ถ้าผมดื้อพี่จะดุผมไหม บทที่ 13 - 20 (18/12/2020)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ถ้าผมดื้อพี่จะดุผมไหม บทที่ 13 - 20 (18/12/2020)  (อ่าน 1831 ครั้ง)

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
บทที่ 17
ตัดบัวไม่ไว้ใยฉันใด ตัดหัวใจไม่ไว้หน้าฉันนั้น ฉันนั้นไม่ได้ต้องฉันเพล พ่าม!

“มึงเนียนละพี่” ตอนนี้ทั้งผมและพี่หัสต่างช่วยกันแกะมือของไอ้พี่ยิมที่วางอยู่บนสะโพกของผมออกหลังจากที่เราทั้งสองคนพยุงพี่ยิมออกมาจากรถและตรงมาที่ห้อง

“เมา....”

“นอนนอกไหม? คนเมาก็นอนนอกไป”

“กูพี่มึงนะ”

“เดี๋ยว......” ผมมึนงงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะ อยู่ๆ พี่ยิมที่ทำตัวปวกเปียกแขนขาไม่มีแรงจนให้ผมพยุงขึ้นมานั้น ทรงตัวขึ้นมาพร้อมกับลืมตาเหมือนคนไม่เมา มองหน้าผมและพี่หัสสลับกันไปมา “ตกลงพี่แกล้งเมาเหรอพี่ยิม?”

“ไม่แกล้ง แต่กูเป็นพวกเมาแป๊บเดียว ขอไปเข้าน้องน้ำก่อนนะ” พี่ยิมเดินเข้าไปด้านในห้องด้วยสภาพเหมือนคนที่มีสติสัมปะชัญญครบถ้วน และทิ้งให้ผมสองคนมองตามหลังเขาเข้าไป

“ตามไม่ทันอะพี่” ผมหันไปมองพี่หัสที่ยังคงยืนอยู่ข้างๆ

“พี่มันเป็นแบบนี้แหละ เข้าห้องกันเถอะ” พี่หัสดันตัวผมให้ก้าวเข้ามาในห้องและทำการปิดล็อกประตู แต่ยังไม่ทันที่ผมจะเดินเข้าไปในห้องของตัวเอง อยู่ๆ พี่หัสคว้ามือของผมเอาไว้ก่อน ทำให้ผมหันหน้ากลับไปมอง แต่ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยปากถาม พี่หัสกลับดันตัวของผมไปชิดกับกำแพงห้องพร้อมกับยันมือทั้งสองข้างของเขาขึ้นเหนือศีรษะของผม สายตาของเราสองคนสื่อถึงความต้องการบางอย่าง พี่หัสไม่ปล่อยให้ผมรอนาน เขาค่อยๆ โน้มใบหน้าลงมาประกบเข้ากับริมฝีปากของผมด้วยความแผ่วเบา สัมผัสของเขาก็ยังคงทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นไม่หาย ยามที่ริมฝีปากล่างของผมถูกขบเม้มเบาๆ และนั่นก็เหมือนการวอร์มเครื่องสำหรับผม

ผมเอียงใบหน้าเล็กน้อยเพื่อเปิดรับสัมผัสของพี่หัสมากยิ่งขึ้น และไม่ปล่อยให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำเพียงอย่างเดียว ผมอยากมอบสัมผัสที่ผมเป็นฝ่ายเริ่มให้พี่หัสได้รับรู้บ้าง เมื่อคิดดังนั้นผมดันตัวพี่หัสให้ออกห่างจากผมเล็กน้อยก่อนที่จะค่อยๆ เป็นฝ่ายพลิกขึ้นมาควบคุม ผมจงใจใช้ริมฝีปากของตัวเองขบเม้มเลียนแบบที่พี่หัสทำ แต่ครั้งนี้มันต่างออกไปเมื่อผมค่อยๆ หยิบยื่นลิ้นร้อนของตัวเองเข้ามาด้านใน แต่ดูเหมือนว่าประสบการณ์ของผมมันยังไม่มากพอ มันเลยดูสะเปะสะปะไม่เป็นภาษา พี่หัสคงทนไม่ไหวให้กับท่าทีเด็กๆ ของผม ทำให้ตอนนี้เขากลับขึ้นมาเป็นฝ่ายควบคุมอีกครั้งและสอนให้ผมรู้ว่าทักษะของการใช้ลิ้นที่ดีเป็นอย่างไร

“.......” ผมหอบหายใจหลังจากที่พี่หัสปล่อยให้ผมเป็นอิสระพร้อมกับยื่นมืออกมาซับบริเวณมุมปากของผมเบาๆ

“เหนื่อยขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“พี่สูบพลังผมไปมากขนาดนี้ หายใจทันก็ดีเท่าไหร่แล้วครับ”

“อย่าคิดมากนะ” พี่หัสลูบศีรษะของผมเบาๆ “ไว้ใจกู”

“ผมไว้ใจพี่ แต่ผมไม่ไว้ใจตัวเอง พี่รู้ไหมผมอะคิดมากนะ ไม่รู้ว่าผมควรแสดงออกมาอย่างไงเพื่อไม่ให้พี่รู้สึกอึดอัด เอาจริงๆ ถ้าพี่จะคิดกับเขาอยู่ก็ไม่แปลก และผมก็ไม่มีสิทธิ์มานอยด์แบบนี้เพราะฐานะของเราสองคนมันเป็นเพียงแค่คนคุยและคุยกันได้ไม่นานด้วย เมื่อวานเอง ไม่รู้ครบยี่สิบสี่ชั่วโมงหรือยัง แต่พี่ไม่ต้องคิดมากนะว่าที่ผมพูดตอนนี้คือการตัดพ้อ ผมไม่ได้ตัดพ้อผมแค่พูดตามหลังความเป็นจริง อีกอย่าผมก็ไม่อยากทำให้พี่ลำบากใจ”

“.........”

“แต่ถ้าถามผมว่าผมเสียใจไหม มันก็มีบ้างแหละเพราะดูเขากับพี่เหมาะสมกันมากขนาดนี้ ผมอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบตัวเอง”

“ถ้ากูจะชอบหรือรักมึงก็เพราะนิสัยของมึง ไม่ใช่ว่ากูจะชอบเพราะมึงพยายามเหมือนใคร และที่มึงเป็นอยู่แบบนี้บอกตามตรงว่ากูสบายใจที่ได้อยู่กับมึงนะ”

“แต่งครับ”

“เดี๋ยวๆ มึงก็เป็นสะแบบนี้” พี่หัสส่ายหน้าเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มละมุน บอกตามตรงว่ารอยยิ้มแบบนี้นี่แหละครับที่ทำให้ผมอยากจะจับเขามาจูบอีกสักรอบสองรอบหรือจะจูบตลอดไปดี? “อยากถามอะไรไหม?”

“ผมถามได้เหรอ?”

“ได้ทุกอย่าง”

“ถ้าอย่างนั้น ถ้าผมจะถามเรื่องที่ผ่านมาระหว่างพี่และเขา พี่จะตอบผมไหม หรือมันเป็นการรื้อฟื้นความเจ็บของพี่หรือเปล่า?”

“ไปดิ ไปกินเบียร์กัน” จากที่จะเข้าห้องในตอนแรก ตอนนี้พี่หัสจูงมือผมออกจากห้องเพื่อลงมาซื้อเบียร์ที่ร้านสะดวกซื้อบริเวณด้านล่างและตรงมาที่เก้าอี้หน้าร้าน

“ไหนพี่บอกว่าไม่ดื่ม?”

“กลับห้องแล้ว ดื่มได้” พี่หัสเปิดฝากระป๋องเบียร์พร้อมกับยกดื่ม ส่วนผมตอนนี้ก็จัดการเจาะหลอดลงบนกล่องนม ใช่ครับ ผมดื่มนมแทนอย่างน้อยถ้าพี่หัสเมาผมก็จะเป็นคนที่มีสติที่สุดให้พี่หัสพึ่งพาได้

“ผมถามได้เลยไหม?”

“ถามมาสิ”

“พี่กับเขาคบกันได้อย่างไงเหรอครับ เห็นว่าอายุห่างกันตั้งเยอะ”

“จริงๆ รู้จักกันมาก่อนที่จะเข้ามหาลัย เขาเป็นพี่ชายของเพื่อนในสถาบันติว บังเอิญเจอกันก็หลายครั้ง พึ่งมารู้ว่าเขาเป็นอาจารย์คณะที่กูจะเข้า เลยมีโอกาสได้คุยได้ปรึกษาอยู่บ่อยๆ คุยไปคุยมาจากแค่เพื่อนของน้องชายมันก็ถล่ำลึกไปไกลทั้งกูและเขา เราสองคนเลยตัดสินใจลองคบกัน” แววตาของพี่หัสขณะเล่าถึงเรื่องราวความรักที่ผ่านมานั้นไม่ได้หวานซึ้ง แต่มุมปากของเขายิ้มขึ้นมาเล็กน้อย “ตลกดีว่ะ ไม่น่าเชื่อว่ากูจะบ้ามากขนาดนี้”

“แสดงว่าที่ผ่านมาพี่รักเขาเหรอ?”

“เอ้า! ถ้ากูไม่รักกูจะคบทำไม”

“เจ็บนะเนี่ยพี่ บอกรักเขาต่อหน้าผม”

“หมายถึงตอนนั้น”

“แล้วตอนนี้”

“ถ้าตอบแล้วจะเจ็บไหม?” ผมเงยหน้าขึ้นไปสบตากับพี่หัสตรงๆ หลังจากที่เขาพูดออกมาแบบนั้น ถ้าเขาตอบว่ารักจริงๆ คืนนี้ผมได้เสียน้ำตาแน่ๆ “ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ไปได้ ไอ้ลูกหมา” พี่หัสดึงตัวผมเข้ามาซบอกของเขาทันทีพร้อมกับใช้มืออีกข้างที่ไม่ได้ถือกระป๋องเบียร์ยีผมของผมเบาๆ

“ก็ถ้าพี่บอกว่ารักเขา ผมร้องไห้จริงๆ อะ”

“แกล้งเล่น แล้วอยากรู้ไหมว่าทำไมถึงเลิกกัน” พี่หัสพัสเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาโดยที่ผมยังไม่ทันได้ถาม

“อยากครับ”

“กูคบกับเขาจริงๆ ก็ตอนที่กูเข้ามหาลัย สุดท้ายมารู้ว่าเขามีคนของเขาอยู่แล้ว....” ผมรอบมองใบหน้าของพี่หัสที่ตอนนี้ดูเงียบไปหลังจากที่บอกถึงสาเหตุที่เลิกกัน “โคตรโง่เลย”

“ไม่ได้โง่ แต่เป็นเขาที่นิสัยไม่ดีมาหลอกพี่อะ พี่ยิมบอกผมหมดแล้วว่าเขาอ้างบอกว่าพี่เด็กเกินไป”

“พี่ยิมแม่งปากดีจริงๆ” ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ตอนนี้มืดครึ้มไม่มีแสงจากดวงจันทร์และดวงดาว มีเพียงสายลมเย็นๆ ที่พัดผ่านเราทั้งสอง

“ลมเย็นเกินไปนั่งตากได้ไม่นานเดี๋ยวไม่สบาย กินนมหมดหรือยัง?”

“หมดแล้วครับ” ผมโยนกล่องนมของตัวเองลงถังขยะใกล้ๆ

“ไป ขึ้นห้องกัน” พี่หัสดื่มอึกสุดท้ายก่อนจะลุกขึ้นและเดินเอากระป๋องเบียร์ไปหย่อนลงในถังและหันหลังกลับพร้อมยื่นมือของเขามาตรงหน้าผม “เหมือนจะเมา เดินไม่ไหว จูงมือกลับหน่อย” ผมอยากจะแหมไปถึงดาวอังคาร คือสามารถเดินไปทิ้งขยะได้ แต่ไม่สามารถเดินขึ้นห้องไปได้? พี่หัสเวอร์ชั่นอ้อนแบบนี้ก็น่ารักดีเหมือนกันนะครับ นี่ขนาดยังไม่ได้เป็นอะไรกันอ้อนผมขนาดนี้ ถ้าเป็นแฟนกันแล้วจริงๆ ผมจะรับมือกับลูกอ้อนแบบนี้ของพี่หัสได้อย่างไงกันนะ เพราะไอ้ตัวผมแพ้คนแบบนี้เสียด้วยสิครับ

“เป็นแฟนผมก่อนดิ”

“ไหนบอกไม่รีบ?”

“แค่อยากรู้ว่าเมาจริงๆ หรือเปล่า แต่ดูเหมือนว่าพี่จะไม่ได้เมามากนะ อยากจับมือผมตรงๆ ก็บอกมาครับ” ผมลุกขึ้นพร้อมกับผสานนิ้วมือของตัวเองเข้ากับมือของพี่หัส

“พี่หัสครับ พี่ว่าเราขึ้นไปด้านบนแล้วพี่ยิมจะหลับหรือยัง”

“น่าจะหลับแล้วแหละ”

“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้พี่นอนห้องผมไหม?”

“เนียน”

“ก็เมาไม่ใช่เหรอ? นี่ไง ผมจะได้ดูแลพี่ทั้งคืน” ระหว่างทางผมกับพี่หัสเราสองคนพูดคุยกันมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเตรียมที่จะแตะคีย์การ์ดเข้าคอนโด แต่แล้วความสุขของเราสองคนก็จบลงเพราะคนที่ดักรออยู่ตรงล็อบบี้ของคอนโดนั้นตรงมาดักด้านหน้าเราไว้

“เอ่อ.....” ผมหันไปมองหน้าพี่หัสเล็กน้อยเพื่อดูว่าเขามีปฏิกิริยากับคนตรงหน้าอย่างไร และดูเหมือนว่าทั้งสองคงต้องคุยกันจริงๆ ส่วนคนที่สามอย่างผมตอนนี้ก็ต้องลี้ภัยขึ้นไปด้านบนก่อน “ผมขึ้นไปก่อนนะครับ” ผมหลีกทางเพื่อที่จะเข้าไปยังส่วนด้านใน แต่พี่หัสกลับคว้ามือของผมเอาไว้ก่อน

“ไปด้วย” พี่หัสยิ้มมุมปากเล็กๆ ทำทีเหมือนไม่ได้สนใจว่าคนตรงหน้านั้นคือใคร

“ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม?” แต่ดูเหมือนว่าอาจารย์วินนั้นจะยังไม่ยอมจบ แต่เท่าที่ผมสังเกต ใบหน้าของอาจารย์วินแดงกล้ำคล้ายกับคนที่เมาจนไม่สามารถควบคุมสติและการกระทำของตัวเองได้

“ไปกันเถอะ” และแล้วเท้าของผมก็ก้าวออกไปตามแรงดึงของพี่หัสพร้อมกับประตูกระจกใสที่ปิดลง พี่หัสไม่ได้หันกลับไปมองทางด้านหลังเลยแม้แต่น้อย ท่าทีที่เขาทำเหมือนไม่แคร์นั้นผมคงจะดีใจมากๆ ถ้าเกิดไม่ได้รับรู้ว่ามือของเขาที่กุมมือของผมอยู่นั้นมันบีบรัดแรงแค่ไหน...พี่หัสแค่แกล้งทำเป็นไม่สนใจก็เท่านั้นแหละครับ

อยู่ๆ เคล้าฝนที่ตั้งท่าว่าจะตกในช่วงหัวค่ำ ตอนนี้ได้เทกระหนำลงมาเหมือนน้ำตาของผมที่กำลังไหลอยู่ในตอนนี้ ทำไม..ทำไมพี่หัสต้องแกล้งบอกกับว่าไม่แคร์ แต่แท้จริงแล้วแอบกลับลงไปที่ด้านล่างพร้อมกับดึงตัวของเขาคนนั้นเข้ามากอดเอาไว้ ถ้าผมไม่ตามลงมาผมก็คงจะไม่ต้องเห็นภาพบาดตาบาดใจแบบนี้...

“ผมยังรักพี่อยู่นะ พี่วิน....”

“ขอโทษที่ทำให้เสียใจ เรากลับมาเริ่มต้นใหม่ได้ไหม?”

“ได้สิครับ”

“แล้วน้องคนนั้นของหัสละ?”

“ลูกติดน้าชาย ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องสนใจ” ตอนนี้ผมไม่สนใจแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นหรือผมจะต้องเสียใจมากแค่ไหน แต่บทสนทนาของผู้ชายตรงหน้าผมนั้น ทำให้ความอดทนที่จะเป็นนายเอกผู้น่าสงสารจบลง ถ้าผมไม่ได้เอาเลือดปากสองคนนี้ออก อย่าเรียกผมว่าจระเข้ ให้เรียกผมว่าไอ้เหี้ยแทนเถอะครับ!

“เข้....เข้ ไอ้เข้!!!”

“เฮือก!” ผมลืมตาตื่นขึ้นมาหลังจากรับรู้ได้ถึงแรงเขย่าพร้อมกับเสียงเรียกที่ตะโกนเรียกชื่อผมเสียงดัง พอผมตั้งสติได้ถึงรู้ได้ว่าเหตุการณ์ที่ทำเอาผมร้องไห้เสียใจนั้นเป็นเพียงแค่ความฝัน

ตุบ!

ผมทิ้งตัวลงนอนบนเตียงเหมือนเดิมเพื่อที่จะรีบกลับเข้าไปในฝันต่อ เพื่อที่จะได้ตะโกนใส่หน้าทั้งสองคนนั้นมันเป็นเพียงแค่ความฝัน แต่ยังไม่ทันที่ศีรษะของผมจะแตะถึงหมอนพี่หัสก็คว้าตัวของผมขึ้นมาก่อน

“เป็นอะไรเนี่ย?” คิ้วทั้งสองข้างของพี่หัสขมวดเข้าหากันพร้อมกับมองหน้าผมด้วยความเป็นห่วง

“ผม...ฝัน ผมจะกลับเข้าไปในฝันเหมือนเดิม”

“มึงบ้าหรือเปล่าเนี่ย? ตื่นแล้วมันฝันต่อไม่ได้”

“แต่ว่า...พี่ได้ลงไปข้างล่างหรือเปล่า?” หลังจากที่กลับขึ้นมาพี่หัสกลับเข้าไปอาบน้ำและมานอนในห้องของผม และทิ้งให้พี่ยิมนอนในห้องของเขาคนเดียว

“จะลงไปได้ไง ก็นอนกับมึงอยู่นี่แหละ”

“ไหนลองพูดก่อนว่า ลูกติดน้าชาย ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องสนใจ พี่ลองพูดก่อน” ผมอยากจะแน่ใจว่าสิ่งที่ผมเห็นนั้นมันคือความฝันจริงๆ

“ไร้สาระจริงๆ นอนไปเลยไป” พี่หัสปล่อยมือออกจากหลังของผมที่เขาพยุงไว้ในตอนแรก ทำให้ผมทิ้งตัวลงนอนบนเตียงเหมือนเดิม

“ในฝันผมร้องไห้ด้วยนะ”

“ใครถาม?”

“ผมอยากบอก”

“งั้นนอนกอดกันไหม?”

หมับ!
ผมพลิกตัวเข้าไปกอดโดยที่ไม่ได้ตอบออกมา อย่างไรคืนนี้ผมจะได้มั่นใจว่าพี่หัสอยู่กับผมตลอดทั้งคืนจริงๆ ถึงผมจะเห็นแก่ตัว แต่อย่างน้อยผมก็เซฟใจพี่หัสและเซฟใจของตัวเองไปด้วยในขณะเดียวกัน

“ผมบอกแล้วไงว่าจบ คุณจะตามผมมาทำไม?” ในคืนนั้นหลังจากที่จระเข้หลับสนิทไปแล้วพฤหัสลงมายังข้างล่าง เพราะเขารู้นิสัยของอดีตแฟนดีว่าถ้าเขาไม่ยอมลงมาคุยตามเป้าหมาย ผู้ชายคนนี้ก็จะไม่ยอมไป อย่างไรวันนี้เขาต้องเคลียร์ให้จบทุกอย่าง เขาทนเห็นสีหน้าที่ไม่ร่าเริงของจระเข้ไม่ได้จริงๆ

“ผมเมา”

“ขนาดนี้ยังจะโกหกผมอีก?”

“แล้วไง ก็ผมอยากเจอคุณ ผมคิดถึงคุณ ตลอดเวลาที่เจอหน้าคุณหัวใจของผมมันก็ยิ่งเรียกร้อง ไม่ใช่ว่าผมไม่เจ็บสำหรับเรื่องที่ผ่านมา ผมเจ็บมาตลอด”

“อย่าพยายามพูดให้ตัวเองดูดี นอกใจก็คือนอกใจ คุณไม่ได้นอกใจผมแต่คุณนอกใจแฟนคุณ แต่สิ่งที่คุณทำกับผมเขาเรียกว่าเห็นแก่ตัว”

“หัสจะว่าจะด่าพี่ยังไงก็ได้ แต่พี่ขอโทษจริงๆ พี่ขอโทษ” พฤหัสไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายตรงหน้าถึงได้พยายามใช้สรรพนามเดิมที่เคยใช้เรียกกันในช่วงที่คบ แต่ตอนนี้ถ้าไม่ได้มีสถานะลูกศิษย์กับอาจารย์เขาทั้งสองคนก็แทบจะไม่ได้พบเจอหรือพูดคุยกันเลย

“คุณอย่าทำให้ผมลำบากใจเลย อย่างน้อยรักษาภาพลักษณ์คุณหน่อยครับ คอนโดนี้ไม่ได้มีแค่ผมที่อยู่นะ” เพราะถ้ามีเพื่อนหรือรุ่นน้องในคณะที่บังเอิญอยู่คอนนี้พอดี และบังเอิญได้ยินหรือได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ แม้ว่าอีกไม่กี่สัปดาห์เขาจะเรียนจบแล้วก็ตาม

“หัสห่วงพี่เหรอ?”

“ไม่เคยมีอยู่ในหัว”

“ทำไมหัสใจร้ายกับพี่แบบนี้....”

“ด้วยความเคารพ เลิกยุ่งกับผมในเชิงนี้เถอะครับ ผมมองหน้าคุณไม่ติดแล้วจริงๆ” พฤหัสเองจินตนาการภาพไม่ออกหากเขาจะต้องเจอกับอาจารย์วินอีกครั้งในคาสเรียน ทั้งๆ ที่ผ่านมาเขาวางตัวดีมาตลอด แต่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้เป็นแบบนี้

“เพราะน้องคนนั้นใช่ไหม?”

“อย่าดึงคนอื่นมาเกี่ยวด้วยเลยครับ อย่าให้ผมรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้เลย” พฤหัสพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้มากที่สุด เพราะตอนนี้ผู้ชายตรงหน้าเริ่มทำตัวไม่มีเหตุผลทั้งๆ ที่ก่อนหน้าไม่เคยพูดหรือเรียกร้องอะไร หรืออาจจะเป็นเพราะว่าหวงก้าว เมื่อเห็นว่าพฤหัสนั้นเริ่มเปิดใจให้กับคนอื่น

“ทำไม....”

“ผมขอพูดอะไรหน่อยนะครับ ผมอยากพูดมานานแล้ว” พฤหัสสูดหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับรวบรวทคำพูดความคิดออกมาเป็นคำพูด

“ผมจะให้อภัยคุณกับสิ่งที่ผ่านมา และต่อจากนี้เราก็ต่างคนต่างอยู่นะครับ ขอบคุณที่ทำให้ความรู้สึกของผมมันชัดเจนขึ้นมาจริงๆ” พฤหัสขอบคุณวินจากใจจริงๆ เพราะการที่อดีตคนรักของเขาก้าวเข้ามานั้นทำให้พฤหัสรู้ใจตัวเองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการที่เขารู้สึกแคร์และเป็นห่วงความรู้สึกของจระเข้จนนอนไม่หลับและตัดสินใจลงมาพูดกับวินอย่างจริงจัง เพื่อตัดจบความสัมพันธ์ในอดีตอย่างแท้จริง ถ้าเขาไม่เป็นห่วงความรู้สึกของจระเข้ให้ตายอย่างไรเขาก็ไม่ยอมลงมา แม้ว่าวินจะนั่งรอเขาทั้งคืนก็ตาม

เพราะนิสัยของเขาแล้ว ไม่ใช่คนใจดีและเห็นใจใครโดยเฉพาะคนที่เคยทำให้เขาเจ็บ

“..........”

“ถ้ามาเพื่อขอให้ผมให้อภัย วันนี้ผมให้อภัยคุณแล้วครับ กลับไปอยู่ในจุดที่พวกเราควรอยู่กันดีกว่า และที่สำคัญอย่าทำแบบวันนี้ อย่าทำให้คนของผมต้องเป็นกังวลเพราะคุณ”

“เบาๆ ดิพี่ยิม ผมไม่น่าให้พี่ลงมาด้วยเลย” จระเข้และยิมที่แอบดูอยู่ห่างๆ ถึงกับสไลด์ตัวลบเมื่อพฤหัสหันมาทางพวกเขาสองคน

จระเข้ไม่ได้หลับตามพี่พฤหัสคิด เพราะทันทีที่พฤหัสลงมานั้น จระเข้เองก็รีบลุกและหวังจะตามพฤหัสลงมาด้วยเช่นกัน แต่ติดที่ว่า...

‘แอแฮร่! นอนด้วยกันเหรอ?’

‘เชี้ย!!!’ จระเข้สะดุ้งด้วยความตกใจเมื่อยิมส่งเสียงร้องและกระโดดออกมาจากมุมใดมุมหนึ่งของห้องที่จระเองก็ไม่ทันได้สังเกต และเป็นเหตุให้เสียหลักล้มก้นกระแทกพื้นเต็มแรง ‘เล่นอะไรเนี่ยพี่ยิม’

‘ว่าจะมาแซว’ ยิมยื่นมือออกมาดึงตัวของจระเข้ให้ลุกขึ้นมาเหมือนเดิม ‘ว่าแต่ไอ้หัสมันลงไปไหนตอนนี้วะ กูไม่ทันได้ทักเพราะออกมากินน้ำพอดี’

‘แหมพี่ จังหวะละครสุดๆ ออกมากินน้ำกลางดึก’

‘ไม่ให้กินน้ำจะให้กูทำเค้กรึไง’

‘เลิกเถียงกันเถอะพี่ เราตามไปดูพี่หัสกัน พี่รู้ไหมว่าก่อนหน้านี้ใครมาดักรอ?’

‘ลุงตู่’

‘ใช่ลุงตู่มาดักรอเพื่อขอซื้อเรือดำน้ำ ถุ้ย! เลิกคุยกันเถอะ พี่ไปกินน้ำหรือทำเค้กหรือทำอะไรของพี่ต่อไปนะ ผมไปเองน่าจะรุ่งกว่าไปกับพี่’ จระเข้เปิดประตูออกจากห้องมาโดยที่มียิมตามหลังมาติดๆ เมื่อเห็นหลังของพฤหัสแล้วจระเข้ก็หาที่หลบที่สามารถได้เห็นภาพและเสียงอย่างชัดเจน ส่วนยิมที่มีประสบการณ์การแอบฟังมาก่อนจึงไม่ใช่เรื่องยากในการหาองศาของตำแหน่งหู เขาเน้นเสียงไม่เน้นภาพ

‘ขี้ตื้อมาก เป็นผมนะ ผมร้องไห้กลับบ้านไปแล้ว’

‘มึงด่าตัวเองเหรอ?’

‘โถ่พี่ ถึงผมจะตื้อแต่ถ้าพี่หัสพูดจริงจังแบบนี้นะ ผมก็ไม่กล้าตื้อต่อหรอก แต่นี่อะไรเป็นแค่แฟนเก่า’

‘เขายังได้เป็นแฟนกันนะ ส่วนมึงอะ...’

‘พี่เลิกทำตัวเป็น ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว ได้ไหมอะครับ’

‘คืออะไร?’

‘ปั่นไง ปั่นโคตรเก่งเลย!’

‘เดี๋ยวนี้เล่นมุกชื่อคนแล้วเหรอวะ’

‘ผมอะเล่นได้อีกหลากหลาย แต่ตอนนี้ผมว่าเราสองคนมาจับตาดูทั้งคู่ดีกว่า...โอ๊ย! พี่ยิมกวนตีนว่ะ จับตาดูไม่ใช่จับตาผม!’ ทั้งยิมและจระเข้เอาแต่เถียงกันไปมาและผลัดกันเล่นมุกอยู่อย่างนั้น โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าคนที่พวกเขาแอบมองอยู่เมื่อก่อนหน้า ยืนกอดอกมองอยู่โดยที่ทั้งสองไม่ทันได้สังเกต

“ตลกกันไหม?”

“โอโห้ว ถามมาได้ก็ขำกร๊ากเลยแหละ ถ้าไม่ติดว่าต้องมาแอบฟังพี่หัสนะสนุกกันมากกว่านี้อีกเนอะพี่ยิม” จระเข้พูดพร้อมกับกุมท้องทำท่าขำประกอบก่อนจะมองหน้ายิมเพราะเข้าใจว่าประโยคคำถามก่อนหน้านั้นยิมเป็นคนพูดขึ้นมา

“อืม ตลกมาก...กูชอบมุกปั่นมาก มึงคิดได้ไงวะ อายุแค่นี้รู้จักปั่นด้วย แต่... เดี๋ยวนะ?” เหมือนจะเป็นยิมที่รู้สึกตัวขึ้นมาก่อนว่าประโยคนั้นเขาไม่ใช่เป็นคนพูด ทำให้ยิมกวาดสายตาไปรอบๆ ก่อนจะเห็นพฤหัสที่ยืนทำหน้าดุอยู่อีกฝั่ง “เชรดดด พ่อมา”

“พ่อของลูกอะเป่า” จระเข้ยังคงติดเล่นอยู่ทำให้ไม่ทันได้สังเกตสีหน้าของยิมที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป “แหนะ! ทำมาแอคติ้งนะพี่ยิม ทำเหมือนเห็นพี่หัสไปได้”

“อืม หันไปดูสิ..”

“อะโด้ววว พี่เล่นช็อกสะเหมือนเลยนะ ไหน ขอไอ้เข้หันไปดูสัก...!!!” จังหวะที่หมุนตัวนั้นจระเข้เองก็ยังคงพูดด้วยท่าทางที่ไม่เกรงกลัวและออกแนวท้าทาย แต่เมื่อเห็นว่าภาพตรงหน้านั้นเป็นคนจริงๆ ไม่ใช่นักแสดงแทนแต่อย่างใด ทำให้จระเข้ถึงกับกลืนคำพูดของตัวเองกลับไปทันที

“ไหน? คนเก่งทั้งสองคนอยู่ไหนน้า?” พฤหัสทำเสียงล้อเลียนทั้งสองคนที่ตอนนี้ยืนสลดเป็นปลาถูกน็อกน้ำไปเป็นที่เรียบร้อย “แอบฟังคนอื่นแบบนี้ต้องโดนอะไร?”

“โดนหอมแก้ม ครับ!” จระเข้ใช้จังหวะนี้พุ่งเข้ามาหาพฤหัสพร้อมกับหอมแก้มก่อนที่จะวิ่งหนีขึ้นลิฟต์ไป ทิ้งให้ยิมผู้ร่วมกระบวนการยืนยิ้มแห้งอยู่ที่เดิม

“กูต้องหอมไหมน้องรัก?” ยิมเตรียมที่จะกอดคอของพฤหัสและโน้มใบหน้าของพฤหัสให้เข้ามาใกล้เขา แต่ติดที่ว่าพฤหัสขัดขืนและพยายามดันตัวจระเข้ออก

“ออกไปพี่ น่าเกลียด”

“กูไม่ใช่น้องเข้ของมึงนิ” ยิมยอมปล่อยพฤหัสเป็นอิสระ

“ก็รู้ตัวนิพี่”

“เดี๋ยวก่อน....พูดแบบนี้ถ้าไอ้เข้ได้ยินช็อกตายเลยนะ”

“อืม อีกไม่นานมันได้ช็อกแน่ ผมว่าผมเคลียร์ตัวเองได้แล้ว”

“กูจองแห่ขันหมากเลยไอ้น้อง ซองไม่ต้องเพราะคนกันเอง อะจึ๊ยยย”

“เอาตัวพี่ให้รอดก่อนเถอะครับ เพราะอีกไม่นานพี่จะโดนผมเตะ” ไม่พูดเพียงอย่างเดียวเพราะตอนนี้พฤหัสเตะเข้าบั้นท้ายของยิมเบาๆ ทั้งสองวิ่งไล่กันเข้าไปในลิฟต์และทะเลาะกันไปตลอดทั้งทาง

พฤหัสรู้สึกโล่งใจ เหมือนสิ่งที่ติดอยู่ในใจของเขาตอนนี้ของเขาได้รับการปลดปล่อยสักที เพราะเขาได้ทำการพิสูจน์แล้วว่าความรู้สึกของเขาและวินนั้นไม่หลงเหลืออยู่เลย ณ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเด็กบ้าที่วิ่งขึ้นไปเมื่อก่อนหน้านี้ “นอนหรือยัง?” พฤหัสกลับเข้ามาในห้องหลังจากที่อยู่คุยยิมจนเกือบเช้า กลับเข้ามาในห้องอีกทีก็เห็นว่าจระเข้นั้นนอนม้วนตัวอยู่ในผ้าห่มผืนหนา

“ไม่นอนก็บ้าแล้วพี่ นี่มันจะหกโมงเช้าแล้วนะ” จระเข้งัวเงียตื่นขึ้นมาหลังจากที่ถูกพฤหัสก่อกวนโดยใช้ไรหนวดอ่อนๆ ของเขาถูเข้ากับแก้มยุ้ยๆ ของจระเข้ “หอมผมขนาดนี้ ไม่เอาผมไปเล่นบ้านเลยล่ะพี่”

“ก็เอามาเล่นอยู่นี่ไง”

“โว๊ะ! ผมจะนอนนะพี่”

“จะนอนจริงๆ เหรอ?” พฤหัสเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงติดเล่น แต่ดูเหมือนว่าคนที่พึ่งตื่นนั้นจะไม่เล่นด้วยสักเท่าไหร่ เพราะตลอดคืนที่ผ่านมาจระเข้แทบจะไม่ได้หลับเต็มๆ สักที ไหนจะเรื่องฝันประหลาด ไหนจะเรื่องตามพฤหัสลงไปข้างล่างเพื่อเคลียร์กับอดีตแฟนเก่า ตอนแรกเขากะว่าหลังจากขึ้นมาจะได้นอนแล้ว แต่ติดตรงที่พฤหัสและยิมนั่งคุยและเล่นเกมโต้รุ่งอยู่ด้านนอก ทำให้เสียงดังเข้ามา กว่าที่จระเข้จะหลับจริงๆ ก่อนที่พฤหัสจะมาไม่นาน

“พี่หัส เมาปะเนี่ย?” จระเข้ลืมตาขึ้นมาหลังจากที่เขาเริ่มทนไม่ไหวกับการคลอเคลียร์ของพฤหัสที่เขาไม่ค่อนชินสักเท่าไหร่ “ผสมพันธุ์กับผมเลยไหมล่ะพี่ ไซร้ขนาดนี้แล้วอะ”

“ทะลึ่งนะเรา” พฤหัสชโงกขึ้นมามองใบหน้าของที่งอง้ำของจระเข้ ทำให้เขารู้สึกหมันไส้โดยไม่มีสาเหตุและเผลอกัดเข้าไปเต็มๆ จนเจ้าตัวถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของพฤหัส

“พี่ยิมให้พี่กินอะไรมาเนี่ย เหมือนไม่ใช่พี่เลย”

“เข้” พฤหัสยอมปล่อยแก้มของจระเข้ออกก่อนพร้อมกับมองใบหน้าของจระเข้ยิ้มๆ

“ครับ?”

“เป็นแฟนกันไหม?”

“.........”

“ไม่อยากรอแล้วว่ะ ไม่อยากปล่อยให้เวลามันนานไปมากกว่านี้”

“........”

“ขอโทษที่ทำให้รอนานนะ ขอโทษที่ไม่ชัดเจน” พฤหัสพยายามที่จะมองลึกเข้าไปยังนัยน์ตาของจระเข้ แต่น่าแปลกเขากลับไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความว่างเปล่าเท่านั้น

“........”

“เป็นแฟนกันไหม? เห้ย! ตื่นขึ้นมาตอบก่อน” พฤหัสถึงกับตกใจที่เห็นท่าทางของจระเข้ที่อยู่ๆ ก็เงียบไปด้วยใบหน้าเรียบเฉยจนเขาใจไม่ดี เพราะคาดหวังมาเต็มที่ว่าจระเข้จะต้องตกลงแต่ใครจะไปรู้ว่าสิ่งที่เขาคาดหวังนั้นจะไม่เป็นจริง เพราะตอนนี้จระเข้ได้จากเขาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว....

เกิดมาก็พึ่งเคยพบเคยเจอคนที่โดนขอเป็นแฟนแล้วเป็นลมแบบนี้


ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
บทที่ 18
พฤหัส

เมื่อห้าปีก่อนผมถูกไหว้วานจากน้าสะใภ้เพื่อให้สอนการบ้านลูกชายของเธอ แต่ใครจะไปรู้ว่าแค่การสอนการบ้านเด็กมัธยมธรรมดาจะทำให้ชีวิตของผมค่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนในที่สุดผมต้องพึ่งยาพารา...

(พี่ชาย ทำไมมันยากขนาดนี้?)

“บอกให้เปิดกล้องไงจะได้ช่วยดูโจทก์”

(ไม่ได้หรอก เดี๋ยวพี่ชายหลงรักผม)

“วางแล้วนะ”

(พี่แค่พูดมา ไม่ต้องดูหน้าผมหรอก)

“บอกหรือยังว่าจะดูหน้า แค่จะดูโจทก์” และมีอีกหลายๆ ครั้งที่ผมต้องอ่อนใจกับเด็กที่ชื่อแปลกประหลาดอย่างจระเข้ ตอนที่น้าสะใภ้บอกกับผมว่าลูกชายของเธอชื่อจระเข้บอกตามตรงเลยว่าผมตกใจไม่น้อย เกิดมาก็ยังไม่เคยเจอใครชื่อจระเข้สักคน จะมีก็แต่เด็กคนนี้นี่แหละครับ คุยกันไปคุยกันมารู้ตัวอีกทีก็ป่าเข้าไปปีกว่าแล้ว

ตลอดระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมาแม้จะไม่เคยเจอตัวจริง แต่ผมนั้นสัมผัสได้ถึงทุกความเปลี่ยนแปลงของจระเข้ วันแรกจระเข้เป็นอย่างไรวันต่อๆ ไปเขาก็ยังเป็นเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง จระเข้ที่แต่ความสดใสจระเข้ที่คอยทำให้ผมยิ้มไปกับมุขโง่ๆ เวลาที่ผมเครียดหากผมต้องการยิ้มหรือกำลังใจคนแรกที่ผมนึกถึงก็คือจระเข้ครับ

“หัส น้าจะไปรับน้องมาอยู่กับเราด้วยนะ หัสอยากไปกับน้าไปไหม?”

“ผมไปรับได้ด้วยเหรอครับ?”

“ได้สิ น้าว่าน้องอยากเจอเรา” ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งน้าสะใภ้จะเดินมาบอกกับผมว่าจะรับจระเข้มาอยู่ด้วย บอกตามตรงว่าผมเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยและทำตัวไม่ถูกว่าจะต้องวางตัวอย่างไรหากได้เจอหน้าของจระเข้จริงๆ ด้วยความที่ผมเป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่น้องการที่จะได้จระเข้มาอยู่ด้วยนั้นบอกตามตรงเลยครับว่าผมเห่อเอามาก มากถึงขนาดที่ตัวเองขอน้าสะใภ้มาเลือกของใช้และแต่งให้ห้องของจระเข้ที่บ้าน ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่มีใครรู้แม้แต่เจ้าตัวอย่างจระเข้เองก็ด้วย แต่ที่ผมทำตัวเย็นชาขัดมุขของจระเข้ตลอดก็เพราะว่าผมกลัวตัวเองจะหวั่นไหวและคิดเกินเลยกว่าพี่น้องที่ตัวผมเองขีดเส้นเอาไว้

วินาทีแรกที่ผมเห็นจระเข้ตัวจริงๆ นั้นซึ่งไม่ใช่ผ่านรูปโปรไฟล์ที่ใช้เครื่องคิดเลขถ่าย บอกตามตรงเลยว่ามากกว่าที่ผมคิด ในตอนแรกผมคิดว่าจระเข้คงจะตัวผอมๆ แห้งๆ ผิวซีดๆ แต่พอเจอตัวจริงแล้วดูดีกว่าในจินตนาการผมอีกครับ ถึงจะไม่ได้สูงหรือมีกล้ามมากนัก แต่จระเข้จัดได้ว่าอยู่ในมาตรฐานหากวัดจากค่า BMI แต่สิ่งที่ทำให้ผมสะดุดใจมากที่สุดก็คือ..ผมให้เดาครับ หนึ่ง สอง สาม ผิดครับ! ไม่มีใครทายถูกเลย เพราะสิ่งที่ทำให้ผมสะดุดใจก็คือกลิ่นปากของจระเข้ ด้วยความที่เป็นคนจมูกไวอยู่แล้วไม่ใช่เรื่องยากในการรับรู้กลิ่นเมื่อผมบอกเจ้าตัวตามตรงว่าในช่องปากของเขานั้นมีแก๊สไข่เน่าแทนที่จะถามถึงวิธีรักษาจระเข้กลับโกรธผมแทน แม้จะงงๆ อยู่บ้างแต่ผมก็พยายามเข้าใจครับว่าจระเข้อาจจะอาย

และมีอีกหลายๆ เรื่องที่ผมอยากจะยื่นมือเข้ามาช่วยแม้ว่ามันจะไม่ใช่หน้าที่ของผมก็ตาม และสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกแปลกไป และหัวใจสั่นไหวขึ้นมาก็เพราะการที่จระเข้พูดกับผมตรงๆ ว่าเขารู้สึกชอบผม ชอบในฐานะที่มากกว่าพี่ชายน้องชาย ไอ้ตัวผมที่ได้ยินดังนั้นก็ช็อกสิครับ ทำตัวไม่ถูกแต่ด้วยความที่กลัวว่าจระเข้จะจับความรู้สึกผมได้ก็ทำให้ผมปฏิเสธไป แต่ก็ต้องขอบคุณจระเข้ในวันนั้นที่ไม่ยอมแพ้ในการที่จะชอบผม จนทำให้ผมรู้ใจตัวเองเหมือนอย่างทุกวันนี้

จระเข้คือบุคคลพิเศษที่เริ่มมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของผมมากยิ่งขึ้น เป็นคนที่ทำให้ผมมีความรับผิดชอบในตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม ในเรื่องของการทำตัวและเป็นแบบอย่างที่ดีเพื่อให้จระเข้ทำตาม หรือที่เรียกว่าพฤติกรรมเลียนแบบนั้นเอง การที่เลี้ยงจระเข้ก็ไม่ไม่ต่างจากการมีลูกเท่าไหร่หรอกครับ อาจจะต้องอาศัยการพูดมากบ่นมาก หรือทำใจลำบากในช่วงที่ต้องลงโทษแรงๆ อย่างเช่นครั้งที่จระเข้ทำผิดจนผมดัดนิสัยให้นอนในคุกหนึ่งคืน

“เอาอย่างนั้นเลยเหรอ? จริงๆ มันแค่เสียค่าปรับก็กลับได้นะ”

“เอาแบบนี้แหละครับผมเสียค่าปรับด้วยแล้วอยากให้คุณตำรวจช่วยขังน้องผมอยู่ในนั้นสักหนึ่งคืนเผื่อจะคิดอะไรได้บ้าง” ผมใจร้ายมากครับที่ตัดสินใจทำแบบนั้น แต่ถ้าผมไม่ทำแล้วมานั่งคุยดีๆ พวกคุณคิดว่าเด็กอย่างจระเข้จะฟังได้สักเท่าไหร่ ดีไม่ดีอาจจะเถียงหรือพูดอะไรที่ออกนอกลู่นอกทางจนทำให้ผมโมโหก็เป็นได้ ดังนั้นการทำให้จระเข้ได้รับผลของการกระทำนั้นจึงเป็นเรื่องที่ดีที่สุด และการที่ผมต้องมานั่งเฝ้าจระเข้ทั้งคืนนั้นมีหลายสาเหตุ หนึ่งผมเป็นห่วงไม่อยากให้จระเข้รู้สึกเครียดหรือกดดันมากเกินไปสองในเมื่อผมทำแบบนั้นเพื่อลงโทษจระเข้ได้ผมก็ต้องรับหน้าที่นั่งเฝ้าจระเข้ได้เช่นเดียวกัน เรียกง่ายๆ ก็คือเหมือนผมทำโทษตัวเองไปด้วยนั่นแหละครับ ผมจึงใช้โอกาสนี้ในการอบรมสั่งสอนจระเข้ไปด้วยเล่นเอาน้ำตาร่วงกันเลยทีเดียว แต่ร่วงได้ไม่นานก็กลับมาเป็นจระเข้เด็กดื้อเหมือนเดิม

จากเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ดูเหมือนว่าจระเข้จะเริ่มคิดได้มากยิ่งขึ้นเท่าที่ผมสังเกตเงียบๆ จากการเฝ้าดูพฤติกรรมและการทำตัว โชคดีที่มีเพื่อนอย่างเธียร์ที่อายุมากกว่าและมีวุฒิมากกว่าจึงไม่พากันไปทำอะไรที่เสี่ยงๆ แบบเดิมอีก แต่ใครจะไปรู้ว่าการที่ผมเฝ้ามองนั้นจะเป็นการต่อเติมความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาในหัวใจของผม

หึง....ใช่ครับ หึงสะกดแบบนี้ และผมก็พึ่งเข้าใจอารมณ์ของคนหึงเมื่อเห็นว่าจระเข้อยู่กับผู้ชายคนอื่น แม้ในใจผมจะรู้ดีว่าให้ตายอย่างไรจระเข้ก็ไม่มีทางไปรักหรือไปชอบคนอื่นได้นอกจากผม (อนุญาตให้ด่าได้ครับ) แต่เมื่อได้เห็นและได้ยินกับตัวเองตรงๆ แบบนั้นบอกตามตรงว่าผมรู้สึกหงุดหงิดและไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับคนของผมเลย และการกระทำที่ผมแสดงออกไปก็เป็นเครื่องย้ำเตือนผมว่าในหัวใจของผมตอนนี้มันไม่ธรรมดาอีกต่อไปแล้ว ผมจะต้องเคลียร์ชัดๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับหัวใจของผมในตอนนี้ และฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดลงเมื่อจระเข้พูดกับผมว่า...

“ผมโดนเขาหอมแก้ม...”

ถึงจะไม่ได้เฝ้าทะนุถนอมแต่ก็ใช่ว่าผมจะยอมให้ใครต่อใครมาขโมยหอมแก้มคนของผมได้ และนี่แหละครับคืออีกสาเหตุที่ผมเผลอทำตามใจตัวเองโดยการแปลงร่างเป็นขโมยที่ฉวยโอกาสจูบและสัมผัสกับริมฝีปากของจระเข้ และหอมย้ำๆ ที่แก้มทั้งสองข้าง การกระทำที่เหมือนเด็กๆ ที่อยากจะเอาชนะของผมนั้นก็ยิ่งเติมเชื้อไฟให้แรงขึ้นมากกว่าเดิม จนสถานะของเราสองคนขยับขึ้นมาเป็นคนคุยกัน

ผมไม่อยากรีบหรือเร่งความสัมพันธ์มากเกินไป ผมอยากค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ให้เราทั้งสองมั่นใจจริงๆ แม้ว่าจระเข้นั้นจะมั่นใจมานานแล้ว แต่ผมกลับยังเถียงตัวเองในใจว่าผมพร้อมแล้วกับความสัมพันธ์นี้จริงๆ หรือไม่ และที่ผ่านมาผมมีความรู้สึกดีกับจระเข้มากจนสามารถพัฒนาเป็นแฟน แต่ต้องยอมรับเลยครับว่าจระเข้เก่งมาก เก่งที่ทำให้ผมหวั่นไหวไปกับมุขห้าบาทสิบบาท เก่งที่ทำให้ผมยิ้มได้ และเก่งที่ทำให้ผมต้องต่อปากต่อคำกับเขา ผมไม่เคยอยู่กับใครแล้วมีความสุขมากเท่าอยู่กับจระเข้ ข้อนี้ผมยืนยัน

เส้นทางที่กำลังจะโรยด้วยกลีบกุหลาบสีชมพูของผมและจระเข้นั้นมีอันต้องชะงักหรือเขวไปเล็กน้อยให้กับคนรักเก่าของผม นั่นก็คือคนที่พวกคุณรู้อยู่ว่าเป็นใคร ผมยอมรับว่าผมเคยรักเขามาก แต่พอรู้ความจริงทุกอย่างจากความรักก็หลงเหลือแต่ความโง่ครับ การที่เราตกเป็นใครอีกคนหรือคนที่สามในความสัมพันธ์มันเจ็บนะครับ เจ็บมาก เหมือนเราให้ใจเขาไปร้อยเขาให้เรากลับมาร้อยแต่เขาก็ให้ใครอีกคนร้อยเช่นเดียวกัน ความรู้สึกในตอนนั้นของผมมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมเคยร้องไห้และเสียใจให้กับความสัมพันธ์นี้นะ แต่พอย้อนกลับมามอง มันไม่ใช่ความผิดของผมเลย หากจะโทษที่ใครผิด ผมสามารถพูดได้เต็มปากโดยที่ไม่รู้สึกผิดเลยก็คือเขาคนนั้นที่เป็นต้นเหตุของทุกอย่าง พอมาวันนี้วันที่ผมกำลังจะเริ่มมีความสัมพันธ์ใหม่กับคนที่ผมมั่นใจแต่เขาคนนั้นก็เดินกลับเข้า มาทำให้ผมรู้สึกสับสน ไม่ใช่ว่าหวั่นไหวแต่เป็นเพราะสับสนให้กับตัวเองว่าทำไมไม่รีบเคลียร์สิ่งที่ติดอยู่ในใจให้มันจบๆ ไปตั้งแต่ตอนนั้น แต่ปล่อยให้มันคาราคาซังจนทำให้จระเข้ต้องรู้สึกไม่ดีหรือรู้สึกเจ็บไปกับอดีตของผม ความตั้งใจที่จะค่อยๆ เริ่มความสัมพันธ์ในครั้งนี้เป็นอันต้องเปลี่ยน เนื่องจากผมได้พูดสิ่งที่ติดอยู่ในใจกับเขาคนนั้นเพื่อเคลียร์ตัวเองให้บริสุทธิ์และไม่เกี่ยวข้องกับใครหรือความสัมพันธ์ไหนๆ โดยมีไอ้พี่ยิมที่เป็นคนคอยพูดให้ผมได้คิดและเริ่มทำตามหัวใจของตัวเองจริงๆ

“มึงเคยเจ็บอย่างไงมึงอยากทำให้คนอื่นเจ็บแบบนั้นเหรอ?” จังหวะที่กลับขึ้นมาบนห้องหลังจากที่ผมลงไปเคลียร์กับเขาคนนั้น ผมใช้โอกาสตรงนี้นั่งพูดคุยและปรึกษากับไอ้พี่ยิมและเล่นเกมไปด้วยเพื่อไม่ให้มันดูเครียดมากเกินไป “มึงไม่เด็กแล้วนะไอ้หัส”

“แล้วตอนบนรถพี่จำเป็นต้องพูดแรงขนาดนั้นเลยเหรอวะ?”

“กูหวังดีกับมึงทั้งคู่ไหม?”

“รู้ แต่พี่มึงดูหน้าน้องมันด้วยว่ามันไหวไหม”

“แหม่ไอ้หัส แต่มันทำหน้าเหมือนส้นตีนตอนที่มึงออกมาจากห้องน้ำ ดูจากดาวอังคารก็รู้ละว่าไปคุยกันมา กูเป็นน้องเข้กูก็กังวลละวะ พึ่งจะมาอวดกูอยู่หยกๆ ว่าอยู่ในสถานะคนคุยกับผม”

“ใครจะไปคิดละพี่ว่าจะเจอเขาที่นี่ ไม่ดิ ใครจะคิดละว่าเขาจะมาพูดกับผมแบบนี้ ทั้งๆ ที่ผมก็นับถือเขาเป็นอาจารย์”

“มึงผิดที่ไม่เคลียร์ตัวเองตั้งแต่ต้น”

“ทำไมชอบซ้ำเติมผมวะ?”

“ก็มึงผิดไหม? น้องเข้มันน่าสงสารนะเว้ย มึงไม่เห็นแววตาที่มองมึงเหรอตอนที่เห็นว่ามึงออกมาจากห้องน้ำแล้วมีสภาพแบบนี้ เป็นใครไม่คิดมากก็แปลกแล้ว”

“เห็นไง ถึงต้องลงไปเคลียร์ให้จบแบบตัดให้ขาดแบบนี้ ผมทนมองแววตาแบบนั้นอีกไม่ได้จริงๆ” จระเข้เป็นคนที่เศร้าแล้วเศร้าแบบสุดๆ จริงๆ ครับ ภาพนั้นมันบีบหัวใจของผมเหลือเกิน

“เออ ชื่นชม”

“ชมจริงเปล่าวะ?”

“ไม่งั้นกูจะแอบลงไปดูมึงทำไม”

“ทุกความรักของผมมีพี่อยู่ในเหตุการณ์ทุกครั้งเลยเปล่าวะ”

“ไม่ใช่แต่ก็ใกล้เคียง” และคืนนั้นเป็นคืนที่ผมตกลงขยับความสัมพันธ์ของเราสองคนขึ้นมา ตอนนี้ผมไม่กลัวหรือรังเลอะไรอีกต่อไปแล้ว ตราบใดที่จระเข้ยังรักผม ผมก็ไม่มีวันปล่อยมือหรือทำให้จระเข้ต้องเสียใจอีกต่อไป

ผมว่า...ผมรักจระเข้จริงๆ แล้วแหละครับ

 
แต่ตอนนี้ช่วยบอกผมทีว่าทำไมคนตรงหน้าถึงเป็นลมไปหลังจากที่ผมขอเขาเป็นแฟน? ไหนว่ารอคอยวันนี้มาตลอด แต่พอเอาเข้าจริงก็อย่างที่เห็นอะครับ

“ทำไมน่ารักมากขนาดนี้นะ”

“.......” ผมยิ้มให้กับคนตรงหน้าที่ตอนนี้ที่เป็นลมไม่รู้เรื่อง ใจจริงก็กลัวว่าจระเข้จะช็อกไปกับสิ่งที่ได้ยิน แต่หลังจากที่ผมตรวจเช็คเบื่องต้นแล้วพบว่าจระเข้ไม่ได้มีอาการผิดปกติอะไรผมจึงปล่อยให้จระเข้นอนพักผ่อน พรุ่งนี้ค่อยถามหาคำตอบอีกรอบ

 เช้าวันต่อมา...

ผมยังคงปล่อยให้จระเข้ที่ยังคงนอนหลับอยู่บนเตียงต่อไปเรื่อยๆ ส่วนผมตอนนี้ก็ออกมาจัดการธุระของตัวเองก่อน ซึ่งธุระนั้นมันก็คือความสร้างการชัดเจนให้ความสัมพันธ์ของเราสองคน

“ยังไม่กลับอีกเหรอวะพี่?” ผมออกมาเห็นไอ่พี่ยิมนั่งกินขนมบนโซฟาเหยียดขาวางบนโต๊ะราวกับว่ากำลังนั่งชิวอยู่ที่บ้านของตัวเอง

“ไม่อะ เหงา”

“ผมไม่ด่านี่เอาใหญ่นะพี่”

“เอาหน้า อย่างน้อยกูก็ช่วยมึงนะไอ้หัส สำนึกบุญคุณพี่คนนี้บ้าง”

“เออๆ จะกลับแล้วก็เก็บขยะไปทิ้งด้วยนะพี่” ไม่ต้องสงสัยครับว่าทำไมพี่ยิมมันดูชิวขนาดนี้ทั้งๆ ที่จริงแล้วเสาร์อาทิตย์ต้องกลับไปคลินิคของตัวเอง แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่รีโนเวทร้านและขยายเป็นตึกสองคูหาทำให้พี่มันปิดคลินิกชั่วคราว จึงมานั่งว่างอยู่ที่ห้องของผมได้อย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้

“สถานการณ์เป็นไง?”

“ขอเป็นแฟนแต่ไม่ตอบผม”

“เดี๋ยว?ใครไม่ตอบวะ? น้องเข้อะนะ?” สีหน้าของไอ้พี่ยิมนั้นไม่ต่างจากผมในตอนแรกที่เห็นว่าจระเข้เป็นลมหลังจากที่ผมขอเป็นแฟน

“อืม เป็นลมหลับไปตั้งแต่เมื่อคืน”

“สุดยอดว่ะ แล้วมึงจะไปไหน?”

“โทรไปหาพ่อของน้อง”

“มึงจริงจังเหรอวะ?”

“แล้วกูเคยเล่นๆ เหรอพี่?” อย่างน้อยการที่ผมจะคบกับจระเข้คนเป็นพ่อของคนที่ผมคบด้วยต้องรับรู้และยินยอม และผมเองก็มั่นใจว่าความสัมพันธ์นี้มันจะไม่ใช่เล่นๆ เหมือนอย่างที่ผ่านๆ มา

ผมหลบออกมาหาที่เงียบๆ เพื่อโทรหาพ่อของจระเข้ ซึ่งผมเองก็เคยได้คุยกับท่านลับหลังจระเข้อยู่หลายต่อหลายครั้ง ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นเรื่องของจระเข้ทั้งหมด

“สวัสดีครับ”

(อ่าว สวัสดีๆ) ผมถือสายรอไม่นานำพ่อของจระเข้ก็กดรับด้วยน้ำเสียงแปลกใจว่าทำไมผมถึงโทรมาหาท่านแต่เช้าตรู่แบบนี้ (ไอ้เข้มันไปก่อเรื่องอะไรหรือเปล่า?)

“เปล่าครับ จระเข้ไม่ได้ก่อเรื่อง แต่ผมมีเรื่องที่จะต้องบอกพ่อ”

(พ่อ?) น้ำเสียงของพ่อดูแปลกไปหลังจากที่ได้ยินผมเปลี่ยนสรรพนามเรียกท่านว่าพ่อ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าผมจะเรียกท่านว่าน้าเหมือนอย่างที่ผมเรียกน้าสะใภ้ (เดี๋ยวๆ อย่าบอกนะว่า.....ไอ้เข้มันทำเสน่ห์ใส่?)

“เอ่อ..ผมไม่มั่นใจครับ แต่เท่าที่รู้ตอนนี้ผมกับจระเข้เราเป็นแฟนกันแล้วนะครับ”

(กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด!!) ผมรีบยกหูโทรศัพท์ที่แนบอยู่ให้ออกห่างทันทีหลังจากที่ปลายสายกรี๊ดออกมาเสียงดัง (เดี๋ยว!!! ไม่จริงอะ ไม่จริง ไอ้หนุ่มหนีไปลูก อย่าไปคบกับมัน!)

“ฮ่าๆ ใจเย็นๆ ครับ มันไม่ได้แย่ขนาดนั้นครับพ่อ”

(ไม่ พ่อ..เอ้ย! น้าเลี้ยงมันมาน้ารู้ดี ขนาดน้ายังเอามันไม่อยู่เลย มันเหี้ยกว่าที่ไอ้หนุ่มคิดนะ)

“ผมเอาอยู่ครับ ที่ผมโทรมาวันนี้ก็เพราะอยากให้พ่อรับรู้ถึงความสัมพันธ์ของผมกับลูกชายของพ่อ”

(จริงจังกับมันเหรอ?) แต่ดูเหมือนว่าปลายสายยังคงไม่ยอมเชื่อเรื่องที่ผมบอก

“พ่อครับ นั่นลูกชายพ่อนะ ฮ่าๆ”

(ก็ใช่ไง ลูกน้า น้ารู้ว่ามันเป็นไง น้าก็จะกลัวว่าหนุ่มจะปวดหัวน่ะสิ)

“จระเข้โตขึ้นแล้วนะครับ ไม่ได้ทำให้หนักใจเหมือนเมื่อก่อน”

(แน่นะ?)

“พ่ออยากย้ายมาอยู่ใกล้ๆ จระเข้ไหมครับ?”

(.......)

“ผมจะหางานและที่อยู่ให้พ่อเอง แค่พ่อบอกผมว่าอยากทำอะไร ไม่ต้องเกรงใจผมนะครับ เพราะตอนนี้เราก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว” ผมทึกทักเอาเองทั้งๆ ที่เจ้าตัวอย่างจระเข้ยังไม่ตอบรับผมจริงๆ จังๆ แต่ผมเชื่อว่าถ้าตื่นขึ้นมาจระเข้ต้องรับรักผมแน่นอน

(ทำไมลูกชายกูไม่เห็นคิดได้แบบนี้วะ?)

“ถือว่าผมเป็นลูกชายพ่ออีกคนก็ได้นะครับ”

(หนุ่มเอ็งดีเกินไปที่จะอยู่กับครอบครัวของเรา) สองคนพ่อลูกนี้นิสัยเหมือนกันไม่มีผิดครับ และการที่ผมเสนอเงื่อนไขแบบนี้ออกไปก็เพราะอยากให้จระเข้ได้อยู่กับพ่อของเขา เพราะอีกไม่นานผมก็คงต้องไปใช้ทุนที่โรงพยาบาลอื่น ดีไม่ดีอาจจะต้องไปต่างจังหวัด ดังนั้นการที่ให้พ่อของจระเข้ขึ้นมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วยกันก็อาจจะทำให้จระเข้หายเหงาอยู่บ้างในช่วงที่ผมไม่อยู่

“ถ้าพ่อนึกออกว่าพ่อถนัดอะไร บอกผมในไลน์นะครับ ผมจะรีบจัดการให้”

(ขอบคุณนะหนุ่ม)

“ด้วยความยินดีครับ เพราะพ่อของจระเข้ก็คือพ่อของผมเหมือนกัน”

(บุญไอ้เข้แท้ๆ) ไม่ใช่แค่บุญของจระเข้หรอกครับ เพราะนั่นก็เป็นบุญของผมเช่นเดียวกันที่มีจระเข้เข้ามาเติมเต็ม

หลังจากที่เคลียร์ทุกอย่างจบผมก็กลับเข้าไปนอนกอดจระเข้ที่ยังอยู่บนเตียงอีกครั้งเพื่อรอให้ตื่นขึ้นมาและตอบตกลงเป็นแฟนกับผม

เช้านี้เป็นเช้าที่ทำให้ผมมีความสุขมากจริงๆ

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
บทที่ 19
จระเข้ขายออกแล้วจ้า

Jorrakay’ s talk

ช่วยบอกผมทีครับว่าเมื่อสักคครู่นี้ผมไม่ได้ฝันไป...

ผมรู้สึกตัวมาได้สักพักหลังจากที่อยู่ๆ ผมก็วูบไปโดยที่ไม่มีสาเหตุ ซึ่งผมเองก็ยังไม่กล้าลืมตาตื่นขึ้นมาและนอนคิดวนๆ อยู่ซ้ำๆ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นผมฝันไปหรือมโนขึ้นมาเอาเอง สิ่งที่ผมทำได้อยู่ในตอนนี้คือนอนหลับตาและรอจนแน่ใจว่าภายในห้องไม่มีใคร

ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาทีละข้างเพื่อเช็คให้แน่ใจว่าไม่มีใครจริงๆ หลังจากที่นอนฟังความเคลื่อนไหวมาได้สักพักหลังจากที่ฟื้น เมื่อเห็นว่าไม่มีใครจระเข้จึงลืมตาอีกข้างหนึ่งขึ้นมาพร้อมกับยันตัวเองให้ลุกขึ้นมานั่งอยู่บนเตียงด้วยสภาพหวาดระแวง

“สรุป ถ้ากูฝันไปนี่ตลกเลยนะ คนยิ่งชอบฝันอยู่” จระเข้พึมพำอยู่คนเดียวโดยหารู้ไม่ว่ามีสายตาของคนที่เฝ้ารอนั้นจับจ้องมาที่เขาอยู่ไม่ห่างด้วยใบหน้ายิ้มๆ จระเข้นั้นไม่ทันได้สังเกตว่าอีกฟากหนึ่งของห้องมีพฤหัสที่นั่งอ่านหนังสืออยู่และนั่งอยู่อย่างนั้นตั้งแต่ที่จระเข้เป็นลมหนีเขาไป

“เชี้ยยยยย ทำตัวไม่ถูกอะ” จระเข้ก้มหน้าลงพร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างทึ่งผมของตัวเองแรงๆ เพื่อระบายความรู้สึกอัดอั้นที่อยู่ภายในใจซึ่งตอนนี้เหมือนใกล้จะระเบิดออกมา “อ้ากกกก! รับมือกับความเขินไม่ไหวแล้วจริงๆ”

“ไม่เห็นต้องรับมืออะไรเลย”

“.......!!!” จระเข้หันมาตามเสียงอย่างรวดเร็วพร้อมกับใบหน้าที่บ่งบอกว่าตอนนี้ได้ช็อกไปเป็นที่เรียบร้อย เมื่อเห็นว่าพฤหัสนั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของห้อง “พะ...พี่ พี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ..ครับเนี่ย?” จากจระเข้ที่ช่างเจรจาต่อปากต่อคำ บัดนี้ได้กลายเป็นจระเข้ติดอ่างไปเป็นที่เรียบร้อย อยู่ๆ มือของเขาเย็นขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ และอยากที่จะเป็นลมอีกครั้ง แต่ติดตรงที่ว่าครั้งนี้พฤหัสลุกขึ้นจากเก้าอี้และพุ่งเข้ามาประคองจระเข้ที่กำลังจะหงายหลังลงนอนบนเตียงอีกครั้ง

“ถ้าหนีเป็นลมแบบนี้เมื่อไหร่จะได้เป็นแฟนกันเนี่ย”

“ผมถามจริง? นี่ไม่ได้ฝันใช่ไหม?”

“หรือต้องพิสูจน์?”

“ก็....” ยังไม่ทันที่จระเข้จะตอบ พฤหัสไม่รอช้าก้มลงประกบริมฝีปากของเขาลงบนริมฝีปากของจระเข้เบาๆ จากตอนแรกที่ปล่อยให้พฤหัสเป็นฝ่ายจูบ จระเข้ค่อยๆ จูบตอบพฤหัสกลับบ้างและปล่อยให้อารมณ์และความรู้สึกเป็นตัวนำของจุมพิตนี้

“ไม่ได้ฝันเนอะ?” พฤหัสผละออกมาจากริมฝีปากของจระเข้พร้อมกับก้มลงจูบที่หน้าผากเบาๆ

“ยิ่งกว่าฝันอีกครับ ฝันที่ไม่กล้าฝันจริงๆ”

“แล้วตกลง จะเป็นแฟนกับพี่ไหม?”

“เดี๋ยว แทนตัวเองว่าพี่เลยเหรอ? ไอ้เชี้ย!! เขินอีกแล้ว” จระเข้บิดตัวออกจากร่างของพฤหัสและคว่ำหน้าลงบนหมอนพร้อมกับกรีดร้องด้วยความเขิน เพราะการที่พฤหัสแทนตัวเองว่าพี่นั้นมันทำให้จระเข้คิดย้อนไปถึงช่วงเวลาตลอดห้าปีที่คุยกันมา แม้ว่าเริ่มแรกจะเป็นเพียงแค่การสอนการบ้านธรรมดา แต่ไม่รู้ว่าทำไมหัวใจของจระเข้ถึงเผลอหลงรักคนที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน ถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้จระเข้รักพฤหัสมากขนาดนี้ ก็คงจะเป็นเพราะ....

‘ผมว่าผมจะไม่เรียนต่อแล้วอะพี่ ผมสงสารพ่อ อีกอย่างผมก็ไม่คุ้นชินกับฝั่งแม่เลย เมื่อวันก่อนผมพึ่งไปสมัครงานที่โรงสีมา เขารับพนักงานส่งของวุฒิมอสามเงินเดือนเก้าพันกว่า ผมว่าน่าจะพอช่วงพ่อได้’ จระเข้จำได้ดีว่าตอนนั้นเป็นช่วงที่จระเข้ตัดสินใจที่จะไม่เรียนต่อเพราะไม่อยากเห็นพ่อต้องทำงานหนัก และอีกอย่างช่วงนั้นเป็นช่วงที่พ่อร่างกายอ่อนแอลงจากการที่ทำงานหนักเกินกำลัง จระเข้ไม่อยากเห็นสภาพพ่อเป็นแบบนี้เขาจึงตัดสินใจที่จะไม่เรียนต่อและเลือกที่จะปรึกษาพฤหัสพี่ชายที่สอนการบ้านเขาเกือบๆ สองปี

(แล้วถามพ่อเขาหรือยังว่าอยากให้เราลาออกมาทำงานไหม?)

‘ถ้าถามพ่อก็ด่าผมอีกว่าเก่งแต่คิดเรื่องแบบนี้ อีกอย่างผมก็ไม่อยากเป็นภาระพ่อแล้ว’

(เลิกได้ไหม นิสัยที่ชอบคิดไปเอง)

‘แต่วุฒิภาวะของผมโตพอที่จะคิดไปเองได้แล้วนะพี่’

(ถ้าเลือกลาออกตอนนี้เพื่อหวังให้พ่อสบายกับการที่ไม่ต้องส่งเสียให้เรียน กับตั้งใจเรียนให้เต็มที่อีกไม่กี่ปีก็จบ และทำให้พ่อสบายไปตลอดพร้อมกับความมั่นคง เลือกเอาว่าจะไปทางไหน และที่สำคัญอย่าตัดสินใจหรือคิดไปเอง)

‘แต่ผมก็ปรึกษาพี่อยู่นี่ไงครับ ไม่ได้ว่าตัดสินใจคนเดียวร้อยเปอร์เซ็นต์’

(ถ้าพี่บอกว่าให้เราเรียนต่อ เราจะเรียนไหม?)

‘ถ้าพี่คิดว่ามันเป็นทางที่ดีที่สุดที่ผมควรจะทำ ผมก็เรียนครับ’

(เก่งมาก เด็กดี)

นี่อาจเป็นเพียงแค่ตัวอย่างเหตุการณ์ที่พฤหัสเริ่มมีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจในชีวิตของจระเข้มากขึ้นเรื่อยๆ และสิ่งที่พฤหัสแนะนำนั้นมีแต่ความหวังดีที่อยากจะมอบให้ โดยเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าความหวังดีของเขานั้นมันจะค่อยๆ สะสมกลายเป็นความรู้สึกดีที่เริ่มก่อตัวขึ้นในหัวใจของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง

‘พี่ ฮึก วันนี้ผมทะเลาะกับพ่อด้วย ทั้งๆ ที่ ฮึก ผมชนะการแข่งขันประติมากรรมของภาค แต่พ่อกลับมองว่าที่ผมทำมันไร้สาระ แล้วยังบอกอีกว่าถ้าผมทำแบบนี้ให้ลาออกมาสะดีกว่าเปลืองเงินที่เขาส่งเสียให้ผมเรียนอะครับพี่ ผมไม่อยากอยู่กับพ่อแล้ว’

(อึดอัดอะไร พูดออกมาให้หมด ฟังอยู่นะ) แม้ว่าช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่เขาอยู่ปีสามและต้องเรียนหนักมากขึ้นกว่าเดิม แต่สิ่งที่เขายังคงทำอยู่ทุกวันคือรับโทรศัพท์จากน้องชายคนละสายเลือด ด้วยความเป็นห่วงหลังจากที่ฟังสิ่งที่จระเข้ระบาย พฤหัสก็ตัดสินใจล้ำเส้น ขอเบอร์โทรของพ่อจระเข้จากน้าสะใภ้ของเขา และโทรเข้าไปอธิบายให้พ่อของจระเข้เข้าใจ และนั่นก็เป็นอีกสิ่งที่จระเข้ไม่เคยรู้ว่าทำไมอยู่ๆ ปฏิกิริยาของพ่อก็เปลี่ยนไปและหันมาสนับสนุนสิ่งที่เขาชอบโดยที่ก่อนหน้าพึ่งจะทะเลาะกันเพราะสิ่งที่พ่อเคยบอกว่าไร้สาระ

ตลอดห้าปีที่ผ่านมานั้นพฤหัสมักจะส่งของขวัญวันเกิดไปให้จระเข้เสมอรวมถึงหนังสือเรียนของเขาที่เคยทำสรุปเอาไว้ช่วงที่สอบเข้ามหาลัยและนั่นก็เป็นอีกสิ่งที่จระเข้รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้คือคนที่หวังดีกับเขาจริงๆ จากความรู้สึกที่คิดว่าเขาคือพี่ชายมันก็ค่อยๆ กลายเป็นอย่างอื่น จระเข้เฝ้าบอกกับตัวเองว่าถ้าในชีวิตมีโอกาสได้เจอกับพฤหัสตัวจริง เขาจะไม่ยอมปล่อยพฤหัสไปให้หลุดมือไปได้เด็ดขาด และแล้ววันนี้ของเขาก็มาถึง วันที่เราสองคนได้เป็นแฟนกันจริงๆ

“ตกลงจะคบไหมเนี่ย? ทำไมเล่นตัวเก่งจังวันนี้” พฤหัสแซวยิ้มๆ เมื่อเห็นท่าทางน่าเอ็นดูของจระเข้ที่แสดงอยู่ตรงหน้าเขา

“เป็นดิพี่ เอาจริงๆ แต่งงานเลยก็ได้ ผมว่าผมเรียนรู้พี่มามากพอแล้ว”

“หายเขินแล้วเหรอ?”

“ก็ยังเขินอยู่ แต่กลัวพี่เปลี่ยนใจมากกว่า”

“.......” พฤหัสไม่รู้ว่าจะพูดว่าอะไร เพราะสายตาของเขาในตอนนี้มันมีแต่คำว่าเอ็นดู เอ็นดูทุกการกระทำ ไม่รู้ว่าสิ่งที่จระเข้แสดงออกมานั้นจะมีเอฟเฟคกับเขามากมายขนาดนี้

พฤหัสอยากจะตีตัวเองแรงๆ ที่ปล่อยให้ความสับสนเข้าครอบงำและไม่ยอมทำความรู้สึกของตัวเองเสียที ไม่รู้ว่าถ้าเขายังปล่อยให้มันไม่ชัดเจนแบบนี้ต่อไป บางทีหัวใจของจระเข้อาจจะเปลี่ยนจากที่เคยบอกรักเขานั้นมันจะกลายเป็นพี่ชายอย่างที่ปากของเขาเคยพร่ำบอก

“ขนาดนี้ไม่เปลี่ยนใจแล้ว”

“พี่หัสครับ”

“ครับ?”

“เดี๋ยวผมมานะพี่ ผมว่าผมมีเรื่องที่ต้องรีบไปทำด่วน แล้วจะรีบกลับมาสวีทนะ” จระเข้พึ่งนึกบางสิ่งบางอย่างออก ทำให้เขาผุดลุกขึ้นนั่งและตรงไปอาบน้ำทันที เพราะสิ่งต่อไปนี้ต้องใช้วิจารณญาณในการรับอ่าน!


ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ไปกินเกลือบ้านตาแป๊ะเลยครับ เพราะตอนนี้ผมมีแฟนแล้ว!! จุดพลุเตรียมฉลองเลย หากถามว่าผมดีใจไหมที่ได้คนที่รักมาเนิ่นนานมาเป็นแฟน ต้องบอกเลยครับว่ามาก มากถึงมากที่สุด แต่ตอนนี้ผมจะมัวมาดีใจไม่ได้ เพราะสิ่งที่ต้องทำหลังจากที่ได้พี่หัสมาเป็นแฟนแล้วคือการแก้บน ใช่ครับ จำวัดที่ผมเคยไปทำบุญกับพี่หัสเมื่อคราวนั้นได้ไหม ผมอธิษฐานในใจว่าถ้าพี่หัสตกปากรับคำว่าเป็นแฟนผมแล้ว ผมจะนำผลไม้เก้าอย่างพร้อมกับไข่ต้มหนึ่งร้อยฟองมาถวายทันที แต่ไม่ใช่ที่วัดหรอกนะครับ เพราะสถานที่ ที่ผมบนนั้นต้องเฟี้ยวฟ้าวแน่นอน

“มึงก็สายมูฯ เหมือนกันนะ” ผมลากพี่ยิมออกมาด้วยเพราะเรื่องนี้พี่หัสจะรู้ไม่ได้ครับ เพราะถ้ารู้ขึ้นมาก็อาจจะหาว่าความรู้สึกของเขาที่เปลี่ยนไปนั้นจะมาจากสายมูฯ ซึ่งเอาเข้าจริงผมก็แอบคิดนะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันคือความศักดิ์สิทธิ์ของสิ่งที่ผมอธิษฐานหรือเป็นเพราะความรู้สึกของพี่หัสจริงๆ

“มันคือความสบายใจพี่ เรียกว่ามีที่พึ่งมากกว่า” พี่ยิมที่ถือไข่ต้มหนึ่งร้อยฟองเดินตามมายังสถานที่หนึ่งที่ผมใช้ในการบนบานเอาไว้

“กูถามจริง? ไอ้เข้ กูถามจริง?!” พี่ยิมร้องอุทานทันทีที่ผมพามายังสถานที่ที่ผมอธิษฐาน นั่นก็คือป้ายรถเมล์หน้าวัดนั่นเอง

“ก็ตอนนั้นรอรถเมล์ผมก็อธิษฐานของผมไปเรื่อยอะพี่ พอมาได้จริงๆ ก็ต้องมาแก้บนสักหน่อย อีกอย่างผมก็กลัวว่าจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ป้ายรถเมล์จริงๆ ด้วยความสบายใจเลยมาแก้ทันทีดีกว่า”

“กูอายมาก มีแต่คนมอง มึงรีบเลย” พี่ยิมวางถาดไข่ต้มลงบนพื้นด้านหลังป้ายรถเมล์ ส่วนตอนนี้ผมก็เตรียมการที่จะจุดธูปและกล่าวคำถวาย เอาจริงๆ ผมก็กลัวว่าจะมีเทศกิจมาจับผมกับพี่ยิมนะ เพราะตรงนี้มันเป็นที่สาธารณะ แล้วอีกอย่างก็คือคนเยอะมากครับ

“อย่าเร่งพี่ ต้องรอธูปหมดครึ่งดอกก่อนถึงจะลาได้” ผมหันไปบอกพี่ยิมหลังจากที่ปักธูปลงที่พื้น โชคดีที่หลังป้ายรถเมล์นั้นเป็นดินทำให้ง่ายต่อการปักธูป

“กูละเชื่อมึงจริงๆ เลยไอ้เข้”

“เอาหน้า ผมแบ่งไข่ให้พี่ห้าสิบลูกเลย”

“ไม่ต้องการครับ ถ้าไม่ติดว่าแฮงค์อยู่นะ กูไม่ยอมมากับมึงหรอก”

“ไหนๆ ก็ว่างแล้ว มาเป็นเพื่อนน้องนุ้งหน่อยนะครับ”

“กูอายอะมึง” พี่ยิมหันซ้ายหันขวาด้วยความหวาดระแวง สงสัยจะกลัวคนอื่นหาว่าบ้ามั้งครับ แต่พี่ยิมเขาไม่น่าอายเท่าไหร่ เพราะคนที่สมควรอายคือผมมากกว่าครับ

“แค่พี่หลับตาก็ไม่มีใครเห็นพี่แล้ว”

“เออ จริงด้วย ถุ้ย!” นอกจากไอ้เธียร์แล้วก็มีพี่ยิมนี่แหละครับที่เล่นกับผมได้ทุกมุข ไม่ว่าจะมุขเคลิ้ม มุขคำผวน หรือมุกเจ็บตัว พี่ยิมก็ไม่เกี่ยง สงสัยผมต้องมอบไข่ต้มเพิ่มให้พี่มันไปสะแล้ว เพื่อตอบแทนน้ำใจในการเล่นมุขและไม่ปล่อยให้ผมแป๊ก

“พี่ยิม...”

“อะไรของมึงอีก!”

“อย่าอารมณ์เสียสิ เมื่อก่อนไม่เห็นพูดกับผมด้วยน้ำเสียงแบบนี้เลยพี่ยิม เรียกแต่น้องเข้ครับ แต่พอมาตอนนี้นะ โอโห้! ไม่ไพเราะเลย”

“สนิทกันแล้วไง”

“ถ้าอย่างนั้น ผมขออะไรอีกอย่างดิพี่”

“อะไร?”

“ผมบนว่าจะเต้นเมาคลีล่าสัตว์....”

“มึงก็เต้นไป จะมาบอกกูทำไม”

“กับพี่ด้วย”

“โกหก”

“จริงๆ พี่ ถ้าพี่ไม่เต้นกับผมมีอันเป็นไปนะ”

“เป็นไปอะไรของมึง?”

“เป็นไปด้วยรัก ถุ้ย!” ท้ายที่สุดแล้วเราสองคนก็ต้องมาเต้นเมาคลีล่าสัตว์อยู่ที่ป้ายรถเมล์ บอกตามตรงว่าอายมากครับ แต่ไม่อยากติดค้างทำให้ผมกับพี่ยิมต้องจำใจเต้น

“หนุ่มๆ พวกเอ็งมาขออะไรกัน?”

“ขอเรื่องความรักครับ” แม่ค้าแถวๆ นั้นถามผมด้วยความสงสัยหลังจากที่ผมเอาไข่ต้มและผลไม้ไปแจกจ่ายคนแถวนั้น

“ศักดิ์สิทธิ์มากเลยเหรอ?”

“มากครับ ผมพึ่งได้แฟนมาเนี่ย” และหลังจากวันนั้นผมก็พึ่งได้รับข่าวมาว่าบริเวณหลังป้ายรถมเมล์กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เรียบร้อย


“พี่หัสครับ อุ้มๆ หน่อยน้า”

“เข้ครับ เราเป็นแฟนพี่นะ ไม่ได้เป็นลูก”

“นี่อ้อนนะครับ”

“ไม่ได้อยากด่านะครับ”

“ก็...”

“อุ้มก็อุ้ม ปวดหัวจริงๆ” และแล้วพี่หัสก็อุ้มผมจนได้ แต่ไม่ได้น่ารักหรือโรแมนติดนะครับเพราะท่าที่พี่มันอุ้มผมนั้นไม่ต่างจากที่อุ้มหมาอุ้มแมวเลย แต่เอาเถอะครับ อย่างน้อยพี่หัสก็ไม่ด่าผมเหมือนอย่างก่อนหน้า ผมก็ดีใจจนเนื้อเต้นแล้ว

“เข้”

“ครับ?”

“พี่บอกพ่อเราแล้วนะ”

“เดี๋ยว....” ผมหันไปมองหน้าพี่หัสทันทีหลังจากที่ได้ยินว่าเขาบอกพ่อของผมเป็นที่เรียบร้อย ไม่ใช่ว่าตกใจและไม่อยากให้พี่หัสบอกนะครับ แต่ผมกลัวว่าพ่อจะไปพูดอะไรให้พี่หัสเปลี่ยนใจไม่คบกับผมมากกว่า “พ่อผมได้พูดอะไรแปลกๆ ไหม?”

“มีเรื่องไหนที่ไม่แปลกบ้าง”

“พี่ นั่นพ่อผมนะครับ”

“ฮ่าๆ ก็พูดนั่นแหละว่าคิดดีแล้วเหรอ เพราะเราเหี้ยมากนะ พี่จะเอาไหวหรือเปล่า?”

“อันนี้พี่พูดเองละครับ”

“เอ้า พ่อเราพูดจริงๆ”

“พ่อจะด่าผมแบบนั้นเลยเหรอ?”

“ได้ข่าวว่าเคยด่าแรงกว่านี้” ก็น่าคิดครับ เพราะพ่อน่าจะต้องเตือนพี่หัสแน่ๆ ว่าอย่ามาคบกับคนอย่างผม ถ้าให้เดาน่าจะทำนองที่ว่าคิดดีแล้วเหรอ แน่ใจเหรอ เปลี่ยนใจได้นะ หรือเลวร้ายที่สุดเลยก็ต้องกล่าวหาผมว่าผมไปเล่นของใส่พี่หัสแน่ๆ มีไม่กี่อย่างหรอกครับที่พ่อจะพูด

“พี่อย่าไปถือสาพ่อผมเลย”

“บอกไปแล้วว่าพี่มั่นใจที่จะคบกับเรา”

“......”

“เป็นอะไร? เขินเหรอ?”

“พี่จะทำให้ผมเขินไปถึงไหนเนี่ย?? โว๊ะ! ไม่ชินนะบอกเลย” ยิ่งคบกันพี่หัสก็ยิ่งทำให้ผมหลง ผมอยากจะบอกพ่อว่าคนที่ทำเสน่ห์น่าจะไม่ใช่ผม แต่น่าจะเป็นพี่หัสมากกว่า


ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
บทที่ 20
จระเข้คลั่งรัก

“กินดีๆ หน่อย” ผมมองพี่หัสที่ยื่นมือเข้ามาเช็ดคาบครีมที่มุมปากของผมออก หลังจากที่ผมพยายามทำให้มุมปากเลอะและเปื้อนมาพักใหญ่แต่พี่หัสไม่สังเกตเพราะเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวและขนมในจานของตัวเอง

“ก็รอให้พี่เช็ดให้นี่แหละครับ”

“เสียงเป็นอะไรอะ?”

“พี่หัสโว้ยยยย เสียงสองอะที่เขาใช้พูดกับแฟนกัน พี่ไม่เข้าใจมนุษย์แฟนเลยเหรอ” เพลียเลยครับมีแฟนที่ไม่ทันมุก

“ชอบเสียงเดิมที่คอยหยอดมากกว่า”

“มาแบบนี้ก็ต่อไม่เป็นเลยอะครับ พี่อะจะทำให้ผมรักไปถึงไหน พี่รู้ไหมว่าพี่ไม่ใช่คนกรุงเทพฯ ไม่ใช่คนขอนแก่น ไม่ใช่คนเชียงใหม่ ไม่ใช่คนสงขลา แต่พี่อะ ใช่เลย เดี๋ยวๆ พี่ว่าผมเลยมุขแปลกๆ ไหม”

“อืม แปลก”

“แต่อร่อยนะ”

“ไม่เชื่อ”

“พูดแบบนี้คืออยากชิมผมใช่อะเป่า?”

“พอเลย รีบกินจะได้รีบไปเรียน เดี๋ยวต้องรีบกลับเข้าไปทำงานแล้ว” พี่หัสเร่ง เพราะอีกไม่นานก็หมดเวลาพักรับประทานอาหารเที่ยงทั้งของผมและของเขา ทำให้ตอนนี้ผมรีบโซ้ยขนมที่สั่งมากินให้หมดรวมถึงอาหารในจานของพี่หัสด้วยเช่นกัน

“บอกให้สั่งมาก็ไม่เชื่อ” พี่หันบ่น เพราะก่อนหน้านี้เขาบอกให้ผมสั่งเพิ่มแต่ผมกลับบอกว่าเดี๋ยวกินไม่หมด สุดท้ายแล้วสภาพก็เป็นอย่างที่เห็น และโชคดีที่ว่าแฟนผมคนนี้เขาสั่งพิเศษเหมือนรู้ใจว่าอย่างไงผมก็ต้องแย่งกิน

“พี่สั่งมาเผื่อผมแล้วไม่ใช่เหรอ?”

“รู้ดี”

“แฟนพี่ รู้ดีทุกเรื่องอะครับ” หลังจากที่ตกลงเป็นแฟนแบบทางการ การดำเนินชีวิตของเราสองคนก็ยังคงเหมือนเดิมครับ ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากไปนัก หากจะเปลี่ยนก็คงเป็นผมที่นับวันก็ยิ่งคลั่งรักมากยิ่งขึ้น เป็นหนักกว่าตอนที่ยังไม่คบกันอีกครับ

“มองหน้าขนาดนี้ต้องการอะไรครับคุณแฟน?” พี่หัสนั่งเท้าคางพร้อมกับส่งสายตามาที่ผมตรงๆ แม้ว่าสายตานั้นจะทำให้ผมละลายมากขนาดไหน ก็ยังไม่เท่าคำพูดที่ใช้เรียกผมนี่แหละครับ บอกตามตรงว่ายังคงเขินและไม่ชินทุกครั้งที่ผมถูกพี่หัสอ้อนแบบนี้

“ทำไมพี่น่ารักขนาดนี้อะครับ?” ผมวางช้อนที่กำลังตักขนมเข้าปากและยื่นมาบีบแก้มทั้งสองข้างของพี่หัสเบาๆ ด้วยความเอ็นดู “ไปหัดอ้อนแบบนี้มาจากไหน?”

“ถ้าบอกแล้วขะโกรธปะ?” แค่พูดแบบนี้อารมณ์ผมก็ขึ้นทันที

“อยากโดนผมทุบเหรอครับพี่ แฟนก็ทุบได้นะไม่ใช่แค่หมู....หมายถึงหมูทุบอะ ผมเปรียบเทียบพี่เป็นหมูไง” เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูจะไม่ค่อยเข้าใจของพี่หัสจากตอนแรกที่ตั้งใจว่าจะงอนตอนนี้ต้องกลับมานั่งอธิบายมุขที่พึ่งเล่นไปให้พี่หัสเข้าใจ

“เดี๋ยวนี้เล่นมุกอะไรเข้าใจยากจัง”

“พี่แค่คิดมากเกินไป จริงๆ ถ้าอยากเล่นอะไรก็ปล่อยให้สมองมันนำอะพี่ แบบบางสถานการณ์เราอยากพูดอะไรก็พูด แต่ไม่ใช่ว่าพูดทุกอย่างที่คิดนะ มันต้องมีจังหวะของมันถึงจะตลก”

“อันนี้กำลังสอนเหรอ?”

“ก็เผื่อพี่อยากเล่นมุกกับผมบ้างไง เพราะเมื่อก่อนพี่อะเก่งแต่สกัดมุก”

“แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาสกัดรักแล้วนะ”

“........”

“ทำไมอะ? มันไม่ได้เหรอ?” พี่หัสทำหน้าเหลอหลาทันทีที่เห็นว่าผมนิ่งไปหลังจากที่เขาเล่นมุกสกัดรัก

“ฟังดูอย่างไงก็ไม่เข้าอะพี่ มันแปลกๆ เหมือนโดนสกัดรักอะ คือพี่ยังคงติดการสกัดมุขของผมอยู่ แต่ไม่เป็นไรเรื่องแบบนี้มันต้องค่อยๆ เรียนรู้”

“บางทีก็แอบอิจฉาเธียร์นะที่เล่นมุกอะไรกับเราก็ดูเข้ากันได้หมด ไหนจะพี่ยิมด้วย” อ่าว...ทำไมกลายเป็นงานเข้าผมเลยอะครับ จากที่ผมจะงอนกลายเป็นตอนนี้พี่หัสตัดพ้อน้อยใจผมไปเป็นที่เรียบร้อยหลังจากที่พยายามเล่นมุกกับผม

“พี่ไม่ต้องเล่นมุกกับผมก็ได้ครับ เพราะแค่นี้ผมก็รักจะแย่แล้ว หลงจนหาทางกลับไม่เจอแล้วเนี่ย” ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้เราสองคนอยู่ที่ร้านอาหารผมจะมุดเข้าอกพี่หัสจริงๆ อะครับ คนอะไรงุ้ยโคตรๆ

“ถ้าไม่เจอก็ดี จะได้หลงไปนานๆ เพราะหลงรักไม่เสียเวลา แต่ถ้าหลงทางเสียเวลาแน่นอน เพราะถ้าหลงทางมันต้องกะเวลาเผื่อเอาไว้ เดี๋ยวนี้ gps ไว้ใจไม่ค่อยได้ถ้าไม่ใช่ในเมือง เห็นข่าวไหมที่ gps พาหลงเข้าไปในป่าแล้วหาทางออกไม่เจออะ”

“......ดีแล้วครับ ดีขึ้นแล้ว ของแบบนี้มันต้องค่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆ” ผมยื่นมือออกไปแตะไหล่ของพี่หัสเบาๆ หลังจากที่เขาพยายามคิดมุกเสี่ยว แต่กลับกลายเป็นการเล่าข่าวให้ผมฟังแทน ผมล่ะเอ็นดูในความตั้งใจของเขาจริงๆ


“พี่ครับ เราต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ?” วันนี้เป็นวันครบหนึ่งร้อยวันของการเป็นแฟน และสิ่งที่พี่หัสพาผมมาออกเดตนั้นก็คือ....

การตรวจร่างกาย

ใช่ครับ อ่านไม่ผิดหรอกเพราะตอนนี้พี่หัสพาผมมาตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลของมหาลัย รวมถึงเขาเองก็ตรวจกับผมด้วย ซึ่งเหตุผลพี่หัสบอกกับผมนั้นก็ค่อนข้างซีเรียสแต่แฝงไปด้วยความอิโรติกอยู่เล็กน้อย ซึ่งเด็กอย่างผมตามไม่ทันผู้ใหญ่อย่างเขาหรอกครับ

“ใช่ เพราะพี่อยากให้เรามั่นใจว่าพี่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์แม้ว่ากับเราจะไม่ใช่ครั้งแรก” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้ยินเรื่องแบบนี้หรอกครับ เพราะหลังจากที่ผมตอบตกลงกับพี่หัสเขาก็บอกกับผมตรงๆ ว่าก่อนหน้านั้นก็มีบ้างที่เขามีสัมพันธ์ทางร่างกายกับคนอื่น ซึ่งผมมองว่ามันก็เป็นเรื่องปกติของสมัยนี้ถ้าเรายังไม่มีคู่หรือแฟน เราก็มีสิทธิ์ที่จะหาความสุขให้ตัวเองรวมถึงความสุขทางเพศ และพี่หัสเองก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ยังคงมีความรู้สึกในเรื่องแบบนี้ แต่ผมเองที่ประสบการณ์ยังน้อยยังไม่เคยผ่านมือใครก็ใช่ว่าจะมีคุณค่าหรือดีไปกว่าคนอื่นๆ เพราะทุกอย่างแล้วมันตัดสินกับที่การกระทำ ไม่ใช่ตัดสินว่าใครซิงหรือไม่ซิง วันนี้ผมขออนุญาตมาแบบซีเรียสเลยนะครับ

“และนี่ก็ครบสามเดือนไม่สิเกือบสี่เดือนแล้วมั้งที่ไม่ได้มีอะไรกับใคร เพราะถ้าหลังจากมีเพศสัมพันธ์ประมาณสามเดือนแล้วมาตรวจผมมันก็ชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ถ้าเอาแบบละเอียดก็ต้องตรวจสามครั้ง”

“แล้วพี่ไม่ได้ใส่ถุงเหรอครับ?”

“ไม่อะ กินที่ร้าน พ่าม”

“เชรดดด เดี๋ยวนี้พัฒนานะ หัวไวขึ้นเยอะเลย มีพงมีพ่าม” แต่เดี๋ยวก่อนบางทีพี่หัสอาจจะไม่ได้เล่นมุกก็ได้ เรื่องนี้ต้องแถลงไข “เดี๋ยวๆ กินร้านนี่หมายความว่าสด?”

“ก็ไม่เคยไม่เชื่อใคร”

“โอโห้วววว มุขจ่ายสดงดเชื่อ ยอมเขาจริงๆ เลยคนนี้” วันนี้ผมว่าได้คุยกันไม่รู้เรื่องแน่ๆ ถ้าพี่หัสยังไม่หยุดรับมุกทั้งๆ ที่ผมยังไม่ทันได้ส่งให้แบบนี้ “เข้าเรื่องเถอะพี่ ตกลงนี่ใส่หรือไม่ใส่?”

“ใส่สิ ใครจะปล่อยให้ตัวเองเสี่ยง”

“ดีใจนะครับ ที่ได้คบกับผู้ชายไม่ประมาทแบบพี่”

“อือ ที่ไม่ทำอะไรก็เพราะรอมาตรวจนี่แหละ จะได้สบายใจทั้งสองฝ่าย เพราะถ้าพี่ติดเชื้อขึ้นมาจริงๆ หรือมีโอกาสเป็นพาหะอย่างไง.....”

“พี่จะมาเลิกกับผมเพราะมีโรคทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้นะ!”

“เดี๋ยวเข้เดี๋ยว” พี่หัสรีบเข้ามาแตะไหล่ของผมทั้งสองข้างทันทีที่ผมพูดแทรกเขาขึ้นมาด้วยความตกใจ “ไม่ได้จะหมายความแบบนั้น ดูดิคนมองใหญ่เลย” พี่หัสหันไปมองรอบๆ ที่ตอนนี้มีสายตาของคนที่เดินผ่านไปผ่านมามองมาทางพวกผมสองคนด้วยแววตาสงสัย

“ก็พี่พูดเหมือนว่าจะเลิกนิครับ”

“หมายความว่าจะได้รักษาได้ทัน ดีกว่าเอาไปติดเราแล้วทำให้เดือดร้อน”

“พี่เป็นห่วงผมมากขนาดนี้เลยเหรอ?” บอกตามตรงว่าผมไม่เคยคิดเยอะหรือคิดอะไรที่ละเอียดรอบคอบเท่าสิ่งที่พี่หัสคิดเลย

“ความรักมันต้องคิดเยอะๆ”

“แสดงว่าผมก็....”

“ถ้าไม่รัก ไม่ทำถึงขนาดนี้หรอก”

“น้ำตาจะไหลเลยแหละครับ ผมขอคุณนะพี่ที่ทำให้ผมมากขนาดนี้” ถ้าเปลี่ยนสถานที่จากโรงพยาบาลเป็นอย่างอื่นผมคงจะกระโดดกอดพี่ให้ได้อย่างชื่นใจไปแล้ว แต่ตอนนี้สิ่งที่ผมทำได้คือบอกรักพี่หัสทางสายตาเท่านั้นครับ


“พี่หยุดเลย เดี๋ยวผมทำให้”

“พี่หัสอย่าขยับ ผมไปเอง”

“พี่หยุดเลยนะ นั่งเฉยๆ พอ”

“พี่หัส....”

“พอเลย ไม่ต้องทำอะไรให้แล้ว” พฤหัสหมดความอดทนเมื่อเห็นว่า ‘แฟน’ ของตัวเองนั้นเอาแต่บริการเขาทุกอย่าง ไม่ว่าเขาจะขยับไปทางไหนจระเข้ก็จะรีบเข้าไปดักและชิงทำก่อนตลอด

“ผมไม่อยากให้พี่เหนื่อย”

“ก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรนะ”

“ช่วงนี้พี่ต้องเตรียมตัวสอบใบประกอบวิชาชีพนิครับ” การที่จะเป็นทันตแพทย์วิชาชีพได้นั้นจะต้องมีใบประกอบวิชาชีพ เพื่อรับรองว่ามีความสามารถในการรักษาโรคในช่องปากได้จริงๆ ซึ่งการประกอบวิชาชีพนั้นจะต้องสอบถึง 2 ครั้ง ซึ่งครั้งแรกในช่วงจบปี 3 เพื่อทดสอบความรู้ในทางทฤษฎี และสอบภาคปฏิบัติและประเมินทักษะวิชาชีพในช่วงหลังปี 6 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการเรียน

“แต่ก็ไม่ได้เป็นง่อยไง”

“ผมอยากดูแล”

“ทำไมน่ารัก?”

“แล้วรักผมไหมล่ะ?”

“ไม่รักก็ไม่ขอเป็นแฟนหรอก” จระเข้บิดตัวด้วยความเขิน ถึงตอนนี้สถานะของทั้งสองคนจะเป็นแฟนกันแล้ว ทั้งจระเข้และพฤหัสแต่ทั้งคู่ยังคงขยันหยอดและจีบกันอยู่เรื่อยๆ เพื่อเติมความหวาน

“ฟังเพลงไหม ร้องให้ฟัง?”

“กลัวว่าจะนอนไม่หลับ”

“เดี๋ยวได้มีคนวูบครับ” จระเข้ลุกขึ้นไปหยิบกีตาร์โปร่งของเขาจากห้องและตรงมาที่ห้องของพฤหัสเหมือนเดิม ขณะที่พฤหัสนั้นกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง

“ผมเกลากีต้าร์ให้พี่ฟังดีกว่า ไม่ต้องเล่นมุกว่ากีต้าร์คันเลยนะพี่” จระเข้รีบดักมุขของพฤหัส เพราะช่วงนี้พฤหัสมักจะมีมุขมาให้เขาอึ้งอยู่เสมอ

“ขอบคุณครับ” พฤหัสเอ่ยขอบคุณ เพราะตอนนี้เขาเองก็เครียดไม่น้อยเพราะกดดันตัวเอง แต่โชคดีที่มีจระเข้อยู่ข้างๆ ซึ่งทำให้เขาสบายใจอยู่ไม่น้อย

แต่ว แน่ว แน่ว แนว แน้ว....

“พอเลย บัวลอยไม่เอา”

“ผมยังไม่ทันจบอินโทเลย พี่รู้ได้ไงว่าผมจะเล่นเพลงอะไร”

“กวนตีนแบบนี้คงไม่เล่นเพลงให้รู้สึกเพลินใจหรอก”

“เก่งมากเลยครับแฟนผม” จระเข้เปลี่ยนมาเกลาเพลงอื่นต่อ ในทำนองตอนแรงพฤหัสเบาใจไปอีกเปลาะหนึ่งว่าน่าจะเป็นเพลงเบาสบายเหมาะสำหรับการอ่านหนังสือ แต่ใครจะไปรู้ว่าหลังจากอินโทนั้นจระเข้ได้เปล่งเสียงร้องเพลงออกมา

“วันที่เรานั้นเคยเอ่ยคำร่ำลา เป็นคำสัญญาย้ำเตือนความทรงจำ ~ โอ้ยพี่! นี่แฟนเอง” จระเข้ลุกขึ้นหลบทันทีเมื่อพฤหัสหันหน้ากลับมาแล้วปาด้วยหมอนอิงใส่ในทิศทางที่จระเข้นั่งอยู่

“กวนตีน”

“รู้นะว่าเครียด แค่อยากให้ผ่อนคลายบ้าง”

“แต่วิธีนี้นี่มันทำให้เครียดหนักกว่าเดิมอีกนะ”

“ผมวาดรูปให้ไหม...ผมอยากวาดรูปพี่”

“มันผ่อนคลายตรงไหน?”

“พี่เคยดูไททานิกไหมอะ เวลาที่แจ็กวาดภาพโรสอะ เขาใส่เสื้อผ้ากันไหม?”

“ก็ไม่”

“แล้วพี่อยากเป็นโรสให้ผมวาดหรือเปล่า? ไหนๆ ผมตรวจพี่ก็ออกมาแล้วนิครับ”

“กำลังจะชวนกูมีเซ็กส์เหรอ?”

“แล้วผมขอมีเซ็กส์กับแฟนผิดตรงไหน? ผมศึกษามาอย่างดีแล้วพี่ ถึงจะไม่เคยแต่สามารถทำให้พี่ประทับใจได้แน่นอน” จระเข้วางกีตาร์ของเขาลงข้างๆ เตียงพร้อมกับก้าวเท้าเข้าไปหาพฤหัสที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือเพื่อดับความรู้สึกบางอย่างที่คล้อยตามคำพูดของจระเข้

“ผมอะจะวาดพี่อย่างดีเลย”

“อย่าจับตรงนั้น”

“พี่หัส... พี่พูดให้คนอื่นคิดอะ ผมแค่จับข้อศอกพี่เอง พี่คงไม่มีอารมณ์เพราะผมจับข้อศอกหรอมั้งครับ” จระเข้ปล่อยมือออกทันทีพร้อมกับ

“อย่าพึ่งอารมณ์เสียสิ แค่บอกว่าจะให้จับตรงนี้” พฤหัสคว้ามือของจระเข้ที่ปล่อยออกและวางลงที่อวัยวะที่เขาอยากให้สัมผัส

“พะ...พี่”

“ทำเสียงกระเซ่าไปได้ นี่จะให้นวดขาให้”

“โว๊ะ! เดี๋ยวนวดให้” จระเข้หมุนเก้าอี้ของพฤหัสให้หันมาตรงหน้าของเขา โดยที่ตัวของจระเข้นั้นนั่งลงอยู่ที่พื้นตรงหน้า “เมื่อยตรงไหน?”

“ตรงกลาง”

“กลางขา?”

“กลางตัว”

“.........”

“ช่วยนวดให้หน่อยสิ นวดกดจุดเป็นไหม? เมื่อยมากๆ เลย” จระเข้ช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าของพฤหัสที่ตอนนี้พยายามส่งสายตาขอร้องและอ้อนวอนให้จระเข้เห็นใจ เพราะช่วงนี้เขาไม่ได้ผ่อนคลายเลย ถ้าจระเข้ใจดีก็คงจะช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดที่เป็นอยู่ณ ตอนนี้ได้

“กดจุดไม่เป็นครับ แต่ถ้าขยี้จุดผมถนัด....”

“อื้ม....”


ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-3
ตอนพิเศษ
ขอบคุณจากใจทีมงานจระเข้รถซิ่ง

สำหรับท่านใดที่สนใจเล่ม ตอนนี้เราเปิดรีปริ้นอยู่นะคะ สามารถกดเข้าลิงก์ด้านล่างได้เลย หรือว่าจะทักเรามาใน Twitter ได้นะคะ
ตั้งแต่วันนี้  - 31 ธันวาคม 2563 นี้นะคะ

https://docs.google.com/forms/d/1jcby1rShzBR_aXnz51_LBC_VSO23binYc0HZnHbJhL4/prefill

@kaitodmalewja ค่ะ


“ใครจะว่าผมประจบก็ว่าไป แต่ถ้าไม่มีทุกคนก็มีผมอยู่ดี เพราะว่าผมเกิดจากการปฏิสนธิของพ่อและแม่ ถุ้ยยย!!” ครั้งนี้ผมได้มีโอกาสจับไมค์และกล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติที่ให้การสนับสนุนผมมาตลอดตั้งแต่เริ่มเปิดเรื่องจนถึงตอนนี้ ผมไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ “ขอบคุณทุกๆ ท่านมากนะครับที่สนับสนุนและสปอยเด็กเกรียนๆ อย่างผม"

“วันนี้เป็นวันดีที่ผมอยากมาขอบพระคุณทุกๆ ท่าน แน่นอนว่าวันนี้ผมไม่ได้มาคนเดียว ผมยังคงขนทัพตัวละครทุกๆ คนมางานนี้ด้วย เริ่มที่คนแรกพระเอกของผมเลยครับ” ผมยื่นไมค์ให้พี่หัสที่ยืนห่างจากผมไปสองเมตรตามหลัก new normal ช่วงนี้โควิดมันกลับมาอีกแล้ว ทุกๆ ท่านต้องระวังนะครับแม้ว่ารมว สาธาฯ จะบอกว่าโควิดกระจอกก็ตาม

“สวัสดีครับ ผมพฤหัสนะครับ”

“กรี๊ดดดด!!” ไม่ใช่เสียงคนอื่นแต่อย่างใด เสียงกรี๊ดนั้นมาจากผมและเหล่าบรรดาคนอื่นๆ ที่ยืนห่างกัน ให้เสียว่านี่คืองานขอบคุณทุกๆ ท่านที่หลงเข้ามาอ่านและหลงรักผมเข้าเต็มๆ นะครับ

“เบาเข้เบา เดี๋ยวน้ำลายจะกระเด็นออกมาจากเฟสชิว” พี่หัสหันหน้ามาดุผมเล็กๆ ก่อนที่จะหันหน้ามาที่เดิม “ครับ ผมพี่หัสของทุกๆ เอง ถึงผมจะมีคนเดียวในโลก แต่ผมก็รักทุกคนเท่าโลกเหมือนกันนะครับ”

“หิ้ววววววววว!! พี่หัสไม่น่ามีคนเดียวเลยครับ” เสียงของไอ้เธียร์แทรกขึ้นมาทันทีหลังจากที่พี่หัสพูดจบ

“ไอ้เธียร์ ให้ซีนกูครับ กูตัวเองของเรื่องเนอะ”

“ถ้าไม่ได้กู ก็ไม่มีใครชงหมึกให้มึงนะเว้ย”

“มุขป่ะจ๊ะ”

“นั่นแหละ พ่าม!”

“ก่อนที่พวกเราจะเละเทะไปมากกว่านี้ ผมขออนุญาตเชิญพิธีกรขึ้นมาดีกว่าครับ” มีงานไหนที่นักแสดงเชิญพิธีกรขึ้นมา ถึงที่ไหนไม่มีแต่ที่นี่มีครับ เละเทะไม่ไหวแล้ว

“ใครครับพี่ เรามีเงินจ้างพิธีกรเหรอ?” ผมเอ่ยถามเป็นพิธีเพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องเชิญพิธีกรคนนี้ขึ้นมา เธอค่อนข้างจะ exclusive พอสมควร

“ใครว่าเสียเงินล่ะครับ งานนี้ฟรีล้วนๆ เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาขอเสียงปรบมือให้กับพิธีกรคนสำคัญของเรา ไก่ทอดมาแล้วจ้า!!” นอกจากพี่หัสจะเป็นแฟนที่ดี เป็นหมอฟันที่ดี ผมก็พึ่งรู้ว่าพี่หัสยังทำหน้าที่พิธีกรจำเป็นได้ดีมากๆ มากเสียจนผมต้องลุกขึ้นปรบมือ ไม่ได้ออกนอกหน้าจริงๆ นะครับ ก็แฟนผมเขาดีขนาดนี้ผมก็ต้องชื่นชม

“สวัสดีค่ะ” ผมล่ะความสนใจจากแฟนมาที่ผู้หญิงท่าทางไม่ค่อยเต็มแต่แอบน่ารัก (?) ที่ก้าวขึ้นมาด้านบนและทิ้งตัวนั่งตรงกลางระหว่างผมและพี่หัส “อ๋าาา ปล่อยให้เปิดกันเอง นี่ครื้นเครงเหมือนกันนะคะ”

“คุณไก่ก็พูดไปครับ ว่าแต่ตัวจริงสวยกว่าในรูปอีกนะ” ได้ดีผมก็ขอชื่นชมเธอสักหน่อยเพื่อจะให้ผมมีภาคต่อหรือเล่มสอง

“ปากหวานจริงๆ นะคะน้องเข้ ตัวจริงน้องเข้ก็น่ารักมากๆ เหมือนกัน” ถึงแม้ว่าคำพูดของคุณไก่จะชื่นชมผม แต่ฟังจากน้ำเสียงและสีหน้าของเธอบ่งบอกว่าผมน่าจะตรงข้ามกับที่เธอพูดมากกว่า “เอาล่ะค่ะ เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ ไก่ทอดขออนุญาตให้ทุกๆ คนแนะนำตัวนะคะ เริ่มจากน้องเข้เลยค่ะ” ผมยื่นตัวขึ้นมาเล็กน้อยพร้อมกับกระแอมแบบมืออาชีพ แต่สงสัยผมจะกระแอมมากไปหน่อยไอ้เพื่อนตัวดีของผมก็ส่งยาอมมาให้เหมือนรู้จังหวะ

“กระแอม กระแอม กระแอม กระแอ้ม!”

“รับไปเพื่อน ยาอมมะข้ามป้อมรื่นเริง ถ้าไม่ชุ่มคอ ก็เผลอหลับไป สโลแกนผมไม่รู้ ผมไม่รู้ แต่มีชื่ออยู่ทุกงาน...”

“เดี๋ยวไอ้เธียร์ไม่ใช่ล่ะมึง” ผมรีบเบรคไอ้เธียร์ก่อนที่มันจะไปมากกว่านี้ “ขอบใจมากเพื่อน ผมมาแนะนำตัวเองก่อนดีกว่าครับ ผมนายกุมภีล์ หรือน้องเข้ของทุกๆ คน”

“สวัสดีอีกครั้งครับผมพฤหัสหรือจะเรียกผมว่าพี่หัสเหมือนที่ไอ้เข้มันเรียกก็ได้ครับ”

“สวัสดีครับ ผมเธียร์เพื่อนของไอ้เข้คนดีคนเดิม เพิ่มเติมผมเรียบจบจริงๆ แล้วนะครับ”

“สวัสดีครับ ไอ้คิวผมแล้วเนอะ ผมตะโขงพ่อของไอ้เด็กเวรนี่ครับ” หลังจากที่ทุกคนแนะนำตัวเป็นที่เรียบร้อย ก็มาถึงคิวของคุณไก่ทอดดำเนินรายการต่อ

“รู้สึกอย่างไรบ้างคะหลังจากที่เรื่องของคุณจบไปและกระแสตอบรับกลับมาดีมากๆ ขนาดนี้” คุณไก่ยื่นไมค์ไปถามพี่หัสก่อนเป็นคนแรก

“ก่อนอื่นเลยต้องขอบคุณทุกๆ ท่านที่สนใจและติดตามพวกเรามาตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ ผมขอบคุณจริงๆ ครับ ไม่คิดว่าความรักของเราสองคนจะทำให้ทุกๆ ท่านยิ้มขนาดนี้ และผมเองก็ต้องขอบคุณเข้ด้วยเหมือนกัน เพราะถ้าไม่มีเข้ก็คงจะไม่มีผม” ไอ้ต้าวพี่หัสบ้า ผมนี่เขินแก้มแตกเลยครับ

“ได้ข่าวว่าถ้าไม่มีไก่ทอดจะไม่มีทั้งคู่เลยนะคะ” บทหวานซึ้งที่จีบกันบนเทวีต้องจบลงเพราะไก่ทอดมาแล้วจ้าพูดขัดขึ้นมาก่อน

“ต้องกราบแนบอกคุณไก่เลยครับ เพราะถ้าไม่มีคุณไก่ก็คงจะไม่มีพวกผม” ผมรีบกล่าวขอบคุณคุณไก่ทอดทันที “ถ้าจะให้ดีกว่านี้ต้องมีต่อภาคสองแล้วแหละครับ”

“ปีนี้ถึงกลางปีหน้าคิวเต็มแล้วค่ะน้องเข้ ต้องขอโทษด้วยนะคะ”

“ผมจะให้นักอ่านที่น่ารักของกดดันคุณไก่ ถ้าไม่ต่อต้องมีเจ็บกันบ้าง”

“ขู่แบบนี้ถึงสิ้นปีหน้าก็อาจจะไม่ว่างนะคะ”

“ผมนี่รักคุณไก่ทอดสุดหัวใจเลยครับ ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนที่ใจดีและน่ารักมากขนาดนี้มาก่อน งานทั้งใจและใบหน้าสุดๆ เลยครับ” ผมแอบเห็นว่าคุณไก่แอบหัวเราะเล็กน้อยให้กับความปลิ้นปล้อนของผม

“ไว้ไก่จะพิจารณานะคะ” คุณไก่หันหน้ากลับไปที่เดิม “ทุกๆ ท่านคงอยากจะรู้ว่าเหตุการณ์ความรักของน้องเข้และพี่หัสนั้นมีหลายเหตุการณ์มากๆ เรามาถามคนที่เกี่ยวข้องกันดีกว่าค่ะว่าชอบหรือประทับใจเหตุการณ์ไหนกันบ้าง เริ่มที่น้องเข้ก่อนเลย”

“ผมพูดได้จริงๆ เหรอครับ” เพราะเหตุการณ์ที่ผมชอบนั้นมันค่อนข้างที่จะ...

“พูดได้ค่ะ” เมื่อคุณไก่อนุญาตผมก็ไม่รอช้าที่จะบรรยายความประทับใจกับเหตุการณ์นั้นออกมาทันที

“ผมชอบตอนที่พี่หัสเข้ามาอยู่ในตัวของผม.....อุ๊บ!!” ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยคพี่หัสก็พุ่งเข้ามาปิดปากผมทันที จากคอนเซ็ปตอนแรกที่ตั้งใจเอาไว้ว่า new normal ตอนนี้แนบชิดกันมากครับ (ทุกอย่างทำแบบผมน้า)

“เอ่อ..ผมหมายถึงในหัวใจของผมต่างหากครับ คิดอะไรกันไปเนี่ย” ผมรีบแก้สถานการณ์ทันที “แล้วพี่หัสชอบเหตุการณ์ไหน”

“ถ้าตอบว่าชอบทุกเหตุการณ์ที่มีเรามันจะดูเลี่ยนไปไหม?”

“ไม่เลี่ยนหรอกครับ แต่พ่อผมกับไอ้เธียร์โก่งคออ้วกกันไปแล้ว” ผมชี้ไปที่สองคนนั้นที่กำลังแข่งกันโก่งคออ้วกให้กับคำพูดของพี่หัส

“ฮ่าๆ ถ้าให้เลือกเหตุการณ์ที่ประทับใจก็คงจะเป็นช่วงแรกๆ เลยที่เราบอกว่าเราชอบพี่ และไม่ถอดใจตอนที่พี่บอกเราว่าพี่ไม่คิดอะไรกับเรา”

“อ่อ ตอนนั้นนี่เอง อ่านแล้วก็แอบสงสารน้องเข้เหมือนกันนะคะ” คุณไก่พูดขึ้น “แล้วน้องเธียร์ละคะ ประทับใจเหตุการณ์ไหมเป็นพิเศษไหมเอ่ย?”

“สำหรับผมหรอครับ ก็คงจะเป็นเหตุการณ์ที่ไอ้เพื่อนเข้ของผมถูกจับที่ไปในสถานที่แบบนั้นทั้งๆ ที่มันอายุไม่ถึงแถมยังโชคร้ายโดนสาวนวดขโมยของไปอีก ริอาจจะเป็นไลฟ์โค้ชแต่เอาตัวเองไม่รอด”

“ดูผมอยู่หรือเปล่าครับเพื่อนเธียร์?”

“เขาเรียกว่าประทับใจจนต้องพูดออกมาต่างหากล่ะครับ”

“อ่อ แล้วไป”

“ไอ้นี่มันโง่ครับ ตามใครไม่ทันหรอก” ผมได้ยินไม่ชัดว่าไอ้เธียร์มันพูดมาอะไร แต่พอผมหันไปอีกทีไอ้เธียร์ก็หันมายิ้มและทำท่ามินิฮาร์ทส่งให้ผม

“แล้วคุณพ่อล่ะคะ ชอบเหตุการณ์ไหน”

“ก็น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เจ้าลูกเขยเขาโทรมาขอ.....”

“พ่อคะอันนี้พูดไม่ได้ สปอยไม่ได้น้าาา”

“อ่าวเหรอครับ โทษทีๆ” พ่อของผมรีบยกมือขึ้นปิดปากหลังจากที่เผลอสปอยตอนพิเศษที่มีอยู่เฉพาะในเล่มออกมา “แต่ผมประทับใจจริงๆ นะ ไม่คิดว่าลูกแย่ๆ จะมีคนชอบมันจริงๆ”

“นี่ลูกไง?”

“กูบอกว่ามึงเป็นพ่อกูเหรอ?”

“หวัดดีพ่อยังตะโขงลูกรัก”

“ไอ้เข้!! ไอ้ลูกเวรนี่! โทษทีครับที่หยาบคาย ไอ้ลูกของผมมันก็ทะลึ่งแบบนี้แหละ อย่าไปถือสากมันหนัก เอ้ย! ถือสาเลยครับ แหม่ ช่วงนี้มุขแพรวพราวมากๆ จนอยากจะเล่นเลยครับ” ไม่ต้องบอกเลยนะครับว่านี่พ่อใคร ถ้าไม่ใช่พ่อของไอ้เข้ร้อยมุขอย่างผม เล่นไปก่อนไม่ขำวันนี้วันหน้าก็อาจจะขำครับ อย่าไปท้อ เพราะท้อเอาไว้ให้ลิงถือ (มุขโบราณมาก)

“แล้วคุณไก่ล่ะครับ ชอบเหตุการณ์ไหนเป็นพิเศษ” ก่อนที่จะเละเทะไปมากกว่านี้บุรุษขี่ม้าขาวอย่างพี่หัสก็แก้ไขสถานการณ์เอาไว้ได้

“สำหรับไก่แล้ว ชอบทุกเหตุการณ์ค่ะ และชอบมากๆ เมื่อเห็นว่านักอ่านทุกๆ ท่านชื่นชอบ น้ำตาจะไหลทุกครั้งที่นักอ่านบอกว่าทำให้วันนี้ยิ้มได้เป็นครั้งแรก หรือแม้กระทั่งบอกว่าเมดมายเดย์ อะไรแบบนี้มันทำให้ไก่ใจฟูมากๆ เลยค่ะ” ผมแอบอ่านคอมเม้นต์ของทุกๆ ท่านอยู่เหมือนกันนะครับ ผมขอบคุณทุกคนที่เอ็นดูผมเหมือนกัน

“สุดท้ายนี้ก่อนจะจากกันไปอยากฝากอะไรไหมคะ” คุณไก่หันมาถามผมก่อนที่จะจบ

“จากกระแสตอบรับที่ดีมากๆ ทำให้ความต้องการบันทึกรักของผมเพิ่มมากขึ้น สำหรับนักอ่านที่พรีฯ รอบที่แล้วไม่ทันครับ” ผมพูดขึ้นหลังจากที่คุณไก่ทอดให้ผมฝากผลงาน

“ครับ ตอนนี้มีเปิดรีปริ้นนะครับตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 เดือนนี้เลย สั่งตอนนี้ได้อีกทีปีใหม่ครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน” พี่หัสพูดเสริม

“แล้วถ้าใครอยากรู้ว่าเหตุการณ์ที่พ่อชอบคืออะไรก็อ่านได้ในตอนพิเศษนะลูกๆ”

“ผมเองก็มีซีนเยอะนะครับ อยากให้ทุกคนที่รักที่ชอบพวกเรามีติดบ้านเอาไว้ ถ้าวันใดไฟดับก็เอามาพัดหรือเอามาหนุนศีรษะได้นะครับ”

“ให้เกียรติไอ้เข้แสนเล่มด้วย”

“แสนเล่มคือยอดพรีฯ?”

“ยอดหนี้ในบัญชีกูนี่แหละ ถุ้ย! ชงอะไรมาเนี่ย” ไม่ผิดหวังครับเพื่อนของผมไม่มีแผ่วเลยจริงๆ ก็อย่างที่ไอ้เธียร์มันบอกครับว่าถ้าอ่านจบแล้วไม่รู้จะเอาไปทำอะไรก็เอามาทับกระดาษ เอามาพัด หรือเอามาจุดไฟเล่นก็ได้ครับ อ่ะหยอกๆ เอามาเก็บสะสมเอาไว้ก็ได้ครับ ถ้ายิ้มก็แค่เปิดเอามาอ่านอีกครั้ง

ถึงผมจะไม่ใช่กัญชาก็ทำเอาคุณๆ ยิ้มได้กันถ้วนหน้านะครับ

“แล้วคุณไก่อยากฝากอะไรไหนครับ?” ผมหันไปถามคุณไก่ที่ดูอึดอัดอยากจะฝากผลงานเต็มที่ เห็นว่าเรื่องต่อไปอิหยังวะมากกว่าเรื่องของผมอีก

“ได้เหรอคะ?”

“เหนียมอายอดนะครับ”

“เรื่องต่อไปชื่อว่า Absolute (ex) boyfriend ใช่ครับ นั่นแฟนเก่าผม เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนสองคนที่เคยเป็นแฟนกันค่ะ เอาเป็นว่าไม่อยากสปอยมากสามารถไปกดติดตามได้เลยนะคะ เราเปิดเรื่องไว้แล้ววว”

“คิดค่าโปรโมทครับ” ผมแกล้งแซวคุณไก่อีกครั้งก่อนที่พวกเราทั้งหมดจะลากันไป

“ภาคสองไหมน้าาา”

“หู้ยยยยย มีลุ้นอะพี่หัส”

“ทำตัวดีๆ มีลุ้นแน่นอน”

“ผมฝากเรื่องใหม่ของคุณไก่ด้วยนะครับ เห็นว่าพระเอกชื่อเป็นสัตว์อีกแล้ว อินอะไรน้าไอ้เธียร์” ผมโยนไปให้ไอ้เธียร์โปรโมทต่อ

“อินทรชิต”

“พ่าม!! อินทรีย์พอค่ะหนุ่มๆ” คุณไก่ทอดรีบแก้ก่อนที่พวกผมจะไปต่อที่อินเดีย อินโดนีเซีย หรืออินทผาลัมไปสะก่อน “เอาเป็นว่าไก่ทอดขอฝากอินทรีย์และขนุนด้วยนะคะ”

“พวกผมนี่กดปุ่มติดตามแล้วครับ”

“เก่งมากน้องเข้”

“เปลี่ยนคำชมเป็นภาคสองจะขอบคุณมากครับ” แรกๆ ก็แกล้งหยอดเผื่อได้ครับ แต่พอมาหลังๆ ผมเอาจริงล่ะครับ แอบไปเห็นว่าเรื่องนั้นรูปสวยมาก ถ้าอยากรู้ไปกดดูกันได้เลยครับผม

สุดท้ายนี้ถ้าท่านใดสนใจรีปริ้นหนังสือสามารถสแกนที่ QR Code นี้ได้เลยน้าา ขอบพระคุณจริงๆ ครับที่รักผม ผมก็รักทุกคนเหมือนกันนนน

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7749
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
สนุกดีค่ะ

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด