ถ้าผมดื้อพี่จะดุผมไหม บทที่ 13 - 20 (18/12/2020)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ถ้าผมดื้อพี่จะดุผมไหม บทที่ 13 - 20 (18/12/2020)  (อ่าน 1664 ครั้ง)

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


#ถ้าผมดื้อพี่จะดุผมไหม
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-12-2020 10:31:22 โดย KJH177 »

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
Re: ถ้าผมดื้อพี่จะดุผมไหม
«ตอบ #1 เมื่อ10-09-2020 13:33:14 »

คำเตือน !!
นิยายเรื่องนี้ไม่มีสาระ ไม่เน้นความสมจริงของเนื้อเรื่อง ไม่มีความสมเหตุสมผล
มีแต่การเต๊าะของนายเองล้วนๆ หากรำคาญโปรดเปิดใจ ด่าไรท์ได้แต่อย่าแรงมากน้าาาา


#ถ้าผมดื้อพี่จะดุผมไหม


ตัวอย่าง



"ที่ผมกินลูกอมจนฟันผุ ก็แค่ข้ออ้างที่อยากมาหาพี่แหละครับ"


"ถ้ากูเป็นหมอรักษามะเร็ง มึงก็จะเป็นมะเร็งว่างั้น?"


"อย่าว่าแต่มะเร็งเลย เบาหวาน ความดัน ไขมันอุดตัน ผมก็เป็นได้ แต่โรคหนึ่งที่ผมเป็นไม่ได้ก็หัวใจรั่วนี่แหละครับ ถ้ารั่วมากๆ ก็กลัวว่าจะทำลายที่อยู่ของพี่ไปเสียหมด"


"........"


"ที่เงียบนี่คือเขิน?"


"เปล่า รำคาญ"


#ฝากพี่หัสกับน้องเข้ด้วยนะค้าบบบบ

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
Re: ถ้าผมดื้อพี่จะดุผมไหม บทนำ
«ตอบ #2 เมื่อ10-09-2020 13:37:14 »

ถ้าผมดื้อพี่จะดุผมไหม

บทนำ


“พ่อว่าพี่เขาคุยกับผมมาตั้งห้าปี เขาจะคิดอะไรกับผมปะ?”


“คิด”


“เห็นมะ.....”


“คิดว่ามึงมันน่ารำคาญไงไอ้ลูกเวร!! ไปไหนก็ไป กูจะทำงาน” นั่นแหละครับพ่อของผม ถามอะไรก็ไม่เคยจะได้ความนอกจากด่าผมไปวันๆ คอยดูเถอะ ถ้าผมไม่อยู่ด้วยแล้วจะเหงา


____________________________________________________________

Open
05.09.2020
#kaitodmalewja

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
บทนำกว่า
จระเข้ VS พ่อ


"พ่อประสาทไปแล้วเหรอ!”


“กูพ่อมึงนะ!!”


“แล้วผมบอกว่าพ่อเป็นแม่เหรอ!”


“ไอ้เด็กนี่ มึงนิสัยเสียเหมือนใครวะ!!”


“ใครเลี้ยงผม ผมก็เหมือนคนนั้นแหละ”


“ไอ้เข้!! ไอ้ลูกเวร!!!” ใช่ครับ ที่ทุกคนอ่านไปคือบทสนทนาที่สุดแสนจะธรรมดาระหว่างพ่อและผม หากคนอื่นได้ยินก็คงจะมองว่าเราสองพ่อลูกทะเลาะกัน แต่เปล่าเลยครับนี่คือการพูดคุยที่ธรรมดาและปกติที่สุด แต่เอาเข้าจริงผมก็แอบหัวร้อนพ่ออยู่นะ ก็เพราะเรื่องที่พ่อบอกผมไปก่อนหน้านั่นแหละ ที่ทำให้ผมพลั้งปากว่าพ่อเป็นประสาท


“เรามาคุยกันด้วยเหตุและผลไหม?” เมื่อเห็นว่าพ่อเงียบไปผมเลยค่อยๆ ขยับเข้าไปหาพ่อและพยายามใช้น้ำเสียงให้ดูนุ่มนวลที่สุด ถึงแม้ว่าในใจผมตอนนี้จะอยากจะจับพ่อเขย่าไปมาแรงๆ


“มึงมีด้วยเหรอ?”


“เอ้า! ผมพยายามคุยดีๆ ด้วยแล้วนะพ่อ” ดูเหมือนว่าไอ้การที่เอาน้ำเย็นเข้าลูบจะไม่เป็นผลสักเท่าไหร่ สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คือลูบหน้าตัวเองเพื่อระงับอารมณ์


“ก็...นั่นแหละ ที่ส่งมึงไปก็เพราะอยากให้มึงได้ดี ถ้ามึงอยู่กับกูต่อไป มึงคิดว่ามึงจะได้เรียนมหาลัยดีๆ เหรอ? ไม่ใช่ว่ากูอยากจะทิ้งมึง กูแค่มองเห็นอนาคตถ้ามึงไปอยู่กับเขา” เขาคนนั้นที่พ่อผมพูดถึงก็คือแม่ของผม


“ผมไม่เรียนก็ได้ ขนาดพ่อยังไม่ได้เรียน...โอ๊ย!! หัวคนนะพ่อปาเข้ามาได้!!” ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบ พ่อก็ทำการคว้าสิ่งที่อยู่ใกล้มือใส่หัวผมแรงๆ ถ้าผมหลบไม่ทันมีหัวแตกนะครับ


“ไม่เรียนไง กูถึงเป็นแบบนี้!”


“ใจเย็นวัยรุ่น” ผมจับไหล่ของพ่อให้หันหน้ามองผมตรงๆ “เลี้ยงผมมาได้ตั้งหลายปี ใยพ่อเจ้าถึงบอกกระผมแบบนี้ เสียใจนะ ดูออกไหม?”


“ตอแหล”


“นี่ลูกเอง”


“มึงไปเถอะไอ้เข้ ถือว่ากูขอร้อง ถ้ามึงไปอยู่กับเขารับรองว่าอนาคตมึงจะดีกว่าที่อยู่กับกูแน่ๆ”


“ผมต้องคิดถึงพ่อมากๆ เลย”


“อันนี้มึงโกหกละ” อยากจะร้องไห้อะครับ แต่ติดที่ว่าน้ำตาผมมันไม่ไหล พ่อจะดูออกไหมว่าผมกำลังเสียใจมากๆ ที่อยู่ๆ ก็กลายเป็นเด็กที่พ่อไม่ต้องการ “ไปอยู่กับเขาก็ใช่ว่ามึงจะกลับมาหากูไม่ได้”


“ครับ ผมก็พอจะเข้าใจ”


“หลวงตาเอาเงินวัด เงินทำบุญ มาให้มึงเรียนถึงขนาดนี้ก็ดีเท่าไหนแล้ว ถ้ามึงเรียนต่อมหาลัยหลวงตามึงได้ขายวัดส่งมึงเรียนนแน่ๆ”


“พูดแบบนี้ผมบาปนะพ่อ”


“เออ! มึงไปเตรียมตัวได้แล้ว เดี๋ยวอีกสามวันแม่มึงก็มารับ ก่อนไป มึงไปกราบหลวงตาด้วย”


“ไม่อยากจะจากพ่อกับหลวงตาไปเลยจริงๆ”


“มึงนี่มัน.....” พ่อเงียบไปเหมือนไม่รู้ว่าจะสรรหาคำไหนมาด่าผม แต่เอาเถอะครับถ้าพ่ออยากให้ผมไป ผมก็ต้องไป อย่างน้อยที่ผมสอบติดมหาวิทยาลัยดีๆ ได้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเทอมและค่าใช้จ่าย



ผม ‘จระเข้’ ลูกพ่อตะโขง พ่อกับแม่มีผมตอนที่พ่อยังเรียนอยู่ พอแม่คลอดผมออกมาก็แยกทางกับพ่อไปเพราะเหตุผลส่วนตัว (พ่อมาว่าแบบนี้) พอเลิกกับพ่อ แม่ก็กลับไปเรียนต่อจนตอนนี้เป็นผู้จัดการบริษัทใหญ่โตโดยที่อายุยังน้อย ส่วนพ่อผมก็เป็นช่างซ่อมรถปะยางอยู่ระแวกบ้านเดิม ชีวิตผมกับพ่อก็ไม่ค่อยจะราบเรียบเท่าไหร่หรอกครับ แต่โชคดีที่มีหลวงตา ผมก็เลยไอ้อานิสงส์นี้ไปด้วย จริงๆ แล้วหลวงตามีศักดิ์เป็นปู่ผม เพราะพ่อของพ่อเป็นพี่ชายของหลวงตา งงไหมครับ? พักเรื่องดราม่าเอาไว้ก่อนดีกว่าเพราะตอนนี้ผมต้องรีบไปเก็บของเพราะอีกสามวันแม่จะมารับ (นี่คืออาการของคนที่ไม่อยากไป ไม่เชื่อเหรอ?)



Bro : โทษทีช่วงนี้ไม่ค่อยว่าง ว่าแต่มีอะไรจะถามหรือเปล่า?


จากที่กำลังจะไปเก็บของเมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนไลน์ผมรีบวิ่งมาขว้าโทรศัพท์และกระโดดลงกับฟูกที่นอน โดยที่ไม่รอช้ากดคลอไป


“พี่ชาย~” ผมกรอกเสียงหวานส่งไปยังปลายสายทันทีที่เขากดรับ


(มีอะไร?)


“คือ...ผมสามารถถามได้กี่คำถามในเวลาตอนนี้” ที่ผมถามออกไปก็เพราะว่าพี่ชายบอกว่าผมช่วงนี้เขาไม่ค่อยว่างเพราะเขาเรียนใกล้จบแล้วต้องเรียนภาคปฏิบัติมากขึ้นอาจจะไม่มีเวลาเหมือนเมื่อก่อน ดังนั้นการที่ผมจะคอลไปผมจึงต้องพูดแต่คีย์เวิร์ดหรือคำถามเท่านั้น ซึ่งมันไม่ต่างจากการโทรเลขสักเท่าไหร่ (ถ้าใครทัน ไม่เด็กแล้วนะครับ)


(หนึ่ง)


“ผมคิดถึงพี่นะ”


(เหมือนจะไม่ใช่คำถาม?)


“แน่นอนว่าความคิดถึงคือความรู้สึกผมตอนนี้ ไปแล้วครับ ผมไม่กวนแล้ว แต่ถ้าอยากได้กำลังใจไปไว้ข้างๆ ให้พ่อพี่มาขอพ่อผมนะครับ ติ๊ด!” ยังไม่ทันที่จะรอให้ปลายสายตอบกลับมาผมรีบกดวางก่อน เพราะตอนนี้หัวใจชองผมมันบอกว่าไม่ไหว นี่ขนาดยังไม่เคยเห็นหน้านะครับผมยังรู้สึกพิเศษมากขนาดนี้ ถ้าเห็นหน้าผมไม่กลายเป็นเด็กคลั่งรักไปแล้วเหรอ?


“มึงเขินเป็นด้วยเหรอ?”


“เข้ามาตั้งแต่ตอนไหน ใยพ่อเจ้าจึงไม่เคาะประตู?” ผมรีบเด้งตัวขึ้นมาจากที่นอนเมื่อได้ยินเสียงของพ่อที่ดังอยู่ใกล้ๆ ราวกับว่าอยู่ภายในห้องของผม


และก็เป็นเหมือนที่ผมคิดไม่มีผิดเพราะตอนนี้พ่อยืนพิงกรอบประตูพร้อมกับมองผมด้วยสีหน้าเอือมระอา


“กูรู้สึกว่าให้มึงมาเก็บของนะลูก”


“ก็แวะเติมกำลังใจก่อนนิดนึงครับ”


“ช่วงนี้จมูกโด่งไปหรือเปล่า?” อยู่ๆ พ่อก็เปลี่ยนเรื่องทำให้ผมรีบหยิบกระจกขึ้นมาส่องตามที่พ่อบอก “ก็ไม่นะพ่อ มันโด่งตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว”


“หมายถึงนอแรดอะ”


“จะด่าผมก็ด่าตรงๆ ครับ” ผมรีบโยนกระจกทิ้งไปทันทีหลังจากที่พ่อเฉลยว่าตอนนี้กำลังหลอกด่าผมว่าเป็นแรดอยู่


“บอกตามตรงนะ กูกลัวเขาไล่มึงกลับมาจริงๆ ไอ้เข้มึงก็รู้ว่าคนที่มึงเพ้อกับมึงมันเป็นไปไม่ได้”


“ไม่ให้กำลังใจก็อย่าตัดกำลังใจครับ” ผมรีบยกมือห้ามไม่ให้พ่อพูดอะไรที่ทำร้ายจิตใจของผมไปมากกว่านี้


“มึงคุยกับเขามาห้าปี นั่นก็เพราะเขาสงสารมึง”


“บอกว่าอย่าทำร้ายจิตใจลูกไงพ่อ ถ้าพ่อพูดแบบนี้จะส่งผมไปอยู่ใกล้ๆ เขาทำไม?”


“รู้สึกว่ากูส่งให้มึงไปอยู่กับแม่มึงนะ”


“ก็นั่นแหละ มันก็ใกล้ไหมล่ะ? เชื่อเถอะว่าเขาก็ต้องคิดเหมือนผม”


“มึงมั่นมาจากไหน?”


“จากไหนก็ได้อะ รู้แค่ว่าผมรักเขา”


“แม้ว่ามึงจะไม่เคยเห็นหน้า?”


“รักผ่านสายเลน”


“ประสาท”


“น้อมรับ” ด้วยความที่ขี้เกียจเถียงกับพ่อ ผมเลยทำเป็นหูทวนลมและลุกขึ้นมาเก็บของต่อ อย่างน้อยการไปอยู่กรุงเทพฯ กับแม่ครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้เจอกับ ‘พี่ชาย’ ที่ผมคุยกับเขามาห้าปี อยากจะรู้จังว่าเขาจะหน้าตาเป็นแบบไหน แต่ถึงไม่หล่อผมก็ไม่ซีเรียสนะ เพราะว่าผมหล่อพอที่จะชอบคนที่นิสัยอะครับ



ปล. จระเข้คือชื่อนะครับ ไม่ใช่ฉายา

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
 
บทที่ 1
ได้เจอกับอ้าย หัวใจเหมือนได้ปริญญา


“มึงจะเอาไปให้แม่มึงเหรอ? ปัญญาอ่อน” ก่อนที่ผมจะจากอ้อมอกของพ่อไป นี่คือสิ่งที่พ่อพูดกับผมหลังจากที่ผมเอาขวดน้ำโพลาลิตรมากรอกน้ำมนต์ที่หลวงตาทำไว้ให้ญาติโยมที่มาวัด แต่บัดนี้มันกำลังจะหมดลงเพราะผม


“เพื่อสิริมงคล”


“ปวดหัว เกินจะคุยกับมึง” ถ้าพ่อพูดอย่างเดียวผมจะไม่โกรธ แต่นี่พ่อเล่นยกมือขึ้นมานวดขมับตัวเองพร้อมกับสีหน้าที่บ่งบอกว่าระอาและเบื่อหน่ายผมเต็มที่ “นู่น แม่มึงมารับแล้ว” พ่อพยักพเยิดไปทางด้านหลัง ผมจึงค่อยๆ หันกลับไปมองก่อนจะพบว่า....

“แม่แก่ขนาดนี้แล้วเหรอ...โอ๊ย!!! ตบหัวผมทำไมเนี่ย!!” ยังไม่ทันได้ไปไหนพ่อก็จัดให้ผมหนึ่งดอก ถ้าผมโง่นี่ไม่ต้องสืบเลย


“ปัญญาอ่อนไม่พอเสือกสายตาสั้นอีก นู่น เสื้อขาวๆ ท่าทางคุณนายๆ หน่อย”


“อ่อ คุณนายจริงๆ แหละ ถ้าผมเป็นแม่ ผมไม่เอาพ่อมาทำผัวหรอก”


“แต่ก่อนกูหล่อนะ”


“ผมจินตนาการพ่อหล่อไม่ออกจริงๆ”
 

“เงียบเลยมึง” เมื่อแม่เดินเข้ามาใกล้เราสองคนมากขึ้น จากพ่อสุดเถื่อนของผมกลับกลายเป็นคุณพ่อแสนอบอุ่นที่ดึงผมเข้ามากอดคอเอาไว้ ประหนึ่งว่าไม่อยากให้ผมไป แต่ก่อนหน้าคือไล่ผมอยากกับหมูกับหมา ถ้าถามว่าพ่อผมเสแสร้งเก่งมาจากใครไม่ต้องสืบเลยครับ


“สวัสดีครับแม่” ผมยกมือไหว้พร้อมกับรอยยิ้มที่พยายามทำให้ดูสดใสมากที่สุด เผื่อว่าแม่เขาจะได้เอ็นดูผม เอาจริงๆ เลยนะครับ ที่ผ่านมาแม้จะไม่ได้เจอกันแต่แม่คุยกับผมตลอด และที่สำคัญแม่ส่งเงินมาให้ผมใช้อยู่เสมอเพียงแต่ว่าผมไม่เคยบอกพ่อเลย ก็กลัวพ่อเขาจะรู้สึกไม่ได้ (อันนี้ผมตอแหลครับ) เงินที่ผมได้มาจากแม่ผมก็เอาไปแสวงหาความรักที่ขาดหายจากแม่ ซึ่งมันก็ช่วยเติมเต็มผมได้บ้าง จริงๆ เติมเต็มผมได้เยอะเลย


แหนะ! ผมไม่ได้เอาเงินไปซื้อบริการอย่างที่ทุกคนคิดหรอกครับ แต่ผมเอาเงินที่แม่ให้บางส่วนไปทำกิจกรรมที่บ้านพักคนชราในจังหวัดที่ผมอยู่ พอเห็นรอยยิ้มคุณย่าคุณยายผมก็มีความสุขมากๆ แล้ว ความสุขในส่วนนี้มันก็ช่วยทดแทนในสิ่งที่ผมขาดหายจากแม่ไปบ้าง ผมอะจนแต่ชอบทำบุญอย่างน้อยผลบุญจะได้ส่งผลให้ครอบครัวของผมดีขึ้น ส่วนที่เหลือก็เอาไปซื้อของกินของใช้เข้าบ้านนี่แหละครับ พ่อเขาไม่สงสัยผมหรอกเพราะวันๆ ก็เอาแต่ทำงาน


“โตขึ้นเยอะเลย” แม่ยื่นมือมาลูบที่แก้มของผมเบาๆ เหมือนเกรงว่าเนื้อที่แก้มของผมจะหลุดไปติดมือของแม่ “สูงกว่าแม่แล้ว”


“ถึงไม่ได้ดื่มนมแม่ ผมก็เลยได้มีโอกาสดื่มนมวัวครับ..โอ๊ย! พ่อจะจิกหัวผมทำไมเนี่ย!” จากตอนแรกตั้งใจเอาไว้ว่าจะแสร้งทำเป็นเด็กดี ตอนนี้คงไม่ทันแล้วครับ เพราะพ่อดันจิกหัวสะผมเกือบหลุดเลย


“โทษนะ ที่เลี้ยงลูกแล้วลูกดันปากหมา”


“ไม่เป็นไรค่ะ เหมือนตะโขงดี" ผมเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาหลังจากที่ได้ยินแม่ตอกกลับพ่อ ชนิดที่ว่ามีอาย ไม่ใช่ว่าอายที่โดนบอกว่าผมปากหมาเหมือนพ่อหรอกครับ แต่ที่อายเพราะแม่ดันเรียกชื่อเต็มๆ ของพ่อ


“ขำไรมึง” เมื่อไม่สามารถด่าแม่กลับได้ พ่อเลยหันมาลงที่ผมแทน


“พ่อตะโขง”


“ไอ้ลูกเหี้ย!”

 
“ผมจระเข้ ไม่ใช่เหี้ยนะพ่อ”


“รู้งี้ กูตั้งชื่อมึงว่าเหี้ย จบๆ ถ้ารู้ว่าจะโตมาเป็นเด็กแบบนี้”


“สภาพแวดล้อมมันพาไป”


“โทษกูเก่ง”


“รักพ่อนะ” ด้วยความที่เห็นสีหน้าแม่เหมือนจะรับไม่ได้ ผมเลยพุ่งเข้าไปกอดพ่อหนึ่งทีก่อนที่เราทั้งสองจะจากกัน


“ปล่อยเลย กูจะอ้วก เหม็นเปรี้ยวมึง” พ่อผลักผมให้ออกจากอ้อมกอด จริงๆ พ่อบอกให้ผมปล่อยก็ได้นะ ผมไม่ได้ดื้อดึงไม่อยากจะกอดต่อ แต่นี่พ่อเล่นทักว่าเหม็นเปรี้ยวผมเสียความมั่นใจสุดๆ จนต้องปลิ้นรักแร้ขึ้นมาดมเพื่อเช็คกลิ่น


“แม่ครับ...” ยังไม่ทันที่ผมจะเดินไปให้แม่ช่วยพิสูจน์กลิ่นก็ถูกพ่อคว้าคอเสื้อเอาไว้ก่อน “เดี๋ยวคอเสื้อย้วยพ่อ!”


“อย่าทำตลกตลอดเวลาไอ้เข้” คราวนี้พ่อหันมาทำน้ำเสียงจริงจังใส่ผม น้ำเสียงจริงจังของพ่อไม่บ่อยนักที่ผมจะได้ยิน “มึงไปอยู่กับแม่มึงแล้ว หัดทำตัวดีๆ อย่าเถียง อย่าติดตลกไปทุกเรื่อง เข้าใจไหม?”


“ครับ เข้าใจ” เมื่อเข้าสู่โหมดจริงจัง ผมก็ต้องคล้อยตามแม้ในใจอยากจะตอบว่ากลัวจะติดอย่างอื่นได้ไหม แต่ผมก็ไม่ได้พูดออกไปดั่งใจคิด เดี๋ยวจะโดนพ่อทุบเข้าจริงๆ


“เราฝากมันด้วยนะเธอ” พ่อมองเลยผมไปที่แม่ที่อยู่ข้างๆ


“ไม่ต้องฝากหรอก อย่างไรก็ลูกเรา แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วยกับชื่อลูกที่ตะโขงตั้งก็ตาม”


“อย่าบอกว่านี่คือเหตุผลที่เธอทิ้งเราไป...” ทำไมน้ำเสียงของพ่อฟังดูเศร้าแปลกๆ แต่ถ้าแม่ตอบกลับว่าใช่มันก็จะแปลกมาก เลิกกันเพราะไม่ชอบชื่อผม เอาเข้าจริงผมก็ไม่ได้ชอบชื่อตัวเองนะ คนบ้าอะไรชื่อจระเข้


“ขอโทษนะ แต่เรารับไม่ได้จริงๆ แค่การตั้งชื่อมันก็บ่งบอกถึงทัศนคติและการอยู่ร่วมกัน เรามองการไกล เราเลยคิดว่าตะโขงกับเราคงไม่น่าจะอยู่ด้วยกันยืดเท่าไหร่”


เหวอเลยครับ ไม่ใช่พ่อนะ แต่ผมนี่เหวอเลย ไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเพราะชื่อของผมจริงๆ


“แต่ชื่อที่เธอจะตั้ง เราก็รับไม่ได้เหมือนกัน”


“ตอนแรกแม่จะตั้งชื่อผมว่าอะไรเหรอครับ?” ด้วยความที่อยากจะขัดดราม่า ผมจึงจำเป็นที่จะต้องแทรกขึ้นมา


“ราฟาเอล”


“......”


“.......”


แย่กว่าที่ผมคิดเอาไว้มากเลยทีเดียวครับ ยังดีที่พ่อชนะไม่อย่างนั้นผมก็คงกลายเป็นนายราฟาเอลไปแล้ว ถ้าให้เดามีคนล้อชื่อผมเยอะกว่าชื่อจระเข้แน่ๆ อย่างน้อยตอนนี้พวกมันก็เรียกผมว่าไอ้เข้ แต่ถ้ามันเรียกผมว่าราฟาเอลผมคงจะร้องไห้และกลายเป็นเด็กมีปัญหามากกว่านี้แน่นอน


“น้าเจนครับ อีกนานไหมครับ?”


“.......”


“เชรดดดด หล่อจัดเลย” ผมถึงกับเก็บอาการไม่อยู่ เมื่อผู้ชายที่คาดว่าอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมเดินเข้ามาในวงดราม่า แต่เหนือสิ่งอื่นใดใบหน้าและออร่าความหล่อของเขาทำให้ผมต้องยกมือขึ้นบังเอาไว้ก่อนที่พลังทำลายล้างนั้นจะเข้าตาผมเต็มๆ “โคตรหล่อเลยครับ อย่าบอกนะว่าสามีใหม่แม่?”


“เข้ ลูกใช้หัวแม่โป้งเท้าคิดเหรอคะลูก?” ถ้าโดนแม่ด่าแบบนี้ผมไม่เจ็บหรอกครับ “นี่พี่หัส ลูกชายของพี่สามีใหม่แม่ ที่เคยคุยโทรศัพท์กับเข้บ่อยๆ ไงครับ” ผมนิ่งคิดตามที่แม่บอก ถ้าผู้ชายสุดหล่อตรงหน้าคือคนที่ผมคุยด้วยอย่าบอกนะว่า....


ตายห่าแล้ว! นี่คือคนที่ผมคุยด้วยหรอกหรอเนี่ย ผมคิดว่าเขาจะหน้าตาหล่อน้อยกว่าผม อีกอย่างตอนที่คุยกันเขาก็ไม่เคยเอารูปหน้าตัวเองตั้งเป็นรูปโพรไฟล์เลย ถ้าถามว่าผมคุยกับเขาได้อย่างไร เรื่องมันเริ่มต้นจากเมื่อห้าปีก่อนตอนที่ผมอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สอง


‘ทำไมพ่อทำไม่ได้? นี่มันแค่บวกลบเศษส่วนธรรมดาเองนะ’


‘ถ้ามึงเก่งนัก มึงก็ทำเอง’


‘ถ้าผมทำได้ ผมจะขอให้พ่อสอนผมเหรอ?’


‘ไปถามแม่มึงนู่น เดี๋ยวกูขี่จักรยานไปเติมเงินให้’ และผมก็นั่งรอระหว่างที่พ่อขี่จักรยานไปเติมเงินโทรศัพท์ให้ผมและต่อสายหาผู้เป็นแม่ เหตุเพราะพ่อไม่สามารถสอนผมทำการบ้านในวิชาคณิตศาสตร์ได้


เมื่อพ่อมาถึงก็รีบต่อสายหาแม่ทันที แต่โชคร้ายที่ตอนนั้นแม่ไม่ว่างไม่สามารถสอนผมได้ แม่จึงให้เบอร์หลานชายของสามีใหม่แม่มา บอกว่าให้ผมสามารถโทรไปขอความช่วยเหลือจากเขาได้ โดยที่แม่ไม่ได้บอกว่าหลานชายของสามีแม่คนนี้ชื่ออะไร ทำให้ผมติดตามเรียกเขาว่าพี่ชายโดยที่ไม่เคยคิดจะถามชื่อ


‘สวัสดีครับผมเป็นลูกติดผัวเก่าแม่เจนนะครับ พอดีว่าแม่ให้ผมโทรมาหาพี่ชาย บอกว่าพี่ชายสามารถช่วยผมทำการบ้านได้’


‘ว่ามา’


‘เรื่องเศษส่วนครับ บวกลบเศษส่วน แต่ทีนี้เศษมันไม่เท่ากัน ผมเลยไม่รู้ว่าต้องเอามาบวกกันได้เลยไหม’


‘เวลาที่อยู่ในห้องเรียนไม่เคยฟังครูสอนเลยใช่ไหม?’


‘โอ้ยสู!! มีตาทิพย์บ่นิ? รู้ได้จั่งใด๋’


‘ช่วยพูดภาษาทางการกับผมด้วยครับ’ ผมจำได้เลยว่าน้ำเสียงของพี่ชายค่อนข้างหยิ่งและถือตัวเอามากๆ แม้ว่าผมจะไม่เคยเห็นหน้าตาของเขามาก่อน และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรู้จักกับพี่ชาย


จนกระทั่งเมื่อสามปีก่อน แม่ส่งสมาทโฟนเครื่องแรกมาให้ผม โดยที่รายชื่อติดต่อภายในเครื่องมีแค่แม่และใครอีกคนที่เม้มไว้ว่าฉุกเฉิน ทั้งในไลน์และเบอร์โทร เมื่อผมลองโทรไปปรากฏว่าเป็นพี่ชายที่ผมมักจะโทรหาเมื่อผมไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากพ่อได้ จนกระทั่งถึงวันนี้ที่ผมพึ่งมีโอกาสได้เจอเข้ากับพี่ชายที่ผมคุยมาตลอดระยะเวลาห้าปี


กลับมาที่ปัจจุบัน


ผู้ชายตรงหน้ามองผมด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่ารำคาญและมีแววหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็หล่อเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ ใจจริงผมอยากยื่นมือออกไปเช็คแฮน? เขาเอิ้นแบบนั้นแม่นบ่? ตามนั่นแหละครับผมอยากแสดงออกว่าผมดีใจ แต่สิ่งที่ผมทำได้คือ....


“ขอเรียบเรียงแปบนะครับ ลูกชายของพี่สามีใหม่แม่ เขาเรียกว่าหลานชายสามีใหม่ใช่ไหมพ่อ?” ผมพยายามทำเหมือนไม่ตื่นเต้นโดยที่เปลี่ยนไปโฟกัสเรื่องอื่น แต่หางตาของผมก็ยังคงเหล่มองอยู่ไม่ห่าง เพื่อดูว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่เชื่อไหมว่าเขาเมินผมโดยการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น บักอ้าย!! ผมเลยหันมาสนใจพ่อแทน


“เออ” แต่ทำไมน้ำเสียงของพ่อฟังดูแผ่วๆ ไม่เหมือนพ่อเลย สงสัยจะอกหัก “มึงไปได้แล้วไป ไปนู่นก็ดูแลตัวเองดีๆ จำๆ ที่กูเคยสอนไปด้วยนะ”


“ครับผม รักพ่อนะ” ก่อนจะไป คราวนี้ผมกอดพ่อด้วยความรักจริงๆ อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายสิบปี นี่เป็นครั้งแรกที่เราสองคนพ่อลูกจะต้องแยกจากกันไปไกล


“เออ”


"อธิษฐานเอาเด้อ...มันคงจะมีสักชาติที่เราได้อยู่ด้วยกัน" ผมดึงตัวพ่อเข้ามากอดอีกครั้ง แต่พ่อกลับขยับตัวหนีทำให้ผมกอดได้แค่ลม


“ขอโทษนะเธอ มันชอบคิดว่าตัวเองเป็นคำแก้ว” พ่อหันไปยิ้มแห้งๆ ให้กับแม่ประหนึ่งว่าอายที่ผมเอามโนว่าตัวเองเป็นคำแก้ว “มึงไปได้แล้วไป กูไปล่ะ” ยังไม่ทันที่ผมจะขึ้นรถไปกับแม่ พ่อก็เดินหันหลังออกไปโดยที่ไม่มียืนส่งให้ผมขึ้นรถ


“พ่อ ผมรักพ่อนะ รักพ่อที่สุดเลย!” ผมตะโกนตามหลังของพ่อไป ไม่รู้ว่าพ่อจะได้ยินไหม แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ผมน้ำตาไหลแล้วครับ ไม่อยากห่างจากอ้อมอกของพ่อเลย


ถึงไม่ใช่พ่อที่ดีที่สุด แต่พ่อรักผมมากที่สุด ข้อนี้ผมมั่นใจ


“ของมีแค่นี้ใช่ไหม?” น้ำเสียงที่ฟังดูเนื่อยๆ ของพี่ชายสุดหล่อพูดขึ้นพร้อมกับชี้มาที่กระเป๋าเสื้อผ้าที่ผมยัดใส่ในกระเป๋าอดิดาสใบละร้อยเก้าเก้าที่ซื้อมาจากคลองถม (ไม่รู้ว่าจำเป็นต้องบอกละเอียดไหม แต่ที่แน่ๆ อย่าบริโภคของก๊อบเหมือนอย่างผมนะครับ)


“ครับ ขอบคุณครับ..อะอ่าว”


“แค่ถามไม่ได้บอกว่าจะช่วยถือ”


“คนหล่อนี่ก็กวนจริงๆ นะครับ” และเป็นผมที่ยกกระเป๋าไปเก็บที่รถเบ๊นคันโก้ของแม่ บุญตูดได้นั่งรถเบ๊นก็คราวนี้ แหลไอ้เข้เอ้ย


ลาก่อยบ้านคลองอิโป่ง จระเข้ตัวนี้จะไปเฉิดฉายอยู่ในเมืองกรุง!!



ปล. ยินดีต้อนรับเข้าสู่ดินแดนหนองอิโป่งจ้าาา
หากขำหรือตลก โปรดแชร์และแบ่งปันให้กับคนที่คุณรักกันนะคะ อิอิ

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
บทที่ 2
ดีต่อใจแต่ไม่ดีต่อรูจมูก


ผมรู้สึกหมดความมั่นใจเมื่อต้องมานั่งข้างๆ คนหล่ออย่างพี่หัส พฤหัส หรือพี่ชายที่ผมคุยมาตลอดห้าปี แต่เชื่อไหมว่าผมโคตรเกร็งและรู้สึกไม่เป็นตัวเองเมื่ออย่างที่เคยคุยโทรศัพท์


“ทำไมไม่พูดเก่งเหมือนอย่างที่โทรคุยกันละลูก” แม่ที่ย้ายตัวเองไปนั่งด้านหลังพูดขึ้นเมื่อพี่หัสขับรถออกมาได้สักพัก


“เอ่อ...” ผมเหลือบมองพี่หัสที่ขับรถอยู่ข้างๆ เชื่อไหมครับว่านี่เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ผมรู้สึกหัวใจเต้นแรง หน้าแดง เหมือนเจอรุ่นพี่ที่แอบชอบตอนที่ผมกำลังแตกเข้าเนื้อหนุ่ม ความรู้สึกของผมตอนนี้มันมากกว่าตอนที่คุยกันผ่านโทรศัพท์อีกครับ


“สงสัยไม่เหมือนอย่างที่คิดมั้งครับ” เป็นพี่หัสที่พูดแทรกขึ้นมา


“ไม่ใช่นะครับ ไม่ใช่แบบนั้น ผมแค่ตื่นเต้น” ผมรีบหันไปมองพี่หัส “แค่ผมไม่รู้ว่าต้องพูดอะไร” เพราะพี่หัสดูกวนตีนและรับมืออยากมากกว่าที่ผมคิด เอาเข้าจริงแค่ตื่นเต้นเพราะเกิดมายังไม่เคยเห็นคนหล่อนอกจากตัวเอง


“ตอนนี้พี่หัสเขาเรียนอยู่ทันตะฯ ปีสุดท้าย ถ้าเข้ไม่เข้าใจอะไร ถามพี่เขาได้นะลูก”


“ครับ”


“เพราะถ้าไม่ได้พี่หัส ก็แย่เอาการน่าดู” สิ่งที่แม่พูดคือเรื่องจริงทุกประการครับเพราะถ้าไม่ได้พี่หัสผมคงเรียนไม่จบแน่ๆ ตั้งแต่บวกลบเศษส่วนจนมาถึงตรีโกณฯ


“ขอบคุณอีกครั้งนะครับ” ผมยกมือขึ้นขอบคุณพี่หัสอีกครั้ง ซึ่งผมเคยขอบคุณเขาไปแล้วตั้งแต่ที่โทรคุยกันเมื่อหลายวันก่อน เอาจริงๆ ผมก็ไม่คิดนะว่าพี่หัสจะมารับผมกับแม่ด้วย ถ้าคนเขาไม่คิดอะไรเชื่อไหมเขาไม่มาให้เสียเวลาหรอกครับ ผมไม่ได้เข้าข้างตัวเองนะแต่ผมพูดเรื่องจริง


“คุยเป็นเพื่อนพี่เขาไปนะเข้ เดี๋ยวแม่ขอพักสายตาก่อน” สิ้นเสียง แม่ของผมก็หยิบหูฟังขึ้นมาใส่พร้อมกับสวมผ้าปิดตาเข้าสู่ท้วงนิทราอย่างแท้จริง ทำให้ตอนนี้เหลือเพียงแค่ผมกับพี่หัสสองคน


“ไม่เห็นพูดเก่งเหมือนในโทรศัพท์เลย” ผมสะดุ้งทันทีที่อยู่ๆ พี่หัสเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน


“ก็......” ยอมรับครับว่าเสียอาการมาก เกิดมาก็ไม่เคยคุยกับคนหล่อเลย “พี่หล่อเกินไปครับ หล่อเกินที่ผมจินตนาการเอาไว้มากเลยทีเดียว”


“ก็พอจะรู้ตัว”


“พี่ไม่ถ่อมตัวบ้างเหรอครับ?”


“ก็มันเรื่องจริง” ผมเชื่อเขาเลยแหละครับ แต่ก็อย่างว่าพี่หัสหล่อจริงๆ ถ้าให้ผมเปรียบเทียบยิ่งกว่าอ้ายทศพลในนาคีที่ผมชอบดูอีก


“ถ้าง่วงก็หลับได้”


“ซบได้ไหม?”


“......”


“อ๋อ ไม่ได้” พี่หัสไม่ได้ตอบอะไรกลับมานอกจากถอนหายใจ ทำให้ผมเลือกที่จะเงียบและแสร้งเป็นมองข้างๆ ทางเหมือนอย่างนางเอกในเอ็มวี แต่ด้วยความที่เนื้อในของผมเป็นคนค่อนข้างกล้าและหน้าด้านทำให้ผมหันกลับมามองด้านข้างของพี่หัสอีกครั้ง


“สู คนอะไรทำไมหล่อขนาดนี้”


“อันนี้ตั้งใจพูดให้ได้ยินไหม?” พี่หัสเหลือบสายตามองผมเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปโฟกัสที่เส้นทางต่อ


“ตั้งใจแหละครับ เบ้าหน้าพระเจ้าสร้างที่แท้ แสดงว่าต้องมีคนชอบพี่เยอะแน่ๆ” คำถามนี้ ถามเผื่อหัวใจตัวเองครับ ถ้าพี่หัสยังไม่มีแฟน ผมนี่แหละจะเดินหน้าจีบแบบสไตล์ของผม


“ถ้าให้ตอบความจริงก็เยอะ แต่แค่ทำเป็นไม่สนใจ” เชื่อไหมครับ ถ้าคำนี้หลุดออกมาจากปากผมมันคงน่าหมั่นไส้และดูหลงตัวเองสุดๆ


“พี่เป็นเดือนมหาลัยแน่เลย”


“เลอะเทอะ ตำแหน่งที่เอาแค่หน้าตาแบบนั้นใครเขาจะไปสนใจ”


“อย่าบอกนะว่า.....พี่หัสไม่ได้มีตำแหน่งอะไรแบบนั้น?”


“ก็ไม่ พอดีว่ามาเรียน” คำตอบเดียวของพี่หัสมันทำให้ผมถึงกับชะงักทันที ผมว่าพี่หัสที่ผมคุยกับพี่หัสตอนนี้ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน “ทำไม? ผิดหวังเหรอที่ไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่คิด?” พี่หัสหันมาถามผมหลังจากที่ผมเอาแต่นั่งมองเขาขับรถอยู่เงียบๆ


“พี่รู้เหรอว่าผมคิดอะไร”


“หน้ามึงแสดงออกมาทุกอย่าง”


“เดี๋ยวนี้เรียกมึงเลยเหรอ?” ผมยกมือทาบอกด้วยความตกใจ เพราะคำสรรพนามที่พี่หัสใช้เรียกผมตอนนี้มันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะที่ผ่านมาพี่หัสมักจะเรียกผมว่าเรา และแทนตัวเองว่าพี่


มันไม่อ่อนโยนต่อจิตใจของจระเข้เลย~


“มันดูสนิทกันดีถ้าพูดแบบนี้ไม่ใช่เหรอ? อีกอย่างก็อยากลองพูดคำหยาบกับใครสักคน แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครให้พูด”


“.......” แสดงว่าหน้าอย่างผมคือคนที่พี่หัสสามารถพูดคำหยาบได้โดยที่ไม่รู้สึกผิดหรือระแคะระคาย ผมควรจะดีใจใช่ไหมครับ?


“ใช่ไหม?”


“อ๋อ ใช่ครับ ผมว่าเราดูสนิทกันมากขึ้นถ้าพี่เรียกผมแบบนั้น จริงๆ เรียกไอ้เหี้ยก็ไม่โกรธครับถ้าพี่บอกว่าจะทำให้เราสนิทกันมากขึ้น” ถ้าใครไม่เคยเห็นคนพลิกลิ้น หรือคนที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังตีน ผมขอนำเสนอตัวเองในตอนนี้เลยครับ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจกับกระบวนการคิดของพี่มันเท่าไหร่ แต่ในเมื่อมันทำให้ผมรู้จักตัวตนของพี่มันมากยิ่งขึ้นผมก็โอเคนะ


“หึ” พี่หัสไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเพียงแค่หัวเราะออกมาเบาๆ เท่านั้น ส่วนผมที่ไม่รู้ว่างเลยพยายามหากิจกรรมบางอย่างทำเพื่อไม่ปล่อยเวลาเสียเปล่า ดังนั้นการที่จะใช้เวลาอันมีค่าที่สุดของผมให้กับกิจกรรมที่สามารถทำได้ตอนนี้คือ


สองมือพนมยกขึ้นกลางอก รวบรวมสามธิที่มีให้มั่น นึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย พร้อมกับเปล่งเสียงของความศรัทธาออกมา


“อิติปิโส ภะคะวา....”


“เดี๋ยวๆ ทำอะไร?” ยังไม่ทันที่ผมจะสวดจบ พี่หัสก็รีบพูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับเหลือบมองมาที่ผมด้วยความไม่เข้าใจหลังจากที่ผมเอ่ยบทสวดอิติปิโสฯ ขึ้น


“ผมไม่รู้จะทำอะไรเพราะนั่งรถมันว่าง เลยว่าจะสวดอิติปิโสฯ ไปเรื่อยๆ ครับ เขาบอกว่าถ้าสวดอิติปิโสฯ เยอะๆ จะเป็นสิริมงคล นี่ตั้งใจว่าจะสวดให้ได้อย่างน้อย 108 จบ”


“ถ้าจะสวด นั่งสมาธิดีกว่า” ถ้าไม่ได้ตาบอดเพราะหลงใหลในตัวของพี่หัสมากเกินไป คงจะมองออกมาว่าน้ำเสียงและสีหน้าของพี่มันตอนนี้ไม่มีตรงไหนที่บอกเลยว่าไม่รำคาญ และการที่แนะนำให้ผมนั่งสมาธิก็คงเพราะอยากให้ผมเงียบปากเพื่อไม่ส่งเสียงรบกวนสมาธิ


“ไม่ใช่ว่ารำคาญผมนะ?”


“การนั่งสมาธิก็คือการฝึกจิตใจให้สงบ ได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น มีเวลาคิดทบทวน ถ้าไม่หวังดีก็ไม่แนะนะหรอกนะ”


พี่มันโกหก... เพราะสีหน้าและสายตาของพี่มันบ่งบอกชัดเจนว่ารำคาญผมเต็มที่


“รู้ว่าหลอกแต่ผมก็เต็มใจให้หลอก ผมจะทำเป็นเชื่อและนั่งสมาธิตามที่พี่บอกก็ได้ครับ” ผมยกขาขั้นมานั่งขัดสมาธิเตรียมที่จะหลับตาและนั่งสมาธิ


“เชื่อจริงดิ?” แต่คนที่แนะนำให้ผมนั่งกลับพูดขึ้นด้วยท่าทีประหลาดใจ ถ้าด่าผมว่าโง่ได้คงด่าผมไปแล้วล่ะครับ


“ก็บอกแล้วไงครับว่าผมเต็มใจให้พี่หลอก” ผมหลับตานั่งสมาธิไปตลอดทั้งทาง ตอนแรกๆ มันก็ยังไม่เข้าถึงขั้นมีสมาธิจริงๆ หรอกครับ แต่พอนั่งไปเรื่อยๆ เริ่มชินกับบรรยากาศผมก็เริ่มเข้าสู่สมาธิ...



“......??” พฤหัสเหลือบสายตามองคนข้างๆ ที่ตอนนี้เหมือนจะหลับมากกว่านั่งสมาธิ ทำให้เขาตีไฟเลี้ยวเพื่อเข้าชิดข้างทางและเปิดไฟฉุกเฉิน


พฤหัสปลดเข็มขัดนิรภัยของตัวเองออกเพื่อที่จะสามารถจัดระเบียบการนอนให้กับคนข้างๆ ได้ เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการเจอกันครั้งแรกกับคนที่คุยมานานถึงห้าปีอย่างจระเข้คนนี้ต้องรู้สึกอย่างไร เพราะเขาเองก็พอจะรู้ว่าจระเข้มีลักษณะอย่างไร มีหน้าตาอย่างไร จะมีก็แต่เจ้าตัวที่ดูเสียอาการเมื่อเจอหน้าเขาตรงๆ


กับจระเข้ พฤหัสจัดให้อยู่ในประเภทคนที่ไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองได้ จะทำอะไรก็ต้องขอความเห็นจากคนรอบข้างอยู่เสมอ เขาในฐานะที่เป็นหลานแท้ๆ ของสามีคนปัจจุบันของแม่จระเข้ ถูกไหว้วานให้คอยสอนการบ้านผ่านทางโทรศัพท์จนลามมาถึงเรื่องส่วนตัว รู้ตัวอีกทีก็เข้ามาปีที่ห้าอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงวันนี้


“น้องเป็นอะไรหรือเปล่า?” เจนจิราที่สะลึมสะลือตื่นขึ้นมาเห็นพฤหัสกำลังยกขาลูกชายวางลงกับพื้น


“เปล่าครับน้าเจน น้องหลับผมเลยจัดท่าให้ดีๆ น้าเจนหลับต่อเถอะครับ” พฤหัสหันไปพูดกับเจนจิราที่นั่งอยู่เบาะหลัง


“น้าฝากน้องด้วยนะ”


“น้าเจนฝากผมมาห้าปีแล้วครับ”


“อ๋า~ ว่าน้ารึเปล่านะ?”


“น้าเจนคิดมากไปครับ ผมไม่กล้าว่าหรอก น้าเจนหลับเถอะครับ” หลังจากที่พฤหัสจัดท่านั่งให้จระเข้เข้าที่แล้ว เขาจึงหันมานั่งที่เดิมพร้อมกับคาดเข็มขัดนิรภัยเตรียมเดินทางต่อ



“โอโหว!! นี่หรือบางกอก” หลังจากที่ผมหลับได้เต็มที่ เวลานี้ผมพร้อมที่จะตื่นตาตื่นใจให้กับบรรยากาศรอบข้าง โดยเฉพาะตึกรามบ้านช่องที่ดูแปลกตาไปจากบ้านหนองอิโป่งที่ผมเคยอยู่


“ตื่นเต้นอะไร ทำเหมือนเป็นบ้านนอกเข้ากรุงไปได้” ผมหันไปมองหน้าพี่หัสพร้อมกับฉีกยิ้ม


“ครับ ผมบ้านนอกจริงๆ พี่หัสคงจะชินใช่ไหม แต่ว่าผมอะไม่ชิน อยากจะลองอยู่คอนโดสักครั้ง เคยเห็นแต่ในละครเท่านั้นแหละครับ”


“ไหนบอกดูแต่นาคี”


“มันก็เคยดูเรื่องอื่นบ้างแหละพี่ชาย อุ๊บ! ผมเรียกพี่หัสว่าพี่ชายเหมือนเดิมได้ไหม?”


“แล้วแต่สะดวกปากเลย”


“ครับผม”


หลังจากที่ขับรถมาร่วมห้าชั่วโมงตอนนี้ก็ถึงที่หมายซึ่งอยู่ในกลางเมืองได้อย่างปลอดภัย ซึ่งหลังจากนั้นผมก็ไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรหลังจากที่เข้ามายังบ้านหลังใหม่ ซึ่งเป็นบ้านของแม่และสามีใหม่ของแม่ซึ่งเขานั่งอยู่ตรงข้ามผมตอนนี้


“สวัสดีครับคุณน้า” ผมยกมือขึ้นไหว้พร้อมกับรอยยิ้มที่มีมารยาทที่สุดเท่าที่พ่อเคยสอนผมมา


“สวัสดีจระเข้ เรียกฉันว่าพ่อก็ได้”


“ขอโทษนะครับ ผมมีพ่อแค่คนเดียว”


“ฉันสามารถให้ทุกอย่างกับจระเข้ เพียงแค่จระเข้เรียกฉันว่าพ่อ” ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ผมคงจะปฏิเสธหัวชนฝา และแอนตี้มากกว่าเดิมหลังจากประโยคที่ว่า เขาให้ได้มากกว่าพ่อของผม แต่นั่นเป็นความคิดของคนอื่น แต่ถ้าเป็นผมนั้น จะตอบกลับไปว่า....


“ครับพ่อ ถึงไม่ใช่พ่อที่ให้กำเนิดผมมา แต่ผมก็รักพ่อมากๆ เลยนะครับ” จากที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามบัดนี้ผมคุกเข่าคลานมาตรงหน้าพ่อใหม่พร้อมกับพนมมือสวยๆ ไหว้ที่หน้าตักด้วยความเคารพ


“ดีมาก เจ้าลูกชาย” พ่อใหม่วางมือบนศีรษะของผมเบาๆ พร้อมกับโยกศีรษะของผมไปมาด้วยความเอ็นดู


“กรีดเลือดสาบานกันเลยไหมครับ ว่าเราจะเป็นพ่อลูกกันตลอดไป” ผมยื่นแขนออกไปตรงหน้า เผื่อว่าพ่อใหม่จะเห็นด้วยกับความคิดของผม


“เรานี่ตลกดีนะ แต่ไม่ต้องถึงขั้นนั้นหรอก”


“แล้วเราจะรักกันแบบพ่อลูกตลอดไปหรอครับ ถ้าไม่ทำแบบนั้น?”


“ขึ้นมานั่งข้างบนเถอะ”


“แต่ผมมีเรื่องกังวลอยู่อย่างหนึ่งครับ” ผมลุกขึ้นมาจากพื้นย้ายมานั่งข้างๆ พ่อใหม่โดยที่ไม่มีอาการเกร็งหรือเคอะเขินอะไร จะเรียกว่าเป็นความสามารถพิเศษของผมก็ได้ที่เข้ากับคนที่พึ่งรู้จักและรักเขาเป็นพ่อได้อย่างรวดเร็ว


“เรื่องอะไรเหรอลูก”


“คือตอนนี้ในใจของผมคิดกับพี่หัสเกินกว่าพี่ชาย เรียกง่ายๆ ตลอดห้าปีที่ผมคุยกับพี่หัสมาผมแอบแซ่บกับเขามาตลอดครับ ถ้าเกิดว่าผมเป็นลูกของพ่อใหม่แบบนี้ มันจะเป็นอุปสรรคต่อความรักของผมหรือเปล่าครับ?”


“ไม่ต้องกังวล”


“คือได้เหรอครับ?”


“ตราบใดที่เจ้าหัสเขาคิดเหมือนกันกับลูกก็ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาตอนนี้คือพ่อว่าลูกคิดเข้าข้างตัวเอง”


“เอ่อ.....” ผมว่าพ่อเก่ากับพ่อใหม่ของผมมีนิสัยอย่างหนึ่งเหมือนกันครับ คือการตัดกำลังใจดวงน้อยๆ ของผม แต่ผมมั่นใจว่าถ้าผมได้ลงมือพิสูจน์ว่าผมจริงจังและจริงใจกับพี่หัสสักวันเขาต้องรักผมแน่ๆ


“” เจ้าตัวมานู่นแล้ว” ผมหันไปมองตามือของพ่อใหม่ที่ชี้ไปทางด้านหลังของผม “คุยกันไปนะลูก”


“ลูก? น้าไปมีลูกตอนไหน?” พี่หัสเดินเข้ามาทิ้งตัวนั่งลงตรงข้ามผมกับพ่อใหม่พร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย


“จระเข้ อธิบายให้พ่อทีนะ พ่อขอไปสวีทกับแม่ก่อน” พ่อใหม่ลุกขึ้นพร้อมกับตบไหล่ผมเบาๆ และเดินออกจากบริเวณห้องนั่งเล่นไปทิ้งให้ผมกับพี่หัสนั่งอยู่ภายในห้องนี้สองคน


ผมชอบจังเลยครับ จังหวะที่เราสองคนจะได้ใกล้ชิดกันโดยไม่มีอะไรมากั้น


“ว่าไง?”


“คืองี้นะครับพี่ชาย” ผมย้ายก้นของตัวเองไปนั่งเบียดข้างๆ พี่หัสเนียนๆ “คือสามีใหม่ของแม่ เขาบอกให้ผมเรียกเขาว่าพ่อ แต่ผมต้องเรียนไปตามตรงว่าพ่อผมมีคนเดียว...” ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยคพี่หัสก็พูดแทรกขึ้นมาก่อนที่ผมจะอธิบายเข้าสู่จัดไคล์แมค


“ไม่เอาน้ำ”


“แสดงว่าเอาเป็นแห้ง? แฮร่!! ไม่ตลกเหรอครับ” เมื่อเห็นว่าหน้าของพี่หัสไม่ได้มีวี่แววว่าตลกหรือเอนจอยไปกับมุกตลก ผมเลยไม่หน้าด้านเล่นต่อและกลับมาสู่บทสนทนาเดิม “มาต่อครับ หลังจากที่ผมบอกว่าผมมีพ่อคนเดียว สามีใหม่ของแม่เลยบอกกับผมว่า เขาสามารถให้ผมได้มากกว่าที่พ่อของผมให้ ผมเลยซึ้งและเห็นแก่น้ำใจของสามีใหม่แม่ ผมเลยตกปากรับคำเรียกว่าพ่อครับ”


“.........”


“เพราะผมเป็นคนให้โอกาสคนไง” เมื่อเห็นว่าพี่หัสเงียบไปหลังจากที่ผมเล่าเรื่องทุกอย่างจบ ผมจึงพยายามสรรหาคำพูดที่ทำให้ตัวเองดูดีขึ้นมาเล็กน้อย แม้ว่าตอนนี้มันจะกู่ไม่กลับแล้วก็ตาม


“ไม่เลย มึงเข้าใจผิด” ถ้าผมมองไม่ผิด ผมเห็นว่าสีหน้าของพี่หัสนั้นเหมือนกับพ่อของผมไม่มีผิด สีหน้าที่บ่งบอกระอาผมเต็มที่ “แต่ช่างเถอะ มึงจะเรียกใครว่าพ่อก็เรื่องของมึง”


“แล้วถ้าผมเรียกพี่ว่าที่รัก?”


“มึงก็อาจจะได้เคี้ยวตีนแทนข้าว”


“พูดไม่เพราะเลยนะครับ”


“พอได้สัมผัสกับมึงแบบตัวเป็นๆ ....”


“เดี๋ยวๆ ผมขอแทรก นี่คนนะไม่ใช่สัตว์พี่จะบอกว่าเจอผมตัวเป็นๆ ไม่ได้ พี่ต้องบอกว่าเจอผมตัวจริงๆ” ผมรีบยกมือขึ้นและขออนุญาตพูดแทรกขึ้น


“ก็พอได้เจอตัวจริงแล้ว รู้สึกว่าพูดแบบนี้กูสะดวกใจกว่า”


“คือจะบอกผมว่าผมดูหยาบเกินกว่าที่จะพูดดีๆ ด้วยเหมือนอย่างในโทรศัพท์?” เป็นคำถามที่เจ็บแต่ต้องถามออกไปเพื่อความชัดเจน เพราะถ้าวันหนึ่งพี่หัสจะชอบหรือจะรักผมจริงๆ ต้องรักที่ผมเป็นผม ไม่ใช่เพราะผมเป็นหนังศีรษะ


“ประมาณนั้น”


“แต่ที่ผมเคยบอกกับพี่ คือผมคิดแบบนั้นจริงๆ นะครับ” ด้วยความที่เป็นเสือมือไวทำให้ผมวางหน้ามือลงบนหลังมือของพี่หัสเนียนๆ แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่เนียนอย่างที่คิดเมื่อพี่หัสก้มลงที่หลังมือของเขาที่มีมือของผมประกบอยู่


“เดี๋ยวนี้ถึงเนื้อถึงตัว?”


“ก็...อดใจไม่ไหว” ผมจำใจที่จะต้องยกมือของตัวเองกลับมาที่เดิม แต่ไม่ลืมที่จะพิสูจน์กลิ่นที่ติดมากับหน้ามือของผม


“พึ่งขี้มา”


“......”


“เอาสิ ดมต่อสิ อยากดมไม่ใช่เหรอ?” และเป็นผมอีกนี่แหละครับที่ต้องรีบเปลี่ยนสีหน้าและท่าทางอย่างรวดเร็วเมื่อพี่หัสบอกว่าเขาพึ่งเข้าห้องน้ำมา และที่สำคัญตอนนี้พี่หัสพุ่งมาล็อกคอของผมเอาไว้ด้วยแขนของเขา โดยใช้นิ้วมือข้างซ้ายที่ใช้ล้างก้นเข้ามายัดในรูจมูกของผมเต็มๆ


“........” เมากลิ่นครับ


“แอคคลูซีฟไหม? ไม่เคยมีใครใกล้ชิดแบบนี้มาก่อน” หลังจากที่ผมไม่สามารถขัดขืนในการสัมผัสกลิ่นอย่างใกล้ชิดและรอจนกว่าพี่หัสจะพอใจ นั่นก็ทำให้ผมถึงกับเสียอาการไปทันที


ไม่ได้นะ ไอ้เข้ มึงจะเสียอาการเพราะกลิ่นขี้ไม่ได้


“ดูทำหน้าเหมือนจะตาย จิตปรุงแต่งไปเรื่อยนะมึง” พี่หัสผลักเข้าที่หน้าผากของผมเต็มๆ หนึ่งทีหลังจากที่เห็นว่าผมเงียบไป “ไม่ได้เข้าห้องน้ำมา แค่แกล้งเล่น มันไม่ได้มีกลิ่นอะไร ทำหน้ารังเกียจไปได้”


“อย่าบอกนะว่า....”


“เออ กูแกล้งมึง”


“มีใจกับผมหรือเปล่า?”


“ไม่มี”


“ชัดเจน”



ปล. ถ้าถามว่าเรื่องนี้ให้อะไร ไรท์ตอบไม่ได้ แต่หวังว่าจะให้รอยยิ้มเล็กๆ น้าาาา
มีนักอ่านสอบถามเข้ามาว่า พี่จะดุแล้วน้องจะดื้อไหม รับรองว่ามีแน่นอนค่ะ อย่าให้พี่ได้ดุ ไรท์เตือนแล้วนะ อิอิ

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
บทที่ 3
ก๊าซไข่เน่า


นี่ยังไม่ถึงวันที่ผมห่างจากอกพ่อที่รักมา อยู่ๆ ผมก็รู้ซึ้งและเข้าใจถึงคำว่าคิดถึงที่แท้จริงแล้วแหละครับ โดยเฉพาะตอนที่ผมได้ยินและได้เห็นพ่อผ่านหน้าจอโทรศัพท์


“อดทนนะพ่อ ถ้าผมเรียนจบแล้ว ผมจะรีบกลับไป” ผมพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้เต็มที่เพื่อไม่ให้พ่อเห็นถึงความอ่อนแอของผม แต่รู้ไหมครับว่าสิ่งที่ผมได้กลับมาจากพ่อคืออะไร


(มึงไม่ต้องกลับมา)


“พ่อ อย่าโกรธสิ ผมพูดไปเพราะความอยู่รอด”


(กูเลี้ยงมึงมาไอ้เข้)


“แล้วผมบอกเหรอว่าพ่อไม่ได้เลี้ยงผม อ่ะ หยอกๆ อย่าพึ่งชี้หน้าด่าผมครับ” ผมรีบพูดดักเมื่อเห็นว่าพ่อเตรียมยกนิ้วขึ้นมาชี้หน้าผมผ่านหน้าจอ


(แล้วมึงไปเรียกผัวใหม่แม่มึงว่าพ่อ ใช้ส้นตีนคิดเหรอ?)


“ก็....อารมณ์ชั่ววูบ ผมขอโทษครับ” เรื่องที่ทำให้พ่อโกรธและไม่ยอมคุยดีกับผมก็เพราะผมเล่าให้พ่อฟังว่าตอนนี้ผมเรียกสามีใหม่ของแม่ว่าพ่อเป็นที่เรียบร้อย แต่ไม่ได้บอกหรอกครับว่าสาเหตุที่แท้จริงที่ผมเรียกเพราะอะไร ได้แต่โกหกไปว่าไม่อยากให้แม่อึดอัด


(เออ เรื่องของมึงเถอะ) พ่อหันหน้าไปทางอื่นเล็กน้อยเหมือนไม่รู้จะพูดอะไร แต่ทำไมผมกลับรู้สึกว่าพ่อดูเศร้าๆ เหมือนไม่ใช่พ่อที่ผมรู้จัก


“คิดถึงผมเหรอ? ถ้าคิดถึงพ่อก็บอกแค่ว่าคิดถึงสิ ไม่เห็นต้องมาทำปากแข็งเลย”


(มึงคิดไปเอง)


“ผมเป็นลูกพ่อนะ ผมเลี้ยงพ่อมาทำไมผมจะไม่รู้ว่าพ่อรู้สึกอย่างไร”


(เออ นั่นก็จริง ถุ้ย!! ตลกมากไหม ถ้าอยู่ใกล้ๆ พ่อจะฟาดให้หลังหักเลย)


“นี่แหละพ่อผม ต้องด่าเก่งแบบนี้ ผมบอกตามตรงเลยนะพ่อ ผมไม่อยากเห็นพ่อเศร้า ผมรู้ว่าพ่อคงจะไม่ชินที่ผมไม่อยู่ แต่พ่ออย่าลืมว่าพ่อเป็นคนส่งผมมา พ่อบอกว่าเพื่ออนาคตที่ดีของผม” เมื่อต้องเข้าสู่โหมดจริงจัง ไอ้เข้คนนี้ก็ทำได้ดีไม่แพ้เรื่องไร้สาระหรอกนะครับ และก็อย่างที่ผมบอกไปผมไม่อยากเห็นพ่อเศร้าอย่างนี้เลย เพราะผมเองก็เศร้าไม่ต่างจากพ่อ


จากใจผมเลยนะ จากคนที่ไม่เคยอยู่บ้านใหญ่ ไม่เคยจับต้องสิ่งของอำนวยความสะดวก ไม่ค่อยได้กินอาหารดีๆ พอมาวันนี้ชีวิตของผมค่อยๆ เปลี่ยนไป แต่ผมกลับไม่รู้สึกดีใจเลยสักนิด นั่นก็เป็นเพราะพ่อของผมยังไม่สบาย พ่อของผมยังอยู่ที่เดิม ผมอยากให้พ่อมีชีวิตที่ดีบ้าง อย่างน้อยได้นอนห้องแอร์เย็นๆ พื้นฝ่าไม่รั่วตอนฝนตกเหมือนทุกวันนี้


(มึงคิดอะไรอยู่?)


“ผมแค่อยากให้พ่ออยู่ตรงนี้กับผมจัง พ่อ ถึงผมจะไม่เคยทำให้พ่อภูมิใจ แต่ผมจะพยายามทำให้ชีวิตของพ่อดีขึ้นนะ”


(อันนี้มึงจริงจัง? หรือพูดเอาเท่?)


“พ่อ ผมจริงจังนะ ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเป้าหมายในชีวิตของผมคืออะไร” ผมเงียบไปสักพักเพื่อรอดูสีหน้าของพ่อ เมื่อเห็นว่าพ่อรอฟังคำตอบด้วยความที่เป็นเด็กติดเล่นเลยพูดออกไปว่า “พ่อเชื่อไหมว่าตอนที่ครูภาษาไทยเขาให้ผมเขียนเรียงความ ตอนผมอยู่มอสาม ผมยังจำขึ้นใจ”


(.........)


“เขียนในหัวข้อว่าโตขึ้นผมอยากเป็นอะไร ให้เขียนบรรยายมาหนึ่งหน้ากระดาษ อยากเป็นคุณหมอ เป็นพยาบาล อยากเป็นครู แต่พ่อรู้ไหมว่าอีกอย่างคือผม...”


(.......???)


“อยากเป็นแฟนอ้าย คริๆ คิดว่าผมจะบอกพ่อว่าอะไรอะ”


(ไอ้เข้!!!! ไอ้ลูกเวร!!) เรียบร้อยครับ ผมโดนพ่อด่าไปตามระเบียบ


หลังจากนั้นไม่นานพ่อก็วางสายไปเพราะเบื่อที่จะคุยกับผม ส่วนผมเองตอนนี้ก็ได้แต่จัดของที่อยู่ในกระเป๋าให้เข้าที่ และนี่ก็เป็นครั้งแรกในชีวิตของผมที่มีห้องส่วนตัว... มันอาจจะดูธรรมดาสำหรับใครหลายๆ คน แต่สำหรับผมมันโคตรจะพิเศษเลย โดยเฉพาะเตียงนอนนุ่มๆ


“เฮ้อออ นอนดีกว่า” ตอนแรกตั้งใจเอาไว้ว่าจะจัดห้องให้เรียบร้อย แต่พอสายตาผมสบเข้ากับเตียงนอน เหมือนร่างกายของผมถูกดูดให้เดินเข้าไป และทิ้งตัวลงบนเตียงนอน รู้ตัวอีกทีก็เช้าของอีกวัน...


“สวัสดีครับ ทำไมตื่นสายจัง?” ผมเอ่ยทักทายพี่หัสที่พึ่งเดินลงมาจากชั้นสองด้วยสภาพที่ดูเหมือนพึ่งลุกจากที่นอน แต่ถึงอย่างไรก็ดูดีกว่าผมที่อาบน้ำแปรงฟันแล้ว


“มึงนั่นแหละ ทำไมตื่นเช้า นี่พึ่งเจ็ดโมงเอง” พี่หัสเดินลงมานั่งที่เก้าอี้ข้างๆ ผม


“มันชินอะครับ ปกติพ่อปลุกตั้งแต่ตีห้าเพราะต้องไปช่วยหลวงตาบิณฑบาต” เรียกได้ว่าการที่ผมตื่นเช้ามันเป็นกลไกของร่างกายที่มันตั้งโดยอัตโนมัติไปเป็นที่เรียบร้อย ถ้าจะปรับก็คงต้องใช้เวลาอีกนาน “ผมมีเสน่ห์ไหม?”


“เดี๋ยวๆ เรื่องอะไร?” พี่หัสที่กำลังยกมือขึ้นปิดปากเพื่อที่จะหาวต้องหยุดชะงักลงพร้อมกับคิ้วที่ขมวดเข้าหากันหลังจากที่ได้ยินคำถามที่ดูไม่สอดคล้องกันจากปากผม


“ก็ผมตื่นเช้าไง มีเสน่ห์ไหม”


“เพี้ยนแล้วมึง” พี่หัสส่ายหน้าไปมาพร้อมกับดันหน้าผากของผมเบาๆ สงสัยจะหมั่นเคี้ยวเด็กน่ารักๆ อย่างผม


“พี่หัสครับ แม่บอกว่าพี่หัสอยู่มหาลัยเดียวกับผมใช่ไหม?” เมื่อช่วงเย็นผมจำได้ว่าแม่บอกผมว่าพี่หัสเรียนที่เดียวกับผม ถ้าผมจองหอในของมหาลัยไม่ได้ แม่ก็จะลองคุยกับพี่หัสเรื่องที่จะให้ผมไปอยู่คอนโดด้วยในกรณีฉุกเฉิน


“อืม ทำไม?”


“ถ้าผมจองหอในไม่ได้ แม่บอกว่าจะลองคุยกับพี่หัสดูว่าผมสามารถอยู่คอนโดพี่หัสได้ไหม”


“ถ้ามันไม่ได้จริงๆ ก็ไม่มีปัญหา แต่ไม่ใช่ว่ามึงจะแกล้งทำว่าจองไม่ได้” ตั้งแต่เกิดมาก็มีแค่พ่อที่มักจะรู้ทันผมทุกเรื่อง แต่ตอนนี้ผมเจอคนที่เริ่มรู้ทันผมอีกคนแล้วละครับ


“เห็นผมเป็นคนอย่างไงเนี่ย”


“เชื่อไม่ได้”


“ง่า”


“มีแผนในหัวตลอดเวลา”


“อูยยยย”


“กวนตีน”


“อ๋า”


“หยาบคาย”


“เดี๋ยวๆ ตอนนี้เหมือนโดนด่าละ ถ้าไม่ห้ามนี่น่าจะหนักกว่าเดิมนะพี่ชาย” ผมรีบยกมือขึ้นห้ามก่อนที่พี่มันจะด่าผมไปมากกว่านี้ เมื่อเห็นปฏิกิริยาของผมพี่หัสก็หัวเราะขึ้นมาเบาๆ


“เข้”


“ครับ”


“ขอพูดตรงๆ นะ มึงน่ารักนะ คุยด้วยแล้วสบายใจ.....”


“แต่งครับ” ผมยื่นมือข้างซ้ายออกไปตรงหน้าพี่หัสหลังจากที่ได้ยินประโยคที่ดูเหมือนจะสารภาพรักกับผม ด้วยความที่ไม่ใช่คนเล่นตัวอะไรอยู่แล้ว เลยตอบตกลงให้จบๆ ไป “ให้ผู้ใหญ่มาคุยเลย โอ๊ย!”


“ฟังให้จบก่อน คิดไปไกลแล้ว” พี่หัสใช้นิ้วดีดที่หน้าผากของผมแรงๆ “แค่จะบอกว่า กูสบายใจกับฐานะพี่น้องมากกว่าอย่างอื่น”


“........งง”


“อย่าแกล้งงง รู้ว่าเข้าใจ” ช่วยบอกผมทีว่าผมจะเป็นม่ายตอนนี้ไม่ได้ ยังไม่ทันแต่งก็เป็นม่ายแล้ว ผู้ชายมีตำหนิอย่างผมใครเขาจะมาสนใจ คิดแล้วก็อยากจะร้องไห้ครับ


“เสียใจนะ ไม่อยากเป็นม่าย”


“เดี๋ยวๆ จะม่ายได้ไงยังไม่ได้เป็นอะไรกันเลย เข้สติครับ” พี่หัสจับไหล่ผมทั้งสองข้างแน่นพร้อมกับจ้องมาตรงหน้าผมตรงๆ ไม่อยากจะบอกว่าตอนนี้ผมสูดหายใจเข้าให้ลึกที่สุดเพื่อซ่อนขนจมูกที่ยังไม่ได้เล็มตั้งแต่เดือนที่แล้ว เพราะถ้ามันโผล่ออกมา คงจะขัดซีนอารมณ์ในตอนนี้น่าดู


“ไม่อยากมีสติ เพราะถ้ามีหัวใจจะเจ็บปวด” แต่น่าแปลกที่หัวใจของผมกลับไม่ได้รู้สึกเจ็บมากขนาดนั้น แค่เฟลๆ เล็กน้อยที่ถูกตัดไฟตั้งแต่ต้นลม


“แต่ก็ใช่ว่าต่อจากนี้กูจะไม่รู้สึกอะไร”


“เดี๋ยวๆ นี่ให้ความหวังนะรู้ไหม”


“รู้ แค่ไม่อยากยืนยันแล้วมากลืนน้ำลายตัวเอง เพราะตอนนี้ความรู้สึกของกูคือยังไม่ได้รู้สึกกับมึงแบบนั้นจริงๆ และก็สบายใจที่อยู่ในฐานะนี้ แต่ถ้าอนาคตมันจะมากกว่าที่เป็นอยู่มันก็โอเค”


“ชัดเจนดีนะพี่ชาย”


“จะซับซ้อนเพื่ออะไร ความรู้สึกคนเรามันก็มีแค่ไม่กี่อย่าง ชอบก็บอกชอบ ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ”


“แต่ตอนนี้พี่กำลังกั๊ก”


“ก็ไม่ได้เถียง”


“ถ้าผมไปชอบคนอื่นขึ้นมานะ พี่จะเสียใจ” ผมยื่นมือไปหยิบแก้วโอวันตินตรงหน้าที่ปล่อยให้มันเย็นขึ้นมาดื่ม


“ก็แย่งกลับมา ถ้าตอนนั้นกูชอบมึงจริงๆ”


“........!” จากที่จะดื่มโอวันติน ตอนนี้ผมดื่มความอึ้งแทนครับ ผู้ชายข้างๆ ผมนี่ ทำให้ผมอึ้งได้หลายเรื่องจริงๆ โดยเฉพาะที่บอกว่าจะแย่งผมกลับมา “ดูละครมากไปหรือเปล่าครับ?”


“คงงั้นมั้ง” พี่หัสไหว้ไหล่เหมือนไม่ได้สนใจ “แต่อย่าลืมว่ามันคือ ถ้า มันยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ อีกอย่างที่กูจะบอกมึงเลยนะ” ครั้งนี้ผมนั่งยืดอกหลังตรงและตั้งใจฟังในสิ่งที่พี่มันกำลังจะพูด


“........”


“ถ้าว่างๆ ไปตรวจก๊าซไข่เน่าในช่องปากด้วยนะ กูว่ามันอาจจะไม่ใช่กลิ่นธรรมชาติ”


“.......”


“มันอาจจะมาจากสาเหตุอื่น ถ้าเจอเร็วรักษาเร็วกลิ่นหายเร็ว”


“.......”


บอกตามตรงครับว่าผมไม่สามารถทำใจยอมรับหรือให้กลับไปชอบผู้ชายที่บอกว่าผมปากเหม็นแบบอ้อมๆ ไม่ได้ ถ้าบอกว่าผมปากเหม็นผมยังพอเข้าใจ แต่นี่เล่นบอกให้ผมไปตรวจก๊าซไข่เน่าในช่องปาก มันดูเลวร้ายกว่าที่บอกผมว่าปากเหม็นเสียอีก


ใครจะรักก็รักไป ตอนนี้จระเข้ขอเซย์กู๊ดบายไปก่อนนะครับ!!! โกรธ โกรธมาก



“เป็นอะไรลูก ทำไมไม่ยอมพูดเลย” ตลอดทั้งวันผมก็กลายเป็นคนวิตกจริตไปเป็นที่เรียบร้อยหลังจากที่โดนพี่หัสทักเรื่องก๊าสไข่เน่า บอกตามตรงว่าเสียความมั่นใจสุดๆ ไปเลยครับ ใครจะหาว่าผมงี่เง่าก็ไม่เป็นไรครับ ผมเซ้นซิทีฟจริงๆ โดยเฉพาะคนที่ชอบพูดมากแบบผม ไม่รู้ว่าป่านนี้ใครต่อใครโดนฤทธิ์กลิ่นปากของผมไปบ้าง


“.....เปล่าครับ” ผมพยายามตอบให้รูปปากออกมาเล็กที่สุดเพื่อลดช่องว่าในการที่ก๊าซด้านในปากจะออกมา


“ปวดฟันหรือเปล่า” พ่อใหม่พูดขึ้นมา “เจ้าหัส แกไปดูให้น้องหน่อย เพื่อว่าฟันหรือเหงือกมีปัญหาตรงไหน” ผมหันไปมองหน้าพี่หัสอย่างไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่หลังจากที่เห็นว่าพี่หัสยิ้มเล็กน้อยหลังจากที่พ่อใหม่เอ่ยขึ้น


“ครับ เดี๋ยวหลังทานข้าวเสร็จผมไปดูให้”


“ไม่ต้องครับ”


“ไม่ได้ขอความเห็นครับ” บอกตามตรงนี่เป็นครั้งแรกที่ผมอยากจะทุบหลังพี่หัสแรงๆ สักที ตัวเองมาทำให้ผมเสียความมั่นใจแล้วยังจะมาทำน้ำเสียงดุใส่อีก


จระเข้โมโห!!


ผมลุกเป็นคนแรกหลังจากที่ทานอาหารเย็นเสร็จเพราะทนสายตาของพี่หัสที่มองผมอยู่ตลอดไม่ได้ เอาจริงๆ ผมเป็นฝ่ายมองพี่มันก่อนแหละ ก็คนมันระแวงกลัวว่าพี่หัสจะบอกแม่และพ่อใหม่ว่าผมต้องไปตรวจก๊าซไข่เน่า บอกตามตรงว่าขายมากๆ ใครจะรู้ว่าผมมีก๊าซไข่เน่าอยู่ในปากไม่ได้


“จะไปไหน?” ถ้าเป็นละครคือถึงเวลาปล่อยคิวของพระเอกให้มาง้อหลังจากที่ทำให้นางเอกเสียใจหรือเข้าใจผิด และนี่ก็เป็นคิวของพี่หัสเหมือนกันที่เดินตามมาคว้าข้อมือของผมเอาไว้ก่อนที่ผมจะเดินเข้าห้องของตัวเอง


“ไปซื้อดอกไม้”


“ดอกอะไร”


“ดอกจำปี”


“ไม่มี”


“ดอกจำปาก”


“ไม่มา”


“ดอกยี่โถ”


“พอแล้ว!”


“ไอ้เราก็คิดว่าจะเคลิ้มตาม” ผมผลักประตูห้องนอนเข้าไปด้านในและเปิดให้พี่หัสตามเข้ามา “อย่าบอกว่าจะมาตรวจให้ผมเหมือนที่พ่อใหม่บอก”


“ใช่”


“เดี๋ยวๆ” ผมยกมือห้ามเมื่ออยู่ๆ พี่หัสเดินเข้ามายืนแทรกตรงกลางระหว่างขาทั้งสองข้างของผมหลังจากที่ผมทิ้งตัวนั่งลงบริเวณขอบเตียง “ไหนบอกว่าผมปากเหม็นไง?”


“อย่าบอกนะว่าที่เงียบทั้งวันก็เพราะเรื่องเมื่อเช้า?” พี่หัสดูแปลกใจขึ้นมาทันทีหลังจากที่ผมพยักหน้ายอมรับว่าเป็นจริงตามที่พี่หัสสันนิษฐาน


“ก็ผมเสียความมั่นใจ ไม่กล้าคุยกับใครเลย อีกอย่างผมก็แอบโกรธพี่นะที่บอกว่าผมควรไปตรวจก๊าซไข่เน่าในปาก มันเจ็บกว่าโดนด่าว่าปากเหม็นตรงๆ อีก”


“ที่พูดก็เพราะเป็นห่วงหรอก มาๆ อ้าปาก”


“ผมพึ่งกินข้าวไปนะพี่” พี่ผมยกมือขึ้นมาปิดปากเมื่ออยู่ๆ พี่หัสก็ยื่นมือมาบีบที่คางของผมเบาๆ เพื่อให้อ้าปากออก


“เออ หนา ไม่เห็นเป็นไรเลย”


“แต่พี่จะตรวจได้เหรอ?”


“กูบอกไปหรือยังว่ากูเรียนทันตะฯ” ชัดเจน! ก็ว่าอยู่ว่าทำไมพี่หัสถึงบอกแบบนั้น เพราะถ้าคนที่ไม่ได้เรียนเฉพาะทางก็คงจะไม่รู้ว่าในปากของผมมีก๊าซไข่เน่า อีกอย่างเลยก็คือผมลืมว่าพี่หัสเรียนทันตะฯ ทั้งๆ ที่พี่หัสและแม่ก็เคยบอกผมมาตั้งแต่ปีแรกๆ ที่เราคุยกัน วิตามินและอาหารเสริมเข้าผมด่วนเลยครับ สัญญาว่าจะขายให้สุดกำลัง “อย่าบอกว่าลืม?”


“ครับ”


“ก็เลยคิดว่ากูหลอกด่าให้เสียความมั่นใจ?”


“ครับ”


“เด็กน้อย” พี่หัสเปลี่ยนตำแหน่งมือจากที่บีบบริเวณปลายคางของผมขึ้นมาที่ศีรษะพร้อมกับออกแรงโยกเล็กน้อย “มันรักษาได้”


“แต่ผมอาย ผมไม่อยากเป็นคนปากเหม็นนะพี่”


“ก็ถึงบอกไงว่ารักษาได้”


“แล้วทำไมคนรอบข้างผมถึงไม่บอกผมละว่าผมปากเหม็น”


“ก็ถ้าบอกแล้วมึงจะงอนแบบวันนี้ไง มันเป็นเรื่องที่เซ้นซิทิฟมากๆ แต่ที่กูบอกก็เพราะแน่ใจแล้วว่าสาเหตุมันไม่น่าจะมาจากธรรมชาติ ต้องไปตรวจให้ละเอียดว่าสาเหตุจริงๆ คืออะไรจะได้รักษาให้ตรงจุด ถ้าปล่อยไว้อาการมันก็จะหนักกว่าเดิม หรือมึงอยากกลายเป็นคนปากเหม็นแล้วไม่มีใครบอกใครเตือน จะเอาแบบนั้นไหม? ต่อไปนี้จะได้ไม่บอกอะไรอีก”


“ไม่เอาครับ บอกครับ บอกได้ทุกอย่าง” เมื่อคิดตามสิ่งที่พี่หัสพูด มันก็เป็นเรื่องจริงครับ เพราะถ้าไม่มีใครกล้าบอกผมตรงๆ ผมก็จะกลายเป็นที่รังเกียจมากกว่านี้ โดยเฉพาะอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าผมต้องเข้าสู่รั้วมหาลัย


“นั่นแหละ ที่หลังก็ฟัง ไม่ใช่ว่าดื้อเอาแต่ความคิดของตัวเองเป็นหลัก ขึ้นมหาลัยแล้วก็โตแล้ว”


“อันนี้เรียกว่าดุไหมครับ?”


“เรียกว่าสอน เพราะดุแน่นอนว่าไม่ใช่แบบนี้”


“อยากโดนพี่ดุจัง”


“ตอนนี้ไปแปรงฟันก่อน ไม่อย่างนั้นมึงโดนมากกว่าดุแน่” ร่างกายของผมลุกขึ้นอัตโนมัติหลังจากที่พี่หัสก้าวถอยหลังออกจากผมมาเล็กน้อยเพื่อให้ผมมีพื้นที่ลุกขึ้นไปจัดการกับช่องปากของตัวเอง


ต่อไปนี้ นอกจากจิตใจที่ต้องสะอาดแล้ว ช่องปากก็ต้องสะอาดเหมือนกันครับ ชักอยากจะมีแฟนเป็นหมอฟันแล้วละสิ ไม่รู้ว่าคนแถวนี้จะยอมไหม (ได้ข่าวว่าพึ่งจะบอกว่าไม่ชอบเขาไม่ใช่เหรอ?)



ปล. อิพี่เป็นห่วงแหละ แต่น้องตีความไปนู่นนนน 555555

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 496
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
 :hao4:

ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 159
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
น้องงงงงง​ อิพี่จะมาเสียใจตอนอิน้องไปชอบคนอื่นนะคะ

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
บทที่ 4
เจอของดีในช่องปาก

ตอนนี้ผมมาอยู่กับแม่ได้เกือบๆ อาทิตย์ ทุกอย่างดำเนินไปปกติ ไม่มีเรื่องพิเศษหรือน่าตื่นเต้นอะไร จะมีก็แต่ผมถูกบังคับให้มาตรวจช่องปากในวันนี้และแน่นอนว่าคนที่พาผมมาไม่ใช่ใครที่ไหนนั่นก็คือ..

“แค่พามาตรวจฟัน ดูทำหน้าเข้า”

“ก็ผมไม่ชอบนิพี่ เชื่อไหมว่าผมไปหาหมอฟันแค่ไม่กี่ครั้งในชีวิต”

“นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของกลิ่นปาก”

“แรงอยู่นะ”

“ก็เรื่องจริง แต่อย่างน้อยสุดๆ ก็ปีละครั้ง” ผมเคยบอกไปหรือยังครับว่าผมเคยมีประวัติไม่ดีกับหมอฟัน เพราะครั้งหนึ่งผมเคยเกือบตายเพราะหมอยาชาที่หมอให้ดันหมดก่อนที่ฟันของผมจะหลุด ผมจำได้ดีว่าตอนนั้นผมร้องลั่นโรงพยาบาลจนทุกคนแตกตื่นโดยเฉพาะพ่อของผม นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมไม่อยากเข้ามาเหยียบในห้องหัตถการอีกเลย ไม่ว่าจะในคลินิกหรือในโรงพยาบาล

“แต่ผมไม่อยากตรวจ”

“แค่ตรวจเฉยๆ ไม่ได้จะถอน”

“แล้วพี่รู้ได้ไงว่าผมกลัวการถอนฟัน?” ผมมั่นใจว่าเรื่องนี้ผมไม่เคยบอกใครและไม่มีใครรู้นอกจากพ่อ

“เดา”

“เดาเก่งขนาดนี้ มาเป็นแฟนผมเลยไหม?”

“ไม่” นั่นแหละครับ คำตอบที่ผมได้มามักจะไม่ค่อยตรงกับสิ่งที่ผมอยากจะได้ยินสักเท่าไหร่ แต่เอาเถอะครับ น้ำหยดลงหินทุกวัน หินก็ต้องกร่อนบ้างแหละ ถึงไม่ใช่วันนี้วันต่อไปมันก็ไม่แน่หรอกครับ “เข้าไปได้แล้ว”

“ไม่ต้องทำประวัติหรอกหรอ?”

“ค่อยออกมาทำ นี่นัดก่อนเวลาให้นะ”

“ผมต้องดีใจไหมเนี่ย” บอกตามตรงว่าการได้สิทธิ์ตรวจก่อนเวลาในเรื่องแบบนี้มันคือสิ่งที่ผมควรจะดีใจ แต่หน้าของผมตอนนี้ดีใจไม่ออกเลยครับ

“ดูทำหน้าเข้า”

“ก็คนมันกลัวนิพี่ ผมกลัวจริงจังนะ” ยิ่งรู้ว่าจะต้องเข้าไปด้านใน ความเจ็บปวดในวันนั้นมันก็ย้อนกลับมา

“ก็จะเข้าไปด้วยนี่ไง”

“พี่เข้าไปแล้วจะทำให้ผมหายกลัวเหรอ?”

“มันก็ต้องลอง” ครั้งนี้พี่หัสมองหน้าผมตรงๆ พร้อมกับยื่นมือมาแตะที่ไหล่ของผมเบาๆ “โตแล้วห้ามกลัวหมอฟัน”

“แต่ผมชอบฟันหมอ”

“........” พี่หัสตอนนี้คงอยากจะจับผมทุ่มลงพื้นจริงๆ นั่นแหละ แต่สำหรับผมโอกาสที่จะสามารถหยอดพี่มันได้ไม่ได้มีง่ายๆ ถ้าจังหวะไหนได้ต้องรีบหยอดไปก่อน ถึงแม้ว่าจังหวะนี้จิตใจของผมจะไม่พร้อมก็ตาม

“มาแล้วเหรอ?”

“หวัดดีพี่” พี่หัสละสายตาจากผมหันไปมองคนที่มาใหม่ “ขอโทษที่รบกวนกะทันหันนะ”

“ไม่เป็นไร ว่าแต่นี่คนที่มึงบอกใช่ไหม?” รุ่นพี่ของพี่หัสเลื่อนสายตามามองที่ผม ผมจึงยกมือขึ้นไหว้ผู้ที่มีอาวุโสกว่า

“สวัสดีครับ ผมจระเข้ครับ”

“สวัสดีครับ เดี๋ยวเข้าไปรอด้านในเลย พาน้องมึงเข้าไป” รุ่นพี่ของพี่หัสเดินแยกไปอีกทาง ส่วนผมตอนนี้ก็ถูกพี่หัสดันหลังเข้ามาในห้องหัตถกรรมที่ฟุ้งไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์ กลิ่นสะอาดที่ผมไม่ชอบ ตอนนี้ผมรู้สึกได้ถึงเหงื่อที่ซึมอยู่ที่บริเวณฝ่ามือทั้งสองข้างของผม

“ไปนอนรอเลย” พี่หัสชี้มาที่เตียงทำฟันที่เด่นหราอยู่กลางห้อง ส่วนเขาเดินไปล้างมือพร้อมกับสวมถุงมือและหน้ากากอนามัย

“อย่าบอกนะว่าพี่จะตรวจผม ไหนพี่บอกว่าเป็นรุ่นพี่คนนั้นไม่ใช่เหรอ?”

“เป็นผู้ช่วย”

“ถ้าตรวจธรรมดา ก็ไม่เห็นต้องมีผู้ช่วยเลยนิ”

“พูดมาก มีหน้าที่ตรวจก็ตรวจไปเถอะ นอนลง” พี่หัสดันตัวผมให้นอนราบลงบนเตียงและเปิดไฟด้านบนให้ส่องมาที่บริเวณช่องปากของผม ก่อนที่เขาจะอ้อมมานั่งที่เก้าอี้ด้านข้างในตำแหน่งใกล้กับใบหน้า

“ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น อ้าปาก” สายตาของผมเหลือบไปเห็นอุปกรณ์ทำฟันที่วางเรียงรายอยู่ข้างๆ ผมก็รู้สึกหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมแล้วครับโดยเฉพาะไอ้แท่งเหล็กแหลมๆ

“อัว” เมื่อเห็นว่าผมไม่ยอมอ้าปาก พี่หัสก็ไม่รีรอที่จะง้าปากของผมด้วยมือของเขาพร้อมกับหยิบแท่งเหล็กแหลมกับกระจกส่องฟันเข้ามาด้านในปากของผม

“ไม่ต้องพูด นอนอยู่เฉยๆ” พี่หัสโน้มหน้าเข้ามาใกล้ๆ พร้อมกับใช้เหล็กแหลมเขี่ยที่บริเวณฟันกรามของผมทั้งบนและล่าง “ไหนบอกว่าแปรงฟันมา ยังมีเศษอาหารติดอยู่เลยเนี่ย” เสียงของพี่หัสที่ผ่านหน้ากากอนามัยทำให้ฟังดูอู้อี้มากกว่าปกติ ทำให้ผมขมวดคิ้วเพราะได้ยินไม่ได้ถนัด แต่จับใจความได้ว่ามีเศษอาหารอยู่ในปาก

“.......”

“มีฟันผุอยู่นะ สงสัยคงต้องอุด”

“อือ!” ผมเตรียมใจมาแค่ตรวจฟัน แต่นอกจากนั้นผมไม่ได้เตรียมใจมา จะมาบอกว่าให้ผมอุดฟันดื้อๆ แบบนี้ผมไม่ยอมหรอกนะครับ

“ถ้าปล่อยนานกว่านี้ ฟันเสียรักษายากนะ ถ้าต้องรักษารากฟันเจ็บกว่าเดิมอีก เพราะต้องฉีดยาเข้าไปในเหงื่อหลายเข็มเลย เลือกเอา”

“.......” บอกตามตรงผมไม่อยากเลือกอะไรแบบนี้เลย

“ถ้าอยากอ้วกบอกนะ” อยู่ๆ พี่หัสก็เปลี่ยนเรื่องโดยหยิบอุปกรณ์บางอย่างที่ผมไม่คุ้นมาก่อน เข้ามาด้านในช่องปากของผมก่อนที่จะขูดเอาคาบบริเวณเนื้อลิ้นของผมออกมาวางไว้ที่ถาดสเตนเลส

“เป็นไงบ้าง” รุ่นพี่ของพี่หัสเดินเข้ามาในห้องหัตถกรรม แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไปจากที่ผมเจอในตอนแรกเพราะเขาสวมชุดกาวด์ยาวเพิ่มเข้ามา ทำให้ดูเป็นหมอฟันมากขึ้นกว่าเดิม จะว่าไปถ้าพี่หัสใส่ชุดกาวด์แบบนี้ต้องหล่อมากแน่ๆ เลยครับ

“อุด สี่แปด กับ สองสี่ อันนี้ยังไม่ละเอียดนะ พี่ดูอีกทีก่อนก็ได้” พี่หัสถอดถุงมือออกพร้อมกับลุกขึ้นไปคุยกับรุ่นพี่ของเขา ส่วนผมก็ได้แต่อ้าปากค้างอยู่ที่เดิม

“แล้วเรื่องกลิ่นปากที่มึงบอกละ?”

“ผมว่าน่าจะไม่ใช่เหงือกอักเสบ แต่น่าจะมาจากนิ่วทอนซิล” สมองของผมตอนนี้ตามไม่ทันตั้งแต่ตัวเลขที่พี่หัสบอกแล้วล่ะครับ พอได้ยินแค่ว่านิ่วหน้าผมนี่ซีดกว่าเดิมไปอีก ไอ้นิ่วเวรนี่ก็ไม่น่าจะต่างจากเป็นนิ่วในถุงน้ำดีหรอกมั้งครับ ใครก็ได้ช่วยผมที ไอ้เข้จะเป็นลม!

“ต้องไปให้พวกหมอคอดูแล้วแหละ แต่เบื้องต้นก็เรื่องเศษอาหารไปอุดตัน”

“งั้นวันนี้พี่อุดให้ไปก่อนได้ไหม?”

“ได้ดิ”

“เรซินนะพี่” สมองมึนงงไม่รับรู้อะไรแล้ว เพราะตอนนี้ผมยังคงคาใจกับนิ่วที่พวกพี่ๆ เขาคุยกัน นี่ผมเป็นนิ่วตั้งแต่อายุยังน้อยแบบนี้ไม่ได้ โทรศัพท์ผมอยู่ไหนผมต้องโทรไปบอกเรื่องใหญ่แบบนี้กับพ่อก่อน พ่อจะได้เตรียมใจเพราะผมอาจจะไม่ได้อยู่บวชให้พ่อ

หมับ!

“จะทำอะไร? นอนเฉยๆ” ยังไม่ทันที่ผมจะกดโทรหาพ่อ พี่หัสที่ไม่รู้เดินมาตอนไหนคว้าโทรศัพท์ที่อยู่ในมือของผมไปถือไว้ก่อนที่จะยัดใส่กระเป๋ากางเกงของเขา

“ทำไมเรื่องใหญ่ขนาดนี้ พี่ไม่บอกผม?” คราวนี้ผมลุกขึ้นมานั่งและจ้องไปที่ใบหน้าของพี่หัส ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาทำหน้าเหมือนไม่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร นี่ผมเป็นนิ่วเลยนะ!

“เดี๋ยวๆ เรื่องฟันผุอะนะ?” พี่หัสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“ไม่เล่นนะพี่ ผมซีเรียส ผมรู้ว่ามันมีทางรักษา แต่คนตายเพราะโรคนี้ก็มีเยอะแยะ ผมไม่อยากเป็นหนึ่งในนั้นนะพี่ แล้วดูพี่ทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่ใจผมตอนนี้โคตรเจ็บเลย เพราะรู้ว่าเวลาชีวิตของผมกำลังจะหมดลง....ผมยังไม่ทันได้บวชให้พ่อเลย อีกอย่างพี่ก็ยังไม่ทันได้รักผม....”

“เข้ ฟังนะ”

“........”

“ฟันผุ ไม่ได้ทำให้ใครตาย ถ้าอุฟันและรักษาความสะอาด แปรงฟันให้ถูกต้อง มันก็ช่วยให้ฟันแข็งแรงมากยิ่งขึ้น” พี่หัสย่อตัวลงเพื่อให้ตัวของเขาอยู่ในระดับเดียวกันผม “มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด” พี่หัสวางมือของเขาลงบนฝ่ามือของผมแม้อยากจะยกขึ้นมาสูดดมแต่ต้องห้ามใจไว้ เพราะตอนนี้ผมยังคงตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

หมับ!

“ผมไม่อยากเป็นนิ่วอะพี่” ใครจะว่าผมเป็นคนฉวยโอกาสก็ตามใจครับ เพราะตำแหน่งของพี่หัสตอนนี้เอื้ออำนวยให้ผมพุ่งเข้าไปกอดเอามากๆ โดยเฉพาะช่วงที่ผมต้องการกำลังใจแบบนี้ เพราะการต่อสู้กับโรคร้ายกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

“เดี๋ยวๆ” ผมกระชับอ้อมกอดของพี่หัสให้แน่นมากยิ่งขึ้นเพราะกลัวว่าพี่เขาจะปล่อยพร้อมกับฝังจมูกลงบนหัวไหล่ของพี่หัสอย่างตั้งใจ

ตอนนี้ผมพร้อมแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไร ผมก็พร้อมที่จะสู้ต่อไป!

“พี่บอกมาเลยครับว่าผมต้องเข้ารับการผ่าตัดตอนไหน ผมพร้อมแล้ว” หลังจากที่ผมกอดพี่หัสจนพอใจ ผมก็ค่อยๆ ผละจากอ้อมกอดของพี่หัสแม้ว่าในใจอยากจะกอดให้นานกว่านี้ก็เถอะครับ

“เดี๋ยวก่อนนะ คือที่สติแตกแบบนี้เพราะคิดว่าเป็นนิ่ว?”

“ก็พี่บอกว่าผมเป็นนิ่ว”

“ฮ่าๆๆๆ” ผมมองเลยพี่หัสไปทางด้านหลังเมื่อเห็นว่ารุ่นพี่ของพี่หัสระเบิดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป แล้วทำไมต้องหัวเราะผมหนักขนาดนี้ คนเป็นนิ่วมันน่าตลกมากเหรอวะ?

“ห....อุ๊บ!” ผมเตรียมที่จะถามรุ่นพี่คนนั้นว่ามันมีเรื่องอะไรตลกขนาดนั้นเหรอ แต่ยังไม่ทันที่ผมจะเปล่งเสียงออกมา พี่หัสก็จัดการปิดปากผมด้วยมือของเขา

“นิ่วทอนซิล มันไม่อันตรายขนาดนั้น”

“เคลียร์กันไปก่อนนะ กูขอไปซื้อกาแฟก่อน ง่วงฉิบหายเลย” รุ่นพี่ของพี่หัสถอดถุงมือออกและเดินออกจากห้องไป ทำให้ตอนนี้ผมอยู่กับพี่หัสสองคน

“เงียบ แล้วฟังชัดๆ นะ จะอธิบายให้ฟัง” พี่หัสหันหน้ากลับมามองผมพร้อมกับถอนหายใจออกมาเบาๆ “นิ่วทอนซินคือ......” ผมนั่งเงียบตามที่พี่หัสบอกพร้อมกับตั้งใจฟังอย่างละเอียด ก่อนจะสรุปได้ว่านิ่วทอนซิลคือ การที่มีเศษอาหารเข้าไปติดอยู่ในซอกหลืบ และเข้าไปอุดที่ท่อทอนซิล เมื่อเกิดการสะสมมากยิ่งขึ้น แบคทีเรียและเอนไซม์จะทำการย่อยสลายตามกระบวนการธรรมชาติ จนมีลักษณะเป็นก้อนสีขาวเหลืองมักจะออกมาจากบริเวณร่องของต่อมทอนซิล และอาจจะส่งกลิ่นเหม็น

“เอาง่ายๆ เลยนะ นิ่วทอนซิลยังเล็กอยู่ ถ้าเอาออกมาก็หายแล้วไม่ต้องถึงกับผ่าตัด และที่สำคัญต่อจากนี้ก็ต้องแปรงฟันให้สะอาดเข้าใจไหม?”

“ครับ”

“งั้นนอนลง เดี๋ยวเอาออกให้”

“ไหนบอกว่าต้องให้หมอคอเอาออกให้ไง?” ผมค่อยๆ เอนตัวลงนอนลงกับเตียงเหมือนเดิม ส่วนพี่หัสลุกขึ้นมาล้างมือและใส่ถุงมือพร้อมกับสวมแมส

“กูเอาออกให้เองก็ได้ อุดฟันให้ยังได้เลย”

“ไม่อยากอุด”

“งั้นถอน”

“ไม่ถอน ไม่อุด”

“ถ้ายังไม่ฟังจะดุจริงๆ แล้วนะ” น้ำเสียงของพี่หัสเปลี่ยนไปเล็กน้อย ทำให้ผมจำเป็นที่จะต้องนอนอ้าปากเงียบๆ และปล่อยให้พี่หัสจัดการกับนิ่วทอนซิลให้ผม จนกระทั่งรุ่นพี่ของพี่หัสกลับเข้ามาพร้อมกับกลิ่นหอมของกาแฟ

“พร้อมยัง เดี๋ยวอีกชั่วโมงมีนัดพิมพ์ฟัน”

“โอเค เดี๋ยวผมช่วงก่อนก็แล้วกัน” พี่หัสลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อให้รุ่นพี่ของเขานั่งแทน ส่วนผมตอนนี้ได้แต่นอนจิกมืออยู่กับเสื้อของตัวเอง

“ขอไฟแรงกว่านี้หน่อย อ้าปากนะครับ” รุ่นพี่ของพี่หัสใช้ที่ง้างปากช่วงถ่างให้ผมอ้าปากตลอดเวลา ก่อนที่สายตาของผมเหลือบไปเห็นว่าตอนนี้พี่หัสเตรียมที่จะใส่เครื่องมือดูดน้ำลายเข้ามาด้านในช่องปากของผม เมื่อเครื่องมือสัมผัสเข้ากับบริเวณกระพุ้งแก้มของผม ความรู้สึกกลัวก็แล่นเข้ามาอีกครั้ง

“อย่าเกร็ง” พี่หัสพูดเสียงดุเมื่อเห็นว่าตัวผมยังคงเกร็งอยู่เหมือนเดิม

“สงสัยกลัวจริงว่ะ” รุ่นพี่ของพี่หัสพูดด้วยเสียงติดตลก ถ้าหลุดไปได้ผมจะทุบให้หายตลกเลย

“อัว...อัว อาก (กลัว กลัว มาก) ”

“ถ้านอนนิ่งๆ ไม่เกร็ง เสร็จแล้วจะตามใจหนึ่งอย่าง” สิ้นเสียงของพี่หัส ตอนนี้ผมนอนแบบสบายๆ ผ่อนคลายคล้ายอยู่บนเตียงนอนนุ่มๆ

ก็ไม่เห็นจะน่ากลัวอะไรเลย ผมว่าผมทนได้ครับ

“เก่งมาก” พี่หัสลูบบริเวณหน้าผากเลยมาที่ศีรษะของผมเบาๆ เรียนตามตรงเลยครับถ้าจะให้ผมถอนฟันหมดปากแล้วได้รับความอ่อนโยนแบบนี้ผมก็ยอม

และแล้วความทรมานก็จบลงหลังจากที่ผมลุกขึ้นบ้วนปาก จากที่ทำเก่งเหมือนว่าไม่กลัว แต่จริงๆ แล้วเชื่อไหมว่าผมแอบฉี่เล็ดด้วยครับ แต่ยังไม่มีใครรู้ ถ้ารอฉี่แห้งกลิ่นออกแน่ ทำให้ตอนนี้ผมต้องระวังในการขยับตัวเป็นพิเศษ

“บอกแล้วว่าไม่น่ากลัว” พี่หัสพูดขึ้น

“ครับ ไม่น่ากลัวเลย” ผมมองค้อนพี่หัสไปหนึ่งที เพราะถ้ามองกรรไกรไปก็เกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อพี่หัส พ่าม!!

“เดี๋ยวมา นั่งรอตรงนี้ไปก่อน” พี่หัสหายออกไปจากห้องทิ้งให้ผมนั่งรออยู่ด้านในกับรุ่นพี่ของเขาที่ผมไม่ค่อยถูกชะตาสักเท่าไหร่

“เป็นน้องไอ้หัสเหรอ?” และเป็นเขาที่ชวนผมคุยก่อน

“ครับ ตอนนี้เป็นน้อง แต่อนาคตจะเป็นแฟน” ผมยืดอกพูดขึ้นด้วยความมั่นใจเพราะอย่างไรตำแหน่งนี้ก็หนีผมไปไม่ได้หรอกครับ

“แสดงว่ายังไม่รู้อะไรสะแล้ว” คำพูดที่ฟังดูแปลกๆ เรียกความสนใจของผมได้เป็นอย่างดี ทำให้ผมขยับเข้าไปใกล้ๆ รุ่นพี่คนนั้น

“รู้อะไรเหรอครับ?”

“ตั้งแต่รู้จักมันมา มีคนชอบมันก็เยอะ แต่ไม่เคยเห็นมันคบกับใครเลย รู้สึกเหมือนมันจะมีคนในใจอยู่"แล้ว....”

“ก็ผมไง”

“มั่นใจมากไปครับน้อง แต่เหมือนคนคนนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ไอ้หัสเลือกเรียนหมอฟันมั้งนะ คิดดูสิมีอิทธิพลขนาดไหน”

“ปั่นผมปะเนี่ย?” ผมมองรุ่นพี่ด้วยความไม่ไว้วางใจ แต่ในใจลึกๆ ก็แอบหวั่นอยู่กลัวว่าจะเป็นเรื่องจริง

“แล้วได้ผลไหมล่ะ?”

“ก็ได้แหละ พี่รู้อะไรบอกผมมาให้ผมเลย ผมซีเรียสนะเนี่ย เพราะผมต้องเป็นหนึ่งในใจ.....”

“เบอร์ดี้?”

“ถ้าสนิทจะด่าว่ากวนตีนนะ แต่นี่เกรงใจอยู่ครับ” คนกำลังจะจริงจังก็มาเล่นมุกใส่ผมอีก เดี๋ยวปั๊ดเล่นหอยใส่เลย พ่ามกันอีกสักรอบ “แล้วว่าแต่คนคนนั้นนี่พี่พอจะรู้ไหมว่าใครเหรอครับ?”

“รู้”

“บอกบุญผมที”

“สนใจทำประกันไหม ถ้าทำเดี๋ยวจะบอก”

“.......”

“ล้อเล่น ฮ่าๆ เรานี่ตลกดีนะ”

“เป็นคนตลกแต่ไม่ตลอดแถมมีมุขมาหยอดแล้วยังกอดอุ่นอีก”

“ไหนขอกอด”

“อย่านะพี่ ผมทุบหลังพี่ให้หมอนรองกระดูกเลื่อนจริงๆ อะ” ผมขยับตัวหนีพร้อมกับยกมือขึ้นเตรียมทุบรุ่นพี่คนนั้น และเป็นจังหวะเดียวกับพี่หัสที่เดินเข้ามาพอดี ทำให้ผมเดินไปหลบด้านหลังของพี่หัสราวกับว่าผมอ่อนแอไม่มีทางสู้ จริงๆ คือสู้ได้ครับ แต่อยากถูกปกป้อง

“เล่นไรกันพี่ยิม?”

“จ้ำจี้”

“จ้ำจี้ที่หน้าพี่เหรอครับ”

“เข้” พี่หัสพูดเสียงดุหลังจากที่ผมพูดแทรกขึ้นมา “เป็นเด็กเป็นเล็ก พี่เขาเป็นผู้ใหญ่กว่า พูดดีๆ ขอโทษพี่ยิมก่อน”

“ก็....”

“ขอโทษ”

“ครับๆ” เมื่อพี่หัสพูดย้ำด้วยน้ำเสียงดุๆ ทำให้ผมเดินมาตรงหน้าพี่ยิ้มและพนมมือสวยๆ “ขอโทษที่พูดไม่เพราะนะครับ” น้ำเสียงของผมนั้นไม่สอดคล้องกับใบหน้าที่แสดงออกเลยสักนิด และนั่นก็ทำให้พี่ยิมระเบิดหัวเราะออกมา

“ฮ่าๆ น้องมึงตลกว่ะไอ้ พามาบ่อยๆ นะ คลายเครียดดี”

“โทษนะครับพี่ ผมไม่มีเวลาว่างมากขนาดนั้นหรอก”

“ยิ้มละยี่สิบ”

“ผมว่างทุกวันแหละพี่ มาได้เสมอ เดี๋ยวจดเบอร์ให้ครับ” ผมอยากจะตัดลิ้นตัวเองทิ้งจริงๆ เพราะเป็นแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว ซึ่งเป็นนิสัยที่แก้ไม่หายสักที

“พอเลยๆ ทั้งคู่” พี่หัสเดินเข้ามาขนาบข้างผมก่อนที่จะพาดแขนลงมาบนไหล่ของผม ท่าทีของพี่หัสตอนนี้จะให้ผมตีความหมายเป็นอะไรถ้าไม่ใช่หึงอะครับ คิดแล้วก็หน้าแดงเลย ไม่ใช่ร้อนนะ ผมเขินเผื่อมองไม่ออกกัน “ผมพาน้องกลับก่อนนะพี่ ขอบคุณมากครับ” ผมยกมือไหว้ขอบคุณก่อนที่จะเดินหันหลังเตรียมออกจากห้องไปพร้อมกับพี่หัส แต่ยังไม่ที่ผมจะได้ออกจากห้อง ก็เป็นอันต้องหันหน้ากลับมาอีกครั้ง

“เออๆ ไว้เจอกัน บ้ายบายน้องเข้ ถ้าสนใจไกรทองบอกได้นะ พี่เป็นให้” ผมเอี้ยวตัวหันกลับไปมองพี่ยิมที่ยืนโบกมือให้ผม

“หอกใหญ่ปะครับ ถ้าใหญ่จะรับไว้พิจารณา...โอ้ย!” ยังไม่ทันที่ผมจะพุดจบประโยคพี่หัสก็ออกแรงล็อกคอผมแน่นกว่าเดิม และลากผมออกมาจากห้องหัตกรรม

“ลามปามนะ”

“ก็พี่เขาเริ่มก่อน ผมก็แค่เล่นไปตามบทบาทครับ เป็นนักแสดงที่ดีต้องห้ามเลือกบท..โอ๊ย! เจ็บนะพี่” คราวนี้พี่หัสเปลี่ยนจากล็อกคอมาเป็นบีบปากผมให้หยุดพูดแทน

“มันดูไม่ดี มึงเป็นเด็ก ต้องให้บอกกี่รอบ”

“.......” สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คือเงียบครับ ไม่เถียงอะไร นอกจากคว่ำปากและมองบนใส่พี่หัสที่บ่นผมไม่ยอมหยุด รู้ว่าอยากสอนผม แต่ผมปล่อยมุกที่พี่ยิมส่งมาไม่ได้จริงๆ

“ดูทำหน้า โคตรเด็กเลยไอ้เข้เอ้ย” พี่หัสใช้ฝ่ามือดันที่หน้าผากของผมเบาๆ หนึ่งทีหลังจากที่เห็นผมทำหน้าตาแบบนั้นไป แต่สิ่งที่ผมติดใจก็คือ พี่หัสว่าผมเด็กหลายรอบแล้ววันนี้ครับ อยากจะบอกไปตรงๆ ว่าผมไม่เด็กแล้ว แต่ถ้าบอกอย่างเดียวมันจะธรรมดาไป จระเข้สะอย่างร้องเพลงแถมแรปให้ฟังเลยครับ

** เพื่ออรรถรส รบกวนเปิดเพลงตามลิงก์นี้เลยครับ

แบบ MV : https://www.youtube.com/watch?v=X2wSqUdc_t0
แบบเพลง : https://www.youtube.com/watch?v=0hF0EPe9qTU

“เด็กแล้วไงอะพี่ พี่เคยได้ยินไหมว่า....” ผมยกแขนของพี่หัสที่พาดคอของผมออก และเปลี่ยนมายืนตรงหน้าพี่หัสแทน “เด็กก็รักเป็นมั้ยพี่ เดี๋ยวเด็กคนนี้มันก็โตแล้วป่ะ อยากจะบอกเอาไว้และก็จำเอาไว้นะ นี่ไม่ใช่การปล้นแต่มาเป็นแฟนผมซะ”

“........” สงสัยที่เงียบจะติดใจ ผมจึงไม่รีรอที่จะร้องท่อนต่อไปของเพลง

“เอะอะๆ ก็ว่าผมเด็ก ผมเด็กแต่ผมเด็ด ผู้ใหญ่กินง่าย เพราะว่าผมไม่เผ็ด ถึงพี่จะเมินแต่ว่าผมไม่เข็ด แค่ขอโอกาสพี่อย่าใจร้าย พี่อย่าพึ่งมีใคร น้องขอได้ไหม ตอนผมโทรไปพี่อย่าพึ่งวางสาย ตอนพี่หายไปรู้มั้ยน้องใจหาย....”

“พอเถอะ ปวดหัว”

“ยังไม่จบนะ”

“ถ้าหยุดร้องจะให้กอด”

หมับ!

กอดเลยครับ ถือว่าวันนี้แต้มบุญผมได้ใช้หมดแล้ว อยากจะบอกว่ากลิ่นของพี่หัสมีผลต่อหัวใจของผมมาก ขนาดเสื้อยังหอมขนาดนี้ ถ้าตรงนั้นจะหอมขนาดไหน ผมหมายถึง...หมายถึงตรงนั้นแหละครับ

“เรื่องแบบนี้นี่ไวนะ” อยากจะบอกว่าตอนนี้ใครจะด่าอะไรผมก็ไม่โกรธอะครับ “แล้วเวลากอดก็ไม่ต้องพยายามเอาจมูกมาดมตรงคอ”

“พี่รู้ด้วยเหรอ? ผมว่าผมเนียนแล้วนะ”

“ขนจมูกมันทิ่ม”

“.......”

ผมว่าผมต้องจัดการกับขนจมูกจริงๆ แล้วแหละครับ

ปล. ขอบคุณนักอ่านที่เข้ามาอ่านนะคะ ใครเครียดๆ อยู่หวังว่านิยายเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนยิ้มได้ ไม่มากก็น้อย ไรท์เชื่อว่าความเครียดนั้นก็เหมือนอึค่ะ ถ้าเราอึจนสุดแล้ว ก้นเราก็จะโล่ง ดังนั้นเดี๋ยวมันก็ผ่านไปนะคะ อึดดัดชั่วครู่ ถ้าระบายออกมาก็โล่งสุดๆ ไปเลย พูดแล้วไรท์ปวดอึกเลยค่ะ ขออนุญาตไปอึก่อนนะคะ
ปล สุดท้าย พี่ยิมมาเพื่อสร้างสีสันนะคะ และเป็นตัวชงให้น้องเลย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ถ้าผมดื้อพี่จะดุผมไหม บทที่ 4
« ตอบ #9 เมื่อ: 13-09-2020 15:01:45 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
บทที่ 5
ความซ่าเป็นเหตุ สังเกตได้

“ไหนพี่บอกจะตามใจผมไงถ้าผมยอมนอนนิ่ง ให้พี่ยิมอุดฟัน” เมื่อออกมาจากคลินิกได้ ผมก็ไม่รอช้าที่จะทวงสัญญาจากพี่หัสแม้ว่าเมื่อสักครู่ผมจะได้กอดก็ตาม แต่แค่กอดสำหรับผมมันไม่เพียงพอหรอกครับ

“ก็ได้กอดไปแล้วไง”

“มันไม่เหมือนกัน พี่อย่าขี้โกงสิครับ”

“มึงมันร้าย” พี่หัสใช้นิ้วชี้จิ้มที่หน้าผากของผมเบาๆ พร้อมกับหัวเราะออกมาเล็กๆ ตอนนี้พี่มันเอ็นดูผมอยู่แน่ๆ ผมดูออก “จะเอาอะไรว่ามา แต่ถ้าบอกว่าเอากู นี่ไม่ได้นะ”

“ทำไมต้องรู้ทันผมทุกเรื่องเลย”

“กับคนอย่างมึง เดาทางได้ไม่ยาก”

“ผมก็อยากจะเดาทางและเดาใจของพี่ให้ได้บ้างนะ แต่ไม่ง่ายเลย แกล้งๆ เปิดใจให้ผมบ้างสิครับ” คราวนี้ผมถือวิสาสะขยับเข้ามาประชิดตัวของพี่หัส ก่อนที่ผมจะปิ๊งไอเดียออกว่าผมจะขออะไรดี

“แล้วจะขออะไร ถ้าขอช้านี่อดนะ”

“ขอจับมือได้ไหม จนกว่าจะถึงบ้าน”

“.......” สีหน้าของพี่หัสตอนนี้ผมเดาไม่ออกเลยว่าคิดอะไรอยู่ แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ผมรู้สึกตัวจะระเบิดเพราะความเขินอยู่แล้วครับ

“แค่ฝีปากของผมอาจจะไม่ทำให้ความรู้สึกของพี่กร่อนหรอกครับ แต่ถ้าเราได้ใกล้ชิดผ่านสัมผัสทางร่างกายมันอาจจะทำให้พี่รู้สึกบ้าง”
 
“ช่างพูดนะมึง”

“ได้ไหมล่ะ หรือว่าไม่กล้า” ผมขยับออกห่างจากพี่หัสเล็กน้อย พร้อมกับไล่สายตามองตั้งแต่หัสจรดเท้าเป็นเชิงดูถูกเพื่อท้าทายแต่ทำไมอินเนอร์ของผมมันดูยั่วยวนแปลกๆ

“ไม่ใช่ว่าตกหลุมพรางมึงหรอกนะ แต่กูแค่อยากจะรู้ว่ามันจะรู้สึกตามที่มึงพูดหรือเปล่า” ไม่ว่าพี่หัสจะอ้างอย่างไรตอนนี้มันก็ฟังไม่ขึ้นแล้วแหละครับ ส่วนผมน่ะหรอ ตายสงบเป็นศพสีชมพูแล้วครับ โดยเฉพาะยามที่พี่หัสยื่นมือของเขามาตรงหน้าผม

“.....เขินว่ะพี่” เอาตรงๆ นะครับ พอพี่มันยื่นมือมาตรงหน้าผมจริงๆ จังๆ เป็นผมนี่แหละที่เป็นฝ่ายเสียอาการ โดยเฉพาะมือของผมที่ค่อยๆ ยื่นออกไปสัมผัสกับมือของพี่หัส

“สั่นเป็นเจ้าเข้าเลยมึง”

“ก็มันเขินนิพี่ มือพี่โคตรอุ่นเลย” หากถามว่าผมรู้สึกอย่างไรเมื่อมือของเราทั้งคู่สัมผัสกัน ผมบอกได้คำเดียวเลยครับว่าฟิน ฟินมากๆ การที่ผมได้สัมผัสมือของพี่มันแบบนี้มันทำให้ผมรู้สึกว่าเราใกล้ชิดกันมากขึ้น และรับรู้ได้ถึงอุณหภูมิของกันและกัน

“แต่มือมึงเหงื่อออก”

“ก็ธรรมดาของคนตื่นเต้นไม่ล่ะพี่ แต่ผมบอกแล้วนะว่าห้ามปล่อยมือผมจนกว่าจะถึงบ้าน”

“เออๆ ถ้าย้ำมากได้ปล่อยตรงนี้แน่”

“รับทราบครับ” 

หากคิดว่าผมจะยอมกลับบ้านง่ายๆ ผมบอกเลยครับว่าคิดผิด เพราะตอนนี้ผมพยายามถ่วงเวลาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“วันนี้มีกิจกรรมที่อยากทำเยอะเนอะ” พี่หัสพูดประชดออกมาเมื่อผมจูงมือพี่หัสเข้าออกร้านค้าบริเวณนั้นเป็นว่าเล่น ก่อนจะมาจบที่ร้านขายสังฆทานที่ผมเล็งเอาไว้ตั้งแต่ตอนแรก

“พี่จะบอกว่าผมหาข้ออ้างถ่วงเวลาพี่อย่างนั้นเหรอ?”

“ใช่”

“ใช่ พี่คิดถูกแล้ว เพราะตอนนี้ผมกำลังหาทางถ่วงเวลาให้มากที่สุด พี่ก็รู้ว่าโอกาสแบบนี้มันไม่ได้มีบ่อยๆ นะครับ” ผมยืดอกยอมรับหน้าตาเฉย

“ก็พอจะดูออกว่าหน้าตาอย่างมึง คงไม่น่าอยากจะทำบุญหรอก”

“อย่างน้อยผมก็อยู่วัดมาตลอดนะพี่ ได้หมดทุกบทสวด” ไม่อยากจะคุยว่าตอนที่ผมอยู่กับหลวงตาบวชเณรมาก็หลายครั้ง ไอ้เรื่องพิธีทางศาสนาหรือบทสวดมนต์ต่างๆ ไอ้เข้คนนี้ถนัดที่สุด แม้ว่าหน้าตาผมจะออกแนวไปทางอินเตอร์ก็เถอะ (อินเตอร์แถวไหนของมันวะ)

“เออๆ จะเอาอะไรก็รีบซื้อไป” เป็นครั้งแรกที่ผมปล่อยมือของพี่หัสหลังจากที่เราสองคนจับมือกันมาตั้งแต่หน้าคลินิก ที่ผมปล่อยก็เพราะจะได้ไปเลือกซื้อสังฆทานก่อนที่จะไปถวายพระที่วัดใกล้ๆ นี้ และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวตนที่ผมอยากให้พี่หัสเห็นว่าผมอะ ก็ธรรมะธัมโมเหมือนกันไม่ใช่แค่เกรียนหรือไร้สาระไปวันๆ

“ผมจ่ายเองนะพี่ เพราะพี่จะได้เป็นหนี้บุญคุณผม เราจะได้เจอกันทุกชาติไป” ผมยื่นเงินส่งให้แม่ค้าพร้อมกับถือสังฆทานออกจากร้านและกลับมาจับมือของพี่หัสต่อ

“ทำไมกูรู้สึกกลัว มึงมันน่ากลัวจริงๆ” ถึงปากจะว่าแต่มือของพี่หัสอีกข้างอ้อมมาแย่งสังฆทานที่ผมถืออยู่ก่อนหน้ามาถือเอาไว้เอง ความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ของพี่หัสก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผมชอบ

“รีบไปเถอะครับ เดี๋ยวเพลก่อน รออีกทีก็บ่ายเลย” ผมรีบตัดบทในการสนทนาด้วยการออกแรงจูงมือของพี่หัสให้เดินตามแรงดึงของผมมาเรื่อยๆ จนถึงบริเวณวัด

“นมัสการครับ คือผมอยากมาถวายสังฆทาน” และโชคดีที่เข้ามาในศาลาเจอหลวงตารูปหนึ่งนั่งอยู่พอดี ผมจึงรีบปล่อยมือออกจากพี่หัสและถอดรองเท้าเข้ามานั่งพับเพียบด้านใน

“เจริญพรโยม กล่าวคำถวายเป็นไหม?” หลวงตาเอ่ยถามหลังจากที่พี่หัสทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผมพร้อมกับเลื่อนสังฆทานไปตรงหน้าหลวงตา

“เป็นครับ” พี่หัสหันมามองผมด้วยแววตาประหลาดใจ เมื่อเห็นว่าผมตอบคำถามของหลวงตาได้อย่างมั่นอกมั่นใจ

"เป็นจริงไหมเนี่ย ห้ามเล่นนะ" พี่หันมาถามย้ำกับผมอีกครั้ง ซึ่งผมก็พยักหน้าเป็นการตอบกลับไปและหันมาที่หลวงตาพร้อมกับพนมมือขึ้นแนบอก

 “ว่าแต่หลวงตาอยากได้เวอร์ชันไหนครับ? บาลีหรือแจ๊ซ”

"......." ที่หลวงตาเงียบและยิ้มแบบนี้สงสัยจะอยากได้แจ๊ซแน่ๆ แต่คนข้างๆ ผมตอนนี้ไม่ยิ้มด้วยเลยสักนิด

“เข้...ขอโทษนะครับพอดีน้องผมเขาไม่ค่อยรู้เรื่อง หลวงตาอย่าถือสาเลยนะครับ” หนึ่งดอกครับผม เพราะจบคำพี่หัสก็ใช้มือหยิกข้างเอวของผมแรงๆ พร้อมกับส่งสายตาดุๆ มาให้ ก่อนจะเอี้ยวตัวมากระซิบข้างๆ หูผมเบาๆ ว่า “กาลเทศะ”

คำเดียวรู้เรื่องครับ ไอ้เข้สงบไปเลยตอนนี้

“เอาล่ะๆ อย่าว่ากันเลยโยม” หลวงตาเอ่ยยิ้มๆ “เอาที่โยนสะดวกก็ได้”

“ครับ” ผมพนมมือขึ้นเตรียมที่จะกล่าวคำถวายสังฆทาน “พี่กล่าวตามผมนะ อิมานิ.....สิ้นกาลนานเทอญ” ผมจรดหน้าผากลงบนมือทั้งสองข้างที่พนมเอาไว้พร้อมกับรับพรจากหลวงตา เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจการทำบุญ แน่นอนว่าสิ่งที่ผมจะได้รับคือ....

“บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเล่นไปทุกเรื่อง ถ้ามีแบบนี้อีกอย่าหวังว่าจะใจดีด้วย” ผมก้มหน้ามองพื้นทันทีที่พี่หัสลากผมมาดุต่อหลังจากทำบุญ "มึงไม่ใช่เด็กแล้วนะเข้ ถ้าจะพูดอะไรหรือทำอะไรหัดดูสถานที่และความเหมาะสมบ้าง เดี๋ยวเขาจะหาว่าไม่รู้จักกาลเทศะ อยากเป็นเด็กไม่ดีในสายตาคนอื่นๆ เหรอ? ถ้าอยากเป็นมึงก็ทำต่อไป"

"........."

"มึงจะทำนิสัยแบบนี้กับกูหรือที่บ้านกูไม่เคยว่านะ แต่นี่ไม่ใช่บ้าน ถ้าไปเจอคนที่เขาไม่เล่นด้วย คนที่เขาจะว่าไม่ใช่มึง เข้าใจไหม?"

“ครับ....” หากทุกคนไม่เคยเห็นไอ้เข้สิ้นลาย ตอนนี้เป็นจังหวะดีที่ทุกคนจะได้เห็น ผมรู้สึกเสียใจจริงๆ ที่ดันปากไวไปเล่นมุกกับหลวงตา เรื่องนี้ผมผิดเองเต็มๆ จะโทษใครไม่ได้

“ครับนี่เข้าใจไหม?”

“เข้าใจครับ อย่าดุผมเลย บรรยากาศตึงไปแล้ว” ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองพี่หัสที่ยืนอยู่ตรงหน้าผม “จะพยายามไม่ติดเล่นไปทุกเรื่อง จะไม่ตลกไปทุกอย่าง ถ้าเข้าวัดผมจะไม่ถามเวอร์ชันไหนอีกแล้ว จะบาลีอย่างเดียวพร้อมกับแปลไทยครับ”

“.......”

“หากเหนื่อยใจกับผมขอให้นั่งลง” ผมเป็นฝ่ายลุกขึ้นยืนและดันตัวพี่หัสให้นั่งลงที่เก้าอี้ที่ผมนั่งเมื่อสักครู่ “ผมจะเล่าอะไรให้พี่ฟังจะได้ใจเย็นๆ และเข้ากับบรรยากาศร่มรื่นของวัดในตอนนี้” ผมทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ พี่หัสที่ยังคงมีอารมณ์ตึงๆ อยู่

“.......” พี่หัสไม่ตอบแต่ก็ยังยื่นมือมาจับมือผมเหมือนเดิม ส่วนผมเมื่อเห็นดังนั้นก็ยิ้มออกทันที สงสัยพี่หัสจะกลัวว่าผมรู้สึกไม่ดีกับคำพูดของเขาเมื่อก่อนหน้า แต่หารู้ไม่ว่าถ้าเขาด่าผมไอ้เหี้ยผมก็ไม่โกรธ

“สิ่งที่ผมจะเล่าต่อไปนี้คือชาดกอีกเรื่อง ซึ่งพี่ก็อาจจะเคยได้ยินบ้างหรืออาจจะไม่เคย แต่เชื่อว่าพี่ต้องอารมณ์ดีแน่ๆ ครับหากฟังจบ”

“ถ้าอารมณ์เสียมากกว่าเดิม?”

“ผมจะกอดพี่เอง”

“ไม่คุ้ม”

“เอาหนา ฟังก่อน” ผมวางมืออีกข้างทับบนมือของพี่หัสที่วางอยู่บนมือของผมอีกที “เรื่องนี้ผ่านมาได้สักพักแล้วครับ เกี่ยวกับอภินิหารของหลวงปู่รูปหนึ่งต่อหน้าศิษยาณุศิษย์ประมาณสามหมื่นคน โดยการลุยไฟถ่านแดงๆ ยาวประมาณแปดเมตร พร้อมกับท่องคาถาที่ว่า...”

“.....??” ผมเงียบเพื่อรอดูว่าพี่หัสจะมีปฏิกิริยาอย่างไร จนกระทั่งเห็นว่าคิ้วทั้งสองข้างของพี่หัสขมวดเข้าหากันเหมือนสงสัยกับสิ่งที่ผมเล่าและมีท่าทีอยากรู้ว่าจะดำเนินเรื่องไปในทิศทางไหนต่อเพื่อไม่ให้เป็นการขาดตอนผมจึงดำเนินเรื่องต่อไป

“พุทธังอารธนานัง ธัมมังอารธนานัง สังฆังอารธนานัง...กองไฟยาวสิบห้าเมตร พอก้าวลงกองไฟ ก้าวแรกไม่เป็นไร ก้าวต่อไปเริ่มไหม้สบง หลังจากนั้นหลวงปู่หงิกอยู่อย่างนี้” ผมยกมือขึ้นประกอบท่าในการอธิบาย “ใครเห็นก็ว่าตาย”

“ไม่ตาย?”

“ตายสิ เหลือแต่กระดูกเชิงกรานเท่านั้นที่ยังไม่ไหม้”

“........”

“หลานชายไปนำเที่ยวกับเพื่อน พระองค์นี้สร้างจากกระดูกหลวงปู่เค็ม ไปทางเรือ ไปกว่า 50 คน เรือล่ม ตายหมด”

“แล้วหลานล่ะ?”

“จมคนแรก พ่าม! อภินิหารหลวงปู่เค็ม ตอบผมได้แบบนี้ดูเหมือนกันใช่ไหมเรา?” ผมถามยิ้มๆ เมื่อเห็นว่าใบหน้าของพี่หัสตอนนี้ดูมีรอยยิ้มขึ้นมาต่างจากในตอนแรก

“พอเลยๆ ไร้สาระจริงๆ” พี่หัสส่ายหน้าเล็กน้อย

“แต่ก็ทำให้พี่มีรอยยิ้ม ไม่ว่าจะไร้สาระแค่ไหนผมก็ยอมครับ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เพราะผมอยากให้พี่หัสรับรู้ถึงความจริงใจของผมในตอนนี้ ถึงผมจะติดเล่นไปทุกเรื่องแต่เรื่องเดียวที่ผมไม่เล่นก็คือเรื่องของพี่หัส

“เออ กลับกันได้ยัง?”

“ได้ครับ” ผมลุกขึ้นยืนเตรียมตัวที่จะกลับบ้าน ตอนนี้ผมหมดมุกแล้วไม่รู้ว่าจะไปไหนดี แต่สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คือ “นั่งรถเมล์นะครับ ผมอยากจะรู้ว่าระบบขนส่งสาธารณะของประเทศไทยตอนนี้ไปไกลถึงไหนแล้ว”

“ขอความจริง”

“มันถึงช้าดี ผมอยากจับมือพี่ไปนานๆ” จากตอนแรกจะหาข้ออ้างให้กลายเป็นคนฉลาดต่อหน้าพี่หัสสักหน่อย แต่พอถูกจำได้ก็ต้องยอมรับความจริงไปครับ

“ก็แค่นั้น”

“ยอมเหรอ?”

“จะทำเป็นไม่รู้ก็แล้วกัน” ไอ้เข้คนนี้ช็อกไปเป็นที่เรียบร้อยครับ ไอ้ที่แกล้งทำเป็นไม่รู้ก็เพราะอยากจะจับมือของผมนานๆ หรือเปล่านะ แต่ผมก็ไม่กล้าถามออกไปเดี๋ยวพี่หัสเขาจะอายครับหากถูกผมจับได้

ดังนั้นวันนี้ผมจึงปล่อยเลยตามเลยแกล้งปล่อยเบลอไม่แซวให้พี่หัสเขินอาย และที่สำคัญสิ่งที่ผมต้องกลับไปทำหลังจากนี้คือตัดขนจมูกและสปาร์มือให้นุ่มนิ่ม เผื่อครั้งหน้าพี่หัสจะได้ประทับใจผม หรือเอ๋? ผมควรทำหัวนมชพูไปด้วยเลยดีไหม เผื่อจะรวบรัดตัดตอน???

ปล. ขอบคุณที่ชอบค้าบบบบบ
ปล 2 เนื้อเรื่องอาจจะมีอะไรมาเซอร์ไพร์สตลอดนะคะ อิอิ

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
บทที่ 6
จระเข้ตลุยกองถ่าย

หลังวันที่ผมหลอกจับมือพี่หัน ตั้งแต่นั้นผมก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้ลวนลาม เอ้ย! ได้อยู่ใกล้กับพี่หัสอีกเลย ไม่ใช่ว่าพี่หัสเขาหลบหน้าหลบตาผมหรอกนะครับ แต่พี่หัสเขาต้องเข้าคลินิกหรือเรียนภาคปฏิบัติในชั้นปีสุดท้ายของนักศึกษาคณะทันตแพทยศาสตร์ ทำให้พี่หัสต้องไปนอนค้างที่คอนโดฯ จะกลับบ้านทีก็ช่วงศุกร์เย็น

“ของโปรดพี่หัสทั้งนั้นเลย” ผมมองอาหารตรงหน้าในช่วงเช้าของวัน อาหารที่ทำให้ผมนึกถึงแต่ใบหน้าของพี่หัสผมรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองเหี่ยวเฉามากๆ เลยครับ เวลาที่ไม่มีพี่หัสมาหล่อเลี้ยงแบบนี้ทำให้ผมไม่อยากโต

“เอาไปให้พี่เขาก็ได้สิลูก” แม่ผมพูดขึ้นมายิ้มๆ เหมือนรู้ว่าผมคิดอะไร ส่วนพ่อใหม่เองก็สนับสนุนผมเช่นเดียวกัน

“ทำตั้งเยอะ เอาไปให้เจ้าหัสก็ได้ เข้สะดวกไหมลูก?”

“สะดวกสุดๆ ไปเลยครับ เดี๋ยวผมรีบกินก่อนนะ จะได้ทันช่วงกลางวันพอดี” เพราะผมเคยศึกษาเส้นทางระหว่างบ้านไปยังมหาวิทยาลัยนั้นอย่างต่ำใช้เวลาเกือบๆ ชั่วโมงครึ่งถ้ารถไม่ติด ดังนั้นผมจึงตั้งใจว่าจะรีบออกไปก่อนเผื่อมีเวลาจะได้ไปแอบดูว่าพี่หัสเขาทำอะไรบ้างระหว่างที่อยู่มหาลัย

“ไม่ต้องรีบเดี๋ยวติดคอ”

“ครับผม”

หลังจากที่ผมกินข้าวเสร็จก็จัดการนำอาหารส่วนหนึ่งที่แยกเอาไว้ใส่ปิ่นโตน่ารักๆ สีสันสดใสพร้อมกับแวะซื้อขนมร้านประจำของพี่หัสติดไม้ติดมือไปด้วย จนกระทั่งพร้อมทุกอย่างผมจึงเริ่มออกเดินทาง แม้ว่าจะยังไม่ค่อยคุ้นทางในกรุงเทพฯ เท่าไหร่ มันเลยดูเงอะงะไปบ้าง โชคดีที่ผมเป็นคนปากดีเลยกล้าที่จะถามทางคนแปลกหน้าในระหว่างการเดินทาง

“ไอ้หนุ่มถึงแล้ว” กระเป๋ารถเมล์ตะโกนเสียงดังหลังจากที่ผมบอกเขาว่าถ้าถึงที่หมายแล้วให้บอกผมด้วย

“ขอบคุณครับ” ผมรีบกระโดดลงจากรถเมล์และตรงมาที่โรงพยาบาลซึ่งเป็นสถานที่ที่พี่หัสใช้เรียนอยู่ในตอนนี้ แต่ผมไม่มั่นใจว่าระหว่างที่ผมเข้าไปหาพี่หัสจะยังอยู่ไหม หรือออกไปกินข้าวกับเพื่อนๆ แล้วเพราะก่อนมาผมไม่ได้โทรมาบอกพี่หัสล่วงหน้า

“แผนกทันตกรรมอยู่ตรงไหนเหรอครับ?” เมื่อเข้ามายังด้านในของโรงพยาบาลผมรีบตรงมาที่เคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์เพื่อสอบถามว่าแผนกทันตกรรมอยู่ส่วนไหน เพราะถ้าให้ผมหาวันนี้ก็คงไม่เจอครับ

“เดินตรงไปสุดอาคารแล้วเลี้ยงซ้ายนะคะ”

“ขอบคุณมากๆ เลยนะครับ” ผมยกมือไหว้และออกเดินไปตามทางที่พี่ประชาสัมพันธ์บอก ระหว่างนั้นสายตาของผมก็มองไปรอบๆ จะว่าไปโรงพยาบาลนี้มีแต่นักศึกษามาใช้บริการเป็นส่วนมาก และที่สำคัญอาหารตาของผมก็เยอะมากๆ เช่นกัน

ตื่นเต้น!

เมื่อก้าวมาถึงแผนกทันตกรรมหัวใจของผมก็เต้นไม่เป็นจังหวะ เพราะคาดเดาไม่ได้ว่าพี่หัสจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อเห็นหน้าผมพร้อมกับปิ่นโตอาหารสุดน่ารัก แต่จะไปถึงขั้นนั้นผมต้องหาพี่หัสให้เจอก่อนครับ

“น้องเข้?”

“พี่ยิม?” ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่ผมดันบังเอิญเจอพี่ยิมเข้าพอดี “สวัสดีครับ” และไม่ลืมที่จะยกมือไหว้ตามมารยาทที่พี่หัสสั่งสอน (ได้ข่าวว่ากูสอนมึง? /เสียงของพ่อตะโขง)

“มาหาไอ้หัสเหรอ?”

“ครับ แต่ผมไม่ได้โทรบอกเลยไม่รู้ว่าพี่หัสอยู่ไหน”

“อ่อ เดี๋ยวอีกสักพักก็พักแล้วมั้ง มันน่าจะทำเคสอยู่” พี่ยิมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู “ไปรอกับพี่ก่อนไหมล่ะ?”

“ผมบอกพี่ก่อนเลยนะว่า ห้ามทำมิดีมิร้ายผมเด็ดขาด แล้วพี่ก็ห้ามคิดอะไรกับผมด้วย เพราะผมมีพี่หัสแค่คนเดียวเท่านั้นครับ”

“โถ่ หลงตัวเองโคตรๆ”

“อีกไม่นานพี่หัสเขาก็หลงผมแหละครับ”

“ก่อนที่จะหลงน้อง ป่านนี้มันหลงอย่างอื่นไปแล้วมั้ง...”

“พี่ยิม เรามีเรื่องต้องคุยกันแล้วแหละครับ” เพราะน้ำเสียงและสีหน้าของพี่ยิมตอนนี้มันทำให้ผมสันนิษฐานว่าต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างที่ผมไม่รู้

“ไปสิ ตอนนี้ไม่มีคนไข้” ผมเดินตามพี่ยิมมาที่ห้องพักของเขา และผมก็พึ่งรู้ว่าวันธรรมดาพี่ยิมเป็นหมอฟันใช้ทุนอยู่ที่โรงพยาบาล ส่วนช่วงเย็นหรือวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็เปิดคลินิกเป็นรายได้เสริม ถ้าไม่ติดว่าผมไม่ได้ชอบพี่หัสอยู่พี่ยิมนี่ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจจริงๆ นะครับ

“พี่ยิม เล่าเลยพี่”

“เออ เร่งจังเลย” พี่ยิมเดินไปเปิดตู้เย็นพร้อมกับหยิบขวดน้ำมาให้ผมหนึ่งขวด “เอ้า ดื่มน้ำก่อนจะได้ใจเย็นๆ”

“พี่นั่งเลยๆ เล่าๆ” ผมขยับให้พี่ยิมนั่งลงบนโซฟาข้างๆ ผม “ผมตงิดตั้งแต่ที่พี่บอกผมตอนที่ไปอุดฟันแล้ว”

“นั่นแหละ อย่างที่บอก แต่พี่ก็ไม่ได้อยากจะยุ่งเรื่องของไอ้หัสมันเท่าไหร่ แต่พี่ถูกชะตากับเราก็เลยอยากจะบอกเอาไว้ก่อนจะได้เผื่อใจ” ผมเกลียดคำว่าเผื่อใจที่สุดเลยครับ

“......”

“เฮ้ย! อย่าพึ่งทำหน้าซีเรียสสิ ยังไม่ทันได้เล่าเลย”

“พี่เล่ามา ผมพร้อมละ” ผมนั่งตัวตรงพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

“ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละ มีคนชอบไอ้หัสเยอะแต่มันไม่เคยชอบใครเลย แต่มีอยู่คนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของมันมากๆ และที่สำคัญ....อยู่ใกล้มันด้วย” พี่ยิมเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนที่จะเล่าต่อ “อยากไปดูไหม เผื่อจะได้เห็นชัดๆ มากกว่าที่พี่พูด”

“เสี้ยมผมปะเนี่ย?”

“ก็ไปดูกับตา ไปไหมล่ะ?”

“ไปครับๆ” ผมทิ้งของทุกอย่างไว้ที่ห้องของพี่ยิมก่อนที่จะเดินตามหลังพี่ยิมออกจากห้องไป ผมไม่รู้หรอกนะว่าพี่ยิมจะพาผมไปดูอะไร แต่ที่แน่ๆ ผมเตรียมใจไว้แล้วแหละครับ

“นี่ อย่าให้มันจับได้นะ” พี่ยิมพาผมมาที่ด้านหลังห้องทันตกรรมที่ตอนนี้มีคนอยู่เพียงไม่กี่คน และหนึ่งในนั้นก็คือพี่หัส แม้ว่าจะเห็นเพียงด้านหลังผมก็จำได้เป็นอย่างดี ซึ่งพี่หัสตอนนี้ดูเหมือนว่ากำลังเก็บอุปกรณ์โดยที่มีผู้ชายตัวเล็กๆ ยืนอยู่ข้างๆ แต่ที่แปลกออกไปคือการแต่งการของผู้ชายคนนั้นต่างจากพี่หัสและดูคล้ายกับพี่ยิม

“พี่ให้ผมดูอะไร?” แม้ว่าลางสังหรณ์ของผมมันจะเริ่มทำงานบ้างและ แต่ในเมื่อภาพตรงหน้ามันยังดูปกติผมจึงหันกลับไปถามพี่ยิมที่ยืนอยู่ข้างๆ ผม

“อาจารย์วิน”

“อาจารย์เลยเหรอ ทำไมหน้าเด็กกว่าพี่ยิมอีกอะครับ โอ๊ย! ผมให้พี่ทำได้คนเดียวนะพี่” แต่ก่อนที่ผมจะโวยวายไปมากกว่านี้เพราะพี่ยิมดันเขกมาที่หัวของผม ผมก็ต้องรีบหลบเมื่อพี่หัสหันหน้ามาทางที่ผมกับพี่ยิมยืนอยู่พอดี “พี่จะบอกว่าพี่หัสกับอาจารย์วินอะไรนั่นกิ๊กกั๊กกัน?”

“ทำไมรู้”

“ก็พี่หัสหล่อสะขนาดนี้ จะมีคนไม่ชอบด้วยเหรอ?”

“ไม่รู้สึกอะไรหน่อยเหรอ? เขาเคยคบกันนะ”

“ก็แค่เคยไหมพี่ เพราะพี่บอกว่าเคยอีกอย่างพี่หัสก็บอกผมว่าเขาไม่มีแฟนและยังไม่สนใจใคร” ผมตอบด้วยความมั่นใจเพราะพี่หัสเคยบอกผม เช่นเดียวกันพี่หัสก็ปฏิเสธผมเหมือนกัน “และที่สำคัญเลยนะพี่ ผมกับพี่หัสก็ยังไม่ได้เป็นอะไรกัน พี่อย่าปั่นให้ผมหึงออกนอกหน้าเลยครับ เพราะถ้าทำแบบนั้นพี่หัสก็จะยิ่งไม่ชอบผม”

“ฉลาดนิหว่า” พี่ยิมมองผมพร้อมกับยิ้มมุมปากเล็กๆ ราวกับว่าไม่เชื่อว่าคำพูดเหล่านี้จะหลุดออกมาจากปากผม “ถ้าอย่างนั้นก็รอมันตรงนี้ก็ได้ เดี๋ยวมันก็ออกมา”

“แหมพี่ยิม พอผมไม่เป็นไปตามที่พี่คิดก็หนีเลยนะ”

“มันไม่สนุกอะ”

“อยากสนุกไหมล่ะ ผมจะได้บอกพี่หัสให้ว่าพี่เผาเขาให้ผมฟัง”

“เดี๋ยวจะไม่บอกอะไรอีกนะ”

“พี่ยิมหล่อและใจดีที่สุดครับ” ผมยิ้มให้ผมยิมทันที เพราะต่อจากนี้ถ้าผมจะเริ่มเดินหน้าแบบจริงจังพี่ยิมก็เป็นตัวสำคัญที่จะช่วยผมสอดส่องพี่หัส

“เข้?” ไม่ทันที่ผมจะได้ตั้งตัวพี่หัสก็เดินออกมาพร้อมกับมองผมสลับกับพี่ยิมไปมาเหมือนสงสัยว่าผมอยู่กับพี่ยิมได้อย่างไร แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ พี่หัสตอนนี้

ผมใช้เวลาไม่นานพิจารณาอาจารย์วิน หากมองภายนอกเขาเป็นผู้ชายที่ดูดีทีเดียว น่ารัก ตัวเล็ก และที่สำคัญมีออร่าความฉลาดอยู่เต็มไปหมด

“มาได้ไง ทำไมไม่โทรมาบอกก่อน” พี่หัสเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผมพร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างของเขากุมใบหน้าของผมเอาไว้ และออกแรงบังคับให้ผมเงยขึ้นและมองเขาตรงๆ ไม่อยากจะบอกว่าตอนนี้ไอ้เข้เข่าแทบทรุดเพราะไม่คิดว่าพี่หัสจะทำแบบนี้ต่อหน้าทุกคน โดยเฉพาะอดีตแฟนเก่าที่ยังคงอยู่ที่เดิมและมองมาที่ผมสองคนด้วยสายตาสงสัย “ไหนอ้าปากดิ ได้แปรงฟันตามที่บอกไหม?”

“แองอับ (แปรงครับ) ” ผมอ้าปากตามที่พี่หัสบอกส่วนสายตาของผมก็จับจ้องมาที่ใบหน้าของพี่หัสที่อยู่ใกล้ผมมากๆ มากชนิดที่ว่าถ้าผมอุตริเอาปากไปแตะปากพี่หัสก็ยังได้อะครับ แต่ก็ต้องห้ามความคิดนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้พี่หัสต่อยปากผมสะก่อน

“แต่มีเศษอาหารติดอยู่?”

“ก็ผมแปรงตอนเช้ากับตอนนอนไงครับ” พี่หัสปล่อยมือออกจากใบหน้าของผมก่อนจะส่ายหน้าไปมา

“บอกให้แปรงหลังมื้ออาหาร ถ้ามันสะสมไปเรื่อยๆ อีก แก๊สไข่เน่ากลับมาไม่ช่วยแล้วนะ”

“แต่ตอนนี้ยังไม่มีแก๊สไข่เน่านะครับ มีแต่แก๊สน้ำตา”

“แก๊สน้ำตา?” พี่หัสขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจก่อนที่จะเลื่อนสายตาไปมองพี่ยิมเพื่อถามว่าสิ่งที่ผมพูดคืออะไร แต่พี่ยิมทำท่าไว้ไหล่ “แล้วมาทำไม ยังไม่บอกเลย”

“เอาอาหารมาให้ วันนี้แม่ทำแต่ของชอบพี่เต็มไปหมดเลย”

“เหรอ? ไม่ใช่ข้ออ้างนะ”

“ไม่เลยครับ”

“งั้นรอก่อน” พี่หัสเดินกลับไปหาอาจารย์วินที่ตอนนี้ยืนแข็งเป็นหินไปแล้ว ถ้าจะมาหวงก้างผมทุบให้เลยนะ อาจารย์ก็อาจารย์เถอะ

“ขอโทษนะครับ วันนี้ผมคงต้องไปทานกับน้อง ไว้วันหลังนะครับอาจารย์”

“ไม่เป็นไรพฤหัส ไว้เจอกันๆ ผมไปก่อนนะ” อาจารย์วินตอบยิ้มๆ ก่อนที่จะเดินแยกออกไปอีกทาง ส่วนผมตอนนี้ก็กันไปมองหน้าพี่ยิมพร้อมกับทำมือเป็นรูปกดไลก์ให้ ส่วนพี่ยิมเองก็หัวเราะเบาๆ

“ชนะใสๆ อะนะ พี่เขาเลยผมอะครับพี่ยิม”

“ค้าบบ จะคอยดูต่อไปครับ อนุญาตให้ใช้ห้องได้ แต่ห้ามเลอะ”

“ทะลึ่งว่ะพี่”

“หมายถึงอาหาร อย่าทำเลอะ ทะลงทะลึ่งอะไรเป็นเด็กเป็นเล็กนะเราคิดไปนู่น” ผมอยากจะแหมให้ถึงดาวอังคาร เป็นใครก็รู้ว่าพี่ยิมมันจะสื่ออะไร แต่ก็ดีครับเพราะผมจะได้ใช้เวลาอยู่กับพี่หัสสองคน


เมื่อมาถึงห้องของพี่ยิมแล้วผมก็ไม่รอช้าจัดการนำอาหารออกมาจากปิ่นโต ส่วนพี่หัสก็นั่งกอดอกมองผมนิ่งๆ เหมือนกำลังคิดว่าผมจะมาไม้ไหน ส่วนผมน่ะหรอยังคงสะใจกับท่าทางของอาจารย์วินอะไรนั่นอยู่เลยครับ ถึงจะแสดงออกไปว่าไม่สนใจ แต่ลึกๆ ผมก็แอบเป็นกังวลอยู่นะ

“คิดอะไรอยู่?”

“คิดถึง”

“ปากดี” พี่หัสหัวเราะออกมาเล็กๆ “ทำหน้าเหมือนสงสัย ไอ้พี่ยิมมันเล่าอะไรให้ฟังละ?”

“ผมให้พี่เดา เพราะพี่รู้จักพี่ยิมมากกว่าผม” ถ้าจะมาหลอกให้ผมตอบพี่หัสคิดผิดแล้วแหละครับ เพราะถ้าผมตอบไปผมก็จะกลายเป็นเด็กคบไม่ได้ แต่ถ้าพี่หัสเดาได้นั่นก็ไม่เกี่ยวกับผมเพราะผมไม่ได้เป็นคนบอก “เดาออกไหมครับ?”

“พอจะออก ไอ้พี่ยิมนี่ปากมากจริงๆ”

“แล้วเรื่องมันเป็นมาอย่างไรเหรอครับ?”

“ไม่บอก”

“ผมจะคิดมากนะพี่ เพราะเรื่องของพี่ก็คือเรื่องของผมเหมือนกัน อย่าลืมดิว่าผมชอบพี่นะครับ” ผมใช้จังหวะนี้เลื่อนมือออกมาสัมผัสมือของพี่หัสเบาๆ พยายามจะทำให้เนียนมากที่สุดเพื่อที่พี่หัสจะได้ไม่เอามือของเขาออก

“ให้เป็นเอฟซีก่อน”

“ผมอะนะ?”

“อืม ให้เป็นเอฟซี ถ้าทำตัวดีจะเลื่อนขั้นให้”

“ผมไม่อยากเป็นคลับนะพี่” ผมเบะปากเตรียมที่จะงอแงแบบเล็กๆ ให้ดูตัวเล็กน่ารักที่สุด แต่ยังไม่ทันที่ผมจะอมลมเข้าปากให้แก้มป่องๆ พี่หัสก็พูดออกมาอีกประโยคที่ทำให้ผมเสียอาการเลยทันที

“ทำตัวดีจะตัดคลับออก”

“.......!!”

“อึ้งขนาดนั้นเลย?”

“มีคอตตอนบัดไหม ผมอยากจะแคะหูเพื่อว่าขี้หูในผมจะเยอะเกินไปเลยรู้สึกตื้อๆ กับคำพูดของพี่เมื่อครู่” ตอนนี้ไม่สนใจคอตตอนบัดแล้วครับ ใช้นิ้วแคะไปเลยเพื่อให้หูผมโล่งที่สุด “บอกอีกรอบได้ไหม?”

“ไม่บอก”

“โห่ ใจร้ายอะพี่”

“รีบกินข้าว เดี๋ยวบ่ายมีเคสต่อ” พี่หัสทำเฉไฉไปเรื่องอื่นโดยการหยิบช้อนขึ้นมาตักอาหารทาน ส่วนผมนะหรอแค่ได้มองพี่หัสกินก็มีความสุขแล้วแหละครับ ถึงตอนนี้จะได้เป็นเอฟซีก็เถอะ แต่เอฟซีคนนี้ยอมถวายตัวและหัวใจให้เสมอเพียงแค่พี่หัสเอ่ยปาก

“ไม่กินเหรอ?” ผมส่ายหน้าเป็นคำตอบหลังจากที่พี่หัสทานไปได้สักพัก “กินไปเถอะ จะได้ไม่ยิ้ม” พี่หัสยิ้มผลไม้พร้อมกับจ่อมาที่ริมฝีปากของ

“อ้ำ หวานมากครับ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผลไม้หรือเพราะคนป้อน....”

“ผลไม้” ยังไม่ทันที่ผมจะได้หยอดจนจบประโยคพี่หัสก็พูดแทรกขึ้นมาทำเอาผมเปลี่ยนสีหน้าแทบไม่ทัน

เมื่อพี่หัสทานเสร็จ ผมก็จัดแจงล้างปิ่นโตและเตรียมที่จะกลับบ้าน แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฟ้าฝนเป็นใจหรือเปล่าที่อยู่ๆ ก็เทลงมาเหมือนโกรธ ทำให้พี่หัสบอกผมว่าถ้าฝนยังไม่หยุดก็ให้รออยู่ที่ห้องของพี่ยิมไปก่อน ถ้าพี่หัสเลิกแล้วฝนยังตกก็นอนที่นี่ไปเลย ระหว่างนั้นผมก็รีบเสิร์ชบทสวดขอให้ฝนตกหนักๆ เพื่อที่ว่าผมจะนอนกับพี่หัสที่คอนโด แค่คิดก็เขินแล้วอะครับ

แต่ระหว่างนั้นผมรู้เบื่อที่จะต้องนั่งอยู่ในห้องของพี่ยิมไปเรื่อยๆ ทำให้ผมออกมาเดินเล่นในโรงพยาบาลระหว่างที่รอพี่หัส

“เฮ้ย!!!” อยู่ๆ เสียงร้องของใครบางคนเรียกร้องความสนใจของผมไปหมด และหันไปตามเสียงที่ได้ยินก่อนจะพบว่าตอนนี้ผมเห็นผู้ชายคนหนึ่งท่าทางไม่ปกติใช้มือจี้ที่คอของตัวเองคล้ายกับคลั่ง

“ออกไป อย่าห้าม!! ไม่งั้นแทงนะเว้ย!” ด้วยความที่เป็นคนอยากรู้อยากเห็นอยู่แล้วทำให้ผมเข้าไปยังที่เกิดเหตุ ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่พยาบาลและหมอที่กำลังเกลี้ยกล่อมผู้ชายคลั่งคนนี้อยู่ พร้อมกับคนที่อยู่แถวนั้นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย

“ใจเย็นๆ นะคะคุณ ค่อยๆ คุยกันนะ วางมีดก่อน แล้วเรามาคุยกันนะ” หนึ่งในเจ้าหน้าที่เดินเข้าไปใกล้พร้อมกับเจรจาไกล่เกลี่ยด้วยความใจเย็น

“ไม่!!! ไม่อยากอยู่แล้ว!!” แต่ทำไมผู้ชายคลั่งคนนี้หน้าตาดูคุ้นๆ เหมือนผมเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ผมก็คิดไม่ออก รู้ตัวอีกทีผมก็เดินเข้ามาแถวหน้าที่มีเจ้าหน้าที่ยืนอยู่

“ใจเย็นๆ นะคะ” แล้วเจ้าหน้าที่พูดเป็นใครใจเย็นๆ เหรอวะ? คนคลั่งขนาดนี้เขาคงจะฟังหรอก ด้วยความที่ผมเป็นคนที่มีจิตสาธารณะและชอบช่วยเหลือคนอื่นอยู่แล้ว ทำให้ผมเดินพุ่งเข้าไปใกล้ๆ กับผู้ชายคลั่งคนนั้นโดยที่มีสายตาของใครหลายๆ คนจับจ้องมาที่ผม ผมจะโชว์ให้ดูว่าต้องพูดอย่างไรให้เขายอมวาง

“พี่ชาย พี่มีอะไรในใจ พี่บอกผมได้นะ” ผมยกมือขึ้นทั้งสองข้างพร้อมกับก้าวเข้าไปหาใกล้ๆ “ผมรู้ว่าพี่ชายอาจจะเจอเรื่องที่ลำบากมากๆ มา แต่ผมอยากให้พี่ชายค่อยๆ สูดหายใจเข้าลึกๆ นะ”

“........” ผู้ชายคลั่งเงียบลงพร้อมกับมองผมด้วยสายตาว่างเปล่าซึ่งต่างจากตอนแรกที่มีแต่แววตาโกรธแค้นและเศร้าหมอง

“ผมอะก็เคยเจอเรื่องแย่มามากๆ จนผมย้อนถามกับตัวเองว่า กูเกิดมาทำไมวะ เกิดมาลำบากขนาดนี้ก็ไม่อยากจะเกิด” ซึ่งผมเคยคิดแบบนี้จริงๆ ช่วงที่ผมเห็นพ่อทำงานหนักเพื่อที่จะส่งให้ผมได้เรียน ผมเคยคิดว่าถ้าผมไม่เกิดมาพ่ออาจจะมีชีวิตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่แบบนี้ก็ได้ “แต่เรื่องของผมมันเทียบกับเรื่องที่พี่ชายเจอไม่ได้หรอก พี่อาจจะเจอมาหนักกว่าผม แต่ผมอยากให้พี่คิดนะ ว่าถ้าพี่ไปตอนนี้พี่จะไม่เสียใจทีหลังกับการกระทำแบบนี้”

“........”

“คนเรามันเลือกเกิดไม่ได้นะพี่ และเลือกที่จะไม่เกิดก็ไม่ได้”

“........”

“แต่ในเมื่อเกิดมาแล้ว ก่อนที่เราจะกลับไปยังจุดเดิม เราต้องทำให้สุดกำลังของเราเพื่อที่จะไม่ให้ย้อนกลับมามองว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นเป็นเพียงแค่อารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น แต่ถ้าพี่ชายคิดดีแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าจะห้ามอะไร” ไม่ใช่ว่าผมอยากให้ผู้ชายคนนี้เขาจบชีวิตของตัวเองจริงๆ แต่ผมอยากให้เขามีสติและคิดตามในสิ่งที่ผมพูด

ตุบ!

ผู้ชายคลั่งคนดังกล่าวทิ้งมีดลงพื้นทันทีพร้อมกับพุ่งตัวเข้ามากอดผมแรงๆ จนตัวของผมเซไปทางด้านหลัง ระหว่างนั้นเองเสียงปรบมือของคนรอบข้าง ก็ดังขึ้น

ผมไม่เคยรู้สึกเท่มาก่อนเท่ากับวันนี้เลยครับ ยังไม่ทันที่ผู้ชายคลั่งจะผละออกจากอ้อมกอดของผม อยู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา เสียงนั้นเล่นเอาเข่าผมทรุดไปกับพื้นทันที

“คัท!! ไอ้น้องนี่เป็นใครวะ! ใครปล่อยคิวมา”

ตุบ!!!

ผมทรุดลงทันทีที่ผู้ชายคลั่งคนนี้ผละออกจากอ้อมกอดของผม ด้วยความที่ตอนนี้ในหัวของผมว่างเปล่า และไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เรี่ยวแรงที่มีของผมหายไปพร้อมกับตัวผมที่ล้มลงมาที่พื้น

อาย...อายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปทรุดไว้ที่ไหน ใครก็ได้เอาผมออกไปจากตรงนี้ที

ถ้าทุกคนมองภาพไม่ออก ผมอยากให้ทุกคนจินตนาการถึงกองถ่ายภาพยนตร์ที่กำลังดำเนินการถ่ายซีนสำคัญซีนหนึ่งเรียกได้ว่าเป็นซีนอารมณ์เลยก็ว่าได้ แต่มีไอ้เด็กบ้าที่ไหนสะเหล่อเข้ามาพูดจาอะไรก็ไม่รู้จนทำให้ต้องถ่ายใหม่ และที่สำคัญที่สุดผมเจ็บใจมากๆ ที่แม่งไม่สั่งคัทตั้งแต่ผมเสนอหน้าออกไปตั้งแต่แรก หลังจากนี้ผมคงไม่กล้าที่จะเข้าไปยุ่งกับเรื่องอะไรแบบนี้อีกแล้วครับ

“น้องเก่งมากเลยนะ พี่นับถือ” เป็นผู้ชายคลั่งคนนั้นที่ย่อตัวลงมาให้เสมอกับผมที่ยังคงคุกเข่าอยู่ “ไม่ต้องคิดมากนะ น้องคือคนที่สังคมต้องการ”

ไอ้ฉิบหาย! ผมอยากจะสบถออกไป แต่เวลานี้ผมกลับได้แต่นิ่งและอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“น้องเจคะ ซับหน้าค่ะ!” ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไปมองผู้ชายคลั่งคนนี้หลังจากที่ผมได้ยินชื่อของเขาชัดๆ ถึงว่าทำไมผมถึงคุ้นหน้าคุ้นตาเขาอย่างประหลาด ก็เพราะเขาคือ ‘เจ จิรภัทร’ นักแสดงวัยรุ่นที่เป็นกระแสอยู่ตอนนี้ ทำไมผมถึงไม่คิดออกให้เร็วกว่านี้ ไม่อย่างนั้นผมคงไม่หน้าแตกแบบนี้หรอกครับ แตกต่อหน้าคนนับร้อย

สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คือกลั้นหายใจและรีบลุกขึ้นก่อนจะรีบวิ่งหายไปโดยไม่สนใจว่าใครจะเรียกผมเอาไว้ เพราะตอนนี้นอกจากจะเจ็บใจแล้วร่างกายของผมก็เจ็บไม่เบา เพราะช่วงที่ทิ้งตัวลงมาไม่รู้ว่ามีเศษอะไรสักอย่างอยู่ที่พื้น ทำให้เข่าของผมทิ่มมันเข้าไปตรงๆ ไม่รู้ว่าเลือดจะออกไหมเพราะตอนนี้ไม่ทันได้ดู

“ไปไหนมา?” ทันทีที่เปิดประตูเข้ามาในห้องก็เจอกับพี่หัสที่ยืนมองผมอยู่ด้วยสายตางงๆ ก่อนจะเลื่อนสายตาลงมาที่บริเวณเข่าของผม “ไปโดนอะ....!!”

หมับ!!

“ฮื่ออออออ ผมอายอะพี่ อายมากๆ อายโคตรๆ เลย เกิดมาผมไม่เคยอายขนาดนี้เลยนะพี่ ฮื่อออออ” ผมพุ่งตัวเข้ามากอดพี่หัสทันที แต่ต้องรีบปล่อยออกเพราะไม่รู้ว่าตัวของผมเปื้อนอะไรหรือเปล่า เพราะถ้าผมเปื้อน ชุดกาวด์ของพี่หัสต้องเปื้อนไปด้วยแน่ๆ

“เปื้อนไหมพี่? ผมขอโทษ ผมไม่ทันได้ดู” ผมรีบสำรวจชุดของพี่หัสทันทีหลังจากที่ปล่อยออก

“ช่างชุดเถอะ แต่มานั่งนี่เลย” พี่หัสคว้าข้อมือของผมเอาไว้พร้อมกับออกแรงให้ผมเดินตามเขามายังโซฟาก่อนจะกดไหล่ให้ผมนั่งลง “ไปซนที่ไหนมา ทำไมเลือดออก แบบนี้?”

“เลือดไหน?” ผมก้มลงมองตามสายตาของพี่หัสที่มองมายังบริเวณหัวเข่าของผม และผมก็พึ่งคิดได้ว่าก่อนหน้านั้นผมเจ็บที่เข่ามากๆ แต่ไม่ทันได้สังเกตเพราะต้องรับหนีความอับอายที่เกิดขึ้น

“ไปซนที่ไหนมา นั่งเฉยๆ เลย”

“ครับ”

“เดี๋ยวทำแผลให้ ระหว่างนี้ก็เล่ามาให้หมด” พี่หัสลุกขึ้นไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลก่อนจะกลับมาที่เดิม พร้อมกับใช้มือของเขายกขาของผมให้พาดกับโต๊ะด้านหน้าเอาไว้

“แสบไหมพี่?”

“ไม่เท่ามึงหรอก”

“อย่าว่าผมสิครับ ผมมีเหตุผล ไม่ใช่ว่าผมอยากจะไปทำให้ตัวเองเจ็บตัวขนาดนี้หรอกครับ”

“เล่ามา” พี่หัสเปิดขวดน้ำเกลือพร้อมกับใช้สำลีชุบมาเช็ดบริเวณรอบๆ แผลของผมเบาๆ

“คือผมอะ.......” ผมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พี่หัสฟังระหว่างที่พี่หัสค่อยๆ บรรจงทำแผลให้ผมด้วยความตั้งใจและเบามือที่สุด จนกระทั่งถึงขั้นตอนสุดท้ายของการทำแผล

“ปิดเอาไว้แบบนี้ก่อน”

“ขอบคุณครับ” พี่หัสลุกเอากล่องปฐมพยาบาลไปเก็บพร้อมกับล้างมือของตัวเองที่ใช้ทำแผลให้ผม “ผมอายอะพี่ ผมไม่รู้ว่าตรงนั้นเขาถ่ายทำกันอยู่ ถ้ารู้ผมไม่ไปโชว์สะเหล่อหรอกครับ” ผมเตรียมใจเอาไว้แล้วว่าพี่หัสต้องว่าผมแน่ๆ เพราะเรื่องนี้คนผิดน่าจะเป็นผมเอง จะไปโทษใครเขาไม่ได้

“ฟังนะ” พี่หัสกลับมาที่เดิมพร้อมกับย่อตัวลงตรงหน้าผมโดยที่มือของเขาแตะที่ไหล่ของผมเบาๆ “วันนี้ทำดีมากที่กล้าหาญแบบนี้ แต่ถ้ามันไม่ใช่การแสดงรู้ไหมว่ามันเสี่ยง? รู้ไหมว่าตัวเองจะเป็นอันตราย? อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงอะไรแบบนี้ ถ้าอยากช่วยจริงๆ มันมีหลายวิธีมากๆ แต่ต้องใช้สติให้มากที่สุด ไม่ใช่อยากจะช่วยจนเอาตัวเองไปเสี่ยง โชคดีแค่ไหนแล้วที่ไม่ใช่เรื่องจริง เข้าใจที่พูดไหมครับ?” ผมหยักหน้าเบาๆ เพื่อเป็นคำตอบให้พี่หัส “อันนี้ไม่ได้ดุนะ อันนี้สอน” เมื่อพี่หัสเห็นว่าสีหน้าของผมไม่สู้ดีนักเขาจึงค่อยๆ ยื่นมือนิ้วหัวแม่มืออีกข้างของเขาเขี่ยเบาๆ บริเวณใต้ดวงตาของผม

“.........”

“ไหนว่าซ่า ร้องไห้เป็นเด็กเลย”

“ที่ร้องเพราะอายหรอกพี่ ไม่ได้เจ็บอะไรเลย มันอาจจะหาที่ระบายไม่ได้เลยร้องไห้ออกมา พี่รู้ไหมว่าผมอะเหมือนคนโง่เลย แม้คนอื่นจะปรบมือให้ผม แต่แม่งก็มีคนหัวเราะอะ” บอกตามตรงว่าเสียงหัวเราะที่มองว่าสิ่งที่ผมทำไปเป็นเรื่องตลก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็ตลกจริงๆ

“แต่กูชมมึงนะ”

“ก็มีตำหนิด้วยไม่ใช่เหรอครับ?”

“ก็เพราะเป็นห่วง”

“.......”

“เข้าใจไหม? แต่ถ้าไม่อยากให้เป็นห่วงก็บอก”

“ไม่ครับ อยากให้เป็นห่วง และอยากให้ชอบผมด้วย”

“........”

“พี่ไปทำงานต่อเถอะครับ ผมโอเคแล้ว” ผมรีบออกปากไล่ให้พี่หัสกลับไปทำงาน เพราะตอนนี้บอกตามตรงว่าผมเขินกับสิ่งที่ตัวเองพูดออกไปมากๆ

“อืม ถ้าฝนหยุดแล้วไม่ต้องกลับนะ” พี่หัสยันตัวลุกขึ้นเหมือนเดิม “วันนี้นอนนี่แหละ” พี่หัสวางมือลงบนศีรษะของผมเบาๆ พร้อมกับออกแรงขยี่ผมเล็กน้อยก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป

ส่วนผมตอนนี้หรอ เป็นลมไปแล้วครับ! ไม่แน่ว่าคือนนี้หัวนมชมพูที่ผมเคยมาร์คไว้อาจจะได้ใช้ก็ได้ครับ!


ปล. หนึ่งตอนหลากหลายอารมณ์งับบบบ ขอบคุณที่ชื่นชอบเจ้าจระเข้และพี่หัสนะคะ



ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 159
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
เจ้าน้องเข้ๆๆๆๆๆๆๆๆ​ 555

ออฟไลน์ Pe_no

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 380
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ติดตามค้าาาาา ชอบความล้นๆ :mew2:

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2090
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
น้องเข้น่ารักมากกก พี่หัสต้องหลงแน่ๆในอนาคตอันใกล้นี้

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหา ไรท์มีเรื่องจะถามค่ะ
ระหว่าง EBook และเล่มแบบทำมือ มีใครสนใจไหมเอ่ยยยย ถ้าสนใจเยอะสิ้นเดือนนี้จบเรื่องแน่ค่ะ
ฝันที่ไม่กล้าฝันของเราเองงงงงง
บทที่ 7
ฝันที่ไม่กล้าฝัน

“เกินไป....”

“.......”

“ไอ้หัส มึงยอมน้องมันเกินไปหรือเปล่า” ใครจะพูดอะไรผมไม่สนใจเพราะตอนนี้สิ่งที่ผมสนใจคือหลังอุ่นๆ ของพี่หัสที่ตอนนี้ผมกำลังแนบหน้าของตัวเองอยู่แบบนั้น ใช่ครับ สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อกลางวันที่เข่าของผมเหลือดออก จริงๆ มันก็ไม่ได้เจ็บอะไรมากมาย แต่ด้วยความที่มีจริตการอ่อยอยู่พอตัวทำให้ผมแสดงออกไปว่าเจ็บมากๆ เจ็บจนไม่สามารถเดินเองได้ ไม่รู้ว่าเพราะรำคาญหรืออยากตามใจพี่หัสจึงให้ผมเกาะหลังเป็นลิงอยู่แบบนี้

“พี่ยิมไม่รีบไปคลินิกเหรอครับ?” จริงๆ อยากจะบอกว่าพี่ยิมไปได้แล้ว เพราะถ้าอยู่แบบนี้ก็จะเป็นก้างขวางคอของผม แต่ด้วยความที่สัญญากับตัวเองว่าวันนี้จะเป็นเด็กดี ทำให้ต้องเลือกที่จะพูดเลี่ยงๆ ซึ่งพี่ยิมก็น่าจะพอรู้ว่าผมหมายความว่าอย่างไร

“เออ ไม่ต้องไล่”

“ผมเปล่านะพี่ ผมถามด้วยความเป็นห่วงเพราะกลัวว่าถ้าพี่ออกช้ารถจะติดเอานะครับ”

“ครับ ขอบคุณที่เป็นห่วง” พี่ยิมพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันก่อนจะเดินแยกจากเราสองคนไปอีกทาง ทำให้ตอนนี้เหลือเพียงแค่ผมที่เกาะติดพี่หัสเป็นวิญญาณ

“หนักไหม? เปลี่ยนกันแบกได้นะพี่”

“เปลี่ยนกันแบก? ลงมาเดินเองน่าจะดีกว่า”

“โอ๊ยยย ผมลืมไปว่าผมปวดขามากๆ”

“ไหนบอกเจ็บเข่า?”

“ลามมาถึงขาไงพี่ กระดูกมันเชื่อมต่อกัน”

“สีข้างถลอกหมดแล้ว”

“ก็ยอมครับ แต่ถ้าพี่ไม่ไหวบอกได้นะ ผมแค่อยากใกล้ชิดผมรู้ว่าพี่รู้ทัน”

“อืม”

“รู้ทันแต่ก็ตามใจผมอะนะ?”

“มันไม่ได้เหนือบากกว่าแรง” ที่บอกว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงผมกลับตีความหมายไปว่าพี่หัสเต็มใจที่จะตามใจผม ซึ่งเอาเข้าจริงๆ นะครับ ถ้าพี่หัสยังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ดีต่อหัวใจของผมเอาสะเลยครับ ถ้าวันหนึ่งพี่หัสไม่ตามใจผมแล้วอันนี้นี่แหละที่จะยุ่ง

“ผมจะเป็นเด็กดี”

“จะคอยดู” อย่างน้อยสิ่งที่ผมตอบแทนพี่หัสได้ก็คือการเป็นเด็กดีและไม่หาเรื่องมาให้พี่หัสเหนื่อยใจ แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากๆ เลยก็ตาม แต่ผมมั่นใจว่าถ้าผมตั้งใจผมทำได้แน่นอนครับ


หลังจากที่ออกจากรั้วโรงพยาบาลผมก็ทนเห็นสายตาของคนรอบๆ มอมาที่ผมกับพี่หัสไม่ได้ ทำให้ผมกระโดดลงมาเดินเองแม้ว่าพี่หัสจะบอกให้ผมอย่าไปสนใจก็เถอะ เพราะผมยังคงสะเทือนใจกับการเป็นจุดสนใจอยู่ครับ เหตุการณ์เมื่อกลางวันทำให้ผมเสียขวัญเอามากๆ

“ห้องพี่สะอาดจังครับ” ทันทีที่ถึงห้องสิ่งที่ผมตกใจเลยก็คือห้องของพี่หัสต่างจากที่ผมคิดเอาไว้มากๆ เพราะของทุกอย่างถูกเก็บไว้เป็นระเบียบ แต่จะมีแค่จุดเดียวที่ไม่เป็นระเบียบคือโต๊ะหนังสือของพี่หัสที่เต็มไปด้วยหนังสือและสรุปมากมาย

“ไม่ชอบอะไรสกปรก”

“ทำไมผมรู้สึกเจ็บแปลกๆ”
 
“มึงสกปรกหรือไง”
 
“ก็พอตัว แต่เดี๋ยวนี้พัฒนาแล้วครับ” ตั้งแต่มาอยู่กับแม่ที่กรุงเทพฯ ผมก็สัญญากับตัวเองว่าจะอาบน้ำวันละสองครั้ง สระผมวันเว้นวันและแปรงฟันทุกครั้งที่รู้สึกว่ามีกลิ่นปาก ไอเทมลับที่ผมพกติดตัวอยู่เสมอคือน้ำยาบ้วนปาก จะบอกว่าผมแพนิกก็ได้นะครับ

“ถ้าอยากอาบน้ำอาบได้เลยนะ เสื้อผ้าหาใส่เอา กูขอทบทวนหนังสือ” ผมพยักหน้าและเดินเข้าไปในห้องนอนของพี่หัสก่อนจะตรงไปที่ตู้เสื้อผ้า

ก็เป็นไปตามที่ผมคิดเอาไว้ไม่มีผิดเพราะตู้เสื้อผ้าของพี่หัสเป็นระเบียบมากๆ ทุกอย่างถูกจัดเอาไว้ในโซนที่แตกต่างกันเพื่อแยกชนิด และสิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจสุดๆ คือพี่หัสเรียงสีเสื้อผ้าจากสีอ่อนไปเข้ม ซึ่งน้อยคนมากที่จะเป็นระเบียบมากขนาดนี้

“กกน. ไม่ต้องใส่หรอกเนอะ เผื่อถอด” ผมพูดกับตัวเองเมื่อเห็นว่าลิ้นชักล่างเป็นที่เก็บของกางเกงชั้นในนั้นมีทั้งตัวเก่าและตัวใหม่ที่ยังอยู่ในแพคเกจ

หลังจากที่ได้ชุดแล้วผมก็ไม่มีรีรอที่จะเข้ามาอาบน้ำและขัดถูตัวจนแน่ใจว่าตัวผมเองสะอาดเรียบร้อย แต่ก่อนอื่นเลยผมรู้สึกว่าบรรยากาศรอบข้างของผมตอนนี้มันมีกลิ่นอายของความเซ็กซี่แปลกๆ โดยเฉพาะบริเวณช่วงบนของผมที่ตอนนี้เปลือยเปล่าอยู่ ถ้าผมออกไปโดยที่ไม่ใส่เสื้อพี่หัสจะตกใจไหมนะ? แต่เราสองคนก็ผู้ชายด้วยกันทั้งคู่คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอกมั้ง

เมื่อคิดได้ดังนั้นผมจึงออกจากห้องน้ำมาด้วยกางเกงนอนขายาวตัวเดียวโดยที่ช่วงบนของผมเปลือยเปล่า จะมีก็แต่ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กสำหรับเช็ดหน้าและเช็ดผม

“ขี้ก้างไปนิด แต่รวมๆ แล้วมีเสน่ห์โคตร” ผมสำรวจตัวเองอยู่หน้ากระจกเล็กน้อยพร้อมกับเรียกความมั่นใจ เมื่อพร้อมแล้วผมเลยเดินออกจากห้องและตรงมาที่บริเวณโต๊ะอ่านหนังสือซึ่งคือส่วนของห้องรับแขก

“ทาด้า! นมชมพูมาเสิร์ฟครับ! เหี้ย!!!” ด้วยความที่มุมของห้องนอนนั้นมีตู้หนังสือคั่นอยู่ทำให้ผมไม่ทันได้มองว่าพี่หัสทำอะไรอยู่ ผมเลยกระโดดออกจากมุมนั้นและทำท่ายกอกเหมือนใบเตยอาร์สยาม แต่สิ่งที่ผมไม่ทันสังเกตก็คือพี่หัสไม่ได้อยู่คนเดียวเหมือนอย่างในตอนแรก เพราะตอนนี้นอกจากพี่หัสแล้วยังมีผู้ชายแปลกหน้าที่ผมไม่รู้จักอยู่เกือบสิบคน และสิบคนนั้นก็มองมาที่ผมด้วยสายตาที่หลากหลาย

“......!!” ลำพังถ้าแค่ถอดเสื้อออกมามันก็เป็นเรื่องปกติ แต่ผมดันทะลึ่งบอกไปด้วยว่านมชมพูมาเสิร์ฟ ตอนนี้บอกได้คำเดียวว่าอายมาก วันนี้มันเป็นวันที่ผมอายที่สุดในโลก!

พฤหัสเองก็ตกใจไม่น้อยที่เห็นจระเข้เดินออกจากห้องมาด้วยสภาพแบบนั้น และเขาก็ลืมไปเสียสนิทว่าวันนี้นัดรุ่นน้องและเพื่อนๆ มาเตรียมงานสถาปนาครบรอบหกสิบปีของคณะ เมื่อเห็นว่าจระเข้นั้นมีท่าทางช็อตไปแล้ว เขาจึงรีบลุกขึ้นมาและคว้ามือของจระเข้ให้เข้ามาในห้องนอนเหมือนเดิม

“เข้ เฮ้ย ยังอยู่ไหมเนี่ย?” ตอนนี้เขาทั้งขำและสงสารจระเข้ ไม่รู้ว่าความรู้สึกไหนที่มาก่อน แต่ที่แน่ๆ คนตรงหน้าเขาตอนนี้น่าจะช็อกยังไม่หาย

“ผมอยากหายไปจากตรงนี้.....”

“นอนก่อน ไม่มีอะไร ไม่ต้องคิดมาก” พฤหัสดันตัวจระเข้ให้นอนลงบนเตียงก่อนที่เขาจะดึงผ้าห่มขึ้นมาคุมร่างของจระเข้เอาไว้

“ผมอะ...อายมาก”

“รู้”

“ทำไมคนเยอะแบบนี้พี่ไม่บอกผมก่อนอะครับ” เพราะถ้าเขารู้เขาก็คงจะไม่ทำเรื่องน่าอายแบบนั้นออกไป

“ไม่มีจังหวะได้บอก ขอโทษนะ” จากที่จระเข้อึ้งอยู่แล้วตอนนี้อึ้งมากกว่าเดิม เพราะเขาไม่คิดว่าพฤหัสจะเอ่ยขอโทษออกมา ทั้งๆ ที่นั่นไม่ใช่ความผิดของพฤหัสเลย “นอนเล่นไปก่อนก็แล้วกันนะ”

“ครับผม” พฤหัสย่อตัวลงลูบศีรษะของจระเข้เบาๆ ก่อนที่จะยื่นหน้าเข้ามากระซิบข้างๆ หูว่า

“ไม่ต้องพยายามชมพูหรอก สีธรรมชาติดีที่สุด”

“......!!!”

“ไปล่ะ” พฤหัสไม่ทันที่จะให้จระเข้ตั้งสติได้เขาก็เดินออกจากห้องนอนไป ทิ้งให้คนที่พยายามจะทำหัวนมชมพูได้แต่อึ้งอยู่อย่างนั้น

ดีนะ ตอนนี้สีมันไม่ได้เพี้ยนมาก ไม่อย่างนั้นจะกลับมาเป็นธรรมชาติเหมือนเดิมก็คงยาก และเรื่องนี้ก็สอนให้รู้ว่าสีช็อกโกแลตดีที่สุด!!

คืนนั้นทั้งคืนจระเข้หลับสนิทจนไม่รู้ว่าพฤหัสเข้ามานอนตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีก็สายมากๆ แล้ว เมื่อเดินออกมาจากห้องเขาก็พบแต่ความว่างเปล่าก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นโพสต์อิทสีเขียวแปะอยู่ที่ประตูห้องพร้อมกับลายมือที่ดูรีบๆ ของพฤหัส

‘ถ้าตื่นแล้ว มีโจ๊กอยู่ในตู้เย็น อุ่นกินได้แล้วค่อยกลับบ้าน เจอกันวันศุกร์’

นี่ขนาดยังไม่ได้เป็นแฟนนะครับยังดูแลและใส่ใจขนาดนี้ ถ้าผมได้พี่หัสมาครอบครองเป็นของตัวเองเมื่อไหร่ บอกได้คำเดียวว่าชีวิตผมไม่ต้องการอะไรแล้ว


หนึ่งเดือนต่อมา

“ผมไม่ได้แกล้งนะพี่ ผมกดจองไม่ได้จริงๆ” เช้าวันเสาร์ผมรีบตื่นขึ้นมาเพื่อกดจอวหอในของมห่วิทยาลัย ด้วยความสัตย์จริงผมไม่ได้แกล้งที่จะกดไม่ได้ แต่ผมตั้งใจที่จะกดไม่ได้เพื่อที่จะได้อยู่คอนโดเดียวกับพี่หัส ไอ้เข้คนนี้ก็ร้ายเหมือนกันนะครับ

“เหรอ? กูยืนดูอยู่” พี่หัสเท้าเอวมองผมพร้อมกับส่ายหน้าไปมา

“แต่ถ้าไม่อยากให้ผมอยู่ เดี๋ยวผมไปกลับก็ได้นะพี่”

“ไม่ต้องทำหน้าเศร้าเลย อย่ามาทำให้กูรู้สึกสงสาร”

“แล้วพี่ไม่สงสารผมจริงๆ ดิ ไปกลับใช้เวลาสองชั่วโมงกว่าเลยนะพี่”

“บอกกูมาคำเดียว”

“ผมอยากอยู่กับพี่ครับ พอใจไหม? ผมอยากใกล้ชิดพี่ทั้งตอนนอนและตอนตื่น แค่ผมได้เห็นหน้าพี่ผมก็มีกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อแล้วครับ”

“เวอร์ไป”

“เพราะผมคิดไม่ซื่อกับพี่ไง”

“แต่กูคิดซื่อกับมึงนะ”
 
“ก็แค่ตอนนี้”

“รู้ดี”

“แน่นอน ผมรู้ว่าในใจของพี่ก็แอบคิดเหมือนผม ส่วนผมก็รอเวลาให้ใจของพี่มันเลิกแอบครับ” ผมหันไปมองหน้าพี่หัสที่ยืนอยู่ด้านหลังของผมด้วยสายตาจริงจัง

“มองหน้ากูแบบนี้หมายความว่าอะไร?”

“หรือพี่ต้องให้ผมท้องก่อน พี่ถึงจะรับผิดชอบความรู้สึกผม”

“เดี๋ยวนัดหมอให้นะ กูว่าสมงสมองมึงไปหมดแล้ว” ไม่พูดเพียงอย่างเดียวแต่พี่กลับยื่นมือมาจิ้มที่หน้าผากของผมเบาๆ
 
“ถูกตัวผมแปลว่ามีใจ”

“แล้วถ้าตีนกูถูกตัวมึงเต็มๆ ล่ะ?”

“แปลว่าพี่มีใจให้ผมมากๆ ถ้าอย่างนั้นถีบมาเลยครับถีบมาที่ยอดหน้าผมเลยก็ได้” ผมยื่นหน้าของตัวเองออกไปใกล้ๆ พี่หัส ถ้าพี่มันทำจริงอย่างที่ผมพูดผมก็สวนกลับอะครับ แต่สวนกลับด้วยปากนะ

“เอาหน้ามึงกลับไปเลย” พี่หัสวางมือของเขาลงบนหน้าผมพร้อมกับออกแรงดันให้ใบหน้าของผมกลับมาอยู่ที่เดิม

“ตกลงเรื่องที่อยู่นี่อย่างไงดีครับ ผมจะได้ไปบอกแม่”

“จะอยู่ก็อยู่ อยากอยู่ตรงไหนก็ตามใจมึงเลย”

“ในหัวใจได้ไหม?”

“ถ้ามึงเป็นหลอดเลือดใหญ่ก็ได้”

“หูยยยยย คิดได้ไงวะพี่”

“ฉลาด เท่ เก่ง รวย”

“ถ้าไม่ติดว่าผมชอบพี่อยู่ ผมจะด่าพี่ว่ามั่นอะครับ” ผมแอบหมันไส้พี่มันนิดๆ ที่ดูมั่นใจกับตัวเองมากขนาดนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าสิ่งที่พี่มันพูดไม่ใช่เรื่องจริง

“ตอนนี้กำลังด่าอยู่ รู้ตัวเปล่า?”

“อ่าวเหรอ? เสียใจไหม? ให้ผมกอดปลอบได้เลยนะ”

“เฮ้ยยยย มึงนี่หัวไวกับเรื่องแบบนี้จริงๆ นะเข้” คราวนี้สีหน้าของพี่หัสดูเหนื่อยและอ่อนใจกับผมเอามากๆ แต่แววตาของพี่มันที่ผมเห็น ลึกๆ แล้วก็เอ็นดูผมอยู่แต่ต้องมองเข้าไปลึกๆ นะครับถึงจะเห็นแววตานั้น

พี่หัสคนนี้ชอบทำให้ผมหลง เพราะความใจดี แม้ว่าคำพูดที่แสดงออกมาจะดูเหมือนไม่ใส่ใจ แต่การกระทำของเขามันบ่งบอกทุกอย่าง อีกนิดเดียวเท่านั้นที่ความรู้สึกของผมมันจะระเบิดออกมา ถ้าถึงวันนั้นผมจะเรียกพี่หัสแบบเต็มปากเต็มคำว่าที่รัก ถึงแม้ว่าอยากจะเรียกมากแค่ไหน แต่ถ้าผมเรียกออกไปตอนนี้ผมได้โดนพี่มันฟาดกลับมาแน่ๆ แต่ถ้าเรียกภาษาไทยไม่ได้ ผมก็ขอเรียกภาษาเกาหลีบ้านเกิดของผมไปก่อนก็แล้วกัน พี่หัสคงจะไม่รู้หรอกมั้ง ผมบอกไปหรือยังว่าผมเป็นน้องชายของซูฮยอนฮยอง ถ้ายังไม่รู้รีบรู้ไว้เลยนะครับเดี๋ยวจะตกเทรน

“ยอโบ”

“????”

“พี่หน้าเหมือนหมูยอผูกโบว์อะครับ ผมเลยอยากเรียกพี่ว่ายอโบดูสักครั้ง”

“........”

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
                                                     บทที่ 8
                                    นวดแผนไทย by หมอเข้ วัดดูยูมีน

ชีวิตของจระเข้ใครว่าง่ายผมบอกเลยว่าไม่เลยครับ ตั้งแต่ผมย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ชีวิตของผมค่อยๆ เปลี่ยนไป จะว่าหัวสูงขึ้นไหมก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ที่แน่ๆ เรื่องเงินตอนนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับผมมากๆ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนผมไม่เคยขวนขวายหรือต้องการมันเลย มีแค่กินอยู่ไปวันต่อวัน แต่พอมาวันนี้ผมได้ลองมองย้อนกลับไปคนที่เครียดที่สุดในเรื่องที่ผมมองว่าเป็นเรื่องเฉยๆ กลับกลายเป็นพ่อของผม พ่อที่มักจะพูดกับผมเหมือนด่า และวันนี้วันที่ผมมีผมก็อยากจะมอบเงินที่ผมหามาได้ให้พ่อผู้มีพระคุณของผมที่ลำบากมาเกือบๆ ยี่สิบปี

(ไอ้เข้! มึงไปเอาเงินใครมา! เอาคืนไปเลย กูไม่ต้องการ)

“พ่อครับ เงินนี้เป็นเงินผมที่ผมทำงานมา ผมอยากให้พ่อจริงๆ”

(กูไม่เชื่อ!)

“พ่อซึ้งแหละ ผมดูออก” หลายวันมานี้ผมมีรายได้พิเศษมากขึ้นเป็นเท่าตัว มากที่ผมสามารถจะใช้จ่ายอะไรก็ได้โดยที่ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง และผมก็ไม่ลืมที่จะส่งเงินให้พ่อเก่าของผมพร้อมกับโทรศัพท์เครื่องใหม่พร้อมกับแพกเกจรายเดือนแบบอันลิมิตเพื่อที่พ่อจะได้สามารถคุยกับผมได้โดยที่เน็ตไม่กระตุก (เปิดให้สปอนเซอร์เข้านะครับ) “ไม่ต้องคิดมากนะพ่อ เงินนี้คือเงินผมจริงๆ ไม่ใช่เงินของแม่หรือสามีใหม่แม่” หากพูดคุยกับพ่อแท้ๆ ของผม ผมไม่สามารถเรียกสามีใหม่แม่ว่าพ่อใหม่ได้ เพราะผมเข้าใจว่าผมคงจะสะเทือนใจไม่น้อย ครั้งนั้นกว่าที่ผมจะง้อได้ก็หลายวันอยู่ครับ สำหรับผมพ่อคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต เมื่อผมมีผมก็อยากที่จะให้พ่อ ให้พ่อได้มีความสุขบ้างโดยที่ไม่ต้องกังวลว่าเงินจะไม่พอใช้

(มึงอย่ามาโกหกกูนะ)

“ลูกพ่อเคยโกหกด้วยเหรอ?”

(ประจำ)

“พ่าม!” หลังจากนั้นผมพูดคุยกับพ่ออยู่สักพักก่อนที่พ่อจะรีบวางสายเพราะลูกค้ามาทำรถพอดี ส่วนผมก็รีบไปทำงานพิเศษที่ทำให้ผมมีเงินเยอะขนาดนี้

“มาแล้วค้าบบบ” งานที่ผมทำนั้นมีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งผมมีโอกาสได้เรียนที่วัดครั้งที่มีมาเปิดสอน นั้นก็คือการนวดแผนไทย ถึงผมจะเด็กแต่ฝีมือของผมไม่เด็กเลยครับ

“มาเลย พ่อกำลังเมื่อยพอดี” ผมเดินเข้าไปในห้องทำงานของพ่อใหม่ และใช่ครับ พ่อใหม่คือแหล่งเงินของผมเอง แต่เงินที่ผมได้มานั่นก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของผม ผมไม่ได้ขอท่านฟรีๆ ซึ่งตรงนี้ผมไม่ได้โกหกพ่อเพียงแค่ผมพูดไม่หมดเท่านั้น “พ่อให้ชั่วโมงละพันเลย”

“ห้าแถมหนึ่งครับ”

“จัดไปครับลูก” และเวลาว่างทั้งหมดที่ผมมีในช่วงนี้ผมมักจะนวดให้พ่อใหม่ เพราะการนวดให้พ่อใหม่ทำให้ผมมีเงินไปให้พ่อแท้ๆ ของผม หวังว่าต่อจากนี้พ่อของผมจะไม่ลำบากเหมือนแต่ก่อน

"ท่าต่อไป อะหรืออะหรือว่าดัดตนครับ" ผมแปลงท่านวดแบบที่เคยเรียนมาเพื่อให้สอดคล้องกับยุคปัจจุบัน นี่เลยกลายเป็นท่าอะหรืออะหรือว่าดัดตนครับ

"โอ๊ยยยย" พ่อใหม่ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อผมใช้เท้ายันที่หลังของท่านพร้อมกับดึงแขนทั้งสองข้างมาทางด้านหลังให้ตึงๆ

"อดทนนะครับพ่อใหม่ เพราะความเจ็บในตอนนี้จะสอนเราในตอนหน้าว่า ยังมีท่าที่เจ็บมากกว่านี้นั่นก็คือท่าไม่รักทำไมไม่บอก โอเล่ เลม่อน มาลวงมาหลอกกันเล่นทำไม โอเล่ เลม่อน พ่าม! อดทนนะครับพ่อใหม่ อึดใจเดียว"

"โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย"

"เยี่ยมครับ ยิ่งร้องดังยิ่งขยายปอดครับพ่อใหม่"

"ไม่ไหวแล้วววววว เจ็บมาก"

"ยอมแพ้ไม่ได้ครับ อดทนอีกนิดแล้วพ่อใหม่จะสบาย" แต่ความสบายที่จระเข้พูดปลอบนั้นกว่าจะมาก็เล่นเอาพ่อใหม่แทบจะขาดใจ แต่ก็อดที่จะยอมรับไม่ได้ว่าฝีมือของจระเข้นั้นดีจริงๆ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ยอมเจ็บมาเกือบสองอาทิตย์

"ต่อไปนี้เรียกผมว่า หมอเข้ วัดดูยูมีน นวดแผนไทยสบายกายแต่ไม่สบายกระเป๋าครับ ถ้าเงินไม่เยอะพอ ผมขออนุญาตไม่รับครับ"



อีกด้านหนึ่งของบ้าน พฤหัสแปลกใจกับพฤติกรรมของจระเข้ที่ปกติมักจะเกาะติดเขาทุกครั้งที่เขากลับมาบ้านในช่วงวันศุกร์ตอนเย็น แต่ช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้จระเข้มักจะหายเข้าไปในห้องทำงานของน้าชายแท้ๆ ของเขา ถ้าหายไปสิบยี่สิบนาทีมันคงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เท่าที่เขาสังเกตอย่างต่ำที่จระเข้เข้าไปก็สามชั่วโมง บางครั้งเขาก็ได้ยินเหมือนเสียงหายใจหนักๆ และเสียงที่คล้ายๆ กับการครางต่ำออกมายามที่เขาเดินผ่านห้องทำงานนั้น

หรือว่า!!!!

เมื่อคิดได้ดังนั้น พฤหัสถึงกับเครียดขึ้นมาทันที ถึงแม้ว่าเขากับจระเข้จะไม่ได้เป็นอะไรกัน และเขาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่ในแง่ความเป็นหลานเขาทนเห็นน้าแท้ๆ ทำแบบนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะกับลูกติดภรรยาอย่างจระเข้ ถ้าแม่ของจระเข้รู้ขึ้นมาคงเสียใจมากแน่ๆ

“พี่หัส ทำไมทำหน้าเครียดแบบนั้นล่ะ?” น้าเจนหรือผู้เป็นแม่แท้ๆ ของจระเข้กลับเข้ามาในช่วงเย็นของวัน ซึ่งบังเอิญเจอเขาที่นั่งไกว่ห้างอยู่ที่โซฟา โดยที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ใบหน้าของตนนั้นดูเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“กลับมาแล้วเหรอครับ?” พฤหัสเปลี่ยนท่านั่งและขยับให้มีพื้นที่ว่างเพื่อให้น้าเจนสามารถนั่งลงข้างๆ เขาได้

“จ่ะ แล้วน้องไปไหนล่ะ ปกติน้าเห็นตามติดพี่หัสตลอด”

“เอ่อ....” พฤหัสเองไม่แน่ใจว่าเรื่องความผิดปกติของจระเข้ลูกชายแท้ๆ และน้าชายของเขานั้นน้าเจนได้สังเกตเห็นไหม แต่ที่แน่ๆ ถ้าเขายังไม่มั่นใจกับความคิดของจนเขาก็ไม่สามารถที่จะพูดออกมาได้ “ตั้งแต่กลับมายังไม่เห็นเลยครับ”

“ถ้าอย่างนั้นน้าฝากบอกเข้ด้วยนะว่าเสาร์อาทิตย์นี้น้ามีประชุดต่างจังหวัด ที่กลับมาก็มาเก็บเสื้อผ้า น้าไปก่อนนะ”

“เดี๋ยวครับ แล้วน้าธัญรู้ไหมครับ? น้าเจนไม่ไปบอกหน่อยเหรอ ผมเห็นน้าธัญอยู่ในห้องทำงาน” ยังไม่ทันที่น้าเจนจะลุกขึ้นและขอตัวไปเก็บเสื้อผ้าตามที่บอก พฤหัสก็รั้งเอาไว้ก่อนด้วยคำพูดทำให้น้าสะใภ้ถึงกับขมวดคิ้ว

“พี่หัสมีเรื่องกังวลอะไรหรือเปล่าลูก?” ด้วยความที่เธอเองก็คุ้นชินกับหลานแท้ๆ ของสามีคนนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เธอจะมองว่าตอนนี้พฤหัสน่าจะมีเรื่องไม่สบายใจและนั่นก็ต้องเกี่ยวข้องกับเธอ

“เปล่าครับ น้าเจนรีบไปเถอะครับ เดี๋ยวผมบอกน้าธัญกับเข้เอง”

“จ่ะ น้าฝากด้วยนะ” พฤหัสมองตามหลังน้าเจนไปด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่าเขาควรทำอย่างไรกับเรื่องที่เป็นกังวลอยู่ตอนนี้ แต่ที่แน่ๆ เขาจะบอกน้าเจนไม่ได้ และเขาไม่สามารถถามจระเข้และน้าของของเขาตรงๆ เพราะถ้าเขาเป็นฝ่ายเข้าใจผิด...จระเข้ได้ล้อเขาแน่ๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงเขาก็มีวิธีจัดการเหมือนกัน


“ว้า แม่ไม่อยู่ ผมต้องเหงามากแน่ๆ” เย็นของวันศุกร์หลังจากที่ผมนวดให้พ่อใหม่แต่ยังไม่ทันเสร็จก็ถึงเวลาทานข้าวเย็น ทำให้ผมและพ่อใหม่ลงมารับประทานอาหารก่อน โดยที่มีพี่หัสนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพร้อมกับมองมาที่ผมนิ่งๆ โดยที่ไม่พูดอะไร

“ถ้าเหงาก็มาหาพ่อได้” พ่อใหม่พูดพร้อมกับตักไก่ทอดวางในจานข้าวของผม

“จริงเหรอครับ? เดี๋ยวคืนนี้ก่อนนอนผมไปทำต่อดีกว่า ค้างไว้เดี๋ยวพ่อจะไม่สบายตัว” ผมตัดไก่ทอดเข้าปากพร้อมกับหันไปยิ้มให้พ่อใหม่ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ เพราะเหลือเวลานวดอีกตั้งเกือบๆ สองชั่วโมง ถ้าวันนี้ผมไม่นวดต่อพ่อใหม่ได้ปวดตัวแน่ๆ ดังนั้นคืนนี้ผมจึงต้องไปนวดให้เสร็จ

“........”

“ดีมาก ถ้าทำดีเดี๋ยวพ่อให้เงินเพิ่ม”

“เอาเท่าเดิมแหละครับ ผมเกรงใจ” เพราะที่ได้มาเกือบสองอาทิตย์นั่นก็มากมายเลยทีเดียวครับ

“ก็เข้ทำดี พ่อรู้สึกผ่อนคลายมากๆ ขนาดแม่เราทำให้ยังไม่รู้สึกดีขนาดนี้เลย”

“ผมอาจจะมีหนักกว่าแม่ครับ”

ปึง!

“ผมอิ่มแล้ว ขอตัวครับ” อยู่ๆ พี่หัสก็วางแก้วกระแทกกับโต๊ะแรงๆ ก่อนที่จะลุกขึ้นและเดินกลับขึ้นไปบนห้องท่ามกลางความมึนงงทั้งของผมและพ่อใหม่ แต่ช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้พี่หัสก็มีท่าทีที่แปลกไปเหมือนกัน โดยเฉพาะชอบมองผมด้วยสายตาแปลกๆ เดี๋ยวคืนนี้หลังจากนวดให้พ่อใหม่เสร็จ ผมต้องไปเคลียร์ให้เข้าใจครับ เผื่อเขาจะงอนอะไรผมหรือเปล่า


พฤหัสนอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงด้วยความไม่สบายใจเมื่อนึกถึงคำพูดและการกระทำของจระเข้และน้าของเขาที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงเย็นที่คำพูดของทั้งสองทำให้เขาคิดและจินตนาการไปไกลจนไม่สามารถอยู่ร่วมโต๊ะได้ เขาจึงเสียมารยาทด้วยการลุกออกมาก่อน และตอนนี้ก็ผ่านมาเกือบๆ สองชั่วโมงเขายังไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของจระเข้เลยหลังจากที่หายเข้าไปเมื่อช่วงค่ำ เพราะห้องนอนของเขาอยู่ติดกับห้องทำงานของน้า

ตุบ!

เสียงของหล่นลงพื้นเสียงดัง ที่ดังมาจากห้องข้างๆ ทำให้คราวนี้พฤหัสลุกขึ้นจากเตียง เขาจะต้องรู้ให้ได้ว่าจระเข้และน้าชายของเขาทำอะไรกันแน่ เพราะถ้าวันนี้เขาไม่รู้ความจริงเขาก็คงจะนอนไม่หลับ และหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นหน้าของจระเข้ แม้จะรู้ดีว่าความคิดของตนนั้นจะไปไกลมากทีเดียว

“อ๋า~กดแรงกว่านี้ได้ไหมลูก ไม่ต้องกลัวพ่อเจ็บ”

“.......!!” พฤหัสได้แต่ตกตะลึงให้กับคำพูดของน้าที่ดังลอดออกมาจากห้อง และประโยคนั้นก็ทำให้เขาอึ้งมากๆ เลยทีเดียว เขาไม่อยากจะจินตนาการภาพเลยว่าตัวแห้งๆ บางๆ ของจระเข้นั้นจะเป็นฝ่ายกดน้าของเขา “เชี้ย! ไอ้หัสมึงคิดอะไรของมึงวะ” พฤหัสกุมขมับของตัวเองที่อยู่ๆ สมองดันเผลอคิดเรื่องแบบนี้ออกมา

“สบายไหมครับ ผมว่าก่อนจะเสร็จผมคลายกล้ามเนื้อให้พ่อใหม่ดีกว่า”

“ดีเลย เดี๋ยวพ่อให้ทิปเพิ่ม”

“พอแล้วครับ แต่ถ้าพ่อจะเสียใจผมรับไว้ก็ได้นะ” เสียงของจระเข้ดูสดใสและไร้แววของความสำนึกผิด เพราะสิ่งที่จระเข้ทำอยู่ตอนนี้นั้นเรียกได้ว่าผิดศีลธรรมเอามากๆ และอีกนิดเดียวที่คนนอกอย่างเขาจะต้องยื่นมือเข้าไปยุ่ง อย่างน้อยก็ในฐานะหลานชายแท้ๆ

“อื้มมมม ดีมากๆ”

“อีกนิดเดียวครับ ใกล้เสร็จแล้ว”

“อื้ม!! .....ผลัก!!”

“.......!”

“.......!!!”

“พะ..พี่หัส!” เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่ออยู่ๆ พฤหัสเปิดเข้ามาด้านในห้องนอนของน้าทันทีที่เขารู้สึกทนไม่ไหวกับสิ่งที่เกิดขึ้น และภาพที่เขาเห็นตรงหน้านั้นก็คือภาพที่จระเข้นั่งคร่อมอยู่บนด้านหลังของน้าชายของเขาที่เห็นเพียงแค่ด้านบนที่เปลือยเปล่ามองมาทางเขาด้วยท่าทีตกใจ ส่วนจระเข้นั้นก็ได้แต่เรียกชื่อเขาเบาๆ เขาไม่รู้ว่าควรแสดงสีหน้าอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ที่แน่ๆ เขาต้องแยกทั้งสองออกจากกันโดยเร็ว เมื่อคิดได้ดังนั้นพฤหัสปรี่เข้าไปช้อนวงแขนของจระเข้ขึ้นและหิ้วปลีกออกจากห้องด้วยท่าทีทุลักทุเล และตรงมาที่ห้องนอนของเขาทันที เมื่อมาถึงพฤหัสโยนจระเข้ลงบนที่นอนของเขาตามแรงโมโห จนเป็นเหตุให้ตัวของจระเข้กระแทกเข้ากับที่นอนแรงๆ

“พี่หัส พี่เป็นไรเนี่ย!? อยากรับบทสวรรค์เบี่ยงเหรอ? เขารณรงค์กันอยู่เนี่ย! แต่ผมไม่ชอบนางเอกเรื่องสวรรค์เบี่ยง แต่ถ้าพี่จะเล่นจำเลยรักผมเป็นโสรยาให้ได้นะ ผมชอบตัวละครเรื่องนี้”
“.......!!”

“ใจเย็นวัยรุ่น ไม่ต้องมองหน้าผมแบบนั้นก็ได้ มีอะไรค่อยๆ คุยกันครับ” จระเข้คุกเข่าอยู่บนเตียงนอนพร้อมกับยกมือขึ้นห้าม ท่าทางตอนนี้ของจระเข้ดูติดตลกเกินไปจนทำให้พฤหัสโกรธมากขึ้นกว่าเดิม

“ทำแบบนี้ไม่กลัวแม่มึงเสียใจเหรอ”

“ก็ไม่นะครับ ผมว่าแม่เข้าใจ”

“เหรอ? มึงเป็นลูกแบบไหนวะไอ้เข้ กูอยากรู้จริงๆ” พฤหัสเท้าเอวด้วยความหัวเสียมากกว่าเดิมที่จระเข้ตอบด้วยท่าทางที่ไม่รู้สึกอะไรเกี่ยวกับคำพูดของเขา และยังโมโหมากกว่าเดิมเมื่อจระเข้ตอบกลับเข้าว่า...

“อภิชาตบุตรไงครับ”

“.......!!” พฤหัสในตอนนี้ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดเขาเหนื่อยใจเกินกว่าจะคุยกับจระเข้ในตอนนี้ จระเข้ที่เขารู้สึกผิดหวังและเสียความรู้สึกมากๆ ทั้งๆ ที่เขาเอ็นดูจระเข้ไม่ต่างจากน้องชาย

“สติพี่ พี่เป็นอะไร ไหนบอกผมสิครับ ใจเย็นๆ นะ หายใจเข้าและออก” จระเข้ทำใจดีสู้เสือด้วยการลุกยืนบนเตียงพร้อมกับเดินเข้าไปหาพฤหัสก่อนจะวางมือทั้งสองข้างลงบนไหล่เบาๆ “พี่เป็นอะไร ไหนพูด? เรียนหนักไปหรือเปล่าครับ? ระบายให้ผมฟังได้นะพี่”

“ทำไมมึงเป็นเด็กแบบนี้วะ มึงก็รู้ว่าสิ่งที่มึงทำอยู่มันผิด”

“ผิด? ผมเนี่ยนะทำผิด เดี๋ยวๆ ผมว่าพี่เข้าใจผิดแล้วแหละ”

“จะผิดอะไร กูเห็นกับตาของกู”

“.........” จระเข้นิ่งเงียบพร้อมกับปะติดปะต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบวกลบคูณหารกับอารมณ์ของพฤหัสตลอดทั้งสองอาทิตย์ที่ผ่านมา

“มึงยิ้มทำไม? คนผิดก็ต้องยอมรับผิด ไอ้เข้ ไปขอโทษแม่มึงสะก่อนที่เขาจะรู้ความจริง”

“พี่หัส ผมไม่อยากบอกความจริงเลย....”

“บอกมา!” ยังไม่ทันที่จระเข้จะพูดจบประโยค พฤหัสก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว โดยเฉพาะคำพูดของจระเข้ที่ว่าจะบอกความจริงกับเขา นั่นก็ยิ่งเป็นเครื่องย้ำเตือนกับสิ่งที่เขาเห็นเมื่อครู่

“ผมกลัวพี่เขิน”

“ไม่ตลก”

“แล้วหน้าผมมันตลกเหรอพี่?” จระเข้เองก็เหนื่อยใจกับท่าทีหัวร้อนของพฤหัสเหมือนกัน เขารู้ว่าช่วงนี้พฤหัสน่าจะเหนื่อยกับการเรียนมากเกินไป จึงมาระเบิดอารมณ์ใส่เขา และแน่นอนว่าเขาเองก็ยอมที่จะเป็นกระโถนรองรับอารมณ์อยู่แล้ว “ผมว่าน่ารักมากกว่า”

“ถ้ายังเล่นอยู่แบบนี้อีก กูคงต้องไปคุยกับน้ากูตรงๆ แล้วแหละ”

“ไม่ต้องไปรบกวนพ่อใหม่หรอกครับ ผมบอกเองก็ได้”

“ถึงขนาดออกรับกันแล้วเหรอ?”

“อย่าหึงหน้ามืดดิพี่ นั่นน้าพี่นะ โอเคๆ ไม่ได้หึงก็ได้” จระเข้รีบยกมือขึ้นยอมแพ้เมื่อเห็นว่าคิ้วทั้งสองข้างของพฤหัสที่ขมวดเข้าหากันอยู่แล้ว ตอนนี้แทบจะเกยเข้าหากัน “โอเคๆ แต่ผมขอบอกก่อนเลยนะพี่ ว่าถ้าพี่รู้ความจริงแล้วพี่จะไม่เขินหรือรู้สึกว่าตัวเองหน้ามืดเกินไป แล้วผมสัญญาว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก”

“อย่าลีลาได้ไหม?”

“ผมทนเห็นหน้าพี่ตอนรู้ความจริงไม่ได้อะครับ ผมขอไลน์ไปบอกนะ” จระเข้ไม่รอช้ารีบกระโดดลงจากเตียงและอาศัยช่วงที่พฤหัสกำลังสับสนให้กับคำพูดของเขาวิ่งออกจากห้องและตรงไปที่ห้องของตัวเองโดยที่ไม่ลืมล็อกประตูให้เรียบร้อย

บอกตามตรงว่าเขาเองไม่อยากให้สีหน้าของพฤหัสเมื่อรู้ความจริงว่าเข้าใจเขาผิดแต่พอมาคิดๆ ดูแล้วคำพูดและการกระทำทุกอย่างของเขากับพ่อใหม่นั้นไม่มันก็สื่อให้พฤหัสคิดแบบนั้นจริงๆ เมื่อเรียบเรียงประโยคได้แล้ว จระเข้ไม่รอช้าที่จะกดส่งไปและพบว่าข้อความนั้นขึ้นอ่านเป็นที่เรียบร้อยราวกับว่าพฤหัสนั้นเปิดห้องแชทรออยู่ก่อนแล้ว

จระเข้น้ำจืด : พี่หัสผมขอแสดงความยินดีด้วย คุณได้ลูกชาย พ่าม! ล้อเล่นครับ ผมจะบอกพี่ว่าผมกับพ่อใหม่เราทำธุรกิจกันอยู่ พ่อใหม่เขาจ้างผมนวดตัวให้ แต่นวดแบบแผนไทยนะไม่ใช่นวดแบบนั้น และที่พี่เห็นคือผมกำลังคลายกล้ามเนื้อหลังจากที่นวดเสร็จ และที่เห็นผมหายเข้าไปแบบนั้นบ่อยๆ นานๆ ก็นวดครับไม่มีอะไรในกอไผ่แน่นอน ผมจะไม่ว่าพี่นะว่าพี่ใช้หัวแม่โป้งเท้าคิดเหรอ เพราะผมเข้าใจว่าพี่หึง ไม่สิ อาจจะหวงผมก็ได้ แต่หลังจากนี้ผมอยากให้พี่ใจเย็นๆ นะ มีอะไรก็ถามผมตรงๆ และที่สำคัญไม่ต้องอายหรือเขินนะพี่ที่เข้าใจผิด ผมจะไม่พูดถึงอีก เท่านี้แหละครับ จุบุๆ

จระเข้ยืนรออยู่นานไม่มีทีท่าว่าปลายทางจะตอบกลับมา เขาสันนิษฐานได้ว่าพฤหัสน่าจะกำลังเรียบเรียงคำพูดของเขา และน่าจะเขินกับสิ่งที่แสดงออกมาให้เขาเห็น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปฏิกิริยาของพฤหัสนั้นทำให้เขาเอ็นดูอย่างบอกไม่ถูก

จระเข้น้ำจืด : อนุญาตให้มากอดปลอบได้นะ

*สติ๊กเกอร์

Satur : สติ๊กเกอร์แย่มาก

จระเข้น้ำจืด : อย่างน้อยก็ทำให้พี่ตอบผมอะครับ

Satur : อือ

และบทสนทนาของทั้งสองก็จบลง จระเข้เองตอบไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงมีความสุขแบบนี้ ส่วนพฤหัสเองก็ตอบไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงโล่งใจขนาดนี้

และสิ่งที่พวกเขาสองคนตอบไม่ได้นั้นก็คือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของความสัมพันธ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตโดยที่ไม่รู้ตัว....

ช่วงนี้งานยุ่งมากกก อาจมาช้าน้าาา ซอรี่งับบบบบ





ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
บทที่ 9
เป็นเพื่อนกันดารา
“วันแรกอย่าหาเรื่องเข้าใจไหม?”

“ค้าบบบ ผมไม่ดื้อหรอกพี่”

“เชื่อได้ที่ไหน”

“เชื่อที่ผมเนี่ยแหละ เด็กดีของพี่หัสไม่ดื้อไม่ซนครับ จะเป็นเด็กดีและน่ารักในรั้วมหาวิทยาลัยตั้งแต่วันแรกจนจบชั้นปีที่สี” ผมยืนตัวตรงพร้อมกับเชิดหน้าขึ้นคล้ายกับการกล่าวปฏิญาณ

“พูดมาก”

“แล้วก็รักมากด้วย”

“ไปๆ เข้าไปได้แล้ว เสียดายโจ๊กที่กินเข้าไป” พี่หัสดันหลังของผมให้เข้าไปด้านในคณะหลังจากที่ผมบอกรักอย่างที่ไม่ไปทางการไป

“นี่ขนาดยังไม่เป็นทางการนะพี่ เล่นเอาตื้นตันจนอยากจะสำรอกอาหารออกมาเลยเหรอพี่?”

“กูพึ่งรู้นะว่าตื้นตันแล้วจะอ้วก”

“สำหรับคนพิเศษแบบพี่มันต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้วครับผม”

“ไปเถอะเข้ เข้าไปเถอะ”

“ต้องกอดส่งไหมครับ?”

“ถ้าพูดมากกว่านี้ได้กอดแน่ แต่กอดที่ตีนกูนะ”

“รุนแรงตลอดอะเรา ผมไปก่อนนะพี่” เมื่อต่อปากต่อคำจนหอมปากหอมคอแล้ว ผมจึงยกมือไหวพี่หัสหลังจากที่เขาขับรถมาส่งผมที่หน้าคณะหลังจากที่ผมย้ายเข้ามาอยู่คอนโดของพี่หัสได้สองสามวันก่อนหน้า และวันนี้คือวันแรกที่ผมอยู่ในฐานะนักศึกษา บอกจตามตรงว่าตื่นเต้นมากๆ เพราะผมยังไม่มีเพื่อนเลยสักคน แต่การที่ผมจะเข้าไปทักเขาโต่งๆ ก็คงจะดูแปลกๆ ดังนั้นผมจึงไปนั่งรอในหอประชุมเพื่อปฐมนิเทศ

ด้วยความที่ผมมาช้ากว่าเพื่อนๆ คนอื่น ทำให้ผมนั่งอยู่แถวหลังสุด ซึ่งไม่สามารถที่จะมองเห็นบริเวณเวทีด้านหน้าได้ แต่ก็ดีครับผมจะได้ไม่ต้องทำตัวเรียบร้อยมาก อีกอย่างนั่งหลังแบบนี้ผมสามารถแวะออกไปด้านนอกตอนไหนก็ได้โดยที่ไม่มีใครสังเกต

ตุบ

ผมหันไปมองด้านข้างโดยอัตโนมัติหลังจากที่ได้ยินเสียงทิ้งตัวนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ ผม

“.......” ผมว่าผมเจอคนที่แปลกกว่าผมแล้วแหละครับ เพราะคนข้างๆ ที่มาใหม่นั้นแต่งชุดนักศึกษาไม่ต่างจากผมเลยเพียงแต่ด้านบนของเขานั้นสวมมวกและแมสคล้ายๆ กับไม่อยากให้ใครเห็นหน้า แต่หารู้ไม่ว่ายิ่งแต่งตัวแบบนี้ก็ยิ่งดูเด่น ทำให้เพื่อนๆ คนอื่นต่างหันมามองคนข้างๆ ผมด้วยความสงสัย

“มองไรวะ” ผมเหล่ตามองคนข้างๆ หลังจากที่หูผมบังเอิญไปได้ยินเขาสบถเบาๆ แต่น่าแปลกที่ผมรู้สึกคุ้นเสียงของเขาเหมือนเคยได้ยินที่ไหน แต่ยิ่งคิดอย่างไรผมก็คิดไม่ออกจนกระทั่ง “มองหน้านี่อยากมีเรื่องเหรอ?”

“เปล่า อยากมีลูก พ่าม! กูเจอนักเลงบ่นิ?” ผมมองไอ้คนข้างๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า “แต่ตัวเด่นขนาดนี้ก็ต้องการให้มองไม่ใช่เหรอ?”

“ไม่ใช่ว่ากูหล่อเหรอ คนถึงมอง?”

“กินอะไรมาวะ ถึงมั่นขนาดนี้ เกิดมาพึ่งเคยพบเคยเจอ” ผมเชื่อเขาเลยครับ แต่งตัวปกปิดขนาดนี้ใครมองเห็นว่าไอ้นี่หล่อก็แปลก

“ถ้ากูถอดหมวกออกแล้วมึงจะอึ้ง”

“พร้อมอึ้งเต็มที่แล้วจ้าพ่อคูณณณณณ” ผมอยากจะเห็นหน้าจริงๆ ของไอ้คนข้างๆ ที่อวดอ้างว่าตัวเองหล่อแบบนั้นหล่อแบบนี้ แต่เท่าที่ผมมองผ่านๆ ยังไม่เห็นออร่าความหล่อที่มันพูดเลยครับ

“เตรียมเลยมึง” ผมหันข้างเพื่อเตรียมที่จะอึ้งกับความหล่อ

“เอาแบบเดอะแมสเลยไหม? กูจะเป็นกันต์ กันตถาวรให้” เมื่อเห็นว่าไอ้คนข้างๆ ผมมัวแต่หันซ้ายหันขวาทำท่าว่ากลัวคนอื่นจะเห็นผมจึงพูดแซวออกมาเล่นๆ แต่ใครจะคิดว่าไอ้คนข้างๆ ผมมันดันบ้าจี้ตกปากรับคำในสิ่งที่ผมเสนอ

“เอาๆ กูจะหันหลังนะ ละมึงเป็นพิธีกร” ไม่พูดเพียงอย่างเดียว ไอ้คนข้างๆ ผมตอนนี้ขยับตัวหันไปอีกทางพร้อมกับยกมือขึ้นเตรียมจับหมวกที่สวมอยู่ห้องรวมถึงแมส

“ขอบคุณคณะกรรมการทุกท่านนะครับ และขอบคุณเพื่อนร่วมรายการทุกๆ คนนะครับ ตอนนี้ได้เวลาของเขาแล้วครับ ณ วันนี้เราจะได้เห็นคนคนนี้ที่อยู่ภายใต้หน้ากากอนามัยคือใครกันแน่” ผมใช้ขวดน้ำมาเป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อให้วิญญาณพิธีกรเข้าสิง

“.........”

“หน้ากากอนามัย ถอดหน้ากากครับ” ผมไม่ลืมที่จะชูนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือขึ้นมาในลักษณะเครื่องหมายถูก ซึ่งเป็นท่าซิกเนเจอร์ของพิธีกรและชี้ไปยังไอ้คนข้างๆ ผมที่ตอนนี้ก็สวมบทบาทหน้ากากนักร้องไม่ต่างจากผมเลย

“........” แต่บรรยากาศตอนนี้ดูเงียบเกินไป ไม่เหมือนในรายการผมจึงเปลี่ยนหน้าที่ตัวเองจากพิธีกรมาเป็นซาวด์เอฟเฟกต์

“อะ..อื้อๆ เปิดๆ เปิดๆ ถอดๆ กรรมการทายว่าใคร” และไม่ลืมที่จะทำหน้าที่พิธีกรควบคู่ไปด้วย “คนดูสามารถร่วมสนุกกันเข้ามาได้นะครับ ว่าคนคนนี้คือใคร” บอกแล้วครับถ้าใครจ้างผมร้อยผมเล่นให้เขาล้าน ทำงานกับจระเข้ไม่มีคำว่าขาดทุน

“..........”

“ซึงฮยอน แจฮยอน จีดราก้อน เจโน่ ฮารุโตะ หรือจะเป็นณอร์น เมนเดส........” และหน้าที่ต่อไปที่ผมทำ รองจากซาวด์เอฟเฟค พิธีกร นั่นก็คือคณะกรรมการที่ร่วมส่งเสียงกันทายชื่อคนที่อยู่ภายใต้หน้ากาก ผมจึงพยายามบีบเสียงเล็กๆ ให้เหมือนกับกรรมการทั้งผู้หญิงและผู้ชายทั้งมีอายุและหมดอายุ พ่าม! “ถึงเวลาแล้วครับ ถอดหน้ากาก!!!” เมื่อสิ้นเสียงสัญญาณไอ้คนข้างๆ ผมถอดหมวกออกพร้อมกับแกะแมสที่ปกปิดอยู่บนใบหน้าและเตรียมที่จะแนะนำตัวเหมือนในสลิปของรายการที่ผมมโนขึ้นมาว่ามี แต่ยังไม่ทันที่ไอ้คนข้างๆ ผมจะพูดผมก็แกล้งตัดเข้าโฆษณาก่อน เป็นเหตุให้เกิดการใช้ความรุนแรงที่กำลังจะตามมาในอีกไม่ช้า “พักสักครู่ครับบบบ!!”

“โว้ยยย!” ไอ้คนข้างๆ ปาหมวกใส่ผมทันทีที่ผมตัดเข้าโฆษณา “ต้องให้คิวกูครับ”

“ก็กูอยากตัดเข้าโฆษณาก่อน แล้วค่อยกลับมาที่มึงไง” ผมอธิบาย

“แต่มันต้องลุ้นซ้ำ ซึ่งกูไม่อยากพูดซ้ำ”

“แล้วรู้หรือเปล่าว่ามันอัดเทป มึงไม่ต้องพูดซ้ำอะ”

“แล้วมึงรู้รึเปล่าว่าหน้ากากแชมป์ซีซั่นแรกแบบกู เขาถ่ายทอดสดอะ”

“เหนื่อย”

“เหนื่อยเหมือนกัน” และตอนนี้ผมกับไอ้เพื่อนใหม่คนข้างๆ ตอนนี้เราสองคนต่างกอดอกและสะบัดหน้าไปคนละทิศทาง โดยที่ลืมจุดประสงค์หลักไปว่าผมต้องตกใจให้กับใบหน้าหล่อๆ ของมันสิ เมื่อคิดได้ดังนั้นผมจึงค่อยๆ หันกลับไปมองไอ้คนข้างๆ ที่ตอนนี้มันก็มองผมอยู่เช่นเดียวกัน พร้อมกับเลิกคิ้วหนึ่งข้างพร้อมกับยิ้มมุมปากเพื่อให้ตัวเองดูเท่ แต่ขอโทษครับคนที่ผมจะชมว่าเท่มีแค่พี่หัสคนเดียว

“อึ้งรึยังเมื่อรู้ว่ากูคือใคร?”

“ก็....พอจะรู้จักผ่านๆ แต่ไม่ได้ตามผลงานเท่าไหร่นะ แนวซีรีย์ที่มึงเล่นกูไม่ค่อยชอบดูว่ะ” เอาจริงๆ นะผมเองก็อึ้งเหมือนกันที่ผมมีโอกาสได้พูดคุยชนิดที่ว่าเป็นกันเองกับซุปตาวัยรุ่นที่เป็นกระแสอยู่ตอนนี้และมีผลงานทั้งภาพยนตร์และละครมากมาย แต่ที่ผมทำเหมือนไม่สนใจก็เพราะว่าถ้าอยากให้ดาราสนใจและอยากคบเป็นเพื่อนกับคนธรรมดาไม่มีชื่อเสียงอย่างผมก็ต้องทำเหมือนไม่สนใจและคลั่งเพราะตัวของเขาจะอึดอัดเอาได้ แต่รอให้ผมกับไอ้นี่สนิทกันก่อนแล้วผมค่อยเกาะกระแสมันเอาครับ อย่างน้อยยอดฟอลโล่ไอจีจากหลักสิบของผมจะได้ขึ้นเป็นหลักร้อยสักที

“ปากมึงนี่ดีเหมือนกันนะ กูนี่อยากเอาเท้ากระแทกสักที”

“กูบอกก่อนนะ ดารากูก็สวนอะ”

“เออ แล้วมึงชื่อไรวะ” และคำถามที่ผมรอคอยก็มาถึง ถ้ามันถามชื่อผมแสดงว่ามันอยากจะรู้จักผมให้มากกว่านี้ ดังนั้นเส้นทางการเข้าสู่เป็นเพื่อนดาราจึงไม่ใช่เรื่องยากครับ “กูแค่ถามชื่อ มึงคิดอะไรนานจัง”

“ขอกูเล่นตัวหน่อย”

“เฮ้ยยยย กูรู้จักคนเป็นร้อยเป็นพันแต่ไม่เคยมีใครลำไยเท่ามึงเลย”

“เขาเรียกว่าสร้างความจดจำ”

“กูคงจะลืมมึงลงหรอก มาถึงมาเล่นบทพิธีกรเดอะแมสใส่กู”

“แหมมม เหมือนมึงไม่เล่นบทหน้ากากนักร้องใส่กูอะ”

“ตกลงจะบอกกูได้หรือยังว่ามึงชื่ออะไร”

“เจเค”

“เจเค?” ใช่ครับ ผมบอกมันไปว่าผมชื่อเจเค ผมอยากรู้ว่ามันจะบูลี่ชื่อของผมหรือเปล่า “มึงตอแหล”

“ดูออกเหรอวะ?”

“เออ บอกชื่อมึงมาไวๆ กูจะได้จดจำมึงไว้ใส่สมองของกู”

“ชื่อจระเข้ มึงว่ามันดูแปลกกว่าเจเคไหมวะ?” คนข้างๆ ผมเงียบไปสักพักเหมือนกำลังใช้ความคิด “อันนี้ไม่ได้โกหกเลยนะ กูชื่อจระเข้จริงๆ แต่พอบอกชื่อคนแม่งชอบล้อกู แต่กูก็ภูมิใจนะเพราะมันเป็นชื่อที่พ่อกูตั้ง”

“อืม กูชื่อแล้วว่ามึงแปลก แปลกไปทุกอย่าง ทั้งชื่อ การกระทำ และนิสัยกูว่ามึงก็น่าจะแปลก”

“บูลี่กูปะ?”

“เขาเรียกว่าแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์”

“ด่ากูเถอะถ้าจะวิพากษ์กูขนาดนี้”

ผมลืมบอกไปเสียสนิทเลยว่าไอ้คนข้างๆ ผมชื่อว่า ‘เธียร์ ธรา’ ดาราวัยรุ่นที่มีชื่อเสียงและฐานแฟนคลับทั้งในและต่างประเทศหลายล้านคน แต่ไม่น่าเชื่อว่าผมกับมันจะได้โคจรมาพบกับในฐานะเพื่อนนักศึกษามหาวิทยาลัย และอีกสิ่งที่ผมประทับใจมันตั้งแต่ครั้งแรกเลยคือความเหี้ยของมันที่มีพอๆ กับผม

“โดดไหมไอ้เข้?” ยังไม่ทันที่จะผ่านครึ่งเช้าของการปฐมนิเทศไอ้พ่อเธียร์คนดีคนเดิมของเหล่าแฟนคลับก็สะกิดเรียกผมที่กำลังสัปหงกอยู่ข้างๆ

“ไม่เอา กูตั้งใจฟัง”

“แล้วที่มึงนอนหลับอ้าปากอยู่นี่เรียกว่าตั้งใจฟัง?”

“อย่างน้อยก็ทะลุเข้าหูซ้ายออกหูขวา มันก็ผ่านๆ บ้างแหละ”

“แต่ตรงเราไม่มีใครสนใจนะเว้ย ช่วงบ่ายก็แค่แนะนำกิจกรรมคณะกับมหาลัย กูไม่อยากฟังแล้วมันน่าเบื่อ”

“มึงพูดเหมือนเคยฟัง”

“กูซิ่วไงไอ้เห็ดงอก มึงไม่เคยอ่านกระทู้หรือใต้เตียงดาราไรพวกนี้บ้างเหรอวะ เล่นเอากูติดเทรนทวิตเลย แฮชแท็กว่า #เกรียนเธียร์พ่อทุกสถาบัน”

“อ่อ! ที่บอกว่ามึงจะย้ายทุกปีเพราะทำผู้หญิงท้องอะนะ?” จากที่ง่วงๆ อยู่ผมตื่นเต็มตาเลยครับ เพราะข่าวที่ไอ้เธียร์มันพูดถึงผมก็เคยได้ยินและตามมาช่วงหนึ่ง แต่ให้คนสมองน้อยๆ อย่างผมดูก็รู้ว่าปั่นกระแสจากแอนตี้

“เออ! กูงงมาก บอกว่ากูทำผู้หญิงท้อง โคตรบ้า หลักฐานก็ไม่มีแต่คนแม่งเชื่อกันไปนู่นอักษรย่อเต็มไปหมด แต่ความจริงคือกูเนี่ยเปย์เป็นแสนแขนกูยังไม่ได้จับเลย จะไปท้องได้ไง” ดูจากสีหน้าของไอ้เธียร์ตอนนี้มันก็มีความโมโหกับเรื่องที่พูดอยู่บ้าง “แต่คณะนี้จะเป็นคณะสุดท้ายล่ะ กูจะไม่ซิ่วเพราะข่าวปลอมๆ อีก”

“ถ้ามึงเป็นเพื่อนกับกูรับรองว่าจะไม่มีใครกล้าว่ามึงแน่นอน และกูก็จะช่วยมึงในการเรียนเต็มที่” เมื่อเห็นคนตกทุกข์ได้ยากผมมักจะใจอ่อนทุกที ไม่รู้ว่าต่อมพระเอกของผมมันจะทำงานทุกครั้งที่สงสารแบบนี้ไม่ได้

“ถ้าจะเป็นเพื่อนกินกูบอกเลยนะว่ากูเข็ดแล้ว เห็นลุคๆ หล่อๆ ฉลาดๆ แบบกูเนี่ย ตายเพราะเพื่อนที่พูดแบบมึงมาหลายที่แล้ว” ไอ้เธียร์มองผมด้วยสายตาไม่ไว้วางใจสักเท่าไหร่ สงสัยมันจะโดนมาเยอะจริงครับ

“กูรวยไม่จำเป็นต้องเกาะเงินมึง” แค่ขอเกาะกระแสยอดติดตามในไอจีก็พอ แต่นั่นผมก็ไม่ได้พูดออกไป “กูไม่รู้ว่ามึงเจออะไรมา แต่สำหรับกูเพื่อนคือเพื่อนเว้ย”

“เชรดดด พูดดีก็เป็นว่ะ”

“เออ แน่นอนกูเป็นคนดีถึงหน้ากูจะเบดก็ตาม และอย่างแรกที่มึงต้องทำคือนั่งแหกตาของมึงอยู่ในนี้จนกว่าจะจบการปฐมนิเทศ อย่างน้อยเพื่อนๆ พี่ๆ ในคณะจะได้มองเห็นว่ามึงก็นั่งอบรมเหมือนคนอื่นๆ ไม่ได้ถืออภิสิทธิ์”

“ถือยิ่งลักษณ์ได้ไหม?”

“ถือยิ่งตีนกูนิ” เหนื่อยครับ เจอคนแบบตัวเองผมบอกว่าเลยว่าไม่สนุก โดยเฉพาะเจอคนที่นิสัยเหมือนผมมากๆ อย่างไอ้เธียร


และแล้วการปฐมนิเทศในช่วงวันแรกก็ผ่านไป ผมสามารถทำให้ไอ้เธียร์มันอยู่ฟังได้จนจบ และเชื่อไหมครับว่ามีเพื่อนๆ และพี่ๆ ในคณะมากมายที่เข้ามาทำความรู้จักกับไอ้เธียร์มัน แต่สิ่งที่มันทำกับทุกคนคือยิ้มตอบเป็นมารยาทและเมิน เมินที่เรียกได้ว่าหยิ่งเลยก็ว่าได้ ผมก็ถามมันนะว่าทำแบบนี้ไม่กลัวคนไม่ชอบเหรอ มันตอบผมว่า

‘กูไม่จำเป็นที่จะต้องทำให้ใครมาชอบกู เพราะตอนนี้คือเวลาส่วนตัวไม่ใช่เวลางาน ถ้าเขาจะเอาเรื่องส่วนตัวไปปนกับเรื่องงานก็ช่างแม่งกูห้ามความคิดใครไม่ได้ อีกอย่างกูไม่ได้อยากรู้จักคนเยอะ ไม่จำเป็นต้องเฟรนลี่ทุกครั้งที่มีคนเข้าหา’ เท่านั้นแหละครับผมก็ไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรต่อเลย

‘ล้อเล่น เมื่อกี้กูซ้อมบทพูดในซีรีส์เรื่องใหม่เป็นไงวะ หยิ่งไหม? แต่กูชอบบทนี้ฉิบหายเลยไม่ต้องยิ้มเยอะมึงว่าเป็นไงวะ?’

นั่นแหละครับความไอ้เธียร์ ถ้ามันอยากจะซ้อมบทตอนไหนมันก็จะพูดออกมาแบบนั้นโดยบางครั้งมีผมที่เป็นเพื่อนซ้อมบทให้มันบ้าง เรียกได้ว่าตลอดเวลาหนึ่งเดือนมานี้ผมกับมันซี้เกินกว่าคนที่พึ่งจะรู้จักกันในระยะเวลาอันสั้น แต่สิ่งที่ดีสำหรับผมหลังจากที่รู้จักกับมันคือยอดฟอลโล่ไอจีของผมครบหนึ่งร้อยมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับหลังจากที่ไอ้เธียร์มันลงสตอรี่และแท็กผมมา

“ช่วงนี้ติดเล่นไปหรือเปล่า?” ผมหลุดออกจากภวังค์ทันทีที่ได้ยินเสียงของพี่หัสที่เข้ามาในห้องตอนไหนก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีเขาก็นั่งลงข้างๆ บนโซฟาตัวยาว

“เล่นอะไรพี่? ผมไม่ได้เล่นอะไรเลยนะ”

“โซเชียล เห็นจับมือถือตลอด”

“ถ้าไม่อยากให้ผมจับมือถือให้ผมจับมือพี่ได้ไหมอะครับ รับรองจะติดมากกว่ามือถืออีก” ผมวางมือถือลงก่อนจะขยับตัวไปนั่งชิดกับพี่หัสมากยิ่งขึ้นจนแขนของเราสัมผัสกัน

"เล่นมากระวังตาจะบอด" พี่หัสเมินเรื่องที่ผมบอกไปพร้อมกับหันหน้ามาทางผมพร้อมกับยื่นมือมาประคองใบหน้าของผมเอาไว้พร้อมกับใช้หัวแม่มือง้างปากของผมให้อ้า "เดี๋ยวนัดคิวขูดหินปูนให้"

"ตั้งแต่ผมเจอพี่ ช่องปากของผมก็สะอาดขึ้นมากๆ เลยครับ" ผมประชดหลังจากที่พี่หัสตรวจช่องปากของผมจนหน้าพอใจ

"ช่องปากมึงน่าสนใจดี"

"แล้วเมื่อไหร่จะสนใจช่องคลอด"

"........"

"ขอโทษครับ ผิดไปแล้ว จะไม่พูดจาทะลึ่งและเล่นหัวผู้ใหญ่แบบนี้อีก" เมื่อเห็นเลเวลบนใบหน้าของพี่หัสที่ผมจับสังเกตได้ว่าถ้าไม่รีบขอโทษตอนนี้ผมโดนสวดและดุถึงเช้าของวันพรุ่งนี้แน่ๆ ผมจึงรีบยกมือขึ้นมาพร้อมกับขอโทษทันที เพราะพี่หัสมักจะบอกผมเสมอว่าอย่าพูดจาทะลึ่งโดยเฉพาะกับผู้ใหญ่ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงพี่หันด้วย เพราะผมจะกลายเป็นเด็กไม่ดีในสายตาไปเลย

"ใจกากอย่าปากเก่ง"

"เลิกไม่ได้สักทีครับกับนิสัยแบบนี้ มันเลิกยากพอๆ กับเลิกชอบพี่เลยอะครับ"

"......." เลเวลบนใบหน้าของพี่หัสตอนนี้ไม่รุนแรงเท่าเมื่อสักครู่ผมจึงเล่นต่อไปได้ "แค่เห็นหน้าพี่ผมก็ต้องรีบไปตรวจน้ำตาลแล้วอะครับ"

"......."

"มันหวานจนผมอยากจะกลายเป็นมดเลย"

"เป็นสิ กูจะบี้ด้วยตีนให้ไม่เหลือซากเลย"

"รุงแรงกับผมมากๆ ถ้าตกหลุมรักผมขึ้นมาจะลำบากนะครับ" พี่หัสส่ายศีรษะเล็กน้อยส่วนผมตอนนี้เหรอ ใจฟูเป็นเต้าหู้ทอดแล้วแหละครับ 

“ไปอาบน้ำดีกว่า คุยกับมึงมากๆ ปวดหัว” พี่หัสลุกขึ้นจากโซฟาเตรียมที่จะเดินเข้าห้องของเขาเพื่อไปอาบน้ำ

“พึ่งรู้ว่านอกจากผมจะอยู่ในใจพี่แล้วผมยังอยู่ในหัวของพี่อีก....โอ๊ยยยยยย รุนแรงแค่ไหนก็รักครับ” พี่หัสหันหน้ากลับมาพร้อมถอดเสื้อกาวด์แขนสั้นปาใส่ผมเต็มๆ ถ้าจะหวังว่าได้เห็นเนื้อในของพี่หัสคืออย่าหวังครับเพราะพี่มันดันใส่เสื้อคอกลมอีกชั้นไว้ด้านใน
จระเข้เซ็ง!!

ปล. ถ้าผู้ชายบอกว่าช่องปากเราน่าสนใจดี เท่ากับ เขามีใจให้เราค่ะ ช่องปากมันก็แค่ข้ออ้าง อะฮิๆ
ปล. ฝากเพื่อนต้าวเข้ด้วยนะ รับรองว่านี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่จะเข้ามาสร้างสีสันและเสียงหัวเราะค่ะ
ปล. อยากทำ Q&A กับต้าวเข้ไหมเอ่ย ถ้าอยากทำคอมเม้นต์คำถามมาเลย เดี๋ยวไรท์จะเลือกมาให้ต้าวเข้ตอบน้าาาา

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2090
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
จระเข้น่ารักกกมากลูกกก

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2638
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
ประกาศ!!!
เคาะราคาทำมือแล้วน้าาา 249 บาทจ้า
เปิดพรีฯ น่าจะสิ้นเดือนนี้งับ
** ถ้ามียอดจองเกินเท่าไหร่ดี ตีไปสัก 1,000 เล่ม 5555555 ไรท์จะสุ่มแจกตู้เย็น บนเลย ทุกคนโปรดเป็นพยาน ถ้าจองเกินนี้ แจกตู้เย็นจ้าาา แจกจริงๆ ไม่จกตา 5555555555555555
บทที่ 10
บำบัดทุกข์บำรุงสุขเป็นหน้าที่หลักของจระเข้

“มึงบ้ารึเปล่าไอ้เธียร์ ใช้ส้นตีนคิดเหรอวะ?” ไม่อยากจะเชื่อว่าคำพูดแบบนี้จะหลุดออกมาจากคนอย่างผม เพราะที่ผ่านมามักจะออกมาจากปากของคนอื่นที่ใช้พูดกับผมตลอด จะไม่ให้ผมพูดแบบนี้ได้อย่างไงก็เพราะไอ้เธียร์เพื่อนเวรของผมมันดันของร้องให้ผมมาซ้อมบทให้มัน ถ้าเป็นบทธรรมดาผมยินดีที่จะช่วยมันเต็มที่ แต่ไอ้เวรนี่มันดันบอกให้ผมช่วยมันซ้อมบทจูบกับมัน ดูสิครับมันใช้ส้นตีนคิดหรือเปล่า

“เรื่องนี้กูต้องจูบนานอะดิ ไม่ใช่แค่ปากแตะปากเหมือนเรื่องก่อนๆ อีกอย่างกูก็ไม่รู้จะไปซ้อมกับใคร”

“มึงจริงจังปะเนี่ย?” ผมมองมันด้วยสีหน้าไม่ไว้วางใจ

“สุดอะ ซีนนี้เกือบแสนเลยนะเว้ย ถ้ามึงช่วยกู กูแบ่งให้มึงด้วยเลย” ผมเกลียดความป๋าใจป้ำของมันจริงๆ แทนที่จะเอาเงินที่แบ่งให้ผมไปจ้างคนมาซ้อมจูบกับมันดีกว่า...เอ๋? ซื้อคนมาจูบ เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

“ไม่อะ อย่างไงก็ไม่ กูจะเก็บปากกูไว้ให้พี่หัสของกูเท่านั้น”

“มึงก็คิดสะว่าซ้อมก่อนใช้จริงไง”

“ซ้อมกับมึงเนี่ยนะ?”

“เออ กูก็หล่อนะเว้ย มีแต่คนอยากจะจูบกับกูทั้งนั้น”

“ยกเว้นกูอะ อย่างน้อยกูก็เป็นหนึ่งในนั้น”

“มึงแม่งเล่นตัวอะไอ้เข้”

“มึงก็ขอกูง่ายไปอะ ถ้ามึงซ้อมบทกับศพ กูต้องตายให้มึงไหมเนี่ยยยยย” ผมปวดหัวกับเพื่อนคนนี้ของผมจริงๆ เลยครับ ถ้ามันของ่ายกว่านี้ผมจะไม่ว่าเลย

“กูเอายอดฟอลกูคืนนะ กูจะไปบอกแฟนคลับกูให้อันฟอลมึง”

“มึงเด็กน้อยอะไอ้เธียร์”

“ก็มึงไม่ช่วยกู”

“ไอ้เชี้ยเธียร์ เดี๋ยวกูทีบคว่ำเลย” ด้วยความที่ผมกับมันสนิทกับไอ้เธียร์มากๆ ทำให้การยกเท้าขึ้นมาทีบมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

“กูท้อใจนะเนี่ย กูจำเป็นต้องซ้อมจริงๆ”

“กูก็อยากช่วย แต่กูต้องเก็บปากกูไว้ให้พี่หัสของกู แต่....กูว่ากูคิดออกแล้ว” อยู่ๆ สมองอันชาญฉลาดของผมก็คิดวิธีที่จะหาคนมาให้ไอ้เธียร์ซ้อมจูบได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ผมคิดได้ก่อนหน้าเพียงแต่ตอนนี้ผมคิดถึงสถานที่ที่จะพาไอ้เธียร์ไป “มึงมีเงินไหม?”

“อย่าบอกนะว่า....”

“เออ วิธีนั้นแหละ” เธียร์มองรอยยิ้มของเพื่อนสนิทด้วยท่าทางไม่ไว้วางใจ เพราะออร่าความคิดแปลกๆ มันทะลุผ่านใบหน้าของจระเข้อย่างปิดไม่อยู่ เขาเองก็ร้อนๆ หนาวๆ เหมือนกัน แต่อีกใจก็อยากจะรู้ว่าเพื่อนมีวิธีไหน


“กูไม่น่าเชื่อมึงเลย”

“เอาหนา พามาถึงถิ่น”

“กูเป็นดารานะมึง ถ้ามีคนจำกูได้ล่ะ”

“เออ ลืมคิดไปเลย” ผมพาไอ้เธียร์มาที่แหล่งขึ้นชื่อที่ทั้งคนไทยและต่างชาติรู้จักเป็นอย่างดี นั่นก็คือพัฒน์พงษ์ และใช่ครับตอนนี้ผมอยู่ที่หน้าร้านหนึ่งซึ่งทำการรีเสิร์ชมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าน่าจะดีที่สุด ให้เหมาะสมกับชื่อเสียงของดาราดังอย่างไอ้เธียร์เพื่อนผม “กูอะ อายุถึง แต่มึงอะไอ้เข้”

“อีกนิดเดียวก็ยี่สิบแล้ว”

“แสดงว่ามึงยังไม่ถึง? ถ้าตำรวจลงมึงโดนรวบแน่”

“อย่างน้อยมึงก็ช่วยประกันกูออกมาได้ ไม่ต้องห่วงหรอก เพื่อนกูแสนดีขนาดนี้” ผมกอดคอของไอ้เธียร์ก่อนจะเดินเข้าไปด้านในสถานบริการ ‘แพรมๆ ที่ริมบึง อาบ อบ นวด’ แต่ระหว่างนั้นผมทำหน้าที่เป็นผู้จัดการดาราโดยให้ไอ้เธียร์มันนั่งรออยู่ด้านนอก ส่วนผมเข้าไปประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่

“ไอ้หนุ่ม อายุถึงรึยัง?”

“ถึงหน้าผมจะเด็ก แต่ผมอายุถึงแล้วนะครับ ไม่เชื่อดูบัตรไหม?” ผมเตรียมที่จะหยิบบัตรขึ้นมา เอาจริงๆ แค่ทำตัวให้ดูมั่นใจว่าตัวเองอายุถึงแล้ว แต่ความจริงก็คือถ้าลุงเขาตรวจบัตรจริงๆ ผมโดนเตะออกแน่ๆ เอาจริงๆ ร้านนี้มันก็ไม่ได้ดีอะไรหรอกครับ เพราะถ้าดีจริงก็ต้องตรวจละเอียดมากกว่านี้ อีกอย่างแค่หาคนมาจูบไม่ได้ถึงขั้นนั้นไอ้เธียร์มันก็คงไม่เรื่องมากหรอกครับ

“ไม่ต้องๆ แล้วเอากี่ชั่วโมง จะดูโชว์ด้วยไหมใกล้ถึงรอบแล้ว” สายตาของคุณลุงเลยไปทางด้านหลังของผมซึ่งเป็นตำแหน่งของนาฬิกา

“ไม่ดูครับ เอาชั่วโมงที่ถูกสุดครับ”

“หนึ่งชั่วโมง ไม่รวมค่าห้อง ไม่รวมค่าถุงยางเรทตามนี้เลย เลือกได้ ไม่บวกVATนะ” ผมยืนดูรายละเอียดเรื่องราคาเล็กน้อยก่อนที่จะเดินเข้าไปยังอีกโซนที่มีผู้หญิงนั่งอยู่ด้านในนั้นซึ่งแต่ละคนมีเบอร์ติดอยู่ที่หน้าอก และวันนี้ผมก็มีโอกาสได้เห็นกับตาของตัวเองว่าเบอร์ตองเด็ดสุดจริงๆ ครับ แต่น่าเสียดายที่ผมเลือกได้แค่แถวล่าง

“เลือกเอาเลย”

“เอาเบอร์ห้าครับ น่าจะประหยัดไฟดี พ่าม.....” พ่ามแบบเบาๆ ด้วยความลืมตัวว่าคนข้างๆ ไม่ใช่ไอ้เธียร์ ส่วนที่ผมเลือกเบอร์ห้าก็เพราะเธอสบตาผม

“โอเค ไปรอด้านในเลย” ผมยังไม่ทันที่จะเดินกลับไปบอกไอ้เธียร์ที่นั่งรออยู่ด้านนอกก็ถูกคุณลุงดันหลังเข้าไปยังด้านในโซนที่เป็นห้องเชือด ผมเองก็เดินตามแรงดันของคุณลุงมาเพราะว่าผมอยากจะรู้ว่าห้องเชือดนั้นมันโอเคสำหรับเพื่อนผมหรือเปล่า

“นั่งรอเลย”

“ครับผม เดี๋ยวผมขอเดินดูรอบๆ ห้องก่อนนะครับ” ผมเดินดูรอบๆ ห้องหลังจากที่คุณลุงเดินออกไป ห้องเชือดนี้ไม่แย่ครับ เป็นห้องโทนม่วงซึ่งมีกระจกอยู่รอบด้านและที่สำคัญเลยก็คือมีแผ่นหนังมากมายหลากหลายพล็อตเลย แต่ที่ผมติดใจก็คือบริเวณห้องอาบน้ำที่ค่อนข้างกว้างและหอม ดูแล้วสะอาดตาดี อย่างน้อยก่อนจูบเพื่อนผมน่าจะได้อาบน้ำก่อนถือว่าเป็นการผ่อนคลายไปในตัว แต่แล้วโทรศัพท์ในกระเป๋าของผมก็เกิดสั่นขึ้นมาเมื่อเห็นชื่อของคนที่โทรมาผมถึงกับทำตัวไม่ถูกจึงปล่อยให้มันสั่นอยู่อย่างนั้นก่อนที่จะกดรับในจังหวะสุดท้าย

“ครับ....”

(อยู่ไหน? ทำไมยังไม่กลับห้อง?) น้ำเสียงของพี่หัสที่พูดผ่านโทรศัพท์นั้นผมจินตนาการใบหน้าของพี่หัสออกเลยว่าตอนนี้เขาทำหน้าอย่างไร

“เอ่อ...ผม”

(อยู่ไหน?) ยิ่งเห็นว่าผมดูร้อนรนตอบคำถามง่ายๆ ของพี่มันไม่ได้ ก็ยิ่งจี้ให้ผมรีบตอบ (ไอ้เข้ พิรุจน์ออกรู้ตัวไหม?)

“พี่อะคิดมากครับ ผมอยู่ห้องเพื่อน” ผมกลืนน้ำลายลงคอพร้อมกับทำเสียงให้ดูสดใสและปกติมากที่สุด “อาจจะกลับดึกๆ นะครับ ได้ไหม?”

(ก่อเรื่องอะไรหรือเปล่า?)

“พี่เห็นผมเป็นคนอย่างไงเนี่ยยยย”

(คนไม่ดี)

“พี่หัสครับ เกินไปแล้วครับ ผมอะไม่ถนัดก่อเรื่องแต่ผมอะถนัดอยู่อย่างเดียวนะ”

(อะไร?)

“ถนัดก่อการรักครับ งู้ยยยยยย เขินไม่ไหวแล้ว” ถึงจะไม่เห็นสีหน้าแต่ผมได้ยินเสียงถอนหายใจหนักๆ ของพี่หัสผ่านสายมาเต็มๆ

(อย่าให้รู้ว่าก่อเรื่อง เพราะถ้ารู้มึงโดนไม่ใช่น้อยแน่)

“ครับบบบบ” ผมจะไม่ทำให้พี่หัสรู้เด็ดขาด “ไว้กลับแล้วผมจะโทรหานะครับ”

(อืม) และพี่หัสก็ตัดสายไป ในใจของผมตอนนี้รู้สึกครึ่งๆ กลางๆ ว่าจะกลับตอนนี้หรือจะอยู่ต่อ แต่ถ้าผมกลับไอ้เธียร์ก็ต้องอยู่คนเดียว ผมไม่สามารถทิ้งมันได้หรอกครับ อีกอย่างก็ไม่น่าจะเกิดเรื่องอะไรที่จะทำให้พี่หัสรู้ว่าผมมาในสถานที่แบบนี้

แอดดด~

“สวัสดีค่ะ จุ๊บจิ๊บนะคะ” ผมหันไปมองทางด้านหลังตามเสียงเปิดประตูห้องเข้ามา ก่อนจะเจอเข้ากับผู้หญิงเบอร์ห้าที่ผมเลือก พอได้มาเห็นตัวจริงๆ ไม่ผ่านกระจกแล้วนั้นเธอก็หน้าตาดีเลยทีเดียว แววตาของเธอดูเศร้าๆ แต่ปากของเธอกลับยิ้มออกมาโดยที่ไร้ความรู้สึกเหมือนแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น

“ครับผม”

“อาบน้ำเลยไหมคะ? ชั่วโมงหนึ่งเดี๋ยวไม่ทัน”

“เอ่อ คือไม่ใช่ผมแต่ว่า....” ยังไม่ทันที่ผมจะได้อธิบายจุ๊บจิ๊บเดินเข้าไปในห้องอาบน้ำและกลับออกมาในสภาพที่มีผ้าเช็ดตัวพันอยู่หลวมๆ เมื่อเห็นภาพดังกล่าวเรื่องที่ผมกังวลว่าพี่หัสจะรู้มันกลับหายไปแทนที่ด้วยเรื่องผู้หญิงตรงหน้านี้แทน

“เข้ามาอาบน้ำก่อนค่ะ ถ้าจะต่อหรืออย่างไรค่อยมาตกลงกันในอ่างดีกว่า” ผมอยากจะบ้าตาย ตั้งแต่เกิดมานอกจากพี่หัสก็ไม่เคยเสียอาการแบบนี้มาก่อน โดยเฉพาะน้ำเสียงหยิ่งๆ และใบหน้าเฉี่ยวๆ ของเธอ

“แต่งตัวดีๆ ก็ได้ครับจุ๊บจิ๊บ” ผมไม่อยากบอกเธอตามตรงว่าผมไม่มีอารมณ์ทางเพศกับผู้หญิงแม้ว่าเธอจะสวยมากขนาดไหน จริงๆ ผมก็ไม่เคยมีอารมณ์กับใครนอกจากพี่หัสคนเดียวที่ผมมีอารมณ์และจินตนาการถึงวันที่เราเข้าหอด้วยกัน ถ้าผมมีมดลูกผมคงจินตนาการไปถึงวันที่ลูกของผมบวชหรือแต่งงานไปแล้วแหละครับ

“งานของจุ๊บจิ๊บค่ะ คุณลูกค้าไม่ชอบเหรอคะ? หรือว่าต้องให้ถอดหมดเลย?” เธอเตรียมที่จะเลิกชายผ้าเช็ดตัวขึ้นผมจึงรีบพุ่งเข้าไปจับมือของเธอเอาไว้ก่อน บอกตามตรงว่าวันนี้ไม่ได้เตรียมตัวมาเจอของสงวน

“ผมรู้ว่าจุ๊บจิ๊บไม่เต็มใจที่จะทำงานแบบนี้ ใช่ไหมครับ?”

“ไม่ค่ะ งานอะไรที่ต้องการเงินจุ๊บจิ๊บทำหมด” ยิ่งเธอพูดถึงเงินแววตาของเธอก็ดูเศร้าไป จนผมรู้สึกสงสารและอยากที่จะดึงตัวเธอมากอดเอาไว้เพื่อปลอบโยน “ตกลงจะอาบน้ำไหมคะ?”

“อาบก็ได้ครับ” ด้วยความที่สงสารผมเลยตกปากรับคำเธอและลืมเรื่องของไอ้เธียร์ที่รอผมอยู่ด้านนอกไปเสียสนิท “แต่ไม่ถอดหมดนะ”

“ค่ะ เข้าไปในอ่างเลย” เป็นครั้งแรกที่ผมจะได้แช่ตัวในอ่างน้ำจากุชชี่พร้อมกับตีฟองแบบในละครหลังข่าวที่ผมเคยดู แต่ติดอยู่ที่ว่าตอนนี้ผมไม่ได้อาบคนเดียวเพราะมีจุ๊บจิ๊บที่นั่งอยู่ข้างๆ คอยลูบไล้ที่ตัวของผม

“ผมถามจริงๆ นะ แววตาของจุ๊บจิ๊บดูไม่มีความสุขเลย ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องฝืนก็ได้นะครับ” ระหว่างที่อาบน้ำผมก็พยายามชวนเธอคุยไปด้วย

“ถ้ามีแขกที่เห็นใจพวกขายบริการอย่างจุ๊บจิ๊บก็คงจะดี จะมีก็แต่แขกที่จ้องจะเอาเปรียบและรุนแรง”

“ผมไม่ใช่เเขกแบบนั้นแน่นอน แต่ถ้าเป็นแขกดอยผมไม่เถียง” แต่เอ๊ะ? กูมาเป็นแขกตั้งแต่เมื่อไหร่วะ? “จุ๊บจิ๊บจะทำงานแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ครับ”

“ผู้หญิงที่ผ่านมือชายมาหลายคนแบบนี้คงจะทำงานที่ไหนได้ละคะ นอกจากงานแบบนี้”

“เท่าที่ผมฟังจุ๊บจิ๊บพูดมา ผมว่าจุ๊บจิ๊บกำลังประชดชีวิตของตัวเอง สมัยนี้จะผ่านมากี่มือก็ไม่เห็นเป็นไรนิครับ ใช่ว่าผ่านมือชายแล้วคุณค่าในตัวของจุ๊บจิ๊บจะลดลง คุณค่าของจุ๊บจิ๊บจะลดลงก็เพราะสิ่งที่จุ๊บจิ๊บมองตัวเองให้เป็นแบบนี้แหละครับ ทุกอาชีพมีเกียรติและศักดิ์ศรีทั้งหมดแหละครับ”

“........” จุ๊บจิ๊บเงียบไปสักพักก่อนที่เธอจะช้อนสายตาขึ้นมามองผมด้วยแววตาที่ต่างออกไป “ถ้าจุ๊บจิ๊บกลับบ้านไป ครอบครัวจะยังต้อนรับจุ๊บจิ๊บอยู่ไหมคะ?”

“ครอบครัวมันตัดไม่ขาดหรอกครับ ถ้ากรรไกรไม่คมพอ พ่าม! ผมไม่อยากให้จุ๊บจิ๊บเครียด ถ้าสิ่งที่ทำอยู่มันไม่มีความสุขก็หยุดครับ อีกอย่างอาชีพนี้มันก็ยังไม่ถูกกฎหมายสักทีเดียวอย่างน้อยก็สวัสดิการและคุณภาพของจุ๊บจิ๊บที่ไม่มีหน่วยงานรัฐเข้ามาคุ้มครองเหมือนอย่างอาชีพอื่นๆ ที่มีประกันสังคม ถ้าจุ๊บจิ๊บสนใจ สมัครประกันกับผมได้นะครับ จ่ายเบี้ยเพียงสามสิบบาทต่อวันเท่านั้น”

“..........”

“ล้อเล่น ผมไม่ได้มาขายประกันหรอก” เมื่อเห็นว่าเธอเงียบไปผมจึงพูดขึ้นมา “อย่าคิดมากนะครับ อยู่ที่การตัดสินใจของจุ๊บจิ๊บ ผมทำได้แค่ชี้แนะเท่านั้น” พ่อแม่และพี่หัสต้องภาคภูมิใจว่าคนอย่างผมสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของคนคนหนึ่งได้ อย่างน้อยหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขก็เป็นหน้าที่ของผมเหมือนกัน

“เดี๋ยวจุ๊บจิ๊บล้างตัวให้นะคะ” ใบหน้าของเธอเริ่มสดใสขึ้นมากกว่าตอนแรก ส่วนผมตอนนี้ก็อิ่มเอิบให้กับความคิดของตัวเอง ต่อไปนี้ให้เรียกผมว่าไลฟ์โค้ช

“เดี๋ยวคุณลูกค้าแต่งตัวก่อนนะคะ เดี๋ยวจุ๊บจิ๊บออกไปรอด้านนอก” หลังจากที่อาบน้ำเสร็จ ตอนนี้ผมก็ลุกขึ้นจากอ่างอาบน้ำ พึ่งรู้ก็วันนี้ว่าการมีคนมาอาบน้ำให้มันสบายตัวจริงๆ เพราะนอกจากอาบเธอก็นวดตัวให้ผมด้วย

หลังจากที่เช็ดตัวและสวมเสื้อผ้าเสร็จ จากที่กะเวลาเอาไว้ว่านี่ยังไม่ถึงชั่วโมง ผมจึงรีบออกมาเพื่อที่จะไปตามไอ้เธียร์มาซ้อมจูบกับจุ๊บจิ๊บอย่างน้อยเธอก็ผ่านการคัดเลือกจากผมแล้ว ถือว่าเป็นการอำลาตำแหน่งก่อนที่เธอจะกลับบ้าน

“จุ๊บจิ๊บเล่นกูแล้ว!” ผมออกจากห้องอาบน้ำมาเจอเข้ากับกระดาษหนึ่งแผ่นที่เขียนว่า...


ขอบคุณสำหรับคำแนะนำและคำพูดของคุณนะคะ จุ๊บจิ๊บจะกลับบ้านไป แต่สิ่งที่จุ๊บจิ๊บจะเอากลับไปด้วยคือ นาฬิกา กระเป๋าเงิน โทรศัพท์มือถือ เพื่อเป็นค่าเดินทาง
สุดท้ายจุ๊บจิ๊บอยากจะบอกว่า อายุยังไม่ถึงไม่ควรมาในสถานที่แบบนี้และไม่ควรจะไว้ใจใครง่ายๆ ถือว่าของที่จุ๊บจิ๊บเอามาคือค่าครูนะคะ


“ช็อก.....” สมองผมตอนนี้เบลอไปหมดไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่ทันที่ผมจะหายตกใจ ก็มีเรื่องที่ตกใจกว่าเมื่ออยู่ๆ ประตูห้องของผมก็ถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับคุณตำรวจและคุณลุงที่เป็นคนพาผมมาที่นี่ ด้วยความกลัวทำให้ผมยกมือขึ้นเหนือศีรษะโดยอัตโนมัติ

“เกิดอะไรขึ้นครับลุง?” ผมหันหน้าไปหาคุณลุงโดยอัติโนมัติ

“เบอร์ห้าถูกแจ้งความจับในข้อหาลักทรัพย์ อย่าบอกนะว่าหนีไปแล้ว?” คุณลุงสอดส่องสายไปตาไปทั่วๆ ห้องพร้อมกับคุณตำรวจอีกหลายนายที่เข้ามาค้นภายใน ส่วนผมตอนนี้ก็ได้แต่ยืนเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูกตอนนี้ในหัวของผมคิดถึงคำพูดของพี่หัสที่ย้ำกับผมเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้

“อย่าบอกนะว่าเอ็งก็โดน?” คุณลุงชี้มาที่ผม ส่วนผมก็ได้แต่พยักหน้าให้เป็นคำตอบ

“ถ้าอย่างนั้นเชิญไปให้ปากคำที่โรงพักด้วยครับ” คุณตำรวจเดินเข้ามาตรงหน้าผม แต่ด้วยความที่มีชนักติดหลังทำให้ผมหลบตาและเสมองไปทางอื่น พยายามบังคับไม่ให้มือสั่น

“ไม่เป็นไรครับ”

“ไปครับ ถ้าไม่ไปอาจโดนข้อหาขัดขวางเจ้าพนักงานนะ” เท่านั้นแหละครับผมพยักหน้าตอบตกลงทันทีและเตรียมที่จะเดินตามหลังคุณตำรวจออกไป

“เดี๋ยวก่อน อายุถึงแล้วเหรอ?” แต่ตำรวจอีกนายที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าเดินเข้ามาตรงหน้าผมพร้อมกับยืนพิจารณาอยู่สักพัก “โกหกเจ้าพนักงานมีความผิดนะรู้ไหม?”

“ครับ จับผมไปเลยครับ ผมพร้อมโดนจับ” ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ผมไม่มีอะไรที่จะเสียไปมากกว่านี้แล้วครับ

“ไอ้เชี้ยนี่เข้าไปนานจังวะ!” เธียร์ที่นั่งอยู่ด้านนอกคนเดียวนั้นรู้สึกร้อนรนเพราะเพื่อนของตนหายเข้าไปด้านในเป็นเวลานานมากกว่าที่ควรเป็น ส่วนเขาเองก็ระแวงว่าจะมีคนจำได้เพราะสายตาของคนที่เดินผ่านไปผ่านมานั้นมองมาที่เขาพร้อมกับซุบซิบจนต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและส่องแฮชแท็กของตัวเองในทวิตเตอร์ เพราะเป็นแหล่งข่าวที่ไวที่สุด

“ฉิบหาย ไอ้เข้เล่นกูแล้ว” เธียร์ร้องออกมาเมื่อเห็นว่าในแฮชแท็กชื่อของตัวเองนั้นมีรูปที่นั่งอยู่ในร้านและมีป้ายชื่อที่เด่นหราอยู่ด้วยพร้อมกับคอมเม้นต์ที่กำลังเป็นที่ถกเถียงอยู่ว่านั่นใช่เธียร์ ธราหรือไม่

“อยู่ในความสงบนะครับ ขออนุญาตตรวจบัตร!”

“ฉิบหายคูณสอง!!” ตอนนี้เขาไม่มีเวลามาห่วงชื่อเสียงหรือภาพลักษณ์ของตัวเองแล้วเพราะคนที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือ ไอ้เข้เพื่อนรัก

สิ่งที่เธียร์คิดได้ตอนนี้คือต้องรีบติดต่อผู้ปกครองของเพื่อนก่อนเป็นอันแรก และโชคดีที่จระเข้ให้เบอร์ผู้ปกครองไว้กับเธียร์ หลังจากที่เขาถูกตรวจบัตรเสร็จจึงไม่รอช้าที่จะต่อสายหาผู้ปกครองของจระเข้ทันที

“สวัสดีครับผู้ปกครองของจระเข้ใช่ไหมครับ ผมเพื่อนที่สนิทที่สุดของจระเข้นะครับ”

(ครับ มีอะไรหรือเปล่า?) ปลายสายพูดสวนออกมาเช่นเดียวกันหลังจากที่ได้ยินว่าคนที่โทรมาหาเขาคือเพื่อนของจระเข้

“คืนตอนนี้มีเรื่องด่วนครับ คาดว่าอาจจะต้องไปโรงพัก”

(ครับ!! เกิดอะไรขึ้น?!)

“เอ่อ....คือว่า”

(.......!!!) ปลายสายเงียบไปทันทีหลังจากที่รู้ถึงสาเหตุว่าเพราะอะไรที่ทำให้จระเข้ต้องไปโรงพัก เขาไม่รู้ว่าจะโกรธหรือโมโหดีกับเด็กดื้อที่ชอบหาเรื่องใส่ตัวแบบนี้ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าเขาเตือนแล้วก็ตาม ดูเหมือนว่าแค่คำพูดอย่างเดียวจะใช้ไม่ได้กับจระเข้เสียแล้ว


“มึงไม่หนีเหรอ?” จระเข้ที่โดนรวบออกมาจากห้องเพราะถูกตรวจบัตรแล้วอายุไม่ถึงเดินผ่านหน้าเธียร์ที่ตอนนี้มีสีหน้าที่พร้อมจะพุ่งเข้ามาทีบเขาเต็มที่ ถ้าไม่ติดว่าถูกรวบจระเข้ได้มีเจ็บตัวแน่ๆ

“หนีทำไม กูไม่ได้ทำผิดกูอายุถึงแล้ว มึงเหอะ เข้าไปทำเหี้ยอะไรนานขนาดนั้น” เธียร์พูดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

“ก็กูปรับทุกข์อยู่กับคนนวดอะ...แล้วกูก็โดนปล้นด้วยมึง” น้ำเสียงของจระเข้ดูสั่นเครือน่าสงสาร แต่นั่นก็เพราะจระเข้ทำตัวเองทั้งนั้น

“ริอาจทำตัวเป็นไลฟ์โค้ช แต่ตัวเองเสือกเอาตัวไม่รอด”

“ด่ากูปะ? ถ้าด่าน้ำตากูไหลเลยนะ”

“ด่าตำรวจมั้ง!! .....เอ่อ ผมขอโทษครับ” เธียร์ยกมือขึ้นขอโทษคุณตำรวจที่พูดพาดพิงไปเพราะความโมโห

“ค่อยไปคุยเรื่องค่าปรับที่โรงพักนะ จ่าจัดการด้วย” คุณตำรวจที่มีดาวบนบ่าเยอะที่สุดเป็นคนออกคำสั่งให้กับตำรวจคนอื่นๆ

“เดี๋ยวกูตามไป”

“มึงไม่ไปกับกูเหรอ? ไม่สงสารกูเหรอ....” เมื่อเห็นสีหน้าของจระเข้ที่พยายามบีบให้เธียร์สงสารนั้นก็เป็นผลสำเร็จเมื่อเธียร์ขึ้นหลังกระบะรถตำรวจที่เปิดไซเรนไปกับจระเข้ ระหว่างทางเขาพยายามก้มหน้าเพื่อไม่ให้คนอื่นๆ จนได้ เพราะถ้าภาพนี้หลุดไป ได้เป็นข่าวใหญ่โตแน่นอน

“ถ้าไม่ใช่เพื่อนมึงกูไม่ทำหรอกนะ” เธียร์ยื่นมือออกมาบิดเอวของจระเข้ด้วยความโมโหขณะที่อยู่ระหว่างทางไปสถานีตำรวจ

“สัญญาว่าถ้ามึงต้องการกูจะบวชให้มึงทันที” จระเข้มองหน้าเพื่อนของตนด้วยแววตาซาบซึ้งซึ่งขัดกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะตอนนี้เขาเหมือนถูกตำรวจรวบเพราะเมายามากกว่าข้อหาที่โดน

เมื่อมาถึงสถานีตำรวจจระเข้นั่งเงียบทันทีเพราะสิ่งแรกที่เขาเจออยู่ตรงหน้านั้นขำไม่ออกเลยสักนิด จระเข้หันไปมองเพื่อนของตนที่อยู่ข้างๆ เพื่อถามว่าใครเป็นคนอัญเชิญบุคคลศักดิ์สิทธิ์คนนี้มา ผลปรากฏว่าคนที่เชิญก็คือเพื่อนของเขาเอง

“จ่า เด็กคนนี้ไม่ประกันนะ ขังคุกเลย” ร้อยเวรที่ประจำอยู่ที่โรงพักลงมาบอกจ่าที่รวบตัวจระเข้มา เมื่อจระเข้ได้ยินดังนั้นถึงกับเข่าอ่อนทันที เพราะตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยถูกขังคุกมาก่อน

“พี่หัส พี่ทำแบบนี้กับผมได้ไง ฮื่อออออ ไม่อยากเข้าคุก ไอ้เธียร์ช่วยกูด้วย” จระเข้ร้องและดิ้นไปตามทางขึ้นโรงพักโดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้ และแน่นอนว่าไม่มีใครช่วยเขาได้เช่นกัน

“พี่ครับคือ...ช่วยมันไม่ได้เหรอครับ ไม่อย่างนั้นผมจ่ายค่าปรับให้มันเองก็ได้” ด้วยความที่เป็นห่วงเพื่อนไม่อยากเห็นเพื่อนต้องนอนคุกทำให้เธียร์หันไปพูดกับผู้ปกครองของจระเข้ที่เขายังไม่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการ แต่หน้าตาที่เขาเห็นอยู่ตอนนี้บ่งบอกว่าบุคคลดังกล่าวไม่น่าจะต่อรองหรือขอร้องได้

“ถ้าเป็นเพื่อนที่ดีต้องทำให้เพื่อนสำนึกว่าสิ่งที่ทำมันผิด ไม่ใช่ให้ท้าย” เธียร์ถึงกับสะอึกทันทีที่ได้ยินพฤหัสพูดออกมาแบบนั้น “ผมพฤหัสพี่ชายของจระเข้ครับ”

“สวัสดีครับ แต่เอ๊ะ? คุณชื่อพฤหัส? ....” เธียร์ร้องอ๋อถึงกับบางอ้อทันทีที่ได้ยินว่าคนตรงหน้าชื่อพฤหัส หรือพี่หัสที่จระเข้ชอบเพ้อและมโนว่าจะเป็นของพฤหัสคนเดียวให้เขาฟังอยู่บ่อยครั้ง

“สงสัยเข้มันต้องพูดเกี่ยวกับผมแปลกๆ ให้น้องฟังแน่ๆ”

“เอาจริงๆ นะครับ ผมว่าผมอายุเท่าคุณแหละ ผมซิ่วมาน่าจะห้าหกปีแล้วเรียนไม่จบสักที” ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องน่าอวดสักเท่าไหร่ แต่เธียร์ก็ดุภูมิใจกับการที่ตัวเองซิ่วมาแล้วหลายคณะ “เรียกผมว่าเธียร์ก็ได้”

“ผมรู้จักคุณอยู่ คุณเป็นดารา แต่ขอถามจริงๆ นะ มาคบกับเข้ได้ไง?” พฤหัสถามด้วยความสงสัยเพราะเขามองไม่ออกจริงๆ ว่าดาราอย่างเธียร์จะมาคบกับน้องชายของเขาได้อย่างไร เพราะทั้งคู่ไม่มีอะไรเข้ากันเลยสักนิด

“คือว่าเรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ......” พฤหัสรู้ทันทีที่ว่าที่เธียร์มาเป็นเพื่อนกับจระเข้ได้นั้นเพราะสิ่งที่มีเหมือนกันคือพูดเยอะแต่มีแต่น้ำ และคาดว่านิสัยอื่นๆ ก็น่าจะเหมือนกัน พฤหัสปล่อยให้เธียร์อธิบายว่าเป็นเพื่อนกับจระเข้ได้อย่างไร แต่ที่น่าแปลกเขาเกือบจะยิ้มให้กับเรื่องราวและความเป็นมาที่เธียร์เล่า แต่ต้องทำหน้าเข้มเข้าไว้ให้เข้ากับสถานการณ์

“ผมว่าคุณกลับไปก่อนครับ เดี๋ยวที่เหลือผมจัดการเอง”

“แต่ผมเป็นห่วงมัน ต้องนอนคุก...”

“ผมบอกแล้วไงว่าถ้าเพื่อนคุณผิดคุณต้องให้เพื่อนเรียนรู้สิ่งที่ผิด ถ้าคุณเอาแต่ให้ท้ายคุณก็จะต้องให้ท้ายแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ” พฤหัสอธิบายให้เธียร์เข้าใจ เพราะเขาเชื่อว่าอย่างน้อยเธียร์น่าจะมีวุฒิภาวะมากกว่าจระเข้ “อีกอย่างเรื่องข้อหาแค่นี้ไม่จำเป็นต้องขังคกหรอก แต่ที่มันโดนก็เพราะผมอยากทำโทษ อยากให้มันรู้ว่าสิ่งที่มันทำนั้นผิด”

“อ๋อ...ผมเข้าใจแล้วครับ” ถึงจะเข้าใจแต่สุดท้ายเขาก็เป็นห่วงเพื่อนของเขาอยู่ดี “ถ้าอย่างนั้นผมฝากคุณด้วยนะ”

“ไม่ต้องฝาก ผมก็ต้องอยู่กับมันตลอดทั้งคืนอยู่แล้ว”

“ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” เธียร์โค้งศีรษะให้กับพฤหัสเล็กน้อยก่อนจะยอมหันหลังและเดินกลับไป ความคิดจากคนภายนอกอย่างเขาเดาไว้เลยว่าน้องชายที่พฤหัสพูดออกมานั้นมันเป็นเพียงแค่คำพูดเพราะสิ่งที่พฤหัสสื่อออกมามันน่าจะมากกว่านั้น

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2090
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
งานเข้าจระเข้หนักมาก

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2638
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
บทที่ 11

น้ำตาจระเข้



 

“พี่หัสครับ ฟังผมอธิบายก่อนสิ สิ่งที่พี่คิดอยู่มันไม่ใช่แบบนั้นนะ ผมไม่ได้ทำอะไรเลวร้ายอย่างที่พี่คิดเลย”

 

“.........”

 

“จะร้องไห้แล้วนะ” นี่ก็ผ่านมาเกือบชั่วโมงหลังจากที่ผมนั่งอยู่ในคุกแห่งนี้โดยที่มีพี่หัสนั่งอยู่ที่เก้าอี้ด้านนอก แต่สิ่งที่ผมเป็นกังวลอยู่ตอนนี้คือพี่หัสไม่พูดกับผมเลยสักคำ ไม่ดุ ไม่ด่า ไม่ว่า ซึ่งการเงียบเป็นสิ่งที่ผมไม่ชอบมากที่สุดเลย ราวกับว่าการเงียบคือความรู้สึกที่กำลังจะเปลี่ยนไป ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ผมก็คงจะต้องรู้สึกแย่มากๆ นอกจากจะทำให้พี่หัสรักผมไม่ได้ยังทำให้เขารู้สึกติดลบเข้าไปอีก

 

“........”

 

“ผมรู้ว่าเรื่องนี้ผมผิด แต่ผมไม่อยากให้พี่เงียบแบบนี้เลย มันเหมือนพี่กำลังจะเลิกรักผมอย่างไงอย่างงั้นอะ”

 

“กูเคยบอกเหรอว่ากูรักมึง?”

 

“.........” และเป็นผมเองที่รู้สึกจุกกับคำพูดของพี่หัส ซึ่งเขาพูดถูกแล้วเพราะเขาไม่เคยบอกผมว่าเขารักผม มีแต่ผมที่บอกเขาเท่านั้น

 

“ที่มึงบอกว่ารักกู กูก็ไม่แน่ใจว่ามึงรู้สึกแบบนั้นจริงๆ หรือเปล่า เพราะขนาดแค่มึงบอกว่าจะไม่ก่อเรื่อง เรื่องง่ายๆ แค่นี้มึงยังทำไม่ได้เลย”

 

“มันคนละเรื่องกัน พี่อย่าเอามาปนกันได้ไหม”



“คนผิดมีสิทธิ์เถียงเหรอ?”

 

“ผมกำลังอธิบายให้พี่เข้าใจ”

 

“นั่งเงียบแล้วทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นดู มีสติ อยู่กับตัวเองให้มากที่สุด เพราะสิ่งที่มึงต้องคิดตอนนี้คือเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องความรู้สึกของกู”

 

“.........” คราวนี้ผมนั่งเงียบอย่างที่พี่หัสพูดจริงๆ เรื่องที่เกิดขึ้นมันก็แค่ความสนุก ความตื่นเต้น ความอยากรู้อยากลองของผมที่เอาไอ้เธียร์มาเป็นข้ออ้างจนลืมคิดไปว่าถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาคนที่เดือดร้อนมันไม่ใช่ผมแค่คนเดียว แต่คนรอบ ข้างผมเดือดร้อนไปด้วย และแน่นอนว่าพี่หัสก็ต้องอดหลับอดนอนมานั่งเฝ้าผมอยู่แบบนี้ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเขาไม่ต้องมานั่งเฝ้าผมก็ได้ กับแค่นอนคุกคนอย่างผมนอนได้สบายๆ อยู่แล้ว

 

เรื่องนี้ผมเอาแต่เล่น เล่นจนเกินตัว เล่นจนทำให้ตัวเองเดือดร้อน เล่นจนทำให้มีสภาพแบบนี้ ลองคิดกลับกันถ้ามันร้ายแรงกว่าที่เป็นอยู่ ผมก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าแค่ตัวผมอย่างเดียวจะแก้ปัญหาได้อย่างไร และไม่วายดึงคนอื่นมาแก้ปัญหาให้ผมอีก ครั้งนี้ผมทำตัวเองจริงๆ ครับ

 

“ผมขอโทษ....”

 

“นี่คือสิ่งแรกที่มึงควรพูด ไม่ใช่เอาแต่เรียกร้องให้คนอื่นฟัง ทั้งๆ ที่ตัวของมึงเองยังไม่เคยฟังใคร” พี่หัสหันหน้ามามองผมพร้อมกับกอดอกและพูดออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ “ตอนนี้อายุเท่าไหร่แล้ว? มึงไม่ใช่เด็กแล้วนะ มึงจะมาทำตัวติดเล่นกับทุกเรื่องไม่ได้ ขอพูดตรงๆ แล้วมึงจะโกรธหรือไม่พอใจกูก็ได้”

 

“.........” ผมตั้งหน้าตั้งตารอฟังสิ่งที่พี่หัสกำลังจะพูดกับผมต่อไปนี้ เดาจากน้ำเสียงของพี่หัสมันแล้วมันก็น่าจะร้ายแรงพอสมควรและพี่หัสคงจะอดทนกับนิสัยของผมมามากพอแล้วถึงได้ตัดสินใจพูดแบบนี้ออกมา

 

“กูไม่เคยเห็นมึงจริงจังเลยในชีวิต นอกจากเรื่องเล่นๆ และเรื่องไร้สาระที่ทำอยู่ ถ้ารักกูจริงๆ ไม่สิ ถ้ามึงรักตัวเอง รักพ่อแม่ รักครอบครัว รักคนที่อยู่ข้างๆ พิสูจน์ตัวเองว่ามึงไม่ได้มีดีแค่เล่นไปวันๆ เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ คนเรามันจะเล่นตลอดเวลาไม่ได้”

 

“.........”

 

“อย่างน้อยๆ ทำสักเรื่องให้ตัวมึงเองภูมิใจบ้าง”

 

ผมเข้าใจสิ่งที่พี่หัสพูดออกมาทุกคำ ผมคิดตามทุกอย่าง และสิ่งที่พี่หัสพูดออกมานั้นก็เป็นเรื่องจริงทุกประการ เพราะตั้งแต่ผมเกิดมาผมก็ไม่เคยทำอะไรสำเร็จหรือให้ตัวเองภูมิใจเลยสักอย่าง อย่าว่าแต่ให้พ่อกับแม่ผมภูมิใจเลย แค่ผมไม่ไปก่อเรื่องและเรียนให้จบในแต่ละปีก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับพ่อผมแล้ว

 

“ไม่คาดหวังกับไม่มีหวังมันไม่เหมือนกัน”

 

“........”

“อยู่ที่ตัวของมึงเองว่าจะให้คนที่มึงรักเลือกเชื่อในตัวมึงแบบไหน ระหว่างไม่คาดหวังกับมึง หรือไม่มีหวังที่จะให้คาด ก็อยู่ที่ตัวมึงเอง”

 

“........”

 

“กูพูดเตือนสติมึงได้เท่านี้แหละ ต่อจากนี้คือตัวมึงเองที่จะลงมือ”

 

สิ่งที่พี่หัสพูดกับผมในตอนนี้มันเหมือนสิ่งที่ฉุดให้ผมคิด มันเหมือนสิ่งที่ผมควรคิดได้นานแล้ว แต่น่าแปลกที่ผมกลับคิดไม่ได้ มันใม่ใช่เรื่องยากอะไรกับแค่ทำให้ตัวเองภูมิใจสักเรื่อง แต่ระยะเวลาสิบเก้าปีในชีวิตของผมนั้น ผมกลับมองไม่เห็นเลยว่าที่ผ่านมาอะไรคือความภาคภูมิใจที่เกิดจากตัวของผมเอง

 

“.........” แค่จะพูดออกมาก็ยังเป็นเรื่องที่ยากสำหรับผมในตอนนี้ ผมรู้สึกละอายใจจนเกินกว่าที่จะมองหน้าพี่หัส ผมรู้ว่าสิ่งที่พี่หัสพูดมานั้นหวังดีกับผมทุกอย่างและอยากให้ผมคิดได้

 

“เปลี่ยนตัวเองไม่ใช้ทิ้งความเป็นตัวเอง มึงเข้าใจความหมายที่กูพูดใช่ไหมครับ?”

 

“ครับ” ผมรวบรวมสติและน้ำเสียงของตัวเองตอบพี่หัสกลับไปโดยที่ยังคงก้มหน้ามองพื้น

“เงยหน้ามองกู”

 

“มองไม่ได้ครับ”

 

“มอง” น้ำเสียงของพี่หัสฟังดูเข้ามาใกล้ผมแปลกๆ ด้วยความที่อยากรู้ทำให้ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นก่อนจะพบว่าใบหน้าของพี่หัสอยู่ใกล้ผมเพียงแค่เอื้อมมือโดยที่มีลูกกรงกั้นเราสองคนเอาไว้อยู่ “ร้องไห้ทำไม?”

 

“โดนดุแบบนี้ยิ้มไม่ออกจริงๆ ครับ” ผมยกหลังมือขึ้นมาปาดน้ำตาออกจากใบหน้าทันทีที่โดนทัก

 

“แล้วทำผิดทำไม”

 

“ก็....ตอนนั้นผมคิดว่ามันสนุกและท้าทาย ยอมรับเลยว่าไม่ได้คิดถึงผลกระทบที่ตามมาว่ามันจะมากขนาดนี้” ผมไม่รู้ว่าพี่หัสรู้หรือยังว่านอกจากข้อหาที่ผมโดนแล้ว ผมยังถูกชิงทรัพย์ไปอีกทั้งกระเป๋าเงินและโทรศัพท์มือถือของผม

 

“แล้วตอนนี้คิดได้หรือยัง”

 

“ถ้าพี่พูดขนาดนี้แล้วผมยังคิดไม่ได้ก็โคตรปึกแล้วแหละครับ”

 

“คิดได้ก็ดี แต่ต้องคิดได้ตลอดไปไม่ใช่แค่ตอนนี้เข้าใจไหม” พี่หัสยื่นมือลอดเข้ามาในห้องขังและวางลงบนศีรษะของผมเบาๆ

 

“ครับ ผมเข้าใจแล้ว ว่าแต่ให้ผมออกไปได้หรือยังอะครับ” ถึงไม่มีปัญหากับการนอนในคุกแต่ก็ใช่ว่าผมจะเต็มใจที่จะนอน

 

“ไม่ได้ คืนนี้ต้องนอนที่นี่ นอนสำนึกผิดไป” พี่หัสละมือออกจากศีรษะของผมทันทีพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าดุเล็กน้อย

 

“แต่....ผมไม่ได้แปรงฟันนะ” ผมพยายามเอาเรื่องที่พี่หัสสนใจมากที่สุดมาเป็นตัวล่อเผื่อพี่หัสจะเห็นใจ แต่สิ่งที่ผมได้กลับมาคือ...

 

“ดีนะที่พกมาด้วย” พี่หัสลุกขึ้นไปหยิบกระเป๋าเป๋ของเขาที่พกมาด้วย ก่อนจะเปิดออกและหยิบแปรงสีฟันของผมรวมไปถึงยาสีฟันและแก้วน้ำราวกับว่าเตรียมการมาเป็นอย่างดีว่าวันนี้ผมจะต้องนอนนอกสถานที่ “อะ เอาไปแปรง แปรงให้สะอาดด้วย จะนั่งดู”

 

ใครจะปิดละครับว่าจะได้มาแปรงฟันต่อหน้าผู้ชายที่รักมาห้าปี แถมยังต้องแปรงให้ถูกวิธีอีก เรียกได้ว่าถ้านับขยับปัดหนึ่ง ขยับปักสองได้ ผมคงนับไปแล้วแหละครับ

 

“ยังไม่ถึงสองนาทีเลย แปรงต่อไป ฟันด้านในแปรงหรือยัง” จังหวะที่ผมจะบ้วนทิ้งนั้นพี่หัสก็พูดขึ้นมาทำให้ผมต้องแปรงต่อไปเรื่อยๆ

 

“สองนาทีรึยังครับ ยาสีฟันมันแสบปากอะพี่” ผมตัดสินใจบ้วนยาสีฟันออกมาเมื่อรู้สึกสงสารเหงือกของตัวเองเพราะถ้าแปรงนานกว่านี้เหงือกผมได้เต้นระบำแน่ๆ จริงๆ ก็ไม่ได้แสบขนาดนั้นผมแค่อยากออเซาะพี่หัสหลังจากที่โดนดุจนเป็นหมาหงอยแล้วเผลอร้องไห้ออกมา บอกตามตรงว่าผมไม่อยากให้พี่หัสเห็นน้ำตา แต่ผมอยากให้พี่หัสเห็นน้ำอย่างอื่นของผมมากกว่า เอ่อ หมายถึงน้ำใจครับ คิดไรกันอ้าต้าวคนทะลึ่ง

 

“ไหนดูหน่อย อ้าปาก”

 

"........."

"อ้าปาก ไม่ใช่อ้าขา"

 

"อ่าวเหรอ? ผมอ้าผิด ไอ้เข้นี่มันแย่จริงๆ เลยครับ" ผมหุบขาของตัวเองที่กางออกทันทีพร้อมกับอ้าปากให้พี่หัสตรวจผ่านกรงขัง ภาพตอนนี้เหมือนพี่หัสกำลังตรวจฟันสัตว์เลยอะครับ "ผมไม่ชอบแปรงฟันนาน มันเจ็บปากกับเหงือก" ผมพูดหลังจากที่พี่หัสตรวจฟันผมจนพอใจ

 

“ฟันถึงได้เป็นแบบนี้ไง” พี่หัสดึงมือของตัวเองออกจากห้องขังพร้อมกับเทน้ำใส่แก้วเพื่อให้ผมบ้วนทำความสะอาดฟองของยาสีฟัน ระหว่างนี้ผมก็ได้แต่นั่งมองพี่หัสไปเงียบๆ จนเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา

 

“พี่หัส ผมพูดจริงๆ เลยนะ ผมอยากให้พี่เป็นหมอหัวใจมากว่าหมอฟันอะ อย่างน้อยพี่จะได้มาดูแลหัวใจของผมได้”

 

“แล้วหมอฟันดูแลไม่ได้เหรอ?”

 

“........” ตายครับ ตอนนี้ไอ้เข้ได้ตายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใครจะบอกว่าพี่หัสตบหัวแล้วลูบหลังผมก็ไม่เถียงนะ เพราะถ้าลูบหลังแบบนี้ผมยอมโดนตบหัวจนเอ๋ออะครับ “เอาเลยครับ จะขังคุกผมกี่วันก็เอาเลย ผมยอมแล้ว ยอมทุกอย่าง” ผมทิ้งตัวนอนลงบนพื้นห้องโดยที่ยังมีฟองของยาสีฟันอยู่ในปาก ภาพตอนนี้ของผมมันเลยดูอุบาทว์ไปนิด

 

“ลุกขึ้นมาบ้วนปากก่อน”

 

“ครับผม” ผมลุกขึ้นมาอย่างว่าง่ายโดยที่พี่หัสไม่ต้องพูดรอบสอง จะบอกว่าตอนนี้ผมยังคงช็อกให้กับประโยคนั้นที่พี่หัสพูดอยู่เลยครับ พูดแบบนี้ถ้าไม่มีใจเขาไม่พูดออกมากันหรอกครับ

“เสร็จแล้วก็นอนไป ทบทวนความผิดไปทั้งคืน”

 

“แล้วพี่หัสจะนั่งแบบนี้ไปถึงเช้าเลยเหรอครับ?”

 

“อืม มึงจะได้รู้ว่าถ้ามึงทำผิดมึงไม่ได้เดือดร้อนแค่คนเดียว ถ้าไม่อยากให้เป็นแบบนี้อีกก็อย่าทำ”

 

“ครับ แต่ผมไม่สัญญานะ เพราะถ้าผมสัญญาแล้วผมทำไม่ได้เท่ากับหมา แต่ผมพยายามไม่ก่อเรื่องอีกครับ ครั้งนี้เคล็ดแล้วจริงๆ อย่างน้อยถ้าทำผิดอีกก็กลายเป็นแมว แต่ขอเป็นแมวของพี่นะ”

 

“เฮ้ออออออ~ นอนได้แล้ว” ก่อนที่พี่หัสจะลุกกลับขึ้นไปนั่ง มือของเขาก็ยื่นเข้ามาด้านในห้องขังอีกครั้งพร้อมกับลูบศีรษะและยิ้มให้ผมบางๆ ถ้าผมยังก่อเรื่องแบบนี้อีกไม่แน่ว่าสิ่งที่พี่หัสทำกับผมแบบนี้อาจจะหายไปและกลายเป็นความเย็นชาก็ได้

 

ตลอดทั้งคืนพฤหัสนั่งเฝ้าจระเข้อยู่ที่เก้าอี้ข้างๆ ห้องขัง โดยที่มีเผลองีบหลับไปบ้าง แต่ก็ต้องสะดุ้งตื่นทุกครั้งเมื่อคิดได้ว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ที่ห้อง และทุกครั้งที่ลืมตาขึ้นมาสายตาของเขามักจะโฟกัสไปที่จระเข้ที่นอนหลับอยู่ที่พื้นภายในห้องขัง เขารู้ว่าวิธีที่เขาทำอยู่มันใจร้ายแค่ไหนแต่ถ้าไม่ทำอย่างนี้จระเข้ก็จะไม่เข็ดและมองว่าเป็นเรื่องเล่นๆ เหมือนอย่างที่ผ่านมา ครั้งนี้เขาหมดความอดทนแล้วจริงๆ

 

 

เช้าวันต่อมา

 

“ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะไอ้หนุ่ม ส่วนเรื่องที่โดนไปก็ลงบันทึกประจำวันเอาไว้ก่อน ถ้าคืบหน้าอะไรเดี๋ยวแจ้งกลับไป”

 

“ขอบคุณครับคุณตำรวจ” ผมยกมือขึ้นไหว้เพื่อขอบคุณคุณตำรวจหลังจากที่ผมลงบันทึกประจำวันโดยที่มีพี่หัสยืนกอดอกอยู่ด้านหลังของผมด้วยสีหน้าดุๆ เพราะเรื่องนี้ผมยังไม่มีโอกาสและจังหวะที่จะบอกพี่หัสว่านอกจากข้อหาที่ผมโดนไปเมื่อคืน ผมยังเป็นอีกหนึ่งผู้เสียหายด้วยเหมือนกัน

 

“พี่หัส ผมไม่มีโอกาสที่จะบอกพี่เพราะผมมัวแต่นอนคิดถึงความผิดและสิ่งที่เกิดขึ้นครับ ส่วนเรื่องของพวกนั้นผมก็ทำใจเอาไว้แล้วล่ะว่าน่าจะไม่ได้คืน” ผมอธิบายหลังจากที่เดินลงมาจากโรงพักหลังจากที่เส้นธุระทุกอย่าง

 

“อืม”

 

“พี่โกรธผมไหมเนี่ย?”

 

“เกินกว่าคำว่าโกรธไปแล้ว”

 

“ผมขอโทษครับ” ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมควรทำตอนนี้คืออะไร แต่เท่าที่สมองน้อยๆ ของจระเข้คิดได้คือขอโทษ แต่ถ้าขอโทษอย่างเดียวพี่หัสก็น่าจะไม่ยังทำสีหน้าตึงๆ แบบนี้ใส่ผมอยู่ ผมจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ พร้อมกับเกาะแขนของพี่หัสเอาไว้และแนบหน้าของตัวเองลงบนต้นแขนของพี่หัส

 

“มาเกาะเป็นลูกลิง"

 

"อยากเป็นแม่ของลูกพี่มากกว่า"

 

             "........."

 

             "อ๋าาาาา ">อย่าโกรธผมเลยพี่ แค่นี้ผมก็ทำตัวไม่ถูกแล้วครับ ผมขอโทษนะขอโทษจริงๆ” เมื่อเห็นว่าสีหน้าของพี่หัสเริ่มเปลี่ยนทำให้ผมรีบพูดขอโทษขึ้นมาก่อน

 

“แล้วในกระเป๋ามีเงินเท่าไหร่?”

 

“ไม่ถึงพันครับ แต่พวกบัตรประชาชนกับเอทีเอ็มอยู่ในนั้น ส่วนโทรศัพท์ผมก็แบตเสื่อมไปแล้ว ไม่มีอะไรให้น่าเสียดายเท่าไหร่ครับ”

 

“อายัดบัตรหรือยัง?” ผมส่ายหน้าให้พี่หัสเป็นคำตอบ

 

“โทรไปอายัดบัตรไว้ก่อนเลย” พี่หัสถอนหายใจพร้อมกับส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะยื่นโทรศัพท์ของเขาและส่งมาให้ผม

 

“ครับ”

 

"อย่าให้มีอีกแบบนี้อีก"

 

"ไม่มีอีกแล้วครับ" เพราะภาพที่พี่หัสนั่งสัปปะงกอยู่ที่เก้าอี้ด้านหน้าห้องขังนั้นเป็นภาพที่สะเทือนใจของผมจริงๆ ต่อไปนี้ผมจะทำอะไรให้มีสติมากกว่าเดิม แต่ไม่เล่นทุกเรื่องไม่ได้หรอกครับ เพราะชีวิตเราถ้าขาดสีสันไปมันก็จะไม่สนุก แต่อย่างน้อยต่อไปนี้ผมจะปรับปรุงตัวเองให้ดีมากกว่าเดิม

 

"นิสัยอะไรไม่ดีก็เปลี่ยน แต่อย่าเปลี่ยนจนไม่เหลือความเป็นตัวเอง"

 

"แต่ความรู้สึกที่ผมมีต่อพี่ ไม่ว่านานเท่าไหร่ก็ไม่เปลี่ยนแน่นอนครับ"

 

"........"

 

"ถ้าไม่เจอคนที่เท่กว่า โอ้ยยยยย บิดหูผมทำไมเนี่ยยย ผมล้อเล่นน้าาาา ถ้าบิดหูผมขาดจะรับผิดชอบด้วยการแต่งงานกับผมไหมล่ะ? บิดมาได้หูคนไม่ใช่แฮนมอเตอร์ไซต์" ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยคอยู่ๆ พี่หัสก็ยื่นมือออกมาบิดหูของผมแรงๆ

 

"ถ้ามันขาดจริงๆ แล้วค่อยว่ากัน"

 

"เดี๋ยวพี่ พูดแบบนี้มันให้ความหวังกันชัดๆ นะครับ" ผมสัมผัสมือพี่หัสที่ยังคงอยู่ที่ใบหูของผมด้วยใจที่สั่นไหวเพราะคำพูดของเขาเมื่อก่อนหน้า

"ก็ไม่ได้บอกว่าไม่ให้"

 

"บิดหูผมแรงๆ เลยครับ บิดเลย และช่วยบอกผมทีว่าผมไม่ได้ฝันไป"

 

"แล้วถ้าทำแบบนี้ละ" จากที่ยืนอยู่ข้างๆ กัน ตอนนี้พี่หัสจับไหล่ของผมและออกแรงดึงตัวผมให้มายืนอยู่ตรงหน้าเขาแทน ก่อนที่จะทำในสิ่งที่ผมคาดไม่ถึงมาก่อน "ใกล้ขนาดนี้ยังจะฝันอยู่อีกไหม?" พี่หัสย่อตัวลงให้ใบหน้าของเขาอยู่ในระดับเดียวกับใบหน้าของผมพร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ จนจมูกของเราสองคนเกือบชนกัน

 

">////<" เชี้ยเอ้ยยยยย ผมทนสายตาแบบนี้ของพี่หัสไม่ได้จริงๆ บอกตามตรงว่าเสียอาการหนักมาก เหตุการณ์ที่ผมเจอมาเมื่อวานมันไม่รุนแรงเท่ากับเหตุการณ์ตอนนี้เลยครับ

 

"มานีพี่เขาทำอะไรกันอะ ทำไมเอาหน้าใกล้กันแบบนั้น?"

 

"อาจจะบีบสิวอุดตันที่จมูก"

 

"อ๋อ บีบสิวอุดตัน"

 

หากฉากนี้คือฉากของในละคร เด็กสองคนที่ยืนชี้มาที่ผมคงจะแย่งซีนหวานๆ และแอร์ไทม์ที่ผมและพี่หัสสร้างมาไปหมด อยากจะถามไรท์เขาจริงๆ ครับ ว่าเอาเด็กสองคนนี้มาทำไม แถมยังมากล่าวหาว่าผมมีสิวอุดตันอีก ทั้งๆ ที่ทุกส่วนในร่างกายของผมที่เป็นหลุมนั้น มันไม่มีที่ว่างให้กับสิวหรอกครับ เพราะหลุมเหล่านั้นเป็นหลุมรักซึ่งเป็นที่อาศัยของพี่กัน เดี๋ยว พี่กันคือใครก่อน พี่หัสสิเว้ยยยยยย!!

 

 



เมื่อกี้ลงตัดตอนผิดอ่า ไรท์ขอโทษค้าบบบบบบ TT

ขอโทษที่ทำให้ลุ้นน้าาาาา เสียใจจริงๆค่ะ

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
* เปิดพรี ออร์เดอร์ตั้งแต่วันนี้ - 31 ตุลาคม 2563


https://forms.gle/qYm7fTBpp6Q7T7ox5





บทที่ 12

ศึกชิงจระเข้?



จะว่าไปตั้งแต่เกิดมาจนถึงตอนนี้พี่หัสก็คือคนแรกที่มีอิทธิพลกับผมจริงๆ แต่ใครจะไปคิดว่าเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาจะมีคนที่มีคนอิทธิพลและทำให้ผมหัวใจเต้นแรงได้มากกว่าพี่หัสอีก นั่นก็คือ...ตำรวจครับ บอกตามตรงว่าตั้งแต่ออกจากห้องขังครั้งนั้นผมก็กลายเป็นคนหลอนตำรวจไปเลย หวาดระแวงตลอด โดยเฉพาะตำรวจที่สบตากับผม



“เวอร์”



“ไม่เวอร์พี่ ผมกลัวจริงๆ” และสภาพผมตอนนี้ก็คือเกาะแขนพี่หัสแน่นพร้อมกับซุกหน้าลงบนแขนแกร่งของพี่หัสทันทีที่เดินผ่านคุณตำรวจ จริงๆ ไม่ได้ซุกอย่างเดียวหรอกครับเพราะผมฉวยโอกาสฝังจมูกลงบนแขนของพี่มันเต็มๆ ไม่อยากจะคุยโอ้ครับว่าแขนพี่หัสนี่แหละที่หอมที่สุด



“เหรอ?” ผมรู้ว่าพี่หัสก็รู้ตัวแหละว่าผมทำตัวเวอร์แต่พี่หัสก็ปล่อยให้ผมทำอยู่แบบนั้นจนผมเคยตัว แม้ว่าเขาจะไม่เคยพูดกับผมถึงความสัมพันธ์ที่จริงจัง นอกจากที่เคยบอกผมไปเมื่อก่อนหน้าว่าผมคือแฟนคลับแต่ถ้าทำตัวดีจะได้เป็นแฟนครับ ซึ่งถ้าผมทำตัวดี วันนั้นพี่หัสอาจจะกลายเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต นอนติดเตียงจนไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้วล่ะครับ



“ขอบคุณที่เดินมาส่งผมที่คณะนะครับ” ถ้าคนไม่มีใจก็ไม่มีทางที่จะเดินมาส่งผมถึงหน้าคณะหรอกครับ



“ทางผ่านหรือเปล่า?”



“ผ่านที่อ้อมหรือเปล่า? ยอมรับความจริงเถอะพี่ว่าเริ่มชอบผมแล้ว ถ้าพี่เริ่มชอบผมสักนิดผมจะไม่เล่นตัวอะไรเลย พี่อยากทำอะไรผม ผมให้หมดเลยพี่ทั้งตัว แต่หัวใจของผมมันอยู่ที่พี่ไปนานแล้ว”



“แต่หัวใจกูรั่วนะ ถึงว่าไม่รู้สึกเลยว่ามีมึงอยู่”



“น้ำตาไหลถึงตีนเลยครับพี่ พูดออกมาแบบนี้ไม่สงสารหัวใจของผมบ้างหรอ? อย่าให้ผมเจอคนที่เท่กว่าพี่นะ ผมจะไปแบบไม่คิดเลย”



“กูก็รอดูวันนั้นอยู่เหมือนกัน”



“ถ้าพี่ร้องไห้เพราะโดนผมหักอก ผมไม่ปลอบพี่หรอกนะ”



“ถ้ามึงคิดว่ามีคนที่เท่กว่ากูจริงๆ ก็ไปเถอะ”



“ทำเสียงเหมือนตัดพ้อเลยพี่” ถ้าคิดเข้าข้างตัวเองผมว่าพี่หัสตอนนี้มีลังเลบ้างแหละครับ ถ้าคนแบบผมเทเขาจริงๆ ผมว่ามีเสียน้ำตา หมายถึงผมอะเสียน้ำตา “แต่จริงๆ แล้วผมไม่ใช่คนใจง่ายนะพี่ แต่ถ้าวันหนึ่งพี่ชัดเจนแล้วว่าจะไม่มีทางคิดเหมือนผมแล้วจริงๆ พี่ก็บอกผมตรงๆ เลยนะ”



“ทำไม?”



“ผมจะได้ตัดใจไงพี่ เวลาห้าปีที่ผมคุยกับพี่มามันก็ผูกพันจริงๆ ถึงเราจะไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่ผมชอบพี่ไปแล้ว แน่นอนว่าคนที่รู้สึกก็คือผมอะ แต่พี่ไม่ต้องกดดันนะผมพูดให้พี่ฟังเฉยๆ” ก่อนที่ผมจะเดินเข้าตึกคณะพี่หัสก็ยื่นกระเป๋าเป้ของผมที่เขาสะพายไว้ส่งมาให้ก่อนที่จะยิ้มบางๆ พร้อมกับวางฝ่ามือลงบนศีรษะของผมและออกแรงขยี้เล็กน้อย



“ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก ตั้งใจเรียนก็พอ”



“ที่พี่ถามผมว่าอะไรคือความภูมิใจของผมอะ ตอนนี้ผมรู้แล้วนะ” ผมช้อนสายตาขึ้นมองหน้าพี่หัส “การที่ผมรู้สึกรักพี่และมันมั่นคงมาถึงตอนนี้ แม้ว่าจะเป็นรักข้างเดียวแต่ผมก็ภูมิใจ ดังนั้นการที่ผมรักพี่มันคือเรื่องที่โคตรผมภูมิใจสำหรับผม”



“........”



“ถ้าเขินพี่ก็แค่ยิ้มออกมา ไม่เห็นต้องเก๊กหน้าทำขรึมเลย ดูดิปากขยับหมดแล้ว” ผมไม่อยากจะล้อพี่มันหรอกนะครับ แต่เพราะท่าทางที่กลั้นยิ้มตอนนี้ มันก็ทำให้ผมอดที่จะแซวไม่ได้เลยจริงๆ



“รู้ดี เข้าไปเรียนได้แล้ว”



“ครับผม เจอกันที่ห้องครับ ถ้าคืนนี้อยากนอนหลับฝันดี โบราณเขาบอกว่าให้กอดจระเข้นะ รู้หรือเปล่า?”



“แล้วถ้าจระเข้ยังไม่อยากโดนตี ตอนนี้ต้องเข้าไปเรียนได้แล้ว”



“ครับผม” ผมหมุนตัวเพื่อเดินเข้าไปในคณะด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก มันเหมือนสิ่งที่ผมรอคอยมันอยู่แค่เอื้อม และอีกไม่นานก็จะถึงวันนั้น วันที่พี่หัสยอมรับความรู้สึกที่มีต่อผมตรงๆ แม้ว่าการกระทำของพี่มันจะชัดเจนมาตั้งนานแล้วก็ตาม แต่ก็นั่นแหละครับการที่ได้ยินคำพูดเป็นเครื่องยืนยันมันก็ดีกว่าปล่อยให้มันคลุมเครืออยู่แบบนี้ ใครบ้างที่ไม่ชอบความชัดเจน



“แปะ แปะ แปะ” อยู่ๆ ก็มีเสียงปรบมือของใครบางคนดังขึ้น ซึ่งเรียกความสนใจให้ผมหันไปมอง ก่อนที่ผมจะเห็นว่าเจ้าของเสียงนั้นคือไอ้เธียร์ที่ไม่รู้ว่ามันมาสิงสถิตอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ “กระแอม”



“กระแอมที่หน้ามึงสิ ส้นตีนติดคอเหรอเพื่อน?” ผมเดินเข้าไปหาไอ้เธียร์พร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ “ทำหน้าแบบนี้แสดงว่ามึงได้ยิน?”



“ชัดเต็มสองหู” ไอ้เธียร์ตอบพร้อมกับทำหน้าเหมือนจะอาเจียน สงสัยท้องมันวางอยากกินส้นเท้า



“ก็กูมันเท่อะมึง กูว่ากูเท่จริงๆ นะเว้ย ทำไมพี่หัสถึงยังเล่นตัวกับกูอีก นี่แกล้งทำเป็นโง่สุดๆ แล้วนะ มึงคิดดูดิคนไม่มีใจไม่ไปนั่งเฝ้ากูแบบนั้นหรอก เขาอะมากกว่าเป็นห่วงกูอีกตอนนี้ เหลือแค่ไม่ยอมรับความรู้สึกของตัวเอง”



“มึงเก่งมาจากไหนวะไอ้เข้ ทำไมดูออก? ปกตินายเอกเขาจะแบบซื่อๆ ดูไม่ออกว่าพระเอกชอบไง” ไอ้เธียร์ถามด้วยน้ำเสียงและแววตาสงสัย



“ก็เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องปกติ มึงเคยเห็นใครในเรื่องนี้ปกติไหมล่ะ จะพ่อกู แม่กู ตัวกูเอง พี่หัสและมึง เท่าที่อยู่มาถึงตอนนี้ไม่มีใครเลยที่ปกติ”



“จะว่าไปก็จริงแหละมึง ไม่อย่างนั้นพวกเราคงไม่โคจรมาพบเจอกันหรอก” ไอ้เธียร์พยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมพูด “แล้วมึงจะทำไงให้พี่มึงยอมรับความรู้สึกละ”



“ต้องทำให้เขารู้สึกว่าจะมีคนมาแย่งกูไป แต่ที่กูไม่ทำวิธีนี้ก็เพราะว่าถ้าพี่หัสมันปล่อยกูไปจริงๆ คนที่ร้องไห้เหมียนหมาก็คือกูครับ”



“เอาจริงๆ นะ หน้าตามึงไม่ได้แย่....”



“ดี หน้าตากูดี ถึงขั้นดีที่สุด” ยังไม่ทันที่ไอ้เธียร์จะพูดจบประโยคผมก็พูดแทรกมันขึ้นมาก่อน เพราะประโยคที่มันพูดคือประโยคที่ผิด ผมไม่ได้หน้าตาไม่ได้แย่แต่ผมหน้าตาดีมาก



“เออๆ หน้าตามึงดีก็ได้วะ” ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เต็มใจที่จะพูดมาก็ตาม แต่ผมจะฟังว่าน้ำเสียงของมันคือเห็นด้วยกับผมจริงๆ “นิสัยมึงก็ตลกดี ไม่เครียด อยู่ด้วยแล้วสบายใจ นี่ในมุมมองของกู แต่ถ้าในมุมมองของพี่มึงกูไม่แน่ใจว่าเขาจะมองมึงแบบไหน”



“แต่กูจะไม่ปรับสิ่งที่กูเป็นอยู่ให้ใครมาชอบกู ถ้าจะชอบกูก็ต้องชอบที่กูเป็นแบบนี้”



“ถ้าพี่หัสมึงชอบคนเรียบร้อยละ”



“อะไรนะครับเพื่อน?”



“สุดยอดไปลยเพื่อนกู” หลังจากนั้นก็ถึงเวลาเรียน ผมกับไอ้เธียร์เข้าที่หลังอยู่เสมอ ซึ่งอาจารย์เองก็คงจะชินแล้วเหมือนกัน และวันนี้ผมในคาสการบรรยายสุนทรียศาสตร์เพื่อชีวิต ผมบอกไปหรือยังครับว่าผมเรียนอยู่คณะอะไร?



ตอนนี้ผมเรียนอยู่คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาทัศนศิลป์ เหตุผลที่เข้าเรียนคณะนี้เพราะคะแนนแอดมินชั่นผมถึง และอีกอย่างก็คือการวาดรูปเป็นสิ่งที่ผมถนัดที่สุด และที่สำคัญเลยผมชอบเสพงานศิลปะ โดยเฉพาะศิลปะแนวเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ หรือที่รู้จักกันคือศิลปะแบบ Vincent Van Gogh คือเน้นสีที่รุนแรง และเกินความเป็นจริง โดยเน้นความพอใจของศิลปินเป็นหลัก ซึ่งเอาจริงๆ เลยก็คือ ศิลปะแบบตามอารมณ์นั่นแหละครับ แต่ศิลปินคนโปรดที่ผมชอบมากที่สุดก็คือ Edvard Munch ที่ทุกคนมักจะรู้จักกันในภาพ The Scream ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในภาพโปรดของผมเหมือนกัน



ผมกับไอ้เธียร์เรานั่งฟังบรรยายไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก่อนจะถึงเวลาลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งเรื่องที่เรียนก็คือเรื่องเส้นและเทคนิคต่างๆ ซึ่งเป็นเนื้อหาในระดับมหาวิทยาลัย



“งานศิลปะก็คือตัวตนของเรา ถ้าเราเป็นอย่างไร งานที่เราถ่ายทอดออกมาก็เป็นแบบนั้น ดังนั้นงานชิ้นแรกของพวกคุณคือทำให้ผมรู้จักคุณให้มากขึ้น ด้วยงานศิลปะของคุณ งานชิ้นนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของคะแนนมิดเทอม ผมหวังว่างานของพวกคุณจะไม่ทำให้ผมผิดหวัง” ตลอดเวลาที่นั่งเรียน ผมค้นพบว่าจิตวิญญาณของผมนั้นมันถูกเติมเต็มด้วยคำบรรยายของอาจารย์ อาจารย์ถ่ายทอดให้พวกผมฟังด้วยคำพูดและรูปภาพ คิดและจินตนาการตามความรู้สึกของเรา โดยที่สิ่งที่เราคิดนั้นมันไม่มีผิดไม่มีถูก นี่จึงเป็นวิชาที่ผมชอบมากที่สุดอีกวิชาหนึ่งเลยก็ว่าได้



“แต่วันนี้แสดงมันออกมาผ่านงานเส้น ด้วยเวลาที่จำกัด ผมอยากจะรู้ว่าพวกคุณมีพื้นฐานมากน้อยแค่ไหน แต่ผมไม่ไดซีเรียสนะว่าคุณต้องมีพื้นฐานแพรวพราว แค่คุณรักในสิ่งที่คุณเรียนผมก็โอเคแล้ว แต่การมีพื้นฐานติดตัวมันก็สำคัญ” และสิ่งที่ผมกลัวก็มาถึง เพราะการวาดเส้นนั้นหนึ่งอย่างที่สำคัญเลยคือพื้นฐาน ไม่ว่าจะวาดวงรี วงกลม หรือรูปหน้าของคน ที่ต้องใช้ความละเอียดสูง บอกตามตรงเลยว่าอะไรที่ใช้ความละเอียดผมไม่ค่อยถนัด



“เชรดดดด คมมากเพื่อน” ผมหันมามองที่กระดาษที่วางอยู่บน easel ของไอ้เธียร์ ไม่อยากจะชมมันนะครับ แต่ต้องยอมรับว่าเทคนิคและฝีมือของมันดีจริงๆ ดูจากลายเส้นก็มองออกแล้วว่าไอ้เพื่อนดาราของผมนั้นมันมีพื้นฐานที่แน่นมากๆ บวกกับพรสวรรค์



“ก็นี่แหละ สิ่งที่กูอยากเรียนมานานแต่ไม่มีโอกาสได้เรียนสักที คณะนี้กูจบแน่ เรียนพร้อมเพื่อนแต่กูจบที่หลังแพทย์อีก” ไอ้เธียร์มันบอกกับผมว่าอายุของมันนั้นเท่าพี่หัส แต่ที่ต้องมานั่งเรียนอยู่แบบนี้ก็เพราะเมื่อห้าปีที่แล้วคือช่วงที่มันดังมากๆ จนกลายเป็นมาสเตอร์พีช ที่สร้างชื่อเสียงให้มันมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ช่วงนั้นไอ้เธียร์มันหยุดเรียนบ่อย ตามเพื่อนไม่ทัน ซึ่งก็เป็นแบบนี้อยู่หลายปีจนกระทั่งปัจจุบันที่มันเลือกรับงานน้อยลงและหันมาทำให้สิ่งที่ตัวมันชอบจริงๆ เพราะมันบอกว่าตอนนี้เงินมัน



หลังจากเลิกเรียนและวาดรูปเล่นอยู่กับไอ้เธียร์อีกเกือบๆ สามชั่วโมงก็ถึงเวลาสี่โมงเย็นพอดี ผมจึงรีบไปรอพี่หัสที่หน้าห้องทันตกรรม ผมบอกไปหรือยังว่าพี่หัสทำโทษโดยการให้ผมมานั่งรอเขาจนกว่าเขาจะเลิกเรียนและให้กลับคอนโดพร้อมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ผมไปก่อเรื่องที่ไหน แต่เชื่อไหมครับว่าไอ้สิ่งที่พี่หัสบอกว่าทำโทษผม ก็แค่อยากจะหาข้ออ้างให้ผมอยู่ใกล้ๆ เขานี่แหละ พอเห็นท่าว่าด้านในห้องทันตกรรมกำลังจะเลิกกันแล้ว ผมจึงแกล้งทำเป็นสัปปะงกเพื่อรอให้พี่หัสมาปลุก



“ง่วงขนาดนั้นเลย?” เห็นไหมล่ะครับว่าแผนของผมมันได้ผล เพราะตอนนี้พี่หัสทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ พร้อมกับขยับเข้ามาใกล้และใช้ไหล่ของเขาประคองศีรษะที่แสร้งว่าสัปปะงก



“อื้อ~ วันนี้เหนื่อย เลยเผลอหลับไป ว่าแต่ทำไมพี่เลิกช้าจัง” ต้องยกความดีความชอบให้กับไอ้เธียร์ที่สอนการแสดงให้กับผม เพราะทั้งน้ำเสียงและท่าทางตอนนี้ของผมมันยิ่งกว่าพึ่งตื่นอีกครับ จริงๆ อยากจะเล่นมากกว่านี้ถ้าไม่ติดว่ากลัวพี่หัสมันจะจับได้



“เจอเคสยากเลยนาน” พี่หัสตอบพร้อมกับมองหน้าผมนิ่งๆ ด้วยสายตาจับผิด ก่อนที่มุมปากของพี่หัสจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย “เด็กเลี้ยงแกะเหรอมึง? ทำเสียงเหมือนพึ่งตื่นสุดๆ แต่หน้ามึงสดใสเบิกบานไม่เหมือนคนพึ่งตื่นเลยสักนิด” พี่หัสส่ายหน้าเล็กน้อยหลังจากที่จับพิรุจน์ผมได้ แสดงว่าผมโอเวอร์แอคติ้งมากเกินไปจึงไม่สอดคล้องกับใบหน้าที่มันแสดงออกว่าตอนนี้ผมสดใสและเบิกบานตามที่พี่หัสบอกไว้วันหลังผมจะไปเรียนเรื่องการแสดงออกทางสีหน้าจากอาจารย์เธียร์สักหน่อย



“แต่ไม่เอาไหล่ออกอะนะ อยากให้ผมซบก็บอกมาตรงๆ”



“ก็มึงทิ้งน้ำหนักลงขนาดนี้ใครจะไปเอาออกได้”



“ถ้าไม่อยากให้นอนก็แค่ขยับออก ไม่เห็นต้องคิดเยอะเลย”



“นั่นดิ แล้วกูมาคิดเยอะทำไมวะ ทำไมกูถึงไม่เอาหัวมึงออกจากไหล่กู?” เป็นคำถามที่พี่หัสย้อนถามตัวเอง ซึ่งผมคาดว่าการกระทำที่ไม่มีเหตุผลของเขานั้นเป็นนิมิตหมายที่ดีกับผมในอนาคต



“แล้วพี่ไม่ไปเปลี่ยนชุดเหรอ?”



“เออ ลืมไปเลย เดี๋ยวมึงนั่งรอไปก่อนนะเดี๋ยวมา ห้ามไปก่อเรื่องที่ไหนละ”



“ค้าบบบบบ” ผมขานรับพร้อมกับมองพี่หัสที่ตอนนี้เริ่มเสียอาการไปเยอะจนลืมนู่นลืมนี่ไปหมด ผมยิ้มและมองตามหลังของพี่หัสที่เข้าไปในห้องพักนักศึกษาทันตฯ แต่แล้วรอยยิ้มของผมก็หุบลงทันทีเพราะคนที่เดินสวนพี่หัสออกมาจากห้องพอดี สายตาของเขามองที่พี่หัสคล้ายกับว่ายังคงมีเรื่องคาใจอะไรบางอย่าง แต่สายตาของพี่หัสนั้นแทบจะไม่สื่อหรือมองตอบกลับเขาเลย



น่าสงสารนะครับอาจารย์วิน ถึงผมจะไม่รู้เบื้องลึกหนาบางอะไรเกี่ยวกับเรื่องของทั้งสอง แต่ผมเชื่อว่าตอนนี้ในใจของพี่หัสน่าจะไม่มีที่ให้อาจารย์แทรกอยู่แล้วแหละครับ เพราะบัดนี้ทุกพื้นที่ในใจของพี่หัสแต่จระเข้เท่านั้น



“น้อง?”



“ผมเป็นลูกคนเดียว.....” ด้วยความที่กำลังใช้ความคิดกับเรื่องของพี่หัสและอาจารย์วิน ทำให้ผมไม่ได้สนใจว่าบริเวณที่ผมนั่งอยู่นั้นจะมีใครเดินเข้ามา จนกระทั่งมีเสียงเรียกน้องที่อยู่ในระยะกระชั้นชิดจนทำให้ปากผมเผลอตอบกลับไปตามสันดานดิบของตัวเอง รู้ตัวอีกทีก็เห็นว่าคนที่นั่งข้างๆ ผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้คือ “เจ จิรภัทร?!” ถ้ายังจำกันได้อยู่ เจ จิรภัทรคือดาราคนที่ผมเผลอไปโชว์เด๋อตอนที่มาถ่ายละครที่โรงพยาบาล แต่ตอนนั้นเมคอัพของเขาที่แต่งให้เหมือนคนสติไม่ดี ผมจึงจำได้ไม่ทันทีว่าคือใคร แต่ตอนนี้เจ จริภัทรมาในรูปแบบเทพบุตรอย่างสมบูรณ์ทำให้ผมหยุดคิดเรื่องของพี่หัสทันที



“จำพี่ได้เหรอ?”



“ก็พี่เป็นดารานิครับ....ผมขอลายเซ็นพี่ได้ไหม ถ่ายรูปก็ได้ ตื่นเต้นว่ะพี่ คราวที่แล้วผมอายจนไม่ได้ขอถ่ายรูปคู่เลย” ด้วยความที่ผมเป็นแฟนละครในช่วงหลังข่าว ผลงานของเจ จิรภัทรทุกเรื่องนั้นผ่านตาผมมาหมด ตั้งแต่เรื่องแรกที่เจ จิรภัทรยังแสดงแข็งๆ อยู่เลย จนตอนนี้ได้รับรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมไปเป็นที่เรียบร้อย



“พี่จำน้องได้ บอกตรงๆ ว่าพี่ประทับใจในความคิดและความกล้าของน้องมาก ดังนั้นพี่จะอัพรูปที่ถ่ายคู่กับน้องลงในสตอรี่ของพี่”



“อย่าเลยครับ ผมไม่อยากดังไปมากกว่านี้” แค่บังคับให้ไอ้เธียร์ลงรูปผม ยอดไลก์และฟอลโล่ก็ขึ้นมาจากไหนก็ไม่รู้ ล่าสุดผมรับรีวิวน้ำพริกตาแดงไปได้เงินมาสองพันส่งให้พ่อไปหมดแล้วครับ แต่ถ้าครั้งนี้ผมได้ลงสตอรี่ของเจ จิรภัทร รับรองว่าจากได้โพสต์ละสองพัน อาจจะโพสต์ละสองพันห้าก็ได้ พ่าม!



“น้องตลกเหมือนกันนะ”



“ใครๆ ก็บอกผมแบบนี้แหละครับพี่ แต่ว่า....พี่เซลฟี่นะผมแขนสั้น” ผมจัดแจงยื่นโทรศัพท์ของตัวเองให้เจ จิรภัทรเป็นฝ่ายถือเพราะแขนของเขายาวกว่าผมมากพอสมควร ถ้าผมอยู่ในตำแหน่งนี้หน้าผมจะไม่บานมากเกินไป



“นับนะน้อง” เจ จิรภัทรขยับหน้าเขามาใกล้ผมพร้อมกับชูแขนขึ้นไปสุด ส่วนผมตอนนี้ก็ฉีกยิ้มจนเหงือกบาน เพื่อให้ดูดีเท่าดารา จะว่าไปมองใกล้ๆ ใบหน้าของเขาก็เนียนเอาเรื่องอยู่เหมือนกันนะครับ



“นับนะพี่ หนึ่ง สอง สะ.....”



“เจ!!!”



“ฟอดดดดดด!!”



“........!!!!!!!”



“กรี๊ดดดดดดดดดดดดด” ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนผมไม่ทันตั้งตัว เพราะจังหวะที่กำลังจะกดถ่ายรูปนั้นอยู่ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงที่ไหนไม่รู้ตะโกนเรียกชื่อเจเสียงดัง ทำให้ผมเตรียมที่จะหันไปมองต้นเสียง แต่ยังไม่ทันที่คอผมจะหันไปมอง อยู่ๆ ไอ้เหี้ยเจ (ตอนนี้ขออนุญาตหยาบแล้วครับ) เพราะไอ้เวรนี่มันคว้าคอของผมไว้ก่อนที่จะประทับริมฝีปากของมันลงบนแก้มของผมเต็มๆ ดีที่ผมมีสติผลักมากพอที่จะผลักออก



“เจ อธิบายบี๋มา!”



“ก็เลิกกันแล้ว ทำไมต้องอธิบาย เหตุผลก็เพราะหมดรักไง คบกันต่อไปก็ไม่มีอนาคตอยู่ดี บี๋อยากเจ็บเพราะเจซ้ำๆ เหรอ? ไม่สิ ต้องบอกว่าบี๋จะทำให้เจเจ็บแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่” ไอ้พี่เจลุกขึ้นพร้อมกับพูดใส่ผู้หญิงคนนั้นด้วยน้ำเสียงและอารมณ์ที่เหมือนรำคาญ แต่พูดอย่างเดียวไม่พอแต่ไอ้พี่เจนี่มันกลับคว้าข้อมือของผมไว้และดึงตัวผมเข้าไปใกล้ “ตอนนี้เจชอบผู้ชายคนนี้ เลิกยุ่งกับเจได้แล้ว ต่างคนต่างอยู่เถอะ”



“ทำไมเจเลวขนาดนี้?”



“รู้ว่าเลวแล้วจะดื้อคบต่อไปทำไม? หรือเพราะเจมันโง่ หลอกเอาเงินง่าย?”



“เจ!! มากเกินไปแล้วนะ”



“ก็มากไง บี๋เอาไปมากพอแล้ว! วันนี้เจเลยมาดูให้เห็นกับตาไงว่าแม่ที่บี๋บอกว่าป่วยมันไม่จริง คนที่ป่วยมันชู้ที่บี๋แอบคบมาตลอด!” ต่อมไร้ท่อที่เรียกว่าต่อมเผือกของผมทำงานทันที ตอนแรกก็ว่าจะไม่ยุ่งแล้วแหละครับ แต่เรื่องนี้มันน่าจะสนุกกว่าที่คิด “ไปเถอะบี๋ แล้วเรื่องที่ผ่านมาเจจะลืมทุกอย่างว่าบี๋เคยทำอะไรกับเจไว้บ้าง....”



“เจ บี๋...”



“อย่าทำให้คนที่เจชอบต้องหนักใจเลย” ผม? ผมชี้มาที่ตัวเองหลังจากที่ไอ้เวรพี่เจ ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี ให้ซีนมาที่ผมได้แสดงตัวว่าเป็นคนที่เขาชอบ แต่.....ผมจะเอาตัวไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด



“เอ่อ....คือผมไม่ เพี๊ยะ!!” หน้าของผมหันไปตามแรงที่เธอฟาดมาเต็มๆ บอกได้คำเดียวเลยว่าต่อไปนี้ผมจะแบนละครทุกเรื่องที่เจ จิรภัทรแสดง!!”



“บี๋!!” ขอร้องใครก็ได้เอาผมออกไปจากตรงนี้ที



หมับ!



“โทษนะครับ ถ้าจะทะเลาะกันก็อย่าเอาคนของผมไปวุ่นวายด้วย” อัศวินขี่ม้าขาวที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน อยู่ๆ ก็เดินมาแทรกกลางระหว่างผมและยัยบี๋อะไรนั้น ก่อนที่จะกระชากมือของผมออกจากมือของไอ้พี่เจและเป็นฝ่ายกุมมือผมแทน



“คุณเป็นแฟนน้องเขาเหรอครับ? ถ้าไม่ใช่ ผมก็ไม่จำเป็นต้องฟัง” เอาแล้ว อยู่ๆ ก็มีรังสีประหลาดออกมาจากตาของทั้งสองคน ส่วนผมที่อยู่ตรงกลางระหว่างทั้งคู่ก็ได้แต่มองสลับไปมาระหว่างพี่หัสและเจ จิรภัทร “เงียบแบบนี้แสดงว่าไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้นขออนุญาตไม่ฟัง”



“พี่หัน ไม่มีอะไรหรอกพี่” ผมเขย่าแขนของพี่เขาเบาๆ เมื่อเห็นว่าเส้นเลือดบริเวณขมับของพี่หัสตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คงไม่ได้จะปวดอึตอนนี้หรอกมั้งครับ ใช่ไหม?



“คนที่พูดได้ไม่เต็มปากแบบคุณก็ไม่มีสิทธิ์มาห้ามผม ส่วนน้องพี่เริ่มชอบน้องจริงๆ แล้ว” ผมกลืนน้ำลายคอด้วยความยากลำบากทันทีที่ได้ยินคำพูดที่เหมือนหลุดออกมาจากละคร ส่วนพี่หัสตอนนี้ก็ได้แต่เงียบ สงสัยคำพูดมั่ว ของเจ จิรภัทรจะไปจี้ใจดำของเขาละมั้ง “พี่ชอบน้องและพี่ก็ชอบแข่งขัน”



“พี่เป็นไก่เหรอ?”



“ใช่ พี่เป็นไก่โต้ง แฮร่!!” ใครจะไปเชื่อว่าพระเอกระดับแนวหน้าจะมาเล่นมุกเคลิ้มกับเด็กอย่างผม เริ่มประทับใจเล็กๆ น้อยๆ แล้วแหละครับ หมายถึงประทับใจการเล่นมุก แต่เรื่องความรักผมให้พี่หัสเป็นเบอร์หนึ่งอยู่แล้ว



“ใครจะตลกก็ตลกไป แต่กูไม่ตลก” ของจริงมาแล้วแหละครับ เพราะทันทีที่พี่หัสพูดจบเขาก็ลากแขนของผมออกไปทันที รับรู้ได้จากน้ำหนักมือที่บีบมาที่มือของผมแล้วนั้น ครั้งนี้น่าจะไม่เล่นแล้วแหละครับ ถ้าพี่หัสรู้ว่าผมโดนหอมแก้ม คิดภาพไม่ออกจริงๆ ว่าจะเป็นอย่างไร

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
บทที่ 13
แก้มของผมนั้นแดงกว่าใคร

“ส่วนคุณถึงจะโกรธมากขนาดไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาทำร้ายร่างกายคนอื่นแบบนี้ ทำร้ายร่างกายเป็นคดีอาญานะครับ เตรียมตัวไว้เลย ผมไม่ปล่อยให้คุณตบหน้าน้องผมฟรีๆ แน่นอน” พี่หัสหยุดฝีเท้าที่กำลังจะเก้าเดินออกไปพร้อมกับหันหน้าไปมองยัยบี๋อะไรนี่แหละพร้อมกับคำพูดที่ทำเอาผมอึ้งเหมือนกัน ไม่คิดมาก่อนว่าพี่หัสจะโหดขนาดนี้ ผมไม่มีความคิดที่จะเอาเรื่องเธอเลย ถึงมากสุดก็คิดว่าอยากจะทุบหลังเธอแรงๆ สักที แต่นั่นก็เป็นแค่ความคิดครับ เพราะผมไม่ทำร้ายผู้หญิง แต่ผู้หญิงดันมาทำร้ายผม!

“ไหนหลักฐาน” ดูซิครับ หลักฐานอยู่บนหน้าผมแบบนี้แล้วยังจะมาถามหาหลักฐานอีก

"ก็...." แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบกลับพี่หัสก็ชิงพูดแทรกขึ้นมาก่อนพร้อมกับเลื่อนมือที่ตอนแรกจับข้อมือผมอยู่ เปลี่ยนมาจับมือและผสานนิ้วของเราเข้าหากัน แต่ผมจะมาเขินในเวลาแบบนี้ไม่ได้!

“กล้องวงจรไม่ได้เสียครับ มีหลักฐานแน่นอน และใบรับรองแพทย์น่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่าน้องผมโดนทำร้าย” พี่หัสละสายตาจากยัยบี๋ก่อนจะหันมามองเจ จิรภัทรคนที่ทำให้ผมมีสภาพแบบนี้ “ส่วนคุณอย่าดึงเอาคนอื่นไปเดือดร้อนกับเรื่องของตัวเอง ขนาดเรื่องตัวเองยังจัดการไม่ได้ก็อย่ามาคิดเรื่องแข่งขันเลยครับ เพราะมันดูแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม” เชรดดด ในใจของผมตอนนี้อยากจะตะโกนร้องและปรบมือให้กับคำพูดที่สุดแสนจะเท่ของพี่หัส แต่ตอนนี้ผมทำไม่ได้เพราะยังคงต้องรักษาสภาพตกใจของตัวเองเอาไว้อยู่ บอกตามตรงว่าขวัญเสียมากๆ เลยครับ เกิดมายังไม่เคยถูกตบหน้ามาก่อนในชีวิต

หลังจากนั้นตลอดทั้งทางพี่หัสก็ไม่พูดกับผมเลย เอาแต่เงียบและเงียบจนกระทั่งพาผมมาตรวจเพื่อขอใบรับรองแพทย์ว่าผมถูกทำร้ายร่างกายจริง

“เจ็บตรงไหนไหม?”

“ผมคิดว่าพี่จะไม่พูดกับผมแล้ว” ผมหยุดเดินและหันไปมองหน้าของพี่หัสที่ตอนนี้ดูผ่อนคลายมากกว่าตอนแรก

“ตอนนั้นโมโหอยู่ ถ้าพูดไปก็มีแต่อารมณ์ ไปนั่งคุยกันดีกว่าเเกะกะคนอื่นเขา” พี่หัสพาผมมานั่งที่สวนด้านข้างของโรงพยาบาลก่อนจะจับไหล่ของผมให้หันมามองหน้าเขาตรงๆ โดยที่สายตาของพี่หัสจับจ้องมาที่แก้มข้างที่ผมโดนตบ

 “แล้วเจ็บอยู่ไหม?”

“ไม่แล้วครับ แต่แค่มันยังแดงอยู่เฉยๆ เพราะแก้มของผมใสและเนียนมากมันเลยเป็นรอยง่ายครับ ว่าแต่...พี่หัสเห็นผมโดนตบเต็มๆ เลยเหรอครับ?” ผมไม่กล้าถามพี่หัสไปตรงๆ ว่ามาทันเห็นผมโดนหอมแก้มไหม แต่ดูจากสีหน้าแล้วน่าจะมาไม่ทัน เพราะถ้ามาทันผมก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

“อืม ออกมาทันพอดี”

“แล้วก่อนหน้านั้น?”

“ก่อนหน้านั้น? ก่อนหน้านั้นทำไม?” เสียงของพี่หัสเห็นอย่างสังเกตได้ชัด ถ้าไม่บอกว่าเป็นห่วงก็ดูจะโกหกกันเกินไป และความเป็นห่วงที่พี่หัสแสดงออกมานั้นก็ทำให้ผมเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

“ก็...ถ้าบอกแล้วอย่าโมโหนะพี่”

“ถ้ายังไม่บอกตอนนี้จะโมโหมากกว่าเดิม”

“คือ...เขาหอมแก้มผม”

“........”

“เขาหอมแก้มผม”

"........"

"เขาหอมแก้มผม...." เมื่อเห็นว่าพี่หัสเงียบไปผมจึงพูดซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง “อันนี้ไม่ได้ยั่วให้หึงนะ แต่ผมโดนหอมแก้มจริงๆ และก็ไม่ใช่ว่าผมชอบให้ใครต่อใครมาหอมแก้มผมอะพี่ แต่เขาหอมตอนที่ผมเผลอ”

“ตรงไหน?” คิ้วทั้งสองข้างของพี่หัสขมวดเข้าหากัน และน้ำเสียงที่เขาเปร่งออกมานั้นก็เล่นเอาผมขนลุกขึ้นทันทีเพราะมันฟังดูเยือกเย็นอย่างเห็นได้ชัด

“แก้มครับ ตรงนี้” ผมชี้มาที่บริเวณที่โดนตบ เพราะมันคือตำแหน่งเดียวกัน “ยังแดงอยู่เลย แต่ไม่ได้เขินนะพี่ บอกไว้ก่อนไม่ได้ร้อนตัว” ผมรีบอธิบายเพราะกลัวว่าพี่หัสจะเข้าใจผิดคิดว่าผมชอบกับการโดนหอมแก้ม

“รอให้หายแดงก่อน” พี่หัสถอนหายใจออกมาพร้อมกับลุกขึ้นยืนเตรียมที่จะเดินออกไป แต่ผมคว้าข้อมือของเขาเอาไว้ก่อนและลุกขึ้นมายืนอยู่ข้างๆ

“เดี๋ยวครับ ทำไมต้องรอให้หายแดงด้วย?”

“เดี๋ยวก็รู้”

"อยากรู้เหรอ? ปล่อยมือก่อนไหม? เนียนเลยนะ" สายตาของพี่หัสเลื่อนลงมาที่มือของผมที่จับมือของเขาอยู่

"ก็...ไม่ได้ตั้งครับ เจตนาเลย แต่เมื่อกี้พี่ก็จับผมนะ กระชากผมจนแดงเลยพี่" ผมกลัวว่าพี่หัสจะไม่เชื่อเลยชูแขนข้างที่โดนที่พี่หััสบีบให้ดูแม้ว่าตอนนี้ลอยมันจะจางๆ ไปบ้างแล้วก็ตาม

“ขอโทษ ตอนนั้นโมโห" พี่หัสยื่นมือมาจับข้อมือของผมขึ้นมาดูเบาๆ พร้อมกับเอ่ยขอโทษ "เจ็บมากไหม?"

"เจ็บครับ แต่ไม่เท่าหัวใจหากพี่ยังไม่รับรักผมสักที เห็นไหมว่าจระเข้ตัวนี้เสน่ห์แรงแค่ไหน"

"....งั้นเจ็บต่อไปเถอะมึง" พี่หัสปล่อยมือผมออกพร้อมกับเดินหนีออกไป ส่วนผมก็ได้แต่วิ่งตามไปเกาะแขนพี่หัสแม้ว่าท่าทีในตอนแรกเหมือนจะไม่อยากให้ผมเกาะ แต่พอผมตื้อเข้าไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็นว่าผมเกาะพี่มันไปตลอดทั้งทาง

"เกาะเป็นลิงเลยมึง"

"ลิงจั๊กๆ อะครับ"

"มาจี๊กๆ ที่ตีนกูมา" ถึงคำพูดไม่อ่อนโยนแต่การกระทำอ่อนโยนแค่นี้หัวใจของผมก็บางพอแล้วแหละครับ

 หลังออกมาจากโรงพยาบาลแล้ว เราสองคนก็ตรงกลับคอนโดทันที ระหว่างนั้นพี่หัสเหมือนจะพูดอะไรกับผมแต่แล้วก็ไม่พูดเหมือนกับว่าลังเลที่จะพูดมันออกมา หรือว่าพี่หัสจะขอผมเป็นแฟน? ไม่ได้การแล้วผมต้องเตรียมการ ถ้าให้ผมเดาคืนนี้ผมอาจจะมีแฟนโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้หลังจากกลับถึงห้องก็คือ มาส์กหน้า! แต่ปัญหาตอนนี้ของผมคือผมไม่มีที่มาส์กหน้าโดยเฉพาะ แต่สิ่งที่ผมมีก็คือที่มาส์กหัวนมที่ผมเคยซื้อไว้ มันน่าจะใช้ได้เหมือนกันแหละครับ หน้าผมจะได้อมชมพูสดใส เวลาพี่หัสขอผมเป็นแฟนผมจะได้มีใบหน้าที่เปล่งปลั่งและงดงามดุจดั่งหัวนม

“มันเย็นๆ ดีแท้วะ” หลังจากที่อาบน้ำเสร็จผมก็ไม่รอช้าที่จะมาส์กหน้าทิ้งเอาไว้ก่อนที่จะเอาตัวเองออกมานอนแผ่อยู่ที่โซฟากลางห้องเพื่อรอให้พี่หัสมาขอเป็นแฟน คิดแล้วก็เขินครับ ผมจะตอบพี่หัสว่าอะไรดีข้อซ้อมบทแปบ

“ผมก็รักพี่นะ พี่ก็รู้ แต่ถ้ามาขอผมแบบนี้ขอผมคิดดูก่อน แบบนี้ดีไหมวะ? มันจะดูเล่นตัวไปไหม” ระหว่างนั้นผมก็พยายามสรรหาคำพูดมากมายเพื่อให้พี่หัสจดจำไม่เคยลืม

“พี่หัส เราแต่งงานกันเถอะพี่ ผมไม่อยากคบแล้ว.... แต่แบบนี้มันจะดูรีบไปป่าววะ กูยังไม่ได้บวชเลย” หรือว่าผมควรปล่อยให้เป็นธรรมชาติมากกว่ามานั่งประดิษฐ์คำพูดแบบนี้

"พี่หัสผมท้อง...อื้ม อันนี้ดูเกินจริงไป" ระหว่างนั้นผมก็ซ้อมบทไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง..

“พูดอะไร?” ผมรีบลุกขึ้นมานั่งทันทีที่ได้ยินเสียงเปิดประตูห้องพร้อมกับเสียงของพี่หัส

“ไม่มีอะไรครับพี่ แค่ท่องหนังสืออะ ผมไม่อยากปล่อยให้เวลาว่างเสียเปล่า เป็นไงครับผมดูเป็นเด็กที่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ไหมแบบ เฮด ไฮดรอลิก เฮชอี ฮีเจี๋ยม เอลไอ..เลิฟยู”

“เฮ้ออออออ เก่งจังนะเรื่องแบบนี้" พี่หัสส่ายหน้าพร้อมกับถอนหายใจออกมาเล็กน้อย "แล้วเอาอะไรมาแปะหน้าตัวเองแบบนั้น?” ในที่สุดพี่หัสก็สังเกตเห็นที่สิ่งที่เด่นอยู่บนใบหน้าของผม

“ที่มาส์กหัวนม”

“เดี๋ยวๆ แล้วทำไมเอามามาส์กหน้า?”

“อยากให้หน้ามีสีชมพู”

“ไปล้างเลย เดี๋ยวนี้” ไม่พูดเพียงอย่างเดียวเพราะตอนนี้พี่หัสคว้าข้อมือผมให้ลุกและเดินตามเขาเข้ามาที่ห้องน้ำภายในห้องนอนของเขา

“ทำไมต้องทำเสียงซีเรียสด้วยอะครับ มันก็มาส์กเหมือนกัน”

“ไม่รู้เหรอว่าไอ้มาส์กนั่นมันมีแต่สารอันตราย? บ้าหรือเปล่าซื้ออะไรแบบนี้มา” ผมถูกดันจนหลังชิดกับขอบอ่างล้างหน้าโดยที่มีพี่หัสยืนอยู่ระหว่างขาทั้งสองข้างของผม เรียนตามตรงว่าท่าผมตอนนี้มันเสียวมากเลยครับ “หัดอ่านฉลากบ้าง หรือไม่ก็ดูอย. แต่ทางที่ดีบอกแล้วไงว่าไม่ต้องใช้อะไรแบบนี้ หาเรื่องเป็นมะเร็งผิวหนังแล้วไหม”

“ผมก็ไม่ได้ใช้เลยครับ เพราะซื้อมาตั้งนานแล้ว แต่ตั้งแต่ที่พี่บอกว่าชอบสีธรรมชาติผมก็หยุดคิดเรื่องหัวนมสีชมพูเลย”

“แล้วคิดอย่างไงถึงมามาส์กวันนี้ฮะ?” พี่หัสเอ่ยถามพร้อมกับเปิดก๊อกน้ำและใช้มือของเขาลองน้ำมาและเช็ดบริเวณใบหน้าของผมออกอย่างเบามือ ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างพี่หัสจะมือเบาขนาดนี้ เพราะเมื่อตอนเย็นก็เล่นเอาสะข้อมือผมเกือบเขียว แรงหึงมันเป็นแบบนี้นี่เอง “ยิ้มอะไร?”

“แค่คิดถึงเรื่องตอนเย็นอะครับ”

“ตอนเย็น? เรื่องที่โดนหอมแก้มอะนะ? ชอบมากรึไง?!” จากที่กำลังจะโรแมนติกตอนนี้กำลังจะกลายเป็นสงครามขนาดย่อมแล้วล่ะครับ

“เดี๋ยวๆ อย่าทำเสียงเข้มดิพี่ ผมไม่ได้ชอบครับ แต่ผมคิดเรื่องที่พี่เอ่อ...จะพูดไงดี คือที่พี่ทำเหมือนห่วงเหมือนหึงผมอะครับ” พอพูดตรงๆ กลับเป็นผมเองที่รู้สึกเขินขึ้นมา แต่ผมคงคิดว่าพี่หัสเขาคงไม่ยอมรับตรงๆ หรอกครับ

“ใช่ หวง หวงมาก” แต่คำตอบของพี่หัสเล่นเอาผมช็อกและไปไม่เป็นเลยทีเดียว

“เดี๋ยว ผมได้ยินผิดไปหรือเปล่าเนี่ย” ผมเตรียมที่จะผลักออกมายืนดีๆ แต่ก็ยังไม่ทันที่ผมจะได้ออกมา พี่หัสกลับกดไหล่ของผมเอาไว้พร้อมกับขยับตัวเข้าใกล้ผมมากยิ่งขึ้น “พะ..พี่ พี่จะทำอะไรผมเนี่ย ไม่พร้อมนะบอกเลย ที่แคบผมไม่ถนัด...”

“ก็อยากรู้ไม่ใช่เหรอว่าจะทำอย่างไงกับแก้มของมึง” พี่หัสไล่นิ้วมือของเขาลูบบริเวณแก้มของผมเบาๆ พร้อมกับไล่สายตามองมาเรื่อยๆ ก่อนที่จะหยุดอยู่ที่ริมฝีปากของผม บอกตามตรงว่าปากผมตอนนี้แทบจะยื่นเข้าไปประกบกับริมฝีปากของพี่หัสแล้วแหละครับ แต่ติดที่ว่าถ้าผมทำไปแล้วเราไม่ได้คิดเหมือนกัน ผมว่าผมได้มีเลือดกลบปากแน่นอน

“พี่....พี่จะจูบผมเหรอ?” ด้วยความไม่มั่นใจและลังเลกับการกระทำของพี่หัสทำให้ผมถามออกไป แต่น้ำเสียงของผมตอนนี้บอกได้เลยว่าเบาจนแทบไม่ได้ยิน เห็นผมด้านหน้าแบบนี้ก็ใช่ว่าผมจะไม่เขินนะครับ

“ถ้าใช่ล่ะ?”

“แต่ผม ทำไม่เป็นไง..” บรรยากาศตอนนี้ถ้าเป็นในละครคงจะมีเสียงเพลงรักโรแมนติกค่อยๆ ขึ้นมาเบาๆ พร้อมกับพระเอกที่ค่อยๆ ประคองใบหน้าของนางเอกและประทับจูบลงช้าๆ และผลักออกมาเพื่อสบตากัน ทุกอย่างมันคงจะสวยงามตามที่ผมจินตนาการไว้ ถ้าไม่ติดตรงที่พระเอกของผมยังคงนิ่งและมองริมฝีปากผมอยู่อย่างนั้น เหมือนกำลังชั่งใจว่าจะทำหรือไม่ทำดี แต่มีเหรอว่าผมจะปล่อยโอกาสนี้ไปง่ายๆ เพราะถ้าผมชวดครั้งนี้ไปก็คงไม่มีโอกาสดีๆ ที่ผมจะอ้างว่าบรรยากาศพาไปหากพี่หัสเขาไม่ได้คิดเหมือนกันกับผม

ไวเท่ความคิด เพราะตอนนี้ผมเขย่งเท้าเล็กน้อยให้ริมฝีปากของผมอยู่ในระดับเดียวกับริมฝีปากของพี่หัส และไม่รอช้าที่จะประกบริมฝีปากของเราทั้งสองเข้าหากัน สัมผัสแรกที่ผมรับรู้ได้คือนุ่ม... แม้จะเป็นไปตามสิ่งที่ผมคิดและจินตนาการเอาไว้ก็ตาม แต่ที่แตกต่างออกไปก็คือการที่เราได้สัมผัสริมฝีปากของคนที่รักมาและเฝ้ารอมาตลอดมันรู้สึกดีแบบนี้นี่เอง ไม่จำเป็นต้องจูบแบบลึกซึ้ง ไม่จำเป็นต้องบังคับให้เขาจูบตอบ แต่ผมพยายามทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่ผมทำลงไปตอนนี้คือออกมาจากใจและความรู้สึกรัก ไม่ใช่เพราะความต้องการทางร่างกายแบบนั้น ผมโอเคถ้าพี่หัสจะผลักผมออกหากมองว่าการที่ผมจูบเขาก่อนเป็นการล่วงละเมิดทางร่างกายของเขา แต่เปล่าเลยพี่หัสกลับยื่นนิ่งให้ผมจูบอยู่แบบนั้นเรื่อยๆ จนผมเป็นฝ่ายถอนจูบนั้นออกมา

“ร้องไห้ทำไม?” หลังจากที่ผมผละออกจากริมฝีปากของพี่หัส ผมพึ่งรู้สึกและรับรู้ได้ว่าน้ำตาของผมไหล มันไม่ใช่ความเศร้าหรือเสียใจแต่มันคือน้ำตาที่มันตื้นตันและไม่คิดว่าจะมีวันนี้ ผมไม่รู้ตัวเองเลยว่าถ้าพี่หัสจูบผมตอบผมจะร้องไห้หนักกว่านี้หรือเปล่า แต่แค่นี้มันก็เกินสิ่งที่ผมฝันมามากพอแล้ว

พี่หัสยื่นนิ้วเรียวของเขาออกมาซับน้ำตาของผมที่ไหลออกมาเงียบๆ โดยที่ไม่พูดหรือแสดงความรู้สึกใดๆ จนผมเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน

“ผมไม่ขอโทษนะพี่ เพราะผมตั้งใจ แต่ถ้าพี่โกรธหรือไม่ชอบก็ขอแค่พี่บอก เพราะถ้าพี่นิ่งแบบนี้ผมจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าพี่ชอบและไม่ปฏิเสธผม”

“สับสน” พี่หัสละมือออกจากใบหน้าของผมพร้อมกับช้อนสายตาขึ้นมาสบตา “ไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร แต่ยอมรับตรงๆ เลยว่าไม่ชอบใจกับเหตุการณ์เมื่อเห็น ถ้าถามว่าหวงไหมก็ใช่..เพราะไม่มีคำไหนที่นิยามการกระทำของกูชัดเท่ากับคำนี้แล้ว แต่ถ้าถามว่าอยากก้าวไปอีกขั้นไหม กูไม่แน่ใจในตอนนี้.. มันเลยสับสน เพราะถ้ากูบอกกับมึงไปแบบนั้นจะเท่ากับว่ากูต้องการมึงแค่ทางร่างกาย แต่ถ้ากูหมดความรู้สึกนั้นกับมึงขึ้นมา ก็เท่ากับว่ามันคือใคร่ไม่ใช่รัก กูเลยอยากให้ความรู้สึกของกูมันแน่ชัดมากกว่าตอนนี้”

“พี่ไม่ต้องคิดมาก แค่พี่ทำตามสิ่งที่พี่อยากทำก็พอ ผมโอเค” ผมยื่นมือข้างหนึ่งเข้ามาแตะบ่าของพี่หัสเบาๆ พร้อมกับยิ้มเล็กๆ เพื่อให้พี่หัสไม่รู้สึกหนักใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะในแววตาของพี่หัสนั้นมีความตกใจอยู่ไม่น้อยหลังจากที่ผมเป็นฝ่ายจูบเขาก่อน

“สิ่งที่อยากทำตอนนี้เหรอ?”

“ครับ”

“จูบของมึงไม่ได้แย่นะ....” สิ้นเสียงของพี่หัส ริมฝีปากของผมก็ถูกครอบครองไปเป็นที่เรียบร้อย จากตอนแรกเป็นเพียงแค่ริมฝีปากของเราสัมผัสกับเท่านั้น แต่ครั้งนี้ต่างออกไปอย่างชิ้นเชิง มันเป็นความรู้สึกแปลกใหม่เมื่อริมฝีปากล่างของผมถูกขบเม้น ก่อนที่ผมจะรับรู้ถึงความรู้สึกอบอุ่นที่แทรกเข้ามาอย่างช้าๆ สองมือของที่แนบลำตัวอยู่ไม่รู้ว่าต้องจัดการมันอย่างไรเพราะตอนนี้เสื้อของผมน่าจะยับเพราะอาการทำตัวไม่ถูกจนต้องกำชายเสื้อเอาไว้ แต่ใครจะไปรู้ว่าอาการเล็กๆ ของผมนั้นพี่หัสจะสังเกต ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เลื่อนมือของตัวเองลงมาและผสานนิ้วทั้งหมดเข้ากับนิ้วของผม เพื่อไม่ให้ผมกำเสื้อหรือจัดระเบียบร่างกายระหว่างที่เราสองคนแนบริมฝีปากเข้าหากัน

ผมปล่อยร่างกายและอารมณ์ให้ไหลไปกับสัมผัสที่พี่หัสมอบให้ เมื่อรู้ตัวอีกทีตัวของผมก็ขึ้นมานั่งอยู่บนขอบอ่างล้างหน้าโดยมีพี่หัสยืนอยู่ตรงกลางระหว่างขาของผม

“พี่จูบผม...”

“แล้วเห็นว่าแปรงฟันให้หรือไง หื้ม?” ตอนนี้พี่หัสผละริมฝีปากออกจากใบหน้าของผมเป็นที่เรียบร้อย ใช่ครับ ใบหน้าของผม เพราะก่อนหน้าที่เขาจะถอนริมฝีปากนั้นพี่หัสค่อยๆ เลื่อนริมฝีปากของเขาเข้ามาจูบที่ปลายจมูกๆ ของผมเบาๆ อยู่อย่างนั้นจนเป็นที่พอใจ เมื่อเห็นแบบนี้แล้วผมอยากเห็นพี่หัสเวอร์ชันคลั่งรักจังเลยครับ

“พี่กวนผมอะ”

“พึ่งรู้ว่ากวนทำให้คนเขินด้วย” มุมปากของพี่หัสยกยิ้มขึ้นเล็ๆ เหมือนพอใจที่เห็นว่าผมทำตัวไม่ถูก

“โห่ ก็พี่เล่นอุ้มผมขึ้นมานั่งบนเนี่ย ไม่ให้เขินได้ไง ตัวผมก็ไม่ใช่เล็กๆ น้อยๆ ถ้าอ่างแตกขึ้นมาผมไม่รับผิดชอบหรอกนะ แล้วดูสายตาพี่ดิโคตรเยิ้ม จะให้ผมเป่าปากโห่ร้องโฮฮิโฮ หิ้วแทนเขินหรือไง”

“เถียงเก่ง”

“ก็...” คำพูดที่ผมกำลังจะต่อปากต่อคำกับพี่หัสนั้นหายไปทันทีเมื่อพี่หัสประทับริมฝีปากลงมาที่แก้มทั้งสองข้างของผมย้ำๆ อยู่อย่างนั้นจนผมเป็นฝ่ายผละพี่หัสออกพร้อมกับตบหน้าตัวเองแรงๆ

เพี๊ยะ!!

“ผมไม่ได้ฝันไปอะพี่”

“เจ็บไหมนั่นนะ ตบทำไม? ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองจะฝันไปไหมก็เดี๋ยวพิสูจน์ให้”

“จะจูบผมเหรอ?”

“อืม เอาให้ปากเปื่อยเลย”

“พูดแบบนี้แสดงว่าชอบผมแล้วอะดิ?”

“ไม่ ชอบจูบ”

“เดี๋ยวๆ พูดแบบนี้ผมเสียใจนะพี่ ไม่ชอบผมแล้วพี่มาจูบผมทำไมวะ? เหมือนให้ความหวังอะ” ผมแกล้งพูดตัดพ้อเพื่อดูสีหน้าของพี่หัสว่าจะทำอย่างไร จะง้อผมไหม แต่เปล่าเลยเพราะตอนนี้พี่มันยืนกอดอกมองผมด้วยสายตากวนๆ

“ใครเริ่มก่อน?”

“ก็ผมไง”

“แล้วใครบอกว่าให้ทำตามใจ?”

“ก็....ผมไง” เถียงไม่ออกเลยครับ เพราะทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นผมเองที่บอกให้พี่หัสทำตามใจตัวเอง แต่ใครจะไปคิดว่าไอ้การตามใจตัวเองนั้นจะเล่นเอาสะผมเข่าอ่อนแบบนี้ แถมยังมาหอมแก้มผมอีก

“มันได้หนึ่งแต่กูได้หมด แค่นี้ก็พอใจแล้ว” คิ้วของผมขมวดเข้าหากันมากกว่าเดิมหลังจากที่พี่หัสพูดประโยคที่ดูไม่เข้ากับสิ่งที่ผมเอ่ยไปก่อนหน้า

“หมายถึงอะไร? ผมไม่เข้าใจ”

“ใครที่หอมแก้มมึงเขาได้แค่หนึ่ง แต่ตอนนี้กูได้เหนือมันทุกอย่าง”

“พี่ภูมิใจเหรอ? แต่ก่อนจะภูมิใจมาเคลียร์ใจกับผมก่อนเลย ถ้าบอกว่าเล่นๆ นี่ผมขอเอาหมัดกระแทกปากพี่เล่นๆ บ้างนะ”

“เออ ทำถึงขนาดนี้แล้วคงเป็นพี่น้องกันหรอกมั้ง กูไม่ได้โง่หรืองี่เง่าขนาดที่จะไม่ยอมรับ เพียงแต่ที่บอกมึงไปก่อนหน้านั่นแหละว่าสับสนอยากให้แน่ใจว่ามันคือความรู้สึกแบบไหนกันแน่ เพราะถ้าบอกว่ารักมึงตอนนี้เพื่อที่จะมีอะไรกับมึงกูก็พูดได้นะ แต่ไม่ได้ออกมาจากใจ จะเอาแบบนั้นเหรอ?”

“ผมเข้าใจ ถ้าอย่างนั้นเราสองคนก็ไม่ใช่พี่น้องอย่างที่พี่เคยบอกแล้วใช่ไหม?” กลับเป็นผมเองที่เป็นฝ่ายถามย้ำขึ้นมาเหมือนคนโง่ที่ตีความอะไรไม่ออก เอาจริงๆ ผมแค่อยากได้ยินมันออกมาชัดๆ จากปากของพี่หัสก็เท่านั้นเพราะกลัวว่าถ้าพี่มันหงายการ์ดว่าไม่เคยพูดมา ผมก็หมาสิครับที่คิดไปเอง

“อืม เป็นคนคุยก่อนไหม? ถ้าอนาคตกูกับมึงยังเหมือนเดิมเราก็ค่อยเลื่อนไปเรื่อยๆ หรือว่ามึงรีบ?”

“ไม่รีบครับ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปก็ได้ แม้ว่าผมจะรู้คำตอบของผมอยู่แล้วว่าผมชอบพี่และรักพี่ ไม่ว่าจะอีกกี่วันกี่ปีหรือกี่ชาติ”

“เวอร์”

“บอกแล้วไงให้อธิษฐานเอาเด้อ...เอ่อ ลืมไปว่าเจ้าแม่นาคีกับทศพลไม่ได้รักกันในชาตินี้ ถ้าอย่างนั้นผมจะเป็นผม และพี่ก็เป็นพี่ ที่เราสองคนจะได้รักกันในชาตินี้”

“จินตนาการดีแบบนี้ไปเรียนเขียนบทไหม?”

“อยากมีแฟนเป็นคนเขียนบทเหรอ? เอาดิ ผมจะซิ่ว”

“เดี๋ยวได้มีเจ็บตัว ซิ่วอะไม่ว่าอะไร แต่ถ้าจะมาซิ่วเพราะกูบอกว่าชอบ มันไม่ได้ มึงเรียนเองมึงก็ต้องชอบเอง เข้าใจใช่ไหม?”

“ครับ เข้าใจแล้ว”

“โดนดุแล้วยังมายิ้มอีก?”

“ถ้าพี่ดุผมเพราะเป็นห่วง ผมก็ควรที่จะยิ้มไม่ใช่เหรอครับ?”

“เด็กปากดี”

“ดีไม่ดีพี่ก็น่าจะรู้ดีที่สุดนะครับ ไปดีกว่า” เมื่อพูดจบผมก็รีบกระโดดลงจากขอบอ่างล้างหน้าและไม่ปล่อยโอกาสให้โดนดุหรือบ่นอีกเพราะผมวิ่งหนีออกไปนอกห้องเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับหัวใจที่สั่นไหวเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่อยากจะเชื่อว่าตอนนี้กำแพงพี่น้องได้ถูกทำลายลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าตอนนี้จะเป็นเพียงแค่คนคุยก็ตาม ก็ถือว่าเกินกว่าที่ผมคิดไปมากเลยทีเดียว คืนนี้ผมต้องฝันเปียกแน่ๆ เอ้ย! ไม่ใช่ครับ คืนนี้ผมต้องฝันดีมากแน่ๆ

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
บทที่ 14
คำขอโทษจากซุปตาร์

“วันนี้ให้ผมไปรอที่โรงพยาบาลเหมือนเดิมไหม?”

“ไม่ต้องแล้ว กลับมารอที่ห้องหรือไปเล่นกับเธียร์ก่อนก็ได้”

“ถ้าอย่างนั้นผมชวนไอ้เธียร์มาวาดรูปที่ห้องนะพี่ ถ้าเกิดว่ามันไม่มีถ่ายงานตอนเย็น”

“อืม เอาดิ”

“ขอบคุณครับ... เหวอ!!”

ปี้นนนนนน!!

ผมเหว่อทันทีที่อยู่ๆ ข้อมือของผมก็ถูกพี่หัสกระชากเอาไว้พร้อมกับดึงตัวของผมที่กำลังจะข้ามถนนให้เข้ามาชิดตัวของเขา เพราะจังหวะที่กำลังจะข้ามถนนนั้นผมมัวแต่หันมามองหน้าพี่หัสทำให้ไม่ได้สังเกตว่ามีรถกำลังขับมาด้วยความเร็ว ถ้าผมก้าวไปอีกแค่ก้าวเดียวหรือพี่หัสไม่ดึงตัวผมเอาไว้มีหวังผมได้กลายเป็นวิญญาณไปแล้วครับ

“เดินดูทางด้วย ถ้าไม่จับเอาไว้รู้ไหมว่าจะเป็นไง?”

“ขอโทษครับพี่ ผมไม่ระวังเอง” ถ้าเป็นเวลาปกติผมคงจะบอกว่า ‘เป็นแฟน’ แต่ถ้ามาพูดเล่นตอนที่พี่หัสกำลังดุผมอยู่ตอนนี้ได้โดนหนักกว่าเดิม

“ทีหลังก็ระวังด้วย กูไม่ได้อยู่กับมึงตลอดเวลานะ”

“นี่ไง ผมถึงอยากให้พี่อยู่กับผมทุกเวลา”

“..........”

“เอ่อ...ผมไปเรียนแล้วนะ หวัดดีครับ” ผมรีบชิ้งหนีก่อนที่จะโดนดุไปมากกว่านี้ แต่เอาเข้าจริงๆ เลยนะครับผมเห็นเต็มๆ สองตามเลยว่าสายตาของพี่หัสที่มองผมนั้นมีแต่แววของความเป็นห่วง แต่ที่ดุออกมานั้นก็เป็นเพราะความประมาทของผมเอง

หลังจากที่แยกกับพี่หัสผมก็ตรงมาที่คณะโดยที่ไม่ได้แวะไปที่ไหนเพราะเมื่อเช้าผมกินข้าวกับพี่หัสก่อนที่จะมามหาลัย ทำให้มีเวลาว่างมากพอสมควร ส่วนไอ้เธียร์เพื่อนรักของผมกำลังเดินทางมา และโทรมาบอกให้ผมรอขึ้นไปเรียนพร้อมกับมันตามวิถีเซเลปที่ขึ้นไปเรียนเองคนเดียวไม่ได้ นั่นไงครับพูดถึงมันก็เดินเข้ามาพอดี

“เพื่อนรัก พี่เธียร์มาแล้ว!” ไอ้เธียร์เดินเข้ามากอดคอผมพร้อมกับแหกปากตะโกนเสียงดังเหมือนกลัวคนไม่รู้ว่ามันคือใคร

“ไปกันมึง” ผมสะพายกระเป๋าเตรียมจะขึ้นไปเรียนหลังจากที่เห็นว่าไอ้เธียร์มันมาถึงแล้ว แต่ยังไม่ทันที่ผมจะหันหลังเดินเข้าไป หางตาของผมก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ดูเด่นสะดุดตาและไม่น่าพบเห็นในคณะของผมมากเท่าไหร่นักนอกเสียจากวันรับปริญญา เพราะนั่นคือดอกไม้ช่อโต ไม่ใช่โตธรรมดา เพราะโคตรโต โตจนปิดบังใบหน้าของคนที่ถือมา

“เซอร์ไพรส์แฟนแน่เลยว่ะ” ไอ้เธียร์แสดงความคิดเห็นซึ่งผมเองก็แอบคิดเหมือนกับมันเช่นกัน

“กูก็ว่างั้น เดี๋ยวนี้ลงทุนฉิบหายเลย จะขอใครเป็นแฟนที่” ผมคงต้องไปบอกพี่หัสแล้วว่าถ้าจะขอผมเป็นแฟนไม่ต้องลงทุนมากขนาดนี้ แค่บอกรักผมหวานๆ ผมก็พร้อมที่จะมอบทุกอย่างให้แล้วแหละครับ สู้เก็บเงินที่จะเอามาซื้ออะไรแบบนี้ไปทำอย่างอื่นดีกว่า ผมชอบนะความรักแบบประหยัดไม่ต้องลงทุนในเรื่องของเงินมากเท่าไหร่

“เรื่องบางเรื่องก็ฟุ่มเฟือยบ้างก็ได้”

“เออ พ่อคนรวย” ไอ้เธียร์เดินมากอดคอผมก่อนที่เราทั้งคู่จะพากันเดินขึ้นบันไดเพื่อไปยังห้องเรียน แต่แล้วเท้าของเราทั้งสองคนก็ต้องชะงักค้างเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อผมที่ดังมาจากทางด้านหลัง....

ทำไมผมรู้สึกว่าความฉิบหายกำลังจะคืบคลานมากันนะ

“น้องเข้! น้องจระเข้ครับ!” ผมยืนนิ่งอยู่กับที่และไม่หันหลังกลับไปมอง

“ไอ้เข้ ทำไมมึงไม่หันกลับไปวะ เขาเรียกมึง” ไอ้เธียร์เตรียมที่จะหันหลังกลับไปมองแทน แต่ผมดึงข้อมือของมันเอาไว้ก่อน “จับมือกูทำไม? อย่าบอกนะว่าไม่ให้กูหันไปเพราะมันคือดอกไม้ที่มึงสั่งมาให้กู?”

“ใช้ส้นตีนคิดหรือไงวะ? ไม่ใช่เว้ย!”

“น้องเข้ น้องจระเข้อะครับ น้องคนที่จับมือเพื่อนอยู่ น้องคนนั้นนั่นแหละ น้องคนที่สะพายกระเป๋าเป้ไนกี้อะครับ รองเท้า vans old skool” และสิ่งที่เสียงปริศนานั่นตะโกนขึ้นมาก็เรียกได้ว่าเจาะจงผมเต็มที่ ถ้าไอ้นี่มันไม่บ้าก็จงใจจะกวนตีนผมอะครับ เพราะทันทีที่ได้ฟังน้ำเสียงเต็มๆ นั้นผมถึงกับบางอ้อทันทีว่าเสียงนั้นคือใคร แต่ดูเหมือนว่าเพื่อนชายคนสนิทของผมยังคงทำหน้างงเป็นหมาพันธุ์ทางอยู่เลย

“มึงไม่คุ้นเสียงคนที่เรียกกูเหรอวะ?” ผมหันไปถามไอ้เธียร์

“ไม่ให้กูหันไปดูกูจะตรัสรู้เหรอว่าใคร แต่ว่าเสียงก็คุ้นเหมือนกันนะ”

“เออ งั้นมึงลองทายมา กูพอจะมีเวลาอยู่บ้าง” ผมตั้งท่าเตรียมที่จะเล่นมุกกับไอ้เธียร์ แค่มองตากันก็รู้แล้วครับว่ามันจะเล่นอะไร

“ไวพจน์ เพชรตะพึด....”

“เฮ้ย!!”

“ไวพจน์ พึดตะพิด ....”

“เฮ้ย!!”

“ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ...”

“เฮ้ยยย!!”

“ถูก แล้ว!! ฮ่าๆ เก่งมากไอ้เพื่อนเข้ ขอบคุณที่ให้กูเฉิดฉายในมุกนี้ว่ะ” ผมกับไอ้เธียร์ต่างหัวเราะให้กับความไปกันได้ของมุกพวกเราสองคน แต่ดูเหมือนว่าผมจะลืมไอ้คนที่ตะโกนเรียกชื่อผมเมื่อสักครู่ไปเสียสนิท รู้ตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาใกล้ๆ พวกเราสองคน

“น้องจะไวพจน์กันอีกนานไหมครับ” คราวนี้ทั้งผมและไอ้เธียร์หันไปมองต้นเสียงนั้นตรงๆ และสิ่งที่ผมเห็นเป็นเหมือนที่ผมคิดไว้ไม่มีผิด เพราะคนตรงหน้านี้คือ เจ จิรภัทร นั่นเอง!

“เชรดดดด พี่เจนิหว่า?” ไอ้เธียร์เก็บความตื่นเต้นไว้ไม่มิดเพราะทันทีที่มันเห็นดารารุ่นพี่ต่างช่องมันถึงกับตะลึงไปทันทีก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเซลฟี่ “หนึ่ง สอง สาม ปวดขี้!” ไอ้ผมเองก็เป็นประเภทที่ไม่สามารถเห็นกล้องได้ เมื่อไอ้เธียร์มันชูขึ้นมาผมก็ไม่รอช้าทำท่าเก๊กหล่อเหมือนโกมุนยอง

“เฮ้ย! ใช่เวลาไหมเนี่ย?” ผมทุบไหล่ของไอ้เธียร์ทันทีที่คิดขึ้นมาได้

“เอ้า! นานๆ ทีกูจะเจอดารารุ่นใหญ่”

“เอ่อ...พี่ก็ไม่ได้รุ่นใหญ่ขนาดนั้นนะ” ไอ้พี่เจยกมือขึ้นมาเกาศีรษะของตัวเองแก้เก้อหลังจากที่ถูกชมว่าเป็นดารารุ่นใหญ่

“ว่าแต่พี่เจมาที่คณะของผมทำไมเหรอครับ?” ผมหันไปมองหน้าไอ้เธียร์ทันที คือเพื่อน..มึงไปสนิทกับไอ้พี่เจตอนไหน เมื่อกี้ยังทำท่าตื่นเต้นอยู่เลย

“เอ่อ ถึงคิวพี่แล้วเหรอครับ?”

“ครับ เชิญพี่พูดเลย พี่น่าจะมีเรื่องอยากจูดกับเพื่อนผม” ไอ้เธียร์โค้งพร้อมกับผายมือมาทางผม

“ไอ้เวรนี่ก็ทำเหมือนกูเป็นเจ้าหญิงดิสนีย์ไปได้” เพราะท่าทางของมันตอนนี้ไม่ต่างจากองครักษ์ของเจ้าชาย แต่เดี๋ยวก่อน เจ้าชายของผมคือพี่หัสเท่านั้น! ไอ้พี่เจเป็นได้แค่พระรองที่แอบชอบผมก็พอ ให้บทเยอะไม่ได้ เดี๋ยวเด่นเกินตัวละครหลัก

“มีอะไรก็พูดมาครับ ผมต้องรีบไปเรียน” ผมเก๊กท่าพร้อมกับมองที่นาฬิกาข้อมือของตัวเองเพื่อบ่งบอกว่าผมรีบ

“นาฬิกามึงตายไม่ใช่เหรอเพื่อน?”

“ไอ้เธียร์ กูเหมือนมึงไหมเอ่ย?” ผมลดมือลงทันทีที่ไอ้เธียร์มันพูดแทรกขึ้นมา ไม่รู้ว่าตอนนี้มันเป็นพวกใครกันแน่ แต่เท่าที่ดูมันน่าจะคลั่งไคล้ไอ้พี่เจอย่างไม่ต้องสืบเลย “พี่พูดมาครับ ผมฟังอยู่” ผมหันกลับมามองไอ้พี่เจที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“น้องเข้ พี่เจมาขอโทษครับ พี่เจขอโทษที่หอมแก้มน้อง...โอ๊ย! ปิดปากพี่ทำไมครับเนี่ย!!” ไวเท่าความคิดเพราะทันทีที่ผมได้ยินว่าเขาขอโทษที่หอมแก้มผมนั้น ผมไม่รอช้ารีบพุ่งตรงเข้าไปปิดปากทันทีแม้ว่าตอนนี้สิ่งที่ไอ้พี่เจ จิรภัทรจะพูดออกไปแล้วก็ตาม โดยมีสีหน้าของไอ้เธียร์ที่ดูตกใจไม่แพ้กัน

“Opps!”

“อุ๊บที่หน้ามึงสิไอ้เพื่อนเวร!” ผมหันไปว่าไอ้เธียร์ที่ตอนนี้ยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาปิดที่ปากของตัวเอง “ส่วนพี่ พี่จะตะโกนทำไมอะครับ กลัวคนอื่นเขาไม่รู้เหรอ” ผมปล่อยมือออกจากปากของไอ้พี่เจ เพราะกลัวว่าเวรกรรมจะตามสนองที่ผมเคยเลียมือพี่หัสตอนที่พี่หัสปิดปากผม เพราะถ้าไอ้พี่เจมันเลียขึ้นมาผมได้มือกระตุกไปที่หน้าของพี่มันแน่ๆ

“มาขอขมาด้วยช่อดอกไม้” พี่เจยื่นช่อดอกไม้ช่อโตมาตรงหน้าผมพร้อมกับเอ่ยคำขอโทษ

“โทษทีนะพี่ ช่อดอกไม้ของพี่ผมรับไว้ไม่ได้จริงๆ เพราะถ้าผมรับแสดงว่าผมมีใจ ผมไม่อยากให้ความหวังพี่”

“.......!” อึ้งครับ ไม่ใช่แค่ไอ้พี่เจที่อึ้ง แต่ตอนนี้เพื่อนๆ ในคณะหรือคนที่เดินผ่านไปผ่านมาแล้วบังเอิญได้ยินบทสนทนาของผมกับไอ้พี่เจ ก็คงคิดว่าผมปฏิเสธความรักของพระเอกดัง ทั้งๆ ที่ผมควรรีบคว้าโอกาสนี้ไว้ เอาจริงๆ ที่พูดออกไปแบบนั้นก็เพราะอยากให้พี่มันอายครับ เพราะผมเองก็อายที่ถูกพี่มันหอมแก้มเหมือนกัน ดังนั้นการที่ผมพูดในทำนองที่ว่าปฏิเสธแบบนี้ก็คงทำให้ไอ้พี่เจเสียหน้าไม่น้อย เป็นอย่างไงครับแผนอันชาญฉลาดของจระเข้ผู้นี้!

“กลับไปเถอะครับ ต่อให้พี่แห่ขันหมาก หรือบายศรีมาผมก็รับไม่ได้จริงๆ ถึงพี่จะหล่อ แต่ผมชอบคนเท่ครับ” พูดจบผมก็หันหลังเตรียมจะเดินกลับขึ้นไป

“น้องเข้! ตอนแรกพี่ว่าพี่จะไม่คิดอะไรแล้วนะ ที่มาวันนี้แค่อยากมาขอโทษ แต่พอได้ยินน้องพูดแบบนี้แล้วพี่รู้สึกถูกใจในความแปลกน้องมากๆ และอยากรู้จักให้มากกว่านี้ ต่อให้เป็นไดโนเสาร์หรือช้างแมมมอธพี่เจคนนี้ก็จะไปหามันมาให้ ถ้าน้องเข้ต้องการ”

“บ้าเสียจริง!” ผมสบถออกมาเมื่อเห็นว่าปฏิกิริยาของไอ้พี่เจที่แสดงออกมานั้นต่างจากที่ผมคิด จากที่ไม่อายแล้วนั้น พี่มันยังทำเหมือนคลั่งไคล้ผมจนหน้ามืดตามัว “บอกแล้วไงพี่ว่าผมชอบคนเท่ พี่ไม่เท่พอผมไม่ชอบ!”

“หรือต้องเป็นแบบไอ้หมอฟันนั่น น้องเข้ถึงจะสนใจพี่เจ?”

“เดี๋ยวๆ พูดดีๆ นะครับ เรียนตามตรงเลยว่าตอนนี้หัวใจของผมมีแค่พี่หัสเพียงคนเดียวเท่านั้น พี่ไม่มีทางแทรกได้แน่นอน” ผมเชิดหน้าพูดขึ้นมา แค่คิดถึงหน้าของพี่หัสมุมปากของผมมันก็ยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติ

“น้องคอยดูเถิด พี่จะทำให้หัวใจของน้องนั่นมีแต่พี่เจเพียงคนเดียว”

“เฮ้ออออ คนฮ็อตเบื่อเสียจริง!” ผมเดินกลับขึ้นไปยังด้านบนโดยที่ไม่สนใจว่าไอ้พี่เจมันจะพูดอะไรตามหลังขึ้นมา ส่วนไอ้เธียร์ที่ตอนนี้หายงงแล้วก็ยิงคำถามจนผมตอบแทบไม่ทัน โดยเฉพาะเรื่องที่ไอ้พี่เจหอมแก้มผม

“เดี๋ยวๆ มึงจะถามอะไรกูเยอะแยะเนี่ย”

“ก็มึงอะ...กูตกใจ นั่นมันพระเอกระดับแนวหน้าเลยนะเว้ย! เขามาชอบมึงได้ไง!! ไม่สิ เขามาหอมแก้มมึงได้ไง” ไม่พูดเพียงอย่างเดียวเพราะตอนนี้ไอ้เธียร์มันเขย่าตัวผมจนโคลงเคลงเมื่อเห็นว่าผมเอาแต่นิ่งไม่ยอมตอบในสิ่งที่มันถาม

“ก็เพื่อนมึงหล่อขนาดนี้ไอ้เธียร์ จะมีคนมาชอบกูก็ไม่แปลกหรอก” ได้ทีผมก็ต้องขออวยตัวเองหน่อยก็แล้วกันครับ ถ้าผมไม่หล่อและน่ารักจริงๆ “เนื้อหอมใครๆ ก็ชอบ”

“ไม่อะ กูว่ามึงเนื้อเน่ามากกว่า”

“กูเพื่อนมึงนะ”

“แล้วกูบอกว่ามึงเป็นแม่กูเหรอ?”

“เอ้า! ไอ้นี่ เล่นแม่ตัวเองก็ได้เนอะมึง”

“เล่นแม่มึงเดี๋ยวโดนดราม่า เล่นแม่ตัวเองปลอดภัยสุด”

“พวกคุณสองคนช่วยเงียบด้วยนะครับ ถ้าไม่พร้อมที่จะเรียนก็ออกไปคุยข้างนอกก่อนได้” เสียงของอาจารย์ที่พูดแทรกขึ้นมานั้นเป็นสัญญาณหยุดการทะเลาะของเราสองคน และกลับมาสู่วิชาเรียนตรงหน้าแทนที่จะโฟกัสเรื่องของไอ้พี่เจ


หลังจากที่ผมเรียนในช่วงเช้าเสร็จ ผลปรากฏว่าไอ้พี่เจมันกลับไปแล้วครับ ซึ่งก็เป็นโชคดีของผมที่จะได้ไม่ต้องเจอและต่อปากต่อคำกับพี่มันอีก

“เย็นนี้ไปวาดรูปห้องกูไหม พี่หัสให้ชวนมึงไปที่ห้องได้” ผมเอ่ยถามเมื่อคิดขึ้นได้ว่าเมื่อเช้าพี่หัสบอกให้ผมอยู่เล่นกับไอ้เธียร์และไม่ต้องไปรอเขาที่โรงพยาบาลเหมือนอย่างเคย

“เดี๋ยวถามพี่อิ้งก่อนว่ามีงานไหม แต่เหมือนจะมีช่วงค่ำว่ะ” พี่อิ้งที่ไอ้เธียร์พูดถึงก็คือผู้จัดการของมัน ซึ่งผมก็เคยเจอกับเธออยู่แล้วบ้าง

“ถ้าไม่ติดอะไรก็ไปกับกูนะ กูเหงา รู้สึกเหมือนจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นถ้าอยู่คนเดียว” ลางสังหรณ์ของผมมันฟ้องว่าถ้าผมอยู่คนเดียวต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่ๆ ดังนั้นการมีเพื่อนอย่างไอ้เธียร์อยู่ด้วยก็อุ่นใจดีเหมือนกัน แต่ถ้ามันพูดแล้วว่าน่าจะมีงานแสดงว่ามันไม่ว่างอยู่กับผมแล้วเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีกสิบเปอร์เซ็นต์ก็รอลุ้นเอาครับ

หลังจากที่พักกลางวันเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ตอนนี้ผมกับไอ้เธียร์ย้ายตึกมาเรียนอีกตึกหนึ่งซึ่งเป็นตึกเรียนในวิชาภาคปฏิบัติ ซึ่งวิชานี้ก็ไม่มีอะไรมากนอกจากให้วาดรูปตามเทคนิคต่างๆ ที่อาจารย์สอน เมื่อถึงเวลาเลิกเรียนผมก็ต้องแยกย้ายกับไอ้เธียร์เพราะพี่อิ้งคอนเฟิร์มกับมันแล้วว่ามีงานช่วงค่ำจึงต้องไปเตรียมตัวก่อน ทำให้ตอนนี้ผมเดินเหงากลับห้องคนเดียวครับ

“น้องเข้!!!”

“เหี้ย!!!” ผมร้องตกใจเมื่ออยู่ๆ ไอ้พี่เจที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนกระโดดมาตรงหน้าผมพร้อมกับร้องเสียงดังทำให้ผมตกใจจนเซไปด้านหลังและล้มลงบทพื้นฟุตบาท “พี่มาดักรอผมทำไมเนี่ย พี่ไม่มีงานทำเหรอ ไหนว่าเป็นดาราดังไงครับ”

“อยู่ในช่วงว่างรอถ่ายละครเรื่องใหม่อยู่ครับ เลยมาหาน้องเข้ได้” ไอ้พี่เจยื่นมือมาตรงหน้าเพื่อให้ผมจับ แต่มีเหรอว่าคนอย่างผมจะจับ “ถ้าไม่จับพี่อุ้มเรานะ”

“ถ้าพี่เบื่อเกี๊ยวแล้วอยากเคี้ยวตีนผมก็อุ้มเลยครับ” เพราะถ้าเขาอุ้มผมก็เท่ากับว่าเขาขืนใจ ดังนั้นผมจะหงายการ์ดว่าผมป้องกันตัวก็ย่อมได้ และต้องขอโทษด้วยถ้าผมเผลอพูดไม่สุภาพออกไป แต่คนตรงหน้าผมตอนนี้ให้พูดสุภาพด้วยไม่ได้จริงๆ

“ก็พี่เป็นห่วง”

“พี่เห็นไหมว่าผมลุกขึ้นเองได้” ผมยันตัวลุกขึ้นยืนเหมือนเดิม “ถามจริงพี่รู้ชื่อผมได้ไง? ผมว่าผมไม่เคยบอกนะว่าผมชื่ออะไร”

“ถ้าน้องชอบใครสักคน แค่ชื่อก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะรู้หรอกมั้งครับ” เอาจริง ผมอยากจะจดมุกพวกนี้ของไอ้พี่เจมันมาใช้บ้างนะ แต่ติดที่ว่าเดี๋ยวพี่มันได้ใจทำให้ผมเลิกสนใจมุกตรงหน้า

“ผมจะอ้วก แต่เสียดายเอนไซม์เพปซินที่จะย่อยโปรตีนให้เป็นเพปไทด์ในกระเพาะอาหารจริงๆ ครับ” มุกหวานๆ ของไอ้พี่เจถูกผมดับไปด้วยมุกเชิงวิชาการของผม ไม่เสียแรงที่เรียนสายวิทย์มาตอนมอปลาย

“อาหารอะย่อยได้ แต่หัวใจที่พี่ให้น้องไปน่าจะย่อยยากนะครับ”

“อ้วกกกกกก” ผมไม่เคยแสดงกิริยามารทแย่แบบนี้กับใครมาก่อน และไอ้พี่เจคือคนแรกที่ผมแสดงกิริยาแบบนี้ออกไป เอาจริงๆ นะครับ ผมเริ่มสงสารพี่หัสแล้วแหละที่ต้องมาฟังคำเลียนๆ แบบนี้จากผมมาตลอดหลายปี พอมาโดนกับตัวเองแล้วผมถึงรู้สึก “พี่หยอดกับคนไม่มีใจ ก็เหมือนหยอดไฟในน้ำเปล่าอะครับ”

“ถ้ามันจะมอดไหม้ แต่ในใจของพี่ก็ไม่มอดรักนะครับ”

“ถึงใจพี่จะไม่มอดรัก แต่ถ้าพูดมากอีกสักพักพี่จะได้กินหมัดของผมแทนข้าวแน่ๆ” ถ้าไม่ติดว่าไอ้พี่เจมันเข้าหาผมในลักษณะพิเศษแบบนี้ เชื่อสิครับว่าผมกับพี่มันต้องเข้ากันมากแน่ๆ หมายถึงในฐานะเพื่อนหรือพี่ชายนะ เพราะฐานะคนรักผมให้พี่หัสไปหมดแล้ว

“หัวไวนะเรา มาอยู่ในใจพี่ไหม?”

“พอพี่ ผมขอรับโทรศัพท์ก่อน” ผมแทรกขึ้นในจังหวะที่โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของผมดัง ผมบอกไปหรือยังครับว่าตอนนี้ผมใช้โทรศัพท์โนเกีย3310 รุ่นที่โคตรฮิตเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนหลังจากที่โทรศัพท์ผมโดนน้องจุ๊บจิ๊บสอยไปคราวที่แล้ว

“ครับพี่หัส” แค่เห็นชื่อหัวใจของผมก็เบิกบานทันที แต่ดูเหมือนว่าไอ้พี่เจมันจะค่อนข้างอยากรู้อยากเห็นเป็นพิเศษถึงขนาดเอาหูของตัวเองมาแนบกับโทรศัพท์ของผม

(กลับหรือยัง?)

“กำลังกลับครับ แต่ว่า....” ผมเหลือบสายตาไปมองไอ้พี่เจที่ยังทำตัวเกาะติดผมอยู่ไม่ห่าง “เอ่อ พี่มีอะไรครับ”

(โทรหาต้องมีอะไรด้วยเหรอ?) เชรด! บอกตามตรงว่าถ้าพี่หัสอยู่ใกล้ๆ ผมได้สอยปากพี่หัสด้วยปากของผมแน่ๆ แต่เอ๊ะ? คำว่าสอยใช้กับจูบได้ไหมนะ? ขออนุญาตโทรถามราชบัญฑิตยสถานก่อนนะครับ

“คลั่งรักผมหรือยัง ถ้ายังก็ใกล้แล้วแหละผมว่า”

(อื้ม แล้วจะแวะไหนหรือเปล่า? ช่วยซื้อข้าวกล่องไปเพื่อด้วยดิ)

“พี่เอาเหมือนเดิมไหม?”

(เอา)

“หมายถึงผมอะนะ”

“อ้วกกกกกกกกกก!!!”

“.....!!”

(เสียงใคร?) ผมหันหน้าไปมองไอ้พี่เจดุๆ หลังจากที่อยู่ๆ พี่มันก็แทรกขึ้นมาด้วยเสียงอ้วกที่คล้ายกับที่ผมทำไปก่อนหน้า (เข้? เสียงใคร) เมื่อเห็นว่าผมเงียบไปพี่หัสก็ถามขึ้นมาอีกครั้ง

“คนท้องครับ สงสัยจะแพ้ท้อง”

(ไม่ชอบคนโกหกนะ)

“คนเดิมแหละครับพี่ เขาตามผมมาตั้งแต่เช้าแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าจะต้องแจ้งความไหม” คราวนี้ไอ้พี่เจยกมือขึ้นด้วยท่าทางและสีหน้าที่บอกว่ายอมแพ้หลังจากที่ผมบอกแบบนั้นไป

“ก็แค่มาขอโทษ..”

“แต่พี่บอกว่าพี่ถูกใจแล้วจะจีบผม”

(เดี๋ยวๆ กูไม่เข้าใจ) คราวนี้พี่หัสเป็นฝ่ายพูดแทรกขึ้นมาหลังจากที่ได้ยินผมกับไอ้พี่เจเถียงกันผ่านโทรศัพท์ (มาที่โรงพยาบาลก่อนได้ไหม?) ปกติพี่หัสจะพูดเชิงบังคับกับผมทุกครั้งแต่ครั้งนี้ต่างกันออกไปเพราะประโยคที่พี่หัสพูดออกมานั้นเป็นเชิงขอร้องแทน

“ได้ครับ”

(มารอก่อนนะ จะได้กลับบ้านด้วยกัน)

“เอ่อ..แล้วพี่เจละครับ จะปล่อยให้เขาตามผมแบบนี้เหรอ?”

(ถ้าเขาอยากตามก็ปล่อยให้ตามมา)

“สามคนผัวเมียผมไม่เอานะพี่ ผมรักพี่แค่คนเดียว” อยู่ๆ ผมก็มีความคิดแปลกๆ ขึ้นมา แม้ว่าพี่หัสจะไม่ได้ไปไกลถึงขนาดนั้นแต่ผมไม่ไว้ใจไอ้คนข้างๆ ผมในตอนนี้จริงๆ ครับ เพราะไม่รู้ว่าถ้าอยู่ต่อหน้าพี่หัสแล้วจะมาไม้ไหน ถ้าไอ้พี่เจมันคุกเข่าขอผมจากพี่หัสจริงๆ ผมก็กลัวว่าพี่หัสจะใจอ่อนและยกผมให้ไอ้พี่เจไปน่ะสิครับ เพราะตอนนี้เราเป็นคนคุยยังไม่ถึงแฟน

(ถ้าไม่อยากโดนดุผ่านโทรศัพท์ก็รีบมา)

“ครับ แล้วผมจะรีบไป”


ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
ตอนพิเศษ
จระเข้ VS พ่อ VS ป้าข้างบ้าน

คำเตือน : เหตุการณ์นี้คือเหตุการณ์สมมติ (อ้างอิงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ในประเทศประเทศหนึ่งที่ใช้ความรุนแรงกับประชาชน ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ นั่นคือประเทศกะลา)

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราเป็นเรื่องที่ผมยอมรับไม่ได้ โดยเฉพาะการสลายการชุมนุมกับกลุ่มประชาชนที่ไม่มีอาวุธ ซึ่งการกระทำเหล่านี้ไม่ต่างจากการดูถูกและทำลายอุดมการณ์ของประชาชนคนไทยที่มีหัวใจประชาธิปไตย

หลายคนคงสงสัยว่าทำไมการชุมนุมครั้งนี้ส่วนใหญ่ถึงเป็นเยาวชนนักศึกษา และถูกตัดสินใจจากผู้ใหญ่บางคนว่าเด็กพวกนี้คิดไม่ได้หรอก ต้องมีคนอยู่เบื้องหลังและคอยชักจูงแน่ๆ แต่ขอโทษครับ ยุคสมัยนี้มันไม่จำเป็นต้องมีใครชักจูงหรือชักนำ ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้หมดและมีวิจารณญาณมากพอที่จะแยกแยะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคืออะไร และอย่าเอาชุดความคิดของหรือกรอบบางกรอบ ไม่ใช่พิซซ่านะ พ่าม! ห้ามตลกนะจระเข้ ตอนนี้ต้องจริงจัง นั่นแหละครับอย่าเอากรอบความคิดของพวกคุณมาตัดสินหรือดูถูกความคิดของคนอื่น

(ไอ้เข้ มึงได้ไปม๊อบหรือเปล่า? อย่าไปนะมึง อันตรายทั้งนั้น กูเห็นในข่าวเนี่ย)

“แล้วการที่ผมไม่ไปมันไม่อันตรายตรงไหนพ่อ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาในชีวิตของผมมันไม่เคยมีวันไหนที่ปลอดภัย ถ้าการที่ผมอยู่บ้านเฉยๆ นั่นเรียกว่าปลอดภัยผมขอให้พ่อคิดใหม่นะ”

(กูเลี้ยงมึงมาทั้งชีวิตไม่ได้อยากให้มึงไปตายแบบนั้นนะ มึงคิดถึงหัวใจพ่อบ้าง ไม่ใช่แค่อยากจะเป็นฮีโร่)

“พ่อควรจัดการและเรียบเรียงความคิดใหม่นะพ่อ ว่าการที่ทุกคนออกไปเรียกร้องนั้นไม่ใช่ว่าเขาอยากจะเป็นฮีโร่อะไร แต่เพราะการที่เขาไปมันคือการไปเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของตัวเองที่ถูกจำกัดและลิดรอน ถ้าพวกเราไม่เรียกร้องวันนี้ บางทีวันข้างหน้าคำว่าสิทธิเสรีภาพมันจะเป็นเพียงแค่คำหนึ่งคำที่ไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้าสมมติว่าการที่ผมไปม๊อบแล้วมันทำให้ผมตายจริงๆ คนพ่อควรโกรธนั่นต้องไม่ใช่ผม แต่คนที่พ่อควรโกรธคือคนที่ทำให้ผมตาย ผมไปมือเปล่า ผมไม่มีอาวุธ แต่ถ้ามองว่าอุดมการณ์และสัญลักษณ์สามนิ้วที่ผมแสดงออกนั้นคืออาวุธ ผมก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรต่อไปดี”

(มึงคิดได้ขนาดนี้แล้วเหรอ?)

“ผมคิดได้มากกว่านี้อีกพ่อ ไม่ใช่แค่ผมนะ ทุกคนที่เขาออกมาเรียกร้องเขาก็คิดได้”

(มึงจะบอกว่ากูคิดไม่ได้?)

“ผมไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น เอางี้นะ ถ้าผมมีลูกแล้วผมมองในมุมที่เป็นพ่อ ผมก็คงไม่โอเคที่ลูกผมเอาชีวิตไปเสี่ยงอันตราย แต่คนเป็นพ่อต้องอย่าลืมว่านั่นคือชีวิตของลูก เราเป็นห่วงเขาได้ แต่ถ้าเราไปห้ามนั้นมันก็มีแต่จะทะเลาะกันอะครับ อันนี้ผมเปิดใจพูดกับพ่อด้วยเหตุผลนะ”

(อืม กูเข้าใจ)

“แล้วถ้าผมไป....”

(ดูแลตัวเองดีๆ แต่กูก็คงไม่สบายใจหรอกนะ แต่ต้องยอมรับว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ถ้ามึงตัดสินใจดีแล้วกูก็ไม่รู้ว่าจะห้ามไปทำไม) คำพูดของพ่อเหมือนจะเข้าใจแต่ผมว่าอย่างไงพ่อก็ไม่มีทางเข้าใจเพียงเพราะคำพูดของผมไม่กี่คำ แต่อย่างน้อยผมก็ได้พูดมันออกมา และสื่อให้พ่อได้เห็นภาพว่าถ้าการเมืองดีชีวิตของพ่อจะเป็นอย่างไร

“ถ้าผมทำสำเร็จ พ่อจะมีชีวิตดีขึ้น พ่อจะได้รัฐบาลที่ฟังเสียงประชาชนจริงๆ พ่อจะได้ถนนดีๆ พ่อจะมีน้ำประปาใช้ไม่ขาด พ่อจะเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้โดยไม่ต้องกังวลอะไร พ่อจะได้มีคุณภาพชีวิตดีๆ เท่ากับภาษีที่พ่อจ่าย และที่สำคัญพ่อจะได้รู้จักคำว่าประชาธิปไตยจริงๆ”

(แล้วถ้ารัฐบาลแบบนั้นมันไม่มีจริงล่ะ?)

“คนเรามันต้องอยู่ได้ด้วยความหวังพ่อ มันต้องมีอย่างที่มันควรจะมีนานแล้ว การเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัวนะพ่อ แต่การเมืองมันอยู่รอบๆ ตัวเลย”

(อืม)

“พ่อคิดดูนะว่าไม่ใช่แค่คุณภาพชีวิตของพ่อดีขึ้น แต่ทุกคนจะดีขึ้นด้วย ทุกเพศ ทุกวัย ทุกศาสนาทุกคนจะดีเหมือนกัน ไม่ใช่แค่พวกใดพวกหนึ่งหรือกลุ่มอภิสิทธิ์ชนแค่บางกลุ่มเท่านั้น”

(แต่อย่างไงกูก็เป็นห่วง)

“เป็นห่วงว่าพวกเราจะอดตายกันมากกว่านะพ่อ ถ้าพ่อไม่เข้าใจหรือติดขัดตรงไหนพ่อพูดออกมา เราจะพูดด้วยเหตุผล ผมรับฟังพ่อ และพ่อต้องรับฟังผมด้วยเช่นกัน”

(จริงๆ กูก็รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมันมาจากความอัดอั้นของทุกคนนั่นแหละ ถ้าไม่มีเหตุมันก็ไม่มีผลที่ตามมาในลักษณะนี้ อย่าที่มึงบอกถ้าอยากรู้อะไร สมัยนี้ก็แค่กดแป๊บเดียวก็เจอ ไม่จำเป็นจะต้องถูกชักจูงจากใคร)

“ผมชี้ทางสว่างให้พ่อเหรอ?”

(กูสว่างนานแล้ว แต่กูแค่ไม่อยากให้มึงเสี่ยงชีวิตแบบนั้น)

“เอาง่ายๆ เลยนะพ่อ ผมจะยกตัวอย่างให้พ่อเห็นภาพชัดๆ ว่าทำไมผมต้องไป หนึ่งเลยตอนนี้พ่ออยู่ต่างจังหวัด ถ้าจะใช้เวลาขึ้นมาหาผมที่กรุงเทพฯ อย่างต่ำต้องใช้เวลาห้าชั่วโมงกว่าจะถึง ถ้าหากตอนนั้นผมจำเป็นต้องผ่าตัดด่วนหรือต้องทำอะไรที่ต้องใช้ผู้ปกครองตัดสินใจ พ่อว่าพ่อจะมาทันผมไหมในระยะเวลานั้น”

(ก็ไม่)

“แล้วถ้าผมแต่งงานกับพี่หัส หากวันหนึ่งเราต้องเลิกกัน สินทรัพย์ที่เป็นสินสมรสนั้นจะแบ่งกันอย่างไง หรือแม้กระทั่งตอนนี้พี่หัสรับราชการถ้าผมแต่งงานกับเขาสิ่งที่ผมควรได้และเป็นพื้นฐานเลยคือสิทธิ์รักษาพยาบาลของคู่สมรส แต่เพราะผมไม่ใช่ผู้หญิงผมก็ไม่ควรได้รับสิทธิ์นั้นเหรอพ่อ?”

(อาฮะ พูดมากูกำลังคิดตาม)

“ถ้าการเมืองดี คณะรัฐมนตรีทำงานเพื่อประชาชนและฟังเสียงประชาชนจริงๆ มันจะต้องมีการสมรสเท่าเทียมไม่ว่าจะเพศไหนก็ควรได้รับสิทธิ์นี้ทั้งนั้นเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่ายไม่ใช่แค่จำกัดแค่เพศหญิงและเพศชาย อันนี้ผมลองยกตัวอย่างให้พ่อเห็นได้ชัดๆ จากกรณีที่ผมอยู่ในเพศสถาพนี้ และเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวผมและพ่อมากที่สุด แต่ถ้าพ่อยังไม่เข้าใจว่าถ้าการเมืองดีแล้วชีวิตพ่อจะเป็นอย่างไงผมจะเล่าให้พ่อฟัง”

(มึงอัดอั้นมาจากไหน)

"ผมเป็นเกย์พ่อไม่เคยมองว่าผมอยู่ต่ำกว่าพ่อหรือผมไม่ใช่คน แต่เขาเป็นใครกลับมองว่าความเท่าเทียมทางเพศนั้นมันมีแค่หญิงกับชาย อันนี้ผมยอมรับไม่ได้ ทุกเพศมันก็คือคนเหมือนกันไหมอะครับ"

(อืม)

"หญิงชายจดทะเบียนได้ แล้วทำไมเพศทางเลือกอย่างเราๆ ถึงจะจดทะเบียนกันไม่ได้อะ"

(กูตอบไม่ได้)

“ช่างเถอะ แค่พ่อเข้าใจผมก็โอเคแล้ว เอางี้นะผมจะมาพูดเรื่องที่พ่อน่าจะเห็นภาพมากที่สุดเลย ถ้าการเมืองดีตอนที่พ่อทำนาพ่อจะไม่ต้องกังวลเลยว่าจะแล้งตอนไหนหรือน้ำจะท่วมตอนไหนกูจะมีน้ำใช้ไหม ข้าวจะราคาตกไหม หรือเนื้อหมูเนื้อไก่ที่พ่อกินจะแพง ทุกสิ่งทุกอย่างนี้มันคือพื้นฐานเดียวกันพ่อ คุณภาพชีวิตของประชาชนต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ถ้าเราเลือกเข้าไปแล้วให้ไปนั่งหลับในสภา นั่งดูรูปโป๊ ค้านทุกอย่างไม่รับฟังความคิดเห็นประชาชนหรือฝ่ายค้านจริงๆ พ่อจะเลือกเข้าไปทำไมให้ได้เงินเดือนเป็นแสนแต่คุณภาพชีวิตของพ่อยังต่ำอยู่เหมือนเดิม”

(.......)

“ตอนเลือกตั้งเขาไหว้พ่อ แต่พอเขาได้เขาเคยเห็นหัวพ่อไหม?”

(.......)

“อย่าให้คำว่าเป็นห่วงมาปิดตาพ่ออยู่เลย เพราะตอนนี้สิ่งที่ผมและคนอื่นๆ ทำนั้นก็เพราะอยากให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้นจริงๆ นะพ่อ”

(ดูแลตัวเองด้วย ขอบคุณที่ทำเพื่อกูนะ)

“ขอแค่พ่อเข้าใจความตั้งใจของผม ผมก็ดีใจมากแล้วครับ”

(แล้วถ้าใครทำลูกกูเจ็บ กูไม่ไว้หน้ามันแน่)

“พ่อจะทำอะไรเขาอะ?”

(คุกเข่ายกมือไหว้ว่าอย่าทำอะไรลูกกูเลย นานๆ ทีลูกกูจะทำตัวมีประโยชน์กับเขา)

“พ่าม!!! เลยครับพ่อผม”

(ถ้ากลับมาแล้วก็โทรบอกกูด้วยนะ)

“เทคแคร์ครับพ่อ” บอกตามตรงว่าผมสบายใจมากๆ เลยนะครับที่ได้คุยกับพ่อตรงๆ เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น บางทีผู้ใหญ่เขาต้องการให้เราอธิบายให้เขาเข้าใจว่าทำไมเราต้องทำหรือต้องไป ถ้าเราเอาอารมณ์เข้าใส่สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็คือความรุนแรงนั่นแหละครับ อันนี้คือในกรณีครอบครัวของผมนะ แต่ถ้าเป็นครอบครัวของหลายๆ คนที่เคยมีปัญหาแบบผม ผมก็ไม่รู้ว่าจะแนะนำอย่างไรเพราะมันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากๆ ถึงพวกท่านจะไม่เข้าใจในวันนี้ แต่ไม่ใช่ว่าพวกท่านจะไม่เข้าใจตลอดไปนะครับ


"พร้อมแล้วนะ? "

"พร้อมครับ" พี่หัสสวมหมวกนิรภัยให้กับผมพร้อมกับสำรวจร่างกายของผมวันนี้ และแน่นอนว่าผมไม่ลืมที่จะป้องกันตัวหากเกิดการสลายการชุมนุมขึ้นอีก "นี่กระเป๋ายา" ผมชูกระเป๋ายาของผมที่พี่หัสเตรียมเอาไว้ให้หากเกิดกรณีฉุกเฉินหรือคนใกล้ตัวได้รับอันตราย

"ถ้าวันนี้โดนน้ำสีฟ้าฉีดเข้าตัวต้องทำอย่างไง? " พี่หัสเอ่ยถามหลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาได้อธิบายถึงวิธีการรับมือให้ผมฟังโดยละเอียด

"ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดออก ถูไปทางเดียวกันไม่ถูวนครับ" เพราะสีที่ฉีดเพื่อสลายการชุมนุมนั้นเป็นสารเคมีที่สามารถอยู่ติดกับตัวได้ประมาณ 3-5 วัน และบางแหล่งบอกว่าสามารถใช้วิตามินซีในการล้างออกได้ ซึ่งผมไม่ชัวร์นะครับ

"เก่งมาก" พี่หัสลูบศีรษะของผมเบาๆ "ดูแลตัวเองด้วยนะ ถ้าเลิกงานแล้วจะรีบตามไป" วันนี้พี่หัสมีงานด่วนทำให้เขาไม่สามารถไปชุมนุมกับผมได้ ดังนั้นเขาจึงต้องเข้มงวดกับผมเป็นพิเศษโดยเฉพาะการเตรียมตัว

"ครับผม อย่างน้อยผมก็ไปเรียกร้องสิทธิ์และกดดันสิ่งที่ไม่ชอบธรรมให้กับพวกเรา"

"ภูมิใจในตัวเรานะ"

"ขอบคุณที่สนับสนุนผมนะครับ"

"ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น วิ่งให้ไวที่สุดและช่วยคนรอบข้างได้ทีเราช่วยไหวนะ"

"ครับพี่"

"ส่วนเรื่องพ่อไม่ต้องเป็นกังวล ถ้าเขาไม่เข้าใจวันนี้สักวันเขาต้องเข้าใจ"

"ถ้าอย่างนั้นผมไปก่อนนะพี่"

"อืม ปลอดภัยนะ"


“จะไปม็อบล่ะสิ ไอ้เด็กพวกนี้มันหัวรุนแรงกันทั้งนั้น” ยังไม่ทันที่ผมจะออกจากบ้าน สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าป้าข้างบ้านนั้นแสดงความเป็นห่วงออกมาผ่านสายตาที่จ้องมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า

“เดี๋ยวก่อนครับ อะไรที่ป้าเรียกว่าหัวรุนแรงเหรอ?”

“เด็กสมัยนี้มันมีคนหนุนหลัง ไม่อย่างนั้นมันจะกล้าออกมาได้อย่างไง” แต่ดูเหมือนว่าคำถามที่ผมเอ่ยถามออกไปนั้นจะไม่ได้รับคำตอบกลับมา

“ป้ามีเวลาไหม?”

“ทำไม?”

“ผมจะเล่าอะไรให้ฟังครับ”

“เป็นเด็กริจะมาสอนผู้ใหญ่เหรอ?”

“แต่ป้าควรรับฟังความคิดเห็นของผมบ้างนะครับ ไม่สิ ป้าควรเปิดใจ” เอาล่ะทุกคน ถ้าใครเคยเจอกับเหตุการณ์ที่ผมกำลังเจอต่อไปนี้ ผมขอให้ทุกคนนับหนึ่งถึงร้อยในใจนะและพยายามทำจิตใจให้สงบอย่าไปหวั่นไหวกับอารมณ์ที่ทำให้เราเดือดตรงหน้า ในกรณีนี้จะต่างจากพ่อของผม พ่อเป็นห่วงกลัวว่าผมจะได้รับอันตรายแต่พ่อเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คืออะไร ในกรณีของป้าที่ดูเป็นห่วงและสนใจชีวิตของผมมากๆ นั้นต่างกันตรงที่เขาได้รับชุดข้อมูลแบบเก่ามาและไม่เปิดรับข้อมูลใหม่ๆ และยังเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันเหมือนสิ่งที่เขาเคยเจอซึ่งมันเป็นกระบวนการคิดแบบเดิมๆ

“เห็นมาหมดแล้ว เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม เกิดมากี่ปีจะไปรู้ดีได้ไง”

“สิ่งที่ผมจะบอกป้าต่อไปนี้ ผมมีหลักฐานนะไม่ใช่ว่าเอาข้อมูลจากใครก็ไม่รู้ที่แชร์ผ่านๆ กันมาในไลน์”

“แล้วไอ้นักวิชาการพวกนี้ มันศึกษามาจากไหน จะเชื่อได้ไงว่าไม่ได้นั่งเทียนเขียนมา” ผมอยากย้อนกลับไปว่าแล้วไอ้ข่าวที่แชร์กันมาในไลน์หรือแม้กระทั่งน้ำมะนาวโซดาแก้มะเร็งเนี่ยมันเชื่อได้มากน้อยแค่ไหน “บิดเบือน”

“ป้า...ฟังผม”

“นี่จะบอกอะไรให้นะ ถึงจะออกไปประท้วงอีกสักกี่ครั้งมันก็เหมือนเดิม ถ้านักการเมืองยังเป็นแบบนี้”

“ป้าพูดเหมือนคนหมดหวังอะครับ แต่ผมพอเข้าใจได้นะว่าเจนเนอร์เรชั่นของป้าเจอที่เคยเจอมานั้นมันเป็นแบบเดิมๆ ที่นักการเมืองจะต้องซื้อเสียงเข้าสภาและพากันโกงกิน แต่สมัยนี้ป้ามันสามารถตรวจสอบได้ว่านักการเมืองที่เราเลือกไปอะทำงานคุ้มกับเงินภาษีที่เราจ่ายไหม ผมจะบอกให้นะว่าเลือกตั้งครั้งที่แล้วผมก็มีสิทธิ์ไปเลือกมา และทานโทษนะครับป้าผมไม่เคยได้รับเงินจากนักการเมืองพรรคไหนเลย”

“โดนปั่นหัวไปหมดแล้ว”

“ถ้าผมจะโดนปั่นหัว มีคนเดียวอะป้าที่ปั่นผมได้”

“เห็นไหม ยอมรับแล้วว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง”

“ก็คือป้านั่นแหละ ปั่นเก่งแบบนี้แนะนำจักรยานเลยครับ”

“........” อะครับ ที่เงียบไปสงสัยจะไม่ทันมุกผม

“จากที่จะไปชุมนุม ผมขอเปลี่ยนมาพาป้าไปห้องสมุดดีกว่า แล้วเราไปหาหนังสือมาอ่านด้วยกัน ทุกฝ่ายเลยไม่จำเป็นจะต้องอ่านของนักวิชาการก็ได้ เหตุการณ์เดียวกันนะป้าแล้วเอามารวมกัน” ผมใช้จังหวะที่ป้ากำลังคิดตามลากป้าให้มากับผมและโบกแท็กซี่ก่อนที่จะยัดป้านั่งลงที่เบาะด้านหลังคนขับ

เมื่อมาถึงผมก็ตรงมาที่ชั้นหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย

“ก่อนอื่นเลยนะป้า ผมต้องรู้ก่อนว่าป้ามีข้อมูลแบบไหน”

“ไอ้นี่ กล้ามากนะที่ถาม ป้ามีความรู้มากกว่าเอ็งแล้วกัน”

"ศิลาจารึกหลักที่สองคนพบในสมัยไหน?"

"สุโขทัย"

".......ครับ" บางทีข้อมูลนี้อาจจะลึกเกินไปคนส่วนมากอาจจะเข้าใจแบบป้า นั่นคงไม่ผิดที่ป้าจะคิดแบบนี้ “แล้วต้นกำเนิดของคนไทยมาจากไหนครับ?”

“เทือกเขาอัลไตไง ใครๆ ก็รู้” คำตอบของป้าทำเอาผมถึงกับกุมขมับเลย เพราะข้อมูลที่ป้าได้รับมานั้นเรียกได้ว่าผิดและบิดเบือนขั้นสุดเลย ซึ่งเป็นสมมติฐานที่ไม่ใกล้เคียงเลย

“วันนี้ผมได้อยู่กับป้าทั้งคืนแน่ หวังว่าผมจะทำให้ป้าเข้าใจมากยิ่งขึ้นนะครับ”

“แล้วจะรู้ได้ไง....”

“ห้ามเถียงผมก่อนเลย ห้ามใช้อารมณ์และห้ามคิดว่าจะพูดเพื่อเอาชนะ เรามาพูดกันด้วยเหตุผล ผมรู้ว่าป้าโตพอที่จะมีวุฒิภาวะและแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร”

“........”

“ผมรักและหวังดีนะป้า ผมพูดจริงๆ และผมก็จะฟังสิ่งที่ป้าคิดอยู่ตอนนี้ที่มองว่าเด็กรุ่นใหม่หัวรุนแรง และมีคนชักนำอยู่เบื้องหลัง ผมว่ามันน่าสนใจมากๆ เลยกับชุดความคิดนี้”

“อืม จะลองฟังดู และจะเล่าให้ฟังว่าทำไมคิดแบบนี้”

สุดท้ายผมอยากฝากไว้ว่าเราสามารถให้ความรู้ได้ที่เราไหวและญาติผู้ใหญ่ของเรารับไว้ แต่ถ้าเขาไม่ฟังและไม่เปิดรับจริงๆ นั้นก็ยากหน่อยครับ เพราะผู้ใหญ่ในวัยนี้มีความคิดเป็นของตัวเองสูงและมองว่าสิ่งที่เราอธิบายเป็นการไปดูถูกชุดความคิดของเขา และไม่ยอมหากเราจะพูดหรืออธิบายอย่างไร มากสุดก็คือการมีปากเสียงกันจนถึงขั้นกระทบกระทั่งกันในครอบครัว เราคงไม่อยากทะเลาะกันแบบนี้หรอกมั้งครับ ผมอยากให้ทุกคนมองว่าสิ่งที่เราไม่เข้าใจเขา เขาเองก็ไม่เข้าใจเรา เราไปบังคับให้ใครคิดเหมือนเราไม่ได้ แต่เราสามารถแลกเปลี่ยนความคิดของกันและกันได้ ท้ายที่สุดแล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็สุดแล้วแต่ครับ

แต่ถ้าใครสนับสนุนความรุนแรงและมองว่าการใช้ความรุนแรงคือเรื่องที่ถูกต้อง ผมขออนุญาตไม่เสวนาด้วยนะครับ เพราะนั่นอยู่ใต้ตมเกินที่จะขุดออกมาจริงๆ

สุดท้ายนี้ผมไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงกับประชาชนทุกกรณี เพราะประชาชนคือเจ้าของประเทศไม่ใช่ประเทศเป็นของคนใดคนหนึ่ง และสิทธิในการแสดงออกขั้นพื้นฐานของเรา อย่าให้ใครมาลิดรอน เพราะประเทศที่เขาเป็นประชาธิปไตย เรื่องพื้นฐานแบบนี้ไม่ต้องให้ใครมานั่งบอกหรือนั่งสอนตลอดเวลา





ปล. จากความขัดแย้งในเรื่องความคิดเห็นหวังว่าวิธีที่ไรท์นำเสนออาจจะเป็นแนวทางให้กับหลายๆ ครอบครัวนะคะ
และอยากนำเสนอในรูปแบบของการเขียน

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
บทที่ 15
ความรักทำให้คนตาบอด ปรอทเอาไว้วัดไข่ เอ๊ย!วัดไข้


“พี่จะตามผมไปถึงไหนเนี่ย?”

“จนกว่าเราจะยอมให้โอกาสพี่ได้จีบเรา”

“พี่ครับ คือพี่อะไม่ได้ชอบผมจริงๆ แต่ที่พี่ทำแบบนี้ก็เพราะว่าพี่ไม่เคยเจอคนแปลกแบบผม” ตอนนี้ผมหยุดเดินและหันกลับไปมองไอ้พี่เจที่เดินตามมาตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้

“น้องเป็นสมองของพี่หรือไงครับ ถึงรู้ว่าพี่คิดอะไรอยู่?”

“ใช่ครับผมเป็นสมองส่วนเซรีบัมที่ทำหน้าที่เป็นส่วนกลางของการควบคุม ถุ้ย! มุกเคลิ้มตลอด” จริงๆ ก็อยากจะปล่อยเบลอไปบ้างนะครับ แต่ในเมื่อพี่มันชงมาผมก็ต้องรับไว้ เดี๋ยวจะเสียน้ำใจหาว่าผมปล่อยเบลอ “ก็พี่บอกผมเองว่าผมแปลก แต่พี่ก็ไม่น่ามาเสียเวลาเพราะคนแบบผมเลยนะครับ เพราะตอนนี้ผมกำลังจะสมหวังในความรัก” และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผมไม่หงุดหงิดหรือหัวร้อนทั้งๆ ที่ถูกไอ้พี่เจตามติดขนาดนี้ เพราะทุกครั้งที่หงุดหงิดผมจะคิดถึงจูบของพี่หัส มันจะทำให้อาการหงุดหงิดของผมได้หายไปในพริบตาเลย อำนาจแห่งจูบนี้มันมีผลต่ออารมณ์ของผมจริงๆ

“แต่เท่าที่พี่สังเกตน้องรักข้างเดียวไม่ใช่เหรอ?”

“ก็ใช่ครับ แต่มันเมื่อก่อน เพราะตอนนี้ผมกำลังจะสมหวังไง พี่จะให้ผมพูดอะไรย้ำๆ อีกกี่ครั้งครับเนี่ย” แต่เหมือนพลังแห่งจูบจะเริ่มช่วยอะไรผมไม่ได้แล้ว หากคนตรงหน้ายังคงเซ้าซี้ผมอยู่อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ

“ขนาดหงุดหงิดยังน่ารักเลย”

“เดี๋ยวพี่จะได้น่ารักที่เท้าผมครับ ขอโทษที่พูดจาลามปามนะครับ แต่ผมทนไม่ไหวแล้วจริงๆ” เมื่อพูดจบผมก็หมุนตัวหันหลังและเดินต่อไป โดยไม่สนใจว่าไอ้พี่เจจะเดินตามผมมาหรือไม่ จนกระทั่งมาถึงหน้าห้องทันตกรรมและเห็นว่าพี่หัสยืนกอดอกรอผมอยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เมื่อผมเดินเข้าไปหาพี่หัสก็เอาแต่ส่งสายตาไปรอบๆ เพื่อสำรวจดูว่ามีคนตามผมมาหรือไม่ ส่วนผมเองก็หันกลับไปมองเช่นเดียวกัน ปรากฏว่าไอ้พี่เจไม่ได้ตามผมาแล้วและไม่รู้ว่าแยกจากผมไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ซึ่งก็ดีเหมือนกันครับผมจะได้มีเวลาส่วนตัวกับพี่หัสบ้าง

“ทำไมวันนี้เลิกไวจังครับ”

“เคสมาตรงเวลาแล้วก็ไม่ได้ยาก” ถ้าเป็นคนอื่นผมคงจะมองว่าท่าทางตอนนี้ของพี่หัสโคตรมั่นหน้ามั่นโหนกมั่นกระโหลกมั่นเบ้าจริงๆ ครับ ไม่มีการถ่อมตนอะไรทั้งสิ้น แต่ในเมื่อเป็นพี่หัสของผมนั้นผมก็อดที่จะชื่นชมในความเก่งนี้ของพี่หัสไม่ได้จริงๆ ครับ (ขออนุญาตสองมาตรฐาน)

“ช่วงนี้ผมแอบปวดฟันอยู่นะพี่”

“จะปวดก็ปวดไม่เห็นต้องมาแอบเลย” ผมเดินไปตรงหน้าพี่หัสพร้อมกับอ้าปากกว้างเพื่อให้พี่หัสสำรวจฟันข้างที่ปวดของผม “ปวดตรงไหน?”

“ซ้ายล่างครับ” พี่หัสหยิบเอาไฟฉายขนาดเล็กที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อกาวด์ของเขาออกมาพร้อมกับใช้มืออีกข้างหนึ่งประคองใบหน้าของผมเอาไว้ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ๆ เพื่อสำรวจช่องปากของผม

“ปวดนานหรือยัง?”

“สักพักแล้วครับ แต่มันปวดช่วงที่เคี้ยวอาหาร”

“อาจจะต้องไปตรวจให้ละเอียดกว่านี้ เพราะดูตอนนี้ก็เห็นไม่ค่อยชัด” พี่หัสเก็บไฟฉายลงพร้อมกับปล่อยมือที่ประคองใบหน้าของผมอยู่ออก

“ขอบคุณครับ นอกจากปวดฟันแล้วผมยังปวดอีกอย่างครับ”

“ปวดอะไร?”

“ปวดตา เพราะความเท่ของพี่มันทำให้กระจกตาของผมมันไม่ปกติ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นพี่เต็มไปหมดเลย นี่สินะที่เรียกว่าความรักทำให้คนตาบอด”

“ซื้อลอตเตอรี่หน่อย”

“เอาเลขไหนพ่อหนุ่ม พรุ่งนี้รวยพรุ่งนี้รวย แผงอื่นขายแปดสิบแผงลุงขายร้อย อาฮ่า! ตลกไหมล่ะครับพี่” หนีจากไอ้พี่เจมาก็เจอพี่หัสต่อนี่แหละครับ หมดกันมุกกระจกตาของผม

“ไอ้หมาเอ๊ย” ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเห็นว่าภาพตรงนั้นคือภาพที่พี่หัสยืนหัวเราะพร้อมกับเรียกผมด้วยน้ำเสียงเอ็นดู

“ผมยอมเป็นหมาที่ซื่อสัตย์ถ้าพี่รับผมไปเลี้ยง”

“แล้วทุกวันนี้ไม่ได้รับไปเลี้ยงแล้วรึไง? อยู่ก็อยู่ด้วย ให้ข้าวให้น้ำตลอด”

“หมายถึงรับเป็นแฟนอะครับ”

“.......” ยังไม่ทันที่พี่หัสจะตอบ อยู่ๆ มารหัวขนของผมก็ปรากฏตัวขึ้น นั่นก็คือไอ้พี่ยิมคนดีคนเดิมเพิ่มเติมคือผมทรงใหม่ สงสัยเขาคิดว่าเขาหน้าตาเหมือนจีดราก้อนมั้งครับที่ทำทรงไหนก็รอด

“ไอ้หัส ไปไหมเนี่ย?” ผมหันไปมองตามเสียงก่อนจะพบว่าคนที่มาใหม่นั้นก็คือพี่ยิมที่ช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้เจอสักเท่าไหร่ “อ้าวน้องเข้”

“สวัสดีครับพี่ยิม” ถึงความคิดของผมจะแอบแซะพี่ยิมไปบ้าง แต่การกระทำของผมที่แสดงออกมานั้นไม่ต่างจากเด็กดีมารยาทงาม แต่พอลับหลังชูนิ้วกลางให้ เอ่อ.. ไม่ใช่ครับ ผมล้อเล่น “จะไปไหนกันเหรอครับ?” ผมมองทั้งสองคนสลับไปมา เพราะก่อนหน้าพี่หัสบอกว่าจะกลับห้องพร้อมผมและไม่ได้บอกว่าเย็นนี้เขาจะไปไหนหรือมีธุระอะไร

“วันเกิดรุ่นพี่น่ะ เขานัดกันไปกินเลี้ยง เลยแวะมาถามไอ้หัสมันด้วยเผื่อจะได้ไปพร้อมกับ ศุกร์หรรษาทั้งทีต้องไปกันให้ครบแก๊ง” ผมหันไปมองพี่หัสเป็นเชิงถาม เพราะถ้าพี่หัสไปกินเลี้ยงก็เท่ากับว่าผมต้องอยู่คนเดียว แค่คิดผมก็เศร้าขึ้นมาเลยครับ

“หมาหงอยเลย?” พี่หัสยกยิ้มขึ้นเล็กๆ พร้อมกับยื่นมือออกมายีผมของผมเบาๆ “แต่มันเป็นร้านอาหารที่ขายเหล้า ก็น่าจะไม่จำกัดอายุหรือเปล่าวะพี่?”

“ก็มั้ง...มึงจะเอาน้องเข้ไปด้วยเหรอ?” พี่ยิมเลิกคิ้วถาม

“อืม ก็บอกให้มันมาหาจะทิ้งไว้ก็สงสาร พี่ดูสายตามันดิ” พี่หัสหมุนศีรษะของผมให้หันมามองหน้าพี่ยิม เพราะสายตาของผมตอนนี้หงอยเสียเต็มประดา

“เออๆ ทิ้งไม่ลงจริงๆ” สายตาออดอ้อนที่น่าสงสารที่ผมทำก็สำเร็จครับ แต่เอาเข้าจริงผมว่าพี่หัสเขาเป็นห่วงผมแหละ ไม่อยากให้ผมต้องอยู่คนเดียว ดังนั้นการที่เอาผมไปด้วยก็น่าจะบอกอะไรได้หลายๆ อย่าง (มาถึงตอนนี้ผมก็ไม่สามารถหยุดคิดเข้าข้างตัวเองได้จริงๆ ครับ) “มึงไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนก็ได้ เดี๋ยวกูแวะไปรับ” พี่ยิมเอ่ยขึ้น

“เคพี่ เจอกัน” พี่หัสเดินกอดคอผมออกมาจากบริเวณนั้นหลังจากที่นัดแนะกับพี่ยิมเสร็จ เอาจริงๆ ผมเขินนะเพราะปกติแล้วผมมักจะเดินกอดคอกับไอ้เธียร์มากกว่า แต่ตอนนี้ดันเป็นพี่หัสที่เดินกอดคอผม และที่สำคัญเขาเป็นคนเริ่มก่อนเลยด้วย แม้ว่าจะเขินแค่ไหนผมก็ไม่ร้องทัก เพราะถ้าร้องทักขึ้นมาพี่หัสปล่อยมือออกจากผมแน่ๆ

“ผมไปด้วยได้จริงดิ?”

“ถ้าไปไม่ได้แล้วกูจะถามพี่ยิมมันทำไม?” พี่หัสก้มลงมามองหน้าผม

“ก็....เออนั่นดิ ก็รู้อยู่แล้วว่าพี่อยากให้ผมไปด้วยแค่ไหน รักผมแล้วอะดิ๊”

“ปากดีจริงๆ” พี่หัสยื่นมือมาบีบจมูกของผมเบาๆ รู้หรอกว่ามันเขี้ยวแต่บีบแรงขนาดนี้สิวเสี้ยนผมหลุดติดมือมาไม่รู้ด้วยนะครับ

“ดีไม่ดีพี่ก็จูบมาแล้วนิครับ”

“ธรรมดา เบๆ”

“พูดแล้วขึ้นเลย” ผมทะเลาะกับพี่หัสมาตลอดทั้งทางจนกระทั่งถึงคอนโด

หลังจากที่กลับมาอาบน้ำแต่งตัวที่ห้อง ไม่นานพี่ยิมก็ขับรถมารับพวกผมสองคน ระหว่างทางพี่ยิมก็อธิบายว่างานเลี้ยงวันนี้คือวันเกิดของรุ่นพี่มหาวิทยาลัย ซึ่งก่อนหน้านี้ไปประจำอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐต่างจังหวัดเพื่อใช้ทุน แต่ตอนนี้ใช้ทุนหมดแล้วจึงกลับมากรุงเทพฯ ได้ไม่นาน และตรงกับวันเกิดของพี่เขาพอดี เลยนัดมาเลี้ยงฉลอง ซึ่งผมเองก็แอบแปลกใจนะว่าทำไมพี่หัสคบแต่เพื่อนรุ่นพี่ เพื่อนรุ่นเดียวกันผมเคยเห็นแค่ตอนพี่หัสเรียน แต่ไม่เคยเห็นพี่หัสคุยกับใครเลย นอกเสียจากพี่ยิม เรื่องนี้อาจจะเป็นอีกเรื่องที่ผมจะต้องรู้ให้ได้

“สวัสดีครับ” เมื่อมาถึงร้านผมเองก็แปลกใจเพราะไม่ใช่แค่พี่ยิมและพี่หัสเท่านั้นที่มา แต่ยังมีอีกหลายๆ คนที่ผมไม่รู้จักและไม่เคยเห็นมาก่อน ถ้าให้เดาน่าจะเป็นเพื่อนรุ่นพี่ของพี่หัสกับพี่ยิม

“นี่เข้ น้องชายผมครับ” ผมหันไปมองหน้าพี่หัสทันทีที่แนะนำว่าผมเป็นน้องชาย สงสัยว่าจะหันแรงไปหน่อยทำเอาคอผมเคล็ดเลยครับ ส่วนพี่หัสเองก็ยื่นมือมาบีบหลังคอของผมเบาๆ พร้อมกับก้มลงมากระซิบใกล้ๆ หูผมว่า “ปวดขี้” ถุ้ยครับ! ไอ้ผมก็คิดว่าจะมากระซิบในทำนอง ‘แต่อนาคตอาจจะเป็นอย่างอื่น’ อะไรแบบนี้ แต่เปล่าเลยครับ พี่มันกระซิบว่าปวดขี้ ช่วยบอผมทีว่าผมควรทำหน้าอย่างไร

“ผมเป็นโถส้วมเหรอครับ?”

“อ่าว ไม่ใช่เหรอ?”

“พี่หัสครับ พี่นี่....น่ารักเสียจริงๆ เลย” อยากจะด่าครับแต่ด่าไม่ได้เพราะความรักมันค้ำคอ และสิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คือ “น่ารักมากๆ เลย เป็นแฟนผมเถอะครับ” ด้วยความหมันเคี้ยวทำให้ผมถือวิสาสะยื่นมือมาหยิกแก้มทั้งสองข้างของพี่หัสเบาๆ ด้วยความรัก ไม่อยากจะบอกเลยครับว่าแก้มของพี่หัสนี่นุ่มมากๆ เหมือนเนื้อเปื่อยที่ต้มมาทั้งคืน (?)

“อะแฮ่มๆ กูอยู่ด้วยน้า” ผมจำใจปล่อยมือออกจากแก้มของพี่หัสแม้ว่าอยากจะจับต่ออีกสักสองสามชั่วโมงก็ตาม “ไม่เจอกันนาน สองคนนี่อย่างไงกัน อัปเดตให้กูฟังที” พี่ยิมพูดพร้อมกับยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่ม

“ผมบอกได้ไหมพี่?” ผมหันไปขออนุญาตพี่หัสเพราะผมไม่รู้ว่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคนในตอนนี้ พี่หัสอยากให้คนอื่นรู้หรือเปล่า ซึ่งผมเองก็เคารพการตัดสินใจของพี่หัสนะเพราะตอนนี้เรายังไม่ได้เป็นอะไรกันแบบออฟฟิเชียล ดังนั้นพี่หัสมีสิทธิ์ที่จะไม่บอกใครว่าเราสองคนอยู่ในสถานะคนคุย แต่เดี๋ยวก่อนคนคุยนี่มันใช่สถานะไหม?

“บอกไปดิ” แต่คำตอบของพี่หัสที่เอ่ยออกมานั้นทำให้ผมแปลกใจไม่น้อย เพราะในความคิดของผมคำตอบของพี่หัสห่างไกลออกไปมาก

“ก็...ผมเลื่อนสถานะมาแล้วครับ ตอนนี้ไม่ใช่พี่น้อง แต่เราสองคนขยับมาเป็นคนคุยกัน เรียกง่ายๆ ว่าพี่หัสเปิดใจให้ผมแล้วซึ่งยังไม่ใช่แฟนนะ แต่ในความคิดผมก็ใกล้เคียงแหละพี่”

“ให้พูดแล้วพูดใหญ่เลยนะ” พี่หัสแซวขึ้นมาพร้อมกับมองผมด้วยสายตาเอ็นดู ไม่อยากจะบอกว่ามองผมแบบนี้ เป็นใครไม่หลงก็น่าจะมีภูมิคุ้มกันมากเลยทีเดียว

หลงแบบนี้กูลเกิ้ลแมพก็ไม่มีทางหาเจอครับ

“แน่นอนครับ เพราะผมอัดอั้นมากๆ” ผมหันไปยิ้มให้กับพี่หัส “ผมขอดื่มแอลกอฮอล์ได้ไหม?” เพราะเห็นพี่ยิมกินแล้วผมรู้สึกเปรี้ยวปากแปลกๆ

“มันเกี่ยวอะไรกันวะ?” จากที่เอ็นดูในตอนแรก สีหน้าของพี่หัสตอนนี้เปลี่ยนไปเร็วทันทีหลังจากที่ผมขออนุญาตดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

“ได้ไหมพี่ ผมขอดื่มสักแก้วก็ยังดี”

“แก้วเดียวนะ”

“ขอบคุณครับ” นี่แหละครับ เป็นอีกสิ่งที่ผมชอบพี่หัส ก็เพราะว่าพี่หัสไม่เคยห้ามผมในเรื่องที่ไม่ควรห้ามอย่างเรื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมันคือเรื่องปกติ แต่ถ้าผมดื่มแล้วไม่ปกติผมว่าอนาคตอาจจะโดนสั่งห้ามเหมือนเรื่องอื่นๆ ที่ผมเคยก่อเรื่อง

“เฮ้ยยย ยินดีด้วยนะไอ้น้อง” พี่ยิมถอนหายใจออกมาพร้อมกับยื่นแก้วของเขามาตรงหน้าผม ส่วนผมก็รับมาด้วยความเต็มใจก่อนที่จะกระดกดื่มรวดเดียวหมด โซดายี่ห้อนี้ดีจริงๆ ไม่ซ่าจนบาดคอเกินไป รสชาตินุ่มๆ เข้ากับเหล้าได้เป็นอย่างดี (เปิดให้ไทน์อินได้นะครับ) แต่ถ้าถามความชอบผมถูกใจเหล้าชงกับน้ำอัดลมมากกว่า “เดี๋ยวๆ .....ต้องชนกันดิ ไม่ใช่แย่งแก้วพี่”

“อ้าวเหรอ? ผมคิดว่าพี่ยินดีเลยยื่นแก้วมาให้ผมดื่ม เพราะโควตาแก้วผมนั้นมีแค่แก้วเดียว แต่ถ้าดื่มจากแก้วพี่ก็ไม่เกี่ยวกัน เนอะพี่หัสเนอะ” ผมหันไปถามพี่หัสที่ตอนนี้ส่ายหน้ามองผมด้วยความระอา

“ศรีธนญชัยจริงๆ”

“เป็นคำด่าที่แก่มาก”

“เออ ก็แก่จริงๆ”

“แก่ก็รักครับ” ผมวางแก้วลงก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาซบแขนของพี่หัสที่ตอนนี้หน้าบึ้งเพราะผมดันไปบอกว่าเขาแก่ แต่ก็อย่างที่ผมพูดแหละครับ แก่อย่างไงผมก็รัก (ถ้าชอบอ่านพระเอกแก่กว่า ผมแนะนำเรื่องของเพื่อนผมครับ #โคอ่อนชอบกินหญ้าแก่)

“กูทนไม่ไหวแล้วอะ ย้ายไปนั่งโต๊ะนู้นดีกว่า” พี่ยิมยื่นมือมาคว้าแก้วเหล้าของเขาไปและลุกขึ้นไปโต๊ะของรุ่นพี่คนอื่นๆ ทำให้ตอนนี้ทั้งโต๊ะเหลือแค่ผมกับพี่หัสสองคน

“ผมชอบพี่จังเลยครับ”

“กินไปไม่เยอะ เมาแล้วรึไง?” พี่หัสยื่นมือลงมาเขี่ยปอยผมที่ปรกอยู่บนหน้าผากของผมเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้ม “หน้านี่เยิ้มเชียว”

“เยิ้มเพราะมองหน้าพี่แหละครับ อยากจูบอีกจัง” ยิ่งสายตาของผมโฟกัสที่ริมฝีปากของพี่หัสเท่าไหร่ ภาพคืนนั้นก็ย้อนกลับมาทุกที ทั้งความนุ่มละมุน สัมผัสของเรายามที่แนบผสานเข้าหากัน มันเหมือนความฝันเลยครับ แต่มันดีตรงที่มันคือความจริงไม่ใช่ความฝัน

“สายตามึงสื่อออกมาชัดเจนมากเลยนะ” พี่หัสเลื่อนนิ้วของเขาที่เล่นกับปอยผมลงมายังริมฝีปากพร้อมกับลูบไล่ไปมา บอกตามตรงว่าตอนนี้ท้องไส้ของผมปั่นป่วนเหลือเกิน ไม่ได้ปวดอึนะแต่เริ่มรู้สึกเหมือนมีอารมณ์ทางเพศขึ้นมาเลยครับ

“สายตาพี่ก็ไม่เบาเหมือนกันนะครับ” ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้อยู่ในที่สาธารณะนะผมดึงคอพี่หัสลงมาจูบแน่ ถึงแม้ว่าจะเปรี้ยวปากและอยากมากแค่ไหน แต่ผมก็ต้องหักห้ามใจเอาไว้ “มันทำให้ผมมีอารมณ์ทางเพศ”

“พอเลยๆ” หมดกันครับอารมณ์หวานซึ้งของผม

“ผมคิดอะไรก็พูดออกมาตามที่ผมคิด แล้วการที่ผมบอกถึงอารมณ์และความรู้สึกมันไม่ดีตรงไหนอะครับ”

“ตรงที่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกันสองคน”

“ผมเชื่อว่าไม่มีใครได้ยิน เสียงเพลงและเสียงพี่ๆ เขาคุยกันดังขนาดนี้”

“เถียงเก่ง”

“รักเก่งด้วย”

“.......” พี่หัสเงียบทันที ดูจากสีหน้าตอนนี้เขาคงไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับเด็กอย่างผมแล้วแหละครับ ผมก็เลยเปลี่ยนเรื่องคุยทันทีเพื่อให้บรรยากาศกลับมาดีเหมือนเดิม

“พี่ไม่ดื่มเหรอ?” ผมเหลือบเห็นว่าแก้วของพี่หัสนั้นเป็นน้ำเปล่าไม่มีน้ำแข็ง

“มึงดื่มแล้วกูจะดื่มได้ไง ถ้าเมาแล้วใครจะพากลับ?”

“แค่แก้วเดียวผมไม่ล้มหรอกพี่”

“ถ้าล้มกูทีบคว่ำเลยนะ”

“ยินดีให้เท้าของพี่มาประทับที่ตัวของผม”

“เกินกว่าที่กูคิดเอาไว้จริงๆ” ไม่อยากจะบอกออกไปว่ายังมีอีกหลายเรื่องของผมที่เกินกว่าพี่หัสคิดเอาไว้ “กินข้าวเข้าไปด้วย อย่ากินแต่เหล้าแค่เบียร์”

“ค้าบบบบบ”

และหลังจากนั้นผมกับพี่หัสเราสองคนก็คุยกันกะหนุงกะหนิงไปเรื่อยๆ แม้จะมีรุ่นพี่แวะเวียนมาทักทายรวมถึงมีบางจังหวะที่พี่หัสไปทักทายเพื่อนรุ่นพี่ของเขาบ้าง แต่แล้วเหตุการณ์ที่ผมไม่คาดฝันก็มาถึง และเป็นเหตุให้ผมต้องย้ายตัวเองมานั่งข้างๆ พี่ยิมในเวลาต่อมา

“.......!!!”

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
บทที่ 16
#saveหัวใจของเราสองคน

“.......!!!”

“ถ้ามาถูกร้านขนาดนี้ พี่ว่าเรื่องบังเอิญหรือไม่?” ผมหันไปถามความคิดเห็นจากพี่ยิมที่นั่งอยู่ข้างๆ หลังจากที่เห็นว่าอาจารย์วินเดินเข้ามาในร้านพร้อมกับเพื่อนๆ ของเขาสามสี่คน ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะมางานเดียวกับรุ่นพี่ของพี่หัส

“กูว่าบังเอิญเพราะว่าร้านนี้ใกล้มอสุด อีกอย่างคนที่มาด้วยก็เป็นอาจารย์ในคณะทั้งนั้นคงจะมากินข้าวสังสรรค์กันแหละมั้ง” เพราะร้านที่เรามานั้นอย่างที่ผมบอกไปในตอนแรกคือร้านอาหารที่มีแอลกอฮอล์ขาย และเป็นร้านที่ค่อนข้างราคาสูง ทำให้ลูกค้าในร้านส่วนมากไม่ใช่นักศึกษาแต่เป็นลูกค้าวัยทำงานที่มีฐานะเป็นส่วนใหญ่ ไม่แปลกที่จะเจออาจารย์ในสถานที่แห่งนี้ แต่แปลกตรงที่เจอผมนี่แหละ พ่าม!

“แล้วไอ้หัสมันเห็นหรือยัง?” พี่ยิมเอ่ยถามพร้อมกับใช้สายตามองไปยังรอบๆ เพราะพี่มันน่าจะพึ่งสังเกตว่าพี่หัสไม่อยู่ที่โต๊ะเหมือนตอนแรก “อ่าว มันไปไหนวะ?”

“น่าจะยัง เห็นไปเข้าห้องน้ำยังไม่กลับมาเลย ส่วนพี่ก็กินแต่เหล้าเหมือนอดอะครับ คงจะเห็นหรอก” จังหวะที่อาจารย์วินเข้ามาในร้านนั้นเป็นจังหวะเดียวกับที่พี่หัสไปเข้าห้องน้ำพอดี ทำให้ทั้งคู่ไม่ทันได้เจอกัน “แต่ก็ไม่น่าจะเป็นอะไรไหมอะพี่ยิม เพราะปกติอาจารย์วินก็สอนพี่หัสนิ ถ้าเจอกันที่นี่ก็ไม่น่าแปลก”

“ก็นั่นมันเวลาเรียน แต่นี่ไม่ใช่ แต่เอาเถอะ กูว่าไอ้หัสมันไม่อะไรแล้ว” สีหน้าและคำพูดของพี่ยิมนี่สวนทางกันมากเลยครับ คำพูดบอกว่าพี่หัสน่าจะไม่สนใจ แต่สีหน้าบ่งบอกว่ามีความกังวลสุดๆ

“เหล้าเข้าปากแล้วสรรพนามเปลี่ยนเลยน้า” เพราะในเวลาปกติแล้วพี่ยิมจะแทนตัวเองกับผมว่าพี่กับเรา แต่ตอนนี้สรรพนามเริ่มเปลี่ยนไปเป็นกูมึงแทน สงสัยเราสองคนจะเริ่มสนิทกันมากยิ่งขึ้นแล้วละมั้งครับ เขาว่ากันว่าถ้ากินเหล้ากินเบียร์ด้วยกันจะทำให้สนิทกันมากยิ่งขึ้น แม้ว่าอายุของผมกับพี่ยิมจะห่างกันมากก็เถอะ “ว่าแต่ทำไมเขาถึงเลิกกันเหรอพี่ แล้วจบดีไหมอะครับ เพราะพี่ทำท่าจะเล่าให้ผมฟังหลายครั้งแต่พี่ก็ไม่เล่า” พี่ยิมที่กำลังยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มส่ายหน้าเล็กน้อยเป็นคำตอบ

“ไม่ดีเท่าไหร่ แต่กูเล่าได้จริงเหรอวะ?”

“เล่าเถอะพี่ ขนาดนี้ละ”

“ได้! Flashback เลยครับ!”

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน

สวัสดีครับผมยิม ขออนุญาตเป็นคนนอกในการมานำเสนอเรื่องราวความรักของหนุ่มฮอตอย่างไอ้พฤหัสหรือพี่หัสของไอ้น้องเข้มันครับ เริ่มแรกเลยผมรู้จักกับไอ้หัสจริงๆ จังๆ ตอนที่มันเข้ามาปีหนึ่ง ไอ้หัสเป็นเด็กที่มีออร่าความหล่อทะลุมิติทำให้มันเป็นที่สนใจของทุกๆ คน ด้วยความที่เป็นคนหน้าตาดีไอ้หัสจึงรับเลือกให้ประกวดเดือนคณะ แต่ใครจะไปรู้ว่าไอ้หัสมันจะไม่สนใจ แถมยังแอนตี้กิจกรรมรับน้องทุกอย่าง จนใครหลายๆ คนไม่ชอบ รวมถึงเพื่อนร่วมรุ่น จึงสังเกตเห็นว่าไอ้หัสมันไม่ค่อยมีเพื่อนรุ่นเดียวกันเท่าไหร่ แต่ที่มันมาสนิทกับผมและรุ่นพี่คนอื่นๆ ได้ก็เพราะว่าผมเป็นรุ่นพี่โรงเรียนมัธยมและมีความคิดหลายๆ อย่างเหมือนกัน

มาถึงเรื่องความรักของมันบ้างดีกว่า อย่างที่รู้ๆ กันก็คือมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ไอ้หัสมันคบกับอาจารย์วิน ผมก็ไม่รู้แน่ชัดนะว่าทั้งสองคนคบกันได้อย่างไร รู้อีกทีก็ตอนที่ทั้งสองคนเลิกกัน

วันนั้นเป็นวันที่ผมอยู่ชั้นปีที่หกซึ่งมีเรียนภาคปฏิบัติและทำเคสอยู่กับอาจารย์วินเกือบทุกวัน แต่วันนั้นผมบังเอิญเห็นว่าไอ้หัสซึ่งเป็นรุ่นน้องที่สนิทของผมนั่งหน้าเครียดอยู่ที่สวนด้านข้างโดยที่มีอาจารย์วินนั่งอยู่ด้วย และความที่ผมเป็นห่วงน้อง ไม่หรอกครับ เพราะความอยากรู้ล้วนๆ ทำให้ผมเดินเข้าไปใกล้ๆ และแอบฟังบทสนทนาของทั้งสองจึงจับใจความได้ว่า...

“ผมว่าเราไม่น่าจะไปด้วยกันได้ ผมขอพูดตามตรงนะ” ตอนนั้นผมตกใจมากที่ได้ยินประโยคนั้นหลุดออกมาจากปากของอาจารย์วิน และไม่คิดว่าทั้งสองคนจะคบกัน ด้วยฐานะที่เป็นอยู่และความห่างของอายุเรียกได้ว่าไอ้หัสเด็กกว่าอาจารย์สิบกว่าปี

“ที่ผ่านมาคือทำเหมือนว่ารักผม?” และคำตอบของไอ้หัสเหมือนเป็นการย้ำถึงความชัดเจนของทั้งสองคน

“มันห่างจากคำว่ารักมากเลยนะ คุณอะเด็กเกินไป” เชรดดดด ผมอยากจะพุ่งเข้าไปกอดน้องผมจริงๆ เพราะคำว่าเด็กสำหรับผู้ชายอย่างพวกผมนั้นเหมือนเป็นการดูถูกชัดๆ แต่ถ้าหากมองในมุมของอาจารย์วินไอ้หัสมันก็อาจจะเด็กเกินไปเพราะช่วงอายุที่ห่างกัน แต่เบื้องลึกเบื้องหลังตอนนั้นผมไม่รู้อะไรมาก เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานของผมล้วนๆ

“เด็กไปหรือว่ามีความสัมพันธ์ของเรามันผิดมาตั้งแต่ต้น?”

“......”

“เอาเถอะครับ จบตรงนี้คือจบไม่ต้องมาหาข้ออ้างว่าผมเด็ก ถ้ารู้สึกผิดกับเขาก็แค่บอกผมตรงๆ ว่ามีแฟนอยู่แล้ว คนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นมือที่สามโดยที่ไม่รู้ตัวมันเจ็บนะครับ”

“......”

“อย่างไงอนาคตผมกับคุณก็ต้องเจอกันในฐานะอาจารย์ ถือว่าวันนี้สิ้นสุดตามที่คุณบอก แล้วเจอกันในฐานะที่ควรเจอ อย่าไปทำแบบนี้กับใครอีกนะ ถือว่าผมขอ” บอกตามตรงว่าผมไม่รู้ว่าจะตกใจและอึ้งกับประโยคไหนดี แต่ที่แน่ๆ ผมไม่สามารถพาตัวเองออกไปจากตรงนี้ได้ และนั่นทำให้ไอ้หัสเห็นผมเข้าเต็มๆ และผมเองก็เห็นเข้ากับน้ำตาของมันเต็มๆ เหมือนกัน

“มึง....”

“ไม่ต้องทักผมพี่ แค่พาผมออกไปจากตรงนี้ก็พอ” ไอ้หัสที่ใครๆ คิดว่าเข้มแข็ง ไอ้หัสที่ดูเหมือนไม่สนโลก ไม่สนใจใคร ถ้าผมไม่เห็นกับตาตัวเองผมคงจะไม่เชื่อว่ามันจะเสียน้ำตาให้กับความรักครั้งนี้ ส่วนผมตั้งแต่วันนั้นก็มองอาจารย์วินเปลี่ยนไป เรียกได้ว่าสายตาของผมมีแต่อคติทั้งนั้น ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้รู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดมันเป็นมาอย่างไรก็ตาม เพราะเขาทำน้องผมเจ็บ ผมก็ไม่ชอบเขาแล้วตั้งแต่ตอนนั้น


กลับมาปัจจุบัน

“มึงร้องไห้ทำไม?”

“ผมสงสารพี่หัสนิครับ เป็นชู้ไม่รู้ตัว อยู่ๆ เพลงนี้ของเวสป้า อาร์สยามเข้ามาในหัวของผม” ผมยกมือขึ้นปาดน้ำตาแห่งความสะเทือนใจหลังจากที่ได้ยินเรื่องราวของพี่หัสจากปากของพี่ยิม เรื่องที่ผมสะเทือนใจก็น่าจะเป็นเรื่องที่พี่หัสร้องไห้นี่แหละครับ คนอย่างพี่หัสไม่ควรเสียน้ำตาให้กับคนที่นิสัยไม่ดีแบบนี้จริงๆ

“สายตามึงอะ เบาๆ หน่อย เดี๋ยวเขารู้ว่ากูนินทา” พี่ยิมยื่นมือออกมาสัมผัสกับศีรษะของผมพร้อมกับออกแรงหมุนให้ผมหันกลับมาที่เดิม เพราะก่อนหน้าผมเอาแต่จ้องอาจารย์วินที่หัวเราะต่อกระซิกแบบมีความสุขกับกลุ่มเพื่อนของเขาอยู่ที่โต๊ะห่างออกไป “มึงมาก็ดีละ มาเก็บน้องเข้ของมึงไปที”

“เป็นอะไร?” พี่หัสที่ไม่รู้ว่ากลับมาตั้งแต่ตอนไหนทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผมพร้อมกับวางแขนของเขาไว้บนไหล่ของผมก่อนที่จะออกแรงดึงให้ผมขยับเข้ามาใกล้ๆ เขา และเป็นโอกาสที่ดีที่ผมจะซุกหน้าลงบนอกของพี่หัส “ทำไมทำหน้าแบบนั้น ตลกว่ะ”

“ไม่ตลกอะ เขาทำกับพี่ขนาดนี้ พี่จะไปคุยดีกับเขาทำไม ผมเห็นตอนที่พี่เรียนกับเขานะ พี่โคตรจะให้เกียรติเขาอะ พี่พยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่จริงๆ พี่เจ็บใช่ไหม? ให้ผมไปต่อยเขาให้หรือเปล่า? อย่างไงผมก็ไม่ได้เรียนหรือเป็นลูกศิษย์ของเขาอยู่ดี พูดแล้วขึ้นว่ะ แขนเสื้อนี่ถกรอเลยครับ!” อารมณ์ตอนนี้ของผมไปไกลเหลือเกินถ้าไม่ได้พี่หัสดึงตัวเองไว้...ผมก็ไม่ลุกไปต่อยหน้าอาจารย์อยู่ดี ไม่อยากไปนอนในห้องขังอีกแล้วบอกตามตรง

“เดี๋ยวๆ มึงพูดอะไรของมึงเนี่ย?” พี่หัสไม่ได้มองหน้าผมแต่เลื่อนสายตาไปที่พี่ยิมเพื่อต้องการหาคำตอบ

“นู่นตรงนู้น” พี่ยิมพยักพเยิดไปทางโต๊ะของอาจารย์วินเพื่อให้พี่หัสเห็น สงสัยว่าตอนที่เขากลับมาจากห้องน้ำจะไม่ทันได้มอง

“แล้ว?” ปฏิกิริยาของพี่หัสหลังจากที่เห็นอาจารย์วินคือไว้ไหล่เหมือนไม่ได้สนใจว่าเกี่ยวอะไรกับสาเหตุที่ทำให้ผมหัวร้อน “พี่บอกมันเหรอ?”

“กูแค่เกริ่นๆ”

“ผมว่าไม่เกริ่นแล้วมั้ง” พี่หัสหันไปมองหน้าพี่ยิมดุๆ “จบไปแล้วก็จบ อย่าไปรื้อฟื้นอะไรเลย” ประโยคหลังนี้พี่หัสหันมาบอกกับผมพร้อมกับหันมาลูบศีรษของผมเบาๆ

“อันนี้บอกผมปะเนี่ย?”

“แล้วกูมองใครอยู่ล่ะตอนนี้?” จากที่หัวร้อนในตอนแรก ตอนนี้หัวใจของผมอ่อนยวบไปเพราะสายตาของพี่หัสที่มองผมตรงๆ อยู่ในตอนนี้
“มองผม”


“เป็นประโยคบอกเล่าเชิงคำถามน่ะ รู้จักไหม?” มุมปากของพี่หัสยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย ส่วนมือของเขาก็ยังคงลูบศีรษะของผมอยู่ที่เดิม

“ก็คือจะบอกว่ารักผม

“กูบอกแบบนั้นเหรอ?”

“ไม่ครับ แต่ว่านั่นคือประโยคที่ผมรอ ไม่ได้เร่งนะพี่ผมแค่บอกไว้เฉยๆ” ไม่น่าเชื่อว่าการกระทำและคำพูดเพียงเล็กน้อยของพี่หัสจะเปลี่ยนอารมณ์ของผมได้จริงๆ นี่สินะครับที่เขาเรียกว่าคนที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึก

“ตัวประกอบสินะกู” ผมหันไปมองพี่ยิมที่เอาแต่นั่งมองพวกผมด้วยสายตานิ่งๆ และในมือของเขายังคงถือแก้วเหล้าเอาไว้อยู่ไม่ยอมปล่อย


ผ่านมาเกือบครึ่งคืนสถานการณ์ยังคงปกติดีอยู่ครับ ส่วนผมตอนนี้ก็ยังไม่เมา เรียกได้ว่ายังควบคุมสติได้อยู่ แต่ดูเหมือนว่าไอ้พี่ยิมนั้นจะเริ่มไปแล้วดูได้จากการนั่งนับแกะวนไปแบบนี้หลายรอบแล้ว ส่วนพี่หัสของผมตอนนี้ก็ย้ายไปนั่งคุยกับรุ่นพี่ที่เป็นเจ้าของงานได้สักพักแล้วครับเห็นบอกว่าจะไปลากลับ แต่ไม่รู้ว่าลากลับอิท่าไหนถึงโดนยึดตัวเอาไว้แบบนี้

“ไหวไหมเนี่ยพี่ยิม” ผมละสายตาจากพี่หัสมาสนใจพี่ยิมที่ตอนนี้สติน่าจะกระเจิดกระเจิงไปหมดแล้ว แอลกอฮอล์มันทำให้ลุคหมอฟันสุดอบอุ่นของพี่ยิมนั้นหายไปกับตาจริงๆ ครับ

“แกะสิบตัว แกะหนึ่งตัว แกะเจ็ดตัว..เอิ๊ก! แกะแปดตัว” นั่นแหละครับ พี่ยิมมันนับวนมาหลายรอบแล้ว แต่ละรอบก็ไม่เคยแตะไปที่แกะเกินสิบเอ็ดตัวเลยครับ ส่วนผมตอนนี้ก็ได้แต่รอดูอาการของพี่มันไปเรื่อยๆ จนกว่าพี่หัสจะพากลับ

“พี่เมาแล้วเรื้อนเหมือนกันนะครับ”

“แกะสองตัว...”

“เฮ้อออ” ผมดื่มเบียร์เพียงไม่กี่แก้วตามที่พี่หัสบอกแม้ว่าจะเกินหนึ่งก็ตาม ผมรู้แล้วแหละว่าทำไมพี่หัสถึงไม่แตะเลย ก็เพราะว่าถ้าแตะแล้วจะเอาผมกับพี่ยิมกลับไม่ได้และดูท่าว่าคืนนี้พี่ยิมน่าจะต้องไปนอนที่ห้องของผมกับพี่หัสแน่ๆ

“เดี๋ยวขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ เสร็จแล้วจะได้กลับ” พี่หัสแวะมาบอกผมที่นั่งอยู่ที่โต๊ะหลังจากที่เขาปลีกตัวออกมาจากโต๊ะของรุ่นพี่ได้

“ให้ไปเป็นเพื่อนไหมครับ?”

“เดี๋ยวได้วูบครับ ดูไอ้พี่ยิมไปนั่นแหละ รายนี้เมาแล้วเดาไม่ออก” เท่านั้นแหละผมก็ปล่อยให้พี่หัสไปเข้าห้องน้ำแต่โดยดี ส่วนตอนนี้ผมก็จัดการร่างของพี่ยิมที่นอนฟุบโต๊ะอยู่ให้ขึ้นมานั่งดีๆ เพื่อเตรียมจะกลับบ้าน

“นับแกะด้วยกันไหม?”

“ไม่ถนัดนับแกะครับ ถนัดนับแพะมากกว่า แมะ~ๆ”

“เอิ๊ก! มึงหรือกูที่เมาวะ”

“พี่อะเมาเหล้าแต่ผมอะเมารัก”

“แกะหนึ่งตัว แกะสองตัว....คนเมาอยากเตะคน”

Thu’ s talk

ผมไม่รู้ว่าพอถึงบทผมแล้วผมควรจะเริ่มว่าอย่างไรดี แต่เอาเถอะครับก็อย่างที่ทุกคนได้อ่านมาจนถึงตอนนี้ก็รู้แล้วว่าหัวใจของผมมันเริ่มเปลี่ยนไป แต่ผมก็ยังไม่ได้คอนเฟิร์มว่าหัวใจของผมมันจะเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน แต่ ณ ตอนนี้ผมรู้สึกดีและพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ามากเลยทีเดียว โดยเฉพาะชีวิตที่มีจระเข้เข้ามา ผมไม่อยากรีบเร่งรัดความสัมพันธ์ แต่ผมอยากปล่อยให้มันค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปดีกว่า เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมามันสอนผมเอาไว้ว่าอย่ารีบ

“หัส...” จังหวะที่ผมกำลังหมุนตัวเดินออกจากห้องน้ำหลังจากที่ทำธุระส่วนตัวเสร็จ ผมไม่ทันได้สังเกตว่ามีคนรอผมอยู่ทางด้านหน้ารู้ตัวอีกทีเขาคนนั้นก็เรียกผมเอาไว้ ทำให้ผมหยุดเท้าที่กำลังจะก้าวกลับเข้าไปในร้านและหันกลับมามอง

“ครับ?”

“ผมขอคุยด้วยหน่อยสิ”

“ครับอาจารย์” ใช่แล้วครับ เพราะคนที่อยู่ตรงหน้าของผมตอนนี้คืออาจารย์วิน หรืออาจารย์ที่ทุกคนน่าจะเคยได้ยินเรื่องของผมมาจากปากของไอ้พี่ยิมกันไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งความสัมพันธ์ของผมกับอาจารย์เรียกได้ว่ามันเกิดขึ้นมานานมากแล้ว นานพอที่ผมจะไม่รู้สึกอะไร...จริงๆ นะครับ

“ตอนนี้ผมอยู่ข้างนอก ไม่ต้องเรียกผมอาจารย์ก็ได้ เรียกผมว่าพี่เหมือนที่คุณเคยเรียก็พอ” ผมไม่เข้าใจว่าอาจารย์จงใจที่จะรื้อฟื้นเรื่องราวที่ผ่านมาทำไม ทั้งๆ ที่ความสัมพันธ์ของเรามันจบลงไปนานแล้ว และหลงเหลือเพียงความเป็นลูกศิษย์และอาจารย์เท่านั้น ซึ่งในสถานะนี้ผมแยกแยะออกว่าผมควรปฏิบัติตัวอย่างไรหากต้องเจอเขาอีกครั้งในห้องเรียน

“ไม่มีความจำเป็นแบบนั้นครับ”

“ตอบไวดีนะ”

“ผมไม่มีอะไรที่ต้องให้คิดเยอะ” เพราะถ้าให้ผมคิดเยอะจริงๆ เรื่องนั้นก็น่าจะเป็นความโกรธมากกว่าความอาลัยอาวรที่เขาต้องการเห็นจากผม “ขอตัวนะครับ” ผมโค้งให้เขาเล็กน้อยก่อนจะเดินผ่านหน้าเขาไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ผมเลิกกับเขาแล้วนะ”

“.........”

“ผม..ขอโทษเรื่องครั้งนั้น ไม่รู้ว่ามันจะทันไหม แต่ผมขอโทษจริงๆ ผมอยากบอกคุณมาตลอด แต่ผมไม่กล้าพอ”

“เพื่ออะไรครับ?”

“ถึงเราจะคบกันได้ไม่นานแต่อยากให้รู้ไว้ว่าผมไม่เคยลืมช่วงเวลาของเราสองคน”

“ขอโทษนะครับ แต่ผมลืมไปแล้ว”

ผมมั่นใจว่าผมลืมไปแล้ว ผมลืมไปแล้วจริงๆ คนใจร้ายอย่างเขาไม่มีความจำเป็นอะไรให้ผมต้องจำ ไม่เลย ไม่มีเลย...


Jorakay’ s talk

พี่หัสที่ไปเข้าห้องน้ำกลับมาพร้อมกับใบหน้าที่ดูเรียบเฉยและนิ่งกว่าตอนไป เมื่อมาถึงที่โต๊ะแล้วเราสองก็ช่วยกันหิ้วปีกพี่ยิมคนละข้างเพื่อไปขึ้นรถ ซึ่งระหว่างทางก็เป็นไปอย่างทุลักทุเลพอสมควร เพราะไอ้พี่ยิมเอาแต่แหกปากนับแกะไปตลอดทั้งทาง เมื่อมาถึงรถผมก็จัดการยัดตัวพี่ยิมเข้าไปนั่งอยู่บนเบาะหลังและมีผมนั่งประกบส่วนพี่หัสทำหน้าที่ขับรถ โดยรถนั้นก็เป็นรถของพี่ยิมเอง

“........”

“พี่เป็นอะไรหรือเปล่าครับ? ทำไมทำหน้าไม่สู้ดีเลย” ในที่สุดผมก็เอ่ยถามออกมาหลังจากที่สังเกตว่าพี่หัสดูเงียบไปหลังจากที่กลับมาจากห้องน้ำ

“มีเรื่องให้ต้องคิด” พี่หัสสบตาผมผ่านกระจก

“เกี่ยวกับผมไหม?”

“มีส่วน”

“.......” ดูจากสีหน้าของพี่หัสแล้วไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ดีมากเท่าไหร่ และนั่นก็พาลให้ผมรู้สึกห่อเหี่ยวหัวใจไปด้วยทั้งๆ ที่ก่อนหน้าผมพึ่งหัวใจพองโตไปเอง คืนนี้มันหลากหลายอารมณ์สำหรับผมจริงๆ

“ลืมเขาไม่ได้เหรอ?” ไม่ใช่เสียงของผมครับ แต่นั่นเป็นเสียงของพี่ยิมที่พูดแทรกขึ้นมาทั้งๆ ที่ยังหลับตาและซบไหล่ของผมอยู่

“เมาก็เงียบไปพี่” น้ำเสียงของพี่หัสนั้นดูห้วนๆ เหมือนไม่พอใจ ทั้งๆ ที่ปกติพี่หัสจะไม่ใช้น้ำเสียงแบบนี้พูดกับพี่ยิม

“กูคิดว่ามึงลืมเขาแล้วตั้งแต่วันนั้น แต่พอเห็นเขาเดินตามหลังมึงไปตอนเข้าห้องน้ำ เอิ๊ก! ... มึงออกมาสภาพแบบนี้ สงสัยสิ่งที่กูคิดจะผิดว่ะ”

“พี่เมาแล้วก็เงียบไปพี่ จะพูดให้ได้อะไรขึ้นมา”

“กูเมาแต่ตากูไม่ได้บอกนะไอ้หัส” ตอนนี้สมองของผมมึนงงและสับสนไปหมดแล้วครับ ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่พี่ยิมพูดนั้นผมไม่ได้สังเกตเห็นเพราะมัวแต่สนใจพี่ยิม เห็นอีกทีก็ตอนที่พี่หัสมีสีหน้าแบบนั้นกลับมาที่โต๊ะ

“เรื่องของผมพี่ เดี๋ยวผมจัดการเอง”

“ถ้าไม่ชอบก็บอกไปว่าไม่ชอบ คนที่มึงให้ความหวังเขาก็มีหัวใจเหมือนกันนะ” ถึงไม่ใช่สิ่งที่หลุดออกมาจากปากของผมแต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าตัวผมเองก็คิดแบบนั้น ซึ่งเอาเข้าใจจริงแล้วก่อนหน้าที่ผมมาอยู่กับแม่พี่หัสก็บอกแล้วว่าไม่ได้คิดอะไรกับผมเกินกว่าพี่น้อง แต่ตอนนี้พี่หัสเองก็ยอมรับความรู้สึกและบอกผมเองว่าเขาเปิดใจให้ผมในฐานะอื่น บอกตามตรงว่าตอนนี้ผมสับสน

“พี่ยิม พี่เป็นเหี้ยอะไรเนี่ย? เมาแล้วพูดไปเรื่อยนะพี่”

“มึงรู้ดีไอ้หัสว่าสิ่งที่กูพูดคืออะไร...แกะสองตัวเคยเป็นแฟนกันแต่แกะอีกตัวเป็นมือที่สามแบบไม่ตั้งใจ แต่ทำให้แกะที่ไม่รู้อะไรต้องเจ็บเพราะแกะอีกตัวนั้นกลับมา เอิ๊ก....”

“..........”

“..........”

ทั้งรถเกิดความเงียบหลังจากที่พี่ยิมทิ้งระเบิดเอาไว้ ผมเองก็ทำตัวไม่ถูกไม่รู้ว่าควรพูดหรือควรเงียบหรือจะเล่นตลกออกไป แต่ถ้าเล่นไปแล้วมันแย่กว่าเดิมก็คงจะไม่ใช่เรื่องดี ดังนั้นสิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คือนั่งเงียบๆ ไปเรื่อยๆ

“พี่ยิมมันเมา ไม่ต้องคิดมาก”

“คะ..ครับ?” ผมตอบกลับอัตโนมัติเหมือนคนไม่มีสติบอกตามตรงว่าผมก็อดที่จะไม่คิดมากไม่ได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าเราสองคนความสัมพันธ์นั้นเริ่มไปในทางที่ดีแล้วแท้ๆ แต่อยู่ๆ กลับมีเรื่องให้มาคิดมากสะอย่างนั้น และดูเหมือนว่าครั้งนี้ผมจะไม่สามารถควบคุมสีหน้าของตัวเองได้จริงๆ

“กูเคลียร์ตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นห่วง ที่เงียบเพราะเรื่องเก่าๆ มันย้อนกลับมา แต่เชื่อใจกูนะว่า อย่างไงกูก็ไม่มีทางกลับไปแล้ว อีกอย่างความสัมพันธ์ที่มันจบไม่ดี มันไม่มีวันที่จะกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้อีก”

“ครับพี่” ผมเชื่อในสิ่งที่พี่หัสพูดนะครับ แต่ผมกลับยังรู้สึกเฟลๆ นอยด์ๆ อยู่เลย

“ไม่ตลกเลย ไหนจระเข้มุกเรี่ยราดไปไหนแล้ว หื้ม?” พี่รับรู้ได้ถึงความตั้งใจของพี่หัสที่อยากทำให้ผมไม่คิดมาก แต่บอกเลยครับว่าถ้าคุณเจอแฟนเก่าอย่างอาจารย์วินเป็นใครไม่คิดมากก็บ้าแล้ว

“ปกติผมเป็นหอยมุขนะครับ แต่วันนี้ผมเป็นหอยแครง ที่พี่จะแคะอย่างไงมุขมันก็ไม่ออกมาอยู่ดี”

“......อืม อันนี้เข้าไม่ถึงจริงๆ”

“แต่ผมคิดถึงนะ เอ่อ...พี่ยิมแกะหนึ่งตัว” ผมหันไปนับแกะกับพี่ยิมหลังจากที่เผลอหยอดพี่หันออกไป ผมรู้แล้วแหละครับว่าผมจะเศร้าหรือคิดมากขนาดไหน แต่สิ่งหนึ่งที่มันยังไม่หายไปก็คือเมล็ดทานตะวัน ถุ้ย! แฮมทาโร่มากมั้งไอ้เข้! บางทีผมก็เหนื่อยใจกับตัวเองเหมือนกันครับ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด