้ชีวิต

“อย่าลืมส่งการบ้านของอาทิตย์ที่แล้วนะครับ ผมจะปิดรับวันนี้ตอนห้าโมงเย็น” เสียงทุ้มนุ่มของอาจารย์หน้าชั้นเอ่ยขึ้น เขาตอบคำถามเรื่องบทเรียนวันนี้ไปแล้วเกือบยี่สิบนาที พอเห็นนักศึกษาหลายคนรวบข้าวของลงกระเป๋าก็พูดต่อ

“ถ้าไม่มีใครอยากซักถามอะไรแล้ว เลิกคลาสก็ได้ครับ ผมไม่อยากทรมานพวกคุณนานไปกว่านี้” กฤษณ์พูดติดตลก

นักเรียนหลายคนไหว้ขอบคุณ บางคนงัดรายงานออกมา เตรียมจะเอาไปหย่อนไว้ที่กล่องรับการบ้านหน้าห้องพักอาจารย์บนชั้นเก้า

“จะส่งงานแล้วไปเก็บชั่วโมงเลยไหม” ใบบุญถาม ตอนนี้สี่โมงเย็นแล้ว เหลือเวลาอีกแค่ชั่วโมงเดียวในการส่งงาน วันนี้ทั้งเขาเเละปัณณ์ต่างก็ไม่ได้ไปทำงานพิเศษที่ไหน

“เอาสิ น่าจะได้สักสองชั่วโมง” ปัณณ์พยักหน้า นักเรียนทุนทุกคนต่างเก็บชั่วโมงช่วยงานคณะและมหาวิทยาลัยให้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด เทอมนี้ปัณณ์ทำงานจนหัวหมุน จนจวนจะหมดเวลาแล้วเขายังเหลือค้างไว้อีกหกชั่วโมง

ปัณณ์หย่อนกระดาษลงในกล่องรับการบ้านหน้าห้องอาจารย์กฤษณ์ นึกว้าวุ่นถึงเจ้าของกล่อง ครั้งแรกที่พบกัน เด็กหนุ่มนึกฝันว่าจะได้พบเขาอีกสักครั้งมาโดยตลอด แต่เมื่อพบกันแล้ว ปัณพัทธกลับรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาฉุดรั้งไว้ ไม่มีอะไรคืบหน้า..

เขาและใบบุญได้งานจัดหนังสือในห้องภาควิชา ปัณณ์หยิบลังกระดาษใบใหญ่มากาง เตรียมจะเรียงหนังสือเรียนที่ขายไม่หมดใส่ลงในนั้น ส่วนใบบุญก็ช่วยเขียนชื่อรายวิชาปิดหน้ากล่อง

พนักงานธุรการจะเป็นคนจัดการนำหนังสือที่บรรจุลงลังนี้ไปเก็บ พวกเขามีหน้าที่แค่เพียงเคลียร์ชั้นวางให้ว่าง ในอีกสองสามสัปดาห์ข้างหน้า ที่นี่จะกลายเป็นพื้นที่เก็บข้อสอบจากส่วนกลาง

หกโมงครึ่งแล้ว.. พระอาทิตย์คล้อยลงต่ำ จนกระทั่งหายลับไปในที่สุด ในห้องภาควิชาแทบไม่มีใคร เหลือเพียงนักศึกษาทั้งสองและพนักงานเท่านั้น เธอขอบัตรนักศึกษาของปัณณ์กับใบบุญเพื่อจะบันทึกเวลาในคอมพิวเตอร์ให้

“ปัณณ์.. คือเราไปก่อนได้ไหม มีธุระด่วน” ใบบุญสะกิดเขา โทรศัพท์ในมือสั่นครืดคราด

“เอาสิ ไว้เจอกัน” ปัณณ์โบกมือ เขาตั้งใจว่าจะแวะเข้าห้องน้ำก่อนค่อยเดินทางกลับบ้าน

ทางเดินยาวจากห้องภาควิชาไปยังหน้าโถงลิฟท์เงียบสนิท ห้องพักอาจารย์หลายห้องต่างปิดไฟ เหลือห้องหนึ่งที่อาจารย์สามคนแชร์กันใช้

กล่องรับการบ้านและรายงานของนักศึกษาข้างหน้าเรียงรายตามชื่ออาจารย์ เด็กหนุ่มพบว่ามีสามกล่องที่มีกระดาษอัดอยู่เต็ม ข้างล่างระบุชื่ออาจารย์กฤษณ์

ไฟในห้องยังเปิดสว่างจ้า ปัณพัทธยืนจ้องประตูบานใหญ่อยู่ครู่งหนึ่ง อดคิดไม่ได้ว่าเขาจะกลับบ้านไปแล้วหรือยัง เสียงลูกบิดเเละประตูที่เปิดผางออกทำให้นักศึกษาหนุ่มสะดุ้งน้อย ๆ

..ใครคนที่เขาคิดถึงอยู่เมื่อครู่กำลังยืนอยู่ต่อหน้า..

เหมือนเวลาหยุดหมุนไปชั่วขณะ เขาสบตาอาจารย์กฤษณ์ นัยน์ตาสีนิลไม่แสดงความรู้สึก สถานการณ์คงเงียบงันและแปลกประหลาดเกินไป อีกฝ่ายถึงตัดสินใจทำลายความเงียบ

“มีอะไรหรือเปล่า ปัณพัทธ”

“ไม่ครับ ผมแค่มาเก็บชั่วโมง” เด็กหนุ่มหลบตาเขา ไม่ได้โกหกเสียหน่อย แต่ทำไมถึงรู้สึกกลัวขึ้นมาได้

“อ้อ..” เขาจะออกจากห้อง แต่เด็กหนุ่มไม่ขยับไปไหน

“อาจารย์ยังไม่กลับหรือครับ” ปัณณ์กัดริมฝีปาก รู้สึกโง่เง่าเหลือเกิน ในครรลองสายตามีเพียงพื้นหินเทียมมันปลาบกับรองเท้าผ้าใบคู่เก่งของตัวเอง

“ถ้าจะคุยกัน..อย่างน้อยคุณก็ควรจะมองหน้าผม” คำตำหนินั้นทำให้ปัณณ์รู้สึกเจ็บนิดหน่อย ที่ที่รู้สึกชัดเจนกว่าคือสรรพนามที่กลับมาห่างเหินอีกครั้ง

..บางทีเด็กหนุ่มอาจจะคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไป ทั้งเขาและปัณณ์ต่างก็ไม่เคยใกล้ชิดกันมาแต่แรก..

“ขอโทษครับ” ปัณณ์ก้าวถอย เขาเงยขึ้นมาสบตาคนตัวสูงกว่า สายตาใต้เลนส์แว่นของเขาทำให้ปัณณ์รู้สึกเหมือนทั้งร่างติดอยู่ในกล่อง อึดอัดและคับแคบ

“ถ้าคุณไม่ได้รีบไปไหน ช่วยยกกล่องข้างหน้ามาไว้ที่โต๊ะผมหน่อยแล้วกัน” เจ้าของเสียงทุ้มหายกลับเข้าไปในห้อง ประตูปิดลงเบา ๆ ตามหลังเขาไป

ปัณณ์ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง.. ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

เด็กหนุ่มหยิบกล่องใส่การบ้านสามใบมาซ้อนกันก่อนจะอุ้มพวกมันเข้าห้องพักอาจารย์ไป ภายในห้องเงียบสนิท พอจะอนุมานได้ว่าอาจารย์อีกสองท่านที่ใช้ห้องร่วมกันคงกลับบ้านไปแล้ว โต๊ะของอาจารย์กฤษณ์อยู่ด้านในสุด ร่างสูงนั่งอยู่หน้าเเล็ปท็อป บนโต๊ะของเขาสะอาดเรียบร้อย มีกาแฟร้อนในแก้วกระดาษเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง

“ขอบใจมาก”

“ให้ผมช่วยอะไรอีกไหมครับ” ปัณณ์ขบริมฝีปาก สบตาเขาอย่างไม่แน่ใจ รอยยิ้มที่ก่อตัวน้อย ๆ แล้วมลายไปอย่างรวดเร็วของอีกฝ่ายทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกอับอาย

หากเขาเฉย..ปัณณ์ก็ควรจะเฉยเสียไม่ใช่หรือ

“ถ้าไม่ลำบากเกินไป ช่วยเรียงเลขที่ให้ผมหน่อยแล้วกัน” กฤษณ์หันกลับไปมองจออีกครั้ง

“ครับ” ปัณณ์นั่งลงตรงข้ามกับอาจารย์ เพิ่งจะได้สังเกตเขาใกล้ ๆ

นักศึกษาหนุ่มคิดว่ากฤษณ์อาจจะชอบสีขาว น้อยครั้งนักที่เขาจะเห็นว่ากฤษณ์ใส่เสื้อสีอื่น จะหมดวันแล้วแต่เสื้อเชิ้ตของเขายังเรียบกริบ

ปัณพัทธอดคิดไม่ได้.. ที่บ้านเขา มีใครทำหน้าที่ดูแลบ้านแล้วหรือยัง?

“มีคำถามหรือเปล่า” เสียงทุ้มนุ่มถามขึ้น เด็กคนนี้มองหน้าเขามาพักหนึ่งแล้ว

“ไม่ครับ” ปัณณ์หลบตา มือเรียวหยิบกระดาษจากกล่องแรกขึ้นมา มันเป็นของนักศึกษานอกคณะที่ลงเรียนวิชาของกฤษณ์เป็นวิชาโท

ข้างนอกมีฝนตกโปรยปรายมาระยะหนึ่ง ยิ่งทำให้อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในห้องพักอาจารย์เย็นขึ้นอีก กฤษณ์เหลือบมองเด็ก เขาเห็นว่าปัณณ์ตัวสั่น.. คงไม่ชอบอากาศหนาวจัด

ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ที่มุมห้องเป็นโต๊ะชงกาแฟสำหรับอาจารย์ เขาหยิบแก้วกระดาษมาใบหนึ่งแล้วบรรจงชงเครื่องดื่ม

“ดื่มสิ ช่วยได้นะ” แก้วกระดาษวางลงตรงหน้าปัณพัทธ มันบรรจุโกโก้ร้อนสีน้ำตาลส่งกลิ่นหอมลอยในอากาศ ไม่เพียงแต่เครื่องดื่มเท่านั้น กฤษณ์หันไปหยิบเอาสูทที่แขวนไว้มาส่งให้เด็กด้วย

“ขอบคุณครับอาจารย์” ปัณณ์รับเสื้อตัวใหญ่มาสวม ผ้าเนื้อดีทำให้รู้สึกอุ่น กลิ่นน้ำหอมที่ติดเสื้อทำให้หัวใจลิงโลด

ความอบอุ่นเข้าปกคลุมหัวใจของเด็กหนุ่มอีกหน วันนี้เขาเหมือนได้พบกับผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง

ผู้ชายคนที่ไม่หมางเมินต่อความเจ็บปวดของปัณณ์...แม้มันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม

“ผมช่วย”

อาจารย์กฤษณ์ปิดเเล็ปท็อป เขาเก็บมันใส่กระเป๋าก่อนจะลุกขึ้นมาช่วยนักศึกษาหนุ่มเรียงเลขที่ในกล่องสุดท้าย คืนนี้เขาตั้งใจว่าจะหอบมันกลับไปตรวจที่คอนโด

พอเขาขยับเข้ามานั่งใกล้ ๆ กลิ่นน้ำหอมของเขาก็ชวนให้ปัณพัทธใจเต้น เด็กหนุ่มมือสั่นน้อย ๆ ค่อย ๆ รวบกระดาษขึ้นมาเคาะให้ทุกแผ่นอยู่เสมอกันก่อนจะคลิปให้รวมเป็นปึกเดียว

“คุณกินเลอะ” เสียงทุ้มของอาจารย์กฤษณ์เรียกให้ปัณณ์หันไปหา เด็กหนุ่มมองหากระดาษทิชชูเเต่ไม่พบ จึงใช้หลังมือเช็ดทำความสะอาด หากกฤษณ์กลับส่ายศีรษะ

“ผมทำให้” นิ้วโป้งของอาจารย์เเตะลงที่มุมปากของเด็กหนุ่มเเผ่วเบา เขาลากไล้เอาคราบสีเข้มจากโกโก้ออกไป

ปัณพัทธสั่นน้อย ๆ เขาเพิ่งได้สังเกตอาจารย์กฤษณ์อย่างใกล้ชิด เขาตาโตแต่เป็นทรงเรียวยาว หากจะบอกว่าดวงตาคือหน้าต่างของดวงใจ ปัณณ์ก็ยิ่งอยากค้นให้ลึก.. น่าเสียดาย หน้าต่างบานนี้คงปิดอยู่ เขาถึงค้นไม่พบอะไรเลยสักอย่าง

ไอร้อนจากร่างกายกำยำช่วยทำให้ปัณณ์รู้สึกอบอุ่นขึ้น เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เขาได้เห็นดวงตาเรียวคู่นั้นชัดเจนยิ่งขึ้นอีก สัมผัสจากนิ้วโป้งของคนแก่วัยกว่าผละจากไปเมื่อไหร่ปัณณ์ก็ไม่รู้เช่นเดียวกัน หากสิ่งที่รู้แน่ใชัดในตอนนี้คือริมฝีปากของเขากำลังถูกครอบครองโดยคนเบื้องหน้า

เด็กหนุ่มหลับตาลง ปล่อยให้ร่างกายตอบสนองต่อสัมผัสของเขาโดยไม่นึกห้าม เมื่อเขาเม้มริมฝีปากล่าง ปัณณ์ก็ตอบรับด้วยการขบริมฝีปากบน

เสียงหายใจของอีกฝ่ายทำให้ในท้องของเด็กหนุ่มขมวดเกร็ง มือเล็กขยำลงที่อกเสื้อของอีกฝ่าย ปัณณ์นึกตำหนิตัวเองที่ทำเสื้อทำงานของเขายับเสียได้ กฤษณ์ถอนตัวออก.. พริบตาหนึ่ง ปัณณ์คิดว่าเห็นความรู้สึกบางอย่างเจืออยู่ในนั้น

มันเจือจาง..และอันตรธานหายไปในที่สุด

“จะกลับพร้อมกันไหม” เสียงของเขาทำให้ปัณณ์ต้องเงยหน้ามอง อาจารย์กฤษณ์ผละห่าง ทำราวกับว่าเมื่อครู่ปัณณ์ฝันไป มือใหญ่หย่อนการบ้านทั้งสามปึกใส่กระเป๋าแล้วเอาขึ้นสะพายไหล่เป็นสัญญาณว่าถึงเวลาเลิกงานแล้ว

“รบกวนอาจารย์ส่งผมลงแค่ป้ายรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัยก็พอครับ” ปัณณ์รู้ดีแก่ใจ ตอนนี้เจตนาของตัวเองไม่บริสุทธิ์ แต่ไม่รู้ว่าเขาตระหนักชัดถึงเรื่องนี้หรือไม่







ปัณพัทธกลับถึงบ้านเกือบจะสามทุ่ม วันนี้รถติด แต่ไม่แย่จนถึงกับต้องจอดแช่นาน ๆ อย่างช่วงเย็นวันศุกร์ เขาเดินเข้าซอย หลายบ้านปิดประตูแล้ว หากแสงไฟนีออนยังลอดออกมาพอให้เห็นทางเดิน

กลิ่นเหม็นสาบค้างท่อยังเหมือนเดิม คราวนี้แถมกลิ่นบุหรี่ของพวกแก๊งเด็กแว้นยังฉุนจนแสบจมูก รองเท้าผ้าใบสีอ่อนหยุดลงหน้าบ้านชั้นเดียว เขาถอดรองเท้าดันมันเข้าไปซอกหนึ่ง

เสียงรายการข่าวจบลงแล้ว ละครทีวีกำลังจะมา ลุงขี้เหล้าของปัณณ์นั่งอยู่ที่พื้น ข้างตัวมีขวดเหล้าขาวกับถั่วลิสงคั่ววางไว้ ไร้เงาของมารดาของเขาที่ควรจะนั่งอยู่ใกล้ ๆ อย่างทุกที

“แม่ไปไหน”

“จะไหว้สักทียังไม่มีเลยนะมึง” ชายวัยห้าสิบค่อนขอด ดีกรีของสุรากับอากาศทำให้ร้อนจนต้องถอดเสื้อ พอเห็นปัณณ์ไม่พูดอะไรต่อถึงยอมลงให้

“ไปช่วยงานศพ กว่าจะกลับคงสี่ทุ่ม”

ปัณพัทธพยักหน้า เดินเลยเข้าห้องนอน ไม่คิดจะหาอะไรใส่ท้องด้วยซ้ำ คราวนี้เขาไม่พลาดให้เกิดเหตุการณ์อย่างวันนั้นอีกแน่ มือเล็กกดล็อกลูกบิด ปัณณ์ถอดถุงเท้าโยนลงตะกร้าผ้าเขาเปิดพัดลม เพราะแม่ไม่อยู่ ปัณณ์ถึงยังไม่กล้าออกไปอาบน้ำ

เด็กหนุ่มนอนเอกเขนกอยู่บนฟูก เสียงลูกบิดประตูถูกหมุนทำให้เขาดีดตัวขึ้นมานั่งหลังตรง คนข้างนอกเปิดเข้ามาไม่ได้เพราะติดล็อก

“โอ้โฮ เดี๋ยวนี้ล็อกห้องด้วยเว้ย มันอะไรกันนักหนา” เสียงคึกคะนองของลุงดังขึ้นหน้าห้อง จังหวะจะโคนพอให้เดาได้ว่าน่าจะเมาแล้ว

เสียงไม้ลั่นออดแอดเป็นสัญญาณว่าคนที่อยู่หน้าห้องผละจากไปแล้ว ปัณณ์โล่งใจแต่ก็ยังคอยระวัง เสียงฝีเท้าหนัก ๆ วนกลับมาหน้าห้องอีกครั้ง ปัณณ์ยัดมือถือลงกระเป๋า ลุกขึ้นดันประตูไว้เมื่อลูกบิดเขย่าอีกหน

“รู้จักกูน้อยไปแล้วไอ้ปัณณ์” ลุงของเขาตะโกนอย่างผู้ชนะ ในมือมีกุญแจห้อง เขาเสียบผิดเสียบถูกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะไขเข้าไปได้

พอเมาแล้วไม่รู้ว่าคนแก่อย่างนี้ไปเอาเรี่ยวแรงเหมือนช้างสารมาจากไหน สุดท้ายปัณณ์ก็เเพ้ ประตูห้องดีดผลัวะเข้ามาอย่างแรง

“ออกไป” เด็กหนุ่มถอยมาตั้งหลัก ลุงของเขายืนจังก้าอยู่ที่ปากประตู

“ถ้าจะเอาเงินก็ไปหยิบเอาบนโต๊ะ” ปัณณ์ต่อรอง ในกระเป๋ามีเงินสดอยู่สองสามร้อยบาท คิดว่าลุงน่าจะหยิบเอาไปซื้อสุราเกรดดีกว่าที่กินอยู่ได้สักขวด

“กูไม่เอาหรอกเงินน่ะ” เจ้าของเสียงแหบเเห้งหัวเราะ เหล้าไม่ใช่น้ำเปลี่ยนนิสัย หากเป็นน้ำเผยสันดานต่างหาก

“กูจะเอามึง! ” มือใหญ่ชี้หน้าปัณณ์ พี่ชายของเเม่เดินเข้ามาหา ปัณณ์ถีบมันออกแต่คงเบาเกินไป มันแค่ถอยไปสองสามก้าวแล้วก็ปราดเข้ามาใหม่

“อย่ามายุ่งกับกู! ” ปัณณ์ถอยหนี พยายามจะใช้เสียงดังเข้าสู้

“ฤทธิ์เยอะนักนะมึง” หมัดลุ่น ๆ ชกลงที่หน้าท้องแบนเรียบ ปัณณ์จุกจนทรุดตัวลงไปนั่งคุดคู้ ร้องไม่ออกด้วยซ้ำ

เสื้อนักศึกษาของถูกขยุ้ม ลุงคงปรารถนาจะทึ้งมันออก ถึงปัณณ์จะจุกแต่ก็ยังพยายามปัดป้อง น้ำตาเขารื้นขึ้น ปัณณ์รู้.. เขามันก็แค่เลือดเนื้อเชื้อไขของเเม่ที่ติดท้องมาขออาศัย

จะไม่ขอให้ลุงรักและเอ็นดูกันก็ได้ แต่อย่างเดียวที่ปัณณ์ขอ.. เพียงแค่อย่าทำร้ายกันก็พอ

“อย่าทำ! ” ปัณณ์ข่วนแขนลุงจนเลือดซิบ กระดุมเม็ดบนหลุดกระเด็นไปบนพื้น

“ยอมกูดีๆ เถอะ ยังไงวันนี้มึงก็ไม่รอดหรอก”

ปัณณ์เม้มปาก มันคงรอมาสักระยะแล้ว เด็กหนุ่มกัดฟันดิ้นหนีมาถึงโต๊ะเขียนหนังสือ ชายวัยห้าสิบไล่ต้อน เผยยิ้มอย่างย่ามใจเมื่อปัณณ์จนมุม

มือเรียวเอื้อมคว้ากล่องใส่เครื่องเขียนบนโต๊ะ มันล้มคว่ำ ปากกาและดินสอทั้งหมดหล่นกระจาย กระไกรด้ามยาวถูกฉวยไว้ในมือ ลุงคงไม่เห็น เพราะมัวเเต่สนใจจะกระชากขาเขา สองแขนออกเเรงดึงทีเดียว ทั้งร่างของก็ปัณณ์ก็โดนลากมาอยู่กลางห้องแล้ว

มือหนึ่งของลุงกดเด็กปัณณ์ไว้กับพื้น อีกมือสาละวนอยู่ที่ซิปกางเกงตัวเอง ปัณณ์กำกรรไกรตัดกระดาษไว้ไม่ให้มันเลื่อนหลุดไปไหน

ใบหน้าเจือกลิ่นเเอลกอฮอล์เหม็นฉุนซุกลงมาที่ลำคอของปัณณ์ น้ำตาของเด็กหนุ่มไหลริน ความโกรธ เกลียด และกลัวหล่อหลอมเป็นความกล้าในที่สุด กรรไกรเรียวยาวถูกกำไว้ก่อนจะแทงสวนเข้าไปที่ท้องของลุง

เด็กหนุ่มสัมผัสถึงความรู้สึกของของเเข็งที่ทะลุผ่านผิวเนื้อของอีกฝ่ายได้ชัดเจน เขาตกใจ ได้เเต่ดึงมืออกเเละปากรรไกรไปที่มุมห้อง ปัณณ์น้ำตาท่วม มือเรียวสั่นเทา ลุงทรุดตัวลงนอนทับเขาอยู่อย่างนั้น คงเจ็บจนไม่มีแรงลุก

ปัณณ์ดันร่างพี่ชายของแม่ออกจากตัว ปากแผลไม่กว้างนัก แต่เลือดสีแดงชาดไหลทะลักออกมาจนน่ากลัว บางส่วนเลอะเสื้อนักศึกษาเป็นวง กลิ่นคาวคุ้งทำให้เด็กหนุ่มคลื่นเหียน ลุงชี้หน้าปัณณ์ สายตาคมกร้าว เขาคงแค้นมาก แต่พูดไม่ออก เด็กหนุ่มได้ยินเสียงคนเดินมาจากหน้าบ้าน

ตอนนี้สี่ทุ่มกว่าแล้ว คงเป็นแม่..

มารดาของปัณพัทธวางตะกร้าลงที่พื้น ภายในบรรจุอาหารเลี้ยงจากงานศพที่เจ้าของงานให้มาเป็นสินน้ำใจ ทั้งบ้านเงียบอย่างน่าประหลาดทั้งที่เสียงโทรทัศน์ยังเล่นอยู่

ประตูห้องนอนของลูกชายเปิดกว้าง ทั้งที่ปกติมันมักจะปิดอยู่เสมอ ภาพภายในทำให้หล่อนหวีดร้อง พี่ชายแท้ ๆ นอนกองอยู่กับพื้น เลือดไหลอาบท้อง ลูกชายของหล่อนนั่งคุดคู้ น้ำตาไหลอาบหน้าจนดูไม่ได้

“มึงทำห่าอะไรของมึงไอ้ปัณณ์” หล่อนปราดเข้ามาตบศีรษะลูกชายจนหน้าทิ่ม หล่อนหันรีหันขวาง จะเรียกตำรวจก็กลัวว่าเรื่องราวจะยิ่งบานปลาย

“ลุง.. อึ่ก จะปล้ำปัณณ์” เด็กหนุ่มสะอื้น เขาบอกแม่ว่าต่อสายหาโรงพยาบาลแล้ว รถพยาบาลกำลังมา

ปัณณ์ไม่ได้ต้องการให้ลุงตาย.. เขาหมายเพียงแค่ให้ลุงหยุดการคุกคามเท่านั้น

“กูเปล่า กูแค่มาขอค่าเหล้า” คนพูดไม่ลุกขึ้น ความเจ็บเเล่นริ้วไปทั่ว อาการเมามายสร่างหายไปตั้งแต่ถูกแทง

“ตอแหลนักนะมึง เก่งแต่เรื่องต่ำ ๆ ” แม่ผลักหัวปัณณ์อีกหน เด็กหนุ่มกัดริมฝีปาก แม่ทำเขาที่ตัว แต่ความเจ็บปวดดันแล่นริ้วไปที่ใจ

แม้แต่ความจริง..แม่ก็ยังไม่คิดฟัง

“ถ้ามึงยังตอแหลไม่เลิก กูจะแจ้งตำรวจมาจับมึง” เเม่ชี้หน้าปัณณ์ เดือดดาลกับพฤติกรรมของลูกชาย ถึงแม้ว่าพี่ชายของหล่อนจะไม่ใช่พวกเอาการเอางานเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่ได้เลวทรามต่ำช้า ไม่เป็นพวกผิดเพศอย่างลูกชาย

หากเรื่องนี่เกิดขึ้นจริง.. หล่อนยังเชื่อมากกว่าด้วยซ้ำหากจะบอกว่าปัณณ์เป็นคนเริ่มก่อน

“แม่…” ปัณพัทธคราง “ปัณณ์ไม่ได้โกหก” เด็กหนุ่มสะอื้นฮัก รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างในใจสลายลง

..ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เเม่ไม่เคยมองปัณณ์ในแง่ดีเลยสักหน..

“หุบปาก ออกไปจากบ้านกูเดี๋ยวนี้เลย วันนี้แทงพี่กูืแล้วพรุ่งนี้มึงจะมาแทงกูไหม! ” เธอขึ้นเสียง มองเห็นกรรไกรเปื้อนเลือดที่มุมห้องแล้วยิ่งนึกขยะแขยงเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง

“แม่..” ปัณพัทธสิ้นหวังเหลือเกิน ไม่รู้ว่าแม่จะทำอย่างที่พูดจริงหรือไม่ เขายกมือขึ้น หมายจะแตะตัวมารดาแต่หล่อนกลับใช้เท้ายันให้ปัณณ์ออกไปนั่งห่าง ๆ

“กูบอกให้มึงออกไป! ไปให้พ้นหน้ากู! ถ้าไม่ไปมึงติดคุกหัวโตแน่ไอ้เด็กเวร” หล่อนหยิบเอาดินสอและปากกาที่กระจายเกลื่อนบนพื้นเสื่อน้ำมันเขวี้ยงใส่ลูกชาย

“มึงนี่มันเกิดมาเป็นภาระกูแท้ ๆ รู้อย่างนี้กูน่าจะเอาขี้เถ้ายัดปากให้ตายๆ ไปซะ” คำบริภาษจากเเม่ทำให้ใจของปัณพัทธขาดวิ่น ไม่เพียงแต่สัมพันธ์แม่ลูกเท่านั้นที่พังทลาย หากสิ่งที่สลายลงอาจมีตัวตนของเด็กหนุ่มรวมอยู่ด้วย

แม้กระทั่งคนที่คลอดเขาออกมายังไม่ยอมรับ.. แล้วใครเล่าจะยอมรับ?

น้ำตาเม็ดใสไหลออกตากดวงตาโศก ปัณณ์รู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้าง ความรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลกไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลย แม่ตอกย้ำความไร้คุณค่าของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตัวตนของปัณณ์พัทธ์เเทบจะเหลือเพียงเปลือก

หากถามว่าปัณณ์รักแม่ไหม… ปัณณ์ก็ยังรู้แน่ว่าเขารัก

แต่หากถามว่าแม่รักปัณณ์หรือไม่… ปัณณ์ไม่คิดว่าเขาจะได้ยินคำตอบที่หวังไว้

ช่วงเวลาของการอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้ของปัณพัทธจบลงแล้ว แม่ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองแม้เพียงหาวตา ไม่ไถ่ถามว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหน รู้สึกอย่างไร ไม่เคยมี…

ปัณณ์รู้อย่างเดียว… การที่เขาเกิดขึ้นมา มันเป็นคราวซวยของแม่

เด็กหนุ่มได้ยินเสียงแอมบูแลนซ์ดังอยู่หน้าปากซอย ถนนในนี้แคบเกินไป เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลถึงเอาเปลสนามมารับลุงไป แม่ขึ้นรถไปกับลุงด้วย

ในบ้านเงียบกริบ เขาได้ยินเเต่เสียงเม็ดฝนโปรยปรายลงมา มันดังขึ้นอีกเมื่อตกกระทบหลังคาสังกะสี เด็กหนุ่มหวาดกลัวจับใจ หากลุงกลับมาเมื่อไหร่คงกะเช็คบิลเขาให้หายแค้น เสาหลักสุดท้ายในบ้านของปัณณ์ทลายลง แม่ไม่ใช่ที่พึ่งที่ไว้ใจได้อีกแล้ว

ปัณณ์ยัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเป้ เขาโกยหนังสือเรียนลงถุงพลาสติก พวกมันจะได้ปลอดภัยหากโดนฝน เด็กหนุ่มตัดสินใจก้าวเท้าออกจากบ้าน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจุดหมายปลายทางคือที่ไหน ปัณณ์เดินลัดเลาะออกมาจากซอย ฝนตกหนักจนเขาต้องหลบที่ป้ายรถเมล์ข้างหน้า

เขาลืมเปลี่ยนชุดนักศึกษาออก เลือดสีเเดงของลุงที่เลือบริเวณหน้าท้องของเขากระจายเป็นวงกว้างอีกครั้งเมื่อโดนฝน ปัณณ์มีเพื่อนเพียงคนเดียวคือใบบุญ ฝ่ายนั้นอยู่หอพักในมหาวิทยาลัย เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไปพักด้วยได้

เด็กหนุ่มเปิดกระเป๋าสตางค์ ภายในมีเงินสด บัตรประชาชน บัตรนักศีกษา บัตรกดเงินสดที่มียอดเงินในบัญชีเพียงน้อยนิด

นามบัตรกระดาษของใครสักคนยังอยู่ในนั้น ปัณณ์พลิกมันขึ้น เห็นชื่อเเละเบอร์โทรศัพท์สิบหลักแล้วก็ได้แต่กลั้นใจ

ตอนนี้เขามืดแปดด้านแล้วจริง ๆ เขาชั่งใจอยู่นานว่าจะทำอย่างไรหากเขาตัดสินใจจะละเมิดกฎเหล็กของตัวเองแล้ว เขาจะมีที่พัก มีเงิน ไม่ต้องดิ้นรนอีก แต่สิ่งที่ต้องนำไปเเลก ไม่ใช่เพียงร่างกาย หากรวมถึงจิตวิญญาณ..

ปัณพัทธปาดน้ำตา เขามองท้องฟ้า ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้มันถึงได้มืดมนนัก..

ลำเเขนเรียวตวัดขึ้นกอดอก กัดฟันอดทนต่อความหนาวเหน็บที่เข้าเกาะกุมร่างกาย ความอ้างว้างและว้าเหว่กัดกร่อนวิญญาณเขาจนแหลกสลาย

ถึงขนาดนี้แล้ว… รูปทรัพย์และความสะดวกสบายอาจมีค่ายิ่งกว่าร่างกายและจิตใจที่แตกหักจนไม่เหลือชิ้นดี

มือสั่นเทากดเลขโทรศัพท์ รอสายอยู่สักพักปลายสายก็กดรับ “สวัสดีครับ”

“คุณกุนต์..” ปัณณ์เรียกเขา พยายามจะกลั้นสะอื้น

“ถ้าผมขายตัวให้คุณ.. ผมจะได้อะไรบ้าง”


-------------------------------------

สวัสดีค่ะ ห้าตอนไม่เคยทอล์คเลย ขอบคุณทุกๆคอมเม้นท์นะคะ เป็นกำลังใจให้ได้มากๆเลยค่ะ

ขออนุญาตแจ้งช่องทางติดตามการอัพนิยายได้ที่ @Tulah_t หรือ #หลงรักเร่ นะคะ จะรอในเเท็กตลอดไปค่ะ ขอบคุณค่ะ 5555555

ออฟไลน์ nut2557

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 112
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 5 ○ 18/9/2020
«ตอบ #14 เมื่อ18-09-2020 21:42:54 »

 :m15: :m15:

ออฟไลน์ silverspoon

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2450
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +275/-12
Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 5 ○ 18/9/2020
«ตอบ #15 เมื่อ18-09-2020 23:30:14 »

โหดเกิ๊น คนเขียน   :z3:

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 5 ○ 18/9/2020
«ตอบ #16 เมื่อ19-09-2020 13:07:51 »

ชีวิตปัณบัดซบจริง! หนีเสือปะจระเข้? ความสุขจริงแท้ที่จะได้พบคงอีกนาน ไม่ใช่สิ ความสุขจริงแท้ของปัณเจอมานานแล้วตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอกันและแม้ตอนนี้ก็ยังมีอยู่ เพียงแต่มันบางเบาและเป็นแค่บางช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้นที่เจอกัน เขาคือความสุขเดียวของปัณ เริ่มจากชอบ มาหลงไหล ใจเต้นไม่เป็นตัวเอง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นกับใครในความรู้สึกนี้ มันใกล้กับคำว่ารักเข้าไปทุกที หรือมันใช่แล้วแต่ไม่รู้ตัวเท่านั้น และกับทั้งสองคนนั่นละที่ซุกซ่อนความปรารถนาต่อกันไว้ในซอกหลึบของหัวใจ แต่อย่างน้อยก็ได้จูบแรกมาด้วยความเต็มใจ อุ๊กรี๊ด! เขิน (>///<) 5555 เวลาฉากที่ปัณกับอาจารย์อยู่ด้วยกัน มันให้ความรู้สึกแปลบวาบ เสียดเสียว วาบหวาบ อีโรติกอ่ะ แบบ อ่าา~~ :-[ 5555 //อะไรกันอย่าบอกนะว่าแย่งหญิงคนเดียวกันแล้วจะมาแย่งชายคนเดียวกันอีก ครั้งนั้นน้องได้ไป แต่ครั้งนี้มันเป็นของพี่มาตั้งนานแล้ว (ใจ) อาจารย์เจออะไรมากับคำว่า "กินไม่เลือก" ถึงได้เจ็บปวดขนาดนั้น จะเจอซ้ำรอยอีกไหม? //ในใจลึกๆเรา ในสักวันนึง ถ้ากุนต์รู้ว่าอาจารย์กับปัณมีความสัมพันธ์กัน เรารู้สึกแอบสะใจยังไงไม่รู้หว่ะ ร้ายนะว่าไหม 55555 โอเคกุนต์ก็ดีอยากช่วยปัณ มันก็แค่เสี้ยวนิดเดียว แต่อีกส่วนมากเสี้ยวนั้นคืออยากได้อยากครอบครองเขา และนั่นปัณก็ไม่ได้มีความสุขไปด้วยเลย คนอย่างปัณลำบากกายได้แต่สุขใจมันก็ย่อมดีกว่า ไม่ใช่หรือ แต่ก็ไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะเป็นยังไงเมื่อปัณเสนอไปแบบนั้น สนุกม๊ากกกกแม่มเอ๊ยยย ชอบอ่ะชอบ ดราม่า โรแมนติก ภาษาดี บรรยายลื่นไหล คำผิดมีประปราย จบ 5 ตอนรวดแทบรอตอนต่อไปไม่ไหวแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะที่แต่งและมาอัพใน thaiboys ให้ได้อ่านกัน FCเรื่องนี้ 55  :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 5 ○ 18/9/2020
«ตอบ #17 เมื่อ19-09-2020 18:46:01 »

เรือกฤษณ์ปัณณืยังคงแล่นได้อยู่​ แงงงงงงงงงงงงงงงง​ น้องงงงงงงงงงงงงง​  :katai1:

ออฟไลน์ ลูกกุญแจ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-2
Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 5 ○ 18/9/2020
«ตอบ #18 เมื่อ19-09-2020 23:57:32 »

พี่น้องจะทะเลาะกันมั้ยเนี่ย

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด