ถ้าผมดื้อพี่จะดุผมไหม บทที่ 6 13.09.63
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ถ้าผมดื้อพี่จะดุผมไหม บทที่ 6 13.09.63  (อ่าน 320 ครั้ง)

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 228
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-3
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


#ถ้าผมดื้อพี่จะดุผมไหม
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-09-2020 15:03:44 โดย KJH177 »

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 228
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-3
Re: ถ้าผมดื้อพี่จะดุผมไหม
«ตอบ #1 เมื่อ10-09-2020 13:33:14 »

คำเตือน !!
นิยายเรื่องนี้ไม่มีสาระ ไม่เน้นความสมจริงของเนื้อเรื่อง ไม่มีความสมเหตุสมผล
มีแต่การเต๊าะของนายเองล้วนๆ หากรำคาญโปรดเปิดใจ ด่าไรท์ได้แต่อย่าแรงมากน้าาาา


#ถ้าผมดื้อพี่จะดุผมไหม


ตัวอย่าง



"ที่ผมกินลูกอมจนฟันผุ ก็แค่ข้ออ้างที่อยากมาหาพี่แหละครับ"


"ถ้ากูเป็นหมอรักษามะเร็ง มึงก็จะเป็นมะเร็งว่างั้น?"


"อย่าว่าแต่มะเร็งเลย เบาหวาน ความดัน ไขมันอุดตัน ผมก็เป็นได้ แต่โรคหนึ่งที่ผมเป็นไม่ได้ก็หัวใจรั่วนี่แหละครับ ถ้ารั่วมากๆ ก็กลัวว่าจะทำลายที่อยู่ของพี่ไปเสียหมด"


"........"


"ที่เงียบนี่คือเขิน?"


"เปล่า รำคาญ"


#ฝากพี่หัสกับน้องเข้ด้วยนะค้าบบบบ

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 228
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-3
Re: ถ้าผมดื้อพี่จะดุผมไหม บทนำ
«ตอบ #2 เมื่อ10-09-2020 13:37:14 »

ถ้าผมดื้อพี่จะดุผมไหม

บทนำ


“พ่อว่าพี่เขาคุยกับผมมาตั้งห้าปี เขาจะคิดอะไรกับผมปะ?”


“คิด”


“เห็นมะ.....”


“คิดว่ามึงมันน่ารำคาญไงไอ้ลูกเวร!! ไปไหนก็ไป กูจะทำงาน” นั่นแหละครับพ่อของผม ถามอะไรก็ไม่เคยจะได้ความนอกจากด่าผมไปวันๆ คอยดูเถอะ ถ้าผมไม่อยู่ด้วยแล้วจะเหงา


____________________________________________________________

Open
05.09.2020
#kaitodmalewja

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 228
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-3
บทนำกว่า
จระเข้ VS พ่อ


"พ่อประสาทไปแล้วเหรอ!”


“กูพ่อมึงนะ!!”


“แล้วผมบอกว่าพ่อเป็นแม่เหรอ!”


“ไอ้เด็กนี่ มึงนิสัยเสียเหมือนใครวะ!!”


“ใครเลี้ยงผม ผมก็เหมือนคนนั้นแหละ”


“ไอ้เข้!! ไอ้ลูกเวร!!!” ใช่ครับ ที่ทุกคนอ่านไปคือบทสนทนาที่สุดแสนจะธรรมดาระหว่างพ่อและผม หากคนอื่นได้ยินก็คงจะมองว่าเราสองพ่อลูกทะเลาะกัน แต่เปล่าเลยครับนี่คือการพูดคุยที่ธรรมดาและปกติที่สุด แต่เอาเข้าจริงผมก็แอบหัวร้อนพ่ออยู่นะ ก็เพราะเรื่องที่พ่อบอกผมไปก่อนหน้านั่นแหละ ที่ทำให้ผมพลั้งปากว่าพ่อเป็นประสาท


“เรามาคุยกันด้วยเหตุและผลไหม?” เมื่อเห็นว่าพ่อเงียบไปผมเลยค่อยๆ ขยับเข้าไปหาพ่อและพยายามใช้น้ำเสียงให้ดูนุ่มนวลที่สุด ถึงแม้ว่าในใจผมตอนนี้จะอยากจะจับพ่อเขย่าไปมาแรงๆ


“มึงมีด้วยเหรอ?”


“เอ้า! ผมพยายามคุยดีๆ ด้วยแล้วนะพ่อ” ดูเหมือนว่าไอ้การที่เอาน้ำเย็นเข้าลูบจะไม่เป็นผลสักเท่าไหร่ สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คือลูบหน้าตัวเองเพื่อระงับอารมณ์


“ก็...นั่นแหละ ที่ส่งมึงไปก็เพราะอยากให้มึงได้ดี ถ้ามึงอยู่กับกูต่อไป มึงคิดว่ามึงจะได้เรียนมหาลัยดีๆ เหรอ? ไม่ใช่ว่ากูอยากจะทิ้งมึง กูแค่มองเห็นอนาคตถ้ามึงไปอยู่กับเขา” เขาคนนั้นที่พ่อผมพูดถึงก็คือแม่ของผม


“ผมไม่เรียนก็ได้ ขนาดพ่อยังไม่ได้เรียน...โอ๊ย!! หัวคนนะพ่อปาเข้ามาได้!!” ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบ พ่อก็ทำการคว้าสิ่งที่อยู่ใกล้มือใส่หัวผมแรงๆ ถ้าผมหลบไม่ทันมีหัวแตกนะครับ


“ไม่เรียนไง กูถึงเป็นแบบนี้!”


“ใจเย็นวัยรุ่น” ผมจับไหล่ของพ่อให้หันหน้ามองผมตรงๆ “เลี้ยงผมมาได้ตั้งหลายปี ใยพ่อเจ้าถึงบอกกระผมแบบนี้ เสียใจนะ ดูออกไหม?”


“ตอแหล”


“นี่ลูกเอง”


“มึงไปเถอะไอ้เข้ ถือว่ากูขอร้อง ถ้ามึงไปอยู่กับเขารับรองว่าอนาคตมึงจะดีกว่าที่อยู่กับกูแน่ๆ”


“ผมต้องคิดถึงพ่อมากๆ เลย”


“อันนี้มึงโกหกละ” อยากจะร้องไห้อะครับ แต่ติดที่ว่าน้ำตาผมมันไม่ไหล พ่อจะดูออกไหมว่าผมกำลังเสียใจมากๆ ที่อยู่ๆ ก็กลายเป็นเด็กที่พ่อไม่ต้องการ “ไปอยู่กับเขาก็ใช่ว่ามึงจะกลับมาหากูไม่ได้”


“ครับ ผมก็พอจะเข้าใจ”


“หลวงตาเอาเงินวัด เงินทำบุญ มาให้มึงเรียนถึงขนาดนี้ก็ดีเท่าไหนแล้ว ถ้ามึงเรียนต่อมหาลัยหลวงตามึงได้ขายวัดส่งมึงเรียนนแน่ๆ”


“พูดแบบนี้ผมบาปนะพ่อ”


“เออ! มึงไปเตรียมตัวได้แล้ว เดี๋ยวอีกสามวันแม่มึงก็มารับ ก่อนไป มึงไปกราบหลวงตาด้วย”


“ไม่อยากจะจากพ่อกับหลวงตาไปเลยจริงๆ”


“มึงนี่มัน.....” พ่อเงียบไปเหมือนไม่รู้ว่าจะสรรหาคำไหนมาด่าผม แต่เอาเถอะครับถ้าพ่ออยากให้ผมไป ผมก็ต้องไป อย่างน้อยที่ผมสอบติดมหาวิทยาลัยดีๆ ได้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเทอมและค่าใช้จ่าย



ผม ‘จระเข้’ ลูกพ่อตะโขง พ่อกับแม่มีผมตอนที่พ่อยังเรียนอยู่ พอแม่คลอดผมออกมาก็แยกทางกับพ่อไปเพราะเหตุผลส่วนตัว (พ่อมาว่าแบบนี้) พอเลิกกับพ่อ แม่ก็กลับไปเรียนต่อจนตอนนี้เป็นผู้จัดการบริษัทใหญ่โตโดยที่อายุยังน้อย ส่วนพ่อผมก็เป็นช่างซ่อมรถปะยางอยู่ระแวกบ้านเดิม ชีวิตผมกับพ่อก็ไม่ค่อยจะราบเรียบเท่าไหร่หรอกครับ แต่โชคดีที่มีหลวงตา ผมก็เลยไอ้อานิสงส์นี้ไปด้วย จริงๆ แล้วหลวงตามีศักดิ์เป็นปู่ผม เพราะพ่อของพ่อเป็นพี่ชายของหลวงตา งงไหมครับ? พักเรื่องดราม่าเอาไว้ก่อนดีกว่าเพราะตอนนี้ผมต้องรีบไปเก็บของเพราะอีกสามวันแม่จะมารับ (นี่คืออาการของคนที่ไม่อยากไป ไม่เชื่อเหรอ?)



Bro : โทษทีช่วงนี้ไม่ค่อยว่าง ว่าแต่มีอะไรจะถามหรือเปล่า?


จากที่กำลังจะไปเก็บของเมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนไลน์ผมรีบวิ่งมาขว้าโทรศัพท์และกระโดดลงกับฟูกที่นอน โดยที่ไม่รอช้ากดคลอไป


“พี่ชาย~” ผมกรอกเสียงหวานส่งไปยังปลายสายทันทีที่เขากดรับ


(มีอะไร?)


“คือ...ผมสามารถถามได้กี่คำถามในเวลาตอนนี้” ที่ผมถามออกไปก็เพราะว่าพี่ชายบอกว่าผมช่วงนี้เขาไม่ค่อยว่างเพราะเขาเรียนใกล้จบแล้วต้องเรียนภาคปฏิบัติมากขึ้นอาจจะไม่มีเวลาเหมือนเมื่อก่อน ดังนั้นการที่ผมจะคอลไปผมจึงต้องพูดแต่คีย์เวิร์ดหรือคำถามเท่านั้น ซึ่งมันไม่ต่างจากการโทรเลขสักเท่าไหร่ (ถ้าใครทัน ไม่เด็กแล้วนะครับ)


(หนึ่ง)


“ผมคิดถึงพี่นะ”


(เหมือนจะไม่ใช่คำถาม?)


“แน่นอนว่าความคิดถึงคือความรู้สึกผมตอนนี้ ไปแล้วครับ ผมไม่กวนแล้ว แต่ถ้าอยากได้กำลังใจไปไว้ข้างๆ ให้พ่อพี่มาขอพ่อผมนะครับ ติ๊ด!” ยังไม่ทันที่จะรอให้ปลายสายตอบกลับมาผมรีบกดวางก่อน เพราะตอนนี้หัวใจชองผมมันบอกว่าไม่ไหว นี่ขนาดยังไม่เคยเห็นหน้านะครับผมยังรู้สึกพิเศษมากขนาดนี้ ถ้าเห็นหน้าผมไม่กลายเป็นเด็กคลั่งรักไปแล้วเหรอ?


“มึงเขินเป็นด้วยเหรอ?”


“เข้ามาตั้งแต่ตอนไหน ใยพ่อเจ้าจึงไม่เคาะประตู?” ผมรีบเด้งตัวขึ้นมาจากที่นอนเมื่อได้ยินเสียงของพ่อที่ดังอยู่ใกล้ๆ ราวกับว่าอยู่ภายในห้องของผม


และก็เป็นเหมือนที่ผมคิดไม่มีผิดเพราะตอนนี้พ่อยืนพิงกรอบประตูพร้อมกับมองผมด้วยสีหน้าเอือมระอา


“กูรู้สึกว่าให้มึงมาเก็บของนะลูก”


“ก็แวะเติมกำลังใจก่อนนิดนึงครับ”


“ช่วงนี้จมูกโด่งไปหรือเปล่า?” อยู่ๆ พ่อก็เปลี่ยนเรื่องทำให้ผมรีบหยิบกระจกขึ้นมาส่องตามที่พ่อบอก “ก็ไม่นะพ่อ มันโด่งตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว”


“หมายถึงนอแรดอะ”


“จะด่าผมก็ด่าตรงๆ ครับ” ผมรีบโยนกระจกทิ้งไปทันทีหลังจากที่พ่อเฉลยว่าตอนนี้กำลังหลอกด่าผมว่าเป็นแรดอยู่


“บอกตามตรงนะ กูกลัวเขาไล่มึงกลับมาจริงๆ ไอ้เข้มึงก็รู้ว่าคนที่มึงเพ้อกับมึงมันเป็นไปไม่ได้”


“ไม่ให้กำลังใจก็อย่าตัดกำลังใจครับ” ผมรีบยกมือห้ามไม่ให้พ่อพูดอะไรที่ทำร้ายจิตใจของผมไปมากกว่านี้


“มึงคุยกับเขามาห้าปี นั่นก็เพราะเขาสงสารมึง”


“บอกว่าอย่าทำร้ายจิตใจลูกไงพ่อ ถ้าพ่อพูดแบบนี้จะส่งผมไปอยู่ใกล้ๆ เขาทำไม?”


“รู้สึกว่ากูส่งให้มึงไปอยู่กับแม่มึงนะ”


“ก็นั่นแหละ มันก็ใกล้ไหมล่ะ? เชื่อเถอะว่าเขาก็ต้องคิดเหมือนผม”


“มึงมั่นมาจากไหน?”


“จากไหนก็ได้อะ รู้แค่ว่าผมรักเขา”


“แม้ว่ามึงจะไม่เคยเห็นหน้า?”


“รักผ่านสายเลน”


“ประสาท”


“น้อมรับ” ด้วยความที่ขี้เกียจเถียงกับพ่อ ผมเลยทำเป็นหูทวนลมและลุกขึ้นมาเก็บของต่อ อย่างน้อยการไปอยู่กรุงเทพฯ กับแม่ครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้เจอกับ ‘พี่ชาย’ ที่ผมคุยกับเขามาห้าปี อยากจะรู้จังว่าเขาจะหน้าตาเป็นแบบไหน แต่ถึงไม่หล่อผมก็ไม่ซีเรียสนะ เพราะว่าผมหล่อพอที่จะชอบคนที่นิสัยอะครับ



ปล. จระเข้คือชื่อนะครับ ไม่ใช่ฉายา

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 228
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-3
 
บทที่ 1
ได้เจอกับอ้าย หัวใจเหมือนได้ปริญญา


“มึงจะเอาไปให้แม่มึงเหรอ? ปัญญาอ่อน” ก่อนที่ผมจะจากอ้อมอกของพ่อไป นี่คือสิ่งที่พ่อพูดกับผมหลังจากที่ผมเอาขวดน้ำโพลาลิตรมากรอกน้ำมนต์ที่หลวงตาทำไว้ให้ญาติโยมที่มาวัด แต่บัดนี้มันกำลังจะหมดลงเพราะผม


“เพื่อสิริมงคล”


“ปวดหัว เกินจะคุยกับมึง” ถ้าพ่อพูดอย่างเดียวผมจะไม่โกรธ แต่นี่พ่อเล่นยกมือขึ้นมานวดขมับตัวเองพร้อมกับสีหน้าที่บ่งบอกว่าระอาและเบื่อหน่ายผมเต็มที่ “นู่น แม่มึงมารับแล้ว” พ่อพยักพเยิดไปทางด้านหลัง ผมจึงค่อยๆ หันกลับไปมองก่อนจะพบว่า....

“แม่แก่ขนาดนี้แล้วเหรอ...โอ๊ย!!! ตบหัวผมทำไมเนี่ย!!” ยังไม่ทันได้ไปไหนพ่อก็จัดให้ผมหนึ่งดอก ถ้าผมโง่นี่ไม่ต้องสืบเลย


“ปัญญาอ่อนไม่พอเสือกสายตาสั้นอีก นู่น เสื้อขาวๆ ท่าทางคุณนายๆ หน่อย”


“อ่อ คุณนายจริงๆ แหละ ถ้าผมเป็นแม่ ผมไม่เอาพ่อมาทำผัวหรอก”


“แต่ก่อนกูหล่อนะ”


“ผมจินตนาการพ่อหล่อไม่ออกจริงๆ”
 

“เงียบเลยมึง” เมื่อแม่เดินเข้ามาใกล้เราสองคนมากขึ้น จากพ่อสุดเถื่อนของผมกลับกลายเป็นคุณพ่อแสนอบอุ่นที่ดึงผมเข้ามากอดคอเอาไว้ ประหนึ่งว่าไม่อยากให้ผมไป แต่ก่อนหน้าคือไล่ผมอยากกับหมูกับหมา ถ้าถามว่าพ่อผมเสแสร้งเก่งมาจากใครไม่ต้องสืบเลยครับ


“สวัสดีครับแม่” ผมยกมือไหว้พร้อมกับรอยยิ้มที่พยายามทำให้ดูสดใสมากที่สุด เผื่อว่าแม่เขาจะได้เอ็นดูผม เอาจริงๆ เลยนะครับ ที่ผ่านมาแม้จะไม่ได้เจอกันแต่แม่คุยกับผมตลอด และที่สำคัญแม่ส่งเงินมาให้ผมใช้อยู่เสมอเพียงแต่ว่าผมไม่เคยบอกพ่อเลย ก็กลัวพ่อเขาจะรู้สึกไม่ได้ (อันนี้ผมตอแหลครับ) เงินที่ผมได้มาจากแม่ผมก็เอาไปแสวงหาความรักที่ขาดหายจากแม่ ซึ่งมันก็ช่วยเติมเต็มผมได้บ้าง จริงๆ เติมเต็มผมได้เยอะเลย


แหนะ! ผมไม่ได้เอาเงินไปซื้อบริการอย่างที่ทุกคนคิดหรอกครับ แต่ผมเอาเงินที่แม่ให้บางส่วนไปทำกิจกรรมที่บ้านพักคนชราในจังหวัดที่ผมอยู่ พอเห็นรอยยิ้มคุณย่าคุณยายผมก็มีความสุขมากๆ แล้ว ความสุขในส่วนนี้มันก็ช่วยทดแทนในสิ่งที่ผมขาดหายจากแม่ไปบ้าง ผมอะจนแต่ชอบทำบุญอย่างน้อยผลบุญจะได้ส่งผลให้ครอบครัวของผมดีขึ้น ส่วนที่เหลือก็เอาไปซื้อของกินของใช้เข้าบ้านนี่แหละครับ พ่อเขาไม่สงสัยผมหรอกเพราะวันๆ ก็เอาแต่ทำงาน


“โตขึ้นเยอะเลย” แม่ยื่นมือมาลูบที่แก้มของผมเบาๆ เหมือนเกรงว่าเนื้อที่แก้มของผมจะหลุดไปติดมือของแม่ “สูงกว่าแม่แล้ว”


“ถึงไม่ได้ดื่มนมแม่ ผมก็เลยได้มีโอกาสดื่มนมวัวครับ..โอ๊ย! พ่อจะจิกหัวผมทำไมเนี่ย!” จากตอนแรกตั้งใจเอาไว้ว่าจะแสร้งทำเป็นเด็กดี ตอนนี้คงไม่ทันแล้วครับ เพราะพ่อดันจิกหัวสะผมเกือบหลุดเลย


“โทษนะ ที่เลี้ยงลูกแล้วลูกดันปากหมา”


“ไม่เป็นไรค่ะ เหมือนตะโขงดี" ผมเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาหลังจากที่ได้ยินแม่ตอกกลับพ่อ ชนิดที่ว่ามีอาย ไม่ใช่ว่าอายที่โดนบอกว่าผมปากหมาเหมือนพ่อหรอกครับ แต่ที่อายเพราะแม่ดันเรียกชื่อเต็มๆ ของพ่อ


“ขำไรมึง” เมื่อไม่สามารถด่าแม่กลับได้ พ่อเลยหันมาลงที่ผมแทน


“พ่อตะโขง”


“ไอ้ลูกเหี้ย!”

 
“ผมจระเข้ ไม่ใช่เหี้ยนะพ่อ”


“รู้งี้ กูตั้งชื่อมึงว่าเหี้ย จบๆ ถ้ารู้ว่าจะโตมาเป็นเด็กแบบนี้”


“สภาพแวดล้อมมันพาไป”


“โทษกูเก่ง”


“รักพ่อนะ” ด้วยความที่เห็นสีหน้าแม่เหมือนจะรับไม่ได้ ผมเลยพุ่งเข้าไปกอดพ่อหนึ่งทีก่อนที่เราทั้งสองจะจากกัน


“ปล่อยเลย กูจะอ้วก เหม็นเปรี้ยวมึง” พ่อผลักผมให้ออกจากอ้อมกอด จริงๆ พ่อบอกให้ผมปล่อยก็ได้นะ ผมไม่ได้ดื้อดึงไม่อยากจะกอดต่อ แต่นี่พ่อเล่นทักว่าเหม็นเปรี้ยวผมเสียความมั่นใจสุดๆ จนต้องปลิ้นรักแร้ขึ้นมาดมเพื่อเช็คกลิ่น


“แม่ครับ...” ยังไม่ทันที่ผมจะเดินไปให้แม่ช่วยพิสูจน์กลิ่นก็ถูกพ่อคว้าคอเสื้อเอาไว้ก่อน “เดี๋ยวคอเสื้อย้วยพ่อ!”


“อย่าทำตลกตลอดเวลาไอ้เข้” คราวนี้พ่อหันมาทำน้ำเสียงจริงจังใส่ผม น้ำเสียงจริงจังของพ่อไม่บ่อยนักที่ผมจะได้ยิน “มึงไปอยู่กับแม่มึงแล้ว หัดทำตัวดีๆ อย่าเถียง อย่าติดตลกไปทุกเรื่อง เข้าใจไหม?”


“ครับ เข้าใจ” เมื่อเข้าสู่โหมดจริงจัง ผมก็ต้องคล้อยตามแม้ในใจอยากจะตอบว่ากลัวจะติดอย่างอื่นได้ไหม แต่ผมก็ไม่ได้พูดออกไปดั่งใจคิด เดี๋ยวจะโดนพ่อทุบเข้าจริงๆ


“เราฝากมันด้วยนะเธอ” พ่อมองเลยผมไปที่แม่ที่อยู่ข้างๆ


“ไม่ต้องฝากหรอก อย่างไรก็ลูกเรา แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วยกับชื่อลูกที่ตะโขงตั้งก็ตาม”


“อย่าบอกว่านี่คือเหตุผลที่เธอทิ้งเราไป...” ทำไมน้ำเสียงของพ่อฟังดูเศร้าแปลกๆ แต่ถ้าแม่ตอบกลับว่าใช่มันก็จะแปลกมาก เลิกกันเพราะไม่ชอบชื่อผม เอาเข้าจริงผมก็ไม่ได้ชอบชื่อตัวเองนะ คนบ้าอะไรชื่อจระเข้


“ขอโทษนะ แต่เรารับไม่ได้จริงๆ แค่การตั้งชื่อมันก็บ่งบอกถึงทัศนคติและการอยู่ร่วมกัน เรามองการไกล เราเลยคิดว่าตะโขงกับเราคงไม่น่าจะอยู่ด้วยกันยืดเท่าไหร่”


เหวอเลยครับ ไม่ใช่พ่อนะ แต่ผมนี่เหวอเลย ไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเพราะชื่อของผมจริงๆ


“แต่ชื่อที่เธอจะตั้ง เราก็รับไม่ได้เหมือนกัน”


“ตอนแรกแม่จะตั้งชื่อผมว่าอะไรเหรอครับ?” ด้วยความที่อยากจะขัดดราม่า ผมจึงจำเป็นที่จะต้องแทรกขึ้นมา


“ราฟาเอล”


“......”


“.......”


แย่กว่าที่ผมคิดเอาไว้มากเลยทีเดียวครับ ยังดีที่พ่อชนะไม่อย่างนั้นผมก็คงกลายเป็นนายราฟาเอลไปแล้ว ถ้าให้เดามีคนล้อชื่อผมเยอะกว่าชื่อจระเข้แน่ๆ อย่างน้อยตอนนี้พวกมันก็เรียกผมว่าไอ้เข้ แต่ถ้ามันเรียกผมว่าราฟาเอลผมคงจะร้องไห้และกลายเป็นเด็กมีปัญหามากกว่านี้แน่นอน


“น้าเจนครับ อีกนานไหมครับ?”


“.......”


“เชรดดดด หล่อจัดเลย” ผมถึงกับเก็บอาการไม่อยู่ เมื่อผู้ชายที่คาดว่าอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมเดินเข้ามาในวงดราม่า แต่เหนือสิ่งอื่นใดใบหน้าและออร่าความหล่อของเขาทำให้ผมต้องยกมือขึ้นบังเอาไว้ก่อนที่พลังทำลายล้างนั้นจะเข้าตาผมเต็มๆ “โคตรหล่อเลยครับ อย่าบอกนะว่าสามีใหม่แม่?”


“เข้ ลูกใช้หัวแม่โป้งเท้าคิดเหรอคะลูก?” ถ้าโดนแม่ด่าแบบนี้ผมไม่เจ็บหรอกครับ “นี่พี่หัส ลูกชายของพี่สามีใหม่แม่ ที่เคยคุยโทรศัพท์กับเข้บ่อยๆ ไงครับ” ผมนิ่งคิดตามที่แม่บอก ถ้าผู้ชายสุดหล่อตรงหน้าคือคนที่ผมคุยด้วยอย่าบอกนะว่า....


ตายห่าแล้ว! นี่คือคนที่ผมคุยด้วยหรอกหรอเนี่ย ผมคิดว่าเขาจะหน้าตาหล่อน้อยกว่าผม อีกอย่างตอนที่คุยกันเขาก็ไม่เคยเอารูปหน้าตัวเองตั้งเป็นรูปโพรไฟล์เลย ถ้าถามว่าผมคุยกับเขาได้อย่างไร เรื่องมันเริ่มต้นจากเมื่อห้าปีก่อนตอนที่ผมอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สอง


‘ทำไมพ่อทำไม่ได้? นี่มันแค่บวกลบเศษส่วนธรรมดาเองนะ’


‘ถ้ามึงเก่งนัก มึงก็ทำเอง’


‘ถ้าผมทำได้ ผมจะขอให้พ่อสอนผมเหรอ?’


‘ไปถามแม่มึงนู่น เดี๋ยวกูขี่จักรยานไปเติมเงินให้’ และผมก็นั่งรอระหว่างที่พ่อขี่จักรยานไปเติมเงินโทรศัพท์ให้ผมและต่อสายหาผู้เป็นแม่ เหตุเพราะพ่อไม่สามารถสอนผมทำการบ้านในวิชาคณิตศาสตร์ได้


เมื่อพ่อมาถึงก็รีบต่อสายหาแม่ทันที แต่โชคร้ายที่ตอนนั้นแม่ไม่ว่างไม่สามารถสอนผมได้ แม่จึงให้เบอร์หลานชายของสามีใหม่แม่มา บอกว่าให้ผมสามารถโทรไปขอความช่วยเหลือจากเขาได้ โดยที่แม่ไม่ได้บอกว่าหลานชายของสามีแม่คนนี้ชื่ออะไร ทำให้ผมติดตามเรียกเขาว่าพี่ชายโดยที่ไม่เคยคิดจะถามชื่อ


‘สวัสดีครับผมเป็นลูกติดผัวเก่าแม่เจนนะครับ พอดีว่าแม่ให้ผมโทรมาหาพี่ชาย บอกว่าพี่ชายสามารถช่วยผมทำการบ้านได้’


‘ว่ามา’


‘เรื่องเศษส่วนครับ บวกลบเศษส่วน แต่ทีนี้เศษมันไม่เท่ากัน ผมเลยไม่รู้ว่าต้องเอามาบวกกันได้เลยไหม’


‘เวลาที่อยู่ในห้องเรียนไม่เคยฟังครูสอนเลยใช่ไหม?’


‘โอ้ยสู!! มีตาทิพย์บ่นิ? รู้ได้จั่งใด๋’


‘ช่วยพูดภาษาทางการกับผมด้วยครับ’ ผมจำได้เลยว่าน้ำเสียงของพี่ชายค่อนข้างหยิ่งและถือตัวเอามากๆ แม้ว่าผมจะไม่เคยเห็นหน้าตาของเขามาก่อน และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรู้จักกับพี่ชาย


จนกระทั่งเมื่อสามปีก่อน แม่ส่งสมาทโฟนเครื่องแรกมาให้ผม โดยที่รายชื่อติดต่อภายในเครื่องมีแค่แม่และใครอีกคนที่เม้มไว้ว่าฉุกเฉิน ทั้งในไลน์และเบอร์โทร เมื่อผมลองโทรไปปรากฏว่าเป็นพี่ชายที่ผมมักจะโทรหาเมื่อผมไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากพ่อได้ จนกระทั่งถึงวันนี้ที่ผมพึ่งมีโอกาสได้เจอเข้ากับพี่ชายที่ผมคุยมาตลอดระยะเวลาห้าปี


กลับมาที่ปัจจุบัน


ผู้ชายตรงหน้ามองผมด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่ารำคาญและมีแววหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็หล่อเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ ใจจริงผมอยากยื่นมือออกไปเช็คแฮน? เขาเอิ้นแบบนั้นแม่นบ่? ตามนั่นแหละครับผมอยากแสดงออกว่าผมดีใจ แต่สิ่งที่ผมทำได้คือ....


“ขอเรียบเรียงแปบนะครับ ลูกชายของพี่สามีใหม่แม่ เขาเรียกว่าหลานชายสามีใหม่ใช่ไหมพ่อ?” ผมพยายามทำเหมือนไม่ตื่นเต้นโดยที่เปลี่ยนไปโฟกัสเรื่องอื่น แต่หางตาของผมก็ยังคงเหล่มองอยู่ไม่ห่าง เพื่อดูว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่เชื่อไหมว่าเขาเมินผมโดยการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น บักอ้าย!! ผมเลยหันมาสนใจพ่อแทน


“เออ” แต่ทำไมน้ำเสียงของพ่อฟังดูแผ่วๆ ไม่เหมือนพ่อเลย สงสัยจะอกหัก “มึงไปได้แล้วไป ไปนู่นก็ดูแลตัวเองดีๆ จำๆ ที่กูเคยสอนไปด้วยนะ”


“ครับผม รักพ่อนะ” ก่อนจะไป คราวนี้ผมกอดพ่อด้วยความรักจริงๆ อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายสิบปี นี่เป็นครั้งแรกที่เราสองคนพ่อลูกจะต้องแยกจากกันไปไกล


“เออ”


"อธิษฐานเอาเด้อ...มันคงจะมีสักชาติที่เราได้อยู่ด้วยกัน" ผมดึงตัวพ่อเข้ามากอดอีกครั้ง แต่พ่อกลับขยับตัวหนีทำให้ผมกอดได้แค่ลม


“ขอโทษนะเธอ มันชอบคิดว่าตัวเองเป็นคำแก้ว” พ่อหันไปยิ้มแห้งๆ ให้กับแม่ประหนึ่งว่าอายที่ผมเอามโนว่าตัวเองเป็นคำแก้ว “มึงไปได้แล้วไป กูไปล่ะ” ยังไม่ทันที่ผมจะขึ้นรถไปกับแม่ พ่อก็เดินหันหลังออกไปโดยที่ไม่มียืนส่งให้ผมขึ้นรถ


“พ่อ ผมรักพ่อนะ รักพ่อที่สุดเลย!” ผมตะโกนตามหลังของพ่อไป ไม่รู้ว่าพ่อจะได้ยินไหม แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ผมน้ำตาไหลแล้วครับ ไม่อยากห่างจากอ้อมอกของพ่อเลย


ถึงไม่ใช่พ่อที่ดีที่สุด แต่พ่อรักผมมากที่สุด ข้อนี้ผมมั่นใจ


“ของมีแค่นี้ใช่ไหม?” น้ำเสียงที่ฟังดูเนื่อยๆ ของพี่ชายสุดหล่อพูดขึ้นพร้อมกับชี้มาที่กระเป๋าเสื้อผ้าที่ผมยัดใส่ในกระเป๋าอดิดาสใบละร้อยเก้าเก้าที่ซื้อมาจากคลองถม (ไม่รู้ว่าจำเป็นต้องบอกละเอียดไหม แต่ที่แน่ๆ อย่าบริโภคของก๊อบเหมือนอย่างผมนะครับ)


“ครับ ขอบคุณครับ..อะอ่าว”


“แค่ถามไม่ได้บอกว่าจะช่วยถือ”


“คนหล่อนี่ก็กวนจริงๆ นะครับ” และเป็นผมที่ยกกระเป๋าไปเก็บที่รถเบ๊นคันโก้ของแม่ บุญตูดได้นั่งรถเบ๊นก็คราวนี้ แหลไอ้เข้เอ้ย


ลาก่อยบ้านคลองอิโป่ง จระเข้ตัวนี้จะไปเฉิดฉายอยู่ในเมืองกรุง!!



ปล. ยินดีต้อนรับเข้าสู่ดินแดนหนองอิโป่งจ้าาา
หากขำหรือตลก โปรดแชร์และแบ่งปันให้กับคนที่คุณรักกันนะคะ อิอิ

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 228
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-3
บทที่ 2
ดีต่อใจแต่ไม่ดีต่อรูจมูก


ผมรู้สึกหมดความมั่นใจเมื่อต้องมานั่งข้างๆ คนหล่ออย่างพี่หัส พฤหัส หรือพี่ชายที่ผมคุยมาตลอดห้าปี แต่เชื่อไหมว่าผมโคตรเกร็งและรู้สึกไม่เป็นตัวเองเมื่ออย่างที่เคยคุยโทรศัพท์


“ทำไมไม่พูดเก่งเหมือนอย่างที่โทรคุยกันละลูก” แม่ที่ย้ายตัวเองไปนั่งด้านหลังพูดขึ้นเมื่อพี่หัสขับรถออกมาได้สักพัก


“เอ่อ...” ผมเหลือบมองพี่หัสที่ขับรถอยู่ข้างๆ เชื่อไหมครับว่านี่เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ผมรู้สึกหัวใจเต้นแรง หน้าแดง เหมือนเจอรุ่นพี่ที่แอบชอบตอนที่ผมกำลังแตกเข้าเนื้อหนุ่ม ความรู้สึกของผมตอนนี้มันมากกว่าตอนที่คุยกันผ่านโทรศัพท์อีกครับ


“สงสัยไม่เหมือนอย่างที่คิดมั้งครับ” เป็นพี่หัสที่พูดแทรกขึ้นมา


“ไม่ใช่นะครับ ไม่ใช่แบบนั้น ผมแค่ตื่นเต้น” ผมรีบหันไปมองพี่หัส “แค่ผมไม่รู้ว่าต้องพูดอะไร” เพราะพี่หัสดูกวนตีนและรับมืออยากมากกว่าที่ผมคิด เอาเข้าจริงแค่ตื่นเต้นเพราะเกิดมายังไม่เคยเห็นคนหล่อนอกจากตัวเอง


“ตอนนี้พี่หัสเขาเรียนอยู่ทันตะฯ ปีสุดท้าย ถ้าเข้ไม่เข้าใจอะไร ถามพี่เขาได้นะลูก”


“ครับ”


“เพราะถ้าไม่ได้พี่หัส ก็แย่เอาการน่าดู” สิ่งที่แม่พูดคือเรื่องจริงทุกประการครับเพราะถ้าไม่ได้พี่หัสผมคงเรียนไม่จบแน่ๆ ตั้งแต่บวกลบเศษส่วนจนมาถึงตรีโกณฯ


“ขอบคุณอีกครั้งนะครับ” ผมยกมือขึ้นขอบคุณพี่หัสอีกครั้ง ซึ่งผมเคยขอบคุณเขาไปแล้วตั้งแต่ที่โทรคุยกันเมื่อหลายวันก่อน เอาจริงๆ ผมก็ไม่คิดนะว่าพี่หัสจะมารับผมกับแม่ด้วย ถ้าคนเขาไม่คิดอะไรเชื่อไหมเขาไม่มาให้เสียเวลาหรอกครับ ผมไม่ได้เข้าข้างตัวเองนะแต่ผมพูดเรื่องจริง


“คุยเป็นเพื่อนพี่เขาไปนะเข้ เดี๋ยวแม่ขอพักสายตาก่อน” สิ้นเสียง แม่ของผมก็หยิบหูฟังขึ้นมาใส่พร้อมกับสวมผ้าปิดตาเข้าสู่ท้วงนิทราอย่างแท้จริง ทำให้ตอนนี้เหลือเพียงแค่ผมกับพี่หัสสองคน


“ไม่เห็นพูดเก่งเหมือนในโทรศัพท์เลย” ผมสะดุ้งทันทีที่อยู่ๆ พี่หัสเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน


“ก็......” ยอมรับครับว่าเสียอาการมาก เกิดมาก็ไม่เคยคุยกับคนหล่อเลย “พี่หล่อเกินไปครับ หล่อเกินที่ผมจินตนาการเอาไว้มากเลยทีเดียว”


“ก็พอจะรู้ตัว”


“พี่ไม่ถ่อมตัวบ้างเหรอครับ?”


“ก็มันเรื่องจริง” ผมเชื่อเขาเลยแหละครับ แต่ก็อย่างว่าพี่หัสหล่อจริงๆ ถ้าให้ผมเปรียบเทียบยิ่งกว่าอ้ายทศพลในนาคีที่ผมชอบดูอีก


“ถ้าง่วงก็หลับได้”


“ซบได้ไหม?”


“......”


“อ๋อ ไม่ได้” พี่หัสไม่ได้ตอบอะไรกลับมานอกจากถอนหายใจ ทำให้ผมเลือกที่จะเงียบและแสร้งเป็นมองข้างๆ ทางเหมือนอย่างนางเอกในเอ็มวี แต่ด้วยความที่เนื้อในของผมเป็นคนค่อนข้างกล้าและหน้าด้านทำให้ผมหันกลับมามองด้านข้างของพี่หัสอีกครั้ง


“สู คนอะไรทำไมหล่อขนาดนี้”


“อันนี้ตั้งใจพูดให้ได้ยินไหม?” พี่หัสเหลือบสายตามองผมเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปโฟกัสที่เส้นทางต่อ


“ตั้งใจแหละครับ เบ้าหน้าพระเจ้าสร้างที่แท้ แสดงว่าต้องมีคนชอบพี่เยอะแน่ๆ” คำถามนี้ ถามเผื่อหัวใจตัวเองครับ ถ้าพี่หัสยังไม่มีแฟน ผมนี่แหละจะเดินหน้าจีบแบบสไตล์ของผม


“ถ้าให้ตอบความจริงก็เยอะ แต่แค่ทำเป็นไม่สนใจ” เชื่อไหมครับ ถ้าคำนี้หลุดออกมาจากปากผมมันคงน่าหมั่นไส้และดูหลงตัวเองสุดๆ


“พี่เป็นเดือนมหาลัยแน่เลย”


“เลอะเทอะ ตำแหน่งที่เอาแค่หน้าตาแบบนั้นใครเขาจะไปสนใจ”


“อย่าบอกนะว่า.....พี่หัสไม่ได้มีตำแหน่งอะไรแบบนั้น?”


“ก็ไม่ พอดีว่ามาเรียน” คำตอบเดียวของพี่หัสมันทำให้ผมถึงกับชะงักทันที ผมว่าพี่หัสที่ผมคุยกับพี่หัสตอนนี้ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน “ทำไม? ผิดหวังเหรอที่ไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่คิด?” พี่หัสหันมาถามผมหลังจากที่ผมเอาแต่นั่งมองเขาขับรถอยู่เงียบๆ


“พี่รู้เหรอว่าผมคิดอะไร”


“หน้ามึงแสดงออกมาทุกอย่าง”


“เดี๋ยวนี้เรียกมึงเลยเหรอ?” ผมยกมือทาบอกด้วยความตกใจ เพราะคำสรรพนามที่พี่หัสใช้เรียกผมตอนนี้มันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะที่ผ่านมาพี่หัสมักจะเรียกผมว่าเรา และแทนตัวเองว่าพี่


มันไม่อ่อนโยนต่อจิตใจของจระเข้เลย~


“มันดูสนิทกันดีถ้าพูดแบบนี้ไม่ใช่เหรอ? อีกอย่างก็อยากลองพูดคำหยาบกับใครสักคน แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครให้พูด”


“.......” แสดงว่าหน้าอย่างผมคือคนที่พี่หัสสามารถพูดคำหยาบได้โดยที่ไม่รู้สึกผิดหรือระแคะระคาย ผมควรจะดีใจใช่ไหมครับ?


“ใช่ไหม?”


“อ๋อ ใช่ครับ ผมว่าเราดูสนิทกันมากขึ้นถ้าพี่เรียกผมแบบนั้น จริงๆ เรียกไอ้เหี้ยก็ไม่โกรธครับถ้าพี่บอกว่าจะทำให้เราสนิทกันมากขึ้น” ถ้าใครไม่เคยเห็นคนพลิกลิ้น หรือคนที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังตีน ผมขอนำเสนอตัวเองในตอนนี้เลยครับ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจกับกระบวนการคิดของพี่มันเท่าไหร่ แต่ในเมื่อมันทำให้ผมรู้จักตัวตนของพี่มันมากยิ่งขึ้นผมก็โอเคนะ


“หึ” พี่หัสไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเพียงแค่หัวเราะออกมาเบาๆ เท่านั้น ส่วนผมที่ไม่รู้ว่างเลยพยายามหากิจกรรมบางอย่างทำเพื่อไม่ปล่อยเวลาเสียเปล่า ดังนั้นการที่จะใช้เวลาอันมีค่าที่สุดของผมให้กับกิจกรรมที่สามารถทำได้ตอนนี้คือ


สองมือพนมยกขึ้นกลางอก รวบรวมสามธิที่มีให้มั่น นึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย พร้อมกับเปล่งเสียงของความศรัทธาออกมา


“อิติปิโส ภะคะวา....”


“เดี๋ยวๆ ทำอะไร?” ยังไม่ทันที่ผมจะสวดจบ พี่หัสก็รีบพูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับเหลือบมองมาที่ผมด้วยความไม่เข้าใจหลังจากที่ผมเอ่ยบทสวดอิติปิโสฯ ขึ้น


“ผมไม่รู้จะทำอะไรเพราะนั่งรถมันว่าง เลยว่าจะสวดอิติปิโสฯ ไปเรื่อยๆ ครับ เขาบอกว่าถ้าสวดอิติปิโสฯ เยอะๆ จะเป็นสิริมงคล นี่ตั้งใจว่าจะสวดให้ได้อย่างน้อย 108 จบ”


“ถ้าจะสวด นั่งสมาธิดีกว่า” ถ้าไม่ได้ตาบอดเพราะหลงใหลในตัวของพี่หัสมากเกินไป คงจะมองออกมาว่าน้ำเสียงและสีหน้าของพี่มันตอนนี้ไม่มีตรงไหนที่บอกเลยว่าไม่รำคาญ และการที่แนะนำให้ผมนั่งสมาธิก็คงเพราะอยากให้ผมเงียบปากเพื่อไม่ส่งเสียงรบกวนสมาธิ


“ไม่ใช่ว่ารำคาญผมนะ?”


“การนั่งสมาธิก็คือการฝึกจิตใจให้สงบ ได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น มีเวลาคิดทบทวน ถ้าไม่หวังดีก็ไม่แนะนะหรอกนะ”


พี่มันโกหก... เพราะสีหน้าและสายตาของพี่มันบ่งบอกชัดเจนว่ารำคาญผมเต็มที่


“รู้ว่าหลอกแต่ผมก็เต็มใจให้หลอก ผมจะทำเป็นเชื่อและนั่งสมาธิตามที่พี่บอกก็ได้ครับ” ผมยกขาขั้นมานั่งขัดสมาธิเตรียมที่จะหลับตาและนั่งสมาธิ


“เชื่อจริงดิ?” แต่คนที่แนะนำให้ผมนั่งกลับพูดขึ้นด้วยท่าทีประหลาดใจ ถ้าด่าผมว่าโง่ได้คงด่าผมไปแล้วล่ะครับ


“ก็บอกแล้วไงครับว่าผมเต็มใจให้พี่หลอก” ผมหลับตานั่งสมาธิไปตลอดทั้งทาง ตอนแรกๆ มันก็ยังไม่เข้าถึงขั้นมีสมาธิจริงๆ หรอกครับ แต่พอนั่งไปเรื่อยๆ เริ่มชินกับบรรยากาศผมก็เริ่มเข้าสู่สมาธิ...



“......??” พฤหัสเหลือบสายตามองคนข้างๆ ที่ตอนนี้เหมือนจะหลับมากกว่านั่งสมาธิ ทำให้เขาตีไฟเลี้ยวเพื่อเข้าชิดข้างทางและเปิดไฟฉุกเฉิน


พฤหัสปลดเข็มขัดนิรภัยของตัวเองออกเพื่อที่จะสามารถจัดระเบียบการนอนให้กับคนข้างๆ ได้ เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการเจอกันครั้งแรกกับคนที่คุยมานานถึงห้าปีอย่างจระเข้คนนี้ต้องรู้สึกอย่างไร เพราะเขาเองก็พอจะรู้ว่าจระเข้มีลักษณะอย่างไร มีหน้าตาอย่างไร จะมีก็แต่เจ้าตัวที่ดูเสียอาการเมื่อเจอหน้าเขาตรงๆ


กับจระเข้ พฤหัสจัดให้อยู่ในประเภทคนที่ไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองได้ จะทำอะไรก็ต้องขอความเห็นจากคนรอบข้างอยู่เสมอ เขาในฐานะที่เป็นหลานแท้ๆ ของสามีคนปัจจุบันของแม่จระเข้ ถูกไหว้วานให้คอยสอนการบ้านผ่านทางโทรศัพท์จนลามมาถึงเรื่องส่วนตัว รู้ตัวอีกทีก็เข้ามาปีที่ห้าอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงวันนี้


“น้องเป็นอะไรหรือเปล่า?” เจนจิราที่สะลึมสะลือตื่นขึ้นมาเห็นพฤหัสกำลังยกขาลูกชายวางลงกับพื้น


“เปล่าครับน้าเจน น้องหลับผมเลยจัดท่าให้ดีๆ น้าเจนหลับต่อเถอะครับ” พฤหัสหันไปพูดกับเจนจิราที่นั่งอยู่เบาะหลัง


“น้าฝากน้องด้วยนะ”


“น้าเจนฝากผมมาห้าปีแล้วครับ”


“อ๋า~ ว่าน้ารึเปล่านะ?”


“น้าเจนคิดมากไปครับ ผมไม่กล้าว่าหรอก น้าเจนหลับเถอะครับ” หลังจากที่พฤหัสจัดท่านั่งให้จระเข้เข้าที่แล้ว เขาจึงหันมานั่งที่เดิมพร้อมกับคาดเข็มขัดนิรภัยเตรียมเดินทางต่อ



“โอโหว!! นี่หรือบางกอก” หลังจากที่ผมหลับได้เต็มที่ เวลานี้ผมพร้อมที่จะตื่นตาตื่นใจให้กับบรรยากาศรอบข้าง โดยเฉพาะตึกรามบ้านช่องที่ดูแปลกตาไปจากบ้านหนองอิโป่งที่ผมเคยอยู่


“ตื่นเต้นอะไร ทำเหมือนเป็นบ้านนอกเข้ากรุงไปได้” ผมหันไปมองหน้าพี่หัสพร้อมกับฉีกยิ้ม


“ครับ ผมบ้านนอกจริงๆ พี่หัสคงจะชินใช่ไหม แต่ว่าผมอะไม่ชิน อยากจะลองอยู่คอนโดสักครั้ง เคยเห็นแต่ในละครเท่านั้นแหละครับ”


“ไหนบอกดูแต่นาคี”


“มันก็เคยดูเรื่องอื่นบ้างแหละพี่ชาย อุ๊บ! ผมเรียกพี่หัสว่าพี่ชายเหมือนเดิมได้ไหม?”


“แล้วแต่สะดวกปากเลย”


“ครับผม”


หลังจากที่ขับรถมาร่วมห้าชั่วโมงตอนนี้ก็ถึงที่หมายซึ่งอยู่ในกลางเมืองได้อย่างปลอดภัย ซึ่งหลังจากนั้นผมก็ไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรหลังจากที่เข้ามายังบ้านหลังใหม่ ซึ่งเป็นบ้านของแม่และสามีใหม่ของแม่ซึ่งเขานั่งอยู่ตรงข้ามผมตอนนี้


“สวัสดีครับคุณน้า” ผมยกมือขึ้นไหว้พร้อมกับรอยยิ้มที่มีมารยาทที่สุดเท่าที่พ่อเคยสอนผมมา


“สวัสดีจระเข้ เรียกฉันว่าพ่อก็ได้”


“ขอโทษนะครับ ผมมีพ่อแค่คนเดียว”


“ฉันสามารถให้ทุกอย่างกับจระเข้ เพียงแค่จระเข้เรียกฉันว่าพ่อ” ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ผมคงจะปฏิเสธหัวชนฝา และแอนตี้มากกว่าเดิมหลังจากประโยคที่ว่า เขาให้ได้มากกว่าพ่อของผม แต่นั่นเป็นความคิดของคนอื่น แต่ถ้าเป็นผมนั้น จะตอบกลับไปว่า....


“ครับพ่อ ถึงไม่ใช่พ่อที่ให้กำเนิดผมมา แต่ผมก็รักพ่อมากๆ เลยนะครับ” จากที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามบัดนี้ผมคุกเข่าคลานมาตรงหน้าพ่อใหม่พร้อมกับพนมมือสวยๆ ไหว้ที่หน้าตักด้วยความเคารพ


“ดีมาก เจ้าลูกชาย” พ่อใหม่วางมือบนศีรษะของผมเบาๆ พร้อมกับโยกศีรษะของผมไปมาด้วยความเอ็นดู


“กรีดเลือดสาบานกันเลยไหมครับ ว่าเราจะเป็นพ่อลูกกันตลอดไป” ผมยื่นแขนออกไปตรงหน้า เผื่อว่าพ่อใหม่จะเห็นด้วยกับความคิดของผม


“เรานี่ตลกดีนะ แต่ไม่ต้องถึงขั้นนั้นหรอก”


“แล้วเราจะรักกันแบบพ่อลูกตลอดไปหรอครับ ถ้าไม่ทำแบบนั้น?”


“ขึ้นมานั่งข้างบนเถอะ”


“แต่ผมมีเรื่องกังวลอยู่อย่างหนึ่งครับ” ผมลุกขึ้นมาจากพื้นย้ายมานั่งข้างๆ พ่อใหม่โดยที่ไม่มีอาการเกร็งหรือเคอะเขินอะไร จะเรียกว่าเป็นความสามารถพิเศษของผมก็ได้ที่เข้ากับคนที่พึ่งรู้จักและรักเขาเป็นพ่อได้อย่างรวดเร็ว


“เรื่องอะไรเหรอลูก”


“คือตอนนี้ในใจของผมคิดกับพี่หัสเกินกว่าพี่ชาย เรียกง่ายๆ ตลอดห้าปีที่ผมคุยกับพี่หัสมาผมแอบแซ่บกับเขามาตลอดครับ ถ้าเกิดว่าผมเป็นลูกของพ่อใหม่แบบนี้ มันจะเป็นอุปสรรคต่อความรักของผมหรือเปล่าครับ?”


“ไม่ต้องกังวล”


“คือได้เหรอครับ?”


“ตราบใดที่เจ้าหัสเขาคิดเหมือนกันกับลูกก็ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาตอนนี้คือพ่อว่าลูกคิดเข้าข้างตัวเอง”


“เอ่อ.....” ผมว่าพ่อเก่ากับพ่อใหม่ของผมมีนิสัยอย่างหนึ่งเหมือนกันครับ คือการตัดกำลังใจดวงน้อยๆ ของผม แต่ผมมั่นใจว่าถ้าผมได้ลงมือพิสูจน์ว่าผมจริงจังและจริงใจกับพี่หัสสักวันเขาต้องรักผมแน่ๆ


“” เจ้าตัวมานู่นแล้ว” ผมหันไปมองตามือของพ่อใหม่ที่ชี้ไปทางด้านหลังของผม “คุยกันไปนะลูก”


“ลูก? น้าไปมีลูกตอนไหน?” พี่หัสเดินเข้ามาทิ้งตัวนั่งลงตรงข้ามผมกับพ่อใหม่พร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย


“จระเข้ อธิบายให้พ่อทีนะ พ่อขอไปสวีทกับแม่ก่อน” พ่อใหม่ลุกขึ้นพร้อมกับตบไหล่ผมเบาๆ และเดินออกจากบริเวณห้องนั่งเล่นไปทิ้งให้ผมกับพี่หัสนั่งอยู่ภายในห้องนี้สองคน


ผมชอบจังเลยครับ จังหวะที่เราสองคนจะได้ใกล้ชิดกันโดยไม่มีอะไรมากั้น


“ว่าไง?”


“คืองี้นะครับพี่ชาย” ผมย้ายก้นของตัวเองไปนั่งเบียดข้างๆ พี่หัสเนียนๆ “คือสามีใหม่ของแม่ เขาบอกให้ผมเรียกเขาว่าพ่อ แต่ผมต้องเรียนไปตามตรงว่าพ่อผมมีคนเดียว...” ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยคพี่หัสก็พูดแทรกขึ้นมาก่อนที่ผมจะอธิบายเข้าสู่จัดไคล์แมค


“ไม่เอาน้ำ”


“แสดงว่าเอาเป็นแห้ง? แฮร่!! ไม่ตลกเหรอครับ” เมื่อเห็นว่าหน้าของพี่หัสไม่ได้มีวี่แววว่าตลกหรือเอนจอยไปกับมุกตลก ผมเลยไม่หน้าด้านเล่นต่อและกลับมาสู่บทสนทนาเดิม “มาต่อครับ หลังจากที่ผมบอกว่าผมมีพ่อคนเดียว สามีใหม่ของแม่เลยบอกกับผมว่า เขาสามารถให้ผมได้มากกว่าที่พ่อของผมให้ ผมเลยซึ้งและเห็นแก่น้ำใจของสามีใหม่แม่ ผมเลยตกปากรับคำเรียกว่าพ่อครับ”


“.........”


“เพราะผมเป็นคนให้โอกาสคนไง” เมื่อเห็นว่าพี่หัสเงียบไปหลังจากที่ผมเล่าเรื่องทุกอย่างจบ ผมจึงพยายามสรรหาคำพูดที่ทำให้ตัวเองดูดีขึ้นมาเล็กน้อย แม้ว่าตอนนี้มันจะกู่ไม่กลับแล้วก็ตาม


“ไม่เลย มึงเข้าใจผิด” ถ้าผมมองไม่ผิด ผมเห็นว่าสีหน้าของพี่หัสนั้นเหมือนกับพ่อของผมไม่มีผิด สีหน้าที่บ่งบอกระอาผมเต็มที่ “แต่ช่างเถอะ มึงจะเรียกใครว่าพ่อก็เรื่องของมึง”


“แล้วถ้าผมเรียกพี่ว่าที่รัก?”


“มึงก็อาจจะได้เคี้ยวตีนแทนข้าว”


“พูดไม่เพราะเลยนะครับ”


“พอได้สัมผัสกับมึงแบบตัวเป็นๆ ....”


“เดี๋ยวๆ ผมขอแทรก นี่คนนะไม่ใช่สัตว์พี่จะบอกว่าเจอผมตัวเป็นๆ ไม่ได้ พี่ต้องบอกว่าเจอผมตัวจริงๆ” ผมรีบยกมือขึ้นและขออนุญาตพูดแทรกขึ้น


“ก็พอได้เจอตัวจริงแล้ว รู้สึกว่าพูดแบบนี้กูสะดวกใจกว่า”


“คือจะบอกผมว่าผมดูหยาบเกินกว่าที่จะพูดดีๆ ด้วยเหมือนอย่างในโทรศัพท์?” เป็นคำถามที่เจ็บแต่ต้องถามออกไปเพื่อความชัดเจน เพราะถ้าวันหนึ่งพี่หัสจะชอบหรือจะรักผมจริงๆ ต้องรักที่ผมเป็นผม ไม่ใช่เพราะผมเป็นหนังศีรษะ


“ประมาณนั้น”


“แต่ที่ผมเคยบอกกับพี่ คือผมคิดแบบนั้นจริงๆ นะครับ” ด้วยความที่เป็นเสือมือไวทำให้ผมวางหน้ามือลงบนหลังมือของพี่หัสเนียนๆ แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่เนียนอย่างที่คิดเมื่อพี่หัสก้มลงที่หลังมือของเขาที่มีมือของผมประกบอยู่


“เดี๋ยวนี้ถึงเนื้อถึงตัว?”


“ก็...อดใจไม่ไหว” ผมจำใจที่จะต้องยกมือของตัวเองกลับมาที่เดิม แต่ไม่ลืมที่จะพิสูจน์กลิ่นที่ติดมากับหน้ามือของผม


“พึ่งขี้มา”


“......”


“เอาสิ ดมต่อสิ อยากดมไม่ใช่เหรอ?” และเป็นผมอีกนี่แหละครับที่ต้องรีบเปลี่ยนสีหน้าและท่าทางอย่างรวดเร็วเมื่อพี่หัสบอกว่าเขาพึ่งเข้าห้องน้ำมา และที่สำคัญตอนนี้พี่หัสพุ่งมาล็อกคอของผมเอาไว้ด้วยแขนของเขา โดยใช้นิ้วมือข้างซ้ายที่ใช้ล้างก้นเข้ามายัดในรูจมูกของผมเต็มๆ


“........” เมากลิ่นครับ


“แอคคลูซีฟไหม? ไม่เคยมีใครใกล้ชิดแบบนี้มาก่อน” หลังจากที่ผมไม่สามารถขัดขืนในการสัมผัสกลิ่นอย่างใกล้ชิดและรอจนกว่าพี่หัสจะพอใจ นั่นก็ทำให้ผมถึงกับเสียอาการไปทันที


ไม่ได้นะ ไอ้เข้ มึงจะเสียอาการเพราะกลิ่นขี้ไม่ได้


“ดูทำหน้าเหมือนจะตาย จิตปรุงแต่งไปเรื่อยนะมึง” พี่หัสผลักเข้าที่หน้าผากของผมเต็มๆ หนึ่งทีหลังจากที่เห็นว่าผมเงียบไป “ไม่ได้เข้าห้องน้ำมา แค่แกล้งเล่น มันไม่ได้มีกลิ่นอะไร ทำหน้ารังเกียจไปได้”


“อย่าบอกนะว่า....”


“เออ กูแกล้งมึง”


“มีใจกับผมหรือเปล่า?”


“ไม่มี”


“ชัดเจน”



ปล. ถ้าถามว่าเรื่องนี้ให้อะไร ไรท์ตอบไม่ได้ แต่หวังว่าจะให้รอยยิ้มเล็กๆ น้าาาา
มีนักอ่านสอบถามเข้ามาว่า พี่จะดุแล้วน้องจะดื้อไหม รับรองว่ามีแน่นอนค่ะ อย่าให้พี่ได้ดุ ไรท์เตือนแล้วนะ อิอิ

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 228
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-3
บทที่ 3
ก๊าซไข่เน่า


นี่ยังไม่ถึงวันที่ผมห่างจากอกพ่อที่รักมา อยู่ๆ ผมก็รู้ซึ้งและเข้าใจถึงคำว่าคิดถึงที่แท้จริงแล้วแหละครับ โดยเฉพาะตอนที่ผมได้ยินและได้เห็นพ่อผ่านหน้าจอโทรศัพท์


“อดทนนะพ่อ ถ้าผมเรียนจบแล้ว ผมจะรีบกลับไป” ผมพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้เต็มที่เพื่อไม่ให้พ่อเห็นถึงความอ่อนแอของผม แต่รู้ไหมครับว่าสิ่งที่ผมได้กลับมาจากพ่อคืออะไร


(มึงไม่ต้องกลับมา)


“พ่อ อย่าโกรธสิ ผมพูดไปเพราะความอยู่รอด”


(กูเลี้ยงมึงมาไอ้เข้)


“แล้วผมบอกเหรอว่าพ่อไม่ได้เลี้ยงผม อ่ะ หยอกๆ อย่าพึ่งชี้หน้าด่าผมครับ” ผมรีบพูดดักเมื่อเห็นว่าพ่อเตรียมยกนิ้วขึ้นมาชี้หน้าผมผ่านหน้าจอ


(แล้วมึงไปเรียกผัวใหม่แม่มึงว่าพ่อ ใช้ส้นตีนคิดเหรอ?)


“ก็....อารมณ์ชั่ววูบ ผมขอโทษครับ” เรื่องที่ทำให้พ่อโกรธและไม่ยอมคุยดีกับผมก็เพราะผมเล่าให้พ่อฟังว่าตอนนี้ผมเรียกสามีใหม่ของแม่ว่าพ่อเป็นที่เรียบร้อย แต่ไม่ได้บอกหรอกครับว่าสาเหตุที่แท้จริงที่ผมเรียกเพราะอะไร ได้แต่โกหกไปว่าไม่อยากให้แม่อึดอัด


(เออ เรื่องของมึงเถอะ) พ่อหันหน้าไปทางอื่นเล็กน้อยเหมือนไม่รู้จะพูดอะไร แต่ทำไมผมกลับรู้สึกว่าพ่อดูเศร้าๆ เหมือนไม่ใช่พ่อที่ผมรู้จัก


“คิดถึงผมเหรอ? ถ้าคิดถึงพ่อก็บอกแค่ว่าคิดถึงสิ ไม่เห็นต้องมาทำปากแข็งเลย”


(มึงคิดไปเอง)


“ผมเป็นลูกพ่อนะ ผมเลี้ยงพ่อมาทำไมผมจะไม่รู้ว่าพ่อรู้สึกอย่างไร”


(เออ นั่นก็จริง ถุ้ย!! ตลกมากไหม ถ้าอยู่ใกล้ๆ พ่อจะฟาดให้หลังหักเลย)


“นี่แหละพ่อผม ต้องด่าเก่งแบบนี้ ผมบอกตามตรงเลยนะพ่อ ผมไม่อยากเห็นพ่อเศร้า ผมรู้ว่าพ่อคงจะไม่ชินที่ผมไม่อยู่ แต่พ่ออย่าลืมว่าพ่อเป็นคนส่งผมมา พ่อบอกว่าเพื่ออนาคตที่ดีของผม” เมื่อต้องเข้าสู่โหมดจริงจัง ไอ้เข้คนนี้ก็ทำได้ดีไม่แพ้เรื่องไร้สาระหรอกนะครับ และก็อย่างที่ผมบอกไปผมไม่อยากเห็นพ่อเศร้าอย่างนี้เลย เพราะผมเองก็เศร้าไม่ต่างจากพ่อ


จากใจผมเลยนะ จากคนที่ไม่เคยอยู่บ้านใหญ่ ไม่เคยจับต้องสิ่งของอำนวยความสะดวก ไม่ค่อยได้กินอาหารดีๆ พอมาวันนี้ชีวิตของผมค่อยๆ เปลี่ยนไป แต่ผมกลับไม่รู้สึกดีใจเลยสักนิด นั่นก็เป็นเพราะพ่อของผมยังไม่สบาย พ่อของผมยังอยู่ที่เดิม ผมอยากให้พ่อมีชีวิตที่ดีบ้าง อย่างน้อยได้นอนห้องแอร์เย็นๆ พื้นฝ่าไม่รั่วตอนฝนตกเหมือนทุกวันนี้


(มึงคิดอะไรอยู่?)


“ผมแค่อยากให้พ่ออยู่ตรงนี้กับผมจัง พ่อ ถึงผมจะไม่เคยทำให้พ่อภูมิใจ แต่ผมจะพยายามทำให้ชีวิตของพ่อดีขึ้นนะ”


(อันนี้มึงจริงจัง? หรือพูดเอาเท่?)


“พ่อ ผมจริงจังนะ ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเป้าหมายในชีวิตของผมคืออะไร” ผมเงียบไปสักพักเพื่อรอดูสีหน้าของพ่อ เมื่อเห็นว่าพ่อรอฟังคำตอบด้วยความที่เป็นเด็กติดเล่นเลยพูดออกไปว่า “พ่อเชื่อไหมว่าตอนที่ครูภาษาไทยเขาให้ผมเขียนเรียงความ ตอนผมอยู่มอสาม ผมยังจำขึ้นใจ”


(.........)


“เขียนในหัวข้อว่าโตขึ้นผมอยากเป็นอะไร ให้เขียนบรรยายมาหนึ่งหน้ากระดาษ อยากเป็นคุณหมอ เป็นพยาบาล อยากเป็นครู แต่พ่อรู้ไหมว่าอีกอย่างคือผม...”


(.......???)


“อยากเป็นแฟนอ้าย คริๆ คิดว่าผมจะบอกพ่อว่าอะไรอะ”


(ไอ้เข้!!!! ไอ้ลูกเวร!!) เรียบร้อยครับ ผมโดนพ่อด่าไปตามระเบียบ


หลังจากนั้นไม่นานพ่อก็วางสายไปเพราะเบื่อที่จะคุยกับผม ส่วนผมเองตอนนี้ก็ได้แต่จัดของที่อยู่ในกระเป๋าให้เข้าที่ และนี่ก็เป็นครั้งแรกในชีวิตของผมที่มีห้องส่วนตัว... มันอาจจะดูธรรมดาสำหรับใครหลายๆ คน แต่สำหรับผมมันโคตรจะพิเศษเลย โดยเฉพาะเตียงนอนนุ่มๆ


“เฮ้อออ นอนดีกว่า” ตอนแรกตั้งใจเอาไว้ว่าจะจัดห้องให้เรียบร้อย แต่พอสายตาผมสบเข้ากับเตียงนอน เหมือนร่างกายของผมถูกดูดให้เดินเข้าไป และทิ้งตัวลงบนเตียงนอน รู้ตัวอีกทีก็เช้าของอีกวัน...


“สวัสดีครับ ทำไมตื่นสายจัง?” ผมเอ่ยทักทายพี่หัสที่พึ่งเดินลงมาจากชั้นสองด้วยสภาพที่ดูเหมือนพึ่งลุกจากที่นอน แต่ถึงอย่างไรก็ดูดีกว่าผมที่อาบน้ำแปรงฟันแล้ว


“มึงนั่นแหละ ทำไมตื่นเช้า นี่พึ่งเจ็ดโมงเอง” พี่หัสเดินลงมานั่งที่เก้าอี้ข้างๆ ผม


“มันชินอะครับ ปกติพ่อปลุกตั้งแต่ตีห้าเพราะต้องไปช่วยหลวงตาบิณฑบาต” เรียกได้ว่าการที่ผมตื่นเช้ามันเป็นกลไกของร่างกายที่มันตั้งโดยอัตโนมัติไปเป็นที่เรียบร้อย ถ้าจะปรับก็คงต้องใช้เวลาอีกนาน “ผมมีเสน่ห์ไหม?”


“เดี๋ยวๆ เรื่องอะไร?” พี่หัสที่กำลังยกมือขึ้นปิดปากเพื่อที่จะหาวต้องหยุดชะงักลงพร้อมกับคิ้วที่ขมวดเข้าหากันหลังจากที่ได้ยินคำถามที่ดูไม่สอดคล้องกันจากปากผม


“ก็ผมตื่นเช้าไง มีเสน่ห์ไหม”


“เพี้ยนแล้วมึง” พี่หัสส่ายหน้าไปมาพร้อมกับดันหน้าผากของผมเบาๆ สงสัยจะหมั่นเคี้ยวเด็กน่ารักๆ อย่างผม


“พี่หัสครับ แม่บอกว่าพี่หัสอยู่มหาลัยเดียวกับผมใช่ไหม?” เมื่อช่วงเย็นผมจำได้ว่าแม่บอกผมว่าพี่หัสเรียนที่เดียวกับผม ถ้าผมจองหอในของมหาลัยไม่ได้ แม่ก็จะลองคุยกับพี่หัสเรื่องที่จะให้ผมไปอยู่คอนโดด้วยในกรณีฉุกเฉิน


“อืม ทำไม?”


“ถ้าผมจองหอในไม่ได้ แม่บอกว่าจะลองคุยกับพี่หัสดูว่าผมสามารถอยู่คอนโดพี่หัสได้ไหม”


“ถ้ามันไม่ได้จริงๆ ก็ไม่มีปัญหา แต่ไม่ใช่ว่ามึงจะแกล้งทำว่าจองไม่ได้” ตั้งแต่เกิดมาก็มีแค่พ่อที่มักจะรู้ทันผมทุกเรื่อง แต่ตอนนี้ผมเจอคนที่เริ่มรู้ทันผมอีกคนแล้วละครับ


“เห็นผมเป็นคนอย่างไงเนี่ย”


“เชื่อไม่ได้”


“ง่า”


“มีแผนในหัวตลอดเวลา”


“อูยยยย”


“กวนตีน”


“อ๋า”


“หยาบคาย”


“เดี๋ยวๆ ตอนนี้เหมือนโดนด่าละ ถ้าไม่ห้ามนี่น่าจะหนักกว่าเดิมนะพี่ชาย” ผมรีบยกมือขึ้นห้ามก่อนที่พี่มันจะด่าผมไปมากกว่านี้ เมื่อเห็นปฏิกิริยาของผมพี่หัสก็หัวเราะขึ้นมาเบาๆ


“เข้”


“ครับ”


“ขอพูดตรงๆ นะ มึงน่ารักนะ คุยด้วยแล้วสบายใจ.....”


“แต่งครับ” ผมยื่นมือข้างซ้ายออกไปตรงหน้าพี่หัสหลังจากที่ได้ยินประโยคที่ดูเหมือนจะสารภาพรักกับผม ด้วยความที่ไม่ใช่คนเล่นตัวอะไรอยู่แล้ว เลยตอบตกลงให้จบๆ ไป “ให้ผู้ใหญ่มาคุยเลย โอ๊ย!”


“ฟังให้จบก่อน คิดไปไกลแล้ว” พี่หัสใช้นิ้วดีดที่หน้าผากของผมแรงๆ “แค่จะบอกว่า กูสบายใจกับฐานะพี่น้องมากกว่าอย่างอื่น”


“........งง”


“อย่าแกล้งงง รู้ว่าเข้าใจ” ช่วยบอกผมทีว่าผมจะเป็นม่ายตอนนี้ไม่ได้ ยังไม่ทันแต่งก็เป็นม่ายแล้ว ผู้ชายมีตำหนิอย่างผมใครเขาจะมาสนใจ คิดแล้วก็อยากจะร้องไห้ครับ


“เสียใจนะ ไม่อยากเป็นม่าย”


“เดี๋ยวๆ จะม่ายได้ไงยังไม่ได้เป็นอะไรกันเลย เข้สติครับ” พี่หัสจับไหล่ผมทั้งสองข้างแน่นพร้อมกับจ้องมาตรงหน้าผมตรงๆ ไม่อยากจะบอกว่าตอนนี้ผมสูดหายใจเข้าให้ลึกที่สุดเพื่อซ่อนขนจมูกที่ยังไม่ได้เล็มตั้งแต่เดือนที่แล้ว เพราะถ้ามันโผล่ออกมา คงจะขัดซีนอารมณ์ในตอนนี้น่าดู


“ไม่อยากมีสติ เพราะถ้ามีหัวใจจะเจ็บปวด” แต่น่าแปลกที่หัวใจของผมกลับไม่ได้รู้สึกเจ็บมากขนาดนั้น แค่เฟลๆ เล็กน้อยที่ถูกตัดไฟตั้งแต่ต้นลม


“แต่ก็ใช่ว่าต่อจากนี้กูจะไม่รู้สึกอะไร”


“เดี๋ยวๆ นี่ให้ความหวังนะรู้ไหม”


“รู้ แค่ไม่อยากยืนยันแล้วมากลืนน้ำลายตัวเอง เพราะตอนนี้ความรู้สึกของกูคือยังไม่ได้รู้สึกกับมึงแบบนั้นจริงๆ และก็สบายใจที่อยู่ในฐานะนี้ แต่ถ้าอนาคตมันจะมากกว่าที่เป็นอยู่มันก็โอเค”


“ชัดเจนดีนะพี่ชาย”


“จะซับซ้อนเพื่ออะไร ความรู้สึกคนเรามันก็มีแค่ไม่กี่อย่าง ชอบก็บอกชอบ ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ”


“แต่ตอนนี้พี่กำลังกั๊ก”


“ก็ไม่ได้เถียง”


“ถ้าผมไปชอบคนอื่นขึ้นมานะ พี่จะเสียใจ” ผมยื่นมือไปหยิบแก้วโอวันตินตรงหน้าที่ปล่อยให้มันเย็นขึ้นมาดื่ม


“ก็แย่งกลับมา ถ้าตอนนั้นกูชอบมึงจริงๆ”


“........!” จากที่จะดื่มโอวันติน ตอนนี้ผมดื่มความอึ้งแทนครับ ผู้ชายข้างๆ ผมนี่ ทำให้ผมอึ้งได้หลายเรื่องจริงๆ โดยเฉพาะที่บอกว่าจะแย่งผมกลับมา “ดูละครมากไปหรือเปล่าครับ?”


“คงงั้นมั้ง” พี่หัสไหว้ไหล่เหมือนไม่ได้สนใจ “แต่อย่าลืมว่ามันคือ ถ้า มันยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ อีกอย่างที่กูจะบอกมึงเลยนะ” ครั้งนี้ผมนั่งยืดอกหลังตรงและตั้งใจฟังในสิ่งที่พี่มันกำลังจะพูด


“........”


“ถ้าว่างๆ ไปตรวจก๊าซไข่เน่าในช่องปากด้วยนะ กูว่ามันอาจจะไม่ใช่กลิ่นธรรมชาติ”


“.......”


“มันอาจจะมาจากสาเหตุอื่น ถ้าเจอเร็วรักษาเร็วกลิ่นหายเร็ว”


“.......”


บอกตามตรงครับว่าผมไม่สามารถทำใจยอมรับหรือให้กลับไปชอบผู้ชายที่บอกว่าผมปากเหม็นแบบอ้อมๆ ไม่ได้ ถ้าบอกว่าผมปากเหม็นผมยังพอเข้าใจ แต่นี่เล่นบอกให้ผมไปตรวจก๊าซไข่เน่าในช่องปาก มันดูเลวร้ายกว่าที่บอกผมว่าปากเหม็นเสียอีก


ใครจะรักก็รักไป ตอนนี้จระเข้ขอเซย์กู๊ดบายไปก่อนนะครับ!!! โกรธ โกรธมาก



“เป็นอะไรลูก ทำไมไม่ยอมพูดเลย” ตลอดทั้งวันผมก็กลายเป็นคนวิตกจริตไปเป็นที่เรียบร้อยหลังจากที่โดนพี่หัสทักเรื่องก๊าสไข่เน่า บอกตามตรงว่าเสียความมั่นใจสุดๆ ไปเลยครับ ใครจะหาว่าผมงี่เง่าก็ไม่เป็นไรครับ ผมเซ้นซิทีฟจริงๆ โดยเฉพาะคนที่ชอบพูดมากแบบผม ไม่รู้ว่าป่านนี้ใครต่อใครโดนฤทธิ์กลิ่นปากของผมไปบ้าง


“.....เปล่าครับ” ผมพยายามตอบให้รูปปากออกมาเล็กที่สุดเพื่อลดช่องว่าในการที่ก๊าซด้านในปากจะออกมา


“ปวดฟันหรือเปล่า” พ่อใหม่พูดขึ้นมา “เจ้าหัส แกไปดูให้น้องหน่อย เพื่อว่าฟันหรือเหงือกมีปัญหาตรงไหน” ผมหันไปมองหน้าพี่หัสอย่างไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่หลังจากที่เห็นว่าพี่หัสยิ้มเล็กน้อยหลังจากที่พ่อใหม่เอ่ยขึ้น


“ครับ เดี๋ยวหลังทานข้าวเสร็จผมไปดูให้”


“ไม่ต้องครับ”


“ไม่ได้ขอความเห็นครับ” บอกตามตรงนี่เป็นครั้งแรกที่ผมอยากจะทุบหลังพี่หัสแรงๆ สักที ตัวเองมาทำให้ผมเสียความมั่นใจแล้วยังจะมาทำน้ำเสียงดุใส่อีก


จระเข้โมโห!!


ผมลุกเป็นคนแรกหลังจากที่ทานอาหารเย็นเสร็จเพราะทนสายตาของพี่หัสที่มองผมอยู่ตลอดไม่ได้ เอาจริงๆ ผมเป็นฝ่ายมองพี่มันก่อนแหละ ก็คนมันระแวงกลัวว่าพี่หัสจะบอกแม่และพ่อใหม่ว่าผมต้องไปตรวจก๊าซไข่เน่า บอกตามตรงว่าขายมากๆ ใครจะรู้ว่าผมมีก๊าซไข่เน่าอยู่ในปากไม่ได้


“จะไปไหน?” ถ้าเป็นละครคือถึงเวลาปล่อยคิวของพระเอกให้มาง้อหลังจากที่ทำให้นางเอกเสียใจหรือเข้าใจผิด และนี่ก็เป็นคิวของพี่หัสเหมือนกันที่เดินตามมาคว้าข้อมือของผมเอาไว้ก่อนที่ผมจะเดินเข้าห้องของตัวเอง


“ไปซื้อดอกไม้”


“ดอกอะไร”


“ดอกจำปี”


“ไม่มี”


“ดอกจำปาก”


“ไม่มา”


“ดอกยี่โถ”


“พอแล้ว!”


“ไอ้เราก็คิดว่าจะเคลิ้มตาม” ผมผลักประตูห้องนอนเข้าไปด้านในและเปิดให้พี่หัสตามเข้ามา “อย่าบอกว่าจะมาตรวจให้ผมเหมือนที่พ่อใหม่บอก”


“ใช่”


“เดี๋ยวๆ” ผมยกมือห้ามเมื่ออยู่ๆ พี่หัสเดินเข้ามายืนแทรกตรงกลางระหว่างขาทั้งสองข้างของผมหลังจากที่ผมทิ้งตัวนั่งลงบริเวณขอบเตียง “ไหนบอกว่าผมปากเหม็นไง?”


“อย่าบอกนะว่าที่เงียบทั้งวันก็เพราะเรื่องเมื่อเช้า?” พี่หัสดูแปลกใจขึ้นมาทันทีหลังจากที่ผมพยักหน้ายอมรับว่าเป็นจริงตามที่พี่หัสสันนิษฐาน


“ก็ผมเสียความมั่นใจ ไม่กล้าคุยกับใครเลย อีกอย่างผมก็แอบโกรธพี่นะที่บอกว่าผมควรไปตรวจก๊าซไข่เน่าในปาก มันเจ็บกว่าโดนด่าว่าปากเหม็นตรงๆ อีก”


“ที่พูดก็เพราะเป็นห่วงหรอก มาๆ อ้าปาก”


“ผมพึ่งกินข้าวไปนะพี่” พี่ผมยกมือขึ้นมาปิดปากเมื่ออยู่ๆ พี่หัสก็ยื่นมือมาบีบที่คางของผมเบาๆ เพื่อให้อ้าปากออก


“เออ หนา ไม่เห็นเป็นไรเลย”


“แต่พี่จะตรวจได้เหรอ?”


“กูบอกไปหรือยังว่ากูเรียนทันตะฯ” ชัดเจน! ก็ว่าอยู่ว่าทำไมพี่หัสถึงบอกแบบนั้น เพราะถ้าคนที่ไม่ได้เรียนเฉพาะทางก็คงจะไม่รู้ว่าในปากของผมมีก๊าซไข่เน่า อีกอย่างเลยก็คือผมลืมว่าพี่หัสเรียนทันตะฯ ทั้งๆ ที่พี่หัสและแม่ก็เคยบอกผมมาตั้งแต่ปีแรกๆ ที่เราคุยกัน วิตามินและอาหารเสริมเข้าผมด่วนเลยครับ สัญญาว่าจะขายให้สุดกำลัง “อย่าบอกว่าลืม?”


“ครับ”


“ก็เลยคิดว่ากูหลอกด่าให้เสียความมั่นใจ?”


“ครับ”


“เด็กน้อย” พี่หัสเปลี่ยนตำแหน่งมือจากที่บีบบริเวณปลายคางของผมขึ้นมาที่ศีรษะพร้อมกับออกแรงโยกเล็กน้อย “มันรักษาได้”


“แต่ผมอาย ผมไม่อยากเป็นคนปากเหม็นนะพี่”


“ก็ถึงบอกไงว่ารักษาได้”


“แล้วทำไมคนรอบข้างผมถึงไม่บอกผมละว่าผมปากเหม็น”


“ก็ถ้าบอกแล้วมึงจะงอนแบบวันนี้ไง มันเป็นเรื่องที่เซ้นซิทิฟมากๆ แต่ที่กูบอกก็เพราะแน่ใจแล้วว่าสาเหตุมันไม่น่าจะมาจากธรรมชาติ ต้องไปตรวจให้ละเอียดว่าสาเหตุจริงๆ คืออะไรจะได้รักษาให้ตรงจุด ถ้าปล่อยไว้อาการมันก็จะหนักกว่าเดิม หรือมึงอยากกลายเป็นคนปากเหม็นแล้วไม่มีใครบอกใครเตือน จะเอาแบบนั้นไหม? ต่อไปนี้จะได้ไม่บอกอะไรอีก”


“ไม่เอาครับ บอกครับ บอกได้ทุกอย่าง” เมื่อคิดตามสิ่งที่พี่หัสพูด มันก็เป็นเรื่องจริงครับ เพราะถ้าไม่มีใครกล้าบอกผมตรงๆ ผมก็จะกลายเป็นที่รังเกียจมากกว่านี้ โดยเฉพาะอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าผมต้องเข้าสู่รั้วมหาลัย


“นั่นแหละ ที่หลังก็ฟัง ไม่ใช่ว่าดื้อเอาแต่ความคิดของตัวเองเป็นหลัก ขึ้นมหาลัยแล้วก็โตแล้ว”


“อันนี้เรียกว่าดุไหมครับ?”


“เรียกว่าสอน เพราะดุแน่นอนว่าไม่ใช่แบบนี้”


“อยากโดนพี่ดุจัง”


“ตอนนี้ไปแปรงฟันก่อน ไม่อย่างนั้นมึงโดนมากกว่าดุแน่” ร่างกายของผมลุกขึ้นอัตโนมัติหลังจากที่พี่หัสก้าวถอยหลังออกจากผมมาเล็กน้อยเพื่อให้ผมมีพื้นที่ลุกขึ้นไปจัดการกับช่องปากของตัวเอง


ต่อไปนี้ นอกจากจิตใจที่ต้องสะอาดแล้ว ช่องปากก็ต้องสะอาดเหมือนกันครับ ชักอยากจะมีแฟนเป็นหมอฟันแล้วละสิ ไม่รู้ว่าคนแถวนี้จะยอมไหม (ได้ข่าวว่าพึ่งจะบอกว่าไม่ชอบเขาไม่ใช่เหรอ?)



ปล. อิพี่เป็นห่วงแหละ แต่น้องตีความไปนู่นนนน 555555

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
 :hao4:

ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
น้องงงงงง​ อิพี่จะมาเสียใจตอนอิน้องไปชอบคนอื่นนะคะ

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 228
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-3
บทที่ 4
เจอของดีในช่องปาก

ตอนนี้ผมมาอยู่กับแม่ได้เกือบๆ อาทิตย์ ทุกอย่างดำเนินไปปกติ ไม่มีเรื่องพิเศษหรือน่าตื่นเต้นอะไร จะมีก็แต่ผมถูกบังคับให้มาตรวจช่องปากในวันนี้และแน่นอนว่าคนที่พาผมมาไม่ใช่ใครที่ไหนนั่นก็คือ..

“แค่พามาตรวจฟัน ดูทำหน้าเข้า”

“ก็ผมไม่ชอบนิพี่ เชื่อไหมว่าผมไปหาหมอฟันแค่ไม่กี่ครั้งในชีวิต”

“นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของกลิ่นปาก”

“แรงอยู่นะ”

“ก็เรื่องจริง แต่อย่างน้อยสุดๆ ก็ปีละครั้ง” ผมเคยบอกไปหรือยังครับว่าผมเคยมีประวัติไม่ดีกับหมอฟัน เพราะครั้งหนึ่งผมเคยเกือบตายเพราะหมอยาชาที่หมอให้ดันหมดก่อนที่ฟันของผมจะหลุด ผมจำได้ดีว่าตอนนั้นผมร้องลั่นโรงพยาบาลจนทุกคนแตกตื่นโดยเฉพาะพ่อของผม นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมไม่อยากเข้ามาเหยียบในห้องหัตถการอีกเลย ไม่ว่าจะในคลินิกหรือในโรงพยาบาล

“แต่ผมไม่อยากตรวจ”

“แค่ตรวจเฉยๆ ไม่ได้จะถอน”

“แล้วพี่รู้ได้ไงว่าผมกลัวการถอนฟัน?” ผมมั่นใจว่าเรื่องนี้ผมไม่เคยบอกใครและไม่มีใครรู้นอกจากพ่อ

“เดา”

“เดาเก่งขนาดนี้ มาเป็นแฟนผมเลยไหม?”

“ไม่” นั่นแหละครับ คำตอบที่ผมได้มามักจะไม่ค่อยตรงกับสิ่งที่ผมอยากจะได้ยินสักเท่าไหร่ แต่เอาเถอะครับ น้ำหยดลงหินทุกวัน หินก็ต้องกร่อนบ้างแหละ ถึงไม่ใช่วันนี้วันต่อไปมันก็ไม่แน่หรอกครับ “เข้าไปได้แล้ว”

“ไม่ต้องทำประวัติหรอกหรอ?”

“ค่อยออกมาทำ นี่นัดก่อนเวลาให้นะ”

“ผมต้องดีใจไหมเนี่ย” บอกตามตรงว่าการได้สิทธิ์ตรวจก่อนเวลาในเรื่องแบบนี้มันคือสิ่งที่ผมควรจะดีใจ แต่หน้าของผมตอนนี้ดีใจไม่ออกเลยครับ

“ดูทำหน้าเข้า”

“ก็คนมันกลัวนิพี่ ผมกลัวจริงจังนะ” ยิ่งรู้ว่าจะต้องเข้าไปด้านใน ความเจ็บปวดในวันนั้นมันก็ย้อนกลับมา

“ก็จะเข้าไปด้วยนี่ไง”

“พี่เข้าไปแล้วจะทำให้ผมหายกลัวเหรอ?”

“มันก็ต้องลอง” ครั้งนี้พี่หัสมองหน้าผมตรงๆ พร้อมกับยื่นมือมาแตะที่ไหล่ของผมเบาๆ “โตแล้วห้ามกลัวหมอฟัน”

“แต่ผมชอบฟันหมอ”

“........” พี่หัสตอนนี้คงอยากจะจับผมทุ่มลงพื้นจริงๆ นั่นแหละ แต่สำหรับผมโอกาสที่จะสามารถหยอดพี่มันได้ไม่ได้มีง่ายๆ ถ้าจังหวะไหนได้ต้องรีบหยอดไปก่อน ถึงแม้ว่าจังหวะนี้จิตใจของผมจะไม่พร้อมก็ตาม

“มาแล้วเหรอ?”

“หวัดดีพี่” พี่หัสละสายตาจากผมหันไปมองคนที่มาใหม่ “ขอโทษที่รบกวนกะทันหันนะ”

“ไม่เป็นไร ว่าแต่นี่คนที่มึงบอกใช่ไหม?” รุ่นพี่ของพี่หัสเลื่อนสายตามามองที่ผม ผมจึงยกมือขึ้นไหว้ผู้ที่มีอาวุโสกว่า

“สวัสดีครับ ผมจระเข้ครับ”

“สวัสดีครับ เดี๋ยวเข้าไปรอด้านในเลย พาน้องมึงเข้าไป” รุ่นพี่ของพี่หัสเดินแยกไปอีกทาง ส่วนผมตอนนี้ก็ถูกพี่หัสดันหลังเข้ามาในห้องหัตถกรรมที่ฟุ้งไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์ กลิ่นสะอาดที่ผมไม่ชอบ ตอนนี้ผมรู้สึกได้ถึงเหงื่อที่ซึมอยู่ที่บริเวณฝ่ามือทั้งสองข้างของผม

“ไปนอนรอเลย” พี่หัสชี้มาที่เตียงทำฟันที่เด่นหราอยู่กลางห้อง ส่วนเขาเดินไปล้างมือพร้อมกับสวมถุงมือและหน้ากากอนามัย

“อย่าบอกนะว่าพี่จะตรวจผม ไหนพี่บอกว่าเป็นรุ่นพี่คนนั้นไม่ใช่เหรอ?”

“เป็นผู้ช่วย”

“ถ้าตรวจธรรมดา ก็ไม่เห็นต้องมีผู้ช่วยเลยนิ”

“พูดมาก มีหน้าที่ตรวจก็ตรวจไปเถอะ นอนลง” พี่หัสดันตัวผมให้นอนราบลงบนเตียงและเปิดไฟด้านบนให้ส่องมาที่บริเวณช่องปากของผม ก่อนที่เขาจะอ้อมมานั่งที่เก้าอี้ด้านข้างในตำแหน่งใกล้กับใบหน้า

“ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น อ้าปาก” สายตาของผมเหลือบไปเห็นอุปกรณ์ทำฟันที่วางเรียงรายอยู่ข้างๆ ผมก็รู้สึกหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมแล้วครับโดยเฉพาะไอ้แท่งเหล็กแหลมๆ

“อัว” เมื่อเห็นว่าผมไม่ยอมอ้าปาก พี่หัสก็ไม่รีรอที่จะง้าปากของผมด้วยมือของเขาพร้อมกับหยิบแท่งเหล็กแหลมกับกระจกส่องฟันเข้ามาด้านในปากของผม

“ไม่ต้องพูด นอนอยู่เฉยๆ” พี่หัสโน้มหน้าเข้ามาใกล้ๆ พร้อมกับใช้เหล็กแหลมเขี่ยที่บริเวณฟันกรามของผมทั้งบนและล่าง “ไหนบอกว่าแปรงฟันมา ยังมีเศษอาหารติดอยู่เลยเนี่ย” เสียงของพี่หัสที่ผ่านหน้ากากอนามัยทำให้ฟังดูอู้อี้มากกว่าปกติ ทำให้ผมขมวดคิ้วเพราะได้ยินไม่ได้ถนัด แต่จับใจความได้ว่ามีเศษอาหารอยู่ในปาก

“.......”

“มีฟันผุอยู่นะ สงสัยคงต้องอุด”

“อือ!” ผมเตรียมใจมาแค่ตรวจฟัน แต่นอกจากนั้นผมไม่ได้เตรียมใจมา จะมาบอกว่าให้ผมอุดฟันดื้อๆ แบบนี้ผมไม่ยอมหรอกนะครับ

“ถ้าปล่อยนานกว่านี้ ฟันเสียรักษายากนะ ถ้าต้องรักษารากฟันเจ็บกว่าเดิมอีก เพราะต้องฉีดยาเข้าไปในเหงื่อหลายเข็มเลย เลือกเอา”

“.......” บอกตามตรงผมไม่อยากเลือกอะไรแบบนี้เลย

“ถ้าอยากอ้วกบอกนะ” อยู่ๆ พี่หัสก็เปลี่ยนเรื่องโดยหยิบอุปกรณ์บางอย่างที่ผมไม่คุ้นมาก่อน เข้ามาด้านในช่องปากของผมก่อนที่จะขูดเอาคาบบริเวณเนื้อลิ้นของผมออกมาวางไว้ที่ถาดสเตนเลส

“เป็นไงบ้าง” รุ่นพี่ของพี่หัสเดินเข้ามาในห้องหัตถกรรม แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไปจากที่ผมเจอในตอนแรกเพราะเขาสวมชุดกาวด์ยาวเพิ่มเข้ามา ทำให้ดูเป็นหมอฟันมากขึ้นกว่าเดิม จะว่าไปถ้าพี่หัสใส่ชุดกาวด์แบบนี้ต้องหล่อมากแน่ๆ เลยครับ

“อุด สี่แปด กับ สองสี่ อันนี้ยังไม่ละเอียดนะ พี่ดูอีกทีก่อนก็ได้” พี่หัสถอดถุงมือออกพร้อมกับลุกขึ้นไปคุยกับรุ่นพี่ของเขา ส่วนผมก็ได้แต่อ้าปากค้างอยู่ที่เดิม

“แล้วเรื่องกลิ่นปากที่มึงบอกละ?”

“ผมว่าน่าจะไม่ใช่เหงือกอักเสบ แต่น่าจะมาจากนิ่วทอนซิล” สมองของผมตอนนี้ตามไม่ทันตั้งแต่ตัวเลขที่พี่หัสบอกแล้วล่ะครับ พอได้ยินแค่ว่านิ่วหน้าผมนี่ซีดกว่าเดิมไปอีก ไอ้นิ่วเวรนี่ก็ไม่น่าจะต่างจากเป็นนิ่วในถุงน้ำดีหรอกมั้งครับ ใครก็ได้ช่วยผมที ไอ้เข้จะเป็นลม!

“ต้องไปให้พวกหมอคอดูแล้วแหละ แต่เบื้องต้นก็เรื่องเศษอาหารไปอุดตัน”

“งั้นวันนี้พี่อุดให้ไปก่อนได้ไหม?”

“ได้ดิ”

“เรซินนะพี่” สมองมึนงงไม่รับรู้อะไรแล้ว เพราะตอนนี้ผมยังคงคาใจกับนิ่วที่พวกพี่ๆ เขาคุยกัน นี่ผมเป็นนิ่วตั้งแต่อายุยังน้อยแบบนี้ไม่ได้ โทรศัพท์ผมอยู่ไหนผมต้องโทรไปบอกเรื่องใหญ่แบบนี้กับพ่อก่อน พ่อจะได้เตรียมใจเพราะผมอาจจะไม่ได้อยู่บวชให้พ่อ

หมับ!

“จะทำอะไร? นอนเฉยๆ” ยังไม่ทันที่ผมจะกดโทรหาพ่อ พี่หัสที่ไม่รู้เดินมาตอนไหนคว้าโทรศัพท์ที่อยู่ในมือของผมไปถือไว้ก่อนที่จะยัดใส่กระเป๋ากางเกงของเขา

“ทำไมเรื่องใหญ่ขนาดนี้ พี่ไม่บอกผม?” คราวนี้ผมลุกขึ้นมานั่งและจ้องไปที่ใบหน้าของพี่หัส ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาทำหน้าเหมือนไม่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร นี่ผมเป็นนิ่วเลยนะ!

“เดี๋ยวๆ เรื่องฟันผุอะนะ?” พี่หัสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“ไม่เล่นนะพี่ ผมซีเรียส ผมรู้ว่ามันมีทางรักษา แต่คนตายเพราะโรคนี้ก็มีเยอะแยะ ผมไม่อยากเป็นหนึ่งในนั้นนะพี่ แล้วดูพี่ทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่ใจผมตอนนี้โคตรเจ็บเลย เพราะรู้ว่าเวลาชีวิตของผมกำลังจะหมดลง....ผมยังไม่ทันได้บวชให้พ่อเลย อีกอย่างพี่ก็ยังไม่ทันได้รักผม....”

“เข้ ฟังนะ”

“........”

“ฟันผุ ไม่ได้ทำให้ใครตาย ถ้าอุฟันและรักษาความสะอาด แปรงฟันให้ถูกต้อง มันก็ช่วยให้ฟันแข็งแรงมากยิ่งขึ้น” พี่หัสย่อตัวลงเพื่อให้ตัวของเขาอยู่ในระดับเดียวกันผม “มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด” พี่หัสวางมือของเขาลงบนฝ่ามือของผมแม้อยากจะยกขึ้นมาสูดดมแต่ต้องห้ามใจไว้ เพราะตอนนี้ผมยังคงตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

หมับ!

“ผมไม่อยากเป็นนิ่วอะพี่” ใครจะว่าผมเป็นคนฉวยโอกาสก็ตามใจครับ เพราะตำแหน่งของพี่หัสตอนนี้เอื้ออำนวยให้ผมพุ่งเข้าไปกอดเอามากๆ โดยเฉพาะช่วงที่ผมต้องการกำลังใจแบบนี้ เพราะการต่อสู้กับโรคร้ายกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

“เดี๋ยวๆ” ผมกระชับอ้อมกอดของพี่หัสให้แน่นมากยิ่งขึ้นเพราะกลัวว่าพี่เขาจะปล่อยพร้อมกับฝังจมูกลงบนหัวไหล่ของพี่หัสอย่างตั้งใจ

ตอนนี้ผมพร้อมแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไร ผมก็พร้อมที่จะสู้ต่อไป!

“พี่บอกมาเลยครับว่าผมต้องเข้ารับการผ่าตัดตอนไหน ผมพร้อมแล้ว” หลังจากที่ผมกอดพี่หัสจนพอใจ ผมก็ค่อยๆ ผละจากอ้อมกอดของพี่หัสแม้ว่าในใจอยากจะกอดให้นานกว่านี้ก็เถอะครับ

“เดี๋ยวก่อนนะ คือที่สติแตกแบบนี้เพราะคิดว่าเป็นนิ่ว?”

“ก็พี่บอกว่าผมเป็นนิ่ว”

“ฮ่าๆๆๆ” ผมมองเลยพี่หัสไปทางด้านหลังเมื่อเห็นว่ารุ่นพี่ของพี่หัสระเบิดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป แล้วทำไมต้องหัวเราะผมหนักขนาดนี้ คนเป็นนิ่วมันน่าตลกมากเหรอวะ?

“ห....อุ๊บ!” ผมเตรียมที่จะถามรุ่นพี่คนนั้นว่ามันมีเรื่องอะไรตลกขนาดนั้นเหรอ แต่ยังไม่ทันที่ผมจะเปล่งเสียงออกมา พี่หัสก็จัดการปิดปากผมด้วยมือของเขา

“นิ่วทอนซิล มันไม่อันตรายขนาดนั้น”

“เคลียร์กันไปก่อนนะ กูขอไปซื้อกาแฟก่อน ง่วงฉิบหายเลย” รุ่นพี่ของพี่หัสถอดถุงมือออกและเดินออกจากห้องไป ทำให้ตอนนี้ผมอยู่กับพี่หัสสองคน

“เงียบ แล้วฟังชัดๆ นะ จะอธิบายให้ฟัง” พี่หัสหันหน้ากลับมามองผมพร้อมกับถอนหายใจออกมาเบาๆ “นิ่วทอนซินคือ......” ผมนั่งเงียบตามที่พี่หัสบอกพร้อมกับตั้งใจฟังอย่างละเอียด ก่อนจะสรุปได้ว่านิ่วทอนซิลคือ การที่มีเศษอาหารเข้าไปติดอยู่ในซอกหลืบ และเข้าไปอุดที่ท่อทอนซิล เมื่อเกิดการสะสมมากยิ่งขึ้น แบคทีเรียและเอนไซม์จะทำการย่อยสลายตามกระบวนการธรรมชาติ จนมีลักษณะเป็นก้อนสีขาวเหลืองมักจะออกมาจากบริเวณร่องของต่อมทอนซิล และอาจจะส่งกลิ่นเหม็น

“เอาง่ายๆ เลยนะ นิ่วทอนซิลยังเล็กอยู่ ถ้าเอาออกมาก็หายแล้วไม่ต้องถึงกับผ่าตัด และที่สำคัญต่อจากนี้ก็ต้องแปรงฟันให้สะอาดเข้าใจไหม?”

“ครับ”

“งั้นนอนลง เดี๋ยวเอาออกให้”

“ไหนบอกว่าต้องให้หมอคอเอาออกให้ไง?” ผมค่อยๆ เอนตัวลงนอนลงกับเตียงเหมือนเดิม ส่วนพี่หัสลุกขึ้นมาล้างมือและใส่ถุงมือพร้อมกับสวมแมส

“กูเอาออกให้เองก็ได้ อุดฟันให้ยังได้เลย”

“ไม่อยากอุด”

“งั้นถอน”

“ไม่ถอน ไม่อุด”

“ถ้ายังไม่ฟังจะดุจริงๆ แล้วนะ” น้ำเสียงของพี่หัสเปลี่ยนไปเล็กน้อย ทำให้ผมจำเป็นที่จะต้องนอนอ้าปากเงียบๆ และปล่อยให้พี่หัสจัดการกับนิ่วทอนซิลให้ผม จนกระทั่งรุ่นพี่ของพี่หัสกลับเข้ามาพร้อมกับกลิ่นหอมของกาแฟ

“พร้อมยัง เดี๋ยวอีกชั่วโมงมีนัดพิมพ์ฟัน”

“โอเค เดี๋ยวผมช่วงก่อนก็แล้วกัน” พี่หัสลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อให้รุ่นพี่ของเขานั่งแทน ส่วนผมตอนนี้ได้แต่นอนจิกมืออยู่กับเสื้อของตัวเอง

“ขอไฟแรงกว่านี้หน่อย อ้าปากนะครับ” รุ่นพี่ของพี่หัสใช้ที่ง้างปากช่วงถ่างให้ผมอ้าปากตลอดเวลา ก่อนที่สายตาของผมเหลือบไปเห็นว่าตอนนี้พี่หัสเตรียมที่จะใส่เครื่องมือดูดน้ำลายเข้ามาด้านในช่องปากของผม เมื่อเครื่องมือสัมผัสเข้ากับบริเวณกระพุ้งแก้มของผม ความรู้สึกกลัวก็แล่นเข้ามาอีกครั้ง

“อย่าเกร็ง” พี่หัสพูดเสียงดุเมื่อเห็นว่าตัวผมยังคงเกร็งอยู่เหมือนเดิม

“สงสัยกลัวจริงว่ะ” รุ่นพี่ของพี่หัสพูดด้วยเสียงติดตลก ถ้าหลุดไปได้ผมจะทุบให้หายตลกเลย

“อัว...อัว อาก (กลัว กลัว มาก) ”

“ถ้านอนนิ่งๆ ไม่เกร็ง เสร็จแล้วจะตามใจหนึ่งอย่าง” สิ้นเสียงของพี่หัส ตอนนี้ผมนอนแบบสบายๆ ผ่อนคลายคล้ายอยู่บนเตียงนอนนุ่มๆ

ก็ไม่เห็นจะน่ากลัวอะไรเลย ผมว่าผมทนได้ครับ

“เก่งมาก” พี่หัสลูบบริเวณหน้าผากเลยมาที่ศีรษะของผมเบาๆ เรียนตามตรงเลยครับถ้าจะให้ผมถอนฟันหมดปากแล้วได้รับความอ่อนโยนแบบนี้ผมก็ยอม

และแล้วความทรมานก็จบลงหลังจากที่ผมลุกขึ้นบ้วนปาก จากที่ทำเก่งเหมือนว่าไม่กลัว แต่จริงๆ แล้วเชื่อไหมว่าผมแอบฉี่เล็ดด้วยครับ แต่ยังไม่มีใครรู้ ถ้ารอฉี่แห้งกลิ่นออกแน่ ทำให้ตอนนี้ผมต้องระวังในการขยับตัวเป็นพิเศษ

“บอกแล้วว่าไม่น่ากลัว” พี่หัสพูดขึ้น

“ครับ ไม่น่ากลัวเลย” ผมมองค้อนพี่หัสไปหนึ่งที เพราะถ้ามองกรรไกรไปก็เกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อพี่หัส พ่าม!!

“เดี๋ยวมา นั่งรอตรงนี้ไปก่อน” พี่หัสหายออกไปจากห้องทิ้งให้ผมนั่งรออยู่ด้านในกับรุ่นพี่ของเขาที่ผมไม่ค่อยถูกชะตาสักเท่าไหร่

“เป็นน้องไอ้หัสเหรอ?” และเป็นเขาที่ชวนผมคุยก่อน

“ครับ ตอนนี้เป็นน้อง แต่อนาคตจะเป็นแฟน” ผมยืดอกพูดขึ้นด้วยความมั่นใจเพราะอย่างไรตำแหน่งนี้ก็หนีผมไปไม่ได้หรอกครับ

“แสดงว่ายังไม่รู้อะไรสะแล้ว” คำพูดที่ฟังดูแปลกๆ เรียกความสนใจของผมได้เป็นอย่างดี ทำให้ผมขยับเข้าไปใกล้ๆ รุ่นพี่คนนั้น

“รู้อะไรเหรอครับ?”

“ตั้งแต่รู้จักมันมา มีคนชอบมันก็เยอะ แต่ไม่เคยเห็นมันคบกับใครเลย รู้สึกเหมือนมันจะมีคนในใจอยู่"แล้ว....”

“ก็ผมไง”

“มั่นใจมากไปครับน้อง แต่เหมือนคนคนนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ไอ้หัสเลือกเรียนหมอฟันมั้งนะ คิดดูสิมีอิทธิพลขนาดไหน”

“ปั่นผมปะเนี่ย?” ผมมองรุ่นพี่ด้วยความไม่ไว้วางใจ แต่ในใจลึกๆ ก็แอบหวั่นอยู่กลัวว่าจะเป็นเรื่องจริง

“แล้วได้ผลไหมล่ะ?”

“ก็ได้แหละ พี่รู้อะไรบอกผมมาให้ผมเลย ผมซีเรียสนะเนี่ย เพราะผมต้องเป็นหนึ่งในใจ.....”

“เบอร์ดี้?”

“ถ้าสนิทจะด่าว่ากวนตีนนะ แต่นี่เกรงใจอยู่ครับ” คนกำลังจะจริงจังก็มาเล่นมุกใส่ผมอีก เดี๋ยวปั๊ดเล่นหอยใส่เลย พ่ามกันอีกสักรอบ “แล้วว่าแต่คนคนนั้นนี่พี่พอจะรู้ไหมว่าใครเหรอครับ?”

“รู้”

“บอกบุญผมที”

“สนใจทำประกันไหม ถ้าทำเดี๋ยวจะบอก”

“.......”

“ล้อเล่น ฮ่าๆ เรานี่ตลกดีนะ”

“เป็นคนตลกแต่ไม่ตลอดแถมมีมุขมาหยอดแล้วยังกอดอุ่นอีก”

“ไหนขอกอด”

“อย่านะพี่ ผมทุบหลังพี่ให้หมอนรองกระดูกเลื่อนจริงๆ อะ” ผมขยับตัวหนีพร้อมกับยกมือขึ้นเตรียมทุบรุ่นพี่คนนั้น และเป็นจังหวะเดียวกับพี่หัสที่เดินเข้ามาพอดี ทำให้ผมเดินไปหลบด้านหลังของพี่หัสราวกับว่าผมอ่อนแอไม่มีทางสู้ จริงๆ คือสู้ได้ครับ แต่อยากถูกปกป้อง

“เล่นไรกันพี่ยิม?”

“จ้ำจี้”

“จ้ำจี้ที่หน้าพี่เหรอครับ”

“เข้” พี่หัสพูดเสียงดุหลังจากที่ผมพูดแทรกขึ้นมา “เป็นเด็กเป็นเล็ก พี่เขาเป็นผู้ใหญ่กว่า พูดดีๆ ขอโทษพี่ยิมก่อน”

“ก็....”

“ขอโทษ”

“ครับๆ” เมื่อพี่หัสพูดย้ำด้วยน้ำเสียงดุๆ ทำให้ผมเดินมาตรงหน้าพี่ยิ้มและพนมมือสวยๆ “ขอโทษที่พูดไม่เพราะนะครับ” น้ำเสียงของผมนั้นไม่สอดคล้องกับใบหน้าที่แสดงออกเลยสักนิด และนั่นก็ทำให้พี่ยิมระเบิดหัวเราะออกมา

“ฮ่าๆ น้องมึงตลกว่ะไอ้ พามาบ่อยๆ นะ คลายเครียดดี”

“โทษนะครับพี่ ผมไม่มีเวลาว่างมากขนาดนั้นหรอก”

“ยิ้มละยี่สิบ”

“ผมว่างทุกวันแหละพี่ มาได้เสมอ เดี๋ยวจดเบอร์ให้ครับ” ผมอยากจะตัดลิ้นตัวเองทิ้งจริงๆ เพราะเป็นแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว ซึ่งเป็นนิสัยที่แก้ไม่หายสักที

“พอเลยๆ ทั้งคู่” พี่หัสเดินเข้ามาขนาบข้างผมก่อนที่จะพาดแขนลงมาบนไหล่ของผม ท่าทีของพี่หัสตอนนี้จะให้ผมตีความหมายเป็นอะไรถ้าไม่ใช่หึงอะครับ คิดแล้วก็หน้าแดงเลย ไม่ใช่ร้อนนะ ผมเขินเผื่อมองไม่ออกกัน “ผมพาน้องกลับก่อนนะพี่ ขอบคุณมากครับ” ผมยกมือไหว้ขอบคุณก่อนที่จะเดินหันหลังเตรียมออกจากห้องไปพร้อมกับพี่หัส แต่ยังไม่ที่ผมจะได้ออกจากห้อง ก็เป็นอันต้องหันหน้ากลับมาอีกครั้ง

“เออๆ ไว้เจอกัน บ้ายบายน้องเข้ ถ้าสนใจไกรทองบอกได้นะ พี่เป็นให้” ผมเอี้ยวตัวหันกลับไปมองพี่ยิมที่ยืนโบกมือให้ผม

“หอกใหญ่ปะครับ ถ้าใหญ่จะรับไว้พิจารณา...โอ้ย!” ยังไม่ทันที่ผมจะพุดจบประโยคพี่หัสก็ออกแรงล็อกคอผมแน่นกว่าเดิม และลากผมออกมาจากห้องหัตกรรม

“ลามปามนะ”

“ก็พี่เขาเริ่มก่อน ผมก็แค่เล่นไปตามบทบาทครับ เป็นนักแสดงที่ดีต้องห้ามเลือกบท..โอ๊ย! เจ็บนะพี่” คราวนี้พี่หัสเปลี่ยนจากล็อกคอมาเป็นบีบปากผมให้หยุดพูดแทน

“มันดูไม่ดี มึงเป็นเด็ก ต้องให้บอกกี่รอบ”

“.......” สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คือเงียบครับ ไม่เถียงอะไร นอกจากคว่ำปากและมองบนใส่พี่หัสที่บ่นผมไม่ยอมหยุด รู้ว่าอยากสอนผม แต่ผมปล่อยมุกที่พี่ยิมส่งมาไม่ได้จริงๆ

“ดูทำหน้า โคตรเด็กเลยไอ้เข้เอ้ย” พี่หัสใช้ฝ่ามือดันที่หน้าผากของผมเบาๆ หนึ่งทีหลังจากที่เห็นผมทำหน้าตาแบบนั้นไป แต่สิ่งที่ผมติดใจก็คือ พี่หัสว่าผมเด็กหลายรอบแล้ววันนี้ครับ อยากจะบอกไปตรงๆ ว่าผมไม่เด็กแล้ว แต่ถ้าบอกอย่างเดียวมันจะธรรมดาไป จระเข้สะอย่างร้องเพลงแถมแรปให้ฟังเลยครับ

** เพื่ออรรถรส รบกวนเปิดเพลงตามลิงก์นี้เลยครับ

แบบ MV : https://www.youtube.com/watch?v=X2wSqUdc_t0
แบบเพลง : https://www.youtube.com/watch?v=0hF0EPe9qTU

“เด็กแล้วไงอะพี่ พี่เคยได้ยินไหมว่า....” ผมยกแขนของพี่หัสที่พาดคอของผมออก และเปลี่ยนมายืนตรงหน้าพี่หัสแทน “เด็กก็รักเป็นมั้ยพี่ เดี๋ยวเด็กคนนี้มันก็โตแล้วป่ะ อยากจะบอกเอาไว้และก็จำเอาไว้นะ นี่ไม่ใช่การปล้นแต่มาเป็นแฟนผมซะ”

“........” สงสัยที่เงียบจะติดใจ ผมจึงไม่รีรอที่จะร้องท่อนต่อไปของเพลง

“เอะอะๆ ก็ว่าผมเด็ก ผมเด็กแต่ผมเด็ด ผู้ใหญ่กินง่าย เพราะว่าผมไม่เผ็ด ถึงพี่จะเมินแต่ว่าผมไม่เข็ด แค่ขอโอกาสพี่อย่าใจร้าย พี่อย่าพึ่งมีใคร น้องขอได้ไหม ตอนผมโทรไปพี่อย่าพึ่งวางสาย ตอนพี่หายไปรู้มั้ยน้องใจหาย....”

“พอเถอะ ปวดหัว”

“ยังไม่จบนะ”

“ถ้าหยุดร้องจะให้กอด”

หมับ!

กอดเลยครับ ถือว่าวันนี้แต้มบุญผมได้ใช้หมดแล้ว อยากจะบอกว่ากลิ่นของพี่หัสมีผลต่อหัวใจของผมมาก ขนาดเสื้อยังหอมขนาดนี้ ถ้าตรงนั้นจะหอมขนาดไหน ผมหมายถึง...หมายถึงตรงนั้นแหละครับ

“เรื่องแบบนี้นี่ไวนะ” อยากจะบอกว่าตอนนี้ใครจะด่าอะไรผมก็ไม่โกรธอะครับ “แล้วเวลากอดก็ไม่ต้องพยายามเอาจมูกมาดมตรงคอ”

“พี่รู้ด้วยเหรอ? ผมว่าผมเนียนแล้วนะ”

“ขนจมูกมันทิ่ม”

“.......”

ผมว่าผมต้องจัดการกับขนจมูกจริงๆ แล้วแหละครับ

ปล. ขอบคุณนักอ่านที่เข้ามาอ่านนะคะ ใครเครียดๆ อยู่หวังว่านิยายเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนยิ้มได้ ไม่มากก็น้อย ไรท์เชื่อว่าความเครียดนั้นก็เหมือนอึค่ะ ถ้าเราอึจนสุดแล้ว ก้นเราก็จะโล่ง ดังนั้นเดี๋ยวมันก็ผ่านไปนะคะ อึดดัดชั่วครู่ ถ้าระบายออกมาก็โล่งสุดๆ ไปเลย พูดแล้วไรท์ปวดอึกเลยค่ะ ขออนุญาตไปอึก่อนนะคะ
ปล สุดท้าย พี่ยิมมาเพื่อสร้างสีสันนะคะ และเป็นตัวชงให้น้องเลย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ถ้าผมดื้อพี่จะดุผมไหม บทที่ 4
« ตอบ #9 เมื่อ: 13-09-2020 15:01:45 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 228
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-3
บทที่ 5
ความซ่าเป็นเหตุ สังเกตได้

“ไหนพี่บอกจะตามใจผมไงถ้าผมยอมนอนนิ่ง ให้พี่ยิมอุดฟัน” เมื่อออกมาจากคลินิกได้ ผมก็ไม่รอช้าที่จะทวงสัญญาจากพี่หัสแม้ว่าเมื่อสักครู่ผมจะได้กอดก็ตาม แต่แค่กอดสำหรับผมมันไม่เพียงพอหรอกครับ

“ก็ได้กอดไปแล้วไง”

“มันไม่เหมือนกัน พี่อย่าขี้โกงสิครับ”

“มึงมันร้าย” พี่หัสใช้นิ้วชี้จิ้มที่หน้าผากของผมเบาๆ พร้อมกับหัวเราะออกมาเล็กๆ ตอนนี้พี่มันเอ็นดูผมอยู่แน่ๆ ผมดูออก “จะเอาอะไรว่ามา แต่ถ้าบอกว่าเอากู นี่ไม่ได้นะ”

“ทำไมต้องรู้ทันผมทุกเรื่องเลย”

“กับคนอย่างมึง เดาทางได้ไม่ยาก”

“ผมก็อยากจะเดาทางและเดาใจของพี่ให้ได้บ้างนะ แต่ไม่ง่ายเลย แกล้งๆ เปิดใจให้ผมบ้างสิครับ” คราวนี้ผมถือวิสาสะขยับเข้ามาประชิดตัวของพี่หัส ก่อนที่ผมจะปิ๊งไอเดียออกว่าผมจะขออะไรดี

“แล้วจะขออะไร ถ้าขอช้านี่อดนะ”

“ขอจับมือได้ไหม จนกว่าจะถึงบ้าน”

“.......” สีหน้าของพี่หัสตอนนี้ผมเดาไม่ออกเลยว่าคิดอะไรอยู่ แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ผมรู้สึกตัวจะระเบิดเพราะความเขินอยู่แล้วครับ

“แค่ฝีปากของผมอาจจะไม่ทำให้ความรู้สึกของพี่กร่อนหรอกครับ แต่ถ้าเราได้ใกล้ชิดผ่านสัมผัสทางร่างกายมันอาจจะทำให้พี่รู้สึกบ้าง”
 
“ช่างพูดนะมึง”

“ได้ไหมล่ะ หรือว่าไม่กล้า” ผมขยับออกห่างจากพี่หัสเล็กน้อย พร้อมกับไล่สายตามองตั้งแต่หัสจรดเท้าเป็นเชิงดูถูกเพื่อท้าทายแต่ทำไมอินเนอร์ของผมมันดูยั่วยวนแปลกๆ

“ไม่ใช่ว่าตกหลุมพรางมึงหรอกนะ แต่กูแค่อยากจะรู้ว่ามันจะรู้สึกตามที่มึงพูดหรือเปล่า” ไม่ว่าพี่หัสจะอ้างอย่างไรตอนนี้มันก็ฟังไม่ขึ้นแล้วแหละครับ ส่วนผมน่ะหรอ ตายสงบเป็นศพสีชมพูแล้วครับ โดยเฉพาะยามที่พี่หัสยื่นมือของเขามาตรงหน้าผม

“.....เขินว่ะพี่” เอาตรงๆ นะครับ พอพี่มันยื่นมือมาตรงหน้าผมจริงๆ จังๆ เป็นผมนี่แหละที่เป็นฝ่ายเสียอาการ โดยเฉพาะมือของผมที่ค่อยๆ ยื่นออกไปสัมผัสกับมือของพี่หัส

“สั่นเป็นเจ้าเข้าเลยมึง”

“ก็มันเขินนิพี่ มือพี่โคตรอุ่นเลย” หากถามว่าผมรู้สึกอย่างไรเมื่อมือของเราทั้งคู่สัมผัสกัน ผมบอกได้คำเดียวเลยครับว่าฟิน ฟินมากๆ การที่ผมได้สัมผัสมือของพี่มันแบบนี้มันทำให้ผมรู้สึกว่าเราใกล้ชิดกันมากขึ้น และรับรู้ได้ถึงอุณหภูมิของกันและกัน

“แต่มือมึงเหงื่อออก”

“ก็ธรรมดาของคนตื่นเต้นไม่ล่ะพี่ แต่ผมบอกแล้วนะว่าห้ามปล่อยมือผมจนกว่าจะถึงบ้าน”

“เออๆ ถ้าย้ำมากได้ปล่อยตรงนี้แน่”

“รับทราบครับ” 

หากคิดว่าผมจะยอมกลับบ้านง่ายๆ ผมบอกเลยครับว่าคิดผิด เพราะตอนนี้ผมพยายามถ่วงเวลาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“วันนี้มีกิจกรรมที่อยากทำเยอะเนอะ” พี่หัสพูดประชดออกมาเมื่อผมจูงมือพี่หัสเข้าออกร้านค้าบริเวณนั้นเป็นว่าเล่น ก่อนจะมาจบที่ร้านขายสังฆทานที่ผมเล็งเอาไว้ตั้งแต่ตอนแรก

“พี่จะบอกว่าผมหาข้ออ้างถ่วงเวลาพี่อย่างนั้นเหรอ?”

“ใช่”

“ใช่ พี่คิดถูกแล้ว เพราะตอนนี้ผมกำลังหาทางถ่วงเวลาให้มากที่สุด พี่ก็รู้ว่าโอกาสแบบนี้มันไม่ได้มีบ่อยๆ นะครับ” ผมยืดอกยอมรับหน้าตาเฉย

“ก็พอจะดูออกว่าหน้าตาอย่างมึง คงไม่น่าอยากจะทำบุญหรอก”

“อย่างน้อยผมก็อยู่วัดมาตลอดนะพี่ ได้หมดทุกบทสวด” ไม่อยากจะคุยว่าตอนที่ผมอยู่กับหลวงตาบวชเณรมาก็หลายครั้ง ไอ้เรื่องพิธีทางศาสนาหรือบทสวดมนต์ต่างๆ ไอ้เข้คนนี้ถนัดที่สุด แม้ว่าหน้าตาผมจะออกแนวไปทางอินเตอร์ก็เถอะ (อินเตอร์แถวไหนของมันวะ)

“เออๆ จะเอาอะไรก็รีบซื้อไป” เป็นครั้งแรกที่ผมปล่อยมือของพี่หัสหลังจากที่เราสองคนจับมือกันมาตั้งแต่หน้าคลินิก ที่ผมปล่อยก็เพราะจะได้ไปเลือกซื้อสังฆทานก่อนที่จะไปถวายพระที่วัดใกล้ๆ นี้ และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวตนที่ผมอยากให้พี่หัสเห็นว่าผมอะ ก็ธรรมะธัมโมเหมือนกันไม่ใช่แค่เกรียนหรือไร้สาระไปวันๆ

“ผมจ่ายเองนะพี่ เพราะพี่จะได้เป็นหนี้บุญคุณผม เราจะได้เจอกันทุกชาติไป” ผมยื่นเงินส่งให้แม่ค้าพร้อมกับถือสังฆทานออกจากร้านและกลับมาจับมือของพี่หัสต่อ

“ทำไมกูรู้สึกกลัว มึงมันน่ากลัวจริงๆ” ถึงปากจะว่าแต่มือของพี่หัสอีกข้างอ้อมมาแย่งสังฆทานที่ผมถืออยู่ก่อนหน้ามาถือเอาไว้เอง ความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ของพี่หัสก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผมชอบ

“รีบไปเถอะครับ เดี๋ยวเพลก่อน รออีกทีก็บ่ายเลย” ผมรีบตัดบทในการสนทนาด้วยการออกแรงจูงมือของพี่หัสให้เดินตามแรงดึงของผมมาเรื่อยๆ จนถึงบริเวณวัด

“นมัสการครับ คือผมอยากมาถวายสังฆทาน” และโชคดีที่เข้ามาในศาลาเจอหลวงตารูปหนึ่งนั่งอยู่พอดี ผมจึงรีบปล่อยมือออกจากพี่หัสและถอดรองเท้าเข้ามานั่งพับเพียบด้านใน

“เจริญพรโยม กล่าวคำถวายเป็นไหม?” หลวงตาเอ่ยถามหลังจากที่พี่หัสทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผมพร้อมกับเลื่อนสังฆทานไปตรงหน้าหลวงตา

“เป็นครับ” พี่หัสหันมามองผมด้วยแววตาประหลาดใจ เมื่อเห็นว่าผมตอบคำถามของหลวงตาได้อย่างมั่นอกมั่นใจ

"เป็นจริงไหมเนี่ย ห้ามเล่นนะ" พี่หันมาถามย้ำกับผมอีกครั้ง ซึ่งผมก็พยักหน้าเป็นการตอบกลับไปและหันมาที่หลวงตาพร้อมกับพนมมือขึ้นแนบอก

 “ว่าแต่หลวงตาอยากได้เวอร์ชันไหนครับ? บาลีหรือแจ๊ซ”

"......." ที่หลวงตาเงียบและยิ้มแบบนี้สงสัยจะอยากได้แจ๊ซแน่ๆ แต่คนข้างๆ ผมตอนนี้ไม่ยิ้มด้วยเลยสักนิด

“เข้...ขอโทษนะครับพอดีน้องผมเขาไม่ค่อยรู้เรื่อง หลวงตาอย่าถือสาเลยนะครับ” หนึ่งดอกครับผม เพราะจบคำพี่หัสก็ใช้มือหยิกข้างเอวของผมแรงๆ พร้อมกับส่งสายตาดุๆ มาให้ ก่อนจะเอี้ยวตัวมากระซิบข้างๆ หูผมเบาๆ ว่า “กาลเทศะ”

คำเดียวรู้เรื่องครับ ไอ้เข้สงบไปเลยตอนนี้

“เอาล่ะๆ อย่าว่ากันเลยโยม” หลวงตาเอ่ยยิ้มๆ “เอาที่โยนสะดวกก็ได้”

“ครับ” ผมพนมมือขึ้นเตรียมที่จะกล่าวคำถวายสังฆทาน “พี่กล่าวตามผมนะ อิมานิ.....สิ้นกาลนานเทอญ” ผมจรดหน้าผากลงบนมือทั้งสองข้างที่พนมเอาไว้พร้อมกับรับพรจากหลวงตา เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจการทำบุญ แน่นอนว่าสิ่งที่ผมจะได้รับคือ....

“บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเล่นไปทุกเรื่อง ถ้ามีแบบนี้อีกอย่าหวังว่าจะใจดีด้วย” ผมก้มหน้ามองพื้นทันทีที่พี่หัสลากผมมาดุต่อหลังจากทำบุญ "มึงไม่ใช่เด็กแล้วนะเข้ ถ้าจะพูดอะไรหรือทำอะไรหัดดูสถานที่และความเหมาะสมบ้าง เดี๋ยวเขาจะหาว่าไม่รู้จักกาลเทศะ อยากเป็นเด็กไม่ดีในสายตาคนอื่นๆ เหรอ? ถ้าอยากเป็นมึงก็ทำต่อไป"

"........."

"มึงจะทำนิสัยแบบนี้กับกูหรือที่บ้านกูไม่เคยว่านะ แต่นี่ไม่ใช่บ้าน ถ้าไปเจอคนที่เขาไม่เล่นด้วย คนที่เขาจะว่าไม่ใช่มึง เข้าใจไหม?"

“ครับ....” หากทุกคนไม่เคยเห็นไอ้เข้สิ้นลาย ตอนนี้เป็นจังหวะดีที่ทุกคนจะได้เห็น ผมรู้สึกเสียใจจริงๆ ที่ดันปากไวไปเล่นมุกกับหลวงตา เรื่องนี้ผมผิดเองเต็มๆ จะโทษใครไม่ได้

“ครับนี่เข้าใจไหม?”

“เข้าใจครับ อย่าดุผมเลย บรรยากาศตึงไปแล้ว” ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองพี่หัสที่ยืนอยู่ตรงหน้าผม “จะพยายามไม่ติดเล่นไปทุกเรื่อง จะไม่ตลกไปทุกอย่าง ถ้าเข้าวัดผมจะไม่ถามเวอร์ชันไหนอีกแล้ว จะบาลีอย่างเดียวพร้อมกับแปลไทยครับ”

“.......”

“หากเหนื่อยใจกับผมขอให้นั่งลง” ผมเป็นฝ่ายลุกขึ้นยืนและดันตัวพี่หัสให้นั่งลงที่เก้าอี้ที่ผมนั่งเมื่อสักครู่ “ผมจะเล่าอะไรให้พี่ฟังจะได้ใจเย็นๆ และเข้ากับบรรยากาศร่มรื่นของวัดในตอนนี้” ผมทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ พี่หัสที่ยังคงมีอารมณ์ตึงๆ อยู่

“.......” พี่หัสไม่ตอบแต่ก็ยังยื่นมือมาจับมือผมเหมือนเดิม ส่วนผมเมื่อเห็นดังนั้นก็ยิ้มออกทันที สงสัยพี่หัสจะกลัวว่าผมรู้สึกไม่ดีกับคำพูดของเขาเมื่อก่อนหน้า แต่หารู้ไม่ว่าถ้าเขาด่าผมไอ้เหี้ยผมก็ไม่โกรธ

“สิ่งที่ผมจะเล่าต่อไปนี้คือชาดกอีกเรื่อง ซึ่งพี่ก็อาจจะเคยได้ยินบ้างหรืออาจจะไม่เคย แต่เชื่อว่าพี่ต้องอารมณ์ดีแน่ๆ ครับหากฟังจบ”

“ถ้าอารมณ์เสียมากกว่าเดิม?”

“ผมจะกอดพี่เอง”

“ไม่คุ้ม”

“เอาหนา ฟังก่อน” ผมวางมืออีกข้างทับบนมือของพี่หัสที่วางอยู่บนมือของผมอีกที “เรื่องนี้ผ่านมาได้สักพักแล้วครับ เกี่ยวกับอภินิหารของหลวงปู่รูปหนึ่งต่อหน้าศิษยาณุศิษย์ประมาณสามหมื่นคน โดยการลุยไฟถ่านแดงๆ ยาวประมาณแปดเมตร พร้อมกับท่องคาถาที่ว่า...”

“.....??” ผมเงียบเพื่อรอดูว่าพี่หัสจะมีปฏิกิริยาอย่างไร จนกระทั่งเห็นว่าคิ้วทั้งสองข้างของพี่หัสขมวดเข้าหากันเหมือนสงสัยกับสิ่งที่ผมเล่าและมีท่าทีอยากรู้ว่าจะดำเนินเรื่องไปในทิศทางไหนต่อเพื่อไม่ให้เป็นการขาดตอนผมจึงดำเนินเรื่องต่อไป

“พุทธังอารธนานัง ธัมมังอารธนานัง สังฆังอารธนานัง...กองไฟยาวสิบห้าเมตร พอก้าวลงกองไฟ ก้าวแรกไม่เป็นไร ก้าวต่อไปเริ่มไหม้สบง หลังจากนั้นหลวงปู่หงิกอยู่อย่างนี้” ผมยกมือขึ้นประกอบท่าในการอธิบาย “ใครเห็นก็ว่าตาย”

“ไม่ตาย?”

“ตายสิ เหลือแต่กระดูกเชิงกรานเท่านั้นที่ยังไม่ไหม้”

“........”

“หลานชายไปนำเที่ยวกับเพื่อน พระองค์นี้สร้างจากกระดูกหลวงปู่เค็ม ไปทางเรือ ไปกว่า 50 คน เรือล่ม ตายหมด”

“แล้วหลานล่ะ?”

“จมคนแรก พ่าม! อภินิหารหลวงปู่เค็ม ตอบผมได้แบบนี้ดูเหมือนกันใช่ไหมเรา?” ผมถามยิ้มๆ เมื่อเห็นว่าใบหน้าของพี่หัสตอนนี้ดูมีรอยยิ้มขึ้นมาต่างจากในตอนแรก

“พอเลยๆ ไร้สาระจริงๆ” พี่หัสส่ายหน้าเล็กน้อย

“แต่ก็ทำให้พี่มีรอยยิ้ม ไม่ว่าจะไร้สาระแค่ไหนผมก็ยอมครับ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เพราะผมอยากให้พี่หัสรับรู้ถึงความจริงใจของผมในตอนนี้ ถึงผมจะติดเล่นไปทุกเรื่องแต่เรื่องเดียวที่ผมไม่เล่นก็คือเรื่องของพี่หัส

“เออ กลับกันได้ยัง?”

“ได้ครับ” ผมลุกขึ้นยืนเตรียมตัวที่จะกลับบ้าน ตอนนี้ผมหมดมุกแล้วไม่รู้ว่าจะไปไหนดี แต่สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คือ “นั่งรถเมล์นะครับ ผมอยากจะรู้ว่าระบบขนส่งสาธารณะของประเทศไทยตอนนี้ไปไกลถึงไหนแล้ว”

“ขอความจริง”

“มันถึงช้าดี ผมอยากจับมือพี่ไปนานๆ” จากตอนแรกจะหาข้ออ้างให้กลายเป็นคนฉลาดต่อหน้าพี่หัสสักหน่อย แต่พอถูกจำได้ก็ต้องยอมรับความจริงไปครับ

“ก็แค่นั้น”

“ยอมเหรอ?”

“จะทำเป็นไม่รู้ก็แล้วกัน” ไอ้เข้คนนี้ช็อกไปเป็นที่เรียบร้อยครับ ไอ้ที่แกล้งทำเป็นไม่รู้ก็เพราะอยากจะจับมือของผมนานๆ หรือเปล่านะ แต่ผมก็ไม่กล้าถามออกไปเดี๋ยวพี่หัสเขาจะอายครับหากถูกผมจับได้

ดังนั้นวันนี้ผมจึงปล่อยเลยตามเลยแกล้งปล่อยเบลอไม่แซวให้พี่หัสเขินอาย และที่สำคัญสิ่งที่ผมต้องกลับไปทำหลังจากนี้คือตัดขนจมูกและสปาร์มือให้นุ่มนิ่ม เผื่อครั้งหน้าพี่หัสจะได้ประทับใจผม หรือเอ๋? ผมควรทำหัวนมชพูไปด้วยเลยดีไหม เผื่อจะรวบรัดตัดตอน???

ปล. ขอบคุณที่ชอบค้าบบบบบ
ปล 2 เนื้อเรื่องอาจจะมีอะไรมาเซอร์ไพร์สตลอดนะคะ อิอิ

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 228
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-3
บทที่ 6
จระเข้ตลุยกองถ่าย

หลังวันที่ผมหลอกจับมือพี่หัน ตั้งแต่นั้นผมก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้ลวนลาม เอ้ย! ได้อยู่ใกล้กับพี่หัสอีกเลย ไม่ใช่ว่าพี่หัสเขาหลบหน้าหลบตาผมหรอกนะครับ แต่พี่หัสเขาต้องเข้าคลินิกหรือเรียนภาคปฏิบัติในชั้นปีสุดท้ายของนักศึกษาคณะทันตแพทยศาสตร์ ทำให้พี่หัสต้องไปนอนค้างที่คอนโดฯ จะกลับบ้านทีก็ช่วงศุกร์เย็น

“ของโปรดพี่หัสทั้งนั้นเลย” ผมมองอาหารตรงหน้าในช่วงเช้าของวัน อาหารที่ทำให้ผมนึกถึงแต่ใบหน้าของพี่หัสผมรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองเหี่ยวเฉามากๆ เลยครับ เวลาที่ไม่มีพี่หัสมาหล่อเลี้ยงแบบนี้ทำให้ผมไม่อยากโต

“เอาไปให้พี่เขาก็ได้สิลูก” แม่ผมพูดขึ้นมายิ้มๆ เหมือนรู้ว่าผมคิดอะไร ส่วนพ่อใหม่เองก็สนับสนุนผมเช่นเดียวกัน

“ทำตั้งเยอะ เอาไปให้เจ้าหัสก็ได้ เข้สะดวกไหมลูก?”

“สะดวกสุดๆ ไปเลยครับ เดี๋ยวผมรีบกินก่อนนะ จะได้ทันช่วงกลางวันพอดี” เพราะผมเคยศึกษาเส้นทางระหว่างบ้านไปยังมหาวิทยาลัยนั้นอย่างต่ำใช้เวลาเกือบๆ ชั่วโมงครึ่งถ้ารถไม่ติด ดังนั้นผมจึงตั้งใจว่าจะรีบออกไปก่อนเผื่อมีเวลาจะได้ไปแอบดูว่าพี่หัสเขาทำอะไรบ้างระหว่างที่อยู่มหาลัย

“ไม่ต้องรีบเดี๋ยวติดคอ”

“ครับผม”

หลังจากที่ผมกินข้าวเสร็จก็จัดการนำอาหารส่วนหนึ่งที่แยกเอาไว้ใส่ปิ่นโตน่ารักๆ สีสันสดใสพร้อมกับแวะซื้อขนมร้านประจำของพี่หัสติดไม้ติดมือไปด้วย จนกระทั่งพร้อมทุกอย่างผมจึงเริ่มออกเดินทาง แม้ว่าจะยังไม่ค่อยคุ้นทางในกรุงเทพฯ เท่าไหร่ มันเลยดูเงอะงะไปบ้าง โชคดีที่ผมเป็นคนปากดีเลยกล้าที่จะถามทางคนแปลกหน้าในระหว่างการเดินทาง

“ไอ้หนุ่มถึงแล้ว” กระเป๋ารถเมล์ตะโกนเสียงดังหลังจากที่ผมบอกเขาว่าถ้าถึงที่หมายแล้วให้บอกผมด้วย

“ขอบคุณครับ” ผมรีบกระโดดลงจากรถเมล์และตรงมาที่โรงพยาบาลซึ่งเป็นสถานที่ที่พี่หัสใช้เรียนอยู่ในตอนนี้ แต่ผมไม่มั่นใจว่าระหว่างที่ผมเข้าไปหาพี่หัสจะยังอยู่ไหม หรือออกไปกินข้าวกับเพื่อนๆ แล้วเพราะก่อนมาผมไม่ได้โทรมาบอกพี่หัสล่วงหน้า

“แผนกทันตกรรมอยู่ตรงไหนเหรอครับ?” เมื่อเข้ามายังด้านในของโรงพยาบาลผมรีบตรงมาที่เคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์เพื่อสอบถามว่าแผนกทันตกรรมอยู่ส่วนไหน เพราะถ้าให้ผมหาวันนี้ก็คงไม่เจอครับ

“เดินตรงไปสุดอาคารแล้วเลี้ยงซ้ายนะคะ”

“ขอบคุณมากๆ เลยนะครับ” ผมยกมือไหว้และออกเดินไปตามทางที่พี่ประชาสัมพันธ์บอก ระหว่างนั้นสายตาของผมก็มองไปรอบๆ จะว่าไปโรงพยาบาลนี้มีแต่นักศึกษามาใช้บริการเป็นส่วนมาก และที่สำคัญอาหารตาของผมก็เยอะมากๆ เช่นกัน

ตื่นเต้น!

เมื่อก้าวมาถึงแผนกทันตกรรมหัวใจของผมก็เต้นไม่เป็นจังหวะ เพราะคาดเดาไม่ได้ว่าพี่หัสจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อเห็นหน้าผมพร้อมกับปิ่นโตอาหารสุดน่ารัก แต่จะไปถึงขั้นนั้นผมต้องหาพี่หัสให้เจอก่อนครับ

“น้องเข้?”

“พี่ยิม?” ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่ผมดันบังเอิญเจอพี่ยิมเข้าพอดี “สวัสดีครับ” และไม่ลืมที่จะยกมือไหว้ตามมารยาทที่พี่หัสสั่งสอน (ได้ข่าวว่ากูสอนมึง? /เสียงของพ่อตะโขง)

“มาหาไอ้หัสเหรอ?”

“ครับ แต่ผมไม่ได้โทรบอกเลยไม่รู้ว่าพี่หัสอยู่ไหน”

“อ่อ เดี๋ยวอีกสักพักก็พักแล้วมั้ง มันน่าจะทำเคสอยู่” พี่ยิมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู “ไปรอกับพี่ก่อนไหมล่ะ?”

“ผมบอกพี่ก่อนเลยนะว่า ห้ามทำมิดีมิร้ายผมเด็ดขาด แล้วพี่ก็ห้ามคิดอะไรกับผมด้วย เพราะผมมีพี่หัสแค่คนเดียวเท่านั้นครับ”

“โถ่ หลงตัวเองโคตรๆ”

“อีกไม่นานพี่หัสเขาก็หลงผมแหละครับ”

“ก่อนที่จะหลงน้อง ป่านนี้มันหลงอย่างอื่นไปแล้วมั้ง...”

“พี่ยิม เรามีเรื่องต้องคุยกันแล้วแหละครับ” เพราะน้ำเสียงและสีหน้าของพี่ยิมตอนนี้มันทำให้ผมสันนิษฐานว่าต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างที่ผมไม่รู้

“ไปสิ ตอนนี้ไม่มีคนไข้” ผมเดินตามพี่ยิมมาที่ห้องพักของเขา และผมก็พึ่งรู้ว่าวันธรรมดาพี่ยิมเป็นหมอฟันใช้ทุนอยู่ที่โรงพยาบาล ส่วนช่วงเย็นหรือวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็เปิดคลินิกเป็นรายได้เสริม ถ้าไม่ติดว่าผมไม่ได้ชอบพี่หัสอยู่พี่ยิมนี่ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจจริงๆ นะครับ

“พี่ยิม เล่าเลยพี่”

“เออ เร่งจังเลย” พี่ยิมเดินไปเปิดตู้เย็นพร้อมกับหยิบขวดน้ำมาให้ผมหนึ่งขวด “เอ้า ดื่มน้ำก่อนจะได้ใจเย็นๆ”

“พี่นั่งเลยๆ เล่าๆ” ผมขยับให้พี่ยิมนั่งลงบนโซฟาข้างๆ ผม “ผมตงิดตั้งแต่ที่พี่บอกผมตอนที่ไปอุดฟันแล้ว”

“นั่นแหละ อย่างที่บอก แต่พี่ก็ไม่ได้อยากจะยุ่งเรื่องของไอ้หัสมันเท่าไหร่ แต่พี่ถูกชะตากับเราก็เลยอยากจะบอกเอาไว้ก่อนจะได้เผื่อใจ” ผมเกลียดคำว่าเผื่อใจที่สุดเลยครับ

“......”

“เฮ้ย! อย่าพึ่งทำหน้าซีเรียสสิ ยังไม่ทันได้เล่าเลย”

“พี่เล่ามา ผมพร้อมละ” ผมนั่งตัวตรงพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

“ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละ มีคนชอบไอ้หัสเยอะแต่มันไม่เคยชอบใครเลย แต่มีอยู่คนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของมันมากๆ และที่สำคัญ....อยู่ใกล้มันด้วย” พี่ยิมเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนที่จะเล่าต่อ “อยากไปดูไหม เผื่อจะได้เห็นชัดๆ มากกว่าที่พี่พูด”

“เสี้ยมผมปะเนี่ย?”

“ก็ไปดูกับตา ไปไหมล่ะ?”

“ไปครับๆ” ผมทิ้งของทุกอย่างไว้ที่ห้องของพี่ยิมก่อนที่จะเดินตามหลังพี่ยิมออกจากห้องไป ผมไม่รู้หรอกนะว่าพี่ยิมจะพาผมไปดูอะไร แต่ที่แน่ๆ ผมเตรียมใจไว้แล้วแหละครับ

“นี่ อย่าให้มันจับได้นะ” พี่ยิมพาผมมาที่ด้านหลังห้องทันตกรรมที่ตอนนี้มีคนอยู่เพียงไม่กี่คน และหนึ่งในนั้นก็คือพี่หัส แม้ว่าจะเห็นเพียงด้านหลังผมก็จำได้เป็นอย่างดี ซึ่งพี่หัสตอนนี้ดูเหมือนว่ากำลังเก็บอุปกรณ์โดยที่มีผู้ชายตัวเล็กๆ ยืนอยู่ข้างๆ แต่ที่แปลกออกไปคือการแต่งการของผู้ชายคนนั้นต่างจากพี่หัสและดูคล้ายกับพี่ยิม

“พี่ให้ผมดูอะไร?” แม้ว่าลางสังหรณ์ของผมมันจะเริ่มทำงานบ้างและ แต่ในเมื่อภาพตรงหน้ามันยังดูปกติผมจึงหันกลับไปถามพี่ยิมที่ยืนอยู่ข้างๆ ผม

“อาจารย์วิน”

“อาจารย์เลยเหรอ ทำไมหน้าเด็กกว่าพี่ยิมอีกอะครับ โอ๊ย! ผมให้พี่ทำได้คนเดียวนะพี่” แต่ก่อนที่ผมจะโวยวายไปมากกว่านี้เพราะพี่ยิมดันเขกมาที่หัวของผม ผมก็ต้องรีบหลบเมื่อพี่หัสหันหน้ามาทางที่ผมกับพี่ยิมยืนอยู่พอดี “พี่จะบอกว่าพี่หัสกับอาจารย์วินอะไรนั่นกิ๊กกั๊กกัน?”

“ทำไมรู้”

“ก็พี่หัสหล่อสะขนาดนี้ จะมีคนไม่ชอบด้วยเหรอ?”

“ไม่รู้สึกอะไรหน่อยเหรอ? เขาเคยคบกันนะ”

“ก็แค่เคยไหมพี่ เพราะพี่บอกว่าเคยอีกอย่างพี่หัสก็บอกผมว่าเขาไม่มีแฟนและยังไม่สนใจใคร” ผมตอบด้วยความมั่นใจเพราะพี่หัสเคยบอกผม เช่นเดียวกันพี่หัสก็ปฏิเสธผมเหมือนกัน “และที่สำคัญเลยนะพี่ ผมกับพี่หัสก็ยังไม่ได้เป็นอะไรกัน พี่อย่าปั่นให้ผมหึงออกนอกหน้าเลยครับ เพราะถ้าทำแบบนั้นพี่หัสก็จะยิ่งไม่ชอบผม”

“ฉลาดนิหว่า” พี่ยิมมองผมพร้อมกับยิ้มมุมปากเล็กๆ ราวกับว่าไม่เชื่อว่าคำพูดเหล่านี้จะหลุดออกมาจากปากผม “ถ้าอย่างนั้นก็รอมันตรงนี้ก็ได้ เดี๋ยวมันก็ออกมา”

“แหมพี่ยิม พอผมไม่เป็นไปตามที่พี่คิดก็หนีเลยนะ”

“มันไม่สนุกอะ”

“อยากสนุกไหมล่ะ ผมจะได้บอกพี่หัสให้ว่าพี่เผาเขาให้ผมฟัง”

“เดี๋ยวจะไม่บอกอะไรอีกนะ”

“พี่ยิมหล่อและใจดีที่สุดครับ” ผมยิ้มให้ผมยิมทันที เพราะต่อจากนี้ถ้าผมจะเริ่มเดินหน้าแบบจริงจังพี่ยิมก็เป็นตัวสำคัญที่จะช่วยผมสอดส่องพี่หัส

“เข้?” ไม่ทันที่ผมจะได้ตั้งตัวพี่หัสก็เดินออกมาพร้อมกับมองผมสลับกับพี่ยิมไปมาเหมือนสงสัยว่าผมอยู่กับพี่ยิมได้อย่างไร แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ พี่หัสตอนนี้

ผมใช้เวลาไม่นานพิจารณาอาจารย์วิน หากมองภายนอกเขาเป็นผู้ชายที่ดูดีทีเดียว น่ารัก ตัวเล็ก และที่สำคัญมีออร่าความฉลาดอยู่เต็มไปหมด

“มาได้ไง ทำไมไม่โทรมาบอกก่อน” พี่หัสเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผมพร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างของเขากุมใบหน้าของผมเอาไว้ และออกแรงบังคับให้ผมเงยขึ้นและมองเขาตรงๆ ไม่อยากจะบอกว่าตอนนี้ไอ้เข้เข่าแทบทรุดเพราะไม่คิดว่าพี่หัสจะทำแบบนี้ต่อหน้าทุกคน โดยเฉพาะอดีตแฟนเก่าที่ยังคงอยู่ที่เดิมและมองมาที่ผมสองคนด้วยสายตาสงสัย “ไหนอ้าปากดิ ได้แปรงฟันตามที่บอกไหม?”

“แองอับ (แปรงครับ) ” ผมอ้าปากตามที่พี่หัสบอกส่วนสายตาของผมก็จับจ้องมาที่ใบหน้าของพี่หัสที่อยู่ใกล้ผมมากๆ มากชนิดที่ว่าถ้าผมอุตริเอาปากไปแตะปากพี่หัสก็ยังได้อะครับ แต่ก็ต้องห้ามความคิดนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้พี่หัสต่อยปากผมสะก่อน

“แต่มีเศษอาหารติดอยู่?”

“ก็ผมแปรงตอนเช้ากับตอนนอนไงครับ” พี่หัสปล่อยมือออกจากใบหน้าของผมก่อนจะส่ายหน้าไปมา

“บอกให้แปรงหลังมื้ออาหาร ถ้ามันสะสมไปเรื่อยๆ อีก แก๊สไข่เน่ากลับมาไม่ช่วยแล้วนะ”

“แต่ตอนนี้ยังไม่มีแก๊สไข่เน่านะครับ มีแต่แก๊สน้ำตา”

“แก๊สน้ำตา?” พี่หัสขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจก่อนที่จะเลื่อนสายตาไปมองพี่ยิมเพื่อถามว่าสิ่งที่ผมพูดคืออะไร แต่พี่ยิมทำท่าไว้ไหล่ “แล้วมาทำไม ยังไม่บอกเลย”

“เอาอาหารมาให้ วันนี้แม่ทำแต่ของชอบพี่เต็มไปหมดเลย”

“เหรอ? ไม่ใช่ข้ออ้างนะ”

“ไม่เลยครับ”

“งั้นรอก่อน” พี่หัสเดินกลับไปหาอาจารย์วินที่ตอนนี้ยืนแข็งเป็นหินไปแล้ว ถ้าจะมาหวงก้างผมทุบให้เลยนะ อาจารย์ก็อาจารย์เถอะ

“ขอโทษนะครับ วันนี้ผมคงต้องไปทานกับน้อง ไว้วันหลังนะครับอาจารย์”

“ไม่เป็นไรพฤหัส ไว้เจอกันๆ ผมไปก่อนนะ” อาจารย์วินตอบยิ้มๆ ก่อนที่จะเดินแยกออกไปอีกทาง ส่วนผมตอนนี้ก็กันไปมองหน้าพี่ยิมพร้อมกับทำมือเป็นรูปกดไลก์ให้ ส่วนพี่ยิมเองก็หัวเราะเบาๆ

“ชนะใสๆ อะนะ พี่เขาเลยผมอะครับพี่ยิม”

“ค้าบบ จะคอยดูต่อไปครับ อนุญาตให้ใช้ห้องได้ แต่ห้ามเลอะ”

“ทะลึ่งว่ะพี่”

“หมายถึงอาหาร อย่าทำเลอะ ทะลงทะลึ่งอะไรเป็นเด็กเป็นเล็กนะเราคิดไปนู่น” ผมอยากจะแหมให้ถึงดาวอังคาร เป็นใครก็รู้ว่าพี่ยิมมันจะสื่ออะไร แต่ก็ดีครับเพราะผมจะได้ใช้เวลาอยู่กับพี่หัสสองคน


เมื่อมาถึงห้องของพี่ยิมแล้วผมก็ไม่รอช้าจัดการนำอาหารออกมาจากปิ่นโต ส่วนพี่หัสก็นั่งกอดอกมองผมนิ่งๆ เหมือนกำลังคิดว่าผมจะมาไม้ไหน ส่วนผมน่ะหรอยังคงสะใจกับท่าทางของอาจารย์วินอะไรนั่นอยู่เลยครับ ถึงจะแสดงออกไปว่าไม่สนใจ แต่ลึกๆ ผมก็แอบเป็นกังวลอยู่นะ

“คิดอะไรอยู่?”

“คิดถึง”

“ปากดี” พี่หัสหัวเราะออกมาเล็กๆ “ทำหน้าเหมือนสงสัย ไอ้พี่ยิมมันเล่าอะไรให้ฟังละ?”

“ผมให้พี่เดา เพราะพี่รู้จักพี่ยิมมากกว่าผม” ถ้าจะมาหลอกให้ผมตอบพี่หัสคิดผิดแล้วแหละครับ เพราะถ้าผมตอบไปผมก็จะกลายเป็นเด็กคบไม่ได้ แต่ถ้าพี่หัสเดาได้นั่นก็ไม่เกี่ยวกับผมเพราะผมไม่ได้เป็นคนบอก “เดาออกไหมครับ?”

“พอจะออก ไอ้พี่ยิมนี่ปากมากจริงๆ”

“แล้วเรื่องมันเป็นมาอย่างไรเหรอครับ?”

“ไม่บอก”

“ผมจะคิดมากนะพี่ เพราะเรื่องของพี่ก็คือเรื่องของผมเหมือนกัน อย่าลืมดิว่าผมชอบพี่นะครับ” ผมใช้จังหวะนี้เลื่อนมือออกมาสัมผัสมือของพี่หัสเบาๆ พยายามจะทำให้เนียนมากที่สุดเพื่อที่พี่หัสจะได้ไม่เอามือของเขาออก

“ให้เป็นเอฟซีก่อน”

“ผมอะนะ?”

“อืม ให้เป็นเอฟซี ถ้าทำตัวดีจะเลื่อนขั้นให้”

“ผมไม่อยากเป็นคลับนะพี่” ผมเบะปากเตรียมที่จะงอแงแบบเล็กๆ ให้ดูตัวเล็กน่ารักที่สุด แต่ยังไม่ทันที่ผมจะอมลมเข้าปากให้แก้มป่องๆ พี่หัสก็พูดออกมาอีกประโยคที่ทำให้ผมเสียอาการเลยทันที

“ทำตัวดีจะตัดคลับออก”

“.......!!”

“อึ้งขนาดนั้นเลย?”

“มีคอตตอนบัดไหม ผมอยากจะแคะหูเพื่อว่าขี้หูในผมจะเยอะเกินไปเลยรู้สึกตื้อๆ กับคำพูดของพี่เมื่อครู่” ตอนนี้ไม่สนใจคอตตอนบัดแล้วครับ ใช้นิ้วแคะไปเลยเพื่อให้หูผมโล่งที่สุด “บอกอีกรอบได้ไหม?”

“ไม่บอก”

“โห่ ใจร้ายอะพี่”

“รีบกินข้าว เดี๋ยวบ่ายมีเคสต่อ” พี่หัสทำเฉไฉไปเรื่องอื่นโดยการหยิบช้อนขึ้นมาตักอาหารทาน ส่วนผมนะหรอแค่ได้มองพี่หัสกินก็มีความสุขแล้วแหละครับ ถึงตอนนี้จะได้เป็นเอฟซีก็เถอะ แต่เอฟซีคนนี้ยอมถวายตัวและหัวใจให้เสมอเพียงแค่พี่หัสเอ่ยปาก

“ไม่กินเหรอ?” ผมส่ายหน้าเป็นคำตอบหลังจากที่พี่หัสทานไปได้สักพัก “กินไปเถอะ จะได้ไม่ยิ้ม” พี่หัสยิ้มผลไม้พร้อมกับจ่อมาที่ริมฝีปากของ

“อ้ำ หวานมากครับ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผลไม้หรือเพราะคนป้อน....”

“ผลไม้” ยังไม่ทันที่ผมจะได้หยอดจนจบประโยคพี่หัสก็พูดแทรกขึ้นมาทำเอาผมเปลี่ยนสีหน้าแทบไม่ทัน

เมื่อพี่หัสทานเสร็จ ผมก็จัดแจงล้างปิ่นโตและเตรียมที่จะกลับบ้าน แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฟ้าฝนเป็นใจหรือเปล่าที่อยู่ๆ ก็เทลงมาเหมือนโกรธ ทำให้พี่หัสบอกผมว่าถ้าฝนยังไม่หยุดก็ให้รออยู่ที่ห้องของพี่ยิมไปก่อน ถ้าพี่หัสเลิกแล้วฝนยังตกก็นอนที่นี่ไปเลย ระหว่างนั้นผมก็รีบเสิร์ชบทสวดขอให้ฝนตกหนักๆ เพื่อที่ว่าผมจะนอนกับพี่หัสที่คอนโด แค่คิดก็เขินแล้วอะครับ

แต่ระหว่างนั้นผมรู้เบื่อที่จะต้องนั่งอยู่ในห้องของพี่ยิมไปเรื่อยๆ ทำให้ผมออกมาเดินเล่นในโรงพยาบาลระหว่างที่รอพี่หัส

“เฮ้ย!!!” อยู่ๆ เสียงร้องของใครบางคนเรียกร้องความสนใจของผมไปหมด และหันไปตามเสียงที่ได้ยินก่อนจะพบว่าตอนนี้ผมเห็นผู้ชายคนหนึ่งท่าทางไม่ปกติใช้มือจี้ที่คอของตัวเองคล้ายกับคลั่ง

“ออกไป อย่าห้าม!! ไม่งั้นแทงนะเว้ย!” ด้วยความที่เป็นคนอยากรู้อยากเห็นอยู่แล้วทำให้ผมเข้าไปยังที่เกิดเหตุ ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่พยาบาลและหมอที่กำลังเกลี้ยกล่อมผู้ชายคลั่งคนนี้อยู่ พร้อมกับคนที่อยู่แถวนั้นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย

“ใจเย็นๆ นะคะคุณ ค่อยๆ คุยกันนะ วางมีดก่อน แล้วเรามาคุยกันนะ” หนึ่งในเจ้าหน้าที่เดินเข้าไปใกล้พร้อมกับเจรจาไกล่เกลี่ยด้วยความใจเย็น

“ไม่!!! ไม่อยากอยู่แล้ว!!” แต่ทำไมผู้ชายคลั่งคนนี้หน้าตาดูคุ้นๆ เหมือนผมเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ผมก็คิดไม่ออก รู้ตัวอีกทีผมก็เดินเข้ามาแถวหน้าที่มีเจ้าหน้าที่ยืนอยู่

“ใจเย็นๆ นะคะ” แล้วเจ้าหน้าที่พูดเป็นใครใจเย็นๆ เหรอวะ? คนคลั่งขนาดนี้เขาคงจะฟังหรอก ด้วยความที่ผมเป็นคนที่มีจิตสาธารณะและชอบช่วยเหลือคนอื่นอยู่แล้ว ทำให้ผมเดินพุ่งเข้าไปใกล้ๆ กับผู้ชายคลั่งคนนั้นโดยที่มีสายตาของใครหลายๆ คนจับจ้องมาที่ผม ผมจะโชว์ให้ดูว่าต้องพูดอย่างไรให้เขายอมวาง

“พี่ชาย พี่มีอะไรในใจ พี่บอกผมได้นะ” ผมยกมือขึ้นทั้งสองข้างพร้อมกับก้าวเข้าไปหาใกล้ๆ “ผมรู้ว่าพี่ชายอาจจะเจอเรื่องที่ลำบากมากๆ มา แต่ผมอยากให้พี่ชายค่อยๆ สูดหายใจเข้าลึกๆ นะ”

“........” ผู้ชายคลั่งเงียบลงพร้อมกับมองผมด้วยสายตาว่างเปล่าซึ่งต่างจากตอนแรกที่มีแต่แววตาโกรธแค้นและเศร้าหมอง

“ผมอะก็เคยเจอเรื่องแย่มามากๆ จนผมย้อนถามกับตัวเองว่า กูเกิดมาทำไมวะ เกิดมาลำบากขนาดนี้ก็ไม่อยากจะเกิด” ซึ่งผมเคยคิดแบบนี้จริงๆ ช่วงที่ผมเห็นพ่อทำงานหนักเพื่อที่จะส่งให้ผมได้เรียน ผมเคยคิดว่าถ้าผมไม่เกิดมาพ่ออาจจะมีชีวิตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่แบบนี้ก็ได้ “แต่เรื่องของผมมันเทียบกับเรื่องที่พี่ชายเจอไม่ได้หรอก พี่อาจจะเจอมาหนักกว่าผม แต่ผมอยากให้พี่คิดนะ ว่าถ้าพี่ไปตอนนี้พี่จะไม่เสียใจทีหลังกับการกระทำแบบนี้”

“........”

“คนเรามันเลือกเกิดไม่ได้นะพี่ และเลือกที่จะไม่เกิดก็ไม่ได้”

“........”

“แต่ในเมื่อเกิดมาแล้ว ก่อนที่เราจะกลับไปยังจุดเดิม เราต้องทำให้สุดกำลังของเราเพื่อที่จะไม่ให้ย้อนกลับมามองว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นเป็นเพียงแค่อารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น แต่ถ้าพี่ชายคิดดีแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าจะห้ามอะไร” ไม่ใช่ว่าผมอยากให้ผู้ชายคนนี้เขาจบชีวิตของตัวเองจริงๆ แต่ผมอยากให้เขามีสติและคิดตามในสิ่งที่ผมพูด

ตุบ!

ผู้ชายคลั่งคนดังกล่าวทิ้งมีดลงพื้นทันทีพร้อมกับพุ่งตัวเข้ามากอดผมแรงๆ จนตัวของผมเซไปทางด้านหลัง ระหว่างนั้นเองเสียงปรบมือของคนรอบข้าง ก็ดังขึ้น

ผมไม่เคยรู้สึกเท่มาก่อนเท่ากับวันนี้เลยครับ ยังไม่ทันที่ผู้ชายคลั่งจะผละออกจากอ้อมกอดของผม อยู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา เสียงนั้นเล่นเอาเข่าผมทรุดไปกับพื้นทันที

“คัท!! ไอ้น้องนี่เป็นใครวะ! ใครปล่อยคิวมา”

ตุบ!!!

ผมทรุดลงทันทีที่ผู้ชายคลั่งคนนี้ผละออกจากอ้อมกอดของผม ด้วยความที่ตอนนี้ในหัวของผมว่างเปล่า และไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เรี่ยวแรงที่มีของผมหายไปพร้อมกับตัวผมที่ล้มลงมาที่พื้น

อาย...อายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปทรุดไว้ที่ไหน ใครก็ได้เอาผมออกไปจากตรงนี้ที

ถ้าทุกคนมองภาพไม่ออก ผมอยากให้ทุกคนจินตนาการถึงกองถ่ายภาพยนตร์ที่กำลังดำเนินการถ่ายซีนสำคัญซีนหนึ่งเรียกได้ว่าเป็นซีนอารมณ์เลยก็ว่าได้ แต่มีไอ้เด็กบ้าที่ไหนสะเหล่อเข้ามาพูดจาอะไรก็ไม่รู้จนทำให้ต้องถ่ายใหม่ และที่สำคัญที่สุดผมเจ็บใจมากๆ ที่แม่งไม่สั่งคัทตั้งแต่ผมเสนอหน้าออกไปตั้งแต่แรก หลังจากนี้ผมคงไม่กล้าที่จะเข้าไปยุ่งกับเรื่องอะไรแบบนี้อีกแล้วครับ

“น้องเก่งมากเลยนะ พี่นับถือ” เป็นผู้ชายคลั่งคนนั้นที่ย่อตัวลงมาให้เสมอกับผมที่ยังคงคุกเข่าอยู่ “ไม่ต้องคิดมากนะ น้องคือคนที่สังคมต้องการ”

ไอ้ฉิบหาย! ผมอยากจะสบถออกไป แต่เวลานี้ผมกลับได้แต่นิ่งและอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“น้องเจคะ ซับหน้าค่ะ!” ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไปมองผู้ชายคลั่งคนนี้หลังจากที่ผมได้ยินชื่อของเขาชัดๆ ถึงว่าทำไมผมถึงคุ้นหน้าคุ้นตาเขาอย่างประหลาด ก็เพราะเขาคือ ‘เจ จิรภัทร’ นักแสดงวัยรุ่นที่เป็นกระแสอยู่ตอนนี้ ทำไมผมถึงไม่คิดออกให้เร็วกว่านี้ ไม่อย่างนั้นผมคงไม่หน้าแตกแบบนี้หรอกครับ แตกต่อหน้าคนนับร้อย

สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คือกลั้นหายใจและรีบลุกขึ้นก่อนจะรีบวิ่งหายไปโดยไม่สนใจว่าใครจะเรียกผมเอาไว้ เพราะตอนนี้นอกจากจะเจ็บใจแล้วร่างกายของผมก็เจ็บไม่เบา เพราะช่วงที่ทิ้งตัวลงมาไม่รู้ว่ามีเศษอะไรสักอย่างอยู่ที่พื้น ทำให้เข่าของผมทิ่มมันเข้าไปตรงๆ ไม่รู้ว่าเลือดจะออกไหมเพราะตอนนี้ไม่ทันได้ดู

“ไปไหนมา?” ทันทีที่เปิดประตูเข้ามาในห้องก็เจอกับพี่หัสที่ยืนมองผมอยู่ด้วยสายตางงๆ ก่อนจะเลื่อนสายตาลงมาที่บริเวณเข่าของผม “ไปโดนอะ....!!”

หมับ!!

“ฮื่ออออออ ผมอายอะพี่ อายมากๆ อายโคตรๆ เลย เกิดมาผมไม่เคยอายขนาดนี้เลยนะพี่ ฮื่อออออ” ผมพุ่งตัวเข้ามากอดพี่หัสทันที แต่ต้องรีบปล่อยออกเพราะไม่รู้ว่าตัวของผมเปื้อนอะไรหรือเปล่า เพราะถ้าผมเปื้อน ชุดกาวด์ของพี่หัสต้องเปื้อนไปด้วยแน่ๆ

“เปื้อนไหมพี่? ผมขอโทษ ผมไม่ทันได้ดู” ผมรีบสำรวจชุดของพี่หัสทันทีหลังจากที่ปล่อยออก

“ช่างชุดเถอะ แต่มานั่งนี่เลย” พี่หัสคว้าข้อมือของผมเอาไว้พร้อมกับออกแรงให้ผมเดินตามเขามายังโซฟาก่อนจะกดไหล่ให้ผมนั่งลง “ไปซนที่ไหนมา ทำไมเลือดออก แบบนี้?”

“เลือดไหน?” ผมก้มลงมองตามสายตาของพี่หัสที่มองมายังบริเวณหัวเข่าของผม และผมก็พึ่งคิดได้ว่าก่อนหน้านั้นผมเจ็บที่เข่ามากๆ แต่ไม่ทันได้สังเกตเพราะต้องรับหนีความอับอายที่เกิดขึ้น

“ไปซนที่ไหนมา นั่งเฉยๆ เลย”

“ครับ”

“เดี๋ยวทำแผลให้ ระหว่างนี้ก็เล่ามาให้หมด” พี่หัสลุกขึ้นไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลก่อนจะกลับมาที่เดิม พร้อมกับใช้มือของเขายกขาของผมให้พาดกับโต๊ะด้านหน้าเอาไว้

“แสบไหมพี่?”

“ไม่เท่ามึงหรอก”

“อย่าว่าผมสิครับ ผมมีเหตุผล ไม่ใช่ว่าผมอยากจะไปทำให้ตัวเองเจ็บตัวขนาดนี้หรอกครับ”

“เล่ามา” พี่หัสเปิดขวดน้ำเกลือพร้อมกับใช้สำลีชุบมาเช็ดบริเวณรอบๆ แผลของผมเบาๆ

“คือผมอะ.......” ผมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พี่หัสฟังระหว่างที่พี่หัสค่อยๆ บรรจงทำแผลให้ผมด้วยความตั้งใจและเบามือที่สุด จนกระทั่งถึงขั้นตอนสุดท้ายของการทำแผล

“ปิดเอาไว้แบบนี้ก่อน”

“ขอบคุณครับ” พี่หัสลุกเอากล่องปฐมพยาบาลไปเก็บพร้อมกับล้างมือของตัวเองที่ใช้ทำแผลให้ผม “ผมอายอะพี่ ผมไม่รู้ว่าตรงนั้นเขาถ่ายทำกันอยู่ ถ้ารู้ผมไม่ไปโชว์สะเหล่อหรอกครับ” ผมเตรียมใจเอาไว้แล้วว่าพี่หัสต้องว่าผมแน่ๆ เพราะเรื่องนี้คนผิดน่าจะเป็นผมเอง จะไปโทษใครเขาไม่ได้

“ฟังนะ” พี่หัสกลับมาที่เดิมพร้อมกับย่อตัวลงตรงหน้าผมโดยที่มือของเขาแตะที่ไหล่ของผมเบาๆ “วันนี้ทำดีมากที่กล้าหาญแบบนี้ แต่ถ้ามันไม่ใช่การแสดงรู้ไหมว่ามันเสี่ยง? รู้ไหมว่าตัวเองจะเป็นอันตราย? อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงอะไรแบบนี้ ถ้าอยากช่วยจริงๆ มันมีหลายวิธีมากๆ แต่ต้องใช้สติให้มากที่สุด ไม่ใช่อยากจะช่วยจนเอาตัวเองไปเสี่ยง โชคดีแค่ไหนแล้วที่ไม่ใช่เรื่องจริง เข้าใจที่พูดไหมครับ?” ผมหยักหน้าเบาๆ เพื่อเป็นคำตอบให้พี่หัส “อันนี้ไม่ได้ดุนะ อันนี้สอน” เมื่อพี่หัสเห็นว่าสีหน้าของผมไม่สู้ดีนักเขาจึงค่อยๆ ยื่นมือนิ้วหัวแม่มืออีกข้างของเขาเขี่ยเบาๆ บริเวณใต้ดวงตาของผม

“.........”

“ไหนว่าซ่า ร้องไห้เป็นเด็กเลย”

“ที่ร้องเพราะอายหรอกพี่ ไม่ได้เจ็บอะไรเลย มันอาจจะหาที่ระบายไม่ได้เลยร้องไห้ออกมา พี่รู้ไหมว่าผมอะเหมือนคนโง่เลย แม้คนอื่นจะปรบมือให้ผม แต่แม่งก็มีคนหัวเราะอะ” บอกตามตรงว่าเสียงหัวเราะที่มองว่าสิ่งที่ผมทำไปเป็นเรื่องตลก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็ตลกจริงๆ

“แต่กูชมมึงนะ”

“ก็มีตำหนิด้วยไม่ใช่เหรอครับ?”

“ก็เพราะเป็นห่วง”

“.......”

“เข้าใจไหม? แต่ถ้าไม่อยากให้เป็นห่วงก็บอก”

“ไม่ครับ อยากให้เป็นห่วง และอยากให้ชอบผมด้วย”

“........”

“พี่ไปทำงานต่อเถอะครับ ผมโอเคแล้ว” ผมรีบออกปากไล่ให้พี่หัสกลับไปทำงาน เพราะตอนนี้บอกตามตรงว่าผมเขินกับสิ่งที่ตัวเองพูดออกไปมากๆ

“อืม ถ้าฝนหยุดแล้วไม่ต้องกลับนะ” พี่หัสยันตัวลุกขึ้นเหมือนเดิม “วันนี้นอนนี่แหละ” พี่หัสวางมือลงบนศีรษะของผมเบาๆ พร้อมกับออกแรงขยี่ผมเล็กน้อยก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป

ส่วนผมตอนนี้หรอ เป็นลมไปแล้วครับ! ไม่แน่ว่าคือนนี้หัวนมชมพูที่ผมเคยมาร์คไว้อาจจะได้ใช้ก็ได้ครับ!


ปล. หนึ่งตอนหลากหลายอารมณ์งับบบบ ขอบคุณที่ชื่นชอบเจ้าจระเข้และพี่หัสนะคะ



ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
เจ้าน้องเข้ๆๆๆๆๆๆๆๆ​ 555

ออฟไลน์ Pe_no

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ติดตามค้าาาาา ชอบความล้นๆ :mew2:

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2109
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
น้องเข้น่ารักมากกก พี่หัสต้องหลงแน่ๆในอนาคตอันใกล้นี้

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด